คลังเก็บป้ายกำกับ: E-PAYMENT

กรมสรรพากร เตรียมใช้ AI แยกผู้เสียภาษีกลุ่มดีหรือกลุ่มเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ส่งเสริม e-Payment

กรมสรรพากรย้ำกฎหมาย e-Payment ส่งเสริมธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เตรียมใช้ AI แยกผู้เสียภาษีกลุ่มดีหรือกลุ่มเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความเป็นธรรม

นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร ได้กล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) ว่าทางกรมยืนยันว่าการยกร่างแก้ไขกฎหมาย ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ไม่ได้เป็นการแก้ไขกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชนที่เกินกว่าเหตุ เป็นการใช้สิทธิที่ชอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ

โดยการแก้ไขกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี เป็นส่วนหนึ่งของแผนของกรมที่จะเดินหน้าเรื่องอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ สาระสำคัญคือ จะช่วยให้การเสียภาษี หัก ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% ซึ่งจากเดิมผู้เสียภาษีจะต้องเตรียมเอกสารมายื่นต่อกรมเอง แต่สถาบันการเงินจะหักภาษีและเป็นผู้ยื่นให้กรมสรรพากรแทนทั้งหมด รวมทั้งกฎหมายใหม่ จะเป็นการรองรับระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิสก์ในการยื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ของผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมที่ต้องยื่นเอกสารเป็นกระดาษ ก็จะเปลี่ยนเป็นระบบอิเล็กทรอนิสก์แทน

ส่วนกรณีที่กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินรวมถึง non-Bank ต้องแจ้งข้อมูลบัญชีที่รับเงินเข้าในข่ายที่เป็นธุรกรรมพิเศษ ประกอบด้วย 1.การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีต่อธนาคาร และ 2. การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปีต่อธนาคาร และยอดรวมของการรับฝากตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปนั้น กรมฯ ยืนยันว่าเป็นการส่งข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้เอาไปตรวจสอบเรียกเก็บภาษี เพราะไม่ใช่ว่าจะตรวจสอบง่ายๆ กรมต้องการเฉพาะข้อมูลเพื่อไปทำการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เสียภาษี กลุ่มผู้เสียภาษี เพื่อทำแผนปรับปรุงประสิทธิภาพจัดเก็บต่อไป

“กรมไม่ได้มีเจตนาแก้ไขกฎหมายโดยมุ่งไปตรวจสอบใคร ธนาคารมีหน้าที่ส่งข้อมูลมาให้กรม และข้อมูลทุกอย่างจะอยู่ในระบบ ไม่มีเจ้าหน้าที่กรมคนไหนได้เห็นข้อมูลที่ส่งมา จะส่งมาเฉพาะ ชื่อ นามสกุล จำนวนครั้งที่ฝากโอน และวงเงินที่ได้รับเท่านั้น” นายปิ่นสาย กล่าว

ส่วนกรณีที่กังวลว่าจะไปเรียกเก็บภาษีจากกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และกลุ่มเอสเอ็มอีหรือไม่นั้น กรมยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมาย ไม่ได้มีเจตนาโดยตรงที่จะเข้าไปจัดเก็บ ซึ่งตามประมวลรัษฎากร หากกลุ่มผู้ค้าดังกล่าว มีรายได้ถึงเกณฑ์ ก็ต้องยื่นแบบเสียภาษีอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่ามีการออกกฎหมายแล้วจะต้องเสียภาษี เพราะทุกคนมีหน้าที่เสียภาษีให้ถูกต้อง โดยตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2-8) กำหนดให้อาชีพอิสระต้องเสียภาษีเหมาจ่าย 0.5% ของรายได้ หรือนำรายได้ไปคูณด้วย 0.005 ซึ่งหากกลุ่มผู้ค้าออนไลน์มีรายได้ถึงเกณฑ์เข้าบัญชี 2 ล้านบาท ก็จะเสียภาษีแค่ 10,000 บาท
จากการแก้ไขกฎหมายจะทำให้กรมสามารถแยกข้อมูลผู้เสียภาษี รวมทั้งกลุ่มผู้ค้าออนไลน์ได้แม่นยำมากขึ้น โดยจะแยกเป็นกลุ่มดีและกลุ่มเสี่ยง ในกลุ่มดีที่เสียภาษีถูกต้อง ก็จะให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนกลุ่มเสี่ยงก็จะดูว่าเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ในรายที่รายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่เคยมีการยื่นแบบเสียภาษีเลย กรมก็จะส่งหนังสือไปให้ยื่นแบบให้ถูกต้อง หรือ หากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมาก ก็จะต้องออกหนังสือเชิญมาพบ พูดคุย

นายปิ่นสาย กล่าวว่า กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2563 และจะมีผลต่อการยื่นแบบเสียภาษีในปี 2564 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขรายละเอียดในการดำเนินงาน เช่น จะไม่นับข้อมูลผู้ที่ฝาก โอน หรือถอนเงินเข้าบัญชีตัวเอง รวมทั้งการเปิดบัญชีครั้งแรก 2 ล้านบาท ก็จะไม่ให้ส่งข้อมูลเข้ามาที่กรม และการเปิดบัญชีร่วม ที่อยู่ระหว่างหาข้อสรุปว่า จะนับจำนวนที่บุคคลใด ทั้งนี้ เชื่อว่าการแก้ไขกฎหมายจะไม่กระทบกับคนส่วนใหญ่ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า คนไทยมีรายได้เฉลี่ย 26,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 4-5 แสนบาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่า 2 ล้านบาท ไม่ต้องเข้าเกณฑ์เสียภาษีอยู่แล้ว

ที่มา – กรมสรรพากร ( Revenue Department )

from:http://www.flashfly.net/wp/239156

Advertisements

Mobile Payment ในจีนโตแซงญี่ปุ่นและอเมริกาเสียแล้ว

หากคุณต้องเดินทางไปใช้ชีวิตหรือทำงานในประเทศจีนเพียงมีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ ก็สามารถขึ้นรถไฟใต้ดินหรือรถเมล์ จับจ่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงชำระค่าปรับจราจรได้อย่างง่ายดายผ่านบริการ Mobile Payment ซึ่งได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของชาวจีนจำนวนมาก มีอิทธิพลต่อชีวิตเป็นอย่างมาก 

