คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

ก้าวใหม่ของอุตสาหกรรมการผลิตในยุค New Normal และการก้าวไปสู่ Adaptive Manufacturing Enterprise โดยมี ERP เป็นปัจจัยสำคัญ

หลังจากที่อุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกเผชิญกับการหยุดชะงักอย่างไม่ทันตั้งตัว จากวิกฤต COVID-19 จะเห็นได้ว่าส่งผลกระทบไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ ในแง่ที่ทำให้การผลิตเกิดการหยุดชะงัก การทำงานของคนในองค์กรกลายเป็นแบบ Work From Home ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ผู้ผลิตบางรายประสบปัญหาที่ต้องปิดตัวลง ด้วยเหตุผลแตกต่างกัน ในขณะที่บางแห่งกลับต้องเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงเนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบโดยรวมต่อการวางแผนการผลิต

ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ความสำคัญของการผลิตแบบดิจิทัลได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ผลิตต้องดิ้นรน ไม่เพียงเพื่อป้องการการหยุดชะงัก แต่เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ให้ยังคงดำเนินต่อไปให้ได้อีกด้วย

การผลิตแบบดิจิทัลถือได้ว่าเป็นแนวทางแบบครบวงจรในการวางแผนการดำเนินการ การจัดการต้นทุน การเคลื่อนย้ายวัสดุและการควบคุมแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถใช้ประโยชน์จากดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสื่อสาร วิเคราะห์และใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้ดีขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ขององค์กร

ในขณะที่ผู้ผลิตต้องก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนั้น ผู้ให้บริการ ERP หลายรายก็ยังต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบ Robotic Process Automation (RPA), Machine learning, Digital twins และอื่น ๆ มาพัฒนา เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และพร้อมตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้า ให้สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน

ปัจจัยของ Digital Manufacturing ที่จะช่วยให้การผลิตเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ถึงแม้ว่าเทรนด์ของ Digital transformation เกิดขึ้นมาค่อนข้างนาน แต่มันก็ยังคงส่งผลให้การผลิตในอุตสาหกรรมต้องมีการปรับตัวตาม และทำให้หลายบริษัทต้องมีการลงทุนทางด้านดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความสามารถของ Digital transformation นี้สามารถเพิ่มผลกำไรและความก้าวหน้าทางธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาศัยการคำนวณต้นทุนและการคาดการณ์ด้วยตนเอง แบบ Manual ทำให้เกิดความล่าช้าและข้อผิดพลาด การกำหนดและตรวจสอบตัวชี้วัด(KPI) ของกระบวนการผลิตอาจไม่แม่นยำนัก อย่างไรก็ดีด้วยการปรับใช้งานด้านดิจิทัลที่มากขึ้น บริษัทสามารถประเมินปัญหาด้านการผลิตและวัสดุได้อย่างรวดเร็ว ดูข้อมูล วิเคราะห์ได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินการผลิตอีกด้วย

ตัวอย่างหนึ่งของบริษัทผู้ผลิตอย่าง Akebono ผู้ผลิตวัสดุยานยนต์และชุดเบรก ก็เป็นหนึ่งบริษัทที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์หรือวางแผนการผลิตและตอบสนองลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ภายหลังจากการนำโซลูชั่น QAD Automation มาใช้สามารถช่วยให้การคาดการณ์ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถเติมเต็มการผลิตตามลำดับความสำคัญ และปรับปรุงความแม่นยำในกระบวนการทำงานอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบที่ใช้ในองค์กรแบบเดิมมักมีข้อจำกัดทางด้านความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว รวมทั้งความกดดันจากสถานการณ์ภายนอก ก็จำเป็นต้องมีการประเมินกระบวนการภายในใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมที่จะกลับเข้าสู่การผลิตอีกครั้ง รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจภายในด้วยเช่นกัน อย่างกลยุทธ์ที่จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอ  เมื่อใดที่ธุรกิจการผลิตมีกลยุทธ์และวิธีการ ในการปรับตัวที่ดี และสามารถเข้าถึงข้อมูล ที่ช่วยวิเคราะห์คาดการณ์ได้แบบเรียลไทม์ นั่นย่อมส่งผลถึงความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่ง QAD เราเรียก บริษัทเหล่านี้ว่า “Adaptive Manufacturing Enterprises “

ดังนั้นมาดูกันว่าหากองค์กรต้องการก้าวไปเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise หรือองค์กรผู้ผลิต ที่มีประสิทธิภาพสูงในการปรับตัวต้องมีคุณสมบัติใดบ้าง

คุณสมบัติ ประการ ของ Adaptive Manufacturing Enterprise

  1. ความชาญฉลาด (Intelligent) การจัดการข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้นและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ สามารถช่วยให้องค์กรตัดสินใจอย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  2. นวัตกรรม (Innovation) การใช้ประโยชน์จากกระบวนการใหม่ๆ และเทคโนโลยีทางดิจิทัลมาเพื่อพัฒนาข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ เพื่อความก้าวหน้าในประสิทธิภาพการผลิต
  3. ความรวดเร็ว ว่องไว (Agile) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อมอนิเตอร์ประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มคุณภาพ เพื่อทำให้การตัดสินใจรวดเร็วยิ่งขึ้น และพร้อมรับมือ แก้ปัญหาต่อสถาณการณ์เฉพาะหน้าอย่างทันท่วงที
1. ความชาญฉลาด (Intelligent)

เพื่อการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ผลิต การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ สามารถช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนและเชื่อมต่อกับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และอุปกรณ์ได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลยุทธ์ให้เหนือคู่แข่งอีกด้วย

ผู้ผลิตหลายรายที่ประสบความสำเร็จ  ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ อย่างเช่น AI, Machine learning และ Internet of Things (IoT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูล ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถช่วยให้ตัวชี้วัด (KPI) วัดผลได้ดีขึ้น ทั้งในด้านการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน การเงิน และการดำเนินการอื่นๆ ตัวอย่างวิธีการนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการปรับตัว เช่น

  • ผู้ผลิตรายหนึ่งมีการเปลี่ยนกระบวนการทำงานแบบมือ (Manual) มาใช้ระบบการวิเคราะห์แบบใหม่ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมถึงมีการแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหากับผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการ  ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง
  • ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์รายหนึ่ง ได้ปรับปรุงกระบวนการของระบบ เพื่อการตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์กับซัพพลายเออร์ ส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบมีระยะเวลาสั้นลง และคุณภาพการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ดีขึ้น
2. นวัตกรรม (Innovation)

เพื่อการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจการผลิตจำเป็นต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยใช้เทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ และใช้ข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นเพื่อพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้า ผ่านการเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า และการใช้แอปพลิเคชั่นมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานพร้อมทั้งสามารถลดต้นทุนได้

ผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมหลายราย เปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชั่นบน Cloud ที่ Low-code/no-code เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งใช้การวิเคราะห์ประสิทธิภาพมาพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ให้เข้ากับธุรกิจอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่าง: วิธีนำนวัตกรรมมาใช้ เพื่อความได้เปรียบในการปรับตัวทางธุรกิจ

  • ผู้ผลิตบางรายที่เคยสรุปผลรายงานผ่าน Spreadsheet ในรูปแบบกระดาษ เปลี่ยนมาใช้ฟังก์ชั่นการรายงานผ่านดิจิทัล ซึ่งช่วยลดเวลาในการทำงานมากขึ้น อีกทั้งทำให้สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายได้แม่นยำยิ่งขึ้นอีกด้วย
  • แพลตฟอร์มการวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชนที่มีความทันสมัยและยืดหยุ่น ช่วยปรับปรุงการคาดการณ์ข้อมูล อีกทั้งลดต้นทุนด้านการดำเนินงาน โดยระบบเหล่านี้สามารถให้ผลตอบแทนจากการลงทุนแบบ 2 ต่อ 1 และช่วยลดสินค้าคงคลังได้อีกด้วย
  • ผู้ผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์รายหนึ่งได้พัฒนาการลดระยะเวลาการรอคอยสินค้าของลูกค้าและสร้างความน่าเชื่อถือในการจัดส่ง โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่สามารถติดตามสินค้า ซึ่งกลยุทธ์นี้สามารถสร้างผลกำไรให้แก่ธุรกิจได้มากขึ้น
3. ความรวดเร็ว ว่องไว (Agile)

ผู้ผลิตต้องตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจทั้งภายในและภายนอกอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านการวิเคราะห์ ขับเคลื่อนการดำเนินงาน รวมถึงความสามารถในการคำนวณตัวชี้วัด (KPI) เพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในด้านแรงงาน เครื่องจักร และกระบวนการได้อย่างต่อเนื่อง

องค์กรที่มีความว่องไว จะช่วยให้การจัดการการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเพิ่มโปรแกรมต่างๆ ที่จำเป็นในองค์กรได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังประหยัดทรัพยากรด้านเทคนิค การสนับสนุน และบริการอีกด้วยตัวอย่าง: ทำอย่างไรให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อความได้เปรียบในการปรับตัว

  • ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ระดับโลกได้ปรับเปลี่ยนและพัฒนาระบบเดิมทั้งหมด ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ระบบที่สามารถจัดเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้หลายขนาดและหลายเวอร์ชั่น ในทุกสาขาทั่วโลก โซลูชั่นนี้ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงลดข้อผิดพลาดจากการทำงานแบบมือ (Manual)
  • การย้ายระบบธุรกิจซึ่งเป็นสิ่งสำคัญขององค์กรไปยังระบบ Cloud ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับบริษัท ในการช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดส่ง และลดสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผู้ผลิตระดับโลกรายหนึ่งพิสูจน์แล้วว่าการสร้างมาตรฐานให้ระบบ ช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการกับพนักงาน สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่ผันผวนได้อย่างรวดเร็ว

เพื่อการเป็นองค์กรที่ปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยสำคัญ

1. องค์กรต้องสามารถเชื่อมต่อและเข้าถึงการจัดการของซัพพลายเออร์ได้

สำหรับผู้ผลิตที่มีซัพพลายเออร์กระจายอยู่ทั่วโลก และกำลังทำงานร่วมกับคู่ค้าหลายราย จำเป็นต้องมีระบบที่สามารถติดตามกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างกันได้ ไม่ว่าจะเป็นยอดคำสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ การเปลี่ยนแปลงของข้อมูล การติดตามสถานะคำสั่งซื้อ เลขที่ติดตามพัสดุ และสถานะการจัดส่ง เป็นต้น

โดยโซลูชั่นที่เชื่อมต่อการสื่อสารแบบเรียลไทม์ระหว่างผู้ผลิตและซัพพลายเออร์นี้สามารถปรับปรุงการมองเห็นของซัพพลายเชน ซึ่งทำให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

2. องค์กรจะต้องสามารถเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนได้

ผู้ผลิตหลายรายมีความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทาน เช่น ข้อจำกัดของการเข้าถึงการทำงานของห่วงโซ่อุปทาน คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานนั้น และความผิดพลาดของข้อมูลของการจัดส่ง รวมถึงอาจจัดส่งสินค้าไปผิดที่ ซึ่งการนำข้อมูลมาใช้เพื่อทำการตัดสินใจ ถือเป็นความชาญฉลาดในการดำเนินงานกับซัพพลายเชน นอกจากนี้การใช้ความสามารถในการคาดการณ์และการดำเนินการธุรกิจการผลิต สามารถติดตั้งการควบคุมกระบวนการแบบ end-to-end เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการเชื่อมโยงซัพพลายเชนโดยรวมได้ทันท่วงทีด้วยเหตุนี้ผู้ผลิตจึงสามารถทำลายข้อจำกัดกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน และมีความสามารถปรับตัวในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างคล่องตัว เพื่อการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทาน

3. องค์กรต้องมีการจัดการกระบวนการในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการจัดการการหยุดชะงักและการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านการผลิตจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลและการวิเคราะห์ทางการเงินแบบเรียลไทม์ โดยข้อมูลเหล่านั้นต้องมีความน่าเชื่อถือและกระบวนการการทำงานต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและการเปลี่ยนแปลงปัจจุบันโดยระบบธุรกิจที่มีการวางแผนที่ดีจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า บริษัทกำลังทำงานจากข้อมูลทางการเงินและการบัญชีที่มีความน่าเชื่อถือ มั่นคง และสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้โซลูชั่นแบบบูรณาการสามารถรองรับสกุลเงินต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม มีมาตรฐานด้านภาษีและการบัญชีในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น ซึ่งทำให้ง่ายต่อการนำไปวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ

4. องค์กรจะต้องมีการประยุกต์และปรับเปลี่ยนการผลิตให้เป็นแบบดิจิทัล

การผลิตดิจิทัลไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูล แต่เป็นการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยประมวลผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการผลิต การเข้าถึงข้อมูลในการผลิตแบบเรียลไทม์ ความแม่นยำของการประเมินสินค้าคงคลัง การมองเห็นภาพรวมของการผลิต และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ เป็นต้นอย่างไรก็ดีผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพ จะมองหาเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยสนับสนุนในกระบวนการผลิตและตลอดการดำเนินงาน เพื่อใช้เชื่อมโยงการผลิตเข้ากับธุรกิจอื่นๆ อย่างชาญฉลาด อีกทั้งการประยุกต์เทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ เช่น AI, Machine learning, IoT และ Robotic process automation เพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ทันสมัย นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยียังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถสื่อสาร วิเคราะห์ และแปรข้อมูล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านต้นทุนและคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น

5. องค์กรจะต้องมีการจัดการลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบ

การจัดการลูกค้าถือเป็นประตูสู่ความสำเร็จ ทราบหรือไม่ว่า ลูกค้าของคุณ ประเมินบริษัทของคุณอย่างไร?

