คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURE

28 คำสั่งลีนุกซ์พื้นฐาน ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดประจำปี 2019

ลีนุกซ์นับเป็นระบบปฏิบัติการที่ทรงพลังและมีความปลอดภัยมากที่สุดในโลก ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือโดยเฉพาะเป็นนักพัฒนาโปรแกรมย่อมต้องรู้จักคำว่าลีนุกซ์จากที่ไหนสักแห่งมาแล้ว

แต่ถ้าคุณต้องการใช้ลีนุกซ์เป็นโอเอสหลัก ก็จำเป็นที่จะต้องรู้จักเทอมินัลที่ใช้คอมมานด์ไลน์อินเทอร์เฟซหรือ CLI ซึ่งคำสั่งที่ใช้กับอินเทอร์เฟซนี้ถือเป็นวิธีใช้งานลีนุกซ์ที่สำคัญที่สุด ยิ่งถ้าคุณเป็นมือใหม่ด้านโปรแกรมเมอร์ ก็ยิ่งจำเป็นต้องรู้จักคำสั่งลีนุกซ์พื้นฐานดังต่อไปนี้

ls (คำสั่งลีนุกซ์พื้นฐาน)
คำสั่งนี้ใช้สำหรับแสดงรายการไฟล์ที่มีบนระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ของคุณ

cd (คำสั่งลีนุกซ์พื้นฐาน)
ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนไดเรกทอรีที่เทอร์มินัลอยู่ ก็สามารถใช้คำสั่ง cd (ย่อมาจาก change directory) ได้

ls -a (คำสั่งลีนุกซ์พื้นฐาน)
ถ้าคุณต้องการให้แสดงไฟล์ที่ซ่อนอยู่บนไดเรกทอรีหรึ่งแล้ว ก็สามารถใช้คำสั่ง ls -a

man (คำสั่งลีนุกซ์พื้นฐาน)
เป็นคำสั่งสำหรับแสดงเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวกับคำสั่งที่ต้องการที่มีอยู่บนระบบ

mkdir
ถ้าคุณต้องการสร้างโฟลเดอร์ผ่านเทอร์มินัล ก็สามารถใช้คำสั่ง mkdir เพื่อสร้างไดเรกทอรีหรือโฟลเดอร์ได้

move
ถ้าคุณต้องการย้ายไฟล์บางไฟล์จากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งแล้ว ก็สามารถใช้คำสั่ง move ได้

rm
คำสั่งนี้ใช้สำหรับลบไฟล์ออกจากไดเรกทอรีที่ต้องการ

rmdir
คำสั่งนี้ใช้สำหรับลบไดเรกทอรีออกจากโฟลเดอร์ที่ต้องการ

touch
คำสั่งนี้ใช้สำหรับสร้างไฟล์เอกสารข้อความสกุล DOC ผ่านเทอร์มินัล

clear
คำสั่งนี้ใช้สำหรับเคลียร์ลบข้อความที่อยู่บนหน้าจอเทอร์มินัลที่ค้างอยู่ให้สะอาดโล่งขึ้น

cp
เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับคัดลอกไฟล์หรือโฟลเดอร์ไดเรกทอรีจากแหล่งต้นทางไปยังตำแหน่งเป้าหมาย

uname -srm
เป็นคำสั่งสำหรับแสดงเวอร์ชั่นลีนุกซ์ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

chown
เป็นคำสั่งที่ใช้โอนย้ายสิทธิ์ความเป็นเจ้าของไฟล์ของผู้ใช้รายหนึ่งให้แก่ผู้ใช้รายอื่น

chmod
เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับตั้งค่า หรือโอนเปลี่ยนการอนุญาตของไฟล์ที่ต้องการทั้งในแง่ของการอ่าน การเขียน และการรันไฟล์ โดยกำหนดในรูปของชุดตัวเลขบิท

locate
เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับค้นหาไฟล์ที่ต้องการบนไดเรกทอรีที่กำหนด หรือจากทั้งระบบลีนุกซ์

cat
เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับแสดงเนื้อหาของไฟล์ที่ต้องการในเทอร์มินัล

passwd
เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับกำหนดรหัสผ่านใหม่สำหรับเซสชั่นหรือผู้ใช้ปัจจุบัน

su
เป็นคำสั่งเพื่อเปลี่ยนเป็นผู้ใช้ไคลเอนต์อื่นระหว่างเซสชั่นที่ล็อกอินอยู่

grep
เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับค้นหาข้อความในไฟล์ที่ต้องการ

ifconfig eth0
เป็นคำสั่งสำหรับแสดงที่อยู่ไอพีปัจจุบันของระบบลีนุกซ์

df
เวลาใช้คำสั่ง df เดี่ยวๆ จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่จัดเก็บ ทั้งพื้นที่ที่ใช้งานอยู่ และพื้นที่ว่างบนไดรฟ์

