คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

Digital Banking สำคัญไฉน ตอบโจทย์โลกธุรกิจอย่างไรในยุควิกฤตโควิด

ทุกวันนี้ด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤตโควิด-19 หรือสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทำให้เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตคนเรามากขึ้น เพราะดิจิทัลเข้ามาช่วยให้การดำเนินชีวิตสามารถทำได้ง่ายและสะดวกสบายแม้ในยามวิกฤตต่าง ๆ แต่หลาย ๆ คนคงลืมไปว่า ดิจิทัลไม่ได้มีความสำคัญแค่กับคนธรรมดาแบบเรา ๆ แต่ดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจเช่นกัน ยิ่งในยุคโควิดแบบนี้ ภาคธุรกิจต้องหันมาปรับตัวโดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มกันมากขึ้น 

Digital Banking ช่วยให้บริหารธุรกิจง่ายขึ้น ทั้งเรื่องเงินและเรื่องอื่น ๆ ในองค์กร

ผู้ประกอบการจำนวนมากมีความสามารถทางธุรกิจ แต่ติดอุปสรรคเรื่องทางการเงิน การทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่ยุ่งยาก เป็นตัวฉุดรั้งโอกาส จะโอนจะจ่ายเงินมีข้อจำกัด แม้ทุกวันนี้ธนาคารจะพัฒนาบริการทางดิจิทัลไปมาก แต่ส่วนใหญ่จะเน้นลูกค้าผู้ใช้ทั่วไปมากกว่า ดังนั้นเราจึงควรเลือกใช้แพลตฟอร์มสำหรับลูกค้าธุรกิจที่เป็น One Stop Service สามารถเห็นธุรกรรมการเงินทั้งหมด ใช้บริการทางการเงินหลัก ๆ ได้ทันที มีข้อมูลทางการเงินมาช่วยวิเคราะห์ อีกทั้งสามารถเข้าใช้งานได้จากหลากหลายอุปกรณ์ และยังผนวกบริการอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับองค์กรไว้ด้วย เรียกว่า รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว

ยิ่งในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ทั้งวิกฤตโควิดและเศรษฐกิจที่ชะลอตัวแบบนี้ การมีเครื่องมือที่ถูกต้อง มีส่วนช่วยภาคธุรกิจอย่างยิ่งในการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพราะความผิดพลาดอาจนำไปสู่ปัญหา ความล่าช้าอาจทำให้เสียโอกาส

เชื่อว่าผู้ประกอบการธุรกิจจำนวนไม่น้อยใช้ Digital Banking ในการทำธุรกรรมการเงิน นั่นเป็นอุปสรรค และข้อจำกัดในการทำธุรกิจ หลายครั้งที่บริการต่าง ๆ ถูกแยกไว้คนละแพลตฟอร์ม หรือไม่มีให้ใช้ ต้องเดินทางไปที่สาขาธนาคาร เสียเวลาโดยไม่จำเป็น หรือหนึ่งในอุปสรรคของภาคธุรกิจคือ ไม่รู้ที่มาที่ไปของเงินที่โอนเข้ามา ไม่สามารถค้นหาย้อนหลังได้ ถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่สร้างความลำบากไม่น้อย

แต่วันนี้ TMB เป็นธนาคารที่มีความโดดเด่นเรื่อง Digital Banking มาโดยตลอด จากจุดเริ่มต้นของการเป็นธนาคารแรกที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ล่าสุด TMB ได้เล็งเห็นความสำคัญของลูกค้าธุรกิจเช่นกัน โดยนำเสนอ Business ONE ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับลูกค้าธุรกิจโดยเฉพาะที่เหมาะกับธุรกิจทุกขนาด และไม่ได้มีเพียงบริการทางการเงินเท่านั้น เพราะรู้ว่าการทำธุรกิจให้สำเร็จได้นั้น ต้องมีรายละเอียดด้านอื่น ๆ เข้ามาประกอบด้วย Business ONE จึงผนวกบริการที่จำเป็นในการทำธุรกิจเข้ามาไว้ด้วยกันในแพลตฟอร์มเดียว 

คำถามคือ Business ONE ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ ทำอะไรได้บ้าง และจะช่วยให้การทำธุรกิจง่ายขึ้นได้อย่างไร ?

  1. Business ONE เชื่อมต่อทุกบริการที่จำเป็นของภาคธุรกิจไว้ในที่เดียว

ที่น่าสนใจคือแพลตฟอร์มนี้ได้ถูกพัฒนามาจากความต้องการของผู้ใช้จริง โดยนำปัญหาจากการใช้ระบบแบงก์กิ้งของภาคธุรกิจมาต่อยอด เพื่อตอบโจทย์การลดความยุ่งยากของระบบเดิม ๆ ที่ต้องปวดหัวกับความซับซ้อนเข้าหลายระบบ กว่าจะได้ผลลัพธ์ออกมาแต่ละอย่างต้องทำเอกสารกันหลายตลบ แถมยังต้องเช็คแล้วเช็คอีกจนบางทีไม่ทันการณ์ ต้องยกยอดไปจ่ายเงินพนักงานในเดือนหน้า เป็นต้น

แน่นอนว่า Business ONE ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ เป็นบริการทางการเงินสำหรับลูกค้าธุรกิจ ที่สามารถทำธุรกรรมได้ครบ จบในระบบเดียว ภายใต้คอนเซ็ป ONE Platform ได้รวมทุกบริการทางการเงินไว้ครบถ้วน การโอนเงินจ่ายเงิน ทั้งในและต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องนั่งกรอกฟอร์มให้เสียเวลา หรือต้องจำรหัสเข้าระบบที่ซับซ้อน โดยมีจุดเด่นคือ Financial dashboards ที่ช่วยให้บริษัทสามารถเห็นข้อมูลสำคัญทั้งหมดในหน้าเดียว หรือแม้จะเพิ่มหรือลดผู้ใช้งานก็สามารถทำได้เลยในระบบ โดยที่ไม่ต้องแบกเอกสารไปที่ธนาคารอีกต่อไป ที่สำคัญผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานได้ในทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน อีกด้วย เรียกว่า ทุกอย่างอยู่ใน ONE Platform เดียวจริง ๆ 

  1. Business ONE ช่วยให้จัดการเรื่องการเงินได้ง่ายเพราะควบคุมธุรกิจได้ในระบบเดียว 

ในยุคที่โลกธุรกิจกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะยุควิกฤตโควิดเช่นนี้ หลายธุรกิจต้องวางแผนธุรกิจ เพื่อต่อสู้ให้ก้าวข้ามไปให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าการมีตัวช่วยที่ดีก็สามารถทำให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าได้เช่นกัน จึงเกิดการพัฒนาภายใต้คอนเซ็ป ONE to Control ที่จะเข้ามาช่วยให้การจัดการด้านการเงินเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก  ด้วยฟังก์ชั่น “Payment Assistant” ที่ช่วยแนะนำวิธีการโอนหรือจ่ายเงินที่สะดวก รวมถึงการหาข้อมูลทางบัญชีที่ทำได้รวดเร็ว ไม่ซับซ้อน พร้อมฟังก์ชั่นที่ผู้ใช้สามารถเลือกออกแบบหน้าจอได้ตามกลุ่มผู้ใช้งาน อย่าง “Personalization” รวมถึง “Live Search” ที่เปรียบเสมือนมี Search Engine รวมไว้ในที่เดียว ทำให้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดายไม่ต้องมานั่งไล่ดูใน Statement ทีละรายการให้ปวดหัวอีกต่อไป 

  1. Business ONE ช่วยให้วิเคราะห์ธุรกิจ วางแผน และสามารถสั่งการได้ในแพลตฟอร์มเดียว

เมื่อคุณสามารถลดความยุ่งยากของระบบที่ซับซ้อนลงได้แล้ว แถมยังมีตัวช่วยควบคุมธุรกิจไว้ได้ในระบบเดียวภายใต้คอนเซ็ป ONE to Command จะดีแค่ไหนถ้า สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินได้ด้วย สามารถรู้ได้ทันทีว่าบริษัท ณ เวลานี้มีกระแสเงินสดเท่าไหร่ และมองไปในอนาคตได้ว่าบริษัทจะมีเงินเข้าและออกเท่าไหร่ จะมีเงินคงค้างในบัญชีขนาดไหน  ผ่านฟังก์ชั่น Smart Dashboard ที่สามารถทำได้ออกมาในเชิงกราฟที่เข้าใจได้ง่าย รวมถึง Statement Enrichment ที่มาช่วยแก้ปัญหาที่เจอบ่อย ๆ สำหรับคนทำธุรกิจ คือ ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้โอนเงินเข้ามาในบัญชี กระทบยอดไม่ถูก ทำให้เสียโอกาสในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มยอดขายได้ 

นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง financial solutions ของธนาคาร และ non-financial solutions ผ่าน API technology ทำให้ลูกค้าธุรกิจสามารถเข้าถึงโซลูชันใหม่ ๆ เช่น การเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน HR Management ที่ช่วยให้ลูกค้าบริหารทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเชื่อมต่อเรื่องการบริหารพนักงานและการจ่ายเงินเดือนเข้าด้วยกัน

นี่เป็นส่วนหนึ่งของบริการใน Business ONE ที่ยืนยันได้ว่า TMB ให้ความสำคัญกับลูกค้าธุรกิจ และเป็นผู้นำในด้าน Digital Banking อย่างชัดเจน ซึ่ง TMB เน้นเรื่องการเสริมประสิทธิภาพธุรกิจ เพิ่มพลังบุคลากรด้วยเทคโนโลยี ไม่ได้ให้ Digital เข้ามาแทนที่คน แต่จะมาช่วยเพิ่มพลังในการทำธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดเวลาการทำงาน ซึ่งจะช่วยในการบริหารจัดการ ควบคุมธุรกิจ เข้าถึงข้อมูลและการวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องและรวดเร็ว

สรุปได้ว่า Business ONE ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ คือ ผู้ช่วยทางการเงินสำหรับธุรกิจทุกขนาด การทำธุรกิจในยุคดิจิทัล การบริหารด้านการเงินในองค์กร และงานด้านอื่น ๆ ต้องใช้เครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่ง Business ONE เป็นแพลตฟอร์มที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว และอนาคตจะมีบริการ non-financial อื่น ๆ เสริมเข้ามาอีกมากมาย ทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาและออกแบบจากความต้องการของผู้ใช้งานจริง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่า และทั้งหมดคือสิ่งยืนยันว่า TMB คือผู้นำด้าน Digital Banking ตัวจริง

สนใจสามารถดูรายละเอียดของ Business ONE ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ tmbbank.com/brandinside/fb หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ Corporate Call Center โทร. 02-643-7000

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Digital Banking สำคัญไฉน ตอบโจทย์โลกธุรกิจอย่างไรในยุควิกฤตโควิด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/digital-banking-tmb-business-one/

เครือซีพี มุ่งเข็มทิศสู่เป้าหมายองค์กรแห่งความยั่งยืน ตามแนวทางสหประชาชาติ ผสานกิจกรรมที่ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

โลกในปัจจุบันกำลังประสบภาวะวิกฤตหนักรอบด้าน การกระทำของมนุษย์ต่อธรรมชาติมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ส่งผลกระทบถึงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาวิกฤตโลกร้อน, ไฟป่า, ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนโรคระบาดโควิด-19 ล้วนมีสาเหตุที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกันระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกมุ่งมั่นร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภายใต้กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ 17 ข้อ (Sustainable Devlopment Goals: SDG)

Sustainable Development Goals: SDG เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

17 เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้วาระโลกขององค์การสหประชาชาติครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ การขจัดความยากจน, ขจัดความหิวโหย, การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี, การศึกษาที่เท่าเทียม, ความเท่าเทียมทางเพศ, การจัดการน้ำและสุขาภิบาล, พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเป็นภารกิจสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารด้านโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด พูดถึงภาวะวิกฤตที่โลกกำลังเผชิญในหลายด้าน โดยมีสหประชาชาติเป็นองค์กรกลางร่วมกับภาคประชาสังคมและเอกชนระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าว และส่งเสริมภาคธุรกิจให้ยั่งยืนสอดคล้องกับเป้าหมาย 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ

การทำเรื่องความยั่งยืนคล้ายกับเรื่องการศึกษา เริ่มจากปลูกจิตสำนึก ทำอย่างไรให้ทุกคนอยากรู้ว่าความยั่งยืนคืออะไร ตอนเริ่มคิดว่ายาก ปัจจุบันนี้ทำเรื่องนี้มามากกว่า 3 ปี

เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีพนักงานทั่วโลกกว่า 3 แสนคน ลงทุนใน 21 ประเทศ และเขตเศรษฐกิจ ทางเครือฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาวิกฤตของโลก โดยธุรกิจหลักเป็นด้านอาหารและการเกษตร ยกตัวอย่าง เครือฯ จึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนไดออกไซค์เชิงการเกษตรได้ทันทีและทำแล้ว ซึ่งนับเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง นอกจากนี้ เครือฯ ถือเป็นครัวของโลกที่ผลิตอาหารให้มนุษย์รับประทาน ซึ่งหน้าที่สำคัญที่จะพัฒนามนุษย์ให้มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งตรงกับเป้าหมายข้อ 3 ของสหประชาชาติ คือ Health and Wellbeing นอกจากผลิตอาหารแล้ว ต้องใส่ใจอาหารที่มีคุณภาพ ให้โภชนาการที่ดี สุขภาวะอนามัยที่ดี และความปลอดภัยด้านอาหาร สิ่งเหล่านี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือฯ ทำมาโดยตลอด

เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมที่จะสามารถช่วยเหลือโลกได้ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยการขับเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมกับดูแลโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งคำว่ายั่งยืนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยุดทำได้ ต้องทำและสื่อสารอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เพื่อทำให้ทุกคนเข้าใจมากขึ้น

รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารด้านโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารด้านโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

อีกทั้งเครือเจริญโภคภัณฑ์ยังร่วมเป็นหนึ่งในองค์กรสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2561

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ของโครงการสำคัญในระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ UN Global Compact เครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรณรงค์ให้บริษัททั่วโลกวางกลยุทธ์และยึดหลักการทำงานที่สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน โดยปัจจุบัน คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย เพื่อมุ่งให้ประเทศไทยเดินหน้าขับเคลื่อน 17 ข้อ ยกระดับความร่วมมือของภาคธุรกิจไทย

คลิปรายการเราปรับ โลกเปลี่ยน : รู้จักโกลบอลคอมแพ็กประเทศไทย เพื่อเป้าหมายแห่งความยั่งยืนร่วมกัน

คลิปรายการ เราปรับ … โลกเปลี่ยน : 5 ยุทธศาสตร์ของ GCNT เพื่อขับเคลื่อน SDGs สู่ความยั่งยืน 

ทุกกลุ่มในธุรกิจของเครือพยายามผลักดันเป้าหมายสู่องค์กร Zero Waste และ Zero Carbon 

