คลังเก็บป้ายกำกับ: EXPORT

COVID-19 ทำอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทรุด อาจต้องปลดคนงานถึง 750,000 คนชั่วคราว มากกว่าสมัยต้มยำกุ้ง

ผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยอาจต้องปลดคนงานถึง 750,000 รายชั่วคราว จากยอดการผลิตที่ลดลง รวมไปถึงยอดขายที่ตกลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

ยานยนต์ ไทย รถยนต์ ส่งออก
ภาพจาก Shutterstock

ยอดขายยานยนต์ในประเทศไทยยังทรุดหนักอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเปิดเผยยอดขายในเดือนมีนาคม มียอดขายทั้งสิ้น 60,100 คัน ลดลงไป 41.7% เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ผ่านมา ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2020 นั้นลดลง 24% เมื่อเทียบกับปี 2019 สาเหตุสำคัญที่ยอดขายลดลงเนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลโดยตรงต่อภาคการบริโภคในประเทศ

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตรถยนต์ของไทยอยู่ที่ 146,800 คันลดลง 26.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา  นอกจากนี้ยังลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 17.7% ส่งผลทำให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ของไทยปรับตัวลดลงติดต่อกัน 11 เดือนแล้ว รวมในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาลดลง 19% เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ผ่านมา

ขณะที่ยอดขายรถจักรยานยนต์เดือนมีนาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ 146,700 คันลดลง 12.5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ถ้าหากรวมในไตรมาส 1 แล้วยอดขายรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 430,000 คัน ลดลง 6.8% เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ผ่านมา

ผลที่เกิดขึ้นทำให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ปรับยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยลงมาเหลือ 1.4 ล้านคันในปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 1.9 ล้านคัน โดยตั้งสมมติฐานว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 จะอยู่ถึงแค่ในช่วงไตรมาส 2 ของปีเท่านั้น อย่างไรก็ดีถ้าหากการแพร่ระบาดยังต่อเนื่องไปในไตรมาส 3 ของปีนี้ จะทำให้คาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์อยู่ที่ 1 ล้านคันเท่านั้น ลดลง 50% เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ผ่านมา

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังคาดว่าอาจมีการปลดคนงานมากถึง 750,000 คนชั่วคราว จนกว่าการผลิตจะสามารถกลับมาผลิตได้ตามปกติ โดยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ครั้งนี้สภาอุตสาหกรรมฯ มองว่าหนักกว่าผลกระทบในสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งด้วยซ้ำ

ที่มา – บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/covid-19-effect-to-thailand-auto-production-and-maybe-layoff-750k-people-temporary-fti-view/

ส่งออกไทยเดือนมีนาคม โต 4.17% สูงสุดในรอบ 8 เดือน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังโตต่อเนื่อง

ส่งออกไทยกลับมายิ้มได้บ้าง เมื่อตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมีนาคมกลับมาบวกถึง 4.17% โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยอย่างสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4

ท่าเรือแหลมฉบัง Thailand Port
ภาพจาก Shutterstock

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า รายงานตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเติบโตถึง 4.17% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 8 เดือน แต่ถ้าหากหักการส่งออกทองคำ อาวุธยุทโธปกรณ์ ตัวเลขการส่งออกของไทยยังเติบโตถึง 2.12% ขณะเดียวกันสินค้าส่งออกสำคัญของไทยอย่างสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ยังโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน

โดย 1 ไตรมาสที่ผ่านมาภาพรวมการส่งออกของไทยยังถือว่าเป็นบวก โดยเติบโตถึง 0.91% ดุลการค้าคิดเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 3,933 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนมีนาคมนี้การส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐถือว่าเติบโตมากถึง 42.9% แต่ตลาดอื่นๆ อย่าง ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ยังหดตัวอยู่

สินค้าส่งออกของไทยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่เติบโตได้ดี เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เติบโตมากถึง 17.6% นอกจากนี้ยังมีเครื่องปรับอากาศและชื้นส่วนที่เติบโตถึง 8.1% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ยางก็เติบโตได้เล็กน้อยที่ 1% ขณะที่สินค้าอื่นๆ หดตัวอย่างหนัก เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วนประกอบที่หดตัวลง -28.7% เม็ดพลาสติกหดตัวลง -15.3%

