คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

เรื่องเล่า “ความลับของฟ้า” จาก ธนา เธียรอัจฉริยะ

บทความโดย อานนทวงศ์​ มฤคพิทักษ์ Head of People ของ Wongnai

ที่ Wongnai เราจะมีกิจกรรม Wongnai WeShare เดือนละสองครั้งเพื่อเชิญคนเจ๋งๆ จากหลากหลายวงการมาเปิดโลกทัศน์ให้กับพนักงานของเรา

วันศุกร์ที่ผ่านมา เราได้พี่โจ้ธนา เธียรอัจริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ มาเล่าประสบการณ์ให้เราฟัง

สนุกมาก ได้ประโยชน์มาก ขอคัดสรรบางส่วนมาไว้ตรงนี้เพื่อส่วนรวมครับ

—–

ความลับของฟ้า

ปีนี้พี่โจ้อายุ 51 แล้ว ผ่านอะไรมาเยอะ เลยอยากทำหน้าที่คล้ายๆ Wongnai ว่าที่ไปกินมา ร้านไหนอร่อย ร้านไหนไม่อร่อย แล้วมาเล่าให้ฟัง จะได้ไม่ต้องเลี้ยวผิด ไม่ต้องไปเจออาหารที่ไม่อร่อย

พี่โจ้เรียกสิ่งที่เขาจะบอกเราว่าเป็นความลับของฟ้า

—–

ยิ่งออกกำลัง ยิ่งได้กลับ

ตอนอายุ 37 ปี สมัยอยู่ DTAC  พี่โจ้เคยน้ำหนักเกือบ 100 กิโล กินอาหารแบบอชีวจิตผักไม่กิน กินบุฟเฟ่ต์ฟัวกราส์คราวละ 30-40 ชิ้น

เย็นวันหนึ่งระหว่างกินบุฟเฟ่ต์ฟัวกราส์ พี่โจ้รู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดปกติ ต้องขับรถไปโรงพยาบาล นอน CCU ไป 1 คืน

เป็นคืนที่แย่ที่สุดในชีวิต และเป็นคืนที่ดีที่สุดในชีวิตด้วย เพราะวิกฤติมาสะกิดเตือนเราเบาๆ ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว

หลังจากนั้นพี่โจ้จึงเริ่มกินผัก และเริ่มวิ่งเป็นประจำ วันแรกๆ วิ่งได้แค่ 400 เมตร ตอนนี้สามารถวิ่งได้ 10 กิโลเมตรสบายๆ พี่โจ้แคปหน้าจอแอปวิ่งให้เห็นว่า พี่โจ้วิ่งครบ 10,000 กิโลเมตรไปเรียบร้อยแล้ว

พี่โจ้รู้สึกขอบคุณที่ได้เข้า CCU ตั้งแต่ตอนอายุ 37 เพราะถ้าตอนนั้นยังไม่เปลี่ยน แล้วมาป่วยตอนอายุ 51 ปีน่าจะรอดยาก

นอกจากวิ่งแล้ว พี่โจ้ยังเข้าโรงยิม ได้คุยกับพี่ปัญจะที่อายุ 75 ปีแล้วแต่ยกเวทได้มากกว่าพี่โจ้อีก พี่ปัญจะยังดูสมาร์ท ยังดูแข็งแรงมาก

ยิ่งทำอะไรที่เราได้ต้านแรงโน้มถ่วง เราจะยิ่งได้กำลังกลับไปมากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งไม่รู้ ยิ่งรู้

SCB เปลี่ยนไปเยอะมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

การจะเปลี่ยนองค์กรที่อยู่มา 110 ปี พนักงาน 26,000 คน ไม่ใช่เรื่องง่าย

ความรู้สำคัญที่สุดของ SCB คืออะไร?

เมื่อพี่โจ้ได้เข้ามาทำงานที่ SCB และตั้งกองทุน fintech แรกของเมืองไทย จึงเข้าไปขอคำปรึกษาผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งคร่ำหวอดในวงการมาช้านาน

แล้วผู้ใหญ่ท่านนั้นก็ได้กล่าวประโยคหนึ่งที่ทำให้พี่โจ้ตระหนักว่า SCB จะเปลี่ยนไปตลอดกาล

ประโยคนั้นคือผมไม่รู้

ขนาดคนที่เก่งที่สุดยังยอมรับว่าตัวเองไม่รู้

เมื่อยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ ความรู้จึงไหลเข้ามา SCB จึงเปลี่ยนไปอย่างที่เห็น

เพราะคนที่คิดว่าตัวเองรู้เยอะแล้วมักเรียนรู้เพิ่มไม่ได้

และคนที่จะเก่งได้ในยุคนี้ คือคนที่มี ability to learn คนที่เป็นน้ำไม่เต็มแก้วอยู่เสมอ

—–

ยิ่งไม่รู้ ยิ่งไม่กลัว

David & Goliath เป็นตำนานการต่อสู้ที่อยู่ในพระคัมภีร์ของศาสนายิว

สมัยนั้นเวลาจะรบกัน กองทัพสองฝั่งจะส่งทหารที่เก่งที่สุดออกมา หากใครชนะก็ถือว่าฝ่ายนั้นชนะไปเลย จะได้ไม่ต้องสู้รบกันให้เสียไพร่พล

ฝั่งของ Philistine ส่งนักรบที่ชื่อว่า Goliath ออกมา โกไลแอทตัวสูงใหญ่ราวสองเมตร น่าเกรงขามมาก

อีกฝั่งซึ่งเป็นกองทัพของชาวยิวไม่มีใครกล้าออกมาสู้ สุดท้ายมีเด็กเลี้ยงแกะชื่อ David เสนอตัว

ถ้าจะให้นิยามด้วยศัพท์สมัยนี้ เดวิดคือเด็กแว้นที่ไม่ได้สำเหนียกถึงความน่ากลัวของโกไลแอท

แถมเดวิดยังไม่รู้ด้วยว่าธรรมเนียมการสู้แบบส่งตัวแทนออกมานั้น คือการสู้แบบประชิดตัว

เพราะเดวิดไม่รู้ธรรมเนียมข้อนี้ จึงใช้ห่วงเชือก (sling) ยิงก้อนหินไปที่หัวของโกไลแอท

ฝ่ายโกไลแอทเองก็นึกไม่ถึงว่าเดวิดจะใช้ไม้นี้ เลยไม่ทันระวังตัว โดนก้อนหินเข้าที่หัวอย่างจังจนสลบและล้มลง เดวิดจึงรีบเข้าไปตัดคอทันที

เด็กแว้นเดวิดจึงได้กลายเป็นวีรบุรุษ และขึ้นเป็นกษัตริย์ของชาวยิว

—–

อีกหนึ่งตัวอย่างคือเรื่องของ Cliff Young ชายวัยเกษียณที่ลงแข่ง Ultra Marathon

งานนี้โหดสุดๆ เพราะต้องวิ่งจาก Sydney ไป Melbourne รวมระยะทาง 875 กิโลเมตร

Young ไม่เคยลงแข่งงาน Ultramarathon มาก่อน เคยแต่วิ่งต้อนแกะที่ฟาร์มมาเป็นสิบปี วันที่เขาลงแข่ง Young มีอายุ 61 ปี ทีมหมอและพยาบาลต่างจับตาดู กลัวลุง Young จะหัวใจวายระหว่างแข่ง

วันแรกๆ Young วิ่งรั้งท้าย มีรถพยาบาลคอยวิ่งตาม แต่ยิ่งคืนวันผ่านไปอันดับของเขากลับดีขึ้นเรื่อยๆ

แล้วก็เกิดเรื่องเหลือเชื่อ เมื่อ Young เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งด้วยเวลา 5 วัน 15 ชั่วโมง ทำลายสถิติเก่าลงอย่างราบคาบ คนที่ได้ที่สองช้ากว่าหนึ่งวันเต็มๆ

เรื่องมาถึงบางอ้อเมื่อ Young ให้สัมภาษณ์ ว่าเขาไม่รู้ว่ารายการนี้อนุญาตให้นอนพักได้ ก็เลยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวิ่ง ทุกวันจะแอบงีบแค่ 2-3 ชั่วโมงก่อนจะลุกขึ้นมาวิ่งต่อ

ปีถัดมา Cliff Young ก็ลงแข่งอีก แต่ไม่ชนะแล้ว เพราะ Young รู้เสียแล้วว่านอนได้

ภาพจาก Shutterstock

ยิ่งไม่มีประสบการณ์ ยิ่งแตกต่าง

หนังของ Marvel ยุคแรกๆ แพ้หนังของค่าย DC อย่างไม่เห็นฝุ่น ทำหนังห่วยๆ อย่าง Dare Devil ที่ได้เรตติ้งเพียง 5 เต็ม 10 ในเว็บ IMDB.com

แต่มายุคหลัง หนังของ Marvel กลับดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา

เคล็ดลับคือ Marvel เอาผู้กำกับหนังที่ไม่เคยทำหนัง Action มาก่อนมากำกับ

เอาผู้กำกับหนังผี หนังโรแมนติก มาทำหนังของ Marvel

หนังสุดดราม่าอย่าง Joker ก็ใช้บริการ ของ Todd Philiips ที่ทำหนังตลกโปกฮาอย่าง The Hangover มาหลายภาค

—–

เด็กผู้ชายทุกคนที่อายุเกิน 30 ย่อมรู้จักการ์ตูนเรื่องซึบาสะ เจ้าหนูสิงห์นักเตะ

นักเตะดังๆ อย่าง Ronaldo Messi Iguain ล้วนมีซึบาสะเป็นแรงบันดาลใจ

ในซึบาสะมีท่าพิสดารมากมาย เช่นท่ายิงประตูพร้อมกันสองคนจนลูกพุ่งแบบส่ายไปส่ายมาเข้าประตูตาข่ายขาด

แต่รู้มั้ยครับว่าอาจารย์โยอิจิ ทะกะฮะชิ ผู้เขียนซึบาสะนั้นเตะบอลไม่เป็น!

