คลังเก็บป้ายกำกับ: epic_games

เผยเอกสารเก่า Apple ทำทุกทางให้ Netflix กลับมาใช้ In-App Purchase ของ App Store

คดีความผูกขาดและการปะทะระหว่าง Apple และ Epic เผยให้เห็นรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม โดยเว็บไซต์ 9to5Mac พบเอกสารอีเมลส่งกันภายในองค์กรในปี 2018 ที่ระบุว่า Apple พยายามยับยั้งไม่ให้ Netflix ทดสอบยกเลิกระบบ IAP ของ Apple (In-App Purchase) เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนหักส่วนแบ่ง 30% โดย Apple พยายามทำทุกทาง แสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจของ Netflix ส่งผลต่อ Apple อย่างมาก

Carson Oliver ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการธุรกิจ App Store ระบุในอีเมลว่า จากการตัดสินใจของ Netflix ที่จะทดสอบไม่รับสมาชิกผ่าน App Store นั้นจะส่งผลต่อประสบการณ์ลูกค้า และโอกาสในการร่วมมือกันทางการตลาดระหว่าง Apple และ Netflix นอกจากนี้ Oliver ยังระบุถึงมาตรการโต้กลับ Netflix ด้วยเช่น ดึงเนื้อหาของ Netflix ออกจากแพลตฟอร์มในช่วงการทดสอบ

alt="Netflix"

ในอีเมลยังเผยเอกสารพรีเซนเทชั่นแผนการของ Apple ในการยับยั้งการทดสอบของ Netflix พยายามโน้มน้าวว่า ค่าคอมมิชชั่นของ Apple นั้นสมเหตุสมผล และจะใช้แผนจูงใจเช่น ทำเนื้อหาโปรโมท Netflix ใน App Store โดยจะโปรโมทให้มากกว่าพาร์ทเนอร์รายอื่น เข้าถึงผู้อ่าน 16.5 ล้านรายทั่วโลก เพิ่มโอกาสการดาวน์โหลด 6-7%

นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ในรายละเอียดปลีกย่อยอย่าง แพ็กเกจบันเดิลกับ Apple TV, ความยืดหยุ่นในการยกเลิกสมาชิก, ทุ่มทุนการตลาดให้ Netflix ในช่องทางต่างๆ ทั้งใน App Store ช่องทางค้นหา อีเมลมาร์เกตติ้ง และโปรโมท Netflix ในร้านค้าด้วยการสาธิตเดโม่ เป็นต้น

แต่สุดท้ายแล้วความพยายามของ Apple ไม่เป็นผล เพราะ Netflix ยกเลิกระบบ IAP ไปอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2018 ประเด็นเรื่อง IAP กำลังถูกตั้งคำถามจากนักพัฒนาภายนอก และเรื่องราวถึงศาลแล้วโดย Epic ยื่นฟ้อง Apple เรื่องผูกขาด

No Description

จากการไต่สวนยังเผยเอกสารอื่นๆ ที่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมต่อสาธารณชน ไม่ว่าจะเป็น Apple ไม่ทำ iMessage เวอร์ชั่น Android เพราะไม่อยากเสียผู้ใช้ไปจาก iOS, ไมโครซอฟท์มีแผนปรับค่าธรรมเนียมฝั่ง Xbox ลงมาที่ 12% ชี้ให้เห็นว่าค่าธรรมเนียม 30% นั้นไม่ยุติธรรม

อ่านมหากาพย์ข้อพิพาทระหว่าง Apple และ Epic ได้ ที่นี่

ที่มา – 9to5Mac

from:https://www.blognone.com/node/122557

เผยรายได้ Epic ปี 2020 สูงถึง 5.1 พันล้านดอลลาร์, รายได้เกม Fortnite สูงสุดปี 2018

