คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

ลี เซียน ลุง วิจารณ์ “ประท้วงฮ่องกง” พยายามล้มรัฐบาลมากกว่าแก้ปัญหา

นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง (Lee Hsien Loong) แห่งสิงคโปร์ ได้พูดถึงประเด็นประท้วงฮ่องกงกับนายสตีฟ ฟอร์บส์ บรรณาธิการบริหารนิตยสารฟอร์บส์ ในเวทีการประชุม CEO ระดับโลก ที่ฟอร์บส์เป็นผู้จัดงานครั้งที่ 19 ปี 2019 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา (the 19th Forbes Global CEO Conference 2019)

Lee Hsien Loong, ภาพจาก Shutterstock

ข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงต้องการคือ

  • ให้สอบสวนตำรวจที่กล่าวหาและใช้กำลังกับประชาชน 
  • ให้ถอนร่าง พ.ร.บ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ปัจจุบัน ถอนร่าง พ.ร.บ. แล้ว)
  • ให้นิรโทษกรรมแก่ผู้ประท้วงที่ถูกจับกุม 
  • ให้หยุดเรียกผู้ประท้วงว่าเป็นผู้ก่อจราจล 
  • ให้จัดการเลือกตั้งแบบสากลขึ้น (universal suffrage) 

ก่อนที่ ลี เซียน ลุง จะพูดถึงประเด็นการประท้วงในฮ่องกง เขาก็พูดถึงประเด็นที่สิงคโปร์พยายามดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนทั้งหลายด้วยการทำให้รู้สึกว่าประเทศสิงคโปร์นี้ ภูมิภาคนี้ไม่ใช่พื้นที่อันตราย เขารู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฮ่องกง เขารู้สึกห่วงใยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเขาก็เห็นว่ามันไม่ง่ายเลยกับข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงต้องการ

เขาบอกว่ามันไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่จะช่วยแก้ปัญหาในฮ่องกงได้ แต่มันเป็นข้อเรียกร้องที่ทำให้รัฐบาลอับอายและต้องการโค่นล้มรัฐบาลเสียมากกว่า

Hong Kongers Protest Over China Extradition Law
HONG KONG, HONG KONG – JUNE 12: A protester makes a gesture during a protest on June 12, 2019 in Hong Kong China. Large crowds of protesters gathered in central Hong Kong as the city braced for another mass rally in a show of strength against the government over a divisive plan to allow extraditions to China. (Photo by Anthony Kwan/Getty Images)

เขาเห็นว่าประเด็นเรื่องหนึ่งประเทศสองระบบอย่างที่ฮ่องกงเป็นมา มันเป็นสิ่งที่ดีแล้ว เขาพูดถึงมุมมองจีน จีนไม่ได้มองว่าฮ่องกงเป็นหนึ่งประเทศ แต่มองว่าเป็นสองระบบ  ขณะที่ฮ่องกงก็ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นสองระบบ แต่คิดว่านี่เป็นหนึ่งประเทศ ถึงอย่างไร ฝ่ายนิติบัญญัติฮ่องกง (LegCo: Legislative Council of Hong Kong) ก็ต้องเป็นฝ่ายเลือกผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเข้ามาให้ผู้คนเลือกอยู่ดี และนี่เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว 

การจะใช้ universal suffrage หรือการเลือกตั้งแบบสากลทั่วไป (ที่ไม่ใช่นอมิจีนหรือจีนไม่ได้เลือกให้มาก่อน ทุกคนมีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งเท่ากันนั้น) ต้องเข้าใจก่อนว่าฮ่องกงไม่ใช่ประเทศ แต่เป็นเขตบริหารพิเศษ​ ต้องทำงานภายใต้กฎหมายภายใน (Basic Law) 

ลี เซียน ลุงคิดว่ามันทำให้สำเร็จได้ แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะเป็น 1 ประเทศ 2 ระบบต่อไปได้อีก 22 ปี หรือจนกว่าจะถึงปี 2047 (Basic Law หมดอายุปี 2047 เหลืออีก 28 ปี) 

ในมุมมองของลี เซียน ลุง บอกว่า ข้อเรียกร้องแบบให้มีการเลือกตั้งที่เป็นสากล (universal suffrage) นี้เรื่องเศรษฐกิจก็สำคัญ เขาหยิบประเด็นบ้านที่อยู่อาศัยที่มีราคาแพงมากในฮ่องกง ทำให้ชาวฮ่องกงโดยเฉพาะหนุ่มสาว ไม่สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ แม้กระทั่งจะเช่าอยู่ยังแพงมาก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนเรียกร้องเพราะเขามองไม่เห็นอนาคตที่รุ่งเรืองของตัวเอง

ลี เซียน ลุง ยังทิ้งท้ายอีกว่า รัฐบาลฮ่องกงไม่สามารถใช้แนวทางเดิมๆ ในการบริหารประเทศได้อีกแล้ว เพราะปัญหาที่แท้จริงก็ยังไม่ถูกแก้ ในระยะยาวก็คงแก้ปัญหาได้ แต่มันต้องใช้เวลา ซึ่งถ้าจะก้าวข้ามปัญหาไปให้ได้ สิ่งที่สำคัญก็คือต้องทำให้อุณหภูมิทางการเมืองตอนนี้เย็นลงเสียก่อน เพื่อที่จะทำให้เรา (หมายถึงรัฐบาลฮ่องกง) สามารถทำงานร่วมกับประชาชนได้ 

มองด้านหนึ่ง เราอาจเข้าใจได้ว่า ลี เซียน ลุง กำลังด่าผู้ประท้วง โปรจีนหรือหนุนจีนอย่างออกนอกหน้า ซึ่งถ้าเขาจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับประเด็นนี้และเลี่ยงที่จะไม่ตอบเพื่อเป็นการรักษาสัมพันธไมตรีอันดีต่อจีนและฮ่องกงก็ย่อมได้ โดยใช้ไพ่ไม่แทรกแซงกิจการภายในแบบที่อาเซียนชอบทำก็ไม่แปลก 

แต่ลี เซียน ลุง เลือกที่จะแสดงความคิดเห็นนี้ ถ้ามองในแง่บวก อาจกล่าวได้ว่าเป็นการ เตือน แบบเพื่อนเตือนเพื่อน แต่เตือนบนเวทีที่รับรู้กันทั่วโลก ในแง่ของประชาชนผู้ประท้วงชาวฮ่องกง อาจไม่พอใจเท่าไรกับความคิดเห็นเช่นนี้ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า แครี แลม ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ผู้ประท้วงบางส่วนมองว่าเป็นหุ่นเชิดของจีน และต้องการให้ลาออกจากตำแหน่ง

Hong Kong Airport Protests
ภาพจาก Shutterstock

สถานะทางเศรษฐกิจที่ชาวฮ่องกงเผชิญในปัจจุบันคือ รายได้ต่ำ ค่าครองชีพสูง ไร้ความสามารถในการหาซื้อที่อยู่อาศัย