แม้อยู่ตลาดสดก็จ่ายผ่านมือถือได้

บริษัทวิจัยตลาด Ipos ได้เผยผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 18,000 คน พบว่า คนจีนถึง 77% ใช้บริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ นับว่ามากที่สุดในโลก ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีสัดส่วนเพียง 48% และ 27% ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาจากจำนวนประชากรของจีนแล้วจะพบว่าตัวเลขดังกล่าวมีความแตกต่างอย่างมาก

บริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประจำวันของคนจีนอย่างเห็นได้ชัด ในเรื่องของการเดินทาง โดยคนจีนและนักท่องเที่ยวชาวจีนต่างจ่ายค่ารถเมล์ ค่ารถไฟใต้ดิน หรือค่าทางด่วนผ่านทางแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ปัจจุบัน แอป UnionPay ได้ถูกนำมาใช้ในการชำระค่าเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งในกว่า 400 เมืองและมณฑลทั่วประเทศ โดยมีอัตราการใช้งานสูงสุดในเมืองใหญ่ๆ อย่างเซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เทียนจิน หางโจว ฝูโจว และจี่หนาน

นอกจากนี้ มณฑลหูเป่ยก็เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเจ้าของรถยนต์จำนวนมากต่างป้อนข้อมูลรถยนต์ของตนในแอป UnionPay และตั้งค่าเป็นตัวเลือกหลักในการชำระเงิน ทำให้สามารถขับรถผ่านด่านเก็บเงินบนทางด่วนได้โดยไม่จำเป็นต้องหยุดรถ เพราะระบบจะจดจำทะเบียนรถและจ่ายค่าทางด่วนโดยอัตโนมัติ

รัฐและเอกชนร่วมมือมากขึ้น

ธนาคารกลางจีนได้ริเริ่ม “โครงการสาธิตความสะดวกสบายของการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจีน โดยพุ่งเป้าไปที่การชำระเงินที่ทุกคนใช้มากที่สุด ซึ่งรวมถึงการชำระเงินในช่องทางหลัก 10 อย่าง ได้แก่ ค่ารถเมล์หรือรถไฟใต้ดิน ค่าสินค้าในตลาดและร้านขายของชำ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต บริการสาธารณะ เครื่องขายของอัตโนมัติ ค่ากิจกรรมในมหาวิทยาลัย โรงอาหารในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัย ค่ารักษาพยาบาล และค่าปรับจราจร ซึ่งผู้บริโภคสามารถชำระเงินได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเติบโตด้านการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างรวดเร็วคือ การที่ทุกภาคส่วนพยายามช่วยให้เกิดกระแสการใช้งาน ซึ่งไม่ใช่ เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น แต่ทำขึ้นเพื่อความสะดวกสบายของชาวจีน ภายใต้การดูแลของรัฐบาลจีนและการสนับสนุนจากทั่วประเทศจึงไม่น่าแปลกใจที่จีนจะเป็นประเทศที่มีการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือที่โตเร็วมาก

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/mobile-payment-china/

ใครว่าธนาคารรัฐช้า KTB เร่งเดินหน้าบริการ QR code

กลยุทธ์ในเรื่อง QR Code ของกลุ่มธนาคารเข้าถึงประชาชนมากขึ้นทุกกลุ่มแล้วนะคะ อย่างทางธนาคารกรุงไทยเอง ก็ได้เดินหน้าเรื่องการทำ QR Code ติดให้กับรถตุ๊กตุ๊กทั่วจังหวัดอยุธยา หวังกระตุ้นให้คนไทยทุกระดับที่มีบัญชีธนาคารกรุงไทยสามารถใช้จ่ายได้สะดวกขึ้นแม้ไม่ได้พกเงินสดมา 

นายสมศักดิ์ เจริญไพฑูรย์ นายอำเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดโครงการตุ๊กตุ๊ก อยุธยา เป๋าตุง กรุงไทย ร่วมกับธนาคารกรุงไทย ที่มีการติดตั้ง QR Code บนรถตุ๊กตุ๊ก เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนในการชำระค่าโดยสารแทนเงินสด โดยมี นายปิติ ธนวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมกันปล่อยขบวนรถตุ๊กตุ๊ก เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมสัมผัสประสบการณ์ในการชำระค่าโดยสารด้วย Krungthai QR Code สร้างสังคมไร้เงินสด ณ ธนาคารกรุงไทย สาขาอยุธยา

เดินหน้าโครงการหวังครอบคลุม

การสนับสนุนโครงการ National ePayment ที่ต้องการวางโครงสร้างพื้นฐานอิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศและขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมไร้เงินสด โดยเฉพาะสังคมในภูมิภาค เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ตลอดจนการอำนวยความสะดวกทางด้านการคมนาคมและการท่องเที่ยว

หลังจากประสบความสำเร็จในการติด QR Code รถสามล้อไฟฟ้าที่จังหวัดเชียงใหม่ ธนาคารได้ขยายบริการ QR Code บนรถตุ๊กตุ๊กกว่า 200 คัน ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวบริเวณรอบเมืองพระนครศรีอยุธยา ผู้โดยสารสามารถชำระเงินผ่าน Mobile Banking ของทุกธนาคาร โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ส่วนคนขับรถเพียงสมัครและดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นเป๋าตุง กรุงไทย ก็สามารถรับชำระค่าโดยสารได้ทันที มีบริการแจ้งเตือนเมื่อเงินเข้าบัญชี อำนวยความสะดวกไม่ต้องพกเงินสดและลดปัญหาการทอนเงิน

