คลังเก็บป้ายกำกับ: ECONOMICS

นายกรัฐมนตรีส่งเสริมการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ ชี้เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต

รัฐบาลเตรียมจัดงาน Job Expo ในช่วงวันหยุดที่จะถึงนี้โดยมีตำแหน่งงานมากถึง 1 ล้านตำแหน่ง โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวส่งเสริมการจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ว่าเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต

Bangkok Worker กรุงเทพ คนทำงาน
ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลเตรียมจัดงาน Job Expo Thailand 2020 เพื่อให้นักศึกษาที่จบใหม่ มีงานทำ รวมถึงเปิดตัวแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการหาลูกจ้าง และสำหรับผู้ว่างงานที่ต้องการสมัครงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า รัฐบาลเล็งเห็นปัญหาการว่างงานของนิสิตและนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมทั้งต้องการเปิดโอกาสให้กับประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงแหล่งงานด้วย

สถานการณ์ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นส่งผลทำให้สภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมากระทบต่อผู้ประกอบการหลายราย ส่งผลทำให้หลายธุรกิจจำเป็นต้องมีการพักงานชั่วคราว หรือบางแห่งถึงกับต้องปลดพนักงานออกเพื่อความอยู่รอด ทำให้นักศึกษาจบใหม่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า ในปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวน 392,000 คน ไม่เพียงแค่นั้นตลาดแรงงานยังมีแรงกดดันจากการเลิกจ้างงานทำให้มีแรงงานที่กำลังรอเข้าตลาดงานอีกเป็นจำนวนมาก โดยที่ KKP Research คาดว่าแรงงานที่ว่างงานในประเทศไทยล่าสุดอาจมีจำนวนมากถึง 3 ล้านรายด้วยซ้ำ

รัฐบาลคาดว่าการจัดงาน Job Expo Thailand 2020 จะช่วยให้นักศึกษาจบใหม่ได้งานทำ ซึ่งมีตำแหน่งงานเสนอมากถึง 1 ล้านตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวเสริมถึงเรื่องนี้ว่า “เยาวชนและคนรุ่นใหม่ล้วนเป็นอนาคตของชาติ จะต้องช่วยกัน รักษา สืบสาน และส่งต่ออัตลักษณ์ วัฒนธรรมไทย จากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะนิสิตและนักศึกษา ที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ รัฐบาลก็จะต้องสนับสนุนให้มีงานทำ เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน มั่นใจประเทศไทยมีจะต้องดีและเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคต”

ที่มา – ทำเนียบรัฐบาล [1], [2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-pm-support-new-grad-having-job-by-job-expo-this-week-22-sep-2020/

KKP Research ชี้เศรษฐกิจไทยปีหน้าฟื้นตัวยาก คาด GDP โตแค่ 3.4% เท่านั้น กรณีเลวร้ายสุดคือโตแค่ 1%

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรได้ออกบทวิเคราะห์ฉบับล่าสุดแสดงความกังวลถึงเศรษฐกิจไทยในปีหน้าอาจได้รับผลกระทบจากภาคการท่องเทียวที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยคาดการณ์ว่าจะโตเพียงแค่ 3.4%

Thailand Phuket 2020 ภูเก็ต
ภาพจาก Shutterstock

KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้ออกบทวิเคราะห์ถึง 3 ปัจจัยเศรษฐกิจไทยที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาด แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวแล้วก็ตาม จากปัจจัยสำคัญคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ยังมีประเด็นการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่จะใช้รูปแบบใด ทำให้ KKP Research ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยในปีหน้าลงมาเหลือแค่ 3.4% จากเดิมอยู่ที่ 5.2%

ในบทวิเคราะห์ของ KKP Research ยังมองว่าในปี 2021 นี้ไทยจะยังคงเผชิญโจทย์ที่ท้าทายในการเปิดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากข้อจำกัดในการกักตัวและติดตามนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ขณะเดียวกันวัคซีนที่จะป้องกัน COVID-19 เองก็มีทีท่าที่จะใช้ไม่ทันในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2021 ทำให้ KKP Research ปรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวในปี 2021 จากเดิมที่ 17 ล้านคน ลงมาเหลือ 6.4 ล้านคนเท่านั้น

แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวแล้วก็ตาม แต่บางพื้นที่ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยว
สูงมากๆ นั้นธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโรงแรมในหลายพื้นที่ยังมีอัตราการเข้าพักน้อยมากๆ เช่น ภูเก็ต พังงา นอกจากนี้คนที่มีกำลังซื้อส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพ ทำให้หลายๆ พื้นที่ไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ ไม่เพียงแค่นั้นหลายๆ พื้นที่นั้นรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้อีกด้วย

ขณะเดียวกัน KKP Research ได้วิเคราะห์ว่า แม้การใช้จ่ายในประเทศและการส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวได้แต่จะไม่ช่วยเศรษฐกิจมากนัก เพราะรายรับจากการท่องเท่ียวท่ีลดลงจะยังคงเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ ประกอบกับสภาพของเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลงมาต้ังแต่ก่อนการระบาดของ COVID-19 ทำให้ยากที่เศรษฐกิจในประเทศจะกลับไปขยายตัวได้ในระดับสูงเหมือนในอดีต โดย KKP Research ครึ่งปีแรกของปี 2021 นั้นเศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัวและจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยยังคงพบกับ 3 ความเสี่ยงใหญ่ๆ ที่ต้องจับตามอง ได้แก่

  1. ฐานะการเงินของธุรกิจได้รับผลกระทบรุนแรง ธุรกิจขนาดกลางและเล็กมีความเสี่ยงในการเลิกกิจการ นอกจากนี้ธุรกิจหลายกลุ่มมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้มากขึ้นด้วย
  2. อัตราการว่างงานที่อาจสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการเลิกกิจการของภาคธุรกิจ แม้ว่าตัวเลขอัตราว่างงานของไทยล่าสุดจะอยู่ที่ 1.9% แต่ KKP Research มองว่าไม่ใช่ปัจจัยสะท้อนภาพรวมทั้งหมด ถ้าหากนับการลดเงินเดือนหรือลดชั่วโมงการทำงานแล้วตัวเลขนี้อาจสูงถึง 3 ล้านคนด้วยซ้ำ
  3. มาตรการพักชำระหนี้ที่กำลังจะหมดลง

จาก 3 ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้ KKP Research มองว่ารัฐบาลจะต้องมีมาตรการประคับประคองเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า และรองรับแรงงานที่ตกงานจำนวนมากด้วย ขณะเดียวกันแม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแล้ว แต่การใช้งานจริงๆ ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังถือว่าน้อยมาก

KKP Research คาดว่ากรณีเลวร้ายที่ประเทศไทยไม่สามารถเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวได้เลยในปี 2021 จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อทั้งการจ้างงานและการเลิกกิจการของบริษัทในวงกว้าง การเพิ่มข้ึนของหนี้เสียอย่างมีนัยยะสำคัญจะฉุดร้ังการบริโภคและการลงทุนในประเทศ และจะเป็นความเสี่ยงที่ทาให้เศรษฐกิจจะหดตัวลึกไปกว่าเดิม
ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจโตได้แค่ 0%-1% เท่านั้น

สำหรับบทวิเคราะห์ฉบับเต็มสามารถอ่านได้ที่นี่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-economy-2021-recovery-only-3-4-percent-from-tourism-sector-22-sep-2020/

CLSA ชี้ 6 อุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยกำไรฟื้นตัวเท่ากับปี 2019 อาจต้องรออย่างต่ำ 2 ปี

บทวิเคราะห์หุ้นไทยจาก CLSA มองว่าหลายๆ อุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยเองอาจต้องรอถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อยที่กำไรจะฟื้นตัวกลับมาเท่ากับในช่วงปี 2019 ได้

