คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

ชีวิตนักศึกษาจบใหม่ เมื่อ “เงินเดือน” สวนทางกับรายจ่าย จะอยู่สบายถ้าที่บ้านช่วยเหลือ

ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายนของทุกปี เป็นช่วงที่นักศึกษาจำนวนมากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพร้อมๆ กัน ซึ่งการจบการศึกษานี้เป็นเหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านการใช้ชีวิต จากวัยเรียนไปสู่วัยทำงานที่ต้องเผชิญกับโลกความเป็นจริง และสร้างความกดดันให้กับบุคคลที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะภายในเวลาช่วงข้ามคืน

ความกดดันของนักศึกษาจบใหม่ในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นการหางาน ในสภาพเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จากสถานการณ์โควิด-19 จากสถิติอุดมศึกษา ของกระทรวงการอดุมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พบว่า ในปี 2561 มีผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เป็นจำนวน 303,149 ราย ระดับปริญญาโท 31,273 ราย และระดับปริญญาเอก มีผู้จบการศึกษา 3,905 ราย

โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ในระดับปริญญาตรี ที่นับว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากชีวิตการเรียน เข้าสู่โลกแห่งการทำงาน ที่แต่ละปีมีผู้จบการศึกษาใหม่หลายแสนราย ซึ่งตัวเลขนี้สวนทางกับอัตราการว่างงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากสถานการณ์โควิด-19 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่าในเดือนมีนาคม 2563 มีผู้ว่างงานประมาณ 3.92 แสนคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 1%

คู่แข่งของนักศึกษาจบใหม่ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากจะต้องแข่งกับนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบมาพร้อมๆ กันแล้ว ยังต้องแข่งกับนักศึกษาที่เรียนในหลักสูตร 3 ปีครึ่ง ที่เรียนจบตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่อาจยังไม่ได้งาน และกำลังหางานอยู่ เพราะติดปัญหาไม่สามารถหางานได้เมื่อตอนโควิด-19 ระบาดหนักๆ นอกจากนี้ยังต้องแข่งกับคนที่เพิ่งตกงาน เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจ ยิ่งทำให้นักศึกษาจบใหม่มีคู่แข่งมากขึ้น และคนที่เพิ่งตกงานก็มีข้อได้เปรียบบางประการ นั่นคือ ประสบการณ์ที่นักศึกษาจบใหม่ยังไม่เคยมี

นักศึกษาจบใหม่บางคนหางานได้แล้ว และกำลังกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเต็มตัว แต่ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญคือ “เงินเดือน” ของนักศึกษาจบใหม่ ที่ไม่อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร

จากผลการสำรวจผู้อ่าน Brand Inside ที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ ส่วนใหญ่พบว่า มีรายได้มากกว่า 15,000 บาทขึ้นไป และนักศึกษาจบใหม่ที่มีรายได้ น้อยกว่า 15,000 บาท และมีรายได้ประมาณ 15,000 บาท มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คำถามที่เกิดขึ้นคือ นักศึกษาที่เรียนจบใหม่มีรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหรือไม่?

เด็กจบใหม่ มีรายได้ แต่ใช้จ่ายอย่างไรจึงจะพอ

นางสาวมะปราง จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดัง เธอทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีรายได้อยู่ในช่วง 15,000-18,000 บาท เธอเล่าว่า เงินเดือนของเธอแต่ละเดือนหมดไปกับค่าใช้จ่ายการเดินทางกว่า 20% เพราะบ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน เสียค่าเดินทางวันละประมาณ 100 บาท ยังไม่รวมกับค่าอาหารที่ต้องจ่ายอีก 100 บาทต่อวัน เพราะทำงานอยู่กลางเมืองค่าครองชีพจึงค่อนข้างสูง

เมื่อถามเธอว่ามีเงินเหลือเก็บบ้างไหม มะปรางตอบว่า มีเงินเหลือเก็บ เพราะตั้งใจทำงานเพื่อเก็บเงิน ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยเพื่อซื้อของใดๆ เลยดังนั้นเธอกล่าวเสริมว่า หากใช้ชีวิตแบบซื้อของที่อยากได้ จะทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บ

นางสาวใบบัว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในหลักสูตร 3 ปีครึ่ง เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และได้งานทำตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ เล่าว่า เธอทำงานสาย Customer Service หรือการบริการลูกค้า มีรายได้ในช่วง 18,000-20,000 บาทต่อเดือน แต่ต้องแลกด้วยการทำงานไม่เป็นเวลา และแต่ละวันหมดไปกับการทำงานถึง 12 ชั่วโมง เธอจึงมองว่ารายได้ของเธออาจไม่เหมาะสมกับการทำงาน

ยิ่งถามถึงค่าใช้จ่ายรายวัน พบว่า ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางยังคงเป็นค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่ใบบัวต้องเสีย มากกว่า 100 บาทต่อวัน ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ระหว่างวัน โดยเฉพาะค่าอาหาร ส่วนเงินที่เหลือเก็บในแต่ละเดือนใบบัวเล่าว่า เธอเก็บเงินได้ประมาณเดือนละ 5,000 บาท บางเดือนก็ไม่ได้เก็บเงินเลย แต่อย่างไรก็ตาม บางเดือนมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินก็จะต้องเอาเงินที่เคยเก็บไปออกมาใช้อยู่ดี ไม่สามารถเก็บเงินได้ตลอด

นายปกป้อง จบการศึกษาเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา มีรายได้อยู่ในช่วงเดือนละ 20,000 บาทขึ้นไป เล่าว่า แม้รายได้เดือนละสองหมื่นกว่าๆ จะดูเหมือนมากสำหรับเด็กจบใหม่ในสายสังคมศาสตร์ แต่ความจริงแล้ว รายได้เท่านี้จะเพียงพอก็ต่อเมื่อเด็กจบใหม่คนนั้นมีที่บ้านคอยสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าที่อยู่ ไม่พ่อแม่ช่วยออกค่าน้ำมันรถ

ปกป้องคิดว่า หากตัวเองต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในชีวิตประจำวันเอง รายได้สองหมื่นกว่าบาทคงไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในเมืองที่มีค่าครองชีพสูงอย่างกรุงเทพฯ ส่วนเงินออม ปกป้องเล่าว่า เขามีเงินเหลือเก็บเดือนละ 10,000 บาท เพราะไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่บ้าน หากที่บ้านมีภาระเขาคงไม่สามารถเก็บเงินได้มากเท่านี้

เงินเดือนเด็กจบใหม่ ใช้พอ ถ้าที่บ้านช่วยเหลือ

นักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบและมีงานทำ ได้รับความกดดันจากหลายๆ ทาง โดยเฉพาะเรื่องรายได้ จากที่ไม่เคยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในชีวิต บางคนโชคดีที่ครอบครัวยังให้ความช่วยเหลือออกค่าใช้จ่ายให้บางส่วน บางคนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่อยู่อาศัย ก็จะสามารถใช้เงินเดือนที่มีได้อย่างเต็มที่ มีเงินพอเหลือเก็บ ซื้อของฟุ่มเฟือยได้ตามสมควร

แต่บางคน โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่เพิ่งเรียนจบและเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เพียงคนเดียว ต้องเสียค่าเช่าที่พักเดือนละหลายพันบาท รายได้ 15,000-18,000 คงอาจไม่พอใช้ หรือหากพอใช้ คงเป็นการใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน ไม่ได้มีเงินเหลือเก็บเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ยิ่งคนที่ครอบครัวมีภาระ ต้องช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ก็จะยิ่งสร้างความกดดันให้ใช้จ่ายอย่างประหยัดมากขึ้นไปอีก

ที่มา – สำนักงานสถิติแห่งชาติ, กระทรวงการอุดมศึกษา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/newly-graduate-student-salary/

ยอด ชินสุภัคกุล เตรียมรับตำแหน่งซีอีโอ LINE MAN Wongnai

LINE คอร์ปอเรชั่น ประกาศเลือก “ยอด ชินสุภัคกุล” ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ บริษัท LINE MAN Wongnai บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง “ไลน์แมน” แอปพลิเคชันแพลตฟอร์มออนดีมานด์ชั้นนำของไทย และ “วงใน” แพลตฟอร์มรีวิวและค้นหาร้านอาหารชั้นนำของประเทศ มีผลในช่วงเดือนกันยายน 2563* โดย “ยอด” จะรับหน้าที่บริหารจัดการธุรกิจและการปฏิบัติการต่างๆ ของบริษัท

อึนจอง ลี หัวหน้าฝ่ายบริหารธุรกิจ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไลน์ พลัส คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “จากการดำเนินธุรกิจตลอด 4 ปีที่ผ่านมา LINE MAN พิสูจน์ตัวเองในฐานะ ‘ผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง’ ของคนไทย และเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจ O2O ของประเทศไทย  เรายังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างธุรกิจให้เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของคนไทย ด้วยเงินลงทุนมูลค่า 3,300 ล้านบาท (110 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) จาก BRV Capital Management เราเชื่อว่า LINE MAN Wongnai จะก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มซูเปอร์ไลฟ์สไตล์ที่สร้างมิติใหม่ให้กับตลาดประเทศไทยในไม่ช้า”

