คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

Upskills ความรู้ด้าน IT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไปกับหลักสูตรของสถาบัน IMC

Upskills ความรู้ด้าน IT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไปกับหลักสูตรของสถาบันไอ IMC หลักสูตรอบรมที่ครอบคลุมเนื้อหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่องค์กรและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมีความจำเป็นต้องนำไปใช้ โดยอัปเดตหลักสูตรใหม่ๆ ที่น่าสนใจมีดังนี้

Digital Transformation Strategy Workshop for Management (Interactive Online)  

พลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ เช่น IoT, Big Data, AI, และ Cloud Computing ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า Digital Disruption ส่งผลให้องค์กรเกิดแนวคิดที่จะทำเรื่อง Digital Transformation แต่ปัญหาหลักคือ เมื่อลงทุนไปแล้วกลับพบว่า ไม่ทำให้ธุรกิจดีขึ้น ซ้ำร้ายบางองค์กร พบว่า เทคโนโลยีไอทีที่ลงทุนไปไม่ได้ใช้งานให้คุ้มค่า

ความไม่สำเร็จของ Digital Transformation มาจากผู้บริหารเข้าใจผิดคิดว่า เป็นเรื่องของเทคโนโลยี จึงมอบภารกิจให้แผนกไอที ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเปลี่ยนแปลง (Transformation) ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญต่อกลยุทธ์องค์กรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คำนึงถึงเทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่า มุ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ มาติดตั้งในองค์กร

องค์กรต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Digitization และ Digitalization ซึ่งเป็นการลงทุนระบบเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การจัดหาระบบคอมพิวเตอร์, การจัดทำ ERP, CRM, การเก็บข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์ หรือการแปลงข้อมูลต่างๆ ในองค์กรให้อยู่ในรูปดิจิทัล เหล่านี้เป็นเพียงขั้นตอนการทำ Digitization แต่สำหรับ Digitalization คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ เข้ามาแล้วทำให้กระบวนการทำงานเปลี่ยนไป ทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น ข้อสำคัญคือ Customer Experience, Customer Journey เปลี่ยนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่ง Digital Transformation คือ ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ Digitalization นั่นเอง

หลักสูตร Digital Transformation Strategy Workshop for Management  เป็นหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นที่จะช่วยเติมเต็มความรู้ความเข้าใจและสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านในการที่จะ …

  1. เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในโลกดิจิทัล
  2. เข้าใจถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ทั้งที่กำลังจะเข้ามา Disrupt การทำธุรกิจ ที่กำลังมาช่วยสร้างมูลค่าในการทำธุรกิจ และที่กำลังมาทำให้เกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจของท่าน ทั้งนี้รวมถึงนโยบายและกฏหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง
  3. ศึกษาวิธีการทำ Workshop เพื่อกำหนดทิศทางวางแผนการสร้างกลยุทธ์ด้านดิจิทัลให้กับองค์กร การสร้างวัฒนธรรมและการพัฒนาบุคลากร การติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงในองค์กรที่เกิดจากการวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัล

รายละเอียดเพิ่มเติม >>  https://bit.ly/3tTpVPz

Practical Big Data Engineer#4

เรียนรู้การพัฒนา Big Data ด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย (Hadoop, Google Cloud Platform, AWS, Azure Hadoop HDFS, Hive, Apache Spark, Apache AirFlow Cloud Storage, Hadoop as a Service, Data Warehouse as a Service)

 ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายสำหรับจัดการและประมวลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทั้ง On-premises Software และ On-cloud Services ความเข้าใจในเรื่องความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานและความต้องการทางธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ วิศวกรข้อมุลในยุคสมัยใหม่ (Modern Data Engineer) ซึ่งมีบทหน้าที่ในการออกแบบและใช้งาน Data Pipeline ที่เป็นการผสมผสานบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีในแบบ Multi-clouds หรือ Multi-platforms จะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ของตนเอง เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลและใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

หลักสูตร Practical Big Data Engineer เป็นหลักสูตรที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ และ Data pipeline ให้มีความเหมาะสมกับโจทย์ทางธุรกิจ และสามารถใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการจัดการข้อมูลและประมวลผลข้อมูล ซึ่งรวมถึงการทำ Big Data Analytics อย่างเช่น Descriptive Analytics ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะผู้สอนได้นำประสบการณ์ตรงจากการเป็นผู้ลงมือทำ งานด้าน Data Engineer มาถ่ายทอดให้ความรู้กับผู้เรียน ผ่านการบรรยายภาคแนวคิดทฤษฎีต่างๆ การสาธิต และการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ (Lab/Hands-on) ด้วยการใช้เครื่องมือต่างๆ โดยใช้ระบบบน Cloud Platform สามรายคือ Google Cloud Platform,, Microsoft Azure และ AWS โดยมีการสอน Services ต่างๆอาทิ ช่น Apache Spark, Google Cloud Storage, Google Dataproc, Google BigQuery, Google AI Platform, Azure DataLake, Azure HDInsight, Amazon S3, Amazon EMR, Amazon Athena, Amazon Sagemaker เป็นต้น

สิ่งที่จะได้รับ

  • เรียนรู้เครื่องมือที่หลากหลายของ Big Data ทั้ง On-Premise และ Cloud
  • เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ในการทำงานของ Data Engineer
  • ได้เรียนรู้ครบวงจรของ Data Science ตั้งแต่ Business understanding → Data preparation → Model → Visualisation
  • เทคโนโลยีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นแบบ Open-Source
  • ได้ทดลองทำโปรเจคจริงใน 2 workshop
  • ได้เรียนรู้กับวิทยากรที่มีประสบการณ์ในการ Implement จริง

เรียนแล้วเป็นอย่างไร

  • Upskill – Reskill ในสายงานด้าน Data ที่เป็นที่ต้องการในตลาดไอที
  • Data Engineer เป็นหน้าที่สำคัญต่อการเริ่มต้นทีม Data
  • พร้อมที่จะสอบเป็น Cerified Data Engineer ในระดับสากล

รายละเอียดเพิ่มเติม >> https://bit.ly/33LTDvb

DevOps : From Development to Deployment/Production (Interactive Online)

DevOps คือแนวคิดเพื่อช่วยให้การพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์ให้กับผู้ใช้งาน มีคุณภาพสูงและรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยสร้างความร่วมมือกันกันระหว่าง Developer Team และ Operation Team ทั้งรูปแบบการทำงาน เทคโนโลยีและเครื่องมือต่าง ๆ เข้ามายกระดับความรู้ ความสามารถ และการทํางานร่วมกันของทีมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบไปด้วย

  • การจัดการ Version ของ Source Code และ Configuration
  • การวิเคราะห์ Source Code
  • การทดสอบแบบอัตโนมัติ
  • การ Deployment แบบอัตโนมัติ
  • การสร้าง Environment แบบอัตโนมัติ

ในคอร์ส DevOps from Development to Deployment/Production นี้ ผู้เข้าอบรมจะได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเริ่มตั้งแต่ 

  • Version Control System ด้วย Git 
  • การ deploy application แบบ Container ด้วย Docker และ Kubernetes
  • ออกแบบและสร้าง CI/CD ด้วย Jenkins 

โดย Workshop ทั้งหมดจะทําในรูปแบบของ Step-by-step รายละเอียดเพิ่มเติม >> https://bit.ly/3A4l1QL

RPA Essential from Basic to Advance (Interactive Online)

RPA (Robotic Process Automation) เป็นหนึ่งใน Technology Trend ที่กำลังถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมาก เพราะความคุ้มค่าในการ implement ระบบอัตโนมัติขึ้นมาใช้ในองค์กรทำได้รวดเร็ว ไม่ซับซ้อนหากมีการวางแผน จัดทีมงานและเข้าใจระบบ RPA เป็นอย่างดี จนทำให้หลายๆ องค์กรที่ตัดสินเร่งกระบวนการ Digital Transformation มักจะเลือกเอาระบบ RPA เป็นโครงการแรกๆ ที่ทำและประสบความสำเร็จไปอย่างมากมาย และในการก้าวสู่ปี 2022 นี้มีการนำเอา AI เข้ามาช่วยเสริมให้ RPA เป็นเทคโนโลยีที่เก่งมากขึ้นไปอีก หากองค์กรอยากจะประสบความสำเร็จในการใช้งาน Robots ควบคู่ไปกับการทำงานของพนักงานจนเป็น Digital Workforce แล้วองค์กรควรจะต้องมีการพัฒนาทีมงาน บุคลากร ผู้ดูแล Robots เพื่อให้เข้าใจการใช้เทคโนโลยี 

หลักสูตรนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ทีมงาน หรือกลุ่มบุคคลที่ต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนงาน RPA ในองค์กรตั้งแต่ระดับผู้บริหารสายงานหรือหน่วยงานที่มีความคิดริเริ่มในการนำ RPA เข้ามาพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์เชิงธุรกิจที่ต้องวิเคราะห์กระบวนการทำงานและออกแบบระบบงาน RPA ให้สามารถแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้อย่างตรงจุด  ผู้จัดการโครงการที่ต้องรับผิดชอบความสำเร็จของโครงการทั้งในแง่คุณภาพงานและเวลา นักพัฒนาระบบ RPA ซึ่งต้องมีความรู้และใช้ทักษะในการสร้างระบบงาน RPA จากแพลตฟอร์มของ UiPath ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม ชั้นนำที่ได้รับการพิสูจน์และมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย รวมไปถึงการดูแลรักษาระบบ การรักษาความปลอดภัย การวางระบบ (Framework) ที่มีการวางสถาปัตยกรรม รองรับการใช้งานในจำนวนมากได้อีกด้วย 

สิ่งที่จะได้รับ

  • เรียนรู้เครื่องมือที่หลากหลายของ RPA ทั้ง On-Premises และ Cloud
  • เครื่องมือสำหรับเรียนรู้ และช่วยวางแผน พัฒนาระบบ RPA ในรูปแบบของ Community Edition 
  • เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ในการทำงานของ RPA Developer, Orchestrator และอื่นๆ
  • ได้เรียนรู้แนวทางการพัฒนา ดูแล และต่อยอดตั้งแต่ วางแผน – สร้าง – ดูแล – วัดผล เพื่อให้ครบกระบวนการสำหรับการใช้งานแบบยั่งยืน 
  • ได้ทดลองทำโปรเจคจริงใน 2 Workshops
  • ได้เรียนรู้กับวิทยากรที่มีประสบการณ์ในการ Implement จริง

เรียนแล้วเป็นอย่างไร

  • Upskill – Reskill ในสายงานด้าน RPA ที่เป็นที่ต้องการในตลาดไอที
  • จัดลำดับความสำคัญในการเลือก การพัฒนา และการดูแลระบบ RPA ในภาพรวมได้อย่างมีแบบแผน
  • COE ในบทบาทต่างๆ เป็นที่ต้องการในตลาดไอที ไม่ว่าจะเป็น นักวิเคราะห์ระบบ ผู้ดูแล นักพัฒนา หรือหัวหน้าผู้ดูแลโครงการเป็นต้น
  • พร้อมที่จะสอบเป็น Certified RPA ในระดับสากล

รายละเอียดเพิ่มเติม >> https://bit.ly/3rMpiES

from:https://www.techtalkthai.com/imc-upskills-training-courses-jan-2022/

[สัมภาษณ์] ยกระดับศูนย์ไอทีที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงไปอีกขั้น ด้วยแพลตฟอร์ม Intel vPro

หากใครที่ทำงานด้านดูแลระบบขนาดใหญ่ หรือศูนย์คอมพิวเตอร์ที่ต้องให้บริการผู้คนในจำนวนมาก ๆ คงจะบอกได้ทันทีเลยว่าการบำรุงรักษาและดูแลให้เครื่องทั้งหมดนั้นอยู่ในสภาพที่ปกติพร้อมใช้งานได้อยู่ตลอดนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีที่ต้องตามโลกให้ทัน เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างให้ทันท่วงที หรือการดูแลซ่อมบำรุงให้กับทุกภาคส่วนให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น สิ่งเหล่านี้คือความท้าทายที่ผู้รับผิดชอบในงานดังกล่าวจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน

ทว่าในโครงการความร่วมมือระหว่าง Intel ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในการทดสอบใช้งานแพลตฟอร์ม Intel vPro ณ ศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์กว่า 2,000 เครื่องที่กระจายทั่วทั้งมหาวิทยาลัยนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับศูนย์ไอทีไปอีกขั้น ที่ทำให้สามารถดูแลบำรุงรักษาเครื่องต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยเจ้าหน้าที่เพียงแค่ 10 คนเท่านั้น อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เป็นเช่นนั้นได้ ติดตามได้ในบทความนี้ครับ