Bangkok Thailand กรุงเทพ
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ CLSA มองว่า 10 อุตสาหกรรมในไทยต้องรอถึงปี 2021 เป็นอย่างน้อยที่กำไรจะฟื้นตัวเท่ากับช่วงก่อน COVID-19 นอกจากนี้ CLSA ยังมองว่าการฟื้นตัวของกำไรในอุตสาหกรรมหลายๆ แห่งที่จะฟื้นตัวในรูปแบบตัว V ในปี 2021 นั้นเป็นเรื่องที่น่าสงสัย แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวแล้วก็ตาม และรวมไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการคลังจากรัฐบาลและทางด้านการเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย

CLSA ยังมองว่าในแต่ละภาคอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยถ้าหากจะรอให้ระดับกำไรกลับมาเท่ากับในช่วงของปี 2019 นั้นอาจต้องรอจนถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อย โดยที่เงื่อนไขคือต้องไม่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 จนทำให้เกิดการล็อกดาวน์อีกครั้ง ได้แก่

  • ภาคการเงิน – CLSA มองว่าต้นทุนการเงินจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในปีนี้และปีหน้า
  • อสังหาริมทรัพย์

ขณะที่ 4 อุตสาหกรรมที่ต้องรอหลังปี 2022 เป็นต้นไปที่ CLSA คาดไว้ ในเงื่อนไขคือไม่มีการแพร่ระบาดเพิ่ม ได้แก่

  • โรงแรม
  • การขนส่ง
  • การแพทย์
  • ธุรกิจสื่อ – เป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างฟื้นตัวได้ช้ากว่าคนอื่น และมีปัจจัยกระทบมาก

นอกจากนี้ยังมีอีก 4 อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะฟื้นในปีหน้า

  • ค้าปลีก
  • ปิโตรเคมี
  • โทรคมนาคม – ปริมาณการใช้ Data เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จะลดผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่หายไป
  • อุตสาหกรรมวัสดุพื้นฐาน – ด้วยราคาน้ำมันที่ทรงตัวในช่วงนี้คาดว่ากำไรจะฟื้นได้ในปีหน้า
  • รับเหมาก่อสร้าง – จากปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในเร็วๆ นี้

แต่หุ้นไทยก็ยังมีข่าวดีเมื่อมี 2 อุตสาหกรรมที่คาดว่ากำไรจะฟื้นในปีนี้ได้แก่

  • โรงไฟฟ้า – ได้ประโยชน์จากการซื้อกิจการ หรือลงทุนในต่างประเทศ
  • ธุรกิจอาหาร

CLSA ยังมองว่ากำไรที่ฟื้นตัวในโมเดลที่วิเคราะห์ไว้นั้นค่อนข้างจะมองแบบอนุรักษ์นิยมมากกว่านักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินอื่นๆ ที่มองกัน ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเองนั้นก็จะช่วยให้หลายๆ ภาคอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยได้รับผลประโยชน์ด้วย เช่น ค้าปลีก ฯลฯ

ขณะที่มุมมองในกลุ่มประเทศใน ASEAN นั้นทาง CLSA มองว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคจะฟื้นตัวไวสุด ท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากสุดและฟื้นตัวช้าสุด ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นการสั่งของผ่าน E-commerce เป็นต้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-equities-strategy-from-clsa-17-sep-2020/

WTO ตัดสินให้สหรัฐมีความผิดหลังขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ชี้ละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ

องค์การการค้าโลก วินิจฉัยและตัดสินให้สหรัฐมีความผิดหลังขึ้นทำสงครามการค้ากับจีนในปี 2018 ที่มีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมากถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

Container Port ท่าเรือ
ภาพจาก Shutterstock

องค์การการค้าโลก (WTO) วินิจฉัยและตัดสินให้สหรัฐอเมริกามีความผิดในการละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศหลังจากที่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเป็นมูลค่ามากถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงของสงครามการค้า โดย WTO วินิจฉัยว่าการที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในแต่ละอย่างนั้น สหรัฐจะต้องชี้แจงได้ว่าสินค้าประเภทต่างๆ ได้รับผลประโยชน์จากการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีน เช่น การช่วยเหลือจากรัฐบาลจีนในด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ฯลฯ

