คลังเก็บป้ายกำกับ: ECONOMIC

บล. ภัทร ปรับ GDP ไทยลงเหลือ 1.4% หลังไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบมากกว่าคาด

บล. ภัทร ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยลงมาเหลือแค่เพียง 1.4% เท่านั้น หลังจากผลกระทบของไวรัส COVID-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าคาด

Bangkok Face Masks Covid-19
ภาพจาก Shutterstock

บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยปี 2563 ลงเหลือ 1.4%
จากเดิมที่คาดไว้ 2.2% เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของไวรัส COVID-19 รุนแรงกว่าที่ได้ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ แม้การระบาดของไวรัสจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และอาจทำให้เศรษฐกิจหดตัวได้ในไตรมาสแรกของปีนี้แต่น่าจะส่งผลกระทบเพียงชั่วคราว นอกจากนี้ บล. ภัทร ยังมองว่า GDP ในปีหน้า GDP ไทยจะกลับมาเติบโตได้มากถึง 3.5%

บล. ภัทร คาดว่า การระบาดของไวรัสดังกล่าวจะส่งผลกระทบรุนแรงแต่ชั่วคราวต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยใน 3 ด้าน ได้แก่

  1. ผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อการท่องเที่ยวซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
  2. การผลิตในจีนที่หยุดชะงักอาจส่งผลกระทบชั่วคราวต่อห่วงโซ่อุปทานและ
    การผลิตในประเทศ
  3. หากการระบาดในประเทศทวีความรุนแรงขึ้นก็อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการบริโภคภายในประเทศได้

โดยสาเหตุที่เพิ่มเติมเข้ามานี้เป็นเรื่องหลักๆ ที่ทำให้มีการปรับตัวเลข GDP ของไทยลงในครั้งนี้

นอกจากนี้ บล. ภัทร ยังคาดว่าปัจจัยลบจากการระบาดของไวรัส ความล่าช้าของงบประมาณและปัญหาภัยแล้งน่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในระยะสั้นต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสแรกของปี เนื่องจากปัจจัยลบเหล่านี้
เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอ่อนแอและอาจไม่มีภาคเศรษฐกิจอื่นมาช่วยรองรับผลกระทบ

ขณะที่ภาคการผลิตก็ได้รับผลกระทบจากส่งออกที่หดตัว ค่าเงินบาทที่แข็งค่า การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกที่หดตัวในปีก่อน ในขณะที่ภาคเกษตรก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ดี บล.ภัทร คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายการเงินและการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยยังคาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ภายในช่วงกลางปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีขึ้นและการเบิกจ่ายงบประมาณยังคงประสบปัญหา นอกจากนี้ บล.ภัทร คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพอาจจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตดีกว่าที่คาดไว้ได้ด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/phatra-cut-thai-gdp-from-2-2-percent-to-1-4-percent-after-effect-from-coronavirus-covid-19-damage-thai-economy-more-than-thought/

วิบากกรรมฮ่องกง เศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอย คนตกงานมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016

เศรษฐกิจของฮ่องกงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการชุมนุม รวมไปถึงสงครามการค้าแล้ว แต่ในปีนี้เคราะห์ซ้ำจากผลกระทบจากไวรัส COVID-19

Hong Kong ฮ่องกง
ภาพจาก Shutterstock

เศรษฐกิจของฮ่องกงล่าสุดยังไม่มีทีท่าจะฟื้นตัวในเร็วๆ นี้ หลังจากในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของฮ่องกงพบกับการชุมนุมของประชาชน จากประเด็นเรื่องข้อกฏหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และลุกลามบานปลาย จนทำให้ ฟิทช์ (Fitch) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดความน่าเชื่อถือฮ่องกงลงมา แม้ว่า แครี่ แลม ผู้ว่าการสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงจะประกาศยกเลิกข้อกฏหมายแล้วก็ตาม แถมล่าสุดยังได้รับผลกระจบจากไวรัส COVID-19 ที่ยังควบคุมไม่ได้

