คลังเก็บป้ายกำกับ: EDUCATION

แนะนำ Be Internet Awesome สื่อเรียนรู้เรื่องโลกออนไลน์สำหรับเด็ก

Interland Coverวันนี้ผมมีโอกาสได้ทดสอบ Be Internet Awesome สื่อเรียนรู้เรื่องโลกออนไลน์สำหรับเด็ก จากข่าวโรดโชว์ของทาง Google ที่ให้ครูจากโรงเรียนในเขตต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เดินทางมาร่วมฝึกอบรม เพื่อที่จะสามารถนำความรู้ใหม่กลับไปต่อยอด ในการเรียนการสอนให้กับนักเรียน อีกทั้งบทเรียนนี้ยังทันสมัยเหมาะกับยุคปัจจุบัน Be Internet Awesome เกริ่นนำก็คือทั้งหมดจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตผ่านทาง Interland เพื่อการใช้อินเทอร์เน็ตให้ก่อเกิดประโยชน์สูงสุด และได้ทำให้เด็กวัย 8-12 ปี ที่เริ่มต้นการเป็นพลเมืองดิจิทัลมีความปลอดภัย สามารถเข้าไปท่องโลกออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ โดยหลักสูตรจะแบ่งออกเป็น 5 เรื่องด้วยกัน 1. BE INTERNET SMART คิดก่อนแชร์ ข่าวต่าง ๆ (ทั้งดีและไม่ดี) แพร่กระจายในโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว และหากไม่คิดให้รอบคอบ เด็ก ๆ อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากซึ่งอาจมีผลกระทบในระยะยาว ดูวิธีแชร์ข้อมูลกับคนที่รู้จักและไม่รู้จักได้เลย สื่อสารอย่างมีความรับผิดชอบ ส่งเสริมการคิดก่อนแชร์โดยใช้หลักคิดง่าย ๆ ว่าการสื่อสารออนไลน์ก็เหมือนกับการสื่อสารแบบตัวต่อตัว ถ้าไม่ใช่เรื่องที่น่าพูด ก็แปลว่าไม่ใช่เรื่องที่น่าโพสต์ สร้างคู่มือเกี่ยวกับประเภทการสื่อสารที่ เหมาะสม (และไม่เหมาะสม) เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ไว้เป็นความลับ 2. BE INTERNET ALERT […]

from:https://www.iphonemod.net/be-internet-awesome.html

แอปพลิเคชัน “สอบติดข้าราชการ” แนวข้อสอบภาค ก. เตรียมสอบ ก.พ.

สอบติด Coverก่อนหน้านี้เราเคยได้แนะนำแอปพลิเคชัน สอบติด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 และตอนนี้ก็ถึงฤดูกาลเตรียมสอบ ก.พ. หรือก็คือเตรียมสอบข้าราชการกันแล้ว หลายคนเตรียมอ่านหนังสือกันเต็มที่ และเพื่อเพิ่มความมั่นใจไปอีกขั้น เราจึงอยากแอปพลิเคชัน “สอบติดข้าราชการ” ที่รวมแนวข้อสอบเอาไว้เยอะมาก ๆ สอบติดข้าราชการ แอปพลิเคชันนี้ไม่เพียงแค่เป็นคลังข้อสอบที่ใหญ่ที่สุด มีการอัปเดตข้อสอบใหม่ตลอด แต่ยังมีการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งให้ด้วย มีหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น แนวข้อสอบครูผู้ช่วย ข้อสอบ ก.พ. ข้อสอบข้าราชการพลเรือน เป็นต้น จากนั้นจะบอกจุดที่เราควรไปศึกษาเพิ่มเติม เก็บสถิติการทำข้อสอบ มีระบบจับเวลาเสมือนนั่งอยู่ในห้องสอบจริง พร้อมกับระบบแจ้งเตือนจากปฏิทิน เพื่อจะไม่พลาดในการสมัคร หรือการเตรียมตัวสอบเข้าหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการ ดาวน์โหลด iOS: https://apple.co/2WWxGFj Android: https://bit.ly/2IMmyRi สมัครสอบ ก.พ. 2563 สอบภาค ก. 2563 มีทั้งหมด 2 แบบ เลือกสมัครสอบได้แบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น สอบ e-Exam ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 9 ศูนย์สอบ วุฒิที่รับสมัคร : ป.ตรี-โท สมัครสอบ : 6 ก.พ. 08.30 น. […]

from:https://www.iphonemod.net/sobtid-app.html

กูเกิลไทยเปิดโครงการ Be Internet Awesome บทเรียนออนไลน์ภาษาไทยเพื่อให้เด็กใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเหมาะสมและปลอดภัย

