คลังเก็บป้ายกำกับ: Enterprise

Microsoft Teams เพิ่มการแชร์พิกัด, แชร์คลิปเสียง, เปิด API สำหรับการทำงานเป็นกะ

Microsoft Teams ยังได้รับฟีเจอร์ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยไมโครซอฟท์ชูเรื่องการใช้งานของพนักงานหน้างาน (Firstline Workers) ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ค้าปลีก บริการ ท่องเที่ยว และการผลิต ที่ทำงานผ่านสมาร์ทโฟนเป็นหลัก

  • ด้านการแชท สามารถแชร์พิกัดของตัวเอง และแชร์คลิปเสียงได้แล้ว ช่วยให้การสื่อสารที่ไม่ใช่การพิมพ์ข้อความทำได้สะดวกขึ้น
  • เปิดให้แอดมินองค์กรสามารถคอนฟิกปุ่มลัดของ Teams ตามความต้องการขององค์กร ที่ใช้ฟีเจอร์บางตัวบ่อยเป็นพิเศษ (เช่น ต้องการใช้ปฏิทินและโทรคุยบ่อยกว่าปกติ ก็ปักหมุดเป็นปุ่มลัดในแอพได้)
  • เพิ่ม API สำหรับการทำงานเป็นกะ (Shifts) เปิดให้สามารถเขียนโปรแกรมเชื่อมต่อเพื่อบริการกะการทำงานของพนักงาน
  • ฟีเจอร์ Praise หัวหน้าสามารถชมเชยพนักงานผ่านแอพได้ และคนอื่นในทีมก็เห็นการชมเชยนี้ด้วย

ที่มา – Microsoft

No Description

from:https://www.blognone.com/node/107521

Advertisements

เริ่มแล้ว Windows Server / SQL Server 2008 หมดระยะซัพพอร์ต ย้ายขึ้น Azure พร้อมขยาย Security Support 3 ปี ฟรี!

Windows Server 2008 และ SQL Server 2008 (รวมถึงเวอร์ชันอัพเดตย่อย R2) เป็นระบบปฏิบัติการและฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในโลกองค์กร อย่างไรก็ตาม ซอฟต์แวร์ทั้งสองตัวออกมาตั้งแต่ปี 2008 และปัจจุบันมีอายุครบ 10 ปีแล้ว ใกล้หมดอายุขัยเต็มทน (เข้าระยะ EOS หรือ End of Support)

ทุกคนย่อมอยากเปลี่ยนไปใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่เสมอ เพราะมีข้อดีเหนือกว่าทั้งในแง่ของฟีเจอร์และความปลอดภัย แต่ในโลกความเป็นจริงก็ทำไม่ง่าย เพราะเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการ-ฐานข้อมูลมักผูกอยู่กับซอฟต์แวร์เฉพาะขององค์กรที่สร้างขึ้นในยุคนั้น

ระยะซัพพอร์ตหมดตอนไหน

ปกติแล้วไมโครซอฟท์มีระยะเวลาซัพพอร์ตซอฟต์แวร์ให้นาน 10 ปี โดยแบ่งเป็นช่วง Main Stream Support 5 ปี และ Extended Support ที่แพตช์เฉพาะช่องโหว่ความปลอดภัยอย่างเดียวให้อีก 5 ปี โดยอาจยืดระยะเวลาซัพพอร์ตให้บ้างในผลิตภัณฑ์บางตัว

กรณีของ Windows Server 2008 และ 2008 R2 รวมถึง SQL Server 2008 และ 2008 R2 ที่ปัจจุบันอยู่ในสถานะ Extended Support เรียบร้อยแล้ว ไมโครซอฟท์ยืดระยะเวลาให้อีกเล็กน้อย

  • SQL Server 2008 และ 2008 R2 จะหมดระยะซัพพอร์ตวันที่ 9 กรกฎาคม 2019
  • Windows Server 2008 และ 2008 R2 จะหมดระยะซัพพอร์ตวันที่ 14 มกราคม 2020

