คลังเก็บป้ายกำกับ: EDIFIER

5 หูฟังตัดเสียงรบกวนตัวเด็ด ฟังเพลงเพลินไม่มีใครขัด อัพเดทปี 2022

มีหูฟังตัดเสียงรบกวนติดกระเป๋าเอาไว้สักตัว ฟังเพลงโปรดได้เพลินๆ ไม่ต้องโดนเสียงแทรก!

tws cover

หูฟังตัดเสียงรบกวนในปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะเทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวนที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ใช้หลายๆ คนหาซื้อหูฟังตัดเสียงมาฟังเพลงได้ง่าย ซึ่งถ้าใครชอบฟังเพลงตอนเเดินทางให้เข้าบรรยากาศหรือฟังเพลงที่ชอบให้ได้อารมณ์และสมาธิตอนทำงานในออฟฟิศก็น่าจะชื่นชอบหูฟังนี้ไม่น้อย

Advertisementavw

ในตอนนี้ ถ้าจะหาหูฟังตัดเสียงดีๆ เอาไว้ทั้งฟังเพลงและโทรติดต่องานแล้วจะลงทุนซื้อของดีมาใช้จะได้อยู่กันยาวๆ ไม่ต้องเปลี่ยนอีกสักพักนั้น ในตอนนี้แบรนด์ชั้นนำผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ชั้นนำก็พากันเข็นหูฟัง True Wireless พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนราคาหลักพันต้นถึงปลายออกมาให้เลือกหลากหลายรุ่นพร้อมอัดฟีเจอร์ล้ำสมัยมาให้อีกเพียบ

หูฟังตัดเสียงรบกวน

5 หูฟังตัดเสียงรบกวนน่าโดน ตัดเสียงคม ฟังเพลงเพลิน

หากจำกันได้ ผู้เขียนเองก็เคยแนะนำหูฟัง True Wireless ไปเมื่อต้นปีที่แล้วพร้อมแนะนำวิธีเลือกหูฟัง True Wireless ด้วย แล้วในปี 2022 นี้จะมีหูฟังตัดเสียงรุ่นไหนน่าซื้อมาฟังเพลงบ้าง? ในบทความนี้ผู้เขียนมีรุ่นน่าสนใจมาแนะนำทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. AUKEY EP-N6 (2,290 บาท)
  2. EDIFIER TWS NB2 PRO (2,490 บาท)
  3. HUAWEI FreeBuds Pro (3,890 บาท)
  4. Beats Studio Buds (5,500 บาท)
  5. Sony WF-1000XM4 (8,990 บาท)
1. AUKEY EP-N6 (2,290 บาท)

aukey

ถ้าพูดถึง AUKEY เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คนน่าจะคิดถึงปลั๊กชาร์จไวหรือ Power Bank ที่ใส่ฟีเจอร์เด็ดๆ มาให้ผู้ใช้ได้ใช้งานกัน แต่หูฟังตัดเสียงรุ่น AUKEY EP-N6 รุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นรุ่นน่าสนใจที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โดยหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตด้วย Bluetooth 5.1 แบบแยกหูซ้ายขวา ส่วนไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation ลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้มากถึง 32 เดซิเบล ไมโครโฟนเป็นแบบ MEMS ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz ใช้งานต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้อีก 4 ครั้ง สุทธิ 22 ชั่วโมง ถ้าปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C รองรับ Gesture Control กับ Siri, Google Assistant รวมทั้งกันน้ำและฝุ่นระดับ IPX5 ด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากได้หูฟังตัดเสียงรบกวนดีๆ ไว้ใช้สักตัวอาจจะเริ่มจาก AUKEY รุ่นนี้ก่อนเลยก็ได้

สเปคของ AUKEY EP-N6
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.1 แบบแยกหูซ้ายขวา
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Hybrid Active Noise Cancellation ลดเสียงรบกวนได้ 32 เดซิเบล
  • ไมโครโฟนเป็นแบบ MEMS ตอบสนองความถี่ 100 Hz – 10 kHz
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้อีก 4 ครั้ง สุทธิ 22 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C
  • รองรับ Gesture Control กับ Siri, Google Assistant
  • ราคา 2,290 บาท (AUKEY LazMall)
2. EDIFIER TWS NB2 PRO (2,490 บาท)

edifier tws nb2pro 01

หลังจากผลิตลำโพงคอมพิวเตอร์คุณภาพดีออกมาอย่างต่อเนื่องแล้ว EDIFIER ก็เปิดตัวหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่น EDIFIER TWS NB2 PRO ที่ดีไซน์ดูสวยล้ำสมัยและรองรับ Game Mode ทำให้ดูหนังหรือเล่นเกมได้แล้วภาพกับเสียงไม่มีดีเลย์ ปรับตั้งค่าหูฟังได้ด้วยแอพฯ Edifier Connect ที่มีให้โหลดไปใช้งานทั้งใน iOS, Android ส่วนการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตใช้เป็น Bluetooth 5.0 กันน้ำและฝุ่นระดับ IP54 ส่วนหูฟังติดตั้งไดรเวอร์ 10 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz มีโหมด Statial Sound ไมค์คู่พร้อมใช้ตัดเสียงรบกวน ENC และมี In-Ear Detection ถ้าถอดหูฟังออกแล้วเพลงจะหยุดเล่นอัตโนมัติ สามารถใช้ฟังเพลงแบบเปิดฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนได้ 7 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้รวมทั้งสิน 25 ชั่วโมง ถ้าปิดระบบตัดเสียงรบกวนใช้ได้ 9 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้รวมทั้งสิ้น 32 ชั่วโมง มีฟีเจอร์ชาร์จไว 15 นาทีฟังเพลงได้ 2 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C ซึ่งถ้าใครเคยใช้ลำโพงของ Edifier แล้วมั่นใจคุณภาพเสียงของหูฟังตัวนี้ก็แนะนำให้ซื้อหูฟังนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Edifier TWS NB2 Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 มี Game Mode, ANC แบบ ENC
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 10 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz
  • ไมโครโฟนคู่พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ANC แบบ ENC
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 7 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสได้สุทธิ 25 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 9 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 32 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C
  • ตั้งค่าได้ด้วยแอพฯ Edifier Connect
  • ราคา 2,490 บาท (425Degree)
3. HUAWEI FreeBuds Pro (3,890 บาท)

huawei freebuds pro device switch 1

HUAWEI FreeBuds Pro รุ่นนี้แม้จะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนที่เปิดตัวมาสักพักแล้ว แต่จากสเปคและฟีเจอร์ที่ HUAWEI ใส่มาให้ใช้งานต้องถือว่ายังจัดเต็มไม่แพ้กับหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่นใหม่ๆ เลย เพราะทาง HUAWEI ติดตั้ง Bone Sensor ทำงานคู่กับไมโครโฟนอีก 3 ตัว มีโหมดตรวจจับเสียงภายนอกเพื่อตัดเสียงรบกวน เป็น ANC แบบไดนามิคและรองรับการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกันและกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 ควบคุมและตั้งค่าโดยแอพฯ HUAWEI AI Life รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS

ตัว HUAWEI FreeBuds Pro รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.2 ไดรเวอร์มีขนาด 11 มม. แบบไดนามิคพร้อมไมโครโฟนที่ HUAWEI ปรับแต่งมาพร้อมใช้ถ่าย Vlog ได้สบายๆ รองรับ Gesture Control เพื่อควบคุมเวลาฟังเพลงหรือเปิดปิดระบบตัดเสียงรบกวน สามารถใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 4 ชั่วโมงเมื่อเปิดฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ถ้าปิดใช้งานได้นาน 7 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 30 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้หูฟังด้วยสาย USB-C หรือระบบชาร์จไร้สายก็ได้ จัดเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนที่ให้ฟีเจอร์มาครบเครื่องน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง

สเปคของ HUAWEI FreeBuds Pro
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 ติดตั้ง Bone Sensor ทำงานคู่กับไมโครโฟนอีก 3 ตัว
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดนามิคขนาด 11 มม. 
  • ไมโครโฟนคู่ ปรับแต่งมาพร้อมใช้ถ่าย Vlog ได้
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 4 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 7 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 30 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สาย
  • ตั้งค่าได้ด้วยแอพฯ HUAWEI AI Life
  • ราคา 3,890 บาท (Jaymart LazMall)
4. Beats Studio Buds (5,500 บาท)