คดีระหว่าง Epic กับ Apple เริ่มต้นการไต่สวนในศาลแล้ว จึงมีข้อมูลใหม่หลุดออกมาเรื่อยๆ อีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจคือรายได้ของเกมดังแห่งยุค Fortnite ที่เปิดเผยเป็นครั้งแรก (Epic ไม่ได้เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์)

  • รายได้ปี 2018 ที่ 5.5 พันล้านดอลลาร์
  • รายได้ปี 2019 ที่ 3.7 พันล้านดอลลาร์
  • รายได้ปี 2020 ยังไม่เป็นทางการ (เอกสารยื่นต่อศาลในเดือนมกราคม 2020) คาดว่าที่ 2.8 พันล้านดอลลาร์

เหตุผลที่ Epic ประเมินว่ารายได้ของ Fortnite ลดลงในปีหลังๆ มาจากสภาพการแข่งขันในตลาด จำนวนผู้เล่นลดลง (ตามปกติของเกมทั่วไป) และผู้เล่นซื้อไอเทมตกแต่งในเกมน้อยลง

No Description

ส่วนรายได้ของบริษัท Epic ทั้งบริษัท ที่มีรายได้จากช่องทางอื่นๆ เช่น การขายไลเซนส์ Unreal หรือร้านขายเกม Epic Games Store ด้วยคือ

  • รายได้ปี 2018 ที่ 5.6 พันล้านดอลลาร์
  • รายได้ปี 2019 ที่ 4.2 พันล้านดอลลาร์
  • รายได้ปี 2020 ที่ 5.1 พันล้านดอลลาร์ (ตัวเลขนี้มาจาก Tim Sweeney ให้ข้อมูลต่อศาลโดยตรง)

ปัจจัยที่ทำให้รายได้พุ่งในปี 2020 น่าจะเป็นเรื่อง COVID-19 ทำให้ยอดผู้เล่นเพิ่มขึ้น (และตัวเลขคาดการณ์รายได้ 2.8 พันล้านดอลลาร์น่าจะผิดจากความจริงไปมาก) ส่วนจำนวนผู้เล่น Fortnite นั้น Sweeney ให้ตัวเลขที่ 400 ล้านคนที่ลงทะเบียนในระบบ

รายได้มหาศาลของเกม Fortnite คงไม่น่าแปลกใจนักว่าทำไม Epic ถึงทุ่มเทกับ Epic Games Store อย่างมาก แม้ขาดทุนมากเช่นกัน

ที่มา – IGN

from:https://www.blognone.com/node/122500

Epic เผย PlayStation เรียกเก็บเงินเพิ่ม ถ้าอยากให้เกมเล่น cross-play ข้ามแพลตฟอร์ม

การไต่สวนคดีความระหว่าง Epic Games กับ Apple ทำให้รายละเอียดต่างๆ จากบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง หลุดมาให้สาธารณะชนได้รับรู้มากมาย หลังก่อนหน้านี้ข้อมูลในศาลยืนยันว่า Apple จงใจไม่ทำ iMessage บน Android เพราะกลัวส่วนผู้ใช้หนีจาก iOS ง่ายขึ้น

ล่าสุดมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า แพลตฟอร์ม PlayStation ของ Sony เป็นเจ้าเดียวที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หากนักพัฒนาอยากให้เกมสามารถเล่นข้ามแพลตฟอร์มได้ด้วยฟีเจอร์ cross-play แล้วส่งผลให้สัดส่วนรายได้บน PlayStation Network ลดลง จะต้องจ่ายเงินเพิ่มให้ Sony

เอกสารที่เปิดเผยในชั้นศาล เป็นอีเมลจาก Joe Kreiner หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Epic Games ในช่วงปี 2018 ที่พยายามยื่นข้อเสนอกับ Sony แบบสุดตัวเพื่อให้เกม Fortnite เล่นข้ามแพลตฟอร์มได้ ทั้งยอมมอบข้อมูลการตลาดให้ ยอมยกเครดิตให้ Sony ทั้งหมดหากมีการแถลง cross-play ไปจนถึงยอมยืดอายุการใช้งานไลเซนส์ Unreal Engine 4 ให้ แต่ Sony ก็ยังไม่ยอม และตอบกลับว่า “…ยังไม่เห็นว่าการเล่นแบบ cross-console (cross-play) จะมีประโยชน์ต่อธุรกิจ PlayStation ได้ยังไง”

