คลังเก็บป้ายกำกับ: EDGE_COMPUTING

Dell ประกาศเสริมโซลูชัน Edge เพิ่มความสามารถด้าน Data Analytics

Dell ประกาศเสริมโซลูชัน Edge หลายส่วน เน้นเพิ่มความสามารถด้าน Data Analytics

Credit: Dell Technologies

Dell ได้ประกาศเสริมโซลูชัน Edge Computing เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถทำ Data Collection, Real-time analytic และทำ Multi-cloud deployment สำหรับ Edge โดยเฉพาะ หนึ่งในนั้นคือการเปิดตัว Dell EMC VxRail satellite node เพื่อช่วยในการทำ Automation และ Lifecycle management สำหรับ Edge workload โดยเฉพาะ และยังมีการเพิ่มความสามารถ Dell EMC Streaming Data Platform ให้สามารถใช้งาน GPU เพื่อช่วยประมวลผลข้อมูลจากหลายทางได้ โดยรองรับการทำ Real-time Analytics ทั้งบน Dell EMC VxRail และ PowerEdge systems

Dell ยังได้มีการจับมือกับ Litmus พัฒนาโซลูชันที่ใช้สำหรับบริหารจัดการอุปกรณ์, ข้อมูล และแอพพลิเคชันในฝั่ง Edge โดยเฉพาะ โดยเน้นตอบโจทย์ลูกค้าทางด้านอุตสาหกรรม โดยมีการออก Validated Design สำหรับ Manufacturing Edge ที่ใช้งานบน Dell EMC VxRail และ PowerEdge Server โดยมี VMware Edge Compute Stack เป็นทางเลือกอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว Dell EMC Edge Gateway ซึ่งใช้หน่วยประมวลผล 9th Gen Intel Core ที่ไม่มีพัดลม ออกแบบให้สามารถทำงานได้ที่อุณหภูมิ 4 – 140 องศา รองรับการเชื่อมต่อ 5G และ Wireless สำหรับใช้ในการเชื่อม Edge Device ในพื้นที่โรงงาน

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/dell-to-deploy-new-tools-aimed-to-speed-up-data-analytics-at-the-edge/

from:https://www.techtalkthai.com/dell-extends-data-analytics-for-edge-computing/

[Guest Post] เอ็นทีที สร้างสนามกีฬาที่เชื่อมต่อกันแห่งใหญ่ที่สุดในโลก ด้วย “Digital Twin”ในการแข่งขันตูร์เดอฟรองซ์

ด้วยแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร โดยจะรวบรวมผู้คน กระบวนการ และเทคโนโลยี บนระยะทางการแข่งขันกว่า 3,400 กม. เพื่อให้มั่นใจถึงความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นของการแข่งขัน

เอ็นทีที (NTT Ltd.,) พันธมิตรด้านเทคโนโลยีอย่างเป็นทางการของ A.S.O ได้ประกาศในวันนี้ว่าจะสร้างสนามกีฬาที่เชื่อมต่อกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่เหมือนใครสำหรับการแข่งขันตูร์เดอฟรองซ์ (Tour de France) ด้วยการสร้าง ‘Digital Twin โดยตำแหน่งของข้อมูลการแข่งขันในหลายล้านจุดจะถูกรวบรวมไว้และแสดงผลผ่านภาพอัจฉริยะรูปแบบดิจิทัล นำมาซึ่งความตื่นตาตื่นใจและมอบประสบการณ์ใหม่ๆให้กับแฟนๆ รองรับการจัดงานสำหรับการแข่งขันระยะยาวถึง 3 สัปดาห์ ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

เนื่องจากข้อจำกัดในการเดินทางและมาตรการด้านความปลอดภัยของโควิด-19 NTT ร่วมกับ A.S.O ได้มอบประสบการณ์ดิจิทัลที่หลากหลายเพื่อดึงดูดแฟนๆ ทั่วโลกได้เข้าชม ซึ่งรวมไปถึง:

  • Race Center – เว็บไซต์ติดตามรับชมการแข่งขันแบบสดๆ อย่างเป็นทางการ ที่จะอัพเดตทุกการแข่งขันรวมถึงข้อมูลการติดตามสดของผู้ขับขี่บน fr และในแอพพลิเคชั่น Tour de France Mobile อย่างเป็นทางการ
  • LeTourData – ข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการทำนายผลการแข่งขันด้วย AI บน Twitter, Instagram และรายการทีวี
  • 3D Tracker – แอพพลิเคชั่นที่จะเติมเต็มความสมจริงในทุกมุมมองแบบ 3 มิติ ของทุกๆ สเตจในการแข่งขัน
  • Tour de France Fantasy by Tissot – เกมกีฬาแฟนตาซีที่รวมข้อมูลเชิงลึกและแมชชีนเลิร์นนิง (คาดการณ์ผลโดย NTT) เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกแก่นักปั่นได้รับชม
  • NTT Media Wall – หน้าจอแสดงผลที่สมบูรณ์แบบติดตั้งที่หมู่บ้านที่มีการแข่งขันเพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและการแสดงภาพจาก LeTourData พร้อมอัพเดตการแข่งขันสด

การสร้าง Digital Twin ด้วย IoT และ Edge Computing

การสร้าง Digital Twin ในการแข่งขันครั้งนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการสามารถมองเห็นได้แบบเรียลไทม์และปรับปรุงการปฏิบัติงานและในท้ายที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าการแข่งขันจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นและมีความยืดหยุ่นตลอดระยะเวลาการแข่งขัน  โดย NTT จะใช้เซ็นเซอร์ IoT ที่หลากหลายมาใช้ในการประมวลผลแบบการคำนวณและแบบเครือข่าย รวมเข้ากับแพลตฟอร์มอัจฉริยะของ NTT และจับคู่กันกับแบบจำลองตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของแต่ละขั้นตอนของการแข่งขัน ซึ่งจะทำให้มองเห็นตำแหน่งได้อย่างเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังเป็นการติดตามผู้สัมผัสเชื้อ โควิด-19 รวมถึงการอัพเดตกองคาราวานนักแข่งและเวลาที่มาถึงการแข่งขัน

และเป็นครั้งแรกสำหรับปี 2564 ที่ NTT จะใช้การวิเคราะห์ตามเวลาจริงจากสนามแข่งเพื่อให้ข้อมูลการแข่งขันไปยังรถแข่งอย่างเป็นทางการในทันที โดยข้อมูลดังกล่าวจะนำเสนอภาพรวมของสถานการณ์การแข่งขันแบบสด แม้ในพื้นที่ห่างไกลหรือบนภูเขาสูง

ปีเตอร์ เกรย์ รองประธานอาวุโสกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงด้านกีฬาของ NTT Ltd. ให้ความเห็นว่า การแปลงระบบดิจิทัลของตูร์เดอฟรองซ์เริ่มขึ้นในปี 2558 โดยรวบรวมข้อมูลจากนักปั่นจักรยานเพื่อให้ข้อมูลอัพเดตแบบเรียลไทม์ ซึ่งในการแข่งขันทุกปีเราสามารถนำเทคโนโลยีก้าวไปสู่อีกระดับ และในปีนี้เรากำลังสร้างสิ่งที่เป็น Digital Twin ของกิจกรรมครั้งนี้  ซึ่งมันเป็นสภาพแวดล้อมแบบไดนามิกสูงและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ซึ่งต้องอาศัยการเข้าถึงข้อมูลในทันทีเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการแข่งขันอย่างต่อเนื่องและราบรื่น ส่งผลให้แฟนๆ ได้รับข้อมูลการแข่งขันและมีส่วนร่วมมากขึ้น”

การเชื่อมต่อที่ศูนย์กลาง เปิดใช้งานอย่างปลอดภัยโดยคลาวด์

การแสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมในการแข่งขันแบบไฮบริดอย่างแท้จริง ด้วยการแสดงผลทั้งแบบกายภาพ, เซิร์ฟเวอร์เสมือนจริง, ข้อมูล และฟังก์ชั่นการประมวลผลแบบไร้เซิร์ฟเวอร์ (serverless) ซึ่งจะรองรับการประมวลผลและเวิร์คโหลดที่แตกต่างกัน โดยทั้งหมดนี้จะถูกปรับใช้ผ่านรหัสโครงสร้างพื้นฐานอัตโนมัติ โดย NTT สามารถรองรับการเข้าชมจากแฟนๆ ได้หลากหลาย และการให้บริการในการดำเนินงานสำหรับ A.S.O ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกตรวจสอบโดย Services Portal ของ NTT และทีมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่เชื่อมต่อผ่านบริการ Managed Collaboration Service ของ NTT เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อที่ดีกว่า ไม่ว่าการแข่งขันจะจัดขึ้นที่ใด และไม่ว่าคอมพิวเตอร์ หรือแอพพลิเคชั่น และผู้ใช้งานจะอยู่ที่ใดก็ตาม