จะเห็นได้ว่า ลูกค้ามีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา และบ่อยครั้งผู้ผลิตต้องการการมองเห็นกระบวนการทั้งหมดแบบเรียลไทม์ว่าลูกค้าได้รับประสบการณ์ (Customer experience) อย่างไร พอใจหรือไม่ และมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับสินค้าและบริการ ตั้งแต่การกำหนดราคา ขั้นตอนการสั่งซื้อ ไปจนถึงสินค้าคงคลัง ซึ่งผู้ผลิตจะสามารถตอบสนองต่อลูกค้าได้มากขึ้น หากสามารถรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่ปรับตัวได้เท่านั้นที่จะก้าวสู่ความสำเร็จ

กุญแจสู่ความสำเร็จของผู้ผลิต คือ การมีระบบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านความชาญฉลาด (Intelligent) นวัตกรรม (Innovation) และความคล่องตัว (Agile) ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้จะช่วยให้ธุรกิจการผลิตมีความยืดหยุ่นตามที่ต้องการ เราเรียกบริษัทเหล่านี้ว่า “Adaptive Manufacturing Enterprises”

ทั้งนี้ QAD ได้ทำการเปิดตัวเครื่องมือวิเคราะห์องค์กรด้วย Adaptive Manufacturing Enterprise Maturity Model Diagnostic ให้ผู้ผลิตสามารถนำไปวิเคราะห์ และประเมินองค์กร (คุณสามารถประเมินองค์กรผ่านลิงค์นี้ได้ฟรีhttps://www.qad.com/th-TH/adaptive-manufacturing-enterprise/diagnostic ง่ายๆ กับ 12 คำถาม เพื่อวัดระดับความสามารถในการรับรู้ และปรับตัวให้เข้ากับวิกฤตการหยุดชะงัก เพื่อพร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้บริษัท สามารถระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจ และวิธีการเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ที่ QAD เรียกว่า Adaptive Manufacturing Enterprise Maturity Model ได้แก่ 

  1. Disjointed Enterprise
  2. Functional Enterprise
  3. Effective Enterprise และ
  4. Adaptive Manufacturing Enterprise 

ซึ่งจะระบุคุณลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความสามารถขององค์กร เพื่อรับมือกับการหยุดชะงักอย่างทันท่วงที

ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น ความรวดเร็วในการตอบสนองคือทุกสิ่งทุกอย่าง ความสามารถในการรับรู้และคาดการณ์ล่วงหน้า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ผลิตต้องรู้ให้ทัน การเปลี่ยนการหยุดชะงักให้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญ

ซึ่ง QAD ได้เปิดตัวเครื่องมือวิเคราะห์องค์กรนี้ ในงานสัมมนาออนไลน์ QAD Tomorrow Thought Stream ในรูปแบบ VDO Stream ไปเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมาพร้อมกันทั่วโลก (ชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่นี่ https://go.qad.com/AP-TH-FY21-WB-QAD-Tomorrow-th-TH_01-LP-TechTalkThai.html

ในงานมีการนำเสนอแอปพลิเคชั่นของ QAD ที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยให้ผู้ผลิตมีความคล่องตัวในการปรับตัวต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น การนำข้อมูลมาวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การวางแผนทรัพยากรขององค์กร (ERP) การวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชน (DSCP) การดำเนินการด้านการค้าและการขนส่งทั่วโลก (GTTE) และระบบการจัดการคุณภาพขององค์กร (EQMS) ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ผลิตกลายเป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งมิสเตอร์แอนทอล ชิลตัล ซีอีโอ ของคิวเอดี ต้องการที่จะมุ่งเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับการรับมือกับการหยุดชะงักที่ไม่คาดคิดในธุรกิจการผลิต รวมถึงความจำเป็นในเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ และการนำ Digital Transformation มาใช้ประโยชน์ เพื่อให้องค์กรกลายเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise อย่างสมบูรณ์

สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องการเป็น “Adaptive Manufacturing Enterprises”หรือสนใจสอบถามเพิ่มเติมระบบ QAD Adaptive ERP สามารถติดต่อทีมงาน QAD ประเทศไทย ได้ที่โทร: 02-202-9369 / 02-202-9363 หรืออีเมล: si3@qad.com  ข้อมูลเพิ่มเติมhttp://www.qad.com/th-TH

เกี่ยวกับบริษัท QAD Inc. – Enabling the Adaptive Manufacturing Enterprise

QAD Inc. เป็นผู้นำในการให้บริการซอฟต์แวร์ Enterprise Resource Planning หรือ ERP บนระบบCloud สำหรับบริษัทผู้ผลิตระดับโลก ในขณะที่ผู้ผลิตทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะการหยุดชะงักที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของผู้บริโภค เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตของผู้ผลิต ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องสามารถคิดค้นและเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจได้อย่างทันท่วงที QAD เรียกบริษัทเหล่านี้ว่า “Adaptive Manufacturing Enterprises” ด้วยโซลูชั่นที่ QAD มี จะช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive), อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (Customer Products), อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage), อุตสาหกรรมสินค้าเทคโนโลยี (High-tech), อุตสาหกรรมหนัก (Industrial) และอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การแพทย์ ชีวเวชศาสตร์ (Life Sciences) สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างรวดเร็ว

ซอฟต์แวร์ QAD Adaptive ERP สนับสนุนการบริหารจัดการธุรกิจขององค์กรโดยรวม ทั้งดานการผลิต ซัพพลายเชน การเงิน การวิเคราะห์ข้อมูล กระบวนการบริหารจัดการธุรกิจ และการวางแผนทรัพยากรในองค์กร ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

บริษัท QAD ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2522 และ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานตา บาบาร่า ในรัฐแคลิฟอเนียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีสำนักงาน 29 แห่งทั่วโลก รวมทั้งสาขาในประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งมากว่า 40 ปี บริษัท ผู้ผลิตกว่า 2,000 รายได้ปรับใช้โซลูชัน QAD รวมถึงการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) การวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชน (DSCP) การดำเนินการค้าและการขนส่งทั่วโลก (GTTE) และระบบการจัดการคุณภาพ (QMS) เพื่อกลายเป็น Adaptive Manufacturing Enterprise

เขียนโดย : ผู้เชี่ยวชาญจาก QAD Inc.

เรียบเรียงโดย : จีรชญา อัคนิพัชร , Marketing Communications Manager, South Asia : QAD (Thailand) Ltd.

from:https://www.techtalkthai.com/qad-new-normal-adaptive-manufacturing-enterprise-erp/

8 แนวทางรับมือ Ransomware เบื้องต้นที่ทุกธุรกิจองค์กรควรทำ พร้อมบริการจาก AIS Cyber Secure ช่วยปกป้องธุรกิจจากภัยคุกคาม

Ransomware นั้นได้กลายเป็นภัยคุกคามสามัญที่ทุกธุรกิจองค์กรต้องเผชิญในทุกวันนี้ ในขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก Ransomware เองก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวางแผนเพื่อรับมือกับ Ransomware อย่างเป็นระบบนั้นจึงถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจองค์กรได้อย่างคุ้มค่า และในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านไปรู้จักกับแนวทางเบื้องต้นที่ทุกธุรกิจองค์กรควรทำ 8 ประการ ดังนี้ครับ

8 แนวทางรับมือ Ransomware เบื้องต้นอย่างยั่งยืนสำหรับธุรกิจองค์กร

เนื่องจาก Ransomware นี้เป็นภัยคุกคามที่ทุกหน่วยงานและองค์กรทั่วโลกต้องเผชิญ ทาง Cybersecurity and Infrastructure Security Agency หรือ CISA ของสหรัฐอเมริกาจึงได้ทำการเผยแพร่เอกสารแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ธุรกิจองค์กรและหน่วยงานต่างๆ สามารถปกป้องตนเองจาก Ransomware เอาไว้ที่ https://us-cert.cisa.gov/Ransomware ซึ่งโดยเบื้องต้นแล้ว CISA ก็ได้ระบุ 8 แนวทางในการรับมือ Ransomware เบื้องต้นเอาไว้ดังนี้

  1. Backups หมั่นสำรองข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลที่สำรองเอาไว้ในที่ปลอดภัยบนระบบเครือข่าย เพื่อไม่ให้ Ransomware เข้าถึงและทำลายข้อมูลที่สำรองเอาไว้ไปด้วย
  2. Risk Analysis วิเคราะห์ความเสียงทางด้าน Cybersecurity อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถวางแผนรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
  3. Staff Training ฝึกอบรมพนักงานภายในองค์กร เพื่อให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคงปลอดภัย และรับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีที่อาจคาดไม่ถึง
  4. Vulnerability Patching ตรวจสอบช่องโหว่ที่มีอยู่ภายในระบบ IT ที่ใช้งาน และทำการอัปเดตระบบเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านั้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
  5. Application Whitelisting ตรวจสอบให้ชัดเจนว่า Application ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจริงๆ นั้นมีระบบใดบ้าง และทำการอนุญาตให้พนักงานสามารถใช้งานได้เฉพาะ Application ที่เกี่ยวข้องกับงานเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าใช้งานระบบอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง
  6. Incident Response วางแผนตอบสนองหากเกิดการโจมตีขึ้นภายในธุรกิจองค์กร และมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ชัดเจนเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
  7. Business Continuity มีแผนการเพื่อกู้คืนระบบและกระบวนการทำงานของธุรกิจให้กลับมาดำเนินต่อได้อย่างรวดเร็วโดยมีข้อมูลครบถ้วนพร้อมใช้ทำงาน ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจาก Downtime ของธุรกิจที่ยาวนานได้
  8. Penetration Testing ทดสอบเจาะระบบในเชิงรุกเพื่อค้นหาช่องโหว่หรือวิธีการที่เป็นไปได้ในการโจมตีระบบ IT ที่ธุรกิจองค์กรใช้งานอยู่ และทำการอุดช่องโหว่หรือป้องกันระบบ IT จากวิธีการโจมตีเหล่านั้น ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีชั้นสูงได้

สำหรับธุรกิจองค์กรที่ได้ดำเนินตามแนวทางเหล่านี้อย่างครบถ้วนแล้ว ก็จะสามารถลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจาก Ransomware ลงไปได้มากทีเดียว เพราะนอกจากระบบจะถูกเจาะโจมตีเข้ามาได้ยากขึ้นแล้ว หากโชคร้ายการโจมตีเหล่านั้นประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็ยังสามารถกู้คืนข้อมูลและระบบที่สำรองเอาไว้และทำงานต่อได้โดยเกิดความสูญเสียของข้อมูลเพียงเล็กน้อย ในขณะที่แผนการทำ Incident Response และ Business Continuity ที่ดีก็จะช่วยให้ธุรกิจกลับมาดำเนินต่อได้ในเวลาอันสั้น และค้นหาต้นตอที่ทำให้เกิดการโจมตีพบได้เร็วขึ้น เพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้นในอนาคต

3 แนวทางปฏิบัติตัวเมื่อถูกโจมตีด้วย Ransomware

ถ้าหากธุรกิจถูกโจมตีด้วย Ransomware จนข้อมูลเสียหายไปนั้น ทาง CISA เองก็แนะนำ 3 สิ่งที่ต้องทำเมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ดังนี้