ถ้าเตะบอลเป็นคงไม่กล้าคิดท่าประหลาดๆ อย่างลูกชู้ตที่ใช้สองคนยิงพร้อมกัน เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

เมื่อไม่มีประสบการณ์ จึงไม่มีข้อจำกัด จึงไม่รู้ว่าอะไรเป็นไปไม่ได้ จึงเป็นไปได้

ยิ่งไม่มี ยิ่งสร้างสรรค์

ยิ่งเงินน้อย ยิ่งเวลาน้อย ยิ่งโคตรสร้างสรรค์

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว AIS และ Orange กำลังรุกตลาดโทรศัพท์แบบเติมเงินในต่างจังหวัด ทั้งสองค่ายงบเยอะมาก ส่วน DTAC งบน้อยกว่ากันเยอะ

ตอนแรกดีแทคก็คิดแบบคนรวย เรียกเอเจนซี่มาคุย เอเจนซี่เสนอให้จัดคอนเสิร์ต เพราะแบรนด์ใหญ่ๆ เค้าทำกันทั้งนั้น ในคอนเสิร์ตจะมีป้ายโลโก้เล็กๆ ของเราแปะอยู่ แล้วก็ให้ศิลปินกล่าวขอบคุณบนเวที

ถามว่าจัดคอนเสิร์ตหนึ่งครั้งใช้เงินเท่าไหร่ เอเจนซี่บอกว่า 500,000 ถึง 1,000,000 บาท

ถ้าดีแทคมีเงินก็คงทำไปแล้วเหมือนกัน แต่บังเอิญไม่มีเลยต้องหาทางอื่น

พี่โจ้กลับมาถามตัวเองว่าถ้าอยากให้คนต่างจังหวัดรู้จักแบรนด์ของเราต้องทำยังไง มีกิจกรรมอะไรบ้างที่คนต่างจังหวัดมักจะไปรวมตัวกัน

งิ้วหรือลิเกคงไม่เวิร์คแน่ๆ เพราะมีแต่ป้าแก่ๆ กับหมา

แล้วก็ได้ไอเดียว่าหนังกลางแปลงไง คนมากันเยอะ แต่จะเริ่มยังไงดี

พี่โจ้เลยโทรหาพ่อ (พี่โจ้บอกว่า ถ้าเราคิดอะไรไม่ออก ให้โทรหาพ่อ) พ่อขายอะไหล่ แต่มีเพื่อนเป็นสายหนัง พอติดต่อกับสายหนัง เขาก็รู้จักคนทำหนังกลางแปลง เก็บค่าตั๋ว 20 บาท สถานที่ฟรีหมด คนดูหลายพันคน น้อยกว่าคอนเสิร์ตครึ่งนึง

ดีแทคก็เลยตัดสินใจพาแบรนด์ Happy ของ DTAC ไปฉายหนังกลางแปลงทั่วประเทศ ข้อดีคือไม่ต้องจ่ายค่าเช่าสถานที่ ฉายหนังโฆษณาตอนต้นเรื่องก็ได้ ฉายหนังไปครึ่งเรื่องฉายโฆษณาอีกทีก็ยังได้เพราะคนดูไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว

จัดคอนเสิร์ตต้องจ่ายครั้งละ 1,000,000 บาท จัดหนังกลางแปลงจ่ายแค่ครั้งละ 40,000 บาท

ภายในหนึ่งปีดีแทคจัดหนังกลางแปลงไป 700 ครั้ง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทะลุทะลวงกว่าการจัดคอนเสิร์ตมากมายนัก

ขอบคุณภาพจาก FB โน้ต อุดม แต้พานิช FC

ยิ่งล้มเหลว ยิ่งสำเร็จ

ทุกๆ คนที่ทำอาชีพนี้จะต้องเรียนรู้
ที่จะเล่าอะไรแล้วแป้กก่อน
เพราะมันจะเป็นวัคซีนคุ้มกัน
ควรจะหาเวลาไปแป้กบ่อยๆ
อุดม แต้พานิช

ก่อนพี่โน้ตจะขึ้นเวทีเดี่ยวไมโครโฟนแต่ละครั้ง เขาจะตระเวนไปตามโรงเรียนก่อน

ไม่ใช่เพื่อสร้างกระแส แต่เพื่อทดลองมุกใหม่ๆ ของเขา

ลองกับกลุ่มคนเล็กๆ ความเสี่ยงต่ำ มุกไหนแป้กก็ทิ้งไป มุกไหนเวิร์คก็เก็บไว้ใช้ในเดี่ยวฯ

ยิ่งแป้กบ่อยแค่ไหน มุกยิ่งตรงเป้ามากขึ้นเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้โน้ตอุดมยืนระยะมาได้ยาวนานขนาดนี้

—–

ปี 2008 สมจิต จงจอหอ เป็นวีรบุรษเหรียญทองโอลิมปิกในวัย 32 ปี ซึ่งเป็นวัยที่แก่ที่สุดที่จะต่อยมวยบนเวทีระดับนี้ได้

สมจิตให้สัมภาษณ์ว่าเขามีจุดเปลี่ยนในชีวิต 3 ครั้ง

สมจิตเคยเป็นนักมวยไทยที่เก่งมาก แต่มีไฟท์นึงที่โดนชกจนกรามหัก นักมวยส่วนใหญ่จะเลิก เพราะถ้าชกไปก็จะเป็นนักมวยคางเปราะโดนน็อคได้โดยง่าย

แต่สมจิตไม่เลิก เขาจึงต้องหาวิธีที่จะชกโดยไม่โดนต่อยกราม เลยต้องฝึกสายตาให้เฉียบคม หลบหมัดได้ว่องไว

จุดเปลี่ยนที่สองคือคือสมจิตชกแล้วไหล่หลุด ธรรมดาคนอื่นจะเลิก เพราะจากนี้ไปจะน็อคคนอื่นได้ยากแล้ว

แต่สมจิตไม่เลิก เปลี่ยนจากชกมวยไทยมาชกมวยสากล เปลี่ยนจากชกแบบ fighter ที่มุ่งน็อคคู่ต่อสู้มาชกแบบ boxer เพื่อประคองตัวและเก็บคะแนน

จุดเปลี่ยนที่สามคือตอนอายุ 28 ได้ไปโอลิมปิค นี่คือช่วงพีคสุดของอาชีพนักมวย สมจิตมั่นใจ สื่อต่างๆ ก็มั่นใจว่าสมจิตน่าจะได้เหรียญกลับมา แต่ปรากฏว่าเขาแพ้ตั้งแต่รอบกลางๆ

สมจิตกลับมาเมืองไทยได้ไปออกทีวีนั่งแถวหลังเป็นตัวประกอบ (แถวหน้าคือคนได้เหรียญ) มีแต่คนบอกว่าแขวนนวมเถอะ เพราะกว่าจะถึงโอลิมปิกหน้าก็แก่เกินไปแล้ว

แต่สมจิตไม่เลิก ก่อนไปโอลิมปิกในปี 2008 ไม่มีใครมาสัมภาษณ์ ไม่มีใครคาดหวัง มีแต่คนดูถูก สมจิตจึงมีสมาธิในการซ้อมหนักโดยไม่มีอะไรกวนใจ

ด้วยสายตาที่ไว หมัดที่เร็ว และวิธีการชกแบบชาญฉลาดก็ทำให้สมจิตได้กลายเป็นวีรบุรุษเหรียญทองในที่สุด

พี่โจ้บอกว่า ปัญหามีสองแบบ คือปัญหาที่แก้ได้กับปัญหาที่แก้ไม่ได้

คนที่มี Fixed Mindset จะคุยแต่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ ฝุ่นเยอะ ทำไมรัฐบาลเป็นแบบนี้ ไวรัสจีนมาอีกแล้ว

แต่คนที่มี Growth Mindset คือคนที่โฟกัสไปกับปัญหาที่แก้ได้ เหมือนพี่โน้ตที่ซ้อมแป้ก เหมือนสมจิตที่เอาความล้มเหลวทั้งสามมาสร้างทางเลือกใหม่

ภาพจาก Shutterstock

ยิ่งวิกฤติ ยิ่งมีโอกาส

ที่พี่โจ้รุ่งขึ้นมาได้เพราะ DTAC มีวิกฤติ ผู้บริหารโดนปลด พี่โจ้ซึ่งตอนนั้นยังเด็กอยู่เลยมีโอกาสได้ทำงานใหญ่

พี่โจ้เล่าให้ฟังเรื่องคุณอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของ Land & House และ Terminal 21

ก่อนจะเปิด Terminal 21 ทางห้างพยายามเชิญแบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง Zara, H&M มาเปิดร้าน แต่ไม่มีใครยอมมา เพราะห้างอื่นๆ โดยรอบมีสาขาของแบรนด์เหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว ไม่อยากเปิดเพิ่มมาแย่งลูกค้ากัน

คุณอนันต์เลยนั่งรถไฟฟ้าตระเวนดูห้างต่างๆ และพบว่าห้างที่ปล่อยเช่าได้ราคาดีที่สุดคือมาบุญครอง จับตลาด C+ และนักท่องเที่ยวชาวจีน

เมื่อไม่ได้มีแบรนด์ดังๆ ก็เลยต้องหาตัวดึงดูดอื่นๆ จึงตัดสินใจสร้างศูนย์อาหาร ตั้งราคาจานละ 50 บาท แล้วก็ถามลูกน้องที่เงินเดือนไม่ถึงสองหมื่น (ตลาด C+) ว่าถ้าราคานี้จะมากินบ่อยแค่ไหน

น้องๆ ตอบว่าคงกินได้แค่เดือนละครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ถ้าจะให้มากินทุกวันขอไม่เกินจานละ 30 บาท

คุณอนันต์สั่งให้คนที่ดูแลศูนย์อาหารไปทำ business plan มาใหม่เพื่อให้ข้าวหนึ่งจานราคาถูกกว่านี้ แต่ทำมากี่ครั้งราคาก็ยังลงมาไม่ถึง 30 บาทซักที คุณอนันต์เลยยื่นคำขาดว่า

ถ้าคุณทำศูนย์อาหารนี้ให้ขาดทุนไม่ได้ คุณไม่ได้โบนัส

ปรากฎว่าได้อาหารราคา 30 บาทสมหวัง และ Terminal 21 ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นห้างที่อาหารอร่อยและราคาย่อมเยา ลูกค้าหนาแน่นจนเป็นตัวดึง traffic ให้ห้างนี้คึกคักตลอด

ศูนย์อาหารของ T21 ขาดทุนทุกเดือน ต้อง subsidize เดือนละ 1 ล้านบาทหรือปีละ 12 ล้านบาท

แต่ 12 ล้านบาทซื้อบิลบอร์ดครั้งเดียวก็หมดแล้ว ถ้ามองว่ามันคือค่า Marketing ก็ต้องเรียกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

—-

ยิ่งหัวว่าง ยิ่งสร้างสรรค์

(พ้องกับชื่อหนังสือเมื่อหัวว่าง จึงสร้างสรรค์ของคุณต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทรที่มาขอให้พี่โจ้ช่วยตั้งชื่อหนังสือให้)

พี่โจ้บอกว่า ไอเดียดีๆ จะไม่เกิดในห้องประชุม ต้องไม่คิดถึงจะคิดได้ มันคือ zen-like creativity

ไอน์สไตน์คิดออกตอนสีไวโอลิน

นิวตันคิดออกตอนแอปเปิ้ลตกใส่หัว

พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ co-founder ของ Workpoint มักได้ไอเดียดีๆ ที่ร้านสุกี้ระหว่างคุยไปกินไป

แล้วพี่โจ้ก็แชร์เรื่อง QR Code แม่มณี

เรารู้ว่าเมืองจีนใช้ QR Code กันจนแทบไม่ใช้เงินสดกันแล้ว ขนาดขอทานยังรับเงินเป็น QR Code เมืองไทยก็น่าจะมุ่งไปในทิศทางนี้

ตอนแรก SCB ไปขอให้แม่ค้าวาง QR Code ตรงเคาท์เตอร์ หลายธนาคารก็ขอเอาไปวางด้วย สุดท้ายแม่ค้าก็เก็บเข้าลิ้นชัก ไม่ได้ใช้งาน