No Descriptionเอกสารอีเมลของ Joe Kreiner

Sony เปลี่ยนใจภายหลัง ในช่วงปี 2019 โดยคิดนโยบายเก็บเงินเพิ่มจากการอนุญาตให้เกมเล่น cross-play ได้ ในเอกสารของ Sony มีรายละเอียดว่า หากเปอร์เซ็นต์รายได้บน PSN หารด้วยเปอร์เซ็นต์ของผู้เล่นบน PS4 น้อยกว่า 0.85 นักพัฒนาจะต้องจ่ายเงินเพิ่มให้กับ Sony เป็นจำนวนเงินเท่ากับ 15% ของรายได้จากทุกแพลตฟอร์มคูณด้วยเปอร์เซ็นต์สัดส่วนผู้เล่นบน PS4 และลบด้วยรายได้บน PSN ในเดือนนั้น (ดูรายละเอียดตัวอย่างในรูปด้านล่าง)

No Descriptionตัวอย่างโมเดลเก็บเงินของ Sony

Tim Sweeney ซีอีโอของ Epic Games ยืนยันว่า PlayStation เป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ทำแบบนี้ และอธิบายเพิ่มเติมว่าถ้ามีคนเล่นบน PS4 แต่จ่ายเงินบน iPhone เยอะ ทำให้ Epic ต้องเสียค่าปรับนี้ และ Epic ก็ต้องตกลงจ่ายค่าเงินส่วนนี้ก่อน Sony ถึงจะยอมเปิดให้เล่น cross-play แต่ก็ยังไม่จบ เพราะมีข้อบังคับห้ามนำเงินในเกมข้ามแพลตฟอร์ม และต้องมีตัวเลือกให้ผู้เล่นปิด cross-play ได้เสมออีก

ช่วงหลังมานี้ PlayStation มีพฤติกรรมไม่เป็นมิตรกับผู้บริโภคหลายอย่าง ทั้งเตรียมปิดร้านขายเกมรุ่นเก่า และทำให้เกมของผู้เล่นหายไปทั้งหมด แต่โดนก่นด่าจากชาวเน็ตจนยอมเปลี่ยนใจ และยังจะมีข้อมูลนี้หลุดออกมา ทำให้เห็นว่า PlayStation เห็นความสำคัญของเงินมากกว่าประสบการณ์ของผู้บริโภคอีก คงต้องติดตามว่า Sony จะเร่งแก้ภาพลักษณ์ให้กับ PlayStation ได้หรือไม่ และจะทำอย่างไรต่อไป

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/122495

Epic Games อยากให้ Apple เป็นเหมือน Android, แต่ Apple ไม่อยากเป็น

การพิจารณาคดีระหว่าง Epic Games กับ Apple ได้เริ่มขึ้นแ […] More

from:https://www.iphonemod.net/epic-games-wants-apple-to-be-android.html

เอกสารจาก Epic เผย ไมโครซอฟท์เตรียมลดค่าธรรมเนียมขายเกม Xbox เหลือ 12%

ต่อจากข่าว Microsoft Store ปรับค่าธรรมเนียมขายเกมพีซี จาก 30% เหลือ 12% เท่า Epic Store ก็เกิดคำถามตามมาทันทีว่า ค่าธรรมเนียมขายเกมบน Xbox Games Store จะปรับลดลงมาหรือไม่