ทางด้านของสหรัฐที่ต้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนนั้นให้เหตุผลว่า รัฐบาลจีนได้อุดหนุนและให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้ผลิตในจีน นอกจากนี้ยังมีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างไม่เป็นธรรม รวมไปถึงการปฏิบัติด้านการค้าการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมจากจีน ทำให้สหรัฐจึงต้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน นอกจากนี้คณะกรรมการไต่สวนของ WTO บางส่วนเองมองว่าสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมากเกินอัตราด้วยซ้ำ

ในปี 2018 หลังจากจีนโดนสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าแล้วนั้น จีนได้นำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการของ WTO โดยเรียกร้องว่าสหรัฐเองได้ละเมิดกฎการค้าของ WTO เอง และหลังจากนั้น WTO ได้มีการนัดเจรจาอย่างน้อย 3 ครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคมในปี จนท้ายที่สุดแล้วทำให้ต้องมีการวินิจฉัยและตัดสินข้อพิพาทดังกล่าวนี้ออกมา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน ได้ออกมาแสดงความยินดีในกรณีดังกล่าวว่า WTO เองก็เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ช่วยให้การเจรจาการค้าและแก้ไขข้อพิพาทโดยชอบธรรม ขณะที่สหรัฐเองกลับละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ ทำลายการค้าแบบพหุภาคีและสร้างกำแพงการค้ากับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้จีนหวังว่าสหรัฐเคารพในคำวินิจฉัยของ WTO ครั้งนี้ด้วย

โรเบิร์ต ไลท์ไธเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ ได้ให้ความเห็นหลังจากมีคำวินิจฉัยออกมาว่า WTO ไม่ได้ช่วยในเรื่องที่จีนดำเนินด้านการค้าอย่างไม่เป็นธรรมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการขโมยเทคโนโลยีต่างๆ จากสหรัฐที่ทางฝั่งสหรัฐส่งหลักฐานต่างๆ ไปที่ WTO แต่กลับไม่มีการตอบรับ ทำให้สหรัฐเองต้องดำเนินการปกป้องตัวเองในเรื่องที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดีผลการตัดสินและวินิจฉัยของ WTO จะไม่มีผลกระทบกับข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ทำไปในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา และหลังจากนี้สหรัฐจะมีเวลา 60 วันในการโต้แย้งคำตัดสินของ WTO

ที่มา – CBC, The Guardian, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-win-wto-dispute-trade-war-200-billion-usd-with-us-16-sep-2020/

วิกฤติเศรษฐกิจลาว ทุนสำรองเหลือไม่มากแล้ว ขอจีนปรับโครงสร้างหนี้ แถมยังโดนปรับลดความน่าเชื่อถือ

ลาวเองแม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง อย่างไรก็ดีล่าสุดนั้นลาวกำลังพบปัญหาหนี้สินพ้นตัวจากโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทางที่จีนมาลงทุนจนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุด ขณะเดียวกันทุนสำรองระหว่างประเทศก็ลดลงต่ำมาก

Vientiane Laos เวียงจันทน์ ประเทศลาว
ภาพจาก Shutterstock

ลาว ประเทศที่มีอัตราเศรษฐกิจเติบโตไม่น้อยกว่า 5.5% ในช่วงที่ผ่านมา กำลังอาจประสบปัญหาทางการเงินครั้งใหม่ หลังจากล่าสุดทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือต่ำกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ขณะเดียวกันหนี้ก้อนใหญ่ของประเทศที่มาจากการก่อสร้างรถไฟที่เชื่อมกับประเทศจีนที่อยู่ในโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง ที่จีนเป็นเจ้าของโครงการกำลังจะทำให้ลาวพบปัญหาครั้งใหม่จนอาจต้องปรับโครงสร้างหนี้กับจีน

สิ่งที่ต้องจับตามองมากที่สุดคือทุนสำรองระหว่างประเทศของลาว จากข้อมูลล่าสุดเหลือต่ำกว่าความสามารถของลาวที่จะจ่ายหนี้ได้ในแต่ละปีแล้ว โดยในปีนี้ลาวจะต้องจ่ายหนี้ให้กับเจ้าหนี้อยู่ประมาณ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ หนี้ส่วนหนึ่งที่ลาวจะต้องจ่ายในเดือนกันยายนและตุลาคมนี้คือหนี้ของธนาคารในไทย

