คลังเก็บป้ายกำกับ: E-Commerce

Amazon ประกาศสถิติเทศกาลลดราคา Black Friday ถึง Cyber Monday ขายสินค้าไปกว่า 180 ล้านชิ้น

Amazon ประกาศสถิติใหม่ของเทศกาลช้อปปิ้งวันหยุดอเมริกา Cyber Monday ที่ผ่านมา โดยทำสถิติยอดขายทั่วโลกภายในวันเดียวสูงสุดในประวัติศาสตร์บริษัทอีกครั้ง

ทั้งนี้ Amazon ไม่ได้ให้ตัวเลขในภาพรวม แต่บอกข้อมูลน่าสนใจบางส่วนของช่วงเทศกาลวันหยุด ตั้งแต่ Black Friday จนถึง Cyber Monday ซึ่ง Amazon เรียกว่าเทศกาล Turkey 5 อาทิ ขายสินค้ารวมมากกว่า 180 ล้านชิ้น โดยของเล่นขายได้กว่า 18 ล้านชิ้น, สินค้าแฟชั่นขายได้กว่า 13 ล้านชิ้น ส่วนร้านค้าขนาดกลาง-เล็ก มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 20%

สินค้าที่ขายดีที่สุดคือ Echo Dot รุ่นใหม่ ซึ่ง Amazon บอกว่าสินค้าตระกูล Echo ขายไปได้รวมกว่าล้านชิ้น ส่วนสินค้าขายดีอื่น อาทิ Amazon Smart Plug, หนังสือ Becoming ของ Michelle Obama และของเล่นซีรี่ส์ L.O.L. Surprise!

ที่มา: Amazon

alt="Prime Truck"

from:https://www.blognone.com/node/106661

Advertisements

สถิติขายออนไลน์ Thanksgiving Day พุ่งกระฉูด 3,700 ล้านเหรียญ

 

เทศกาลขอบคุณพระเจ้าหรือ Thanksgiving Day ถือเป็นช่วงเวลาทองที่ร้านค้าอเมริกันจะลดราคาสินค้าเพื่อโกยยอดขายเป็นกอบเป็นกำก่อนจะปิดงบปลายปี ผลคือชาวลุงแซมใช้จ่ายออนไลน์สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็น Thanksgiving Day ปีที่สังเวียนอีคอมเมิร์ซอเมริกันร้อนแรงที่สุด

ตัวเลขการซื้อขายสินค้าวันขอบคุณพระเจ้าในร้านค้าทั่วไปนั้นต้องใช้เวลา 2-3 วันกว่าจะมีการประกาศ แต่ร้านออนไลน์นั้นสามารถประกาศสถิติได้เลย ล่าสุดมีรายงานว่ายอดขายดิจิทัลของ Thanksgiving Day ปีนี้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยสถิติใหม่ 3,700 ล้านเหรียญนี้คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ 2,900 ล้านเหรียญ

รายงานจาก Adobe Analytics ยังพบว่านักช็อปจำนวนมากขึ้นซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือของตัวเอง (37% เทียบกับ 29% ในปีที่ผ่านมา)

 

แล้วกระแสการใช้จ่ายออนไลน์ส่งผลอย่างไร?

Taylor Schreiner ผู้บริหาร Adobe Digital Insights ให้ความเห็นว่าสถิตินี้แสดงว่าอุปกรณ์มือถือนั้นมีบทบาทมากขึ้นชัดเจนในวันขอบคุณพระเจ้าปีนี้ เนื่องจากสมาร์ทโฟนกลายเป็นต้นทางของทราฟฟิกมากกว่า 50% ของการเข้าชมเว็บไซต์ค้าปลีก รวมถึงยอดรายได้ที่บันทึกได้ ล้วนตอกย้ำว่าอุปกรณ์มือถือขโมยซีน Thanksgiving Day ปีนี้ได้อย่างงดงาม

ธุรกรรมและทราฟฟิกมหาศาลทำให้เกิดผลกระทบกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่บางราย เช่น Walmart และ Lululemon ที่มีรายงานว่าพบความล่าช้าหรือการขัดจังหวะเล็กน้อยบนเว็บไซต์ จุดนี้ทำให้ Lululemon โพสต์ยอมรับบน Facebook ว่าเว็บไซต์ Lululemon มีข้อขัดข้องเล็กน้อย

สำหรับขณะนี้ ยอดขายออนไลน์ในสหรัฐฯมีมูลค่าทะลุ 6,400 ล้านเหรียญแล้ว ซึ่งเป็นยอดรวมเทศกาล Black Friday หรือวันศุกร์ของสัปดาห์ Thanksgiving Day จุดนี้คาดว่า Cyber Monday ที่เป็นวันจันทร์ถัดมาก็จะมียอดขายมากกว่าปีก่อนหน้านี้เช่นกัน.