เท่ากับว่านับจากตอนนี้จะเหลือเวลาอีกประมาณครึ่งปีสำหรับ SQL Server 2008 และอีกประมาณหนึ่งปีสำหรับ Windows Server 2008 ที่องค์กรจะต้องเลือกว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะหากปล่อยให้หมดระยะซัพพอร์ต ไม่มีแพตช์ความปลอดภัยใหม่อีกแล้ว ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจมตีหรือขโมยข้อมูล

No Description

ทางเลือกเดิม: อัพเกรดหรืออยู่ต่อ?

ทางเลือกมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปคือ อัพเกรดซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด Windows Server 2019 และ SQL Server 2017 ซึ่งมีข้อดีที่ชัดเจนคือได้ฟีเจอร์รุ่นใหม่ล่าสุด ปรับแต่งประสิทธิภาพมาเพื่อฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ และมีสถาปัตยกรรมความปลอดภัยทันสมัยกว่าเดิมมาก

อย่างไรก็ตาม การอัพเกรดเวอร์ชันใหญ่ก็มีข้อเสียว่าต้องทดสอบความเข้ากันได้ของแอพพลิเคชันที่องค์กรใช้อยู่ และอาจต้องลงทุนปรับแต่งแอพพลิเคชันครั้งใหญ่ ซึ่งเสียทั้งเงินและเวลา

อีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้คือ อยู่กับ Windows Server 2008 และ SQL Server 2008 ต่อไปเช่นเดิม โดยซื้อบริการความปลอดภัย Extended Security Updates เพิ่มเติมจากไมโครซอฟท์ได้อีก 3 ปี ซึ่งก็มีค่าใช้จ่าย 75% ของค่าไลเซนส์ปกติ และต้องจ่ายทุกปี

No Description

ทางเลือกใหม่: ย้ายขึ้น Azure

แต่รอบนี้ไมโครซอฟท์มาพร้อมกับทางเลือกใหม่ โดยลูกค้าสามารถย้ายระบบจาก Windows Server/SQL Server บนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง (on premise) ขึ้นมาเช่าเซิร์ฟเวอร์บนคลาวด์ Microsoft Azure แทนได้ ซึ่งก็แบ่งได้อีก 2 ทางเลือกย่อย

  • เช่า Azure VM แล้วใช้ซอฟต์แวร์โอเอสเวอร์ชันใหม่ Windows Server 2019 และ SQL Server 2017
  • หรือเช่า Azure VM แล้วใช้ซอฟต์แวร์โอเอสเวอร์ชันเดิม Windows Server 2008 และ SQL Server 2008

ในกรณีที่เลือกอย่างหลังคือย้ายขึ้น Azure เป็นซอฟต์แวร์โอเอสเวอร์ชันเดิม Windows Server 2008 และ SQL Server 2008 ทางไมโครซอฟท์ ขยาย Extended Security Updates อีก 3 ปี ฟรี! ช่วยประหยัดต้นทุนลงและลดความยุ่งยากไปได้มาก

และหากลูกค้าซื้อสิทธิ Software Assurance (SA) ของ Windows Server 2008/2008R2 และ SQL Server 2008/2008R2 ไว้อยู่แล้ว ไมโครซอฟท์ยังจะช่วยลดค่าเช่า VM บน Microsoft Azure ให้อีกต่อหนึ่ง ช่วยให้ค่าบริการคลาวด์ถูกกว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ ถึง 5 เท่าด้วย

No Description

ทางเลือกนี้จึงเหมาะสำหรับลูกค้าที่ยังไม่พร้อมจะอัพเกรด Windows Server 2008/2008R2 และ SQL Server 2008/2008R2 แต่ก็มีความกังวลเรื่องแพตช์ความปลอดภัย รวมถึงค่าใช้จ่ายจากค่าไลเซนส์ การย้ายขึ้นไปใช้คลาวด์ Microsoft Azure จึงเป็นทางออกที่เหมาะสมมากในระยะสั้นไม่เกิน 3 ปีต่อจากนี้ ก่อนจะอัพเกรดซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชันใหม่ในระยะถัดไป