เครือเจริญโภคภัณฑ์กำลังจะครบ 100 ปีในปี 2564 นี้ ตลอดการดำเนินธุรกิจเกือบ 100 ปี เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ยึดหลักปรัชญา 3 ประโยชน์และคุณธรรมกตัญญูมาโดยตลอด คือการคำนึงถึงประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประโยชน์ต่อประชาชนและสุดท้ายประโยชน์ต่อองค์กร

เริ่มตั้งแต่การดำเนินธุรกิจในยุคแรกเริ่มของ เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยบริษัทเจียไต๋ ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกๆ ในประเทศไทยที่มีการขายเมล็ดพันธุ์โดยระบุวันที่หมดอายุของเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ผู้บริโภคซื้อเมล็ดพันธุ์กลับไปปลูกก็ได้พืชผลเจริญงอกงาม คือการนึกถึงประโยชน์ของผู้ซื้อเป็นหลัก นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืนที่มีมาเกือบ 100 ปีแล้ว

คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ท่านประธานอาวุโสและคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์จะนึกถึงสังคมและประเทศชาติมาโดยตลอด 

นับตั้งแต่ยุคเจียไต๋จนถึงยุคคุณศุภชัยที่ล่าสุดประกาศว่า ต่อไปจะมุ่งเป้าหมายขององค์กรสู่การเป็นองค์กร Zero Carbon หรือองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ กับ Zero Waste ลดขยะและของเสียให้เป็นศูนย์ นับเป็นสองเป้าหมายความยั่งยืนใหม่ที่ท้าทายและต้องทำให้สำเร็จภายในปี 2030

Zero Carbon เป็นการพยายามทำให้ลดภาวะเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในการผลิตทั้งหมด ทางบริษัททำ Workshop เรื่องนี้กันตลอดเวลา เป้าหมายของเราคืออีก 10 ปี คือเน้นเรื่องการจัดสรร บริหาร พลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ทำอย่างไรให้การผลิตมีการลดการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้น้อยที่สุด มีทั้งการบริหารจัดการและเลือกสรรพลังงานสะอาดมาใช้ มีการคำนวณสูตรเพื่อที่จะใช้พลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ Zero Waste เราตั้งเป้าว่า ในกระบวนการผลิต ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ก็จะพยายามลดขยะ ของเสียให้กลายเป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2030 ตอนนี้เราก็เริ่มทำแล้ว เช่น ซีพีเอฟ และซีพี ออลล์ ก็มีการลดใช้ถุงพลาสติก ลดใช้พลาสติกหุ้มฝาขวด เป็นต้น 

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

แนวคิด No one is too small to make a change ปูทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนได้

การพัฒนาสู่ความยั่งยืนไม่สามารถทำสำเร็จได้ หากให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งทำเพียงลำพัง ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้พยายามหาภาคีร่วม ให้สังคมมาช่วยกันสร้างความยั่งยืน โดยคิดแคมเปญเรื่อง “NO ONE IS TOO SMALL TO MAKE A CHANGE” เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้” ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ร่วมกันพัฒนาได้ เช่น การกำจัดขยะ ปลูกต้นไม้ เป็นต้น

เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้พยายามปลุกความตระหนักรู้ให้สังคมหยุดทิ้งขยะลงทะเล เราเล่าเรื่องผ่านสื่อโฆษณาผ่านเด็กให้สังคมรับรู้ มองว่าความยั่งยืนคือการกระทำ แต่ละการกระทำต้องทำให้คนมีส่วนร่วมและรับรู้ ต้องพยายามเจาะกลุ่มเป้าหมาย ชักชวนผู้คนให้มาเก็บขยะ เอาขยะมาต่อเป็นตัวปลาวาฬให้ดูว่ามีขยะมากขนาดไหน เพียง 2 ชั่วโมงสามารถเก็บขยะได้มากถึง 2,000 กิโลกรัม 

รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารด้านโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารด้านโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

ล่าสุด ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้จัดกิจกรรม CP for Sustainability ปู๊นปู๊นไปปลูกป่า โดยพาลูกค้า พนักงานและสื่อมวลชนนั่งรถไฟไป จ.ลพบุรี เพื่อเรียนรู้กระบวนการปลูกป่าที่ยั่งยืน  ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านการฟื้นฟูป่าในรูปแบบต่างๆภายใต้โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง

คลิปรายการคิดเพื่อชีวิตยั่งยืน ตอน ปลูกเปลี่ยนโลก No one is too  small to make a change

คลิปภาพบรรยากาศและความรู้สึกของผู้ร่วมกิจกรรมปู๊นปู๊นไปปลูกป่า

นอกจากนี้ทางเครือฯ ยังเป็น Knowledge Center กระจายข้อมูลให้ผู้คนได้รับรู้ผ่านทาง Facebook page CP for Sustainability  https://www.facebook.com/CPGroupSustainability เรานำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างความตระหนักรู้และร่วมมือผลักดัน พัฒนาสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด CP for Sustainability

อีกหนึ่งช่องทางที่เผยแพร่ในวงกว้างเป็นการนำเสนอรายการคิดเพื่อชีวิตยั่งยืน ตอบโจทย์ที่คุณศุภชัย เจียรวนนท์ มีความตั้งใจอยากถ่ายทอดแนวคิดและความรู้เพื่อความยั่งยืน โดยเรานำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่น่าสนใจ ผ่านเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นด้วยการลงมือทำ

คลิปวิดีโอ :: รายการคิดเพื่อชีวิตยั่งยืน การบริจาคอวัยวะ

อีกตัวอย่างของโครงการที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตคน: โครงการ Let Them See Love โครงการบริจาคอวัยวะ

ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เป็นพันธมิตรกับศูนย์ดวงตาและศูนย์รับบริจาคอวัยวะของสภากาชาดไทย โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนามนุษย์ในแง่ของ Health & Well Being ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้สังคม เพราะถ้าผู้ป่วยอวัยวะเสื่อมสภาพได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ก็จะกลับมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพ ครอบครัวมีความสุข เศรษฐกิจมั่นคง ส่งเสริมการสร้างสังคมที่ยั่งยืน

จากปีที่ 1 มีคนบริจาคอวัยวะเพียงหลักพัน ปัจจุบันโครงการนี้ทำมา 15 ปีแล้ว มีการบริจาคอวัยวะเพิ่มมากขึ้นจากหลักพันในอดีต เข้าสู่หลักแสนคนในปัจจุบัน ทางเครือเจริญโภคภัณพ์และกลุ่มทรูได้ใช้ช่องทางในการช่วยสื่อสารสร้างการรับรู้ นี่คือโครงการที่ทำเพื่อ Health & Well Being เป็นการส่งต่อความดีที่ยิ่งใหญ่ ส่งต่อการให้ไม่มีที่สิ้นสุด 

สรุป

การตั้งเป้าหมายการพัฒนาสู่ความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์นั้น หากยึดตามกรอบที่เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตที่โลกกำลังเผชิญอยู่ภายใต้ประเด็นทั้ง 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ ถือว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เดินหน้ามุ่งมั่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง

การพัฒนาสู่ความยั่งยืนดังกล่าว ไม่สามารถทำได้เพียงองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพังแต่ยังต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากประชาชนทั่วประเทศ บริษัททุกแห่ง ผู้คนทั่วโลกให้มาช่วยกันผลักดันให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริงได้ เพื่อให้ผู้คนและโลกสามารถรับมือกับภาวะวิกฤตที่สร้างความท้าทายใหม่ๆ ได้ต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เครือซีพี มุ่งเข็มทิศสู่เป้าหมายองค์กรแห่งความยั่งยืน ตามแนวทางสหประชาชาติ ผสานกิจกรรมที่ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/cp-sustainability-for-developing-zero-waste-and-zero-carbon-organisation-in-2030/

ค่ายรถยุโรปเร่งเครื่องรถยนต์ไฟฟ้าเต็มที่ แต่ Tesla หนีไปอีกช่วงตัวด้วยระบบรถยนต์ไร้คนขับ

ตอนนี้กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์จากยุโรปเร่งเครื่องพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเต็มที่ เพื่อตอบสนองกับนโยบายลดมลพิษ และรับกับความต้องการผู้บริโภค แต่ถึงจะพัฒนาเร็วแค่ไหน Tesla ยังมีไม้ตายอย่างระบบรถยนต์ไร้คนขับที่สร้างความแตกต่าง

tesla
Tesla รุ่นต่างๆ // ภาพ Shutterstock

รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องมีมากขึ้น

ในกลุ่มยุโรปมีหลายประเทศที่ประกาศนโยบายห้ามจำหน่ายรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน เพราะต้องการควบคุมมลพิษ ดังนั้นค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ โดยเฉพาะแบรนด์เยอรมนีต่างพยายามทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และแบรนด์รถยนต์หรูคือผู้นำในเรื่องนี้ก็ว่าได้

เพราะ Mercedes-Benz มีการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งยังเตรียมขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนถึง 8 รุ่นในปี 2565 ส่วน Audi และ Porsche ที่อยู่ในกลุ่ม Volkswagen ต่างเริ่มทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเช่นกัน ผ่านรุ่น e-tron และ Taycan ตามลำดับ

mercedes-benz
EQA ที่งานเปิดตัว GLA ของ Mercedes-Benz

มีเพียง BMW ที่ดูค่อนข้างช้า แม้จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วนมาก่อนใครเพื่อนกับรุ่น i3 เมื่อปี 2557 แต่ด้วยการออกแบบที่ไม่ค่อยเป็น BMW จึงไม่เป็นที่นิยม และถึงจะเตรียมทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่น iX3 แบรนด์ใบพัดสีฟ้าก็ยังช้ากว่าคู่แข่งเยอรมนีด้วยกันอยู่ดี เพราะแผนรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตยังไม่ชัดเจนนัก

ใช้แพลตฟอร์มเดียวกันคือหัวใจ

อย่างไรก็ตามค่ายผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนีต่างมีหัวใจในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วนเหมือนกันคือการใช้แพลตฟอร์มที่แบ่งปันกันภายในแบรนด์ได้อย่างอิสระ เช่น Mercedes-Benz และ BMW ที่สร้างแพลตฟอร์มกลางให้สามารถใช้ได้ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าล้วน และรถเครื่องสันดาปภายใน

BMW
รถยนต์ไฟฟ้าของ BMW

หรือทาง Volkswagen ที่อาศัยความเป็นกลุ่มรถยนต์เยอรมนีที่มีแบรนด์ย่อยจำนวนมาก พัฒนาแพลตฟอร์มกลางที่ใช้ร่วมกันได้หลากหลายรุ่น ทั้งยังพัฒนาแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าที่แบ่งปันกันใช้ได้หลากหลายแบรนด์ ทำให้ค่ายรถยนต์จากเยอรมนีสามารถพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วในช่วงหลัง และทำราคาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนียังสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ทั้งในประเทศเยอรมนี หรือไปสร้างในจีน และประเทศคู่ค้าอื่นๆ จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันจะเห็นแบรนด์รถยนต์จากเยอรมนีเริ่มประกาศทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเต็มรูปแบบ และพร้อมท้าชน Tesla อย่างจริงจัง

renault zoe

บ้างสำเร็จ แต่ระยะยาวยังเทียบไม่ได้

เมื่อทุกอย่างพร้อม ประกอบกับบางประเทศในกลุ่มยุโรปมีการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง เช่นการลดภาษี หรือให้สิทธิประโยชน์อื่นๆ ทำให้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนีเอาชนะ Tesla ได้ในบางตลาด โดยเฉพาะตลาดนอร์เวย์ที่ Audi สามารถคว้ายอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าล้วนมาได้

นอกจากนี้รถยนต์ไฟฟ้าล้วนของ Renault รุ่น Zoe ยังขายได้มากที่สุดในกลุ่มยุโรปช่วง 10 เดือนแรกของปี 2563 เอาชนะ Model 3 ของ Tesla ไปได้ แต่ถึงอย่างไรหากว่ากันยาวๆ นอกตลาดยุโรป หรือกระทั่งในยุโรปเอง ค่ายรถยนต์ในพื้นที่นี้ก็ยังห่างไกลจาก Tesla อยู่ก้าวหนึ่ง

tesla
Elon Musk // ภาพ Getty Images

เพราะ Tesla ได้เริ่มปล่อยสิ่งที่กั๊กออกมาแล้ว นั่นคือเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ ที่พัฒนาจนถึงขั้นขับจาก San Francisco ไปถึง Los Angeles ที่รวมระยะทางราว 600 กม. โดยแทบไม่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากผู้ขับ แม้ตัวผู้ขับจะเกิดการกังวลบ้าง แต่ก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

เมื่อตามไม่ทัน ก็ยากที่จะแข่งขัน

การพัฒนาของ Tesla นั้นไปไกลกว่าแค่การมองเรื่องสมรรถนะการขับขี่ และระยะทางที่วิ่งได้ เพราะเดินหน้าไปถึงเทคโนโลยีที่จะมาพลิกอุตสาหกรรมรถยนต์กับระบบรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งฝั่งนี้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมไม่ถนัดแน่นอน ผ่านการทำแต่รถยนต์มาโดยตลอด ไม่ได้จับเรื่องเทคโนโลยีมากนัก

และหาก Tesla สามารถพัฒนาระบบรถยนต์ไร้คนขับได้อย่างสมบูรณ์แบบ เวลานั้น Tesla ก็จะก้าวไปมากกว่าค่ายผู้ผลิตรถยนต์อีกครั้ง และคราวนี้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์คงก้าวตามมาลำบากแน่นอน แต่ค่ายผู้ผลิตเหล่านั้นก็พยายามที่จะเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น สังเกตจากการจับมือกับบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ

ส่วนค่ายรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นนั้นคงไม่ต้องพูดถึง เพราะมีที่ชัดเจนเพียงรายเดียวคือ Nissan ที่ลงทุนเต็มที่กับรถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีใหม่ ส่วนเจ้าตลาดอย่าง Toyota แทบไม่มีบทบาทเรื่องนี้ เพราะยังจมอยู่กับ Hybrid และ Fuel Cell เหมือนเดิม

อ้างอิง // New York Times, Engadget

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ค่ายรถยุโรปเร่งเครื่องรถยนต์ไฟฟ้าเต็มที่ แต่ Tesla หนีไปอีกช่วงตัวด้วยระบบรถยนต์ไร้คนขับ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/european-car-tesla-ev/

เน็ตบ้าน 1 Gbps ซัดกันนัว 3BB เริ่ม 295 บาท AIS Fibre เหลือ 399 บาท True Online มีแถมกล่อง

ตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือเรียกง่ายๆ ว่า เน็ตบ้าน แข่งขันกันดุเดือดตั้งแต่ต้นปี 2564 นำโดย 3BB ที่ส่ง “โปรใต้ดิน” ความเร็ว 1 Gbps (1000 mbps) เริ่มต้น 295 บาท/เดือน และผู้เล่นในตลาดทุกเจ้าก็ร่วมวงทันที

1 gbps

3BB เน็ตบ้าน 1000 mbps 295 บาท

เริ่มที่เจ้าแห่งการแข่งขันด้วยราคากันก่อน เพราะเป็นอีกครั้งที่ 3BB เขย่าตลาดเน็ตบ้านด้วยการทำราคาความเร็ว 1000/100 mbps ที่ 295 บาท โดยแพ็คเกจดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่บนเว็บไซต์ทางการของบริษัท แต่จะถูกบริษัทรับติดตั้งคู่ค้าของ 3BB ทำตลาดเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำป้ายโฆษณาขนาดเล็ก หรือยิงโฆษณาบนโซเชียลมีเดียต่างๆ

