คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

สำรองและกู้คืนข้อมูลใน Microsoft 365 แบบไร้รอยต่อด้วย Veeam จาก Mverge

จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายองค์กรตอบรับกระแส Work From Home กันมากขึ้น และหนึ่งในบริการที่ถูกเลือกใช้เป็นอันดับต้น ๆ คือ Microsoft 365 นั้นเอง ซึ่งเป็นโซลูชันที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเข้ามาเจอหน้ากันผ่านระบบคลาวด์

อย่างไรก็ตาม องค์กรจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เมื่อข้อมูลของตนอยู่บนคลาวด์แล้ว จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีและสามารถกู้คืนได้หากมีเหตุฉุกเฉิน Mverge ผู้ให้คำปรึกษาและดูแลผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของ Microsoft จึงได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ร่วมกับ Veeam เพื่อแนะนำแนวทางในการสำรองข้อมูลบน Microsoft 365 ให้มั่นคงปลอดภัย โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

ปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรตื่นตัวเรื่องการสำรองข้อมูล Microsoft 365

ผลสำรวจล่าสุดพบว่า Microsoft 365 มีตัวเลขผู้ใช้งานที่เติบโตขึ้นในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา แต่มีถึง 64% ขององค์กรที่ยังคงละเลยการใช้โซลูชัน Backup เฉพาะทางที่ช่วยกู้คืนข้อมูลกลับมาได้อย่างสมบูรณ์อยู่ อีกทั้งผู้ประกอบการและผู้ให้บริการ กำลังเผชิญกับกฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA ที่จะบังคับใช้จริงในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า ‘ข้อมูลที่ตนมีอยู่ถูกจัดเก็บและสามารถกู้คืน ได้อย่างมั่นคงปลอดภัยแล้วหรือยัง?’

นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจผิด ๆ ว่าเมื่อข้อมูลอยู่บนคลาวด์ไม่ต้องมีโซลูชันปกป้องข้อมูลก็ได้ แต่ตามหลักแล้วการดูแลข้อมูลยังคงเป็นหน้าที่ที่องค์กรต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน อีกทั้งข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในคลาวด์อาจมีข้อจำกัดหรือไม่สามารถเรียกดูย้อนหลังหากเกินระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้นผู้ใช้งานคลาวด์จึงต้องมีโซลูชันการสำรองข้อมูลที่ไว้ใจได้เสริมด้วยนั้นเอง

Veeam โซลูชันในการกู้คืนข้อมูลร่วมกับ Microsoft Office 365 ได้อย่างไร้รอยต่อ

เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเครื่องมือปกป้องและกู้คืนข้อมูลเท่าที่ควร ทำให้หลาย ๆ องค์กรตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยแรนซัมแวร์หรือข้อผิดพลาดจากผู้ปฏิบัติงาน อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ องค์กรจึงต้องมีโซลูชันในการกู้คืนข้อมูลที่สามารถทำงานร่วมกับ Microsoft ได้อย่างไร้รอยต่อและกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งในสภาพแวดล้อมแบบ On-premise หรือคลาวด์ก็ตาม

ซึ่ง Veeam Backup for Microsoft Office 365 เป็นเครื่องมือที่เติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ช่วยเสริมให้การสำรองข้อมูลใน Microsoft Office 365 ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย 4 จุดเด่น คือ

1. ง่ายและคุ้มค่า – มีรูปแบบการใช้งานที่ง่ายมาก เมื่อเทียบกับโซลูชันค่ายอื่นในตลาด ผู้ใช้งานสามารถเลือกกู้คืนข้อมูลได้โดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอีเมล ปฏิทิน และอื่น ๆ ซึ่งสามารถเลือกได้ระดับรายบุคคล รวมถึงราคาที่เหมาะสม และมีแพลนที่ยืดหยุ่นเพื่อตอบโจทย์กับสภาวะเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน

2. ยืดหยุ่นไม่ยึดติด – มีความเป็นกลาง ไม่ว่าจะเป็นโซลูชัน Microsoft บน On-premise หรือคลาวด์ก็สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้แบบรวมศูนย์ หรือจะเก็บข้อมูลบนฮาร์ดแวร์หรือส่วนเก็บข้อมูลชนิดใด อาทิ SAN, NAS หรือ Object Storage ก็สามารถรองรับได้ทั้งสิ้น

3. ขยายตัวรองรับความต้องการได้ – การขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานเป็นสิ่งจำเป็น เพราะในปัจจุบันเราไม่สามารถคาดเดาการใช้งานของธุรกิจได้เลย โดยเฉพาะปริมาณของข้อมูลที่เกิดขึ้น ซึ่ง Veeam ก็สามารถตอบโจทย์นี้ด้วยการ Scale-out ได้เป็นอย่างดี

4. ออกแบบมาเพื่อรองรับ Microsoft 365 – เรียกได้ว่า Veeam Backup for Microsoft Office 365 ออกแบบเพื่อผู้ใช้งาน Microsoft อย่างแท้จริง โดยรองรับการสำรองข้อมูลได้ทั้ง Exchange, SharePoint ทั้งบน On-premise และ Online รวมไปถึง OneDrive for Business 

นอกจากนี้สำหรับ Microsoft Teams ที่ก่อนหน้านี้ทำการกู้คืนข้อมูลได้ยาก เพราะกลไกภายในของบริการจะมีการเก็บข้อมูลไปยังบริการย่อยทั้ง Exchange, SharePoint หรือ OneDrive ส่งผลให้ผู้ดูแลระบบต้องตามเรียกข้อมูลในแต่ละส่วน เพื่อให้กลับมาปรากฏบน Teams แต่ล่าสุด Veeam ได้ขจัดความยุ่งยากนี้ได้แล้ว โดยผู้ใช้งานเลือกบริหารจัดการเฉพาะตัว Teams ได้ทันที เรียกได้ว่าเป็นการผสานการทำงานกับ Microsoft ได้อย่างไร้รอยต่อ

Mverge พาร์ทเนอร์ระดับ Gold ของ Microsoft

Mverge ถือเป็นกลุ่มบริษัทภายใต้ G-Able ซึ่งให้บริการดูแล ออกแบบ และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ Microsoft โดยเฉพาะ Microsoft 365, Azure, Windows Server และ License ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังการันตีความเชี่ยวชาญด้วยรางวัล Partner of the Year หลายปีซ้อน รวมถึงเป็น Partner ระดับ Gold ในหลากหลายโซลูชั่นอีกด้วย

พิเศษ! ทดลองใช้ Microsoft 365 Backup ด้วยโซลูชัน Veeam ฟรี คลิก bit.ly/2NgdbQ5
หรือติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-781-9333
Website: www.g-able.com

from:https://www.techtalkthai.com/protect-microsoft-365-data-with-veeam-solutions-by-mverge/

ฟรี Marketing Research: การจัดเก็บข้อมูลของธุรกิจขนาดกลางโดยมุมมองจากบุคคลระดับแนวหน้า (ภาษาไทย) โดย Hitachi Vantara

451 Research บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมพลิกโฉมธุรกิจ  ร่วมกับ Hitachi Vantara ผู้นำด้านโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสำหรับองค์กรธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ออก Marketing Research ฉบับภาษาไทยเรื่อง “การจัดเก็บข้อมูลของธุรกิจขนาดกลางโดยมุมมองจากบุคคลระดับแนวหน้า” ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อดาวน์โหลดเอกสารไปศึกษาได้ฟรี

เดือนกันยายน 2020 ที่ผ่านมา 451 Research ได้ทำการศึกษาเพื่อสำรวจประเด็นด้านความสำคัญ ความวิตกกังวล และกลยุทธ์ทางด้าน IT Infrastructure และ Data Storage ของธุรกิจขนาดกลางในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยผู้เชี่ยวชาญด้าน IT จากบริษัทสัญชาติอเมริกาในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีพนักงานระหว่าง 500 – 2,000 คน และมีระบบจัดเก็บข้อมูลระดับ Terabytes จนถึงหลาย Pentabytes ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญเป็นเอกสารความยาว 19 หน้า  เนื้อหาครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้

  • ภาพรวมการจัดลำดับความสำคัญของฝ่าย IT
  • ผลกระทบของโควิด-19
  • การบริหารจัดการความเสี่ยง
  • การเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวแก่ระบบ IT
  • ความสัมพันธ์ระหว่าง IT และภาคธุรกิจ
  • การจัดการกับปัญหาความซับซ้อนของระบบ IT
  • ความยืดหยุ่นด้านการเงิน
  • คุณลักษณะของ Storage และ Vendor ที่องค์กรต้องการ
  • การวางแผนเรื่องความจุของ Storage

from:https://www.techtalkthai.com/marketing-research-data-storage-at-midsized-enterprises-by-hitachi-vantara/

ลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย และพลิกโฉมงาน HR ให้มีประสิทธิภาพด้วย IMOVE People First Package

ในช่วง2ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรเดินหน้าพลิกโฉมธุรกิจของตัวเองด้วยโซลูชัน Cloud กันอย่างจริงจัง เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานให้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น พนักงานสามารถเข้าถึงระบบและข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มประสิทธิภาพ และรองรับการทำงานในยุค COVID-19 ซึ่งหลายบริษัทมีนโยบายให้พนักงาน Work From Home ได้อย่างแท้จริง

สถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ต้นปีก่อน เป็นอีกหนึ่งเครื่องชี้วัดที่สะท้อนถึงความพร้อมของระบบที่รองรับกระบวนการทำงานของ HR ในแต่ละองค์กรได้เป็นอย่างดี ว่าจะรอด! หรือจะร่วง! และเข้าใกล้ คำว่า Digital HR มากน้อยเพียงใด

ในขณะที่หลายองค์กรยังต้องนั่งกุมขมับ กับระบบงานบริการทางด้าน  HR และ IT Infrastructure ที่ไม่เอื้อต่อการ Work From Home แต่องค์กรชั้นนำแห่งหนึ่ง ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีมาขับเคลี่อนธุรกิจรวมไปจนถึงงาน HR กลับสามารถปรับตัวและปรับกระบวนการทำงานในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างรวดเร็ว เราได้มีโอกาสเข้าไป Implement ระบบงานทางด้าน HRD ให้กับองค์กรนี้ ในช่วงที่สถานการณ์ COVID-19 ระลอกแรกกำลังระบาด และมีการสั่ง Lock Down แต่โครงการ Implementation กลับดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ชะลอหรือหยุดชะงักเหมือนโครงการอื่นๆ จึงอดชื่นชมไม่ได้กับการจัดการที่ยอดเยี่ยมของผู้บริหาร ที่ระดมสมองร่วมกับคณะกรรมการซึ่งเป็นตัวแทนจากหลากหลายหน่วยงาน เพื่อรับฟังปัญหา และตัดสินใจแก้ไขเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที แต่อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ วิสัยทัศน์ในการวางแผนงานทางด้าน IT Infrastructure ที่คล่องตัวต่อการทำงานได้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร และระบบต่างๆ ที่นำมาใช้งาน ช่วยให้การดูแลพนักงานหลายพันคน ที่ทำงานหลากหลาย Location ทั่วประเทศ ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

COVID-19 ระลอกสอง จึงตอกย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านงาน HR เข้าสู่รูปแบบ Digital ซึ่งทุกองค์กรจำเป็นต้องปรับตัว ทำให้ต่างพากันมองหาโซลูชันที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาองค์กรให้ก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้ และทำให้พนักงานในองค์กรสามารถขับเคลื่อนงาน HR ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายท่านคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ SAP SuccessFactors ซึ่งเป็นโซลูชัน Cloud ที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการสรรหา จ้างงาน จ่ายค่าตอบแทน รวมไปจนถึงการประเมินผลการปฏิบัติงาน การวางแผนพัฒนารายบุคคล และการบริหารจัดการการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะด้านต่างๆให้แก่พนักงาน แต่การวางระบบ SAP SuccessFactors ในรูปแบบเดิมๆนั้น ยังมีความยุ่งยากซับซ้อน ต้องใช้เวลาและค่าใช่จ่ายสูงพอสมควร จะดีกว่าไหม? หากคุณสามารถวางระบบ SAP SuccessFactors ซึ่งเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์งาน HR ได้อย่างครบถ้วน ในระยะเวลาอันสั้น และยังคุ้มค่าการลงทุนด้วยงบประมาณที่จำกัดในช่วงสถานการณ์ COVID-19 โดยใช้ IMOVE People First Package

IMOVE People First Package คืออะไร และจะมีส่วนช่วยคุณได้อย่างไร?

IMOVE People First Package คือ ซีรี่ย์แพ็กเกจของโซลูชัน SAP SuccessFactors ที่ บริษัท ไอแอม คอนซัลติ้ง ได้ออกแบบขึ้นจากประสบการณ์ในการวางระบบ SAP SuccessFactors มากว่า 8 ปี เพื่อช่วยให้คุณมี HR Platform ที่กระบวนการทำงานได้มาตรฐาน ลดความซับซ้อนของขั้นตอนการดำเนินงาน เพื่อให้การจัดการงานบุคคล ตั้งแต่ Hire to Retire มีความคล่องตัว ถูกต้อง และโปร่งใส โดยพนักงาน หัวหน้างาน ตลอดจนผู้บริหาร สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ตามสิทธิ์ ผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตนเอง

ทำไมต้อง IMOVE People First Package ?

เพราะเราออกแบบแพ็กเกจซึ่งประกอบด้วยกระบวนการทำงานที่ครบถ้วน จากความเข้าใจในความต้องการใช้งานระบบของลูกค้า รวมถึงการออกแบบรายงานที่มีความจำเป็น ไว้บนโซลูชัน HR Cloud ที่มีมาตรฐานระดับโลกอย่าง SAP Successfactors และได้กำหนดขั้นตอนในการวางระบบให้กระชับแต่ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ ด้วยระยะเวลาเพียง 6 – 12 สัปดาห์เท่านั้น  จึงเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและทั้งในแง่ของตัวเงินและเวลาที่ต้องใช้ในการวางระบบงาน HR ให้กับองค์กรของคุณมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับการวางระบบแบบเดิม จึงนับเป็นโซลูชันแพ็กเกจที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งกับองค์กรที่ต้องการพลิกโฉมงาน HR ให้เข้าสู่รูปแบบดิจิทัลในช่วงสถานการณ์ COVID-19

สำหรับผู้ที่สนใจ IMOVE People First Package สามารถดูรายละเอียดและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/3kdBw58

from:https://www.techtalkthai.com/transform-your-hr-operations-with-imove-people-first-package/

Food Passion ปรับธุรกิจรับเทรนด์ Food Delivery บน LINE อย่างเต็มตัวใน 3 วัน ด้วยการใช้ VMware Cloud

ในปี 2020 ที่ผ่านมา เราได้เห็นการปรับตัวของธุรกิจร้านอาหารทั่วไทยกันเป็นอย่างมากเพื่อให้ฝ่าฟันผ่านวิกฤตโรคระบาดมาได้ โดยหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจนั้นก็คือ Food Passion เจ้าของแบรนด์อาหารชื่อดังอย่างบาร์บีคิวพลาซ่าและ จุ่มแซ่บฮัท ไปจนถึงแบรนด์อื่นๆ ในเครืออีกมากมาย ที่ได้ปรับตัวทั้งในเชิงธุรกิจและเทคโนโลยีในเวลาเพียง 3 วัน มาสู่ภาพของการให้บริการ Food Delivery ผ่าน LINE ได้อย่างเต็มตัว ด้วยการใช้ความยืดหยุ่นของ VMware Cloud และทีมงานมืออาชีพจาก AIS Business คอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง

Credit: VMware

ในปี 2020 ที่ผ่านมา โจทย์ใหญ่ในการปรับตัวธุรกิจสู่รูปแบบ Delivery ของ Food Passion นั้นก็คือการที่แบรนด์หลักอย่างบาร์บีคิวพลาซ่าและจุ่มแซ่บฮัทนั้น ล้วนเป็นร้านอาหารที่เน้นเสิร์ฟวัตถุดิบเพื่อให้ลูกค้าปรุงเองเป็นหลัก และยังไม่เคยต้องจัดส่งแบบ Delivery มาก่อน ทำให้สิ่งที่ Food Passion ต้องทำนั้นมีหลายส่วนด้วยกัน ได้แก่

  • การออกเมนูใหม่สำหรับ Delivery โดยเฉพาะทั้งเมนูแบบวัตถุดิบให้ลูกค้าปรุงเอง และเมนูปรุงสำเร็จจากร้าน
  • การสร้าง Cloud Kitchen ใหม่ของตนเอง เพื่อให้สามารถปรุงอาหารหลากหลายแบรนด์และจัดส่งให้ลูกค้าได้ในการสั่งเพียงครั้งเดียว
  • ปรับ LINE ของร้าน จากเดิมที่เอาไว้เป็นช่องทางการสื่อสาร สู่การเป็นช่องทางให้ลูกค้าได้สั่งอาหารโดยตรง
  • เปลี่ยนระบบ IT เบื้องหลังบน Cloud ให้รองรับต่อการสั่งอาหารผ่าน LINE และช่องทางอื่นๆ ได้อย่างครบถ้วน

Food Passion สามารถดำเนินการด้านระบบ IT ที่จำเป็นทั้งหมดแล้วเสร็จได้ภายในเวลาเพียงแค่ 3 วัน ด้วยการใช้บริการ VMware Cloud จาก AIS Business Cloud ที่สามารถเพิ่มขยายทรัพยากรได้อย่างยืดหยุ่น และออกแบบการเชื่อมต่อของระบบให้ตอบโจทย์ต่อการใช้งานได้ทันทีที่ต้องการ

 

ปัจจุบันร้านอาหารในเครือของ Food Passion นั้นก็มีทั้งบริการจัดส่ง Delivery และการเปิดหน้าร้านให้บริการควบคู่กันไป ตอบโจทย์ทั้งคนที่ยังคงมาจับจ่ายใช้สอยตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ไปจนถึงคนที่ไม่สะดวกเดินทางออกมากจากบ้าน แต่ยังคงอยากทานอาหารที่อร่อยและหลากหลายจาก Food Passion อยู่ ผู้ที่สนใจลองชมเมนูได้ที่ https://www.facebook.com/BarBQPlazaThailand และ https://www.facebook.com/JoomZapHUT นะครับ