กูเกิลประเทศไทยเปิดโครงการ Be Internet Awesome หลักสูตรออนไลน์สำหรับการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย โดยเป็นหลักสูตรออนไลน์ที่แปลเป็นภาษาไทยสำหรับเด็กอายุ 7-12 ปี หลักสูตรมี 5 หมวด

  1. คิดก่อนแชร์ (Smart) ให้ตระหนักว่าข้อมูลที่แชร์อาจถูกส่งต่อไปยังที่ต่างๆ
  2. ไม่ตกหลุมพราง (Alert) ระวังและแยกแยะข้อมูลจริง-เท็จ
  3. เก็บข้อมูลเป็นความลับ (Strong) ปกป้องข้อมูลส่วนตัว
  4. เป็นคนดี (Kind) ไม่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในโลกออนไลน์ ส่งพลังบวกกับคนรอบข้าง
  5. สงสัยเมื่อไหร่ให้ถาม (Brave) หากพบข้อสงสัยให้ถามผู้ใหญ่

โครงการนำร่องครั้งนี้ทางกูเกิลร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ มูลนิธิครูดีของแผ่นดิน และสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน อบรมครู 150 คนจากโรงเรียนในกรุงเทพฯ

ตัวเกมเล่นได้บนเว็บ บางส่วนก็เป็นการตอบคำถามและบางส่วนก็เป็นมินิเกมให้เล่นเพื่อเรียนรู้

ที่มา – Google Thailand

No Description

from:https://www.blognone.com/node/114679

ช่วยครูตรวจการบ้าน Google Classroom เพิ่มฟีเจอร์ตรวจข้อความไหนก็อปมาจากเว็บไหน

กูเกิลมีซอฟต์แวร์จัดการด้านการศึกษาชื่อ Google Classroom เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2014 โดยเป็นส่วนหนึ่งของ G Suite for Education และมักใช้ร่วมกับ Chromebook ที่ได้รับความนิยมในสถาบันการศึกษา

ล่าสุดกูเกิลเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ Originality Reports ที่ช่วยให้ครูตรวจการบ้าน (รายงาน/บทความ) ของนักเรียนได้สะดวกขึ้นมาก เพราะมันช่วยตรวจเช็คให้อัตโนมัติว่ามีย่อหน้าใดบ้างที่คัดลอกมาจากอินเทอร์เน็ต

กูเกิลบอกว่าเดิมที ครูต้องคัดลอกย่อหน้าที่สงสัยไปเช็คบน Google Search ซึ่งสิ้นเปลืองเวลา ฟีเจอร์ใหม่นี้จะสแกนการบ้านทั้งฉบับและตรวจเช็คให้เลยว่า ย่อหน้าไหนมาจากเว็บใด (ดูภาพประกอบ) โดยเบื้องต้นยังรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ในอนาคตจะขยายไปยังภาษาอื่นๆ เช่น สเปน ฝรังเศส โปรตุเกส ต่อไป

No Description

นอกจากนี้ กูเกิลยังประกาศฟีเจอร์ใหม่อีกอย่างคือ ตรวจเช็คการบ้านของนักเรียนในโรงเรียนเดียวกันเอง ว่าลอกกันมาส่งหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลการบ้านจากฐานข้อมูลของโรงเรียนเองโดยตรง

ฟีเจอร์ใหม่อีกตัวของ Google Classroom คือรองรับระบบการให้คะแนนการบ้านแยกตามหมวดย่อย (ชื่อในวงการศึกษาเรียกว่า Rubric) เพื่อให้นักเรียนรับทราบว่าทำคะแนนได้ดีหรือไม่ดีในด้านใดบ้าง และช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการให้คะแนนด้วย

No Description

ที่มา – Google

from:https://www.blognone.com/node/114260

THUMBSUP SCOOP : New Gen Education วงการศึกษาไทยกดดัน เด็กยุคใหม่นิยมหาความรู้ผ่านโซเชียล