“คุณยอด ชินสุภัคกุล เป็นผู้ที่เข้าใจในธุรกิจ O2O อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะด้านฟู้ดเดลิเวอรี LINE MAN Wongnai ภายใต้การบริหารของคุณยอด จะเป็นบริษัทที่สร้างโดยคนไทย บริหารโดยคนไทย และดำเนินงานเพื่อคนไทย ซึ่งจะสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ น่าตื่นเต้นและเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง” อึนจอง กล่าว

Disclaimer: Brand Inside เป็นบริษัทในเครือวงใน

ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai  กล่าวว่า “การผนึกกำลังของทั้งสองบริษัทในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างอีโคซิสเต็ม Online-to-offline ที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับทั้งร้านอาหารและผู้ใช้ สามารถสร้างคุณค่าให้กับทุกฝ่ายในธุรกิจ LINE MAN Wongnai เป็นบริษัทที่ก่อตั้งและบริหารโดยคนไทย ด้วยความเข้าใจเรื่องอาหารการกินของคนไทยอย่างแท้จริง เรามั่นใจว่านี่จะเป็นก้าวสำคัญสำหรับเราที่จะดำเนินธุรกิจที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่คนไทย และ ธุรกิจไทยในประเทศไทยเช่นเดียวกัน”

ยอด ชินสุภัคกุล ดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Wongnai โดยก่อนหน้านั้นรับตำแหน่งเป็น Support Manager ที่ Thomson Reuters ยอดจบการศึกษา MBA จาก UCLA Anderson School of Management ในปี 2010 และด้าน Computer Engineering จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2004

*ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในช่วงการดำเนินการ อาจมีการเปลี่ยนแปลง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/yod-ceo-line-man-wongnai/

The 1 Insight : เจาะลึก 5 กลุ่มพฤติกรรมนักช้อปหลังล็อกดาวน์ COVID-19

The 1 Insight รายงานข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคโดย The 1 ลอยัลตี้แพลตฟอร์มอันดับ 1 ของไทย ภายใต้เครือเซ็นทรัล พาไปเจาะลึกพฤติกรรมนักช้อปหลังล็อกดาวน์ COVID-19 หรือช่วงตั้งแต่วันที่ 17 .. – 30 มิ.. 63 โดยฐานข้อมูล The 1 จัดกลุ่มออกเป็น 5 แบบ ดังนี้ 

Splurge Hard – เปิดมาก็ช้อปหนัก

จากฐานข้อมูล The 1 พบว่ามีกลุ่มลูกค้าประเภท Splurge Hard เป็น 1 ใน 4 ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 137% เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังล็อกดาวน์ กลุ่มนี้นิยมซื้อสินค้าประเภทเสื้อผ้า เครื่องสำอาง และอาหารทะเล ฯลฯ โดยใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 177% นี่เป็นเหตุมาจากล็อกดาวน์และคำสั่งปิดห้าง จนทำให้พวกเขาไม่สามารถออกมาช้อปได้เหมือนปกติ เมื่อคลายล็อกดาวน์ ลูกค้ากลุ่มนี้จึงได้กลับมาช้อปในแบบที่คุ้นเคย เพื่อคลายเครียดจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา

ทางด้านสินค้าชิ้นใหญ่อย่างทีวี แอร์ เครื่องซักผ้า และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็ได้รับความสนใจจากลูกค้ากลุ่มนี้เช่นกัน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 4 เท่า เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังล็อกดาวน์ ซึ่งเป็นผลมาจากการอยากทำบ้านให้น่าอยู่และสะดวกสบาย เพื่อตอบรับทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตที่อยู่กับบ้านมากขึ้น แต่ที่ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ซื้อจากช่องทางออนไลน์ในช่วงล็อกดาวน์ ก็เป็นเพราะยังชอบที่ได้เห็นของจริงก่อนซื้อ บ่งบอกได้เลยว่ายังคงมีสินค้าบางประเภทที่ลูกค้ายังเลือกที่จะขอเห็นสินค้ากับตาก่อน

Back to Normal – ชีวิตไปต่อ ช้อปเหมือนเดิม

จากฐานข้อมูล The 1 พบว่ากลุ่มลูกค้าประเภท Back to Normal หรือกลุ่มลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายอยู่ในระดับเท่าเดิม เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังล็อกดาวน์ นับเป็น 9% จากลูกค้าทั้งหมด ซึ่งพวกเขายังคงซื้อสินค้าในหมวดต่างๆ ในปริมาณที่ไม่ต่างไปจากเดิม โดยสินค้าที่สนใจเป็นพิเศษคือสินค้าของใช้แต่งบ้าน ที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 25% รวมถึงสินค้าหมวดกีฬาเพื่อรักษาสุขภาพในช่วงนี้ โดยมียอดขายโตขึ้น 37%

อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจก็คือ ลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนมากยังคงใช้จ่ายกับสินค้าความงามในระดับเดียวกันกับก่อนปิดล็อกดาวน์ ในขณะที่สินค้าหมวดอาหารและแฟชั่นกลับซื้อสินค้าในระดับที่ต่ำลง แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเวลาไหน เรื่องความสวยความงามก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ลูกค้าลงทุน

Essential First– เน้นของจำเป็นก่อน

ลูกค้ากลุ่ม Necessities First นับเป็น 25% ของลูกค้าทั้งหมด โดยจากฐานข้อมูล The 1 พบว่า พวกเขาใช้จ่ายในระดับเดียวกับก่อนล็อกดาวน์ แต่ลดการใช้จ่ายในหมวดอื่น และเปลี่ยนมาเน้นซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นถึง 67% โดยเฉพาะวัตถุดิบทำอาหาร วัตถุดิบอบขนม และของสด ซึ่งมาจากกระแสการทำอาหารทานเองที่ต่อเนื่องมาจากช่วงปิดล็อกดาวน์

Spending Cut – รัดเข็มขัดสู้วิกฤติ

ในสภาวะเศรษฐกิจไม่คงที่ ฐานข้อมูล The 1 พบว่ามีลูกค้าอยู่ 7% ของลูกค้าทั้งหมด ที่ลดการจับจ่ายใช้สอยโดยรวมลงถึง 46% โดยเฉพาะหมวดเสื้อผ้าและความงามที่ยอดขายลดลงกว่าครึ่ง แต่ลูกค้ากลุ่มนี้น่าสนใจที่ว่า กว่า 60% เป็นลูกค้าที่เคยมียอดใช้จ่ายสูงในช่วงก่อนล็อกดาวน์ จึงเป็นไปได้ว่าพวกเขาเพียงใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้นและเน้นซื้อของจำเป็น เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์อันไม่แน่นอนนี้ 

Spending Hibernation – พัก (การใช้จ่าย) ก่อน

จากฐานข้อมูล The 1 พบว่ากว่า 35% ของลูกค้าทั้งหมด ใช้จ่ายโดยรวมลดลงถึง 70% ซึ่งน่าจะเป็นผลกระทบโดยตรงจากพิษเศรษฐกิจในยุค COIVD-19 และยังพบอีกว่า 52% ของลูกค้ากลุ่มนี้เปลี่ยนนิสัยเดินช้อปในห้างช่วงสุดสัปดาห์ มาเดินซื้อเฉพาะของใช้ประจำวันที่จำเป็นในวันธรรมดาแทน อาจเพื่อลดการใช้เวลาในห้าง ซึ่งจะช่วยลดการใช้จ่ายไปด้วยในตัว หรืออาจะเป็นเพราะจากการว่างงานก็เป็นได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/the-1-insight-consumer-shopping-after-lockdown-covid19/

เคล็ดลับการบริหารองค์กรฉบับ RS Group ต้องปรับตัว มีความเร็ว ทำงานที่ท้าทายเสมอ

RS Group กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าจับตามอง เพราะสามารถปรับเปลี่ยน หรือ Transform ตัวเองได้อย่างน่าสนใจ จากการเป็นบริษัท entertainment ธรรมดาที่ขายเพลงและศิลปินวัยรุ่นในอดีต มาเป็นบริษัท entertainmerce ที่มีรายได้หลักมาจากการพาณิชย์

นอกจากการปรับตัวทางธุรกิจแล้ว การปรับตัวของ “คน” ในองค์กรเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการจะปรับธุรกิจในองค์กร สร้างการเติบโตได้ คนในองค์กรซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญก็ต้องปรับตัวและสร้างประสิทธิภาพในการทำงานเช่นกัน มาดูกันว่า เฮียฮ้อสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS Group มีเคล็ดลับในการบริหารองค์กรอย่างไรให้เติบโตได้อย่างมั่นคง

ย้อนกลับไป 10 ปี ทุกคนรู้จัก RS กับธุรกิจเพลง แต่อาณาจักร RS Group ในปัจจุบันมีธุรกิจในเครือมากมาย เช่น ช่อง 8, COOLISM, Lifestar BIZ ทุกส่วนมีความเชื่อมโยงกันและสร้างการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับว่า RS ได้รับผลกระทบจากโควิด จนทำให้ต้องรื้อแผนธุรกิจใหม่ในช่วง มี.ค.-เม.ย. ที่ผ่านมา

