คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

ออกไปลุยโลกให้เต็มที่ ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง Dunloppillo บอกว่า การนอนให้เพียงพอสำคัญที่สุด

คุณให้ความสำคัญกับการนอนมากแค่ไหน? 

ยุคสมัยแห่งการเร่งรีบ การใช้ชีวิตในเมือง ทำให้หลายคนให้ความสำคัญกับการนอนน้อยลงไปมาก สำรวจง่ายๆ ตื่นขึ้นมาสดชื่นหรือไม่ เมื่อคืนนอนหลับสนิท สบายตลอดคืนหรือเปล่า แล้วเช้าวันนี้ คุณพร้อมมากแค่ไหนกับการออกไปลุยงาน ผจญโลกกว้าง และ #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง

ถ้าพักผ่อนน้อย นอนไม่เพียงพอ หรือหลับไม่สนิทจริง ไม่มีทางพร้อมเต็ม 100%

#ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง แคมเปญที่ให้ความสำคัญกับการนอน

บริษัท ดันล้อปพิลโล่ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Dunloppillo แบรนด์ที่นอนระดับโลกจากประเทศอังกฤษ รู้ว่า ทุกวันนี้คนละเลยเรื่องคุณภาพการนอน หลายคนอดหลับอดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ เพื่อทำงาน เพื่อออกไปท่องเที่ยว ผจญภัยในโลกกว้าง คำถามคือ นั่นคือวิธีที่ถูกต้องอย่างนั้นหรือ?

เราใช้งานร่างกายมากเกินไป เราดูแลตัวเองน้อยเกินไป แล้วเราจะได้รับประสบการณ์ที่มีคุณภาพ หรือมีโอกาสประสบความสำเร็จได้จริงหรือ?

นั่นจึงเป็นที่มาของแคมเปญ #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง #LiveYourLifeToTheFullest ที่ต้องการกระตุ้นเตือนให้ทุกคนให้ความสำคัญกับการนอนอย่างจริงจัง เพื่อให้มีพลังที่จะเต็มที่กับทุกกิจกรรมในทุกๆ วัน

Dunlopillo Live your life to the fullest

 

ชวนทุกคนประกวดภาพถ่าย กับหัวข้อ  #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง หลังการพักผ่อนอย่างเต็มที่

Dunlopillo ต้องการสื่อสารแคมเปญ #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง #LiveYourLifeToTheFullest ออกมาให้ตรงกับความหมายมากที่สุด นั่นคือ ถ้าพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ ก็จะมีพลังออกมาใช้ชีวิตได้เต็มที่ และหนึ่งในวิธีการสื่อสารที่ชัดเจนคือ การถ่ายภาพ

หนึ่งภาพถ่าย แทนความหมายนับล้านคำ

โดยอยากชวนทุกคนใช้พลังความคิดสร้างสรรค์มาถ่ายภาพประกวดเพื่อสื่อความหมาย #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ตามนี้

  1. แอด LINE ID: @Dunlopillothai และเลือกเมนูลงทะเบียนกิจกรรม-กรอกข้อมูลชื่อจริง นามสกุลจริง อีเมล และเบอร์โทรศัพท์ ให้ถูกต้อง
  2. ออกค้นหาความหมาย ใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ในแบบเฉพาะของตนเอง ที่สื่อถึงหัวข้อ #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง หลังได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่
  3. Upload รูปไปที่ https://dunlopilloliveyourlifetothefullest.com/upload  หรือเลือกเมนู อัปโหลดรูปภาพ ในช่องทาง LINE ID: @Dunloppillothai
  4. กด Share ไปยัง Facebook ของตนเอง ตั้งค่าเป็น สาธารณะ (Public) พร้อมใส่  #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง #LiveYourLifeToTheFullest
  5. ร่วมกิจกรรมได้ระหว่างวันที่ 15 ก.ค. – 13 ส.ค. 62 ประกาศผลรางวัล รูปภาพที่มีพลังมากที่สุด 2 ก.ย. 62

ผู้เข้าร่วมสามารถอัปโหลดรูปภาพได้มากกว่า 1 ครั้ง ทางระบบจะบันทึกเฉพาะรูปล่าสุดเท่านั้น และหากผู้เข้าประกวดต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ชื่อ – นามสกุล, อีเมล, เบอร์โทรศัพท์ สามารถแจ้งได้ที่ LINE @Dunlopillothai หรือโทร 02 751 8030 ต่อ 4417

ลุ้นรางวัล กล้อง Leica Q (Typ 116) และรางวัลอื่นรวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท

สำหรับรูปภาพที่มีพลังในการใช้ชีวิต จะได้รับรางวัล

  • รางวัลชนะเลิศ รับไปทั้งคู่ กับกล้อง Leica Q (Typ 116) Digital Camera wields a full-frame 24.2-megapixel มูลค่า 168,400 บาท และ ที่นอน Dunlopillo รุ่น Preston มูลค่า 149,129 บาท 1 รางวัล
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ที่นอน Dunlopillo  รุ่น Inspire มูลค่า 142,741 บาท 1 รางวัล
  • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ที่นอน Dunlopillo  รุ่น Reflection มูลค่า 131,414 บาท 1 รางวัล
  • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 3 ที่นอน Dunlopillo  รุ่น Excellency มูลค่า 69,900 บาท 1 รางวัล
  • รางวัลชมเชย หมอน  Goose down มูลค่า 13,900 บาท  20 รางวัล

#ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง กับ 3 ประสบการณ์ 3 รูปแบบจาก 3 บุคคล

