คลังเก็บป้ายกำกับ: DTAC

ดีแทค-มูลนิธิชัยพัฒนา-เนคเทค ร่วมมือวิจัยเพาะ “เห็ดหลินจือ” ในฤดูหนาวเลขตัวเดียวสำเร็จด้วย 5G คลื่น 700 MHz

  • เทคโนโลยีเกาะติดศึกษาเชิงลึกการเติบโตสายพันธุ์เห็ดหลินจือ
  • นำ 5G เชื่อมต่อ IoT และ Machine Leaning สร้างความต่างเพิ่มความแม่นยำเพาะปลูก
  • แก้ปัญหาความยากจนเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่อากาศหนาวเย็น

alt="dtac"

ดีแทค ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และเนคเทค สวทช. คิดค้นโครงการวิจัยโรงเรือนเกษตรอัจฉริยะกรณีศึกษาเห็ดหลินจือ นำเทคโนโลยี 5G คลื่น 700 MHz พร้อม IoT และ Machine Leaning ตอบโจทย์เพาะเห็ดหลินจือในฤดูหนาวเลขตัวเดียวสำเร็จ พร้อมนำองค์ความรู้มาพัฒนาการทำเกษตรแม่นยำ เก็บดาต้าปัจจัยแวดล้อม ลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค สู่การควบคุมโรงเรือน ตั้งทุกค่า คำนวณเหมาะสมสภาพแวดล้อมเพาะปลูก ดึงธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติร่วมทดสอบและวิจัย เตรียมเผยแพร่องค์ความรู้ต่อเกษตรกรในพื้นที่หนาวเย็น ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

เห็ดหลินจือมีคุณภาพทางโภชนาการและยาสูงมาก โดยเห็ดหลินจืออบแห้งมีมูลค่าประมาณกิโลกรัมละ 2,000 บาท และสำหรับสปอร์เห็ดหลินจือมีมูลค่าสูงถึงประมาณกิโลกรัมละ 20,000 บาท สามารถเพาะได้ดีในอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส แต่ไม่สามารถเติบโตได้ในฤดูหนาวเลขตัวเดียว ซึ่งภาคเหนือของไทยระหว่างเดือน พฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อุณหภูมิในฤดูหนาวอาจจะลดลงอยู่ที่ 7-10 องศาเซลเซียส ทำให้ไม่สามารถเพาะเห็ดหลินจือได้ ดังนั้น ถ้าคิดค้นวิธีการเพาะปลูกในอากาศหนาวดังกล่าวได้จะสามารถถ่ายทอดความรู้และพัฒนาให้กับเกษตรกรไทย

alt="dtac"

ดีแทค-มูลนิธิชัยพัฒนา-เนคเทค จึงได้ร่วมมือทดลองเพาะเห็ดหลินจือในฤดูหนาว ในโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมบนพื้นที่สูงของมูลนิธิชัยพัฒนา ต.โป่งน้ำร้อน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ด้วยเทคโนโลยี 5G และการนำเทคโนโลยี Machine Learning มาใช้ร่วมกับ IoT ซึ่งจะมีการเก็บดาต้าภาพถ่าย ขนาด รูปร่าง สี ตลอดช่วงการเจริญเติบโตด้วยระบบกล้องบันทึกภาพความละเอียดสูง รวบรวมเป็นฐานข้อมูลและใช้โปรแกรมวิเคราะห์ภาพ ที่จะพัฒนาการเพาะเห็ดหลินจือได้แม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งคาดการณ์สภาพแวดล้อม ปรับสภาพความเหมาะสม อากาศ อุณหภูมิ ความชื้น แสง และยังอัปเดตชุดข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถจัดการได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เพื่อพัฒนาการเกษตรที่จะมีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งเป็นการสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย

อนุตรา วรรณวิโรจน์ ผู้อำนวยการโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมบนพื้นที่สูงของมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า “การพัฒนาการเกษตรในปัจจุบันจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง นำมาสู่แนวคิดแผนการพัฒนาโครงการฯ นำเทคโนโลยีเข้าในปรับใช้ในการเกษตรในหลากหลายมิติ เช่น การจัดการผลิตพืช การใช้พลังงาน และการตลาด เพื่อให้สอดรับกับความท้าทายทางการเกษตรในอนาคต โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมูลนิธิชัยพัฒนา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเทคโนโลยีการสื่อสาร เช่น อินเทอร์เน็ตสรรพสิ่งหรือ IoT จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในโรงเรือนและนำมาซึ่งความต่อเนื่องของผลผลิต”

alt="dtac"

ประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “เรานำความรู้ด้านเทคโนโลยี 5G ที่สร้างความแตกต่างและมีความแม่นยำสูงใช้ในการศึกษาเชิงลึกการเติบโตสายพันธุ์เห็ดหลินจือ โดยดีแทคมีส่วนร่วมออกแบบและวางแผนติดตั้งระบบเซนเซอร์ รวมทั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ รวมถึงการติดตั้งและดูแลเสาสัญญาณเพื่อขยายพื้นที่การสัญญาณเครือข่าย 5G บนคลื่นความถี่ 700 MHz นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนโครงสร้างระบบฐานข้อมูลบนคลาวด์ เพื่อเก็บข้อมูลปัจจัยเพาะปลูก ตลอดจนจัดทำแอปพลิเคชันแสดงผลภาพถ่ายหน้าจอมือถือ เพื่อให้สะดวกในการดูแลและบริหารจัดการ”

“ดีแทคนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ประโยชน์ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีความจำเป็นในการเพิ่มเติมองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภาพทางการผลิต นอกจากนี้ ยังคาดหวังในผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกรที่ยากจน โดยนำองค์ความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการเกษตรต่างๆ โดยเฉพาะการเพาะปลูกพืชผลในโรงเรือนที่มีมูลค่าสูงอย่างเห็ดหลินจือ ที่ตลาดมีความต้องการสูง เป็นการนำเทคโนโลยีมาตอบโจทย์คุณภาพชีวิต สร้างรายได้และกำไรให้เกษตรกร” นายประเทศ กล่าว

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวได้ดำเนินมาสู่โครงการวิจัยโรงเรือนเกษตรอัจฉริยะ กรณีศึกษาเห็ดหลินจือ ระยะที่ 3 พร้อมการนำเทคโนโลยี 5G สู่การควบคุมสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมในการเพาะเห็ดหลินจือในช่วงเดือนธันวาคม 2564 – กุมภาพันธ์ 2565 ส่งผลให้เห็ดหลินจือออกดอก และสามารถดักสปอร์ซึ่งเป็นผลผลิตหลักของตลาดได้สำเร็จ ถือเป็นการก้าวไปอีกขั้นของโครงการวิจัยโรงเรือนเกษตรอัจฉริยะในการพิชิตโจทย์ความท้าทายอันเกิดจากธรรมชาติ

alt="dtac"

ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) กล่าวเสริมว่า จากผลการศึกษาในระยะที่ 1 และ 2 ทางคณะทำงานเห็นสมควรให้ทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการก่อน โดยเนคเทค ได้ติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์ และระบบอัตโนมัติเพื่อการเกษตร ได้แก่ เซนเซอร์วัดอุณหภูมิ ความชื้น และความเข้มแสง โดยทำการรับ-ส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายไปยัง IoT Cloud Platform เพื่อติดตาม ควบคุมสั่งการระบบต่าง ๆ ภายในโรงเรือน ผ่านแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว รวมถึงนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาใช้วิเคราะห์จำลองสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเห็ดหลินจือ และทดสอบปัจจัยต่างๆ ภายในตู้ควบคุมหรือ Growth Chamber ขนาด 100 ก้อน พบว่าเราได้ข้อมูลสำคัญที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมตามความต้องการ และโรงเรือนขนาดเล็กขนาด 400-500 ก้อน เพื่อศึกษาปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสม และนำไปประยุกต์ใช้ในโรงเรือนเพาะเห็ดหลินจือขนาดใหญ่ ซึ่งจะขยายความรับผิดชอบนี้ให้แก่ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biobank of Thailand ภายใต้กำกับดูแลของ สวทช. ที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เข้าร่วมในการศึกษาวิจัยให้ได้ข้อมูลปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มผลผลิตของเห็ดหลินจือนอกฤดูกาลอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับปรับปรุงกระบวนการสู่การดำเนินงานโครงการในระยะที่ 3 ให้หมาะสมมากยิ่งขึ้น และการใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ เข้ามาช่วยสนับสนุน อย่างเช่น AI ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ ขยายผลไปสู่เกษตรกรเพื่อช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ในระยะยาว

“สำหรับโครงการความร่วมมือทางด้านวิจัยที่เกิดขึ้น ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของการเตรียมพร้อมงานวิจัยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะแห่งอนาคต ภายใต้ความท้าทายในยุคดิจิทัล ที่ข้อมูลถือเป็นหัวใจ AI เป็นสมองช่วยคิดวิเคราะห์ เครือข่าย (Network) เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการส่งผ่านข้อมูล ดังนั้น การได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่างมูลนิธิชัยพัฒนาและดีแทคจะทำให้เกิดระบบนิเวศน์ของการใช้เทคโนโลยีที่ก่อประโยชน์ต่อคนหมู่มาก เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้สอดรับกับวิสัยทัศน์ของเนคเทคที่ต้องการเป็นฐานรากสำคัญด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศขั้นสูงของประเทศ”

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/128565

สีสันพันเผ่า ผู้ประกอบการวัยเก๋าที่มีเป้าหมายพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้สัญชาติ กับการโกออนไลน์สู้วิกฤติการท่องเที่ยว

วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปีนั้น ตรงกับวันโทรคมนาคมและสังคมสารสนเทศโลก (World Telecommunication and Information Society Day) ในปีนี้องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ ‘healthy ageing’ หรือการสูงวัยอย่างมีสุขภาวะนั้นเป็นธีมประจำปี เพื่อสร้างความตระหนักถึงบทบาทของเทคโนโลยีโทรคมนาคมในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้คนสามารถก้าวสู่การสูงวัยอย่างมีคุณภาพ และพึ่งพาตัวเองได้ทั้งกาย ใจ และในด้านรายได้ อันเป็นหัวใจในการสร้างความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจและระบบสาธารณสุข

dtac

จุดมุ่งหมายนี้สอดคล้องกับภารกิจของดีแทค ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้สังคมไทยด้วยพลังแห่งการเชื่อมต่อ และการสร้างสังคมดิจิทัลที่ทุกคนมีส่วนร่วม ซึ่งที่ผ่านมา เรามีการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ให้กับกลุ่มคนเปราะบางต่างๆ รวมถึงผู้สูงวัย ในโอกาสพิเศษนี้ เราจึงขอชวนทุกท่านไปติดตามเรื่องราวของ อาภา หน่อตา ผู้ประกอบการวัยเก๋าชาวเชียงรายจากโครงการดีแทค เน็ตทำกิน และผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจเพื่อสังคมที่ใช้สีสันและลวดลายงดงามของเครื่องแต่งกายชนเผ่า ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มสตรีในชุมชนชาติพันธุ์

ปัญหาทับซ้อนของแม่สาย

ย้อนกลับไปเดือนมิถุนายน 2561 ประเทศไทยกลายเป็นที่จับตาของคนทั้งโลก เมื่อเกิดเหตุผู้ช่วยฝึกสอนและนักฟุตบอลเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี จำนวน 13 ชีวิต ได้เข้าไปสำรวจถ้ำและหายตัวไปในถ้ำหลวง ภายในอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เหตุการณ์ดังกล่าวตราตรึงคนทั้งโลกจนได้รับการขนานนามว่า “Thailand’s Miracle Cave Rescue”

หากจำกันได้ ภายหลังปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยถ้ำหลวงสำเร็จลุล่วง อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับการสะท้อนจากภารกิจช่วยเหลือดังกล่าวคือปัญหาคนไร้สัญชาติ เนื่องจากโค้ชทีมหมูป่าและนักฟุตบอลของทีมบางคนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในไทย แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้รับสัญชาติไทย

แม่สาย เป็นอำเภอที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย ติดกับจังหวัดท่าขี้เหล็กของเมียนมา โดยมีแม่น้ำแม่สายเป็นพรมแดนกั้นระหว่างสองประเทศ ชาวไทยและชาวเมียนมาเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างเสรี (ก่อนเกิดเหตุการณ์รัฐประหารของพม่าในปี 2564) ด้วยเหตุนี้ ทำให้ อ.แม่สายมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง แต่พื้นที่ดังกล่าวก็รายล้อมด้วยปัญหาทางสังคมในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด แรงงานอพยพ คนไร้สัญชาติ และการค้ามนุษย์

“เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ด้วยความได้เปรียบทางกายภาพของแม่สายที่เป็นเมืองติดชายแดน มีการค้าการลงทุนสูง ทำให้ปัญหาที่ตามมาคือการค้าบริการทางเพศและหลบหนีเข้าเมือง ผู้ชายต้องการเข้ามาใช้แรงงาน ส่วนผู้หญิงจะเข้ามาทำงานบริการ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าจำนวนหนึ่งต้องการมาให้บริการทางเพศ ไม่เพียงเท่านั้น ผู้หญิงท้องถิ่นบางส่วนก็ตกอยู่ในวงจรนี้ด้วย นำไปสู่ความท้าทายด้านสิทธิของผู้หญิงบริการเหล่านี้” อาภา หน่อตา หรือ ปอม อายุ 51 ปี อดีตเจ้าหน้าที่มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เพื่อพนักงานบริการ ซึ่งปัจจุบันได้ปิดทำการสาขาเชียงรายไปแล้ว อธิบายปัญหาที่มาพร้อมกับความเจริญของเมือง

