คลังเก็บป้ายกำกับ: ECONOMIC

ของขวัญรับปีใหม่ คณะกรรมการค่าจ้างปรับค่าแรงขึ้นสูงสุด 6 บาท เตรียมนำเข้าประชุม ครม.

คณะกรรมการค่าจ้าได้ปรับขึ้นค่าแรงอีกคครั้ง โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ในเรื่องของเงินเฟ้อ อัตราความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ได้อย่างสมดุล โดยค่าแรงที่ขึ้นครั้งนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 5 บาท สูงสุดที่ 6 บาท

Thailand Worker Construction แรงงาน ก่อสร้าง
ภาพจาก Shutterstock

สุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง มีวาระสำคัญคือการพิจารณากรอบการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ โดยมติครั้งนี้ได้ปรับค่าจ้างใน 9 จังหวัด ขึ้นอีก 6 บาท ได้แก่ ชลบุรี ภูเก็ต นนทบุรี นครปฐม ปราจีนบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร ขณะที่จังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากนี้มีการปรับขึ้น 5 บาท

โดยถ้าเรียงจากจังหวัดที่มีค่าแรงมากที่สุดจะประกอบไปด้วย

  1. ค่าจ้าง 336 บาท มี 2 จังหวัด คือ ชลบุรี และภูเก็ต
  2. ค่าจ้าง 335 บาท มี 1 จังหวัด คือ ระยอง
  3. ค่าจ้าง 331 บาท มี 6 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
  4. ค่าจ้าง 330 บาท มี 1 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา
  5. ค่าจ้าง 325 บาท มี 14 จังหวัด คือ กระบี่ ขอนแก่น เชียงใหม่ ตราด นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา พังงา ลพบุรี สงขลา สระบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองคาย และอุบลราชธานี
  6. ค่าจ้าง 324 บาท มี 1 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี
  7. ค่าจ้าง 323 บาท มี 6 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ จันทบุรี นครนายก มุกดาหาร สกลนคร และสมุทรสงคราม
  8. ค่าจ้าง 320 บาท มี 21 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ชัยนาท นครพนม นครสวรรค์ น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุงพิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ พะเยา ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สระแก้ว สุรินทร์ อ่างทอง อุดรธานี และอุตรดิตถ์
  9. ค่าจ้าง 315 บาท มี 22 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย ตรัง ตาก นครศรีธรรมราช พิจิตร แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ระนอง ราชบุรี ลำปาง ลำพูน ศรีสะเกษ สตูล สิงห์บุรี สุโขทัย หนองบัวลำภู อุทัยธานี และอำนาจเจริญ
  10. ค่าจ้าง 313 บาท มี 3 จังหวัด คือ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา

ในการประชุมครั้งนี้มีที่ปรึกษา ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายรัฐบาลจากตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ ไปจนถึงตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมเข้าร่วมประชุมด้วย สำหรับการขึ้นค่าแรงครั้งนี้นั้นคณะกรรมการค่าจ้างมองว่า อัตราที่ปรับขึ้นนี้เป็นระดับที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันแล้ว ในเรื่องของเงินเฟ้อ อัตราความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ได้อย่างสมดุล

มุมมองของ บริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าจากกรอบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้นั้นน้อยกว่าคาดการณ์ของตลาดก่อนหน้านี้ที่ 20-30 บาท หรือคิดเป็นการเพิ่มเพียง 1.5-2% และส่วนใหญ่ผู้ประกอบการให้มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว จึงไม่ได้กระทบกับต้นทุนทั้งของกลุ่มค้าปลีก รับเหมา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์มากนัก และในทางตรงข้าม ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยพยุงกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงได้บ้าง ซึ่งจะเป็นผลบวกกับกลุ่มค้าปลีกในระยะถัดไป

ที่มา – ข่าวสดออนไลน์, ไทยพีบีเอส

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-up-minimum-wages-for-worker-maximum-6-thb-per-day-in-10-provinces/

นายกฯ ญี่ปุ่น เตรียมงบไว้กระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น 26 ล้านล้านเยน ป้องกันเศรษฐกิจแย่

นายกฯ ญี่ปุ่น เตรียมงบไว้กระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น 26 ล้านล้านเยน เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาถดถอยอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีงบสำหรับวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น Shinzo Abe
ภาพจาก Shutterstock

ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้เตรียมงบประมาณกว่า 26 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 7.2 ล้านล้านบาท ไว้สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากที่จังหวัดต่างๆ เกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ รองรับกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก อุดรอยรั่วของเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังปรับขึ้นภาษีการขายจาก 8% ไปเป็น 10% รวมไปถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังจากกีฬาโอลิมปิก 2020

ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้สั่งให้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ จัดทำมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นออกมา โดยในปี 2016 ที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นก็เคยมีงบประมาณไว้กระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 28 ล้านล้านเยนมาแล้ว

โดยในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเติบโตได้น้อยกว่ามาก โดยเติบโต 0.1% ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ ซึ่งปัญหาหลักๆ ของญี่ปุ่นคือเรื่องของการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ขณะเดียวกันเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเองก็ประสบกับเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่าง ไต้ฝุ่น ฮากิบิส ส่งผลทำให้ 36 จังหวัดของประเทศได้รับความเสียหายอย่างหนัก

นอกจากนี้ในงบกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีงบประมาณสำหรับพัฒนาและวิจัยที่เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือรวมไปถึงอุปกรณ์เครือข่ายยุคต่อถัดจาก 5G รวมไปถึงงบประมาณในการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้ประเทศญี่ปุ่นก้าวประโดดได้มากกว่านี้ โดยเม็ดเงินดังกล่าวสูงถึง 270,000 ล้านเยน

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นผู้นี้เป็นผู้ที่เสนอให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “อาเบะโนมิกส์ (Abenomics)” โดยประกอบไปด้วย 3 มาตรการคือ การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ หรือ QE และการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น รวมไปถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กำลังจะกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจถดถอยเต็มตัวในปี 2012

คาดว่ามาตรการต่างๆ จะเปิดเผยได้หลังจากที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้

ที่มา – Al Jazeera, Japan Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japan-pm-release-stimulus-program-worth-26-trillion-yen-on-2020/

ครม.เคาะแล้ว กองทุนใหม่ SSF มาแทน LTF “ลงทุน 10 ปี ลดหย่อนไม่เกิน 2 แสนบาท”

การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้นั้นได้มีการสรุปเรื่องกองทุนที่จะมาทดแทน LTF ในปีหน้าแล้ว โดยมีชื่อว่า SSF ซึ่งลดหย่อนได้ไม่เกิน 2 แสนบาท ลงทุน 10 ปี

กรมสรรพากร
ภาพจาก Shutterstock

การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ได้เห็นชอบกองทุนเพื่อการออมระยะยาวรูปแบบใหม่หรือ Super Saving Fund (SSF) ที่มาทดแทน LTF ซึ่งจะหมดสิทธิประโยชน์ทางภาษีลงในสิ้นเดือนธันวาคมของปีนี้ โดยสำหรับกองทุนที่มาทดแทน LTF นั้นมีเงื่อนไขคือลงทุน 10 ปี ให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีไม่เกิน 2 แสนบาท

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังได้ปรับเกณฑ์ RMF ให้ลดหย่อนภาษีเพิ่มเป็น 30% จาก 15% ให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีไม่เกิน 5 แสนบาท

ก่อนหน้านี้สภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ของกระทรวงการคลัง เนื่องจากทั้งสองกองทุนมีวัตถุประสงค์การออมที่แตกต่างกัน โดยกองทุนใหม่ที่ทดแทน LTF นั้นควรเป็นกองทุนการออมที่เน้นการออมระยะยาวในตลาดหุ้น เพื่อการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนในตลาดหุ้นแบบระยะยาว

นอกจากนี้ FETCO ยังมองว่ายังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้แรงจูงใจทางภาษีเข้ามาช่วย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังนิยมการลงทุนระยะสั้นๆ ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีกับนักลงทุนเองและไม่ได้เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นโดยรวมด้วย

สำหรับมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ นั้นมองว่าความชัดเจนรูปแบบ SSF จะช่วยหนุนเม็ดเงิน LTF & RMF ไหลเข้าในช่วงเวลาที่เหลือของเดือนนี้กลับมาดีขึ้น คาดเม็ดเงินจาก LTF และ RMF ไหลเข้าตลาดเดือนนี้ราว 2 หมื่นล้านบาท และ 1 หมื่นล้านบาทตามลำดับ หุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ คือ หุ้นขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะเป็นเป้าลงทุนเม็ดเงิน LTF & RMF และหุ้นปันผลดีขนาดใหญ่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/new-ltf-called-ssf-holding-10-years-deduct-taxes-200-k-baht-and-improve-rmf/

