คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน นำเสนอซอฟต์แวร์ที่เพิ่มความถูกต้องแม่นยำ และลดระยะเวลาสำหรับงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ด้วย IBM Robotic Process Automation

เบื่อไหมกับงานที่ต้องทำซ้ำๆเป็นประจำทุกวัน  และยังเป็นงานที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำ จะดีกว่าไหมถ้าในองค์กรเราสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วย  ซอฟต์แวร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานในรูปแบบอัตโนมัติโดยหุ่นยนต์ หรือที่เรียกว่า “Robotic Process Automation” (RPA)

IBM RPA เป็นระบบซอฟต์แวร์อัตโนมัติที่มีความสามารถในการจัดการกับงานประเภทที่ต้องทำซ้ำ ๆ เช่นการทำงานในแผนกบัญชีอย่างใบเสนอราคา ใบขอเสนอซื้อ ใบกำกับสินค้า การตรวจสอบบันทึก ใบแจ้งหนี้ ใบรับสินค้า และใบชำระเงินเป็นต้น RPA สามารถทำขั้นตอนเหล่านี้ให้กลายเป็นกระบวนการทำงานอัตโนมัติ ด้วยการใช้งานที่ไม่ซับซ้อนของ RPA องค์กรสามารถนำมาปรับใช้กับหน่วยงานได้อย่างรวดเร็วและเรียบง่าย เหมาะกับทุกองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นการปรับรูปแบบการทำงานเพื่อระบบที่เป็นอัตโนมัติ ทำให้พนักงานมีเวลาในการพัฒนางานส่วนอื่นได้มากขึ้น

 

 

ในสภาวะปัจจุบัน องค์กรต่าง ๆ เริ่มหันกลับมามองการพัฒนาระบบภายนองค์กรกันมากขึ้นโดยมี

การจับมือกันระหว่าง IBM และผู้นำตลาดในการทำ RPA อย่าง Automation Anywhere ก่อให้เกิดโซลูชั่นครบวงจรที่รองรับการทำระบบอัตโนมัติในจำนวนมหาศาลรวมไปถึงการบริหารจัดการกระบวนการธุรกิจด้วย IBM Business Process Manager(BPM)

  • Automation Anywhere RPA – ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานเพื่อความสะดวกในการบันทึกขั้นตอนการทำงานเสมือนพนักงานดำเนินเอกสารเองโดยมี RPA เป็นตัวจัดการซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบหรือเขียนโค้ดใดๆ
  • IBM Business Process Manager Express Solution – เป็นส่วนบริหารจัดการและมอนิเตอร์การทำงานของ RPA เพื่อทำ workflow optimization และทำการจัดการกับข้อผิดพลาดที่ดียิ่งขึ้น

 

 

การใช้โซลูชั่นร่วมกันระหว่าง IBM Business Process Management(BPM) และ Robotic Process Automation(RPA) สามารถลดค่าใช้จ่ายในธนาคารแห่งหนึ่งในยุโรปถึง 30 เปอร์เซ็นต์

จากเดิมที่ธนาคารมีหน้าจอแสดงผลให้ลูกค้าโดยใช้ IBM BPM ในการทำระบบอัตโนมัติ ธนาคารต้องการเปลี่ยนให้ระบบบริการส่วนอื่น ๆ ที่ยังต้องใช้มนุษย์ในการดำเนินงานให้เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด เพื่อให้ระบบบริการเหล่านั้นไม่ถูกจำกัดเฉพาะแค่เวลาทำการ ด้วยการนำ IBM RPA เข้ามาใช้งาน ธนาคารสามารถขยายเวลาทำการในการใช้งานระบบบริการต่าง ๆเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม เช่นการเปิดบัญชีธนาคาร การขออนุมัติเงินกู้หรือการให้สินเชื่อ นอกจากจะเพิ่มความประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้งานระบบของธนาคารและยังสามารถยังลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ จากที่ต้องจ่ายกับระบบเดิม ๆ

สุดท้ายนี้ คงจะปฏิเสธกันไม่ได้ว่าองค์กรต่าง ๆ กำลังพยายามปฏิรูปธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ต่างจากเดิม พวกเขากำลังมองหาโอกาศในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตเร็วขึ้นโดยการเพิ่มศักยภาพในการขยายการผลิด การนำ IBM RPA ที่เป็นระบบจัดการกระบวนการแบบอัตโนมัติเข้ามาในระบบถือว่าเป็นการเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนถ่ายธุรกิจสู่ดิจิตัล สู่นโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ต่อไปในอนาคตองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยจะปฏิรูปธุรกิจตัวเองสู่รูปแบบดิจิตัลมากขึ้น เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของตลาด

 

ติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด โทร 02 311 6881 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

เขียนบทความโดย วริศ ศศิเศรษฐ์  System Engineer บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

from:https://www.techtalkthai.com/computer-union-ibm-robotic-process-automation-rpa-solution/

Advertisements

สรุปงานสัมมนา DTCi Technology Day with SOTI เปลี่ยน Mobile Device ให้เป็นหัวใจของธุรกิจอย่างมั่นใจ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา ทาง DTCi ได้จัดงานสัมมนา DTCi Technology Day with SOTI เพื่ออัปเดตถึงแนวโน้มการนำอุปกรณ์ Mobile Device ไปใช้งานภายใน Workflow ของธุรกิจต่างๆ ในหลายอุตสาหกรรม และทำให้โซลูชั่น Enterprise Mobility Management ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างน่าสนใจหลากหลายรูปแบบ ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ จึงขอนำเนื้อหามาสรุปให้ทุกท่านได้อ่านกันเป็นแนวทางดังนี้ครับ

 

Credit: DTCi

 

การนำ Mobile Device ไปใช้งานใน Workflow ของธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมาก อุปกรณ์ Android สำหรับการทำงานมียอดจำหน่ายเกือบถึง 300 ล้านอุปกรณ์ในแต่ละปี

เมื่อก่อนเวลาเราพูดถึงการนำ Mobile Device ไปใช้ในการทำงาน เรามักนึกถึงกรณีของการนำไปใช้ทดแทนอุปกรณ์อย่าง PC หรือ Notebook กันเป็นหลักเพื่อให้เกิดการติดต่อสื่อสารและเข้าถึง Application ทางธุรกิจต่างๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดายจากทุกที่ทุกเวลา แต่ปัจจุบันอุปกรณ์ Mobile Device เองเริ่มกลายเป็นหัวใจที่สำคัญของธุรกิจที่ถูกนำไปใช้งานกันอย่างจริงจังใน Workflow มากขึ้น ในฐานะระบบ Interface สำหรับใช้งานเฉพาะทางในอุตสาหกรรมต่างๆ