เดินหน้าสู่อนาคต

ธนาคารกรุงไทยกำหนดแผนยุทธศาสตร์การเป็น Future Banking โดยนำนวัตกรรมทางการเงินมาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและประชาชน มีแผนขยายการติดตั้ง QR Code ให้แพร่หลายและครอบคลุมในทุกกลุ่มธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน ห้างร้านต่างๆ ตลอดจนระบบขนส่งคมนาคมในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

โดยเป็นธนาคารแห่งแรกที่นำระบบรับชำระเงินด้วย QR Code ติดตั้งบนรถโดยสารขสมก. สาย Airport Bus ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางระหว่างสนามบินดอนเมืองและพื้นที่ใจกลางเมือง และพัฒนาระบบ eDonation ที่เชื่อมต่อกับกรมสรรพากร กระทรวงการคลังที่สามารถออกใบอนุโมทนาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้บริจาคผ่านอีเมล เพื่อลดปัญหาการสูญหายและเป็นหลักฐานในการคืนภาษี อีกทั้งยังสนับสนุนรัฐบาลในการจัดทำบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐ และติดตั้งเครื่อง EDC ให้กับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าประชารัฐกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติทั่วประเทศ ตลอดจนให้สินเชื่อกับร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย

ใครที่มองว่าธนาคารภาครัฐเดินหน้าช้า อาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ หลังการพยายามเดินหน้าสู่กระบวนการอิเลคทรอนิคส์ผ่านการให้บริการของภาครัฐอย่างน่าสนใจ

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/06/ktb-qrcode-payment/

GB PrimePay ระบบรับชำระเงินสัญชาติไทย มั่นใจจะไม่ขายกิจการ

เรื่องของระบบรับชำระเงินออนไลน์ ส่วนใหญ่จะนึกถึงบริการของผู้ให้บริการชาวต่างชาติอย่าง Paypal, Wechatpay, Alipay กันใช่ไหมคะ แต่คราวนี้จะเป็นบริการใหม่ สัญชาติไทยแท้จาก 3 คนรุ่นใหม่ คือ สศิรา อภิรัชเหมภาส, พชร ลิ่วเฉลิมวงศ์ และชาลี ศรีเพียร ที่สร้างสรรค์ระบบรับชำระเงินออนไลน์ที่ชื่อว่า “GB Prime pay” ขึ้นมา

“จุดเริ่มต้นของบริการนี้ มาจากปัญหาการชำระเงินบนอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ส ยังไม่สามารถทำได้แบบครบวงจรและเชื่อถือได้”

คุณ สศิรา เล่าให้ฟังว่า การเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์สในไทยมีอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจออนไลน์นั้นต้องมี 3 ขา คือ ร้านค้าออนไลน์ อีเพย์เม้นท์และโลจิสติกส์ ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วการแข่งขันในกลุ่มโลจิสติกส์บูมมาก นอกจากไปรษณีย์ไทยก็ยังมีทั้งเคอรี่ ลาล่ามูฟ ไลน์แมน เข้ามาเปิดบริการ แต่ก็เป็นผู้ให้บริการจากต่างประเทศทั้งสิ้น ส่วนด้านอีเพย์เม้นท์เอง นอกจากกลุ่มธนาคาร เพย์พาล และโอมิเสะแล้ว กลับยังไม่มีผู้ให้บริการเพย์เม้นท์ที่เป็นของไทยอย่างแท้จริง ทำให้เกิดแนวคิดที่ไม่อยากให้ต่างชาติเข้ามาฮุบวงจรเกือบทุกด้านของอีคอมเมิร์ซประเทศไทย

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ในส่วนของตัวเลขการชำระเงินผ่านอีเพย์เม้นท์บนระบบมือถือของเดือนธันวาคม 2559 เทียบกับ ธันวาคม 2560 ตัวเลขเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวจาก 584.71 พันล้านบาท ขึ้นมาเป็น 1,046.08 พันล้านบาท ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของธุรกิจออนไลน์และการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดนั้น มีบทบาทอย่างมาก

บริษัทจดทะเบียนในชื่อ บริษัท โกลบอล ไพร์ม คอร์ปอร์เรชั่น ด้วยเงินทุน 10 ล้านบาท และได้รับมาตรฐานความปลอดภัย PCI-DSS 3.2 GB Prime Pay แล้ว ดังนั้น ร้านค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อยที่ต้องการระบบรับชำระเงินออนไลน์จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและเชื่อถือได้ รวมทั้งการมีพาร์ทเนอร์ชื่อดังอย่าง Acommerce, Swatdee Group Thailand, Make web easy, Blue House Travel, Ketshopweb และ Xselly จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ยกเลิกบริการอย่างแน่นอน

จุดเด่นสำคัญอีกอย่างหนึ่งของบริการ GB PRIME PAY คือการช่วยให้ร้านค้ารายย่อยออนไลน์ซื้อขายผ่านบัตรเครดิตได้ โดยระบบ GB LINK จะรองรับทุกการชำระเงินออนไลน์ทั้งเครดิตการ์ด เดบิตการ์ด คิวอาร์เพย์เม้นท์ บิลเพย์เม้นท์ ถือว่าเป็นการยกระดับให้แก่ร้านค้าออนไลน์บนโซเชียลมีเดียต่างๆ

“หากร้านค้าออฟไลน์มีบริการคิวอาร์โค้ดของธนาคารต่างๆ แล้ว หากต้องการเพิ่มช่องทางจ่ายเงินบนระบบออนไลน์ก็เลือกบริการของเราเสริมเข้าไปได้ โดยรูปแบบการใช้งานจะเป็นการแจ้งเตือนเมื่อมีออเดอร์เข้ามา เมื่อต้องการให้ลูกค้าชำระเงินสามารถส่งเป็นลิ้งหรือคิวอาร์โค้ดแบบใช้ครั้งเดียวให้ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีได้ทันที ระบบจะมีการแจ้งแบบเรียลไทม์ ป้องกันปัญหาหลอกลวงได้ทั้งสองฝ่าย”

นอกจากนี้ การที่ระบบรองรับการชำระเงินมากกว่า 30 สกุลเงินทั่วโลก ช่วยในการขยายโอกาสซื้อขายไปยังต่างประเทศด้วย