การสร้าง Digital Twin ยังหมายถึงการเชื่อมต่อที่ดียิ่งขึ้นของอุปกรณ์และยานพาหนะ ตลอดจนแอพพลิเคชั่นและแพลตฟอร์มที่เข้าถึงบริการทั้งในโฮสต์บนคลาวด์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์แบบสาธารณะ, คลาวด์ส่วนตัว หรือแบบไฮบริด ไม่ว่าโฮสต์จะเป็นอะไรก็ตาม สำหรับ A.S.O ข้อมูลจะเป็นหัวใจหลัก ไม่เพียงเท่านั้นยังรวมถึงการทำความเข้าใจข้อมูลในสถานะที่แตกต่างกัน รวมถึงวิธีการรวบรวมและใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้สำหรับแฟนๆ สื่อมวลชน หรือแม้แต่ทีมนักปั่นจักรยาน

เกรย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำๆ สำหรับหลายองค์กร คือในขณะที่พวกเขาสำรวจการแพร่ระบาดของไวรัส คือการทำอย่างไรให้มั่นใจว่าลูกค้าจะตอบสนองความต้องการและข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งความสามารถในการปรับตัวเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นพันธมิตรกับ A.S.O โดยเรากำลังช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรมตูร์เดอฟรองซ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แฟนๆ นับล้านจากทั่วโลกต่างรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ โดยในแต่ละปีเงินเดิมพันจะเพิ่มขึ้นเมื่อเราสร้างวิธีใหม่ๆ ในการเข้าถึงการแข่งขัน และมีส่วนร่วมกับผู้คนมากขึ้นในรูปแบบใหม่และน่าตื่นเต้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อคุณพิจารณาถึงความซับซ้อนของการแข่งขันนี้

ยานน์ เลอ โมนเนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ A.S.O ให้ความเห็นว่า เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เราสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยความเร็วที่แฟนๆ คาดหวังจากแอพพลิเคชั่นบนมือถือและบนคลาวด์ ในขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลเชิงลึกของเหตุการณ์ระหว่างการแข่งขัน การวิเคราะห์ที่สมบูรณ์ และดิจิทัลโซลูชั่นอัจฉริยะ  ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2558 เราได้นำการปรับปรุงด้านดิจิทัลอย่างมากมายมาสู่การแข่งขัน เพื่อสร้างประสบการณ์ Connected Fanที่ดีที่สุด และในปีนี้ก็ไม่ต่างกัน โดยเราจะมอบประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลบนทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในโลกใบนี้ก็ตาม

 

เกี่ยวกับเอ็นทีที

NTT Ltd. เป็นบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เราร่วมมือกับองค์กรต่างๆทั่วโลกเพื่อกำหนดและบรรลุผลผ่านโซลูชั่นเทคโนโลยีอัจฉริยะ สำหรับเราแล้วความชาญฉลาดหมายถึงการขับเคลื่อนข้อมูลการเชื่อมต่อดิจิทัลและความปลอดภัย ในฐานะผู้ให้บริการไอซีทีระดับโลกเรามีพนักงานมากกว่า 40,000 คนประจำอยู่ตามสำนักงานสาขาทั่วโลก ครอบคลุม 57ประเทศ และมีการแลกเปลี่ยนทางการค้าใน 73 ประเทศ พร้อมทั้งให้บริการมากกว่า 200 ประเทศ และเมื่อร่วมมือกันเราสามารถสร้างสรรค์อนาคตที่ทุกอย่างเชื่อมถึงกัน ข้อมูลเพิ่มเติม เยี่ยมชมได้ที่ hello.global.ntt

  

เกี่ยวกับ A.S.O

Amaury Sport Organisation เป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของ ออกแบบ และจัดงานกีฬาระดับนานาชาติชั้นนำ เชี่ยวชาญในกิจกรรมกลางแจ้ง “non-stadia” โดยมีความรู้ภายในเกี่ยวกับอาชีพที่เชื่อมโยงกับองค์กร สื่อ และการขายการแข่งขันกีฬา โดย A.S.O จัดการแข่งขัน 240 วันต่อปี โดยมี 90 งานใน 25 ประเทศ A.S.O มีส่วนร่วมในกีฬาสำคัญ 5 ประเภท ได้แก่ การปั่นจักรยานกับ Le Tour de France กีฬาแข่งรถกับ Dakar การแล่นเรือกับ Tour Voile งานด้านสื่อมวลชนกับ Schneider Electric Marathon de Paris และกอล์ฟกับ Lacoste Ladies Open de France Amaury Sport Organisation เป็นบริษัทในเครือ Amaury Group สื่อและกลุ่มกีฬาที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ L’Equipe

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ntt-digital-twin/

Fortinet เปิดตัว Next-Generation Firewall รุ่นใหม่ เร็วที่สุดในตลาด สำหรับการใช้งาน 5G และ SASE

Fortinet ผู้นำทางด้าน Cybersecurity ประกาศเปิดตัว Fortigate 7121F สำหรับปกป้องเครือข่าย 5G และทำ Enterprise Zero Trust Access โดยเฉพาะ โดยมีความเร็วมากที่สุดในตลาด พร้อมกันนี้ยังประกาศเปิดตัว FortiExtender 511F ที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ Wireless WAN 5G สำหรับ SD-WAN และ SASE

Credit: Fortinet

การเติบโตของเทคโนโลยี 5G ทำให้องค์กรหันมาใช้งานเครือข่าย 5G เป็นเส้นทางหลักเพื่อทำการเชื่อมต่อเข้าสู่ส่วนกลางมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีข้อดีในเรื่อง Latency ที่ต่ำและได้ Throughput ที่สูง ในขณะเดียวก็นำมาซึ่งความเสี่ยงในการถูกโจมตีมากขึ้น Foritinet จึงได้เปิดตัวโซลูชันที่ออกแบบมาสำหรับช่วยเสริมความมั่นคงปลอดในการเชื่อมต่อจากระบบเครือข่าย 5G โดยเฉพาะ ซึ่งรองรับการใช้งานสำหรับองค์กรขนาดใหญ่และ Mobile Operator

Fortigate 7121F appliance นั้นใช้ SPU ASIC รุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถทำความเร็วในการประมวลผลได้สูง มีความเร็ว Security Compute Rating สูงที่สุดในตลาด โดยมีความเร็วในการประมวลผลที่ 1.89 Tbps มีความสามารถในการทำ Threat Protection ที่ 520Gbps และยังมีความเร็วในการทำ SSL decryption ที่ 540 Gbps ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยในท้องตลาดถึง 19 เท่า โดยตัวอุปกรณ์มีพอร์ทเชื่อมต่อความเร็ว 400Gbps เพื่อรองรับการเชื่อมต่อระดับ Data Center ทั้งนี้ยังมี FortiGuard Service ที่ใช้ AI ในการตรวจจับเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยง และสามารถวิเคราะห์การเข้ารหัสข้อมูลแบบ TLS 1.3 ได้ เพื่อให้มันใจว่าจะสามารถตรวจจับภัยคุกคามต่างๆที่ซ่อนตัวอยู่ในรูปแบบการเข้ารหัสได้

นอกจากนี้ Fortinet ยังเปิดตัว FortiExtender 511F สำหรับใช้งานกับเครือข่าย 5G หรือ Secure Access Service Edge (SASE) โดยเฉพาะ โดยตัวอุปกรณ์รองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายผ่านระบบ 5G แบบ 6 GHz ช่วยยกระดับความเร็วในการเชื่อมต่อได้ถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับเครือข่าย LTE แบบเดิม ทั้งนี้อุปกรณ์สามารถทำหน้าที่เป็น WAN edge และ Next-generation Firewall ได้ในตัวเดียว มีความสามารถในการตรวจสอบทราฟฟิคที่เข้ารหัส, ทำ Multi-path steering และ Self-healing connection

