คลังเก็บป้ายกำกับ: FAKE_NEWS

Google – YouTube ประกาศแบน ! งดจ่ายเงินโฆษณาสำหรับเนื้อหาปฏิเสธข้อเท็จจริงเรื่อง “สภาวะโลกร้อน”

นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Google เกี่ยวกับกรณีปัญหาสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศของโลก หรือ “Climate Change” ซึ่งครั้งนี้เป็นการประกาศขอแบนขั้นเด็ดขาดสำหรับเนื้อหาที่เข้าข่าย “ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโลกร้อนทุกกรณี” ซึ่งนับรวมทั้งเนื้อหาของผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์และเนื้อหาโฆษณาบนทั้งแพลตฟอร์ม Google และ YouTube หลังมีการสำรวจพบว่าเนื้อหาบิดเบือนดังกล่าวอาจได้รับการเข้าชมสูงถึง 21 ล้านครั้งตลอดปี 2020 ที่ผ่านมา

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบัน ปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนสำหรับประชากรโลกคือความพยายามร่วมกันจัดการกับสภาวะการเปลี่ยนทางภูมิอากาศของโลกที่เป็นไปอย่างฉับพลัน (Climate Change) ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวนบ่อยครั้งขึ้นทั่วโลก ตลอดจนการเกิดพายุและน้ำท่วมนอกฤดูกันไปทั่ว หรือที่เรียกกันอย่างเข้าใจง่าย ๆ ว่า “สภาวะโลกร้อน” นั่นเอง ปัญหานี้นับเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วนที่ต้องเร่งมือและร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง

Google – YouTube ประกาศแบนทั้งผู้สร้างคอนเทนต์และผู้ซื้อโฆษณาเนื้อหา “ปฏิเสธข้อเท็จจริงของสภาวะโลกร้อน”

Google ในฐานะหนึ่งในผู้นำสำคัญจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านข้อมูลข่าวสารของคนทั้งโลก (ในยุคที่คิดอะไรไม่ออกก็แค่เสิร์จ Google) ถึงกับอยู่นิ่งไม่ได้ หลังได้รับรายงานผลสำรวจจาก NGO ด้าน Climate Change ชื่อดังอย่าง Avaaz เผยว่า เนื้อหาที่เข้าข่าย ปฏิเสธ หักล้าง หรือต่อต้านการมีอยู่จริงของสภาวะโลกร้อน (Climate Denial) ได้รับการเข้าชมกว่า 21 ล้านครั้งตลอดปี 2020 บนแพลตฟอร์มของ Google ตัวอย่างเนื้อหาเช่น

การเขียนข่าวอธิบายว่าสภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องโกหกทั้งเพของประเทศพัฒนาแล้วเพื่อขายเทคโนโลยี หรือการซื้อพื้นที่ข่าวเพื่อสนับสนุนให้คนใช้พลังงานฟอสซิล (น้ำมัน) ต่อไปเพราะพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาดเป็นสิ่งที่หลอกลวง เป็นต้น

งานนี้ทำให้ Google ในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์มทั้งเนื้อหาและโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลกประกาศทันควัน สั่งแบนเนื้อหาประเภทดังกล่าวจากทั้งผู้ผลิตเนื้อหา เจ้าของพื้นที่โฆษณา และผู้ซื้อโฆษณา โดยจะใช้วิธีแบนทั้งเนื้อหาและสั่งระงับจ่ายรายได้สำหรับผู้ผลิตเนื้อหาอีกหรือเจ้าของพื้นที่ลงโฆษณาทุกกรณี เพื่อให้แน่ใจว่า Google – YouTube จะไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งที่ไม่ได้ใช้เหตุผล หรือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างการเกิดขึ้นจริงของสภาวะโลกร้อน ที่ทั้งโลกกำลังให้ความสำคัญร่วมกันอยู่ และต้องจัดการอย่างจำเป็นเร่งด่วนในขณะนี้นั่นเอง

 

อ้างอิง: CNN Business | BBC

from:https://droidsans.com/google-youtube-announces-payouts-banning-on-anti-climate-change-contents/

Facebook เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ “อ่านก่อนค่อยแชร์” ป้องกันการกระจายของเหล่าข่าวปลอม

เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องเคยเจอกับเหล่าญาติผู้ใหญ่ เพื่อน ๆ หรือคนรู้จักที่อยู่ใน Facebook โพสต์ข่าวปลอม (Fake News) ที่ไม่ได้มีการยืนยันจากแหล่งไหนเลย แถมบางข่าวก็ยังถูกแชร์เยอะแยะกระจายไปทั่วจนสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้อ่าน ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ จนไปถึงเรื่องใหญ่ ๆ เลยก็มี…ล่าสุดทาง Facebook ก็เลยออกฟีเจอร์ใหม่เื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้โดยเฉพาะ ด้วยการแสดงหน้าต่างแจ้งเตือนผู้ใช้งานที่กำลังจะแชร์โพสต์ต่าง ๆ ว่าให้อ่านดี ๆ ซะก่อนที่จะแชร์โพสต์นี้ออกไป