การศึกษาไทยถือเป็นอีกประเด็นที่น่าจับตามอง ในยุคที่วงการการศึกษามีความกดดันสูง และการศึกษาผ่านทางออนไลน์สามารถทำได้ง่ายขึ้นอย่างมาก ขอเชิญคุณผู้อ่านมารู้จักกับเรื่องราวของการศึกษาไทยให้มากขึ้นกับ E-Book เล่มนี้กัน

โดยคุณผู้อ่านสามารถดาวน์โหลด E-Book ของเรา ‘THUMBSUP SCOOP’ ได้ที่ลิงก์นี้เลยครับ -> https://www.thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2019/12/tu-scoop-edu.pdf

หรือจะอ่านจากด้านล่างนี้ทันทีเลยก็ได้ครับ

tu-scoop-edu

คลิปวิดิโอสัมภาษณ์

บทความที่มีอยู่ใน E-Book

from:https://www.thumbsup.in.th/thumbsup-scoop-new-gen-education

ภาพรวมการศึกษาไทย นักเรียน-ผู้ปกครอง เหนื่อยไม่แพ้ครู!

แต่ถ้าสมมุติว่า ต้องมองในมุมคนที่ใช้ระบบผู้ปกครองหรือเด็กเนี่ย พี่ว่า…เครียด เครียดขึ้น สังเกตว่าในบอร์ดเว็บเด็กดีหรือใน Twitter @lataedekd ที่น้องมาปรึกษา แรกๆ ตอนที่พี่ทำงานเว็บเด็กดีตอนแรกๆ ยังไม่ขนาดนี้นะ ทุกวันนี้รู้สึกว่า ทุกคนมานี้ ดราม่าเลย พี่นึกว่าตัวเองเป็น พี่อ้อย พี่ฉอดนะ”

 

การศึกษาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ?

คุณมนัส อ่อนสังข์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ พี่ลาเต้ เด็กดี ได้เล่าถึงวงการศึกษาในแง่มุมของเด็กๆ ที่ผ่านมาว่า จริงๆ ถ้าแบ่ง 2 พาร์ท พาร์ทเรื่องระบบการศึกษาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามันมีความเปลี่ยนแปลง 10 ปีเราเปลี่ยนไป 3 ระบบ ตัวระบบพี่มองว่าวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนเป็นวัตถุประสงค์ที่ดีนะ แต่บางครั้งอาจจะเปลี่ยน โดยที่ไม่ได้ทดลองมันเลยทำให้เกิดปัญหา พอเกิดปัญหา ก็กลับไปใช้แบบเดิม

แต่ถ้าสมมุติว่า ต้องมองในมุมคนที่ใช้ระบบผู้ปกครองหรือเด็กเนี่ย พี่ว่า…เครียด เครียดขึ้น สังเกตว่าในบอร์ดเว็บเด็กดีหรือใน Twitter @lataedekd ที่น้องมาปรึกษา แรกๆ ตอนที่พี่ทำงานเว็บเด็กดีตอนแรกๆ ยังไม่ขนาดนี้นะทุกวันนี้รู้สึกว่า ทุกคนมานี้ ดราม่าเลย พี่นึกว่าตัวเองเป็น พี่อ้อย พี่ฉอดนะ มาปรึกษาแบบเยอะมากเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องเครียด หาทางออกไม่ได้เกี่ยวกับการเรียน-เข้ามหาวิทยาลัย อะไรแบบนี้

แล้วก็ อีกสิ่งหนึ่งที่พี่รู้สึกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เด็กไทยยังเจอไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็คือ เรายังไม่สามารถช่วยให้เด็กไทยค้นหาตัวเองได้เลย เด็กไทยจบ ม.6 พรุ่งนี้จะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ยังนั่งคุกกี้เสี่ยงทายอยู่เลยว่า จะเข้าไปเรียนคณะไหนดี ซึ่ง 10 ปีที่แล้วยังเป็นแบบไหน 10 ปีนี้ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่

คุณมนัส เล่าเสริมว่า สมมุติใน 1 ปีก็จะแบ่งละ เริ่มเปิดเทอมใหม่ๆ ก็จะเริ่มแบบ “พี่ผมเรียนอะไรดี?” พี่ผมขึ้น ม.6 มา บรรยากาศมันไม่เหมือนเดิมแล้ว เพื่อนจะไม่ได้คุยเรื่องกีฬาสีแล้ว คุยเข้าคณะไหนกัน น้องก็จะเริ่มรู้สึกกลัวแล้วเพื่อนมีคณะที่จะเข้าแล้ว แต่เรายังไม่มี อะไรประมาณนี้

