คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

Dave Hitz หนึ่งในผู้ก่อตั้ง NetApp ประกาศลาออกจาก NetApp มุ่งสู่เป้าหมายใหม่นอกวงการ IT

Dave Hitz หรือ David Hitz หนึ่งในผู้ก่อตั้งของ NetApp ร่วมกับ James Lau ได้ประกาศลาออกจาก NetApp แล้วอย่างเป็นทางการ โดยเขาได้เขียน Blog สุดท้ายในการทำงานของเขาที่ NetApp ในฐานะของ Executive Vice President ถึงมุมมองที่เขามีต่อ NetApp ในปัจจุบันว่าเปรียบเสมือนลูกของตนเอง และเป้าหมายของเขาหลังจากนี้ที่อยู่นอกวงการ IT

Dave Hitz Credit: NetApp

ภายใต้การร่วมก่อตั้งของสองผู้ก่อตั้ง NetApp ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี 1992 ด้วยเป้าหมายที่จะทำให้การใช้งาน NFS นั้นกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดาย กลายมาเป็นผู้สร้างตลาด Network Attached Storage หรือ NAS และจวบจนปัจจุบัน NetApp ก็ได้เติบโตในฐานะของผู้พัฒนาเทคโนโลยี Data Fabrics ที่ทำให้เหล่าธุรกิจองค์กรสามารถบริหารจัดการข้อมูลของตนบน Multi-Cloud และ On-Premises ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยเทคโนโลยีและโซลูชันต่างๆ มากมาย

Dave Hitz ระบุว่าตัวเขาเองนั้นมอง NetApp เป็นเสมือนลูกของเขา แต่ความสัมพันธ์นี้ก็เหมือนความสัมพันธ์ในครอบครัวทั่วๆ ไป คือเขาภูมิใจเป็นอย่างมากในลูกคนนี้ แต่เขาเองก็ไม่ได้ต้องการที่จะอยู่ดูแลลูกของเขาทุกวัน ทำให้หลังจากนี้ตัวเขาเองจะยุติบทบาทการทำงานของตนเองใน NetApp และรับหน้าที่เป็น Founder Emeritus ที่จะไม่รับเงินเดือน แต่ยังคงมี Email Address ของตนเองภายใน NetApp และยังสามารถเข้าไปพูดคุย ทักทาย ทานอาหาร หรือออกกำลังกายในบริษัทได้ โดยถึงแม้เขาจะไม่ได้ทำงานใดๆ ในบริษัทแล้วก็ตาม แต่เขาก็จะเซ็นต์สัญญา Non-Disclosure Agreement หรือ NDA เพื่อให้พนักงานของ NetApp สามารถพูดคุยประเด็นต่างๆ กับเขาได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลความลับทางธุรกิจจะรั่วไหล

Dave Hitz ยังได้เล่าถึงโครงการต่างๆ ที่เขาได้ทำในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้นอกเหนือจากงานใน NetApp ซึ่งถึงแม้จะมีหลากหลายโครงการ แต่ 3 โครงการเด่นๆ ที่เขาอยากจะเล่าถึงนั้นได้แก่

  • โครงการของ Hitz Foundation ที่นำเทคโนโลยี LIDAR ไปทำการสแกนป่า Guatemalan Jungle จนค้นพบสิ่งก่อสร้างของชนเผ่า Mayan มากกว่า 60,000 รายการ และได้รู้ว่าก่อนหน้านั้นมีประชากรในยุค Pre-Columbian อาศัยอยู่ในพื้นที่มากถึง 10 – 15 ล้านคน มากกว่าที่เคยทราบกันมาก่อนหน้า ซึ่งโครงการนี้เกิดขึ้นเพราะตัวเขาเองนั้นชื่นชมในอารยธรรมโบราณอยู่แล้ว
  • การเข้าไปมีบทบาทในการผลักดันกระบวนการทางกฎหมายเป็นเวลานานถึง 6 ปี เพื่อเปลี่ยนแปลงให้โรงเรียน Deep Springs College ที่เป็นโรงเรียนชายล้วนต่อเนื่องมาถึง 100 ปีนั้นเปิดรับนักเรียนหญิงด้วย ซึ่งการผลักดันครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จในปี 2018 ที่ผ่านมา
  • โครงการ Play On! ที่แปลบทละครของ Shakespeare ให้กลายเป็นบทละครแบบภาษาอังกฤษร่วมสมัย ซึ่งโครงการนี้ดำเนินไปจนมีบทละครประมาณ 10 บทแล้ว แต่เป้าหมายของเขานั้นคือต้องการแปลบทละครเหล่านี้ทั้งหมด 39 บทให้เรียบร้อย

อันที่จริงแล้ว Dave Hitz ก็ระบุว่าเขานั้นยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนหลังจากนี้ แต่เขาคาดว่าจะสานต่อโครงการเดิมๆ ที่เขาทำอยู่ต่อไปก่อน แต่การที่เขากล้าก้าวออกจากบทบาทสำคัญใน NetApp นี้ เขาเองก็มั่นใจเป็นอย่างดีว่าทิศทางและการเติบโตของ NetApp หลังจากนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นและมีอนาคตที่ดี