ความท้าทายของมหาวิทยาลัยในยุคดิจิทัล

ด้วยเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงต้องการจะเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลชั้นนำของภาคเหนือ และการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้เป็นลักษณะ Blended Learning ที่สามารถปรับใช้ได้ทั้งการเรียนในรูปแบบออนไลน์และแบบออฟไลน์ได้ การจัดเตรียมความพร้อมให้กับระบบคอมพิวเตอร์ ห้องปฏิบัติการ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งานในการเรียนการสอนได้ตลอดเวลานั้นจึงเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่สำหรับศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ 10 ท่าน แต่ต้องดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์กว่า 2,000 เครื่องให้ได้

อาจารย์ ดร.วิทยาศักดิ์ รุจิวรกุล ผู้อำนวยการศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

“เนื่องจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาขนาดใหญ่ มีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายพันเครื่อง ถือเป็นความท้าทายของเราในการดูแลให้ได้อย่างทั่วถึง รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” อ.ดร.วิทยาศักดิ์ รุจิวรกุล ผู้อำนวยการศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศกล่าว 

“เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในห้องเรียน หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในกลุ่มการเรียนการสอนต่าง ๆ เราจะต้องสามารถเข้าไปบริหารจัดการได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดตระบบหรือติดตั้งซอฟต์แวร์ต่าง ๆ” อ.ภิญโญ คงมีลาภ หัวหน้าฝ่ายเลขานุการและธุรการศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าว “แต่ก่อนพนักงานของเราต้องเดินเข้าไปที่ห้องปฏิบัติการแต่ละห้องเพื่อเปิดเครื่อง ตรวจเช็คปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก หรือหากเราเข้าไปปฏิบัติการตามออฟฟิศต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ก็จะเจอปัญหาเรื่อง Work Hour บางครั้งเจ้าหน้าที่ไม่อยู่ที่โต๊ะ ไปทำธุระ หรือมีการเรียนการสอน พนักงานของเราก็ไม่สามารถทำงานได้ ต้องรอให้เจ้าของเครื่องกลับมาก่อนจึงจะปฏิบัติงานได้” 

อ.ภิญโญ คงมีลาภ หัวหน้าฝ่ายเลขานุการและธุรการศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ

จะเห็นได้ว่าความท้าทายนั้นมีทั้งเรื่องจำนวนพนักงานที่น้อยกว่าเครื่องที่ต้องดูแลอย่างมาก และเรื่องของเวลาในการดูแลแต่ละเครื่อง ซึ่งยังมีปัจจัยอื่น ๆ มาผนวกร่วมด้วย เช่น ระยะทางที่เจ้าหน้าที่จะต้องเดินไปตรงหน้าเครื่อง เวลาของเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยที่อาจจะว่างไม่ตรงกัน ซึ่งก็จะยิ่งทำให้การดูแลบำรุงรักษามีความยากขึ้นไปอีก

แพลตฟอร์ม Intel vPro คือคำตอบ

แน่นอนว่าปัญหาดังกล่าวนั้นมีโซลูชันที่ช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอันเป็นที่รู้กัน ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ Remote Desktop ที่ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องได้โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเดินไปที่หน้าเครื่องอีก แต่ถึงกระนั้น ทางศูนย์บริการพบว่าซอฟต์แวร์ Remote Desktop ที่มีอยู่ในตลาดโดยส่วนใหญ่จะยังมีข้อจำกัดในการใช้งาน เช่น ค่าบริการที่ต้องจ่ายเพิ่มเติม ไม่สามารถเข้าถึงหรือเปิดเครื่องได้หากเครื่องปิดอยู่ หรือว่าไม่สามารถสั่งเปิดปิดเครื่องได้จากระยะไกล ไม่สามารถปรับแต่ง Bios ได้จากระยะไกล เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ด้วยโซลูชันแพลตฟอร์ม Intel vPro ที่ออกแบบมาสำหรับหน่วยงานธุรกิจโดยเฉพาะ ซึ่งมีคุณสมบัติครบทั้งด้านประสิทธิภาพ ความเสถียร ความปลอดภัยระดับสูง และที่สำคัญคือมีระบบจัดการจากระยะไกลได้ด้วยเทคโนโลยี Intel Active Management Technology (Intel AMT) และ Intel Endpoint Management Assistant (Intel EMA) ซึ่ง Intel ให้มาใช้งานได้ “ฟรี” ภายในแพลตฟอร์ม Intel vPro โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จึงทำให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถเข้าถึงและแก้ไขเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ปลายทางที่อยู่ภายในเครือข่ายได้จากระยะไกลได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม 

Intel vPro Platform ประสิทธิภาพทรงพลังทั้ง Intel Core vPro และ Intel Iris Xe

ด้วยความสามารถที่ครบครันนี้เอง จึงเป็นที่มาที่ทางศูนย์บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์ม Intel vPro มาใช้งาน เกิดเป็นโครงการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ประมาณ 700 เครื่อง เข้าศูนย์บริการในเฟสแรกเป็นที่เรียบร้อย

วิธีปรับผลลัพธ์เปลี่ยน “เจ้าหน้าที่ 1 คนดูแลคอมพิวเตอร์ได้ 700 เครื่อง”

หลังจากที่ได้เริ่มทดลองใช้งานแพลตฟอร์ม Intel vPro แล้ว เจ้าหน้าที่ในศูนย์บริการต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ตอบโจทย์” เพราะความสามารถของเทคโนโลยี Intel AMT และ Intel EMA นี้เอง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่แต่ละท่านสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นและไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่หน้างานอีกด้วย ซึ่งบางงานในบางกรณี จากเดิมต้องใช้เวลาเป็นหลักชั่วโมงในการแก้ไข ก็สามารถลดเวลาในการแก้ไขปัญหาได้เสร็จสิ้นภายในไม่กี่นาที

อ.นพกานต์ พินิจ ช่างเทคนิค(ซ้าย), อ.ดร.วิทยาศักดิ์ รุจิวรกุล ผู้อำนวยการ(กลาง), อ.ภิญโญ คงมีลาภ หัวหน้าฝ่าย(ขวา)

“ด้วยความสามารถในการจัดการคอมพิวเตอร์จากระยะไกลของ Intel vPro จึงช่วยให้เราดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากกว่า 700 เครื่องในห้องปฏิบัติการ โดยใช้เจ้าหน้าที่เพียง 1 ท่านเท่านั้น” คุณภิญโญกล่าวเสริม “การรีโมตเข้าไปแก้ไขเครื่องที่หลังบ้านจากในออฟฟิศของเราเอง ทำให้เราสามารถทำงาน 2-3 งานพร้อม ๆ กันได้ ยกตัวอย่างจากเดิมในหนึ่งขั่วโมงเราอาจทำการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างมาก 1-2 เครื่อง ในปัจจุบันเราใช้ Intel vPro ทำให้สามารถสั่งแก้ไขระบบจากเครื่องหนึ่ง ช่วงที่รอแก้ไขเราก็สามารถรีโมตเข้าไปแก้อีกเครื่องหนึ่งได้ในเวลาเดียวกัน”

ประสิทธิภาพสูงขึ้น แถมประหยัดค่าใช้จ่าย

การปรับใช้แพลตฟอร์ม Intel vPro ในศูนย์บริการนั้น ทำให้เกิด Use Case ที่แก้ไขปัญหาต่าง ๆ และช่วยเร่งประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ในศูนย์บริการได้มากมาย เช่น กรณีอาจารย์ผู้สอนติดขัดปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งในห้องปฏิบัติการ ทางเจ้าหน้าที่ก็สามารถรีโมตเข้าไปแก้ไขให้ได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที ทำให้อาจารย์ผู้สอนสามารถดำเนินการสอนต่อไปได้ หรือแม้แต่การเปิดเครื่องในศูนย์บริการทุกเช้า จากเดิมที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ 1 ท่านเดินเปิดทุกเครื่อง ก็ปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็นการสั่งเปิดเครื่องจากระบบหลังบ้านแทนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเดินเปิดทีละเครื่องอีกต่อไป และถ้าเครื่องใดพบปัญหาติดขัดก็สามารถรีโมตเข้าไปแก้ไขได้ถึงระดับ Bios จากระยะไกลอีกด้วย เป็นต้น 

จะเห็นได้ว่าหลังจากที่ได้นำเอาแพลตฟอร์ม Intel vPro มาใช้งานนั้น ก็สามารถแก้ไขปัญหาทั้งเรื่องเวลาและจำนวนพนักงานที่ไม่เพียงพอลงไปได้ทันที ซึ่งความสามารถต่าง ๆ เหล่านี้ในแพลตฟอร์ม Intel vPro มีให้ใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด อีกทั้งใน Intel vPro จะมีโปรแกรม Intel Stable IT Platform Program (Intel SIPP) ที่จะทำให้อุปกรณ์รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ จาก Intel ได้เป็นเวลาอย่างน้อย 15 เดือน เรียกได้ว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับศูนย์บริการของมหาวิทยาลัยโดยแท้จริง

นอกจากนี้ อ.ดร.วิทยาศักดิ์ ยังเผยไว้ด้วยว่าหลังจากทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานอย่างเต็มที่แล้ว ทางศูนย์บริการนั้นมีความพึงพอใจในประสิทธิภาพของ Intel vPro เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารจัดการเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากโดยใช้เจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คน ซึ่งทางศูนย์บริการก็จะเตรียมแผนงานต่อไปในอนาคตในการจัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมดในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นลำดับต่อไป

บทสรุป

จากส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการยกระดับศูนย์ไอทีของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในโครงการดังกล่าวนี้ ทำให้เห็นได้ชัดเจนเลยว่า การที่จะทำให้องค์กรหรือว่าหน่วยงานของตัวเองยังคงอยู่ในสนามการแข่งขันได้ต่อไปในอนาคตนั้น จำเป็นจะต้องมีการปรับตัวให้ทันสถานการณ์ รวมทั้งต้องเตรียมความพร้อมทั้งบุคลากรและทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในเร็ว ๆ นี้ได้อย่างมั่นคง

สำหรับผู้ที่สนใจแพลตฟอร์ม Intel vPro เพื่อใช้งานภายในองค์กรหรือหน่วยงานของท่าน สามารถติดต่อกับผู้ให้บริการคอมพิวเตอร์ของท่านโดยแจ้งความจำนงว่าต้องการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีแพลตฟอร์ม Intel vPro ได้เลย หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ natrapa.khunnathamdee@intel.com บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แล้ววันนี้

from:https://www.techtalkthai.com/interview-upgrading-it-center-at-mae-fah-luang-university-with-intel-vpro-platform/

สร้างมิติใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงจาก Dell EMC PowerStore

Dell EMC PowerStore ถูกพัฒนาขึ้นจากพื้นฐานเทคโนโลยีล่าสุด มีการดึงข้อดี และใช้ประโยชน์จากจุดเด่นและจุดแข็งของผลิตภัณฑ์การจัดเก็บข้อมูลจากหลากหลายรุ่นที่เดลล์มีอยู่รวมเข้าไว้ด้วยกัน

ความสามารถในด้าน Data-centric, Intelligent and Adaptable ของ Dell EMC PowerStore นี้ ถือเป็นตัวเปลี่ยนเกมส์ที่สมบูรณ์ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างสรรค์ แข่งขัน และปรับเปลี่ยน บนโลกที่กำลังเปลี่ยนไปในแบบคาดเดาได้ยากและรวดเร็ว

ผนวกกับประสิทธิภาพของเทคโนโลยี NVMe, ความสามารถในการขยายทั้งในส่วนของ performance และ capacity (scale-up/scale-out), การลดข้อมูลแบบอัจฉริยะ (intelligence data reduction) และเสริมด้วยความคุ้มค่าในการลงทุนด้วยโปรแกรม Anytime Upgrade รวมถึงการเพิ่มความสามารถใหม่ซึ่งไม่เหมือนใคร ที่เรียกว่า AppsON  ทำให้ Dell EMC PowerStore เป็นสตอเรจอาร์เรย์เพียงรายเดียวในอุตสาหกรรมที่มีไฮเปอร์ไวเซอร์ VMware (vSphere) ในตัว สามารถรัน application VMs ได้โดยตรงบนสตอเรจอาร์เรย์ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน นับเป็นการเปิดโลกเทคโนโลยียุคใหม่ในวงการไอที

Dell EMC PowerStore เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เข้ามาปฏิวัติวงการ ทั้งความสามารถเชิงอัตโนมัติ และการทำงานที่สอดรับกับ next generation application ต่างๆ  ดังจะเห็นได้จากบทวิจารณ์เชิงบวกผ่านทางบล็อกชั้นนำอย่าง เช่น Storage Review , TechTarget

Dell EMC PowerStore ได้รับรางวัลที่เป็นเครื่องการันตีถึงสองรางวัลคือ Product of the Year จากทาง CRN ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ด้านเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับทั้งจากคู่ค้าและลูกค้าทั่วโลก การมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณจากหลากหลายอุตสาหกรรม ในรูปแบบของโซลูชั่นต่างๆ และกระจายอยู่ในมากกว่า 60 ประเทศ นั่นแสดงให้เห็นถึงความเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับเป็นที่แพร่หลาย

