คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

AMD EPYC™ 3rd Gen สายการผลิตใหม่ “Milan-X” ขุมกำลังทรงประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัยสำหรับ Data Center

เมื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ในโลกนั้นมีพัฒนาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของเทคโนโลยีเหล่านั้นก็คือหน่วยประมวลผล (Processor) อันทรงประสิทธิภาพ เพื่อที่จะทำให้เกิดประสบการณ์การใช้งานที่ไหลลื่น ซึ่ง AMD คือหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมนี้ที่ล่าสุดเพิ่งเปิดตัว “Frontier” เครื่อง Supercomputer ความเร็วระดับ 1 Exaflops (1018) อันถือได้ว่าเป็นเครื่อง Supercomputer ที่เร็วที่สุดในโลก ณ ตอนนี้แล้ว

ล่าสุดจากงาน TechTalk Thai Virtual Summit : Enterprise Cloud & Data Center 2022 ทางคุณวีรวุฒิ วุฒิเลิศอนันต์ ASEAN Solutions Architect แห่ง AMD Far East Ltd. (Thailand Branch) นั้นได้มาบอกเล่าถึงวิวัฒนาการของชิป AMD EPYC หน่วยประมวลผลสำหรับเครื่อง Server ที่วิวัฒนาการมาจนถึง Generation 3 แล้ว พร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำในรุ่น “Milan” และ “Milan-X” ที่ผู้เลือกใช้งานจะมั่นใจทั้งเรื่องความมั่นคงปลอดภัยและประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

กว่าจะมาเป็น AMD EPYC ใน Generation 3 ได้อย่างในวันนี้เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร โดย EPYC ได้เปิดตัวขึ้นมาตั้งแต่ปี 2017 ภายใต้สถาปัตยกรรม ZEN บนชิปขนาด 14 นาโนเมตร (nm) ที่ทำให้สามารถใส่จำนวน Core ได้มากขึ้น จากนั้นปี 2019 ทาง AMD จึงได้เปิดตัว EPYC Generation 2 ซึ่งเป็นการใช้ชิปขนาด 7 nm ครั้งแรกของซีรีส์ AMD EPYC ที่เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่บุกเบิกจนเป็นที่นิยมใช้งานกันมากขึ้น และในปี 2021 ที่ผ่านมาทาง AMD ก็ได้เปิดตัวใน Generation 3 ในนามว่า “Milan” ที่สามารถอัดจำนวน Core เข้าได้สูงสุดถึง 64 Core ภายในชิปเดียว แม้ว่าชิป Milan จะคงเป็นขนาด 7 nm ก็ตาม

นอกจากนี้ Milan ยังมาพร้อมกับขนาดของ L3 Cache ต่อ Core ที่ใหญ่ถึง 32MB หรือเพิ่มขนาดขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าถึง “สองเท่า” อีกทั้งยังเสริมเรื่องความมั่นคงปลอดภัย (Security) ด้วยการทำ Memory Encryption และ Cache Encryption เข้ารหัสหน่วยความจำเต็มรูปแบบผ่าน AMD Secure Processor ที่แยกส่วนออกมาจากซีพียูโดยเฉพาะ จึงไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของ Core หลักแต่อย่างใด และทำให้ AMD EPYC สามารถป้องกันการถูกโจมตีหรือโดนขโมยข้อมูลจากหน่วยความจำได้ดีกว่ารุ่นอื่น ๆ ทั้งหมดที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุด AMD ยังมีสินค้าตัวใหม่ในนาม “Milan-X” ที่ต่อยอดมาจากรุ่น Milan ด้วยการเพิ่มเทคโนโลยี “AMD 3D V-Cache” ที่สามารถวางซ้อน Cache Memory ในแนวตั้งได้ถึง 3 ชั้น ทำให้จากเดิมที่ L3 Cache ของ Milan ที่มีขนาดใหญ่อยู่แล้วนั้น ยังสามารถขยายขนาดใหญ่ขึ้นไปได้อีกถึง 96 MB ต่อ Core หรือรวมกันทุก Core ได้สูงสุดถึง 768 MB เลยทีเดียว ส่งผลให้รุ่น Milan-X ในซีรีส์ AMD EPYC มีจำนวน Core และขนาด L3 Cache มากที่สุดในโลกแล้ว ณ ตอนนี้

ในงานที่ต้องใช้การประมวลผลอย่างหนัก เช่น งานคอมพิวเตอร์กราฟิกที่ต้องประมวลผลจำนวนเชิงซ้อนมาก ๆ หรืองานจำลองโมเดล คำนวณพลศาสตร์ของไหล เป็นต้น การมีเครื่อง Server หรือ Cloud Infrastructure ที่มีสมรรถนะสูงพร้อม Cache ขนาดใหญ่นั้นจะช่วยทำให้การประมวลผลรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก และ AMD EPYC ในรุ่น Milan หรือ Milan-X นี่เองคือคำตอบ ที่จะสามารถสนับสนุนให้องค์กรสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วแน่นอน

ทั้งหมดนี้ จึงส่งผลให้ AMD EPYC ใน Generation 3 เป็นซีพียูสำหรับเครื่อง Server ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ปลอดภัย และประหยัดเนื้อที่ใน Data Center ได้ดีที่สุดในวันนี้ ซึ่งองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการเครื่อง Server หรือ Cloud Infrastructure ที่มีประสิทธิภาพในราคาที่เหมาะสมย่อมเยาว์ ประหยัดเนื้อสูงสุด มั่นใจความมั่นคงปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้มากถึง 30% เลือกใช้ AMD EPYC ในรุ่น Milan-X ได้แล้ววันนี้

ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ AMD EPYC Gen 3 – Milan และ Milan-X สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “พลิกโฉม Cloud และ Data Center ด้วย AMD EPYC” โดยคุณวีรวุฒิ วุฒิเลิศอนันต์ ASEAN Solutions Architect จาก AMD Far East Ltd.(Thailand Branch) ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 21 – 23 มิถุนายน ได้ที่นี่

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AMD EPYC รวมทั้งโซลูชันต่าง ๆ พร้อม Case Study ที่จะทำให้เห็นภาพการใช้งานจริงได้ที่ https://business.amdthailand.com

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-cd-amd-epyc-milan-x/

Bill Gates เผยแพร่ Resume อายุกว่า 48 ปี ผ่านบน LinkedIn

Bill Gates ใช้พื้นที่บน LinkedIn ในการโพสต์ประวัติย่อด้วยวัย 48 ปีของเขาพร้อมคำบรรยายใต้ภาพว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้สำเร็จการศึกษาล่าสุดหรือออกจากมหาวิทยาลัย ฉันมั่นใจว่าประวัติย่อของคุณจะดูดีกว่าของฉันเมื่อ 48 ปีก่อนมาก”
 

Credit : Bill Gates – LinkedIn
Bill Gates ได้สร้างประวัติย่อเพียงหน้าเดียว เมื่อตอนเขาอยู่ในช่วงปีแรกที่มหาวิทยาลัย Harvard เอกสารดังกล่าวถูกบันทึกข้อมูลด้วยเครื่องพิมพ์ดีดนำเสนอหลักสูตรการเรียนของ Bill Gates ระดับมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย Data Base Management, Operating Systems Structure, Compiler Construction และ Computer Graphics ต่อมาเขาได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย Harvard เพื่อก่อตั้ง Microsoft ตอนอายุ 26 ปี ซึ่งจุดเริ่มต้นครั้งนี้ได้ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกและครองตำแหน่งนี้ยาวนานติดต่อกันหลายปี
 
โพสต์ของ Bill Gates ได้กลายเป็นกระแสไวรัลในชั่วข้ามคืน โดยมียอดผู้เข้ามากดถูกใจกว่า 157,000 แสดงความคิดเห็นอีก 3,700 ข้อความ และ แชร์ต่ออีกกว่า 3,700 ครั้ง :
 
  • หลายคนตกตะลึงเมื่อเห็นประวัติย่อเก่าๆ ของบุคคลสำคัญระดับโลกที่มีชื่อเสียงในด้านธุรกิจซอฟต์แวร์
  • ผู้ใช้ใน LinkedIn หลายคนยกย่อง Bill Gates ที่โพสต์ประวัติย่อของเขาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้อื่น
  • ผู้ใช้รายหนึ่งเขียนคอมเมนต์ว่า “เราทุกคนควรเก็บสำเนาประวัติย่อในอดีตไว้เพื่อย้อนกลับไปดู บางครั้งเราลืมไปว่าชีวิตของเราประสบความสำเร็จมากแค่ไหน”
  • “บิล เกตส์ ครับ ประวัติย่อของคุณจะยังคงโดดเด่นหลังจากผ่านกาลเวลาไป 48 ปี มันค่อนข้างน่าประทับใจและฉันเชื่อว่าสิ่งที่คุณทำในตอนนั้นจะใช้เวลาถึง 10 เรซูเม่เพื่อเติมเต็มในวันนี้” แสดงความคิดเห็นหนึ่งในผู้ใช้งาน LinkedIn
  • ผู้ใช้หลายคนประหลาดใจที่เห็นข้อมูลรายละเอียดส่วนบุคคลในส่วนของน้ำหนักและส่วนสูงในเอกสารนี้ด้วย – ส่วนสูง 5 ฟุต 10 นิ้ว, หนัก 130 ปอนด์, เงินเดือน 12,000 เหรียญสหรัฐฯ
 