ด้วยการเคลื่อนย้ายประชากรข้ามชาติในลักษณะต่างๆ โดยเฉพาะการอพยพหนีจากความยากจน ทำให้แม่สายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีคนไร้สัญชาติอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยพวกเขาเหล่านี้เข้าไม่ถึงสิทธิในมิติต่างๆ ทั้งความยุติธรรม การเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย และสาธารณสุข ซึ่งรวมถึงการแพร่ระบาดของโรคเอดส์

ความยากจนคือรากของปัญหา

ตลอดระยะการทำงานภาคประชาสังคมทั่วทั้งเชียงรายของอาภา เธอตระหนักชัดถึงรากฐานของปัญหาสังคม นั่นคือปัญหาเรื่องปากท้องและการเลี้ยงชีพ กล่าวคือ ทุกคนต่างต้องการชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งคนท้องถิ่นเดิมที่ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม ปลูกใบยาสูบและข้าวโพดเป็นหลัก รวมไปถึงแรงงานอพยพจำนวนมากที่ต่างใช้แม่สายเป็นทางผ่าน

ในระหว่างที่อาภาทำงานภาคประชาสังคม อีกหนึ่งอาชีพที่ช่วยสร้างรายได้เสริมให้เธอ ก็คือการออกแบบและขายเสื้อผ้าชาวไทยภูเขาและชนพื้นเมืองในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์ ตัวอย่างเช่น ม้ง กะเหรี่ยง ปวาเกอะญอ อาข่า เมี่ยน ลาหู่ ดาราอ้าง และคะฉิ่น อันเป็นทักษะที่เธอเรียนรู้มาแต่เด็กจากคุณน้าของเธอ โดยแรกเริ่มเดิมทีนั้นเป็นธุรกิจที่มีช่องทางขายแบบหน้าร้านเพียงอย่างเดียวและพุ่งเป้าไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยว

“การทำงานกับผู้คนจากหลายชาติพันธุ์ ทำให้เราเห็นว่าการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มคนเหล่านี้ น่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่า จึงได้สอนและจ้างหญิงชาติพันธุ์ มาทำงานเย็บปักถักร้อย สร้างอาชีพให้พวกเขาได้” อาภาเล่า

จากรุ่งสู่ร่วง

ขณะที่ธุรกิจกำลังดำเนินไปได้ดี อาภาก็ต้องเผชิญกับพายุโหมกระหน่ำอย่างไม่ทันตั้งตัวจากทั้งวิกฤตโควิด-19 และสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา ส่งผลให้ด่านพรมแดนแม่สายปิดมายาวนานกว่า 2 ปีเต็ม จนยอดนักท่องเที่ยววันละหลายพันคนลดลงเหลือศูนย์ และธุรกิจของเธอนั้นขาดรายได้ พร้อมๆ กับที่มูลนิธิซึ่งเธอทำงานประจำอยู่ก็ปิดทำการสาขาเชียงรายลง อาภาจึงตัดสินใจ “โกออนไลน์”

“แรกๆ ก็ตั้งเพจเอง ไหว้วานให้เด็กๆ ที่รู้จักกันช่วย ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่วันหนึ่ง ก็เห็นข่าวดีแทคเปิดโครงการเน็ตทำกิน ผู้ประกอบการวัยเก๋า 50+ ก็เลยลองสมัครไปดู แล้วก็ได้รับการคัดเลือก เลยไปอบรมกับโค้ชของดีแทคหนึ่งวัน ซึ่งขอบอกเลยว่าเทคนิคเพียบ และที่สำคัญ คนสอนใจเย็นมาก” เธอกล่าว ก่อนจะเสริมต่อว่า “พออบรมเสร็จแล้วก็คิดว่าจบกันไป แต่กับโครงการนี้ไม่ใช่ ไอซ์ (หนึ่งในโค้ชของโครงการ) มาช่วยสอนถึงที่ ให้ความเอาใจใส่ อธิบายจนกว่าจะทำเป็น ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ผู้ประกอบการวัยเก๋าต้องการ”

ปัจจุบัน เธอยังคงเดินหน้าทำงานกับภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่องในฐานะผู้ดำเนินการศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์สตรีนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในการสร้างองค์ความรู้และอาชีพให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ทั้งการทำอาหาร การตัดเย็บเสื้อผ้า ฯลฯ ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจเพื่อสังคมในชื่อ ‘ร้านสีสันพันเผ่า

“ขอบคุณดีแทค เน็ตทำกินมากๆ ความรู้ที่ได้รับนั้น เราได้นำไปถ่ายทอดให้กลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิก เช่น การถ่ายภาพ การสร้างเพจ และการทำคอนเทนต์ จริงๆ การขายออนไลน์นั้นทำได้ไม่ยาก แต่ต้องทำอย่างจริงจัง เชื่อมั่นในตัวเอง อยากให้ลองเปิดใจมาทำ แล้วจะรู้ว่าการขายของบนโลกออนไลน์ไม่ใช่เรื่องสำหรับเด็กเท่านั้น แต่วัยเก๋า วัยผู้ใหญ่ก็สามารถทำได้ไม่ต่างกัน” อาภาทิ้งท้าย

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/chiang-rai-senior-entrepreneur-goes-digital-to-save-her-hilltribe-clothing-business-and-improve-the-rights-of-stateless-people/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=chiang-rai-senior-entrepreneur-goes-digital-to-save-her-hilltribe-clothing-business-and-improve-the-rights-of-stateless-people

ดีแทคประกาศผล 5 ทีมเยาวชน ประชันสุดยอดไอเดีย ใช้เทคโนโลยีจัดกันกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ จากเวทีงาน dtac Young Safe Internet Leaders’ Cyber Camp ปี 4

หลังจากที่เยาวชนทั้ง 200 คนจากผู้สมัครทั้งหมด 1,178 คน ได้เข้าแคมป์ Young Safe Internet Leader Cyber Camp ใน Metaverse มานานถึง 3 สัปดาห์ ผ่านการเรียนใน bootcamp และเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาไอเดียสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม ใน Cyber-security sandbox วันนี้ เยาวชนที่มีโครงงานดีที่สุด และสามารถลงมือปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง 5 ทีม ได้รับเลือกให้เป็นทีมผู้ชนะ ได้แก่

dtac

1. ทีม Ailurus – เว็ปไซต์ป้องกัน ‘Negative Digital Footprint’ อันใช้ศิลปะเข้ามาเยียวยาจิตใจผู้ใช้งาน

