คลังเก็บป้ายกำกับ: ECONOMICS

Goldman Sachs ชี้หุ้นไทยกำไรแย่สุดในเอเชีย มองเป้า SET Index แค่ 1,250 จุด

Goldman Sachs ออกบทวิเคราะห์ล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกล่าสุด Brand Inside นำประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการลงทุนในหุ้นไทยมาฝาก

Bangkok กรุงเทพมหานคร
ภาพจาก Shutterstock

Goldman Sachs ได้ออกบทวิเคราะห์เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกล่าสุด หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้มีมาตรการปิดเมืองรวมไปถึง Social Distancing นั้นทำให้ GDP ทั่วโลกลดลงไปประมาณ 8% แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจในเอเชียบางพื้นที่รวมไปถึงในอาเซียนบางส่วนเริ่มกลับมาฟื้นตัวแล้ว และบางประเทศรวมถึงไทยเองก็กำลังมีมาตรการผ่อนคลายบ้างแล้ว

สำหรับหุ้นไทยนั้นสถาบันการเงินจากสหรัฐอเมริการายนี้ได้แนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย และให้เป้า SET Index ปลายปีนี้เพียงแค่ 1,250 เท่านั้น โดยกำไรจดทะเบียนของตลาดหุ้นไทยปีนี้คาดว่าอยู่ที่ -36% แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทางด้านประเทศอื่นๆ ที่แย่รองลงมาคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ตามลำดับ

ขณะที่กำไรจดทะเบียนของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกดีสุดในปี 2021 คือเกาหลีใต้ รองลงมาคือฟิลิปปินส์ ตามมาด้วยหุ้นไทยที่คาดว่าฟื้นตัวที่ 27%

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจไทย Goldman Sachs คาดว่า GDP ของไทยปีนี้จะถดถอยที่ -6.8% ขณะที่ในปีหน้านั้น GDP ของไทยเองจะกลับมาฟื้นได้ถึง 8%

เรื่องอื่นๆ

  • Goldman Sachs แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นจีนและเกาหลีใต้
  • ในไตรมาส 3 คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาเหลือ 0.25%
  • ทิศทางค่าเงินบาทของไทย 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์
  • Sector ที่แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนคือ กลุ่มการแพทย์ เทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ อินเตอร์เน็ต ค้าปลีก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/gs-apac-econ-outlook-uw-thai-equities-and-set-index-taget-at-1250-7-july-2020/

วิจัยกรุงศรีคาด GDP ไทยปีนี้ถดถอยที่ -10.3% ชี้นโยบายการเงิน-การคลังไม่พอช่วยเศรษฐกิจ

วิจัยกรุงศรีปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้โดยคาดว่า GDP ไทยจะถดถอยถึง -10.3% มากกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง นอกจากนี้ยังมองว่ามาตรการทางการเงินและการคลังจากรัฐบาลไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือเศรษฐกิจไทย

Bangkok COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

วิจัยกรุงศรี ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยอีกรอบ โดยล่าสุดคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะถดถอยที่ -10.3% ต่ำกว่าในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง โดยมองว่าความเสี่ยงของการระบาดของ COVID-19 ในรอบ 2 ของหลายๆ ประเทศจะส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก และประเทศไทยยังพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง แม้ว่าไทยเองจะเปิดประเทศด้วยการท่องเที่ยวแบบจับคู่เดินทาง (Travel Bubble) แล้วก็ตาม

นอกจากนี้วิจัยกรุงศรีคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยในปีนี้จะลดลงถึง 83% ขณะที่กลางปี 2564 นั้นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังคงน้อยกว่า 1 ล้านคนต่อเดือน

ไม่เพียงแค่นั้นการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในไทยจะยังส่งผลกระทบทางลบไปยังภาคหลายส่วน วิจัยกรุงศรีคาดว่าแรงงานในไทยประมาณ 80% ได้รับผลกระทบในช่วง COVID-19 จากเดิมคาดไว้ที่ 50% ขณะที่ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีจะยังมีผู้ได้รับผลกระทบเหลืออยู่ราวๆ 30% จากเดิมคาดไว้ที่ 10% และส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนและความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชน

ขณะที่นโยบายการเงินและการคลังที่ประกาศออกมาวิจัยกรุงศรีคาดว่าอาจจะไม่เพียงพอในการยับยั้งการถดถอยของเศรษฐกิจ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นอาจไม่มากพอที่จะกระตุ้นให้การเกิดการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชนด้วยซ้ำ

