คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURE

ทำความรู้จักกับ “Cisco Zero Trust” นิยามใหม่ของการรักษาความปลอดภัยไอที

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความท้าทายในการดำเนินธุรกิจยุค New Normal ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การที่พนักงานต้องทำงาน และเข้าถึงระบบไอทีและแอปพลิเคชันจากทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งยังมีความต้องการใช้งานอุปกรณ์ส่วนตัวหรือ BYOD มากขึ้น หรือ ความต้องการการใช้งานแอปพลิเคชันจากทั้งในองค์กรและมัลติคลาวด์ และ อุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมโยงเข้าสู่ระบบเครือข่าย มีจำนวนเพิ่มขึ้น

เป็นผลให้การรักษาความปลอดภัยไอที ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในองค์กรอีกต่อไป คำถามคือแล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ผู้ใช้และอุปกรณ์ที่เข้าถึงระบบไอที มีความปลอดภัยเพียงพอ, การทำงานจากภายนอกหรือ Work from Home จะได้รับการปกป้องทีดี รวมทั้งระบบไอทีจะปลอดภัยจากภัยคุกคามใหม่ๆ

ด้วยประสบการณ์มากกว่า 3 ทศวรรษ เมโทรซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น ขอเสนอ Zero Trust แนวคิดด้านปลอดภัยจากซิสโก้ ที่จะตรวจสอบทุกการเข้าถึงจากบุคคลหรืออุปกรณ์ใด ไม่ว่าจะมาจากภายในหรือนอกเครือข่าย

โดยครอบคลุม 3 องค์ประกอบหลักของการทำงานยุคดิจิทัล ได้แก่

– Secure the Workforce เพื่อระบุตัวตนผู้ใช้และอุปกรณ์ จากทุกเวลาและสถานที่ด้วย Cisco Duo
– Secure the Workload เพื่อรักษาความปลอดภัยแอปพลิเคชันทั้งที่อยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์และบนคลาวด์ ด้วย Cisco Tetration
– Secure the Workplace เพื่อกำหนดสิทธิ์การใช้งาน และนโยบายรักษาความปลอดภัย ให้แก่ผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอปพลิเคชัน ในระบบเครือข่าย ด้วย SD-Access

Cisco Zero Trust พร้อมเสริมความแข็งแกร่งของการรักษาความปลอดภัยไอที เพื่อการดำเนินธุรกิจวิถีใหม่ ที่ต้องการความยืดหยุ่น คล่องตัว พร้อมเปลี่ยนแปลงในทุกสถานการณ์

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คุณครองขวัญ สมานุหัตถ์ อีเมล์ : krongsam@metrosystems.co.th โทร. 02-089-4432 www.metrosystems.co.th

from:https://www.enterpriseitpro.net/msc-cisco-zero-trust/

Webinar : วางแผนป้องกันระบบล่มก่อนเกิดเหตุด้วย Aruba UXI (9 ก.ค. 63)

HPE Aruba และ Calabura ขอเรียนเชิญ IT Manager, Network Engineer, IT Admin และทุกท่านที่สนใจ เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “ Preventing outage before it happen with Aruba UXI” ความต้องการระบบเครือข่าย และวิวัฒนาการแบบ New-Normal ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 – 11.00 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Preventing outage before it happen with Aruba UXI
ผู้บรรยาย: คุณอนุสิทธิ์ รัชดาเลิศณรงค์ HPE Aruba และ Calabura
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 – 11.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 1,000 คน
ภาษา: ไทย

1.ติดตั้งและดูแลได้ง่าย เร็ว
2.หลีกเลี่ยงและแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะกระทบธุรกิจ
3. รองรับการสร้างระบบอัตโนมัติให้กับธุรกิจ เช่น การใช้งานกับอุปกรณ์ IoT เช่น Bluetooth, Zigbee หรือ WiFi

มอบความมั่นใจในการใช้งานแอพพลิเคชั่นให้กับผู้ใช้งานทางไกล และ แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเซ็นเซอร์ที่มีการทดสอบระบบอย่างและส่งผลไปยังส่วนกลางอย่างต่อเนื่องด้วยแดชบอร์ดที่ผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งแสดงข้อมูลเชิงลึกของเครือข่ายที่เข้าใจได้ง่าย ช่วยชี้ให้เห็นปัญหาก่อนที่ผู้ใช้งานจะรู้

มาทำความรู้จัก Aruba UXI ด้วยกัน โดยการเข้าร่วมรับฟัง Webinar ซึ่งนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน HPE Aruba และ carabura ที่พร้อมจะตอบทุกคำถามและข้อสงสัย

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่
https://arubanetworks.zoom.us/webinar/register/8115922041614/WN_NJynvqK4RSq0wCaJP41ZUA

โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.enterpriseitpro.net/preventing-outage-before-with-arubar-uxi/

หัวเว่ย : Next Gen All-Flash ก้าวต่อไปสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

William Brian Arthur นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เขียนใน The Nature of Technology “ในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนอย่างสูง เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่คงที่ ไม่สิ้นสุด และไม่สมบูรณ์แบบ” รวมถึงเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลก็ไม่มีข้อยกเว้น
โดยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้นสำหรับการตอบสนองรูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายองค์กรมองหาสถาปัตยกรรมไอทีแบบใหม่ ที่นำพาทุกคนเข้าสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช
คำถาม : อะไรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชอย่างรวดเร็ว?