เว็บแอปพลิเคชัน ที่ให้ผู้ใช้เข้ามาระบายอารมณ์และความรู้สึกผ่านการพิมพ์ข้อความ โดยจะมีเพียงผู้ที่ระบายความรู้สึกเห็นข้อความเหล่านั้นเพียงคนเดียว เพื่อความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและป้องกันปัญหาเรื่อง Negative Digital Footprint แต่เว็บไซต์ไม่ได้เพียงแค่ให้ผู้ใช้ระบายความรู้สึกเพียงอย่างเดียว โดยเราจะใช้การเปลี่ยนข้อความ Negative ให้เป็นรูปภาพ ซึ่งนำเรื่องของศิลปะเข้ามาดึงดูดและเบี่ยงเบนความสนใจให้ความรู้สึกด้านลบหายไป นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกต่าง ๆ เช่น คำคม กีฬา หนังสือ เพื่อเป็นการสร้างเสียงหัวเราะและเป็นการแนะนำและให้ความรู้กับผู้ที่เข้ามาใช้เว็บไซต์ด้วย

2. ทีม Don’t leave the door open – นวัตกรรมที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขของแพลตฟอร์มยอดฮิตในยุคโควิด-19 เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล

คนมากถึง 92% ไม่อ่านข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้งาน instruction และ manual ที่เยอะแยะหลายหน้า เพราะต้องใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง ทีมนี้จึงเสนอการแก้ปัญหา โดยการจัดระบบข้อมูลเอาไปวางในหน้าเว็บไซต์นั้น ก่อนที่เข้าไปอ่านข้อกำหนด PS Tac ปลอดภัยได้มากขึ้น PS TaC นวัตกรรมที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถอ่านทำความเข้าใจข้อกำหนดและเงื่อนไขได้ดียิ่งขึ้น

3. ทีม Dr.pla – ศูนย์กลางความช่วยเหลือที่ไม่มีที่ว่างให้มิจฉาชีพ

ปัญหาการแอบอ้างรับเงินบริจาค ส่วนใหญ่เป็นเงินจำนวนน้อย ผู้บริจาคจึงไม่คิดอะไร เว็บไซต์ช่วยเติมเต็มความช่วยเหลือ โดยการรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้อง และช่วยตรวจสอบรวบรวมผู้รับบริจาค ตัดมิจฉาชีพออกจากวงจรการบริจาค เว็บไซต์ “เติมเต็ม” รวบรวมผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เน้นเป็นที่รายบุคคล(ไม่ใช่องค์กร/กิจกรรม) โดยข้อมูลผู้ต้องการรับบริจาค จะมีการตรวจสอบจากตัวผู้ต้องการรับบริจาค ชุมชน หรือผู้ที่มีข้อมูล เพื่อรับรองว่าต้องการความช่วยเหลือจริงๆ โดยเมื่อผ่านจะมีการนำชื่อ/บัญชี/ยอด/รายละเอียด ลงในเว็ปไซต์ ป้องกันช่องโหว่สำหรับมิจฉาชีพ

4. ทีม ดีแทคดีใจ – เมืองจำลองของ ‘อาชีพที่ต้องต่อสู้กับการโจมตีทางไซเบอร์’ ในรูปแบบ Metaverse Game

ผลสำรวจจาก ETDA ในปี 2564 พบว่า Gen Z คือกลุ่มคนที่เล่นโซเชียลมีเดียมากที่สุด ซึ่งทำให้มีโอกาสถูกโจตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นเยาวชนทีม ‘ดีแทคดีใจ’ จึงภูมิใจนำเสนอ เกม Simulation ในรูปแบบ Metaverse ที่ให้ผู้เล่นสามารถจำลองการใช้ชีวิตและสถานการณ์การถูกโจมตีทางไซเบอร์ผ่านสาขาอาชีพต่างๆ อาทิ YouTuber Graphic Designer และ Online seller เพื่อให้ผู้เล่นสามารถเรียนรู้วิธีการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งนี้ เยาวชนยังชี้ให้เห็นถึง 3 เหตุผลที่เลือกพัฒนาเกมบนโลก Metaverse เพราะเป็นแพลตฟอร์มโลกเสมือนจริงที่ผู้ใช้งานสามารถจำลองสถานการณ์ได้ดีที่สุด ทั้งยังเป็นสื่อสมัยใหม่ที่มีความน่าสนใจและมีแนวโน้มที่จะมีการเติบโตในอนาคต

5. ทีม กลัวเสียฟอร์ม เลยยอมเสียเธอ – Bot ‘น้องเตือนใจ’ ตรวจจับเว็ปปลอมได้อย่างทันใจและแม่นยำ

‘น้องเตือนใจ’ Bot ตรวจจับเว็ปปลอมได้อย่างทันใจ เผยให้ dtac Safe Internet เห็นว่า 86.6% ของชาวเน็ตจำนวน 580 คน มีพฤติกรรมไม่ตรวจสอบ URL link ว่าเป็น URL จากมิจฉาชีพหรือไม่ ดังนั้นนวัตกรรมที่ ‘น้องเตือนใจ’ เลือกที่จะนำเสนอ Chatbot ที่จะฝังตัวอยู่ใน Chat Application ที่จะคอยแจ้งเตือนทุกครั้งเมื่อ URL link ปลอมถูกแฝงตัวเข้ามาอยู่ในบทสนทนา

ทั้ง 5 ทีม จะได้รับเงินรางวัลไปต่อยอดพัฒนาไอเดียทีมละ 80,000 บาท รวมรางวัลมูลค่า 400,000 บาท และดีแทค จะยังทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ให้ทุกทีมสามารถพัฒนาต่อยอดไอเดีย สู่การปฏิบัติได้จริงต่อไป

โดยคณะกรรมการที่ร่วมตัดสินในงาน 4 ท่าน ประกอบด้วย คุณทวีวัฒน์ จันทรเสโน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด คุณกัลยา โกวิทย์วิสิทธิ์ Co-Founder FabCafe Bangkok, Creative Digital Hub พื้นที่ปล่อยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ คุณชิตพงษ์ กิตตินราดร Social Innovation Specialist จาก Change Fusion และ คุณรัชญา กุลณพงษ์  ผู้อำนวยการ ฝ่ายความยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค

โดยการตัดสินครั้งนี้ พิจารณาคัดเลือกทีมผู้ชนะ 5 ทีมที่มีความน่าสนใจของนวัตกรรมสร้างสรรค์ ทักษะหรือเทคนิคที่ใช้ มีความเป็นไปได้ในการดำเนินการ ประโยชน์ที่ได้รับ และมีศักยภาพในการเติบโต การต่อยอดหรือมีโอกาสขยายผลได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีทีมเยาวชนที่ร่วมนำเสนอไอเดียที่น่าสนใจอีก 5 ทีม ที่นำเสนอในงาน ได้แก่

1. 8สหาย84000เซลล์ – เชื่อมต่อเทคโนโลยี Biometric กับอุตสาหกรรมการแพทย์และสาธารณสุข

