คลังเก็บป้ายกำกับ: FACEBOOK

เปรียบเทียบฟีเจอร์ LINE, Telegram และ Facebook Messenger แอปแชทตัวไหนน่าใช้สุด?

ปัจจุบันแอปพลิเคชันสำหรับการแชท (Chat) หรือแอปสำหรับการรับส่งข้อความแบบ Instant Massaging กลายเป็นแอปสามัญประจำเครื่องที่ขาดไม่ได้พอ ๆ กับมือถือเลยก็ว่าได้ เพราะมีความสะดวกในการติดต่อกับผู้อื่น ทั้งในเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องงาน บวกกับความยืดหยุ่นในการโต้ตอบที่มากกว่าการติดต่อรูปแบบอื่น ๆ ทำให้บรรดาแอปแชทต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทกับเราแทบทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน

แน่นอนว่าทั่วทั้งโลกมีแอปแชทให้เลือกใช้กันหลากหลายเจ้านับไม่ถ้วน แต่จะมีเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่ครองตลาดประเทศใดประเทศหนึ่งเอาไว้ได้ เพราะถ้าแอปไหนมีคนใช้อยู่เยอะ คนก็มักจะต้องใช้ตาม ๆ กันเพื่อให้สามารถติดต่อกับผู้อื่นได้ง่าย ประเทศไทยเองก็มีอยู่ 3 เจ้าหลัก ๆ ซึ่งได้แก่ LINE, Facebook Messenger และ Telegram ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละแอปเปรียบเทียบให้ได้ชมกันว่าแอปใดในปี 2021 ถือได้ว่าเป็นแอปแชทที่ฟีเจอร์ครบครัน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้หลายด้านที่สุด หรือใช้งานสะดวกที่สุด ณ เวลานี้

ภาพรวมของแอปพลิเคชัน LINE

หากพูดถึงหนึ่งในแอปสามัญประจำเครื่องของคนไทย แน่นอนว่าตำแหน่งแอปแชทยอดนิยมที่สุด ณ ขณะนี้ คงหนีไม่พ้น LINE หรือ ไลน์ ปัจจุบัน LINE ครองแชมป์แอปแชทอันดับ 1 ที่คนไทยใช้งานต่อเนื่องมากที่สุด ซึ่งปัจจุบันมียอดผู้ใช้รวมกันมากกว่า 50 ล้านบัญชีแล้ว (ข้อมูลจาก Thairath เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 64)

อย่างที่ทราบกันดีว่า LINE เป็นแอปที่โดดเด่นมากในเรื่องของ สติกเกอร์ และธีม ที่สามารถหาซื้อได้จากร้านค้าในตัว ปัจจุบันมีสติกเกอร์ไลน์ให้เลือกซื้อจำนวนกว่า 6 ล้านชุด รวมถึงธีมและอีโมจิต่าง ๆ ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเด่นสำคัญอย่างมากของ LINE ที่ครองใจคนไทยมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ LINE ยังเด่นในเรื่องของฟิลเตอร์วิดีโอคอลที่มีให้เลือกเยอะ ทั้งในรูปแบบสีสัน ตัวการ์ตูน หรือกระทั่งมินิเกมที่สามารถเล่นได้ ให้เลือกปรับแต่งกันได้ตามใจชอบ

เริ่มมีกระแสไม่เห็นด้วยกับการใช้ LINE เป็นแอปแชทหลัก

อย่างไรก็ตาม โลกออนไลน์เริ่มมีประเด็นถกเถียงพูดถึงแอป LINE ว่าเป็นแอปแชทที่ค่อนข้างมีปัญหาในการใช้งานหลายด้าน ซึ่งหากนำไปเปรียบเทียบกับแอปเจ้าอื่นในตลาด จะพบว่า LINE ยังมีฟีเจอร์ที่เป็นข้อจำกัดอยู่ค่อนข้างข้างเยอะในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น

  • login เข้าใช้บนอุปกรณ์ที่ทำพร้อมกันหลายเครื่องไม่ได้ ได้เฉพาะมือถือ 1 เครื่อง กับบน PC / iPad ได้อีก 1 เครื่อง
  • ไม่เก็บประวัติข้อความแชทไว้แบบออนไลน์ ผู้ใช้ต้อง backup ข้อมูลด้วยตัวเองผ่าน cloud ส่วนตัว เช่น Google Drive หรือ iCloud เท่านั้น
  • กินพื้นที่เครื่องสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากตัวแอปเก็บประวัติแชทและ Cache จำนวนมาก ไว้ในเครื่องแบบออฟไลน์ทั้งหมด
  • ย้ายข้อมูล ข้ามแพลตฟอร์มไม่ได้ เช่นหากย้ายบัญชีจาก iOS ไป login บน Android จะไม่สามารถนำประวัติการแชทเดิมกลับมาด้วยได้
  • ไฟล์ต่าง ๆ มีวันหมดอายุ เช่น รูปภาพ วิดีโอ เอกสาร และอื่น ๆ หากไม่ทำการ backup จะหมดอายุภายใน 15 วัน