Food Passion ระบุว่าปัจจุบันนี้ธุรกิจในส่วน Delivery เติบโตขึ้นจากในอดีตก่อนช่วง COVID-19 แพร่ระบาดถึง 10 เท่า และสร้างรายได้ให้กับ Food Passion เป็นสัดส่วนราวๆ 5-10% ในปัจจุบัน อีกทั้งยังทำให้สมาชิกผู้ใช้ LINE ที่ติดตาม Food Passion นั้นเติบโตกว่า 2 เท่า จากเดิมที่เคยมีราวๆ 500,000 ราย ได้เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านรายในช่วงปีที่ผ่านมา

Food Passion ให้ความเห็นว่าการใช้ระบบ Cloud ในครั้งนี้ถือว่าตอบโจทย์ต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะหากต้องการขึ้นระบบเดียวกันในแบบ On-Premises นั้น อาจต้องเสียเวลาราวๆ 2 เดือนซึ่งถือว่าไม่ทันต่อการใช้งาน อีกทั้งท่ามกลางภาวะวิกฤตที่ทำให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงปรับตัวอยู่ตลอดนี้ บุคลากรทางด้าน IT ถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญมากในการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกทางธุรกิจ การใช้ Cloud จึงทำให้ฝ่าย IT นั้นไม่ต้องเสียเวลาไปกับการดูแลรักษาระบบ และทำให้ฝ่าย IT สามารถทุ่มเททรัพยากรเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในธุรกิจได้อยู่ตลอด

สำหรับในอนาคต Food Passion เองก็มีแผนที่จะย้ายระบบสำคัญขึ้นไปยัง Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นระบบ SAP HANA เป็นต้น

เกี่ยวกับ VMware Cloud Provider Program (VCPP)

โครงการ VCPP นี้คือโครงการที่ได้ผสานรวมเอาบริการ VMware Software-as-a-Service เข้ากับเหล่าผู้ให้ริการ VMware Service Provider Partners ทั่วโลก เพื่อให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถใช้งานบริการ Cloud ที่มีเทคโนโลยีของ VMware เป็นเบื้องหลังได้ผ่านทางผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้าน IT ที่ได้เข้าร่วมโครงการ VCPP มากกว่า 20 รายแล้ว ดังนั้นธุรกิจไทยจึงสามารถเลือกใช้งานบริการ Cloud ภายในประเทศที่ให้บริการเทคโนโลยีของ VMware และเชื่อมต่อระบบ Data Center ภายในธุรกิจองค์กรเข้ากับบริการ Cloud เหล่านี้สู่ภาพของ Hybrid Cloud หรือทำ Disaster Recovery ได้ทันที โดยมีทีมงานคนไทยคอยให้บริการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

ผู้ที่สนใจใช้บริการ VMware ในรูปแบบของการคิดค่าใช้จ่ายตามจริง สามารถติดต่อทีมงานของ VMware ประจำประเทศไทยได้ที่คุณปลา 081-913-3347 หรืออีเมล์ kemwat@vmware.com หรือสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VCPP ได้ที่ https://www.vmware.com/partners/service-provider.html และสามารถตรวจสอบสถานะของบริษัทต่างๆ ที่เป็น VCPP ได้ที่ https://cloud.vmware.com/providers/

from:https://www.techtalkthai.com/food-passion-builds-food-delivery-service-on-its-line-in-3-days-with-vmware-cloud/

[รีวิว] ASUS ExpertCenter D300TA เครื่อง Tower PC สำหรับทำงานรุ่นเล็กสุดที่สเป็คไม่เล็กเลย

กลับมาอีกครั้งกับการรีวิว Commercial PC จากทีมงาน TechTalkThai กันนะครับ โดยในปี 2021 นี้เครื่องแรกที่เราได้มารีวิวกันก็คือ ASUS ExpertCenter D300TA เครื่อง Commercial PC แบบ Tower ใน Generation ล่าสุดที่เป็นรุ่นเล็กสุดในตระกูล รองรับได้ทั้งการใช้งานเอกสารทั่วไป ไปจนถึงงานกราฟฟิกที่ต้องการสเป็คแรงๆ ด้วยการอัปเกรด Hardware ได้อย่างยืดหยุ่นนั่นเองครับ

ASUS ExpertCenter ตระกูลใหม่ของ Commercial PC จาก ASUS ที่ใช้หน่วยประมวลผล 10th Gen Intel® Core™

ก่อนจะเข้าสู่ตัวรีวิวขออนุญาตเล่าถึงแบรนด์ย่อย ASUS ExpertCenter ที่จะเป็นชื่อสำหรับใช้เรียก Commercial PC ของ ASUS ในรุ่นล่าสุดกันก่อนครับ โดยแบรนด์ย่อยนี้จะมาแทน ASUS ExpertPC และ ASUSPRO ที่เคยใช้มาในอดีตนั่นเอง

ใน ASUS ExpertPC นี้จะมีการแบ่งรุ่นย่อยอีก ได้แก่รุ่น D3, D5, D7 และ D9 ซึ่งจะเรียงตามระดับของประสิทธิภาพสูงสุดจากเล็กไปใหญ่นั่นเองครับ และแต่ละรุ่นย่อยก็จะมี Form Factor หรือการรองรับการอัปเกรดที่แตกต่างกันออกไป โดยทุกรุ่นนี้จะใช้หน่วยประมวลผล 10th Gen Intel® Core™ ทั้งหมด

ASUS ExpertCenter D300TA: Commercial PC ในแบบ Tower รุ่นเล็กสุดในตระกูล ExpertCenter

Credit: ASUS

ASUS นั้นยังคงรักษาสไตล์การออกแบบเครื่อง Commercial PC รุ่นเล็กสุดเอาไว้เช่นเดิม โดย ASUS ExpertCenter D300TA นี้ก็ยังคงมีเอกลักษณ์เช่นเดียวกับรุ่นพี่อย่าง ASUS ExpertPC D3 รุ่นก่อนหน้า คือถึงแม้จะเป็นรุ่นเล็กสุด แต่ก็ยังสามารถอัปเกรด Hardware ให้มีประสิทธิภาพสูง รองรับงานใหญ่ๆ ได้สบายๆ อยู่เช่นเคย ด้วยการรองรับ Hardware ดังนี้

  • CPU: Intel Pentium, Celeron, Core i3/i5/i7 โดยรองรับรุ่นสูงสุดคือ Intel® Core™ i7-10700 Processor 2.9 GHz (16M Cache, up to 4.8 GHz, 8 cores)
  • RAM: DDR4 รองรับสูงสุด 64GB
  • Disk: รองรับสูงสุด 4TB HDD + 1TB SSD
  • GPU: เลือกได้ระหว่าง NVIDIA® GeForce® GT710 2GB DDR5 : 1x DVI, 1x D-SUB, 1x HDMI หรือ NVIDIA® GeForce® GTX1650 4GB DDR6 : 1x DP, 1x DVI, 1x HDMI
  • LAN: RJ45 Gigabit Ethernet
  • WLAN: Wi-Fi 5 (802.11ac) + Bluetooth 5.0/4.2
  • OS: เลือกได้ระหว่าง Windows 10 Pro, Windows 10 Home, Endless หรือไม่ติดตั้ง OS มาเลยก็ได้
  • Power Supply: ประหยัดไฟด้วยมาตรฐาน 80 PLUS Bronze

จะเห็นได้ว่ารุ่นใหม่นี้มีการอัปเกรดสเป็คสูงสุดที่รองรับจากรุ่นก่อนมาพอสมควรทั้งในส่วนของ CPU, RAM, Disk และ GPU ดังนั้นสำหรับหลายๆ ธุรกิจที่ถึงแม้จะมี Workload ที่ต้องใช้งานหลากหลายรูปแบบ แต่ด้วย ASUS ExpertCenter D300TA รุ่นเดียวนี้ ก็สามารถเลือกปรับแต่งสเป็คภายในให้แตกต่างกันเพื่อรองรับงานได้อย่างหลากหลาย

ตัว Mainboard ที่ใช้ภายในรุ่นนี้ ทาง ASUS ก็ออกแบบมาเพื่อให้มีความทนทาน รองรับการใช้งานแบบ 24×7 ได้แม้ว่าจะเป็นรุ่นเล็กสุด อีกทั้งยังมีการใช้ Solid Capacitor ทั้งหมด ทำให้การทำงานของระบบโดยรวมนั้นมีความทนทานเหนือกว่า Mainboard ทั่วไปยิ่งขึ้นไปอีก

ในแง่ของการเชื่อมต่อ ตัวเครื่องนี้ให้พอร์ตสำหรับใช้งานทั่วๆ ไปมาอย่างครบถ้วน และมีพอร์ตหน้าเครื่องสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างสะดวก

Credit: ASUS

การออกแบบภายนอกของตัวเครื่องนี้ก็ยังคงถือว่าคล้ายคลึงกับเดิม คือเน้นความเรียบหรู และใช้สีดำเพื่อให้ดูสุภาพเรียบร้อยเหมาะกับการใช้ทำงาน

