คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

สัมภาษณ์ GMM CJ O Shopping กับระบบ e-Commerce ที่ห้ามล่ม บน Enterprise Cloud ของ Cloud HM

ระบบ e-Commerce ถือเป็นธุรกิจหลักในตลาด IT ที่ผู้บริโภคนิยมใช้กันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของใช้ในบ้าน ในครัวเรือน เสื้อผ้า หรือสิ่งของ ต่าง ๆ วันนี้ทีมงาน Cloud HM ได้มีโอกาสพูดคุยกับเหล่าทีมงานด้าน IT ของ GMM CJ O Shopping แพลตฟอร์ม e-Commerce ยักษ์ใหญ่ในตลาดประเทศไทย

ความเป็นมาของ GMM CJ O Shopping ระบบโฮมช็อปปิ้งชั้นแนวหน้าในประเทศไทย

บริษัท GMM CJ O Shopping เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง GMM กับ CJ O Shopping หนึ่งในบริษัทในเครือ CJ Corporation จากประเทศเกาหลีใต้ ปัจจุบันได้ดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 7 เป็นช่องรายการแนะนำสินค้าที่คัดสรรสินค้าดีมีคุณภาพ เป็นธุรกิจขายสินค้าอุปโภคบริโภคภายในบ้านให้แก่ลูกค้าภายในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น ของใช้ในครัวเรือน และอุปกรณ์สำหรับส่งเสริมสุขภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่ช่องทาง TV เป็นหลัก อย่างช่อง One, ช่อง GMM25 และช่อง TV Home Shopping ของทางบริษัทเองที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ยังสามารถเลือกจับจ่ายสินค้าได้ทางแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ www.oshoppingtv.com

จุดเปลี่ยนในการเริ่มต้นใช้งาน Domestic Cloud ครบวงจรที่ Cloud HM

เดิมทีระบบ e-Commerce ของ GMM CJ O Shopping ใช้งานระบบ Virtual Private Server (VPS) ของผู้ให้บริการรายหนึ่งในไทย ในเวลาต่อมาต้องการขยายระบบให้ใหญ่ขึ้นตามการเติบโตของบริษัท แต่ผู้ให้บริการไม่สามารถรองรับความต้องการ และกำหนดทิศทางขององค์กรได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังพบปัญหาในเรื่องของ Link Internet และในเรื่องของการ Support ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ตามความต้องการ จึงมีแผนจะย้ายไปใช้งาน Global Cloud แทน แต่ติดปัญหาตรงที่ระบบ Global Cloud ควบคุมค่าใช้จ่ายยาก ไม่สามารถกำหนดราคาชัดเจนในแต่ละเดือนได้ เนื่องจากมีค่าบริการ Data Transfer เพิ่มเข้ามา จึงหันมาใช้งาน Domestic Cloud ที่ตั้งอยู่ภายในประเทศไทย คือบริการ Enterprise Cloud ของ Cloud HM

ทำไมถึงเลือกใช้ Cloud HM ใช้บริการอะไรบ้าง? และใช้ทำอะไร?

ในตอนแรก GMM CJ O Shopping ได้มีการคัดเลือกจากผู้ให้บริการ Cloud หลายราย ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ตัดสินใจเลือกใช้ที่ Cloud HM เป็นเพราะ

  1. Link – ความต้องการเบื้องต้นทางเรามองในเรื่อง Link เป็นหลัก ต้องการความเสถียรในการสื่อสารเป็นอย่างมาก Cloud HM ตอบโจทย์ตรงจุดนี้ เพราะเป็นบริษัทลูกของ UIH ที่ให้บริการทางด้าน Internet สำหรับองค์กร โดยมี Link เป็นของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็น One Stop Service ทั้งเรื่อง Cloud และ Network ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
  2. Infrastructure – Hardware ของ Cloud HM ตั้งอยู่บน Infra ของ Dell ทั้งระบบ ทำให้เพิ่มความมั่นใจในเรื่องของ Technology ล่าสุดที่จะได้รับมากยิ่งขึ้น
  3. Cloud Expert – Cloud HM มีความพร้อมในการเป็นผู้ให้คำปรึกษาและให้บริการครบวงจรทางด้าน Cloud Solution สามารถดัดแปลง Solution ต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการได้

บริการที่ใช้อยู่คือ บริการ Enterprise Cloud นอกจากนี้ยังมีการใช้งาน Firewall, Load Balance และ Private Link อีกด้วย โดยระบบที่ใช้งานบน Cloud หลัก ๆ แล้วจะเป็นระบบ e-Commerce และหากทางทีมงาน IT มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ ก็จะนำขึ้นระบบ Cloud ตลอด

ระบบ e-Commerce บน Infrastructure เทคโนโลยีล่าสุดของ Dell Technologies ที่ Cloud HM

ด้วยความต้องการทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทาง Cloud HM จึงมองหา Infrastructure ที่ดี มีประสิทธิภาพสูง เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้าที่ใช้บริการ เทคโนโลยีล่าสุดจาก Dell Technologies สามารถตอบโจทย์ความต้องการของ Cloud HM ได้ ด้วย PowerEdge Server และ Dell SC All Flash Storage ที่พร้อมด้วยคุณสมบัติการทำงานที่ต้องการ สามารถจัดการปริมาณงานรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างดี รวมถึงความเร็วของ Harddisk แบบ SSD ส่งผลให้ Data Center ของ Cloud HM มีประสิทธิภาพ และเสถียรภาพสูง ทั้งรองรับการขยายตัวตามความต้องการในอนาคตของลูกค้าได้อย่างดีอีกด้วย

ระยะเวลาที่ใช้ Enterprise Cloud มา 2 ปี มีส่วนช่วยให้การทำงานดีขึ้นอย่างไรบ้าง

สิ่งที่กังวลเป็นหลักในเรื่องของการใช้บริการ Cloud คือเรื่องการ Support ที่รวดเร็ว เนื่องจากว่าทางเราเป็นบริษัทร่วมทุนกับทางเกาหลี ดังนั้นเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น จำเป็นต้องปรึกษากับทางเกาหลี แต่ด้วยเวลาที่ไม่ตรงกัน ทำให้สื่อสารกันลำบาก ในช่วงแรกที่ใช้บริการของ Cloud HM ทางทีมงานได้ให้การ Support รวดเร็วตามความต้องการ แต่ก็ยังมีบางระบบที่จำเป็นจะต้องปรับจูนกันไปเรื่อย ๆ ทำให้ระยะ 1 ปีให้หลังมา ปัญหาเกิดขึ้นน้อยลงมาก สามารถ Resolve ได้อย่างรวดเร็ว และบางครั้ง Cloud HM ก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ทันที โดยที่ไม่ต้องปรึกษาทางเกาหลีเลย