 

MJ503

Beats Studio Buds รุ่นนี้ถือเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนในเครือ Apple สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง iPhone และสมาร์ทโฟน Android โดยผู้เขียนได้ทดลองฟังเพลงด้วยหูฟังนี้มาก่อนหน้าแล้ว พบว่าเสียงของ True Wireless ตัวนี้มิติเสียงถือว่าดีกว่า Beats รุ่นก่อนๆ ในอดีตและไม่มีอาการเบสบวมแล้วและสเตจถือว่ากว้างกำลังดีอีกด้วย ด้านหูฟังตัวนี้เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth Class 1 ติดตั้งไดอะแฟรมคู่เพื่อให้เสียงเพลงมีมิติและได้เสียงเคลียร์ฟังชัดกับไมค์แบบ Beamforming คู่ ช่วยตัดเสียงรบกวนแบบ ANC หรือจะกดเพื่อเปิดให้เสียงภายนอกเข้าก็ได้ และข้อดีคือไมค์ของ Beats Studio Buds รุ่นนี้จะได้คุณภาพเสียงดีฟังชัดเจน ทำให้เวลาโทรติดต่องานก็สามารถพูดคุยกับคู่สนทนาปลายสายได้ชัดเจน ด้านการใช้งานสามารถฟังเพลงต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 5 ชั่วโมง ถ้าปิดใช้ได้ 8 ชั่วโมง วนชาร์จในเคสแล้วใช้งานได้นานสุด 24 ชั่วโมง รองรับการชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัวหูฟังด้วยสาย USB-C และยังกันน้ำกันฝุ่นระดับ IPX4 อีกด้วย 

สเปคของ Beats Studio buds
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth Class 1 ติดตั้งไมโครโฟน Beamforming ไว้ตัดเสียงรบกวน
  • ไดรเวอร์หูฟังแบบไดอะแฟรมคู่ ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น
  • ไมโครโฟนคู่ พูดคุยเสียงฟังชัดเจนแบบ Beamforming
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 5 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 8 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชั่วโมง ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C 
  • ราคา 5,500 บาท (Wemall Lazmall)
5. Sony WF-1000XM4 (8,990 บาท)

sony

Sony WF-1000XM4 รุ่นนี้จะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนภาคต่อของรุ่น WF-1000XM3 ที่ Sony เปิดตัวมาก่อนหน้านี้ โดยทาง Sony จัดการลดขนาดของเคสชาร์จให้เล็กลงเล็กน้อยให้พกพาได้สะดวกแล้วใส่ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนมาให้แบบจัดเต็มเช่นเดิม ดดยฟีเจอร์เด่นของ WF-1000XM4 ได้แก่ระบบตัดเสียงรบกวน Digital ANC ที่ใช้ชิป Integrated Processor V1 เข้ามาช่วยตัดเสียงและปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและมี Bone-conduction ตรวจจับการสั่นสะเทือนจากเสียงของเราเพื่อตัดเสียงภายนอกและให้เน้นให้เสียงพูดของเราฟังชัดเจน, มี DSEE Extreme ช่วยยกระดับเสียงเพลงให้คุณภาพเสียงดียิ่งขึ้น, ฟีเจอร์ Speak-to-Chat เมื่อคุยกับคู่สนทนาแล้วหูฟังจะหยุดเล่นเพลงชั่วคราวแล้วกลับมาเล่นเพลงต่อโดยอัตโนมัติและตั้งค่าการทำงานได้ด้วยแอพฯ Sony | Headphone Connect รองรับทั้ง Android และ iOS และกันน้ำกับฝุ่นระดับ IPX4 อีกด้วย

สเปคของหูฟังตัวนี้จะรองรับการเชื่อมต่อกับมือถือหรือแท็บเล็ตด้วย Bluetooth 5.2 โดยเชื่อมต่อแยกหูซ้ายขวา รองรับ Google Fast Pair เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน Android และพีซีระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างรวดเร็ว ใช้ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. ตอบสนองความถี่ 20 Hz – 20 kHz  รองรับ Google Assistant และ Alexa สามารถฟังเพลงต่อเนื่องแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 8 ชั่วโมง ถ้าปิดจะใช้ได้ 12 ชั่วโมง รวมวนชาร์จในเคสจะใช้งานได้ 24 ชั่วโมง รองรับชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้ 60 นาที สามารถชาร์จแบตเตอรี่คืนให้ตัวหูฟังได้ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สายก็ได้ จัดว่าเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนคุณภาพสูงที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับคนที่ต้องการคุณภาพเสียงแบบจัดเต็ม

สเปคของ Sony WF-1000XM4
  • เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 แบบแยกหูซ้ายขวา รองรับ Google Fast Pair
  • ไดรเวอร์หูฟังขนาด 6 มม. ตอบสนองความถี่ที่ 20 Hz – 20 kHz มี DSEE Extreme
  • ฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Digital ANC ใช้ชิป Integrated Processor V1 เข้ามาช่วยตัดเสียงและปรับเสียงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและมี Bone-conduction
  • ไมโครโฟนมีฟีเจอร์ Speak-to-Chat หยุดเล่นเพลงชั่วคราวเมื่อคุยกับคู่สนทนาและเล่นเพลงต่อเมื่อคุยเสร็จ
  • ใช้งานแบบเปิดระบบตัดเสียงรบกวนได้ 8 ชั่วโมง ปิดระบบตัดเสียงรบกวนจะเพิ่มเป็น 12 ชั่วโมง รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชั่วโมง รองรับชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้ 60 นาที
  • ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย USB-C หรือชาร์จไร้สาย
  • รองรับ Gesture Control กับ Google Assistant, Alexa
  • ราคา 8,990 บาท (Sony Thailand)

สรุปสเปค 5 หูฟังตัดเสียงรบกวนตัวเด็ด ฟังเพลงเพลินได้ใจไม่มีใครรบกวน

สายฟังเพลงที่กำลังมองหาหูฟังตัดเสียงรบกวนตัวใหม่หรือจะอัพเกรดจากตัวเดิมมาเป็นรุ่นสเปคเด็ด ตัดเสียงเทพสำหรับปี 2022 นี้ ต้องถือว่ามีตัวเลือกให้เลือกมากมายทีเดียว โดยรุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำทั้ง 5 รุ่นถ้าสรุปสเปคแล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟังตัดเสียงรบกวน การเชื่อมต่อ ไดรเวอร์ ไมค์และการตัดเสียง แบตเตอรี่และการชาร์จ ราคา
AUKEY
EP-N6
Bluetooth 5.1
แยกการเชื่อมต่อหูซ้าย, ขวา
ไดนามิค
10 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz

MEMS
100 Hz – 10 kHz

Hybrid Active Noise Cancellation

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
4 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 22 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 35 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C

2,290 บาท
Edifier TWS NB2 Pro Bluetooth 5.0

ดีเลย์ต่ำ มี Game Mode

ไดนามิค
10 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz

ไมโครโฟนคู่

มี ANC
แบบ ENC

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 25 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 9 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 32 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C

2,490 บาท
HUAWEI FreeBuds Pro Bluetooth 5.2 ไดนามิค
11 มม.
ไมค์คู่ ปรับแต่งมาเพื่อถ่าย Vlog

ติดไมค์ 3 ตัวเพื่อตัดเสียงรบกวนและมี Bone Sensor

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
4 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 7 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 30 ชม.

ชาร์จด้วย
USB-C หรือชาร์จไร้สาย

3,890 บาท
Beats Studio Buds Bluetooth Class 1 ไดอะแฟรมคู่ ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น ไมค์ Beamforming คู่ ใช้สนทนาและตัดเสียงรบกวนได้ในตัว เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
5 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 8 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง

ชาร์จด้วย
USB-C

5,500 บาท
Sony
WF-1000XM4
Bluetooth 5.2

Google
Fast Pair

ไดรเวอร์ 6 มม.

ตอบสนองความถี่
20 Hz – 20 kHz มี DSEE Extreme

ไมค์พร้อมฟีเจอร์ Speak-to-Chat

Digital ANC ใช้ชิป Integrated Processor V1

Bone-conduction sensor

เปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้
8 ชม.

ปิดตัดเสียงรบกวน
ฟังเพลงได้ 12 ชม. รวมชาร์จในเคสได้ 24 ชม.