ลี เซียน ลุงไม่ได้พูดเกินจริงในแง่เศรษฐกิจ ถือว่าโหดร้ายสำหรับชาวฮ่องกงอยู่ไม่น้อย แรงกดดันด้านเศรษฐกิจของฮ่องกงนั้น ค่าครองชีพติดอันดับ 1 ของโลกพอๆ กับสิงคโปร์เลย 

ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของชาวฮ่องกงหากเทียบตามสัดส่วนราคาที่อยู่อาศัยต่อรายได้นั้น ฮ่องกงอยู่ที่ 20.9 ขณะที่อัตราส่วนในระดับโลกหากเทียบกับประเทศอื่นในการจัดหาซื้อบ้านได้ค่อนข้างยากมากนั้น สิงคโปร์อยู่ที่ 4.6 นิวยอร์กที่ 5.5 และโตเกียวอยู่ที่ 4.8 อาจกล่าวได้ว่าระดับ 20.9 ในฮ่องกงนั้นคือ เรียกง่ายๆ ว่าชาวฮ่องกงไม่สามารถจัดหาซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้เลย

รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 2,589 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าสิงคโปร์ซึ่งอยู่ที่ 2,900 เหรียญสหรัฐ และโตเกียวที่ 2,860 เหรียญสหรัฐ แต่สูงกว่ากัวลาลัมเปอร์ 1,009 เหรียญสหรัฐ 

Chinese President Xi Jinping
ภาพจาก Shutterstock

ใครที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับจีนและทำให้เกิดการแบ่งแยกประเทศ จะถูกบดเป็นผุยผง

ก่อนหน้าที่ลี เซียน ลุงจะได้รับเชิญให้พูดในเวทีฟอร์บส์นี้ สี จิ้นผิงที่ได้ไปเยือนเนปาลและได้พบปะกับนายกรัฐมนตรีเนปาล ช่วงอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมาก็เพิ่งจะกล่าวย้ำกับผู้นำเนปาลไปว่า 

“จีนซาบซึ้งที่เนปาลยึดมั่นนโยบายจีนเดียว และยังสนับสนุนจีนอย่างแน่วแน่ต่อผลประโยชน์ของจีน การกระทำใดๆ ก็ตามที่มีแนวโน้มจะแบ่งแยกประเทศจีน จีนจะทุบให้แหลกละเอียด บดผู้นั้นให้กลายเป็นผุยผง”

เท่านี้ก็เป็นการขู่ ป้องปราม เตือนโดยผู้นำจีนเองกลายๆ ว่า ไม่ว่าใครก็ตามอย่ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งแยกประเทศจีนเด็ดขาด 

เสรีภาพของชาวฮ่องกง ไม่เคยมีอยู่จริง ?

ประเด็นเรื่องเสรีภาพของชาวฮ่องกงนี้ เวยเจียน ชาน (Weijian Shan) เขียนบทความใน Financial Times ได้น่าสนใจ เขาพูดถึงจุดเริ่มต้นของการประท้วงในฮ่องกงที่มาจากการเรียกร้องต่อต้าน พ.ร.บ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งในที่สุดผู้ประท้วงก็ทำได้สำเร็จ

เขาพูดถึงเสรีภาพและประชาธิปไตยที่สูญหายของชาวฮ่องกง เขาพูดถึงตัวเองว่า เขาย้ายไปอยู่ฮ่องกงในช่วงที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่ เขาก็ไม่เห็นว่าชีวิตจะเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ทั้งในเรื่องเสรีภาพทางการเมืองด้วย นับตั้งแต่มีการถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยฮ่องกงไปยังจีนในปี 1997

จากนั้นเขาก็ไล่เรียงเรื่องเสรีภาพที่ชาวฮ่องกงมีอย่างจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพของสื่อมวลชน ไปจนถึงฝ่ายนิติบัญญัติของฮ่องกงที่ถูกเลือกมาแล้วโดยอังกฤษ ไปจนถึงผู้ว่าการฮ่องกงฯ เองก็ถูกเลือกโดยคณะกรรมาธิการเพื่อการเลือกตั้ง ที่แม้สมาชิกจะถูกขยายจำนวนจาก 400 รายเป็น 1,200 ราย นับตั้งแต่ 1997 ถึง 2010 ซึ่งรวมสภานิติบัญญัติไปด้วยแล้ว ก็เป็นตัวแทนที่ถูกเลือกโดยภาคธุรกิจและภาคอื่นๆ อยู่ดี 

ในส่วนของกฎหมายภายในที่เป็น Basic Law นี้ จีนก็เคยให้คำมั่นว่าจะทำให้มันก้าวหน้า และมีทิศทางไปสู่การเลือกตั้งแบบสากล (universal suffrage) ก็ตาม แต่เหตุการณ์เช่นนั้นก็ยังไม่เคยมาถึง 

สรุป

กฎหมายภายในของฮ่องกง (Basic law) จะหมดอายุภายใน 20 กว่าปีข้างหน้า เนื้อในที่ระบุว่าเพื่อปกครองฮ่องกงเป็นหนึ่งประเทศสองระบบนั้น ก็ระบุชัดเจนว่าอยู่ในความดูแลของจีน ไม่ว่าจะเป็นการระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong Special Administrative Region) รวมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติอื่นๆ จีนจะเป็นผู้เลือกให้เอง เป็นลักษณะเลือกคนของตัวเองเพื่อให้ประชาชนเลือกเองอีกที ประชาชนไม่ได้มีสิทธิเลือกเองตั้งแต่แรกเริ่ม

ในประเด็นของการเลือกตั้งสากล (Universal suffrage) นั่นก็เป็นคำกล่าวอ้าง แต่ไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร อย่างไร แต่อย่างน้อยชาวฮ่องกงก็ถือว่าเริ่มต้นในการเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ดี เพราะในที่สุด พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ถูกถอนออกไปแล้ว 

แต่ข้อเรียกร้องอื่นๆ ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจะพอยอมรับที่จะนำไปทำตาม แต่ประเด็นที่ให้มีการเลือกตั้งสากลนั้น อาจจะต้องเริ่มต้นด้วยการแก้ไขกฎหมายภายในที่ไม่ให้จีนผูกขาดอำนาจในการเลือกผู้แทนในการปกครองฮ่องกงก่อน ซึ่งก็มีแนวโน้มที่ค่อนข้างยากอยู่ดี ถ้าจีนยังมองว่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของความต้องการในการแบ่งแยกประเทศเท่านั้น

ที่มา – South China Morning Post, BBC, Financial Times, The Basic Law of The Hong Kong, Ministry of Foreign Affairs of the People’s Republic of China, Nikkei Asian Review 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lee-hsien-loong-criticize-hong-kong-protests/