โดยปกติหากเกิดปัญหาขึ้น ลูกค้าส่วนมากต้องการรับรู้ปัญหา อัพเดทปัญหา และวิธีทางแก้ที่ดีและเร็วที่สุดกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นวิศวกรจริง ๆ Cloud HM มีความเข้าใจปัญหาในจุดนี้ จึงมี “HM Service 1st” เกิดขึ้น เพื่อให้บริการ Support แก่ลูกค้าของ Cloud HM ระบบ Support นี้เป็นระบบการให้บริการแบบ Engineer Response ยกตัวอย่างเช่น มีปัญหาเกิดขึ้นกับระบบ จึงทำการแจ้งเข้าไปที่ Cloud HM ภายในระยะเวลาที่กำหนดจะมีวิศวกรในทีม HM Service 1st ติดต่อกลับเพื่ออัพเดทข้อมูลทันที

สนใจใช้บริการ Enterprise Cloud ติดต่อ Cloud HM ได้ทันที

Web: https://www.cloudhm.co.th/
Line: @cloudhmco
Email: sales@cloudhm.co.th
Tel: 02-315-7504
FB: https://www.facebook.com/messages/t/cloudhmco

from:https://www.techtalkthai.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c-gmm-cj-o-shopping-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a-e-commerce-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/

สัมภาษณ์ GMM CJ O Shopping กับระบบ e-Commerce ที่ห้ามล่ม บน Enterprise Cloud ของ Cloud HM

ระบบ e-Commerce ถือเป็นธุรกิจหลักในตลาด IT ที่ผู้บริโภคนิยมใช้กันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของใช้ในบ้าน ในครัวเรือน เสื้อผ้า หรือสิ่งของ ต่าง ๆ วันนี้ทีมงาน Cloud HM ได้มีโอกาสพูดคุยกับเหล่าทีมงานด้าน IT ของ GMM CJ O Shopping แพลตฟอร์ม e-Commerce ยักษ์ใหญ่ในตลาดประเทศไทย

ความเป็นมาของ GMM CJ O Shopping ระบบโฮมช็อปปิ้งชั้นแนวหน้าในประเทศไทย

บริษัท GMM CJ O Shopping เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง GMM กับ CJ O Shopping หนึ่งในบริษัทในเครือ CJ Corporation จากประเทศเกาหลีใต้ ปัจจุบันได้ดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 7 เป็นช่องรายการแนะนำสินค้าที่คัดสรรสินค้าดีมีคุณภาพ เป็นธุรกิจขายสินค้าอุปโภคบริโภคภายในบ้านให้แก่ลูกค้าภายในประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น ของใช้ในครัวเรือน และอุปกรณ์สำหรับส่งเสริมสุขภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่ช่องทาง TV เป็นหลัก อย่างช่อง One, ช่อง GMM25 และช่อง TV Home Shopping ของทางบริษัทเองที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ยังสามารถเลือกจับจ่ายสินค้าได้ทางแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ www.oshoppingtv.com

จุดเปลี่ยนในการเริ่มต้นใช้งาน Domestic Cloud ครบวงจรที่ Cloud HM

เดิมทีระบบ e-Commerce ของ GMM CJ O Shopping ใช้งานระบบ Virtual Private Server (VPS) ของผู้ให้บริการรายหนึ่งในไทย ในเวลาต่อมาต้องการขยายระบบให้ใหญ่ขึ้นตามการเติบโตของบริษัท แต่ผู้ให้บริการไม่สามารถรองรับความต้องการ และกำหนดทิศทางขององค์กรได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังพบปัญหาในเรื่องของ Link Internet และในเรื่องของการ Support ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ตามความต้องการ จึงมีแผนจะย้ายไปใช้งาน Global Cloud แทน แต่ติดปัญหาตรงที่ระบบ Global Cloud ควบคุมค่าใช้จ่ายยาก ไม่สามารถกำหนดราคาชัดเจนในแต่ละเดือนได้ เนื่องจากมีค่าบริการ Data Transfer เพิ่มเข้ามา จึงหันมาใช้งาน Domestic Cloud ที่ตั้งอยู่ภายในประเทศไทย คือบริการ Enterprise Cloud ของ Cloud HM

ทำไมถึงเลือกใช้ Cloud HM ใช้บริการอะไรบ้าง? และใช้ทำอะไร?

ในตอนแรก GMM CJ O Shopping ได้มีการคัดเลือกจากผู้ให้บริการ Cloud หลายราย ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ตัดสินใจเลือกใช้ที่ Cloud HM เป็นเพราะ

  1. Link – ความต้องการเบื้องต้นทางเรามองในเรื่อง Link เป็นหลัก ต้องการความเสถียรในการสื่อสารเป็นอย่างมาก Cloud HM ตอบโจทย์ตรงจุดนี้ เพราะเป็นบริษัทลูกของ UIH ที่ให้บริการทางด้าน Internet สำหรับองค์กร โดยมี Link เป็นของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็น One Stop Service ทั้งเรื่อง Cloud และ Network ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
  2. Infrastructure – Hardware ของ Cloud HM ตั้งอยู่บน Infra ของ Dell ทั้งระบบ ทำให้เพิ่มความมั่นใจในเรื่องของ Technology ล่าสุดที่จะได้รับมากยิ่งขึ้น
  3. Cloud Expert – Cloud HM มีความพร้อมในการเป็นผู้ให้คำปรึกษาและให้บริการครบวงจรทางด้าน Cloud Solution สามารถดัดแปลง Solution ต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการได้

บริการที่ใช้อยู่คือ บริการ Enterprise Cloud นอกจากนี้ยังมีการใช้งาน Firewall, Load Balance และ Private Link อีกด้วย โดยระบบที่ใช้งานบน Cloud หลัก ๆ แล้วจะเป็นระบบ e-Commerce และหากทางทีมงาน IT มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ ก็จะนำขึ้นระบบ Cloud ตลอด

ระบบ e-Commerce บน Infrastructure เทคโนโลยีล่าสุดของ Dell Technologies ที่ Cloud HM

ด้วยความต้องการทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทาง Cloud HM จึงมองหา Infrastructure ที่ดี มีประสิทธิภาพสูง เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้าที่ใช้บริการ เทคโนโลยีล่าสุดจาก Dell Technologies สามารถตอบโจทย์ความต้องการของ Cloud HM ได้ ด้วย PowerEdge Server และ Dell SC All Flash Storage ที่พร้อมด้วยคุณสมบัติการทำงานที่ต้องการ สามารถจัดการปริมาณงานรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างดี รวมถึงความเร็วของ Harddisk แบบ SSD ส่งผลให้ Data Center ของ Cloud HM มีประสิทธิภาพ และเสถียรภาพสูง ทั้งรองรับการขยายตัวตามความต้องการในอนาคตของลูกค้าได้อย่างดีอีกด้วย