ชาร์จไว 5 นาทีฟังเพลงได้ 60 นาที

ชาร์จด้วย
USB-C หรือชาร์จไร้สาย

8,990 บาท

จะเห็นว่าหูฟัง True Wireless พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนนั้นมีให้เลือกตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนหลักพันปลายและแต่ละรุ่นก็จะมีฟีเจอร์เด่นแตกต่างกันไป ถ้าใครต้องการเปลี่ยนหูฟังใหม่เอามาฟังเพลงตอนทำงานหรือระหว่างเดินทางก็เลือกจากทั้ง  5 รุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำเลยก็ได้ หรือจะดูเป็นแนวทางแล้วไปลองเลือกที่ร้านขายหูฟังโดยเฉพาะแล้วทดลองฟังเพลงก่อนว่าหูฟังรุ่นที่เราสนใจเป็นแนวเสียงแบบที่เราชอบหรือไม่ค่อยตัดสินใจซื้อก็ได้เช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

tws 2 cover

tws cover

from:https://notebookspec.com/web/633343-5-anc-tws-for-music-lover

รีวิว EDIFIER NeoBuds Pro หูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวน เสียงดี คุณภาพเสียงระดับ Hi-Res งานดี สมกับราคา 3,990 บาท

รีวิวหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวน EDIFIER NeoBuds Pro ที่มา […] More

from:https://www.iphonemod.net/review-edifier-neobuds-pro-imod.html

6 หูฟังไอโฟนไร้สายน่าโดน ฟังเพลงเพลินไม่มีสายมารุงรัง! เริ่มแค่ 1,599 บาทเท่านั้น!

จะซื้อหูฟังไอโฟนใหม่สักตัวไม่ต้องหาแบบมีสายแล้ว ยุคนี้ True Wireless Earphone ดีๆ ราคาไม่แพงมีเยอะเลย!

tws cover

ถ้าใครเป็นแฟนคลับ Apple และใช้ iPhone มาตลอด จะจำได้ว่าตอนซื้อมือถือมาจะได้หูฟังไอโฟนแบบมีสายแถมมาให้ในกล่องด้วย แต่ตอนนี้เมื่อ Apple ไม่แถมหูฟังมาให้ในกล่องแล้วเปิดตัวหูฟัง True Wireless อย่าง AirPods ออกมา ฝั่งผู้ใช้เองก็หันมาใช้หูฟังไร้สายแบบนี้มากขึ้นและค่อยๆ แพร่หลาย ประกอบกับมีผู้ผลิตจากหลายๆ แบรนด์พากันเปิดตัวหูฟังประเภทนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องแล้วราคาจับต้องได้อีกด้วย เลยทำให้หูฟังประเภทนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่สำหรับไอโฟน นอกจาก AirPods ของ Apple เองแล้ว ก็มีหูฟังอีกหลายแบรนด์น่าสนใจให้เลือกซื้อไปใช้ฟังเพลงและโทรติดต่องานได้สะดวกขึ้นด้วย และข้อดีของหูฟังแบบ True Wireless คือ หูฟังประเภทนี้เมื่อไม่มีสายไฟเชื่อมต่อระหว่างหูฟังกับสมาร์ทโฟนแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่าสายจะรกรุงรังและไม่เกิดอุบัติเหตุอย่างสายไฟไปคล้องโดนข้าวของต่างๆ แล้วดึงมือถือให้หลุดจากกระเป๋าแล้วตกกระทบพื้นเสียหายอีกด้วย

หูฟังไอโฟน

แต่ก่อนจะเลือกซื้อหูฟัง True Wireless ใหม่มาใช้สักตัว นอกจากรู้สเปคของหูฟังแล้วผู้เขียนก็แนะนำให้ดู Codec เสียงที่ไอโฟนรองรับด้วยว่ารองรับตัวไหนบ้าง ซึ่งถ้าอิงตามหน้าสเปคของ iPhone 13 แล้ว Codec ที่มือถือเครื่องนี้รองรับจะเป็นดังนี้

  • Audio Format support รองรับ AAC‑LC, HE‑AAC, HE‑AAC v2, Protected AAC, MP3, Linear PCM, Apple Lossless, FLAC, Dolby Digital (AC‑3), Dolby Digital Plus (E‑AC‑3), Dolby Atmos, and Audible (formats 2, 3, 4, Audible Enhanced Audio, AAX, and AAX+)
  • รองรับ Spatial audio

ถ้าไล่จากรายชื่อ Audio Format ที่ไอโฟนรองรับ จะเห็นว่ารองรับ Codec หลักๆ ครบถ้วน เช่น AAC, MP3, Lossless, FLAC แต่จะเห็นว่ารองรับระบบเสียงของ Dolby หลายตัว รวมไปถึง Dolby Atmos และ Spatial audio อีกด้วย

6 หูฟังไอโฟนไร้สายน่าโดน ฟังเพลงเพลินชัวร์!

ถ้าใครซื้อไอโฟนเครื่องใหม่มาใช้หรือสายหูฟังอันเก่าที่มีอยู่โทรมจนไม่น่าใช้แล้ว ส่วนตัวผู้เขียนก็แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้หูฟัง True Wireless ไปเลย เพราะตอนนี้ราคาของหูฟังไร้สายประเภทนี้ราคาก็ถูกลงเรื่อยๆ และมีรุ่นน่าใช้งานให้เลือกเต็มไปหมดอีกด้วย โดยรุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำจะมีดังนี้

  1. Soundpeats Air3 (1,599 บาท)
  2. Edifier TWS200 Plus (1,990 บาท)
  3. Jabra Elite 3 (2,990 บาท)
  4. Fender Tour (3,690 บาท)
  5. Sony WF-1000XM3 (5,990 บาท)
  6. B&O Beoplay E8 Gen3 (12,900 บาท)
1. Soundpeats Air3 (1,599 บาท)

1a450c4c06e38c4e0121bc524d7c41c1

ถ้าใครหาหูฟังไอโฟนไร้สายคุณภาพดีแต่ราคาเป็นมิตรมาฟังเพลงล่ะก็ Soundpeats Air3 นั้นถือเป็นหูฟังไร้สายที่ดีรุ่นหนึ่ง ซึ่งโทนเสียงจะได้ออกโทนอุ่นฟังสบายและเบสหนักแน่นกว่ารุ่น TrueAir2 จนสื่อต่างประเทศหลายเจ้าชื่นชมและแนะนำว่าถ้าจะซื้อ True Wireless ดีๆ มาใช้แล้วไม่อยากซื้อ AirPods ล่ะก็ จะขยับมาใช้แบรนด์นี้เลยก็ดีเช่นกัน

ดีไซน์หูฟังตัวนี้จะเป็นแบบ Earbuds ใส่ไดรเวอร์ขนาด 14.2 มม. มาให้ในตัว มีชิป Qualcomm QCC3040 รองรับ Codec อย่าง SBC, aptX, aptX Adaptive เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.2 รองรับโปรไฟล์ HSP, HFP, A2DP, AVRCP ครบถ้วน ส่วนค่า Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมงและเอากลับไปชาร์จในเคสจนแบตเตอรี่เต็มได้อีก 2 รอบ ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่กลับให้ตัวเคสและหูฟังจะชาร์จผ่านสาย USB-C

สเปคของ Soundpeats Air3
  • หูฟังดีไซน์ Earbuds ไดรเวอร์ขนาด 14.2 มม. ติดตั้งชิป Qualcomm QCC3040 รองรับ Codec อย่าง SBC, aptX, aptX Adaptive
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.2 รองรับโปรไฟล์ HSP, HFP, A2DP, AVRCP
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีก 2 รอบ
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C
  • ราคา 1,599 บาท (Soundpeats Official Shopee Mall)
2. Edifier TWS200 Plus (1,990 บาท)

EDIFIER TWS200 1

ชื่อของ Edifier นั้นจะโด่งดังในฐานะของลำโพงคอมพิวเตอร์ที่ได้เรื่องเสียงดี เบสแน่น แต่เมื่อเร็วๆ นี้ทางบริษัทก็เปิดตัวหูฟัง True Wireless ออกมาให้เลือกซื้อเช่นกัน ซึ่งถ้าใครอยากได้หูฟังไอโฟนเสียงดี โทนเสียงออกบาลานซ์และเบสฟังกำลังเพลินแล้วราคาไม่แพงเกินไป แนะนำให้ดู Edifier TWS200 Plus ตัวนี้เอาไว้ฟังเพลงได้เลย

