คลังเก็บป้ายกำกับ: ENTREPRENEUR

คุยกับชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องเท่ห์แต่ต้องมี Mindset ผู้ประกอบการ

ยุคนี้การทำธุรกิจแบบ Start up กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนไทยจำนวนมาก ที่มีความฝันอยากจะเริ่มต้นใช้แนวคิด และ Passion ของตัวเอง มาสร้างเป็นธุรกิจแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน

ภาพจาก Shutterstock

ความจริงแล้วการเริ่มต้นทำธุรกิจแบบ Start up ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบที่หลายๆ คนคิดเสมอไป ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจ Start up ได้ สิ่งสำคัญที่ควรมีอันดับแรกๆ คือ ความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

Brand Inside ได้มีโอกาสไปคุยกับ พี่ไวท์ ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้ง Wecosystem โรงเรียนสำหรับผู้ประกอบการ ให้คำปรึกษาทั้ง Start up และธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง ว่าผู้ประกอบการธุรกิจในยุคนี้ จะต้องรู้ทักษะอะไร และจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจ

ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้ง Wecosystem

อยากเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่เรื่อง Passion

พี่ไวท์ เริ่มต้นเล่าว่า สิ่งแรกๆ ที่ผู้ประกอบการหรือคนทำธุรกิจต้องมี คือ Mindset โดยต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) คืออะไร ต้องทำงานแบบไม่มีวันหยุด การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่ความเท่ห์ แต่มีทั้งความลำบากและความเสี่ยง

ผู้ประกอบการบางคนทำธุรกิจ โดยเอาบ้าน เอารถยนต์ตัวเองไปจำนอง เพื่อเอาเงินมาใช้กับบริษัท แต่พี่ไวท์เสริมว่า “คนเป็นผู้ประกอบการจะไม่รู้จักความเสี่ยง เพราะคนที่กลัวก็จะไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ”

Business Model Canvas ภาพจาก Shutterstock

อย่างที่ 2 ที่คนเป็นผู้ประกอบการควรรู้ คือ Business Model Canvas คนทำธุรกิจบางคนไม่รู้ความสัมพันธ์ เข้าใจว่าแค่กรอก Business Model Canvas ให้ครบ 9 ช่อง แต่ไม่รู้ว่าแผนธุรกิจจะใช้ได้จริงหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะขายใคร จะได้กำไรเท่าไหร่

ตัวอย่าง Business Model Canvas ในการทำธุรกิจที่เห็นได้ชัดคือ Starbucks เพราะ Starbuck ทำธุรกิจ โดยเน้น “คน” เป็นสำคัญ ลองจินตนาการว่า เราเดินเข้าไปในร้าน Starbucks เราสามารถสั่งกาแฟตามที่เราต้องการได้ เช่น กาแฟเอสเพรสโซ่ แต่ไม่ใส่ฟองนม หรือ จะสั่งกาแฟลาเต้เย็น แต่เปลี่ยนจากนมวัวธรรมดา เป็นนมถั่วเหลืองก็ได้ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ลูกค้าไม่สามารถหาบริการแบบนี้ได้จากร้านอื่นๆ

เพราะ Starbucks ทำธุรกิจโดยเน้น “คน” เป็นสำคัญ พนักงานให้ได้รับการฝึกมาให้บริการทุกความต้องการของลูกค้า โดยที่ไม่หงุดหงิด รวมถึง Starbucks ยังมีสูตรการทำกาแฟเป็นขั้นตอนเป็นของตัวเอง เหมือนกับร้านอาหาร Fast Food ที่มีคู่มือการทำงาน

ส่วนอย่างสุดท้ายที่พี่ไวท์แนะนำคือ คนทำธุรกิจ จะเริ่มต้นทำธุรกิจด้วย Passion อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีทั้ง Skill Set และ Mind Set ของผู้ประกอบการ

ช่วงเวลาวิกฤต ต้องรู้จักคิดปรับตัว

หลังจากคนที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเริ่มต้นทำธุรกิจ Start up หรือธุรกิจขนาดเล็ก รู้แล้วว่าอยากต้องการจะเริ่มทำธุรกิจต้องทำอย่างไรแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด ในช่วงที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19

พอพูดถึงการปรับตัว การไม่ยอมแพ้คือสิ่งแรกที่พี่ไวท์พูดถึง แม้ว่าที่ผ่านมาจะพูดกันอยู่ตลอดว่าคนเป็นผู้ประกอบการ ต้องไม่ยอมแพ้ แต่ก็ยังไม่เคยมีใครเจอสถานการณ์จริงแบบทุกวันนี้ พี่ไวท์เสริมว่า ถ้าล้มแล้วต้องลุกให้เร็ว จะอิดออดไม่ได้ แม้ว่าจะมองไม่เห็นความหวัง ไม่เห็นแสงสว่างแต่ก็ต้องลุกขึ้นมา “ต้องรู้จักจุดไฟในตัวเอง แม้จะไม่มีความหวัง แต่ต้องจุดไฟให้ได้”

นอกจากการไม่ยอมแพ้ การเรียนรู้อย่างรวดเร็ว ก็เป็นอีกหนึ่งทักษะสำหรับการปรับตัวทำธุรกิจในยุคนี้เช่นกัน ถ้ามีเรื่องไหนที่ยังไม่รู้ ก็แค่ต้องเรียนรู้ให้เร็ว เพราะปัจจุบันมีทั้ง Google, YouTube และ Facebook ให้เรียนรู้ ข้อมูลหาได้เร็ว แล้วนำไปใช้ ไม่มีอะไรให้เสีย ต้องลงมือทำ ซึ่งพี่ไวท์คิดว่า การเรียนรู้ทำให้เกิดเป็น Skillset ใหม่ๆ เป็นการนำศาสตร์ทุกๆ ศาสตร์ ไปใช้กับการทำธุรกิจ

สรุป

คนไทยหลายๆ คนมีความคิดที่อยากจะทำธุรกิจ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร การมี Mindset และ Skillset จะช่วยเพิ่มความเข้าใจการทำธุรกิจมากขึ้น ว่าการเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่แค่เรื่อง Passion เพียงอย่างเดียว ส่วนในช่วงวิกฤต การปรับตัวก็สำคัญ ต้องเรียนรู้ให้เร็ว ต้องไม่ยอมแพ้ แม้จะไม่เห็นหนทางที่อยู่ข้างหน้าก็ตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/doing-business-is-not-about-passion-but-mind-set/

ประชุมออนไลน์อย่างไรให้ไม่เครียดในยุคที่ต้อง Work From Home

การทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home มีข้อดีมากมาย เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความท้าทายหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมของคนที่เป็นหัวเรือใหญ่ซึ่งต้องทำให้บริษัทขับเคลื่อนต่อไปได้ 

WFH

ผู้บริหารบางคนที่ยังปรับตัวกับการทำงานทางไกลไม่ได้ก็อาจจะวิตกกังวลจนกลายเป็นคนที่พยายามควบคุมพนักงานมากเกินไป (Micro Management) เช่น เช็คตลอดว่าพนักงานแต่ละคนทำอะไรอยู่ หรือจัดประชุมบ่อยเกินควร ซึ่งวิธีการเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อหัวหน้าและตัวพนักงานเอง

ในขณะเดียวกันพนักงานที่ไม่เคยทำงานที่บ้านมาก่อนอาจประสบปัญหาจัดตารางชีวิตระหว่างเวลาส่วนตัวกับเวลาทำงานได้ไม่ดีทำให้เกิดความตึงเครียดเช่นเดียวกัน เราจะลดปัญหาเหล่านี้ได้เมื่อปรับความเข้าใจของทั้ง 2 ฝ่ายให้ตรงกัน และใช้ประโยชน์จากการประชุมทางไกลแต่ละครั้งให้เหมาะสม 

ประชุม 3 รูปแบบที่จะทำให้การ Work From Home มีประสิทธิภาพมากขึ้น

WFH

1. ประชุมที่เล่าถึงภาพรวมว่าการ Work From Home ของบริษัทจะเป็นรูปแบบไหน

ภายในทีมควรตกลงให้ชัดเจนว่าการประชุมออนไลน์แต่ละครั้งจะมีกระบวนการอย่างไร ผ่านโปรแกรมใด เรื่องไหนควรประชุมออนไลน์ เรื่องไหนควรโทรหากัน เรื่องไหนควรส่งอีเมล รวมถึงปรับความเข้าใจให้ตรงกันว่าเวลาทำงานแต่ละวันอาจจะยืดหยุ่นมากขึ้น 

2. ประชุมทั่วไปที่แต่ละฝ่ายจัดขึ้นเป็นประจำ

ตัวอย่างเช่น ประชุมของฝ่ายขายที่จัดขึ้นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องทำงานจากที่บ้านพนักงานก็อาจจะเจอสิ่งรบกวนสมาธิมากมาย เช่น อีเมล สายเข้า หรือแจ้งเตือนข้อความผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงคนในครอบครัว หัวหน้าจึงควรลดจำนวนการประชุมให้เหลือน้อยที่สุด และจำกัดจำนวนคนเข้าประชุมเฉพาะคนที่จำเป็นเท่านั้น พนักงานจะได้มีสมาธิกับงานมากขึ้น และไม่เครียดจนเกินไปจากตารางชีวิตที่แน่น

3. ประชุมแบบตัวต่อตัวสำหรับฝ่ายบริหารกับพนักงาน

พนักงานหลายๆ คนอาจจะรู้สึกกังวลถ้าต้องประชุมตัวต่อตัวกับหัวหน้า ดังนั้นหัวหน้าควรมีทางเลือกให้ว่าสื่อสารผ่านช่องทางไหนแล้วจะรู้สึกสบายใจที่สุด เช่น คุยกันผ่านข้อความ ผ่านวิดิโอคอล ผ่านการโทรศัพท์ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ควรให้อิสระพนักงานเลือกวันเวลาคุยกับหัวหน้าแบบตัวต่อตัวได้ด้วยตนเอง

ที่มา: Entrepreneur

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/meeting-work-from-home/

9 หัวใจสำคัญที่ “เจ้าของธุรกิจ” ควรรู้เพื่อสู้ทุกวิกฤต

ธุรกิจของคุณมีรากฐานที่มั่นคงแล้วหรือยัง ?

ขอบคุณรูปภาพจาก Shutterstock

สรุปประเด็นสำคัญจากหนังสือ Entrepreneurial Leap เขียนโดย Gino Wickman เพื่อให้เจ้าของธุรกิจทุกคนตระหนักเสมอว่าทั้ง 9 ข้อนี้ คือรากฐานที่สำคัญหากอยากทำธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

1. ต้องบริหารธุรกิจจากข้อมูลตัวเลข ไม่ใช่ใช้สัญชาตญานเพียงอย่างเดียว

ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มต้นธุรกิจ เราอาจจะใช้สัญชาตญานเป็นหลักในการบริหารจัดการ แต่เมื่อธุรกิจของเราเติบโตขึ้นระดับหนึ่งเราก็ควรใช้ตัวเลขยอดขาย หรือตัวเลขทางการตลาดเป็นหลักในการบริหารจัดการแทน โดยควรตรวจสอบตัวเลขต่างๆ ในธุรกิจของเราเป็นประจำทุกอาทิตย์ เพื่อให้ธุรกิจสำเร็จตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้

2. ต้องพูดคุยกับพนักงาน

ความผิดพลาดที่พบเห็นได้ทั่วไป คือเจ้าของธุรกิจมักไม่ค่อยพูดคุยกับพนักงาน และคิดไปเองว่าลูกน้องคงรู้ว่าตอนนี้ธุรกิจกำลังเป็นอย่างไร ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาอยากพูดคุยกับเรา ดังนั้น เราควรเข้าไปพูดคุยด้วยอย่างน้อยที่สุด 1 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมถึงคอยให้ฟีดแบค และขอบคุณที่พวกเขาคอยช่วยเหลืองานเราเสมอ  

3. ต้องปรับตัวเร็วและพร้อมเปลี่ยนแผนการ

ธุรกิจจำนวนมากจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจหลายครั้งเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ ดังนั้น เราในฐานะเจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องรับฟังเสียงของลูกค้าเสมอ รวมถึงคอยสังเกตปัจจัยภายนอกต่างๆ เพื่อปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์

ขอบคุณรูปภาพจาก Shutterstock

4. ต้องมีกระแสเงินสดเสมอ

ธุรกิจจะดำเนินต่อไปได้ก็ต่อเมื่อมีกระแสเงินสดหมุนเวียน เพราะฉะนั้นเราต้องหมั่นบริหารจัดการกระแสเงินสดของธุรกิจให้ดีอยู่เสมอ รวมถึงคอยตรวจสอบเสมอว่าตอนนี้ธุรกิจเรามีกระแสเงินสดเท่าไหร่ เพราะหากเกิดวิกฤตสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ก็คือกระแสเงินสดนั่นเอง

5. ต้องมองภาพใหญ่

เจ้าของธุรกิจควรมองภาพใหญ่เสมอ โดยวางวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ระยะยาวสำหรับการบริหารงาน และการบริหารคนให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ก็ควรมอบหมายหน้าที่แต่ละอย่างให้คนที่เหมาะสม และอย่าลืมใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยที่อาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเรา

6. ต้องโฟกัสที่จุดแข็งของตนเอง

จงใช้ความสามารถของเราในฐานะเจ้าของธุรกิจให้เต็มที่ไปกับสิ่งที่เราถนัด และจ้างคนที่เชี่ยวชาญมาทำส่วนอื่นๆ ที่เราไม่ถนัดแทน เพราะหากเรามัวแต่ฝืนทำในสิ่งที่เราไม่ถนัด เราก็จะเสียเวลาไปพัฒนาส่วนอื่นๆ ที่สำคัญในธุรกิจเราได้

7. ต้องไม่ลืมคุณค่าที่แท้จริงของธุรกิจ

อย่าหลงลืมคุณค่าที่แท้จริงของธุรกิจ คือสินค้าหรือบริการคุณภาพดี การคำนึงถึงลูกค้าเป็นสำคัญ การรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงความซื่อสัตย์และคุณธรรมในการดำเนินงาน ซึ่งทั้งเจ้าของธุรกิจ พนักงาน และลูกค้าต้องมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของธุรกิจตรงกัน

8. ต้องอย่าปล่อยให้ช่วงที่ธุรกิจกำลังโตกัดกินคุณ

เจ้าของธุรกิจจำนวนมากต้องพบกับความท้าทายครั้งใหญ่ในช่วงที่ธุรกิจกำลังเติบโต จนบางครั้งต้องสูญเสียสุขภาพจิตไป เพราะตารางชีวิตที่แน่นเอี้ยด ดังนั้น จงเดินทางสายกลาง และรู้จักปฏิเสธไม่ทำในสิ่งที่ไม่จำเป็น 

9. ต้องแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ธุรกิจให้คนรุ่นหลัง

เจ้าของธุรกิจทุกคนควรทราบไว้ว่า นอกจากความสุขที่ได้จากการเติบโตของธุรกิจแล้ว ยังมีความสุขที่ได้จากการแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ให้นักธุรกิจรุ่นหลังอีก ซึ่ง Bill Gates คือตัวอย่างที่ดี เพราะเขาถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต และประสบการณ์ธุรกิจเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ผ่านช่องทางต่างๆ เสมอ 

ที่มา: Inc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/entrepreneurs-rules-business-management/

“จงทำให้ตัวเองลำบาก” Corie Barry แม่ทัพใหม่ Best Buy แนะสาวทำงานทั่วโลก

บทสรุปคำแนะนำถึงสาวทำงาน “Make yourself uncomfortable” หรือ “จงทำให้ตัวเองลำบากบ้าง” นั้นกลั่นจากใจ CEO Best Buy คนใหม่ Corie Barry ซึ่งเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สาว Barry เป็น 1 ในซีอีโอหญิงเพียง 27 คนของตาราง S&P 500 และด้วยวัย 44 กระรัต เธอยังเป็นซีอีโอหญิงที่อายุน้อยที่สุดในตาราง Fortune 100 อีกด้วย

คำแนะนำของ Barry ต่อผู้หญิงคนทำงานทุกธุรกิจ ไม่ได้มีเพียงการพาตัวเองออกจากโซนสบายเท่านั้น แต่ยังแนะนำให้สาวมืออาชีพทุกคน “รับงานที่ไม่มีใครต้องการ” มาทำในบางครั้งด้วย

แนวคิดท้าทายตัวเองนี้แสดงว่า Barry เป็นหญิงแกร่งที่ไม่ธรรมดา ซึ่ง Hubert Joly ผู้ที่จะส่งต่อตำแหน่งให้สาว Barry ยกย่องว่า Best Buy จะได้รับประโยชน์จากความคิดเห็นและประสบการณ์ที่หลากหลายของ CEO คนใหม่ พร้อมกับยอมรับว่าการแสวงหาความหลากหลายนี้เป็นสิ่งจำเป็นทางธุรกิจ ทางวัฒนธรรมองค์กร และทางสังคมด้วย

ขับเคลื่อนโดยผู้หญิง

ท่ามกลางบริษัทใหญ่รายอื่นที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริหารที่เป็นเพศชาย แต่วันนี้บริษัทค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง Best Buy เลือกที่จะเปลี่ยนมาเป็นองค์กรที่ใช้ผู้บริหารเพศหญิง ทำให้ Corie Barry เข้ารับตำแหน่งสูงสุดในองค์กรตั้งแต่กลางปี 2019 ควบตำแหน่ง CEO หญิงอายุน้อยที่สุดในกลุ่มบริษัทใหญ่ Top 100 ของโลกอย่าง Fortune 100 อีกด้วย

Barry อธิบายถึงคำแนะนำเรื่องการ “ทำให้ตัวเองลำบาก และรับงานที่ไม่มีใครต้องการ” ว่าช่วงเวลาที่ไม่สบายใจเหล่านั้น จะทำให้ทุกคนเติบโตขึ้นได้ด้วยตัวเอง แถมยังสร้างความแตกต่างจากเพื่อนร่วมอาชีพด้วย

Barry บอกว่าแนวคิดนี้เกิดขึ้นเพราะความเชื่อส่วนบุคคลที่เธอยึดมั่นมาตลอด แน่นอนว่าแนวทางนี้ได้ผลเพราะในเวลาเกือบ 20 ปีที่ Barry ทำงานกับ Best Buy เธอได้ดำรงตำแหน่งที่ต่างกันถึง 15 บทบาท ตั้งแต่ประธานฝ่ายบริการ Geek Squad Services ไปจนถึงตำแหน่งอย่างประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ซึ่งเป็นเพราะเธอมีประสบการณ์ 2 ปีในฐานะผู้สอบบัญชีกับบริษัท Deloitte & Touche ก่อนที่จะมาร่วมงานกับ Best Buy

ทำงานได้หลากหลาย

Barry มองเส้นทางอาชีพของเธอเป็นเส้นตรง โดยกล่าวในบทสัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่าจากที่ใช้เวลาในงานด้านการเงิน ก็เริ่มเปลี่ยนไปทำงานในธุรกิจค้าปลีก ก่อนจะหันมาบริหารงานบริการ จนเริ่มคิดวางกลยุทธ์เพื่อการเติบโต ในที่สุดก็มีโอกาสได้บริหารทีมเทคโนโลยีของ Best Buy

“นี่คือเหตุผลที่ทำให้ฉันเริ่มทำให้ตัวเองลำบากบ้าง เพราะในบางกรณี การที่เราต้องวางตัวเองอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ชอบหรือไม่พร้อมที่จะเติมเต็มมัน เราจะปรับตัวและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรรอบตัว เพื่อช่วยให้ประสบความสำเร็จได้”

วันนี้ สมาชิกคณะกรรมการบริหาร 13 คนของ Best Buy เป็นผู้หญิงราว 7 คน ความน่าสนใจไม่ได้หยุดที่เรื่องเพศ เพราะสมาชิกบอร์ด 4 คนล่าสุดที่เพิ่งผ่านการคัดเลือกมานั้นเป็นผู้บริหารผิวสี

การปรับตัวของ Best Buy สะท้อนว่าบริษัทค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กำลังเร่งเข้าถึงกลุ่มผู้ที่มีส่วนตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ เพราะการสำรวจหลายสำนักพบว่าผู้บริโภคที่มีอำนาจตัดสินใจซื้อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ขณะเดียวกันการแต่งตั้งบอร์ดบริหารที่มีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ก็เชื่อว่าจะนำมาซึ่งมูลค่ามหาศาลและสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นให้ Best Buy

Corie Barry จะนำพา Best Buy Co. Inc.ที่มีพนักงาน 125,000 คนในอเมริกาเหนือและมียอดขายเกือบ 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี กลายเป็นสาวมินนิโซตาคนแรกที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการบัญชีและการจัดการจากวิทยาลัยเซนต์เบเนดิกต์แล้วได้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร Best Buy พ่วงด้วยตำแหน่งกรรมการบริหารของ Domino Pizza

ที่มา: : CNBC

from:https://www.thumbsup.in.th/ceo-best-buy-corie-barry

3 เรื่องส่วนตัวน่ารู้ของ Tim Cook: ตื่นตี 4, ซื้อชั้นในลดราคา / บั้นปลายขอยกทรัพย์สินให้การกุศล

 

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวว่า Tim Cook ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Apple วัย 58 ปีตัดสินใจขายหุ้น Apple ครั้งแรกจนทำเงินหลักร้อยล้านเหรียญสหรัฐได้ในพริบตา ความเคลื่อนไหวของ Tim Cook ทำให้หลายคนอยากรู้จักตัวตนของผู้นำบริษัทไอทีรายใหญ่อย่าง Apple ที่มีมูลค่าตลาดหลักล้านล้านเหรียญ ซึ่งจากรายงานก่อนหน้านี้ มีหลายสำนักข่าวที่เขียนถึง Tim Cook ในมุมส่วนตัวได้น่าสนใจมาก

ตามประวัติ Cook เป็นลูกชายของคุณพ่อที่ทำงานในอู่ต่อเรือและคุณแม่พนักงานร้านขายยา จุดยืนสำคัญที่ Cook แสดงมาตลอดคือการย้ำว่าไม่ได้มีแรงจูงใจเรื่องเงิน ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่โลกรับรู้ว่านิสัยส่วนตัวของ CEO มาจากแรงบันดาลใจอื่น โดยปัจจุบัน Cook ไม่ได้ถือเฉพาะหุ้นใน Apple มูลค่าเกือบ 622 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีชื่อในคณะกรรมการบริหาร Nike มูลค่าหุ้นที่ถือเชื่อว่ามากกว่า 3.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังไม่รวมบทรัพย์สินอื่น และพอร์ตการลงทุน รวมถึงเงินสดในมือซึ่งไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน

รายงานย้ำว่าแม้ Cook จะมีเงินเดือนในฐานะ CEO เกิน 3 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 900,000 เหรียญต่อเดือนในช่วงปีแรกที่เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในปี 2011 แต่ Cook ก็ยังถูกซุบซิบว่าซื้อชุดชั้นในลดราคาที่ห้างดัง

วัวไม่ลืมตัว

Cook ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวซุบซิบเรื่องการซื้อชุดชั้นในลดราคาว่าเป็นเพราะต้องการเตือนตัวเองว่ามาจากที่ใด และการวางตัวเองในสภาพแวดล้อมที่เรียบง่ายช่วยให้เขาทำอย่างที่ตั้งใจไว้ได้ โดยไม่ลืมย้ำว่า “เงินไม่ใช่ตัวกระตุ้นของเขา” แต่เป็นความต้องการไม่เป็นวัวลืมตัวต่างหากที่ทำให้เขาต้องการสมถะมากกว่าผู้บริหารรายอื่น