เช่นเคย ASUS ExpertCenter D300TA ก็ผ่านการทดสอบความทนทานตามมาตรฐาน MIL-STD  810G สำหรับใช้ในการทหารได้ ซึ่งมาตรฐานนี้ก็มีการทดสอบทั้งการสั่นสะเทือน, การกระแทก, การทนความชื้น, การทนความร้อน และการทนความเย็นอย่างครบถ้วน

ในแง่ของความมั่นคงปลอดภัย ตัวอุปกรณ์มีการรองรับ Trusted Platform Module (TPM) สำหรับจัดเก็บรหัสผ่านและกุญแจเข้ารหัส, มี Kensington Security Slot และ Padlock Slot สำหรับป้องกันการถูกเคลื่อนย้าย รวมถึงยังสามารถควบคุมการเขียนอ่านข้อมูลและการเชื่อมต่อผ่าน USB ได้ด้วยโซลูชันของ ASUS เอง

สำหรับการรับประกัน ตัวเครื่องมาพร้อมกับประกัน Onsite Service 3 ปี, ประกัน Global Warranty ครอบคลุม 83 ประเทศทั่วโลกอีก 3 ปี  และยังมีประกันอุบัติเหตุสำหรับปีแรกที่ใช้งานให้

ราคาเริ่มต้นของรุ่นนี้ที่ติดตั้ง 10th Gen Intel Core i3 จะอยู่ที่ประมาณ 11,000 – 12,000 บาท โดยสามารถปรับแต่งสเป็คได้ตามต้องการ และราคาก็จะขึ้นอยู่กับสเป็คที่เลือกนั่นเอง

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ASUS ExpertCenter D300TA สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/385EKnf

เลือกใช้หน่วยประมวลผล Intel ให้เหมาะสมกับงานและงบประมาณ

ASUS ExpertCenter D300TA นี้เปิดให้เราสามารถเลือกใช้ CPU จาก Intel ได้หลายรุ่นพอสมควร ได้แก่

  • Intel® Core™ i7-10700 Processor 2.9 GHz (16M Cache, up to 4.8 GHz, 8 cores)
  • Intel® Core™ i5-10500 Processor 3.1 GHz (12M Cache, up to 4.5 GHz, 6 cores)
  • Intel® Core™ i5-10400F Processor 2.9 GHz (12M Cache, up to 4.3 GHz, 6 cores)
  • Intel® Core™ i5-10400 Processor 2.9 GHz (12M Cache, up to 4.3 GHz, 6 cores)
  • Intel® Core™ i3-10100 Processor 3.6 GHz (6M Cache, up to 4.3 GHz, 4 cores)
  • Intel® Pentium® G6400 Processor 4.0 GHz (4M Cache, up to 4.0 GHz, 2 cores)
  • Intel® Celeron® G5900 Processor 3.4 GHz (2M Cache, up to 3.4 GHz, 2 cores)

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Intel Core i3-10100 นี้ก็ถือว่าประสิทธิภาพดีมากเพียงพอสำหรับการใช้ทำงานทั่วๆ ไปแล้ว แต่หากต้องการพลังประมวลผลที่ประสิทธิภาพสูงขึ้นสำหรับรองรับการใช้ Application เฉพาะทาง ก็อาจพิจารณารใช้ Intel Core i5 หรือ i7 แทน ในขณะที่ถ้าหากต้องการเน้นเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่าย และไม่ได้ใช้เครื่องทำอะไรมากไปกว่าการทำเอกสารเล็กน้อยหรือใช้บริการ Cloud ทั่วๆ ไป ก็อาจพิจารณาใช้ Intel Celeron หรือ Intel Pentium แทนได้ครับ

แกะกล่อง ลองใช้งานของจริง

จบการแนะนำเทคโนโลยีเบื้องต้นไปแล้ว ก็ได้เวลาแกะกล่องใช้งานจริงกันดู ซึ่งตัวเครื่องถึงแม้ว่าจะใช้เคส Tower ใหญ่ขนาด 20 ลิตร แต่น้ำหนักก็ถือว่าไม่หนักมาก ด้วยน้ำหนักรวมประมาณ 7 กิโลกรัม เรียกได้ว่าก็พอยกติดตั้งคนเดียวไหวได้สบายๆ

สัมผัสแรกที่พบได้เลยก็คือถึงแม้ตัวเครื่องจะมี Texture ที่มองด้วยตาแล้วคล้ายๆ รุ่นก่อนหน้า แต่พอสัมผัสด้วยมือแล้วจะพบว่างานละเอียดกว่าเดิมมาก ดูแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่าก็สวยกว่าเดิมขึ้นมาพอสมควรครับ

ตัวด้านหลังเครื่องเองก็ยังมาพร้อมกับพอร์ตสำหรับต่อ External Wi-Fi Antenna เหมือนเดิม ตรงนี้ก็ถือว่าสะดวกดี เพราะสามารถเลือกติดตั้งเสาสัญญาณในจุดที่ต้องการได้ด้วยตนเอง ส่วนการเปิดฝาเครื่องมาจัดการกับ Hardware ข้างในนั้นสามารถใช้ไขควงมาตรฐานขันเข้าไปได้เลย ไม่ได้เป็นแบบ Tool-less Design อย่างรุ่นที่สูงกว่า

จุดที่รู้สึกว่าเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ดีคือการที่ยังคงมีพอร์ต COM และ Parallel ให้ใช้งาน ดังนั้นสำหรับธุรกิจที่ยังคงมีอุปกรณ์เก่าๆ ซึ่งต้องอาศัยพอร์ตเหล่านี้ในการเชื่อมต่อก็สามารถใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องหาหัวแปลงกันอีก แต่ Windows 10 จะรองรับอุปกรณ์พวกนี้ได้มั้ยก็เป็นอีกโจทย์ที่ต้องไปจัดการกันอยู่ครับ

สเป็คของเครื่องที่ได้มาทดสอบในครั้งนี้มีดังนี้

  • CPU: Intel Core i3-10100 @ 3.6GHz (4 Cores/8 Threads)
  • RAM: 4GB
  • Disk: 256GB SSD + 500GB HDD
  • GPU: NVIDIA GeForce GT710 2GB DDR5

เรียกได้ว่าเป็นการทดสอบการใช้ RAM ในขนาดที่เล็กที่สุด แต่ใส่ SSD เพื่อเร่งความเร็วก็ว่าได้ ซึ่งก็ถือว่าน่าสนใจครับว่าด้วยสเป็คแบบนี้ จะใช้ทำงานจริงกันได้หรือเปล่า คราวนี้ก็ได้เวลาลองเปิดเครื่องใช้งานจริงกันแล้วครับ ขอรีวิวประสบการณ์การใช้งานจริงดังนี้ครับ

  • ตอนบูทเครื่องถือว่าทำได้ค่อนข้างเร็ว ด้วยพลังจาก SSD
  • ตัวเครื่องพร้อมใช้งานได้เลยด้วย Driver ที่ติดตั้งมาให้ครบถ้วนหมดแล้ว
  • พอ Windows 10 รันสิ่งต่างๆ ตอน Start เสร็จหมดแล้ว ก็พบว่าตัวเครื่องก็ถือว่าเร็วดีถ้าไม่ได้เปิดหลายแอปพร้อมๆ กันมากนัก ตอนไม่เปิดแอปอะไรเลยใช้ RAM อยู่ที่ 2.3GB ก็เรียกได้ว่ายังพอมี RAM เหลือให้ใช้ทำงานอย่างอื่นได้อยู่ เปิด Browser หรือ Microsoft Office ทำงานได้สบายๆ
  • สำหรับการทดสอบดูคลิป 1060p ก็ถือว่าทำได้สบายๆ ดูคลิปได้ลื่นดี ถ้าเปิด Task Manager มาดูประสิทธิภาพแล้วจะเห็นว่า CPU ใช้เพียง 4% และใช้ GPU เพียง 5% เท่านั้น ส่วน RAM ก็ขึ้นไม่เยอะ
  • ในการลองใช้งานจริงไปเรื่อยๆ นั้นก็พบว่าด้วยสเป็คที่ใช้ทดสอบนี้ ถ้าไม่ได้ใช้งานอะไรมากแค่เช็คเมล์ พิมพ์เอกสาร เชื่อมต่อ Printer ก็ถือว่าเหลือเฟือครับ แต่ถ้าหากมีบางจังหวะที่ต้องใช้งานหนักๆ หน่อยเช่นเปิด Browser ที่กิน RAM มากๆ หรือมี Windows Update หรืองานอื่นๆ ที่ต้องใช้ RAM เยอะหน่อย จะมีคอขวดที่ RAM ทันที ดังนั้นก็แนะนำว่าถ้าไม่อยากให้เครื่องหน่วงมากนักในจังหวะนี้ อัปเกรด RAM เป็นซัก 8GB ก็จะอุ่นใจกว่าครับ แต่ถ้าไม่ซีเรียส RAM 4GB ก็ถือว่ายังใช้ทำงานได้ครับ ส่วน CPU ตัวนี้ไม่เป็นประเด็นเลย ถ้าไม่ทำ Load Test ลงไปเองก็ไม่มีปัญหาเลยครับ
  • GPU ได้ใช้เฉพาะตอนที่ดูคลิปหรือแสดงผลอะไรบ้างเท่านั้น ดังนั้นจริงๆ ถ้าไม่ได้ต้องใช้การดูคลิปก็ไม่ต้องใช้ก็ได้ครับ
  • ตัวเครื่องทำงานค่อนข้างเงียบทีเดียว ก็เหมือนกับเครื่องรุ่นพี่ก่อนหน้าที่เคยทดสอบของ ASUS ครับ
  • พอร์ตด้านหน้าที่ให้มาถือว่าพอต่อการใช้งาน แต่ขาด USB-C ไปทำให้ต้องใช้สายแปลงหรือหัวแปลงอยู่บ้างครับ
  • ตัวเครื่องด้านในเปิดมาดูแล้วก็ถือว่าจัดสายได้เข้าใจง่าย ถ้าต้องอัปเกรดอะไรเองเพิ่มก็ไม่ใช่เรื่องยากครับ