โฆษณา

ระเบิดศึก SUV ไฟฟ้าล้วน! เมื่อ Volvo ขอแจมด้วย XC40 ไฟฟ้าล้วน แข่งแบรนด์ยุโรป และเกาหลี

ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ Battery Electric Vehicle (BEV) ส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบ SUV ล่าสุด Volvo ก็ส่ง XC40 ไฟฟ้าล้วนมาแข่งอีก ดังนั้นลองมาศึกษาตลาดนี้ไปด้วยกันว่าเติบโตแค่ไหน และมีค่ายใดทำตลาดบ้าง

volvo xc40
Volvo XC40 Recharge

SUV กับจุดเริ่มต้นของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน

แม้รถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่จำหน่ายรวมกันทุกรุ่นได้มากที่สุดในโลกคือ Nissan Leaf ที่มากับรูปทรงแบบ Hatchback 5 ประตู แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าล้วนส่วนใหญ่ที่มีให้เลือกในตอนนี้ และสามารถขับขี่ได้จริงบนท้องถนน ส่วนใหญ่มากับรูปทรง SUV หรือ Sport Utility Vehicle กันทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็น 3 ค่ายยักษ์ใหญ่กลุ่มรถยนต์ Premium หรือรถยนต์หรูในเมืองไทย Mercedes-Benz และ Audi ก็ต่างทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกเป็น SUV ทั้งสิ้น หรือค่ายระดับกลางอย่างกลุ่ม Hyundai กับ Kia ก็เน้นทำตลาด SUV เครื่องไฟฟ้าล้วนมากกว่า Sedan 4 ประตู

รถยนต์ไฟฟ้า
Mercedes-Benz EQC และ Audi e-tron

อาจเพราะลักษณะทางวิศวกรรมนั้นออกแบบง่ายกว่า ผ่านโครงสร้างที่ใหญ่ และมีการยกสูงจากพื้น รวมถึงเรื่องห้องโดยสารที่โอ่โถงกว่า จนการวางแบตเตอรี่ไว้ใต้ที่นั่งทำได้ดีกว่าเดิม ไหนจะเรื่องเทรนด์ตอนนี้ที่ SUV กำลังฮิตฮอตในตลาดตอนนี้ มันจึงน่าทำตลาดง่ายกว่าถ้าทำรถยนต์ไฟฟ้าออกมาในรูปแบบ SUV

Volvo กับการลงสนาม SUV ไฟฟ้าล้วน

ไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่า Volvo จะตัดสินใจลงสนามรถยนต์ไฟฟ้าล้วนด้วย เพราะก่อนหน้านี้บริษัทก็เคยแจ้งแล้วว่ามีแผนรุกตลาดนี้เต็มที่ และได้เริ่มทำตลาด Polestar แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของกลุ่ม Volvo ไปแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม Volvo ก็ได้เปิดตัว XC40 รุ่นเครื่องยนต์ไฟฟ้าล้วนเสียที

volvo xc40
การตกแต่งภายใน และระบบแบตเตอรี่ของ XC40

สำหรับ Volvo XC40 เครื่องยนต์ไฟฟ้าล้วนมีชื่อเต็มๆ ว่า XC40 Recharge 2020 ใช้พื้นฐานการออกแบบเดียวกับ XC40 รุ่นปกติ แต่มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงสุด 402 แรงม้า แรงบิดมาตั้งแต่เหยียบคันเร่งที่ 660 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 5 วินาที

ทั้งยังมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และแบตเตอรี่ความจุ 78 kWh วิ่งได้ราว 400 กม. หลังชาร์จเต็ม ติดตั้งระบบความบันเทิงภายในรถยนต์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และระบบความปลอดภัยแบบครบครัน ส่วนราคายังไม่เปิดเผยในตอนนี้

ตลาด SUV ไฟฟ้าล้วนที่แข่งกันดุเดือด

อย่างไรก็ตามตลาดรถยนต์แบบ SUV ไฟฟ้าล้วนนั้นแข่งขันกันอย่างดุเดือด เพราะไม่ใช่แค่ค่ายรถยนต์ยุโรป ค่ายฝั่งจีน และเกาหลีใต้ก็ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าล้วนแบบ SUV ออกมากันเกลื่อน แถมได้รับคำชมจากนักวิจารณ์รถยนต์ค่อนข้างดีด้วย และน่าจะเป็นที่แน่นอนว่า XC40 ไฟฟ้าล้วนต้องราคาสูงกว่ารถยนต์เหล่านี้แน่นอน

ที่ดูจะน่ากลัวที่สุดก็คงไม่พ้น Kia e-Niro รถยนต์ไฟฟ้าล้วนของแบรนด์ Kia ที่สื่อหลายสำนักให้คำนิยามว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนแบบ SUV ที่ดี และสมราคาที่สุด เหนือกว่าฝั่งค่ายยุโรปทั้ง Mercedes-Benz, BMW และ Audi ที่เปิดตัว และเริ่มทำตลาดบ้างแล้วด้วย

Volvo XC40
Volvo XC40 รุ่นเครื่องยนต์ปกติ

ส่วนใครที่อยากได้ XC40 ไฟฟ้าล้วนในประเทศไทยก็คงต้องรอลุ้นให้ Volvo ประเทศไทยสั่งเข้ามาจำหน่าย แต่น่าจะต้องรออีกสักระยะหนึ่ง ส่วน Kia นั้นปัจจุบันได้ทำตลาดรุ่น Soul EV ในไทยแล้ว แต่ถ้าอยากไปแบรนด์ยุโรป ตอนนี้ต้อง e-tron ของ Audi ที่ราคา 5 ล้านกว่าบาทได้เลย

สรุป

การเปิดตัว XC40 ไฟฟ้าล้วนของ Volvo น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไม่มากก็น้อย และมันน่าจะกระทบกับกลุ่ม Startup ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าด้วย เพราะปัจจุบันค่ายรถยนต์ดั้งเดิมเริ่มทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนกันเกือบทั้งหมดแล้ว ดังนั้นต้องจับตาดูกันว่า Startup เหล่านี้จะอยู่กันอย่างไรต่อไป

อ้างอิง // The Driven,

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/volvo-xc40-and-ev-suv-market/

คอนโด NICHE MONO แจ้งวัฒนะ ทางเลือกใหม่ชานเมือง ไลฟ์สไตล์สมาร์ทแบบดิจิทัล เริ่ม 1.89 ล้าน

ทุกวันนี้ตลาดคอนโดเริ่มใหญ่ขึ้นและมีทางเลือกมากกว่าในอดีต ด้วยระบบขนส่งรถไฟฟ้าที่กระจายออกไปนอกใจกลางกรุงเทพฯ มากขึ้น ทำให้มีคอนโดผุดตามชานเมืองมากมาย คนทำงานจึงสามารถเลือกจะมีที่อยู่อาศัยชานเมืองได้โดยที่ยังสามารถเดินทางไปทำงานได้สะดวก 