เว็บไซต์ The Verge ไปค้นเจอในเอกสารของ Epic Games ที่เปิดสงครามกฏหมายกับแอปเปิลเรื่องค่าธรรมเนียม App Store ว่ามีข้อมูลจากไมโครซอฟท์ที่ส่งให้ Epic สู้คดีในศาล ระบุว่าไมโครซอฟท์มีแผนปรับค่าธรรมเนียมฝั่ง Xbox ลงมาที่ 12% เท่ากันด้วย

Epic นำเอกสารนี้ไปสู้คดีในศาล โดยเป็นหลักฐานสนับสนุนว่าค่าธรรมเนียม 30% ไม่เป็นธรรม และอย่างน้อยๆ มีไมโครซอฟท์หนึ่งรายที่เตรียมลดค่าธรรมเนียมลงมา

No Description

เอกสารนี้ถูกใช้ในศาลตั้งแต่เดือนมกราคม 2021 (แต่ไม่เคยมีใครสังเกตเห็นจนเป็นข่าว) ระบุว่าปัจจุบันไมโครซอฟท์คิดค่าธรรมเนียมขายเกมที่ 30% แต่จะปรับลดลงมาเหลือ 12% ภายในครึ่งแรกของปี 2021 (H1 CY21) ซึ่งเกิดขึ้นจริงแล้วสำหรับฝั่ง Microsoft Store บนพีซี

ตัวแทนของไมโครซอฟท์ตอบคำถามของ The Verge ว่ายังไม่มีข่าวประกาศเรื่องฝั่ง Xbox ในตอนนี้ แต่หากมันเกิดขึ้นจริงตามแผน ก็จะกระทบไปยังคู่แข่งฝั่งคอนโซลอย่างโซนี่และนินเทนโด ที่คิดค่าธรรมเนียม 30% เช่นกัน

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/122478

Epic Games ซื้อกิจการ ArtStation เว็บซื้อขายงานอาร์ท-กราฟิก ต่อยอด Unreal Engine

Epic Games เข้าซื้อกิจการ ArtStation เว็บไซต์ซื้อขายแลกเปลี่ยนงานอาร์ทและกราฟิก เพื่อต่อยอดตลาดครีเอเตอร์ที่ใช้งาน Unreal Engine

ArtStation บอกว่ามีสายสัมพันธ์กับ Epic Games มาตั้งแต่ปี 2014 โดยเป็นความร่วมมือกับทีม Unreal Engine

หลังการซื้อกิจการ ArtStation จะยังบริหารงานเป็นอิสระจาก Epic Games ดังเดิม และเนื้อหาบนแพลตฟอร์มก็สามารถใช้ได้กับทุกคน แม้ไม่ได้ใช้ Unreal Engine ก็ตาม

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ ArtStation ปรับลดค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์มลงทันที จากเดิม 30% ลงมาเหลือ 12% ตามเรตมาตรฐานของ Epic และหากเป็นสมาชิกแบบ Pro ก็จะลดจาก 20% ลงมาเหลือ 8% ด้วย

ก่อนหน้านี้ Epic Games เพิ่งซื้อบริษัท RAD Tools เข้ามาเสริมทีม Unreal เช่นกัน นอกเหนือจากการซื้อค่ายเกมหลายค่ายในช่วงหลัง (ล่าสุดคือ Fall Guys)

ที่มา – ArtStation, Epic Games, VentureBeat

No Description

from:https://www.blognone.com/node/122469

Epic Games รับเงินทุนใหม่อีก 1 พันล้านดอลลาร์ มูลค่ากิจการ 2.87 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว

กลุ่มนักลงทุนรอบนี้ประกอบด้วยโซนี่ ซึ่งถือเป็นผู้ลงทุนหลักในความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ลงทุนเพิ่มเติมอีก 200 ล้านดอลลาร์ (ก่อนหน้านี้ 250 ล้านดอลลาร์) ส่วนนักลงทุนรายอื่นได้แก่ Appaloosa, Baillie Gifford, Fidelity, GIC, KKR, AllianceBernstein และนักลงทุนอีกหลายราย โดยหลังการเพิ่มทุนรอบนี้ Tim Sweeney ซีอีโอ Epic Games ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทต่อไป

