คลังเก็บป้ายกำกับ: FACEBOOK

คุยยังไงไม่เสียเพื่อน Facebook แนะวิธีแชทให้เกิดประโยชน์ อย่าไร้สาระและบอกลาก่อนออกจากแชท

นักแชททั้งหลายอาจจะเคยรู้สึกว่าการคุยผ่านช่องทางออนไลน์ในแต่ละครั้ง จะมีทั้งได้ประโยชน์และเสียเวลาสุดๆ ใช่ไหมคะ แน่นอนว่าหากคุยกับลูกค้า พ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายย่อมอยากที่จะปิดยอดการขายได้โดยไวและไม่ถามประโยคเดิมๆ ที่แจ้งไว้แล้วให้วุ่นวาย หรือถ้าคุยเรื่องงานก็อยากให้สรุปประเด็นสำคัญและปิดจ๊อบได้โดยไว แต่ในบางครั้งการคุยแบบหวังจบเรื่องโดยไวเพียงอย่างเดียว อาจไม่สร้างสัมพันธ์ระยะยาวได้ดีนัก วันนี้เราจึงมีวิธีคุยกับปลายทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาฝากกันค่ะ

สำหรับช่องทาง Messenger ของ Facebook นั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารที่คนนิยมสุดๆ โดยในแต่ละวันมีการสื่อสารระหว่างกันมากถึง 1 แสนล้านข้อความเลยทีเดียว แต่จะคุยแบบส่วนตัวหรือคุยกับกลุ่มยังไงให้เกิดประโยชน์ได้ดีกันนะ นี่คือ ศิลปะแห่งการส่งข้อความสื่อสารในยุคดิจิทัลที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ

1). สื่ออารมณ์และความหมายให้ดี

ใครจะไปคิดว่าการพิมพ์สามารถสื่อโทนเสียงในข้อความได้ด้วย ซึ่งถ้อยคำที่คุณพิมพ์สามารถส่งผลต่อความหมายได้มากกว่าที่คิด การใช้โทนน้ำเสียงที่เป็นมิตรและเป็นกลางที่สุด หลีกเลี่ยงถ้อยคำเหน็บแนมหรือเสียดสี ด้วยสัญลักษณ์หรืออีโมจิน่ารักๆ ก็ช่วยทำให้โทนของข้อความเป็นเชิงบวกได้และต้องไม่ลืมเช็คคำผิดก่อนส่งด้วย การใช้ระบบแก้ไขข้อความอัตโนมัติอาจทำให้ความหมายที่คุณต้องการจะสื่อบิดเบือนไป

หากเป็นข้อความที่อาจสื่อถึงการเสียดสี พบว่าคนอเมริกันมักถามคู่สนทนาตรงๆ ให้แน่ใจเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ในขณะที่ร้อยละ 31 ของคนอังกฤษเลือกที่จะไม่สนใจและเมินเฉยข้อความประเภทนี้

2.)     กระชับเข้าไว้ แต่อย่าสั้นจนเกินไป

ความยาวเป็นเรื่องสำคัญเมื่อส่งข้อความ ทุกครั้งที่แชท ควรใส่ใจถึงความสั้นยาวของข้อความอยู่เสมอ ข้อความที่ยาวเป็น  ย่อหน้าอาจทำให้หลายคนเบือนหน้าหนี แต่การตอบข้อความด้วยคำสั้นๆ แค่หนึ่งคำ หรือส่งอีโมจิแค่รูปเดียวอาจสื่อว่าคุณยุ่งเกินจนกว่าจะตอบหรือไม่สนใจในบทสนทนานั้นๆ ขอแนะนำให้ส่งข้อความที่มีจำนวนประโยคน้อยๆ ลองใช้วิดีโอแชท

หากมีเรื่องมากมายที่อยากคุย และเมื่อต้องการจบบทสนทนาและแจ้งอีกฝ่ายว่ารับทราบเรื่องแล้ว ตอบกลับด้วยประโยคสั้นๆ แต่นิ่มนวลแทนการส่งแค่คำเดียวโดยเฉลี่ยแล้ว ความยาวของข้อความที่ส่งบน Messenger มีแค่ 5 คำ