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/online-thanksgiving/

ร้านออนไลน์จีนพร้อมใจถอนสินค้า Dolce & Gabbana หลังมีดราม่าร้อนระอุ

สินค้าแบรนด์เนม Dolce & Gabbana ถูกถอดออกจากร้านค้าออนไลน์ของจีนหลายแห่ง ผลจากความไม่พอใจของชาวจีนต่อแบรนด์ D&G ที่เปิดตัวโฆษณาชุดใหม่จนถูกมองว่าเป็นการเหยียดวัฒนธรรมจีน แรงกระเพื่อมนี้รุนแรงทั่วโลกเซเลบฯและสังคมโซเชียลจนทำให้ร้านค้าออนไลน์จีนทั้งเล็กและใหญ่ตัดสินใจคว่ำบาตรสินค้า D&G อย่างพร้อมเพรียง

ต้นเหตุของดราม่านี้คือแบรนด์หรู D&G เปิดตัวโฆษณาที่ดึงนางแบบหญิงจีนพยายามกินพิซซ่าและสปาเก็ตตี้ด้วยตะเกียบ แต่เชื้อไฟที่โหมให้กระแสความไม่พอใจ D&G ปะทุขึ้นคือภาพ screenshot การสนทนาของผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอย่าง Stefano Gabbana ซึ่งวิจารณ์คนจีนและประเทศจีนอย่างเสียหาย ไม่เว้นแม้แต่การกินสุนัขของคนจีน

ผลคือวันนี้โลกโซเชียลเต็มไปด้วยภาพ ข่าว และข้อความต่อต้าน D&G สินค้า D&G ถูกนำมาทำลายและโชว์ผ่านสื่อโซเชียลจีนอย่างร้อนแรง ล่าสุดคืองานแฟชั่นโชว์ของ D&G ในเซี่ยงไฮ้ถูกยกเลิกไปแล้วเรียบร้อย

ในมุมอีคอมเมิร์ซของจีน หลายเว็ยไซต์ลบภาพผลิตภัณฑ์ Dolce & Gabbana ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเครือ NetEase อย่าง Kaola รวมถึง Secoo ผู้ค้าปลีกสินค้าหรูหราชื่อดังในจีนก็ยืนยันว่าได้ลบสินค้า Dolce & Gabbana ออกไปตั้งแต่คืนวันพุธที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมาตามเวลาประเทศจีน

การตรวจสอบโดย Reuters เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี 22 พฤศจิกายน 61 พบว่าหน้าเว็บที่เชื่อมโยงกับสินค้าแบรนด์ Dolce & Gabbana ในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเครือ Alibaba และ JD.com ก็ไม่สามารถใช้งานได้เช่นกัน และหากผู้ใช้ค้นหาแบรนด์ จะไม่พบรายการสินค้าใดเลย

เบื้องต้น Alibaba และ JD.com ยังไม่ออกมาให้ความเห็นใดกับเรื่องนี้ ทำให้ไม่แน่ชัดว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลจากคำสั่งรัฐบาล หรือการตัดสินใจตามกระแสสังคมจีนในขณะนี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว D&G ได้ออกโฆษณาชุดหนึ่งซึ่งฉายภาพหญิงชาวจีนพยายามกินพิซซ่าและสปาเก็ตตี้ด้วยตะเกียบ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียว่า D&G กำลังล้อเลียนวัฒนธรรมจีน

ความโกรธแค้นของคนจีนยังทวีขึ้นเมื่อมีการเผยแพร่ข้อความทวิตเตอร์ของ Stefano Gabbana นักออกแบบหลักของ Dolce & Gabbana ที่ให้ข้อสังเกตเชิงลบเกี่ยวกับประเทศจีน กระแสแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์ม Weibo ซึ่งเป็นบริการสไตล์ Twitter ของจีน มียอดชมข้อความมากกว่า 120 ล้านครั้ง

หลังจาก D&G ได้ยกเลิกการแสดงแฟชั่นโชว์ขนาด 500 ชุดในเซี่ยงไฮ้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา บริษัทได้ออกแถลงการณ์ขอโทษ พร้อมระบุว่าข้อความจากบัญชี Gabbana และแบรนด์ D&G นั้นถูกแฮ็ก แต่ชาวจีนและชาวโลกไม่เชื่อ จนทำให้เกิดเป็นแท็ก #notme ล้อเลียนการแก้ตัวแบบฟังไม่ขึ้นครั้งนี้

คนดังในจีนต่างพร้อมใจคว่ำบาตร D&G แบบไม่เหลือใย เช่น ดาราสาวแห่งเรื่อง “Memoirs of a geisha” อย่าง Zhang Ziyi ที่โพสต์ต่อต้าน Dolce & Gabbana ชัดเจน ขณะที่นักร้อง Wang Junkai กล่าวว่าได้ยกเลิกข้อตกลงการเป็น brand ambassador แล้ว

ไม่เพียงร้านออนไลน์ ร้านค้าปลอดภาษีที่สนามบินในเมือง Haikou ทางตอนใต้ของจีน ก็นำผลิตภัณฑ์ Dolce & Gabbana ออกจากชั้นวางเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ พรรคคอมมิวนิสต์เยาวชน Communist Party Youth League แสดงจุดยืนแทนคนจีนทั้งประเทศว่า จีนยินดีต้อนรับบริษัทต่างชาติ ในการลงทุนและพัฒนาประเทศจีน แต่บริษัทเหล่านี้ควรเคารพชาวจีนและประเทศจีนเช่นกัน

แน่นอนว่าข้อความนี้ไม่ได้ส่งถึงเฉพาะ Dolce & Gabbana แต่ส่งถึงทุกแบรนด์ที่จะต้องระวังจุดยืนตัวเองให้ดี.