สนใจทดลองใช้ VM บน Microsoft Azure ฟรี ได้ที่ https://azure.microsoft.com/th-th/free/
หรือเข้าร่วมเรียนรู้วิธีการใช้งานหรือประโยชน์ของ Microsoft Azure cloud ได้ที่ https://aka.ms/addevent

from:https://www.blognone.com/node/107181

ปี 2019 คือปีสุดท้ายของ Windows 7 ก่อนหมดระยะซัพพอร์ต ไม่มีแพตช์อีกต่อไป

ประเด็นสำคัญของโลกไอทีปี 2019 ที่ต้องจับตาคือ Windows 7 จะหมดระยะซัพพอร์ตในวันที่ 14 มกราคม 2020 เท่ากับว่าเราเหลือเวลาอีก 1 ปีพอดีก่อนที่ระบบปฏิบัติการจะหมดอายุ

ตามปกติแล้วไมโครซอฟท์มีระยะเวลาซัพพอร์ตระบบปฏิบัติการนาน 10 ปี โดยแบ่งเป็นช่วง mainstream support ที่แก้บั๊ก-ออกแพตช์-เพิ่มฟีเจอร์ ในช่วง 5 ปีแรก และช่วง extended support ที่ออกแค่แพตช์ความปลอดภัยในช่วง 5 ปีหลัง

กรณีของ Windows 7 ออกตัวจริงในเดือนกรกฎาคม 2009 มาถึงตอนนี้ก็เกือบครบ 10 ปีแล้ว โดยไมโครซอฟท์ยืดระยะซัพพอร์ตให้อีกเล็กน้อย ไปจบที่เดือนมกราคม 2020

No Description

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ Windows 7 จะไม่ได้รับแพตช์ความปลอดภัยใดๆ อีกต่อไป นั่นแปลว่ามีความเสี่ยงอย่างมากที่จะถูกแฮ็กข้อมูลหรือโจมตีด้วยวิธีการต่างๆ

ประเด็นเรื่องระบบปฏิบัติการหมดอายุไม่ใช่เรื่องใหม่ และเราเคยเห็นกรณีแบบเดียวกันมาแล้วกับ Windows XP ถึงแม้ในมุมของผู้ใช้ทั่วไปอาจไม่รู้สึกได้ผลกระทบมากนักจากการไม่มีแพตช์ แต่ผู้ใช้ในองค์กรที่ความปลอดภัยของข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้จึงต้องใส่ใจอย่างมาก

ข้อมูลจาก Net Marketshare ระบุว่า Windows 7 ยังเป็นระบบปฏิบัติการเดสก์ท็อปที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด คิดเป็น 41% ของผู้ใช้งานเดสก์ท็อปทั้งหมด ถ้าดูสถิติอย่างเป็นทางการจากไมโครซอฟท์เมื่อช่วงกลางปีนี้ ยังมีผู้ใช้งาน Windows 7 อีก 184 ล้านเครื่อง และตัวเลขนี้ไม่รวมผู้ใช้ในประเทศจีนด้วย

สถิติของ Blognone รอบ 30 วันล่าสุด มีผู้ใช้ Windows 7 คิดเป็น 27% ของผู้ใช้ Windows ทั้งหมด (Windows 10 มี 64%) หรือคิดเป็น 6% ของผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด

ผู้ใช้เหล่านี้คงต้องพิจารณากันว่าในเวลาอีก 1 ปีกว่าๆ ที่เหลืออยู่ จะหาทางขยับขยายจาก Windows 7 กันอย่างไร