3.)  อย่าส่งหลายข้อความติดๆ กัน

เก็บใจความสำคัญให้ครบภายในข้อความเดียว และถ้าเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงการส่งหลายข้อความติดๆ กัน เพราะอาจทำให้ผู้รับรู้สึกรำคาญและเสียสมาธิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแชทกลุ่ม การส่งข้อความเยอะๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้ผู้ร่วมบทสนทนาคนอื่นสับสนและตามบทสนทนาไม่ทัน ผู้ใช้งานทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าการรัวข้อความติดๆ กันนั้น เสียมารยาท (เช่น การตอบเพียงหนึ่งข้อความ ด้วยแชทมากกว่า 10 ข้อความขึ้นไป)

4.)   แคร์สักนิดก่อนคิดแชร์

การขออนุญาตเจ้าของข้อความเสมอก่อนจะส่งต่อข้อความ รูปภาพหรือเอกสารใดๆ ให้กับคนอื่นๆ และควรเป็นกติกาเช่นเดียวกันกับการแชทแบบกลุ่ม เลี่ยงที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของคนอื่น เช่น ถามเพื่อนอย่างเปิดเผยถึงวีรกรรมเมื่อไปเดทล่าสุด ซึ่งอาจทำให้เพื่อนรู้สึกว่าโดนแฉและอับอายได้ รวมทั้งการส่งต่อข้อความส่วนตัวที่คุยกันของเพื่อนไปให้คนอื่นนั้นเป็นการเสียมารยาทอย่างมากนะคะ

5.)  ต้องรู้ว่ากำลังแชทอยู่กับใคร

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อได้รับคำเชิญเข้าแชทกลุ่มคือเช็คดูว่ามีใครอยู่ในกลุ่มแชทนั้นบ้าง เพื่อที่คุณจะได้ทราบว่ากลุ่มนี้สนใจบทสนทนาในเรื่องใด หลีกเลี่ยงการเล่นมุกเฉพาะกลุ่มหรือพูดถึงเรื่องที่คนอื่นไม่เข้าใจ และควรส่งข้อความที่มีความเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่อยู่เสมอ หากต้องการพูดคุยกับใครสักคน ควรแชทแยกออกไป ผู้ใช้งานทั่วโลกชอบให้แชทกลุ่มมีสมาชิกน้อยกว่า 6 คน

6.) อย่าปล่อยให้เขารอเก้อ

หากว่าเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มแชทของคุณส่งข้อความมาแต่ไม่มีใครตอบ อย่าปล่อยให้พวกเขารอเก้อ ตอบกลับ อาจเพียงแค่ตอบแบบง่ายๆ อย่างการกด ‘ถูกใจ’ ข้อความของพวกเขา หรือบอกว่าคุณไม่รู้คำตอบก็ได้ การทำเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นผู้อื่นให้ตอบกลับเช่นกัน แต่หากคุณเป็นคนที่ถูกปล่อยให้รอเก้อเองก็อย่าไปถือสา รอให้เวลาผ่านไป 24 ชั่วโมงก่อนแล้วค่อยติดตามการสนทนาโดยทักด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า “แค่อยากรู้ว่าเป็นยังไงบ้างนะ…”

ผู้ใช้งานส่วนใหญ่รู้สึกไม่พอใจเป็นที่สุด เมื่อไม่มีใครตอบคำถามหรือตอบรับความคิดเห็นของพวกเขา และสิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่พอใจในลำดับถัดมาคือเมื่อมีคนเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้เห็นกันทั้งกลุ่ม

7.)  ตอบกลับให้ฉับไว

การตอบกลับข้อความในทันทีเป็นวิธีที่สุภาพ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด หากคุณกำลังยุ่งและรู้ว่าข้อความนั้นไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วน คุณสามารถเก็บข้อความนั้นไว้โดยไม่เปิดอ่านจนกว่าคุณจะมีเวลาว่างตอบกลับ อีกทางเลือกคือเปิดการแจ้งเตือนแบบพุช (push) ที่ช่วยให้อ่านข้อความได้ก่อน โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าคุณอ่านแล้ว ซึ่งช่วยให้คุณสามารถตอบกลับในเวลาที่สะดวกได้

