คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

ปกป้องระบบ Cloud ขององค์กรให้มั่นคงปลอดภัย ด้วย 3 โซลูชันล่าสุดจาก Check Point โดย G-Able

การใช้งาน Cloud นั้นได้กลายเป็นทางเลือกหลักขององค์กรในการลงทุนระบบ IT Infrastructure ไปแล้ว ส่งผลให้การปกป้อง Workload ต่างๆ ที่อยู่บน Cloud นี้กลายเป็นความท้าทายใหม่ขององค์กร

เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถตอบโจทย์ด้านความมั่นคงปลอดภัยบน Cloud ได้อย่างครอบคลุม Check Point Software Technologies และ G-Able จึงได้ร่วมมือกันเพื่อนำ 3 โซลูชันใหม่ล่าสุดทางด้าน Cybersecurity มานำเสนอต่อธุรกิจองค์กรไทย เพื่อให้นำไปใช้เสริมความมั่งคงปลอดภัยในส่วนที่ยังขาดอยู่แตกต่างกันไปในแต่ละองค์กร ดังนี้

1. ตรวจสอบการตั้งค่าและการใช้งานบริการ Cloud ให้มั่นคงปลอดภัย ด้วย CloudGuard Posture Management

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจองค์กรจำนวนมากต้องเผชิญกับเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลผ่านทางบริการ Cloud นั้น ก็คือการตั้งค่าการใช้งานบริการ Cloud ที่ผิดพลาดและไม่มั่นคงปลอดภัย หรือที่เรียกว่า Misconfiguration จนทำให้ข้อมูลภายในระบบ Cloud นั้นสามารถเข้าถึงโดยบุคคลภายนอกได้ ทำให้ถึงแม้บริการ Cloud ที่ใช้งานจะมีการออกแบบด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ดีแค่ไหนก็ตาม ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะมีผู้ตรวจพบความผิดพลาดในการตั้งค่าเหล่านี้จนส่งผลให้เข้าถึงข้อมูลในบริการ Cloud ได้นั่นเอง

โซลูชัน CloudGuard Posture Management โดย Check Point สามารถช่วยตอบโจทย์ดังกล่าวนี้ได้ ด้วยความสามารถในการประเมินระดับความมั่นคงปลอดภัยของบริการ Cloud ได้โดยอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจสอบการตั้งค่าในการใช้งานส่วนต่างๆ ของบริการ Cloud ว่ามีความมั่นคงปลอดภัย รวมถึงยังเปิดให้ผู้ดูแลระบบ Cloud สามารถทำการกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยเบื้องต้น เพื่อให้ผู้ที่ใช้งาน Cloud เดียวกันนั้นต้องปฏิบัติตามนโยบายพื้นฐานที่วางเอาไว้ได้ในการใช้ทรัพยากรใดๆ บน Cloud

ภายในโซลูชันเดียวกันนี้ ยังได้มีการรวม Cloud Intelligence Essentials ที่มีทั้ง Best Practice, Security Rule และ Threat Intelligence เพื่อนำมาใช้เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน Cloud ได้ อีกทั้งยังมีระบบ AI พร้อมอัลกอริธึมในการตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติ เพื่อค้นหาปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยหรือพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงบน Cloud ได้แบบ Real-Time ครอบคลุมทั้งการใช้งานแบบ VM, Container ไปจนถึง Serverless เพื่อทำการแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ Cloud ได้ทันทีที่ระบบตรวจพบปัญหาใดๆ

2. ตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามบน Cloud ได้อย่างทันท่วงที ด้วย CloudGuard Intelligence

ในการรับมือกับการโจมตีและภัยคุกคามหลากหลายรูปแบบบน Cloud นั้น Check Point ได้นำเสนอ CloudGuard Intelligence ซึ่งเป็นโซลูชันที่ผสานการทำ Cloud Security Intelligence เข้ากับ Threat Hunting ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล Network Traffic และ Log ที่เกิดขึ้นบน Cloud เพื่อตรวจจับภัยคุกคามและการโจมตีได้เสมือนกับระบบ SIEM ภายใน Data Center ของธุรกิจองค์กร โดยสามารถทำงานร่วมกับ Check Point Threat Cloud เพื่อให้สามารถตรวจจับพฤติกรรมที่ต้องสงสัยในเชิงลึกได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการตรวจสอบหาสาเหตุของภัยคุกคามที่ตรวจพบได้อย่างละเอียด ด้วยหน้าจอสำหรับค้นหาและวิเคราะห์เหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่จะช่วยผนวกรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ผู้ดูแลระบบ Cloud และ Security สามารถตรวจสอบการโจมตีแต่ละครั้งได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

สำหรับองค์กรที่ต้องการรวมข้อมูลเหตุการณ์ด้านภัยคุกคามแบบรวมศูนย์ CloudGuard Intelligence นี้สามารถทำการเชื่อมต่อส่งข้อมูล Log จาก Cloud ไปยัง SIEM ขององค์กรได้ทันที ด้วยปลั๊กอินส่วนเสริมที่รองรับ SIEM ชั้นนำหลากหลายยี่ห้อ

3. รักษาความมั่นคงปลอดภัยใน Multi-Cloud อย่างครอบคลุมจากศูนย์กลางด้วย ONE CloudGuard

อีกจุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจของ CloudGuard นี้ก็คือการที่ทุกๆ ความสามารถนี้รองรับการใช้งานได้บน Multi-Cloud ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure, Google Cloud Platform (GCP), Alibaba Cloud หรือแม้แต่ Kubernetes ที่นำไป Deploy บนระบบใดๆ ก็ตาม ทำให้ไม่ว่าองค์กรจะเลือกใช้ผู้ให้บริการ Cloud รายใด CloudGuard ก็จะยังคงเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้อยู่เสมอ

ในขณะเดียวกัน Check Point เองก็ได้อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ดูแลระบบ Cloud อีกขั้น ด้วยโซลูชัน ONE CloudGuard ที่สามารถผสานรวมทุกโซลูชันของ CloudGuard ให้ทำงานร่วมกันได้เป็นหนึ่งเดียว พร้อมหน้าจอบริหารจัดการจากศูนย์กลาง ทำให้การจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยบนทุกๆ Cloud สามารถทำได้ในหน้าจอเดียว

ขอเชิญคุณเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ของเราในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 เวลา 10.00 – 12.00 น. ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_mjkPSSHhQJal8zaql4Q2Xg

แล้วพบกัน…..

from:https://www.techtalkthai.com/secure-the-cloud-with-check-point-cloudguard-by-g-able/

NCSA ร่วมกับ Trend Micro เปิดอบรม Security Awareness เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านไซเบอร์ฟรี

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช. | NCSA) ร่วมกับ Trend Micro จัดอบรม “โครงการความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาบุคลากรทางไซเบอร์” หลักสูตรเสริมสร้างการรับรู้ที่แข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Build a Strong Security Awareness Program) ผู้ที่สนใจพัฒนาความรู้และทักษะสามารถลงทะเบียนเข้าอบรมได้ฟรี

พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าอบรมวันนี้เพื่อลุ้นรับ iPad Gen 9th (Wi-Fi) มูลค่า 11,400 บาท

วัตถุประสงค์ของกิจกรรมความร่วมมือ

  • เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจ สร้างความตระหนักด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์สำหรับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ
  • เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเผยแพร่ความรู้ตลอดจนดำเนินการฝึกอบรม เพื่อการพัฒนา และยกระดับมาตรฐาน (Train-the-Trainer) บุคลากรด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ต่อไปในอนาคต
  • เพื่อนําความรู้ที่ได้รับมาใช้ในการเสนอแนะและสนับสนุนในการจัดทำนโยบาย แผน และแผนปฏิบัติการ เพื่อให้มีการดำเนินการเชิงปฏิบัติการที่มีลักษณะบูรณาการ ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และภัยคุกคามใหม่ ๆ

หลังจากที่โลกได้เปลี่ยนแปลงจากยุคของข้อมูลข่าวสารไปสู่ยุคไซเบอร์อย่างทุกวันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) กำลังเป็นปัญหาสำคัญที่ท้าทายความสามารถของทุกประเทศและทุกภาคส่วนธุรกิจ เนื่องจากนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ถูกนำเข้ามาทดแทนเทคโนโลยีเดิทในอดีตเพื่อช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจ การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตบนที่มีความยืดหยุ่นและสะดวกสบายขึ้น แต่กลับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณโดยเราแทบไม่รู้ตัว

นอกเหนือจากการมีเทคโนโลยีการป้องกันชั้นเลิศและกระบวนการภายในที่เป็นไปตามมาตรฐานแล้ว หลักสูตรเสริมสร้างการรับรู้ที่แข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Build a Strong Security Awareness Program) นี้ จะช่วยให้บุคลากรในองค์การของท่านได้มีความตระหนักรู้และเข้าใจในพฤติกรรมของอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber Crime) ที่มีการใช้เทคนิคใหม่ที่เพิ่มความสลับซับซ้อนยากต่อการตรวจจับ ผ่านช่องทางการเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายกว่าเก่า เพื่อจุดประสงค์ในการล้วงข้อมูลความลับส่วนบุคคล การก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ ยักยอกทรัพย์มากขึ้น และไม่ได้มีเป้าหมายเจาะระบบเครือข่ายธนาคาร หรือผู้ให้บริการธุรกรรมออนไลน์เหมือนในอดีตเพียงเท่านั้น แต่ได้เปลี่ยนเป้าหมายเป็นผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตซึ่งเข้าถึงได้ง่ายกว่าแทน โดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ใช้งานทั่วไป หรือใช้เครื่องมือหลอกลวงด้วยหลักการจิตวิทยาในสิ่งที่เหยื่อชอบ เพื่อที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชนที่มีการเก็บข้อมูลสำคัญ และอาจส่งผลกระทบในวงกว้างหากถูกโจมตีจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้รู้เท่าทันและวางแผนในการรับมือกับภัยคุกคามแทางไซเบอร์ซึ่งมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ๆ ทุกวันได้อย่างทันท่วงที โดยในหลักสูตรนี้จะประกอบด้วยหัวข้อการอบรมดังต่อไปนี้

  1. สถานการณ์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ล่าสุด
  2. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
  3. ภัยคุกคามและการโจมตีทางไซเบอร์ในปัจจุบัน
  4. การดูแลตัวเองให้มั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

หลักสูตรเสริมสร้างการรับรู้ที่แข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Build a Strong Security Awareness Program) แบ่งออกเป็น 2 หลักสูตรย่อย ได้แก่

หลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไป

  • อบรมวันที่ 28 ตุลาคม 2021 เวลา 14:00 – 17:00 น.
  • เหมาะสำหรับ IT Manager, Security Manager, SOC Manager, Security Engineer, System Engineer, IT Operations, บุคคลทั่วไปและผู้ที่สนใจด้านความมั่นคงปลอดภัย

หลักสูตรสำหรับผู้ฝึกสอน

  • ผู้ที่จบหลักสูตรนี้สามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อให้กับหน่วยงานของท่านได้
  • ต้องเข้าร่วมหลักสูตรหลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไปมาก่อน
  • อบรมวันที่ 29 ตุลาคม 2021 เวลา 14:00 – 16:00 น.
  • เหมาะสำหรับ IT Manager, Security Manager, SOC Manager และ Security Engineer,