หลายคนให้ความเห็นว่าปัญหาของ LINE เหล่านี้สร้างภาระและลดความยืดหยุ่นในการใช้งานพอสมควร ซึ่งเป็นเวลากว่าหลายปีที่ทาง LINE ไม่มีท่าทีจะแก้ไขหรือเพิ่มเติมฟีเจอร์เหล่านี้ขึ้นมา ในขณะที่แอปอื่น ๆ แก้ปัญหาเหล่านี้กันได้จนเป็นเรื่องปกติแล้ว หรือแม้ระยะหลัง LINE จะมีเครื่องมือใหม่ ๆ ที่พัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้เพิ่มขึ้น เช่น LINE Keep สำหรับเก็บไฟล์ หรือแชทกลุ่มแบบ OpenChat ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น (เก็บไฟล์ได้นานขึ้นถึง 6 เดือน) แต่ก็ยังคงไม่ตอบโจทย์การทำงานโดยรวม คนไทยส่วนหนึ่งจึงพยายามรณรงค์ให้มีการย้ายไปใช้แอปอื่นเป็นแอปแชทคุยงานแทน LINE กันมากขึ้น

 

 

ภาพรวมของแอป Facebook Messenger

สำหรับ Facebook Messenger ปัจจุบันถือเป็นแอปแชทที่ได้รับความนิยมสูงมากในหมู่คนไทยไม่แพ้ LINE ด้วยจำนวนยอดดาวน์โหลดสูงที่สุดในบรรดาแอปแชททั้งหมด บวกกับอยู่บน ecosystem เดียวกับ Facebook ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลักที่คนไทยใช้กันมากที่สุด แถมข้อจำกัดไม่เยอะเหมือน LINE ทำให้ Messenger ก็ยังคงได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน แม้จะเปิดให้บริการมานานกว่าใครตั้งแต่ปี 2011

Messenger เองก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแอปแชทที่มีฟีเจอร์ค่อนข้างครบ มีฟิลเตอร์ที่โดดเด่นไม่แพ้ LINE แถมยังมีคลังสติกเกอร์น่ารัก ๆ ให้ใช้งานกันแบบฟรี ๆ สามารถสร้างสติกเกอร์ตัวละครของตัวเองขึ้นมาได้ด้วย นอกจากนี้ ยังอำนวยความสะดวกในการติดต่อกับร้านค้าเพจธุรกิจต่าง ๆ ที่อยู่บน Facebook ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งถือเป็นจุดขายเดียวที่แอปอื่นยากจะเอาชนะได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีข้อถกเถียงเรื่องความน่าใช้หรือถูกเปรียบเทียบฟีเจอร์กับแอปอื่นโดยตรง แต่ Messenger ยังคงเป็นแอปที่ไม่ตอบโจทย์การทำงานบางอย่าง หรือยังมีข้อจำกัดในตัวเองอยู่ เช่น การมีภาพลักษณ์ด้านการเป็นแอปสำหรับเล่นโซเชียลมากเกินไป เพราะผูกไว้กับบัญชีส่วนตัว ซึ่งอาจถูกตามส่องชีวิตส่วนตัวได้ง่าย จึงไม่เหมาะกับการติดต่อด้านการทำงาน รวมถึงข้อจำกัดด้านการส่งไฟล์ เช่น การส่งไฟล์บีบอัดประเภท zip / rar ยังถูกจำกัดไว้เป็นรูปแบบไฟล์ที่ไม่ปลอดภัย ทำให้ไม่สะดวกในการใช้งานที่อาศัยการโยนไฟล์ข้ามแพลตฟอร์มไปมาตลอดเวลา

นอกจากนี้ Facebook มักจะถูกมองว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ชอบแอบขโมยข้อมูลผู้ใช้ ไม่ว่าจะฝั่ง Messenger หรือ WhatsApp ที่ต่างก็เป็นแอปแชทของ Facebook มีผู้ใช้จำนวนหนึ่งพบว่าเมื่อคุยอะไรลงไปในแชท มักจะเด้งโฆษณาที่เกี่ยวข้องแนะนำขึ้นมาอยู่บ่อย ๆ ทาง Facebook ก็เคยออกมายืนยันว่าไม่ได้มีการเก็บข้อมูลส่วนดังกล่าวของผู้ใช้ แต่ในแง่ของความน่าเชื่อถือแล้ว Facebook ยังสร้างความมั่นใจต่อผู้ใช้งานได้ไม่ดีพอ ด้วยภาพลักษณ์ความเป็นบริษัทโฆษณา ทำให้ผู้ใช้มีความกังวลในด้าน Privacy ตามมาอยู่เสมอ

ภาพรวมของแอป Telegram

ฝั่ง Telegram ซึ่งเป็นแอปสัญชาติรัสเซีย เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2013 และกำลังเข้ามาตีตลาดไทยมากขึ้นในระยะ 1-2 ปีมานี้ Telegram ชูจุดเด่นอย่างมากในเรื่อง Privacy & Security ของผู้ใช้ ที่มีการ Encrypt ข้อความการสนทนาแบบ End-to-End Encryption ซึ่งยากต่อการแอบดักข้อมูลระหว่างทาง ทำให้นี่เป็นจุดขายสำคัญที่ส่งผลให้ Telegram เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ความร้อนแรงของกระแสม็อบในปีที่แล้ว

คนเริ่มอพยพจากแอปอื่นมาใช้ Telegram มากขึ้น

จากกระแสจุดติดของ Telegram ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้นที่เริ่มได้รับความนิยม ทั่วโลกเองก็เริ่มให้ความสนใจอพยพจากแอปอื่นมาใช้ Telegram กันเยอะมากทีเดียว เมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าว Network ของ Facebook ล่มเป็นเวลากว่า 7 ชั่วโมง ผู้ก่อตั้งถึงกับออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาได้ผู้ใช้ใหม่เข้ามาเพิ่มอีกเกือบ 70 ล้านคนภายในวันนั้นวันเดียว ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่คนยังหันมาให้ความสนใจใช้แอปนี้กันมากขึ้น ในขณะที่ตลาดแพลตฟอร์ม Instant Messaging ซึ่งมีตัวเลือกอยู่เยอะ ค่อนข้างจะอิ่มตัวขึ้นในปัจจุบัน