Bill Gates ลาออกจากมหาวิทยาลัย Harvard ในช่วงปีการศึกษาที่ 2 เพื่อเริ่มต้นก่อตั้ง Microsoft ร่วมกับ Paul Allen โดย Bill Gates ได้เคยให้สัมภาษณ์ถามตอบกับนักศึกษามหาวิทยาลัย Harvard เมื่อปี 2018 โดยมีคำตอบที่เขาถ่ายทอดความรู้สึกในการตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย :
 
  • เขาจะไม่ได้รู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจลาออก แต่
  • สิ่งเดียวที่เขารู้สึกเสียใจ เวลาที่เขาใช้เวลาเรียนในมหาวิทยาลัย ถ้าย้อนกลับไปได้ เขาต้องการที่จะรู้จักคนอื่นๆ ให้มากขึ้น นอกจากการเรียนเก่งแค่ในชั้นเรียน
 

from:https://www.techtalkthai.com/bill-gates-share-48-year-for-resume-on-linkedin/

Foodstar ปรับธุรกิจสู่ Digital สร้างประสบการณ์การทำงานด้วยเทคโนโลยีผ่าน Samsung XCover Series

การใช้อุปกรณ์ Smart Phone หรือ Tablet ที่มีความทนทานสูงแบบ Rugged Device ในภาคธุรกิจเพื่อให้พนักงานและผู้บริหารที่อยู่ในโรงงาน ในคลังสินค้า ในรถขนสินค้า หรือแม้แต่ในหน้าร้านสามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกิจและใช้งาน Business Application ในการทำงานต่างๆ ได้อย่างคล่องตัวนั้นได้กลายเป็นแนวทางหลักของหลายธุรกิจทั่วโลกไปแล้ว

ด้วยเหตุนี้ การเลือกอุปกรณ์ Rugged Device ที่ดีไม่ว่าจะเป็น Smart Phone หรือ Tablet นั้นจึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพราะอุปกรณ์ที่ดีและเหมาะสมต่อการทำงานนั้น นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของทีมงานภายในองค์กรให้เต็มศักยภาพได้แล้ว การที่อุปกรณ์มีอายุการใช้งานได้คงทนยาวนาน ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและกระบวนการในการดูแลรักษาอุปกรณ์เหล่านี้ลงไปได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

Foodstar เองนั้นเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างดี และเลือกให้พนักงานในองค์กรของตนเองได้ใช้ Rugged Device ในทุกภาคส่วนของธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนการผลิต จัดส่ง และจัดจำหน่ายน้ำผลไม้ชื่อดังยอดขายระดับหลายพันล้านบาทต่อปีที่เราคุ้นเคยกันอย่าง “ดีโด้” ทั่วประเทศไทย

บทความนี้เราจึงอยากพาทุกท่านมารู้จักกับ Foodstar ว่ามีการปรับใช้งานเทคโนโลยีในการ Transform ธุรกิจอย่างไร พร้อมสรุปถึง 7 คุณสมบัติของ Rugged Device ที่ดีเพื่อให้เหล่า Frontline Worker หรือพนักงานคนสำคัญที่อยู่หน้างานในส่วนต่างๆ ของธุรกิจได้นำไปใช้งาน เป็นแนวทางให้เหล่าธุรกิจองค์กรได้นำไปพิจารณาในการเลือกใช้ Rugged Device ในการทำงานกันครับ

Food Star ตอบทุกโจทย์การบริหารและสื่อสารภายในโรงงานและการกระจายสินค้า ด้วย Samsung XCover Series

ตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจองค์กรไทยที่ใช้งาน Rugged Device อย่าง Samsung XCover Series ในการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังนั้นก็คือ “Food Star” ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำผลไม้ชื่อดังยอดขายระดับหลายพันล้านบาทต่อปีที่เราคุ้นเคยกันอย่าง “ดีโด้” ซึ่งดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 30 ปี และมีฐานลูกค้าทั้งภายในประเทศไทยและต่างประเทศ

ในการดำเนินธุรกิจของ Food Star เทคโนโลยีถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในทุกภาคส่วน เช่น ระบบควบคุมการผลิต บรรจุภัณฑ์ และการควบคุมคุณภาพ ระบบ Barcode สำหรับการบริหารจัดการคลังสินค้า และการกระจายสินค้า โดยมีการใช้งาน Salesforce Automation ร่วมกับ Samsung XCover Series เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลการทำงาน, การสแกนสินค้า, การพิมพ์ใบเสร็จ และการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจเกิดขึ้นได้ในทุกที่ทุกเวลา สำหรับผู้บริหารและพนักงานทุกคน

ด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจของ Foodstar ที่ตั้งเป้าในการเป็นองค์กรที่เข้าใจ เอาใจใส่การทำงานของพนักงาน จึงเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการทำงาน จึงได้เลือก Samsung XCover Series ให้เป็นอุปกรณ์หลักที่จะช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงทุกข้อมูลและระบบงานได้จากทุกที่ทุกเวลา สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องพะวงว่าอุปกรณ์จะเสียหายระหว่างใช้ เพราะ Samsung XCover Series ถูกออกแบบมาให้ทนทานให้ทุกสภาพการทำงาน ช่วยให้เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่พนักงานกล้าที่จะใช้งานและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีได้อยู่เสมอในทุกๆ วัน

7 คุณสมบัติ Rugged Device สำหรับ Frontline Worker เพื่อตอบโจทย์การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. แข็งแรงทนทาน ลุยงานได้ในทุกสภาพแวดล้อม

ปัจจัยแรกในการเลือก Rugged Device ที่สำคัญนั้นก็คือความทนทานของอุปกรณ์ ที่จะต้องพร้อมลุยหน้างานไปกับผู้บริหารและพนักงานได้ในทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะภายในอาคาร ภายนอกอาคาร หน้าสายการผลิต ในห้องเย็น หรือท่ามกลางฝนที่โหมกระหน่ำ เพราะในทุกที่ทุกเวลา การติดต่อสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลสำหรับการทำธุรกิจได้นั้นย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ

นอกจากความทนทานต่อสภาพแวดล้อมแล้ว ความแข็งแรงของอุปกรณ์นั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะไม่ว่าอุปกรณ์จะตกหล่น กระแทก น้ำหกใส่ หรือเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันใดๆ ขึ้น ผู้ใช้งานก็ต้องยังคงสามารถใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การทำงานนั้นไม่สะดุดติดขัดจากปัญหาเหล่านี้

Samsung Galaxy XCover 5 ได้รับมาตรฐาน IP68 และ MIL-STD 810H ผ่านการทดสอบทั้งการกระแทก การสั่นสะเทือน การทนฝุ่น การทนละอองน้ำ และการตกหล่น จึงมั่นใจได้ว่า Rugged Device ของคุณจะพร้อมลุยไปกับคุณในทุกๆ งาน

2. ประสิทธิภาพสูงเพียงพอต่อการทำงาน ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

โดยทั่วไปแล้ว Rugged Device นั้นมักถูกนำไปใช้เพื่อรองรับ Business Application อย่างเช่นระบบ ERP, CRM, WMS หรือการทำงานส่วนอื่นๆ อย่างเช่นการถ่ายรูปหน้างาน, การสแกน Barcode สำหรับใช้ในการเข้าถึงหรือป้อนข้อมูลธุรกิจกลับไปยังระบบที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นการเลือกประสิทธิภาพให้เหมาะสมเพียงพอต่อการใช้งานจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้การเปิดใช้งาน App ต่างๆ นั้นไม่ล่าช้า แต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีสเป็คที่สูงมากจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นอุปกรณ์อาจกินพลังงานมากเกินควร และทำให้อายุการใช้งานในการชาร์จไฟแต่ละรอบนั้นสั้นลง

Samsung Galaxy XCover 5 มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Octa-Core, RAM 4GB และ Storage 64GB ที่สามารถอัปเกรดได้อีก 1TB รองรับได้ทุกการใช้งาน

3. รองรับทุกบริบทการสื่อสาร ติดต่อคุยงานได้ทันใจ

การติดต่อสื่อสารก็เป็นอีกฟังก์ชันสำคัญของ Rugged Device โดยนอกจากการใช้โทรศัพท์ตามปกติแล้ว การพูดคุยสื่อสารผ่านระบบ Collaboration หรือ Meeting ที่ธุรกิจใช้ก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง

Samsung Galaxy XCover 5 ใช้ระบบปฏิบัติการ Android รองรับการติดตั้ง App สำคัญในการคุยงานได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Teams, Google Meets, Zoom หรือ LINE อีกทั้งยังรองรับ Push-to-Talk ช่วยให้การสื่อสารหน้างานมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ Frontline Worker ได้เป็นอย่างดี

4. ใช้แทน Barcode/QR Code Scanner ได้ในตัว ไม่ต้องพกหลายอุปกรณ์

ทุกวันนี้ในแทบทุกธุรกิจ การใช้ Barcode หรือ QR Code นั้นได้กลายเป็นมาตรฐานของการทำงานแบบไร้สัมผัส (Touchless) และการจัดการสินค้าหรือให้บริการลูกค้าไปแล้ว

Samsung Galaxy XCover 5 สามารถติดตั้ง Knox Capture โซลูชันการสแกน Barcode และ QR Code แบบอัจฉริยะจาก Samsung ที่รองรับมาตรฐานการอ่าน Barcode / QR Code ได้หลายรูปแบบ พร้อมทำ Automation สำหรับการอ่าน Barcode / QR Code จำนวนมากในครั้งเดียว และป้อนข้อมูลเข้าระบบที่ต้องการได้อย่างชาญฉลาดในตัว ทำให้คุณไม่ต้องพก Scanner แยกอีกเครื่องอีกต่อไป

5. ถอดเปลี่ยนแบตได้ง่าย ไม่ต้องรอชาร์จไฟให้เสียเวลา

สำหรับงานที่ต้องการความต่อเนื่องในการทำงาน ทำให้ต้องใช้ Rugged Device ติดต่อกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง หรืออาจยาวนานถึง 24 ชั่วโมง การที่อุปกรณ์สามารถรองรับการชาร์จไฟได้อย่างสะดวก หรือถอดแบตเตอรี่มาเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วนั้นก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง

Samsung Galaxy XCover 5 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ 3,000mAh ที่รองรับการใช้งานได้ยาวนาน อีกทั้งยังสามารถชาร์จไฟหลายเครื่องพร้อมกันได้อย่างสะดวกผ่านแท่นชาร์จด้วย POGO Pin อีกทั้งยังสามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อย่างง่ายดาย ช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุดติดขัด

6. สัมผัสหน้าจอได้แม้ใส่ถุงมือ

ในภาคอุตสาหกรรมหรือการใช้งานทางด้านสาธารณสุข การใส่ถุงมือเพื่อความปลอดภัยถือเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานที่สำคัญ และ Samsung Galaxy XCover 5 ก็รองรับการสัมผัสหน้าจอได้แม้ผู้ใช้งานจะใส่ถุงมือรูปแบบใดก็ตาม ตอบโจทย์ทุกการใช้งานและลุยหน้างานจริง

7. มีระบบช่วยบริหารจัดการ มั่นคงปลอดภัย ใช้งานได้มั่นใจพร้อมมีศูนย์ให้บริการ

ไม่เพียงแต่อุปกรณ์ Rugged Device ที่ต้องออกแบบมาเป็นอย่างดีเท่านั้น แต่การสนับสนุนด้าน Software ของอุปกรณ์เองก็สำคัญไม่แพ้กัน

Samsung Galaxy XCover 5 มีทั้งเครื่องมือบริหารจัดการอุปกรณ์อย่าง Knox Suite ควบคุมการติดตั้งใช้งาน App และความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์, Knox Asset Intelligence ติดตามสถานที่ ประสิทธิภาพ และปริมาณแบตเตอรี่ของทุกอุปกรณ์, การสนับสนุนจาก Samsung อัปเดต Patch ความมั่นคงปลอดภัยให้กับอุปกรณ์อย่างต่อเนื่องยาวนาน และศูนย์บริการกว่า 42 แห่งทั่วไทยที่พร้อมให้บริการคุณในทุกๆ วัน

สนใจ Rugged Device สำหรับใช้งานในภาคธุรกิจ ติดต่อทีมงาน Samsung ได้ทันที

สนใจผลิตภัณฑ์ Samsung เพื่อธุรกิจ หรือ ติดต่อทีมงาน Samsung Business ประจำประเทศไทยได้ทันที เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันทีที่ Email: b2b_thailand@samsung.com และ Samsung Call Center: 1282 or 02-689-3277 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.samsung.com/th/business/mobile/rugged/

from:https://www.techtalkthai.com/foodstar-dx-with-samsung-xcover-series/

อัปเกรด Next Gen Firewall ใหม่ ปกป้องเครือข่ายแบบ Multi-Layer ด้วย Hillstone Networks NGFW Platform

เมื่อธุรกิจองค์กรจำนวนมากต่างเริ่มกลับมาเปิดทำงานกันภายในออฟฟิศควบคู่ไปกับการทำงานจากที่บ้าน การอัปเกรดระบบ Firewall เพื่อให้ตอบโจทย์ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้ได้อย่างเข้มข้นขึ้น และรองรับ Workload รูปแบบใหม่ๆ ภายในอาคารสถานที่ทำงานโดยเฉพาะทราฟฟิกจากอุปกรณ์ IoT ก็กลับมาเป็นวาระสำคัญของเหล่าผู้ดูแลระบบ IT กันอีกครั้งหนึ่ง

ในบทความนี้เราจะแนะนำโซลูชัน Firewall ในทุกรูปแบบทั้งสำหรับ Edge, Branch และ Data Center จาก Hillstone Networks หนึ่งในผู้พัฒนาเทคโนโลยี Next-Generation Firewall ชั้นนำระดับโลก เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจถึงความแตกต่างของแต่ละเทคโนโลยี และสามารถเลือกใช้งานโซลูชันที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองกันได้ครับ

Hillstone Next-Generation Firewall กับการปกป้องระบบเครือข่ายและผู้ใช้งานจากการโจมตีแบบ Multi-stage, Multi-layer Attacks

Hillstone Next-Generation Firewall จาก Hillstone Networks นี้ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยแนวคิดของการที่ Next-Generation Firewall นั้นจะต้องทำหน้าที่เป็นระบบควบคุมปกป้องรักษาความมั่นคงปลอดภัยภายในองค์กร ที่มีความสามารถหลากหลาย และรองรับต่อการอัปเกรดเพิ่มเติมความสามารถได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

ทั้งนี้เพื่อให้ระบบสามารถตอบโจทย์การใช้งานระบบเครือข่ายที่จะต้องมีกรณีการใช้งานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ไปพร้อมๆ กับการปกป้องระบบเครือข่ายจากการโจมตีที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นให้ได้ สถาปัตยกรรมของระบบ Next-Generation Firewall ที่ถูกออกแบบมาจึงเป็นแบบ Distributed เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้ Next-Generation Firewall รุ่นที่เหมาะสมกับแต่ละกรณีการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Edge, Branch, IoT Network, Data Center และอื่นๆ ให้ทำการตรวจสอบควบคุมทราฟฟิกภายในระบบเครือข่ายแต่ละส่วนได้แบบกระจายตัว และยังยั้งการโจมตีระบบเครือข่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละจุดได้ทันที ต่างจากการออกแบบในอดีตที่องค์กรมักมี Firewall จำนวนแค่ไม่กี่ชุดสำหรับตรวจสอบทราฟฟิกที่จะออก Internet หรือเชื่อมต่อไปยัง Data Center เท่านั้น

สำหรับจุดเด่นที่น่าสนใจของ Hillstone Next-Generation Firewall มีดังต่อไปนี้

1. ความสามารถพื้นฐานของ Firewall ครบถ้วน ใช้งานแทนระบบเดิมได้ทันที

Hillstone Next-Generation Firewall มีความสามารถที่ครอบคลุมได้ทุกการใช้งานที่จำเป็นภายในระบบเครือข่าย เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถนำไปใช้งานได้ทันที