ตัวอย่างเช่น ในการควบคุมและตรวจสอบสายการผลิต อุปกรณ์ Mobile Device หรือ Handheld ที่มีความทนทานสูงก็เริ่มถูกนำไปใช้งานกันมากขึ้น, ระบบ Point of Sales เองก็เริ่มเปลี่ยนจากการพัฒนา Hardware แบบ Proprietary มาใช้ Mobile Device แทน, ตู้ Kiosk ต่างๆ ก็เปลี่ยนมาใช้ Mobile Device เป็นหลัก เป็นต้น

อุปกรณ์เหล่านี้มักถูกจำกัดความสามารถในการใช้งานหรือควบคุมการใช้งานและการเข้าถึงข้อมูลอย่างเข้มข้นเพื่อตอบโจทย์ประเด็นด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปใช้งานผิดไปจากวัตถุประสงค์ของธุรกิจ ส่วนในด้านของการเลือกใช้ระบบปฎิบัติการนั้นองค์กรส่วนมากมักเลือกใช้ระบบปฎิบัติการที่เป็นที่แพร่หลายในการทำงานเพราะจะทำให้การพัฒนาระบบ Application หรือ Software ต่างๆ ที่เข้ามาใช้ภายใน Workflow นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

Android และ iOS นั้นก็เป็นสองระบบปฏิบัติการยอดนิยมสำหรับการนำมาทำงานเหล่านี้ แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าและอุปกรณ์ที่มีความหลากหลาย รวมถึงยังมีความสามารถในการปรับแต่งได้อย่างอิสระมากกว่า ก็ทำให้ Android ได้รับความนิยมสูงเป็นอย่างมาก ซึ่งในแต่ละปีที่มีการจำหน่าย Mobile Device สำหรับธุรกิจ Android ก็มีสัดส่วนมากถึง 75% และก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องไปอีกในอนาคต

แนวโน้มนี้ก็ถือว่าน่าจับตามองไม่น้อยเพราะนี่คือการเติบโตที่ชัดเจนอย่างหนึ่งของความพยายามในการทำ Digital Transformation ของธุรกิจต่างๆ ที่ต้องการเปลี่ยนจากการนำอุปกรณ์เฉพาะทางที่ไม่สามารถแก้ไขมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำงานในอดีต มาสู่การใช้ Mobile Device ที่มีความชาญฉลาดสูงยิ่งขึ้นและพร้อมจะรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวไปสู่การเป็น Digital Business ของเหล่าธุรกิจทั่วโลกนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ด้วยความสำคัญของ Mobile Device ที่มีต่อธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมนี้ ประเด็นด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานและการดูแลรักษา ไปจนถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยก็ยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น และนั่นเองที่ทำให้ DTCi ตัดสินใจผลักดันโซลูชั่นของ SOTI อย่างเต็มตัว และพร้อมจะเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย

 

รู้จักกับ SOTI โซลูชั่นระบบ EMM ที่ครอบคลุมทั้งการจัดการ Mobile Device, Android, iOS, Windows, Linux และ IoT ในหนึ่งเดียว

 

Credit: DTCi

 

หากใครเคยมองหาโซลูชั่นระบบ Mobile Device Management (MDM) หรือ Enterprise Mobility Management (EMM) นั้นก็คงจะเคยได้ยินชื่อของ SOTI กันมาอยู่บ้าง เพราะ SOTI เป็นหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำของโซลูชั่นเหล่านี้ และมีจุดเด่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้เหนือกว่าคู่แข่งเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เฉพาะทางของธุรกิจหลากหลายประการ

ปัจจุบัน SOTI มีลูกค้าใช้งานอยู่ทั่วโลกกว่า 17,000 องค์กรใน 176 ประเทศทั่วโลก โดยมี Partner มากกว่า 2,000 ราย และยังทำงานใกล้ชิดกับผู้ผลิตอุปกรณ์ Android มากกว่า 170 บริษัท ทำให้โซลูชั่นของ SOTI สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ Android ได้หลากหลายค่าย ไม่เพียงแต่ Android สำหรับใช้งานเป็น Smartphone หรือ Tablet เท่านั้น แต่ยังรวมถึง Android ที่ถูกพัฒนามาใช้งานเป็น Handheld, POS, Kiosk และ IoT Device อีกด้วย

 

Credit: DTCi

 

โซลูชั่นของ SOTI นี้ครอบคลุมการจัดการอุปกรณ์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น iOS, Android, Windows, Windows CE, Linux, macOS, Zebra Printer และอื่นๆ โดยในการควบคุมอุปกรณ์แต่ละประเภทนั้นก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ว่าเทคโนโลยีของอุปกรณ์นั้นๆ จะเอื้อให้เข้าไปบริหารจัดการได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ SOTI ยังสามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้งใช้งานแบบ On-Premises ภายในองค์กร หรือใช้งานผ่าน Cloud ซึ่งธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม

โดยสรุปแล้ว ความสามารถของ SOTI มีดังต่อไปนี้

  • สามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ Mobile Device, PC, Notebook, IoT ทั้งหมดได้ในหน้า Console เดียว ซึ่งในส่วนของ Android จะมี Built-in Antivirus มาให้ใช้งานด้วย
  • สามารถควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ Mobile Device ให้มีรูปแบบการใช้งานตามที่ต้องการได้ เช่น การทำหน้าที่เป็น Kiosk เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้งานระบบอื่นๆ ได้
  • มีระบบ Remote เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ของผู้ใช้งานและช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ลด Downtime ที่อาจเกิดขึ้นในธุรกิจได้
  • มีระบบติดตามการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ และ Dashboard ควบคุมการทำ Compliance สำหรับอุปกรณ์จำนวนมากได้อย่างง่ายดาย
  • สามารถทำ Package Deployment ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถติดตั้ง Application ได้ง่ายจากระยไกลโดยไม่กระทบต่อการใช้งาน
  • สามารถควบคุมสิทธิการงาน Mobile Device เช่น จำกัดพื้นที่ห้ามใช้กล้อง จำกัดการใช้งานอินเตอร์เน็ตด้วย Web filtering
  • มีระบบสำหรับการพัฒนา Mobile Application ได้แบบ Drag & Drop ไม่ต้องเขียนโค้ดใดๆ ทำให้รองรับการนำไปใช้งานใน Workflow ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

 

Credit: DTCi

 

การนำไปใช้งานจริงนั้นก็มีกรณีหลากหลาย ซึ่งทีมงานของ DTCi และ SOTI ได้นำเสนอตัวอย่างการใช้งานที่น่าสนใจดังนี้