ในปี 2558 Gartner ทำนายการถือกำเนิดของยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช ที่ซึ่ง Solid State Drive (SSD) จะมาแทนที่ Hard disk Drive (HDD) ในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กร ซึ่งอันที่จริงแล้ว SSD ที่มีประสิทธิภาพสูงพร้อม All-Flash Array (AFAs) คาดว่าจะแทนที่ 50% ของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ HDD แบบเดิมในศูนย์ข้อมูลภายในปี 2563

ปริมาณมหาศาลของข้อมูลที่หลากหลายนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Internet Of Thing (IoT) และ 5G ซึ่งหัวเว่ยประเมินว่าภายในปี 2568 ข้อมูลทั่วโลกจะมีปริมาณกว่า 180 ZB นั้นจะมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) เช่น ข้อความ รูปภาพ ไฟล์เสียง และไฟล์วิดีโอ จะทำให้การประมวลผลข้อมูลมีความซับซ้อนและต้องการรูปแบบการจัดเก็บใหม่ ดังนั้นระบบจัดเก็บข้อมูลจะต้องจัดการกับสภาพแวดล้อมของการปรับใช้ เพื่อตอบสนองการใช้งานของแอปพลิเคชัน และข้อกำหนดด้านมูลค่าต่าง ๆ

เทคโนโลยี SSD กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยระดับความจุที่เพิ่มขึ้นจากหลายร้อยกิกะไบต์ไปจนถึงหลายสิบ เทราไบต์ เทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อเครือข่ายกำลังเริ่มใช้งาน SSD สำหรับพื้นที่จัดเก็บแบบ Block, File และ Object เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรุ่นต่อไปที่ได้รับการแนะนำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชและ SSD ซึ่งกำลังเข้าแทนที่อย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี SAS และ SATA ซึ่งมีอายุกว่าสองทศวรรษในตลาดระบบจัดเก็บข้อมูล

SSD ทำงานได้ดีเป็นพิเศษสามารถประมวลผล IOPS นับล้าน จึงทำให้เหมาะสำหรับอินเทอร์เน็ตที่ต้องการประสิทธิภาพ คลาวด์คอมพิวติ้ง และแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลการตลาดแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการเงินสร้างรายได้จาก AFA มากที่สุด โดยที่รัฐบาล การสื่อสารโทรคมนาคม และผู้ผลิตมีความพึงพอใจต่อ AFA มากขึ้น

คำถาม: ลูกค้าอุตสาหกรรมจะใช้ประโยชน์จากการท่วมของข้อมูลได้อย่างไร?

Big Data กำลังเปลี่ยนแปลงหลายอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลของธนาคาร มีลูกค้าจำนวนมากดำเนินการผ่านออนไลน์หรือผ่านมือถือ ซึ่งย่อมมีความต้องการให้ระบบธนาคารทำงานได้อยู่ตลอดเวลา การเกิดขึ้นของกิจกรรมด้านไอทีที่ให้บริการทางการเงินทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้น วิธีการเข้าถึงที่คาดเดาไม่ได้ และปริมาณบริการยังคงมีการทดสอบขีดจำกัดของระบบต่าง ๆ ปริมาณธุรกรรม ดังเช่น ในวันที่ 11 พฤศจิกายนหรือวันคนโสดเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า โดยมีการประมวลผลธุรกรรมหลายสิบล้านครั้งทุกวินาที ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณงานขนาดใหญ่ให้กับโครงสร้างพื้นฐาน

หัวเว่ยได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างแข็งขันในการให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ธนาคารที่ให้บริการลูกค้าหลายๆประเทศพบว่าลูกค้าไม่พอใจเนื่องจากโซลูชั่นดั้งเดิมไม่สามารถรับมือกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ หัวเว่ยสามารถแก้ไขปัญหาให้ด้วยการเปลี่ยนระบบจัดเก็บข้อมูลดั้งเดิมด้วย OceanStor Dorado, AFAs เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์จากการใช้งานที่ราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน ตัวอย่างถัดมา เช่น ผู้คนจำนวนมากยื่นแบบภาษีคืนและชำระเงินออนไลน์ทั่วโลก

ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันมหาศาลต่อระบบการชำระเงิน หน่วยงานด้านภาษีของประเทศหนึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นและความปลอดภัยของข้อมูลหลังจากการเสนอบริการตลอด 24 ชั่วโมงใหม่ให้กับประชาชน ซึ่งรวมถึงการให้บริการ e-taxation และ e-invoice ในการนี้ระบบ OceanStor Dorado ขั้นสูงทั้งสองระบบได้รับการปรับใช้ให้กับระบบ gateway-free สำหรับ Metro Cluster เพื่อให้บริการที่ปลอดภัยและไม่ทำให้ยุ่งยากสำหรับผู้เสียภาษี

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ มีการใช้งานหลักเรื่องการเปลี่ยนแปลงการผลิต การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นกระบวนการที่น่าเบื่อหน่ายและห่วงโซ่การตลาดที่กว้างขวางครอบคลุมผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการไหลของข้อมูลหลายระดับและการจัดทำรายงานเป็นประจำ ปัญหาใด ๆ ระหว่างการผลิตรถยนต์ล่าช้า ยอดขายลด และในที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันขององค์กร ระบบ ERP แบบเก่าของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำนั้นต้องใช้เวลาเจ็ดนาทีในการตอบคำถามการผลิตและการสั่งซื้อ และใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการรายงานยอดขายแบตเตอรี่รายเดือน ซึ่งในการนี้ Huawei AFA สามารถช่วยลดลดเวลาตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านี้ลงให้เหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า AFAs สามารถทำอะไรได้บ้าง ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเลือก AFAs เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ต่ำ ลง และความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น โดยมี หัวเว่ย เป็นผู้จัดจำหน่ายที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการเหล่านี้

นวัตกรรมและความมุ่งมั่นทำให้ หัวเว่ย เป็นผู้ให้บริการ AFA ชั้นนำ

บริษัทเป็นผู้บุกเบิก AFA มานานนับตั้งแต่เปิดตัว SSD รุ่นแรกในปี 2548 ด้วยความเชี่ยวชาญ 15 ปี หัวเว่ยได้ กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นนำที่มี SSD ตัวชิปควบคุมและระบบปฏิบัติการสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

หัวเว่ย AFAs มีการพัฒนาแพลตฟอร์มชิป end-to-end ช่วยให้สามารถดำเนินการ vertical consolidation สำหรับการส่ง การประมวลผล ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การจัดเก็บและการจัดการ ชิปเหล่านี้รวมถึงชิปอินเตอร์เฟซมัลติโปรโตคอลอัจฉริยะ Hi1822, หน่วยประมวลผล Kunpeng 920, AI ชิป Ascend 310, ชิปควบคุม SSD Hi1812e และชิปจัดการ BMC Hi1710 จุดเด่น คือ ชิป Kunpeng 920 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเมื่อรวมกับเทคโนโลยีแบบมัลติคอร์จึงมีประสิทธิภาพสูงเป็นสองเท่า