ท่านจะได้พบกับเนื้อหาที่เข้มข้น พร้อมแนวทางการปฏิบัติตนให้รอดพ้นจากอาชกรไซเบอร์ และแบบทดสอบเพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจในแต่ละหัวข้อตลอดระยะเวลา 3 ชั่วโมงเต็ม หน่วยงานใดที่สนใจสามารถส่งรายชื่อและลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ได้ที่ https://forms.gle/gJvbt8BSao5thJvX7

หมายเหตุ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการอบรม และทุกท่านจะได้รับใบรับรองการอบรม (Participant Certificate)

from:https://www.techtalkthai.com/build-a-strong-security-awareness-program-with-ncsa-and-trend-micro/

[Guest Post] เครื่องมือรักษาความปลอดภัยพื้นฐานที่ทุกองค์กรต้องมี

ทุกวันนี้กระแสการโจมตีทางไซเบอร์มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจาก แรนซัมแวร์, แฮกเกอร์, มัลแวร์ และไวรัส ล้วนเป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่แท้จริงในโลกดิจิตอล คุณพร้อมรับมือจากภัยคุกคามเหล่านี้หรือยัง และมีเครื่องมือการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานอะไรบ้างที่ทุกองค์กรควรมี เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับองค์กรของตนเอง คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยนได้เรียงลำดับความสำคัญจากภัยคุกคามทางไซเบอร์สำหรับองค์กรดังนี้

ข้อมูลเป็นส่วนสำคัญของทุกธุรกิจ การปกป้องสภาพแวดล้อมไอทีขององค์กรนั้นสำคัญมาก ทุกองค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่วันนี้ได้เกิดการโจมตีและส่งผลกระทบต่อธุรกิจในทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจาก แรนซัมแวร์, แฮกเกอร์, มัลแวร์ และไวรัส ล้วนเป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่แท้จริงในโลกดิจิตอล

ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกบริษัทจะต้องตระหนักถึงการโจมตีด้านไซเบอร์ที่เป็นอันตรายต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร และจำเป็นต้องรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้แก่องค์กรของตนเองให้สามารถใช้งานได้ตลอดเวลา ข้อมูลต่อไปนี้คือเครื่องมือการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่ทุกองค์กรควรมี เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับองค์กรของตนเอง โดยเรียงลำดับจากความสำคัญมากไปน้อย ได้ดังนี้

1.) Network Security

Definition: ความปลอดภัยของเครือข่าย คือการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการเข้าใช้งานในทางที่ผิด โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยสำหรับ อุปกรณ์ปลายทาง, เครื่องแม่ข่าย, ผู้ใช้ และแอปพลิเคชัน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและถูกต้อง

Solutions: Firewall

ไฟร์วอลล์เป็นอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยแบบฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ – ที่ตรวจสอบการรับส่งข้อมูลเครือข่ายทั้งขาเข้าและขาออก และกำหนดว่าจะบล็อกการรับส่งข้อมูลตามกฎความปลอดภัยที่กำหนดไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ไฟร์วอลล์ยังสามารถป้องกันซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายไม่ให้เข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายผ่านทางอินเทอร์เน็ต และยังสามารถกำหนดค่าให้บล็อกข้อมูลตามตำแหน่งได้ (เช่น ที่อยู่ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์) แอปพลิเคชัน หรือพอร์ต และจะอนุญาตให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและจำเป็นผ่านได้เท่านั้น ซึ่งประโยชน์หลักๆ ของไฟร์วอลล์ ได้แก่

  • ตรวจสอบการรับส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย
  • ป้องการการโจมตีของมัลแวร์
  • ควบคุมการใช้หรือการเข้าถึง แอปพลิเคชั่นและข้อมูลภายในองค์กร

Products : Firewall

2.) Malware prevention

Definition: สามารถช่วยป้องกันการโจมตีของมัลแวร์ โดยการสแกนข้อมูลที่เข้ามาทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดตั้งมัลแวร์และติดไปที่คอมพิวเตอร์ โปรแกรมป้องกันมัลแวร์ยังสามารถตรวจจับรูปแบบขั้นสูงของมัลแวร์และป้องกันการโจมตีจากแรนซัมแวร์ได้อีกด้วย

Solutions: Advanced Endpoint Protection

เป็นซอต์ฟแวร์ที่ติดตั้งบนเครื่องปลายทางเพื่อรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ แทนที่จะสแกนเพื่อตรวจจับมัลแวร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์และป้องกันสิ่งที่เรารู้ แต่ Advanced Endpoint Protection ใช้รูปแบบขั้นสูงของ AI เพื่อตรวจจับภัยคุกคามประเภท Files-Based, File less, Ransomware และ Spyware ด้วย Deep Learning และ Machine Learning ซึ่งการวิเคราะห์เชิงลึกด้วยเทคโนโลยี AI นี้ให้ความแม่นยำได้มากกว่าโซลูชันแบบ Signature และ Heuristic โดยบูรณาการกับการวิเคราะห์แบบสถิต, การควบคุมพอร์ต, อุปกรณ์, การควบคุมสคริปต์ และข้อมูลภัยคุกคาม ควบคู่ไปกับโซลูชันไฟร์วอลล์เพื่อระบุ ตรวจจับ และบล็อกภัยคุกคามที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแบบเรียลไทม์ โดยสามารถกำหนดค่าเพื่อป้องกันหรือตรวจจับไฟล์ที่เป็นอันตรายและใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกันซึ่งปรับให้เข้ากับความต้องการของแต่ละองค์กร โดยสามารถครอบคลุมการตรวจจับมัลแวร์ได้ทั้งบน Windows, macOS, Android, Chrome OS, iOS and iPadOS

CU’s Products: Deep Instinct

3.) Backup

Definition: การสำรองข้อมูลเป็นกระบวนการทำสำเนา ข้อมูล (Backup Data) ที่มีมากกว่าเดิมหนึ่งชุด เพื่อให้เราสามารถกู้ข้อมูล (Recovery) จากสถานการณ์ข้อมูลเสียหายหรือสูญหาย และในปัจจุบัน มีบริการสำรองข้อมูลหลายประเภทที่ช่วยให้องค์กรเกิดความมั่นใจได้ว่าข้อมูลมีความปลอดภัยสูงและข้อมูลสำคัญจะไม่สูญหายไปจากภัยธรรมชาติ สถานการณ์การโจรกรรมข้อมูล หรือเหตุฉุกเฉินประเภทอื่น ๆ

Solutions: Backup & Recovery, Ransomware Protection

ความสำคัญของการสำรองข้อมูล โดยหลักการทำงานของ software Backup จะประกอบด้วยคุณลักษณะ ในการจัดการความเสี่ยงความปลอดภัยของข้อมูล และตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลพร้อมใช้งานได้ตามปกติ โดย Software Backup จะใช้เฟรมเวิร์คแบบ end-to-end โดยมีเป้าหมายสูงสุด โดยการกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องสมบูรณ์

  • Cyber/Ransomware Attack Protectionหลังจากการ Backup ข้อมูลเสร็จ ชุดข้อมูลจะทำการถูกล็อคและสามารถแก้ไขได้โดยกระบวนการ software backup เท่านั้น แรนซัมแวร์ แอปพลิเคชัน หรือผู้ใช้ใดๆ ที่พยายามลบ เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไข Data Backup จะถูกปฏิเสธภายในสแต็ก I/O
  • Data Isolation and Air Gapเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการปกป้องข้อมูลรวมถึงการโจมตี และช่วยให้สามารถกู้คืนข้อมูลก่อนถูกการโจมตี โดย Software Backup จะสามารถจัดการกับความปลอดภัยของข้อมูล โดยทำการเข้ารหัสการ backup ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังควบคุมการเข้าถึง Storage ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล backup เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น
  • Monitoring and Detectionวิธีการตรวจสอบและ Monitor ของระบบไฟล์ โดยใช้ข้อมูลในอดีตและอัลกอริทึมในการเรียนรู้เพื่อตรวจจับรูปแบบและพฤติกรรมของระบบไฟล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเปรียบเทียบจากข้อมูลของชุดเดิมในก่อนหน้านี้

CU’s Products: IBM Spectrum Protect Plus, Commvault

4.) Data Security

Definition: การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นวิธีปฏิบัติในการปกป้องข้อมูลจากการเข้าถึง การทุจริต หรือการโจรกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต

Solutions: Data Activity Monitoring, Encryption

เครื่องมือการรักษาความปลอดภัยข้อมูลควรเข้าใจว่าข้อมูลอยู่ที่ไหน การติดตามว่าใครสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ และการบล็อกกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและการเคลื่อนไหวของไฟล์ที่อาจเป็นอันตราย

  • การค้นหาข้อมูลและการจัดหมวดหมู่ กระบวนการระบุข้อมูลที่ละเอียดอ่อนที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูล คลังข้อมูล และสภาพแวดล้อมแบบคลาวด์ แบบอัตโนมัติ
  • การตรวจสอบการใช้ข้อมูล เพื่อดูว่าใครกำลังเข้าถึงข้อมูล ตรวจจับความผิดปกติและระบุความเสี่ยง และสามารถใช้การบล็อกและการแจ้งเตือนแบบไดนามิกสำหรับรูปแบบกิจกรรมที่ผิดปกติ รวมถึงการเข้ารหัส
  • การประเมินความเสี่ยงและวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการตรวจจับช่องโหว่ต่างๆ เช่น ซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย การกำหนดค่าผิดพลาด หรือรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม และยังสามารถระบุแหล่งข้อมูลที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะถูกเปิดเผย

CU’s Products: IBM Guardium

5.) Secure Access

Definition: เป็นเทคโนโลยีจัดการและรักษาความปลอดภัยบนอุปกรณ์ปลายทาง แอปพลิเคชัน เนื้อหา และข้อมูลที่หลากหลาย ประกอบด้วยการป้องกันภัยคุกคามบนอุปกรณ์เคลื่อนที่และการทำ Identity-as-a-Service (IDaaS) พร้อมการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (MFA)

Solutions: Unified endpoint management (UEM)

ด้วยแพลตฟอร์ม UEM สามารถช่วยให้องค์กรต่างๆ รักษาความปลอดภัยควบคุมสภาพแวดล้อมไอทีและอุปกรณ์ปลายทางทั้งหมดได้ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป และเดสก์ท็อป นอกจากนี้ยังสามารถช่วยรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ แอปพลิเคชั่น เนื้อหา แยกจากข้อมูลองค์กรได้อีกด้วย

  • ความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน การรักษาความปลอดภัยสามารถระบุได้ว่าต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์ผู้ใช้เพื่อเปิดแอปหรือไม่ สามารถคัดลอก วาง หรือจัดเก็บข้อมูลจากแอปในอุปกรณ์ได้หรือไม่ และผู้ใช้สามารถแชร์ไฟล์ได้หรือไม่
  • การติดตามอุปกรณ์ อุปกรณ์แต่ละเครื่องที่ลงทะเบียนหรือออกโดยองค์กรสามารถกำหนดค่าให้สามารถติดตาม GPS และโปรแกรมอื่นๆ ได้
  • นโยบายคอนเทนเนอร์ ปกป้องแอปพลิเคชั่นและข้อมูลที่สำคัญเพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการทำงานของผู้ใช้และการปกป้องข้อมูลขององค์กร รวมถึงการป้องกันข้อมูลรั่วไหล (DLP)