Facebook ได้ออกมาประกาศถึงฟีเจอร์ใหม่สำหรับแอปบนมือถือ ว่าก่อนที่ผู้ใช้งานจะแชร์โพสท์ซึ่งมีลิงค์ออกไปที่หน้าเว็บต่าง ๆ จะมีหน้าต่างแจ้งเตือนขึ้นมาว่า You’re about to share this article without opening it. Sharing articles without reading thme may mean missing key facts. (คุณกำลังจะแชร์บทความนี้โดยที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน การแชร์บทความที่ยังไม่ได้อ่าน อาจทำให้คุณพลาดใจความสำคัญของมันได้)

ซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวจะช่วยลดจำนวนในการแชร์ข่าวปลอม หรือข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันออกไปได้บ้าง เพราะมีผู้ใช้งานหลายคนที่มักจะกดแชร์บทความข่าวทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าไปอ่านแบบจริงจัง อ่านแค่พาดหัวก็ตื่นเต้นรีบแชร์กันไปแล้ว (บางข่าวก็พาดหัวแบบคลิกเบตอีกต่างหาก) โดยตั้งแต่ช่วงปี 2020 – 2021 ยิ่งมีข่าวปลอมเกี่ยวกับ COVID-19 เยอะมากด้วย

ถ้าใครยังจำได้ เมื่อปีที่แล้ว Twitter ก็เคยออกฟีเจอร์แบบนี้มาแล้วเพื่อป้องกันการแชร์ข่าวปลอมเกี่ยวกับการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา และข่าว COVID-19 นั่นเอง

ตอนนี้ทาง Facebook พึ่งเริ่มทดสอบฟีเจอร์ดังกล่าวกับผู้ใช้งานบางรายอยู่เท่านั้น และคาดว่าจะเริ่มทยอยปล่อยให้ผู้ใช้งานทั่วโลกในอีกไม่นานนี้ครับ

 

ที่มา : Facebook (Twitter)

from:https://droidsans.com/facebook-read-first-notification/

Fake News ปัญหาโลกแตกของชาวออนไลน์ – บทความโดย อ.โอภาส

สื่อออนไลน์เดี๋ยวนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรื่องไหนที่ถูกจริตกับเราและชอบเป็นพิเศษเราก็มักจะตัดสินใจกดไลก์ กดแชร์กันอย่างไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง และเมื่อเรามีส่วนร่วมกับเรื่องนั้นๆ ก็มักมีเรื่องโน้นๆ ที่มีความใกล้เคียงสอดคล้องกับเรื่องนั้นๆ ก่อนหน้ามาคอยป้อนหลอกล่อให้เราได้อ่านได้เสพอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งนั่นก็เป็นกลไกธรรมชาติของ Social Media ยุคปัจจุบัน

ซึ่งถ้าข่าวใดที่เป็นจริงก็แล้วไป แต่เมื่อไหร่ก็ตามข่าวนั้นเป็นเรื่องเท็จไม่ได้รับการกรองสักแต่ว่าแชร์ๆ ต่อกันไปแล้วนั้นซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่าติดตามเป็นพิเศษก็มักจะก่อให้เกิดความเสียหายไม่ทางใดก็ทางหนึ่งตามมาอย่างแน่นอน

ที่ผ่านมามีความพยายามและกระบวนการในการต่อต้านข่าวปลอมมาโดยตลอดเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานองค์กรใดๆ ก็ตามที่เรามักพบเห็นกันโดยทั่วไป แต่ในโลกของความเป็นจริงข่าวปลอมมักจะนำหน้ากระบวนการต่อต้านข่าวปลอมหนึ่งก้าวอยู่เสมอ

และด้วยกลไกของข่าวปลอมที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในโลกยุค Social Media นี่เองที่เป็นเหมือนดาบสองคมนั่นคือคมแรกบริษัทต่างๆ ใช้กลไกนี้สร้างกระแสให้เกิดการตีข่าวสองแง่สองง่ามเพื่อหวังผลทางการตลาดทั้งที่บางเรื่องมีความสุ่มเสี่ยงทางด้านศีลธรรมจรรยาก็ตามที บางครั้งได้ดีก็ดีไป แต่บางครั้งอาจทำให้บริษัทย่ำแย่ก็อาจเป็นได้ ส่วนคมที่สองนั้นมักเป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมที่ใช้กลไกความตื่นตัวทางด้านการข่าวผ่าน Social Media ให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นในสังคมไม่ว่าจะแง่มุมใดๆ ซึ่งต้องขอชื่นชมกับคมหลังนี้เป็นอย่างยิ่ง

ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนตกเป็นประโยชน์ของเจ้าของสื่อ Social Media อย่างหน้าชื่นตาบานกันทั้งนั้นไม่ว่าจะออกทางคมดีหรือคมไม่ดี แต่สิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องตระหนักอย่างยิ่งยวดนั่นคือสติที่ต้องมีในโลกยุคความเปลี่ยนแปลงสูงและรวดเร็วในปัจจุบันนี้ต้องรู้เท่าทันและมีกระบวนการกรองสื่อต่างๆ ที่เรารับเข้ามาอย่างพิถีพิถันมากกว่าโลกยุคเดิมเป็นร้อยเท่าพันเท่าก่อนที่จะตัดสินใจส่งต่อสิ่งที่ตัวเองได้รับให้แก่ผู้อื่น และสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสมาเมื่อสองพันปีกว่ายังใช้ได้อยู่เสมอนั่นคือ “สะติ เตสัง นิวาระนัง-การมีสติ ช่วยป้องกันความเลวร้ายได้”

ผู้แต่ง : นายโอภาส หมื่นแสน วิศวกร สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

from:https://www.enterpriseitpro.net/fake-news/

ทบทวนการคอมเมนต์-แชร์ บนโลกออนไลน์ | ทำอย่างไรให้รอดทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องเตรียมกระเช้ามาขอโทษ

ดูเหมือนประเด็นกฎหมายดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับชาวเน็ตโดยตรงจะกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมไทยอีกครั้ง หลังจากที่เกิดกรณีดาราชื่อดังไล่ฟ้องหมิ่นประมาทคู่กรณีบนโลกออนไลน์ที่เล่นเอาชนิดต้องชดใช้กันหลักล้าน หรือล่าสุดกับประเด็นดราม่าออกข่าวไปทั่วโลกกับกรณีนักท่องเที่ยวรีวิวเชิงลบกับรีสอร์ทในไทยบนโลกออนไลน์สุดท้ายได้นอนคุกเฉยเลย งานนี้ DroidSans จะพาไปทบทวนกันหน่อยว่า ชาวเน็ตสายลงทัวร์มีข้อจำกัดและความพอดีอยู่ตรงไหน

หมิ่นประมาทคือกฎหมายสุดคลาสสิค ใช้กันมานานแล้ว แถมยังใช้ได้ดีในโลกออนไลน์

อันดับแรกไปดูที่ตัวกฎหมายอาญาที่มีใช้กันมานานแล้ว แต่กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยความที่โลกอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันนั้น การจะโพสต์เนื้อหาเชิงให้ร้ายบุคคลอื่นนั้นทำได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก เรียกได้ว่าจัดทัวร์ไปลงได้ทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็น Facebook – Instagram หรือ Twitter ก็ตาม ซึ่งกฎหมายคดีหมิ่นประมาทมีสาระสำคัญชวนจำง่าย ๆ 3 ข้อ จะกระทำความผิดได้ต้องมีครบทุกข้อ คือ

  • เป็นการใส่ความด้วยข้อเท็จจริง | ความหมายคือ ประเด็นเหนือโลกมนุษย์ 😆 เหตุการณ์ที่เป็นจริงไม่ได้นั้น ไม่นับเป็นการใส่ความ
  • ต่อบุคคลที่สาม | ขอแค่มีคนรับรู้การใส่ความนั้น ซึ่งไม่ใช่คู่กรณีโดยตรงเพียงแค่คนเดียวก็เกินพอ
  • โดยอาจเป็นเหตุทำให้ผู้ถูกใส่ความนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

หากผู้ถูกกระทำคิดว่าโดนครบทั้งสามข้อนี้แล้วก็ทำให้เกิดความเสี่ยงจะถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทได้ทันที ซึ่งอันที่จริงนั้นถูกฟ้องง่ายมาก ๆ แต่ต้องไปพิสูจน์กันต่อว่าผิดจริงหรือไม่ ซึ่งในความผิดนี้มีโทษทั้งจำคุก 1 ปี ปรับอีก 2 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ! นี่แค่โทษขั้นต้นเท่านั้น เพราะถ้าหากเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งมีเงื่อนไขเพียงแค่เป็นการ ป่าวประกาศเผยแพร่กันในวงกว้าง (แน่นอนว่าโพสต์บน Facebook – Instagram เข้าข้อนี้หมด) ก็เตรียมใจเสี่ยงรับโทษหนักคุก 2 ปีปรับ 2 แสนหรือทั้ง 2 อย่างเป็นคอมโบกันได้เลยล่ะ

อย่างไรก็ตามคดีประเภทนี้ เป็นความผิดที่เรียกว่า “ยอมความกันได้” ซึ่งหมายถึงว่าผู้เสียหายอาจยกฟ้องได้ง่าย ๆ ขอแค่คุยกันรู้เรื่อง จึงเป็นที่มาของการเรียกเงินค่าเสียหายหลักแสนหลักล้านอย่างที่เห็นกันอยู่จากประเภทดราม่าทั้งหลายนั่นเอง เพราะแน่นอนว่าผู้กระทำผิดย่อมเลือกเสียเงินดีกว่าได้นอนคุกเป็นปี ๆ อย่างแน่นอน

พรบ.คอมพิวเตอร์ ฯ เอาไว้สู้กับข่าวปั่น ข่าวปลอม เป็นหลัก แต่ก็อย่าได้โพสต์กันส่งเดชนะ !

สำหรับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 หรือที่เรียกกันติดปากว่ากฎหมาย พรบ.คอม ฯ นั้นมีเจตนาในการบังคับใช้กับประชาชนทั่วไปในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปโดยมาตราที่เป็นใจความสำคัญและมักถูกพูดถึงที่สุดคือ มาตรา 14 เกี่ยวกับความผิดที่เรียกกันว่าการเผยแพร่ข่าวเท็จ หรือ Fake News นั่นเอง ซึ่งมีสาระสำคัญแบบย่อยง่าย ๆ แบบนี้

  • เป็นการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ (แน่นอนว่าใด ๆ บนโลกออนไลน์เข้าข้อนี้หมด ไม่ว่าจะแค่ชอบกด Like หรือใช่กด Share ก็เข้านะ 😂)
  • และผู้กระทำผิดรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
    1. ตั้งใจนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด อาจจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย แต่ไม่ใช่ความผิดข้อหาหมิ่นประมาทอาญา (คือถ้าผิดหมิ่นประมาทแล้ว ก็ไม่ใช้พรบ.คอมนะ)
    2. นำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ และข้อมูลเท็จนั้นน่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ
    3. นำเสนอข้อมูลใด ๆ ที่ผิดกฎหมายความมั่นคงทั้งหลาย
    4. นำเสนอข้อมูลอันลามก ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

สำหรับโทษตามพรบ.คอม ฯ นี้ถือว่าแรงกว่ากันพอสมควรเลย โดยธรรมชาติที่มุ่งคุ้มครองดูแลเรื่องของ Fake News และก็ความมั่นคงของประเทศชาติเป็นหลัก ความผิดตามพรบ.นี้มีโทษสูงสุดจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับโดยจะนับเป็น “ความผิดประเภทยอมความไม่ได้” จะเห็นว่าไม่มีเรื่องของการต่อรองเข้ามาเกี่ยวข้องได้เลย ไม่เหมือนกับกรณีความผิดฐานหมิ่นประมาท

กรณีตัวอย่าง | เคสดาราซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล – วิจารณ์เรื่องสาธารณะต้องมีขอบเขต

หากเปรียบเทียบกันอย่างง่าย ๆ แล้วจะเห็นเลยว่า ดราม่ารายเดือนที่เราเห็นกันบนโลกออนไลน์กรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายกันหลักแสนหลักล้านนั้น ล้วนเป็นการใช้กระบวนการตามกฎหมายความผิดฐานหมิ่นประมาทล้วน ๆ เพราะเป็นความผิดที่ยอมความกันได้ ก็คือเอาเงินมาแลกกับการถอนฟ้องจะได้ไม่ต้องเสี่ยงรอศาลตัดสินแล้วอาจได้ไปนอนคุกกันนั่นเอง

อย่างกรณีดราม่าดาราฟ้องชาวเน็ตไม่ว่าจะเป็นคุณแมท ภีรนีย์ หรือ คุณทราย เจริญปุระ ต่างก็เข้ากรณีความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณากันทั้งหมด (แน่นอนล่ะ ให้ร้ายกันบนโลกออนไลน์ก็คือโฆษณาดี ๆ นี่เอง) ซึ่งยอมความกันได้และคู่กรณีส่วนมากถ้าพิจารณาถี่ถ้วนดีแล้วร้อยทั้งร้อยจะขอให้ยอมความกันทั้งหมดยอมเสียเงินหมดไม่ว่าจะหลักแสน หรือต้องเป็นหนี้เรือนล้านเพราะความปากพล่อยก็ตาม

เคสของคุณแมทนั้นชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่าเป็นการให้ร้ายกันทำให้เธอต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง อันที่จริงแน่นอนว่าการเป็นบุคคลสาธารณะอย่างเช่นดาราย่อมมีกรอบให้วิจารณ์กันได้ อย่างที่เจ้าตัวเองก็ยอมปล่อยมาร่วม 2 ปีได้ แต่เรื่องที่เห็น ๆ กันพวกเราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องส่วนบุคคลโดยล้วน ๆ ของคุณแมทเอง ซึ่งการนำเรื่องแบบนี้มาให้ร้ายกัน ก็นับว่าผิดเต็ม ๆ ไม่ต้องสืบเลยล่ะ