เทคโนโลยีชิปที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นมา 5 ตัวนี้ สามารถกำจัดปัญหาคอขวดที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมดุลของ CPU สื่อและเครือข่าย ซึ่งจะทำให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับการท่วมของข้อมูลที่เกิดใหม่ขึ้นเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร

เรื่องราวความสำเร็จระดับโลกยืนยันความเชี่ยวชาญของ หัวเว่ย

ในปี 2562 รายงานของ IDC คาดการณ์การเจริญเติบโต 1.3% ปีต่อปี ในการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูล OEM ภายนอกขององค์กรทั่วโลก โดยในไตรมาสที่สามการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 60.1% การเติบโตอย่างรวดเร็วดังกล่าวได้รับแรงผลักดันจากการยอมรับของอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีสัญญาณของการลดน้อยลง โดยมี AFAs เป็นสายผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดของระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ย

ในปี 2561 Magic Quadrant รายงานการวิจัยตลาดที่เผยแพร่โดย บริษัท ที่ปรึกษาด้านไอทีของ Gartner รายงานว่า Disk Arrays สำหรับ General-Purpose ของหัวเว่ยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในปีที่สามติดต่อ และต่อมาในปี 2062 Magic Quadrant โดย หัวเว่ย ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการปรับปรุงความสมบูรณ์ของกลยุทธ์และการดำเนินการ หัวเว่ยยังคงคิดค้นและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรและระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคของการกระหายข้อมูล

หัวเว่ยได้เปิดตัวโปรแกรม “Flash Only +” เพื่อให้ลูกค้าได้มีการใช้งานสเตอเรจอย่างเต็มที่กับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดของ AFAs ในราคาเท่ากันของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบไฮบริดที่มีความจุเท่ากัน โปรแกรมดังกล่าวสามารถใช้ได้จนถึง 31 ธันวาคม 2563

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b9%87%e0%b8%b5huawei-next-gen-all-flash/

หัวเว่ย : Next Gen All-Flash ก้าวต่อไปสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

William Brian Arthur นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เขียนใน The Nature of Technology “ในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนอย่างสูง เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่คงที่ ไม่สิ้นสุด และไม่สมบูรณ์แบบ” รวมถึงเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลก็ไม่มีข้อยกเว้น
โดยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้นสำหรับการตอบสนองรูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายองค์กรมองหาสถาปัตยกรรมไอทีแบบใหม่ ที่นำพาทุกคนเข้าสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช
คำถาม : อะไรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชอย่างรวดเร็ว?

ในปี 2558 Gartner ทำนายการถือกำเนิดของยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช ที่ซึ่ง Solid State Drive (SSD) จะมาแทนที่ Hard disk Drive (HDD) ในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กร ซึ่งอันที่จริงแล้ว SSD ที่มีประสิทธิภาพสูงพร้อม All-Flash Array (AFAs) คาดว่าจะแทนที่ 50% ของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ HDD แบบเดิมในศูนย์ข้อมูลภายในปี 2563

ปริมาณมหาศาลของข้อมูลที่หลากหลายนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Internet Of Thing (IoT) และ 5G ซึ่งหัวเว่ยประเมินว่าภายในปี 2568 ข้อมูลทั่วโลกจะมีปริมาณกว่า 180 ZB นั้นจะมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) เช่น ข้อความ รูปภาพ ไฟล์เสียง และไฟล์วิดีโอ จะทำให้การประมวลผลข้อมูลมีความซับซ้อนและต้องการรูปแบบการจัดเก็บใหม่ ดังนั้นระบบจัดเก็บข้อมูลจะต้องจัดการกับสภาพแวดล้อมของการปรับใช้ เพื่อตอบสนองการใช้งานของแอปพลิเคชัน และข้อกำหนดด้านมูลค่าต่าง ๆ

เทคโนโลยี SSD กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยระดับความจุที่เพิ่มขึ้นจากหลายร้อยกิกะไบต์ไปจนถึงหลายสิบ เทราไบต์ เทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อเครือข่ายกำลังเริ่มใช้งาน SSD สำหรับพื้นที่จัดเก็บแบบ Block, File และ Object เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรุ่นต่อไปที่ได้รับการแนะนำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชและ SSD ซึ่งกำลังเข้าแทนที่อย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี SAS และ SATA ซึ่งมีอายุกว่าสองทศวรรษในตลาดระบบจัดเก็บข้อมูล

SSD ทำงานได้ดีเป็นพิเศษสามารถประมวลผล IOPS นับล้าน จึงทำให้เหมาะสำหรับอินเทอร์เน็ตที่ต้องการประสิทธิภาพ คลาวด์คอมพิวติ้ง และแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลการตลาดแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการเงินสร้างรายได้จาก AFA มากที่สุด โดยที่รัฐบาล การสื่อสารโทรคมนาคม และผู้ผลิตมีความพึงพอใจต่อ AFA มากขึ้น

คำถาม: ลูกค้าอุตสาหกรรมจะใช้ประโยชน์จากการท่วมของข้อมูลได้อย่างไร?

Big Data กำลังเปลี่ยนแปลงหลายอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลของธนาคาร มีลูกค้าจำนวนมากดำเนินการผ่านออนไลน์หรือผ่านมือถือ ซึ่งย่อมมีความต้องการให้ระบบธนาคารทำงานได้อยู่ตลอดเวลา การเกิดขึ้นของกิจกรรมด้านไอทีที่ให้บริการทางการเงินทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้น วิธีการเข้าถึงที่คาดเดาไม่ได้ และปริมาณบริการยังคงมีการทดสอบขีดจำกัดของระบบต่าง ๆ ปริมาณธุรกรรม ดังเช่น ในวันที่ 11 พฤศจิกายนหรือวันคนโสดเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า โดยมีการประมวลผลธุรกรรมหลายสิบล้านครั้งทุกวินาที ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณงานขนาดใหญ่ให้กับโครงสร้างพื้นฐาน