Sweeney บอกว่าเงินลงทุนรอบนี้จะนำมาใช้ขยายงานปัจจุบันทั้ง Fortnite, Rocket League และ Fall Guys รวมทั้งนำมาพัฒนาสินค้าและบริการอย่าง Unreal Engine และ Epic Games Store

ที่มา: Epic Games

alt="Epic Games"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122170

เผย Epic Games จ่ายค่าเอ็กซ์คลูซีฟ 444 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 และยังขาดทุนอยู่มาก

คดีระหว่าง Apple และ Epic Games ทำให้เราเห็นข้อมูลภายในหลายอย่างปรากฏในเอกสารคำฟ้อง เช่น เหตุผลที่ไม่มี iMessage บน Android คราวนี้เป็นข้อมูลของฝั่ง Epic Games บ้าง

ตัวเลขล่าสุดที่เปิดเผยคือ Epic Games จ่ายเงินค่าเอ็กซ์คลูซีฟให้บริษัทเกมเป็นเงินรวม 444 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 โดยตัวเลขนี้คือการันตีรายได้ขั้นต่ำให้บริษัทเกม หากยอมแลกกับการไม่นำเกมลงขายบน Steam เป็นเวลา 1 ปี (ก่อนหน้านี้เคยมีตัวเลขของเกม Control ที่ 10.45 ล้านดอลลาร์)

หากเรานำเลข 444 ล้านดอลลาร์ มาคำนวณจากรายได้ประจำปี 2020 ของ Epic Games Store ระบุว่า Epic มีรายได้จากเกม third party ที่ 265 ล้านดอลลาร์ เท่ากับว่า Epic ขาดทุนจากส่วนนี้อยู่ 179 ล้านดอลลาร์ แต่ในคำฟ้องของ Apple ก็ระบุว่าถ้ารวมตัวเลขของปี 2019 ด้วย ตัวเลขขาดทุนจะอยู่ราว 330 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ที่มา – PCGamer, IGN

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122132

Apple ยอมรับ ไม่ทำ iMessage เวอร์ชั่น Android เพราะไม่อยากเสียผู้ใช้ไปจาก iOS

ข้อพิพาทระหว่าง Epic Games กับ Apple ทำให้เกิดการฟ้องร้องกันไปมาในหลายศาลทั่วโลก และล่าสุด เอกสารในชั้นศาลของ Epic Games (หน้า 21) ที่เตรียมนำมาใช้โต้แย้งเรื่องการผูกขาดบน App Store จากกรณีที่ Fortnite ของ Epic Games ทำระบบจ่ายเงินเองบน iOS จนถูก App Store แบน

ในเอกสารมีข้อความคำให้การจาก Eddy Cue รองประธานอาวุโสฝ่าย Internet Software and Services ของ Apple ที่ระบุว่า Apple สามารถทำแอพแชท iMessage เวอร์ชั่น Android ที่สื่อสารข้ามแพลตฟอร์มกับ iOS ได้ แต่ผู้บริหารหลายคนลงความเห็นว่าจะไม่ทำ เพราะไม่อยากสูญเสียผู้ใช้ไปจากอีโคซิสเท็มของ iOS

รายงานการสอบสวนแสดงให้เห็นว่า Epic พยายามโยงข้อเท็จจริงว่าแอปแปิลครองตลาดแอปบน iOS อย่างเบ็ดเสร็จ และพยายามล็อกไม่ให้ผู้ใช้ข้ามไปใช้แพลตฟอร์มอื่น ขณะเดียวกันกระบวนการตั้งราคาค่าธรรมเนียมก็ไม่ได้สนใจต้นทุนการให้บริการนักเนื่องจากไม่มีการแข่งขัน