ที่มา: : BI

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/dolce-gabbana/

SCB ปล่อยกู้ออนไลน์ ช่วยร้านค้าในลาซาด้า มีเงินหมุนเวียนเพิ่ม

เรื่องของการปล่อยกู้แบบออนไลน์นั้น กำลังเป็นเรื่องฮิตในช่วงนี้เลยทีเดียวนะคะ หลายธนาคารต่างก็ออกมาเคลมว่าสามารถขอสินเชื่อแบบออนไลน์ได้ รู้ผลอนุมัติได้เร็ว ลงทุนเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ไม่ต้องเซ็นเอกสารให้ยุ่งยากและเสียเวลาในการรอผลนาน

แม้ว่าก่อนหน้านี้ หลายธนาคารจะมีการปล่อยสินเชื่อให้แก่อาชีพอิสระ หรือ SME กันมาบ้างแล้ว อย่างเช่น Kbank ที่ปล่อยสินเชื่อสำหรับอาชีพอิสระ ซึ่งหมายถึงกลุ่มแม่ค้าออนไลน์ด้วย ซึ่ง SCB ภายใต้การทำระบบร่วมกับ SCB Abacus และ LAZADA

ทำงานอย่างไร

การเปิดแคมเปญนี้ ทีมเอสซีบี อบาคัส ใช้เวลาในการปั้นเพียง 6 เดือน ซึ่ง สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอสซีบี อบาคัส บอกว่า เขียนระบบยังใช้เวลาไม่นานเท่ากับการมองหา Pain Point ที่จะตอบโจทย์ลูกค้าได้

“เราทำแพลตฟอร์มกลางไว้และให้ SCB กับ LAZADA เอาข้อมูลมาแชร์ จากนั้น AI จะเป็นตัวกรองข้อมูลและจับคู่กันอย่างเหมาะสม เราถึงสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 15 นาที”

ปัจจุบัน มี SME ไทยจำนวนมากที่ทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีศักยภาพในการเติบโตได้สูง แต่กลับมีปัญหาการขยายธุรกิจเพราะติดขัดด้านเงินทุน โจทย์ในการพัฒนาระบบสินเชื่อออนไลน์คือจะช่วยธุรกิจลูกค้าเติบโตได้อย่างไร ด้วยความต้องการที่มีเข้ามาตลอด เวลาที่มีจำกัด และทำอย่างไรให้ทุกอย่างเป็นดิจิทัลได้ 100% รวมทั้งสามารถลดต้นทุนในการพิจารณาสินเชื่อ

ซึ่งสุดท้ายจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าเพราะสามารถช่วยลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งระบบสินเชื่อออนไลน์พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี AI และ Machine Learning ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ รวมทั้งวิเคราะห์และพิจารณาให้ได้สินเชื่อที่ตรงความต้องการของลูกค้าแต่ละราย ทั้งด้านวงเงินและระยะเวลาการกู้ยืมที่เหมาะสม

ซึ่งสามารถพิจารณาอนุมัติสินเชื่อภายในเวลาเพียง 15 นาที จากเดิมที่ใช้เวลาตั้งแต่ 3 วันถึงหนึ่งสัปดาห์ โดยไม่ต้องยื่นเอกสารรายได้เพิ่มเติม และยังสามารถรับเงินได้เร็วขึ้นอีกด้วย

หลังจากเริ่มต้น Pilot Project อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ท่ีผ่านมา มีร้านค้าที่สนใจและยื่นขอสินเชื่อไปแล้วกว่า 2,000 รายการ

อย่างไรก็ตาม ร้านค้าที่สนใจมายื่นกู้ต้องเป็นร้านค้าที่มีการขายในระบบของลาซาด้าอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งยอดเงินกู้สามารถยื่นขอได้สูงสุด 3 ล้านบาท และมีบางรายที่ยื่นขอกู้เต็มวงเงิน โดยระบบได้เตรียมเงินทุนไว้รองรับการกู้รูปแบบนี้ไว้ถึง 500 ล้านบาท เชื่อว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของร้านค้าและยังไม่เจอยอดหนี้เสียหลังปล่อยกู้มา

เสริมจุดแข็งให้ร้านค้า

เจมส์ ตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด กล่าวเสริมว่า ลาซาด้ายังตั้งเป้าในปี 2030 ให้มีร้านค้า SME ในระบบให้ถึง 8 ล้านรายทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทพยายามที่จะสร้างอีโคซิสเต็มส์ให้ครบวงจรสำหรับการขายสินค้าออนไลน์

“เพื่อให้ผู้ขาย SME สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนทางธุรกิจราบรื่นขึ้นและมีการขายได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ลาซาด้าสนับสนุนร้านค้าต่อเนื่อง ได้แก่ แวร์เฮ้าส์สำหรับสต็อกสินค้า โปรโมชั่นแคมเปญต่างๆ และเก็บดาต้าการซื้อขายให้ร้านค้าเพื่อนำไปวิเคราะห์และออกสินค้าได้ตอบโจทย์ฐานลูกค้าของตนเอง กระตุ้นให้เกิดการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ ช่วงไตรมาส 1 ก่อนเทศกาล 11/11 ลาซาด้าได้ทดลองเชิญชวนให้ร้านค้าที่ประสบปัญหายื่นขอสินเชื่อและมีผู้สนใจกว่า 2,378 ราย ที่กู้เพื่อไปสต็อกสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งหลังจากผ่านการจัดเทศกาลวันคนโสดไปเพียงวันเดียว มีนักช้อปมากถึง 20 ล้านราย มียอดสั่งซื้อไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านออเดอร์ แจกวอยเชอร์ให้ลูกค้ากว่า 50 ล้านดีล มีการเข้ามาใช้งานสูงกว่าช่วงปกติถึง 8 เท่า