No Description

ทางออกของผู้ใช้ทั่วไปคงหนีไม่พ้นการอัพเกรด และสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนคือ Windows 10 ต้องการสเปกขั้นต่ำเท่ากับ Windows 7 นั่นคือซีพียูความถี่ 1GHz, แรม 1GB (2GB สำหรับ 64 บิท), พื้นที่ฮาร์ดดิสก์ 16GB (20GB สำหรับ 64 บิท) ก็สามารถรัน Windows 10 ได้

ส่วนผู้ใช้องค์กรยังมีอีกทางเลือกนอกจากการอัพเกรด คือการอยู่กับ Windows 7 ต่อไป แล้วซื้อบริการแพตช์ความปลอดภัยเพิ่มเติม หรือ Extended Security Updates (ESU) ได้อีก 3 ปี (จนถึงมกราคม 2023) แต่ราคาก็จะแพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

การซื้อบริการ ESU ถือเป็นการซื้อเวลาชั่วคราว เพราะถึงปี 2023 ระยะซัพพอร์ตจะจบลงอย่างสมบูรณ์ เมื่อไปถึงจุดนั้นก็ต้องอัพเกรดอยู่ดี หากไม่ติดประเด็นอะไรที่สำคัญจริงๆ การอัพเกรดตั้งแต่ตอนนี้อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

การอัพเกรดระบบปฏิบัติการไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการอัพเกรดข้ามเวอร์ชันใหญ่ที่ใช้กันมายาวนาน แต่สุดท้ายก็เป็นทางเลือกที่หนีไม่พ้น และถ้าองค์กรใส่ใจกับการลงทุนด้านไอทีมากพอ การเปลี่ยนผ่านจาก Windows 7 ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของปี 2019 ด้วยซ้ำ

Windows 7 ถือเป็นระบบปฏิบัติการที่ดีมากตัวหนึ่ง โดดเด่นทั้งแง่ฟีเจอร์ เสถียรภาพ และความสะดวกในการใช้งาน แต่ระบบปฏิบัติการทุกตัวมีช่วงอายุขัยของมัน ช่วงเวลาของ Windows 7 ผ่านมาเกือบสิบปี และคงได้เวลาที่ต้องลาจากกันแล้ว

from:https://www.blognone.com/node/107194

ผลสำรวจชี้ Microsoft Teams มีส่วนแบ่งตลาดแอพแชทองค์กร แซงหน้า Slack แล้ว

ตลาดซอฟต์แวร์สื่อสารภายในทีมกำลังดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคู่ระหว่าง Slack กับ Microsoft Teams เพราะหลัง Microsoft Teams เปิดตัว ฝั่งของ Slack ถึงกับซื้อโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อเตรียมสกัดคู่แข่ง

ไม่มีใครรู้ว่าตัวเลขผู้ใช้จริงๆ ของโปรแกรมแต่ละตัวเป็นอย่างไรบ้าง แต่ผลสำรวจจาก Spiceworks บริษัทด้านผู้เชี่ยวชาญไอที ก็พอให้เราเห็นภาพของตลาดนี้มากขึ้น

No Description

Spiceworks สำรวจผู้บริหารฝ่ายไอทีขององค์กรในยุโรปและอเมริกาเหนือกว่า 900 แห่งว่าใช้ซอฟต์แวร์ด้านการสื่อสารภายในตัวไหนกันบ้าง ผลคือ Skype for Business ได้รับความนิยมสูงสุดที่ 44% ขององค์กรทั้งหมด

No Description

ส่วน Microsoft Teams ก็มีส่วนแบ่งตลาด 21% แซงหน้า Slack ที่มีส่วนแบ่ง 15% แล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือส่วนแบ่งตลาดของ Microsoft Teams เพิ่มจาก 3% มาเป็น 21% ภายในสองปี ในขณะที่ Slack เติบโตเล็กน้อยจาก 13% เป็น 15% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ผู้เล่นรายอื่นๆ ในตลาดคือ Google Hangouts ที่ส่วนแบ่งลดลงจาก 16% เหลือ 11% และ Workplace by Facebook ที่มีผู้ใช้งานเพียงแค่ 1% เท่าเดิม