  • Network Services รองรับการทำ Routing ได้ทั้งแบบ Static, Policy, OSPF, BGP, RIPv2 พร้อมบริการ DHCP, NTP, DNS Server, DNS Proxy, Span Port พร้อมความสามารถในการทำ Switching, VLAN ในตัว และสามารถติดตั้งใช้งานแบบ Virtual Wire (Layer 1) เพื่อใช้งานแบบ Transparent Inline ได้
  • Firewall รองรับการใช้งานได้ทั้งแบบ NAT/Route, Transparent (Bridge) และ Mixed Mode พร้อมรองรับการกำหนด Policy Object และ Security Policy ได้อย่างยืดหยุ่น สามารถใช้ Geolocation ได้ และรองรับการควบคุคม Protocol ได้อย่างหลากหลาย
  • Intrusion Prevention ตรวจจับและยับยั้งการโจมตีได้หลากหลายรูปแบบ ด้วยการใช้ Protocol Anomaly Detection, Rate-based Detection, Custom Signature, Push & Pull Signature Update, Threat Encyclopedia, Filter Based Selection, DoS Protection และอื่นๆ อีกมากมาย โดยสามารถกำหนดวิธีการตอบสนอง และการบันทึกข้อมูลเหตุการณ์ภัยคุกคามเองได้
  • IoT Security สามารถระบุชนิดของอุปกรณ์ IoT และทำการออกแบบวิธีการตรวจสอบและควบคุมอุปกรณ์ IoT แต่ละชนิดให้เหมาะสมกับการใช้งานได้
  • Application Control สามารถกำหนดนโยบายการควบคุมการเข้าถึงและใช้งานในระดับ Application ได้มากกว่า 4,000 ชนิด
  • QoS สามารถกำหนด Bandwidth การใช้งานสูงสุดสำหรับแต่ละ IP/User ได้ตามต้องการ และกำหนดการทำ QoS/TOS ให้เหมาะสมต่อการใช้งานแต่ละ Application ได้
  • Load Balancing รองรับการทำ Server Load Balancing และ Link Load Balancing ได้ในตัว
  • VPN รองรับการทำ IPsec VPN, L2TP และ SSL VPN ได้หลากหลายรูปแบบ
  • IPv6 สามารถใช้งานในระบบเครือข่ายที่เป็น IPv6 ได้
  • High Availability รองรับการทำ Redundant ได้ทั้งแบบ Active/Passive และ Peer Mode
  • Logs & Reporting มีการจัดเก็บข้อมูลเหตุการณ์ต่างๆ ย้อนหลังได้ภายในตัวอุปกรณ์ พร้อมออกรายงานได้ตามต้องการ
  • Statistics & Monitoring มีการจัดเก็บสถิติการใช้งานระบบเครือข่ายเอาไว้ในตัวสำหรับทุกการทำงาน

2. ปกป้องเครือข่ายและผู้ใช้งานจากการโจมตีที่มีความซับซ้อนสูงด้วย Advanced Threat Detection and Protection

Hillstone Next-Generation Firewall มีการนำเทคโนโลยีที่หลากหลายมาใช้งานเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนสูง เพื่อให้สามารถตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามที่ใช้เทคนิคการโจมตีในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปให้ได้มากที่สุด

  • Antivirus ตรวจจับไวรัสได้จากการใช้ Signature โดยมีการตรวจสอบแบบ Flow-based และสามารถตรวจหาไวรัสในไฟล์ที่ถูกบีบอัดได้
  • Attack Defense ปกป้องระบบเครือข่ายจากการโจมตีในระดับ Protocol เช่น Flood Attack, ARP Spoofing, ND Spoofing, Port Scanning, IP Sweeping, IP Spoofing, DoS/DDoS และอื่นๆ
  • URL Filtering ควมคุม URL ที่อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เข้าถึงสำหรับยผู้ใช้งานได้
  • Anti-Spam ตรวจจับและยับยั้งพฤติกรรมการ Spam ได้
  • Cloud-Sandbox ตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามที่ซับซ้อนด้วย Cloud-Sandbox สำหรับหลากหลาย Protocol และ File ได้
  • Botnet C&C Prevention ตรวจจับและยับยั้งการเชื่อมต่อ Internet ด้วยวิธีการที่หลากหลายโดย Botnet หรือ Ransomware ได้
  • IP Reputation คัดกรองการเชื่อมต่อทราฟฟิกจากความน่าเชื่อถือของ IP Address ปลายทางได้
  • SSL Decryption ถอดรหัสข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสด้วย SSL เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลภายในและบังคับใช้นโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัยได้
  • Endpoint Identification & Control จำแนกตัวตนและประเภทของอุปกรณ์ Endpoint เพื่อทำการควบคุมการใช้งานได้
  • Data Security สามารถกำหนดนโยบายเชิงลึกสำหรับการรับส่งไฟล์ด้วย Protocol รวมถึงทำ Content Filtering, IM Identification และ Network Behavior Audit ได้

3. ควบคุมนโยบายการเข้าถึงและใช้งานเครือข่ายได้อย่างยืดหยุ่น ด้วย Smart and Efficient Policy Operation

Hillstone Next-Generation Firewall รองรับการกำหนดและบังคับใช้นโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้แตกต่างกันออกไปตามการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานหรือการตรวจสอบประเภทของอุปกรณ์ได้ และผสานรวมนำนโยบายที่หลากหลายมาบังคับใช้พร้อมกันได้สำหรับผู้ใช้งานแต่ละคนให้แตกต่างกันออกไปตามสิทธิ์ของผู้ใช้งาน

การยืนยันตัวตนบนระบบของ Hillstone Next-Generation Firewall สามารถทำได้หลายช่องทาง ได้แก่ Local Database, TACACS+, LDAP, RADIUS, Active Directory และยังสามารถทำ Single Sign-On ด้วย Windows AD พร้อมเสริมการทำ 2-Factor Authentication ได้ โดยสามารถใช้วิธีการที่หลากหลายเช่นการทำ 802.1X, SSO Proxy, WebAuth, Interface-based Authentication, Agentless ADSSO, IP-based, MAC-based และอื่นๆ ได้

4. เป็นศูนย์รวมข้อมูลด้าน Cybersecurity ภายในองค์กร พร้อมรองรับการอัปเกรดอุปกรณ์ให้จัดเก็บข้อมูลได้มากขึ้น

Hillstone Next-Generation Firewall ถูกออกแบบมาให้เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลด้านทราฟฟิกเครือข่ายและเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย เพื่อให้สามารถทำการวิเคราะห์และตอบสนองได้แบบกระจายตัว รวมถึงมีข้อมูลสำหรับนำไปวิเคราะห์แบบรวมศูนย์ได้อย่างครบถ้วน

ด้วยเหตุนี้ อุปกรณ์ Hillstone Next-Generation Firewall จึงสามารถทำการอัปเกรดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในตัวเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กรได้เป็นอย่างดี โดยมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นมาให้ 8GB และสามารถอัปเกรดได้ถึง 2TB สำหรับรองรับการจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกในระยะยาวซึ่งสามารถทำรายงานย้อนหลังในเชิงลึกเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างครบถ้วน

5. บริหารจัดการได้ง่าย จัดการแบบรวมศูนย์ผ่าน Cloud ได้ด้วย CloudView

การบริหารจัดการ Hillstone Next-Generation Firewall สามารถทำได้เบื้องต้นรายอุปกรณ์ผ่าน HTTP/HTTPS, SSH, Telnet โดยสามารถผสานการทำงานร่วมกับ Hillstone Security Manager (HSM), Web Service API เพื่อการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ได้สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีการใช้งานอุปกรณ์จำนวนหลายชุด

สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีหลายสาขา ก็สามารถบริหารจัดการระบบผ่าน Cloud ได้อย่างง่ายดายด้วย Hillstone CloudView เพื่อติดตามเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เกิดขึ้นในแต่ละสาขาขององค์กรได้ภายในหน้าจอเดียว

Credit: Hillstone Networks

6. ประสิทธิภาพสูงด้วยการออกแบบ Hardware เฉพาะทาง

Hardware ที่ถูกออกแบบมาสำหรับ Hillstone Next-Generation Firewall นี้ถูกคำนึงถึงการประมวลผลทราฟฟิกเครือข่ายมาโดยเฉพาะ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยปริมาณ Throughput, Concurrent Session และ New Session ที่ผ่านมาทดสอบมาในแต่ละรุ่น ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้งานให้ตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ Hillstone Next-Generation Firewall ยังได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองโดย ICSA Labs ในหมวดของ Firewall – Corporate ทำให้สามารถเชื่อมั่นได้ถึงประสิทธิภาพในการทำงาน และการตรวจจับยับยั้งภัยคุกคามได้อย่างแม่นยำ

7. เลือกใช้งานได้หลากหลายรุ่นตามความต้องการ ตอบโจทย์ได้ทุก Workload ขององค์กร

Hillstone Next-Generation Firewall มี Hardware ให้เลือกใช้งานได้หลายรุ่นเพื่อตอบโจทย์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละส่วนของธุรกิจองค์กร ดังนี้

1) Hillstone A-Series Next-Generation Firewall รักษาความมั่นคงปลอดภัยให้ระบบเครือข่ายที่ Edge ขององค์กร

Next-Generation Firewall สำหรับการใช้งานเพื่อปกป้อง Edge ของธุรกิจองค์กร โดยมี Firewall Throughput ตั้งแต่ 1 – 95Gbps และมี NGFW Throughput ตั้งแต่ 400Mbps – 32Gbps ให้เลือกใช้งาน เหมาะสำหรับการใช้งานเป็น Network Firewall ภายในอาคารสถานที่ทำงาน และเป็น Firewall สำหรับรองรับการทำ VPN เพื่อเชื่อมต่อการทำงานจากพนักงานภายนอกที่รองรับการใช้งานได้สำหรับพนักงานระดับหลายสิบคนจนถึงหลายพันหรือหลายหมื่นคน