ที่มา: https://www.fortinet.com/corporate/about-us/newsroom/press-releases/2021/fortinet-extends-security-fabric-worlds-fastest-ngfw-5g-connectivity-sase

from:https://www.techtalkthai.com/fortinet-announces-new-next-generation-firewall-with-highest-performance-for-5g-connectivity-and-sase/

Red Hat ประกาศเปิดตัวโซลูชันสำหรับ Edge Computing และออกอัปเดต RHEL 8.4

Red Hat ประกาศเปิดตัวโซลุชัน Red Hat Edge สำหรับ Edge Computing โดยเฉพาะ พร้อมประกาศอัปเดต Red Hat Enterprise Linux 8.4

Credit: Red Hat

Red Hat Edge

Red Hat Edge เป็นโซลูชันที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานกับ Edge Computing โดยเฉพาะ เหมาะสำหรับองค์กรต่างๆที่มีการเก็บข้อมูลจาก Edge Location เช่น Telecom, Smart Automobile หรือ Enterprise Device โดย Red Hat Edge เป็นการผสานเอาโซลูชันต่างๆของ Red Hat มาประกอบกันเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่เหมาะกับการติดตั้งที่ Edge Location โดยมีส่วนประกอบดังนี้

  • Red Hat Openshift: รองรับการติดตั้งแบบ 3-node cluster และ Remote worker node ทำให้สามารถติดตั้งในพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัดได้
  • Red Hat Advanced Cluster Management for Kubernetes: สามารถบริหารจัดการ Edge Computing ได้ในลักษณะเดียวกับ Hybrid Cloud
  • Red Hat Ansible Automation Platform: สามารถสร้าง Automate Workflow ได้ เพื่อใช้ในบริหารจัดการ Software Stack ที่ Edge Location
  • Red Hat Integration: ใช้สำหรับเชื่อมต่อแอปพลิเคชันและข้อมูลระหว่าง Edge Location และ Hybrid Cloud
  • Red Hat Data Services: ใช้สำหรับจัดเก็บ วิเคราะห์ และกระจายข้อมูลระหว่าง Edge Location และ Data Center ได้

Red Hat Enterprise Linux 8.4

Red Hat ยังได้ประกาศเปิดตัว Red Hat Enterprise Linux 8.4 อีกด้วย ซึ่งมีการปรับแต่งให้สามารถทำงานกับ Edge Computing ได้ดีขึ้น โดยมีจุดเด่นดังนี้

  • ใช้ Podman เป็น Container engine ช่วยให้สามารถบริหารจัดการ Container ที่อยู่ภายใน Edge Location ได้อย่างง่ายดายและมีความปลอดภัย
  • ปรับปรุง Image Builder ช่วยให้สามารถปรับแต่ง Installation Image สำหรับ Edge Computing ได้ดีขึ้น
  • เพิ่ม Red Hat Universal Base Image (UBI) แบบ Micro image ที่มีขนาดเล็ก สำหรับใช้งานกับ Edge Computing
  • ปรับปรุง Red Hat Insights Subscription เพื่อใช้ในการตรวจสอบภาพรวมการใช้งาน Cloud-based application โดยรองรับการตรวจสอบ Red Hat Cloud Access
  • ปรับปรุง Red Hat Enterprise Linux Web Console สำหรับใช้ในการ Patch และ Update ระบบ
  • ปรับปรุงด้านความปลอดภัยด้วย Red Hat Enterprise Linux System for Crypto Policy และ Network-Bound Disk Encryption (NBDE) แบบ Container สามารถทำงานใน Distributed Environment ได้

Red Hat Enterprise Linux 8.4 จะเปิดตัวแบบ Generally Available (GA) ภายในไม่กี่อาทิตย์ถัดจากนี้ โดยผู้ที่ใช้งานสามารถดาวน์โหลดได้จาก Red Hat customer portal

ที่มา: https://www.redhat.com/en/about/press-releases/red-hat-powers-next-wave-edge-computing-latest-version-worlds-leading-enterprise-linux-platform

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-announces-solution-for-edge-computing-and-rhel-8-4/

[Guest Post] การ์ทเนอร์คาดมูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ทั่วโลกปี 64 โตพุ่ง 23%

เผยเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่สร้างกระแสการใช้งานเป็นปัจจัยผลักดันการใช้จ่ายคลาวด์

นายซิด นาณ รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์

 

การ์ทเนอร์ อิงค์คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ทั่วโลกในปีนี้โตขึ้น 23.1% คิดเป็นมูลค่าถึง 332.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 270 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่แล้ว

นายซิด นาณ รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เหตุการณ์ในปีที่แล้วทำให้ซีอีโอสามารถเอาชนะความไม่มั่นใจในการย้ายภารกิจสำคัญ ๆ จากการเก็บข้อมูลภายในองค์กรไปไว้บนระบบคลาวด์ถึงแม้ไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาด ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ก็ลดลงอยู่ดี”

เทคโนโลยีเกิดใหม่ อาทิ  Containerization, Virtualization และ Edge Computing จะถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายและช่วยขับเคลื่อนมูลค่าการใช้จ่ายคลาวด์ให้เติบโตมากขึ้น หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การแพร่ระบาดกระตุ้นให้ซีไอโอหันมาใส่ใจบริการคลาวด์อย่างจริงจังนั่นเอง”

แม้มีความท้าทายด้านเศรษฐกิจระดับมหภาค แต่การให้บริการคลาวด์สาธารณะกลับกำลังเบ่งบานอย่างมาก โดยเฉพาะ Software as a Service (SaaS) ยังเป็นกลุ่มตลาดใหญ่ที่สุด คาดว่าในปี 2564 จะมีมูลค่าสูงถึง 122.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากความต้องการแอพพลิเคชั่นแบบผสมผสานนั้นต้องใช้ประสบการณ์ SaaS รูปแบบต่าง ๆ มาประกอบ (ดูตารางที่ 1) ในปี 2564 ตลาด Infrastructure-as-a-Service (IaaS) และตลาด Desktop-as-a-Service (DaaS) จะเติบโตสูงสุดที่ 38.5% และ 67.7% ตามลำดับ เนื่องจากซีไอโอต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการปรับขนาดโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับปริมาณงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไปสู่ระบบคลาวด์ รวมถึงความต้องการของทีมงานในการทำงานแบบไฮบริด

 

ตารางที่ 1 คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้งานทั่วโลก (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

 

2563

2564

2565

Cloud Business Process Services (BPaaS)

46,131

50,165

53,121

Cloud Application Infrastructure Services (PaaS)

46,335

59,451

71,525

Cloud Application Services (SaaS)

102,798

122,633

145,377

Cloud Management and Security Services

14,323

16,029

18,006

Cloud System Infrastructure Services (IaaS)

59,225

82,023

106,800

Desktop as a Service (DaaS)

1,220

2,046

2,667

มูลค่ารวมทั้งตลาด

270,033

332,349

397,496

BPaaS = business process as a service; IaaS = infrastructure as a service; PaaS = platform as a service; SaaS = software as a service
หมายเหตุ: ผลรวมอาจไม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการปัดเศษ   ที่มา: การ์ทเนอร์ (เมษายน 2564)

 

ขณะที่หลายองค์กรทั่วโลกต่างระดมสรรพกำลังครั้งใหญ่เพื่อผลิตและแจกจ่ายการฉีดวัคซีน COVID-19 ให้ทั่วถึง แอปพลิเคชันที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม SaaS เอื้อให้เราได้ทำงานที่มีความจำเป็นในรูปแบบใหม่ อาทิ ระบบอัตโนมัติและห่วงโซอุปทานที่กลายเป็นภารกิจสำคัญ แอปพลิเคชันต่าง ๆ ดังกล่าวแสดงถึงความน่าเชื่อถือของการปรับการบริหารจัดการวัคซีนที่ช่วยให้ซีไอโอตรวจสอบความถูกต้องเมื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์

“สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าการใช้งานและการนำระบบคลาวด์มาใช้ในองค์กรต่าง ๆ ในช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตอยู่นั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ การใช้งานจะวิวัฒน์ไปอีกขั้นจากการให้บริการตามรูปแบบการใช้งาน เช่น การวางโครงสร้างพื้นฐานและการสับเปลี่ยนแอปพลิเคชันไปสู่การผสานรวมระบบคลาวด์เข้ากับเทคโนโลยีจำพวก ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ (Internet of Things) เครือข่าย 5G และอื่น ๆ” นาย นาณ กล่าวเพิ่มเติมว่า

“ซึ่งคลาวด์ยังทำหน้าที่ผสานเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกมากมายที่ซีไอโอต้องการใช้งานเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อผลักดันให้องค์กรเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปสู่ศตวรรษหน้าเมื่อผู้บริหารไอทีตระหนักถึงงานที่มีความซับซ้อนและงานในรูปแบบใหม่ ๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการพลิกโฉมตลาด”

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรายงาน “Forecast: Public Cloud Services, Worldwide, 2019-2025, 1Q21 Update.” 