CU’s Products: IBM MaaS360

6.) Network Monitoring

Definition: การตรวจสอบและวิเคราะห์เหตุการณ์แบบเรียลไทม์ ตลอดจนการติดตามและบันทึกข้อมูลความปลอดภัยเพื่อวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือการตรวจสอบสำหรับกิจกรรมที่ผิดปกติซึ่งอาจบ่งบอกถึงการโจมตีที่เป็นภัยคุกคามได้

Solutions: Security Information Event Management

SIEM เป็นการดำเนินการเชิงรุกเพื่อตรวจสอบและลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของไอที โดยติดตามกิจกรรมเครือข่ายทั้งหมดของผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อตรวจจับภัยคุกคามไม่ว่าจะเข้าถึงสินทรัพย์และบริการดิจิทัลที่ใดก็ตาม การวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อระบุและทำความเข้าใจรูปแบบข้อมูลที่ซับซ้อน ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์และให้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อค้นหาและบรรเทาภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่อความปลอดภัยของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

  • การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ การหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยหรือการโจมตีที่เกิดจากบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเครือข่ายของบริษัท
  • การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ช่วยให้สามารถตรวจสอบและรายงานการปฏิบัติตามข้อกำหนดแบบรวมศูนย์ทั่วทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจทั้งหมด
  • การตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูงและที่ไม่รู้จัก สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก การใช้ฟีดข่าวกรองภัยคุกคามแบบบูรณาการและเทคโนโลยี AI

CU’s Products: IBM Qradar SIEM

7.) Data Loss Prevention (DLP)

Definition: การป้องกันข้อมูลรั่วไหล (DLP) คือชุดเครื่องมือและกระบวนการที่ใช้เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะไม่สูญหาย ใช้ในทางที่ผิด หรือเข้าถึงโดยผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาต

Solutions: Data Loss Prevention (DLP)

ซอฟต์แวร์ DLP สามารถจำแนกประเภทข้อมูลที่มีการควบคุม เป็นความลับ และมีความสำคัญทางธุรกิจ และระบุนโยบายการละเมิดที่กำหนดโดยองค์กรหรือภายในชุดนโยบายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยทั่วไปจะขับเคลื่อนโดยการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น HIPAA, PCI-DSS หรือ GDPR เมื่อตรวจพบการละเมิดดังกล่าวแล้ว DLP จะบังคับใช้การแก้ไขด้วยการแจ้งเตือน การเข้ารหัส และการดำเนินการป้องกันอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ปลายทางแชร์ข้อมูลที่อาจทำให้องค์กรตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่ได้ตั้งใจหรือโดยประสงค์ร้าย DLP ยังจัดให้มีการรายงานเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและข้อกำหนดด้านการตรวจสอบ และระบุจุดอ่อนและความผิดปกติสำหรับการทำ forensic และการตอบสนองต่อเหตุการณ์

  • สามารถระบุ จัดประเภท และติดแท็กข้อมูลที่ละเอียดอ่อน และตรวจสอบกิจกรรมและเหตุการณ์ที่อยู่รอบๆ ข้อมูลนั้น
  • สามารถช่วยติดตามข้อมูลขององค์กรบนปลายทาง เครือข่าย และระบบคลาวด์

Products : Data Loss Prevention (DLP)

8.) Email Security

Definition: ความปลอดภัยของเป็นขั้นตอนและเทคนิคต่างๆ ในการปกป้องบัญชีอีเมล เนื้อหา และการสื่อสารจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต การสูญหาย โดยอีเมลมักใช้ในการแพร่กระจายมัลแวร์ สแปม และการโจมตีแบบฟิชชิ่ง

Solutions: Threat Removal /Web Gateway Security

Threat Removal Tool ใช้เทคโนโลยี CDR ในการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ โดยใช้กระบวนการ Extract, Verify และ Build 3 ขั้นตอนเพื่อส่งข้อมูลที่ปราศจากมัลแวร์ 100% แทนที่จะพยายามตรวจจับมัลแวร์ แต่ทำงานโดยดึงข้อมูลธุรกิจที่ถูกต้องออกจากไฟล์ ตรวจสอบว่าข้อมูลที่แยกออกมานั้นมีโครงสร้างที่ดี แล้วสร้างไฟล์ใหม่เพื่อนำข้อมูลไปยังปลายทาง

  • แทนที่จะระบุมัลแวร์ที่รู้จัก Threat Removal Tool CDR จะนำข้อมูลและดึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมา
  • ข้อมูลที่แยกออกมาจะถูกแปลงเป็นรูปแบบตัวกลาง
  • การป้องกันภัยคุกคามขั้นสูงและกระบวนการป้องกันแรนซัมแวร์ทำให้แน่ใจได้ว่าจะไม่มีภัยคุกคามหรือการโจมตีไปถึงขั้นต่อไป
  • ข้อมูลดั้งเดิมจะถูกจัดเก็บหรือทิ้งไปพร้อมกับมัลแวร์
  • ข้อมูลใหม่จะถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่เป็นมาตรฐาน โดยมีข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว
  • ข้อมูลใหม่จะจำลองข้อมูลเดิมโดยไม่มีภัยคุกคามจากมัลแวร์ฝังตัว

CU’s Products: Deep Secure

9.) Identity and Access Management

Definition: การจัดการข้อมูลประจำตัวและการเข้าถึง หรือ IAM เป็นความปลอดภัยที่ทำให้องค์กรใช้ทรัพยากรที่ได้อย่างเหมาะสม IAM ประกอบด้วยระบบและกระบวนการที่อนุญาตให้ผู้ดูแลระบบไอทีกำหนดข้อมูลประจำตัวดิจิทัลเดียวให้กับแต่ละเอนทิตี ตรวจสอบความถูกต้องเมื่อเข้าสู่ระบบ อนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรที่ระบุ และตรวจสอบและจัดการข้อมูลประจำตัวเหล่านั้น

Solutions: Identity Management, SSO

การกำหนดวิธีในการให้สิทธิ์การเข้าถึงและสิทธิพิเศษแก่แต่ละเอนทิตี แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดการการเข้าถึงในปัจจุบันคือ ‘สิทธิพิเศษน้อยที่สุด’ หมายถึงการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเอนทิตีหรือแอปพลิเคชันแต่ละรายการให้กับทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำงานหรือทำงานให้เสร็จสมบูรณ์เท่านั้น และในระยะเวลาที่สั้นที่สุดหรือที่จำเป็นเท่านั้น

  • การจัดการการเข้าถึงแบบมีสิทธิพิเศษ (PAM) สิทธิ์การเข้าถึงถูกสงวนไว้สำหรับผู้ใช้เช่นผู้ดูแลระบบหรือบุคลากร DevOps ที่จัดการหรือเปลี่ยนแปลงแอปพลิเคชัน ฐานข้อมูล ระบบ หรือเซิร์ฟเวอร์ ข้อมูลประจำตัวเหล่านี้มักเป็นเป้าในการโจมตีทางไซเบอร์ โซลูชัน PAM แยกบัญชีเหล่านี้ออกและติดตามกิจกรรมเพื่อป้องกันการขโมยข้อมูลหรือการใช้สิทธิ์ในทางที่ผิด
  • Single Sign On การลงชื่อเพียงครั้งเดียวจากอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามพร้อมการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (MFA)

CU’s Products: IBM Security Verify

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

โทร 02 311 6881 #7156 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

เขียนบทความโดย คุณ ทวีศักดิ์ ศรีนาค  

Presales Software Specialist

บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด      

from:https://www.techtalkthai.com/cu-cyber-security-guide-and-portfolio-mapping/

Fujitsu ตั้งเป้า สร้างโลกที่ยั่งยืน มุ่งแก้ปัญหาสังคม ในฐานะ DX Partner

การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและเป้าหมายของหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดจากนโยบายต่อสิ่งแวดล้อมจากประเทศต่างๆ เพราะตระหนักดีแล้วว่าปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดเริ่มปรากฏชัดเจนบ่อยครั้งมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองระยะหลังมานี้ประเทศต่างๆจึงได้ตั้งเป้าใหม่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโลกแทนที่จะเป็นเป้าจากตัวเลขทางเศรษฐกิจเหมือนในอดีต

เช่นกัน Fujitsu ในฐานะผู้ให้บริการทางเทคโนโลยีและเป็นส่วนหนึ่งในโลกใบใหญ่นี้ ที่งาน FujitsuActiveNow 2021 ที่เพิ่งจบลง บริษัทจึงได้ประกาศเป้าหมายเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน ด้วยการมุ่งแก้ปัญหาสังคมในภูมิภาคเอเชียเพราะถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเศรษฐกิจโลกและรากฐานของ Fujitsu

โควิด19 ทำให้โลกของเราเปลี่ยนไปมากนัก เพราะเมื่อการแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน องค์กรจึงโดนบังคับให้เร่งทำ Digital Transformation (DX) อย่างเร็วที่สุด ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบ New Normal โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ช่องทางการสื่อสารจากเดิมที่เจอหน้ากันกลายเป็นออนไลน์ผ่านหน้าจอ การทำธุรกิจจากช่องทางแบบเห็นหน้าลงสู่โลกออนไลน์ นอกจากเรื่องโรคระบาดแล้ว ปัญหาที่เรื้อรังอย่างความไม่เท่าเทียมก็เริ่มรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน

คุณโคจิ มาสุดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียของฟูจิตสึ

ที่งานสัมมนา Fujitsu ActiveNow2021 ซึ่งเป็นงานสัมมนาใหญ่ประจำปี คุณโคจิ มาสุดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียของฟูจิตสึ  จึงได้นำเสนอแนวทางและวิสัยทัศน์การเป็น DX Partner นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาทางสังคม  ซึ่งคุณโคจิได้หยิบยกเอาผลคาดการณ์ของลักษณะธุรกิจในยุค New Normal มานำเสนอดังนี้

1.) Sustainability – องค์กรหลายแห่งมีแผนที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม หลังเผชิญปัญหาโรคระบาด เช่น โรคร้อน สังคมสูงอายุ ความไม่เท่าเทียม การขาดแคลนอาหาร และขยะ ไปจนถึงปัญหาขยะพลาสติกในทะเล โดยองค์กรเหล่านี้ต่างตระหนักว่าตนอยู่ในส่วนหนึ่งของภาพปัญหาที่จะต้องถูกแก้

2.) ฺBorderless – ภาพการทำงานขององค์กรได้ถูกปฏิวัติไปอย่างสิ้นเชิง ในรูปแบบที่เราเรียกว่า Work From Home ก่อนหน้ามีพนักงานราว 1 ใน 4 เท่านั้นที่ปฏิบัติในลักษณะนี้ได้ แต่พอโควิด มาถึงพนักงานอย่างน้อย 2 ใน 3 ต้องทำงานจากที่บ้านทันที และเมื่อโลกคุ้นชินแล้วคาดว่าในอีก 3-4 ปีข้างหน้าจะยิ่งมีการเพิ่มขึ้นของพนักงานในรูปแบบนี้

3.) Business is Ecosystem – ในอดีตธุรกิจมุ่งแต่การผลิตสินค้าและบริการตามมาตรฐานเป็นหลัก แต่เทรนด์ในสมัยปัจจุบันธุรกิจต้องมองความต้องการจากผู้คน เพื่อนำมาสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์