ในวันนี้เราจะกล่าวถึง PowerStore2.0 OS และ PowerStore500T ซึ่งเป็นเทคโนโลยีอัจฉริยะในด้านการจัดข้อมูลที่ล้ำหน้า และความคุ้มทุน ซึ่งเรากำลังจะพูดถึงกันต่อไป

ระบบปฏิบัติการของ PowerStore หรือ PowerStoreOS สำหรับลูกค้าที่ใช้อยู่แล้วสามารถอัพเกรดเป็น ระบบปฏิบัติการใหม่ได้แบบออนไลน์ ไม่มี down time และไม่รบกวนการทำงาน สำหรับลูกค้าใหม่ระบบปฏิบัติการใหม่จะถูกติดตั้งมาพร้อมการเริ่มต้นใช้งาน

PowerStore 500 เป็นโมเดลใหม่ ถือเป็นรุ่นเล็กสุดหรือ entry level ในตระกูล PowerStore  แต่ในเรื่อง features/functions นั้นครบถ้วน ให้บริการในราคาที่ต่ำกว่ามาก ขจัดปัญหาการลงทุนสูงในด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ทำให้ Del EMC PowerStore น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดกลางและโซลูชันเอดจ์ที่หลากหลายต่างๆ

ต่อไปเราจะมาลงรายละเอียดทั้ง PowerStoreOS 2.0 และ PowerStore 500T ในเรื่องความสามารถในระดับเอ็นเตอร์ไพร์ส

อันนี้ถือเป็นความคุ้มค่าอย่างมากสำหรับลูกค้าที่มี PowerStore อยู่แล้วหรือกำลังพิจารณาซื้อ เพราะ PowerStoreOS 2.0 ทำให้ประสิทธิภาพงานอ่านเขียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับทุกรุ่นในตระกูลนี้

บนระบบปฏิบัติการใหม่นั้น IOPS ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 25% ในงานแบบ mixed read/write (อ่าน70% เขียน30%) โดยเฉพาะงานแบบเขียน ถูกปรับปรุงให้ดีมากยิ่งขึ้น ถึง 65% เมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้า

เพียงแค่การอัพเกรด SW ง่ายๆ ที่ไม่รบกวนการทำงานของระบบ ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับลูกค้าเดิม และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าใหม่ เพราะPowerStoreOS2.0 เป็นระบบปฏิบัติการพื้นฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จัดส่งจากโรงงานอยู่แล้ว

การเพิ่มประสิทธิภาพครั้งนี้เป็นผลมาจากการปรับปรุงทางเทคนิคให้เหมาะสมในเรื่องของ data path และโครงสร้างโดยรวม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเดลล์ในการเพิ่มขีดความสามารถของแพลตฟอร์ม PowerStore สำหรับลูกค้า

Dell EMC PowerStore เป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ NVMe ทำให้ประสิทธิภาพดีกว่า Unity XT รุ่นก่อนถึง 7 เท่า จากตอนเริ่มต้น NVMe ถูกนำไปใช้เพียงแค่การส่งผ่านข้อมูลภายในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (appliance) แต่ตอนนี้สามารถผ่านเน็ตเวิร์ค หรือ NVMe-over-Fibre Channel (NVMeoF) ได้แล้ว และกำลังจะเข้ามาแทนที่โปรโตคอลมาตรฐานอย่าง SCSI

PowerStoreOS 2.0 ได้ขยายความสามารถการรองรับ NVMeoF ทำให้การส่งผ่านข้อมูลรวดเร็ว และให้ความรู้สึกในการเข้าถึงข้อมูลเหมือนอยู่บนโฮสต์โดยตรง

แล้วต้องมีอะไรบ้าง ถ้าต้องการใช้ NVMeoF บน PowerStore

แน่นอนว่าซอฟแวร์ต้องเป็น PowerStoreOS 2.0 ขึ้นไป ต้องมี 32 Gb Fibre Channel IO module บน PowerStore รวมถึง 32GB SAN Switches และ 32GB HBA FC

สำหรับลูกค้าเดิมที่มี 32GB FC SAN Switches, HBA, PowerStore และ SCSI โฮสต์อยู่แล้ว ถือเป็นโอกาสดีที่จะสามารถใช้งาน ได้ทั้งโฮสต์ NVMe สื่อสารกับ PowerStore คู่ขนานไปด้วยกันได้โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทั้ง PowerStore และเครือข่ายซึ่งสามารถจัดการทั้งสองโปรโตคอลได้นั่นเอง

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมีแผนสำหรับ NVMeoF ทันทีหรือไม่ก็ตาม ความสามารถนี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปกป้องการลงทุนที่ PowerStore มีให้ ถือเป็นเรื่องดีสำหรับลูกค้าเอง

หากเดิมไม่มี FC32 IO module ติดตั้งอยู่ก็สามารถเพิ่มโมดูลลงใน IO slot ที่ว่างบน appliance ที่ทำคลัสเตอร์ไว้แล้ว

  • Additional NVMe network protocols will be supported in future
  • Quick setup via PowerStore Manager, CLI, or Rest API
  • Volumes with NVMe host still support all PowerStore services, such as intelligent clusters, etc.
  • NVMe-FC is supported on 32G/16G FC switches running Brocade FOS 8.1.0 or later and Cisco NX-OS 8.1(1) or later

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า Dell EMC PowerStore เป็นรายแรกและรายเดียวที่เปิดตัวสตอเรจอาร์เรย์ที่มีไฮเปอร์ไวเซอร์ VMware vSphere และรัน Application VM ได้ในตัว หรือ AppsON ที่มีพร้อมกับ PowerStore X แล้วมันดีอย่างไร (ตามนี้ครับ)

  • Low latency performance
  • Dramatic footprint consolidation and
  • Unprecedented mobility with the rest of your VMware environment

ครั้งแรกที่เปิดตัว ความสามารถนี้ถูกจำกัดไว้ที่ Appliance เดียวไม่สามารถ scale-out หรือทำคลัสเตอร์ได้ แต่ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นล่าสุด ทำให้ตอนนี้ PowerStore X สามารถทำได้แล้วเช่นเดียวกับ PowerStore T

  • หมดปัญหาการต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง cluster และ AppsON
  • ทำให้ตอนนี้สามารถย้าย workload AppsON ของคุณได้อย่างอิสระภายใน Intelligence Cluster

ด้วยจำนวนโหนดที่มากขึ้นย่อมเท่ากับความจุที่มากขึ้น นอกจากนั้นแล้ว มันยังให้พลังการประมวลผลโดยรวมที่มากกว่า บวกกับความสามารถในการกระจายงานบน PowerStore X ผ่านการ scale-out โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการในลักษณะ Single stretched vVol container ที่สามารถกระจายไปยังทุกๆ สตอเรจappliance ในแบบ single storage pool สำหรับทุกโหนด ภายในคลัสเตอร์ ซึ่งทำได้เหมือนกับการทำงานในสภาพแวดล้อมของ VMware อื่นๆ ตามปกติเลย

ในเวอร์ชั่นนี้ ทำให้ AppsON สามารถใช้งานได้จริงและเป็นประโยชน์มากขึ้นสำหรับโซลูที่ที่หลากหลาย อย่างเช่น

  • แอปพลิเคชั่นประเภทที่เน้นการจัดเก็บข้อมูลที่ Edge อย่าง IoT เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ (healthcare analytics) มีการใช้ MongoDB และแอปพลิเคชันอื่นๆ ร่วมด้วย
  • หรือประเภท Big Data Analytics ที่ PowerStore มี integration ที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอย่าง Kubernetes ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • หรือจะทำงานร่วมกันกับ VxRail HCI ทำให้การปฏิบัติงานไหลลื่น ทนต่อการปรับเปลี่ยนต่างๆในขณะปฏิบัติงานบนสภาพแวดล้อมของ VMware อันสัมพันธ์กันและสอดรับกันในแบบ end-to-end

ประโยชน์เพิ่มเติมที่สำคัญของ AppsON ก็คือการสนับสนุนการทำงานของ VMFS แม้ว่า AppsON จะร่วมทำงานกับ vVol ได้อย่างง่ายและมีประสิทธิภาพ โดยผ่าน PowerStore UI ในเริ่มต้น ใน PowerStore X ที่มาพร้อมกับ PowerStoreOS 2.0ยังรองรับ VMFS Datastores สำหรับการจัดเก็บ Virtual Machines ภายใน AppsON โดยอนุญาตให้ ESXi ภายในคลัสเตอร์ของ PowerStore สามารถแมป block volumes ผ่าน REST API และ/หรือ CLI ของ PowerStore

และนี่เป็นอีกหนึ่งในหลายวิธี ที่เดลล์ได้พัฒนา Dell EMC PowerStore แพลตฟอร์มที่เก่งกาจ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Intelligent Data Reduction

เริ่มต้น การลดข้อมูลของ PowerStore นั้นเป็น แบบแฮนด์ฟรีและอัตโนมัติ หรือที่เราเรียกกันว่า  “always on” โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของบนฮาร์ดแวร์และประสิทธิภาพโดยรวมของซอฟแวร์แพลตฟอร์ม ช่วยให้สามารถรับประกัน Data Reduction Ratio (DRR) เฉลี่ยได้ที่ 4:1 ซึ่งต่างจากคู่แข่งรายอื่น ที่ต้องทำ pre-assessment ก่อนการรับประกัน

ด้วยการอัปเดตของ PowerStoreOS 2.0 ทำให้ PowerStore มีขีดความสามารถสูงขึ้นทั้งในด้านการ Optimizes capacity และ performance ที่ท่วมท้นในเวลาเดียวกัน

ขณะที่รองรับ IO ปริมาณมาก และทำ inline dedupe ไปพร้อมๆ กัน PowerStore มีเทคนิคในการปรับลดภาระการใช้ CPU และมีการจัดลำดับความสำคัญของปริมาณงาน IO แบบไดนามิก

“Turbo mode” ช่วยให้ระบบมี IOPS เพิ่มขึ้นถึง 20% ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงอย่างต่อเนื่อง แม้ในสภาวะที่เลวร้ายที่สุด

ระบบจะมีการเทรค “skipped blocks” ทำให้มีการคืนพื้นที่เหล่านั้นตลอดเวลา หลังกระบวนการ Data Reduction เป็นการประหยัดพื้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

เหนือสิ่งอื่นใด คือระบบทำงานเป็นอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ไม่ต้องมีการจัดการอะไรเพิ่มเติม

มีการเพิ่มขนาดของแคช dedupe ในแบบไดนามิก ขึ้นกับความจุพื้นที่ มีหน่วยความจำมากขึ้น จึงสามารถเก็บ fingerprints ได้มากขึ้น ทำให้อัตราส่วนของ DRR อาจเพิ่มมากขึ้นกว่าค่าการรับประกัน อย่างไรก็ไรก็ตามอัตราส่วนนั้นก็ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณงานด้วยเช่นกัน (แต่เดลล์ยังคงรับประกันในอัตราส่วน 4:1เหมือนเดิม)

อีกเทคโนโลยีหนึ่ง Dynamic Resiliency Engine (DRE) เพิ่มตัวเลือกในการปกป้องข้อมูลกรณีหลายไดร์ฟเสีย(dual parity) เพื่อให้ลูกค้าได้รับการคุ้มครองข้อมูลที่สำคัญภายในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลมากยิ่งขึ้น

DRE เป็นความสามารถของซอฟต์แวร์ 100% ทั้งในด้าน redundancy และ sparing เทคนิค เพื่อปกป้องข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอัตโนมัติ – ตอนนี้ลูกค้ามีทางเลือกแบบ dual-parity บน PowerStore แล้ว

  • ช่วยให้คุณมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยลดการจัดการารจัดถึง 98% เมื่อเทียบกับ RAID แบบเดิม
  • ทำให้กระบวนการที่ซับซ้อนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดค่าไดรฟ์ ความซ้ำซ้อน และการสำรองเป็นไปโดยอัตโนมัติ
  • คุณสามารถเพิ่มไดรฟ์ทีละตัวและผสมขนาดไดรฟ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านต้นทุน
  • ทุกอย่างจัดการโดยซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ไปจนถึงการเติมเต็มความจุสำรองหากไดรฟ์เสีย คุณจึงไม่ผิดพลาดในทุกๆ ระดับสำหรับการป้องกัน

และ PowerStore ให้ความยืดหยุ่นที่เหนือกว่าด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า