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น Dunloppillo ได้สะท้อนมุมมองจาก 3 บุคคลที่แสดงให้เห็นว่า ประสบการณ์และความสำเร็จมีจุดกำเนิดมาจากการนอนหลับผักผ่อนที่มีคุณภาพและเพียงพอ ถ่ายทอดผ่านคลิปวิดีโอสั้นดังนี้

ถึงตรงนี้ อยากให้กลับมาถามตัวเองว่า คุณพร้อมลุยงานสำคัญขนาดไหน พร้อมที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ร่างกายต้องการออกไปสัมผัสธรรมชาติ ป่าเขาและทะเล หรือเปล่า

ชีวิตคนเรามีแค่นี้ ต้องเต็มที่ในทุกๆ วัน แต่ขอให้เต็มที่อย่างมีคุณภาพ #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง

แล้วพลังของคุณมาจากไหน? มาร่วมกันแชร์ภาพถ่ายที่สะท้อน #ใช้ชีวิตอย่างมีพลัง #LiveYourLifeToTheFullest ด้วยกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dunloppillo-live-your-life-to-the-fullest/

โฆษณา

สัมภาษณ์ Class Cafe แบรนด์กาแฟไทยที่อยากทำทั้ง “กาแฟ” และเป็น “Co-Working Space” ที่ดีที่สุด

มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟ Class Cafe
มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe

ในยุคที่วงการค้าปลีกกำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากสารพัดทิศทาง การเปิดร้านกาแฟถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่โหดร้าย เพราะเอาเข้าจริงแทบจะไม่ต่างอะไรกับธุรกิจ “สตาร์ทอัพ” ที่ 90% ของธุรกิจล้มหายตายจากอยู่ตลอดเวลา

แต่ก็อย่างที่สุภาษิตจีนว่าไว้ “ท่ามกลางวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ” Class Cafe แบรนด์กาแฟท้องถิ่นไทยจากภาคอีสานที่เริ่มโดดเด่นขึ้นทุกวัน ปัจจุบันมีสาขารวมแล้วกว่า 22 แห่งทั่วไทย (กรุงเทพ, โคราช, ขอนแก่น, บุรีรัมย์ และอุดรธานี)

Brand Inside สัมภาษณ์ มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟ Class Cafe เขาคือผู้ซึ่งเชื่อว่า “ค้าปลีกอยู่ในรายละเอียด” เพราะการสู้ในสนามรบค้าปลีกจะประมาทไม่ได้ และยิ่งโดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟที่ทุกๆ 2 ชั่วโมงจะมีการเปิด-ปิดกิจการอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าเป็นสภาวะ “เพื่อนเก่าตาย เพื่อนใหม่มา”

คำถามก็คือ Class Cafe มองเกมค้าปลีกในโลกยุคใหม่อย่างไร ตามอ่านกันได้ในบทความนี้

Class Cafe สาขา OKA HAUS พระราม 4
Class Cafe สาขา OKA HAUS พระราม 4

ค้าปลีกยุคใหม่ต้องใช้ Data

ถ้าพูดถึง Class Cafe ร้านกาแฟแบรนด์ไทยที่เติบโตมาจากการขยายตลาดในภาคอีสาน เชื่อว่าหลายคนนอกจากจะนึกถึง “กาแฟ” ที่เป็นสินค้าหลักของ Class Cafe ที่ใช้เมล็ดกาแฟสายพันธุ์แปลกๆ จากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์จากเอธิโอเปียหรือบราซิลแล้ว ชื่อของ Class Cafe ก็ยังทำให้นึกถึงเรื่องของ Data เทคโนโลยี และความเป็น Co-Working Space ด้วย

ไม่แปลก เพราะมารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe มีพื้นเพการทำงานจากสายเทคโนโลยี ก่อนหน้าที่เขาจะมาก่อตั้งร้านกาแฟ เขาเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Hutch, Nokia Thailand และรวมถึงเคยดูแลธุรกิจออนไลน์ในเครือแกรมมี่มาก่อน

ดังนั้น เมื่อถามว่าอะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จของ Class Cafe มารุตยอมรับว่า Data คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ แต่ประเด็นสำคัญของ Data สำหรับ Class Cafe ไม่ได้มาจากเทคโนโลยีเท่านั้น เนื่องจาก Data ที่ดีที่สุดมาจากมานุษยวิทยา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศาสตร์แห่งการสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์

“Class Cafe เวลาเราทำ Data เราไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นหลัก เพราะคนที่เก็บ Data ได้ดีที่สุดคือ บาริสต้า คือถ้าลูกค้ามาที่ร้านเรา 2-3 ครั้ง แต่บาริสต้าจำลูกค้าไม่ได้ก็ถือว่าแย่แล้ว” ผู้ก่อตั้ง Class Cafe กล่าวพร้อมบอกด้วยว่า “ที่ Class Cafe เราเทรนให้พนักงานของเราเก็บ Data จากการสังเกต เราต้องรู้เลยว่าลูกค้าคนนี้ชอบดื่มเมนูอะไร ชอบนั่งตรงส่วนไหนของร้าน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี เพราะเขาจะรู้สึกเป็นคนพิเศษ”

Class Cafe
Class Cafe

ส่วนเรื่องเทคโนโลยีอย่าง Face Recognition ไปจนถึงการทำ Data analytics หรือ Data mining ถ้าถามว่าที่ Class Cafe มีหรือไม่ มารุตบอกว่า “มีแน่นอน เรามีทั้งที่ทำแล้วและกำลังจะทำในอนาคต แต่การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในร้านของ Class Cafe เรามีปรัญชาอยู่เรื่องหนึ่งคือ เทคโนโลยีต้องทำให้ชีวิตลูกค้าง่ายขึ้น การเอาเทคโนโลยีล้ำๆ มาใส่ในร้านแบบเป็นการจัดโชว์หรือการแสดง นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำ เพราะมันไม่ใช่การใช้ชีวิตของคนทั่วไป ลูกค้าจะเกร็ง เราต้องการให้ร้านของเราเป็น Co-Living Space ไม่ใช่งานแสดงโชว์”