 

งานสัมมนาการเติบโตทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของการ์ทเนอร์ 

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์จะนำเสนอบทวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกระตุ้นการเติบโตของผู้ให้บริการเทคโนโลยี รวมถึงการผลักดันนวัตกรรมและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกิดใหม่ในงาน Gartner Tech Growth & Innovation Conference 2021 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20-21 กรกฎาคม ศกนี้ ในทวีปอเมริกา ติดตามข่าวสารและอัปเดตจากการประชุมทาง Twitter โดยใช้ #GartnerTGI

 

เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของการ์ทเนอร์

แนวทางการปฏิบัติด้านไอทีของการ์ทเนอร์ช่วยให้ซีไอโอและผู้นำด้านไอทีมีข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือต่าง ๆ ในการช่วยขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ คลิกชมข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.gartner.com/en/information-technology ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจากแนวปฏิบัติด้านไอทีของ Gartner บน Twitter และ LinkedIn ได้ที่ #GartnerIT

 

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต 

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด  การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gartner-forecasts-worldwide-public-cloud-end-user-spending-grow-23-percentage-in-2021/

[Guest Post] เดลล์ เทคโนโลยีส์ เปิดตัว เน็กซ์เจน PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ แกนพลังขับเคลื่อน AI พร้อมเอดจ์ คอมพิวติ้ง

สายผลิตภัณฑ์ Dell EMC PowerEdge ใหม่ นำเสนอระบบที่เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับเวิร์กโหลดที่ต้องการพลังในการประมวลสูงในภาคธุรกิจ เพื่อมุ่งสู่เส้นทางของการประมวลผลอัตโนมัติ (autonomous computing)

Dell EMC PowerEdge Rack Family

 

  • เดลล์ เทคโนโลยีส์ ปรับสายผลิตภัณฑ์ Dell EMC PowerEdge ด้วยเซิร์ฟเวอร์ เน็กซ์เจนใหม่ 17 รุ่นที่สามารถช่วยให้องค์กรธุรกิจวิเคราะห์และจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าข้อมูลจะถูกเก็บที่ใดก็ตาม
  • Dell EMC PowerEdge XE8545 และ R750xa ใหม่มอบความสามารถในการเร่งประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการกับเวิร์กโหลดที่ต้องการใช้ข้อมูลมหาศาลมากที่สุด
  • เริ่มตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการสิ้นสุดการใช้งาน ระบบการรักษาความปลอดภัยและนวัตกรรมเพื่อความยืดหยุ่นบนไซเบอร์ (cyber-resilient innovation) ที่ได้รับการเสริมประสิทธิภาพจะปกป้องเซิร์ฟเวอร์ไปตลอดอายุการทำงานของตัวเครื่อง
  • ความสามารถในการประหยัดพลังงาน (Energy efficiency) เพิ่มขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเซิร์ฟเวอร์รุ่นก่อนหน้านี้ 

 

เดลล์ เทคโนโลยีส์ มุ่งหน้าสู่เน็กซ์เจนของการประมวลผลข้อมูลด้วยการเปิดตัวสายผลิตภัณฑ์ Dell EMC PowerEdge ที่ทรงพลังและมีความปลอดภัยสูงสุด ด้วยเซิร์ฟเวอร์ที่ออกมาใหม่นี้ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ได้เปิดเส้นทางเพื่อมุ่งตรงสู่โครงสร้างพื้นฐานแบบอัตโนมัติ (autonomous infrastructure) เพื่อมอบประสิทธิภาพทางด้านไอทีที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อตอบรับการทำงานของ AI และเพื่อจัดการกับความต้องการใช้งานด้านไอทีเพื่อการประมวลผลที่ปลายทาง (edge)

สายผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ที่ขายดีที่สุดในโลกมอบพลังที่จำเป็นในการที่จะได้มา รวมถึงการดำเนินการกับข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์จากดาต้าที่ถูกจัดเก็บอยู่ตามที่ต่างๆ ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์กลาง ไปจนถึงพับลิคคลาวด์ต่างๆ และพื้นที่จัดเก็บที่ปลายทาง (edge locations) ลองนึกภาพใหม่ว่าด้วย PowerEdge เซิฟเวอร์ใหม่ทั้ง 17 รุ่นที่มาพร้อมกับสิทธิบัตรที่มากถึง 1,100 สิทธิบัตรที่เดลล์เป็นเจ้าของหรือจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา เซิร์ฟเวอร์ใหม่ทั้งหมดนี้จะมอบประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานให้ในปัจจุบัน

 

นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์

 

“ดาต้าได้ถูกสร้างขึ้นและนำมาใช้ในทุกๆ ที่ตลอดเวลามากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็น และองค์กรต่างๆ ถูกท้าทายให้สามารถจัดการกับดาต้าเหล่านั้นให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “ในขณะที่เราคิดค้นนวัตกรรมเพื่ออนาคตทางด้านไอที ระบบอัตโนมัติในระดับแอดวานซ์คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีไม่ว่าโครงสร้างพื้นฐานจะวางอยู่ที่ใดก็ตาม โดย PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ใหม่ของเรานำเสนอประสิทธิภาพที่สูงกว่าระดับเดิมเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเร่งความเร็วในการสร้างข้อมูลเชิงลึกและก้าวไปสู่การประมวลผลอัตโนมัติ (autonomous compute)”

นายอภิชาติ อัศวาดิศยางกูร ผู้อำนวยการฝ่าย Data Center & Computer เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย

 

“เนื่องจากทั้งปริมาณและความเร็วของข้อมูลยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและธุรกิจต่างก็พยายามในการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลในเชิงลึกเพื่อการดำเนินงานจากแหล่งข้อมูลต่างๆกัน นั่นหมายความว่าองค์กรธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ๆทางไอทีและที่มากยิ่งไปกว่าเดิม นั่นคือองค์กรต่างต้องการความสามารถในการประมวลผลที่ตรงตามความต้องการเฉพาะด้านมากขึ้น สายผลิตภัณฑ์ เน็กซ์เจน PowerEdge ของเราได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้” นายอภิชาติ อัศวาดิศยางกูร ผู้อำนวยการฝ่าย Data Center & Computer เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย กล่าว “นี่คือสายผลิตภัณฑ์ PowerEdge ที่กว้างที่สุดเท่าที่เราเคยประกาศมา แพลตฟอร์มใหม่ของเราได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมให้มอบความสามารถในการประมวลผลแบบ adaptive compute ได้อย่างแท้จริงและช่วยให้เกิดระบบการทำงานแบบอัจฉริยะ (intelligent systems) ที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานการประมวลแบบผลอัตโนมัติที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับแอปพลิเคชันสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันที่ต้องการพลังในการประมวลผลสูงหรือมีความซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ความก้าวหน้าเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถเพิ่มผลผลิตได้สูงสุด อีกทั้งยังมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเร่งระยะเวลาการสร้างสรรค์นวัตกรรมภายในองค์กรของพวกเขา”