แต่จากความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ RS สามารถสร้างผลกำไรในครึ่งปีแรกได้ดี และคาดว่าในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จะมีผลประกอบการดีขึ้นอีก

Agile นำไปสู่ความเร็วในการทำงาน

เดิมธุรกิจวางแผนกันเป็นปี อาจจะครึ่งปี หรือเป็นไตรมาส แต่ปัจจุบันเฮียฮ้อบอกว่า ธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์สัปดาห์ต่อสัปดาห์ เพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ถ้าปรับตัวไม่ทันก็ยากจะสร้างการเติบโตได้ สำหรับการทำงาน RS ใช้หลัก Agile เข้ามาใช้

หลักการ Agile ของ RS คือการแบ่งทีมงานรับผิดชอบหน่วยธุรกิจต่างๆ และองค์กรต้องมีระดับชั้นไม่มาก เพื่อให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว เฮียฮ้ออธิบายว่า “การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการที่องค์กรมีปัญหา เพียงแต่รู้สึกว่า Speed ในการทำงานที่คิดว่าเร็วอาจจะเร็วไม่พอ

“Agile ทำให้ทุกคนต้องทำงานเร็ว และสามารถพูดคุยกันได้ตลอด ทุกทีมสามารถรายงานตรงกับเฮียได้ตลอด ถ้ามีปัญหาอะไรสามารถตัดสินใจแก้ไขได้ทันที”

นอกจากนี้ RS ยังนำแนวทางการวัดผลแบบ OKR หรือ Objective and Key Results มาใช้ ส่วนสำคัญคือ ต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมมองเป้าหมายเดียวกัน และยังสามารถวัดผลได้หลายมิติทั้งด้านวัฒนธรรมองค์กร การทำงานเป็นทีมและการอยู่ร่วมกัน 

สร้างความท้าทาย ดึงคนรุ่นใหม่ทำงานกับคนรุ่นเดิม

RS ทำธุรกิจเพลงมา 40 ปี และเริ่มทำธุรกิจพาณิชย์มา 4 ปี แต่สามารถบริหารพนักงานภายในองค์กรร่วมกันได้อย่างดี เฮียฮ้อ บอกว่า ส่วนสำคัญคือพนักงานเดิมที่มีความเชี่ยวชาญ กับ พนักงานใหม่ที่มีความสามารถจะปรับตัวเข้าหากันและทำงานร่วมกันได้ โดยธุรกิจของ RS ทั้ง ทีวี, วิทยุ, เพลง และพาณิชย์ ต้องมีความเชื่อมโยงส่งเสริมกันหมด โดยมีพนักงานทำหน้าที่เชื่อมสินค้าและบริการเหล่านั้น

ประเด็นสำคัญคือ ต้องสร้างความท้าทาย และทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนสำคัญของงาน โดยเฮียฮ้อเสริมว่า “สมัยนี้คนรุ่นใหม่ไม่ได้เลือกงานจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาจะเลือกจากปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ความท้าทายของงาน สภาพแวดล้อม เพื่อนร่วมงาน ความก้าวหน้า” 

เฮียฮ้อตั้งใจปั้นให้ RS เป็นบริษัทที่คนรุ่นใหม่ซึ่งมีความสามารถอยากร่วมงานด้วย โดยอาศัยความน่าสนใจของ “ธุรกิจที่สามารถทรานส์ฟอร์มตัวเองจากธุรกิจเพลงซึ่งทำมาตลอด 40 ปี เปลี่ยนมาเป็นธุรกิจคอมเมิร์ซ ที่ใช้เวลาเพียง 4 ปีแต่มีผลประกอบการเติบโตแซงหน้าธุรกิจเดิมไปเรียบร้อยแล้ว” 

สรุป

เคล็ดลับของเฮียฮ้อ คือการทำให้พนักงานทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้แนวคิดและสิ่งใหม่ๆ เสมอ และทำให้คนรุ่นใหม่อยากมาร่วมงาน ซึ่งคุณสมบัติสำคัญคือ ด้วยต้องเป็นคนมีแพสชั่น ขวนขวาย กระตือรือร้น แปลว่า “ถ้าอยากให้พนักงานมีแพสชั่น องค์กรก็ต้องมีแพชชั่นด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/rs-group-agile-okrs/

บุญรอดฯกับโครงการ “สิงห์อาสา” ที่ลงมือช่วยเหลือทุกคนในประเทศไทย

สิงห์อาสา

การระบาดของโรค COVID-19 เกิดขึ้นทั่วโลก และไทยเป็นหนึ่งนั้น แต่ด้วยการช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มต้นของหลายภาคส่วน รวมถึง “บุญรอดบริวเวอรี่” เองที่ให้การช่วยเหลือมาตั้งแต่แรก โดยการมอบเงินสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลหลักทั่วประเทศที่ให้การดูแลผู้ป่วย COVID-19 เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อต่างๆ อีกทั้ง สนับสนุนอาหารและน้ำดื่มแก่คณะแพทย์ พยาบาล ด้วยการส่งมอบอาหารแช่แข็ง อาหารรีทอร์ท และอาหารปรุงสุกเมนูพิเศษจากร้านอาหารในเครือ Food Factors อาทิ ร้าน EST.33, เชฟป้อม ไชนีส คูซีน บายต๊อด, Made By Todd Pop Up Restaurant ให้โรงพยาบาลทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดต่าง ๆ

และที่สำคัญ บุญรอดฯได้ประกาศเดินหน้าบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั้งในเรื่องของปากท้องและการสร้างอาชีพเพื่อสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผ่านโครงการสิงห์อาสาทั่วประเทศ ถึงปัจจุบันมีผลลัพธ์อะไรออกมาบ้าง ลองมาทราบความคืบหน้าของโครงการดังกล่าวกัน

สร้างรายได้ผ่านการทำงานอาสาสมัครดูแลท้องถิ่นของตน

โดยบุญรอดฯ เริ่มโครงการโดยมีการจ้างงานผ่าน 3 โครงการคือโครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า คลอบคลุม 10 จังหวัด ภาคเหนือ และภาคตะวันออก, โครงการสิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง คลอบคลุม 20 จังหวัดภาคอีสาน และโครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม คลอบคลุม 7 จังหวัดภาคกลาง ซึ่งอาสาสมัครที่เข้าร่วมในแต่ละโครงการจะได้รับเบี้ยเลี้ยงและสวัสดิการอาหาร โดยทั้ง 3 โครงการนั้น เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเกิดการจ้างงานกว่า 3,000 ครัวเรือน

สิงห์อาสา

สำหรับโครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า ทางบริษัทฯจะเข้าไปสร้างงานให้กับประชาชนที่ประสบปัญหาจากการระบาดของโรค COVID-19 จนไม่สามารถหารายได้จากการทำงานได้ โดยบริษัทฯจัดการอบรมให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องไฟป่า ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันไฟฟ้า รวมถึงการใช้งานเครื่องมือ และอุปกรณ์ในการดับไฟป่า และผู้อบรมจะได้รับเบี้ยเลี้ยง พร้อมน้ำดื่ม อาหาร และข้าวพันดี เพื่อบรรเทาปัญหาช่วงนี้

สิงห์อาสา

ส่วนโครงการสิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง บุญรอดบริวเวอรี่ได้เปิดให้คนในท้องถิ่นร่วมป็นอาสาสมัครของโครงการ ทั้งในส่วนของจุดบริการน้ำให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อน โดยติดตั้งแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ (2,000 ลิตร) ในโรงเรียนหรือแหล่งชุมชนที่ขาดแคลนน้ำดื่ม โดยจะมีรถขนส่งน้ำของสิงห์อาสานำน้ำไปเติมให้ตลอดเวลาเพื่อให้มั่นใจว่ามีน้ำสะอาดเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค พร้อมขุดบ่อน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรและใช้ในครัวเรือน เป็นการสำรองน้ำไว้ยามขาดแคลนจากภาวะภัยแล้ง รวมไปถึงการแจกจ่ายน้ำดื่มให้กับประชาชนในหมู่บ้านโดยมีเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคอีสาน 16 สถาบัน ร่วมดูแลปัญหาภัยแล้งทั่วทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน

สิงห์อาสา

ด้านโครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม บุญรอดฯ มองเห็นภัยทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมที่ยังเป็นปัญหาทุกปี จึงร่วมมือกับเครือข่ายนักศึกษา และชาวบ้านในภาคกลาง เพื่อช่วยกันกำจัดผักตบชวาที่กีดขวางทางน้ำไหลในคูคลองต่างๆ พร้อมนำผักตบชวาเหล่านั้นไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จักสานจัดจำหน่าย และบางส่วนจะนำไปทำเป็นปุ๋ยต่อไป

สิงห์อาสา

ทั้งนี้ชาวบ้านที่เข้ามาช่วยเหลือทั้งสามโครงการจะได้รับเบี้ยเลี้ยง พร้อมอาหาร น้ำดื่มและข้าวพันดีเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงการจ้างงานของบุญรอดฯที่ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ในช่วงเวลาที่หลายธุรกิจประสบปัญหา และสามารถดำเนินชีวิตไปได้ดีขึ้นในช่วงเวลานี้

โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา สิงห์อาสาได้มีการระดมทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ในยามเกิดภัยธรรมชาติเป็นประจำทุกปี ซึ่งปัญหาเหล่านี้ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากมีการบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นแบบเป็นระบบ ประชาชนก็สามารถอยู่ร่วมกับภัยต่างๆ เหล่านี้ได้ โดยได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้งเป็นภารกิจหลักที่สิงห์อาสาทำมาอย่างต่อเนื่อง

อบรมทักษะวิชาชีพ โดยใช้ศักยภาพของบริษัทในเครือฯ

โครงการสิงห์อาสาอบรมสร้างอาชีพ เป็นหนึ่งในโครงการที่บุญรอดฯ ได้ใช้ศักยภาพของบริษัทในเครือทั้งหมด ร่วมกับ เครือข่ายของสิงห์อาสาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัย, สถาบันอาชีวศึกษา, ศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน นำองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการสร้างอาชีพ เปิดคอร์สอบรมฟรีให้กับผู้ที่สนใจ เพื่อนำทักษะความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสร้างอาชีพเลี้ยงดูครอบครัวโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มทักษะอาชีพ ได้แก่ การอบรมทักษะวิชาชีพทางด้านอาหาร สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก การอบรมทักษะวิชาชีพทางด้านงานช่าง การอบรมทักษะวิชาชีพทางด้านการเกษตร

สิงห์อาสา

โดยที่ผ่านมา ได้เปิดโครงการอบรมสร้างอาชีพในกลุ่มทักษะวิชาชีพทางด้านอาหาร สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กไปแล้ว 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร 10 เมนูยอดนิยม อร่อยง่ายๆ สำหรับร้านอาหารตามสั่งทั่วไป หลักสูตรเครื่องดื่มร้อน-เย็น เต็มสูตร โดย ทีมอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทีม R&D จากร้าน Farm Design และทีมบาริสต้า จากสิงห์ปาร์ค เชียงราย และหลักสูตร สร้างตัวกับเมนูเดลิเวอรี่

สิงห์อาสา

ทั้งนี้หลักสูตรข้างต้นทั้งหมด มี เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟรางวัลมิชลิน 2 ดาว จากร้าน R.HAAN และ “เชฟป้อม” ธนรักษ์ ชูโต เชฟกะทะเหล็กอาหารจีน ร่วมวางหลักสูตร ที่สำคัญคือหลักสูตรทั้งหมดนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย และเริ่มเดินหน้าโครงการแล้วตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย.จนถึงปัจจุบัน โดยตลอดทั้งโครงการมีผู้สมัครเข้ารับการอบรมจำนวนมากและต่างมีความเห็นว่าโครงการสามารถนำไปต่อยอดได้จริง ถือเป็นการสร้างโอกาสหารายได้ให้กับผู้บริโภคที่ประสบปัญหาจากวิกฤต COVID-19 ได้เป็นอย่างดี

สิงห์อาสา

ทั้งนี้ในเดือนสิงหาคมนี้ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เตรียมเปิดอบรมในกลุ่มทักษะวิชาชีพทางด้านงานช่าง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับความร่วมมือกับเครือข่ายของสิงห์อาสาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัย, สถาบันอาชีวศึกษา, หน่วยงานชั้นนำ นำองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการสร้างอาชีพ เปิดคอร์สอบรมฟรีให้กับผู้ที่สนใจ โดยสามารถติดตามได้ที่เฟสบุ๊ค : Singha R-SA สิงห์อาสา

งบประมาณช่วยเหลือไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

โดยหากนับตั้งแต่สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัทในเครือฯ ตลอดจนตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศได้ทุ่มเทศักยภาพทุกด้านที่มีจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือไปยังบุคคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไปที่ได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ ในรูปแบบต่างๆ เป็นมูลค่าการช่วยเหลือรวมกว่า 200 ล้านบาท

เจาะลึกบริษัทต่างประเทศว่าช่วงอะไรบ้าง

นอกจากทางบุญรอดฯ จะเข้ามาช่วยเหลือในวิกฤต COVID-19 แล้ว องค์กรขนาดใหญ่อื่นๆ ในระดับโลกก็เข้ามาช่วยเหลือเช่นกัน ผ่านการบริจาคเงินเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับผู้ที่ประสบปัญหาจากวิกฤต COVID-19

หากเจาะลึกว่าแต่ละบริษัททำอะไรไปบ้างจะพบว่า Microsoft มีการบริจาคเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่องค์กรอนามัยโลก (WHO) รวมถึงศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เพื่อช่วยกันหยุดยั้งการระบาดของโรคนี้ พร้อมกับพัฒนาวัคซีนในระยะยาว

ส่วน Alibaba ได้มีการบริจาคโดยเงินส่วนตัวของ Jack Ma มูลค่ากว่า 14.4 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังบริจาคหน้ากากอนามัยกว่า 1 ล้านชิ้นให้กับประเทศญี่ปุ่นเพื่อตอบแทนการช่วยเหลือประเทศจีนในช่วงก่อนหน้านี้ รวมถึงมอบทุน 2.15 ล้านดอลลาร์ให้กับสถาบัน Doherty ในออสเตรเลียเพื่อพัฒนาวัคซีนเช่นกัน และมอบคอมพิวเตอร์ AI ให้แก่องค์กรวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนการค้นหาวัคซีนและวิธีรักษา

ด้าน Tencent มีการตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนเวชภัณฑ์เพื่อใช้ในเมืองอู่ฮั่น ที่สำคัญ Pony Ma ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ได้บริจาคเงินกว่า 42 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือสถานการณ์ COVID-19 ในหลายพื้นที่
รวมถึงทาง Boeing ที่บริจาคหน้ากากอนามัย และบริษัทเกี่ยวกับการผลิตเครื่องยนต์อย่าง Ford ได้เข้ามาช่วยเหลือในการผลิตเครื่องช่วยหายใจ เช่นเดียวกับ Dyson เพื่อส่งมอบให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ส่วนทาง LVMH ผู้จำหน่ายสินค้าแบรนด์หรู ได้เข้ามาผลิตแอลกอฮอล์ล้างมือ เพื่อส่งมอบให้กับผู้บริโภคไว้สำหรับใช้ทำความสะอาดมือ และสิ่งที่ต้องไปสัมผัส

สรุป

ในสถานการณ์วิกฤตโรคระบาด COVID-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ถึงแม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ จะต่างประเทศหรือว่าคนไทยก็ยังมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมชาติด้วยกันเสมอ หลายหน่วยงานออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน เฉกเช่นเดียวกันกับบุญรอดบริวเวอรี่ ในการช่วยเหลือสังคมไทยในด้านต่างๆ ถือเป็นปรัชญาการทำงานของบริษัทฯ ตามเจตนารมณ์ของ “พระยาภิรมย์ภักดี” ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กร ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นยาวนานกว่า 87 ปี ที่เป็นอีกหนึ่งแรงในการช่วยเหลือคนไทยและสังคมไทยมาโดยตลอด เพื่อให้ทุกคนผ่านพ้นทุกวิกฤตไปด้วยกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/boon-rawd-singha-asa/

รีวิว : OPPO Reno4 ถ่ายรูปสวยชัดในสไตล์ที่เป็นคุณ ครบจบในเครื่องเดียว

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว OPPO ได้เปิดตัว OPPO Reno Series สมาร์ตโฟนซีรี่ส์ที่สานต่อความตั้งใจของ OPPO ในการนำเสนอนวัตกรรมกล้องบนสมาร์ตโฟน ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ จากรุ่นแรกจนมาถึงรุ่นล่าสุดอย่าง OPPO Reno4 ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในบ้านเราไป

ซึ่งครั้งนี้ก็ได้รวมเอาทั้งนวัตกรรมใหม่และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เพื่อสะท้อนการเป็นผู้นำเทรนด์ยุคใหม่ มาผสานรวมกันอย่างลงตัว ภายใต้สโลแกน “Clearly the best you” หรือ “ถ่ายรูปสวยชัดในสไตล์ที่เป็นคุณ” แน่นอนว่าจุดเด่นหลักของสมาร์ตโฟนรุ่นนี้คือ กล้องที่จัดเต็ม รวมถึงยังมาพร้อมดีไซน์ใหม่ และสเปกอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

อยากรู้แล้วใช่ไหมว่ากล้องของ OPPO Reno4 จะถ่ายรูปสวยแค่ไหน ไปติดตามรีวิวกันเลยครับ