สำหรับผมโดยรวมแล้วถือว่า ASUS ExpertCenter D300TA นี้เป็นเครื่องระดับ Entry Level ที่พร้อมจะอัปเกรดให้รองรับงานใหญ่ๆ ภายในออฟฟิศได้สบายๆ ถ้าไม่นับงานการทำ AI Inference หรืองานตัดต่อวิดีโอหนักๆ ก็เรียกได้ว่าถ้าธุรกิจองค์กรไหนกำลังถึงช่วงที่ต้องจัดซื้อเครื่อง PC ใหม่มาทดแทนของเก่าตามรอบอายุการใช้งาน ASUS ExpertCenter D300TA ก็เป็นอีกรุ่นที่น่าลองขอราคาไปพิจารณาจัดซื้อดูครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • เครื่องดูสวยงามดี สุภาพเรียบร้อยเหมาะกับการใช้ทำงาน เครื่องใหญ่แต่ไม่หนัก วางที่พื้นหรือบนโต๊ะก็ได้
  • พัดลมเสียงเงียบ ใช้ในออฟฟิศได้ไม่รบกวน
  • ใส่ SSD เพื่อช่วยเพิ่มความเร็วในการใช้ทำงานได้ แม้ RAM จะไม่สูงมากนักก็ยังทำงานได้เร็วอยู่
  • ลง Windows 10, Driver และ Microsoft Office มาให้ครบแล้ว ใส่ License ของ Office แล้วใช้ทำงานได้เลย
  • มีพอร์ตเก่าๆ มาให้ครบ ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์รุ่นเก่าที่เคยใช้งานอยู่ได้

ข้อเสีย

  • เครื่องใหญ่ไปหน่อย แต่ก็เป็นขนาดมาตรฐานของเครื่อง Tower
  • ไม่มีพอร์ต USB-C แต่ก็ใช้สายหรือหัวแปลงเอาได้
  • RAM 4GB เล็กไปหน่อย แนะนำให้อัปเกรดเป็น 8GB จะใช้กับ Windows 10 ได้วางใจขึ้น

ติดต่อทีมงาน ASUS ประเทศไทย

สำหรับผู้ที่สนใจสินค้าของ ASUS และต้องการข้อมูลรายละเอียดต่างๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.asus.com/th/business/

from:https://www.techtalkthai.com/asus-expertcenter-d300ta-entry-tower-pc-for-business-review/

สรุป Red Hat Webinar: พัฒนา Kubernetes Native Application ด้วย Java สำหรับ Spring Developer

อีกหนึ่งความท้าทายของการนำ Java Application มาทำงานบน Kubernetes ก็คือข้อจำกัดเรื่องการใช้งานหน่วยความจำ (Memory) ที่ค่อนข้างสูง และเวลาที่ใช้ในการ start จนพร้อมที่จะทำงาน (Startup Time) ที่ค่อนข้างนานเมื่อเปรียบเทียบกับ Framework อื่นๆ เช่น Node.js หรือ Go

ใน Webinar นี้ขอนำเสนอ Quarkus ที่จะมาตอบโจทย์การพัฒนา Java Application บน Kubernetes ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งคุณสมบัติที่อำนวยความสะดวกนักพัฒนา ให้การพัฒนา Application เป็นไปได้อย่างสะดวก

โดย Webinar ในครั้งนี้ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจากทีมงาน Red Hat ได้แก่คุณวรวิทย์ เลิศกิติพงศ์พันธ์ , คุณฉัตรชัย กองมณี และคุณเฟื่องวิชญ์ โสภารัตน์

Credit: Quarkus

ปัญหาของ Java กับประเด็นด้านประสิทธิภาพสำหรับการใช้ Application ในระดับธุรกิจองค์กร

โดยทั่วไปเวลาเราพูดถึง Java Application หลายๆ คนก็คงนึกถึงระบบที่มีขนาดใหญ่ มี Stack ที่ซับซ้อน มีการใช้งานหน่วยความจำ (Memory) ที่ค่อนข้างมาก และใช้เวลาในการ start ( Startup Time) ที่ค่อนข้างมากกว่า Framework อื่นๆ เช่น NodeJS หรือ Go ทำให้การย้ายมาใช้งานบน Kubernates ทำได้ค่อนข้างยาก หรือไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ใช่จุดที่ผิดในเชิงของการออกแบบ เพราะเดิมที Java นั้นถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานในสมัยอดีตก่อนที่จะมี cloud หรือ microservice

อย่างไรก็ดีหากอ้างอิงจากข้อมูลเชิงสถิติ ธุรกิจองค์กรเองก็ยังมีการใช้งาน Java อยู่ค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะในส่วนของระบบ Backend ดังนั้นถ้าหากต้องการใช้ Java ให้ตอบโจทย์ต่อธุรกิจในปัจจุบัน การใช้ Java จึงต้องถูกย้ายมาทำงานบน Container เป็นหลัก และเปลี่ยนรูปแบบของเทคโนโลยีที่ใช้เบื้องหลังไปบ้าง เพราะหากใช้รูปแบบ หรือ Framework เดิมๆ กับ Container ก็จะทำให้ Container ที่ได้มีขนาดใหญ่ และไม่สามารถใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าอย่างเต็มที่มากนักเมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ

หากอ้างอิงสถิติจากการใช้ AWS Lambda ในการทำ Serverless นั้น Java เองก็ยังมีสัดส่วนการใช้งานเพียงแค่ 6% เท่านั้น ในขณะที่ Node.js มีสัดส่วนมากถึง 51% และ Python ก็ยังมีมากถึง 38% ทำให้ที่ผ่านมาหากภาคธุรกิจองค์กรต้องการใช้ Serverless นั้น ก็มักเลือกแนวทางในการพัฒนาระบบ Serverless ด้วยภาษาอื่นๆ กันมากกว่า

Quarkus โซลูชันสำหรับการพัฒนาและใช้งาน Java บน Container ได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ Red Hat ได้นำมาตอบโจทย์นี้ก็คือ Quarkus ที่มี Tagline คือ Supersonic,Subatomic, Java หรือก็คือการทำให้ Java ขนาดที่เล็กลง (Subatomic) มี Startup time ได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม (Supersonic) ซึ่งทั้งสองคุณสมบัติ เป็นปัจจัยหลักที่ Application บน Kubernetes ต้องการ

สำหรับ นักพัฒนาที่จะเริ่มต้นเรียนรู้ Quarkus สามารถเข้าไปที่ https://quarkus.io/ โดย quarkus ได้เตรียม Initializer ที่เป็นเครื่องมือในการช่วยให้นักพัฒนาสามารถเริ่มต้นเรียนรู้และใช้งาน Quarkus ได้ง่ายขึ้นที่เข้าไปที่ https://code.quarkus.io/ ซึ่งผู้นักพัฒนา สามารถเลือก Extension ที่ตนเองต้องการใช้งานใน Application และสามารถเลือก Build Tool ที่ต้องการได้ ก่อนจะทำการ Download ไฟล์ต่างๆ ที่ถูกเตรียมเอาไว้สำหรับสร้าง Application หรือ Push ไปยัง GitHub โดยตรงเลยก็ได้

เมื่อได้ไฟล์มาแล้วก็สามารถนำไปพัฒนาต่อ ด้วย IDE ที่ถนัด ไม่ว่าจะเป็น VS Code, Eclipse หรือ Intellij และด้วย Build Tool อย่างเช่น Maven หรือ Gradle ที่ Quarkus ได้เตรียมไว้ให้ใช้งาน จึงทำให้นักพัฒนาพร้อมใช้งานได้ทันที

Quarkus มี features สำหรับช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้นักพัฒนามากมาย ยกตัวอย่างเช่น Quarkus Dev Console ซึ่งเป็น Web GUI ที่สามารถแสดง Plugin ต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน Application ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบภาพรวมสำหรับแต่ละโครงการพัฒนา Java Application ความสามารถเด่น ๆ เช่น สามารถสั่ง Build Container Image ขึ้นมาด้วยตนเองได้ผ่าน WebUI ได้ทันที โดยสามารถเลือกได้ว่าจะสร้าง เป็น container สำหรับ jar file หรือ สำหรับ native