8.)  เลิกนิสัยชอบเท

หมดความสนใจในบทสนทนานี้แล้วใช่ไหม แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่าตัดขาดการติดต่อทั้งหมดไปอย่างห้วนๆ การเพิกเฉยข้อความของผู้อื่นมักนำไปสู่การเท และยังสร้างความรู้สึกกระวนกระวายและความไม่แน่ใจให้อีกฝ่าย หากคุณต้องการยุติการปฏิสัมพันธ์ ให้ทำอย่างเปิดเผยและนุ่มนวล ด้วยการอธิบายที่กระชับและสุภาพ หากคุณกำลังคบหาหรือรู้จักอีกฝ่ายมาสักพักแล้ว ควรโทรศัพท์ไปหาเขาหรือบอกเขาต่อหน้าเมื่อพบกัน

9.)  ฝึกลาให้ถูกธรรมเนียม

เบื่อใช่ไหมกับการส่งรูปอาหารในแชทครอบครัวที่ไม่เคยหยุดหย่อน ไม่อยากเห็นอัพเดทการเตรียมงานแต่งงานรายวันในกลุ่ม “เพื่อนเจ้าสาว” แล้วใช่ไหม แต่ก่อนจะออกจากกลุ่มใด ต้องวางแผนให้ดี อธิบายเหตุผลสั้นๆ ให้ใกล้เคียงกับความจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น คุณต้องเร่งทำงานให้ทันกำหนดส่งเลยต้องพักจากมือถือสักหน่อย จากนั้นก็ออกจากกลุ่มไปเลย โดยไม่จำเป็นต้องรอคำตอบ แต่หากคุณคิดว่าการออกจากแชทเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินไป ก็แนะนำให้ “ปิดการแจ้งเตือน” การสนทนาแทน

10). ทิ้งท้ายอย่างมีสไตล์

อย่าประเมินค่าของการกล่าวอำลาต่ำไปเด็ดขาด เราอาจจะชอบหยอกล้อกลุ่มคนยุคเบบี้บูมเมอร์กับการทิ้งท้ายทุกข้อความด้วยการพิมพ์ว่า “รักนะ จากพ่อ” แต่ที่จริงแล้ว การที่คุณหายไปจากบทสนทนาเฉยๆ อาจสร้างความสับสนให้กับอีกฝ่าย หากคุณจะเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่น ที่ดีที่สุดคือแจ้งให้อีกฝ่ายทราบ แค่บอกว่า “เดี๋ยวมานะ” ก็ยังดี

ผู้ใช้งานที่มีอายุระหว่าง 45-64 ปี ทิ้งท้ายการสนทนาผ่านข้อความเสมอ ในขณะที่มีเพียงหนึ่งในสามของผู้คนอายุ 18-24 ปีเท่านั้นที่รู้สึกว่าต้องกล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/chat-in-facebook

ลือ Google จ่อเปิดตัว Online Banking ในปี 2020! หวังลุยตลาดการเงินตาม Apple – Facebook

ในขณะที่บรรดา Tech Giants ชั้นนำอย่าง Facebook กับ Apple นั้นได้นำร่องไปก่อนแล้วกับการตบเท้าก้าวเข้าสู่โลกของแพลตฟอร์มให้บริการทางการเงินในปีนี้ ล่าสุดมีข่าวลือว่าทาง Google เองก็น่ากลัวว่าจะตกรถไฟ กำลังเร่งดีลพาร์ทเนอร์ธนาคารรายใหญ่นำโดย Citibank เพื่อหวังเปิดตัวบริการ บัญชีธนาคารแบบออนไลน์หวัง Disrupt ธุรกิจสถาบันการเงินกับเขาด้วยอีกราย

โปรเจค “Cache” ให้บริการบัญชีธนาคาร ร่วมมือกับ Citibank เปิดตัวปีหน้า

จากรายงานของหลายฝ่ายที่ตรงกัน ทั้งสำนักข่าวชื่อดังอย่าง Forbes และ The Wall Street Journal ต่างเผยว่า Google ซุ่มพัฒนาโครงการลับ ๆ ที่เป็นบริการทางการเงินที่มี codename ว่า “Cache” จนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในที่สุดพร้อมเปิดให้บริการแล้วในปี 2020 ที่จะถึงนี้เลย โดยจะไม่ใช่การตั้งตัวเป็นสถาบันการเงินโดยตรง แต่จะให้บริการผ่านโครงสร้างของระบบและข้อบังคับของสถาบันดั้งเดิม อย่างเช่น Citigroup (Citibank) ตามข่าวลือที่จะมีสถานะเป็น Official Partner รายแรกในการให้บริการ