สุดท้ายเขาได้ทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณลูกค้า, พาร์ทเนอร์ และพนักงานทุกคนที่ทำให้ NetApp มาถึงจุดนี้ ซึ่งเป็นบริษัทที่เขาภาคภูมิใจและมั่นใจว่าจะยังคงเติบโตต่อไปในอนาคต

ที่มา: https://blog.netapp.com/dave-hitz-retiring-from-netapp/

from:https://www.techtalkthai.com/dave-hitz-retired-from-netapp/

โฆษณา

FMS ขอเชิญร่วมสัมมนาฟรี “ขั้นตอนการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ด้วย Solution SAP Business One” 6 มี.ค. 2019

บริษัท ฟอร์เวิร์ด แมเนจเม้นท์ เซอร์วิส จำกัด ( FMS) ขอเชิญบริษัทที่สนใจระบบ ERP ต้องการปรับปรุงองค์กรให้เป็นมาตรฐาน และสนใจที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ เข้าร่วมงาน สัมมนา “ขั้นตอนการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ด้วย Solution SAP Business One” ในวันพุธที่ 6 มีนาคม เวลา 13.00น. – 17.00น. ณ SAP Thailand โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

ขั้นตอนการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ด้วย Solution SAP Business One โดย FMS

วันพุธที่ 6 มีนาคม 2019
เวลา 13.00 – 17.00
สถานที่ SAP Thailand อาคาร Liberty รถไฟฟ้า BTS สถานีศาลาแดง

การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นเป้าหมายของหลายบริษัท โดยประโยชน์ที่ได้มีหลากหลาย อาทิเช่น เป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และเป็นจุดสำหรับการเชื่อมโยงทางธุรกิจ เพื่อเกิดร่วมลงทุนจากกลุ่มธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินปันผล นอกจากนี้ในเชิงโครงสร้างขององค์กร ยังเป็นการการบริหารงานแบบมืออาชีพ โปร่งใส มีระบบ และ เกิดความภาคภูมิใจของบุคลากรของบริษัท (ข้อมูลจาก : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย http://www.set.or.th)

สำหรับการเตรียมตัวเพื่อเข้า PRE-IPO หรือ IPO นั้นมีเกณฑ์การเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น มี 3 หลักใหญ่ได้แก่

1. งบการเงิน
2. การควบคุมภายใน
3. วิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการนำพาธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

การเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นต้องการเตรียมการ เพื่อให้ธุรกรรมถูกต้องตามหลักเกณฑ์ มาตรฐาน ซึ่งระบบการเงินการบัญชีที่โปร่งใส และระบบบริหารจัดการทรัพย์สินจึงมีส่วนสำคัญมาก ที่จะสร้างระบบ สร้างความเป็นมาตรฐานให้กับองค์กร เพื่อการขยายรับการเติบโตของธุรกิจ

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

บริษัท ฟอร์เวิร์ด แมเนจเม้นท์ เซอร์วิส จำกัด (FMS) ผู้ให้บริการด้านการวางระบบบัญชีการเงินโดยผ่าน Software Sage 300 (ACCPAC) และ SAP Business One ขอเชิญบริษัทที่สนใจระบบ ERP ต้องการปรับปรุงองค์กรให้เป็นมาตรฐาน และสนใจที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ เข้าร่วมงาน สัมมนา “ขั้นตอนการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (Pre-IPO & IPO process)ด้วย Solution SAP Business One” วันพุธที่ 6 มีนาคม เวลา 13.00 – 17.00 น ณ SAP Thailand ลงทะเบียนได้ที่ http://www.fmsconsult.com/en/news-event/seminar/upcoming-event/ขั้นตอนการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์-ด้วย-solution-sap-business-one.html

from:https://www.techtalkthai.com/fms-ipo-with-sap-business-one-seminar-invitation/

จัดเก็บ สำรอง และแชร์ไฟล์ข้อมูลง่ายๆ ด้วย Box101 Private Cloud Storage สำหรับองค์กรจาก Acer

Cloud Storage เป็นหนึ่งในโซลูชันยอดนิยมที่ธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่บริษัทขนาดเล็ก หน่วยงานขนาดกลาง ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยความง่ายในการจัดเก็บ เข้าถึงได้จากทุกที่ และสามารถแชร์ข้อมูลระหว่างผู้ใช้งานได้อย่างอิสระ ทำให้ Cloud Storage ช่วยเพิ่มผลิตภาพการทำงานของพนักงานภายในองค์กรได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรที่ให้ความสำคัญด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศยังคงลังเลที่จะใช้บริการ Cloud Storage สาธารณะ เนื่องจากกังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูล รวมไปถึงการขัดกับกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ

Box101 Private Cloud Storage ระดับ Enterprise-grade

Acer Cyber Security Inc. (ACSI) บริษัทภายในเครือของ Acer และเป็นผู้ให้บริการ Managed Security Services และ Cloud Data Center ชั้นนำจากไต้หวัน จึงได้พัฒนา Box101 ขึ้นมาเพื่อให้บริการ Cloud Storage ระดับ Enterprise-grade แบบ Private สำหรับองค์กรและธุรกิจต่างๆ โดยมีจุดเด่นที่สามารถติดตั้งและเชื่อมต่อเข้ากับระบบขององค์กรได้ง่าย ช่วยให้พนักงานสามารถจัดเก็บ สำรอง และแชร์ไฟล์ข้อมูลจากทุกอุปกรณ์ได้ทันที เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งความมั่นคงปลอดภัย

จัดเก็บไฟล์เอกสารข้ามอุปกรณ์ได้อย่างอิสระ

Box101 สามารถทำหน้าที่เป็นส่วนขยายสำหรับจัดเก็บไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ เมื่อผู้ใช้อัปโหลดไฟล์เอกสารขึ้นไปเก็บไว้ Box101 แล้ว ไฟล์เอกสารดังกล่าวจะถูกซิงโครไนซ์ไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ของผู้ใช้คนนั้นโดยอัตโนมัติผ่านทาง Agent และแอปพลิเคชันซึ่งรองรับการใช้งานทั้งบน Windows, Android และ iOS ส่งผลให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงไฟล์ข้อมูลดังกล่าวจากอุปกรณ์ใดก็ได้ทุกที่และทุกเวลา

จุดเด่นสำคัญของการเก็บไฟล์ข้อมูลบน Box101 คือ การทำ Versioning ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถย้อนเวลากลับไปจุดเซฟต่างๆ ของไฟล์ข้อมูลดังกล่าวได้อย่างไม่จำกัด (ขึ้นอยู่กับปริมาณพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่เหลืออยู่) และกู้คืนไฟล์กลับคืนมาได้ในกรณีที่แก้ไขไฟล์ข้อมูลผิดหรือบันทึกทับโดยไม่ได้ตั้งใจ

สำรองข้อมูลผ่านการซิงโครไนซ์โดยอัตโนมัติ

นอกจากการเป็นส่วนขยายสำหรับจัดเก็บไฟล์ข้อมูลแล้ว Box101 ยังทำหน้าที่เป็นระบบสำรองข้อมูลโดยอัตโนมัติได้อีกด้วย โดยผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าต้องการสำรองไฟล์ข้อมูลบนโฟลเดอร์ใด เช่น ไฟล์ข้อมูลของบริษัท ไฟล์ข้อมูลที่ใช้ติดต่อกับลูกค้า หรือเอกสารความลับต่างๆ ไฟล์ข้อมูลเหล่านี้จะถูกซิงโครไนซ์โดยอัตโนมัติทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ถูกสำรองมีความล่าสุด และสามารถเข้าถึงจากอุปกรณ์อื่นๆ ได้ทันที

นอกจากนี้ Box101 ยังสามารถเชื่อมต่อกับ NFS/CIFS Storage เพื่อสำรองข้อมูล (Backup) จาก Box101 แบบรายบุคคลได้ รวมไปถึงสามารถเข้ารหัสไฟล์เอกสารบน Box101 จึงทำให้มั่นใจว่าข้อมูลสำคัญของผู้บริหารจะปลอดภัยและไม่สูญหายอย่างแน่นอน

แชร์ไฟล์ข้อมูลให้เพื่อนร่วมทีม พาร์ทเนอร์ และลูกค้าได้สะดวกรวดเร็ว

Box101 ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแชร์ไฟล์ข้อมูลไปยังเพื่อนร่วมทีม พาร์ทเนอร์และลูกค้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบริการฝากไฟล์ภายนอกซึ่งเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล การแชร์ไฟล์สามารถกระทำได้ 2 แบบ ดังนี้

  • ผสานการทำงานร่วมกับ AD/LDAP เพื่อระบุ User หรือ Group ที่ต้องการแชร์ไฟล์ข้อมูลไปให้ โดยโฟลเดอร์และไฟล์ข้อมูลที่แชร์ไปจะปรากฏบนอุปกรณ์ของเพื่อนร่วมทีมเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ
  • สร้างลิงค์ URL แล้วส่งไปยังพาร์ทเนอร์และลูกค้าเพื่อให้เข้าถึงและดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลได้ โดย URL ดังกล่าวสามารถปรับแต่งให้เป็นโดเมนของบริษัทเพื่อเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กรได้

เจ้าของไฟล์ข้อมูลสามารถกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดรหัสผ่าน การกำหนดวันหมดอายุในการเข้าถึง จำนวนครั้งที่สามารถดาวน์โหลดไฟล์ รวมไปถึงมอบสิทธิ์ในการสร้าง แก้ไข ลบ หรือแชร์ไฟล์ข้อมูลต่อให้แก่เพื่อนร่วมทีมได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่แชร์ลิงค์ URL ให้พาร์ทเนอร์หรือลูกค้าภายนอกองค์กร สามารถอนุญาตให้บุคคลเหล่านั้นแก้ไขและอัปโหลดไฟล์ข้อมูลกลับมายัง Box101 ได้ด้วยเช่นกัน ลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลสู่ภายนอก

ฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Box101 และ Cloud Storage อื่นๆ คือ Box101 มาพร้อมกับ Antivirus Engine ซึ่งทำหน้าที่สแกนไฟล์ข้อมูลขณะอัปโหลดเข้าสู่ Storage ช่วยให้สามารถตรวจจับและกักกันมัลแวร์ได้ก่อนที่จะแพร่กระจายเข้าสู่ระบบจัดเก็บข้อมูลขององค์กร อีกทั้งยังสามารถเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลภายใน Box101 แบบ AES-256 ทำให้มั่นใจได้ว่าการจัดเก็บข้อมูลสำคัญขององค์กรมีความมั่นคงปลอดภัย สอดคล้องกับข้อกำหนดตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 หรือ Information Security Management System (ISMS)

นอกจากคุณสมบัติด้านการจัดเก็บ สำรอง และแชร์เอกสารข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมั่นคงปลอดภัยแล้ว Box101 ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติเด่นอื่นๆ ได้แก่

  • การเข้าถึงไฟล์ข้อมูลแบบออฟไลน์ โดย Box101 จะทำการซิงโครไนส์ไฟล์อัปเดตล่าสุดให้ทันทีเมื่อคุณกลับมาออนไลน์อีกครั้ง พร้อมสำรองเวอร์ชันของไฟล์ที่ได้มีการซิงค์ขึ้นไปยัง Box101 อีกด้วย
  •  สามารถเปิดดูและแก้ไขไฟล์เอกสาร MS Office และ Open Office ออนไลน์ได้แบบเรียลไทม์ และรองรับการแก้ไขไฟล์เอกสารจากหลายๆ ผู้ใช้พร้อมกัน
  • รองรับการใช้งานบน Android และ iOS โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมาใช้งานได้ผ่านทาง App Store
  • มีหน้า Dashboard แสดงผลในรูปกราฟิก สำหรับประเมินสถิติการใช้งานทั้งภาพรวมของระบบและของผู้ใช้แต่ละราย
  • มีการจัดเก็บ Log เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไฟล์ข้อมูลบน Box101 ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตามการใช้งานย้อนหลังได้
  • มี UI สำหรับผู้ดูแลระบบในการติดตามการเปลี่ยนแปลงไฟล์ข้อมูลบน Box101 ของผู้ใช้งานแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการอัปโหลด ปรับปรุงเอกสาร หรือเปิดแชร์แบบ URL ให้กับบุคคลภายนอกองค์กร

รองรับการใช้งานแบบ Standalone สำหรับ SMB และ Scalable สำหรับองค์กรขนาดใหญ่

Box101 เป็นอุปกรณ์ประเภท Appliance ที่ติดตั้งและเชื่อมต่อเข้ากับระบบขององค์กรได้ง่าย สามารถติดตั้งได้แบบ Standalone โดยรองรับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลตั้งแต่ 4 – 40 TB และสามารถเชื่อมต่อกับ SAN Storage เพื่อขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูลไปจนถึงระดับ 100 TB ได้ เหมาะสำหรับธุรกิจระดับ SMB ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งาน คำนวณ License จากพื้นที่จัดเก็บข้อมูลโดยรวม

นอกจากนี้ Box101 ยังถูกออกแบบให้มีสถาปัตยกรรมที่พร้อมรองรับการขยายและการเติบโตของข้อมูลภายในองค์กรได้ง่ายผ่านการ Scale-out รวมไปถึงรองรับการทำ High Availability และ Load Balancing เพื่อเพิ่มความเสถียรในการใช้งานให้ถึงขีดสุด ทำให้มั่นใจว่าพนักงานในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลบน Cloud Storage ได้จากทุกทีและทุกเวลา

Box101 ทำหน้าที่เป็น Private Cloud Storage ภายในองค์กร ที่ช่วยให้พนักงานสามารถจัดเก็บและแชร์เอกสารข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็น Windows, Android หรือ iOS และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกเวลาที่ต้องการอย่างมั่นคงปลอดภัย ก้าวเข้าสู่การเป็นองค์กรยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven Business) ได้อย่างมั่นใจ

Box101 Private Cloud Storage พร้อมให้บริการในประเทศไทยแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Acer Call Center ประเทศไทย โทร 02-153-9888 หรืออีเมล Nongluk.Samapiban@acer.com

from:https://www.techtalkthai.com/acer-box101-private-cloud-storage-for-enterprises/

