คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

[Guest Post] จับตาอนาคตยุคดิจิทัลกับการต่อกรภัยคุกคามไซเบอร์

“จับตาอนาคตยุคดิจิทัลกับการต่อกรภัยคุกคามไซเบอร์” โดย นายสุภัค ลายเลิศ กรรมการอำนวยการ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

 

เผลอแป๊บเดียวเราก็อยู่กับความไม่แน่นอนของวิกฤตโควิด-19 มาเกือบครบปีแล้ว ซึ่งทั้งปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีดิจิทัลนับว่ามีบทบาทสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพการทำงานและสร้างโอกาสทางการตลาดบนฐานวิถีธุรกิจใหม่ผ่านการเชื่อมต่อออนไลน์ แต่ในทางกลับกัน เราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์ที่มุ่งทำลายระบบไอที ข้อมูลขององค์กรและลูกค้าจนส่งผลเสียหายต่อธุรกิจ ดังนั้น การมองหาเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนได้คล่องตัวแบบอไจล์ (Agile) จะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือรูปแบบการทำงานใหม่ ภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงความต้องการของลูกค้าที่มาพร้อมความคาดหวังในการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น 

 

เมื่อแรนซัมแวร์ล็อคเป้าองค์กรธุรกิจ

การเปิดเผยภัยคุกคามครึ่งปีแรกของปี 2563 โดย เทรนด์ไมโคร พบว่าการคุกคามหนักสุดเกิดจาก แรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 68 สายพันธุ์ และพบช่องโหว่ถึง 786 ช่องโหว่ โดยพฤติกรรมของแรมซัมแวร์ คือ เจาะช่องโหว่เพื่อป่วนระบบจัดการไอพีแอดเดรสและรหัสผ่าน หรือ สร้างพฤติกรรมเคลื่อนไหวแปลก ๆ  (Lateral Movement) ขณะที่ภัยคุกคามบนคลาวด์มีถึง 8.8 ล้านครั้ง ส่วนใหญ่แฝงมากับอีเมลปลอม (Phishing E-mail) อีเมลลวงทางธุรกิจ (Business E-mail Compromise -BEC) เพื่อหวังผลบางอย่าง เช่น ปลอมอีเมลเพื่อสมัครงาน ล่อลวงให้โอนเงินไปบัญชีปลอม การหลอกด้วยเว็บไซต์ปลอม (Phishing Web) ซึ่งมีชื่อยูอาร์แอลใกล้เคียงเว็บไซต์จริงจนผู้ใช้ไม่ทันสังเกต หรือ การดาวน์โหลดเครื่องมือต่าง ๆ บนออนไลน์ที่มีทั้งจริงและปลอมสำหรับทำงานจากบ้าน เช่น วิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ ซึ่งถ้าโชคร้ายเป็นของปลอมอาจเกิดการดักฟังหรือเจาะข้อมูลขณะประชุมออนไลน์ได้

          ถึงแม้ผู้ใช้เริ่มรู้ทันกับแรนซัมแวร์ที่มากับอีเมลลวงจนการก่อกวนลดลงแต่ยังพบแรนซัมแวร์ตัวใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ ColdLock ซึ่งโจมตีฐานข้อมูลและอีเมลเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร Nefilim เน้นเจาะไฟล์ข้อมูลของเหยื่อไปขายต่อ Maze ที่คอยเจาะช่องโหว่บนวีพีเอ็น ไฟร์วอลล์  หรือแฝงการเข้ารหัสข้อมูลผ่านเครื่องเดสก์ท็อประยะไกล (Remote Desktop) หรือจากการใช้งานบลูทูธ ไอโอเอส หรือแอนดรอยด์ผ่านอุปกรณ์โมไบล์เพื่อขโมยชื่อบัญชีและรหัสผ่านไปขายในเว็บมืด หรือแก้ชื่อบัญชีและรหัสผ่านจนเจ้าของตัวจริงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของตัวเอง ทำให้เรียกเงินค่าไถ่ได้ถึงสองต่อ VoidCrypt ที่เน้นเจาะระบบโรงพยาบาลโดยเฉพาะ ซึ่งจะเห็นว่าแรนซัมแวร์ตัวใหม่ ๆ มุ่งทำลายเป้าหมายที่เจาะจงมากขึ้น (Target Breach)  ซึ่งคือองค์กรธุรกิจ เพราะได้ราคาค่าไถ่ที่งามกว่าการหว่านแรนซัมแวร์ไปทั่ว บางกรณีสามารถเพิ่มจำนวนค่าไถ่ได้มากถึง 62.5% วิธีแก้เกมคือ หลีกเลี่ยงอีเมลที่น่าสงสัย หมั่นอัปเดตซอฟต์แวร์ความปลอดภัยให้กับเซิร์ฟเวอร์หลัก เครื่องลูกข่าย เมลเซิร์ฟเวอร์ และเมลเกตเวย์ กำหนดพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ไว้ล้อมกรอบเว็บหรืออีเมลลักษณะแปลก ๆ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด หรือใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งมาช่วยตรวจจับก็จะช่วยสร้างแนวป้องกันด่านหน้าให้กับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบัน มีแพลตฟอร์มการบริหารจัดการข้อมูล เช่น HPE Cohesity ที่ออกแบบมาให้รับมือกับแรนซัมแวร์ ทั้งการป้องกัน ตอบโต้ และกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มเติมด้วยขีดความสามารถในการขยายระบบออกไปได้ไม่จำกัด ตลอดจนแก้ปัญหาการเก็บข้อมูลกระจัดกระจายให้มาอยูบนแพลตฟอร์มเดียวกันเพื่อการกำกับดูแลความปลอดภัยที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากจุดเดียว

 

 

รวมศูนย์ข้อมูล-แบ็คอัพด้วยสูตร 3-2-1

          สิ่งหนึ่งที่องค์กรต้องเผชิญจากการใช้แอปพลิเคชันหรืองานบริการผ่านเครือข่ายในองค์กรหรือออนไลน์คือ ข้อมูลที่กระจายไปทั่ว (Data Fragmentation) ทั้งใน Data center ตามสาขาห่างไกล หรือบนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งยากต่อการควบคุมและเสี่ยงเพิ่มช่องโหว่การโจมตี แนวทางแก้ไขที่ทำได้ เช่น การรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ศูนย์กลางโดยมี Web Scale File System เป็นตัวช่วยเก็บรวบรวมไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ขึ้นสู่ที่เก็บข้อมูลกลาง หรือ Data Lake บนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งเพิ่มขนาดได้ไม่จำกัดและกำกับดูแลจากจุดเดียว สามารถทดสอบปรับปรุงข้อมูล (Test/Dev) โดยมีกระบวนการ Data Masking มาปรับเปลี่ยนหน้าตาข้อมูลเพื่อจำกัดการมองเห็นเท่าที่จำเป็นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยก่อนใช้งาน และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบแบ็คอัพข้อมูลตามหลัก 3-2-1 ซึ่งหมายถึงการแบ็คอัพข้อมูลเป็น 3 ชุด ชุดต้นฉบับ 1 ชุด และสำเนา 2 ชุด ที่ควรแบ็คอัพไว้บนอุปกรณ์จัดเก็บต่างชนิดกัน และแยกเก็บสำเนา 1 ชุดไปไว้ในอีกสถานที่หนึ่งนั่นเอง

 

 

ลดเสี่ยงเรื่องเชื่อมต่อด้วยเครือข่ายคลาวด์

          เพราะระบบเครือข่ายและความปลอดภัยส่วนใหญ่ยังติดตั้งอุปกรณ์แบบกล่อง (Box) และแยกกันทำงานเป็นส่วน ๆ แบบไซโล (Silo) แต่แนวคิดนี้กำลังถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายคลาวด์ (Cloud Networking) เพื่อให้เกิดการจัดการเครือข่ายและการเชื่อมต่อแบบรวมศูนย์ (Unified Communication) ผ่านบริการคลาวด์ ลดความเสี่ยงจากการจัดการอุปกรณ์เครือข่ายหลายตัว และมีซอฟต์แวร์กำกับการใช้งาน (Software Defined Network) ซึ่งสามารถเพิ่ม ลด กำหนดความเร็ว-ช้าในการเชื่อมต่อให้เหมาะกับอุปกรณ์และลักษณะงานโดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมต่อไอโอทีเพิ่มขึ้น สามารถติดตามแก้ไขปัญหาให้กลับมาใช้งานเหมือนเดิมได้รวดเร็ว นอกจากนี้ ต้องตอบโจทย์เรื่อง Zero Trust บนหลักการไม่ให้ความเชื่อถือกับทุกการเชื่อมต่อ ที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นอันเป็นผลจากแรนซัมแวร์ที่เล่นงานไปทุกภาคอุตสาหกรรม โดยการใช้งานระบบเครือข่ายต้องกำหนดนโยบายความปลอดภัย มีการระบุตัวตน (Authentication) และตัวอุปกรณ์ที่นำมาเชื่อมต่ออย่างชัดเจน

         

คอนเทนเนอร์ คลื่นลูกใหม่ในวงพัฒนาแอปพลิเคชัน

ทุกวันนี้ แอปพลิเคชัน งานบริการ และข้อมูล ไม่จำเป็นต้องอยู่ใน Data center เสมอไป เห็นได้จากการเติบโตของแพลตฟอร์มบนคลาวด์ หรือ Edge Computing ที่มุ่งนำการบริการและประมวลผลไปใกล้ผู้ใช้งานให้มากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการได้รวดเร็ว แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มบริการทำนองนี้มักจะพัฒนาขึ้นโดยเทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ (Container) เพื่อให้มีขนาดเล็ก กินทรัพยากรไอทีน้อย และปรับเปลี่ยนโยกย้ายเร็ว ทำให้องค์กรสามารถตัดตอนการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ๆ หรือปรับปรุงระบบงานเดิมให้กะทัดรัดและส่งต่อขึ้นสู่คลาวด์หรือ Edge โดยใช้เวลาไม่นาน และรวมถึงเทคโนโลยี Data Fabric ซึ่งช่วยให้องค์กรมองเห็นข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เสมือนเป็นข้อมูลผืนเดียวกันในลักษณะ Data Virtualization สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันที่ส่งขึ้นไปใช้งานบนคลาวด์ หรือ Virtual Machine ได้โดยไม่เสียเวลาทำซ้ำข้อมูลก่อนนำไปใช้ และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลชุดเดิมได้อย่างปลอดภัย