นายฐิตพล บุญประสิทธิ์ ผู้อำนวยการช่องทางการจัดจำหน่าย เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “พันธมิตรช่องทางธุรกิจของเราคือส่วนสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จโดยรวมของเราในนำเข้าสู่การเดินทางสู่การปฏิรูปทางดิจิทัล สายผลิตภัณฑ์ Dell EMC PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ใหม่ ช่วยให้พันธมิตรของเราขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีกำไรในการดำเนินธุรกิจด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีแบบครบวงจร (end-to-end) ที่มีความยืดหยุ่นสำหรับลูกค้าที่มองหาการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเติบโตในยุคของการดำเนินการเพื่อการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง หรือดิสรัปชัน”

การประมวลผลอัตโนมัติ (Autonomous compute) ช่วยให้ลูกค้าได้ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถปรับการใช้งานได้ด้วยตัวเอง (self-deployed) ทำโพรวิชั่นด้วยตัวเอง (self-provisioned) และจัดการด้วยตัวเอง (self-managed) อย่างเต็มที่ในอนาคต ปัจจุบัน ด้วยการทำงานผ่าน Dell EMC OpenManage Enterprise เครื่อง PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ และการจัดการระบบสามารถช่วยประหยัดเวลาได้ถึง 85 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ยและลดขั้นตอนอีกนับหลายสิบขั้นตอนด้วยระบบอัตโนมัติ

 

ประสิทธิภาพสูงสุดช่วยให้ธุรกิจบรรลุถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

การเพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีล่าสุดจาก AMD และ Intel ทำให้ PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ใหม่มอบพลังในการประมวลผลที่จำเป็นให้กับเวิร์กโหลดและแอปพลิเคชันที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสุดของลูกค้า ตัวอย่างของความก้าวหน้า ได้แก่:

  • PowerEdge R6515 ซึ่งมากับ 3rd Generation AMD EPYC™ โพรเซสเซอร์ ที่เร่งความสามารถในการประมวลผลข้อมูลได้สูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ในฐานบิ๊กดาต้าของ Hadoop ซึ่งช่วยเร่งเวลาสำหรับข้อมูลในเชิงลึก
  • PowerEdge R750 ด้วยโพรเซสเซอร์ 3rd Generation Intel® Xeon® Scalable ที่กำลังจะมาถึง มอบประสิทธิภาพที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้นถึง 43 เปอร์เซ็นต์ในการแก้สมการเชิงเส้นคู่ขนานจำนวนมาก รองรับเวิร์กโหลดที่ต้องใช้การประมวลผลมากที่สุด
        Dell EMC PowerEdge R750

 

“ด้วยสภาพแวดล้อมแบบเวอร์ชวลไลซ์ในการที่เราใช้งาน PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ เราจึงมีความคล่องตัวในโยกย้ายเวิร์กโหลดได้ตามต้องการ” โจเอล เวตท์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี Overstock.com กล่าว “ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล การเพิ่มขึ้นของทราฟฟิกของลูกค้า หรือเวิร์กโหลดในส่วนที่มากจากแมชชีนเลิร์นนิ่งที่จำเป็นต้องจัดการให้เสร็จอย่างรวดเร็ว เราสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการด้านต่างๆ ของธุรกิจได้ด้วยความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของ PowerEdge เซิร์ฟเวอร์”

 

ปรับประสิทธิภาพสูงสุดด้วย AI เพื่อจัดการกับเวิร์กโหลดที่ใต้องการปริมาณข้อมูลมากที่สุด

ปัจจุบัน PowerEdge เซิร์ฟเวอร์มาพร้อมกับ PCIe Gen 4.0 ที่เพิ่มประสิทธิภาพของปริมาณงาน (throughput) ขึ้นเป็นสองเท่าจากรุ่นก่อนหน้า และเพิ่มตัวเร่งความเร็วสูงสุดหกตัวต่อเซิร์ฟเวอร์เพื่อรองรับเวิร์กโหลดที่ท้าทายและที่ต้องการการใช้งานปริมาณดาต้าเป็นจำนวนมากที่สุด เทคโนโลยีเหล่านี้เมื่อทำงานควบคู่ไปกับระบบอัตโนมัติอัจฉริยะของ PowerEdge ทำให้นี่คือสายผลิตภัณฑ์ PowerEdge ที่รองรับการทำงาน AI ได้สูงที่สุดในปัจจุบันทำให้องค์กรสามารถคาดการณ์และตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

สายผลิตภัณฑ์ PowerEdge ล่าสุด ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์แบบ accelerator-optimized 2 รุ่นที่เปลี่ยนโฉมใหม่หมด (all-new) ได้แก่

  • PowerEdge XE8545 แหล่งกำเนิดพลัง (powerhouse) สำหรับเวิร์กโหลดด้าน AI เสริมพลังให้กับ HPC Ready Solution ล่าสุดสำหรับ AI และ Data Analytics ทำให้ง่ายต่อการรัน AI วิเคราะห์ และประมวลผลเวิร์กโหลดในระดับแอดวานซ์ภายในระบบเดียว ทั้งนี้ PowerEdge XE8545 ประกอบด้วย 3rd Generation AMD EPYC โพรเซสเซอร์ที่มากถึง 128 คอร์ มาพร้อมกับ NVIDIA A100 GPU สี่ตัว และซอฟต์แวร์เสริมประสิทธิภาพ NVIDIA’s vGPU ในซ็อกเก็ตแบบดูอัล 4U rack เซิร์ฟเวอร์
  • PowerEdge R750xa สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเร่งความเร็ว มอบประสิทธิภาพที่แน่นหนาของ GPU (GPU-dense) ในการเทรนแมชชีนเลิร์นนิ่ง การวินิจฉัย ตลอดจน AI ด้วยการสนับสนุนจากชุดซอฟต์แวร์ NVIDIA AI Enterprise ที่เป็นสิทธิ์เฉพาะสำหรับ VMware vSphere 7 Update 2 โดยเซิร์ฟเวอร์ 2U แบบ dual socket ถูกขับเคลื่อนโดย 3rd Generation Intel® Xeon® Scalable โพรเซสเซอร์ และรองรับ GPU แบบ double-wide สูงสุดสี่ตัวและ GPU แบบ single-wide 6 ตัว
                     Dell EMC PoerEdge R650

 

เซิร์ฟเวอร์ที่มีความทนทานสูงในรูปทรงแบบ short-depth ที่นำพาระบบไอทีไปสู่พื้นที่ปลายทาง (edge)

สร้างขึ้นเพื่อให้สามารถขยายขอบเขตการทำงานไปสู่สภาพแวดล้อมที่อยู่ห่างไกลและสมบุกสมบัน ปัจจุบัน สายผลิตภัณฑ์ PowerEdge ใหม่ได้เสริม PowerEdge XR11 และ XR12 ใหม่ที่นำประสิทธิภาพและความปลอดภัยระดับองค์กรมาสู่รูปแบบเซิร์ฟเวอร์ที่มีความทนทาน ด้วยแชสซีที่แข็งแกร่งที่ใช้พื้นที่การจัดวางที่มีขนาดเล็กและรองรับตัวเร่งความเร็วที่หลากหลาย เซิร์ฟเวอร์ที่มีรูปทรงกระทัดรัดอย่าง XR11 และXR12 ซึ่งทำงานบน ได้รับการถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเวิร์กโหลดที่ปลายทางที่เพิ่มมากขึ้น

“โครงสร้างพื้นฐานมีการพัฒนาไปไกลกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ และตัวเวิร์กโหลดที่ปลายทาง หรือที่ edge เองก็ทวีความซับซ้อนมากขึ้น” แพทริค มัวร์เฮด ผู้ก่อตั้งและประธาน Moor Insights & Strategy กล่าว “เซิร์ฟเวอร์และโซลูชันการจัดการอัจฉริยะของเดลล์ทำให้องค์กรมีตัวเลือกในการประมวลผลและมีทูลส์ที่ช่วยรันเวิร์กโหลดที่มีความซับซ้อนอย่างที่สุดจากดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่ปลายทาง หรือในทุกที่ที่ต้องการ”

 

การรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งในตัวเพื่อการป้องกันแบบ end-to-end

องค์กรทั่วโลกรายงานความกังวลอันดับต้น ๆ ของพวกเขาเกี่ยวกับเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลคือความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ 6 สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่นทางไซเบอร์ cyber-resilient architectureและ Root of Trust รากแห่งความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับอย่างดีแนวทางที่ครอบคลุมของสายผลิตภัณฑ์ใหม่ช่วยให้ PowerEdge เซิร์ฟเวอร์มีความปลอดภัยตลอดเวลาตลอดวงจรการทำงานตั้งแต่ในสายการผลิต การนำมาใช้งาน และอื่นๆ