นอกจากนี้ Telegram ยังมีข้อดีหลายอย่างที่ทำได้เหนือคู่แข่ง ด้วยความที่มีฟังก์ชันพื้นฐานครบเทียบเท่า และมีฟีเจอร์เพิ่มเติมให้เลือกใช้งานได้มากกว่า ทำให้เป็นแอปที่สามารถใช้งานได้เกือบทุกด้าน แถม Telegram ยังมีจุดเด่นในเรื่องของการใช้งานที่ง่าย หน้าตาเรียบหรู การโหลดข้อมูลหน้าแชทที่รวดเร็ว ใช้งานได้กับทุกแพลตฟอร์ม และเก็บข้อมูลการแชทให้ทั้งหมด ฟีเจอร์หลายอย่างที่ยังไม่มีบนทั้ง 2 แอปที่กล่าวไป และค่อนข้างเป็นประโยชน์ อย่างเช่น ความสามารถตั้งเวลากดส่งข้อความ การแก้ไขข้อความที่ส่งไปแล้ว การตรวจสอบอุปกรณ์ที่กำลัง login อยู่ปัจจุบันจากในตัวแอปได้ รวมทั้งการตั้งค่าเพื่อปิดกั้นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และฟีเจอร์อื่น ๆ อีกมากมายที่มีให้เลือกใช้ ซึ่งถือว่าสร้างความแตกต่างจาก LINE กับ Messenger มากพอสมควร

อย่างไรก็ตาม แม้ Telegram จะเปิดตัวมานาน แต่ยังถือเป็นแอปน้องใหม่ที่ในไทยที่คนยังไม่ค่อยคุ้นเคย สิ่งที่ Telegram ยังขาด และเป็นสิ่งที่ค่อนข้างดึงดูดใจคนไทยหรือคนเอเชียเป็นอย่างมาก นั่นก็คือเรื่องของสติกเกอร์และธีม ที่ปัจจุบันยังมีแต่เวอร์ชันฟรีให้ใช้ ซึ่งอาจจะยังไม่หลากหลายเท่ากับ LINE หรือ Messenger ที่เป็นร้านค้าครีเอเตอร์ขนาดใหญ่ รวมถึงยังไม่มีฟิลเตอร์สำหรับใช้งานระหว่างวิดีโอคอลที่ค่อนข้างดึงดูดใจกลุ่มวัยรุ่น ดังนั้นหากมอง Telegram เป็นแอปแชทสำหรับคุยเล่นสนุกสนานกับคนรู้จัก อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ได้ดีเท่ากับ 2 แอปเจ้าตลาด ซึ่งคนจะยังจำภาพปัจจุบันของ Telegram ว่าเป็นแอปสำหรับคุยงานมากกว่า

ดังนั้นจากจุดเด่นและจุดด้อยของทั้ง 3 แอปที่กล่าวมา หากนำมาทำเป็นตารางเปรียบเทียบฟีเจอร์สำคัญของแต่ละแอป สามารถสรุปได้ดังนี้ครับ

ตารางสรุปเปรียบเทียบฟีเจอร์หลักด้านการแชทระหว่าง

Telegram, LINE และ Facebook Messenger

ฟีเจอร์การส่งข้อความ

ฟีเจอร์ (Features) Telegram LINE FB Messenger
ส่งข้อความแบบไม่แจ้งเตือน
ส่งข้อความแบบตั้งเวลาส่ง
ส่งข้อความผ่านแชทลับ (ตั้งเวลาลบได้)
ส่งข้อความเสียง
ส่งสติกเกอร์
ส่งรููปภาพเคลื่อนไหว (GIF)
ยกเลิกส่งข้อความ (unsend)
(ภายใน 24 ชม. เท่านั้น)
แก้ไขข้อความที่ส่งไปแล้ว
ค้นหาข้อความในแชท
แสดงความรู้สึกบนข้อความ
มีห้องแชทสำหรับเก็บข้อความไว้ส่วนตัว
ส่งคลิปวิดีโอความยาวเกิน 5 นาที

(ส่งในรูปแบบไฟล์เท่านั้น)

ส่งรูปภาพขนาดต้นฉบับได้

(สัดส่วนภาพเดิม แต่ขนาดไฟล์ลดลง)

ฟีเจอร์การ Login / ใช้งานบน Platform

ฟีเจอร์ (Features) Telegram LINE FB Messenger
Login บนมือถือพร้อมกันได้หลายเครื่อง
Login บน PC / tablet พร้อมกันได้หลายเครื่อง
รองรับการใช้งานบน browser

(Chrome Extension เท่านั้น)

วิดีโอคอลบน browser
Login บนแอปพร้อมกันได้มากกว่า 1 บัญชี
ย้ายข้อมูลข้าม platform

 

ฟีเจอร์อื่น ๆ

ฟีเจอร์ (Features) Telegram LINE FB Messenger
การเพิ่มเพื่อนด้วย ID
การเพิ่มเพื่อนอัตโนมัติด้วยเบอร์มือถือ  ✓  ✓  ✓
การวิดีโอคอลแบบกลุ่ม
ใช้ฟิลเตอร์ขณะวิดีโอคอล
การแสดงสถานะ ออนไลน์ / ออฟไลน์
แสดงเครื่องหมายว่าคนรับอ่านข้อความแล้ว
แสดงจำนวนผู้อ่านแล้วในแชทกลุ่ม  ✓  ✓  ✓
(ระบุตัวตนผู้ที่อ่านไว้ด้วย)
ใช้รูปภาพเป็นพื้นหลังแชท