คอนโด NICHE MONO แจ้งวัฒนะ คอนโดใหม่จาก Sena x Hankyu เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ โดย NICHE MONO แจ้งวัฒนะ อยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีศรีรัช (สายสีชมพู) เพียง 120 เมตร 

แต่เพียงเท่านี้ อาจยังไม่ดึงดูดพอ เรามาดูกันว่า ถ้าซื้อคอนโด NICHE MONO ชีวิตลูกบ้านจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ตอบโจทย์การเดินทาง

NICHE MONO แจ้งวัฒนะ อยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีศรีรัช (สายสีชมพู แคราย – มีนบุรี) เพียง 120 เมตร โดยรถไฟฟ้าสายนี้สามารถเชื่อมต่อสายสีเขียวและแดงเพื่อเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่สำคัญสายสีแดงยังเชื่อมกับสถานีดอนเมืองอีกด้วยและแอร์พอร์ตลิงก์เพื่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้ด้ว ตอบโจทย์คนเดินทางบ่อยหรือทำงานในธุรกิจสายการบิน

สำหรับคนที่ขับรถยนต์ก็สามารถเดินทางสะดวก เพราะ NICHE MONO แจ้งวัฒนะ อยู่ห่างจากทางด่วนศรีรัช 400 เมตรเท่านั้น 

นอกจากนี้ในพื้นที่แจ้งวัฒนะยังเป็นศูนย์รวมของสถานที่ราชการ โดย ครม.เพิ่งไฟเขียวขยายพื้นที่ศูนย์ราชการด้วยงบ 30,000 ล้านบาท อีกทั้งยังจะมีโรงแรมห้าดาวและการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างน่าจับตามอง และคาดว่าจะเกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจในละแวกนี้อย่างก้าวกระโดด

ตอบโจทย์ชีวิตที่สะดวกสบายกับระบบสมาร์ทโฮม

  • ระบบ Home Automation ที่ให้ชีวิตง่ายขึ้นเพียงปลายนิ้ว
  • ระบบ QR Code เพิ่มความปลอดภัยระหว่างเข้าและออกโครงการ 
  • Digital Theater พรอมบริการ steaming VDO พร้อม High speed wi-fi ในทุกพื้นที่ส่วนกล
  • ระบบ Fiber Optic ในทุกยูนิตห้องชุด เรียกได้ว่าถูกใจชาวฟรีแลนซ์และคนทำงานอิสระที่ใช้ชีวิตแบบ work from home 

ตอบโจทย์การรีเฟรชชีวิตที่เมื่อยล้าจากการทำงาน

NICHE MONO แจ้งวัฒนะ มีพื้นที่ส่วนกลางจัดเต็ม Fitness กว้างกว่า 200 ตร.ม. Sky jogging track, upbeat active pool สระว่ายน้ำพร้อมเสียงเพลงช่วยรีเฟรชชีวิตที่เมื่อยล้าจากการทำงาน 

พลาดไม่ได้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาชมที่ Sales Gallery NICHE MONO แจ้งวัฒนะ ซึ่งจะได้เห็นภาพและรายละเอียดคอนโดเพิ่มเติม จะได้ไม่พลาดสิทธิพิเศษซึ่งยิ่งจับจองเร็วก็ยิ่งได้ราคาดี คือเริ่มต้นที่ 1.89 ล้านบาทเท่านั้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/niche-mono-chang-wattana/

ติดอาวุธให้ธุรกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมกับ Epson ผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ภายใต้แนวคิด Ecological

ปัจจุบันการทำธุรกิจต้องคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม ทำให้หลายองค์กรเริ่มหาวิธีในการยกระดับเรื่องนี้มากขึ้น จุดนี้เอง Epson แบรนด์เครื่องพิมพ์ชั้นนำจึงเข้ามาตอบโจทย์กระแสดังกล่าวด้วยเครื่องพิมพ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

epson

Ecological ไม่ใช่แค่การพิมพ์ แต่คือแนวคิด

เครื่องพิมพ์ หรือ Printer ที่ใช้ในองค์กรปัจจุบันก็มีสองประเภทคือ InkJet หรือการพิมพ์แบบพ่นหมึก และ Laser ที่ใช้ความร้อน และผงหมึกในการพิมพ์ ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นไม่ใช่วิธีการพิมพ์แบบใหม่ แต่คือแนวคิดในการทำตลาดเครื่องพิมพ์ในระดับองค์กรของ Epson หลังจากนี้

สำหรับ Ecological ของ Epson นั้น หมายถึง การทำธุรกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยยังให้ประสิทธิภาพสูงสุดในแง่ธุรกิจ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดไปพร้อมกัน

epson

ดังนั้นการทำตลาดเครื่องพิมพ์ภายใต้แนวคิด Ecological ก็คือการคำนึงถึงการใช้พลังงาน หรือค่าไฟที่เกิดขึ้น อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการพิมพ์บนกระดาษแต่ละแผ่น และปริมาณวัสดุสิ้นเปลือง รวมถึงของเสียที่เกิดจากการพิมพ์ เช่นชิ้นส่วนสึกหรอ หรือหมึกพิมพ์ที่ใช้งาน

InkJet ที่เหมาะกับแนวคิด Ecological

ทาง Epson เองเลือกทำตลาดเครื่องพิมพ์แนวคิด Ecological ด้วยเครื่องพิมพ์แบบ InkJet และหากไล่ตั้งแต่เรื่องการใช้พลังงาน ตัวเครื่องพิมพ์ Epson แบบ InkJet จะใช้พลังงานน้อยกว่าเครื่องพิมพ์ Laser ถึง 85%* เนื่องจากไม่ต้องใช้ความร้อนสูงเหมือนกับเครื่องพิมพ์ Laser

epson

ขณะเดียวกันในมุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น เครื่องพิมพ์ InkJet ของ Epson ยังปล่อยก๊าซ CO2 น้อยกว่าเครื่องพิมพ์ Laser ถึง 85%** นอกจากนี้ เครื่องพิมพ์ InkJet ของ Epson ยังใช้ขั้นตอนเดียวในการพิมพ์คือพ่นหมึก ต่างกับเครื่องพิมพ์ Laser ที่มีถึง 6 ขั้นตอนกว่าจะพิมพ์ลงบนกระดาษ และถึงจะเป็นเครื่องพิมพ์ InkJet แต่หมึก DURABrite Pro Ink ก็กันน้ำ และไม่มีฝุ่นละอองจากผงหมึกเหมือนเครื่องพิมพ์แบบ Laser