ข้อได้เปรียบของ Intel® Optane

ไดรฟ์โซลิดสเทต Intel® Optane™ เติมเต็มช่องว่างลำดับชั้นการจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญ เพื่อมอบคุณลักษณะเฉพาะที่ดีที่สุดของทั้งหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ด้วยการจัดหาระดับการจัดเก็บข้อมูลใหม่ พวกเขาทำลายคอขวดของการจัดเก็บ NAND แบบเดิมเพื่อเร่งความเร็วแอปพลิเคชันและเปิดใช้งานการทำงานต่อเซิร์ฟเวอร์ได้มากขึ้น  ด้วยการผสมผสานระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมที่มีปริมาณงานสูง เวลาแฝงต่ำ QoS สูง และความทนทานสูง Intel® Optane™ SSD เร่งการเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่และซับซ้อนซึ่งจำเป็นสำหรับการประมวลผลธุรกรรม รับข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ และสร้างความแตกต่างของบริการ และแตกต่างจาก NAND ตรงที่ Intel® Optane™ SSD สามารถอ่านและเขียนพร้อมๆ กันได้ ทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว: ประสิทธิภาพเหมือน DRAM ที่มีความคงอยู่เหมือน NAND ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพแวดล้อมการจัดเก็บข้อมูลที่มีความต้องการสูง ใช้สำหรับแคชที่รวดเร็วและพื้นที่จัดเก็บที่รวดเร็ว Intel® Optane™ SSD เพิ่มขนาดต่อเซิร์ฟเวอร์และเร่งความเร็วเวิร์คโหลดที่ไวต่อความหน่วง ดังนั้นตอนนี้ศูนย์ข้อมูลจึงสามารถปรับขนาดได้อย่างมั่นใจ ในขณะที่ปรับใช้ชุดข้อมูลที่ใหญ่ขึ้นและมีราคาจับต้องได้

เดลล์มีการนำ Storage Class Memory (SCM) ขนาดใหม่ 1.5TB มาใช้

ต่างกับโซลูชันของคู่แข่งส่วนใหญ่ PowerStore ใช้ SCM เป็นไดร์ฟสำหรับเก็บข้อมูลแบบถาวร ไม่ใช่แค่สำหรับการเป็นแคชเท่านั้น ซึ่งมีเพียงสองขนาด คือ 375GB, 750GB และตอนนี้ มีขนาดที่ใหญ่กว่าคือ 1.5TB ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ไม่หยุดเพียงแค่นั้นตอนนี้ PowerStore มีความสามารถในการแยกความแตกต่างระหว่างไดรฟ์ SCM และ Standard NVMe ในแชสซีเดียวกัน และใช้ประโยชน์จาก SCM ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อเพิ่มความเร็วในการเข้าถึง Meta Data ในขณะที่ข้อมูลผู้ใช้ยังคงถูกเก็บในไดรฟ์ NVMe

Meta Data มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม เมื่อข้อมูลออกจากแคชหลักแล้ว การอ่าน Meta Data ที่เร็วขึ้นก็จะทำให้การเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้เร็วขึ้น และพบว่า workload latency ดีขึ้นถึง 15%

ความสามารถนี้ทำให้การโอนถ่ายชุดข้อมูลออกจากแคชทำได้อย่างรวดเร็ว สำหรับลูกค้าจำนวนมาก

การเห็นข้อมูลเชิงลึกของ infrastructure ผ่าน CloudIQ ช่วยลดความเสี่ยง สามารถวางแผนล่วงหน้า และปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

CloudIQ ผสมผสานความฉลาดของระบบเข้ากับความสามารถของมนุษย์ มีอัลกอริธึมที่สามารถอัปเดตได้อย่างต่อเนื่องเพื่อเฝ้าดูการทำงานผลิตภัณฑ์ Dell EMC ในแต่ละด้าน ร่วมกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (best practices) เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบ ทำให้ผู้รับผิดชอบระบบไอทีได้รับข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการอย่างรวดเร็วและจัดการงาน infrastructure ของ Dell EMC ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้วยการตรวจสอบเชิงรุกและการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ของ CloudIQ ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกในเวลาที่รวดเร็ว

CloudIQ ช่วยในการหลีกเลี่ยงปัญหาแบบเชิงรุก ลดความเสี่ยงต่อสตอเร็จของลูกค้าที่อาจนำไปสู่ความไม่พร้อมใช้งานของข้อมูลในท้ายที่สุด ช่วยประหยัดเงินของลูกค้าจากการหยุดทำงานหรือการสูญหายของข้อมูลหากเกิดขึ้นในท้ายที่สุด

อย่างที่ได้กล่าวไว้แต่แรก PowerStore 500T ทำให้ลูกค้าจำนวนมากสามารถสัมผัสกับข้อดีต่างๆ เหนือคู่แข่ง บนแพลตฟอร์ PowerStore ด้วยราคาที่สุดคุ้ม

PowerStore 500 คงไว้ซึ่งเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมทั้งหมดที่มีในรุ่นดั้งเดิมก่อนหน้า ทั้งความสามารถในการจัดการคลัสเตอร์อัจฉริยะ การรองรับ NVMe และ SCM สามารถเลือกชนิด IO เป็นสถาปัตยกรรมแบบคอนเทนเนอร์ และความเป็น ecosystem — รวมไปถึงข้อได้เปรียบจากโปรแกรมสนับสนุนการขาย เช่น การรับประกันการลดข้อมูล 4:1 และโปรแกรม Anytime Upgrade

PowerStore 500T ใช้โปรเซสเซอร์ Intel Cascade Lake ที่ให้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม (รายละเอียดในส่วนถัดไป) และสามารถรองรับความจุได้เยอะมากถึง 1.2PBe ในขนาด 2U แต่ยังคงไม่รองรับ การขยายพื้นที่ด้วย Expansion shelf ในตอนนี้

PowerStore ทุกรุ่น สามารถเติมไดรฟ์ได้ตั้งแต่ครั้งละหนึ่งไดรฟ์ ด้วยการกำหนดค่า parity และการป้องกันข้อมูลทั้งหมดที่จัดการโดยกระบวนการอัตโนมัติโดยเทคโนโลยี DRE

PowerStore 500T รองรับการ scale-out โดยสามารถทำเป็นคลัสเตอร์ ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างกัน เป็นการกระจายการทำงานไปยังทุกๆโหนด ทำให้ได้ความจุสูงสุดเกือบ 10PB นอกจากนี้ยังสามารถผสมกับ PowerStore T รุ่นอื่นๆ ได้ภายในคลัสเตอร์เดียวกัน ทำให้เกิดความยืดหยุ่นและช่วยลดช่องว่างในเรื่องการเพิ่ม capacity นอกจากนี้ยังรวมถึงประสิทธิภาพของรุ่นที่สูงขึ้นตามความต้องการของ workloads เมื่อเวลาผ่านไป

PowerStore 500 สามารถทำงานร่วมกับ Metro Node เพิ่มรองรับการทำ active-active DR ตอบความต้องการในด้าน High Availability solution ด้วยราคาที่เหมาะสม

นี้เป็นตัวอย่าง การทดสอบการทำงานในของ VDI และ SQL จริง PowerStore 500 สามารถให้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมในราคาเกินคุ้มจากผลการทดสอบ

PowerStore 500 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานแบบ Standalone หรือ Edge ในแทบทุกอุตสาหกรรมดังภาพด้านบน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโซลูชันใดๆ ที่ต้องการการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างต้นทุนต่ำ ประสิทธิภาพสูง การออกแบบที่กะทัดรัด พร้อมด้วยระบบอัตโนมัติ  PowerStore ช่วยทำให้ธุรกิจของคุณมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และคล่องตัวมากขึ้น  ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PowerStore  สามารถค้นหาได้ที่ https://www.delltechnologies.com/en-us/storage/powerstore-storage-appliance.htm#scroll=off&tab0=0  หรือติดต่อทีมงาน Dell Technologies ได้ที่อีเมล์ DellTechnologies@kkudos.com หรือโทร 090-949-0823 (วศิน)

from:https://www.techtalkthai.com/new-structure-of-data-store-with-dell-emc-powerstore/

True Voice พาคุณทำความรู้จักเบื้องหลังความสำเร็จการพัฒนา Voicebot ระดับ Enterprise ด้วยบริการคลาวด์จาก True IDC

มะลิ (Mari) บริการเสียงสั่งได้รายแรกในไทยจากทรู มะนาว เอไอ (Manow AI) จากเครือธนาคารกรุงศรีฯ และยิ้มยิ้มจากสายการบินไทยสมายล์ – หลายท่านคงเคยมีประสบการณ์ได้พูดคุยกับ Voicebot เหล่านี้มาบ้างแล้ว บทความนี้ คุณเกียรติศักดิ์ ศรีมาดี กรรมการผู้จัดการของ True Voice บริษัทผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนา Voicebot ดังกล่าว จะออกมาเปิดเผยเรื่องราวแนวทางการพัฒนา Voicebot ในไทย  ซึ่งมีความแม่นยำ (Accuracy) จากการใช้งานจริงสูงกว่า 85%  รวมถึงแนวโน้มของเทคโนโลยี Speech Recognition  ซึ่งเสริมทัพด้วยระบบ Cloud หลังบ้านที่แข็งแรง

True Voice คือใคร 

True Voice เป็นบริษัทในกลุ่ม True Corporation ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 ด้วยแนวคิดที่ต้องการดึงความสามารถของเทคโนโลยี Speech Recognition AI มาประยุกต์สร้าง Virtual Agent หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Voicebot และ Chatbot เพื่อยกระดับคุณภาพงานบริการและเสริมศักยภาพการทำงานของระบบ Contact Center ให้แก่ลูกค้าระดับองค์กรที่ต้องการตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่เน้นเรื่องความรวดเร็วในการให้บริการและความสม่ำเสมอของคุณภาพการบริการ 
 
True Voice เป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญและเป็นบริษัทรายแรกของไทยด้านการทำโซลูชันการให้บริการ AI Virtual Agent ด้วยเทคโนโลยี Speech Recognition ภาษาไทยในในเชิงพาณิชย์ มีจุดแข็งที่ระบบประมวลผลสามารถเข้าใจภาษาธรรมชาติของมนุษย์ (Natural Language Understanding) ได้อย่างแม่นยำ โดยได้รับความไว้วางใจการใช้บริการจากกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ เช่น บริษัทในเครือ ทรู คอร์ปอเรชั่น, เครือ CP, เครือธนาคารกรุงศรีฯ, HomePro, SCG HOME และองค์กรอื่นๆ ในหลากหลายกลุ่มธุรกิจอีกมากมาย 

พลิกโฉม Contact Center จาก IVR แบบเดิม สู่การพัฒนา AI ให้เป็น Virtual Agent ที่สมบูรณ์แบบ

ในสมัยก่อนนั้น Contact Center นิยมใช้ระบบเสียงตอบรับอัตโนมัติ (IVR) หรือที่รู้จักกันว่าเมนูกดปุ่มในการจำแนกลูกค้าให้ไปสู่เจ้าหน้าที่ปลายทาง แต่บริการดังกล่าวทำให้ลูกค้าต้องวนอยู่ในระบบ IVR หลายนาทีและรอสายอีกนานกว่าจะได้คุยกับพนักงานจริงๆ  เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไปเป็นอย่างมากโดยเฉพาะความคาดหวังต่อความเร็วของการบริการ ลูกค้าต้องการคำตอบหรือการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วทันที อีกทั้งยังต้องการบริการประเภท Self-service ที่สามารถดำเนินการง่ายๆ ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพนักงาน เช่น การสอบถามยอดค่าใช้จ่าย การเปลี่ยนแปลงโปรโมชัน สอบถามข้อมูลทั่วไป เป็นต้น ระบบ IVR จึงไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าได้อีกต่อไป 
 
Voicebot ที่สามารถเข้าใจภาษาพูดและตอบสนองได้อย่างรวดเร็วจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในบริการ Contact Center มากขึ้น  Voicebot นอกจากจะช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องรอสายแล้ว ยังสามารถตอบคำถามและให้บริการเบื้องต้น เช่น การสอบถามยอดค่าใช้จ่าย โปรโมชัน เบอร์ติดต่อสำนักงานสาขา ฯลฯ ซึ่งช่วยลดภาระของพนักงาน Contact Center ได้อย่างมาก  พนักงานก็จะมีเวลาไปทำงานที่มีความซับซ้อน ต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ ต้องใช้ทักษะมนุษยสัมพันธ์ หรือให้บริการกลุ่ม VIP ได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้จะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการอบรมพนักงาน ช่วยให้พนักงานได้ทำงานที่มีคุณค่ามากขึ้น และช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรเนื่องจากสายงาน Contact Center เป็นกลุ่มมีอัตรา Turnover ค่อนข้างสูง 
 
“พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก จากการติดต่อที่สาขา ไปสู่ระบบ IVR, Mobile Application, Social media, Chatbot จนมาถึง Voicebot ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี Speech Recognition มากขึ้น ทำให้ Voicebot สามารถเข้าใจคำพูดของมนุษย์ได้อย่างแม่นยำและตอบโต้ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยลดภาระของพนักงาน Contact Center ได้ 20 – 40% ทั้งยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรให้มีความทันสมัยอีกด้วย” — คุณเกียรติศักดิ์ ศรีมาดี กรรมการผู้จัดการของ True Voice กล่าว 

