คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

จดหมายฉบับสุดท้าย Jeff Bezos ก่อนลงจากตำแหน่งซีอีโอ Amazon

เป็นธรรมเนียมสืบมาตั้งแต่ปี 1997 ที่ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Amazon จะเขียนจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น ซึ่งในจดหมายแต่ละปีก็มีแนวคิดที่น่าสนใจในเชิงการบริหารธุรกิจ จนกลายเป็นกรณีศึกษามากมาย

แต่ในปี 2021 ถือเป็นปีที่พิเศษ เพราะ Bezos ประกาศลงจากตำแหน่งซีอีโอในช่วงไตรมาสที่สาม และจะโปรโมท Andy Jassy ซีอีโอของ AWS ขึ้นมารับตำแหน่งแทน ทำให้จดหมายประจำปี 2020 (ที่ออกในปี 2021) เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายของ Bezos ในฐานะซีอีโอ

จงสร้างมูลค่าให้มากกว่าที่ใช้ไป

Bezos เริ่มต้นจดหมายของเขาด้วยการคำนวณ “มูลค่า” ของความมั่งคั่งที่ Amazon สร้างขึ้นมา เพื่อสะท้อนว่าภารกิจของเขาในการสร้างธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จ เขายกตัวเลขรวมว่าสร้างมูลค่าถึง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ให้ผู้ถือหุ้นทุกคนมาตลอดระยะทาง นับตั้งแต่ขายหุ้น IPO ในปี 1997 โดยหุ้นสัดส่วน 7 ใน 8 เป็นของผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่ตัวเขาเอง

Bezos ยังยกตัวอย่างจดหมายจากผู้ถือหุ้นชื่อ Mary และ Larry ที่ซื้อหุ้น Amazon จำนวน 2 หุ้น ในปี 1997 เป็นของขวัญให้ลูกชายที่ตอนนั้นอายุ 12 ปี หุ้นก้อนนี้ถูกถือโดยไม่ขายมายาวนาน 24 ปี จนปีนี้ที่ลูกชายจะซื้อบ้านเป็นของตัวเอง จึงนำมาขายและมูลค่าหุ้นสูงจนพอซื้อบ้านได้ ถือเป็นตัวอย่างของคนธรรมดาที่ได้ประโยชน์จากความมั่งคั่งที่ Amazon สร้างให้

Bezos คำนวณความมั่งคั่งที่ Amazon สร้างขึ้นให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ เฉพาะในปี 2020 เพียงปีเดียว

  • สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น 21 พันล้านดอลลาร์
  • จ่ายเงินเดือนและผลประโยชน์ให้พนักงาน 91 พันล้านดอลลาร์
  • สร้างกำไรให้ผู้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม 25 พันล้านดอลลาร์
  • สร้างประโยชน์ให้ลูกค้า (ทั้งอีคอมเมิร์ซและ AWS) 164 พันล้านดอลลาร์

รวมมูลค่าที่ Amazon สร้างขึ้นทั้งหมดประมาณ 3.01 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9.4 ล้านล้านบาทต่อปี

Bezos สรุปว่าในแง่ธุรกิจ เราควรตั้งเป้าว่าจะสร้างมูลค่าหรือคุณค่าให้กับทุกคนที่เราเกี่ยวข้อง (Create More Than You Consume) ถ้าบริษัทใดไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ ก็จะไม่สามารถอยู่ในโลกนี้ต่อไปได้

ภาพการทำงานในศูนย์กระจายสินค้าของ Amazon – ภาพจาก Amazon

โต้เสียงวิจารณ์เรื่องคุณภาพชีวิตพนักงาน

ในประเด็นถัดมา Bezos ตอบโต้เสียงวิจารณ์เรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงาน Amazon โดยเฉพาะพนักงานในโกดังและพนักงานส่งสินค้า ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

Bezos บอกว่าถ้าอ่านจากข่าวอย่างเดียว ทุกคนคงคิดว่าบริษัทไม่แคร์คุณภาพชีวิตของพนักงานเลย ถูกปฏิบัติเหมือนกับหุ่นยนต์ แต่จริงๆ แล้วบริษัทดูแลพนักงานดี พนักงานสามารถพักเบรกเข้าห้องน้ำ พักดื่มน้ำ พูดคุยกับหัวหน้างานได้อย่างอิสระ หากไม่กระทบต่อเนื้องาน โดยเวลาพักเบรกนี้ถูกคิดแยกจากเวลาพักเที่ยงปกติ 30 นาที และเวลาเบรกมาตรฐาน 30 นาทีที่มีอยู่แล้ว

เขายังยกตัวอย่างผลสำรวจความพึงพอใจของพนักงานในศูนย์กระจายสินค้า ที่ได้คะแนน 94% ในการแนะนำเพื่อนมาทำงานที่นี่ และยืนยันว่ากำหนดเกณฑ์ประเมินพนักงานอย่างเป็นธรรม ปฏิบัติได้จริง

แต่ถึงแม้ถกเถียงเรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงาน ตัวของ Bezos ก็ยอมรับว่าบริษัทจำเป็นต้องมี “วิสัยทัศน์ที่ดีกว่า” ในแง่การสร้างคุณค่าให้พนักงาน

เขาเสนอภารกิจว่า Amazon จะต้องเป็น “นายจ้างที่ดีที่สุดในโลก” (Earth’s Best Employer) และ “ที่ทำงานที่ปลอดภัยที่สุดในโลก” (Earth’s Safest Place to Work) เพิ่มเติมจากภารกิจเดิม “บริษัทที่ใส่ใจลูกค้ามากที่สุดในโลก” (Earth’s Most Customer-Centric Company) ที่พูดมานานแล้ว

Bezos บอกว่าภารกิจใหม่ทั้ง 2 ข้อจะไม่ทับซ้อนกับภารกิจเดิมเรื่องความใส่ใจลูกค้า โดยบทบาทใหม่ของเขาในฐานะประธานบอร์ด เขาจะมาโฟกัสที่เรื่องความปลอดภัยของพนักงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาถนัดและทำได้ดีที่สุด

Bezos แจกแจงว่าปัญหาเรื่องความปลอดภัยในที่ทำงานของ Amazon อาการบาดเจ็บสัดส่วน 40% เกิดจากอาการด้านกล้ามเนื้อ-กระดูก (musculoskeletal disorders หรือ MSDs) จากการเคลื่อนไหวท่าเดิมนานๆ และมักเกิดกับพนักงานใหม่ที่เพิ่งมาทำงานภายใน 6 เดือนแรกของอายุงาน แนวทางแก้ไขของ Amazon คือจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เรื่องวิธีเคลื่อนไหวร่างกายให้ปลอดภัย การจัดตารางทำงานของพนักงานด้วยอัลกอริทึม เพื่อให้ได้ทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนสลับกันไป ผลของโครงการเหล่านี้ช่วยลดอาการ MSDs ลงได้ 32% เทียบระหว่างปี 2019 และ 2020

ส่วนในแง่การจ้างงาน เขาย้ำว่า Amazon เป็นผู้นำในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง และเมื่อ Amazon ขึ้นค่าแรง บริษัทอื่นๆ ก็จำเป็นต้องขึ้นตาม ทำให้ค่าแรงเฉลี่ยสูงขึ้นด้วย

ภาพสำนักงานของ Amazon – ภาพจาก Amazon

ปรัชญาปิดท้าย ผู้ที่แตกต่างคือผู้ที่อยู่รอด

Bezos ปิดท้ายจดหมายฉบับสุดท้ายของเขา ด้วยการพูดถึงปรัชญาเรื่องสุดท้ายที่เขาอยากสอน นั่นคือ “ผู้แตกต่างคือผู้ที่อยู่รอด ในขณะที่จักรวาลรอบตัวเราอยากให้เราเป็นคนธรรมดา” (Differentiation is Survival and the Universe Wants You to be Typical)

Bezos ยกข้อความจากหนังสือชีววิทยาของ Richard Dawkins ว่าร่างกายของสัตว์รวมถึงมนุษย์ จะต้องรักษาอุณหภูมิของตัวเองให้ร้อนกว่าสภาพแวดล้อมเสมอ ยิ่งอากาศเย็น ร่างกายก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น เพราะถ้าไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ได้ สิ่งที่ตามมาคือความตาย ถ้าสิ่งมีชีวิตชนิดใดไม่พยายามรักษาความร้อนเอาไว้ ก็จะสูญพันธุ์ไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมรอบตัว

เขาเปรียบเทียบว่าบริษัทใดๆ ก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ โลกรอบตัวจะพยายามดึงเรากลับมาเป็นบริษัทธรรมดา (typical) เราต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการรักษาจุดเด่น รักษาความแตกต่างของเราไว้ตลอดเวลา (maintain your distinctiveness) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทุกจุดในสังคม ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่รวมถึงการเมืองและเรื่องอื่นๆ ด้วย

Bezos บอกว่าการรักษาความแตกต่างเอาไว้ มีต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไปแน่นอน เราต้องใส่พลังงานเข้าไปตลอดเวลา แต่มันก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าในระยะยาว โลกพยายามดึงให้ Amazon กลับมาเหมือนบริษัทปกติทั่วไป แต่เขาเชื่อว่าบริษัทสามารถทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ย

จดหมายสุดท้ายของ Bezos ปิดท้ายว่า จงปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยดี เป็นตัวของตัวเอง สร้างคุณค่าให้มากกว่าที่ใช้ไป และอย่ายอมให้จักรวาลรอบตัวดึงเรากลับไปเหมือนสภาพแวดล้อม และขอให้รักษาจิตวิญญาณของวันแรกเอาไว้

To all of you: be kind, be original, create more than you consume, and never, never, never let the universe smooth you into your surroundings. It remains Day 1.