ทีมงาน SCB ไม่เข้าใจ เลยไปลองใช้ชีวิตแบบแม่ค้าดู ลงไปคลุกคลีว่าแต่ละวันเขาคิดอะไร เขาทำอะไรบ้าง

แล้วทีมงานก็ได้ค้นพบว่า

1. แม่ค้าคิดเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอด ลูกค้าที่มาคนแรกต้องขายให้ได้ ถ้าขายไม่ได้จะซวยไปทั้งวัน ถ้าขายได้ก็จะเอาเงินสดมาสะบัดใส่ของให้เป็นมงคล

2. นางกวักที่แม่ค้ามีมักไม่สวย

พี่โจ้และทีมงานจึงตัดสินใจว่า งั้นเราทำนางกวักพ่วงไปกับ QR Code เลยแล้วกัน

คนที่เป็นแบงค์เกอร์ก็สงสัยว่าพี่โจ้บ้ารึเปล่า แต่พี่โจ้คือผู้กำกับหนังมาร์เวล ไม่เคยกำกับหนังเรื่องนี้ ไม่ได้คิดเหมือนคนที่ทำงานสายธนาคารมายาวนาน

ส่วนชื่อแม่มณีก็มีที่มา

ลูกสาวพี่โจ้ชื่อเมนิเพื่อนชอบล้อว่ามณีพี่โจ้อยากแก้ปมนี้ให้ลูกสาว เลยตั้งชื่อนางกวักว่าแม่มณี

ลูกน้องถามพี่โจ้ว่า ผู้ใหญ่จะโอเคเหรอถ้าเอาชื่อลูกมาตั้งเป็นชื่อผลิตภัณฑ์

พี่โจ้เลยให้บอกผู้ใหญ่ไปว่ามณีมาจากคำว่า “money” ไง ชื่อเป็นมงคล!

ตอนเอาแม่มณีไปให้ร้านค้า SCB จงใจไม่บอกว่าเป็นนางกวัก แต่ร้านค้าเห็นแล้วก็นำไปตั้งคู่กับนางกวักที่มีอยู่แล้วอยู่ดี

แล้วก็เริ่มมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าวางแม่มณีแล้วขายดี พี่โจ้สันนิษฐานว่าอาจเพราะพอมีแม่มณีวางอยู่บนเคาท์เตอร์แล้วมันทำให้เกิดบทสนทนา ก็เลยเกิดการซื้อขายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

แถมแม่มณีก็มีหลายปางด้วย เพราะฝ่าย procurement ใช้โรงงานหลายเจ้า ผลิตแม่มณีออกมาหน้าตาไม่เหมือนกัน เลยกลายเป็นว่ามีบางร้านพยายามเก็บสะสมแม่มณีให้ครบทุกเวอร์ชัน มีโพสต์ลงโซเชียลอวดกัน มีแอบซื้อขายกันบนเว็บ

นานวันเข้า แม่มณีจึงมีสถานะเข้าใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นทุกที เจ้าของร้านไหว้นางกวักเสร็จแล้ว เห็นแม่มณีตั้งอยู่ข้างๆ ก็ขอไหว้แม่มณีด้วยเลยแล้วกัน บางร้านมีถวายไก่ต้มและน้ำแดงให้แม่มณีอีกด้วย

เมื่อมาถึงจุดๆ นี้ แม่ค้าก็ไม่กล้าเก็บ QR Code ของ SCB เข้าลิ้นชักอีกต่อไป

ส่วนน้องเมนิลูกสาวพี่โจ้ก็ภูมิใจกับชื่อแม่มณีมาก แฮปปี้กันทุกฝ่าย

ภาพจาก Shutterstock

ยิ่งเข้าใจเขา เรายิ่งได้

Creativity ไม่ได้อยู่ที่ technology แต่อยู่ที่ pain

เราเข้าใจ pain ได้ดีแค่ไหนเราก็ยิ่งสร้างสรรค์สิ่งที่จะมาลดความเจ็บปวดเหล่านี้ได้ดีขึ้นเท่านั้น

ถ้าใครเคยไปโรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศซึ่งสร้างโดย Workpoint อาจจะสังเกตว่าห้องน้ำผู้หญิงจะใหญ่กว่าห้องน้ำผู้ชาย

เพราะพี่ประภาสเล็งเห็นว่าโรงละครส่วนใหญ่มักมีห้องน้ำชายกับหญิงเท่ากัน แต่เวลาผู้ชายเข้าห้องน้ำ “transaction” จะสั้นกว่าผู้หญิงมาก คิวของผู้หญิงจึงมักจะยาวเหยียดกว่าคิวห้องน้ำชายเสมอ

ดังนั้นโรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศจึงถูกออกแบบให้มีห้องน้ำหญิงมากพอที่ถ้าผู้ชายกับผู้หญิงจำนวนเท่ากันก็จะใช้เวลาในการเข้าห้องน้ำพอๆ กัน

อีกหนึ่งเรื่องคือเครื่องแสกน MRI ที่เข้าถึงหัวใจเด็ก ที่เปลี่ยนประสบการณ์การเข้าไปนอนนิ่งๆ ในเครื่อง MRI อันโดดเดี่ยวและน่ากลัวให้กลายเป็นการผจญภัยอันแสนสนุกจนเด็กอยากมาสแกนอีกหลายๆ รอบ

ผมเคยเขียนเรื่องนี้โดยละเอียดลงในคอลัมน์มุมละไมของ All Magazine อ่านได้ที่นี่ครับ

อีกหนึ่งเรื่องที่ผมชอบมาก คือเรื่องของหมอคนหนึ่งที่เปิดคลีนิกตรวจมะเร็งปากมดลูกที่จังหวัดกำแพงเพชร

ปรากฎว่าไม่มีคนไข้ยอมมาตรวจเลย

ก็แน่ล่ะ ใครจะอยากนอนถ่างขาให้คนแปลกหน้าดู

อาจเป็นเพราะช่วงนั้นรายการ The Mask Singer กำลังดัง หมอก็เลยปิ๊งไอเดียว่าให้ทุกคนใส่หน้ากากดีกว่า ทั้งคนไข้ เจ้าหน้าที่ รวมถึงหมอด้วย

เมื่อใส่หน้ากาก ก็ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ ตรวจเสร็จก็แยกย้าย หัวกระไดคลีนิกจึงไม่แห้งตั้งแต่นั้น

—-

ยิ่งให้ ยิ่งได้

โลกนี้มีคนอยู่สามประเภท คือ Giver Taker และ Transact

Giver คือพี่นี้มีแต่ให้

Taker คือคนที่คิดเอาแต่ได้

ส่วน Transact คือพวกหมูไปไก่มา

โลกนี้เป็นกราฟระฆังคว่ำ พวกล้มเหลวสุดๆ อยู่ฝั่งซ้าย กับพวกสำเร็จสุดๆ อยู่ฝั่งขวา

ที่น่าสนใจคือ Giver จะอยู่ตรงปลายของทั้งสองฝั่ง ถ้าไม่ล้มเหลวสุดๆ ก็สำเร็จสุดๆ ไปเลย

เพราะถ้า Giver หลงไปอยู่ในดง Taker ก็จะล้มเหลว

แต่ถ้า Giver อยู่กับ Giver ด้วยกันก็จะรุ่งโรจน์

ที่ดินของตึก Terminal 21 ตรงแยกอโศกนั้น คุณอนันต์ อัศวโภคินซื้อมาในราคา 500 ล้านบาท ทั้งที่จริงแล้วมูลค่าหลายพันล้าน

เหตุผลเพราะว่าคุณอนันต์เคยปลูกต้นไม้เล็กๆ เอาไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นคุณอนันต์ซื้อที่แถวสีลมจากเศรษฐีคนหนึ่งเพื่อสร้างตึก โดยคาดว่าจะสร้างตึกได้สูงประมาณ 4:1 ตกลงราคาจ่ายเงินเรียบร้อย

แต่พอออกแบบและสร้างจริง ปรากฎว่าตึกมันสร้างได้สูงถึง 6:1 คุณอนันต์เลยเอาเงินไปจ่ายให้เศรษฐีคนนั้นเพิ่ม

ผ่านไป 20 ปี พอเศรษฐีคิดจะขายที่ดินตรงแยกอโศก แทนที่จะเปิดประมูลเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด เขาถามคุณอนันต์ก่อนเลยว่าสนใจมั้ย คุณอนันต์จึงซื้อที่ตรงนี้ได้โดยไม่ต้องประมูลแข่งกับใครเลย

ต้นไม้ที่ปลูกเอาไว้ แม้ใช้เวลายาวนานแต่ก็จะสร้างร่มเงาให้แน่นอน

ขอบคุณภาพจาก FB ประภาศ ชลศรานนท์

ยิ่งพอ ยิ่งสุข

พี่โจ้เคยถามพี่ประภาสว่า

เป้าหมายในชีวิตพี่จิกคืออะไร

คำตอบของพี่ประภาสคือ

เป้าหมายในชีวิตพี่คือการลดเป้าหมาย เราจะได้เจอมันง่ายขึ้น

—–

ยิ่งออกกำลัง ยิ่งได้กลับ
ยิ่งไม่รู้ ยิ่งรู้
ยิ่งไม่รู้ ยิ่งไม่กลัว
ยิ่งไม่มีประสบการณ์ ยิ่งแตกต่าง
ยิ่งไม่มี ยิ่งสร้างสรรค์
ยิ่งล้มเหลว ยิ่งสำเร็จ
ยิ่งวิกฤติ ยิ่งมีโอกาส
ยิ่งหัวว่าง ยิ่งสร้างสรรค์
ยิ่งเข้าใจเขา เรายิ่งได้
ยิ่งให้ ยิ่งได้
ยิ่งพอ ยิ่งสุข

เหล่านี้คือความลับของฟ้า

—–

Mindset In the Brave New world

ความสำเร็จมาจากการตัดสินใจที่ถูก
การตัดสินใจที่ถูกมาจากประสบการณ์
ประสบการณ์มาจากการตัดสินใจที่ผิด
การตัดสินใจที่ผิดมาจากความกล้า
ประภาส ชลศรานนท์

โลกสมัยก่อน สองบรรทัดเดิมมันใช้ได้

แต่สองบรรทัดหลัง น้องๆ มีโอกาส เพราะทุกคนเท่ากันหมดในยุคสมัยนี้

ผมขอปิดท้ายด้วย 3 ประโยคทองของพี่โจ้

ถ้าเบอร์ 1 คิดแบบ underdog ได้ จะไร้เทียมทาน

น้องๆ ควรจะมีความฝันระดับโอลิมปิก อย่าฝันแค่ซีเกมส์ เพราะเราจะได้ซ้อมไปโอลิมปิก แล้วเราจะเก่งกว่าซีเกมส์

ยิ่งอยากเปลี่ยนคนอื่นยิ่งไม่เวิร์ค ยิ่งอยากเปลี่ยนคนอื่นยิ่งต้องเปลี่ยนตัวเอง แล้วเราจะมีเครดิตพอให้เปลี่ยนคนอื่นได้