การยืนยันตัวตนผ่านลายนิ้วมือ โดยเมื่อสแกนลายนิ้วมือแล้วจะแสดงข้อมูลทั่วไปของผู้ได้รับบาดเจ็บกรณีที่หมดสติหรือเสียชีวิต ในลิงค์ข้อมูลที่มีการป้องกันการบันทึกภาพหน้าจอ เพื่อรักษาข้อมูลส่วนบุคคลหรือที่เราเรียกกันว่า data privacy ที่มีข้อมูลมาจากโรงพยาบาล บริษัทเกี่ยวกับประกันสังคมประกันชีวิต และสถานีตำรวจ โดยลิงค์จะส่งให้ภายในไลน์แชทบอทที่มีชื่อว่า MIS ซึ่งย่อมาจาก Medical Intelligent Scan เพื่อความสะดวกต่อการใช้งานของเจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสา

2. CyberGOAT – แอปพลิเคชั่นที่จะพาผู้ใช้งานท่องโลกความปลอดภัยทางไซเบอร์ในรูปแบบเกม 3 มิติ

Go! Go! Cyber Boy หนุ่มน้อยพิทักษ์ไซเบอร์ ” เป็นแอปพลิเคชั่นส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบของเกม 3 มิติ ที่จะให้ผู้เล่นควบคุมตัวละครไปศึกษาความรู้เกี่ยวกับภัยร้ายจากโลกไซเบอร์ที่จะเเบ่งเนื้อหาออกเป็นสถานีย่อย ๆ ตามเกาะต่าง ๆ เรียนรู้เรื่องไซเบอร์กับ 5 ฐาน คือ สถานีเว็บจริง เว็บปลอม ให้ผู้เล่นตัดสินสินใจเลือก สถานีรหัสผ่านปลอดภัย สถานีข่าวปลอม ดึงดูดให้การเรียนรู้น่าสนใจมากขึ้น พร้อมทั้งเล่นเกมเพื่อทดสอบความเข้าใจหลังจากการเรียนรู้  ออกแบบมาให้ใช้งานบนอุปกรณ์พกพา สมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ดึงดูดให้การเรียนรู้น่าสนใจมากขึ้น นอกจากเหมาะกับเยาวชนแล้ว ยังเหมาะกับคนหลายกลุ่ม รวมทั้งองค์กรใหญ่สามารถนำมาปรับในการอบรมกับพนักงานได้

3. Secure Security Society (SSS) – คอมมิวนิตี้ของคนรักกิจกรรมที่มอบ Reward ในรูปแบบ NFT certificate

“ตอกเสาเข็มพิพิธภัณฑ์ให้ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อที่เด็กและเยาวชนจะสามารถสร้างสรรค์ผลงาน ผลงานสร้างสรรค์สังคม สังคมสร้างสรรค์สัมพันธ์”  วลีเด็ดจาก “Youthkub” แพลตฟอร์มรวบรวมกิจกรรมหลากหลายรูปแบบสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่เพิ่มระดับความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานโดยสามารถตรวจสอบข้อมูลของผู้จัดกิจกรรมได้อย่างละเอียด จึงถือเป็นแพลตฟอร์มที่จบ ครบ ในที่เดียว ช่วยทำให้ผู้ใช้งานประหยัดเวลาโดยไม่ต้องติดตามข้อมูลข่าวสารของกิจกรรมหลายช่องทาง และที่สำคัญยังนำเทคโนโลยี Blockchain ออกเกียรติบัตรในรูปแบบ NFT ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อป้องกันการปลอมแปลงเกียรติบัตรอีกด้วย

4. Kab kab – ควิซ ‘Cyberpath’ วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง ผ่านประเด็น Cybersecurity

จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถทำให้ทุกคนมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์มากขึ้นด้วย “CyberPath” เว็ปแอพพลิเคชั่นที่นำเสนอในรูปแบบ quiz game ที่จะวิเคราะห์จุดแข็ง จุดออ่อน และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของผู้ใช้งาน พร้อมทั้งแนะนำความรู้จุดที่ผู้ใช้งานยังมีช่องโหว่ เผื่อให้ผู้ใช้งานสามารถอยู่บนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย

5. นํ้าไหลไฟดูด – ซอฟต์แวร์ที่จะปกป้องทุกคนให้ปลอดภัยจาก Phishing

ในปี 2020 มีเหยื่อที่โดน phishing ในประเทศไทยกว่า 247,621 คน เยาวชนทีมน้ำไหลไฟดูดจึงออกแบบซอฟท์แวร์ “PhishFiona” ที่จะปกป้องทุกคนให้ปลอดภัยจาก phishing เพียงแค่คลิกติดตั้งระบบก็จะสามารถตรวจสอบ URL browser ได้อย่างทันที อีกทั้งซอฟต์แวร์ยังสามารถรายงานลิงค์ปลอมเหล่านั้นอีกด้วย ซึ่งเยาวชนทีมน้ำไหลไฟดูดยังมองเห็นโอกาสที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับกลุ่มคนที่พิการทางสายตาอีกเช่นกัน เยาวชนทีมน้ำไหลไฟดูดเชื่อมั่นว่า “ซอฟต์แวร์ของเราจะลดผู้ที่ถูกหลอกได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นจำนวน 173,000 คน

เบื้องหลังเส้นทางความสำเร็จของแกนนำเยาวชนอินเทอร์เน็ต เยาวชนได้ใช้เวลาร่วมกันกว่า 504 ชั่วโมง ใจกลางแพลต์ฟอร์ม Metaverse ที่ชื่อว่า The Cybersecurity Sandbox ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ระดมไอเดียและพัฒนาโครงการร่วมกับเพื่อนในค่าย ทดลองกระบวนงานทำงานแบบ Startup ตั้งแต่กระบวนการสร้างทีม (Team matching) กระบวนคิดเชิงออกแบบ(Design thinking) ด้วยการใช้ Business Model Canvas และการเสนอความคิดแบบ pitching เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการในวัน Demo Day  พร้อมได้รับการโค้ชชิ่งใน cyber-security sandbox ที่ช่วยให้ทั้งโค้ชและเยาวชนสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/dtac-young-safe-internet-leaders-cyber-camp-year-4/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dtac-young-safe-internet-leaders-cyber-camp-year-4

ดีแทคชวนลูกค้าชมงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 22 MONEY EXPO 2022 BANGKOK เติมความมั่งคั่งทางการเงินและสุขภาพ พร้อมมอบสิทธิพิเศษ ตลอดทั้งงานในวันที่ 12 – 15 พ.ค. ชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ดีแทค รีวอร์ด ร่วมกับ มหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 22 MONEY EXPO 2022 BANGKOK มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าดีแทค ที่ร่วมงาน เพื่อมองหาความมั่งคั่งทางการเงินและสุขภาพ ที่รวบรวมผู้ให้บริการทางการเงินและการลงทุนไว้มากที่สุดในที่เดียว