จดหมายฉบับเต็มอ่านได้จาก Amazon

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จดหมายฉบับสุดท้าย Jeff Bezos ก่อนลงจากตำแหน่งซีอีโอ Amazon first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/jeff-bezos-last-letter/

จีนส่งออกแข็งแกร่ง ดัน GDP โต 18.3% ภายในไตรมาสแรก 2021

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยข้อมูลภาคการส่งออกของจีนแข็งแกร่งจนทำให้ GDP จีนเติบโตถึง 18.3% ในไตรมาสแรกของปี 2021 เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา GDP หดตัวอยู่ที่ 6.8% ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก 

China GDP

แม้ GDP จีนจะเติบโตมากขึ้น แต่ก็ต่ำกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อยหรือประมาณการณ์ไว้ว่าน่าจะโตอยู่ที่ 19% และขยายตัวกว่าไตรมาส 4 อยู่ที่ 0.6% ซึ่งอัตราการเติบโตของ GDP ที่อัตรา 18.3% ถือว่าเติบโตมากที่สุด นับตั้งแต่จีนเริ่มปิดเผยตัวเลข GDP รายไตรมาสเมื่อปี 1992 

โควิดระบาดส่งผลให้ภาคการผลิตและการลงทุนของจีนขยายตัวขึ้นมาก ไตรมาสแรกการส่งออกของจีนอยู่ที่ 49% หรือประมาณ 7.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นำเข้าเติบโตอยู่ที่ 5.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สืบเนื่องมาจากการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวมากขึ้นตามแผนพัฒนาแห่งชาติที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนยังไม่มั่นคงนัก ยังมีอุตสาหกรรมภาคการค้า การบริการและธุรกิจขนาดเล็กที่ยังเผชิญกับปัญหาด้านการผลิตและการดำเนินการอยู่ จีนจะต้องเพิ่มความช่วยเหลือให้แก่ธุรกิจเหล่านี้ให้มีเสถียรภาพเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้นเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่รายอื่นๆ ที่ยังเผชิญกับปัญหาโควิดระบาดหนักต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ที่มีคนติดเชื้อราว 6.9 หมื่นคนต่อวัน หรือเยอรมนีก็มีคนติดเชื้อราว 1.6 หมื่นคนต่อวัน

China Port ท่าเรือ ประเทศจีร
ภาพจาก Shutterstock

ด้านจีนก็เริ่มขยายการฉีดวัคซีนมากขึ้น จีนตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนให้ได้ 40% ของจำนวนประชากรภายในปลายเดือนมิถุนายน โดย Citi Research คาดการณ์ว่า ความพยายามลดผลกระทบจากโควิดระบาดจะส่งผลให้ภาคการค้าและบริการของจีนเติบโตยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงที่ทำให้ประเทศเปิดพรมแดนช้า

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก DHgate.com ระบุว่า มียอดการให้บริการอีคอมเมิร์ซของจีนสูงขึ้น ความต้องการสินค้าในบ้านของจีน เครื่องแต่งกายผู้หญิงเติบโตมากขึ้นอย่างน้อยเพิ่มขึ้นราวๆ 3 เท่าภายในช่วงไตรมาสแรก โดยมีตลาดส่งออกรายใหญ่อันดับต้นๆ ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี ที่คาดว่าความต้องการเพิ่มสูงขึ้นพร้อมๆ กับการควบคุมโรคระบาดในบางพื้นที่ เรื่องนี้ Diane Wang ประธานสตรีของ DHgate คาดการณ์ว่า ภายในไตรมาสถัดไป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ ความสวย ความงาม และสินค้าที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงจะขยายตัวเพิ่มมากกว่านี้

รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์อุตสาหกรรมเหล่านี้จะถูกผลักดันให้มีการผลิตมากขึ้นราว 25% การที่รัฐบาลขอให้ประชาชนอยู่ติดบ้าน ลดการเดินทางในช่วงตรุษจีนช่วงกุมภาพันธ์ที่มีการระบาดของโควิดเป็นระยะๆ ส่งผลให้มีการผลิตเริ่มกลับมาฟื้นตัว ส่วนการบริโภคก็ฟื้นตัวอยู่ที่ 33.9% เนื่องจากมีการใช้จ่ายในการจัดเลี้ยงอาหารและการบริโภคสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันการลงทุนด้านสินทรัพย์เติบโตราว 25.6% เนื่องจากมีการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์และการผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูงมากขึ้น

ที่มา – Nikkei Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จีนส่งออกแข็งแกร่ง ดัน GDP โต 18.3% ภายในไตรมาสแรก 2021 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-export-and-domestic-consumption-rebound-gdp-growth-in-q1-2021/

เปิดตำนานแบรนด์จีน ผู้ผลิตกรรไกรมาแล้วกว่า 400 ปี อยู่คู่คนจีนมาทุกยุคทุกสมัย

หากพูดถึงประวัติศาสตร์ประเทศจีนแล้ว ราชวงศ์ต่างๆ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาคุมอำนาจ การปฏิรูปมีมาทุกยุคสมัย ส่วนเศรษฐกิจก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเหมือนที่เราเห็นกันได้ตามข่าวในปัจจุบัน 

แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ขาดสาย ยังมีธุรกิจหนึ่งที่อยู่คู่ชาวจีนมานานกว่า 393 ปี นั่นคือ “ธุรกิจผลิตกรรไกรและมีด” แบรนด์ Zhang Xiaoquan

ผู้ผลิตทีเน้นทั้งสวยงามและความคงทน เต็มไปด้วยเสน่ห์แต่แฝงอยู่ในความธรรมดา จนชาวจีนต้องยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อกรรไกรมาเป็นของฝากให้กันและกัน

Zhang Xiaoquan
Zhang Xiaoquan แบรนด์กรรไกรอายุ 393 ปี

เปิดตำนานแบรนด์ Zhang Xiaoquan

แบรนด์ Zhang Xiaoquan ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1628 โดย Zhang Jiasi โดยกรรไกรของแบรนด์นี้ขึ้นชื่อว่ามี ‘คุณภาพ’ มากมาตั้งแต่สมัยนั้น

ครั้งหนึ่งแบรนด์นี้เคยได้รับรางวัลจาก China National Goods Exhibition และในปัจจุบันแบรนด์นี้ก็ได้รับการขนานนามว่า เป็นหนึ่งในมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมของประเทศจีน

ราวศตวรรษที่ 17 ย้อนกลับไปในสมัยนั้น Zhang Jiasi บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ เคล็ดลับมาจากการที่เขาได้ค้นพบวิธีผลิตกรรไกรและมีดให้ออกมาสวยงามและคงทน โดยใช้หลักเดียวกับ “การผลิตดาบสมัยโบราณ” ซึ่งในสมัยนั้นลูกค้าหลักคือแม่บ้านที่ทำอาหารเป็นประจำ

ต่อมาในปี 1663 Zhang Xiaoquan ซึ่งเป็นลูกชายของ Zhang Jiasi ก็ได้สืบทอดธุรกิจและก่อตั้งบริษัทผลิตกรรไกรและมีดชื่อว่า Zhang Xiaoquan ขึ้นมานับตั้งแต่นั้น

ในปัจจุบัน Ding Chenghong ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนี้เล่าว่า เขาพยายามสืบทอดประวัติอันยาวนานของธุรกิจ โดยยึดคติประจำใจซึ่งส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่นคือ “เหล็กกล้าที่ดีและงานฝีมือคุณภาพเลิศ” เพราะแบรนด์ Zhang Xiaoquan เลือกใช้เหล็กคุณภาพดีซึ่งมีราคาแพงกว่าท้องตลาด เช่น แม้เหล็กคุณภาพทั่วไปจะขายอยู่ที่ราคา 7,000 ถึง 8,000 หยวนต่อตัน แต่ทางแบรนด์ก็จะเลือกใช้เหล็กคุณภาพสูงซึ่งขายอยู่ที่ราคา 11,000 ถึง 12,000 หยวนต่อตัน

นอกจากนั้น ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของทางแบรนด์ ยังเชื่อว่าตัวเองกำลังผลิตงานฝีมือชิ้นงามให้ลูกค้าได้ชื่นชม ไม่ใช่แค่ผลิตกรรไกรหรือมีดธรรมดาเพียงอย่างเดียว

ด้วยความใส่ใจนี้ในปี 1990 แบรนด์ Zhang Xiaoquan จึงมีพนักงาน 2,500 คน และสามารถขายกรรไกรรวมถึงมีดได้มากถึง 20 ล้านเล่มต่อปี

เมื่อการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2000 รัฐบาลได้ขายหุ้น 75% ของ Zhang Xiaoquan ออกไป ทำให้พนักงานของบริษัทหายไปกว่า 1,000 คน และยอดการผลิตกรรไกรรวมถึงมีดก็ลดลงมาเหลือ 10 ล้านเล่มต่อปี

ทางบริษัทจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ จากเดิมที่โฟกัสแค่การผลิตกรรไกรและมีด เพราะเชื่อในคำเปรียบเปรยว่าของที่ดีจะขายตัวเองได้ ทางแบรนด์ก็หันมาใส่ใจกับการสร้างแบรนด์มากขึ้น

ความท้าทายครั้งใหม่คือการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ

ทางแบรนด์เจอความท้าทายครั้งใหม่ นั่นคือเรื่องการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ

โดยปกติแล้ว กรรไกรที่ผลิตให้กับคนจีนจะมีลักษณะแตกต่างจากกรรไกรที่คนฝั่งประเทศตะวันตกนิยมใช้กัน เช่น