 

การวิเคราะห์ข้อมูลภายใต้หลักการ PDPA      

เดิมการจัดการข้อมูลจะเน้นไปที่การทำความสะอาดข้อมูล การออกรายงานเพื่อให้เห็นมุมมองธุรกิจ แต่ไม่ได้ลงลึกถึงระดับการวิเคราะห์ที่ไปสู่การคาดการณ์อนาคต แต่ในยุคดิจิทัลซึ่งมีแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มเกิดใหม่บนคลาวด์เพื่อรองรับการใช้งานส่วนบุคคลมากขึ้น จนเกิดข้อมูล Big Data ที่เป็นประโยชน์เชิงธุรกิจ การนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค รวมทั้งมี AR และ VR มาช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่น่าจดจำและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้นเสียจนบางทีเจ้าของข้อมูลเริ่มตั้งคำถามถึงการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งองค์กรก็ต้องเร่งพัฒนาระบบกำกับการใช้งานข้อมูลเหล่านั้นด้วยความโปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางดิจิทัล (Digital Trust) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่จัดเก็บและใช้งานในศูนย์ข้อมูลขององค์กร บนคลาวด์ หรือโซเชียลมีเดียก็ตาม

แพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลลูกค้าบนคลาวด์ (Customer Data Cloud) นับเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยจัดการข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าซึ่งกระจายใช้งานตามจุดต่าง ๆ ให้ได้รับการคุ้มครองตาม PDPA ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดเก็บ แก้ไข นำไปใช้ ส่งต่อให้บุคคลที่สาม และลบข้อมูลได้โดยเจ้าของข้อมูลหรือผู้ได้รับอนุญาต การจัดระเบียบข้อมูลประวัติลูกค้าแต่ละราย (Single Customer Profile) ควบคู่กับ กระบวนการจัดทำคำยินยอมให้ใช้ข้อมูล (Consent Management) ที่มีประสิทธิภาพและได้รับความเชื่อถือเพื่อที่องค์กรจะสามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องไปใช้ประกอบธุรกิจ หรือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าโดยไม่ละเมิดกฎหมายในท้ายที่สุด

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/yip-in-tsoi/

[Guest Post] Sangfor ประกาศความเป็นผู้นำในการให้บริการ IT Infrastructure ที่ครบครัน สำหรับลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาล

Sangfor Technologies ประเทศไทย ปัจจุบันให้บริการลูกค้าในกลุ่มโรงพยาบาลหลากหลายแห่ง จากประสบการณ์ในการให้บริการในหลายๆภูมิภาคทั่ว Asia และ Europe ทำให้วันนี้ Sangfor มั่นใจว่า IT Solution ที่นำเสนอให้กับกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลมีความเหมาะสมตอบโจทย์ความต้องการในหลายๆด้าน และการให้บริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม

เนื่องด้วย Digital Transformation เขามามีบทบาทในการให้บริการแก่บุคลากรทางการแพทย์และคนไข้ที่เข้ามาใช้บริการของทางโรงพยาบาล ทำให้ IT จำเป็นที่จะต้องสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของบริการที่ให้กับทางลูกค้า ซึ่งในปัจจุบันแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการ เช่น ระบบ HIS, EMR, PACS, LIS ต่างๆล้วนเป็น Core Service ในการให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาคนไข้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีระบบที่สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้บริการกับคนไข้ที่เข้ามารับบริการจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้ ด้วยโซลูชั่น Sangfor Hyper-converged หรือ HCI ทำให้การใช้งานแอพพลิเคชั่นดังกล่าวสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพสูงเมื่อเทียบกับโซลูชั่น Data Center แบบเดิม และด้วยโซลูชั่นที่ครอบคลุม ยังมีบริการสำรองข้อมูลทั้งแบบ Local Backup และ DR Site สำหรับ Data Center ช่วยให้การบริหารจัดการด้านความต่อเนื่องในการให้บริการ (Business Continuity) เป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายดาย ช่วยลดปัญหา downtime ของระบบสำคัญภายในโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี

อีกส่วนหนึ่งที่ทางบริษัท Sangfor ให้ความสำคัญในปัจจุบัน เนื่องด้วยภัยคุกคามทาง Cyber Security ในยุคนี้มีรูปแบบการโจมตีที่เฉพาะเจาะจง (Targeted Attacks) จึงทำให้ผู้บริหารด้าน Cyber Security ต้องเล็งเห็นถึงความสำคัญเพื่อป้องกันและปกป้องภัยคุมคามเหล่านี้ ซึ่งข้อมูลของคนไข้ (PHI) หรือข้อมูลส่วนบุคคล (PII) ต่าง ๆ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของข้อมูลที่เราต้องรักษาเอาไว้เป็นสำคัญ ทั่วโลกจึงได้มีกฎหมายต่าง ๆ ออกมารองรับเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ในรักษาข้อมูลเหล่านี้ เช่น HIPAA, HITECH, GDPR และ PDPA หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งทาง Sangfor เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้าน Cyber Security Protection จึงเข้ามาช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ภายใน Data Center ได้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจสอบหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัย (Security Assessment) การทำงานร่วมกับระบบ Cloud Threat Intelligence และ Artificial Intelligence เพื่อตรวจจับ Unknow Threat ต่าง ๆ รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการทั้งด้าน Incident Response Service (IR) ให้บริการจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ หากเกิดปัญหาขึ้นจะได้สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

ด้วยประสบการณ์ในการให้บริการด้าน IT Infrastructure มาอย่างยาวนานตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญของเรายังได้เล็งเห็นถึงการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้ง Desktop / PC ซึ่งมีจำนวนมาก และยากต่อการควบคุมการรั่วไหลของข้อมูล (Data Leakage) สู่ภายนอกโรงพยาบาล ด้วยโซลูชั่น Virtual Desktop Infrastructure หรือ VDI ทำให้การบริหารจัดการดังกล่าวเป็นเรื่องง่าย และยังช่วยลด IT Operation Cost ที่เกิดขึ้นในการซ่อมแซมและแก้ไขปัญหา PC แบบเดิมๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการให้บริการอินเทอร์เน็ตกับบุคคลาการและคนไข้ที่เข้ามารับบริการ ยังมีโซลูชั่น Internet Access Management เพื่อให้บริการกับผู้ใช้หลากหลายประเภท โดยรองรับทั้งการทำ Self-Register, QR Code, Social Media Authentication และ RESTful API สำหรับ Integrate เข้ากับระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาลได้อย่างง่ายดาย

สนใจให้ Sangfor นำเสนอบริการและให้คำปรึกษา สามารถติดต่อได้ที่ช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

Facebook : https://www.facebook.com/SangforThailand

Email : thailand@sangfor.com

โทรศัพท์ : 02-2517700

from:https://www.techtalkthai.com/sangfor-the-leader-of-it-infrastructure-for-healthcare-sector/

[Guest Post] SIS SAP Business One & Thoughtspot

ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจ มีข้อมูลเกิดขึ้นจำนวนมาก อีกทั้งมีหลายธุรกิจ แสดงให้เห็นถึงการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำตลาด ทั้งที่อยู่ในระบบ ERP , Website หรือ Logistics เป็นต้น ซึ่งตามปกติจะมีรูปแบบการนำข้อมูลไปใช้งานด้วยการเขียนรายงาน ซึ่งต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเขียนรายงาน รวมถึงโปรแกรมที่ใช้งาน

ในส่วนของ SAP Business One เป็นระบบ ERP ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับในประเทศไทย สามารถสร้าง Report และ Analytics จากในระบบเพื่อใช้งาน ทั้งในส่วน Monitoring, Reporting & Operations, Analysis & Exploration ใน SAP Business One Version HANA และ SAP Business One Version SQL

MONITORING ทาง SAP Business One Version HANA จะมี Pervasive Analytics ที่สามารถสร้าง Dashboard แบบ Real Time ในการแสดงผลส่วนต่าง ๆ ที่สนใจ

REPORT & OPERATIONS ที่ทาง SAP Business One ใช้ในการสร้างรายงานโดย SAP Crystal Repot ซึ่งรองรับทั้ง HANA และ SQL

EXCEL REPORT AND INTERACTIVE ANALYSIS DESIGNER ใช้นำข้อมูลไปใช้หรือวิเคราะห์ต่อบน MS Excel

สามารถนำข้อมูลไปแสดงผลหรือทำรายงานต่อได้

Thoughtspot AI Powered BI Platform

สำหรับลูกค้าที่ใช้ SAP Business One หรือ โปรแกรมอื่นๆ ต้องการใช้ Tools Analytic ในการวิเคราะห์ข้อมูล ทางทีมขอนำเสนอ Thoughtspot ซึ่งเป็นเครื่องมือในการใช้วิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ซึ่งเป็น Analytics และ Business Intelligence ที่อยู่ในกลุ่ม Leaders ของ Gartner มาแล้ว 2 ปีติดต่อกัน (2019,2020)

Thoughtspot เป็น BI Tools ที่ใช้การค้นหาข้อมูล ด้วยภาษาพื้นฐานทั่วๆ ไป โดยพิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหาลงในช่อง เสมือนเราทำการค้นหาสิ่งที่ต้องการใน Google โดยไม่ต้องให้ผู้มีความรู้ทำการเขียน Code หรือ เขียนโปรแกรมต่างๆ ในการสร้างรายงาน โดยราคาจะคิดตามปริมาณข้อมูล ไม่จำกัดผู้ใช้งาน ระบบจะสร้างชุดคำสั่ง, ตารางข้อมูล, แผนภูมิภาพ ให้อัตโนมัติจากคำถามและข้อมูลทางธุรกิจของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ยังมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้แผนภูมิภาพ และ การคำนวณเพิ่มเติมได้

การเชื่อมต่อ

Thoughtspot รองรับการเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลได้หลากหลาย ทั้ง SQL Server, Excel, CSV, SAP HANA โดยเชื่อมต่อด้วยมาตรฐาน ODBC / JDBC และ API ของ Thoughtspot รวมถึงการเชื่อมต่อ Software อื่นๆได้

การแสดงผลภาพ และ การสร้างชุดคำสั่ง

การใช้งานจากคำค้นหา ตัวอย่างเป็นการเชื่อมต่อข้อมูลจาก SAP Business One

การแสดงผลแผนภูมิภาพ สามารถเลือกได้หลากหลายตามความเหมาะสมในการใช้งาน

โดยสามารถสร้าง Dashboards ในการ Monitoring ข้อมูล ต่างๆที่สนใจได้ รวมถึงการ Drill down ในส่วนข้อมูลที่สนใจได้