  • การควบคุม Mobile Device สำหรับเจ้าหน้าที่สายการบินที่ต้องให้บริการลูกค้าภายในสนามบิน โดยเน้นเรื่องของการควบคุมอุปกรณ์ให้สามารถทำงานได้เพียงแค่ Application ของธุรกิจเท่านั้น และเปิดให้อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งๆ สามารถใช้งานได้โดยพนักงานหลายคน ซึ่ง SOTI จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบ IT สามารถให้การสนับสนุนแก้ไขปัญหาจากระยะไกลได้ รองรับต่อเจ้าหน้าที่จำนวนมากที่ทำงานกระจายกันอยู่ในสนามบินหลายแห่ง ทำให้ลดเวลาการทำงานของผู้ดูแลระบบ
  • การพัฒนา Mobile Application เพื่อนำมาใช้ในธุรกิจ Logistics ทำให้มี Mobile Application สำหรับติดตามข้อมูลการส่งสินค้าต่างๆ ที่สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่หากเจ้าหน้าที่คนไหนมีปัญหากับการใช้งานอุปกรณ์ แผนก IT ก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที
  • การจัดการควบคุมให้อุปกรณ์ Tablet ทำงานแบบ Kiosk เพื่อนำไปใช้ในธุรกิจโรงแรม ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆ ของโรงแรมได้ผ่าน Tablet เดียว ในขณะที่ลูกค้าไม่สามารถนำ Tablet ไปใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้ และทางโรงแรมเองก็สามารถนำเสนอบริการใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดายผ่านการพัฒนา Web Application ด้วย HTML5 และนำมาเชื่อมต่อ
  • การแยกส่วน Application สำหรับการทำงานออกจากระบบอื่นๆ บน Mobile Device ที่พนักงานนำมาใช้ทำงานเองแบบ Bring Your Own Device (BYOD) ซึ่งเป็นที่นิยมในธุรกิจส่วนที่เป็นการขายและการตลาด เนื่องจากพนักงานมักไม่ได้เข้าออฟฟิศและสะดวกจะทำงานบนอุปกรณ์พกพาของตนเองเป็นหลัก โดยรองรับการ Onboard ได้หลากหลายวิธีการทำให้ง่ายต่อการใช้งานจริง และผู้ดูแลระบบไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานได้ แต่ยังคงควบคุมการใช้งาน Application และการเข้าถึงข้อมูลในส่วนธุรกิจได้อยู่

ในงานสัมมนาครั้งนี้ยังมีการพูดถึงกรณีศึกษาอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าเทรนด์ของการนำอุปกรณ์ Mobile Device ไปใช้งานในธุรกิจอย่างจริงจังนั้นกำลังเกิดขึ้นเรื่อยๆ และ SOTI เองก็มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะตอบรับต่อความต้องการเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน

 

SOTI ONE รวม 6 โซลูชั่นด้านการจัดการอุปกรณ์เข้าไว้ด้วยกัน

 

Credit: DTCi

 

สำหรับโซลูชั่นเด่นของ SOTI นั้นก็คือ SOTI ONE ที่เป็นโซลูชั่นใหญ่รวมความสามารถอีก 6 ประการหลักๆ เข้าด้วยกัน ดังนี้

1. SOTI MOBICONTROL

โซลูชั่นเด่นของ SOTI สำหรับใช้บริหารจัดการอุปกรณ์ iOS, Android, Windows, Windows CE, Linux, macOS, Zebra Printer และอื่นๆ ได้จากส่วนกลาง พร้อมทั้งมีระบบการบริหารจัดการเพื่อแยกข้อมูลของธุรกิจออกมาจากการใช้งานส่วนตัว เช่น Email, App, Content Management และ File Sharing ไปจนถึงการสั่งลบข้อมูลหรือระบบได้จากระยะไกล สำหรับปกป้องข้อมูลของธุรกิจบนอุปกรณ์ที่สูญหายหรือถูกขโมยไปได้

2. SOTI ASSIST 

โซลูชั่น Mobility Help Desk สำหรับช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถร้องขอความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาจากผู้ดูแลระบบ IT ได้ผ่านการเปิด Ticket, การ Chat และเปิดให้ผู้ดูแลระบบทำการ Remote เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ทันทีผ่านหน้า Console

3. SOTI SNAP

โซลูชั่นสำหรับการพัฒนา Mobile Application ได้แบบ Drag & Drop ไม่ต้องอาศัย Software Developer ซึ่ง Application นี้สามารถใช้งานได้บนทั้ง iOS และ Android บนหน้าจอหลากหลายขนาดแบบ Responsive อีกทั้งยังสามารถทำการ Integrate เข้ากับ SOTI ONE Platform, Zapier, Webhook, REST API, Office 365 และ Google Drive ได้ด้วย รวมถึงยังสามารถใช้งานแบบ Offline ได้

4. SOTI CENTRAL

ระบบ Portal สำหรับให้ลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของ SOTI เข้าไปทำการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์รวมถึงช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ในแบบชุมชน

5. SOTI INSIGHT (Road Map 2019)

ระบบ Business Intelligence (BI) สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งาน Device, App, User, Sensor และข้อมูลอื่นๆ ที่ได้ทำการรวบรวมเอาไว้ในระบบ และนำ Machine Learning มาใช้ตรวจสอบเหตุการณ์ผิดปกติหรือทำนายปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ช่วยให้การตัดสินใจทำงานต่างๆ และการดูแลแก้ไขปัญหาในระบบเป็นไปได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้นด้วยข้อมูล Big Data

6. SOTI CONNECT (Road Map 2019)

โซลูชั่น IoT Gateway สำหรับรวบรวม, วิเคราะห์ และส่งต่อข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อเข้ามาด้วยโปรโตคอลหลากหลายเช่น LWM2M, MQTT หรือ LoRa และยังมี SDK สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่ได้รองรับมาตรฐานเหล่านี้ พร้อมมีหน้าจอสำหรับสร้าง Automation Workflow ด้วยตัวเองเพื่อให้ IoT Gateway ส่งคำสั่งไปยังอุปกรณ์ IoT เพื่อควบคุมการทำงานได้ทันทีหากได้รับข้อมูลซึ่งตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมเองแต่อย่างใด

 