ทางด้านสินค้าเกษตรไทยในเดือนมีนาคมที่เติบโตดีได้แก่น้ำตาลทราย ผักผลไม้แช่เย็น ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป รวมไปถึงอาหารสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ดีสินค้าเกษตรไทยที่ยังหดตัวต่อเนื่องคือ ยางพารา ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อาหารทะเลแช่แข็ง

ขณะที่มุมมองของ บริษัทหลักทรัพย์ กรุง ไทย ซีมิโก้ จำกัด ได้วิเคราะห์ว่า คาดว่าการส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปีจะกลับมาดีขึ้น โดยแนวโน้มความต้องการสินค้า เช่น สินค้าเกษตรแปรรูป อาหาร ขณะที่การผ่อนคลายจากการปิดเมืองหลังการแพร่ระบาด COVID-19 จะทำให้การค้ากลับมามีทิศทางบวกมากขึ้น

ที่มา – สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-export-march-20-makes-new-8-months-high-electronic-products-grwoth-again/

ส่งออกพอยิ้มได้! ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าแล้ว ล่าสุดอยู่ที่ 30.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ผู้ประกอบการส่งออกยิ้มได้อีกครั้งเมื่อค่าเงินบาทของไทยกลับมาอ่อนค่าในรอบ 4 เดือน โดยสาเหตุหลักๆ มาจากเรื่องของความกังวลจากนักท่องเที่ยวชาวจีนไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้

Thai Baht เงินบาท
ภาพจาก Shutterstock

ค่าเงินบาทของไทยกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง โดยล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ 30.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแล้ว อ่อนค่าสุดในรอบ 4 เดือน หลังจากที่ในช่วงปลายเดือนธันวาคมต่อเนื่องไปในช่วงปีใหม่ของไทย เงินบาทได้แข็งค่าอย่างรวดเร็วจนทำให้ภาคการส่งออกเกิดความกังวล รวมไปถึงรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยต้องตั้งคณะทำงานร่วมขึ้นมา เพื่อออกมาตรการต่างๆ ไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าไปมากเกินไป

ในช่วงที่ผ่านมาค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าเกือบๆ 9% แต่ล่าสุดกลับกลายเป็นว่าตอนนี้นั้นค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าที่สุดไปแล้วในอาเซียน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

สำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานว่า สาเหตุที่ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่า เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้จากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ซึ่งรายได้ที่ได้จากนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็น 30% จากรายได้นักท่องเที่ยวทั้งหมด ส่งผลทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนหายไปทันที นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากเรื่องการประมูลกิจการของ Tesco Lotus ในประเทศไทยและมาเลเซียที่อาจเป็นตัวเร่งทำให้ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่ากว่าเดิม เพราะเม็ดเงินส่วนหนึ่งจะต้องไหลออกไป

ขณะที่มุมมอง กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 30.40-30.80 ต่อดอลลาร์เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 30.54 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 4 เดือน

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้มีมุมมองว่า ความเชื่อมโยงทางด้านสินค้าและบริการระหว่างไทยกับจีนสร้างความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในช่วงเทศกาลตรุษจีนต่อภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท นอกจากนี้ยังมีโอกาสมากขึ้นที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่จุดต่ำสุดครั้งใหม่ในช่วงต้นปีนี้ หากสถานการณ์เลวร้ายลงต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-baht-come-from-appreciation-latest-30-88-thb-per-usd-concern-about-chinese-tourist-corona-virus/

ส่งออกไทยปี 2019 ที่ผ่านมาติดลบ 2.65% นักวิเคราะห์คาดปีนี้อาจโตได้เพียง 0.2% เท่านั้น

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าได้เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ครบปี 2019 นั้นส่งออกไทยติดลบ 2.65% ขณะที่ในปีนี้นักวิเคราะห์คาดว่าจะเติบโตเพียงแค่ 0.2% เท่านั้น

Containers Bangkok Port ท่าเรือกรุงเทพ
ภาพจาก Shutterstock

พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า ยังติดลบที่ 1.28% ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2019 ติดลบที่ 2.65% แต่ถ้าหักน้ำมันและทองคำจะติดลบ 2.3% ขณะที่ดุลการค้าไทยปีที่ผ่านมาได้ดุลการค้าอยู่ที่ 9,604 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบหลักๆ ของการส่งออกไทยปีที่ผ่านมา เรื่องสำคัญคือสงครามทางการค้า รวมถึงผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากราคาน้ำมัน และทองคำที่มีความผันผวน