  • กรรไกรที่ชาวยุโรปส่วนใหญ่ใช้จะมีใบมีดยาวและมีด้ามจับสั้นกว่าของจีน เนื่องจากพวกเขาเน้นใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นหลัก
  • ในทางกลับกันที่จีน จะใช้กรรไกรในหลายกิจกรรม ทั้งตัดกระดาษ ตัดวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหาร ตัดผ้า รวมถึงซ่อมรองเท้า

ทางบริษัทจึงวางแผนนำเครื่องจักรของเยอรมันมาใช้เพิ่มเติมเพื่อผลิตกรรไกรและมีดที่ตรงกับลักษณะการใช้งานของคนในประเทศฝั่งตะวันตกมากขึ้น

ทั้งนี้ อุปสรรคของธุรกิจ Zhang Xiaoquan ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะเมื่อแบรนด์มีชื่อเสียงก็มักมีสินค้าลอกเลียนแบบถูกผลิตขึ้นมา ทำให้ในช่วงหนึ่งทางแบรนด์ต้องต่อสู้กับข้อพิพาทเรื่องเครื่องหมายการค้า

กรรไกร Zhang Xiaoquan
กรรไกรแบรนด์ Zhang Xiaoquan รุ่นที่คนมักซื้อเป็นของฝาก Photo by https://www.instagram.com/p/BkHwolbnqJe/

เมื่อธุรกิจผ่านร้อนผ่านหนาวจนพัฒนามาเป็นแบรนด์ระดับโลก

ปัจจุบันแบรนด์ Zhang Xiaoquan ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ มาได้ และกลายเป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกรู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตมีดและกรรไกร เพราะทางแบรนด์ผลิตกรรไกรครอบคลุมกว่า 120 ชนิด ทั้งกรรไกรตัดผ้า กรรไกรทำสวน กรรไกรสำนักงาน กรรไกรทำครัว เป็นต้น

นอกจากนั้น หากมีโอกาสเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ซึ่งบอกเล่าประวัติศาสตร์เกี่ยวกับดาบและกรรไกรของจีน คุณจะพบว่าที่นั่นได้บันทึกเรื่องราวของ Zhang Xiaoquan ไว้มากมาย เพราะแบรนด์นี้มีประวัติยาวนานอยู่คู่กับชาวจีนมาหลายยุคสมัย

สรุปเคล็ดลับความสำเร็จของ Zhang Xiaoquan

  1. Zhang Xiaoquan เชื่อว่าตัวเองเป็นแบรนด์ที่ผลิตงานศิลปะชิ้นงามให้ลูกค้าได้ใช้ ไม่ใช่แค่ผลิตกรรไกรหรือมีด ธรรมดาเพียงอย่างเดียว 

2. ใส่ใจในคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตสินค้า แม้ว่าตัววัตถุดิบนั้นจะมีราคาสูงกว่าวัตถุดิบทั่วไปตามท้องตลาดก็ตาม

3. ต่อยอดสิ่งที่เชี่ยวชาญออกมาเป็นหลายๆ ผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับที่ทางแบรนด์พัฒนากรรไกรธรรมดามาเป็นกรรไกรที่ใช้ในงานต่างๆ มากกว่า 120 ชนิด

4. มองหาช่องทางพัฒนาธุรกิจเสมอ เหมือนตอนที่ Zhang Xiaoquan อยากขยายตลาดไปที่ยุโรป ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรของเยอรมันเข้ามา 

ที่มา : hisour, bbc, newscgtn, zhangxiaoquan

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดตำนานแบรนด์จีน ผู้ผลิตกรรไกรมาแล้วกว่า 400 ปี อยู่คู่คนจีนมาทุกยุคทุกสมัย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/zhang-xiaoquan-chinese-scissors/

ญี่ปุ่นก็แบนบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในจีน: Kagome ระงับนำเข้ามะเขือเทศซินเจียง

เรื่องคว่ำบาตร เรื่องแบนการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ ซินเจียงในจีน ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เริ่มจากแบรนด์แฟชั่นตะวันตกที่ถูกจับตามองจากนานาประเทศจนต้องออกแถลงการณ์แบนการบังคับใช้แรงงานกันเป็นแถว ไม่ว่าจะเป็น H&M, Adidas, Nike, New Balance, Zara, Burberry, Gap, Uniqlo ล้วนออกมาต่อต้านการบังคับใช้แรงงานจนถูกชาวจีนรักชาติโจมตีกลับ ล่าสุด ผู้ผลิตซอสแบรนด์ดังอันดับ 1 ของญี่ปุ่น Kagome ยังแบนการนำเข้ามะเขือเทศซินเจียงในจีน

Kagome

Nikkei รายงานว่า Kagome แบรนด์ดังที่ผลิตทั้งซอสและน้ำมะเขือเทศของญี่ปุ่น ก็ร่วมแบน ร่วมต้านการบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ ซินเจียงด้วย โดย Kagome ระงับการนำเข้ามะเขือเทศจากซินเจียงที่ใช้สำหรับทำซอสตั้งแต่ปีที่ผ่านมาแล้ว เรื่องการระงับนำเข้านี้ ผู้แทนจากบริษัท Kagome ระบุว่า ปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเช่นนี้

Kagome เชื่อว่าน่าจะเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่ยุติการทำธุรกิจกับพื้นที่นี้เพราะประเด็นอุยกูร์ ขณะเดียวกันบริษัท Kagome ก็ไม่ได้รับผลกระทบจากการระงับการนำเข้ามะเขือเทศจากซินเจียงนัก ก่อนหน้านี้ก็มีการลดนำเข้าไปบ้างแล้ว อีกทั้งมะเขือเทศที่นำเข้าจากซินเจียงในปัจจุบันก็มีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ด้วย ดังนั้น Kogame น่าจะใช้วิธีนำเข้ามะเขือเทศจากประเทศอื่นแทน

Kagome ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1899 มาถึงวันนี้ก็มีอายุมากถึง 122 ปีแล้ว หมุดหมายของการผลิตสินค้าก็เพื่อทำให้สุขภาพของผู้คนดีขึ้นด้วยคุณค่าทางอาหารจากผลิตภัณฑ์ที่ดีและยังมีส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ทั้งซอสมะเขือเทศ 60.3% น้ำมะเขือเทศ 55.5% น้ำผักรวม 44.1% น้ำผักและนำ้ผลไม้รวม 55.7% ซึ่งธุรกิจของ Kagome ก็มีทั้งเครื่องดื่ม อาหาร ผลิตภัณฑ์เกษตร ธุรกิจระหว่างประเทศ ฯลฯ ยอดขายเฉพาะปี 2020 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.83 แสนล้านเยน

KAGOME

ก่อนหน้านี้ Kagome ก็มีการเปิดเผยมาโดยตลอดว่าส่วนประกอบของอาหารมีผลผลิตมาจากซินเจียงเสมอ ซึ่งล่าสุดก็มีการเผยส่วนประกอบของซอสมะเขือเทศล่าสุด มีมะเขือเทศที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา อิตาลี ออสเตรเลีย สเปน ชิลี ตุกรี และโปรตุเกส ซึ่งผู้แทนจาก Kagome ก็ยืนยันว่ามะเขือเทศนี้จะมีการผลิตจากพื้นที่ที่ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

FAO ระบุว่า ปี 2019 จีนถือเป็นผู้ผลิตมะเขือเทศรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก จีนผลิตมะเขือเทศได้มากถึง 62.76 ล้านตัน ถือเป็น 35% ของการผลิตโลก ซินเจียงก็ถือเป็นพื้นที่ที่ผลิตมะเขือเทศได้มากเนื่องจากภูมิอากาศดี ทั้งนักลงทุนและกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างกดดันบริษัทที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอุยกูร์ เดือนที่ผ่านมา มีบริษัท 47 แห่งที่ถูกสงสัยว่า มีการใช้ซัพพลายเออร์ที่บังคับใช้แรงงานในซินเจียง รายชื่อที่เกี่ยวข้องมีทั้งบริษัท Alphabet (บริษัทแม่ของ Google), Apple, Volkswagen, Fast Retailing (บริษัทแม่ของ Uniqlo) แต่ไม่มีรายชื่อ Kogame อยู่ในนั้น

ที่มา – Nikkei Asia, Kagome

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ญี่ปุ่นก็แบนบังคับใช้แรงงานอุยกูร์ในจีน: Kagome ระงับนำเข้ามะเขือเทศซินเจียง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kagome-suspend-import-xinjiang-tomato-cause-of-human-rights/

COVID-19 ทำโลกเริ่มวิกฤต คนติดเชื้อเพิ่ม เสียชีวิตมากขึ้น

COVID-19 ยังอยู่กับเราอีกนาน หนทางอีกยาวไกลกว่ามันจะสิ้นสุด แต่มันสามารถควบคุมได้ด้วยมาตรการทางสาธารณสุข ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าว

COVID-19

Tedros Adhanom Ghebreyesus กล่าวไว้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ทั่วโลกจะฉีดวัคซีนไปแล้วราว 780 ล้านโดส แต่มาตรการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่างจากสังคมก็ยังต้องนำมาใช้ต่อไปเพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลง เราต้องการเห็นสังคม เศรษฐกิจ การค้าและการเดินทางกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ตอนนี้หลายประเทศมีผู้ป่วยหนักในระดับที่มากเกินไป มันจะทำให้ผู้คนล้มตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (สำหรับประเทศไทยผู้ป่วยสะสม 30,338 คน หายป่วยแล้ว 24,111 คน ผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ 965 คน เสียชีวิตสะสม 37 คน ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 505,215 คน เข็มที่ 2 สะสม 73,317 คน)