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่อัปเดตแพตช์ Windows

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิทัล ภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์มีแต่เติบโตขึ้น งานวิจัยล่าสุดคาดการณ์ไว้ว่าในปี 2021 มูลค่าความเสียหายอันเนื่องมาจากภัยคุกคามดังกล่าวจะสูงถึง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อให้เห็นถึงผลกระทบที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะมาพูดถึงช่องโหว่ยอดนิยมในอดีตอย่าง EternalBlue และวิธีรับมือกับปัญหาเมื่อไม่สามารถอัปเดตแพตช์ได้โดยใช้ Panda Adaptive Defense 360

โปรโมชันพิเศษ!! ซื้อ Panda Antivirus ทุกรุ่นวันนี้ ลดทันที 50%

EternalBlue คืออะไร

หนึ่งในช่องโหว่ที่เป็นปัญหามากที่สุดเมื่อไม่กี่ปีมานี้คือช่องโหว่ที่ส่งผลต่อ Microsoft Server Message Block (SMB) เรียกว่า EternalBlue ซึ่งเชื่อว่าถูกพัฒนาโดยสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NSA) แต่ได้ถูกเปิดเผยโดยกลุ่มแฮ็กเกอร์นาม Shadow Broker เมื่อเดือนเมษายน 2017 และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีมากมายในเวลาถัดมา

การโจมตีที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ WannaCry Ransomware ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทกว่า 300,000 แห่งทั่วโลกและสร้างความเสียหายรวมประมาณ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากนั้นอีก 1 เดือน NotPetya Ransomware ก็อาศัยช่องโหว่นี้ในการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ กวาดข้อมูลรหัสผ่าน แล้วแพร่กระจายตัวต่อไปทำอันตรายคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ในระบบเครือข่าย

และเราไม่เพียงแต่พูดถึง Ransomware หลังจากการโจมตี WannaCry และ NotPetya เราเริ่มเห็นมัลแวร์ชื่อ Adylkuzz ซึ่งใช้ EternalBlue ในการแพร่กระจายตัวแล้วดาวน์โหลดชุดคำสั่งลงบนคอมพิวเตอร์เพื่อขุดเหรียญ Cryptocurrencies

การแก้ไขปัญหา?

เหตุผลที่องค์กรส่วนใหญ่มีปัญหาในการจัดการกับช่องโหว่คือการขาดทรัพยากรและเวลา ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นเรื่องยากที่จะจัดลำดับความสำคัญของการแพตช์ ที่สำคัญคือการโจมตีจะใช้ประโยชน์จากระบบและแอปพลิเคชันที่ปล่อยช่องโหว่ทิ้งไว้โดยไม่มีการอัปเดตแพตช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยล่าสุด

ด้วยตัวสินค้าของ Panda Adaptive Defense 360 เทคโนโลยีใหม่ป้องกัน Anti-exploit technology ได้ปรับปรุงโซลูชันด้านความปลอดภัยให้เหมาะสมและช่วยให้บริษัทสามารถตรวจจับมัลแวร์ที่บริษัทอื่นไม่สามารถตรวจจับและกำจัดมัลแวร์ เช่น Blackhole หรือ Redkit (ใน Java, Adobe, MS Office, ฯลฯ ) ได้

กุญแจสำคัญในการตรวจจับภัยคุกคามที่ไม่เคยพบมาก่อน คือ การใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์พฤติกรรมที่มีความสามารถในการตรวจจับอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เซ็นเซอร์หลายตัวเพื่อส่งข้อมูล Collective Intelligence เกี่ยวกับพฤติกรรมของไฟล์ที่น่าสงสัยซึ่งพยายามใช้เทคนิคต่างๆ ในการลักลอบเข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์

ที่สำคัญคือ Panda Security มีการป้องกันเชิงรุกที่รวมอยู่ในผลิตภัณฑ์และมีการอัปเดตฐานข้อมูลมัลแวร์ล่าสุดผ่านระบบ Cloud อยู่เสมอ

โปรโมชันพิเศษเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม

Panda Antivirus ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Endpoint, Endpoint Plus หรือ Adaptive Defense 360 ลดราคา 50% ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2019 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อทีมงาน support@panda-thailand.com หรือโทร 02-645-2301-4

from:https://www.techtalkthai.com/what-will-happen-if-we-do-not-update-windows-patches/

15 IT Certificate เงินดีที่แนะนำให้สอบประจำปี 2019 Google Cloud ขึ้นอันดับ 1

Global Knowledge ได้ออกมาเผยแพร่ผลสำรวจด้าน IT Certification 15 อันดับแรก โดยเรียงตามรายได้เฉลี่ยที่ได้รับของผู้ครอบครอง Certificate เหล่านั้นในตลาดสหรัฐอเมริกา ทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอหยิบมาสรุปกันเป็นแนวทางสำหรับการเลือกสอบ Certificate ประจำปี 2019 สำหรับคน IT ไทยกันดังนี้ครับ

