คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

[Guest Post] HPE GreenLake เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายในงาน HPE Discover 2021

ที่งาน HPE Discover 2021 เมื่อวันที่ 23-25  มิถุนายนที่ผ่านมา HPE GreenLake ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ HPE GreenLake Lighthouse และ Project Aurora เพื่อเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์และทิศทางของบริษัทที่จะเป็น Edge-to-Cloud Platform as-a-Service

HPE GreenLake ส่งมอบ Infrastructure ให้กับคุณในรูปแบบ services ซึ่งช่วยให้คุณพร้อมใช้งานตาม scale โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อการเลือกในสิ่งที่เกินกว่าความต้องการจริงหรือต้องหาซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมอีกในภายหลังและมีระยะเวลาในการ Implement ที่แน่นอน  ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถส่งมอบได้ทั้งแบบ on premise หรือส่งไปยัง Data Center ที่คุณเชื่อมต่ออยู่ด้วยระยะเวลาเพียงไม่เกิน 14 วันเท่านั้น

เลือกระบบที่มีการทำงานอย่างเหมาะสมลงตัว ขยายขนาดได้ตามความต้องการและจัดการได้กับทุก workloads ด้วย General Purpose Compute จาก HPE GreenLake ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยใช้พื้นฐานเดิมของ rack-optimized HPE Proliant DL Servers, an Intel®-based server โซลูชั่นที่นำเสนอความสามารถในการปรับขนาดตามความต้องการโดยใช้ memory พื้นที่เพียงเล็กน้อยและสามารถตั้งค่าคอนฟิกซ์ให้ดูแลแม้ในสถานการณ์ critical applications และ  data on premises ที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก  ยิ่งไปกว่านั้น HPE Financial Services จะช่วยคุณในการจัดการกับ assets เดิมที่คุณมีอยู่ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อคุณเลือกไมเกรทแบบ pay-per-use model

และจุดเด่นของ HPE GreenLake Lighthouse และ Project Aurora มีดังนี้

 

HPE GreenLake Lighthouse

HPE GreenLake Lighthouse เป็นแพลตฟอร์มใหม่ด้วยประสบการณ์แบบ Cloud-native โดยองค์กรสามารถนำไปลงที่ใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็น On-premise และ Cloud ใดๆก็ตาม ซึ่ง Light house platform จะช่วย deploy workload อย่างอัตโนมัติได้เพียงคลิกเดียว ไม่ว่าคุณจะรันงานจากที่ใดก็ตาม สิ่งที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในก็คือโซลูชัน Ezmeral นั่นเอง

Project Aurora

ด้วย Project Aurora คุณสามารถทำ Zero Trust ได้ตั้งแต่ Edge จนถึงคลาวด์ ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยเช่นนั้น Project Aurora จะทำโดยการพิสูจน์และตรวจสอบ Integrity ตั้งแต่ระดับ Supply Chain ไปจนถึงชั้นแอปพลิเคชัน เริ่มตั้งแต่ระดับสายการผลิตโดยการคัดกรองและตรวจสอบกระบวนการผลิต ขั้นที่สองมีการออกแบบและผลิต Hardware พร้อมกับตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น ภายในมี Trust Platform Module ที่สามารถการันตีความถูกต้องของฮาร์ดแวร์ Firmware และ OS 

 ในขั้นสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ความคุ้มครองระดับชั้น Platform และแอปพลิเคชัน ส่วนที่มาเติมเต็มคือซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส Secure Production Identity Framework for Everyone (SPIFEE) หรือ Specification ที่ว่าด้วยเรื่องของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้ Dynamic และ Heterogeneous อีกส่วนประกอบก็คือ SPIFEE Runtime Environment ซึ่งเป็นการนำ SPIFEE ไปใช้งานให้เกิดขึ้นจริง 

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Project Aurora (https://www.hpe.com/us/en/security/project-aurora.html)

 

from:https://www.techtalkthai.com/new-hpe-greenlake-features-at-hpe-discover-2021/

[Guest Post] เจาะเส้นทางการ Transform ขององค์กร เพื่อก้าวสู่การเป็น Data Driven Organization

ในยุคนี้ใคร ๆ ก็ต่างพูดกันว่า Data is a new oil จนเราต่างรู้สึกคุ้นชินกันไปแล้ว และเห็นถึงความสำคัญของ Data หรือข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจในโลกใหม่ที่กำลังดำเนินไปในยุคเทคโนโลยีกันไม่น้อย แต่อีกหนึ่งประกาศที่สำคัญ แม้ว่า Data จะเปรียบเป็นน้ำมันดิบก็จริง แต่หากไม่มีการกลั่นออกมาให้เป็นเชื้อเพลิงให้เราสามารถนำไปใช้งานต่อได้ ซึ่งก็เหมือนกัน การสกัดข้อมูลออกมาผ่านการวิเคราะห์แยกแยะ เพื่อให้ได้ Insight นำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจต่อนั้นก็ไม่มีค่าอะไรเช่นกัน 

Data มีความสำคัญต่อองค์กรมากแค่ไหน ถ้าหากองค์กรจะ Transform เพื่อก้าวสู่การเป็น  Data Driven Organization จะเริ่มต้นอย่างไร ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ในบทความนี้ คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ดังนี้

คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด

 

ทำไมองค์กรต้องให้ความสำคัญกับ Data ?

ในโลกธุรกิจ ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำศึกสงครามที่มักจะมีสุภาษิตจีนที่ว่า รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้น Data จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ที่จะทำให้องค์กรได้รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น นอกจากมุมภายในองค์กรแล้ว ยังทำให้องค์กรรู้จักลูกค้าของตัวเองได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย สามารถปรับปรุงบริการเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้

นอกจากนี้ Data ทำให้องค์กรรู้จักตัวเองแล้ว ยังทำให้องค์กรสามารถรู้จักคู่แข่ง ด้วยการเข้าใจตลาดมากขึ้น นำไปสู่การคาดการณ์ยอดขาย และจับเทรนด์ของความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าด้วย และที่สำคัญที่สุด คือ Data จะเป็นตัวช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งองค์กรยังสามารถที่จะนำ Data มาเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน (competitive edge) ได้อีกด้วย

ก่อนจะสร้าง Data Driven Organization องค์กรต้องมี Data Strategy

ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนของการ Transform องค์กรไปสู่การเป็น Data Driven Organization นั้นจะต้องการวางกลยุทธ์ข้อมูล (Data Strategy) ก่อน โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ด้วยการตอบคำถามให้ได้ว่า เราจะใช้ Data เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อะไร ? หลังจากนั้นต้องหาคำตอบต่อไปอีกว่า  Data ที่เราได้มานั้นมาจากไหน เช่น จากคนในองค์กรที่ใส่ไปทุกวัน จาก ERP หรือจะเป็นข้อมูลทางการตลาดจากภายนอก

เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้ว เราจะสกัดข้อมูลจากหลากหลายที่มาเหล่านั้นให้ออกมาเป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) หานัยยะสำคัญได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องใช้การระดมสมอง ผ่านการคิดเชิงตรรกะ (Critical Thinking)

หลังจากที่ได้ผ่านกระบวนการข้างต้นแล้ว ขั้นตอนต่อมาของการวางกลยุทธ์ข้อมูล คือ การใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยในแง่ของการจัดเก็บ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการจัดเก็บบน Cloud หลังจากนั้นก็จะนำไปสู่การชี้วัดความสามารถของข้อมูล (data competency) ที่ได้รวบรวมมา และสุดท้ายคือ การวางนโยบายหรือกระบวนการในการจัดการข้อมูล (data governance) ได้อย่างชัดเจน   

Data Driven Mindset หัวใจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลง

เมื่อองค์กรมีการวางกลยุทธ์ข้อมูลได้อย่างชัดเจนแล้ว ความท้าทายที่เกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนผ่านนั้น คงหนีไม่พ้นการทำให้ทั้งองค์กรสามารถมองเห็นภาพเดียวกันได้ ตั้งแต่ผู้บริหาร จนถึงพนักงานที่จะต้องมีแนวคิดและเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งองค์กรจะสามารถก้าวสู่การเป็น Data Driven Organization ได้นั้น ทุกคนในองค์กรจะต้องมี Data Driven Mindset ผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของ Data ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในองค์กร

สำหรับองค์กรที่กำลังเปลี่ยนผ่าน แม้ว่า Data Driven Mindset  จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปลูกฝังให้กับพนักงานทุกคน แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การฝึกฝนให้เกิดการใช้งานจริง ซึ่งสามารถทำได้โดยอย่างแรกต้องเริ่มที่ผู้บริหาร ที่จะต้องเป็นผู้นำในการใช้ข้อมูล และต้องมีความเชื่อมั่นในข้อมูล เพื่อที่จะทำให้พนักงานมั่นใจไปด้วย ต่อมาในการฝึกฝนพนักงานนั้นจะต้องให้พวกเขารู้จักตั้งคำถาม เกิดอะไรขึ้น  จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ซึ่งการตอบกลับมานั้นพนักงานใช้ข้อมูลเพื่อ Support ความคิดเห็นของตนเอง อาจจะเป็นการให้พวกเขานำ tools มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล

“Data Driven Organization จะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนในองค์กรต้องลงเรือลำเดียวกัน เพราะความท้าทายหลักที่จะเปลี่ยน คือ วัฒนธรรมองค์กร ดังนั้นบางองค์กรที่ Fail หรือเกิดการต่อต้านระบบ เป็นเพราะว่า ทุกคนไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงขององค์กร”

3 สิ่งที่ผู้บริหารควรทำ เมื่อทำ Data Transformation ไม่สัมฤทธิ์ผล

ข้อมูลจาก Harvard Business Review ได้ให้คำแนะนำไว้ 3 ประการ เมื่อองค์กรทำ  Data Transformation แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนี้

Quick Win หรือกลยุทธ์ที่จะสร้างให้เกิด High Impact ดังนั้นถ้าจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในองค์กร หรือจะสร้างให้เกิดโมเมนตัมที่จะก่อให้เกิด Data Driven Organization ต่อไปได้ องค์กรจะต้องหา quick win ให้เจอเพื่อที่จะสร้าง Impact ด้วยทุนที่ต่ำและเวลาอันสั้น เพราะปกติแล้วการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตาม มักจะสร้างผลกระทบกับหลายส่วน และต้องมีการลงทุนทั้งเงินและเวลา

ผู้บริหารจะต้องกลับมาพิจารณาซ้ำอีกครั้ง ถึงการจัดการ Data ขององค์กร  โดยเฉพาะเรื่องของการสื่อสาร (communication) ให้คนในองค์กรเชื่อว่า Data คือ สินทรัพย์ (Asset) ขององค์กร ต้องทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน หรือ Common Goal ว่าองค์กรต้องการ Data ไปทำไมและได้ประโยชน์อะไร

ผู้บริหารต้องเชื่อมั่น อย่าใจร้อน และต้องระลึกเสมอว่า Data transformation เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน เพราะการเปลี่ยนแปลงองค์กรเช่นนี้อาจจะไม่ได้ส่งผลในเวลาอันรวดเร็ว แต่เป็นการที่ทำไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง แล้วจะค่อย ๆ เห็นผล โดยเฉพาะการเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในองค์กรมีความเห็นและมองภาพไปในทิศทางเดียวกัน

กระบวนการทำ Data Analytics องค์กรเริ่มได้จากตรงไหน

ข้อมูล Data Analytics Pathway จากฟูจิตสึ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการชั้นนำในด้านโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารระดับโลก ได้แบ่ง Data Analytics เป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ขั้นตอนของ Digitalization และนำมาเข้าสู่ขั้นตอนของ Data Analytics

Digitalization เป็น Transaction Based หรือ Reporting ซึ่งอยู่ในรูปแบบดิจิทัล หลายองค์กรยังมีการทำงานที่อยู่ใน Stage ที่เป็น Traditional ซึ่งยังมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบกระดาษอยู่ก็มี ดังนั้นอาจจะต้องมีการปรับตั้งแต่ส่วนนี้ก่อน ที่จะมาเข้าสู่ ขั้นของ Data Analytics ได้

ต่อมาเมื่อองค์กรมีการเก็บข้อมูลที่เป็นแบบ Digitalization สู่ Data Analytics 5 steps ดังนี้

1 Visibility เป็นการทำให้องค์กรมองเห็น (Seeing) Data ที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐานได้ (Descriptive Analytics) เช่น  Standard Report หรือสร้าง Query ในการถามว่าเราต้องการจะรู้ข้อมูลอะไร ก็จะได้ข้อมูลจากตรงนั้น

Transparency เป็นขั้นของการทำความเข้าใจ (Understanding) Data เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงวินิจฉัย (Diagnostic Analytics) เช่น Statistical Analytics

สำหรับ  2 ขั้นตอนนี้จะเป็นการทำ Business Intelligence  ขององค์กรด้วยการนำข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมาแสดงผลในรูปแบบของ Dashboard ซึ่งจะต้องมีการใช้  tools ที่เข้ามารองรับ เช่น Power BI

3 Predictive  เป็นขั้นของการเตรียมการ (Being Prepared) นำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงทำนาย (Predictive Analytics) ตรงนี้จะทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าในธุรกิจของเราจะเกิดอะไรขึ้นในระยะต่อไป หรือเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร

4 Adaptability  เป็นขั้นของการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กร (Self Optimizing) ผ่านการวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำ (Prescriptive Analytics) เช่น การสามารถบอกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าทำลองทำสิ่งนี้ หรือการบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ

5 Cognitive เป็นขั้นที่ทำให้องค์กรดำเนินไปด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) ผ่านการวิเคราะห์องค์ความรู้ (Cognitive Analytics) โดยการเรียนรู้จากเหตุและผล เลือกการกระทำและผลลัพธ์ออกมาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นขั้นของการที่องค์กรใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วย

สำหรับทั้ง 3 ขั้นตอนนี้จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Advance ด้วยการใช้รูปแบบวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science Model) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)

ทั้งนี้ทั้งนั้นกระบวนการที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ การเป็น  Data Driven Organization ก็คือ การทำ Data Analytics ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะต้องมีการประเมินศักยภาพด้าน Data ขององค์กรในเบื้องต้น เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนที่เหมาะสม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันทาง Fujitsu สามารถที่จะ support องค์กรได้แบบ end-to-end  รวมถึง Data Analytics ได้ครบทั้ง 5 ขั้น โดย Fujitsu จะทำการวิเคราะห์ในเบื้องต้นเพื่อเลือกขั้นตอนที่เหมาะสมที่สุดให้กับองค์กร สามารถนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด

อย่างไรก็ตามการทำ Data Driven Organization ให้ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมองค์กร และ Data Driven Mindset ซึ่งการจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นั้น ต้องมีการนำ Data มาใช้ โดยเกิดจากความร่วมมือของทุกคนในองค์กร และในการทำเรื่องใหม่ องค์กรก็ควรที่จะมีหน่วยงานเฉพาะที่จะเข้ามาดูแลกระบวนการและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้ในที่สุด

รวมถึงสามารถสัมผัสบริการ Digital Service อื่นๆ สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมไปงานงานสัมมนาออนไลน์ FUJITSU New Normal Digital Service Expo ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้

สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่นี่

สำหรับองค์กรที่ Transform ขององค์กร สู่การเป็น Data Driven Organization สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด
อาคาร เอ็กเชน ทาวเวอร์ ชั้น 22-23|
เลขที่ 388 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทร. + 66 (0) 2302 1500 แฟ็กซ์ + 66 (0) 2302 1555

http://th.fujitsu.com

from:https://www.techtalkthai.com/transform-to-data-driven-organization-by-fujitsu/