“การซื้อสินค้าจากลูกค้าชาวต่างชาตินั้น ถ้าผ่านบัญชีเพย์พาล ต่างฝ่ายก็ต้องมีบัญชีเป็นของตนเองก่อน แต่ของ GB Prime Pay นั้น สามารถโอนและจ่ายได้โดยตัดผ่านบัตรเครดิตที่เป็นวีซ่าหรือมาสเตอร์การ์ดก็ได้”

โดยหลังจากลูกค้าได้รับของแล้ว ทางระบบจะตัดโอนเงินให้ร้านค้าภายใน 3-5-7 วันแล้วแต่หมวดหมู่ของสินค้า

หลังจากเปิดให้บริการไปประมาณ 5-6 เดือน มีร้านค้ารายย่อยที่สนใจและใช้งานประมาณ 500 รายแล้ว มียอดเงินสะพัดในระบบกว่า 10 ล้านบาท/วัน โดยบริษัทหวังจะมียอดเงินผ่านระบบเพิ่มขึ้น 3 เท่า ภายในสิ้นปีนี้ เชื่อว่าจะเป็นไปได้ไม่ยากเพราะมีพาร์ทเนอร์ที่แข็งแรง รวมทั้งลูกค้าและร้านค้ามั่นใจได้ว่าจะไม่มีการขายกิจการแต่ตั้งเป้าอีก 6 ปีอยากจะเข้า IPO มากกว่า เพราะอยากให้รักษาธุรกิจนี้เป็นของคนไทยอย่างแท้จริง

ความน่าสนใจของบริการนี้ คือการตรวจสอบร้านค้าว่าทำธุรกิจจริงหรือทำเพื่อฟอกเงิน เคยมีประวัติอาชญากรหรือไม่ และเป็นบุคคลที่หลอกลวงหรือต้องสงสัยหรือเปล่า ปลายทางบัญชีที่รับเงินก็ต้องเป็นของบริษัทนั้นจริงๆ ไม่ใช่ตัวบุคคล เมื่อซื้อขายเสร็จแล้วก็มีการออกเอกสารบัญชีแจ้งยอดให้ร้านค้า ถือว่าเป็นการช่วยเหลือทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้มั่นใจได้ว่าต่างฝ่ายต่างจะไม่หลอกลวงหรือไม่หนีหายไปเสียก่อน

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/05/gb-primepay-epayment/

คุยกับ Alipay ไทยยังต้องเพิ่มอะไรเพื่อไปสู่ “สังคมไร้เงินสด”

สำหรับประชากรหกสิบกว่าล้านคนของประเทศไทยในตอนนี้ สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดอาจเป็นการเดินหน้าสู่สังคมไร้เงินสดแล้วอย่างเต็มสตรีม โดยเราจะได้เห็นการพัฒนาเทคโนโลยี เครื่องมือต่าง ๆ รวมถึงบริการทางการเงินออกมาตอบโจทย์ความเป็น Cashless Society กันมากมาย ทั้งจากฝั่งของสถาบันทางการเงิน บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคม หรือแพลตฟอร์มส่งข้อความข้ามชาติ

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปก็คือ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดนั้น ก็มีหลายประเทศเลยทีเดียวที่อยากจะถ่ายทอดองค์ความรู้ของการปั้นโมเดล Cashless Society ที่ประสบความสำเร็จให้กับไทยเรา หนึ่งในนั้นคือพี่ใหญ่ในภูมิภาคเอเชียอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะจีนเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมไร้เงินสดมาแล้วตั้งแต่ปี 2003 หรือก็คือเมื่อ 14 ปีก่อนหน้า จนทุกวันนี้ บริการอย่าง Alipay ของ Alibaba กับ WeChat Pay ของ Tencent ปักหลักอย่างแน่นหนาในวัฒนธรรมการบริโภคของจีน จนแทบไม่เห็นการใช้เงินสดอีกแล้วในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นสำหรับคนไทย แม้ว่าชื่อของ Alipay หรือ WeChat Pay จะเริ่มเป็นที่คุ้นหูกันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง แต่ความใหญ่โตของแพลตฟอร์ม และความสามารถในการตอบโจทย์ความต้องการของ Cashless Society  ก็ทำให้เราไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทาง WeChat Pay ไปแล้ว ดังนั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสดีที่เราจะได้เรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ของ Alipay กันบ้าง โดยคุณพิภาวิน สดประเสริฐ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส กรุ๊ป ผู้ให้บริการ Alipay ได้หยิบยกเคสต่าง ๆ ของ Alipay ที่เกิดขึ้นในจีน รวมถึงกลยุทธ์ที่ Alipay นำมาช่วยเหลือพาร์ทเนอร์ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งคุณพิภาวินเล่าว่า สำหรับประเทศจีนนั้น Alipay เป็นแอปพลิเคชันที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตในด้านต่าง ๆ ของชาวจีนได้ครบทุกมิติ ทั้งในด้านการให้บริการทางการเงิน, การเป็นโซเชียลแพลตฟอร์ม, การมีเครื่องมือสำหรับรองรับความต้องการในชีวิตประจำวัน และการเป็นมาร์เก็ตเพลสที่มีร้านค้าออนไลน์รวมอยู่มากกว่าหนึ่งล้านแห่งให้ได้เลือกซื้อหา ซึ่งทำให้ Alipay นั้นมีเทคโนโลยีหลังบ้านที่พร้อมมากสำหรับนำไปใช้ในตลาดอื่น ๆ

ในส่วนของนักการตลาดเองนั้น คุณพิภาวินมองว่าภาคธุรกิจไทยสามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มของ Alipay ได้มากมายเช่นกัน ในแง่ของการโปรโมตร้านค้าของไทยให้เป็นรู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวจีนที่ปัจจุบันเดินทางมาไทยปีละไม่ต่ำกว่า 9.5 ล้านคน ซึ่งในส่วนนี้ร้านค้าสามารถสมัครเข้าใช้งาน Alipay ได้ผ่าน Acquirer Partner ของ Alipay และสามารถสร้างร้านค้าขึ้นบนแพลตฟอร์ม รวมถึงจัดกิจกรรมโปรโมตต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้ไปยังร้านค้าได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ด้วย

