คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

4 ความสามารถเด่นที่ควรรู้จักใน HPE SimpliVity 4.0

เมื่อ Hyper-Converged Infrastructure หรือ HCI นั้น HPE SimpliVity ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดธุรกิจองค์กร การพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดนั้นก็เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง และเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง HPE ก็ได้ทำการเปิดตัว HPE SimpliVity 4.0 ซึ่งเป็น Major Upgrade ครั้งใหญ่ที่ได้เพิ่มความสามารถที่น่าสนใจเข้ามาหลากหลายประการ ดังนี้

Credit: HPE

1. บริหารจัดการจากศูนย์กลางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใน HPE SimpliVity 4.0 นี้ได้มีการเปิดตัว Management Virtual Appliance (MVA) สำหรับใช้เป็นตัวกลางในการสื่อสารเพื่อบริหารจัดการระบบทั้งหมดจากศูนย์กลาง เพื่อลดความซับซ้อนในการสื่อสารระหว่าง Node และง่ายต่อการเพิ่มขยายระบบ โดย MVA นี้จะถูกติดตั้งมาตั้งแต่ตอนเริ่ม Initial ระบบเป็นครั้งแรกมาให้เลย โดยสำหรับการติดตั้งที่มีจำนวน Node น้อยกว่า 10 Node นั้น MVA จะเป็นเพียงแค่ Optional แต่สำหรับการติดตั้งระบบที่ใหญ่เกินกว่านั้น MVA จะถูกบังคับให้ติดตั้งใช้งาน ซึ่งในธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ที่ต้องการเพิ่ม Resource เพื่อตอบรับในการเติบโตยังก้าวกระโดด

การใช้ MVA นี้จะช่วยให้ภาพรวมของ Cluster สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเนื่องจากระบบสามารถลดปริมาณทราฟฟิกที่ต้องใช้ในการสื่อสารระหว่างกันในการบริหารจัดการลงไปได้นั่นเอง

2. รองรับการทำ Role-based Access Control แบ่งสิทธิ์การบริหารจัดการได้ดีขึ้น

จากความสามารถในการทำ All-in-One HCI Appliance นั้นทาง HPE SimpliVity ได้ผนวกความสามารถในเรื่องของการทำ Backup Software ได้ถูกติดตั้งอยู่ในระดับ Kernel ของ HPE SimpliVity ทำให้การ Backup นั้นลดเวลา และลดค่าใช้จ่ายสำหรับ 3rd Party Software และการทำการ Backup นั้นได้มีการแยก Role ในการเข้าถึงเพื่อให้องค์กรสามารถแบ่งสิทธิ์ในการบริหารการจัดการได้เป็นอย่างดี ซึ่ง

ใน HPE SimpliVity 4.0 นี้มีการนำเสนอ Role เพิ่มเติมด้วยกัน 2 ส่วน ได้แก่

SimpliVity Administrator โดยผู้ที่มีสิทธิ์เป็น VMware Administrator Role นั้นจะได้รับสิทธิ์ของ SimpliVity Administrator Role ไปด้วยโดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถลดขั้นตอนการกำหนดสิทธิ์ลงไปได้มากทีเดียวสำหรับระบบขนาดใหญ่
SimpliVity Backup User สำหรับจัดการงานที่เกี่ยวกับการสำรองและกู้คืนระบบเป็นหลัก โดยสามารถทำ Backup, Restore และ Backup Search ได้เท่านั้น

3. ติดตั้งใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

เดิมทีนั้นการใช้งาน HPE SimpliVity Federations จะต้องมีการติดตั้ง Arbiter เพื่อให้ระบบทำงานได้สมบูรณ์ แต่สำหรับ HPE SimpliVity 4.0 นี้ การติดตั้ง Arbiter จะจำเป็นก็ต่อเมื่อมีการติดตั้งระบบแบบ 2+0 หรือทำ Stretch Cluster เท่านั้น ทำให้ในภาพรวมแล้วระบบสามารถออกแบบได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น และการติดตั้ง Arbiter ในบางกรณีก็อาจช่วยให้ระบบมีความมั่นคงทนทานสูงขึ้นด้วย ซึ่งทำให้การใช้งานของ HPE SimpliVity นั้นสสามารถออกแบบได้อย่างมีความสะดวกในการใช้งานได้เป็นอย่างดี

4. รองรับการสำรองข้อมูลร่วมกับ HPE StoreOnce

HPE SimpliVity 4.0 นั้นมีฟีเจอร์สำหรับการทำการสำรองข้อมูลนั้น ก็ยังตอบสนองกับตามมาตรฐานของการ Backup ที่ดี ด้วย กฏ 3-2-1 (3 ชุด ข้อมูล , 2 อุปกรณ์ในการจัดเก็บ , 1 Data Offsite) ซึ่งทำให้สามารถทำการสำรองข้อมูลของ VM ไปยัง HPE StoreOnce ได้แล้ว ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถใช้พื้นที่บนระบบของ HPE SimpliVity ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น และรองรับการสำรองข้อมูลได้หลายระดับมากขึ้นด้วย ซึ่งทาง HPE SimpliVity ก็ได้เพิ่มสิ่งนี้เพื่อตอบสนองกับธุรกิจที่ กังวลในปัญหาในเรื่องความเสี่ยงของ Virtus หรือ Ransomeware ได้เป็นอย่างดีด้วยค่าใช้จ่ายที่ประหยัด

ยังมีความสามารถอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

นอกจากนี้แล้วในความสามารถที่ปรับปรุงเพิ่มเติมขึ้นมานั้นทาง HPE SimpliVity ได้เพิ่มความสามารถเพื่อตอบสนองกับการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมากเช่น

  • Rancher on HPE SimpliVity : เพื่อการรองรับเทคโนโลยีของ Microservice (Containers) ได้ออกเอกสารการติดตั้งและใช้งานบนเทคโนโลยีของ Rancher ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับองค์กรที่กำลังเริ่มปรับตัวเข้าสู่การพัฒนาของ Container Service ได้เป็นอย่างดี (https://hewlettpackard.github.io/Rancher-on-SimpliVity/MVI1/summary.html)
  • HPE SimpliVity File (Ctera) : รองรับการทำเรื่องของ NAS และ Collaboration ของข้อมูลเพื่อให้บริษัทสามารถรวมศูนย์กลางของข้อมูลเพื่อรองรับ การ Share Data ภายในองค์กร และ นอกองค์กร ซึ่งรองรับมาตรฐาน DLP or GDPR ที่เหมาะสมในปัจจุบัน
  • RapidDR 3.1 : ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำ DR Orchestrator ที่ตอบโจทยเรื่องการรองรับแผน Business Continutity Plan (BCP) ซึ่งซอฟต์แวร์ของทาง HPE SimpliVity นั้นมีค่าใช่จ่ายที่คุ้มค่ากว่าซอฟต์แวร์ชนิดอื่นในตลาดด้วยกัน

นอกจาก 4 ความสามารถข้างต้น ใน HPE SimpliVity 4.0 เองนี้ก็ยังมีความสามารถใหม่ๆ อีกมากมาย ตั้งแต่การปรับปรุงการอัปเกรดและการติดตั้งให้ดียิ่งขึ้น, การปรับปรุง CLI ให้แสดงผลข้อมูลได้ดีขึ้น, การปรับปรุง UI ให้สามารถตรวจสอบสถานะการสำรองข้อมูลได้ ไปจนถึงการออกหน้า UI ใหม่สำหรับ RapidDR 3.1 โดยเฉพาะ