ในสายตาของมารุต เขามองว่าเทคโนโลยีสำคัญจริง แต่คนก็ยังสำคัญด้วย เพราะบางเรื่องใช้เทคโนโลยีแก้ได้ เช่นถ้ามีที่นั่งในร้านที่ลูกค้าไม่ค่อยไปนั่ง เราอาจกลับมาดูข้อมูลจากเทคโนโลยีว่าเป็นเพราะอะไร สุดท้ายเราได้ข้อสรุปว่าพื้นที่ตรงนั้นร้อนเกินไป ทางแก้คือเอาม่านมาติด หลังจากนั้นลูกค้าก็มานั่ง แค่นี้ก็แก้ปัญหาได้ แต่บางเรื่องเราจำเป็นต้องใช้คน เพราะหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยียังทำแทนไม่ได้ทั้งหมด เช่นการสังเกตพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน เนื่องจากเทคโนโลยีทำหน้าที่ได้เพียงเก็บ Data แต่บาริสต้าสังเกตได้แถมยังตอบสนองลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน

  • “เทคโนโลยีสำคัญ คนก็สำคัญ แต่ถึงที่สุดต้องไม่ลืมว่า เทคโนโลยีซื้อได้ แต่มนุษยศาสตร์ซื้อไม่ได้
Class Cafe
Class Cafe

New Retail ในมุมของ Class Cafe คือการเชื่อมต่อความเป็น Community

ยุคนี้ค้าปลีกต้อง New Retail แล้วในมุมของ Class Cafe มองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?

มารุต บอกว่า “จริงๆ มันเหมือนเป็นสิ่งที่เราทำมานานแล้วกับการเชื่อมต่อออนไลน์กับออฟไลน์ เราเลยไม่รู้เรียกว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดมันเรียกว่า New Retail หรือเปล่า”

New Retail ในความหมายของ Class Cafe หมายถึงการเชื่อมต่อกับวงการอื่นๆ และอุตสาหกรรมอื่นๆ เนื่องจาก “เรามองว่า Class Cafe คือการเดินทาง” ดังนั้นการเดินทางของเรา-เราจะเดินคนเดียวไม่ได้

“กาแฟมันเหมือนเป็น magic อย่างหนึ่ง ถ้าคุณคุยกับผมแบบไม่มีกาแฟ บรรยากาศจะเป็นแบบหนึ่ง แต่ถ้าคุณคุยกับผมแบบมีกาแฟ บรรยากาศจะเปลี่ยนไปเลย กาแฟมันเป็นสิ่งที่ทำให้คนมาเจอกันในแต่ละพื้นที่” มารุต เล่าให้ฟัง

ถึงวันนี้ Class Cafe จับมือกับหลายบริษัท หลายวงการ หลายอุตสาหกรรมเพื่อนำผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายทั้งในเชิงพื้นที่และความสนใจมาไว้ด้วยกัน “Class Cafe รู้ดีว่าเราทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ เราจึงต้องร่วมมือกับคนอื่นๆ เพื่อใช้กาแฟเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อวิถีชีวิต (Lifestyle) และความรู้ (Knowledge) เข้าไว้ด้วยกัน”

ตัวอย่างบริษัทที่ Class Cafe จับมือแล้วได้แก่

  • Air Asia ตอบโจทย์ผู้คนสายท่องเที่ยว ชอบเดินทาง
  • แสนสิริ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ คนที่รักการออกแบบ ซึ่งสาขาที่ Brand Inside เข้าไปสัมภาษณ์คือสาขาล่าสุด ตั้งอยู่ที่ OKA HAUS พระราม 4 ทำให้ Class Cafe สาขานี้ยังได้ลูกค้าที่เป็นสายสื่อสารมวลชน (ช่อง 3) เข้ามาใช้บริการเป็น Co-Working Space คล้ายจะเหมือน Community ย่อมๆ
  • นอกจากนั้นได้มีการจับมือกับวงการต่างๆ เช่น สถานศึกษา สถาบันด้านสุขภาพ หรือแม้กระทั่งคนสายบิ๊กไบค์ Class Cafe ก็เคยไปจับมือกับบุรีรัมย์มาแล้ว
มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe
มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe

ก้าวต่อไปของ Class Cafe

Class Cafe ปัจจุบันมี 22 สาขาทั่วประเทศ ในขณะที่เชนร้านกาแฟรายใหญ่สุดของไทยมีสาขาอยู่มากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ถ้าเทียบตัวเลขแค่นี้ดูเหมือนห่างกันมาก แต่มารุตวิเคราะห์มองว่าความเล็กมีความเร็วและข้อได้เปรียบหลายประการอยู่ในนั้น

