คลังเก็บป้ายกำกับ: ELECTRIC_VEHICLE

Toyota เผยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BZ4X คันแรกของแบรนด์ เตรียมวางขายช่วงกลางปี 2022

Toyota แบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองเรามานานแล้วก็ถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์แรก ๆ ที่นำเสนอระบบไฟฟ้าแบบไฮบริดเข้ามาใช้งานในรุ่น Prius แต่ก็ดูเหมือนจะตามหลังคู่แข่งหลาย ๆ เจ้าอยู่เมื่อพูดถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ แต่ล่าสุดทาง Toyota ก็ได้ออกมาเผยโฉม BZ4X รถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกของแบรนด์ซึ่งพร้อมวางขายภายในกลางปี 2022 ที่จะถึงนี้แล้ว

ในงานมอเตอร์โชว์เซี่ยงไฮ้ Toyota ได้ทำการเผยโฉม BZ4X รถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ เป็นรถรุ่นแรกในซีรีส์ BZ (ย่อมาจาก Beyond Zero) ที่จะมีรถรุ่นอื่น ๆ ตามมาอีกในอนาคต ซึ่งภาพของรถที่เราได้เห็นกันคราวนี้ยังเป็นเพียง Concept เท่านั้น และก็ยังไม่ได้มีข้อมูล หรือรายละเอียดเรื่องสเปคเท่าไหร่ มีแค่ให้ข้อมูลว่าจะเปิดตัวในประเทศญี่ปุ่น และจีนในช่วงปลายปีนี้ ส่วนการวางจำหน่ายแบบ Global จะเป็นช่วงกลางปี 2022 เป็นต้นไป

Toyota BZ4X จะถูกผลิตบนแพลตฟอร์มแบบ e-TNGA ที่ถูกผลิตมาเพื่อใช้งานกับรถ EV โดยเฉพาะ ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าว Toyota ได้ร่วมมือกับ Subaru ในการพัฒนาขึ้นมานั่นเอง (Toyota ถือหุ้น Subaru อยู่นิดนึงด้วย) และจะมีฟีเจอร์อย่าง steer-by-wire หรือการควบคุมพวงมาลัยผ่านระบบไฟฟ้า 100%, ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ, วิสัยทัศน์การมองเห็นถนนที่ดีขึ้น และระบบชาร์จไฟกลับผ่านการเบรค ฟีเจอร์ที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปด้วย

จากภาพ Concept ของรถคันนี้ การดีไซน์ด้านในจะดูล้ำสมัยกว่ารถปกติในปัจจุบัน (ดูเผิน ๆ เหมือนยานอวกาศในหนังเลย) มีจอแสดงผลหน้าคอนโซลที่ลึกลงไป ซึ่งทาง Toyota ได้บอกว่าดีไซน์การออกแบบลักษณะนี้ จะช่วยให้ผู้ขับสามารถมองเห็นถนนได้ชัดขึ้น แต่มีข้อสังเกตุอยู่ที่ปุ่มควบคุมบนพวกมาลัยที่ยังเป็นแบบ Physical อยู่ต่างจากแบรนด์อย่าง Tesla ที่ปุ่มกดทั้งหลายเป็นแบบหน้าจอสัมผัสเกือบหมดแล้ว

ก่อนหน้านี้แม้ว่า Toyota จะเป็นเจ้าแรก ๆ ที่นำเทคโนโลยี Hybrid ใช้พลังงานไฟฟ้ามาใช้ควบคู่กับน้ำมันในรถรุ่น Prius ที่ค่อนข้างได้รับความนิยมจนขายไปได้กว่า 17 ล้านคันตั้งแต่เปิดตัว แต่ก็ยังคงดื้อดึงไม่ยอมหันมาผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้าแบบ 100% ซักที ทำให้คู่แข่งอย่าง Nissan, General Motors, Volkswagen, Tesla และค่ายอื่น ๆ ชิงจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้านำหน้าไปก่อนหลายปี

BZ4X จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota ที่วางแผนว่าจะปล่อยรถยนต์รุ่นใหม่ให้ได้ถึง 70 รุ่นภายในปี 2025 ประกอบไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่, รถยนต์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน, และรถยนต์ Hybrid เพื่อขยายตัวเลือกให้ขับผู้บริโภคสามารถเลือกรถยนต์ให้เหมาะกับตัวเองได้มากที่สุด

Click to view slideshow.

