คลังเก็บป้ายกำกับ: EXPORT

กสิกรไทย คาดปีหน้าส่งออกไปเพื่อนบ้านไม่เติบโต แถมเวียดนามไม่ง้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้น

มุมมองจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย นั้นมองว่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ในปีหน้าจะยังหดตัวต่อเนื่องจากปีนี้ สาเหตุหลักๆ มาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กดดันประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้

ท่าเรือแหลมฉบัง Thailand Port Container
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย นั้นมองว่า การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งปี ในปี 2562 จะหดตัว 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่การส่งออกในปีหน้ามีแนวโน้มจะเผชิญความเสี่ยงเชิงลบมากขึ้น​หลังจากที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้หดตัวถึง 6.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนค่าและอุปสงค์ที่ชะลอตัว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า ถ้าหากไม่นับรวมการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปและทองคำ การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในช่วง 9 เดือนแรกของปียังสามารถเติบโตที่ 0.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงอย่างมากจากการเติบโตที่ 10.8% ในปีก่อนหน้า โดยอุปสงค์ที่ชะลอลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยไปยัง CLMV นั้นชะลอลงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพม่าและลาวที่เศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแรงลงอย่างมาก ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้าทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศ

ทางด้านของการบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามยังคงค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงลงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาและเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกสูง และส่งผลให้การบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนที่อ่อนแรงลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าทุนของไทยไปยัง CLMV ชะลอลงตามไปด้วย อีกทั้ง สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านชะงักงันตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังเวียดนามซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสงครามการค้าที่ส่งผลให้การส่งออกของเวียดนามชะลอตัวลง

ยิ่งไปกว่านั้น สงครามการค้าก่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เวียดนามลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ

มองปีหน้ายังแย่อยู่

สำหรับมุมมองปี 2563 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในปี 2563 จะหดตัวต่อเนื่องที่ 2.0% ท่ามกลางอุปสงค์ที่มีแนวโน้มชะลอลง ประกอบกับราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่มีทิศทางลดลง และคาดว่าสงครามการค้าที่น่าจะยืดเยื้อไปจนถึงกลางปี 2564 จะยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งหลักของการค้าโลกและส่งผลกระทบต่ออุปสงค์โลกให้ชะลอตัวลง

นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะยังคงมีโมเมนตัมชะลอลงอย่างต่อเนื่อง และบั่นทอนเศรษฐกิจประเทศในกลุ่มอาเซียนต่อไปโดยอุปสงค์ภายในประเทศอาเซียนที่อ่อนแรงจะส่งผลกระทบให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้ชะงักงัน ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงลบที่เพิ่มสูงขึ้น

การส่งออกของไทยไปยังกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม รวมถึงอินโดนีเซีย น่าจะชะลอลงอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจของลาว พม่า และอินโดนีเซีย น่าจะมีความเปราะบางมากที่สุด ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มจะหดตัวอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของเวียดนามและกัมพูชาน่าจะยังคงพอมีแรงขับเคลื่อนให้ยังเติบโตไปได้ แต่เศรษฐกิจโลกที่ซบเซาน่าจะยังคงกดดันอุปสงค์ของเวียดนามและกัมพูชาให้ชะลอลงต่อไป

ที่มา – บทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-forecasts-th-export-2020-to-clmv-decline-2-percent-effect-from-slow-growth/

ส่งออกไทยเดือนกันยายน ติดลบ 1.4% ข้าวไทยส่งออกติดลบ 32.2% ยังไม่ฟื้นตัว

ตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนกันยายนแย่กว่านักวิเคราะห์คาดไว้ โดยติดลบ 1.4% ขณะที่การส่งออกข้าวไทยยังพบปัญหาเรื่องของค่าเงินบาททำให้ไม่สามารถแข่งขันได้

Containers Port Bangkok Thailand
ภาพจาก Shutterstock

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนกันยายนที่ผ่านมาติดลบ 1.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แย่กว่านักวิเคราะห์ได้คาดไว้ว่าจะเติบโตที่ 2.7% สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน รวมไปถึงผลกระทบจากสงครามการค้าที่แย่กว่าคาด ทำให้กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยส่งออกนั้นยังหดตัวต่อเนื่อง แต่ถ้าไม่นับการส่งออกกับทองคำนั้นภาคการส่งออกของไทยจะติดลบ 1.1%