น้องก็จะมาปรึกษา ซึ่งพอเราถามว่า เรียนอะไรดี มีข้อมูลอะไรมาให้พี่ช่วยตัดช้อยส์ไหม ก็คือไม่มีบางคนแบบ อันนี้ชอบวิชาอะไร.. ชอบหมด แล้วไม่ชอบวิชาอะไร.. ก็หนูได้หมดอ่ะพี่ คือแบบ เอ๊า! กลายเป็นน้องเทียบเท่ากันหมด คือมันไม่ได้อ่ะครับ ไม่งั้นเราจะไม่รู้เลยว่า อันไหนคือจุดที่ส่องสว่างที่สุด

อีกส่วนหนึ่งก็คือ คุณพ่อ-คุณแม่หลายครอบครัวยังมีเป้าหมายคนละเป้า หลายครั้งซึ่งเป็นตัวกลางให้ ต้องแนะนำว่า ลองเล่าเรื่องนี้ให้พ่อ-แม่ฟัง เดี๋ยววันหลังให้คุณแม่โทรมาคุยกับพี่ดูและทุกครั้งที่เป็นตัวกลาง เราจะรู้เลยว่าพ่อแม่กับเด็กไม่คุยกัน พอแม่ได้รู้ว่าที่ลูกอยากเรียนคณะนี้เพราะอะไรหรือลูกได้รู้ว่าพ่อ-แม่อยากให้เรียนคณะนี้เพราะอะไร คือทุกอย่างคลายหมดเลย

แล้วช่วงที่พีคที่สุดของการปรึกษา จะอยู่ในช่วงการรับสมัคร ด้วยความที่สมัยก่อน ระบบเข้ามหาวิทยาลัยเราก็จะ manual นิดนึงก็ต้องถือใบสมัครเอาไปยื่น แต่ทุกวันนี้ ทุกอย่างมันผ่านเว็บหมด ต้องเข้าไปลงทะเบียน มันก็จะค่อนข้างซับซ้อนนิดนึง เอาง่ายๆ TCAS อย่างนี้ ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมี 5 รอบ ซึ่ง 5 รอบ สมัครกัน ไม่เหมือนกันนะในแต่ละรอบ รอบ 1 มีเกณฑ์ 1 2 3 รอบ 2 มีเกณฑ์ 1 2 3 แต่ละรอบก็จะไม่เหมือนกัน อะไรยังไง พองงเสร็จ ก็เผลอทำผิด เราเองก็จะมีหน้าที่ช่วยตรงนั้น

การเรียนกวดวิชาเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ?

แต่ก่อนเราจะกวดวิชา ก็ต่อเมื่อมันจำเป็นต้องใช้เรียนเพิ่มเกรด เรียนเพื่ออุดจุดอ่อน เรียนเพื่อต้องใช้รู้สึกว่าคนที่ไปเรียนกวดวิชา อายุจะน้อยลงเหมือนเราเรียนกวดวิชาตั้งแต่เด็ก แต่ก่อนนะ รุ่นพี่อ่ะ เรียนส่วนใหญ่เริ่มจาก ม.ปลาย หมด ถ้าเรียนกวดวิชานะ แต่ทุกวันนี้พี่รู้สึกว่า ม.ต้น ก็เริ่มเอาแล้ว

คุณมนัส กล่าวเสริมว่า หนึ่งสิ่งที่เราเห็นเลยนะ คือว่า เรากวดวิชาตั้งแต่เด็กอาจจะด้วยความที่ต้องการปูพื้นฐาน และสองที่เห็นว่าคนเรียนกวดวิชาน้อยลงอาจจะเพราะว่า เขาเรียนอยู่บ้าน เรียนผ่าน YouTube เรียนผ่านกลุ่มอะไรของเขา อีกกลุ่มหนึ่งพี่รู้สึกว่ากำลังมาในเทรนด์กวดวิชาคือเรียนแบบตัวต่อตัว พี่รู้สึกว่ามีน้องสนใจเยอะนะ 

โดยเฉพาะน้องที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแล้วมาสอนแอบเห็นเขาโพสต์ใน Instagram ที่พี่ติดตามอยู่ เห้ย มีลูกศิษย์มาเรียนกันแบบตัวต่อตัว หรือเรียน 3 คนต่อรุ่นพี่ 1 คน เทรนด์แบบนี้กำลังมา