พูดถึงความเป็นเรื่องส่วนตัว… อันที่จริงแล้วความผิดฐานหมิ่นประมาท หากสืบหาข้อเท็จจริงกันได้ว่าข้อความหมิ่นประมาทนั้นเป็นเรื่องจริงก็จะไม่ต้องรับโทษ แต่กฎหมายอนุญาตเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะเท่านั้น (การเมือง ศีลธรรม สังคมโดยรวม) ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องส่วนบุคคล กฎหมายห้ามพิสูจน์ต่อให้เป็นเรื่องจริง แต่ถ้าทำให้ผู้อื่นต้องเสื่อมเสียได้ ก็ผิดเต็ม ๆ ส่วนกรณีของคุณทราย เจริญปุระ นั้นถึงแม้เธอจะถูกให้ร้ายบนโลกออนไลน์ เนื่องมาจากความคิดเห็นทางการเมือง แต่ปรากฎว่าชาวเน็ตที่ถูกฟ้องนั้นให้ร้ายเธอในเรื่องส่วนบุคคลชนิดไม่เกี่ยวอะไรกับรสนิยมทางการเมืองแม้แต่นิดเดียวงานนี้ก็โดนกันไปเต็ม ๆ ไม่ต้องพิสูจน์เช่นกัน 💡

คิดสักนิดก่อนวิจารณ์กันมันส์มือในโลกออนไลน์ – งานนี้สายลงทัวร์ควรคิดให้มากขึ้น

สำหรับเคสนักท่องเที่ยวที่ถูกจับนอนคุกเพราะดันไปรีวิวรีสอร์ทชื่อดังบนเกาะช้างแบบเชิงลบบน Google และ TripAdvisor นั้นก็ไม่ได้ต่างกันมาก เพราะตัวเค้าเองก็ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทเช่นกัน เรื่องนี้ถูกเล่นเป็นข่าวทั้งสำนักข่าวไทย และข่าวต่างประเทศชนิดไม่สนใจรายละเอียดกันเลยราวกับว่ากฎหมายบ้านเรามันป่าเถื่อนน่ากลัว ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วนักท่องเที่ยวรายดังกล่าวท่านเล่นรีวิวรีสอร์ทแรงมาก ๆ ความว่า “ที่นี่เหมือนใช้ระบบทาสแห่งยุคปัจจุบัน” หรือแม้แต่ “ให้หลีกเลี่ยงที่นี่เหมือนกับว่ามันเป็นโคโรน่าไวรัส” สาเหตุเพียงจากความไม่พอใจที่ทางรีสอร์ทจะขอค่าเปิดขวดเครื่องดื่มแอลกอฮล์ที่เขาพกมาเองในราคาค่อนข้างสูง ซึ่งเนื้อหาในรีวิวเกินเรื่อง เกินสาระหลักของคำวิจารณ์ไปมากและอาจส่งผลให้รีสอร์ทเสียหายจึงต้องใช้วิธีแจ้งความนั่นเอง

งานนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับชาวเน็ตอย่างเรา ๆ ให้เข้าใจกันโดยง่ายได้เลยว่า การวิจารณ์บนโลกออนไลน์ก็เหมือนบนโลกจริง ควรวิจารณ์แต่พอดี มีขอบเขตไม่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย ครั้นจะมองเรื่องที่วิจารณ์ซึ่งเป็นเรื่องเหตุบ้านการเมือง หรือสังคมก็ตาม ต้องวิจารณ์โดยยึดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องการเมืองก็คือไม่ว่าเพื่อน ๆ จะยืนฝั่งซ้ายหรือฝ่ายขวา การวิจารณ์ควรอยู่ที่หลักการและเหตุผล ไม่ใช่เป็นการให้ร้ายตัวบุคคลที่เรากำลังโต้เถียงอยู่ด้วยในสังคมออนไลน์ ไม่อย่างนั้นสายทัวร์ลงมีหวังได้ผลาญเงินเล่นไปกับการจ่ายค่าเสียหายในคดีหมิ่นประมาทเหมือนกรณีตัวอย่างเป็นแน่ แถมที่สำคัญคือ ในทางเทคนิคแล้ว ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะใช้แอ้คหลุมบนโลกทวิตภพหรือโปรไฟล์อวตารบนเฟซบุ๊ค เจ้าหน้าที่ก็สามารถตามหาเจ้าตัวผู้กระทำผิดเจอได้อยู่ดี (อ้างอิงจากกรณีของแมท ที่แอคหลุมหลายรายก็ไม่รอดโดนตามเจอและฟ้องไปด้วยกันเลย) งานนี้ควรคิดให้มาก ๆ ก่อนวิจารณ์ให้ร้ายหรือบูลลี่บุคคลอื่นกันเพียงเพื่อความสะใจส่วนบุคคลนะ

 

อ่านเพิ่มเติม :

from:https://droidsans.com/cyber-defamation-in-thailand/

Twitter เพิ่มฟีเจอร์แจ้งเตือน เมื่อกด Like โพสต์ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นข่าวปลอม

เมื่อราวๆ กลางปีที่ผ่านมา Twitter แพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์คยอดนิยมได้ปล่อยฟีเจอร์แจ้งเตือนหากผู้ใช้งานที่จะ Retweet โพสต์ต่างๆ ให้ลองอ่านโพสต์นั้นแบบเต็มๆ ซะก่อน เพื่อป้องกันโพสต์ประเภทพาดหัว Clickbait ไม่ให้ออกมาเกลื่อน Twitter นั่นเอง และล่าสุดทาง Twitter ก็ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่เพื่อลดการกระจายข่าวปลอมออกมาอีกระลอกนึง ด้วยการแจ้งเตือนผู้ใช้งานที่กด Like โพสต์ที่มีเนื้อหาไม่เป็นจริง หรือเนื้อหาที่ยังคงมีการโต้เถียงกันอยู่