ความเห็นนี้ชัดเจนมากว่า Cook มีความคิดอ่านเหนือชั้น ยังไม่นับการประกาศว่าตัวเองเป็นเกย์ในปี 2014 ซึ่งไม่ได้แต่งงานและไม่มีทายาท ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Cook ไม่ใส่ใจคำคนนินทา แต่ยึดมั่นในชีวิตส่วนตัวและสันโดด ภายในบ้านกว้าง 2,400 ตารางฟุต ราคาราว 1.9 ล้านเหรียญสหรัฐใน Palo Alto (มูลค่าปี 2012)

ตื่นตี 4

แม้จะใช้เวลาส่วนใหญ่ที่สำนักงาน แต่ Cook ย้ำว่ามีกิจวัตรประจำวันที่เคร่งครัดเช่นการตื่นนอนเวลา 3.45 น. ทุกวัน เพื่อออกกำลังกายและเริ่มอ่านพร้อมกับตอบอีเมล งานอดิเรกที่รู้กันดีว่า Cook ชื่นชอบคือการออกกำลังกาย การเดินป่า และขี่จักรยาน โดย Cook เคยให้สัมภาษณ์ว่าเข้ายิมเวลาตี 5 ทุกวัน แต่ไม่ใช่โรงยิมของบริษัท Apple

หากเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว Apple จะใช้เงินงบประมาณราว 93,109 เหรียญสหรัฐ (ตัวเลขปีที่แล้ว) กับเที่ยวบินส่วนตัวของ Cook แต่หากเดินทางท่องเที่ยวส่วนตัว Cook จะเลือกเดินทางในประเทศ เช่นอุทยานแห่งชาติโยเซมิ

ช่วยการเมืองคู่การกุศล

ข่าววงในยังย้ำว่า Cook มักใช้เงินกับกิจกรรมทางการเมือง โดย Cook เคยเป็นผู้ระดมทุนให้กับนักการเมืองเช่น Barack Obama และ Hillary Clinton ด้วย

และนอกจากการจ่ายเงินค่าเทอมในมหาวิทยาลัยของหลานชาย Cook ยังวางแผนที่จะมอบเงินทั้งหมดของเขาเพื่อการกุศลเมื่อเสียชีวิต ประเด็นนี้ Cook เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fortunes ในปี 2015 ว่าเป็นเพราะต้องการสร้างระลอกคลื่นเพื่อการเปลี่ยนแปลง เหมือนกับการโยนหินลงในบ่อน้ำที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วบ่อได้

ที่มา: : SCMP

from:https://www.thumbsup.in.th/apple-ceo-tim-cook-unseen-biography

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup

ผมเชื่อว่าหลายคนมีความฝันที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือนายตัวเอง สร้างรายได้จากสิ่งที่เรารัก หากย้อนไป 10 ปีตอนที่ทำงานประจำหลายคนอาจจะเหมือนผมครับ คือ นึกไม่ออกว่าตัวเองอยากทำธุรกิจอะไร ตอนนั้นผมรู้แค่ว่าทักษะและความรู้ที่ผมมีจากมหาวิทยาลัยมันจะช่วยทำอะไรให้กับองค์กรได้บ้าง เราอยากทำงานอะไร องค์กรไหนที่เหมาะกับเรา และเราจะได้เงินเดือนประมาณเท่าไหร่

ผมทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในกทม.ได้ 2 ปีหลังเรียนจบป.ตรี ก่อนที่จะลาออกมาเรียนต่อป.เอก ช่วงที่เรียนป.เอกใกล้จบ คือ จุดเปลี่ยนทางความคิด จากการอ่านหนังสือธุรกิจหลายเล่ม โดยเฉพาะ Steve Jobs ที่เขียนโดย Walter Isaacson ทำให้ผมรู้ว่าแท้จริงแล้วผมอยากทำอะไรต่อ ผมไม่ได้เลือกการเป็นอาจารย์ หรือเข้าทำงานในบริษัท แต่ผมเลือกฟังเสียงหัวใจของตัวเอง นั่นคือผมอยากเป็นผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพสักตัวที่สร้างผลกระทบอะไรบางอย่างได้

อย่างที่ผมเคยเล่าไปธุรกิจสตาร์ทอัพตัวแรกผมล้มไม่เป็นท่า ด้วยความที่เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจเลย เราสร้างผลิตภัณฑ์ (Product) ขึ้นมาได้ แต่มันเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ได้ต้องการอย่างแท้จริง แย่ไปกว่านั้น คือ มันไม่มีโมเดลสร้างรายได้ (Business Model) ทำให้ผมต้องปิดโครงการนี้หลังจากที่ปล่อยออกไปเพียงแค่ 4 เดือน และถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้ผมต้องหาความรู้เพิ่มเติมในการเริ่มต้นธุรกิจครับ

ที่ว่ามานี้ผมอยากจะบอกว่าการลงทุนกับความรู้เป็นสิ่งที่ดี และยิ่งเรานำความรู้ที่เรามีไปลองลงมือมัน มันยิ่งเกิดผล ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อแบบนั้น หนังสือสองเล่มที่คุณเห็นด้านล่างนี้ เป็นหนังสือในหมวดธุรกิจที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่ผมเคยได้อ่านมาเลย ชื่อของมันคือ The $100 Startup หรือ ใช้เงินน้อยกว่าแต่รวยก่อน

The $100 Startup ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2012 กว่าจะแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ใช้เงินน้อยกว่าแต่รวยก่อน” และวางขายก็ต้องรอถึงปี 2017 แต่เนื้อหาในเล่มยังคงสามารถใช้ได้ดีกับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ที่สามารถเริ่มต้นได้โดยใช้ทุนต่ำ ใครที่ยังไม่เคยอ่าน ผมแนะนำให้คุณลองซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูครับ บทความนี้ไม่ได้รีวิวหนังสือ แต่ต้องการหยิบประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังในการที่ใครสักคนอยากเริ่มต้นทำธุรกิจ หนังสือเล่มนี้สามารถให้แนวทางที่ดีในการเริ่มต้นแก่คุณได้

หนังสือ The $100 Startup ของ Christ Guillebeau ช่วยปลุกไฟความเป็นผู้ประกอบการให้กับคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ได้ดีมาก ซึ่ง Christ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้ประกอบการในหลายประเทศกว่า 1,500 คน แล้วนำมาทำเป็นพิมพ์เขียวให้ผู้อ่านได้เห็นแนวทางที่หลากหลาย ในการที่คนทั่วไปสามารถเริ่มต้นธุรกิจที่น่าทึ่งได้จากความหลงใหลหรือทักษะที่พวกเขามี โดยที่ไม่ต้องใช้เงินทุนเยอะ บางคนสามารถทำธุรกิจได้จากทุกแห่งบนโลกใบนี้ แนวคิดและไอเดียจากหนังสือเล่มนี้สามารถนำมาใช้ได้จริง เดี๋ยวผมจะแชร์ให้ฟังในพาร์ทของการทำธุรกิจส่วนตัว

แนวคิดในการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup

ผมชอบแนวคิดที่เรียบง่ายของหนังสือเล่มนี้ ในแง่ของการเริ่มต้นธุรกิจในลักษณะของ Microbusiness หรือ Startup ที่คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินลงทุนมหาศาล (เริ่มด้วยเงินไม่เกิน 100 ดอลลาร์ ตามชื่อหนังสือ) หรือจ้างพนักงานจำนวนมาก แต่คุณสามารถเริ่มต้นแบบทุนต่ำ โดยใช้ความหลงใหล (Passion) หรือทักษะ (Skill) ในการสร้างบางสิ่งบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คน (Value) และมันก็สามารถกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินให้คุณจากสิ่งที่คุณรัก

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup
Credit: The $100 Startup

ความหลงใหลหรือทักษะ + ประโยชน์ต่อผู้อื่น = ความสำเร็จ

คุณอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะเอา Passion หรือความหลงใหลอะไรดีมาสร้างธุรกิจ เพราะคนหนึ่งคนนั้นมีความหลงใหลหลายอย่าง เช่น ชอบอ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ แต่งเพลง ถ่ายวิดีโอ เขียนโปรแกรม ถ่ายรูป เดินป่า วิ่งมาราธอน เดินทางไปต่างประเทศ การลงทุน และอื่น ๆ อีกมากมาย

Christ แนะนำให้คุณประเมินความหลงใหลให้ดี ไม่ใช่หน้ามืดไล่ตามมันอย่างเดียว เพราะไม่ใช่ทุกความหลงใหลที่ทำเงิน หรือคุ้มที่จะนำมาทำธุรกิจ ยกตัวอย่าง Christ เป็นคนที่ชอบกินพิซซ่าเอามาก ๆ แต่เขาไม่สามารถทำเงินได้จากความหลงใหลในการกินพิซซ่า หรือแม้กระทั่งการเป็นนักเขียนบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางไปเที่ยวรอบโลกของตัว Christ เองก็เป็นเรื่องที่ไม่ทำเงิน เพราะมันไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรบางอย่างขึ้นมาให้กับผู้คน ในหนังสือเล่มนี้ คุณค่า หมายถึง การช่วยเหลือผู้คน หรือ Value means helping people ซึ่งปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ คือ คุณค่าที่ธุรกิจนั้นมอบให้กับลูกค้า

แน่นอนว่า Christ แนะนำให้ผู้ประกอบการไล่ตามความหลงใหล เพราะมันเป็นสิ่งที่ผลักดันคุณ แต่การสร้างธุรกิจจากความหลงใหลอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ คุณจำเป็นต้องมีทักษะด้วย โดยมีสมการดังนี้

(ความหลงใหล + ทักษะ) -> (ปัญหา + ตลาด) = โอกาส

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะไม่ใช่ทุกความหลงใหลที่ทำเงิน หรือสามารถนำมาสร้างเป็นธุรกิจได้ หรือต่อให้มันน่าสนใจจริง ๆ แต่ตลาด (คนที่ประสบปัญหา) มันมีขนาดที่ใหญ่พอหรือเปล่า ถ้าใช่โอกาสในการเป็นผู้ประกอบการของคุณก็ดูมีอนาคตมากขึ้น

3 สิ่งสู่การเป็นผู้ประกอบการ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าในการเริ่มต้นธุรกิจต้องเตรียมอะไร Christ ชี้ให้เห็นว่าเพียงคุณมี 3 อย่างต่อไปนี้ คุณก็สามารถเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการได้แล้ว

  1. ผลิตภัณฑ์หรือบริการ: คุณขายอะไร
  2. กลุ่มคนที่ยินดีจะจ่ายเงินซื้อมัน: ลูกค้าของคุณ
  3. วิธีรับชำระเงิน: คุณจะแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หรือบริการกับเงินได้อย่างไร

ถ้าคุณมีกลุ่มคนที่ให้ความสนใจแต่ไม่มีอะไรจะขาย ธุรกิจก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าคุณมีของขายแต่ไม่มีใครยินดีจะซื้อ ธุรกิจก็เกิดขึ้นไม่ได้ และถ้าคุณไม่มีวิธีรับชำระเงินที่ง่ายและชัดเจน ธุรกิจก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าคุณมีครบทั้ง 3 อย่างคุณก็สามารถเรียกตัวเองว่าผู้ประกอบการได้แล้ว

Chist แนะนำว่าในปัจจุบันคุณสามารถสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา โดยคุณอาจจะใช้ของฟรีอย่าง WordPress.org แล้วลองยื่นข้อเสนอบางอย่างให้กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการที่คุณมี รวมถึงติดตั้งช่องทางการรับชำระเงินอย่าง Paypal แค่นี้คุณก็พร้อมเริ่มทำธุรกิจแล้ว หัวใจสำคัญ คือ การใช้ทุนต่ำ และทดสอบไอเดียธุรกิจให้ไว

เราควรเริ่มธุรกิจจากสิ่งที่เราชอบ หรือสิ่งที่ผู้คนต้องการ

หลายคนสงสัยว่า “เราควรเริ่มต้นธุรกิจจากความหลงใหล หรือสิ่งที่ผู้คนต้องการ” ซึ่ง Christ แนะนำว่า มันอาจจะยาก และใช้เวลานานในการไล่ทดสอบทุกความหลงใหลของคุณว่ามีผู้คนสนใจมันหรือเปล่า ทางที่ง่ายกว่า คือ การรู้ว่าผู้คนต้องการอะไร แล้วเอาความหลงใหล หรือทักษะของคุณไปสร้างคุณค่า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนเหล่านั้น

โดยการตอบสนองความต้องการของผู้คน คุณต้องให้ในสิ่งที่ผู้คนต้องการจริง ๆ ในเล่มจะยกตัวอย่าง Give them the fish คือ ถ้าผู้คนอยากได้ปลาก็ยื่นปลาให้พวกเขาเลย ไม่ใช่สอนวิธีตกปลาให้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำลายโอกาสทางธุรกิจของคุณ

Christ ยกตัวอย่างธุรกิจร้านอาหาร เพื่อให้เห็นแนวทาง Give them the fish ว่า ร้านอาหาร คือ ที่ที่ผู้คนไปผ่อนคลายหลังจากการทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน มีคนจัดการทำอาหารให้พวกเขากิน โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าในครัวจะเกิดอะไรขึ้น และไม่ต้องทำอาหารด้วยตนเอง ปัญหา คือ ธุรกิจหลายอย่างถูกสร้างขึ้นด้วยแนวคิดที่ว่าลูกค้าควรเข้าไปในครัว และทำมื้อค่ำเอง พูดง่าย ๆ คือ แทนที่จะให้ในสิ่งที่ผู้คนต้องการไปเลย เจ้าธุรกิจกลับคิดไปเองว่าคงจะดีกว่าถ้าให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วม เพราะพวกเขาคิดว่าจริง ๆ แล้วลูกค้าต้องการแบบนั้น

“Catch a man a fish, and you can sell it to him.
Teach a man to fish, and you ruin
a wonderful business opportunity”
-KARL MARX

ประเด็นคือแล้วอะไรคือสิ่งที่ผู้คนต้องการ หนึ่งใน Key Idea สำหรับผมที่ได้รับจากหนังสือ The $100 Startup คือ การรู้ว่าผู้คนต้องการอะไร ซึ่งมี 4 เรื่องที่ผู้คนต้องการมากขึ้น และ 4 เรื่องที่ผู้คนต้องการน้อยลง ถ้าเรารู้ความต้องการของผู้คนมันก็ง่ายครับ ที่เราจะหยิบหัวข้อที่ตรงกับคุณค่าที่เราสามารถส่งมอบให้กับผู้คนได้

More Less
Love (ความรัก) Stress (ความเครียด)
Money (เงิน) Conflict (ความขัดแย้ง)
Acceptance (การยอมรับ) Hassle (ความยุ่งยาก)
Free Time (เวลาว่าง) Uncertainty (ความไม่แน่นอน)

ผู้ประกอบการที่ใช้ความหลงใหลในการสร้างธุรกิจ

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup
Credit: viewfromthewing.boardingarea.com

Gary Leff ผู้เปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นธุรกิจ

Gary Leff เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่สร้างรายได้จากงานอดิเรกที่เขารัก เรียกได้ว่าน่าอิจฉาสุด ๆ สำหรับคนที่มีงานประจำทำ แต่ก็มีรายได้เสริมที่ไม่น้อยหน้าด้วย Gary ทำงานเป็น CFO หรือ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินให้กับ ศูนย์วิจัย 2 แห่งในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เหมือนกับคนทั่วไปที่ในแต่ละวันทุกเช้าจะต้องเข้ามีเช็คอีเมล์ แต่อีเมล์นี้กลับไม่ได้มาจากเพื่อนร่วมงานของ Gary แต่มาจากลูกค้าธุรกิจเสริมที่เขาทำอยู่ ซึ่งเป็นธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการท่องเที่ยว

ต้องบอกว่า Gary เป็น “แฮกเกอร์ด้านการท่องเที่ยว” เขารักการเดินทางและมีไมล์สะสมจำนวนมาก สิ่งที่ Gary มี คือ เขารู้วิธีที่จะนำไมล์สะสมไปแลกตั๋วเครื่องบิน ลูกค้าของ Gary คือ ผู้บริหารที่ส่วนใหญ่มักสะสมไมล์จากการใช้บัตรเครดิต แต่ถึงคราวจะนำไมล์ไปแลกตั๋ว พวกเขากลับประสบปัญหายุ่งยาก เช่น ต้องสะสมไมล์เท่าไหร่จึงจะแลกตั๋วได้ หรือถ้าสายการบินแจ้งว่าเที่ยวบินนั้นไม่มีที่นั่งว่าง พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ

Gary คิดค่าบริการในราคา 250 เหรียญ ในสิ่งที่คุณเองก็สามารถทำได้ซึ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลก แต่บริการของ Gary ส่งมอบคุณค่ามากกว่าเงินที่ลูกค้าจ่ายไป การท่องเที่ยวหลายครั้งที่ Gary จัดให้ลูกค้ามีมูลค่ามากถึง 5,000 เหรียญหรือมากกว่านั้น เขาเชี่ยวชาญด้านการจองตั๋วชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ บางครั้งเขาสามารถเลือกตั๋วเครื่องบินฟรี 1 ใบที่สามารถนำไปใช้ได้กับ 6 สายการบินเลยทีเดียว ถ้าหาก Gary จองตั๋วไม่สำเร็จ ลูกค้าก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน เขาคิดเงินเฉพาะการจองที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเท่านั้น เพราะนั่นคือการส่งมอบคุณค่าไปยังลูกค้า

นอกจากผู้บริหาร กลุ่มคนวัยเกษียณที่วางแผนเดินทางก็เป็นอีกกลุ่มที่ใช้บริการของ Gary พวกเขามีไมล์สะสมอยู่พอสมควร แต่ไม่อยากมาทำความเข้าใจวิธีใช้ไมล์แลกตั๋ว เพราะมันยุ่งยาก นอกจากโทรหาสายการบินแล้ว  Gary ใช้วิธีติดต่อลูกค้าทุกคนผ่านทางอีเมล ธุรกิจเสริมนี้ทำรายได้ให้กับ Gary มากถึง 75,000 เหรียญ และน่าจะทำได้ถึง 6 หลักในอนาคต

Gary บอกว่า “ที่เขาทำธุรกิจนี้ เพราะมันสนุกเท่านั้นเอง” เขามีรายได้จากงานประจำอยู่แล้ว และจะนำรายได้เสริมนี้ไปลงทุน ตอนนี้เขาสะสมไมล์จำนวนมหาศาลอยู่เช่นกัน เพื่อนำไปใช้เที่ยวรอบโลกกับภรรยา ในเคสของ Gary เรียกได้ว่าเขาสร้างธุรกิจจากงานอดิเรกที่เขารักจริง ๆ

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup
Credit: fluentin3months.com

Benny Lewis ผู้ทำให้การเรียนภาษาต่างประเทศเป็นเรื่องง่าย

ใครที่คิดว่าการเรียนภาษาต่างประเทศเป็นเรื่องที่ยาก และต้องใช้เวลาบ้างยกมือขึ้น แต่สำหรับ Benny ชายผู้เคยมีปัญหาเรื่องการเรียนภาษา เขาค้นพบวิธีที่จะทำให้ผู้คนสามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว และมันกลายเป็นทักษะที่ทำเงินให้เขาจวบจนทุกวันนี้ครับ

Christ พบกับ Benny ช่วงที่เขารอเปลี่ยนเครื่องที่กรุงเทพ Benny เป็นชาวไอร์แลนด์ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เขาชอบพูดว่าตัวเองได้เงินจากการเรียนภาษา โดยทำเงินได้มากกว่า 65,000 เหรียญต่อปี และไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร อีกทั้งยังมีโอกาสเดินทางไปสัมผัสวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั่วโลก ในวัยเด็ก Benny พูดได้เพียงแค่ภาษาอังกฤษ และไม่มีความสามารถในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพราะเรียนจบป.ตรีสาขาวิศกรรมศาสตร์ พอเรียนจบเขาตั้งใจย้ายไปอยู่ที่เซบีย่า ประทศสเปน และตั้งใจว่าจะเรียนรู้ภาษาสเปนแบบจริงจัง

ผ่านไปหกเดือน Benny ก็ยังไม่สามารถพูดภาษาสเปนได้ เนื่องจากส่วนใหญ่เขาคลุกคลีอยู่กับคนสเปนที่พูดอังกฤษ และคนที่มาจากประเทศอื่น ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจพูดแต่ภาษาสเปนเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน ช่วงแรกเขารู้สึกอึดอัดและอับอายเพราะไม่รู้วิธีผันคำกริยา จึงใช้แต่รูป Present Tense และโบกไม้โบกมือไปมาเพื่อให้คนเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

แต่นั่นเป็นเรื่องในอดีต Benny พบว่าการที่เขาพูดภาษาต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ช่วยให้เขาได้เรียนรู้ภาษานั้นเร็วกว่าการใช้ภาษาอังกฤษเข้าช่วย ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์เขาก็สามารถพูดภาษสเปนได้คล่อง การพูดภาษาสเปนตลอด 1 เดือนเต็มได้ผลดีกว่าการใช้เวลา 6 เดือนเพื่อเรียนรู้มันเสียอีก ตอนนี้เขาเริ่มอยากเรียนภาษาอื่นแล้ว จึงย้ายไปเบอร์ลินเพื่อเรียนภาษาเยอรมัน จากนั้นย้ายไปปารีสเพื่อเรียนภาษาฝรั่งเศส แล้วย้ายไปปรากเพื่อเรียนภาษาเช็คที่ขึ้นว่ายากสุด ๆ

Benny ไม่คิดทำงานเป็นวิศวกร เขาออกเดินทางไปเรื่อย ๆ หาเงินจากการเป็นที่ปรึกษาระยะสั้น และรับงานทุกครั้งที่มีโอกาส เขาจะตื่นกลางดึกเพื่อประชุมทางโทรศัพท์กับลูกค้าในทวีปอเมริกาเหนือ เรียกได้ว่าชายคนนี้มีพลังเหลือเฟือ และด้วยการที่เป็นคนโสดก็ช่วยให้ Benny สามารถใช้ชีวิตได้สุขสบายโดยใช้เงินเพียงเล็กน้อย แต่เห็นได้ชัดว่า Benny มีทักษะยอดเยี่ยมที่สามารถแบ่งปันให้กับคนทั่วโลกได้ ชายคนนี้บอกกับทุกคนที่รับฟังว่า คุณสามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้ แม้คุณจะคิดว่าตัวเองไม่มี “พรสวรรค์” หรือพูดได้แค่ภาษาเดียวก็ตาม

Christ ทึ่งในทักษะของ Benny และแนะนำให้เขาลองสอนภาษาให้กับคนจำนวนมากดู ซึ่งเขาก็คิดมาสักพักแล้ว เขาลองคิดชื่อโครงการสอนภาษาจนในที่สุดได้ชื่อ Fluent in  3 Months ซึ่งเขาเป็นคนสอนเองทั้งหมด และมีภาษาที่สอนมากถึง 8 ภาษา ถึงแม้ Benny จะบอกว่าเขาได้เงินจากการเรียนภาษา แต่ความจริงแล้วเขาได้เงินจากการช่วยเหลือผู้อื่นต่างหาก จริงอยู่ที่การมอบแรงบันดาลใจเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าช่วยเหลือใครไม่ได้เขาก็เป็นแค่ชาวไอริสที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และพูดได้หลายภาษา ยังไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง

สิ่งที่ Christ ต้องการสื่อคือไม่ใช่ทุกความหลงใหลที่ทำเงิน ในกรณีของ Benny คือชอบเรียนภาษาต่างประเทศ แต่การชอบเรียนไม่สามารถนำมาสร้างธุรกิจได้ ดังนั้นอาจจะต้องแยกความหลงใหลกับธุรกิจให้ออก Benny มีทักษะที่ดีดังนั้นหากต้องการทำธุรกิจเขาจำเป็นที่จะต้องพลิกมุมมองบางอย่าง อย่างการสอนคนอื่นให้สามารถเรียนรู้ภาษาได้อย่างรวดเร็วแบบที่ตัวเขาเองได้พิสูจน์มาแล้ว