exit
เป็นคำสั่งสำหรับออกจากหน้าวินโดวส์ปัจจุบัน

history
เป็นคำสั่งสำหรับแสดงประวัติการใช้คำสั่งในอดีตในเทอร์มินัล

kill
เป็นคำสั่งสำหรับปิดโปรเซสปัจจุบันบนระบบ

ping
เป็นคำสั่งด้านเน็ตเวิร์กสำหรับดูว่าสามารถเข้าถึงโฮสต์เป้าหมายจากพีซีปัจจุบันได้หรือไม่

pwd
เป็นคำสั่งไว้แสดงไดเรกทอรีปัจจุบันที่ใช้งานอยู่

shutdown
เป็นคำสั่งเพื่อปิดการทำงานของระบบปัจจุบัน

SSH
เป็นคำสั่งสำหรับเชื่อมต่อไปยังโฮสต์ปลายทางจากระยะไกล

ที่มา : Techtuber

from:https://www.enterpriseitpro.net/28-basic-command-pop-in-2019/

[รีวิว] เพิ่มพอร์ตให้กับเครื่องมากขึ้นด้วย อุปกรณ์ USB-C แบบ 5-in-1

โน้ตบุ๊กในทุกวันนี้ ได้มีการพัฒนาให้มีลักษณะบางลงเรื่อยๆ เพื่อให้มีน้ำหนักที่เบาและมีความเป็นโมบิลิตี้เพิ่มขึ้น โดยการที่พัฒนาให้โน้ตบุ๊กเบาลงก็ส่งผลให้พอร์ตบางอย่างต้องลดลงตาม นั่นจึงไม่แปลกที่เราจำเป็นต้องมี Hub เพื่อขยายพอร์ตในการใช้งานอุปกรณ์แอสเซสซอรีต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

อย่างกรณีของผมนี่ใช้โน้ตบุ๊ก Lenovo Ideapad 320S ให้พอร์ต USB มา 2 พอร์ต (คุณแพะ!!) ทีนี้ผมต่อแค่ เมาส์ 1 ตัว และเสียบ External อีกหนึ่งตัว พอร์ตก็หมดแล้ว!! เวลาจะโหลดแฟลชไดร์ฟ หรือต่อเชื่อมกับมือถือ ผมก็ต้องคอยปลดอุปกรณ์บางอย่างลง !!

แต่ปัญหาเหล่านี้ได้หมดไปเพราะผมได้ใช้งานตัว USB-C 5-in-1 Multifunctional Adapter ของ UGREEN ทำให้สามารถขยายพอร์ตเพิ่มมาได้อีก

วัสดุคุณภาพดี ทำจากอลูมิเนียม

รูปร่างหน้าตา
UGREEN ทำผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกมาได้ดี เริ่มตั้งแต่วัสดุที่ใช้งานที่มีความสวยงาม เป็นอลูมิเนียมที่มีความแข็งแรง ตัวสายก็ขนาดพอดีไม่ยาวหรือสั้นเกินไป (15 เซนติเมตร) มีพอร์ตเชื่อมต่อประกอบด้วย

– Input : USB-C (Male)
– Output : 1xHDMI, 3xUSB, 1xUSB-C (PD Protocol)
– รองรับ Mac OS/Windows

พอร์ต USB จำนวน 3 พอร์ต และ พอร์ต USB-C (PD Protocol) อีก 1 พอร์ต

การใช้งาน
วิธีการใช้งานก็ง่ายนิดเดียว ในกรณีที่คุณต้องการใช้พอร์ต USB ก็แค่เสียบไปกับพอร์ต USB-C ของเครื่อง (เครื่องโน้ตบุ๊กต้องเป็น USB-C น่ะครับ) แค่นั้นจบ! ใช้งานได้แล้ว ที่สำคัญก็เอาไปต่อกับมือถือที่เป็น USB-C ได้ด้วย

พอร์ต HDMI

ในกรณีการใช้เป็น HDMI เพื่อต่อเชื่อมกับทีวีหรือหน้าจออันนี้ต้องดูเป็นกรณีๆ ไปน่ะครับ อันดับแรกตัว HDMI ยังรองรับเครือ่งโน้ตบุ๊กตามที่ระบุด้านหลังกล่อง มือถือก็เช่นกันครับ (อย่างเครื่องผมต่อไม่ได้ครับ – มันไม่แสดงผล) ส่วนโน้ตบุ๊กและมือถือที่ต่อได้ ก็จะต่อแค่โหมดการแสดงผลแบบที่เป็น Mirror เท่านั้น ไม่รองรับการใช้งานโหมด Extended