4.) Resilience – ความยืดหยุ่นคือปัจจัยที่ทำให้องค์กรสามารถรับมือกับโควิด19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยผลสำรวจพบว่าองค์กรที่รับมือกับการแพร่ระบาดได้ดีกว่า 49% นั้นก็เพราะความสามารถในการปรับตัว รองลงมา 44% มาคือได้มีการเตรียมตัวทำ DX มาบ้างแล้วหรือเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้เร็วพอ และสุดท้าย 40% มองเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานเป็นเรื่องหลัก

5.) Trust Automation – จากความคิดเห็นของผู้บริหารราว 83% เชื่อในการใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนทิศทางการตัดสินใจขององค์กร โดย 82% วางแผนที่จะทำเรื่อง Automation และเกือบครึ่งหนึ่งหรือ 44% เชื่อว่าภายในปี 2025 กระบวนการทางธุรกิจกว่าครึ่งจะทำงานได้อย่างอัตโนมัติ นั่นแสดงให้เห็นถึงว่าธุรกิจมีความเชื่อมั่นในพลังแห่ง Automation

มุมมองของปัญหาทางสังคมและโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน

ทุกภูมิภาคย่อมมีปัญหาที่สะท้อนบริบททางสังคมในแถบนั้น อย่างไรก็ดีปัญหาทางสังคมยังมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศด้วย เช่น บางประเทศก็มีปัญหาขยะล้น รถติด น้ำท่วม คุณภาพอากาศ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความท้าทายอยู่ในทุกมุมมอง

ถึงกระนั้นเองภูมิภาคเอเซียก็ยังมีนัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก โดยจากข้อมูลพบว่าแม้ช่วงหลายปีหลังมานี้ อัตราการการเติบโตของตัวเลข GDP ในเอเชียจะหดตัวลง ยิ่งในปีก่อนถ้านับแค่ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตัวเลขถือได้ว่าติดลบถึง 4% สอดคล้องกับเอเชียตะวันออกหดตัวเหลือแค่ 1.8% แต่เมื่อย้อนกลับมาดูตัวเลข GDP ที่เอเชียมีต่อเศรษฐกิจโลกนั้นกลับยังสูงขึ้น ที่ดูเหมือนจะไม่กี่ % ก็ตาม แต่คาดการณ์ว่าเมื่อโรคระบาดหายไป ภูมิภาคเอเซียนี้จะมีโอกาสเติบโตกลับมาเพิ่มสูง อย่างน้อยก็ถึงปี 2026 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า

นั่นสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของภูมิภาคที่ Fujitsu เองเล็งเห็นถึงโอกาสนี้ อย่างไรก็ดีเพื่อแก้ปัญหาทางสังคมนี้ Fujitsu ที่มองตัวเองเป็น DX Partner ให้กับลูกค้า จึงได้ทุ่มเทบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีจากพันธมิตร สอดแทรกเข้าไปเป็นรากฐานทางธุรกิจที่สามารถใช้แก้ปัญหาทางสังคม

บทบาทของ Fujitsu กับการแก้ปัญหาทางสังคม

Fujitsu ได้แบ่งโจทย์ในการแก้ปัญหาทางสังคมออกเป็น 7 ด้านคือ

1.) Sustainability Manufacturing

มุ่งหน้าสร้าง Ecosystem ของภาคการผลิตอย่างต่อเนื่องและยืดหยุ่น ในหลายอุตสาหกรรมและประเทศต่างๆ ซึ่งด้วยความเชี่ยวชาญของ Fujitsu ทั้งด้าน AI และ HPC เชื่อแน่ว่าจะช่วยสร้างระบบ Supply Chain และเศรษฐศาสตร์แบบหมุนเวียน ที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้

2.) Consumer Experience

ผู้บริโภคแต่ละคนย่อมมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้เองการใช้งานข้อมูลเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ถูกทางจึงเป็นเรื่องจำเป็น โดย Fujitsu เองเชื่อว่าโอกาสเป็นของกลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีก ซึ่งต้องมีการปรับปรุงระบบ Supply Chain และวิธีการสร้าง Consumer Experience ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนได้ ทั้งนี้ได้นำเสนอโซลูชัน Retail-as-a-Service เพื่อตอบสนองประสบการณ์ในการซื้อขายใหม่ๆ

3.) Healthy Living

สร้าง Infrastructure และนวัตกรรมที่สามารถเชื่อมโยงให้มนุษย์สามารถเข้าถึงบริการทางสุขภาพในชีวิตประจำวัน โดยเทคโนโลยีคือฐานที่รวบรวมบริการของ การให้บริการทางสุขภาพ บริษัท รัฐบาล และผู้คนให้เชื่อมต่อกัน ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างสังคมที่ยึดเอาผู้คนเป็นศูนย์กลางอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีความแตกต่าง

4.) Trusted Society

ผู้คนในส้งคมต้องสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ เช่น ภัยพิบัติจากธรรมชาติ ซึ่งก็ต้องมีมาตรการอย่างยืดหยุ่นมากพอ โดยต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งรัฐ ประชาชนและพันธมิตรของ Fujitsu เพื่อแก้ปัญหาทางสังคม โดย Fujitsu เองคำนึงถึงเรื่องสภาพแวดล้อมเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อให้ผู้คนได้อยู่ที่โลกที่สันติและรุ่งเรืองสืบไป

5.) Digital Shifts

ผู้คนคือผู้สร้างคุณค่าให้แก่องค์กร แต่การที่จะนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้อย่างเกิดประโยชน์ได้นั้น องค์กรจำต้องมีกระบวนการที่รวดเร็วและยืดหยุ่น ซึ่ง Fujitsu ได้นำเสนอโซลูชัน Digital Shifts ที่จะเป็นรากฐานให้องค์กรได้มาซึ่งปัจจัยนั้น ต่อยอดไปเป็นความสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างสูงสุด

6.) Business Application

โลกปัจจุบันบริการและการปฏิบัติงานขององค์กรต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และต้องทำอย่างชาญฉลาด ถึงจะสามารถสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้ Fujitsu ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเอาทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญร่วมกับพาร์ทเนอร์ เข้ามาช่วยเหลือลูกค้าในการทำ Digitization ตั้งแต่การ Migrate, Modernizing, Developing, Deploy และการรันแอปบนคลาวด์หรือ Hybrid

7.) Hybrid IT

Fujitsu เล็งเห็นว่า Digital Touch Point คือจุดที่เชื่อมโยงบริการและข้อมูลทุกสิ่งในระบบเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ตนจะต้องสร้าง Infrastructure ที่น่าเชื่อถือและมั่นคงปลอดภัยให้ลูกค้ามีความมั่นใจได้ว่า ผู้คน สินค้า และทรัพย์สินดิจิทัลของท่านอยู่ในสถานะที่ปลอดภัย

credit : Fujitsu

นอกจากนี้ Fujitsu ยังได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่ตนได้ปฏิวัติองค์กรภายในเพื่อตอบโจทย์ใน DX 4 ด้านคือ การยุบรวมแอปทางธุรกิจ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงออฟฟิศ ใส่ใจกับการใช้ชีวิตและงานได้อย่างลงตัว และการจัดอีเวนต์ออนไลน์ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นแนวทางให้องค์กรที่สนใจสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้กับตัวเองได้

และสุดท้ายคุณโคจิจึงได้กล่าวถึงการจัดตั้งแบรนด์ธุรกิจใหม่ที่ชื่อ Fujitsu Uvance เพื่อตอบสนองเป้าหมายที่ Fujitsu วางไว้ข้างต้นอย่างจริงจังนับแต่นี้ โดยวางตัวเองเป็น DX Partner ที่มาพร้อมกับ Ecosystem ทางเทคโนโลยี พร้อมนำส่งนวัตกรรมความก้าวหน้าใหม่ๆ เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาทางสังคม และนำรอยยิ้มมาสู่เอเชียของเรา

from:https://www.techtalkthai.com/sustainable-future-plans-by-fujitsu-in-activenow2021/

[Guest Post] เปิดตัว IBM Power10 เครื่องเซิร์ฟเวอร์ทรงพลังพร้อมซีพียูประมวลผลล่าสุด

Power10 เซิร์ฟเวอร์ระดับ เอ็นเตอร์ไพรส์รุ่นล่าสุดจาก IBM ก้าวล้ำด้วยประสิทธิภาพที่เร็วและ แรงขึ้น 3 เท่าจากรุ่นก่อน ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนงานทางด้าน AI และ Hybrid Cloud รองรับความปลอดภัยขั้นสูงสุดตั้งแต่ระดับ Core ไปจนถึง Cloud เพื่อป้องกันข้อมูล แอปพลิเคชัน และระบบงานที่สำคัญของทุกองค์กร

ทาง IBM มีการเปิดตัวเครื่องเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่านมา ซึ่งทาง IBM ยังคงนำเสนอเครื่องในตระกูล Power Systems อันทรงพลังเช่นเดิม แต่ออกแบบและพัฒนาต่อยอดไปอีกขั้นโดยเปิดตัวซีพียูประมวลผลรุ่นล่าสุด Power10 ที่ผลิตบนมาตรฐานการผลิตชิปเซ็ตสถาปัตยกรรมสมัยใหม่แบบ 7 nm ทำให้ประสิทธิภาพและความสามารถในการประมวลผลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ช่วยให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่นี้ทำงานได้ดีขึ้นแต่ใช้พลังงานต่ำลง แน่นอนว่าผู้ใช้ระดับองค์กรได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนระบบไปใช้เครื่อง Power10 เต็ม ๆ นั่นคือ การทำงานของแอปพลิเคชันหรือระบบงานเดิมทำงานได้เร็วขึ้น หรือรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น หรือระบบโดยรวมมีเสถียรภาพสูงขึ้น ลดปัญหา Downtime ที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าของระบบได้เป็นอย่างดี ทำให้ธุรกิจของคุณไม่สะดุด

เราน่าจะได้เห็นหรือได้ยินข่าวที่มีหลายองค์กรหลายได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ Malware และ Ransomware มากมายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากและจำเป็นลำดับแรก ๆ ของทุกบริษัทหรือทุกองค์กร เพราะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของข้อมูลที่รั่วไหลเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงความผิดทางพรบ. คอมพิวเตอร์ และข้อบังคับในการจัดการข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ไปจนถึงภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของธุรกิจองค์กรในวงกว้างอีกด้วย ซึ่ง IBM Power Systems เป็นแพลตฟอร์มที่คำนึงถึงเรื่องของเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบมาเป็นอันดับแรกมานมนาน จะเห็นได้จากข่าวคราวการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นแทบจะไม่มีข่าวมาจาก IBM Power เลย และใน Power10 รุ่นล่าสุดที่ออกมา ก็ยังเพิ่มเติมความสามารถทางด้านความปลอดภัยของระบบหรือ Cyber Resilience ให้เหนือล้ำไปอีกขั้น และไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ สามารถเข้ารหัสข้อมูลที่เก็บอยู่ใน Memory และป้องกันการโจมตีหรือขโมยข้อมูลที่รับส่งในระดับหน่วยความจำได้อีกด้วย เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันโดยเฉพาะระบบฐานข้อมูลหลักขององค์กรมีแนวโน้มที่จะเก็บหรือพักข้อมูลสำคัญไว้ใน Memory มากขึ้นเพื่อความเร็วในการให้บริการเป็นสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด อาทิ ระบบ SAP HANA

credit : IBM

ดังนั้น Power10 จึงเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ใส่ความสามารถที่ชื่อว่า Transparent Memory Encryption หรือการเข้ารหัสข้อมูลในระดับ Memory ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาโปรแกรมเสริมภายนอกและไม่กระทบประสิทธิภาพการทำงานของแอปพลิเคชันหลักที่ใช้งานอยู่ เพราะ Power10 มี Crypto Engine ฝังอยู่ในชิปเซ็ตเพื่อจัดการการเข้ารหัสและถอดรหัสในเครื่อง Power10 และใน Memory โดยเฉพาะ ด้วยความสามารถนี้ การเลือกใช้ Power10 สำหรับระบบงานสำคัญขององค์กรจึงทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าระบบงานของคุณจะได้รับการป้องกันการโจมตีและการขโมยข้อมูลทั้งหมดที่ส่งเข้าออกจากหน่วยความจำได้ทันทีและไม่หน่วงการทำงานของแอปพลิเคชันหลักที่ให้บริการอยู่