ติดต่อทีมงาน DTCi ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจในโซลูชั่นของ SOTI และต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน DTCi พันธมิตรของ SOTI อย่างเป็นทางการในประเทศไทยได้ทันทีที่  DTC Internetworking Co., Ltd.  [บริษัท ดีทีซี อินเตอร์เน็ทเวิร์คกิ้ง จำกัด] 123/3 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120, เบอร์ติดต่อ 02-294-6776 ต่อ 221, Email: Sales.soti@dtci.co.th, Website: http://www.dtci.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/dtci-technology-day-with-soti-seminar-summary/

ไอบีเอ็มเปิดตัว IBM Cognos Analytics 11.1 BI โฉมใหม่ ผสานพลัง AI เปลี่ยนทุกข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้นในราคาเบาๆ

IBM Cognos Analytics 11.1 เป็น BI โฉมใหม่ สวยล้ำ ฉลาดเลิศ ผสานพลัง AI เผยข้อมูลเชิงลึกที่ซ่อนอยู่ why พร้อมตัวช่วย AI ขั้นเทพ เปลี่ยนทุกข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้นในราคาเบาๆ ทั้งแบบ cloud และ on premise เหมาะกับทุกขนาดธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่

 

Credit: IBM

 

Smart Data Discovery and AI Assistant

ความต้องการของผู้ใช้งานไม่ได้มีเพียงเรื่อง Simple Visualization อีกต่อไปแล้ว ไอบีเอ็มจึงนำ Augmented Intelligence: AI มาช่วยในการเตรียมข้อมูลวิเคราะห์ นำเสนอข้อมูลด้วยภาพ และหาคำตอบจากข้อมูลได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้ business users ทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น

  • นำเสนอข้อมูลที่ชาญฉลาดด้วย AI Assistant – Ask Cognos!
  • แนะนำ Visualization ที่เหมาะสมต่อการวิเคราะห์ข้อมูลตามที่ผู้ใช้ถามด้วย natural language
  • แสดงข้อเท็จจริงที่น่าสนใจที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลเช่นตัวแปรขับเคลื่อน (Drivers) ที่สำคัญจาก Data fields ที่กำลังสนใจ
  • สร้าง Dashboard และ Storytelling อย่างมั่นใจด้วยข้อมูล Insight ที่ระบบแนะนำให้

 

Make Your Data Work for You

เปลี่ยนการเข้าถึงข้อมูลให้ง่ายขึ้นผ่านการใช้ความสามารถของ Data Module เพื่อการ Cleansing และ Shaping ข้อมูลให้พร้อมนำไปวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ระบบเตรียมข้อมูลโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานเพียงอัพโหลดข้อมูลขึ้นไปในระบบ หลังจากนั้นสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ได้ทันที
  • ระบบมี Auto Join ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน
  • Auto Aggregation โดยเฉพาะการทำ Relative Dates เช่น MTD QTD และ YTD ให้โดยอัตโนมัติ
  • Shaping data ด้วยการสร้าง field ข้อมูลใหม่การสร้าง Custom group/view และการเรียกข้อมูลด้วย Custom SQL ผ่าน Graphic User Interface โดยที่ไม่ต้องมีการ Coding ด้วยภาษาใดๆ
  • สร้างการ Drill up/down อย่างง่ายดายเพียงไม่กี่คลิก

 

Trusted Analytics Foundation

ระบบในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ทุกคนสามารถเชื่อถือได้ในการเข้าถึง การเผยแพร่ และการสร้างเนื้อหาข้อมูล โดยที่ระบุการเข้าถึงเครื่องมือและความปลอดภัยของข้อมูลเพียงครั้งเดียว แล้วสามารถใช้ได้ทั่วทั้งระบบรวมถึง Capabilities ที่สามารถตอบโจทย์ในการเข้าถึงข้อมูลของคนทั้งองค์กรโดยไม่ต้องอาศัยความยุ่งยาก

  • สร้าง Security Filters เพื่อกำหนดสิทธิ์ให้ผู้ใช้ข้อมูลเข้าถึงเฉพาะส่วนที่ต้องการให้เข้าถึง ซึ่งเป็นการทำการ Define เพียงครั้งเดียวแต่มีผลทั้งระบบ ไม่ว่าจะดูบนอุปกรณ์ใดก็ตาม ทั้งที่ผ่าน Dashboard Report หรือ Storytelling
  • ความสามารถในการ Share เนื้อหาผ่าน e-mail หรืออื่นๆ ด้วยการ Bursting Scheduling หรือผ่าน Slack
  • การจัดการในส่วน Administration ของระบบสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
  • ความสามารถที่สำคัญอื่นๆ เช่น Multitenancy User management และ Logging

 

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณอี่ โทร 02-619-1260

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-cognos-analytics-11-1-new-bi-with-integrated-ai-is-announced/

NTC ขอเชิญร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ “ต่อยอดเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สู่ธุรกิจยุคดิจิทัล!” วันที่ 14-15 ม.ค 2562

โครงการ “Artificial Intelligence (AI) Comprehensive”

เรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ ไอเดียเจ๋งๆ เกี่ยวกับหลักการทำงานของ AI
พร้อม Workshop การเขียน ‘AI Program’ ด้วย Python& Keras

ต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมในทิศทางใหม่ๆ อย่างสร้างสรรค์
เพื่อปรับใช้และเสริมศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น

วันที่ 14-15 มกราคม 2562 รับจำนวนจำกัด 20 คน

 

 

 

ที่มาโครงการ “Artificial Intelligence (AI) Comprehensive”

“โลกกำลังเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์
ที่สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล โดยใช้ระยะเวลาเพียงสั้นๆ”

หากกล่าวถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคตที่ถูกพูดถึงและได้รับความสนใจสูงมากจากผู้คนทั่วโลกในขณะนี้ คงต้องยอมรับว่า “เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence: AI” มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในแวดวงธุรกิจเเละอุตสาหกรรม รวมถึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนไปโดยปริยาย

“AI” เป็นปัญญาประดิษฐ์สาขาหนึ่งด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่รวมศาสตร์หลายแขนงเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านวิศวกรรม จิตวิทยา ปรัชญาและชีววิทยา ที่มีแนวคิดโดยใช้เหตุผลเป็นหลัก ผ่านการเรียนรู้จากกระบวนการคิด การกระทำ การให้เหตุผลและการปรับตัว โดยการสร้าง “ความฉลาดเทียม” ให้กับ “สิ่งที่ไม่มีชีวิต” ให้มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น “รถยนต์ที่ใช้ระบบ AI เข้ามาควบคุมการทำงาน” หรือ “ผู้ประกาศข่าว AI คนแรกของโลกจากประเทศจีน” ถือเป็นเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ในหลายๆ ด้าน ด้วยความสามารถในการเรียนรู้และจดจำข้อมูลที่มีปริมาณมากๆ สามารถแยกแยะรวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง แม่นยำและรวดเร็ว ส่งผลให้ภาคธุรกิจและนักพัฒนาจำนวนไม่น้อยเริ่มตื่นตัวกับการลงทุนด้าน AI เพื่อนำมาประยุกต์ใช้และสร้างนวัตกรรมที่เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่มีความเฉลียวฉลาดในการปฏิบัติงานอย่างอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ มูลค่าและความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์และธุรกิจมากยิ่งขึ้น