อีกประเด็นที่วิจัยกรุงศรีมองไว้คือหลังจากพ้นช่วงเวลาของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs คาดว่าหนี้สินของภาคธุรกิจและหนี้สินของภาคครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลิกจ้างงานและภาคการเงินของประเทศ

ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้วิจัยกรุงศรีมองว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเปลี่ยนไปเป็นการฟื้นตัวแบบตัวแอล (L-shaped Recovery) แต่ก็ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในรูปแบบตัวยู (U-shaped Recovery) ได้

ขณะที่ในปีหน้าวิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวโดยคาดว่า GDP ไทยจะอยู่ที่ 2.9%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/krungsri-research-cut-thai-gdp-again-to-contraction-10-3-percent-and-economy-risk-to-l-shape-recovery/

Goldman Sachs คาด GDP สหรัฐปีนี้ถดถอยถึง -4.6% โอกาสที่เศรษฐกิจไตรมาส 3 จะฟื้นแทบไม่มี

สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs คาดเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้จะถดถอยถึง -4.6% นอกจากนี้โอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 3 เหลือเพียงแค่ 25% เท่านั้น

New York 2020 USA นิวยอร์ก สหรัฐ
ภาพจาก Shutterstock

Goldman Sachs สถาบันการเงินใหญ่ของสหรัฐ ได้ออกมาปรับคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐใหม่ หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้มีผู้ติดเชื้อแตะระดับ 50,000 รายต่อวัน ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่บางรัฐในประเทศนั้นมีความเข้มงวดในการป้องกันการติดเชื้อ ขณะที่บางรัฐเองก็ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวนมาก
ส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นอย่างมาก

ในบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ยังชี้ถึงการฟื้นตัวของการบริโภคของประชาชนที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงกลางเดือนเมษายน แต่อย่างไรก็ดีกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่กลับมาฟื้นตัวเท่ากับในช่วงเดือนมีนาคมก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างกว้างขวางในสหรัฐ

นอกจากนี้ Goldman Sachs ยังคาดการณ์ว่าการบริโภคของประชาชนจะกลับมาชะงักอีกรอบในช่วงเดือนกรกฏาคมและสิงหาคม โดยมีระดับการใช้จ่ายของภาคบริการเฉลี่ยเท่ากับในช่วงเดือนมิถุนายน

ความกังวลที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐมองเศรษฐกิจในประเทศคือเรื่องการแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจยังไม่ผ่านจุดสูงสุดไปด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับประเทศกลุ่มพัฒนาแล้วอื่นๆ และคาดว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในสหรัฐจะยังเป็นเช่นนี้ไปอีกราวๆ 2 เดือน แต่ Goldman Sachs ยังเชื่อว่าสหรัฐเองจะสามารถหาทางที่ทำให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปควบคู่กับการป้องกันการระบาด เช่น ในรัฐ Texas ที่ท้ายที่สุดได้ประกาศให้ประชาชนต้องใส่หน้ากากอนามัย เป็นต้น

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ Goldman Sachs คาดว่าตัวเลข GDP ของสหรัฐในปี 2020 นี้จะถดถอยที่ -4.6% ขณะที่คาดการณ์ในตอนแรกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 3 นั้น Goldman Sachs มองว่าโอกาสที่จะฟื้นตัวเหลือเพียงแค่ 25% เท่านั้น แต่ในปี 2021 คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาฟื้นตัวได้ถึง 5.8% ในปี 2021 จากคาดการณ์ของการพัฒนาวัคซีน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/goldman-sachs-cut-us-economy-to-contraction-4-6-percent-q3-recovery-only-25-percent-5-jul-2020/

อินโดนีเซียเตรียมเป็นจุดหมายสำคัญของการย้ายฐานผลิตออกจากจีน บริษัทชื่อดังตบเท้าลงทุนเพียบ

เมื่ออินโดนีเซียขอเป็นหมุดหมายสำคัญในการย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างๆ ออกจากประเทศจีน นอกจากนี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียยังสั่งให้ดูแลบริษัทเหล่านี้ให้ดี และเขาจะไม่พลาดเรื่องนี้เหมือนปีที่ผ่านมา

Jokowi Indonesia President ประธานาธิบดี อินโดนีเซีย
โจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กำลังสำรวจพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ – ภาพจาก Shutterstock

