คลังเก็บป้ายกำกับ: E-Commerce

ทวิตเตอร์ทดสอบฟีเจอร์ขายของ แสดงปุ่มซื้อ และโพสต์ที่มองเห็นชื่อสินค้า ราคา ร้านค้า

ทวิตเตอร์ทดสอบฟีเจอร์เพื่อการช้อปปิ้ง ใส่ลิงค์กดซื้อของได้จากโพสต์ มองเห็นปุ่ม Shop ในโพสต์ที่มาในรูปแบบการ์ดแสดงสินค้า และยังมองเห็นชื่อสินค้า ร้านค้า และราคาสินค้าได้ด้วย

ฟีเจอร์ใหม่นี้คาดว่าส่งผลประโยชน์ต่อธุรกิจโฆษณาและช่วยขับเคลื่อนทวิตเตอร์สู่การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับครีเอเตอร์ ซึ่งเห็นได้จากการเปิดตัว Super Follow จ่ายเงินเพื่อเข้าถึงเนื้อหา exclusive ที่เป็นโมเดลคล้ายกับ OnlyFans ฟีเจอร์ช้อปปิ้งก็จะส่งเสริมกันดับการสร้างเนื้อหาของครีเอเตอร์ได้ด้วย

No Description
ภาพจาก Twitter

ที่มา – TechCrunch

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121507

Coupang เตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นนิวยอร์ก ขายหุ้นเพิ่มทุน 3,600 ล้านดอลลาร์ เป็น IPO ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ต้นปี

Coupang อีคอมเมิร์ซรายใหญ่จากเกาหลีใต้ที่เตรียมไอพีโอเข้าตลาดหุ้นนิวยอร์ก ยื่นข้อมูลไฟลิ่งเพิ่มเติม โดยจะเสนอขายหุ้นใหม่เพิ่มในช่วงราคา 27-30 ดอลลาร์ต่อหุ้น ทำให้จะได้เงินจากการขายหุ้นเพิ่มทุนนี้สูงสุด 3,600 ล้านดอลลาร์ ที่มูลค่ากิจการราว 50,000 ล้านดอลลาร์

ด้วยเงินขายหุ้นไอพีโอและมูลค่ากิจการเริ่มต้น จะทำให้ Coupang กลายเป็นหุ้นไอพีโอใหญ่ที่สุดในอเมริกานับตั้งแต่ต้นปี 2021

การเข้าตลาดหุ้นของ Coupang ยังส่งผลดีต่อ SoftBank นักลงทุนรายสำคัญของบริษัท ซึ่งเข้าลงทุนตั้งแต่บริษัทมีมูลค่ากิจการในปี 2018 ที่ 9,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนนักลงทุนรายอื่นได้แก่ BlackRock และ Sequoia Capital

ที่มา: Reuters

alt="Coupang"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121473

JD Central กับความท้าทายของเบอร์รอง แม้ยอดขายปี 2020 จะเติบโต 169%

JD.com คือ E-Commerce ยักษ์ใหญ่ในจีน แถมแข่งกับ Alibaba อย่างสูสี และปี 2017 เกิด JD Central ที่ร่วมกันระหว่าง JD.com และ Central เพื่อสู้ศึก E-Commerce ในไทย แต่สุดท้ายเหมือนจะยังไม่มีที่ยืนในตลาด

jd central

JD Central ปรับตัวรับตลาดเปลี่ยน

สถานการณ์ E-Commerce ในไทยยังแข่งขันกันดุเดือด ผ่านมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท ในปี 2019 มี Lazada ของกลุ่ม Alibaba และ Shopee ของกลุ่ม SEA (มี Tencent เป็นผู้ลงทุน) เป็นสองผู้นำที่แย่งชิงจังหวะกันตลอด ซึ่งช่วง 3 ปีก่อนที่ JD Central เข้ามาในตลาด ก็ถูกมองว่าจะเข้ามาแข่งขันกับ 2 ผู้นำนี้ได้อย่างสูสี

วินเซนต์ หยาง ประธานกรรมการบริหาร JD Central ยอมรับว่า ทั้งการใช้อินเทอร์เน็ต, การซื้อสินค้าออนไลน์ และยอดขายของ JD Central ต่างเติบโต แต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce กลายเป็นซื้อตรงกับแบรนด์สินค้ามากขึ้น ทำให้บริษัทต้องปรับตัวเพื่อรักษาการเติบโตในอนาคต

jd central
วินเซนต์ หยาง ประธานกรรมการบริหาร JD Central

“เรามองว่าคนซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น 20% ในปี 2020 ส่วนยอดขายปี 2020 ของ JD Central เพิ่มขึ้น 169% ผ่านจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 67% และมีค่าเฉลี่ยต่อบิล 8,605 บาท แต่เมื่อผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มมองข้ามการซื้อผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce ทาง JD Central ก็ต้องมีกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อจูงใจพวกเขาให้กลับมา”