Hillstone A-Series นี้มี Hardware ทั้งแบบ Desktop ที่รองรับ Wi-Fi ในตัว สำหรับออฟฟิศขนาดเล็กหรือสาขาขององค์กร ไปจนถึงรุ่น Rack Mount สำหรับติดตั้งใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เครือข่ายในองค์กรขนาดใหญ่ พร้อมรองรับการอัปเกรด Storage จัดเก็บข้อมูลในตัวได้สูงสุด 2TB เพื่อการจัดเก็บข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัยย้อนหลังได้อย่างยาวนาน

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hillstonenet.com/products/network-edge-protection/ngfw/

2) Hillstone E-Pro Series Next Generation Firewall ปกป้องระบบเครือข่ายให้สาขาขององค์กร

Next-Generation Firewall สำหรับการติดตั้งใช้งานที่สาขาขององค์กรขนาดใหญ่หรือธุรกิจขนาดเล็ก โดยมี Firewall Throughput ตั้งแต่ 1 – 80Gbps และมี NGFW Throughput ตั้งแต่ 650Mbps – 24Gbps ให้เลือกใช้งาน เหมาะสำหรับองค์กรที่มองหา Firewall รุ่นขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ที่ต้องการการจัดการทราฟฟิกเป็นหลัก และต้องการเก็บข้อมูลภายในตัวอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hillstonenet.com/products-edge-protection-e-pro-ngfw/

3) Hillstone X-Series Multi-Tenant Next-Generation Firewall ปกป้องระบบ Data Center สำหรับองค์กรและ Cloud อย่างยืดหยุ่นและคุ้มค่า

Next-Generation Firewall ในระดับ Carrier-Grade สำหรับการติดตั้งใช้งานภายใน Data Center หรือ Cloud Data Center โดยเฉพาะ ด้วยความมั่นคงทนทานระดับ 99.999% โดยมี Firewall Throughput ตั้งแต่ 450Gbps – 1.2Tbps และมี NGFW Throughput ตั้งแต่ 75 – 280Gbps ให้เลือกใช้งาน พร้อมชูจุดเด่นอย่างความสามารถที่ใช้เพื่อตรวจจับและยับยั้งการโจมตีที่จะเกิดขึ้นภายใน Data Center หรือ Cloud อย่างเช่น Domain Generation Algorithm Detection, DNS Sinkhole Detection, DNS Tunneling Detection และการจัดการ Botnet C&C Customized Access List

นอกจากนี้ ตัวระบบยังรองรับการสร้าง Virtual Systems ภายในได้ถึง 1,000 ระบบ เพื่อให้สามารถแบ่งสรรทรัพยากรสร้างเป็นระบบ Virtual Firewall สำหรับการให้บริการแบบ Multi-tenant รองรับการให้บริการ Cloud และ Data Center ให้ผู้ใช้งานแต่ละรายสามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hillstonenet.com/products/network-edge-protection/data-center-security-ngfw/

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ Hillstone Networks มุ่งมั่นเป็นอย่างมากนั้นก็คือการทำให้ Security กลายเป็นสิ่งที่สามารถถูกติดตั้งใช้งานและควบคุมได้ในทุกๆ ภาคส่วนของธุรกิจองค์กร และทำให้แต่ละ Workload สามารถมีระบบ Firewall ที่เหมาะสมต่อการปกป้องระบบ IT ขององค์กรในแต่ละรูปแบบได้อย่างครอบคลุมนั่นเอง

ติดต่อทีมงาน Hillstone Networks ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันทางด้าน Cybersecurity ใดๆ สามารถติดต่อทีมงาน Hillstone Networks ได้ทันทีที่คุณ Wanlop Tongvanitniyom, Country Manager, Hillstone Networks ประเทศไทย ได้ที่โทร: +66 88 6282446 หรือ Email: wanlop@Hillstonenet.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.hillstonenet.com/  

from:https://www.techtalkthai.com/milti-layer-protection-with-hillstone-next-gen-firewall-platform-072022/

อนาคตของระบบเครือข่ายภายใน Data Center โดย HPE Aruba

ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจบไป คุณไญยวิทย์ กังใจ Presales Consultant จาก HPE Aruba ได้ออกมาอัปเดตถึงแนวโน้มด้านการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center ที่ปัจจุบันมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงแนะนำสถาปัตยกรรมแบบ Distributed Services ซึ่งมีความยืดหยุ่นและสามารถขยายการเชื่อมต่อในอนาคตได้ดีกว่า โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

7 สิ่งที่ต้องพิจารณาในการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center

เมื่อองค์กรต้องการอัปเกรดหรือสร้างระบบเครือข่ายภายใน Data Center ขึ้นมาใหม่ ควรพิจารณาถึง 7 ประเด็นดังต่อไปนี้เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนและผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่ามากที่สุด

  1. High Speed & Cost – อินเทอร์เฟซของเซิร์ฟเวอร์ในปัจจุบันเริ่มหันไปใช้การเชื่อมต่อแบบ 10G, 25G และ 50G มากขึ้นเรื่อยๆ ระบบเครือข่ายภายใน Data Center จึงต้องอัปเกรดแบนด์วิดท์ไปสู่ระดับ 40G, 100G หรือ 400G ตาม
  2. Low Latency – แอปพลิเคชันสมัยใหม่อาจไม่ได้ต้องการ Latency ระดับมิลลิวินาทีอีกต่อไป เช่น แอปพลิเคชันสำหรับเทรด อาจต้องการ Latency ต่ำถึงระดับ 10 ~ 100 นาโนวินาที องค์กรจำเป็นต้องจัดเตรียมฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับความต้องการเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
  3. Size & Consumption – ยิ่งองค์กรใช้ฮาร์ดแวร์ที่มี Port Density (จำนวนพอร์ตต่อขนาดฮาร์ดแวร์) สูง ยิ่งช่วยประหยัดพื้นที่ในตู้ Rack และลดการบริโภคพลังงานลง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแล Data Center ได้เป็นอย่างดี
  4. Extensibility – ความสามารถในการรองรับการขยายระบบได้ง่ายในอนาคต
  5. Reliability – ความเสถียรของระบบเครือข่ายที่ต้องสามารถรองรับการทำแบบ 27x7x365 รวมไปถึงการออกแบบระบบสำรองที่ช่วยให้ระบบเครือข่ายยังคงดำเนินต่อไปได้แม้จะมีอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งหยุดทำงานอย่างไม่คาดฝัน
  6. Support / SLA – จัดเตรียมอุปกรณ์สำรองให้พร้อมตลอดเวลา เพื่อแทนทีอุปกรณ์ที่มีปัญหาเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
  7. Integration & Automation – นำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้เพื่อลดการเกิด Human Error ในระบบเครือข่ายที่มีความซับซ้อน รวมไปถึงออกแบบระบบเครือข่ายให้รองรับการทำงานร่วมกับ 3rd Parties เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอย่างบูรณาการ

Leaf/Spine – สถาปัตยกรรมเครือข่ายภายใน Data Center แบบ 2 Tiers ยุคใหม่

จากการศึกษาของ HPE Aruba พบว่า พฤติกรรมของทราฟฟิกที่เกิดขึ้นภายใน Data Center เปลี่ยนไปจากเดิม ร้อยละ 70 ของ Workload จะเป็นการประมวลผลภายใน Data Center เอง หรือกล่าวได้ว่าเป็นทราฟฟิกประเภท East-West ซึ่งการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center แบบ Multi-tiers สมัยก่อนที่ประกอบด้วย Core – Distribution – Access เพื่อเน้นการรับส่งข้อมูลแบบ North-South จึงไม่ตอบโจทย์ความต้องของ Data Center ยุคใหม่อีกต่อไป การออกแบบระบบเครือข่ายแบบ 2 Tiers (Spines & Leafs) ที่เน้นการรับส่งข้อมูลแบบ East-West และมีความซับซ้อนน้อยกว่า รวมไปถึงสามารถขยายระบบในอนาคตได้ง่าย จึงเป็นทางเลือกใหม่ของ Data Center ในปัจจุบัน

สำหรับการออกแบบระบบเครือข่ายแบบ Spines & Leafs นั้น จะแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบตามขนาดของ Data Center และความต้องการด้านการขยายระบบในอนาคต ดังนี้

  • Spine (Top of Rack) – ใช้ Spine Switch เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์โดยตรง บริหารจัดการง่าย เหมาะสำหรับ Data Center ขนาดเล็กที่ไม่ต้องการขยายระบบมากในอนาคต
  • Layer 2 Leaf/Spine – ใช้ Spine คู่กับ Leaf Switch เชื่อมต่อกันผ่าน Layer 2 ซึ่งยังคงง่ายต่อการบริหารจัดการ เหมาะสำหรับ Data Center ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (ไม่เกิน 1,000 Server Ports) และมีแนวโน้มจะขยายระบบเพิ่มในระดับหนึ่ง
  • Layer 3 Leaf/Spine – ใช้ Spine คู่กับ Leaf Switch เชื่อมต่อกันผ่าน Layer 3 ลดข้อจำกัดด้านจำนวน VLAN สามารถขยายระบบออกไปเป็นจำนวนมากได้ในอนาคต
  • VxLAN Overlay – ต่อยอดจาก Layer 3 Leaf/Spine ด้วยการครอบ VxLAN เพื่อให้แต่ละเซิร์ฟเวอร์รับส่งข้อมูลหากันได้ง่ายยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ที่ต้องการขยายระบบออกไปเป็นจำนวนมากหรือมีหลายๆ Data Center ในอนาคต