สินค้าของไทยในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบหนักๆ ได้แก่

  • เคมีภัณฑ์ ติดลบ 17.3%
  • เม็ดพลาสติก ติดลบ 11%
  • เครื่องจักรกล ติดลบ 10.9%
  • ข้าวไทย ติดลบ 25.9%
  • มันสำปะหลัง ติดลบ 16.4%

อย่างไรก็ดียังมีสินค้าไทยที่ยังสามารถปรับตัวได้ รวมไปถึงสินค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่ส่งออกได้ดีมากกว่า 20 รายการ เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศ ผักสด ผลไม้สด และแช่งแข็ง ไก่สดแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูป ฯลฯ นอกจากนี้ข่าวดีของการส่งออกไทยคือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์นั้นกลับมาขยายตัวในรอบ 16 เดือน

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ยังมีมุมมองว่า การส่งออกไทยเริ่มอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ เพราะมีปัจจัยบวกจากการลงนามข้อตกลงการค้าระยะแรกระหว่างสหรัฐและจีน และความชัดเจนจากการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ Brexit จะช่วยให้บรรยากาศการค้าดีขึ้น

นอกจากนี้ พิมพ์ชนก ยังได้กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนบุกตลาดเป้าหมายในปีนี้ถึง 18 ประเทศ และอยากให้รัฐบาลผลักดันการส่งออกควบคู่กับการลงทุนมาตั้งฐานการผลิตสินค้าในไทยที่จะเป็นโอกาสในการส่งออกเพิ่มเติม

ขณะที่มุมมองจาก SCB EIC นั้นมองว่า ในภาพรวมการส่งออกของไทยส่งสัญญาณกำลังพ้นจุดต่ำสุด สะท้อนจาก สินค้าส่งออกที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของจีนเริ่มกลับมาขยายตัวได้ในช่วง 1-3 เดือนหลัง

อย่างไรก็ดี EIC คงคาดการณ์ส่งออกปี 2020 ขยายตัวต่ำที่ 0.2% แม้ว่าการส่งออกจะมีทิศทางปรับดีขึ้นในระยะถัดไป แต่ยังมีหลายปัจจัยกดดัน เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลักของไทย ภาวะสงครามการค้าที่ยังคงกดดันการค้าโลกแม้จะมีข้อตกลงระยะแรก (Phase 1) รวมไปถึงค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-export-december-is-decline-12-months-2019-th-export-minus-2-65-percent-from-trade-war-problem/

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยมอง ส่งออกปีนี้โตสูงสุดแค่ 1% บาทแข็งคือเรื่องกังวล

ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย คาดการณ์ถึงภาพรวมการส่งออกของไทยว่าอาจเท่ากับปี 2562 ที่ผ่านมา และกรณีแย่สุดอาจติดลบได้ถึง 5% ถ้าหากค่าเงินบาทแข็งค่ามากไป

Thailand Shipping Export Container
ภาพจาก Shutterstock

กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้คาดการณ์การส่งออกปี 2563 โดยคาดว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะเติบโตเท่ากับปีที่แล้วหรือมากสุดเติบโตแค่ 1% บนสมมติฐานว่าค่าเงินบาทของไทยอยู่ที่ 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดีถ้าหากค่าเงินบาทในปีนี้แข็งค่ากว่าที่ สรท. ตั้งสมมติฐานไว้ กรณีแย่สุดของการส่งออกไทยอาจเสี่ยงติดลบสูงสุดถึง 5%

สำหรับการส่งออกของไทย 11 เดือนของปี 2562 ที่ผ่านมานั้นติดลบ 2.8% เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 227,090 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานั้นเป็นเดือนที่การส่งออกของไทยติดลบมากที่สุด โดยติดลบไป 7.4% เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่ผ่านมา

กัณญภัค ยังได้กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าปัจจัยสำคัญที่ สรท.เป็นห่วงอย่างมาก เนื่องจากทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยเธอมองว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมในช่วงนี้อยู่ที่ 30.50 ถึง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ดังนั้นการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยลดผลกระทบให้ผู้ส่งออกได้ดีที่สุด