อันนี้พี่เคยถามเขาเหมือนกันว่า ทำไมอยากเรียนแบบนี้เขาบอกว่า หนึ่งคือชอบตัวของคนสอนที่รู้สึกว่าเราตามเขามาตั้งแต่เขาอยู่ ม.6 แล้วรู้สึกแบบ โห คะแนนที่ออกมา พี่คนนี้คือเทพมาก คือได้คะแนนเยอะแล้วมีเทคนิคมาบอกบ่อยๆ 

“เราก็เลยรู้สึกอยากเรียนกับเขา อีกอย่างหนึ่งคือ น้องๆ เขาสามารถเลือกได้ว่า เออพี่คนนี้ ไลฟ์สไตล์เป็นเหมือนเรา กินเก่ง ไม่ได้เรียนแบบเครียดๆ ไปเรียนกับพี่เขาดีกว่าที่สำคัญคือ ด้วยความที่ระบบในปัจจุบันมันเปลี่ยน” คุณมนัส กล่าว

อย่างเข้ามหาวิทยาลัยอย่างนี้ ข้อสอบ GAT อย่างนี้ เพิ่งมาคนที่จะเข้าใจข้อสอบ GAT ได้มากก็คือพี่ๆ กลุ่มนี้แหละอาจารย์กวดวิชาก็คือเขาเข้าใจนะ แต่ว่าพี่คนนี้เป็นรุ่นที่เข้าไปสอบเองเลย เป็นคนที่อ่านหนังสือแบบบุกเบิกกับข้อสอบ GAT ข้อสอบ PAT มาเอง

ดังนั้น เรียนกับพี่คนนี้น่าจะเก็ทกว่า และอีกอันนึงที่รู้สึกว่า น้องใช้เหตุผลนี้ในการเรียนพิเศษนั่นคือเรียนน้อย มันทำให้กล้าถาม บางทีเรานั่งกันแบบหลายๆ คนในห้อง สงสัยก็ไม่กล้าถามแล้วเรียนกันตัวต่อตัว มันมี contact ไปติดต่อหลังไมค์ได้ ตรงนี้ไม่เข้าใจก็ถามต่อ

ต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้สร้างคอนเทนต์เก่ง เอาง่ายๆ หนังสือที่เขาให้อ่านเวลาเข้ามหาวิทยาลัย ไปเรียนพิเศษมาก็ short note ตัว short note เด็กชอบมากเพราะรู้สึกแบบ นี่มันคือคัมภีร์ที่พี่เขาคัดมาแล้วว่าตรงไหนออกแชร์ใน Twitter คน retweet เยอะมากก็กลายเป็นสิ่งที่เขา short note มา มันออกตรงเป๊ะเลยอะไรแบบนี้ ก็จะยิ่งสร้างผู้ติดตาม/Followers 

คุณมนัส กล่าวว่า ทุกวันนี้บอกเลยว่า น้องๆ หลายๆ คน คือที่รู้จักนะ เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัย สอนพิเศษหมดคือไม่สอนกันเล่นๆ นะ สอนกันจริงจังคือกลางวันเรียน เย็นๆ น้องๆ ม.ปลายเลิกเรียนก็มานั่งสอนกันใต้ต้นไม้ ใต้ตึกเรียน ก็ถือว่าเขาก็ได้ฝึกหารายได้แล้วน้องๆ ก็ได้ประโยชน์จากตรงนี้ด้วย

แก้ปัญหาการศึกษา ควรเริ่มจากตรงไหน?

ถ้าสมมติจะให้แก้ พี่อยากให้มันครบองค์คือมันเป็นระบบที่มีหลายองค์ ก็ให้มันครบองค์ ให้มาคุยกันระบบหรืออะไรที่เกี่ยวกับการศึกษา เด็กคือคนที่ลงสนามแข่งขัน แต่ไม่เคยเรียกเด็กไปคุย ในโต๊ะประชุม ไม่เคยมีเด็ก ทั้งๆ ที่กฎกติกาเนี่ย ออกมาเพื่อเด็ก แต่ผู้ใหญ่จะมองเองว่า แบบนี้แหละดี เข้าใจว่าเด็กคิดว่าแบบนี้ดี ไม่ได้ถามเด็กจริงๆ แล้วถามเด็กมันจะลึกไปอีกนะ 

