คลังเก็บป้ายกำกับ: FACEBOOK

Facebook แก้ปัญหา SDK ที่ทำให้แอพบน iOS แครช, เหตุการณ์ไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก

จากข่าว แอป iOS จำนวนมากเปิดไม่ติด คาดเกิดจาก Facebook SDK

ตอนนี้ Facebook แก้ปัญหาเรียบร้อยแล้ว โดยให้คำอธิบายสั้นๆ ว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโค้ด ทำให้แอพบางตัวที่เรียกใช้ SDK แครช ซึ่ง Facebook ค้นพบปัญหานี้อย่างรวดเร็วและแก้ไขเรียบร้อยแล้ว พร้อมขอโทษที่ทำให้เกิดความไม่สะดวกขึ้น

เว็บไซต์ The Verge รายงานว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะเคยมีการล่มลักษณะเดียวกันในวันที่ 6 พฤษภาคม 2020 มาแล้ว ทำให้เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้นักพัฒนาแอพ “ถอด” Facebook SDK ที่นิยมใช้เพื่อเก็บข้อมูลในแง่การตลาดผ่าน Facebook เพื่อไม่ให้แอพต้องพึ่งพา Facebook มากเกินไป

ที่มา – Facebook, Facebook, The Verge

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117407

วิธีแก้ Facebook บน Android เวอร์ชั่น 277 และ 278 สูบแบตไหลเป็นน้ำ

ดูเหมือนว่า แพตช์อัปเดตล่าสุดของ Facebook แอปโซเชียลมีเดียชื่อดังบน Android จะทำพิษซะแล้ว หลังผู้ใช้งาน Android เป็นจำนวนมากในหลายยี่ห้อ อาทิ Huawei, OPPO, real me และ vivo พบอาการแบตไหลเป็นน้ำ จนระบบขึ้นเตือนว่า สาเหตุเกิดจากตัวแอป Facebook มันกินแบตผิดปรกติ

Android บางยี่ห้อเจอปัญหาแบตไหลในช่วงนี้

Facebook สำหรับ Android ได้ออกอัปเดตเวอร์ชั่น 278.0.0.51.119 ไปตั้งแต่เมื่อช่วงสิ้นเดือนที่แล้ว จากนั้น ผ่านมาราว 1 สัปดาห์ ก็ได้มีผู้ใช้งาน Android ในไทยบางส่วนแจ้งว่า “มือถือของตัวเองแบตไหลอย่างผิดปรกติ” โดยในตอนแรกนั้น เป็นที่สงสัยกันว่า ปัญหามันเกิดจากตัว Facebook หรือเกิดจากตัวสมาร์ทโฟนเองกันแน่

สาเหตุเกิดจาก Facebook เวอร์ชั่นใหม่

จากการสำรวจล่าสุด พบว่า มีผู้ใช้งาน Android หลายแบรนด์เจอปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ โดยสมาร์ทโฟนรุ่นที่มีปัญหานั้น เป็นสมาร์ทโฟนจากแบรนด์จีนทั้งหมด ได้แก่ Huawei, OPPO, real me และ vivo อีกทั้งตัวระบบ Android เอง ยังมีการขึ้นแจ้งเตือน “Facebook บริโภคพลังงานอย่างผิดปรกติ” อีกด้วย ทำให้พอจะสรุปได้แล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากอัปเดตล่าสุดของ Facebook นั่นเอง

 

สูบแบตกว่าเวอร์ชั่นเก่าถึง 20%

จากการเปรียบเทียบการบริโภคแบตของ Facebook จากผู้ใช้หลายรายพบว่า ในเวอร์ชั่น 278 และ 277 ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่นี้ สูบแบตกว่าเวอร์ชั่นเก่าถึงประมาณ 20% เลยทีเดียว (บางรายเกิน 60% ก็มีครับ กินแบตหนักจริง ๆ สงสัยน้องหิว) ซึ่งแม้จะเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เที่ยงตรง เพราะไม่ได้ควบคุมปัจจัยด้าน “ระยะเวลา” ในการใช้งานแอป แต่ในเมื่อมันเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดในจำนวนมาก จึงทำให้ข้อเท็จจริงนี้มีน้ำหนักครับ

วิธีการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น

นอกจากนี้ มีผู้ใช้งานอีกหลายรายแจ้งว่า ไม่ใช่เฉพาะ Facebook เวอร์ชั่น 278.0.0.51.119 เท่านั้นที่มีปัญหา แต่ในเวอร์ชั่นที่เก่ากว่าอย่าง 277 เอง ก็มีปัญหาแบตไหลด้วยเหมือนกัน ซึ่งทางด้าน Facebook ยังไม่ได้มีการออกแพตช์แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ สำหรับแนวทางการแก้ไขในเบื้องต้น ขอแนะนำดังนี้

  • ถอนการติดตั้ง Facebook ที่ใช้อยู่ และไปใช้ Facebook ในเวอร์ชั่นที่เก่ากว่าแทน โดยแนะนำ 2 เวอร์ชั่น ดังนี้
    • Facebook เวอร์ชั่น 274.0.0.46.119 : สำหรับ Android 9.0 ขึ้นไป, สำหรับ Android 4.1 ขึ้นไป
    • Facebook เวอร์ชั่น 273.0.0.39.123 : สำหรับ Android 9.0 ขึ้นไป, สำหรับ Android 4.1 ขึ้นไป
  • ถอนการติดตั้ง Facebook ที่ใช้อยู่ และไปใช้ Facebook Lite แทน

วิธีตรวจสอบเวอร์ชั่น Facebook ที่ใช้งานอยู่

สำหรับวิธีตรวจสอบว่า Facebook ที่ตนเองใช้งานอยู่เป็นเวอร์ชันอะไร ให้เข้าไปที่ ตั้งค่า → แอป → แอปทั้งหมด → Facebook เลื่อนลงมาที่ด้านล่างสุด ก็จะเห็นหมายเลขเวอร์ชันแสดงอยู่ครับ ซึ่งเมนูของแต่ละแบรนด์อาจแตกต่างกันนิดหน่อยนะ

อย่าลืมปิด auto-update ด้วย

สำหรับใครที่เลือกวิธีแก้ปัญหาวิธีที่ 1 อย่าลืมไปตั้งค่า “ปิดการอัปเดตแอปอัตโนมัติ” ใน Play Store ด้วยล่ะ ไม่งั้น เดี๋ยวมันจะอัปเดตเอง แล้วกลายเป็นเวอร์ชันปัจจุบันที่มีปัญหาอยู่ โดยเข้าไปที่ Play Store → เมนู (ปุ่ม 3 ขีด) → การตั้งค่า → อัปเดตแอปอัตโนมัติ → อย่าอัปเดตแอปอัตโนมัติ