บริษัท เน็ตเวิร์ก เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด (NTC) เล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สู่การนำไปปรับใช้ในแง่มุมต่างๆ จึงจัดโครงการฝึกอบรม ARTIFICIAL INTELLIGENCE (AI) COMPREHENSIVE ขึ้น เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ด้าน AI ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่มุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมเห็นภาพรวมของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ชัดเจน โดยเรียนรู้ผ่านการเขียน AI Program, AI Games, Machine Learning และ Reinforcement Learning ด้วยภาษา Python เพื่อต่อยอดเข้ากับเทคโนโลยีระบบหุ่นยนต์ (Robotics) ทั้งในส่วนของการเขียนโปรแกรมเพื่อจัดการ, ควบคุมกระบวนการ, ป้อนคำสั่งต่างๆ ที่มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาศักยภาพ แนวคิดและทักษะด้านการเขียนโปรแกรมให้รองรับกับยุคที่ AI และวิทยาการหุ่นยนต์กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ขับเคลื่อนโลก

 

ประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการ

  • ทราบถึงภาพรวมทั้งหมดของ AI ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน รวมถึงความสำคัญและผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจ
  • เรียนรู้แนวคิดการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้งาน และสามารถนำหลักการที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ได้จริงและต่อยอดกับธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
  • เรียนรู้ทักษะการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python เพื่อสร้างโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีประสิทธิภาพ

 

หลักสูตรนี้เหมาะกับใคร

บุคคลทั่วไปที่มีความสนใจเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป
(*ควรมีความรู้พื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรมในระดับเริ่มต้น หากไม่มีสามารถเรียนรู้ได้ในการอบรม*)

หัวข้อการอบรมโครงการ ARTIFICIAL INTELLIGENCE (A.I.) COMPREHENSIVE
ประกอบด้วยภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยมีรายละเอียดกิจกรรม ดังนี้:

DAY 1

  • ลงทะเบียนผู้เข้าอบรม
  • ARTIFICIAL INTELLIGENCE (A.I.) หรือ ปัญญาประดิษฐ์คืออะไร?
  • ความหมายของปัญญาประดิษฐ์
    : ทำความรู้จักกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) พร้อมร่วมกันหาคำตอบว่าเพราะเหตุใด AI ถึงก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานและการใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิทัล
  • ประเภทของปัญญาประดิษฐ์
    : เรียนรู้ประเภทของปัญญาประดิษฐ์ทั้ง 4 ประเภท ได้แก่
    1) ระบบที่คิดเหมือนมนุษย์ (Thinking Humanly)
    2) ระบบที่กระทำเหมือนมนุษย์ (Acting Humanly)
    3) ระบบที่คิดอย่างมีเหตุผล (Thinking rationally)
    4) ระบบที่กระทำอย่างมีเหตุผล (Acting rationally)
  • ตัวอย่างของปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้งานจริง
    : การนำ AI เข้ามาใช้งานเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพให้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้งในด้าน การแพทย์, การผลิต, การเงินการธนาคาร, การขนส่ง, การเงิน, การประกันภัย รวมถึง บริการ Online Streaming, Data Analytics เป็นต้น
  • ทดลองเขียนโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์แบบเดิมๆ (Logic Based)
    : เรียนรู้เทคนิคการเขียนโปรแกรม AI เชิงตรรกะ (Logic Based)

DAY 2

  • FULL DAY WORKSHOP
  • การเขียนโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ด้วยภาษาระดับสูง (Python)
    : ฝึกเขียนโปรแกรมโดยเรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐานของภาษา Python รวมถึงเทคนิคการใช้ Library PyGame ซึ่งถือเป็น Module สำคัญของ Python ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกในการเขียนโปรแกรมและพัฒนา A.I. Game

DAY 3

  • Machine Learning และการเขียนโปรแกรม Machine Learning ด้วยภาษา Python
  • ความหมายของ Machine Learning
    : ทำความรู้จักกับ Machine Learning หลักการทำงาน ประโยชน์และตัวอย่างการนำไปประยุกต์ใช้
  • ความหมายของ Neuron Network
    : ระบบโครงข่ายประสาท หรือ Neural Network ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับการฝึกฝน และการเรียนรู้การ ประมวลผลในหลากหลายรูปแบบ
  • การใช้ภาษา Python เขียน Neuron Network ด้วย Keras
    : สามารถเขียนและพัฒนา Neuron Network ด้วย Keras ที่ถือเป็น Deep-Learning Library ที่ใช้งานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูง
  • การเขียน Reinforcement Learning ด้วย Python และ Keras
    : ทำความเข้าใจถึงหลักการเขียน Reinforcement Learning (RL) หรือ การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง เป็นทฤษฎีการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่งในของ AI ซึ่งถือเป็น Algorithm ที่ช่วยให้ AI ตัดสินใจตรงกับเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ โดยการใช้รางวัลหรือแรงจูงใจมาช่วย
  • การนำ Reinforcement Learning ไปใช้กับ Robotic
    : เรียนรู้หลักการและขั้นตอนการนำ Reinforcement Learning (RL) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ Machine Learning เพื่อประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีระบบหุ่นยนต์ (Robotics)

อบรมเป็นภาษาไทยโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน “ผศ. รวินทร์ ไชยสิทธิพร”
อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน ARTIFICIAL INTELLIGENCE (AI) และ ROBOTIC PROGRAMMING

 

หลักสูตรนี้เหมาะกับใคร

  • บุคคลทั่วไปที่มีความสนใจเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป
    (*ควรมีความรู้พื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรมในระดับเริ่มต้น หากไม่มีสามารถเรียนรู้ได้ในการอบรม*)

 

สิ่งที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ

  • เรียนรู้ทั้งทฤษฎีเพื่อเพิ่มความเข้าใจ 3 วันเต็ม (09:00 น. – 16:30 น.)
  • อบรมกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโดยตรง
  • เอกสารประกอบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับหลักสูตร
  • อาหารกลางวัน ขนมเบรคและเครื่องดื่มตลอดการอบรม (2 Breaks,1 Lunch)
  • หากเข้าเรียนครบทุกวันจะได้รับใบรับรองการเข้าอบรมอย่างเป็นทางการ (Attendant Certification)

