คลังเก็บป้ายกำกับ: E-WALLET

[Guest Post] แคสเปอร์สกี้เผยตัวเลขการตรวจจับโมบายมัลแวร์สูงสุด ไทยติดอันดับ 44 ของโลก

แคสเปอร์สกี้เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุดเรื่อง Mobile Malware Evolution 2020 แสดงการตรวจจับมัลแวร์บนอุปกรณ์โมบายในประเทศไทยจำนวน 28,861 ครั้งในปี 2020 อยู่ในอันดับที่ 44 ของโลก โดยอินโดนีเซียครองอันดับ 4 ของโลก และครองอันดับสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามมาด้วยมาเลเซีย (อันดับที่ 17) ฟิลิปปินส์ (อันดับที่ 30) เวียดนาม (อันดับที่ 43) และสิงคโปร์ (อันดับที่ 86)

 

สำหรับบริการธนาคารบนอุปกรณ์โมบายและการใช้แอปการชำระเงิน ประเทศไทยได้รับตำแหน่งสำคัญในชาร์ตการจัดอันดับทั่วโลก จากรายงาน Digital 2020 ล่าสุดของ We Are Social ระบุว่าประเทศไทยครองอันดับหนึ่งของโลกด้านการใช้งานแอปบริการธนาคารและการเงิน คิดเป็น 68.1% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในช่วงอายุ 16-64 ปี

รายงานฉบับเดียวกันนี้เปิดเผยว่า ประเทศไทยครองอันดับสองด้านการชำระเงินผ่านอุปกรณ์โมบาย โดยมีผู้ใช้งานจำนวน 45.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 30.9% นอกจากนี้ประเทศไทยยังครองอันดับสองด้านการใช้งานโมบายคอมเมิร์ซ โดยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวน 74.2% อินโดนีเซียครองอันดับสูงสุดด้วยผู้ใช้ 79.1% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 55.4%

อัตราการใช้งานอุปกรณ์โมบายที่สูงนี้เรียกความสนใจจากอาชญากรไซเบอร์ สถิติมัลแวร์สำหรับอุปกรณ์โมบายปี 2020 ของแคสเปอร์สกี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีการตรวจจับมัลแวร์บนอุปกรณ์โมบายจำนวน 28,861 ครั้งในปีที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็ยังมีภัยไซเบอร์ที่คุกคามผู้ใช้ในประเทศไทยที่ใช้โทรศัพท์มือถือในการทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น

สถิติการตรวจจับโมบายมัลแวร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศ

2020

อันดับโลก

2019

อันดับโลก

อินโดนีเซีย

378,973

4

556,486

4

มาเลเซีย

103,573

17

145,047

19

ฟิลิปปินส์

55,622

30

110,130

23

สิงคโปร์

8,776

86

16,303

79

ไทย

28,861

44

44,814

44

เวียดนาม

29,399

43

40,041

51

 

นอกจากนี้ แคสเปอร์สกี้ยังบล็อกโทรจันธนาคารบนอุปกรณ์โมบาย 255 รายการในประเทศไทยในปี 2020 ด้วย

โมบายโทรจันบนอุปกรณ์โมบายเป็นมัลแวร์ประเภทหนึ่งที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ยืดหยุ่น และอันตรายที่สุด โดยทั่วไปจะขโมยเงินโดยตรงจากบัญชีธนาคารของผู้ใช้งานอุปกรณ์โมบาย แต่บางครั้งจุดประสงค์ของโทรจันก็เปลี่ยนไปเป็นการขโมยข้อมูลประเภทอื่นๆ มัลแวร์จะดูเหมือนแอปที่ถูกต้องทั่วไป เช่น แอปพลิเคชั่นของธนาคาร เมื่อเหยื่อพยายามเข้าถึงแอปธนาคาร ผู้โจมตีก็สามารถเข้าถึงแอปนั้นได้เช่นกัน

นายคริส คอนเนลล์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของแคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “อาชญากรไซเบอร์มีกลยุทธ์หลายอย่างในมือ เช่น การหลอกล่อให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดแอป e-wallet ปลอมที่ดูถูกต้อง แต่แท้จริงแล้วเป็นมัลแวร์ที่มีเป้าหมายในการแพร่ระบาดบนสมาร์ทโฟนที่ใช้สำหรับการชำระเงินดิจิทัล ผู้โจมตีจะคิดค้นกลยุทธ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อเข้ารุกล้ำแพลตฟอร์ม e-wallet และด้วยการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง บวกกับช่วงเทศกาล เราจึงได้เห็นกลเม็ดวิศวกรรมสังคมอื่นๆ เพิ่มด้วย เช่น ฟิชชิ่งและกลโกงเพื่อหลอกล่อจิตใจมนุษย์”

“มาตรการปิดกั้นและการแยกตัวเองในระหว่างการแพร่ระบาดอาจส่งผลต่อจำนวนมัลแวร์อุปกรณ์โมบายที่ตรวจพบในประเทศไทย แต่ผู้ใช้ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ตราบใดที่เราใช้อุปกรณ์โมบายในการทำธุรกรรมทางการเงิน เราควรระมัดระวังเกี่ยวกับลิงก์ที่เราคลิก แอปที่เราดาวน์โหลด เว็บไซต์ที่เราเข้าดู เราควรรักษาความปลอดภัยให้กับสมาร์ทโฟนเช่นเดียวการรักษากระเป๋าเงิน บัตรเดบิตและบัตรเครดิตของเราให้พ้นมือโจร” นายคริสกล่าวเสริม

ตัวเลขทั่วโลกในปี 2020 ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอุปกรณ์โมบายของแคสเปอร์สกี้ตรวจพบแพ็กเกจการติดตั้งที่เป็นอันตรายจำนวน 5,683,694 แพ็กเกจ ซึ่งมากกว่าปี 2019 ถึง 2,100,000 รายการ และตรวจพบโทรจันบนอุปกรณ์โมบายใหม่ 156,710 รายการ ซึ่งเป็นตัวเลข 2 เท่าของปีก่อน

 

แคสเปอร์สกี้ขอแนะนำข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัยที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้อุปกรณ์โมบายในประเทศไทย ดังนี้

  • ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันจากร้านค้าแอปอย่างเป็นทางการเท่านั้น เช่น Google Play บนอุปกรณ์ Android หรือใน App Store บน iOS
  • ปิดใช้งานฟังก์ชันสำหรับการติดตั้งโปรแกรมจากแหล่งที่ไม่รู้จักในเมนูการตั้งค่าของสมาร์ทโฟน
  • อย่ารูทอุปกรณ์ เพราะจะทำให้อาชญากรไซเบอร์สามารถโจมตีได้อย่างไร้ขีดจำกัด
  • ติดตั้งการอัปเดตระบบและแอปพลิเคชชันทันทีเพื่อแก้ไขช่องว่างด้านความปลอดภัย ไม่ควรดาวน์โหลดการอัปเดตระบบปฏิบัติการอุปกรณ์โมบายจากแหล่งข้อมูลภายนอก
  • เอาใจใส่รายละเอียดทางการเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคล ตั้งข้อสงสัยเสมอเพื่อความระมัดระวังตัว
  • ใช้โซลูชันความปลอดภัยที่เชื่อถือได้เช่น Kaspersky Security Cloud เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่หลากหลาย

 

อ่านรายงานฉบับเต็มเรื่อง Mobile Malware Evolution 2020 ได้ที่ Securelist.com

https://securelist.com/mobile-malware-evolution-2020/101029/

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-kaspersky-thailand-mobile-banking/

Gojek จับมือ ธนาคารกรุงเทพนำร่องช่องทางเติมเงิน GoPay ผ่านโมบายแบงก์กิ้ง

Gojek (โกเจ็ก) ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะ Regional Banking และผู้นำด้าน Financial Solutions Provider ประกาศความร่วมมือทางธุรกิจนำร่องอำนวยความสะดวกลูกค้า-ขยายการเข้าถึงดิจิทัลเพย์เมนต์ ในธุรกิจบริการอีวอลเลต