บริการ Voicebot ภาษาไทยที่มีความแม่นยำสูง

True Voice เป็นผู้ให้บริการ  AI Virtual Agent ในรูป Voicebot สำหรับ Contact Center ซึ่งมีการใช้งานจริงแล้วในธุรกิจชั้นนำของไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโทรคมนาคม  ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจธนาคารและไฟแนนซ์ ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เป็นต้น ทั้งยังสามารถปรับฟังก์ชันให้เหมาะสมกับธุรกิจประเภทต่างๆ บ็อตสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ รวมถึงลดภาระของพนักงาน Contact Center และสร้างความพึงพอใจในการใช้บริการให้แก่ลูกค้าอีกด้วย 
 
Virtual Agent ของ True Voice ประกอบด้วย 2 เทคโนโลยีหลัก คือ Speech Recognition ทำหน้าที่แปลงเสียงพูดเป็นข้อความตัวอักษร โดยเรามี engine ให้เลือกใช้หลากหลายตามความต้องการลูกค้า  และเนื่องจาก True Voice มีประสบการณ์มากกว่า 7 ปีในธุรกิจนี้จึงสามารถปรับ Engine ให้มีความแม่นยำสูงสุดในภาษาไทยบนแต่ละ Industry Domain   อีกเทคโนโลยีสำคัญคือ Natural Language Understanding หรือ NLU ที่พัฒนาโดย True Voice เองมีความสามารถในการทำความเข้าใจภาษาพูดและตีความเป็น intent ได้ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าต้องการขอเลื่อนนัด ก็สามารถพูดด้วยประโยคได้หลากหลาย เช่น “ให้ช่างเข้ามาอาทิตย์หน้าได้มั้ย”, “เย็นนี้ไม่ว่างแล้วครับ” หรือประโยคอื่นๆ ที่สื่อความหมายเดียวกันบ็อตก็ยังเข้าใจได้ ซึ่งทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวก สามารถใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ Command Words เลย 

AI Virtual Agent ในปัจจุบันถูกนำไปใช้ใน 2 รูปแบบหลัก ดังนี้ 

  1. Inbound Voicebot – บริการรับสายโทรเข้าสำหรับ Contact Center บ็อตสามารถจำแนกเรื่องที่ต้องการรับบริการและส่งต่อไปยังพนักงานได้ถูกต้อง และยังสามารถทำงานร่วมกับระบบหลังบ้านขององค์กรเพื่อเชื่อมข้อมูลประกอบการให้บริการเชิงลึกได้ เช่น การสอบถามยอดค่าใช้จ่าย โปรโมชัน การอายัติบัตร การเพิ่มวงเงิน การนัดหมาย การเช็กเที่ยวบิน หรือการสอบถามเบอร์ติดต่อสาขา เป็นต้น 
  2. Outbound Voicebot – บริการโทรออก เช่น โรงพยาบาลสามารถใช้ AI Virtual Agent เพื่อโทรยืนยันนัดตรวจสุขภาพหรือนัดหมายผู้ป่วย บริษัทขนส่งสามารถใช้โทรออกยืนยันนัดหมายการจัดส่งสินค้า หรืออาจนำไปประยุกต์ใช้ในการโทรออกเพื่อสำรวจความพึงพอใจต่อการใช้บริการ เป็นต้น 

นอกจากนั้นยังสามารถต่อยอดการให้บริการในรูปแบบ Chatbot ได้อีกด้วย ทำให้ลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาไม่ว่าจากช่องทาง Voice หรือ Chat ก็จะได้รับบริการบนคุณภาพเดียวกัน  การเทรนบ็อตครั้งเดียวก็สามารถตอบได้ทุกช่องทาง 

“True Voice ช่วยพัฒนา AI Virtual Agent ให้กับลูกค้าแต่ละรายเป็นการเฉพาะ ซึ่ง AI Virtual Agent แต่ละรายก็จะมีคาแรกเตอร์แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มธุรกิจตามภาพลักษณ์ขององค์กรนั้นๆ  ไม่ว่าจะเป็น ‘มะลิ’ ของ True, ‘มะนาว’ ของเครือธนาคารกรุงศรีฯ หรือ ‘ยิ้มยิ้ม’ ของสายการบินไทยสมายล์ โดยแต่ละ AI Virtual Agent จะมีความรอบรู้ในธุรกิจของตนเอง ทำให้สามารถการันตีความแม่นยำในการเข้าใจคำพูดและโต้ตอบได้ถูกต้องสูงถึง 85% ขึ้นไป และแม้ว่าในปัจจุบัน True Voice จะเป็นผู้นำระบบสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยบนระบบโทรศัพท์แต่เราจะไม่หยุดเพียงเท่านี้  ในปัจจุบันหลายๆ คนเริ่มจะคุ้นชินกับการสั่งงานด้วยเสียงผ่านอุปกรณ์ IoT, smart devices บ้างแล้ว ซึ่ง True Voice เรามองเห็นถึง trend การใช้ voice ที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ  เราเชื่อว่า Voice Interaction จะกลายเป็น New Normal ในอนาคตอันใกล้และ Voice จะเข้ามาแทนที่การกดปุ่มหรือการพิมพ์  นั่นคือเราจะสามารถสั่งงานและพูดคุยกับ Applications, Devices หรือ Robots ด้วยเสียงได้อย่างเป็นธรรมชาติและได้รับบริการที่รวดเร็วกว่าเคย” – คุณเกียรติศักดิ์กล่าว 

สนับสนุนระบบ Cloud ด้วยบริการและทีมผู้เชี่ยวชาญจาก True IDC 

หนึ่งในเทคโนโลยีเบื้องหลังการพัฒนา AI Virtual Agent ของ True Voice คือ Cloud Services โดย True Voice เลือกใช้บริการผ่าน True IDC ซึ่งมีความพร้อมในการให้บริการ (Availability) สูง และช่วยให้สามารถขึ้นระบบได้อย่างรวดเร็ว อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างประสบการณ์แสนยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้ True IDC ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคนไทยที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือและให้การสนับสนุนได้ทันทีเมื่อมีปัญหา ช่วยให้การทำงานของ AI Virtual Agent เป็นไปอย่างราบรื่น 
 
“True IDC มีความพร้อมในการให้บริการ Cloud Services ด้วยทีมงาน Local ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญช่วยตอบคำถามและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือมีแพ็กเกจการใช้งานที่คุ้มค่า ช่วยให้ True Voice สามารถควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการได้เป็นอย่างดี” – คุณเกียรติศักดิ์กล่าวปิดท้าย 

from:https://www.techtalkthai.com/enterprise-voice-bot-by-true-voice-and-true-idc/

การเลือกใช้อุปกรณ์ Handheld สำหรับธุรกิจค้าปลีก

EP-1      :     รู้เขารู้เรา ซื้อใช้กี่ครั้งก็คุ้ม

ก่อนที่เราจะเลือกอุปกรณ์ใดเพื่อเข้ามาเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกในธุรกิจนั้นๆ เราจะต้องทำความรู้จักกิจกรรมส่วนต่างๆ ให้ดีก่อน “รู้เขารู้เรา ซื้อใช้กี่ครั้งก็คุ้ม” ไม่ต้องมาลุ้นเปิดกล่องสุ่มให้ความดันขึ้น สู้มาหงายการ์ดเลือกของใส่กล่องด้วยตัวเองกันดีกว่า ไม่รอช้า มาดูกันให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย เริ่มจาก “รู้เราก่อน” เราในที่นี้ คือ “ธุรกิจค้าปลีก คืออะไร” และตามด้วย “รู้เขา” เขา ก็คือ “อุปกรณ์ Handheld Computer คืออะไร” มาลุยกันเลยครับ

“ธุรกิจค้าปลีก (Retail Business) คืออะไร” นิยามกระชับให้เข้าใจตัวตนของธุรกิจค้าปลีกได้ง่ายที่สุด ก็คือ ผู้ที่จำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคเป็นคนสุดท้ายนั้นเอง ไม่ต้องอธิบายให้มากความ มาดูกันให้เห็นภาพชัดเจนเลยว่าธุรกิจค้าปลีกอะไรบ้างที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด อาทิเช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของชำ ร้านมินิมาร์ท ห้างสรรพสินค้า ร้านอุปกรณ์ก่อสร้าง ร้านอุปกรณ์ไอที ร้านขายเครื่องสำอาง ร้านขายยา หรือแม้กระทั้งร้านค้าออนไลน์ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ก็ถือว่าเป็นธุรกิจค้าปลีกเช่นเดียวกัน ด้วยความหลากหลายชนิดของผู้ประกอบการร้านค้าปลีก จึงมีการจำแนกแบ่งประเภทกลุ่มร้านค้าปลีกออกตามความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ  

กลุ่มธุรกิจค้าปลีกแต่ละประเภทที่พบเห็นได้ในประเทศไทย

  1. ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก (Small Retailer) เช่น ร้านค้าขายของชำในหมู่บ้าน
  2. ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง (Specialty Store) เช่น ร้านขายยา, ร้านขายวัสดุก่อสร้าง
  3. ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Stores) เช่น ร้าน 7-11, ร้าน Family Mart
  4. ซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) เช่น Tops Market, BigC Supermarket
  5. ห้างสรรพสินค้า (Department Store) เช่น สยามพารากอน, เซ็นทรัล, เดอะมอลล์, โรบินสัน
  6. ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ (Discount Store, Hypermarket) เช่น Tesco Lotus, Big-C, Makro

สินค้า (Product) คือหัวใจของธุรกิจค้าปลีก ร้านค้าปลีกแต่ละกลุ่มจะต้องดำเนินการจัดหาสินค้าเข้ามาจัดจำหน่าย โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก “ซื้อมาและขายไป” ฟังดูง่าย แต่กระบวนการนั้นซับซ้อนไม่เบา ยิ่งกลุ่มห้างร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ด้วยแล้ว จะมีประเภทของสินค้าหลากหลายและจำนวนมาก เพื่อจัดเก็บให้มีปริมาณที่พอกับการซื้อของผู้บริโภค ถ้ามีการบริหารจัดการสินค้าได้ไม่ดีปัญหาและข้อผิดพลาดก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยซ้ำตามมาให้แก้ไขไม่รู้จบ

ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกนิยมนำระบบบริหารจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management System) โดยจะมีซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบหลักในการทำงานร่วมกัน ทำให้กระบวนการบริหารจัดการสินค้าเป็นระบบที่มีมาตรฐานมากขึ้น และสามารถเข้าถึงข้อมูลของสินค้าได้อย่างง่ายดายมากกว่ารูปแบบเดิม ถือว่าเป็นการเสริมศักยภาพในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกและสามารถบริหารการให้บริการหน้าร้านแก่ผู้บริโภคในเวลาเดียวกันได้อย่างมีคุณภาพ            

ความถูกต้องและแม่นยำของข้อมูลสินค้าถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก การเริ่มต้นที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งทาง การรับข้อมูลตั้งต้นของสินค้าที่เข้ามาในระบบ ถ้ามีความถูกต้องครบถ้วน กระบวนการต่อไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ก็จะสามารถนำข้อมูลไปประมวลผลต่อให่แก่ผู้บริโภคได้อย่างถูกต้องด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้น

Handheld Computer คือเครื่องทุ่นแรงที่เข้ามาเข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ให้การคีย์บันทึกข้อมูลสินค้าเข้ามาในระบบได้สะดวกและถูกต้องมากขึ้น ทดแทนการคีย์ข้อมูลด้วยมือ วัตถุประสงค์หลักนั้น เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานให้มีคุณภาพมากขึ้น สามารถช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน ลดความผิดพลาดของข้อมูลให้มีความถูกต้องครบถ้วน 100% ไม่ว่าจะเป็นการรับสินค้าเข้า การตรวจนับสินค้าคงคลัง การจำหน่ายสินค้าออกจากคลังให้กับผู้บริโภค ระบบซอฟต์แวร์มีหน้าที่ประมวลผลข้อมูลให้เป็นระเบียบตามที่ระบบกำหนดไว้

หลักการเลือกอุปกรณ์ Handheld Computer ให้เหมาะกับธุรกิจค้าปลีกต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง

Smart Retail

เลือกอุปกรณ์ Handheld Computer

ให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน

กิจกรรมและพฤติกรรมการทำงานของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในแต่ละส่วนงาน ถ้าเลือกอุปกรณ์เครื่องทุ่นแรงให้ไม่ตรงกับท่าทางในการทำงาน อุปกรณ์นั้นจะกลายเป็นตัวภาระทันที แทนที่จะเล่นท่าง่าย กลับต้องฝืนทนเล่นท่ายาก ฟังแล้วเมื่อยแทน การทำงานในแต่ละส่วนงานในธุรกิจค้าปลีก จะมีอยู่ 2 ส่วนใหญ่ คือ ส่วนงานคลังสินค้า และ ส่วนงานหน้า

ร้านส่วนงานคลังสินค้า

มีหน้าที่หลักอยู่ 3 อย่าง คือ รับสินค้าเข้า, จัดวางสินค้า, นำสินค้าออกจากคลัง ควรเลือกอุปกรณ์ Handheld Computer ที่ทนทาน น้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัด ไม่เน้นหน้าจอใหญ่ เน้นความคล่องตัว ให้นึกถึงปืน หยิบออกจากซอง ยิงได้ทันที และเก็บเข้าซองพร้อมลุย