สเปคของหูฟังไอโฟนรุ่นนี้ดีไซน์เป็น Earbuds กันน้ำระดับ IP54 จึงใส่ออกกำลังกายได้ ใช้ไดรเวอร์ขนาด 13 มม. เคลือบไดอะแฟรมหูฟังด้วย Liquid crystal polymer ให้คุณภาพเสียงดีขึ้น ติดตั้งชิป Qualcomm QCC3040 รองรับ aptX, aptX Adaptive, SBC เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.2 ค่า Frequency response 20-20,000 Hz ติดตั้งไมโครโฟนคู่ มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน CVC ติดตั้งมาให้ ช่วยตัดเสียงรบกวนตอนคุยโทรศัพท์ ตัวหูฟังสามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง ส่วนตัวเคสสามารถใช้ชาร์จหูฟังได้อีก 18 ชั่วโมง สรุปแล้ว Edifier TWS200 ตัวนี้สามารถฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสุด 24 ชั่วโมง และชาร์จแบตเตอรี่กลับให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C ได้เลย ซึ่งถ้าใครเคยใช้ลำโพงของแบรนด์นี้มาแล้วประทับใจ จะซื้อหูฟังไร้สายมาใช้จะเริ่มจากตัวนี้ก็ดี

สเปคของ Edifier TWS200 Plus
  • หูฟังดีไซน์ Earbuds ไดรเวอร์ขนาด 13 มม. ติดตั้งชิป Qualcomm QCC3040 รองรับ Codec อย่าง SBC, aptX, aptX Adaptive
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.2 กันน้ำระดับ IP54
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 6 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีก 18 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C
  • ราคา 1,990 บาท (Mercular)
3. Jabra Elite 3 (2,990 บาท)

a53a68d0484090ce6b4f434e5ff6d5d9

คนที่เคยซื้อหูฟังบลูทูธมาต่อมือถือโทรติดต่องานบ่อยๆ น่าจะคุ้นแบรนด์ Jabra ที่เป็นเจ้าตลาดของหูฟังประเภทนี้อย่างแน่นอน และหูฟังไอโฟนรุ่นที่ผู้เขียนแนะนำสำหรับคนที่เน้นใช้งานแนวนี้บ่อยๆ จะแนะนำให้ดูเป็น Jabra Elite 3 ที่ติดตั้งไมโครโฟนมาให้ 4 ตัวพร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน มี Surround sound สำหรับปล่อยเสียงภายนอกเข้ามาให้เราได้ยินโดยไม่ต้องถอดหูฟังได้ และกันน้ำระดับ IP55 แล้วปรับแต่งเสียงได้ด้วยแอพฯ Jabra Sound+ ได้อีกด้วย

ด้านดีไซน์จะเป็นทรง Earbuds จุกซิลิโคน ติดตั้งไดรเวอร์ขนาด 6 มม. รองรับ aptX, SBC เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นด้วย Bluetooth 5.2 รองรับ A2DP, AVRCP, HFP, HSP รองรับ Google Fast Pair ทำให้จับคู่สมาร์ทโฟน Android กับหูฟังนี้ได้อย่างรวดเร็ว ค่า Frequency response 20 – 20,000 Hz ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 7 ชั่วโมง รวมกับแบตเตอรี่ในเคสด้วยจะใช้งานได้นานสุด 28 ชั่วโมง และชาร์จแบตเตอรี่กลับให้หูฟังไอโฟนตัวนี้ได้ด้วย USB-C ซึ่งถ้าใครเน้นเรื่องการโทรติดต่องานมากกว่าฟังเพลงล่ะก็ แนะนำให้ดู Jabra ตัวนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ Jabra Elite 3
  • หูฟังดีไซน์ Earbuds ไดรเวอร์ขนาด 6 มม. รองรับ Codec อย่าง SBC, aptX
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.2 รองรับ Codec A2DP, AVRCP, HFP, HSP กันน้ำระดับ IP55
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 7 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีกรวม 28 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C
  • ราคา 2,990 บาท (Munkong Gadget)
4. Fender Tour (3,690 บาท)

a0d81e7147e8861aa9b11f5c6b11477a

ถ้าใครเป็นสายดนตรีน่าจะได้ยินชื่อของผู้ผลิตกีตาร์ชื่อดังอย่าง Fender แน่นอน รวมทั้งหูฟังไอโฟนไร้สายรุ่น Fender Tour ซึ่งคุณภาพเสียงเรียกว่าเหมาะกับสายฟังเพลงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวหูฟังจะได้เบสหนักแน่นแยกเสียงเครื่องดนตรีและเสียงนักร้องชัดเจน เหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงมาก

สเปคของหูฟังตัวนี้จะทนน้ำระดับ IPX4 ใช้ไดรเวอร์ Dynamic ขนาด 7 มม. รองรับ aptX, AAC, SBC เชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 ค่า Frequency response 20 – 20,000 Hz ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง และถ้าชาร์จด้วยเคสจะใช้งานได้นานสุดรวม 22 ชั่วโมงทีเดียว มีไมโครโฟน 4 ตัว แบ่งข้างละคู่ สามารถโหลดแอพฯ Fender Tour มาตั้งค่าต่างๆ รวมทั้งอัพเดทเฟิร์มแวร์ให้หูฟังได้ด้วย ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่ใช้สาย USB-C เพื่อชาร์จแบตให้กล่องหูฟังตัวนี้ได้เลย เรียกว่าถ้าใครชื่นชอบการฟังเพลงแล้วกำลังจะซื้อหูฟังไอโฟนไร้สายตัวใหม่อาจจะดู Fender Tour ตัวนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ fender Tour
  • หูฟังดีไซน์ Earbuds ไดรเวอร์ Dynamic ขนาด 7 มม. รองรับ Codec อย่าง AAC, SBC, aptX
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.0 กันน้ำระดับ IPX4
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีกรวม 22 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C
  • ราคา 3,690 บาท (Munkong Gadget)
5. Sony WF-1000XM3 (5,990 บาท)

Screenshot 2021 10 04 at 10 41 44 Sony หูฟังป้องกันเสียงรบกวนแบบไร้สาย WF 1000XM3

เรื่องเสียงและเพลงยังไงก็ต้องมี Sony เป็นหูฟังรุ่นแนะนำที่จะใช้เป็นหูฟังไอโฟนหรือ Android ก็เวิร์คทั้งคู่ โดยหูฟัง True Wireless รุ่นที่แนะนำยังเป็น Sony WF-1000XM3 ที่ถึงจะเปิดตัวมานานแล้วก็ตาม แต่ยังน่าใช้มาก สามารถตัดเสียงรบกวนภายนอกหรือจะดึงเสียงภายนอกเข้ามาก็ได้ด้วยชิป QN1e และมี DSEE HX ฟีเจอร์เพิ่มคุณภาพไฟล์เสียงดิจิตอลให้ดีขึ้นได้และโหลด Sony Headphones Connect มาควบคุมและตั้งค่าต่างๆ ได้อีกด้วย

ด้านดีไซน์หูฟังตัวนี้จะเป็น Earbuds เช่นกัน ใช้ไดรเวอร์แบบ Dynamic ขนาด 6 มม. คอยล์เสียง CCAW กับแม่เหล็กนีโอดิเมียม รองรับ Codec SBC, AAC ส่วนค่า Frequency response 20 – 20,000 Hz เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.0 โปรไฟล์ A2DP, AVRCP, HFP, HSP ใช้ฟังเพลงได้นานสุด 8 ชั่วโมง และเอาไปชาร์จในเคสด้วยจะอยู่ได้นานรวม 24 ชั่วโมง และชาร์จแบตเตอรี่ได้ผ่านพอร์ต USB-C ที่ตัวเคส ซึ่งโดยรวมแล้วต้องถือว่า Sony WF-1000XM3 ตัวนี้ถึงจะเป็นหูฟังไอโฟนที่ขายมาสักพักแล้ว แต่ก็ยังถือว่าน่าใช้อย่างมากอยู่

สเปคของ Sony WF-1000XM3
  • หูฟังดีไซน์ Earbuds ไดรเวอร์ Dynamic ขนาด 6 มม. รองรับ Codec อย่าง AAC, SBC
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.0 โปรไฟล์ A2DP, AVRCP, HFP, HSP
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 8 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีกรวม 24 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C
  • ราคา 5,990 บาท (Sony Thailand)
6. B&O Beoplay E8 Gen3 (12,900 บาท)