ด้วยการเป็นช่องทางเติมเงินเข้า GoPay (โกเพย์) กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์บนแพลตฟอร์ม Gojek ผ่านโมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ (Bangkok Bank Mobile Banking) เพื่อรองรับดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบไร้รอยต่อ พร้อมเติมเต็ม Digital Financial Ecosystem ของประเทศ

GoPay เป็นบริการจ่ายเงินออนไลน์ที่มอบความสะดวกสบาย ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ สำหรับทุกการจับจ่ายบนแอป Gojek ไม่ว่าจะเป็นบริการส่งอาหาร GoFood (โกฟู้ด) บริการเรียกรถจักรยานยนต์ GoRide (โกไรด์) หรือบริการรับ-ส่งพัสดุ GoSend (โกเซ้นด์)

นายชรี ชากราวาร์ธี กรรมการผู้จัดการใหญ่ Gojek ประเทศไทย กล่าวว่า “ดิจิทัลเพย์เมนต์มีบทบาทสำคัญอย่างมากกับวิชั่นของเราในการมุ่งลดความไม่สะดวกในชีวิตประจำวันของผู้ใช้บริการและส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจเอสเอ็มอี  ท่ามกลางภาวะโควิด-19 GoPay ได้ช่วยให้ผู้ใช้บริการของเราสามารถใช้บริการแบบไร้เงินสดได้อย่างสะดวกปลอดภัย และตอบโจทย์ไลฟสไตล์เป็นอย่างดี

“ในปีนี้ เรามีแผนที่จะเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจเพย์เมนต์ผ่านทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและทั้งพาร์ทเนอร์ชิพ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีและมอบความสุขในการใช้งานให้ทั้งกับผู้ใช้บริการ พาร์ทเนอร์ร้านอาหาร และพาร์ทเนอร์คนขับ ทั้งนี้ เรายินดีที่ได้ทำงานร่วมกับ BBL ธนาคารชั้นนำของไทย เพื่อขยายช่องทางการเติมเงิน GoPay และเพื่อความร่วมมืออื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคต ในการขยายการเข้าถึงด้านดิจิทัลเพย์เมนต์ของประเทศ”

GoPay เป็นอีวอลเลตที่เป็นที่นิยมในการใช้งานอันดับหนึ่งในอินโดนีเซียและมียอดการใช้งานหลายล้านครั้งต่อวัน โดยการใช้งานจำนวนมากมาจากบริการ GoFood บริการส่งอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจากการขยายบริการ GoPay ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกอีโค่ซิสเต็มของ Gojek โดยในประเทศไทย Gojek ได้เริ่มให้บริการ GoPay เมื่อเดือนเมษายนปี 2562 เพื่อเป็นโซลูชั่นในการจ่ายแบบไร้เงินสดให้กับผู้ใช้บริการของ Gojek

นอกจากนั้น ในช่วงแรกของความร่วมมือนี้  ธนาคารกรุงเทพ และ Gojek ยังมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ใช้บริการ ในช่วงเดือนมีนาคม 2564 โดยลูกค้าผู้ใช้บริการแอปฯ โมบายแบงก์กิ้ง จากธนาคารกรุงเทพ สามารถกดรับสิทธิ์คูปองส่วนลด 40 บาท ได้ง่ายๆ ทันที (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด) เมื่อสั่งซื้ออาหารผ่านบริการ GoFood ครบ 200 บาท

from:https://www.thumbsup.in.th/gojek-bbl-wallet?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gojek-bbl-wallet

โตโยต้า ลีสซิ่ง เปิดตัว “TOYOTA Wallet Powered by SCB” กระเป๋าเงินดิจิทัล ครั้งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น

โตโยต้า ลีสซิ่ง เปิดตัว “TOYOTA Wallet Powered by SCB” กระเป๋าเงินดิจิทัล ครั้งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น โดยลูกค้าของ SCB สามารถเติมเงินผ่าน SCB EASY ได้ทันที

Toyota โตโยต้า
ภาพจาก Shutterstock

โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัดบริษัทในเครือของ Toyota Financial Services Corporation ได้ประกาศความร่วมมือในการพัฒนาขีดความสามารถด้านการให้บริการ และได้ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ในการเปิดตัว โครงการ TOYOTA Wallet Powered by SCB แพลตฟอร์มการชำระเงินรูปแบบใหม่ ในรูปแบบกระเป๋าเงินดิจิทัล ในเมืองไทยเป็นประเทศแรกนอกญี่ปุ่น

ความร่วมมือระว่าง โตโยต้า ลีสซิ่ง และ SCB นั้นจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการทำธุรกรรมทางการเงินแก่ลูกค้าให้สะดวก มากขึ้น โดย SCB มีเป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรของธนาคารที่หลากหลายในกลุ่ม
ต่างๆ ขณะที่ทางโตโยต้า ลีสซิ่ง เองก็ต้องการที่จะต่อยอดและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้แก่ผู้ใช้งาน

ชื่นกมล บุปผาคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงการเปิดตัวครั้งนี้ว่า TOYOTA Wallet กระเป๋าเงินดิจิทัล จากโตโยต้า นั้นจะช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวก คล่องตัว และปลอดภัย ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย นำเสนอความอิสระในการใช้จ่าย ทั้งในร้านค้าทั่วไปหรือร้านค้าออนไลน์ รวมถึงสามารถเชื่อมต่อบัตรเครดิต และบัตรเดบิต

นอกจากนี้กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง ยังได้กล่าวเสริมว่าบริษัทฯ มีเป้าหมาย ที่จะพัฒนา TOYOTA Wallet ให้เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลในระดับสากล ซึ่งจะไม่จำกัดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ครอบคลุมการใช้จ่ายในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ TOYOTA Wallet รองรับในอนาคตได้อีกด้วย

สีหนาท ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Payment Product Solution and Management ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เพื่อให้ลูกค้ามีประสบการณ์ทางการเงินที่ดีที่สุดพร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคสังคมไร้เงินสด ธนาคารจึงไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาบริการทางการเงินและโซลูชั่นต่าง ๆ ล่าสุด ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ในการร่วมพัฒนา TOYOTA Wallet แพลตฟอร์มการชำระเงินรูปแบบใหม่ ในรูปแบบกระเป๋าเงินดิจิทัล

โดยลูกค้าของ SCB สามารถเติมเงินเข้า TOYOTA Wallet ผ่าน SCB EASY หรือเลือกผูกบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ พร้อมกันนี้ SCB ยังได้พัฒนาระบบการชำระเงินของธนาคารเพื่อรองรับการใช้งานวอลเล็ตผ่านเครื่องรับชำระเงินที่ศูนย์โตโยต้าที่เข้าร่วมโครงการอีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/first-time-outside-jp-toyota-launched-e-wallet-joint-with-scb-13-nov-2020/

[Guest Post] ธุรกิจการเงินและความปลอดภัยไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลวิเคราะห์ ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติดิจิทัลในอาเซียน

ผลพวงจากการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสครั้งนี้คือ การอุบัติขึ้นอย่างรวดเร็วของบริการชำระเงินทางออนไลน์ และธนาคารดิจิทัลทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องมาจากข้อกำหนดระยะห่างทางสังคม ผู้คนต่างเลี่ยงการทำธุรกรรมตามธนาคารซึ่งจัดว่าเป็นที่สาธารณะที่อาจมีโคโรน่าไวรัสได้ จึงหันมาใช้ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า ได้แก่กระเป๋าเงินดิจิทัล (e-wallets) และแอปพลิเคชันชำระเงินทางโมบาย  

อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าที่จริงแล้วเมื่อประมาณปลาย 2019 ก่อนโควิด-19 ลงทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทความจาก Entrepreneur ได้เปิดเผยมูลค่าของธุรกรรมการเงินออนไลน์ในภูมิภาคคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2025 และส่วนของ e-wallets นั้นจะเติบโตก้าวกระโดดถึงห้าเท่าตัวที่ 114 พันล้าน ในช่วงเวลาเดียวกัน

  