  1. ดำเนินตามแผน Incident Response และ Business Continuity ทันที เพื่อจำกัดวงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการโจมตีและการหยุดชะงักของธุรกิจ โดยในยามทั่วไปที่ไม่ได้ถูกโจมตีนั้น ธุรกิจก็ควรซักซ้อมและปรับปรุงแผนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องด้วย
  2. ติดต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อรายงานเหตุการณ์การถูกโจมตี และขอความช่วยเหลือ
  3. ตัดสินใจให้ดีก่อนเลือกที่จะจ่ายเงินค่าไถ่เพื่อกู้ข้อมูลกลับคืนมา เพราะการจ่ายค่าไถ่นี้ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ข้อมูลกลับคืนมาเสมอไป และหากช่องโหว่เดิมๆ ที่ถูกใช้ในการโจมตียังคงมีอยู่ ระบบก็ยังอาจถูกโจมตีซ้ำได้ในอนาคต อีกทั้งการจ่ายค่าไถ่นี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้โจมตีดำเนินการโจมตีต่อไปด้วยอีกทางหนึ่ง

ปกป้องระบบ IT จาก Ransomware ด้วยบริการครบวงจรจาก AIS Cyber Secure

AIS Cyber Secure ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity สำหรับธุรกิจองค์กร ก็มีบริการด้าน Cybersecurity ที่ครบวงจรพร้อมช่วยธุรกิจองค์กรปกป้องตนเองจาก Ransomware ตามคำแนะนำของ CISA ได้อย่างครบถ้วนทั้ง 8 ข้อด้วยเทคโนโลยี, กระบวนการ และทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่

  1. บริการ AIS Enterprise Object Storage สามารถรองรับการสำรองข้อมูล พร้อมความสามารถทำ Object Lock เพื่อช่วยป้องกันการถูกเข้ารหัสด้วย Ransomware มั่นใจได้ว่า ข้อมูลที่สำรองไว้จะสามารถกู้คืนได้อย่างปลอดภัย
  2. บริการ Security HealthChecking เป็นบริการที่รองรับการตรวจสอบความปลอดภัยภายในองค์กร เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยง และประเมินช่องโหว่ จากผู้เชี่ยวชาญในสาขา Cyber Security สามารถให้คำปรึกษาในการหาแนวทางป้องกันความปลอดภัยเชิงรุก เช่น การปิดช่องโหว่ (Patching) ก่อนถูกโจมตีโจมตีของ
  3. บริการ Security Awareness เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ในแง่ความปลอดภัยไซเบอร์ให้บุคลากรในองค์กร สามารถจัดอบรม Cyber Security Awareness Training หรือ CSAT เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานขององค์กร มีความรู้ความเข้าใจด้าน Cybersecurity ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งมีแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย พร้อมเครื่องมือการสอบวัดความรู้ ไปจนถึงระบบ E-Learning เพื่อเสริมความเข้าใจ และยังสามารถทำการโจมตีจำลองไปยังพนักงานหรือผู้บริหารเพื่อให้เกิดการตระหนักถึงความจำเป็นด้าน Cybersecurity ในธุรกิจได้
  4. บริการ security monitoring เป็นบริการช่วยตรวจจับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นภายในธุรกิจองค์กร แล้วทำการแจ้งเตือนและช่วยตอบสนองต่อภัยคุกคามนั้นๆ ได้ด้วยบริการ AIS Cyber Security Operations Center หรือ AIS CSOC ตลอด 24×7 มั่นใจได้ว่าจะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่คอยช่วยดูแลและแจ้งเตือนปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยพร้อมข้อมูลประกอบการตัดสินใจดำเนินการอย่างครบถ้วนอยู่เสมอ
  5. บริการ Penetration Testing เพื่อทดสอบเจาะช่องโหว่ของระบบ ครอบคลุมได้ทั้งสำหรับการทดสอบเจาะระบบ Web Application, Mobile Application ไปจนถึงระบบ Backend ที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีบริการ Intelligent-led Penetration Testing ทดสอบสถานการณ์โจมตีจริงด้วยเทคนิคที่หลากหลาย เพื่อให้ธุรกิจองค์กรได้ซ้อมรับมือกับเหตุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

นอกเหนือไปจากการช่วยปกป้องธุรกิจองค์กรจาก Ransomware แล้ว บริการของ AIS Cyber Secure เองก็ยังถูกนำไปปรับใช้เพื่อปกป้องธุรกิจองค์กรจากภัยคุกคามได้หลากหลายรูปแบบ ดังนั้นถ้าหากธุรกิจองค์กรของคุณมีความกังวลเรื่อง Risk, Security หรือประเด็นด้านการทำ Compliance ก็สามารถติดต่อทีมงาน AIS Cyber Secure เพื่อขอคำปรึกษาได้ทันที

สนใจติดต่อ AIS Cyber Secure ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจบริการของ AIS Cyber Secure สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://business.ais.co.th/solution/security.html หรือสอบถามข้อมูลทางอีเมล์ dp-ecs@ais.co.th  และเบอร์โทรศัพท์  063-225-3434 หรือติดต่อทีมงานของ AIS ที่ดูแลธุรกิจของคุณอยู่เพื่อประสานงานสำหรับการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการต่างๆ

from:https://www.techtalkthai.com/protect-businness-from-ransomware-with-ais-cyber-secure-services/

[Guest Post] AMR Asia จับมือ ITSec พัฒนาธุรกิจ Cybersecurity ของไทยให้ได้มาตรฐานระดับสากล

บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด ประกาศความร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจไซเบอร์ซิเคียวริตี้ (Cybersecurity) กับ บริษัท ไอทีเซค (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมเร่งผลักดันการพัฒนาไซเบอร์ซิเคียวริตี้ของประเทศไทยให้เติบโตและมั่นคงมีมาตรฐานระดับสากล

นายมารุต ศิริโก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด กล่าวว่าเราเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมและการออกแบบระบบทางวิศวกรรมสำหรับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่และหน่วยงานราชการในประเทศไทย ทั้งด้านระบบขนส่งทางรางและระบบรถไฟฟ้า เช่น โครงการออกแบบติดตั้งระบบเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีชมพู สายสีเหลือง และสายสีทอง ด้านระบบไฟฟ้าสื่อสารและระบบเตือนภัยสำหรับเมืองอัจฉริยะ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ให้แก่หน่วยงานราชการและเอกชนขนาดใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร การปิโตรเลียม การไฟฟ้าและกรมชลประทาน และด้านระบบ IT และ IOT Solution เพื่อตอบสนองการใช้งานระบบสารสนเทศให้กับหน่วยราชการ สถาบันการเงิน และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ มากกว่า 200 แห่ง

นายมารุตให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าบริษัทให้บริการออกแบบติดตั้งระบบ IT และเชื่อมต่อระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีให้กับองค์กรต่าง ๆ ซึ่งมุ่งเน้นระบบ Network Security มากว่า 20 ปี ประกอบกับความรุนแรงของการคุกคามตลอดจนการทำลายระบบ IT และฐานข้อมูลนั้นได้สร้างความเสียหายด้วยมูลค่าที่สูง ไม่ว่าจะเป็นมัลแวร์ หรือ แรนซัมแวร์ เพื่อเรียกค่าไถ่ การเจาะระบบความปลอดภัย และขโมยข้อมูลทางด้านการค้าเพื่อนำไปขายให้คู่แข่ง ไปจนถึงการเจาะระบบเข้าไปในหน่วยงานภาครัฐเพื่อสร้างข่าวปลอมซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ

นายมารุต เปิดเผยว่า บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด ได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่เกิดกับผู้ใช้บริหาร จึงได้ตกลงจับมือกับ บริษัท ไอทีเซค (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและนับเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ร่วมศึกษาและพัฒนาธุรกิจไซเบอร์ซิเคียวริตี้ในประเทศไทยซึ่งเป็นการเปิดตลาดกลุ่มใหม่ๆกลุ่มตลาดที่ขยายใหญ่ขึ้นทำให้มีโอกาสที่จะเสนอสินค้าและบริการให้ลูกค้าที่จำนวนมากขึ้น

นายมารุต กล่าวต่อว่า การประกาศความร่วมมือในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากท่านธีระยุทธ วานิชชัง ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงอุตสาหกรรม มาร่วมให้เกียรติและเป็นสักขีพยานพร้อมแสดงความยินดี ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เราจะร่วมกันพัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้ ร่วมกันพัฒนาธุรกิจไซเบอร์ซิเคียวริตี้ในประเทศไทย ซึ่งเราจะดำเนินการศึกษาความเหมาะสมโครงการเบื้องต้น (Pre-Feasibility Study) ของธุรกิจลูกค้าใหม่ในอนาคต และจัดทำรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น โดยจะนำเสนอความคืบหน้าของการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น ประสานงาน ติดตามข้อมูล ให้ข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่วมกันขจัดปัญหาและอุปสรรคที่กระทบต่อการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง บรรลุผลเป็นรูปธรรม แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด

ผมมั่นใจว่าความร่วมมือของทั้งสองบริษัทฯ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถและศักยภาพบริษัทไทยในการพัฒนาธุรกิจไซเบอร์ซิเคียวริตี้ รวมทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาอุตสาหกรรมและผู้ประกอบธุรกิจในประเทศให้มีมาตรฐานทางไซเบอร์ซิเคียวริตี้ทัดเทียมนานาชาติอีกด้วย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เราได้แสดงศักยภาพเพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจไซเบอร์ซิเคียวริตี้ให้มีความก้าวหน้าและได้มาตรฐานที่ดีตลอดไป” — นายมารุตกล่าว

ด้าน ดร.วารินทร์ แคร่า Chief Strategy Officer ITSEC Group / Co-Founder บริษัท ไอทีเซค(ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมด้วย นายกฤษณยศ บูรณะสัมฤทธิ หุ้นส่วนกรรมการผู้บริหาร ( Managing Partner ) และ ผู้บริหารฝ่ายการตลาด (CMO) บริษัท ไอทีเซค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้มีประสบการณ์ด้านการตลาดในกลุ่มห้างสรรพสินค้าชั้นนำ มากกว่า 15 ปี และ ที่ปรึกษาบริษัทฯ ชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ ร่วมบริหารงานในบริษัท ไอทีเซค (ไทยแลนด์) จำกัด ได้มาร่วมงานแสดงความยินดีกับความร่วมมือครั้งนี้

โดย ดร.วารินทร์ เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ มากกว่า 20 ปี ซึ่งทำงานในด้านการรักษาความปลอดภัยทางเทคโนโลยีทั้งในด้านการวางรูปแบบและขบวนการทำงานในการรักษาความปลอดภัยทางเทคโนโลยีให้แก่องค์กรต่าง ๆ มากมาย โดยบริษัท ไอทีเซค (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นผู้นำในการให้คำปรึกษาทางด้านซอฟต์แวร์ ให้บริการที่ปรึกษาดูแลความปลอดภัยและการป้องกันทางด้านไอทีซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลในการรักษาความปลอดภัยด้านไอที ได้แก่ CREST CISSP CISM เป็นต้น ซึ่งมีสาขาครอบคลุมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีฐานลูกค้ามากมายในหลายประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศศรีลังกา ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศออสเตรเลีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสิงคโปร์ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)

ดร.วารินทร์ กล่าวถึงความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้ว่า ไอทีเซคมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสิงค์โปร์ และมีสาขาต่างๆประจำที่ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศออสเตรเลีย และประเทศไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าการร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้จะมุ่งพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่สามารถสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ซิเคียวริตี้ให้แก่ธุรกิจได้อย่างจริงจัง พร้อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนพิจารณาในเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ซิเคียวริตี้ เพื่อให้ข้อมูลทางธุรกิจของท่านได้มาตรฐานความปลอดภัยทัดเทียมกับมาตรฐานนานาชาติ ซึ่งช่วยเสริมความพร้อมในการให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ซิเคียวริตี้และความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นกว่าเดิม

บริษัทเอเอ็มอาร์เอเซียจำกัด

สนใจ Solution ติดต่อ AMR Asia

from:https://www.techtalkthai.com/amr-asia-itsec-partnership/

[รีวิว] ASUS ExpertBook P1410CDA โน้ตบุ๊คทำงานรุ่นเล็กสุดคุ้มสำหรับธุรกิจจาก ASUS ที่ใช้ AMD Ryzen