ถ้าแยกกลุ่มผู้ใช้งานตามขนาดขององค์กร จะเห็นชัดว่าทั้ง Skype for Business, Microsoft Teams, Google Hangouts ได้รับความนิยมจากองค์กรใหญ่มากกว่า ตรงข้ามกับ Slack ที่ได้รับความนิยมจากองค์กรขนาดเล็กมากกว่า

No Description

อีกคำถามที่น่าสนใจคือ องค์กรมีแผนจะใช้ซอฟต์แวร์แชทตัวไหนในอนาคต ซึ่ง Microsoft Teams มีคะแนนสูงสุดที่ 20% ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ในขณะที่ Slack มีเพียง 3% เท่านั้น

No Description

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้มองว่า Slack มีนวัตกรรมมากกว่าซอฟต์แวร์ทุกตัว อีกทั้งใช้ง่ายกว่า Microsoft Teams/Hangouts (แต่ได้คะแนนใช้ง่ายน้อยกว่า Skype)

ส่วน Teams/Skype/Hangouts ได้คะแนนเยอะกว่าในแง่ค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเพราะแถมมากับชุด Office 365 หรือ G Suite อยู่แล้ว ไม่ต้องจ่ายเพิ่มแบบเดียวกับ Slack จึงอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ Teams ได้รับความนิยมมากกว่า

No Description

ที่มา – Spiceworks, The Next Web

from:https://www.blognone.com/node/106935

รู้จัก FlashArray//X ของ Pure Storage พลิกโฉมสตอเรจองค์กรด้วย All-Flash แบบ NVMe

Pure Storage เคยพลิกวงการสตอเรจองค์กรมาแล้วครั้งหนึ่ง จากการเสนอโซลูชันสตอเรจแบบแฟลชล้วน (All-Flash Array) ในปี 2009 ท่ามกลางตลาดที่ยังคงนิยมใช้งานสตอเรจแบบฮาร์ดดิสก์ ทำให้ Pure Storage ประสบความสำเร็จอย่างสูง และขายหุ้น IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปเมื่อปี 2015

แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป สตอเรจแฟลชแบบ NVMe ความเร็วสูงเริ่มมีราคาถูกลง ทำให้การใช้สตอเรจ NVMe ในองค์กรเริ่มใกล้ความจริงขึ้นมาเรื่อยๆ และในที่สุด Pure Storage ก็ออกผลิตภัณฑ์ตระกูล FlashArray//X ที่เป็นแฟลชแบบ NVMe ล้วนมาจับตลาดนี้

บทความนี้จะพาไปรู้จักกับโซลูชัน FlashArray//X ของ Pure Storage ให้มากขึ้น

No Description

FlashArray//X พร้อมพลิกโฉมวงการแฟลชของ Pure Storage

ความโดดเด่นของสตอเรจแฟลช หนีไม่พ้นเรื่องความเร็ว ขณะที่ความทนทานและความจุก็ไม่แตกต่างกับสตอเรจแบบฮาร์ดดิสก์ ทว่าตัวแฟลชแบบเดิมยังมีข้อจำกัด เพราะถึงแม้ตัวชิปแฟลชจะอ่านเขียนเร็วแค่ไหนก็ตาม แต่คอขวดกลับอยู่ที่บัสและคอนโทรลเลอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ตกทอดมาจากสตอเรจยุคฮาร์ดดิสก์

Pure Storage มองว่าปัญหาใหญ่ของคอนโทรลเลอร์แบบเดิมที่เพิ่มความจุขึ้นเรื่อยๆ แต่ความเร็วกลับไม่เพิ่มขึ้น กำลังกลับมาสร้างปัญหาให้สตอเรจแฟลชด้วย บริษัทจึงเปิดตัว FlashArray//X ที่ออกแบบสถาปัตยกรรมภายในใหม่หมด ให้รองรับสตอเรจแบบ NVMe ทั้งหมด ท่ามกลางสภาพตลาดที่ NVMe ยังไม่แพร่หลายมากนัก โดยหวังว่าการมาถึง FlashArray//X จะช่วยทำให้ NVMe เข้าถึงง่ายขึ้น ลักษณะเดียวกับที่ Pure Storage ทำกับแฟลชในปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงที่สตอเรจแบบฮาร์ดดิสก์กำลังได้รับความนิยม