เริ่มต้นก้าวแรกสู่ Hybrid Cloud อย่างมั่นคงและคุ้มค่าด้วย Dell Hybrid Cloud Solution จาก NTT

ในช่วงปีที่ผ่านมานั้นก็ถือเป็นจังหวะที่หลาย ๆ องค์กรถือโอกาสอัปเกรดระบบ Data Center ของตนเองให้พร้อมรับกับยุคสมัยของ Hybrid Cloud และในวันนี้ NTT ก็ได้ร่วมกับ Dell Technologies นำ Dell Hybrid Cloud Solution มานำเสนอต่อธุรกิจองค์กรไทย เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการก้าวสู่โลกของ Hybrid Cloud ได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย มั่นใจได้ และคุ้มค่าต่อการลงทุนสูงสุด

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปร่วมเรียนรู้ถึงความสำคัญของ Hybrid Cloud และเจาะลึกกับ Dell Hybrid Cloud Solution พร้อมแนะนำบริการครบวงจรจาก NTT ที่จะทำให้ทุกท่านเริ่มต้นก้าวแรกสู่ยุคของ Hybrid Cloud กันได้อย่างมั่นใจครับ

Hybrid Cloud ต้องเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้เร็ว, IT ทำงานได้ง่าย และฝ่ายการเงินสามารถลงทุนได้คุ้มค่า

สิ่งที่ทำให้ Hybrid Cloud นั้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจและ IT ขององค์กรนั้นก็คือคุณค่าที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งาน Hybrid Cloud นั้นส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโดยตรง

ด้วยความที่ในอนาคต การใช้เทคโนโลยีและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ นั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ธุรกิจใช้แข่งขันกันอย่างรุนแรงในแต่ละอุตสาหกรรม การวางระบบ IT Infrastructure ที่มีความยืดหยุ่นและคุ้มค่าต่อการลงทุนสูงสุดนั้นจะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญ เพราะจะทำให้ธุรกิจองค์กรนั้นเกิดข้อได้เปรียบในการลองผิดลองถูกทางด้านเทคโนโลยีและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ได้โดยที่มีต้นทุนไม่สูงมากนัก ในขณะที่การให้บริการเทคโนโลยีหรือการดูแลรักษาระบบใดๆ นั้นก็จะมีความยืดหยุ่น สามารถเลือกใช้สิ่งที่เหมาะสมและตอบโจทย์ที่สุดกับองค์กรได้อยู่เสมอ ไม่ต้องยึดติดกับเทคโนโลยีของผู้ผลิตเพียงรายใดรายหนึ่งอย่างในอดีตอีกต่อไป

นอกจากนี้ในภาพของกลยุทธ์ Hybrid Cloud นั้นก็ไม่ได้มีเพียงแต่การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเท่านั้น แต่การมีพันธมิตรที่เป็น Service Provider ซึ่งจะมาให้บริการทั้งในส่วนของระบบ Cloud ภายนอกองค์กร, การเชื่อมต่อเครือข่าย และบริการเชิงเทคนิคต่าง ๆ เองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะในมุมขององค์กรนั้นการจะก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเต็มตัวนั้นย่อมต้องอาศัยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจำนวนมากและทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งพันธมิตร Service Provider ที่ดีจะต้องสามารถเข้ามาเติมเต็มในประเด็นเหล่านี้ได้ด้วยเช่นกัน

ก้าวสู่ยุค Hybrid Cloud อย่างมั่นใจไปกับบริการ Managed Hybrid Infrastructure Service จาก NTT

NTT ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีระบบ IT สำหรับธุรกิจองค์กรและ Service Provider ชั้นนำระดับโลก ได้ออกแบบและให้บริการ Managed Services เพื่อให้ธุรกิจองค์กรทั่วโลกสามารถเริ่มต้นวางระบบ Hybrid Cloud ได้อย่างมั่นใจ ทั้งด้วยบริการ Global Data Center Interconnect ในการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลที่มีให้บริการกว่า 160 แห่งใน 20 ประเทศทั่วโลก, การออกแบบบสถาปัตยกรรมระบบเพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถใช้บริการ Public Cloud ได้ครบทุกยี่ห้อ ไปจนถึงการออกแบบระบบเพื่อตอบสนองต่อการทำงานแบบ Work from Home โดยยังคงคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยและประสบการณ์ในการทำงานที่ดี

NTT พร้อมเป็นพันธมิตรร่วมกับเหล่าธุรกิจองค์กรไทยที่ต้องการก้าวสู่โลกของ Hybrid Cloud ด้วยความเชี่ยวชาญและบริการครบวงจรดังนี้

  • บริการให้คำปรึกษาและดูแลรักษาระบบจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยทีมงาน NTT ในไทยและทั่วโลกที่พร้อมช่วยเหลือธุรกิจองค์กรทั้งด้าน Cloud, Data Center, Network, Security และการผสานรวมระบบต่างๆ สามารถให้บริการครอบคลุมได้ทั้งการออกแบบ, ขึ้นระบบ, ย้ายระบบ และดูแลรักษาอย่างครบวงจร ตอบโจทย์สำหรับธุรกิจที่ต้องการย้ายไปใช้งาน Hybrid Cloud ได้อย่างเต็มรูปแบบ
  • บริการ Managed Services ครบวงจร สำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้บริการแบบ Managed Services ที่ครอบคลุมทั้งการใช้งานระบบและการบริการเชิงเทคนิค NTT ก็มีบริการ Managed Services ให้เลือกใช้งานได้ครบทุกภาคส่วน เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไม่ต้องพะวงกับประเด็นด้านการดูแลรักษาเทคโนโลยีด้วยตนเองอีกต่อไป และมุ่งเน้นไปที่การเร่งสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างเต็มที่
  • บริการครอบคลุม 121 ประเทศทั่วโลก ในฐานะของบริษัทชั้นนำระดับโลก NTT มีสาขากระจายอยู่ 121 ประเทศทั่วโลก พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจข้ามชาติที่มีสาขากระจายอยู่หลายแห่ง และต้องการใช้งานบริการ Cloud ในหลายประเทศ
  • บริการด้าน Digital Transformation ไม่เพียงแต่ความเชี่ยวชาญด้านระบบ IT Infrastructure เท่านั้น แต่ NTT ยังมีทีมสำหรับทำ Digital Transformation อย่างครบวงจร ครอบคลุมอุตสาหกรรมการเงิน, โรงงาน, สาธารณสุข และภาครัฐ ที่จะช่วยให้โครงการในการทำ Digital Transformation ขององค์กรเป็นไปอย่างราบรื่น ประสบความสำเร็จ และลดความเสี่ยงของโครงการลงได้

จะเห็นได้ว่าไม่เพียงแต่การเป็นพันธมิตรเพื่อตอบโจทย์ Hybrid Cloud ได้เท่านั้น แต่ NTT ยังพร้อมที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมไปกับองค์กร เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันใหม่ๆ และขยายธุรกิจจากระดับประเทศสู่ระดับโลกได้อีกด้วย

Dell Hybrid Cloud Solution: เริ่มต้นระบบ Hybrid Cloud อย่างมั่นใจด้วย Dell EMC VxRail

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรนั้นเริ่มต้นก้าวสู่โลกของ Hybrid Cloud ได้อย่างง่ายดาย Dell Technologies จึงได้พัฒนา Dell Hybrid Cloud Solution ขึ้นมาตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ โดยการประยุกต์นำเทคโนโลยี Dell EMC VxRail มาใช้เป็นหัวใจหลักของโซลูชันนี้

Dell EMC VxRail คือระบบ Hyperconverged Infrastructure หรือ HCI ที่ผสานเอาเทคโนโลยีฝั่งฮาร์ดแวร์จาก Dell Technologies พร้อมซอฟต์แวร์จาก VMware มาใช้งานรวมกัน และพัฒนาระบบริหารจัดการกลางเพิ่มเข้ามาเพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถสร้าง Private Cloud ภายในองค์กรที่รองรับทั้ง Virtualization และ Container ได้ในตัว มีระบบ Backup ภายใน สามารถเพิ่มขยายได้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการ รวมถึงยังสามารถทำงานร่วมกับบริการ Cloud ชั้นนำต่างๆ ได้เพื่อต่อยอดไปสู่ภาพของ Hybrid Cloud ได้

จุดเด่นที่ทำให้โซลูชันของ Dell EMC VxRail สามารถตอบโจทย์ Hybrid Cloud ได้ดี มีดังต่อไปนี้

1. รองรับWorkload ได้หลากหลายด้วยรุ่นโมเดลที่เหมาะสำหรับงานแต่ละประเภท

โดยทั่วไปแล้วโซลูชัน HCI นั้นมักจะรองรับได้เฉพาะ Workload มาตรฐานทั่วๆ ไปที่ไม่หลากหลายมานัก ทำให้เมื่อหลายองค์กรต้องการใช้งาน Workload ที่มีความเฉพาะทางสูงเช่นระบบ Big Data Analytics หรือ AI นั้น ก็ทำให้ HCI อาจไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร

Credit: Dell Technologies

Dell Technologies ได้เข้าใจในจุดนี้ดีในฐานะของผู้นำโซลูชัน HCI ในระดับโลก จึงได้ทำการพัฒนาโซลูชัน Dell EMC VxRail ได้กลบจุดอ่อนนี้ด้วยการออกแบบฮาร์ดแวร์หลากหลายรุ่นสำหรับรองรับ Workload เฉพาะทางให้ได้มากที่สุด โดยปัจจุบันนี้ Dell EMC VxRail ก็มีให้เลือกใช้ด้วยกันมากถึง 6 รุ่นหลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่

Credit: Dell Technologies
  • E Series ระบบขนาด 1U สำหรับรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบ และอัปเกรดได้อย่างยืดหยุ่น โดยเลือกใช้ได้ทั้ง CPU Intel Xeon Scalable และ AMD EPYC รวมถึงยังสามารถเสริม GPU NVIDIA T4 สำหรับรองรับงาน AI ได้ในตัว
  • P Series ระบบขนาด 2U ที่เน้นประสิทธิภาพของระบบที่สูง ด้วยการรองรับ CPU Intel Xeon Scalable สูงสุดถึง 4 Socket, รองรับ RAM สูงสุดถึง 6TB สามารถใช้ Intel Optane Persistent Memory และ Intel Optane NVMe Cache Drive ได้ สำหรับระบบ SAP HANA, AI และ Big Data Analytics โดยเฉพาะ
  • V Series ระบบขนาด 2U สำหรับรองรับ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) โดยเฉพาะ และสามารถเสริม GPU NVIDIA Tesla และ Quadro เพื่อรองรับการใช้งาน 2D/3D Application ภายใน Virtual Desktop ได้
  • D Series ระบบขนาด 1U ที่มีขนาดเล็กและมีความทนทานสูง สำหรับใช้งานในพื้นที่ภายนอก Data Center หรือที่ Edge สำหรับการประมวลผลในสถานที่ต่างๆ บนระบบที่มีความมั่นคงทนทาน เช่น โรงงาน, ระบบโทรคมนาคม หรือห้างสรรพสินค้า
  • S Series ระบบขนาด 2U ที่ออกแบบมาให้มีความจุสำหรับจัดเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 96TB สำหรับรองรับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมาก, ระบบแบ่งปันไฟล์ข้อมูล, ระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสำรองข้อมูลเป็นหลัก
  • G Series ระบบขนาด 2U ที่ภายในบรรจุ 4 Node สำหรับการใช้งานทั่วๆ ไปและประหยัดพื้นที่ติดตั้ง

ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้ Dell EMC VxRail หลากหลายรุ่นภายใน Data Center แห่งเดียวกันและบริหารจัดการร่วมกันจากศูนย์กลางได้ทั้งหมด ทำให้ง่ายต่อการเพิ่มขยายระบบให้เหมาะสมต่อ Workload และงบประมาณในแต่ละครั้ง ทำให้การเพิ่มขยายระบบ Hybrid Cloud ขององค์กรเป็นไปได้อย่างคุ้มค่าสูงสุดในทุก ๆ การลงทุนเสมอ

2. เชื่อมต่อCloud ได้ทันทีพร้อมก้าวสู่Hybrid Cloud ได้ในตัว

Dell EMC VxRail นี้สามารถทำงานร่วมกับบริการ VMware Cloud จากผู้ให้บริการได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น NTT เองที่เปิดให้บริการ VMware Cloud ที่ Data Center ภายในประเทศไทย ไปจนถึงบริการ VMware Cloud จากผู้ให้บริการ Public Cloud ชั้นนำอย่างเช่น AWS, Microsoft Azure หรือ Google Cloud Platform ก็ตาม

ทั้งนี้ภายใน Dell Hybrid Cloud Solution ก็ยังมีการเสริมระบบริหารจัดการกลางอย่าง APEX Cloud Services ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถติดตามการใช้งาน Cloud และ Data Center ที่กระจัดกระจายกันอยู่หลายแห่งได้ รวมถึงยังช่วยตรวจสอบและบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้จากศูนย์กลาง ทำให้การใช้งานระบบ Hybrid Cloud นั้นสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ

3. ช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ธุรกิจองค์กรหลายแห่งเลือกทำ Hybrid Cloud ด้วยการใช้ Dell EMC VxRail นั้นก็คือความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยจากการสำรวจการใช้งานจริงของลูกค้าที่ใช้ Dell EMC VxRail นั้นพบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  • มี ROI ในระยะเวลา 5 ปีอยู่ที่ 452%
  • โดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนใช้ Dell EMC VxRail นั้นจะมีค่าใช้จ่ายเทียบเท่ากับการใช้บริการ Public Cloud 10 เดือน ทำให้ระบบใดๆ ที่ใช้งานนานเกินกว่า 10 เดือนนั้น หากใช้งานบน Dell EMC VxRail ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
  • สามารถลด Downtime อันเกิดจากเหตุไม่คาดฝันลงได้ถึง 92% ด้วยความสามารถในการทำ High Availability ภายในระบบ
  • ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบ IT ลงได้ถึง 72% และยังทำให้ฝ่าย IT ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 70% โดยหากประเมินถึงค่าใช้จ่ายในระยะเวลา 5 ปีแล้ว ก็สามารถประหยัดลงไปได้ถึง 51% เลยทีเดียว

ทั้งนี้เมื่อใช้งาน Dell EMC VxRail ในรูปแบบของ Hybrid Cloud แล้ว ก็จะยิ่งทำให้องค์กรมีทางเลือกในการลงทุนขึ้นระบบใดๆ ได้อย่างคล่องตัวและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะสำหรับระบบที่ใช้งานเป็นระยะเวลาสั้น ๆ หรือระบบทดสอบใด ๆ นั้น ก็สามารถใช้งานบน Public Cloud ได้ทันที อีกทั้งยังสามารถเลือกใช้งานความสามารถที่มีเฉพาะบนบริการ Public Cloud อย่างเช่น AI, Machine Learning, Blockchain หรือ Database เฉพาะทางให้เหมาะสมกับงานที่ต้องการ และคุ้มค่ากว่าการลงทุนสร้างระบบที่ซับซ้อนระดับนั้นด้วยตนเองได้อีกด้วย

ดาวน์โหลด Whitepaper เพื่อเรียนรู้แนวโน้มและสถิติเกี่ยวกับ Hybrid Cloud ในองค์กรที่น่าสนใจ