“เราเล็กกว่า แต่เราแกร่งกว่า เพราะเรามี passion ในการทำ ทุกวันนี้เรายังตื่นเต้นเสมอที่จะได้ทำเรื่องใหม่ๆ ในพื้นที่ใหม่ๆ เรามีแผนที่จะเปิดสาขาในภาคตะวันออก ศรีราชา ชลบุรี EEC เรามีแผนจะไปอุดรฯ ขอนแก่น เราชอบการสร้าง impact มากๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็สร้างรายได้ (revenue) ให้กับเราด้วย” มารุตบอกพร้อมระบุชัดเลยว่า “ทุกๆ 6 เดือน เราจะขยายใหญ่ขึ้นตลอด ทั้งในแง่จำนวนสาขา ยอดขาย และพนักงาน นี่คือ economy of scale ที่เรามีความพร้อม เพราะอย่างที่บอกถ้าจะอยู่ในธุรกิจกาแฟ อย่าคิดแค่ร้านกาแฟเท่านั้น แต่ต้องคิดไปถึงการเป็นเชนร้านกาแฟด้วย”

ทั้งหมดนี้คือ Class Cafe แบรนด์กาแฟไทยที่น่าจับตามองขึ้นทุกวัน

มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe
มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/class-cafe-new-retail/

MG เปิดตัว New MG ZS EV รถยนต์ไฟฟ้าล้วน ที่มีดีมากกว่าแค่ราคา 1.19 ล้านบาท

หลังจากเผยโฉมภายในงาน Bangkok Motor Show 2019 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในที่สุดค่าย MG ก็เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่น MG ZS EV พร้อมราคาขาย 1.19 ล้านบาทแล้ว

MG ZS EV

ขับขี่สนุก แถมยังรักษาสิ่งแวดล้อม

เรียกว่าราคาขาย 1.19 ล้านบาทของ MG ZS EV นั้นเขย่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนในประเทศไทยอย่างมาก เพราะถ้าไม่นำรถยนต์ไฟฟ้าล้วนขนาดเล็กมาเปรียบเทียบ MG ZS EV ก็คือรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่มีราคาถูกที่สุดในตลาด แต่จริงๆ แล้วจุดเด่นไม่ใช่แค่ราคา แต่คือการยกระดับชีวิตของผู้ใช้ให้ง่ายกว่าเดิม

ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ที่สะดวกสบายผ่านการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออนความจุ 44.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งผ่านน้ำที่มีความสูง 40 ซม. ได้โดยไม่กระทบตัวแบตเตอรี่ เพราะมีระบบป้องกันแบตเตอรี่ 360 องศา แถมให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร และวิ่งได้ไกล 337 กม. เมื่อชาร์จเต็ม

MG ZS EV

ด้วยขุมพลังขนาดนี้ทำให้เร่ง 0-50 กม./ชม. ได้ใน 3.1 วินาที MG ZS EV ก็ยังมาพร้อมกับระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ รวมถึงโหมดการขับขี่ 3 แบบคือ ECO, Normal และ Sport

ยกระดับชีวิตให้ “ง่าย” ไปอีกขั้น

ในทางกลับกัน MG ZS EV ก็ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยทั้งโครงสร้างตัวถังนิรภัย, ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ, ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่, ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน และระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา เป็นต้น

MG ZS EV

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้ายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค MG ZS EV จึงร่วมมือกับหน่วยงานเอกชนเอย่างบมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จในโชว์รูม MG ที่ปัจจุบันมี 107 แห่งทั่วประเทศ และสิ้นปีจะเป็น 130 แห่ง รวมถึงร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อติดตั้งที่ชาร์จให้กับลูกค้าเช่นกัน

สำหรับการชาร์จไฟของ MG ZS EV นั้นรองรับการชาร์จไฟแบบธรรมดา ผ่านเครื่อง MG Home Charger ที่ใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% ได้ภายใน 6.5 ชม. รวมถึงการชาร์จไฟแบบเร็วตามสถานีชาร์จไฟฟ้าจุดต่างๆ ที่ชาร์จไฟจาก 0-80% ได้ภายในเวลา 30 นาที

MG ZS EV

เทคโนโลยีชั้นนำยังมีอยู่พร้อม

ที่สำคัญ MG ZS EV ยังมีเทคโนโลยีชั้นนำที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ MG รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่สามารถสั่งการด้วยคำพูดภาษาไทย, การตรวจเช็ครถยนต์ผ่านโทรศัพท์มือถือ และสั่งการ MG Home Charger เป็นต้น

นอกจากนี้เมื่อเป็นรถยนต์ไฟฟ้า การบำรุงรักษาก็จะง่าย และประหยัดกว่า เนื่องจากไม่มีของเหลวหมุนเวียนอยู่ในระบบมากนัก ประกอบกับระบบขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้ายังใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามากกว่า

MG ZS EV

อย่างไรก็ตามถึงจะมีเทคโนโลยีมากมาย แถมเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน ตัวราคาของ MG ZS EV ก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม เพราะอยู่ที่ 1.19 ล้านบาท พร้อมเปิดจองตั้งแต่วันนี้ และรับรถได้ในวันที่ 20 ก.ค. เป็นต้นไป ส่วนผู้ที่สนใจก็สามารถไปที่โชว์รูม MG ทุกสาขาเพื่อทดลองขับได้ในวันดังกล่าวเช่นกัน

สรุป

ใครกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าล้วนอยู่ก็ลองเปิดใจมาที่ MG ZS EV ได้ เพราะด้วยราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ประกอบกับตัวโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสถานีชาร์จที่ทางผู้ผลิตก็เร่งติดให้มากขึ้น ไหนจะเรื่องโปรโมชั่นที่หากเป็นยอดซื้อ 1,000 คันแรกก็ได้สิทธิ์รับเครื่องชาร์จที่บ้านฟรี พร้อมการติดตั้งฟรี พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่แบบไม่จำกัดระยะทางตลอดระยะเวลา 8 ปี และข้อเสนอพิเศษอื่นๆ มันก็ไม่น่าแปลกใจที่หลายคนจะหันมามองแบรนด์นี้มากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/new-mg-zs-ev-2/