รวมถึงการ Drill down ในส่วนข้อมูลเฉพาะส่วนที่สนใจ

ในส่วนของ Thoughtspot มีระบบ AI ที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและแนะนำรายงานที่น่าสนใจแก่ผู้ใช้งาน

ในส่วนของ Thoughtspot รองรับการทำงานบน Web Browser ทั้ง Chrome , Firefox , Microsoft Edge ฯลฯ  สำหรับผู้สนใจสนใจในผลิตภัณฑ์ SAP Business One หรือ Thoughtspot สามารถติดต่อได้ที่ sap@sisthai.com หรือ https://www.siscloudservices.com/th/our-services/erp-on-cloud/sap-business-one

from:https://www.techtalkthai.com/sis-introduces-sap-business-one-and-thoughtspot-analytics/

[Guest Post] เริ่มต้นธุรกิจอย่างมืออาชีพด้วย AI กับ Computer Union

เริ่มต้นการเป็นมืออาชีพในการดำเนินธุรกิจอย่างชาญฉลาด ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ให้มาเป็นผู้ช่วยที่ไว้วางใจได้ มีความถูกต้องแม่นยำสูง ลดความผิดพลาด และพร้อมจะเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ตอบสนองการดำเนินธุรกิจแบบก้าวกระโดด

AI Solution ที่เราพูดถึงนี้คือ IBM Maximo Visual Inspection ชุดซอฟต์แวร์   AI ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลรูปภาพ และ วีดีโอ ได้อย่างแม่นยำ ง่ายดาย โดยไม่ต้องทำ Coding หรือ Programing หลักการทำงานของ AI ผู้ใช้งานเพียงป้อนข้อมูลรูปภาพ หรือวีดีโอ ให้ระบบ AI ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อนำไปประยุกต์ให้สอดคล้องกับการใช้งานของภาคธุรกิจอย่างหลากหลายได้ด้วยตนเอง เช่น อุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจทางการแพทย์ หรือการตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ต้องสงสัยต่างๆ ในระบบรักษาความปลอดภัยในองค์กรก็ได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการผลิต การควบคุมคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์องค์กร การนำ AI มาช่วยในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเพื่อลดความผิดพลาดในกระบวนการผลิต โดยการสร้างแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ ทำงานร่วมกับกล้องจับภาพเคลื่อนไหว และแสดงผลความผิดปกติแบบ Real Time ก่อนจะถูกส่งไปยังส่วนการผลิตอื่น ๆ หรือไปถึงมือผู้บริโภค เพราะกระบวนการผลิตที่ดีจะช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลประกอบการด้วยเช่นกัน

ในธุรกิจทางการแพทย์ ที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำอย่างสูง ระบบสามารถวิเคราะห์รูปภาพจากฟิลม์เอ็กเรย์ ตรวจจับหาความผิดปกติในภาพ เปรียบเทียบจากกรณีการเจ็บป่วยต่างๆ ที่ระบบได้พัฒนาและเรียนรู้ เสมือนกับแพทย์มีผู้ช่วยอันชาญฉลาด ช่วยในการวินิฉัยอาการ ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในการรักษาผู้ป่วย นอกจากความแม่นยำที่จะมีมากขึ้นในการรักษาแล้ว ความรวดเร็วก็ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำงานอีกด้วย เพราะทุกนาทีมีค่าต่อชีวิตเสมอ

อีกหนึ่งตัวอย่างของ AI Solution ที่จะนำเสนอ คือทุกองค์กรควรตระหนักถึงระบบรักษาความปลอดภัย AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมจากภาพเคลื่อนไหวด้วยวีดีโอวงจรปิด ทำให้เห็นถึงลักษณะ ท่าทาง ใบหน้า ของบุคคลที่เข้ามาใช้บริการ เข้ามาทำงาน ติดต่อธุรกิจ หรือเข้าใช้ในเขตพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ระบบ AI จะแจ้งเตือนให้ท่านได้ทราบถึงความเคลื่อนไหว หรือพฤติกรรมอันน่าสงสัยนั้นเป็นต้น

เพื่อตอบสนองการทำงานของ AI Solution ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องอาศัยความสามารถของเครื่อง IBM Power Server และ IBM Storage ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานกับ AI โดยเฉพาะ ซึ่งมีขุมพลังทั้ง CPU และ GPU ในการประมวลผลทางด้าน AI ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นถึงประโยชน์ในการนำ AI solution มาใช้ในภาคธุรกิจต่าง ๆ หากวันนี้ธุรกิจของท่านพร้อมที่จะก้าวสู่โลกการทำงานยุคใหม่ และเห็นถึงช่องทางในการนำเอาระบบ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมศักยภาพ เรา Computer Union มีผู้เชี่ยวชาญพร้อมเป็นผู้ช่วย และให้บริการท่านให้ก้าวสู่ ธุรกิจ ดิจิตัลอย่างมั่นใจ

VDO AI :

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

โทร 02 311 6881# 7151 , 7156 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/opertate-your-business-like-a-professional-with-ai-by-computer-union/

[Guest Post] จับตาอนาคตยุคดิจิทัลกับการต่อกรภัยคุกคามไซเบอร์

เผลอแป๊บเดียวเราก็อยู่กับความไม่แน่นอนของวิกฤตโควิด-19 มาเกือบครบปีแล้ว ซึ่งทั้งปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีดิจิทัลนับว่ามีบทบาทสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพการทำงานและสร้างโอกาสทางการตลาดบนฐานวิถีธุรกิจใหม่ผ่านการเชื่อมต่อออนไลน์ แต่ในทางกลับกัน เราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยคุกคามไซเบอร์ที่มุ่งทำลายระบบไอที ข้อมูลขององค์กรและลูกค้าจนส่งผลเสียหายต่อธุรกิจ ดังนั้น การมองหาเทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนได้คล่องตัวแบบอไจล์ (Agile) จะช่วยให้องค์กรสามารถรับมือรูปแบบการทำงานใหม่ ภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงความต้องการของลูกค้าที่มาพร้อมความคาดหวังในการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น  

เมื่อแรนซัมแวร์ล็อคเป้าองค์กรธุรกิจ

การเปิดเผยภัยคุกคามครึ่งปีแรกของปี 2563 โดย เทรนด์ไมโคร พบว่าการคุกคามหนักสุดเกิดจาก แรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 68 สายพันธุ์ และพบช่องโหว่ถึง 786 ช่องโหว่ โดยพฤติกรรมของแรมซัมแวร์ คือ เจาะช่องโหว่เพื่อป่วนระบบจัดการไอพีแอดเดรสและรหัสผ่าน หรือ สร้างพฤติกรรมเคลื่อนไหวแปลก ๆ  (Lateral Movement) ขณะที่ภัยคุกคามบนคลาวด์มีถึง 8.8 ล้านครั้ง ส่วนใหญ่แฝงมากับอีเมลปลอม (Phishing E-mail) อีเมลลวงทางธุรกิจ (Business E-mail Compromise -BEC) เพื่อหวังผลบางอย่าง เช่น ปลอมอีเมลเพื่อสมัครงาน ล่อลวงให้โอนเงินไปบัญชีปลอม การหลอกด้วยเว็บไซต์ปลอม (Phishing Web) ซึ่งมีชื่อยูอาร์แอลใกล้เคียงเว็บไซต์จริงจนผู้ใช้ไม่ทันสังเกต หรือ การดาวน์โหลดเครื่องมือต่าง ๆ บนออนไลน์ที่มีทั้งจริงและปลอมสำหรับทำงานจากบ้าน เช่น วิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ ซึ่งถ้าโชคร้ายเป็นของปลอมอาจเกิดการดักฟังหรือเจาะข้อมูลขณะประชุมออนไลน์ได้

ถึงแม้ผู้ใช้เริ่มรู้ทันกับแรนซัมแวร์ที่มากับอีเมลลวงจนการก่อกวนลดลงแต่ยังพบแรนซัมแวร์ตัวใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ ColdLock ซึ่งโจมตีฐานข้อมูลและอีเมลเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร Nefilim เน้นเจาะไฟล์ข้อมูลของเหยื่อไปขายต่อ Maze ที่คอยเจาะช่องโหว่บนวีพีเอ็น ไฟร์วอลล์  หรือแฝงการเข้ารหัสข้อมูลผ่านเครื่องเดสก์ท็อประยะไกล (Remote Desktop) หรือจากการใช้งานบลูทูธ ไอโอเอส หรือแอนดรอยด์ผ่านอุปกรณ์โมไบล์เพื่อขโมยชื่อบัญชีและรหัสผ่านไปขายในเว็บมืด หรือแก้ชื่อบัญชีและรหัสผ่านจนเจ้าของตัวจริงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของตัวเอง ทำให้เรียกเงินค่าไถ่ได้ถึงสองต่อ VoidCrypt ที่เน้นเจาะระบบโรงพยาบาลโดยเฉพาะ ซึ่งจะเห็นว่าแรนซัมแวร์ตัวใหม่ ๆ มุ่งทำลายเป้าหมายที่เจาะจงมากขึ้น (Target Breach) ซึ่งคือองค์กรธุรกิจ เพราะได้ราคาค่าไถ่ที่งามกว่าการหว่านแรนซัมแวร์ไปทั่ว บางกรณีสามารถเพิ่มจำนวนค่าไถ่ได้มากถึง 62.5% วิธีแก้เกมคือ หลีกเลี่ยงอีเมลที่น่าสงสัย หมั่นอัปเดตซอฟต์แวร์ความปลอดภัยให้กับเซิร์ฟเวอร์หลัก เครื่องลูกข่าย เมลเซิร์ฟเวอร์ และเมลเกตเวย์ กำหนดพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ไว้ล้อมกรอบเว็บหรืออีเมลลักษณะแปลก ๆ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด หรือใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งมาช่วยตรวจจับก็จะช่วยสร้างแนวป้องกันด่านหน้าให้กับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HPE Cohesity คือนิยามใหม่ของการจัดการข้อมูล พร้อมเพรียงด้วยการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานสำรองข้อมูล Scale-Out NAS S3 Storage และการทำงานแบบ Multi-Cloud นอกจากนั้นยังออกแบบมาเพื่อใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากแรนซัมแวร์ได้อย่างดีเยี่ยมด้วย