นอกจากเรื่องของการรักษาความปลอดภัยของ Power10 ที่โดดเด่นแล้ว การที่ Power10 ยังช่วยลดผลกระทบกับธุรกิจจาก Downtime ที่ไม่ได้คาดหวังหรือการหยุดชะงักของระบบที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าได้อีกด้วย การันตีจากได้อันดับหนึ่งจากผลการสำรวจขององค์การทางด้านความเสถียรของฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการเป็นเวลามากกว่า 12 ปีติดต่อกัน ล่าสุด Power10 มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ในการเพิ่มเสถียรภาพให้กับ Memory ที่เรียกว่า Open Memory Interface (OMI) เพื่อป้องกันปัญหา ในกรณีที่เกิดความผิดปกติกับหน่วยความจำ จนอาจจะทำให้ระบบหยุดทำงานหรือใช้งานไม่ได้เลยทีเดียว โดยเทคโนโลยีนี้จะรวมถึงการมีหน่วยความจำสำรองหรือ Spare Memory ที่สามารถนำมาใช้งานได้ทันทีในกรณีที่หน่วยความจำหลักบางส่วนมีปัญหาหรือใช้งานไม่ได้ และยังมีกลไกที่จะข้ามหรือปิดการใช้งานแผงวงจร Memory ส่วนที่เสียหายออกไป ทำให้ภาพรวมของ Power10 สามารถช่วยให้ระบบมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับมาตรฐาน

ในด้านของความยืดหยุ่นเมื่อลูกค้าเลือกใช้ IBM Power10 นั่นคือ รองรับการทำงานแบบ Hybrid Cloud โดยเฉพาะ ซึ่ง Power10 เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานในรูปแบบของ Pay-per-use หรือการจ่ายเงินเพิ่มเพื่ออัพเกรดเครื่องตามปริมาณการใช้งานทรัพยากรของระบบที่ถูกใช้ไปตามความต้องการของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลา ลูกค้าสามารถรับข้อเสนอนี้ได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์มาใช้งานทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์หรือ On-premise และการใช้งานบน Public Cloud หรีอ Off-premise ผ่านบริการที่ชื่อว่า Power Virtual Server บน IBM Cloud

ในส่วนของการตรวจสอบดูแลและการบริหารจัดการเครื่อง IBM Power Systems ลูกค้าสามารถใช้โปรแกรมพื้นฐานที่ทาง IBM มีให้และโปรแกรมเสริมอื่น ๆ เช่น PowerVC, Cloud Management Console (CMC), Ansible, Terraform และ VMware vRealize Suite เป็นต้น ทำให้คุณสามารถบริหารจัดการระบบได้อย่างง่ายดายแบบรวมศูนย์ และสามารถบริหารจัดการทั้งระบบงานแบบ Virtualization เดิม ๆ รวมไปถึงระบบงานแบบ Cloud Native Apps บนพื้นฐานของ Kubernetes และ Red Hat OpenShift ไปได้พร้อมกันเป็นอย่างดี ทำให้องค์กรประหยัดเพราะลูกค้าสามารถนำเอาระบบงานหลักเช่น ระบบฐานข้อมูล Oracle Database หรือระบบ SAP ที่รองรับการติดตั้งแบบ Virtual Machine บน AIX หรือ IBM i เท่านั้น ย้ายขึ้นมาทำงานบน Power10 ได้ทันที พร้อมกันนั้น ทรัพยากรที่เหลืออยู่ก็สามารถติดตั้ง Red Hat OpenShift เพื่อติดตั้งบริการใหม่ ๆ ในรูปแบบ Microservices หรือ Cloud Native Apps บนเครื่องเดียวกันได้อีก เพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลระหว่างกันได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์กข้ามเครื่องอีกด้วย หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าเราสามารถรวมเอาระบบงานต่าง ๆ ที่ใช้งานอยู่ในองค์กร ทั้งสำคัญมากและสำคัญน้อยมา Consolidate รวมกัน ทำให้ใช้ฮาร์ดแวร์น้อยลงแต่คุ้มค่ามากขึ้น ทั้งยัง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น ตอบสนองธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และง่ายต่อการบริหารจัดการหรือปรับเปลี่ยนได้ทันต่อความต้องการของธุรกิจหรือการแข่งขันทำให้เราไม่เสียโอกาสทางธุรกิจไป

credit : IBM

อีกความสามารถหนึ่งที่ลืมไปไม่ได้เลยก็คือ ความสามารถที่ช่วยเพิ่มความเร็วในขั้นตอนของการเป็นทรัพยากรของระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จาก Power10 เพราะทาง IBM ก็มีการเพิ่มความสามารถของชิปเซ็ตหน่วยประมวลผลด้วยการพัฒนาชุดคำสั่ง Matrix Math Accelerator (MMA) มาพร้อมกับ Power10 ที่จะช่วยให้การทำงานหรือประมวลผลของ AI Model ที่เรียกว่า AI Inferencing เพราะมีการเพิ่มชุดคำสั่งในการส่งข้อมูลจากส่วนของการปฏิบัติงาน (Operational) เพื่อไปประมวลผลใน GPU ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย มีการออกแบบที่เพิ่มขนาดของแบนด์วิดธ์เพื่อช่วยลดการหน่วงเวลาหรือ Latency ของการประมวลผลทางด้าน Machine Learning ได้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อย 10 เท่าเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ สำหรับบริษัทหรือองค์กรที่มองหาแพลตฟอร์มหรือเครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับรันระบบงานหลักขององค์กร ทุกที่ต่างก็ต้องการระบบงานที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูงขึ้นอย่างแน่นอน รองรับการทำงานที่หลากหลาย และช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้อักโข พร้อมทั้งสามารถบริหารจัดการได้ง่ายดาย สามารถมองหา IBM Power10 ไว้เป็นทางเลือกต้น ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้แล้ววันนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

โทร 02 311 6881 #7151, 7156 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

เขียนโดย

ธนกฤต  โลเกศกระวี

Pre-sales Specialist บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

from:https://www.techtalkthai.com/intro-to-ibm-power10-by-cu/

ปกป้องข้อมูลธุรกิจและข้อมูลลูกค้าให้สอดคล้องกับ PDPA ด้วยบริการที่ปรึกษาและเทคโนโลยีจาก HPE & BizCon

เมื่อหลายธุรกิจได้เริ่มปรับตัวให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดและวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว ขั้นถัดมาที่สำคัญก็คือการเตรียมตัวปรับธุรกิจให้สามารถดำเนินการได้อย่างสอดคล้องกับข้อกำหนดในพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA ที่จะบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้

ด้วยเหตุนี้ HPE และ BizCon จึงได้ร่วมมือกันนำเสนอโซลูชันที่ครบถ้วนทั้งบริการที่ปรึกษาและเทคโนโลยี เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ สามารถปรับแนวทางการจัดเก็บ, จัดการ และใช้งานข้อมูลที่มีอยู่ให้ตรงตามข้อกฎหมาย พร้อมเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับการดำเนินงานโดยรวม ลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหล เพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าอย่างครบถ้วน

3 ปัจจัยสำคัญในการปรับธุรกิจให้สอดรับต่อ PDPA

ในมุมมองของ HPE และ BizCon นั้น การที่ธุรกิจใดๆ จะสามารถปรับการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องต่อข้อกำหนดตามกฎหมาย PDPA ได้จะต้องประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้

  1. ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายที่ไว้ใจได้ เพื่อช่วยตรวจสอบและทบทวนว่าการรวบรวม, จัดการ และใช้งานข้อมูลอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้จะต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรให้สอดคล้องต่อข้อกฎหมาย รวมถึงต้องมีการร่างเอกสารหรือข้อตกลงในการใช้ข้อมูลอย่างไรให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ในธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่
  2. การกำหนดนโยบายด้านข้อมูลและการรักษาความเป็นส่วนตัว เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานให้กับทุกๆ คนในองค์กรในการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลให้สอดคล้องต่อข้อกฎหมาย รวมถึงนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้สร้างความเป็นส่วนตัวให้กับข้อมูลมาใช้งาน และควบคุมให้การทำงานเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดเอาไว้
  3. การเสริมสร้าง Cybersecurity ภายในองค์กร เพื่อลดความเสี่ยงในการที่ระบบ IT ขององค์กรจะถูกเจาะโจมตีและเข้าถึงข้อมูล จนอาจนำไปสู่กรณีข้อมูลรั่วไหลได้ในอนาคต

แน่นอนว่าทั้ง 3 ส่วนนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังนั้นถึงแม้ในก้าวแรกธุรกิจองค์กรจะเริ่มต้นปรับการทำงานให้สอดคล้องต่อข้อกฎหมายได้แล้ว แต่ในระยะยาวธุรกิจเองก็ต้องหมั่นทบทวนข้อกฎหมายใหม่ๆ ที่จะออกเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต รวมถึงติดตามแนวโน้มใหม่ๆ ด้านภัยคุกคาม และปรับทั้ง 3 ปัจจัยนี้ให้สอดรับต่ออนาคตด้วย ซึ่ง Data Protection Officer หรือ DPO เองนั้นก็ต้องเป็นผู้รับบทบาทในการปรับปรุงและพัฒนาในส่วนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งหมดนี้ถือเป็นความท้าทายแก่ธุรกิจองค์กรเป็นอย่างมาก เพราะการตอบโจทย์ PDPA นั้นไม่ได้ต้องการเพียงแค่องค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี แต่ยังต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ทำให้ที่ผ่านมาถึงแม้หลายองค์กรจะมีความพยายามในการตอบรับต่อข้อกฎหมาย PDPA นี้ แต่ก็ยังไม่สามารถปรับการทำงานให้สอดคล้องได้อย่างสมบูรณ์นัก

ตอบทุกโจทย์ความต้องการของ PDPA ในภาคธุรกิจ ด้วยบริการแบบเบ็ดเสร็จจาก HPE และ BizCon

เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถปรับตัวให้สอดรับต่อ PDPA ได้ในแบบ One Stop Service ทาง HPE และ BizCon จึงได้จับมือกันเพื่อนำเสนอ HPE PDPA Complete Solution สำหรับตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ ดังนี้

ให้บริการ Law Consulting Service เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย PDPA สำหรับธุรกิจองค์กร