นายโยว เซียง เทียง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แคสเปอร์สกี้ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

นายโยว เซียง เทียง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แคสเปอร์สกี้ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อว่าทั้งสองส่วนหลักๆ นี้จะไปได้อีกไกลเกินกว่าตัวเลขตามที่คาดการณ์กันไว้นี้เสียอีก เพราะเราพยายามที่จะลดการติดต่อเผชิญหน้ากับมนุษย์เพื่อระวังเรื่องของสุขภาพ จากการศึกษาวิจัยล่าสุดพบว่า 40% ของคอนซูมเมอร์ในภูมิภาคยอมรับว่าได้ใช้ e-wallets มากกว่าที่เคยใช้มาเลย มาเลเซียนำโด่งในเรื่องนี้ ในทางกลับกัน เงินสดก็ถูกริดรอนความสำคัญลงเพราะมีจำนวนผู้คนใช้ธนบัตรเพื่อจับจ่ายน้อยลง

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: แหล่งอุดมสำหรับการชำระจับจ่ายออนไลน์รวมไปถึง e-wallets

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ภูมิภาคนี้เป็นถิ่นเฟื่องฟูของระบบดิจิทัลแบงกิ้งและการชำระเงินออนไลน์คือหลายๆ ประเทศที่นี่เต็มไปด้วยประชากรรุ่นใหม่ — มิลเลนเนียลและเจน Z ที่ไม่คุ้นเคยกับการไปติดต่อธุรกรรมที่หน้าเคาเตอร์ธนาคารด้วยตัวเองอีกต่อไป ไม่ไหวกับการต่อคิวแสนนานแล้วยังต้องกรอกฟอร์มด้วยปากกากระดาษอย่างที่รุ่นก่อนหน้าเคยทำมา

อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ยังมีประชากรจำนวนมากที่ยังไม่มีบัญชีธนาคารหรือมีเงินไม่พอ ซึ่งหมายความว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีบัญชีธนาคารหรือไม่มีประวัติการเงิน(เครดิต) นี่เป็นเรื่องที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่ในประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

เมื่อพูดถึงสิงคโปร์ ส่วนเอกชนและรัฐต่างออกมาให้ความรู้เพื่อพัฒนาความเข้าใจทางด้านธุรกรรมการเงินออนไลน์แก่กลุ่มประชาชนสูงวัย มีการจัดเทรนนิ่งสำหรับคนวัย 54 ปีขึ้นเกี่ยวกับแอปชำระเงินและ e-wallets จากการสำรวจล่าสุด พบว่าเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ดีจากกลุ่มผู้สูงวัยที่เริ่มหันมาใช้ทูลและแอปเพื่อทำธุรกรรมการเงินกันบ้างแล้ว

การเปลี่ยนแปลงมาสู่ยุคดิจิทัลของส่วนการเงิน และอุปสรรคความท้าทาย

วิวัฒนาการทางดิจิทัลนี้มีจุดใหญ่อยู่ที่ความไว้วางใจ ลูกค้ากำลังหันมาใช้ e-wallets โมบายแบงกิ้ง และเว็บแอปพลิเคชั่น โดยเริ่มจากความจำเป็นบังคับ ดังนั้น จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไว้วางใจสถาบันการเงินมากกว่าครั้งใดทั้งนั้นว่าจะมีระบบความปลอดภัยที่ดีพอคอยคุ้มครองเงินที่หามาได้อย่างยากเย็น และเป็นเงินที่ต้องการใช้ในยุคนี้เสียด้วยสิ

การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital transformation) ของเซ็คเตอร์ใดๆ ก็ตาม จะต้องผ่านช่วงที่เป็นความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นหน่วยงานอย่างเช่นธนาคารและบริการด้านการเงิน พูดง่ายๆ ก็คือ การปฏิวัติรูปแบบธุรกรรมการเงินของธนาคารย่อมหมายถึงการรื้อระบบดั้งเดิมที่ใช้งานกันมา รวมทั้งคนทำงาน กระบวนการทำงาน และเทคโนโลยี เป็นต้น

มนุษย์ยังคงเป็นจุดอ่อน ลูกค้าโดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้งานดิจิทัล ขาดความรู้เท่าทันความเสี่ยงแม้เล็กๆ น้อยๆ เช่น ฟิชชิ่งหรือสแปม หรือพนักงานภายในต้องการเทรนนิ่งใหม่ๆ และแม้แต่ส่วนของบริการจากเธิร์ดปาร์ตี้เองก็ควรต้องมีการประเมินอย่างถี่ถ้วน

กระบวนการทำงานจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับโลกยุคดิจิทัล ข้อมูลต้องมีการเข้ารหัสที่ซับซ้อนเพียงพอ, การบริหารจัดการแอคเซสและข้อมูลควรต้องมีการประเมินและแจกจ่ายอย่างเหมาะสมเท่านั้น และระบบป้องกันความปลอดภัยที่เสริมขึ้นมาก็จะต้องการงบประมาณเสริมเข้ามาด้วยเช่นกัน

เมื่อมาถึงเรื่องของความปลอดภัย เอนด์พอยนท์ควรจะเป็นรากฐานสำคัญของความปลอดภัยอซึ่งถึงตอนนี้ธนาคารก็ควรตระหนักตรงจุดนี้ได้แล้ว ในส่วนบริการการเงินซึ่งมีข้อมูลมากมายสื่อสารอยู่ตลอดเวลานั้นก็ควรจะมีวิธีการจัดการด้านความปลอดภัยที่น่าจะป้องกันมากกว่าที่จะคอยรับมือตามสถานการณ์ สร้างความพร้อมก่อนที่จะเกิดเหตุใดรุกเข้ามา

ธนาคารและผู้ให้บริการ e-wallet สามารถที่จะนำร่องสู่อนาคตได้หากวางแผนอย่างชาญฉลาด

อนาคตอาจจะคลุมเครือเพราะเทคโนโลยีส์มีมากมายแถมยังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น AI, 5G, Internet of Things, Cryptocurrency เป็นต้น แต่เราก็สามารถเรียนรู้ศึกษาจากอดีตเป็นบทเรียนสู่อนาคตได้

คำตอบที่น่าเศร้าต่อคำถามที่ว่าทำไมธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์ควรให้ความสำคัญกับระบบการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างจริงจัง ลองดูตัวอย่างมูลค่าความเสียหาย 81 ล้านเหรียญสหรัฐ กรณีการโจรกรรมธนาคารกลางบังคลาเทศที่เข้ามาเขย่าโลกการเงินไปเมื่อปี 2016 เหตุการณ์นี้เริ่มด้วยมีพนักงานรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพียงคลิกอีเมลที่มีฟิชชิ่งแฝงตัวมา เท่านั้นก็ลงเอยด้วยความเสียหาย เสียชื่อ เสียอาชีพ เสียเงินอย่างมโหฬาร

จากมาตรวัดของแคสเปอร์สกี้ชี้ว่าฟิชชิ่งการเงินยังคงถูกใช้อยู่เรื่อยๆ จากโซลูชั่นของเราที่ได้บล็อกไว้ เพียงแค่ช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมปีนี้ ก็ได้มากกว่า 40 ล้านอีเมลปลอมเลยทีเดียว

กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่รับผิดชอบในเหตุการณ์นี้ อ้างอิงจากหลักฐานที่นักวิจัยของเรารวบรวมได้ผนวกกับข้อมูลที่ได้จากนักสืบสวนอื่นๆ คือกลุ่ม Lazarus ที่อื้อฉาวนั่นเอง เป็นกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์กลุ่มเดียวกับที่รับผิดชอบการโจมตี Sony Pictures เมื่อปี 2014 และแม้แต่เหตุการณ์แรนซัมแวร์ Wannacry เมื่อปี 2017 ก็เป็นฝีมือของกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน

นักวิจัยจากทีมวิจัยและพัฒนาของแคสเปอร์สกี้ที่รู้จักกันในชื่อทีม GReAT (Global Research and Analysis Team) ได้ติดตามศึกษากลุ่ม Lazarus อย่างใกล้ชิดมาเป็นเวลาหลายปีจนสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึกได้ และตรวจพบกลยุทธ์ เทคนิค และกระบวนการทำงาน (TTPs) ที่กลุ่มอาจใช้งานเมื่อจะหาทางเจาะเข้าระบบขององค์กรหรือเอ็นเทอร์ไพรซ์ เราสามารถสะกัดกั้นไว้ได้ วิเคราะห์ และแจ้งเตือนทีมงานให้เฝ้าระวัง TTPs ที่น่าจะเป็นช่องทาง โดยอิงจากพฤติกรรมก่อนหน้าของผู้ก่อภัยคุกคามตัวนี้ และนี่คือความสำคัญอย่างยิ่งยวดของข้อมูลวิเคราะห์ภัยไซเบอร์เชิงลึก (threat intelligence) ต่อองค์กร เป็นข้อมูลสำคัญที่จำเป็นในอนาคตสำหรับการต่อกรกับการโจมตีไซเบอร์ที่อาจจะถาโถมเข้ามายังองค์กรของคุณ

แคสเปอร์สกี้มีข้อมูลวิเคราะห์เจาะลึก (Threat intelligence) ในหลากหลายรูปแบบ บนวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้น นั่นคือ เพื่อให้องค์กรและเอ็นเตอร์ไพร้ซ์มีมุมมองที่กว้างได้ครอบคลุม 360 องศาที่จะตามทันรูปการความเคลื่อนไหวของบรรดาภัยไซเบอร์ เช่น การนำเสนอข้อมูล Threat Data Feeds จะให้ข้อมูลที่คุณสามารถนำไปปฏิบัติงานได้จริง เพื่อช่วยลดโหลดงาน และเวลาของทางฝ่ายไอที เพราะไม่ต้องคอยเสียเวลาคัดข้อมูลแจ้งเตือนปลอม (false flags) นอกจากนี้ เรายังมีข้อมูลวิเคราะห์ภัยทางด้านการเงิน Financial Threat Intelligence Reporting ซึ่งกลั่นกรองมาโดยเฉพาะสำหรับเซ็คเตอร์การเงิน เน้นไปที่ภัยและทูลที่อาชญากรไซเบอร์นำมาใช้ หรือขายที่มีเป้าหมายเหยื่อเป็นธนาคาร บริษัทธุรกิจที่ดำเนินการด้านการชำระเงิน ระบบ ATMs และ POS เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการวิเคราะห์ภัยไซเบอร์แบบเจาะลึก (Threat intelligence) นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการป้องกันตัวล่วงหน้าต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์เท่านั้น ที่สำคัญ ที่ขอย้ำ คือ มนุษย์ ผู้คน กระบวนการขั้นตอนต่างๆ และเทคโนโลยี ก็เป็นส่วนสำคัญ การเทรนนิ่งฝึกอบรมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพแก่พนักงานในองค์กรทุกคนเป็นกิจกรรมที่ควรจัดให้มีเป็นประจำ ความรู้ความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ๆ นั้นโดยมากมักจากเริ่มที่การพลาดพลั้งด้วยน้ำมือคนทั่วๆ ไปนี่เอง

เมื่อมาดูถึงวิวัฒนาการที่ไม่เคยหยุดของทางฝั่งภัยไซเบอร์ที่มีแต่จะร้ายแรง ซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญของทางองค์กรสถาบันทางการเงินทั้งหลายที่จะต้องจัดหาทูล เครื่องมือที่จำเป็น ที่สามารถรองรับ สนับสนุนการติดตามภัยคุกคามที่สามารถเล็ดลอดการสะกัดของเอ็นด์พอยต์โซลูชั่นไปได้ก่อนที่จะเข้าก่อกวนถึงตัวคุณ เช่น โซลูชั่น Kaspersky Anti-Targeted Attack สามารถที่จะช่วยป้องกันตัว กันภัยที่ยังอยู่ภายนอกได้ก่อนมาถึงตัว

เราทั้งหมดกำลังอยู่ท่ามกลางปฏิวัติดิจิทัล และการใช้ e-wallets และเกตเวย์การชำระเงินออนไลน์นั้นจะอยู่กับเราเป็นส่วนหนึ่งของเราและได้รับการยอมรับใช้งานเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำไป ขณะที่การป้องกันระบบเวอร์ช่วลของการเงินนั้นเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของธนาคาร สถาบันการเงิน แต่ก็แน่ใจได้เลยว่าทุกคนสามารถที่จะสร้างเกราะป้องกันสู่อนาคตที่มั่นคงได้ ตราบใดที่มีการให้ความสำคัญต่อการป้องกันไซเบอร์อย่างรู้เท่าทันและชาญฉลาด

from:https://www.techtalkthai.com/kaspersky-financial-sector-and-intelligence-driven-cybersecurity-amidst-digital-revolution-in-sea/

เปิดตัว Blue CONNECT แอป e-Wallet น้องใหม่จาก โออาร์ จ่ายสะดวก สิทธิพิเศษเยอะ

Blue Connect Article Cover20 กันยายน 2019 ทางกลุ่มบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ จับมือกับทางธนาคารกสิกรไทย ร่วมกันเปิดตัวแอป Blue CONNECT ซึ่งเป็นแอป e-Wallet (กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์) ที่มีความพิเศษคือ สามารถใช้จ่ายในระบบนิเวศของ โออาร์  ได้จบในแอปเดียว และอนาคตจะขยายไปแตะไลฟ์สไตล์อื่นๆ ของผู้บริโภคด้วย รายละเอียดฟีเจอร์ต่าง ๆ ของแอปนี้มีอะไรบ้าง ทีมงานสรุปให้ชมกันในบทความนี้ครับ เปิดตัว Blue CONNECT แอป e-Wallet น้องใหม่จาก โออาร์ จ่ายสะดวก สิทธิพิเศษเยอะ สำหรับภาพรวมของแอป Blue CONNECT นั้นจัดว่าเป็นอีกหนึ่งแอป e-Wallet หรือ กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ อีกหนึ่งตัวที่เกิดขึ้นมาในประเทศไทย โดยไอเดียหลัก ๆ ของการสร้าง Blue CONNECT ขึ้นมาก็เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วต่อการใช้งานในการจ่ายและชำระค่าสินค้าและบริการในเครือของ โออาร์ ที่มีร้านค้าปลีกหลายร้านซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชัน (PTT […]

from:https://www.iphonemod.net/blue-connect-e-wallet.html

เปิดเทอมแล้ว ใช้ e-Wallet อย่างไรให้สมาร์ทและปลอดภัย

 

ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ทรูมันนี่มีข้อมูลและสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้ใช้ e-Wallet ที่เป็นนักเรียน-นักศึกษาคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่จัดอยู่ใน Gen Z เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและเป็นกลุ่มยูสเซอร์ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ Cashless Society ในอนาคต ซึ่งช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม – เมษายน 2562) พวกเขาสามารถสร้างมูลค่าธุรกรรมต่าง ๆ บน TrueMoney Wallet ไปแล้วกว่าหลายพันล้านบาท

true money

คนรุ่นใหม่ใช้ e-Wallet ทำอะไรกันบ้าง?