กลับมาพบกันอีกครั้งกับการรีวิว Commercial Notebook หรือ Notebook สำหรับภาคธุรกิจของ ASUS ในตระกูล ASUS ExpertBook ครับ โดยในครั้งนี้เราได้รับเครื่องซีรีส์รุ่นเล็กสุดในตระกูลอย่าง ASUS ExpertBook P1410CDA มาลองรีวิวกันว่าถ้าธุรกิจแห่งหนึ่งๆ อยากจะซื้อ Notebook รุ่นเล็กราคาประหยัดแจกให้พนักงานใช้ทำงาน ASUS จะสามารถตอบโจทย์ได้อย่างไรบ้าง โดยจุดที่น่าสนใจก็คือเครื่องนี้เป็นเครื่องรุ่นทำงานเครื่องแรกจาก ASUS ซึ่งใช้ CPU AMD Ryzen ที่ส่งมาให้รีวิวเลย จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น มารับชมกันได้เลยครับ

ASUS ExpertBook P1410CDA รุ่นเล็กประหยัดคุ้มค่าด้วย AMD ติดตั้ง Windows 10 ให้พร้อมใช้งานได้ทันที

แนวคิดของ ASUS ExpertBook P1410CDA ซึ่งเป็นรุ่นเล็กสุดสำหรับใช้ทำงานในธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางไปจนถึงธุรกิจองค์กรนี้ ก็คือประเด็นเรื่องของความคุ้มค่าในประสิทธิภาพที่เพียงพอต่อการทำงานเบื้องต้นได้ ดังนั้นในเครื่องรุ่นนี้จึงเน้นเฉพาะสิ่งที่จำเป็นพื้นฐานต่อการทำงาน และเลือกใช้หน่วยประมวลผล AMD Ryzen ที่ขึ้นชื่อเรื่องความคุ้มค่าเป็นหลักมาให้

ถึงแม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กสุด แต่สำหรับการใช้งานในภาคธุรกิจแล้ว การเปิดให้แต่ละธุรกิจสามารถปรับแต่งสเป็คของเครื่องได้ตามความเหมาะสมต่อการใช้งานนั้นก็ยังถือเป็นสิ่งจำเป็น และ ASUS ExpertBook P1410CDA ก็เปิดให้เลือกสเป็คได้หลากหลายดังนี้

Credit: ASUS
  • OS: Microsoft Windows 10 Pro หรือ Microsoft Windows 10 Home
  • CPU: AMD® Ryzen™ 7 3700U Processor, AMD® Ryzen™ 5 3500U Processor, AMD® Ryzen™ 3 3250U/3200U Processor, AMD® Athlon™ Gold 3050U Processor
  • RAM: 4GB – 16GB DDR4
  • Storage: รองรับ Dual HDD เลือกใช้งานได้ทั้ง 128GB/256GB/512GB PCIe Gen3 x2 SSD และ 500GB 5400RPM SATA
  • Graphics: AMD RadeonTM R3 Graphics 2GB VRAM
  • Display: 14″ (16:9) LED-backlit HD (1366×768) / FHD (1920×1200) / FHD IPS (1920×1200) 60Hz Anti-Glare
  • Wi-Fi: Wi-Fi 5 (802.11 ac) มาพร้อมกับ Bluetooth 4.2
  • Interface: 1 x COMBO audio jack, 1 x Type-C USB 3.0 (USB 3.1 Gen 1 / Gen 2), 1 x USB 3.0 port(s) Type A, 2 x USB 2.0 port(s) Type A, 1 x HDMI, 1 x Fingerprint reader (Optional)

จะเห็นได้ว่าสเป็คที่มีให้เลือกใช้ได้นี้ก็เพียงพอต่อการทำงานเอกสารเบื้องต้นภายในบริษัทหรือธุรกิจองค์กรแล้ว ส่วนสำหรับใครที่ห่วงว่าเครื่องรุ่นเล็กสุดนั้นอาจจะไม่สวย ตัว ASUS ExpertBook P1410CDA นี้ถือว่าสวยเรียบหรูเกินคาดกว่าความเป็นรุ่นเล็กไปพอตัวเลยทีเดียว ด้วยบอดี้สีดำแบบ Star Black กับสัมผัสลื่นสบายมือ และจอแบบ Nano Edge ที่ทำให้ขอบบางนั่นเอง

จุดเด่นหนึ่งที่ถูกชูขึ้นมาในเครื่องรุ่นนี้ นอกเหนือจากการใช้ AMD Ryzen เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าแล้ว ก็คือการที่ ASUS นั้นเสริมความแข็งแรงทนทานมาให้อย่างเต็มที่เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะเกิด Downtime ในการทำงานน้อยที่สุด โดยทาง ASUS ได้เสริมความทนทานเข้ามา 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่

  1. การป้องกัน Ear HDD ช่วยลดแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นกับ HDD ด้วยระบบตรวจจับการสั่นสะเทือนแบบเชิงรุกพร้อมแกนรองรับการสั่นสะเทือนถึง 3 แกน ลดโอกาสที่ HDD หรือข้อมูลใน HDD จะเสียหายลงไปได้ ดังนั้นถึงแม้จะเลือกใช้ HDD ในการทำงาน ก็ยังมั่นใจในความทนทานของข้อมูลได้
  2. เสริมโครงโลหะใต้แป้นพิมพ์เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานสำหรับคีย์บอร์ดและทัชแพด รวมถึงยังมีการเสริมความแข็งแรงให้กับข้อต่อบานพับเพิ่มเติม
  3. เสริมโครงบริเวณฝาปิดและมอนิเตอร์ ลดโอกาสการเกิดความเสียหายที่จะส่งผลมายังหน้าจอโดยตรงได้

สำหรับประกันที่มากับเครื่องนี้จะมีด้วยกัน 3 ส่วน ได้แก่ 3 Year Onsite Service บริการซ่อมถึงที่ 3 ปี, 3 Year Global Warranty รับประกัน 3 ปีทั่วโลก และ 1 Year Perfect Warranty รับประกันอุบัติเหตุในปีแรก เหมือนกับเครื่องรุ่นทำงานรุ่นอื่นๆ ของ ASUS ที่ต้องการให้การทำงานนั้นเป็นไปได้อย่างไหลลื่นไม่ติดขัด

สำหรับราคา เนื่องจากเครื่องรุ่นนี้สามารถเลือกสเป็คได้หลากหลายมาก ดังนั้นธุรกิจที่สนใจสั่งซื้อไปใช้งานจึงสามารถขอใบเสนอราคาได้จากตัวแทนจำหน่ายของ ASUS ได้ทันทีที่ https://www.asus.com/th/About_ASUS/commercial-shop/ โดยในลิงค์ดังกล่าวนี้จะรวม Contact ติดต่อสำหรับตัวแทนจำหน่ายในแต่ละภูมิภาคเอาไว้ ทำให้ง่ายต่อการค้นหาและสั่งซื้อครับ

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับ ASUS ExpertBook P1410CDA สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.asus.com/th/Commercial-Laptops/ASUS-ExpertBook-P1410CDA/ ครับ

แกะกล่อง ลองใช้งานของจริง

สำหรับความประทับใจแรกที่แกะเครื่อง ASUS ExpertBook P1410CDA นี้ออกมาทดสอบก็คือความ Minimal ที่ให้ทุกอย่างมาครบพร้อมใช้งานได้ ไม่เยอะเกินไป และให้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นมาจริงๆ ดูแล้วรู้ได้ทันทีว่าเหมาะสำหรับธุรกิจที่มองหาเครื่องเล็กๆ ราคาคุ้มค่าจำนวนมากไปใช้งานอย่างแน่นอน

อย่างที่ได้เล่าไปข้างต้น ตัวบอดี้ของเครื่องถือว่ายกระดับมาจากเครื่องรุ่นทำงานของปีก่อนหน้ามากๆ โดยถึงแม้จะเป็นเครื่องที่วางเอาไว้ให้เป็นเครื่องรุ่นเล็กสุด แต่ ASUS กลับเลือกออกแบบเครื่องด้วยวัสดุและสีที่ดูมีราคา ทำให้หากเทียบกับเครื่องอื่นๆ ในระดับราคาใกล้เคียงกันแล้ว ASUS ExpertBook P1410CDA ก็ถือว่าสวยโดดเด่นไม่น้อยเลย

หน้าจอขนาด 14 นิ้วเองก็ถือว่ากำลังดีสำหรับการใช้งาน และด้วยความเป็น Nano Edge ก็ทำให้ขนาดเครื่องโดยรวมไม่ใหญ่ และมีน้ำหนักเพียงแค่ 1.65 กิโลกรัม ในขณะที่คีย์บอร์ดและทัชแพดก็มีขนาดกำลังดีต่อการใช้งาน เรียกได้ว่า ASUS เลือกที่จะทำเครื่องขนาดนี้เพื่อให้ทุกอย่างออกมาพอดีกับการใช้งานจริงในราคาที่คุ้มค่าก็ว่าได้

แต่แน่นอน สำหรับเครื่องนี้หลายๆ คนคงสงสัยประเด็นเรื่องประสิทธิภาพเป็นหลักเพราะเป็นรุ่นที่ใช้ AMD Ryzen และเพื่อให้เห็นถึงประเด็นนี้กันชัดๆ ทาง ASUS จึงใส่ HDD มาให้เพื่อให้เห็นว่าแม้จะเป็นเครื่องที่ใช้ HDD แต่ประสิทธิภาพก็ยังดีพอที่จะใช้ทำงานจริงได้ โดยตัวเครื่องที่ได้มานี้จะใช้ CPU AMD Ryzen 7 3700U (4 CPU Core / 8 CPU Thread, 10 GPU Core, 2.3GHz) with Radeon Vega Mobile Gfx และติดตั้ง RAM มาให้ 8GB พร้อม HDD ความจุ 1TB

ในการเปิดเครื่องขึ้นมาครั้งแรกนั้น ก็ใช้เวลารอเครื่องบูทเสร็จซักพัก ไม่ถือว่านานหากเทียบกับเครื่องที่ใช้ HDD เป็นหลักสำหรับติดตั้งระบบปฏิบัติการ พอเครื่องเปิดขึ้นมาแล้วก็ใช้ทำงานได้ราบรื่นปกติดีไม่มีปัญหาอะไร

เนื่องจากเครื่องที่ติดตั้งมาให้จากโรงงานนั้นยังเป็นเครื่องรุ่นเก่า ดังนั้นเราจึงเริ่มต้นลองอัปเกรด Microsoft Internet Explorer ไปใช้ Microsoft Edge ซึ่งเป็น Web Browser ล่าสุดของ Microsoft ที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมากมาใช้งาน ก็พบว่าทุกขั้นตอนก็ราบรื่นดีไม่มีปัญหาอะไร ส่วนการอัปเดต Patch Windows 10 ก็ปกติดี ไม่มีปัญหาเช่นกัน

จุดที่ทำให้เห็นชัดและแตกต่างมากว่าเครื่องนี้ใช้ AMD ก็คือการที่เครื่องนี้ติดตั้ง AMD Radeon Settings มาให้ ทำให้สามารถบริหารจัดการการตั้งค่าการแสดงผลบนหน้าจอได้ในเชิงลึก รวมถึงปรับโหมดการทำงานสำหรับการแสดงผลวิดีโอหรือการเล่นเกมโดยเฉพาะด้วยเช่นกัน ตอนทดสอบลองปรับดูเล่นๆ ก็เพลินดีครับ ตั้งค่าได้เยอะมากจริงๆ

พูดถึงเรื่องกราฟฟิกแล้ว CPU รุ่นนี้มาพร้อมกับ Integrated GPU อย่าง Radeon Vega Mobile Gfx ที่จะมาช่วยประมวลผลการแสดงผลภาพแยกออกมา โดยตอนเปิดไฟล์วิดีโอหรือการประมวลผล 3D การ์ดจอตัวนี้ก็จะช่วย CPU ประมวลผลแทน ดังนั้นการแสดงผลภาพ การดูภาพยนตร์ หรือการเปิดไฟล์ 3D เล็กๆ ทั่วๆ ไปเครื่องนี้ก็ยังสามารถใช้ได้อยู่ แต่อาจจะไม่ได้เร็วมากเท่ากับการ์ดจอใหญ่ๆ และเปิดไฟล์ 4K ที่ระดับ 60fps หรือไฟล์ 8K แล้วกระตุก ซึ่งก็เป็นปกติของเครื่องทำงานรุ่นที่ไม่ได้เน้นการ์ดจอ ตรงนี้จะต่างออกไปจากบางรุ่นที่มีการ์ดจอแถมมาให้ แต่การ์ดจอจะทำงานเฉพาะเวลาที่ประมวลผลเกี่ยวกับ 3D เท่านั้น ซึ่งถ้าเป็น Radeon Vega Mobile Gfx นี้ก็เรียกได้ว่าทำงานอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลาที่เราใช้งานเลยครับ