HPE มีบริการด้าน Law Consulting Service โดยการจับมือกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายชั้นนำเพื่อเป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย PDPA โดยเฉพาะร่วมกัน ทำให้ธุรกิจองค์กรนั้นจะได้รับบริการที่ปรึกษาที่มีความรู้ครบถ้วนทั้งในมิติของกฎหมายและเทคโนโลยี ส่งผลให้การพูดคุยตรวจสอบและการวางแผนด้านการทำ PDPA นี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ด้วยองค์ความรู้ที่มีอยู่ ทำให้ HPE ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือด้านกฎหมาย PDPA ของไทยได้เท่านั้น แต่สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีการดำเนินงานในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก บริการ Law Consulting Service นี้ก็ยังครอบคลุมไปถึงส่วนนั้นได้ ทำให้การดำเนินธุรกิจข้ามชาติสามารถเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุดติดขัด

นำเสนอ HPE Smart – X ให้องค์กรก้าวสู่การทำงานแบบ Hybrid Working ที่รองรับได้ทั้ง PDPA, Cybersecurity และ Remote Working

ในแง่ของการปรับกระบวนการการทำงานให้สอดคล้องต่อ PDPA ทาง HPE นั้นได้นำเสนอการใช้ HPE Smart – X เพื่อเปลี่ยนวิถีการทำงานให้เป็นแบบ Hybrid Working เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถทำงานเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กรได้จากทุกที่ทุกเวลาอย่างมั่นคงปลอดภัยและเป็นส่วนตัว เพื่ออุดทุกรอยรั่วและความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลออกไปภายนอก รวมถึงควบคุมทุกการใช้งานข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยีดังนี้

  • HPE Hybrid Working Model (HWM) ด้วยการใช้ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) มาใช้งาน ทำให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนสามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่าน PC เสมือนขององค์กรที่สามารถถูกควบคุมและจัดการด้านความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยได้จากศูนย์กลาง
  • Dynamic Watermark เทคโนโลยีเสริมจาก HPE ที่ช่วยให้สามารถสร้าง Digital Watermark ในหน้าจอของผู้ใช้งานได้ ทำให้การ Capture Screen เพื่อนำข้อมูลส่งต่อออกไปยังภายนอกนั้นทำได้ยากขึ้น และสามารถติดตามได้ง่ายขึ้น
  • Session Recording เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ผู้บริหารและพนักงานเข้าถึงนั้นจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ทาง HPE จึงมีโซลูชันสำหรับบันทึกหน้าจอของผู้ใช้งานและนำมาจัดเก็บรวบรวมเอาไว้ที่ศูนย์กลางได้
  • Access Control เมื่อผู้บริหารและพนักงานทุกคนต้องทำงานผ่าน PC เสมือน ผู้ดูแลระบบ IT, Security และ DPO จึงสามารถกำหนดและบังคับใช้นโยบายได้ผ่าน VDI โดยตรง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกๆ การทำงานจะเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย

จะเห็นได้ว่า HPE Smart – X นี้จะช่วยเปลี่ยนการทำงานในอดีตที่ยากต่อการบริหารจัดการด้านความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัย ให้ธุรกิจสามารถควบคุมทุกการเข้าถึงและปกป้องทุกข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่การนำเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาเชื่อมผสานเพื่อตอบโจทย์ PDPA เพิ่มเติมนี้ก็สามารถทำงานได้อย่างง่ายดาย

จัดการข้อมูลส่วนตัวด้วยแนวทาง PrivacyOps จาก PDPA privacy management tool

สำหรับการจัดการ, ปกป้อง และกำหนดกระบวนการในการควบคุม, เข้าถึง และลบข้อมูลส่วนตัวที่มีอยู่ภายในองค์กร โซลูชันนี้จะใช้เทคโนโลยีจาก PDPA privacy management tool เพื่อทำ PrivacyOps ในองค์กรด้วยการใช้ AI สำหรับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะ ที่ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ดังนี้

  • การค้นหาและจำแนกประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลจากข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ทั้งภายใน Data Center และบน Cloud รวมถึงระบุระดับของความเสี่ยงสำหรับข้อมูลแต่ละชุด
  • การทำ Data Mapping โดยอัตโนมัติเพื่อแบ่งประเภทของข้อมูลและความเสี่ยง
  • การตรวจสอบและทำ Compliance โดยอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกปกป้องอย่างเหมาะสม
  • การใช้ RPA เพื่อจัดการลบข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของทำการร้องขอมาทาง Data Request Subject Form
  • การทำ Data Breach Management เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ
  • การทำ Vendor Assessment เพื่อตรวจสอบและประเมินคู่ค้าที่มาทำงานภายในองค์กรถึงประเด็นด้านความเสี่ยงในการเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล
  • การจัดการ Cookie Consent บนเว็บไซต์ของบริษัท ให้ผู้ใช้งานสามารถทำการอนุญาตหรือลบ Cookie ได้เองตามต้องการ
  • การทำ Universal Consent เพื่อรวบรวมการให้ Consent ของลูกค้าและพนักงานแต่ละคน พร้อมหน้า Portal เพื่อให้แต่ละคนสามารถจัดการกับ Consent ของตนเองได้อย่างสะดวก
  • การทำ Privacy Policy & Notice Management เพื่อแจ้งนโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูลให้กับลูกค้าและพนักงานได้จากศูนย์กลาง
  • การทำ Workflow Automation กำหนดลำดับการทำงานในการจัดการความเป็นส่วนตัวของข้อมูลได้จากศูนย์กลาง ควบคุมการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้ตามนโยบายที่องค์กรกำหนด

สนใจโซลูชันของ HPE ติดต่อ BizCon ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆ ของ HPE สามารถติดต่อทีมงาน BizCon เพื่อขอรับคำปรึกษา, ใบเสนอราคา หรือบริการด้านเทคนิคได้ทันทีที่ Email: BizconMarketing@bizcon.co.th หรือโทร 082-0103588, 098-5523307 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ BizCon ได้ที่  https://www.bizcon.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-bizcon-law-consulting-service-to-comply-pdpa/

Heritage Estates พลิกธุรกิจจากผู้ให้บริการ Service Office สู่การเป็นผู้วางกลยุทธ์ Satellite Office ปรับธุรกิจได้อย่างมั่นคงด้วย SAP Business One on HANA

ด้วยรูปแบบของการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไปจากการทำงานในออฟฟิศ ไปสู่การทำงานที่บ้าน และกำลังจะก้าวสู่ยุคของการทำงานแบบ Hybrid Work ทำให้ธุรกิจผู้ให้บริการพื้นที่สำหรับอาคารสำนักงานนั้นต้องมีโจทย์ใหญ่ในการปรับตัวกันอย่างเร่งด่วน เพื่อตอบรับต่อความต้องการของ “พื้นที่ทำงาน” ที่กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ในครั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณนาฏยา เหล่าวานิช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ
(Chief Operating Officer) บริษัท เฮอริเทจ เอสเตทส์ จำกัด ถึงวิสัยทัศน์ในการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงของธุรกิจผู้บริหารจัดการพื้นที่สำนักงานและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงบทเรียนจากการประยุกต์นำระบบ ERP อย่าง SAP Business One มาใช้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกับธุรกิจนี้เป็นไปได้อย่างแม่นยำและมั่นคง

รู้จัก Heritage Estates ผู้บริหารพื้นที่ทำงานและสำนักงาน รวมถึงเปิดให้บริการ Co-Working Space ชื่อดังอย่าง Glowfish

คุณนาฏยาได้เริ่มแนะนำให้เรารู้จักภาพรวมของธุรกิจในเครือ Heritage Estates ในฐานะของผู้ให้บริการ Service Office ที่เป็นธุรกิจสัญชาติไทย 100% ซึ่งต่อยอดมาจากธุรกิจของครอบครัวที่เป็นเจ้าของอาคารสำนักงานหลายแห่ง จนค่อยๆ กลายมาเป็นผู้ให้บริการ Co-Working Space ชั้นนำสำหรับธุรกิจหลากหลายอย่าง Glowfish ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการอยู่ 3  แห่งได้แก่ที่อาคารอโศกทาวเวอร์, อาคารสาทรธานี และอาคารสาทรนคร

นอกเหนือจาก Glowfish แล้ว ภายใต้เครือ Heritage Estates เองก็ยังดำเนินธุรกิจห้องประชุม ห้องสัมมนา และศูนย์อาหาร ที่อาคารสาทรธานี และโรงแรมบูทิคอย่าง Ad Lib ในโซนสุขุมวิทด้วย

หัวใจของการบริหารจัดการพื้นที่สำนักงานคือ “การออกแบบประสบการณ์”

จุดเด่นหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจของ Heritage Estates โดดเด่นนั้นก็คือ “ความใส่ใจในการออกแบบและการบริการ” ที่ทางผู้บริหารและทีมงานต่างก็มีวิสัยทัศน์ที่ตรงกันว่าธุรกิจหลักของ Heritage Estates นั้นไม่ใช่การบริหารพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าภาคธุรกิจที่มาเช่าใช้พื้นที่ทำสำนักงาน ดังนั้นการออกแบบพื้นที่เหล่านี้ให้ตอบโจทย์ต่อการทำงาน, การสร้างความสุขให้การทำงาน และช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลูกค้าได้อย่างครบถ้วน เรียกได้ว่าต้องผสมผสานทั้งศาสตร์ทางด้าน Space Design และ Service Design เข้าด้วยกันเพื่อสร้าง Customer Journey ให้กับลูกค้า

เมื่อวิสัยทัศน์ของผู้บริหารและทีมงานเป็นไปในทิศทางนี้ รายละเอียดต่างๆ ในพื้นที่สำนักงานที่ Heritage Estates นำเสนอจึงเต็มไปด้วยความใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบระบบไฟฟ้าให้สว่างทั่วถึงทำงานได้สะดวก, การออกแบบระบบถ่ายเทอากาศให้รองรับการทำงานได้ทั้งวัน และการจ้างบุคลากรเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งจิตใจที่รักการบริการ, มีทักษะในการสื่อสารได้หลายภาษา, พร้อมเปิดรับต่อการเปลี่ยนแปลง และมี Mindset ในการแก้ไขปัญหาที่ดี เพื่อให้พนักงานทุกคนทำหน้าที่เป็น Brand Ambassador ได้ในตัว

ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Heritage Estates สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่  https://www.glowfishoffices.com/

วิกฤต COVID-19 คือบททดสอบครั้งใหญ่ของคนทำธุรกิจทุกคน

เมื่อได้ทราบประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ของ Heritage Estates แล้ว คุณนาฏยาก็ได้เล่าถึงภาพปัจจุบันของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อย่างหนัก ทั้งจากนโยบาย Social Distance ไปจนถึง Work from Home ที่กระทบต่อธุรกิจในส่วนของ Service Office Co-Working Space ห้องประชุม สัมมนา รวมถึงนโยบายต่างๆ ทั้งการจำกัดที่นั่งในร้านอาหาร และการกักตัวนักท่องเที่ยว ก็ทำให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ทีมงานของ Heritage Estates ต้องรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาอย่างต่อเนื่อง ต้องมีการวางแผนใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และยังต้องบริหารจัดการกระแสเงินสดให้ดี เพื่อดูแลลูกค้าปัจจุบันที่มีอยู่และขยายฐานหาลลูกค้าใหม่ๆ เพื่อมาเติมเต็มธุรกิจ คุณนาฏยาระบุว่าสถานการณ์ท่ามกลางวิกฤตในครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับผู้บริหาร และเป็นโจทย์ใหม่ที่ไม่มีตำราให้เปิดหาคำตอบ แต่ละธุรกิจต้องปรับตัวด้วยการพลิกแพลงตามแนวทางของตนเอง