อินโดนีเซียเตรียมเป็นเป้าหมายอีกแห่งของบริษัทอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน จากเรื่องของ COVID-19 และสงครามการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจ ล่าสุดมี 7 บริษัทจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น รวมไปถึงสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม Batang ที่ตั้งอยู่ในเกาะชวา โดยมูลค่าการลงทุนล่าสุดอยู่ที่ราวๆ 850 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 27,274 ล้านบาท

สำหรับ 7 บริษัทที่ย้ายการผลิตนั้นมีบริษัทชื่อดังจากเกาหลีใต้ เช่น LG Electronic จากเกาหลีใต้ ผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์อย่าง Denso และ Panasonic ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า จากประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตยางรถยนต์จากไต้หวันอย่าง Kenda Tire ฯลฯ ซึ่ง 7 บริษัทที่กำลังก่อสร้างโรงงานจะสร้างตำแหน่งงานให้ชาวอินโดนีเซียมากสุดถึง 30,000 ตำแหน่ง

ในปีที่ผ่านมาอินโดนีเซียเสียบริษัทไปกว่า 33 ที่สนใจย้ายฐานการลงทุนมาที่อินโดนีเซีย แต่ท้ายที่สุดบริษัทเหล่านี้กลับเลือกประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ในอาเซียนแทน

โจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้กล่าวว่า ปีนี้มีบริษัทกว่า 119 บริษัทที่สนใจย้ายฐานการผลิตมาที่นี่ และเขาเองไม่อยากสูญเสียบริษัทเหล่านี้ไปให้กับประเทศเพื่อนบ้าน และเขาเองจะไม่พลาดเหมือนปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเองยังกล่าวกับหัวหน้าของ BKPM องค์กรที่ส่งเสริมการลงทุน (คล้ายกับ BOI ของไทย) ว่า ให้ดูแลบริษัทที่สนใจเข้ามาลงทุนที่อินโดนีเซียให้ดีที่สุด

ไม่เพียงแค่นั้น ประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้กล่าวว่า ถ้าหากบริษัทเหล่านี้ต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า น้ำประปา ก๊าซธรรมชาติ การขอใช้ที่ดิน อะไรที่ทำให้อินโดนีเซียเพิ่มขีดความสามารถที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้ย้ายฐานการผลิตมาที่อินโดนีเซียได้ ให้บอกได้ทันที

ขณะที่ Bahlil Lahadalia  หัวหน้าของ BKPM ได้กล่าวว่า หลังจากนี้ถ้าหากบริษัทต่างๆ ต้องการลงทุนในอินโดนีเซียในนิคมอุตสาหกรรมที่รัฐบาลจัดทำพื้นที่ ก็ไม่ต้องทำเรื่องขอใช้ที่ดิน เพราะรัฐบาลจะดูแลในเรื่องนี้ให้ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ทำให้อินโดนีเซียสามารถแข่งขันกับเวียดนามได้ทันที

โดยในช่วงที่ผ่านมามีบริษัทกว่า 17 แห่งที่ได้สัญญาว่าจะย้ายฐานการผลิตมาประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าการลงทุนรวมกันทั้งสิ้นราวๆ 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มา – Jakarta Globe, Valid News (ภาษาอินโดนีเซีย)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/new-hub-after-covid-19-and-trade-war-is-indonesia-with-38-billion-usd-invest-commitment/

GDP เวียดนาม ไตรมาส 2 ยังโต 0.36% แม้ COVID-19 จะป่วนเศรษฐกิจก็ตาม

เศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตเล็กน้อยที่ 0.36% หลังจากมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่นายกของเวียดนามเองก็คาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้มากถึง 4-5%

Vietnam เวียดนาม
ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลเวียดนามได้รายงานตัวเลข GDP ในไตรมาส 2 ของปี 2020 เติบโตที่ 0.36% เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าประเทศเวียดนามจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมีมาตรการปิดเมืองแล้วก็ตาม แต่เศรษฐกิจของเวียดนามก็ยังไม่อยู่ในสภาวะถดถอยตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าในไตรมาสนี้ เศรษฐกิจจะถดถอยอยู่ที่ประมาณ -0.9% ก็ตาม

ขณะที่เฉลี่ยครึ่งปีแรกเศรษฐกิจเวียดนามโต 1.81% เท่านั้น ถือว่าเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งถือว่ามีการเริ่มเก็บสถิติเศรษฐกิจของเวียดนาม โดยภาคธุรกิจบริการและส่งออกได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่ยังได้ภาคการเกษตรและการก่อสร้างที่ยังผลักดันให้เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาสนี้ยังเติบโตได้