  • 3 อันดับพื้นที่ที่มีนักเรียน-นักศึกษา ใช้ e-Wallet มากที่สุด
    • กรุงเทพฯ
    • ชลบุรี และปทุมธานี
    • สมุทรปราการ และนนทบุรี
  • 96% ของผู้ใช้ในวัยเรียน ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา (50%) และมหาวิทยาลัย (46%) ในขณะที่ชั้นประถมศึกษา คิดเป็นแค่ 4% ของผู้ใช้ e-Wallet ที่อยู่ในวัยเรียนทั้งหมด
  • การเติมเงินเข้า e-Wallet ส่วนใหญ่จะผ่านทางช่องทางเหล่านี้ ตู้เติมเงิน (36%), ธนาคาร (28%) และร้านค้าและร้านสะดวกซื้อ (26%)ตามลำดับ โดยการเติมเงินผ่านช่องทางธนาคารจะมียอดเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 1,450 บาท รองลงมาคือ เติมผ่านช่องทางดิจิทัลที่ 970 บาท
  • บริการหลักที่นักเรียน/นักศึกษาใช้ e-Wallet ได้แก่ โอนเงินให้บุคคลอื่น, ซื้อดิจิทัลคอนเทนต์ และเติมเงินมือถือ/อินเทอร์เน็ต
  • ร้านค้ายอดนิยม 3 ประเภทหลัก ที่ครองใจนักเรียน-นักศึกษา ได้แก่
    • ร้านสะดวกซื้อ
    • ร้านอาหารและเครื่องดื่ม
    • ร้านจำหน่ายไอเท็มเกมออนไลน์

2 ปัจจัยบวกกระตุ้นการใช้ e-Wallet

  • ชาว Gen Z (คนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ขึ้นไป) เกิดมาพร้อมเทคโนโลยี เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ไว มีไลฟ์สไตล์โดดเด่น เกาะติดทุกเทรนด์ และไม่ยึดติดกับแบรนด์ พร้อมลองแบรนด์ใหม่ที่เป็นที่นิยมหรือคุ้มค่ากว่าเสมอ สอดคล้องกับความสามารถของ e-Wallet ที่นอกจากจะเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้จ่ายแล้ว ยังมาพร้อมโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษมากมายที่รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ความบันเทิง เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง หรือการใช้จ่ายตามร้านอาหาร และร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ
  • ราคาสมาร์ทโฟนที่ต่ำลง สวนทางกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากขึ้น วันนี้นักเรียน-นักศึกษาในเมืองใหญ่ ๆ สามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีบนมือถือได้โดยง่าย และใช้จ่ายผ่าน e-Wallet ได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องสมัครผ่านบัตรเครดิต

วิธีการใช้ e-Wallet แบบคูล ๆ สมาร์ทและปลอดภัยในวัยเรียน

  • มัธยัสถ์ยืนหนึ่ง – เพียงหมั่นตรวจสอบการใช้เงินว่าสัปดาห์/เดือนนี้ เราสิ้นเปลืองไปกับรายจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็นบ้าง เช่น ดูหนังเยอะไปไหม หรือทานอาหารกับเพื่อน ๆ ถี่ไปไหม สามารถตรวจเช็คย้อนหลังเพื่อทำบัญชีรับ-จ่ายเงินง่าย ๆ ผ่านแอปฯ e-Wallet เพราะการใช้ชีวิตในวัยเรียนแบบคูล ๆ เราไม่จำเป็นต้องฟุ้งเฟ้อหรือยึดติดกับสิ่งเร้าต่างๆ ควรช่วยผู้ปกครองประหยัดไว้ดีที่สุด

  • ของฟรี ของแถม ถูกและดีมีในโลก – ง่าย ๆ แค่ติดตามโปรโมชั่นต่าง ๆ ของร้านค้าที่ร่วมรายการ  หรือทำภารกิจในแอปฯ อย่างสม่ำเสมอก็ได้ลุ้นรางวัลและรับสิทธิพิเศษมากมาย  เช่น เติมเน็ตคืนเงิน 50% เป็นต้น หรือเกมพิชิตภารกิจต่าง ๆ ภายในแอปฯ

  • ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การแชร์ของวัยมันส์ – ไม่ว่าจะพากันไปกินหมูกระทะหลังเลิกเรียน หรือจ่ายค่าแท็กซี่ยามเดินทางไป-กลับบ้านและโรงเรียน ก็ร่วมด้วยช่วยกันจ่ายง่ายกว่าด้วยการโอนแบบ P2P ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม

  • ทำบุญง่าย ๆ เพียงปลายนิ้วคลิก – ปลูกฝังนิสัยการทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่นตั้งแต่วัยเรียนด้วยการ “ให้” เป็นอีกวิธีนึงที่ทำได้ง่ายและสะดวก ด้วยการบริจาคเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ 1 บาท 2 บาทล้วนมีค่ากับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถบริจาคผ่านแอปฯ ให้แก่มูลนิธิ องค์กรการกุศล และโครงการเพื่อการกุศลต่าง ๆ มากกว่า 20 องค์กรได้โดยตรง

  • เข้าถึงดิจิทัลคอนเทนต์ได้แบบไม่ต้องง้อบัตรเครดิต  ด้วยความสามารถของบัตร Virsual Card สมัยใหม่ (WeCard) หากเราต้องการซื้อหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียนผ่านออนไลน์ แอปพลิเคชั่น หรือดิจิทัลคอนเทนต์ต่างๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น เติมเงินใน e-Wallet แบบพอดี จะใช้ซื้ออะไร จำนวนเงินเท่าไร งบไม่บานปลาย และยังสามารถปิด-เปิดการใช้งานได้ตลอดเวลาด้วยตนเอง ไม่ต้องง้อบัตรเครดิต (physical card) หรือผูกบัญชีเข้ากับApp Store หรือ Google Play Store

  • ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยการยืนยันตัวตน (KYC) – อุ่นใจทุกการใช้จ่าย เมื่อได้รับ SMS แจ้งเตือนทุกครั้งที่ทำธุรกรรม และมั่นใจในความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยการยืนยันตัวตน (KYC) นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว การยืนยันตัวตนยังสร้างความปลอดภัยต่อผู้ใช้เจ้าของบัญชี e-Wallet ที่แท้จริง ป้องกันบุคคลอื่นมาแอบอ้างตัวตน และยังส่งผลดีต่อผู้ให้บริการที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องอันเป็นประโยชน์ต่อการให้บริการให้มีความเฉพาะและเหมาะกับการใช้จ่ายผ่าน e-Wallet ของผู้ใช้รายบุคคลอีกด้วย

 

from:http://mobileocta.com/how-to-open-the-semester-and-use-e-wallet-to-be-smart-and-safe/

ชาว Cashless เศร้า!! True Money Wallet เตรียมยุติช่องทางโอนไปพร้อมเพย์

ปิดแบบไม่มีเหตุผล… True Money Wallet ขึ้นข้อความบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ประกาศเตรียมยุติการให้บริการโอนเงินไปยังบัญชีพร้อมเพย์ (PromptPay) ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป

โดยผู้ใช้บริการ ‘ทรู มันนี่ วอลเลท’ จะไม่สามารถทำรายการโอนเงินไปยังบัญชีพร้อมเพย์บนแอปพลิเคชันทรู มันนี่ วอลเล็ทได้ ทั้งนี้สามารถทำการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคาร หรือบัญชีทรูมันนี่ วอลเล็ท ได้ตามปกติ โดยจะมีค่าบริการ 20 บาทต่อครั้ง (ส่วนโอนเงินเข้า E-Wallet เจ้าอื่นคิดค่าบริการ 15 บาทต่อครั้ง)

บริการ TrueMoney PromptPay เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2560 เป็นการให้บริการรับ-โอนเงินไปธนาคารแบบใหม่โดยไม่ต้องใช้เลขบัญชีธนาคาร
ใช้แค่เพียงเบอร์มือถือ หมายเลขบัตรประชาชน หรือ หมายเลขทรูมันนี่วอลเล็ทไอดี ถือเป็นการเปิดตัวเพื่อรับกับระบบพร้อมเพย์ที่ภาครัฐพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศไทย

ปัจจุบัน True Money ให้บริการโดย บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ และเป็นพันธมิตรกับ Alipay บริษัทด้านการเงินจากจีนซึ่งมี Alibaba เป็นเจ้าของใหญ่อีกด้วย และระบุว่าบริการเป็นไป “เพื่อมอบความสะดวกสะบายในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับหลายล้านคนเพื่อก้าวล้ำไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/true-money-wallet-to-stop-promptpay-service/

วงการเพย์เมนท์มีสะเทือน TRUE MONEY เปิด 2 ความร่วมมือกระตุ้นบริการช่องทางการใช้จ่ายครอบคลุม

เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่ Cashless Society อย่างเต็มที่และการผลักดันให้ชีวิตเข้าสู่ปัญหาเรื่องการหาเงินสด ไม่ว่าจะเป็น เพื่อซื้อสินค้าทั่วไป กินอาหาร จ่ายค่ารถแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่นิยมพกมือถือมากกว่ากระเป๋าสตางค์ กำลังจะข้อกังวลได้ เพราะทางทรูมันนี่วอลเลต ผลักดันบริการใหม่ที่ช่วยให้เข้าถึงการจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์ได้หลากหลายมากขึ้น

ภาพรวมคนใช้งานอีวอลเลต

ภาพรวมโครงสร้างการจ่ายเงินมีผู้ใช้งานพร้อมเพย์สูงถึง 39 ล้านบัญชี มีจำนวนบัญชีธนาคาร 99 ล้านบัญชี จำนวนบัตรเครดิตกว่า 22 ล้านใบ บัตรเดบิต 67 ล้านใบ สัดส่วนประชากรเทียบกับธนาคารอยู่ที่ 78.1%

การใช้งาน Online Banking แบ่งเป็น i-Banking 23 ล้านบัญชีและ m-Banking 38 ล้านบัญชี จำนวนผู้ใช้งานมือถือ 125 ล้านเครื่อง เป็นสมาร์ทโฟน 76%

ภาพรวมของผู้ใช้งานทรูมันนี่ วอลเลตมีการเข้าใช้งานแบบเฉลี่ย 8 ครั้ง/เดือน แอคทีฟ 7 ล้านรายในไทย (ยอดจากปลายปีที่แล้ว) ยอดดาวน์โหลด ณ ปัจจุบันพุ่งไป 16 ล้านดาวน์โหลด ยอดการใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 250-300 บาทต่อครั้ง

 

โอกาสของทรูมันนี่

สำหรับภาพธุรกิจที่ทรูมันนี่จะมุ่งไปนั้น คือ หวังครอบคลุมด้านการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าคุณจะเดินไปที่ไหนหรือใช้จ่ายอะไรต้องเจอ

นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายทางพาณิชย์ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า จากจำนวนลูกค้าทั้งหมดของทรูมันนี่วอลเลตนั้น ต้องยอมรับว่าจับตลาดกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

เพราะคนเหล่านี้ไม่มีบัตรเครดิต แต่ไลฟ์สไตล์ของพวกเขาผูกพันกับโลกออนไลน์ ทั้งซื้อของ เติมเกม จ่ายค่ามือถือ แต่ทรูมันนี่ก็พยายามจะขยายโอกาสเข้าไปในกลุ่มเฟิร์สจ๊อบเบอร์และวัยทำงานให้มากขึ้น

“การร่วมมือกับกูเกิลนั้น นอกจากตลาดเกมแล้ว ยังมีคอนเทนต์อื่นๆ ที่มีการใช้จ่าย ซึ่งเราจะพยายามผลักดันโอกาสใหม่ๆ ผ่านโปรโมชั่น เพื่อให้คนที่ต้องการจ่ายเงินค่าแอพคุ้นชินกับช่องทางของเรามากที่สุด

เพราะเรามองว่าโอกาสที่คนจะใช้งานทรูมันนี่วอลเลตคือ เห็นทุกที่ ใช้งานได้ทั่วถึง เมื่อไปที่ไหนก็เจอ โอกาสที่จะใช้งานย่อมมีมากขึ้น”

พฤติกรรมการใช้จ่ายของคนส่วนใหญ่ยังผสมผสานทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ดังนั้น หากร้านค้าออฟไลน์มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างการจ่ายเงินออนไลน์มาเสริมย่อมสร้างโอกาสทางการขายหรือปิดการขายได้ดีกว่าการรับเงินแค่เงินสดทางเดียว

โดยตอนนี้ทรูมันนี่วอลเลตมีจุดให้บริการมากกว่า 2 แสนจุดแล้ว และตั้งเป้าปีนี้ขยายให้ถึง 3 แสนจุดให้บริการ ซึ่งจะเน้นร้านค้ายรายย่อย ประเภทกลุ่มสตรีทฟู้ดให้ทั่วถึง เพราะเรื่องของอาหารเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตทุกคน หากเข้าถึงทุกคนได้การที่จะได้ยอดลูกค้า 10 ล้านยูสเซอร์คงไม่ใช่เรื่องยาก

แม้ว่าการกระตุ้นให้คนหันมาใช้จ่ายจะต้องผ่านโปรโมชั่นและส่วนลดไปก่อน แต่เชื่อว่าจะเป็นผลดีในระยะยาว เพราะการปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ของคน Gen X หรือ Baby Boomer ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งที่คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่กำลังซื้อสูง แต่ก็ต้องใช้สิ่งดึงดูดใจและวิธีที่ง่ายไว้ก่อน

“แม้ผู้ใหญ่ที่มีสมาร์ทโฟนแต่การปรับตัวให้มั่นใจในการใช้วอลเลตหรือโมบายเพย์เมนท์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีอีโคซิสเต็มที่หลากหลายเข้ามาช่วยกันเสริมถึงจะดี อย่างเช่น หากซื้อสินค้าในเซเว่นอีเลฟเว่นผ่านทรูวอลเลต จะได้ส่วนลด ของแถม หรือถ้าจ่ายค่ามือถือ เติมเงิน จะได้เน็ตเพิ่ม สิ่งเหล่านี้จะดึงดูดให้พวกเขาอยากเปลี่ยนใช้งานวอลเลต”

 

แท็กซี่-มอเตอร์ไซต์ก็จ่ายผ่านวอลเลตได้

ส่วนบริการด้านการขนส่งสาธารณะอย่างแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซต์ที่รวมกันมีให้บริการแตะหลักแสนราย (ภาพรวมแท็กซี่ 8 หมื่นคัน รถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง 8 หมื่นคัน) ก็เพิ่มโอกาสจ่ายค่าบริการแบบไม่ต้องใช้เงินได้

คุณภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการ ธุรกิจโมบายล์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เราคาดหวังว่าจะมีมอเตอร์ไซต์และแท็กซี่ในระบบขนส่งที่มีใบอนุญาตสาธารณะจะมาเข้าร่วมกับเราสัก 1 ใน 3 ภายในช่วง 3 เดือนที่มีการทำแคมเปญก็รู้สึกว่าถึงเป้าหมายที่คาดไว้แล้ว เพราะเรารู้ว่าการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีทันทีมันไม่ง่าย

แม้ก่อนหน้านี้ ทางทีมงานของทรูจะมีการศึกษาตลาดมาบ้าง มีข้อมูลหลายอย่างที่เรารู้สึกว่าเป็น Insight ที่คาดไม่ถึง อย่างเช่น กลุ่มผู้ขับขี่แท็กซี่และมอเตอร์ไซต์จะแบ่งเป็น 2 ช่วงอายุคือ กลุ่มอายุ 40-50 ปีขึ้นไป เป็นผู้ที่ขับมานานและอายุต่ำกว่า 40 ปีลงมา

โดยคนที่มีช่วงอายุต่ำกว่า 40 ปีลงมา จะมีการใช้แพคเกจค่ามือถือแบบรายเดือนถึง 70% เพราะเขามองว่าคุ้มค่ากว่า เลือกใช้แพคเกจราคา 499 บาทและมีสมาร์ทโฟนราคาเฉลี่ยที่ 5,000 บาท ช่วงเวลาว่างก็จะเปิดดูยูทูปเพื่อหาข้อมูลหรือผ่อนคลาย ซึ่งคนกลุ่มนี้เปลี่ยนพฤติกรรมเข้ามาสู่โลกออนไลน์และปรับตัวใช้บริการของทรูวอลเลตง่ายมาก

ส่วนกลุ่มคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป อาจจะเป็นการใช้งานแบบผสมผสาน คือ ทรูจะมีคิวอาร์โค้ดสำหรับจ่ายเงินให้และแจ้งว่าได้รับเงินหรือไม่ผ่านทาง SMS ทำให้สะดวกสำหรับลูกค้าที่ไม่ได้พกเงินมา และผู้ขับก็ได้รับเงินเข้าบัญชีทันที