อ่านอนาคต Garmin ในยุคที่ผู้บริโภคใช้ Google Maps และ Activities Tracker มีคู่แข่งเยอะ

ก่อนหน้านี้ Brand Inside ได้เล่าประวัติ Garmin บริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตจากอุปกรณ์ GPS และ Activities Tracker ต่างๆ คราวนี้ก็ลองมาศึกษากลยุทธ์ผ่าน CEO ของ Garmin กันบ้างว่าเขาจะผ่านวิกฤติในอนาคตอย่างไร

Garmin
Clifton Pemble ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Garmin

บริหารงานในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างที่เคยเล่าไปก่อนหน้านี้ว่า Garmin นั้นมีอายุบริษัท 30 ปีแล้ว ทำให้ผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆ ในระดับโลกทั้งดีร้ายมามากมาย นอกจากนี้ Clifton Pemble ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบันที่เป็นพนักงานลำดับที่ 6 ของบริษัท รวมถึงถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2556 ก็ต้องผ่านเรื่องต่างๆ มามากเช่นกัน

“โลกธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อย่างปัจจุบันตัวสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนก็ส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจของ Garmin เช่นกัน แต่เพื่อจะชนะความท้าทายเหล่านี้ได้ Garmin ก็ต้องพัฒนาสินค้าออกมาให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากที่สุด แม้ว่าตลาดจะแข่งขันสูงก็ตาม” Clifton Pemble กล่าว

Garmin
Garmin MARQ รุ่น Captian

ปัจจุบัน Garmin นั้นมีสัดส่วนรายได้ที่เปลี่ยนไป จากเดิมอยู่กับอุปกรณ์ GPS ก็เปลี่ยนเป็นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ และการออกกำลังกาย นอกจากนี้ถึงผู้บริโภคทั่วไปจะหันไปใช้บริการฟรีต่างๆ เช่น Google Maps แต่ Garmin ก็ยังรักษาการเติบโตผ่านการทำตลาดแบบ B2B เช่นร่วมมือกับค่ายผู้ผลิตรถยนต์เพื่อติดตั้งระบบนำทางเข้าไปเป็นต้น

เรื่องคนก็จำเป็นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่

“การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้จริงนั้น เรื่องคนก็มีความจำเป็น เพราะการมีพนักงานระดับคุณภาพสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ออกมาได้ง่ายกว่าเดิม ยิ่งเรามีโรงงานที่ไต้หวันด้วยแล้ว มันก็ยิ่งพร้อมรับการเติบโตถ้ามีพนักงานที่เก่ง” Pemble เสริม

design thinking
การทำงานเป็นทีม // ภาพ pixabay.com

ทั้งนี้การรักษาพนักงานมากกว่า 13,000 คนให้อยู่กับบริษัทก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการวางแผนเรื่องความก้าวหน้าในการทำงาน รวมถึงการจะทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุขตลอดเวลาคือเรื่องที่ Garmin ให้ความสำคัญ ตรงกับเป้าหมายเรื่องยกระดับชีวิตทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ Garmin

“เราไม่ได้เน้นตอบโจทย์แค่ลูกค้า หรือเรื่องผลกำไรเพียงอย่างเดียว เพราะ Garmin ต้องการยกระดับชีวิตของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท ซึ่งพนักงานก็คือหนึ่งในนั้น และก่อนหน้านี้เราก็เคยทำสินค้าออกมาได้ไม่เป็นที่นิยมนัก แต่การมีพนักงานที่มีคุณภาพ ก็ช่วยให้บริษัทผ่านพ้นวิกฤติดังกล่าวมาได้จนเติบโตอย่างยั่งยืนในตอนนี้” Pemble กล่าว

partner

พาร์ทเนอร์กับองค์กรผู้เชี่ยวชาญคือทางออก

นอกจากนี้กลยุทธ์การเดินเกมแบบพาร์ทเนอร์ของ Garmin ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นการร่วมกับค่ายผู้ผลิตรถยนต์ในการติดตั้งอุปกรณ์นำทางดังที่กล่าวไว้ข้างต้น รวมถึงการร่วมกับผู้ผลิตเครื่องบินต่างๆ ในการติดตั้งอุปกรณ์นำทาง รวมถึงอุปกรณ์แสดงค่าต่างๆ บนเครื่องบินเช่นกัน

“ถามว่า Garmin จะผลิตรถยนต์ไร้คนขับเลยหรือไม่เพราะเราก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบนำทางอยู่แล้ว ผมก็อยากบอกเลยว่ามันเป็นเรื่องยากที่เราจะพัฒนา ผ่านการลงทุนที่สูง ดังนั้นการทำงานในลักษณะพาร์ทเนอร์ก็น่าจะตอบโจทย์บริษัทได้ดีที่สุด และเติบโตไปพร้อมกับพาร์ทเนอร์ของเรามากกว่า” Pemble กล่าว

Garmin
การนำทางของ Garmin

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้จะทราบว่าความสำเร็จของ Garmin มาจากการสร้างสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และรองรับการใช้งานได้ทุกแง่มุม ผ่านการนำเทคโนโลยี GPS ของ Garmin มาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ และหลังจากนี้แนวคิดดังกล่าวก็จะถูกใช้งานต่อไปเพื่อสร้างการเติบโตให้กับ Garmin ในอนาคต