ทั้งนี้ นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาชั่วคราวในเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนวิธีแก้ปัญหาระยะยาว ก็มีแต่ต้องรอให้ทาง Facebook ออกอัปเดตมาแก้ไขปัญหานี้เท่านั้น ส่วนใครที่ใช้ยี่ห้ออื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วเจอปัญหา ก็มาคอมเมนต์กันได้นะครับ

from:https://droidsans.com/facebook-on-android-battery-drain/

ผลการตรวจสอบ Facebook มีปัญหาสิทธิพลเมือง, ให้ความสำคัญ Free Speech มากกว่า Hate Speech

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา Facebook ออกรายงาน Civil Rights Audit หรือผลการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอกครอบคลุมนโยบายสำคัญของ Facebook เช่น สิทธิพลเมือง, ความเป็นส่วนตัว, ความโน้มเอียงของอัลกอริทึม, Free Speech & Hate Speech

Laura W. Murphy อดีตผู้อำนวยการ ACLU และเป็นผู้นำการสืบสวนทำรายงานชิ้นนี้ร่วมกับ Megan Cacace ทนายความด้านสิทธิพลเมืองสรุปได้ว่า Facebook มีความคืบหน้าที่จะแก้ปัญหาต่างๆ เปรียบเทียบการทำงานของ Facebook กับการปีนเขาเอเวอเรสต์ แต่ก็ไม่ได้ลงทุนมากพอในการหาวิธีรับมือกับความท้าทายทางด้านสิทธิพลเมือง

เว็บไซต์ Recode สรุปประเด็นสำคัญจากรายงาน Civil Rights Audit ไว้ 5 ข้อ

No Description
ภาพจาก รายงาน Civil Rights Audit ฉบับเต็ม

Facebook ปฏิบัติต่อโพสต์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในมาตรฐานที่แตกต่างจากโพสต์ของคนอื่น

โพสต์ของทรัมป์หลายอย่างที่มีเนื้อหาส่งเสริมความรุนแรง, คุกคามประชาชนและผู้ประท้วง Black Lives Matter, เผยแพร่ข้อมูลผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยไปรษณีย์ แต่ Facebook ก็ยังยืนยันว่าเนื้อหาของทรัมป์ ไม่ละเมิดหลักเกณฑ์ของแพลตฟอร์มแต่อย่างใด

แม้ภายหลัง Facebook ออกนโยบายยอมแปะป้ายให้กับคอนเทนต์ที่มีปัญหา แต่บริษัทตั้งใจไม่ลบเพราะเป็นคอนเทนต์ที่ควรค่าแก่การเป็นข่าวให้สาธารณชนรับทราบ (newsworthy content) เท่ากับว่า Facebook ก็จะไม่ทำอะไรกับโพสต์ของทรัมป์อยู่ดี

ทางผู้ตรวจสอบระบุว่าสิ่งนี้เป็นความล้มเหลว และถือเป็นความพยายามจะยับยั้งและกดอำนาจในการโหวตเลือกตั้งของประชาชน ทำลายความเชื่อใจที่ประชาชนมีต่อ Facebook และเปิดทางให้นักการเมืองคนอื่นดำเนินพฤติกรรมตามรอยทรัมป์

No Description

Facebook ให้คุณค่า Free Speech เหนือกว่าความเสมอภาค

ผู้ตรวจสอบบอกว่า การที่ Facebook ให้ความสำคัญกับ Free Speech เหนือสิ่งอื่นใดนั้นมีราคาต้องจ่าย เพราะแนวคิดนี้ ทำให้ Facebook มองว่าไม่ควรเซนเซอร์คำพูดนักการเมืองเพราะประชาชนมีสิทธิจะรู้

แต่ปัญหาคือมันเปิดโอกาสให้นักการเมืองแพร่ข้อมูลผิดแค่ไหนก็ได้ ให้สิทธิ์การแสดงออกแก่นักการเมืองเหนือกว่าเสียงของประชาชนทั่วไป นำไปสู่การทำลายสิทธิพลเมือง และทำลายคุณค่าที่ Facebook ยึดถือเอง

Facebook ยังต้องต่อสู้อีกมากในการจัดการ Hate Speech

Facebook ยังคงมีปัญหา Hate Speech คาราคาซัง โดยเฉพาะเนื้อหาแสดงความเกลียดชังจากกลุ่มนิยมคนขาวสุดโต่ง แม้ Facebook จะแสดงออกถึงความพยายามแก้ปัญหา เช่น จ้างคนมาคัดกรอง ลงทุนเทคโนโลยีตรวจจับ แต่ทางผู้ตรวจสอบชี้ว่า เนื้อหาเกลียดชัง ยังคงอยู่บนแพลตฟอร์มอย่างที่ควรจะเป็น

COVID-19 ทำให้รู้ว่า Facebook มีศักยภาพจัดการเนื้อหาอันตรายได้ถ้าตั้งใจทำ

Facebook มีความกระตือรือร้นในการจัดการข้อมูลปลอมเกี่ยวกับโรคระบาดได้ดี มีการตอบสนองอย่างทันท่วงที ออกฟีเจอร์ให้ข้อมูลโรคระบาดที่ถูกต้องได้ แม้สถานการณ์โรคระบาดจะวิกฤตและมีความซับซ้อนมากก็ตาม

Facebook ควรแต่งตั้งผู้บริหารสิทธิพลเมือง มาร่วมตัดสินใจและกำหนดนโยบาย

Facebook โดนกดดันให้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงที่เชี่ยวชาญด้านสิทธิพลเมืองโดยเฉพาะ แต่ในรายงานนี้ระบุว่าลำพังแต่งตั้งนั้นไม่พอ Facebook ต้องให้อำนาจเขาคนนั้นในการกำหนดนโยบายและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าเนื้อหาแบบไหนบนแลพตฟอร์มที่ละเมิดสิทธิพลเมือง

สืบเนื่องจากโพสต์ของทรัมป์ และการตัดสินใจว่าลบหรือไม่ลบ มีคนเพียงหยิบมือใน Facebook ที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และมีเพียงคนเดียวที่เป็นคนดำ

No Description

รายงาน Civil Rights Audit มีความยาว 89 หน้า ใช้เวลาในการจัดทำสืบสวนและรวมรวมข้อมูล 2 ปี และ Facebook ก็นำมาเผยแพร่ในช่วงที่สังคมและแบรนด์สินค้าร่วมกันบอยคอต ไม่จ่ายเงินลงโฆษณาด้านแกนนำบอยคอตยังได้พูดคุยกับทีมผู้บริหาร Facebook แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่า Facebook จะแก้ปัญหา Hate Speech จริงจัง

ในรายงาน Civil Rights Audit ระบุความคืบหน้าของ Facebook หลายอย่าง เช่น หารให้คำมั่นสัญญาจะจ้างผู้บริหารที่เชี่ยวชาญสิทธิพลเมือง, ลงทุนเพิ่มความหลากหลายในองค์กร, มีการออกแบบนโยบายป้องกันการแทรกแซงเลือกตั้งจากต่างประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด, ลงทุนในทีมงานเฉพาะด้านในการพัฒนา AI อย่างมีจริยธรรมลดความโน้มเอียง เป็นต้น