ก็ต้องมารอดูกันว่ารถยนต์ไฟฟ้าจาก Toyota จะเปิดตัวมาในราคาที่พอจับต้องได้ง่ายขนาดไหน แต่ในตลาดที่การแข่งขันเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน อย่างเช่นรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนที่มีราคาเป็นมิตรมาก ๆ เริ่มเข้าประเทศไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนั่นเอง

 

from:https://droidsans.com/toyota-annouced-bz4x-their-first-ever-electric-vehicle/

Huawei เตรียมบุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า หลังธุรกิจโทรศัพท์มือถือได้รับผลกระทบจากสหรัฐมีมาตรการคว่ำบาตร

Huawei ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมจากจีน เตรียมที่จะบุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ตัวเอง หลังจากที่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทจะออกจำหน่ายได้ภายในปีนี้

Huawei หัวเว่ย
ภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าว Reuters รายงานข่าวโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า Huawei ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมชื่อดังจากจีนเตรียมหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทดแทนธุรกิจโทรศัพท์มือถือ หลังจากหน่วยธุรกิจดังกล่าวได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรโดยรัฐบาลของสหรัฐ ทำให้เกิดความยากลำบากในการหาอุปกรณ์และการสนับสนุนด้านซอฟต์แวร์จากคู่ค้าในสหรัฐที่ต้องทำตามกฎระเบียบดังกล่าว ส่งผลทำให้ยอดขายลดลง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นการเอาตัวรอดของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม แม้ว่า เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งของ Huawei กล่าวในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า เขาเชื่อว่าบริษัทจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้ และจะไม่ขายธุรกิจโทรศัพท์มือถือออกไป

ธุรกิจโทรศัพท์มือถือของ Huawei ได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ยอดขายลดลง ขณะเดียวกันยังต้องจำใจตัดขายแบรนด์ลูกบางแบรนด์ เช่น Honor เพื่อความอยู่รอดและสามารถเข้าถึงชิ้นส่วนในการผลิตจากคู่ค้าในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ในปี 2021 นี้บริษัทได้แจ้งไปยังคู่ค้าว่าจะสั่งซื้อสินค้าอยู่ที่ราวๆ 70-80 ล้านเครื่องเท่านั้น ลดลงมากถึง 60% จากปี 2020 ที่ผ่านมา

การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ Huawei นั้นจะทำภายใต้แบรนด์ตัวเอง โดยยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายดังกล่าวเริ่มพูดคุยกับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศจีนอย่าง BAIC เพื่อที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้กับบริษัท นอกจากนี้บริษัทเองยังได้เริ่มออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงต้นปี 2021 เป็นต้นมา

คาดว่าจะรถยนต์ไฟฟ้าของ Huawei จะออกสู่ตลาดในปีนี้ และเน้นทำตลาดทั่วไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Huawei เตรียมบุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า หลังธุรกิจโทรศัพท์มือถือได้รับผลกระทบจากสหรัฐมีมาตรการคว่ำบาตร first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/huawei-will-plans-to-ev-business-soon-media-reports-26-feb-2021/

Tesla เตรียมตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ประเทศอินเดีย คาดว่าผลิตรุ่นทั่วไป-ราคาถูกเป็นหลัก

ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla เตรียมตั้งโรงงานผลิตที่ประเทศอินเดียเพิ่มเติม และจะเป็นโรงงานที่สองต่อจากประเทศจีน โดยสื่อในประเทศอินเดียมองว่าบริษัทจะผลิตรถยนต์ที่เน้นด้านราคาถูกเป็นหลักอย่าง Model Y

Tesla Charger เทสล่า ที่ชาร์จรถยนต์
ภาพจาก Shutterstock

Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐ เตรียมที่จะเปิดโรงงานผลิตแห่งใหม่ในรัฐกรณาฏกะทางตอนใต้ของอินเดีย และจะเป็นโรงงานผลิตแห่งที่สองในทวีปเอเชียตามหลังโรงงานในประเทศจีน ขณะเดียวกันบริษัทยังเตรียมที่จะตั้งหน่วยงานสำหรับวิจัยและพัฒนาในประเทศอินเดียเพิ่มเติม สำหรับตลาดในประเทศอินเดียนั้นคาดว่าผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้จะเน้นผลิตรถยนต์ที่มีราคาถูกและเข้าถึงประชากรส่วนมากเป็นหลัก

รัฐกรณาฏกะที่ Tesla ได้เลือกลงทุนในรัฐนี้เนื่องจากมีเมืองหลวงของรัฐอย่างเมืองบังคาลอร์ นอกจากนี้ยังเป็นรัฐที่มีความพยายามผลักดันอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาอากาศยาน รวมถึงมีบุคลากรฝีมือดี ทำให้บริษัทสนใจเข้ามาลงทุนในรัฐนี้และพูดคุยกับผู้บริหารของรัฐมาเป็นระยะเวลา 6 เดือนแล้ว

นอกจากนี้ผู้บริหารของรัฐกรณาฏกะเองก็ได้ออกมายืนยันว่ามีการจะเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจริงๆ

อย่างไรก็ดีปริมาณของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอินเดียมีเพียงแค่ 1% เมื่อเทียบกับจีนที่มีสัดส่วนราวๆ 5% อาจเป็นทั้งโอกาสสำคัญของ Tesla และความท้าทายไปในตัว เนื่องปัญหาสำคัญของอินเดียคือโครงสร้างพื้นฐานที่แตกต่างกับประเทศจีนอย่างมาก ฯลฯ แม้ว่าอินเดียจะปรับลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าเหลือ 5% แล้วก็ตาม

สื่อในประเทศอินเดียหลายๆ แห่งคาดว่าโรงงานผลิตในประเทศอินเดียของ Tesla จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Model 3 และ ​Model Y ที่จะเปิดตัวในอนาคตเป็นหลัก

ในช่วงทีผ่านมาผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐเริ่มที่จะมีการลงทุนในภูมิภาคเอเชียเพิ่มมากขึ้น หลังการเปิดโรงงานในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยและเริ่มส่งเอกสารขอลงทุนในอินโดนีเซีย หรือแม้แต่การพูดคุยกับ BOI ของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าบริษัทเห็นการเติบโตในทวีปเอเชียที่เพิ่มมากขึ้น จึงต้องเพิ่มโรงงานผลิต

ที่มา – India Today, The Times Of India

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Tesla เตรียมตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ประเทศอินเดีย คาดว่าผลิตรุ่นทั่วไป-ราคาถูกเป็นหลัก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/tesla-sign-india-to-build-megafactories-soon-16-feb-2021/

Nio เผยโฉมรถซีดานไฟฟ้ารุ่น ET7 สัญชาติจีน แบต 150kWh วิ่งไกลสุด 1,000 กม.

Nio, บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีน เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าซ […] More

from:https://www.iphonemod.net/nio-unveiled-first-ev-sedan-et7.html

Foxconn (ซัพพลายเออร์ของ Apple) ลงนามข้อตกลงผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ BYTON

Bloomberg รายงานว่า บริษัท Foxconn ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิ […] More

from:https://www.iphonemod.net/foxconn-and-byton-signed-forshadowing-apple-car.html

วิเคราะห์เหตุผล ทำไมโตโยต้าถึงตกขบวนรถยนต์ไฟฟ้า

ในโลกยุคปลายปี 2020 ที่หุ้น Tesla พุ่งสูงขึ้นหลายเท่า ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้เท่าไรก็ไม่พอขาย ในยุคเดียวกับที่บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลกทั้ง Volkswagen, GM, Nissan หันมาทุ่มหมดหน้าตักให้กับรถยนต์ไฟฟ้า

ค่ายรถยนต์เบอร์หนึ่งของโลก “โตโยต้า” กลับยังยืนหนึ่ง ไม่สะทกสะท้านกับกระแสรถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่ (BEV)

แม้ช่วงครึ่งหลังของปี 2020 เราเริ่มเห็นข่าวแผนการทำรถยนต์ไฟฟ้าของโตโยต้าออกมามากขึ้น แต่ในภาพรวม โตโยต้ายังคงยืนหยัดกับแนวทาง “ไฮบริด-ไฮโดรเจน” เสมอมา ดังที่เห็นได้จากท่าทีล่าสุดของ Akio Toyoda ประธานโตโยต้าที่เพิ่งออกมาพูดช่วงกลางเดือนธันวาคม 2020 ถึงข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้โตโยต้า ซึ่งเป็นผู้นำวงการรถยนต์ไฮบริดมาตั้งแต่ Prius ตัวแรกในปี 1997 กลับกลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่ขยับตัวช้าที่สุดในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่

Toyota Prius ที่ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 1997

ย้อนดูอดีต Prius ผู้บุกเบิกวงการไฮบริด

การบอกว่าโตโยต้ามองไม่เห็นอนาคตเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะเป็นโตโยต้านี่แหละ ที่เห็นแนวโน้มของรถยนต์ไฟฟ้าก่อนใครเพื่อน โดยวางขายรถยนต์แบรนด์ Prius ที่ใช้ระบบไฮบริด (ลูกผสมระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน) มาตั้งแต่ปี 1997 และประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

มุมมองของโตโยต้ายุคนั้น มองว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะทำรถยนต์ไฟฟ้าล้วน จึงเลือกใช้แนวทางไฮบริดคือใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลัก แต่ก็เก็บสะสมพลังงานจากล้อ แปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ด้วย และสามารถนำพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้ขับเคลื่อนแทนน้ำมันได้ ช่วยประหยัดน้ำมันไปในตัว

ความก้าวหน้าของโตโยต้าคือเทคโนโลยีการสลับไปมาระหว่างเครื่องยนต์น้ำมันและไฟฟ้าได้อย่างราบรื่น ใช้ชื่อทางการค้าว่า Hybrid Synergy Drive และภายหลังถูกนำไปใช้กับรถยนต์ซีรีส์อื่น เช่น Lexus หรือ Camry Hybrid ด้วย