ระยะเวลาที่ใช้ Enterprise Cloud มา 2 ปี มีส่วนช่วยให้การทำงานดีขึ้นอย่างไรบ้าง

สิ่งที่กังวลเป็นหลักในเรื่องของการใช้บริการ Cloud คือเรื่องการ Support ที่รวดเร็ว เนื่องจากว่าทางเราเป็นบริษัทร่วมทุนกับทางเกาหลี ดังนั้นเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้น จำเป็นต้องปรึกษากับทางเกาหลี แต่ด้วยเวลาที่ไม่ตรงกัน ทำให้สื่อสารกันลำบาก ในช่วงแรกที่ใช้บริการของ Cloud HM ทางทีมงานได้ให้การ Support รวดเร็วตามความต้องการ แต่ก็ยังมีบางระบบที่จำเป็นจะต้องปรับจูนกันไปเรื่อย ๆ ทำให้ระยะ 1 ปีให้หลังมา ปัญหาเกิดขึ้นน้อยลงมาก สามารถ Resolve ได้อย่างรวดเร็ว และบางครั้ง Cloud HM ก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ทันที โดยที่ไม่ต้องปรึกษาทางเกาหลีเลย

โดยปกติหากเกิดปัญหาขึ้น ลูกค้าส่วนมากต้องการรับรู้ปัญหา อัพเดทปัญหา และวิธีทางแก้ที่ดีและเร็วที่สุดกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นวิศวกรจริง ๆ Cloud HM มีความเข้าใจปัญหาในจุดนี้ จึงมี “HM Service 1st” เกิดขึ้น เพื่อให้บริการ Support แก่ลูกค้าของ Cloud HM ระบบ Support นี้เป็นระบบการให้บริการแบบ Engineer Response ยกตัวอย่างเช่น มีปัญหาเกิดขึ้นกับระบบ จึงทำการแจ้งเข้าไปที่ Cloud HM ภายในระยะเวลาที่กำหนดจะมีวิศวกรในทีม HM Service 1st ติดต่อกลับเพื่ออัพเดทข้อมูลทันที

สนใจใช้บริการ Enterprise Cloud ติดต่อ Cloud HM ได้ทันที

Web: https://www.cloudhm.co.th/
Line: @cloudhmco
Email: sales@cloudhm.co.th
Tel: 02-315-7504
FB: https://www.facebook.com/messages/t/cloudhmco

from:https://www.techtalkthai.com/gmm-cj-o-shopping-on-cloud-hm-enterprise-cloud/

องค์กรยุค transformation จะจัดเตรียมข้อมูลมหาศาล เพื่องาน Machine Learning และ AI ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร?

การ transform ธุรกิจในปัจจุบันต้องการ AI เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การทำ AI ให้ประสบผลสำเร็จ ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากเพื่อการเทรนนิ่งโมเดลให้เกิดความแม่นยำมากขึ้น …เมื่อข้อมูลมีจำนวนมหาศาลเราจะจัดการข้อมูลต่างๆ ได้อย่างไร ?

Storage solution รูปแบบเดิมอาจจะไม่ได้เข้ามาตอบโจทย์ต่อการเติบโตของข้อมูลในปัจจุบัน เนื่องมาจากไม่ได้รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของข้อมูล มีความยืดหยุ่นน้อย ส่งผลต่อการลงทุนที่อาจจะไม่คุ้มค่าในระยะยาว Object Storage จึงเข้ามาตอบโจทย์ของลักษณะงานดังกล่าว

ตามที่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบางรายระบุว่า 80% ของข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บในรูปแบบ Object Storage ในปี 2020 กับข้อมูลที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 330 exabytes เนื่องมาจากคุณภาพของข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและจำนวนมากขึ้นตามเทคโนโลยีในปัจจุบัน เช่น กล้องที่มีคุณภาพสูงขึ้น ทำให้ไฟล์ภาพหรือวีดีโอมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือข้อมูลเซ็นเซอร์ของอุปกรณ์ตรวจจับที่มีการส่งข้อมูลมากขึ้น ถี่ขึ้น และอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งจำนวนมากขึ้น จึงต้องออกแบบระบบให้รองรับปริมาณและขนาดของข้อมูลดังกล่าว

การเติบโตที่น่าสนใจของข้อมูล ทำให้บริษัทหลายบริษัทเข้ามาสนใจและติดตั้งใช้งานการเก็บข้อมูลบน Object Storage ภายใน Datacenter ของตัวเองมากขึ้น

IBM Cloud Object Storage :

IBM Cloud Object Storage (ICOS) คือ software defined storage platform ได้รับสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีกว่า 600 รายการ ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล ด้วยประสิทธิภาพและความสามารถในการเข้าถึงของ IBM Cloud Object Storage ได้ทำลายอุปสรรคของการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากลง

อ่านต่อ : https://www.ibm.com/cloud/object-storage/solutions

Key features of IBM Cloud Object Storage (ICOS)

Customers achieved average 255% ROI and 8 month payback

กับลูกค้าที่ใช้งาน Cloud Object Storage จะได้เห็นถึงผลตอบแทนของการลงทุน 255% และประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการใช้งาน storage แบบเดิมถึง 70% ยังเพิ่มความมั่นใจให้กับการเลือกใช้งานด้วย certified มากกว่า 80 solution และ IBM Cloud Object Storage ยังเป็นผู้นำอันดับ 1 ใน Gartner ของเทคโนโลยี Object Storage ในตลาด(2019)

ICOS Gen2 storage efficiencies lowers cost and increases performance

ปัจจุบัน ICOS อยู่ใน Gen2 ที่ให้ลูกค้าสามารถประหยัดค่าใช้ได้มากขึ้น 54% จาก ICOS Gen1 และมีความประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 150%

AI search and data tagging with IBM Spectrum Discover :

สามารถเชื่อมต่อกับ IBM Spectrum Discover software defined storage ที่มาช่วยในการ tagging ข้อมูล ทำให้สามารถจัดการและจัดเตรียมข้อมูล (Data Preparation) เพื่อนำไปเชื่อมต่อกับระบบ Machine Learning หรือ AI และทำให้การ searching หรือดึงข้อมูลไปใช้งานได้สะดวกรวดเร็ว

อ่านต่อ : https://www.ibm.com/th-en/marketplace/spectrum-discover

Store objects and files at significantly lower cost :

dsNet® software ภายใน Cloud Object Storage มีการใช้งาน Information Dispersal Algorithms (IDA) กับถังจัดเก็บข้อมูลของ unstructured data objects, เพื่อป้องกันการเสียหายของข้อมูล มีการใช้งาน erasure coding เข้ามาใช้งาน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและด้วยเทคโนโลยี Geo-dispersed data protection ช่วยป้องกันการเสียหายของระบบ เมื่อ site ใด site นึงเกิดปัญหา ทำให้ระบบมีความพร้อมทำงานอย่างต่อเนื่อง (Data availability 99.999999%)

Reduce the complexity of managing storage and Reduce total cost :

ลดความซับซ้อนในการจัดการข้อมูลระดับ exabyte ด้วย centralize management และโดยรวมของ total cost ถูกกว่า Storage แบบเดิม ลูกค้าที่สนใจสามารถเริ่มต้นการใช้ระบบ ICOS ได้ที่ 75TB !!! และสามารถเพิ่มเติมหรือขยายระบบในอนาคตได้ตามต้องการ