หัวเว่ยได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างแข็งขันในการให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ธนาคารที่ให้บริการลูกค้าหลายๆประเทศพบว่าลูกค้าไม่พอใจเนื่องจากโซลูชั่นดั้งเดิมไม่สามารถรับมือกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ หัวเว่ยสามารถแก้ไขปัญหาให้ด้วยการเปลี่ยนระบบจัดเก็บข้อมูลดั้งเดิมด้วย OceanStor Dorado, AFAs เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์จากการใช้งานที่ราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน ตัวอย่างถัดมา เช่น ผู้คนจำนวนมากยื่นแบบภาษีคืนและชำระเงินออนไลน์ทั่วโลก

ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันมหาศาลต่อระบบการชำระเงิน หน่วยงานด้านภาษีของประเทศหนึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นและความปลอดภัยของข้อมูลหลังจากการเสนอบริการตลอด 24 ชั่วโมงใหม่ให้กับประชาชน ซึ่งรวมถึงการให้บริการ e-taxation และ e-invoice ในการนี้ระบบ OceanStor Dorado ขั้นสูงทั้งสองระบบได้รับการปรับใช้ให้กับระบบ gateway-free สำหรับ Metro Cluster เพื่อให้บริการที่ปลอดภัยและไม่ทำให้ยุ่งยากสำหรับผู้เสียภาษี

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ มีการใช้งานหลักเรื่องการเปลี่ยนแปลงการผลิต การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นกระบวนการที่น่าเบื่อหน่ายและห่วงโซ่การตลาดที่กว้างขวางครอบคลุมผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการไหลของข้อมูลหลายระดับและการจัดทำรายงานเป็นประจำ ปัญหาใด ๆ ระหว่างการผลิตรถยนต์ล่าช้า ยอดขายลด และในที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันขององค์กร ระบบ ERP แบบเก่าของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำนั้นต้องใช้เวลาเจ็ดนาทีในการตอบคำถามการผลิตและการสั่งซื้อ และใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการรายงานยอดขายแบตเตอรี่รายเดือน ซึ่งในการนี้ Huawei AFA สามารถช่วยลดลดเวลาตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านี้ลงให้เหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า AFAs สามารถทำอะไรได้บ้าง ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเลือก AFAs เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ต่ำ ลง และความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น โดยมี หัวเว่ย เป็นผู้จัดจำหน่ายที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการเหล่านี้

นวัตกรรมและความมุ่งมั่นทำให้ หัวเว่ย เป็นผู้ให้บริการ AFA ชั้นนำ

บริษัทเป็นผู้บุกเบิก AFA มานานนับตั้งแต่เปิดตัว SSD รุ่นแรกในปี 2548 ด้วยความเชี่ยวชาญ 15 ปี หัวเว่ยได้ กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นนำที่มี SSD ตัวชิปควบคุมและระบบปฏิบัติการสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

หัวเว่ย AFAs มีการพัฒนาแพลตฟอร์มชิป end-to-end ช่วยให้สามารถดำเนินการ vertical consolidation สำหรับการส่ง การประมวลผล ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การจัดเก็บและการจัดการ ชิปเหล่านี้รวมถึงชิปอินเตอร์เฟซมัลติโปรโตคอลอัจฉริยะ Hi1822, หน่วยประมวลผล Kunpeng 920, AI ชิป Ascend 310, ชิปควบคุม SSD Hi1812e และชิปจัดการ BMC Hi1710 จุดเด่น คือ ชิป Kunpeng 920 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเมื่อรวมกับเทคโนโลยีแบบมัลติคอร์จึงมีประสิทธิภาพสูงเป็นสองเท่า

เทคโนโลยีชิปที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นมา 5 ตัวนี้ สามารถกำจัดปัญหาคอขวดที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมดุลของ CPU สื่อและเครือข่าย ซึ่งจะทำให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับการท่วมของข้อมูลที่เกิดใหม่ขึ้นเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร

เรื่องราวความสำเร็จระดับโลกยืนยันความเชี่ยวชาญของ หัวเว่ย

ในปี 2562 รายงานของ IDC คาดการณ์การเจริญเติบโต 1.3% ปีต่อปี ในการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูล OEM ภายนอกขององค์กรทั่วโลก โดยในไตรมาสที่สามการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 60.1% การเติบโตอย่างรวดเร็วดังกล่าวได้รับแรงผลักดันจากการยอมรับของอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีสัญญาณของการลดน้อยลง โดยมี AFAs เป็นสายผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดของระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ย

ในปี 2561 Magic Quadrant รายงานการวิจัยตลาดที่เผยแพร่โดย บริษัท ที่ปรึกษาด้านไอทีของ Gartner รายงานว่า Disk Arrays สำหรับ General-Purpose ของหัวเว่ยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในปีที่สามติดต่อ และต่อมาในปี 2062 Magic Quadrant โดย หัวเว่ย ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการปรับปรุงความสมบูรณ์ของกลยุทธ์และการดำเนินการ หัวเว่ยยังคงคิดค้นและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรและระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคของการกระหายข้อมูล

หัวเว่ยได้เปิดตัวโปรแกรม “Flash Only +” เพื่อให้ลูกค้าได้มีการใช้งานสเตอเรจอย่างเต็มที่กับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดของ AFAs ในราคาเท่ากันของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบไฮบริดที่มีความจุเท่ากัน โปรแกรมดังกล่าวสามารถใช้ได้จนถึง 31 ธันวาคม 2563

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-next-gen-all-flash/

หัวเว่ย ก้าวล้ำนำเทคโนโลยีในยุคสมัยแห่งระบบอัจฉริยะ : คว้าชัยด้วยระบบนิเวศเหนือชั้น

เทคโนโลยี AI ประสานทุกองค์ประกอบเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และในขณะนี้ หัวเว่ยกำลังสร้างระบบนิเวศเปี่ยมนวัตกรรมที่มาพร้อมความยั่งยืนเพื่อแบ่งปันความสำเร็จร่วมกับพันธมิตรผ่านโครงการ Ascend Partner