ที่ผมเล่ามาเป็นเพียง 50% จากสิ่งที่ได้รับจากพี่โจ้ในวันนั้น เป็น WeShare หนึ่งชั่วโมงครึ่งที่อัดแน่นไปด้วยสาระและบันเทิง

ผมหวังว่าความลับของฟ้าครั้งนี้จะเป็นเพียงภาคแรก เพราะทาง Wongnai คงจะขอเชิญพี่โจ้มาแบ่งปันประสบการณ์อีกครั้งในอนาคตอันใกล้

—–

สุดท้าย สำหรับใครที่อยากฟัง พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ เล่าเรื่องราวสนุกๆ Story ที่เป็นความลับของฟ้าแบบนี้ สามารถมาเจอกันได้ที่งาน Brand Inside Forum 2020: New Workforce จัดขึ้นวันที่ 7 เมษายน 2563

รายละเอียดคลิกไปดูที่นี่เลย http://go.eventpop.me/Brandinsideforum2020

Source: ANONTAWONG’S MUSINGS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/sky-secrets-from-thana/

New Workforce นิยามของคนทำงานยุคใหม่ และการทำงานผ่านยุค Cross-Gen

คนทำงานยุคนี้ อยู่บนพื้นฐานของ “ความไม่แน่นอน” ช่วงหลายสิบปีก่อนหน้านี้เราทำงานบนระบบที่พัฒนามาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เรียนรู้ทักษะจากโรงเรียนเพื่อมาทำงานแบบเดิมๆ คล้ายๆ กันทุกวันเป็นกิจวัตร จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกเท่ๆ ว่า Digital Transformation

เทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่เครื่องจักร หุ่นยนต์ และ เอไอ กำลังเข้ามาแทนที่การทำงานหลายๆ ส่วน คนจะตกงานมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะคนทำงานต่างกำลังมึนงงและสงสัยว่า อนาคตการทำงานในอนาคตจะเป็นอย่างไร และทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก จนหลายคนอาจตั้งตัวไม่ทัน

นั่นทำให้เกิดคำว่า New Workforce ขึ้น หมายความว่า คนทำงานยุคใหม่ ที่เตรียมพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด

ภาพจาก Shutterstock

ใครบ้างที่ต้องเป็น New Workforce

ระดับผู้บริหาร ที่ถือว่าเป็นคน Gen X อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป กำลังก้าวเข้าสู่การทำงานช่วงท้ายของชีวิต ต้องเจอกับเทคโนโลยีใหม่ และ “คนทำงาน”​ รุ่นใหม่ที่แตกต่างกับตนเองอย่างสิ้นเชิง จะทำอย่างไรให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่น

ระดับหัวหน้างานหรือพนักงานอาวุโส เป็นกลุ่มคน Gen Y อายุระหว่าง 20 ตอนปลายจนถึงเกือบ 40 ปี น่าจะเรียกว่ามนุษย์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เกิดมากลางยุคเดิมกับยุคใหม่ จึงสามารถปรับตัวได้ดี แต่ก็มีความไม่มั่นคงทางหน้าที่การงานในอนาคตอยู่ไม่น้อย

ระดับนักศึกษาจบใหม่ และพนักงานใหม่ไฟแรง กลุ่ม Gen Z เด็กดิจิทัลของแท้ โตมากับเทคโนโลยี มีความเป็นตัวของตัวเองสูง จนหลายคนมองว่าไม่อดทน ไม่สู้งาน แต่ความจริงแล้วมีความคิดสร้างสรรค์ และชอบความท้าทาย

คนทำงานต่างวัย หรือที่เรียกว่า Cross-Gen นี้ ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อเป็น New Workforce ต้องมีทักษะการทำงานร่วมกัน ลดปัญหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจ และสามารถปรับตัวให้กับเข้ากับรูปแบบการทำงานสมัยใหม่ให้ได้

ภาพจาก Shutterstock

ถ้าอยากอยู่รอดต้องเป็น New Workforce

เทคโนโลยี กำลังมาแย่งงานที่เราเคยทำกันมาหลายสิบปีที่ผ่านมา และมาอย่างรวดเร็วด้วย เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประเทศไทย ในประเทศกลุ่มตะวันตกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหานี้แล้ว ทางรอดคือ ต้องพัฒนาทักษะตัวอย่างอย่างยิ่ง

คำที่หลายคนได้ยินกันบ่อยๆ ว่า Disruption อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ทางรอดที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ ต้องพัฒนาทักษะ หรือที่เรียกว่า Re-skill และ Up-skill เพิ่มความสามารถในการทำงาน โดยที่การ Re-skill คือ การกลับไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อขยับขยายการทำงานที่แตกต่างออกไปจากเดิม (เพราะงานเดิมอาจไม่มีอีกต่อไป) ส่วน Up-skill คือ การยกระดับตัวเองให้มีความสามารถสูงขึ้น

แต่นอกเหนือจากการพัฒนาทักษะการทำงานแล้ว สิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่สำคัญไม่แพ้กันคือ การพัฒนาทักษะด้านความคิด เช่น Growth Mindset การพัฒนากรอบความคิด หรือ Emotional Inteligence หรือ การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์

เทคโนโลยี ทำให้มนุษย์สะดวกสบายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีที่เข้ามาทดแทนแรงงาน คือต้นเหตุให้มนุษย์ตกงาน หากแต่เป็นการไม่รู้จักพัฒนาตัวเองต่างหาก

Brand Inside Forum 2020: New Workforce

เพื่อนร่วมงานที่แตกต่างกัน ทั้งเพศและวัย ความคิดและความสามารถ เทคโนโลยีที่กำลังจะมาแย่งงาน การปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการทำงานใหม่ๆ ทั้งหมดคืออุปสรรคและโอกาสที่เกิดขึ้น ท้าทายให้ “คนทำงาน” ทุกคนก้าวผ่านไปให้ได้

แต่ทำอย่างไรจะเป็น New Workforce ที่มีประสิทธิภาพ และก้าวผ่านอุปสรรคทั้งหลายไปสู่โอกาสใหม่ๆ

ขออนุญาตเชิญชวนทุกคนมาร่วมงาน Brand Inside Forum 2020: New Workforce, How to deal with Cross-Gen ภายในงานพบกับเนื้อหาสาระ อาทิ

  • 21st Century Leadership 7+3
  • Modernize Your Workforce
  • Skill for 21st Century Workforce
  • Transformation Organisation
  • How to Deal with Cross-men Workforce

โดยมีองค์กรชั้นนำ เช่น SCB, AIS, dtac, The 1, SEAC, Sea Group และ Gallup มาร่วมแชร์ประสบการณ์​ พูดคุยถึงการลองผิดลองถูก ทดลองปรับเปลี่ยนองค์กร พัฒนาทักษะพนักงานจนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และพร้อมจะก้าวไปสู่ขั้นต่อไป

คนทำงานยุคใหม่ ที่ไม่อยากตกงาน หรือต้องการลดปัญหาระหว่างเพื่อนร่วมงาน มาหาวิธีการรับมือและเอาตัวรอดเป็นมนุษย์ออฟฟิศที่ตอบโจทย์โลกอนาคตได้ที่งานนี้

งานจะจัดขึ้นในวันที่: 7 เมษายน 2563 เวลา: 08.30 – 16.00
สถานที่: สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ

บัตร ราคา 1,500 บาท จำนวนจำกัด แต่เดี๋ยวก่อน ช่วงนี้เปิด Early Bird วันนี้ถึง 29 .. 2563 บัตรราคา 1,000 บาท ผ่านช่องทางของ http://go.eventpop.me/Brandinsideforum2020

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/what-is-new-workforce/

Re-skill และ Upskill อนาคตของแรงงานในยุค AI ครองอุตสาหกรรม

ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี สถานการณ์โดยรวมสำหรับคนทำงานก็ไม่ดีนัก แล้วแบบนี้ “แรงงาน” ควรจะพัฒนาตัวเองอย่างไร องค์กรควรจะปรับเปลี่ยนไปในทิศทางไหน เพื่อให้อยู่รอดและพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต

ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ที่ปรึกษาบริหารบำรุงราษฎร์อะคาเดมี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ชวนคุยเรื่องทักษะของแรงงานในยุคที่ AI และ Technology กำลังครองอุตสาหกรรม ภาพรวมของภูมิภาคอาเซียน และประเทศไทย เป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรที่น่าเป็นห่วง ซึ่งแรงงานอย่างเราๆ ควรรู้ไว้

ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ที่ปรึกษาบริหารบำรุงราษฎร์อะคาเดมี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล

แรงานอาเซียนรวมถึงไทยต้องพัฒนาทักษะด่วน

ภาพรวมในอาเซียนและไทยเวลานี้ มีลักษณะคล้ายและไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือมีปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะ การศึกษา และการสาธารณสุข และต้องลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน ซึ่งว่ากันตามข้อมูลแล้ว อาเซียนมีแรงงานมากเป็นอันดับ 3 ของโลก กว่า 350 ล้านคน (ไทย 39 ล้านคน) รองจากจีนและอินเดีย แต่ปัญหาที่พบ มีดังนี้

  • สิงคโปร์ ต้องพึ่งพิงแรงงานต่างชาติเป็นหลัก
  • มาเลเซียและไทย ขาดแรงงานที่มีทักษะระดับสูง โดยเฉพาะด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์
  • อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีแรงงานจำนวนมาก แต่ขาดทักษะและความรู้
  • บรูไน พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก แต่ขาดการวิจัยและพัฒนา ที่จะก้าวไปสู่แรงงานด้านอื่นๆ
  • กลุ่มประเทศ​ CLMV ขาดการศึกษา ทำให้ขาดการพัฒนาทักษะทางวิชาชีพเฉพาะทาง

Klaus Schwab นักเศรษฐศาสตร์ ประธาน WEF กล่าวในการประชุม WEF 2016 ว่า ในปี 2022 แรงงานทั่วโลกอย่างน้อย 54% หรือครึ่งหนึ่งต้องการ Re-skill และ Up-sklill เพราะจะมีงานจำนวนมากหากไป ถูกแทนที่โดยเทคโนโลยี และ AI

กลุ่มสาขาที่จะถูก Disruption ได้แก่ Media, Education, Energy และ Healthcare โดยจะแทนที่โดย Digital Media, Ed Tech, Sustainable Energy และ Biotechnology

ภาพจาก Shutterstock

IBM, McKinsey และ CNBC แนะทางออกสำหรับแรงงานยุคใหม่

IBM ได้ทำรายงานเกี่ยวกับแรงงาน โดยระบุว่า แรงงานทั่วโลกกว่า 120 ล้านคนต้องพัฒนาทักษะการทำงานใหม่ๆ นอกจากนี้ต้องพัฒนาความสามารถในการปรับตัว การบริหารจัดการเวลา และความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นทีม

ขณะที่ McKinsey ระบุว่า ต้องพัฒนาทักษะทางเทคโนโลยี, ทักษะทางสังคม (การสื่อสาร, ความเห็นอกเห็นใจ) และทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้แรงงานทำให้สิ่งที่ AI ทำไม่ได้