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup
Credit: meganfornebraska.com

Megan Hunt ปั้นธุรกิจจากสิ่งที่ตัวเองรัก

Christ พบกับ Megan Hunt ที่ Co-Working Space ของเธอในเมือง Omaha เธอชอบกระเตงลูกมานั่งทำงานด้วยในตอนกลางคืน ผู้หญิงคนนี้มุ่งมั่นเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุ 19 ปี เธอรู้ตัวมาตลอดว่าไม่อยากทำงานประจำ และตั้งเป้าที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจให้เร็วที่สุด และแม้จะเคยทำงานประจำมาบ้างแต่นั่นเป็นงานที่ช่วยให้เธอมีเงินเก็บเพื่อทำธุรกิจของตัวเอง

Megan ทำธุรกิจรับตัดชุดแต่งงาน และเครื่องประดับสำหรับเจ้าสาวแบบตามที่ลูกค้าอยากได้ ลูกค้าของเธอคือผู้หญิงทั่วโลกอายุ 24-30 ปี หลังจากทำเงินได้ 40,000 เหรียญในปีแรก เธอก็ขยายกิจการด้วยการจ้างพนักงาน 2 คน และจัดที่ทำงานเป็น Co-Working Space

แน่นอนว่าในชีวิตผู้ประกอบการย่อมมีหายนะเกิดขึ้นบ้างอย่างน้อยหนึ่งครั้ง บางครั้งก็เป็นเรื่องเล็ก บางคร้ังก็ใหญ่มากจนถึงขั้นต้องปิดกิจการ กรณีของ Megan เกิดขึ้นในวันคริสมาสต์ปี 2010 หลังจากใช้เวลา 70 ชม.ในการทำช่อดอกไม้สุดหรูให้ว่าที่เจ้าสาวทั้งสองคนเสร็จ เธอส่งดอกไม้ไปให้ลูกค้าโดยใช้บริการไปรษณีย์สหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าไปรษณีย์ทำดอกไม้หายในระหว่างการขนส่ง Megan เล่าให้ฟังว่า “มันเลวร้ายมาก ๆ ฉันต้องคืนเงินให้ลูกค้าทั้งที่ยังไม่รับเงินมา ที่แย่ไปกว่า คือ เจ้าสาวทั้งสองคนจะไม่มีดอกไม้ในงานแต่ง” แต่เธอก็ทำสิ่งที่จำเป็นโดยเริ่มจากคืนเงินลูกค้า เขียนจดหมายขอโทษ และเขียนเรื่องราวทั้งหมดลงบล็อกส่วนตัวเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนอื่น จากนั้นก็ก้าวต่อไป

นอกเหนือจากสาบานว่าจะไม่ใช้บริการไปรษณีย์สหรัฐอเมริกาอีกต่อไป Megan ยังคงรักธุรกิจของเธอ และไม่ต้องการไปทำอย่างอื่น เธอพูดว่า “ทุกวันฉันจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากคนที่มาใช้ Co-Working Space พวกเขาทำให้ฉันมีแรงใจและแรงจูงใจ แถมฉันไม่ได้ติดต่อพูดคุยกับลูกค้าที่กำลังมีความรักด้วย ฉันมีลูกสาววัยแรกเกิดพามาที่ทำงานได้ มีศักยภาพในการหาเงินไม่จำกัด และมีอิสระที่จะนำเงินทุกดอลลาร์ที่หาได้ไปลงทุนกับสิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขต้องบอกว่า Megan Hunt เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่นำสิ่งที่ตนเองรักมาสร้างธุรกิจได้อย่างน่าทึ่งเหมือนอย่างที่ Gary ผู้มีความหลงใหลในการแลกตั๋วเครื่องบินจากการสะสมไมล์

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup
Credit: busycreator.com

Mignon Fogarty ไม่ใช่ทุกความหลงใหลที่มีคนสนใจมากพอ

Mignon Fogarty อาศัยอยู่ในเมือง Reno รัฐ Nevada เธอก่อตั้งเว็บไซต์ quickanddirtytips.com ซึ่งหลายคนรู้จักกับพอดแคสต์ที่ชื่อ Grammar Girl ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้มหลามตั้งแต่ตอนแรก ๆ ที่ออกอากาศ ส่งผลให้มีการตีพิมพ์หนังสือ จัดทำรายการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีสื่อให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

แต่ก่อนที่จะมาประสบความสำเร็จกับ Grammar Girl นั้น Mignon เคยทำรายการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ Absolute Science ซึ่งเธอรักและหลงใหลกับมันมาก เธอทุ่มเงินไปกับการโฆษณามากกว่า Grammar Girl เสียอีก และแม้ว่า Absolute Science จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่มีทางทำเงินได้คุ้มกับเวลาที่ Mignon เสียไป

“Absolute Science”

หลงใหล…แต่มีผู้ฟังไม่มากพอ

“Grammar Girl”

หลงใหล…และมีผู้ฟังจำนวนมาก

ดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนจากรายการที่ให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มาเป็นรายการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ซึ่งมีฐานผู้ฟังมากกว่า และทำให้เธอมีรายได้จากโฆษณา และสปอนเซอร์ ในเคสของ Mignon นั้น Christ ต้องการชี้ให้เห็นว่า โดยปกติคุณไม่สามารถทำเงินได้จากงานอดิเรก แต่จะทำเงินจากการช่วยเหลือคนอื่นให้ได้ทำงานอดิเรกนั้น หรือจากสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องกับมัน ซึ่ง Mignon สามารถถ่ายทอดเรื่องของกฎไวยากรณ์ต่าง ๆ ออกมาได้อย่างสนุกสนาน

หากพิจารณาทั้ง 4 ผู้ประกอบการ พวกเขามีความหลงไหล + ทักษะ รวมถึงการทราบถึงปัญหาที่ผู้คนประสบ และนั่นคือ โอกาสในการทำธุรกิจของพวกเขาครับ

ความหลงใหล ทักษะ ปัญหา โอกาส
Gary การเดินทางไปต่างประเทศ จองตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่ง หรือชั้นธุรกิจโดยใช้ไมล์สะสม ระบบแลกตั๋วด้วยไมล์สะสมขาดความโปร่งใสจะมีความยุ่งยาก Gary ใช้ไมล์สะสมแลกตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าที่ไม่รู้วิธีและไม่มีเวลา
Benny การเรียนภาษา เรียนภาษาและใช้ระบบการสอนที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ผู้คนอยากเรียนภาษา แต่ล้มเหลวเพราะใช้วิธีเดิม ๆ Benny กำจัดอุปสรรคในการเรียนภาษา และวิธีแก้ปัญหา
Megan การตัดชุดแต่งงานและผลิตเครื่องประดับทำมือ ผลิตงานฝีมือตามความต้องการของลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์อันยาวนาน เจ้าสาวต้องการสิ่งที่พิเศษ และทำด้วยมือ Megan มีส่วนร่วมในงานสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของลูกค้า 
Mignon การใช้ภาษาอังกฤษและงานเขียนที่สื่อความหมายชัดเจน ถ่ายทอดกฎไวยากรณ์ต่างๆออกมาได้อย่างสนุกสนาน ผู้คนมองว่าไวยากรณ์เป็นเรื่องยากหรือน่าเบื่อ Mignon สอนไวยากรณ์ผ่านเรื่องราว และตัวอย่างต่างๆ

ในเล่ม The $100 Startup ยังมีกรณีศึกษาผู้ประกอบการที่น่าสนใจอีกหลายคนอย่าง Brandon Pearce ครูสอนดนตรีที่มีทักษะการเขียนโปรแกรม เขาสร้างโปรแกรมช่วยจัดตารางสอนแก่ครูสอนดนตรีทั่วโลก ทำเงินต่อปีได้มากถึง 360,000 เหรียญ ด้วยระบบสมัครสมาชิก จนตัวเองมีอิสระที่จะเดินทาง และทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้

อีกตัวอย่าง คือ Brett Kelly พนักงานประจำที่มีความฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี เขาชอบโปรแกรมช่วยจดบันทึกของ Evernote มาก และเห็นโอกาสจากการที่ไม่มีใครทำคู่มือใช้งานโปรแกรมตัวนี้ เขาจึงเขียน Ebook เกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม Evernote ที่ชื่อว่า Evernote Essentials โดยอธิบายการใช้งานแบบทุกซอกทุกมุม และสร้างรายได้ให้กับเขามากถึง 120,000 เหรียญ

อย่างที่เกริ่นไว้ในช่วงต้นบทความ ผมขอยกธุรกิจส่วนตัวซึ่งส่วนหนึ่งได้รับไอเดีย และแรงบันดาลใจจากหนังสือ The $100 Startup นั่นก็คือ ธุรกิจขาย Ebook บนเว็บไซต์ START IT UP และธุรกิจสตาร์ทอัพ BeNeat แม่บ้านออนไลน์

Case Study: START IT UP – เริ่มจากความหลงใหล แล้วค่อยหาสิ่งที่ผู้คนต้องการ

อธิบายตัวอย่างการนำแนวคิด The $100 Startup มาปรับใช้กับธุรกิจส่วนตัว โดยใช้สมการ

(ความหลงใหล + ทักษะ) -> (ปัญหา + ตลาด) = โอกาส

  • ความหลงใหล = การได้ศึกษา และเผยแพร่บทความเกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพ และแนวทางการเป็นผู้ประกอบการออนไลน์ (คนอ่านฟรีไม่ทำเงิน)
  • ทักษะ = การเป็นโฮสต์ Airbnb + การใช้งานระบบ Airbnb
  • ปัญหา = ความยุ่งยากในการลงที่พักบน Airbnb + คนอยากได้แนวทางเริ่มต้นธุรกิจให้เช่าที่พักบน Airbnb โดยไม่ต้องไปลองผิดลองถูก
  • ตลาด = เจ้าของที่พักทุกคนที่อยากสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าให้กับนักท่องเที่ยว (ขนาดใหญ่)

“ผมจะทำเงินจากการเขียนบล็อกได้อย่างไร” หลายคนอาจจะคิดแบบนี้ว่าเราจะทำเงินจากสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้อย่างไร (ว่ากันตรง ๆ ผมก็คิดแบบนั้นนะในตอนแรก) แต่ถ้าคุณได้อ่านหนังสือ The $100 Startup คำถามที่มีต่อการมองสิ่งเดียวกันของคุณจะเปลี่ยนไปคือ “คุณจะช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไรจากสิ่งที่คุณทำอยู่” คุณค่า คือ การช่วยเหลือผู้อื่น

ผมหลงใหลในการเขียนบทความ ในการเล่าเรื่องราวของธุรกิจสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ ถ้าตามแนวทางของ Christ มันคือความหลงใหลที่ไม่ทำเงิน ผมนึกไม่ออกว่าผมจะมีรายได้จากการเขียนบล็อกได้อย่างไร โมเดลการหารายได้ที่ผมพอจะนึกออก (ในสมัยนั้น) คือ ติด Google Adsense หรือแปะพวก Affiliate ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้อยู่ในหัวผมเลย เพราะเราไม่มีทราฟฟิกคนอ่านเยอะขนาดนั้น ที่พอเป็นไปได้หน่อย คือ Advertorial หรือบทความโฆษณา แต่บล็อกก็ต้องดังมีคนติดตามในระดับหนึ่งถึงจะมีธุรกิจมาสนใจให้เขียน Advertorial ให้ครับ

ไอเดียของ Pat Flyn ในการเขียน Ebook หรือการนำความรู้มาผลิตเป็นสินค้า (Information Product) ขายให้กับคนที่สนใจนั้นน่าสนใจมาก แต่ผมไม่รู้ว่าความรู้ที่ผมมีนั้น ความรู้ไหน คือ สิ่งที่ผู้คนต้องการ และยินดีที่จะซื้อมัน

ไอเดียการรู้ความต้องการของผู้คนจากหนังสือ The $100 Startup ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่าผู้คนต้องการอะไร ผมเลือกหัวข้อ Money เพราะผมมีทักษะและประสบการณ์การเป็นโฮสต์ Airbnb ซึ่งมันจะช่วยให้ผู้คนสามารถทำเงินจากการปล่อยเช่าห้องว่างของพวกเขาในยุคอินเทอร์เน็ตได้

Airbnb Entrepreneur 2018 ผู้ประกอบการ Airbnb มือใหม่ สร้างรายได้ จากการให้เช่าที่พัก ฉบับปรับปรุงปี 2018

ความหลงใหล + ทักษะ มันเกื้อหนุนกันในกรณีของการขาย Ebook Airbnb ความหลงใหลทำให้ผมได้ทักษะสำหรับผลิต Ebook นั่นคือ การเขียนบทความ และการถ่ายทอดความรู้ผ่านตัวหนังสือ ส่วนทักษะการเป็นโฮสต์ Airbnb ทำให้เรามี Content + Know-how ที่จะเติมลงไปใน Information Product ตัวนี้ ส่วนช่องทางการแลกเปลี่ยนระหว่างสินค้ากับเงิน คือ เว็บไซต์ของผมเอง ซึ่งมีค่าเช่าถูกมากปีละ 1,600 บาท ในเว็บไซต์ผมติดตั้งระบบช่วยขาย Ebook อย่าง Gumroad ลงไป เพื่อให้กลายเป็นระบบที่ทำหน้าที่รับชำระเงิน และส่งมอบ Ebook แก่ลูกค้าแบบอัตโนมัติ 

ปัญหา + ตลาด แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เก่งเรื่องไอที ดังนั้นพวกเขาย่อมมีปัญหาในการเรียนรู้ และใช้งานระบบของ Airbnb ซึ่งความซับซ้อน และต้องใช้เวลากว่าจะลงที่พักบน Airbnb ได้สำเร็จ คุณจะเห็นได้ว่าพวก Information Product อย่างคอร์สเรียนออนไลน์ หรือ Ebook เนื้อหาส่วนใหญ่จะเน้น Beginner มากกว่า Advance เพราะจำนวนคนที่ยังไม่รู้จักนั้นมีเยอะกว่าคนที่รู้ครับ ส่วนตลาด คือ เจ้าของที่พักที่ต้องการสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าที่พักให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีทุกปี

เมื่อนำทุกอย่างมาใส่ในสมการ ผมได้ธุรกิจขายความรู้ขึ้นมา 1 ตัว โดยมี Ebook เป็นสินค้าที่ขายให้กับผู้ที่สนใจอยากมีรายได้เสริม หรือสร้างความมั่งคังทางการเงินให้กับตัวเองโดยการปล่อยเช่าที่พักบน Airbnb แน่นอนว่าคุณค่าของ Ebook คือ ทุกอย่างจบในหนังสือ 1 เล่ม ประหยัดเวลาที่ต้องไปค้นหาข้อมูล หรือลองผิดลองถูกเอง ที่สำคัญ คือ มันเป็นคุณค่าที่ผู้คนยอมจ่ายเงินให้ครับ ปัจจุบันธุรกิจนี้ยังเป็นธุรกิจที่ทำเงินให้ผมแบบต่อเนื่อง และดำเนินการด้วยเจ้าของธุรกิจเพียงคนเดียวตามแบบฉบับของ The $100 Startup

Case Study: BeNeat เริ่มจากสิ่งที่ผู้คนต้องการ แล้วมาจับกับความหลงใหล + ทักษะ

หากธุรกิจการขาย Ebook บนเว็บไซต์ START IT UP เป็นธุรกิจที่เริ่มต้นจากความหลงใหล แล้วค่อยไปหาความต้องการของลูกค้า ธุรกิจ BeNeat – แม่บ้านออนไลน์ คือ ธุรกิจที่ทำแบบตรงกันข้าม คือ หาความต้องการของผู้คนก่อน แล้วค่อยนำมาจับกับความหลงใหล + ทักษะที่มี

ผมเคยมีบทเรียนจากการปล่อยใจไปตาม Passion นั่นคือธุรกิจสตาร์ทอัพตัวแรกนามว่า Letzwap ซึ่งเป็นความหลงใหลที่ไม่มีคนสนใจ และไม่ทำเงิน ดังนั้นการเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพตัวที่สองนี้ ทำให้ผมต้องปรับมุมมองใหม่ในการทำธุรกิจ คือ 1) เริ่มต้นที่ปัญหา 2) ใช้เงินให้น้อย และ 3) ทดสอบให้ไว

หลายคนอาจจะทราบกันดีว่าธุรกิจสตาร์ทอัพควรเริ่มต้นจากปัญหา เพราะปัญหาจะช่วยให้เราสามารถประเมินขนาดของตลาด (คนที่ประสบปัญหานั้น ๆ) เพื่อตีออกมาเป็นมูลค่าของธุรกิจได้ ว่าธุรกิจที่เรากำลังจะทำนั้นสามารถทำเงินได้กี่บาท ปัญหาที่เหมาะกับธุรกิจสตาร์ทอัพ คือ ปัญหาที่ หนัก ใหญ่ ยาว

  • หนัก คือ หนักหนาสาหัสยังหา Solution ที่ดีในตลาดไม่ได้
  • ใหญ่ คือ เกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนมาก (ขนาดของตลาด)
  • ยาว คือ เกิดขึ้นมาอย่าวยาวนาน

ว่ากันตามตรงธุรกิจเทคสตาร์ทอัพอาจไม่เข้าเกณฑ์ของ Christ ที่เน้น Microbusiness โดยผู้ประกอบการเพียงคนเดียว หรือถ้ามีพนักงานก็ไม่เกิน 5 คน แต่การเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพก็ไม่ได้เริ่มจากคน 10 คน แต่เริ่มจากคนกลุ่มเล็ก ๆ เพียงไม่กี่คน และแน่นอนว่าการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ คุณจำเป็นต้องมีทีม

ปัญหา + ตลาด: ไอเดียจากหนังสือ The $100 Startup ที่ผมหยิบมาใช้ คือ อะไรคือสิ่งที่ผู้คนต้องการ ผมมองหาสิ่งที่ผู้คนต้องการมาตลอดกว่าจะเจอก็นานพอดูครับ ใน Facebook Group: Airbnb Host Thailand ที่ผมตั้งขึ้นมาเพื่อตอบคำถามคนที่ซื้อ Ebook Airbnb ของผมไป ที่นั่นทำให้ผมพบกับสิ่งที่ผู้คนต้องการ พวกเขามองหาแม่บ้านไปช่วยทำความสะอาดในเวลาที่ต้องการ

คำถามเกี่ยวกับการหาแม่บ้านผุดขึ้นมาทุกวันในโพสต์ของ Airbnb Host Thailand จริง ๆ ก็มีบริการแม่บ้านในตลาดมากมาย แต่คงเป็นเพราะ Nature ของธุรกิจเกิดใหม่ของ Airbnb ที่ทำให้ความต้องการใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา และ Solution หรือแนวทางการแก้ไขปัญหาเดิมไม่ตอบโจทย์ มันทำให้ผมหันมาสนใจปัญหานี้แบบจริงจัง เพราะมันคือโอกาสทางธุรกิจยังไงล่ะ

ความหลงใหล + ทักษะ:  อย่างที่บอกไปผมมีแค่ทักษะในการเขียนโปรแกรม และพัฒนาแอพ ผมจึงต้องหาคนมาร่วมทีมที่อยากแก้ปัญหานี้ เพื่อในการช่วยในด้านธุรกิจ การตลาด และการจัดหาผู้ให้บริการ และนี่คือจุดเริ่มต้นของธุรกิจ BeNeat ทีมที่รวมคนที่หลงใหลในตัวธุรกิจ Airbnb อยากสร้างแพลตฟอร์มสักตัวขึ้นมา เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้คน (และที่สำคัญ คือ มันต้องทำเงินตั้งแต่วันแรก เพราะมันเป็นธุรกิจ)

สิ่งที่เราต้องไม่ลืม คือ การเริ่มต้นธุรกิจด้วยทุนต่ำตามแนวทางของ The $100 Startup ด้วยเงิน 3,000 บาท คือ ค่าใช้จ่ายในการทดสอบไอเดียธุรกิจ (ค่าเช่าโฮสต์ และจดโดเมน) โดยการพัฒนา MVP (Minimum Viable Product) ขึ้นมาและทดสอบกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นระยะเวลา 1 เดือน ทักษะมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยทำให้เงิน 3,000 บาทเป็นไปได้ในการทดสอบไอเดียธุรกิจ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราถนัดอยู่แล้ว

หากถามว่าธุรกิจ BeNeat แก้ปัญหาอะไรให้กับผู้คน เราแก้ปัญหาเรื่อง Hassle (ความยุ่งยาก) ในการหาแม่บ้านดี ๆ สักคนไปช่วยโฮสต์ Airbnb ในเวลาที่พวกเขาต้องการ เราแก้ปัญหาให้กับคนกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ส่วนการขยายไปยังกลุ่มผู้อยู่อาศัยทั่วไปพวกเขามอง BeNeat เป็นธุรกิจที่ช่วยให้พวกเขามี Free Time (เวลาว่าง) มากขึ้น ลูกค้าในแต่ละกลุ่มจะมองเห็นคุณค่าที่ธุรกิจส่งมอบให้แตกต่างกัน

ส่งท้าย

ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีความรู้ และลงมือทำ ขอบคุณหนังสือ The $100 Startup ของ Christ Guillebeau ที่เปิดโลกทัศน์ให้กับคนไร้ประสบการณ์ขี้กลัวคนหนึ่งที่ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน ผมได้แต่อ่านความสำเร็จของผู้ประกอบการหลายคนจากในหนังสือ แต่ผมนึกไม่ออกเลยว่าถ้าเป็นตัวผมเองที่ต้องเริ่มต้นธุรกิจ ผมควรเริ่มจากตรงไหน

ผมไม่อยากกลับเข้าไปลูปการทำงานประจำ แต่ผมอยากทำตามความหลงใหล และความฝันของผม Christ ชี้ให้เห็นว่าความหลงใหลกับทักษะที่เรามี ถ้าไปตรงกับความสนใจ หรือความต้องการของผู้คนได้ มันคือโอกาสทางธุรกิจ แล้วอะไรคือสิ่งที่ผู้คนต้องการล่ะ ผมหวังว่าคุณคงได้คำตอบแล้วล่ะครับ เพราะหนังสือเล่มนี้เติมแรงบันดาลใจ และเป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้กับคนที่คิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจครับ

ถ้าใครที่มีงานประจำอยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้ให้แนวทางคุณไปต่อยอดธุรกิจในรูปแบบรายได้เสริมได้เช่นเดียวกัน ถ้าเป็น Case ของผม ผมทำ BeNeat แบบ Full-time ส่วน Ebook เป็น Side Hustle ธุรกิจรายได้เสริมแบบ Passive Income ในเล่มมีผู้ประกอบการหลายคนที่ยังทำงานประจำอยู่ แต่ก็มีรายได้เสริมจากงานอดิเรกที่เขารัก ยกตัวอย่างของ Gary Leff ที่ชอบการ Travel Hacking ที่นำเสนอการหาตั๋วเที่ยวบินฟรีจากการนำไมล์สะสมไปแลก

ผมขอคัดเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ Dare to win กล้าพอไหมเป็นนายตัวเอง ของคุณเมษ พิชญพล ซึ่งผมคิดว่าเป็นแรงบันดาลใจที่ดีที่จะส่งต่อให้กับคนที่อยากเป็นนายตัวเองครับ