“เราไม่มีนโยบายขายโฆษณาบนแพลตฟอร์ม แต่เปิดให้ใช้งานได้ฟรี ร้านค้าสามารถสมัครผ่าน Acquirer Partner แล้วเข้ามากรอกข้อมูลของร้าน เช่น เปิดปิดกี่โมง ตั้งอยู่ที่ไหน หรือจะทำโปรโมชัน แจกคูปอง ฯลฯ ก็ทำได้เลย”

คุณพิภาวิน สดประเสริฐ

นอกจากจะเปิดแพลตฟอร์มให้นักการตลาดไทยและในอีกหลาย ๆ ประเทศได้ใช้งานฟรีแล้ว ในอีกด้านหนึ่ง Alipay ก็ยังมองว่า ความพร้อมของ Alipay สามารถช่วย Local Partner ในแต่ละประเทศเพื่อผลักดันแอปพลิเคชัน e-Wallet ของพาร์ทเนอร์ให้ไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ด้วย ซึ่งปัจจุบัน Local Partners ของ Alipay มีอยู่หลายเจ้า ได้แก่

  • TrueMoney Wallet
  • Gcash
  • KakaoPay
  • PayTM (อินเดีย)

ซึ่ง Alipay มองว่าการเป็นพาร์ทเนอร์กันนั้น ช่วยให้ธุรกิจ Local เหล่านี้เข้าถึง Global Connection ได้ง่ายขึ้น เช่น กรณีของ TrueMoney Wallet นั้น คุณพิภาวินเผยว่า การเป็นพาร์ทเนอร์กับ Alipay เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ได้รับการยอมรับให้ชำระเงินได้บน App Store ของ Apple ได้แล้วอย่างเป็นทางการ เป็นต้น

นอกจากนั้น ทาง TrueMoney Wallet ยังได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จาก Alipay โดยตรง และสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ของ Alipay ดังที่กล่าวมาข้างต้นได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วกับจีนหลังก้าวสู่สังคมไร้เงินสดก็คือ การลดเวลาในการทำธุรกรรมทางการเงิน ลดต้นทุนการขนส่ง ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเงินสด และลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ รวมถึงสามารถลดค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการชำระเงินล่าช้า และที่สำคัญ อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดนั้นลดลง เนื่องจากร้านค้าต่าง ๆ ไม่ต้องเก็บเงินสดไว้กับเครื่องแคชเชียร์ที่ร้านอีกต่อไป

อีกแง่หนึ่งยังพบว่า e-Payment ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าใจผู้บริโภคได้มากขึ้น ทำให้สามารถคิดแคมเปญหรือโปรโมชันได้ตรงจุด ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจทั้งเล็กกลางใหญ่ของไทย สอดคล้องกับผลวิจัยของ Roubini ThoughtLab พบว่า ระบบ e-Payment นั้นจะช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้ถึง 126,000 ล้านบาทต่อปีด้วยนั่นเอง ซึ่งสำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดเหตุผลหนึ่งในยุค Digital Transformation ก็เป็นได้

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/alipay-cashless-society/

QR Payment จะนิยมจริงหรือไม่ พ่อค้าแม่ค้า ควรเปิดรับใช้งานหรือไม่ ที่นี่มีคำตอบ

กระแสเรื่อง e-Payment และ QR payment ที่จะมาแทนที่เงินสด กำลังมาแรงขึ้น มีการคาดการณ์ว่าจำนวนธุรกรรมที่ใช้เงินสดจะลดลงจาก 90% ในปัจจุบัน สู่ระดับ 50% ภายใน 2 ปี นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็ว

แต่สิ่งที่อยู่ในใจร้านค้า คือ e-Payment ที่ว่าดีอย่างไร รูปแบบไหนจะแพร่หลาย และผู้บริโภคจะเปลี่ยนมาใช้มากน้อยแค่ไหน

ว่าด้วยนโยบายรัฐ สนับสนุนสังคมไร้เงินสด

รัฐบาลเดินหน้านโยบาย National e-Payment เต็มที่ ตั้งแต่เริ่มกระจายเครื่อง EDC หรือเครื่องรับชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 5.5 แสนเครื่องเพื่อรองรับการจ่ายเงินด้วยบัตรเดบิต/เครดิต เปิดการใช้งาน PromptPay จนถึง QR Payment ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

นี่คือ จุดที่แตกต่างระหว่างไทยและต่างประเทศ เพราะการมีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ทั้ง bank และ non-bank มีทิศทางเดียวกัน และกระตุ้นการใช้งานผ่าน Mobile Application ได้อย่างเต็มที่ และเริ่มเห็นโปรโมชั่นหนักๆ ทั้ง SCB, KBank และกลุ่ม TrueMoney, mPay

เนื่องจากการเป็นสังคมไร้เงินสดจะเกิดประโยชน์มากมาย เช่น การช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรมและการบริหารจัดการเงินสด อีกทั้งยังสามารถต่อยอดนวัตกรรมทางการเงินได้หลากหลายในอนาคต ทั้งนี้ จากการประเมินของ VISA พบว่า หากกรุงเทพมหานครสามารถก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดได้จะเกิดประโยชน์เป็นมูลค่ากว่า 1.25 แสนล้านบาทต่อปี โดยประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับภาคธุรกิจ

 

​e-Payment ช่วยธุรกิจเพิ่มยอดขาย-ลดต้นทุน

จากการศึกษาของ Roubini ThoughtLab พบว่าการรับเงินผ่าน e-Payment สามารถช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วธุรกิจขนาดเล็กจะมียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 17% หลังจากเริ่มรับชำระเงินผ่าน e-Payment เนื่องจากธุรกิจเหล่านั้นจะไม่พลาดโอกาสในการขาย