ปิดท้ายด้วย CNBC บอกว่า แรงงานต้องมีความยืดหยุ่นทำงานได้หลากหลาย สามารถทำงานเป็นทีม หรือ Agile สามารถคิดวิเคราะห์ มีทักษะทางภาษา และเทคโนโลยี ซึ่งทั้งหมดจะเห็นได้ว่า แนะนำไปในทิศทางเดียวกัน

ภาพจาก Shutterstock

5 ทักษะสำคัญช่วยให้แรงงานต่างวัยทำงานร่วมกันได้

ศิริยุพา บอกว่า ปัจจุบันแรงงานมีปัจจัยเรื่องความแตกต่างของวัยมากขึ้น แต่ทุกวัยต้องมีการทักษะในลักษณะเดียวกัน โดย 5 ทักษะสำคัญในการทำงานยุคใหม่ คือ ภาษา การใช้คอมพิวเตอร์ การคำนวณวิเคราะห์ และการสื่อสารปฏิสัมพันธ์ แต่ยังมีทักษะรองที่จำเป็นต้องด้วย

เช่น มีทัศนคติเชิงบวก ปรับตัวเร็ว ประเมินจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่เสมอ และสำหรับผู้สูงวัยต้องรักษาสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงเพื่อพร้อมรับการทำงานหลังเกษียณ โดยอาชีพเสริมที่น่าสนใจ เช่น เป็นพนักงานขาย, รับจ้างดูแลคนป่วย คนชรา, สอนพิเศษ, ขับรถนอกเวลางาน, พนักงานเสิร์ฟอาหาร, Gig Workers

แรงงานไทยน่าห่วง ปรับตัวช้า ไม่ชอบการเปลี่ยน รอรับการช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของคนไทยประการหนึ่งคือ คนไทยไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเข้มข้นกว่าชาติอื่นๆ ภาษาอังกฤษไม่ได้ ข้าราชการทำงานช้าและไม่เคยเปลี่ยนแปลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทัศนคติ (Attitude) ของคนไทยนั้นเปลี่ยนแปลงยากมาก และชอบที่จะรอรับการช่วยเหลือมากกว่า พึ่งพาตนเองเป็นหลัก

ดังนั้น สิ่งที่ตามมาคือ แรงงานไทย Up-skill และ Re-skill ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ภาครัฐช่วยอะไรไม่ได้ ทำให้มีโอกาสพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากขึ้น ทำให้ต้นทุนสูง และสุดท้ายองค์กรต่างๆ ต้องสร้างอะคาเดมีของตัวเอง เพราะแรงงานไม่เพียงพอ ไม่ตรงกับความต้องการ หรือ ใช้งานไม่ได้

ภาพจาก Shutterstock

สำรวจดูความต้องการแรงงาน งานไหนรอด งานไหนร่วง

ในภาพรวมจนถึงปี 2564 ความต้องการแรงงานจะลดลงโดยเฉลี่ย 2% อาจฟังดูน้อย แต่แท้จริงแล้ว มีงานส่วนที่เพิ่มขึ้น แต่แรงงานคนทำไม่ได้ หรือไม่จำเป็น แรงงานที่อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปและขาดทักษะเฉพาะด้านมีความเสี่ยงสูงที่จะตกงาน สถาบันการเงิน, แรงงานภาคค้าปลีก, งานด้านธุรการพื้นฐาน มีความต้องการลดลง

แต่งานที่ยังมีความต้องการของตลาด เช่น แรงงานด้านไอที มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนแรงงาน 11% แต่ยังขาดแคลนและหาไม่ได้ งานที่ใช้ทักษะด้านการสื่อสาร งานวิศวกร งานเกี่ยวกับหุ่นยนต์เอไอ รวมถึง งานด้านทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ ยังมีความต้องการเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ งานและธุรกิจที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ก็มีความต้องการมากขึ้นเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยที่กำลังเกิดขึ้น

ภาพจาก Shutterstock

4 ปัจจัยสร้างความพอใจ 3 ปัจจัยจูงใจให้อยากทำงาน

ศิริยุพา บอกว่า สุดท้ายเรายังคงต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ และสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับสังคม ดังนั้น 4 ปัจจัยนี้จะสร้างความพึงพอใจในการทำงาน ได้แก่

  • สร้างสมดุลในชีวิตและการทำงาน
  • ได้รับค่าตอบแทนที่เพียงพอ และได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร
  • มีการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะ
  • ได้รับโอกาสใหม่

แต่นอกจากพึงพอใจในการทำงานแล้ว ก็ต้องมี 3 ปัจจัยที่จูงใจให้อยากทำงานด้วย ได้แก่

  • ความก้าวหน้าในอาชีพการงาน
  • ปรับเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการที่ดี
  • ความสมดุลในการทำงานที่ดีกว่าเดิม

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงานประมาณ 524,893 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ประมาณ 9.27% โดยอยู่บนปัจจัยที่ว่า ระบบการศึกษาสร้างแรงงานไม่ตรงกับความต้องการและใช้งานจริงไม่ได้ โดยแรงงานกลุ่มนี้มีตั้งแต่ผู้ที่จบปริญญาตรี ปวส. ปวช. และระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6

ปัญหาคือ แนวโน้มของภาคส่งออก, ภาคการผลิต, ภาคการก่อสร้าง, ภาคบริการ อยู่ในช่วงชะลอตัว ลดรับแรงงาน และมีการปรับไปใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ดังนั้นโอกาสตกงานหรือไม่มีงานทำจึงสูงขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/re-skill-upskill-work/

Brand Inside Forum 2020: New Workforce จะทำงานอย่างไรในองค์กรยุคปัจจุบัน

  • จะทำงานร่วมกันได้อย่างไร เมื่อวัยเราต่างกัน
  • เด็กจบใหม่เดี๋ยวนี้ไม่อดทนเลย แป๊บๆ ก็ลาออกแล้ว
  • มนุษย์ลุง มนุษย์ป้า พวกนี้ขี้บ่น หัวโบราณ ตามไม่ทันโลกแล้ว

เป็นคำถาม (หรือคำบ่น) ของคนยุคใหม่ ไล่อายุตั้งแต่ 20 ต้นๆ เรียนจบใหม่ๆ ไปจนถึง 50 ปลายๆ เรียกว่าผู้บริหารระดับสูงกันเลย ถ้าให้แปลความให้เข้าใจง่าย ทุกคนอาจจะอยากบอกว่า “ทำอย่างไรให้เราสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสบายใจ” และได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

Cross-Gen Workforce & Organizaiton Transformation

เวลานี้ ในองค์กรหนึ่ง อาจมีคนทำงานที่ต่าง Generation กัน ตั้งแต่ Gen X ที่เป็นผู้บริหาร Gen Y ที่เป็นหัวหน้างานหรือพนักงานอาวุโส ปิดท้ายด้วย Gen Z น้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน

ปัญหาระหว่าง Generation จึงกลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคของหลายๆ องค์กร

อีกส่วนหนึ่งที่เป็น Pain Point คือ องค์กรจะปรับตัวอย่างไรในยุคที่ Technology, AI กำลังเข้ามาแทนที่ จะร่วมกันพัฒนาทักษะของพนักงาน หรือดูแลพนักงานที่มีความสามารถอย่างไรให้อยู่กับองค์กรและเติบโตไปด้วยกัน

ถ้าไม่มีเวลาหาคำตอบ ไม่มีเวลาลองผิดลองถูก ทางลัดหนึ่งคือ การเรียนรู้จากคนที่ทำมาก่อนแล้ว นำแนวคิด ประสบการณ์ไปปรับปรุง ประยุกต์ใช้กับตัวเองและองค์กรของตัวเอง

นั่นคือ เหตุคผลที่ทำไมต้องมางาน Brand Inside Forum 2020: New Workforce

ทำไมคุณต้องมางานนี้

Brand Inside Forum 2020: New Workforce จัดขึ้นเพื่อหาคำตอบจากความแตกต่างของวัย เพื่อนำไปสู่ทางออกของการสร้างประสิทธิภาพจากการทำงานร่วมกัน โดยมีองค์กรชั้นนำ เช่น SCB, AIS, dtac, SEAC, Sea Group และ Gallup มาร่วมแชร์ประสบการณ์ พูดคุยเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจและทางออกร่วมกัน

นอกจากการทำงานร่วมกัน การพัฒนาทักษะเพื่อรองรับการทำงานยุคใหม่ ในฐานะคนทำงาน ทักษะอะไรบ้างที่มีความจำเป็น ทำให้เราสามารถพัฒนาตนเอง และเติบโตขึ้นในหน้าที่การงานในอนาคต

สุดท้าย อยากชวนทุกคนมางาน Brand Inside Forum 2020: New Workforce มาร่วมกันหาคำตอบถึงการทำงานยุคใหม่ไปพร้อมกัน รายละเอียดงานคลิกได้ที่นี่ https://forum.brandinside.asia/newworkforce-2020/

งานจะจัดขึ้นในวันที่: 7 เมษายน 2563 เวลา: 08.30 – 16.00
สถานที่: สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-to-work-cross-gen-workforce/

จาก Zafira สู่ Captiva! ย้อนรอย 20 ปี Chevrolet ประเทศไทย หลังขายโรงงาน และถอนตัวจากตลาด

20 ปี เป็นเวลาไม่ใช่น้อยๆ แต่นั่นมันก็เพียงพอที่ Chevrolet แบรนด์รถยนต์จากสหรัฐอเมริกาจะประกาศถอนตัวจากตลาดประเทศไทย ดังนั้นลองมาดูกันดีกว่าว่า 20 ปีที่ผ่านมา Chevrolet เดินกลยุทธ์ก่อนถึงจุดจบอย่างไรบ้าง

chevrolet

เปิดหัวอย่างตื่นเต้นด้วย Zafira

Chevrolet เริ่มขายรถยนต์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2543 ผ่านการที่กลุ่ม GM ผู้ผลิตรถยนต์จากสหรัฐอเมริกา มองเห็นโอกาสในตลาดรถยนต์ไทย จึงเปิดโรงงานผลิตที่จังหวัดระยอง โดยรถยนต์รุ่นแรกที่ Chevrolet ทำตลาดที่ไทยคือรุ่น Zafira ราคาล้านต้นๆ และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ผ่านความเป็น Mini-MPV 7 ที่นั่งรุ่นแรกๆ ในไทย

แต่การมาเปิดโรงงานถึงประเทศไทยไม่ใช่จะมาทำตลาดแค่รุ่นเดียวแน่ๆ เพราะหลังจากนั้น Chevrolet ก็ทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นต่างๆ โดยเน้นตัวที่ตลาดรถเก๋งก่อน เช่น Lumaina เก๋งหรูขนาด Compact ในปี 2546 ราคาตอนนั้น 2.65 ล้านบาท ชนกับแบรนด์ยุโรปทุกเจ้า รวมถึง Optra เก๋งเล็กราคาเอื้อมถึงในปี 2547