สำหรับรายละเอียดของแพ็คเกจ 1000/100 mbps ราคา 295 บาท/เดือน จะติดสัญญา 24 เดือน โดยช่วง 12 เดือนแรกจะได้ส่วนลด 50% ทำให้จ่ายค่าบริการ 295 บาท (ราคารวมภาษี 315.65 บาท) และอีก 12 เดือนที่เหลือจะไม่ได้ส่วนลด 50% ทำให้ต้องจ่ายค่าบริการเต็มที่ 590 บาท (ราคารวมภาษี 631.30 บาท)

เน็ตบ้าน

ขณะเดียวกันแพ็คเกจดังกล่าวเป็นแพ็คเกจเน็ตบ้านอย่างเดียว ไม่มีบริการเสริม จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้เน็ตบ้านความเร็วสูงในราคาประหยัด นอกจากนี้ในแพ็คเกจเดียวกันนี้ยังมีความเร็ว 1000/500 mbps, 1000/700 mbps และ 1000/1000 mbps ให้เลือกเช่นกัน

AIS ขอสู้ในศึกลดราคานี้บ้าง

ถัดมาที่น้องใหม่ของตลาดอย่าง AIS ที่ขอสู้ศึกเน็ตบ้านความเร็วสูงระดับ 1000 mbps บ้าง โดยถ้าเป็นลูกค้า AIS อยู่แล้ว ผู้สมัครสามารถขอสิทธิ์แพ็คเกจพิเศษ 1000/200 mbps ลดราคา 50% ได้ โดยในสัญญาระบุว่าต้องติดสัญญา 2 ปี และเช่นเดิมคือ ไม่มีโปรโมชั่นนี้ระบุอยู่บนหน้าเว็บไซต์ทางการของบริษัท

เน็ตบ้าน

หากเจาะไปที่รายละเอียดของแพ็คเกจนี้จะระบุว่า ไม่มีบริการเสริมใดๆ แต่ถ้าผู้ใช้ต้องการกล่อง AIS Playbox สามารถจ่ายเพิ่มได้ 100 บาท/เดือน และการสมัครใช้แพ็คเกจนี้รวมค่าแรกเข้า, ค่าอุปกรณ์ และค่าดำเนินการอื่นๆ แล้ว แต่ผู้สมัครต้องใช้บริการ AIS รายเดือนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน AIS ยังทำตลาดแพ็คเกจ 200/200 ราคา 299 บาท และ 500/500 ราคา 399 บาท โดยทั้งคู่ได้สิทธิ์ติดตั้งฟรี และหากต้องการกล่อง AIS Playbox สามารถจ่ายเพิ่ม 100 บาท/เดือนได้ แต่จะติดสัญญาใช้งานเป็นเวลา 1 ปี

เน็ตบ้าน

True Online กับการชูคอนเทนต์

ด้าน True Online เบอร์หนึ่งของตลาดเน็ตบ้านที่นอกจากจะสู้ศึกโปรใต้ดินด้วยการลดราคา ยังมาพร้อมกับความ Convergence ที่มีหลายบริการช่วยจูงใจ โดยเฉพาะแพ็คเกจ 1000/500 mbps ที่ลดราคา 50% เหลือ 399 บาท เป็นเวลา 6 เดือน แต่ต้องติดสัญญา 2 ปี

สำหรับแพ็คเกจดังกล่าวจะได้ติดตั้งฟรี และแถมกล่อง True Inno Hybrid พร้อมซิมอินเทอร์เน็ต 10 GB และโทรฟรี 60 นาที/เดือน ส่วนความเร็วอื่นๆ จะมีตั้งแต่ 200/200 ราคาเริ่มต้น 299 บาท และ 500/500 ราคา 349 บาท ได้กล่อง True Inno Hybrid และซิมมือถือเช่นกัน

เน็ตบ้าน

เรียกว่าเป็นการพยามยามรักษาเบอร์ 1 ของ True Online ที่มีโปรโมชั่นต่างๆ ออกมาจูงใจให้ผู้ใช้ใหม่ และผู้ที่ต้องการเปลี่ยนเน็ตบ้านอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้โปรโมชั่นลักษณะนี้ของ True ยังไม่ดุเดือดมากนัก เพราะคนที่ใช้ราคาแข่งจริงๆ จะเป็น 3BB มากกว่า

“เน็ตบ้าน” ที่ยังไม่ถึงจุดตัน

ปัจจุบันประเทศไทยมีครัวเรือนราว 21 ล้านครัวเรือน แต่จำนวนผู้สมัครใช้งานเน็ตบ้านจริงๆ รวมกันไม่น่าเกิน 10 ล้านครัวเรือน ดังนั้นตลาดเน็ตบ้านยังมีโอกาสอยู่อีกมาก และการแข่งขันด้วยราคาเพื่อเข้าถึงผู้ใช้งานกลุ่มใหม่จึงเป็นไปได้ แต่การแข่งขันด้วยราคาอาจไม่ยั่งยืนหากมองในระยะยาว

streaming
ภาพจาก Shutterstock

เหตุนี้เองผู้ให้บริการหลักทั้ง 3 รายคือ True Online, 3BB และ AIS (อาจรวม TOT ที่มีจำนวนผู้ใช้ใกล้เคียง AIS เข้าไปด้วย) ต่างหันมาบุกตลาดด้วยกล่อง IPTV เพื่อสร้างความแตกต่างจากแค่ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ต้องมีถึง 1000 mbps ไว้จูงใจลูกค้า

แต่หากถามว่าอินเทอร์เน็ตความเร็ว 1000 mbps จำเป็นแค่ไหน และใช้งานจริงๆ ได้หรือไม่ ก็คงต้องบอกว่าอยู่ที่การใช้งานของครัวเรือนนั้นๆ เช่นหากใช้โทรศัพท์มือถือไม่ได้เป็นรุ่นระดับกลางขึ้นไป ทั้งยังใช่ตัวส่งสัญญาณไวไฟที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ การจะใช้งาน 1000 mbps คงเกิดขึ้นแค่เวลาเสียบสาย LAN เท่านั้น

สรุป

ความพยายามแข่งขันเรื่องราคาทำให้ ARPU ของผู้ให้บริการทุกรายลดลง อย่างที่เห็นกันชัดเจนในกรณี AIS ที่ทำแพ็คเกจราคาประหยัดมาจูงใจผู้บริโภคช่วง COVID-19 และคงมีจุดหนึ่งที่ผู้ให้บริการทุกรายเริ่มชะลอการแข่งขันด้วยราคา โดยหันมาแข่งด้วยวิธีอื่นๆ มากขึ้น เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เน็ตบ้าน 1 Gbps ซัดกันนัว 3BB เริ่ม 295 บาท AIS Fibre เหลือ 399 บาท True Online มีแถมกล่อง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/3bb-ais-fibre-true-online-2021/

thumbsup ครบรอบ 10 ปี

กลางปี 2010 ผมเดินทางจากสิงคโปร์กลับมาทำงานอยู่ที่องค์กรใหญ่แห่งหนึ่งในไทย ยุคนั้นจำได้ว่าชอบอ่าน Blognone ของคุณมาร์ค Mk และคุณลิ่ว Lewcpe มาก เพราะอุดมไปด้วยความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ แต่หลายครั้งก็รู้สึกขัดใจที่ Blognone อาจไม่ค่อยได้นำเสนอแง่มุมธุรกิจและการตลาดในแบบที่ผมอยากอ่านสักเท่าไหร่ พอมันไม่มีเรื่องที่ผมอยากอ่าน ทำให้ผมคิดได้ว่าเราน่าจะทำเว็บข่าวในแบบที่เราอยากอ่าน แต่การจะเริ่มต้นมันง่ายซะที่ไหน ทำไมเราไม่หาคนช่วย…

ณ วันนั้นผมเลยเอาเรื่องไปนำเสนอผู้ใหญ่ในองค์กรที่ผมทำงานอยู่ว่า ผมอยากจะสร้างเว็บข่าวสายธุรกิจกับเทคโนโลยีสักเว็บที่ดีมีคุณภาพ นำเสนอเรื่องธุรกิจดิจิทัลที่ดีแบบที่เมืองนอกมีกัน แต่ผู้ใหญ่ในองค์กรไม่เชื่อว่าผมจะทำได้ ผมพยายามโน้มน้าวให้ผู้ใหญ่ลงทุนกับพวกเรา แต่ก็ไม่มีใครเห็นด้วย วันนั้นผมเลยคิดว่าถ้าเราอยากทำจริงๆ ก็ทำเองเลยดีกว่า การเป็นเจ้าของสื่อยุคนี้มันเริ่มต้นได้ง่ายกว่าเดิม แต่ทำคนเดียวก็ไม่ไหว ผมเลยมองหาคนเก่งๆ รอบตัวที่มี passion ในเรื่องธุรกิจดิจิทัลที่ทำงานอยู่ในที่เดียวกัน ตอนนั้นมี @chyutopia @mimee @tuirung และจากนั้นเราก็ชวนคนอื่นๆ มาร่วมขบวนการอีกเช่น @nupink @charathbank

ต้องย้ำอีกทีว่าหากขาดเพื่อนๆ กลุ่มนี้ thumbsup จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย เพราะ thumbsup เกิดจากการ brainstorm ของ 6 คนนี้ รวมถึงทีมงานเก่งๆ อีกหลายคนในยุคถัดมา พวกเราปรับเปลี่ยนมาตามกาลเวลา ผมจำได้ว่าพวกเราเขียนกันแบบบ้าคลั่ง อัปเดตเนื้อหากันแบบทุกลมหายใจ จำได้ว่าเขียนกันดึกๆ ดื่นๆ ตื่นมาตีสี่ตีห้านั่งเขียน ก็ยังสนุก มันทำให้เรา up-to-date กับทุกเรื่องราวดิจิทัล วันเวลานั้นมันสนุกมากจริงๆ นั่นคือจุดเริ่มต้นของ thumbsup จนถึงขั้นคุณ @khajochi เอาไปเขียนถึงใน Blognone และมีเพื่อนพี่น้องสื่อมวลชนเขียนและพูดถึงพวกเรา อยู่บ่อยๆ

การเขียนเรื่องราวต่างๆ อย่างเดียวยังไม่พอ ผ่านไปปีนึง พวกเราพยายามทำสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเราขึ้นไปอีก เราพยายามนัดเจอคนอ่านของเรามากขึ้น เพราะเราอยากเจอหน้าเจอตาของคนที่อ่านและ comment เราทุกๆ วัน เราจัด Event เล็กๆ สำหรับคนสาย tech startup ขึ้นชื่อ start it up, power it up ท่ามกลางการลุ้นของคนที่มาสังเกตุการณ์ทั้งบริษัทใหญ่ๆ ในบ้านเรา สื่อสาย startup จากต่างประเทศ

ผ่านไป 3 ปี พวกเราอยากทำก้าวที่ใหญ่ขึ้นจึงจัดสัมมนาขนาดใหญ่ระดับ 1,500 คนขึ้นชื่อว่า Spark Conference ท่ามกลางการสนับสนุนของเพื่อนๆ ในวงการเช่นเคย เราจัดกันอยู่ 3 ครั้งคือปี 2014, 2015, 2016 หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้ทำ Event ขนาดใหญ่อีกเลย แต่เราก็ยังคงขับเคลื่อนวงการดิจิทัลด้วยความรู้ เราไปดึงเอา Econsultancy มาทำหลักสูตรสอนการตลาดดิจิทัลในบ้านเราจนได้รับความนิยมจากนักการตลาดหลายๆ ท่านจนหลักสูตรมีคนเรียนเต็มแทบทุกคลาสในเวลานั้น สลับกับการที่เราก็ยังคงจัดงานขนาดเล็กอย่าง Digital Matters อีเวนท์สาย Digital Marketing ที่คนการตลาดยังคงอยากร่วมมาอยู่เรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้

จนเมื่อปีต้นปี 2019 “The Zero Publishing” บริษัทในเครือ Rabbit Digital Group นำโดย  ขจร เจียรนัยพานิชย์  หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ @khajochi ได้เข้ามาลงทุนใน thumbsup โดยพวกเรากองบรรณาธิการ thumbsup รุ่นก่อตั้งก็ยังคงเข้ามาร่วมวางทิศทางในการทำงานร่วมกับกองบรรณาธิการยุคปัจจุบัน ซึ่งการรวมตัวกันครั้งนี้จะเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดชุมชนของ “นักเรียนการตลาดตลอดชีวิต” ที่จะอัปเดตข่าวสาร, บทความ, บทสัมภาษณ์ ตลอดจน event ที่มีประโยชน์สูงสุดต่อนักการตลาดไทยต่อไป

จากวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการของพวกเราเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2011 นับถึงวันนี้ เป็นเวลา 10 ปีเต็ม เราอัปเดตบทความมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10,000 บทความ จนมี thumbsupers ให้เกียรติเข้าอ่านบทความของพวกเราทั้งหมดมากกว่า 21 ล้านครั้ง ปัจจุบันมีคนติดตามพวกเราเดือนละประมาณ 200,000 คน ท้ายสุดต้องขอขอบคุณกองบรรณาธิการและทีมงานปัจจุบันของ thumbsup ด้วยนะครับ ที่นำโดย ขจร เจียรนัยพานิชย์ (เอ็ม), ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ (บี), ศรัณย์ โรจนโสทร (สาย), วิธวินท์ อัศวนิเวศน์ (เจฟ),  และกองบรรณาธิการรุ่นก่อตั้ง @charathbank @mimee @tuirung (และ @jakrapong ตัวผมเอง) ที่ยังอยู่ให้คำปรึกษาด้วยกันถึงปัจจุบัน และกองบรรณาธิการรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง @chyutopia @nupink @superjubu และอีกหลายๆ ท่าน ที่ยังคงแนะนำให้ข้อคิดเห็นดีๆ ที่มีประโยชน์ให้กับนักการตลาดในบ้านเราตลอดมา

ขอบคุณ thumbsup ที่อยู่ด้วยกันเสมอมา 10 ปีแล้วนะ และต่อๆ ไปครับ

 

from:https://www.thumbsup.in.th/thumbsup-10-years-anniversary?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thumbsup-10-years-anniversary

รู้จักกับร้านสะดวกซัก ธุรกิจร้านซักผ้าแบบใหม่ ที่แม้แต่ร้านซักรีด ก็เอาผ้ามาฝากซักได้

รู้จักกับธุรกิจร้านสะดวกซัก ร้านซักผ้าแบบใหม่ ไม่เหมือนเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญแบบที่คนคุ้นเคย ที่เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาความขี้เกียจซักผ้าตากผ้าของคน แม้แต่ร้านซักรีดก็เอาผ้ามาฝากซักได้

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ หนึ่งในสิ่งที่เรามักเห็นกันจนชินตาในสังคมเมืองใหญ่ หรือพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง โดยเฉพาะในพื้นที่คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ หอพัก และบ้านเช่า ที่ไม่สามารถติดตั้งเครื่องซักผ้าได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านพื้นที่ หรือความสะดวกเมื่อต้องการย้ายที่พักบ่อยๆ

รูปแบบเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญที่เราเห็นกันส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องซักผ้าฝาบนขนาดไม่ใหญ่ และมีเครื่องหยอดเหรียญติดตั้งเสริมไว้ด้านข้าง ตั้งอยู่ที่บริเวณต่างๆ มากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนผู้อยู่อาศัยในละแวกนั้น

อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน มีรูปแบบเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญในอีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน นั่นคือร้านสะดวกซัก (Laundromat) ที่ไม่ได้ใช้เครื่องซักผ้าฝาบนแบบเดิมๆ เหมือนที่เราเห็นในเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ แต่สามารถทำได้ทั้งซัก และอบผ้า รวมถึงมีพื้นที่นั่งคอยไว้ให้บริการ

ร้านสะดวกซักในประเทศญี่ปุ่น ภาพโดย Ian Valerio จาก Unsplash

ซึ่งความจริงแล้ว ร้านสะดวกซักไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศแต่อย่างใด เพราะหากดูตามซีรีส์ หรือรายการทีวีต่างประเทศ ร้านสะดวกซักเป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว ส่วนในประเทศไทย คำว่าร้านสะดวกซักเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้

ร้านสะดวกซัก ธุรกิจที่แก้ปัญหา Pain Point การซักผ้า

กวิน นิทัศนจารุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้บริหารของแฟรนไชส์ร้านสะดวกซัก Otteri เล่าให้ฟังถึงตลาดร้านสะดวกซักในประเทศไทยว่าเกิดขึ้นมาจาก Pain Point ความขี้เกียจของคน ที่อยากได้ความสะดวกสบายในการซักผ้า

เพราะการซักผ้าจำเป็นต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง ทั้งซัก ทั้งตาก ซึ่งเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญแบบเดิมจะต้องใช้เวลานาน คือเมื่อซักเสร็จแล้วก็ต้องนำผ้าไปตากให้แห้งอีกหลายชั่วโมง รวมเวลาการซักผ้าตากผ้า อาจต้องใช้เวลานานนับ 7 ชั่วโง

เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญแบบเดิม ใช้เวลาซักนานกว่าเครื่องซักผ้าของร้านสะดวกซักที่ใช้เครื่องแบบอุตสาหกรรม

แต่ร้านสะดวกซักอย่าง Otteri มีจุดเด่นเหนือเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญแบบเดิมๆ คือ ความรวดเร็วในการซักอบที่เพราะใช้เครื่องซัก และเครื่องอบผ้าแบบเดียวกับที่ใช้ในอุตสาหกรรม หรือโรงแรม ทำให้สามารถซักผ้าเสร็จภายในเวลา 30 นาที หากอบผ้าต่อก็ใช้เวลาเพียง 30 นาทีเช่นเดียวกัน

ดังนั้นภายในเวลา 1 ชั่วโมงก็ทำให้ผ้าแห้งพร้อมใส่แล้ว เป็นการแก้ไข Pain Point การซักผ้า ตากผ้าที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง ให้เสร็จพร้อมใส่ได้ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ส่วนในมุมของผู้ประกอบการที่ต้องการซื้อแฟรนไชส์ร้านสะดวกซัก ก็มีข้อได้เปรียบที่ดึงดูดให้มีผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์ร้านสะดวกซักมากยิ่งขึ้น นั่นคือ การมีต้นทุนน้อย ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานเพื่อเฝ้าร้าน ไม่ต้องสต็อกสินค้า ต้นทุนจึงมีเพียงค่าน้ำ และค่าไฟเท่านั้น รวมถึงยังเปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับในปัจจุบัน กวิน เล่าว่า ร้านสะดวกซักในประเทศไทย มีอยู่ราวๆ 1,000 สาขา ส่วนร้านสะดวกซักของ Otteri เอง มีอยู่ประมาณ 350 สาขาในปัจจุบัน โดยมีทั้งสาขาที่เป็นแฟรนไชส์ และสาขาที่ลงทุนเองในสัดส่วน 1 ใน 5 ของจำนวนสาขาทั้งหมด โดยสาขาที่เป็นแฟรนไชส์จะใช้เงินลงทุนประมาณ 2.2 ล้านบาท

ลูกค้าของร้านสะดวกซัก แม้แต่ร้านซักรีดยังมาใช้บริการ

ร้านสะดวกซักที่เราพบเห็นกันในปัจจุบัน มักอยู่ในทำเลที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น จุดที่มีหอพัก หรืออพาร์ทเมนท์ เป็นต้น โดยลูกค้าหลักของร้านสะดวกซัก Otteri กวินเล่าว่า มีทั้งกลุ่ม B2B และกลุ่ม B2C

ลูกค้ากลุ่ม B2B คือลูกค้าที่ทำธุรกิจในระแวกนั้น ทั้งร้านนวด ร้านทำเล็บ ที่ในแต่ละวันเมื่อปิดร้านแล้วก็จะนำผ้าที่ใช้ให้บริการมาซักกับร้านสะดวกซัก นอกจากที่น่าแปลกใจคือ มีลูกค้าที่เปิดกิจการร้านซักรีดมาใช้บริการด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการนำผ้านวม หรือผ้าห่มผืนใหญ่ๆ ที่ลูกค้านำมาจ้างซัก นำมาซักที่ร้านสะดวกซักอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเครื่องซักและเครื่องอบผ้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของร้านสะดวกซัก สามารถช่วยลดระยะเวลาการตากผ้าที่มีความหนาอย่างผ้านวมได้มาก แทนที่จะต้องรอหลายๆ วัน ก็ทำให้ผ้าแห้งพร้อมส่งคืนลูกค้าในวันเดียว

ส่วนลูกค้ากลุ่ม B2C หรือว่าลูกค้าที่เป็นคนทั่วไป จะมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่

    • ลูกค้าที่เป็นประชากรแฝง ส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่หอพักให้เช่า ดังนั้นจึงไม่ซื้อเครื่องซักผ้า เพราะความสะดวกในการย้าย
    • นิสิต นักศึกษา ที่เข้ามาอยู่ในหอพัก
    • นักท่องเที่ยว ที่เคยใช้บริการร้านสะดวกซัก (Laundromat) ในต่างประเทศอยู่แล้ว
    • คนทั่วไปตามหมู่บ้าน หรือชุมชนที่ไม่มีพื้นที่สำหรับตากผ้า เพราะใช้พื้นที่สำหรับจอดรถยนต์ไปแล้ว

นอกจากนี้เมื่อถามว่าปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ซบเซา มีผลอย่างไรกับธุรกิจร้านสะดวกซัก กวินตอบว่า เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ดี มีหลายคนที่ตัดสินใจไม่ซื้อเครื่องซักอบผ้า เพราะเครื่องซักอบผ้ามีราคาแพง เครื่องซักอบผ้าฝาหน้าที่ขายอยู่ในท้องตลาด ส่วนใหญ่มีราคาสูง ประมาณ 27,000 บาท จึงทำให้มีคนบางส่วนที่ตัดสินใจไม่ซื้อเครื่องซักอบผ้าเพื่อใช้เอง แต่เลือกที่จะนำผ้ามาซักอบกับร้านสะดวกซักก็มี

สถานการณ์ธุรกิจร้านสะดวกซัก ในช่วงโควิด-19 ระบาด

แน่นอนว่าธุรกิจทุกๆ ประเภทย่อมได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างแน่นอน ซึ่งธุรกิจร้านสะดวกซักก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แม้จะไม่จำเป็นต้องปิดร้าน เพราะร้านสะดวกซักจัดอยู่ในกลุ่มบริการความสะอาดและสุขอนามัย ซึ่งสามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ

แต่โควิด-19 ก็กระทบทำให้รายได้หายไปเฉลี่ย 20% ขึ้นอยู่กับทำเล เนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีผู้มาใช้บริการน้อย เพราะมหาวิทยาลัยปิดการเรียนการสอน และคนส่วนใหญ่ไม่สามารถนำผ้ามาซักได้ในเวลากลางคืน เพราะมีการประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งกลางคืนคือช่วงเวลาที่ลูกค้าของร้านสะดวกซักมาใช้บริการมากที่สุด แต่หลังจากที่มีการยกเลิกมาตรการเคอร์ฟิวแล้วรายได้ก็กลับมาสู่สถานการณ์ปกติในเวลาเพียง 2 เดือน

สรุป

ธุรกิจร้านสะดวกซักถือว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ในฐานะรูปแบบการทำธุรกิจแบบใหม่ ที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทั่วไปที่ต้องการทำความสะอาดเครื่องแต่งกายเป็นประจำ แต่ด้วยชีวิตที่เร่งรีบ ไม่มีเวลาที่จะรอเสื้อผ้าแห้ง กว่าจะได้ใส่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่ร้านสะดวกซักทำให้เสื้อผ้าพร้อมใส่ได้ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

นอกจากนี้รูปแบบการอยู่อาศัยของคนในเมืองใหญ่ก็มีส่วนเช่นกัน ทั้งการอยู่ในหอพัก บ้านเช่า เป็นประชากรแฝงในกรุงเทพฯ ทั้งคนที่มาเรียน และคนที่มาทำงาน ไม่ได้อยากซื้อเครื่องซักผ้าเป็นของตัวเอง เพราะไม่มีพื้นที่ ไม่สะดวกเวลาขนย้าย แถมเครื่องซักผ้าที่ซักอบได้ในตัวก็มีราคาแพง อาจไม่คุ้มค่าที่จะเสียเงินก้อนใหญ่ สู้เก็บเงินไว้ใช้บริการร้านสะดวกซักได้หลายๆ ครั้งดีกว่า

ดังนั้นแล้วร้านสะดวกซักจึงกลายเป็นการทำธุรกิจที่ปรับตัว จากการทำเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญแบบเดิมๆ เพื่อให้เหมาะสมกับวิธีชีวิตของคนในเมืองที่มีวิถีชีวิตเปลี่ยนไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รู้จักกับร้านสะดวกซัก ธุรกิจร้านซักผ้าแบบใหม่ ที่แม้แต่ร้านซักรีด ก็เอาผ้ามาฝากซักได้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/otteri-laundromat-business/

ผลวิจัยชี้ นโยบายต่างประเทศยุคไบเดน เป็นมิตร ไม่ทะเยอทะยาน ส่งผลดีต่อคนชั้นกลาง

รายงานล่าสุดจากสถาบันคลังสมอง Carnegie ระบุว่า นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารของ Joe Biden จะส่งผลดีต่อคนชั้นกลาง ให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ลดงบประมาณด้านความมั่นคง นโยบายต่างประเทศยุคไบเดนจะมีลักษณะถ่อมตัวมากยิ่งขึ้น ทะเยอทะยานน้อยลง ซึ่งบุคคลสำคัญที่รายงานพูดถึงนอกจากไบเดน คือการเลือกคนมาไว้เป็นมือขวาคู่ใจ 

Biden เลือกมือขวาแต่ละคน น่าสนใจทั้งนั้น

คนแรกคือ Jake Sullivan ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ คนนี้คือผู้ช่วยเขียนรายงานและเป็นที่ปรึกษาให้ไบเดนตลอดการทำแคมเปญเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ทำงานร่วมกันตั้งแต่สมัยฮิลลารี คลินตันเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย เขาเลือกเจคเพราะต้องการนำความคิดที่สดใหม่ปรับทิศทางนโยบายด้านการต่างประเทศ

ไบเดนบอกว่า เจคเข้าใจวิสัยทัศน์ของเขา ความมั่นคงทางเศรษฐกิจคือความมั่นคงของชาติ เจคจะมาช่วยชี้แนะในการดำเนินนโยบายต่างประเทศสำหรับคนชนชั้นกลางมากขึ้น ครอบครัวของเจคสอนให้เขารู้คุณค่าของการทำงานหนัก การประพฤติตัวที่เหมาะสม การบริการและการเคารพต่อผู้อื่น 

คนที่สองคือ อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ Susan Rice เธอเชี่ยวชาญนโยบายต่างประเทศมายาวนาน เป็นผู้อำนวยการสภานโยบายแห่งทำเนียบขาว เป็นผู้เชื่อมประสานความร่วมมือระหว่างทีมความมั่นคงแห่งชาติและทีมเศรษฐกิจ ไรซ์จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับเจคและ Brian Deese ผู้ที่ไบเดนเลือกให้เป็นผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ 

ไบเดนกล่าวว่า ทั้งนโยบายภายในประเทศ นโยบายเศรษฐกิจ และนโยบายความมั่นคงจะทำงานสอดประสานเป็นเนื้อเดียวกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ใช่เพียงเท่านี้ที่ไบเดนให้ความสำคัญ แต่เขายังมีกลยุทธ์ใหม่ในการเลือกผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ เขาเลือก Katherine Tai อัยการสาวผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า จบมาจากมหาวิทยาลัย Yale และ Harvard แถมยังมีพ่อแม่ที่เป็นคนจีนอพยพไปไต้หวันและมาตั้งรกรากที่อเมริกาด้วย การแต่งตั้ง Tai เป็นที่โจษก์จันกันมากว่าตั้งใจเลือกเพื่อมาต่อกรกับจีน 

ไบเดนกล่าวว่า การค้าเป็นเสาหลักสำคัญที่จะทำให้ศักยภาพด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เป็นนโยบายต่างประเทศเพื่อคนชั้นกลาง (ไบเดนกล่าวย้ำถึงคนชั้นกลางซ้ำอีกครา) มีการคาดการณ์ว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศของไบเดนนี้จะแตกต่างทั้งจากสมัยทรัมป์และโอบามา 

เอ็ดเวิร์ด อัลเดน นักวิจัยอาวุโสจาก CFR ระบุว่า การเจรจาทางการค้าของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่การสร้างโอกาสที่ปลอดภัยแก่ธุรกิจที่ดำเนินโดยบริษัทสหรัฐฯ เป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องที่จะทำให้ราคาสินค้าถูกลงเพื่อผู้บริโภคนั้นเป็นเรื่องรองลงมา ซึ่งรายงานจากคาร์เนกี้นี้ สัมภาษณ์จากผู้คนนับร้อยรายจากเจ้าของธุรกิจ เกษตรกร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งในเมืองโอไฮโอ เนบราสก้า และโคโลราโด ซักถามเกี่ยวกับความคิดของพวกเขาที่มีต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา 

สหรัฐฯ ต้องแข็งแกร่งขึ้น ใช้นโยบายทั้งสายเหยี่ยวและพิราบควบคู่กัน

หลังจากที่สหรัฐฯ มีความสำคัญเหนือใครราวสามทศวรรษแล้ว ชนชั้นกลางอเมริกันพบว่า ชนชั้นตนเองเปราะบางที่สุด โลกาภิวัฒน์ทำให้เกิดความไม่สมส่วนจากการได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ล้วนเป็นชนชั้นนำระดับบนที่มีเพียง 1% ของประเทศเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์มหาศาล ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น  