นอกจากนี้ ถ้าเป็นร้านค้ารายย่อยทั้งแบบรายบุคคลและนิติบุคคล หากเป็นหน้าใหม่เข้ามาขายในระบบของลาซาด้าก็มั่นใจได้ว่า ไม่คิดค่าคอมมิชชั่นด้วย ทำให้เป็นจุดแข็งที่ดึงดูดร้านค้าได้เป็นอย่างดี

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/scb-lazada-loan/

ใหญ่กว่าแล้วไง? topvalue มั่นใจเป็นแพลตฟอร์มคนไทยที่มาแรง

“ถ้าซื้อของแล้วเจอถูกกว่า ยินดีคืนเงิน” ผู้บริหารหนุ่ม ธนากร แซ่ลิ้ม กล่าวเปิดใจกับ thumbsup ในวันที่ไปสัมภาษณ์เขา เพราะอยากขายของถูกและคุณภาพดีให้กับผู้ซื้อ  ที่ถึงแม้อีคอมเมิร์ซไทยจะมีการเติบโตจะผูกติดกับเจ้าตลาด  แต่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของคนไทยอย่าง topvalue ก็มั่นใจว่ามีโอกาสเติบโตในธุรกิจได้เช่นกัน

**กรณียังไม่เปิดใช้สินค้า  และไม่ใช่การลดกระหน่ำแบบนาทีทอง

จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจ

ก่อนหน้าจะมาทำ top value คุณธนากรทำธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับออนไลน์เลย  โดยทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์  ที่เป็นเครื่องจักรหนักประมาณ 80 ตัน  และแม่พิมพ์บรรจุภัณฑ์  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นส่วนออฟไลน์มากๆ

แต่คิดว่าออนไลน์คือโอกาส  เพราะช่วงนั้นเทรนด์การชอปปิ้งออนไลน์ในต่างประเทศเริ่มที่จะเข้ามาแล้ว ทำให้มั่นใจว่าการซื้อขายจะเคลื่อนจากออฟไลน์ไปในออนไลน์แน่ๆ มีการลองผิดลองถูก  ช่วงแรกปั้นตัวเองเป็น Marketplace  แต่ก็พบว่าไม่เหมาะกับธุรกิจ เพราะต้องเป็นเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาลในการโฆษณาจึงจะทำได้  จนทำให้เขาเปลี่ยนมาจับตลาด B2C แล้วขายสินค้าเอง

โดยตอนนี้เน้นขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก  พร้อมสโลแกนว่า ” ช้อปเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาคุ้มค่า  ที่ topvalue ” ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาคุ้มค่า  แต่ว่าถูกกว่าที่อื่น

อีคอมเมิร์ซคือโอกาสขนาดใหญ่

มองว่าอีคอมเมิร์ซนั้นมีโอกาสโตแน่นอน  เพราะตลาดมันใหญ่มาก  อย่างการที่เมื่อก่อนคนไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า  แต่จริงๆ ห้างสรรพสินค้าใช้ต้นทุนสูงมาก  ซึ่งอีคอมเมิร์ซเป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก  หากเมื่อก่อนที่ทำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ทำเต็มที่แค่ไหนมูลค่าตลาดก็อาจจะมากสุดพันล้านบาท  ไม่สามารถขยายไปได้มากกว่านี้แล้วต่างจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ซึ่งเรายังมีโอกาสและคิดว่าควรจะย้ายมาทำธุรกิจด้านนี้ดีกว่า  โดยเลือกเข้าสู่การขายออนไลน์แทนการทำห้างสรรพสินค้า  เพราะก่อนนี้มีห้างหลายแห่งแล้วที่ทำกันมานานจนเหมือนก่ออิฐมา 50 ปี  แต่อยู่ดีๆ ถ้าเรามาเริ่มต้นก็อาจสู้ด้วยยาก  ทั้งเรื่องของทุน ประสบการณ์ ทีมงาน  แต่ในทางกลับกันการทำออนไลน์เป็นเรื่องใหม่ที่ทุกคนต้องเริ่มต้นเหมือนกัน

ขยับมายืนที่ต้นน้ำ

ย้อนกลับไปธุรกิจที่ทำนั้นอยู่ท้ายไลน์ของวงจร (ธุรกิจบรรจุภัณฑ์)  จึงอยากกระโดดมาอยู่ที่ต้นน้ำที่มีตลาดใหญ่มากๆ  เหมือนเมื่อก่อนเราอยู่ในคลองแล้วอยากโดดไปที่ทะเลสาบ  ซึ่งเราก็ต้องหาจุดยืนของตัวเองให้ได้  แล้วเราจะทำให้ลูกค้าอยากมาซื้อเราอย่างไร

โดยเมื่อก่อนเราทำตัวว่าอยากจะขายไปหมดทุกอย่าง  แต่จริงๆ มันไม่ได้  ซึ่งเรารู้ว่าออนไลน์ดีก็มีการทดลองไปเรื่อยๆ ทำให้เราต้องมาเรียนรู้ “ธุรกิจการขายเครื่องใช้ไฟฟ้า”  ว่าซื้อที่ไหน อย่างไร  สต็อกอย่างไร  เพราะจริงๆ ออนไลน์ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ช่องทาง  ถ้าเราคิดว่าออนไลน์คือทุกอย่างก็ปิดประตูเจ๊งแน่นอน (หัวเราะ)