นอกจากนี้ ทรูประกาศชัดว่า TRUE RYDE ไม่ใช่แอพพลิเคชั่นเรียกรถโดยสาร แต่เป็นโมบายเพย์เมนท์สำหรับผู้ขับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการเรียกแบบโบกมือตามจุดให้บริการต่างๆ หรือเรียกผ่านแอพพลิเคชั่นเรียกรถก็สามารถใช้บริการ TRUE RYDE ได้

โดยสิทธิประโยชน์ที่ผู้ขับได้รับนั้น ไม่ได้มีข้อผูกมัดหรือเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแค่ต้องใช้เครือข่ายของทรูมูฟเท่านั้น ส่วนวิธีการถอนเงินจากระบบ TRUE RYDE ก็คือ โอนเงินออกผ่านพร้อมเพย์หรือถอนเงินจากเดบิตไวท์การ์ด หรือจะใช้จ่ายผ่านเซเว่นอีเลฟเว่นก็ได้สะสมแต้มด้วย

อย่างไรก็ตาม การเป็นแค่โอเปอร์เรเตอร์ในยุคนี้ คงจะขยายโอกาสทางธุรกิจไปในรูปแบบเดิมแข่งในตลาดแพคเกจหรือค่าเครื่องอย่างเดียวไม่ได้อีกแล้ว แต่ต้องมุ่งแข่งไปที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ที่มากกว่า และนี่คือโอกาสใหม่ที่ทรูจะไม่ยอมให้ผ่านไปอย่างแน่นอน

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/true-ryde-payments/

ไขข้อข้องใจ ทำไมใช้ e-Wallet ต้องยืนยันตัวตน?

 

ในยุค 4.0 ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เอื้อประโยชน์ให้กับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คน e-Wallet ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ทำให้เรื่องเงินกลายเป็นเรื่องง่าย และมีความคุ้มค่ามากขึ้น

ที่สำคัญกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่สำหรับใช้จ่ายแทนเงินสด หรือทำธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ เช่น จ่ายบิล เติมเงิน โอนเงิน หรือบางรายสามารถรองรับระบบพร้อมเพย์ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่มักจะเป็นคำถามสำคัญของผู้ใช้ e-Wallet ในยุคปัจจุบัน คือ “ทำไมเราต้องยืนยันตัวตน?” เนื่องจากขั้นตอนการยืนยันตัวตนนั้น โดยขั้นต้น ระบบจะร้องขอให้ผู้ใช้ต้องกรอกเลขบัตรประชาชน และเลขหลังบัตร ซึ่งทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่รู้สึกไม่สบายใจเมื่อต้องให้ข้อมูลส่วนตัว

วันนี้ทรูมันนี่ขอไขข้อข้องใจ ถึงเหตุผลว่าทำไมการยืนยันตัวตนถึงมีความสำคัญ และผู้ใช้ควรทำ เพื่อประโยชน์แก่ตัวผู้ใช้เองรวมถึงความปลอดภัยในเรื่องเงินๆ ทองๆ

ทำไมต้องยืนยันตัวตน?

เพราะว่า e-Wallet หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นช่องทางหนึ่งในการชำระค่าสินค้า บริการ หรือค่าอื่นใดแทนการชำระเงินด้วยเงินสด ดังนั้น การลงทะเบียนยืนยันตัวตนก่อนการใช้งาน คือการยืนยันความถูกต้องของตัวบุคคล และขณะเดียวกันก็เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

จริงๆ แล้วสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เดิมทีทุกสถาบันหรือผู้ให้บริการทางการเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกเจ้าต้องให้ลูกค้าหรือผู้ใช้ยืนยันตัวตนอยู่แล้ว สังเกตได้จากการที่เราไปเปิดบัญชีที่ธนาคารตามสาขา เราก็ต้องให้บัตรประชาชนแก่เจ้าหน้าที่เช่นกัน เพียงแต่กรณีของ e-Wallet อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกเป็นเรื่องใหม่ เพราะต้องทำบนแพลตฟอร์มออนไลน์แทน

ยืนยันให้ใช่ ปลอดภัยไว้ก่อน

นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว การยืนยันตัวตนยังสร้างความปลอดภัยต่อผู้ใช้เจ้าของบัญชี e-Wallet ที่แท้จริง ป้องกันบุคคลอื่นมาแอบอ้างตัวตน และยังส่งผลดีต่อผู้ให้บริการที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องอันเป็นประโยชน์ต่อการให้บริการให้มีความเฉพาะและเหมาะกับการใช้จ่ายผ่าน e-Wallet ของผู้ใช้รายบุคคลอีกด้วย

อุ่นใจได้ เพราะทุกข้อมูล คือ “ความลับ”

เป็นเรื่องปกติที่ผู้ใช้ e-Wallet จะรู้สึกไม่สบายใจกับการต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เพื่อยืนยันตัวตน แต่มั่นใจได้เลยว่า ข้อมูลของคุณจะถูกจัดเก็บและดูแลอย่างดี ตามมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลอย่างเข้มงวด

เปิดประตูสู่บริการทางการเงินเต็มรูปแบบ

ยืนยันตัวตนแล้วได้อะไร?” อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตของผู้ใช้หลายท่านสำหรับการยืนยันตัวตน คำตอบก็คือ คุณจะได้สิทธิ์ในการทำธุรกรรมมากกว่าเดิม เช่น วงเงินในวอลเล็ทที่เพิ่มขึ้น หรือเชื่อมต่อกับบริการพร้อมเพย์ ทำให้โอนเงินได้รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องรอข้ามวัน ไปจนถึงนวัตกรรมทางการเงินอื่นๆ ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาต่อไปในอนาคต เพื่อสร้าง Cashless society ให้เกิดขึ้นจริง…

เริ่มยืนยันตัวตน ควรทำอย่างไร?

ง่ายมาก! แค่เข้าไปที่แอปพลิเคชั่น e-Wallet ของคุณที่ใช้งานอยู่ แล้วกรอกข้อมูลต่างๆ ตามสเต็ป ใช้เวลาไม่เกิน นาที ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

E-Wallet

หากคุณมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือในการใช้แอปพลิเคชั่นทรูมันนี่ วอลเล็ท สามารถติดต่อ TrueMoney Customer Careผ่าน Call Center เบอร์ 1240 หรือ Live Chat ตลอด 24 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมดูแลคุณเสมอ https://www.truemoney.com/contact/

 

from:http://mobileocta.com/how-to-use-the-e-wallet-to-verify-identity/

“ผู้หญิง” พลังขับเคลื่อนสำคัญสู่ “She-Cashless Society”

 

ปัจจุบันประชากรเพศหญิงมีอัตราส่วนสูงกว่าเพศชายที่ร้อยละ 51:49 หรือมีจำนวนประมาณ 33.4 ล้านคน ขณะที่เพศชายมีราว 32.1 ล้านคน (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ) แม้จะเป็นจำนวนที่ดูเหลื่อมกันไม่มากนักในเชิงตัวเลข

แต่ที่น่าสนใจคือพฤติกรรมการใช้จ่ายของสุภาพสตรีที่โดดเด่นในการเป็นผู้นำเทรนด์เรื่อง “การช็อปปิ้ง” จากผลการศึกษาของ She-conomy พบว่า 85% ของการซื้อสินค้าแบรนด์ต่างๆ มาจากลูกค้าสุภาพสตรี

ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าการ CF (Confirm) หรือการ CC (Cancel) ได้กลายเป็นศัพท์ออนไลน์ฮอตฮิตของผู้หญิงส่วนใหญ่เวลาสนใจสั่งซื้อสินค้าในโซเชียลมีเดียในวันนี้ไปแล้ว