รายงานดังกล่าวของคาร์เนกี้ไม่ได้แนะนำว่า ไบเดน ควรจะเข้าร่วมวงเจรจาภาคีทางเศรษฐกิจ TPP หรือไม่ แต่คนอเมริกันทั้งหลายที่เป็นทั้งคนชนบท คนเมือง ล้วนเป็นกังวลว่า สหรัฐฯ จะบริหารนโยบายต่างประเทศอย่างไรที่ทำให้ชีวิตคนชั้นกลางดีขึ้น 

สถาบันคาร์เนกี้มองว่า สหรัฐฯ จะต้องแข็งแกร่งทั้งในบ้านและนอกบ้านตัวเอง ต้องบริหารทั้งสายเหยี่ยวและสายพิราบ และต้องสามารถโดดเดี่ยวตัวเองได้ มีลักษณะเป็นอนุรักษ์นิยมใหม่ ใช้ทุกด้านที่เป็นเสาหลักของสหรัฐฯ เอง อย่างมีพลวัตร มีประสิทธิภาพ สร้างการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ และต้องสร้างแรงดึงดูดจากประเทศต่างๆ ด้วย จากนั้นก็เสนอข้อแนะนำ 5 ข้อสำหรับสหรัฐฯ ดังนี้

อเมริกา America
Photo by Christopher Skor on Unsplash

ข้อแรก ภาคการผลิตเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับคนชั้นกลางที่ไร้วุฒิการศึกษา และมันยังทำให้เศรษฐกิจทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ตอนกลางของประเทศ (Midwest) ที่มีความสำคัญต่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมของประเทศดีขึ้นด้วย การที่สหรัฐฯ มีบทบาทในการค้าโลกลดลงส่งผลให้ภาคการผลิตของสหรัฐฯ เสื่อมถอยลงตามไปด้วย ผลกระทบจากบทบาทที่หายไปทำให้แรงงานภาคการผลิตหายไปนับล้านตำแหน่ง ดังนั้น การเพิ่มบทบาทและเข้ามาร่วมปรับทิศทางการค้าโลกผ่านองค์การระหว่างประเทศ จะช่วยรักษาตำแหน่งงานในสหรัฐฯ อีกทาง

นอกจากนี้ ภาคครัวเรือนชาวอเมริกันส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางที่ทำงานอยู่นอกภาคการผลิต โดยมากอยู่ในภาคบริการที่สหรัฐฯ ค่อนข้างได้เปรียบประเทศอื่น ทศวรรษที่ผ่านมา คนอเมริกันจำนวนมากสนับสนุนนโยบายการค้าของสหรัฐฯ เพราะมันสนับสนุนความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น เดือนกุมภาพันธ์ 2020 ที่ผ่านมา ผลสำรวจจาก Gallap พบว่าคนอเมริกันราว 79% เห็นด้วยกับนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่มันจะช่วยทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวยิ่งขึ้น 

Joe Biden โจ ไบเดน
ภาพจาก Shutterstock

เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สร้างนโยบายต่างประเทศใหม่
เป็นมิตรมากขึ้น เน้นร่วมมือ อย่าถอยหลังเหมือนยุคทรัมป์

ข้อแนะนำข้อที่สอง แก้ปัญหาที่เป็นผลพวงมาจากนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระแสโลภาภิวัตน์ทำให้การกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่สมส่วน โดยมากมักเป็นผู้บริษัทข้ามชาติและผู้ที่หารายได้อันดับต้นๆ อยู่แล้วที่ได้รับส่วนแบ่งนี้ไป ยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำขยายตัวมากยิ่งขึ้นและไม่ทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่ได้ทำให้การลงทุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนขยายตัว 

ขณะเดียวกัน ครอบครัวคนชั้นกลางต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข บ้าน การศึกษา และการดูแลเด็ก ต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยอุตสาหกรรมต่างๆ ในการรับมือกับการดิสรัปทางเศรษฐกิจ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสหรัฐฯ จะต้องส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน มีการลงทุนพิ่มขึ้น ต้องมีกลไกที่ต่อต้านการค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรมและส่งผลกระทบเสียหายต่อวิสาหกิจ SMEs และแรงงานมากขึ้น 

ข้อสาม นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ มีลักษณะโดดเดี่ยวตัวเองมาราวทศวรรษแล้ว ผู้กำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศต้องกำหนดโดยสร้างผลประโยชน์ด้วย โดยเฉพาะการแข่งขันในแง่ภูมิรัฐศาสตร์กับมหาอำนาจที่กำลังทะยานขึ้นอย่างจีนและรัสเซีย คนอเมริกันจำนวนมากยังติดอยู่กับสถานะคนชั้นกลาง รัฐบาลต้องทำความเข้าใจเศรษฐกิจภายในประเทศและประเด็นสังคมที่มันมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนนี้ให้ได้เพื่อจะกำหนดนโยบายต่างประเทศใหม่ 

นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ แต่การให้ความร่วมมือระหว่างองค์กรโดยใช้องค์ความรู้ที่หลากหลายจะทำให้มันออกแบบนโยบายได้ง่ายขึ้นและแตกต่างกว่าช่วงสมัยสงครามเย็น 

ข้อสี่ จงขับพิษร้ายจากหลักการนโยบายต่างประเทศเสีย 

นโยบายต่างประเทศควรประคับประคองความสัมพันธ์กับพันธมิตรใกล้ชิด เพื่อสร้างเครือข่ายทางการทูต ที่สามารถจัดการกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หายนะที่สหรัฐฯ เผชิญจากโรคระบาด การโจมตีทางไซเบอร์ อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้คนชั้นกลางตกอยู่ในอันตรายทั้งในแง่ของความมั่นคงและความมั่งคั่ง

นโยบายดังกล่าวอาจทำให้เห็นว่ามีแนวทางที่ไม่ทะเยอทะยานเหมือนก่อนหน้า แต่ก็เป็นนโยบายที่ผสมผสานกันระหว่างสมัยจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช และบารัค โอบามา สหรัฐฯ ต้องแก้ไขนโยบายที่แสดงท่าทีมากเกินไปในเวทีโลก สหรัฐฯ ต้องมีท่าทีที่สร้างผลบวกและสร้างสรรค์ให้กับโลกมากขึ้น การให้ความช่วยเหลือด้านต่างประเทศของสหรัฐฯ ไม่สามารถสานประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ในระยะเวลาอันสั้น สหรัฐฯ ต้องมีท่าทีที่ตอบสนองต่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และกว้างขวางกว่านั้น 

สหรัฐฯ ต้องคำนึงถึงการพัฒนาแรงงาน ความมั่นคงไซเบอร์ การวิจัยและการพัฒนาเหล่านี้จะช่วยขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ให้เติบโต รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรมที่เป็นยุทธศาสตร์หลัก ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาด ต้องมีการปรับซัพพลายเชนให้ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น 

สหรัฐอเมริกา America
Photo by Ferdinand Stöhr on Unsplash

ข้อห้า สหรัฐฯ ต้องสร้างฉันทามติทางการเมืองที่เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศใหม่ เพื่อให้ตอบสนองผลประโยชน์สำหรับคนชั้นกลางอเมริกันมากขึ้น ผลสำรวจจาก Gallap เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2019 สะท้อนว่า คนอเมริกัน 69% คิดว่าสหรัฐฯ ควรมีบทบาทนำในเวทีโลกเพราะมันสัมพันธ์กับเสถียรภาพของสหรัฐฯ มานานนับทศวรรษแล้ว 

สรุป

การดำเนินนโยบายต่างประเทศของทรัมป์เป็นการหมุนทวนเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินหน้าแบบถอยหลังกลับ นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในยุคไบเดนจึงต้องปรับสมดุลเอื้อให้คนชั้นกลางทำงานได้ดีขึ้น สร้างผลประโยชน์ต่อธุรกิจต่างๆ และเปิดกว้างด้านการค้า เพิ่มการลงทุน ยืดหยุ่น และพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น 

ข้อเสนอที่ว่ามานี้ สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันคลังสมองคาร์เนกี้พยายามจะผลักดันให้สหรัฐฯ ใช้นโยบายต่างประเทศ เศรษฐกิจ การค้าที่มีแนวโน้มปกป้องอุตสาหกรรม ธุรกิจและแรงงานภายในประเทศมากขึ้น เน้นการลงทุนภายในประเทศมากขึ้นเพื่อทำให้เกิดการจ้างงาน และหันมาช่วยธุรกิจภายในประเทศให้รอดพ้นจากการดิสรัปมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็จะเดินเกมที่เป็นมิตรกับนานาประเทศมากขึ้น ท่าทีที่เป็นตำรวจโลก แทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น อาจจะไม่เข้มข้นเท่ายุคที่ผ่านๆ มา เว้นแต่ว่า การกระทำนั้นๆ ของประเทศอื่นส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ เอง  

ที่มา – Nikkei Asia, Carnegie

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ผลวิจัยชี้ นโยบายต่างประเทศยุคไบเดน เป็นมิตร ไม่ทะเยอทะยาน ส่งผลดีต่อคนชั้นกลาง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/america-foreign-policy-in-the-joe-biden-era/

ยกระดับการดูแลสุขภาพคนไทย สู่บริการ Premium Class ในราคาเข้าถึงได้ ที่โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง

จากภาวะ COVID-19 ที่เป็นวิกฤตใหญ่ในหลายประเทศทั่วโลกจนมีการเลื่อนขั้นเป็น Pandemic หรือการระบาดขั้นสูงสุดนั้น กำลังกลับมาได้รับการจับตามองอีกครั้งในประเทศไทยจากการระบาดครั้งใหม่เมื่อไม่กี่วันมานี้ ท่ามกลางความกังวลของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ ไปจนถึงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในการระบาดครั้งที่ผ่านมา ประเทศไทยก็สามารถรับมือได้เป็นอย่างดีจนทำให้มีอัตราการเสียชีวิตต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบสุขภาพและบุคลากรการแพทย์ ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับการยอมรับว่ามีระบบสุขภาพดีเยี่ยมเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของ Medical Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

‘โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง’ โรงพยาบาลในเครือ บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป หรือ THG เป็นหนึ่งในศูนย์บริการสุขภาพระดับพรีเมียมที่ใช้เทคโนโลยีการรักษาและนวัตกรรมทางการแพทย์ในการให้บริการตรวจเช็กสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล (Personalized Treatment) ทั้งการรักษาโรคทั่วไป โรคที่มีความซับซ้อน และโรคเฉพาะทาง โดยในช่วงที่ผ่านมา สามารถรองรับ Medical Tourism ได้เป็นอย่างดี มีชาวต่างชาติเดินทางมารักษา ทั้งคนไข้จากตะวันออกกลางที่มารักษาแผลเบาหวาน คนไข้ชาวจีนที่เข้ามาใช้บริการศูนย์เวชศาสตร์และเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ (IVF) เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะมีบุตรยาก รวมถึงคนไข้จากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV ที่เดินทางเข้ามารักษาโรคทั่วไปและโรคที่มีความซับซ้อนที่ต้องดูแลใกล้ชิดหรือพักรักษาตัวในระยะยาว เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ

แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้เกิดข้อจำกัดสำหรับชาวต่างประเทศในการเดินทางเข้ามารับการรักษาในไทย โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง จึงขยายฐานลูกค้า สร้างการรับรู้และดึงดูดกลุ่มผู้ใช้บริการชาวไทยที่ต้องการเข้ารับบริการทางการแพทย์ระดับพรีเมียมภายใต้ราคาที่สมเหตุสมผล รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านเยาวราช ละแวกใกล้เคียง และกลุ่มคนไข้เดิมของโรงพยาบาลธนบุรี ที่สามารถเข้ารับการรักษากับบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ไม่ต่างจากที่โรงพยาบาลธนบุรี 

ตัวอย่างศูนย์บริการสุขภาพที่มีความโดดเด่น ได้แก่ ศูนย์หัวใจ ที่พร้อมให้บริการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมทั้งห้องปฏิบัติการตรวจและสวนหัวใจ (Cath Lab)  รวมถึงหออภิบาลผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ CCU ดูแลด้านโรคหัวใจอย่างครอบคลุม นับตั้งแต่การป้องกัน การตรวจวินิจฉัย การรักษา ตลอดจนการฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ทันตกรรมดิจิทัล ที่ใช้เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูงเพื่อการออกแบบและทำรากฟันเทียม ครอบฟัน และวีเนียร์ ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากและสามารถใส่รากฟันได้ในเวลารวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในยุคที่เทรนด์สุขภาพกำลังบูมเช่นนี้ การตรวจรักษาโรคตามอาการอย่างเดียวคงไม่พอ จึงเป็นที่มาของศูนย์ดูแลและฟื้นฟูสุขภาพ ‘จิณณ์ เวลเนส คลินิก’ ที่ครอบคลุมเรื่องความเป็นอยู่ (Wellbeing) อย่างครบวงจร ตั้งแต่ในช่วงการป้องกันไม่ให้เกิดโรค การดูแลระหว่างเป็นโรค ตลอดจนการฟื้นฟูหลังจบการรักษา โดยนำศาสตร์ธรรมชาติบำบัดกับนวัตกรรมการแพทย์แผนปัจจุบัน ผสมผสานกับแพทย์ทางเลือกด้วยการสร้างสรรค์โปรแกรมดูแลและส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันและชะลอความเสื่อมจากโรคภัยต่างๆ

นอกจากนี้ โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง ยังให้บริการศูนย์การรักษาโรคเฉพาะทางอื่น ๆ เช่น

  • ศูนย์รักษาแผลเบาหวาน: ใช้นวัตกรรมและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดการสูญเสียอวัยวะของผู้ป่วยแผลเบาหวาน
  • ศูนย์เวชศาสตร์และเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์: เริ่มตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การกระตุ้นไข่ เก็บน้ำเชื้อ การสร้างตัวอ่อน และการดูแลรักษาหลังใส่ตัวอ่อน
  • ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ: ตรวจวินิจฉัยโรคและความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ตับ ท่อน้ำดีและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งโรคเรื้อรังและแบบเฉียบพลัน
  • ศูนย์ตรวจสุขภาพ: ออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพเฉพาะบุคคล ตรวจวินิจฉัยและวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพเฉพาะบุคคลอย่างละเอียด
  • ศูนย์กระดูกและข้อ: ให้คำปรึกษา วินิจฉัย รักษา รวมถึงดูแลและฟื้นฟูปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อ และกล้ามเนื้อ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบางครั้ง โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเมื่อไหร่ อย่างการแพร่ระบาดของ COVID-19 ก็เป็นบทเรียนให้ผู้คนตระหนักและตื่นตัวเรื่องสุขภาพ การดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ร่างการแข็งแรง อีกประการหนึ่งคือการมีโรงพยาบาลในละแวกใกล้เคียงที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและเครื่องมือทางการแพทย์ พร้อมตรวจรักษาทันท่วงที เป็นเสมือนเพื่อนสนิทที่ไว้วางใจได้

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.thonburibamrungmuang.com

แหล่งข้อมูล www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1863363

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ยกระดับการดูแลสุขภาพคนไทย สู่บริการ Premium Class ในราคาเข้าถึงได้ ที่โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thg-premium-class/

คุยกับธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ก่อตั้ง Documentary Club ผู้บุกเบิกหนังสารคดีในไทย

ปี 2021 ครบ 6 ปีเศษของการเดินทาง Documentary Club
นับตั้งแต่ฉายหนังครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2557

เริ่มเปิดตัวในเดือนสิงหาคมด้วยการใช้วิธีระดมทุนจากแพลตฟอร์มเทใจ.com จากนั้นเดือนพฤศจิกายนได้เอาหนังเรื่องแรกมาฉาย เรื่อง Finding Vivian Mier เป็นหนังสารคดีที่เกี่ยวกับช่างภาพหญิงสาว พี่เลี้ยงเด็กที่มีผลงานทิ้งไว้มหาศาล

ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ Documentary Club
ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ก่อตั้ง Documentary Club

ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ เล่าให้เราฟังว่า การระดมทุนเพื่อก่อตั้ง Documentary Club นั้นถือว่าประสบผลสำเร็จ เพราะเริ่มต้นจากทุนที่เป็นศูนย์ หลังจากประกาศว่าจะทดลองทำ 1 ปีก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะธุรกิจจะไปต่อได้หรือไม่ เธอใช้โมเดลระดมทุนของเมืองนอก Kickstarter บริจาค 500 บาท ได้รับฟรีตั๋วหนัง 2 ใบ มีคนช่วยระดมทุนค่อนข้างมาก 

ย้อนไปตั้งแต่ช่วงแรกๆ เธอตั้งเป้าว่าจะระดมราวหนึ่งล้านบาท ซื้อหนัง 7 เรื่องเป็นเวลา 1 ปี ปรากฎว่าเวลาผ่านไปแค่เพียงเดือนกว่าๆ จากสิงหาคมถึงต้นตุลาคม ได้ยอดระดมทุนมาราวสี่แสน พอเห็นว่ามีคนสนับสนุนมาได้ครึ่งทางแล้ว เธอเริ่มรู้สึกว่า สี่แสนบาทก็เริ่มต้นได้แล้ว จากนั้น จึงพูดคุยกับโรงภาพยนตร์ SF Cinema ก็เห็นพ้องด้วย เธอจึงประกาศว่าเรื่องแรกมาแล้ว โดยมี SF ให้พื้นที่ฉาย “เราคุยกันว่าหนังสารคดีจะเข้ามาเปิดตลาด หาโรงที่เขายินดีจะให้ทดลอง เขามีนโยบายเปิดพื้นที่ให้หนังนอกกระแส มีเงิน มีพื้นที่ฉาย ไม่ต้องรอให้ครบล้านบาท” 

เธอใช้เรื่องวิเวียนฯ เป็นเรื่องแรกเพราะรู้สึกว่าตอนนั้น หนังสารคดี คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับภาพสารคดีทีวีแบบฟอร์แมตทีวี โปรดักชั่นไม่มาก คุ้นเคยกับสารคดีสัตว์โลก-วิทยาศาสตร์ คนดูหนังทั่วไปไม่ได้สัมผัสบ่อย แต่ปรากฎว่าหนังวิเวียนมหัศจรรย์มาก คนดูน่าจะสัมผัสง่าย ภาพถ่ายของเขาทำให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจ หนังเรื่องนี้น่าจะมีองค์ประกอบทำให้คนดูเข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ง่าย จึงประสบความสำเร็จสูง พอหนังเรื่องนี้ฉาย มีคนสนใจ รายได้ดี จึงหยุดระดมทุนเพราะเกรงใจ และเห็นว่ามีเงินก้อน หนังประสบความสำเร็จพอสมควรแล้ว มาครึ่งทางก็นับว่าพอแล้ว

Documentary Club
หน้าเว็บไซต์ Documentary Club

ตลาดหนังไทยไม่ค่อยหลากหลาย โรงภาพยนตร์เยอะ แต่มีหนังให้ดูมีกี่แบบ

หนังสารคดีที่เลือกมานี้ เธอชอบดูหนังแนวนี้อยู่แล้ว ก่อนทำ documentary club ก็ทำนิตยสารไบโอสโคป ทำหนังนอกกระแสมาก่อน ตลาดหนังในไทยไม่ค่อยหลากหลาย ความหลากหลายลดลงเรื่อยๆ มีพื้นที่ในการดูหนังมากขึ้น แต่ตัวเลือกในการดูหนังน้อยลง ตอนทำไบโอสโคป ก็ทำแนวนี้อยู่บ้าง เธอพบว่า มีความเคลื่อนไหวของหนังแนวต่างๆ ในประเทศอื่นๆ จากคนทำคอนเทนต์เป็นดิสทริบิวเตอร์หนังเอง ก็เห็นว่าภาพกลุ่มไหนที่ไม่มีในกลุ่มนี้ ภาพชัดเจนเป็นเรื่องที่น่าทดลอง

โดยหลักแล้ว เธอทำคนเดียว ก่อนหน้านั้นทำไบโอสโคปเยอะ เริ่มทำ doc club เองง่ายๆ เธอเลือกทำคอนเทนต์ที่เอื้อต่อการทำคนเดียว คิดและเขียนไปเรื่อยๆ ตอนเริ่มต้นเธอไม่ค่อยมั่นใจนักว่าธุรกิจจะมีทิศทางแบบไหนต่อไป สิ่งที่ทำได้ คือต้องใช้งบให้น้อยที่สุด ไม่มี่ค่าใช้จ่ายตายตัว ไม่มีออฟิศ ไม่หาพนักงานประจำ เธอมองว่า การเริ่มทำธุรกิจด้วยทุนของคนอื่น อย่าสร้างความเครียดให้กับตัวเองด้วยงบประมาณที่เป็นค่าใช้จ่ายตายตัว 

สำหรับการทำ doc club เธอมองว่ามันค่อนข้างเหนื่อยในแง่ของปริมาณงานที่ค่อนข้างเยอะ พอทำแล้ว โชคดีเริ่มเป็นที่รู้จัก ตอนหลังก็เริ่มมีทีมงานเข้ามา ช่วงโควิดระบาดรอบแรก มีการ Work from home มีพนักงานประจำสี่คน distribute หนังในพื้นที่คนอื่นเป็นงานหลัก ส่วนงานพื้นที่ตัวเองเป็นงานรอง เช่น อยากมีกิจกรรมเสวนาวิชาการ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีคนให้พื้นที่ได้ตลอด ตอนนี้ออกจาก Warehouse แล้ว ก็หยุดโปรเจคนี้ไป 

บรรยากาศหลังฉายหนังเรื่องแรก ค่อนข้างประสบความสำเร็จแบบเซอร์ไพรส์ ถูกพูดถึงว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับตลาดหนัง มีกลุ่มหนังสารคดีมาปักธงในโรงแล้ว ตอนแรกฉายแบบจำกัดรอบ ด้วยการเริ่มจากโปรเจคร่วมกันกับ SF ก่อน คือ Doc Holiday ฉายเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ วันละ 1 รอบ 1 สาขา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เซอร์ไพรส์ ที่นั่งถูกจองเต็ม ถือว่าเริ่มต้นมาค่อนข้างดี 

หลังจากหนังเรื่องวิเวียนฯ ก็ถูกพูดถึงในบรรดาสื่อมวลชน รวมถึงตัวหนังก็พูดถึงกันดีมาก เริ่มเห็นอนาคตว่าธุรกิจมันไปได้ หลังจากนั้นก็ทำต่อเนื่อง มีทั้งหนังที่ประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จ ความเป็นหนังสารคดีมีจุดแข็งคือเป็นเรื่องจริง หลายเรื่องสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงช่วงเวลานั้นในโลก เกี่ยวเนื่องกับคนไทย ที่ดูแล้วนึกถึงตัวเอง แต่ละช่วงจะมีหมุดหมายที่เป็นปรากฎการณ์เป็นช่วง 

ก้าวข้ามเรื่องไม่มีต้นแบบ ไม่มีใครเคยทำ บุกเบิกเอง

ก้าวผ่านความยากที่ไม่เคยมีคนทำมาก่อน ในแง่ดีคือเป็นสิ่งที่เธอบอกตัวเองได้ว่า สิ่งนี้จะไม่สำเร็จหรือสิ่งนี้จะสำเร็จแน่ ในตลาดหนัง จะมีความคุ้นเคยของคนที่ทำงานดิสทริบิวประมาณหนึ่ง วิธีคิดบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น เราเริ่มมาด้วยความถ่อมเนื้อถ่อมตัว เราระดมทุน พูดแต่ต้นว่า หนึ่งล้าน 7 เรื่องเจ๊งแล้วเลิกนะ เราก็พยายามทำให้มันยั่งยืน ซื้อหนังเห็นว่ามันทำได้และเอามาทำต่อ ทำไปคิดไปเรื่อย เราอยู่ในจุดที่เซฟพอสมควร ถ้าสำเร็จ เราก็ประคองมันไป ถ้าไม่สำเร็จ ก็คงไม่ทุกข์ทรมานมากเพราะเราได้พยายามแล้ว

ตั้งแต่ทำไบโอสโคปก็สนใจประเภทนี้อยู่แล้ว ใครคิดโมเดลใหม่ในโลก ดิสทริบิวใหม่ หาวิธีทำหนังใหม่ สร้างพื้นที่ใหม่ๆ ก็มีคนอื่นที่เค้าทำได้ในโลกนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายนัก

การเดินทางของ Documentary Club ผ่านมาแล้วหลากหลายมิติ

doc club ทำมาแล้วทั้งค่ายหนัง ค่ายจัดจำหน่ายหนัง ทำหนังสารคดี และหนังฟิคชั่นนอกกระแส เอาหนังเข้ามา หาที่เผยแพร่หนัง โมเดลอาจจะเป็นในโรงหรือที่อื่นๆ 

ถ้าเป็นแบบเดิม คือการเอาหนังเข้ามา เข้าโรงฉาย หรือขายแพลตฟอร์มให้ทีวี ออนไลน์ แต่ doc club เป็นองค์กรเล็ก หนังเล็ก ชอบฟิล์มคลับ คลับภาพยนต์ คนดูหนังด้วยกัน หนังของเราขายทั้งทางทีวี ทางออนไลน์ ขายทั้งในพื้นที่ร้านหนังสือซึ่งก็มีอยู่ทั้งที่ภูเก็ต สงขลา หาดใหญ่ เชียงใหม่ ม.บูรพา ใครอยากขายหนังก็มาคุยกันได้

บรรยากาศก่อนเจอโควิดระบาดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างซบเซาลงบ้าง มีแพลตฟอร์มออไนลน์เยอะขึ้น เช่น เน็ตฟลิก พฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไปเยอะ หนังของ doc club เป็นหนังฟอร์มเล็ก ถ้าคนไม่ดู ก็จะไม่ใช้ความพยายามมาก แพลตฟอร์มออนไลน์ทำให้ดูหนังง่ายขึ้น ความจำเป็นในการดู doc club ก็น้อยลง 

ความเห็นส่วนตัวของเธอมองว่า โรงหนังเครือใหญ่ก็กระทบหนังบ้านเรา เช่น หนังมาร์เวล แทบทุกโรงเทให้คนดูหนังแบบนี้หมด ถ้าจะไปดูหนังต้องไปดูหนังแนวนี้ ตลาดถูกทำให้เปลี่ยนเยอะ ธุรกิจก็แผ่วลง แต่ก็มีอีเวนท์ที่ให้ฉายในที่อื่นๆ ในแบบอื่นๆ ได้ทำเทศกาลหนังกับคนอื่นบ้าง 

ช่วงโควิด คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือโรงหนัง สภาพการณ์ของ doc club ไม่ได้ต่างจากก่อนหน้านี้ มีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จริงจังขึ้น ขายสิทธิหนังในฟรีทีวีที่มีไทยพีบีเอส ช่องเยาวชน ช่วงโควิดเราก็ผ่านไปได้ doc club ใช้ TVOD (Transactional Video on Demand) คือใช้แพลตฟอร์ม Vimeo ขายหนังให้ดูเรื่องละ 1.99 เหรียญสหรัฐ ของเราเรียกว่า doc club on demand จ่ายเฉพาะเรื่องนั้น ไม่ได้ผูกพัน ไม่ได้มีภาระหนักมาก เป็นก้อนรายได้ที่สำคัญสำหรับช่วงโควิด ถ้าจะแนะนำหนังจาก doc club มีหลายเรื่องแนะนำให้ดู ดังนี้

Where to Invade Next

ในเรื่องนี้ในแง่ของ ไมเคิล มัวร์ เขามีชื่อเสียง เป็นคนทำสารคดีโฉ่งฉ่าง เอาตัวเองไปเป็นซับเจ็คในเรื่อง บางคนไม่ชอบหนังเขาเลย นอกจากหนังมีอารมณ์สนุก สร้างปรากฎการณ์ ตัวหนังจะพาไปดูคุณภาพชีวิตที่รัฐที่มีระบบรัฐสวัสดิการด้วย

หนังถูกพูดถึงในวงเสวนา 20 ครั้ง ประเด็นมีความหลากหลาย หนังฉายมาห้าปีแล้ว ตอนนี้ หนังที่คนทำเรื่องการศึกษา สวัสดิการ ในแง่ที่เราทำ doc club ไม่ใช่แค่หนังที่ดูสนุก แต่มันสมกับเป็นหนังสารคดี มันสร้างบทสนทนาเวลาไปฉายและสร้างบทสนทนาในอเมริกาด้วย ถือว่าบรรลุ สำหรับการทำ doc club 

The Kingmaker

เป็นหนังที่ถูกที่ ถูกเวลา สร้างความรู้สึกร่วมกับคนดูได้ค่อนข้างเยอะ มีบริบทใกล้เคียงกับสังคมไทยที่กำลังเปิดรับเรื่องการศึกษาระบอบผเด็จการ มีความคล้ายคลึงกับสังคมไทย ตะวันออกเฉียงใต้กับไทยมีความคล้ายคลึงกัน เหมาะสำหรับคนที่อยากศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง

หนังเรื่องนี้เป็นสารคดีที่ดังในต่างประเทศ พูดถึงตั้งแต่ต้นปี 2020 สารคดีเล่าเรื่องสนุก ระทึกใจ เป็นบริบทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร์กอสเป็นที่สนใจ หนังกลับมาเปิดใหม่ ทำรายได้ดีมาก ขนาดกลับมาเปิดพฤษภาคม หนังทำเงินสูงสุดของเราระดับท็อป 

ประเด็นในเรื่องถูกพูดถึงเยอะ คนพูดถึงเรื่องเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิ ถูกเทียบเคียงกับไทยเยอะมาก ถ้าคุณไปม็อบก็ต้องดูหนังเรื่องนี้ เมื่อประมาณสิงหาคมที่ผ่านมา มีพื้นที่ทางภาคใต้ที่เขาจะเอาไปฉาย ก็มีตำรวจบอกในพื้นที่บอกว่า เห็นโปสเตอร์แล้วไม่สบายใจ ขอให้ไม่ฉายได้ไหม? ก็เลยงดฉายไปเฉพาะช่วงนั้น หลังจากนั้นก็มีกลุ่มคนนำไปฉายที่อื่น 