(รูปเดียวใช้ร่วมกันทุกแชท)

(ตั้งของแต่ละแชทเองได้)

การจัดกลุ่มแยกหมวดห้องแชท (Folder)

(ตั้งโฟลเดอร์แยกได้เองอิสระ)

(แยกกลุ่มตามประเภทให้)

เปลี่ยนชื่อผู้ติดต่อ
เชิญคนเข้ากลุ่มด้วยลิงก์
มีร้านค้าซื้อขายสติกเกอร์ / ธีม
ล็อกแอปด้วย passcode / fingerprint
ไฟล์ไม่มีวันหมดอายุ
ส่งไฟล์ได้ทุกประเภท  ✓

(ไม่อนุญาตไฟล์ประเภทบีบอัด)

ไม่ต้อง backup ข้อความเอง
ปรับแต่งได้ตามใจชอบ  ✗
(ต้องซื้อธีม)
ตรวจสอบอุปกรณ์ที่กำลัง login อยู่จากในแอปได้
บล็อกเนื้อหา sensitive ได้

สรุปการเปรียบเทียบฟีเจอร์ของทั้ง 3 แอป

อย่างที่กล่าวกันมาตั้งแต่ต้นว่าทั้ง Telegram, LINE และ Facebook Messenger ต่างมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ซึ่งอาจตอบโจทย์ผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการ แต่หากพูดในเชิงเปรียบเทียบด้วยฟีเจอร์ภาพรวมที่ทั้ง 3 แอปควรจะมีครบในปัจจุบัน ก็ต้องยอมรับว่า Telegram เป็นแอปที่มีฟีเจอร์ครบและตอบโจทย์ผู้ใช้งานโดยรวมมากที่สุด ด้วยจำนวนลูกเล่นสำคัญสำหรับใช้ในการแชทที่ครอบคลุม มีความปลอดภัยสูง ทำงานเร็ว ใช้งานสะดวกและมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน

ดังนั้นจากความเห็นของทีมงาน Droidsans มองว่า Telegram น่าจะเป็นแอปแชทที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้มากที่สุด ณ เวลานี้ จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยหันมาใช้ Telegram กันมากขึ้น หรือใครยังไม่เคยใช้ ก็อยากให้เปิดใจมาทดลองใช้ดู แล้วจะพบความแตกต่างและความสะดวกที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนครับ

from:https://droidsans.com/why-telegram-is-a-better-chat-app-than-line-or-facebook-messenger-social-and-feature-comparison/

[ไม่ยืนยัน] Facebook จะรีแบรนด์ใหม่ ไม่ใช่แค่โซเชียลมีเดีย แต่เป็น Metaverse

The Verge รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวภายในว่า Facebook มีแผนจะเปลี่ยนชื่อบริษัทในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ รีแบรนด์ใหม่เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทกำลังมุ่งสู่แนวทางการเป็น Metaverse ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ใหม่ที่ Facebok ประกาศมาก่อนหน้านี้

สำหรับการประกาศชื่อใหม่นั้น Mark Zuckerberg มีแผนจะเปิดเผยในงานประลุม Connect ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ แต่อาจจะเปิดเผยเร็วกว่านั้น การรีแบรนด์ทำไปเพื่ออยากส่งสัญญาณให้เห็นว่าบริษัทเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี มากกว่าเป็นโซเชียลมีเดีย (และปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้า) และ Facebook ก็จะกลายเป็นหนึ่งในแอปโซเชียลมีเดียในเครือบริษัท เช่นเดียวกันกับ Instagram, WhatsApp, Oculus

นอกจากนี้ ตัว Mark Zuckerberg ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่าต้องการยกระดับ Facebook จากบริษัทโซเชียลมีเดีย ไปเป็นบริษัท metaverse ซึ่งการตั้งทีม Metaverse ถือเป็นก้าวแรกของแผนการนี้ และเมื่อเร็วๆ นี้เองที่ Facebook ประกาศลงทุนจ้างแรงงานทักษะสูงหมื่นตำแหน่งในยุโรป ลุยงาน Metaverse

ในแง่การรีแบรนด์ครั้งใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยี เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว กรณีสำคัญๆ คือ Google จัดระเบียบใหม่ทั้งหมดภายใต้บริษัทโฮลดิ้ง Alphabet เพื่อแสดงให้เห็นว่า Google ไม่ใช่แค่เครื่องมือค้นหา แต่เป็นบริษัทเทคใหญ่ พัฒนานวัตกรรมต่างๆ ครอบคลุมทั้ง รถยนต์ไร้คนขับและเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ด้าน Snapchat ได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Snap Inc. เป็นต้น

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/125372

Facebook เริ่มทดสอบ Novi กระเป๋าเงินดิจิทัลแล้ว ใช้ Stablecoin USDP ในการโอนเงินระหว่างกัน

Facebook ประกาศว่าจะเริ่มทดสอบการใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัล Novi กับผู้ใช้จำนวนเล็ก ๆ เป็นกลุ่มแรก ในอเมริกาและกัวเตมาลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูความพร้อมของระบบดำเนินการ ตลอดจนระบบสนับสนุนลูกค้าทุกส่วนว่าสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี

โครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล เปิดตัวตั้งแต่ปี 2019 โดยตอนแรกใช้ชื่อว่า Calibra เพื่อรองรับเงินสกุล Libra (ตอนนี้ชื่อ Diem) แต่ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น Novi เพื่อไม่ให้สับสนกับชื่อ Libra ในตอนนั้น

จุดขายของ Novi คือช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโอนและรับเงินได้ทันที ปลอดภัย และไม่มีค่าธรรมเนียม โดยในการทดสอบนี้ Novi จะเน้นไปที่การโอนเงินจากคนที่อยู่อเมริกา ที่ต้องการโอนเงินกลับไปที่กัวเตมาลา แบบสะดวกง่ายเหมือนการส่งข้อความแชตใน Facebook

ในช่วงทดสอบนี้เงินที่โอนหากันจะเป็น Stablecoin สกุล Pax Dollar หรือ USDP โดย Novi ได้ Paxos และ Coinbase มาเป็นพาร์ตเนอร์ ถึงตรงนี้ก็อาจสงสัยว่าทำไม Novi ถึงไม่ใช้เงิน Diem ในการทดสอบ ซึ่งคำอธิบายคือ Diem ยังอยู่ในขั้นตอนจากหน่วยงานกำกับดูแล แต่ตัวโครงการ Novi ยังคงสนับสนุน Diem อยู่ ส่วนเหตุผลที่ใช้ USDP ในการทดสอบ เพราะเป็น Stablecoin ที่มีการใช้งานมามากกว่า 3 ปี แล้ว จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

Novi เปิดให้ดาวน์โหลดแอปแล้วทั้งใน App Store และ Google Play เฉพาะอเมริกาและกัวเตมาลา โดยช่วงแรกเมื่อสมัครใช้งานแล้ว ต้องรอการจัดสรร ทั้งนี้บัญชีผู้ใช้งาน Novi จะแยกขาดจากบัญชี Facebook

ที่มา: Novi

alt="Novi"

from:https://www.blognone.com/node/125359

Facebook เตรียมจ้างงานกว่า 10,000 ตำแหน่งในยุโรป ลุยพัฒนา Metaverse

Facebook ประกาศเตรียมจ้างงานกว่า 10,000 ตำแหน่งในยุโรป ลุยพัฒนา Metaverse อย่างเต็มที่

Facebook ได้ออกมาประกาศว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 10,000 ตำแหน่ง โดยเน้นทีมพัฒนาเทคโนโลยี Metaverse เป็นหลัก ที่ผ่านมา Facebook มีแนวทางชัดเจนว่าจะมีการลงทุนและพัฒนาในเทคโนโลยี Metaverse หรือเทคโนโลยีโลกเสมือน ซึ่งเป็นการผสานระหว่าง Virtual Reality และ Augmented Reality โดยมีการลงทุนซื้อบริษัท Oculus ผู้พัฒนาแว่น VR ไปเมื่อปี 2014 อย่างไรก็ตาม Metaverse นั้นต้องมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่านั้นมาก เนื่องจาก Metaverse นั้นจะมาเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของผู้คนอนาคต ทั้งวิธีการทำงาน, การเล่นเกมส์, การชมคอนเสิร์ต หรือแม้กระทั่งการท่องเที่ยว โดยการจ้างงานในครั้งนี้จะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้ไป และเน้นแรงงานที่มีความสามารถจากกลุ่มประเทศยุโรป เพื่อเป็นการเสริมความแข็งแรงในฝั่งเทคโนโลยีของยุโรปอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ Facebook เคยได้ให้เงินลงทุนกับ Technical University of Munich, เปิดศูนย์ European AI research lab ในฝรั่งเศส และเปิด Facebook Reality Labs ในไอร์แลนด์มาแล้ว

ที่มา: https://www.theregister.com/2021/10/18/facebook_metaverse/

from:https://www.techtalkthai.com/facebook-hires-10000-high-skilled-tech-talent-to-build-metaverse/

WSJ แฉ Facebook จัดการ Hate Speech ได้แค่ 5% ด้าน Facebook แย้ง จัดการได้เกือบครึ่ง

Wall Street Journal ออกรายงานแฉ Facebook อีกครั้ง บอกว่าจริงๆ แล้ว Facebook ประสบความสำเร็จน้อยมากในการจัดการเนื้อหาที่มีความเกลียดชัง รูปภาพที่มีความรุนแรง ตลอดจนเนื้อหาอันตรายอื่นๆ ล่าสุด Facebook นำโดย Guy Rosen รองประธานฝ่าย Integrity ของ Facebook เขียนบล็อกคัดค้านว่า เนื้อหาแสดงความเกลียดชังหรือ Hate Speech ลดลงเกือบ 50% ในช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมา

WSJ รายงานโดยอ้างอิงเอกสารภายในว่า ช่วงสองปีที่ผ่านมา Facebook ลดเวลาคนทำงานตรวจตา Hate Speech และพยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่ว่า AI มีประสิทธิภาพลด Hate Speech บนแพลตฟอร์มได้จริง นอกจากนี้ ทีมงาน Facebook ยังพบด้วยว่า ช่วงเดือนมีนาคมระบบอัตโนมัติของ Facebook สามารถลบโพสต์ Hate Speech ได้เพียง 3-5% เท่านั้น และน้อยกว่า 1% ของเนื้อหาทั้งหมดที่ละเมิดกฎแพลตฟอร์มโดยรวม

alt="WSJ แฉ Facebook จัดการ Hate Speech ได้แค่ 5%"

นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่า เนื้อหารุนแรงบางส่วนสามารถรอดพ้นจากการตรวจจับของ Facebook ได้ เช่นภาพความรุนแรงของอุบัติเหตุรถชน การข่มขู่คุกคามเด็ก เป็นต้น