โดย Google จะอาศัยโครงสร้างและระเบียบข้อบังคับการให้บริการทางการเงินที่ไม่ต้องสุ่มเสี่ยงต่อการถูกต่อต้านทั้งจากฝ่ายการเมืองและในด้านกฎหมาย ซึ่งคาดว่าในขั้นตอนการศึกษาของโปรเจคน่าจะได้เห็นผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แล้วจากทั้ง Apple และ Facebook 😆 ที่ล้วนแล้วแต่กำลังประสบปัญหาพวกนี้กันทั้งนั้น ซึ่งวิธีการของ Google คือจะหาพาร์ทเนอร์ที่เป็นสถาบันการเงินอื่นอีกนอกจาก Citibank เพื่อทยอยขยายขอบเขตการให้บริการซึ่ง Google น่าจะมีสถานะเป็นเพียงเจ้าของแบรนด์เท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้จะเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมของธนาคารต่าง ๆ ที่มีกันอยู่แล้ว

ในส่วนรายละเอียดการให้บริการนั้น ถ้าโปรเจคนี้ได้เกิดขึ้นจริงน่าจะทยอยเปิดเผยออกมา แต่สิ่งที่แน่นอนอย่างนึงเลยคือ บริการใหม่ที่ว่านี้จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยกระดับให้กับแพลตฟอร์ม e-Wallet อย่าง Google Pay ที่ปัจจุบันกำลังจะมีผู้ใช้งานทั่วโลกครบ 100 ล้านบัญชีแล้ว และจะทำให้ประสบการณ์การใช้บริการทางการเงินบนโลกออนไลน์นั้นลื่นไหลยิ่งขึ้นนั่นเอง

ธุรกิจสถาบันการเงินในโลกยุคดิจิทัลที่ผู้เล่นระดับ Tech Giants จ้องจะลงสังเวียน อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

บรรดาบริษัทเทคยักษ์ใหญ่จากย่าน Silicon Valley ในรัฐ California ของสหรัฐ ฯ นั้นถูกมองว่าหากเข้าสู่อุตสาหกรรมหรือธุรกิจทางการเงินได้จริง จะสามารถผันตัวเองเป็นผู้เล่นระดับ Heavyweight ได้แทบจะทันที เพราะบริษัทเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมายิ่งใหญ่ได้ก็เพราะนวัตกรรมทางเทคโนโลยีดิจิทัลล้วน ๆ หรือมีคำนิยามทื่ถูกเรียกกันอย่างติดปากว่าเป็น “Data-driven Business” ซึ่งฝั่งธนาคารหรือสถาบันการเงินดั้งเดิมนั้นต้องปรับตัวกันเสียยกใหญ่อย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

อันที่จริงนอกจากข่าวลือของ Google แล้วยังมีอีกชื่อที่ถูกกล่าวถึงด้วยคือยักษ์ใหญ่แห่งโลก E-commerce อย่าง Amazon นั้นก็มีข่าวว่ากำลังศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจการเงินอยู่เช่นกัน ซึ่งการที่เหล่า Tech Giants จะเข้าสู่แวดวงการเงินได้นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหากมองจากตัวอย่างของ Facebook ที่กำลังเผชิญปัญหารอบด้านในการผลักดัน Libra ที่วุ่นวายถึงขนาดพาร์ทเนอร์รายใหญ่ทยอยกันถอนตัว หรือแม้แต่ Apple เองที่ก็กำลังมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งกับพาร์ทเนอร์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจบัตรเครดิตของพวกเขาอย่าง Goldman Sachs