Backup and Archive Solution :

รองรับการทำ Backup/Archiving ข้อมูล และสามารถทำงานร่วมกับ Backup Software ต่างๆ ได้ และสามารถ Archive หรือสำรองข้อมูลไปยังระบบคลาวด์ได้ด้วย

IBM Cloud Object Storage (ICOS) เป็นเทคโนโลยีในการจัดเก็บในรูปแบบหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยเปลี่ยนความท้าทายในด้านการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจ

อ่านต่อ >>> https://www.ibm.com/hk-en/marketplace/cloud-object-storage-system

“ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อช่วยขับเคลื่อนองค์กรและเพิ่มยอดขายทางการตลาด IBM Systems ยังคงมุ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์กับลูกค้ามากที่สุด และมีทั้งทีมงานผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบไอทีพร้อมให้คำปรึกษา”

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

โทร 02 311 6881# 7151 , 7156 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

หากสนใจเพิ่มเติมสามารถติดต่อทาง IBM Thailand มีทีมงาน ที่พร้อมให้คำปรึกษาสำหรับทุกท่านอย่างครบถ้วน Inbox เข้ามาได้ที่ Facebook IBM Thailand: https://www.facebook.com/IBMThailand/

เขียนโดย

สัญญา  พรขจรกิจกุล

HW Sales Specialist

Computer Union

ปรียานุช เปล่งวาจา

IBM IT/Specialist

IBM Thailand Co.,Ltd

from:https://www.techtalkthai.com/how-organizations-in-transformation-era-can-support-data-storage-for-ai-workload-ibm-by-cu/

ISS Consulting ปรับตัวสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ รับปี 2020 ด้วยกลยุทธ์การนำเสนอโซลูชั่นครบวงจรจาก SAP สู่ธุรกิจไทย

เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้สัมภาษณ์กับคุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ Managing Director ของบริษัท ISS Consulting (Thailand) Ltd. ที่ได้ให้เกียรติมาพูดคุยในต้นปี 2020 ถึงทิศทางใหม่ๆ ในวงการ SAP ในปี 2020 กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายใน ISS Consulting ที่เตรียมพร้อมรับต่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต จึงขอนำเนื้อหาสรุปการพูดคุยครั้งนี้ให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

ISS Consulting เติบโตต่อเนื่องปีที่ 20 พร้อมเป็นผู้นำตลาด SAP ของเมืองไทย ตอบโจทย์ธุรกิจได้ทุกระดับ

ในเดือนพฤศจิกายน 2019 ที่ผ่านมานี้ ISS Consulting ได้มีอายุครบรอบ 20 ปีอย่างเป็นทางการในฐานะของผู้ให้บริการระบบ SAP แบบครบวงจรในประเทศไทย และในปี 2020 นี้ก็จะถือเป็นปีที่ 21 ของ ISS Consulting ประเทศไทย

จากประสบการณ์ที่ยาวนานนี้ ทำให้ทีมงานของ ISS Consulting เติบโตมากขึ้นจนปัจจุบันนี้มีทีมงานที่ทำหน้าที่ทางด้าน Consultant มากกว่า 270 คน และมีลูกค้าในทุกขนาดและทุกกลุ่มอุตสาหกรรม สามารถให้บริการโซลูชั่นด้านระบบ SAP ที่หลากหลายมากขึ้น และเกิดแนวคิดที่จะสร้างชุมชนของธุรกิจที่ใช้งานระบบ SAP ให้มาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกันกับทีมงานของ ISS Consulting ได้ จึงได้มีการจัดงาน ISS & SAP User Conference 2019 “INNOVATION NOW” เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเน้นการนำเสนอ 4 โซลูชั่นหลักที่ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจองค์กรสำหรับตอบโจทย์ด้านการทำ Digital Transformation ด้วยกันดังนี้

  • SAP S/4HANA เป็นการนำเสนอโซลูชั่น Move 2.0 ที่จะช่วยให้การย้ายระบบจาก SAP เวอร์ชั่นเก่ามาสู่ SAP S/4HANA ได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้ธุรกิจไทยสามารถเปิดรับต่อนวัตกรรมใหม่ๆ ของ SAP และนำข้อมูลทางธุรกิจมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้มีลูกค้าของ ISS Consulting ที่เริ่มต้นระบบ SAP ERP มากกว่า 120 องค์กร และใช้งาน SAP S/4HANA แล้วมากกว่า 30 บริษัท
  • Cloud Solution ไม่ว่าจะเป็น SAP C/4HANA, SAP Ariba, SAP SuccessFactors, SAP Cloud Platform, SAP IBP, SAP iRPA, SAP Analytics on Cloud, SAP Concur และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางด้าน CRM, HRM, Analytic และAutomation, Integration ของธุรกิจองค์กรให้ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
  • SAP for SMB ได้แก่ SAP Business One และ SAP Business ByDesign ที่ปัจจุบันนี้มีลูกค้าของ ISS Consulting ใช้งานรวมกันแล้วเกือบ 100 ราย อีกทั้งยังมีการเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ อย่างเช่น E-Commerce, WMS และ POS
  • Innovation ที่เป็นการนำโซลูชั่นใหม่ๆ จาก SAP มานำเสนอ เช่น SAP EWM, SAP Transportation Management, SAP BPC รวมถึง E-Tax Invoice & E-Receipt ที่จะเป็นประเด็นใหญ่ในเมืองไทยปี 2020 นี้

จากความสำเร็จด้งกล่าวทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ISS Consulting ได้รับรางวัลระดับ Asia Pacific / Japan มามากมาย อีกทั้งยังได้เป็น Platinum Partner ของ SAP มาต่อเนื่องถึง 10 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นผลลัพธ์ของความพยายามที่ทีมงาน ISS Consulting ได้ทำร่วมกันมานั่นเอง

ปรับกลยุทธ์ครั้งใหม่ ขยับบทบาทจากผู้บริการ ERP สู่การเป็นผู้ให้บริการ SAP อย่างครบวงจร เพียงรายเดียวในเมืองไทย

หนึ่งในความภูมิใจของคุณวิศิษฐ์ที่ได้บริหาร ISS Consulting นี้ก็คือการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ของ ISS Consulting ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มมาตั้งแต่เมื่อ 3-4 ปีก่อนได้สำเร็จ โดย ISS Consulting ได้วางแผนที่จะก้าวออกจากการเป็นผู้ให้บริการระบบ ERP เพียงอย่างเดียว มาสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นทั้งหมดของ SAP อย่างครบวงจร เพื่อให้สามารถช่วยแก้ไขปัญหาทางธุรกิจในแง่มุมต่างๆ ให้กับธุรกิจไทยได้อย่างครอบคลุม