 

คุณสมบัติผู้สมัคร

อายุระหว่าง 18 – 45 ปี และบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
(*ควรมีความรู้พื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรมในระดับเริ่มต้น หากไม่มีสามารถเรียนรู้ได้ในการอบรม*)
รับจำนวนทั้งสิ้น 20 คน

 

ระยะเวลาการอบรม

วันที่ 14 -16 มกราคม 2562 (รวมทั้งสิ้น 3 วัน) สถานที่: NETWORK TRAINING CENTER (MAP)

 

ค่าใช้จ่ายการเข้าร่วมอบรม

ผู้ที่สนใจลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการ “ARTIFICIAL INTELLIGENCE (AI) COMPREHENSIVE”

พิเศษ! สมัครพร้อมกัน 2 ท่าน ลดเหลือท่านละ 23,500 บาท/ที่นั่ง

(ปกติท่านละ 27,500 บาท ราคานี้รวมเอกสารประกอบการอบรม, ใบประกาศนียบัตรผู้เข้าอบรม, ขนมเบรกและอาหารกลางวัน)
หมดเขตรับสมัครวันที่ 28 ธันวาคม 2561

 

Early Bird Promotion!

ลงทะเบียนอบรมก่อนวันที่ 21 ธันวาคม 2561 เหลือเพียง 25,500 บาท/ที่นั่ง

 

ขั้นตอนการสมัคร

  • กรอกใบสมัครออนไลน์ ได้ที่ https://bit.ly/2R4pFqO
  • รอเจ้าหน้าที่ตอบกลับข้อมูล ได้รับอีเมล์การยืนยัน หรือ ทางโทรศัพท์
  • ชำระค่าสมัครเข้าร่วมโครงการ ภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2561
    ** การสมัครจะสมบูรณ์เมื่อทำการชำระค่าอบรมเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
    ** บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการปิดรับสมัครทันทีหากมีผู้สมัครครบตามจำนวน

 

การชำระเงิน

โอนเข้าบัญชี บริษัท เน็ตเวิร์ก เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด
– ธนาคารกสิกรไทย บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 001-130904-6
– ธนาคารกรุงเทพ บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 101-337379-8
– ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 125-976968-6
แจ้งชื่อผู้เข้าอบรม ตารางเรียน พร้อมส่งสำเนาการชำระเงินมาที่ คุณเกตุศิริ เจริญศิลป์ I kedsiri.c@trainingcenter.co.th
หรือทาง Fax. 0-2634-7995

 

สถานที่อบรม

NETWORK TRAINING CENTER (MAP)

 

ติดต่อสอบถาม

ติดต่อ คุณมยุรกาญจน์ หาญชเล ที่ 02-634-7993-4 ต่อ 12 Email: support@trainingcenter.co.th

 

http://ntc.trainingcenter.co.th

Tel: 0-2634-7993-4
Website: http://www.trainingcenter.co.th
Facebook Page: https://www.facebook.com/ntcfanclub
LINE Official: @NTC-LINE

from:https://www.techtalkthai.com/ntc-ai-comprehensive-training-course-2019-01/

เปิดตัว AWS Outposts นำ AWS มาใช้ใน Data Center ขององค์กรได้แล้ว ตอบโจทย์ Hybrid Cloud

ในงาน AWS re:Invent 2018 ทาง AWS ได้ออกมาประกาศถึงโซลูชันใหม่ AWS Outposts ที่จะนำบริการต่างๆ ของ AWS ไปใช้งานได้ภายในองค์กรแบบ On-Premises บน Hardware แบบเดียวกับที่ใช้ใน Cloud ของ AWS และมีทีมงานของ AWS คอยช่วยดูแลแบบ Fully Managed

 

Credit: AWS

 

AWS Outposts นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่ VMware Cloud on AWS Outposts ที่จะใช้ Control Plane และ API ของ VMware ในการบริหารจัดการเป็นหลัก และ AWS Outposts ที่ใช้ Control Plane และ API ของ AWS ในการบริหารจัดการโดยตรง

โซลูชันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบรับต่อการทำ Hybrid Cloud โดยเฉพาะ โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกสเป็คของ Hardware ที่ต้องการได้ ซึ่งสามารถเลือกเป็นเครื่องเดียว หลายเครื่อง หรือเลือกเป็น Rack เลยก็ได้, เลือกระบบบริหารจัดการที่ต้องการได้ และเลือกใช้เฉพาะบริการที่ตนเองต้องการได้ โดยสามารถเพิ่มขยายระบบในภายหลังได้ ทำให้ง่ายต่อการลงทุนเริ่มต้นใช้งาน

ก็ถือเป็นก้าวที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวสำหรับการก้าวสู่ Data Center ขององค์กรต่างๆ ซึ่งก็เป็นคำถามที่หลายองค์กรเองก็อยากได้คำตอบมานานแล้ว

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://aws.amazon.com/outposts/ ครับ

 

ที่มา: https://aws.amazon.com/outposts/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-outposts-using-aws-services-on-premises/

จัดการระบบโทรศัพท์ภายในของธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ในราคาที่คุ้มค่า

ระบบโทรศัพท์ภายในของธุรกิจนั้น ยังคงถือว่ามีความจำเป็นต่อการทำงานไม่น้อยในการติดต่อสื่อสารหากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ทุกคนต้องการการสื่อสารทางไกลอย่างสะดวกและรวดเร็ว วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ 2 ผลิตภัณฑ์ Flagship ของผู้นำด้าน Business Network อย่าง NEC ซึ่งประกอบด้วย NEC SL2100 ระบบโทรศัพท์สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง และ NEC SV9100 สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อมอัปเดตเทคโนโลยีและแนวโน้มใหม่ๆ ของวงการ Unified Communications กันครับ

 

ทำไมระบบโทรศัพท์ภายใน จึงยังจำเป็นต่อธุรกิจอยู่ ?