2c4cdec2916214cb986704b3714b0531

ส่วนหูฟังไอโฟนรุ่นท็อปสุดที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้จะเป็นอีกแบรนด์ที่เป็นคู่แข่งของ Sennheiser อย่าง B&O หรือ Bang & Olufsen จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งรุ่นแนะนำเป็น B&O Beoplay E8 Gen 3 รุ่นล่าสุดที่มิติและคุณภาพเสียงถือว่าสมราคาเพราะโทนเสียงถือว่าสมค่าตัว เบสแน่นเสียงดีและฟังเพลงได้ทุกแนว รวมทั้งมีฟังก์ชั่นตัดเสียงรบกวนและดึงเสียงภายนอกเข้ามาก็ได้โดยไม่ต้องถอดหูฟังออก ส่วนดีไซน์ วัสดุและงานประกอบนั้นจัดว่าอยู่ในระดับหรูหราเลยทีเดียว สามารถควบคุมการทำงานทั้งหมดได้ด้วยแอพฯ ของ Bang & Olufsen และกันน้ำระดับ IP54 อีกด้วย

ดีไซน์ของตัวหูฟังเป็นแบบ In Ear ใช้ไดรเวอร์แบบอีเล็คโทรไดนามิคขนาด 5.7 มม. รองรับ SBC, AAC, aptX ค่า Frequency response 20 – 20,000 Hz เชื่อมต่อด้วย Bluetooth 5.1 ใช้ฟังเพลงต่อเนื่องได้นานสุด 7 ชั่วโมง ส่วนระยะเวลาใช้งานนานสุดรวมการชาร์จในเคสด้วยจะอยู่ได้ 35 ชั่วโมงทีเดียว ชาร์จแบตเตอรี่กลับให้หูฟังได้ 2 แบบ คือผ่านพอร์ต USB-C หรือชาร์จไร้สายตามมาตรฐาน Qi (ชี่) ก็ได้ ซึ่งถ้าใครอยากได้หูฟัง True Wireless ระดับพรีเมี่ยมคุณภาพดี ลงทุนครั้งเดียวคุ้มค่าและจบในตัวก็แนะนำให้ลงทุนกับ Beoplay E8 Gen 3 ตัวนี้ได้เลย

สเปคของ B&O Beoplay E8 Gen 3
  • หูฟังดีไซน์ In Ear ไดรเวอร์อีเล็คโทรไดนามิคขนาด 5.7 มม. รองรับ Codec อย่าง AAC, SBC, aptX
  • เชื่อมต่อผ่านทาง Bluetooth 5.1 กันน้ำระดับ IP54
  • Frequency response อยู่ที่ 20-20,000 Hz
  • ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 7 ชั่วโมง นำกลับไปชาร์จในเคสได้อีกรวม 35 ชั่วโมง
  • ชาร์จแบตเตอรี่ให้เคสและหูฟังผ่านพอร์ต USB-C หรือชาร์จไร้สายก็ได้
  • ราคา 12,900 บาท (Munkong Gadget)

สรุปสเปคหูฟังไอโฟนไร้สาย 6 รุ่นน่าใช้ ฟังเพลงเพลิน

สำหรับคนที่อ่านฟีเจอร์เด่นของหูฟังไอโฟนที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ทั้ง 6 รุ่นแล้ว จะเห็นว่าหูฟังแต่ละรุ่นจะมีฟีเจอร์และราคาแตกต่างกันไป ซึ่งถ้าสรุปสเปคโดยหลักๆ แล้วจะเป็นดังนี้

สเปคหูฟังไอโฟน ดีไซน์และ
ไดรเวอร์
Frequency response การเชื่อมต่อ ระยะเวลาใช้งานและ
การชาร์จ
ราคา
Soundpeats Air3 ดีไซน์ Earbuds

ไดรเวอร์ขนาด 14.2 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ SBC, aptX, aptX Adaptive

20-20,000 Hz Bluetooth 5.2

รองรับโปรไฟล์ HSP, HFP, A2DP, AVRCP

ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีก 2 รอบ

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C

1,599 บาท
Edifier TWS200 Plus ดีไซน์ Earbuds

ไดรเวอร์ขนาด 13 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ SBC, aptX, aptX Adaptive

20-20,000 Hz Bluetooth 5.2 ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีกรวม 18 ชั่วโมง

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C

1,990 บาท
Jabra Elite 3 ดีไซน์ Earbuds

ไดรเวอร์ขนาด 6 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ SBC, aptX

20-20,000 Hz Bluetooth 5.2

รองรับ Codec A2DP, AVRCP, HFP, HSP

ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 7 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีกรวม 28 ชั่วโมง

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C

2,990 บาท
Fender Tour ดีไซน์ Earbuds

ไดรเวอร์ Dynamic ขนาด 7 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ AAC, SBC, aptX

20-20,000 Hz Bluetooth 5.0 ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีกรวม 22 ชั่วโมง

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C

3,690 บาท
Sony WF-1000XM3 ดีไซน์ Earbuds

ไดรเวอร์ Dynamic ขนาด 6 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ AAC, SBC

20-20,000 Hz Bluetooth 5.0 ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 8 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีกรวม 24 ชั่วโมง

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C

5,990 บาท
B&O Beoplay E8 Gen 3  ดีไซน์ In Ear

ไดรเวอร์อีเล็คโทรไดนามิคขนาด 5.7 มม.

รองรับ Codec ได้แก่ AAC, SBC, aptX

20-20,000 Hz Bluetooth 5.1 ฟังเพลงต่อเนื่องได้ 7 ชั่วโมง

ชาร์จในเคสได้อีกรวม 35 ชั่วโมง

ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ต USB-C หรือชาร์จไร้สาย

12,900 บาท

สุดท้ายสำหรับการเลือกหูฟังไอโฟนเอาไว้ฟังเพลงหรือใช้ติดต่องานสักรุ่นนั้น ส่วนตัวผู้เขียนอยากชี้ให้เห็นว่าถ้าดูแค่สเปคอย่างเดียว จะเห็นว่าสเปคก็ไม่หนีกันมากนัก แต่ในเมื่อหูฟังเป็น Gadget ที่ต้องไปลองฟังเสียงเพลงด้วยตัวเองก่อนซื้อ ว่าเราชอบแนวเสียงของหูฟังรุ่นนั้นๆ หรือเปล่า เพราะไม่อย่างนั้นซื้อมาแบบไม่ได้ลอง พอฟังไปสักพักก็อาจจะรู้สึกไม่ถูกใจ ฟังเพลงไม่สนุกดูหนังไม่สุขเหมือนเดิมจนต้องขายแล้วหาซื้อหูฟังอันใหม่มาลองไปเรื่อยๆ ก็ได้

ทางที่ดีที่ผู้เขียนแนะนำ คือถ้าหาร้านหรือมีเพื่อนที่ใช้หูฟังรุ่นที่เราสนใจอยู่ ก็แนะนำให้ไปขอยืมแล้วลองฟังเพลงที่เราฟังเป็นประจำสัก 2-3 เพลง เพื่อทดลองฟังเสียงดูว่าหูฟังรุ่นที่สนใจได้เสียงเพลงแบบที่เราชอบหรือเปล่า ซึ่งถ้าเสียงเป็นแนวแบบที่ชอบและฟังแล้วถูกใจค่อยซื้อก็ได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

iphone usb cover

ipadcover

usb plug cover new

from:https://notebookspec.com/web/616475-6-iphone-true-wireless-earphone

แนะนำ 7 ลำโพงคอมฟังเพลงเล่นเกมก็ได้ ในงบหลักร้อยจนพันกลาง

ลำโพงคอมอาจเป็นอุปกรณ์ที่หลายคนมองข้ามไปและเลือกซื้อรุ่นราคาไม่สูงและพอใช้ฟังเพลงได้เพราะหลายคนคิดว่าสุดท้ายก็แค่เอามาฟังเพลงหรือเอาไว้ฟังเสียงตอนเล่นเกมนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น แต่ยุคนี้เทคโนโลยีเรื่องลำโพงนั้นจัดว่าทำออกมาได้ดีกว่าในอดีตและราคาไม่แพงมากและได้คุณภาพเสียงตามราคาและบางรุ่นอาจจะเกินราคาไปอีกด้วย