ในปี 2019 ที่ผ่านมา GDP ของฮ่องกงติดลบไปถึง 1.2% เป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ถดถอยมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 นักวิเคราะห์ได้มองสาเหตุหลักๆ ในปีที่ผ่านมาของเศรษฐกิจฮ่องกงถดถอยคือเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ก่อนที่เหตุการณ์ของการชุมนุมจะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจฮ่องกงอีกรอบ

ขณะที่ภาคการส่งออกของฮ่องกงปีที่ผ่านมาถือว่าย่ำแย่อย่างหนัก เพราะว่าตัวเลขการส่งออกเมื่อเทียบกับปี 2018 ที่ผ่านมาติดลบไปถึง 25% ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจฮ่องกง ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

นับตั้งแต่ต้นปี 2020 ที่ผ่ามา ฮ่องกงพบกับวิกฤติเชื้อไวรัส COVID-19 ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศจีน และการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วจากจีนโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่มีคนเดินทางมากมาย ส่งผลทำให้ท้ายที่สุดฮ่องกงต้องสั่งปิดชายแดนเชื่อมจีน เพื่อที่จะป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัส ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อในฮ่องกงกว่า 62 ราย เสียชีวิตไป 2 ราย

แม้ว่าในช่วงวิกฤติของไวรัส SARS ในช่วงปี 2003 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของฮ่องกงเองจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วอย่างมาก จากปัจจัยของเศรษฐกิจจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในสมัยนั้น รวมไปถึงการท่องเที่ยวในฮ่องกงที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยนักท่องเที่ยวจากจีนเป็นสัดส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะมีสัดส่วนประมาณ 70-80% จากนักท่องเที่ยวทั้งหมด

แต่ในปี 2020 ความท้าทายกลับแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง ตัวเลขการเข้าเมืองของฮ่องกงล่าสุด มีชาวจีนเข้าฮ่องกงลดลง 99% เมื่อเทียบกับในปี 2019 ที่ผ่านมา แม้ว่าประเด็นสำคัญจะเกิดจากจีนพยายามต่อสู้กับ COVID-19 แต่หลังจากจีนสามารถควบคุมไวรัสไม่ให้แพร่กระจายออกไป รวมไปถึงมีวัคซีนหรือยาที่รักษาได้แล้ว ก็ไม่ได้การันตีว่าชาวจีนจะกลับมาฮ่องกงจำนวนเท่าเดิมหรือไม่

ทำให้นักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงจะเข้าสู่สภาวะถดถอย โดยตัวเลข GDP ในไตรมาส 1 ของฮ่องกงนั้นคาดว่าจะอยู่ในแดนติดลบ เนื่องจากปัจจัยสำคัญคือ COVID-19

ไม่เพียงแค่บรรยากาศทางเศรษฐกิจของฮ่องกงที่ดูไม่ดีเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นในปีนี้และปีที่ผ่านมายังทำให้อัตราการว่างงานของฮ่องกงสูงถึง 3.4% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา โดยภาคแรงงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างพบกับการว่างงานถึง 5.7% มากที่สุดในรอบ 6 ปี เป็นผลกระทบมาจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงที่ซบเซา

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีนี้ทำให้รัฐบาลของฮ่องกงภายใต้การนำของ แครี่ แลม เตรียมงบประมาณสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจสูงถึง 28,000 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือประมาณ​ 112,357 ล้านบาท เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้งหลังจากได้รับผลกระทบของไวรัส และเป็นความท้าทายของฮ่องกงที่จะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับมาได้หรือไม่เช่นกัน

ที่มา – The Strait Times, Al Jazeera

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hong-kong-economic-challenge-from-recession-from-covid-19-after-protest-and-trade-war-also-jobless-to-concern/