นายกรัฐมนตรีของเวียดนามได้กล่าวเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ของเวียดนามจะอยู่ราวๆ 4-5% และมองว่าเม็ดเงินการลงทุนจากต่างชาติจะยังเข้ามา จากปัจจัยของการย้ายฐานการผลิต รวมไปถึงการย้ายโรงงานเพื่อกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่การผลิตหลัง COVID-19

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปีก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 เป้าหมายของรัฐบาลเวียดนามคือผลักดันเศรษฐกิจปีนี้ให้เติบโตได้ 6.8% และในปี 2019 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจเวียดนามถือว่าเป็น 1 ในประเทศที่คาดว่าจะได้รับผลดีจากความขัดแย้งของสหรัฐอเมริกากับจีน

ที่มา – Nasdaq, Nhan Dan, Rappler

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/vietnam-gdp-q2-still-growth-0-36-percent-but-slowest-since-1991-from-covid-29-june-2020/

ผู้บริหารธนาคารในโอซาก้าชี้ เศรษฐกิจของเมืองต้องใช้เวลาฟื้นตัวจาก COVID-19 มากกว่า 2 ปี

ประธานธนาคารใหญ่ในโอซาก้าได้กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจของเมืองนั้นอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวมากกว่า 2 ปี จากผลกระทบจาก COVID-19

Osaka Japan โอซาก้า ญี่ปุ่น
ภาพจาก Shutterstock

Tetsuya Kan ประธานของธนาคาร Kansai Mirai ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของธนาคารที่ใหญ่สุดในแถบโอซาก้า ได้กล่าวว่า เขามองว่าสภาพเศรษฐกิจของเมืองโอซาก้า จะกลับมาฟื้นได้เท่ากับก่อนหน้าที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปี หลังจากที่ญี่ปุ่นได้แบนไม่ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ

เขาเองยังได้กล่าวว่า ธนาคารเองก็ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เนื่องจากรายได้ของธนาคารในประเทศญี่ปุ่นลดลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นถือว่าต่ำมาโดยตลอด ส่งผลกระทบต่อกิจการอย่างมาก

โอซาก้าเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น โดยเศรษฐกิจของเมืองมีรายได้หลักๆ จากภาคการท่องเที่ยวรวมไปถึงธุรกิจค้าปลีก และเมืองนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นั้นเป็นชาวเอเชียจากจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 12 ล้านคน ผลกระทบของ COVID-19 ได้กระทบต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมไปถึงร้านขายยา

ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาญี่ปุ่นเองเริ่มมีแผนที่จะเปิดประเทศ โดยเริ่มให้สำหรับการเดินทางด้านธุรกิจกับประเทศเวียดนาม โดยคาดว่าจะเริ่มได้ในเร็วๆ นี้ และจะต้องมีแผนตรวจโรคอย่างเข้มงวดทั้งก่อนเข้าญี่ปุ่น และขณะที่อยู่ในญี่ปุ่น รวมไปถึงต้องใช้ Application ในการตรวจสอบด้วย

ข้อมูลในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนเพียงแค่ 1,700 คนเท่านั้น ลดลง 99.9% เมื่อเทียบกับตัวเลขในปีที่ผ่านมา

ที่มา – Yahoo News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/president-kansai-mirai-bank-forecast-osaka-economy-recovery-more-than-2-years-29-june-2020/

กนง. คาดการณ์ GDP ไทยปีนี้ถดถอยถึง -8.1% ยังคงอัตราดอกเบี้ย 0.5% เท่าเดิม

ในการประชุม กนง. วันนี้นั้นได้มีการปรับคาดการณ์ GDP ไทยใหม่โดยถดถอยมากกว่าเดิมถึง -8.1% อย่างไรก็ดียังมีการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่าเดิมที่ 0.5%

Bangkok Thailand COVID-19 Empty Road
ภาพจาก Shutterstock

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ต่อปี อย่างไรก็ดีในการประชุมครั้งนี้นั้นทาง กนง. มองภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะถดถอย แม้ว่าตัวเลข GDP ของไทยในไตรมาสแรกจะออกมาดีกว่าคาดก็ตาม โดยคาดว่า GDP ไทยปีนี้จะอยู่ที่ -8.1% และเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวในปีหน้า คาดว่า GDP ไทยจะเติบโตที่ 5%