โรคระบาด COVID-19 นี้ยังมีหนทางอีกยาวไกลกว่าจะสิ้นสุด แต่เราก็มีเหตุผลมากมายที่ยังทำให้มองโลกในแง่ดีอยู่ มีการติดเชื้อและการเสียชีวิตน้อยลงในช่วง 2 เดือนแรกของปี แสดงให้เห็นว่าไวรัสและไวรัสสายพันธุ์ใหม่สามารถยับยั้งได้ แต่การให้ความระมัดระวังด้านสาธารณสุขยังมีลักษณะสับสน เชื่องช้า และไม่สม่ำเสมอ เช่น ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอ ไม่เว้นระยะห่างจากสังคม ใช้ชีวิตปกติทั้งที่มีการระบาดของ COVID-19 อย่างหนัก

ปัจจุบันอินเดียมีคนติดเชื้อมากกว่าบราซิลแล้ว กลายเป็นประเทศที่มีการติด COVID-19 มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงต่อสู้กับโรคระบาดระลอก 2 อินเดียฉีดวัคซีนต้าน COVID-19 ไปแล้วราว 105 ล้านโดสจากประชากรทั้งหมดราว 1.4 พันล้านคน (ข้อมูลจาก JHU ระบุว่า อินเดียมีคนติดเชื้อรวม 13.68 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว 1.71 แสนคน รักษาหาย 12.25ล้านคน)

Maria van Kerkhove หัวหน้าทีม WHO ระบุว่า ขณะนี้ เรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤตของโรคระบาด อยู่ในช่วงโศกนาฏกรรมของโรคระบาดมาอย่างยาวนานหลายสัปดาห์แล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมามีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น 9% เป็นการติดเชื้อเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 7 สัปดาห์แล้ว โควิดกำลังขยายตัวเป็นเส้นกราฟที่เป็น exponential curve คือเส้นที่ชี้ให้เห็นว่ามีอัตราการเติบโตของผู้ติดเชื้อและผู้แพร่เชื้อแบบก้าวกระโดด

Tedros กล่าวว่า ในบางประเทศ แม้จะมีการติดเชื้อ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง แต่ตามร้านอาหาร ไนท์คลับ ตลาดก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ค่อยระมัดระวังการแพร่เชื้อ วันจันทร์ที่ผ่านมามีการรายงานว่า มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น 4.4 ล้านคนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5%

นี่คือตัวอย่างประเทศที่อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดของค่ำคืนที่ผ่านมา เป็นเพียงตัวอย่างไม่กี่ประเทศ ดังนี้

  • มีระดับการติดเชื้อ 6,400 คนต่อ 1 ล้านคน สำหรับคืนที่ผ่านมา ฝรั่งเศส โปแลนด์ ฮังการี ตุรกี
  • มีระดับการติดเชื้อ 4,300 คนต่อ 1 ล้านคน ยูเครน บัลกาเรีย เซอร์เบีย บอสเนีย เชก สวีเดน จอร์แดน อาร์เจนตินา ชิลี
  • มีระดับการติดเชื้อ 3,200 ต่อ 1 ล้านคน บราซิล ปารากวัย เปรู อิตาลี ออสเตรีย กรีซ ลิทัวเนีย ลัตเวีย
  • มีระดับการติดเชื้อ 2,600 ต่อ 1 ล้านคนคนต่อ 1 ล้านคน สหรัฐอเมริกา แคนาดา โคลัมเบีย โอมาน อิหร่าน โรมาเนีย
  • มีระดับการติดเชื้อ 2,100 คนต่อ 1 ล้านคนมองโกเลีย อิรัก เยอรมนี
โควิด-19 COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

ที่มา – Reuters, The Guardian, ทำเนียบรัฐบาล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post COVID-19 ทำโลกเริ่มวิกฤต คนติดเชื้อเพิ่ม เสียชีวิตมากขึ้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/covid-19-critical-point-in-pandemic/

ชาตินิยมอย่างเดียวเอาไม่อยู่ จีนกังวลประสิทธิภาพ เตรียมนำเข้าวัคซีนประเทศอื่นเพิ่ม

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคระบาดจีนกำลังเตรียมหาวัคซีนมาใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้น หลังจากที่ประสิทธิภาพของวัคซีนเริ่มสร้างความกังวล

Sinovac China Vaccine

วัคซีนจีนมีหลากหลายแบรนด์ด้วยกัน ดังนี้

  • Sinovac หรือ CoronaVac เป็นวัคซีนที่พัฒนาที่ปักกิ่ง ผลิตโดยบริษัท Sinovac
  • Sinopharm หรือ BBIBP-CorV ผลิตโดยวิสาหกิจจีน มีการพัฒนาวัคซีนจาก 2 แห่งคือที่ปักกิ่งและที่อู่ฮั่น
  • CanSino วัคซีนต้าน COVID นี้พัฒนาโดย CanSinoBIO ใช้ฉีดเพียง 1 โดสเท่านั้น ใช้ adenovirus ของมนุษย์เป็นตัวนำสารพันธุกรรมเข้าสู่เซลส์มนุษย์เพื่อให้สร้างโปรตีนต่อ ซึ่งวัคซีนชนิดนี้ของจีนมีการทำงานแบบเดียวกับวัคซีนของรัสเซีย Sputnik V
  • Anhui Zhifei Logcom & Chinese Academy of Sciences หรือ ZG2001

วัคซีนจีนประสิทธิภาพต่ำ หัวหน้าศูนย์ป้องกันโรคระบาดในจีนยังเป็นกังวล

SCMP เผยว่า ผลการทดลองในบราซิลพบว่าวัคซีน Sinovac นั้นมีประสิทธิภาพ 50.4% ขณะที่ตุรกีมีประสิทธิภาพ 83.5% ก่อนหน้านี้องค์การสหประชาชาติเคยระบุไว้ว่าวัคซีนควรมีประสิทธิภาพราว 50%

ในเรื่องของการเตรียมนำวัคซีนประเทศอื่นมาใช้นี้ สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า Gao Fu หัวหน้าศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคระบาดจีนกล่าวไว้ในที่ประชุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า กำลังพิจารณาที่จะแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของวัควีนที่ใช้อยู่ เนื่องจากยังมีประสิทธิภาพไม่สูงนัก ดังนั้นการแก้ปัญหาด้วยการมีวัคซีนต้าน COVID ที่มีความหลากหลายมากขึ้น น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ เป็นไปได้ว่าจีนน่าจะจัดหาวัคซีนเพิ่มผ่านกรอบการทูตแบบทวิภาคีหรือการทูตสองฝ่ายที่เรียกว่า การทูตวัคซีนนั่นเอง

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนจัดหาวัคซีนให้หลายประเทศทั่วโลกราว 40 ล้านโดส มีทั้งบราซิล เซอร์เบียร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้านสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรก็จัดหาวัคซีน Johnson & Jonson ไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วราว 1 พันล้านโดส

Sinovac Biotech วัคซีน จีน
(Photo by Andressa Anholete/Getty Images)

อย่างไรก็ดี FT รายงานว่า ชิลีก็ต้องพึ่งพาวัคซีน Sinovac จากจีนเช่นกัน การศึกษาชิ้นล่าสุดพบว่า ประสิทธิภาพของการฉีดวัคซีนของชิลีแค่เพียง 1 โดส มีประสิทธิภาพเพียง 3% เท่านั้น เมื่อเทียบกับ 2 โดสถึงจะได้ 56% ทางผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขท้องถิ่นไม่ได้มองว่ามีความเชื่อมโยงใดๆ กับประสิทธิภาพของวัคซีนล่าสุด

ทั้งนี้ ในโซเชียลมีเดียก็มีก็โพสต์ข้อความจาก Yanzhong Huang นักวิจัยอาวุโสด้านสาธารณสุขโลกจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ซึ่งก็เป็นข้อความที่ถูกเซ็นเซอร์ด้วย โดย Huang ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลออกมายอมรับอย่างเปิดเผย ถึงความกังวลที่มีต่อการฉีดวัคซีน ซึ่งกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนฉีดวัคซีนไปแล้วราว 65 ล้านโดส

ผลการทดลองทางคลินิกระยะ 3 ยังไม่เปิดเผย หลายประเทศวิจารณ์หนัก

การผลิตวัคซีนของผู้ผลิตจากจีนไม่ได้เปิดเผยการทดลองระยะที่ 3 ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นขาดความโปร่งใส ด้าน Sinopharm อ้างว่าประสิทธิภาพของวัคซีนสูงราว 79% สูงพอๆ กับวัคซีนของ AstraZeneca ด้าน AstraZeneca เองก็ปรับแก้ไขประสิทธิภาพให้มีอัตราลดลงหลังจากเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณือย่างหนัก แต่ทาง Sinopharm ก็ไม่ได้เปิดเผยการทดลองระยะ 3 แต่อย่างใด

Xi Jinping สี จิ้นผิง ประธานาธิบดี จีน
Xi Jinping ภาพจาก Shutterstock

ด้าน Peter English อดีตที่ปรึกษาศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ สาธารณสุขอังกฤษ กล่าวว่า เรื่องที่จีนไม่เผยแพร่ผลการทดลองระยะที่ 3 เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ด้านผู้เชี่ยวชาญจากฮ่องกงระบุว่า CoronaVac หรือวัคซีน Sinovac นี้มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 51% สำหรับคนที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี ซึ่งก็มีการเปิดเผยผลการทดลองระยะ 1 และ 2

นอกจากประสิทธิภาพวัคซีนจะต่ำจนทำให้สาธารณสุขจีนเองยังเป็นกังวลแถมยังไม่เปิดเผยข้อมูลการทดลองระยะ 3 แต่จีนก็ยังตั้งเป้าผลิตวัคซีนต้านโควิดภายในปี 2022 ให้ได้ 5,000 ล้านโดส