Burning

เป็นหนังเกาหลีใต้ นอกจากภาพยนตร์ ถ้าเราคุ้นเคยเรื่อง Parasite มันมีความอาร์ต เข้าถึงยากกว่าหนังแบบบองจุงโฮ ทำจากเรื่องสั้นของมูราคามิ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ไม่พูดถึงเรื่องชนชั้น หนังมหัศจรรย์มาก ดูแล้วหลอน ในการเป็นดิสทริบิวเตอร์ หนังเกาหลีกำลังเจ๊งในบ้านเรา ตอนนั้น อย่าไปคาดหวังมาก แต่ปรากฎว่าประสบความสำเร็จ มีคนพูดถึงมาก มีคนเอาไปทำเป็นมีม เรื่องสั้นของมูราคามิ บาร์นเบิร์นนิ่ง มือเพลิง

Heartbound

เป็นสารคดีเดนมาร์ก แต่เป็นเรื่องคนไทย คนทำหนังเป็นนักนมานุษยวิทยา สามีเป็นผู้กำกับ สังคมเดนมาร์กมีหมู่บ้านเมียไทย ผู้หญิงอีสานแต่งงานเป็นเมียไทยอยู่ที่นั่น เค้าย้อนกลับมาทำความรู้จัก  คนนี้เป็นคนคอยหาผัวฝรั่ง คนที่แวดล้อมป้าสมมมายมีทั้งที่โคราช ขอนแก่น ตอนแรก ไม่ไว้ใจว่าฝรั่งจะเล่าถึงแง่ไหน แต่เขาเล่าในแง่ที่เข้าใจมนุษย์ด้วยกัน 

เป็นตัวอย่างของการทำหนังสารคดี ที่ต้องใช้ชีวิตกับซับเจค เคยมีสารคดีชุดคลาสสิคที่ว่า คนเลี่ยนแปลงทุกเจ็ดปี ทำตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ สิบสี่ ยี่สิบเอ็ด จน ห้าสิบหกปี มันเห็นช่วงชีวิตมนุษย์ เห็นความเปลี่ยนแปลง ที่มันสะเทือนใจ เด็กคนนี้เคยพูดว่าจะโตมาจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้แต่บั้นปลายกลับไม่ได้มีชีวิตตามนั้น บางคนก็ตกระกำลำบาก

ในแง่มานุษยวิทยามันเป็นการสังเกตชีวิตคนระยะยาวนาน พื้นฐานคนทำหนังเขาเป็นนักวิจัย เขียนหนังสือ เขียนบทความ สื่อที่ใช้ถ่ายทอดคือภาพยนตร์ เรื่องที่สะท้อนประเทศไทยได้ดีที่สุด จริงๆ ก็มีหลายเรื่อง ถ้าพูดถึง The Kingmaker ก็ยังมีอีกสองเรื่องที่พ่วงกัน คือ The Act of Killing และเรื่อง The Look of Silence

ผู้กำกับเป็นนักวิจัยทำงานเรื่องแรงงานในอินโดนีเซีย ในหมู่บ้านที่เขาไปทำ เกษตรกรรม บ้านนี้ ชาวบ้านเล่าว่าลูกตัวเองถูกฆ่าตาย ตั้งแต่สงครามเย็นสมัยคอมมิวนิสต์ เขารู้ว่าคนในหมู่บ้านนี่แหละที่่อาไปฆ่า ค่อยๆ สืบไป หนังก็พูดถึงเหตุการณ์ความหวาดกลัวในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีการไล่ล่าคอมมิวนิสต์ ไทยก็มี 6 ตุลา ในอินโดนีเซียก็มีการตั้งกองกำลังชาวบ้านในชนบท ให้มีอำนาจชี้ตาย เช่น ลูกของบ้านไหนน่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ สามารถเอาคนไปฆ่าได้

ผู้กำกับสามารถเข้าถึงแก๊งเหล่านี้ พวกแก๊งนี้เขาก็ยังอาศัยอยู่ตามชนบทที่ไกลมากๆ และยังมีชีวิตอยู่อย่างสบายเพราะเขาเชื่อในสิ่งที่เขาทำ เขาได้รับการปฏิบัติราวกับว่าเขาเป็นวีรบุรุษ หนังสองเรื่องนี้อยู่ในประวัติศาสตร์ช่วงเดียวกันเหมาะสมสำหรับสังคมไทย ทำให้เราได้เห็นว่ามนุษย์บางคนกระทำกับบางคนได้ภายใต้ความคิดทางการเมืองแบบไหน เราจะเห็นว่าหนังเรื่องนี้จะเห็น หลายๆ คนมีชีวิตปกติ 

ทิศทางของ doc club หลังโควิด  

ช่วงโควิดที่ผ่านมา doc club ค่อนข้างยุ่งมากพอสมควร โชคดีที่ขายหนังจำนวนหนึ่งให้ไทยพีบีเอสได้ หลังโควิดก็มีอีเวนท์ต่างๆ เช่น เทศกาลหนังไต้หวัน ทำมา 3 ปีแล้ว มี The Kingmaker ที่ฉายค่อนข้างเยอะ ทำให้เราเห็นทิศทางมากขึ้น ในตลาดที่เราพึ่งพิง เรามีพื้นที่ออนไลน์มากขึ้น เริ่มเห็นทิศทางชัดเจนขึ้น

ปี 2021 น่าจะเป็นปีที่สร้างโอกาสให้หนังระดับเล็ก ระดับกลางมีความแข็งแรงกว่าที่ผ่านมา รายได้บ็อกซ์อฟฟิศ หนังใหญ่ที่เป็นแหล่งรายได้หลักของโรงเริ่มแย่มากแล้ว คนเริ่มไม่สนใจกลับไปโรงหนังแล้วในช่วงโควิด อาจจะกลัวโควิด มีการติดขัดการเดินทาง แต่หนังเล็ก หนังกลาง การนำหนังไปฉายที่เฮาส์สามย่าน กลับประสบความสำเร็จ 

ช่วงโควิดทำให้เราเข้าที่เข้าทางในอีกแบบหนึ่ง ก่อนหน้านี้อาจสะเปะสะปะ ก็จะนำหนังที่มีศักยภาพทางตลาดและศักยภาพทางสังคมมากขึ้นและแง่ภาพยนตร์ น่าจะเป็นปีที่เป็นไปได้

สำหรับคนที่ไม่เคยดูหนังสารคดี หนังแนวนี้ไม่ได้มีแต่ doc club เท่านั้น หนังสารคดีเข้าถึงได้ง่าย มีเน็ตฟลิกที่บ้าน แพลตฟอร์มใหญ่ ราคาไม่แพง หนังสารคดี โปรโมชั่นไม่สูง แต่เขาเอาหนังสารคดีมาเยอะ เช่นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร การเมือง ค้ายา ฆาตกรรม 

ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ Documentary Club
ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ก่อตั้ง Documentary Club

หนังสารคดีสนุก มันทำให้เราตระหนักว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง หลายเรื่องสร้างความตื่นตะลึง ทั้งช็อค ทั้งน่าทึ่ง หลายเรื่องเชื่อมโยงกับบริบทของคนไทย คุ้มค่าในการใช้เวลาเสพ สามารถเริ่มจากสารคดีง่ายๆ ที่ตัวเองชอบ หนัง doc club เราคิดว่ายังคงยังอยู่ต่อไป เราพยายามเฟ้นหนังที่หนักแน่นมากขึ้น เผยแพร่หลายช่องทางมากขึ้น มองหาพื้นที่อื่นๆ เพิ่มขึ้น ช่วงนี้ก็เน้นมาทางออนไลน์ ซึ่งจัดการง่าย เข้าถึงคนเยอะ อาจจะเริ่มจริงจังกับงานเสวนาวิชาการหลังหนังแต่เป็นออนไลน์มากขึ้น 

การมีพื้นที่ของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เจอเหตุการณ์ซ้ำๆ สังคมไทยภายนอกมีความตื่นตัวเรื่องการเมืองขึ้นเยอะ เด็กรุ่นใหม่อ่านหนังสือจริงจังมาก ช่วงกรกฎาคมถึงกันยายนที่ผ่านมา

ทาง doc club มีหลายกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เราพบว่าพื้นที่ในการทำกิจกรรมเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องยาก แม้จะเกี่ยวกับการเมือง ผ่านเรตติ้ง พื้นที่สำหรับฉายหนังก็ไม่กล้านำเสนอ กลายเป็นว่ามีความกลัวเป็นพื้นฐาน นึกถึงตอนทำแวร์เฮาส์ ไม่ได้มีความกลัวแบบนี้เป็นพื้นฐานเสมอไป ทำไมต้องมีความกลัวเป็นโจทย์ กลัวอะไร สังคมจะโตได้ยังไงถ้าเราตั้งอยู่บนฐานความคิดแบบนี้ การมีพื้นที่เป็นของตัวเองจะจัดการอะไรก็มีความสบายใจกว่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post คุยกับธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ก่อตั้ง Documentary Club ผู้บุกเบิกหนังสารคดีในไทย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/talk-with-the-founder-of-documentary-club/

เจาะลึกธุรกิจเมืองตรัง ร้านอาหารท้องถิ่นปรับตัวอย่างไรในยุคโควิด

เมื่อพูดถึง ตรัง เราอาจไม่ค่อยคุ้นเคยนักว่าในตรังมีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง แต่หนึ่งในคำยอดฮิตที่คนมักนึกถึงเป็นอย่างแรกเมื่อพูดถึงตรัง คือ หมูย่างเมืองตรัง

ใช่ครับ ตรังมีดีเรื่องอาหาร และอาหารที่เด็ดดวงก็ไม่ได้มีแค่หมูย่าง 

ตรัง Trang Covid-19 1
หน้าร้านตรังหมูย่าง

จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่ามีของกินตลอดเวลา

“ตรัง” ขึ้นชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีของกินตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องง้อร้านสะดวกซื้อ ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมาเราสามารถไปนั่งจิบชาทานอาหารเช้าได้ตามร้านติ่มซำที่มีอยู่มากมาย พอถึงช่วงบ่ายคนตรังมักชวนกันไปนั่งสนทนากันในร้านชา (หรือกาแฟ) หลังจากนั้นก็มีร้านข้าวต้มหลายๆ ร้านให้ได้เติมเต็มท้องในช่วงค่ำไปจนถึงดึกๆ ยังไม่หมดเท่านั้นครับ แม้จะอยู่ช่วงตี 2 เป็นต้นไป เราก็ยังหาอาหารทานได้อยู่ เช่นตลาดท่ากลางที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าทยอยกันมาขายของสดและอาหารปรุงสำเร็จตั้งแต่เช้ามืด

เรียกได้ว่าอาหารการกินเป็นวัฒนธรรมที่โดดเด่นของจังหวัดตรัง และนี่ก็เป็นจุดเด่นของการท่องเที่ยวจังหวัดตรังจนขนาดที่ว่าหอการค้าจังหวัดตรังใช้แคมเปญ “ตรังยุทธจักรอาหารอร่อย” เป็นจุดขายของการท่องเที่ยวจังหวัด

ตรัง Trang Covid-19 6

ตรัง ยุทธจักรอาหารอร่อย ในวิกฤติโควิด-19

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโควิดได้ทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปทั่วโลก แม้จังหวัดตรังจะไม่ได้เป็นจุดหมายหลักของการท่องเที่ยวเหมือนจังหวัดอื่นในภาคใต้เช่นภูเก็ต รายได้จากการท่องเที่ยวในจังหวัดตรังลดลง 65% เมื่อเทียบกับภูเก็ตที่ลดลงถึง 95% จากเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่แน่นอนว่านั่นเป็นตัวเลขที่มากพอสมควร 

นอกจากนี้ วิกฤติโควิดทำลายการบริโภคภายในจังหวัดโดยเฉพาะในช่วงล็อคดาวน์ที่ทำให้คนออกจากบ้านน้อยลง ซึ่งไม่สัมพันธ์กับวิถีการกินของคนตรัง แน่นอนว่ามันส่งผลให้รายได้ลดลง แต่ที่สำคัญไม่แพ้กัน การกินซึ่งเป็นเหมือนวัฒนธรรมเฉพาะตัวและเป็นกิจกรรมทางสังคมของชาวตรังก็หยุดชะงักลงด้วย

ตรัง Trang Covid-19 5

บทสัมภาษณ์ของ Brand Inside ในคราวนี้จะพาผู้อ่านไปเที่ยวตรัง พบปะผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ทั้งเจ้าใหม่และเก่า ที่ต้องดำเนินกิจการภายใต้เงื่อนไขพิเศษอย่างวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพื่อไปฟังว่าพวกเขาปรับตัวกันอย่างไร และสะท้อนให้เห็นความลำบากของผู้คนในวิกฤติครั้งนี้

ปรับเปลี่ยนได้ แต่ต้องไม่ละทิ้งอัตลักษณ์ตัวเอง

คุณพิชญา ตันพงษ์ (ฝน) อายุ 25 ปี ทำงานอยู่ที่ร้านตรังหมูย่างมาหลายปี เล่าให้ฟังว่าร้านตรังหมูย่างเป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปี .. 2538 เป็นร้านที่เปิดแยกจากร้านหมูย่างโกหลั่น (ลุงของลุงเสริฐเจ้าของร้านคนปัจจุบัน) อีกที ดังนั้น สูตรอาหารที่เสิร์ฟอยู่ในร้าน ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็น ขนมจีบ หรือหมูย่างเมืองตรัง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสูตรดั้งเดิม และเป็น Signature ของร้านมาอย่างยาวนาน

ตรัง Trang Covid-19 8
คุณฝนและคุณฟลุคจากร้านตรังหมูย่าง

ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจในตรังดีมาก ช่วงเทศกาลจะมีลูกค้าทั้งทัวร์มาเลย์และจีน นักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดก็แวะเวียนเข้ามาในร้านตลอด และต่อให้ไม่ใช่ช่วงเทศกาล คนในพื้นที่ก็จะเข้ามาทานอาหารที่ร้านอย่างเนืองแน่นทุกเช้า 

แต่ในตอนนี้ สถานการณ์ต่างออกไปพอสมควร คุณฝนบอกว่า การล็อคดาวน์ทำให้คนมาทานที่ร้านไม่ได้ ของขายยากขึ้น (อย่างมาก) เพราะการทานติ่มซำเรานิยมทานกันที่ร้านแบบนึ่งกันสดๆ ไม่นิยมซื้อกลับบ้าน หากทานที่ร้านไม่ได้คนก็เลือกที่จะไม่ซื้อ ยอดขายของร้านก็ตกลงไปเลย

ตรัง Trang Covid-19 4

คุณจีระศักดิ์ น้ำผุด (ฟลุค) อายุ 20 ปี ลูกชายของเจ้าของร้านที่มีคุ้นเคยกับกิจการบอกกับเราว่า ในช่วงแรกๆ ที่ทางภาครัฐยังไม่มีนโยบายช่วยเหลือ พนักงานต้องสลับกันมาทำงานแต่ก็ยังจ้างทุกคน รวมถึงต้องออกโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขาย เช่น ลด 15% เมื่อทานครบ 200 บาท ซึ่งก็ได้ผลไม่มากแต่ก็พอทุเลาได้บ้าง