ที่มา – Recode

from:https://www.blognone.com/node/117403

Facebook โดนกลุ่มคว่ำบาตรวิจารณ์ ยังคงล้มเหลวในการแก้ปัญหา Hate Speech

จนถึงตอนนี้ Facebook ถูกบอยคอตจากแบรนด์สินค้าร่วม 900 แบรนด์ แล้ว จากปัญหา Hate Speech โดยชนวนสำคัญมาจากท่าทีของ Facebook ที่นิ่งเฉยต่อโพสต์สนับสนุนความรุนแรงและคุกคามประชาชนของ โดนัลด์ ทรัมป์

ผู้มีบทบาทสำคัญในการชักชวนแบรนด์ให้บอยคอตคือกลุ่มสิทธิพลเมือง เช่น NAACP, Anti-Defamation League รวมตัวกันสร้างแคมเปญ #StopHateForProfit ล่าสุดผู้บริหารระดับสูงของ Facebook อย่าง มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก, Sheryl Sandberg (COO), Chris Cox (CPO), Nick Clegg (รองประธานฝ่ายการสื่อสาร) ก็ได้เข้าพูดคุยกับกลุ่มผู้สร้างแคมเปญแล้วผ่านการประชุมออนไลน์

ทางกลุ่มสิทธิพลเมืองแถลงการณ์ความคืบหน้าการพูดคุยว่ายังคงผิดหวังต่อท่าทีของ Facebook และยังคงไม่ได้รับความมั่นใจว่า Facebook จะแก้ปัญหาและทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มสิทธิฯ และจากการประชุมนี้ ไม่มีอะไรนอกเหนือจากการแสดงออกในเชิงประชาสัมพันธ์

No Description
(Photo by Alex Wong/Getty Images)

ข้อเรียกร้องสำคัญของกลุมสิทธิฯ เช่น ว่าจ้างผู้บริหารระดับสูงที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสิทธิพลเมืองเพื่อมาประเมินนโยบายด้านการเลือกปฏิบัติ, อคติและความเกลียดชัง รวมถึงมีการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระภายนอกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่ง Facebook ก็บอกว่ามีแผนการจัดการเรื่องนี้แล้ว แต่ยังไม่มีเอกสารใดๆ ออกมาแน่ชัด

กลุ่มสิทธิฯ อ้างอิงข้อมูลจากสหประชาชาติด้วยว่า Facebook มีบทบาทสำคัญในการสร้างคามเกลียดชังต่อชาวโรฮิงญา มีการซื้อโฆษณาที่สนับสนุนการลดทอนความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัย, คนผิวสี และทิ้งท้ายการแถลงการณ์ว่า การบอยคอต Facebook จะยังมีอยู่ต่อไป จนกว่า Facebook จะสามารถตอบสนองข้อเรียกร้องอย่างจริงจัง

No Description

เป็นเวลาร่วมเดือนแล้ว ที่ Facebook เจอแรงกดดันจากสังคมมหาศาล โดยมีต้นเหตุสำคัญจากโพสต์ของทรัมป์ ซึ่งทวิตเตอร์ได้ติดป้ายกำกับว่าโพสต์นั้นมีความรุนแรง แต่ Facebook กลับนิ่งเฉย ส่งผลให้พนักงานรวมตัวกันประท้วงออนไลน์ นำมาสู่การบอยคอตของแบรนด์สินค้า ระงับการใช้เงินซื้อพื้นที่โฆษณาใน Facebook จนFacebook ต้องออกมาแถลงการณ์ว่า บริษัทไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยจากความเกลียดชัง

ที่มา – NYT, Free Press

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117356

เฟซบุ๊กประกาศเลื่อนการเร่ิมงานของ Oversight Board ไปเป็นช่วงปลายปี

เฟซบุ๊กประกาศแผนการตั้ง Oversight Board ขึ้นมาเพื่อคานอำนาจกับเฟซบุ๊กในแง่ของการกำหนดเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียมาตั้งแต่ปี 2019 ก่อนจะประกาศสมาชิกบอร์ด 20 คนแรก เมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยมีกำหนดเริ่มงานเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตามล่าสุด Oversight Board ประกาศว่าจำเป็นต้องเลื่อนการเริ่มงานออกไปจนถึงช่วงราวสิ้นสุดฤดูใบไม้ร่วง (ราวเดือนพฤศจิกายน) โดยไม่ได้ระบุเหตุผล

ปัญหาคือ Oversight Board จะเริ่มงานหลังผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐไปแล้ว (ต้นพฤศจิกายน) ซึ่งเป็นช่วงที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าบอร์ดจะเข้ามาช่วยเฟซบุ๊กดูแลเรื่องคอนเทนท์โฆษณาการเมือง หลังเฟซบุ๊กมีปัญหาเรื่องนี้ในการเลือกตั้งปี 2016 ที่ผ่านมา

ที่มา – @oversightboard

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117351

Facebook Ads เทรนด์การตลาดมาแรง กู้ภัย Covid-19

เมื่อ Google กลายเป็นตัวชี้ชัดค่าความนิยมของเว็บไซต์ การทำ SEO จึงถือเป็นเงาตามตัวของวงการ Digital Marketing เลยก็ว่าได้ ยิ่งตามเทรนด์กระชั้นชิดเท่าไหร่ เว็บไซต์ของคุณก็ยิ่งเป็นที่รู้จักด้วยผลการค้นหาติดหน้าแรกบน Google มากเท่านั้น แม้กระแส Social Media ในไทยจะมาแรง แต่ร้อยทั้งร้อยเมื่อมีคำถาม คำตอบที่ได้ก็มักจะมาจากการค้นหาผ่าน Google เป็นด่านแรก ก่อนที่จะแสดงผลลัพธ์ซึ่งอาจเป็นเว็บไซต์ หรือการโพสบนโลกโซเชียลที่มีคีย์เวิร์ดตรงกับการค้นหา ด้วยเหตุนี้ SEO จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่แม้ทั่วโลกจะโดนวิกฤต Covid-19 โจมตี แต่การค้นหาบน Google ไม่มีวันหยุด หากเหล่าเจ้าของธุรกิจไม่อยากปิดฉากธุรกิจของตนเองลง ยังไงก็ต้องสำรองทุนเพื่อทำ SEO หรือ Digital Marketing สายอื่น ๆ เอาไว้บ้าง

กระตุ้นให้ iPrice Group บริษัทอีคอมเมิร์ซเปรียบเทียบราคาสินค้าออนไลน์แบบครบวงจรที่มีแพลตฟอร์มกว่า 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จับมือกับ Team Digital (บริษัท ทีมดิจิทัล จำกัด) สถาบันจัดอบรม สัมนาการตลาดออนไลน์ เผยเทรนด์ Digital Marketing ฝ่าวิกฤต Covid -19 จับตลาด New Normal ให้อยู่หมัด ซึ่งก็เป็นไปตามคาดว่าความสนใจในตัว Facebook Ads ของคนไทยดูจะมีมากกว่าการตลาดออนไลน์ประเภทอื่น โดยมีผู้เข้าอบรม 22.81% แบ่งเป็นนามบริษัท 38% และในนามบุคคล 62%