สำหรับฟีเจอร์แจ้งเตือนให้กดอ่านเนื้อหาในโพสต์ก่อน Retweet เพื่อลดปัญหาข่าวปลอมและความเสี่ยงต่อการถูกหลอก ในช่วงที่สถานการณ์โรค COVID-19 กำลังระบาด ทาง Twitter พบว่าฟีเจอร์ดังกล่าวได้ช่วยลดจำนวนของโพสต์ที่มีเนื้อหาไม่เป็นความจริงได้ถึง 29% ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ใช้งาน Twitter เป็นอย่างมาก

แจ้งเตือนก่อน Retweet

และสำหรับฟีเจอร์ใหม่นี้ จะแสดงการแจ้งเตือนเมื่อผู้ใช้งานทำการกด Like โพสต์ที่มีเนื้อหาซึ่งมีเนื้อความที่อาจจะทำให้คนอ่านเข้าใจผิดไม่ว่าจะโพสต์หัวข้อเกี่ยวกับการเลือกตั้ง, สถานการณ์ COVID-19 หรือโพสต์อื่นๆ ที่ชวนให้หลงผิด โดยจะมีหน้าต่างแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาทันทีที่มีการกด Like ด้วยข้อความ “This is disputed.” หรือหมายความว่านี่เป็นเรื่องที่ยังไม่มีข้อสรุป หรือมีการโต้เถียงกันอยู่

โดยฟีเจอร์แจ้งเตือนผู้ใช้งานก่อนยืนยันการกด Like ทวีตดังกล่าว ก็น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดจำนวนของโพสต์ที่ไม่เป็นความจริง และอาจสร้างผลเสียให้กับบุคคลอื่นๆ หรือส่วนรวมได้นั่นเองครับ

 

ที่มา: GSMArena via Twitter

from:https://droidsans.com/new-feature-warns-you-when-you-like-disputed-tweet/

แบบสอบถาม True Internet แลกสมาร์ตโฟน ไม่เป็นความจริง

ช่วงนี้ผู้ใช้งาน Internet หรือแม้กระทั่ง Social Network […] More

from:https://www.iphonemod.net/true-internet-survey-fake-news.html

Facebook ออกแคมเปญป้องกัน Fake news หลังถูกแบนจากบริษัทยักษ์ใหญ่

เฟซบุ๊ก (Facebook) ออกแคมเปญเตือนผู้ใช้งานเกี่ยวกับข่าวลวง (Fake news) หลังจากบริษัทยักษ์ใหญ่ออกมาแบนการลงโฆษณาในเฟซบุ๊ก เนื่องจากต้องการให้แพลตฟอร์มจัดการเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องและคำพูดถึงแสดงถึงความเกลียดชัง (Hate speech)

เฟซบุ๊กระบุในแถลงการณ์ว่า “เราต้องการให้ผู้ใช้มีเครื่องมือในการตัดสินความถูกต้องของข้อมูลในออนไลน์และรู้ที่มาของข้อมูล”

Steve hatch รองประธานของ Facebook กล่าวว่า “แคมเปญนี้คือการตั้งคำถามง่ายๆ สามข้อเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบข้อมูลและเนื้อหาที่กำลังอ่าน เพื่อให้ได้รับความถูกต้องมากขึ้น”

ทุกคนสามารถหยุดการแพร่กระจายของข้อมูลที่เป็นอันตรายได้ การสละเวลาสักครู่ในการพิจารณาช่วยป้องกันการเข้าใจผิดปกป้องคนใกล้ตัว เพื่อน และครอบครัวได้

ที่มา Socialmediatoday

3 คำถามเพื่อตรวจสอบ

Facebook ได้กำหนด 3 ปัจจัยในการระบุความถูกต้องของข้อมูล ดังนี้

1. ข้อมูลมาจากที่ไหน? (Where’s is from?) ยึดจากความเชื่อถือของแหล่งข้อมูล ให้ค้นหาว่าข้อมูลมาจากที่ไหน

2. อะไรหายไป? (What’s missing?) เข้าถึงเรื่องราวทั้งหมดไม่ใช่เพียงหัวข้อ รูปภาพอาจตกแต่งขึ้นมา ตรวจสอบว่าผู้ใช้คนอื่นตอบสนองอย่างไร

3. คุณรู้สึกอย่างไร? (How do you feel?) ผู้ที่สร้างเนื้อหาปลอมมักจะเล่นกับความรู้สึก เนื้อหาดูดีเกินกว่าที่จะเป็นความจริง

การที่ผู้ใช้วิเคราะห์เนื้อหาจากปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้สามารถตรวจสอบและรายงานเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการแพร่กระจายของเนื้อหาที่ไม่ถูก

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กได้ระบุคำเตือนในเนื้อหากว่า 50 ล้านชิ้นที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 และบทความประมาณ 7,500 บทความ โดยพาร์ทเนอร์ด้าน Fact-checking

อ้างอิง BBC, Campaignlive

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-campaign-spot-false-news?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-campaign-spot-false-news

เตือนภัย ! Google พบอีเมลสแปมเกี่ยวกับ Covid-19 กว่า 18 ล้านฉบับต่อวัน !