การทำตลาดที่เน้นกลุ่มระดับบนเช่นเดิม

เบื้องต้นการปรับตัวของ JD Central ในปี 2021 คือการเจาะตลาดลูกค้าระดับบน หรือ Hi-Target ให้เข้มข้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการนำสินค้าแบรนด์ต่างๆ มาจำหน่าย, การให้ประสบการณ์ซื้อสินค้ากับลูกค้ากลุ่มนี้ให้ดีขึ้น รวมถึงการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์แบรนด์สินค้าต่างๆ เพื่อทำตลาดลูกค้ากลุ่มนี้ร่วมกัน

jd central

“JD Central เติบโตจากลูกค้าระดับบนมาตั้งแต่แรก โดยในเดือนพ.ค. 2021 จะมีแคมเปญใหญ่เพื่อกระตุ้นการตลาดของปีนี้ โดยแคมเปญนั้นแสดงให้เห็นว่าเราต้องการเพิ่มยอดการจับจ่ายในแต่ละวันของลูกค้าพร้อมเติมเต็มความต้องการของผู้ขายด้วย”

ขณะเดียวกัน JD Central ยังมีแผนสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น คล้ายกับช่วงแรกที่เคยทำตลาดผ่านการชูเรื่อง “จำหน่ายแต่ของแท้” ส่วนฝั่งผู้ขาย ทาง JD Central จะช่วยสร้างโอกาสทางการขายมากขึ้น ผ่านการเป็นมากกว่า Marketplace แต่คือ E-Commerce ที่มีบริการครบ และกระตุ้นยอดขายได้จริง

ท้าชนเรื่องราคากับแพลตฟอร์มคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม แนวคิดการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทย “ราคา” คือตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจซื้อ จน Loyalty หรือความจงรักภักดีกับแพลตฟอร์ม E-Commerce ได้ยาก ทำให้ JD Central เตรียมใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อจูงใจเช่นกัน โดยเฉพาะการพร้อมเปรียบเทียบราคากับคู่แข่งตลอดเวลา

“ปีนี้จะเป็นปีนี้ JD Central มี Big Surprise เพราะเราต้องการเติบโต และกลายเป็นเบอร์หนึ่ง E-Commerce ในประเทศไทย ซึ่งจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องยกระดับทั้งประสบการณ์ของผู้ซื้อ และผู้ขายให้เติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ JD Central พยายามทำมาโดยตลอด”

jd central

สำหรับ JD Central ยอดขายสินค้าที่มากที่สุดคือคอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต, สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้าผู้ใช้ แต่หลังจากนี้บริษัทจะทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้น เพราะมีกระแสการเติบโตมากกว่าเดิม ผ่านผู้บริโภคที่กล้าซื้อสินค้ากลุ่มนี้ผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

สรุป

3 ปีแม้จะเป็นเวลาที่ยาวนาน แต่ในอุตสาหกรรม E-Commerce และ Startup เวลา 3 ปีถือว่าเร็ว และต้องมีผลลัพธ์ที่เห็นภาพกว่านี้ ซึ่ง JD Central อาจใช้เวลา 3 ปีได้ไม่ดีนัก เพราะจริงๆ แล้วควรจะแข่งขันกับ Lazada และ Shopee ได้สนุกกว่านี้ ดังนั้นคงต้องดูว่าในปี 2021 ทาง JD Central จะเติบโตได้มากขนาดไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post JD Central กับความท้าทายของเบอร์รอง แม้ยอดขายปี 2020 จะเติบโต 169% first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/jd-central-2021-business-plan/

JD.com เตรียม IPO ธุรกิจส่งสินค้าในตลาดหุ้นฮ่องกง มูลค่ากิจการสูงสุดอาจถึง 1.2 ล้านล้านบาท

ยักษ์ใหญ่ E-Commerce ในประเทศจีนอย่าง JD.com เตรียมนำธุรกิจ Logistics เข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยคาดว่าจะระดมทุนได้มากถึง หรือราวๆ 150,000 ล้านบาท

JD.com Logistics Staff
ภาพจาก Shutterstock

JD.com ยักษ์ใหญ่ E-commerce ของจีน เตรียม IPO ธุรกิจขนส่งสินค้าภายใต้ชื่อ JD Logistics ในตลาดหุ้นฮ่องกง หลังจากบริษัทยื่นเอกสารไฟลิ่งเป็นที่เรียบร้อย ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการนำธุรกิจมา IPO คือปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้นจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คาดว่ามูลค่ากิจการอาจสูงได้มากถึง 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 1.2 ล้านล้านบาท