ด้าน Guy Rosen รองประธานฝ่าย Integrity ของ Facebook แย้งว่า การเน้นไปที่การลบเนื้อหาเพียงอย่างเดียวคือวิธีที่ผิด แต่ Facebook เน้นที่ความอพร่หลายหรือการกระจายตัวของเนื้อหา Hate Speech มากกว่า ซึ่งตามรายงานการบังคับใช้มาตรฐานชุมชนฉบับล่าสุดของ Facebook พบว่าความชุกหรือความแพร่หลายของเนื้อหานั้นอยู่ที่ 0.05% ของการดูเนื้อหา หรือเทียบเท่าได้กับ 5 การมองเห็น ใน 10,000 การมองเห็น ซึ่งลดลงเกือบ 50% ในช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมา

Rosen เล่าย้อนด้วยว่าในปี 2016 การดูแลเนื้อหาอาศัยการรายงานจากผู้ใช้เป็นหลัก Facebook จึงสร้างเทคโนโลยีเพื่อระบุเนื้อหาที่ละเมิดในเชิงรุกก่อนที่ผู้คนจะรายงานเข้ามา และค้านรายงานจาก WSJ ด้วยว่า ข้อมูลที่ดึงมาจากเอกสารที่รั่วไหลถูกใช้เพื่อสร้างเรื่องเล่าว่าเทคโนโลยีของ Facebook นั้นไม่สามาาถจัดการ Hate Speech ได้ ถือเป็นการจงใจบิดเบือน

ที่มา – The Verge, WSJ, Facebook

from:https://www.blognone.com/node/125320

Facebook ลงทุนจ้างแรงงานทักษะสูงหมื่นตำแหน่งในยุโรป ลุยงาน Metaverse

ก่อนหน้านี้ Facebook ประกาศตั้งทีม Metaverse Product Group ทำคอนเทนต์โลกเสมือนจริง เป็นวิสัยัศน์ใหม่ ก้าวจากบริษัทโซเชียลเป็นบริษัท Metaverse ล่าสุด Facebook มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม ประกาศจ้างงานหมื่นตำแหน่งในยุโรปเพื่อลุยงานด้านนี้โดยเฉพาะ

Facebook ระบุว่ากุญแจสำคัญอย่างหนึ่งของโลก Metaverse คือเปิดกว้างและใช้หลักการการทำงานร่วมกัน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม การทำให้สิ่งนี้เป็นจริงต้องใช้ความร่วมมือและความร่วมมือระหว่างบริษัท นักพัฒนา ผู้สร้าง และผู้กำหนดนโยบาย และ Facebook จำเป็นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ Facebook จึงประกาศจ้างงานทักษะสูงหมื่นตำแหน่งในยุโรปให้ได้ภายใน 5 ปี

alt="Facebookจ้างงาน ทักษะสูง 10,000 ตำแหน่ง ยุโรป Metaverse"

Facebook บอกด้วยว่า การลงทุนนี้ เป็นไปเพราะทางบริษัทมีความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีชีวภาพของเยอรมันที่ช่วยพัฒนาวัคซีน MRNA เป็นครั้งแรกหรือกลุ่มธนาคารยุคใหม่ในยุโรปที่เป็นผู้นำด้านการเงินในอนาคต ovd0kdouh สเปนก็กำลังลงทุนในสตาร์ทอัพมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่สวีเดนกำลังจะกลายเป็นสังคมไร้เงินสดแห่งแรกของโลกภายในปี 2023

และนอกเหนือจากความสามารถด้านเทคโนโลยีแล้ว สหภาพยุโรปยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ของอินเทอร์เน็ต ทั้งการแสดงออกโดยเสรี ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใส และสิทธิของบุคคลบนอินเทอร์เน็ต

ที่มา – Facebook

from:https://www.blognone.com/node/125319

NYT เผย Facebook จัดพูดคุยนโยบายในที่ปิดมากขึ้น เพราะเริ่มคุมเอกสารหลุดไม่ไหวแล้ว

จากเหตุ Frances Haugen อดีตพนักงานเปิดเผยเอกสารภายในหลายพันหน้าต่อหน่วยงานกำกับดูแล ฝ่ายนิติบัญญัติ และผู้สื่อข่าว หรือที่เรารู้จักเอกสารดังกล่าวในชื่อว่า Facebook Files นั้น ล่าสุด Facebook เตรียมรับมือด้วยการประกาศกับพนักงานว่า จะเริ่มทำให้กลุ่มสนทนาออนไลน์บางหัวข้อจัดขึ้นในที่ปิดหรือเป็นส่วนตัวมากขึ้น เพื่อลดการรั่วไหลของข้อมูลและเอกสาร

ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของ Facebook คนหนึ่งเขียนในประกาศซึ่งได้รับการตรวจสอบโดย The New York Times แล้ว ระบุว่า อย่างที่ทุกคนเห็น มีเอกสารภายในของ Facebook รั่วไหลมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของความซับซ้อนต่างๆ ใน Facebook และมันถูกตีความนอกบริบท นำไปสู่ความเข้าใจผิดต่อมุมมองคนภายนอก

Andy Stone โฆษก Facebook ระบุในแถลงการณ์ว่า ข้อมูลรั่วไหลทำให้ทีมงานทำงานร่วมกันได้ยากขึ้น พนักงานที่ทำงานในเรื่องละเอียดอ่อนเจอความเสี่ยงจากภายนอก นำไปสู่การบิดเบือนและทำให้เข้าใจผิด