วันนี้ ISS Consulting พร้อมให้บริการโซลูชั่นของ SAP ได้แล้วอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก/กลาง/ใหญ่, ระบบ CRM สำหรับบริหารจัดการงานด้านการขาย/การตลาด/การสนับสนุนหลังการขาย, ระบบ HRM สำหรับบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร, ระบบ Procurement สำหรับแผนกจัดซื้อเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ, ระบบ Expense Management บริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและอื่นๆ ในธุรกิจ ไปจนถึงระบบ RPA สำหรับสร้าง Bot ขึ้นมาช่วยทำงานต่างๆ แบบอัตโนมัติในการจัดการข้อมูลระหว่าง Application

ส่งเสริมพนักงานให้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ เปิดรับความท้าทายจากโจทย์ทางธุรกิจที่แตกต่าง

สิ่งที่คุณวิศิษฐ์ได้วางนโยบายเอาไว้ ก็คือการพัฒนาบุคลากรภายในของ ISS Consulting ให้มีทีมงานที่เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ของ SAP ที่นอกเหนือจาก ERP ให้มากขึ้น และเริ่มนำความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าไปแก้ไขปัญหาทางธุรกิจจริงให้กับลูกค้า เพื่อให้ทีมงานมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกันมากขึ้นนั่นเอง

การปรับทีมงานในครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 3-4 ปี โดยคุณวิศิษฐ์เผยว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดในภารกิจครั้งนี้ก็คือ Mind Set ของทีมงานที่กล้าจะออกจาก Comfort Zone เดิมมาเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และก้าวเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ เพื่อบุกเบิกสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมด้วยตนเอง” ซึ่งตลาดเหล่านี้ก็ถือว่าใหม่มากสำหรับทีมงาน SAP แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ย่อท้อของทีมงานทุกๆ คน ก็ทำให้ ISS Consulting ก้าวมาสู่จุดนี้ และมีลูกค้าในไทยใช้งานจริงครบในทุกๆ โซลูชั่นแล้ว ซึ่งยากที่คู่แข่งรายใดจะเลียนแบบได้ในเวลาอันสั้น

สำหรับปี 2020 นี้ ทาง ISS Consulting ก็วางแผนที่จะขยายโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าธุรกิจองค์กร ได้แก่ SAP Concur สำหรับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายทางด้านการเดินทางและอื่นๆ ที่เกิดขึ้นโดยตรงกับพนักงาน, SAP iRPA ระบบ Robotics Process Automation ของ SAP เอง, SAP Cloud Platform สำหรับการพัฒนา Application เสริมเพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และ SAP Model Company โซลูชั่นสำเร็จรูปจาก SAP ในการขึ้นระบบทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน คุณวิศิษฐ์เองจึงเข้าใจเป็นอย่างดีว่าความสำเร็จของ ISS Consulting นี้เกิดขึ้นจากทีมงานทุกคน ในปี 2019 ที่ผ่านมาจึงได้มีโครงการต่างๆ มากมายที่จะช่วยให้พนักงานทุกคนมีความสนิทสนมแน่นแฟ้นกันมากขึ้น และทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ ISS Family ที่จะทำให้พนักงานทุกคนมองเห็น ISS Consulting เป็นครอบครัวมากกว่าที่จะเป็นการทำงาน

เปลี่ยนแปลงองค์กรแบบก้าวกระโดด สู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

คุณวิศิษฐ์ก็ได้ระบุว่าปี 2020 นี้ถือเป็นปีที่ ISS Consulting จะต้องก้าวกระโดดอีกครั้ง ด้วยการเปิดรับความท้าทายใหม่จากการเริ่มต้นทำงานร่วมกับธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม และตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนในองค์กรแห่งนั้นๆ ให้ได้ด้วยโซลูชั่นของ SAP ที่ครอบคลุมได้ทุกความต้องการ

นอกจากนี้ แน่นอนว่าคุณวิศิษฐ์เอง ก็เริ่มมองเห็นแนวโน้มในอนาคตที่บุคลากรทางด้าน IT นั้นจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นและบุคลากรทางด้าน IT ยังคงมีความต้องการสูงอยู่ ISS Consulting ในฐานะของผู้นำตลาด SAP ในเมืองไทย จึงได้ริเริ่มที่จะมีโครงการทางด้านการศึกษา เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและมีคุณภาพเข้ามาเติมเต็มในอุตสาหกรรมให้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2019 ที่ผ่านมานี้ ISS Consulting ก็ได้มีการเซ็นต์ MOU กับมหาวิทยาลัยศรีปทุม เพื่อสร้างบุคลากรตั้งแต่ในระดับปริญญาตรี และในปี 2020 นี้ก็มีแผนจะเปิด ISS Academy เพื่อให้ความรู้ด้านระบบ SAP และ Business Application ทั้งกับลูกค้า, พนักงาน และคู่ค้ารายต่างๆ เพิ่มโอกาสสำเร็จในการขึ้นระบบให้กับธุรกิจไทยทั้งหมดอย่างครบวงจร

ชูความสำเร็จจากรางวัล SAP Partner Awards 2020

บริษัท ไอเอสเอส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย คุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการ ร่วมฉลองความสำเร็จของพันธมิตรทางธุรกิจ ในงาน SAP SEA Partner Kick off Meeting 2020 ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อมอบรางวัลให้กับ Partner ของ SAP ที่มีผลงานโดดเด่น โดยปีนี้จัดขึ้นที่ประเทศสิงค์โปร และ ISS Consulting คว้า 4 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งปี ได้แก่

  1. Partner of the year 2019 โดยรางวัลที่ได้รับแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพาร์ทเนอร์ที่สามารถนำนวัตกรรมและโซลูชั่นของ SAP มาปรับใช้เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้อย่างดีที่สุด
  2. General Business Partner of the year 2019 เป็นรางวัลที่มอบให้พาร์ทเนอร์ที่มีฐานลูกค้าใหม่ที่ใช้งาน SAP A1 และ SAP B1 จำนวนเพิ่มมากที่สุดในปี 2019
  3. Best SAP S/4HANA Partner 2019 เป็นรางวัลมอบให้กับพาร์ทเนอร์ที่มีผลงานและสร้างยอดขายให้กับ SAP S/4HANA สูงสุด
  4. Best DRS Partner 2019 เป็นรางวัลที่แสดงให้เห็นถึงการที่ ISS Consulting นั้นได้มีลูกค้า SAP รายใหม่ๆ ไว้วางใจเตรียมพร้อมขึ้นโครงการในอนาคตด้วยกันมากที่สุด

การได้รับรางวัลจาก SAP มาอย่างต่อเนื่องนี้ถือเป็นผลลัพธ์ความสำเร็จของทีมงานที่มีร่วมกัน และยังทำให้ลูกค้าธุรกิจองค์กรมีความมั่นใจที่จะร่วมงานกับ ISS Consulting มากขึ้นอีกด้วย

เกี่ยวกับ ISS Consulting (Thailand) Ltd.