5 อันดับคอร์สการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด

จากข้อมูลของ Team Digital พบว่า นอกจากคอร์ส Facebook Ads แล้ว คนไทยยังสนใจคอร์สการตลาดออนไลน์อื่น ๆ เพิ่มเติม โดยมี 5 อันดับคอร์สที่ได้รับความนิยมสูงสุดดังนี้

  • Facebook Ads มีผู้สนใจเลือกเรียนสูงถึง 22.81% ในจำนวนคอร์สทั้งหมด 9 ประเภท เพราะ Facebook เป็น Social Media ที่คนไทยเลือกใช้ในการแชร์ข้อมูล เรื่องราว รวมไปถึงการหารายได้มากที่สุด ถึงแม้ Facebook จะมีช่องทางแชทด้วย แต่ส่วนใหญ่คนไทยจะเลือกใช้งาน LINE แยกต่างหากเพื่อการแชทมากกว่า การทำ Digital Marketing ผ่านช่องทาง LINE จึงมีบทบาทที่สำคัญไม่ต่างกัน ทาง อ.วุธ สรกฤช พิชยดนัยกุล – ผู้เชี่ยวชาญและผู้สอนคอร์ส Facebook Ads & Marketing ของ Team Digital เผยว่า “เมื่อการตลาดออฟไลน์โดนมรสุม Covid-19 เล่นงาน ผู้ประกอบการจึงปรับเข้าหาการตลาดออนไลน์มากขึ้น” การยิง Facebook Ads จึงเป็นเหมือนการลงทุนเพื่อให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายเห็นผลิตภัณฑ์หรือการบริการของคุณมากที่สุด แต่การจะยิง Facebook Ads ให้คุ้มค่า ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายก็ควรต้องตามกฎระเบียบ และ Algorithm อัพเดตใหม่ ๆ และบ่อยครั้งของ Facebook ให้ทัน ด้วยเหตุนี้ ผู้สนใจเรียนทั้งในนามองค์กรและบุคคลจึงเลือกเรียนคอร์ส Facebook Ads มากที่สุด
  • SEO เป็นคอร์สที่ได้รับความนิยมรองจาก Facebook Ads มีผู้ร่วมอบรมคิดเป็น 15.35% ของคอร์สเรียนทั้งหมด สำหรับผู้ที่เคี่ยวกรำในวงการ SEO จะรู้ดีว่า การทำ SEO ไม่ใช่เพียงการเลือกคีย์เวิร์ดมาเขียนบทความหรือทำคลิป YouTube เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปรับโครงสร้างต่าง ๆ บนเว็บไซต์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ Google Bot เข้ามารวบรวมและบันทึกข้อมูลของเว็บไซต์ และมอบคะแนน SEO ให้กับเว็บไซต์มากขึ้น อันตามมาด้วยการติดหน้าแรก ๆ บน Google สอดคล้องกับคำกล่าวของ อ.ต้น จตุพล ทานาฤทัย — ผู้ก่อตั้ง (Founder) ผู้เชี่ยวชาญ และผู้สอนคอร์ส SEO ของสถาบัน Team Digital ที่ว่า “การทำ Search Marketing เพื่อกู้ภัย Covid-19 ตอนนี้ควรเน้น Organic Search Traffic จากการทำ SEO มากกว่า Paid Search Ads เพื่อประหยัดงบประมาณให้องค์กร และต้องปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้เข้าตากรรมการอย่าง Google Bot อีกด้วย” ส่งผลให้คอร์ส SEO มีผู้สนใจเรียนในนามบริษัทมากกว่าคอร์สอื่น ๆ (รองเพียง Facebook Ads) เพราะองค์กรมักต้องการวางรากฐานเพื่อผลลัพธ์ในระยะยาวมากกว่าผู้ค้ารายบุคคลที่เน้นหาเงินทุนจากจากการขายสินค้าก่อนถึงจะนำมาลงทุนกับการทำ SEO เต็มรูปแบบได้
  • Advanced Digital Marketing เป็นคอร์สสอนการวางกลยุทธ์ให้ครอบคุลมการทำการตลาดออนไลน์ ส่วนใหญ่ผู้สนใจเข้าร่วมคอร์สนี้มักมีพื้นฐานเบื้องต้นมาบ้างแล้ว แต่ต้องการทราบทฤษฎีและกลยุทธ์การวางแผนเพิ่มเติม คอร์สนี้จึงมีผู้สนใจเป็นอันดับที่สาม คิดเป็นร้อยละ 14.5 ของผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด และยังเป็นคอร์สที่มีผู้เรียนนามบริษัทมากที่สุดอีกด้วย
  • LINE OA หรือ LINE Official Account เมื่อก่อนอาจดูเหมือนง่ายหากต้องการทำการตลาดผ่าน LINE แต่เมื่อช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา LINE อัพเดตเป็น LINE OA ที่มาพร้อมฟีเจอร์มากมาย แต่ก็มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วย การที่ LINE เป็นแอพฯ ที่คนไทยเลือกใช้บริการแชทมากที่สุดทำให้ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ยังนิยมลงทุน และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตอบแทนคุ้มค่าที่สุด การตามเทรนด์ฟีเจอร์อัพเดตของ LINE OA จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
  • Shopee/Lazada แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ตีตลาดไทยได้อยู่หมัด ผู้ค้าน้อยใหญ่ล้วนพากันหารายได้จากการวางขายสินค้ากับทั้งสองแพลตฟอร์มนี้ กลายเป็นเทรนด์ค้าขายที่เข้ามาตีตลาดออนไลน์ในไทยแบบไม่ทันตั้งตัว ยิ่งในช่วงปิดประเทศป้องกัน Covid-19 ที่ทำให้ผู้ค้าออฟไลน์ขาดรายได้ แพลตฟอร์มขายสินค้าทั้งสองนี้จึงเป็นเหมือนตัวช่วยหารายได้ คอร์สนี้จึงมีผู้เข้าร่วมอบรมมากเป็นอันดับที่ 5 (10.87%)

ผู้เชี่ยวชาญการตลาดออนไลน์ชี้เทรนด์ประจำปี 2020 ฝ่าวิกฤต Covid-19

เพราะ Facebook Ads และ SEO เป็นคอร์สที่ได้รับความนิยมสูงสุด iPrice จึงได้สัมภาษณ์คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Team Digital เพื่อสอบถามเทรนด์ประจำปี 2020 เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการที่สนใจ Digital Marketing ทั้งสองรูปแบบนำไปประยุกต์ใช้งานฝ่าวิกฤต Covid-19 ไปด้วยกัน ดังนี้

 

  • เทรนด์ SEO กู้ภัย Covid-19 กับเทคนิคปรับโครงสร้างเว็บไซต์ทั้ง 11 ส่วน ให้เตะตา Google