สำหรับแบตเตอรี่ที่ให้มานั้นก็ถือว่าไม่ได้ใหญ่มากนัก โดยเครื่องนี้จากการทดสอบสามารถใช้งานได้ประมาณ 5-6 ชั่วโมงจากการเปิดไฟล์วิดีโอผ่าน Browser ดังนั้นถ้าทำงานปกติหรือใช้งานเอกสารเป็นหลักก็น่าจะใช้ได้นานกว่านี้ครับ ส่วนความร้อนของเครื่องก็ถือว่าไม่สูง ใช้ทำงานบนตักได้สบายๆ แต่ว่าตรงบริเวณคีย์บอร์ดก็อาจอุ่นๆ บ้างตอนใช้งาน ไม่ได้ถึงกับร้อนครับ ใช้งานได้ปกติเลย

สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากๆ คือเรื่องการเชื่อมต่อที่ ASUS ExpertBook P1410CDA นี้แถมสาย HDMI-to-VGA มาให้เลย เรียกได้ว่าเข้าใจตลาดธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจองค์กรที่ต้องการเครื่องโน้ตบุ๊ครุ่นเล็กสำหรับทำงานเบื้องต้นมากๆ เพราะจอมอนิเตอร์ของหลายธุรกิจนั้นก็มักจะใช้รุ่นที่ราคาไม่สูง หรือยังใช้รุ่นเก่าเมื่อหลายปีก่อน รวมถึงโปรเจคเตอร์ในห้องประชุมที่ยังอาจเป็นรุ่นเก่า และใช้สาย VGA เป็นหลักในการเชื่อมต่อ ดังนั้นตัวเครื่องนี้ที่ต้องการออกแบบมาให้เรียบง่าย จึงใช้วิธีแถมสาย HDMI-to-VGA สายเล็กๆ มาให้แทนเลย ไม่ต้องลำบากไปซื้อสายละหลักร้อยหรืออาจจะหลักพันสำหรับบางยี่ห้อ

ส่วนพอร์ตต่างๆ ที่ต้องใช้ในการทำงานก็แถมมาให้ครบเช่นกันครับ และยังมีแถมเมาส์ USB มาให้ใช้งานได้เลยด้วย

ก่อนหน้านี้ผู้ทดสอบเองเคยทดลองใช้งาน ASUS ExpertBook รุ่นที่สูงกว่านี้อย่างเช่น P2, P3 หรือ B9 มาแล้ว ก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างที่ชัดเจนดังนี้

  • ASUS ExpertBook P1 เป็นรุ่นเริ่มต้น Minimal ที่สุด อัปเกรดสเป็คสูงสุดได้ขนาดเล็กที่สุด
  • ASUS ExpertBook P2, P3 ฮาร์ดแวร์มีออปชันหลากหลายกว่า P1 เลือกอัปเกรดสเป็คได้สูงขึ้นมาก และเริ่มใส่ความสามารถด้าน Security เพิ่มเข้ามา
  • ASUS ExpertBook B9 รุ่นสูงสุดที่ใส่ทุกนวัตกรรมลงไป เครื่องเบามากด้วยวัสดุที่ดีที่สุด และสเป็คเครื่องยังสูงมากระดับใช้ทำงานจริงจังได้เลย

ซึ่งสำหรับ ASUS ExpertBook P1410CDA นี้ผมมองว่าก็ออกแบบมาได้ตอบโจทย์ที่ ASUS ต้องการ คือเป็นรุ่นที่ราคาถูกคุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ในขณะที่สเป็คยังคงสูงพอที่จะใช้ทำงานจริงได้ ส่วนตัวเครื่องก็ทำออกมาได้สวยงาม ไม่หนัก น่าใช้งาน ถึงแม้แบตเตอรี่จะไม่ทนทานมากนัก แต่สำหรับการใช้งานภายในออฟฟิศทั่วๆ ไปที่ใช้แบตเตอรี่แค่ตอนยกเครื่องไปห้องประชุม หรือไปพบลูกค้าเล็กน้อย ก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ

เลือกใช้ Windows 10 Pro หรือ Windows 10 Home?

แน่นอนว่าการในการซื้อ Notebook ซักเครื่องนั้น ค่า License ของ Windows ย่อมเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาอย่างแน่นอน และผู้ที่สนใจใช้งาน ASUS ExpertBook P1410CDA ที่เปิดให้เลือกใช้งานได้ทั้ง Windows 10 Pro และ Windows 10 Home นี้ก็ย่อมต้องเผชิญกับคำถามว่าจะเลือกใช้ Windows รุ่นใดดีอย่างแน่นอน

โดยเบื้องต้นแล้ว สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่อาจใช้งานที่บ้านหรือใช้เรียนหรือใช้เล่นเกม Windows 10 Home ก็ถือว่าเป็นรุ่นที่ตอบโจทย์แล้วเพราะมีความสามารถพื้นฐานทั้งหมดให้ใช้งาน รวมถึงยังมีความสามารถด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขั้นตอนมาให้ใช้ด้วย ในขณะที่สำหรับธุรกิจองค์กรเองนั้นก็มักเลือกใช้ Windows 10 Pro ด้วยประเด็นความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยและการบริหารจัดการที่สูงกว่า รวมถึงการทำงานร่วมกับ Microsoft Azure หรือ Active Directory ด้วยเช่นกัน

อีกปัจจัยหนึ่งที่ถือว่าน่าสนใจมากนั้นก็คือเรื่องของการควบคุม Windows Update ที่ Windows 10 Pro นั้นเปิดให้จัดการในเชิงลึกได้มากกว่า และยังมีการใช้งานแบบ Kiosk Mode เพื่อใช้ในเชิงธุรกิจโดยเฉพาะเพิ่มเข้ามาให้ใช้งาน

สำหรับข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ Windows 10 ทั้งสองรุ่น สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.microsoft.com/th-th/windows/compare-windows-10-home-vs-pro ครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • น้ำหนักกำลังดี ไม่หนักจนลำบากในการพกพา และ Adapter ชาร์จไฟก็มีขนาดเล็ก ทำให้ไม่ต้องมีน้ำหนักเพิ่มในส่วนนี้
  • แม้จะติดตั้ง HDD มาให้ทดสอบ แต่เครื่องก็ยังใช้ทำงานได้จนไม่รู้สึกว่าหน่วง อาจเปิดหรือปิดเครื่องและแอปช้ากว่า SSD บ้าง แต่โดยรวมแล้วสามารถซื้อให้พนักงานใช้ทำงานได้
  • วัสดุผิวภายนอกดูดีและทนทานมาก
  • เลือกสเป็ค CPU, HDD/SSD ได้หลากหลาย ใส่แรมได้มากสุด 16GB เลือกความละเอียดจอที่ระดับ 1366×768 และ 1920×1080 ได้
  • แถมสาย HDMI-to-VGA มาให้เลยในกล่อง เหมาะกับออฟฟิศที่ยังใช้มอนิเตอร์หรือโปรเจคเตอร์รุ่นเก่าๆ ไม่ต้องเปลี่ยนของเดิม ใช้งานต่อได้เลย

ข้อเสีย

  • เปิดคลิปความละเอียด 4K หรือ 8K แล้วกระตุก แต่สำหรับงานเอกสารออฟฟิศทั่วๆ ไปก็ถือว่าไม่จำเป็น
  • ปุ่ม Power อยู่ใกล้ปุ่ม Backspace ถ้ายังไม่ชินกับคีย์บอร์ดอาจกดพลาดทำให้เครื่อง Sleep ได้
  • กล้องไม่มีฝาปิดเหมือนรุ่นที่ใหญ่กว่า แต่ก็เข้าใจได้ว่าเป็นรุ่นเล็กและต้องการลดความซับซ้อนในการผลิตและประกอบลง

ติดต่อทีมงาน ASUS ประเทศไทย

สำหรับผู้ที่สนใจสินค้าของ ASUS และต้องการข้อมูลรายละเอียดต่างๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.asus.com/th/commercial/

from:https://www.techtalkthai.com/asus-expertbook-p1410cda-commercial-notebook-with-amd-ryzen-review/

DCS เปิดคอร์สสอน RPA พื้นฐานด้วย UiPath หัดสร้าง Bot พร้อมใช้งานได้ใน 1 วัน (21 ต.ค. 2020)

DCS และ TechTalkThai ขอเชิญทุกท่านที่สนใจประยุกต์นำเทคโนโลยี Robotic Process Automation หรือ RPA ไปปรับใช้ในธุรกิจของตนเอง เข้าเรียนคอร์ส “UiPath Robotic Process Automation with Datapro Computer Systems” เพื่อเรียนรู้แนวคิดด้าน RPA ทั้งในเชิงทฤษฎี, สร้าง Bot ของตนเองในภาคปฏิบัติด้วยการใช้ระบบจาก UiPath พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การประยุกต์นำ Bot ไปใช้งานในภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจ และเปิดให้สอบถามหรือปรึกษาในประเด็นต่างๆ ได้อย่างอิสระ ในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2020 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการสมัครเรียนดังนี้

แนวคิดของ RPA คือการนำพลังประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ มาสร้างหุ่นยนต์หรือ Robot ขึ้นมาเพื่อให้ทำงานซ้ำๆ ที่มีรูปแบบตายตัว สำหรับให้ทำงานแทนมนุษย์ในการจัดการกับข้อมูลและการนำข้อมูลจาก Application หนึ่งไปประมวลผลและป้อนลงไปยังอีก Application หนึ่งนั่นเอง แนวทางนี้สามารถช่วยลดความผิดพลาดในการทำงานลงได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยความเร็วในการประมวลผลและจัดการกับข้อมูลที่สูงขึ้นได้ รวมถึง Robot เหล่านี้ยังทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ทำให้งานซ้ำๆ ที่ผิดพลาดไม่ได้ซึ่งเคยเป็นงานที่ไม่มีพนักงานคนไหนอยากทำ ตกเป็นงานของ Robot เหล่านี้ไปแทน และทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นพนักงานนั้นมีเวลาไปทำงานในเชิงสร้างสรรค์ให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น

โดยเนื้อหาที่จะฝึกอบรมในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับ Hyperautomation theme เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจถึงภาพรวมและแนวโน้มการทำ automation ในองค์กรไทย ผ่านการ demo software เกือบทั้ง suite ของ UiPath RPA ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่าการจะ scale automation ในองค์กรระดับต่างๆ ต้องอาศัยทรัพยากรอะไรบ้าง การจัดทีมงาน การเตรียมเครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมจะได้ทดลองสร้าง Robot ด้วยตนเอง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรของท่าน ทั้งนี้ ผู้บรรยายจะนำเสนอความรู้จากประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติจริง โดยอาจเล่าผ่านประสบการณ์ที่พบเจอในแง่ของความซับซ้อนในการทำและความคุ้มค่าในการพัฒนา รวมไปถึงความคุ้มค่าในทางการลงทุนทำ Automation อีกด้วย

UiPath Robotic Process Automation with Datapro Computer Systems (ครั้งที่ 3)

วัน-เวลา: วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2020 เวลา  9:00 – 16:30
สถานที่: Victor Club FYI Center อาคาร 1 ชั้น 2 (BTS ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, มีที่จอดรถ)
ราคา: ราคาเต็ม 4,200 บาท ลดเหลือ 2,800 บาท เท่านั้น
สมัครเรียนhttps://www.eventpop.me/e/9796/uipath-rpa-dcs-3

*ผู้เรียนต้องนำคอมพิวเตอร์ของตัวเองมาเข้าร่วม Workshop

 

Hardware Requirement

https://docs.uipath.com/studio/docs/hardware-requirements

  • CPU Dual Core 1.8 GHz 64-Bit
  • RAM 4 GB
  • แนะนำให้ท่านนำเมาส์มาด้วยเนื่องจาก Workshop จะใช้เม้าส์คลิกเป็นหลัก

Software Requirement

https://docs.uipath.com/studio/docs/software-requirements

  • ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 7 ขึ้นไปเท่านั้น
  • โปรแกรม Microsoft Excel
  • ติดตั้ง Internet Explorer 8 หรือรุ่นที่ใหม่กว่า
  • ติดตั้ง Google Chrome รุ่น 64 หรือใหม่กว่า
  • ติดตั้ง .NET Framework รุ่น 6.1 หรือใหม่กว่า