สนใจโซลูชันของ HPE ติดต่อ Metro Connect

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆของ HPE สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่แผนกการตลาด อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th หรือโทรติดต่อ 02-089-4508

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-simplivity-4-0-with-4-new-features-by-metro-connect/

เชิญร่วมงาน Oracle Cloud Day Online – Asia

Oracle ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Oracle Cloud Day Online – Asia เพื่ออัปเดตเทรนด์ทางด้าน Data และ Cloud Technology ล่าสุด รวมไปถึง Best Practices และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Data Management, Business Transformation และ AI & Analytics ตลอดวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020 ตั้งแต่ 9:00 น. เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: Oracle Cloud Day Online – Asia
Track: Developer Playground
วัน: วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020
เวลา: 9:00 – 18:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Conference
รายละเอียด: https://www.oracle.com/ph/cloudday/

Oracle Cloud Day Online – Asia เป็นงานสัมมนาออนไลน์ของ Oracle ที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย (รวมประเทศไทย) มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติทางด้าน Data Management, Application Modernization และ AI & Analytics ล่าสุดในยุค Cloud Transformation จุดประกายให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้อมูลที่มีอยู่และพลิกโฉมธุรกิจของตนให้ทันสมัย โดยภายในงานจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Tracks ครอบคลุมทั้งเชิงธุรกิจและเชิงเทคนิค รวมไปถึงมีการแชร์กรณีศึกษาที่น่าสนใจ, Demo และ Hands-on Lab ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-cloud-day-online-asia-2020/

จัดการอุปกรณ์ BYOD อย่างมั่นคงปลอดภัยและง่ายดาย ด้วย CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi และ Cloudpath

ทุกวันนี้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายของธุรกิจองค์กรต่างต้องเผชิญกับอุปกรณ์ที่ผู้ใช้งานนำมาใช้เองหรือที่เรียกว่า Bring Your Own Device (BYOD) กันอย่างมากมาย ซึ่งโจทย์สำคัญที่ฝ่าย IT ต้องตอบให้ได้นั้นก็คือจะจัดการกับอุปกรณ์เหล่านี้อย่างไรให้มั่นคงปลอดภัยโดยที่ผู้ดูแลระบบเครือข่ายไม่ต้องเสียเวลามากนัก และหนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจนั้นก็คือการใช้ CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi ร่วมกับ Cloudpath นั่นเอง

Credit: CommScope Ruckus

การจัดการกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายไร้สายที่ดี ควรมีหลักคิดอย่างไร?

ทุกวันนี้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายของธุรกิจองค์กรนั้นไม่ได้มีเพียงแค่อุปกรณ์ของผู้ใช้งานอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงอุปกรณ์ Internet of Things หรือ IoT อีกด้วย ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ก็มักไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่การเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi เท่านั้น แต่ยังอาจเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Zigbee หรือ BLE ก็ได้เช่นกัน ดังนั้นการ On-Board อุปกรณ์ที่จะทำการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายไร้สายของเรานี้ จึงควรออกแบบให้มีความครอบคลุมถึงอุปกรณ์ IoT เหล่านี้ด้วย

Credit: CommScope Ruckus

นอกจากนี้ขั้นตอนในการ On-Board เองก็สำคัญ ด้วยจำนวนอุปกรณ์ที่นับวันจะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ หากขั้นตอนมีความซับซ้อนงานเหล่านี้ก็จะกลายเป็นงานยากและไม่มีใครอยากทำ ดังนั้นการออกแบบขั้นตอนให้มีความง่ายดายและเป็นอัตโนมัติให้มากที่สุดก็จะช่วยตอบโจทย์นี้ได้ดี เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการเรื่องความมั่นคงปลอดภัยได้ด้วยตนเอง โดยที่ผู้ดูแลระบบไม่ต้องเสียเวลาลงไปจัดการมากนัก

หลังจากขั้นตอนของการ On-Board แล้ว ผู้ดูแลระบบก็ควรจะสามารถตรวจสอบการเชื่อมต่อและใช้งานระบบเครือข่ายของแต่ละอุปกรณ์ได้ รวมถึงทำการยกเลิกสิทธิ์เหล่านี้ได้เมื่อผู้ใช้งานลาออกหรือเมื่อเลิกใช้อุปกรณ์นั้นๆ ในขณะที่การปรับแต่งสิทธิ์การใช้งานเครือข่ายให้ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เปลี่ยนไปนั้นก็สำคัญ อีกทั้งหากเมื่อธุรกิจองค์กรเติบโตต่อไป ระบบก็ควรจะต้องรองรับจำนวนผู้ใช้งานและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi และ CommScope Ruckus Cloudpath: จัดการรองรับอุปกรณ์ของผู้ใช้งานได้อย่างอัตโนมัติไร้ขีดจำกัด

เพื่อตอบโจทย์ต่อแนวโน้มด้านระบบเครือข่ายที่จะต้องมีอุปกรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ มาทำการเชื่อมต่อใช้งาน หนึ่งในแนวทางที่ CommScope Ruckus เสนอนั้นก็คือการใช้ Cloud Wi-Fi เป็นหัวใจหลักในการควบคุมและบริหารจัดการเครือข่าย พร้อมเทคโนโลยี Machine Learning ที่จะช่วยให้การดูแลรักษาระบบเครือข่ายกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งกว่าเดิม

Credit: CommScope Ruckus

CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi เป็นบริการ Wireless LAN Management-as-a-Service ที่สามารถทำงานร่วมกับ Cloudpath Subscription ซึ่งเป็นโซลูชัน Secure On-Boarding ได้ และมีคุณสมบัติดังนี้

  • สามารถจัดการสร้าง 802.1X Certificate เพื่อให้ผู้ใช้งานใช้ในการยืนยันตัวตนแทนรหัสผ่านได้
  • สามารถบริหารจัดการฐานข้อมูลผู้ใช้งานในเครือข่ายได้
  • สามารถบริหารจัดการ Guest Networking ได้
  • มี Workflow ให้ผู้ใช้งานทำการ On-Board อุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตนเองได้
Credit: CommScope Ruckus

การใช้ CommScope Ruckus Cloudpath คู่กับ CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi นี้ จะทำให้การบริหารจัดการ Access Point, User และ Device เกิดขึ้นได้จากศูนย์กลางทั้งหมด และสามารถรองรับอุปกรณ์หรือผู้ใช้งานจำนวนมากได้โดยไม่ต้องกังวลด้านการลงทุนเพิ่มในส่วนของ Hardware ภายใน Data Center อีกทั้งยังสามารถจัดการอุปกรณ์ของผู้ใช้งานทั่วไป และอุปกรณ์ IoT ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับ Wi-Fi มาตรฐานใดๆ ก็ได้ ดังนั้นในธุรกิจองค์กรที่อาจยังมีการใช้งานทั้ง Wi-Fi 5 และ Wi-Fi 6 ก็สามารถใช้โซลูชันเดียวกันจัดการ Wi-Fi ทั้งหมดในองค์กรร่วมกันได้

ผู้ที่สนใจโซลูชัน CommScope Ruckus Cloud Wi-Fi สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.commscope.com/product-type/enterprise-networking/control-management/cloud-managed/ และสำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน CommScope Ruckus Cloudpath สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.commscope.com/product-type/enterprise-networking/network-access-policy/network-access/