 

อ.ต้น จตุพล ทานาฤทัย — ผู้ก่อตั้ง (Founder) ผู้เชี่ยวชาญ และผู้สอนคอร์ส SEO สถาบัน Team Digital เผยว่า เทรนด์ SEO กู้ภัย Covid-19 ตอนนี้ควรเน้นเพิ่ม Organic Search Traffic ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการเขียนบทความถือเป็นเคล็ดลับดั้งเดิมที่ยังได้ผลชะงัด แม้จะยังไม่มีตำราบอกกฎตายตัวว่าหนึ่งบทความควรมีความยาวเท่าไหร่ถึงจะดีที่สุด แต่ก็ควรทำ Research เล็ก ๆ ก่อนเขียน เช่น นำคีย์เวิร์ดหลักไปค้นหาใน Google แล้วจับเว็บไซต์ Top 10 มาหารเฉลี่ยความยาวของบทความ เป็นต้น และนอกจากใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไปใน H1 แล้ว อย่าลืมตั้งค่า H2-H6 (คล้ายกับคำถามที่พบบ่อย หรือหัวข้อย่อย) ลงไปด้วย  ในปัจจุบันการค้นหาด้วยเสียงผ่านผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง Siri หรือ Google Assistant และอื่น ๆ กำลังได้รับความนิยม (สถิติในสหรัฐอเมริกาพบมากถึง 50%) โดยการค้นหาด้วยเสียงนี้ Google จะเน้นหาผลลัพธ์จาก Featured Snippet ซึ่งเป็นข้อความสั้น ๆ บนเว็บไซต์ที่มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

นอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้างของเว็บไซต์ (On Page) กว่า 11 ส่วน ที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและผลการค้นหาในสายตา Google ได้ ดังนี้

  1. Mobile-Friendliness คือระบบเว็บไซต์ที่รองรับการแสดงผลบนมือถือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ใช้งานหน้าเว็บ (Page Experience) ที่ Google ใช้ในการจัดอันดับเว็บต่างๆ
  2. HTTPS Security (SSL) คือการเข้ารหัสความปลอดภัยข้อมูลของเว็บไซต์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ใช้งานหน้าเว็บ (Page Experience) ที่ Google ใช้ในการจัดอันดับเว็บต่างๆ
  3. Page Speed คือ ความเร็วของการโหลดหน้าเว็บ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Google ใช้ในการจัดอันดับ ได้รับความนิยมหลังจาก Google อัพเดท Algorithm ที่ชื่อว่า Mobile Speed Update ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นมา
  4. Technical SEO คือการปรับโครงสร้างทางเทคนิคของเว็บไซต์ เพื่อให้ Google Bot เข้ามาบันทึกข้อมูลในเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น
  5. Search Intent หรือ Keyword Intent คือวิธีการเขียนคอนเทนต์ตามคีย์เวิร์ดหรือความต้องการของผู้ใช้งาน Google โดยยึดหลัก SEO และใส่คอนเทนต์นั้น ๆ เข้าไปในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ (Keyword Mapping) เช่น หน้าโฮมเพจ, หน้าหมวดหมู่, หน้าสินค้า, หน้าบทความหรือ Blog และหน้าที่เสนอบริการฟรี ๆ ให้ลูกค้า เป็นต้น
  6. Core Web Vitals คือหน้าเว็บที่มอบประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ใช้ โดยมุ่งเน้นด้านการโหลด การโต้ตอบ และความเสถียรของภาพ ประกอบด้วย Largest Contentful Paint (LCP) คือการวัดประสิทธิภาพการโหลด, First Input Delay (FID) คือการวัดการโต้ตอบ และ Cumulative Layout Shift (CLS) คือการวัดความเสถียรของภาพ ซึ่ง Google จะนำเอา Core Web Vitals มาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ใช้งานหน้าเว็บ (Page Experience) ที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บต่าง ๆในปี 2021
  7. RankBrain คือ Algorithm ของ Google ที่เป็น AI โดยจะประมวลผลจากประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ (UX signals) ที่มีต่อผลการค้นหา (SERP) ของ Google การปรับเว็บไซต์และคอนเทนท์ให้เข้ากับ RankBrain เป็นสิ่งสำคัญถ้าอยากให้เว็บไซต์ติดอันดับดี ๆ เป็นเวลานาน
  8. Schema Mark Up คือการเขียนโปรแกรมหรือ Coding เข้าไปในเว็บไซต์ เพื่อให้ Google แสดงข้อมูลจากเว็บไซต์ได้มากขึ้น เช่น คะแนนรีวิว, จำนวนการรีวิว, วัน, เวลา และราคา เป็นต้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ และเพิ่มอัตราการคลิกเข้าสู่เว็บไซต์จากผลการค้นหา (SERP) ของ Google
  9. E-A-T Rating โดยย่อมาจาก E = Expertise คือความชำนาญหรือเชี่ยวชาญ, A = Authoritativeness คือการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น และ T = Trustworthiness คือความน่าเชื่อถือ E-A-T Rating จึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ สำหรับ SEO และการเพิ่ม Conversion Rate ในตอนนี้
  10. Link Building & Social Signals ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการทำ SEO ยิ่งคุณภาพของเว็บไซต์ที่สร้างลิงค์ให้มีความน่าเชื่อถือมากเท่าไหร่ Google ยิ่งจัดอันดับให้เว็บไซต์ของลิงค์ปลายทางน่าเชื่อถือมากเท่านั้น รวมถึง Backlinks จาก Social Media ด้วย
  11. Conversion Rate Optimization คือการปรับเว็บไซต์เพื่อให้เกิด Conversion เพิ่มมากขึ้น บางเว็บไซต์ติดอันดับ SEO ดี แต่รายได้ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการทำธุรกิจไม่มาก็ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ

 

  • 4 ข้อควรรู้ถ้าอยากตามเทรนด์ Facebook Ads ให้ทันคู่แข่ง

 

อ.วุธ สรกฤช พิชยดนัยกุล – ผู้เชี่ยวชาญและผู้สอนคอร์ส Facebook Ads & Marketing สถาบัน Team Digital เผยว่า ในปี 2020 นี้ ถือเป็นปีแห่งความโชคร้ายของตลาดออฟไลน์ การซื้อขายออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น Facebook Ads จึงกลายเป็นเครื่องมือที่บริษัทน้อยใหญ่ต้องลงทุนทำความรู้จักเพื่อชักนำลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเข้ามาซื้อบริการ และเหมือน Facebook จะทราบถึงความต้องการนี้ เพราะมีการประกาศปรับโครงสร้างและกฎเกณฑ์หลาย ๆ อย่างเพิ่มความยากในการทำโฆษณา ซึ่งถ้าใครไม่ตามเทรนด์ประกาศของ Facebook อาจโดนปิดกั้นการมองเห็นเสียเวลาไปฟรี ๆ แต่ 4 ข้อควรรู้เหล่านี้อาจช่วยคุณได้