**ท่านที่ใช้ Mac แนะนำให้ลงโปรแกรม Parallels เพื่อติดตั้งระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows

Course Outline

9:00 – 9:30 ลงทะเบียน, รับประทานอาหารว่าง
9:30 – 10:30 Intro to RPA กับ UiPath

  • Intro to RPA, UiPath แนะนำ Robotic Process Automation การประยุกต์ใช้งานจริงในภาคธุรกิจแขนงต่างๆ
  • แนวคิดในการนำเอา RPA มาใช้ควรคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง
  • แนวคิดการทำ COE ในองค์กรเพื่อจะเริ่มต้นโครงการ RPA และ
  • แนะนำผลิตภัณฑ์ UiPath ทั้งหมด
  • Workshop สั้นๆ ไปด้วยกันกับกระบวนการคัดสรรว่า process ไหนควรเร่งทำก่อนหรือหลัง ด้วยเครื่องมือ UiPath Connect Enterprise

10:30 – 12:00 ติดตั้งและรู้จักตัวเครื่องมือพัฒนา UiPath Studio (Prepare & Build your 1st Robot)

  • UiPath CE Installation & Initial Process
  • Sample Business Process Flow
  • Hands-on: Build 1st Robot

12:00 – 13:00 พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 – 15:30

  • Intro to UiPath Studio ทำความรู้จักเพิ่มเติมกับเครื่องมือสำหรับพัฒนา Process Flow, Plug-in Library ต่างๆ และ UiPath Orchestrator
  • Hands-on: Getting to know UiPath Studio and Build 2nd Business Flow, Deploy Robot (Attended, Unattended), and Testing
  • Hands-on: ทดลองสร้าง Process Flow จำลองการบันทึกข้อมูลโดยใช้ Input จาก Excel ลงใน Windows Application และเก็บ Transaction ID มาบันทึกลง Excel
  • Hands-on: ทดลองสร้าง Process Flow จำลองการบันทึกข้อมูลโดยใช้ Input จาก Excel ลงใน Web Application และเมื่อทำเสร็จสิ้นทุก Transaction แล้วให้ทำการเก็บข้อมูลทั้งหมดของหน้าเว็บลง Excel (โดยการใช้ Scraping Data)

*สำหรับผู้เข้าร่วม Workshop หากทำ Process ด้านบนเสร็จเร็วจะมี Advanced Workshop ให้ทำต่อ : RPA Challenge โดยการใช้ Anchor Base  

 

from:https://www.techtalkthai.com/dcs-rpa-uipath-course-3/

Multi-factor Authentication – หัวใจสำคัญของการสร้าง Trust ในธุรกิจดิจิทัล

ความไว้วางใจหรือ Trust เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ และเมื่อธุรกิจเข้าสู่โลกยุคดิจิทัล Trust ก็ถูกขยายขอบเขตมาสู่ระบบ IT ด้วยเช่นกัน ซึ่งรากฐานที่สำคัญที่สุดของการสร้าง Trust ให้ระบบ IT สำหรับการทำธุรกิจในยุคดิจิทัลก็คือ การพิสูจน์ตัวตนแบบ Multi-factor Authentication (MFA) ซึ่งบทความนี้เราจะมากล่าวถึงเรื่องการสร้าง Identity Assurance Platform โดยใช้โซลูชัน MFA จาก ENTRUST เพื่อให้เกิด Trust ระหว่างผู้ใช้ อุปกรณ์ และบริการต่างๆ

ENTRUST ผู้นำโซลูชัน Trusted Identities และ Secure Issuance สำหรับธุรกิจดิจิทัล

ENTRUST เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีสำหรับสร้าง Trusted Identities และการทำธุรกรรมดิจิทัลอย่างมั่นคงปลอดภัย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1969 ที่สหรัฐอเมริกา เดิมชื่อ Datacard Group ซึ่งเน้นให้บริการ Identity Solutions ในระดับกายภาพ เช่น บัตรสำหรับใช้ยืนยันตัวตนหรือหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Passport) เป็นต้น ต่อมาในปี 2013 ได้ควบรวมกิจการของ Entrust ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Digital Security Solutions ได้แก่ Public Key Infrastructure (PKI), Secure Socket Layer (SSL) และ Authentication ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Entrust Datacard

ล่าสุดในปี 2019 Entrust Datacard ได้ควบรวมกิจการครั้งใหญ่อีกครั้ง คือ nCipher Security ที่แยกตัวออกมาจากเครือ Thales Group เพื่อนำเทคโนโลยี Hardware Security Module (HSM) ซึ่งเป็นจุดแข็งของ nCipher มาผสานรวมกับโซลูชันด้าน Identity และ Digital Security ของตน ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการการรับประกันด้านความมั่นคงปลอดภัยในระดับสูง และความต้องการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากความเข้มงวดของกฎระเบียบและข้อบังคับ เช่น GDPR และ eIDAS

ปัจจุบันนี้ Entrust Datacard ได้รีแบรนด์ใหม่เป็น ENTRUST และครองตำแหน่งผู้ให้บริการด้าน Secure Identity Solutions อันดับ 1 ของโลก โดยมีผลประกอบการสูงถึง 25,000 ล้านบาทต่อปี มีพนักงานมากกว่า 2,500 คนที่ให้บริการลูกค้าองค์กรมากกว่า 10,000 รายใน 150 ประเทศทั่วโลก

ให้บริการ Multi-factor Authentication ครอบคลุมทั้ง On-premises, Cloud และ Hybrid

ปัจจุบันนี้ หลายธุรกิจทั่วโลกต่างเดินหน้าทำ Digital Transformation มากขึ้นเรื่อยๆ การสร้างความไว้วางใจหรือ Trust ของธุรกิจไม่ใช่การกระทำระหว่างบุคคลต่อบุคคลอีกต่อไป แต่รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น อุปกรณ์ ระบบ และบริการ ที่เข้ามาเชื่อมต่อกับพนักงานและลูกค้าอีกด้วย

ENTRUST จึงให้บริการแพลตฟอร์มสร้าง Trust สำหรับธุรกิจดิจิทัล เรียกว่า “Trusted Identity Assurance Platform” โดยมีการพิสูจน์ตัวตนแบบ Multi-factor Authentication เป็นหัวใจสำคัญ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวประกอบด้วย 3 ฟีเจอร์หลัก คือ

  • สร้าง Trust: พิสูจน์และยืนยันตัวตนของผู้ใช้ก่อนทำธุรกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นผู้ใช้คนนั้นๆ จริง
  • ดำเนินธุรกรรมด้วย Trust: ให้บริการกลไกสำหรับการทำธุรกรรมอย่างมั่นคงปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกรรมของผู้ใช้จะดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น
  • รักษา Trust: เฝ้าระวังและติดตามการใช้งาน รวมไปถึงวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้ว่าไม่มีอะไรผิดปกติตลอดเวลา

สำหรับการพิสูจน์ตัวตนแบบ Multi-factor Authentication นั้น ENTRUST ให้บริการตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ไปจนถึงระดับสูงสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่เคร่งครัดเรื่องความมั่นคงปลอดภัย ครอบคลุมทั้งการใช้งานแบบ On-premises, Cloud และ Hybrid ดังนี้

  • Identity Essentials: ระบบพิสูจน์ตัวตนที่เหมาะสำหรับสำหรับธุรกิจ SME รองรับการทำงานร่วมกับระบบ VPN สามารถส่ง One-time Passcode (OTP) มายังโทรศัพท์มือถือได้ผ่านทาง SMS, Mobile Application, Voice-Call และ Email
  • Identity Enterprise: ระบบพิสูจน์ตัวตนระดับ Enterprise-Grade สำหรับองค์กรที่ต้องการใช้งาน Multi-factor Authentication แบบ On-premises ตัวระบบรองรับการพิสูจน์ตัวตนได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยระดับสูง ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานใน Use Cases ต่างๆ ครอบคลุมทั้งภายในและภายนอกขององค์กรได้เป็นอย่างดี
  • Identity as a Service: ระบบพิสูจน์ตัวตนแบบ Cloud-based ที่รองรับการพิสูจน์ตัวตนได้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการขององค์กร รวมถึงสามารถรองรับ Use Cases และการใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างครบถ้วน เช่น SSO, Credential-bases Authentication, FIDO, และ Passwordless Access เป็นต้น

ระบบพิสูจน์ตัวตนทั้ง 3 แบบของ ENTRUST พัฒนามาจากพื้นฐานเดียวกัน มีความยืดหยุ่นสูง สามารถทำการ Migrate จาก On-premises (Identity Essentials และ Identity Enterprise) ขึ้นสู่ Cloud (Identity as a Service) ได้ในทันที

เปลี่ยนสมาร์ตโฟนให้กลายเป็นมากกว่าอุปกรณ์ที่ช่วยพิสูจน์ตัวตนอีกขั้น

โซลูชัน Multi-factor Authentication ของ ENTRUST รองรับการพิสูจน์ตัวตนตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยระดับสูง ทั้งแบบซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ รวมทั้งสิ้นถึง 15 รูปแบบ ซึ่งมากกว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ ในท้องตลาด อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์ตัวตนโดยใช้อุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ตโฟนนั้น เป็นวิธีการนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว และคนส่วนใหญ่มีสมาร์ตโฟนเป็นของตนเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหาอุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม

ด้วยความนิยมใช้สมาร์ตโฟนในการพิสูจน์ตัวตนนี้เอง ทำให้ ENTRUST ผสานโซลูชันและฟีเจอร์ต่างๆ มากมายเข้าไปยังสมาร์ตโฟน เพื่อยกระดับให้สมาร์ตโฟนเป็นมากกว่าอุปกรณ์ที่ช่วยในการพิสูจน์ตัวตน เช่น

  • มีการนำเทคโนโลยี PKI ผสานเข้าไปในโซลูชัน Multi-factor Authentication ส่งผลให้สามารถพิสูจน์ตัวตนโดยใช้ Certificate ได้ แม้จะเป็น Soft Token บนโทรศัพท์มือถือก็ตาม
  • Mobile Smart Credential ที่ช่วยเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือให้กลายเป็น Virtual Smart Card เพิ่มความสะดวกในการยืนยันตัวตนและลดภาระในการถือบัตรเป็นจำนวนมาก
  • แนวคิด Mobile as the Computing Platform ต่อยอดการใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นต่อนอกจากการเป็น Token สำหรับพิสูจน์ตัวตน

ด้านล่างเป็นวิดีโอสาธิตการใช้สมาร์ตโฟนในการพิสูจน์ตัวตนแบบไม่ใช้รหัสผ่าน (Password) โดยเริ่มจากการใช้ Biometric (ลายนิ้วมือ) ในการพิสูจน์ตัวตนบนสมาร์ตโฟนก่อน เมื่อนำสมาร์ตโฟนเข้าใกล้คอมพิวเตอร์ ก็จะทำการล็อกอินเข้าใช้งานโดยอัตโนมัติ รวมไปถึงมีฟีเจอร์ Single-signon สำหรับใช้บริการแอปพลิเคชันต่างๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวตนซ้ำอีกครั้ง และเมื่อผู้ใช้ออกห่างจากคอมพิวเตอร์ ระบบก็จะทำการ Logoff ให้อัตโนมัติเพื่อความมั่นคงปลอดภัยเช่นกัน

สนใจเริ่มใช้ MFA ของ ENTRUST ติดต่อ ACA Pacific (Thailand)

ACA Pacific Group Co.,Ltd. เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการของ ENTRUST อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมให้บริการโซลูชันแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การวิเคราะห์ความต้องการเชิงธุรกิจ การออกแบบและติดตั้งเพื่อเริ่มใช้ Mullti-factor Authentication หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ของ ENTRUST ไปจนถึงการสนับสนุนหลังการขายแบบ 7/24 โดยทีมวิศวกรที่ผ่านการอบรมและมีประสบการณ์ทำงานมานานกว่า 10 ปี ทำให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับมอบโซลูชันตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรอย่างแท้จริง และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผู้ที่สนใจเริ่มใช้งานโซลูชัน Multi-factor Authentication ของ ENTRUST สามารถติดต่อ ACA Pacific (Thailand) ได้ที่อีเมล sales@acagroup.com หรือโทร 02-760-2500

from:https://www.techtalkthai.com/build-trust-in-digital-business-with-multi-factor-authentication/

6 Session ห้ามพลาดกับประเด็นด้าน Intrinsic Security ในงาน VMworld 2020 พร้อมลุ้นรับ iPad และของรางวัลอีกมากมาย วันที่ 30 ก.ย. – 1 ต.ค. 2020