จากนโยบายใหม่นี้ มีพนักงานบางรายระบุกับ The New York Times มีบางคนที่สนับสนุนนโยบายใหม่ ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการลดทอนความโปร่งใส การกีดกันพนักงานที่ทำงานอุทิศตนเพื่อความมั่นคงของ Facebook ออกจากการพูดคุย จะยิ่งส่งผลเสียต่อตัว Facebook เอง นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายใหใม่นี้จะนำไปสู่เอกสารหลุดที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

ที่มา – The New York Times

from:https://www.blognone.com/node/125259

มาอีกราย อดีตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่โดน Facebook ไล่ออก ยินดีให้การกับสภาคองเกรส

ก่อนหน้านี้เราเห็นข่าว Frances Haugen อดีตพนักงาน Facebook ที่ออกมาแฉบริษัท โดยไปให้การกับสภาคองเกรส จนเป็นข่าวใหญ่กันมาแล้ว

ล่าสุดมีอดีตพนักงานอีกคนคือ Sophie Zhang อดีตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่เคยทำงานกับ Facebook มานาน 3 ปี และถูกบริษัทไล่ออกเมื่อปีที่แล้ว เพราะเธอเขียนบันทึกภายในวิจารณ์บริษัทว่าไม่พยายามแก้ปัญหาข่าวปลอมและความเกลียดชังเท่าที่ควร โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ปัจจุบัน Facebook มีผู้ใช้ในสหรัฐและแคนาดาเพียง 10% แต่กลับได้ความสนใจของ Facebook มากที่สุด

Zhang บอกว่ามอบข้อมูลให้กับหน่วยงานภาครัฐแห่งหนึ่งแล้ว (ไม่ระบุชื่อหน่วยงาน) และยินดีไปให้การกับสภาคองเกรส

ที่มา – CNN

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/125233

Frances Haugen เตรียมปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการของ UK เรื่องความไม่ซื่อตรงของ Facebook

Frances Haugen อดีตพนักงาน Facebook ที่ออกมาแฉบริษัทฯ เก่าของตัวเองว่าสนใจรายได้ผลประกอบการมากกว่าความปลอดภัยของผู้ใช้งาน เตรียมปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการรัฐสภาของสหราชอาณาจักร (UK Parliament committee) ในวันที่ 25 ตุลาคมที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ Haugen ก็มีนัดคุยกับคณะกรรมการกำกับการดูแลของ Facebook ด้วยเช่นเดียวกัน

Haugen จะขึ้นให้การต่อคณะกรรมการร่วมร่างกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Draft Online Stafely Bill joint comittee) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้ออกมาพูดคุยกับรัฐบาลอื่นในที่สาธารณะ นอกเหนือจากที่สหรัฐอเมริกา

Haugen เผย Facebook ไม่กรองคอนเทนต์ มุ่งเน้นกำไรมากกว่าสุขภาพจิตของผู้ใช้งาน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอก็ได้ปรากฎตัวต่อหน้าคณะอนุกรรมการวุฒิสภาสหรัฐฯ (US Senate subcommitee) ว่า Facebook นั้นเป็นอันตรายต่อเด็ก ทำให้เกิดความขัดแย้ง และมีส่วนทำให้ประชาธิปไตย (ของสหรัฐฯ) อ่อนแอลง โดยเธอได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้ออกกฎหมาย เทคแอคชั่นเกี่ยวกับการดูแลเครือข่ายสังคมออนไลน์มากขึ้นกว่าเดิม

“สภา Congress สามารถเปลี่ยนกฎข้อบังคับที่ Facebook ใช้อยู่ขณะนี้ และหยุดการกระทำที่เป็นอันตรายต่าง ๆ ที่แพลตฟอร์มดังกล่าวได้สร้างอยู่ ณ ปัจจุบัน” – Haugen กล่าวกับวุฒิสมาชิกของสหรัฐฯ

โดย Haugen ตั้งใจปรากฏตัวต่อผู้ออกกฎหมายในสหราชอาณาจักร ก็เพื่อที่จะเป็นเครื่องหมายการต่อสู้ ดึงดูดความสนใจไปให้กับสิ่งที่เธอเรียกว่า “ความล้มละลายทางศีลธรรม” (ต้นทางใช้คำว่า moral bankruptcy) ของ Facebook

ซึ่ง Haugen ยังวิจารณ์เพิ่มเติมอีกว่า Facebook ไม่ได้ลงทุนมากพอกับแผนกที่ตั้งเอาไว้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข้อมูลผิด ๆ (หรืออีกนัยนึงก็คือ Fake News นั่นแหละ) และพวกโพสต์ Harassment ต่าง ๆ แถมยังวิจารณ์อีกว่าตัว Facebook รู้ดีอยู่เต็มอกว่า Instagram หนึ่งในสื่อในเครือของบริษัทฯ นั้นกำลังทำร้าย Mental Health หรือสุขภาพจิตของผู้ใช้งานอยู่นับล้าน แม้ว่าก่อนหน้านี้ Instagram จะเพิ่งจัดแคมเปญเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ตาม

เหล่าผู้ออกกฎหมายในแวดวงการเมืองส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับกรณีออกมาแฉ Facebook ของ Haugen มาก ๆ จนมีบางคนถึงกับนำมาเทียบกับกรณีบริษัทฯ ยาสูบ Minnesota ที่โดนแฉ หลังอุบไม่บอกคนซื้อเกี่ยวกับโทษของบุหรี่มากว่าหลายสิบปี