เนื่องในวันสตรีสากลที่ตรงกับทุกวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ทรูมันนี่มีข้อมูลและสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้หญิง แสดงให้เห็นพลังบวกของพวกเธอที่จะกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญขับเคลื่อนสังคมไทยให้เดินหน้าไปสู่ยุค Cashless Society ในช่วงระยะเวลาเพียงสองเดือนแรกของปีนี้ (มกราคม – กุมภาพันธ์ 2562) ผู้หญิงสามารถสร้างมูลค่าธุรกรรมต่างๆ บน TrueMoney Wallet หลายสิบล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพด้านการใช้จ่ายของพวกเธอที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรม e-Wallet ในประเทศไทย ให้เติบโตมากยิ่งขึ้น

ผู้หญิงกับ e-Wallet

ขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ “สังคมไร้เงินสด” ด้วยการขับเคลื่อนทั้งจากภาครัฐและเอกชนอย่างหนัก แต่สิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจหลักและเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จการดำเนินงานเหนือกว่าเทคโนโลยีหรือมาตรการใดๆ ก็คือ “การรู้จักผู้ใช้งาน”

truemoney wallet

  • 46% คือสัดส่วนจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมดที่เป็นผู้หญิง
  • 60% อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สูงกว่าผู้ใช้ต่างจังหวัดที่มีสัดส่วน 40%
  • ผู้หญิงที่ใช้ e-Wallet ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Y อายุเฉลี่ย 24 ปี
  • บริการใน e-Wallet ที่ผู้หญิงใช้มากที่สุดในช่วง เดือนที่ผ่านมา ได้แก่
    • ซื้อแพ็คเกจอินเทอร์เน็ต / เติมเน็ต
    • โอนเงินให้บุคคลอื่น
    • ใช้จ่ายในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และร้านค้าทั่วไป

ผู้หญิงมีปริมาณการใช้จ่ายเงินผ่าน e-Wallet เฉลี่ยต่อครั้งจะอยู่ที่ 280 บาท โดยยอดการใช้จ่ายที่สูงนั้นมาจากการจ่ายบิลเป็นหลัก ในขณะที่มีจำนวนผู้ใช้เพศหญิงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ การบริจาค (Donation) และการเลือกซื้อดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงมองว่า e-Wallet เป็นมากกว่าแค่แพลตฟอร์มเรื่องการจ่ายเงิน แต่ยังเป็นแหล่งรวมน้ำใจและประตูเชื่อมโลกดิจิทัลคอนเทนต์ของพวกเธออีกด้วย

เคล็ด(ไม่)ลับการใช้ e-Wallet แบบสตรียุค 4.0

ความสะดวกรวดเร็ว ความปลอดภัย และความคุ้มค่า คือ 3 นิยามสำหรับการใช้งาน e-Wallet ของผู้หญิงในวันนี้ เพื่อเพิ่มความสุขและคุ้มค่า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ทรูมันนี่ขอแนะนำ เคล็ด(ไม่)ลับใช้งาน e-Wallet ในแบบสุภาพสตรียุค 4.0 เพิ่มความคุ้มค่า ประหยัด และมีความปลอดภัยในทุกการจับจ่าย เพื่อให้ผู้หญิงยุคใหม่ได้นำไปพิจารณา ดังต่อไปนี้

  • ทุกการใช้จ่ายผ่าน e-Wallet ควรคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ สาวๆ ที่มองหาความคุ้มค่า เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวัน การจะนำe-Wallet ไปใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการอะไรก็ตามแทนเงินสด ควรตรวจสอบโปรโมชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับเงินคืนหรือการสะสมแต้มที่ควรได้รับ รวมทั้งส่วนลด หรือสิทธิพิเศษสำหรับแลกของทานฟรี รวมไปถึงสิทธิ์ได้ลุ้นรางวัลใหญ่ในแคมเปญต่างๆ เพื่อทำให้ทุกการใช้จ่ายผ่าน e-Wallet ของคุณคุ้มค่ามากขึ้นและได้รับสิ่งอื่นกลับมาด้วย

  • ความปลอดภัยใน e-Wallet ต้องมาก่อนเสมอ แม้ว่าผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยไซเบอร์ต่ำกว่าผู้ชาย (ข้อมูลจาก แคสเปอร์สกี) แต่ถึงอย่างไรเรื่องเงินๆ ทองๆ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก ดังนั้นก่อนใช้ e-Wallet ควรตั้งค่าและหมั่นเปลี่ยนรหัสผ่าน รหัส PIN และ Touch ID ในแอปฯ e-Walletที่ใช้งานอยู่เสมอ พร้อมยืนยันตัวตนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในขั้นสูง กรณีที่มีการจับจ่ายเงินจำนวนมากผ่าน e-Wallet

  • ทำบัญชีรับ-จ่ายเงิน หรือพลิกดูประวัติการใช้ e-Wallet เป็นประจำ สำหรับสาวๆ ที่เป็นแม่ค้ายุคดิจิทัล การมีบัญชีรายรับ-รายจ่ายดิจิทัลไว้ใช้งาน เพื่อเช็คการทำธุรกรรมต่างๆ แบบเรียลไทม์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่ช่วยในการบริหารจัดการเงินได้ดียิ่งขึ้น

  • ทำภารกิจต่างๆ ในแอปฯ เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน e-Wallet บางผู้ใช้อาจไม่เคยสังเกตว่าใน e-Wallet มีภารกิจต่างๆ ให้ทำและเล่นสนุกด้วย เมื่อทำสำเร็จระบบจะให้ผู้ใช้สามารถไปจับรางวัลพิเศษ หรือได้รับเป็นเงินคืนเข้ามาในแอปฯ ได้อีก หมั่นตรวจเช็คในแอปฯ และพิชิตภารกิจต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงอย่างเรามีเงินมาใช้สอยมากยิ่งขึ้น

  • เติมเงินแค่จำนวนที่ต้องการจ่ายจริงในรายการเพื่อจำกัดวงเงิน สำหรับสาวๆ ที่ใช้ e-Wallet กับเรื่องจ่ายเงินเฉพาะเรื่อง เช่น ใช้จ่ายบิล ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือโอนให้คุณพ่อคุณแม่ เป็นประจำทุกเดือน การโอนเงินเข้าตามจำนวนที่ต้องการใช้จริง จะช่วยให้เราเซฟวงเงิน และไม่ผลีผลามกดซื้ออย่างอื่น เป็นการช่วยจำกัดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่ง

ทั้งหมดเป็นแนวทางการใช้งาน e-Wallet ง่ายๆ สำหรับบรรดาผู้หญิงยุคใหม่ ไม่ว่าจะใช้จ่ายมื้อเช้าในชั่วโมงเร่งด่วนที่ร้านสะดวกซื้อ สแกนจ่ายค่าโดยสารรถสาธารณะ หรือผ่อนคลายอารมณ์ในวันหยุดกับหนัง/แอปฯ เกมดังจากการซื้อดิจิทัลคอนเทนต์บน App Store และ Play Store ตลอดจนการจ่ายบิลตอนสิ้นเดือน หรือเติมเงิน เติมเน็ต ฯลฯ e-Wallet ล้วนตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์รอบด้าน

เพราะผู้หญิงคือผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อแบรนด์สินค้าและบริการในปัจจุบัน ข้อมูลจาก SOUR Bangkok เคยระบุไว้ว่า ผู้หญิงนิยมช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากสะดวกและรวดเร็ว ทำให้สามารถบริหารจัดการเวลาได้ โดยมี 3 กลุ่มสินค้าที่มีการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ 1. ช้อปปิ้ง เสื้อผ้า, เครื่องประดับ, รองเท้า ฯลฯ 2.กลุ่มอาหาร เช่น Food Delivery, อาหารสด, อาหารแห้ง และ 3. เครื่องสำอาง เป็นกลุ่มสินค้าคู่กายของผู้หญิง

สิ่งเหล่านี้คือพลังของ “She-economy” ที่นับวันจะทวีความสำคัญมากขึ้น ที่จะช่วยส่งเสริมการใช้งานอุตสาหกรรม e-Wallet ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ไม่แน่อาจเกิดเป็นสังคมไร้เงินสดแบบผู้หญิง (She-Cashless Society) ในอนาคตบ้างก็เป็นได้

 

from:http://mobileocta.com/she-cashless-society/