นับถังปัจจุบัน โตโยต้าสามารถขายรถยนต์ไฮบริดได้รวมกันเกิน 10 ล้านคัน มี Prius ออกวางขายทั้งหมด 4 เจเนเรชัน และแตกสายผลิตภัณฑ์ไปเป็น Prius Plug-in Hybrid และ Prius Prime ที่สามารถเสียบไฟบ้านเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วย (นอกเหนือจากเครื่องยนต์น้ำมัน)

อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่ใช้แบตเตอรี่อย่างเดียว (BEV หรือ battery electric vehicle) เริ่มมาแรงในช่วงทศวรรษ 2010s เป็นต้นมา (หากเรานับที่รุ่นรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model S เริ่มขายปี 2012 ส่วน Model 3 ที่ราคาจับต้องได้มากกว่า เริ่มขายปี 2017) ส่งผลให้ตลาดไฮบริดของ Prius ถูก Tesla และคู่แข่งหน้าใหม่ๆ แย่งไปมาก โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ

Toyota Prius สีขาว-ท้ายคาดดำที่เป็นเอกลักษณ์ (ภาพจาก Toyota USA)

ฝันไกลแต่ยังไปไม่ถึง Mirai อนาคตใหม่พลังไฮโดรเจน

โตโยต้าในฐานะเบอร์หนึ่งของวงการรถยนต์โลก ไม่ปล่อยให้อนาคตไล่ล่า แต่พยายามไล่ล่าอนาคตมาโดยตลอด ปัญหาคืออนาคตของโตโยต้า ใช่อนาคตที่ควรจะเป็นหรือไม่

ภาพฝันของโตโยต้าในโลกรถยนต์ยุคที่ไม่ใช้น้ำมัน คือเทคโนโลยี Fuel Cell หรือที่เรียกกันว่า fuel cell electric vehicle (FCEV) มันคือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอีกแขนง แต่พลังไฟฟ้าไม่ได้มากจากแบตเตอรี่ เพราะใช้การทำปฏิกิริยาระหว่างไฮโดรเจนเหลวกับออกซิเจนในอากาศแทน

โตโยต้าไม่ได้ฝันเล่นๆ แถมพูดจริงทำจริง ออกรถยนต์รุ่น Mirai (ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “อนาคต”) เป็นรถยนต์แบบ FCEV มาวางขายตั้งแต่ปี 2014 ด้วย แต่ผ่านมา 7 ปี กลับขายได้เป็นแค่หลักหมื่นคันเท่านั้น เทียบกันแล้ว Tesla ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ 1.4 แสนคันในไตรมาส 3/2020

ข้อดีของรถยนต์แบบ FCEV คือไม่ปล่อยมลภาวะจากการเผาไหม้เลย มีเพียงน้ำที่เกิดจากปฏิกิริยาของไฮโดรเจนเท่านั้น ถ้ามองภาพรวมแล้ว FCEV ยังสร้างมลภาวะจากการผลิตไฟฟ้าน้อยกว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV ต้องใช้พลังไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าน้ำมันหรือถ่านหิน) ซึ่งอาจถูกต้องตามที่ Akio Toyoda ซีอีโอของโตโยต้าพูดไว้

คลิปอธิบายการทำงานของ Toyota Mirai ว่าไฮโดรเจนและออกซิเจนทำปฏิกิริยากันอย่างไร

แต่ปัญหาสำคัญของรถยนต์แบบ FCEV คือมันเข้าถึงได้ยากกว่า BEV มาก เพราะในมุมของผู้บริโภคแล้ว การขับ FCEV ต่างจากรถยนต์แบบน้ำมันแค่เปลี่ยนจากเติมน้ำมันมาเป็นเติมไฮโดรเจน และผู้บริโภคคาดหวังว่าการเติมไฮโดรเจนเหลวควรจะสะดวกสบาย หาเติมที่ไหนก็ได้เหมือนเติมน้ำมันตามปั๊ม

ปัจจัยนี้ทำให้โตโยต้าต้องสร้างโครงข่ายสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนขึ้นมาใหม่ทั่วโลก ให้เทียบเท่าโครงข่ายสถานีน้ำมันแบบดั้งเดิมที่เกิดขึ้นมาแล้วเป็นร้อยปี แถมการลงทุนโครงข่ายสถานีไฮโดรเจนก็เป็นปัญหาไก่กับไข่ คนไม่ซื้อรถถ้าไม่มีปั๊มเติมมากพอ แต่คนสร้างปั๊มก็ไม่อยากสร้างถ้ามีรถยนต์ไม่มากพอ