โดย สรท. ได้คาดการณ์ค่าเงินบาทจะกระทบกับการส่งออกของไทยดังนี้

  • ค่าเงินบาท 31 บาทต่อดอลลาร์ การส่งออกจะขยายตัวได้ 1.4%
  • ค่าเงินบาท 30 บาทต่อดอลลาร์ การส่งออกจะขยายตัวได้ 0 ถึง 1%
  • ค่าเงินบาท 29 บาทต่อดอลลาร์ การส่งออกจะติดลบ 2.8%
  • ค่าเงินบาท 28 บาทต่อดอลลาร์ การส่งออกจะติดลบ 5%

นอกจากนี้ สรท. มีข้อเสนอแนะที่สำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ได้แก่

  1. อำนวยความสะดวกการใช้บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) สำหรับการชำระค่าสินค้าและบริการภายในประเทศ ได้แก่
    • ขอให้ ธปท. สนับสนุนปรับปรับปรุงกฎระเบียบที่เอื้อต่อการโอนเงินให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการภายในประเทศในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การค้าระหว่างประเทศและมีการดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ สามารถชำระค่าสินค้าและบริการในสกุลเงินต่างประเทศผ่านบัญชี FCD ในรูปแบบธุรกิจกับธุรกิจได้
    • ผลักดันให้ ธปท. พิจารณาจัดตั้งสำนักหักบัญชีในประเทศไทย (Clearing House) เพื่อลดระยะเวลาดำเนินงานซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถรับทราบสถานะการชำระเงินผ่านบัญชี FCD ได้อย่างรวดเร็ว
  2. บริหารจัดการค่าธรรมนียมทางการเงิน ได้แก่
    • สรท. ขอให้ ธปท. เข้าควบคุมส่วนต่างค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านบัญชี FCD ของธนาคารพาณิชย์ในไทย
    • พิจารณาค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมธนาคารพาณิชย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
      • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
      • ค่าธรรมเนียมการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน เช่น Forward หรือ Option เพื่อไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งอยู่ก่อนแล้ว

ที่มา – สยามรัฐ, สำนักข่าวอินโฟเควสต์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-export-2020-maybe-worsen-if-thai-baht-stronger-to-28-thb-per-usd-thai-national-shippers-council-says/

กสิกรไทย คาดปีหน้าส่งออกไปเพื่อนบ้านไม่เติบโต แถมเวียดนามไม่ง้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้น

มุมมองจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย นั้นมองว่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ในปีหน้าจะยังหดตัวต่อเนื่องจากปีนี้ สาเหตุหลักๆ มาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กดดันประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้

ท่าเรือแหลมฉบัง Thailand Port Container
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย นั้นมองว่า การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งปี ในปี 2562 จะหดตัว 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่การส่งออกในปีหน้ามีแนวโน้มจะเผชิญความเสี่ยงเชิงลบมากขึ้น​หลังจากที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้หดตัวถึง 6.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนค่าและอุปสงค์ที่ชะลอตัว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า ถ้าหากไม่นับรวมการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปและทองคำ การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในช่วง 9 เดือนแรกของปียังสามารถเติบโตที่ 0.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงอย่างมากจากการเติบโตที่ 10.8% ในปีก่อนหน้า โดยอุปสงค์ที่ชะลอลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยไปยัง CLMV นั้นชะลอลงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพม่าและลาวที่เศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแรงลงอย่างมาก ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้าทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศ

ทางด้านของการบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามยังคงค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงลงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาและเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกสูง และส่งผลให้การบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนที่อ่อนแรงลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าทุนของไทยไปยัง CLMV ชะลอลงตามไปด้วย อีกทั้ง สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านชะงักงันตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังเวียดนามซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสงครามการค้าที่ส่งผลให้การส่งออกของเวียดนามชะลอตัวลง

ยิ่งไปกว่านั้น สงครามการค้าก่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เวียดนามลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ

มองปีหน้ายังแย่อยู่

สำหรับมุมมองปี 2563 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในปี 2563 จะหดตัวต่อเนื่องที่ 2.0% ท่ามกลางอุปสงค์ที่มีแนวโน้มชะลอลง ประกอบกับราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่มีทิศทางลดลง และคาดว่าสงครามการค้าที่น่าจะยืดเยื้อไปจนถึงกลางปี 2564 จะยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งหลักของการค้าโลกและส่งผลกระทบต่ออุปสงค์โลกให้ชะลอตัวลง

นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะยังคงมีโมเมนตัมชะลอลงอย่างต่อเนื่อง และบั่นทอนเศรษฐกิจประเทศในกลุ่มอาเซียนต่อไปโดยอุปสงค์ภายในประเทศอาเซียนที่อ่อนแรงจะส่งผลกระทบให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้ชะงักงัน ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงลบที่เพิ่มสูงขึ้น

การส่งออกของไทยไปยังกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม รวมถึงอินโดนีเซีย น่าจะชะลอลงอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจของลาว พม่า และอินโดนีเซีย น่าจะมีความเปราะบางมากที่สุด ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มจะหดตัวอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของเวียดนามและกัมพูชาน่าจะยังคงพอมีแรงขับเคลื่อนให้ยังเติบโตไปได้ แต่เศรษฐกิจโลกที่ซบเซาน่าจะยังคงกดดันอุปสงค์ของเวียดนามและกัมพูชาให้ชะลอลงต่อไป

ที่มา – บทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-forecasts-th-export-2020-to-clmv-decline-2-percent-effect-from-slow-growth/

ส่งออกไทยเดือนกันยายน ติดลบ 1.4% ข้าวไทยส่งออกติดลบ 32.2% ยังไม่ฟื้นตัว

ตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนกันยายนแย่กว่านักวิเคราะห์คาดไว้ โดยติดลบ 1.4% ขณะที่การส่งออกข้าวไทยยังพบปัญหาเรื่องของค่าเงินบาททำให้ไม่สามารถแข่งขันได้

Containers Port Bangkok Thailand
ภาพจาก Shutterstock

สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนกันยายนที่ผ่านมาติดลบ 1.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แย่กว่านักวิเคราะห์ได้คาดไว้ว่าจะเติบโตที่ 2.7% สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน รวมไปถึงผลกระทบจากสงครามการค้าที่แย่กว่าคาด ทำให้กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยส่งออกนั้นยังหดตัวต่อเนื่อง แต่ถ้าไม่นับการส่งออกกับทองคำนั้นภาคการส่งออกของไทยจะติดลบ 1.1%

ตลาดหลักของการส่งออกไทยในเดือนกันยายนหดตัวมากที่สุดคือสหภาพยุโรป อาเซียน แต่ได้การเติบโตจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมไปถึงประเทศจีนที่ยังเติบโต สำหรับตลาดศักยภาพรอง เช่น ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง รัสเซียและ CIS ยังหดตัวในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

สินค้าอุตสาหกรรมส่งออกของไทยเริ่มที่จะฟื้นตัว เช่น การส่งออกรถยนต์ที่กลับมาเติบโตในรอบ 6 เดือน โดยได้ส่งออกไปที่ประเทศจีน และภูมิภาคอื่นๆ เป็นต้น แต่สำหรับสินค้าที่ยังได้รับผลกระทบคือ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรไทยที่น่าสนใจในเดือนนี้คือน้ำตาลกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากฟิลิปปินส์อนุมัติให้เอกชนนำเข้าน้ำตาลทรายได้ นอกจากนี้ค่าเงินรีลของบราซิลแข็งค่าขึ้นทำให้น้ำตาลไทยได้โอกาสเจาะตลาด สำหรับสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ยังเติบโต เครื่องดื่ม ไก่สดแช่แข็ง รวมไปถึงผักและผลไม้สดรวมถึงแปรรูป

สำหรับข้าวไทยที่เป็นสินค้าเกษตรหลักยังไม่มีจุดฟื้นตัวแต่อย่างใดนัก โดยเดือนกันยายน ข้าวไทยส่งออกติดลบ 32.2% ปัญหาใหญ่มาจากเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่า ขณะที่ประเทศนำเข้าข้าวไทยในแอฟริกา เช่น เบนิน โมซัมบิก ก็ลดจำนวนนำเข้าลง ขณะที่จีนและเมียนมาร์ก็กลายเป็นคู่แข่งส่งออกหลักของไทยไปแล้ว

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์เองตั้งเป้าเร่งขยายการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ และสินค้าอุตสาหกรรมที่เติบโตดี โดยมีการจับคู่ธุรกิจเอกชนในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น