กสิกรไทย คาดปีหน้าส่งออกไปเพื่อนบ้านไม่เติบโต แถมเวียดนามไม่ง้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้น

มุมมองจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย นั้นมองว่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ในปีหน้าจะยังหดตัวต่อเนื่องจากปีนี้ สาเหตุหลักๆ มาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กดดันประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้

ท่าเรือแหลมฉบัง Thailand Port Container
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย นั้นมองว่า การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งปี ในปี 2562 จะหดตัว 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่การส่งออกในปีหน้ามีแนวโน้มจะเผชิญความเสี่ยงเชิงลบมากขึ้น​หลังจากที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้หดตัวถึง 6.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนค่าและอุปสงค์ที่ชะลอตัว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า ถ้าหากไม่นับรวมการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปและทองคำ การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในช่วง 9 เดือนแรกของปียังสามารถเติบโตที่ 0.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงอย่างมากจากการเติบโตที่ 10.8% ในปีก่อนหน้า โดยอุปสงค์ที่ชะลอลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยไปยัง CLMV นั้นชะลอลงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพม่าและลาวที่เศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแรงลงอย่างมาก ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้าทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศ

ทางด้านของการบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามยังคงค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงลงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาและเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกสูง และส่งผลให้การบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนที่อ่อนแรงลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าทุนของไทยไปยัง CLMV ชะลอลงตามไปด้วย อีกทั้ง สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านชะงักงันตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังเวียดนามซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสงครามการค้าที่ส่งผลให้การส่งออกของเวียดนามชะลอตัวลง

ยิ่งไปกว่านั้น สงครามการค้าก่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เวียดนามลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ

มองปีหน้ายังแย่อยู่

สำหรับมุมมองปี 2563 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในปี 2563 จะหดตัวต่อเนื่องที่ 2.0% ท่ามกลางอุปสงค์ที่มีแนวโน้มชะลอลง ประกอบกับราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่มีทิศทางลดลง และคาดว่าสงครามการค้าที่น่าจะยืดเยื้อไปจนถึงกลางปี 2564 จะยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งหลักของการค้าโลกและส่งผลกระทบต่ออุปสงค์โลกให้ชะลอตัวลง

นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะยังคงมีโมเมนตัมชะลอลงอย่างต่อเนื่อง และบั่นทอนเศรษฐกิจประเทศในกลุ่มอาเซียนต่อไปโดยอุปสงค์ภายในประเทศอาเซียนที่อ่อนแรงจะส่งผลกระทบให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้ชะงักงัน ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงลบที่เพิ่มสูงขึ้น

การส่งออกของไทยไปยังกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม รวมถึงอินโดนีเซีย น่าจะชะลอลงอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจของลาว พม่า และอินโดนีเซีย น่าจะมีความเปราะบางมากที่สุด ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มจะหดตัวอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของเวียดนามและกัมพูชาน่าจะยังคงพอมีแรงขับเคลื่อนให้ยังเติบโตไปได้ แต่เศรษฐกิจโลกที่ซบเซาน่าจะยังคงกดดันอุปสงค์ของเวียดนามและกัมพูชาให้ชะลอลงต่อไป

ที่มา – บทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-forecasts-th-export-2020-to-clmv-decline-2-percent-effect-from-slow-growth/

หอการค้ากังวลสินค้าจีนทะลักเข้ามาไทย โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ แนะให้เจรจากับจีน

ในงานสัมมนาของหอการค้าจากทั่วประเทศนั้น สิ่งหนึ่งที่มีความกังวลจากผู้ประกอบการไทยคือปัจจุบันสินค้าจีนทะลักเข้ามามาก โดยผู้ประกอบการก็อยากที่จะให้สินค้าไทยสามารถไปขายในต่างประเทศได้ด้วย

Container Shipping
ภาพจาก Shutterstock

ปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก หอการค้าไทย ได้กล่าวถึงเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้กับเอกชนของไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่งในงานสัมมนาใหญ่ของหอการค้าทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดลำปาง คือเรื่องของสินค้าจีนที่เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ และขายต่ำกว่าผู้ผลิตของไทย