ทั้งนี้ การรักษาความปลอดภัยได้เริ่มต้นก่อนมีการปรับใช้ด้วย Dell Technologies Secured Component Verification ซึ่งเป็นข้อเสนอแรกสำหรับเซิร์ฟเวอร์ และเป็นส่วนเสริมไปยังกระบวนการรับรอง Secure Supply Chain ของเดลล์ ด้วยคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ PowerEdge UEFI Secure Boot Customization ทำให้การรักษาความปลอดภัยในการบูตสามารถจัดการได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการโจมตีที่ดีขึ้น

 

Dell EMC PoerEdge R750xa GPU Internal

 

การระบายความร้อนแบบประหยัดพลังงานออกแบบโดยคำนึงถึงความยั่งยืน

ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานมีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและต่อลูกค้าของเราตลอดจนคำมั่นในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเรานั้นผนึกแน่นอยู่ในทุกสิ่งที่เราทำ ด้วยการออกแบบแชสซีอย่างมีเอกลักษณ์ เซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่มาพร้อมพัดลมแบบท่อและระบบระบายความร้อนแบบปรับได้เพื่อการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์จากรุ่นก่อนหน้า ควบคู่ไปกับการระบายความร้อนแบบหลายเวกเตอร์ PowerEdge จะนำกระแสลมไปยังส่วนที่ร้อนที่สุดของเซิร์ฟเวอร์เพื่อระบายความร้อนที่ดีที่สุด โดย Direct Liquid Cooling สามารถพร้อมใช้งานในเซิร์ฟเวอร์บางรุ่นที่มากับเทคโนโลยีตรวจจับการรั่วไหลเพื่อค้นหาและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

Dell EMC_pefx_fx2_mx7000_vrtx_C6520_Family

 

ความพร้อมในการวางตลาด

  • Dell EMC PowerEdge C6525, R7525, R6525, R7515 และ R6515 เซิร์ฟเวอร์มาพร้อม 3rd Generation AMD EPYCTM  โพรเซสเซอร์ วางตลาดทั่วโลกแล้ว
  • Dell EMC PowerEdge XE8545 เซิร์ฟเวอร์ พร้อม 3rd Generation AMD EPYC โปรเซสเซอร์ และ NVIDIA A100 GPUs วางตลาดทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว  
  • Dell EMC PowerEdge C6520, MX750c, R750, R750xa, R650 เซิร์ฟเวอร์และ 3rd Generation Intel® Xeon® Scalable โพรเซสเซอร์ จะวางตลาดทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม 2564
  • Dell EMC PowerEdge R750xs, R650xs, R550, R450, และPowerEdge XR11 และ XR12 ที่แข็งแกร่ง จะออกสู่ตลาดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

 

ปีเตอร์ แชมเบอร์ กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค AMD

 “ความสัมพันธ์กับ AMD และเดลล์ เทคโนโลยีส์ ในดาต้าเซ็นเตอร์ทวีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการเปิดตัว 3rd Gen AMD EPYC server CPUs ที่วางตลาดแล้วพร้อมกับสายผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ Dell EMC PowerEdge ด้วยการผนึกกำลังคู่กัน เราไม่เพียงส่งมอบเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในโลกให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กรระดับเอนเทอร์ไพรส์เท่านั้น หากแต่ยังเพิ่มขีดความสามารถของ AI ให้สูงกว่าขอบเขตเดิมๆ ด้วย PowerEdge XE8545”

ลิซ่า สเปลแมน รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ผลิตภัณฑ์ PowerEdge XE8545

“เดลล์ เทคโนโลยีส์ และอินเทล มีความมุ่งมั่นในการที่จะแก้ไขสิ่งที่เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่างๆ ของลูกค้า และเราเชื่อว่า PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ใหม่ของเดลล์ซึ่งขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากแพลตฟอร์ม 3rd Generation Xeon scalable ที่กำลังมาของอินเทล จะมอบฐานรากให้กับลูกค้าเพื่อความสำเร็จแบบก้าวกระโดดทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความสามารถในการปรับขยายตามความต้องการในการทำงาน (scalability) การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนด้าน AI ในดาต้าเซ็นเตอร์”

ฟิล ดิคแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ Intuit Technologies

“เราประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้สำหรับลูกค้าของเราด้วยร่วมมือกับเดลล์ เทคโนโลยีส์ ตลอดเวลา เราสามารถมองเห็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่จากโซลูชันการประมวลผลที่มีแข็งแกร่งและยืดหยุ่นของเดลล์มาโดยตลอด และสายผลิตภัณฑ์เน็กซ์เจน Dell EMC PowerEdge นี้ได้นำพาความสามารถนี้ขึ้นไปอีกระดับขั้น ด้วยความสามารถของ PCIe Gen 4.0 และ AI-enabled โซลูชันใหม่เหล่านี้จะช่วยให้เราทุกคนก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีการประมวลผลที่ปลายทาง หรือ edge computing”

แมทท์ ฮัฟฟ์ ประธาน Redapt

“เวิร์กโหลดกำลังทวีความซับซ้อนและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อธุรกิจเพิ่มมากขึ้นและลูกค้าเองก็ต้องการโซลูชันระดับแอดวานซ์ที่มีความปลอดภัยในการจัดการกับเวิร์กโหลดเหล่านั้น ด้วยเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ใหม่ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ เราสามารถเสริมพลังให้กับลูกค้าในการใช้ประโยชน์จากสายผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์และเทคโนโลยีการจัดการระบบที่ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถสูงสุดเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไม่ว่าพวกเขาจะต้องการสิ่งใดก็ตาม” 

 

เกี่ยวกับเดลล์ เทคโนโลยีส์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ช่วยให้องค์กรธุรกิจและปัจเจกบุคคลสร้างอนาคตดิจิทัล พร้อมช่วยปฏิรูปทั้งรูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิต และการพักผ่อน เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าด้วยสายผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและการบริการที่กว้างที่สุด และมีความเป็นนวัตกรรมอย่างสูงสุดในยุคของข้อมูล (data era)

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-dell-emc-poweredge/

[Guest Post] อนาคตโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจค้าปลีก ขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่ยืดหยุ่น และเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์

โดย ราเจช ธานการาจ Edge Solutions Evangelist หน่วยธุรกิจ Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

 

สิ่งที่เกิดในปี 2020 ได้เปลี่ยนแนวทางการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในอุตสาหกรรมค้าปลีก ด้วยข้อจำกัดที่ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความไม่แน่นอนที่อาจทำให้เกิดการล็อคดาวน์ขึ้นอีกในอนาคต ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ค้าปลีกไม่สามารถพึ่งพาแค่การขายหน้าร้านอย่างเดียวเพื่อสร้างยอดขายได้อีกต่อไป

โดยเฉพาะผู้บริโภคในช่วงเวลานี้ ต่างกำลังมองหาทางเลือกอื่นในการช็อปปิ้ง เช่น การสั่งซื้อทางออนไลน์ ที่มีบริการจัดส่งให้ถึงบ้าน หรือการคลิกซื้อและไปรับสินค้าที่ร้านค้า หรือดูสินค้าจากเว็บและไปช้อปปิ้งที่ร้านค้า ผู้บริโภคล้วนต้องการหาทางเลือกที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและให้ความสะดวกสบายสูงสุดในการจับจ่ายสินค้า

การจะประสบความสำเร็จได้ ผู้ค้าปลีกต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัล และทางเลือกเรื่องของระบบออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตัวตนในระบบดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งผู้ค้าปลีกสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าฐานลูกค้าที่มีอยู่ตามปกติ โดยใช้โฆษณาดิจิทัลเพื่อมุ่งเป้าไปยังผู้บริโภคที่ต้องการเจาะจง และเข้าถึงฐานข้อมูลในรถเข็น (cart) ที่ไม่เคยได้ใส่ใจดู และอื่น ๆ อีกมากมายเพราะความเป็นไปได้นั้นมีอยู่อย่างไม่สิ้นสุด

 