Cue ยังให้การว่า Apple ตัดสินใจจะไม่ทำ iMessage เวอร์ชั่น Android ตั้งแต่ปี 2013 และระบุว่า Craig Federighi รองประธานฝ่าย Software Engineering และผู้บริหารที่ดูแล iOS (คนที่แง้มจอ Macbook M1) กล่าวว่า “การทำ iMessage บน Android จะเป็นการขจัดอุปสรรคของครอบครัวที่ใช้ iPhone ในการซื้อมือถือ Android ให้ลูกๆ” หรือพูดงายๆ คือล็อก iMessage ไว้ พ่อแม่จะได้ซื้อ iPhone ให้ลูกต่อไป

เขายังระบุอีกว่า Phil Schiller ผู้บริหารฝั่ง App Store ก็เห็นด้วยว่า Apple ไม่ควรทำ iMessage เวอร์ชั่น Android และยืนยันว่าการทำ iMessage เวอร์ชั่น Android จะส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อ Apple หลังมีพนักงานส่งอีเมลภายในว่า iMessage คือเหตุผลอันดับ 1 ที่ล็อกผู้ใช้ไว้ในจักรวาลแอพของ Apple

อย่างไรก็ตาม การกระทำนี้ไม่ผิดกฎหมาย และอาจไม่ส่งผลอะไรในระยะยาวนัก นอกจากเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสนับสนุนประเด็นอื่น Epic Games เพราะผู้ใช้และคนในวงการไอทีส่วนใหญ่รับรู้กันอยู่แล้วว่าการที่ iMessage อยู่แค่บน iOS เป็นความพยายามที่จะล็อกผู้ใช้ไว้บนอีโคซิสเท็มของ Apple เพียงแต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการยอมรับจากปากผู้บริหาร Apple โดยตรง

ที่มา – เอกสาร Epic Games กรณีฟ้อง Apple App Store via Android Police

from:https://www.blognone.com/node/122115

Google ออกกฎใหม่ ยอมลดค่าคอมมิชชันลงเหลือ 15% สำหรับผู้พัฒนาที่ทำรายได้ไม่เกิน 1 ล้าน USD ต่อปี

Google เล็งออกกฎข้อบังคับใหม่ ยอมตัดสินใจลดค่าคอมมิชชั่นสำหรับผู้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ทำรายได้จากการขายแอป และสินค้าภายในแอปไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี จากเดิม 30% เหลือเพียง 15% เท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นการลดค่าคอมมิชชั่นให้กับผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่นรายย่อยใน Play Store ที่มีจำนวนมากถึง 99% เลยทีเดียว

Google ได้ออกมาให้ข้อมูลในบล็อกผู้พัฒนาเกี่ยวกับการลดค่าคอมมิชชั่นจากการขายแอป และสินค้าภายในแอปเหลือเพียง 15% (สำหรับผู้พัฒนาที่ทำรายได้ไม่เกิน 1 ล้าน USD ต่อปี) เพื่อให้ผู้พัฒนารายย่อยได้รับมีได้เพิ่มเติม และสามารถนำเงินที่ได้ไปต่อยอดกับแอปพลิเคชั่นของตัวเอง ซึ่งสาเหตุที่ Google เลือกตั้งเพดานรายได้จากแอปไว้ที่ 1 ล้านดอลลาร์ ก็มาจากการปรึกษากับ Partner ต่าง ๆ ของ Play Store แล้วได้คำตอบว่า ขนาดผู้พัฒนาแอปที่มีรายได้ 2 ล้าน USD, 5 ล้าน USD หรือแม้กระทั่ง 10 ล้าน USD ต่อปี แอปของพวกเขาก็ยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้มั่นคงเท่าที่ควร