สำหรับราคาของมันอยูที่ประมาณ 1,690 บาท สามารถสั่งซื้อได้ที่ Lazada หรือติดตามข้อมูลอื่นเพิ่มเติมได้ที่เพจ UGREEN Thailand

from:https://www.enterpriseitpro.net/review-ugreen-usb-c-5-in-1/

RICOH แนะวิธีการวิเคราะห์บุคลิกของผู้ใช้งานไอทีในองค์กร

จากรายงานของทั้ง McKinsey และ Accenture ระบุ 84% ของผู้บริหารกล่าวว่า นวัตกรรมถือเป็นองค์ประกอบหลักของยุทธศาสตร์ทางธุรกิจของตนเอง โดยนวัตกรรมดังกล่าวรวมถึงรูปแบบการปฏิบัติงานแบบออฟไลน์อย่าง “การทำงานแบบ Agile” ด้วย แม้ส่วนใหญ่มักจะหมายถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่ก็ตาม ซึ่งถ้าคุณกำลังนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในที่ทำงานแล้ว ก็จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายไอทีเช่นกัน

ดังนั้น ทีมงานด้านไอทีจึงมีการพัฒนาขึ้นจากเดิมที่เคยเป็น “เจ้าหน้าที่สำหรับซ่อมบำรุงต่างๆ” มาสู่การเป็นผู้สร้างคุณค่า และผลักดันความสามารถในการทำงานแทน โดยถือเป็นกลุ่มคนที่ทราบถึงวิธีการติดตั้งและจัดการโซลูชั่นที่มีส่วนช่วยให้พวกเราทำงานได้เร็วขึ้น ดีขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น

นอกจากนี้แล้ว รูปแบบการทำงานแบบยืดหยุ่นก็ได้ทำให้แนวคิดของ “รูปแบบการปฏิบัติงานสำเร็จรูปที่นำไปใช้ได้ทุกกรณี” ตกยุคไปด้วย ปัจจุบันพนักงานต่างคาดหวังที่จะสามารถทำงานจากระยะไกลผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลายทั้งสิ้น

ข้อดีของการใช้โซลูชั่นสำเร็จรูปแบบ “One Size Fits All” นั้นคือการปรับขนาดระบบ และประสิทธิภาพการทำงาน ถ้าองค์กรของคุณมีบุคลากรประมาณ 10,000 คนพร้อมกับอุปกรณ์ที่บริษัทจัดหาและกำหนดสเปกเองทั้งหมดแล้ว เพียงแค่เรียนรู้วิธีตั้งค่าของเครื่องเดียว ก็จะสามารถทำเป็นคู่มือหรือสอนบอกต่อให้ใช้งานได้ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังคุ้มค่าในการลงทุนจากการซื้อไลเซนส์ของทั้งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์เป็นล็อตใหญ่ที่ราคาถูกกว่าปกติได้ด้วย

แต่ถ้าพนักงานในองค์กรกว่า 10,000 คนกลับหันไปใช้อุปกรณ์ของตัวเองแล้ว ย่อมเปลี่ยนเป็นฝันร้ายสำหรับองค์กรทันที แม้คุณจะพยายามจัดการเพื่อตั้งค่าอุปกรณ์ให้กับแต่ละเครื่องและแต่ละผู้ใช้ก็ตาม ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ย่อมทำให้การติดตั้งแพ็ตช์หรืออัพเดทนั้นยากลำบากมาก จนเปิดช่องโหว่ให้ธุรกิจของคุณมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรงได้

ดังนั้น ฝ่ายไอทีจึงมีความท้าทายหลักๆ สองประการ ได้แก่
• ทำอย่างไรถึงจะคาดการณ์อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ผู้ใช้ต้องการได้?
• ทำอย่างไรถึงจะเปิดทางให้แก่การทำงานรูปแบบใหม่ๆ โดยไม่ต้องนั่งปรับแต่งอุปกรณ์แต่ละเครื่องให้พนักงานแต่ละคนด้วยตัวเอง?

การวิเคราะห์และจัดทำเป็นบุคลิกหรือรูปแบบพฤติกรรมที่เป็นตัวแทน หรือ Persona ของผู้ใช้ปลายทางจึงเป็นวิธีที่ใช้รวมกลุ่มผู้ใช้งานเข้าด้วยกันโดยอิงจากความต้องการและลักษณะจำเพาะ ซึ่งการวิจัยและปรับปรุงชุด Persona ของผู้ใช้ปลายทางเป็นประจำนั้นจะทำให้ทีมงานด้านไอทีสามารถจัดการขอบเขตและความซับซ้อนของการใช้งานในสถานที่ปฏิบัติงานสมัยใหม่ได้ โดยไม่ถูกบีบคั้นจากปริมาณงานที่มากเกินไป

อ่านเพิมเติมที่นี่ – https://insights.ricoh.co.uk/simplifying-technology/it-end-user-personas

from:https://www.enterpriseitpro.net/ricoh-it-user-personas/

เจาะ 5 ฟีเจอร์เด็ดของ HUAWEI FreeBuds 3 หูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวน ที่น่าสนใจที่สุดในตอนนี้