หัวหน้าสมาคมวัคซีนแห่งประเทศจีนเผย ประเทศจีนตั้งเป้าเพิ่มศักยภาพในการผลิตวัควีนต้าน COVID-19 ให้ได้ 5,000 ล้านโดสภายในปีหน้าหรือปี 2022 โดยตอนนี้จีนกำลังเร่งฉีดวัคซีนภายในประเทศมากขึ้น

CGTN สื่อจีนที่ควบคุมการเผยแพร่โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน เผยแพร่คลิปวิดีโอที่มีการสัมภาษณ์ Yin Weidong ผู้ที่เป็น CEO เป็นดั่งหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อนบริษัท Sinovac Biotech ระบุว่าภารกิจของ Sinovac ยังไม่สมบูรณ์ ยังมีสิ่งที่ต้องทำต่อ นั่นก็คือการควบคุมโรคระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ

Sinovac มั่นใจ พัฒนาและวิจัยวัคซีนดีแล้ว ผลทดลองระยะ 3 ศึกษาจากประเทศพันธมิตร

Yin ของ Sinovac ระบุว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นแค่การเริ่มต้น เพราะ COVID-19 เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในโลก เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก เหมือนกับมนุษย์กำลังพบเจอกับศัตรูที่เข้ามาโจมตี ศัตรูย่อมไม่บอกเราอยู่แล้วว่าจะโจมตีเราอย่างไร มันมีแต่ความท้าทายและความไม่แน่นอนในการผลิตวัคซีน

ส่วนกรณีคำถามเรื่องการทดลองระยะ 3 ที่ทั่วโลกให้ความสนใจอยู่นั้น Yin ระบุว่า เขาพอใจมากกับข้อมูลที่มีอยู่ สาเหตุที่เขาพอใจ เขาบอกว่าเพราะอัตราการติดเชื้อ COVID ในจีนอยู่ในระดับต่ำ เราไม่สามารถทำการศึกษาทดลองระยะ 3 ในจีนได้ นี่เป็นความจริง หรือเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ในอดีต วัคซีนจีนและบริษัทจีนมีน้อยมาก ในการทดลองระยะ 3 เราต้องประเมินการศึกษานอกประเทศจีน เราจะประเมินการทดลองระยะ 3 จากนอกประเทศจีนได้อย่างไร นี่เป็นคำถามที่ยาก แต่ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือโรคระบาดเกิดขึ้นในจีนและเกิดในหลายประเทศ

China COVID-19 Face Masks
ภาพจาก Shutterstock

เงื่อนไขสำคัญในการทดลองประกอบด้วย 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ประเทศนั้นมีการแพร่ระบาดของโรคอย่างหนักและโรคมีความรุนแรง เรื่องที่สองคือ ประชากรจำนวนมากต้องการวัคซีน เรื่องที่สามคือ ประเทศหุ้นส่วนของเรามีการวิจัยและพัฒนาที่ค่อนข้างอ่อนแอ ต้องการความช่วยเหลือ

ตอนนี้จีนมีการทดลองทางคลินิกในหลายประเทศ ทั้งบราซิล อินโดนีเซีย ตุรกี และชิลี ตอนนี้ผลการทดลองระยะ 3 เปิดเผยแล้ว เราเริ่มทดลองที่บราซิลที่ถือว่ามีการติด COVID มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (ข้อมูลจาก JHU ระบุว่า บราซิลมีการติดเชื้อ​ COVID-19 เป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและอินเดีย มีผู้ติดเชื้อรวม 13,482,023 คน รักษาหาย 11,878,958 คน เสียชีวิต 353,137 คน/ ทั่วโลกเสียชีวิตจาก COVID-19 ไปแล้ว 2,938,439 คน รักษาหาย 77,516,666 คน ติดเชื้อรวม 136,157,645 คน)

ส่วนเรื่องเตรียมผลิตวัคซีนให้ได้ 5,000 ล้านโดสภายในปี 2022 นั้น Feng Duojia เผยเป้าหมายดังกล่าวในงานประชุมของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง โดยจีนเตรียมเพิ่มการผลิตวัคซีนต้าน COVID ราว 20 เท่าจากการผลิตเดิมหรือที่ส่งวัคซีนไปยังต่างประเทศด้วย ซึ่งจีนเริ่มรณรงค์สร้างภูมิคุ้มก้ันโรค COVID อย่างช้าๆ เนื่องจากขาดแคลนกำลังการผลิตที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการฉีดวัคซีนได้ ปัจจุบันจีนฉีดวัคซีนไปแล้วราว 130 ล้านโดส ส่งออกไปแล้วกว่า 100 ล้านโดส ราว 100 ประเทศ

สรุป

ซีอีโอจาก Sinovac ใช้วิธีทดลองและศึกษาระยะ 3 กับประเทศที่ระบุเงื่อนไขไว้ดังนี้ เป็นประเทศที่มีการติด COVID-19 อย่างหนัก มีอาการของโรคและแพร่เชื้อรุนแรง และเป็นประเทศพันธมิตรที่มีการวิจัยและพัฒนาวัคซีนที่ยังไม่แข็งแกร่งนัก ต้องการความช่วยเหลือ ในจีนมีการควบคุมโรคได้ดีแล้วจึงทำการทดลองได้ยาก จึงเลือกทดลองจากคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ข้างต้น ส่วนผลลัพธ์เป็นที่พอใจสำหรับ Sinovac แต่ยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ ส่วนใครที่ต้องการค้นหาคำตอบจากการทดลองทางเทคนิคระยะ 3 ลองสืบค้นการติดเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อ การควบคุมโรคจากประเทศเหล่านี้เพิ่มเติม บราซิล อินโดนีเซีย ตุรกี และชิลี

ที่มา – Caixing Global, Financial Times (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ชาตินิยมอย่างเดียวเอาไม่อยู่ จีนกังวลประสิทธิภาพ เตรียมนำเข้าวัคซีนประเทศอื่นเพิ่ม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-concern-effective-chinese-vaccine-covid-19-not-high/

อย่ารอช้า อุ่นใจกว่าเมื่อ TQM คัดประกันโควิดทุกรูปแบบ เลือกได้ในที่เดียว

สถานการณ์ตอนนี้โควิดระบาดหนักอีกครั้ง และอนาคตยังมีความไม่แน่นอนสูง TQM ร่วมกับพันธมิตรบริษัทประกันภัย รวบรวมประกันภัยโควิด-19 ในหลากหลายรูปแบบมาให้เลือกตามกำลังทรัพย์และความต้องการของผู้บริโภค จ่ายเริ่มต้นแค่หลักร้อย แต่คุ้มครองสูงสุดหลักล้านบาท

tqm

อย่ารอช้า ทำไว้อุ่นใจกว่า

สำหรับใครที่ยังลังเลใจอยู่ ขอแนะนำว่าเพื่อความมั่นใจและอุ่นใจที่มากขึ้น สามารถทำประกันโควิดผ่าน TQM ซึ่งรวบรวมมาให้จากพันธมิตรบริษัทประกันภัยหลายราย มีทั้งแบบ เจอจ่ายจบ ครอบคลุม คุ้มค่า ชดเชยค่ารักษาพยาบาล ราคาเริ่มต้นที่ 99 บาทขึ้นไป สามารถเลือกได้ตามความสามารถในการจ่าย

ไม่ต้องไปไล่ดูหรือเปรียบเทียบจากหลายที่ เพราะ TQM รวบรวมมาให้ไว้ในที่เดียว และสามารถสั่งซื้อ และชำระเงินผ่านทางออนไลน์ได้ทันที อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภค และวิธีการชำระเงินก็มีหลากหลาย ทั้งผ่านบัตรเครดิต, สแกนผ่านคิวอาร์โค้ด, จ่ายผ่านจุดรับชำระต่างๆ หรือถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โทรถามได้ที่ 1737 ตลอด 24 ชั่วโมง

tqm

ประกันแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร

ประกันโควิดมีหลากหลายแบบตามความต้องการ เช่น

  • เจอ จ่าย จบ ถ้าไปตรวจแล้วพบว่าติดเชื้อโควิด-19 บริษัทประกันจะจ่ายเป็นเงินก้อนให้ หรือแบบ 
  • เน้นค่ารักษาและชดเชยรายได้ คือ ช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาล ซึ่งหากมีอาการรุนแรงค่าใช้จ่ายมักจะสูงขึ้น และมีชดเชยรายได้แบบรายวัน เพราะการเข้ารักษาตัวอาจทำให้ขาดรายได้

การไม่ติดเชื้อโควิดเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่ทุกคนมีโอกาสติดได้ ดังนั้นสามารถเลือกทำประกันได้ โดยมีค่าเบี้ยประกันเริ่มต้นที่ 99 บาท แต่ให้ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปีเท่ากัน โดยเงื่อนไขอื่นๆ ขึ้นกับแผนประกันที่เลือก และมีระยะเวลารอคอย 14 วัน นับจากวันที่กรมธรรม์มีผลบังคับใช้เป็นครั้งแรก ดังนั้น รีบทำแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุด

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tqm.co.th/ หรือโทร 1737 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อย่ารอช้า อุ่นใจกว่าเมื่อ TQM คัดประกันโควิดทุกรูปแบบ เลือกได้ในที่เดียว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/tqm-covid-insurance/

มหาเศรษฐีอาศัยในปักกิ่ง-จีน มากที่สุดในโลก แซงหน้านิวยอร์ก-อเมริกาแล้ว

Forbes เผยรายชื่อมหาเศรษฐีประจำปี พบว่า ในปักกิ่ง จีน มีคนรวยอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นใหม่ 33 คน เป็นที่อยู่อาศัยของมหาเศรษฐีรวมทั้งหมด 100 คน แซงหน้ามหาเศรษฐีที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กอยู่ที่ 99 คน การจัดการควบคุมโควิดระบาดของจีนได้อย่างรวดเร็ว และบริษัทเทคจีนที่มีความโดดเด่นมากขึ้นยิ่งช่วยให้คนรวย รวยขึ้นไปอีก