Facebook แย้ง คำกล่าวหาของ Haugen เป็นการนำเสนอ “ภาพเท็จ”

ซึ่งในส่วนนี้ทางทีม PR และตัว CEO ของ Facebook เองอย่าง Mark Zuckerberg ก็ออกมาปฏิเสธ และวิจารณ์คำให้การของ Haugen ว่าเป็นการนำเสนอ “ภาพเท็จ” ชอง Facebook 

UK Parliament เรียกร้องให้มีหน่วยงานตรวจสอบ Tech Gaints (รวมถึง Facebook) โดยเฉพาะ

โดยรัฐสภาของสหราชอาณาจักรก็มีการตอบสนองที่ใกล้เคียงกัน เรียกร้องให้มี “หน่วยงานกำกับดูแลอิสระที่มีอำนาจในการตรวจสอบและตรวจรา Tech Gaints อย่างละเอียด” ซึ่งนั่นก็รวมถึง Facebook แพลตฟอร์มออนไลน์อันดับต้น ๆ ของโลกที่ไม่กี่สัปดาห์ก่อน เพิ่งเจอปัญหาขัดข้อง ใช้งานไม่ได้เกือบ ๆ 7 ชั่วโมง

Haugen เตรียมเข้าพบกับ Oversight Board ของ Facebook

นอกจากนี้ Haugen ยังเตรียมเข้าพบกับคณะกรรมการกำกับดูแล (Oversight Board) ของ Facebook ด้วยเช่นกัน โดยหน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่คัดกรองเนื้อหาที่ปรากฎในสื่อสังคมออนไลน์บางส่วนของ Mark Zuckerberg

“คณะกรรมการยินดีที่ได้มีโอกาสหารือกับ Haugen เกี่ยวกับประสบการณ์ของเธอ และพร้อมจะรวบรวมข้อมูลที่จะช่วยผลักดันให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิดชอบจาก Facebook มากขึ้น ผ่านการตัดสินใจและคำแนะนำของเรา (Oversight Board)”

ขณะที่ทาง Oversight Board กำลังให้ความสนใจกับโปรแกรมลับของ Facebook ชื่อ Cross Check ที่ทาง The Journal ระบุว่า จะอนุญาตบุคคลสาธารณะ อาทิ ดารา นักแสดงดัง ๆ ฯลฯ หลีกเลี่ยงกฎระเบียบข้อบังคับบางอย่างของบริษัท โดยในส่วนนี้ Facebook แก้ต่างว่า โปรแกรมดังกล่าวมีเอาไว้เพื่อให้ยูเซอร์บางคน “ตรวจสอบอีกครั้ง” เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายของ Facebook ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง

“Facebook โกหกต่อคณะกรรมการมาหลายครั้งติดต่อกัน และครั้งนี้ ฉันตั้งหน้าตั้งตารอที่จะแชร์ความจริงให้กับพวกเขา (คณะกรรมการ) – Haugen ทวีตผ่านบัญชีส่วนตัวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

 

ที่มา: CNET

from:https://droidsans.com/frances-haugen-facebook-whistleblower-to-testify-before-uk-parliament/

Facebook แบนนักพัฒนาสร้างส่วนขยาย Chrome ที่สามารถ unfollow เพจและเพื่อนได้ในรวดเดียว

Louis Barclay นักพัฒนาชาวอังกฤษผู้พัฒนา Unfollow Everything ส่วนขยายบราวเซอร์ที่ให้ผู้ใช้งาน Facebook สามารถกด unfollow เพจและเพื่อนได้อัตโนมัติ ทำให้หน้าฟีดของ Facebook เป็นหน้าว่างเปล่าได้ เป้าหมายของเครื่องมือตัวนี้คือทำให้หน้าฟีดนั้นดีต่อสุขภาพใจของผู้ใช้งาน

ตัวส่วนขยาย Unfollow Everything เปิดใช้งานบน Chrome เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2020 โดยมีนักวิจัยจาก University of Neuchâtel in Switzerland ที่อยากศึกษาว่าถ้าไม่มี News Feed บน Facebook แล้วจะส่งผลต่อความสุขของผู้ใช้งานในทางใดบ้าง รวมถึงระยะเวลาที่ผู้คนใช้ไปกับการเล่น Facebook ด้วย

จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ทีมทนายความของ Facebook ส่งจดหมายมาหา Barclay เนื้อหามีคำเตือนว่าให้ถอดส่วนขยายออก เนื่องจากมันไปละเมิดกฎและกฎทางเครื่องหมายทางการค้าของ Facebook และสนับสนุนให้ผู้อื่นฝ่าฝืนกฎของ Facebook พร้อมบอกด้วยว่าบัญชี Facebook และ Instagram ของ Barclay จะถูกระงับการใช้งาน

Barclay กล่าวด้วยว่า Unfollow Everything มีผู้ใช้งานเพียง 2,500 รายต่อสัปดาห์และดาวน์โหลด 10,000 ครั้ง จนถึงตอนนี้ Facebook ยังไม่ออกมาบอกอะไร

ตอนนี้ Facebook กำลังเจอปัญหาระลอกใหม่ จากการที่ Frances Haugen อดีตผู้จัดการผลิตภัณฑ์ใน Facebook แฉ Facebook ว่าส่งเสริมให้มี Hate Speech เพราะไม่อยากให้ Engagement ตก จนล่าสุด Haugen จะเข้าพูดคุยกับ Oversight Board บอร์ดอิสระที่กำกับดูแลเนื้อหาบนแพลตฟอร์มแล้ว

ที่มา – Business Insider

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/125222