สิงคโปร์เตรียมงบพิเศษไว้กระตุ้นเศรษฐกิจถึง 143,500 ล้านบาท หลัง COVID-19 ทำพิษ

รัฐบาลสิงคโปร์ได้เตรียมงบพิเศษสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจรวมไปถึงต่อสู้กับเชื้อไวรัส COVID-19 สูงถึง 143,500 ล้านบาท ส่งผลทำให้งบประมาณของรัฐบาลสิงคโปร์ในปีนี้ขาดดุลมากที่สุดในรอบมากกว่า 20 ปี

Singapore Gardens By The Bay
ภาพจาก Unsplash

รัฐบาลสิงคโปร์ได้เตรียมงบประมาณกว่า 6,400 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 143,500 ล้านบาท เพื่อที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัส COVID-19 ที่กำลังแพร่ระบาด และรวมไปถึงงบประมาณเพื่อที่จะช่วยกระตุ้นภาคเศรษฐกิจของสิงคโปร์ให้กลับมาฟื้นตัวได้ไวที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้งบประมาณปี 2020 เป็นปีแรกที่งบประมาณของประเทศสิงคโปร์ขาดดุลติดลบมากที่สุดในรอบมากกว่า 20 ปี

ในงบ 6,400 ล้านเหรียญสิงคโปร์ จะประกอบไปด้วยงบสำหรับกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ไว้สำหรับต่อสู้กับเชื้อไวรัส COVID-19 หลังจากที่สิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อทั้งหมดล่าสุดกว่า 81 ราย มูลค่า 800 ล้านเหรียญสิงคโปร์ สำหรับอีก 5,600 ล้านเหรียญสิงคโปร์ไว้สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับอุตสาหกรรมที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้เปิดเผยว่าได้รับผลกระทบจาก COVID-19 นั้นประกอบไปด้วย ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจการบิน ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจอาหาร รวมไปถึงธุรกิจขนส่ง โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้คาดการณ์ตัวเลข GDP ของสิงคโปร์ในปีนี้อยู่ในช่วง -0.5 ถึง 1.5%

มาตรการที่อยู่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่น ร้านอาหารที่เปิดอยู่ในศูนย์อาหาร (Hawker) จะได้รับการยกเว้นค่าเช่าสูงสุดถึง 1 เดือน สนามบินชางงีได้รับยกเว้นภาษีอสังหาริมทรัพย์ 15% นอกจากนี้ภาษีการขายและบริการในสิงคโปร์จะยังคงไว้ที่ 7% เป็นต้น

นอกจากนี้รัฐบาลสิงคโปร์ยังมีเงินไว้สำหรับแจกประชาชนตั้งแต่ 100-300 เหรียญสิงคโปร์ขึ้นอยู่ช่วงอายุ และยังเตรียมงบไว้ฝึกทักษะอื่นๆ สำหรับประชาชนที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไปเพื่อรองรับการทำงานในอนาคตถ้าหากอยากจะเปลี่ยนสายงานสูงถึง 500 เหรียญสิงคโปร์

ที่มา – Yahoo News, The Edge Markets

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/singapore-budgets-2020-deficit-more-than-two-decades-to-fight-covid-19-virus-and-cushion-effect/

แบงก์ไทยหลายแห่งพร้อมใจปรับลด GDP ไทยปีนี้ลงอีก หลังเศรษฐกิจไทยแย่กว่าคาด

ศูนย์วิจัยของธนาคารในประเทศไทยหลายๆ แห่งได้ปรับลดประมาณการณ์ GDP ในปีนี้ลง ปัจจัยสำคัญๆ มาจากไวรัส COVID-19 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจมากกว่าที่คาดไว้แต่แรก

People wear face masks Covid-19 protect at airport
ภาพจาก Shutterstock

สถาบันการเงินไทยหลายแห่งต่างปรับลด GDP ของไทยปีนี้ลง หลังจากที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา เติบโตเพียงแค่ 1.6% ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดไว้อยุ่ที่ประมาณ 2.1% นับเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส ทำให้ทั้งปี 2019 เศรษฐกิจไทยเติบที่ 2.4% ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ปี