ศาสตร์แห่งปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มคำยอดนิยมอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายเป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สามัญชนิดใหม่ มันถือเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เช่นเดียวกับการปฏิวัติเชิงสังคมและเศรษฐกิจ หัวเว่ยไม่เคยหยุดยั้งการลงทุนในสายงานด้านการวิจัยและพัฒนาศักยภาพดังกล่าวเพื่อเกื้อหนุนความร่วมมือใหม่ๆ ทั้งสำหรับ 5G, cloud, edge และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยสร้างรูปรอยใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น บริการด้านการเงิน การขนส่ง การจ่ายกระแสไฟฟ้า การผลิต และอีกมากมาย

เทคโนโลยีต่างๆ ดังกล่าวมักต้องอาศัยการสอดประสานกันเพื่อบรรลุผลลัพธ์ที่เปี่ยมประสิทธิผล ในการนั้น หัวเว่ยได้ทุ่มเทความอุตสาหะทั้งหมดในการสร้างระบบนิเวศซึ่งรวมกลุ่มการศึกษาวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI ที่ล้วนช่วยให้เทคโนโลยีและภาคส่วนต่างๆ ดังกล่าวก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปพร้อมกัน ควบคู่ไปกับวิธีการทำงานแบบเปิด การเปิดกว้างทางฮาร์ดแวร์ เราได้ใช้ซอฟท์แวร์ระบบเปิด (open-source) และออกไล่ตามความสำเร็จร่วมกันกับพันธมิตรของเรา

การประสานพลังคือพื้นฐานของความสำเร็จทางเทคโนโลยี

อันที่จริง หัวเว่ยได้นำหน่วยประมวลผล AI ของซีรี่ส์ Ascend มาใช้ในการสั่งการทำงานของ Atlas AI Computing Platform ซึ่งเอื้อให้เกิดโซลูชั่นส์ด้านโครงสร้างพื้นฐานของ AI ในทุกด้านที่รองรับการตั้งค่าได้ทั้ง Device-Edge-Cloud

โครงการ Huawei Asia Pacific Partner Ascend จะเป็นหนึ่งในประตูที่เปิดกว้างให้มืออาชีพและบริษัทด้าน AI เข้าถึงเรา ตลอดจนได้เรียนรู้การปรับใช้ และต่อยอดการใช้งานผลิตภัณฑ์ Ascend AI

นอกจากนี้ โครงการนี้จะเป็นหนึ่งในช่องทางที่ช่วยสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาต่างๆ รวมถึงสถาบันการเรียนรู้ระดับสูงเพื่อการพัฒนามืออาชีพด้าน AI โครงการที่ครอบคลุมการใช้งานอย่างกว้างขวางในหลายด้าน โครงการจะครอบคลุมการใช้งาน 4 ด้านหลักคือ การพัฒนา AI การให้ความช่วยเหลือ การถ่ายโอนความรู้ และการออกตลาดและทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ โดยเป้าประสงค์เชิงคาดการณ์ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

1. โครงการ Independent Software Vendor (ISV) AI Collaboration

ภายใต้โครงการย่อยนี้ ทั้ง ISV นักนวัตกรรมและผู้ประกอบการจะสามารถเข้าถึงพอร์ทัลออนไลน์ ระบบพันธมิตรสามขั้นจะจัดกลุ่มคู่ค้าโดยแบ่งเป็น “สมาชิก” (“Members”) “ผู้ผ่านการรับรอง” (“Certified”) หรือ “ผู้ได้รับการคัดสรร” (“Preferred”) พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ สำหรับแต่ละขั้น โดยสิทธิประโยชน์ดังกล่าวรวมถึง NRE หรือการจัดหาทุน Non-Recurring Engineering บัตรเข้าสอบสำหรับ HCIA-AI (การสอบใบรับรองทักษะเฉพาะด้าน AI ของหัวเว่ย) การสนับสนุนการออกตลาด ตลอดจนทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ต่างๆ

2. โครงการ Institute of Higher Learning (IHL) AI Talent Cultivation

หัวเว่ยจะมอบความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับระดับขั้นทั้งสาม ตั้งแต่ “การประสานหลักสูตร” “นวัตกรรมเทคโนโลยี” ไปจนถึง “ผู้ร่วมทุนทางธุรกิจ” โครงการนี้มุ่งช่วย IHL ในการสร้างสาขาต่างๆ ให้แก่งาน AI ตลอดจนผลิตมืออาชีพด้าน AI และยกระดับการวิจัยเชิงวิชาการและเชิงวิทยาศาสตร์ในสายงาน AI โดยอาศัยศักยภาพทางเทคโนโลยี Atlas AI อย่างเต็มรูปแบบ (full-stack) ของหัวเว่ย

“ในยุคสมัยใหม่แห่ง AI การร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และหัวเว่ยในการพัฒนางานวิจัยและมืออาชีพด้าน AI จะสร้างผลกระทบใหญ่หลวงให้แก่สังคมของเรา” หวง จื่อยง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ Business Analytics Centre ของทางมหาวิทยาลัยฯ กล่าวเสริม

3. โครงการพัฒนาอุตสาหกรรม AI ของรัฐบาล

หัวเว่ยจะให้การสนับสนุนด้านเทคนิคเพื่อส่งเสริมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านนวัตกรรม AI ของชาติโดยอาศัยเทคโนโลยี Ascend ซึ่งหัวเว่ยจะร่วมแบ่งปันประสบการณ์ทางด้านข้อพึงปฏิบัติเชิงอุตสาหกรรม และช่วยเหลือภาครัฐทางด้านงานนโยบายต่างๆ ซึ่งรวมถึงการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม AI แห่งชาติ

“กลยุทธ์ด้าน AI ระดับชาติของอินโดนีเซียซึ่งผลักดันโดย BPPT ถือเป็นหลักชัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างชาติที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สิ่งนี้เป็นวิสัยทัศน์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดของโรดแมปพัฒนาประเทศ Indonesia 2045 ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า AI ที่มีอยู่ทุกหนแห่งจะช่วยนำพาประเทศชาติไปบนหนทางสู่การบรรลุเป้าหมายในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ดร. ฮัมมาน ริซา Head of Agency for the Assessment and Application of Technology (BPPT) กล่าว