No Description

คุณสมบัติเด่นของ FlashArray//X

ความโดดเด่นของ FlashArray//X คือการเป็น Shared Accelerated Storage ซึ่งเป็นสตอเรจประเภทใหม่ที่ถูกนิยามขึ้นโดย Gartner มันเป็นการนำเอาความง่ายในการติดตั้งของ Direct Attached Storage (DAS) มารวมเข้ากับข้อดีของ Shared Storage (SAN/NAS) ในแง่ของความสามารถในการขยาย, การเชื่อมต่อสตอเรจจากระยะไกลและความง่ายในการบริหารจัดการ

Shared Accelerated Storage ยังรองรับโปรโตคอล NVMe-over-Fabric (NVMe-oF) ช่วยให้สตอเรจสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างรวดเร็ว ลดโหลดในการประมวลผล I/O จากซีพียูลงไปได้สูงสุดถึง 30% ด้วย

No Description

Pure Storage การันตีว่า FlashArray//X ทำงานด้วยความหน่วง (latency) ระดับ ms และแบนด์วิธหลาย GB พร้อมด้วยความทนทานระดับ 99.99999% หลังผ่านการใช้งานไปแล้ว 2 ปี

ซอฟต์แวร์คือหัวใจสำคัญ

ฮาร์ดแวร์ FlashArray ของ Pure Storage ทุกตัวจะมีระบบปฏิบัติการ Purity ร่วมกับคลาวด์ Pure1 คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง โดยจะช่วยจัดการด้านการเก็บข้อมูล, API, การจัดการข้อมูลชั้นสูงและการบริหารระบบแฟลชทั้งหมด

No Description

หนึ่งฟีเจอร์เด่นของ Purity//FA5 เวอร์ชันล่าสุดคือ ActiveCluster ที่ช่วยซิงก์แฟลชอาร์เรย์ 2 ไซต์แบบ Active/Active โดยใช้ตัวกลาง (mediator) ผ่านบริการคลาวด์ Pure1 แทนการสร้างไซต์ที่ 3 อย่างที่เคยทำกันในอดีต ช่วยลดค่าใช้จ่ายลง แถม Pure Storage ยังการันตีการซิงก์แบบ RPO (Recovery Point Objective) และ RTO (Recovery Time Objective) ที่ศูนย์ด้วย

No Description

เช่าซื้อ FlashArray ด้วยโมเดลแบบ subscription

จุดเด่นในการให้บริการของ Pure Storage นอกจากฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แล้ว ที่ไม่เหมือนใครเลยคือโมเดลทางธุรกิจของบริษัทที่เรียกว่า Evergreen ที่เปิดให้ลูกค้าจ่ายค่า subscription รายปีเพื่ออัพเกรดซอฟต์แวร์, บำรุงรักษา และที่สำคัญคืออัพเกรดคอนโทรลเลอร์รุ่นใหม่ให้ตลอดระยะเวลาที่จ่าย subscription เพื่อให้ได้ใช้งานฮาร์ดแวร์รุ่นล่าสุดเสมอ

ถึงแม้ตัวแฟลชเก็บข้อมูลจะไม่ได้รับการอัพเกรดให้ฟรี แต่สามารถนำแฟลชเก่าไปแลกเป็นแฟลชใหม่ได้ คิดเป็น 25% ของความจุใหม่ที่ซื้อ เช่น ต้องการซื้อความจุเพิ่ม 100TB สามารถนำแฟลชเก่ามาแลกได้ 25TB เท่ากับลูกค้าจะจ่ายแค่ 75TB เท่านั้น ช่วยให้การลงทุนซื้อสตอเรจคุ้มค่ามากขึ้นในระยะยาว