  • ประเทศจีน ส่งออกมันสำปะหลังกับมะพร้าวน้ำหอม
  • อินเดีย ไม้ ยางพารา เฟอร์นิเจอร์
  • ตุรกี เน้นส่งออกยาง
  • อิรัก ส่งออกข้าวไทย

ขณะเดียวกันทางกระทรวงยังให้ความสำคัญในการสร้างพันธมิตรทางการค้า เช่น RCEP FTA รวมไปถึงการฟื้นการเจรจา FTA ระหว่างสหภาพยุโรปด้วย

ที่มา – สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-export-september-2019-minus-1-4-percent-worst-than-analysis-forecasts/

พิษสงครามการค้า ส่งออกไทยเดือนสิงหาคมติดลบ 4% ขณะที่ข้าวไทยส่งออกติดลบ 44.7%

แรงกดดันจากสงครามการค้าทำให้ภาคการส่งออกของไทยกลับมาติดลบอีกครั้ง โดยเดือนสิงหาคมภาคการส่งออกของไทยติดลบอยู่ที่ 4% หลังจากเดือนที่ผ่านมากลับมาเติบโตได้ดี

Thailand Export Containers Shipping
ภาพจาก Shutterstock

พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกของไทยเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาติดลบ 4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และติดลบเป็นเดือนที่ 6 จากการส่งออกทั้งหมด 8 เดือนของประเทศไทย แต่ถ้าหักสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและทองคำออกไปแล้วส่งออกไทยจะติดลบถึง 7.3%

สาเหตุหลักมาจากปัญหาของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเป็นหลัก ส่งผลทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงผลกระทบดังกล่าวทำให้การส่งออกสินค้าของไทยไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียนติดลบ 23.9% เอเชียใต้ติดลบ 20% อินเดียติดลบ 20% ยุโรปติดลบ 6.2% ญี่ปุ่นติดลบ 1.2% ขณะที่การส่งออกไปยังประเทศจีนติดลบที่ 2.7%

ตลาดส่งออกของไทยที่ยังเติบโตประกอบไปด้วย สหรัฐอเมริกา เติบโต 5.8% ทวีปออสเตรเลีย 15.8% ตะวันออกกลาง 5.3%

ปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบ ประกอบไปด้วยค่าเงินบาทที่แข็งค่า รวมไปถึงอุปทานส่วนเกินในตลาดโลกที่เป็นแรงกดดัน ซึ่งถ้าหากคิดรวม 8 เดือนที่ผ่านมาการส่งออกของไทยติดลบที่ 2.2% ดุลการค้าอยู่ที่ 6,106 ล้านเหรียญสหรัฐ

สินค้าอุตสาหกรรมกของไทยที่ได้รับผลกระทบได้แก่ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ รถยนต์และส่วนประกอบ ขณะที่สินค้าส่งออกที่ทำได้ดีและยังเติบโตคือทองคำ อัญมณี รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ โทรทัศน์และส่วนประกอบ

ขณะที่สินค้าทางการเกษตรที่ได้รับผลกระทบหนักคือข้าวที่ส่งออกติดลบถึง 44.7% เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นหลัก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ติดลบ 23.9% ขณะที่สินค้าทางการเกษตรส่งออกไปได้ดีและเติบโตคือ ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ผักและผลไม้ รวมไปถึงน้ำตาลทราย

โดยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ยังคงตัวเลขประเมินว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ 0% และเชื่อว่าสหรัฐจะยังไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในส่วนที่เหลือ

ที่มา – กระทรวงพาณิชย์, ไทยพีบีเอส

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-export-decline-again-august-2019-minus-4-percent/

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเชื่อ Brexit แบบไม่มีข้อตกลง เป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเชื่อ Brexit แบบไม่มีข้อตกลง เป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย เนื่องจากไม่ติดเรื่องของสิทธิพิเศษภาษีเหมือนอดีต และเชื่อศักยภาพของสินค้าไทย

Klong Toei Port Bangkok ท่าเรือคลองเตย
ภาพจาก Shutterstock

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่สหราชอาณาจักรได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ บอริส จอห์นสัน ซึ่งได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแทน เทเรซ่า เมย์ มีความเป็นไปได้สูงว่าสหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปแบบไม่มีข้อตกลง ซึ่งเส้นตายอยู่ที่วันที่ 31 ตุลาคมที่จะถึงนี้