จากนั้นก็ลงสนามตลาดรถกระบะด้วยรุ่น Colorado ในปี 2547 ด้วย เรียกว่าช่วงนั้นก็ได้ความเป็น Chevrolet ดึงดูดคนเล่นรถกระบะที่ชื่นชอบความเป็นอเมริกันไปเต็มๆ ก่อนปี 2549 จะเปิดตัว Aveo เก๋งขนาดเล็กสุดด้วยราคาเริ่มเพียง 4.99 แสนบาท เขย่าตลาดเก๋งขนาด Sub-Compact ไปพอสมควร

สร้างความเชื่อมั่นหลังประกาศล้มละลาย

นอกจากนี้ในปี 2550 ทางค่ายก็เปิดตัว Captiva รถ SUV 7 ที่นั่งมาเติมเต็มการทำตลาด จน Chevrolet มีทั้งเก๋งขนาดเล็ก-กลาง, กระบะ, MPV และ SUV ให้เลือก แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในปี 2552 เพราะกลุ่ม GM ได้ยื่นเป็นบริษัทล้มละลาย และกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ Chevrolet ที่กำลังไปได้สวยในไทยสุดๆ

chevrolet
Chevrolet Captiva โฉมแรก

อย่างไรก็ตาม Chevrolet ประเทศไทยก็สามารถแก้ไขปัญหานี้ และฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาได้ ผ่านการได้สถาบันการเงินของไทยสนับสนุน และเปิดตัวรุ่น Cruze ในปี 2553 ทดแทนรุ่น Optra ที่ทำตลาดมานาน รวมถึงปี 2555 ก็เปิดตัวรุ่น Trailblazer รถแบบ PPV เพื่อเพิ่มตอบโจทย์การใช้งานแบบเอนกประสงค์มากขึ้น

ส่วนในปี 2555 ก็เริ่มทำตลาด Sonic ที่เข้ามาทดแทน Aveo รวมถึงเปิดตัว Mini MPV รุ่น Spin โดยหวังว่าทั้งสองรุ่นจะสามารถได้รับความนิยมเหมือนกับที่ทำได้ในอดีต แต่สุดท้ายแล้วเส้นทางมันกลับไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการหายไปของ Chevrolet ประเทศไทย

chevrolet
Chevrolet Cruze

เลิกทำตลาดรถเก๋ง คงไว้แต่รถกระบะ

นับตั้งแต่นั้นมา Chevrolet ประเทศไทยก็ไม่ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อีกเลย (มีเพียงเปิดโฉมใหม่ของรุ่นเดิม หรือ Minorchange) แถมยอดขายก็ค่อยๆ ลดลง จนปี 2558 ก็มีการถอนตัวออกจากโครงการ Eco Car เฟส 2 รวมถึงมีการให้พนักงานสมัครใจลาออกด้วย

ที่สุดแล้วในปี 2561 Chevrolet ประเทศไทยก็เลิกทำตลาดรถยนต์นั่งอย่างเป็นทางการ ถ้าเรียกแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือเลิกขายรถเก๋งทั้งหมด เหลือแต่กลุ่มรถกระบะ และ PPV เท่านั้น ซึ่งการทำแบบนี้ Chevrolet ก็สามารถเน้นทำตลาดแต่สินค้าที่ตนเองถนัดได้ แม้ตลาดรถกระบะจะแข่งขันสูงก็ตาม

Chevrolet
Chevrolet Trailblazer

เมื่อทุกอย่างดีขึ้น Chevrolet ก็เริ่มเปิดตัวรุ่นใหม่ โดยในปี 2562 ได้นำรุ่นในตำนานอย่าง Captiva กลับมาทำตลาดอีกครั้งหนึ่ง ผ่านการตั้งราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ก็สามารถดึงยอดซื้อไปได้ประมาณหนึ่ง ถือเป็นการเกาะกระแส SUV เติบโตในไทยได้เป็นอย่างดี

แบกไม่ไหว จะให้อยู่ต่อคงลำบาก

ถึงจะเริ่มกลับมาได้ แต่ด้วยกลยุทธ์การทำธุรกิจในระดับโลกของกลุ่ม GM ไม่ได้เน้นที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกแล้ว ประกอบกับอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยแข่งกันสูง รวมถึง Chevrolet ก็ไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งมาได้มากนัก กลุ่ม GM จึงประกาศเลิกจำหน่าย Chevrolet ในประเทศไทยภายในสิ้นปี 2563

chevrolet
ศูนย์การผลิตรถยนต์ของ Chevrolet ที่ระยอง

นอกจากนี้ยังขายโรงงานผลิตที่ระยองให้กับ Great Wall Motors จากประเทศจีนด้วย เรียกว่าเป็นเรื่องไม่คาดฝันของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย โดยผู้ใช้งาน Chevrolet ยังได้รับงานสนับสนุนการซ่อมบำรุงอยู่ ส่วนตัวแทนจำหน่าย และพนักงานของ Chevrolet ในประเทศไทยก็จะได้รับการสนับสนุนเช่นกัน

ถือเป็นการปิดฉากอีกครั้งของแบรนด์รถยนต์จากสหรัฐอเมริกา เพราะก่อนหน้านี้ Chrysler ก็เคยตั้งบริษัทในไทย และที่สุดแล้วก็ต้องถอยทัพไป ส่วน Ford นั้นปัจจุบันก็เหลือทำตลาดแค่รถกระบะเหมือนกับที่ Chevrolet เคยทำไปก่อนหน้านี้ และก็คงต้องจับตาดูว่าอนาคตของแบรนด์รถสหรัฐฯ ในไทยจะเป็นอย่างไร

สรุป

Captiva กลายเป็นรุ่นรถยนต์ที่ทำให้ Chevrolet ประสบปัญหาใหญ่ถึง 2 ครั้ง แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องบังเอิญ เพราะจริงๆ แล้วช่วงแรกของ Chevrolet ประเทศไทยนั้นเหมือนทุกอย่างจะไปด้วยดี แต่ด้วยปัญหาล้มละลาย และการปรับกลยุทธ์ รวมถึงตลาดรถยนต์ไทยที่ต่างกับที่อื่น ก็ทำให้ Chevrolet ต้องถอยทัพออกไปในที่สุด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/end-of-chevrolet-in-thailand/

รู้จัก Pete Buttigieg และ Amy Klobuchar สองม้ามืดชิงตัวแทนพรรคเดโมแครต

บทความโดย โมโตกิ ลักษมีวัฒนา (Motoki Luxmiwattana)

ผ่านไปแล้วกับการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตในสองมลรัฐแรกคือ Iowa และ New Hampshire ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวคาดการณ์ “ว่าที่ประธานาธิบดี” ได้ดีที่สุด (ในอดีต แคนดิเดตที่ได้ชัยชนะในสองมลรัฐนี้ทุกคนได้เป็นตัวแทนพรรค) ผลปรากฎว่าในมลรัฐ Iowa วุฒิสมาชิก Bernie Sanders และนาย Pete Buttigieg (พีท บุตติจีช) “เสมอ” กัน ส่วนใน New Hampshire Sanders ขึ้นนำเป็นอันดับ 1 โดยมี Buttigieg ตามติดเป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 เป็นวุฒิสมาชิก Amy Klobuchar (เอมี่ โคลบูชาร์) 

ผลการเลือกตั้งที่ New Hampshire ถือว่าพลิกโผ เพราะตัวเต็ง (front-runner) อย่างวุฒิสมาชิก Elizabeth Warren และอดีตรองประธานาธิบดี Joe Biden ได้เพียงอันดับ 4 และ 5 โดยได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งของ Klobuchar ด้วยซ้ำ

เราอาจคุ้นเคยชื่อของ Bernie Sanders ตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 แต่ที่น่าสนใจคือ “ม้ามืด” ในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่าง Buttigieg และ Klobuchar ที่ได้คะแนนแซงหน้าตัวเต็งรุ่นเก๋าและยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก 

บทความนี้จะพาไปรู้จักภูมิหลังของม้ามืดทั้งสองคน วิเคราะห์ประเด็นที่ทำให้ทั้ง 2 คนสามารถขึ้นมามีคะแนนในกลุ่มผู้นำ และสิ่งที่ควรคำนึงถึง เมื่อเราจะมองทิศทางการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตต่อจากนี้

DES MOINES, IOWA – JANUARY 14: Sen. Amy Klobuchar (D-MN) makes a point as former South Bend, Indiana Mayor Pete Buttigieg raises his hand during the Democratic presidential primary debate at Drake University on January 14, 2020 in Des Moines, Iowa. Six candidates out of the field qualified for the first Democratic presidential primary debate of 2020, hosted by CNN and the Des Moines Register. (Photo by Scott Olson/Getty Images)

Sanders, Buttigieg และ Klobuchar: จุดยืนและการวางตำแหน่งในการเลือกตั้ง 2020

หากท่านได้ติดตามการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตในปี 2016 อาจคุ้นเคยกับชื่อ Bernie Sanders มาแล้ว เขาเป็นวุฒิสมาชิกไม่สังกัดพรรคใด (Independent) จากมลรัฐ Vermont ปัจจุบันอายุ 78 ปี เคยลงชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครต แต่แพ้ Hillary Clinton (ซึ่งมาแพ้ประธานาธิบดี Donald Trump คนปัจจุบัน)

Bernie ขึ้นชื่อเรื่องนโยบายเชิงรัฐสวัสดิการ เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิแรงงาน เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การยกเลิกหนี้นักศีกษา นโยบาย Green New Deal (การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อสิ่งแวดล้อม) ทำให้เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “หัวก้าวหน้า (progressive lane)” ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ส่วน Buttigieg และ Klobuchar อยู่ในกลุ่ม “ไม่สุดโต่ง (moderate lane)” ที่มักวางตัวว่าเห็นด้วยกับจุดยืนของฝ่ายหัวก้าวหน้า แต่ให้ความสำคัญกับการประนีประนอม และนำเสนอนโยบายที่พวกเขารู้สึกว่า “สามารถทำได้จริง ๆ” (รายละเอียดแตกต่างกันออกไปว่าแต่ละแคนดิเดตมองว่าอะไรเป็นสิ่งที่ “ทำได้จริง”) 

Buttigieg อายุ 38 ปี เป็นอดีตนายกเทศมนตรีเมือง South Bend ในมลรัฐ Indiana เคยเปิดเผยรสนิยมทางเพศว่าเป็นเกย์ ทำแบรนด์ตัวเองว่าเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ อายุน้อย และมีภูมิหลังที่ไม่ใช่ “การเมืองแบบวอชิงตันดีซี” ซึ่งหมายถึงว่าเป็น “คนนอกระบบ” ที่ไม่ได้ติดพันกับการเมืองของเมืองหลวงแบบดั้งเดิม แต่มีประสบการณ์จริงจากมุมมองใหม่ ๆ ที่ได้มาจากส่วนอื่นของประเทศ 

ในขณะที่ Klobuchar ไม่ได้ขายความเป็น “คนนอกระบบ” แบบ Buttigieg แต่เน้นสถานภาพของตัวเองที่เป็นวุฒิสมาชิกจากมลรัฐ Minnesota ซึ่งเป็น “มลรัฐสีม่วง” (มีฐานเสียงที่สนับสนุนทั้งสองพรรคพอกัน) เพื่อเน้นยำว่าตนเองสามารถแย่งชิงคะแนนเสียงจากอีกฝ่าย ให้เอาชนะประธานาธิบดี Trump ได้

Bernie Sanders ภาพจาก @BernieSanders

การขึ้นนำและกลยุทธของ Bernie Sanders

แต่คนที่ได้คะแนนนำในทั้งสองรัฐก็ยังเป็น Bernie Sanders

ตามทฤษฏีแล้ว ยุทธศาสตร์ไม่สุดโต่งของ Buttigieg และ Klobuchar อาจสามารถ “ดูด” คะแนนเสียงจากคนที่เคยเลือก Trump ได้ เพราะเหตุใด Sanders จึงขึ้นนำได้ในมลรัฐทั้งสองนี้? 