ล่าสุดทางบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Fitch คาดว่าลาวจะมีหนี้อยู่ราวๆ 12,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 65% ของ GDP ประเทศ และหนี้ก้อนใหญ่สุดมาจากรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Ėlectricité du Laos) ที่มีหนี้อยู่ราวๆ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเจ้าหนี้รายใหญ่ของลาวคือประเทศจีน รองลงมาคือไทย ซึ่งแปลว่าลาวอาจต้องปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหม่ในเร็วๆ นี้

ด้วยหนี้ที่สูงและความสามารถชำระหนี้ต่ำทำให้ Moody’s อีก 1 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ปรับลดความน่าเชื่อถือของลาวลงจาก B3 ลงมาเหลือ Caa2 เท่านั้น เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากเหตุผลที่ว่า ประเทศลาวกำลังจะประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่องจากหนี้ที่มีสูงที่จะต้องทยอยจ่ายจนถึงปี 2025 ขณะเดียวกันการกู้ยืมของลาวกำลังพบกับความท้าทายจากสภาพตลาดในขณะนี้ และอาจต้องมีการเจรจากับเจ้าหนี้

ไม่เพียงแค่นั้นล่าสุดรัฐบาลลาวเองต้องขายหุ้นส่วนใหญ่ในกิจการสายส่งไฟฟ้าให้กับ China Southern Power Grid โดยไม่มีการเปิดเผยมูลค่า โดยเป็นการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ขึ้นมาในชื่อ EDL-T โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายมองว่าเป็นความร่วมมือแบบ Win-Win ทางสื่อจีนได้เปิดเผยว่าจะมีการลงทุนในสายส่งในประเทศลาวหลังจากนี้มากถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดีคาดว่าการขายหุ้นในกิจการสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่มีความสำคัญของประเทศลาวนั้น เป็นเพราะว่าลาวเองกำลังพบปัญหาเรื่องหนี้ที่สูง จึงต้องเฉือนรัฐวิสาหกิจที่มีความสำคัญและราคาดีออกมาขาย

ลาวนั้นกำลังจะกลายเป็น 1 ประเทศที่อยู่ในโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทางของจีนที่กำลังอยู่ในสภาวะติดกับดักหนี้ในโครงการนี้ไม่ต่างกับประเทศอื่นๆ เช่น ปากีสถาน ศรีลังกา จิบูติ ฯลฯ ที่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้กลับไม่สามารถจ่ายหนี้จีนได้

โดย Center for Global Development ซึ่งเป็นองค์กรด้านถังความคิด (Think tank) คาดว่าจะมี 8 ประเทศที่กำลังมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเป็นหนี้รัฐบาลจีน ซึ่งลาวเองก็อยู่ใน 8 ประเทศนี้ด้วย

ที่มา – SCMP, Japan Times, Investine

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lao-economic-crisis-from-chinese-bri-debt-trap/

ลดอัตราการว่างงาน! รัฐบาลสิงคโปร์สมทบเงินเดือนเพิ่มให้ ถ้าหากบริษัทจ้างงานแรงงานในประเทศ

รัฐบาลสิงคโปร์ออกนโยบายจูงใจให้บริษัทต่างๆ รับแรงงานชาวสิงคโปร์เข้าทำงาน โดยสมทบเงินเดือนเพิ่มให้ นโยบายดังกล่าวนี้รัฐบาลสิงคโปร์เองหวังว่าจะลดปัญหาการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้นในรอบ 10 ปีนี้ได้

Singapore Street ถนนในสิงคโปร์
ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลสิงคโปร์เตรียมเงินไว้มากถึง 1,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือราวๆ 22,500 ล้านบาท สำหรับสมทบเงินเดือนให้กับบริษัทต่างๆ เป็นระยะเวลา 6 เดือน ถ้าหากมีการจ้างแรงงานชาวสิงคโปร์ หลังจากที่สิงคโปร์ประสบปัญหาจาก COVID-19 ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ ตามมาด้วยปัญหาที่บริษัทต่างๆ ต้องเลิกจ้างงาน ทำให้อัตราว่างงานในสิงคโปร์เพิ่มมากขึ้น