ธุรกิจขนส่งสินค้านั้นเป็นธุรกิจที่ 3 ของ JD.com ที่นำออกมา IPO อย่างต่อเนื่อง หลังจากเมื่อไม่นานนี้บริษัทได้นำ JD Health เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อเดือนธันวาคมปี 2020 ที่ผ่านมา ระดมทุนไปได้มากถึง 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนล้นหลาม ซึ่งวันแรกในการซื้อขายนั้นราคาหุ้นบวกไปถึง 56% จากราคาเริ่มต้น

ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจขนส่งสินค้าในประเทศจีนเริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น จากความต้องการขนส่งสินค้าจากการสั่งสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce ซึ่งมีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่งผลทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจ Logistics เหล่านี้เริ่มมองลู่ทางไม่ว่าจะเป็นการควบรวมกิจการ การลงทุนในบริษัทอื่นๆ หรือแม้แต่การนำธุรกิจออกมา IPO เพื่อระดมทุนเพิ่มเติม

ไฟลิ่งที่ยื่นให้กับตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงยังได้กล่าวถึงธุรกิจของบริษัทนั้นเป็นผู้นำด้านบริการ Logistics ปัจจุบันมีส่วนแบ่งในตลาดของประเทศจีนราวๆ 2.2% และมีพื้นที่คลังสินค้ามากถึง 20 ล้านตารางเมตร ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับ 2 ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพียงแค่ 1% เท่านั้น

ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของธุรกิจขนส่งสินค้าของ JD.com นั้นมีรายได้รวมทั้งสิ้น 7,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตกว่าในปี 2019 ที่ผ่านมามากถึง 43.2% อย่างไรก็ดีบริษัทกลับมีผลการดำเนินงานขาดทุนเล็กน้อยที่ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 54 ล้านบาท

คาดว่าธุรกิจขนส่งสินค้านี้จะระดมทุนมากถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 150,000 ล้านบาท หลังจากการนำธุรกิจขนส่งสินค้าเข้า IPO แล้ว JD.com จะยังถือหุ้นในสัดส่วนมากกว่า 50%

ที่มา – CGTN, Tech in Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post JD.com เตรียม IPO ธุรกิจส่งสินค้าในตลาดหุ้นฮ่องกง มูลค่ากิจการสูงสุดอาจถึง 1.2 ล้านล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/jd-com-prepared-ipo-logistics-arm-raise-5-billion-usd-18-feb-2021/

Coupang อีคอมเมิร์ซรายใหญ่เกาหลีใต้ เตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นนิวยอร์ก คาดมูลค่ากิจการ 50,000 ล้านดอลลาร์

Coupang อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในเกาหลีใต้ ยื่นเอกสารไฟลิ่งเพื่อเตรียมนำบริษัทไอพีโอเข้าตลาดหุ้นนิวยอร์กด้วยตัวย่อ CPNG ในการซื้อขาย โดยบริษัทคาดจะไอพีโอที่มูลค่ากิจการราว 50,000 ล้านดอลลาร์

ที่มูลค่ากิจการประเมินนี้ จะทำให้ Coupang เป็นไอพีโอขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ของบริษัทที่ไม่ใช่บริษัทอเมริกา นับตั้งแต่ Alibaba เข้าตลาดหุ้นในเมื่อ 2014

Coupang ก่อตั้งเมื่อปี 2010 โดย Bom Kim มีจุดเด่นคือบริการ Rocket Delivery ที่การันตีจัดส่งสินค้าภายใน 24 ชั่วโมง บริษัทมีมูลค่ากิจการจากการเพิ่มทุนรอบล่าสุดในปี 2018 ที่ราว 9,000 ล้านดอลลาร์ ในไฟลิ่งระบุว่าบริษัทมีรายได้ปี 2020 เพิ่มขึ้น 91% จากปีก่อนหน้าที่ 11,967 ล้านดอลลาร์ แต่ยังขาดทุนอยู่ 474.9 ล้านดอลลาร์

ผู้ลงทุนเดิมใน Coupang มีทั้ง SoftBank ซึ่งลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2015 และลงทุนผ่าน Vision Fund อีก 2,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2018 รวมทั้งกองทุนรายใหญ่ อาทิ BlackRock, Sequoia Capital และนักลงทุนอย่าง Bill Ackman