แต่หลายคนอาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่าแล้วถ้าเราต้องการซื้อลำโพงมาใช้สักตัว ต้องดูและใส่ใจเรื่องอะไรบ้างจะได้ซื้อครั้งเดียวแล้วคุ้ม ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อตัวใหม่หรือได้มาแล้วต้องทนฟังไปเพราะเสียงไม่ถูกใจจนขัดหูไปหมด แต่ถ้าเรารู้วิธีการเลือกลำโพงแบบง่าย ๆ สักนิด ก็จะทำให้เราเลือกลำโพงได้ถูกใจยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

music 1290087 1920
ส่วนลำโพงเซ็ตนี้ก็จัดหนักระดับสตูดิโอไปเลย

7 คำถามช่วยเลือกให้ลำโพงคอมได้ดีขึ้น

หลาย ๆ คนเวลาเดินเข้าร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แล้วหาลำโพงตัวใหม่ไปใช้ก็คงคิดว่า ลำโพงก็มี 2 ลูก มากหน่อยก็ 5 ลูกแล้วเติมซับวูฟเฟอร์เอามาช่วยเสียงพิทช์ต่ำเพิ่มอีกหน่อยอะไรแบบนี้เท่านั้นเอง แต่ลำโพงเองก็มีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ใส่ใจไม่แพ้กับอุปกรณ์อื่น ๆ และวิธีการใส่ใจก่อนเลือกซื้อก็มีมากไม่แพ้กันอีกด้วย โดยวิธีการเลือกสำหรับคนที่สนใจจะมีดังนี้

ลำโพงคอม
ซื้อลำโพงสักตัวดี ๆ นอกจากฟังเพลงและเล่นเกมได้ฟิน ยังแต่งโต๊ะคอมได้เท่ขึ้นเยอะ

  1. งบประมาณในกระเป๋า – ใจความสำคัญสำหรับการเลือกซื้อของทุกชิ้น ว่าเราตั้งงบเอาไว้จ่ายให้อุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง ๆ เท่าไหร่ รวมถึงลำโพงคอมด้วยเช่นกัน ถ้าเราตอบคำถามนี้ได้ก็จะช่วยตัดช้อยส์ออกไปได้หลายตัว
  2. พื้นที่บนโต๊ะมีไว้ให้วางลำโพงมากแค่ไหน – เพราะบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ของแต่ละคนมีพื้นที่ไม่เท่ากัน บางคนอาจจะมีหนังสือวางเอาไว้หลายเล่ม, มีเมาส์หรือคีย์บอร์ดวางไว้สองตัวแยกกันใช้งาน ฯลฯ ดังนั้นถ้ามีข้าวของอัดแน่นเต็มโต๊ะแล้วจะเลือกลำโพงมีซับวูฟเฟอร์ไป ก็อาจะได้จัดโต๊ะกันยกใหญ่แน่ ๆ ดังนั้นเวลาจะซื้อลำโพงสักชุดก็จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องนี้เยอะ ๆ เช่นกัน
  3. ดีไซน์ลำโพงเข้าธีมห้องและโต๊ะหรือเปล่า – เวลาซื้อของใช้เข้าบ้าน มาวางในห้องแต่ละห้องก็มีธีมของแต่ละห้องว่าตกแต่งแนวไหน เช่น ธีมห้องสีฟ้า, ต้องการแนวมินิมอล หรืออื่น ๆ เมื่อซื้อลำโพงก็อาจจะอยากเลือกเฟ้นกันสักหน่อยว่าลำโพงตัวใหม่จะผิดธีมหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ผิดธีมหรือไม่มีธีมอยู่แล้วก็อาจมองข้ามข้อนี้ไปได้เช่นกัน
  4. จะเชื่อมต่อแบบไหน – ตอนนี้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อนั้นไม่ใช่แค่ใช้สายหูฟัง 3.5 มม. อย่างเดียวอีกต่อไป เพราะตอนนี้ลำโพงหลายรุ่นก็มีพอร์ตและการเชื่อมต่อมากกว่านั้นและบางรุ่นก็รองรับ Wi-Fi, Bluetooth อีกด้วย ดังนั้นถ้าเราตอบโจทย์ตัวเองได้ว่าจะใช้เป็นลำโพงสำหรับพีซีอย่างเดียว ฟีเจอร์ Bluetooth ก็ไม่ใช่ใจความสำคัญสำหรับลำโพงตัวนั้น (ซึ่งแต่ถ้ามีก็ดีเช่นกัน) แต่อาจเลือกหาเป็นช่อง S/PDIF หรืออื่น ๆ แทน ก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังต้องคิดเรื่องฟีเจอร์เสริมอย่าง Smart Home เพิ่มเติมว่าเราอยากใช้งานได้ถึงระดับนั้นเลยหรือเปล่า
  5. คุณภาพของเสียง – ในข้อนี้เป็นส่วนสำคัญมาก ซึ่งรสนิยมการฟังเพลงและการได้ยินเสียงของแต่ละคนแตกต่างกันไปหมด ทำให้ตอนจะเลือกลำโพงสักตัวก็ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ สมมติว่าหากได้โอกาสทดลองฟังแล้ว ลำโพงแบรนด์ A ให้โทนเสียงเป็นทุ้มและเบสหนา ส่วนเสียงแหลมดีแต่แตกปลาย, ลำโพงแบรนด์ B ตรงกันข้ามกับ A แต่เสียงนักร้องใสกว่า ฯลฯ ซึ่งส่วนนี้เป็นจุดสำคัญไม่น้อยเวลาจะเลือกซื้อลำโพงคอมสักตัวหนึ่งมาใช้งานให้รอบด้านทั้งฟังเพลงและเล่นเกมนั่นเอง หากเป็นไปได้ผู้เขียนก็แนะนำให้ขอทดลองฟังจากผู้จัดจำหน่ายสักนิดว่าเสียงลำโพงแบรนด์นั้น ๆ ถูกใจเราหรือไม่ ค่อยเลือกซื้อไป
  6. ใช้งานลำโพงกี่แชนแนล? – ลำโพงแต่ละรุ่นก็จะมีเรื่องแชนแนลเสียงอีก โดยปัจจุบันจะมีหลัก ๆ 3 แบบคือ
    1. 2.0 – เป็นลำโพงสองตัวแบบไม่มีซับวูฟเฟอร์ฝังเอาไว้ในตัว
    2. 2.1 – เป็นลำโพงสองตัวพร้อมซับวูฟเฟอร์ฝังเอาไว้ด้วยหรืออาจแยกเป็นอีกชิ้นหนึ่งก็ได้ เป็นแบบที่พบเจอได้ทั่วไป
    3. 5.1 – ลำโพง 5 ตัว พร้อมซับวูฟเฟอร์แยกอีกหนึ่งตัว มีข้อดีคือเวลาใช้งานจะได้ยินเสียงจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทำให้ตอนดูหนังหรือฟังเพลงมีมิติยิ่งขึ้น และต้องเสียเวลาเลือกจุดตั้งลำโพงและปรับแต่งเพิ่มเติมบ้างในบางกรณีด้วย
  7. รีโมตและอุปกรณ์ควบคุม – สำหรับฟีเจอร์เรื่องรีโมตนั้นเป็นส่วนเสริมเพิ่มความสะดวกเวลาใช้งาน ซึ่งลำโพงสำหรับคอมพิวเตอร์หลายรุ่นในปัจจุบันก็มีรีโมตแบบสายให้วางเอาไว้หน้าคอมพิวเตอร์ไว้ปรับเพิ่มลดเสียงในหลาย ๆ โอกาส หรือบางรุ่นก็มีเป็นรุ่นไร้สายพร้อมฟีเจอร์เสริมอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

Controls 2 Edifier S350DB
มีรีโมตเอาไว้ก็คุมลำโพงง่ายขึ้น

7 ลำโพงคอมเล่นเกมและฟังเพลงน่าเลือกใช้

สำหรับลำโพงคอมแนะนำในบทความนี้จะมีตั้งแต่รุ่นราคาถูกไปจนแพง แต่อ้างอิงจากรีวิวหลายเว็บไซต์ว่าคุณภาพเสียงนั้นออกมาได้น่าประทับใจ, มีราคาสมเหตุผล และหาซื้อได้ในประเทศไทย โดยแต่ละรุ่นจัดเป็นแบรนด์คุ้นหน้าของคนไทยอีกด้วย โดยมีรุ่นแนะนำดังนี้