หากจะให้แบ่งแยกความสำคัญของการป้องกันแรนซัมแวร์ เราอาจต้องนึกถึงผลิตภัณฑ์ที่จัดการด้าน Security เพื่อให้แน่ใจได้ว่าจะไม่มีใครสามารถพังกำแพงด้านความปลอดภัยลงมาได้ แต่มีคำถามที่อยากให้ลองคิดตาม ดังนี้

1.       ถ้ากำแพงพังลงมา แล้ว Hacker เข้ามาได้ เรามีแนวทางในการรับมือหรือไม่

2.       หากเราโดน Ransomware Attack เราจะรู้ตัวไหมว่าโดน

3.       หากโดนแรนซัมแวร์ เราจะกู้คืนได้หรือไม่

คำถามเหล่านี้คือแนวทางในการปฏิบัติเพื่อรองรับภัยคุกคาม “ปราการด่านสุดท้าย” หรือที่เราได้ยินคุ้นหูว่า Last line of defense

HPE Cohesity ไม่ใช่โซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อรักษาความปลอดภัยดังเช่น Firewall IPS/IDS หรือ การทำงานของพวก Anti-Virus แต่โซลูชันของ HPE Cohesity นั้นจะทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าหากเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น องค์กรจะสามารถเรียกข้อมูลส่วนที่โดนทำลายได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย

หากลองตอบคำถามข้างต้นทีละข้อโดยใช้ข้อมูล 3 องค์ประกอบหลักดังต่อไปนี้ ก็จะสามารถหาข้อสรุปได้ว่าองค์กรของท่านปลอดภัยหรือไม่

1. แนวทางการรับมือและการป้องกัน (Prevent): ป้องกันในระดับ File System หรือ Immutable file system คือการป้องกันไม่ให้แรนซัมแวร์สามารถเข้ารหัส File Sharing หรือ ข้อมูลที่ทำการสำรองข้อมูลไว้

2. ตรวจได้และรู้ตัว หากเกิดภัยคุกคาม (Detect): สามารถตรวจสอบความผิดปกติด้วยระบบ Machine Learning เช่น ความเปลี่ยนแปลงของการใช้งานรายวัน และสามารถตรวจสอบรูปแบบการใช้งานที่ผิดปกติที่อยู่ในประวัติการใช้งานของผู้ใช้ทั่วโลก

3. การตอบโต้อย่างรวดเร็ว (Respond):

  • a. ระบบที่แข็งแรงและไม่เป็น Silo สามารถรองรับการขยายตัวได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด (Unlimited Files System) ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีข้อจำกัดในการสำรองข้อมูลทุกกรณี
  • b. สามารถค้นหาข้อมูลที่สำรองไว้ในระบบไฟล์ แม้ว่าจะสำรองข้อมูลทั้งเครื่อง ทั้ง VM ก็จะสามารถค้นหาและกู้คืนระดับไฟล์ได้อย่างง่ายดาย
  • c. กู้คืนข้อมูลกลับคืนมาทั้ง Volume VM หรือไฟล์ได้เพียงเสี้ยววินาที

หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ทุกข้อ ก็มั่นใจได้ว่าข้อมูลปลอดภัยจากภัยคุกคามได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่ได้ HPE มีโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ทั้ง 3 ข้อ Prevent / Detect / Response ครบจบทั้งโซลูชันที่เดียวใน HPE Cohesity

รวมศูนย์ข้อมูล-แบ็คอัพด้วยสูตร 3-2-1

สิ่งหนึ่งที่องค์กรต้องเผชิญจากการใช้แอปพลิเคชันหรืองานบริการผ่านเครือข่ายในองค์กรหรือออนไลน์คือ ข้อมูลที่กระจายไปทั่ว (Data Fragmentation) ทั้งใน Data center ตามสาขาห่างไกล หรือบนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งยากต่อการควบคุมและเสี่ยงเพิ่มช่องโหว่การโจมตี แนวทางแก้ไขที่ทำได้ เช่น

การรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ศูนย์กลางโดยมี Web Scale File System เป็นตัวช่วยเก็บรวบรวมไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ขึ้นสู่ที่เก็บข้อมูลกลาง หรือ Data Lake บนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งเพิ่มขนาดได้ไม่จำกัดและกำกับดูแลจากจุดเดียว สามารถทดสอบปรับปรุงข้อมูล (Test/Dev) โดยมีกระบวนการ Data Masking มาปรับเปลี่ยนหน้าตาข้อมูลเพื่อจำกัดการมองเห็นเท่าที่จำเป็นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยก่อนใช้งาน และที่ขาดไม่ได้คือ ระบบแบ็คอัพข้อมูลตามหลัก 3-2-1 ซึ่งหมายถึงการแบ็คอัพข้อมูลเป็น 3 ชุด ชุดต้นฉบับ 1 ชุด และสำเนา 2 ชุด ที่ควรแบ็คอัพไว้บนอุปกรณ์จัดเก็บต่างชนิดกัน และแยกเก็บสำเนา 1 ชุดไปไว้ในอีกสถานที่หนึ่งนั่นเอง

ลดเสี่ยงเรื่องเชื่อมต่อด้วยเครือข่ายคลาวด์

เพราะระบบเครือข่ายและความปลอดภัยส่วนใหญ่ยังติดตั้งอุปกรณ์แบบกล่อง (Box) และแยกกันทำงานเป็นส่วน ๆ แบบไซโล (Silo) แต่แนวคิดนี้กำลังถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายคลาวด์ (Cloud Networking) เพื่อให้เกิดการจัดการเครือข่ายและการเชื่อมต่อแบบรวมศูนย์ (Unified Communication) ผ่านบริการคลาวด์ ลดความเสี่ยงจากการจัดการอุปกรณ์เครือข่ายหลายตัว และมีซอฟต์แวร์กำกับการใช้งาน (Software Defined Network) ซึ่งสามารถเพิ่ม ลด กำหนดความเร็ว-ช้าในการเชื่อมต่อให้เหมาะกับอุปกรณ์และลักษณะงานโดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมต่อไอโอทีเพิ่มขึ้น สามารถติดตามแก้ไขปัญหาให้กลับมาใช้งานเหมือนเดิมได้รวดเร็ว นอกจากนี้ ต้องตอบโจทย์เรื่อง Zero Trust บนหลักการไม่ให้ความเชื่อถือกับทุกการเชื่อมต่อ ที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นอันเป็นผลจากแรนซัมแวร์ที่เล่นงานไปทุกภาคอุตสาหกรรม โดยการใช้งานระบบเครือข่ายต้องกำหนดนโยบายความปลอดภัย มีการระบุตัวตน (Authentication) และตัวอุปกรณ์ที่นำมาเชื่อมต่ออย่างชัดเจน

คอนเทนเนอร์ คลื่นลูกใหม่ในวงพัฒนาแอปพลิเคชัน

ทุกวันนี้ แอปพลิเคชัน งานบริการ และข้อมูล ไม่จำเป็นต้องอยู่ใน Data center เสมอไป เห็นได้จากการเติบโตของแพลตฟอร์มบนคลาวด์ หรือ Edge Computing ที่มุ่งนำการบริการและประมวลผลไปใกล้ผู้ใช้งานให้มากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการได้รวดเร็ว แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มบริการทำนองนี้มักจะพัฒนาขึ้นโดยเทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ (Container) เพื่อให้มีขนาดเล็ก กินทรัพยากรไอทีน้อย และปรับเปลี่ยนโยกย้ายเร็ว ทำให้องค์กรสามารถตัดตอนการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ๆ หรือปรับปรุงระบบงานเดิมให้กะทัดรัดและส่งต่อขึ้นสู่คลาวด์หรือ Edge โดยใช้เวลาไม่นาน และรวมถึงเทคโนโลยี Data Fabric ซึ่งช่วยให้องค์กรมองเห็นข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เสมือนเป็นข้อมูลผืนเดียวกันในลักษณะ Data Virtualization สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันที่ส่งขึ้นไปใช้งานบนคลาวด์ หรือ Virtual Machine ได้โดยไม่เสียเวลาทำซ้ำข้อมูลก่อนนำไปใช้ และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลชุดเดิมได้อย่างปลอดภัย

การวิเคราะห์ข้อมูลภายใต้หลักการ PDPA

เดิมการจัดการข้อมูลจะเน้นไปที่การทำความสะอาดข้อมูล การออกรายงานเพื่อให้เห็นมุมมองธุรกิจ แต่ไม่ได้ลงลึกถึงระดับการวิเคราะห์ที่ไปสู่การคาดการณ์อนาคต แต่ในยุคดิจิทัลซึ่งมีแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มเกิดใหม่บนคลาวด์เพื่อรองรับการใช้งานส่วนบุคคลมากขึ้น จนเกิดข้อมูล Big Data ที่เป็นประโยชน์เชิงธุรกิจ การนำเทคโนโลยี AI มาใช้สร้างรูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลจึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค รวมทั้งมี AR และ VR มาช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่น่าจดจำและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้นเสียจนบางทีเจ้าของข้อมูลเริ่มตั้งคำถามถึงการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งองค์กรก็ต้องเร่งพัฒนาระบบกำกับการใช้งานข้อมูลเหล่านั้นด้วยความโปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางดิจิทัล (Digital Trust) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่จัดเก็บและใช้งานในศูนย์ข้อมูลขององค์กร บนคลาวด์ หรือโซเชียลมีเดียก็ตาม

แพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลลูกค้าบนคลาวด์ (Customer Data Cloud) นับเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยจัดการข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าซึ่งกระจายใช้งานตามจุดต่าง ๆ ให้ได้รับการคุ้มครองตาม PDPA ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดเก็บ แก้ไข นำไปใช้ ส่งต่อให้บุคคลที่สาม และลบข้อมูลได้โดยเจ้าของข้อมูลหรือผู้ได้รับอนุญาต การจัดระเบียบข้อมูลประวัติลูกค้าแต่ละราย (Single Customer Profile) ควบคู่กับ กระบวนการจัดทำคำยินยอมให้ใช้ข้อมูล (Consent Management) ที่มีประสิทธิภาพและได้รับความเชื่อถือเพื่อที่องค์กรจะสามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องไปใช้ประกอบธุรกิจ หรือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าโดยไม่ละเมิดกฎหมายในท้ายที่สุด

สอบถามรายละเอียดข้อมูลผลิตภัณฑ์ HPE Cohesity เพิ่มเติมติดต่อ

เบอร์โทรศัพท์ 02 353 8600 ต่อ 3210

e-mail : yitmkt@yipintsoi.com

#HPE

#Cohesity

#YIPINTSOI

from:https://www.techtalkthai.com/data-protection-in-digital-era-with-hpe-cohesity-by-yip-in-tsoi/

ทำงานแบบ Remote Work ให้ปลอดภัย เริ่มต้นด้วย Zero trust วันนี้

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิทบีบให้ทุกองค์กรเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปจากเดิม ไม่พ้นแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์เช่นกัน อย่างไรก็ดีไมโครซอฟท์ได้มีการประยุกต์ใช้คอนเซปต์ Zero Trust มาหลายปีแล้ว จึงพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ ในขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ตระหนักดีแล้วว่าการทำงานรูปแบบใหม่นี้ อาจจะทำให้องค์กรมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ยังไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นป้องกันตัวเองได้อย่างไร วันนี้เรามีสาระดีๆจากไมโครซอฟท์ที่มาเล่าถึงประสบการณ์ตรงว่า ผ่านการปฏิวัติองค์กรสู่ Zero Trust ได้อย่างไรมาเล่าให้ฟังกันครับ

Zero Trust คืออะไร?