โดยลูกค้าดีแทคที่เข้าร่วมงานจะได้รับสิทธิพิเศษ 2 ต่อ เมื่อทำธุรกรรมครบ 5,000 บาทขึ้นไป ต่อแรกรับของที่ระลึกจากดีแทคภายในงาน ต่อที่สองรับ ME coins จาก Money Expo สำหรับลุ้นรางวัลภายใต้กิจกรรม Lucky ME Coins 

นอกจากนี้ลูกค้าดีแทค ยังสามารถนำดีแทค รีวอร์ด คอยน์ แลกของที่ระลึกพิเศษจากงาน Money Expo และแลกคูปองส่วนลดร้านอาหารภายในงาน พร้อมเลือกซื้อสินค้าและบริการราคาพิเศษจากบูทดีแทค ได้ตลอดงานทั้ง 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 – 15 พ.ค.  ณ ชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

dtac

สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าดีแทคในงาน มหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 22 MONEY EXPO 2022 BANGKOK

1) สิทธิพิเศษเมื่อทำธุรกรรมภายในงานครบ 5,000 บาทขึ้นไป

 ต่อที่ 1  รับฟรี Bossini pouch มูลค่า 1,090 บาท (จำกัด 150 สิทธิ์ต่อวัน)

ต่อที่ 2  รับเพิ่ม 1 ME Coins สำหรับลุ้นรางวัล อาทิ iPhone13, บัตรที่พัก Rest Detail Hua Hin เครื่องนวดพกพาและบัตรชมภาพยนตร์ (Gold Card) เป็นต้น ภายในงานผ่านกิจกรรม Lucky ME Coins โดย Money Expo จะเพิ่มให้อีก 1 ME Coins สำหรับลูกค้าดีแทค ตัวอย่างเช่น ปกติลูกค้าทำธุรกรรมในงาน 20,000 บาท จะได้รับ 4 ME Coins แต่ถ้าเป็นลูกค้าดีแทคจะได้รับ 4+1 = 5 ME Coins

2) ลูกค้าดีแทคใช้ dtac reward coins เพื่อแลกตุ๊กตาน้อง Happy Money จากงาน Money Expo 

3) ลูกค้าดีแทค ใช้ dtac reward coins เพื่อแลกคูปองส่วนลด มูลค่า 20 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดที่ร้านอาหารต่างๆ ภายในงาน โดยลูกค้าดีแทคสามารถกดรับสิทธิ์พิเศษภายในงานได้อย่างสะดวก ง่ายๆผ่านทางดีแทค แอป


บรรยายภาพ

นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงาน (ที่สามจากซ้าย) นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วม (ที่สองจากซ้าย) นางสาวภริตา  วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานร่วม (ซ้ายสุด) งานมหกรรมการเงิน Money Expo นายฮาว ริเร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด (กลาง) และนางสาวเพ็ญพงา สุทธิมณฑล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารลูกค้า ดีแทค รีวอร์ด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค (ที่ห้าจากซ้าย) ร่วมกันมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าดีแทค ที่เข้าร่วมงาน มหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 22 MONEY EXPO 2022 BANGKOK ซึ่งภายในงาน ดีแทค รีวอร์ด ได้จัดเตรียมของที่ระลึกและสิทธิพิเศษ พร้อมด้วยข้อเสนอสินค้าและบริการที่ในราคาพิเศษที่บูทดีแทคเฉพาะในงานนี้เท่านั้น พบกันในวันที่ 12 – 15 พ.ค. ณ ชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/dtac-offers-special-privileges-to-customers-at-the-22nd-money-expo-2022-bangkok/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dtac-offers-special-privileges-to-customers-at-the-22nd-money-expo-2022-bangkok

ดีแทคเน็ตทำกินชวนคุยข้าราชการเกษียณผู้บุกเบิกผ้าบาติกภูเก็ต และต่อลมหายใจศิลปหัตถกรรมด้วยออนไลน์

ประเทศไทยได้ประกาศยกเลิกมาตรการ Test & Go สำหรับผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นต้นไป ซึ่งจังหวัดท่องเที่ยวอย่างเกาะภูเก็ตนั้น ถูกจับตาว่าจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไข่มุกแห่งอันดามัน” ด้วยลักษณะเป็นเกาะตั้งอยู่ในทะเลอันดามันของมหาสมุทรอินเดีย เพียบพร้อมด้วยความงามทางธรรมชาติทั้งหาดทราย ชายทะเล และเกลียวคลื่น จนติดหนึ่งในจุดหมายอันดับต้นๆ ของนักเดินทางทั่วโลก

นอกจากความงามทางธรรมชาติแล้ว ภูเก็ตยังรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ประกอบสร้างจากทั้งชนพื้นเมือง นักเดินเรือ และพ่อค้าต่างชาติสมัยอยุธยา ทำให้ภูเก็ตจึงเปรียบเหมือนเป็นอีกหนึ่ง “Melting Pot” ซึ่งหนึ่งในตัวบ่งชี้สำคัญก็คือ “ผ้าบาติก”

dtac

หลงใหลในศิลปกรรมท้องถิ่น

”ด้วยความเป็นคนนครศรีธรรมราชโดยกำเนิด และหลงใหลในศิลปะวาดเขียนตั้งแต่อนุบาล เราจึงเลือกศึกษาต่อในวิทยาลัยศิลปหัตถกรรม นครศรีธรรมราช ก่อนจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยเพาะช่าง (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันศิลปะ โรงเรียนเพาะช่าง) วิชาเอกมัดย้อมทอย้อม ทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้สั่งสมวิชาการตกแต่งผ้าด้วยเทคนิคบาติก” พัชรีย์ แสงจันทร์ หรือปิ๋ว ข้าราชการเกษียณ วัย 62 ปี เล่า เธอคืออดีตศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และหนึ่งในผู้บุกเบิกหัตถกรรมผ้าบาติกในภูเก็ต

บาติก (Batik) หรือ ปาเต๊ะ เป็นคำในภาษาชวา หมายถึงผ้าชนิดหนึ่งที่ผลิตโดยการใช้เทียนปิดในส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสี จากนั้นจึงระบาย แต้ม หรือย้อมในส่วนที่ต้องการให้ติดสีลงไปบนผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายที่สวยงามตามต้องการ โดยสันนิษฐานว่าการทำบาติกของไทยได้รับการเผยแพร่องค์ความรู้มาจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย แต่ชาวไทยก็สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์และวิถีชีวิตความเป็นไทยลงไปบนผ้าบาติกด้วยความวิจิตรบรรจงได้อย่างงดงาม จนกลายเป็นสินค้าที่มีเสน่ห์เฉพาะ