หากผู้บริโภคไม่ได้พกเงินสดไว้เพียงพอต่อการซื้อสินค้า อีกทั้งธุรกิจบางส่วนยังสามารถขยายตลาดไปยังลูกค้าออนไลน์เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของตน สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่จะมียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 22% เนื่องจากธุรกิจขนาดใหญ่สามารถต่อยอดข้อมูล e-Payment เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำเสนอราคาและโปรโมชั่นได้อย่างตรงกลุ่ม อีกทั้งยังสามารถเสนอกลยุทธ์ loyalty program เพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคกลับมาใช้บริการของตนอีก

การต่อยอด e-Payment เพื่อทำการตลาดนั้นไม่จำกัดอยู่เพียงธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ร้านค้าในจีนที่นิยมให้บริการรับชำระเงินผ่านมือถือ เพราะร้านค้าเหล่านั้นสามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า (customer engagement) ได้โดยการแนะนำให้ลูกค้ากดติดตาม page ของร้านค้า เพื่อให้ร้านค้าสามารถส่งคูปองส่วนลด และโปรโมชั่นต่างๆ ให้กับลูกค้าได้

e-Payment ช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้าอย่างไร?

การใช้ e-Payment แทนเงินสด จะช่วยให้ธุรกิจประหยัดเวลาในการดำเนินการรับ-จ่ายเงิน และประหยัดต้นทุนโดยตรงที่ธุรกิจต้องใช้ในการบริหารเงินสด ไม่ว่าจะเป็นการจ้างพนักงานให้ไปขึ้นเช็ค เฝ้าเงินสดที่ร้าน ตรวจสอบเงินสด หรือแม้กระทั่งการป้องกันการโจรกรรม

จากการศึกษาของ VISA พบว่า ในกรุงเทพฯ ธุรกิจขนาดกลางถึงใหญ่มีแนวโน้มที่จะใช้ e-Payment ในการรับ-จ่ายเงินมากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะในส่วนของการจ่ายเงินที่ธุรกิจขนาดเล็กมากกว่าครึ่งยังใช้เงินสด ซึ่งอาจเป็นเพราะธุรกิจเหล่านั้นมีลูกจ้างเพียงไม่กี่ราย และส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างรายวัน ซึ่งคุ้นชินกับการได้รับค่าจ้างเป็นเงินสดมากกว่า

หากการดำเนินการดังกล่าวใช้ระบบ e-Payment ก็จะช่วยประหยัดทั้งเวลา และต้นทุนของธุรกิจในการดูแลเงินสดให้กับธุรกิจได้

สัดส่วนของการ “รับ” เงินผ่าน e-Payment เทียบกับเงินสดของธุรกิจในกรุงเทพมหานคร (มูลค่า)

​สัดส่วนของการ “จ่าย” เงินผ่าน e-Payment เทียบกับเงินสด (มูลค่า)

​การชำระเงินด้วย QR มีต้นทุนต่ำ และจะได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภค

สำหรับร้านค้า การรับชำระเงินด้วย QR Code มีต้นทุนที่ต่ำกว่าเครื่อง EDC ที่ใช้รับบัตรเครดิต/เดบิต เนื่องจากการใช้เครื่อง EDC จะต้องมีการติดตั้งเครื่องและระบบ อีกทั้งยังมีค่าธรรมเนียม 1.5-3.5% ที่จะคิดในฝั่งผู้ขาย

ขณะที่การรับเงินผ่าน QR Code นั้นเป็นการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟน โดยผูกกับระบบ PromptPay ซึ่งจะไม่มีค่าธรรมเนียมหากโอนเงินไม่เกิน 5,000 บาท อีกทั้งธนาคารและผู้ให้บริการอื่นๆ ต่างแข่งขันเพื่อให้บัญชีของตนเป็นบัญชีหลักของร้านค้า ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จึงยังไม่คิดค่าธรรมเนียมกับร้านค้า และทำให้ร้านค้าไม่จำเป็นต้องกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำกับผู้บริโภคอย่างในกรณีของบัตรเครดิต

ผู้ให้บริการยังมีบริการแจ้งเตือนร้านค้าเมื่อมีเงินเข้ามาในบัญชี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายรายเดือน ซึ่งช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับการรับเงินผ่าน QR Code ด้านผู้บริโภคก็มีแนวโน้มจะใช้ QR Code มากขึ้น ตามจำนวนการผูกบัญชี PromptPay ที่มีมากขึ้น และแนวโน้มการใช้สมาร์ทโฟนที่แพร่หลายมากขึ้น อีกทั้งผู้ให้บริการทั้งธนาคารและ non-bank ต่างผลักดันให้ผู้บริโภคใช้บริการของตนอย่างเต็มที่ ด้วยโปรโมชั่น และสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การได้รับเงินคืนเมื่อจ่ายผ่าน QR Code หรือส่วนลดต่าง ๆ

การเติบโตของ e-Commerce เป็นอีกแรงสนับสนุน e-Payment

การใช้ e-Payment เป็นสิ่งที่มักจะเติบโตควบคู่ไปกับ e-Commerce เพราะ e-Payment ทำให้การซื้อสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสะดวกสบาย อย่างเช่น ในกรณีของจีนที่สามารถเปลี่ยนเป็นสังคมไร้เงินสดได้ภายใน 2 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากความนิยมในการใช้ e-Wallet อย่าง Alipay และ Wechatpay เพื่อซื้อสินค้าออนไลน์

หลังจากที่ผู้บริโภคมี e-Wallet อย่างแพร่หลายก็ส่งผลให้ร้านค้าออฟไลน์จำนวนมากหันมารองรับการใช้จ่ายผ่าน QR Code เพื่อเพิ่มยอดขาย สำหรับประเทศไทยมูลค่าตลาด e-Commerce ที่มีแนวโน้มเติบโตได้กว่า 13% ต่อปี ในช่วง 4 ปีข้างหน้า จากระดับ 6 หมื่นล้านบาทในปี 2017 สู่มูลค่าตลาดราว 1 แสนล้านบาทภายในปี 2021 ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคมีความคุ้นชินกับ e-Payment มากขึ้น