ปัจจัยแรกคือนโยบายหลักประกันสุขภาพแบบกองทุนเดียว (single payer) ที่รู้จักกันในนาม “Medicare for All (M4A)” กลายเป็นแบรนด์ของ Sanders ไปแล้ว 

นโยบายกองทุนเดียวเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนสหรัฐฯที่ให้ความสำคัญกับปัญหานโยบายสุขภาพสูงที่สุด เพราะภายใต้ระบบผสมแบบที่ใช้ปัจจุบัน เน้นให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนมีบทบาทสำคัญ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (healthcare expenditure) ต่อหัวของคนอเมริกันพุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ในโลก ในแต่ละปีมีประชาชนกว่า 5 แสนคนล้มละลายเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ มีการวิจัยพบว่าค่าใช้จ่ายที่สูงมาจากต้นทุนด้านการจัดการ (administrative cost) ทั้งของรัฐบาลและบริษัทประกันเอกชน ไม่ได้มาจากการรักษาพยาบาลโดยตรง 

หนึ่งในจุดขายของ M4A ของ Sanders คือการลดต้นทุนด้านนี้ลง ขจัดค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในประกันสุขภาพเอกชนรูปแบบต่าง ๆ

เมื่อนโยบายที่ชัดเจน ผนวกกับภาพลักษณ์ของ Sanders ด้านความซื่อสัตย์และจริงใจ ดังที่เห็นได้จากที่เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่านโยบาย M4A จะเพิ่มภาษี แต่จะลดค่าใช้จ่ายโดยรวม หรือการที่เขามีจุดยืนทางการเมืองที่ไม่ไขว้เขวไปกับกาลเวลาหรือความนิยมในแต่ละสมัย เช่นในประเด็นนโยบายสุขภาพ สิทธิทางการเมืองของผู้หญิง สิทธิของทหารผู้รักร่วมเพศ และการต่อต้านสงครามอิรักตั้งแต่ต้น ทำให้ “ความนิยม (favorability)” ของเขาสูงที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้

อีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็น คือยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่เน้นการเพิ่มจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิ (turnout) ในกลุ่มที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับสังคมมากนัก เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มประชากรผิวสี (Latino) และแรงงานต่างด้าว ที่ Sanders ได้คะแนนสนับสนุนอย่างท่วมท้น 

ยุทธศาสตร์นี้ทำได้เพราะทีมหาเสียงของ Sanders เป็นองค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคมที่จัดตั้งมาเป็นเวลา 4 ปีตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งก่อน มีความพร้อมออกไปพูดคุยสนทนากับกลุ่มสังคมต่าง ๆ เพื่อหาเสียง แม้ว่าตัว Sanders จะติดพันภารกิจอื่น (เช่น ต้องไปลงมติถอดถอน Trump ในเดือนมกราคม) ทำให้เขามี “โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure)” ด้านการหาเสียงที่เข้มแข็ง ทั้งในแง่ “กำลังทุน” จากการบริจาคโดยประชาชน และ “กำลังคน” ที่สามารถลงพื้นที่หาเสียง โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับการชิงพื้นที่สื่อจนเกินไป

Pete Buttigieg ภาพจาก Pete for America

Buttigieg เสมอใน Iowa และ Klobuchar ไต่ขึ้นอันดับ 3 ใน New Hampshire

ดังที่กล่าวไปแล้ว ทั้ง Buttigieg และ Klobuchar วางตำแหน่งตนเองเป็นแคนดิเดตที่ “ไม่สุดโต่ง” ทำให้ทั้งสองต้องมาชิงฐานเสียงเดียวกัน ทั้งในแง่อุดมการณ์ ภูมิหลังทางสังคม เศรษฐกิจ สีผิว รายได้ และช่วงอายุ

สาเหตุที่ Buttigieg สามารถขึ้นนำแคนดิเดตในกลุ่ม “ไม่สุดโต่ง” คนอื่นได้ (Biden ได้ที่ 4 Klobuchar ได้ที่ 5) ผู้เขียนมองว่าปัจจัยแรกคือ “ภาพลักษณ์เด็กเก่ง” ของ Buttigieg ที่มีโปรไฟล์ดี ทั้งในแง่การศึกษาและการงาน เช่น เคยเป็น Rhodes Scholar (ซึ่งถูกมองว่าเป็นทุนการศึกษาที่ยากที่สุดทุนหนึ่ง มีผู้ได้รับทุนจากทั่วสหรัฐฯเพียง 32 คนต่อปี โดยเกรดเฉลี่ยของผู้ได้รับทุนอยู่ที่ 3.9) เคยทำงานในบริษัทคอนซัลท์ใหญ่อย่าง McKinsey เมื่อผนวกกับจุดยืนไม่สุดโต่ง เน้นการปรองดองในพรรค อาจทำให้กลุ่มคนผิวขาวรายได้สูง มองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่พวกเขาอยากสนับสนุนก็เป็นได้

ในแง่ของยุทธศาสตร์ Buttigieg ทุ่มโฆษณาในมลรัฐ Iowa ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเป็นเงินหลายล้านเหรียญ และเมื่อ Klobuchar ไม่สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้ด้วยตนเอง เพราะติดพันภารกิจการถอดถอน Trump ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา (เช่นเดียวกันกับ Bernie และ Warren) บวกกับปัจจัยหนุนว่าการหาเสียงของ Biden ไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าใดนัก จึงทำให้ Buttigieg ได้เปรียบและได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมากก็เป็นได้ แถมระบบ Caucus ของมลรัฐ Iowa (คล้ายกับการประชุม มากกว่าการเลือกตั้งโดยตรง) น่าจะมีส่วนให้ผู้ที่เคยสนับสนุน Klobuchar หรือ Biden ในช่วงแรก “ย้ายค่าย” มาสนับสนุน Buttigieg อีกด้วย

Amy Klobuchar ภาพจาก @AmyKlobuchar

ในบริบทที่ Sanders มีรากฐานที่มั่นคง และ Buttigieg สร้างโมเมนตัมจาก Iowa ได้สำเร็จ การไต่อันดับขึ้นมาของ Klobuchar มีความน่าสนใจมาก เพราะว่าฐานเสียงของเธอคล้ายกับ Buttigieg, Biden และ Warren อย่างมาก กล่าวคือ Klobuchar ใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียว แย่งชิงเสียงสนับสนุนจากแคนดิเดต “ไม่สุดโต่ง” คนอื่น และอาจมีส่วนที่ให้ Buttigieg พลาดอันดับ 1 ใน New Hampshire อีกด้วย

ผู้เขียนมองว่าความนิยมในตัว Klobuchar ใน New Hampshire มาจากการโต้วาทีได้อย่างแข็งขันในการดีเบตคืนวันศุกร์ก่อนการเลือกตั้ง นอกจากที่ Klobuchar สามารถโจมตี Buttigieg ได้อย่างดีแล้ว ตัว Buttigieg เองยังพลาดพลั้งในการตอบคำถาม เมื่อผู้ดำเนินรายการถามประเด็นปัญหาการจับกุมประชาชนคนดำในเมือง South Bend ที่สูงกว่าปกติในช่วงที่เขาเป็นนายกเทศมนตรี เขาพยายามอ้างว่าอัตราการจับกุมมิได้สูง และยังเชื่อมโยงคนดำกับความรุนแรงทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น (มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นคำตอบที่มีนัยยะเหยียดผิวในระดับหนึ่งอีกด้วย) 

ความผิดพลาดของ Buttigieg ทำให้ภาพแคนดิเดตดาวรุ่งในกลุ่มไม่สุดโต่งสั่นคลอน ส่งผลให้กลุ่มสังคมคนผิวขาวรายได้สูง ที่มักติดตามข่าวสารการเลือกตั้งผ่านโทรทัศน์ และมีแนวโน้มเปลี่ยนจุดยืนบ่อย (fickle) ตามข่าวสารที่ได้รับ ย้ายไปสนับสนุน Klobuchar ในโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

Joe Biden อดีตรองประธานาธิบดีในยุคโอบามา – ภาพจาก Joe Biden

วิเคราะห์ทิศทางการเลือกตั้งต่อจากนี้

แม้ Buttigieg และ Klobuchar ประสบความสำเร็จในสองมลรัฐนี้ในระดับหนึ่ง ผู้เขียนมองว่าแคนดิเดตสองคนนี้ไม่น่าจะ “ไปรอด” ในมลรัฐต่อจากนี้ไป ด้วยเหตุผล 2 ประการใหญ่ ๆ 

ประการแรก ทั้งสองแทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประชาชนผิวสีและกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นกลุ่มฐานเสียงสำคัญสำหรับพรรคเดโมแครต (Quinnipiac Poll ล่าสุดจากเผยว่าเมื่อดูในระดับประเทศแล้ว Buttigieg และ Klobuchar ได้รับการสนับสนุนจากคนผิวสีเพียง 4% และ 0% ตามลำดับ

การเลือกตัวแทนในมลรัฐ Nevada (22 ก.พ.) และ South Carolina (29 ก.พ.) มีกลุ่มคนผิวสีจำนวนมาก (ทั้งละตินและคนดำ) อาจทำให้กระแสของทั้งสองหายไป ส่วนวัน Super Tuesday 3 มี.ค. ก็มีหลายมลรัฐที่มีประชากรผิวสีจำนวนมากเช่นกัน 

แคนดิเดตสายไม่สุดโต่งคนอื่นเช่น Biden อาจมีโอกาสในรัฐเหล่านี้สูงกว่าด้วยซ้ำไป เพราะเสียงสนับสนุนจากคนดำ (โดนเฉพาะกลุ่มสูงวัย) เฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 27% นำผู้สมัครทุกคน

ประการที่สอง แคนดิเดตทั้งสองคนนี้ไม่ได้มีทีมงานหาเสียงเตรียมการอยู่ในมลรัฐต่อจากนี้เท่าใดนัก โดยเฉพาะ Klobuchar ที่เผลอ ๆ แล้วต้องจ้างทีมงานใหม่หลายร้อยคนในเวลาไม่กี่วัน เพื่อเริ่มหาเสียงในมลรัฐ Nevada ก่อนที่ Caucus จะเริ่มขึ้น  