อีกความสามารถที่น่าสนใจของ Quarkus ก็คือการแปลงโค้ดให้ทำงานแบบ Native ได้ ซึ่งเมื่อทำการ build quarkus เป็น native ในส่วนของการ start application นั้น จะเร็วกว่าแบบ ที่ทำงานบน JVM ถึง 20x และใช้ resource เช่น memory น้อยกว่าแบบ JVM ถึง 10x เลยทีเดียว

ใน Quarkus จะมี Developer Mode ให้ ซึ่งจะมีความสามารถที่ช่วยให้การพัฒนา Application เป็นไปได้ง่ายขึ้น เช่น การทำ Live Code ที่สามารถแก้ไขโค้ดและทำ Hot Code Replace และ Live Reload ให้เราเห็นผลลัพธ์ได้ง่ายๆ ในระหว่างพัฒนาเลย ทำให้ขั้นตอนพัฒนามีความรวดเร็วกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ไม่ต้องเสียเวลา Build มา Debug เรื่อยๆ รวมถึงยังเปลี่ยน Library หรือ Dependency on the fly ได้เช่นเดียวกัน

โดยสรุปแล้ว Quarkus จึงเหมาะกับการพัฒนา Container/Kubernetes Application, Microservices ไปจนถึง Serverless ซึ่งมาจากการใช้ทรัพยากรน้อย มี Developer Mode เพื่อช่วยให้นักพัฒนาทำงานได้ง่าย สามารถพัฒนา App ได้ทั้งแบบ Imperative และ Reactive พร้อมทั้งยังมี Framework ต่างๆ สำหรับให้หยิบนำมาใช้ในงานที่เหมาะสมได้ รวมถึงยังทำงานร่วมกับ IDE ชั้นนำในสาย Java ได้อย่างครบถ้วน และมี Extension สำหรับใช้งานใน Kubernetes และ Red Hat OpenShift ได้ ช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการจัดการไฟล์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการ Deploy ระบบได้โดยอัตโนมัติ

Spring Developer จะย้ายมาใช้ Quarkus ได้อย่างไรบ้าง?

ใน Webinar ครั้งนี้ได้มีการแสดงถึงการนำ Spring Boot มาใช้งานบน Quarkus ได้อย่างไร เนื่องจากในประเทศไทยนั้น Spring boot มันเป็น framework ตัวเลือกหลัก ๆ ของ java developer ในเมืองไทย โดยใน Application ตัวอย่างที่เตรียมมานั้น แสดงให้เห็นถึง feature โดยทั่วไปของ Spring Boot ไม่ว่าจะเป็น Spring DI, Spring Rest, Spring Data JPA

Quarkus ได้เตรียม extension ที่รองรับการนำ Spring Boot เดิม ๆ ที่มีอยู่ มาเปลี่ยนเป็น Quarkus ได้ เพียงปรับเฉพาะในส่วนของ library (เช่น แก้ maven dependency ใน pom.xml) และ properties เท่านั้น เพียงแค่นี้ นักพัฒนา ก็จะสามารถนำ spring boot application เดิม มาเปลี่ยนเป็น quarkus เพื่อใช้ประโยชน์จาก feature ต่าง ๆ ของ Quarkus ได้ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถเรื่องของ native, live code เป็นต้น และ Quarkus เอง ก็ยัง extenstion ต่าง ๆ เพื่อรองรับ feature ที่ spring boot มี ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ health, swagger, tracing หรือแม้แต่การ support monitoring tool อย่าง prometheus

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หลังจากเปลี่ยนมาใช้ spring extenstion ของ quarkus ในส่วนของ การ statup application เร็วกว่าเดิมถึง 50% และใช้ memory น้อยกว่า 50% และยิ่ง build เป็น native แล้วนั้น เร็วกว่า spring boot เดิม ถึง 7x และใช้ memory น้อยกว่า 10x เลยทีเดียว

โดยสรุปแล้วการ Migrate ระบบบน Spring Boot มาสู่ Quarkus นั้นสามารถทำได้ด้วยการแก้ไขเฉพาะในส่วนของ depency/extension ที่ Quarkus ได้เตรียมเอาไว้ให้ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้ Spring Developer สามารถ upgrade ระบบงาน หรือ application ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงรองรับ Container/Kubernetes ได้ ด้วย Quarkus นอกจากนี้ Red Hat ยังมีเครื่องมืออย่าง Migration toolkit for Application ที่สามารถช่วยตรวจสอบว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไร หรืออย่างไรบ้าง และมีระบบแนะนำด้วยว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการปรับเปลี่ยนแต่ละส่วน

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Quarkus

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ Quarkus เพิ่มเติม ทีมงาน Red Hat ก็ได้ชี้เป้าแนะนำทั้งเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์ และ E-Book สำหรับนำไปศึกษาได้ฟรีๆ ดังนี้

สนใจติดต่อ Red Hat ได้ทันที

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.openshift.com/ และ https://quarkus.io/ หรือติดต่อทีมงาน Red Hat ประจำประเทศไทยได้ที่ Email rchemae@redhat.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-webinar-kubernetes-native-application-with-java-for-spring-developer-summary/

5 เหตุผล ทำไมองค์กรจำเป็นต้องมี EDR

Endpoint Detection and Response (EDR) ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเสริมความสามารถด้านการตรวจจับ การเก็บหลักฐาน และการตอบสนองต่อภัยคุกคามไซเบอร์ให้แก่ระบบ Endpoint Security อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรยังคงขาดความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง EDR และการนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่เพิ่มภาระแก่ผู้ดูแลระบบเดิม

Sophos ให้บริการ EDR โดยการผสานรวมกับ Intercept X ซึ่งเป็นโซลูชัน Endpoint and Server Protection ชั้นนำระดับโลกเข้าด้วยกันเป็นโซลูชันเดียว เรียกว่า Intercept X with EDR ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจจับและตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เกิดขึ้นบนอุปกรณ์ปลายทางได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

บทความนี้จะมาบรรยายถึง 5 เหตุผล ทำไม Sophos EDR จึงเป็นโซลูชันที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ปลายทางในยุคดิจิทัล ดังนี้

1. รักษา IT Security Operations ให้มีประสิทธิภาพที่ดีตลอดเวลา และตามล่าภัยคุกคามที่แอบซ่อนอยู่ในองค์กร

EDR ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานทั้งด้าน IT Operations และ IT Security ดังนี้

  • IT Operations: Sophos EDR ช่วยรักษาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้อยู่ในสถานะพร้อมใช้งานและมั่นคงปลอดภัยตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาอุปกรณ์ที่มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ (เช่น เหลือพื้นที่เก็บข้อมูลน้อยหรือใช้หน่วยความจำสูงเกินไป) การระบุอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ที่ต้องทำการแพตช์ หรือการตรวจสอบเซิร์ฟเวอร์ที่เปิด RDP ทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น ทั้งยังช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถรีโมตเข้าไปแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้สะดวกรวดเร็วอีกด้วย
  • IT Security: EDR สามารถตามล่าภัยคุกคามที่หลุดรอดระบบ Endpoint Protection เข้ามาผ่านทางการติดตาม Indicator of Compromise (IoC) เช่น การตรวจจับความพยายามเชื่อมต่อเข้ายังมาพอร์ตอื่นๆ ที่ไม่ใช่พอร์ตมาตรฐาน, โปรเซสที่ทำการแก้ไขไฟล์หรือ Registry Keys, โปรเซสที่ปลอมแปลงตัวเองเป็นอย่างอื่น หรือผู้ใช้ที่คลิกลิงก์บนอีเมล Phishing จากนั้นรีโมตเข้าไปยังอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม จัดทำ Forensics และจัดการกับโปรเซสที่ต้องสงสัยได้ทันที

2. ตรวจจับการโจมตีที่หลุดลอดเข้ามาโดยไม่รู้ตัว

ไม่มีโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยใดที่สามารถป้องกันภัยคุกคามได้ 100% EDR จึงเป็นแนวป้องกันอีกชั้นที่ทำหน้าที่ค้นหา ตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคามที่หลุดรอดผ่านแนวป้องกันแรก เช่น Firewall, IPS, Sandbox เข้ามาได้ องค์กรสามารถใช้ EDR ในการตรวจจับการโจมตีผ่านทางการค้นหา Indicator of Compromise (IoC) ซึ่งได้จากการอัปเดตข้อมูลผ่าน Threat Intelligence

Sophos EDR รวบรวม IoC ของภัยคุกคามล่าสุดที่ค้นพบจากทั่วทุกมุมโลก แล้วนำไปวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี Machine Learning ของ SophosLabs เพื่อจัดอันดับความสำคัญ ซึ่งช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาต้องเริ่มตรวจสอบและโฟกัสกับเรื่องใดก่อน เร่งกระบวนการตอบสนองและจัดการกับภัยคุกคามให้เร็วยิ่งขึ้น

3. ตอบสนองต่อเหตุผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

หลังตรวจพบเหตุผิดปกติ การจัดการกับเหตุเหล่านั้นให้เร็วที่สุดเพื่อกักกันความเสียหายเป็นเรื่องพื้นฐานในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วต้องใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงในการจัดการกับเหตุผิดปกติแต่ละครั้ง Sophos EDR สามารถร่นเวลาที่เสียไปได้ด้วยการช่วยผู้ดูแลระบบแยกคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ที่มีปัญหาออกจากเครือข่ายได้ทันที ควบคุมความเสียหายไม่ให้แพร่กระจายออกไป และเป็นการซื้อเวลาขณะเริ่มทำการตรวจสอบเหตุการณ์และตัดสินใจดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อ นอกจากนี้ยังนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและสิ่งที่ควรทำทีละขั้นๆ พร้อมข้อมูลประกอบที่เข้าใจง่าย ช่วยให้แม้แต่ผู้ดูแลระบบที่ไม่มีทักษะสูงนักก็สามารถจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