ผู้บริโภคออนไลน์ชาวไทยกว่า 39% ยังนิยมการชำระเงินแบบเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery: COD) เทียบกับในประเทศจีนที่มีเพียง 8% ลักษณะเฉพาะดังกล่าวนี้เป็นความท้าทายสำคัญต่อการเติบโตของ e-Payment ผ่าน e-Commerce ของไทย หากในอนาคตผู้บริโภคสามารถชำระเงินปลายทาง (COD) ด้วย QR code ได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนให้กับธุรกิจ e-Commerce เนื่องจากความปลอดภัยที่มากกว่าการเก็บเงินสด อีกทั้งยังไม่ต้องจำกัดจำนวนเงินเมื่อพนักงานมาส่งสินค้า เพียงแค่สแกน QR รับชำระเงินตรงไปที่บริษัทได้เลย

จุดเริ่มต้นให้เกิดการพัฒนาฟินเทคด้านอื่นๆ

จากกรณีศึกษาของจีนและอินเดีย พบว่าการที่ผู้คนหันมาใช้ e-Payment มากขึ้นจะเป็นการสร้างฐานข้อมูลด้านการเงินของเหล่า SMEs และบุคคลทั่วไป ทั้งข้อมูลด้านจำนวนเงินที่หมุนเวียนในบัญชี ประเภทของการใช้จ่าย ช่วงเวลาที่มีเงินเข้า-ออก และอื่นๆ ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดได้เป็น credit scoring หรือข้อมูลด้านเครดิตที่สถาบันการเงินสามารถนำมาประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อ nano-finance ได้

ทั้งยังนำไปสู่การนำเสนอบริการทางการเงินรูปแบบอื่นๆ เช่น การบริการความมั่งคั่งส่วนบุคคล (Private Wealth Management) และการประกันภัย (insurance) หากบริการทางการเงินในรูปแบบต่างๆ สามารถเข้าถึงประชาชนและธุรกิจได้เป็นวงกว้าง ก็จะเป็นการช่วยพัฒนา SMEs ไทย ช่วยการวางแผนทางการเงินของประชาชน รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนของรัฐบาลเพื่อการกำหนดนโยบายช่วยเหลือที่ถูกต้องและตรงจุดในระยะต่อไปอีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-qr-payment-for-shop/

[PR] กสิกรไทยลุย K PLUS SHOP แอปร้านค้ารับชำระด้วยคิวอาร์โค้ดทั่วประเทศ 1 ล้านร้านค้าในปี 61 อัดแคมเปญพร้อมเดินสายทั่วประเทศ

ธนาคารกสิกรไทยดันยอด K PLUS SHOP สำหรับร้านค้ารับชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด พร้อมให้บริการทั่วประเทศ ชูจุดเด่นเป็นแอปไทยหนึ่งเดียวรับชำระผ่านคิวอาร์โค้ดแบงก์ไทยทุกธนาคาร คิวอาร์โค้ดอาลีเพย์ (Alipay) และคิวอาร์โค้ดวีแชท เพย์ (WeChat Pay) ที่มีฐานผู้ใช้รวมกันกว่า 1,000 ล้านราย ช่วยเพิ่มโอกาสการขายให้ร้านค้า จัดแคมเปญปิ๊บจังออนทัวร์ผลักยอดชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดของ K PLUS SHOP ปีนี้กว่า 800 ล้านบาท ร้านค้า 200,000 ร้านค้า และเพิ่มเป็น 1,000,000 ร้านค้าในสิ้นปี 61

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่ K PLUS SHOP แอปพลิเคชันสำหรับร้านค้าเพื่อชำระด้วยคิวอาร์ โค้ด เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยได้พัฒนาฟีเจอร์บน K PLUS SHOP อย่างต่อเนื่อง และได้ผ่านทดสอบใน Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ธนาคารจึงสามารถขยายพื้นที่ให้บริการ K PLUS SHOP ไปยังร้านค้าทั่วประเทศได้ โดยเชื่อมั่นว่า K PLUS SHOP จะสามารถตอบสนองการใช้งานของร้านค้าต่าง ได้เป็นอย่างดี ด้วยจุดเด่นของแอปฯ ที่จะช่วยร้านค้าทั้งในด้านการรับชำระที่สะดวกยิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ ดังนี้

เพิ่มช่องทางการรับชำระเงินเพิ่มโอกาสในการขาย คิวอาร์โค้ดที่สร้างโดย K PLUS SHOP เป็นคิวอาร์โค้ดมาตรฐาน พร้อมรองรับการชำระผ่านโมบาย แบงกิ้ง ของทุกธนาคารในไทย โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการใช้งานทั้งฝั่งร้านค้า และฝั่งลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท จึงเพิ่มความสะดวกให้ทั้งร้านค้าและผู้ซื้อ พร้อมลดการเสียโอกาสจากการที่ลูกค้าพกเงินสดมาไม่พอ ลดความผิดพลาดจากการทอนเงินผิด หรือกดเลขบัญชี/หมายเลขโทรศัพท์ผิดตอนโอนเงิน ลดภาระในการจัดการเงินสด ไม่ต้องนับเงินเมื่อหมดวัน เพราะเงินจะโอนเข้าบัญชีที่ผูกกับ K PLUS SHOP เมื่อปิดยอดทุกวัน 

รองรับการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดของ Alipay และ WeChat Pay นับเป็นอีกจุดเด่นที่สำคัญ เนื่องจาก Alipay และ WeChat Pay มีฐานลูกค้าที่ใช้คิวอาร์โค้ดมากที่สุดในโลกถึง 500 ล้านราย และ 650 ล้านรายตามลำดับ  และ K PLUS SHOP เป็นแอปพลิเคชันแรกของธนาคารไทยที่รองรับการชำระเงินของลูกค้า Alipay และ WeChat Pay ได้แล้ว  จึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ร้านค้าที่ใช้งานแอปฯ K PLUS SHOP สามารถขายสินค้าและบริการให้แก่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หมุนเวียนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 มีจำนวนปีละกว่า 9 ล้านคน และในอนาคตจะมีการพัฒนาให้สามารถชำระเงินสำหรับการค้าออนไลน์ด้วยคิวอาร์โค้ดได้ ก็จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าให้ร้านค้าได้อีกจำนวนมหาศาล