ออนไลน์เป็นแค่หนึ่งช่องทางที่เอาไว้ลดต้นทุน  เพราะคนอื่นมีหน้าร้าน เช่าที่ใจกลางเมือง มีการวางสินค้าเต็มไปหมด  พนักงานยืนเฝ้า มีที่จอดรถ รปภ. ซึ่งเราตัดทุดอย่างเหล่านี้ทิ้งไปหมดเลย  แล้วเข้าสู่ลูกค้าเลย

เมื่อก่อนถ้าได้ยินว่า  “ร้านขายของราคาโรงงาน”  จะรู้สึกตื่นเต้นว่าถูกมากแน่ๆ  แต่จริงๆ เราก็คือราคาโรงงานเช่นกันที่ขายลูกค้าตรง  พูดง่ายๆ คือเอาสินค้าราคาขายส่งมาขายปลีก  จึงทำให้ลูกค้าตื่นเต้นกับความถูกนี้  แต่ถ้ามีไม่กี่อย่างลูกค้าก็จะรู้สึกว่ามาหาเราแล้วจะน่าเบื่อ  เราจะต้องทำแค่อย่างเดียวจะขายทุกสิ่งทุกอย่างในห้างหมดไม่ได้  ทำให้เราตัดทุกอย่างออกเหลือแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า  และอุปกรณ์ไอที

จุดสำคัญคือทำเรื่องที่รู้จัก

และที่สำคัญที่สุดคือทำในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ  ก่อนหน้านี้ผมทำเครื่องจักมาก่อน  มันมีไฟฟ้า เครื่องยนต์  จนทำให้ผมเรียนรู้ได้ง่าย  ถ้าให้ไปขายเครื่องสำอางก็ต้องศึกษาเยอะ ทำงานหนัก  เน้นทำที่เราชำนาญดีกว่า  เราไม่สามารถสต็อกทุกอย่างไว้ได้  ถ้าซื้อของมาผิดแล้วเก็บไว้นานขายไม่ได้ก็จะเก่าต้องทิ้ง  เพราะถ้าขายก็กลับมาเป็นฟีดแบคไม่ดีจนทำให้ลูกค้าเลิกซื้อเราไป  เราจึงตัดสินใจขายสินค้าแบบเฉพาะทาง  ซึ่งพอเราทำเฉพาะเหมือนเราทำอาหารเฉพาะอย่าง  แบบร้านเจ้ไฝ  ที่พอผัดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเราก็ได้มิสชินเอง  ซึ่งพอคุณชำนาญในด้านนี้ตรงไหนไม่ดีเราก็ปรับปรุง  แล้วพอเราซื้อเยอะมันก็เลยถูก  แล้วเราไม่มีค่าเช่าหน้าร้าน  เลยขายราคาถูกกว่าได้

เราไม่ใช่ “พ่อค้าคนกลาง”

ถามจริงๆ ว่ามีกี่คนที่เดินเข้าไปในห้างแล้วอยากจะซื้อทีวี มือถือ ทุกวัน  แต่ถ้ามีหน้าร้านก็จะมีค่าใช้จ่ายอีกมหาศาล  ซึ่งของเราจะอยู่ที่โกดังเลย  และตัดค่าใช้จ่ายส่วนนั้นออกไปมาคืนกำไรให้ลูกค้า  เราเลือกขายลูกค้าที่อาจไม่ได้ต้องการบริการหน้าร้านมาก  แต่อยากได้ของดีที่ถูกลงไป 40%  เหมือนปั๊มน้ำมันบริการตัวเองในต่างประเทศ

เพราะอินไซต์ลูกค้าสมัยนี้ชอบศึกษาข้อมูลเอง  และโลกตอนนี้ก็แคบลงทำให้ผู้ผลิตเจอผู้บริโภคง่ายขึ้น  สิ่งที่เราทำคือไม่ใช่การ “เป็นพ่อค้าคนกลาง”  แต่จับให้พวกเขาใกล้กันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  เหมือนเป็นแค่ท่อส่งให้  เปรียบเทียบเป็นถ้าคุณอยากดื่มน้ำอัดลมสักกระป๋อง  ก็ไม่ต้องวิ่งไปซื้อถึงที่โรงงาน

หรือเรียกง่ายๆ คือเป็นบริษัทกระจายการขนส่งและบริการให้มากกว่า  เราไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง  และปัญหาของการซื้อขายทางออนไลน์ในอดีตคือต้องใช้เวลาในการขนส่งหลายวัน  แต่ตอนนี้เราลดให้เหลือ 1 วัน  และมีเป้าหมายในการทำให้เหลือครึ่งวันให้ได้ในอนาคต

จุดแตกต่างจาก Marketplace เจ้าใหญ่ๆ อีกอย่างคือคุณภาพทุกอย่างจะถูกควบคุมที่เรา  เพราะทุกอย่างอยู่ในสต็อกเราที่สั่งจากโกดังทุกชิ้น  และก่อนส่งก็ตรวจถ้าพบว่าผลิตมานานแล้วก็จะส่งของคืนกลับ  เหมือนเป็นคนกรองให้ว่าซื้อกับเราแล้วได้ของดี  ส่วนขนส่งก็ใช้ทีมตัวเองส่งในกรุงเทพกับปริมณทล (ปัจจุบันมี 10 คันแต่กำลังเพิ่มเรื่อยๆ)