นำเสนอในร้านค้าให้มากกว่า

การนำเสนอที่ครอบคลุมและสอดคล้องกันในทุกภาคส่วน เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการและเพื่อให้ได้ผลที่ดีเยี่ยม ร้านค้าปลีกจำต้องลงทุนในเทคโนโลยีเช่น IoT, AR และ AI

เนื่องจากลูกค้ากลายเป็นผู้ซื้อที่ฉลาดขึ้น พื้นที่ในร้านค้าปลีกจึงจำเป็นต้องนำเสนอมากกว่าแค่การโชว์สินค้า ร้านค้าต้องนำเสนอประสบการณ์ด้านแบรนด์สินค้าที่น่าประทับใจและเป็นที่จดจำ ประสบการณ์ของแบรนด์เหล่านี้อาจเกิดจากการสร้างความผูกพันของลูกค้าด้วยตัวคน (human touch) หรือเทคโนโลยี เช่น VR และ AR ลองนึกภาพร้านค้าที่คุณสามารถเล่นเกมบาสเก็ตบอลด้วยรองเท้าคู่ใหม่ของคุณ หรือคุณได้ลองเสื้อผ้าผ่านกระจก AR โดยไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจริงๆ

พื้นที่ค้าปลีกที่คิดค้นขึ้นใหม่นี้ จะต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้อยู่บนคลาวด์ซะทั้งหมด

 

ประโยชน์ของเอดจ์ (Edge)

…ทำไมต้องใช้ เอดจ์คอมพิวติ้ง (Edge Computing)

…ทำไมไม่ใช่แค่ระบบคลาวด์

แม้การประมวลผลแบบคลาวด์ให้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย รวมถึงศักยภาพในการปรับขยายระบบ พร้อมให้ความยืดหยุ่นก็จริง อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการเชื่อมต่อเครือข่าย และความล่าช้าในการตอบสนอง (latency) ในขณะที่การประมวลผลแบบเอดจ์ ให้ประสิทธิภาพ และการเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ช่วยให้ระบบทำงานต่อไปได้แม้ว่าเครือข่ายจะล้มเหลวก็ตาม

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั่วโลกยังคงมาจากการขายในร้านค้าปกติ ด้วยเหตุนี้ร้านค้าประเภทนี้จึงลงทุนในเรื่องของ อุปกรณ์ช่วยในการประมวลผลที่อยู่ใกล้กับผู้ซื้อมากที่สุด ในส่วนของหน้าร้านของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม จะมีเครือข่ายที่ประกอบด้วย ห้องเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก และเครื่องบันทึกเงินสด พร้อม UPS หรือเครื่องสำรองไฟฟ้าเฉพาะสำหรับร้าน ซึ่งสภาพแวดล้อมเอดจ์แบบใหม่ของร้านค้า จะมุ่งเน้นที่การมอบประสบการณ์ดิจิทัลให้กับลูกค้า และต้องอาศัยแอปพลิเคชันเอดจ์แบบใหม่ที่ให้ข้อมูลที่นำไปใช้งานได้ ในการดำเนินการดังกล่าวฝ่ายไอทีของร้านค้าปลีก ต้องออกแบบจัดวางอุปกรณ์ไอทีไปไว้ที่เอดจ์ หรือใกล้ตำแหน่งการใช้งานที่มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าองค์ประกอบทางกายภาพและในระบบดิจิทัลจะผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้การโฮสต์แอปพลิเคชันเหล่านี้ไว้ที่เอดจ์จะช่วยปรับปรุงเรื่องการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ สินค้าคงคลังและซัพพลายเชน เพื่อช่วยลดต้นทุนได้ด้วย

เนื่องจากเอดจ์ได้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญสำหรับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในพื้นที่ ซึ่งไมโครดาต้าเซ็นเตอร์จะให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการที่สามารถตั้งค่าการทำงานล่วงหน้าได้ในแบบ plug and play ซึ่งโหนดของเอดจ์เหล่านี้จะถูกบริหารจัดการผ่านซอฟต์แวร์ระยะไกล ช่วยให้เจ้าหน้าที่ไอทีสามารถดูแลให้ระบบทำงานต่อไปได้ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ที่หน้างานก็ตาม

 

เทคโนโลยีช่วยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปได้

ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการต้องเสียลูกค้าไปในระหว่างขั้นตอนการชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์หรือในร้านค้าปกติก็ตาม ลูกค้ามักจะไม่อดทนรอในเวลาที่ซอฟต์แวร์ประมวลผลการขายมีปัญหา และต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาทำงานได้ตามปกติ อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับการขายของคุณ ควรลงทุนในเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อให้ทุกอย่างใช้งานได้ดีและต่อเนื่อง เทคโนโลยี อย่างตู้แร็ก หรือ ระบบไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ UPS ระบบรักษาความปลอดภัย ตลอดจนเครื่องมือบริหารจัดการแบบคลาวด์เบส ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของสถาปัตยกรรมเอดจ์ที่แข็งแกร่ง

                                                                                                

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-schneider-eletric-apc-future-retail-infrastucture/

[TTT Virtual Summit 2021 Video] Enabling Innovation and Characteristic at the Edge Computing โดย Dell Technologies

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย TTT Virtual Summit ในหัวข้อเรื่อง “Enabling Innovation and Characteristic at the Edge Computing โดย Dell Technologies” สามารถรับชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้ที่สนใจสามารถรับชมคลิปต่างๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางด้าน Enterprise IT รวมถึง Webinar ย้อนหลังจากทาง TechTalkThai ได้ที่ https://www.youtube.com/channel/UCfPhExRni82PH-N7-5Eyq2g?sub_confirmation=1

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-virtual-summit-2021-video-enabling-innovation-and-characteristic-at-the-edge-computing-by-dell-technologies/

เชิญร่วมสัมมนาฟรี : งาน Aruba Atmosphere Digital ATMD’21

กลับมาอีกครั้ง…..กับงานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ด้านเครือข่ายระดับโลก “Aruba Atmosphere Digital ATMD’21 ภายใต้ธีมงาน “ Your Journey, Your Edge ” ในวันที่ 28 เมษายน 2564 เวลา 09.30 – 12.00 น.

คุณจะได้สัมผัสกับเนื้อหาและประสบการณ์อันน่าทึ่งต่างๆ ผ่านงาน Atmosphere Digital ช่วยให้คุณไม่เพียงแค่เข้าใจถึงโอกาส แต่ยังมอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่าคุณและองค์กรของคุณสามารถก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่ง Edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร? รวมถึงของรางวัลมากมายสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานเท่านั้น!!

“Your Journey, Your Edge” คือการเดินทางขององค์กรต่างๆ ท่ามกลางการปรับตัวมากมายในยุค Digital Transformation ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง WAN หรือเรื่องของ Security ซึ่งไม่ว่าคุณจะตรงไหนของการเดินทางก็ตาม Aruba ก็จะคอยอยู่ที่นั่นเพื่อพาคุณไปยังจุดหมายปลายทาง

โดยมี Keynote คนสำคัญ คือ คุณ Keerti, Founder และ CEO ของ Aruba ซึ่งจะบรรยายภายใต้หัวข้อ “Your Journey, Your Edge : How Edge-to-Cloud Powers Transformation” นั่นคือพูดถึงการเดินทางในยุค Digital Transformation ซึ่งระบบเครือข่ายแบบ Edge-to-Cloud นั้นสามารถช่วยคุณได้ และ Keynote คนถัดมาคือ คุณ Partha, Chief Technology Officer หรือ CTO จาก Aruba บรรยายภายใต้หัวข้อ “Define Your Edge Journey : Reach Your Destination with Aruba ESP” ซึ่งจะช่วยเรานิยามการเดินทางของ Edge ในแบบของเราเอง และนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางด้วย Aruba ESP

นอกจากนี้ภายใน Virtual Event นอกจากมีบรรยายจาก Keynote ต่างๆแล้ว ก็ยังมี Zone ต่างๆที่ให้ข้อมูลน่าสนใจ ที่คุณสามารถเข้าไปเลือกชมได้ เหมือนคุณอยุ่ในงานสัมนาจริงๆ

– ไม่ว่าจะเป็น Innovation Zone บอกเลยว่าโซนนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะ Aruba จะมีการ update innovation ให้ได้ศึกษากันมากกว่า 15 เรื่อง
– Airheads Community ที่รวบรวมข้อมูลจากเคสต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง
– หรือ AIRHEADS LOUNGE ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ทาง Aruba ขออุบไว้ก่อน ถ้าอยากรู้ต้องลงทะเบียนแล้วเข้าไปร่วมกิจกรรมด้วยตัวคุณเอง

ผู้ที่สนใจ สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่ https://qrgo.page.link/byXRj พิเศษด้วยรางวัลมากมายจาก Aruba เพียงแค่

1 : ลงทะเบียน ภายในวันที่ 27 เมษายน และเข้าร่วมงาน ATMD’21 อย่างน้อย 1 session คุณจะได้รับ Grab Voucher มูลค่า 200 บาท ทันที!!