OPPO Reno4

สเปคเบื้องต้น  OPPO Reno4

ขนาด 160.3 x 73.9 x 7.7  มิลลิเมตร
น้ำหนัก 165 กรัม
หน้าจอ Dual Punch Hole Display แบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล (409 ppi) ขนาด 6.4 นิ้ว ครอบทับด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 6 ในอัตราส่วน 20:9 โดยมีสัดส่วนจอต่อเครื่องที่ 90.7%
หน่วยประมวลผล Octa Core ความเร็ว 2.4GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon 720G, หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 620
RAM 8GB
หน่วยความจำภายในเครื่อง 128GB
microSD Card สูงสุด 256GB
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ประกอบด้วย
– กล้องหลัก High-Definition Main Camera ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 รูรับแสง f/1.7
– กล้องตัวที่ 2 เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
– กล้องตัวที่ 3 เลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
– กล้องตัวที่ 4 เลนส์ Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4
กล้องหน้าคู่ Dual Punch-hole Camera โดยกล้องหลักความละเอียด 32 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX616 รูรับแสง f/2.4 และกล้องรอง AI-enhanced Smart Sensor
ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย Color OS 7.2
เชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, USB Type-C reversible connector, USB On-The-Go
รองรับระบบ 4G LTE 850/900/1800/2100/2300/2500/2600 MHz และ 3G 850/900/2100 MHz ( 4G และ 3G ทุกเครือข่ายในไทย)
แบตเตอรี่ 4015 mAh พร้อมเทคโนโลยี 30W VOOC Flash Charge 4.0 (สามารถชาร์จถึงระดับ 50% ในเวลา 20 นาที)
ราคา 11,990 บาท

PACKAGING & ACCESSORIES

กล่องแพ็คเกจจิ้งของ OPPO Reno4 เป็นกล่องกระดาษแข็ง 2 ชั้น โดยชั้นแรกมีสีเขียวเข้มพร้อมลวดลายบนกล่อง หน้ากล่องสลักชื่อรุ่น Reno4 สีเงินขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง โดยมีโลโก้ OPPO อยู่มุมซ้ายด้านบน และขนาดหน่วยความจำ RAM 8GB/128GB อยู่มุมขวา ขณะที่ชั้นที่ 2 เป็นกล่องสีขาว

อุปกรณ์ภายในกล่องประกอบไปด้วย

  1. ตัวเครื่อง OPPO Reno4
  2. อแดปเตอร์ชาร์จ 30W VOOC flash charge 4.0
  3. สายดาต้าลิงค์แบบ USB Type-C
  4. ชุดหูฟังมาตรฐาน 3.5 มม.
  5. เข็มจิ้มสำหรับเปิดถาดซิมการ์ด
  6. เคสซิลิโคนแบบใส
  7. คู่มือการใช้งานฉบับย่อ / ใบรับประกันสินค้า

อแดปเตอร์ชาร์จ 30W VOOC flash charge 4.0 ที่สามารถชาร์จเพียง 20 นาที ได้แบต 50% และชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% ได ้ภายใน 57 นาที

รูปลักษณ์ดีไซน์

OPPO Reno4 มาในดีไซน์แบบ Ultra Slim Body ด้วยตัวเครื่องที่บางเพียง 7.7 มม. และน้ำหนักเบา ซึ่งสามารถถือไว้เป็นเวลานานได้โดยไม่รู้สึกเมื่อยมือ พร้อมพื้นผิวของฝาหลังใหม่ที่ให้คุณสัมผัสถึงความหรูหรา เรียบง่าย และกระชับมือขณะถือสมาร์ตโฟน

โดยมีให้เลือก 2 สีคือ Galactic Blue (สีที่นำมารีวิว) ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า “Reno Glow” โดยเทคนิคนี้ถูกมาน้มาใช้ใน OPPO Reno4 เป็นครั้งแรก ด้วยการเคลือบสีแบบด้านพร้อมประกายบนฝาหลังให้ความรู้สึกสดใส และโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

กับสีดำ Space Black แสดงถึงความลึกลับในอวกาศที่มืดมิด แม้ว่า Space Black จะมีสีดำเข้ม แต่จะดูโปร่งแสงเมื่อมีแสงสะท้อน ให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา นอกจากนี้ด้่นล่างของฝาหลังยังแสดงลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัว O และตัว P จากชื่อแบรนด์ OPPO ที่เรียกว่า “OPPO Monogram” ซึ่งช่วยเพิ่มความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น

ด้านหน้ามาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ขนาด 6.4 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และด้วยดีไซน์หน้าจอแบบ Dual Punch-hole Display จึงทำให้มีอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องถึง 90.7% ไม่ว่าจะรับชมคอนเทนต์ไหน ก็มองได้กว้าง คมชัดเต็มตา

พลิกมาด้านหลังเครื่อง ติดตั้งกล้อง 4 ตัว Quad Camera ในดีไซน์บบ Trendy Camera ความละเอียด 48MP+8MP+2MP+2MP พร้อมไฟแฟลช LED วางเรียงในแนวตั้งอยู่มุมซ้ายด้านบน และมีโลโก้ OPPO อยู่มุมขวาด้านล่าง

ด้านซ้ายข้างเครื่องมีช่องสำหรับใส่ SIM Card แบบ Triple Slot Tray แบ่งเป็นช่องใส่ SIM Card แบบ nanoSIM Card 2 ช่อง และช่องใส่การ์ดหน่วยความจำภายนอก 1 ช่องแบบ microSD Card รองรับสูงสุด 256GB กับปุ่มปรับเพิ่มลดระดับเสียง

ด้านขวาข้างเครื่องมีปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง

ด้านบนมีช่องไมโครโฟนตัวที่ 2 สำหรับตัดเสียง

ด้านท้ายเครื่องมีช่องหูฟังขนาด 3.5 มม. ช่องไมโครโฟน, พอร์ต USB Type-C และช่องลำโพงเสียง

อ่านต่อหน้า 2

from:https://www.mobileocta.com/review-oppo-reno4/

คำต่อคำ ประธานสภาอุตสาหกรรม: รัฐต้องเสริมภาคเกษตรฯ ปรับกฎระเบียบราชการ หนุนรถยนต์​ EV

Brand Inside สัมภาษณ์สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สะท้อนภาพอุตสาหกรรมไทยจากนี้ไปจะต้องเผชิญอะไรบ้าง ปีนี้ ทุกอุตสาหกรรมต้องระมัดระวังตัว มีทั้งรอดและไม่รอด ขึ้นอยู่กับการปรับตัว รัฐต้องเสริมภาคเกษตรฯ ปรับกฎระเบียบราชการ หนุนพัฒนารถยนต์​ EV 

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

สภาพอุตสาหกรรมในไทย ไตรมาส 2 และครึ่งปีหลังจากนี้ พบว่า ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ทั้งในด้านการท่องเที่ยว ทั้งการส่งออก และอีกหลายอุตสาหกรรม โดยไตรมาส 3 จะค่อยๆ ฟื้นตัว แต่ยังได้รับผลกระทบอีกมาก ไปจนถึงไตรมาส 4 ซึ่งถ้าพูดถึงการผลิตวัคซีนในปีนี้ก็ถือว่ามีโอกาสน้อยมาก 

ปีนี้ ทุกอุตสาหกรรมต้องระมัดระวังตัว มีทั้งรอดและไม่รอด

อุตสาหกรรมในไทยจะรอดหรือไม่รอดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการปรับตัว ในอุตสาหกรรมเดียวกันมีทั้งรอดและไม่รอด เราไม่อยากให้พังไปทั้งหมด ที่น่าเป็นห่วงคือภาคการท่องเที่ยวที่มีปัญหา

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้า luxury ก็น่าเป็นห่วง เพราะผู้คนระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ดังนั้นทุกอุตสาหกรรมต้องลดต้นทุนเพื่อเพิ่มกำไร ต้องมีนวัตกรรม โดยเศรษฐกิจทุกประเทศทั่วโลกที่แข็งแรงเกิดจากนวัตกรรม ช่วยทำให้ภาคเศรษฐกิจอยู่รอด

นวัตกรรมและอุตสาหกรรมไทยตอนนี้ ภาครัฐจะต้องส่งเสริมเพื่อให้เกิดการเติบโต ภาคเอกชนเราแข็งแรง แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจริงๆ โดยเฉพาะบริษัทเล็กและกลางที่มีเงินทุนทำนวัตกรรมไม่เยอะ

กระแสเงินสดและการเงินคือจุดอ่อนของภาคอุตสาหกรรมไทย

ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี กระแสเงินสดถือเป็นปัจจัยหลังผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ทำอย่างไรให้เขาอยู่รอด ภาครัฐต้องขับเคลื่อนให้คนใช้เงินมากขึ้น สนับสนุนสินค้าไทยมากขึ้น การเงิน การคลัง ภาษี รัฐทำอยู่ แต่ต้องทำให้เข้าเป้ามากสุด ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ จะไม่เกิดประโยชน์สูงสุด

จุดอ่อนของภาคอุตสาหกรรมไทยคือ ไทยไม่ค่อยเก่งเรื่องกระแสเงินสด เรื่องการเงิน เรามุ่งขยายไซส์ แต่ไม่เน้นเรื่องการเงิน รวมถึงนวัตกรรม ไม่ค่อยพัฒนาเพื่อตอบสนองตลาด ต้องมาดูว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว โควิดเข้ามาทุกอย่างเปลี่ยนไป เรื่องอีคอมเมิร์ซจะทำยังไงให้ผู้บริโภคสนใจมากขึ้น

ในส่วนของการล็อคดาวน์นั้น ครั้งแรกถือว่ามีความจำเป็นเพื่อหยุดการระบาดของโรค วันนี้เราล็อคดาวน์ได้ดีแล้ว เป็นประเทศแรกๆ ที่ล็อคดาวน์ได้ดีสุด แต่เศรษฐกิจแย่ที่สุด IMF ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยแย่ที่สุดในอาเซียน เรานำเสนอให้ตั้งคณะฟื้นฟูเศรษฐกิจ เหมือนตั้งคณะโควิด เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นฟูได้เร็ว