บริษัท ไอเอสเอสคอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นพาร์ทเนอร์กับ SAP ในระดับ Platinum และ SAP Global Partner ที่สามารถให้บริการด้านการออกแบบ พัฒนา และติดตั้งโซลูชั่นของ SAP อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก/กลาง/ใหญ่ ในหลากหลายอุตสาหกรรมมาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีของ SAP ครอบคลุมทั้ง SAP S/4HANA, SAP Business One, SAP Business ByDesign, C/4HANA, HRM, SAP SuccessFactors, ARIBA, SAP Concur, iRPA, SAP Analytic on Cloud, Data Warehouse, SAP Cloud Platform, SAP IBP,SAP EWM, SAP Transportation Management, SAP BPC, SAP Model Company, E-Tax Invoice & E-Receipt เป็นต้น

จากความสำเร็จด้งกล่าวทำให้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ ISS Consulting ได้รับรางวัลระดับ Asia Pacific / Japan และรางวัล Best SAP Partner ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้เป็น Platinum Partner ของ SAP มาต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นผลลัพธ์ของความพยายามที่ทีมงาน ISS Consulting ได้ทำร่วมกันมานั่นเอง

โดยปัจจุบันนี้มีลูกค้าธุรกิจและองค์กรทั่วประเทศไทยรวมมากกว่า 250 ราย พร้อมให้บริการทั่วประเทศไทยโดยทีมงานกว่า 270 คน

บริษัท ไอเอสเอส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด สามารถให้บริการโซลูชั่นของ SAP ได้อย่างหลากหลายครบวงจรที่นอกเหนือจาก ERP เพื่อตอบโจทย์ของธุรกิจองค์กรในมิติใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น CRM, HRM, Budgeting and Consolidation, Analytic, Integration, Procurement, Concur, ระบบ Robotic Process Automation, Transportation Management, Extended Warehouse Management, Time and Expense Management, SAP Model Company และอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาเติมเต็มความต้องการของธุรกิจไทย ให้การทำ Digital Transformation เป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น และนอกจากนั้นแล้วในปีนี้ บริษัท ไอเอสเอส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) เป็นบริษัทในกลุ่ม NTT DATA และ itelligence ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก ทำให้บริษัท มีความสามารถในการนำเสนอ SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทยในขอบเขตที่กว้างยิ่งขึ้นและครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทางด้าน SAP Partner นั้น บริษัทไอเอสเอส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่ม SAP Global Partner ทำให้บริษัทมีศักยภาพมากขึ้นในการนำเสนอ SAPโซลูชั่นธุรกิจระดับโลก

ผู้ที่ต้องการปรึกษาเกี่ยวกับเรื่อง SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น ISS Consulting พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ ISS Consulting (Thailand) ได้ที่ http://www.issconsulting.co.th/ หรือโทร 02 237 0553 #ISSConsulting

from:https://www.techtalkthai.com/iss-consulting-becomes-learning-organization-to-support-more-sap-solutions-in-2020/

NTT พร้อมเปิดให้บริการ Data Center เฟสใหม่ ที่ NTT Bangkok 2 Data Center แล้ว รองรับ AI Workload ได้ด้วยกำลังไฟ 6kW –40kW ต่อ Rack

หลังจากปี 2019 ที่ผ่านมา ทาง NTT ได้ประกาศลงทุนเพิ่มอีก 500 ล้านบาท สำหรับการขยายเฟส 3 ที่ NTT Bangkok 2 Data Center ภายใต้แบรนด์ Nexcenter เพื่อให้บริการ Data Center สำหรับธุรกิจองค์กรมาตรฐานสูง ขณะนี้ทาง NTT พร้อมให้บริการในเฟส 3 แล้ว ด้วยความสามารถรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ Workload ที่ต้องใช้พลังงานในการประมวลผลสูง อย่าง AI (Artificial Intelligence) หรือ (HPC) High Performance Computing ได้เป็นอย่างดี

แม้บริการ Cloud จะมาแรง แต่ตลาดด้าน Data Center ในไทยก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

Credit: NTT

NTT เองในฐานะของผู้ให้บริการ Cloud และ Data Center สำหรับธุรกิจองค์กรในประเทศไทยรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ อย่างกัมพูชา พม่า และลาวนั้น ก็เห็นแนวโน้มการเติบโตของการใช้งาน Cloud และ Data Center ที่ชัดเจนถึงแม้ธุรกิจองค์กรจะหันมาใช้งาน Cloud กันมากขึ้นด้วยเหตุผลด้านความยืดหยุ่นและความสะดวกสบาย แต่ท้ายที่สุดแล้วสำหรับ Workload บางส่วนที่มีความ Sensitive สูง ทั้งในแง่ของ Compliance หรือความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การเช่าใช้บริการ Data Center เพื่อให้ได้ประโยชน์ในแง่ของการควบคุม และการบริหารจัดการในระดับที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยลดภาระด้านการลงทุนทางด้านโครงสร้างและการดูแล Data Center ด้วยตนเองลง ซึ่งก็ยังถือเป็นทางเลือกที่จำเป็นต่อธุรกิจอยู่

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังถือเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหล่าธุรกิจข้ามชาติจำนวนมากเองนั้นก็จึงยังคงนิยมการเช่าใช้ Data Center ในเมืองไทย เพื่อใช้เป็น Data Center หลักภายในภูมิภาค

ในขณะเดียวกัน การเติบโตของธุรกิจส่งผลให้เกิด Workload ใหม่ๆขึ้น ที่ไม่เหมาะต่อการเช่าใช้บริการ Cloud เนื่องจากส่วนใหญ่มักถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานแบบ General Purpose เป็นหลักที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก การเช่าใช้ Data Center จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ธุรกิจองค์กรมีอิสระในการเลือกใช้ IT Infrastructure ที่เหมาะสมที่สุดต่อรูปแบบการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Workload ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับงานประเภท AI (Artificial Intelligence) และ HPC (High Performance Computing) ซึ่งการลงทุนระบบ Hardware จะมีความคุ้มค่าในระยะยาว รวมไปถึงต้นทุนที่ถูกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับบริการ Cloud อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลในเรื่องการอัปโหลดข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูงขึ้นไปยังบน Cloud อีกด้วย

NTT Bangkok 2 Data Center ที่ ในเฟส 3 นี้ ได้ยกระดับ Infrastructure เพื่อรองรับการประมวลผลไปอีกขั้น

Credit: NTT

สำหรับ NTT Bangkok 2 Data Center ซึ่งเป็น Data Center แห่งล่าสุดของ NTT ในประเทศไทยนี้ ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงโดยมีการเข้าใช้งานในเฟส 1 และ 2 เกือบเต็มพื้นที่อย่างรวดเร็วจากภาคธุรกิจองค์กรที่ขยายการลงทุนด้านระบบ IT Infrastructure เพื่อมาแข่งขันเร่งทำ Digital Transformation กันยกใหญ่ จน NTT ได้ออกมาประกาศลงทุนในเฟส 3 สูงถึง 500 ล้านบาทในปี 2019 ที่ผ่านมา