ส่วนงานหน้าร้าน

มีหน้าที่จำหน่ายสินค้าที่ผู้บริโภคหยิบใส่ตะกร้าออกจากระบบ (Counter Service) ควรเลือกอุปกรณ์ Handheld Computer ที่เน้นความรวดเร็วในการสแกนอ่านข้อมูลบาร์โค้ดสินค้าเป็นหลัก รองลงมาจะต้องมีรูปลักษณ์ทางกายภาพที่เหมาะสมกับสถานที่ไม่เกะกะขวางหูขวางตา ปัจจุบันเจ้าของผลิตภัณฑ์ได้ออกแบบรุ่นเฉพาะที่ใช้งานบน Counter Service จึงง่ายต่อการเลือกมาใช้งาน ส่วนมากจะคัดสรรรุ่นกันที่สเปคประสิทธิภาพของหัวอ่านบาร์โค้ดล้วนๆ อ่านเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ สามผ่าน

เลือกอุปกรณ์ Handheld Computer

ให้เหมาะสมกับระบบงาน (System Requirement)

         ข้อมูลด้านเทคนิค (Technical Hardware) ของชุดอุปกรณ์ Handheld Computer ต้องสามารถทำงานร่วมกับระบบซอฟต์แวร์หลักของธุรกิจค้าปลีกได้ (System Hardware Requirement) และให้ความสำคัญกับคุณภาพของประเภทหัวอ่านบาร์โค้ดเป็นหลัก เพื่อสามารถรองรับการอ่านข้อบาร์โค้ดบนสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ มาดูกันว่าข้อมูลด้านเทคนิคของอุปกรณ์ Handheld อะไรบ้างที่ระบบหลังบ้านของธุรกิจค้าปลีกกำหนดไว้บ้าง

บาร์โค้ด (Barcode)

  • ประเภทบาร์โค้ด (Barcode Type) ปัจจุบันเทคโนโลยีชนิดของบาร์โค้ดจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ แบบ 1D และ 2D ธุรกิจค้าปลีกส่วนใหญ่จะเลือกใช้หัวอ่านแบบ 2D เพราะสามารถใช้งานอ่านข้อมูลของบาร์โค้ดบนสินค้าได้ครอบคลุมกว่า
    • แบบ 1D สามารถอ่านบาร์โค้ดชนิดแท่งได้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถอ่านบาร์โค้ดแบบ 2D หรือ QR Code ได้
    • แบบ 2D สามารถอ่านบาร์โค้ดได้ทั้ง 1D, 2D และ QR Code และปัจจุบันเป็นที่นิยมมากกว่า 1D
    • ประเภทเครื่องอ่านบาร์โค้ด (ฺBarcode Scanner Type) เทคโนโลยีเครื่องอ่านบาร์โค้ดมีอยู่ 4 ประเภท
      1. CCD Scanner มีลักษณะลำแสงหนา จุดเด่น สามารถอ่านบาร์โค้ดในสภาวะแสงสว่างมากๆ ได้ดี ข้อจำกัดของ CCD Scanner บาร์โค้ดจะต้องอยู่บนพื้นผิวที่แบนเรียบ และระยะการอ่านต้องไม่เกิน 1 นิ้ว
      2. Laser Scanner มีลักษณะลำแสงเลเซอร์เส้นตรงเส้นเดียว ขนาดเล็ก จุดเด่น สามารถอ่านบาร์โค้ดขนาดเล็กได้ดี
      3. Omi-Directional Scanner มีลักษณะเหมือนประเภท Laser แต่จะยิงลำแสงออกมาหลายเส้นหลายทิศทางคล้ายใยแมงมุม จุดเด่น สามารถอ่านบาร์โค้ดได้เร็ว เป็นที่นิยมในนำมาใช้งานในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องการความรวดเร็วในการให้บริการ
      4. Imager Scanner มีลักษณะการทำงานในรูปแบบการจับภาพตัวบาร์โค้ดเหมือนการทำงานของกล้องถ่ายรูป แล้วนำมาประมวลผลถอดรหัสข้อมูลบาร์โค้ด จุดเด่น สามารถอ่านบาร์โค้ดที่มีขนาดเล็กมากๆ และระยะการอ่านไกลได้ดี แต่จะอ่านข้อมูลบาร์โค้ดได้ช้ากว่า Laser Scanner
    • ประเภทของหัวอ่านบาร์โค้ดในลักษณะเฉพาะ
      1. SR (Standard Resolution) หัวอ่านบาร์โค้ดทั่วไป
      2. FZ (Fuzzy Logic) หัวอ่านบาร์โค้ดที่มีลักษณะซีดจาง หรือมีความเข้มลดลงจากต้นฉบับเดิม
      3. ER (Extra Long Range) หัวอ่านบาร์โค้ดในระยะไกล หรือบาร์โค้ดขนาดใหญ่ เหมาะกับพื้นที่ปิดโรงงานอุตสาหกรรม
      4. OCR (Optical Character Recognition) หัวบาร์โค้ด และสำหรับตัวอักษร ที่มีชนิด Fonts เฉพาะเทคโนโลยี OCR รองรับเท่านั้น เหมาะกับลักษณะงานที่ต้องการอ่านค่าของบาร์โค้ดที่ต้องการตัวอักษรเข้ามาประมวลผลด้วย เพื่อความรวดเร็วและความถูกต้อง
      5. HD (High Density) หัวอ่านบาร์โค้ดที่มีขนาดเล็กเกินกว่า 4 มิล (mil)
      6. DP / DPM (Direct Part Marks) หัวอ่านบาร์โค้ดที่ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบสกัดฝังลงบนพื้นผิววัสดุ ส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุที่ต้องใช้ในงานเฉพาะที่มีพื้นผิวไม่สามารถติดสติ๊กเกอร์บาร์โค้ดได้ หรือต้องการความคงทนของบาร์โค้ดที่อาจจะเกิดจากการขีดข่วน ล้างด้วยสารเคมี เป็นต้น

หน้าจอ (Monitor)

Monitor Resolution : ขนาดหน้าจอมีผลต่อการแสดงผลหน้าตาเมนูต่างๆ ของซอฟต์แวร์บริหารค้าปลีก  Handheld แต่ละยี่ห้อจะมีสเปคที่ใกล้เคียงกัน ส่วนมากแนะนำให้ทำการทดสอบกับระบบซอฟต์แวร์แต่ละร้านค้าจะชัวร์ที่สุด

ระบบประมวลผล (Processor System)

  • OS : (Operation System) : มีให้เลือกอยู่ 2 ค่าย คือ Windows Mobile และ Android ขึ้นอยู่กับความต้องการของระบบซอฟต์แวร์และการันตีการเลือกใช้งาน
  • CPU : เลือกเวอร์ชั่นปัจจุบันไว้ก่อน และขึ้นอยู่กับความต้องการของระบบซอฟต์แวร์และการันตีการเลือกใช้งาน
  • RAM : หน่วยความจำหลักของอุปกรณ์ Handheld Computer ยิ่งเยอะยิ่งดีต่อการทำงานร่วมกับระบบ ราคาก็จะสูงเช่นกัน
การเชื่อมต่อ (Connectivity)
          Wireless และ Bluetooth เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายหลักที่อยู่บนอุปกรณ์ Handheld Computer ซึ่งความพิเศษของ Enterprise Grad จะสามารถเลือกฟังก์ชั่นปิดการทำงานแบบถาวรของ Wireless ออกจากการสั่งซื้อตั้งต้นได้ (ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบของแต่ละองค์กร) ราคาตัวเครื่องก็จะถูกลง แต่ฟังก์ชั่น Bluetooth นั้น เป็นพื้นฐานที่จะมีให้มาทุกรุ่น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ธุรกิจค้าปลีกขนาดกลางและขนาดใหญ่ ส่วนมากจะออกแบบระบบให้ทำงานในรูปแบบ Online ใช้วิธีการ Remote Run Software บน Server ผ่านโครงข่ายการสื่อสารขององค์กร ซึ่งก็คือ Wireless เพราะฉะนั้น ฟังก์ชั่นนี้ มีความสำคัญมากพอสมควร แนะนำให้ทดสอบระบบร่วมกันเพื่อเลือกความเสถียรภาพในการเชื่อมต่อสื่อสารให้มีประสิทธิภาพตามความต้องการ
Barcode 1D / 2D

ปัจจุบันอุปกรณ์ Handheld Computer มีให้เลือกกันหลายยี่ห้อ และหลากหลายรุ่น ราคาสูงใช่ว่าจะดีสำหรับเราเสมอไป หรือราคาถูกไว้ก่อน อาจจะไม่ใช่ทุกข้อที่เราต้องการ เปรียบเทียบคุณสมบัติโดยรวมเพื่อคัดเลือกคู่เปรียบมวยให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาทดสอบคุณภาพให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าเหมาะสมกับราคาที่คุยไว้หรือไม่ โดยทั่วไปจะแบ่งออก 2 สัญชาติ คือ 1. สัญชาติ Asia / Pacific และ 2. สัญชาติ USA และ Europe เรามาดูกันว่ายี่ห้อใดบ้างที่มีอุปกรณ์ Handheld Computer ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกบ้าง โดยยกตัวอย่างเฉพาะที่มีตัวแทนจัดจำหน่ายและบริการในประเทศไทย ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็จะมีจุดเด่นทางด้านเทคนิคและการตลาดในรูปแบบนโยบายของตัวเอง ลองมาทำความรู้จักกันเลย

สัญชาติ Asia / Pacific มีอุปกรณ์ Handheld Computer ยี่ห้ออะไรบ้าง

Cipherlab จากประเทศ Taiwan

เน้นผลิตภัณฑ์ประเภท Handheld Computer เพียงกลุ่มเดียว จุดเด่นของ Cipherlab จะมีทั้งหัวอ่านบาร์โค้ด OEM Engine ของตัวเอง และใช้ของยี่ห้อ USA ให้เลือกใช้งาน ซึ่งมีผลต่อราคาที่แตกต่างกันในรุ่นเดียวกัน Cipherlab มีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกให้เลือกใช้งาน เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (ประเมินจากทั้งระบบงาน Total Solutions) โดยรวมราคาไม่สูงมาก อยู่ระดับกลางๆ

Unitech จากประเทศ Taiwan

เน้นผลิตภัณฑ์ประเภท Handheld Computer เพียงกลุ่มเดียว แต่มีความหลากหลายตามคุณสมบัติเฉพาะธุรกิจนั้นๆ เช่น Handheld Computer Healthcare สำหรับกลุ่มงานโรงพยาบาล เป็นต้น และ Unitech ยังมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกให้เลือกใช้งาน เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ราคาไม่สูงมาก อยู่ระดับกลางๆ  

สัญชาติ USA / Europe มีอุปกรณ์ Handheld Computer ยี่ห้ออะไรบ้าง

Zebra และ Honeywell จากประเทศ USA         

“Zebra และ Honeywell” ทั้ง 2 แบรนด์จากประเทศเดียวกันนี้ มีผลิตภัณฑ์ครบทุกประเภทของกลุ่ม Auto-ID Solutions ครอบคลุมทุกธุรกิจทั้งระดับออฟฟิศไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ ทั้งอุปกรณ์ Handheld Computer Scan Barcode และอุปกรณ์ Pinter Barcode ถือว่ามีระดับผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับ Enterprise Grade สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ในธุรกิจค้าปลีกนั้น มีให้เลือกใช้งานครบครันทั้งระบบงานในทุกขนาดธุรกิจ ตั้งแต่ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ราคาอยู่ในระดับกลางๆ ถึงระดับสูงมาก

Opticon จากประเทศ Netherlands            

จริงๆ แล้ว Opticon เป็นกลุ่มบริษัทลูกผสมทั่วโลก ประกอบด้วย OPTO Electronics (ญี่ปุ่น), Opticon Sensors Europe BV (เนเธอแลนด์) และ Opticon Inc. (อเมริกาเหนือ) โดยผลิตภัณฑ์ Opticon เน้นผลิตภัณฑ์ประเภท Handheld Computer เพียงกลุ่มเดียว มีจุดเด่นเรื่องออกแบบเทคโนโลยี OEM Scan Engines เป็นของตัวเอง รองรับการทำงานด้านการอ่านบาร์โค้ดได้ทุกธุรกิจ สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกนั้น เกือบจะครบทุกฟังก์ชั่น จึงทำให้เหมาะสำหรับธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กและขนาดกลาง (ประเมินจากทั้งระบบงาน Total Solutions) ราคาไม่สูงมาก อยู่ระดับกลาง

“รู้เขาแล้ว รู้เราแล้ว จะเลือกรุ่นไหนดีถึงจะเหมาะกับเรา”          