จุดเด่นสำคัญอีกประการของ Sophos EDR คือความสามารถในการเข้าถึงอุปกรณ์ปลายทางแบบรีโมตผ่านทาง Command Line ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถตอบสนองต่อเหตุผิดปกติได้อย่างรวดเร็วแม้ผู้ใช้จะไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ ทั้งยังสามารถติดตั้งเครื่องมือ Forensics เพื่อตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น ถอนการติดตั้งซอฟต์แวร์ สั่งจัดการโปรเซสหรือรีบูตอุปกรณ์ได้อีกด้วย

4. เพิ่มศักยภาพให้แก่การรักษาความมั่นคงปลอดภัยโดยไม่ต้องเพิ่มคนหรือเรียนรู้ทักษะใหม่

จากการสำรวจของ Sophos พบว่า เหตุผลสำคัญอันดับหนึ่งที่องค์กรไม่ใช้ EDR คือ การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายและมูลค่าที่จะได้รับ ด้วยเหตุนี้ Sophos จึงออกแบบโซลูชัน EDR โดยผสานเทคโนโลยี Machine Learning เข้าด้วยกันกับ Threat Intelligence ของ SophosLabs เพื่อทดแทนความเชี่ยวชาญที่ได้จากบุคลากรที่มีทักษะ เช่น นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงปลอดภัย นักวิเคราะห์มัลแวร์ หรือนักวิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคาม ช่วยให้องค์กรสามารถเริ่มใช้งาน EDR ได้โดยไม่ต้องเพิ่มคนหรือเรียนรู้ทักษะใหม่

สำหรับองค์กรที่ต้องการผู้ช่วยบริหารจัดการ EDR ทาง Sophos มีบริการ Managed Threat Response (MTR) สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ Threat Hunting & Detection, การตรวจสอบเหตุผิดปกติเชิงลึก และการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับองค์กร

5. เข้าใจการโจมตีที่เกิดขึ้นและยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

การรับมือภัยคุกคามโดยทั่วไปนั้น จะใช้วิธีค้นหาและลบไฟล์ไม่พึงประสงค์ (ไฟล์มัลแวร์) ทิ้งไป ซึ่งวิธีนี้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุหรือแก้ปัญหาชั่วคราว เนื่องจากเรายังไม่ทราบวิธีที่แฮ็กเกอร์ใช้บุกรุกเข้ามายังระบบขององค์กร และสิ่งที่พวกนั้นกระทำก่อนที่การโจมตีจะถูกหยุดไป แฮ็กเกอร์อาจโจมตีซ้ำ ณ​ จุดเดิม หรือบางรายอาจสร้าง Backdoor ทิ้งไว้เป็นช่องทางให้กลับมาโจมตีได้อีก

Sophos EDR มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Threat Cases ซึ่งสามารถแสดงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีที่ตรวจพบ ช่วยให้ผู้ดูแลระบบเข้าใจได้ง่ายว่า ไฟล์ โปรเซส และ Registry Key ไหนที่ได้รับผลกระทบจากมัลแวร์บ้าง ทั้งยังสามารถแสดงผลเป็นแผนภาพการโจมตี ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไปจนถึงจุดที่การโจมตีจบ (หรือถูกหยุด) เหล่านี้ ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถค้นหาต้นตอของปัญหาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมหาวิธีการปิดช่องโหว่ไม่ให้ถูกโจมตีซ้ำได้อีก

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.sophos.com/en-us/products/endpoint-antivirus.aspx

สำหรับผู้ที่สนใจ Sophos Intercept X with EDR และโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยอื่นๆ จาก Sophos สามารถติดต่อผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยทั้ง 2 ราย ได้แก่

IT Green Co., Ltd.
23/87-89 Soi Soonvijai., Rama 9 Rd., Bangkapi, Huay-Kwang, Bangkok 10320
Website: www.itgreen.co.th
Email: sale@itgreen.co.th

VRCOMM Co., Ltd.
44 Soi Udom Kiat, Huai Khwang, Huai Khwang, Bangkok, 10310 Thailand
Website: www.vrcomm.net
Email: sales@vrcomm.net

เกี่ยวกับ Sophos

Sophos เป็นผู้ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดยภัยไซเบอร์แบบ Next-generation จากสหราชอาณาจักร นำเสนอโซลูชันชั้นนำสำหรับป้องกันอุปกรณ์ปลายทาง (คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์พกพา) และระบบเครือข่ายจากภัยคุกคามไซเบอร์สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นมัลแวร์ การโจมตีช่องโหว่ การจารกรรมข้อมูล การเจาะระบบ ฟิชชิ่ง แรนซัมแวร์ และอื่นๆ สนับสนุนโดย SophosLabs ทีม Data Science และ Threat Intelligence ระดับโลก ลูกค้าสามารถบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ของ Sophos ทั้ง Endpoint, Network, Web, Email, Encryption, Mobile และ Public Cloud  ได้จากศูนย์กลางผ่านทาง Sophos Central ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบนระบบ Cloud โดยโซลูชันทั้งหมดของ Sophos จะผสานการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการภายใต้แนวคิด “Synchronized Security” ซึ่งช่วยให้ตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ

ในฐานะผู้ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดยภัยไซเบอร์แบบ Next-generation Sophos ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง Cloud, Machine Learning, APIs, Automation, Managed Threat Response และอื่นๆ เข้ามาประยุกต์ใช้กับโซลูชันของตนเพื่อส่งมอบการป้องกันระดับ Enterprise ให้แก่องค์กรทุกระดับ

ปัจจุบันนี้ Sophos มีพาร์ทเนอร์และ Managed Service Providers (MSPs) มากกว่า 53,000 ราย ให้บริการโซลูชันสำหรับรักษาความมั่นคงปลอดภัยแก่ลูกค้ามากกว่า 400,000 องค์กรใน 150 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังได้นำนวัตกรรมต่างๆ กระจายสู่ผู้ใช้ตามบ้านผ่านทาง Sophos Home

from:https://www.techtalkthai.com/5-reasons-you-need-edr-by-sophos/

เชิญร่วมงานสัมมนา Fortinet Accelerate 2021 Digital Edition 11 มีนาคมนี้

Fortinet ขอเรียนเชิญลูกค้า พาร์ทเนอร์ และผู้ที่สนใจนวัตกรรมด้าน Cybersecurity เข้าร่วมงานสัมมนาใหญ่ประจำปี Fortinet Accelerate 2021 Digital Edition ในรูปแบบออนไลน์ เพื่ออัปเดตแนวโน้มและเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ล่าสุดโดยเหล่าผู้บริหารจาก Fortinet ในวันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 8:00 น. เป็นต้นไป

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: Fortinet Accelerate 2021 Digital Edition
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม 2021 เวลา 8:00 – 16:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
รายละเอียดและกำหนดการ: https://www.fortinetaccelerate.com/
ลิงค์ลงทะเบียน: https://www.fortinetaccelerate.com/2021apj/begin

Fortinet ประกาศจัดงานสัมมนาครั้งใหญ่ประจำปี Fortinet Accelerate 2021 Digital Edition ในรูปแบบออนไลน์ตอนรับปี 2021 โดยเป็นงานสัมมนาระดับโลกที่จัดต่อเนื่องกัน 3 ภูมิภาค ได้แก่ Americas, EMEA และ APAC/Japan

งานสัมมนาครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดมุมมอง ขยายวิสัยทัศน์ และทลายกรอบความคิด เพื่อยกระดับสามัญสำนึกด้านความมั่นคงปลอดภัยให้เท่าทันอาชญากรไซเบอร์ในยุคดิจิทัล นำทีมบรรยายโดย Ken Xie ผู้ก่อตั้งและ CEO คนปัจจุบันของ Fortinet และเหล่าผู้บริหารที่จะมาแบ่งปันความเชี่ยวชาญและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัย และโซลูชันแห่งอนาคตที่จะช่วยสนับสนุนให้องค์กรของท่านสามารถรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กำหนดการ (ตามเวลาประเทศไทย)

08:00 – 09:30 Keynote Session
10:00 – 16:30 Breakout Sessions & Tech Expo สามารถเลือกชมได้ 5 หัวข้อ ได้แก่

  • Security-Driven Networking
  • Zero Trust Access
  • Adaptive Cloud Security
  • AI Driven Security Operations
  • Fabric Management Center

หมายเหตุ หลังลงทะเบียนแล้ว สามารถรับชมแบบ On-demand ได้ภายหลัง

ลูกค้าของ Fortinet, พาร์ทเนอร์ และผู้ที่สนใจด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Fortinet Accelerate 2021 Digital Edition ได้ฟรี

from:https://www.techtalkthai.com/fortinet-accelerate-2021-digital-edition/

ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ Digital Week 2021 รับชมเทรนด์ IT ไทยในมุมมอง ASEAN [25 ก.พ. 2021]