ที่มา: Reuters

alt="Coupang"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121171

TikTok เตรียมลุยธุรกิจ E-commerce ที่สหรัฐอเมริกา หลังจับมือกับพันธมิตรหลายรายในช่วงที่ผ่านมา

TikTok เตรียมรุกเข้ามาในธุรกิจ E-commerce ที่สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ในช่วงที่ผ่านมาได้จับมือกับพันธมิตรหลายราย ไม่ว่าจะเป็นเอเจนซี่โฆษณา บริษัทเทคโนโลยีด้าน E-commerce รวมถึงบริษัทค้าปลีกในสหรัฐ โดยเตรียมเปิดตัวฟังก์ชั่นดังกล่าวเร็วๆ นี้

TikTok ติ๊กต็อก
ภาพจาก Shutterstock

Financial Times รายงานข่าวโดยอ้างอิงแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนว่า TikTok แอปพลิเคชั่นชื่อดังเตรียมรุกธุรกิจ
E-commerce ในสหรัฐอเมริกาเร็วๆ นี้ โดยคุยกับเอเจนซี่โฆษณาบางรายถึงการให้อินฟลูเอนเซอร์สามารถรับเงินค่าคอมมิชชั่นถ้าหากมีการโปรโมทสินค้าในวิดีโอและมีการแชร์ลิงก์ผลิตภัณฑ์หรือสินค้า

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวตามมาจาก TikTok ได้จรดปากกากับเอเจนซี่โฆษณายักษ์ใหญ่อย่าง WPP เพื่อลูกค้าและเอเจนซี่ชื่อดังสามารถที่จะเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ของบริษัท ความร่วมมือที่จะช่วยผลักดันกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ของ TikTok ให้เข้าถึงผู้ผลิตโฆษณามากขึ้น รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกัน

ในปี 2020 ที่ผ่านมานั้น TikTok ได้จับมือกับทาง Walmart เพื่อทดลองไลฟ์สตรีมมิ่งสำหรับการขายสินค้า รวมถึงจับมือกับบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Shopify เพื่อพัฒนาให้ตัว TikTok มีฟังก์ชั่นซื้อขายสินค้า และยังทำให้ Shopify สามารถที่จะเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา

ทำให้คาดว่า TikTok นั้นอาจเปิดตัวฟังก์ชั่นสำหรับการซื้อสินค้าภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีการไลฟ์สตรีมเพื่อขายสินค้าโดยมีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาเป็นผู้ขาย เหมือนกับรายการขายสินค้าในโทรทัศน์ ปี 2020 ที่ผ่านมามีผู้ใช้งานของ TikTok ในสหรัฐอยู่ระหว่าง 65-80 ล้านราย ทำให้เป็นโอกาสที่จะหารายได้ใหม่ๆ จากลูกค้าที่มีอยู่จำนวนมหาศาล

ที่มา – Livemint, Panda Daily

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post TikTok เตรียมลุยธุรกิจ E-commerce ที่สหรัฐอเมริกา หลังจับมือกับพันธมิตรหลายรายในช่วงที่ผ่านมา first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/tiktok-prepared-to-deploy-e-commerce-business-media-reported-8-feb-2021/

สขค.จับตา Shopee กรณีเปลี่ยนนโยบายการจัดส่งสินค้า อาจเข้าข่ายมีอำนาจเหนือตลาด และมีโทษทางอาญา

จากกรณีที่ Shopee (ช้อปปี้) อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการจัดส่งสินค้าไปตั้งแต่เมื่อก่อนหน้านี้ ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายบนแฟลตฟอร์มอย่างมาก ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) ได้เข้าตรวจสอบ ระบุหากพบทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมจะมีโทษทางอาญา

นโยบายการจัดส่งสินค้าใหม่ กระทบทั้งผู้ซื้อและซื้อขาย

Shopee ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงนโยบายการจัดส่งสินค้าใหม่ โดยทางบริษัทจะเป็นผู้กำหนดวิธีการจัดส่งสินค้าสำหรับคำสั่งซื้อบนแพลตฟอร์มให้เองโดยอัตโนมัติ ลูกค้าไม่สามารถเลือกเองได้ จึงไม่ได้รับความสะดวกเหมือนที่ผ่านมา รวมถึงมีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่สูงขึ้น จนนำผลกระทบไปสู่ร้านค้าต่าง ๆ ที่อาจขายสินค้าได้น้อยลง

สขค.ระบุ อาจเข้าข่ายมีอำนาจเหนือตลาด

นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า การกระทำของ Shopee ในครั้งนี้ อาจเป็นการกำหนดเงื่อนไขในการจำกัดการประกอบธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 กรณีเป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ จะมีโทษทางอาญาจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ

หรือกรณีเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น จะมีโทษทางปกครองปรับไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด

สขค.กำลังเข้าตรวจสอบ ถ้าผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมาย

ทางสำนักงานแข่งขันทางการค้าได้แจ้งว่า จะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวของ Shopee รวมทั้งจะกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายอื่นด้วยเช่นกัน หากพบมีการกระทำความผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างเคร่งครัดแน่นอน

พร้อมกันนี้ สำนักงานแข่งขันทางการค้าก็ได้ฝากแจ้งไปยังพ่อค้าและแม่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมว่า สามารถส่งเรื่องร้องเรียนได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ได้ที่ โทร 02-1995444 หรือทางอีเมล info@otcc.or.th

 

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

from:https://droidsans.com/opec-shopee-changing-shipping-policy/

Shopee เตรียมขยายธุรกิจที่อเมริกาใต้มากขึ้น มีแผนส่งผู้บริหารทำงานในพื้นที่-เปิดรับพนักงานชุดใหญ่

แพลตฟอร์ม E-commerce อย่าง Shopee เตรียมที่จะขยายธุรกิจไปนอกเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดที่มีศักยภาพอย่างลาตินอเมริกา และบริษัทมีแผนที่จะย้ายผู้บริหารไปทำงานที่ประเทศบราซิล รวมถึงจ้างงานเพิ่มด้วย

Shopee ช็อปปี้
ภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าว Reuters รายงานข่าวโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ 2 รายถึง SEA บริษัทแม่ของแพลตฟอร์ม E-Commerce ชื่อดังอย่าง Shopee เตรียมที่จะรุกหนักในตลาดลาตินอเมริกาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบราซิล นอกจากนี้ยังมองว่าตลาดดังกล่าวยังมีศักยภาพในระยะยาวด้วย หลังจากที่บริษัทได้เปิดร้านค้าออนไลน์ในปี 2019

ขณะที่บริษัทเองยังเตรียมที่จะนำผู้บริหารย้ายไปทำงานในตลาดลาตินอเมริกา โดยแหล่งข่าวของ Reuters นั้นได้ระบุว่าจะนำผู้บริหารระดับสูงที่ทำงานให้กับ Shopee ในเวียดนามไปทำงานที่สำนักงานในประเทศบราซิล เนื่องจากสามารถขยายตลาดได้ไว รวมถึงบริษัทยังเตรียมจ้างพนักงานในสำนักงานที่บราซิลมากขึ้นอีกเท่าตัว

ก่อนหน้านี้นั้นในรายงานของ Bank of America ได้รายงานว่าแพลตฟอร์มอย่าง Shopee เองนั้นสามารถเอาชนะผู้เล่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง Lazada ในหลายประเทศได้ ทำให้คาดว่าบริษัทนั้นมองถึงศักยภาพในการขยายธุรกิจของ Shopee มากกว่าในเอเชียแล้ว

ในผลประกอบการปี 2019 ที่ผ่านมา รายได้ของ SEA มาจากทวีปลาตินอเมริกามีมากถึง 13% ทำให้บริษัทวางแผนขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ในลาตินอเมริกา เช่น เม็กซิโกในเร็วๆ นี้ด้วย ไม่เพียงเท่านั้นในประเทศบราซิลเองผู้ใช้งานแอปพลิเคชั่นของ Shopee เองยังมีมากกว่าผู้ใช้งานแอปพลิเคชั่นของ Amazon Brazil อีกด้วย

อย่างไรก็ดีบริษัทอาจต้องเจอกับคู่แข่งรายใหญ่ที่มีความแข็งแกร่งอย่าง Mercado Libre ที่มีฐานลูกค้าหลักในลาตินอเมริกา รวมถึงแพลตฟอร์มรายใหญ่อย่าง Amazon

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Shopee เตรียมขยายธุรกิจที่อเมริกาใต้มากขึ้น มีแผนส่งผู้บริหารทำงานในพื้นที่-เปิดรับพนักงานชุดใหญ่ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/shopee-prepared-to-expansion-latin-america-markets-report-says-26-jan-2021/

เทรนด์อีคอมเมิร์ซ 2021 แพลตฟอร์มกินรวบทั้งตลาด

ในปีที่ผ่านมา วงการอีคอมเมิร์ซถือว่ามีการเติบโตอย่างรวดเร็วมาก เพราะคนออกนอกบ้านได้อย่างจำกัด ทำให้การจับจ่ายต้องใช้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อีกทั้งร้านค้าไทยก็เพิ่งทะยอยเข้าสู่ออนไลน์ทำให้อาจจะช้าในการปรับตัว ส่งผลให้ร้านค้าต่างชาติกินส่วนแบ่งตลาดร้านค้าไทยไปกว่า 63% และมีโอกาสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

คุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด ผู้ให้บริการ “Priceza” เครื่องมือค้นหาสินค้าและบริการเปรียบเทียบราคาในประเทศไทย ได้แนะนำ 5 เทรนด์อีคอมเมิร์ซที่ผู้ประกอบการห้ามพลาด ดังนี้

E-commerce Boom creates high competition

คาดการณ์มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในช่วงสถานการณ์โควิด19 ของตลาด B2C และ C2C ที่คาดว่าจะเติบโตขึ้น 81% จาก 163,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 294,000 ล้านบาทในปี 2020 จากข้อมูลของไพรซ์ซ่าพบว่าในปี 2020 จำนวนสินค้าใน 3 แพลตฟอร์มอย่าง Lazada Shopee และ JD CENTRAL มีจำนวนสินค้าเพิ่มขึ้นกว่า 32%

และเมื่อดูผู้ขายจะพบว่า จำนวนพ่อค้าแม่ค้าในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงถึง 50% ด้วยกัน ชี้ให้เห็นถึงการปรับตัว และเข้ามาแข่งขันในตลาดออนไลน์มากยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าจำนวนของพ่อค้าแม่ค้าในไทยจะมีมากขึ้น แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับพบว่า ส่วนแบ่งการตลาดของจำนวนสินค้าในไทยยังคงเป็นสินค้าจากต่างชาติที่กินส่วนแบ่งกว่า 63% เลยทีเดียว

Direct to Consumer

หลายๆแบรนด์หันมาสร้างช่องทางการขายสินค้าโดยตรงสู่ผู้บริโภค โดยไม่ผ่านช่องทางการกระจายสินค้าเช่นเดิม จำนวนร้านค้า Brand Official Shop ใน Shopee Mall และ Laz Mall มีจำนวนร้านค้าเพิ่มขึ้นกว่า 46% 

ชี้ให้เห็นถึงแบรนด์ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้า ตลอดจนลูกค้าก็มีความรู้สึกมั่นใจได้ว่าการได้ซื้อสินค้าโดยตรงกับแบรนด์จะได้รับสินค้าที่ถูกต้อง ของแท้แน่นอน

 

From search base shopping to Discovery-base Shopping

สมัยก่อนคนอยากซื้ออะไรก็พิมพ์ค้นหาบน Search Engine หน้าที่ของคนขายจึงต้องทำให้ตัวเองเกิดการค้นเจอ แต่เทคโนโลยีปัจจุบันทำให้เราไม่ต้องค้นหาสินค้าอีกต่อไป

แต่กลับกัน สินค้ามันเรียนรู้สิ่งที่เราสนใจ และค้นหาจนโผล่มาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเราจนโดนป้ายยา อุดหนุนสินค้านั้นๆในที่สุด จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า 53% ของออนไลน์ช้อปปิ้งมาจากการที่สินค้าเรียนรู้และค้นหาสิ่งที่ผู้คนสนใจ และอีก 35% มาจากคนเสิร์ชหาข้อมูลสินค้าเอง

Influencer Commerce

KOL หรือ Key Opinion Leader จะได้รับความนิยมพุ่งสูง จากข้อมูลสถิติของ South China Morning Post 2019 พบว่า 60% ของรูปแบบ Social Marketing ที่มีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างเม็ดเงินให้กับผู้ประกอบการมากที่สุด คือ KOL

เห็นได้จากกรณีศึกษาของประเทศจีนที่แบรนด์สินค้าจะนิยมจ้างดารา นักแสดง หรือผู้ที่มีชื่อเสียงมาโปรโมทสินค้าไม่ว่าจะเป็นผ่าน Live สด หรือ บนโซเชียลมีเดียโพสต์ต่างๆ ซึ่งได้สร้างยอดขายถล่มทลายให้กับแบรนด์สินค้านั้นๆ สิ่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งรูปแบบ Social Marketing ที่น่าจับตามองในปี 2021

Convergence of Platform

การขยายตัวของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยจะกินรวบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จากจุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์มที่เน้นให้บริการเดียว ได้ขยายตัวให้บริการในด้านอื่นๆกันมากขึ้น จากภาพเราจะเห็นได้ชัดเจนว่า หลายๆแพลตฟอร์มได้ขยายตัวให้บริการตั้งแต่ สื่อ, โฆษณา, อีคอมเมิร์ซ, ธนาคาร ไปจนถึงระบบขนส่ง