นาฬิกาทราย
เวลาเราหงายให้ด้านที่มีเม็ดทรายอยู่ด้านบน
ตอนแรก ๆ เม็ดทรายก็ดูเหมือนอย่างเต็มล้น
แต่สุดท้ายจะค่อย ๆ ไหลลงไปด้านล่างจนหมดสิ้น
นั่นคือความมั่นคงของพนักงาน
ทุก ๆ สิ้นเดือนมีรายได้ที่แน่นอน
ปลายปีมีโบนัสก้อนใหญ่ และอาจจะได้ปรับเงินเดือนขึ้นทุก ๆ ปี
แต่ทว่าเมื่ออายุงานที่มากขึ้น
เท่ากับวันเวลาที่เหลือก็น้อยลง
ความมั่นคงที่กล่าวมาจะเหลือเวลาอีกเท่าไหร่
เหมือนเช่นนาฬิกาทรายที่ด้านบนตอนแรกเต็มไปด้วยเม็ดทราย
แล้วค่อยๆไหลลงด้านล่าง สุดท้ายก็ไม่เหลือเม็ดทรายเลยสักเม็ด

ในทางกลับกัน
จะล่างของนาฬิกาก่อนที่เม็ดทรายจะไหลลง
ครั้งแรกอาจดูเหมือนจะเป็นเพียงความว่างเปล่า
ดูอีกทีมันกลับเป็นช่องว่างที่รอการเติมเต็ม
ยิ่งว่างเท่าไหร่
เม็ดทรายจากด้านบนก็จะยิ่งไหลลงมาได้สะดวกเท่านั้น

แต่นั่นคือความมั่นคงของคนทำธุรกิจ
ที่เมื่อแรกเริ่มลงมือทำ
ความมั่นคงนั้นเป็นศูนย์ เพราะเต็มไปด้วยความเสี่ยง
รายได้แต่ละเดือนอาจไม่เท่ากัน มากบ้าง น้อยบ้าง
หรือถึงขนาดติดลบเป็นศูนย์
แต่พอได้ทำนาน ๆ ไป
กลับกลายเป็นความเชี่ยวชาญรอบรู้ในธุรกิจมากขึ้นกว่าเดิม
ความเสี่ยงนั้นจะค่อย ๆ ลดลง
กลายเป็นความมั่งคั่งที่ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น

ความแตกต่างอยู่ที่การเริ่มต้นจากศูนย์ไปถึงร้อย
หรือจะให้ชีวิตเราค่อย ๆ ลด จากร้อยถอยไปหาศูนย์
แบบไหนถึงจะเรียกว่าความมั่นคงที่แท้จริง
คำตอบคงอยู่ที่ตัวคุณเองแล้วนะครับ

ขอบคุณสำหรับการติดตามหากถูกใจบทความนี้ อยากให้ช่วยแชร์ให้กับคนที่สนใจด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ

from:https://startitup.in.th/dare-to-be-your-own-boss-how-to-start-business-by-the-100-startup/

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup

ผมเชื่อว่าหลายคนมีความฝันที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือนายตัวเอง สร้างรายได้จากสิ่งที่เรารัก หากย้อนไป 10 ปีตอนที่ทำงานประจำหลายคนอาจจะเหมือนผมครับ คือ นึกไม่ออกว่าตัวเองอยากทำธุรกิจอะไร ตอนนั้นผมรู้แค่ว่าทักษะและความรู้ที่ผมมีจากมหาวิทยาลัยมันจะช่วยทำอะไรให้กับองค์กรได้บ้าง เราอยากทำงานอะไร องค์กรไหนที่เหมาะกับเรา และเราจะได้เงินเดือนประมาณเท่าไหร่

ผมทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในกทม.ได้ 2 ปีหลังเรียนจบป.ตรี ก่อนที่จะลาออกมาเรียนต่อป.เอก ช่วงที่เรียนป.เอกใกล้จบ คือ จุดเปลี่ยนทางความคิด จากการอ่านหนังสือธุรกิจหลายเล่ม โดยเฉพาะ Steve Jobs ที่เขียนโดย Walter Isaacson ทำให้ผมรู้ว่าแท้จริงแล้วผมอยากทำอะไรต่อ ผมไม่ได้เลือกการเป็นอาจารย์ หรือเข้าทำงานในบริษัท แต่ผมเลือกฟังเสียงหัวใจของตัวเอง นั่นคือผมอยากเป็นผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพสักตัวที่สร้างผลกระทบอะไรบางอย่างได้

อย่างที่ผมเคยเล่าไปธุรกิจสตาร์ทอัพตัวแรกผมล้มไม่เป็นท่า ด้วยความที่เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจเลย เราสร้างผลิตภัณฑ์ (Product) ขึ้นมาได้ แต่มันเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ได้ต้องการอย่างแท้จริง แย่ไปกว่านั้น คือ มันไม่มีโมเดลสร้างรายได้ (Business Model) ทำให้ผมต้องปิดโครงการนี้หลังจากที่ปล่อยออกไปเพียงแค่ 4 เดือน และถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้ผมต้องหาความรู้เพิ่มเติมในการเริ่มต้นธุรกิจครับ

ที่ว่ามานี้ผมอยากจะบอกว่าการลงทุนกับความรู้เป็นสิ่งที่ดี และยิ่งเรานำความรู้ที่เรามีไปลองลงมือมัน มันยิ่งเกิดผล ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อแบบนั้น หนังสือสองเล่มที่คุณเห็นด้านล่างนี้ เป็นหนังสือในหมวดธุรกิจที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่ผมเคยได้อ่านมาเลย ชื่อของมันคือ The $100 Startup หรือ ใช้เงินน้อยกว่าแต่รวยก่อน

The $100 Startup ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2012 กว่าจะแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ใช้เงินน้อยกว่าแต่รวยก่อน” และวางขายก็ต้องรอถึงปี 2017 แต่เนื้อหาในเล่มยังคงสามารถใช้ได้ดีกับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ที่สามารถเริ่มต้นได้โดยใช้ทุนต่ำ ใครที่ยังไม่เคยอ่าน ผมแนะนำให้คุณลองซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูครับ บทความนี้ไม่ได้รีวิวหนังสือ แต่ต้องการหยิบประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังในการที่ใครสักคนอยากเริ่มต้นทำธุรกิจ หนังสือเล่มนี้สามารถให้แนวทางที่ดีในการเริ่มต้นแก่คุณได้

หนังสือ The $100 Startup ของ Christ Guillebeau ช่วยปลุกไฟความเป็นผู้ประกอบการให้กับคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ได้ดีมาก ซึ่ง Christ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้ประกอบการในหลายประเทศกว่า 1,500 คน แล้วนำมาทำเป็นพิมพ์เขียวให้ผู้อ่านได้เห็นแนวทางที่หลากหลาย ในการที่คนทั่วไปสามารถเริ่มต้นธุรกิจที่น่าทึ่งได้จากความหลงใหลหรือทักษะที่พวกเขามี โดยที่ไม่ต้องใช้เงินทุนเยอะ บางคนสามารถทำธุรกิจได้จากทุกแห่งบนโลกใบนี้ แนวคิดและไอเดียจากหนังสือเล่มนี้สามารถนำมาใช้ได้จริง เดี๋ยวผมจะแชร์ให้ฟังในพาร์ทของการทำธุรกิจส่วนตัว

แนวคิดในการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup

ผมชอบแนวคิดที่เรียบง่ายของหนังสือเล่มนี้ ในแง่ของการเริ่มต้นธุรกิจในลักษณะของ Microbusiness หรือ Startup ที่คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินลงทุนมหาศาล (เริ่มด้วยเงินไม่เกิน 100 ดอลลาร์ ตามชื่อหนังสือ) หรือจ้างพนักงานจำนวนมาก แต่คุณสามารถเริ่มต้นแบบทุนต่ำ โดยใช้ความหลงใหล (Passion) หรือทักษะ (Skill) ในการสร้างบางสิ่งบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คน (Value) และมันก็สามารถกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินให้คุณจากสิ่งที่คุณรัก

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup
Credit: The $100 Startup

ความหลงใหลหรือทักษะ + ประโยชน์ต่อผู้อื่น = ความสำเร็จ

คุณอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะเอา Passion หรือความหลงใหลอะไรดีมาสร้างธุรกิจ เพราะคนหนึ่งคนนั้นมีความหลงใหลหลายอย่าง เช่น ชอบอ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ แต่งเพลง ถ่ายวิดีโอ เขียนโปรแกรม ถ่ายรูป เดินป่า วิ่งมาราธอน เดินทางไปต่างประเทศ การลงทุน และอื่น ๆ อีกมากมาย

Christ แนะนำให้คุณประเมินความหลงใหลให้ดี ไม่ใช่หน้ามืดไล่ตามมันอย่างเดียว เพราะไม่ใช่ทุกความหลงใหลที่ทำเงิน หรือคุ้มที่จะนำมาทำธุรกิจ ยกตัวอย่าง Christ เป็นคนที่ชอบกินพิซซ่าเอามาก ๆ แต่เขาไม่สามารถทำเงินได้จากความหลงใหลในการกินพิซซ่า หรือแม้กระทั่งการเป็นนักเขียนบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางไปเที่ยวรอบโลกของตัว Christ เองก็เป็นเรื่องที่ไม่ทำเงิน เพราะมันไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรบางอย่างขึ้นมาให้กับผู้คน ในหนังสือเล่มนี้ คุณค่า หมายถึง การช่วยเหลือผู้คน หรือ Value means helping people ซึ่งปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ คือ คุณค่าที่ธุรกิจนั้นมอบให้กับลูกค้า

แน่นอนว่า Christ แนะนำให้ผู้ประกอบการไล่ตามความหลงใหล เพราะมันเป็นสิ่งที่ผลักดันคุณ แต่การสร้างธุรกิจจากความหลงใหลอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ คุณจำเป็นต้องมีทักษะด้วย โดยมีสมการดังนี้

(ความหลงใหล + ทักษะ) -> (ปัญหา + ตลาด) = โอกาส

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะไม่ใช่ทุกความหลงใหลที่ทำเงิน หรือสามารถนำมาสร้างเป็นธุรกิจได้ หรือต่อให้มันน่าสนใจจริง ๆ แต่ตลาด (คนที่ประสบปัญหา) มันมีขนาดที่ใหญ่พอหรือเปล่า ถ้าใช่โอกาสในการเป็นผู้ประกอบการของคุณก็ดูมีอนาคตมากขึ้น

3 สิ่งสู่การเป็นผู้ประกอบการ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าในการเริ่มต้นธุรกิจต้องเตรียมอะไร Christ ชี้ให้เห็นว่าเพียงคุณมี 3 อย่างต่อไปนี้ คุณก็สามารถเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการได้แล้ว

  1. ผลิตภัณฑ์หรือบริการ: คุณขายอะไร
  2. กลุ่มคนที่ยินดีจะจ่ายเงินซื้อมัน: ลูกค้าของคุณ
  3. วิธีรับชำระเงิน: คุณจะแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หรือบริการกับเงินได้อย่างไร

ถ้าคุณมีกลุ่มคนที่ให้ความสนใจแต่ไม่มีอะไรจะขาย ธุรกิจก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าคุณมีของขายแต่ไม่มีใครยินดีจะซื้อ ธุรกิจก็เกิดขึ้นไม่ได้ และถ้าคุณไม่มีวิธีรับชำระเงินที่ง่ายและชัดเจน ธุรกิจก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าคุณมีครบทั้ง 3 อย่างคุณก็สามารถเรียกตัวเองว่าผู้ประกอบการได้แล้ว

Chist แนะนำว่าในปัจจุบันคุณสามารถสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา โดยคุณอาจจะใช้ของฟรีอย่าง WordPress.org แล้วลองยื่นข้อเสนอบางอย่างให้กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการที่คุณมี รวมถึงติดตั้งช่องทางการรับชำระเงินอย่าง Paypal แค่นี้คุณก็พร้อมเริ่มทำธุรกิจแล้ว หัวใจสำคัญ คือ การใช้ทุนต่ำ และทดสอบไอเดียธุรกิจให้ไว

เราควรเริ่มธุรกิจจากสิ่งที่เราชอบ หรือสิ่งที่ผู้คนต้องการ

หลายคนสงสัยว่า “เราควรเริ่มต้นธุรกิจจากความหลงใหล หรือสิ่งที่ผู้คนต้องการ” ซึ่ง Christ แนะนำว่า มันอาจจะยาก และใช้เวลานานในการไล่ทดสอบทุกความหลงใหลของคุณว่ามีผู้คนสนใจมันหรือเปล่า ทางที่ง่ายกว่า คือ การรู้ว่าผู้คนต้องการอะไร แล้วเอาความหลงใหล หรือทักษะของคุณไปสร้างคุณค่า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนเหล่านั้น

โดยการตอบสนองความต้องการของผู้คน คุณต้องให้ในสิ่งที่ผู้คนต้องการจริง ๆ ในเล่มจะยกตัวอย่าง Give them the fish คือ ถ้าผู้คนอยากได้ปลาก็ยื่นปลาให้พวกเขาเลย ไม่ใช่สอนวิธีตกปลาให้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำลายโอกาสทางธุรกิจของคุณ

Christ ยกตัวอย่างธุรกิจร้านอาหาร เพื่อให้เห็นแนวทาง Give them the fish ว่า ร้านอาหาร คือ ที่ที่ผู้คนไปผ่อนคลายหลังจากการทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน มีคนจัดการทำอาหารให้พวกเขากิน โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าในครัวจะเกิดอะไรขึ้น และไม่ต้องทำอาหารด้วยตนเอง ปัญหา คือ ธุรกิจหลายอย่างถูกสร้างขึ้นด้วยแนวคิดที่ว่าลูกค้าควรเข้าไปในครัว และทำมื้อค่ำเอง พูดง่าย ๆ คือ แทนที่จะให้ในสิ่งที่ผู้คนต้องการไปเลย เจ้าธุรกิจกลับคิดไปเองว่าคงจะดีกว่าถ้าให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วม เพราะพวกเขาคิดว่าจริง ๆ แล้วลูกค้าต้องการแบบนั้น

“Catch a man a fish, and you can sell it to him.
Teach a man to fish, and you ruin
a wonderful business opportunity”
-KARL MARX

ประเด็นคือแล้วอะไรคือสิ่งที่ผู้คนต้องการ หนึ่งใน Key Idea สำหรับผมที่ได้รับจากหนังสือ The $100 Startup คือ การรู้ว่าผู้คนต้องการอะไร ซึ่งมี 4 เรื่องที่ผู้คนต้องการมากขึ้น และ 4 เรื่องที่ผู้คนต้องการน้อยลง ถ้าเรารู้ความต้องการของผู้คนมันก็ง่ายครับ ที่เราจะหยิบหัวข้อที่ตรงกับคุณค่าที่เราสามารถส่งมอบให้กับผู้คนได้

More Less
Love (ความรัก) Stress (ความเครียด)
Money (เงิน) Conflict (ความขัดแย้ง)
Acceptance (การยอมรับ) Hassle (ความยุ่งยาก)
Free Time (เวลาว่าง) Uncertainty (ความไม่แน่นอน)

ผู้ประกอบการที่ใช้ความหลงใหลในการสร้างธุรกิจ

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup
Credit: viewfromthewing.boardingarea.com

Gary Leff ผู้เปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นธุรกิจ

Gary Leff เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่สร้างรายได้จากงานอดิเรกที่เขารัก เรียกได้ว่าน่าอิจฉาสุด ๆ สำหรับคนที่มีงานประจำทำ แต่ก็มีรายได้เสริมที่ไม่น้อยหน้าด้วย Gary ทำงานเป็น CFO หรือ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินให้กับ ศูนย์วิจัย 2 แห่งในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เหมือนกับคนทั่วไปที่ในแต่ละวันทุกเช้าจะต้องเข้ามีเช็คอีเมล์ แต่อีเมล์นี้กลับไม่ได้มาจากเพื่อนร่วมงานของ Gary แต่มาจากลูกค้าธุรกิจเสริมที่เขาทำอยู่ ซึ่งเป็นธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการท่องเที่ยว

ต้องบอกว่า Gary เป็น “แฮกเกอร์ด้านการท่องเที่ยว” เขารักการเดินทางและมีไมล์สะสมจำนวนมาก สิ่งที่ Gary มี คือ เขารู้วิธีที่จะนำไมล์สะสมไปแลกตั๋วเครื่องบิน ลูกค้าของ Gary คือ ผู้บริหารที่ส่วนใหญ่มักสะสมไมล์จากการใช้บัตรเครดิต แต่ถึงคราวจะนำไมล์ไปแลกตั๋ว พวกเขากลับประสบปัญหายุ่งยาก เช่น ต้องสะสมไมล์เท่าไหร่จึงจะแลกตั๋วได้ หรือถ้าสายการบินแจ้งว่าเที่ยวบินนั้นไม่มีที่นั่งว่าง พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ

Gary คิดค่าบริการในราคา 250 เหรียญ ในสิ่งที่คุณเองก็สามารถทำได้ซึ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลก แต่บริการของ Gary ส่งมอบคุณค่ามากกว่าเงินที่ลูกค้าจ่ายไป การท่องเที่ยวหลายครั้งที่ Gary จัดให้ลูกค้ามีมูลค่ามากถึง 5,000 เหรียญหรือมากกว่านั้น เขาเชี่ยวชาญด้านการจองตั๋วชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ บางครั้งเขาสามารถเลือกตั๋วเครื่องบินฟรี 1 ใบที่สามารถนำไปใช้ได้กับ 6 สายการบินเลยทีเดียว ถ้าหาก Gary จองตั๋วไม่สำเร็จ ลูกค้าก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน เขาคิดเงินเฉพาะการจองที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเท่านั้น เพราะนั่นคือการส่งมอบคุณค่าไปยังลูกค้า

นอกจากผู้บริหาร กลุ่มคนวัยเกษียณที่วางแผนเดินทางก็เป็นอีกกลุ่มที่ใช้บริการของ Gary พวกเขามีไมล์สะสมอยู่พอสมควร แต่ไม่อยากมาทำความเข้าใจวิธีใช้ไมล์แลกตั๋ว เพราะมันยุ่งยาก นอกจากโทรหาสายการบินแล้ว  Gary ใช้วิธีติดต่อลูกค้าทุกคนผ่านทางอีเมล ธุรกิจเสริมนี้ทำรายได้ให้กับ Gary มากถึง 75,000 เหรียญ และน่าจะทำได้ถึง 6 หลักในอนาคต

Gary บอกว่า “ที่เขาทำธุรกิจนี้ เพราะมันสนุกเท่านั้นเอง” เขามีรายได้จากงานประจำอยู่แล้ว และจะนำรายได้เสริมนี้ไปลงทุน ตอนนี้เขาสะสมไมล์จำนวนมหาศาลอยู่เช่นกัน เพื่อนำไปใช้เที่ยวรอบโลกกับภรรยา ในเคสของ Gary เรียกได้ว่าเขาสร้างธุรกิจจากงานอดิเรกที่เขารักจริง ๆ

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup
Credit: fluentin3months.com

Benny Lewis ผู้ทำให้การเรียนภาษาต่างประเทศเป็นเรื่องง่าย

ใครที่คิดว่าการเรียนภาษาต่างประเทศเป็นเรื่องที่ยาก และต้องใช้เวลาบ้างยกมือขึ้น แต่สำหรับ Benny ชายผู้เคยมีปัญหาเรื่องการเรียนภาษา เขาค้นพบวิธีที่จะทำให้ผู้คนสามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว และมันกลายเป็นทักษะที่ทำเงินให้เขาจวบจนทุกวันนี้ครับ

Christ พบกับ Benny ช่วงที่เขารอเปลี่ยนเครื่องที่กรุงเทพ Benny เป็นชาวไอร์แลนด์ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เขาชอบพูดว่าตัวเองได้เงินจากการเรียนภาษา โดยทำเงินได้มากกว่า 65,000 เหรียญต่อปี และไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร อีกทั้งยังมีโอกาสเดินทางไปสัมผัสวัฒนธรรมต่าง ๆ ทั่วโลก ในวัยเด็ก Benny พูดได้เพียงแค่ภาษาอังกฤษ และไม่มีความสามารถในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพราะเรียนจบป.ตรีสาขาวิศกรรมศาสตร์ พอเรียนจบเขาตั้งใจย้ายไปอยู่ที่เซบีย่า ประทศสเปน และตั้งใจว่าจะเรียนรู้ภาษาสเปนแบบจริงจัง

ผ่านไปหกเดือน Benny ก็ยังไม่สามารถพูดภาษาสเปนได้ เนื่องจากส่วนใหญ่เขาคลุกคลีอยู่กับคนสเปนที่พูดอังกฤษ และคนที่มาจากประเทศอื่น ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจพูดแต่ภาษาสเปนเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน ช่วงแรกเขารู้สึกอึดอัดและอับอายเพราะไม่รู้วิธีผันคำกริยา จึงใช้แต่รูป Present Tense และโบกไม้โบกมือไปมาเพื่อให้คนเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

แต่นั่นเป็นเรื่องในอดีต Benny พบว่าการที่เขาพูดภาษาต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ช่วยให้เขาได้เรียนรู้ภาษานั้นเร็วกว่าการใช้ภาษาอังกฤษเข้าช่วย ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์เขาก็สามารถพูดภาษสเปนได้คล่อง การพูดภาษาสเปนตลอด 1 เดือนเต็มได้ผลดีกว่าการใช้เวลา 6 เดือนเพื่อเรียนรู้มันเสียอีก ตอนนี้เขาเริ่มอยากเรียนภาษาอื่นแล้ว จึงย้ายไปเบอร์ลินเพื่อเรียนภาษาเยอรมัน จากนั้นย้ายไปปารีสเพื่อเรียนภาษาฝรั่งเศส แล้วย้ายไปปรากเพื่อเรียนภาษาเช็คที่ขึ้นว่ายากสุด ๆ

Benny ไม่คิดทำงานเป็นวิศวกร เขาออกเดินทางไปเรื่อย ๆ หาเงินจากการเป็นที่ปรึกษาระยะสั้น และรับงานทุกครั้งที่มีโอกาส เขาจะตื่นกลางดึกเพื่อประชุมทางโทรศัพท์กับลูกค้าในทวีปอเมริกาเหนือ เรียกได้ว่าชายคนนี้มีพลังเหลือเฟือ และด้วยการที่เป็นคนโสดก็ช่วยให้ Benny สามารถใช้ชีวิตได้สุขสบายโดยใช้เงินเพียงเล็กน้อย แต่เห็นได้ชัดว่า Benny มีทักษะยอดเยี่ยมที่สามารถแบ่งปันให้กับคนทั่วโลกได้ ชายคนนี้บอกกับทุกคนที่รับฟังว่า คุณสามารถเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้ แม้คุณจะคิดว่าตัวเองไม่มี “พรสวรรค์” หรือพูดได้แค่ภาษาเดียวก็ตาม

Christ ทึ่งในทักษะของ Benny และแนะนำให้เขาลองสอนภาษาให้กับคนจำนวนมากดู ซึ่งเขาก็คิดมาสักพักแล้ว เขาลองคิดชื่อโครงการสอนภาษาจนในที่สุดได้ชื่อ Fluent in  3 Months ซึ่งเขาเป็นคนสอนเองทั้งหมด และมีภาษาที่สอนมากถึง 8 ภาษา ถึงแม้ Benny จะบอกว่าเขาได้เงินจากการเรียนภาษา แต่ความจริงแล้วเขาได้เงินจากการช่วยเหลือผู้อื่นต่างหาก จริงอยู่ที่การมอบแรงบันดาลใจเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าช่วยเหลือใครไม่ได้เขาก็เป็นแค่ชาวไอริสที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และพูดได้หลายภาษา ยังไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง

สิ่งที่ Christ ต้องการสื่อคือไม่ใช่ทุกความหลงใหลที่ทำเงิน ในกรณีของ Benny คือชอบเรียนภาษาต่างประเทศ แต่การชอบเรียนไม่สามารถนำมาสร้างธุรกิจได้ ดังนั้นอาจจะต้องแยกความหลงใหลกับธุรกิจให้ออก Benny มีทักษะที่ดีดังนั้นหากต้องการทำธุรกิจเขาจำเป็นที่จะต้องพลิกมุมมองบางอย่าง อย่างการสอนคนอื่นให้สามารถเรียนรู้ภาษาได้อย่างรวดเร็วแบบที่ตัวเขาเองได้พิสูจน์มาแล้ว