ส่วนเรื่องปริมาณวัสดุสิ้นเปลือง รวมถึงของเสียที่เกิดจากการพิมพ์ เครื่องพิมพ์ InkJet ของ Epson ก็ตอบโจทย์ด้วยการใช้วัสดุสิ้นเปลืองที่น้อยกว่า*** ต่างกับเครื่องพิมพ์ Laser

epson

ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ไปกับ Epson

หากอธิบายการใช้งานเครื่องพิมพ์ InkJet ของ Epson ที่มีจุดเด่นเรื่อง Ecological จะได้ว่า เครื่องพิมพ์ InkJet นั้นลดการใช้พลังงานใช้กลไกที่เรียบง่ายทำให้วัสดุสิ้นเปลืองน้อยกว่า แต่ยังมีประสิทธิภาพสูงสามารถพิมพ์ได้สูงสุดถึง 100 หน้า/นาที

ทั้งนี้ตัวเลือกเครื่องพิมพ์ InkJet สำหรับการใช้งานธุรกิจของ Epson นั้นมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องพิมพ์ Multifunction ที่ใช้ช่องใส่กระดาษเพียงช่องเดียว ไล่ไปจนถึงเครื่องพิมพ์ที่ใช้งานแทนเครื่องถ่ายเอกสารขนาดใหญ่ มีช่องรองรับกระดาษได้หลายช่อง ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่ในรุ่น WorkForce ที่มีจุดเด่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในทุกธุรกิจ ทั้งในเรื่องฟังก์ชั่นการทำงาน ความคุ้มค่า ความสะดวกสบาย และที่สำคัญยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

epson

เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วเครื่องพิมพ์ InkJet ของ Epson จึงเป็น The Ecological Choice ของหลายองค์กรธุรกิจที่ต้องการติดอาวุธด้วยเครื่องพิมพ์ประสิทธิภาพสูง และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ดังนั้นหากองค์กรใดกำลังหาเครื่องพิมพ์ตัวใหม่อยู่แล้วล่ะก็ Epson คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่ขาดไม่ได้

สรุป

ปัจจุบันการทำธุรกิจโดยแสวงหาแต่กำไรเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ การใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคดึงมาเป็นเหตุผลในการพิจารณาซื้อสินค้าด้วยเช่นกัน เจ้าของธุรกิจควรเรียนรู้ และปรับตัว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งของผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมโลกไปพร้อมๆ กัน

หมายเหตุ

*ทำการทดสอบโดย Keypoint Intelligence-Buyers Lab ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเอปสัน ทดสอบโดยเปรียบเทียบจากเครื่องพิมพ์เลเซอร์สีแบบมัลติฟังก์ชั่นในรุ่น 65-70 หน้าต่อนาที และทำการทดสอบโดยใช้ค่าเริ่มต้นของอุปกรณ์ซึ่งใช้วิธีการทดสอบตามมาตรฐานการใช้พลังงานของ Keypoint Intelligence-Buyers Lab การคำนวณอ้างอิงจากวันทำงานของการพิมพ์ 2 x 4 ชั่วโมงการพิมพ์ + 16 ชั่วโมงในโหมดพักเครื่อง/สแตนด์บาย และการใช้พลังงานในวันเสาร์-อาทิตย์ 48 ชั่วโมงในโหมดพักเครื่อง/สแตนด์บาย รูปแบบการพิมพ์สำหรับการทดสอบงานทั้งหมด 69 หน้าทั้งไฟล์ .doc, .xls, .ppt, .html และ Outlook ถูกพิมพ์ 6 ครั้งในทุกๆ 4 ชั่วโมงของช่วงเวลาการพิมพ์

**การคำนวณค่าการปล่อยก๊าซ CO2 รายปี อ้างอิงจาก JEMAI-LCA Pro การคำนวณอัตราดูดซับก๊าซ CO2 ของต้นCedar อ้างอิงตามมาตรฐานของ Japan Factory Agency คือ CO2 8.8 กิโลกรัม ต่อต้นต่อปี

***ทำการทดสอบโดย Keypoint Intelligence-Buyers Lab ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเอปสัน ทดสอบเปรียบเทียบจากเครื่องพิมพ์เลเซอร์สีแบบมัลติฟังก์ชั่นในรุ่น 65-70 หน้าต่อนาที โดยการคำนวณอ้างอิงจากความถี่ในการเปลี่ยน และปริมาณของวัสดุสิ้นเปลือง รวมไปถึงชิ้นส่วนอะไหล่ที่ใช้ในการพิมพ์กระดาษ 1 ล้านแผ่น (รูปแบบการทดสอบ ISO/IEC 24712) ในระยะเวลา 5 ปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/epson-inkjet-ecological/

SME ไทยต้องสู้กับอะไรในปี 2020 บทสรุปจากงานเสวนารับมือการเปลี่ยนแปลงโดย SCB

SME ไทย กำลังอยู่ท่ามกลางความท้าทาย ทั้งเรื่องการแข่งขันจากทุกทิศ สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว การต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยี และต้องเรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างไปจากเดิม

จึงเกิดเป็นคำถามว่า SME ไทยต้องสู้กับอะไรบ้างในปี 2020?

ถ้าสรุปแบบคร่าวๆ ในเบื้องต้นอาจแบ่งได้ 3 ส่วนหลัก คือ เศรษฐกิจ, เทคโนโลยี และผู้บริโภค ซึ่งในงาน Coffee Talk Series ที่จัดโดย SCB ที่ Business Center สยามสแควร์ ซอย 2 ให้คำตอบใน 3 เรื่องนี้จาก 3 ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ดร.ยรรยง ไทยเจริญ จาก SCB EIC, อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ จาก BLOGNONE และ พุทธศักดิ์​ ตันติสุทธิเวท จาก WISESIGHT

เศรษฐกิจน่าห่วง SME ควรปรับตัวรับมือ

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ จาก SCB EIC บอกว่า เวลานี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง ทั้งเรื่องสงครามการค้า Trade War สหรัฐ-จีน, Brexit ของสหราชอาณาจักร, วิกฤตความขัดแย้งของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง, การประท้วงของฮ่องกง หรือ การทดลองนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ ส่งผลให้เศรษฐกิจของโลกน่าจะเข้าสู่สภาวะชะลอตัว

ขณะที่ปัจจัยลบในประเทศไทย พบว่า มีอัตราหนี้สินในครัวเรือนสูง ขณะที่รายได้ภาคการเกษตรลดต่ำลง แต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย หากดูจากสถิติการส่งออกของไทย ตลอดปี 2019 อยู่ในสภาพติดลบมาโดยตลอด

สำหรับ SME เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากสำหรับการปรับตัวและเตรียมรับมือ ยังมีเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี มีระบบ Automation, AI เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกระทบกับการจ้างงาน และรายได้ของลูกจ้าง ส่งผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค

ส่วนการแข่งขันนั้น SME ต้องเจอกับ Digitization โดยเฉพาะผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศที่มีเงินทุนมหาศาล สามารถปรับตัวได้ดีกว่า ทำให้ในปี 2020 จะเป็นปีที่หนักหน่วง และต้องดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ

ตัวเลขการส่งออกไทย

อย่างไรก็ตาม ดร.ยรรยง บอกว่า ยังมีปัจจัยเสริมที่ดีอยู่เช่นกัน เช่น ไทยยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี แตกต่างจากวิกฤตปี 40 ต้มยำกุ้ง ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่าจะไม่เกิดวิกฤตซ้ำรอย รวมถึงนโยบายทางการเงินของประเทศ โดยปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5% ยังไม่มีการปรับลด ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาต่ำสุดอยู่ที่ 1.25%

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการเมกะโปรเจค โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการลงทุน EEC และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ

เงินบาทแข็งค่า

เทคโนโลยี กับ การปรับตัวของ SME

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ จาก BLOGNONE บอกว่า สิ่งแรกตอนตื่นนอนและสิ่งงสุดท้ายก่อนเข้านอน คนส่วนใหญ่จะหยิบมือถือขึ้นมา และแอพพลิเคชั่นส่วนใหญ่ที่มีการใช้งาน ไม่ใช่แอพจากไทยเลย แต่มาจากอเมริกา, ญี่ปุ่น, เกาหลี หรือ จีนทั้งนั้น เช่น Facebook, LINE, Instagram, Google หรือ YouTube

นี่คือสิ่งงที่แสดงว่า ไทย ไม่สามารถต่อต้านคลื่นเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามาจากต่างประเทศได้ ซึ่งรวมถึงบริการต่างๆ จากต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทย เช่น Lazada, Shopee, JD Central ที่เป็นกลุ่มทุนจากจีน หรือ Grab, GET, Kerry Express ก็มาจากต่างประเทศด้วย

เวลานี้ พรมแดนสุดท้ายของบริการที่ไทยยังรักษาไว้ได้ คือบริการธนาคาร ซึ่ง SCB เป็นหนึ่งในธนาคารที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กระโดดเข้ามาพัฒนาบริการจนมีลูกค้าอยู่หลายล้านรายในปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคู่แข่ง เช่น Alipay, Rabbit LINE Pay ก็มีให้บริการอยู่เช่นเดียวกัน

หากเปรียบเทียบแล้ว เหมือนกับอดีตสมัยยุคซามูไรในประเทศญี่ปุ่น ที่ชาติตะวันตกนำเรือดำน้ำมาปิดน่านน้ำ ญี่ปุ่นสมัยนั้นเลือกที่จะพัฒนาระบบทหารเรือ ต่อเรือเอง เพื่อให้ทัดเทียมกับชาติตะวันตก จนในที่สุดกองทัพเรือญี่ปุ่น สามารถเอาชนะและยิ่งใหญ่ได้

สำหรับประเทศไทย ธุรกิจ SME ที่อ่านเกม ปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น JIB ร้านขายสินค้าไอที ที่แต่เดิมเปิดหน้าร้านหลายสาขาทั่วประเทศ​ เริ่มทำระบบขายสินค้าออนไลน์ และพัฒนาการจัดส่งด้วยตัวเอง จนสามารถส่งในเขตกรุงเทพได้ตลอด 24 ชั่วโมง และยังมีส่งด่วนภายใน 2-3 ชั่วโมงด้วย

หรือในธุรกิจก่อสร้าง ที่แต่เดิมมีขายเฉพาะหน้าร้าน มีร้าน One Stock Home ได้เริ่มต้นพัฒนาเว็บไซต์ และทำระบบขายสินค้าออนไลน์ เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ปรับตัว จนสามารถรบออเดอร์จากลูกค้าในหลากหลายจังหวัด คำถามที่ SME ไทยต้องถามตัวเองคือ โลกไปไกลขนาดไหนแล้ว และจะปรับตัวอย่างไรให้ทันโลก

เข้าใจผู้บริโภค เข้าใจการทำตลาด

พุทธศักดิ์​ ตันติสุทธิเวท จาก WISESIGHT บอกว่า การทำตลาดในยุคปัจจุบันแตกต่างไปจากเดิม เครื่องมือสำคัญที่ต้องมี ประกอบด้วย Data, Insight, Personalized, Experience และ Be Real

4 ส่วนแรกเกี่ยวข้องกับ “ข้อมูล” ทั้งหมด คือ ต้องมีข้อมูล ต้องวิเคราะห์หาความต้องการที่แท้จริง ต้องเข้าใจความต้องการนั้น และต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เกิดขึ้น ทำให้รู้ว่าผู้บริโภค คิดอะไร และ ทำอะไร นำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ

SME หลายรายรู้ว่า ผู้บริโภคทำอะไร แต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์

SCB Business Center สยามสแควร์ ธนาคารทดลองบริการ 24 ชั่วโมง ครั้งแรกในไทย

อภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ของ SCB บอกว่า SCB มีพื้นที่ของธนาคารในหลายๆ สาขา ที่สามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้น โดยครั้งนี้ใช้สาขาสยามสแควร์ ซอย 2 พัฒนาเป็น Business Center เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ 24 ชั่วโมงเป็นแห่งแรก

“แนวคิดคือ เวลาปกติ SME ก็ทำงาน ไม่สะดวกมาใช้บริการธนาคาร ดังนั้นจึงเกิดเป็น Business Center ที่ให้บริการ 24 ชั่วโมง ไม่ว่า SME จะมาเวลาไหน SCB สแตนด์บายพร้อมให้บริการเสมอ”

นอกจากนี้ การร่วมมือกับ Class Café พัฒนาเป็นพื้นที่ Co-Working Space ภายใต้ชื่อ CLASS.SCB มีกาแฟให้บริการมานั่งทำงานได้ รวมถึงพันธมิตรชั้นนำอื่นๆ มาพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านธุรกิจ เพื่อให้ Business Center เป็น One Stop Service มาที่เดียวมีครบทุกอย่าง เพื่อให้ SME เลือกใช้ SCB เป็นธนาคารหลัก

สำหรับลูกค้าของ SCB สามารถติดตามข่าวสารจาก SCB Business Center เพื่อเข้าร่วมงานเสวนาให้ความรู้ หรือมาเพื่อใช้บริการธุรกรรมต่างๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/sme-fighto-2020-scb-business-center/

SCB ABACUS จับมือไปรษณีย์ไทย ให้ลูกค้า COD เข้าถึง “สินเชื่อแม่มณีศรีออนไลน์”

เอสซีบี อบาคัส ผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจและผู้ให้บริการสินเชื่อออนไลน์รายแรกในประเทศไทย ผนึกกำลัง ธนาคารไทยพาณิชย์ จับมือ ไปรษณีย์ไทย เปิดตัวแพลตฟอร์ม “สินเชื่อแม่มณีศรีออนไลน์” ด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อพิจารณาสินเชื่อออนไลน์แก่ธุรกิจรายย่อยที่ใช้บริการส่งด่วน EMS แบบเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery: COD) ผ่านแอปพลิเคชัน Wallet@POST ของไปรษณีย์ไทย ชูจุดเด่นเรื่องความสะดวกในการยื่นขอสินเชื่อออนไลน์ พร้อมทราบผลการอนุมัติทันที โดยไม่ต้องส่งเอกสารเพิ่มเติม เพื่อสนองต่อความต้องการที่รวดเร็วของผู้ประกอบการ SME ยุคดิจิทัล

สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด กล่าวว่า เอสซีบี อบาคัส ได้พัฒนาบริการ ‘สินเชื่อแม่มณีศรีออนไลน์’ ขึ้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเสริมสภาพคล่องทางการเงินและสร้างโอกาสในการทำธุรกิจ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning มาใช้ในการวิเคราะห์และพิจารณาวงเงินสินเชื่อให้ตรงกับความต้องการเฉพาะเป็นรายบุคคล ทั้งด้านวงเงินและระยะเวลาการกู้ยืมที่เหมาะสม โดยไม่ต้องส่งเอกสารเพิ่มเติม พร้อมทราบผลการอนุมัติทันที รับเงินใน 24 ชม. ซึ่งจะทำให้การยื่นขอสินเชื่อและการพิจารณาอนุมัติเป็นไปอย่างสะดวก อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลา และขั้นตอนในการขอสินเชื่อทำให้ผู้ประกอบการขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วทันต่อการแข่งขันในยุคที่ธุรกิจกำลังก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลในปัจจุบัน

บริการสินเชื่อแม่มณีศรีออนไลน์ของ เอสซีบี อบาคัส เปิดตัวให้บริการมานับตั้งแต่กลางปี 2561 ปัจจุบันมีพันธมิตรที่เป็นแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลที่หลากหลาย นับตั้งแต่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและออนไลน์มาร์เก็ตเพลสรายใหญ่ ไปจนถึงแพลตฟอร์มด้านไลฟ์สไตล์และแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ชั้นนำ ทั้งนี้ เพื่อให้บริการสินเชื่อแม่มณีศรีออนไลน์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

ล่าสุดเอสซีบี อบาคัส ได้ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ และไปรษณีย์ไทยซึ่งเป็นหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านการส่งที่เป็นที่นิยมอันดับหนึ่งในกลุ่ม SME เพื่อนำเสนอบริการสินเชื่อออนไลน์ที่ทันสมัยด้วยระบบ AI ให้แก่ผู้ประกอบการที่ใช้วิธีการจัดส่งพัสดุแบบเก็บเงินปลายทาง (COD) ของไปรษณีย์ไทย ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งการใช้ประโยชน์ของ AI เพื่อสร้างความเจริญเติบโตของธุรกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกันก็เป็นการตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำของเอสซีบี อบาคัส ในฐานะผู้บุกเบิกแพลตฟอร์มสินเชื่อออนไลน์ (Digital Lending) รายแรกของไทย และสะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นของ เอสซีบี อบาคัส ที่จะเป็นแรงผลักดันที่ช่วยสนับสนุนภาคธุรกิจก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน

อรรัตน์ ชุติมิต รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Retail and Business Banking ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์มองเห็นความสำคัญของกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายย่อยในประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดด โดยที่ผ่านมาเราได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการและโซลูชั่นมากมายเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับลูกค้ากลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในบริการที่เรามีความภาคภูมิใจคือการร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยให้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) สำหรับผู้ใช้บริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ในประเทศ ผ่านแอปพลิเคชัน Wallet@POST เพื่อตอบสนองผู้ใช้บริการของไปรษณีย์ไทยในด้านธุรกรรมทางการเงินให้สามารถ “เติม โอน ถอน จ่าย…ง่ายแค่ปลายนิ้ว” โดยธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารหลักในการเชื่อมแอปพลิเคชัน Wallet@POST ไปยังบัญชีธนาคารของลูกค้า ทำให้สามารถโอนเงินจาก Wallet@POST เข้าบัญชี SCB ได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม” 

จากการให้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) มาตั้งแต่เดือนมกราคม ทำให้เราได้มองเห็น Pain Point ของผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ต้องเผชิญกับปัญหาในการขยายธุรกิจเพราะขาดสภาพคล่องด้านเงินทุน จึงได้ผนึกความแข็งแกร่งกับ เอสซีบี อบาคัส บริษัทในเครือฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ และการพัฒนาแพลตฟอร์มสินเชื่อออนไลน์ (Digital Lending) ผ่านเทคโนโลยี AI ในการนำ ‘สินเชื่อแม่มณีศรีออนไลน์’ มาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อลดช่องว่างและข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับลูกค้าที่ใช้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ของไปรษณีย์ไทย ด้วยวิธีการที่สะดวก ง่าย รวดเร็ว สามารถอนุมัติได้ทันกับความต้องการในการใช้งานเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างทันท่วงทีผ่านช่องทางออนไลน์” 

สมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ทุกวันนี้ ทั้งธุรกิจอีคอมเมิร์ซและผู้ประกอบการ SME ได้กลายมาเป็นตลาดกลุ่มใหญ่ของไปรษณีย์ไทย เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาบริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) สำหรับผู้ใช้บริการส่งด่วน EMS ในประเทศ ผ่านแอปพลิเคชัน Wallet@POST ซึ่งปัจจุบันมีฐานผู้ใช้งานกว่า 120,000 ราย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บเงินแก่ผู้ขายและการชำระเงินแก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งใช้บริการ COD ของไปรษณีย์ไทยให้ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับหมุนเวียนในธุรกิจได้โดยสะดวก

“การเปิดบริการสินเชื่อออนไลน์สำหรับผู้ใช้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ในวันนี้ จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไปรษณีย์ไทยในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าธุรกิจได้มากขึ้น อีกทั้งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ไปรษณีย์ไทยในปัจจุบัน เราเชื่อว่าบริการสินเชื่อแม่มณีศรีออนไลน์ที่ไปรษณีย์ไทยร่วมมือพัฒนากับเอสซีบี อบาคัส จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างธุรกิจกับแหล่งเงินทุนที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อยยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี”

เอสซีบี อบาคัส เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อออนไลน์รายแรกในประเทศไทยภายใต้ชื่อแม่มณีศรีออนไลน์ โดยเริ่มให้บริการมาแล้วกว่า 1 ปี นับตั้งแต่กลางปี 2561 ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ร่วมเป็นพันธมิตร ได้แก่ ธุรกิจ
อีคอมเมิร์ซและออนไลน์มาร์เก็ตเพลสยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon และ ผู้นำธุรกิจอีคอมเมิร์ซและออนไลน์มาร์เก็ตเพลสในประเทศไทยอย่าง Lazada ตลอดจนแพลตฟอร์มบริหารร้านค้าออนไลน์อย่าง LnwShop (เทพช็อป) แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ด้านอาหารชื่อดังอย่าง Wongnai รวมถึงแหล่งรวมฟรีแลนซ์คุณภาพอันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่าง Fastwork โดย