ต้องเจาะลึกเข้าไปให้ถึงธาตุแท้ของอุปกรณ์ Handheld Computer แต่ละรุ่น ก่อนจะส่งขันหมากไปสู่ขอ เราจะต้องศึกษาดูนิสัยใจคอกันให้ดี อย่าให้ต้องแต่งแล้วหย่า ปล่อยให้ระบบร้านค้าปลีกเป็นหม่ายกลับคืนสู่สามัญให้ถูกนินทาว่า “ค้าปลีก ทำมือ” โปรดติดตาม EP2 ตอน “เจาะสเปคอุปกรณ์ Handheld Computer ที่เหมาะกับธุรกิจค้าปลีก”

from:https://www.techtalkthai.com/retail-handheld-computer-scanner-barcode/

Lead Generation ในธุรกิจ B2B วางแผนการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ สื่อสารต่อเนื่อง ปิดการขายได้จริง

หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำการตลาดในธุรกิจแบบ B2B ในหัวข้อ Segmentation, Positioning และ Targeting และ Brand Awareness ไปแล้วในเซสชั่นที่ผ่านมา ในเซสชั่นนี้ คุณจิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งชุมชน Marketing Tech Thailand ได้กลับมาให้ความรู้เราอีกครั้งในหัวข้อ Lead Generation ในธุรกิจ B2B ซึ่งทีมงาน TechTalkThai ได้สรุปใจความสำคัญมาให้ทุกท่านอ่านกันแล้วในบทความนี้

หลังจากที่ธุรกิจสามารถแนะนำตัวเองให้เป็นที่รู้จักและสร้างความสนใจให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น การสร้าง Brand Awareness แล้ว ความท้าทายถัดมาที่ธุรกิจจะต้องทำคือการพยายามสร้างความประทับใจและโน้มน้าวจิตใจเพื่อนำไปสู่การปิดการขายให้ได้ในขั้นตอนที่เรียกกันว่า Lead Generation 

ซึ่งในธรรมชาติของการค้าขายแบบ B2B ลูกค้าผู้ที่แสดงความสนใจและติดต่อธุรกิจเข้าในครั้งแรกส่วนมากจะยังไม่มีคำสั่งซื้อในทันที และกระบวนการขายจะต้องผ่านขั้นตอนการติดต่อและตัดสินใจที่อาจมีระยะเวลานานหลายเดือนก่อนจะปิดการขายได้ ดังนั้นขั้นตอน Lead Generation จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ธุรกิจจะต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก 

การจัดการ Lead เพื่อนำไปสู่การขายอย่างมีประสิทธิภาพมีแนวทางดังนี้

Lead Management Framework เป็นแนวทางในการทำ Lead Generation อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการตลาดของธุรกิจ B2B ด้วย

Lead Acquisition – ดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามารู้จักหรือมีความสนใจในแบรนด์​ โดยอาจใช้เทคนิคการตลาดหลายๆรูปแบบ เช่น การโฆษณา และการทำ Content Marketing เพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามารับชมข้อมูลและความรู้ที่ทางแบรนด์นำเสนอ

Data Collection – เมื่อลูกค้าเข้ามารับชมคอนเทนท์ของแบรนด์แล้ว ธุรกิจจะต้องพยายามขอข้อมูลจากลูกค้าเพื่อนำข้อมูลนั้นมาทำแคมเปญการตลาดที่จะนำไปสู่การปิดการขาย ธุรกิจอาจใช้วิธีการให้ลูกค้าทิ้งช่องทางการติดต่อ การสมัครสมาชิก หรือการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษบางอย่าง เช่น กรอกข้อมูลลงทะเบียนเพื่อรับ Whitepaper 

Nurturing – หลังจากมีข้อมูลของลูกค้าอยู่ในมือแล้วก็ถึงขั้นตอนที่ธุรกิจจะต้องวางแผนแคมเปญการตลาดและการสื่อสารซึ่งจะนำไปสู่การปิดการขาย สำหรับธุรกิจแบบ B2B อาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การส่งอีเมลติดตาม ให้ข้อมูล และแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การเชิญชวนเข้าร่วมงานสัมมนา การติดต่อทางโทรศัพท์ หรือการเข้าไปนำเสนอในองค์กรลูกค้า 

ตัวอย่างของขั้นตอนการทำ Nurturing ด้วยการส่งอีเมลสื่อสารและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้อยู่ตลอดระยะเวลาที่ยังอยู่ในกระบวนการขายอยู่

ในขั้นตอนนี้ธุรกิจอาจใช้เครื่องมือ Marketing Automation เพื่อวางแคมเปญให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความต่อเนื่องไม่ตกหล่น เนื่องจากกระบวนการขายในธุรกิจ B2B มักใช้เวลาค่อนข้างนาน

ระบบ Marketing Automation จะช่วยในการบริหารการสื่อสารในหลายๆช่องทางให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยลดภาระในการ Follow-up และป้องกันการตกหล่น

Scoring – ในบางครั้งธุรกิจอาจมี Lead เข้ามาเป็นจำนวนมาก และไม่ทราบว่าควรให้ความสำคัญกับ Lead ใดก่อน Scoring จะเป็นขั้นตอนที่จะช่วยคัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของการทำการตลาดให้

ธุรกิจจะต้องตั้งปัจจัยในการให้คะแนน Lead แต่ละรายให้เหมาะสมกับรูปแบบการขายและรูปแบบของผลิตภัณฑ์และบริการ โดยสำหรับธุรกิจ B2B แล้วจะต้องคำนึงถึงปัจจัยภายในองค์กรของลูกค้าด้วย เช่น ตำแหน่งของผู้ติดต่อ อำนาจในการตัดสินใจ ลักษณะและขนาดขององค์กร และโครงสร้างองค์กร เป็นต้น

ตัวอย่างของปัจจัยที่สามารถนำไปใช้ตัดสิน Lead Scoring ได้สำหรับธุรกิจ B2B

Close Sale – ขั้นตอนการปิดการขาย จะเป็นการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการและส่งมอบถัดไป และการวางแผนสำหรับการให้บริการหลังการขาย รวมไปถึงการบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ด้วย 

นอกจากนี้ ในการขายและการทำแคมเปญการตลาดแต่ละครั้งธุรกิจจะต้องมีการประเมินตัวเองและวิเคราะห์สถานการณ์อยู่เสมอ เพื่อสำรวจจุดที่ต้องปรับปรุงและเป็นการวัดประสิทธิภาพของแคมเปญไปในตัวด้วย

โดยในการทำ Lead Generation จะมี KPI ที่นิยมใช้กัน เช่น 

  • จำนวนลูกค้าใหม่ที่แปลงเข้ามาเป็น Lead ได้
  • ระยะเวลาเฉลี่ยในการส่งมอบสินค้าหรือบริการ
  • คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าจากการประเมิน
  • Conversion Rate อัตราความสำเร็จในการปิดการขาย
  • Customer Retention Rate อัตราการรักษาลูกค้าให้ยังคงใช้บริการ 

และนี่ก็เป็นสาระคร่าวๆของการทำ Lead Generation สำหรับธุรกิจ B2B หากต้องการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Lead Generation เพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ https://www.jrit-ichi.com/cutting/2022/01/26/711/

from:https://www.techtalkthai.com/jrit-ichi-lead-generation-b2b-business-awareness-to-sale/

7 ความสามารถของ Aruba EdgeConnect ที่ทำให้ระบบเครือข่ายมีประสิทธิภาพเหนือกว่าโซลูชัน SD-WAN ทั่วไป

โซลูชัน SD-WAN นั้นได้กลายเป็นโซลูชันมาตรฐานที่ธุรกิจองค์กรแทบทุกแห่งต้องใช้งานไปแล้ว แต่โซลูชัน SD-WAN จากผู้ผลิตแต่ละรายเองนั้นก็มีความสามารถที่แตกต่างกันไป

Aruba Networks ในฐานะของผู้นำด้านระบบ SD-WAN จากการเข้าซื้อกิจการของ Silver Peak เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา ก็ได้นำเสนอโซลูชันระบบ SD-WAN ที่มีความโดดเด่นภายใต้ชื่อ Aruba EdgeConnect ที่จะช่วยให้การเชื่อมต่อ WAN นั้นไม่เพียงแต่มีความมั่นคงทนทาน แต่ยังมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าโซลูชัน SD-WAN อื่นๆ ด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลายอีกด้วย

ในบทความนี้เราจะสรุปถึงความสามารถของ Aruba EdgeConnect ที่โดดเด่นเหนือกว่าโซลูชัน SD-WAN ทั่วไปในเชิงของประสิทธิภาพให้ทุกท่านได้นำไปศึกษากัน ดังนี้ครับ

4 ความสามารถพื้นฐานของทุกระบบ SD-WAN

ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีผู้พัฒนาโซลูชัน SD-WAN ที่หลากหลาย แต่ความสามารถหลักๆ ที่ทุกๆ โซลูชันมีเหมือนกันนั้นก็มีด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่

1. การรองรับการเชื่อมต่อด้วยลิงค์ที่หลากหลาย

ความสามารถแรกของระบบ SD-WAN โดยทั่วไปนั้นคือการเชื่อมต่อใช้ลิงค์ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Broadband Internet, MPLS, 4G/5G/LTE หรืออื่นๆ และนำลิงค์เหล่านี้มาผสานรวมกันเพื่อให้การเชื่อมต่อเครือข่ายมีประสิทธิภาพและความมั่นคงทนทาน รวมถึงมีเส้นทางสำรองเมื่อลิงค์ใดๆ ที่ใช้งานอยู่มีปัญหา

2. การบังคับเส้นทางการรับส่งข้อมูลสำหรับแอปพลิเคชัน

โดยทั่วไปแล้วระบบ SD-WAN จะทำการตรวจสอบติดตามประสิทธิภาพและคุณภาพในการเชื่อมต่อเครือข่ายสำรับแต่ละแอปพลิเคชัน และเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด หรือเปิดให้ผู้ดูแลระบบทำการกำหนดระดับคุณภาพของการเชื่อมต่อสำหรับแต่ละแอปพลิเคชันให้แตกต่างกันได้

3. การบริหารจัดการแบบอัตโนมัติจากศูนย์กลาง

ทุกระบบ SD-WAN จะทำการลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการลงด้วยความสามารถในการบริหารจัดการระบบจากศูนย์กลางได้ เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตั้งใช้งานและดูแลรักษาระบบ SD-WAN ที่กระจายอยู่หลายสาขาของธุรกิจได้อย่างสะดวก

4. การติดตั้งใช้งานได้แบบ Zero-Touch Provisioning (ZTP)

เพื่อให้การติดตั้งใช้งานแรกเริ่มเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ระบบ SD-WAN จึงมักมาพร้อมกับความสามารถ Zero-Touch Provisioning (ZTP) เพื่อให้การติดตั้ง SD-WAN Gateway ที่แต่ละสาขาขององค์กรนั้นมีความง่ายดายมากที่สุด เพียงแค่ติดตั้งอุปกรณ์และเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและเครือข่ายเท่านั้น จากนั้นอุปกรณ์ก็จะทำการเชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการจากศูนย์กลางและเริ่มทำงานได้ทันที

อย่างไรก็ดี Aruba Networks ในฐานะของผู้นำด้านเทคโนโลยี SD-WAN ก็ได้มีการพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้การใช้งาน SD-WAN เป็นไปได้อย่างคุ้มค่า เชื่อมต่อเครือข่ายใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพสูงสุด ด้วยการเพิ่มความสามารถที่หลากหลายให้กับ Aruba EdgeConnect นั่นเอง

7 ความสามารถที่ทำให้ Aruba EdgeConnect มีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบ SD-WAN ทั่วไป

อันที่จริงแล้ว Aruba EdgeConnnect มีความสามารถที่เหนือกว่า SD-WAN ทั่วไปทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ, ความมั่นคงปลอดภัย และการบริหารจัดการ แต่หากเจาะลึกเฉพาะประเด็นด้านประสิทธิภาพแล้ว ความสามารถดังต่อไปนี้คือสิ่งที่ทำให้ Aruba EdgeConnect มีความโดดเด่นเหนือกว่าโซลูชัน SD-WAN อื่นๆ

1. Path Conditioning

ระบบ Internet โดยทั่วไปนั้นถึงแม้จะมีความเร็วที่สูง แต่ก็มักมีความเสถียรที่น้อยกว่า Private Link อย่างเช่น MPLS ดังนั้น Aruba EdgeConnect จึงได้นำเสนอความสามารถ Path Conditioning ที่จะช่วยปรับให้การเชื่อมต่อ Internet ทั่วไปนั้นมีความเสถียรมากขึ้นเทียบเคียงได้กับการใช้ Private Link ด้วย 2 แนวทาง ดังนี้

  • Forward Error Correction (FEC) ทำการส่ง FEC Packet เพิ่มเติมเข้าไปในการส่งข้อมูล เพื่อใช้เป็นตัวเทียบสำหรับการแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดหรือสร้าง Packet ที่สูญหายระหว่างทางขึ้นมาใหม่ได้โดยไม่ต้องทำ TCP Re-transmission ที่มักใช้เวลานาน
  • Packet Order Correction (POC) ทำการจัดเรียงลำดับของ Packet ให้ถูกต้องจากการที่แต่ละ Packet ถูกส่งกระจายผ่านคนละเส้นทางไปยังปลายทาง ทำให้ปลายทางได้รับข้อมูลที่มีลำดับถูกต้อง