Beijing Billionaires China

สำหรับจีนมี 4 เมืองหลักๆ ที่มหาเศรษฐีอาศัยอยู่ มีทั้งปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น และเมืองล่าสุดคือเมืองหังโจวที่มีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่ถึง 96 คน ซึ่งเซินเจิ้นกลายเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเลื่อนจากเมืองอันดับ 7 กลายเป็นอันดับที่ 5 ส่วนเมืองหังโจวอยู่อันดับ 10 และเซี่ยงไฮ้อยู่อันดับที่ 6 

ถ้าสำรวจตามเมืองต่างๆ ที่มหาเศรษฐีเลือกอาศัยอยู่ ก็พบว่า นิวยอร์กมีคนรวยเพิ่มขึ้น 7 คน ลอนดอนก็เพิ่มขึ้น 7 คน แม้ว่าความนิยมต่อเมืองลอนดอนจะลดต่ำลงจากอันดับ 5 สู่อันดับที่ 7 นอกจากนี้ก็มีหลายเมืองที่มีความนิยมเลือกอาศัยอยู่ลดลง เช่นมอสโกตกจากอันดับ 3 เป็นอันดับ 4 ฮ่องกงลดจากอันดับ 2 เป็นอันดับ 3 มุมไบและซานฟรานซิสโกมีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่ 48 คนเท่าเดิมและเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมอันดับ 8 เท่าเดิมเช่นกัน

รายชื่อ 10 เมืองที่มหาเศรษฐีอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก

อันดับที่ 1: ปักกิ่งมีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่มากที่สุดในโลกรวม 100 คน

จำนวนคนรวยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 33 คน มูลค่าสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 4.843 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ปักกิ่งได้รับความนิยมที่มหาเศรษฐีเข้าไปอยู่อาศัยขึ้นจากอันดับ 4 เป็นอันดับ 1 ทันที ถือเป็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังโควิดระบาด นอกจากนี้ยังมี Wang Ning ขึ้นเป็นเศรษฐีรายใหม่ล่าสุดวัย 34 ปี ส่วนคนรวยที่สุดที่อาศัยอยู่ในปักกิ่ง จีน คือ Zhang Yiming ผู้ก่อตั้งโซเชียลมีเดียวแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์รวม 3.56 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

อันดับที่ 2 นิวยอร์ก มีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่ 99 คน

จำนวนคนรวยอาศัยที่นิวยอร์กเพิ่มขึ้น 7 คน มีมูลค่าสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 5.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐมากกว่ามหาเศรษฐีในปักกิ่งราว 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คนที่ร่ำรวยที่สุดในนิวยอร์กคือ Michael Bloomberg มีสินทรัพย์รวม 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนมหาเศรษฐีรายใหม่คือ Boris Jordan เป็นผู้ก่อตั้ง Curaleaf ที่จัดจำหน่ายกัญชาและ Alexis Le-Quoc กับ Oliver Pomel ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Datadog ทำด้าน cloud monitor

ฮ่องกง Hong Kong
Hong Kong Photo by Simon Zhu on Unsplash

อันดับที่ 3 ฮ่องกง มีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่ 80 คน

มีคนรวยอาศัยในฮ่องกงเพิ่มขึ้น 9 คน มูลค่าสินทรัพย์รวม 4.484 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คนที่รวยที่สุดที่อาศัยอยู่ในฮ่องกงคือ Li Ka-shing เป็นนักธุรกิจ นักลงทุนระดับตำนานและยังเป็นนักบุญด้วย มูลค่าสินทรัพย์รวม 3.37 หมื่นล้านหรียญสหรัฐ ส่วนคนที่รวยรายต่อมากก็คืออดีตมหาเศรษฐี Jimmy Lai แห่งวงการสื่อที่ถูกจับกุมไปตั้งแต่สิงหาคม 2020 ฐานละเมิดกฎหมายความมั่นคงฮ่องกงฉบับใหม่ เขาเป็นหนึ่งในผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงและยังร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยหลายต่อหลายครั้ง

อันดับที่ 4 มอสโก มีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่ 79 คน

มีคนรวยอาศัยในมอสโก รัสเซีย เพิ่มขึ้น 9 คน มูลค่าสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 4.206 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดทั้งหมด 10 คนรวยิ่งขึ้นและรวยเพิ่มขึ้น 7.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คนที่รวยที่สุดคือ Alexey Mordashov และครอบครัว มีมูลค่าสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 29.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

อันดับที่ 5 เซินเจิ้น มีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่ 68 คน

มีคนรวยที่อาศัยอยู่ในเซินเจิ้น จีนเพิ่มขึ้น 24 คน มูลค่าสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 4.153 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เซินเจิ้นถือเป็นเมืองที่มีคนรวยอาศัยอยู่มากอันดับ 2 รองจากปักกิ่ง เซินเจิ้นยังมีชื่อเล่นที่เรียกกันว่าซิลิคอนวัลเลย์จีนด้วย คนที่รวยที่สุดในเซินเจิ้นคือ Ma Huateng เจ้าของ Tencent มีสินทรัพย์รวม 6.58 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

Shanghai China ประเทศจีน เซี่ยงไฮ้
Shanghai ภาพจาก Shutterstock

อันดับที่ 6 เซี่ยงไฮ้ มีมหาเศรษฐีอยู่อาศัยรวม 64 คน 

มีคนรวยอาศัยในเซี่ยงไฮ้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 18 คน มูลค่าสินทรัพย์รวม 2.596 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เซี่ยงไฮ้ยังคงเป็นเมืองที่คนรวยนิยมมาอาศัยอันดับ 6 คงเดิม ธุรกิจอีคอมเมิร์ซช่วยส่งเสริมคนรวยที่สุดในเซี่ยงไฮ้อย่างมาก มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในเซี่ยงไฮ้คือ Colin Huang ผู้ก่อตั้ง Pinduoduo รวยเพิ่มขึ้น 3 เท่าอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจาก Huang แล้ว โควิดก็ทำให้คนร่ำรวยขึ้น ทั้ง Li Ge ประธานบริษัทยา Wuxi Biologics รวยเพิ่มขึ้น 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ Zhong Huijuan ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัทผลิตยา Hansoh Pharmaceutical รวยขึ้น 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ

อันดับที่ 7 ลอนดอน มีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่รวม 63 คน

คนรวยอยู่ในลอนดอนเพิ่มขึ้น 7 คนขึ้นไป มูลค่าสินทรัพย์รวม 3.161 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คนที่รวยที่สุดที่อาศัยอยู่ในลอนดอนคือ Len Blavatnik มูลค่าสินทรัพย์รวม 3.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Access Industries ส่วนคนที่รวยเพิ่มขึ้นใหม่คือ Jose Neves ชาวโปรตุเกสที่เป็นก่อตั้งค้าปลีกแฟชั่นออนไลน์แบรนด์ Fartetch หุ้นมูลค่าเพิ่มขึ้น 500% ในปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยคนรวยที่อาศัยอยู่ในลอนดอน รวยเพิ่มขึ้น 37% รวยกวาปีที่ผ่านมา

อันดับที่ 8 มุมไบ มีมหาเศรษฐีอาศัยอยู่รวม 48 คน 

มีคนรวยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 10 คน มูลค่าสินทรัพย์รวม 2.65 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คนที่รวยที่สุดคือ Mukesh Ambani ชาวอินเดียเป็นคนที่รวยอันดับ 10 ของโลก เป็นประธานบริษัท Reliance Industries เขามีสินทรัพย์รวม 8.45 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นคนรวยที่สุดในเอเชีย

Photo by Sonika Agarwal on Unsplash
Mumbai Photo by Sonika Agarwal on Unsplash

อันดับที่ 8 ซานฟรานซิสโก มีมหาเศรษฐีอาศัยรวม 48 คน 

มีคนรวยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 11 คน (มีมหาเศรษฐีอาศัยจำนวนเท่ากับมุมไบแต่มูลค่าสินทรัพย์รวมน้อยกว่า) มูลค่าสินทรัพย์รวม 1.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จำนวนคนรวยที่เพิ่มขึ้นนี้มีทั้งผู้บุกเบิกฟู้ดเดลิเวอรี่ Apoorva Mehta ผู้ก่อตั้งและ CEO Instacart  และ Tony Xu CEO DoorDash ส่วนคนที่รวยที่สุดในซานฟรานซิสโกคือ Dustin Moskovitz อดีตผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook, Asana และ Good Venture

อันดับที่ 10 หังโจว มีมหาเศรษฐีอาศัยรวม 47 คน 

มีคนรวยเพิ่มขึ้น 21 คน มูลค่าสินทรัพย์รวม 2.682 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีคนรวยเพิ่มขึ้นมากจนโค่นตำแหน่งสิงคโปร์ที่เคยอยู่อันดับ 10 มาก่อน Jack Ma ผู้ก่อตั้ง Alibaba อยู่ที่เมืองหังโจวนี้ รวยเพิ่มขึ้น 9 ล้านเหรียญสหรัฐเป็น 4.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้นก็คือ Zhang Shanshan ที่รวยที่สุดในหังโจวมูลค่าสินทรัพย์อยู่ที่ 6.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และยังเป็นคนที่รวยอันดับที่ 13 ของโลก