จาก 5 Trend ที่ได้กล่าวไปจะเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามองของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทั้งการแข่งขันกันของแต่ละแพลตฟอร์ม รูปแบบการทำการตลาด ตลอดจนการแข่งขันของสินค้าจีนที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งหาวิธีพัฒนา สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ตัวเองเพื่อต่อสู้ในสงครามอีคอมเมิร์ซกันต่อไปในอนาคต

from:https://www.thumbsup.in.th/ecommerce-trend-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ecommerce-trend-2021

ของฟรีไม่มีในโลก เปิด 4 สัญญาณอันตราย ที่ทำนักช็อปออนไลน์เงินไหลไม่รู้ตัว

Cashless payment การใช้จ่ายล่องหนที่ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บเท่าการจ่ายเงินสด

วิถีชีวิตแบบใหม่ที่ถูกเร่งด้วยวิกฤติโควิด-19 ผลักให้เราเดินทางน้อยลง เกิดการทำงานจากที่บ้านมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ดูเหมือนค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เราจ่ายในช่วงปกติลดลง ไม่ว่าจะเป็นค่าฟิตเนส ค่าเดินทางรายดือน รวมไปถึงอาหาร

จริงๆ แล้ว ค่าใช้จ่ายเรากำลังลดลงหรือไม่? คำตอบคืออาจจะไม่ เพราะชีวิตบนโลกออนไลน์ทำให้เราต้องใช้จ่ายแบบ cashless มากขึ้น นั่นหมายความว่าการจ่ายเงินสดที่ทำให้เรารู้ตัวว่าเงินกำลังไหลออกจากกระเป๋าลดลง และหันไปจ่ายเงินแบบ “ล่องหน” มากขึ้น โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังจ่ายเงินอยู่

Brand Inside พาไปดู 4 สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าเงินกำลังไหลโดยไม่รู้ตัว และแนะนำวิธีแก้ให้เราใช้จ่ายบนโลกออนไลน์ได้อย่างระมัดระวังมากขึ้น

(1) ตอบไม่ได้ว่า Subscribe อะไรไปบ้าง

ภาพจาก Shutterstock

มีบริการมากมายในปัจจุบันที่ใช้ระบบ Subscription เพื่อเข้าถึงบริการ เช่น บริการดูหนังฟังเพลง ดูวิดิโอ หรือ สำนักข่าว กลยุทธ์การตลาดที่เห็นได้บ่อยที่สุดของบริษัทเหล่านี้คือการให้ทดลองใช้ฟรีหรือมอบราคาพิเศษให้โดยต้องผูกบัตรเครดิตเอาไว้ทำให้เราเป็นสมาชิกของบริการต่างๆ มากกว่าที่เราคิด และที่แย่กว่านั้นคือลืมยกเลิกบริการที่ทดลองใช้แล้วไม่ได้ใช้ต่อโดยที่ยังเสียเงินต่อไป

นอกจากนี้ เรายังอาจสมัครรับบริการไปมากกว่าที่คิดด้วยตัวเอง เพราะการจ่ายเงินแบบล่องหน (cashless) และการชำระอัตโนมัติทำให้เราไม่รู้สึกถูกกระทบทางการเงินมากเท่าการยื่นเงินสดเพื่อจ่ายค่าบริการต่างๆ 

วิธีป้องกันการสมัครบริการมากเกินไป

  1. เช็คว่าเราสมัครอะไรไปบ้าง โดยการดูใบแจ้งยอดบัตรเครดิต หรือเช็คข้อมูลการสมัครบริการในบัญชีของเราผ่าน Apple ID, Play Store, หรือ Gmail 
  2. ตั้งแจ้งเตือนตามความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการจดวันชำระในแอพแจ้งเตือน การจดวันชำระค่าบริการต่างๆ ในปฏิทิน หรือตั้งแจ้งเตือนผ่านอีเมลเมื่อต้อง renew การเป็นสมาชิก

(2) ไม่รู้ว่าแต่ละบริการที่สมัครมีแพคเกจอะไรบ้าง

ภาพจาก shutterstock

สำหรับบางแอพพลิเคชั่น เราอาจรู้สึกว่าจะยกเลิกก็ไม่ได้แต่ถ้าไม่ยกเลิกก็ต้องจ่ายแพง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเรายังไม่รู้ว่าบริการที่เราใช้อาจมีแพคเกจอื่นๆ ที่ราคาถูกกว่านี้ และเรากำลังใช้บริการที่แพงกว่าที่เรารับได้ 

กลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ผู้ให้บริการมักทำคือตั้งแพคเกจราคาแพงเป็นค่าเริ่มต้นและไม่โปรโมททางเลือกอื่นเท่าที่ควร