Zero Trust เป็นคอนเซปต์หนึ่งในด้าน Cybersecurity ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน โดยตั้งอยู่บนหลักการสามข้อคือ

  • Verify Explicitly – จะไม่มีการอนุญาตให้เข้าใช้งานโดยไม่ตรวจสอบ ด้วยเหตุนี้เองทุกการเข้าใช้งานที่วิ่งเข้ามาจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยมีกลไกการพิสูจน์ตัวตนและกำหนดสิทธิ์การใช้งานโดยพิจารณาจากบริบทต่างๆเช่น ตัวตนของผู้เรียกใช้งาน (Identity) พิกัดที่เข้ามาขอใช้งาน บริการหรือ Workload ที่ขอใช้งาน สถานะของอุปกรณ์ที่เข้ามาใช้งาน และความผิดปกติในการร้องขอ
  • Least Privilege – หลังจากได้อนุญาตเข้าใช้งานแล้วจะต้องมีการจัดสิทธิ์ระดับต่ำที่สุดที่จำเป็น ทั้งในแง่ของเวลาและทรัพยากรที่เข้าถึงได้ ซึ่งในฝั่งของการป้องกันหากมี Policy ที่อ้างอิงความเสี่ยงของการกระทำและการปกป้องข้อมูลที่ดี ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ข้อมูลและการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • Assume Breach – ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่ามีโอกาสเสมอที่องค์กรจะพบกับภัยคุกคาม ดังนั้นต้องมีการจำกัดไม่ให้การโจมตีกระจายตัวออกไป โดยการแบ่งระดับการเข้าถึงโดย ระดับเน็ตเวิร์ค ระดับ User ระดับ Device และระดับ App รวมถึงต้องตรวจสอบว่าทุกเซสชัน โดยใช้พวก AI ในการเข้ามาช่วยตรวจสอบภัยคุกคามและยกระดับการป้องกัน 

เราสามารถเห็นได้ว่าการเข้าถึงระบบจะถูกใส่เงื่อนไขหลายๆ ตัวแปร ทั้งจากอุปกรณ์ ผู้ใช้งาน และเน็ตเวิร์ค เพื่อที่จะลดความเสี่ยงของการเข้าระบบ ไม่ว่าจะเป็น SaaS, IaaS, PaaS, On-premises หรือ Cloud รูปแบบต่างๆ

หัวใจสำคัญที่จะให้พนักงานทำงานจากทุกที่ได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มกลับมาสู่สภาวะปกติแล้ว ลักษณะการทำงานนับแต่นี้ไปจะถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบที่เรียกว่า Hybrid Model ดังนั้นการ Implement Zero trust จึงเป็นการทำให้องค์กรมั่นใจได้ว่าพนักงานสามารถเข้าถึงระบบและ resource ได้จากทุกที่อย่างปลอดภัย การเข้าสู่ระบบในแบบของ Zero Trust เราจะต้องมีการทำ authentication และมี policy ที่รองรับสำหรับผู้ใช้งานที่จะเข้าสู่ระบบ พร้อม กับ การ enroll อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อทำการ manage อุปกรณ์นั้น ๆ สำหรับระบบที่อยู่บน on premise เราสามารถทำ VPN tunnel เพื่อให้ user สามารถเข้าถึงระบบได้เช่นกัน

โดยได้แบ่งกระบวนการออกเป็น 4 หัวข้อดังนี้

1.) ปรับแอปพลิเคชันสู่โมเดล Internet-first

การ implement zero trust สิ่งสำคัญคือการเข้าถึงระบบด้วยการใช้ Internet connection ซึ่งรูปแบบการทำงาน Hybrid work ถ้าพนักงานทำงานจากนอกออฟฟิศ หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้ internet ในการเข้าระบบ โดยพื้นฐานของการทำ Zero Trust ก็คือจะใช้วิธีการยืนยันตัวตนแบบใหม่ ตั้งแต่การตรวจสอบการ sign in หากระบบไม่มั่นใจ ระบบจะใช้ตัวแปรอื่นเพื่อให้ทำการยืนยันตัวตนอีกครั้ง หรือการยืนยันตัวตนแบบ Multi-factor authentication (MFA) รวมไปถึงต้องมีการ enroll อุปกรณ์ เพื่อให้แน่ใจว่า IT security policies และ compliance ครอบคลุมเพียงพอ ถ้าไม่มีการป้องกันดังที่กล่าวข้างต้นนี้อย่างเพียงพอ การใช้ Internet connection เพื่อให้พนักงานทำงานจากบ้าน หรือจากที่ไหนก็จะได้จะทำได้ยาก เพราะจะมีความเสี่ยงกับการโดนโจมตีได้

2.) ควบคุมความปลอดภัยในการเข้าถึงด้วย Conditional Access 

เมื่อเข้าถึงระบบโดยใช้ Internet เราจะต้องควบคุมการเข้าระบบโดยใช้เงื่อนไขจากหลายๆ ตัวแปรได้แก่รายละเอียดของผู้ใช้งาน อุปกรณ์, ตำแหน่งที่ login ในการประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลเหล่านี้ จากนั้นระบบจะทำการตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้เข้าถึงระบบหรือไม่ ถ้าระบบไม่มั่นใจ ระบบการใช้วิธีการที่เรียกว่าการทำ Multi-factor authentication (MFA) หรือการยืนยันตัวตนด้วยตัวแปรอื่น นอกจากนี้องค์กรยังต้องทำการบริหารจัดการอุปกรณ์ให้อยู่ใน policy ขององค์กร เพื่อให้การเข้าถึงระบบมีความปลอดภัยขั้นสูงสุด

3.) เริ่มต้นกับแอปพลิเคชันที่สำคัญกับองค์กร

แม้ว่ามีความพร้อมทางเทคโนโลยีแล้ว แต่การให้ฟันธงว่าจุดเริ่มต้นควรจะเป็นอย่างไรก็ไม่ง่าย ซึ่งสิ่งที่ควรทำก็คือการประเมินก่อนว่าแอปพลิเคชันใดเหมาะสมที่สุด ซึ่งคำตอบนั้นก็คือแอปพลิเคชัน ที่มีการใช้ authentication แบบ Modern Authentication เช่น SAML หรือ SaaS อย่าง Microsoft 365

4.) การจัดการกับ On-premise หรือ ที่เรียกว่า Legacy Application

อีกหนึ่งความกังวลขององค์กรทั้งหลายก็คือ Traditional Application หรือแอปพลิเคชันบน On-premise ซึ่งไม่สามารถย้ายไปบนคลาวด์ ทางไมโครซอฟท์มี Azure Application Proxy หรือฟีเจอร์หนึ่งของ Azure ที่ช่วยทำเป็น Proxy ของแอปพลิเคชันให้ผู้ใช้งานจากภายนอกองค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นได้ผ่าน URL ภายนอกหรือหน้า Portal ของแอปพลิเคชันปกติ นอกจากนี้ยังสามารถรองรับการทำ SSO กับ Remote Desktop, SharePoint, Teams, Tableau และอื่นๆ 

โดยส่วนประกอบของ Application Proxy มี 3 ส่วนคือ 1. Application Proxy Service ใน Azure AD ที่รันอยู่บนคลาวด์ 2. Agent หรือ Proxy Connector ไปติดตั้งลงที่ Windows Server ภายในองค์กร ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นการผสานการทำงานระหว่างภายนอกและภายใน ให้แมประหว่างการเชื่อมต่อมายังบริการบน On-premises ได้ โดยที่ไม่ต้องไปแก้ไขที่แอปพลิเคชันแต่ยังได้รับการพิสูจน์ตัวตนและประสบการณ์เช่นเดียวกับแอปที่ย้ายไปบนคลาวด์นั่นเอง

เตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่วันนี้เพื่อความปลอดภัยในวันข้างหน้า

ไม่มีใครทราบว่าแนวโน้มการทำงานจากทุกที่นั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ ณ วันนี้เมื่อปัจจัยต่างๆ ผลักดันให้เกิดรูปแบบการทำงานที่เป็น Hybrid Work ขึ้นมาแล้ว สิ่งที่บริษัททำได้ก็คือการปรับตัว และเปลี่ยนตัวเองให้สามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้  โดยเริ่มต้นง่ายๆ จากการใช้โซลูชัน Conditional Access หรือ MFA เสียก่อน เนื่องจากระบบการพิสูจน์ตัวตนที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะต่อยอดเป็นรากฐานที่มั่นคงของ Zero-trust 

ในลำดับถัดไปคือการทำ Enrollment อุปกรณ์เพื่อที่จะสามารถควบคุมและแยกแยะได้ว่า มีอุปกรณ์ใดอยู่ภายใต้การควบคุมบ้างและจะวางแผนการบังคับใช้มาตรการป้องกันอย่างไร ท้ายที่สุดการสร้างวัฒนธรรมองค์กรก็เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะองค์กรและพนักงานต้องยอมรับแนวคิดก่อนว่าจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า New Normal

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ : 

from:https://www.techtalkthai.com/secure-your-remote-work-with-microsoft-zero-trust/

วางรากฐานดิจิทัลด้วย Infor LN – ซอฟต์แวร์ ERP ที่ถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจโรงงานโดยเฉพาะ by ProSoft Co.,Ltd.