สำหรับเฟส 3 ของ NTT Bangkok 2 Data Center นี้ จะมีจุดเด่นด้านการลงทุนเพื่อให้ตู้ Rack แต่ละตู้สามารถเพิ่มกำลังไฟฟ้าที่ต้องการใช้งานได้อย่างอิสระ ตั้งแต่ 6kW จนถึง 40kW สามารถตอบรับต่อ Workload ที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นและต้องการพลังประมวลผลสูงขึ้น อย่างเช่นการใช้ GPU Server เพื่อประมวลผลด้าน AI และ HPC ที่ต้องอาศัยพลังงานสูงกว่า Server ทั่วๆ ไปเป็นอย่างมาก หรือระบบ Hyper-Converged Infrastructure ที่มักใช้ Hardware ลักษณะที่เป็น Node และมีความหนาแน่นสูงกว่า Rack Server ทั่วๆ ไปตั้งแต่ 4 เท่า – 16 เท่า ไปจนถึง Storage Server ที่สามารถใส่ HDD ปริมาณมหาศาลถึงระดับ 90 ชุดในความสูงเพียง 4U ได้ เป็นต้น

ภายในเฟส 3 ของ NTT Bangkok 2 Data Center จะมีการติดตั้ง High Density Power Supply เพื่อตอบรับต่อความต้องการด้านพลังงานที่สูงขึ้น, ใช้ตู้แร็คขนาด 45U ซึ่งใหญ่กว่าตู้ทั่วไปที่มักสูง 42U รวมถึงขนาดตู้แร็คที่ลึกเป็นพิเศษถึง 120 ซม. เพื่อรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ที่มีขนาดยาวกว่าปกติได้เป็นอย่างเหมาะสม และ Redundant PDU (Power Distribution Unit) ที่ช่วยควบคุมและแจกจ่ายกระแสไฟฟ้าให้อุปกรณ์ IT ต่าง ๆ ภายใน Data Center พร้อมติดตั้งชุดเก็บกักความร้อน (Hot Aisle Containment) และ Blanking Panel เพื่อบริหารจัดการเรื่องลมร้อน ลมเย็นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอุปกรณ์ High Density

แน่นอนว่าความสามารถเดิมที่เป็นที่โดดเด่นของ NTT อันได้แก่การเป็น Carrier Neutral ที่รองรับการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการโครงข่ายได้อย่างเป็นกลางมากที่สุดในประเทศไทย และการมีโครงข่ายเฉพาะของ NTT ที่สามารถเชื่อมต่อไปยัง Data Center อื่นของ NTT มากกว่า 140 แห่งทั่วโลกได้ พร้อมระบบโครงข่ายเฉพาะเชื่อมต่อไปยังบริการ Cloud ชั้นนำโดยตรงที่อยู่นอกประเทศ ก็ทำให้การเลือกใช้ NTT Bangkok 2 Data Center นี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่จากหลากหลายอุตสาหกรรม และสามารถมั่นใจได้ในความมั่นคงทนทาน และการออกแบบด้านความมั่นคงปลอดภัย

ทั้งนี้ การออกแบบให้ตู้ Rack สามารถรองรับพลังงานที่สูงขึ้นได้ด้วยนั้น ก็หมายถึงการออกแบบระบบ Redundancy ของพลังงานที่ต้องมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ระบบระบายความร้อนเองก็ต้องรองรับการระบายความร้อนปริมาณที่สูงขึ้นได้ด้วย และยังคงมีความมั่นคงทนทานสูงเช่นเดียวกัน

สำหรับมาตรฐานการรับรอง NTT Bangkok 2 Data Center นี้ เป็น Data Center แห่งเดียวในประเทศไทย ที่ถูกออกแบบให้มี SLA ทางด้านพลังงาน 100% เพื่อให้มั่นใจได้ว่าปัญหาที่มักเกิดบ่อยที่สุดกับ Data Center ซึ่งก็คือปัญหาด้าน Power Outage นั้นจะไม่เกิดขึ้นกับระบบงานต่างๆ ที่ทำงานอยู่ภายใน Data Center แห่งนี้ ทั้งยังได้รับมาตรฐานการรับรองการทำงานของระบบระบายความร้อนและการจัดการเรื่องความชื้นนั้นที่ 99.99%

เช่นเดียวกับ Data Center ชั้นนำทั่วไป NTT Bangkok 2 Data Center นี้ถูกออกแบบให้มีการเชื่อมต่อโครงข่าย 2 เส้นทางเพื่อลดความเสี่ยงที่สายรับส่งข้อมูลจะมีปัญหาและทำให้ Service ใดๆ ต้องหยุดทำงาน

สำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยนั้น NTT Bangkok 2 Data Center มีการออกแบบ Security ด้วยกันถึง 8 ชั้นก่อนที่บุคคลใดๆ จะสามารถเข้าถึง Hardware ภายในตู้ Rack ได้ จึงสามารถวางใจในความมั่นคงปลอดภัยเชิง Physical ได้อย่างสบายใจ

นอกจากนี้ NTT Bangkok 2 Data Center ยังได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO:27001 ซึ่งมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูล และ Payment Card Industry Data Security Standard หรือ PCI DSS ที่เป็นมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสำหรับธุรกิจที่ต้องจัดการกับข้อมูลบัตรเครดิต ดังนั้นการเลือกใช้ Data Center แห่งนี้เพื่อให้บริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินทางบัตรเครดิตจึงสามารถเป็นไปได้อย่างมั่นใจ และง่ายต่อการทำ Compliance ด้วย และล่าสุดนั้นได้รับ ISO50001:2011 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านการบริหารจัดการพลังงานอย่างคุ้มค่า

สนใจใช้บริการ Data Center ติดต่อทีมงาน NTT ได้โดยตรง

สำหรับผู้ที่สนใจในบริการ NTT Bangkok 2 Data Center สามารถติดต่อทีมงาน NTT เพื่อขอคำปรึกษาหรือใบเสนอราคาได้ทันทีที่ nttapac.th.marketing@global.ntt

from:https://www.techtalkthai.com/ntt-bangkok-2-data-center-latest-phase-can-support-enterprise-ai-workload/

โปรโมชั่นต้อนรับเทศกาลตรุษจีนและวันแห่งความรัก สำหรับ Veritas SaaS Backup (VSB) “Forever Love Promotion”

Veritas จัดโปรโมชั่นพิเศษสุดๆเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ปีหนูทอง และวันแห่งความรัก โดย มอบอั่งเปาพิเศษพร้อมความรักตลอดกาล เป็น Veritas SaaS Backup License ใช้งานฟรี 1 ปี* แก่ลูกค้าทุกท่าน

เพียงลงทะเบียนที่ https://forms.gle/B7sRCmpj4qQK1GyP6

Veritas SaaS Backup เป็น Platform ที่ใช้สำหรับ Backup Office 365, G-Suite, or SalesForce suite โดยลูกค้าไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ใดๆทั้งสิ้น เพราะเป็นการ backup จาก cloud (Office 365, G-Suite, or SalesForce suite) to Veritas cloud โดยไม่จำกัดเนื้อที่การใช้งาน