คุณไปถามโรงเรียนไหนโรงเรียนที่ปล่อยเกรด คุณก็จะได้อีกระบบนึง ถ้าคุณไปถามโรเงรียนที่กดเกรดโรงเรียนที่เทคโนโลยีเข้าไม่ถึง คุณก็จะได้อีกระบบนึง มันเลยรู้สึกว่ามันต้องมาให้ครบองค์

from:https://www.thumbsup.in.th/dek-d-talk-education-thailand

คุยปัญหาของครูไทย กับ insKru ผู้ทำแพลตฟอร์มแชร์ไอเดียการสอน

เรื่องของการศึกษา ที่หลายคนมองว่ามีปัญหาในแง่มุมของผลผลิตทางความรู้นั้น แน่นอนว่า “ครู” ผู้เป็นต้นแบบของเด็กนักเรียน ย่อมถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น การปรับความรู้ของครูให้ทันกับยุคสมัย ความเข้าใจในตัวเด็กนักเรียนทั้งในแง่ความรู้และสภาพจิตใจ ต่างก็เป็นเหตุผลสำคัญในด้านรากฐานที่จะพัฒนาขีดความสามารถของครูให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

thumbsup ได้พูดคุยกับ นะโม – ชลิพา ดุลยากร ผู้ร่วมก่อตั้ง insKru แพลตฟอร์มด้านการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการสอนระหว่างครูที่จะมาเปิดเผยแง่มุมต่างๆ ให้เราได้ทราบกัน

 

insKru คืออะไร ?

ชลิพา : เป้าหมายหลักๆ ก็คือเราอยากเปลี่ยนแปลงห้องเรียนทั่วประเทศให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างมีความสุข มีคุณภาพจากคุณครูของพวกเขาเอง

สิ่งที่เราค้นพบก็คือว่า จริงๆ แล้วอ่ะ คุณครูก็อยากจะทำห้องเรียนของเขาให้ดีที่สุดแหละ แต่บางทีก็อาจจะโดนดึงเวลาจากภาระงาน เอกสารต่างๆ ที่เอาครูออกจากนอกห้องเรียนบ้าง

บางทีก็หมดไฟจากระบบประเมินต่างๆ มันไม่ได้ support ตรงที่เขาทำหน้าที่ในห้องเรียนจริงๆ อย่างที่ 3 เขาอาจจะไม่มีไอเดีย ทำยังไงดี สิ่งที่เราทำก็คือ เรามองว่า จริงๆ แล้วไม่ต้องเป็นคาบเรียนของเมืองนอกเลย จริงๆ ในประเทศไทยก็มีคาบเรียนดีๆ ของคุณครูอยู่หลายคน ที่ซุกซ่อนอยู่

แต่จริงๆ มันขาดแค่พื้นที่ที่ให้ไอเดียเหล่านี้ ได้ส่งต่อสู่ห้องเรียนคนอื่นๆ เราก็เลยมุ่งที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ ผ่านแพลตฟอร์ม 3 อย่าง ก็มีตัวเว็บไซต์ http://www.inskru.com คือครูสามารถมาเข้าเขียนไอเดีย เทคนิคต่างๆ ของเขาได้เลย

แล้วก็มีตัวเพจ insKru พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอน เพื่อที่จะเอาไอเดียจากเขาเนี่ย ทำให้เป็น infographic น่ารักๆ หรือมาสรุปอย่างนี้ กระจายต่อ ทำให้มันแมสขึ้น ส่วนสุดท้ายก็คือ เวิร์คชอป-ออฟไลน์ สร้างพื้นที่ให้ครูจัด Event ได้มาเจอกัน มาแลกเปลี่ยนของกันผ่านทางออฟไลน์แล้วได้ติดสกิลใหม่ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทำอย่างไรให้เกิดความคิดสร้างสรรค์หรือการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ในคาบเรียนอย่างนี้อ่ะค่ะ

 

ทำไม “คาบเรียน” ถึงเป็นหัวใจสำคัญของห้องเรียน ?