สรุป

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่บริษัทเทคโนโลยีจะดำเนินธุรกิจมาได้ 30 ปี แต่มันก็พิสูจน์แล้วว่า Garmin ที่ทั้งองค์กรแทบจะมีแต่วิศวกรสามารถผลิตสินค้าจนผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ มาได้ถึงปัจจุบัน และส่วนตัวคิดว่าการนำเทคโนโลยี GPS ที่ Garmin เชี่ยวชาญก็น่าจะทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนเช่นเดิม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/garmin-ceo-gps-and-tracker/

SCB ประกาศลงทุนครั้งใหญ่ใน GO-JEK พร้อมผนึกพันธมิตร GET! ในประเทศไทย

ธนาคารไทยพาณิชย์​ หรือ SCB ประกาศการลงทุนครั้งใหญ่ใน GO-JEK ผู้ให้บริการเรียกรถ หรือ Ride-Hailing ที่พัฒนาสู้บริการไลฟ์สไตล์ออนดีมานด์ สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นจากอินโดนีเซีย และจับมือพันธมิตรกับ GET! ในประเทศไทย

การลงทุนของ SCB ครั้งนี้ คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการระดมทุนรอบซีรีส์​ F ของ GO-JEK

การแข่งขัน ดิจิทัลแบงกิ้ง ดุเดือด ไม่ลงทุนไม่ได้

สำหรับการลงทุนของ SCB ครั้งนี้ กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเพิ่มมูลค่าการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล นอกจากการนำเสนอช่องทางการจ่ายเงินแบบดิจิทัลผ่านแอพ SCB Easy จนถึงล่าสุดคือ การเสนอสินเชื่อดิจิทัล

การลงทุนและสร้างความร่วมมือกับ GET! จะเป็นการเพิ่มช่องทางให้กับ SCB และเพิ่มความสะดวกสบายในการชำระเงินให้กับผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี

เวลานี้ธนาคารเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ถูก Disrupt อย่างมาก และการลดการเก็บค่าธรรมเนียมจ่าย-โอน-ถอน ผ่านทางดิจิทัล ขณะที่ยังไม่มีรายได้อื่นมาทดแทน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีในระยะสั้นสำหรับธนาคาร การเพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคจะเป็นโอกาสในการเสนอบริการใหม่ๆ และเป็นช่องทางในการหารายได้ในอนาคต

พร้อมเปิดการแข่งขัน KBank – Grab

ปลายปีที่ผ่านมา KBank ได้ประกาศลงทุนใน Grab กว่า 1,600 ล้านบาท ผ่าน Beacon VC ถือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ของ KBank เป้าหมายคือ เพื่อพัฒนาแอพ K PLUS ร่วมกับ Grab ให้สามารถใช้งานร่วมกันได้ เพื่อเป็นช่องทางในการชำระเงิน

ความร่วมมือระหว่าง SCB กับ GET! จึงเป็นการเปิดการแข่งขันกับ KBank กับ Grab อย่างชัดเจน

GO-JEK ระดมทุนรอบซีรีส์​ F

ต้นปีที่ผ่านมา GO-JEK นี้ได้ระดมทุนรอบซีรีส์ F จาก Alphabet’s Google, JD.com และ Tencent Holdings เป็นเงินกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์​ จากที่ประกาศว่าต้องการเงินทั้งหมด 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยนำเงินมาขยายบริการ และขยายธุรกิจในประเทศอื่นๆ เช่น ไทย ภายใต้แบรนด์ GET! หรือเวียดนามภายใต้แบรนด์ GO-VIET เป็นต้น

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันมีการประกาศผู้ลงทุนรอบซีรีส์​ F เพิ่มเติม คือ กลุ่มบริษัท Mitsubishi ประกอบด้วย Mitsubishi Motors, Mitsubishi Corporation และ Mitsubishi UFJ แต่ไม่มีการเปิดเผยมูลค่าการลงทุน

ข้อมูลจาก CB Insights บริษัทวิจัยด้านการลงทุนระบุว่า GO-JEK ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ มีบริการออนดีมานด์มากกว่า 20 รายการ ตั้งแต่สั่งอาหารเดลิเวอร์รี่, เรียกรถรับส่ง, บริการเรียกหมอนวด ฯลฯ

Source: Bloomberg, Straitstimes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-investment-gojek-get-thailand/

เมื่อ TMB แค่ฟรีไม่พอ ต้อง Get MORE ให้อะไรลูกค้าอีกบ้าง

ธุรกิจธนาคารแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกปี ยิ่งตอนนี้แบงก์ไหนลดดอกเบี้ย ออกฟีเจอร์โดนใจประชาชน ไม่ถึง 3 วันคู่แข่งในตลาดก็ออกฟีเจอร์คล้ายๆ กันมาแข่งแล้ว

ดังนั้นจากปีก่อนที่ธนาคารทั้งระบบหันมาฟรีค่าธรรมเนียมโอนกันหมด TMB ที่ขึ้นชื่อว่า Free ค่าธรรมเนียมมาก่อนต้องหา “อะไร” ที่ให้มากกว่าให้ลูกค้า

Marie Ramlie (มารี แรมลี) หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจรายย่อย ธนาคารทหารไทย หรือ TMB

TMB all Free ใหม่ต้อง Make The Difference 

Marie Ramlie (มารี แรมลี) หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจรายย่อย ธนาคารทหารไทย หรือ TMB บอกว่า  ปี 2019 ต่างจากปีก่อนๆ ที่เดิม TMB All Free จะเน้น Segment ขนาดใหญ่ เช่น  เจ้าของธุรกิจ ฯลฯ แต่ปีนี้จะโฟกัสลูกค้า Segment Marketing กับกลุ่มคนที่มีครอบครัว

เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ปรับใช้ได้กับครอบครัวทุกรูปแบบ โดยฟีเจอร์ต่างๆ จะทำให้ลูกค้าเลือกใช้ TMB ALL FREE เป็นบัญชีหลัก 

วันนี้ TMB ALL FREE ได้เพิ่มหลักประกันให้กับทุกครอบครัว โดยเพิ่มฟรี ประกันอุบัติเหตุ ความคุ้มครอง 20 เท่าของเงินฝากในบัญชี สูงสุดถึง 3 ล้าน โดยลูกค้าไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว 

และยังช่วยประหยัด และปลอดภัยมากขึ้น ในการไปเที่ยวต่างประเทศ โดยการยกเว้นค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศ 2.5% ทำให้ลูกค้าใช้บัตรเดบิต TMB ALL FREE จ่ายที่ต่างประเทศ จะได้เรทถูกพอๆกับ ร้านแลกเงิน 

การตลาดต้องทำมากกว่าโฆษณาแต่จับโมเมนต์ของลูกค้า

การทำโฆษณายุคนี้มีความท้าทายหลายด้าน เพราะคนเลือกเสพสื่อมากขึ้น จึงต้องสร้างสื่อหรือทำโฆษณาที่ต่างจากเดิมเพื่อเข้าถึงลูกค้าถูกคน ถูกเวลา ครั้งนี้ TMB ALL FREE เลือกใช้โมเมนต์ของ  ในชีวิตจริงของคนมีครอบครัวมาทำโฆษณาเพื่อให้ลูกค้าเปิดใจและดูคอนเทนต์ต่อไป

จับโมเมนต์ครอบครัว 3 รูปแบบ และทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด ได้แก่ ครอบครัวของ Ed, ครอบครัวมิ้น Roam alone และครอบครัวทอม อิศรา เรียกว่าลูกค้ามีส่วนร่วมและสนใจโฆษณาตัวใหม่นี้มาก 

“ความท้าทายในการทำตลาดตอนนี้คือ ทำโฆษณายากขึ้น ยิ่งโฆษณาขายของมีคนดูเกิน 10 วินาทีก็เก่งแล้ว เพราะปัจจุบันถ้าสื่อไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ไม่ตรงโมเมนต์ของลูกค้า คนส่วนใหญ่เปิดผ่านๆ แค่ 2 วินาทีก็ปิดคลิปไปแล้ว ดังนั้นโฆษณาตัวล่าสุดของเรา นำคุณเอ็ด คุณพ่อลูกอ่อน ว่าชีวิตประจำวันมีเรื่องติดขัดอะไร และ เห็นว่าฟีเจอร์ของ TMB All Free ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นได้หลายอย่าง”

แคมเปญนี้แบ่งเป็น 3 เฟส ได้แก่ การสร้าง Brand Awareness เฟส 2 เจาะกลุ่มลูกค้าให้ตรง Segment มากขึ้น  และเฟส 3 การสร้าง Brand Love ให้คนคิดถึง TMB จะคิดถึงความสุขขึ้นมา

 

ฟีเจอร์ TMB all Free ดั้งเดิมต้องอยู่ แต่ให้ลูกค้าได้มากกว่า

เพราะ Eco system ของ TMB มีทั้งบัญชีเพื่อใช้  TMB All Free และบัญชีเพื่อออม TMB NO FIXED ซึ่งเน้นเรื่อง Transactional Base ดังนั้นเมื่อตลาดหันมาฟรีค่าธรรมเนียมธุรกรรมต่างๆ TMB ก็ไม่เคยหวั่น เพราะมั่นใจได้ว่าให้ลูกค้าได้มากกว่า GET MORE ทั้งระบบ 

ไม่ว่าจะเป็น TMB WOW ซึ่งเป็น Gamification Loyalty Program แรก ที่ให้ลูกค้าทำธุรกรรมแล้วได้แต้มแลกของรางวัลต่างๆ เปลี่ยนความน่าเบื่อของการทำธุรกรรมให้เป็นเรื่องสนุก สามารถเก็บแต้มได้เหมือนเล่นเกม นอกจากนี้ โมบายแบงก์กิ้งอย่าง TMB TOUCH ก็มีฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองชีวิตประจำวันของลูกค้าที่ง่ายขึ้น และเมื่อธนาคารรู้จักลูกค้ามากขึ้น และใช้ Big Data ที่มีอยู่เสนอผลิตภัณฑ์ที่เจาะกลุ่มลูกค้าให้ตรงคน ตรงใจมากขึ้น 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tmb-all-free-get-more/

เมื่อโลกเข้าสู่ยุค New Retail ธนาคารกสิกรไทยจะรับมืออย่างไร?

ยุคดิจิทัลใครๆ ก็ซื้อของออนไลน์กันทั้งนั้น แต่ธุรกิจดั้งเดิมที่ปรับตัวได้ช้า หรือธุรกิจใหม่ที่อยู่บนโลกออนไลน์ก็ต้องเพิ่มบริการใหม่ๆ เข้าถึงลูกค้า

Brand Inside มีโอกาสได้พูดคุยกับ วีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ที่จะหาทางออกให้ลูกค้า และเป็นทางออกของธนาคารไปด้วยกัน

วีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย

โลกเปลี่ยน ธุรกิจรายย่อยในยุค New Retail ต้องเป็นแบบไหน?