ซึ่งถ้าหากเรายังอยากใช้บริการดังกล่าวอยู่แต่คิดว่าบริการปัจจุบันแพงเกินไป การหาแพคเกจอื่นที่ตรงความต้องการ อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า และนี่คือเทคนิคเล็กๆ ที่เราจะนำมาแชร์กัน

    1. บัญชีใช้ร่วมกัน เป็นทางเลือกที่เราน่าจะรู้จักมากที่สุดซึ่งอาจจะมาในรูปแบบบัญชีครอบครัว บัญชีบริษัท ไปจนถึงบัญชีเพื่อการศึกษา
    2. หาแพคเกจที่เหมาะสมกับความต้องการ เช่น แพคเกจสตรีมมิ่งบางค่ายสามารถดูได้เฉพาะในมือถือในราคาที่ถูกลงถึง 2 ใน 3
    3. การต่อรอง เป็นวิธีที่เราอาจจะคุ้นเคยกับการสมัครเครือข่ายมือถือหรือโทรทัศน์ การขอย้ายค่ายก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่จะทำให้เราได้เพ็คแกจที่คุ้มค่าขึ้น รวมไปถึงปัจจุบันที่เกิดวิกฤติการระบาดโควิด-19 ที่ทำให้บางบริษัท เช่น Adobe ผ่อนปรนเรื่องค่าบริการลง
    4. การหยุดใช้ชั่วคราว เป็นวิธีที่ง่ายแต่มักถูกมองข้าม เช่น Netflix ที่เราสามารถ pause การเป็นสมาชิกโดยไม่เสียประวัติการรับชม ถ้าบริการไหนไม่ตอบโจทย์ในบางช่วงการหยุดรับบริการชั่วคราวก็อาจเป็นคำตอบ

(3) ใช้บริการแค่เจ้าเดียว

Ecommerce // ภาพจาก Shutterstock

บริการ Delivery อาหารและสินค้าจากร้านค้าปลีก และบริการ E-Commerce มักจะเป็นบริการที่ไม่แตกต่างไปจากเจ้าอื่นๆ มากนัก ทำให้เราสามารถเลือกใช้หลายเจ้าได้ตามสะดวก นี่ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบเจ้าที่ถูกและดีกว่า และปรับเปลี่ยนไปมาได้ตลอด

ไม่เหมือนบริการคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาต่างกัน เช่น ซีรีย์ที่ฉายต่างกันไปในแต่ละเจ้าทำให้เราไม่มีโอกาสเลือกมากนัก

วิธีการที่ง่ายที่สุดที่ทำให้เราประหยัดได้คือ การเปรียบเทียบราคาสินค้า ค่าจัดส่ง และโปรโมชั่น ก่อนชำระเงินซึ่งทำให้เราสามารถประหยัดได้มากขึ้น

(4) ไม่เคยเช็ค Cloud

Cloud เป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะมองข้าม ไม่เคยเช็ค ไม่เคยจัดการ ไปจนถึงไม่รู้ว่าบัญชีเรากำลังผูกกับ Cloud อยู่ไม่ค่ายใดก็ค่ายหนึ่ง นี่ทำให้บางคนถึงกับต้องซื้อบริการ Cloud เพิ่มโดยไม่ลองจัดการเบื้องต้นดูก่อน

วิธีจัดการ Cloud เบื้องต้น

  1. ตรวจสอบไฟล์ที่ไม่จำเป็นใน Cloud เช่น รูปที่สำรองอัตโนมัติ ข้อความเก่าที่มีไฟล์แนบ
  2. ลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นและพยายามสำรองข้อมูลที่จำเป็นไว้ในคอมพิวเตอร์ 
  3. คำนวนความจุที่ต้องการเบื้องต้น โดยดูไลฟ์สไตล์ เช่น ชอบถ่ายรูป หรือมีงานเอกสารมาก
  4. ซื้อ Cloud ตามความจำเป็น เช่น บางเจ้าอาจให้เก็บเฉพาะรูป หรืออาจจะเก็บแค่เอกสารในราคาที่ถูก

ทั้งนี้ ไม่ควรประหยัดมากไปกับกรใช้ Cloud ฟรีหลายเจ้าเพื่อเก็บข้อมูลจำนวนมาก เพราะการลงทุนเพื่อการทำงานที่ลื่นไหลและไม่ลืมตำแหน่งที่เก็บไฟล์จนทำให้งานสะดุด ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่า

ที่มา – Washington Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ของฟรีไม่มีในโลก เปิด 4 สัญญาณอันตราย ที่ทำนักช็อปออนไลน์เงินไหลไม่รู้ตัว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/4-ways-to-spend-smarter-online/