Photo by Dennis Rochel on Unsplash

ภาคการเกษตรเกี่ยวพันกับผู้คนจำนวนมาก ต้องให้ความสำคัญ

ภาคเกษตรกรรมเกี่ยวข้องกับคนไทยเยอะมาก แม้จะเป็นสัดส่วนจีดีพีไม่ถึง 10% ดังนั้นต้องเน้นพัฒนาเกษตรให้มีคุณภาพ โฟกัสว่าจะทำอะไร คนที่เกี่ยวข้องมากสุดคือประชากรเกษตร จะเป็นครัวโลก สมุนไพรโลก เราโฟกัสได้ สร้างอุตสาหกรรมแปรรูป ส่งเสริมได้

ส่วนสำคัญคือ ต้องแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำขาด น้ำเกินตลอดเวลา เจาะโซนให้เกษตรมีคุณภาพต่อไร่ดีขึ้นเพื่อทำให้ประเทศแข็งแกร่งมากขึ้น

กฎระเบียบมากมาย เข้มงวดจนขับเคลื่อนลำบาก 

ภาคการผลิตตอนนี้มีผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นหลัก อีอีซีจำเป็นต่อนักลงทุน และต้องทำให้เป็นประโยชน์กับคนไทยมากสุด ให้คนไทยเติบโตและได้ประโยชน์มากสุด ไม่ใช่เอาแค่นักลงทุนเข้ามาและได้ประโยชน์ภาษีไป ต้องได้ know how และ r&d ด้วย

ส่วนเรื่องการย้ายฐานการผลิต เราไม่ได้อยู่ในลำดับต้นๆ ตอนนี้มีทั้งสงครามการค้า มีโควิด-19 เมื่อก่อน globalize อะไรที่ซัพพลายเชนสั้นที่สุด เราก็ยังมีโอกาสเพราะโครงสร้างพื้นฐานเราดี ถ้าเรารวมตัวกัน แก้กฎเกณฑ์ให้รวดเร็วมากขึ้น เราจะได้เปรียบทั้งภูมิประเทศ คน และพื้นที่ 

กลไกต่างๆ อาทิ ค่าแรงสูงขึ้น กฎระเบียบสูงขึ้น การตัดสินใจของภาครัฐในการลงทุนไม่ง่าย บางประเทศเขา customize บางประเทศได้ แต่เราแก้ไม่ได้ เราเข้มงวดจนเราไม่สามารถเดินได้ อันนี้คือ จุดอ่อน

ส่วนจุดแข็งที่ทำให้ไทยดึงดูดต่างแระเทศเข้ามาลงทุน คือเรื่องภูมิประเทศ โครงสร้างพื้นฐานและการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนที่หลายประเทศพึ่งพาเรามาก สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ดี เหนือจีนในหลายๆ อุตสาหกรรม น้ำ ไฟเราพร้อม สำหรับผู้ที่จะมาลงทุน เรามีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างดี 

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

บทบาทสภาอุตสาหกรรมไทย หลังจากนี้ถึงต้นปีหน้าในการผลักดันอุตสาหกรรม

ช่วงนี้ เศรษฐกิจแย่ ส.อ.ท. กำลังรื้อบทบาทใหม่ให้เป็น service organization เพื่อแก้โครงสร้างที่ช่วยดูแลเรื่องต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ เช่น การเงิน อีคอมเมิร์ซ ให้แมทช์กันมากที่สุด มีนวัตกรรม ช่วยดูแลเรื่องนวัตกรรม สถาบันการศึกษา มีหน่วยงานที่ดูแล มี FTI  Academy ที่เชื่อมกับทุกมหาวิทยาลัย นำหลักสูตรและข้อมูลให้ผู้ประกอบการได้ เราเตรียมรองรับผู้ประกอบการในอนาคต เป็น One Stop Services 

สำหรับประเทศเวียดนาม อินเดีย เราไม่ได้อนู่ในฐานะที่เรียกว่าเสียเปรียบ ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมต่างๆ ถ้าใช้แรงงานเยอะ เราอาจไม่ได้เปรียบ ถ้าใช้อุตสาหกรรมที่เป็นนวัตกรรม เราก็ผลักดันได้ คนของเราไม่ได้ไม่เก่ง แต่เก่งเยอะมาก

ในด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวหายไปสามสิบล้านคน จะช่วยการท่องเที่ยวยังไงบ้าง เราก็ต้องพึ่งพาคนในประเทศเป็นหลัก โรงแรมอาจต้องลดดาวลงมา รัฐต้องช่วยส่งเสริมให้มีสัมมนา หรือใช้บริการมากขึ้น ใช้เวลาตอนนี้รีเซ็ตการท่องเที่ยวเราเลย ต้องจัดการมาเฟีย คิวแท็กซี่ เพื่อให้เกิดการยอมรับของผู้บริโภค เราเน้นเรื่องสินค้าไทย คนไทย ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเราดีขึ้น

ในส่วนของยานยนต์ ยอดขายลดลงทั่วโลก ไม่ใช่แค่ไทย ทำไมเราไม่ส่งเสริมรถไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้าให้มีโอกาสโต ต้องยอมรับว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ ขึ้นกับเศรษฐกิจ ถ้าข้าวราคาดี เกษตรดี รถก็ขายดี ต้องให้นวัตกรรมใหม่ในไทยยังอยู่กับเรา

EV จะลำบาก ถ้ารัฐไม่สนับสนุน หลายประเทศรัฐบาลสนับสนุน เช่น จีน ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาล เช่น เริ่มจากผลักดันรถสาธารณะ ให้เกิดตลาดมากขึ้น 

ภาพจาก Shutterstock

ส่วนเรื่อง E-Commerce เราเน้น b2b เพราะ b2c ตามเค้าไม่ทัน เรื่องแมชชิ่งยังตามทันอยู่ ตรงนี้เราโฟกัสมาก กำลังทำ b2b อาจจะมี b2c บางส่วน ตอนนี้เป็นปกติแล้ว คนกำลังใช้มากขึ้นตลอดเวลา เป็นร้อยล้านเกือบพันล้านแล้ว กำลังทำให้ friendly ต่อ user มากขึ้น เรากำลังจัดตั้งคณะกรรมาธิการอยู่

ตอนนี้ติดเรื่องการลงทุน ที่ผ่านมา เรามีไทยเน็ตดอทคอม เราก็ใช้เงินลงทุนของเราด้วย เราอยากให้เป็นแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดในไทย 

อยากให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า เราพยายามพัฒนาให้เป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการให้ได้อยู่ ทุกคนช่วยกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ไทยได้อย่างไ วันนี้โลกเป็นอย่างนี้เราควร Local Economy เน้นพึ่งพาตัวเองให้มาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/interview-supant-mongkolsuthree-chairman-of-federation-of-thai-industries/

Meet the CEO EP.5 ภาวิต จิตรกร CEO GMM Music

Brand Inside Meet the CEO EP.5 บุกมากลางเมือง ถนนอโศก เพราะมีนัดกับ ภาวิต จิตรกร CEO ของ GMM Music แม่ทัพธุรกิจเพลงของแกรมมี่ ที่สร้างรายได้และกำไรให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาวิต จิตรกร เป็นผู้บริหารที่ข้ามสายจากงานโฆษณา บริษัทอินเตอร์ มาเป็นผู้บริหารธุรกิจสายบันเทิง บริษัทเถ้าแก่ที่มีเจ้าของใกล้ชิดชัดเจน นี่คือจุดที่น่าสนใจ การทำงานแบบมืออาชีพ สร้างทั้งธุรกิจ สร้างทั้งคน รวมถึงมีแนวคิดการใช้ชีวิตที่น่าติดตาม

  • การใช้ชีวิตแบบมี Purpose และ Passion เป็นอย่างไร
  • เกลียดความพ่ายแพ้ กับ ชอบเอาชนะ มีความแตกต่างกันอย่างไร
  • แนวทางการบริหารคน 4 รูปแบบของ CEO GMM Music ที่สร้างทั้งคนและงานไปพร้อมกัน
  • ธุรกิจเพลงไม่ตาย แต่ทำอย่างไรให้เติบโตและแข็งแกร่ง

ทั้งหมดคือข้อคิดดีๆ จาก CEO ของ GMM Music ที่ทุกคนนำไปปรับใช้ได้จริง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/meet-the-ceo-ep-5-gmm-music/

ทำไมนักการตลาดจึงมีส่วนสำคัญในการพลิกฟื้นองค์กรช่วงวิกฤตที่เหนือความคาดฝัน?