Credit: ShutterStock.com
  1. Google Cloud Certified Professional Cloud Architect รายรับต่อปี 139,529 เหรียญ หรือราวๆ 4.46 ล้านบาท
  2. PMP – Project Management Professional รายรับต่อปี 135,798 เหรียญ หรือราวๆ 4.35 ล้านบาท
  3. Certified ScrumMaster รายรับต่อปี 135,441 เหรียญ หรือราวๆ 4.33 ล้านบาท
  4. AWS Certified Solutions Architect – Associates รายรับต่อปี 132,840 เหรียญ หรือราวๆ 4.25 ล้านบาท
  5. AWS Certified Developer – Associate รายรับต่อปี 130,369 เหรียญ หรือราวๆ 4.17 ล้านบาท
  6. MCSE: Server Infrastructure รายรับต่อปี 121,288 เหรียญ หรือราวๆ 3.88 ล้านบาท
  7. ITIL Foundation รายรับต่อปี 120,566 เหรียญ หรือราวๆ 3.86 ล้านบาท
  8. CISM – Certified Information Security Manager รายรับต่อปี 118,412 เหรียญ หรือราวๆ 3.79 ล้านบาท
  9. CRISC – Certified in Risk and Information Systems Control รายรับต่อปี 117,395 เหรียญ หรือราวๆ 3.76 ล้านบาท
  10. CISSP – Certified Information Systems Security Professional รายรับต่อปี 116,900 เหรียญ หรือราวๆ 3.74 ล้านบาท
  11. CEH – Certified Ethical Hacker รายรับต่อปี 116,306 เหรียญ หรือราวๆ 3.72 ล้านบาท
  12. Citrix Certified Associate – Virtualization (CCA-V) รายรับต่อปี 113,442 เหรียญ หรือราวๆ 3.63 ล้านบาท
  13. Security+ รายรับต่อปี 110,321 เหรียญ หรือราวๆ 3.53 ล้านบาท
  14. Network+ รายรับต่อปี 107,143 เหรียญ หรือราวๆ 3.43 ล้านบาท
  15. CCNP Routing and Switching รายรับต่อปี 106,957 เหรียญ หรือราวๆ 3.42 ล้านบาท

ก็เรียกได้ว่า Certificate ฝั่ง Cloud นั้นมาแรงไม่น้อยทีเดียว ในขณะที่ทักษะทางด้านการบริหารจัดการในหลากหลายแง่มุมเองก็สำคัญไม่แพ้กัน ส่วน Certificate ทางด้าน Security นั้นก็ยังมีความจำเป็นต่อภาคธุรกิจที่สหรัฐอเมริกาอยู่เช่นกัน

ที่มา: https://www.forbes.com/sites/louiscolumbus/2019/02/11/15-top-paying-it-certifications-in-2019/#5e3f8c9e3e7c

from:https://www.techtalkthai.com/15-it-certificates-with-highest-salary-in-2019/

Sponsored Webinar: How to Gain Visibility into Encrypted Threats – ต่อกรกับภัยคุกคามที่เข้ารหัสโดย F5 Networks

F5 Networks ขอเรียนเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “How to Gain Visibility into Encrypted Threats – ต่อกรกับภัยคุกคามที่เข้ารหัส” โดยทีมวิศวกรจาก F5 Networks ประเทศไทย พร้อมแนะนำเทคนิคการตรวจจับและรับมือกับภัยคุกคามที่แอบแฝงเข้ามากับช่องทางที่เข้ารหัส ในวันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ 2019 ผ่านช่องทาง Live Webinar ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: How to Gain Visibility into Encrypted Threats – ต่อกรกับภัยคุกคามที่เข้ารหัส
ผู้บรรยาย: คุณวิภวัฒน์ อุปถัมภ์วิเชียร Security Evangelist จาก F5 Networks ประเทศไทย
วันเวลา: วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_S4kg0zP0Snqck8G9FsS7sw

หัวข้อและกำหนดการ

ปัจจุบันนี้มีทราฟฟิกที่ถูกเข้ารหัสข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตกว่า 80% แม้ว่าการเข้ารหัสจะช่วยปกป้องข้อมูลจากการถูกดักฟัง แต่แฮ็กเกอร์ก็สามารถใช้ช่องทางเข้ารหัสดังกล่าวในการซ่อนภัยคุกคามให้รอดพ้นจากการถูกตรวจจับโดยอุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งการใช้ช่องทางที่เข้ารหัสเพื่อซ่อนภัยคุกคามนี้ก็แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ 

เพื่อต่อกรกับภัยคุกคามที่เข้ารหัส F5 Networks จึงได้นำเสนอ F5 SSL Orchestrator เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นทราฟฟิกภายในช่องทางที่ถูกเข้ารหัส รวมไปถึงสามารถติดตามภัยคุกคามที่แอบแฝงตัวเข้ามาได้ง่ายยิ่งขึ้น การเพิ่ม F5 SSL Orchestrator เข้าไปใน Local Traffic Manager ไม่เพียงแต่ช่วยให้มองเห็นได้ถึงระดับ Packet แต่ยังมอบความสามารถในการควบคุมทราฟฟิคผ่านระบบ Orchestration ได้อีกด้วย