* เฉพาะลูกค้า 100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนและได้รับการอนุมัติจาก Veritas ก่อนใช้งานเท่านั้น

สนใจติดต่อ Dealer หรือ sales@veritasthailand.com or line id : @veritasthailand

แจกอั่งเปาพิเศษพร้อมความรักตลอดกาล วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2563 เท่านั้น

from:https://www.techtalkthai.com/veritas-saas-backup-forever-love-promotion/

การไฟฟ้านครหลวงเปิดโครงการ ‘Smart Metro Grid’ วางโครงสร้างพื้นฐานบน Oracle

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มกราคมที่ผ่านมาได้มีงานแถลงลงนามสัญญาของการไฟฟ้านครหลวงกับ บริษัทยิบอินซอย และฟอร์ทคอร์ปอเรชัน เพื่อดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบมิเตอร์วัดไฟฟ้าแบบดิจิทัล ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังคือผลิตภัณฑ์ของ Oracle นั่นเอง

คุณทวีศักดิ์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการของ Oracle ประเทศไทยได้เล่าให้ทีมงาน TechTalkThai ฟังถึงภาพรวมและประโยชน์มหาศาลที่จะตามมาของโครงการนี้ ซึ่งเราขอสรุปมาให้ติดตามกันสั้นๆครับ

โครงการ Smart Metro Grid จากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะสำหรับเมือมหานคร เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบมิเตอร์วัดไฟของประชาชนภายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้เป็นระบบดิจิทัล พร้อมกันนี้ต้องทำให้ระบบโครงข่ายของการไฟฟ้านครหลวงรองรับกับระบบดิจิทัลอย่างสอดคล้องกัน โดยประโยชน์ที่จะตามมาหากโครงการนี้แล้วเสร็จคือ

  • การไฟฟ้านครหลวงจะสามารถรับรู้ปัญหาไฟดับหรือความไม่สเถียรได้แบบ Proactive ด้วยตัวเอง ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ต้องรอคนแจ้งเข้าไปถึงทราบปัญหา ดังนั้นเรียกได้ว่าเป็นการผลิกโฉมระบบการให้บริการครั้งใหญ่ได้อย่างทันท่วงที
  • ผู้ใช้งานจะสามารถเรียกดูประวัติและปริมาณการใช้งานไฟฟ้าของตนเองได้เกือบเรียลไทม์ผ่านทางออนไลน์ (แอปพลิเคชัน) ดังนั้นจึงสามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม
  • ในกรณีของเขตโรงงานหรืออาคารพาณิชย์หลายคนคงไม่ทราบว่าธุรกิจเหล่านี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มหากมีการใช้ไฟในช่วงเวลาพีคสูง ดังนั้นระบบนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนปรับตัวการใช้งานไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น
  • การไฟฟ้านครหลวงจะสามารถติดตามเหตุการณ์ (Troubleshoot) กรณีของการขโมยไฟฟ้าได้โดยละเอียด เช่น ไฟฟ้าออกจากจุดนี้เท่าไหร่ระหว่างทางถึงปลายทางเหลือเท่าไหร่ด้วยระบบวิเคราะห์ของ Oracle ที่จะกล่าวถึงต่อไป 
  • วางรากฐานให้พร้อมรับสำหรับการใช้งานโซล่าร์เซลล์ (ประชาชนทั่วไปหากทำได้เยอะอาจขายกลับได้ในอนาคต) ให้การไฟฟ้านครหลวงสามารถคาดการณ์การใช้งานไฟฟ้าได้ ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น เช่น การวางแผนซื้อกำลังไฟ หรือโยกย้ายกำลังไฟไปในส่วนที่ต้องการมากกว่าในช่วงเวลากลางวัน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ของการไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นการสนับสนุนพลังงานสะอาดของประเทศด้วย
  • ดึงดูดนักลงทุนซึ่งต่อไปในเขต EEC อาจไม่ต้องถูกผูกขาดโดยผู้ขายไฟฟ้าเพียงเจ้าเดียว เอกชนผู้สนใจสามารถมาลงทุนให้บริการได้ เพราะมีระบบที่สามารถวัดค่าได้อย่างแม่นยำแล้ว ดังนั้นอาจเป็นการกระตุ้นการลงทุนอีกทางหนึ่ง
  • ในอนาคตหากมีการเริ่มใช้งานรถพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทางผู้ขายไฟฟ้าอาจจะสามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำแคมเปญการขายต่อไปได้ หรือเกิดโมเดลใหม่ของการขายไฟฟ้า

สำหรับเหตุผลที่มาของพันธมิตร 3 รายที่เข้าร่วมในโครงการนี้คือฟอร์ทคอร์ปอเรชันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบมิเตอร์ที่ให้บริการการไฟฟ้านครหลวง ส่วนยิปอินซอยคือ SI รายใหญ่ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT และเป็นตัวแทนจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญในสินค้าและบริการของ Oracle มายาวนาน โดย Oracle เองสามารถตอบโจทย์เทคโนโลยีได้แบบ Full-stack ให้กับโครงการ ทั้งในระดับ Hardware ที่ใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์และ Middleware นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าตลาดระบบฐานข้อมูลสำหรับองค์กรอย่าง Oracle Database ด้วย สำหรับในส่วนของ Business Software เอง Oracle ได้นำประสบการณ์โมเดลการให้บริการในต่างประเทศมาปรับให้รองรับกับ Use Case ของการไฟฟ้านครหลวงดังนี้

  • Oracle Utility Meter Data Management System (MDMS) – ระบบบริหารจัดการและตรวจวัดข้อมูลจากมิเตอร์
  • Oracle Utility Network Management System (OMS) – ระบบติดตามไฟฟ้าเพื่อช่วยในการวางแผนการจ่ายไฟฟ้า ซึ่งการติดตามไฟฟ้าดับจะถูกแก้ไขได้จากองค์ประกอบนี้
  • Oracle Utility Analytics – หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งจากปัญหาข้างต้นเรื่องไฟฟ้าถูกขโมย ต่อไปทางการไฟฟ้านครหลวงจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าไฟฟ้าต้นทางสู่ปลายทางมีการเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร

จะเห็นได้ว่าโครงการนี้สร้างผลประโยชน์มหาศาลทั้งในแง่การลงทุนและการบริหารจัดการให้การไฟฟ้านครหลวง การลงทุนจากภาคเอกชน รวมถึงประชาชนคนไทย นอกจากนี้ยังรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในอนาคต และด้วย 3 ส่วนผสมที่ลงตัวอย่างยิปอินซอย ฟอร์ทคอร์ปอร์เรชันและโครงสร้างพื้นฐานอันแข็งแกร่งแบบ Full-stack จาก Oracle เชื่อแน่ว่าในไม่ช้าประสบการณ์การใช้ไฟฟ้าของคนกรุงเทพฯ และพื้นที่รอบปริมณฑลจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

from:https://www.techtalkthai.com/mea-smart-metro-grid-on-oracle-infrastructure/