ชลิพา : จริงๆ แล้ว (คาบเรียน-วิธีการสอน) มันก็เปลี่ยนทุกอย่างเลยนะคะ ถ้าครูเปลี่ยนวิธีการสอน เด็กก็จะเปลี่ยนเลยจากที่มานั่งเรียนแบบ passive มาป้อนผลที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กคนนี้ก็จะออกไปจากระบบการศึกษาแบบรับใช่ไหมคะ

แต่ถ้าครูเปลี่ยนคาบเรียน ให้เขารู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น ให้เขาได้มี Engagement ให้เขาได้แสดงทักษะต่างๆ สุดท้ายสิ่งที่ทำทั้งหมดที่ทำกับคาบเรียน มันก็คือ เด็กคนนี้ที่จะออกมาสู่สังคมต่อไปก็เลยรู้สึกว่าคาบเรียนถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากๆ ทุกอย่างมันสะท้อนห้องเรียน-สังคม ทุกอย่างเลยค่ะ

 

ปัญหาที่คุณครูในระบบพบบ่อย ?

ชลิพา : มีเรื่องระบบผลิตครู ที่รู้สึกว่าเหมือนก็ยังเดิมๆ อยู่การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาที่คุณครูได้เรียนมันก็เป็นแบบเน้นการเรียนการสอนแบบเน้นการบรรยาย แต่คุณบอกให้ครูมาทำ Active Learningคุณครูเขาก็ยังไม่เห็นตัวอย่างมากพอ ที่จะมาทำห้องเรียนของเขาได้ อีกอันก็เป็นเรื่องของระบบประเมินครูเขาก็ยังประเมินครูจากเอกสารมากมายที่มันไม่ได้บ่งบอกเลยว่าครูคนนี้เป็นยังไงจริงๆ ห้องเรียนของเขาเป็นอย่างไร

มันกลายเป็นว่า มันมีอะไรไม่รู้ 13 ตัวชี้วัดครูก็ต้องไปหารูปที่เขาทำ งานจิตอาสามาใส่ๆๆ ทำให้คุณครูเจ็บปวดพอสมควร เขาเป็นระบบราชการ มันจะมีความเป็นลำดับขั้นอยู่นะ แล้วครูใหม่ที่เข้ามาก็โดนครูแก่ๆ บอกว่า ฉันทำมาเยอะแล้ว ทำสิ อย่างนี้ มันก็งานล้น โดนกดขี่มีความ Top-Down ที่ข้างบนโยนเอกสารมามากมายจริงๆ มองว่าจากที่เราทำตรงนี้ มันก็เห็นความหวังว่าสมมุติว่าเราแก้ระบบไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือการสร้าง Awareness ให้ได้มากที่สุดให้กับผู้ปกครอง ให้ทุกคนที่อยู่ใน Stakeholders การศึกษาได้มาชวนกันคิดกันว่า

เราอยากเห็นเด็กแบบไหน เติบโตเป็นคนแบบไหนในสังคมและเราก็มาถามต่อว่าโรงเรียนต้องเป็นแบบไหนล่ะ พ่อแม่ต้องเป็นแบบไหนล่ะ คุณครูต้องเป็นแบบไหนล่ะแล้วพอเราอัปเดตตรงนี้ให้ทุกคนเท่าๆ กัน เราคิดว่ามันก็จะเป็นแรง movement มหาศาลที่น่าจะทำให้ระบบเปลี่ยนแปลงด้วยอ่ะค่ะ

 

การศึกษาในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ?

ชลิพา : ในอนาคต เอาเป็นคาดหวังละกัน อยากให้เปลี่ยนจากการเน้นที่ความรู้ (Knowledge) เป็นเน้นที่ทักษะ (Skill) หรือที่ลักษณะเฉพาะ (Characteristic) ของเด็กมากกว่า เราอยากเห็นแบบไหนออกไปสู่สังคมมันคงไม่ใช่เราอยากเห็นเด็กฟิสิกส์เรื่องนี้ เรื่องนี้ เรื่องนี้แต่มันคงเป็นแบบ เราอยากสร้างเด็ก Character แบบไหนออกสู่สังคม เราอยากให้เด็กมีทักษะแบบไหนที่ไปสู่การทำงานซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง มันก็ไม่สามารถวัดแบบเดิมได้แล้ว ไม่สามารถทำการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบเดิมได้แล้วหรือวัด O-NET แบบนั้น หรือว่าการประเมินครู มันไม่สามารถประเมินครู จากการที่คุณให้ตัวชี้วัดแบบนี้ได้แล้ว

 

from:https://www.thumbsup.in.th/teacher-with-inskru-platform