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้พบกับ

  • แนวโน้มการเข้ารหัสข้อมูล SSL/TLS ในปัจจุบัน
  • ความท้าทายของการเข้ารหัสข้อมูล และการตรวจสอบทราฟฟิกที่ถูกเข้ารหัส
  • เทคนิคการติดตามและควบคุมทราฟฟิกที่ถูกเข้ารหัสข้อมูล
  • แนะนำโซลูชัน F5 SSL Orchestrator สำหรับต่อกรกับภัยคุกคามที่เข้ารหัส
  • ถามตอบข้อสงสัยกับผู้เชี่ยวชาญจาก F5 Networks

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วม Sponsored Webinar: How to Gain Visibility into Encrypted Threats – ต่อกรกับภัยคุกคามที่เข้ารหัส ได้ฟรี โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ให้ผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar 100 ท่านแรกเข้าฟังบรรยายโดยไม่คำนึงถึงอันดับการลงทะเบียนก่อนหลัง

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดต Sponsored Webinar: How to Gain Visibility into Encrypted Threats – ต่อกรกับภัยคุกคามที่เข้ารหัส บน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/341272209929980/

ลงทะเบียนคลิก:
https://zoom.us/webinar/register/WN_S4kg0zP0Snqck8G9FsS7sw

from:https://www.techtalkthai.com/sponsored-webinar-f5-ssl-orchestrator/

หมดปัญหาเรื่องการออกใบกำกับภาษีในนามนิติบุคคล! เมื่อสั่งซื้อ AWS กับ CS LOXINFO

เป็นที่รู้กันดีว่า Amazon Web Services (AWS) เป็นบริการ Public Cloud ที่ได้รับความนิยมระดับโลก ตอบโจทย์ความต้องการเชิงธุรกิจขององค์กรในยุคดิจิทัลปัจจุบันอย่างครบครัน ที่สำคัญคือคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงโดยชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ซึ่งนับว่าสะดวกรวดเร็วเป็นอย่างมาก แต่ก็มีปัจจัยหนึ่งที่อาจยังไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ 100% นั่นก็คือ ไม่สามารถออกใบกำกับภาษีให้แก่นิติบุคคลในประเทศไทยได้ กลายเป็นข้อจำกัดเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มในการซื้อขายของนิติบุคคล

ข้อจำกัดดังกล่าวจะหมดไป เมื่อสั่งซื้อ AWS ผ่าน CS LOXINFO ซึ่งเป็น Authorized Channel Reseller หรือผู้จัดจำหน่ายบริการของ AWS อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่สามารถออกใบกำกับภาษีในนามนิติบุคคล เพื่อให้แต่ละองค์กรนำไปหักภาษีมูลค่าเพิ่มได้

CS LOXINFO กับการบริหารจัดการ AWS Cloud

CS LOXINFO ในฐานะผู้ให้บริการ Cloud แก่ลูกค้าองค์กร พร้อมให้คำปรึกษาและการสนับสนุนการใช้ระบบ Cloud อย่างครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนกลยุทธ์ การออกแบบ การติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษาระบบ Cloud แบบ 24×7 เพื่อให้การเริ่มหรือเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cloud ขององค์กรกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ช่วยส่งมอบบริการใหม่ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว

CS LOXINFO มีความพร้อมที่จะบริหารจัดการ AWS Cloud ให้แก่ลูกค้าองค์กร ตั้งแต่ช่วยวางแผนการใช้งาน เลือกแพ็กเกจที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า รวมถึงการรับชำระเงินแทนการชำระตรงไปยัง AWS โดย CS LOXINFO สามารถออกใบกำกับภาษีในประเทศไทยที่สามารถนำไปหักภาษีมูลค่าเพิ่มได้

นอกจากนั้น CS LOXINFO ยังคอยดูแลและเฝ้าระวังประสิทธิภาพการทำงาน (Performance) ของระบบ Cloud ให้ตลอดเวลาแบบ 24×7 ลดภาระการทำงานของฝ่าย IT ในกรณีที่เกิดปัญหาหรือต้องการเปิดเคสซัพพอร์ต ลูกค้าสามารถติดต่อทีมวิศวกรของ CS LOXINFO ได้โดยตรง ซึ่งจะคอยให้คำแนะนำเป็นภาษาไทย

แนะนำแพ็กเกจ AWS EC2 บริหารจัดการโดย CS LOXINFO ในราคาเริ่มต้นเพียง 2,890 บาท/เดือน

สำหรับลูกค้าระดับองค์กรที่ต้องการความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล CS LOXINFO ขอแนะนำการใช้งาน AWS ในรูปแบบของ IaaS ในแพกเกจ Amazon EC2 ที่มาพร้อมกับบริการพื้นฐานสำหรับการทำ Data Protection ได้แก่ ระบบ Backup, ระบบแจ้งเตือนผ่าน SMS และอีเมล, ระบบเฝ้าระวังประสิทธิภาพการใช้งาน รวมไปถึงมีการติดตั้งระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยเบื้องต้นให้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 2,890 บาทต่อเดือน 