ด้วยกลยุทธ์เชิงนวัตกรรมเหล่านี้ หัวเว่ยจึงเดินหน้ามุ่งสร้าง Ascend AI Ecosystem พร้อมแบ่งปันความสำเร็จร่วมกัน ทางบริษัทจะช่วยเหลือบริษัทต่างๆ ในทุกๆ ประเทศในเอเชียแปซิฟิกให้บรรลุเป้าประสงค์ต่อเนื่องผ่านโครงการที่มีโครงสร้างและมีระบบการทำงาน เช่น

• การปรับใช้และการใช้งานผลิตภัณฑ์ Ascend AI
• การต่อยอดระบบนิเวศ ISV และ start-up
• การสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและพัฒนาในท้องถิ่นและการพัฒนามืออาชีพด้าน AI
• ความสามารถเชิงความรู้และทักษะในการเขียนโปรแกรมและทดสอบโปรแกรมสำหรับผลิตภัณฑ์ Ascend AI
• การเติบโตของ AI Ecosystem ในตลาดซัพพลายเออร์หลายๆ แห่งที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี AI

พันธมิตรแห่ง APAC ต่างได้ประโยชน์จาก AI

กลุ่มสมาชิกในภูมิภาค APAC ต่างได้รับโอกาสทางธุรกิจอย่างมหาศาลผ่านโครงการต่างๆ และระบบนิเวศของเรา การพัฒนา AI ในภูมิภาคต่างๆ การปันผลทางประชากร และนโยบายสนับสนุนของประเทศต่างๆ ได้สร้างโอกาสทางการค้าขายให้แก่การประมวลผลด้วย AI

“ในการประสานความร่วมมือโดยตั้งอยู่บนระบบนิเวศ AI หัวเว่ยมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญ ทางเราร่วมงานกับชุมชนวิชาการและอุตสาหกรรมต่างๆ ในการผลักดันการพัฒนา AI ซึ่งช่วยยกระดับได้โดยรวมทั้งเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่สุดแล้ว ทางเราหวังที่จะลดช่องว่างและบรรลุผลสำเร็จร่วมกันให้ได้โดยเร็วที่สุด” ดาเนียล โจว ประธาน Huawei Cloud & AI Business Group แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวเสริม “ด้วยการผลักดันแบบควบรวม Connectivity + Computing + Cloud ทางเราจึงสามารถสร้างแพลตฟอร์มอัจฉริยะอัตโนมัติที่ทำงานด้วยฐานข้อมูล เพื่อให้พร้อมรองรับเนื้อหา แอปพลิเคชัน และอัลกอริธึมของพันธมิตร”

“ด้วยความร่วมมือร่วมใจ เราจะร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่เติบโตและก้าวล้ำนำหน้าในโลกใบที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ด้วยระบบอัจฉริยะ” ดาเนียล กล่าวเพิ่มเติม ทั้งนี้ เหนืออื่นใด หัวเว่ยจะสร้างโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ด้วยระบบอัจฉริยะ และโปรแกรม Asia Pacific Ascend Partner ก็คือเสาหลักสู่การบรรลุซึ่งเป้าประสงค์นี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าชม https://e.huawei.com/sg/products/cloud-computing-dc/atlas.

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-ai-ascend-partner-atlas/

Veritas และ MFEC แนะนำ “APTARE” ระบบวิเคราะห์ Infrastructure ขององค์กร

Veritas และ MFEC ขอเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ด้าน IT Analytics ที่ชื่อว่า APTARE (แอป-ทาร์) โดยเน้นเรื่องการวิเคราะห์ Infrastructure ขององค์กร ทั้งนี้ความโดดเด่นของ APTARE คือสามารถวิเคราะห์การใช้งานกับผลิตภัณฑ์ Backup รายอื่นๆ , Storage ยี่ห้อต่างๆ รวมทั้ง Cloud เจ้าต่างๆ ได้ รวมถึงยังเก่งเรื่อง Customize รายงานได้หลายแบบ นอกจากนี้ยังสามารถแสดง Visualize ในระดับ Topology ได้เลยทีเดียว เช่น Storage ต่ออยู่กับ Network หรือ Client ตัวไหนทำให้ติดตามปัญหาได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม APTARE ยังรองรับการ Scale การใช้งานที่เพิ่มขึ้นได้และช่วยองค์กรตอบคำถามในด้านความเสี่ยงและวางแผนบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิ รวมถึงยังสามารถทำ Tenant รองรับธุรกิจแบบ Managed Service ตั้ง Policy เพื่อแจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้องเมื่อพบปัญหาได้อีกด้วย

ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่องค์กรของท่านเผชิญอยู่หรือไม่? 

  • ในองค์กรของท่านไม่ทราบว่ามีขนาดเนื้อที่สตอเรจจำนวนเท่าไร?
  • ใครเป็นคนใช้และอัตราการใช้มากน้อยแค่ไหน?
  • เราจะหลีกเลี่ยงการสร้างขนาดเนื้อที่สตอเรจที่มากเกินความต้องการได้อย่างไร?
  • การสำรองข้อมูลของเราสำเร็จสมบูรณ์และ ตรงตามกฎ ระเบียบข้อบังคับหรือไม่?
  • อะไรคือความเสี่ยงขององค์กร?

ถ้าคำตอบข้างบนนี้คือใช่

 APTARE เป็นโซลูชั่นเดียวที่ตอบโจทย์และขจัดปัญหาดังกล่าวได้ โดยจะช่วยวิเคราะห์ภายในข้อมูลของ backup และ storage ที่ใช้ในองค์กร ในสภาวะแวดล้อมแบบหลากหลาย (heterogeneous IT environments) ทั้ง on-prem และ cloud services. ด้วยความสามารถของ Aptare ทำให้ลูกค้านำข้อมูลที่วิเคราะห์ไปใช้ในการตัดสินใจได้ทันที