แน่นอนว่าหาก Google จะเข้าร่วมสังเวียนธุรกิจการเงินด้วยจริง ๆ นั้นคงไม่พ้นต้องถูกเรียกไปชี้แจงเช่นเดียวกับ Facebook และ Apple ที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ด้วย เพราะรัฐบาลสหรัฐนั้นดูจะเป็นกังวลมากกับความพยายาม Disrupt โลกการเงินของยักษ์ใหญ่สายเทค ฯ เหล่านี้ เพราะจะเท่ากับเป็นการ Disrupt ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐ ฯ ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการเงินโลกมาโดยตลอดด้วยโดยตรงเลย แถมยังมีเรื่อง Data Privacy ที่หากธุรกิจซึ่งถือครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคไปแล้วรวม ๆ กันก็น่าจะค่อนโลกนั้น หากใช้ประโยชน์ผิดรูปแบบแล้วล่ะก็ สุ่มเสี่ยงทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิและประเด็นการผูกขาดทางการค้าได้อีกด้วย

Tech Giants ฝั่งสหรัฐ ฯ ทั้ง 4 อย่าง Amazon | Apple | Facebook | Google ที่กำลังเป็นข่าวเรื่องการเข้าสู่ธุรกิจการเงินในขณะนี้นั้น ถูกสำรวจความน่าเชื่อถือเอาไว้โดยบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจอย่าง McKinsey & Co. เผยว่า ผู้บริโภคประเมินความน่าเชื่อของบริษัทเทค ฯ เหล่านี้หากต้องใช้บริการด้านการเงินให้ Amazon มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดอยู่ที่ 65% ส่วน Google กับ Apple นั้นน้อยลงมาอยู่ที่ 58% และ 56% ตามลำดับ ส่วน Facebook นั้นแย่หน่อยอยู่ที่ 35% เท่านั้น ซึ่งดูจะสอดคล้องกับข่าวฉาวทั้งหลายตามหน้าสื่อชนิดรายวันอย่างที่เราทราบกันดีนั่นเอง

 

อ้างอิง: Forbes | The Wall Street Journal (Subscription)

from:https://droidsans.com/google-rumored-to-join-fintech-business-with-offering-bank-accounts/

Facebook ย้ายเครื่องมือเขียนโค้ด จาก Nuclide IDE ของตัวเอง มาเป็น VS Code แล้ว

Facebook เขียนบล็อกเล่าว่าเปลี่ยนเครื่องมือสำหรับเขียนโค้ด (IDE) จากเดิมที่ใช้ Nuclide ซึ่งเป็น IDE ของตัวเองที่พัฒนาขึ้นบน Atom มาเป็น Visual Studio Code แทนแล้ว

Facebook ระบุว่าหยุดพัฒนา Nuclide เวอร์ชันโอเพนซอร์ส ในปี 2018 แต่ยังใช้งานในบริษัทอยู่ แต่พอมาถึงปลายปี 2018 ก็ตัดสินใจย้ายมาใช้ Visual Studio Code แทน ด้วยเหตุผลว่าเป็น IDE ที่ได้รับความนิยมสูง ทำงานได้ข้ามแพลตฟอร์ม ได้รับการพัฒนาจากไมโครซอฟท์อย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าอยู่ต่อได้ในระยะยาว และมี API ที่ดีในการสร้างส่วนขยาย (หมายเหตุ: VS Code พัฒนามาจาก Electron ซึ่งเป็นแกนของ Atom อีกที)

Facebook ยังประกาศว่าจะช่วยพัฒนาส่วนขยาย Remote Development เพราะเป็นสิ่งที่บริษัทต้องใช้งานอย่างมาก การเข้าไปช่วยไมโครซอฟท์ทำส่วนขยายนี้เพื่อให้ Facebook เองย้ายมาใช้ Visual Studio Code อย่างราบรื่น แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ด้วย จึงเลือกเข้ามาช่วยทำผ่านกระบวนการโอเพนซอร์สโดยตรง แทนการสร้างส่วนขยายเวอร์ชันที่ใช้ภายในบริษัท

นอกจากนี้ ทีมงานของ Facebook ยังสร้างส่วนขยายอื่นๆ สำหรับ VS Code อยู่แล้ว เช่น การรองรับภาษา Flow และการทำงานร่วมกับ Mercurial ซึ่งเป็นระบบจัดการซอร์สโค้ดที่ Facebook ใช้งาน