บริษัทต่างๆ ที่จ้างแรงงานชาวสิงคโปร์อายุต่ำกว่า 40 ปี รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบให้อีกสูงสุดเดือนละ 1,500 เหรียญสิงคโปร์ และสมทบสูงสุดมากถึง 3,000 เหรียญสิงคโปร์ ถ้าหากจ้างแรงงานที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ไม่เพียงแค่นั้น ถ้าหากบริษัทมีการจ้างพนักงงานชาวสิงคโปร์มากขึ้น รัฐบาลก็จะสมทบเงินพิเศษเพิ่มขึ้นไปอีก

ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลสิงคโปร์ได้ให้ความสำคัญในการจ้างงานของชาวสิงคโปร์อย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้มีชาวสิงคโปร์เองต้องตกงาน ส่งผลต่ออัตราการว่างงานของสิงคโปร์ที่เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% มากที่สุดในรอบ 10 ปี

การออกนโยบายดังกล่าวนั้นรัฐบาลตั้งเป้าที่จะทำให้มีการจ้างแรงงานชาวสิงคโปร์ที่มีฝีมือดีแต่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างงานในช่วง COVID-19 อย่างไรก็ดีนโยบายนี้เองก็กระทบต่อแรงงานชาวต่างชาติที่หางานอยู่ในสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน

สำหรับคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ได้จะต้องเปิดบริษัทก่อนวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา และจะได้รับเม็ดเงินสนับสนุนนี้จนถึงช่วงเดือนมีนาคมในปี 2021

ที่มา – FMT, Today Online

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/sg-gov-new-policy-hire-more-locals-get-more-incentive-6-sep-2020/

ประธาน Fed ชี้เศรษฐกิจสหรัฐต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว แม้อัตราว่างงานจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ได้กล่าวกับสื่อในสหรัฐอเมริกาว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอาจต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัว แม้ว่าจะมีข่าวดีจากอัตราว่างงานของสหรัฐที่ดีขึ้นแล้วก็ตาม รวมไปถึงนโยบายดอกเบี้ยต่ำก็จะอยู่ไปอีกสักพัก

New York City USA นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ภาพจาก Shutterstock

เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทาง NPR ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐในขณะนี้ว่าต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว แม้ว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐเริ่มที่จะลดลงมาเหลือ 8.4% แล้วก็ตาม นอกจากนี้ประธานธนาคารกลางสหรัฐยังมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐเองยังต้องการนโยบายด้านดอกเบี้ยต่ำไปเป็นเวลานานอีกสักระยะ

ล่าสุดนั้นสหรัฐยังมีแรงงานที่ว่างงานอยู่ราวๆ 11 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ โดยเฉพาะโรงแรม กิจการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มากที่สุดนั้น ประธานธนาคารกลางสหรัฐได้กล่าวว่า “มีบางงานที่จะต้องหางานใหม่ได้ยากขึ้นกว่าเดิม (โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว) เพราะว่าบางส่วนของภาคเศรษฐกิจสหรัฐต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว”

ขณะเดียวกันประธานธนาคารกลางสหรัฐ ยังมองว่าด้วยนโยบายของ Fed ที่ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำอยู่นี้จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจสหรัฐไปได้ และเขายังกล่าวว่าเราอาจเห็นอัตราดอกเบี้ยต่ำได้เป็นระยะเวลาหลักปี ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบการเงินอย่างมาก รวมไปถึงการลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดีมีนักเศรษฐศาสตร์นั้นให้ความเห็นว่าในการอัดฉีดเม็ดเงินหลักล้านล้านเหรียญสหรัฐเข้าไปในระบบนั้นส่วนใหญ่ส่งผลต่อตลาดหุ้นมากกว่าภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้น ทางธนาคารสหรัฐก็มีมุมมองว่าพร้อมที่จะอัดฉีดเงินเพิ่มเข้าไปในส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจถ้าหากจะช่วยแก้ปัญหาจากผลกระทบของ COVID-19 ได้