  • Aptare ช่วยทำให้การใช้ทรัพยากรของเนื้อที่สตอเรจได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดและลดต้นทุน อีกทั้งสามารถทราบได้ว่าใครเป็นคนใช้และอัตราการใช้และความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน
  • Aptare ช่วยบอกได้ว่าการปกป้องข้อมูลของท่านอยู่ระดับต่ำเกินไป หรือ มากเกินความจำเป็น
  • Aptare ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ตรงตามข้อกำหนดของบริษัท (Service-Level-Agreements) ด้วยการทำนายเหตุการณ์ที่จะเสียหายล่วงหน้าพร้อมระบุสาเหตุของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
  • Aptare ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นข้อมูลที่สำรองไว้ ในหลากหลายมิติ เช่น สามารถเห็นข้อมูลว่าตรงตามธรรมาภิบาลของบริษัท การใช้งานได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพและถูกต้อง

ผู้สนใจสามารถชมวีดีโอสาธิตการใช้งาน APTARE ได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้

https://www.facebook.com/techtalkthai/videos/2448552298735975/ 

สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือนำเสนอโซลูชันได้ตามด้านล่าง
Email : sales@veritasthailand.com
line id : @veritasthailand

หรือ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน)
โทร 028217888

from:https://www.enterpriseitpro.net/veritas-mfec-aptare/

การบริหารจัดการเน็ตเวิร์กแบบ Cloud ด้วยโซลูชั่น Aruba Central

วันนี้เรามาฟังเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการเน็ตเวิร์กแบบ Cloud จากทาง HPE Aruba ในรุ่นที่ชื่อว่า Aruba Central โดยผู้ที่จะมาเล่าให้ฟังก็คือ “คุณสุรชัย ชัยยารังกิจรัตน์” ซึ่งเป็น System Engineer Manager จากทาง HPE Aruba จะมาอธิบายให้เราฟังอย่างหมดเปลือก

โดยในการ Live ครั้งนี้ท่านจะได้เห็นเรื่องราวดีๆ และสาธิตการทำงานพร้อมๆ กัน ของ Aruba Central ไมว่าจะเป็น

– การขอแอ็คเคาต์ Aruba Central
– การนำอุปกรณ์เข้าระบบ (Onboard อุปกรณ์)
– การคอนฟิกระบบ AP และระบบไร้สาย
– การใช้ Aruba Central ในการจัดการ User Authentication
– การตั้งค่าระบบความปลอดภัย
– การทำ Guest Wi-Fi แบบง่ายๆ
– ตรวจสอบสถานะของอุปกรณ์เครือข่าย
– การสร้างโพลิซีให้กับ AP, Switch และ Gateway (หรือ Router)

หากท่านสนใจผลิตภัณฑ์ HPE Aruba สามารถติดต่อข้อมูลได้ที่อีเมล์ aruba.th@hpe.com หรือที่ www.aruba-thai-partner.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/network-cloud-management-aruba-central/

เชิญร่วมงานสัมมนา : PDPA & Cyber Security Law รวมถึงสิ่งจำเป็นที่องค์กรต้องรับมือ

Enterprise ITPro ขอเรียนเชิญท่าน ผู้จัดการฝ่ายไอที, ผู้อำนวยการด้านไอที, ผู้ดูแลระบบไอทีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ และผู้สนใจด้านไอทีทุกท่าน เข้าร่วมฟังสัมมนาแบบออนไลน์ (VSO Seminar) ในหัวข้อเรื่อง “PDPA & Cyber Security Law รวมถึงสิ่งจำเป็นที่องค์กรต้องรับมือ ?” โดย อ.สุรชาติ พงศ์สุธนะ, คอลัมนิสต์จาก Enterprise ITPro และ ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบภายใน-ระบบสารสนเทศ (IT Audit) จาก TU Group

งานสัมมนาออนไลน์ดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน เวลา 14.00 -15.30 น. ตามรายละเอียดดังนี้

รายละเอียดของ ETP VSO Seminar

เรื่อง : PDPA & Cyber Security Law and The Affected – รวมถึงวิธีการสำคัญที่องค์กรต้องรับมือ ?
ผู้บรรยาย: อ.สุรชาติ พงศ์สุธนะ, คอลัมนิสต์จาก Enterprise ITPro และ ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบภายใน-ระบบสารสนเทศ (IT Audit) จาก TU Group
วัน-เวลา : ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน เวลา 14.00 – 15.30 น
แพลตฟอร์ม: Zoom Webinar
จำนวน : 100 คน
หมายเหตุ : การบรรยายเป็นภาษาไทย

โดยท่านจะได้รับทราบถึงเรื่องราวในประเด็นต่างๆ เช่น

– จุดเริ่มต้นของ พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 สู่กฏหมายใหม่ พรบ.มั่นคงไซเบอร์ 2562
– กฏหมาย GDPR ของยุโรป 2561 อันเป็นต้นตอของ พรบ. ข้อมูลส่วนบุคคล 2562
– กรณีตัวอย่างของบริษัทที่เกิดการรั่วไหลข้อมูลในปี 2562 และการจัดการที่เกิดขึ้น
– กฏหมายทั้งสองฉบับนี้กระทบหรือเกี่ยวโยงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยและผู้ที่อาศัยหรือทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างไร?
– องค์กรต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรให้ปฏิบัติตามกฏหมาย?
– ช่วงตอบข้อซักถาม

วิธีการลงทะเบียน ETP VSO Seminar

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกข้อมูลเพื่อเข้าร่วมการบรรยายแบบ VSO Seminar ได้ที่ Link ด้านล่าง
https://us02web.zoom.us/webinar/register/WN_stVUW36WRzWLycQAzazarw
อนึ่งทางทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อพิจารณาในการร่วมสัมมนาครั้งนี้

from:https://www.enterpriseitpro.net/pdpa-cyber-security-law/

Windows 10 รุ่น 2004 เตรียมรองรับทั้ง Wi-Fi 6 และ WPA3

ไมโครซอฟท์ ได้ออกมาประกาศว่า วินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น 2004 จะมาพร้อมกับการซัพพอร์ตทั้ง Wi-Fi 6 และ WPA3 ที่รองรับความเร็วระดับกิกะบิต และประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับการเชื่อมต่อไร้สายที่ปลอดภัยกว่าเดิม

ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ได้เริ่มปล่อยตัวอัพเดทวินโดวส์ 10 ประจำเดือนพฤษภาคม 2020 ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ในฐานะส่วนหนึ่งของการทยอยอัพเดทให้ผู้ใช้ทั่วโลก ซึ่ง Wi-Fi 6 จะทำให้ได้พื้นที่ครอบคลุมสัญญาณที่กว้างขึ้น รวมทั้งได้ความสามารถในการทำงานที่ดีกว่า ที่มาพร้อมกับความปลอดภัยด้วย

ขณะที่ตัว WPA3 ได้ให้ความปลอดภัยของ Wi-Fi ที่เหนือขึ้นอีกระดับในฐานะมาตรฐานล่าสุด ซึ่งการจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ใช้ทั้ง Wi-Fi 6 และ WPA3 นั้นคุณจำเป็นต้องใช้เราเตอร์ที่รองรับมาตรฐานทั้งสองตัวดังกล่าว รวมทั้งเน็ตเวิร์กอแดปเตอร์ไร้สายที่รองรับ Wi-Fi 6 ร่วมกับวินโดวส์ 10 เวอร์ชั่น 2004 นี้ติดตั้งบนพีซีด้วย สำหรับการตรวจสอบว่าคุณได้รับตัวอัพเดทวินโดวส์ติดตั้งเรียบร้อยแล้วหรือไม่นั้น

ให้ไปที่ปุ่ม Start จากนั้นไปที่ Settings > Update & Security > Windows Update แล้วคลิกปุ่ม Check for updates

ส่วนการตรวจสอบว่าเราเตอร์ของคุณรองรับ Wi-Fi 6 และ WPA3 หรือไม่นั้น ให้ตรวจสอบจากเอกสารคู่มือ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของผู้ผลิตเราเตอร์ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบการรองรับของเราเตอร์ได้โดยเปิด Command Promp จากนั้นพิมพ์คำสั่ง netsh wlan show drivers แล้วดูในส่วนของประเภท Radio ที่รองรับว่ามีรายการ 802.11ax หรือไม่ได้ด้วย

ส่วนการเช็คว่าคุณกำลังเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi 6 หรือไม่นั้น

1. ให้เชื่อมต่อ Wi-Fi
2. จากนั้นไปที่ไอคอนเครือข่าย Wi-Fi มุมล่างขวาของทาสก์บาร์ แล้วเลือก Properties ที่อยู่ใต้ชื่อเครือข่าย Wi-Fi ที่ต้องการ

3. ซึ่งบนหน้าจอเน็ตเวิร์ก Wi-Fi ในส่วน Properties นี้ ให้มองหาค่าที่อยู่หลังส่วน Protocol ซึ่งควรแสดงคำว่า Wi-Fi 6 (802.11ax) ถ้าคุณกำลังเชื่อมต่อกับเครือข่าย Wi-Fi 6 อยู่

และการตรวจสอบว่าเราใช้งานระบบความปลอดภัยแบบ WPA3 อยู่หรือไม่นั้น

1. หลังจากเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi แล้ว
2. ให้คลิกไอคอนเครือข่าย Wi-Fi มุมล่างขวาของทาสก์บาร์ แล้วเลือก Properties ที่อยู่ใต้ชื่อเครือข่าย Wi-Fi ที่ต้องการ
3. ซึ่งบนหน้าจอเน็ตเวิร์ก Wi-Fi ในส่วน Properties นี้เช่นกัน จากนั้นดูค่าที่อยู่ในส่วน Security type ซึ่งควรมีคำว่า WPA3 อยู่

Wi-Fi 6 นั้นถือเป็นเทคโนโลยี Wi-Fi รุ่นที่ 6 อิงตามมาตรฐาน IEEE 802.11ax ซึ่งมาพร้อมการพัฒนาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราการส่งข้อมูลที่สูงขึ้น เวลาหน่วงที่ต่ำลง ขีดจำกัดด้านการส่งที่มากกว่าเดิม มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่อหนาแน่น

รวมทั้งมีการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วย ขณะที่ WPA3 ( Wi-Fi Protected Access 3) เป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยียืนยันตัวตนผู้ใช้ที่พัฒนาขึ้นโดย Wi-Fi Alliance เพื่อกำจัดจุดอ่อนใน WPA2

ที่มา : BleepingComputers

from:https://www.enterpriseitpro.net/windows-10-2004-comes-with-wi-fi-6-and-wpa3-support/

เชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “รับมือ New Normal ด้วย Digital Transformation”

Metro Systems BIG Channel ได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ในรูปแบบ Streaming Live ภายใต้งาน พลิกธุรกิจอย่างก้าวกระโดด รับมือกับ New Normal โดยเป็นการผสานเอาเทคโนโลยี Digital Transformation มาช่วยในการรับมือกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ในวันที่ 25 มิถุนายน 2563 เวลา 13.30 – 15.00 น.

รายละเอียดงานสัมมนาออนไลน์

หัวข้อ : พลิกธุรกิจอย่างก้าวกระโดด รับมือ New Normal ด้วย Digital Transformation
วันเวลา : พฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2563 เวลา 13.30 – 15.00 น.
ผู้บรรยาย :
– คุณกิตติพงษ์ อัศวพชยนต์ SWG Country Manager บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด
– คุณเกษมสันต์ วีระกูล นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญ AEC
– คุณมีลาภ โสขุมา Digital Transformation Officer บริษัท เมโทรซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
รูปแบบการบรรยาย : Streamin Live (บรรยายเป็นภาษาไทย)

การลงทะเบียน

สำหรับผู้ลงทะเบียนเข้าร่วม 50 ท่านแรก และอยู่ร่วมจนจบสัมมนา พร้อมกรอกแบบสอบถามครบถ้วน รับ e-Voucher food & beverage มูลค่า 200 บาท (สแกน QR Code ได้จากมือถือ) หรือลงทะเบียนได้ที่ Link นี้ – https://bit.ly/36JaRqh

หมายเหตุ : ขอสงวนสิทธิ์ e-Coupon ไว้สำหรับลูกค้าที่เป็นผู้ใช้งาน (End User) และลงทะเบียน (Register) ด้วยอีเมล์ขององค์กรเท่านั้น ข้อมูลเพิ่มเติมติดตที่ : 02-089-4938 อีเมล์ : supapthu@metrosystems.co.th

from:https://www.enterpriseitpro.net/new-normal-digital-transformation/