 

Credit: NEC

 

หลายๆ คนอาจมีคำถามว่าทำไมภาคธุรกิจจึงยังต้องมีระบบโทรศัพท์อยู่ ในเมื่อปัจจุบันนี้ทุกคนหันไปใช้โทรศัพท์มือถือ หรือ Smartphone ในการติดต่อสื่อสารกันหมดแล้ว คำถามนี้ถือเป็นคำถามแรกๆ ที่ทีมงาน TechTalkThai ได้เริ่มต้นพูดคุยกับทีมงานของ NEC

คำตอบนั้นถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะระบบโทรศัพท์ภายในธุรกิจนั้น ได้มีความสำคัญมากขึ้นกว่าในอดีต โดยมี Smartphone เป็นแรงผลักดันสำคัญ เพราะการที่ลูกค้าทุกคนมี Smartphone ติดตัว นั่นแปลว่าการติดต่อสื่อสารโดยใช้โทรศัพท์ ยิ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ในขณะที่เมื่อพนักงานทุกคนในบริษัทเองต่างก็มี Smartphone การรวมศูนย์การติดต่อระหว่างพนักงานกับลูกค้าเข้าด้วยกันภายในบริษัท เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ, การควบคุมค่าใช้จ่าย และการผสานการสื่อสารเข้ากับ Business Application ก็ยิ่งกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจ และนั่นก็ทำให้ระบบโทรศัพท์ต้องเติบโตยิ่งขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนบทบาทของตนเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน ระบบโทรศัพท์จึงกลายเป็นอีกระบบหนึ่งที่สำคัญกับธุรกิจทั้งในเชิงรุกและเชิงรับไปพร้อมๆ กัน

ด้วยเหตุนี้ จากแต่เดิมที่ระบบโทรศัพท์ภายในธุรกิจนั้น ทำหน้าที่พื้นฐานเพียงเพื่อให้โทรศัพท์ตามโต๊ะทำงานและห้องต่างๆ เชื่อมต่อถึงกันได้ ระบบโทรศัพท์ในยุคปัจจุบันนี้ก็ต้องเชื่อมต่อกับระบบ IP Network และ Internet มากขึ้น เพื่อให้รองรับการเชื่อมต่อผ่านโครงข่าย 4G จากภายนอกบริษัทได้, มี Mobile Application เพื่อเชื่อมต่อ Smartphone เข้ากับระบบโทรศัพท์ภายใน ให้พร้อมใช้งานได้อย่างง่ายดาย, รับส่งข้อมูลกับระบบ Business Application ได้ รวมถึงต้องมีความสามารถด้านการทำ Unified Communications ในตัวเพื่อเป็นส่วนเสริมให้การทำงานภายในธุรกิจเกิดได้ง่ายขึ้น  อีกทั้งยังต้องรองรับความสามารถในการให้บริการ Call Center ขนาดย่อมๆ ได้ในตัวด้วย

ในมุมของธุรกิจนั้นเราจะเห็นว่าระบบโทรศัพท์ในปัจจุบันนี้ มีความสามารถเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ส่วนในมุมของผู้ดูแลระบบ IT ก็จะเห็นว่าระบบเหล่านี้มีความซับซ้อนที่น้อยลงเป็นอย่างมาก

 

เทรนด์การทำงานยุคใหม่: พนักงานต้องการการทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา

ก่อนหน้านี้เราอาจคุ้นชินกับภาพของการทำงานภายในเวลาเข้างานเก้าโมงเช้า เลิกงานห้าโมงเย็น แต่แนวโน้มในปัจจุบันด้วยการแข่งขันของธุรกิจที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้การติดต่อสื่อสารนั้นเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือและ Smartphone การทำงานในปัจจุบันจึงมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก พนักงานไม่จำเป็นต้องเข้ามาในออฟฟิศ ไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในช่วงเวลาทำงาน ก็ยังคงสามารถทำงานได้อยู่ตลอด ตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดสำหรับกรณีนี้ก็คือพนักงานฝ่ายขาย ที่การขายสินค้าสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจริงๆ

อย่างไรก็ดี ภาพนี้เองก็เกิดขึ้นกับธุรกิจทั่วโลกมาได้ระยะหนึ่งแล้ว จากการมาของเทคโนโลยี 3G/4G ที่ทำให้การสื่อสารความเร็วสูงเป็นที่แพร่หลาย และภาคธุรกิจเองก็พบว่าปัญหาใหญ่ที่พบเจอท่ามกลางแนวโน้มนี้ก็คือความสับสนในการสื่อสารที่เกิดขึ้นจากหลากหลายช่องทางจนเกินไป เช่น การที่มีลูกค้าใหม่ติดต่อเข้ามาที่เบอร์โทรศัพท์กลางของฝ่ายขาย แต่ลูกค้าเก่าติดต่อมาทางเบอร์โทรศัพท์มือถือ และการแยกพื้นที่ส่วนตัวออกจากพื้นที่ทำงานไม่ให้ปะปนกันจนมากเกินไป เช่น การที่พนักงานต้องให้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของตนเองให้กับลูกค้า หรือแม้ในวันลาหยุด ที่อาจจะต้องรับสายลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ระบบโทรศัพท์ยุคใหม่จึงต้องมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพื่อให้พนักงานนั้นสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ไม่ต้องทิ้งความเป็นส่วนตัวของตัวเองไป

 

NEC พร้อมตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ด้วยระบบโทรศัพท์อัจฉริยะ สำหรับธุรกิจทุกขนาด

 

Credit: NEC

 

NEC ในฐานะของผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบโทรศัพท์ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 100 ปี  ตั้งแต่ยุคอนาลอก มาจนถึงยุคดิจิทัล ในปัจจุบันนี้เอง ก็ได้มีการพัฒนา นวัตกรรมใหม่ๆ มาตอบโจทย์ของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเทคโนโลยีล่าสุดที่ NEC เปิดตัวโซลูชั่นของระบบโทรศัพท์ออกมา ซึ่งมีความสามารถที่น่าสนใจดังนี้

  • เป็นระบบ Hardware Appliance แบบ All-in-One ที่รวมทุกความสามารถเอาไว้ในระบบเดียวให้พร้อมใช้งานได้ทันที ทำให้ง่ายต่อการติดตั้ง ใช้งาน และดูแลรักษา
  • เป็นระบบ PBX ที่รองรับ Interface ได้หลากหลายทั้ง Analog, Digital และ IP Network ภายในระบบเดียว ทำให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง
  • รองรับทั้งอุปกรณ์โทรศัพท์แบบ Analog phone, IP phone และ Softphone โดยมี Mobile Application ที่ชื่อ NEC ST500 ที่รองรับได้ทั้ง Android และ iOS ให้ใช้งาน
  • มี Voice Mail ให้พร้อมใช้งานได้ในตัว
  • มีการผสานระบบ Unified Communications มาให้ในตัว รองรับการทำ Video Call, Chat และ Web Conference รองรับการสื่อสารและทำงานร่วมกันในหลายมิติมากขึ้น
  • มีระบบ API สามารถเชื่อมต่อไปยัง Business Application อย่างเช่นระบบ ERP, CRM ได้เช่นกัน รองรับ Application ด้าน CRM ชั้นนำอย่าง Salesforce และ vTiger
  • มีระบบรายงานด้าน Call Management เพื่อให้ติดตามการโทรที่เกิดขึ้นได้แบบ Real-time
  • มีระบบตรวจสอบด้านความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการโจมตีแบบ Toll Fraud ได้
  • มีระบบ Automatic Call Distribution กำหนดลักษณะการสื่อสารรองรับการโอนสายได้ สามารถจัดการเบอร์กลางหรือ Call Center ขนาดเล็กๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ตั้งค่าระบบโทรศัพท์ได้อย่างง่ายดายแบบ Drag & Drop
  • มีคุณสมบัติด้านการจัดการระบบโรงแรม พร้อมระบบโทรศัพท์ภายในโรงแรมได้