Centralized Services Architecture ไม่เหมาะต่อการขยายระบบ Data Center

โดยทั่วไปแล้ว การออกแบบระบบเครือข่ายแบบ Leaf/Spine สามารถแบ่งกลุ่ม Leaf Switch ออกได้ตามประเภทของแอปพลิเคชันหรือเซอร์วิสที่ใช้งาน เช่น Compute Leaf, Storage Leaf, Service Leaf, Border/Edge Leaf เป็นต้น อุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ เช่น Firewall และ Load Balance มักเชื่อมต่อผ่าน Service Leaf เพื่อให้เกิดการจัดการแบบรวมศูนย์ กลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Centralized Services อย่างไรก็ตาม การโยกทราฟฟิกให้มาผ่าน Service Leaf ก่อนที่จะไปยังจุดหมายปลายทางนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆ องค์กร ทั้งยังสิ้นเปลืองแบนด์วิดท์และก่อให้เกิด Latency ที่สูง นอกจากนี้ยังไม่สามารถจัดการทราฟฟิกระหว่าง VM ที่อยู่บนโฮสต์หรือ VLAN เดียวกันได้อีกด้วย

HPE Aruba จึงได้นำเสนอสถาปัตยกรรมแบบ Distributed Services โดยนำบริการด้านเครือข่ายต่างๆ เช่น Firewall และ Load Balance มาใส่ไว้ใน Leaf Switch แทน เพื่อจัดการทราฟฟิกที่วิ่งผ่านโดยตรง เสมือนวางขวางหน้า Workload ไม่จำเป็นต้องโยกทราฟฟิกไปยัง Service Leaf อีกต่อไป ลดการก่อ Latency ที่เปล่าประโยชน์และเพิ่มความง่ายในการบริหารจัดการ ที่สำคัญคือสามารถจัดการทราฟฟิกระหว่าง VM ที่อยู่บนโฮสต์หรือ VLAN เดียวกันได้อีกด้วย ตอบโจทย์ทั้งการทำ Macro และ Micro Segmentation

แนะนำ Aruba CX 10000 Distributed Services Switch

แน่นอนว่าการเพิ่มบริการด้านเครือข่ายอื่นๆ เข้าไปยัง Switch ย่อมส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวม HPE Aruba จึงได้เพิ่มชิปเซ็ต Pensando ประสิทธิภาพสูงเข้าไปยัง Aruba CX 10000 – Distributed Services Switch สำหรับทำหน้าที่เป็น Data Processting Unit (DPU) ที่สามารถประมวลผลทราฟฟิกได้ด้วยความเร็วในระดับ 800G และจัดเก็บ State ของทราฟฟิกได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ HPE Aruba สามารถเสริมบริการด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยเข้าไปใน Switch ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการทำ Stateful Firewall, DDoS Protection, Encryption, NAT, Load Balancer, Flow Logging และอื่นๆ

สำหรับการบริหารจัดการนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • Aruba Fabric Composer – โซลูชัน Software-Defined Orchestration อัจฉริยะที่ใช้บริหารจัดการ Switch ในระบบเครือข่ายแบบ Leaf/Spine ทั้งการทำ Provisioning และ Deployment
  • Pensando Policy Services Manager – ระบบการจัดการบริการด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยอื่นๆ ที่ให้บริการผ่านชิปเซ็ต Pensando

ผู้ที่สนใจการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center แบบ Spines & Leafs ด้วยสถาปัตยกรรม Distributed Services สามารถรับชมวิดีโอการบรรยายเรื่อง “อนาคตของระบบเครือข่ายภายใน Data Center” โดยคุณไญยวิทย์ กังใจ Presales Consultant จาก HPE Aruba ภายในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Cloud & Data Center 2022 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 21 – 23 มิถุนายน ได้ที่นี่

ท่านใดสนใจโซลูชัน HPE Aruba หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนวรัตน์ จิตรตระการวงศ์ อีเมล nawarat.ch@hpe.com หรือโทรศัพท์ 085-912-8968

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-cd-data-center-networking-trends-by-hpe-aruba/

ขอเชิญร่วมอบรมฟรี “Workshop เส้นทางสู่นักเจาะระบบ” เรียนรู้พื้นฐานสู่สายอาชีพ Cybersecurity [23-24 ก.ค. 2022]

พลาดไม่ได้สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นหรือย้ายสายอาชีพเข้าสู่วงการ Cybersecurity ที่กำลังมาแรง กับงานอบรมฟรี “Workshop เส้นทางสู่นักเจาะระบบ” ในวันเสาร์ที่ 23 และวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ค. 2022 ณ BITEC ห้อง Silk 1-2 เพื่อปูพื้นฐานทางเทคนิคด้านการเจาะระบบและการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยเบื้องต้น (Ethical Hacking & Security) และสัมผัสประสบการณ์การทำงานในสายงานด้านนี้ด้วยตนเอง เป็นการเปิดโอกาสสำหรับก้าวแรกสู่สายงานด้านนี้โดยเฉพาะ พร้อมให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสายงานของตนเองได้

ผู้เข้าร่วมงานไม่จำเป็นต้องมีความรู้หรือประสบการณ์ด้าน Cybersecurity มาก่อน ขอเพียงเป็นผู้ที่มีความรู้ความสนใจทางด้าน IT โดยงานครั้งนี้เปิดกว้างทั้งสำหรับผู้ที่ทำงานอยู่ในแวดวง IT, นิสิตนักศึกษาสาย IT และผู้ที่มีความสนใจทุกท่าน

นำทีมบรรยายโดยคุณนพ ภูมิไธสง ผู้ก่อตั้งแห่ง Mayaseven ผู้ให้บริการด้าน Offensive Security Services ชั้นนำในประเทศไทย โดยมีรายละเอียด, กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนี้

Workshop เส้นทางสู่นักเจาะระบบ

วันที่: วันเสาร์ที่ 23 และวันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2022
เวลา: 8.30น. – 16.00น.
สถานที่: ห้อง Silk 1-2 BITEC บางนา (สามารถเดินทางมาได้ด้วย BTS บางนา หรือรถยนต์ส่วนตัว)
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน (ไม่มีค่าใช้จ่าย): https://form.jotform.com/221841406416046

งาน Workshop เส้นทางสู่นักเจาะระบบครั้งนี้ ถูกจัดขึ้นโดยทีมงาน Mayaseven เพื่อเปิดโอกาสให้ชาว IT, นักเรียนนักศึกษา และผู้ที่สนใจทุกท่านได้มาร่วมเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์กับการก้าวสู่สายงานด้าน Offensive Security ด้วยการปูพื้นฐานความรู้ด้าน Ethical Hacking & Security เบื้องต้น ทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติ ให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นสายงานทางด้านนี้สามารถต่อยอดเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง พร้อมแนะแนวเส้นทางสายอาชีพด้านนี้ และร่วมงานกับทีมงาน Mayaseven ได้

Workshop ครั้งนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมแต่อย่างใด เพื่อให้ทุกท่านที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน และสร้างโอกาสในการก้าวสู่วงการ Cybersecurity ของไทยได้อย่างเท่าเทียม รวมถึงช่วยให้บุคลากรในธุรกิจองค์กรไทยสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้กับการทำงานและธุรกิจของตนเองได้ในอนาคต

Workshop นี้เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่อยู่ในวงการ IT และต้องการย้ายสายงานสู่ด้าน Offensive Security
  • นักเรียน นักศึกษา คณะสาย Computer Engineering, Computer Science และ IT
  • บุคคลทั่วไปที่สนใจสายงานด้าน Cybersecurity

ผู้ที่สนใจไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานด้าน Cybersecurity มาก่อนก็สามารถมาร่วมงานได้

สิ่งที่ต้องเตรียมมาร่วม Workshop

  • อุปกรณ์ Notebook ของตนเอง พร้อมสัญญาณเครือข่าย 4G/5G สำหรับทำแล็บ (สถานที่บรรยายมีปลั๊กไฟให้ใช้งาน)
  • ความรู้พื้นฐานด้าน Linux Command Line
  • ทีมงานอาจมีการแจ้งให้ Download ไฟล์ที่จำเป็นในการเข้าร่วม Workshop ก่อนวันงาน โดยจะทำการติดต่อทางอีเมล์อีกครั้งหนึ่ง