  1. การซื้อสินค้าจาก Lazada & Shopee เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่การลงโฆษณาหรือยิงแอดใน Lazada & Shopee จะมีผู้ชนะเพียง 5-10 คนเท่านั้น และขึ้นอยู่กับราคาประมูลต่อคลิกด้วย ทำให้เจ้าใหญ่คว้าชัยชนะไปครอง Facebook Ads จึงกลายเป็นกำลังเสริมที่บางครั้งอาจได้ผลกว่าการลงทุนโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป้าหมายโดยตรงด้วยซ้ำ
  2. ขายผ่าน Inbox ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องใส่ใจรายละเอียดมากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะการบริการ หรือการให้ข้อมูลควรลงทุนใช้คนจริง ๆ ตอบ อย่าใช้บอทสร้างความรำคาญให้ลูกค้าเด็ดขาด แม้เรื่องราคาจะสำคัญ แต่การบริการสำคัญกว่ามาก
  3. ศึกษาข้อมูลก่อนยิง Ads เช่น อายุ, เพศ, จังหวัด, ช่วงเวลา และมือถือ เป็นต้น ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ทำให้คุณเลือกยิง Ads จับกลุ่มเป้าหมายได้อยู่หมัดกว่าเดิม
  4. CBO สำคัญ แต่ต้องใช้ให้เป็น อย่าเชื่อการจัดงบประมาณของ Facebook เพราะถึงแม้มันจะเน้นตัวที่ถูกที่สุด แต่อาจไม่ใช่ตัวที่ขายได้ ควรทำภาพและคำโฆษณาใส่เข้าไปทดสอบเยอะ ๆ ยิ่งทำร่วมกับ Conversion Pixel ยิ่งดี แล้วค่อยเพิ่มงบประมาณลงไปที่หลัง

Google’s May 2020 Core Update กับอะไรที่นักการตลาดออนไลน์ควรรู้

Core Update หรือการอัพเดตหลักของ Google เกิดขึ้นเมื่อ Google ทำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและกว้างขวางเกี่ยวกับระบบอัลกอริทึม (Algorithm) ในการจัดอันดับ และระบบค้นหาใหญ่ (Search System) ของ Google การอัปเดตเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ และนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมีประโยชน์และเชื่อถือได้มากขึ้น โดยปกติแล้วการอัพเดตหลักจะเกิดขึ้นปีละหลายครั้งและได้รับการยืนยันจาก Google เช่นเดียวกับครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งทาง Team Digital ได้สรุป 5 ไฮไลท์สำคัญม่ให้นักการตลาดออนไลน์เตรียมรับมือ ดังนี้

  1. Self -Made Links หรือลิงก์ที่สร้างเอง เช่น Sponsored, Guest Post, Niche Edits, PBN (เครือข่ายเว็บของตัวเอง) มีความสำคัญน้อยลง
  2. Google ใช้อัลกอริธึมชื่อ BERT เพื่อทำความเข้าใจว่าลิงก์ใดคือ Organic Link หรือ Link ที่ไม่มีแนวโน้มว่ามาจากการแลกเปลี่ยน หรือใช้เงินซื้อ
  3. Google ปรับเกณฑ์ในการให้คะแนน E-A-T ใหม่ โดยเฉพาะ E (Expertise) หรือความชำนาญ ให้แก่ Author หรือผู้เขียนบทความ ยกตัวอย่างเช่น การเขียนรีวิวสินค้า แทนที่จะบอกข้อมูลสินค้านั้น ๆ ที่พบเห็นในเว็บไซต์ต่าง ๆโดยทั่วไป แต่อาจมีการเพิ่มประสบการณ์ใช้งานจริงเพื่อเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือลงไปด้วย
  4. Content ที่เป็นลักษณะการวิจัยเบื้องต้น (Initial Research) อันดับจะดีขึ้นมากกว่าเดิม
  5. เว็บไซต์ประเภท ข่าว, ตัวแทนขายสินค้า (Affiliates) และเว็บที่เนื้อหาสั้นมาก ๆ (Thin Content) ส่วนใหญ่จะเป็นผู้แพ้ (Losers) ใน May 2020 Core Update ครั้งนี้

การศึกษาข้อมูล

iPrice ได้รับการสนับสนุนข้อมูลจำนวนผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนาการตลาดออนไลน์ และบทสัมภาษณ์เทรนด์การตลาดออนไลน์ต่าง ๆ เช่น SEO, Facebook Ads, LINE OA และ YouTube จากสถาบันจัดอบรมสัมนาการตลาดออนไลน์บริษัท ทีมดิจิทัล จำกัด (Team Digital)

เขียน และวิเคราะห์โดย ขนิษฐา สาสะกุล

from:https://www.9tana.com/node/facebook-ads-iprice-team-digital/

Facebook, Twitter, Telegram หยุดส่งข้อมูลตามคำขอรัฐบาลฮ่องกงหลังจีนประกาศกฎหมายความมั่นคง

เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์, และเทเลแกรม เริ่มให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ ว่าจะหยุดส่งข้อมูลตามคำขอหน่วยงานรัฐบาลฮ่องกง หลังจาก WhatsApp ที่อยู่ใต้เฟซบุ๊กได้ระบุแนวทางนี้เมื่อวานนี้

ทวิตเตอร์ระบุเหตุผลที่ต้องหยุดทำตามคำขอจากฮ่องกงว่ากฎหมายความมั่นคงของฮ่องกงนั้นเพิ่งเปิดเผยออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้บริษัทต้องใช้เวลาในการตรวจสอบผลกระทบของกฎหมาย โดยแสดงความกังวลต่อคำหลายคำในตัวกฎหมายว่ากำกวม ตลอดจนกระบวนการผ่านกฎหมายและจุดมุ่งหมายของกฎหมายเองก็น่าวิตก

เทเลแกรมระบุว่าความเป็นส่วนตัวสำคัญต่อคนฮ่องกงในช่วงเวลาเช่นนี้ และจะไม่ส่งข้อมูลผู้ใช้ให้รัฐบาลฮ่องกงจนกว่าจะมีความเห็นร่วมกันต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในฮ่องกงในระดับนานาชาติ

ที่ผ่านมาฮ่องกงนับเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันตกและจีน จากระบบกฎหมายที่ต่างจากจีนและกระบวนการเซ็นเซอร์หรือการบังคับใช้กฎหมายก็ต่างกันมาก ทำให้ผู้ให้บริการจำนวนมากมีสำนักงานหรือศูนย์ข้อมูลในฮ่องกง

ที่มา – TechCrunch, Hong Kong Free Press

ภาพจาก Shutterstock

from:https://www.blognone.com/node/117329

จัดหนัก! องค์กรธุรกิจกว่า 900 แบรนด์ร่วมต้าน Hate Speech ระงับโฆษณาบน Facebook

ถึงคราวขาลงของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียระดับโลกอีกครั้ง ขณะนี้ มีบริษัทร่วมลงชื่อบอยคอตต์ระงับโฆษณาบน Facebook มากกว่า 900 แบรนด์แล้ว จัดหนักขนาดนี้ Mark Zuckerberg จะรับมือยังไงไหว?