  1. Creative Pebble 2.0 (590 บาท)
  2. Edifier R19U (890 บาท)
  3. Creative Pebble Plus 2.1 (1,290 บาท)
  4. Edifier M201BT 2.1 (1,690 บาท)
  5. Edifier G2000 2.0 (2,790 บาท)
  6. JBL Quantum Duo (5,590 บาท)
  7. Razer Nommo 2.0 (5,890 บาท)
1. Creative Pebble 2.0 (590 บาท)

hero pebble

Pebble แปลว่าก้อนหินก้อนเล็ก ๆ เช่นในภาพ ซึ่ง Creative Pebble 2.0 นั้นเป็นลำโพงคุณภาพดี, คุณภาพเสียงน่าประทับใจและราคาไม่แพงมากเกินไป เหมาะกับการดูหนังฟังเพลงและเป็นลำโพงแบบ 2.0 จึงไม่มีซับวูฟเฟอร์ฝังเอาไว้ข้างใน แต่คุณภาพเสียงจากรีวิวต่างประเทศจัดว่าทำได้ดีและเป็นรุ่นมาตรฐานหากต้องการลำโพงไม่แพงเอาไว้ใช้ และไม่กินเนื้อที่บนโต๊ะอีกด้วย

ตัวลำโพงขนาด 2 นิ้ว ทำมุม 45 องศา Output สูงสุด 4.4W RMS เพื่อให้สเตจและเสียงมีมิติมากยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมต่อได้ง่ายด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. กับสาย USB 2.0 เพื่อจ่ายพลังงานให้ลำโพง แต่ถ้าต่อสมาร์ทโฟน USB นี้ต้องการพลังงานเพียง 5V1A เท่านั้น จึงใช้พาวเวอร์แบงค์จ่ายพลังงานแทนก็ได้ ลำโพงมีความถี่ 100-17,000 Hz ดังสุด 86 เดซิเบล

Creative Pebble 2.0

  • ลำโพงขนาด 2 นิ้ว ทำมุม 45 องศา
  • เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง 3.5 มม. และ USB 2.0 ใช้พลังงาน 5V1A
  • ลำโพงมีความถี่ 100-17,000 Hz
  • Output สูงสุด 4.4W RMS
  • ปรับเสียงดังสุด 86 เดซิเบล
  • ราคา 590 บาท (JIB)
2. Edifier R19U (890 บาท)

r19u e1611999399254

Edifier R19U เป็นลำโพงราคาไม่เกินพันแต่สเปคเกินตัวอีกรุ่นหนึ่ง ให้เสียงดีมากอีกตัวในรุ่นโดยโทนเสียงเป็นแนวบาลานซ์ มีเสียงกลางและสูงจัดว่าดีและฟังสนุกไม่น้อย มีเสียงเบสให้สนุกพอตัวแม้จะไม่มีซับวูฟเฟอร์ช่วยก็ตาม เนื่องจากเป็นลำโพงแบบ 2.0 แต่ก็เป็นอีกรุ่นน่าใช้ในกลุ่มราคาไม่เกินหนึ่งพันบาท ดีต่อคนชอบฟังเพลงและดูหนังอีกรุ่นหนึ่ง ด้านงานออกแบบก็ทำได้สวยและเรียบร้อยดูมีระดับ

สเปคของลำโพงชุดนี้มีขนาด 70 มม. (2.7 นิ้ว) ทำมุม 10 องศา เชื่อมต่อผ่านสาย AUX (แจ็คสีเขียว) และใช้พลังงานจากพอร์ต USB 2.0 ซึ่งใช้ต่อกับโน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์ได้สบาย ๆ แต่ถ้าใช้ Power Bank จะปรับเสียงดังสุดได้น้อยลงเล็กน้อย ลำโพงมีความถี่คลื่นเสียง 150Hz – 20kHz ให้เสียงดังสุดเกิน 80 เดซิเบล Output สูงสุด 2Wx2 RMS DRC on)

Edifier R19U

  • ลำโพงขนาด 2.7 นิ้ว ทำมุม 10 องศา
  • เชื่อมต่อด้วยสาย AUX (แจ็คสีเขียว) และ USB 2.0 
  • ลำโพงมีความถี่ 150Hz – 20kHz
  • Output สูงสุด 2Wx2 RMS (DRC on)
  • ปรับเสียงดังสุดได้เกิน 80 เดซิเบล
  • ราคา 890 บาท (JIB)
3. Creative Pebble Plus 2.1 (1,290 บาท)

pebbleplus2.1 e1612000152846

Creative Pebble Plus 2.1 เป็นรุ่นอัพเกรดขึ้นมาจาก Creative Pebble ในข้อแรกโดยเพิ่มตู้ซับวูฟเฟอร์เข้ามาอีกหนึ่งอันเพื่อช่วยเสริมเรื่องเบสให้หนักแน่นยิ่งขึ้น และตัวลำโพงจะเพิ่มสาย RCA to Subwoofer เข้ามาให้อีกหนึ่งเส้นเพื่อใช้งานกับตู้ซับวูฟเฟอร์โดยเฉพาะ รองรับการจ่ายไฟด้วย USB 2.0 

ด้านของสเปคจะเหมือนกับ Creative Pebble 2.0 แต่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วน เช่นเพิ่มสาย RCA to Subwoofer เข้ามา, เพิ่มสวิตช์สำหรับสับเสียง High Gain เข้ามาให้ปรับเปิดหรือปิดได้ตามต้องการ Output สูงสุด 8W RMS พีคสุด 16W

Creative Pebble Plus 2.1

  • ลำโพงขนาด 2 นิ้ว ทำมุม 45 องศา
  • เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง 3.5 มม., RCA to Subwoofer และ USB 2.0 
  • ลำโพงมีความถี่ 100-17,000 Hz
  • Output สูงสุด 8W RMS ซับวูฟเฟอร์ 16W
  • มีสวิตช์ปรับ High Gain ให้สลับเปิดปิดได้
  • ปรับเสียงดังสุด 86 เดซิเบล
  • ราคา 1,290 บาท (JIB)
4. Edifier M201BT 2.1 (1,690 บาท)

edifier m201bt bluetooth speaker 3 500x500 1

Edifier M201BT 2.1 เป็นลำโพงพร้อมซับวูฟเฟอร์ 131 มิลลิเมตร ให้เสียงโดดเด่นทั้งโทนต่ำและสูง มีโทนเสียงทรงพลังอีกรุ่นหนึ่ง เหมาะกับการฟังเพลงหลากหลายแนวรวมทั้งรองรับการเชื่อมต่อสองทั้ง AUX และ Bluetooth สามารถเชื่อมต่อกับพีซี, สมาร์ทโฟนและเครื่องเล่น Mp3 ได้ด้วย ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อกับการปรับเสียงทั้งหมดดีไซน์ให้ซ่อนอยู่ตรงมุมขวาของเครื่อง ทำให้ปรับแต่งเสียงได้ง่ายกว่าเดิมมาก

สเปคใช้ซับวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ถึง 131 มม. มีกำลังขับเบส 18W ส่วนลำโพงกำลังขับ 8W x 2 ตัว ให้เสียงดังสุดเกิน 80 เดซิเบล ส่วนคลื่นเสียงจากลำโพงมีความถี่ 210Hz-20kHz ส่วนซับวูฟเฟอร์อยู่ 63-206Hz 

Edifier M201BT 2.1

  • ลำโพง 2 ตัว พร้อมซับวูฟเฟอร์ขนาด 131 มม. x 1 ตัว
  • เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง AUX, USB 2.0, Bluetooth
  • ลำโพงมีความถี่ 210Hz-20K Hz, ซับวูฟเฟอร์อยู่ที่ 63-206Hz 
  • Output สูงสุด 8+W ซับวูฟเฟอร์ 18W
  • ปรับเสียงดังสุดเกิน 80 เดซิเบล
  • ราคา 1,690 บาท (JIB)
5. Edifier G2000 2.0 (2,790 บาท)

g2000

Edifier G2000 2.0 เป็นลำโพงคอมตั้งโต๊ะขนาดไม่ใหญ่มากแต่กำลังขับรวมทั้งฟีเจอร์จัดว่าแน่นเอาเรื่อง เพราะใช้ไดรเวอร์ Full Range 2.75 นิ้ว กำลังขับ 8+8W สูงสุด 16+16W และมี USB DAC ไว้ในตัว ปรับ Equalizer ได้พร้อมกับรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth, USB-DAC, AUX ได้ เรียกว่าจะใช้กับสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ก็สบาย ๆ ปรับโหมดได้ทั้ง Gaming, Movie, Music และใครเป็นสาย RGB จะถูกใจสิ่งนี้เพราะ Edifier G2000 2.0 มีแสงไฟอีกด้วย