กำหนดการ

วันเสาร์ที่ 23 และวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ค. 2022

08.30น. ลงทะเบียนและรับประทานอาหารว่าง
09.00น. เริ่มบรรยายช่วงเช้า
12.00น. พักรับประทานอาหารเที่ยง
13.00น. เริ่มบรรยายช่วงบ่าย
14.30น. พักรับประทานอาหารว่าง
15.00น. บรรยายช่วงบ่ายต่อ
16.00น. จบการบรรยาย

เนื้อหาการบรรยาย

วันเสาร์ที่ 23 ก.ค. 2022 – System Hacking Workshop

  • Why choose a career in cybersecurity?
  • Why is information security so important?
  • Penetration testing methodology
  • Vulnerability assessment
  • Exploitation
  • Buffer overflow exploitation
  • Reverse engineering for hacking
  • Exploit writing
  • Tools and techniques
  • Labs

วันอาทิตย์ที่ 24 ก.ค. 2022 – Web Application Hacking Workshop

  • Web application assessment methodology
  • HTTP protocol
  • Burp Suite
  • Cross-Site Scripting (XSS)
  • Injection flaws
  • SQL injection
  • Insecure file handling
  • Broken authentication & authorization
  • Cross-Site Request Forgery (CSRF)
  • Security misconfiguration
  • API security
  • Tools and techniques
  • Labs

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันทีที่ https://form.jotform.com/221841406416046

from:https://www.techtalkthai.com/free-ethical-hacking-and-security-workshop-2022-07-by-mayaseven/

Digital Transformation เกิดขึ้นจริงได้ด้วย Dr.Sum ตัวช่วยการแสดงผลให้เหมาะสมกับงาน!

Dr.Sum ไม่ได้เป็นเพียงฟังก์ชันในการดูแลจัดการข้อมูลต่าง ๆ แบบบูรณาการที่มีพื้นฐานการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นหลักเพียงเท่านั้น แต่ยังให้บริการ User Interface เฉพาะทาง 3 ประเภทให้เหมาะสมกับความต้องการในการวิเคราะห์ของผู้ใช้งานอีกด้วย  นอกจากนี้ยังสามารถทำงานกับเครื่องมือ BI (Business Intelligence)  ของบริษัทอื่น ๆ และเลือกเครื่องมือที่จะใช้ตามความต้องการได้

ครั้งนี้เราจะมาแนะนำ User Interface เฉพาะทาง 3 ประเภทให้ทุกคนได้รู้จักกัน

Datalizer for Excel

Datalizer for Excel เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการรายงานผลรวมจากการทำงานบน Excel และเนื่องจากเครื่องมือนี้ทำหน้าที่อยู่ในส่วนโปรแกรมเสริมของ Microsoft Excel จึงทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลบน Excel ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การที่สามารถใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ของ Excel ได้ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างรายงานตามรูปแบบที่กำหนด รวมไปถึงสามารถทำงานร่วมกับ Macroใน Excel ได้อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้นผู้ใช้งานยังสามารถสร้างตารางใหม่บนฐานข้อมูลหรืออัปเดตตารางที่มีอยู่โดยอาศัยข้อมูลในไฟล์ Excel อีกทั้งยังสามารถจำกัดและอัปเดตข้อมูลจากผลรวมของ Datalizer for Excel หรือแก้ไขข้อมูลโดยใช้ฟังก์ชันของโปรแกรม Excel ที่ผู้ใช้งานคุ้นเคยเป็นอย่างดีได้อีกด้วย

↑หน้าจอของ Datalizer for Excel
↑ การอัปเดตข้อมูลใน Datalizer for Excel

Datalizer for Web

Datalizer for Web เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการรายงานผลรวมจากการทำงานบนเว็บเบราว์เซอร์ มีการทำงานที่เข้าใจง่าย สามารถปรับแต่งตารางรายละเอียดและตารางไขว้ได้อย่างง่ายดาย และเพราะ Dr.sum สามารถใช้งานกับเว็บเบราว์เซอร์แค่เพียงอย่างเดียวได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์อื่น ทำให้แม้จำนวนผู้ใช้งานจะเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่ทำให้ภาระงานของแผนกไอทีเพิ่มขึ้นตามแต่อย่างใด นอกจากนี้ Dr.sum ยังสามารถเข้าใช้งานได้จากแท็บเล็ต ทำให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ตลอดเวลา

↑หน้าจอของ Datalizer for web

MotionBoard

MotionBoard เป็นเครื่องมือแดชบอร์ดที่วิเคราะห์และแปลงข้อมูลให้มองเห็นและเข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม่เพียงแต่ตารางรายละเอียดและตารางผลรวมเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้แผนภูมิต่าง ๆ ในการสร้างแดชบอร์ดให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมและธุรกิจประเภทต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบ (Monitoring Tool) ได้อีกด้วย เพราะสามารถแสดงการแจ้งเตือนแบบพุช (Push Notification) ผ่านทางการแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์และอีเมล

↑หน้าจอของ MotionBoard(Production Management)

สรุป

Dr.Sum มีบริการ User Interface เฉพาะทาง 3 ประเภท โดยในการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ใช้งานจำเป็นต้องมี User Interface ที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น หากไม่ได้ใช้งานตารางผลรวม ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือแดชบอร์ด ในทางกลับกัน หากต้องการตรวจสอบข้อมูลโดยใช้แผนภูมิก็จำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือแดชบอร์ด เราจึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันใช้ User Interface ให้เหมาะสมตามความต้องการของผู้ใช้งาน จัดสรรสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถจัดการข้อมูลได้อย่างง่ายดาย สร้างองค์กรที่เชื่อมต่อกับข้อมูล และทำให้ Digital Transformation เกิดขึ้นได้จริงกันเถอะ!

※หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dr. Sum เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล กรุณาเข้าไปยังเว็บไซต์ด้านล่าง

https://drsum.asia/th

from:https://www.techtalkthai.com/dr-sum-digital-transformation-database-bi/

ผลิตภัณฑ์ระดับองค์กรของ GIGABYTE รองรับโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen Threadripper PRO 5000WX Series

GIGABYTE Technology (TWSE: 2376) ผู้นำในอุตสาหกรรมเซิร์ฟเวอร์และเวิร์กสเตชันประสิทธิภาพสูง ประกาศสนับสนุนโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen Threadripper PRO 5000WX Series บนเมนบอร์ด GIGABYTE MC62-G40 และ MC62-G41 และเวิร์กสเตชัน W771-Z00 นอกจากนี้ยังสามารถอัปเดต BIOS เพื่อรองรับ CPU ซีรีส์ใหม่ได้เช่นกัน ซีพียู Threadripper PRO ได้รับการออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดในเวิร์กสเตชันระดับมืออาชีพ ผลิตภัณฑ์เวิร์กสเตชันของ GIGABYTE เหล่านี้มีความน่าเชื่อถือในระดับองค์กรและเดิมทีได้ออกสู่ตลาดโดยสนับสนุนซีรีส์ Threadripper PRO 3000WX รุ่นก่อน และตอนนี้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รองรับซีรีส์ 5000WX ด้วย สำหรับงานการเรนเดอร์ การเข้ารหัส การคอมไพล์ การสร้างแบบจำลอง การจำลอง และอื่นๆ อย่างรวดเร็ว

ภาพรวมของ Threadripper PRO 5000WX

  • IPC ดีขึ้น 19% (เทียบกับรุ่นก่อน)
  • ผลิตภัณฑ์เต็มรูปแบบ: 12 คอร์ (24 เธรด) จนถึง 64 คอร์ (128 เธรด)
  • เวิร์กโฟลว์เร่งความเร็วด้วย PCIe 4.0 128 เลน
  • 8 ช่องหน่วยความจำ รองรับ DDR4-3200 และหน่วยความจำถึง 2TB
  • เทคโนโลยี AMD PRO: AMD PRO Security, AMD Memory Guard และ การจัดการ (Manageability)

รายละเอียดผลิตภัณฑ์

ด้วยคุณสมบัติของเวิร์กสเตชันระดับองค์กร GIGABYTE ได้สร้างเวิร์กสเตชันที่มีประสิทธิภาพสูง และเสนอทางเลือกของเมนบอร์ดตามการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่งานสื่อและความบันเทิง ไปจนถึงงานด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการปรับแต่งเพื่อรองรับโปรเซสเซอร์ Threadripper PRO 5000WX และ 3000WX Series บนชิปเซ็ต sWRX8 โดยเฉพาะ เมนบอร์ด MC62-G40 และ MC62-G41 ต่างกันที่พอร์ต LAN เท่านั้น MC62-G41 มีพอร์ต 1GbE LAN เพียงพอร์ตเดียว ในขณะที่ MC62-G40 มีพอร์ต LAN 10GbE คู่ ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เป็นผลมาจากสองกลุ่มตลาด โดยกลุ่มหนึ่งชอบอีเธอร์เน็ตออนบอร์ดที่รวดเร็ว และอีกกลุ่มหนึ่งที่ชอบความตื่นเต้นน้อยกว่าในราคาที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ MC62-G40 ยังเป็นเมนบอร์ดตัวเดียวกันกับในเวิร์กสเตชัน W771-Z00