หูฟังไร้สายแบบ True Wireless กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากสมาร์ทโฟนเรือธงหลายรุ่น ได้ตัดสินใจถอดช่องเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไป ทำให้หูฟังไร้สายแบบ True Wireless เป็นที่ต้องการ และมีตัวเลือกออกมาหลายแบรนด์ แต่ถ้ามองเฉพาะแบรนด์ชั้นนำ HUAWEI FreeBuds 3 ก็ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ 

ความน่าสนใจของ HUAWEI FreeBuds 3 อยู่ที่ราคา ถ้ากวาดสายตาดูเฉพาะหูฟังไร้สายแบบ True Wireless จากแบรนด์ระดับโลก ที่มีเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน จะพบว่า FreeBuds 3 มีราคาถูกกว่าคู่แข่งเกือบครึ่งเลยทีเดียว แต่ราคาที่ถูกกว่า ไม่ได้หมายความว่ามีประสิทธิภาพด้อยกว่าแต่อย่างใด และต่อไปนี้คือ 5 จุดเด่นของ FreeBuds 3 ที่ทำให้หูฟังไร้สายแบบ True Wireless จาก HUAWEI เก่งกว่าใคร

ตัดเสียงรบกวนได้อย่างดี

HUAWEI FreeBuds 3 มาพร้อมเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ หรือ ANC (Active Noise Cancellation) ช่วยลดเสียงรบกวนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปรับเสียงให้เหมาะสมได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่สาธารณะที่มีผู้คนเยอะแยะ สนามบิน สถานีรถไฟ ร้านอาหาร FreeBuds 3 ก็สามารถลดเสียงได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผู้สวมใส่ได้ยินเสียงเพลงจากหูฟังได้อย่างชัดเจน เหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว

ด้วยการที่หูฟัง HUAWEI FreeBuds 3 ถูกออกออกแบบมาเป็นแบบ EarBuds ไม่ใช่แบบ In-Ear จึงอาจทำให้เกิดเสียงรบกวนเล็ดรอดเข้ามาได้ ทาง Huawei จึงได้ให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งการได้ยินเสียงรบกวนให้เข้ากับใบหูของแต่ละคนได้ด้วยแอปพลิเคชั่น Huawei Ai Life

ตัดเสียงลม จับเสียงคุยได้อย่างชัดเจน

HUAWEI FreeBuds 3 ยังเน้นไปที่การสนทนาที่ชัดเจนด้วย โดยมาพร้อมเทคโนโลยี Aerodynamic Mic Duct Design ที่ช่วยตัดเสียงลมออกไป เหมาะสำหรับการสนทนาในระหว่างเดินฝ่าอากาศที่มีลมพัดผ่าน แม้ในขณะวิ่ง ปั่นจักรยาน ขี่มอเตอร์ไซค์ (ความเร็วไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) 

ด้วยเทคโนโลยี Aerodynamic Mic Duct Design จะช่วยให้การสนทนาในที่กลางแจ้งชัดเจนมากขึ้น โดยไม่มีเสียงลมเข้ามารบกวน และเพื่อให้เสียงสนทนาชัดเจนมากยิ่งขึ้น HUAWEI FreeBuds 3 ก็ได้เพิ่มระบบ Bone Sensor เข้ามาทำงานร่วมด้วย ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ตรวจจับเสียงของผู้ใช้งานผ่านการสั่นสะเทือนของแกนด้านใน ทำให้เสียงที่เปล่งออกไปถูกปรับให้คมชัด พร้อมลดเสียงรบกวนรอบข้าง เพื่อให้การสนทนาราบรื่นมากที่สุด

ดีไซน์กระชับถูกหลักสรีรศาสตร์ Dolphin Bionic

ปัญหาใหญ่ของหูฟังไร้สายแบบ True Wireless คือความรู้สึกไม่มั่นคงเมื่อสวมใส่ เหมือนจะหลุดออกจากหูได้ง่าย แต่สำหรับ HUAWEI FreeBuds 3 ใช้ ดีไซน์ Dolphin Bionic ที่ออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์ ถือเป็นอีกนวัตกรรมการดีไซน์แบบ Open-fit  ทำให้ FreeBuds 3 มีสัมผัสที่สบายหูเมื่อสวมใส่ ไม่รู้สึกปวดหรือระคายเคือง และให้ความรู้สึกมั่นคงไม่หลุดง่าย จึงสามารถสวมใส่ในขณะทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ปกติ

แบตอึด ชาร์จสะดวก ไร้สาย

หูฟังไร้สาย HUAWEI FreeBuds 3 ใช้ฟังเพลงได้นานต่อเนื่อง 4 ชั่วโมง แต่สามารถขยายการใช้งานให้ยาวนานได้ถึง 20 ชั่วโมง เมื่อพกพาเคสชาร์จไปด้วย เนื่องจากเคสสามารถเติมพลังงานให้กับหูฟังได้ถึง 4 ครั้ง เมื่อแบตเตอรี่ของเคสชาร์จเต็ม นั่นหมายถึง FreeBuds 3 จะให้พลังงานเพียงพอตลอดทั้งวันสำหรับใช้งานตั้งแต่เช้าจรดเย็น