No Description

ที่มา – Facebook for Developers

from:https://www.blognone.com/node/113257

เฟซบุ๊กทดสอบแอพใหม่ Whale ให้ผู้ใช้สร้างมีมเองได้

เฟซบุ๊กมีความพยายามจะจับตลาดวัยรุ่นด้วยมีม ล่าสุดทดได้สอบแอพพลิเคชั่นใหม่ Whale ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างมีมด้วยตัวเองได้

การทำงานของ Whale คล้ายกับการทำงานของแอพแต่งรูป ใช้รูปจากสต็อกมาตกแต่งเป็นมีม ครอปภาพ ใส่ฟิลเตอร์ สติกเกอร์ และอีโมจิได้ และสามารถแชร์ภาพที่ทำเสร็จหรือมีมนั้นไปยังโซเชียล และ thread การสนทนาได้โดยตรงจากในแอพ Whale เลย

เว็บไซต์ The Information ไปเจอว่ามีแอพสร้างมีมใหม่ให้ดาวน์โหลดใน App Store แคนาดา สร้างโดย New Product Experimentation ซึ่งเป็นทีมในเฟซบุ๊ก ซึ่งจากหน้าจอแอพจะเห็นว่าผู้ใช้สามารถนำภาพที่เป็นมีมไวรัลอยู่แล้ว มาสร้างเป็นมีมใหม่ เช่นนำรูป Drake นักร้องมาใส่หัวแมว เป็นต้น

No Description

ที่มา – The Information

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/113252

Facebook ลอกเลียนแบบ Instagram ด้วยฟีเจอร์ Popular Photos ที่กำลังทดสอบอยู่ในตอนนี้

Instagram ตกเป็นของ Facebook ตั้งแต่ปี 2012 และตอนนี้กำลังจะถูก Facebook นำจุดเด่นหลักไปใช้กับแอพพลิเคชั่นของตัวเอง โดยแหล่งข่าวพบว่า Facebook กำลังทดสอบฟีเจอร์ Popular Photos ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานเหมือนกำลังดูฟีดของ Instagram แต่อยู่ใน Facebook

ฟีเจอร์ Popular Photos ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นการแสดงผลรูปภาพเป็นพิเศษ โดยจะตัด Link การอัพเดทสถานะ และฟีเจอร์อื่นๆ ออกไป เพื่อเน้นแสดงรูปภาพในมุมมองสบายตา และเลื่อนดูรูปภาพได้ไม่มีสิ้นสุด

Popular Photos จะถูกเปิดขึ้นจากการแตะบนรูปภาพที่พบบน News Feed หรือโปรไฟล์ สามารถเปิดดูภาพแบบเต็มหน้าจอบนพื้นหลังสีดำ ส่วนคำอธิบายภาพจะถูกจำกัดไว้ที่ 65 ตัวอักษร ส่วนล่างจะมีปุ่ม See More Photos เพื่อเข้าชมรูปภาพทั้งหมด ที่ถูกตั้งค่าเป็นสาธารณะ หรือ แชร์กับเพื่อนเท่านั้น

Facebook ยอมรับกับแหล่งข่าวว่า ได้เริ่มทดสอบฟีเจอร์ Popular Photos ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่เปิดเผยว่าจะพร้อมอัพเดทฟีเจอร์ให้กับผู้ใช้งานในช่วงเวลาใด และไม่ได้เปิดเผยถึงจุดประสงค์หลักของการนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด

ที่มา – TechCrunch

from:https://www.flashfly.net/wp/275125

รายงานพิเศษ NBC : ความพยายามของเฟซบุ๊กในการรับมือภาพโป๊แบล็กเมล์

การโพสต์รูปโป๊เพื่อกลั่นแกล้ง หรือแก้แค้น (revenge porn) เป็นการคุกคามอีกรูปแบบหนึ่งที่โซเชียลมีเดียต้องรับมือ สำนักข่าว NBC ทำรายงานพิเศษ สัมภาษณ์ทีมงานเฟซบุ๊ก เจาะลึกวิธีที่เฟซบุ๊กใช้จัดการกับคอนเทนต์เหล่านี้