นช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมานั้นเศรษฐกิจสหรัฐได้ถดถอยมากถึง -32.9% ทำสถิติต่ำสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา โดยทาง IMF นั้นต้องออกมาปรับประมาณการของเศรษฐกิจสหรัฐว่าปีนี้อาจถดถอยได้มากถึง -6.6% และยังมีความเสี่ยงอื่นๆ ตามมาด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/fed-chairman-jerome-powell-said-us-economy-recovery-take-long-time-5-sep-2020/

คมนาคมส่งแผนสร้างรถไฟทางคู่เหลือเส้นทางเดียว ชี้ COVID-19 รัฐต้องใช้เงินแก้ปัญหาอื่นก่อน

ในการประชุมของกระทรวงคมนาคมนั้นได้มีการส่งแผนสร้างรถไฟทางคู่เหลือเส้นทางเดียวคือเส้นทาง ขอนแก่น-หนองคาย โดยชี้ว่ามีความสำคัญมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีเหตุผลจาก COVID-19 ที่รัฐต้องนำเงินไปทำอย่างอื่นก่อน

State Railway of Thailand การรถไฟแห่งประเทศไทย
ภาพจาก Shutterstock

กระทรวงคมนาคม ได้มีการประชุม และพิจารณาให้การรถไฟแห่งประเทศไทย เสนอโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น-หนองคาย จำนวน 1 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่มีความสำคัญและจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนระบบเศษฐกิจของประเทศ ให้ สศช. พิจารณาเสนอความคิดเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ขณะที่โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ในโครงการอื่นๆ ที่เหลือนั้นชะลอออกไปก่อน

ในการประชุมครั้งนี้มี ปลัดกระทรวงคมนาคม รองปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร การรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  สำนักงบประมาณ รวมไปถึงกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม

สำหรับเหตุผลในที่ประชุมที่ให้โครงการการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางอื่นๆ ชะลอออกไปก่อนนั้น ที่ประชุมนั้นเห็นว่า ในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจาก COVID-19 ทำให้ที่ประชุมมองว่าเส้นทาง ขอนแก่น-หนองคาย นั้นที่ประชุมมองว่ามีความสำคัญมากที่สุดต่อเศรษฐกิจ รวมไปถึงคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะจะเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์จากจีน ลาว มาถึงที่ไทยตรงท่าเรือแหลมฉบังได้

ขณะที่เส้นทางอื่นๆ นั้นจะทยอยนำเสนอในการประชุมของคณะรัฐมนตรีต่อในหลังจากนี้ ได้แก่

  1. ชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี
  2. ชุมพร-สุราษฎร์ธานี
  3. สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา
  4. ปากน้ำโพ-เด่นชัย
  5. ชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์
  6. เด่นชัย-เชียงใหม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-mot-send-plan-double-track-only-1-project-cause-covid-19-3-sep-2020/

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจในเยอรมันชี้ “การค้าโลก ณ ปัจจุบัน ฟื้นตัวไวกว่าสมัยวิกฤติการเงินปี 2008”

นี่อาจเป็นข่าวดีของเศรษฐกิจโลก เมื่อ Kiel Institute สถาบันวิจัยเศรษฐกิจในเยอรมันชี้ว่าการค้าโลกฟื้นตัวได้ไวกว่าคาด และดีกว่าในช่วงปี 2008 จากปริมาณการขนส่งสินค้าทั่วโลกที่กลับมาเริ่มเป็นปกติมากขึ้น

Shipping Container เรือขนส่งสินค้า
ภาพจาก Shutterstock

Kiel Institute สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ตั้งอยู่ในเยอรมัน ได้ออกบทวิเคราะห์ว่าการค้าโลกนั้นฟื้นตัวเป็นรูป V และนอกจากนี้ยังเป็นการฟื้นตัวไวกว่าสมัยวิกฤติทางการเงินปี 2008 ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากปริมาณการขนส่งสินค้าที่กลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