No Description

โมเดล Evergreen ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาฮาร์ดแวร์สตอเรจตกรุ่นแล้วลูกค้าต้องลงทุนซื้อใหม่ ข้อดีของโมเดลนี้คือจ่ายเท่าเดิมทุกปี แต่การันตีว่าจะได้เทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุดเสมอ

Pure Storage เป็นผู้นำใน Gartner Magic Quadrant

Pure Storage ได้รับเลือกให้อยู่ในกลุ่ม Leader ใน Gartner Magic Quadrant ด้าน Solid-State Array เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยปีนี้ Pure Storage ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในกลุ่มนี้ด้วยตำแหน่งขวาบนที่สุดของ Quadrant จากทั้งหมด 7 บริษัทในกลุ่ม Leader ซึ่งยืนยันความก้าวหน้าที่สุดทั้งในแง่เทคโนโลยีและวิสัยทัศน์ของบริษัท

สนใจเทคโนโลยีของ Pure Storage

สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีของ Pure Storage สามารถติดต่อได้ที่ jkunasinkjja@purestorage.com
สามารถดาวน์โหลดข้อมูลหรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ PureStorage

from:https://www.blognone.com/node/106931

6 แนวโน้มด้านไอที สำหรับองค์กรระดับ Enterprise ประจำปี 2019

เทคโนโลยีใหม่นั้นเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ผู้ที่ตามกระแสไม่ทันก็ย่อมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดนคู่แข่งแซงหน้าแย่งตลาดไปได้เรื่อยๆ

ซึ่งทาง Moshe Kranc ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยีของ Ness Digital Engineering ผู้ซึ่งทำงานเกาะกระแสด้านเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกของธุรกิจในปี 2019 ที่จะถึงนี้ได้กล่าวว่า เทคโนโลยีใหม่อย่างบล็อกเชนและ Machine Learning จะถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง ขณะที่เทคโนโลยีที่ใช้กันแพร่หลายแล้วอย่างคลาวด์และบิ๊กดาต้าก็จะถูกนำมาใช้งานกันในวงกว้าง และเป็นพื้นฐานในการดำเนินงานมากขึ้นด้วย รวมทั้งแนวโน้มของการโจมตีทางไซเบอร์ก็ยังคุกคามบริษัทต่างๆ มากขึ้นจนหลบหนีไม่ได้เช่นกัน

ดังนั้นทาง Kranc จึงสรุปเทรนด์ด้านเทคโนโลยีที่จะมีผลกับทุกธุรกิจ โดยเฉพาะผู้บริหารด้านไอทีในองค์กรต่างๆ ที่ควรให้ความสนใจไว้ดังต่อไปนี้

1. Machine Learning (ML)

ปี 2562 จะเป็นก้าวที่เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่ง เราเห็นชัดแล้วตอนนี้ว่าเรื่องของเอไอไม่ใช่สิ่งที่กล่าวเกินจริงหรือเพ้อฝันอีก แถมยังนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจจนได้ประโยชน์ชัดเจนหลายต่อหลายกรณีเช่น แชตบอทที่มีแทบทุกเว็บ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาการให้บริการลูกค้าด้านต่างๆ

2. Big Data

บิ๊กดาต้าจะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายจนกลายเป็นเรื่องปกติปัจจุบันบิ๊กดาต้ามาถึงจุดที่พร้อมให้เข้าถึงและนำมาใช้งานได้อย่างสะดวกและง่ายดายแล้ว แม้จะเป็นบริษัทที่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางเทคนิคเลยก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่หันมาพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานจำนวนมาก

3. Blockchain

การใช้งานบล็อกเชนจะอยู่ในรูปที่ควรจะเป็น และเน้นประโยชน์ที่เกิดกับธุรกิจมากกว่าแทนที่จะเอาไปใช้กับเรื่องของเงินคริปโตที่ดูล่องลอยเพ้อฝัน เราจะเห็นการนำระบบนี้มาใช้ในการตรวจสอบและสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกรรมหรือซื้อขายกันทางธุรกิจมากขึ้น