เมื่อเทียบกันแล้ว BEV แบบ Tesla อาจสร้างมลพิษมากกว่า (แต่ผู้บริโภคมองไม่เห็น เพราะมลพิษไปเกิดที่โรงไฟฟ้า) แต่ใช้งานง่ายกว่า ปรับบ้านให้เป็นสถานีชาร์จได้ไม่ยาก ในขณะที่ FCEV ยังเป็นความฝันที่ห่างไกล ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมาถึงสักที

ช่วงแรก โตโยต้ายังมีพันธมิตรเป็นบริษัทรถยนต์หลายราย ที่ยินดีช่วยผลักดันเครือข่ายไฮโดรเจนเหลวไปด้วยกัน แต่เมื่อความต้องการของตลาดเปลี่ยนมาเป็น BEV ช่วงหลังเราจึงเห็นข่าวพันธมิตรร่วมผลักดันรถยนต์ไฮโดรเจนเริ่มถอนตัวออกไป เช่น Mercedes-Benz หรือ Nissan ทอดทิ้งให้โตโยต้ายืนหยัดอยู่ลำพัง

Toyota Mirai
Toyota Mirai โฉมที่ 2 ที่โตโยต้ายังอยากทำตลาดต่อไป

มีอนาคตระยะใกล้ ระยะไกล แต่ขาดระยะกลาง

หากให้สรุปสถานการณ์ของโตโยต้า เราอาจใช้กรอบคิดเรื่องระยะเวลาของเทคโนโลยีมาอธิบายได้ว่า โตโยต้าคาดการณ์อนาคตระยะใกล้ในตอนนั้นถูกต้อง เทคโนโลยีแบตเตอรี่ในยุค 2000s ยังไม่ดีพอที่จะทำรถยนต์ไฟฟ้าล้วน จึงต้องทำรถยนต์ไฮบริดไปก่อน แนวคิดนี้ถูกต้อง และพิสูจน์ตัวเองได้จากยอดขายของ Prius ที่ขายได้เป็นสิบล้านคัน

ส่วนอนาคตในระยะยาวไกล โตโยต้าก็อาจเลือกเทคโนโลยี FCEV ได้ถูกต้องจริงๆ ก็เป็นได้ เพียงแต่ในปัจจุบัน ยังไม่รู้ว่าอนาคตนี้จะมาถึงจริงๆ เมื่อไรกันแน่

สิ่งที่โตโยต้าพลาดไปคืออนาคตระยะกลางยุคปี 2010s-2020s ที่ไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จน Tesla สามารถทำรถยนต์วิ่งระยะ 400 ไมล์ (640 กิโลเมตร) ในการชาร์จเพียงครั้งเดียวได้ (Model S รุ่นปี 2020) ทำให้โตโยต้าไม่เคยมองแผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ไว้ก่อนเลย

เมื่อบวกกับปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมภายในบริษัทเอง หรือ ความเป็นผู้นำในตลาดไฮบริดแบบทิ้งขาด ที่ทำให้มองข้ามคู่แข่งหน้าใหม่ๆ อย่าง Tesla ไป (Innovator’s Dilemma) ทำให้การกลับตัวมาทำรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ก็ช้าไปเสียแล้ว

toyota
Akio Toyoda ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Toyota ที่ยังออกมาถล่มรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่อยู่เรื่อยๆ

กลับตัวก็ไม่ได้ จะเดินต่อไปก็ไปไม่ถึง เพราะผลิตแบตได้ไม่พอ

หากเรามองว่าโตโยต้าคาดการณ์ผิด เลือกเส้นทาง FCEV ที่ต้องทุ่มทรัพยากรเพื่อผลักดัน ecosystem เรื่องสถานีไฮโดรเจนมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV

คำถามถัดมาคือ ทำไมโตโยต้าไม่กลับตัวกลับใจตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อตลาดบ่งชี้ว่าอนาคตอยู่ที่รถยนต์แบบ BEV เพราะคู่แข่งรายอื่นๆ อย่าง VW, BMW, GM, Nissan ก็ประสบความสำเร็จในการขายรถยนต์ไฟฟ้าได้หลักแสนคันแล้ว (ยอดขายรวมของ Nissan Leaf อยู่ที่ 5 แสนคัน ใกล้เคียงกับ Tesla Model 3)

ถึงแม้ว่าในปี 2019-2020 เราเริ่มเห็นท่าทีของโตโยต้าเริ่มอ่อนลง เริ่มพูดถึงรถยนต์แบบไฟฟ้าล้วนมากขึ้น แต่ถ้าไม่นับการทำตลาดในจีนที่มีลักษณะเฉพาะแล้ว เราก็ยังไม่เห็นรถยนต์ BEV แบรนด์โตโยต้าเข้ามาวางขายจริงๆ ในเร็ววันนี้สักเท่าไร