Google ในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์มอีเมลรายใหญ่ของโลก ออกโรงเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังการรับข้อมูลข่าวสารผ่านทางอีเมลในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับโรคระบาด Covid-19 กันให้มากเป็นพิเศษในช่วงนี้ หลังจากค้นพบว่าระบบของ Gmail นั้นต้องทำการบล็อคอีเมลสแปมในระบบที่มุ่งหลอกลวงดึงข้อมูลส่วนบุคคลไปจากผู้ใช้งานด้วยวิธีการ Phishing Attack ทั้งหลายกว่า 18 ล้านฉบับต่อวันเลยทีเดียว

จะเรียกว่าเป็นการพลิกวิกฤติครั้งใหญ่ให้เป็นโอกาสก็ว่าได้สำหรับบรรดามิจฉาชีพบนโลกออนไลน์ แต่การทำ Phishing Attack หรือจัดส่ง Spam Email นั้น นับเป็นเรื่องที่ผิดอย่างร้ายแรงทั้งในแง่ต่อกฎหมายพรบ.คอมพิวเตอร์ พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และแน่นอนว่ามีผลให้ผิดได้ถึงความผิดฐานละเมิด และกฎหมายอาญากันแล้วด้วยสำหรับประเทศไทย แต่ก็ยังไม่วายกลายเป็นงานสุดฮิตให้กับบรรดา Experts สาย IT ที่คิดไม่ซื่อ อาศัยช่วงชุลมุนกับปัญหา Covid-19 เพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลไปหาประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ กันอยู่

สำหรับ Google เองในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์มให้บริการอีเมลชั้นนำอย่าง Gmail และผู้ให้บริการด้านข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ย่อมอยู่เฉยไม่ได้ รีบออกโรงเตือนให้ประชาชนทั่วไประมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับการรับข้อมูลข่าวสารในรูปแบบอีเมลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโรคระบาด Covid-19 นี้ หลังจากทาง Google เองพบว่า Algorithm ในการจัดการอีเมลสแปมทั้งหลายของพวกเขานั้นได้ทำการ Block อีเมลมากถึง 18 ล้านฉบับต่อวันที่เกี่ยวข้องกับ Covid-19 โดยปกตินั้น Google จะ Block อีเมลสแปมทั้งหมดรวมกันอยู่ที่ราว ๆ 100 ล้านฉบับต่อวัน ซึ่งช่วงนี้อีเมลสแปมของ Covid-19 นั้นสุดฮิตติดชาร์จขึ้นแท่นอันดับ 1 อย่างไม่ต้องสงสัย (Google เคลมว่าระบบ machine-learning ของ Gmail ที่ใช้ในการจัดการอีเมลอันตรายนั้นมีความแม่นยำสูงถึง 99.9%)

โดยส่วนใหญ่พบว่า Email จะมาในรูปแบบของการขอรับเงินบริจาคร่วมสนับสนุนองค์การอนามัยโลก หรือองค์กรสาธารณสุขของแต่ละประเทศ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจากปัญหาโรคระบาด หรือแม้แต่การส่งใบแจ้งหนี้พร้อมข้อมูล ชื่อ – นามสกุลจริง ของเจ้าของอีเมลหรือญาติสนิทเพื่อเรียกเก็บค่าบริการในการตรวจหรือรักษาโรค Covid-19 นี้ งานนี้เราอยากเตือนให้เพื่อน ๆ ระมัดระวังกันเป็นพิเศษโดยเฉพาะข้อมูลที่ส่งกันแบบ Real-time ตาม LINE Group นี่ยิ่งต้องใช้วิจารณญาณกันให้มาก ๆ เพราะทุกวันนี้ข้อมูลเกี่ยวกับ Covid-19 น่าจะติดท็อปชาร์จรายวันของ Content ประจำวันของ LINE ตลอดเดือนที่ผ่านมาเลยล่ะ ตรวจสอบกันนิดนึงว่าอันไหนน่าเชื่อถือ อันไหนน่าสงสัยนะ ยิ่งจากการตรวจหาโรคที่ยังสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากนัก อย่าหลงเชื่อเด็ดขาดหากได้รับอีเมลหรือโฆษณาชวนเชื่อที่ยังไม่ได้ตรวจสอบประเภท “นำเสนอ Package ตรวจหาเชื้อโควิดในราคาสุดพิเศษจากโรงพยาบาลชั้นนำ” หรือ “ขอรับบริจาคช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์สู้ภัยโควิด” หากสนใจจริง ๆ ให้โทรไปสอบถามกับแต่ละองค์กรรับบริจาค หรือ สถานบริการพยาบาลโดยตรงน่าจะปลอดภัยที่สุดนะ