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คาดว่าสหราชอาณาจักรจะประกาศอัตราภาษีนำเข้าเป็นการชั่วคราว กับประเทศคู่ค้าต่างๆ ภายหลังออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปแล้ว นอกจากนี้ประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่มีความตกลงการค้ากับสหราชอาณาจักรจะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกัน ซึ่งไทยรวมอยู่ในข้อนี้ด้วย

โดยสหราชอาณาจักรจะเก็บภาษีที่ 0% หรือยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้ากว่า 87% ของรายการสินค้าทั้งหมด สำหรับสินค้าที่เหลือ สหราชอาณาจักรจะยังคงเก็บภาษีนำเข้าอยู่ แต่จะเก็บในอัตราที่เท่ากันหรือต่ำกว่าสมัยที่ยังเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังคาดว่าสหราชอาณาจักรจะปรับเปลี่ยนกฎการค้าและการลงทุนให้ยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อที่จะดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้จะเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกไทย เพราะสินค้าส่วนใหญ่ที่ไทยส่งออกจะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ จากเดิมที่อาจเคยเสียเปรียบเพราะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) หรือไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางด้านภาษีผ่าน FTA

อรมน ยังได้กล่าวเสริมว่า ผู้ประกอบการไทยควรจะหาโอกาสจากการยกเลิกภาษีของสหราชอาณาจักรหลังจาก Brexit ส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพสูง เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารสำเร็จรุป เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์จากยาง เป็นต้น

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ามีมุมมองว่าภาคการส่งออกของไทยในส่วนที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออก การเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ ซึ่งคาดว่าสหราชอาณาจักรก็เป็นตลาดหนึ่งที่ไทยจับตามองจากเรื่องของ Brexit

การค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในช่วง 7 เดือนแรกมีการส่งออกสินค้าไปมูลค่ากว่า 3,829 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าสินค้ามูลค่า 1,470 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยคือ รถยนต์ ไก่แปรรูป รถจักรยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น

ที่มา – Manager Online, INN News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-moc-believe-uk-brexit-no-deal-is-good-for-thai-export/

ส่งออกไทยเดือนกรกฎาคมกลับมาโต 4.28% บวกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ดีกว่านักวิเคราะห์คาดไว้

ตัวเลขการส่งออกของไทยกลับมาเติบโตอีกครั้งในรอบ 5 เดือน ดีกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ นอกจากนี้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าคาดว่าช่วงที่เหลือของปีภาคการส่งออกของไทยจะมีทิศทางดีขึ้น

Bangkok Port
ภาพจาก Shutterstock

พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. กล่าวว่า การส่งออกไทยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน โดยเติบโต 4.28 % ดีกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ที่ -2.1% แต่หากถ้าหักมูลค่าส่งออกทองคำและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันออก มูลค่าการส่งออกเดือนกรกฎาคมจะขยายตัว 1.55%

สำหรับการส่งออกของไทยที่กลับมาเป็นบวกนั้น ผู้อำนวยการ สนค. ได้กล่าวว่า เป็นปัจจัยจากผลกระทบสงครามการค้าที่เริ่มลดลง การส่งออกสินค้าใหม่ๆ เช่น สินค้าเกษตร อาหาร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ฯลฯ ไปยังสหรัฐ ซึ่งทดแทนการส่งออกไปยังประเทศจีน และยังรวมไปถึงความต้องการทองคำในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

โดยยอดการส่งออกของไทยใน 7 เดือนแรกปีนี้นั้น การส่งออกของไทยมีมูลค่า 144,176 ล้านดอลลาร์ ลดลง 1.91% ขณะที่ดุลการค้า 7 เดือนของไทยนั้นยังเกินดุลการค้าที่ 63,363 ล้านบาท การส่งออกของไทยไปตลาดหลักยังคือ จีน สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ายังมีมุมมองว่าภาคการส่งออกของไทยในส่วนที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออก การเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ รวมไปถึงแผนผลักดันการส่งออกของไทยจากคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนกระทรวงพาณิชย์ ทำให้คาดว่าไตรมาส 4 ของปีนี้จะมีภาคการส่งออกของไทยจะมีโอกาสกลับมาขยายตัวได้อีกรอบ

ขณะที่ความเสี่ยงของภาคการส่งออกของไทยคือ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากเรื่องสงครามการค้า ทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านการค้า

ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-export-growth-more-than-analyst-forecasts-plus-4-28-percent/