ปรัชญา ได้กล่าวกับเว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจว่า “ปัจจุบันเว็บจีนพัฒนาไปอีกขั้น ผู้ซื้อสามารถสั่งให้พิมพ์โลโก้เฉพาะ และสั่งซื้อได้ครั้งละ 50-100 ชิ้น และส่งให้ถึงบ้านหากสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทไม่ต้องเคลมภาษี ไม่ต้องแสดงว่าเป็นอะไร นำเข้ามาได้เลย รวมถึงรัฐบาลจีนอุดหนุนเรื่องค่าขนส่ง ทุกวันนี้สินค้าเป็นแพ็กเล็ก ๆ ลักษณะเดียวกันนี้บรรจุมาเต็มตู้คอนเทนเนอร์ส่งมาไทย เท่ากับเราเปิดให้ต่างชาติเข้ามาขายสินค้า ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศไทย”

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทยนั้นนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนตุลาคม ไทยนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเป็นอันดับ 1 มีสัดส่วนถึง 20% ของมูลค่าสินค้านำเข้าทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท โดยมุมมองของผู้ประกอบการในประเทศไทยมองว่า สินค้าจีนต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งส่งผลให้ขายได้ราคาถูกกว่า

ท้ายที่สุด รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ยังแนะนำว่าให้ไทยนั้นเจรจากับทางฝั่งของประเทศจีน ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องเข้ามาช่วยผลักดันให้ผู้ผลิตของไทยสามารถนำสินค้าไทยไปขายในต่างประเทศได้โดยตรงเช่นกัน

ที่มา – ประชาชาติธุรกิจ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-chamber-seminar-2019-at-lampang-1-concern-isssue-is-cheap-products-from-china-flows-to-th-rapidly/

กสิกรฯ มองปีหน้าค่าเงินบาทหลุด 30 บาท คาด GDP โตแค่ 2.7% ปัญหาเชิงโครงสร้างกดดันไทย

Brand Inside รวบรวมประเด็นสำคัญจากงานสัมมนา “ส่องทิศทางเศรษฐกิจปีชวด” จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ซึ่งมองว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะโตอยู่ประมาณ 2.7% ส่วนค่าเงินบาทคาดว่าอาจหลุด 30 บาท

Kasikorn Bank กสิกรไทย
ภาพจาก Shutterstock

ประเด็นสำคัญๆ ของในงานสัมมนานี้ที่จะเน้นคือเรื่องของเศรษฐกิจไทยเป็นหลัก รวมไปถึงเรื่องปัญหาใหญ่ๆ ที่ไทยกำลังจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในระยะยาว

เชื่อเอเชียยังโตได้ดี ไทยดูไม่ดีเท่าไหร่

ปีหน้าเราน่าจะเห็นเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง ส่งผลให้กลุ่มประเทศพัฒนาอื่นนั้นชะลอตัวตาม แต่ตรงข้ามกับประเทศในเอเชียน่าจะฟื้นตาม เช่น สิงคโปร์ ฯลฯ สาเหตุเพราะว่าภาครัฐมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง เช่น ญี่ปุ่น เริ่มมองว่านโยบายการเงินไปไม่ไหว แต่ประเทศอื่นๆ ยังลดอัตราดอกเบี้ย หรือใช้เครื่องมืออื่นๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้นักลงทุนสนใจลงทุนในเอเชีย

ขณะที่เรื่องสงครามการค้าไม่น่าจะจบในปีนี้ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะบอกว่าระยะ 1 จะใกล้เสร็จแล้วก็ตาม แต่มองว่าจะได้เซ็นจริงๆ ได้หรือเปล่าไม่มีใครทราบได้ ซึ่งตอนนี้ปลายปีแล้ว ขณะถ้าหากเซ็นปีหน้าแล้วจีนอาจรอดูท่าที ซึ่งอาจลากยาวไปถึงปลายปี ขณะเดียวกันจีนส่งออกสินค้ากลับเข้ามาในเอเชีย ส่งผลทำให้ประเทศอื่นๆ ส่งออกหดตัวตามไปด้วย

สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้นในปีหน้าคาดว่าการส่งออกของไทยจะยังไม่ฟื้นตัว คาดว่าจะติดลบ 2% เนื่องจากเรื่องของสงครามการค้า แม้ว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตมาแล้วบ้างแต่ก็ยังไม่ส่งผลเท่าไหร่นัก นอกจากนี้ในปีหน้านั้นสิ่งที่ยังพอหวังได้คือเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงินการลงทุนจากภาครัฐ คาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะโตอยู่ที่ 2.7%