ในจีน ฮ่องกง มาเก๊า มีคนรวยเพิ่มขึ้นมากกว่าประเทศอื่นในโลก มีคนรวยเพิ่มขึ้นใหม่ 210 คน โดยครึ่งหนึ่งของคนรวยในจีนรวยจากการผลิตและเทคโนโลยี สำหรับในจีนมีคนรวยราว 698 คน ใกล้จะถึงระดับเดียวกับสหรัฐอเมริกาที่มีคนรวยจำนวนมากกว่าอยู่ที่ 724 คน

London
London Photo by Viktor Forgacs on Unsplash

ปีที่ผ่านมา มีคนรวยใหม่เพิ่มขึ้น 493 คนทั่วโลก ในทุกๆ 17 ชั่วโมงจะมีมหาเศรษฐีใหม่เพิ่มขึ้น 1 คน อินเดียมีคนรวยมากอันดับ 3 ของโลก มีทั้งหมด 130 คน ถ้ารวมทั้งเอเชียแปซิฟิกจะมีมหาเศรษฐีรวม 1,149 คน มูลค่าสินทรัพย์รวม 4.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มหาเศรษฐีในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าทรัพย์สินรวม 4.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา – Forbes, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post มหาเศรษฐีอาศัยในปักกิ่ง-จีน มากที่สุดในโลก แซงหน้านิวยอร์ก-อเมริกาแล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/most-billionaires-live-in-beijing-2021-list/

รู้จักร้านโซบะ 500 ปี ตำนานที่เสิร์ฟให้พระราชวังญี่ปุ่นมานับครั้งไม่ถ้วน

เปิดตำนาน Honke Owariya ร้านโซบะอายุยาวนานกว่า 556 ปี

Honke Owariya
Honke Owariya

จุดเริ่มต้นของตำนาน

Honke Owariya เป็นร้านโซบะเก่าแก่ที่สุดในกรุงเกียวโตซึ่งดำเนินกิจการมากว่า 556 ปีแล้ว

แต่หากย้อนกลับไปในปี 1465 ซึ่งเป็นปีที่ Honke Owariya ถือกำเนิดขึ้นมา ธุรกิจนี้ก็เป็นเพียงร้านขายขนมหวานเล็กๆ เท่านั้น เมนูแนะนำของทางร้านคือ ‘ขนมปังไส้ถั่วแดง’ ขนมนี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น รวมถึงเป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นมักซื้อฝากกันอีกด้วย 

ในยุคนั้น ชาวญี่ปุ่นเริ่มผลิตโซบะกันตามวัดนิกายเซน แต่ด้วยความต้องการทานโซบะที่เพิ่มขึ้นมาก ทางวัดก็เริ่มผลิตเองไม่ไหว จึงกระจายให้ร้านที่ขายขนมและต้องนวดแป้งเป็นประจำอยู่แล้วเข้ามาช่วย

แน่นอน Honke Owariya เป็นหนึ่งในร้านเหล่านั้นที่ได้เข้ามาช่วยผลิตโซบะให้กับวัดญี่ปุ่น

ต่อมาในปี 1700 Denzaemon Inaoka ผู้ก่อตั้งร้าน Honke Owariya ได้รับเกียรติในการส่งโซบะให้กับพระราชวังอิมพีเรียลเป็นประจำ และปัจจุบันคนในราชวงศ์ก็ยังคงแวะมาทานโซบะที่ร้านนี้อยู่

นอกจากนั้น ประชาชนทั่วไปก็รับประทานโซบะกันอย่างแพร่หลาย เพราะชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าโซบะนำมาซึ่งโชคดีจึงมีวัฒนธรรมการทานโซบะในเทศกาลต่างๆ

soba
Photo by Honke Owariya: https://www.instagram.com/p/CD47IYhlkxU/

น้ำแร่คือสูตรลับความอร่อยของร้าน Honke Owariya

ร้าน Honke Owariya มีเมนูแนะนำคือ Hourai ซึ่งเป็นโซบะเย็นใส่ในชามซ้อนกันหลายๆ ชั้น เวลาทานก็ค่อยๆ ใส่เครื่องเคียงได้ตามใจชอบ

ทางร้านพิถีพิถันในการคัดสรรน้ำมาปรุงอาหารและทำขนมมากจึงไม่อยากขยายสาขาไปเมืองอื่นเท่าไหร่นัก เนื่องจากสาขาแรกที่เกียวโตมีน้ำแร่คุณภาพดีอยู่มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากมีการขยายสาขาจริงๆ ทางร้านจะมีเงื่อนไข เช่น

  • สาขา Shijo Teramachi ซึ่งอยู่ในห้าง ต้องขุดเจาะบ่อน้ำมาใช้ปรุงอาหารเอง
  • สาขา Shijo Kawaramachi ต้องรอรับน้ำแร่จากสาขาหลักเท่านั้น

ความใส่ใจนี้ทำให้ในแต่ละวันทางร้านสามารถขายโซบะได้มากถึง 1,000 ชาม และขายขนมปังไส้ถั่วแดงได้มากกว่า 2,500 ก้อน

Ariko Inaoka
Ariko Inaoka ทายาทรุ่น 16 ของร้าน Honke Owariya Photo by https://www.instagram.com/p/BbBpsbRlFj-/?igshid=2i1iokl6j0s

ทายาทรุ่น 16 ผู้ผันตัวจากการเป็นช่างภาพ สานต่อตำนานร้านอาหารหลายร้อยปี

Ariko Inaoka ทายาทรุ่น 16 ของร้าน Honke Owariya เล่าว่า ความท้าทายของการบริหารร้านนี้คือจะทำอย่างไรให้เสน่ห์ดั้งเดิมของร้านยังคงอยู่ 

Ariko Inaoka เคยทำงานเป็นช่างภาพอยู่ที่นครนิวยอร์คเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปี ก่อนจะกลับมาเกียวโตในปี 2009

คำถามคืออะไรทำให้เธอตัดสินใจทิ้งชีวิตซึ่งได้สนุกกับการเดินทางไปถ่ายรูปในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกแล้วกลับมาสานต่อร้านอาหารที่ประเทศบ้านเกิด 

ย้อนกลับไปในอดีต เธอเกิดและอยู่ที่เกียวโตมาจนถึงอายุ 17 ปี หลังจากนั้นเธอก็เดินทางไปที่สหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนด้านศิลปะการถ่ายภาพ

เธอเล่าว่าตัวเองน่าจะได้รับอิทธิพลจากแม่ซึ่งเคยไปศึกษาต่อที่ปารีสเช่นเดียวกัน เธอจึงใฝ่ฝันอยากเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่เด็ก เพราะเธออยากไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและอยากพบปะผู้คนที่หลากหลาย 

ครั้งหนึ่งเธอมีโอกาสได้ไปทำโปรเจคถ่ายภาพที่ประเทศไอซ์แลนด์ เธอสัมผัสได้ถึงความสวยงามของธรรมชาติที่นั่นและหวนคิดถึงเกียวโตขึ้นมา เพราะเธอตระหนักได้ว่าที่เกียวโตก็มีธรรมชาติที่สวยงามแบบนี้เช่นเดียวกัน

นี่จึงเป็นเหตุให้เธอตัดสินใจกลับมาที่บ้านเกิด

Soba Recipe by Honke Owariya
Recipe for soba and dashi Photo by Honke Owariya Online Shop : https://shop.honke-owariya.co.jp/products/detail.php?product_id=42

หลังจากกลับมาเกียวโตในช่วงแรกเธอก็ช่วยคุณปู่ (ทายาทรุ่น 14) และคุณพ่อ (ทายาทรุ่น 15) ดูแลจัดการร้าน จากนั้นเธอก็ขึ้นมาบริหารร้านอย่างเต็มตัวในฐานะทายาทรุ่น 16 ในปี 2014

เธอยอมรับว่าในช่วงแรกการบริหารร้านอาหารเป็นเรื่องยาก แต่เธอก็สนุกกับการใช้ความรู้ด้านศิลปะมาออกแบบแพ็กเกจจิ้งรวมถึงเมนูใหม่ๆ

นอกจากนั้น เธอยังสานต่อความเชื่อที่ถูกส่งทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นว่า Honke Owariya ต้องเป็นร้านที่คนในท้องถิ่นรัก และเพื่อให้ผู้คนแวะเวียนมาทานเมนูต่างๆ ได้ในทุกวัน ทางร้านจึงตั้งราคาอาหารและขนมไม่แพง เพราะอยากส่งมอบความสุขและความอร่อยแบบที่ไม่ได้หวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว

สรุปตำราวิชาบริหารร้านโซบะฉบับ Honke Owariya

  1. บริหารธุรกิจด้วยเป้าหมายในการเป็นร้านที่คนท้องถิ่นรัก

2. ตั้งราคาอาหารและขนมอย่างสมเหตุสมผลเพื่อให้ลูกค้าแวะมาทานได้บ่อยครั้ง

3. รักษาเสน่ห์ดั้งเดิมของร้านโดยไม่หยุดพัฒนาเมนูใหม่ๆ 

4. พิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบอย่างน้ำแร่มาปรุงอาหารและทำขนม

ที่มา : traditionalkyotohonkeowariya, livejapan

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รู้จักร้านโซบะ 500 ปี ตำนานที่เสิร์ฟให้พระราชวังญี่ปุ่นมานับครั้งไม่ถ้วน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/honke-owariya-soba-japanese/

คุยกับ จิราพร ขาวสวัสดิ์ กับภารกิจสร้างความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกให้กับ OR

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2564 สร้างสีสันให้นักลงทุนไม่น้อย เป็นหุ้นที่หลายคนสนใจ แต่ในมุมมองของ โออาร์ ความท้าทายที่แท้จริงกำลังเริ่มต้นขึ้น

ceo or

จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ โออาร์ บอกว่า เมื่อแยกบริษัทออกมาจาก ปตท. แล้ว โออาร์ ต้องมีเอกลักษณ์ (Identity) ของตัวเองให้ชัดเจน ซึ่งการสื่อสารคือสิ่งที่สำคัญ