สนใจ Ruckus ติดต่อทีมงาน CommScope ได้ทันที

Credit: CommScope Ruckus

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ Ruckus สามารถติดต่อทีมงาน CommScope ได้ทันทีที่ Email Pongwut.assaneewuttikorn@Commscope.com หรือโทร 08-66097719

from:https://www.techtalkthai.com/securely-manage-byod-and-iot-devices-in-the-network-with-commscope-ruckus-cloud-wi-fi-and-cloudpath/

[Guest Post] เกาะเทรนด์ New Normal ทีซีซีเทคจับมือพันธมิตร ผลิต open talk รายการไอทีวาไรตี้ ผ่าน collaborations tools

OPEN -TEC เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ภายใต้การดูแลของกลุ่มบริษัท ทีซีซี เทคโนโลยี มีการปรับกลยุทธ์ของ community ให้เข้ากับเทรนด์ New Normal ที่ยังคงให้ความสำคัญต่อการเว้นระยะห่าง โดยการหยิบเอา collaboration tools มาช่วยสร้างคอนเทนต์ดีๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ด้วยการจับมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ผลิตรายการไอทีวาไรตี้ภายใต้ชื่อ open talk ที่รวบรวมเหล่า IT expert และผู้นำเทรนด์ดิจิทัลในอุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมแชร์มุมมอง ประสบการณ์ และเทคนิคการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้เกิด “คุณค่า” ที่จับต้องได้

โดย open talk – Episode แรก ทางรายการได้รับเกียรติจากนายไมเคิล อะราเน็ตตา รองประธานบริหาร ไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซต์ (IDC Financial Insights) บุคคลสำคัญแห่งวงการวิจัยด้านฟินเทคระดับเอเชีย แปซิฟิก มาพูดคุยถึงผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา หรือ COVID-19 ในอุตสาหกรรมด้านการเงินการธนาคารและประกัน (BFSI) และเจาะลึกถึงเทรนด์เทคโนโลยี แนวทางการจัดการต่อความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่ รวมถึงวิธีการจัดลำดับความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงอย่างไรให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ฯลฯ มาร่วมรับฟังความรู้และความเห็น ตลอดจนร่วมส่งกำลังใจให้กับสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจการค้าทั้งการค้าภายในและการค้าต่างประเทศ ให้สามารถผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้สำเร็จ รับชมได้แล้วตามลิงค์รายการด้านล่าง

#HIGHLIGHTS

  • Impact of COVID-19 situation on BFSI market (นาทีที่ 03:09 – 06:57)
  • Buzz word during COVID -19 (นาทีที่ 07:01 – 09:57)
  • The critical technologies for BFSI after COVID-19 (นาทีที่ 10:02 – 12:50)
  • The trends and sentiment of investment in these technologies (นาทีที่ 13:04 – 14:27)

สามารถรับชมเรื่องราวและกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ของ open talk ตามช่องทางเหล่านี้

  • www.open-tec.com
  • พร้อมติดตามและเป็นกำลังใจได้ที่ OPEN-TEC Facebook Fan page อย่าลืมกดถูกใจ (Like) กดติดตาม (Follow) กดเห็นโพสต์ก่อน (See First) และ Subscribe ในทุกช่องทางเพื่อรับอัปเดตใน Episode ใหม่ๆ ได้ทันที

หากมีคำแนะนำ สามารถทิ้งข้อความได้ทั้งในเพจ หรือในลิ้งค์อีเมล์ล open-tec@tcc-technology.com

ทางรายการยินดีรับฟังทุกคำแนะนำ

#Financial #BFSI #Technology #Cloud #Security #riskmanagement #newnormal #creditscoring #MarketTrend #Data #dataanalytics #IDC #MichaelAraneta #TCCtech #Waleeporn Sayasit #opentalk #OPENTEC

from:https://www.techtalkthai.com/tcc-technology-open-tec-open-talk-ep-01/

[Guest Post] Aruba SD-WAN โซลูชั่นสำหรับจัดการสาขา จะกี่สาขาทั่วโลก ก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ

วิวัฒนาการในการช่วยให้องค์กรบริหารจัดการการเชื่อมต่อสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะมีความหลากหลายเพียงใดก็ตาม Aruba SD-WAN จะช่วยให้จัดการได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และปลอดภัยขึ้น ด้วยคุณสมบัติอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น programmable, firewall ในตัว, Zero Touch Provisioning และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสามารถบริหารจัดการ traffic ได้อย่างชาญฉลาดตามนโยบายที่กำหนดไว้ อีกทั้งยังใช้งานง่าย มีความคล่องตัว และให้การเชื่อมต่อที่สามารถปรับเปลี่ยนได้

เพราะ Aruba SD-WAN คือคำตอบที่ดีที่สุดของตัวเลือกการเชื่อมต่อ จะกี่สาขาทั่วโลก ก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ

#SISthai #เอสไอเอส #HPE #Aruba #HPEAruba #ArubaNetwork #ArubaTH #ArubaSDWAN #Cloud #CloudManagement #Branch #Branchsolution # BranchManagement

สนใจรายละเอียด สามารถติดต่อได้ที่
บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
โทร. 0-2020-3074
Email : HPEAruba@sisthai.com, aruba.th@hpe.com
Website : www.aruba-thai-partner.com

สนใจติดต่อ Aruba กรุณากรอกแบบฟอร์ม https://go.techtalkthai.com/2020/07/contact-aruba-2/

from:https://www.techtalkthai.com/aruba-sd-wan-video/

Leadership Vision: AI for Business in the New Normal บทสัมภาษณ์คุณปฐมา จันทรักษ์ IBM Thailand

ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ทั่วโลกนี้ AI จะเข้ามาช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้อย่างไร? และภาคธุรกิจจะคว้าโอกาสใหม่ๆ ด้วย AI ได้อย่างไรบ้าง? มาพบกับคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ในบทความ “TechTalkThai Vision: AI for Business in the New Normal” บทสัมภาษณ์คุณปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณปฐมา จันทรักษ์

บริษัท: ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ตำแหน่ง: รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่

ประวัติโดยย่อ: คุณปฐมามีประสบการณ์กว่า 30 ปีในการทำงานร่วมกับลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เพื่อช่วยลูกค้าให้ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีก้าวล้ำอย่าง Cloud, AI, Blockchain และ Analytics เข้าขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จในยุค Digital Transformation คุณปฐมาเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ปัจจุบัน คุณปฐมาดำรงตำแหน่งรองประธานด้านการขยายธุรกิจ ในกลุ่มประเทศอินโดจีนและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ช่องทางการติดต่อ:

Q: ขอทราบข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับการลงทุนใน AI ทั้งก่อนและหลังสถานการณ์โควิด-19

โลกกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วโดยมี AI เป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญ AI กำลังพลิกโฉมรูปแบบการทำงาน การดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในทุกอุตสาหกรรม

รายงานประจำปี 2561 โดย McKinsey Global Institute ระบุว่า AI จะเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 16 หรือประมาณ 13 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเฉลี่ยรายปีตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2573 เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.2 และคาดว่าในอีก 18-24 เดือนข้างหน้า อัตราการนำ AI มาใช้ในธุรกิจต่างๆ อาจพุ่งขึ้นสูงถึงร้อยละ 80 หรืออาจสูงถึงร้อยละ 90

ในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 คนทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจและตื่นเต้นกับ AI แต่ในโลกธุรกิจนั้น อัตราการนำ AI มาใช้จนถึงปี 2019 มีปริมาณลดลง แม้ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่จะเชื่อว่า AI ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ล่าสุดพบว่ามีการนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ถึงร้อยละ 20 แต่เมื่อเข้าสู่ปีนี้ ธุรกิจต่างๆ ไม่เพียงแต่ให้ความสนใจมากขึ้น แต่ยังมีการนำ AI มาใช้เพิ่มมากขึ้นด้วย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็น “จุดเปลี่ยน” ของหลายองค์กร โดยเป็นทั้งตัวขับเคลื่อนดิสรัปชันที่ทรงพลังและโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด จึงถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่องค์กรต้องสร้างธุรกิจและเครือข่ายให้ยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อพร้อมรับความท้าทายที่คาดไม่ถึงจากผลกระทบโควิด-19 และหันมาพัฒนาโซลูชันใหม่ รูปแบบการทำงานใหม่ และความร่วมมือรูปแบบใหม่ๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและลูกค้า ไม่เพียงเฉพาะสำหรับวันนี้ แต่ยังยาวไปถึงอีกหลายปีข้างหน้าด้วย

วิกฤตการณ์ที่เรากำลังเผชิญทำให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ มีช่องโหว่อยู่หลายประการ และบริษัทหลายแห่งรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการนำ AI และสถาปัตยกรรม IT แบบไฮบริดคลาวด์เข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทมีความคล่องตัวและฟื้นตัว อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่บริษัทก่อนจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 5G และ Edge Computing เข้ามาใช้ โดยไอบีเอ็มมองว่าบริษัททุกแห่งจะกลายเป็นองค์กรที่บริหารงานโดยใช้ AI ไม่ใช่เพราะว่าเป็นได้ แต่ต้องเป็น

Q: AI ช่วยให้สถานการณ์ในปัจจุบันดีขึ้นอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างได้หรือไม่

ตลอด 109 ปีที่ผ่านมา ไอบีเอ็มได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนแก่ลูกค้าทั่วโลกให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์หลายๆ ครั้งไปได้ และสำหรับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ไอบีเอ็มก็ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือแก่บริษัททั่วโลก ในการนำบุคลากรและขีดความสามารถในด้านต่างๆ เข้าให้บริการในทุกที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยที่ผ่านมา พนักงานไอบีเอ็มได้เข้าไปทำงานร่วมกับลูกค้า หน่วยงานภาครัฐ นักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนา คู่ค้า สถาบันวิชาการ องค์กรด้านสุขภาพ และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อทำสิ่งที่เราถนัดที่สุด นั่นก็คือ การนำข้อมูล ความรู้ พลังในการประมวลผล และข้อมูลเชิงลึกมาใช้แก้ปัญหาซับซ้อนเหล่านี้

ไอบีเอ็มอยู่เบื้องหลังระบบที่สำคัญที่สุดของโลกไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน โทรคมนาคม การเดินทาง การค้า การดูแลสุขภาพ หรือภาครัฐ และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบบ mission-critical เหล่านี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไปได้แบบไม่มีสะดุด พร้อมที่จะช่วยองค์กรให้เร่งฟื้นตัวและรับมือกับความปกติใหม่

ในการรับมือกับโควิด-19 ไอบีเอ็มเน้นให้ความสำคัญกับ 3 ด้านได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อการค้นคว้าวิจัย เทคโนโลยีที่ช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้ และการช่วยให้องค์กรปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น

  • Watson Assistant for Citizens ซึ่งเป็น virtual agent ที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพ และสถาบันการศึกษา สามารถถ่ายทอดข้อมูลที่เชื่อถือได้ให้แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวนมากได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที โดยผนวกความสามารถของการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing หรือ NLP) จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม เข้ากับความสามารถขั้นสูงของ Watson Discovery ที่สามารถเข้าใจเจตนาและประเด็นคำถามของผู้ถาม และเลือกประเภทของคำตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ อาทิ อาการของโรค การป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อ สถานที่ที่สามารถตรวจโรคโควิด-19 ได้ มาตรการสำหรับผู้ที่ต้องเดินทาง หรือข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกําหนดฉุกเฉิน เป็นต้น

    การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ช่วยให้องค์กรมองเห็นโอกาสที่จะใช้ AI ในการตอบคำถามทั่วๆ ไปจากคนจำนวนมาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ contact center หันมาเน้นให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่จริงๆ ได้ โดยที่ผ่านมา Virtual AI Assistant สามารถตอบคำถามกว่าร้อยละ 80 ได้โดยอัตโนมัติ

    Watson Assistant for Citizens automates responses to frequently asked questions about COVID-19 on topics such as symptoms, testing and protective measures. (Credit: IBM)
  • การระดมขีดความสามารถในการประมวลผลกว่า 360 เพตะพล็อปส์ให้แก่นักวิจัย เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาแยกตามพื้นที่ผ่านทาง The Weather Channel รวมถึงใช้ AI ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโควิด-19 ผ่านแดชบอร์ดแบบอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อให้ข้อมูลเคสที่ได้รับการยืนยันแล้ว ผู้ป่วยที่อาการดีขึ้น รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ด้วย โดยผู้ใช้สามารถดูข้อมูลแบบเจาะลึกลงไปในระดับประเทศ ภูมิภาค และเมือง

  • การสนับสนุนหน่วยงานวิจัยพัฒนา สถาบันทางการแพทย์ ตลอดจนโรงพยาบาลต่างๆ ที่กำลังพัฒนายาต้านไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ โดยเปิดให้ใช้เครื่องมือ IBM Clinical Development (ICD) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมทำงานกับหน่วยงานเหล่านี้เพื่อเร่งการพัฒนาตัวยาสำหรับต้านไวรัส
  • การเปิดให้องค์กรไทยและผู้ที่ต้อง work from home เข้าใช้เครื่องมือต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ เทคโนโลยีรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่ระดับ GB ที่แม้แต่เน็ตมือถือก็ไม่มีสะดุด เทคโนโลยีวิดีโอสตรีมมิงที่ใช้ความสามารถ text-to-speech และ image recognition ของ AI เข้ามาช่วย เทคโนโลยี MaaS360 ที่ช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมและจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่เชื่อมต่อเข้ามาในเครือข่ายขององค์กร ป้องกันความเสี่ยงด้านซิเคียวริตี้ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น

Q: ในการนำ AI มาใช้นั้น ธุรกิจควรเริ่มตรงไหนและควรเริ่มอย่างไร

ในประเทศไทยรวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่ระบบดิจิทัลเป็นสิ่งที่ธุรกิจทุกภาคส่วนต่างก็พูดถึงมาได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่ขณะนี้โลกได้เปลี่ยนไปมากกว่าที่เราเคยคาดไว้ สถานการณ์ดังกล่าวได้พลิกโฉมรูปแบบวิธีการดำเนินธุรกิจและประเภทธุรกิจที่เราจะทำ มีบริษัทบางแห่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเช่น AI มาใช้ในช่วงก่อนการระบาดใหญ่ แต่บางแห่งไม่แน่ใจว่าควรใช้เทคโนโลยีดังกล่าวดีหรือไม่ ถ้ามองว่าการหันมาใช้ระบบดิจิทัลเป็นขั้นตอนหลักของการพลิกโฉมธุรกิจ ก็จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นทีละนิดเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบข้ามขั้นจนกลายเป็นความปกติในรูปแบบใหม่ ช่วงเวลานี้จึงสำคัญที่สุดและเหมาะกับการที่ธุรกิจต่างๆ จะเริ่มใช้ระบบดิจิทัลหรือแม้แต่ทำให้ระบบดิจิทัลกลายเป็นองค์ประกอบหลักขององค์กรต่อไป