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup
Credit: meganfornebraska.com

Megan Hunt ปั้นธุรกิจจากสิ่งที่ตัวเองรัก

Christ พบกับ Megan Hunt ที่ Co-Working Space ของเธอในเมือง Omaha เธอชอบกระเตงลูกมานั่งทำงานด้วยในตอนกลางคืน ผู้หญิงคนนี้มุ่งมั่นเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุ 19 ปี เธอรู้ตัวมาตลอดว่าไม่อยากทำงานประจำ และตั้งเป้าที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจให้เร็วที่สุด และแม้จะเคยทำงานประจำมาบ้างแต่นั่นเป็นงานที่ช่วยให้เธอมีเงินเก็บเพื่อทำธุรกิจของตัวเอง

Megan ทำธุรกิจรับตัดชุดแต่งงาน และเครื่องประดับสำหรับเจ้าสาวแบบตามที่ลูกค้าอยากได้ ลูกค้าของเธอคือผู้หญิงทั่วโลกอายุ 24-30 ปี หลังจากทำเงินได้ 40,000 เหรียญในปีแรก เธอก็ขยายกิจการด้วยการจ้างพนักงาน 2 คน และจัดที่ทำงานเป็น Co-Working Space

แน่นอนว่าในชีวิตผู้ประกอบการย่อมมีหายนะเกิดขึ้นบ้างอย่างน้อยหนึ่งครั้ง บางครั้งก็เป็นเรื่องเล็ก บางคร้ังก็ใหญ่มากจนถึงขั้นต้องปิดกิจการ กรณีของ Megan เกิดขึ้นในวันคริสมาสต์ปี 2010 หลังจากใช้เวลา 70 ชม.ในการทำช่อดอกไม้สุดหรูให้ว่าที่เจ้าสาวทั้งสองคนเสร็จ เธอส่งดอกไม้ไปให้ลูกค้าโดยใช้บริการไปรษณีย์สหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าไปรษณีย์ทำดอกไม้หายในระหว่างการขนส่ง Megan เล่าให้ฟังว่า “มันเลวร้ายมาก ๆ ฉันต้องคืนเงินให้ลูกค้าทั้งที่ยังไม่รับเงินมา ที่แย่ไปกว่า คือ เจ้าสาวทั้งสองคนจะไม่มีดอกไม้ในงานแต่ง” แต่เธอก็ทำสิ่งที่จำเป็นโดยเริ่มจากคืนเงินลูกค้า เขียนจดหมายขอโทษ และเขียนเรื่องราวทั้งหมดลงบล็อกส่วนตัวเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนอื่น จากนั้นก็ก้าวต่อไป

นอกเหนือจากสาบานว่าจะไม่ใช้บริการไปรษณีย์สหรัฐอเมริกาอีกต่อไป Megan ยังคงรักธุรกิจของเธอ และไม่ต้องการไปทำอย่างอื่น เธอพูดว่า “ทุกวันฉันจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากคนที่มาใช้ Co-Working Space พวกเขาทำให้ฉันมีแรงใจและแรงจูงใจ แถมฉันไม่ได้ติดต่อพูดคุยกับลูกค้าที่กำลังมีความรักด้วย ฉันมีลูกสาววัยแรกเกิดพามาที่ทำงานได้ มีศักยภาพในการหาเงินไม่จำกัด และมีอิสระที่จะนำเงินทุกดอลลาร์ที่หาได้ไปลงทุนกับสิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขต้องบอกว่า Megan Hunt เป็นอีกหนึ่งผู้ประกอบการที่นำสิ่งที่ตนเองรักมาสร้างธุรกิจได้อย่างน่าทึ่งเหมือนอย่างที่ Gary ผู้มีความหลงใหลในการแลกตั๋วเครื่องบินจากการสะสมไมล์

วันนี้คุณกล้าพอที่จะเป็นนายตัวเองแล้วหรือยัง แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจแบบ The $100 Startup
Credit: busycreator.com

Mignon Fogarty ไม่ใช่ทุกความหลงใหลที่มีคนสนใจมากพอ

Mignon Fogarty อาศัยอยู่ในเมือง Reno รัฐ Nevada เธอก่อตั้งเว็บไซต์ quickanddirtytips.com ซึ่งหลายคนรู้จักกับพอดแคสต์ที่ชื่อ Grammar Girl ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้มหลามตั้งแต่ตอนแรก ๆ ที่ออกอากาศ ส่งผลให้มีการตีพิมพ์หนังสือ จัดทำรายการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีสื่อให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

แต่ก่อนที่จะมาประสบความสำเร็จกับ Grammar Girl นั้น Mignon เคยทำรายการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ Absolute Science ซึ่งเธอรักและหลงใหลกับมันมาก เธอทุ่มเงินไปกับการโฆษณามากกว่า Grammar Girl เสียอีก และแม้ว่า Absolute Science จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่มีทางทำเงินได้คุ้มกับเวลาที่ Mignon เสียไป

“Absolute Science”

หลงใหล…แต่มีผู้ฟังไม่มากพอ

“Grammar Girl”

หลงใหล…และมีผู้ฟังจำนวนมาก

ดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนจากรายการที่ให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มาเป็นรายการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ซึ่งมีฐานผู้ฟังมากกว่า และทำให้เธอมีรายได้จากโฆษณา และสปอนเซอร์ ในเคสของ Mignon นั้น Christ ต้องการชี้ให้เห็นว่า โดยปกติคุณไม่สามารถทำเงินได้จากงานอดิเรก แต่จะทำเงินจากการช่วยเหลือคนอื่นให้ได้ทำงานอดิเรกนั้น หรือจากสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องกับมัน ซึ่ง Mignon สามารถถ่ายทอดเรื่องของกฎไวยากรณ์ต่าง ๆ ออกมาได้อย่างสนุกสนาน

หากพิจารณาทั้ง 4 ผู้ประกอบการ พวกเขามีความหลงไหล + ทักษะ รวมถึงการทราบถึงปัญหาที่ผู้คนประสบ และนั่นคือ โอกาสในการทำธุรกิจของพวกเขาครับ

ความหลงใหล ทักษะ ปัญหา โอกาส
Gary การเดินทางไปต่างประเทศ จองตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่ง หรือชั้นธุรกิจโดยใช้ไมล์สะสม ระบบแลกตั๋วด้วยไมล์สะสมขาดความโปร่งใสจะมีความยุ่งยาก Gary ใช้ไมล์สะสมแลกตั๋วเครื่องบินให้ลูกค้าที่ไม่รู้วิธีและไม่มีเวลา
Benny การเรียนภาษา เรียนภาษาและใช้ระบบการสอนที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ผู้คนอยากเรียนภาษา แต่ล้มเหลวเพราะใช้วิธีเดิม ๆ Benny กำจัดอุปสรรคในการเรียนภาษา และวิธีแก้ปัญหา
Megan การตัดชุดแต่งงานและผลิตเครื่องประดับทำมือ ผลิตงานฝีมือตามความต้องการของลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์อันยาวนาน เจ้าสาวต้องการสิ่งที่พิเศษ และทำด้วยมือ Megan มีส่วนร่วมในงานสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของลูกค้า 
Mignon การใช้ภาษาอังกฤษและงานเขียนที่สื่อความหมายชัดเจน ถ่ายทอดกฎไวยากรณ์ต่างๆออกมาได้อย่างสนุกสนาน ผู้คนมองว่าไวยากรณ์เป็นเรื่องยากหรือน่าเบื่อ Mignon สอนไวยากรณ์ผ่านเรื่องราว และตัวอย่างต่างๆ

ในเล่ม The $100 Startup ยังมีกรณีศึกษาผู้ประกอบการที่น่าสนใจอีกหลายคนอย่าง Brandon Pearce ครูสอนดนตรีที่มีทักษะการเขียนโปรแกรม เขาสร้างโปรแกรมช่วยจัดตารางสอนแก่ครูสอนดนตรีทั่วโลก ทำเงินต่อปีได้มากถึง 360,000 เหรียญ ด้วยระบบสมัครสมาชิก จนตัวเองมีอิสระที่จะเดินทาง และทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้

อีกตัวอย่าง คือ Brett Kelly พนักงานประจำที่มีความฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี เขาชอบโปรแกรมช่วยจดบันทึกของ Evernote มาก และเห็นโอกาสจากการที่ไม่มีใครทำคู่มือใช้งานโปรแกรมตัวนี้ เขาจึงเขียน Ebook เกี่ยวกับการใช้งานโปรแกรม Evernote ที่ชื่อว่า Evernote Essentials โดยอธิบายการใช้งานแบบทุกซอกทุกมุม และสร้างรายได้ให้กับเขามากถึง 120,000 เหรียญ

อย่างที่เกริ่นไว้ในช่วงต้นบทความ ผมขอยกธุรกิจส่วนตัวซึ่งส่วนหนึ่งได้รับไอเดีย และแรงบันดาลใจจากหนังสือ The $100 Startup นั่นก็คือ ธุรกิจขาย Ebook บนเว็บไซต์ START IT UP และธุรกิจสตาร์ทอัพ BeNeat แม่บ้านออนไลน์

Case Study: START IT UP – เริ่มจากความหลงใหล แล้วค่อยหาสิ่งที่ผู้คนต้องการ

อธิบายตัวอย่างการนำแนวคิด The $100 Startup มาปรับใช้กับธุรกิจส่วนตัว โดยใช้สมการ

(ความหลงใหล + ทักษะ) -> (ปัญหา + ตลาด) = โอกาส

  • ความหลงใหล = การได้ศึกษา และเผยแพร่บทความเกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพ และแนวทางการเป็นผู้ประกอบการออนไลน์ (คนอ่านฟรีไม่ทำเงิน)
  • ทักษะ = การเป็นโฮสต์ Airbnb + การใช้งานระบบ Airbnb
  • ปัญหา = ความยุ่งยากในการลงที่พักบน Airbnb + คนอยากได้แนวทางเริ่มต้นธุรกิจให้เช่าที่พักบน Airbnb โดยไม่ต้องไปลองผิดลองถูก
  • ตลาด = เจ้าของที่พักทุกคนที่อยากสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าให้กับนักท่องเที่ยว (ขนาดใหญ่)

“ผมจะทำเงินจากการเขียนบล็อกได้อย่างไร” หลายคนอาจจะคิดแบบนี้ว่าเราจะทำเงินจากสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้อย่างไร (ว่ากันตรง ๆ ผมก็คิดแบบนั้นนะในตอนแรก) แต่ถ้าคุณได้อ่านหนังสือ The $100 Startup คำถามที่มีต่อการมองสิ่งเดียวกันของคุณจะเปลี่ยนไปคือ “คุณจะช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไรจากสิ่งที่คุณทำอยู่” คุณค่า คือ การช่วยเหลือผู้อื่น

ผมหลงใหลในการเขียนบทความ ในการเล่าเรื่องราวของธุรกิจสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ ถ้าตามแนวทางของ Christ มันคือความหลงใหลที่ไม่ทำเงิน ผมนึกไม่ออกว่าผมจะมีรายได้จากการเขียนบล็อกได้อย่างไร โมเดลการหารายได้ที่ผมพอจะนึกออก (ในสมัยนั้น) คือ ติด Google Adsense หรือแปะพวก Affiliate ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้อยู่ในหัวผมเลย เพราะเราไม่มีทราฟฟิกคนอ่านเยอะขนาดนั้น ที่พอเป็นไปได้หน่อย คือ Advertorial หรือบทความโฆษณา แต่บล็อกก็ต้องดังมีคนติดตามในระดับหนึ่งถึงจะมีธุรกิจมาสนใจให้เขียน Advertorial ให้ครับ

ไอเดียของ Pat Flyn ในการเขียน Ebook หรือการนำความรู้มาผลิตเป็นสินค้า (Information Product) ขายให้กับคนที่สนใจนั้นน่าสนใจมาก แต่ผมไม่รู้ว่าความรู้ที่ผมมีนั้น ความรู้ไหน คือ สิ่งที่ผู้คนต้องการ และยินดีที่จะซื้อมัน

ไอเดียการรู้ความต้องการของผู้คนจากหนังสือ The $100 Startup ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่าผู้คนต้องการอะไร ผมเลือกหัวข้อ Money เพราะผมมีทักษะและประสบการณ์การเป็นโฮสต์ Airbnb ซึ่งมันจะช่วยให้ผู้คนสามารถทำเงินจากการปล่อยเช่าห้องว่างของพวกเขาในยุคอินเทอร์เน็ตได้

Airbnb Entrepreneur 2018 ผู้ประกอบการ Airbnb มือใหม่ สร้างรายได้ จากการให้เช่าที่พัก ฉบับปรับปรุงปี 2018

ความหลงใหล + ทักษะ มันเกื้อหนุนกันในกรณีของการขาย Ebook Airbnb ความหลงใหลทำให้ผมได้ทักษะสำหรับผลิต Ebook นั่นคือ การเขียนบทความ และการถ่ายทอดความรู้ผ่านตัวหนังสือ ส่วนทักษะการเป็นโฮสต์ Airbnb ทำให้เรามี Content + Know-how ที่จะเติมลงไปใน Information Product ตัวนี้ ส่วนช่องทางการแลกเปลี่ยนระหว่างสินค้ากับเงิน คือ เว็บไซต์ของผมเอง ซึ่งมีค่าเช่าถูกมากปีละ 1,600 บาท ในเว็บไซต์ผมติดตั้งระบบช่วยขาย Ebook อย่าง Gumroad ลงไป เพื่อให้กลายเป็นระบบที่ทำหน้าที่รับชำระเงิน และส่งมอบ Ebook แก่ลูกค้าแบบอัตโนมัติ 

ปัญหา + ตลาด แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เก่งเรื่องไอที ดังนั้นพวกเขาย่อมมีปัญหาในการเรียนรู้ และใช้งานระบบของ Airbnb ซึ่งความซับซ้อน และต้องใช้เวลากว่าจะลงที่พักบน Airbnb ได้สำเร็จ คุณจะเห็นได้ว่าพวก Information Product อย่างคอร์สเรียนออนไลน์ หรือ Ebook เนื้อหาส่วนใหญ่จะเน้น Beginner มากกว่า Advance เพราะจำนวนคนที่ยังไม่รู้จักนั้นมีเยอะกว่าคนที่รู้ครับ ส่วนตลาด คือ เจ้าของที่พักที่ต้องการสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าที่พักให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีทุกปี

เมื่อนำทุกอย่างมาใส่ในสมการ ผมได้ธุรกิจขายความรู้ขึ้นมา 1 ตัว โดยมี Ebook เป็นสินค้าที่ขายให้กับผู้ที่สนใจอยากมีรายได้เสริม หรือสร้างความมั่งคังทางการเงินให้กับตัวเองโดยการปล่อยเช่าที่พักบน Airbnb แน่นอนว่าคุณค่าของ Ebook คือ ทุกอย่างจบในหนังสือ 1 เล่ม ประหยัดเวลาที่ต้องไปค้นหาข้อมูล หรือลองผิดลองถูกเอง ที่สำคัญ คือ มันเป็นคุณค่าที่ผู้คนยอมจ่ายเงินให้ครับ ปัจจุบันธุรกิจนี้ยังเป็นธุรกิจที่ทำเงินให้ผมแบบต่อเนื่อง และดำเนินการด้วยเจ้าของธุรกิจเพียงคนเดียวตามแบบฉบับของ The $100 Startup

Case Study: BeNeat เริ่มจากสิ่งที่ผู้คนต้องการ แล้วมาจับกับความหลงใหล + ทักษะ

หากธุรกิจการขาย Ebook บนเว็บไซต์ START IT UP เป็นธุรกิจที่เริ่มต้นจากความหลงใหล แล้วค่อยไปหาความต้องการของลูกค้า ธุรกิจ BeNeat – แม่บ้านออนไลน์ คือ ธุรกิจที่ทำแบบตรงกันข้าม คือ หาความต้องการของผู้คนก่อน แล้วค่อยนำมาจับกับความหลงใหล + ทักษะที่มี

ผมเคยมีบทเรียนจากการปล่อยใจไปตาม Passion นั่นคือธุรกิจสตาร์ทอัพตัวแรกนามว่า Letzwap ซึ่งเป็นความหลงใหลที่ไม่มีคนสนใจ และไม่ทำเงิน ดังนั้นการเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพตัวที่สองนี้ ทำให้ผมต้องปรับมุมมองใหม่ในการทำธุรกิจ คือ 1) เริ่มต้นที่ปัญหา 2) ใช้เงินให้น้อย และ 3) ทดสอบให้ไว

หลายคนอาจจะทราบกันดีว่าธุรกิจสตาร์ทอัพควรเริ่มต้นจากปัญหา เพราะปัญหาจะช่วยให้เราสามารถประเมินขนาดของตลาด (คนที่ประสบปัญหานั้น ๆ) เพื่อตีออกมาเป็นมูลค่าของธุรกิจได้ ว่าธุรกิจที่เรากำลังจะทำนั้นสามารถทำเงินได้กี่บาท ปัญหาที่เหมาะกับธุรกิจสตาร์ทอัพ คือ ปัญหาที่ หนัก ใหญ่ ยาว

  • หนัก คือ หนักหนาสาหัสยังหา Solution ที่ดีในตลาดไม่ได้
  • ใหญ่ คือ เกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนมาก (ขนาดของตลาด)
  • ยาว คือ เกิดขึ้นมาอย่าวยาวนาน

ว่ากันตามตรงธุรกิจเทคสตาร์ทอัพอาจไม่เข้าเกณฑ์ของ Christ ที่เน้น Microbusiness โดยผู้ประกอบการเพียงคนเดียว หรือถ้ามีพนักงานก็ไม่เกิน 5 คน แต่การเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพก็ไม่ได้เริ่มจากคน 10 คน แต่เริ่มจากคนกลุ่มเล็ก ๆ เพียงไม่กี่คน และแน่นอนว่าการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ คุณจำเป็นต้องมีทีม

ปัญหา + ตลาด: ไอเดียจากหนังสือ The $100 Startup ที่ผมหยิบมาใช้ คือ อะไรคือสิ่งที่ผู้คนต้องการ ผมมองหาสิ่งที่ผู้คนต้องการมาตลอดกว่าจะเจอก็นานพอดูครับ ใน Facebook Group: Airbnb Host Thailand ที่ผมตั้งขึ้นมาเพื่อตอบคำถามคนที่ซื้อ Ebook Airbnb ของผมไป ที่นั่นทำให้ผมพบกับสิ่งที่ผู้คนต้องการ พวกเขามองหาแม่บ้านไปช่วยทำความสะอาดในเวลาที่ต้องการ

คำถามเกี่ยวกับการหาแม่บ้านผุดขึ้นมาทุกวันในโพสต์ของ Airbnb Host Thailand จริง ๆ ก็มีบริการแม่บ้านในตลาดมากมาย แต่คงเป็นเพราะ Nature ของธุรกิจเกิดใหม่ของ Airbnb ที่ทำให้ความต้องการใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา และ Solution หรือแนวทางการแก้ไขปัญหาเดิมไม่ตอบโจทย์ มันทำให้ผมหันมาสนใจปัญหานี้แบบจริงจัง เพราะมันคือโอกาสทางธุรกิจยังไงล่ะ

ความหลงใหล + ทักษะ:  อย่างที่บอกไปผมมีแค่ทักษะในการเขียนโปรแกรม และพัฒนาแอพ ผมจึงต้องหาคนมาร่วมทีมที่อยากแก้ปัญหานี้ เพื่อในการช่วยในด้านธุรกิจ การตลาด และการจัดหาผู้ให้บริการ และนี่คือจุดเริ่มต้นของธุรกิจ BeNeat ทีมที่รวมคนที่หลงใหลในตัวธุรกิจ Airbnb อยากสร้างแพลตฟอร์มสักตัวขึ้นมา เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้คน (และที่สำคัญ คือ มันต้องทำเงินตั้งแต่วันแรก เพราะมันเป็นธุรกิจ)

สิ่งที่เราต้องไม่ลืม คือ การเริ่มต้นธุรกิจด้วยทุนต่ำตามแนวทางของ The $100 Startup ด้วยเงิน 3,000 บาท คือ ค่าใช้จ่ายในการทดสอบไอเดียธุรกิจ (ค่าเช่าโฮสต์ และจดโดเมน) โดยการพัฒนา MVP (Minimum Viable Product) ขึ้นมาและทดสอบกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นระยะเวลา 1 เดือน ทักษะมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยทำให้เงิน 3,000 บาทเป็นไปได้ในการทดสอบไอเดียธุรกิจ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราถนัดอยู่แล้ว

หากถามว่าธุรกิจ BeNeat แก้ปัญหาอะไรให้กับผู้คน เราแก้ปัญหาเรื่อง Hassle (ความยุ่งยาก) ในการหาแม่บ้านดี ๆ สักคนไปช่วยโฮสต์ Airbnb ในเวลาที่พวกเขาต้องการ เราแก้ปัญหาให้กับคนกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ส่วนการขยายไปยังกลุ่มผู้อยู่อาศัยทั่วไปพวกเขามอง BeNeat เป็นธุรกิจที่ช่วยให้พวกเขามี Free Time (เวลาว่าง) มากขึ้น ลูกค้าในแต่ละกลุ่มจะมองเห็นคุณค่าที่ธุรกิจส่งมอบให้แตกต่างกัน

ส่งท้าย

ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีความรู้ และลงมือทำ ขอบคุณหนังสือ The $100 Startup ของ Christ Guillebeau ที่เปิดโลกทัศน์ให้กับคนไร้ประสบการณ์ขี้กลัวคนหนึ่งที่ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน ผมได้แต่อ่านความสำเร็จของผู้ประกอบการหลายคนจากในหนังสือ แต่ผมนึกไม่ออกเลยว่าถ้าเป็นตัวผมเองที่ต้องเริ่มต้นธุรกิจ ผมควรเริ่มจากตรงไหน

ผมไม่อยากกลับเข้าไปลูปการทำงานประจำ แต่ผมอยากทำตามความหลงใหล และความฝันของผม Christ ชี้ให้เห็นว่าความหลงใหลกับทักษะที่เรามี ถ้าไปตรงกับความสนใจ หรือความต้องการของผู้คนได้ มันคือโอกาสทางธุรกิจ แล้วอะไรคือสิ่งที่ผู้คนต้องการล่ะ ผมหวังว่าคุณคงได้คำตอบแล้วล่ะครับ เพราะหนังสือเล่มนี้เติมแรงบันดาลใจ และเป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้กับคนที่คิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจครับ

ถ้าใครที่มีงานประจำอยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้ให้แนวทางคุณไปต่อยอดธุรกิจในรูปแบบรายได้เสริมได้เช่นเดียวกัน ถ้าเป็น Case ของผม ผมทำ BeNeat แบบ Full-time ส่วน Ebook เป็น Side Hustle ธุรกิจรายได้เสริมแบบ Passive Income ในเล่มมีผู้ประกอบการหลายคนที่ยังทำงานประจำอยู่ แต่ก็มีรายได้เสริมจากงานอดิเรกที่เขารัก ยกตัวอย่างของ Gary Leff ที่ชอบการ Travel Hacking ที่นำเสนอการหาตั๋วเที่ยวบินฟรีจากการนำไมล์สะสมไปแลก

ผมขอคัดเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ Dare to win กล้าพอไหมเป็นนายตัวเอง ของคุณเมษ พิชญพล ซึ่งผมคิดว่าเป็นแรงบันดาลใจที่ดีที่จะส่งต่อให้กับคนที่อยากเป็นนายตัวเองครับ