ภาพโรงงาน Gigafactory ของ Tesla ที่รัฐ Nevada ในสหรัฐ

คำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่ประเด็นเรื่องกำลังผลิตแบตเตอรี่ โดย Gerald Killmann รองประธานฝ่ายวิจัยของโตโยต้ายุโรป เคยตอบคำถามสื่อไว้ที่งาน Geneva Auto Show 2019 ยอมรับตามตรงว่าโตโยต้ามีกำลังผลิตแบตเตอรี่ไม่พอ และจำเป็นต้องแบ่งแบตเตอรี่ไปใช้กับรถยนต์ที่ขายอยู่แล้ว คือ รถยนต์กลุ่มไฮบริดด้วย

ตัวเลขของ Killmann ระบุว่า ณ ตอนนั้น (ปี 2019) โตโยต้ามีแบตเตอรี่พอสำหรับรถยนต์ BEV จำนวน 28,000 คันต่อปีเท่านั้น แต่ถ้านำแบตเตอรี่เหล่านี้ไปใช้กับรถยนต์ไฮบริด (ที่ต้องการแบตเตอรี่น้อยกว่า เพราะขับเคลื่อนจากน้ำมันได้ด้วย) สามารถรองรับได้ถึง 1.5 ล้านคันต่อปี

สมการนี้จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมในระยะสั้น โตโยต้าจึงรักมั่นกับไฮบริดต่อไป และยังไม่บุกเข้ามายังตลาด BEV เต็มตัวสักที

ในแง่เทคโนโลยีเอง เว็บไซต์ Car and Driver ชี้ว่าแบตเตอรี่ของโตโยต้าเป็นเทคโนโลยี nickel-metal hydride (NiMH) แบบเก่า ยังไม่ใช่เทคโนโลยี lithium-ion (Li-Ion) แบบใหม่มากนัก ซึ่งโตโยต้าเองก็ทราบจุดอ่อนนี้ จึงเร่งพัฒนาเทคโนโลยี-โรงงานเป็นการใหญ่ เช่น ความร่วมมือกับ Panasonic หรือความร่วมมือกับ BYD ของจีน ที่เพิ่งประกาศมาในปี 2020 นี้ รวมถึงข่าวล่าสุดเรื่องแบตเตอรี่แบบ Solid State ที่ดีกว่า Lithium-Ion ด้วย

Lexus UX
Lexus UX 300e รถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกๆ ของโตโยต้า ที่มาทำตลาดในไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของโตโยต้าในการไล่กวดคู่แข่งให้ทันในเรื่องแบตเตอรี่ (ที่เป็นหัวใจสำคัญของรถแบบ BEV) คงต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ กว่าจะเห็นผล ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Tesla ไปไกลกว่ามากแล้วในการตั้งโรงงาน Gigafactory หลายแห่งทั่วโลกเพื่อให้ผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ได้เพียงพอกับความต้องการ

ในระยะสั้นเราคงเห็นโตโยต้าเลือกทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเฉพาะรุ่น เช่น Lexus UX 300e รุ่นปี 2021 ที่เข้ามาทำตลาดในไทยด้วย และเลือกจับกลุ่มเฉพาะตลาดบน (Lexus UX 300e ราคา 3.5 ล้านบาท) หรือโครงการ Midsize SUV ที่ยังไม่เปิดตัว แต่มีโค้ดเนมว่า e-TNGA

ส่วนตลาดรถที่แมสกว่านั้น เช่น ระดับต่ำล้านหรือล้านกลาง แบบที่ MG หรือ Nissan Leaf ทำตลาดอยู่ในบ้านเรา คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าเราจะได้เห็น Corolla All-Electric หรือรถยนต์แบบเดียวกันออกวางขายแพร่หลาย

ในช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้า Tesla คงยกระดับการผลิต Model 3 ได้เพิ่มอีกมาก และคู่แข่งรายอื่นอย่าง VW หรือ GM ก็น่าจะปรับทัพเสร็จเรียบร้อย ส่งรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นมาถล่มตลาดด้วยเช่นกัน

อนาคตระยะกลาง 1-3 ปีข้างหน้าของโตโยต้าจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

toyota
โครงการ e-TNGA ที่เป็น Midsize SUV ของโตโยต้า

ข้อมูลบางส่วนจาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วิเคราะห์เหตุผล ทำไมโตโยต้าถึงตกขบวนรถยนต์ไฟฟ้า first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/why-toyota-miss-ev-car-market/

ยอดขาย EV ในยุโรป พ.ย. 2020 โต 198% แชมป์คือ Renault Zoe

เว็บไซต์ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า CleanTechnica รายงานสถิติยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบ plug-in ในยุโรป (นับรวมรถยนต์ไฮบริดแบบเสียบไฟได้) ประจำเดือนพฤศจิกายน 2020 พบว่ามีสถิติยอดขายเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ ขายได้ 166,000 คันในเดือนเดียว หรือเพิ่มขึ้น 198% จากเดือนพฤศจิกายน 2019

ผลพวงจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสูง ทำให้ตอนนี้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปตลอดปี 2020 มีจำนวนเกิน 1 ล้านคัน และมีสัดส่วนเกิน 10% ของรถยนต์ตลอดปี 2020 เรียบร้อยแล้ว (ถ้านับเฉพาะรถยนต์แบบแบตเตอรี่อย่างเดียวหรือ BEV คิดเป็น 5.4%)

แชมป์ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปคือ Renault Zoe (อ่านว่า “โซอี้”) ที่ทำยอดขายได้ถึง 9,953 คัน

Renault Zoe เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก แฮตช์แบ็ค 5 ประตู ที่เริ่มวางขายครั้งแรกในฝรั่งเศสช่วงปลายปี 2012 และออกรุ่นอัพเกรดมาแล้ว 2 รอบ (รุ่นล่าสุดคือ Zoe ZE 50 เปิดตัวกลางปี 2019) ด้วยความที่เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก เหมาะกับยุโรปที่ถนนเล็ก และราคาย่อมเยา บวกกับการทำตลาดยุโรปมาต่อเนื่องยาวนาน จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ Zoe จะเป็นแชมป์ในแง่ยอดขาย

Renault Zoe รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในยุโรป

อันดับสองคือ Volkswagen ID.3 รถยนต์ไฟฟ้าแนวคิดใหม่ที่เครือ Volkswagen ตั้งใจปั้นมาลุยศึกนี้ และทำผลงานได้ดีดังคาด ยอดขาย 8,496 คัน ตามหลัง Zoe ไม่มาก เว็บไซต์ CleanTechnica คาดว่า ID.3 น่าจะขึ้นมาเป็นแชมป์ในเดือนธันวาคมได้ ตีคู่มากับ Tesla Model 3

Volkswagen ID. 3
Volkswagen ID. 3

อันดับสามเป็นของ Hyundai Kona EV รถยนต์ SUV ไฟฟ้าจากค่ายเกาหลีที่ไปได้สวยในตลาดยุโรป ยอดขาย 5,375 คัน แถมรุ่นนี้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยด้วย

hyundai
Hyundai Kona EV

อันดับสี่ Tesla Model 3 รุ่นพิมพ์นิยมจาก Tesla ที่ทำยอดขายได้ดีเยี่ยมในสหรัฐอเมริกา พอข้ามทวีปมายุโรปก็ยังทำยอดขายติดอันดับสี่ ขายได้ 5,014 คัน

tesla
Tesla Model 3 ภาพจาก Tesla

อันดับห้า Mercedes A-Class A250e รถยนต์ไฮบริดที่ติดอันดับสูงสุดในชาร์ท (4 อันดับแรกเป็นไฟฟ้าล้วน) ขายได้ 4,517 คัน ถือเป็นไฮบริดรุ่นเล็กสุด (A-Class) ตามยุทธศาสตร์ของ Mercedes ที่จะทยอยทำรถไฮบริดจากเล็กไปใหญ่

Mercedes A250e

หากดูยอดขายรวมตลอดทั้งปี 2020 (นับถึงเดือนพฤศจิกายน) แชมป์ยอดขายสะสมตลอดปี 5 อันดับแรกคือ

  1. Renault Zoe (83,356 คัน)
  2. Tesla Model 3 (63,086 คัน)
  3. Hyundai Kona EV (37,202 คัน)
  4. Volkswagen e-Golf (31,326 คัน)
  5. Audi e-tron (30,181 คัน)

ส่วน Volkswagen ID.3 ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดของค่าย VW เพิ่งเริ่มขายไม่นาน แต่ก็ทำยอดขายได้ดี อยู่ที่อันดับ 6 ด้วยตัวเลข 28,839 คัน และจะกลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นหลักของ VW แทน e-Golf ที่เก่ากว่า แถม VW ยังเตรียมออกรถยนต์ไฟฟ้าแบบ SUV คือ ID.4 ที่เปิดตัวมาแล้วเช่นกัน

ที่มา – CleanTechnica

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ยอดขาย EV ในยุโรป พ.ย. 2020 โต 198% แชมป์คือ Renault Zoe first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ev-car-europe-renault-zoe/

Elon Musk เคยติดต่อ Apple และ Google เพื่อขาย Tesla แต่ก็ไม่สำเร็จ

Elon Musk เปิดใจยืนยันว่าครั้งหนึ่งเคยติดต่อ Apple เพื่ […] More

from:https://www.iphonemod.net/elon-musk-tried-to-sell-tesla-to-apple-and-google-but-fell.html

แหล่งข่าวยืนยัน BOI และ Tesla ได้พูดคุยกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว อาจสนใจเข้ามาลงทุนในไทย

แหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนได้กล่าวกับ Brand Inside ถึง BOI และ Tesla ได้พูดคุยกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงว่าผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้อาจสนใจขยายโรงงานเพิ่มเติมนอกจากที่ประเทศจีน