ในงาน THINK 2020 คุณอาร์วินด์ กฤษณะ ซีอีโอของไอบีเอ็มได้กล่าวว่า “ไฮบริดคลาวด์และ AI จะเป็นพลังหลักที่ขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน”

ปัจจุบันไอบีเอ็มเป็นเวนเดอร์รายเดียวที่มีแพลตฟอร์มข้อมูลที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ บริหารจัดการ AI ได้ ไม่ว่าข้อมูลขององค์กรจะได้รับการจัดเก็บไว้บน public cloud, private cloud, on premise หรือบนระบบ multicloud แบบไฮบริด

แม้บริษัทส่วนใหญ่จะมองว่า AI เป็นเรื่องของกลยุทธ์ แต่การนำมาใช้จริงนั้นพบเห็นได้น้อย หลักๆ แล้วเป็นเพราะการขาดทักษะและบุคลากรด้าน AI และ data science รวมถึงข้อมูลที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีปริมาณมากแต่มีเพียงคนกลุ่มเดียวที่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลในเรื่องขีดความสามารถของ AI เช่น สงสัยว่าการตัดสินใจของ AI จะเชื่อถือได้หรือไม่ มีความเอนเอียงหรือไม่ มีเหตุผลรองรับหรือไม่ และมีความปลอดภัยหรือไม่ เป็นต้น

Q: ขอคำแนะนำว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจควรลงทุนใน AI อย่างไร

โควิด-19 ได้พลิกรูปแบบการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนหลายร้อยล้านทั่วโลก ทั้งยังผลักดันให้องค์กรทุกขนาดต้องบริหารจัดการเทคโนโลยีเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานแบบ remote ได้ การที่พนักงานทำงานนอกสถานที่มากขึ้นทำให้ IT infrastructure ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ผู้บริหารด้านไอทีจะพยายามตามให้ทันนวัตกรรมดิจิทัลในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ความท้าทายใหม่ๆ ที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดอย่างเช่นการเพิ่มปริมาณของข้อมูล การบริหารจัดการ multicloud การเพิ่มขีดความสามารถด้าน resiliency ให้กับองค์กร อาชญากรไซเบอร์ที่พัฒนาเทคนิคซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ หรือการที่ต้องทำหน้าที่ช่วยองค์กรของตนให้ฟื้นตัวและเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นทั่วโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ ไอบีเอ็มได้เปิดตัว IBM Watson AIOps ซึ่งเป็นเครื่องมือและบริการที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลง ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจจับเหตุผิดปกติของระบบไอทีได้อัตโนมัติ พร้อมวิเคราะห์และทำการตอบสนองต่อปัญหาแบบเรียลไทม์ ช่วยองค์กรหลีกเลี่ยงเหตุขัดข้องทางไอทีที่ไม่คาดคิดที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งในแง่รายได้และชื่อเสียง

Q: AI มีบทบาทอย่างไรต่อการเดินหน้าของธุรกิจ

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าฝ่าวิกฤติโรคโควิด-19 พร้อมผลักดันเรื่อง digital economy การนำ AI เข้ามาใช้จะเป็นเครื่องมือช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลมหาศาล ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิต รวมถึงสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ

ที่ผ่านมาได้มีองค์กรไทยหลายแห่งที่เริ่มนำ AI เข้ามาใช้ อาทิ ในด้านการเกษตร ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับไอบีเอ็มและกลุ่มมิตรผล ในการนำร่องพัฒนาแดชบอร์ดอัจฉริยะและแอพพลิเคชันบนมือถือ เพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญและชาวไร่ได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสุขภาพของอ้อย ความชื้นของดิน ความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากโรคและศัตรูพืช การคาดการณ์ผลผลิต และดัชนีค่าคุณภาพความหวานของอ้อย (ซีซีเอส) โดยอาศัยเทคโนโลยี AI, IoTและข้อมูลสภาพอากาศที่มีความแม่นยำสูง ร่วมกับข้อมูลความสัมพันธ์เชิงเวลาและพื้นที่ (เช่น ภาพถ่ายพืชผลจากกล้องหลายช่วงคลื่นที่เก็บภาพมาจากดาวเทียมหลายตัว ข้อมูลดิน ข้อมูลแบบจำลองความสูงของภูมิประเทศในรูปแบบดิจิทัล) ร่วมกับข้อมูลทางการเกษตร (เช่น สุขภาพของอ้อย ระดับความชื้นของดิน พยากรณ์ความเสี่ยงโรคและศัตรูพืช ปริมาณผลผลิต และดัชนีค่าคุณภาพความหวานของอ้อย)

ด้านการผลิต ที่ต่างประเทศได้นำระบบ predictive maintenance เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์จำนวนมากที่ติดตั้งอยู่ที่อุปกรณ์สำคัญๆ ในโรงแยกก๊าซทั้ง 6 แห่ง เช่น อุปกรณ์ gas turbine ที่มีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตสูง เพื่อคาดการณ์โอกาสเสียหายหรือซ่อมบำรุงมากล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งทำให้ทางปตท. สามารถลดค่าเสียหายอันเกิดจากอุปกรณ์ชำรุดได้หลายร้อยล้านบาท

ในด้านการแพทย์ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการไซเบอร์ซิเคียวริตี้ (SOC) เพื่อปกป้องข้อมูลผู้ป่วย 1.1 ล้านราย โดยการนำเทคโนโลยีตรวจจับภัยคุกคามอัจฉริยะระดับโลก ช่วยสอดส่องและตรวจจับภัยคุกคามทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนให้ทีมซิเคียวริตี้ของโรงพยาบาลสามารถจัดการและตอบสนองต่อเหตุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบที่จะเกิดต่อการปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ ลง รวมถึงการจำลองเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลสามารถเตรียมพร้อม ตอบสนอง และกู้ระบบ ในกรณีที่มีเหตุด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้เกิดขึ้น

IBM Cyber Security X-Force Command Center Cambridge, MA (John Mottern/Feature Photo Service for IBM)

หรือ INET ที่นำเทคโนโลยี IBM Visual Insights ซึ่งเป็นการใช้ AI ในการวิเคราะห์ภาพนิ่งและไฟล์วิดีโอ มาใช้ในการแปลผลภาพเอ็กซเรย์ เพื่อช่วยรังสีแพทย์ในการตรวจหาวัณโรคจากภาพเอ็กซเรย์ทรวงอก ช่วยให้ผู้ป่วยนับพันรายในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ขาดแคลนรังสีแพทย์และต้องส่งภาพเอ็กซเรย์ไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมมากกว่าเพื่อแปลผลภาพเอ็กซเรย์ จนเป็นเหตุให้ต้องรอผลการวินิจฉัยนานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าจะได้รับการรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ปัจุบัน­มีการใช้งานแล้วในโรงพยาบาล 75 แห่งทั่วประเทศ