นาฬิกาทราย
เวลาเราหงายให้ด้านที่มีเม็ดทรายอยู่ด้านบน
ตอนแรก ๆ เม็ดทรายก็ดูเหมือนอย่างเต็มล้น
แต่สุดท้ายจะค่อย ๆ ไหลลงไปด้านล่างจนหมดสิ้น
นั่นคือความมั่นคงของพนักงาน
ทุก ๆ สิ้นเดือนมีรายได้ที่แน่นอน
ปลายปีมีโบนัสก้อนใหญ่ และอาจจะได้ปรับเงินเดือนขึ้นทุก ๆ ปี
แต่ทว่าเมื่ออายุงานที่มากขึ้น
เท่ากับวันเวลาที่เหลือก็น้อยลง
ความมั่นคงที่กล่าวมาจะเหลือเวลาอีกเท่าไหร่
เหมือนเช่นนาฬิกาทรายที่ด้านบนตอนแรกเต็มไปด้วยเม็ดทราย
แล้วค่อยๆไหลลงด้านล่าง สุดท้ายก็ไม่เหลือเม็ดทรายเลยสักเม็ด

ในทางกลับกัน
จะล่างของนาฬิกาก่อนที่เม็ดทรายจะไหลลง
ครั้งแรกอาจดูเหมือนจะเป็นเพียงความว่างเปล่า
ดูอีกทีมันกลับเป็นช่องว่างที่รอการเติมเต็ม
ยิ่งว่างเท่าไหร่
เม็ดทรายจากด้านบนก็จะยิ่งไหลลงมาได้สะดวกเท่านั้น

แต่นั่นคือความมั่นคงของคนทำธุรกิจ
ที่เมื่อแรกเริ่มลงมือทำ
ความมั่นคงนั้นเป็นศูนย์ เพราะเต็มไปด้วยความเสี่ยง
รายได้แต่ละเดือนอาจไม่เท่ากัน มากบ้าง น้อยบ้าง
หรือถึงขนาดติดลบเป็นศูนย์
แต่พอได้ทำนาน ๆ ไป
กลับกลายเป็นความเชี่ยวชาญรอบรู้ในธุรกิจมากขึ้นกว่าเดิม
ความเสี่ยงนั้นจะค่อย ๆ ลดลง
กลายเป็นความมั่งคั่งที่ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น

ความแตกต่างอยู่ที่การเริ่มต้นจากศูนย์ไปถึงร้อย
หรือจะให้ชีวิตเราค่อย ๆ ลด จากร้อยถอยไปหาศูนย์
แบบไหนถึงจะเรียกว่าความมั่นคงที่แท้จริง
คำตอบคงอยู่ที่ตัวคุณเองแล้วนะครับ

ขอบคุณสำหรับการติดตามหากถูกใจบทความนี้ อยากให้ช่วยแชร์ให้กับคนที่สนใจด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ

from:http://startitup.in.th/dare-to-be-your-own-boss-how-to-start-business-by-the-100-startup/

เหตุผลดี ๆ ที่ผมเลือก Website เป็นช่องทางหลักในการขาย Ebook

เหตุผลดี ๆ ที่ผมเลือก Website เป็นช่องทางหลักในการขาย Ebook

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านนะครับ ผมมีโอกาสได้ดูคลิปวิดีโอบน Youtube ที่แนะนำให้ผู้ชมสร้างรายได้ในยุคอินเทอร์เน็ตอย่างการเขียน Ebook เสร็จแล้วนำไปวางขายบนแพลตฟอร์มอย่าง Meb หรือ Ookbee เพื่อสร้างรายได้แบบ Passive Income ผมคิดว่ามันไม่ใช่คำแนะนำที่ดีนัก เพราะอะไร

หมายเหตุ บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ และมุมมองส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ

ในบทความเรื่อง แชร์ประสบการณ์ และแนวทางการเขียน Ebook สร้างรายได้แบบ Passive Income ผมเคยเกริ่นไปว่าทำไมการขาย Ebook บนเว็บไซต์ของตัวเองจึงดีที่สุด และมองการขายบนแพลตฟอร์มอย่าง Meb และ Ookbee เป็นช่องทางรอง ในบทความนี้เราจะมาลงรายละเอียดเพิ่มเติมกันครับ

หลายคนอาจจะคิดว่าการวางขาย Ebook บนแพลตฟอร์มเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนเช่าโฮสต์ และสร้างเว็บไซต์ของตัวเองขึ้นมา อัพโหลด Ebook ขึ้นไปที่แพลตฟอร์มเดี๋ยวก็มีคนมาซื้อ ประโยคที่ว่า “เดี๋ยวก็มีคนมาซื้อ” นี่แหละครับที่จะทำให้คุณสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไป อ่านบทความนี้จบคุณจะเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างว่าคุณเสียโอกาสอะไรบ้าง หากคุณพึ่งพาการขายบนแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้คุณยังมีความเสี่ยงในอนาคตอีกหากแพลตฟอร์มดังกล่าวยุติการให้บริการ นั่นเท่ากับเป็นการปิดช่องทางขาย Ebook ของคุณไปในทันที ดังนั้นอย่าฝากไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียวครับ ผมแนะนำให้คุณมีเว็บไซต์ส่วนตัวในการวางขาย Ebook ด้วย

ปัจจุบันการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองไม่ใช่เรื่องยากครับ คุณอาจจะเริ่มจากสร้างเว็บไซต์ฟรีจาก WordPress.com โดยที่ยังไม่ต้องไปลงทุนเช่าโฮสต์สักบาทก็ได้ หรือคุณจะจ้างฟรีแลนซ์ใน Fastwork ให้สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปให้กับคุณก็ยังได้ในราคาหลักพันบาท และผมก็มองว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากในระยะยาว ที่คุณจะมี Digital Assets เป็นของตัวเอง

กลับมาเรื่องการขาย Ebook ต่อนะครับ ปัจจุบันช่องทางการขาย Ebook ของผมมี 3 ช่องทาง คือ

  1. เว็บไซต์ส่วนตัว startitup.in.th
  2. Meb
  3. Ookbee

ทำให้ผมสามารถเปรียบเทียบได้ว่ายอดขาย 3 ช่องทางนี้ ช่องทางไหนให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจมากที่สุด ในการเปรียบเทียบผมขอรวม Meb กับ Ookbee เข้าด้วยกันในฐานะแพลตฟอร์มช่วยขาย Ebook

เพิ่มเติม จริง ๆ ผมวางขาย Ebook ใน ebooks.in.th ด้วย แต่เนื่องจากผมไม่สามารถ Login เข้าระบบนักเขียนด้วยบัญชี Facebook เพื่อไปดูข้อมูลได้ (มี error จากการ Login) จึงขอไม่พูดถึงเว็บไซต์ ebooks.in.th นะครับ

เปรียบเทียบรายได้จากการขาย Ebook บนเว็บไซต์ส่วนตัว กับแพลตฟอร์มช่วยขาย

ผมนำข้อมูลยอดขาย Ebook ของผม คือ Airbnb Entrepreneur 2018 โดยใช้เวลาช่วงปี 2019 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2019 – 30 เม.ย. 2019

1. รายได้จากแพลตฟอร์มช่วยขาย (Ookbee และ Meb)

  • รายได้จาก Ookbee: 389.70 บาท
  • รายได้จาก Meb: 817.27 บาท
  • รวมรายได้ 2 แพลตฟอร์ม: 1,206.97 บาท เฉลี่ยเดือนละ 301.74 บาท

ข้อสังเกต: รายได้ที่เราได้รับจะถูกแชร์ให้กับเจ้าของแพลตฟอร์มนั้น ๆ ตามสัดส่วนที่กำหนด เปรียบเสมือนค่าใช้บริการแพลตฟอร์ม

แชร์ประสบการณ์ส่วนตัว แนวทางการพิจารณาช่องทางขาย Ebook ปี 2019
ยอดขาย Ebook Airbnb Entrepreneur 2018 บน Ookbee
แชร์ประสบการณ์ส่วนตัว แนวทางการพิจารณาช่องทางขาย Ebook ปี 2019
ยอดขาย Ebook Airbnb Entrepreneur 2018 บน Meb

2. รายได้จากเว็บไซต์ส่วนตัว

การขาย Ebook บนเว็บไซต์ส่วนตัว ผมมีช่องทางชำระเงิน 2 แบบ คือ 1) การชำระด้วยบัตรเครดิต/เดบิต ผ่านระบบ Gumroad และ 2) การชำระด้วยวิธีโอนเงิน แจ้งโอนทางไลน์ จากนั้นผมจัดส่ง Ebook ให้ทางอีเมล์

  • รายได้จากการขายบนเว็บไซต์ส่วนตัว ผ่านระบบ Gumroad ยอดขาย $704.36 หักลบค่าใช้ระบบประมาณ 7.5% เป็นรายได้ $651.54 หรือ 20,803.67 บาท
  • จากการขายบนเว็บไซต์ส่วนตัว แบบโอนเงิน 14,250 บาท (แบบโอนเงินผมขออนุญาตไม่ Capture Email List ที่ผมส่ง Ebook ให้กับลูกค้านะครับ)
  • รวมยอดขายบนเว็บไซต์ส่วนตัว 2 ช่องทาง 35,053.67 บาท เฉลี่ยเดือนละ 8,763.41 บาท

ข้อสังเกต: Gumroad มีค่าธรรมเนียมเพียง 7.5% ส่วนการโอนเงินจะไม่มีค่าธรรมเนียมใด ๆ ทำให้เราได้รับรายได้เต็ม ๆ ทำให้ไม่มีเศษทศนิยม

แชร์ประสบการณ์ส่วนตัว แนวทางการพิจารณาช่องทางขาย Ebook ปี 2019
ยอดขาย Ebook บนระบบ Gumroad

3. สรุปความแตกต่างในแง่ของรายได้

ความแตกต่างของรายได้จากการขาย Ebook บนเว็บไซต์ส่วนตัว และแพลตฟอร์มช่วยขาย เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน 8,763.41 / 301.74 = 29 เท่า รายได้รวมจาก 3 ช่องทางต่อเดือนประมาณ 9,000 บาท 3 ช่องทางนี้ทำเงินหมดครับ แต่ถ้าให้เลือกช่องทางเดียวที่เราจะยินดีจ่ายงบสำหรับการตลาด ผมขอเลือกเว็บไซต์ส่วนตัว เหตุผลคือ ค่าธรรมเนียม เดี๋ยวเรามาดูกันในหัวข้อใหญ่ถัดไป ว่าทำไมค่าธรรมเนียมถึงเป็นเรื่องซีเรียสครับ

4. ระยะเวลาที่ใช้ในการรับรายได้

อีกหนึ่งหัวข้อที่ต้องพิจารณาเพิ่ม คือ ระยะเวลาที่เจ้าของ Ebook จะได้รับรายได้ ถ้าเป็นเว็บไซต์ส่วนตัว ผ่านระบบ Gumroad จะได้รับเงินทุกอาทิตย์ เช่น อาทิตย์แรกขายได้เท่าไหร่ อาทิตย์ที่สองจะเอายอดขายของอาทิตย์แรกมาจ่ายให้ โดยเงินจะเข้าบัญชี Paypal ต้องถอนมาเข้าบัญชีธนาคารเองใช้เวลาประมาณ 5 วัน ส่วนแบบโอนเงินจะได้รับเงินทันที

สำหรับ Ookbee ถ้าขาย Ebook ในเดือนแรก เจ้าของจะได้รับเงินในเดือนที่ 4 ส่วน Meb จะมี 2 รูปแบบ คือ

  • ถ้าลูกค้าซื้อ Ebook เดือนแรกแบบ Apple (In-app purchase ของ iOS) จะได้รับเงินในอีก 2 เดือนข้างหน้า
  • ถ้าลูกค้าซื้อ Ebook เดือนแรกแบบ Non-Apple จะได้รับเงินในเดือนถัดไป

สรุปข้อดี และข้อพิจารณาการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขาย

แม้ว่าผมจะเน้นการขาย Ebook บนเว็บไซต์ส่วนตัวเป็นหลัก แต่การขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขายก็ยังมีข้อดีอย่างการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ที่แข็งแกร่ง ต่างจากการขายบนเว็บไซต์ที่สามารถถูกละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยง่ายจากผู้ซื้อ อย่างไรก็ตามบนแพลตฟอร์มช่วยขายก็ยังมีข้อที่คุณควรพิจารณาเพิ่มเติมด้วย เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. ข้อดีของการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขาย

  • มีระบบป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ซื้อไม่สามารถทำการคัดลอก หรือนำไปเผยแพร่ต่อได้
  • ระบบจัดส่ง Ebook ให้ลูกค้าอัตโนมัติมันทีหลังชำระเงินเสร็จ ได้รายได้แบบ Passive Income
  • รองรับรูปแบบการชำระเงินที่หลากหลาย

2. ข้อพิจารณาการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขาย

  • ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายต้องดาวน์โหลดแอพ หรือโปรแกรมสำหรับอ่านไฟล์ Ebook ของแพลตฟอร์มนั้น ๆ คนที่ไม่เก่งไอทีอาจมองเป็นเรื่องยุ่งยาก
  • ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ โดยเฉพาะการจ่ายแบบ In-app purchase บนอุปกรณ์ iOS
  • ระยะเวลาในการจ่ายเงินของแพลตฟอร์มค่อนข้างนาน

จากการเปรียบเทียบในเรื่องของรายได้ ผมมีเหตุผลมา Support ว่าทำไมการสั่งซื้อ Ebook ของผมบนแพลตฟอร์มช่วยขาย จึงต่างจากเว็บไซต์ส่วนตัวมากขนาดนั้น ด้วยเรามาลงลึกกันทีละประเด็นนะครับ

ทำไมแพลตฟอร์มช่วยขายจึงควรเป็นช่องทางรองในการขาย Ebook

1. แพลตฟอร์มไม่ช่วยดัน Ebook เล่มใหม่ ๆ

หากคุณสังเกตดี Priority ด้านการแสดงผลของ Ebook ที่เจ้าของหนังสือตีพิมพ์ด้วยตนเอง จะเป็นรอง Ebook หรือหนังสือที่มีสำนักพิมพ์จริงรองรับ น่าจะด้วยเหตุผลของชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้แพลตฟอร์มยังไม่มีระบบแนะนำหนังสือตามความสนใจของผู้ใช้ เช่น หากคุณค้นหาคำว่า “การลงทุน” แล้วย้อนกลับมาที่หน้าแรกของเว็บไซต์ จะไม่มีรายการแนะนำหนังสือที่เกี่ยวข้องกับคำที่คุณ ค้นหาไปก่อนหน้า ทำให้โอกาสที่ Ebook ของคุณเมื่อไปอยู่ในแพลตฟอร์มจะถูกค้นเจอนั้นน้อยมาก ๆ

ต่างกับ Amazon หรือ Youtube ที่ระบบสามารถวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้ แล้วนำเสนอสิ่งที่ผู้ใช้น่าจะสนใจให้ หรือที่เราเรียกว่า Recommender System วิธีการนี้ช่วยให้หนังสือเล่มใหม่ หรือคลิปวิดีโอใหม่ มีโอกาสขึ้นไปแสดงแนะนำให้ผู้ใช้เห็นบ้าง เป็นการเพิ่มโอกาสในการซื้อ หรือการรับชมวิดีโอ พอไม่มีระบบแนะนำ ก็เป็นหน้าที่ของลูกค้าเองที่จะต้องค้นหาด้วย Keyword ที่ตรงกับชื่อหนังสือถึงจะเจอ Ebook ของเรา

2. กว่าลูกค้าจะซื้อต้องลุ้นหลายอย่างด้วยกัน

ความท้าทายของการขาย Ebook บนแพลตฟอร์ม Meb หรือ Ookbee คือ เจ้าของ Ebook ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดการกระทำต่อไปนี้อย่างน้อย 2 อย่างต่อเนื่องกัน

ดูจากรูป Purchase Funnel ด้านล่างลูกค้าที่จะตัดสินใจซื้อต้องอยู่ในช่วง Interest แล้ว และจะต้องมีการกระทำ 2 อย่างเป็นอย่างน้อย คือ

แชร์ประสบการณ์ส่วนตัว แนวทางการพิจารณาช่องทางขาย Ebook ปี 2019

การกระทำที่ 1: ลูกค้าตั้งใจเข้าเว็บไซต์ หรือแอพของ Ookbee และ Meb ไม่ว่าจะเป็นการเข้าโดยตรง หรือจากการค้นหาใน Google ก็ตาม

ความท้าทายในการกระทำที่ 1 คือ คนทั่วไปหรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณ อาจไม่ได้รู้จัก Meb หรือ Ookbee หรือต่อให้มีคนรู้จักบ้าง แต่แพลตฟอร์มเหล่านั้นไม่ใช้แพลตฟอร์มที่พวกเขาเข้าไปดูทุกวันแบบ Facebook, Youtube หรือ Google ดังนั้นอัตราในการรับรู้ Ebook ของคุณก็น้อยตามไปด้วย

ผมอยากให้คุณลองจินตนาการว่าผู้คนค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการจากอะไร เช่น Google, Youtube หรือ Facebook ถ้าเป็น Google คุณควรมีเว็บไซต์ ถ้าเป็น Facebook คุณควรมี Fanpage หรือถ้าเป็น Youtube คุณควรมี Youtube Channel เป็นของตัวเอง หากคุณรู้ว่าปลาของคุณอยู่ที่ไหนก็จงพา Product (Ebook) ของคุณไปยังที่แห่งนั้นครับ

การกระทำที่ 2: ลูกค้าค้นหา Ebook โดยใช้ชื่อหนังสือโดยตรง หรือมีบาง Keyword ที่ปรากฏอยู่ในชื่อหนังสือ การกระทำนี้แสดงว่า พวกเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร พวกเขาจะค้นหาสิ่งที่ต้องการด้วย Keyword แล้วค่อยพิจารณาตัวเลือกอีกที

ความท้าทายของการกระทำที่ 2 คือ ต้องเกิดการกระทำแรกมาก่อน คือ ผู้ใช้เข้ามาที่แพลตฟอร์มนั้น ๆ และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เช่น คนที่สนใจด้านการลงทุน ทำการค้นหาหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งมีมากมาย หากคุณเขียน Ebook เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น คุณอาจเจอคู่แข่งหลายคนที่เขียนในเรื่องเดียวกัน ดังนั้นคุณต้องลุ้นให้ลูกค้าพิจารณาว่า Ebook ของคุณเหมาะกับเขามากที่สุด หรือมีเนื้อหาที่ดีกว่าคู่แข่งในสายตาของลูกค้าคนนั้น

การกระทำที่ 3: การกระทำนี้อยู่ในช่วง Consideration ของ Purchase Funnel คือ ลูกค้าได้ลองเปรียบเทียบ Ebook ที่สนใจแต่ละเล่ม และลองอ่านตัวอย่างแล้วคิดว่า Ebook ของคุณมีเนื้อหาที่ตรงกับความคาดหวังของเขา ก็จะนำไปสู่กระบวนการตัดสินใจซื้อ หากไม่ตรงกับความคาดหวังเขาก็ไปพิจารณาซื้อเล่มอื่นแทน

อ่านแล้วก็เหนื่อยครับกว่าที่ Ebook จะขายได้สักเล่มต้องฝ่าด่านอรหันต์ต่าง ๆ นานา ผิดกับการสร้าง Sale Page บนเว็บไซต์ส่วนตัวของเรา ที่ลูกค้าเข้ามาแล้วโฟกัสกับ Ebook ของเราคนเดียว ไม่ต้องไปแข่งกับใครทำให้การ Convert คนที่สนใจให้กลายมาเป็นลูกค้าทำได้ง่ายกว่าครับ

อย่างไรก็ดี ถ้าหากคุณต้องการกระตุ้นยอดขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขาย ผมแนะนำให้คุณทำ Content Marketing อย่างเช่น เปิด Facebook Fanpage หรือเข้าไปให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมายใน Facebook Groups หรือทำวิดีโอลงบน Youtube เพื่อกระตุ้นการรับรู้ Ebook ของคุณแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายครับ

ส่วนการยิงโฆษณาบน Facebook เพื่อขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขาย ผมไม่แนะนำถ้า Ebook ของคุณราคาไม่สูงพอ เพราะคุณต้องจ่ายเงิน 2 ต่อ ต่อแรกจ่ายให้ Facebook และต่อที่สองจ่ายให้แพลตฟอร์ม ซึ่งมีโดนอีกหลายเด้ง เดี๋ยวเรามาดูการแชร์ส่วนแบ่งรายได้กับแพลตฟอร์มในหัวข้อต่อไปครับ

3. การแชร์ส่วนแบ่งรายได้กับแพลตฟอร์ม เหตุผลที่ทำให้การซื้อโฆษณาบน Facebook ไม่คุ้ม

แม้ว่าการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มสามารถทำได้ฟรี และไม่จำกัดจำนวนหนังสือที่วางขาย แต่ทุกครั้งที่ขายได้แพลตฟอร์มจะหักค่า Commision Fee เงื่อนไขการแบ่งรายได้ระหว่างแพลตฟอร์มกับเจ้าของ Ebook สามารถเข้าไปดูรายละเอียดตามลิงค์ด้านล่าง

3.1 การแบ่งรายได้ของ Ookbee

ขายผ่าน Apple iOS ขายผ่าน Web / Android ขายผ่าน AIS Mobile
ช่องทางการจ่ายเงิน 30 4 20
Ookbee 21 28.8 24
**เจ้าของผลงาน 49 67.2 56

3.2 การแบ่งรายได้ของ Meb

Non-Apple ของ Meb เป็นการซื้อผ่าน Credit Card, Counter Service, ATM, PayPal, 2C2P Credit Card, The 1 Card Point ทำให้อัตราตรงช่องทางการจ่ายเงินไม่ตายตัว (ตัวเลขสีแดง) เช่น ชำระผ่านบัตรเครดิต 4% ชำระผ่าน Counter Service 3.75%

ขายผ่าน Apple iOS ขายผ่าน Non-Apple
ช่องทางการจ่ายเงิน 30 4
Meb 14 19.2
Seller 0 9.6
**เจ้าของผลงาน 56 67.2

3.3 ทำไมยิงโฆษณา Facebook ไม่คุ้ม

ผมลองตั้งราคา Ebook แบบกลาง ๆ ตามความเป็นจริงไม่สูงไม่ต่ำเกินไป ราคาขายอยู่ที่ 250 บาท ลูกค้าที่ซื้อ Ebook เล่มนี้ คือ คนที่มี iPad ซึ่งนิยมการซื้ออ่าน Ebook มาอ่าน ลงทุนซื้อโฆษณา Facebook 100 บาท แล้วมีลูกค้าซื้อ 1 เล่ม

รายการ ขายผ่าน Ookbee ขายผ่าน Meb
ราคาขายของ Ebook ตั้งต้น 250 250
ลูกค้าซื้อผ่าน iOS Apple หักไป 30% -75 -75
เจ้าของแพลตฟอร์ม -52.5 -35
เจ้าของ Ebook ได้รับ 122.5 140
ซื้อโฆษณา Facebook -100 -100
รายได้หลังหักค่าโฆษณา 22.5 40

จากตัวอย่างรายได้หลังหักค่าโฆษณาถือว่าขาดทุนครับ ลงเงินไป 100 บาท ได้เงินกลับมา 22.5 – 40 บาท วิธีแก้มีหลายวิธี คือ ปรับลดงบโฆษณาลง หรือใช้งบเท่าเดิมแต่ขายได้เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มราคา Ebook จนถึงเกณฑ์ที่เราได้กำไร แต่การขึ้นราคาก็อาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ยากขึ้น ยิ่งเป็นนักเขียนมือใหม่การเปิดขาย Ebook ในราคาที่สูงเลยนั้น อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะขายได้