หลักการบริหารทีม

เน้นความชัดเจน แะลเข้าใจ  เพราะต้องทำให้ทีมงานที่เข้ามาใหม่ทุกคนเข้าใจตรงกัน  ซึ่งควรสื่อสารให้เข้าใจกัน  มีแนวทางชัดเจน ถูกต้อง  ถ้าทุกคนทำตามระบบชัดเจนงานก็จะไม่พลาด  หรือถ้าพลาดก็ต้องกลับมารื้อที่ระบบกันใหม่  แล้วสร้างให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันว่าอาชีพที่เราทำนั้นน่าภาคภูมิใจ  เพราะเราทำสิ่งที่มีความหมาย ทำให้ลูกค้าได้ของที่ถูกลง สะดวกสบายขึ้น สร้างตัวเลือกเพิ่ม  และผมมักพูดอยู่เสมอว่าอาชีพนี้แทบจะไม่มีคนไทยทำแล้ว  เพราะส่วนใหญ่มักเป็นต่างประเทศหมด  หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ  แต่เราเป็นบริษัทที่กำลังเริ่มต้นก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้

เจ้ายักษ์ใหญ่ไม่ใช่คู่แข่ง

เราค่อยๆ เติบโตมาแบบออแกนิกส์  หากย้อนไป 5 ปีที่เเล้วคนไม่กล้าซื้อของแพงๆ ผ่านทางออนไลน์  เพราะคนไทยยังไม่ให้ความเชื่อถือเท่ากับปัจจุบัน  เรียกได้ว่าไม่มีใครกล้าซื้อของแพงผ่านทางช่องทางออนไลน์  เนื่องจากมีประสบการณ์ไม่ดีจากการซื้อของแล้วได้ของไม่ตรงตามที่ระบุไว้อย่าง ซื้อโทรศัพท์แล้วได้ก้อนหินมาแทน อย่างเมื่อก่อนบริษัทใช้ระบบเก็บเงินปลายทางหมด  แต่ปัจจุบันลูกค้ากล้าตัดบัตรเครดิตโดยตรง

ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เริ่มทำธุรกิจนี้ก่อนก็เหมือนคนใส่ปุ๋ย  อย่างพวกบริษัทยักษ์ใหญ่แบบอาลีบาบาก็ทำธุรกิจผ่านมาระยะหนึ่ง  จนผู้ซื้อเกิดความเชื่อใจและเกิดการบอกต่อ  ทำให้ต้นไม้อีคอมเมิร์ซนั้นเติบโตยิ่งใหญ่แทนที่จะค่อยๆ โต

ในทางที่จริงแล้วมองคู่แข่งหลักเป็นทางออฟไลน์มากกว่า  เพราะการที่ยักษ์ใหญ่เข้าทำให้ช่วยดึงยอดมหาศาลจากออฟไลน์สู่ออนไลน์ ยิ่งการที่เราเป็นรายเล็กก็ยิ่งได้ประโยชน์  เพราะอยู่ดีๆ คนจะมาเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  ถ้ามองต่างประเทศจะพบว่าออนไลน์เป็น 52 เปอร์เซ็นต์เเล้ว

คุณธนากรพูดทิ้งท้ายว่าหากมัวแต่คิดว่ามีเจ้าใหญ่มาแล้วถอยก็เหมือนปิดทางตัวเอง  เหมือนในอาชีพอื่นถ้าคิดแบบนี้ก็ไม่มีทางทำอะไรได้  ให้มองจุดยืนของเราว่าอยู่ที่ไหน  ให้ใช้วิธีที่เหมาะกับตัวเอง  แล้วสู้ด้วยจุดนั้นแทน

 

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/topvalue-online-ecommerce/

เปิดกลยุทธ์ราคา Lazada-Shopee ซื้อของวันไหนถูกสุด พร้อมทิศทางการทำ E-Commerce ยุคใหม่

ปัจจุบันแทบไม่มีใครไม่เคยซื้อของ Online แล้ว เพราะด้วยความสะดวก รวมถึงโปรโมชั่นต่างๆ ที่สุดแสนจะจูงใจ แต่รู้หรือไม่ว่าซื้อของ Online วันไหนราคาถูกที่สุด? วันนี้ Brand Inside จะมาเปิดเผยเรื่องนี้ให้รู้กัน

E-Commerce // ภาพ pixabay.com

ทุกวันหวยออกสินค้าจะมีราคาถูกที่สุด

เมื่ออ้างอิงข้อมูลจาก aCommerce หนึ่งในผู้ให้บริการเครื่องมือเกี่ยวกับ E-Commerce จะพบว่า Marketplace ต่างๆ ในประเทศไทยเช่น Lazada และ Shopee โดยเฉลี่ยแล้วจะปรับราคาลดลงในทุกวันที่ 1 กับ 16 ของเดือน ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีราคาแพงที่สุดในทุกสิ้นเดือน

แต่ถ้าหากใครรอไม่ไหว แนะนำให้ซื้อในทุกวันพุธของแต่ละสัปดาห์ เพราะเฉลี่ยแล้วราคาสินค้าใน Marketplace ต่างๆ จะลดลงราว 3% เมื่อเทียบกับราคาปกติ ถือเป็นการกระตุ้นยอดซื้อขายในช่วงกลางสัปดาห์ ต่างกับวันอังคารที่ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยจะเพิ่มจากราคาตั้งต้น 4% เลยด้วย