ตลาดหลักของการส่งออกไทยในเดือนกันยายนหดตัวมากที่สุดคือสหภาพยุโรป อาเซียน แต่ได้การเติบโตจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมไปถึงประเทศจีนที่ยังเติบโต สำหรับตลาดศักยภาพรอง เช่น ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง รัสเซียและ CIS ยังหดตัวในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกของไทยเริ่มที่จะฟื้นตัว เช่น การส่งออกรถยนต์ที่กลับมาเติบโตในรอบ 6 เดือน โดยได้ส่งออกไปที่ประเทศจีน และภูมิภาคอื่นๆ เป็นต้น แต่สำหรับสินค้าที่ยังได้รับผลกระทบคือ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรไทยที่น่าสนใจในเดือนนี้คือน้ำตาลกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากฟิลิปปินส์อนุมัติให้เอกชนนำเข้าน้ำตาลทรายได้ นอกจากนี้ค่าเงินรีลของบราซิลแข็งค่าขึ้นทำให้น้ำตาลไทยได้โอกาสเจาะตลาด สำหรับสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ยังเติบโต เครื่องดื่ม ไก่สดแช่แข็ง รวมไปถึงผักและผลไม้สดรวมถึงแปรรูป

สำหรับข้าวไทยที่เป็นสินค้าเกษตรหลักยังไม่มีจุดฟื้นตัวแต่อย่างใดนัก โดยเดือนกันยายน ข้าวไทยส่งออกติดลบ 32.2% ปัญหาใหญ่มาจากเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขณะที่ประเทศนำเข้าข้าวไทยในแอฟริกา เช่น เบนิน โมซัมบิก ก็ลดจำนวนนำเข้าลง ขณะที่จีนและเมียนมาร์ก็กลายเป็นคู่แข่งส่งออกหลักของไทยไปแล้ว

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์เองตั้งเป้าเร่งขยายการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ และสินค้าอุตสาหกรรมที่เติบโตดี โดยมีการจับคู่ธุรกิจเอกชนในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น

  • ประเทศจีน ส่งออกมันสำปะหลังกับมะพร้าวน้ำหอม
  • อินเดีย ไม้ ยางพารา เฟอร์นิเจอร์
  • ตุรกี เน้นส่งออกยาง
  • อิรัก ส่งออกข้าวไทย

ขณะเดียวกันทางกระทรวงยังให้ความสำคัญในการสร้างพันธมิตรทางการค้า เช่น RCEP FTA รวมไปถึงการฟื้นการเจรจา FTA ระหว่างสหภาพยุโรปด้วย

ที่มา – สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-export-september-2019-minus-1-4-percent-worst-than-analysis-forecasts/

พิษสงครามการค้า ส่งออกไทยเดือนสิงหาคมติดลบ 4% ขณะที่ข้าวไทยส่งออกติดลบ 44.7%

แรงกดดันจากสงครามการค้าทำให้ภาคการส่งออกของไทยกลับมาติดลบอีกครั้ง โดยเดือนสิงหาคมภาคการส่งออกของไทยติดลบอยู่ที่ 4% หลังจากเดือนที่ผ่านมากลับมาเติบโตได้ดี

Thailand Export Containers Shipping
ภาพจาก Shutterstock

พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกของไทยเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาติดลบ 4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และติดลบเป็นเดือนที่ 6 จากการส่งออกทั้งหมด 8 เดือนของประเทศไทย แต่ถ้าหักสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและทองคำออกไปแล้วส่งออกไทยจะติดลบถึง 7.3%

สาเหตุหลักมาจากปัญหาของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเป็นหลัก ส่งผลทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงผลกระทบดังกล่าวทำให้การส่งออกสินค้าของไทยไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียนติดลบ 23.9% เอเชียใต้ติดลบ 20% อินเดียติดลบ 20% ยุโรปติดลบ 6.2% ญี่ปุ่นติดลบ 1.2% ขณะที่การส่งออกไปยังประเทศจีนติดลบที่ 2.7%

ตลาดส่งออกของไทยที่ยังเติบโตประกอบไปด้วย สหรัฐอเมริกา เติบโต 5.8% ทวีปออสเตรเลีย 15.8% ตะวันออกกลาง 5.3%

ปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบ ประกอบไปด้วยค่าเงินบาทที่แข็งค่า รวมไปถึงอุปทานส่วนเกินในตลาดโลกที่เป็นแรงกดดัน ซึ่งถ้าหากคิดรวม 8 เดือนที่ผ่านมาการส่งออกของไทยติดลบที่ 2.2% ดุลการค้าอยู่ที่ 6,106 ล้านเหรียญสหรัฐ

สินค้าอุตสาหกรรมกของไทยที่ได้รับผลกระทบได้แก่ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ รถยนต์และส่วนประกอบ ขณะที่สินค้าส่งออกที่ทำได้ดีและยังเติบโตคือทองคำ อัญมณี รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ โทรทัศน์และส่วนประกอบ

ขณะที่สินค้าทางการเกษตรที่ได้รับผลกระทบหนักคือข้าวที่ส่งออกติดลบถึง 44.7% เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นหลัก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ติดลบ 23.9% ขณะที่สินค้าทางการเกษตรส่งออกไปได้ดีและเติบโตคือ ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ผักและผลไม้ รวมไปถึงน้ำตาลทราย

โดยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ยังคงตัวเลขประเมินว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ 0% และเชื่อว่าสหรัฐจะยังไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในส่วนที่เหลือ

ที่มา – กระทรวงพาณิชย์, ไทยพีบีเอส

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-export-decline-again-august-2019-minus-4-percent/

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเชื่อ Brexit แบบไม่มีข้อตกลง เป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเชื่อ Brexit แบบไม่มีข้อตกลง เป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย เนื่องจากไม่ติดเรื่องของสิทธิพิเศษภาษีเหมือนอดีต และเชื่อศักยภาพของสินค้าไทย

Klong Toei Port Bangkok ท่าเรือคลองเตย
ภาพจาก Shutterstock

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่สหราชอาณาจักรได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ บอริส จอห์นสัน ซึ่งได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแทน เทเรซ่า เมย์ มีความเป็นไปได้สูงว่าสหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปแบบไม่มีข้อตกลง ซึ่งเส้นตายอยู่ที่วันที่ 31 ตุลาคมที่จะถึงนี้

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คาดว่าสหราชอาณาจักรจะประกาศอัตราภาษีนำเข้าเป็นการชั่วคราว กับประเทศคู่ค้าต่างๆ ภายหลังออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปแล้ว นอกจากนี้ประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่มีความตกลงการค้ากับสหราชอาณาจักรจะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกัน ซึ่งไทยรวมอยู่ในข้อนี้ด้วย

โดยสหราชอาณาจักรจะเก็บภาษีที่ 0% หรือยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้ากว่า 87% ของรายการสินค้าทั้งหมด สำหรับสินค้าที่เหลือ สหราชอาณาจักรจะยังคงเก็บภาษีนำเข้าอยู่ แต่จะเก็บในอัตราที่เท่ากันหรือต่ำกว่าสมัยที่ยังเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังคาดว่าสหราชอาณาจักรจะปรับเปลี่ยนกฎการค้าและการลงทุนให้ยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อที่จะดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้จะเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกไทย เพราะสินค้าส่วนใหญ่ที่ไทยส่งออกจะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ จากเดิมที่อาจเคยเสียเปรียบเพราะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) หรือไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางด้านภาษีผ่าน FTA

อรมน ยังได้กล่าวเสริมว่า ผู้ประกอบการไทยควรจะหาโอกาสจากการยกเลิกภาษีของสหราชอาณาจักรหลังจาก Brexit ส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพสูง เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารสำเร็จรุป เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์จากยาง เป็นต้น

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ามีมุมมองว่าภาคการส่งออกของไทยในส่วนที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออก การเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ ซึ่งคาดว่าสหราชอาณาจักรก็เป็นตลาดหนึ่งที่ไทยจับตามองจากเรื่องของ Brexit

การค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในช่วง 7 เดือนแรกมีการส่งออกสินค้าไปมูลค่ากว่า 3,829 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าสินค้ามูลค่า 1,470 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยคือ รถยนต์ ไก่แปรรูป รถจักรยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น

ที่มา – Manager Online, INN News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-moc-believe-uk-brexit-no-deal-is-good-for-thai-export/

ส่งออกไทยเดือนกรกฎาคมกลับมาโต 4.28% บวกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ดีกว่านักวิเคราะห์คาดไว้