2. Tunnel Bonding

ความสามารถ Tunnel Bonding นี้จะนำ Physical WAN ตั้งแต่ 2 ลิงค์ขึ้นไปมาทำงานร่วมกัน เพื่อผสานรวมทั้งประสิทธิภาพและความมั่นคงทนทาน พร้อมปรับแต่งคุณสมบัติในการรับส่งข้อมูลผ่าน Tunnel เหล่านี้ให้แตกต่างกันออกไป ทำให้การรับส่งข้อมูลผ่าน Tunnel เหล่านี้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น

ผู้ดูแลระบบสามารถเลือกปรับแต่งได้ว่าในการรับส่งข้อมูลของแต่ละแอปพลิเคชันจะมุ่งเน้นไปที่วัตถุประสงค์ใดเป็นหลัก เช่น การเน้นที่ความมั่นคงทนทาน, คุณภาพ, ปริมาณ Throughput หรือประสิทธิภาพโดยรวมในการใช้งาน และสามารถเลือกใช้ Tunnel ที่เหมาะสมต่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ตามต้องการ

3. Dynamic Path Control

ผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถกำหนดค่าให้ Aruba EdgeConnect ทำการเลือกเส้นทางในการรับส่งข้อมูลผ่าน WAN ตามความต้องการที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละแอปพลิเคชันได้ เช่น ระบบ Video Conference หรือ ERP นั้นอาจถูกบังคับให้เชื่อมต่อผ่าน MPLS เท่านั้น และทำการ Load Balancing ระหว่าง MPLS และ Internet สำหรับการเชื่อมต่อที่เหลือได้ เป็นต้น

แนวทางดังกล่าวนี้จะทำให้องค์กรสามารถใช้งาน WAN ทั้งหมดที่มีอยู่ได้แบบ Active-Active อย่างคุ้มค่า ในขณะที่ยังคงควบคุมคุณภาพสำหรับแอปพลิเคชันสำคัญในองค์กรได้เป็นอย่างดี

4. First-packet IQ Application Classification

Aruba EdgeConnect สามารถทำการจำแนกแต่ละแอปพลิเคชันออกจากกันได้โดยอัตโนมัติ และนำข้อมูลดังกล่าวนี้ไปใช้ในการกำหนด Policy เพื่อให้การรับส่งข้อมูลมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีความมั่นคงปลอดภัยในระดับที่ต้องการได้ เช่น

  • การส่งข้อมูลของแอปพลิเคชันภายในองค์กรไปยังช่องทางที่เชื่อมต่อกับ Data Center ขององค์กรโดยตรง
  • การส่งข้อมูลของ Microsoft O365 และบริการ UCaaS ไปยังผู้ให้บริการ Cloud โดยตรง
  • การส่งข้อมูลที่ถูกร้องขอโดยผู้ใช้งาน เช่น Salesforce, Facebook, YouTube, Box หรือ Web Browsing ไปยังระบบ Point-of-Presence (POP) ของผู้ให้บริการ Secure Web Gateway หรือ SASE เพื่อให้มั่นใจในความมั่นคงปลอดภัย

5. Cloud Intelligence

Aruba EdgeConnect จะมีการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลที่อัปเดตแบบ Real-Time ซึ่งระบุถึงปลาทางของบริการ Software-as-a-Service หรือ Cloud ชั้นนำรายต่างๆ ที่มักถูกอัปเดตหรือเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การรับส่งข้อมูลใดๆ นั้นสามารถเลือกปลายทางที่เหมาะสมที่สุดได้อยู่เสมอ

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นภาพได้ชัดเจนคือบริการ Cloud ชั้นนำอย่างเช่น Office 365, Salesforce, Workday, Box, Dropbox หรืออื่นๆ ที่มักมี IP Address จำนวนหลายร้อยหรือหลายพันชุดในระบบ และมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มลดอยู่ตลอด ดังนั้นการมีฐานข้อมูลเหล่านี้ที่อัปเดตอย่างต่อเนื่องก็จะช่วยให้ Aruba EdgeConnect มีข้อมูลแผนที่ของ Internet ปัจจุบัน และช่วยให้การเลือกเส้นทางหรือปลายทางที่ดีที่สุดนั้นเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ

6. Microsoft O365 REST API Integration

Aruba EdgeConnect ได้เร่งความเร็วในการเชื่อมต่อไปยัง Microsoft Office 365 ให้เหนือกว่าใครๆ ได้ด้วยการเชื่อมต่อ REST API เข้ากับ Microsoft Office 365 และทำให้ได้รับข้อมูลของ Office 365 Entry Point ที่อยู่ตำแหน่งใกล้เคียงกับผู้ใช้งานที่สุดอยู่เสมอจากข้อมูลที่ถูกร้องขอผ่าน API นี้

แนวทางนี้สามารถช่วยลด Round Trip Time (RTT) ที่เกิดขึ้นในการเชื่อมต่อไปยัง Office 365 ของผู้ใช้งานแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ทีมพัฒนของ Aruba เองก็มีการอัปเดตและทดสอบการทำงานร่วมกับ Microsoft Office 365 อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งานได้นั่นเอง

7. Intelligent Internet Breakout

สำหรับสาขาที่อาจมี WAN Link จำนวนไม่มากนักและไม่สามารถสร้าง Bonded Tunnel ได้หลากหลาย Aruba EdgeConnect ก็จะทำการตรวจสอบประสิทธิภาพของ WAN เหล่านี้ด้วยการติดตามค่า Packet Loss, Jitter, Latency และ Mean Opinion Score (MOS) อย่างต่อเนื่อง และเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งข้อมูลให้กับผู้ใช้งาน ทำให้แม้แต่ในสาขาที่มีขนาดเล็กก็สามารถมีการเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีคุณภาพและไว้วางใจได้

สนใจโซลูชัน SD-WAN ติดต่อทีมงาน SiS ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน Aruba EdgeConnect สามารถติดต่อทีมงาน SiS Distribution ()Thailand) PCL.

โทร. 02-020-3074

Email: HPEAruba@sisthai.com

Line ID: @sisaruba

from:https://www.techtalkthai.com/7-features-of-aruba-edgeconnect-for-high-performance-sd-wan/

[Video] ถึงเวลาสำหรับการเริ่มต้นใหม่……กับความปลอดภัยจาก Aruba Dynamic Segmentation

สามารถตอบโจทย์ความหลากหลายของอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้งานเชื่อมต่อระบบเครือข่ายได้ ทั้งแบบมีสาย และ ไร้สาย

เพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการได้อย่างยืดหยุ่น
ให้ #ArubaDynamicSegmentation มอบประสบการณ์ด้านความปลอดภัยสำหรับเครือข่ายที่เหนือกว่า

#HPE #Aruba #HPEAruba #ITGreen #ArubaNetwork #ArubaTH #DynamicSegmentation #ออกแบบเครือข่าย #ปลอดภัย

from:https://www.techtalkthai.com/video-aruba-dynamic-segmentation/

Pure Storage จับมือ Meta ร่วมพัฒนา AI Research SuperCluster (RSC)

Pure Storage ผู้พัฒนาโซลูชัน Storage as-a-Service ได้ออกมาปะรกาศถึงบทบาทในโครงการ AI Research SuperCluster (RSC) ของ Meta ซึ่ง Meta เชื่อว่าจะเป็นระบบ AI Supercomputer ที่เร็วที่สุดในโลก

RSC จะเป็นระบบที่ช่วยให้นักวิจัยด้าน AI ของ Meta สามารถสร้าง AI Model ใหม่ที่ดียิ่งขึ้นและสามารถเรียนรู้จากข้อมูลตัวอย่างนับล้านล้านรายการได้ และสามารถรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลได้จากหลากหลายภาษา พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลได้ทั้งในรูปแบบของข้อความ, ภาพ และวิดีโอร่วมกัน ทำให้เกิดการพัฒนาเครื่องมือทางด้าน Augmented Reality (AR) และเครื่องมืออื่นๆ ได้อีกมากมาย

RSC ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ MEta สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับแพลตฟอร์มการประมวลผลแห่งอนาคตของ Meta อย่างเช่น Metaverse ที่ต้องมีแอปพลิเคชันซึ่งใช้ AI เป็นหัวใจสำคัญได้ รวมถึงยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมายที่จะมีบทบาทสำคัญภายใต้ Metaverse นี้ด้วย

Meta ได้เลือกให้ Pure Storage เป็นพันธมิตรทางด้านระบบจัดเก็บข้อมูลเพื่อวางระบบ Storage ที่มีความมั่นคงทนทานและเพิ่มขยายได้เพื่อขับเคลื่อน RSC นี้ โดยมีการเลือกใช้งาน FlashArray และ FlashBlade สำหรับการรองรับการประมวลผลวิเคราะห์ข้อมูลทั้งในรูปแบบ Structured Data และ Unstructured Data ได้ด้วยประสิทธิภาพสูง โดยสามารถใช้งานและดูแลรักษาได้ง่าย, น่าเชื่อถือ และมีความยั่งยืน

ที่ผ่านมา Pure Storage ได้เป็นผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยีแก่ Meta มาอย่างยาวนาน และมีส่วนช่วยในการออกแบบระบบโครงสร้างพิ้นฐานเพื่อรองรับงานวิจัยทางด้าน AI ของ Meta ในรุ่นแรกมาตั้งแต่ปี 2017 ซึ่ง Meta ยังคงเป็นพันธมิตรกับ Pure Storage มาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบัน RSC ก็จะเป็นระบบล่าสุดที่ Pure Storage ได้เข้าไปช่วยให้ Meta สามารถบรรลุถึงเป้าหมายทางด้านการวิจัยระบบ AI

ในโครงการดังกล่าวนี้มีการใช้งานโซลูชันของ Pure Storage หลักๆ ด้วยกัน 2 ระบบ ได้แก่

  • FlashArray//C ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ All-Flash ความจุสูงสำหรับธุรกิจองค์กร เพื่อควบรวมการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาล และมีความมั่นคงทนทานในระดับ Six-Nines (99.9999%) พร้อม Latency ทีเสถียรในระดับน้อยกว่าสิบ Millisecond โดยใช้สถาปัตยกรรมแบบ QLC-based เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพ, การใช้พลังงาน, ความหนาแน่นในการจัดเก็บข้อมูลที่เหมาะสม และประหยัดพื้นที่ติดตั้งใช้งานภายในระบบ RSC
  • FlashBlade โซลูชัน All-Flash Storage ที่ล้ำสมัยที่สุดของวงการที่สามารถให้บริการข้อมูลในรูปแบบ File และ Object ร่วมกันได้ เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลในแบบ Parallel สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล Object และ File หลายพันล้านชุดได้อย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่ https://www.purestorage.com/company/newsroom/press-releases/pure-partners-with-meta-on-ai-research-supercluster.html

from:https://www.techtalkthai.com/pure-storage-partners-with-meta-for-ai-research-supercluster-rsc/

ฟรี eBook: Cyberthreats Report 2022 โดย Acronis

Acronis ผู้ให้บริการโซลูชัน Data Protection ชื่อดัง ออกรายงาน “Acronis Cyberthreats Report 2022” พร้อมสรุปแนวโน้มภัยคุกคามไซเบอร์ล่าสุดจากปี 2021 มาสู่ 2022 ช่องโหว่บน Windows และซอฟต์แวร์ยอดนิยมที่ควรจับตามอง รวมไปถึงคำแนะนำในการปกป้องธุรกิจของตนให้มั่นคงปลอดภัย ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานไปศึกษาได้ฟรี

เนื้อหาในรายงานฉบับนี้ ท่านจะได้พบกับแนวโน้มภัยคุกคามและความมั่นคงปลอดภัยที่ Acronis ติดตามตลอดช่วงครึ่งปีหลัง 2021, ภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ Cryptocurrencies, สถิติของ Ransomware และบทวิเคราะห์ต่อเหตุที่รุนแรงที่สุด, สถิติที่เกี่ยวข้องกับมัลแวร์ทั่วๆ ไป, ช่องโหว่ที่ช่วยให้แฮ็กเกอร์โจมตีสำเร็จ และคาดการณ์ภัยคุกคามในปี 2022 นี้

รายงานฉบับนี้มีความยาวรวมทั้งสิ้น 44 หน้า ประกอบด้วยเนื้อหา 5 บท ได้แก่

  • ภัยคุกคามไซเบอร์และแนวโน้มที่สำคัญจากปี 2021
  • สถิติเกี่ยวกับมัลแวร์ทั่วไป
  • ช่องโหว่บน Windows และซอฟต์แวร์ที่ควรจับตามอง
  • คาดการณ์ภัยคุกคามในปี 2022
  • คำแนะนำในการปกป้องธุรกิจของตนให้มั่นคงปลอดภัยจาก Acronis

from:https://www.techtalkthai.com/free-cyberthreats-report-2022-by-acronis/