Q: ผู้บริหารและทีมงานฝ่ายไอทีควรมีทักษะใดบ้างจึงจะใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ในบริษัทที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่หรือไม่ได้เน้นการให้ความสำคัญกับข้อมูล การเลือกโครงการที่จะดำเนินการทั่วทั้งองค์กรมักจะพบปัญหาการขาดแคลนทักษะและบุคลากรด้าน AI เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทุกธุรกิจที่พยายามจะนำ AI เข้ามาใช้จะเริ่มถกเถียงกันว่าควร “สร้างหรือซื้อ”
ประเด็นนี้มักเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับบริษัทที่เห็นประโยชน์ของการนำ AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งมาใช้ แต่ไม่ทราบว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างไร ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราพบว่าจำนวนองค์กรที่ขาดแคลนทักษะด้าน AI นั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การตระหนักถึง AI และความคาดหวังต่อเทคโนโลยีดังกล่าวก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน

การวิจัยของไอบีเอ็มระบุว่า องค์กรร้อยละ 37 มีความเชี่ยวชาญหรือความรู้ด้าน AI ในปริมาณจำกัด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้ในธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก AI ถือว่าเป็นความรู้ที่ค่อนข้างใหม่ การจะดึงดูดให้พนักงานที่สามารถใช้ AI ผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจให้เข้ามาทำงานในองค์กร รวมถึงทำให้พนักงานดังกล่าวอยู่กับองค์กรไปนานๆ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ธุรกิจต้องทราบว่าตนกำลังจะจ้างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลประเภทใด และจะประเมินชุดทักษะที่ต้องการได้อย่างไร

บริษัทที่มีทีมวิเคราะห์ข้อมูลหลายทีมอยู่ตามหน่วยธุรกิจต่างๆ มักจะพบว่าทีมเหล่านี้มีความแตกต่างกันมากในเรื่องของขนาด ความสามารถ และทักษะ บางทีมต้องการนำ AI มาใช้ บางทีมไม่ต้องการ มักมีเพียงไม่กี่ทีมที่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านแมชชีนเลิร์นนิ่ง และความต้องการทักษะด้านแมชชีนเลิร์นนิ่งก็เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งองค์กร ถ้าเป็นองค์กรที่ “เป็นเจ้าของ AI” งานของผู้บริหารดังกล่าวคือ (1) ช่วยให้ทีมงานเหล่านี้ทำงานร่วมกัน เรียนรู้จากกันและกัน และแชร์ความรู้ให้กันได้ และ (2) เพิ่มทักษะด้าน AI ให้ผู้ที่มีความสามารถ ในบางครั้งอาจต้องจ้างหรือเฟ้นหา แต่บางครั้งก็ต้องใช้วิธีจัดหานวัตกรรมมาจากภายนอกองค์กร ในสภาพแวดล้อมที่องค์กรขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI บริษัทหลายแห่งจะใช้วิธีจัดหานวัตกรรมมาจากที่อื่นๆ เช่น ห้องทดลองของมหาวิทยาลัย โอเพ่นซอร์สคอมมูนิตี้ งาน Hackathn ต่างๆ รวมถึงแหล่งเพาะธุรกิจและเร่งการเติบโตของธุรกิจ

IBM AI Skills Academy เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ และคอยให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรที่ต้องการนำ AI มาใช้ ทั้งในแง่ขั้นตอนในการระบุถึงโอกาสจากการใช้ AI การจัดลำดับความสำคัญของโครงการ AI ที่จะทำโดยพิจารณาจากคุณค่าทางธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับ หลักสูตรการเรียนรู้ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างในทักษะด้าน AI เป็นต้น

ในประเทศไทย ไอบีเอ็ม เอไอเอส ไมเนอร์ และกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมมือกันเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้าน IT และ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านวิชาการ และเปิดโอกาสให้นักเรียน-นักศึกษาได้สัมผัสกับ ‘ตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องมีปริญญา’ (new collar) ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการบริการ ในรูปแบบโปรแกรมการเรียน 5 ปี และเน้นการศึกษาในสายอาชีวศึกษา โดยนักศึกษาที่จบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรขั้นสูงตามสาขาที่เรียน นักเรียนที่ร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนจากไอบีเอ็มและพันธมิตรภาคธุรกิจที่เข้าร่วม ทั้งในแง่การแนะแนวจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและด้านธุรกิจจากอุตสาหกรรมต่างๆ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาเยี่ยมชมสถานที่ทำงานจริง และการรับนักศึกษาเข้าฝึกงานโดยได้รับค่าตอบแทน โดยนักเรียนที่ร่วมโครงการจะได้เรียนหลักสูตรต่างๆ ที่ครอบคลุมถึงทักษะที่จะเป็นที่ต้องการในศตวรรษที่ 21 อาทิ วิทยาศาสตร์ข้อมูล อนาไลติกส์ ดีไซน์ธิงค์กิง อไจล์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ภาวะผู้นำ เป็นต้น

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-ai-for-business-in-the-new-normal-by-patama-chantaruck-ibm-thailand/

[Guest Post] เริ่มต้น DevOps ด้วย Atlassian Cloud

คู่มือเพื่อเริ่มต้นเรียนรู้ความสามารถของ Atlassian Cloud

รวมงานด้าน #DevOps ขององค์กรของท่านให้เป็นหนึ่งเดียวบน Cloud ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องมือใดๆ ในองค์กร โดยการใช้ #Jira เป็นศูนย์กลาง มาร่วมเรียนรู้ถึงวิธีการเชื่อมผสานรวมระบบแบบอัตโนมัติ (automated integrations) ด้วย #Bitbucket และ #Opsgenie รวมถึง solution อื่นๆ ที่น่าสนใจของ Atlassian: https://lnkd.in/gREN36j

from:https://www.techtalkthai.com/izeno-devops-with-atlassian-cloud/

สรุป Red Hat Webinar: สร้างระบบ Microservices ที่มีขนาดเล็กมากและมีความเร็วสูงด้วย Quarkus

Java นั้นถือเป็นหนึ่งในภาษาพัฒนาโปรแกรมที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจองค์กรเป็นอย่างมาก และเมื่อโลกของ Cloud-Native Application มาถึง ก็ย่อมต้องมีผู้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้นำ Java มาใช้ในสถาปัตยกรรมใหม่นี้ได้ โดยใน Webinar หัวข้อ “สร้างระบบ Microservices ที่มีขนาดเล็กมากและมีความเร็วสูงด้วย Quarkus โดย Red Hat” ก็ได้เจาะลึกถึง Quarkus ที่จะมาตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ จึงขอหยิบยกเนื้อหาใน Webinar นี้มาสรุปกันดังนี้ครับ

ความท้าทายของการนำ Java มาใช้บน Container

Framework ส่วนใหญ่ของ Java ที่มีอยู่นั้นถูกออกแบบให้รองรับการทำงานแบบ Monolith เป็นหลักมี โดยมี Startup Time นาน และใช้ Memory เยอะ โดย Server หนึ่งเครื่องอาจรองรับ Java Application ได้หลายระบบ เหมาะสำหรับการใช้งานในยุคที่การพัฒนา Application และการออกอัปเดตใหม่ๆ นั้นยังต้องกินเวลานานหลายเดือน ทำให้ Framework เหล่านี้ไม่สามารถถูกปรับนำมาใช้กับโลกของ Container ได้อย่างเหมาะสมนัก

ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะทำให้ Java นั้นสามารถทำงานแบบ Cloud-Native ได้ รองรับทั้งการใช้งานแบบ Microservices, Serverless และ Event-Driven ให้ได้ สามารถทำงานร่วมกับ Kubernetes, Istio และ Knative ได้ โดยควรจะต้องเปิดใช้งานได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ใช้หน่วยความจำเพียงเล็กน้อย และรองรับ Application เดียวต่อระบบเท่านั้น

ที่ผ่านมามีความพยายามในการพัฒนา Java เพื่อให้ใช้งานบนสถาปัตยกรรมแบบ Microservices อยู่ค่อนข้างมาก แต่เมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ Java ก็ยังถือว่าใช้ทรัพยากรค่อนข้างเยอะอยู่ดี ทำให้ในหลายๆ โครงการด้าน Cloud-Native Application ทีมพัฒนาจึงเลือกใช้ภาษาอื่นแทน Java

รู้จักกับ Quarkus โครงการที่จะนำ Java มาสู่โลกของ Cloud-Native

โครงการ Quarkus นี้ถูกริเริ่มโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ Java นั้นสามารถใช้งานได้ใน Cloud-Native Application โดยชื่อของ Quarkus นั้นมาจากคำว่า Quark ที่เป็นอนุภาคขนาดเล็กมาก และ US จากคำว่าพวกเรานั่นเอง

ในโครงการนี้ Red Hat ถือเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลัก และโครงการเพิ่มเกิดขึ้นมาเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมาเท่านั้น โดยนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Java มาใช้รวมกันภายใน Quarkus นี้ ทั้ง Eclipse Vert.x, Hibernate, RESTEasy, Eclipse MicroProfile, WildFly, Untertow และ OpenJDK

จุดที่ทำให้ Quarkus นั้นแตกต่างจากเทคโนโลยีสำหรับ Java อื่นๆ มีดังนี้

  • Container First รองรับการใช้งานบน Container และ Serverless อย่างเต็มที่ ใช้ทรัพยากรใกล้เคียงกับ NodeJS หรือ Go โดยใช้แรมน้อยลงกว่าเดิม 7-10 เท่าในการทำงานแบบ Native และเปิดใช้งานได้ในเวลาเพียงประมาณ 400 Millisecond เท่านั้น
  • Developer Joy พัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้ตอบโจทย์การนำไปใช้งานของนักพัฒนาเป็นหลัก เช่น การใช้มาตรฐานเดิมเป็นหลัก, การรวม Configuration ให้อยู่ใน File เดียวทำให้ทำงานง่าย, การทำ Live Coding ได้ เมื่อแก้ไขอะไรทุกอย่าง Reload ใหม่ทันทีโดยไม่ต้อง Compile และสามารถสร้าง Native Binary ได้ด้วยคำสั่งเดียวเท่านั้น
  • Unifies Imerative and Reactive รองรับการเขียนโปรแกรมทั้งแบบ Imperative และ Reactive ได้ในหนึ่งเดียว ทำให้สามารถทำงานได้อย่างยืดหยุ่น และสามารถเรียนรู้การเขียนโปรแกรมแบบ Reactive ได้ง่ายขึ้น
  • Best of Breed Libraries and Standards มีส่วนเสริมเพื่อให้ใช้ Library, Framework และ Standard เดิมที่เคยใช้งานบน Quarkus ได้ โดยสามารถใช้เทคโนโลยีที่ถนัดหรือเหมาะสมได้เลย

สิ่งที่ Quarkus ทำเพื่อให้การใช้ Java สามารถเกิดขึ้นได้โดยใช้ทรัพยากรน้อยนั้น ก็คือการนำงานส่วนใหญ่ที่เคยทำตอน Runtime ของ Java มาอยู่ในช่วง Build แทน ทำให้ตอนเริ่มใช้งานจริงมีความเร็วยิ่งกว่าเดิมมาก และยังสามารถ Optimize ขนาดของ Java ให้เล็กลงด้วยการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจาก Package นั่นเอง

ส่วน Build Tool นั้น Quarkus ก็สามารถใช้ได้ทั้ง Maven และ Gradle ส่วน IDE ก็สามารถใช้งานได้ทั้ง VSCode, Eclipse, IntelliJ, Eclipse Che หรือ CodeReady Workspace ของ Red Hat นั่นเอง

Quarkus นี้เหมาะสมกับทั้งการพัฒนา Cloud-Native Application ด้วย Java, การย้ายระบบ Application แบบ Monolithic มาสู่ Microservices, การทำงานแบบ Serverless และการรองรับงานแบบ Event-Driven หรือ Reactive โดย Quarkus นี้จะกลายเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ Java Developer สามารถก้าวมาสู่การพัฒนา Cloud-Native Application ได้อย่างเต็มตัว และสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจเช่นการลดค่าใช้จ่าย, การรองรับการเพิ่มขยายระบบได้อย่างยืดหยุ่น, การพัฒนาระบบได้อย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการทำ Hybrid Cloud

ผู้ที่สนใจรายละเอียดฉบับเต็มเกี่ยวกับ Quarkus สามารถศึกษาได้ที่ https://quarkus.io/

รับชม Webinar ย้อนหลัง

ใน Webinar นี้เนื้อหาเต็มมีความยาวและยังมีการ Demo โซลูชันของ Quarkus ในการใช้งานจริงและการทำงานร่วมกับ Red Hat OpenShift ให้เราได้รับชมกันด้วย ดังนั้นถ้าหากท่านใดสนใจก็สามารถรับชม Webinar ย้อนหลังโดยคุณวรวิทย์ เลิศกิติพงศ์พันธ์, Senior Solutions Architect, Red Hat และคุณเฟื่องวิชญ์ โสภารัตน์, Channel Solutions Architect, Red Hat กันได้ที่ https://redhat.lookbookhq.com/c/thai-webinar-ultra-f?x=YQKcrV เลยนะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/summary-redhat-webinar-build-compact-and-high-speed-microservice-with-quarkus/

[Guest Post] Case Study : บริษัท ไทยมิตซูวา จำกัด (มหาชน) เลือกใช้โซลูชั่น Sangfor HCI ช่วยเพิ่ม Business Continuity ให้กับองค์กร

บริษัท ไทยมิตซูวา จำกัด (มหาชน) เลือกใช้โซลูชั่น Sangfor HCI ทำงานร่วมกับระบบ Enterprise Resource Planing (ERP) ทำให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น ลดอุปกรณ์ Hardware จำนวนมาก และเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ พร้อมด้วย Security Solution ที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับ Data Center จากภัยคุกคามใหม่ๆที่เกิดขึ้น

บทสัมภาษณ์และประสบการณ์ในการใช้งาน

แนะนำบริษัท ไทยมิตซูวา จำกัด (มหาชน)

บริษัทก่อตั้งเมื่อ ปี 2530 โดยบริษัท มิตซูวา อิเล็คทริค อินดัสตรี จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและประกอบชิ้นส่วนพลาสติดสำหรับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ รถกระบะ จักรยานยนต์ และชิ้นส่วนแมกนีเซียมสำหรับกล้องถ่ายรูป และรับจ้างผลิตแม่พิมพ์ (Molding Services) โดยปัจจุบันมีโรงงานผลิตและสำนักงานอยู่ทั้งหมด 3 แห่ง เพื่อรองรับกับความต้องการของการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น