ระบบ ERP คือสิ่งที่องค์กรมักจะนึกถึงเป็นอย่างแรกๆในการทำ Digital Transformation ระบบ ERP สมัยใหม่นั้นไม่เพียงแต่จะต้องจัดการกระบวนการทำงานได้เป็นอย่างดี แต่ยังต้องเปิดกว้างต่อการพัฒนานวัตกรรม มีโครงสร้างรองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต และมั่นคงพอที่ธุรกิจจะต่อยอดใช้ในระยะยาวได้ ProSoft เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการที่มีซอฟต์แวร์ ERP ที่มีความสมดุลระหว่างความสามารถในการบริหารการดำเนินงาน ความเข้าใจในอุตสาหกรรม และการปูโครงสร้างเพื่อรองรับเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคตได้ป็นอย่างดี

Infor เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ERP จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2002 ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการให้บริการซอฟต์แวร์ธุรกิจแก่องค์กรทั่วโลก และมีการลงทุนและเข้าซื้อเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมหลายประเภท ส่งผลให้ Infor มีจุดแข็งในด้านความเข้าใจในธุรกิจ และผลิตภัณฑ์หลากหลายกว่า 170 รายการที่สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมเฉพาะด้านได้อย่างลึกซึ้ง และเมื่อรวมกับซอฟต์แวร์ที่มุ่งเป้าไปที่การใช้งานที่ง่าย เป็นมิตรกับผู้ใช้ทุกๆคน ปัจจุบัน Infor จึงมีลูกค้ามากกว่า 67,000 องค์กรใน 175 ประเทศทั่วโลก 

หนึ่งในรูปแบบธุรกิจที่ Infor มีความเชี่ยวชาญมากเป็นพิเศษ คือธุรกิจที่มีโรงงานและการผลิต Infor มีซอฟต์แวร์ ERP ที่ชื่อว่า Infor LN ที่สามารถรองรับขั้นตอนต่างๆในธุรกิจการผลิตทุกรูปแบบได้อย่างครอบคลุม ดังที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

Infor LN คืออะไร

Infor LN คือซอฟต์แวร์ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจโรงงานและธุรกิจที่มีการผลิต เช่น อุตสาหกรรมการผลิต ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ อุตสาหกรรมไฮเทค ยานยนต์ และอากาศยาน โดยดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า Infor มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในกระบวนการดำเนินงานของอุตสาหกรรมต่างๆเป็นอย่างดี และมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาซอฟต์แวร์ธุรกิจแบบเฉพาะทาง ฉะนั้นโซลูชัน Infor LN จึงสามารถตอบโจทย์ของธุรกิจการผลิตและโรงงานได้อย่างลึกซึ้ง ตรงจุด ไม่ว่าจะดำเนินการในรูปแบบใดก็ตาม 

Infor LN จะเข้ามาช่วยจัดการกับกระบวนการต่างๆของธุรกิจที่มีการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ โดยมีฟีเจอร์สำหรับจัดการตั้งแต่การเสนอราคา การขาย รับออเดอร์ วางแผนโครงการผลิต ออกแบบผลิตภัณฑ์  ติดต่อ Supply Chain Supplier ไปจนถึงการส่งสินค้า ครอบคลุมตลอด Supply Chain และการให้บริการซ่อมหลังการขาย โดย Infor LN มีให้บริการทั้งในรูปแบบ Cloud และ On-Premise 

ภายในโซลูชัน Infor LN จะประกอบไปด้วย Module หลัก 12 ส่วน ซึ่งคอยดูแลการทำงานในส่วนต่างๆของธุรกิจ ได้แก่

  • Common
  • CRM
  • Sales
  • Procurement
  • Manufacturing
  • Warehousing
  • Quality
  • Service
  • Project
  • Finance
  • Technology
Credit: Infor

และสำหรับการใช้งานในธุรกิจเฉพาะทางที่เจาะจงลงไป Infor LN ก็จะมีเครื่องมือที่เฉพาะเจาะจงกับอุตสาหกรรมนั้นๆเพิ่มเติมเข้ามา เช่น การ Configuration การผลิต, Kanban ในอุตสาหกรรมยานยนต์, หรือการจัดการกับคลังสินค้าตาม Vendor ในอุตสาหกรรมไฮเทค, การรองรับการอดิทจากรัฐบาลสำหรับอุตสาหกรรมอากาศยาน,และด้วยเครื่องมือ Specialized เหล่านี้เองที่ทำให้ Infor LN โดดเด่นและแตกต่างจากโซลูชัน ERP อื่นๆ

ประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับจาก Infor LN คือประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มขึ้น ความแม่นยำในการตัดสินใจด้วยข้อมูล การเชื่อมต่อการทำงานของทั้งองค์กรไว้ด้วยกัน ทำให้สามารถร่วมงานระหว่างฝ่ายและใช้ข้อมูลร่วมกันได้ อีกทั้ง Infor LN ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย สามารถใช้งานได้ทุกคนในองค์กร และสามารถเป็น Digital Core ให้กับองค์กรในอนาคตได้อย่างแท้จริง 

Manufacturing 

จุดแข็งที่สำคัญของ Infor LN คือการรองรับการจัดการกับการผลิตหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบ Make to Order (MTO), Make to Stock (MTS), Configure to Order (CTO), Assemble to Order (ATS), Engineer to Order (ETO) หรือรูปแบบอื่นๆก็ตาม 

การผลิตแตกต่างเหล่านี้มีวิธีการบริหาร Supply Chain ที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีเป้าหมายของการดำเนินการที่แตกต่างกันด้วย เช่น การผลิต Make to Order นั้นเป็นการผลิตจำนวนสินค้าตามคำสั่งซื้อและจะเริ่มต้นเมื่อได้รับคำสั่งซื้อ ในการผลิต จะต้องสามารถผลิตให้ได้ตามกำหนดที่ได้รับ โดยมี Lead time ที่สั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญในการแข่งขันในตลาด ซึ่ง Infor LN เข้าใจในธรรมชาติของการผลิตแต่ละรูปแบบเป็นอย่างดี และในหลายธุรกิจการผลิตก็มีรูปแบบการผลิตมากกว่าหนึ่งรูปแบบในองค์กร Infor LN จึงเป็นทางเลือกเพื่อให้รองรับการผลิตที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี

Credit: Infor

Infor LN มีระบบรองรับตั้งแต่การจัดการกับ Bill of Materials, การทำ Routing ขั้นตอนต่างๆในการผลิต, การคาดการณ์ Demand, การวางแผนการผลิตและค่าใช้จ่าย, การสร้าง Production Order, Shop Floor Control สำหรับควบคุมการผลิต, ไปจนถึงการจัดการ Assembly Line และการตรวจสอบคุณภาพในการผลิต 

Credit: Infor
Credit: Infor

ระบบทั้งหมดในโมดูลการผลิตนี้จะทำงานเชื่อมต่อกันในระบบ ERP หลักที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบการเงิน ระบบบริหาร Supply Chain ระบบจัดการคลังสินค้า ระบบจัดซื้อ และระบบบริหารงาน Project ทำให้องค์กรสามารถควบคุมการทำงานการผลิตโดยเห็นข้อมูลภาพรวมจากทุกฝ่ายแบบ Real-time ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเตรียมส่งออกไปถึงมือลูกค้า 

ด้วยการใช้ข้อมูลจริงจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาวิเคราะห์ รวมทั้งเทคโนโลยีอย่าง IoT ที่ช่วยให้มีข้อมูลแบบ Real-time และ Machine Learning ที่ช่วยในการทำนายค่าต่างๆ Infor LN จึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการผลิต ลดข้อผิดพลาด ลดต้นทุนและความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องเผชิญในกระบวนการผลิต

Service

Credit: Infor

หลังการผลิต Infor LN ก็รองรับการให้บริการหลังการขายเต็มรูปแบบ และเนื่องจาก Infor LN นั้นถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจการผลิตโดยเฉพาะ ฟีเจอร์บริการหลังการขายของ Infor LN จึงมีความเฉพาะเจาะจงและครอบคลุมกรณีต่างๆที่ธุรกิจการผลิตมักจะต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Field Service, การรับของเข้ามาซ่อมเอง, การเคลมสินค้าโดย Supplier หรือการเคลมโดยลูกค้า โดยมีฟีเจอร์ที่สำคัญ ดังนี้ 

  • รับเรื่องบริการหลังการขาย
  • วางแผนเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในพื้นที่/ช่วงเวลาที่ว่าง
  • ประเมินค่าใช้จ่ายและสิ่งที่ต้องใช้ในการซ่อม
  • Quotation การซ่อมบำรุง  
  • การจ้าง Subcontract
  • Preventive Maintenance
  • ระบบ Inspection, จัดการ Warranty, Failure Analysis

Project

โมดูล Project ของ Infor LN นั้นถูกออกแบบมาให้กับงานร่วมกับกระบวนการทั้งหมดของระบบ ERP และรองรับการดำเนินธุรกิจแบบโครงการที่มีความซับซ้อนได้เป็นอย่างดี โดยมีความสามารถบริหารและจัดการโครงการ ลงรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการขาย (การชำระเงินตามความสำเร็จของงาน หรืออื่นๆ), การผลิตแบบโครงการ, การบริการที่ครอบคลุมถึงการให้บริการในโครงการและหลังการขาย, การจัดซื้อตามโครงการ, การควบคุมค่าใช้จ่ายในแต่ละโครงการ, การบริหารคลังที่สอดคล้องกันในระบบโครงการ ซึ่งโมดูล Project นั้นจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่

  • Estimative – ส่วนของการประเมินล่วงหน้า เช่น สโคปของงาน (สิ่งที่ต้องทำและการแบ่งงาน) งบประมาณค่าใช้จ่าย และแผนสำรอง
  • Bid – ใช้สำหรับการเตรียมการประมูลโครงการ การคิดราคา ข้อกำหนดการชำระ คู่แข่ง และการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • Project – ส่วนที่เป็นการจัดการโครงการโดยละเอียด การจัดการทรัพยากร การจัดการ Requirements การติดตามความคืบหน้า การดำเนินการของโครงการ 
  • Contract – ส่วนที่จัดการกับสัญญา ราคา ใบเสนอราคา ขั้นตอนการชำระเงิน และผลลัพธ์ของโครงการ เช่น รายได้ รายจ่าย และ Margin ที่ได้รับ 
Credit: Infor