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ กนง. มีมุมมองเศรษฐกิจไทยนั้นมีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ จากการแพร่ระบาดของ COVID-19รุนแรงกว่าที่คาดไว้และรัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า ขณะที่อุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนหดตัวกว่าที่ประเมินไว้ การจ้างงานและรายได้มีแนวโน้มลดลง

อย่างไรก็ดี กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีสัญญาณปรับดีขึ้นหลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย รวมถึงมาตรการด้านสินเชื่อและการเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ยังจำเป็นต่อการสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

กนง. ยังเห็นว่าจะต้องมีนโยบายด้านอุปทานเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการปรับรูปแบบการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลงด้วย

สำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักและเงินสกุลภูมิภาคส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี กนง. กังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินความจำเป็นของการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-mpc-forecast-th-economy-contraction-8-1-percent-still-hold-rate-at-0-5-percent-24-june-2020/

“สหรัฐคว่ำข้อตกลงการค้ากับจีนแล้ว” ที่ปรึกษาด้านการค้าของทรัมป์กล่าว ก่อนออกมาแก้ตัวทีหลัง

ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐคว่ำข้อตกลงการค้ากับจีนแล้ว ก่อนที่อีกไม่กี่นาทีต่อมาเขาได้ออกมาแก้ข่าวในเรื่องนี้

Containers ตู้คอนเทนเนอร์
ภาพจาก Shutterstock

Peter Navarro ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดี Donald Trump ได้กล่าวกับ Fox News ว่าข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกที่สหรัฐและจีนได้ทำร่วมกันนั้นถือว่ายกเลิกไปแล้ว โดยเขายังได้กล่าวว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่สหรัฐมาทราบตอนหลังคือเรื่องการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงเดือนมกราคมที่สหรัฐได้ส่งผู้แทนไปเจรจาการค้าที่จีนแต่จีนเองไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด

เขาเองยังได้กล่าวเชิงเปรียบเทียบว่าสิ่งที่จีนทำนั้นเหมือนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นได้ขอที่จะเจรจาสันติภาพกับสหรัฐ และในท้ายที่สุดญี่ปุ่นเองก็ได้บุกโจมตีสหรัฐอเมริกา โดยตัวเขาเองนั้นเป็นที่ปรึกษาของทรัมป์ที่ออกมากล่าววิจารณ์นโยบายของจีนบ่อยที่สุดคนหนึ่งในทำเนียบขาว

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจ สหรัฐ-จีน กำลังจะเข้าสู่ห้วงเวลาของความตกต่ำอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐไม่พอใจจีน เนื่องจากจีนเองไม่ได้ทำตามข้อตกลงการค้าในฉบับแรกเท่าที่ควร โดยเฉพาะการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ แม้ว่าฝั่งผู้แทนการเจรจาการค้าจะกล่าวว่าทุกอย่างเป็นไปได้ดีก็ตาม

ขณะที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 เองยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของ สหรัฐ-จีน แย่ลงไปอีกเนื่องจากสหรัฐมองว่าจีนเองไม่มีความโปร่งใสในเรื่องนี้

อัพเดต : อย่างไรก็ดีล่าสุดที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีได้กล่าวเพื่อแก้ข่าวว่า สหรัฐยังไม่ได้ตัดขาดด้านการค้ากับจีนในข้อตกลงการค้าฉบับแรกแต่อย่างใด แต่ตัวเขาเองกล่าวถึงความเชื่อใจของทั้ง 2 ประเทศมากกว่า

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/peter-navarro-said-about-us-end-trade-deal-with-china-collapse-23-june-2020/

สหภาพยุโรปมีสิทธิ์ชนะคดีพิพาทกับจีนใน WTO หลังถูกทุ่มตลาดสินค้าอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

สหภาพยุโรปมีสิทธิ์ชนะคดีพิพาทกับจีนใน WTO หลังถูกทุ่มตลาดสินค้าอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่จีนได้ถอนตัวเข้าแก้ต่างในกรณีพิพาทนี้แล้ว

European Union อียู สหภาพยุโรป
ภาพจาก Shutterstock

สหภาพยุโรปมีสิทธิ์ชนะคดีพิพาทกับจีนกรณีตีความสถานะเศรษฐกิจของจีนว่าเป็นระบบตลาดจริงหรือไม่ ในเวทีขององค์การการค้าโลก โดยกรณีพิพาทดังกล่าวนี้ใช้เวลานานมากกว่า 4 ปี หลังจีนส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป และเกิดผลกระทบแก่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าในทวีปยุโรป เนื่องจากจีนได้ใช้เทคนิคทุ่มตลาดกับสินค้าต่างๆ จนทำให้เกิดคดีพิพาทดังกล่าวและมีการตีความสถานะของจีน