Thailand Surplus

ทำไมค่าเงินบาทไทยแข็ง

ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งนั้นธนาคารมองว่าเกิดจากปัจจัยภายในมากกว่า สาเหตุหลักๆ ได้แก่ เมื่อเรานำตัวเลขการนำเข้าหักลบการส่งออกก็ยังได้ดุลการค้าเป็นบวก และในปีที่ผ่านมาเราจะเห็นตัวเลขการนำเข้าสินค้าน้อยลงกว่าเดิมมากๆ นอกจากนี้แรงเสริมจากนักท่องเที่ยวจากจีน ส่งผลทำให้ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่ม ทำให้ภาพรวมของไทยนั้นมีดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดอันดับ 3 ของเอเชีย

ขณะที่เม็ดเงินอีกส่วนไหลเข้ามาลงทุนก็ส่วนหนึ่งจากเรื่องของสงครามการค้าที่มีการย้ายฐานการผลิต นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการลงทุนในหุ้นไทย โดยเฉพาะในปีนี้ทีมี IPO ตัวใหญ่ๆ เข้าตลาด

นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมาที่ต้นทุนการถือครองพันธบัตรของไทยดีกว่าในประเทศอื่นๆ ในเอเชีย พันธบัตร 10 ปีเราให้ผลตอบแทนหักลบต้นทุนแล้วอยู่ที่ 8.3% ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาตรการจำกัดนัดลงทุนที่พักเงินตราสารหนี้ระยะสั้น รวมไปถึงมีมาตรการผ่อนคลายอื่นๆ แล้วก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วแม้จะมีเงินไหลออกและค่าเงินบาทควรจะอ่อนลง แต่บาทกลับแข็งค่าเพราะว่าดุลบัญชีเดินสะพัดเรายังเป็นบวกอยู่ดีนั่นเอง คาดว่าในปลายปีหน้าค่าเงินบาทของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 29.25 บาทต่อดอลลาร์ และผู้ประกอบการควรที่จะทำประกันความเสี่ยงค่าเงินบาทด้วย ถ้าค่าเงินบาทเริ่มหลุดกรอบ 30 บาท

เศรษฐกิจไทยกำลังจะสูญเสียความสามารถ

นอกจากนี้ในงานสัมมนายังได้กล่าวถึงเรื่องของเศรษฐกิจไทยที่กำลังจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น เวียดนาม ฯลฯ โดยเฉพาะการส่งออกของไทยแม้ว่าปีนี้เราจะส่งออกไปสหรัฐได้มากขึ้น อย่างไรก็ดีสัดส่วนเทียบกับประเทศอื่นๆ ไทยมีการส่งออกไปทั่วโลกคิดเป็น 1.38% จากเดิม 1.48% สิ่งที่ไทยต้องทำคือ พยายามทำยังไงไม่ให้เสียสัดส่วนตรงนี้ แต่ที่ผ่านมาเราเสียหมด แถมยังโดนเรื่องของค่าเงินบาทที่แพงกว่าความเป็นจริง 6.7%

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเทศเพื่อนบ้านทำได้ดีกว่าไทย รวมไปถึง Productivity ในการทำงานของประเทศเพื่อนบ้านดีกว่า ขณะเดียวกันไทยกำลังสูญเสียจำนวนแรงงานลงไปเรื่อยๆ ทุกปี สัดส่วนแรงงานเทียบกับประชากรในปี 2008 อยู่ที่ 72.7% ขณะที่ล่าสุดไทยอยู่ที่ 67.8% และจะลดลงไปเรื่อยๆ แถมอัตราค่าจ้างแรงงานจากเติบโต 4% เมื่อกลางปี ล่าสุดเหลือแค่ 1.5% ส่งผลทำให้กำลังซื้อจากฐานรากคือขยายตัวได้ต่ำ

ขณะเดียวกันประเทศไทยเองมีข้อจำกัดหลายอย่างมาก เช่น อสังหาริมทรัพย์เราไม่ให้ถือครอง ขณะที่ประชากรลดลงอย่างมาก 2008 เรามี 66.1 ล้าน ปี 2050 เราเหลือเท่า 2008 ขณะที่อสังหาริมทรัพย์ไทยนั้นมีจำนวนยูนิตที่เพิ่มมากขึ้น ในอนาคตยังมีคาดการณ์ว่าไทยจะมีคนลดลงในอาเซียนเพียงประเทศเดียวถือเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมาก

มุมมองของธนาคารกสิกรไทยมองว่าไทยอาจต้องมีการปฏิรูปหลายๆ เรื่อง เช่น การศึกษา ระบบภาษี หรือแม้แต่ความง่ายในการลงทุน หรือการรับชาวต่างชาติเก่งๆ เข้ามา ​ฯลฯ เพื่อที่จะสอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในอนาคต ซึ่งจะเห็นได้จาก