ข้อมูลทั้งหมดที่จัดการผ่านโมดูล Project นี้จะมีการอัพเดทแบบ Real-time ทำให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบสถานะได้ตลอดเวลา ความโปร่งใสในทุกขั้นตอนเช่นนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถรับรู้ถึงข้อผิดพลาดและความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว แก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งยังช่วยให้องค์กรได้รับทราบข้อมูลอย่างละเอียดครบถ้วนอีกด้วย 

Implementation Accelerators 

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจสำหรับ Infor LN คือ Implementation Accelerators ที่เปรียบเสมือนโซลูชันกึ่งสำเร็จรูปสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม โดยการเลือกใช้Implementation Accelerators  มีข้อดีคือธุรกิจไม่ต้องปรับแต่งโซลูชันมากนัก มี Best Practice ของอุตสาหกรรมProcess ธุรกิจที่ถูกพัฒนาขึ้นจากความเชี่ยวชาญของ Infor ได้มีครบพร้อมให้ใช้งานทันที ทำให้การติดตั้งระบบ ERP มี Cost of ownership ที่ต่ำลง ลดความเสี่ยง ลดเวลาในการติดตั้ง และมีความแน่นอนในผลลัพธ์มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน Infor มี Implementation Accelerators สำหรับอุตสาหกรรมมากกว่า 10 ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ (Equipment) อุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรม Process Manufacturing อุตสาหกรรมการกระจายสินค้า อุตสาหกรรมอากาศยานและยุทโธปกรณ์

Mobile Application 

เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วทุกที่ ทุกเวลา Infor LN ก็ได้จัดเตรียมแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนไว้ให้ได้ใช้งาน โดยภายในแอปพลิเคชันจะประกอบไปด้วยข้อมูลและการควบคุมที่จำเป็นที่พนักงานจะสามารถเรียกใช้ในหน้าไซต์งานได้ทันที เช่น ในแอปพลิเคชันสำหรับงาน Service ก็จะมีฟีเจอร์อย่าง การตรวจสอบสถานะของการให้บริการ การตรวจสอบและควบคุมค่าใช้จ่าย และการจัดการกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เช่นการเซ็นต์แบบดิจิทัล หรือการอนุมัติเอกสาร 

Credit: Infor

ปัจจุบัน Infor LN เปิดให้บริการแอปพลิเคชันทั้งหมด 7 แอปพลิเคชันในส่วนงานต่างๆ ได้แก่ Service Requests, Call Requests, Hours Registration, Resource Assignments, Customer 360, Quality Inspections, และ Non-comfomance Reporting โดยมีแอปพลิเคชันที่รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS 

Infor OS 

เนื่องจากในปัจจุบันธุรกิจมีความต้องการใช้และพัฒนาเทคโนโลดิจิทัลเฉพาะองค์กรขึ้นมาใช้งานมากขึ้นเพิ่มเติมจากระบบ ERP ที่ใช้ในกระบวนการธุรกิจขั้นพื้นฐาน Infor จึงได้พัฒนา Infor OS ขึ้นเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่จะเข้ามารองรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลใหม่ๆ โดย Infor OS จะทำหน้าที่ช่วยจัดการแอปพลิเคชันและข้อมูลทั้งหมดภายในระบบ Inofr LN ซึ่งจะช่วยให้การทำงาน การเข้าถึงเทคโนโลยีและข้อมูล และการกำหนดสิทธิ์และความปลอดภัยเป็นไปอย่างมีระบบ พนักงานในองค์กรสามารถเริ่มใช้งาน Infor OS นี้ผ่าน Social Business Homepage ได้อย่างรวดเร็ว โดย Infor OS มีส่วนประกอบทั้งหมด 8 ส่วน ได้แก่ 

  1. Infor Ming.le ระบบที่รวบรวม Workflow และเครื่องมือการสื่อสารของพนักงานในองค์กรเอาไว้ในที่เดียว ช่วยในการติดต่อ ประสานงาน และทำงานร่วมกันภายในองค์กร
  2. ION – Middleware สำหรับการทำ Integration ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างแอปพลิเคชันของ Infor กับแอปพลิเคชันอื่นๆ หรือการเชื่อมระหว่างแอปภายใน Infor ด้วยกัน โดยมีความสามารถในการจัดทำ Workflow และ Alert เพื่อเฝ้าระวังและดูแลระบบแบบ Real-time ด้วย
  3. IDM – ระบบจัดการเอกสารกลางขององค์กร ที่ผู้ดูแลสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงสำหรับผู้ใช้แต่ละรายได้
  4. Infor BI – ระบบ Business Intelligence ที่จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลของธุรกิจ โดยมีเครื่องมือสำหรับเชื่อมต่อข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูลทั้งภายในและภายนอก รวมถึงเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลชั้นสูงที่จะช่วยธุรกิจสร้างวัฒนธรรม Data-driven ภายในองค์กร
  5. Homepages – ระบบจัดทำหน้า Homepage ส่วนตัวของผู้ใช้ เพื่อให้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถเลือกแอปพลิเคชันหรือโมดูลที่ใช้งานบ่อยมาไว้ในหน้าแรกของตัวเองได้
  6. User Management – ระบบจัดการการยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลในส่วนต่างๆของแต่ละบุคคล
  7. Infor ION BV – คลังเก็บข้อมูลระยะยาวที่มุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยและมั่นคง โดยผู้ใช้สามารถเรียกใช้ข้อมูลในส่วนนี้ออกไปวิเคราะห์หรือจัดทำรายงานได้
  8. Infor Enterprise Search – ระบบค้นหาข้อมูลภายในองค์กรจากข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลและนำไปใช้งาน 

Technology

โซลูชันของ Infor นั้นมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้รองรับการทำงานในอนาคต และใน Infor LN ก็ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพอยู่เสมอ เช่น ระบบ Analytics ที่ทำงานร่วมกับหลายๆ Module ในแพลตฟอร์ม การนำ Machine Learning เข้ามาช่วยทำนายและแนะนำแนวทาง, เทคโนโลยี Automation, เทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก, IoT, แนวคิดการจัดการโรงงานรูปแบบที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่, และอื่นๆอีกมากมาย 

นอกจานี้ Infor LN ยังมี Infor OS ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบและแอปพลิเคชันอื่นๆ และช่วยจัดการการใช้งานระบบ ERP ให้สะดวก และง่ายกับผู้ใช้ ทำให้ธุรกิจได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จาก Infor LN อีกทั้งยังสามารถเปิดรับเทคโนโลยีจากภายนอกเข้ามาใช้งานโดยไม่ถูกจำกัดว่าต้องใช้เทคโนโลยีของ Infor เพียงเท่านั้น 

Infor LN พร้อมแล้วที่จะพาธุรกิจการผลิตเข้าสู่เส้นทาง Digital Transformation

การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้งานในธุรกิจนั้นไม่มีคำตอบที่ตายตัวถูกต้องที่สุด สิ่งที่สำคัญคือธุรกิจจะต้องประเมินปัญหา ความต้องการ และความเหมาะสมกับการดำเนินการของธุรกิจเอง ทั้งในแง่การใช้งานแบบ Out of the box การปรับแต่ง Customize หรือเพิ่มแอปพลิเคชันอื่นๆเพื่อให้การดำเนินการขององค์กรเป็นไปได้เต็มประสิทธิภาพ และการรองรับการดำเนินการในอนาคต

ด้วยพื้นฐานการพัฒนาขึ้นมาจากประสบการณ์ ความเข้าใจในธุรกิจ และเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจเฉพาะด้านที่แท้จริง ผนวกกับเครื่องมือที่รองรับกระบวนการทำงานครบครัน ความสามารถในการนำข้อมูลมาใช้ และการผสานเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วย ในซอฟต์แวร์ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ดูแลง่าย และมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ทำให้Infor LN เป็นตัวเลือกซอฟต์แวร์ ERP ที่โดดเด่นสำหรับธุรกิจการผลิตและโรงงานทั้งสำหรับปัจจุบัน และอนาคต 

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของ Infor LN ได้ที่หน้าเว็บไซต์ https://www.infor.com/solutions/erp/ln หรือติดต่อทีมงาน Prosoft ที่คุณสุพินดา เชื้อสัตตบงกช โทร. 02-541 4501-10 EXT. 1303 หรือ 095-363-2644 และอีเมล์ supinda@proline.co.th

เกี่ยวกับ Prosoft 

Prosoft เป็นผู้ให้บริการด้าน IT ในประเทศไทยที่มีประสบการณ์ในการติดตั้งระบบบริหารองค์กรให้กับธุรกิจไทยในอุตสาหกรรมการผลิต และอุตสาหกรรมซื้อมาขายไปมามากกว่า 30 ปี ทีมงานของ Prosoft  เป็นทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญการติดตั้งระบบ ERP และ WMS ด้วยซอฟต์แวร์ชั้นนำได้มาตราฐานจาก Infor ทั้งด้านการผลิต การจัดซื้อ การจัดจำหน่าย การเงิน การบัญชี การจัดการคลังสินค้า การซ่อมบำรุง และการบริหารโครงการ

from:https://www.techtalkthai.com/prosoft-infor-ln-manufacturing-factory-erp/

PHP 8.0 ออกแล้ว เพิ่มความสามารถใหม่มากมาย พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น

ทีมพัฒนา PHP ได้ออกมาประกาศเปิดตัว PHP 8.0 ซึ่งเป็น Major Update ล่าสุดอย่างเป็นทางการ โดยมีการเพิ่มความสามารถใหม่ๆ ที่น่าสนใจและการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบให้สูงยิ่งขึ้นหลากหลายวิธี เช่น