ราคาสินค้าใน E-Commerce
ราคาสินค้าใน E-Commerce

อย่างไรก็ตามหากยังไม่เชื่อว่าการลดลราคานั้นมีจริงก็อยากให้ไปลองสังเกตสินค้าหมวดหมู่ Health & Beauty, Automotive & Motorcycles, Sports & Outdoors, Computers & Laptops และ Mother & Baby เพราะสินค้าในกลุ่มนี้จะลดราคา 30-50% ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ทั่วไปเลยด้วย

สำหรับทิศทางของ E-Commerce หลังจากนี้ ในมุมของผู้ขายจำเป็นต้องใส่ใจในเรื่องการรีวิวสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่จำหน่ายสินค้ากลุ่ม FMCG เพราะสินค้าเหล่านี้ต้องใช้ทันที ทำให้ถูกรีวิวเกี่ยวกับการส่งสินค้ามากที่สุด และหากการส่งสินค้าไม่เร็วตามที่บอกไว้ ก็เสี่ยงที่จะถูกรีวิวในแง่ลบ และทำให้ยอดจำหน่ายไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

สินค้า FMCG หรืออุปโภคบริโภคต่างๆ

นอกจากนี้ยังต้องใส่ใจกับเรื่อง Follower ในแต่ละ Marketplace ด้วย เพราะผู้ซื้อจะเริ่มหาสินค้าจากใน Marketplace มากกว่าเสิร์ชจาก Google เพราะมันตรงกับเป้าการค้นหากว่า และหากมี Follower ในแต่ละแพลตฟอร์มเยอะ โอกาสเข้าถึงลูกค้าก็ดีกว่าเดิม และจุดนั้นการทำ Marketing ก็จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ส่วนมุมผู้ซื้อนั้น เพียงแค่ซื้อสินค้าในวันหวยออก หรือถ้ารอไม่ไหวก็ให้ซื้อวันพุธแทน แต่ถ้าอยากได้รับสิทธิ์ซื้อสินค้าในราคาพิเศษจริงๆ แนะนำให้กดติดตามเป็น Follower ตามร้านต่างๆ รวมถึงหมั่นรีวิวสินค้าด้วย เพราะแบรนด์สินค้าต่างๆ พร้อมที่จะทำ Marketing กับพวกคุณ เพื่อเป็นลูกค้ากันในระยะยาว

สรุป

E-Commerce เปลี่ยนเร็วมาก ยิ่งในมุมผู้ค้าแล้ว การเปลี่ยนความคิดของตัวเองให้ทัน เช่นการยอมไปเปิดร้านค้าอย่างเป็นทางการในแต่ละ Marketplace หรือการยอมเสียเงินค่าการตลาดให้กับ Follower เพียงเล็กน้อยเพื่อจูงใจให้เขาเป็นลูกค้ากันยาวๆ ก็นับว่าคุ้มกว่าการอยู่เฉยๆ แล้วไม่ทำอะไรเลย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lazada-shopee-and-ecommerce/

ส่อง 5 ธุรกิจ “แอบรวย” คู่แข่งน้อย กำไรมหาศาล

 

ใครบอกว่า “เงินหายาก” กันคะ ในเมื่อเงินอยู่รอบตัวเรา ขอเเค่เห็นโอกาสเเละทักษะพร้อม เราก็รวยได้ทันที ก่อนที่จะรู้ว่าธุรกิจไหนที่น่าลงทุนต้องบอกก่อนว่า

สิ่งที่มีค่าที่สุดในการดำเนินธุรกิจให้รวยนั่นก็คือ “ ความรู้ ” ยิ่งปัจจุบันที่มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยสงครามธุรกิจ เราก็ต้องยิ่งหาความรู้เพื่อเป็นผู้รอดในสงครามเดือดครั้งนี้ให้ได้

ฉะนั้นถ้าใครอยากเป็นผู้รอดลองศึกษา 5 ธุรกิจที่ “แอบรวย” ในยุคนี้กันค่ะ นอกจากมูลค่าตลาดสูงเเล้ว คู่เเข่งยังน้อยอีก

 

1. Live streaming 

Live streaming ก็คือการไลฟ์สดนี่หละค่ะเเต่ฟังก์ชั่นการ Live จะเต็มรูปเเบบกว่า Live ผ่านเเพลตฟอร์มใหญ่อย่าง Facebook, Youtube ถ้าให้เห็นภาพชัดขึ้นก็คือการที่ Workpoint เอารายการที่อัดเทปไว้เเล้วมา Live สดบน Facebook ไม่ใช่การถ่าย Live ตอนกำลังอัดรายการ

ซึ่งการที่เเบรนด์จะมาใช้ระบบ Streaming ได้จะเป็นช่องใหญ่เช่น ช่องรายการบันเทิง รายการต่างๆ เเคสเกม ซึ่งธุรกิจนี้มีคู่เเข่งน้อยมากๆ ค่ะเพราะคนที่ทำระบบนี้จะต้องมีทักษะด้านคอมพิวเตอร์สูงเเละเครื่องมือพร้อม รายได้ต่องานตกที่ 50k ขึ้นไป ใครที่ทำงานใกล้เคียงสายนี้ลองศึกษา Live Streaming ดูนะคะ