สำหรับผู้ที่สนใจกลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud ซึ่งทาง Dell Technologies และ NTT ได้ร่วมมือกับ 451 Research จัดทำ Whitepaper ในประเด็น Hybrid Cloud Strategies are Shaping Enterprise IT Futures ขึ้นมาเพื่อให้ทุกท่านได้ดาวน์โหลดไปทำการศึกษาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://bit.ly/3rBPMIA

หากสนใจโซลูชันพร้อมบริการด้าน Hybrid Cloud หรือบริการ NTT Data Center หรือ NTT Data Center Interconnect ติดต่อ NTT ได้ที่ email : ap.th.ask@global.ntt หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3rBPMIA

สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ NTT ได้ที่ https://hello.global.ntt/

from:https://www.techtalkthai.com/first-step-to-hybrid-cloud-with-dell-hybrid-cloud-solution-by-ntt/

รู้จักกับ Fully Homomorphic Encryption (FHE) อนาคตของการประมวลผลข้อมูลสำคัญโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูล

เมื่อสัปดาห์ที่มาผ่านมาทาง IBM ได้จัดงานเพื่อแนะนำวิธีการเข้ารหัสใหม่ที่ทำให้สามารถใช้งานข้อมูลสำคัญได้อย่างมั่นใจที่ชื่อ Fully Homomorphic Encryption (FHE) ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อการประมวลผลข้อมูลในอนาคต

credit : ibm

ก่อนที่จะถึง FHE เราจะพาไปรู้จักกับพื้นฐานของ Homomorphic Encryption ที่มีวัตถุประสงค์ให้สามารถทำการคำนวณบนข้อมูลที่เข้ารหัสได้ นั่นหมายความว่าข้อมูลเข้ารหัสนั้นยังคงเป็นความลับอยู่ ต่างกับปัจจุบันที่เรารู้ที่ว่าข้อมูลขณะเก็บและส่งถูกเข้ารหัส แต่ตอนประมวลผลย่อมถูกถอดออกมาอยู่ดี คำถามคือการคำนวณข้อมูลที่เข้ารหัสได้สร้างความแตกต่างได้อย่างไร

ในมุมทางคณิตศาสตร์ Homomorphic อธิบายถึงการแปลงข้อมูลชุดหนึ่งไปเป็นอีกชุดหนึ่งโดยยังรักษาความสัมพันธ์ระหว่าง element ได้หรือคือยังคงโครงสร้างเดิมเอาไว้ กระบวนการคำณวนทางคณิตศาสตร์ที่กระทำบนชุดข้อมูลเข้ารหัสหรือข้อมูลที่ไม่เข้ารหัสให้ผลลัพธ์เหมือนกัน เพียงเท่านี้เราก็สามารถกระทำการคำนวณข้อมูลเข้ารหัสโดยที่ไม่ต้องรู้ถึง Secret Key ของต้นความได้ ส่วนผลลัพธ์ก็รู้กันแค่ผู้ส่งกับผู้รับเหมือนเดิม นี่คือความแตกต่างอันยิ่งใหญ่จน Gartner ประเมินเลยว่าภายในปี 2025 บริษัทอย่างน้อย 20% จะมีงบให้ FHE จากปัจจุบันที่มีใช้งานไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ

Homomorphic ออกเป็นหลายระดับตามความซับซ้อน อันดับแรก Partially Homomorphic Encryption ที่สามารถเลือกฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่ง(คูณและบวก)เพื่อกระทำการกับข้อมูลเข้ารหัสเท่านั้น ส่วน Somewhat Homomorphic Encryption จะเก่งขึ้นมาอีกระดับคือเลือกวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งกระทำกับข้อมูลได้หลายครั้งตามที่กำหนดได้ (จาก Wiki จะมี Leveled fully homomorphic encryption อีกขั้นหลังจากนี้) สุดท้าย Fully Homomorphic Encryption (FHE) คือขั้นสุดเพราะสามารถเลือกวิธีการคำนวณได้ตามต้องการผสมผสานกันได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

อย่างไรก็ดีความมั่นคงปลอดภัยของ FHE นั้นตั้งอยู่บนปัญหาของ Ring-Learning With Errors (RLWE) ซึ่งจากการรีวิวของผู้เชี่ยวชาญนั้นค่อนข้างมั่นใจได้ว่า วิธีการนี้มั่นคงปลอดภัยสูงเช่นเดียวกับการเข้ารหัสมาตรฐานอื่นๆ

ย้อนอดีต FHE

ปัญหาของความพยายามในเรื่อง FHE ถูกนำเสนอมาตั้งแต่ปี 1978 แล้วโดย Rivest, Adleman และ Dertouzos (ปีเดียวกับที่มีการตีพิมพ์เรื่อง RSA) แต่ก็ใช้เวลากว่า 30 ปีต่อมา ในปี 2009 กว่าที่เรื่องนี้จะปรากฏเป็นรูปเป็นร่างโดย Craig Gentry นักวิจัยซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ที่ IBM Research โดยได้นำเสนอผลงาน FHE ด้วยการใช้ lattice-based cryptography (https://crypto.stanford.edu/craig/craig-thesis.pdf) หลังจากนั้นก็พยายามตีพิมพ์การใช้วิธีการต่างๆเพื่อปรับปรุงวิธีการให้ดีขึ้น ขนาดว่าในปี 2011 การคำนวณ FHE แค่ 1 บิตยังใช้เวลากว่า 30 นาที  สุดท้ายภาพก็ชัดขึ้นในปี 2015 ว่าอาจใช้ได้จริงด้วยการทดลองเปรียบเทียบจีโนมมนุษย์ในเวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมง และมีการริเริ่มพัฒนา FHE ในวงกว้างของงานวิจัย รวมถึงอย่างที่ทราบดีว่าความเร็วของฮาร์ดแวร์นั้นดีขึ้นมาก

credit : ibm

จนกระทั่ง.. ต้นปี 2020 ทาง IBM เริ่มมีการปล่อยเครื่องมือ FHE Tookits ที่สร้างจากโอเพ่นซอร์ส HELib ที่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถเข้ามาทดลองได้ ควบคู่กัน IBM ก็ริเริ่มโครงการใช้จริงกับลูกค้ารายใหญ่เช่น ธนาคาร Banco Bradesco (บราซิล)เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญ

อนาคตของ FHE 

ปัจจุบัน IBM กำลังพยายามพลักดันให้เกิดการใช้งานจริง ซึ่งในหน้าเว็บของ IBM กล่าวว่าได้พร้อมเรื่องของการให้คำปรึกษา สอน และเครื่องมือ ผนวกตัวอย่างโค้ดให้ทดสอบกันได้ รวมถึง IDE อย่างไรก็ตามคาดว่า FHE จะได้เกิดแน่ๆอย่างน้อยก็พวกการใช้งานที่จำเป็นต้องรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เช่น Healthcare, ข้อมูลการเงิน และข้อมูลลูกค้าในธุรกิจต่างๆ ยิ่งในยุคของ Hybrid Cloud ที่เราไม่สามารถควบคุมหรือไว้วางใจการแชร์ข้อมูลกับผู้ประมวลผล 3rd-party ต่างๆ

IBM GitHub : https://github.com/IBM/fhe-toolkit-linux

ในมุมของการใช้งานจริงท่านสามารถติดตามวีดีโอสาธิตตั้งแต่การติดตั้ง FHE docker มายัง Linux พร้อมสาธิตกรณีการใช้งานค้นหาข้อมูลอย่างมั่นใจ ว่าใช้คำสั่งอย่างไร ซึ่งไม่ยากเลย ในกรณีการใช้งานด้าน AI ซึ่ง FHE จะช่วยให้ต่อไปจะสามารถนำข้อมูลไปเทรนโดมเดลได้โดยไม่ต้องเสี่ยงเผยข้อมูลส่วนตัวก็ถือเป็นอีกจุดเด่นของ FHE ที่ IBM นำเสนอเช่นกัน โดยคาดว่าในอนาคตอันใกล้คงจะเริ่มมีตัวอย่างโค้ดอื่นๆ ใน IBM FHE หรือการริเริ่มใช้ FHE เกิดขึ้นเรื่อยๆในแอปพลิเคชันต่างๆครับ

วีดีโอสาธิต FHE toolkit for Linux :

วีดีโอแนะนำ FHE :

ที่มา:

1.) https://newsroom.ibm.com/2020-12-17-IBM-Helps-Prepare-Clients-for-Next-Generation-Encryption-Technology

2.) https://www.ibm.com/security/services/homomorphic-encryption

3.) https://www.ibm.com/blogs/research/2020/12/fhe-progress-milestones/

4.) https://en.wikipedia.org/wiki/Homomorphic_encryption

5.) https://www.venafi.com/blog/homomorphic-encryption-what-it-and-how-it-used

from:https://www.techtalkthai.com/introduction-to-fully-homomorphic-encryption-by-ibm/

Dell EMC PowerFlex(dHCI) Solution for Modern Datacenters ตอนที่ 2

จากตอนก่อนหน้านี้ ข้อมูลในยุคปัจจุบันมีผลต่อการแข่งขันเพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ และข้อมูลที่เข้ามาจะมีหลากหลายลักษณะแตกต่างกันไป ดังนั้นการจัดการข้อมูลจะต้องรองรับทั้งประสิทธิภาพ, ปริมาณงาน, ความจุ, ความพร้อมใช้งาน, การปกป้องข้อมูล และข้อกำหนดของการบริการข้อมูล นอกจากนี้ยังต้องบริหารงบประมาณด้านไอทีให้เหมาะสมด้วย Dell EMC PowerFlex Solution  ได้ออกแบบให้ให้มีความสามารถทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ด้งนี้

• มีสมรรถนะสูง ไม่ว่าจะเป็นด้าน IOPS หรือ Throughput
• รองรับการขยายได้มากกว่า 1000 nodes และหลาย Petabytes (PB)
• สร้างจากพื้นฐานฮาร์ดแวร์ที่สามารถรองรับความเสียหายได้โดยไม่มีผลกระทบให้ระบบหยุดชงัก เช่น Mirror Disk Design เป็นต้น
• มีโครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลจากระบบต่างๆ มาบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันได้ (Data center consolidation)
• ถูกผลิตสำเร็จมาจากโรงงาน และมีการจัดการวงจรการทำงานด้วยระบบ LCM (life cycle management) รวมทั้งดูแลระบบทั้งหมดโดยเดลล์เทคโนโลยี

จากคุณสมบัติข้างต้นทำให้ PowerFlex สามารถช่วยพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย จากสถาปัตยกรรม 3-tier แบบเดิมมาเป็นแบบใหม่ที่เป็น Software Defined โดยได้ทั้งสมรรถนะที่สูงขึ้น, มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและ มีความน่าเชื่อถือในระดับ 6*9’s ด้วยฮาร์ดแวร์ที่ใช้ความสามารถของ Intel® Xeon® Scalable Processors เพื่อให้รองรับงานสำคัญที่ต้องการประสิทธิภาพสูงในปัจจุบัน และระบบงานใหม่ๆ อย่าง Cloud Native Workload ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ระบบฐานข้อมูลออราเคิล (Oracle Database)

ในปัจจุบัน ระบบฐานข้อมูลออราเคิล เป็นระบบฐานข้อมูลที่มีการใช้งานอย่างกว้างขวางในระบบแอพพลิเคชั่นที่สำคัญและต้องการการตอบสนองต่อผู้ใช้อย่างรวดเร็ว และต้องใช้งานได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ปี 1995 ทางบริษัทเดลล์เทคโนโลยี ได้ร่วมทำการวิจัยและพัฒนากับบริษัทออราเคิลจนมีลูกค้าจำนวนมากร่วมกัน ระบบฐานข้อมูลของออราเคิลต้องการระบบที่มีสมรรถนะสูง, มีความเสถียร และมีความเชื่อมั่นในการดูแลจัดการข้อมูลสูงสุดเพื่อนำไปใช้กับระบบงานหลักที่สำคัญขององค์กร รวมทั้งระบบงานที่มีการเรียกใช้และเข้าถึงข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์จำนวนมาก (data warehouses) ซึ่งทางออราเคิลก็มีระบบงานเสริมเพื่อรองรับงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเช่น Oracle RAC (Real Application Clusters) ที่รองรับรับการทำงานรวมกันของหลายๆ เซิร์ฟเวอร์ในเข้าถึงระบบฐานข้อมูลในคลัสเตอร์เดียวกัน โดยทำงานร่วมกับ Oracle ASM (Automated Storage Management) ที่จัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและระบบไฟล์ เพื่อรองรับการการเข้าถึงข้อมูลแบบ single-instance ให้กับแอพพลิเคชัน เพื่อทำให้ระบบมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพมากขึ้น

ตัวอย่างข้างล่างเป็นการออกแบบเริ่มต้นด้วย Dell EMC PowerFlex 4 nodes  ที่รองรับการขยายในอนาคต แบบ Scale-Out โดยเป็นการขยายที่ได้ทั้งขนาดความจุในการเก็บข้อมูลและประสิทธิภาพไปตามจำนวนโหนดที่เพิ่มขึ้น

ในแต่ละโหนดของ PowerFlex ใช้ดิสค์แบบ SSD โดย มี VMware ESXi และ PowerFlex ซอฟแวร์ โดยออกแบบให้แต่ละโหนดมี 2 VM โดยที่ VM แรกจะใช้สำหรับ Dell EMC PowerFlex Storage Virtual Machine (SVM) รองรับการจัดการ PowerFlex คลัสเตอร์และบริการด้านการจัดการข้อมูลต่างๆ ส่วน VM ที่สองจะใช้สำหรับระบบฐานข้อมูลออราเคิลบน Red Hat Enterprise Linux ที่มีการใช้งาน Oracle ASM สำหรับจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล

นอกจากนี้ผู้ใช้ระบบฐานข้อมูลออราเคิลยังมีความต้องการที่จะหาโซลูชั่นใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์และทำให้การดูแลระบบดีขึ้น เช่น

• ต้องการระบบที่ทำให้เร็วขึ้นเสถียรมากขึ้นในขณะที่ใช้งบประมาณลดลง
• ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลต้องการโซลูชั่นที่ช่วยให้ใช้เวลาในการจัดการระบบน้อยลงและสะดวกขึ้น
• ลูกค้าที่ใช้ระบบฐานข้อมูลออราเคิลต้องการลดค่าใช้จ่ายเรื่อง Database license
• ลูกค้า Oracle Exadata มีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลในการจัดการและ licensing
• มีการใช้เซิฟเวอร์ระบบฐานข้อมูลไม่เต็มประสิทธิภาพ (Under-utilized) หรือจำนวนเซิฟเวอร์ระบบฐานข้อมูลที่ต้องเพิ่มมากขึ้น
• ต้องการแชร์ทรัพยากรณ์ระบบฐานข้อมูลออราเคิลบน Virtualized Platform โดยเลือกใช้งาน Hypervisors ตามต้องการ หรือเลือกทำงานบน Bare metal configuration
• ต้องการลดจำนวนสำเนาของระบบฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการทำงานทดสอบและพัฒนา (Test/Dev)

จากความต้องการเหล่านี้ ทางบริษัทเดลเทคโนโลยี มีหน่วยงานที่สามารถทำการวิเคราะห์ผลจากการเก็บรายงานประสิทธิภาพ (awr/statspack) ของระบบฐานข้อมูลของลูกค้าแล้วทำการวิเคราะห์ออกมาเป็นรายงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบว่าการใช้ CPU ของเซิร์ฟเวอร์ระบบฐานข้อมูลจะค่อนข้างต่ำกว่าทรัพยากรที่มีอยู่จริง ยกตัวอย่างด้านล่างจากลูกค้ารายหนึ่งจะพบว่ามีการใช้งาน CPU สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 40% เท่านั้นซึ่งทำให้สามารถลดจำนวน CPU ลงได้โดยไม่มีผลกระทบกับการทำงาน และสามารถลดค่าใช้จ่ายของ Oracle DB license ลงได้ด้วย (CPU Core Licensing)