ความท้าทายที่เกิดขึ้นจากแอพพลิเคชั่น ERP

คุณจักรเดช สุขสวัสดิ์, IT Manager ผู้มีประสบการณ์ด้าน IT มาอย่างยาวนานได้เล่าถึงประสบการณ์การใช้งานโซลูชั่น Virtualization ก่อนหน้า ที่ต้องใช้งานอุปกรณ์ Server, Storage จำนวนมาก และค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ซึ่งก่อนหน้านี้พบกับปัญหาด้าน Performance ในการใช้งานแอพพลิเคชั่น ERP จากผู้ใช้งาน ทำให้ระบบใหม่ที่จะนำมาใช้งานกับแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ต้องสามารถตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพ (Performance) และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพระหว่าง 3 ไซต์ รวมทั้งสามารถที่จะป้องกันระบบภายใน Data Center ให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามใหม่ๆที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทางคุณจักรเดช จึงได้มองหาโซลูชั่น Hyper-converged เพื่อเข้ามาทดแทน Infrastructure เดิมที่มีการใช้งานมานาน

เหตุผลที่เลือกใช้งาน

หลังจากที่ได้ทดสอบระบบ Hyper-converged ในท้องตลาด พบว่าการที่จะให้ระบบตอบสอบได้ต่างความต้องการใช้งานขององค์กร ต้องมีการนำเอาโซลูชั่นอื่นเข้ามาทำงานร่วมด้วย เช่น ระบบ Backup ข้อมูล, ระบบ DR site ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญที่สูงเพื่อให้ระบบทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ทางคุณจักรเดช ยังได้เล็งเห็นถึงความปลอดภัยภายใน Data Center และการเข้าถึงข้อมูลระหว่าง 3 สาขา นอกจากจะต้องสามารถรองรับกับการทำ Business Continuity แล้ว ยังต้องสามารถตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยให้กับข้อมูลและแอพพลิเคชั่น โดยการทำโซลูชั่น Next Generation Application Firewall เข้ามาช่วยปกป้องภายใน Data Center โดยที่ไม่ต้องลงทุนกับอุปกรณ์ hardware และยังนำเอาโซลูชั่น SD-WAN เข้ามาช่วยจัดการการเชื่อมต่อระหว่างสาขาที่เป็น Internet และ MPSL ให้มีประสิทธิภาพ ช่วยลด Downtime ที่เกิดขึ้นจาก Internet และทำให้การใช้งาน Bandwidth ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังเลือกใช้โซลูชั่น Internet Access Management เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับพนักงานและ Supplier ที่เข้ามาติดต่อธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าใช้งานและจัดเก็บข้อมูลการจราจรตามพรบ.คอมพิวเตอร์ อีกด้วย

ประสบการณ์หลังการใช้งาน

จากประสบการณ์ใช้งานเป็นเวลา 1 ปีกว่า ช่วยให้ทีม IT Operation สามารถบริหารจัดการกับปัญหาของระบบ Infrastructure ระหว่าง 3 ไซต์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถมอนิเตอร์จากระบบศูนย์กลาง ตรวจสอบปัญหาได้ง่ายและไวขึ้นจากเพียงหน้าจอเดียว ช่วยลดปัญหาเรื่องของ Downtime ระหว่างไซต์อันเนื่องมากจาก Internet Link และยังทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆไวยิ่งขึ้นด้วยโซลูชั่น SD-WAN

การให้บริการแอพพลิเคชั่น ERP และ SQL Server กับผู้ใช้ สามารถทำงานได้ไวมากยิ่งขึ้น ลดปัญหา Complaint ที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ Sangfor HCI ถึงแม้จำนวนอุปกรณ์ Hardware และค่าใช้จ่ายลดลง แต่ยังคงไว้ความสามารถด้าน Business Continuity ให้กับองค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งด้าน Availability, Performance, Security และ Operation

สนใจนำเทคโนโลยี HCI ไปใช้ในองค์กร สามารถติดต่อได้ที่ คุณ รัตสกานต์ ศรีสวัสดิ์ เบอร์โทรศัพท์ 089-7800584 หรือกรอกแบบฟอร์ม เพื่อให้ทางทีมงานติดต่อกลับ

เกี่ยวกับ Sangfor Technologies

ผู้ให้บริการโซลูชัน IT แบบครบวงจร (Total Solution) ด้วยเทคโนโลยี Cloud Computing (HCI), Next Generation Firewall, Internet Access Management, SD-WAN และ Virtual Desktop Infrastructure สำหรับองค์กรภาคธุรกิจ ให้บริการในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านทรัพยากร IT ในปัจจุบัน

https://www.sangfor.com/

from:https://www.techtalkthai.com/why-thai-mitsuwa-chose-sangfor-hci-as-critical-infrastructure/

เชิญร่วมงาน Developer Playground @ Oracle Cloud Day Online – Asia

Oracle ขอเชิญเหล่า Developer และ Programmer เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Developer Playground @ Oracle Cloud Day Online – Asia เพื่ออัปเดตเทรนด์การพัฒนาแอปพลิเคชันล่าสุดในยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น Cloud-native Apps, Autonomous Development และ Low-code Development พร้อมรับชม Demo และเข้าร่วม Hands-on Lab ตลอดวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020 ตั้งแต่ 9:00 น. เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: Oracle Cloud Day Online – Asia
Track: Developer Playground
วัน: วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020
เวลา: 9:00 – 18:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Conference
รายละเอียด: https://www.oracle.com/ph/cloudday/

Oracle Cloud Day Online – Asia เป็นงานสัมมนาออนไลน์ของ Oracle ที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย (รวมประเทศไทย) มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติทางด้าน Data Management, Application Modernization และ AI & Analytics ล่าสุดในยุค Cloud Transformation จุดประกายให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้อมูลที่มีอยู่และพลิกโฉมธุรกิจของตนให้ทันสมัย โดยภายในงานจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Tracks ครอบคลุมทั้งเชิงธุรกิจและเชิงเทคนิค รวมไปถึงมีการแชร์กรณีศึกษาที่น่าสนใจ, Demo และ Hands-on Lab ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

สำหรับ Developer และ Programmer นั้น มีการแยก Track ออกมาเป็นพิเศษ คือ Developer Playground ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก Oracle จะมาแนะนำวิธีการพัฒนา Cloud-native Apps อัจฉริยะ, ประโยชน์ของ Autonomous Development และเรียนรู้ Low-code Development โดยใช้ Oracle APEX บน Oracle Autonomous Database พร้อมสาธิตการใช้งานและมี Workshop ให้ลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้

  • วิธีสร้าง Autonomous Transaction Processing Instance
  • การใช้ Oracle APEX (Low-code Development Platform) บน Oracle Cloud
  • การสร้าง APEX Workspace
  • การสร้างแอปพลิเคชันจากไฟล์
  • การใช้ Quick SQL เพื่อสร้าง Database Objects
  • การใช้ SQL Developer Web เพื่อเข้าถึง Database Objects และสร้าง Data Model
  • การสร้างและปรับปรุง APEX Applications

ผู้ที่สนใจเข้าร่วม Workshop สามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://go.oracle.com/LP=94539

** ลิงค์ลงทะเบียนนี้สำหรับการเข้าร่วม Workshop เวลา 16:00 น. เท่านั้น ถ้าท่านต้องการเข้าร่วมฟังบรรยายอื่นๆ ภายในงาน สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://go.oracle.com/LP=95006

from:https://www.techtalkthai.com/developer-playground-at-oracle-cloud-day-online-asia-2020/