การอัพเดต BIOS 

ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ระดับองค์กรของ GIGABYTE เหล่านี้สามารถอัพเดต BIOS ได้อย่างง่ายดายเพื่อรองรับโปรเซสเซอร์ซีรีส์ 5000WX ได้ที่หน้าผลิตภัณฑ์ของ GIGABYTE ที่เกี่ยวข้อง หากคุณเลือกแท็บ Support และไปที่ส่วน BIOS คุณจะเห็นว่าสามารถดาวน์โหลดการอัปเดต BIOS ได้

การจัดการเซิร์ฟเวอร์ระยะไกลและหลายเซิร์ฟเวอร์พร้อมกัน

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอคุณค่าของ GIGABYTE, GIGABYTE ได้จัดเตรียม GIGABYTE Management Console (GMC) สำหรับการจัดการระบบผ่านแพลตฟอร์มบนเว็บเบราว์เซอร์ นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ GIGABYTE Server Management (GSM) ยังสามารถดาวน์โหลดได้ที่เวปเพจของผลิตภัณฑ์ ซอฟต์แวร์นี้สามารถตรวจสอบและจัดการเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่องพร้อมกันโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเพิ่มเติม GMC และ GSM มอบความคุ้มค่าสูงสุดในขณะที่ลด TCO และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาของลูกค้า

ส่งคำถาม: ติดต่อฝ่ายขาย
ติดตาม GIGABYTE บน Twitter: http://twitter.com/GIGABYTEServer
ติดตาม GIGABYTE บน Facebook: https://www.facebook.com/gigabyteserve

from:https://www.techtalkthai.com/gigabyte-supports-amd-ryzen-threadripper-pro-5000wx-series/

เชิญร่วมงานสัมมนา “การตลาดในโลกที่เน้นความเป็นส่วนตัว – PDPA ส่งผลต่อการตลาดในปัจจุบันอย่างไร”

SoftBank ร่วมกับ ADA, Treasure Data และ D-Serve ขอเชิญนักการตลาดและผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา “การตลาดในโลกที่เน้นความเป็นส่วนตัว – PDPA ส่งผลต่อการตลาดในปัจจุบันอย่างไร” ในวันอังคารที่ 5 กรกฎาคม 2022 เวลา 14:00 – 16:00 น. สามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่นี่

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: การตลาดในโลกที่เน้นความเป็นส่วนตัว – PDPA ส่งผลต่อการตลาดในปัจจุบันอย่างไร
วันเวลา: วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม 2022 เวลา 14:00 – 16:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ลิงก์ลงทะเบียน: https://www.treasuredata.com/th/20220705_marketing_webinar/

การปฏิบัติตามกฎระเบียบความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เช่น PDPA เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักการตลาด นักการตลาดบางคนมองว่าสิ่งนี้เป็นความท้าทาย แต่นักการตลาดที่ยอมรับกฎเกณฑ์เหล่านี้มีโอกาสที่จะสร้างความไว้วางใจโดยโน้มน้าวให้ลูกค้าเชื่อว่าแบรนด์ของพวกเขาใส่ใจพวกเขาจริงๆ และความชอบด้านความเป็นส่วนตัวของพวกเขา นอกเหนือจากการมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติตามข้อกำหนดแล้ว บริษัทต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้าในขณะที่ยังคงมอบประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวซึ่งเพิ่มมูลค่า ในยุคของความเป็นส่วนตัว แบรนด์ต่างๆ จำนวนมากขึ้นเลือก CDP เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับความพยายามในการจัดการความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และการจัดการความยินยอมของข้อมูล

ในการสัมมนาผ่านเว็บนี้ เราจะสำรวจภูมิทัศน์ใหม่ของการตลาดในประเทศไทยผ่าน PDPA เราจะหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์สำหรับการตลาดที่เน้นความเป็นส่วนตัว การสร้างความไว้วางใจของลูกค้า และวิธีที่ CDP สามารถให้รากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการกำกับดูแลข้อมูล

ในการสัมมนาผ่านเว็บนี้ เราจะหารือเกี่ยวกับ

  • PDPA จะเปลี่ยนการตลาดในประเทศไทยอย่างไร
  • ความเป็นส่วนตัวและการตั้งค่าส่วนบุคคลสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่?
  • วิธีสร้างความไว้วางใจกับลูกค้าของเรา
  • เหตุใดแบรนด์ต่างๆ จึงเลือก CDP สำหรับรากฐานของข้อมูล

from:https://www.techtalkthai.com/pdpa-for-marketing-by-softbank-ada-treasure-data-and-d-serve/

[Guest Post] เสริมความแกร่งให้ธุรกิจ และปกป้องข้อมูลด้วย IBM QRadar SIEM และIBM FlashSystem Safeguarded Copy

เมื่อธุรกิจยุคดิจิทัล ต้องเผชิญกับความท้าทายจากภัยไซเบอร์หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น แฮ็กเกอร์ ข้อมูลรั่วไหล และแรนซัมแวร์ที่เป็นอุปสรรคสำคัญคอยขัดขวางและสร้างความเสียหายอย่างมาก ทั้งงบประมาณในการกู้คืนระบบ เวลาและโอกาสทางธุรกิจ และที่สำคัญคือความเชื่อถือของลูกค้า ที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเงินได้

โดยข้อมูลจาก IBM ระบุว่าความเสียหายจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลแต่ละครั้งมีมูลค่าเฉลี่ยสูงกว่า 130 ล้านบาท 80% ของแรนซัมแวร์ ไม่ได้เรียกค่าไถ่เท่านั้น แต่ยังขโมยข้อมูลอีกด้วย ซ้ำร้ายการโจมตีของแรนซัมแวร์ แต่ละครั้งต้องเสียเวลากู้คืนระบบนานถึง 23 วัน ธุรกิจของคุณจะเดินต่อยังไง!!!???

โซลูชันโดยมืออาชีพด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

ความสูญเสียเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าระบบรักษาความปลอดภัยที่ช่วยปกป้องข้อมูลอันมีค่าจากภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที และหากโดนจู่โจมโดยแฮ็กเกอร์หรือแรนซัมแวร์ ระบบดังกล่าวก็ยังช่วยให้คุณสามารถกู้คืนข้อมูลและระบบกลับมาทำงานได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้โดยไม่มีสะดุด

MFEC ผู้นำโซลูชันไอทีและระบบความปลอดภัยระดับเอ็นเทอร์ไพรซ์ ขอแนะนำ IBM QRadar SIEM และIBM FlashSystem Safeguarded Copy สองโซลูชันที่สามารถทำงานประสานกัน เพื่อช่วยปกป้องข้อมูลจากทุกภัยคุกคาม ให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

IBM QRadar ระบบ SIEM (Security Information and Event Management) ที่ไม่เพียงช่วยองค์กรปฏิบัติตาม พรบ คอมพิวเตอร์ และ พรบ ข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เมื่อทำงานร่วมกับฟังก์ชัน Safeguarded Copy ในโซลูชันเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูง IBM FlashSystem คุณจะได้ระบบที่ช่วยสร้างความต่อเนื่องให้ธุรกิจ และปกป้องข้อมูลจากทุกภัยคุกคามไปพร้อมกัน

การทำงาน

โดย IBM QRadar SIEM จะทำหน้าที่รวบรวม ตรวจจับภัยคุกคาม Zero-Day Attack จากข้อมูล Log, Event, Network Flow ทั้งจากเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์เก็บข้อมูล IBM FlashSystem และระบบความปลอดภัยต่างๆ ในเครือข่าย รวมถึงป้องกัน insider threat โดยวิเคราะห์ความเสี่ยงจากพฤติกรรมของผู้ใช้ (User Behavior Analytics : UBA) นำมาวิเคราะห์ความสันพันธ์ร่วมกัน เพื่อรับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ

เมื่อพบการจู่โจมโดยแรนซัมแวร์หรือการทำลายข้อมูล IBM QRadar SIEM จะสั่งงานให้ IBM FlashSystem Safeguarded Copy ล็อคและแบ็กอัปข้อมูลด้วยการจัดเก็บสำเนาที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ (Immutable Copy) ทันที ทำให้เราได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด

เมื่อจัดการภัยคุกคามเรียบร้อย คุณก็สามารถเรียกคืนข้อมูลกลับมาในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

เสริมความปลอดภัย ลดดาวน์ไทม์ ลดค่าใช้จ่ายการกู้คืนระบบ ลดภาระของฝ่ายไอที เสริมความแกร่งและพร้อมเดินหน้าธุรกิจอย่างรวดเร็ว

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM QRadar SIEM และIBM FlashSystem Safeguarded Copy สอบถามเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน)

โทร. 02-821-7999

Channel@mfec.co.th

www.mfec.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-qradar-siem-and-flashsystem-safeguarded-copy-by-mfec/