K PLUS SHOP จะแจ้งยอดเงินเข้าและสร้างรายงานยอดขาย ช่วยให้ร้านค้าสามารถบริหารจัดการข้อมูลทางการเงินของร้านได้ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยทุกครั้งที่ร้านค้าได้รับชำระ K PLUS SHOP จะแจ้งเตือนยอดเงินเข้าแบบเรียลไทม์ และจะโอนเงินเข้าบัญชีทุกวันหลังปิดยอด นอกจากนี้ยังมีรายงานสรุปยอดขายแบบรายชั่วโมง รายวัน และรายเดือน

ลูกค้าสามารถสมัครใช้บริการ K PLUS SHOP ได้ง่ายด้วยตัวเองผ่านแอปฯ K PLUS ได้ทันที ขั้นตอนคือ ล็อกอินเข้าระบบ K PLUS แล้วกดเมนู K+App ซึ่งจะปรากฏในหน้าแรก ดำเนินการตามขั้นตอนการลงทะเบียนบนระบบ K PLUS จนกระทั้งระบบนำไปสู่การดาวน์โหลดแอปฯ K PLUS SHOP จึงล็อกอินเข้าแอปฯ K PLUS SHOP สร้างโปรไฟล์ร้านค้า และเข้าสู่ขั้นตอนการสร้าง QR ของฉัน ก็เสร็จสมบูรณ์ สามารถนำคิวอาร์โค้ดที่ได้ไปใช้งานได้ทันที  สามารถดูรายละเอียด K PLUS SHOP เพิ่มเติมได้ที่ www.kasikornbank.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. K-Biz Contact Center 02-8888822

นางสาวขัตติยา กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากการออกจาก Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว คาดว่าจะเกิดการกระตุ้นการใช้งานคิวอาร์โค้ดในการชำระค่าสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารฯ ประเมินว่าการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดจะได้รับความนิยมสูงมากจนกลายเป็นหนึ่งในช่องทางหลักของการชำระเงิน เนื่องจากสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางโมบาย แบงกิ้งสูงกว่าช่องทางอื่นๆ โดยธนาคารกสิกรไทยจะเดินหน้าโปรโมทการใช้จ่ายด้วยคิวอาร์โค้ด ในแคมเปญชื่อ ปิ๊บจังออนทัวร์” ในพื้นที่หัวเมืองทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ พัทยา อุดรธานี หาดใหญ่ พร้อมจัดโปรโมชั่นทั้งฝั่งร้านค้าที่ใช้ K PLUS SHOP และฝั่งลูกค้าที่จ่ายเงินด้วยฟีเจอร์คิวอาร์โค้ดของ K PLUS ดังนี้

โปรโมชั่น K PLUS SHOP สำหรับร้านค้าที่สมัครใช้งาน K PLUS SHOP จะได้รับโปรโมชั่น 2 ต่อ คือ ต่อที่ 1 รับเงินคืน 300 บาทเมื่อมียอดรับชำระอย่างน้อย 200 บาท 1 รายการ ภายใน 60 วันนับจากวันที่สมัคร สงวนสิทธิ์ 1 สิทธิ์/ท่าน/ตลอดรายการ และต่อที่ 2 “Member Get Member” รับเงินคืนสูงสุด  5,000 บาท เมื่อแนะนำเพื่อนทางธุรกิจสมัครใช้งาน K PLUS SHOP สงวนสิทธิ์ 1 สิทธิ์/ท่าน/ตลอดรายการ และโปรโมชั่น K PLUS สำหรับผู้ใช้งาน K PLUS เมื่อใช้จ่ายด้วยคิวอาร์โค้ดครบ 300 บาท/รายการ จะได้รับเงินคืน 50 บาท จำกัดจำนวนสิทธิ 1 ท่าน/เดือน ทั้งนี้ โปรโมชั่นแคมเปญปิ๊บจังออนทัวร์มีจำนวนจำกัด เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2560

นอกจากนี้ ธนาคารยังร่วมกับพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจต่าง เพื่อขยายช่องทางการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าหันมาใช้จ่ายเงินด้วยคิวอาร์โค้ดเพิ่มขึ้นอีก 20% ตั้งเป้าหมาย ภายในสิ้นปี 2560 จะมีมูลค่าการรับชำระด้วยคิวอาร์โค้ดของ K PLUS SHOP กว่า 800 ล้านบาท มีร้านค้า K PLUS SHOP กว่า 200,000 ร้านค้า และเพิ่มเป็น 1,000,000 ร้านค้า ในสิ้นปี 2561

นางสาวขัตติยา กล่าวตอนท้ายว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโมบาย แบงกิ้ง ทำให้ธนาคารมุ่งพัฒนาช่องทางการทำธุรกรรมการเงินด้วยตนเองบนแอปฯ K PLUS  และเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาแอปฯ สำหรับร้านค้าบน K PLUS SHOP ที่ใช้ในการรับชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน คิวอาร์โค้ด ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการรับชำระและเพิ่มความสะดวกสบายให้ร้านค้าและลูกค้า ตอกย้ำศักยภาพของธนาคารในฐานะผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจโมบาย แบงกิ้งที่คาดว่าจะมีลูกค้าผู้ใช้งาน K PLUS ถึง 8 ล้านรายภายในสิ้นปี 2560 นี้ และเป็น 10.8 ล้านรายในสิ้นปี 2561 ภายใต้กลยุทธ์ “Digital Cross-border Payment” คือ การให้บริการระบบชำระเงินผ่านโมบาย แบงกิ้ง ที่ครอบคลุมทั้งลูกค้ารายย่อยทั้งกลุ่มผู้ใช้บริการชาวไทย และกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยปีละกว่า 9 ล้านคน และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนาดย่อม ที่เน้นรูปแบบซื้อง่ายขายคล่อง

###

from:https://www.techtalkthai.com/kasikorn-kplus-shop/