เคสตัวอย่างนี้ลองคิดเล่น ๆ นะครับว่า ถ้าเราตัดคนกลางออกไปหมด Ebook เล่มละ 250 ผมลงเงินโฆษณาไป 100 บาท แล้วขาย Ebook ได้ 1 เล่ม หักต้นทุนค่าโฆษณา ผมจะมีรายได้ 150 บาทเลย อย่างนี้ถือว่าคุ้มครับ ประเด็น คือ ถ้าแพลตฟอร์มช่วยเชียร์ Ebook ของเรา ให้กับคนที่มีแนวโน้มสนใจ แบบที่ Amazon หรือ Youtube ทำ มันจะช่วยให้เราลดต้นทุนทางด้านการตลาดได้ครับ

แต่อย่างที่ผมได้เขียนไปแล้ว พอระบบไม่มีการแนะนำหนังสือ มันก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของ Ebook ที่ต้องไปทำการตลาดเอง เพื่อสร้างยอดขาย และรายได้ มันเป็นสิ่งที่ควรทำดีกว่าการปล่อยให้ Ebook ดี ๆ นอนจมอยู่ในที่ที่ไม่มีใครเห็น ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งการปล่อยปะละเลย ถือเป็นค่าเสียโอกาสอย่างหนึ่ง เพราะอะไรนั้น อ่านในหัวข้อถัดไปได้เลยครับ

ความรู้มีวันล้าสมัย อย่าปล่อยปะละเลย ตั้งแต่วันแรกที่คุณวางขาย Ebook

คุณเห็นรายได้จากการขาย Ebook ของผมในช่วง 4 เดือนแรกปี 2019 บนเว็บไซต์ส่วนตัวที่มากกว่าบนแพลตฟอร์ม Meb กับ Ookbee ใช่มั้ยครับ นั่นเป็นเพราะผมต้องออกแรงอยู่บ้างในเรื่องการทำตลาด เช่น การทำ Content Marketing อย่างการเขียนบทความให้ความรู้เกี่ยวกับ Airbnb รวมถึงการซื้อโฆษณาบน Facebook ในช่วงที่ข้อมูลของ Ebook ยังทันสมัยอยู่

หลายคนนิ่งนอนใจ ปล่อย Ebook ขึ้นแพลตฟอร์มไปแล้วคาดหวังว่า “เดี๋ยวก็มีคนมาซื้อ” โดยไม่ต้องทำอะไรต่อ เป็น Passive Income ที่แท้ทรู ผมอยากบอกคุณว่า การปล่อยให้ Ebook ของคุณนอนแอ้งแม้งอยู่บนแพลตฟอร์มช่วยขาย โดยที่คุณไม่รู้ชะตากรรมว่าเมื่อไหร่จะมีคนมาซื้อ มันทำให้คุณสูญเสียโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่กว่า คุณดูเคสผมเป็นตัวอย่างก็ได้ครับ 4 เดือนผ่านไปผมมีรายได้จากการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มเหล่านั้นแค่ 1,200 บาทเท่านั้น เทียบกับรายได้จากการขายบนเว็บไซต์ส่วนตัวที่ทำเงินให้ผมถึง 35,000 บาท ต่างกัน 29 เท่า

นอกจากเรื่องโอกาสทางธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องของเวลาที่คุณต้องพิจารณาด้วย โดยเฉพาะหนังสือพวก How to ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเทคโนโลยี เพราะเนื้อหามันมีอายุของมันครับ เช่น เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน หรือ 1 ปี เนื้อหาในเล่มอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็ว พอเนื้อหาไม่ทันสมัย หรือใช้การไม่ได้ลูกค้าย่อมเลือกที่จะไม่ซื้อ Ebook ของคุณ และมองหาสิ่งอื่นที่ให้เนื้อหาที่ทันสมัยกว่า

ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ คุณควรรีบทำตลาด Ebook ของคุณให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้จัก ตั้งแต่แรก ๆ ในช่วงที่เนื้อหายังทันสมัยอยู่ หากการตลาดของคุณจำเป็นต้องใช้การโฆษณาบน Facebook และลองคำนวณคร่าว ๆ แล้วไม่คุ้มกับการโดนหักค่า Commision Fee จากแพลตฟอร์มช่วยขาย Ebook ผมแนะนำให้คุณมีเว็บไซต์ส่วนตัวเป็นช่องทางหลัก และใช้แพลตฟอร์มช่วยขายเป็นช่องทางรอง คือ ขายได้ก็ดี ขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

ข้อดีของการขาย Ebook บนเว็บไซต์หลัก ๆ คือ คุณเสียค่าธรรมเนียมน้อยมาก หรือไม่เสียเลย (กรณีลูกค้าชำระแบบโอนเงิน) นอกจากนี้คุณยังสามารถทำ Content Marketing เพื่อ Lead ว่าที่ลูกค้าให้เข้ามาสัมผัสกับความรู้ของคุณก่อนได้ ก่อนที่จะ Convert พวกเขาให้กลายมาเป็นลูกค้าของคุณ ในระยะยาววิธีนี้ช่วยลดต้นทุนทางด้านการตลาดได้ครับ

บทความนี้ค่อนข้างยาว เป็นประสบการณ์ และมุมมองส่วนตัวของผมเอง ในการมีรายได้เสริมจากการเขียน Ebook ขาย ผมไม่ได้แอนตี้แพลตฟอร์มช่วยขาย Ebook อย่าง Ookbee หรือ Meb นะครับ เพราะผมเองก็วางขายอยู่บนแพลตฟอร์มเหล่านั้น แต่ผมอยากชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าเจ้าของ Ebook ได้รับผลกระทบอะไรบ้างจากการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มทั้งด้านดี และด้านที่ควรพิจารณา ในความเห็นของผม ผมแนะนำให้มองแพลตฟอร์มเหล่านั้นเป็นช่องทางรอง และใช้เว็บไซต์ส่วนตัวเป็นช่องทางหลัก

หวังว่าหลายคนน่าจะได้รับความรู้ไปไม่มากก็น้อยครับ ไว้มีโอกาสผมจะทำวิดีโอสอนการใช้งาน WordPress.com ให้กับคนที่สนใจอยากมีเว็บไซต์ของตัวเองแบบยังไม่ต้องลงทุนเช่าโฮสต์ จดโดนเมน เพื่อจะใช้ทำเป็น Sale Page สำหรับการวางขาย Ebook ของคุณเองในอนาคต แต่จริง ๆ มันก็มีข้อจำกัดหลายอย่างนะ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ให้ใช้งาน ไม่สามารถลง Plug-ins เพิ่มได้ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากฝึกฝีมือก่อนลงสนามจริง เอาเป็นว่าพบกันใหม่ในบทความหน้าสวัสดีครับ

from:http://startitup.in.th/good-reasons-why-i-choose-website-to-be-main-chanel-for-selling-my-ebook/

เหตุผลดี ๆ ที่ผมเลือก Website เป็นช่องทางหลักในการขาย Ebook

เหตุผลดี ๆ ที่ผมเลือก Website เป็นช่องทางหลักในการขาย Ebook

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านนะครับ ผมมีโอกาสได้ดูคลิปวิดีโอบน Youtube ที่แนะนำให้ผู้ชมสร้างรายได้ในยุคอินเทอร์เน็ตอย่างการเขียน Ebook เสร็จแล้วนำไปวางขายบนแพลตฟอร์มอย่าง Meb หรือ Ookbee เพื่อสร้างรายได้แบบ Passive Income ผมคิดว่ามันไม่ใช่คำแนะนำที่ดีนัก เพราะอะไร

หมายเหตุ บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ และมุมมองส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ

ในบทความเรื่อง แชร์ประสบการณ์ และแนวทางการเขียน Ebook สร้างรายได้แบบ Passive Income ผมเคยเกริ่นไปว่าทำไมการขาย Ebook บนเว็บไซต์ของตัวเองจึงดีที่สุด และมองการขายบนแพลตฟอร์มอย่าง Meb และ Ookbee เป็นช่องทางรอง ในบทความนี้เราจะมาลงรายละเอียดเพิ่มเติมกันครับ

หลายคนอาจจะคิดว่าการวางขาย Ebook บนแพลตฟอร์มเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนเช่าโฮสต์ และสร้างเว็บไซต์ของตัวเองขึ้นมา อัพโหลด Ebook ขึ้นไปที่แพลตฟอร์มเดี๋ยวก็มีคนมาซื้อ ประโยคที่ว่า “เดี๋ยวก็มีคนมาซื้อ” นี่แหละครับที่จะทำให้คุณสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไป อ่านบทความนี้จบคุณจะเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างว่าคุณเสียโอกาสอะไรบ้าง หากคุณพึ่งพาการขายบนแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้คุณยังมีความเสี่ยงในอนาคตอีกหากแพลตฟอร์มดังกล่าวยุติการให้บริการ นั่นเท่ากับเป็นการปิดช่องทางขาย Ebook ของคุณไปในทันที ดังนั้นอย่าฝากไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียวครับ ผมแนะนำให้คุณมีเว็บไซต์ส่วนตัวในการวางขาย Ebook ด้วย

ปัจจุบันการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองไม่ใช่เรื่องยากครับ คุณอาจจะเริ่มจากสร้างเว็บไซต์ฟรีจาก WordPress.com โดยที่ยังไม่ต้องไปลงทุนเช่าโฮสต์สักบาทก็ได้ หรือคุณจะจ้างฟรีแลนซ์ใน Fastwork ให้สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปให้กับคุณก็ยังได้ในราคาหลักพันบาท และผมก็มองว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากในระยะยาว ที่คุณจะมี Digital Assets เป็นของตัวเอง

กลับมาเรื่องการขาย Ebook ต่อนะครับ ปัจจุบันช่องทางการขาย Ebook ของผมมี 3 ช่องทาง คือ

  1. เว็บไซต์ส่วนตัว startitup.in.th
  2. Meb
  3. Ookbee

ทำให้ผมสามารถเปรียบเทียบได้ว่ายอดขาย 3 ช่องทางนี้ ช่องทางไหนให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจมากที่สุด ในการเปรียบเทียบผมขอรวม Meb กับ Ookbee เข้าด้วยกันในฐานะแพลตฟอร์มช่วยขาย Ebook

เพิ่มเติม จริง ๆ ผมวางขาย Ebook ใน ebooks.in.th ด้วย แต่เนื่องจากผมไม่สามารถ Login เข้าระบบนักเขียนด้วยบัญชี Facebook เพื่อไปดูข้อมูลได้ (มี error จากการ Login) จึงขอไม่พูดถึงเว็บไซต์ ebooks.in.th นะครับ

เปรียบเทียบรายได้จากการขาย Ebook บนเว็บไซต์ส่วนตัว กับแพลตฟอร์มช่วยขาย

ผมนำข้อมูลยอดขาย Ebook ของผม คือ Airbnb Entrepreneur 2018 โดยใช้เวลาช่วงปี 2019 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2019 – 30 เม.ย. 2019

1. รายได้จากแพลตฟอร์มช่วยขาย (Ookbee และ Meb)

  • รายได้จาก Ookbee: 389.70 บาท
  • รายได้จาก Meb: 817.27 บาท
  • รวมรายได้ 2 แพลตฟอร์ม: 1,206.97 บาท เฉลี่ยเดือนละ 301.74 บาท

ข้อสังเกต: รายได้ที่เราได้รับจะถูกแชร์ให้กับเจ้าของแพลตฟอร์มนั้น ๆ ตามสัดส่วนที่กำหนด เปรียบเสมือนค่าใช้บริการแพลตฟอร์ม

แชร์ประสบการณ์ส่วนตัว แนวทางการพิจารณาช่องทางขาย Ebook ปี 2019
ยอดขาย Ebook Airbnb Entrepreneur 2018 บน Ookbee
แชร์ประสบการณ์ส่วนตัว แนวทางการพิจารณาช่องทางขาย Ebook ปี 2019
ยอดขาย Ebook Airbnb Entrepreneur 2018 บน Meb

2. รายได้จากเว็บไซต์ส่วนตัว

การขาย Ebook บนเว็บไซต์ส่วนตัว ผมมีช่องทางชำระเงิน 2 แบบ คือ 1) การชำระด้วยบัตรเครดิต/เดบิต ผ่านระบบ Gumroad และ 2) การชำระด้วยวิธีโอนเงิน แจ้งโอนทางไลน์ จากนั้นผมจัดส่ง Ebook ให้ทางอีเมล์

  • รายได้จากการขายบนเว็บไซต์ส่วนตัว ผ่านระบบ Gumroad ยอดขาย $704.36 หักลบค่าใช้ระบบประมาณ 7.5% เป็นรายได้ $651.54 หรือ 20,803.67 บาท
  • จากการขายบนเว็บไซต์ส่วนตัว แบบโอนเงิน 14,250 บาท (แบบโอนเงินผมขออนุญาตไม่ Capture Email List ที่ผมส่ง Ebook ให้กับลูกค้านะครับ)
  • รวมยอดขายบนเว็บไซต์ส่วนตัว 2 ช่องทาง 35,053.67 บาท เฉลี่ยเดือนละ 8,763.41 บาท

ข้อสังเกต: Gumroad มีค่าธรรมเนียมเพียง 7.5% ส่วนการโอนเงินจะไม่มีค่าธรรมเนียมใด ๆ ทำให้เราได้รับรายได้เต็ม ๆ ทำให้ไม่มีเศษทศนิยม

แชร์ประสบการณ์ส่วนตัว แนวทางการพิจารณาช่องทางขาย Ebook ปี 2019
ยอดขาย Ebook บนระบบ Gumroad

3. สรุปความแตกต่างในแง่ของรายได้

ความแตกต่างของรายได้จากการขาย Ebook บนเว็บไซต์ส่วนตัว และแพลตฟอร์มช่วยขาย เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน 8,763.41 / 301.74 = 29 เท่า รายได้รวมจาก 3 ช่องทางต่อเดือนประมาณ 9,000 บาท 3 ช่องทางนี้ทำเงินหมดครับ แต่ถ้าให้เลือกช่องทางเดียวที่เราจะยินดีจ่ายงบสำหรับการตลาด ผมขอเลือกเว็บไซต์ส่วนตัว เหตุผลคือ ค่าธรรมเนียม เดี๋ยวเรามาดูกันในหัวข้อใหญ่ถัดไป ว่าทำไมค่าธรรมเนียมถึงเป็นเรื่องซีเรียสครับ

4. ระยะเวลาที่ใช้ในการรับรายได้

อีกหนึ่งหัวข้อที่ต้องพิจารณาเพิ่ม คือ ระยะเวลาที่เจ้าของ Ebook จะได้รับรายได้ ถ้าเป็นเว็บไซต์ส่วนตัว ผ่านระบบ Gumroad จะได้รับเงินทุกอาทิตย์ เช่น อาทิตย์แรกขายได้เท่าไหร่ อาทิตย์ที่สองจะเอายอดขายของอาทิตย์แรกมาจ่ายให้ โดยเงินจะเข้าบัญชี Paypal ต้องถอนมาเข้าบัญชีธนาคารเองใช้เวลาประมาณ 5 วัน ส่วนแบบโอนเงินจะได้รับเงินทันที

สำหรับ Ookbee ถ้าขาย Ebook ในเดือนแรก เจ้าของจะได้รับเงินในเดือนที่ 4 ส่วน Meb จะมี 2 รูปแบบ คือ

  • ถ้าลูกค้าซื้อ Ebook เดือนแรกแบบ Apple (In-app purchase ของ iOS) จะได้รับเงินในอีก 2 เดือนข้างหน้า
  • ถ้าลูกค้าซื้อ Ebook เดือนแรกแบบ Non-Apple จะได้รับเงินในเดือนถัดไป

สรุปข้อดี และข้อพิจารณาการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขาย

แม้ว่าผมจะเน้นการขาย Ebook บนเว็บไซต์ส่วนตัวเป็นหลัก แต่การขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขายก็ยังมีข้อดีอย่างการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ที่แข็งแกร่ง ต่างจากการขายบนเว็บไซต์ที่สามารถถูกละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยง่ายจากผู้ซื้อ อย่างไรก็ตามบนแพลตฟอร์มช่วยขายก็ยังมีข้อที่คุณควรพิจารณาเพิ่มเติมด้วย เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1. ข้อดีของการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขาย

  • มีระบบป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ซื้อไม่สามารถทำการคัดลอก หรือนำไปเผยแพร่ต่อได้
  • ระบบจัดส่ง Ebook ให้ลูกค้าอัตโนมัติมันทีหลังชำระเงินเสร็จ ได้รายได้แบบ Passive Income
  • รองรับรูปแบบการชำระเงินที่หลากหลาย

2. ข้อพิจารณาการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขาย

  • ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายต้องดาวน์โหลดแอพ หรือโปรแกรมสำหรับอ่านไฟล์ Ebook ของแพลตฟอร์มนั้น ๆ คนที่ไม่เก่งไอทีอาจมองเป็นเรื่องยุ่งยาก
  • ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ โดยเฉพาะการจ่ายแบบ In-app purchase บนอุปกรณ์ iOS
  • ระยะเวลาในการจ่ายเงินของแพลตฟอร์มค่อนข้างนาน

จากการเปรียบเทียบในเรื่องของรายได้ ผมมีเหตุผลมา Support ว่าทำไมการสั่งซื้อ Ebook ของผมบนแพลตฟอร์มช่วยขาย จึงต่างจากเว็บไซต์ส่วนตัวมากขนาดนั้น ด้วยเรามาลงลึกกันทีละประเด็นนะครับ

ทำไมแพลตฟอร์มช่วยขายจึงควรเป็นช่องทางรองในการขาย Ebook

1. แพลตฟอร์มไม่ช่วยดัน Ebook เล่มใหม่ ๆ

หากคุณสังเกตดี Priority ด้านการแสดงผลของ Ebook ที่เจ้าของหนังสือตีพิมพ์ด้วยตนเอง จะเป็นรอง Ebook หรือหนังสือที่มีสำนักพิมพ์จริงรองรับ น่าจะด้วยเหตุผลของชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้แพลตฟอร์มยังไม่มีระบบแนะนำหนังสือตามความสนใจของผู้ใช้ เช่น หากคุณค้นหาคำว่า “การลงทุน” แล้วย้อนกลับมาที่หน้าแรกของเว็บไซต์ จะไม่มีรายการแนะนำหนังสือที่เกี่ยวข้องกับคำที่คุณ ค้นหาไปก่อนหน้า ทำให้โอกาสที่ Ebook ของคุณเมื่อไปอยู่ในแพลตฟอร์มจะถูกค้นเจอนั้นน้อยมาก ๆ

ต่างกับ Amazon หรือ Youtube ที่ระบบสามารถวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้ แล้วนำเสนอสิ่งที่ผู้ใช้น่าจะสนใจให้ หรือที่เราเรียกว่า Recommender System วิธีการนี้ช่วยให้หนังสือเล่มใหม่ หรือคลิปวิดีโอใหม่ มีโอกาสขึ้นไปแสดงแนะนำให้ผู้ใช้เห็นบ้าง เป็นการเพิ่มโอกาสในการซื้อ หรือการรับชมวิดีโอ พอไม่มีระบบแนะนำ ก็เป็นหน้าที่ของลูกค้าเองที่จะต้องค้นหาด้วย Keyword ที่ตรงกับชื่อหนังสือถึงจะเจอ Ebook ของเรา

2. กว่าลูกค้าจะซื้อต้องลุ้นหลายอย่างด้วยกัน

ความท้าทายของการขาย Ebook บนแพลตฟอร์ม Meb หรือ Ookbee คือ เจ้าของ Ebook ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดการกระทำต่อไปนี้อย่างน้อย 2 อย่างต่อเนื่องกัน

ดูจากรูป Purchase Funnel ด้านล่างลูกค้าที่จะตัดสินใจซื้อต้องอยู่ในช่วง Interest แล้ว และจะต้องมีการกระทำ 2 อย่างเป็นอย่างน้อย คือ

แชร์ประสบการณ์ส่วนตัว แนวทางการพิจารณาช่องทางขาย Ebook ปี 2019

การกระทำที่ 1: ลูกค้าตั้งใจเข้าเว็บไซต์ หรือแอพของ Ookbee และ Meb ไม่ว่าจะเป็นการเข้าโดยตรง หรือจากการค้นหาใน Google ก็ตาม

ความท้าทายในการกระทำที่ 1 คือ คนทั่วไปหรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณ อาจไม่ได้รู้จัก Meb หรือ Ookbee หรือต่อให้มีคนรู้จักบ้าง แต่แพลตฟอร์มเหล่านั้นไม่ใช้แพลตฟอร์มที่พวกเขาเข้าไปดูทุกวันแบบ Facebook, Youtube หรือ Google ดังนั้นอัตราในการรับรู้ Ebook ของคุณก็น้อยตามไปด้วย

ผมอยากให้คุณลองจินตนาการว่าผู้คนค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการจากอะไร เช่น Google, Youtube หรือ Facebook ถ้าเป็น Google คุณควรมีเว็บไซต์ ถ้าเป็น Facebook คุณควรมี Fanpage หรือถ้าเป็น Youtube คุณควรมี Youtube Channel เป็นของตัวเอง หากคุณรู้ว่าปลาของคุณอยู่ที่ไหนก็จงพา Product (Ebook) ของคุณไปยังที่แห่งนั้นครับ

การกระทำที่ 2: ลูกค้าค้นหา Ebook โดยใช้ชื่อหนังสือโดยตรง หรือมีบาง Keyword ที่ปรากฏอยู่ในชื่อหนังสือ การกระทำนี้แสดงว่า พวกเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร พวกเขาจะค้นหาสิ่งที่ต้องการด้วย Keyword แล้วค่อยพิจารณาตัวเลือกอีกที

ความท้าทายของการกระทำที่ 2 คือ ต้องเกิดการกระทำแรกมาก่อน คือ ผู้ใช้เข้ามาที่แพลตฟอร์มนั้น ๆ และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เช่น คนที่สนใจด้านการลงทุน ทำการค้นหาหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งมีมากมาย หากคุณเขียน Ebook เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น คุณอาจเจอคู่แข่งหลายคนที่เขียนในเรื่องเดียวกัน ดังนั้นคุณต้องลุ้นให้ลูกค้าพิจารณาว่า Ebook ของคุณเหมาะกับเขามากที่สุด หรือมีเนื้อหาที่ดีกว่าคู่แข่งในสายตาของลูกค้าคนนั้น

การกระทำที่ 3: การกระทำนี้อยู่ในช่วง Consideration ของ Purchase Funnel คือ ลูกค้าได้ลองเปรียบเทียบ Ebook ที่สนใจแต่ละเล่ม และลองอ่านตัวอย่างแล้วคิดว่า Ebook ของคุณมีเนื้อหาที่ตรงกับความคาดหวังของเขา ก็จะนำไปสู่กระบวนการตัดสินใจซื้อ หากไม่ตรงกับความคาดหวังเขาก็ไปพิจารณาซื้อเล่มอื่นแทน

อ่านแล้วก็เหนื่อยครับกว่าที่ Ebook จะขายได้สักเล่มต้องฝ่าด่านอรหันต์ต่าง ๆ นานา ผิดกับการสร้าง Sale Page บนเว็บไซต์ส่วนตัวของเรา ที่ลูกค้าเข้ามาแล้วโฟกัสกับ Ebook ของเราคนเดียว ไม่ต้องไปแข่งกับใครทำให้การ Convert คนที่สนใจให้กลายมาเป็นลูกค้าทำได้ง่ายกว่าครับ

อย่างไรก็ดี ถ้าหากคุณต้องการกระตุ้นยอดขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขาย ผมแนะนำให้คุณทำ Content Marketing อย่างเช่น เปิด Facebook Fanpage หรือเข้าไปให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมายใน Facebook Groups หรือทำวิดีโอลงบน Youtube เพื่อกระตุ้นการรับรู้ Ebook ของคุณแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายครับ

ส่วนการยิงโฆษณาบน Facebook เพื่อขาย Ebook บนแพลตฟอร์มช่วยขาย ผมไม่แนะนำถ้า Ebook ของคุณราคาไม่สูงพอ เพราะคุณต้องจ่ายเงิน 2 ต่อ ต่อแรกจ่ายให้ Facebook และต่อที่สองจ่ายให้แพลตฟอร์ม ซึ่งมีโดนอีกหลายเด้ง เดี๋ยวเรามาดูการแชร์ส่วนแบ่งรายได้กับแพลตฟอร์มในหัวข้อต่อไปครับ

3. การแชร์ส่วนแบ่งรายได้กับแพลตฟอร์ม เหตุผลที่ทำให้การซื้อโฆษณาบน Facebook ไม่คุ้ม

แม้ว่าการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มสามารถทำได้ฟรี และไม่จำกัดจำนวนหนังสือที่วางขาย แต่ทุกครั้งที่ขายได้แพลตฟอร์มจะหักค่า Commision Fee เงื่อนไขการแบ่งรายได้ระหว่างแพลตฟอร์มกับเจ้าของ Ebook สามารถเข้าไปดูรายละเอียดตามลิงค์ด้านล่าง

3.1 การแบ่งรายได้ของ Ookbee

ขายผ่าน Apple iOS ขายผ่าน Web / Android ขายผ่าน AIS Mobile
ช่องทางการจ่ายเงิน 30 4 20
Ookbee 21 28.8 24
**เจ้าของผลงาน 49 67.2 56

3.2 การแบ่งรายได้ของ Meb

Non-Apple ของ Meb เป็นการซื้อผ่าน Credit Card, Counter Service, ATM, PayPal, 2C2P Credit Card, The 1 Card Point ทำให้อัตราตรงช่องทางการจ่ายเงินไม่ตายตัว (ตัวเลขสีแดง) เช่น ชำระผ่านบัตรเครดิต 4% ชำระผ่าน Counter Service 3.75%

ขายผ่าน Apple iOS ขายผ่าน Non-Apple
ช่องทางการจ่ายเงิน 30 4
Meb 14 19.2
Seller 0 9.6
**เจ้าของผลงาน 56 67.2

3.3 ทำไมยิงโฆษณา Facebook ไม่คุ้ม

ผมลองตั้งราคา Ebook แบบกลาง ๆ ตามความเป็นจริงไม่สูงไม่ต่ำเกินไป ราคาขายอยู่ที่ 250 บาท ลูกค้าที่ซื้อ Ebook เล่มนี้ คือ คนที่มี iPad ซึ่งนิยมการซื้ออ่าน Ebook มาอ่าน ลงทุนซื้อโฆษณา Facebook 100 บาท แล้วมีลูกค้าซื้อ 1 เล่ม

รายการ ขายผ่าน Ookbee ขายผ่าน Meb
ราคาขายของ Ebook ตั้งต้น 250 250
ลูกค้าซื้อผ่าน iOS Apple หักไป 30% -75 -75
เจ้าของแพลตฟอร์ม -52.5 -35
เจ้าของ Ebook ได้รับ 122.5 140
ซื้อโฆษณา Facebook -100 -100
รายได้หลังหักค่าโฆษณา 22.5 40

จากตัวอย่างรายได้หลังหักค่าโฆษณาถือว่าขาดทุนครับ ลงเงินไป 100 บาท ได้เงินกลับมา 22.5 – 40 บาท วิธีแก้มีหลายวิธี คือ ปรับลดงบโฆษณาลง หรือใช้งบเท่าเดิมแต่ขายได้เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มราคา Ebook จนถึงเกณฑ์ที่เราได้กำไร แต่การขึ้นราคาก็อาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ยากขึ้น ยิ่งเป็นนักเขียนมือใหม่การเปิดขาย Ebook ในราคาที่สูงเลยนั้น อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะขายได้

เคสตัวอย่างนี้ลองคิดเล่น ๆ นะครับว่า ถ้าเราตัดคนกลางออกไปหมด Ebook เล่มละ 250 ผมลงเงินโฆษณาไป 100 บาท แล้วขาย Ebook ได้ 1 เล่ม หักต้นทุนค่าโฆษณา ผมจะมีรายได้ 150 บาทเลย อย่างนี้ถือว่าคุ้มครับ ประเด็น คือ ถ้าแพลตฟอร์มช่วยเชียร์ Ebook ของเรา ให้กับคนที่มีแนวโน้มสนใจ แบบที่ Amazon หรือ Youtube ทำ มันจะช่วยให้เราลดต้นทุนทางด้านการตลาดได้ครับ

แต่อย่างที่ผมได้เขียนไปแล้ว พอระบบไม่มีการแนะนำหนังสือ มันก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของ Ebook ที่ต้องไปทำการตลาดเอง เพื่อสร้างยอดขาย และรายได้ มันเป็นสิ่งที่ควรทำดีกว่าการปล่อยให้ Ebook ดี ๆ นอนจมอยู่ในที่ที่ไม่มีใครเห็น ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งการปล่อยปะละเลย ถือเป็นค่าเสียโอกาสอย่างหนึ่ง เพราะอะไรนั้น อ่านในหัวข้อถัดไปได้เลยครับ

ความรู้มีวันล้าสมัย อย่าปล่อยปะละเลย ตั้งแต่วันแรกที่คุณวางขาย Ebook

คุณเห็นรายได้จากการขาย Ebook ของผมในช่วง 4 เดือนแรกปี 2019 บนเว็บไซต์ส่วนตัวที่มากกว่าบนแพลตฟอร์ม Meb กับ Ookbee ใช่มั้ยครับ นั่นเป็นเพราะผมต้องออกแรงอยู่บ้างในเรื่องการทำตลาด เช่น การทำ Content Marketing อย่างการเขียนบทความให้ความรู้เกี่ยวกับ Airbnb รวมถึงการซื้อโฆษณาบน Facebook ในช่วงที่ข้อมูลของ Ebook ยังทันสมัยอยู่

หลายคนนิ่งนอนใจ ปล่อย Ebook ขึ้นแพลตฟอร์มไปแล้วคาดหวังว่า “เดี๋ยวก็มีคนมาซื้อ” โดยไม่ต้องทำอะไรต่อ เป็น Passive Income ที่แท้ทรู ผมอยากบอกคุณว่า การปล่อยให้ Ebook ของคุณนอนแอ้งแม้งอยู่บนแพลตฟอร์มช่วยขาย โดยที่คุณไม่รู้ชะตากรรมว่าเมื่อไหร่จะมีคนมาซื้อ มันทำให้คุณสูญเสียโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่กว่า คุณดูเคสผมเป็นตัวอย่างก็ได้ครับ 4 เดือนผ่านไปผมมีรายได้จากการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มเหล่านั้นแค่ 1,200 บาทเท่านั้น เทียบกับรายได้จากการขายบนเว็บไซต์ส่วนตัวที่ทำเงินให้ผมถึง 35,000 บาท ต่างกัน 29 เท่า

นอกจากเรื่องโอกาสทางธุรกิจแล้ว ยังมีเรื่องของเวลาที่คุณต้องพิจารณาด้วย โดยเฉพาะหนังสือพวก How to ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเทคโนโลยี เพราะเนื้อหามันมีอายุของมันครับ เช่น เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน หรือ 1 ปี เนื้อหาในเล่มอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็ว พอเนื้อหาไม่ทันสมัย หรือใช้การไม่ได้ลูกค้าย่อมเลือกที่จะไม่ซื้อ Ebook ของคุณ และมองหาสิ่งอื่นที่ให้เนื้อหาที่ทันสมัยกว่า

ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ คุณควรรีบทำตลาด Ebook ของคุณให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้จัก ตั้งแต่แรก ๆ ในช่วงที่เนื้อหายังทันสมัยอยู่ หากการตลาดของคุณจำเป็นต้องใช้การโฆษณาบน Facebook และลองคำนวณคร่าว ๆ แล้วไม่คุ้มกับการโดนหักค่า Commision Fee จากแพลตฟอร์มช่วยขาย Ebook ผมแนะนำให้คุณมีเว็บไซต์ส่วนตัวเป็นช่องทางหลัก และใช้แพลตฟอร์มช่วยขายเป็นช่องทางรอง คือ ขายได้ก็ดี ขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

ข้อดีของการขาย Ebook บนเว็บไซต์หลัก ๆ คือ คุณเสียค่าธรรมเนียมน้อยมาก หรือไม่เสียเลย (กรณีลูกค้าชำระแบบโอนเงิน) นอกจากนี้คุณยังสามารถทำ Content Marketing เพื่อ Lead ว่าที่ลูกค้าให้เข้ามาสัมผัสกับความรู้ของคุณก่อนได้ ก่อนที่จะ Convert พวกเขาให้กลายมาเป็นลูกค้าของคุณ ในระยะยาววิธีนี้ช่วยลดต้นทุนทางด้านการตลาดได้ครับ

บทความนี้ค่อนข้างยาว เป็นประสบการณ์ และมุมมองส่วนตัวของผมเอง ในการมีรายได้เสริมจากการเขียน Ebook ขาย ผมไม่ได้แอนตี้แพลตฟอร์มช่วยขาย Ebook อย่าง Ookbee หรือ Meb นะครับ เพราะผมเองก็วางขายอยู่บนแพลตฟอร์มเหล่านั้น แต่ผมอยากชี้ให้ผู้อ่านเห็นว่าเจ้าของ Ebook ได้รับผลกระทบอะไรบ้างจากการขาย Ebook บนแพลตฟอร์มทั้งด้านดี และด้านที่ควรพิจารณา ในความเห็นของผม ผมแนะนำให้มองแพลตฟอร์มเหล่านั้นเป็นช่องทางรอง และใช้เว็บไซต์ส่วนตัวเป็นช่องทางหลัก

หวังว่าหลายคนน่าจะได้รับความรู้ไปไม่มากก็น้อยครับ ไว้มีโอกาสผมจะทำวิดีโอสอนการใช้งาน WordPress.com ให้กับคนที่สนใจอยากมีเว็บไซต์ของตัวเองแบบยังไม่ต้องลงทุนเช่าโฮสต์ จดโดนเมน เพื่อจะใช้ทำเป็น Sale Page สำหรับการวางขาย Ebook ของคุณเองในอนาคต แต่จริง ๆ มันก็มีข้อจำกัดหลายอย่างนะ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ให้ใช้งาน ไม่สามารถลง Plug-ins เพิ่มได้ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากฝึกฝีมือก่อนลงสนามจริง เอาเป็นว่าพบกันใหม่ในบทความหน้าสวัสดีครับ

from:https://startitup.in.th/good-reasons-why-i-choose-website-to-be-main-chanel-for-selling-my-ebook/

20 ปี หนังสือพ่อรวยสอนลูก บ้านยังเป็น “หนี้สิน” แบบที่พ่อรวยสอนอยู่หรือเปล่า

20 ปี หนังสือพ่อรวยสอนลูก บ้านยังเป็น "หนี้สิน" แบบที่พ่อรวยสอนอยู่หรือเปล่า

สารภาพตามตรงผมเพิ่งเคยได้มีโอกาสอ่านหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” หรือ Rich Dad Poor Dad ที่เขียนโดย Robert Kiyosaki ปัจจุบันครบรอบ 20 ปี และผมก็ซื้อมาอ่าน ต้องบอกเลยว่ามัน คือ หนังสือสอนการลงทุนที่ดีมากเล่มหนึ่งที่ผมเคยอ่านมาเลยทีเดียว Robert Kiyosaki เขียนได้ตรงประเด็นเลยครับว่า สถาบันการศึกษามุ่งเน้นแต่วิชาการ และวิชาหาเงินเลี้ยงชีพ แต่ไม่เคยสอนเรื่องบริหารจัดการเงิน

ดังนั้นเขาจึงเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้คนเห็นแนวทางที่พวกเขาจะมีอิสระภาพทางการเงิน โดยการเพิ่มช่องทรัพย์สินให้ใหญ่ขึ้นจากการลงทุน หรืออะไรก็ตามแต่ เพื่อให้ทรัพย์สินสร้างผลตอบแทน และรายได้ให้กับเรา มากจนเกินกว่ารายจ่ายที่เรามี เพื่อให้เรามีอสระภาพทางการเงิน

แนวคิดเรื่องทรัพย์สิน และหนี้สินในหนังสือพ่อรวยสอนลูกนั้นเรียบง่ายมาก ๆ คือ

ทรัพย์สิน คือ สิ่งที่ทำให้เงินไหลเข้ากระเป๋า หนี้สิน คือ สิ่งที่ทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋า

มีอยู่บทหนึ่งที่พ่อรวยสอน Kiyosaki ว่าการมีบ้าน คือ หนี้สิน ไม่ใช่ทรัพย์สินอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน รูปจากหนังสือพ่อรวยสอนลูก คุณจะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ กู้เงินมาซื้อบ้าน รายจ่ายของพวกเขา คือ เงินผ่อนชำระค่าบ้าน ภาษีโรงเรือน เบี้ยประกัน ค่าซ่อมบำรุง และสาธารณูปโภค พูดง่าย ๆ คือ บ้านทำให้เงินไหลออกจากกระเป๋า

20 ปี หนังสือพ่อรวยสอนลูก บ้านยังคือหนี้สินแบบที่พ่อรวยสอนอยู่หรือเปล่า
credit: หนังสือ พ่อรวยสอนลูก

Kiyosaki ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของการมีบ้าน คือ การสูญเสียโอกาสในการลงทุน เพราะคุณต้องเทเงินก้อนใหญ่ที่มีไปกับบ้าน คุณจะถูกบังคับให้ทำงานหนักขึ้น เพื่อนำเงินไปใช้ในช่องรายจ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับบ้าน โดยสรุปการซื้อบ้านราคาแพง แทนที่จะนำเงินก้อนนั้นไปลงทุน ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนเราอย่างน้อย 3 ประการ คือ

  1. สูญเสียเวลา เวลาที่น่าจะทำให้ทรัพย์สินอื่น ๆ โตขึ้น
  2. สูญเสียเงินลงทุน แทนที่จะนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน กลับต้องนำเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้าน
  3. สูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ เนื่องจากลงทุนกับบ้านไปเยอะ ทำให้หลายคนหมดไม่เหลือเงินที่จะลงทุน พวกเขาสูญเสียโอกาส และประสบการณ์ในการเรียนรู้เรื่องการลงทุน พวกเขาก็ไม่ได้ไปเป็นนักลงทุนที่ช่ำชอง การลงทุนที่ดีที่สุดจะถูกเสนอแก่นักลงทุนผู้ช่ำชอง ไม่ใช่นักลงทุนทั่วไป

ข้อมูลเหล่านี้ผมนำมาจากหนังสือพ่อรวยสอนลูกฉบับปี 2018 และเมื่อกาลเวลาล่วงเลยมา 20 ปี คำสอนของพ่อรวยก็ยังเป็นคำสอนที่ดีมากอยู่ครับ แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ตที่ได้สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ขึ้นมา ทำให้บ้านเองสามารถพลิกจากหนี้สิน (ในมุมของพ่อรวย) ให้กลายเป็นทรัพย์สินได้เช่นกัน

ความเป็นไปได้นั้น คือ Airbnb ครับ ใช่ครับธุรกิจสตาร์ทอัพแบ่งปันที่พักให้กับคนแปลกหน้าที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกใน 191 ประเทศ หากย้อนกลับไปหลายปีก่อนปัญหาหรืออคติเรื่อง “คนแปลกหน้า = อันตราย” หรือ “Stranger = Danger” ก็ยังไม่สามารถถูกแก้ไขได้ หรือยังไม่มีใครมองออกว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่เราจะเปิดบ้านให้คนแปลกหน้าเข้ามาพัก เขาไม่มาปล้นหรือทำร้ายคุณเหรอ

กว่าปัญหานี้จะเริ่มมีคนหยิบมาท้าทายอีกครั้ง ก็ต้องรอมาถึงยุคที่ Social Network เบ่งบาน คนสะดวกใจเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวขึ้นบนโลกออนไลน์แบบเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นรูปโปรไฟล์ ชื่อ ประวัติส่วนตัว และข้อมูลต่าง ๆ อีกมากมาย พฤติกรรมการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ คือ องค์ประกอบสำคัญที่ Airbnb หยิบนำมาใช้ออกแบบ ระบบโปรไฟล์ และรีวิว เพื่อให้เจ้าของที่พักสามารถเห็นหน้าค่าตา และรีวิวของแขกที่จะเข้ามาพักในบ้านของพวกเขาบน Airbnb ได้

20 ปี หนังสือพ่อรวยสอนลูก บ้านยังคือหนี้สินแบบที่พ่อรวยสอนอยู่หรือเปล่า
credit: alexwongcopywriting.com

ทั้งหมดส่งผลให้พวกเขากล้ามากขึ้นที่จะเปิดบ้านตอนรับคนแปลกหน้าให้เข้ามาพัก และมันกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอันหนึ่งเลยในยุคอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้ผู้คนมีช่องทางในการสร้างรายได้จากหนี้สิน (บ้านในคำสอนของพ่อรวย) ที่ตนเองมีอยู่ นี่เองที่ทำให้หนี้สินนั้นสามารถพลิกกลับมาเป็นทรัพย์สินได้ บางคนอาจจะไม่ถึงขั้นร่ำรวยเป็นเศรษฐีจากการให้เช่าที่พักของ Airbnb แต่อย่างน้อย คือ การมีคนมาช่วยแบ่งเบาจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าเช่า หรือค่าผ่อนบ้าน รวมถึงมีรายได้พิเศษเพื่อใช้เป็นทุนรอนใช้ในการออกไปท่องเที่ยว โดยปล่อยให้บ้านทำเงินแทนในช่วงที่ไม่ได้อยู่อาศัย

Sally Miller อีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณอยากลุกขึ้นมาปล่อยเช่าบ้านบน Airbnb
credit: sallymiller.com

Sally Miller เจ้าของหนังสือ Make Money on Airbnb: How to Quickly and Easily Earn $2,500 a Month from Your Home เป็นอีกหนึ่งคนที่กล้าจะลองเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจในยุคอินเทอร์เน็ต เธอลาออกจากงานประจำรายได้ดี เพื่อให้มีโอกาสมาอยู่บ้านเลี้ยงลูกได้เต็มที่ ทำให้ภาระการหารายได้เลี้ยงครอบครัวตกไปอยู่ที่สามีของเธอ

การมีลูกทำให้ครอบครัวของ Sally มีรายจ่ายค่อนข้างมาก ยิ่งเมื่อเธอออกจากงานประจำรายได้ของครอบครัวก็ยิ่งลดลง เธอไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่ายสิ่งของฟุ่มเฟือย การคิดที่จะพาครอบครัวไปเที่ยววันหยุด การซื้อรถคันใหม่ การปรับปรุงบ้าน หรือแม้แต่เงินใช้จ่ายตอนเกษียณก็เป็นสิ่งที่เธอคิดว่าว่ามันเป็นไปไม่ได้

Sally คิดถึงหนทางการหารายได้พิเศษ เพื่อเป็นทุนพาครอบครัวไปเที่ยวที่ลอนดอน ไอเดียแรกที่เธอกับสามีคุยกัน คือ การแลกบ้านกันอยู่ ระหว่างบ้านของเธอกับบ้านของครอบครัวสักครอบครัวหนึ่งในลอนดอน แต่ด้วยเรื่องของเวลาที่ไม่ลงตัวทำให้ทั้งคู่ล้มแผนนี้ไป Sally กลับมาอีกครั้งพร้อมกับนำ Airbnb มาเสนอสามี เธอรู้จักคนที่เคยเอาบ้านทั้งหลังไปปล่อยเช่าบน Airbnb และไม่เคยมีปัญหา นอกจากนี้พวกเขายังสามารถปิดการขายได้ด้วย ดังนั้นทำไมพวกเธอจะทำไม่ได้ล่ะ

Sally ใช้เวลาศึกษาเว็บไซต์ Airbnb 2-3 สัปดาห์ ในที่สุดบ้านของเธอก็พร้อมปล่อยให้เช่าบน Airbnb แน่นอนว่าเธอได้ลูกค้าอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 1 ชม. กับรายได้ 2,328 เหรียญ หรือประมาณ 74,000 บาท มันคือประสบการณ์ที่หน้าตื่นเต้นที่สุดสำหรับเธอ และอีก 48 ชม. ต่อมาเธอก็ได้อีก 4 การจอง ในที่สุดเธอก็มีรายได้สำหรับใช้ในเที่ยวลอนดอนกับครอบครัวสมใจ

Sally มีรายได้จากการให้เช่าบ้านของเธอบน Airbnb ประมาณ 2,500 เหรียญ หรือประมาณ 80,000 บาทต่อเดือน เธอตีพิมพ์หนังสือ Make Money on Airbnb: How to Quickly and Easily Earn $2,500 a Month from Your Home บน Amazon เพื่อเผยแพร่เรื่องราว และเทคนิคของเธอในการสร้างรายได้จากการให้เช่าบ้านของเธอเองบน Airbnb

20 ปี หนังสือพ่อรวยสอนลูก บ้านยังคือหนี้สินแบบที่พ่อรวยสอนอยู่หรือเปล่า

แน่นอนว่าในการทำธุรกิจ คุณต้องมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอยู่ในใจ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของ Sally คือ ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เธอเข้าใจความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ดี เพราะเธอเองก็มีลูกสาว และรู้ว่าที่พักควรจะต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไร (สิ่งอำนวยความสะดวกบางอย่างช่วยให้เธอชาร์จเงินลูกค้าเพิ่มได้ และช่วยให้ที่พักของเธอแตกต่างจากคู่แข่ง) ลูกค้าประเภทนี้จ่ายหนัก และพักอยู่นาน

เธอหลีกเลี่ยง และปฏิเสธแขกที่อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายกับเพื่อนบ้าน หรือทำความเสียหายกับที่พักของเธอได้ เช่น พวกเด็กวัยรุ่น หรือคนที่ต้องการจะมาจัดปาร์ตี้ในบ้านของเธอ การป้องกันความวุ่นวายนี้ทำได้ด้วยการสอบถามพูดคุยกับแขกเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการมาพักได้ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจว่าจะให้ว่าที่ลูกค้าเช่าที่พักหรือไม่

ผมรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยากเอาบ้านมาปล่อยเช่าให้กับคนแปลกหน้า หรือที่พักของตัวเองเหมาะสมกับการให้เช่า แต่ในบทความนี้เป็นมุมที่ผมสนใจจากการอ่านหนังสือทั้งสองเล่ม ผมลองเอาความรู้จากหนังสือ 2 เล่มดังกล่าวมาเชื่อมโยงกันดู จนกลายเป็นบทความนี้ เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นได้เห็นความเป็นไปได้บางอย่าง นั่นคือ บ้านที่อาจจะเป็นหนี้สินสำหรับใครหลาย ๆ คน ในอีกมุมหนึ่งมันก็สามารถ Convert กลับมาเป็นทรัพย์สินสร้างรายได้ให้กับเจ้าของได้ หากคุณเรียนรู้ ศึกษา และเปิดใจรับโอกาสใหม่ ๆ บนอินเทอร์เน็ต แบบที่ Sally Miller แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง

ทิ้งทายยังมีโอกาสทางธุรกิจอีกมากมายบนโลกใบนี้ ขอเพียงให้คุณศึกษา รู้เท่าทัน และลองนำไปลงมือทำให้เกิดผล ผมเชื่อว่าสักวันคุณก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกันในการเริ่มต้นธุรกิจของคุณเอง ขอบคุณสำหรับการติดตาม ไว้เจอกันใหม่บทความหน้าสวัสดีครับ

from:http://startitup.in.th/20-years-rich-dad-poor-dad-is-the-house-still-a-debt-that-the-rich-dad-taught/