Brand Inside รวบรวมประเด็นสำคัญๆ จากบทวิเคราะห์ของสถาบันการเงินไทยมาฝาก ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย รวมไปถึงธนาคารกรุงศรีอยุธยา

SCB EIC

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้มีมุมมองถึงตัวเลข GDP ล่าสุด โดยมองว่า ตัวเลขเหล่านี้ได้ชี้ให้เห็นความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่มีมากขึ้น โดยแม้ GDP ในภาพรวมจะยังไม่เข้าสู่สภาวะถดถอยทางเทคนิค (GDP ลดลงติดกัน 2 ไตรมาส) แต่มีหลายภาคเศรษฐกิจที่สำคัญเข้าสู่สภาวะถดถอยทางเทคนิคแล้ว ได้แก่ ภาคการส่งออกสินค้า การลงทุนภาครัฐทั้งในส่วนของการก่อสร้างและเครื่องมือเครื่องจักร และการบริโภคสินค้ายานยนต์

นอกจากนี้ SCB EIC ยังได้ประเมิน อัตราการขยายตัวของ GDP ไทยช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้จะชะลอลงอย่างมากจากผลกระทบ COVID-19 และความล่าช้าของการอนุมัติงบประมาณ ในช่วงก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณฟื้นตัวผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว สะท้อนจากตัวเลข PMI ของหลายประเทศสำคัญที่มีการปรับตัวดีขึ้นในช่วงหลัง

อย่างไรก็ดี หลังจากมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2020 ทำให้ SCB EIC คาดว่าโรคระบาดจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย ผ่านการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว และภาวะการค้าโลกที่จะชะลอลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและปัญหาการผลิตและขนส่งสินค้าจากจีนที่หยุดชะงัก ซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของภาคส่งออกไทยในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ COVID-19 ยังอาจส่งผลต่อการลดลงของการเดินทางท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยของคนไทย เนื่องจากมีความตื่นกลัวโรคระบาด

SCB EIC ได้ปรับลด GDP ปี 2020 เหลือ 1.8% จากที่คาดไว้ 2.1%

ข้อมูลจาก SCB EIC

Krungthai Compass

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ของธนาคารกรุงไทย ได้ให้มุมมองว่า ปัจจัยที่เศรษฐกิจไทยพบกับความท้าทายหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวของไทย Krungthai COMPASS คาดว่าน่าจะกระทบกับตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาประเทศไทย 3-6 เดือน ซึ่งจะตรงกับช่วงไฮซีซั่น
ของการท่องเที่ยวในประเทศไทยพอดี ทำให้คาดว่านักท่องเที่ยวที่มาในประเทศไทยปีนี้จะลดลง 7.6%

ขณะที่งบลงทุนภาครัฐที่ล่าช้า Krungthai COMPASS มองว่างบลงทุนของภาครัฐจะหายไปจากระบบประมาณ 2-4 หมื่นล้านบาทถ้าหากงบประมาณสามารถเบิกจ่ายได้ในช่วงเดือนมีนาคม สำหรับเรื่องของภัยแล้งนั้น Krungthai COMPASS มองว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากความสูญเสียมากถึง 44,600 ล้านบาท ผลกระทบใหญ่ๆ มาจากเรื่องการเพาะปลูกข้าวนาปรัง แต่ต้องจับตามองพืชชนิดอื่นๆ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง

นอกจากนี้ Krungthai COMPASS ยังคาดว่าการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐเพื่อที่จะทำข้อตกลงทางการค้าฉบับที่ 2 นั้นอาจเลื่อนเวลาออกไป เนื่องจากจีนต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศและระบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ ขณะที่ยุโรปเองก็ต้องพบกับมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ ซึ่งกระทบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ นอกจากนี้ยังมี FTA ระหว่างยุโรปกับเวียดนาม ทำให้ส่งออกของไทยแย่ลงไปอีก