การเปลี่ยนราคาคอมมิชชันของ Google ในครั้งนี้ก็มีความคล้ายคลึงกับที่ Apple ทำเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ด้วยการลดราคาค่าคอมมิชชั่นจากแอปเหลือเพียง 15% สำหรับผู้พัฒนาที่ทำรายได้ไม่เกิน 1 ล้าน USD ต่อปี แต่มีความต่างอยู่ที่ว่า Apple จะทำการเก็บค่าคอมมิชชั่นทั้งหมด 30% ทันทีที่ผู้พัฒนาทำรายได้เกิน 1 ล้าน USD ในขณะที่ Google จะเก็บค่าคอมมิชชัน 30% เฉพาะรายได้ส่วนที่เกินมาจาก 1 ล้าน USD เท่านั้น

ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว เหตุการณ์เรื่อง Anti-trust และเรื่องค่าคอมมิชชั่นอันไม่เป็นธรรมของ 2 ร้านค้าแอปที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Apple App Store และ Google Play Store ได้เป็นประเด็นถกเถียงกันมาค่อนข้างนานพอสมควร ซึ่งก็มาเริ่มปะทุเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งหลังจากที่ Epic Games ออกมาตบหน้า Apple ด้วยการชักชวนผู้ใช้งานให้ไปซื้อค่าเงิน V-Bucks ในเกม Fortnite ผ่านช่องทางอื่นที่ไม่ได้ผ่าน App Store โดยตรง ซึ่งเป็นการละเมิดกฎโดยตรงตามข้อบังคับของ App Store ทำให้ Apple ต้องตัดสินใจเอาเกม Fortnite ออกจาก App Store

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็เกิดเป็นชนวนให้ผู้พัฒนาหลายรายออกมาเรียกร้องโดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือเผยความไม่เป็นธรรมเรื่องการเก็บค่าคอมมิชชั่นจากการขายแอปพลิเคชัน และสินค้าในแอปพลิเคชั่น (IAP) เป็นจำนวนถึง 30% ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนมากพอสมควร สร้างความไม่พอใจให้กับผู้พัฒนาแอปพลิเคชันมากมาย เพราะให้ความรู้สึกเหมือน Google และ Apple ได้กำไรไปฟรี ๆ จากน้ำพักน้ำแรงของผู้พัฒนาทั้งรายใหญ่ และอิสระ

โดยหลังจากที่ทาง Google เผยข้อมูลเรื่องการลดค่าคอมมิชชั่นเหลือ 15% ได้ไม่นาน ทาง Epic Games ก็ออกมาให้ความเห็นว่าถึงแม้ว่าการกระทำของ Google ในครั้งนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้พัฒนาก็จริง แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ เพราะผู้พัฒนาทุกคนก็ต้องใช้งานช่องทางการจ่ายเงินของ Google อยู่ดี ทั้ง ๆ ที่ระบบปฏิบัติการ Android  ควรจะเป็นแพลตฟอร์มที่มีอิสระภาพอย่างเต็มที่

ถึงแม้ว่าข่าวนี้อาจจะไม่ได้เป็นข่าวดีสำหรับผู้พัฒนาแอปพลิเคชันระดับท็อปของวงการอย่าง Epic Games หรือ Tencent ที่ทำรายได้เกิน 1 ล้าน USD ต่อปี อย่างสบาย ๆ แต่การลดค่าคอมมิชชันถึง 15% ให้กับผู้พัฒนารายย่อยที่มีจำนวนถึง 99% บน Play Store ถือว่าเป็นการลดรายได้ของ Google อยู่มากโขเลยทีเดียว โดยข้อตกลงที่กล่าวมาทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2021 เป็นต้นไป ส่วนการกระทำนี้จะสร้างความเชื่อใจให้กับผู้พัฒนา หรือจะช่วยให้ Google และ Apple รอดพ้นจากการฟ้องร้อง Anti-trust ได้หรือไม่ ก็ต้องรอดูกันต่อไปครับ

 

Source: AndroidDeveloper Via XDA-Developer

from:https://droidsans.com/google-issued-new-regulation-decrease-half-of-the-original-iap-comissions/