Moshe Kranc ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยีของ Ness Digital Engineering

4. Digtal Transformations

การปฏิวัติทางดิจิตอลจะเป็นตัวชี้ว่าจะนำหน้าหรือโดนคู่แข่งทิ้งห่างเทียบกันระหว่างบริษัทหนึ่งที่ยังทำงานผ่านเอกสารที่เป็นกระดาษ จัดเก็บและค้นหาข้อมูลได้ยาก กับคู่แข่งที่ทุกอย่างทำผ่านระบบดิจิตอลที่โปร่งใสมีประสิทธิภาพสูงแล้ว ก็น่าจะรู้ว่าลูกค้าจะหนีไปหาใครถ้าไม่ยอมปรับตัว

5. Cyber security

ความปลอดภัยทางไซเบอร์จะได้รับความสำคัญอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเมื่อมีการนำ IoT มาใช้ อันส่งผลให้มีโอกาสเกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยมากกว่าเดิมหลายเท่า บริษัทควรลงทุนจ้างองค์กรภายนอกมาคอยทดสอบความแข็งแกร่งของระบบความปลอดภัยตนเองเป็นระยะ

6. Cloud is Norm

คลาวด์กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ที่แม้แต่บริษัทหัวเก่าที่สุดยังต้องยอมแพ้และเข้ามาใช้งานแด่คนยุคดึกดำบรรพ์ที่กลัวและหวงไปหมดว่าถ้าเอาข้อมูลไปไว้ที่อื่นนอกจากบ้านตัวเองแล้วจะไม่ปลอดภัยนั้น สุดท้ายก็ถึงเวลายอมรับความจริงว่าหนีการใช้งานคลาวด์ไปไม่พ้น ด้วยเหตุผลทั้งด้านการประหยัดค่าใช้จ่ายที่เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ และประสิทธิภาพการทำงานที่ได้รับ

ที่มา : Informationweek

from:https://www.enterpriseitpro.net/6-tech-trends-for-the-enterprise-in-2019/

เปิดตัว Docker Desktop Enterprise รุ่นสำหรับองค์กร เพิ่มเครื่องมือ GUI และจัดการแพ็กเกจ

บริษัท Docker มีผลิตภัณฑ์ Docker Desktop ที่รวมเอาซอฟต์แวร์สำคัญๆ (Docker/Swarm/Kubernetes) สำหรับรันคอนเทนเนอร์บนพีซีแบบติดตั้งง่าย-ใช้งานง่าย โดยบริษัทบอกว่ามีผู้ใช้เป็นประจำเกือบทุกวันที่ 1.4 ล้านคน

ล่าสุด Docker ออก Docker Desktop Enterprise มาจับตลาดลูกค้าองค์กร โดยมีคุณสมบัติเพิ่มจากรุ่นปกติดังนี้

  • แพ็กเกจ MSI (Windows) หรือ PKG (Mac) ที่แอดมินขององค์กรเอาไปติดตั้งได้ง่ายกว่าเดิม
  • มี application templates เพื่อให้นักพัฒนานำไปปรับแต่งใช้ต่อได้ โดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
  • เพิ่มเครื่องมือจัดการเวอร์ชันของแพ็กเกจ จำลองสภาพแวดล้อมจริงเหมือน production บนเดสก์ท็อป
  • Application Designer เครื่องมือแบบ GUI สำหรับสร้างแอพในคอนเทนเนอร์ ไม่ต้องหัดเรียนคอมมานด์ไลน์

ตอนนี้ Docker Desktop Enterprise ยังเป็นรุ่นทดสอบ และยังไม่เปิดเผยราคาจนกว่าจะเข้าสถานะ GA (general availability)

ที่มา – Docker

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/106824