บริการสินเชื่อแม่มณีศรีออนไลน์พร้อมขยายขอบเขตการให้บริการไปยังธุรกิจรายย่อยที่ใช้บริการ COD ผ่านแอปพลิเคชั่น Wallet@POST ของไปรษณีย์ไทยผ่านเว็บไซต์แม่มณีศรีออนไลน์ http://clickcash.scb.co.th/ แล้ววันนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-abacus-post-cod/

สายเที่ยวเฮ! KBank เปิดตัวบัตรเดบิต JOURNEY จะแลกเงินหรือรูดต่างประเทศ ก็ได้เรทถูกจนโลกต้องจำ

ปรากฎการณ์ “ทุบสถิติ เรทถูก โลกต้องจำ” ทำให้การเปิดตัวบัตรเดบิต JOURNEY กสิกรไทย สร้างความฮือฮาในตลาดอย่างมาก เพราะแค่มีบัตรนี้ก็แลกเงินที่บูธแลกเงินหรือสาขาธนาคารกสิกรไทย หรือจะรูดจ่ายเงินในต่างประเทศก็ได้เรทถูกสุดๆ ชนทุกธนาคารและร้าน

ยกระดับการท่องเที่ยวไปอีกขั้น

ปลายปีแบบนี้หลายคนก็คงอยากไปท่องเที่ยวต่างประเทศเพื่อผ่อนคลายจากการทำงานมากว่า 300 วัน แต่การไปเที่ยวต่างประเทศทั้งที การแลกเงินตราต่างประเทศเพื่อไปใช้จ่ายก็สำคัญ ดังนั้นลองมารู้จักจุดเด่นของบัตรเดบิต JOURNEY ที่ KBank ส่งออกมาตอบโจทย์เรื่องนี้กันดีกว่า

JOURNEY เป็นบัตรเดบิตที่สามารถใช้งานได้ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ โดยการใช้งานในต่างประเทศนั้นจะได้รับอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินท้องถิ่นที่ถูกเป็นพิเศษ ใกล้เคียง หรือต่ำกว่าธนาคารอื่นๆ และร้านแลกเงิน แถมยังไม่มีค่าชาร์จความเสี่ยงการเปลงสกุลเงินตราต่างประเทศที่ 2.5% ด้วย นอกจากนี้ยังใช้ง่าย ไม่ยุ่งยาก กับการเติมเงินและแลกเงินผ่านแอปพลิเคชัน ตัวยอดเงินที่รูดจะคิดเป็นอัตราถูกที่สุดที่ธนาคารกสิกรไทยกำหนดไว้ในวันนั้นๆ ทันที และไม่ต้องห่วงว่าจะชำระสกุลใดไม่ได้ เพราะรองรับทุกสกุลเงินทั่วโลก

อยากแลกเงินไว้ก่อนก็ทำได้เพียงโชว์บัตร

สำหรับคนที่ต้องการแลกเงินสดเป็นสกุลเงินต่างประเทศก่อนออกเดินทาง KBank ก็เข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี จึงให้เรทถูกสุดๆ สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ด้วย แค่แสดงบัตร JOURNEY ที่สาขาของธนาคารกสิกรไทย และจุดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ก็แลกเงินตราต่างประเทศในอัตราถูกพิเศษของวันนั้นๆ ได้เช่นกัน

นอกจากนี้บัตร JOURNEY ยังมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น สิทธิ์ใช้ Miracle Lounge ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง 3 สิทธิ์/ปีปฏิทิน 2562 และ 2563 (พิเศษเฉพาะลูกค้าที่สมัครภายในปี 2562) สำหรับผู้โดยสายขาออกต่างประเทศ ไม่จำกัดสายการบิน

ทั้งได้ส่วนลด 100 บาทเมื่อใช้บริการ Grab ไป-กลับสนามบิน 2 ครั้ง/ผู้ใช้ (วันนี้-31 ธ.ค. 62), ประกันการเดินทางต่างประเทศสูงสุด 10 วัน ความคุ้มครองสูงสุด 1.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตร JOURNEY ที่เป็นบัตรเดบิต VISA Platinum และรับฟรี SIM GO INTER (ASIA-Australia-USA) จำนวน 6GB นาน 10 วัน จาก dtac มูลค่า 399 บาท (เฉพาะผู้ที่สมัครบัตรภายใน 31 ธ.ค. 62 โดยลูกค้าสามารถกดรหัสเพื่อรับสิทธิ์ได้ หลังสมัครบัตรอย่างน้อย 3 วันทำการ และรับ SIM ได้ที่ dtac hall ถึง 31 มี.ค. 63) ข้อมูลเพิ่มเติม http://bit.ly/2m1T7TG

ที่สำคัญถ้าใช้บัตรเดบิต JOURNEY จองโรงแรมผ่าน Agoda และ Expedia จะได้ส่วนลด 5% และ 8% ตามลำดับด้วย เรียกว่าครอบคลุมทุกความต้องการในการไปเที่ยวต่างประเทศหนึ่งครั้งได้เป็นอย่างดี และหากใครไปบ่อยๆ ก็คงจะคุ้มไม่น้อย

สมัครได้ง่ายผ่าน K PLUS

ทั้งนี้การสมัครบัตรเดบิต JOURNEY ลูกค้าปัจจุบันสามารถทำได้ที่สาขาธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศ แต่ถ้าไม่สะดวกไปก็ทำได้ง่ายๆ ผ่าน K PLUS ซึ่งลูกค้าจะได้รับบัตรภายใน 7 วันทำการ และมีการพิมพ์ชื่อบนบัตรด้วย แต่ถ้าใครยังไม่มีบัญชีกับธนาคารกสิกรไทย ก็สามารถเปิดบัญชีได้แค่โหลด K PLUS กรอกข้อมูล แล้วไปยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนที่จุด K CHECK ID ทั่วประเทศ 

บัตรเดบิต JOURNEY มีค่าธรรมเนียมออกบัตร 700 บาท และยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีปีแรก จากปกติ 550 บาท/ปีทาง ธนาคารตั้งเป้ายอดสมัครบัตรเดบิต JOURNEY ที่ 300,000 ใบภายใน 1 ปี มูลค่าการใช้จ่าย 6,000 ล้านบาท 

สรุป

เป็นการเดินหน้ารุกตลาดบัตรสำหรับใช้จ่ายในต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย เพราะด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูก และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ไม่ต้องเติมเงินเข้าบัตร เพราะขอแค่มีเงินในบัญชีก็สามารถใช้จ่ายต่างประเทศด้วยอัตราแลกเปลี่ยนถูกพิเศษได้ทันที และยังมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ จัดเต็มให้ตั้งแต่เริ่มเดินทางจนจบทริป เรียกได้ว่าคิดมาแล้วจาก insight ของนักเดินทาง ดังนั้นต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีคู่แข่งรายอื่นส่งบัตรแบบนี้ออกมาอีกหรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-journey-debit-card/