เมื่อพัชรีย์สำเร็จการศึกษาจากเพาะช่าง เธอเลือกสอบบรรจุเป็นข้าราชการสังกัด กศน.โดยประจำหลายจังหวัดในภาคใต้ และท้ายสุดได้ประจำที่ จ.ภูเก็ต ในช่วงปี 2535 ซึ่งในขณะนั้นการทำผ้าบาติกยังไม่เป็นที่แพร่หลายในท้องที่นัก พัชรีย์จึงร่วมมือกับ อ.ชูชาติ ระวิจันทร์ แห่งวิทยาลัยครูภูเก็ต (มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตในปัจจุบัน) ในการพัฒนาหลักสูตรการตกแต่งผ้าด้วยเทคนิคบาติก และต่อมามีการขยายหลักสูตรไปทั่วประเทศ

ด้วยกลไกของ กศน. ที่มุ่งเสริมสร้างและพัฒนาทักษะอาชีพแก่คนในท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพชาวสวน รับจ้างกรีดยาง ชาวประมง และมีเวลาทำงานเป็นกะ ทำให้เหลือเวลาว่างในการเสริมสร้างทักษะอาชีพอื่นๆ พัชรีย์จึงทำหน้าที่ฝึกอาชีพให้กับชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ทั่วจังหวัด โดยหนึ่งหลักสูตรใช้เวลาทั้งสิ้นราว 100 ชั่วโมง

จุดเริ่มต้นภูเก็ตบาติก

เมื่อมีการให้ความรู้ฝึกปรือทักษะแก่ชาวบ้าน มีผลิตภัณฑ์ออกมามากมายแต่ไม่มีช่องทางขาย พัชรีย์จึงรับสินค้าผ้าบาติกที่ผลิตโดยชาวบ้านมาขายผ่านร้าน “ภูเก็ตบาติก” ซึ่งเธอขอพื้นที่ของบริษัททัวร์ที่สามีเธอทำงานอยู่มาใช้เป็นพื้นที่ขายสินค้า

“เชื่อไหมว่า จากตอนแรกที่ผ้าบาติกเยอะมาก ขายไม่ค่อยออก พอทัวร์นักท่องเที่ยวมาเจอเท่านั้นแหละ สินค้าหมดภายใน 3 วัน เรียกว่าทำไม่ทันเลยทีเดียว เพราะผ้าบาติกเป็นงานฝีมือ ผ้าหนึ่งชิ้นใช้เวลาทำ 2-3 วัน” พัชรีย์เล่าย้อนไปถึงยุครุ่งเรืองของการท่องเที่ยวภูเก็ต

ในช่วงเวลาดังกล่าว ชาวบ้านมีการรวมกลุ่มแยกออกไปขายสินค้าในลักษณะวิสาหกิจชุมชนบ้าง ขณะที่บางส่วนยังฝากร้านภูเก็ตบาติกขาย รวมทั้งมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอด เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีจะชอบผ้าบาติกแบบตัดเย็บเป็นผ้าพันคอ ชาวยุโรปจะชอบแบบผ้าคลุม ขณะที่ชาวจีนจะชอบผ้าบาติกแบบเสื้อยืด

“การทำผ้าบาติกต้องใช้การลงทุนสูง สีที่ใช้คือสีบาติก ราคากิโลกรัมละ 1,800-2,000 บาท ยังไม่นับรวมอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ผ้า กรอบไม้ขึงผ้า ปากกาเดินเทียน เตาไฟฟ้า เทียนขี้ผึ้งพาราฟิน ฯลฯ นอกจากนี้ เมื่อก่อนยังมีข้อจำกัดของเนื้อผ้าที่ต้องเป็นเส้นใยธรรมชาติ มีเนื้อบางเท่านั้น เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าป่านมัสลิน ผ้าไหม เพราะง่ายต่อการติดสี” พัชรีย์อธิบายเพิ่มเติม

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติสู่ผืนผ้า

อย่างไรก็ดี ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในขณะนั้น (นายเจด็จ อินสว่าง) ได้ออกนโยบายในการส่งเสริมอาชีพท้องถิ่น และกำหนดให้ข้าราชการใช้ผ้าบาติกเป็นชุดทำงานในทุกวันศุกร์ ซึ่งพัชรีย์นั่นเองเป็นผู้ออกแบบลายยูนิฟอร์มภายใต้แนวคิด “ทะเลเฟื่องฟ้า” เพื่อสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของจังหวัด นั่นคือ ทะเล และเฟื่องฟ้า ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด ขณะเดียวกัน เธอได้ทดลองการตกแต่งด้วยเทคนิคบาติกกับผ้าชนิดอื่นที่เป็นที่นิยมของตลาด เช่น ผ้าฝ้ายผสมโพลีเอสเตอร์ ผ้าเรยอน ซึ่งผลตอบรับจากตลาดนั้นดีเกินคาด

“ความยากของการทำผ้าบาติกคือ มือต้องนิ่ง ถ้ามือไม่นิ่งแล้ว เส้นลายจะไม่สวย ขยุกขยิก ไม่ได้คุณภาพ ส่วนการลงสีก็เป็นอีกเรื่องที่อยู่กับจินตนาการของคน ซึ่งจุดเด่นของการทำผ้าบาติกแบบไทยคือ การลงสีแบบไล่สี ทำให้ภาพดูมีมิติ ต่างจากแบบดั้งเดิมของอินโดนีเซียที่จะใช้วิธีจุ่มย้อม ทำให้ภาพไม่มีมิติ” พัชรีย์ กล่าวเสริม

เธอบอกว่า สินค้าของเธอแต่ละผืนล้วนเป็นสินค้าที่มีชิ้นเดียวในโลก แต่ละลายล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากธรรชาติและจินตนาการ เช่น เกลียวคลื่น หน้าผา ดอกไม้

“สมัยก่อนพี่ดำน้ำไปเห็นอะไรก็เอามาวาด อย่างท้องฟ้าของภูเก็ตยามพระอาทิตย์ตกดินก็เอามาไล่สี เป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติอย่างมาก หรือแม้แต่กราฟิตี้ซึ่งเป็นลวดลายสมัยนิยมก็เอามาลงสีบนผืนผ้า ถูกใจวัยรุ่นไปอีก” เธอกล่าว

ธุรกิจสะดุดด้วยโควิด

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ในปี 2562 ซึ่งเป็นยุคทองของการท่องเที่ยวไทยก่อนที่วิกฤตโควิดจะมาเยือนในช่วงต้นปี 2563 ภูเก็ตมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งสิ้นราว 14 ล้านราย สร้างรายได้ให้จังหวัดกว่า 4.7 แสนล้านบาท 

สถานการณ์ของภูเก็ตบาติกกำลังดูไปได้สวย แต่เมื่อวิกฤตโควิดเข้าตีเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต นักท่องเที่ยวจากสิบกว่าล้านคนเหลือเป็น “ศูนย์” พัชรีย์จึงตัดสินใจเลือกพึ่งพาช่องทางออนไลน์อย่างไม่ลังเล