อย่างไรก็ดี ก่อนที่คุณนาฏยาจะมาเป็นผู้บริหารให้กับ Heritage Estates นั้น เคยมีพื้นฐานในอุตสาหกรรมพลังงานมาก่อน จึงคุ้นเคยกับการบริหารธุรกิจด้วยข้อมูลและการทำ Data Analytics มาเป็นอย่างดี ดังนั้นการมองหาทิศทางหรือกลยุทธ์ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจจึงอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล ซึ่งช่วยให้เกิดความแม่นยำ ในขณะที่การปรับตัวในแต่ละวันอย่างต่อเนื่องของธุรกิจนั้นก็มีข้อมูลมาสนับสนุนการตัดสินใจอยู่ตลอด ทำให้ Heritage Estates ยังคงพยุงธุรกิจอยู่ และพร้อมจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ก้าวสู่ภาพใหม่ ของบทบาทผู้ช่วยธุรกิจองค์กรวางกลยุทธ์ Satellite Office เทรนด์ใหม่แห่งการทำงาน

คุณนาฏยากล่าวว่าการปรับตัวที่ใหญ่ที่สุดของ Heritage Estates ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ ก็คือการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญที่มีอยู่เดิมไปสร้างบริการใหม่เพื่อตอบโจทย์ต่อความต้องการของธุรกิจในอนาคตหลังยุค COVID-19 นั่นเอง

ในมุมมองของ Heritage Estates นั้น ในอนาคตการทำงานจะต้องมุ่งสู่การทำงานแบบ Hybrid Work อย่างเต็มตัวที่เปิดให้พนักงานสามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาทั้งภายในและภายนอกออฟฟิศ ในขณะที่การเช่าออฟฟิศขององค์กรนั้นก็จะเปลี่ยนรูปแบบจากการเช่าพื้นที่ขนาดใหญ่เพียงที่เดียว ไปสู่การเช่าออฟฟิศขนาดเล็กจำนวนมากที่มีความยืดหยุ่นสูงและกระจายตัวกันอยู่ในหลายพื้นที่หรือที่เรียกว่า Satellite Office เพื่อให้พนักงานแต่ละคนสามารถเดินทางมาเข้าถึงออฟฟิศที่อยู่ใกล้กับตนเองได้อย่างสะดวก และยังสามารถใช้ทรัพยากรส่วนกลางของบริษัทในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังเลือกที่จะทำงานจากที่บ้าน หรือเดินทางไปหาลูกค้าในที่ต่างๆ แล้วเข้าไปทำงานต่อในออฟฟิศที่อยู่ใกล้แทนได้

เพื่อตอบโจทย์วิสัยทัศน์ดังกล่าวนี้ คุณนาฏยาระบุว่า Heritage Estates จึงปรับตัวเองจากในฐานะของผู้ให้บริการพื้นที่สำนักงาน ไปสู่การเป็นที่ปรึกษาองค์กรเพื่อวางกลยุทธ์ด้าน Satellite Office และรับบริหารจัดการ Satellite Office เหล่านี้แบบครบวงจร ตั้งแต่การทำความเข้าใจโจทย์ของธุรกิจ, การเฟ้นหาพื้นที่ที่เหมาะสม, การออกแบบพื้นที่ทำงานและประสบการณ์ภายใน Satellite Office แต่ละแห่ง ไปจนถึงการเสริมบริการต่างๆ เช่น ศูนย์อาหาร, มุมพักผ่อน, มุมสุขภาพ, มุมออกกำลังกาย หรือ กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มพนักงาน เพิ่มเติมเข้าไปยังพื้นที่ทำงาน เพื่อให้สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรและความเอาใจใส่ดูแลพนักงาน โดย Heritage Estates จะรับดูแลบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละ Office ให้กับองค์กร เสมือนเป็นฝ่ายอาคารขององค์กรนั้นๆ

คุณนาฏยาสรุปถึงเทรนด์ในอนาคตที่ Heritage Estates มองว่า

Satellite Office จะต้องเป็นสถานที่ทำงานที่ดึงดูดให้พนักงานอยากออกจากบ้านไปทำงานมากที่สุด

ERP: เครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการต้นทุนของธุรกิจที่มีรายละเอียดในการดำเนินการสูง

เมื่อเราเริ่มเห็นภาพกันแล้วว่าธุรกิจของ Heritage Estates นั้นไม่ได้มีเพียงแค่การให้เช่าออฟฟิศสำนักงาน แต่ยังมีประเด็นของการให้บริการ และการออกแบบพื้นที่หรือกระบวนการต่างๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ของการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีอยู่เสมอ ทำให้ Heritage Estates นั้นมีกลิ่นอายของความเป็นธุรกิจที่ปรึกษาและผู้ให้บริการเสียมากกว่าที่จะเป็นผู้ให้เช่าสำนักงาน

ประเด็นนี้เองได้ทำให้ระบบเบื้องหลังอย่าง Enterprise Resource Planning หรือ ERP นั้นต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน ตั้งแต่การเก็บข้อมูลและความต้องการของลูกค้า, การกำหนดแผนการทำงาน ไปจนถึงการคำนวณต้นทุนต่างๆ ย้อนกลับเข้ามาเป็นรายงานทางบัญชีและการเงินรายวันเพื่อให้การบริหารจัดการงานที่มีความซับซ้อนสูงนี้เป็นไปได้อย่างแม่นยำ

อย่างไรก็ดี การใช้งานระบบ ERP ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้บริหารของธุรกิจจะต้องเข้าใจถึงแก่นของธุรกิจและมองเห็นลำดับความสำคัญในการตัดสินใจในเชิงธุรกิจให้รอบด้านเสียก่อน รวมถึงจะต้องมีความตั้งใจที่จะนำ ERP เข้ามาใช้งานให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของทุกๆ คนในองค์กร ซึ่งจะต้องใช้กำลังในการผลักดันเป็นอย่างมาก

SAP Business One Credit: SAP

เลือกใช้ SAP Business One เป็นเครื่องมือประจำของผู้บริหารและพนักงานทุกคน

ด้วยความคุ้นเคยของคุณนาฏยาในการใช้งาน SAP ในการบริหารจัดการธุรกิจมาตั้งแต่ในอดีต ทำให้คุณนาฏยาตัดสินใจเลือกใช้ SAP Business One ซึ่งเป็นโซลูชันระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในการขับเคลื่อนธุรกิจของ
Heritage Estates

ในช่วงแรกเริ่มนั้น Heritage Estates เริ่มต้นจากการใช้งานโมดูลสำคัญๆ อย่างเช่นระบบบัญชีการเงินก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ขยายฐานการใช้งานไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ เช่นการบริหารจัดการห้องสำนักงานหรืออุปกรณ์ต่างๆ ภายในสำนักงานเพิ่มเติมมากขึ้น

เป้าหมายของคุณนาฏยานั้นคือการทำให้ SAP Business One กลายเป็นเครื่องมือที่พนักงานทุกคนใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจไปด้วยกัน ดังนั้นแนวทางการวางระบบของ SAP Business One นั้นจึงเปิดให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมอยู่เสมอ ตั้งแต่การออกแบบ Workflow การทำงานของแผนกต่างๆ ร่วมกับพนักงานที่อยู่หน้างานเพื่อให้มีการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนและทำงานได้สะดวกรวดเร็ว, การออกแบบ Cost Structure ของการให้บริการต่างๆ ร่วมกับฝ่ายขายและเจ้าหน้าที่หน้างาน ไปจนถึงกระบวนการอื่นๆ เพื่อให้ SAP Business One กลายเป็นเครื่องมือที่เกิดประโยชน์กับทุกคนและสามารถใช้งานได้จริง

จากการใช้งาน SAP Business One มาเป็นเวลา 2 ปี คุณนาฏยาได้ชี้ให้เห็นว่าการทำงานโดยมีข้อมูลที่ชัดเจนนี้ ทำให้พนักงานทุกคนในองค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น โดยไม่ได้เป็นเพียงแค่เพราะมีข้อมูลประกอบการทำงานที่ครบถ้วน แต่การที่พนักงานได้เห็นความชัดเจนในการทำงานและปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อธุรกิจ จึงทำให้พนักงานเกิดความเข้าใจในการทำธุรกิจมากขึ้น และทำให้การปรับปรุงธุรกิจให้ดีขึ้นในแต่ละวันเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในขณะเดียวกัน การทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของทุกคน และทุกคนมีส่วนร่วมกับการออกแบบระบบ SAP นี้ ก็ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในองค์กรมากขึ้น ตั้งแต่การที่พนักงานฝ่ายขายนั้นเริ่มเรียนรู้ที่จะกำหนด Cost Structure ของแต่ละบริการใหม่ๆ ที่ลูกค้าร้องขอขึ้นมาได้ ทำให้การปิดการขายเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยไม่ต้องเสียเวลาการประชุมที่มากมาย และสามารถมีอำนาจตัดสินใจได้ หรือการที่พนักงานหน้างานนำเสนอแนวทางใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้าง Customer Journey ที่ดีขึ้นและสะท้อนแนวคิดดังกล่าวกลับเข้าไปในระบบ ทำให้ SAP Business One ได้กลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของทุกๆ คนที่ Heritage Estates

เรียนรู้การใช้ SAPBusiness One และเติบโตไปด้วยกันกับ ISS Consulting

จุดสำคัญหนึ่งที่ทำให้ Heritage Estates ประสบความสำเร็จในการใช้งาน SAP Business One ก็คือการมีทีม Implementer อย่าง ISS Consulting ที่มาช่วยถ่ายทอดความรู้และอธิบายประเด็นต่างๆ ในเชิงเทคโนโลยีหรือแนวปฏิบัติให้กับทีมงาน ทำให้ทีมงานสามารถปรับตัวเรียนรู้และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว

คุณนาฏยามองว่าทุกๆ วันนี้ที่ทำงานร่วมกับ ISS Consulting ก็เหมือนเป็นการเรียนรู้และเติบโตร่วมกันไป เพราะในมุมของ Heritage Estates นั้นเห็นว่า SAP Business One ยังมีความสามารถอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เปิดใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Business Dashboard ในรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจทำให้ Heritage Estates ได้มองเห็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจได้ ซึ่งการที่มี ISS Consulting คอยให้คำปรึกษาด้านนี้ก็จะทำให้ Heritage Estates สามารถพัฒนาแนวทางการใช้ข้อมูลสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการผสานรวมข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ เข้ามาใช้วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลทางธุรกิจที่มีอยู่เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ได้มากขึ้นในอนาคต

แนะธุรกิจไทย ปรับตัวให้ทัน + ให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่

คุณนาฏยาได้ทิ้งท้ายในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ถึงเทรนด์หลักของธุรกิจที่กำลังจะเปลี่ยนไป ทั้งการทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา, การลดขนาดออฟฟิศ ไปจนถึงประเด็นต่างๆ ว่าความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้เองได้ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบบ ERP ที่จะทำให้ทุกๆ ก้าวของการตัดสินใจในเชิงธุรกิจเป็นไปได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากที่สุด