วีรวัฒน์ เล่าว่า ในฐานะธนาคารมีลูกค้าทั้งฝั่งคนขาย และคนซื้อ ในยุคดิจิทัลแบบนี้ เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ซื้อให้เร็วขึ้นในทุกด้าน ถ้าฝั่งคนขายตามไม่ทันก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนของธุรกิจ

ในยุค New Retail จึงต้องเร็วขึ้นทุกด้าน ทำให้ธนาคารต้องขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยดิจิทัล ใช้ข้อมูลต่างๆ มาปรับใช้ให้ช่องว่างระหว่างออนไลน์และออฟไลน์หายไป ที่สำคัญธนาคารต้องหาวิธีสร้างที่ยืนของตัวเองในจุดที่ลูกค้าต้องการบริการ

“ธุรกิจ Retail เปลี่ยนไปเยอะมาก ทั้งคนซื้อ-คนขาย ทุกวันนี้เมื่อเราเป็นผู้ซื้อ จะตัดสินใจก่อนไปหน้าร้าน ไม่ก็ซื้อของผ่านระบบออนไลน์เลย แล้วไปรับสินค้าที่อื่น ดังนั้นรูปแบบการรับ-จ่ายเงินก็หลากหลายไปด้วย ไม่ใช่แค่เงินสด มี QR Code กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-wallet) รวมทั้งบัตรต่างๆ”

Pain point ของฝั่งคนขายในยุคนี้

เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกธุรกิจ เทรนด์หลักหนีไม่พ้น พฤติกรรมคนที่ใช้มือถือมากขึ้น เราต้องเข้าไปให้บริการกับลูกค้าได้ ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่รู้จักใช้ทั้งเทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มบริการให้ลูกค้า และใช้ข้อมูลมาเรียนรู้ หาทางเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นอยู่แล้ว

“สำหรับ SME ปัญหาแรกคือ ไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องเปลี่ยน เหมือนกบที่อยู่ในน้ำที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคนที่รู้ตัวเร็วก็เริ่มปรับตัวได้ไวกว่า ที่สำคัญถ้าโลกเปลี่ยนแต่ธุรกิจไม่ปรับตัวก็อยู่รอดได้ยาก”

ปัจจุบันธุรกิจไซส์ไหนก็ต้องใช้ข้อมูลให้เป็น ตามพฤติกรรมผู้บริโภคให้ทัน เพราะเมื่อเทคโนโลยีทำให้ทุกคนเปลี่ยน กลุ่มธุรกิจเครือข่ายรายใหญ่วิ่งเข้าหาลูกค้ารายย่อยเอง  SME รายเล็กยิ่งต้องหาทางรักษาตลาดเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เช่นกัน

แต่การปรับตัวลูกค้าต้องตัดสินใจว่าจะไม่ปิดบังข้อมูลการเงิน อย่างการทำบัญชีเดียว จะทำให้ลูกค้ารู้ต้นทุน-กำไร  และสภาพจริงของธุรกิจ เช่น หากลูกค้าใช้เงินสดทั้งหมด ธนาคารไม่เห็นข้อมูลจริงก็ช่วยวิเคราะห์หาทางออกยากขึ้น

“จุดที่เชื่อมระหว่างธนาคารกับลูกค้าคือ การเงิน ถ้าไม่เชื่อมข้อมูลจริง แบงก์ช่วยได้ลำบาก เช่น ธนาคารทำสถิติว่าร้านกาแฟของคุณอยู่อันดับเท่าไรในย่านนี้ แบงก์ก็ต้องพึ่งข้อมูลจริงจากลูกค้าเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ได้ดีที่สุด”

วีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย

KBank เตรียมเครื่องมือเพิ่ม Solution ให้ลูกค้าอย่างไร?

ปัจจุบันลูกค้าไม่ต้องการธนาคาร ถึงไม่มีแบงก์ก็อยู่ได้สบาย ดังนั้นต้องเข้าไปสร้างความหมายในชีวิตลูกค้า คือเมื่อคนคิดจะซื้อ- ขายของ แบงก์ต้องไปอยู่ตรงนั้นให้คนรับ-จ่ายเงินได้

ธนาคารจึงมีเครื่องมือให้ลูกค้าหลากหลายที่เชื่อมช่องทางทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ แพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน เช่น แอปพลิเคชั่น โมบายแบงก์กิ้งอย่าง K PLUS ที่ช่วยให้คนไทยรับ-จ่ายเงินง่ายขึ้น การเกิดกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-wallet) เป็นต้น

“ตอนนี้เรามีฐานลูกค้า  K PLUS กว่า  11 ล้านราย ทำให้รู้ว่าใครเป็นใคร มีข้อมูล เพศ อาชีพ อายุ และรู้พฤติกรรมการใช้จ่าย เพื่อที่แบงก์จะรู้ใจลูกค้ามากขึ้น โดยใช้ AI อย่าง KADE มาตอบสนองความต้องการลูกค้าทุกกลุ่ม”

ฝั่ง SME มี K PLUS Market ที่มีลูกค้าเข้ามาชมสินค้ากว่า 120,000 รายต่อวัน  ขายสินค้ากว่า  32,000 SKU บนมือถือ จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ SME ขนาดเล็กที่มีสินค้าคุณภาพได้เจอกับลูกค้าหลักสิบล้านคนบน K PLUS ผ่าน Ecosystem ของธนาคาร เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการได้นำเสนอสินค้า พร้อมเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้าผู้ซื้อสามารถใช้คะแนนบัตรเครดิตเพื่อช้อปปิ้งได้ด้วย

“แบงก์เราทำอีกเยอะ ตอนนี้เพิ่งทำได้แค่ 1 จาก 10 เท่านั้น เพราะตลาดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมื่อคนคิดไม่หยุด เราต้องคิดต่อไป และออกฟีเจอร์ บริการใหม่ที่เข้าไปอยู่ในชีวิตลูกค้าทุกกลุ่มได้ต่อเนื่อง”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-new-retail/