ถ้าหากมีการใช้งานอย่างหนักจนทำให้แบตเตอรี่หมดไว FreeBuds 3 ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ง่ายและสะดวก โดยรองรับการชาร์จด้วยสาย USB Type-C หรือผ่านอุปกรณ์ชาร์จไร้สาย แต่ถ้าไม่มีทั้ง 2 อย่าง ก็ยังสามารถชาร์จผ่านชาร์จแบบ Reverse Charging เพียงนำไปวางบนด้านหลังของสมาร์ทโฟนของ HUAWEI ที่สนับสนุน Reverse Charging อย่างเช่น Mate 20 Pro, P30 Pro และ Mate 30 Pro

คุ้มค่ากว่าเพียง 4,990 บาท

เมื่อเทียบกับหูฟังไร้สายแบบ True Wireless ที่มาพร้อมเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ จะพบว่า HUAWEI FreeBuds 3 ทำราคาออกมาได้น่าสนใจกว่าคู่แข่ง นอกจาก 5 จุดเด่นข้างต้นแล้ว FreeBuds 3 ยังออกแบบมาให้จับคู่กับสมาร์ทโฟนได้อย่างสะดวก ให้เสียงเบสที่หนักแน่น และควบคุมได้อย่างง่ายดายผ่านระบบสัมผัส สามารถแตะที่หูฟังด้านขวา 2 ครั้ง เพื่อสลับเพลง แตะที่หูฟังด้านซ้าย เพื่อเปิดหรือปิดโหมดตัดเสียงรบกวน และเมื่อถอดหูฟังออก เพลงที่กำลังเล่นก็จะหยุดทันที และเล่นต่อเมื่อสวมหูฟังกลับเข้าไปใหม่

HUAWEI FreeBuds 3 พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างทางการ ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคมเป็นต้นไป ในราคาเพียง 4,990 บาท มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว และ สีดำ จับจองเป็นเจ้าของได้ที่ หัวเว่ย แบรนด์ช็อป และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 

from:https://www.flashfly.net/wp/277144

เตือน! โรงแรมไทยตกเป็นเหยื่อภัย RevengeHotels ที่ฉกข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้า

แคสเปอร์สกี้ตรวจพบแคมเปญการโจมตีชื่อ “RevengeHotels” หรือ รีเวนจ์โฮเต็ลส์ โดยมุ่งโจมตีธุรกิจการโรงแรม นักวิจัยได้พบและยืนยันแล้วว่ามีโรงแรมมากกว่า 20 แห่งในทวีปละตินอเมริกา ยุโรปและเอเชียได้กลายเป็นเหยื่อของการโจมตีของมัลแวร์แบบมีเป้าหมาย พบว่ามีโรงแรมในประเทศไทยตกเป็นเหยื่อด้วย และยังมีแนวโน้มว่าโรงแรมทั่วโลกอีกหลายแห่งก็กำลังตกเป็นเหยื่อเช่นกัน ข้อมูลบัตรเครดิตของผู้เดินทางที่ถูกเก็บเอาไว้ในระบบของโรงแรม รวมทั้งข้อมูลที่ได้รับมาจากตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ (OTAs) ต่างตกในความเสี่ยงถูกโจรกรรมเพื่อนำมาปล่อยขายต่อให้อาชญากรไซเบอร์ทั่วโลก

RevengeHotels คือ แคมเปญที่ประกอบขึ้นด้วยหลากหลายกลุ่มที่ใช้ Remote Access Trojans (RATs) แบบดั้งเดิมในการปล่อยเชื้อเข้าสู่ธุรกิจการโรงแรม โดยเริ่มออกก่อกวนมาตั้งแต่ปี 2015 แต่มาพบเห็นมากขึ้นในปี 2019 อย่างน้อยก็มีสองกลุ่ม คือ RevengeHotels และ ProCC ที่ถูกตรวจพบว่าเป็นส่วนของแคมเปญนี้ อย่างไรก็ตาม น่าจะมีกลุ่มอาชญากรไซเบอร์มากกว่านี้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำการ

แกนหลักของการโจมตีที่แคมเปญนี้ใช้คือ อีเมลที่มาพร้อมเอกสารแนบ ไม่ว่าจะเป็น Word, Excel หรือ PDF ที่ปลอมแปลงมาอย่างดี บางไฟล์ก็จะใช้ CVE-2017-0199 โหลดเข้ามาโดยใช้ VBS และ PowerShell scripts และจากนั้นก็จะติดตั้ง RATs ที่มีการปรับแต่งมากมายหลายเวอร์ชั่น รวมทั้งมัลแวร์ที่ปรับแต่งขึ้นมา เช่น ProCC บนเครื่องของเหยื่อที่สามารถรันคอมมานด์นั้นได้ และเซ็ตอัพการเข้าถึงระยะไกลเข้าไปยังระบบที่ติดเชื้อ