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ทุกธุรกิจควรให้ความสำคัญคือการทำความเข้าใจมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญต่อ ภาคธุรกิจในอนาคต เพราะคนรุ่นใหม่นี้ถือเป็นคนกลุ่มที่มีศักยภาพสูง และมีความกล้าในการทำสิ่งใหม่ๆ ที่ธุรกิจอาจจะยังไม่เคยทำมาก่อน ดังนั้นการเอาชนะใจของคนรุ่นใหม่ได้นั้น จะหมายถึงการที่ธุรกิจจะมีพนักงานที่มีศักยภาพสูงเข้ามาช่วยเร่งสร้างการเติบโต และการที่ธุรกิจจะสามารถเข้าถึงตลาดของคนรุ่นใหม่ที่เป็นโอกาสสำคัญต่อธุรกิจได้

เกี่ยวกับ ISS Consulting

ISS Consulting (Thailand) Ltd. เป็นพาร์ทเนอร์กับ SAP ในระดับ Platinum และ SAP Global Partner ที่สามารถให้บริการด้านการออกแบบ พัฒนา และติดตั้งโซลูชั่นของ SAP อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก/กลาง/ใหญ่ ในหลากหลายอุตสาหกรรมมาเป็นเวลากว่า 21 ปี โดยปัจจุบันนี้มีลูกค้าธุรกิจและองค์กรทั่วประเทศไทยรวมมากกว่า 250 ราย พร้อมให้บริการทั่วประเทศไทยโดยทีมงานกว่า 300 คน

ปัจจุบัน ISS Consulting (Thailand) Ltd. ได้เข้าร่วมเป็นบริษัทในกลุ่ม NTT DATA และ itelligence ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก ทำให้บริษัท มีความสามารถในการนำเสนอ SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทยในขอบเขตที่กว้างยิ่งขึ้นและครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทางด้าน SAP Partner นั้น ISS Consulting (Thailand) Ltd. ยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่ม SAP Global Partner ทำให้บริษัทมีศักยภาพมากขึ้นในการนำเสนอ SAPโซลูชั่นธุรกิจระดับโลก

ผู้ที่ต้องการปรึกษาเกี่ยวกับเรื่อง SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น ISS Consulting พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ISS Consulting (Thailand) ได้ที่ Link ด้านล่างนี้

Website: bit.ly/ISSConsultinbwebsite

Facebook: bit.ly/issconsultingfb

Instagram: bit.ly/ISSInstagram

YouTube: bit.ly/issconsulting

from:https://www.techtalkthai.com/heritage-estates-turns-service-to-satellite-office-with-sap-business-one-on-hana-by-iss-consulting/

ขอเชิญรับชม Webinar หัวข้อ Seamlessly move your VMware workloads to Oracle Cloud ในงาน Oracle Cloud Day 21 ต.ค. 2021 เวลา 14.15น.

VMware และ Oracle ขอเรียนเชิญทุกท่านที่สนใจ รับชม Webinar หัวข้อ Seamlessly move your VMware workloads to Oracle Cloud ภายในงาน Oracle Cloud Day วันที่ 21 ต.ค. 2021 เวลา 14.15น. – 14.45น. เพื่อเรียนรู้ถึงความสามารถของ Oracle Cloud VMware Solution ที่จะช่วยให้คุณสามารถใช้งาน VMware บน Oracle Cloud ได้ โดยสามารถย้ายระบบได้อย่างง่ายดายด้วยเครื่องมือต่างๆ และผสานระบบเข้ากับโซลูชันอื่นๆ ของ Oracle ได้ทันที

Seamlessly move your VMware workloads to Oracle Cloud @ Oracle Cloud Day

วันที่: 21 ตุลาคม 2021
เวลา: 14.15 – 14.45น.
ผู้บรรยาย: Khun Thanatip Yindee, Principal Technology Solutions Architect, Oracle และ Khun Charlie Kumpeeraparb, Senior Solution Architect, VMWare Thailand
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย): https://go.oracle.com/LP=116962

รับชมทางเลือกใหม่ในการใช้งาน VMware Cloud บน Oracle Cloud ด้วย Oracle Cloud VMware Solution (OCVS) ที่จะช่วยให้การใช้งาน VMware บน Cloud นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดาย สามารถเชื่อมผสานเข้ากับระบบของ VMware ที่ใช้งานเดิมอยู่ภายในองค์กรเพื่อทำงานร่วมกันแบบ Hybrid Cloud ได้ทันที

ใน Webinar หัวข้อนี้ คุณจะได้พบกับประเด็นต่างๆ ดังนี้

  • ความสามารถของ Oracle Cloud VMware Solution
  • แนวทางการย้ายระบบเดิมที่มีอยู่ขึ้นไปใช้งานบน OCVS
  • การทำงานร่วมกันระหว่างระบบภายใน OCVS และความสามารถส่วนอื่นๆ บน Oracle Cloud

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้ารับชมเนื้อหาดังกล่าว พร้อมกับเนื้อหาอื่นๆ ในงาน Oracle Cloud Day ได้ทันทีที่ https://go.oracle.com/LP=116962

from:https://www.techtalkthai.com/seamlessly-move-your-vmware-workloads-to-oracle-cloud-at-oracle-cloud-day/

Cyber Defense Initiative Conference 2021 เปิดลงทะเบียน Early Bird รับส่วนลดทันที 20%

Software Park Thailand และ ACIS Professional Center ร่วมกับเหล่าพันธมิตร เตรียมจัดงานสัมมนาประจำปีด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน “Cyber Defense Initiative Conference (CDIC) 2021” ซึ่งปีนี้จัดงานภายใต้ธีม “Entrusting Digital Provenance, Digital Identity and Privacy Tech” ในรูปแบบออนไลน์ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนซื้อบัตรเข้าร่วมงานได้ในวันนี้แล้ว … พิเศษช่วง Early Bird รับส่วนลดทันที 20% ถึงวันที่ 29 ตุลาคมนี้เท่านั้น

รายละเอียดงานสัมมนา CDIC 2021

ธีมงาน: Entrusting Digital Provenance, Digital Identity and Privacy Tech
วัน: 23 – 25 พฤศจิกายน 2019
เวลา: 9:00 – 17:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Conference
ราคาบัตรเข้าร่วมงาน: 6,900 บาท (ไม่รวม VAT) พิเศษช่วง Early Bird เหลือ 5,500 บาท
กำหนดการ: https://its.yt/TechTalk

ภายในงานท่านจะได้พบกับการอัปเดตความรู้และข่าวสารด้าน Cybersecurity ล่าสุดทั้งในไทยและทั่วโลก ถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญ รู้ทันภัยคุกคามทางไซเบอร์ เทคนิคการโจมตีใหม่ๆ และความเสี่ยงต่อการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล รวมไปถึงสาระสำคัญทั้งข้อกำหนดที่เป็นภาคบังคับและแนวทางจัดการสำหรับดำเนินการตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทั้งสองฉบับ นอกจากนี้ ท่านจะได้พบกับ CDIC 2021 Live Show ซึ่งเป็นการสาธิตเทคนิคการเจาะระบบหลากหลายรูปแบบที่มีโอกาสจะถูกนำมาใช้จารกรรมและโจมตีในชีวิตจริงอีกด้วย

ไฮไลท์สำคัญของงานประกอบด้วย

  • Cybersecurity Trends 2022, Secondary Laws of Cybersecurity Act (CSA) and PDPA
  • Digital Tech & Privacy Tech
  • Identity-Centric Security, Self-sovereign Identity and Digital Identity Technologies
  • Digital Baht, Baht-backed Stablecoin, NFT, Digital Asset in Practice
  • Social Media as a New Source of Soft Power
  • IoT Vulnerabilities, IoT Security & Privacy Standards
  • Cybersecurity Transformation
  • Security-as-a-Service (SECaaS)
  • Secure Access Service Edge (SASE) for Identity-driven and Cloud-native Architecture
  • Share-based Intelligence
  • Geo-Targeted Phishing Threats
  • Mutex, Mutant Malware, Roots of Trust, Zero Trust
  • Competence-enablement base, Reskill, Upskill, Newskill for PDPA, CSA and Digital Technology
  • Capacity, Capability, Credentials for Professional and High-performing Workforce

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับผู้บริหารระดับสูง (CxO), IT Manager, Network & System Admin, IT Auditor, Software Developer, Law Enforcement, IT Risk & Compliance, Digital Forensic Investigator, IT Security Practitioner และบุคคลทั่วไปที่สนใจด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

from:https://www.techtalkthai.com/cdic-2021-early-bird-registration/

เชิญร่วมงานสัมมนา “ทำไม Aruba EdgeConnect SD-WAN ถึงเหมาะสมกับอุตสาหกรรมการผลิต”

HPE Aruba ร่วมกับ Westcon ขอเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “ทำไม Aruba EdgeConnect SD-WAN ถึงเหมาะสมกับอุตสาหกรรมการผลิต” พร้อมสาธิตการใช้งานจริง ในวันพุธที่ 20 ตุลาคม 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น. ธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมฟังบรรยายได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

หัวข้อ: ทำไม Aruba EdgeConnect SD-WAN ถึงเหมาะสมกับอุตสาหกรรมการผลิต
วัน: วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2021
เวลา: 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Event
ลิงก์ลงทะเบียน: https://westconapac.webex.com/westconapac/j.php?RGID=r3a10cdf66f2f4673a66c13e5928dce88

ทุกวันนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturer) หลายรายต้องเผชิญกับความท้าทายในการเชื่อมต่อระหว่างสาขาหรือโรงงานตามสถานที่ต่างๆ ที่อยู่หลากหลายประเทศหรือหลากหลายภูมิภาค และในขณะเดียวกันนั้นก็ต้องคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัย และประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลระหว่างเครือข่าย WAN รวมถึงการรับประกันการเชื่อมต่อตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ธุรกิจและข้อมูลการผลิตสามารถส่งได้ตรงเวลา รองรับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

Aruba EdgeConnect สามารถมอบการเชื่อมต่อ WAN ที่ทรงประสิทธิภาพและยังสามารถช่วยเพิ่มให้การใช้งานแอปพลิเคชันมีศักยภาพสูงขึ้นได้อีกด้วย รวมถึงมีการบริหารการจัดการจากส่วนกลาง และสามารถทำการตรวจสอบดูการเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งข้อมูล ซึ่งช่วยให้ธุรกิจรองรับการเปลี่ยนแปลงแบบดิจิทัลได้อยู่เสมอ

กำหนดการบรรยาย

  • ทำความเข้าใจโครงสร้างและประสิทธิภาพของ Aruba EdgeConnect
  • มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าผู้ให้บริการ SD-WAN ไปกับ Aruba EdgeConnect
  • สาธิตการใช้งาน Aruba SD-WAN
    • เตรียม Network ให้พร้อมรับกับทุกแอปพลิเคชันด้วย FEC และ Adaptive FEC
    • รองรับปัญหาเรื่อง Latency ที่สูงด้วย Aruba Boost
    • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของแอปพลิเคชันด้วย Application Load Balance
    • บริหารจัดการสาขาได้อย่างรวดเร็วด้วย ZTP, ZTC, BIOs
    • ป้องกันระบบ WAN ด้วยการทำงานร่วมกับ Zscaler SASE

from:https://www.techtalkthai.com/why-aruba-edgeconnect-sd-wan-is-the-right-fit-for-manufacturers/