Krungthai COMPASS คาดว่า GDP ไทยปีนี้จะเติบโต 2.1% ปรับลดลงจาก 2.8%

หลักทรัพย์กสิกรไทย

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ยังยืนยันการวิเคราะห์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอต่อเนื่อง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาพรวมเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 ซึ่งมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจมีมาตรการทางการเงินดังกล่าวออกมา

ขณะที่ตัวเลข GDP ของไทย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ได้คาดการณ์ว่า GDP ของไทยจะเติบโต 2% โดยปรับลดลงจากเดิมที่คาดไว้ที่ 2.8% สะท้อนถึงเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ความล่าช้าของงบประมาณ รวมไปถึงภัยแล้ง

ที่มา – บล. กสิกรไทย

วิจัยกรุงศรี

ศูนย์วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้ออกบทวิเคราะห์ล่าสุด ได้ปรับเป้า GDP ไทยปีนี้ลงมาเหลือแค่ 1.5% เท่านั้น จากเดิมที่คาดไว้ที่ 2.5% โดยมองถึงสาเหตุสำคัญๆ จากเรื่องของไวรัส COVID-19 ความล่าช้าของงบประมาณ รวมไปถึงภัยแล้ง ไม่ต่างกับสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้น

ในบทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกรุงศรี ยังมองไปถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ เช่น

  •  ความล่าช้าของงบประมาณ ส่งผลทำให้การลงทุนภาครัฐชะลอตัวลงไป ทำให้ศูนย์วิจัยกรุงศรีปรับลดคาดการณ์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลลงถึง 1.51 แสนล้านบาท ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของการลงทุนจากภาคเอกชนลงไปอีก
  • ผลกระทบจากไวรัส COVID-19 จะส่งผลกระทบไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวไทย แต่จะกระทบไปถึงเรื่องภาคการผลิต และยังมีผลทวีคูณแก่เศรษฐกิจ (Multiplier Effect) เช่น ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยได้ส่งผลกระทบต่อโรงแรม ต่อร้านอาหาร ต่อผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่
  • ภัยแล้ง ยังส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งไม่ได้จำกัดที่ภาคการเกษตรแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-banks-research-unit-cut-gdp-growth-from-3-4-factors-but-effective-mostly-from-covid-19-data-18-feb-2020/

Goldman Sachs ปรับ GDP ไทยปีนี้เหลือแค่ 2.1% คาดมีสิทธิ์เห็น กนง. ลดดอกเบี้ยได้อีก

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Goldman Sachs มองเศรษฐกิจไทยหลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยออกมา รวมไปถึงการได้เข้าพบพูดคุยกับนักลงทุนรวมไปถึงตัวแทนของไทยในหลายๆ ฝ่าย

Bangkok People
ภาพจาก Shutterstock

Goldman Sachs ได้ออกบทวิเคราะห์ล่าสุดเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาและได้ปรับลด GDP ไทยลงมาเหลือเพียงแค่ 2.1% เท่านั้น จากเดิมที่คาดไว้ 2.3% หลังจากที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประกาศตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 4 และในปี 2019 โดย GDP ของไทยไตรมาส 4 เติบโตเพียงแค่ 1.6% ขณะที่ทั้งปีเศรษฐกิจไทยโตเหลือเพียง 2.4% ซึ่งต่ำกว่านักวิเคราะห์ทั้งในประเทศและต่างประเทศคาดไว้หมด

ในบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ได้กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลจากนักท่องเที่ยวลดลงจากไวรัส COVID-19 มากกว่าที่คาดไว้ โดยในตอนแรกคาดว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยในปีนี้จะลดลง 16% ในไตรมาส 1 คิดเป็น 4% ของทั้งปี แต่หลังจากที่ทีมนักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ได้พบกับตัวแทนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้นได้ประมาณว่านักท่องเที่ยวที่หายไปของไทยในปีนี้อาจถึง 5 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 13% ผลกระทบดังกล่าวทำให้ GDP ในส่วนนี้หายไปถึง 0.5% ในปีนี้