ในงาน VMworld 2020 ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 30 ก.ย. – 1 ต.ค. 2020 นี้ ทาง VMware มี Session ทางด้าน Security เกินกว่า 100 Session ให้เข้าร่วมได้ฟรีๆ และในบทความนี้เราได้คัดหัวข้อบางส่วนที่โดดเด่นเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้พิจารณาเข้าร่วมรับชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมลุ้นรับ iPad และของรางวัลอีกมากมายได้ง่ายๆ จากชุมชน VMUG Thailand โดยมีรายละเอียดการลงทะเบียนเข้าร่วมงานและทำแล็บดังนี้

Credit: VMware

เนื้อหาด้าน Intrinsic Security ใน VMworld 2020

สำหรับเนื้อหาที่นำเสนอทั้งหมดนี้จะเป็นรูปแบบ On-Demand ที่สามารถรับชมได้เมื่อต้องการ โดยมีข้อแม้เพียงต้องลงทะเบียนก่อนวันที่ 9 ต.ค. 2020 นี้เท่านั้น จึงจะสามารถรับชมเนื้อหาเหล่านี้ได้ฟรีจนถึงสิ้นปี

1. Implementing vSphere Securely: Best Practices and Guidelines from the Experts [ISWL1087] Session เด่นดังประจำงาน VMworld ทุกปี กับการสรุปแนวทางการติดตั้งใช้งาน VMware vSphere, VMware ESX และ VMware vCenter อย่างมั่นคงปลอดภัยในรุ่นล่าสุด พร้อมอัปเดตวิธีการใหม่ๆ ในการปกป้องระบบของ VMware ให้มั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามสมัยใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

2. No Password? No Problem. Eliminate Passwords in Your Organization. [ISWS1796] Session ที่เพิ่งจัดใน VMworld 2019 เป็นครั้งแรกและได้รับความนิยมอย่างสูงจนต้องมาจัดซ้ำอีกรอบใน VMworld 2020 พร้อมอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการยืนยันตัวตนโดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน เพื่อให้ธุรกิจได้นำไปปรับใช้ในการทำงานอย่างคล่องตัวและมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น

3. A Practical Guide to Implementing Zero Trust [ISWS1383] ทำความรู้จักกับแนวคิด Zero Trust และวิธีการปรับใช้งานจริงในธุรกิจองค์กร โดยใช้เทคโนโลยีของ VMware ในการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัย

4. Best Practices for Securing Web Applications with Intrinsic Protection [ISNS1441] ปกป้อง Web Application ของธุรกิจองค์กรให้มั่นคงปลอดภัย ด้วยการใช้ VMware NSX Service-Defined Firewall และ VMware NSX Advanced Load Balancer เพื่อทำ Fireawll, Intrusion Detection, DDoS Protection และ Analytics-Driven Intelligent Web Application Firewall ในหนึ่งเดียว

5. How RSA security engineering helps DevOps teams manage public cloud security risk [ISCS2261] ทีมงาน VMware และ RSA จะมาร่วมพูดคุยถึงประเด็นด้านการผสาน Security ลงไปในกระบวนการทำงานของ DevOps เพื่อช่วยลดประเด็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนา Software และการ Deploy ระบบ

6. Cloud Infrastructure and Workload Security: VMware Secure State and Carbon Black [ISWL2072] อัปเดตประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยบน Cloud ล่าสุด พร้อมทำความรู้จักกับโซลูชันเพื่อปกป้อง Cloud Workload อย่าง VMware Secure State และ Carbon Black

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับชม Session เหล่านี้ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วม VMworld 2020 ได้ทันที และเริ่มเข้ารับชมได้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. นี้เป็นต้นไป โดยสามารถนำชื่อหรือรหัส Session ที่สนใจไปค้นหาในระบบและลงทะเบียนเข้าร่วมเรียนได้ทันที และสามารถตรวจสอบรายการ Session อื่นๆ ที่นำเสนอในงานทางด้าน Intrinsic Security เพิ่มเติมได้ที่ https://www.vmworld.com/en/tracks/Intrinsic-Security.html

ร่วมสนุก ลุ้นรับรางวัลกับ VMUG Thailand

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมงาน VMworld 2020 ในครั้งนี้ สามารถลุ้นรับรางวัล Apple iPad 1 เครื่อง มูลค่ามากกว่า 15,000 บาท, Samsung Galaxy Tab A 4 เครื่อง มูลค่ามากกว่า 4,900 บาท, WD External SSD จำนวน 3 ชุด มูลค่ามากกว่า 2,700 บาท และเครื่องฟอกอากาศ Xiao Mi จำนวน 3 เครื่อง มูลค่า 3,500 บาทได้ทันที ด้วยการร่วมกิจกรรมง่ายๆ ดังนี้

  1. เข้ากลุ่ม VMUG Thailand ที่ https://www.facebook.com/groups/1502318113117280
  2. ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน VMworld 2020 และเข้าร่วมฟัง Session ใดก็ได้ระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2020 – 9 ตุลาคม 2020
  3. Capture หน้าจอระหว่างเข้าร่วมงานมาโพสต์ลงกลุ่ม พร้อมเขียนบรรยายคร่าวๆ ว่าได้ฟังหัวข้อใดเกี่ยวกับเรื่องอะไรไปบ้าง

เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลแบบสุ่มแล้ว โดยทีมงาน VMUG Thailand จะทำการประกาศผลภายใน 1-2 สัปดาห์หลังสิ้นสุดระยะเวลาร่วมกิจกรรม

ลงทะเบียนเข้าร่วม VMworld 2020 Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมงานที่ https://www.vmworld.com/en/index.html?src=em_5f571cb6676fa&cid=7012H000001YnoL และทำการคลิกปุ่ม “Register for Schedule Session” โดยขั้นตอนในการลงทะเบียนจะมีดังนี้

  1. ลงทะเบียนสร้าง Account เข้าร่วมงานครั้งแรกที่ https://www.vmworld.com/myvmworld-login.jspa?src=em_5f571cb6676fa&cid=7012H000001YnoL โดยคลิกที่ปุ่ม “Create one here” หรือลงทะเบียนโดยตรงที่ https://www.vmworld.com/myvmworld-create.jspa?src=em_5f571cb6676fa&cid=7012H000001YnoL หากยังไม่เคยเข้าร่วม VMworld มาก่อน โดยแนะนำให้ใช้ Email ของบริษัทในการลงทะเบียน
  2. ระบบจะทำการส่งอีเมล์ในหัวข้อ “Account Activation Email” ไปยังอีเมล์บริษัทที่ได้ลงทะเบียนไว้ ให้เข้าไปทำการคลิกที่ลิงค์ “Activate Your Account”
  3. ระบบจะนำท่านไปสู่หน้าลงทะเบียนเข้าร่วมงาน VMworld 2020 ให้ทำการกรอกข้อมูลรายละเอียดตามจริง และจะมีส่วนที่ให้เลือกประเภทของบัตรเข้าชมงาน ก็สามารถเลือกบัตรที่มีราคา 0$ เพื่อเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที
  4. เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ระบจะทำการส่งอีเมล์ในหัวข้อ “VMworld 2020 Registration Confirmation” กลับไปหาท่านในอีเมล์บริษัทที่ได้ทำการลงทะเบียนไว้ เพื่อยืนยันผลการลงทะเบียนว่าสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

หากมีข้อสงสัยใดๆ ในการลงทะเบียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ SEAK.generalenquiry@vmware.com โดยจะมีเจ้าหน้าที่ VMware ประจำประเทศไทยคอยตอบคำถามในช่องทางดังกล่าว

from:https://www.techtalkthai.com/6-intrinsic-security-sessions-at-vmworld-2020/

เชิญร่วมงานสัมมนา Bay Cybersecurity Day 2020: Surviving Cyber Next Normal

Bay Computing ผู้ให้บริการและที่ปรึกษาด้านระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชื่อดัง จัดงานสัมมนา Bay Cybersecurity Day 2020 ภายใต้ธีม Surviving Cyber Next Normal เพื่ออัปเดตแนวโน้มด้านภัยคุกคามไซเบอร์ล่าสุด รวมไปถึงความท้าทายและการปรับตัวของภาคธุรกิจ พร้อมโซลูชันจากบริษัทชั้นนำด้านความมั่นคงปลอดภัยในวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคมนี้ ณ ห้องมณียา ชั้น 2 โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์

ด่วน!! รับจำนวนจำกัดผู้เข้าร่วมงาน 100 ท่านเท่านั้น!!

รายละเอียดงานสัมมนา

ธีมงาน: Surviving Cyber Next Normal
วัน: วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2020
เวลา: 8:30 – 17:30 น.
สถานที่: ห้องมณียา ชั้น 2 โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์
จำนวนผู้เข้าฟังบรรยาย: 100 ท่าน
ลิงค์ลงทะเบียน: https://www.zipeventapp.com/e/Bay-Cybersecurity-Day-2020-Surviving-Cyber-Next-Normal

“Cybersecurity จะเดินไปทางไหนภายใต้สถานการณ์ New Normal อันท้าทาย แล้วอะไรคือ The Next Normal ที่จะส่งผลกระทบต่อเรา มาร่วม Survive และกำหนดก้าวเดินขององค์กรไปสู่ทิศทางที่มั่นคงปลอดภัยไปด้วยกัน”

** ผู้ที่ไม่สะดวกไปร่วมงาน สามารถลงทะเบียนเพื่อรับชมงานสัมมนาแบบออนไลน์ได้ **

from:https://www.techtalkthai.com/bay-cybersecurity-day-2020-surviving-cyber-next-normal/

F5 แต่งตั้ง Westcon Group (Thailand) เป็นผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

F5 Networks ผู้นำด้าน Application Delivery Networking (ADN) ประกาศแต่งตั้ง Westcon Group (Thailand) เป็นผู้จัดจำหน่าย (Distributor) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อรุกตลาด Security ภายใต้การสนับสนุนจากหนึ่งในที่ปรึกษาโซลูชัน Enterprise IT ที่ดีที่สุด พร้อมขยายสู่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พลิกโฉมระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ในยุคดิจิทัล

Westcon Group ที่ปรึกษาและผู้จัดจำหน่ายโซลูชัน Enterprise IT ระดับโลก

Westcon Group เป็นบริษัทที่ปรึกษาและผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางด้าน Data Center, Infrastructure, Collaboration และ Security แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และดูแลรักษาแบบ 7/24 รวมไปถึงเป็นศูนย์อบรมและสอบใบรับรองเพื่อพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นทางการของผลิตภัณฑ์ชั้นนำจากทั่วโลก

ปัจจุบันนี้ Westcon Group มีสาขามากกว่า 70 แห่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก และครอบคุลม 12 ประเทศในเขตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เข้าสู่ตลาดประเทศไทยมานานกว่า 9 ปี มีทีมฝ่ายขายและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญชาวไทยรวมแล้วเกือบ 50 คน ซึ่งพร้อมนำเสนอโซลูชันและนวัตกรรมดิจิทัลชั้นแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็น AI & Analytics, Cloud & Virtualization, Cybersecurity, Compliance Management, IoT และ SD-WAN จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ระดับโลกเพื่อช่วยให้ธุรกิจตั้งแต่ SMB ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่สามารถทำ Digital Transformation ได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

“Westcon Group (Thailand) จับมือกับ F5 Networks เพื่อเปิดช่องทางการจัดจำหน่ายและสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ด้วยการผสานจุดแข็งของบริษัทที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาโซลูชัน Enterprise IT กับนวัตกรรมที่ได้รับการยอบรับจากทั่วโลกของ F5 Networks ทำให้เราสามารถนำเสนอบริการด้าน Application Delivery Networking และ Cybersecurity อันแสนยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชีย รวมไปถึงประเทศไทยได้” — คุณสมนึก สุนทรเพ็ชรพันธุ์ Country Manager บริษัท Westcon Group (Thailand) กล่าว

คุณสมนึก สุนทรเพ็ชรพันธุ์ Country Manager บริษัท Westcon Group (Thailand)

Westcon Center of Excellence ศูนย์นวัตกรรมและบริการสำหรับโซลูชัน F5 โดยเฉพาะ

ถึงแม้ว่า Westcon Group (Thailand) จะเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชันของ F5 Networks อย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่ในระดับโลกแล้ว Westcon Group ได้ร่วมมือกับ F5 Networks มานานหลายปี และเป็นหนึ่งในโซลูชันหลักที่ Westcon Group ให้บริการแก่ลูกค้า ถึงระดับที่มีการเปิด Center of Excellence เพื่อเป็นศูนย์นวัตกรรมและบริการสำหรับโซลูชันของ F5 โดยเฉพาะ ทำหน้าที่สนับสนุนการทำ Proof of Concept (PoC), Live Demo และซัพพอร์ตหลังการขาย รวมไปถึงมี Virtual Lab สำหรับให้ลูกค้าสามารถทดลองใช้งานโซลูชันและฟีเจอร์ต่างๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกับธุรกิจของตนได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาเซ็ตอัประบบทดสอบและยุ่งเกี่ยวกับระบบของลูกค้าโดยตรง