มากกว่า 900 แบรนด์ระงับโฆษณา แต่มาร์คยังเชื่อ อีกไม่นานก็กลับมา

หลังจากที่กลุ่มสิทธิพลเมือง อาทิ NAACP และ Anti-Defamation League ปล่อยแคมเปญ #StopHateForProfit เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อกดดันให้บริษัทต่างๆ ร่วมแสดงจุดยืนในการต่อต้านการใช้ Hate Speech ด้วยการระงับโฆษณาใน Facebook ตลอดเดือนกรกฎาคม โดยมี The North Face แบรนด์ใหญ่เจ้าแรกที่ร่วมแสดงจุดยืน บอยคอตต์โซเชียลมีเดีย จากนั้นก็มีหลายบริษัทร่วมแบนด้วย ซึ่งก็มีทั้งแบน Facebook, Instagram, Twitter และ Snapchat

บางแบรนด์ระบุว่าจะระงับโฆษณาเป็นเวลา 1 เดือน บางแบรนด์ระบุว่าจะระงับโฆษณาจนหมดปีนี้ 2020 และบางแบรนด์ก็ระบุว่า จะบอยคอตต์จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างแท้จริงถึงจะกลับมาพิจารณาการโฆษณาบนโซเชียลมีเดียใหม่

แน่นอนว่า เรื่องนี้ต้องสะเทือนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook บ้างไม่มากก็น้อย แม้ว่าจะมีข่าวหลุดจากผู้บริหารระดับสูงของ Facebook ระบุว่าการเดินหน้าระงับโฆษณานั้นกระทบต่อ Facebook มาก แม้ว่า Mark Zuckerberg จะออกมาประกาศว่าได้พยายามที่จะควบคุมและจัดการข้อความที่มี hate speech แล้วด้วยการติดป้ายให้รู้ว่าข้อความดังกล่าวของ users มีแนวโน้มนำไปสู่ความรุนแรง

นอกจากนี้ ยังแบน 220 แอคเคาท์ใน Facebook 95 แอคเคาท์ใน Instagram 28 เพจ 106 กรุปที่คาดว่าจะเชื่อมโยงกับเครือข่าย boogaloo ที่เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวขวาจัด รวมถึงกลุ่มที่อันตรายแบบเดียวกับกลุ่มก่อการร้าย หรือเชื่อมโยงกับองค์กรขนาดใหญ่ด้านอาชญากรรม

ล่าสุด ข่าวหลุดจากคำพูดของ Mark Zuckerberg จากงาน town hall ของบริษัทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า เราจะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายหรือแนวทางของเราเพราะมันกระทบรายได้เราเพียงเล็กน้อย (หมายถึง หลายแบรนด์ร่วมระงับโฆษณาบนแพลตฟอร์ม ไม่ได้สะเทือน Facebook สักเท่าไรหรอก) แถมยังบอกอีกว่า เหล่าสื่อโฆษณาทั้งหลายเดี๋ยวก็กลับมาใช้บริการเร็วๆ นี้

งานนี้ Nick Clegg อดีตรองนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ปัจจุบันเป็นรองประธานด้าน Global Affairs and Communications ของ Facebook เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเรื่อง “Facebook Does Not Benefit from Hate” เนื้อหาระบุว่า เวลาที่สังคมเกิดความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งขั้วกันสูงนั้น แพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย อย่าง Facebook พยายามจะเป็นกระจกสะท้อนให้สังคมได้เห็นสถานการณืที่เกิดขึ้น มีผู้คนใช้แอปพลิเคชัน Facebook เป็นจำนวนกว่า 3 พันล้านคนบนแพลตฟอร์มในทุกๆ เดือน มีทั้งดี เลวร้าย และน่าเกลียดอยู่ภายในสังคมของเรา

เหล่านี้ ทำให้ความรับผิดชอบตกอยู่ที่ Facebook และแพลตฟอร์มโซเชียลมีอื่นๆ ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเนื้อหาบนแพลตฟอร์มให้เป็นที่ยอมรับได้ โดย Facebook เองถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกรณีที่ปล่อยให้ข้อความของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังอยู่บนแพลตฟอร์มต่อไปจนนำไปสู่ความต้องการจากหลากหลายองค์กรที่อยากให้จัดการกับ hate speech นั้น

Facebook ยืนยัน ไม่ได้แสวงหากำไรจากความเกลียดชัง..แน่นอน?

Nick Clegg ยืนยันว่า Facebook ไม่ได้แสวงหากำไรจากความเกลียดชัง ผู้คนนับพันล้านที่ใช้แพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram ก็เพราะพวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ดี พวกเขาไม่ได้ต้องการเห็นข้อความที่สร้างความเกลียดชัง สื่อโฆษณาทั้งหลายไม่ได้ต้องการเห็นมันเช่นกัน รวมทั้งเราด้วย

มีข้อความส่งมาหา Facebook กว่าแสนข้อความทุกๆ วัน เราพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห้น ความหวัง และประสบการณ์ร่วมกัน  เมื่อเราพบข้อความที่สร้างความเกลียดชังทั้งใน Facebook และ Instagram เราได้พยายามกำจัดมันออกไป โดยเลือกให้เสรีภาพในการใช้ free speech เพื่อต่อกรกับข้อความที่สร้างความเกลียดชัง การแบ่งแยก เลือกวิธีที่เปิดเผยดีกว่าจะซุกซ่อนความเกลียดชังเหล่านี้เอาไว้

Clegg ระบุว่า Facebook ลงทุนนับพันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพื่อให้ผู้คนใช้แพลตฟอร์มได้อย่างปลอดภัยต่อไป และยังเป้นแพลตฟอร์มเจ้าแรกๆ ที่ใช้เทคโนโลยี AI มาจัดการข้อความที่สร้างความเกลียดชังด้วย

WASHINGTON, DC – APRIL 11: Facebook co-founder, Chairman and CEO Mark Zuckerberg prepares to testify before the House Energy and Commerce Committee in the Rayburn House Office Building on Capitol Hill April 11, 2018 in Washington, DC. This is the second day of testimony before Congress by Zuckerberg, 33, after it was reported that 87 million Facebook users had their personal information harvested by Cambridge Analytica, a British political consulting firm linked to the Trump campaign. (Photo by Chip Somodevilla/Getty Images)

พยายามให้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่พอใจ

Clegg บอกว่า Facebook ได้พยายามทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่อาจจะยังไม่เป็นที่พอใจนัก จึงทำให้ล่าสุดต้องออกนโยบายใหม่ที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยและยังคงได้รับข้อมูลข่าวสารอยู่ Clegg เข้าใจความโกรธแค้นที่มีต่อข้อความของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่โพสต์ในแพลตฟอร์มตนเองและค่ายอื่น แต่การคงไว้ซึ่งข้อความดังกล่าว ก็เพื่อจะทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสามารถนำข้อมูลไปตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งถัดไปได้อย่างดีที่สุด