 

ที่มา: BBC News

from:https://droidsans.com/google-blocks-over-18million-spams-per-day-relating-to-covid19/

True แจ้งข่าวส่วนลด 30% ที่แชร์กันไม่เป็นความจริง (Fake news)

True Discount 30 Percent Fake News Coverก่อนหน้านี้มีข่าวลือทาง Social Network ว่าจะสามารถลดค่าบริการเน็ตบ้านทรูได้ 30% เพียงโทรไปที่ 1242 ซึ่งล่าสุดทางทรูเองก็ได้แจ้งข่าวแล้วว่า ไม่เป็นความจริง นโยบายของกลุ่มทรู ที่ช่วยดูแลลูกค้าในช่วงสถานการณ์ COVID-19 นั้นมีอยู่จริงเพียงแต่มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ลูกค้าทรูมูฟ เอช ปรับเพิ่มเน็ต 10 GB สามารถใช้งานได้ 30 วัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (เริ่ม 10 เมษายน 2563) ตามเงื่อนไข กสทช. โทรฟรีทุกเลขหมาย ได้ทุกเครือข่าย 60 นาที/เดือนผ่านแอปทรูไอดี และรับเน็ตฟรี 60 GB/เดือน สำหรับดูหนัง ดูทีวี ฟังเพลงผ่านแอปทรูไอดี Travel SIM ได้รับการขยายอายุการใช้งานซิมโดยอัตโนมัติ จนถึง 31 มีนาคม 2564 ลูกค้าทรูออนไลน์ อัปสปีดลูกค้า True Gigatex Fiber เป็น 300/300 Mbps นาน 3 […]

from:https://www.iphonemod.net/true-discount-30-percent-fake-news.html

Facebook ปิดเพจปลอมนับสิบ หลังพบ Telco เวียดนามลงทุนเกือบ 38 ล้านบาทป้ายสีคู่แข่ง

Facebook ออกรายงาน Coordinated Inauthentic Behaviour Report ระบุ บริษัทฯ ได้ทำการปิดเครือข่ายเพจและบัญชีผู้ใช้ปลอมนับสิบ หลังพบว่ามี Telco นาม “Viettel” จากเวียดนามและ “Mytel” จากพม่า ซึ่งทั้งสองอยู่ในเครือ Viettel Group ลงทุนเกือบ 38 ล้านบาทเพื่อโฆษณาป้ายสีบริษัทคู่แข่งในพม่า

Credit: JaysonPhotography/ShutterStock.com

Facebook ระบุในรายงานว่า ทั้ง 2 ผู้ให้บริการเป็นเจ้าของบัญชีปลอม 13 บัญชีและเพจปลอมอีก 10 เพจ ซึ่งบัญชีปลอมเหล่านั้นถูกทำทีเป็นลูกค้าที่ใช้งานและคอยโพสต์ป้ายสีบริษัทคู่แข่ง ในขณะที่เพจปลอมทำตัวเป็นเว็บข่าวทางด้าน Telco Comsumer อิสระ เขียนวิจารณ์บริษัทคู่แข่ง โดยแต่ละเพจมีผู้ติดตามกว่า 265,000 คน จากการตรวจสอบพบว่า Viettel และ Mytel ลงทุนเกือบ 38 ล้านบาทเพื่อทำโฆษณาชวนเชื่อผ่านทาง Facebook Ads

“โดยทั่วไปแล้ว ผู้ดูแลเพจและเจ้าของบัญชีได้ทำการแชร์เนื้อหาภาษาอังกฤษและภาษาพม่าเกี่ยวกับความล้มเหลวของธุรกิจ [ของบริษัทคูู่แข่ง] และแผนออกจากตลาดของผู้ให้บริการในเมียนมาร์บางราย รวมไปถึงพฤติกรรมที่กล่าวอ้างว่ามิชอบต่อลูกค้าของพวกเขา” — Facebook ระบุในรายงาน

นับว่าเป็นครั้งแรกที่ Facebook เผยแพร่รายงานรููปแบบนี้ โดยหลังจากนี้ Facebook วางแผนที่จะเผยแพร่เป็นรายงานประจำเดือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานแคมเปญที่พยายามสร้างข่าวปลอมหรือสร้างกระแสอันไม่สมควรผ่านทางแอปพลิเคชันของ Facebook

นอกจากประเทศพม่าแล้ว Facebook ยังได้ลบแคมเปญจากประเทศอินเดีย อียิปต์ รัสเซีย และอิหร่านในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ รวมเบ็ดเสร็จ 467 บัญชี Facebook, 1,245 บัญชี Instagram, 248 เพจ Facebook และ 49 กลุ่ม Facebook

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/facebook-claims-myanmar-telco-spent-1-2m-on-fake-accounts-to-criticise-competitors/

from:https://www.techtalkthai.com/facebook-shuts-down-fakes-facebook-accounts-criticising-competitors/