สมรรถนะสูงสุดด้วย Intel Scalable Processor และสถาปัตยกรรมแบบ dHCI

จากความการวิเคราะห์รายงานของลูกค้าข้างต้น การออกแบบระบบใหม่ด้วย Dell EMC PowerFlex solution ที่ใช้ Dell PowerEdge technology ก็ทำให้สามารถเลือกจำนวน Intel CPU core ตั้งแต่ 4-28 cores ที่ความเร็ว 1.9 – 3.9 GHz (หรือตามที่ Intel ออก Technology ใหม่ๆมาในอนาคต) เราจึงสามารถออกแบบระบบด้วยการเลือก Intel CPU ที่มีจำนวน core น้อยแต่ทำงานที่ความถี่ GHz สูงเช่นใช้ Intel® Xeon® Gold 6250 ที่มีเพียง 8 core แต่ความถี่สูงถึง 3.9GHz เพื่อให้ได้สมรรถนะสูงสุดในการทำงานเป็นเซิร์ฟเวอร์ของระบบฐานข้อมูลเพื่อลดค่าใช้จ่ายจากจำนวน Core License แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ Intel CPU ที่มีจำนวน core สูงขึ้นในส่วนของ PowerFlex SDS เพื่อให้ได้สมรรถนะในการจัดเก็บและบริการในการจัดการกับข้อมูลต่างๆ เนื่องจาก PowerFlex ไม่ได้คิด license จากจำนวน CPU core ซึ่งจะต่างจากเดต้าเบสฮาร์ดแวร์ที่จะกำหนด CPU ไว้ตายตัวเป็น 24 cores ที่ 2.4 GHz นอกจากนั้น PowerFlex ยังมีบริการการจัดการข้อมูลหลายอย่าง ทำให้ช่วยลดงานที่ CPU ของระบบฐานข้อมูลต้องไปจัดการเอง ทำให้สามารถใช้ประสิทธิภาพทั้งหมดของ CPU ไปเพื่อการประมวลผลฐานข้อมูลเป็นเท่านั้น และเนื่องจาก PowerFlex มีการใช้งาน disk drive เป็นจำนวนมาก ทำให้การ rebuild drive จากความเสียหายทำได้รวดเร็วและไม่กระทบกับประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูล และในส่วนซอฟแวร์ในการบริการจัดการข้อมูล DellEmc PowerFlex ก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย โดยการรวมเอาการจัดการต่างๆ มาไว้ด้วยกัน เช่น การทำ Compression, Snapshot, Replication, Data at Rest Encryption และ LCM เป็นต้น

ในส่วนการจัดการ Dell Emc PowerFlex ช่วยให้การดูแลระบบได้ง่ายขึ้น โดยทางลดความยุ่งยากด้านการจัดการกับหน่วยจัดเก็บข้อมูลโดยไม่ต้องมีการทำ RAID protection, RAID Group/Storage Pool, Striped/Concatenated Meta Devices, Tiering, Cache Size, Thick or Thin LUNs เป็นต้น ด้านเดต้าเบสก็ช่วยลดความยุ่งยากลงเช่นกัน โดยที่ไม่ต้องทำ ASM Intelligent Data Placement, number of ASM disk groups, ASM Redundancy, Allocation Unit Size, ASM Coarse or Fine Grained Striping เป็นต้น

ระบบประมวลผลและวิเคราะห์ (SPLUNK ENTERPRISE)

บริษัทเดลเทคโนโลยีกับบริษัท Splunk ได้ร่วมกันทดสอบระบบเพื่อหาสถาปัตยกรรมที่น่าเชื่อถือ และสามารถรองรับการทำงานของ Splunk Enterprise ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และทำงานรวมกันได้อย่างไม่มีปัญหา หรือที่เรียกว่า Validated the Reference Architecture ซึ่ง DellEMC PowerFlex และ Splunk ได้ทำการทดสอบมากกว่า 20 รูปแบบ (Configurations) ที่เหมาะกับการใช้งานที่ต่างกัน ซึ่ง DellEMC PowerFlex มีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้ได้ทั้งระบบ Splunk ที่ต้องการการประมวลผลสูง (Compute-heavy) หรือต้องการความจุสูง (Storage-Heavy) หรือระบบที่สมดุล (Balanced Configurations) รวมทั้งระบบแบบ hybrid ที่มีการใช้งานหน่วยจัดเก็บข้อมูล All Flash ร่วมกับระบบ NAS โดยในส่วนจัดเก็บข้อมูลของ PowerFlex จะทำงานเสมือน SAN storage แต่ใช้การรับส่งข้อมูลผ่านระบบ network แทน โดยที่เริ่มต้นที่ 4 nodes และขยายได้มากกว่า 1,000 nodes ที่เป็นการขยายทั้งเนื้อที่และสมรรถนะไปด้วยกัน ส่วนในส่วนประมวลผล (Compute) ของ PowerFlex จะรองรับ ระบบงานของ SPLUNK Enterprise ที่ต้องการสมรรถนะสูงในการวิเคราะห์ในชุดข้อมูลปัจจุบัน (hot/warm data) และทำงานร่วมกับ DellEMC Isilon scale-out network-attached storage (NAS) เพื่อรองรับการทำเก็บข้อมูลในระยะยาว (cold data) โดยมี Vmware virtualization เพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรของของระบบให้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างด้านล่างเป็นรูปแบบ Reference architecture ที่ใช้ DellEMC PowerFlex ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Hyperconverged ร่วมกับ DellEMC Isilon storage สำหรับ Virtualized Splunk Enterprise โดยการเก็บชุดข้อมูล Splunk (hot/warm/cold buckets) ไว้ในหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการประสิทธิภาพในการใช้งานและประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลในระยะยาว (Retention)

จากรูปด้านบน นอกจากจะเป็นการรองรับการทำงานของ Splunk ในการวิเคราะห์งานอย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังช่วยในเรื่อง

  • ลดต้นทุนในภาพรวม (Total Cost of Ownership) โดยการเก็บข้อมูลในที่ที่เหมาะสมและตอบสนองธุรกิจได้ดี เพื่อให้คุ้มค่าในการลงทุนที่สุด
  • ตอบสนองความต้องการทางธุรกิจได้รวดเร็วกว่า และทำให้เกิดมูลค่าให้กับธุรกิจมากขึ้นเพื่อในการแข่งขัน เนื่องจากการใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์มาตรฐาน ที่เป็นสถาปัตยกรรมที่รองรับการขยายงานทั้งขนาดและสมรรถนะในอนาคตได้มาก โดยไม่ต้องหยุดระบบและไม่ต้องเสียเวลาในการทำย้ายข้อมูล (Data Migration) เมื่ออุปกรณ์หมดอายุการใช้งาน (End of Support Life – EOSL
  • ทำให้การดูแลระบบทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการใช้Splunk Enterprise บนสถาปัตยกรรมแบบ virtualized ร่วมกับ VMware และ PowerFlex Solution ทั้งในการจัดการแบบออโตเมชั่นหรือการทำดูแลระบบด้วย LCM (Lifecycle Management

ระบบงานแบบใหม่ๆบนคลาวด์ (Cloud Native Architecture)

บริษัทขนาดใหญ่ในปัจจุบันได้พบความท้าทายอย่างมากที่จะต้องปรับตัว และพัฒนาเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจ (Digitally Transformation) ที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจในโลกดิจิตอล ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่สร้างความได้เปรียบคู่แข่งการค้าทั้งสินค้าและบริการ ดังนั้นสถาปัตยกรรมแบบ Cloud Native จึงเข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบและนำไปใช้งานกับแอพพลิเคชั่น เพื่อให้ง่ายต่อการปรับแก้และการเพิ่มขยาย ด้วยการใช้งานระบบงานคอนเทนเนอร์ (Containerization) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เป็นที่นิยมและใช้งานกันอย่างมากในการใช้งานกับระบบงานใหม่ต่างๆ (Cloud Native-Workload) เทคโนโลยี่นี้ได้ถูกพัฒนาเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ กันอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องจากกลุ่มนักพัฒนาซอฟแวร์ open-source community

สถาปัตยกรรมแบบ Cloud Native ทำให้แอพพลิเคชั่นใช้งานความสามารถของระบบคอนเทนเนอร์ในเรื่องโครงสร้าง ระบบงานฐานข้อมูล เครื่องมือในการพัฒนาที่มีความสามารถในการจัดการหลายด้านเช่น scheduling, load balancing, resource monitoring, scaling, and job isolation เพื่อการใช้งานในรูปแบบงานที่ซับซ้อน โดย Kubernetes (K8s) จะเป็นตัวควบคุมและจัดการ (Orchestration) ในงานและบริการต่างๆที่พัฒนาโดยระบบคอนเทนเนอร์ อย่างเช่น การทำ configuration และ automation โดย K8s จะกำหนดรูปแบบ (framework) ในการจะกระจายทรัพยากรต่างๆให้กับ Containers ใน K8s จะมีโซลูชั่นในการจัดการการเก็บข้อมูล ที่เรียกว่า CSI (Container Storage Interface) ซึ่งเป็นไดร์เวอร์มาตรฐานที่ทำให้หน่วยจัดเก็บข้อมูลทำงานร่วมกับ Pods ใน Containers โดยผ่าน PVC (Persistent Volume Claim) ของ K8s

ในบรรดาเพล็ตฟอร์มคอนเทนเนอร์ต่างๆนั้น Red Hat® OpenShift® Container Platform เป็นที่นิยมใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ โดยใช้ K8s เป็นตัวควบคุมและจัดการไม่ว่าแอพพลิเคชั่นนั้นจะทำงานอยู่ในเดต้าเซ็นเตอร์ (on-premises) หรือทำงานอยู่บนผู้ให้บริการคลาวด์ (public cloud) และเนื่องจาก DellEMC PowerFlex รองรับการทำงานทั้งแบบดั้งเดิม (traditional workloads) และการทำงานแบบใหม่ (cloud-native workloads) ด้วยเทคโนโลยีที่มีความยืดหยุ่นสูง ที่สามารถขยายส่วนประมวลผลและหน่วยจัดเก็บข้อมูลได้แบบอิสระต่อกัน (dHCI) และมีการเพิ่มขยายแบบ linear scalability ทำให้มีสมรรถนะสูงและมีความน่าเชื่อถือในระดับ enterprise-grade resilience ดังตัวอย่างด้านล่างนี้

นอกจากนั้น DellEmc PowerFlex ยังรองรับระบบฐานข้อมูลสำหรับระบบคลาวด์ (Cloud-Native database) เช่น Cassandra, MongoDB , CockroachDB, Couchbase, PostgreSQL เป็นต้น ทำให้ระบบสามารถที่จะทำงานอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ (private cloud) หรือบนผู้ให้บริการคลาวด์ (public cloud) หรือทำงานร่วมกันได้ (hybrid clouds) โดยที่ DellEmc PowerFlex จะมี Dell EMC CSI Operator ซึ่งเป็น  K8s native application ที่จะช่วยติดตั้งและจัดการ CSI Drivers เพื่อแอพพลิเคชั่นรองรับการใช้งาน CSI ได้ทำให้ Container Orchestration Systems (COs) เช่น K8s สามารถใช้งานหน่วยเก็บข้อมูลในระดับ block และ file storage system สำหรับคอนเทนเนอร์เวิร์คโหลด ดังผลทดสอบกับ MongoDB และ Cassandra ข้างล่าง

ระบบฐานข้อมูลแบบ Cloud-Native Database (Cassandra)

ระบบฐานข้อมูล Cassandra เป็นระบบฐานข้อมูล open source แบบ NoSQL ที่เป็นฐานข้อมูลแบบกระจาย (decentralized database) สำหรับรองรับการจัดการข้อมูลแบบมีโครงสร้าง (structured data) ขนาดใหญ่ โดยสามารถกระจายการทำงานในหลายโหนดหรือไปต่างเดต้าเซ็นเตอร์แบบไม่มีข้อจำกัดด้านระยะทาง นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างจากฐานข้อมูลแบบเดิม เช่น มีความยืดหยุ่นในการขยายสูงในขณะเดียวกันก็มีสมรรถนะสูงด้วย, มีความยืดหยุ่นในการเลือกหน่วยจัดเก็บข้อมูล และสามรถเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น

ระบบฐานข้อมูล Cassandra มีลักษณะการกระจายข้อมูลแบบ peer-to-peer ไปยังโหนดต่างๆ ในคลัสเตอร์ ซึ่งในแต่ละโหนดนั้นจะหน้าที่เหมือนกัน โดยแต่ละโหนดจะเป็นอิสระต่อกันและในขณะเดียวกันก็จะทำงานร่วมกันในด้วย แต่ละโหนดในคลัสเตอร์จะรับคำสั่งอ่าน/เขียนโดยไม่คำนึงถึงว่าข้อมูลนั้นจะอยู่ที่ไหนในคลัสเตอร์ ดังนั้นเมื่อมีโหนดใดเสียหาย โหนดที่เหลืออยู่จะรับคำสั่งอ่าน/เขียนแทน ซึ่ง DellEMC PowerFlex ทำงานรองรับ Cassandra ได้ตามรูปด้านล่าง

จากการทดสอบการทำงาน DellEMC PowerFlex โดยใช้ Cassandra-stress tool ทำการสร้างโหลดเพื่อทดสอบบน Cassandra pods จำนวน 6 pods ผ่านการทดสอบ 2 รูปแบบ

การทดสอบรูปแบบที่ 1: ทดสอบการอ่าน100% โดยเริ่มจากการโหลดข้อมูล 2 พันล้าน records เข้าไปใน Cassandra database จากนั้นจึงทำการอ่านข้อมูลผ่าน Cassandra Pods ทั้งหมด ผลการทดสอบแสดงดังกราฟด้านล่าง จากการทดสอบด้วยการอ่าน 100% ผ่าน Cassandra 6 Pods บน OpenShift Cluster จะได้ throughput 147,675 ops/s ที่มี latency ในระดับต่ำกว่า 1 มิลลิวินาที เมื่อใช้ 50 เทรดต่อ Cassandra Pod

การทดสอบรูปแบบที่ 2 : ทดสอบการเขียน 100% โดยการเขียนข้อมูล 3 ล้าน records ลงใน Cassandra database ผลการทดสอบแสดงจากกราฟด้านล่าง จากการทดสอบด้วยการเขียน 100% ผ่าน Cassandra 6 Pods บน OpenShift Cluster จะได้ throughput 121,470 ops/s ที่มี latency ในระดับต่ำกว่า 1 มิลลิวินาที เมื่อใช้ 60 เทรดต่อ Cassandra Pod

สามารถดูรายละเอียดของการทดสอบได้จาก https://infohub.delltechnologies.com/section-assets/cassandra-powerflex-000068

โดยสรุป 5 จุดเด่นของ DellEmc PowerFlex Solution มีดังนี้

  1. สูงสุด (Massive Performance)
  2. มีความเสถียรในระดับ 99.9999% (99.9999% Availability)
  3. มีประสิทธิภาพสูง (High efficiency) ข้อมูลจะกระจายอยู่ทุกโหนดและใช้ทรัพยากรจากทุกโหนดอย่างเต็มที่
  4. มีความทนทานต่อความเสียหาย (Resiliency) มีระบบการกระจายข้อมูลแบบ Multipathing ในทุกทรัพยากรของระบบ
  5. มีความยืดหยุ่นสูง (Flexibility) สามารถขยายส่วนประมวลผล หรือส่วนจัดเก็บข้อมูลได้อย่างอิสระตามความต้องการของงานและรองรับหลากหลายระบบ

สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ DellTechnologies.com/PowerFlex หรือติดต่อ คุณวศิน โทร. 090-949-0823 หรืออีเมลมายัง Chidchanok.uthaigorn@dell.com

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-powerflexdhci-solution-for-modern-datacenters-chapter-3/

UOB สนับสนุน SMEs ไทย นำทัพโซลูชันที่ตอบโจทย์จาก The FinLab ปรับธุรกิจสู่ Smart Business ในงาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021

ท่ามกลางภาวะวิกฤตจาก COVID-19 นั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางทั่วโลกสามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ท่ามกลางความผันผวนและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ทุกชั่วขณะ

UOB ในฐานะของธนาคารที่เป็นผู้นำการให้บริการแก่ธุรกิจ SMEs และมีเครือข่ายทั่วภูมิภาค ร่วมกับ The FinLab ผู้ร่วมขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีไปใช้โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารยูโอบี เพื่อช่วยเหลือธุรกิจในการเดินทางสู่โลกดิจิทัล จัดงานสัมมนาออนไลน์ ASEAN SME TECH SUMMIT 2021 เพื่อให้ธุรกิจ SMEs ทั่วอาเซียน ได้รู้จักกับนวัตกรรมโซลูชันใหม่ๆ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์การปรับเปลี่ยนธุรกิจ SMEs ให้ก้าวสู่การเป็น Smart Business อย่างเต็มตัว ขณะเดียวกัน ยังช่วยผลักดัน SMEs ไทย ปรับตัวทางดิจิทัลผ่านโครงการ Smart Business Transformation อีกด้วย

ทัพโซลูชันที่ตอบโจทย์สำหรับ SMEsหลากหลายอุตสาหกรรม ในงาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021

งาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021 เป็นงานสัมมนาออนไลน์ประจำปีของ The FinLab เพื่อรวบรวมโซลูชันตอบโจทย์  SMEs ที่สนใจการทำ Digital Transformation ให้ได้อัปเดตบริการโซลูชันครอบคลุมความต้องการรอบด้าน ซึ่งปีนี้เรียกว่าขนทัพผู้พัฒนาโซลูชันกว่า 19 ราย จากโครงการภายใต้ The FinLab  มานำเสนอนวัตกรรมของตนเอง พร้อมส่วนลดและข้อเสนอสุดพิเศษ โดยแบ่งการโชว์เคสตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ Retail, F&B, Microbusiness และ B2B

ประเดิมด้วยโซลูชันสำหรับกลุ่มธุรกิจ Retail ที่ตอนนี้หันมาให้ความสำคัญกับการวางกลยุทธ์การตลาดแบบ Omnichannel ผสานทุกช่องทางธุรกิจเพื่อพิชิตใจลูกค้า ดังนั้นการนำเอาโซลูชันเข้ามาช่วยเชื่อมประสานระหว่างออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ รวมถึงใช้ระบบ AI มาจัดการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วแปรเปลี่ยนเป็นอินไซต์ ก็จะเสริมประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในงานมีการนำเสนอโซลูชันที่เหมาะกับธุรกิจ Retail หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • Zaviago ระบบสร้างเว็บไซต์ธุรกิจและหน้าร้าน E-Commerce โดยไม่ต้องเขียนโค้ด
  • Innergia Labs บริการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับธุรกิจ Retail
  • Synagie บริการด้าน E-Commerce แบบครบวงจร
  • Shopmatic บริการด้าน Omnichannel เชื่อมต่อช่องทางการชำระเงินและจัดส่งสินค้า
  • Kaddra บริการโซลูชัน E-Commerce และ Marketing เน้นการใช้งานผ่านมือถือ

และโซลูชันรองรับเทรนด์ปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลสำหรับกลุ่มธุรกิจ F&B เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการทำงานยุค New Normal อาทิ โซลูชันคลาวด์ด้านการจัดซื้อ, โซลูชันวิเคราะห์ข้อมูล, ระบบ POS รวมถึง แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับออกแบบงานกราฟฟิกดีไซน์

  • EzyProcure แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
  • AImazing โซลูชันครบวงจร สำหรับงานด้านการตลาดและวิเคราะห์ข้อมูล
  • Qashier ระบบบริหารจัดการการขายหน้าร้าน (POS) แบบ All-in-One
  • Designs.ai แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับออกแบบงานกราฟฟิกดีไซน์และวิดีโอ

พร้อมกันนี้ ยังมีการนำเสนอโซลูชันสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือ Microbusiness ที่มีความต้องการใช้งานโซลูชันแตกต่างกันไป ซึ่งงานนี้มีโซลูชันในด้านต่างๆ เช่น Email Marketing, แพลตฟอร์ม E-commerce, ซอฟต์แวร์บริหารจัดการงานด้านบัญชี ฯลฯ มาให้ SMEs ทำความรู้จักและรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจาก ตัวแทนผู้พัฒนาโซลูชัน

  • Taximail บริการ Email Marketing ที่วัดผลได้แบบ Real-Time
  • Skale บริการ Marketing Tool แบบ All-in-One
  • CombineSell แพลตฟอร์มด้าน Multichannel E-commerce แบบครบวงจร
  • Forma แพลตฟอร์มบริหารจัดการ Workflow ที่สามารถกำหนดเองได้
  • Xero ซอฟต์แวร์บริหารจัดการงานด้านบัญชีบนระบบคลาวด์

โชว์เคสโซลูชันที่เหมาะสำหรับธุรกิจ B2B

  • Venio บริการ Cloud CRM สำหรับบริหารจัดการฝ่ายขายได้ผ่าน Smartphone
  • OrangeFin Asia โซลูชัน Robotic Process Automation จัดการกระบวนการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ
  • Novocall โซลูชันแบบคลิกเพื่อให้โทรกลับ จากบนเว็บไซต์
  • QuickDesk โซลูชันสำหรับงานขายและ CRM
  • SourceSage บริการด้าน E-Commerce และ Digital Marketing สำหรับธุรกิจ B2B

จะเห็นได้ว่าโซลูชันที่ถูกนำมาเสนอในงาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021 ครั้งนี้มีหมวดหมู่ที่หลากหลายมาก ถึงแม้บางโซลูชันจะอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันแต่ก็มีความต่างกันในเชิงรายละเอียด เพื่อให้ธุรกิจที่สนใจสามารถเลือกนำโซลูชันที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองมากที่สุดไปใช้งานได้นั่นเอง

3 โซลูชัน จากผู้พัฒนาชาวไทย

อีกหนึ่งความพิเศษของงาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021 นอกจากจะมีบริการสำหรับหลากหลายอุตสาหกรรมแล้ว ยังรวบรวมผู้พัฒนาโซลูชันจาก 3 ประเทศ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และเป็นครั้งแรกที่มีผู้พัฒนาโซลูชันของประเทศไทยเข้าร่วมงาน ในส่วนของการใช้งานจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง ไปดูข้อมูลแบบเจาะลึกกันครับ

Zaviago ระบบสร้างเว็บไซต์ธุรกิจและหน้าร้าน E-Commerce โดยไม่ต้องเขียนโค้ด

Credit: Zaviago

Zaviago คือบริการระบบสร้างเว็บไซต์ในแบบ No-Code จากผู้พัฒนาชาวไทย ที่จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถทำการออกแบบเว็บไซต์ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมแต่อย่างใด โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น

  • เริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถเปิดเว็บที่หลากหลาย ทำให้สามารถทดลองสร้างเว็บไซต์บนระบบของ Zaviago ได้อย่างง่ายดาย
  • มี Template ที่สวยงามให้พร้อมใช้งานได้ทั้งแบบฟรีและแบบที่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถทำการปรับแต่งส่วนประกอบต่างๆ ของเว็บไซต์เองได้ด้วยการลากวาง
  • มีระบบหลังบ้านสำหรับการทำ E-Commerce อย่างครบวงจร ทั้งการจัดการ Order, การจัดการ Stock, การบริหารจัดการ Promotion และ Online Payment ที่มั่นคงปลอดภัย รองรับการชำระเงินที่ครอบคลุมและทันสมัย ได้แก่ บัตรเครดิต, บัตรเดบิต, LINE Pay, Mobile Banking, True Wallet, Bitcoin และการผ่อนชำระ
  • มีระบบเชื่อมต่อกับ Platform ที่ลูกค้าในไทยใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น  Shopee, Lazada, LINE OA, Facebook Store และ Google Shopping และบริหารเชื่อมต่อระบบขนส่งต่างๆ จาก  Kerry Express, Thai Post และผู้ให้บริการขนส่งรายอื่นๆ อีกมากมาย
  • สามารถสร้างเว็บไซต์หลายภาษา เพื่อรองรับลูกค้าจากนานาชาติได้
  • มีทีมงานชาวไทยคอยสนับสนุนการสร้างเว็บไซต์ของธุรกิจ และยังมีคอร์สออนไลน์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง

Venio บริการ Cloud CRM สำหรับบริหารจัดการฝ่ายขายได้ผ่าน Smartphone

Credit: Venio

Venio ไม่เพียงแต่จะทำให้ธุรกิจสามารถทำการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าแต่ละคนในแต่ละองค์กรได้อย่างเป็นระบบระเบียบเท่านั้น แต่ยังช่วยให้พนักงานฝ่ายขายแต่ละคน สามารถวางแผนกิจกรรมและบันทึกสถานะของงานขายแต่ละงานได้ สามารถตรวจสอบและติดตามการขายได้ง่ายมากขึ้นผ่านดีลสเตจ และ sales pipeline ในขณะที่หัวหน้าฝ่ายขายเองก็สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์แนวโน้มภาพรวมของการขาย จากหน้า dashboard และรายงานต่างๆ ทำให้การบริหารจัดการฝ่ายขายเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ และมีข้อมูลประกอบทุกการตัดสินใจ

เมื่อฝ่ายขายได้ทำการปิดการขายไปแล้ว Venio เองก็ยังสามารถช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ด้วยการเปิดเคสลูกค้าและส่งต่อให้ Customer Service ช่วยดูแลบริการหลังการขายให้กับลูกค้าแต่ละราย โดยที่ทีมขายแต่ละคนเองก็ยังเข้ามามีส่วนช่วยลูกค้าคนสำคัญของตนเองผ่านการติดตามสถานะการให้บริการได้อย่างใกล้ชิด  นอกจากนี้ Venio ยังสามารถแจ้งเตือนให้ติดตามโอกาสการขายต่างๆ เพื่อให้เกิดการขายซ้ำหรือขายเพิ่มในลูกค้ารายเดิมๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Taximail บริการ Email Marketing ที่วัดผลได้แบบ Real-Time

Credit : Taximail

Taximail เปิดให้ธุรกิจสามารถติดต่อลูกค้าของตนเองได้อย่างง่ายดายผ่านช่องทาง Email โดย Taximail สามารถรองรับการส่ง Email จำนวนหลายพันฉบับไปจนถึงหลายล้านฉบับให้กับลูกค้าของธุรกิจแต่ละรายได้โดยอัตโนมัติ ด้วยเครื่องมือในการออกแบบ Email ให้มีความสวยงาม  พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสให้ Email ถึง Inbox ของผู้รับมากที่สุด

โดยทั่วไปแล้ว Taximail จะถูกธุรกิจ SMEs นำไปประยุกต์ใช้งานด้วยกัน 2 แบบ ได้แก่

  • Email Marketing คือ การส่ง Email การตลาดเพื่อแจ้งเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ หรือนำเสนอโปรโมชันใหม่ๆ แก่ลูกค้า
  • Transactional Email คือ การผูกระบบ Email เข้ากับระบบอื่นๆ เช่น ระบบสมัครสมาชิก หรือ E-Commerce เพื่อให้เกิดการส่ง Email โดยอัตโนมัติไปยังลูกค้าเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องการ เช่น ยืนยันผลการสมัครสมาชิก, ยืนยันผลการสั่งซื้อสินค้า หรือแจ้งการส่งสินค้า เป็นต้น

และถึงแม้งาน ASEAN SME TECH SUMMIT 2021 จะจบลงไปแล้ว ทาง The FinLab ก็ยังคงเปิดช่องทางออนไลน์เพื่อให้ธุรกิจ SMEs ไทยสามารถทำการจับคู่ความต้องการทางธุรกิจของตนเองเข้ากับโซลูชันทางด้านเทคโนโลยีจากผู้พัฒนาได้ และมีโปรแกรมให้ SMEs เริ่มเส้นทาง Digital ได้สะดวกง่ายครบจบในที่เดียว ด้วย “Digital Transformation Starter Kit” บนเว็บไซต์ของ The FinLab

UOB และ The FinLab เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจไทย นำโซลูชันชั้นนำมาเสริมศักยภาพธุรกิจ SMEs แล้วมากกว่า 500 รายในโครงการ Smart Business Transformation

ปัจจุบัน UOB และ The FinLab ได้กลายเป็นผู้เชื่อมโยงเจ้าของโซลูชันหลากหลายประเทศ เข้ากับธุรกิจ SMEs ไทย ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และพันธมิตรภาคเอกชนอีกหลายราย ดำเนินโครงการ Smart Business Transformation เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีไปใช้งานในภาคธุรกิจ SMEs ของไทยอย่างเต็มตัว รวมถึงนำผู้พัฒนาโซลูชันชาวไทยเปิดตัวออกสู่ตลาดต่างประเทศ

บทบาทหลักของ The FinLab จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ ประเมินผู้พัฒนาโซลูชันที่เข้าร่วมในโครงการเพื่อให้ตอบโจทย์ SMEs อย่างแท้จริง ทั้งการ Implement ใช้งานได้ง่าย ผู้ให้บริการมีความน่าเชื่อถือ มีราคาที่ SMEs สามารถเอื้อมถึง ซึ่งจะเป็นการช่วยขจัดความเครียดและความท้าทายที่ SMEs ต้องเผชิญในการค้นหาโซลูชันที่เหมาะสมกับธุรกิจ ไปพร้อมกับการทำความเข้าใจความต้องการของ SMEs ก่อนที่จะแนะนำให้จับคู่โซลูชัน

ประกอบกับความเชื่อที่ว่า การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล คือ การวิ่งมาราธอน The FinLab จึงมุ่งเน้นที่การเรียนรู้และยกระดับทักษะผ่านเวิร์กช็อปด้านเทคโนโลยี (Tech workshop), Master Classes และ Webinar ต่างๆ ที่นำผู้เชี่ยวชาญมาแชร์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อหวังว่าจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยน Mindset และทำให้ SMEs เปิดใจที่จะเริ่มต้นใช้งานเทคโนโลยี และ Transform ตัวเองอย่างต่อเนื่อง

เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Smart Business Transformation จาก UOB และ The FinLab ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เพราะ ‘พันธมิตร’ คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในโลกดิจิทัล โครงการ Smart Business Transformation สามารถผลักดันความร่วมมือของพันธมิตรทางธุรกิจภายใต้โครงการ นอกจากจะช่วย SMEs ปรับตัวทางด้านดิจิทัล ให้คำปรึกษาจับคู่ให้เจอโซลูชันที่ใช่ และปรับใช้ให้มีประสิทธิภาพแล้ว ยังสนับสนุนผู้พัฒนาโซลูชันที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพและมีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการช่วยเหลือธุรกิจ SMEs พร้อมต่อยอดให้กลุ่ม SMEs และ ผู้พัฒนาโซลูชัน จับมือกันเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับธุรกิจ SMEs หรือองค์กรใดที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Smart Business Transformation จาก UOB และ The FinLab เพื่อทำความรู้จัก, พูดคุย และทดลองใช้งานโซลูชัน นวัตกรรมใหม่ๆ จากทั่วอาเซียน สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการได้ดังนี้