ส่วนเรื่องเสียงแม้จะไม่มีซับวูฟเฟอร์ในตัวแต่เสียงก็มีเบสพอควรรวมทั้งมีมิติเสียงดี จะใช้ดูหนัง, ฟังเพลงทั่วไปหรือเพลงคลาสสิคก็ได้ รวมทั้งเล่นเกมก็ทำได้ดีด้วยการปรับโหมดของหูฟังเท่านั้น จัดเป็นลำโพงคอมอีกรุ่นน่าสนใจในช่วงราคาไม่เกิน 3 พันบาท

Edifier G2000 2.0

  • ลำโพง 2 ตัว 2.7 นิ้ว ทำมุม 10 องศา กำลังขับ 8+8W สูงสุด 16+16W
  • เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง AUX, USB-DAC, Bluetooth
  • ลำโพงมีความถี่ 98Hz-20K Hz, ซับวูฟเฟอร์อยู่ที่ 63-206Hz 
  • มีแสงไฟ RGB, ปรับโหมดใช้งานได้ 3 โหมด คือ Gaming, Movie, Music
  • ราคา 2,790 บาท (JIB)
6. JBL Quantum Duo (5,590 บาท)

jbl quantum

JBL Quantum Duo เป็นลำโพงคอมสำหรับเล่นเกมพร้อมฟีเจอร์ QuantumSOUND จาก JBL โดยเด่นเรื่องเบสและมิติเสียงซึ่งจำลองเสียงให้รู้ตำแหน่งศัตรูได้ชัดเจน จึงเหมาะกับเกมแนว FPS เป็นอย่างมากพร้อมแสงไฟ RGB เอาใจเกมเมอร์และ Breathing Effect ทำให้แสงบนตัวลำโพงกระพริบเหมือนกำลังหายใจอยู่ ซึ่งจะเอาไว้ฟังเพลงก็ได้แนวเสียงเน้นเบสโดดเด่นอีกรุ่นเช่นกัน

สเปคของลำโพงนี้จะมีขนาดลำโพง 2.5 นิ้ว และกำลังขับสูงสุด 20W RMS ลำโพงมีความถี่ 60 Hz – 20K Hz ปรับเสียงได้ดังสุดเกิน 80 เดซิเบลอีกด้วย สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งสาย 3.5 มม. และ Bluetooth 4.2 รองรับ A2DP v1.3, AVRCP v1.5 

JBL Quantum Duo

  • ลำโพง 2 ตัว 2.5 นิ้ว กำลังขับ 20W
  • เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง 3.5 มม., Bluetooth 4.2 รองรับ A2DP v1.3, AVRCP v1.5
  • ลำโพงมีความถี่ 60 Hz – 20K Hz
  • ปรับเสียงดังสุดได้เกิน 80 เดซิเบล
  • ราคา 5,590 บาท (JIB)
7. Razer Nommo 2.0 (5,890 บาท)

https   hybrismediaprod.blob .core .windows.net sys master phoenix images container h46 hca 9012195819550 nommo gallery 1500x1000 10 e1612006741286

Razer Nommo 2.0 เป็นลำโพงคอมเกมมิ่งโดยเฉพาะอีกรุ่นซึ่งถ้ามีงบประมาณพอเป็นเจ้าของได้ก็แนะนำให้เป็นเจ้าของ ซึ่งคุณภาพของเสียงของลำโพงนี้ถือว่าอยู่ในระดับโดดเด่นสุดในกลุ่มลำโพงเกมมิ่งด้วยกัน สเปคลำโพงเรียกว่าเท่ารุ่นใหญ่อย่าง Razer Nommo Pro แค่ไม่มีซับวูฟเฟอร์เท่านั้น แต่ก็ยังมีเสียงเบสพอควรและเก็บรายละเอียดเสียงเวลาเล่นเกมได้ดีรุ่นหนึ่ง

สเปคของ Nommo ใช้ลำโพงขนาด 3 นิ้วทั้งสองฝั่ง เป็นใยแก้วโดยให้เสียงทางใสเป็นหลักและมีเบสพอควรพร้อมลูกบิดปรับโทนเบสได้ แต่รองรับการเชื่อมต่อเพียง AUX และช่องหูฟัง 3.5 มม. เท่านั้นและต้องเชื่อมต่อปลั๊กเมื่อใช้งาน จึงเหมาะจะใช้กับคอมพิวเตอร์เท่านั้น มีไฟ RGB ตรงฐานแสดงผลได้ 16.8 ล้านสี ลำโพงมีความถี่เสียง 50 Hz – 20 K Hz แต่เสียงจากลำโพงจะดังเพียงระดับหนึ่ง ถ้าเทียบกับตัวอื่นอาจไม่กระหึ่มนัก

Razer Nommo 2.0

  • ลำโพง 2 ตัว 3 นิ้ว 
  • เชื่อมต่อด้วยสายหูฟัง 3.5 มม., AUX
  • ลำโพงมีความถี่ 50 Hz – 20 K Hz
  • ราคา 5,890 บาท (JIB)

สรุป – เปรียบเทียบสเปคลำโพงคอม

รุ่น / สเปค Creative Pebble 2.0 Edifier R19U Creative Pebble 2.1 Edifier M201BT 2.1 Edifier G2000 2.0 JBL Quantum Duo Razer Nommo 2.0
ลำโพง 2 นิ้ว 2 ตัว ทำมุม 45 องศา 2.7 นิ้ว
2 ตัว
ทำมุม 10 องศา
2 นิ้ว 2 ตัว ทำมุม 45 องศา

ซับวูฟเฟอร์

2 ตัว

ซับวูฟเฟอร์ขนาด 131 มม. 1 ตัว

2 ตัว
2.7 นิ้ว
ทำมุม 10 องศา 
2 ตัว
2.5 นิ้ว
2 ตัว 3 นิ้ว
เชื่อมต่อ สายหูฟัง 3.5 มม.

USB 2.0

AUX

USB 2.0

สายหูฟัง 3.5 มม.

RCA to Subwoofer

USB 2.0

AUX

USB 2.0

Bluetooth

AUX

USB-DAC

Bluetooth

สายหูฟัง 3.5 มม.

Bluetooth 4.2

สายหูฟัง 3.5 มม.

AUX

ความถี่ 10-17,000 Hz 150Hz – 20kHz 100-17,000 Hz 210Hz-20K Hz

ซับวูฟเฟอร์
63-206Hz

98Hz-20K Hz

ซับวูฟเฟอร์
63-206Hz

60 Hz – 20K Hz 50 Hz – 20 K Hz
กำลังขับ 4.4W RMS 2Wx2 RMS (DRC on) 8W RMS

ซับวูฟเฟอร์ 16W

8+W

ซับวูฟเฟอร์ 18W

8+8W สูงสุด 16+16W 20W x
ความดัง 86 เดซิเบล เกิน 80 เดซิเบล 86 เดซิเบล เกิน 80 เดซิเบล x เกิน 80 เดซิเบล x
ราคา 590 บาท 890 บาท 1,290 บาท 1,690 บาท 2,790 บาท 5,590 บาท 5,890 บาท

สุดท้ายการเลือกลำโพงใหม่สักตัวถ้าเราเลือกโดยเข้าใจความต้องการของเราแล้ว ก็จะสามารถตัดสินใจได้ว่าลำโพงตัวไหนดีและเหมาะกับการใช้งานของเราที่สุด เช่นเน้นเรื่องการดูหนังฟังเพลงเป็นหลักเล่นเกมเป็นรอง หรือเล่นเกมเน้น ๆ อย่างเดียว ซึ่งลำโพงแต่ละตัวก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกันไปตามแบรนด์ผู้ผลิตสินค้า ซึ่งถ้าเราเข้าใจความต้องการของตัวเองได้ชัดเจนเมื่อไหร่ก็สามารถตัดสินใจเลือกลำโพงคอมตัวใหม่ได้ดีขึ้นเท่านั้น

from:https://notebookspec.com/web/573398-7-recommend-pc-speaker-with-good-price