Westcon Group มีทีมสำหรับสนับสนุนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการของ F5 Networks โดยเฉพาะ แบ่งเป็นทีมบริหารงาน 33 ท่าน และทีมงานฝ่ายเทคนิค 18 ท่าน ครอบคลุมประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนรวมไปถึงประเทศไทย ซึ่งทีมงานเหล่านี้จะมีการแชร์ข้อมูล แนวทางปฏิบัติ และกรณีศึกษาระหว่างกัน ทำให้ทีมงานมีองค์กรความรู้ที่ทรงพลัง พร้อมช่วยเหลือเหล่าพาร์ทเนอร์ในการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

สำหรับประเทศไทยเอง Westcon Group (Thailand) มีทีม F5 Networks รวม 6 ท่าน เป็นทีมฝ่ายขาย 3 ท่านและทีมวิศวกรด้านเทคนิค 3 ท่าน ทั้งหมดผ่านการอบรมและได้ใบรับรองจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงมีประสบการณ์ในการให้บริการโซลูชันของ F5 Networks มานานกว่า 4 ปี

เตรียมรุกตลาด Security ในไทย ขยายสู่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

Westcon Group (Thailand) ได้วางกลยุทธ์การทำตลาดสำหรับ F5 Networks โดยให้บริการผ่านช่องทางจัดจำหน่ายเดิมที่มีศักยภาพแข็งแกร่งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ธนาคาร หลักทรัพย์ ประกันภัย โมเดิร์นเทรด ซัพพลายเชน และไฮเปอร์มาร์เก็ต ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ ซึ่งจะเน้นเจาะตลาดองค์กรเอกชนขนาดกลางและขนาดย่อมที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยในยุคดิจิทัล คาดว่าการร่วมมือกับ F5 Networks นี้จะทำให้ธุรกิจของ Westcon Group (Thailand) โตขึ้นโดยเฉลี่ย 20 – 25% ในปีนี้

“ด้วยการจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับทาง Westcon ช่วยให้เราสามารถขยายเส้นทางจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ F5 Networks สู่ตลาดใหม่ๆ ได้ ชื่อเสียงของ Westcon ในฐานะผู้นำด้านการจัดจำหน่ายโซลูชัน Enterprise IT และระบบ Partner Ecosystem ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดีช่วยนำผลลัพธ์ที่จับต้องได้ไปสู่ลูกค้าของเรา การเป็นพันธมิตรกับทาง Westcon นี้จะช่วยตอกย้ำความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างเรากับลูกค้า ซึ่ง Westcon มีการวางโครงสร้างที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นระบบ” —  Kurt Hansen, Managing Director at F5 Networks Australia/New Zealand กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดต่อเพื่อขอทดลองใช้งานฟรีได้ที่อีเมล products.th@westcon.com หรือโทร 02 938 9477-9 หรือ Inbox มาที่ Facebook Page: https://www.facebook.com/westcongroupthailand/

from:https://www.techtalkthai.com/f5-appoints-westcon-group-thailand-as-new-distributor/

เปรียบเทียบแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่จากผู้ให้บริการระบบคลาวด์

ปัจจุบันนี้ ระบบคลาวด์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งนิวนอร์มอลไปแล้ว เนื่องด้วยธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ ทุกขนาดจากทุกภาคส่วนพยายามเข้าใจการใช้ระบบคลาวด์ เช่น การใช้ระบบคลาวด์เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเป็นระบบดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเพียงองค์กรขนาดใหญ่หรือขนาดกลางเท่านั้นที่ปรับใช้ระบบคลาวด์ตามขนาดที่ต้องการเพื่อแก้ปัญหา บริษัทที่มีพนักงานน้อยกว่า 100 คนจากอุตสาหกรรมลักษณะเดิมต่าง ๆ อย่างบริษัทที่ผู้เขียนทำงานอยู่ อาจสนใจที่จะย้ายไปใช้ระบบคลาวด์ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนและทำอย่างไรดี

บริษัทที่เริ่มเข้าสู่เส้นทางการใช้ระบบคลาวด์อาจพบอุปสรรคและความท้าทายต่าง ๆ มากมายตั้งแต่ระยะแรก ๆ ทั้งจากภายในและภายนอก ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจไม่ทราบวิธีที่ถูกต้องและปลอดภัยในการย้ายปริมาณงานไปยังระบบคลาวด์ หรืออาจไม่มีความรู้หรือทักษะที่จำเป็นเพื่อทำงานกับทรัพยากรระบบคลาวด์ ทั้งนี้ เพื่อทำให้เส้นทางการใช้ระบบคลาวด์ง่ายขึ้นสำหรับผู้เริ่มต้น ผู้ให้บริการระบบคลาวด์หลายรายจึงเสนอแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบด้วยทรัพยากรระบบคลาวด์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการใช้กับปริมาณงานง่าย ๆ หรือสำหรับผู้เริ่มต้นทั้งหลายให้สามารถทดลองใช้บริการระบบคลาวด์ก่อนการปรับใช้ตามขนาด ทรัพยากรระบบคลาวด์ดังกล่าวมักจะมาพร้อมกับการให้ส่วนลดมากมาย ในบทความนี้ ผู้เขียนอยากแบ่งปันข้อมูลเล็กน้อยให้มือใหม่หัดใช้ระบบคลาวด์ได้ทราบเกี่ยวกับแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ (หรือที่คล้าย ๆ กัน) ที่เสนอโดยผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่สามราย

มารู้จักแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

แพ็กเกจผู้ใช้ใหม่เป็นข้อเสนอพิเศษที่ผู้ให้บริการระบบคลาวด์มอบให้ผู้ใช้ใหม่ โดยจะช่วยให้ผู้ใช้ใหม่สามารถทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของระบบคลาวด์ในราคาที่ต่ำมาก ทำให้เป็นวิธีที่คุ้มค่าสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนรู้วิธีการทำงานกับระบบคลาวด์ ผู้ใช้ใหม่สามารถใช้บริการและทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีให้ในแพ็กเกจผู้ใช้ใหม่เพื่อสร้างเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ของตนเอง อีกทั้ง ผู้ใช้ที่มีประสบการณ์ขั้นสูงกว่ายังสามารถใช้แพ็กเกจเพื่อสร้างเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย

เปรียบเทียบแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายต่าง ๆ

ขณะนี้ ผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่หลายราย เช่น HUAWEI CLOUD และ Alibaba Cloud ได้เปิดตัวแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่สำหรับผู้เริ่มต้น โดยทั่วไปแล้ว แพคเกจดังกล่าวจะประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ เครือข่ายและทรัพยากรจัดเก็บข้อมูล รูปภาพและอื่น ๆ ส่วน AWS นั้น ไม่มีแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ แต่ยื่นข้อเสนอให้ผู้ใช้ใหม่ทดลองใช้บริการระบบคลาวด์ในระดับที่ให้ฟรี

HUAWEI CLOUD เสนอแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายเพียง $1 USD ต่อเดือน แพคเกจนี้เหมาะสมเป็นพิเศษสำหรับผู้ใช้แต่ละรายหรือสำหรับการใช้กับปริมาณงานที่ไม่มาก นอกจากนี้ ยังมีบริการแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่อีกสามแบบ (ระดับเริ่มต้น ระดับอัพเกรดและระดับขั้นสูง) ด้วยอัตราค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ $6, $16 และ $68 ตามลำดับ แพ็คเกจทั้งสี่แบบนี้ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ ดิสก์เสมือนแบบยืดหยุ่น (elastic virtual disks) และแบนด์วิดท์ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นที่พยายามทำความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มระบบคลาวด์รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของระบบคลาวด์

ส่วน Alibaba Cloud นั้น ได้นำเสนอแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ 7 แบบโดยมีสเปกและราคาของทรัพยากรที่หลากหลาย แพ็คเกจเหล่านี้ยังประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ ดิสก์เสมือน (virtual disks) และแบนด์วิดท์ แพ็กเกจที่มีผู้สมัครใช้งานมากที่สุด คือ แพ็กเกจที่มีเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ขนาด 1 core/1 GB หรือ 1 core/2 GB และหากผู้สมัครมีคูปอง ก็จะได้รับส่วนลด 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐในเดือนแรกสำหรับเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์แต่ละเซิร์ฟเวอร์

AWS เสนอการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และบริการฟรี แต่ไม่มีแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ ผู้ใช้ใหม่สามารถได้รับประสบการณ์การใช้งานจริงกับผลิตภัณฑ์บางรายการได้ฟรีเป็นเวลานานถึง 12 เดือน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ใช้อาจไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีพื้นฐานทางเทคนิคมากนัก นอกจากนี้ ผู้ใช้ต้องทดลองใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบแยกกัน โดยไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการเรียนรู้มีราคาแพงมากกว่า

ดังนั้น ผู้เขียนขอเสนอแนะผู้เริ่มต้นด้วยความคิดเห็นส่วนตัวว่าการใช้แพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ราคา $1 ดอลลาร์ของ HUAWEI CLOUD จะเหมาะสมกว่า เซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ในแพ็คเกจนี้มี CPU core ให้หนึ่งตัวและหน่วยความจำ 1 GB พร้อมดิสก์ระบบขนาด 40 GB ไม่มีข้อตกลงใดที่ดีไปกว่านี้แล้วสำหรับผู้เริ่มต้น โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนคิดว่าเซิร์ฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติการใช้งานไม่เยอะในแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของ Alibaba Cloud จะมีสมรรถนะการประมวลผลที่แย่กว่าเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ที่มีสเปกเดียวกันในแพ็คเกจของ HUAWEI CLOUD เนื่องจากการใช้กำลังไฟในการประมวลผลต่ำกว่า

โปรแกรมการสอนและคู่มือ

แพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของ HUAWEI CLOUD จะมีโปรแกรมการสอนและวิธีปฏิบัติให้ฟรีด้วย โปรแกรมการสอนจะให้คำแนะนำทีละขั้นตอนเกี่ยวกับวิธีที่ผู้ใช้ใหม่สามารถเริ่มต้นใช้งานแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ วิธีปฏิบัติจะเน้นที่แอปพลิเคชันทั่วไปที่คุณสามารถสร้างได้โดยใช้แพ็คเกจเหล่านี้ เช่น เว็บไซต์ เวิร์ดเพรสส์ และ Ghost blogs ผู้ใช้ใหม่สามารถเริ่มสร้างแอปพลิเคชันเหล่านี้ด้วยตัวเองได้ทันทีหลังจากสมัครใช้แพ็กเกจผู้ใช้ใหม่

Alibaba Cloud มีประกาศนียบัตรวิชาชีพให้พร้อมกับแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ เช่น ประกาศนียบัตรวิชาชีพสำหรับวิศวกรคอมพิวเตอร์ระบบคลาวด์ วิศวกรความมั่นคงปลอดภัย และวิศวกรบิ๊กดาต้า สำหรับผู้เริ่มต้น น่าจะยากที่จะเลือกใช้แพ็คเกจเหล่านี้ แต่ก็สามารถพูดได้ว่าแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของ Alibaba Cloud เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับผู้ที่กำลังอยากทำอาชีพในระบบคลาวด์ อีกทั้ง หลักสูตรการรับรองแต่ละหลักสูตรมีค่าใช้จ่ายเพียง $0.99 เท่านั้น

แพ็กเกจผู้ใช้ใหม่สำหรับการให้บริการระบบคลาวด์เป็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัทและบุคคลทั่วไปที่จะเรียนรู้วิธีเริ่มต้นใช้งานระบบคลาวด์และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด จากการเปรียบเทียบแพ็กเกจผู้ใช้ใหม่กับข้อเสนออื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันจากผู้ให้บริการคลาวด์รายต่าง ๆ ผู้เขียนเชื่อว่าแพ็กเกจผู้ใช้ใหม่ของ HUAWEI CLOUD เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้ใหม่ที่พยายามค้นหาเส้นทางเข้าสู่โลกแห่งระบบคลาวด์ภายในระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น

สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้โดยคลิก URL ด้านล่าง:

https://activity.huaweicloud.com/intl/en-us/828_promotion/index.html?utm_source=Techtalkthai_intl&utm_medium=pr&utm_campaign=APAC_SMEGoCloud_828&utm_content=921

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-go-cloud-festival-to-end-soon/