เช่น ชื่อบริษัทคือ โออาร์ ไม่ใช่ พีทีทีโออาร์

หรือสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น (PTT Station) ต้องการสื่อความหมายว่า เป็นธุรกิจภายใต้การบริหารจัดการของ โออาร์ จะใช้คำว่า ปั๊มน้ำมัน ปตท. อีกไม่ได้ เพราะนั่นคือแบรนด์ของบริษัทแม่

และการจะเปลี่ยนภาพจำของผู้ใช้บริการ มีแต่ต้องตอกย้ำ ซ้ำ ๆ ว่า นี่คือ โออาร์ และ PTT Station

ptt station

เจาะลึก ทำความเข้าใจธุรกิจของ โออาร์

ธุรกิจของ โออาร์ ประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม คือ 

  • ธุรกิจน้ำมัน ทั้งการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบค้าปลีก (น้ำมันเชื้อเพลิงใน PTT Station, LPG, ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants) และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ให้กับกลุ่มอากาศยาน, กลุ่มเรือขนส่ง, กลุ่มอุตสาหกรรม ฯลฯ
  • ธุรกิจค้าปลีก เช่น Café Amazon, Jiffy, Texas Chicken, และฮั่วเซ่งฮง ติ่มซำ
  • ธุรกิจต่างประเทศ 

หรืออาจเรียกตามประเภทแบ่งเป็น ธุรกิจ Oil และ NonOil ก็ได้

จิราพร บอกว่า จากภาพรวม Oil เป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้ใหญ่ที่สุด แต่ NonOil กลายเป็นส่วนหลักที่มีการเติบโตสูง และมีศักยภาพอีกมาก ดูแค่ใน PTT Station ผู้ที่เข้ามาใช้บริการส่วนมากไม่ได้เข้ามาเติมน้ำมัน แต่มาซื้อสินค้าและบริการอื่น ๆ ทำให้ โออาร์ เร่งเครื่องพัฒนาธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง

cafe amazon

Retailing beyond Fuel โอกาสของ PTT Station เมื่อค้าปลีกเปลี่ยนไป

แนวทางการทำธุรกิจ คือ โออาร์ ต้องบริหารจัดการ Asset ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ PTT Station กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ที่มีผู้มาใช้บริการกว่า 3 ล้านคนต่อวัน ใช้โมเดลธุรกิจที่เรียกว่า “Retailing beyond Fuel” ที่ทำให้ PTT Station เป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน ด้วยแนวคิดการเป็น Living Community

ความได้เปรียบของ PTT Station คือ เข้าถึงง่าย มีบริการที่ตรงความต้องการและครบวงจร เทียบกับห้างสรรพสินค้า ที่เข้าถึงได้ยากกว่า ต้องหาที่จอดรถ ค่าเช่าที่ก็สูงกว่ามาก ทำให้ PTT Station ดึงดูดทั้งลูกค้าและพันธมิตร

“โออาร์ มี Platform ที่แตกต่างจากค้าปลีกอื่น ๆ หลายแบรนด์ไม่ได้แค่เช่าพื้นที่ แต่ร่วมลงทุนด้วยเลย ถ้าค้าปลีกอื่น ๆ มีหน้าร้าน มีห้างสรรพสินค้า โออาร์ มี PTT Station

เมื่อผสานกับ Digital Platform คือ บัตร Blue Card ที่มียอดสมาชิกกว่า 7 ล้านร้าย สามารถทำกิจกรรมสร้าง Engagement ทำ CRM, O2O ได้อีกมากมาย

or

เข้าลงทุนพันธมิตรต่อยอดธุรกิจของ โออาร์

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา โออาร์ เข้าลงทุนในหลากหลายธุรกิจที่น่าสนใจ เพื่อต่อยอดและเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจให้กับ โออาร์ เช่น การเข้าถือหุ้น 9.58% ใน Flash Express ซึ่งเป็นธุรกิจ Logistics ขนส่งสินค้าที่เติบโตสูง ตามความต้องการของตลาด สามารถ Synergy เป็นหนึ่งในบริการใน PTT Station

การเข้าถือหุ้น 65% ใน บริษัท พีเบอร์รี่ไทย จำกัด ผู้จัดหาเมล็ดกาแฟ และอุปกรณ์ในร้านกาแฟ และทำธุรกิจกาแฟประเภท Specialty Coffee แบรนด์ Pacamara นี่เป็นการเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจร้าน Café Amazon ได้เป็นอย่างดี

และล่าสุดเข้าถือหุ้น 20% ใน บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (โอ้กะจู๋) นอกจากมีโอกาสขยายสาขาใน PTT Station แล้ว ยังพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับร้าน Café Amazon ด้วย ซึ่งในอนาคตจะมีการลงทุนในลักษณะนี้ออกมาอีกแน่นอน เพราะทุกการลงทุนเพิ่มโอกาสและการเติบโตทางธุรกิจให้กับ โออาร์ และพันธมิตร

ev station

EV ไม่ใช่อุปสรรค แต่คือโอกาสใหม่ของ โออาร์

หลายคนถามว่ารถยนต์​ไฟฟ้ากำลังมา PTT Station มีแนวทางอย่างไร โออาร์ มีความพร้อมสำหรับ EV Station เพราะ โออาร์ มีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ที่ครอบคลุมเส้นทางหลักทั่วประเทศ ซึ่งการลงทุนติดตั้ง EV Station เพิ่มในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ไม่ได้ใช้งบประมาณสูง 

คนที่เข้าไปใช้บริการ PTT Station จะรู้ว่า ด้านซ้ายของสถานีบริการน้ำมัน เป็นพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ มีโอกาสพัฒนาเป็น EV Station ได้ และยิ่งการชาร์จไฟฟ้าใช้เวลานานกว่าเติมน้ำมัน ธุรกิจ Non-Oil เช่น ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ธนาคารสาขา ศูนย์บริการยานยนต์ ฯลฯ ก็จะมีบทบาทมากขึ้น

ปัจจุบันมี PTT Station ที่ให้บริการ EV Station 30 แห่ง มีแผนขยายเป็น 100 แห่งในปีนี้ 300 แห่งในปี 2565 และยังพร้อมขยายออกไปนอกสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้บริการในตลาดพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบัน โออาร์ มีลูกค้ากว่า 2,600 รายในตลาด

cafe amazon

ต่างประเทศ โอกาสในการขยายธุรกิจ Oil และ Non-Oil

โออาร์ ทำธุรกิจในต่างประเทศทั้ง Oil และ NonOil รวม 10 ประเทศเป็นเวลากว่า 27 ปี โดยกลุ่มหลักคือ ประเทศ CLMV ซึ่งเชื่อมั่นในคุณภาพน้ำมันจากไทย และคนในประเทศก็ให้ความนิยมด้วย รวมถึง โออาร์ สามารถส่งน้ำมันไปได้ง่ายเพราะประเทศติดกับไทย

สิ่งที่โดดเด่นอีกประการคือ PTT Station ที่ขยายไปต่างประเทศจะใช้โมเดลธุรกิจ “Retailing beyond Fuel”  เหมือนที่ใช้ในไทย ที่มีทั้ง Oil และ NonOil ซึ่งดึงดูดผู้ใช้บริการได้ดี และยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นของแต่ละประเทศมีส่วนร่วมในธุรกิจด้วย

ส่วนของ NonOil มี Café Amazon เป็นหัวหอกสำคัญ เพราะ โออาร์ สามารถไปลงทุนเองได้ หาพันธมิตรร่วมทุน หรือเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ก็ได้ เช่น บริษัท PTTOR China ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ โออาร์ ในประเทศจีน ร่วมมือกับ บริษัทกลุ่มมิตรผลในประเทศจีน และ Sinopec (Guangxi) เปิด Café Amazon ที่หนานหนิง จีนทางใต้ซึ่งมีความใกล้เคียงคนไทย

ceo or

นำทีมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ทันธุรกิจที่เปลี่ยนไป

จิราพร บอกว่า ในยุคที่ธุรกิจเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง คนในองค์กรคือปัจจัยสำคัญ ซึ่งจะเน้น 5 ส่วนสำคัญที่รวมกันเป็น OR DNA คือ 

  1. ต้องนึกถึงผู้อื่นก่อนเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มเติบโตไปด้วยกัน
  2. ต้องเข้าถึงง่าย เพราะธุรกิจของ โออาร์ เป็น B2C ที่ใกล้ชิดผู้บริโภค
  3. ต้องวางใจได้ 
  4. ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของพนักงาน ให้อำนาจพนักงานได้ตัดสินใจ และแก้ไขปัญหา
  5. ต้องมีความเป็น Entrepreneurship ในความเป็นเจ้าของ โออาร์

การทำธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพ ดึงดูดผู้บริโภคและผู้ร่วมทุนให้เข้ามา ต้องมีสิ่งเหล่านี้ ซึ่ง 23 ปีที่ โออาร์ แยกตัวมาจาก ปตท. สามารถสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ทำธุรกิจได้คล่องตัวขึ้น มีการสร้าง New SCurve และการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมชุมชนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ 

ส่วนการทำหน้าที่ CEO หลังจากการเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมคือ พันธกิจ หรือ ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยเกือบ 5 แสนราย แต่สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิม คือ ต้องพัฒนาศักยภาพคนในองค์กร สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ทันกับธุรกิจที่ต้องเปลี่ยนไป ซึ่งถือเป็นความท้าทาย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post คุยกับ จิราพร ขาวสวัสดิ์ กับภารกิจสร้างความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกให้กับ OR first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/interview-ceo-or-oil-and-non-oil-business/