Credit: PHP
  • Named Argument เลือกระบุเฉพาะตัวที่เป็น Required ได้, ไม่ต้องเรียงลำดับ และเสริม Self-Documented เข้าไป
  • Union Type ประกาศ Union Type ได้โดยตรงเลยแทนการใช้ PHPDoc Annotation และจะถูกตรวจสอบที่ Runtime ทำให้โค้ดสั้นลง เป้นระเบียบมากขึ้น
  • Attribute เปลี่ยนจากการใช้ PHPDoc Annotation มาเป็นการใช้ Structured Metadata ด้วย Native Syntax แทน
  • Constructor Property Promotion ช่วยให้โค้ดสั้นลงและอ่านง่ายขึ้น
  • Match Expression ปรับการ Match ใหม่ให้คล้ายกับ Switch โดยอยู่ในรูปของ Expression และสามารถนำผลลัพธ์ไปใส่ในตัวแปรหรือ Return ได้ ทำให้โค้ดกระชับยิ่งขึ้น
  • Nullsafe Operator ช่วยให้เขียนโค้ดให้ตรวจสอบค่า null ได้สั้นลงมากๆ
  • JIT มี JIT Compilation Engine 2 ตัว โดย Tracing JIT จะทำงานได้เร็วกว่า Function JIT 1.5-3 เท่าแล้วแต่กรณีการใช้งาน โดยสำหรับ Application ทั่วๆ ไปความเร็วก็จะใกล้เคียงกับ PHP 7.4
  • ปรับปรุงการทำ Type System และ Error Handling
  • มี Class, Interface, Function ใหม่ๆ เพิ่มเติม
  • และความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลของ PHP 8 และใช้งานได้ทันทีที่ https://www.php.net/releases/8.0/en.php

from:https://www.techtalkthai.com/php-8-0-is-released/

บริษัท แสนรู้ จำกัด และหัวเว่ยคลาวด์ ร่วมลงนาม MoU ร่วมมือกันในการปลดล็อคพลังแห่งข้อมูล

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2020 บริษัท อินเตอร์เน็ต เบส บิซิเนส กรุ๊ป จำกัด (บริษัท แสนรู้ จำกัด) ร่วมกับ หัวเว่ยคลาวด์ ประเทศไทย สร้างความร่วมมือโดยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในการเข้าร่วม “เครือข่ายพันธมิตรหัวเว่ยคลาวด์ (HUAWEI CLOUD Partner Network – HCPN)” การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อผนึกกำลังของเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงของบริษัท แสนรู้ จำกัด  เข้ากับแพลตฟอร์มข้อมูลมหัต (Big Data) ของหัวเว่ย เพื่อมอบประสบการณ์การตลาดดิจิทัลที่ดีที่สุดบนระบบคลาวด์ให้แก่องค์กรในประเทศไทย ตั้งแต่กลุ่มสตาร์ทอัพและอีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่

“จากภูมิทัศน์ทางธุรกิจในปัจจุบัน การปฏิรูปให้เป็นระบบดิจิทัลเป็นขั้นเริ่มต้นที่ช่วยผลักดันให้เกิดประสบการณ์ของลูกค้า ทั้งนี้ เพื่อให้กลยุทธ์ดิจิทัลมีความสมบูรณ์แบบ องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องครอบครองข้อมูลจำนวนมหาศาล” นายเจย์ ชอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) แห่งบริษัท แสนรู้ จำกัด เปิดเผยว่า “การบูรณาการระบบเดิมเข้ากับแพลตฟอร์มข้อมูลมหัต (Big Data) การโต้ตอบระหว่างหลากหลายแพลตฟอร์มที่มีอยู่ เช่น CRM, OCR, ระบบโฆษณาอัตโนมัติและอื่น ๆ รวมทั้งการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่นับไม่ถ้วนให้มีประสิทธิภาพ นับเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับการใช้เทคโนโลยีข้อมูลมหัต (Big Data) ประสบการณ์ของลูกค้าและความเชี่ยวชาญในข้อมูลของนักวิเคราะห์จะขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ระบบบริหารแบบเรียลไทม์ และการจัดการลูกค้ารวมศูนย์ เทคโนโลยีการนำข้อมูลแบบใช้ได้ทันทีหลังติดตั้ง โซลูชันที่สามารถสร้างมุมมองแบบองค์รวมของลูกค้าคือสิ่งที่แบรนด์ต่าง ๆ ต้องการอย่างแท้จริง”

“บริการต่าง ๆ ของหัวเว่ยคลาวด์ช่วยให้เรามีความยืดหยุ่นในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน การปรับขนาดและการเพิ่มประสิทธิภาพ แพลตฟอร์ม DataTech ใหม่ล่าสุดของบริษัท แสนรู้ จำกัด ซึ่งประกอบด้วย โมดูลทรงประสิทธิภาพต่าง ๆ อาทิ การวิเคราะห์ทางสังคม ศูนย์ติดต่ออัจฉริยะ ฮับวิเคราะห์ข้อมูล บริการวิจัยและความเชี่ยวชาญ O2O จะผสานรวมเข้ากับหัวเว่ยคลาวด์ในการจัดให้มี APIs แบบเปิดเพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ใช้ AI/ML ในการเปิดใช้การสื่อสารแบบ M2M (ระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องจักร) ได้เหมาะสมที่สุด โดยสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดที่หลากหลายจากลูกค้าของเราในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ ความร่วมมือของเรากับหัวเว่ยคลาวด์จะสร้างโอกาสทางการค้ามากขึ้น” นายอุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) แห่งบริษัท แสนรู้ จำกัด แสดงความคิดเห็น

“บริการต่างๆที่ครอบคลุม ของบริษัท แสนรู้ จำกัด อย่างเช่น แพลตฟอร์ม DataTech และศูนย์ติดต่ออัจฉริยะได้ผสานรวมความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ภาษาและช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ กับกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนให้เข้ากับท้องถิ่นของหัวเว่ยคลาวด์ ดังนั้น เมื่อเราพยายามให้ได้มาซึ่งความร่วมมือของกันและกัน ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสต่าง ๆ ในการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสร้างโซลูชันที่ปรับแต่งตามความต้องการและปรับให้เข้ากับลักษณะของบริษัทไทยอีกด้วย เราจะร่วมมือและดำเนินการทดลองทางเทคนิคสำหรับแพลตฟอร์มข้อมูลมหัต (Big Data) ขององค์กร และการวิจัยและพัฒนาของแพลตฟอร์มบริการแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาโซลูชันแหล่งเก็บข้อมูล (Data Lake) อัจฉริยะ” นาย โรเบ็น หวาง ประธานกลุ่มธุรกิจคลาวด์ และ AI แห่งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวเสริม

ในฐานะส่วนหนึ่งของความร่วมมือครั้งนี้ นายเจย์ ชอง ซีอีโอ พร้อมด้วย นายอุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) แห่งบริษัท แสนรู้ จำกัด ร่วมเป็นแขกผู้มีเกียรติในงานกิจกรรม Cloud Diary ของหัวเว่ย ซึ่งงานกิจกรรม Cloud Diary นี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดการสัมมนาทางเว็บภาษาไทยที่เน้นความรู้และการแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกในด้านการปฏิรูปเป็นระบบดิจิทัล เซสชันนี้จะออกอากาศในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายนผ่านทางหน้าเพจเฟซบุ๊ก Huawei Cloud & AI APAC (@HuaweiCloudTH) ผู้ที่สนใจติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเทคโนโลยีในขณะนี้สามารถติดตามกิจกรรม Cloud Diary ได้ที่หน้าเพจเฟซบุ๊ก @HuaweiCloudTH

ในเซสชั่นนี้ แสนรู้ยังเปิดเผยให้เห็นถึงโซลูชันมุมมองข้อมูลแบบองค์รวมแบบปรับแต่งเองที่นำเสนอในงาน POWERING DIGITAL THAILAND 2021: HUAWEI CLOUD & CONNECT ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ณ เซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

Powering Digital Thailand 2021: HUAWEI CLOUD & CONNECT

ด้วยผลกระทบจากโรคระบาดที่เกิดขึ้น เศรษฐกิจดิจิทัลจึงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน ICT เช่น ระบบ 5G ระบบคลาวด์ และระบบ AI จะกลายเป็นรากฐานและกลไกใหม่ของนวัตกรรม ในฐานะผู้นำแห่งเทคโนโลยีด้าน ICT หัวเว่ยร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ สร้างระบบนิเวศในการมอบประสบการณ์และโซลูชันต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในด้านประสบการณ์ กระบวนการและโมเดลทางธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ หากท่านสนใจเข้าร่วมงานกิจกรรม โปรดคลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดและชมซ้ำในส่วนของประเด็นสำคัญ

https://www.facebook.com/watch/live/?v=719773158972118&ref=watch_permalink

from:https://www.techtalkthai.com/zanroo-joins-huawei-cloud-partner-network/

ฟรี ESG WHITE PAPER: ENTERPRISE DATA LOSS PREVENTION โดย PALO ALTO NETWORKS

Enterprise Strategy Group (ESG) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้าน IT ตีพิมพ์ White Paper เรื่อง “Enterprise Data Loss Prevention, Revisited” พร้อมอัปเดตแนวโน้มด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลในยุคที่ข้อมูลกระจัดกระจายไปทั่วทุกแห่ง ทั้งที่ Data Center, อุปกรณ์ปลายทาง และระบบ Cloud รวมไปถึงแนะนำโซลูชัน Enterprise Data Loss Prevention ใหม่ล่าสุดจาก Palo Alto Networks ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด White Paper ไปศึกษาได้ฟรี

การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 เร่งการทำ Digital Transformation ขององค์กรทั่วโลกให้เร็วยิ่งขึ้น หลายๆ องค์กรนำระบบ Cloud เข้ามาใช้เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ การปรับไปใช้ระบบ Cloud นี้เอง แม้จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อกระบวนการด้าน IT รวมไปถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับกฏระเบียบและข้อบังคับต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้แนวทางการป้องกันข้อมูลสูญหาย/รั่วไหล (Data Loss Prevention: DLP) มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก ข้อมูลสำคัญขององค์กรถูกกระจายออกไปทั้งภายใน Data Center, อุปกรณ์ปลายทาง และบนระบบ Cloud การมีกระบวนการด้าน DLP ที่ทันสมัยเพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญทั้งขณะจัดเก็บและขณะรับส่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกองค์กรไม่สามารถมองข้ามได้

เอกสาร White Paper เรื่อง “Enterprise Data Loss Prevention, Revisited” ฉบับนี้มีความยาวทั้งสิ้น 15 หน้า เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่แนวโน้มภัยคุกคามและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างย่ิงในช่วง Work from Home, การออกแบบสถาปัตยกรรม DLP ให้สอดคล้องกับรูปแบบการจัดเก็บและรับส่งข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป, การวางกลยุทธ์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับกฏระเบียบและข้อบังคับต่างๆ เช่น GDPR, HIPAA ไปจนถึงแนะนำโซลูชัน Enterprise Data Loss Prevention ของ Palo Alto Networks ที่จะมาช่วยเรื่อง Discover, Monitor และ Protect ข้อมูลสำคัญขององค์กร

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อดาวน์โหลด White Paper ไปศึกษาได้ฟรี

from:https://www.techtalkthai.com/esg-white-paper-enterprise-data-loss-prevention-by-palo-alto-networks/