2. Media Agency  

ในปี 2019 คาดว่าเงินโฆษณาทั่วโลกสะพัดถึง 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในไทยเองก็มีเอเยนซี่ผุดขึ้นมามาย เเต่เอเยนซี่ที่มารองรับ Ads ตรงๆ ค่อนข้างมีน้อย

เพราะหลายเอเยนซี่เลือกที่จะรองรับ ทุกฟังก์ชั่นของงานดิจิทัล ทั้งดีไซน์ คอนเทนต์ ยังไม่ค่อยมี Ads analytic โดยตรงเพราะบริษัทที่ใช้ Ads เยอะๆ จะเป็นบริษัทสายคอนโด อสังหา

ซึ่งในไทยยังมีรองรับไม่มาก ทำให้เป็นโอกาสดีถ้าใครพร้อมทั้งความรู้เเละจำนวนคน Media Agency ถือเป็นทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

 

3. Brandname Business

ธุรกิจหลัก 10 ล้านสำหรับสาวๆ ที่หลงใหลของเเบรนด์เนม ธุรกิจนี้ไม่ได้กว้างขวางมากนักเพราะไม่ใช่ใครๆ ก็มาทำได้หรือเเค่รวยก็ทำได้ เเต่เป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือในวงการเเบรนด์เนม

ถ้าให้เห็นภาพคืออยู่ดีๆ เราจะเดินไปซื้อหลุยส์รุ่นลิมิเต็ดในช็อป ต่อให้มีเงินก็ไม่ได้นะคะ เเต่ต้องมีเครดิตที่ดีซึ่งเกิดจากการสั่งสินค้ากับเซลล์ของหลุยส์บ่อยๆ เเละเป็นจำนสนเงินที่สูงมาก ทางเซลล์ถึงจะปล่อยสินค้ารุ่นลิมิเต็ดให้

ซึ่งธุรกิจล่าสุดตอนนี้คือการผ่อนของเเบรนด์เนม โดยเจ้าของจะได้เงินจากดอกเบี้ยที่เก็บต่อเดือนกับลูกค้า ซึ่งบอกเลยค่ะว่าความต้องการของกระเป๋าเเบรนด์เนมสูงมากๆ เพราะเป็นของคู่ใจสาวๆซึ่งปัจจุบันมูลค่าตลาดเเฟชั่นสูงถึง 18,000 ล้านบาท เเละยังเติบโตขึ้นทุกๆ ปี

4. Cross border

ถึงตลาด E-commerce ในไทยจะเติบโตสูงมากเเต่ถ้าเทียบกับการเเข่งขันที่สูงขึ้นไม่ต่างกัน อาจไม่ใช่ผลดีต่อคนที่อยากกระโดดเข้ามาสงคราม E-commerce ก็ได้

ซึ่งไม่ใช่เเค่ในไทยเท่านั้นที่ E-commerce เติบโตเเต่เป็นทั่วโลก การเข้าไปเจาะกลุ่มต่างประเทศจึงเป็นการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจ ซึ่งในไทยยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาเล่นต่างประเทศมากนัก

เพราะความไม่เชี่ยวชาญเรื่องภาษีระหว่างประเทศเเละภาษา ทำให้เป็นโอกาสสำหรับนักธุรกิจที่อยากเปิดตลาดใหม่ๆ เเละมองเห็นศักยภาพของสินค้าตนเอง

หรือถ้ากลัวต้นทุนจมก็สามารถลดต้นทุน ด้วยวิธีรับออเดอร์ก่อนจะได้ไม่ต้องสต๊อคสินค้าเเละลดความเสี่ยง ประเทศจีนเป็นกลุ่มที่น่าสนใจที่สุดเพราะเเคมเปญ 11.11 จีนกวาดรายได้ไปกว่า 1 ล้านล้านบาท เป็นมูลค่าสูงที่ถ้าใครมีทักษะในการค้า E-Commerce ต้องกระโดดเข้าไปเล่นให้ได้

5. Workshop

ธุรกิจที่เติบโตในไทยได้ไม่นานเเต่จะเห็นได้เยอะเกี่ยวกับธุรกิจการตลาดออนไลน์หรือดีไซน์ ซึ่งข้อดีคือเหมือนเข้าปลุกตลาดงานฝีมือให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

โดยในไทย Workshop งานคราฟต่างๆ เเต่ละคอร์สตกที่ 2,500-6,000 (ราคาขึ้นอยู่กับประเภท) คอร์สละ 20 คน เปิดคอร์ส 1 ครั้งก็ได้รายได้ถึง 50,000 บาท

เป็นธุรกิจที่นำความรู้เเละความสามารถเราไปหารายได้ทั้งเสริมเเละหลักเเถมรายได้มหาศาลอีกด้วย

ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีธุรกิจอีกมากที่น่าสนใจเเละรายได้ดี เพียงเเค่มีความคิดอยากจะต่อยอดเเละกล้าจะที่จะผลักดันไอเดียที่ตนเองมีออกมาทำจริงๆ 

เเละหากเกิดการเเข่งขันสูงขึ้น จะเป็นการสร้างมาตรฐานให้ธุรกิจนั้นๆ ไปสู่ประสิทธิภาพสูงสุดเเละนำมาซึ่งลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นพร้อมรายได้ที่สูงเช่นกัน

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/5-business-interesting/