กระแสที่แคนดิเดตได้จากผลการเลือกตั้งใน Iowa หรือ New Hampshire อาจมีประโยชน์ต่อการโน้มน้าวผู้ลงคะแนนเสียง และเป็นตัวช่วยดึงดูดเงินบริจาค (ทั้งจากประชาชนและเศรษฐี) สำหรับแคนดิเดตที่ร้อนเงิน ปัญหาคือทั้ง Buttigieg และ Klobuchar อาจมีเงิน แต่ขาดคนและทีมงาน จึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเงินเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเทียบกันแล้วทีมหาเสียง Sanders ที่ได้วางเกมยาว เปิดศูนย์หาเสียงตามมลรัฐหลัง South Carolina แล้ว จึงมีโอกาสรักษากระแสและเสียงสนับสนุนได้อย่างมั่นคงกว่า “ม้ามืด” อีกสองคนมาก 

นอกจากนั้น Iowa และ New Hampshire เป็นกลุ่มมลรัฐที่ “ขาวที่สุด” มีอายุเฉลี่ยสูง และมีฐานะค่อนข้างดีล้วนเป็นปัจจัย Sanders ที่เสียเปรียบด้วยซ้ำ เมื่อเราทำความเข้าใจยุทธศาสตร์และเสียงสนับสนุนที่เขาได้จากกลุ่มสังคมผิวสีดังที่กล่าวไปแล้ว ในมลรัฐ Nevada ที่มีสัดส่วนประชาชนเชื้อสายละตินจำนวนมาก ก็คาดการณ์ได้ว่าคะแนนเสียงของ Sanders มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากในมลรัฐต่อจากนี้

Mike Bloomberg ภาพจาก @MikeBloomberg

จับตา Michael Bloomberg กับเงินมหาศาล

ตัวเลือกไม่สุดโต่งอีกคนหนึ่งที่ยังเข้มแข็งในโพลล์ และมีนักข่าวบางคนได้ข่าวลือว่าสมาชิกระดับสูงพรรคเดโมแครตบางส่วนกำลังเอนเอียงไปหาคือ Michael Bloomberg เจ้าของธุรกิจสื่อ Bloomberg 

ด้วยทรัพย์สินมหาศาลกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เขาทุ่มเงินไปเกือบ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯในการซื้อโฆษณา โดยวางเป้าหมายอยู่ที่มลรัฐช่วง Super Tuesday เป็นต้นไป แถมยังมีการรายงานว่าเขากำลัง “ดูด” ทีมงานหาเสียงของนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่เหล่านี้ด้วย 

ตอนนี้ยังคงบอกได้ยากว่ายุทธศาสตร์ของ Bloomberg ที่เลี่ยงการแข่งขันกับตัวแทนคนอื่นในมลรัฐแรก ๆ รวมถึงการเลี่ยงขึ้นเวทีดีเบต ที่อาจทำให้เสียเปรียบในภาพลักษณ์ จะประสบความสำเร็จแค่ไหน (เพราะแทบจะไม่มีแคนดิเดตในช่วง 20 ปีมานี้ ที่ใช้แผนการเช่นนี้ ด้วยกำลังทรัพย์ขนาดนี้) 

แต่การที่ Bloomberg สามารถยกอันดับตนเองขึ้นมาอยู่ที่ 3 ในโพลล์เฉลี่ยระดับประเทศของ Morning Consult และยังสามารถรับการสนับสนุนพอสมควรจากกลุ่มสังคมผิวสี ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองมีประวัติเหยียดผิวอย่างร้ายแรงทั้งในแง่พฤติกรรมและนโยบายสมัยเป็นนายกเทศมนตรีนคร New York แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์นี้มิได้เปล่าประโยชน์ไปเสียทีเดียว

สิ่งที่ผู้เขียนอยากทิ้งท้ายสักเล็กน้อย เป็นเหมือนเกร็ดในการติดตามการเลือกตั้ง คือ อยากแนะนำท่านผู้อ่านพยายามมองการเคลื่อนไหวในการหาเสียงอย่างน้อยใน 2 ระดับ คือในระดับของ “ประเด็น” (นโยบาย อุดมการณ์ โปรไฟล์ของตัวแคนดิเดต ฯลฯ) และในระดับของ “โครงสร้างเชิงกายภาพ” (การได้พื้นที่สื่อ ทีมงานหาเสียง องค์กร เครือข่าย และกลุ่มสังคมที่สนับสนุน ฯลฯ) เพราะบ่อยครั้งเราอาจด่วนสรุปว่าการเลือกตั้งคือ “การประชันกันของแนวคิด (the battle of ideas)” โดยมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ ในการโน้มน้าวจิตใจ ที่อาจฟังดูน่าเบื่อ เช่นการส่งข้อความ การโทรศัพท์ การเคาะประตูสนทนา 

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ดูน่าเบื่อ (mundane) เหล่านี้แหละครับ ที่บ่อยครั้งแล้วมักเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด ในการเชื่อมต่อประเด็นให้เข้ากับผู้ใช้สิทธิ์ ซึ่งจะชี้ชะตาการเลือกตั้งในสังคมประชาธิปไตย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/pete-buttigieg-amy-klobuchar/

GOLDCITY แบรนด์รองเท้าที่พร้อมสนับสนุนทุกก้าวของคนไทย เพราะเราเชื่อว่า #ก้าวทุกก้าวเป็นไปได้

ภาพจำในอดีตของ GOLDCITY คือรองเท้านักเรียน เพราะทำตลาดสินค้านี้มายาวนานถึง 70 ปีแล้ว แต่ปัจจุบัน GOLDCITY มีรองเท้าให้เลือกซื้อมากกว่านั้น แถมมาพร้อมราคาที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในทุกก้าวของคนไทย

gold city

Attitude ใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

ปกติแล้วเวลาไปซื้อรองเท้านักเรียน ชื่อที่แว่บเข้ามาในหัวก็คงมีไม่กี่ยี่ห้อ หนึ่งในนั้นต้องมี GOLDCITY อยู่แน่นอน เพราะทำตลาดมานาน แต่ด้วยปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยลง ทำให้ตลาดรองเท้านักเรียนมูลค่าราว 5,000 ล้านบาท เติบโตลำบาก และ GOLDCITY ก็ต้องพยายามต่อสู้ภายในตลาดที่ตัวเองเชี่ยวชาญมาโดยตลอด

หนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจของ GOLDCITY ก็คือการปรับ Attitude หรือมุมมองในการทำธุรกิจใหม่ ผ่านการอาศัยความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการผลิตรองเท้า เพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบแฟชั่น, รองเท้าแตะ, รองเท้ากีฬา รวมถึงรองเท้าใส่ทำงาน

gold city

ส่วนตัวรองเท้านักเรียนที่มีสัดส่วนการขายมากที่สุด GOLDCITY ก็ยังไม่ทิ้งตลาดนี้ ได้พัฒนาสินค้านี้ผ่านการใส่ความเป็นแฟชั่นเข้าไปด้วย เพราะการเลือกซื้อรองเท้านักเรียนในปัจจุบัน ผู้บริโภคเริ่มมองมากกว่าเป็นรองเท้าที่ใส่ไปโรงเรียน แต่ต้องแสดงถึงตัวตนของผู้ใส่ จุดนี้เองทำให้ GOLDCITY เป็น Top 3 ของผู้นำในตลาดรองเท้านักเรียนของประเทศไทย

เปิดประวัติ GOLDCITY แบรนด์รองเท้าเพื่อคนไทย

สำหรับประวัติ GOLDCITY นั้นเริ่มต้นในปี 2493 ผ่านการทำโรงงานรองเท้าผ้าใบที่ผลิตด้วยมือ มีคนงานเพียง 8 คน และควบคุมการผลิตโดยผู้ก่อตั้ง “สุพัฒน์-เรือนงาม จินาพันธ์” จากนั้นก็ขยายโรงงานเพื่อผลิตรองเท้าแบบต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังรับผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์รองเท้าทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

gold city

การตลาดสินค้าของ GOLDCITY เริ่มจากรองเท้ายางกันน้ำแบบบูท, รองเท้าผ้าใบ และรองเท้าแตะ จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงรองเท้านักเรียน และรองเท้าแฟชั้น

ล่าสุดใช้แนวคิดการสื่อสารแบรนด์ผ่านแคมเปญ “ก้าวทุกก้าวเป็นไปได้” แสดงให้เห็นว่า GOLDCITY มีรองเท้าหลากหลายรูปแบบที่พร้อมตอบโจทย์และสนับสนุนทุกการใช้ชีวิตของคนไทย

นอกจากนี้ในแคมเปญ “ก้าวทุกก้าวเป็นไปได้” ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเดินหน้าต่อไป แม้ชีวิตจะยากลำบากแค่ไหน เนื่องจากยังมีคนที่ลำบากกว่าอยู่อีกเต็มไปหมด และทาง GOLDCITY เองก็ต้องการสนับสนุนก้าวเหล่านั้นเช่นเดียวกัน

ตลาดรองเท้านักเรียนไม่มีคำว่าง่ายอีกแล้ว

ก่อนหน้านี้ตลาดรองเท้านักเรียนไทยอาจดูไม่ยากมากนัก เพราะในแต่ละปีทุกครอบครัวก็ต้องซื้อรองเท้าให้บุตรหลาน และทุกแบรนด์ก็แค่สร้างแคมเปญการตลาด หรือทำโปรโมชั่นเพื่อจูงใจให้ผู้ซื้อเข้ามา ทั้งช่วง 10-20 ก่อน จำนวนเด็กเกิดใหม่ยังไม่ลดลงขนาดนี้ ทำให้ตลาดรองเท้านักเรียนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ทั้งหมดนี้มันไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะเด็กเกิดใหม่ก็น้อย ไหนจะต้นทุนการผลิตที่แต่ละแบรนด์ต้องแบกรับไว้ ทำให้ความจำเป็นในการพัฒนารองเท้านักเรียนให้เป็นมากกว่ารองเท้านักเรียนเริ่มมีมากขึ้น ซึ่ง GOLDCITY ก็เป็นอีกแบรนด์ที่ใส่ความเป็นแฟชั่นเข้าไปในรองเท้านักเรียนเพื่อใช้สวมใส่ได้ในทุกโอกาส

gold city

ในทางกลับกัน GOLDCITY ก็ปรับตัวไปรุกตลาดรองเท้าแฟชั่นมากขึ้น อาศัยประสบการณ์ที่เคยรับผลิตรองเท้าผ้าใบให้กับแบรนด์ดัง ๆ มากมาย แสดงให้เห็นว่าตลาดรองเท้านักเรียนในประเทศไทยไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว และผู้ผลิตรองเท้านักเรียนในไทยก็ต้องปรับตัว และหาช่องทางรายได้ใหม่ ๆ จะให้พึ่งพาแต่รองเท้านักเรียนคงไม่ได้

สรุป

GOLDCITY เป็นแบรนด์รองเท้าที่เก่าแก่ของไทย ซึ่งกว่าจะก้าวมาถึง 70 ปีก็คงไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค เพราะต้องฝ่าฟันวิกฤติมากมาย ดังนั้นต้องคอยจับตาการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ของ GOLDCITY ว่าจะเดินกลยุทธ์อะไรอีกเพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้กับธุรกิจต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/gold-city-shoes-for-thai/