ทางร้านสมัครใช้บริการขนส่งอาหารของ Foodpanda แต่ก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขายมากนักเพราะการทานอาหารเช้าจิบชาที่ร้านย่อมได้ฟีลมากกว่า คุณฟลุคเสริมว่า หากหมดช่วงโควิดไปก็อาจจะไม่ได้ใช้บริการต่อ เพราะในช่วงปกติ แค่การขายหน้าร้านก็ยุ่งมากพอแล้ว นี่สะท้อนวัฒนธรรมการกินของคนตรังในยามปกติได้เป็นอย่างดี

จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ของร้านตรังหมูย่างคือการมีกรอบกว้างๆ ที่ปรับเปลี่ยนได้ โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง

ธุรกิจต้องมีโครงสร้างที่พร้อมตอบรับความเปลี่ยนแปลง

คุณศิริพจน์ กลับขันธ์ (ปาล์ม) เจ้าของร้าน Passione del Caffè ร้านกาแฟที่บุกเบิกกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) เป็นร้านแรกๆ ของภาคใต้ ย้อนประวัติการก่อตั้งของร้านว่ามาจากการได้ออกทริปไปไร่กาแฟกับทีมบุคลากรเบอร์ต้นๆ ของวงการกาแฟพิเศษเมื่อ 10 ปี ที่แล้ว ซึ่งกลายเป็นแพสชั่นให้เปิดร้านกาแฟพิเศษตั้งแต่สมัยที่คนยังไม่รู้จักกาแฟพิเศษเมื่อ 7-8 ปีที่แล้วในจังหวัดตรัง

ตรัง Trang Covid-19 2
ภาพร้าน Passione del Caffè ในช่วงล็อคดาวน์ จาก Facebook: Passione del Caffè

คุณปาล์มเล่าให้ฟังว่า กว่าจะสร้างฐานลูกค้าได้ขนาดนี้ต้องผ่านความท้าทายมามาก เพราะเมื่อ 8 ปีก่อน ไม่มีใครเข้าใจว่ากาแฟเปรี้ยว เรารู้จักแต่กาแฟขม ยิ่งกินกาแฟขมได้เท่าไหร่ ก็ยิ่งดูเท่ 

นอกจากนี้กาแฟ Specialty มีต้นทุนที่สูงกว่า การขายกาแฟราคา 75 บาท ในขณะที่ร้านอื่นขายกันแก้วละ 45 บาทก็ยิ่งทำให้ธุรกิจนี้ท้าทาย แต่ท้ายที่สุดก็ผ่านมาได้เพราะคุณปาล์มยืนยันที่จะให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนกับผู้ดื่มเรื่องกาแฟจนผู้ดื่มเปิดใจให้กับกาแฟ Specialty และปัจจุบันก็มีฐานลูกค้าประจำที่แวะเวียนเข้ามาดื่มและพูดคุยกับทีมบาริสต้าที่ร้านเป็นจำนวนมาก

โควิดระบาดอย่างเต็มตัวในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายของร้านในเดือนเมษายนตกลงเกิน 50% ซึ่งคุณปาล์มมองว่าเป็นสิ่งที่ เฮ้ย สนุกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ ยอดขายของร้านไม่เคยตกแม้แต่เดือนเดียวตั้งแต่เริ่มกิจการมา เห็นได้ว่าโควิดสำหรับพี่ปาล์มแล้วเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างหนึ่ง

แต่แน่นอนว่าสิ่งที่สนุกไม่ได้แปลว่าง่าย พี่ปาล์มเล่าว่าทีมบาริสต้าของพี่ปาล์มจะต้องทำโปรเจกต์ทั้งแบบส่วนตัว แบบคู่ หรือแบบทีม มานำเสนอในที่ประชุมตลอดทุกสัปดาห์ นี่เป็นปัจจัยที่ทำให้ร้านสามารถสามารถตอบรับต่อความเปลี่ยนแปลง และสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ออกมาอยู่เสมอ

ตรัง Trang Covid-19 3
ภาพครัวซองต์และกาแฟสกัดเย็นแบบขวด จาก Facebook: Passione del Caffè

เบื้องต้นทางร้านได้มีการปรับตัวมาขายสินค้าแบบ Take away งดการรับประทานอาหารในร้านตามคำสั่งรัฐบาล แต่สิ่งที่เหนือชั้นไปกว่านั้นคือการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายที่ซบเซา เช่น ชาเย็นและกาแฟสกัดเย็นบรรจุขวดแก้ว ที่แม้จะฟังดูง่าย แต่คิดกันนานมาก เพราะพี่ปาล์มไม่ใช่คนที่จะพรูฟโปรเจกต์อะไรง่ายๆ ทีมบาริสต้าต้องพลิกฟ้าหาสูตรและใบชาที่ใช่สำหรับร้านพาสชั่นจริงๆ 

สิ่งที่คุณปาล์มไม่คิดว่าเป็นตัวเลือกสำหรับช่วงโควิดเลยคือ Delivery เพราะจะทำให้การดำเนินงานในบาร์ยุ่งยากมากขึ้น แต่ที่สำคัญกว่า คุณปาล์มบอกว่าไม่อยากสูญเสียจุดยืนที่เน้นย้ำตั้งแต่ต้นคือการได้สนทนากับลูกค้า 

ความอดทนคือคือหัวใจของการต่อสู้ในสถานการณ์ลำบาก

คุณกวิณนาถ โพธิ์วิจิตร (เขียว) อายุ 52 ปี เจ้าของร้านเขียวโอชา เล่าว่าเมื่อก่อนทำงานเป็นแม่ค้ามาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ได้เปิดร้านติ่มซำเล็กๆ แถวตลาดจนหมดสัญญาเช่าไป จึงได้ย้ายมาเปิดร้านใหม่ริมถนนเพลินพิทักษ์ ในปี 2559 ซึ่งก็คือร้านเขียวโอชา นี่คือร้านน้องใหม่เมื่อเทียบกับร้านเก่าแก่อื่นๆ แต่ความอร่อยไม่ธรรมดา

ตรัง Trang Covid-19 12
เจ๊เขียว จากร้านเขียวโอชา

โดยปกติแล้วร้านเจ๊เขียวก็เหมือนร้านอาหารเช้าร้านอื่นที่มักจะขายดี คนในพื้นที่มาทานอาหารเช้ากินกาแฟกันทุกวัน ส่วนช่วงท่องเที่ยวไม่ต้องพูดถึง เห็นร้านใหญ่ๆ แต่คนแน่นตลอด

โดยปกติเจ๊เขียวจะตื่นตั้งแต่ตี 2 เพื่อออกไปซื้อวัตถุดิบเข้าร้านตอนตี 3 แล้วกลับมาเตรียมของ นวดแป้ง ชงกาแฟ ต้มซุป ย่างหมู และอื่นๆ อีกสารพัดในช่วงเช้ามืด แต่พอโควิดระบาดรอบแรกจนต้องประกาศเคอร์ฟิว กว่าจะได้ออกจากบ้านก็ตี 4 ทำให้กระทบการดำเนินการในร้านหนักมาก แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยความอดทนของเจ๊เขียว

นอกจากนี้ มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ติดเชื้อโควิดในจังหวัดตรัง ซึ่งเมื่อเปิดไทม์ไลน์แล้วพบว่ามาทานอาหารจากร้านเจ๊เขียวด้วย จนต้องปิดร้านเป็นเดือนๆ พอเปิดขายได้อีกทีก็ไม่สามารถเปิดให้ลูกค้าเข้ามานั่งทานในร้านได้ ต้องซื้อกลับบ้านอย่างเดียว รายได้ลดลงเยอะมากจากที่เคยได้อย่างต่ำ 10,000 บาทต่อวันก็เหลือแค่ 1,000 บาท 

ตรัง Trang Covid-19 11
บรรยากาศในร้านเขียวโอชา

เจ๊เขียวเล่าต่อว่าช่วงโควิดกระทบร้านเป็นอย่างมาก ไหนจะค่าเช่าร้านที่แม้จะลดราคาลงครึ่งนึง แต่นั่นก็เป็นราคา 20,000 บาทอยู่ดี ไหนจะค่าน้ำค่าไฟ ค่าจ้างลูกน้อง ทางร้านต้องให้ลูกน้องหยุดงานครึ่งนึง แต่ก็ให้ความช่วยเหลือ และถ้าใครอยู่ใกล้ๆ ก็มาเอาของไปกินได้

พอผ่อนคลายการล็อคดาวน์ลงสถานการณ์ก็ดีขึ้น มีลูกค้ากลับมานั่งทานอาหารในร้านเป็นปกติ แต่ทางร้านก็ปรับตัว ปฏิบัติตามมาตรการณ์ทางสาธารณสุขของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งอ่างล้างมือ จุดบริการเจลล้างมือ จัดโต๊ะให้ห่างกัน และให้พนักงานสวมถุงมือและหน้ากากอนามัยทุกคน แต่ทางร้านไม่ได้ใช้บริการขนส่งอาหารเพราะคนส่วนใหญ่อยากมาทานอาหารเช้าจิบกาแฟที่ร้านมากกว่า

โตช้าๆ สร้างฐานลูกค้าให้มั่นคง แล้วพวกเขาจะอยู่ข้างเราตลอด

คุณฐิติภัทร ศรียาบ (กุ้ง) เจ้าของร้านและบาริสต้าร้าน La’-ong Coffee x Arabica เล่าให้ฟังว่าตนเองมีพื้นเพเป็นคนเชียงใหม่ แต่ย้ายมาอยู่ในจังหวัดตรังและได้เริ่มต้นธุรกิจร้านกาแฟและอาหารมาได้เกือบปี นอกจากร้านกาแฟ อีกโซนนึงซึ่งอยู่ด้านหลังก็จะขายอาหารเหนือไม่ว่าจะเป็นข้าวซอยและไส้อั่ว ซึ่งเปิดบริการมาก่อนร้านกาแฟ

ตรัง Trang Covid-19 10
คุณกุ้ง จากร้าน La’-ong Coffee x Arabica

คุณกุ้งหลงไหลในการดื่มกาแฟและรู้สึกอยากแชร์กาแฟดีๆ ให้กับคนอื่นบ้าง กอปรกับพื้นเพเป็นคนเชียงใหม่ทำให้รู้จักแหล่งกาแฟดีๆ ของไทยทางภาคเหนือ จึงได้เปิดร้านกาแฟขึ้นเพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาดื่มด่ำกับกาแฟไทยดีๆ 

หากสังเกตดูในร้านจะพบว่ามีกาแฟทั้งจากเกษตรกรมือทองจากภาคเหนืออย่าง คุณวัลลภ คุณเคเลบ รวมไปถึงกาแฟจากโรงคั่วในเชียงใหม่อย่าง Ponganes และ Ristr8to คุณกุ้งบอกว่าคนตรังช่างกินและค่อนข้างมีเงิน การขายอาหารที่เน้นคุณภาพแบบนี้จึงถูกจริตคนตรัง เรียกได้ว่าคุณกุ้งได้ขายกาแฟโดยเน้นคุณภาพและเรื่องราวของกาแฟ ในราคาสมเหตุสมผล เพื่อให้ลูกค้าติดใจและกลายเป็นขาประจำของร้านในที่สุด

ตรัง Trang Covid-19 9
หน้าร้าน La’-ong Coffee x Arabica

ร้าน La’-ong Coffee x Arabica เปิดในเดือนกุมภาพันธ์ หรือประมาณไม่กี่สัปดาห์ก่อนโควิดจะระบาดอย่างเต็มตัว คุณกุ้งเล่าว่า คุณกุ้งจะเน้นคุณภาพการแฟเพื่อให้ลูกค้าบอกต่อกันปากต่อปาก เพื่อขยายฐานลูกค้าทีละเล็กทีละน้อย เปลี่ยนเป้าหมายจากการมุ่งหวังผลกำไรระยะสั้นไปอยู่ที่การอยู่รอดก่อน 

ด้วยความที่เป็นธุรกิจใหม่ ยังไม่ได้มีฐานลูกค้าที่แน่นหนา ทางร้านจึงต้องพึ่งหาบริการ Delivery เพื่อให้ลูกค้าใหม่ๆ เข้าถึงได้ แต่คุณกุ้งก็มีจุดยืนเหมือนร้านอาหารอื่นๆ ในตรังตรงที่คุณกุ้งอยากพูดคุยกับลูกค้า และให้ลูกค้าเข้ามามีกิจกรรมทางสังคมในร้าน ในระหว่างการสัมภาษณ์เราสังเกตว่ามีลูกค้าประจำแวะเวียนเข้ามาในร้านมาทักทายพูดคุยกับคุณกุ้งอยู่ตลอด

คนละครึ่งดีในมุมผู้ประกอบการณ์

ตรัง Trang Covid-19 13
บรรยากาศหน้าบาร์ในร้าน

จากการสอบถามผู้ประกอบการร้านต่างๆ ในจังหวัดตรัง พบว่าทุกๆ ร้านมองว่ามาตรการณ์ภาครัฐอย่าง “โครงการคนละครึ่ง” ช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี สำหรับบางร้านแล้วยอดขายพุ่งมาอยู่ที่ระดับก่อนโควิด แต่ก็มีข้อสังเกตุว่าพอผู้คนเริ่มใช้ยอดเงินในโครงการหมด (3,500 บาท/คน) ก็คือเมื่อผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน ยอดขายก็จะตกกลับอยู่เท่าเดิม

ผู้ประกอบการเสนอว่าหากสามารถต่ออายุโครงการได้ก็ควรต่อ เพราะคนละครึ่งช่วยให้ผู้คนออกมาใช้จ่ายอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงช่วงก่อนโควิดได้จริงๆ แต่ผู้ประกอบการบางคนก็กังวลว่า หากขยายเวลาเพิ่มก็อาจจะไปตัดทอนงบประมาณที่ภาครัฐจะเอาไว้ใช้ในส่วนอื่นเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด

สรุป

ร้านอาหารในตรังมักจะเป็นร้านที่เน้นให้ผู้คนเข้าไปนั่งทานอาหารในร้าน ให้ผู้คนได้สัมผัสบรรยากาศระหว่างทาน และเป็นพื้นที่ทางสังคมให้ผู้คนได้พูดคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านที่ขายอาหารเช้า หรือร้านกาแฟที่เปิดให้ผู้คนได้เข้าไปนั่งตลอดวัน ถ้าเป็นไปได้พวกเขาไม่ค่อยเลือกใช้บริการ Delivery สักเท่าไหร่ เพราะอาหารบางอย่างถ้าไม่ได้กินที่ร้านก็เลือกที่จะไม่กินดีกว่า ดังนั้นต่อให้เข้าไปใช้บริการดังกล่าวก็ไม่มีผู้ซื้ออยู่ดี

เห็นได้ว่าแต่ละร้านก็มีแนวทางการปรับตัวเพื่อรักษาจุดเด่นที่ร้านทุกตรังมีร่วมกันคือความโดดเด่นของบรรยากาศในร้าน แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่บีบบังคับให้คนออกจากบ้านได้ยากขึ้นก็ตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจาะลึกธุรกิจเมืองตรัง ร้านอาหารท้องถิ่นปรับตัวอย่างไรในยุคโควิด first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/trang-restaurants-amid-covid-19/