Gabriel Felbermayr ซึ่งเป็นประธานของ Kiel Institute ได้กล่าวว่า “การค้าโลกได้ลดลงมากถึง 15% ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ล่าสุดนั้นตัวเลขในเดือนมิถุนายนกลับมาฟื้นตัวได้รวดเร็ว เป็นการส่งสัญญาณว่าการค้าโลกฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด”

นอกจากนี้ข้อมูลของทางสถาบันยังเสริมว่า ช่วงวิกฤติการเงินปี 2008 นั้นโลกต้องใช้เวลามากถึง 13 เดือนที่ปริมาณการค้าโลกถึงจะฟื้นตัว ไม่เพียงแค่นั้นปริมาณเรือขนส่งสินค้าตามทวีปต่างๆ นั้นเริ่มกลับมาให้บริการเป็นปกติ นอกจากนี้ปริมาณการขนส่งสินค้าในทวีปเอเชียช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมานั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศจีนที่เริ่มมีการส่งออกสินค้าเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดีธนาคารกลางยุโรปนั้นกลับมองว่าการฟื้นตัวอาจใช้เวลายาวนานกว่าที่ทาง Kiel Institute คาดการณ์ด้วยซ้ำแม้ว่าดัชนีภาคการผลิตในทวีปยุโรปจาก IHS Markit จะดูดีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม รวมถึงองค์การการค้าโลกเองก็มองว่าการค้าโลกนั้นฟื้นตัวแบบตัว V ในปี 2021 นั้นเป็นการมองโลกในแง่ดีสุดๆ ด้วยซ้ำ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/world-trade-now-recovery-faster-than-2008-crisis-kiel-institute-reports-3-sep-2020/

นายกชี้ ปรีดี ดาวฉาย ลาออก รัฐบาลยังเดินหน้าต่อไปได้ มีรองนายกด้านเศรษฐกิจดูแลอยู่

นายกรัฐมนตรียืนยันแม้ ปรีดี ดาวฉาย จะลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลก็ยังเดินหน้าได้ เพราะมีรองนายกด้านเศรษฐกิจดูแลกระทรวงการคลังอยู่

ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ประยุทธ์ จันทร์โอชา – ภาพจากทำเนียบรัฐบาล

ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงการลาออกของ ปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั้นมาจากความจำเป็นด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันยังยืนยันว่ารัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันก็ได้
มอบนโยบายด้านเศรษฐกิจกับศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจฯ ให้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมั่นคง

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชี้แจงครั้งแรกหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ยื่นหนังสือลาออกเมื่อวานนี้ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวเสริมว่า “รัฐบาลสามารถทำงานต่อไปได้ เนื่องจาก มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจกำกับดูแลกระทรวงการคลัง มีคนทำงานและข้าราชการ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ที่ทำงานมาตั้งแต่ต้นของทุกโครงการ”

หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประกาศลาออกนั้นทำให้สถาบันการเงินทั้งในไทยและต่างประเทศค่อนข้างกังวลถึงความต่อเนื่องของนโยบายการคลัง ผ่านมาตรการต่างๆ ซึ่งไทยเองกำลังประสบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลจาก COVID-19 อยู่ในขณะนี้ ขณะเดียวกันก็ยังไม่ทราบว่าระยะเวลายาวนานแค่ไหนที่รัฐบาลจะได้รัฐมนตรีคลังคนใหม่

อย่างไรก็ดีนายกรัฐมนตรียังได้ฝากไปถึงต่างประเทศและทุกคนขอให้มั่นใจ รัฐบาลยังคงเดินหน้าทุกมิติและนายกรัฐมนตรีพร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

ค่าเงินบาทของไทยหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลาออกและมีผลในวันนี้นั้นอยู่ที่ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดที่ 1,315.88 จุด บวกไป 10.31 จุด หรือประมาณ 0.79%

ที่มา – เว็บไซต์รัฐบาลไทย [1], [2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/pm-prayuth-confirm-this-gov-can-move-on-after-predee-leave-mof-2-sep-2020/