จุดเด่นของแพ็กเกจ Amazon EC2 ได้แก่

  • SLA ที่การันตีความพร้อมใช้งานสูงถึง 99.99%
  • ดูแลและให้การสนับสนุนโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของ CS LOXINFO แบบ 24×7
  • สำรองข้อมูล EBS ลงบน Amazon Glacier ในรูปของ Snapshot ย้อนหลัง 3 เวอร์ชัน (สำรองข้อมูลทุกวัน)
  • เลือกใช้บริการ Backup และ Disaster Recovery ของ CS LOXINFO เพิ่มได้
  • ชำระค่าบริการผ่านทาง CS LOXINFO แบบรายเดือน (หรือรายปี) โดยออกใบกำกับภาษีในนามนิติบุคคล
  • รองรับการทำ Auto Scaling ในกรณีที่ต้องการขยายระบบโดยอัตโนมัติเพื่อรองรับภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น
  • ดูแลและให้การสนับสนุนโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของ CS LOXINFO แบบ 24×7
  • เหมาะสำหรับลูกค้าองค์กรที่ต้องการทำ Data Protection

Amazon EC2 ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจของ โรงงานอุตสาหกรรม และ eCommerce 

แพ็กเกจ Amazon EC2 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการหันไปใช้ระบบ Cloud ที่มีความเสถียร ยืดหยุ่นต่อการใช้งาน และข้อมูลที่จัดเก็บไม่สูญหาย พร้อมส่งมอบบริการออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็วในราคาที่ถูกกว่าการสั่งซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใหม่มาใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น

โรงงานอุตสาหกรรม

AWS Cloud ช่วยให้ธุรกิจเกิดความคล่องตัว และสามารถปรับสเกลการใช้งานให้เข้ากับเทคโนโลยี IoT ได้ เจ้าของอุตสาหกรรมสามารถนำ AWS Cloud เข้ามาช่วยจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผ่านการใช้เครื่องมือต่างๆ แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้ไปปรับปรุงกระบวนการเชิงธุรกิจและการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ AWS Cloud ยังช่วยให้สามารถสร้างระบบใหม่สำหรับทดสอบโครงการต่างๆ ก่อนที่จะเริ่มไปใช้งานจริงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องรอเบิกหรือสั่งซื้ออุปกรณ์เข้ามาใหม่ ที่สำคัญคือประหยัดกว่า เพราะเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะรายเดือนที่มีการเปิดระบบทดสอบเท่านั้น

ประโยชน์ที่โรงงานอุตสาหกรรมจะได้รับจาก AWS Cloud

  • คล่องตัว เพราะสามารถปรับสเกลการใช้งานได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องรอสั่งซื้ออุปกรณ์
  • ลดการลงทุน CapEx โดยเปลี่ยนมาเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน
  • ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทดสอบโครงการใหม่

eCommerce

ระบบออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญของธุรกิจ eCommerce ในการแสดงและซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า การจัดทำระบบหน้าร้าน (เว็บไซต์) การจัดเก็บข้อมูลลูกค้า และการชำระค่าบริการออนไลน์ให้มีความเสถียร มั่นคงปลอดภัย และพร้อมขยายระบบในอนาคตได้ง่ายกลายเป็นความต้องการพื้นฐานของเจ้าของธุรกิจในยุคดิจิทัล ซึ่ง AWS Cloud เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดี เจ้าของธุรกิจสามารถเลือกใช้ CMS เช่น WordPress, Drupal, Joomla และอื่นๆ บน AWS ได้ตามความต้องการ อีกทั้งรองรับและมี SDK สำหรับแพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น Java, Ruby, PHP, Node.js และ .Net ให้ใช้งานอีกด้วย

AWS Cloud เหมาะสำหรับธุรกิจ eCommerce ที่

  • ใช้เว็บไซต์ที่พัฒนาโดย CMS ทั่วไปตามท้องตลาด เช่น WordPress, Joomla, Drupal และ Magento หรือเว็บไซต์ที่สร้างบน Stack การพัฒนายอดนิยม เช่น LAMP, LEMP, MEAN และ Node.js
  • ใช้เว็บไซต์ขนาดเล็กที่พร้อมปรับขยายไม่เกิน 5 เซิร์ฟเวอร์
  • ต้องการดูแล Web Server และทรัพยากรทั้งหมดด้วยตนเอง
  • ต้องการการบริหารจัดการ Web Server, DNS และการสร้างเครือข่ายแบบรวมศูนย์ผ่านหน้าคอนโซลเดียว

ผู้ที่สนใจใช้บริการ AWS Cloud บริหารจัดการโดย CS LOXINFO สามารถติดต่อทีมงานเพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล presales@csloxinfo.net หรือโทร 02-263-8185

from:https://www.techtalkthai.com/aws-cloud-managed-by-cs-loxinfo/