โมเดลวิเคราะห์ GDP ไทยของ Goldman Sachs ภาคการท่องเที่ยวของไทยคิดเป็นประมาณ 12% ของ GDP ไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนั้นมีสัดส่วนมากถึง 28% ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมดของไทย นอกจากนี้ Goldman Sachs ยังมองว่าผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวยังจะส่งผลต่อเนื่องต่อภาคเศรษฐกิจไทยส่วนอื่นๆ เช่น การขนส่ง โรงแรม ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร ซึ่งใช้แรงงานคิดเป็น 40% ของแรงงานทั้งหมด

ขณะที่เรื่องภัยแล้งยังส่งผลทำให้ตัวเลข GDP ของไตรมาส 1 อาจย่ำแย่ได้มากกว่านี้ อย่างไรก็ดีภาคการเกษตรของไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ​ 8% แต่ปัญหาใหญ่ของไทยคือภาคแรงงานคิดเป็น 40% กลับอยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ถ้าหากฝนตกตามช่วงเวลาในเดือนพฤษภาคมจะส่งผลบรรเทาให้ภาคเกษตรลงไปได้ สำหรับเรื่องงบประมาณล่าช้า Goldman Sachs คาดว่าหลังจากไตรมาส 2 นี้จะได้เห็นผล

อย่างไรก็ดี Goldman Sachs ได้กล่าวถึงมุมมองธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ หลังจากที่ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาเหลือ 1% และ Goldman Sachs คาดว่าอาจปรับลดลงมาเหลือแค่ 0.5% ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ

ในบทวิเคราะห์ยังกล่าวถึงนักลงทุนในไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายในไทยเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยสามารถลงมาต่ำกว่า 0.5% ได้ โดยให้มุมมมองว่าธนาคารพาณิชย์ในไทยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยประมาณ 2.2-3.2% เมื่อเทียบกับสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ​ 1.8% ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายในไทยเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. สามารถปรับลดลงได้อีกด้วยซ้ำ

ที่มา – บทวิเคราะห์จาก Goldman Sachs

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/goldman-sachs-cut-2020-gdp-to-2-1-percent-from-2-3-from-q4-19-thai-economic-worst-more-than-forecasts/

ผู้อำนวยการ IMF มั่นใจ เศรษฐกิจจีนกลับมาฟื้นตัวไวหลังเหตุการณ์ไวรัส COVID-19

ผู้อำนวยการของ IMF มั่นใจว่าเศรษฐกิจของจีนจะกลับมาฟื้นตัวได้ไวหลังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แต่จีนเองก็พบกับความไม่แน่นอนหลายๆ ประการจากการแพร่ระบาดในครั้งนี้

China Face Masks
ภาพจาก Shutterstock

คริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจของจีนหลังจากนี้จะสามารถฟื้นตัวได้ในรูปแบบตัว V จากปัญหาเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ นอกจากนี้เธอยังมองถึงความยากลำบากของสถานการณ์ในประเทศจีนที่ต้องพบกับความยากลำบากในเรื่องการควบคุมเชื้อไวรัสตัวนี้ รวมไปถึงความพยายามที่จะฟื้นภาคการผลิตกลับมาอีกครั้ง

ผู้อำนวยการของ IMF ได้กล่าวว่า “ก่อนที่เราจะพูดถึงประเด็นของเรื่องเศรษฐกิจ เราต้องกล่าวถึงผู้ที่ติดเชื้อ รวมไปถึงขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสีย คนในครอบครัว หรือแม้แต่คนในชุมชน จากโศกนาฏกรรมจากเชื้อไวรัสนี้” นอกจากนี้เธอยังได้เสริมว่า “เราต้องพุ่งเป้าไปที่การป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสนี้ และทำให้ประชาชนแน่ใจว่าจะได้รับเชื้อนี้น้อยที่สุดให้ได้”