สุดท้าย เขาก็บอกว่า ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก Facebook ก็เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อผู้คนและทำให้ users ทั้งหลายได้รับรู้ข้อมูลอย่างเต็มที่ สุดท้ายแล้ว เขาก็บอกว่า แม้ Facebook อาจจะไม่เคยปกป้องแพลตฟอร์มจากการสร้างความเกลียดชังได้ทั้งหมด แต่ก็ได้พยายามทำให้มันดีขึ้นอยู่ทุกวันไป

WASHINGTON, DC – APRIL 10: Facebook co-founder, Chairman and CEO Mark Zuckerberg testifies before a combined Senate Judiciary and Commerce committee hearing in the Hart Senate Office Building on Capitol Hill April 10, 2018 in Washington, DC. Zuckerberg, 33, was called to testify after it was reported that 87 million Facebook users had their personal information harvested by Cambridge Analytica, a British political consulting firm linked to the Trump campaign. (Photo by Alex Wong/Getty Images)

เรื่องนี้ Politico มองว่า สิ่งที่ Facebook แพลตฟอร์มโซเชียล มีเดียยักษ์ใหญ่กำลังเผชิญอยู่ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา (Facebook เริ่มปล่อยให้ใช้งานได้เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2004 หรือประมาณ 16 ปีที่แล้ว) ภายใน 3 วัน แบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ร่วมแสดงจุดยืนระงับโฆษณามากกว่า 900 แบรนด์

การบอยคอตต์ของแบรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นถือเป็นบททดสอบอีกบทหนึ่งสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียล มีเดียอย่าง Facebook ที่กลายเป็น key player ในเกมการเมืองอเมริกาไปแล้ว หลังจากที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารแบบผิดๆ ตลอดจนข้อมูลที่สร้างความเกลียดชัง อคติ จนในที่สุดก็ได้โดนัลด์ ทรัมป์ มาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาขวัญใจฝ่ายขวาสุดโต่ง อนุรักษ์นิยม

ทั้งนี้ Derrick Johnson ประธาน NAACP หนึ่งในกลุ่มที่เริ่มแคมเปญต้าน hate speech ด้วยการบอยคอตต์การโฆษณาในแพลตฟอร์ม Facebook ก็ระบุว่า Facebook เปรียบเสมือนพื้นที่หล่อเลี้ยงกลุ่มที่สร้างความเกลียดชังนี้ สรุปแล้ว

จากนี้ไปก็ถึงคราวที่แพลตฟอร์มภายใต้การนำของ Mark Zuckerberg รวมถึงแพลตฟอร์มอื่นๆ จะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจต่อการแก้ปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน อีกกี่แบรนด์ที่จะเข้ามาร่วมแสดงจุดยืนต้าน hate speech ด้วยการระงับการโฆษณาอีก จะถึงจุดเปลี่ยนของสื่อโฆษณาที่จะเลิกพึ่งพา Facebook จริงหรือไม่ รอติดตามกันต่อไป

ที่มา – ForbesMarket Watch, The New York Times, Facebook, Politico

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/900-firms-boycott-hate-speech-on-facebook/

Facebook ร่วมกับภาคการศึกษาอินเดีย เปิดหลักสูตรความปลอดภัยออนไลน์ และ AR

Facebook ร่วมมือกับหน่วยงานดูแลโรงเริียนเอกชนและรัฐบาลในอินเดียหรือ Central Board of Secondary Education (CBSE) เปิดตัวหลักสูตรดิจิทัล ว่าด้วยความปลอดภัยบนโลกดิจิทัล, digital wellbeing และ augmented reality

หลักสูตรมีเป้าหมายเพื่อปูพื้นฐานการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นคว้า และเน้นการไม่ใช้งานออนไลน์มากเกินไปจนมีผลต่อสภาพจิต โดย Facebook ระบุว่าตัวโครงการมีสามระยะ ระยะแรกคือต้องการเทรนครูเกี่ยวกับหลักสูตรให้ได้ 10,000 ราย ระยะที่สองก็เข้าสู่การนำหลักสูตรนี้ไปสอนนักเรียนให้ได้ 30,000 ราย สำหรับเนื้อหาเรื่อง AR นักเรียนจะได้ใช้เครื่องมือ Spark AR Studio ของ Facebook ในการเรียนรู้ เป็นเวลา 3 สัปดาห์

ระยะหลัง Facebook มีกิจกรรมในอินเดียมากขึ้น ก่อนหน้านี้ก็ลงทุนก้อนใหญ่ใน Jio ผู้ให้บริการเครือข่ายในอินเดียถึง 5,700 ล้านดอลลาร์ และร่วมกันเปิดตัว Digital Udaan โปรแกรมการเรียนรู้ด้านดิจิทัลสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก

No Description
ภาพจาก CBSE

ที่มา – TechCrunch

from:https://www.blognone.com/node/117316

เฟซบุ๊กเปิดชุดข้อมูลทำความเข้าใจภาษาใหม่ ทดสอบปัญญาประดิษฐ์ว่าอ่านประโยคเข้าใจหรือไม่

เฟซบุ๊กเปิดชุดข้อมูล Adversarial Natural Language Inference (ANLI) ชุดข้อมูลสำหรับการทดสอบปัญญาประดิษฐ์ว่าเข้าใจถึงประโยคที่กำลังอ่านอยู่จริงหรือไม่ โดยตัวอย่างประโยคอินพุดนั้นเป็นการลำดับตรรกะ เช่น “โสเครติสเป็นมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนต้องตาย” ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานถูกต้องจะสามารถบอกได้ว่าประโยค “โสเครติสเป็นอมตะ” นั้นขัดแย้งกับประโยคก่อนหน้า ขณะที่ประโยคว่า “โสเครติสต้องตาย” เป็นประโยคที่เห็นพ้องกับประโยคอินพุต

ความพิเศษของชุดข้อมูล ANLI คือมันสร้างขึ้นมาโดยอาศัยมนุษย์ที่เป็นนักเขียน แล้วให้รางวัลการออกแบบอินพุตตามความสามารถในการหลอกโมเดลที่ดีที่สุดในตอนนี้ ทุกครั้งที่นักเขียนสามารถหลอกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ได้สำเร็จนักเขียนต้องโน้ตว่าคิดว่าอะไรทำให้ปัญญาประดิษฐ์ทำงานผิดพลาด จากนั้นอินพุตจะถูกตรวจสอบซ้ำก่อนรวมลงชุดข้อมูล

ทางเฟซบุ๊กหวังว่าชุดข้อมูลใหม่นี้จะกลายเป็นตัววัดประสิทธิภาพของงานวิจัยการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (natural language processing – NLP) ต่อไป และทำให้วงการนี้ก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา – Facebook

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117314