TechTalkThai ขอเรียนเชิญทุกท่านในแวดวง IT ไทยและผู้ที่สนใจแนวโน้มด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับการทำธุรกิจ เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Digital Week 2021 ที่จัดขึ้นโดย W.Media เพื่อรับชมการนำเสนอประเด็นด้านแนวโน้มเทคโนโลยีและกลยุทธ์ที่น่าสนใจจากวิทยากรชั้นนำในระดับภูมิภาคอาเซียนได้ฟรี

งานสัมมนาออนไลน์นี้จะจัดขึ้นในวันที่ 23-26 กุมภาพันธ์ 2021 นี้ โดยในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2021 เวลา 13.00 – 15.45 จะเป็นเนื้อหาสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะจากวิทยากรชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่จะมานำเสนอถึง 10 ประเด็นที่น่าสนใจทางเทคโนโลยีสำหรับการทำธุรกิจ โดยมีรายละเอียด เนื้อหา และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานดังนี้

Digital Week 2021 by W.Media

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2021
เวลา 13.00 – 15.45
สถานที่ Virtual Conference ที่ https://w.media/digital-week/
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี https://whova.com/portal/registration/digit2_202102/

กำหนดการ – วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2021

13.00 – 13.05 W.Media Opening Address
13.05 – 13.30 Thailand Government Opening Address – Vunnaporn Devahastin
13.30 – 14.00 [PANEL] Cloud Migration Challenges and Benefits in Thailand – Sabarinathan Sampath, Arpaporn Skunkittiyut, Piyaporn Apichairuk
14.00 – 14.15 [KEYNOTE] IoT trends in 2021: best practice for adopters – Matt Hatton
14.00 – 14.15 [KEYNOTE] Innovation and Digital Services in the COVID Era – Luca Bernardinetti
14.15 – 14.30 [KEYNOTE] Cybersecurity Assessment – Anthony Lim
14.15 – 14.30 [KEYNOTE] Your Data Centre is unhappy with you. Can you sense it? – Clinton Marshall
14.30 – 15.00 [PANEL] Reskilling Thailand Workforce for a Digital Future – Matt Hatton, Ken Ken, Tan Ananthothai
15.00 – 15.15 [KEYNOTE] How the Public Sector is Migrating the Services to Cloud – Surasak Wanichwatphibun
15.15 – 15.30 [KEYNOTE] New Industries that should consider Cloud Adoption in Thailand – Dr. Sak Segkhoonthod
15.30 – 15.45 [KEYNOTE] Expanding Digital Adoption to New Demographics – Athikom Kanchanavibhu

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีทันที

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันทีที่ https://whova.com/portal/registration/digit2_202102/ โดยภายในงานจะมีการลุ้นรับของรางวัลฟรี และมีกิจกรรมให้ร่วมเพื่อลุ้นรับของรางวัลเพิ่มเติม

from:https://www.techtalkthai.com/digital-week-2021-thai-invitation/

เสริมทัพธุรกิจด้วย 10 โซลูชัน จาก G-Able ที่ช่วยให้การดูแลระบบ IT เป็นเรื่องง่าย

เมื่อธุรกิจต้องเผชิญกับการแข่งกันและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้หลายองค์กรเริ่มคำนึงถึงการทำ Digital Transformation มากขึ้น เราจะเห็นได้จากองค์กรพูดถึงการทำ Agile, DevOps, AI ร่วมถึงการสร้าง Business Model ใหม่ ๆ หรือแม้แต่การจับมือระหว่างภาคธุรกิจเพื่อสร้าง Ecosystem ที่แข็งแรงร่วมกัน

นอกจากนี้เมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จจากการทำ Transformation ต้นแบบ ก็จะ Scale Transformation ให้ใช้ทั้งองค์กร โดยอุปสรรคที่มักเกิดขึ้น คืองานในส่วนของ IT Operation ไม่สามารถปรับตัวได้ทันในระยะเวลาที่จำกัด ทั้งในเรื่อง Skill Capability และ Technology อีกทั้งแนวคิดยังคงยึดติดกับการสร้างประสิทธิภาพในมุมเทคนิคเท่านั้น ทำให้การสร้าง Business Outcome เป็นไปได้ยาก

และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ทาง G-Able (จีเอเบิล) จึงได้นำองค์ความรู้จากทีมวิศวกรและประสบการณ์การให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลกว่า 32 ปี มาหล่อหลอมจนได้เป็น 10 โซลูชัน เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถทางด้าน IT Operation ให้องค์กรของคุณปรับตัวได้ทันในยุค Digital Economy

โดยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจร่วมกันกับลูกค้าถึงบทบาทใหม่ของ IT Operation ที่ Digital Business ต้องการ แล้วนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น หรือการทำ Service Design ที่เน้น Customer Experience และ Quality and Control ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญและทีมงานจาก G-Able คอยให้คำแนะนำและทำงานร่วมกันแบบใกล้ชิด

พาคุณก้าวสู่ยุดดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย 10 โซลูชัน จาก G-Able

โดยบทความนี้จะมาแนะนำ 10 โซลูชัน จาก G-Able ที่จะช่วยให้การบริหารระบบ IT ขององค์กรเป็นเรื่องง่าย ดังนี้

1. Operation Strategy

วางกลยุทธ์ด้าน IT Operations เช่น การนำเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการเชิงธุรกิจ การปรับปรุงระบบให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความซ้ำซ้อนของผู้ดูแลระบบโดยครอบคลุมทั้งด้าน People, Process, Technology และ Partnership ซึ่งโซลูชันนี้สามารถช่วยดูภาพรวมในระดับ Ecosystem ได้เช่นกัน

2. Operation Optimization

บริการปรับปรุงระบบ IT Operations เพื่อเพิ่มประสิทธิผลและขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของธุรกิจ ผ่านการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ

3. Operation Performance & Analytics

วิเคราะห์กระบวนการทำงานและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นของระบบ IT โดยใช้เครื่องมือสำหรับ Monitor สุขภาพของ Digital product และ Service ให้อยู่ในสถานะพร้อมใช้งาน พร้อมทั้งนำผลการวิเคราะห์มาพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่มีคุณภาพให้แก่องค์กรของคุณ

4. Cloud & Infrastructure Operation

ส่งมอบการบริหารจัดการ Cloud & Infrastructure Operation อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ พร้อมทั้งพัฒนาบริการอย่างไม่หยุดนิ่ง เพี่อสนับสนุนให้ธุรกิจของคุณดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

5. Security Operation

เฝ้าระวังและตรวจจับภัยคุกคามไซเบอร์ที่รุกล้ำเข้ามายังระบบ IT ขององค์กร พร้อมแจ้งเตือนและจัดทำรายงานอย่างมีประสิทธิผลตามข้อปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัย และข้อกำหนดอื่น ๆ ของธุรกิจ

6. Application Operation

บริการดูแลและจัดการ Application Operations ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหา และซัพพอร์ตทั้งแอปพลิเคชันที่ใช้งานทั่วไปในตลาดและใช้งานเฉพาะภายในองค์กร รวมไปถึงการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรส่งมอบสินค้าและบริการได้อย่างมีคุณภาพ ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น

7. Data Operation

บริการดูแลระบบประมวลผลข้อมูลทางธุรกิจให้ทำงานอย่างถูกต้องและตรงเวลา โดยนำเทคโนโลยีมาพัฒนาการให้บริการกับลูกค้าอย่างเหมาะสม พร้อมยึดหลักการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองธุรกิจในปัจจุบันที่ใช้ข้อมูลในการบริหารและตัดสินใจ ในหลากหลายมิติทั้งในแบบปัจจุบันและอนาคต

8. Endpoint Operation

ดูแลคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ปลายทางของผู้ใช้งานทั้ง PC, Laptop, Printer & Scanner พร้อมด้วยบริการ On-site Service มั่นใจได้ว่าพนักงานในองค์กรสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงักจากปัญหาของอุปกรณ์ที่ตนใช้งาน

9. Business Support Operation

นำเทคโนโลยีมาพัฒนากระบวนการดำเนินธุรกิจให้เป็นรูปแบบการทำงานอัตโนมัติ ลดการทำงานซ้ำ ๆ ในแต่ละวัน ช่วยให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ พร้อมแข่งขันในตลาดยุคดิจิทัล

10. Shared Service Center

ดูแลระบบ IT ขององค์กรผ่านศูนย์กลาง (Shared Service Center) ให้บริการตรวจ 24 ชั่วโมง ด้วยมาตรฐานการให้บริการแบบครบวงจร (End-to-end) ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ ก็มีรูปแบบบริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

โดย G-Able เชื่อได้ว่าทั้ง 10 โซลูชันข้างต้นนี้ จะสามารถช่วยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการขององค์กรธุรกิจ เพื่อตอบรับกับกระแสความต้องการในยุค Digital Economy ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

สนใจบริการ G-Able Operation Transformation สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ bit.ly/3sr87bb หรือติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-781-9333

from:https://www.techtalkthai.com/10-operation-transformation-services-by-g-able/