อีเมลที่เป็นสเปียร์ฟิชชิ่งถูกร่างขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้มีรายละเอียดเฉพาะตัว และทำให้ดูเหมือนบุคคลที่มีอยู่จริงในองค์กรนั้นๆ ทำทีเป็นออกบุ๊กกิ้งโรงแรมสำหรับกลุ่มทัวร์ขนาดใหญ่ สำหรับคนหลายคน เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้จะระวังเท่าใด ก็ยังมีคนหลงเปิดอีเมลและคลิ้กเปิดไฟล์นั้นจนได้ เพราะดูเหมือนอีเมลของจริงมาก เต็มไปรายละเอียดมากมายที่น่าเชื่อถือ (เช่น สำเนาเอกสารที่ออกโดยราชการ และเหตุผลที่จองโรงแรม เป็นต้น) จุดสังเกตุที่เล็ดลอดออกมาให้เราจับได้น่าจะเป็นการพิมพ์ชื่อโดเมนของบริษัทและองค์กรผิด

เมื่อคอมพิวเตอร์ตกเป็นเหยื่อก็จะถูกใช้งานจากระยะไกล จากหลักฐานที่นักวิจัยของแคสเปอร์สกี้รวบรวมได้ชี้ว่า มีนำเอาข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ของแผนกต้อนรับไปขายต่อในฟอรั่มใต้ดินที่มีสมาชิกคอยซื้อข้อมูลลักษณะแบบนี้อีกต่อหนึ่ง มัลแวร์จะทำการรวบรวมข้อมูลจากคลิปบอร์ดในคอมพิวเตอร์ เอกสารที่สั่งพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ รวมถึงหน้าจอสกรีนช็อต (ฟังก์ชั่นนี้จะถูกกระตุ้นด้วยคำเฉพาะในภาษาอังกฤษหรือโปรตุกีส) เนื่องจากพนักงานโรงแรมมักจะเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าจากตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์เพื่อใช้งาน และนับเป็นจุดอ่อนที่อาชญากรเหล่านี้ใช้ฉวยโอกาสได้

เครื่องตรวจวัดระยะไกลของแคสเปอร์สกี้ยืนยันว่าเป้าหมายอยู่ที่อาร์เจนติน่า โบลิเวีย บราซิล ชิลี คอสตาริกา ฝรั่งเศส อิตาลี เม็กซิโก โปรตุเกส สเปน ตุรกี และประเทศไทย อย่างไรก็ตามจากข้อมูลที่ตัดมาจาก Bit.ly บริการย่อลิ้งก์ยอดฮิตที่พวกผู้ร้ายไซเบอร์นิยมใช้ในการแพร่กระจายลิ้งก์ของตัว นักวิจัยแคสเปอร์สกี้คาดว่ายูสเซอร์จากหลายประเทศอย่างน้อยก็ต้องเคยคลิ้กเข้าไปตามลิ้งก์เหล่านี้ หมายความว่าจะต้องมีจำนวนเหยื่อมากกว่านี้ในอีกหลายประเทศ

ดิมิทรี่ เบสทุซเชฟ หัวหน้าทีมวิเคราะห์และวิจัย (Global Research and Analysis Team – GReAT) แคสเปอร์สกี้ ภูมิภาคละตินอเมริกา กล่าวว่า “ขณะที่ยูสเซอร์ต่างกังวลว่าการป้องกันข้อมูลของตนเพียงพอไหม พวกผู้ร้ายไซเบอร์ก็มุ่งไปโจมตีธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งมักไม่ค่อยจะมีความแข็งแกร่งในการป้องกันตัวเองเท่าใดนัก แถมยังมีข้อมูลส่วนตัวอยู่มากมายให้ผู้ร้ายเข้าไปขโมยอีกด้วย ผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจขนาดเล็กที่ติดต่อกับลูกค้าและมีข้อมูลของลูกค้าอยู่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มความระมัดระวัง และติดตั้งใช้โซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยระดับสูงเพื่อกันเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากเป็นการทำร้ายลูกค้าแล้ว ยังทำลายชื่อเสียงของโรงแรมและธุรกิจอีกด้วย”

“ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของโลก มีตัวเลือกมากมายจึงดึงดูดใจทั้งนักท่องเที่ยวและอาชญากรไซเบอร์ในการเลือกเหยื่อโจมตี เป้าหมายของแคมเปญนี้คือการขโมยข้อมูลบัตรเครดิตให้ได้มากที่สุด ผู้ร้ายไซเบอร์จึงมักเลือกโรงแรมชื่อดังที่มีลูกค้าเข้าพักจำนวนมาก ยิ่งเลือกโรงแรมหรูหราก็ยิ่งมีโอกาสได้ข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าฐานะดีประวัติดีอีกด้วย แคสเปอร์สกี้ตรวจพบและยืนยันว่า มีโรงแรมหนึ่งแห่งในไทยที่ได้รับอีเมลโจมตีจริง แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นเหยื่อของแคมเปญนี้หรือไม่ อีกทั้งไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีโรงแรมอื่นที่ตกเป็นเหยื่อลักษณะนี้อีกหรือไม่ แต่ทั้งหมดนี้ก็มีเหตุผลให้เชื่อได้เช่นกัน” ดิมิทรี่กล่าวเสริม

from:https://www.enterpriseitpro.net/revengehotels-hotel-in-thailand/

อุดรฯ วางแผน 6 โครงการ มุ่งสู่เมืองอัจฉริยะ “Udoncity Creative Community”

อันนี้ต้องบอกว่าเป็นข่าวดีของชาวอุดรธานีจริงๆ เมื่อทางเทศบาลนครอุดรธานี ได้วางแผนแม่บทในการพัฒนายุทธศาสตร์ด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทศบาลนครอุดรธานี ระยะเวลา พ.ศ.2562 – พ.ศ.2565 โดยจะพัฒนาเทศบาลนครอุดรธานี ให้กลายเป็นสมาร์ทซิตี้ ภายใต้แนวคิด Udoncity Creative Community ชุมชมสร้างสรรค์กับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ประกอบด้วยแผนที่จะพัฒนาด้วยกัน ดังนี้

1.ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ (Planetarium Edutainment Discovery Space : PED Space) จะเป็นศูนย์ที่ให้ผู้คนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้วิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ หรืออาจจะเรียนกว่าเป็น ท้องฟ้าจำลองเทศบาลนครอุดรธานี ก็ว่าได้

2.ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovative Learning Center)
ส่งเสริมการเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับเยาวชน ประชาชน และบุคลากรเทศบาล จัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะด้านการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมและต่อยอดสู่การนำไปสร้างมูลค่าเป็นธุรกิจ ยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล มุ่งพัฒนาทักษะความสามารถ (Skill Set) ที่จำเป็นในยุคดิจิทัลให้กับทุกภาคส่วนให้สามารถพร้อมต่อการขับเคลื่อนสังคมเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล เสริมศักยภาพการแข่งขันของพื้นที่

3.แหล่งเรียนรู้ของนักสร้างนวัตกรรม (Market Space)
สถานที่ที่ผู้คนซึ่งมีความสนใจเดียวกัน เข้ามาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ หรือทำโครงงานร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีความพร้อมและเหมาะสมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับนักสร้าง (Maker) หรือนักนวัตกรรม (Innovator) ที่ต้องการจะมุ่งสู่ความเป็นมืออาชีพ พร้อมให้บริการแหล่งความรู้ สื่อ หนังสือ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือที่มีราคาสูง กิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ในการส่งเสริมและพัฒนานักสร้าง

4.พื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-Working Space) เพื่อส่งเสริมอุดรเมืองศูนย์กลาง
จะเป็นศูนย์กลาง Start-Up ที่มีศักยภาพ ในระดับสากล พร้อมเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันที่มีสาธารณูปโภคเพียบพร้อมในการบ่มเพาะศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ และเป็นชุมชนย่อม ๆ อีกทั้งยังจะสร้างบรรยากาศการลงทุน และพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่ทั้งผู้ประกอบการ และเยาวชนที่มีความต้องการเป็นผู้ประกอบการในอนาคตให้พร้อมต่อการเป็น “ผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล”

5.E-Sport Stadium พื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาอาชีพและเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลด้าน E-Sport
เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ในการพัฒนาอาชีพและเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล ด้าน e-Sports ซึ่งเป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนที่สนใจด้านเกม ได้พัฒนาความสามารถเชิงสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างคุณค่าด้วยการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่จะนำไปต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงในอนาคตได้ อาทิ อาชีพนักพัฒนาเกม (Game Developer) นักกีฬา e-Sports สตรีมเมอร์ ผู้จัดการแข่งขัน นักพากย์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของอุตสาหกรรมเกมต่อสังคมไทย

6.ศูนย์ปฏิบัติการเมืองอัจฉริยะ (Smart City Operation Center)
เป็นศูนย์เชื่อมต่อข้อมูลกลางของเมืองอัจฉริยะ และควบคุมสั่งการเมืองแบบบูรณาการ ใช้งานที่ครอบคลุมการจัดการสารสนเทศ และการควบคุมสั่งการการจราจรและความปลอดภัยในเขตเมือง ควบคุมสั่งการและประสานการดำเนินงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ติดตามสถานะ การดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดเทศบาลนครอุดรธานีได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจุบัน

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/udoncity-creative-community/

สหรัฐไม่ใช่พ่อ ! หัวเว่ยไม่สนเรื่องสหรัฐฯ แบนพวกเขาอีกต่อไปแล้ว

หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุด และผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับสองของโลก ประกาศกร้าวว่าบริษัทเลิกสนใจการโจมตีอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลทรัมป์ไปนานแล้ว “เราไม่คาดหวังว่าสหรัฐอเมริกาจะถอนชื่อหัวเว่ยออกจากบัญชีดำ” มร. เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ย ประกาศระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ กับหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล “ให้อเมริกาใส่ชื่อหัวเว่ยในบัญชีดำตลอดไปก็ได้ เพราะเราอยู่ได้สบาย ๆ อยู่แล้ว” มร. เหริน กล่าวเสริม

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หัวเว่ยถูกรวมเข้าไปอยู่ในบัญชี Entity List ของสหรัฐอเมริกา มีผลบังคับไม่ให้หัวเว่ยทำธุรกิจใด ๆ กับบริษัทสัญชาติอเมริกัน นับเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่หัวเว่ยมองว่ามีผลกระทบเพียงเล็กน้อยกับธุรกิจของบริษัท ภายหลังจากการขึ้นบัญชีดำ มร. เหริน เองได้คาดการณ์ไว้ว่า หัวเว่ยอาจต้องสูญเสียรายได้ราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การประเมินของเขากลับไม่ถูกต้อง เพราะบริษัทประกาศว่ารายได้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีเติบโตสูงขึ้นถึง 24% ในเดือนกันยายน มร. แอนดี้ เพอร์ดี้ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของหัวเว่ย เทคโนโลยี่ สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า บริษัทซื้อชิ้นส่วนจากบริษัทอเมริกาไปเป็นมูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 ซึ่งหากขาดรายได้จากการสั่งซื้อของหัวเว่ย บริษัทสหรัฐฯ จะต้องขาดทุนมหาศาล

แม้ว่าจะโดนแบน มร. เหริน กล่าวย้ำว่า เขาไม่เคยเกลียดสหรัฐฯ และหัวเว่ยก็จะไม่ปิดประตูใส่ประเทศใด ๆ เพื่อประโยชน์ด้านความก้าวหน้าและการพัฒนาด้านดิจิทัลอย่างรวดเร็วของโลก ซีอีโอของหัวเว่ยกล่าวย้ำมาโดยตลอดว่าตนยึดถือหลัก “ความร่วมมือที่เปิดกว้างเพื่อความสำเร็จร่วมกัน” และต้องการที่จะทำงานกับทุกประเทศทั่วโลกเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโลกยุคดิจิทัล เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มร. เหริน ได้ประกาศขายเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ย รวมถึงองค์ความรู้และลิขสิทธ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว

ให้แก่บริษัทสหรัฐฯ ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เขาย้ำว่าข้อเสนอของเขานั้นเป็นเรื่องจริง และยังเปิดรับอยู่ แต่จนขณะนี้ก็ยังไม่มีบริษัทใดติดต่อเข้ามา เมื่อนักข่าวถามเรื่องข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐานของสหรัฐฯ ที่ว่า หัวเว่ยอาจต้องปฏิบัติตามกฎหมายในการส่งข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าให้แก่รัฐบาลจีน หากมีการร้องขอ มร. เหริน กำชับว่า เขาและพนักงานเกือบ 200,000 คนทั่วโลกจะปฏิเสธคำร้องขอนั้น พร้อมยืนยันว่า บริษัทมีมาตรการที่เข้มงวดต่อการทำผิดกฎระเบียบของพนักงาน และบุคคลใดก็ตามที่ทำความผิด จะได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง

มร. เหริน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงทุกคน ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องการสอดแนมมาหลายต่อหลายครั้งว่า มันไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด นี่เป็นเพียงการโจมตีโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองของสหรัฐฯ ซึ่งหวังทำลายการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ย ถึงกระนั้นก็ตาม บริษัทก็ยังนำโด่งในฐานะผู้ให้บริการโซลูชั่น 5G ที่ครบวงจรและทันสมัยที่สุด และได้คว้าสัญญา 5G เชิงพาณิชย์ไปแล้วกว่า 50 ฉบับทั่วโลก หัวเว่ยจะไม่มีวันหยุดพัฒนานวัตกรรมด้าน 5G, AI และโมบายเทคโนโลยี โดยถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ลงทุนด้าน R&D มากที่สุดในโลก ในอีก 5 ปีข้างหน้า หัวเว่ยมีแผนที่จะทุ่มงบถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมและ R&D ทั่วโลก

from:https://www.enterpriseitpro.net/usa-ban-huawei-dont-care/