2 : หลังจบงาน ATMD’21 ทีมงานจะส่งอีเมล์ไปเพื่อร่วมกิจกรรม quiz ตามเนื้อหาบรรยาย ซึ่งผู้โชคดีที่ตอบคำถามถูกต้อง จะได้รับของรางวัล ท่านละ 1 รางวัล ซึ่งรางวัลนั้นประกอบด้วย Airpods Pro จำนวน 3 รางวัล, Garmin Vivo Watch จำนวน 3 รางวัล และรางวัลใหญ่ iPad Air จำนวน 1 รางวัล

แล้วพบกันที่งานนะคะ

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-atmosphere-digital-atmd/

อัปเดตนวัตกรรม AI, Business Automation, Edge และ Quantum ล่าสุดสำหรับธุรกิจไทย ในงานสัมมนาออนไลน์ฟรี TTT Virtual Summit  2021: Enterprise Tech & Innovation 23-26 มีนาคม 2021

ธุรกิจองค์กรใดที่กำลังต้องการอัปเดตนวัตกรรมล่าสุดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจในปี 2021 นี้ TechTalkThai ขอเรียนเชิญมาร่วมอัปเดตเทคโนโลยีร่วมกันในงานสัมมนาออนไลน์ฟรี TTT Virtual Summit 2021: Enterprise Tech & Innovation งานสัมมนาออนไลน์ครั้งใหญ่สำหรับทุกท่านที่สนใจในเทคโนโลยีเพื่อการทำธุรกิจ

ครบเครื่องกับเทรนด์ด้านสุดของระบบ IT Innovation เพื่อใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจขององค์กรในทุกอุตสาหกรรม ในวันที่ 23 มีนาคม 2021 นี้ เวลา 13.00น. – 17.30น. กับหัวข้อหลากหลายที่พลาดไม่ได้ ได้แก่

  • “Keynote: งานวิจัยและนวัตกรรมด้าน AI ที่น่าจับตามองในอีก 5 ปีต่อจากนี้” ดร. ปรัชญา บุญขวัญ นักวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) จะมาสรุปอัปเดตล่าสุดถึงความเป็นไปในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในระดับโลกและระดับประเทศไทยที่สามารถนำมาใช้งานจริงได้ รวมถึงแนวโน้มต่างๆ ที่น่าจับตามองทางด้าน AI ในอีก 5 ปีถัดจากนี้ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรไทยได้เตรียมตัวรับมือกับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจครั้งใหญ่ในอนาคต
  • “IBM AI ผู้ช่วยมืออาชีพในยุค New Normal” ทีมงาน IBM จะมาเล่าถึงกรณีการนำ AI ไปประยุกต์ใช้งานในการดำเนินธุรกิจ ในฐานะผู้ช่วยที่ชาญฉลาดของมนุษย์ในการทำงานรูปแบบต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิม จนธุรกิจในอนาคตนั้นไม่อาจขาด AI ได้อีกต่อไป
  • “”พนักงาน” กลไกสำคัญที่ผลักดันให้เกิดผลสำเร็จในการใช้ RPA ในองค์กร” ทีมงาน UiPath ในฐานะของผู้นำด้านระบบ Robotic Process Automation จะมาย้ำเตือนธุรกิจองค์กรไทย ว่าถึงแม้ท่ามกลางโลกที่ทุกอย่างขับเคลื่อนในแบบอัตโนมัตินี้ สุดท้ายแล้วธุรกิจก็ขาดพนักงานคนสำคัญไม่ได้ และการใช้ RPA เพื่อทำ Business Automation ให้ประสบความสำเร็จที่แท้จริงนั้น พนักงานขององค์กรควรจะต้องมีบทบาทอย่างไรในฐานะของ Digital Worker คนสำคัญ
  • “Enabling Innovation and Characteristic at the Edge Computing” ทีมงาน Dell Technologies จะมาพูดถึงหนึ่งในเทรนด์ทางด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในปี 2021 นี้กับ Edge Computing ที่จะนำนวัตกรรมล้ำสมัยแห่งยุคทั้งหมดเข้าไปประมวลผลให้ใกล้กับพนักงานและลูกค้ามากที่สุด เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนให้เป็นจริงขึ้นมาได้
  • “Quantum Roadmap: Current Use Cases and What’s Next for Quantum Computing” ทีมงาน IBM จะมาถ่ายทอดถึงกรณีการใช้งาน Quantum Computing ในภาคธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงแล้วทั่วโลก เพื่อให้เห็นถึงพลังของเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง Quantum Computer และความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากพลังประมวลผลประสิทธิภาพสูงเหล่านี้
  • “Quantum Ecosystem in Thailand” คุณจิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์ CEO & Co-founder, Quantum Technology Foundation (Thailand): QTFT จะมาเล่าถึงภาพรวมของวงการ Quantum Computer ในไทยทั้งในเชิงของเทคโนโลยีและงานวิจัย เพื่อให้ภาคธุรกิจองค์กรไทยเห็นถึงความเป็นไปได้ในความร่วมมือเพื่อผลักดันวงการ Quantum Computing ในไทยร่วมกัน
  • “Qiskit Workshop: Quantum Computing Basics and Programming” ทีมงาน IBM จะมาจัด Workshop สอนเขียนโปรแกรมบนระบบ Quantum Computing เบื้องต้น เพื่อให้นักวิจัย, นักพัฒนาซอฟต์แวร์, นักศึกษา, คณาจารย์ และผู้ที่สนใจทุกท่านสามารถเข้าร่วมเพื่อเรียนรู้และต่อยอดในอนาคตได้ด้วยตนเอง

นอกจากเนื้อหาในวันที่ 23 มีนาคมแล้ว ก็ยังมีเนื้อหาในวันอื่นๆ ได้แก่

  • 24 มีนาคม 2021 ธีม Business Software พบกับเทรนด์ล่าสุดของระบบ ERP, CRM, Warehouse Management, Low-Code Development, Blockchain และ Digital Signature เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจสำหรับทุกอุตสาหกรรม
  • 25 มีนาคม 2021 ธีม 5G, IoT & Smart City พบกับการประยุกต์นำเทคโนโลยี 5G, Internet of  Things, Robot, Smart Workplace พร้อมการนำ AI มาใช้ในทุกภาคส่วนของธุรกิจ
  • 26 มีนาคม 2021 ธีม PDPA เจาะลึกกับทุกประเด็นด้านการปรับตัวรับกับพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับธุรกิจ โดยทีมงาน AIS Business จะมาเล่าถึงกรณีการปรับธุรกิจจริงที่เกิดขึ้นภายในองค์กร พร้อมผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายต่างๆ ที่จะมาเล่าถึง PDPA ในแง่มุมที่หลากหลาย ทั้งแนวทางการปรับตัว, เครื่องมือที่เหมาะสม ไปจนถึงการเลือกใช้บริการ Cloud และเทคโนโลยีต่างๆ ให้สอดคล้องต่อข้อกฎหมาย

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ทันทีไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมลุ้นรับของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท

ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://conf.techtalkthai.com/ และสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ทั้ง 4 วันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_klV6_8mBTLKfaVkH-wVKNw

พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ Macbook Air (M1), iPhone 12, iPad และ Mi Watch Lite รวมกว่า 10 รางวัล มูลค่ากว่า 100,000 บาท จับรางวัลใหญ่ทุกวัน !!

from:https://www.techtalkthai.com/ai-business-automation-edge-quantum-ttt-virtual-summit-2021-enterprise-tech-innovation/