ปัจจุบันประเทศไทย และทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตที่เหนือความคาดฝันที่ชื่อว่า COVID-19 จนหลายองค์กรเริ่มประสบปัญหาทางธุรกิจ แต่รู้หรือไม่ว่า “นักการตลาด” สามารถช่วยแต่ละองค์กรให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ได้

salesforce

พาแบรนด์เข้าใกล้ลูกค้ามากขึ้น

ในเวลาปกติ ความใกล้ชิด และเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้า และบริการของลูกค้าอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เพราะพวกเขาสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างอิสระ และพร้อมที่จะลองผิดลองถูกไปกับมัน แต่ไม่ใช่กับเวลาวิกฤตที่แบรนด์สินค้า และบริการที่ลูกค้าใกล้ชิด และเชื่อมั่นจะเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ลูกค้านึกถึง

ยิ่งอ้างอิงข้อมูลจากรายงาน State of the Connected Customer ของ Salesforce ที่แจ้งว่า กลุ่มลูกค้ากว่า 84% จะให้ความสำคัญกับการใช้ผลิตภัณฑ์ และบริการของแบรนด์ หรือธุรกิจที่เคยมีประสบการณ์ดีๆ มาก่อน ความสำคัญของการเชื่อมต่อแบรนด์ กับลูกค้าก็สำคัญยิ่งขึ้น

ดังนั้นนักการตลาดสามารถนำข้อดีขององค์กรในแง่มุมต่างๆ เช่นประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ, การมีส่วนร่วมกับสังคม และอื่นๆ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ กับลูกค้าได้ผ่านช่องทาง และนวัตกรรมต่างๆ บนแนวคิดที่ไม่ยึดติดอยู่กับมุมมองเดิมๆ เพื่อเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมลูกค้าที่คาดเดาได้ยากในช่วงวิกฤต

คิดแบบเก่าไม่ได้ ต้อง Go Digital

สำหรับการคิดมุมใหม่หมายถึงการไม่ยึดติดกับการทำตลาดผ่านวิธีดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเน้นขั้นตอนปิดการขาย หรือใช้แค่อีเมล หรือโซเชียลมีเดียในการติดต่อ แทนที่จะเข้าถึง Consumer Journey หรือเส้นทางทั้งหมดของลูกค้าในการซื้อสินค้า

ขณะเดียวกันนักการตลาดในประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อยกระดับความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์ กับลูกค้า นอกจากนี้การติดอาวุธให้องค์กรสามารถเชื่อมต่อ Consumer Journey ได้ทุกช่องทาง และทุกอุปกรณ์ รวมถึงการประยุกต์ใช้เครื่องมือ กับเทคโนโลยีต่างๆ มายกระดับกลยุทธ์

ทั้งนี้การใส่ใจในนวัตกรรมของนักการตลาดชาวไทยเป็นการเดินหน้าเช่นเดียวกับนักการตลาดทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า การคิดแบบใหม่ และการพาองค์กรใหั Go Digital ด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ไม่เคยมี หรือถูกใช้มาก่อน คือเรื่องที่ทุกองค์กรต้องทำหากอยากผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

ยิ่งเข้าใจลูกค้า ยิ่งเป็นผู้ชนะในวิกฤต

เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่องค์กรต่างๆ หากทำการตลาดอย่างเข้าใจลูกค้า การชนะในสงครามธุรกิจย่อมไม่ใช่เรื่องยาก แต่ในช่วงวิกฤตแบบนี้ การมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น 5G, Virtual Reality (VR), Artificial Intelligence (AI) รวมถึงเครื่องมือวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้าในระบบอย่างถูกต้อง จะยิ่งสร้างความได้เปรียบในเวลานี้

เนื่องจากเทคโนโลยีข้างต้นสามารถยกระดับการทำตลาดแบบ 1 ต่อ 1 หรือแบรนด์กับลูกค้าแต่ละคนได้โดยตรง ที่สำคัญยังทำได้ทุกช่องทาง และทุกเวลา เช่นการให้ AI เข้ามายกระดับการตอบคำถามลูกค้าอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์มต่างๆ หรือการนำ VR มาเชื่อมต่อประสบการณ์ใช้งานออนไลน์ และออฟไลน์ได้อย่างแท้จริง

จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า นักการตลาดที่มีความเป็นผู้นำ และกล้านำเครื่องมือ กับกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการเข้าถึงลูกค้า ย่อมช่วยให้องค์กรสามารถพลิกฟื้นจากวิกฤตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้ และการสร้างความผูกพันธ์ระหว่างแบรนด์ กับกลุ่มลูกค้ายังเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

สรุป

นวัตกรรมใหม่ และการพาองค์กรไปสู่โลกดิจิทัลเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ หากองค์กรใดไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ถึงนักการตลาดจะเก่งแค่ไหน การพาองค์กรให้ผ่านพ้นวิกฤตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นการเปิดใจ และยอมรับในสิ่งใหม่ พร้อมมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ คือเรื่องที่ทุกองค์กรต้องมีในตอนนี้

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถรับฟังรายละเอียดสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่นี่ และ ดาวน์โหลดข้อมูลที่นี่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/salesforce-for-marketers/

รีวิว : realme X50 5G สมาร์ตโฟน 5G สเปคจัดเต็ม ในราคาสุดคุ้ม !!!

เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับ realme X50 5G สมาร์ตโฟน 5G สุดร้อนแรงของชั่วโมงนี้ ที่นอกจากจะมาพร้อมดีไซน์สวยงามทันสมัยแล้ว ยังพกพาสเปคและฟีเจอร์มาให้แบบอัดแน่น แต่เคาะราคาเปิดตัวออกมาให้จับต้องได้ง่าย ๆ เพียงแค่ 12,990 บาทเท่านั้น ส่วนความน่าสนใจต่าง ๆ ของ realme X50 5G จะจัดหนักจัดเต็มแค่ไหนอย่างไรกันบ้าง ขอเชิญติดตามอ่านรีวิวไปพร้อม ๆ กันได้เลยครับ 

realme X50 5G

สเปคเบื้องต้น realme X50 5G

ขนาด 163.8 x 75.8 x 8.9 มม.
น้ำหนัก 202 กรัม
หน้าจอ Ultra Smooth 120Hz แบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 2400×1080  พิกเซล ขนาด 6.57 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.4% ปรับความสว่างได้สูงสุด 480nits พร้อมกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5
หน่วยประมวลผล ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core ความเร็ว 2.4GHz โดยใช้ชิปเซ็ต Qualcomm SDM765 Snapdragon 765G (7nm ) และหน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 620
RAM 8GB ชนิด LPDDR4x dual-channel
หน่วยความจำภายในเครื่อง 128GB UFS 2.1
microSD Card ไม่รองรับ
ระบบปฏิบัติการ realme UI v 1.0 based on Android 10
เชื่อมต่อ Wireless network 2.4/5 GHz, 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth 5.1, GPS / Glonass / Beidou/Galileo/QZSS Audio : Super linear speaker Double mic noise suppression Dolby Atmos Hi-Res Audio
กล้องถ่ายภาพ กล้องหลัง 4 เลนส์ AI Quad Camera กล้องหลักความละเอียดสูง Ultra High-resolution 48MP รูรับแสงขนาด f/1.8, เลนส์ 6P เลนส์มุมกว้าง Ultra-Wide 8MP รูรับแสงขนาด f/2.3, เลนส์ 5P, FOV 119 เลนส์ถ่ายภาพบุคคล B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.4, เลนส์ 3P เลนส์มาโคร 2MP โฟกัส 4ซม., รูรับแสงขนาด f/2.4, เลนส์ 3P ——————————————————————————————- กล้องหน้าคู่ In-Display กล้องหลัก 16MP Sony IMX471, FOV 79.3°, รูรับแสงขนาด f/2.0, เลนส์ 5P เลนส์ถ่ายภาพบุคคล 2MP รูรับแสงขนาด f/2.4, เลนส์ 3P
รองรับระบบ Dual Slot  แบบ 2 ซิม ชนิดนาโนซิม Support 4G+4G dual sim dual standby; 5G single sim single standby Frequency band 2G:GSM/GPRS/EDGE:850/900/1800/1900MHz 3G:UMTS(WCDMA): Bands 1/2/4/5/6/8/19 4G:FDD-LTE: Bands 1/2/3/4/5/7/8/12/17/18/19/20/26/28/66 4G:TD-LTE: Bands 38/39/40/41 5G:NR:n77/78/38/40/41/1/3/5/7/8/20/28
แบตเตอรี่ 4200mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 30W Dart Charge
สี Jungle Green และ Ice Silver
ราคา 12,990 บาท

บรรจุภัณฑ์ / อุปกรณ์ภายในกล่อง

realme X50 5G

กล่องแพคเกจจิ้งของ realme X50 5G มาพร้อมโทนสีเหลือง ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของแบรนดฺ์ ด้านหน้ากล่องและด้านข้างมีชื่อรุ่นขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัดเจน

ด้านหลังกล่องแสดงข้อมูลสเปกของ realme X50 5G ใน 4 จุดเด่น ประกอบด้วย ชิปเซ็ต Qualcomm SDM765 Snapdragon 765G  พร้อมระบบความความร้อน Liquid Cooling, หน้าจอ 120Hz Smooth Display Dual In-display  แบตเตอรี่ 4200mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 30W Dart Charge กล้องหลัง 4 เลนส์ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รองรับเลนส์มุมกว้าง Ultra-wide Lens