 

Credit: NEC

 

จะเห็นได้ว่าหากเป็นสมัยก่อนนั้น คุณสมบัติลักษณะนี้อาจต้องอาศัยอุปกรณ์หลายชิ้นในการทำงานร่วมกัน แต่ NEC ได้รวมเอาทุกเทคโนโลยีมาอยู่ภายใน Hardware Appliance เดียว เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานและการดูแลรักษา โดยผลิตภัณฑ์ Flagship ของ NEC ที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ คือ

 

NEC SL2100 ระบบโทรศัพท์ขนาดเล็กสำหรับผู้ใช้งาน 1 – 112 คน มาพร้อมทุกความสามารถให้ใช้งานได้ทันที

 

Credit: NEC

 

ระบบ PBX อเนกประสงค์ขนาดเล็กที่มีความสามารถทั้งในส่วนของ PBX และความสามารถอื่นๆ ข้างต้น พร้อมให้นำไปติดตั้งใช้งานได้อย่างง่ายดาย ด้วยการออกแบบให้อุปกรณ์เป็นแบบ Fanless สามารถติดตั้งใช้งานได้ภายในสำนักงานโดยไม่มีเสียงรบกวน และรองรับ Wall Mount ติดตั้งที่กำแพงเพื่อความสวยงามและประหยัดพื้นที่ โดย NEC SL2100 นี้จะรองรับผู้ใช้งานได้ 1 – 112 คน ต่ออุปกรณ์ และสามารถ Cluster รวมกัน 3 อุปกรณ์เพื่อรองรับผู้ใช้งานได้สูงสุด 112 คน

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ได้ที่

SL2100: https://th.nec.com/en_TH/product/telephony/pbx/sl2100.html

 

NEC SV9100 ระบบโทรศัพท์ขนาดใหญ่สำหรับผู้ใช้งาน 1 – 896 คน ตอบโจทย์ระบบสื่อสารขนาดกลางถึงขนาดใหญ่

 

Credit: NEC

 

ระบบ PBX ขนาดใหญ่สำหรับธุรกิจตั้งแต่ 1 – 896 คน ที่รองรับการเชื่อมต่อกับ Interface ต่างๆ ภายนอกได้เป็นจำนวนมาก สำหรับการโทรศัพท์พูดคุยติดต่อภายนอกองค์กรได้อย่างไม่สะดุดติดขัด

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ได้ที่

SV9100: https://th.nec.com/en_TH/product/telephony/pbx/sv9100.html

 

รองรับกรณีการใช้งานหลากหลาย ตอบโจทย์ครอบคลุมได้ทุกอุตสาหกรรม

สำหรับกรณีศึกษาในการใช้งานนอกเหนือจากการใช้เป็นระบบโทรศัพท์ตามปกตินั้น ก็มีค่อนข้างหลากหลายและน่าสนใจ ดังนี้

  • การเชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการโรงแรม เพื่อผูกเบอร์โทรศัพท์เข้ากับห้องพักทันทีที่ทำการ Check-in/Check out
  • การเชื่อมต่อ Door Phone หน้าออฟฟิศ เข้ากับระบบของพนักงานต้อนรับ เพื่อให้การเปิดปิดประตูเกิดขึ้นได้จากระยะไกลอย่างปลอดภัย
  • การเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือหรือ Smartphone เข้ากับเบอร์โทรศัพท์โต๊ะ(หมายเลขภายใน)โดยตรง ทำให้ทุกการรับสายและการโทรออกในระหว่างทำงาน เกิดขึ้นผ่านเบอร์โทรศัพท์ตรงของที่ทำงานทั้งหมด รักษาความเป็นส่วนตัวของพนักงาน
  • การประชุมทางไกลในบริษัทผ่านระบบ Web Conference และ VDO Conference ลดเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางมาประชุมได้อย่างชัดเจน
  • การเชื่อมต่อเข้ากับระบบ CRM เพื่อทำ Cold Call สร้าง Lead และปิดการขาย
  • ทำ Skill-based Call Routing ภายในองค์กร เพื่อเพิ่มคุณภาพและความเร็วในการบริหารหลังการขายแก่ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

 

ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นระบบ Unified Communications ของ NEC สามารถติดต่อทีมงาน NEC ในประเทศไทยได้โดยตรงที่โทร 02-204 9600 / Toll Free 1-800-600-600

from:https://www.techtalkthai.com/nec-ip-pbx-and-unified-communications-with-nec-sl2100-and-nec-sv9100/

ขอเชิญร่วมงานแสดงสินค้าฟรี Korea-Thailand Smart ICT Solution Roadshow 2018 วันที่ 6 ธ.ค. 2018

ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและโซลูชันทางด้าน IT สำหรับธุรกิจจากเกาหลีในงาน Korea-Thailand Smart ICT Solution Roadshow 2018 เพื่อรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากผู้ผลิตชาวเกาหลี สำหรับนำไปปรับใช้ในธุรกิจองค์กร วันที่ 6 ธันวาคม 2018 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

 

Korea-Thailand Smart ICT Solution Roadshow 2018

วันที่ 6 ธันวาคม 2018
เวลา 11.00 – 18.00
สถานที่ Hilton Sukhumvit Bangkok, Grand Ballroom 3F

 

กำหนดการ

10.30 Registration
11.00 Keynote Speech
11.30 Korean Companies Presentations
12.00 Networking Luncheon
13.00 One-on-One Meetings
15.00 Korean Companies Presentations
15.30 One-on-One Meetings
17.30 Closing Ceremony

 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันที

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeZHuCnwxkOmOJZTJZek6Lx5o3RGiAn4Zz9sSxZASFGrrW39w/viewform

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ (+82) 70-5099-7594 หรือ thaibizmeeting@gmail.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/korea-thailand-smart-ict-solution-roadshow-2018-event-invitation/