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The FinLab สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://thefinlab.com/th/thailand/ หรือติดตามข่าวสารผ่านทาง Facebook ได้ที่ https://www.facebook.com/thefinlab.th/

from:https://www.techtalkthai.com/uob-brings-finlab-solutions-to-support-thai-smes-for-smart-business-in-asean-sme-tech-summit-2021-event/

[Guest Post] ปลดล็อคโลกธุรกิจยุคดิจิทัล ขยายองค์กรแบบไร้รอยต่อ กับ Atos BullSequana S for SAP HANA

BullSequana S for SAP HANA เครื่องมือแห่งโลกธุรกิจยุคดิจิทัล ที่พร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต ช่วยให้องค์กรของคุณก้าวไปได้อย่างต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อ ยืดหยุ่นสูง มีความสามารถในการขยายฐานข้อมูลได้มากเป็นพิเศษ ทำงานได้ต่อเนื่องด้วย in-memory database และรองรับการประมวณผลแบบเรียลไทม์ มาพร้อมกับคุณภาพการบริการที่ดีที่สุด ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานกว่า 86 ประเทศทั่วโลก ให้ธุรกิจของคุณสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ฉับไว ไม่มีสะดุด

SAP HANA นั้นเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในด้านการบริหารและจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูง มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยเสริมการทำงานภายในองค์กรให้ง่ายและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี เมื่อผนวกเข้ากับความเชี่ยวชาญและบริการเสริมแบบ end-to-end จาก Atos ที่ได้รับการปรับปรุงและคัดสรรฮาร์ดแวร์อันทรงพลังและยืดหยุ่นให้เข้ากับซอฟต์แวร์ของ SAP HANA โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถช่วยเสริมศักยภาพทางธุรกิจของคุณให้ทำงานบน Big Data ที่ต้องอาศัยการรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูงมากได้อย่างคล่องตัวและลื่นไหล นอกจากนี้ BullSequana S ยังมาพร้อมกับ 2nd Gen Intel® Xeon® Scalable Processors ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและมีระบบประมวลผลที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น

ความสามารถในการขยายฐานข้อมูลได้สมบูรณ์แบบ

BullSquana S สามารถปรับใช้และรองรับกับ SAP HANA ทุกขนาดหน่วยความจำ ตั้งแต่ 384GB ไปจนถึง 12TB เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับขนาดขององค์กรและงบประมาณในการลงทุน

มีความยืดหยุ่นสูง

สามารถปรับใช้กับอุปกรณ์เดิมที่คุณมีอยู่ เช่น ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล  และซอฟต์แวร์ เพื่อการปรับใช้ได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม พร้อมการสนับสนุนและบริการจากศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง ช่วยให้องค์กรของคุณสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับการใช้งานได้อย่างลงตัว

น่าเชื่อถือในระดับเมนเฟรม

ความน่าเชื่อถือและความยืดหยุ่นเป็นสิ่งสำคัญเมื่อต้องคำนึงถึงระบบ in-memory database การป้องกันข้อมูลเสียหายหรือสูญหายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ด้วย PCIe ที่สามารถทำการสลับและรักษาข้อมูลในขณะที่กำลังซ่อมบำรุงพร้อมๆ ไปกับในช่วงที่มีการใช้งานสูงสุดได้

พร้อมสำหรับอนาคต

BullSequana S นั้นสร้างขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานที่เพิ่มขยายมากขึ้นในอนาคต ทั้งในส่วนของ CPUs ด้วย GPUs เช่นเดียวกับ SAP Leonardo

นอกจากนี้ อาโทส (ประเทศไทย) ยังมี Digital Solutions และบริการต่างๆ อีกมากมาย ที่สามารถตอบโจทย์หน่วยงานหรือองค์กร ที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบเข้าสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างเต็มตัว ซึ่งเหมาะสมกับสภาวะของเศรษฐกิจและสังคมที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้นการปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้ก่อน จึงเป็นกลไกการตลาดที่สำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน  ลดต้นทุน และการบริหารจัดการเวลาได้คุ้มค่า ทำให้บริษัทหรือองค์กรก้าวไปได้ไกลและเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมรับสถานการณ์ต่างๆ ในอนาคตได้อย่างทันท่วงที

สนใจบริการ Atos BullSequana S for SAP HANA สามารถติดต่อได้ที่ คุณ Worasait Rajchanonnarasin อีเมล worasait.rajchanonnarasin@atos.net หรือ ส่งข้อมูลความสนใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ จาก SAP และ Atos มาที่ https://forms.gle/WCiXH3ZdFJUf1gFx6

from:https://www.techtalkthai.com/introduction-to-atos-bullsequana-s-for-sap-hana/

Dell EMC PowerFlex(dHCI) Solution for Modern Datacenters ตอนที่ 2

ในตอนที่แล้วเป็นเรื่องเทคโนโลยี่ของ PowerFlex ที่ช่วยในการทำ IT Transformation ขององค์กร เพื่อให้รองรับทั้งระบบงานที่ใช้งานอยู่เดิมและระบบงานสมัยใหม่ ในตอนนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารและการจัดการ Data Center เพื่อให้จัดการได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น

จากการศึกษากลุ่มเป้าหมายของ Forrester Research พบว่าการตัดสินใจที่จะไปใช้บริการจาก ผู้ให้บริการทางด้าน IT นั้น (Service Providers)

  • 80% คิดว่าการใช้บริการนั้น จะช่วยให้ พนักงานที่ดูแลระบบใน Data Center มีเวลามากขึ้นในการทำงานใหม่ๆเพื่อพัฒนาธุรกิจ (Innovative)
  • 72% คิดว่าการใช้บริการนั้น จะช่วยบริหารความต้องการที่สูงขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ( Spikes ) ได้ดี
  • 70% คิดว่าการใช้บริการนั้น จะช่วยให้การนำเทคโนโลยี่ใหม่ๆ มาใช้ในองค์การทำได้ได้เร็วขึ้น

การจากการศึกษาข้างบน กลยุทธ์ที่บริษัทฯ จะเปลี่ยนเป็นองค์กรดิจิทัล จะต้องบริหารงบประมาณในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานไอที โดยใช้นวัตกรรมใหม่ๆในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อให้บริการกับลูกค้าในขณะเดียวกันก็ยังต้องดูแลระบบเดิมอยู่ การลงทุนด้านไอทีจึงเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่การเติบโต ความต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานเป็นต้นทุนสำคัญ เนื่องการจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลส่วนใหญ่เป็นการจัดเก็บแบบแยกส่วนกัน (Silo) และยังมีขนาดใหญ่ขึ้นในแต่ละปี องค์กรจึงจำเป็นจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โซลูชันในการจัดเก็บข้อมูลแบบ Structure Data (Block) ที่สามารถปรับขนาดได้ตามความต้องการขององค์กร มี 2 รูปแบบคือ

1.แบบ 3 Tier Architecture ที่ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนประมวลผล (Server) ส่วนเชื่อมต่อ (SAN Switches) และส่วนจัดเก็บข้อมูล (storage) ซึ่งมีข้อดีในการรองรับระบบที่เป็น Virtual และ Physical ได้หลาย platform รวมทั้งยังสามารถขยายแต่ละส่วนแยกจากกันได้ตามความต้องการ แต่การขยายยังเป็นแบบ Scale-In เทคโนโลยี่คือขยายได้ภายในอุปกรณ์ที่มีเท่านั้นจึงทำให้มีข้อจำกัดในการขยาย (Bottleneck) และเมื่อมีการ EOSL (end of service life) จะต้องทำการย้ายข้อมูลจากระบบเก่าไประบบใหม่ (Migration) ตามรอบการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

2. แบบ HCI (Hyper Converged Infrastructure) คือเทคโนโลย์ที่ตอบโจทย์เรื่องคลาวด์เทคโนโลยี่ (Cloud Platform) เกิดจากการนำเครื่องคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Nodes) มาทำงานร่วมกันแบบคลัสเตอร์ด้วยการนำเทคโนโลยี Virtualization และ Software-Defined มาใช้เพื่อให้สามารถรองรับการทำงานแบบ Virtualization ทั้ง Virtual Machine, Virtual Storage และ Virtual Network ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเครื่องแม่ข่ายที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในรูปแบบ Scale-Out รวมทั้งการจัดการระบบด้วย LCM (Life Cycle Management)   ที่จะช่วยให้การจัดการงานต่างๆ นั้นง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการ deployment, upgrade และ patch ซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ ในระบบ แต่ก็มีข้อจำกัดของสถาปัตยกรรม ที่อาจไม่มีความหลากหลายในการใช้ Hypervisor, Bare metal etc และบางครั้งก็มีต้นทุนสูงจากการวิธีการคิดลิขสิทธิ์ของซอฟแวร์บางชนิดที่นับตาม Server CPU Cores เนื่องจากจะต้องนับจำนวน Core ทุก Core ของ Server ทั้งหมดที่อยู่ภายในระบบ Virtualization องค์กรทั่วไปจึงจำเป็นต้องมีทั้งระบบ 3-Tier และ HCI เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจและการลงทุน ตามรูปด้านล่าง

PowerFlex จึงเป็นคำตอบของการปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ให้ทันสมัย (Modernize Data Center) ด้วยการรวมประโยชน์ที่ดีที่สุดจาก Architecture ทั้งสองแบบPowerFlex เป็นแพลตฟอร์มที่รวมทรัพยากรสำหรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูง โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Node) ร่วมกับซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน มีความยืดหยุ่น มีความเรียบง่าย และประสิทธิภาพสูง (High Performance) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับแอพพลิเคชั่นหลัก (Core Applications) ระบบฐานข้อมูล (Database) และ ระบบคลาวด์ (Private Cloud) ซึ่งเป็นการรวมทรัพยากรในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน PowerFlex รองรับสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่นและมีความคล่องตัว ยังมียังสามารถใช้งานได้กับไฮเปอร์ไวเซอร์หลายชนิด (Multi-Hypervisors) เพื่อรองรับลักษณะงานที่หลากหลายอีกด้วย

รูปแบบในการใช้งานของ PowerFlex

แบบที่ 1 แบบแยกเซิร์ฟเวอร์และที่เก็บข้อมูลออกจากกัน (Disaggregated/ two-layer server & storage)

  • โครงสร้างคล้ายกับ SAN Storage แบบเดิม
  • เซิร์ฟเวอร์ชุดหนึ่งทำหน้าที่ในการประมวลผล และมีอีกชุดที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูล
  • รองรับองค์กรที่ต้องการแยกความรับผิดชอบ ระหว่างทีมที่ดูแลระบบจัดเก็บข้อมูลและแอพพลิเคชั่น

แบบที่ 2  Hyper Converged Infrastructure ( HCI / Single Layer)

  • เซิร์ฟเวอร์ชุดเดียวทำหน้าที่ทั้งการประมวลผลแอพพลิเคชั่นและจัดเก็บข้อมูล
  • แนวทางที่ทันสมัยในการจัดการศูนย์ข้อมูลไอที
  • ให้ความยืดหยุ่นสูงสุดและง่ายต่อการบริหาร

แบบที่ 3 แบบผสมทั้ง 2 Layer และ HCI ทำงานร่วมกัน (MIX Architecture)

  • สามารถปรับตามการใช้ของแผนกและความต้องการขององค์กร
  • ช่วยให้แผนกต่างๆสามารถเลือกรูปแบบที่สอดคล้องกับแอพพลิเคชั่นของตนได้ดีที่สุด

PowerFlex นำเสนอบริการจัดเก็บข้อมูล ที่มีประสิทธิภาพสูง (High-Performance) ขยายได้มาก (Scalable) และยืดหยุ่น (Resilient) ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้ทั้งแบบแยกส่วน (Disaggregated) แบบ Bare metal หรือแบบหลายไฮเปอร์ไวเซอร์ (Multi-Hypervisors)  ปลดล็อกประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมด้วยความสามารถในการปรับเพิ่มขนาดความจุ ประสิทธิภาพ IOPs และ Throughput แปรผันตามจำนวนเครื่องที่เพิ่มเข้าไปในระบบ (Linear) ได้มากกว่า 1,000 โหนด (Nodes) และมีเสถียรภาพสูงสุดในระดับ Six-Nine (99.9999%) โดย PowerFlex Software จะทำงานร่วมกับเซิร์ฟเวอร์ x86 ตามขั้นตอนด้านล่าง

ขั้นตอนที่ 1 : PowerFlex ซอฟแวร์จะทำการดึง (Abstracts) หน่วยเก็บข้อมูลทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ภายในเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องออกมา

ขั้นตอนที่ 2 : PowerFlex ซอฟแวร์จะทำการรวบรวม (Pool) ทรัพยากรทั้งหมดเข้าด้วยกัน เช่นในตัวอย่างนี้มีเซิร์ฟเวอร์ (Nodes) จำนวน 10 เครื่อง แต่ละเครื่องจะมี 100K IOPS และ 10 เทราไบต์(TB) PowerFlex จะทำการรวบรวมทรัพยากรณ์ทั้งประสิทธิภาพและความจุ (Capacity) เป็น 1 ล้าน IOPS และ 100 เทราไบต์(TB) ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรเหล่านี้ใช้งานได้ทั้งคลัสเตอร์ แอพพลิเคชั่นจึงไม่ถูกจำกัดทรัพยการให้อยู่ภายในเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวอีกต่อไป

ขั้นตอนที่ 3 : PowerFlex ซอฟแวร์จะทำการจัดสรร (Allocate) และทำการปรับสมดุล (Balance) ทรัพยากรโดยอัตโนมัติตามความต้องการของแอปพลิเคชันแต่ละตัว และสามารถเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) และหน่วยประมวลผล (compute) ได้ทันทีโดยที่ต้องหยุดการทำงานหรือส่งผลกระทบต่อแอพพลิเคชั่น ซึ่งการเพิ่มนั้นจะเพิ่มแยกตามความต้องการ (dHCI) หรือจะเพิ่มแบบทั้ง 2 ส่วน (HCI) ก็ได้ ทำให้เป็นการรวมทรัพยากรทั้งหมดและจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด

ตัวอย่าง จากลูกค้าที่ใช้งานจริง โดยมี Storage nodes (SDS) อยู่ 13 nodes สามารถให้ IOPs มากว่า 3 ล้าน IOPS และมี response time 0.38 มิลลิวินาที (ms)

หลังจากทำการรวมระบบงานเข้าด้วยกัน (consolidation) โดยแยกจัดการทรัพยากรณ์อย่างเหมาะสมและเพียงพอ ตามที่แอปพลิเคชั่นต้องการแล้ว การจัดการดูแลระบบก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณา ตั้งแต่การติดตั้ง (Implement) การจัดการ (manage) การดูแลหลังการขาย (Service ) เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นการซื้อแต่ละส่วนมาประกอบมาติดตั้งเอง (BUILD) จะต้องมีการตรวจสอบเรื่องความเข้ากันได้ (Compatibility) และการดูแลก็ต้องมีระบบที่แยกกันไป (Isolated) ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบ (upgrade) หรือการปัญหา (Troubleshooting) ก็ต้องติดต่อแต่ละสินค้าแยกกันไป ซึ่งจะกลายเป็นงานที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ ในหน่วยงาน IT จนไม่มีเวลาพอที่จะไปดูเรื่องนวัตกรรมใหม่ (innovation) อย่างที่ Forrester ได้ศึกษามา