IMF คาดว่าเศรษฐกิจจีนหลังจากนี้จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว (V-Shape) ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ที่ต้องผลิตสินค้าในช่วงปกติ ขณะที่สต๊อกสินค้าลดลงก็ต้องทำให้ต้องผลิตเพิ่มเติมเพื่อที่จะชดเชยเวลาที่หายไป

เธอยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในโมเดลจำลองของ IMF ผลกระทบจากไวรัส COVID-19 นี้ได้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกน้อยกว่าสมัยการแพร่ระบาดของโรค SARS ในช่วงปี 2003 นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกตอนนี้ก็เปลี่ยนไปมากกว่าสมัยโรค SARS ระบาด แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะมีสัดส่วนต่อ GDP โลกมากถึง 19% ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม IMF ยังกังวงลเศรษฐกิจจีนเองจะต้องพบกับความไม่แน่นอนหลายๆ ประการ เนื่องจากผลของไวรัสที่ระบาด และต้องรอตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จะออกมาของหลายๆ ประเทศในช่วง 1-2 อาทิตย์ที่จะถึงนี้ ก่อนที่จะออกประมาณการณ์ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจออกมาใหม่อีกรอบ

ที่มา – ECNS, Reuters, Caixin Global

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/imf-managing-director-kristalina-georgieva-expected-chinese-economy-will-v-shape-recovery-from-covid-19-virus/

รองนายกฯ สมคิด เข็นมาตรการช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยวเพิ่มเติม หลังนทท. จีนหาย

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เตรียมที่ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยวของไทย หลังจากที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ออกมาตรการไปบางส่วนแล้ว

Bangkok Erawan Shrine
ภาพจาก Shutterstock

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยภาคการท่องเที่ยว หลังจากไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่แพร่ระบาดในประเทศจีน ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวจากจีนไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากรัฐบาลจีนได้แบนกรุ๊ปทัวร์ โดยนักท่องเที่ยวจากจีนเป็น 1 ในรายได้สำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทย ถึง 1 ใน 3

รองนายกรัฐมนตรี ในวันนี้จะได้ประชุมร่วมกับ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง รวมไปถึงกระทรวงแรงงาน ซึ่งกระทรวงเหล่านี้มีเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย เช่น ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เจ้าของโรงแรมและร้านอาหาร แรงงานในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ฯลฯ

เว็บไซต์ไทยรัฐ ได้รายงานว่า ได้รายงานเรื่องมาตรการที่ออกมานี้จะเป็นมาตรการรองรับและเยียวยา โดยเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่ลดลง แต่ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว นอกจากนี้ล่าสุดอาจมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น การเพิ่มวันหยุด

Maybank Kim Eng ได้วิเคราะห์ถึงสัดส่วนของนักท่องเที่ยวจากจีนก็ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา สำหรับประเทศในอาเซียน ไทยนั้นพึ่งพานักท่องเที่ยวจากจีนเป็นอันดับ 2 รองจากเวียดนาม

ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลได้ออกมาตรการออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฯลฯ จนไปถึงมาตรการด้านภาษี เช่น มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงกิจการโรงแรม ฯลฯ

มุมมองของ Citi ได้วิเคราะห์ว่าในกรณีที่แย่สุดของประเทศไทยนั้นนักท่องเที่ยวจากจีนในปีนี้อาจหายไปถึงประมาณ 21.8% โดยในปี 2019 ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนได้เข้ามาในประเทศไทยอยู่ที่ 11 ล้านคน

ที่มา – มติชน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/th-deputy-prime-minister-somkid-take-more-measures-to-help-travel-industry-and-also-extend-more-holiday-to-boost-travel-in-country/