องค์การการค้าโลกได้รับแจ้งจากจีนว่าขอให้มีการยุติข้อพิพาทคดีดังกล่าว และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ถ้าชนะคดีเด็ดขาดแล้วจะทำให้สหภาพยุโรปเองสามารถที่จะตอบโต้สินค้าจากจีน เช่น การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน เพื่อจะปกป้องการค้าและเศรษฐกิจ

จีนได้เข้าร่วมในองค์การการค้าโลกในช่วงปี 2001 สามารถเปิดโอกาสทางการค้ากับประเทศต่างๆ ทำให้จีนมีการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก ส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจจนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจมาเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้จนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดีด้วยสถานะที่คลุมเครือว่าเศรษฐกิจจีนนั้นเป็นเศรษฐกิจแบบระบบตลาดจริงๆ หรือไม่ ทำให้สินค้าจีนทะลักออกไปยังทวีปต่างๆ ซึ่งทวีปยุโรปเองได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสินค้าหลายๆ ชนิดที่ส่งออกมาจากจีนได้ใช้วิธีการพิเศษหลายๆ อย่าง ทำให้สามารถกดราคาสินค้าได้ถูกมากกว่าสินค้าจากประเทศอื่น เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ฯลฯ

ทางด้านจีนเองพยายามจะแก้ต่างว่าหลังจากจีนเข้าร่วมในองค์การการค้าโลก จีนเองมีสถานะเศรษฐกิจที่เป็นระบบตลาด ไม่ได้มีการเกื้อหนุนจากรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจจีนแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดีผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสหภาพยุโรปจึงได้ฟ้องร้องไปที่องค์การการค้าโลกในกรณีดังกล่าวเพื่อตีความ และมีการรับฟังคดีจากทั้ง 2 ฝ่ายในช่วงปลายปี 2017 ขณะที่องค์การการค้าโลกได้พิจารณคดีชั่วคราว และปฏิเสธสถานะจีน เป็นระบบเศรษฐกิจแบบเสรีในปลายปี 2019 จนท้ายที่สุดจีนเองได้ขอให้มีการยุติข้อพิพาทในข้างต้น

ไม่ใช่แค่กรณีพิพาทกับสหภาพยุโรปเท่านั้น จีนเองมีข้อพิพาทในองค์การการค้าโลกกรณีการทุ่มสินค้า ทำให้ประเทศต่างๆ ฟ้องร้องจีนไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น และรวมถึงสหรัฐอเมริกา ที่ต้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจนเป็นกรณีพิพาทใหญ่อีกกรณี และยังเป็นหนึ่งในประเด็นทำให้เกิดสงครามการค้าที่ยังไม่มีท่าทีที่จะสิ้นสุดในเร็วๆ นี้

ที่มา – NTD

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/eu-maybe-the-winner-dispute-with-china-market-status-case-on-wto-21-june-2020/

ธปท. สั่งให้แบงก์พาณิชย์งดจ่ายปันผล รวมถึงห้ามซื้อหุ้นคืนในปีนี้ รับความเสี่ยงเศรษฐกิจหลัง COVID-19

ธนาคารแห่งประเทศไทยออกคำสั่งใหม่ให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในไทยงดจ่ายปันผลปีนี้ รวมถึงห้ามซื้อหุ้นคืน เพื่อรับความเสี่ยงเศรษฐกิจหลังจากนี้

Bank Of Thailand
ภาพจาก Shutterstock

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด 19) ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป และยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อไป

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนสำหรับระยะ 1-3 ปีข้างหน้า โดยคำนึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และศักยภาพของลูกหนี้ในการทำธุรกิจภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลาย

โดยระหว่างที่ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนใหม่นี้ธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้ธนาคารพาณิชย์ งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในปีนี้ รวมถึงงดการซื้อหุ้นคืน เพื่อธนาคารพาณิชย์จะรักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งและรองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารกลางหลายประเทศได้ดำเนินการแล้ว เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด 19

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bank-of-thailand-call-thai-banks-no-pay-dividend-also-shares-buy-back-to-cover-tier-1-fund-19-june-2020/