Tesla Motor เทสล่า มอเตอร์
ภาพจาก Shutterstock

เว็บไซต์ Tesmanian ได้รายงานว่า Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ได้ติดต่อกับหน่วยงานในประเทศไทยไปคือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ซึ่งมีการคาดการณ์ว่ายักษ์ใหญ่อย่าง Tesla อาจกำลังหาประเทศที่เหมาะสมสำหรับการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในทวีปเอเชียเพิ่มเติมนอกจากประเทศจีน

นอกจากนี้ทาง BOI เองก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการเสนอสิทธิพิเศษทางภาษีโดยให้ระยะเวลายาวถึง 8 ปี ถ้าหาก Tesla เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย

ขณะที่แหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนของ Brand Inside ได้กล่าวยืนยันว่า BOI และยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้ได้มีการพูดคุยกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ Tesla เองได้เริ่มติดต่อพูดคุยกับตัวแทนของรัฐบาลอินโดนีเซีย โดยที่ Tesla สนใจลงทุนในด้านวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งอินโดนีเซียเองถือเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องสำคัญแห่งหนึ่งของโลกนั่นคือแร่นิกเกิล

ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าในทวีปเอเชียนั้น Tesla อาจมีแผนการขยายโรงงานนอกจากประเทศจีนเพิ่มเติม เนื่องจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มากขึ้น

อย่างไรก็ดีการขยายโรงงานนอกจากประเทศจีนอาจต้องใช้เวลาสักระยะและ Tesla เองอาจพูดคุยกับ BOI เพื่อสอบถามเรื่องสิทธิประโยชน์ของภาษีในแต่ละประเทศในอาเซียน ว่าประเทศไหนมีศักยภาพและการส่งเสริมในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และยังมีความไม่แน่นอนสูง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/boi-tesla-talking-together-and-maybe-expansion-plant-to-south-east-asia-source-9-nov-2020/

Tesla เริ่มพูดคุยกับรัฐบาลอินโดนีเซียแล้ว เน้นลงทุนด้านวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่

“เทสล่า” เริ่มพูดคุยกับรัฐบาลอินโดนีเซียอย่างไม่เป็นทางการ ถึงเรื่องการลงทุนในวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งอินโดนีเซียเองมีแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแบตเตอรี่

Tesla Motors เทสล่า มอเตอร์
ภาพจาก Shutterstock

Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ได้เริ่มพูดคุยกับรัฐบาลอินโดนีเซียอย่างไม่เป็นทางการแล้ว โดยผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้สนใจลงทุนในด้านวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งอินโดนีเซียเองถือเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องสำคัญแห่งหนึ่งของโลก และการลงทุนดังกล่าวนี้จะเป็นการร่วมทุนกับรัฐบาลอินโดนีเซีย

วัตถุดิบที่เกี่ยวข้องดังกล่าวนี้คือ “นิกเกิล” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตแบตเตอรี่ ปัจจุบันอินโดนีเซียมีปริมาณแร่นิกเกิลสัดส่วนมากถึง 25% ของปริมาณทั้งหมดในโลก ด้วยความได้เปรียบนี้ ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียต้องการที่จะให้หลายบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแบตเตอรี่เข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนโยบายของอินโดนีเซียคือห้ามส่งออกแร่นิกเกิลดิบออกนอกประเทศ

ขณะเดียวกัน Tesla เองก็ต้องการที่จะจองวัตถุดิบสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ปริมาณมหาศาล ซึ่งถ้าหากมีการตกลงกันอย่างเป็นทางการแล้ว จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ Tesla ที่ต้องการผลิตแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพและราคาถูกลง จะส่งผลทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาถูกลงมากกว่านี้

ก่อนหน้านี้ Tesla ได้จ้างให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ ผลิตแบตเตอรี่ให้ ไม่ว่าจะเป็น Panasoic จากญี่ปุ่น หรือ CATL จากจีน เป็นต้น ให้ผลิตแบตเตอรี่ให้กับบริษัท ก่อนที่จะมีการประกาศในงาน Battery Day ของบริษัทว่าจะมีการผลิตแบตเตอรี่จากทางบริษัทเพิ่มด้วยในเร็วๆ นี้

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา LG Chem จากเกาหลีใต้และ CATL จากจีน ได้ตกลงที่จะมีการสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศอินโดนีเซียแล้ว คาดว่าจะเริ่มมีการผลิตได้ในปี 2024 ยิ่งทำให้ระบบนิเวศของการผลิตแบตเตอรี่ในอินโดนีเซียน่าสนใจมากขึ้นจนทำให้ Tesla เข้ามาพูดคุยกับรัฐบาลในท้ายที่สุด

ที่มา – Teslarati, Electrek

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tesla-started-talking-with-indonesia-gov-about-nickel-jv-6-oct-2020/