PowerFlex ได้นำเสนอ BUY SOLUTION ที่รองรับสถาปัตยกรรมแบบแยกเซิร์ฟเวอร์และที่เก็บข้อมูล (2-layers), HCI(Single Layer ) และ แบบใช้งานแบบผสม (MIXED) โดยมี 2 รูปแบบ

1.) แบบ PowerFlex Appliance: จะถูกตรวจสอบ (validated) และติดตั้ง (Pre-configured) มาจากโรงงาน

i. สามารถรองรับการขยายขนาดได้ใหญ่มาก (Massive scalability potential)

ii. สามารถติดตั้งและใช้งานได้ง่าย (Simplified deployment and management)

iii. สามารถเลือกติดตั้งเน็ตเวิร์คได้ตามความต้องการ (Flexible networking options)

ซึ่งการออกแบบจะคล้ายกับ Dell EMC VxRail ที่เป็น Dell EMC Appliance โดยเฉพาะสำหรับ Vmware Solution

2.) แบบ PowerFlex Integrated Rack : จะเป็นการออกแบบและติดตั้งทั้ง rack มาจากโรงงาน (rack-scale engineered system) โดยมาพร้อมกับเน็ตเวิร์ค (integrated networking) ที่สามารถขยายประสิทธิภาพได้ตามจำนวนเครื่องที่เพิ่มเข้าไประบบ (linear scalability) สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความต้องการในระดับเอ็นเตอร์ไพร้ส โดย PowerFlex rack จะถูกออกแบบ (Engineered)  และผลิต(Manufactured) สำเร็จรูปโดยผู้เชี่ยวชาญมาจากโรงงาน ส่วนการจัดการ (Managed) การบริการ(Supported) และการดูแล (Sustained) ก็มีระบบควบคุมที่สามารถดูแลทุกส่วนแบบครบวงจร (as one system for single end-to-end lifecycle support) โดยระบบจะติดต่อมาที่บริษัทเดลล์ที่เดียวเท่านั้น ซึ่งง่ายในการติดตามผลการดูแลและแก้ปัญหา

  • มีระบบเน็ตเวิร์คที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงและเพิ่มขยายได้ง่าย (Fully integrated rack-scale fabric)
  • มีระบบบริหารจัดการแบบครบวงจร (Complete lifecycle management and orchestration)
  • มีการติดตั้งโดยทีมงานมืออาชีพ (White glove deployment experience)

ทั้ง PowerFlex rack และ PowerFlex Appliance จะถูกบริหารจัดการด้วย Powerflex Manager ที่ทำการบริหารระบบแบบครบวงจร LCM (Lifecycle Management)

ประโยชน์ของ BUY solution จาก PowerFlex integrated rack

  • ถูกออกแบบทั้งระบบมาจากโรงงานและบริหารจัดการจากระบบเดียวและบริษัทเดียว
  • รองรับสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย
  • ข้ามขีดจำกัดโดยสามารถขยาย computer/storage แบบแยกส่วนได้ตามความต้องการ
  • บริหารจัดการระบบจากที่เดียวและครบวงจร (LCM)

การบริการแบบ ProDeploy Plus

เป็นการติดตั้ง ระบบด้วยผู้เชี่ยวชาญโดยตรงจากบริษัท เดลเทคโนโลยี่ ซึ่งจะทำการติดตั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ทั้งระบบ รวมถึงควบคุมบริหารโครงการที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ของลูกค้า (Onsite)

การบริการแบบ Residency

เป็นการบริการโดยมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปทำงานที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ของลูกค้าเพื่อทำการตรวจสอบ ปรับปรุงค่าต่างๆในระบบ (configuration) รวมถึงการปฏิบัติงานทั่วไปเพื่อให้มีความเหมาะสมและลงตัวที่สุด (optimize) โดยจะมีการถ่ายทอดความรู้ให้กับพนักงานดูแลระบบของลูกค้า ให้มีความชำนาญในการดูแลระบบอย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวต่อไป

การอนุญาติให้ลูกค้าเก็บหน่วยเก็บข้อมูลไว้ได้

เป็นบริการที่อนุญาติให้ลูกค้ายังคงเป็นเจ้าของและสามารถเก็บ หน่วยเก็บข้อมูล ( hard drives) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ที่เก็บข้อมูลที่มีความสำคัญและอ่อนไหว เพื่อให้เป็นไปตามกฏหมายและเป็นการรักษาความลับของข้อมูล

การบริการขยายทรัพยากรและปรับปรุงระบบ (Expansion and Upgrade Services)

เป็นการบริการเพื่อให้ระบบงานทำงานอย่างเหมาะสม (optimal) และสามารถขยายระบบได้อย่างมั่นใจ ด้วยการวิธีการที่ได้พิสูจน์และทดสอบมาแล้วทั้งในเรื่องการปรับปรุงซอฟต์แวร์และการเพิ่มขยายฮาร์ดแวร์

การบริการดูแลหลังการขาย (ProSupport and ProSupport Plus)

การบริการหลังการขายแบบ ProSupport ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือหน่วยงานที่ดูแลระบบธรรมดาเท่านั้น แต่บริการนี้จะช่วยให้ลูกค้าสามารถตอบคำถามด้านเทคนิคและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการบริการแบบ ProSupport Plus จะมีส่วนเพิ่มเติมคือมีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะที่มีหน้าที่คอยดูแลและเป็นคนจัดการติดต่อแก้ปัญหาทั้งระบบรวมทั้งระบบงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย (3rd party)

การบริการถ่ายโอนข้อมูล (Intelligent Data Mobility)

เป็นบริการที่ช่วยให้หน่วยงานมีเวลามากขึ้นในการดูแลเรื่องธุรกิจ ในขณะที่ทาง บริษัทเดลเทคโนโลยี จะเป็นผู้ทำการย้ายข้อมูลด้วยวิธีการมาตรฐาน (standardize methodology) ที่ได้รับการทดสอบแล้ว (proven) ในการย้ายข้อมูลจากระบบเดิมมายังระบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการหยุดระบบให้น้อยที่สุด

PowerFlex integrated Rack ถูกออกแบบให้รองรับการขยายและมีความยืดหยุ่นขั้นสูงสุด โดยสามารถเริ่มจากระบบเล็กๆแล้วค่อยๆขยายไปตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น PowerFlex Integrated Rack จะได้รับการติดตั้งเน็ตเวิร์คของ Cisco หรือ Dell ประกอบรวมมา (Integrated) อยู่ในชุดของ Rack จากโรงงานเลย ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่าโครงสร้างของระบบเน็ตเวิร์ค (Network Topology) นั้นได้รับการออกแบบและปรับแต่งให้สามารถรองรับแอพพลิเคชั่นที่ต้องการความเร็วสูงๆได้ตามความต้องการ  

เนื่องจาก PowerFlex ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเวิร์คโหลดจำนวนมาก โดยสามารถเริ่มจากขนาดเล็กๆ (very small) และขยายไปเป็นขนาดใหญ่มากๆ (massive sizes) ได้ตามความต้องการ ภาพด้านล่างนี้แสดงถึงเวิร์คโหลดต่างๆ ที่สามารถทำงานร่วมกันอยู่บน PowerFlex ชุดเดียวกัน โดยเวิร์คโหลดเหล่านี้ต่างมีความเหมือนกันตรงที่ต้องการประสิทธิภาพที่สูงมากจากระบบจัดเก็บข้อมูลของ PowerFlex

จากตัวอย่างด้านล่างนี้จะเห็นว่า PowerFlex Solution สามารถรองทั้งรับเวิร์คโหลดปัจจุบันที่เป็นแอพพลิชั่นที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ (core application) และแอพพลิเคชั่นสมัยใหม่ ที่รองรับระบบคลาวด์ (Cloud) คอนเทนเนอร์ (container) หรือด้านการวิเคราะห์ (analytics) โดยมีผลจากการทดสอบเป็นที่น่าพอใจ

การแยกงานเหล่านี้ไปยังโหนดที่กำหนด ช่วยให้เราสามารถระบุให้แอพพลิเคชั่นและระบบปฏิบัติการทำงานอยู่บนฮาร์ดแวร์ที่ได้รับการออกแบบมาเฉพาะตามความต้องการของแต่ละงานได้ ในขณะที่ใช้หน่วยเก็บข้อมูลที่อยู่บน PowerFlex Storage ร่วมกัน ทำให้เราสามารถรวมศูนย์ข้อมูลทั้งหมด (Consolidation) มาบริหารจัดการภายใต้ PowerFlex ได้

Intel Optane: Unlock the Performance

สองปัจจัยสำคัญที่จะต้องพิจารณาในการเลือกหน่วยจัดเก็บข้อมูลถาวรประสิทธิภาพสูงคือ Latency และ IOPS องค์กรโดยส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้ NVMe NAND SSD มาตรฐานทั่วไป แต่ปัจจุบันนี้อาจไม่เพียงพอแล้ว ทางเลือกใหม่ประสิทธภาพสูงกว่าคือ Intel Optane SSD ที่มี Latency ดีกว่า 32% และ IOPS สูงกว่า 41% เมื่อทำการทดสอบที่เลียนแบบการทำงานของระบบ Ecommerce และ ระบบซื้อขายทางการเงิน (Financial trading) ด้วย DellEMC PowerFlex

 Intel Optane SSD ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลที่มีชุดข้อมูลขนาดใหญ่พร้อมทั้งลด Latency ให้เหลือน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันระบบยังได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีความพร้อมใช้งานสูง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในโลกของแอปพลิเคชันสมัยใหม่ที่ต้องทำงานตลอดเวลา Intel Optane ออกแบบมาเพื่อเติมช่องว่างสำคัญระหว่าง DRAM ที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ราคาแพง และที่เก็บข้อมูลแฟลชประสิทธิภาพต่ำกว่า (NAND) แต่ราคาก็ถูกกว่าด้วย ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลถาวรโดยมี Latency ต่ำในแอพพลิเคชั่นสำคัญทางธุรกิจที่มีผู้ใช้จำนวนมาก

 สถาปัตยกรรมของ Intel Optane ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูง รวมถึง Latency ที่ต่ำภายใต้สถานการณ์ที่มีความต้องการสูง และสามารถปรับขนาดได้ง่ายเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย

สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ DellTechnologies.com/PowerFlex หรือติดต่อ คุณวศิน โทร. 090-949-0823 หรืออีเมล์มายัง  Chidchanok.uthaigorn@dell.com

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-powerflexdhci-solution-for-modern-datacenters-chapter2/

[Guest Post] เพิ่มความคล่องตัว สร้างความมั่นคง และเปลี่ยนให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่น ผ่านบริการ Fujitsu Work Life Shift

ธุรกิจในปัจจุบันต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้รูปแบบการทำงานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป องค์กรแต่ละแห่งต้องสามารถดำเนินการ อยู่รอด และเติบโตได้ ไม่ว่าโลกรอบตัวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างรูปแบบเรียนรู้อย่างรวดเร็ว สร้างกลยุทธ์ ที่สามารถปรับเปลี่ยนทันท่วงที ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกความสำเร็จ

ซึ่งคุณพรชัย พงศ์เอนกกุล หัวหน้ากลุ่ม DX Modernization บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Fujitsu Work Life Shift หนึ่งในบริการสำคัญที่ช่วยให้ฟูจิตสึสามารถปรับตัว รับมือกับความท้าทาย พลิกโฉมการทำงาน ขับเคลื่อนธุรกิจในยุค New Normal และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ วันนี้ฟูจิตสึพร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ และนำ Fujitsu Work Life Shift มาสู่องค์กรในประเทศไทย เพื่อร่วมนำพาธุรกิจไปข้างหน้าร่วมกัน

บทความนี้จึงขอสรุปรูปแบบการให้บริการ Fujitsu Work Life Shift เพื่อให้องค์กรต่าง ๆ มองเห็นภาพ และนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กร

คุณพรชัย พงศ์เอนกกุล หัวหน้ากลุ่ม DX Modernization บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด

 

ทำไมองค์กรต้องใช้ Fujitsu Work Life Shift ?

Fujitsu Work Life Shift คือ บริการที่ช่วยรองรับการทำงานในรูปแบบใหม่ ที่ช่วยองค์กรธุรกิจ สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดรับกับการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง สู่การทำงานจากที่ใดก็ได้ หรือ Work from Anywhere ที่ไม่เพียงทำให้พนักงานสามารถทำงานได้เหมือนเดิมเท่านั้น แต่ยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพ และส่งมอบประสบการณ์แบบไร้พรมแดนที่สะดวก และปลอดภัยไปพร้อมกัน

Fujitsu Work Life Shift ไม่ได้เป็นเพียงบริการที่ช่วยให้พนักงานทำงานได้จากทุกที่เท่านั้น แต่ยังช่วยให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้เสมือนนั่งอยู่ที่ออฟฟิศ Work Life Shift ประกอบขึ้นจากโซลูชันแบบครบวงจรที่สามารถปรับให้เหมาะสมตามความต้องการที่ต่างกันของแต่ละธุรกิจ ทำให้องค์กรสามารถปรับใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว อันจะช่วยส่งผลดีต่อองค์กรยุคใหม่ในด้านต่าง ๆ ได้แก่

การมอบประสบการณ์การทำงานที่ดีแก่พนักงาน (User Experience) ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่สะดวกและปลอดภัยในทันทีต้องการ ด้วย Workplace Support ที่พร้อมให้บริการ แม้ผู้ใช้จะทำงานอยู่นอกสถานที่หรือ Work From Home ก็ตาม การวิเคราะห์ข้อมูล Workforce Analytics อันจะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรม และความต้องการของพนักงานในองค์กรได้ดีขึ้น  การรวมระบบ คน และข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ผ่านการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย และเป็นส่วนตัวด้วยแนวคิดด้านความมั่นคงปลอดภัย (Zero Trust Network) ไม่ว่าจะใช้งานจากอุปกรณ์ใดก็ตาม

เพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ และนำข้อมูลมาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ (Data Driven Analysis) เพื่อเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และการเปลี่ยนระบบการทำงานหลังบ้าน (Back Office Transformation) โดยการนำระบบอัตโนมัติอย่าง RPA เข้ามาช่วยทำงานแทนมนุษย์ ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดไปพร้อมกัน ช่วยให้พนักงานมีเวลาทุ่มเทให้แก่งานที่มีความสำคัญ และสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจมากขึ้น

นอกจากนี้ Fujitsu Work Life Shift ยังช่วยให้ธุรกิจสามารถมองภาพรวมว่าจะสามารถให้บริการตอบสนองต่ออุตสาหกรรมใดได้บ้าง ทำให้ธุรกิจสามารถกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนมากขึ้น และด้วยความสามารถ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรับ-ส่งงาน บน Cloud Based ทำให้สามารถที่จะใช้เก็บข้อมูล ฝากไฟล์ ส่งอีเมล์ จากที่ใดก็ได้ ผ่านโซลูชันจากมีพันธมิตร อาทิ Microsoft, Palo Alto Prisma เป็นต้น และผ่านจุดเดียวในการเข้าจัดจัดการ (Remote Working)

บริการ Fujitsu Work Life Shift ยังได้รับการรับรอง และคว้ารางวัลจาก Gartner ในฐานะผู้ให้บริการที่สามารถช่วยเหลือองค์กรต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงสู่รูปแบบดิจิทัล โดยสามารถตอบโจทย์ความคุ้มค่า และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง แต่คงไว้ซึ่งประสิทธิภาพเท่าเดิม หรือดีขึ้น