ตัวเลขการส่งออกของไทยกลับมาเติบโตอีกครั้งในรอบ 5 เดือน ดีกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ นอกจากนี้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าคาดว่าช่วงที่เหลือของปีภาคการส่งออกของไทยจะมีทิศทางดีขึ้น

Bangkok Port
ภาพจาก Shutterstock

พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. กล่าวว่า การส่งออกไทยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน โดยเติบโต 4.28 % ดีกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ที่ -2.1% แต่หากถ้าหักมูลค่าส่งออกทองคำและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันออก มูลค่าการส่งออกเดือนกรกฎาคมจะขยายตัว 1.55%

สำหรับการส่งออกของไทยที่กลับมาเป็นบวกนั้น ผู้อำนวยการ สนค. ได้กล่าวว่า เป็นปัจจัยจากผลกระทบสงครามการค้าที่เริ่มลดลง การส่งออกสินค้าใหม่ๆ เช่น สินค้าเกษตร อาหาร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ฯลฯ ไปยังสหรัฐ ซึ่งทดแทนการส่งออกไปยังประเทศจีน และยังรวมไปถึงความต้องการทองคำในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

โดยยอดการส่งออกของไทยใน 7 เดือนแรกปีนี้นั้น การส่งออกของไทยมีมูลค่า 144,176 ล้านดอลลาร์ ลดลง 1.91% ขณะที่ดุลการค้า 7 เดือนของไทยนั้นยังเกินดุลการค้าที่ 63,363 ล้านบาท การส่งออกของไทยไปตลาดหลักยังคือ จีน สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ายังมีมุมมองว่าภาคการส่งออกของไทยในส่วนที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออก การเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ รวมไปถึงแผนผลักดันการส่งออกของไทยจากคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนกระทรวงพาณิชย์ ทำให้คาดว่าไตรมาส 4 ของปีนี้จะมีภาคการส่งออกของไทยจะมีโอกาสกลับมาขยายตัวได้อีกรอบ

ขณะที่ความเสี่ยงของภาคการส่งออกของไทยคือ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากเรื่องสงครามการค้า ทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านการค้า

ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-export-growth-more-than-analyst-forecasts-plus-4-28-percent/

EXIM BANK คาดส่งออกไทยปีนี้โตแค่ 0.2% มองสินค้าไทยยังเป็นที่ต้องการจากต่างชาติ

EXIM BANK มองว่าภาคการส่งออกของไทยปีนี้จะเติบโตที่ 0.2% โดยมีความหวังกับกลุ่มสินค้าส่งออกของไทย เช่น กลุ่มสินค้าดาวรุ่งที่ยังมียอดส่งออกเติบโต หรือสินค้าที่ได้รับผลดีจากสงครามการค้า

Bangkok Port ท่าเรือกรุงเทพ
ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารการเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM BANK คาดการณ์ว่าตัวเลขการส่งออกของไทยในปีนี้จะเติบโตเพียงแค่ 0.2% เป็นผลจากความยืดเยื้อของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน ทำให้สินค้าไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตและพึ่งพาตลาดจีนสูงได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า เม็ดพลาสติก ฯลฯ ซึ่งในครึ่งปีแรกนั้นตัวเลขการส่งออกไทยที่ -2.9%

สำหรับตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาโดยรวมหดตัวที่ -2.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่หากหักทองคำ ตัวเลขการส่งออกไทยจะอยู่ที่ -8.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยผลกระทบสำคัญคือการส่งออกไปที่ประเทศจีน ขณะที่การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงที่ผ่านมาก็ทำให้ภาคการส่งออกของไทยได้รับผลกระทบไปด้วย

อย่างไรก็ดี EXIM BANK มองว่าภาคการส่งออกของไทยครึ่งปีหลังจะมีความหวังอยู่ที่กลุ่มสินค้าเหล่านี้ เช่น

  • กลุ่มสินค้าดาวรุ่ง ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ยังส่งออกได้เติบโตสูง เช่น อาหารแปรรูป ผักและผลไม้ เครื่องดื่ม เครื่องปรุงรส เครื่องสำอางค์ รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ ที่ได้อานิสสงค์จากการท่องเที่ยวของไทย เช่น สมุนไพร ของใช้ในครัวเรือน
  • กลุ่มสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากสงครามการค้า สามารถทดแทนสินค้าจีนได้ เช่น ยางล้อ ของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น
  • การส่งออกภาคบริการ โดย EXIM BANK มองว่าภาคบริการของไทยจะสามารถประคับประคองภาคการส่งออกได้ ไม่ใช่แค่ภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น ยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ก่อสร้าง ธุรกิจนันทนาการ และโลจิสติกส์