เรื่องอื่นๆ

  • เงินในระบบหมุนเวียนในระบบของไทยลดลงอย่างมากจากในปี 1999 อยู่ที่ 12 รอบ ตอนนี้เหลือไม่ถึง 6 รอบ
  • ค่าเงินเยนอาจมีสิทธิ์หลุด 28 บาทต่อ 100 เยน และอาจเหวี่ยงลงไปได้ถึง 27.5 บาทต่อ 100 เยน
  • สำหรับเรื่องการลงทุน แนะนำให้ลงทุนต่างประเทศไว้บ้าง แต่หุ้นไทยยังมีภาคอุตสาหกรรมที่น่าสนใจเช่น ท่องเที่ยว โรงพยาบาล
  • แนะนำให้จับตามองตลาดใหม่ 3 ประเทศ อินเดีย บังคลาเทศ กัมพูชา เป็นประเทศที่น่าสนใจ

การเติบโตของความสามารถในการผลิตของแรงงานในแต่ละประเทศ labour productivity growth
การเติบโตของความสามารถในการผลิตของแรงงานในแต่ละประเทศ – ข้อมูลจาก ธนาคารกสิกรไทย
ไทยสูญเสียการส่งออกแก่เพื่อนบ้านไปแล้ว – ข้อมูลจากธนาคารกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kasikorn-thai-forecasts-2020-outlook-thb-lower-30-thb-thai-gdp-range-2-6-to-2-8-percent/

ครม.ไฟเขียวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ เน้นเจาะกลุ่มรากหญ้าเป็นหลัก

คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2562 ตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการไปในตอนแรก

ชาวนา เกษตรกรไทย
ภาพจาก Shutterstock

อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่า เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจในปี 2562 มีการเจริญเติบโตและขยายผลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประชาชน เกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2562 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีมีรายละเอียดดังนี้

  1. โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ได้แก่
      1. โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับหมู่บ้าน โดยจัดสรรเงินให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับ A B และ C จำนวน 71,742 แห่ง แห่งละไม่เกิน 200,000 บาท ผ่านสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติภายใต้วงเงินรวม 14,348.4 ล้านบาท เพื่อลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กในชุมชน เช่น ยุ้งฉางชุมชน โรงตากพืชผลทางการเกษตร ฯลฯ หรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนที่ชุมชนเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมศักยภาพในการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ในชุมชนให้ดีขึ้น
      2. โครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท ให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สถาบันการเงินประชาชน สถาบันการเงินชุมชน สหกรณ์การเกษตร ฯลฯ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0.01 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยตามปกติของ ธ.ก.ส. ระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565
      3. โครงการพักชำระหนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองตามความสมัครใจ โดยกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองพักชำระหนี้หรือลดภาระหนี้เงินกู้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้กับสมาชิกที่มีความเดือดร้อนและได้ผ่อนคลายภาระการชำระหนี้ที่มีอยู่ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนและหนี้นอกระบบ
  2. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผ่านโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2562/63 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร โดยการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวข้าวและปรับปรุงคุณภาพข้าว สำหรับเกษตรกรที่ลงทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2562 จะได้รับคือ
      1. ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวเฉพาะเกษตรกรรายย่อยอัตราไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท
      2. รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการจ่ายเงินให้เกษตรกรจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 เมษายน 2563 เนื่องจากมีเกษตรกรที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
  3. มาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย ภายใต้โครงการ “บ้านดีมีดาวน์” เพื่อเป็นการลดภาระและสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

กระทรวงการคลังยังได้คาดว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2562 จะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 เติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตัวเลขรายได้ของเกษตรกรในช่วงที่ผ่านมาประสบปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะจากปัจจัยภัยแล้ง และมาตรการดังกล่าวที่ว่ามานั้นจะช่วยสร้างแรงส่ง (Momentum) ให้เศรษฐกิจในปี 2563 ขยายตัวอย่างมีศักยภาพ

ขณะเดียวกันมุมมองจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเป็นผลบวกต่อการบริโภค ซึ่งได้แก่หุ้นกลุ่มค้าปลีก ขณะที่มาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย จะส่งผลบวกต่อกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง

ที่มา – กระทรวงการคลัง ผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/3-measures-to-fighting-lower-growth-from-mof-focus-too-grass-root-people-and-benefit-for-farmers/