No Description
ภาพจาก Shutterstock

ฝึก AI ตรวจจับ ใช้ทีมคัดเนื้อหา revenge porn โดยเฉพาะ

เฟซบุ๊กมีทีมทำงานเฉพาะคอนเทนต์ revenge porn โดยเฉพาะ 25 คน แยกออกมาจากคนคัดกรองเนื้อหาที่ทำงานกันตามปกติ และนอกเหนือจากการใช้ machine learning ตรวจจับภาพโป๊ ทีมงานเหล่านี้จะช่วยดูภาพที่ถูกรายงานเข้ามา และทำให้แน่ใจว่าภาพจะถูกนำออก และไม่ถูกแชร์ต่อ ซึ่งต้องจัดการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากภาพ revenge porn จะส่งผลกระทบต่อเหยื่อมากกว่าจะถูกโพสต์ที่อื่น เพราะบนเฟซบุ๊กเต็มไปด้วยคนรู้จักทั้งเพื่อน ครอบครัว คนในที่ทำงาน

ย้อนกลับไปในปี 2017 เฟซบุ๊กเริ่มโครงการรับมือ revenge porn ในออสเตรเลีย หาอาสาสมัครในการส่งรูปโป๊รูปแอบถ่าย เข้ามาก่อนเลย เพื่อที่ระบบจะได้บล็อกการแชร์รูปภาพเหล่านี้ในภายหลัง แน่นอนว่าตอนนั้นมีหลายกระแส และมีความกังวลว่าเฟซบุ๊กทำถูกต้องแล้วหรือ อีกทั้งสื่อก็พาดหัวกันสนุกสนาน แต่ก็มีคนเห็นด้วยกับโครงการที่เฟซบุ๊กเริ่มทำโดยเฉพาะเหยื่อ revenge porn บางราย

Danielle Citron รองประธาน Cyber Civil Rights Initiative บอกว่า มันเป็นการทำให้แน่ใจว่ารูปของเหยื่อจะไม่ได้รับการรีโพสต์หรือแชร์ใหม่อีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่เหยื่อสามารถจัดการกับรูปภาพหลุดของตัวเองได้บ้าง Citron ยังรู้สึกผิดหวังกับสื่อที่เล่นข่าวนี้ และผิดหวังที่คนโจมตีเฟซบุ๊กเรื่องนี้ซึ่งไมยุติธรรมเท่าไรนัก

No Description
ภาพจาก เฟซบุ๊ก

ความพยายามของเฟซบุ๊กยังไม่ต่างกับเล่นเกมทุบตัวตุ่น

ในปี 2018 เฟซบุ๊กทำวิจัยเรื่อง revenge porn เพิ่มเติม โดยสัมภาษณ์เหยื่อในหลายประเทศทั้งเหยื่อผู้หญิงและผู้ชาย ทำให้เฟซบุ๊กเจอความท้าทายเพิ่มขึ้น คือ ภาพที่โพสต์เพื่อกลั่นแกล้ง แก้แค้นกัน ไม่จำเป็นต้องโป๊มาก เช่นในวัฒนธรรมอินเดีย ภาพผู้หญิงถ่ายคู่กับผู้ชายข้างสระน้ำ ใส่เสื้อผ้าครบ ก็เป็นเรื่องไม่สมควรแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ กลุ่มเหยื่อยังฟีดแบคกลับไปยังเฟซบุ๊กด้วยว่าช่องทางรายงานรูปภาพยังซับซ้อนเกินไป และเวลาที่คนแชร์รูปภาพของเหยื่อก็มักแชร์กันในแชท ทำให้เหยื่อมองไม่เห็นและไม่สามารถรายงานรูปภาพได้อยู่ดี

เฟซบุ๊กจึงต้องฝึก AI ให้รับรู้ภาพทำนองนี้ได้ ซึ่งยังถือเป็นเรื่องยาก แต่จะพยายามรับรู้ภาพที่มีอีโมจิยิ้ม หัวเราะ และแคปชั่นทำนองว่า ดูนี่สิ เข้ามา เพราะมันมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นภาพ revenge porn