อีกทั้งบริการของ ฟูจิตสึ ยังเป็นบริการที่ผสานรวมความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของฟูจิตสึ เข้ากับองค์ความรู้เชิงปฏิบัติที่ได้รับจากการพัฒนาโซลูชัน เพื่อรองรับพนักงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมไปถึงการดำเนินโครงการปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานสำหรับพนักงานของฟูจิตสึกว่า 130,000 คนทั่วโลก ที่พร้อมช่วยธุรกิจออกแบบ และวางระบบรูปแบบการทำงานใหม่ให้ง่ายขึ้น

การนำ Fujitsu Work Life Shift มาเปลี่ยนแปลงองค์กรประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่  1. การกำหนดรูปแบบการทำงานที่เหมาะสม (Smart Working), 2.ปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติในสำนักงาน (Borderless Office) และ 3.ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Culture Change) โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • การกำหนดรูปแบบการทำงานที่เหมาะสม (Smart Working) : การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานระหว่างบุคลากร ให้มีประสิทธิภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ มีการวิเคราะห์ และวางแผนการทำงานร่วมกัน เพื่อให้งานที่ออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถจัดงานที่มีให้เป็นระเบียบมีประสิทธิภาพ ด้วยโซลูชัน Modern Workspace บริการด้านประสิทธิภาพการทำงาน และพื้นที่ทำงานบนระบบคลาวด์ “Evergreen” นำเสนอบริการด้านการติดต่อสื่อสาร รวมถึง Microsoft 365, Microsoft Teams และ Box, โซลูชัน Secure Remote Working หรือบริการโครงสร้างพื้นฐาน Virtual Desktop “Virtual Workspace” เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ข้อมูลอาจรั่วไหลเพราะอุปกรณ์สูญหายหรือถูกโจรกรรม และโซลูชันทางด้าน Zero Trust Network บริการความยืดหยุ่นในการปรับเพิ่ม หรือลดขนาดตามแนวคิดความปลอดภัย และลดการพึ่งพา VPN ช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อคำร้องขอในกรณีเร่งด่วน เพื่อลดระยะเวลาที่ระบบเกิดขัดข้อง (Downtime) ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ และมุ่งในการพัฒนาธุรกิจ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า
  • ปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติในสำนักงาน (Borderless Office) : ปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติในสำนักงาน ด้วยการจัดตั้งฝ่ายบริการช่วยเหลือ Service Desk ที่คอยทำหน้าที่ให้บริการตอบข้อซักถาม และแก้ไขปัญหาผ่านโซลูชันCustomer Experience Center บริการช่วยเหลือ “Intelligent Service Desk” บริการตอบข้อซักถาม และแก้ไขปัญหาผ่านทางโทรศัพท์ เว็บ แชท ฯลฯ แก่บุคลากรที่ทำงานนอกสถานที่ และโซลูชัน Workplace Support บริการสนับสนุนด้านเทคนิค และการบำรุงรักษานอกสถานที่ “Global Onsite Operation” ด้วยการจัดส่ง และซ่อมแซมอุปกรณ์ในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ตลอด 24 ชั่วโมง

  • ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Culture Change) : ให้บริการช่วยเพิ่มความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างพนักงานที่ทำงานร่วมกันในแต่ละหน่วยงาน โดยจะแสดงผลข้อมูลการทำงานร่วมกันในสถานการณ์ต่าง ๆ และรองรับรูปแบบการทำงานที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยโซลูชัน Virtual Collaboration ซึ่งเป็นบริการพื้นที่เสมือนจริงสำหรับการทำงานร่วมกัน ช่วยเสริมศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และประสิทธิภาพให้กับทีมงาน และสร้างทักษะการประสานงานผ่านโลกเสมือน และโซลูชัน Workforce Analytics เพื่อวิเคราะห์กำลังคน เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของบุคลากรภายในองค์กร ด้วยข้อมูลรูปแบบการทำงานของบุคลากร รองรับการติดต่อสื่อสาร  และให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน

ดังนั้นกล่าวได้ว่า Fujitsu Work Life Shift เป็นบริการที่สนองตอบต่อความต้องการขององค์กรในปัจจุบันที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานแบบเชื่อมโยงกัน ไม่จำกัดพื้นที่การทำงานได้เป็นอย่างดี และสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความยืดหยุ่น ได้ในทุกธุรกิจ

ซึ่งปัจจุบันมีหลาย ๆ อุตสาหกรรมได้ใช้บริการ Fujitsu Work Life Shift ของ ฟูจิสึแล้ว โดยอุตสาหกรรมที่ตื่นตัวมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing), อุตสาหกรรมค้าปลีก (Retail) และอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive) นอกจากนี้บริการ Fujitsu Work Life Shift นี้ยังพร้อมให้บริการผสมผสานกับระบบเดิมที่มีอยู่ได้ในรูปแบบ as-a-service โดยคิดค่าบริการเฉพาะส่วนที่ต้องการใช้งาน

หากองค์กร ที่สนใจนำ Fujitsu Work Life Shift ไปประยุกต์ใช้งานในองค์กร สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมไปงานงานสัมมนาออนไลน์ FUJITSU New Normal Digital Service Expo ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้

 

สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่นี่

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด
อาคาร เอ็กเชน ทาวเวอร์ ชั้น 22-23
เลขที่ 388 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทร. + 66 (0) 2302 1500 แฟ็กซ์ + 66 (0) 2302 1555
http://th.fujitsu.com

from:https://www.techtalkthai.com/fujitsu-work-life-shift/

[Guest Post] ชูธงเทคโนโลยี HPE GreenLake ติดปีก EHR ให้วงการสาธารณสุข

แม้ความท้าทายในแวดวงสาธารณสุขจะเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานก่อนไวรัสโควิด-19 เห็นได้จากแนวโน้มด้านประชากรศาสตร์ เช่น โครงสร้างสังคมผู้สูงอายุทั่วโลก การเพิ่มขึ้นอย่างมากของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน และเบาหวาน การขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข ซึ่งองค์กรอนามัยโลก คาดการณ์ว่า โลกจะขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุขราว 13 ล้านคนภายในปี 2035 หรือค่าเวชภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้ความมั่นคงด้านการเงินของระบบสาธารณสุขเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกได้กลายเป็น disruption อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลใหระบบบริการด้านสาธารณสุขทั่วโลกกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก และโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุทั่วโลกที่รวมถึงประเทศไทยซึ่งก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้วในปี 2564 นี้  การเปลี่ยนผ่านทางด้านเทคโนโลยีเข้าสู่ยุคดิจิทัล อาทิ ระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์  (EHR) การจัดการกับข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลด้วยเอไอ หรือ แมชชีน เลิร์นนิ่ง เพื่อส่งมอบบริการที่ดีขึ้นให้กับคนไข้ หรือเพื่อประโยชน์ด้านการวิจัยของวงการการแพทย์ เป็นต้น จึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการบริการด้านสาธารณสุข โดยการก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างมหาศาลอีกต่อไป เพียงใช้เทคโนโลยีทุกอย่างภายใต้การบริการ หรือ Everything-as-a-service ก็จะทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้บริการด้านสาธารณสุขเป็นไปอย่างราบรื่น

 

ระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์  EHR

ระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์  (The Electronic Health Record- EHR) อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีของวงการสาธารณสุขเข้าสู่โลกของดิจิทัล โดยเริ่มต้นจากการจัดเก็บข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย ข้อมูลในการตรวจวินิจฉัยและผลลัพธ์อื่นผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก อุปกรณ์ในห้องตรวจวินิจฉัยโรค หรือ อุปกรณ์อื่น ๆ ขึ้นสู่ระบบดิจิทัลเพื่อที่แพทย์และพยาบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้เข้ารับการรักษาแค่เพียงปลายนิ้ว

ปัจจุบัน ระบบ EHR รุ่นใหม่ถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ใช่แค่การปรับปรุงบริการด้านคลินิค การดำเนินงาน แต่ยังรวมถึงการส่งมอบประสบการณ์การสื่อสารที่ดีขึ้นระหว่างพยาบาลและผู้ป่วย ควบคู่กับการปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลขั้นสูง ยิ่งกว่านั้นยังมีส่วนสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก การจ่ายเงินแลกบริการ (fee-for-service) ไปเป็นการดูแลแบบเน้นคุณค่า (value-based care) เพื่อเชื่อมกับกระบวนการเบิกค่ารักษาพยาบาลที่สะดวกรวดเร็ว การพัฒนาขีดความสามารถของระบบ workflow ในการใช้ข้อมูลเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ลดความยุ่งยาก และเพิ่มการตัดสินใจที่แม่นยำในการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด

 

สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ป่วย

วิวัฒนาการเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีในการดูแลผู้ป่วยด้วยแพลตฟอร์ม EHR มุ่งเน้นโครงสร้างการจัดการแบบยืดหยุ่น ขยายผลสู่การให้บริการการสาธารณสุขทางไกล (Telehealth) ที่มีการผลักดันอย่างมากก่อนการระบาดของโควิด-19 โดยต่างเห็นตรงกันว่า เป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญต่อการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบยั่งยืน โดยเป็นการทำงานผ่านแอปพลิเคชัน  (App-based care) ที่ประกอบด้วย รูปแบบบริการตนเองและการเฝ้าติดตามสุขภาพแบบอัตโนมัติ การควบคุมเข้าถึงหรือเคลื่อนย้ายข้อมูลด้าน EHR ผ่านช่องทางหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆได้อย่างปลอดภัย พร้อม ๆ กับการตอบรับความต้องการของผู้ป่วยด้านความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงบริการได้สมบูรณ์ในแพลตฟอร์มเดียว  

 

ตอบโจทย์ข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น

เดิมการใช้คลาวด์สาธารณะน่าจะเป็นคำตอบสำหรับระบบจัดการข้อมูลด้านสาธารณสุขที่เต็มไปด้วย ด้วยปริมาณข้อมูลที่เติบโตชนิดคาดการณ์ไม่ได้ รวมถึงความซับซ้อนและหลากหลายของข้อมูล เช่น จากแผนกรังสีวิทยา แผนกโรคหัวใจ ภาพนิ่งจากศูนย์รักษาแผล (Wound Care Center) วิดีโอจากการศึกษาเรื่องการนอน  การเดิน, ศัลยกรรม และอีกมากมาย แต่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูล และข้อบังคับเรื่องความเป็นส่วนตัวในแต่ละประเทศ (jurisdictions) อาจทำให้การใช้คลาวด์สาธารณะเป็นเรื่องยุ่งยาก ยิ่งกว่านั้น อาจจะยิ่งผลักดันต้นทุนการเข้าถึงข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะสูงตามไปอีกด้วย

ดังนั้น การสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัยในองค์กร (on-premises storage) ซึ่งทางเทคนิคอาจหมายถึงการจัดเก็บในดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรเอง หรือจากการใช้บริการ co-location จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า ซึ่งการจัดหาอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (storage) สามารถทำได้หลายระดับขึ้นอยู่กับความต้องการในการเข้าถึงข้อมูล หรือจากวิกฤตของความต้องการใช้งาน HPE Nimble Storage Adaptive Flash Arrays เป็นทางเลือกเริ่มต้นที่เข้มแข็ง เหมาะกับทั้งการทำงานในระดับ primary และ secondary และยิ่งร่วมกับความสามารถในการวิเคราะห์จาก HPE InfoSight แล้ว ก็จะยิ่งทำให้การคาดการณ์และป้องกันปัญหาทั้งระบบของการจัดเก็บข้อมูลเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้น ความสามารถอื่นเช่น intelligent deduplication ก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บในระดับที่หาตัวจับยาก และช่วยให้ใช้การจัดเก็บข้อมูลได้อย่างเต็มความจุ

 

นวัตกรรมการส่งมอบบริการ

แม้เป็นที่ชัดเจนว่า เทคโนโลยีมีบทบาทต่อการเพิ่มประสิทธิภาพด้านบริการสาธารณสุข แต่ก็ยังมีตัวแปรสำคัญอื่นที่ท้าทายต่อการลงทุน นั่นคือ ระยะเวลาที่ยาวนานของการจัดสรรงบประมาณและกระบวนการจัดซื้อ ซึ่งเกิดแทบทุกองค์กรสาธารณสุขทั่วไป หรือกระทั่งองค์กรสาธารณสุขที่ไม่แสวงผลกำไร (not-for-profit) ความตึงเครียดของการพัฒนาสารสนเทศด้านระบบระเบียนยาและเวชภัณฑ์ ทัศนคติของบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มีต่อการใช้งานเทคโนโลยี รวมถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารงานด้านสาธารณสุขที่ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจนำเทคโนโลยีมาใช้หรือไม่ ทางออกของปัญหาด้านงบประมาณ คือ การจ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริง (Consumption-based models) ซึ่งเริ่มถูกนำมาใช้มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์องค์กรในการก้าวข้ามผ่านความท้าทายเหล่านี้ ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น (up-front capital) ขณะเดียวกัน ก็ได้ความคล่องตัวในการสร้างนวัตกรรมด้านดิจิทัล ด้วยค่าใช้จ่ายด้านไอทีที่น้อยลงเท่ากับปริมาณที่ใช้งานจริงเท่านั้น

นอกจากนี้ ผลจากการศึกษาของฟอร์เรสเตอร์ระบุถึงการนำ HPE GreenLake ไปปรับใช้ในองค์กรสาธารณสุข พบว่า มีผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่เพิ่มขึ้น 163% มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value-NPV) ซึ่งเกิดจากการประหยัดต้นทุน สูงถึง 3.4 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ประหยัดเวลาในการพัฒนาบริการสาธารณสุขเพื่อส่งต่อให้ลูกค้า (time-to-market) โดยคิดออกมาเป็นตัวเงินได้สูงถึง 2.5 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ประหยัดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ได้ถึง 1.9 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และประหยัดงบด้านไอทีได้ถึง 708,000 ดอลล่าร์สหรัฐต่อปี

รุกคืบบริการแบบ As-a-Service

HPE GreenLake เป็นวิธีการให้บริการแบบ Everything-As-a-Service ที่ช่วยให้ธุรกิจและองค์กรทั่วโลกนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานได้รวดเร็ว ง่าย และหลากหลายขึ้น พร้อมส่งต่อประสบการณ์ทำงานแบบคลาวด์ให้เกิดขึ้นได้ในองค์กร (on premises) พร้อมด้วยบริการดูแลจัดการชนิดเต็มรูปแบบ (fully managed) และคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง (pay-per-use) โดยผู้เชี่ยวชาญของ HPE ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขจึงไม่เพียงได้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่ยังประหยัดเวลาของบุคลากรด้านสารสนเทศจากการแก้ปัญหาพื้นฐานประจำวันไปสู่การวางแผนเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาระบบงานได้มากขึ้น

สำหรับผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขหลายรายที่ต้องเผชิญกับการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดของปริมาณข้อมูล และความต้องการความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลที่เกิดจากเทคโนโลยีด้านการแพทย์สมัยใหม่ ขณะอาวุธที่ใช้รับมือยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบเดิมนั้น เห็นชัดว่า ไม่สามารถรองรับรูปแบบการใช้งานในปัจจุบันได้มีประสิทธิภาพดังที่ต้องการ ความยืดหยุ่นแบบคลาวด์โดย HPE GreenLake จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่นำมาซึ่งการบริหารข้อมูลด้านสาธารณสุขที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าต่อการลงทุนอย่างแท้จริง

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์ HPE เพิ่มเติมติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ 02 353 8600 ต่อ 3210
e-mail : yitmkt@yipintsoi.com

#HPE
#GreenLake
#YIPINTSOI

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-greenlake-for-ehr-by-yip-in-tsoi/