อุปกรณ์ภายในกล่อง realme X50 5G ประกอบด้วย

  1. ตัวเครื่อง realme X50 5G
  2. คู่มือการใช้งานฉบับย่อ
  3. อุปกรณ์เปิดถาดซิมการ์ด
  4. อแดปเตอร์ชาร์จ OUT-PUT 5.0V -2.0A /10W – 5.0V- 6.0A Max 30.0W
  5. สายดาต้าลิงค์แบบ Type-C
  6. เคสซิลิโคน

ดีไซน์ในภาพรวมของ realme X50 5G  ยังมีกลิ่นอายจากรุ่นพี่ realme X50 Pro 5G อยู่บ้าง โดยตัวฝาหลังเลือกใช้วัสดุกระจกโค้งมนแบบ 3 มิติ สะท้อนสีสวยงามเปล่งประกาย มาพร้อม 2 สี ได้แก่ Jungle Green และ Ice Silver ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ โดยสี Jungle Green หรือสีเขียวได้รับแรงบันดาลใจมาจากพงไพรเขียวชอุ่มที่เปี่ยมด้วยความลึกลับและสรรพชีวิต ส่วนสี Ice Silver ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธารน้ำแข็งขั้วโลกอันแพรวพราว สัมผัสได้ถึงความเปล่งประกายของบรรยากาศแห่งดินแดนขั้วโลกเหนือ 

สำหรับหน้าจอแสดงผลก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดขาย โดยมาพร้อมหน้าจอขนาด Ultra Smooth 120Hz แบบ IPS LCD ความละเอียด FHD+ 2400×1080  ใหญ่เต็มตาถึง 6.57 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.4% ปรับความสว่างได้สูงสุด 480nits ผสานด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5 รองรับอัตรารีเฟรช 120z ที่ตอบโจทย์การใช้งานและเล่นเกมได้อย่างดีเยี่ยม 

กล้องหน้าคู่ In-Display แบบเจาะรูฝังไว้ภายในหน้าจอแสดงผล โดยตัวกล้องหลัก ให้ความละเอียดมาสูงถึง 16 ล้านพิกเซล เลืกใช้เลนส์จากค่าย Sony ในรุ่น IMX471 มีองศาของภาพที่ FOV 79.3° รูรับแสงกว้าง f/2.0, เลนส์ 5P รวมกลุ่มแบบ 5 ชิ้นเลนส์ สำหรับเลนส์ตัวที่ 2 เป็นเลนส์ถ่ายภาพบุคคล ให้ความละเอียดมาที่ 2M ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4, เลนส์ 3P รวมกลุ่มแบบ 3 ชิ้นเลนส์

และขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม AI รุ่นล่าสุด ที่ได้ถูกพัฒนาให้เหมาะกับทุกเพศ ทุกสีผิว และ ใบหน้าทุกรูปแบบ ช่วยการให้เซลฟี่ออกมาเป็นธรรมชาติและเหมือนจริงที่สุด อีกทั้งยังมาพร้อมฟังก์ชั่นพิเศษมากมาย อาทิเช่น ปรับสีผิว ปรับรูปหน้า แก้ตาแดง ที่ช่วยให้การเซลสวยงามไร้ที่ติอีกด้วย

กล้องหลัง 4 เลนส์ AI Quad Camera

  • กล้องหลักความละเอียดสูง Ultra High-resolution 48 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/1.8, เลนส์ 6P
  • เลนส์มุมกว้าง Ultra-Wide 8M ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.3, เลนส์ 5P, FOV 119
  • เลนส์ถ่ายภาพบุคคล B&W ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด f/2.4, เลนส์ 3P
  • เลนส์มาโคร 2 ล้านพิกเซล โฟกัส 4ซม., รูรับแสงขนาด f/2.4, เลนส์ 3P

ฝั่งขวาจะเป็นปุ่มพาวเวอร์ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือในตัว 

ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นที่อิยู่ของปุ่มเพิ่ม/ลดระดับเสียง 

ด้านบนขอแงตัวเครื่องจะมีไมค์ตัดเสียงรบกวนและเป็นไมค์ที่ใช้ในการบันทึกเสียงอีกด้วย ส่วนด้านล่างจะประกอบด้วย ช่องถภามซิมการ์ด ไมค์สนทนา พอร์จชาร์จ Type-C และลำโพงหลักของตัวเครื่อง 

Dual Slot  แบบ 2 ซิม ชนิดนาโนซิม  รองรับ 4G และ 5G ทุกคลื่นยความถี่ที่มีให้บริการในไทย 

ไฮไลท์ฟีเจอร์เด่นบน realme X50 5G

120Hz Ultra Smooth Display 

realme X50 5G ใช้หน้าจอที่มีอัตรารีเฟรซเรท 120Hz สามารถแสดงผลได้ 120 เฟรมต่อวินาที ถือว่ามากกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปถึง 2 เท่า เรียกว่าเล่นเกม หรือชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้อย่างไหลลื่น ให้ภาพกราฟฟิกที่คมชัด มองภาพได้สบายตา และมีอัตราการตอบสนองต่อการสัมผัสที่ไวมาก ๆ รวมทั้งสามารถเลือกปรับเป็นโหมดจออัตรารีเฟรชเรท 60Hz เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ โดยหน้าจอแสดงผล 120Hz Ultra Smooth Display แบบ IPS LCD ขนาด 6.57 นิ้ว ความละเอียด FHD+ 1080 x 2400 พิกเซล ในอัตราส่วน 20:9 และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.4%  พร้อมปรับความสว่างได้สูงสุด 480nits ผสานความแข็งแกร่งด้วยกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5 ต้องบอกเลยว่าเป็นจอแสดงผลที่ครบเครื่องเหนือกว่าคู่แข่งในเรทเดียวกันอย่างแท้จริง

จัดเต็มในฝั่งของ Hardware ไปแล้ว ส่วนทางด้าน Software ก็ถือว่าไม่น้อยหน้าเช่นกัน โดย realme X50 5G  มาพร้อมการปรับตั้งค่าการแสดงผลได้ยืดหยุ่นมาก ๆ และยังมาพร้อมฟังก์ชัน OSIE Vision Effect ที่ช่วยปรับสีสันของหน้าจอแสดงผลให้มีความสดใสมากยิ่งขึ้น  ส่งผลให้การใช้งานมีคุณภาพที่ดีขึ้น เช่นการดูหนังหรือเล่นเกมเป็นต้น (สามารถใช้งานได้บนแอปพลิเคชันที่รองรับ)

Side Fingerprint Scanner

มาพร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างเครื่อง Side Fingerprint Scanner สามารถปลดล็อคได้ไวโดยใช้เวลาเพียง 0.25 วินาทีเท่านั้น รวมทั้งยังจดจำลายนิ้วมือได้อย่างชาญฉลาด ด้วยระบบ capacitive เพียงกดปุ่มเดียวก็สามารถที่จะปลดล็อคสมาร์ทโฟนได้ทันที และยังช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยรองรับทั้งการปลดล็อคหน้าจอและล็อคแอปพลิเคชั่นและข้อมูลส่วนตัวได้อีกด้วย 

ส่วนระบบ Face Unlock บน realme X50 5G  นั้นก็ให้ความรวดเร็วแม่นยำ ไม่แพ้ระบบปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือ โดยใช้เวลาไม่ถึง 0.30 วินาที และยังทำงานได้ดีแม้ในที่แสงน้อย อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือได้เป็นอย่างดี ทำให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการปลดล็อกที่ผสานทั้ง 2 ระบบเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

Liquid Cooling System 3.0

ระบบระบายความร้อนอันเหนือชั้น ช่วยให้ระบบทำความเย็นทรงพลังและเพิ่มกำลังระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยวัตถุระบายความร้อนคุณภาพสูงอย่างท่อทองแดงใหญ่ขนาด 8 มิลลิเมตร ผสานแผ่นชั้น Graphite แผ่นฟอยล์ทองแดง และฟิล์มซิลิกอนที่ครอบคลุมแหล่งความร้อน 100% จึงช่วยลดความร้อนได้มากขึ้นถึง 12.5%  ส่งผลให้ realme X50 5G ยังคงความเย็นแม้ในตอนที่ดูวีดีโอหรือเล่นเกมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ ก็ตาม 

30W Dart Flash Charge

realme X50 5G  มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,200mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 30W Dart Flash Charge โดยชาร์จผ่านอะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว (5V-6A) ที่แถมมาให้ในกล่อง สามารถชาร์จจาก 0-100% ภายในเวลาเพียง 55 นาที หรือสามารถชาร์จได้เกือบ 70% ภายในระยะเวลา 30 นาทีเท่านั้น และยังรองรับ Flash charging ขณะเปิดหน้าจออยู่ ส่งผลให้โทรศัพท์ยังคงความเย็นแม้มีการใช้งานขณะชาร์จ นอกจากนี้ระบบชาร์จเร็ว 30W Dart Charge ยังถูกออกแบบโดยยึดความปลอดภัยเป็นสำคัญ ด้วยการป้องกันห้าชั้นแบบเรียลไทม์ โดยรับรองความปลอดภัยในการชาร์จตั้งแต่หัวชาร์จ สายชาร์จ และตัวสมาร์ทโฟน

อ่านต่อหน้า 2

from:https://www.mobileocta.com/review-realme-x50-5g/