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เฟซบุ๊กทำมาตลอด อาจยังไม่ต่างจากเกมทุบตัวตุ่น ยังมีฟีดแบคจากเหยื่อว่ารูปของเธอยังอยู่บนเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะในแชท และใน Facebook Groups และใน Instagram ก็ใช้เวลานานกว่าระบบจะลบรูปออก นอกจากนี้เฟซบุ๊กเองก็ยัไม่มีช่องทางและภาษาที่ใช้ระบุ revenge porn อย่างตรงไปตรงมา ทำได้เต็มที่ก็ระบุว่าเป็นภาพเปลือย ซึ่งมันก็จะไม่ได้เข้าคิวแรกในการลบออก

ฟีดแบคด้านดีก็มี Revenge Porn Helpline องค์กรไม่แสวงผลกำไรช่วยเหลือเหยื่อ revenge porn ระบุว่า ในช่วงเวลา 1 ปี เฟซบุ๊กได้ลบรูปเหยื่อได้ 400 ราย ซึ่งในมุมมองเหยื่อถือเป็นการช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ ทางองค์กรมองว่าในบรรดาหลายแพลตฟอร์ม เฟซบุ๊กมีความกระตือรือร้นในการรับมือเรื่องนี้มากที่สุด

ในอนาคต เฟซบุ๊กจะเดินหน้าโครงการรับอาสาสมัครส่งรูปโป๊ หรือรูปที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อ revenge porn ในประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น อังกฤษ สหรัฐ แคนาดา ไต้หวัน ปากีสถาน รวมถึงประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา และเล็งร่วมกับบริษัทอื่นอย่างไมโครซอฟท์ ทวิตเตอร์ YouTube Snap Reddit เพื่อจัดการปัญหาด้วย

ที่มา – NBC

from:https://www.blognone.com/node/113232

Facebook – อัพเดทแอปพลิเคชันบน iPhone / iPad แก้ปัญหาเปิดกล้องตอนที่คุณไม่ได้ใช้งานเรียบร้อยแล้ว

ก่อนหน้านี้นั้นหลายๆ ท่านที่ใช้แอปพลิเคชัน Facebook บนระบบปฎิบัติการ iOS อย่างอุปกรณ์ iPhone / iPad นั้นได้พบเข้ากับปัญหาที่ตัวแอปพลิเคชัน Facebook นั้นมีปัญหาอยู่ 2 อย่างที่ถือได้ว่าเป็นปัญหาหนักก็คือการที่ตัวแอปพลิเคชัน Facebook นั้นเปิดการทำงานของตัวกล้องขึ้นมาเองโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวและอีกหนึ่งปัญหาอย่างเมื่อเปิดกล้องขึ้นมาแล้วนั้นเจ้าแอปพลิเคชัน Facebook เจ้ากรรมก็ได้ทำการบันทึกสิ่งที่มันถ่ายอยู่ตอนนั้นขึ้น Stories โดยที่ผู้ใช้ไม่ตั้งใจ

ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้นั้นทาง Facebook ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าพวกเขาได้รับรู้ปัญหาดังกล่าวและทำการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย ณ เวลานี้นั้นทาง Facebook ได้มีการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วทันใจเพราะใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถที่จะทำการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีเป็นอย่างมากเพราะหากทาง Facebook แก้ไขช้ากว่านี้นั้นก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาในส่วนของความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้จนอาจจะทำให้ถึงขั้นเกิดการฟ้องร้องกันได้

สำหรับผู้ใช้งาน iOS อยู่นั้นท่านสามารถอัพเดทแอปพลิเคชัน Facebook ที่แก้ไขแล้วผ่านทาง App Store ได้ โดยจากการทดสอบแอปพลิเคชันเวอร์ชันใหม่นั้นพบว่า Facebook มีการเปิดกล้องเองโดยที่เราไม่ได้สั่งให้เปิดแล้ว ยังไงก็อย่าลืมไปทำการอัพเดทกันนะครับก่อนที่ Facebook จะไปแอบถ่ายเอาอะไรที่คุณไม่รู้ตัวขึ้น Stories ให้เพื่อนๆ ของคุณได้งงกัน

ที่มา : theverge

from:https://notebookspec.com/facebook-updates-ios-app-to-fix-issues-that-let-the-camera-open-in-the-background/502402/