ทางด้านของ พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ได้กล่าวว่า “ภาคการส่งออกของไทยอาจหดตัวลง แต่ประเทศไทยยังมีภูมิต้านทานที่ดีกว่าคู่แข่งหลายๆ ประเทศ เพราะอัตลักษณ์ของความเป็นไทยมีชื่อเสียงระดับโลก ทำให้สินค้าไทยยังต้องการอีกมากในหลายประเทศ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก รวมไปถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ผู้ประกอบการไทยต้องทันข่าวสาร ปรับปรุงสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคให้ได้”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/exim-bank-thailand-view-2019-fy-export-growth-0-2-percent/

ส่งออกไทยวิกฤติ ยอดเดือนมิถุนายนติดลบ 2.1% สินค้าส่งไปจีนหดตัวหนักที่สุดเกือบ 15%

ตัวเลขการส่งออกในเดือนมิถุนายนของไทยยังวิกฤติ ตัวเลขรวมของการส่งออกไทยติดลบ 2.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ถ้าหากหักการส่งออกทองคำออกไปแล้ว เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาส่งออกจะติดลบถึง 8.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

Bangkok Port Container
ภาพจาก Shutterstock

ส่งออกไทยยังวิกฤติ ตัวเลขการส่งออกไทยเดือน มิ.ย. 2019 โดยรวมหดตัวที่ -2.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่หากหักทองคำ การส่งออกหดตัวถึง -8.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และถ้าหากไม่รวมการส่งกลับอาวุธไปยังสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ. มูลค่าส่งออกของไทยหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 และในช่วงครึ่งแรกของปี 2019 มูลค่าการส่งออกหดตัวที่ -4.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สินค้าสำคัญที่มีการหดตัวยังคงเป็นสินค้าที่เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตสินค้าส่งออกของจีนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เช่น

  • คอมพิวเตอร์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ -15.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • เคมีภัณฑ์และพลาสติก -19.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • แผงวงจรไฟฟ้า -20.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมีสินค้าส่งออกประเภทอื่นที่มีการหดตัว เช่น ข้าว เม็ดพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง รวมไปถึงน้ำตาลทราย ขณะที่สินค้าสำคัญที่มีการขยายตัวในเดือน มิ.ย. คือยางพาราที่ส่งออกเติบโตถึง 11.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากการส่งออกยางพาราไปยังตลาดจีนและสหรัฐ

สำหรับตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนที่ผ่านมาหดตัวเกือบทุกตลาดสำคัญ

  • การส่งออกไปจีนที่หดตัวถึง -14.9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • การส่งออกไป CLMV ที่หดตัว -9.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แยกรายละเอียดได้ดังนี้
    • กัมพูชา หดตัวมากจากการส่งออกจักรยานยนต์
    • ลาว หดตัวมากจากการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป
    • เมียนมา หดตัวมากจากการส่งออกเครื่องจักร
    • เวียดนาม หดตัวมากจากการส่งออกเม็ดพลาสติก

อย่างไรก็ดี การส่งออกไปยังอินเดียยังสามารถขยายตัวได้ที่ 8.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขดุลการค้าในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้นดุลการค้าของประเทศไทยยังเกินดุลที่ 3,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง มีแนวโน้มทำให้ GDP ไตรมาส 2 ของปีนี้ชะลอตัวจากไตรมาสแรก สะท้อนว่าสถานการณ์ด้านส่งออกในช่วงไตรมาส 2 ยังไม่มีทิศทางดีขึ้นจากไตรมาสแรก นอกจากนี้ SCB EIC ยังมีมุมมองที่ว่าการหดตัวที่ต่อเนื่องของภาคส่งออกได้เริ่มกระจายไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น การชะลอลงของภาคท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชน จึงทำให้คาดว่า GDP ไตรมาสที่ 2 จะมีแนวโน้มชะลอลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.8%YOY ทั้งนี้ SCB EIC ยังคงมุมมองอัตราการขยายตัวของ 2019 GDP ที่ 3.1%

ที่มาบทวิเคราะห์ของ SCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-export-june-2019-decline-2-1-percent-scb-forecasts-decline-1-6-percent-this-year/