“ช่วงแรกพี่ได้ลูกสาวมาช่วยเปิดเพจ สอนวิธีการทำคอนเทนต์และยิงโฆษณาให้ ซึ่งก็ได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยพื้นฐานที่ไม่เท่ากัน ช่องว่างระหว่างวัยก็ทำให้การเรียนรู้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร ข้าราชการวัยเกษียณวัย 62 ปีเล่า ก่อนจะเสริมต่อว่า “วันหนึ่งเห็นข่าวดีแทคเน็ตทำกินรับสมัครผู้ประกอบการวัยเก๋า จึงสมัครและได้รับการคัดเลือกไปอบรม หลักสูตรครอบคลุมความต้องการของแม่ค้าออนไลน์มือใหม่มากๆ อย่างเช่น เขียนคอนเทนต์ยังไงให้น่าสนใจ จัดวางสินค้า ถ่ายรูปยังไงให้สวย เมื่อก่อนก็ทำแบบบ้านๆ นั่นแหละ วางสินค้าที่พื้นแล้วถ่ายเลย ส่วนน้องๆ ก็สอนอย่างใจเย็น อธิบายซ้ำเเล้วซ้ำอีกในเรื่องเดิมๆ จนเราเข้าใจ”

พัชรีย์ยังบอกอีกว่า เดี๋ยวนี้เธอชวนหลานๆ ไปทำคอนเทนต์ถ่ายรูปริมทะเล อวดผ้าบาติกสีสันสดใสกับเกลียวคลื่นสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของภูเก็ต ทำให้เพจขายสินค้าของเธอมีชีวิตชีวามากขึ้น แถมยอดขายก็ดีขึ้นอีกด้วย

“โชคดีที่ได้ออนไลน์ต่อชีวิต แม้ยอดขายอาจไม่ได้เยอะเหมือนตอนท่องเที่ยวบูมๆ แต่ก็ช่วยให้พี่ไม่ขัดสน แถมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไม่เหงา รู้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ขนาดคนในภูเก็ตยังสั่งสินค้าให้พี่ส่งออนไลน์เลย และตอนนี้เราตั้งหน้าตั้งตารอ ที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวกลับมายังเกาะภูเก็ต สำหรับการดีเดย์เปิดประเทศครั้งนี้” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ท่านใดที่สนใจผ้าบาติกลายสวยงามหรือจะสั่งออกแบบลายของตัวเอง สามารถติดต่อไปที่คุณพัชรีย์ได้ที่ https://www.facebook.com/phuketbatiksamkong/

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/dtac-net-cook-invites-to-talk-to-retired-civil-servants-pioneers-of-phuket-batik/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dtac-net-cook-invites-to-talk-to-retired-civil-servants-pioneers-of-phuket-batik

เอาใจสายแท็บเล็ต กับโปรโมชั่นล่าสุดจาก Lenovo และ DTAC ที่ให้ทุกคนเข้าถึงแท็บเล็ตจอ 8 นิ้วได้ในราคาเพียง 1,490 บาท

เลอโนโว บริษัทผู้นำด้านคอมพิวเตอร์และสมาร์ทดีไวซ์ระดับโลก นำเสนอเทคโนโลยีเพื่อเสริมประสิทธิภาพทั้งในด้านไลฟ์สไตล์, การทำงาน, และความบันเทิงของผู้คนทั่วโลก จับมือ DTAC จัดแคมเปญโปรโมชั่นผลิตภัณฑ์เลอโนโวในไลน์ฮอตฮิตอย่าง Lenovo Tablet ถึง 2 รุ่นด้วยกัน

ต้อนรับหน้าร้อนกันแบบจุกๆ ด้วยโปรโมชั่นสำหรับแท็บเล็ต รุ่น Lenovo Tab M8 3rd Gen และ Lenovo Tab K10 ในราคาเริ่มต้นเพียง 1,490.- บาท* (ปกติ 5,990 บาท) และ 3,590 บาท* (ปกติ 8,990 บาท) นอกจากนี้ยังจัดโปรโมชั่นแพ็คเกจเล่นเน็ตไม่อั้นให้อีก จุใจทั้งโปรเครื่องและโปรเน็ต คุ้มขนาดนี้ รอช้าไม่ได้แล้ว โดยโปรโมชั่นเริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2565 เท่านั้น*

Lenovo

Lenovo Tab M8 3rd Gen

Lenovo Tab M8 3rd Gen เพลิดเพลินไปกับอรรถรสความบันเทิงที่ใช้งานได้ทั้งครอบครัวในราคาสบายกระเป๋าด้วยแท็บเล็ตหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD มาพร้อม TÜV®-certified display ช่วยถนอมดวงตาผู้ใช้งานจากแสงสีฟ้า ลำโพงคู่ มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos เพิ่มอรรถรสในการรับฟัง หน่วยความจำ 3GB ความจุ 32GB กล้องหน้าความละเอียดสูง 2 MP และ 5MP สำหรับกล้องหลัง เพื่อรองรับการใช้งานแท็บเล็ตทั้งเพื่อการเรียน การทำงาน และความบันเทิงในครอบครัวได้อย่างตอบโจทย์

  • Lenovo Tab M8 3rd Gen (3/32GB) ราคาพิเศษเพียง 1,490.- บาท (จากราคาปกติ 5,990.-) ราคาโปรโมชั่นเมื่อสมัครแพ็คเกจ DTAC 699.- บาทเท่านั้น
  • Lenovo Tab M8 3rd Gen (3/32GB) ราคาพิเศษเพียง 1,890.- บาท (จากราคาปกติ 5,990.-) ราคาโปรโมชั่นเมื่อสมัครแพ็คเกจ DTAC 599.- บาทเท่านั้น
  • Lenovo Tab M8 3rd Gen(3/32GB) ราคาพิเศษเพียง 2,890.- บาท (จากราคาปกติ 5,990.-) ราคาโปรโมชั่นเมื่อสมัครแพ็คเกจ DTAC 499.- บาทเท่านั้น

Lenovo Tab K10

Lenovo Tab K10 ยกระดับการใช้งานแท็บเล็ดให้พรีเมี่ยมขึ้นสำหรับผู้ที่มองหาแท็บเล็ตขนาดหน้าจอ 10.3 นิ้ว ให้มุมมองและความคมชัดแบบ FHD+ (1920 x 1200) เพื่อให้การใช้งานทั้งการเรียน ทำงาน, ท่องโซเชียล รวมถึงการเล่นเกมทำได้อย่างครบครันด้วยชิปเซ็ต MediaTek Helio P22T ความจุเครื่อง 64GB ใช้งานได้ทั้งวันกับแบตเตอรี่ความจุขนาด 7700 mAh ระบบกล้องสำหรับเรียนและประชุม กล้องหน้า 5MP และกล้องหลัง 8MP เก็บรายละเอียดภาพความประทับใจของคุณได้ไม่มีสะดุด

  • Lenovo Tab K10 (4/64GB) ราคาพิเศษเพียง 3,590.- บาท (จากราคาปกติ 8,990.-) ราคาโปรโมชั่นเมื่อสมัครแพ็คเกจ DTAC 699.- บาทเท่านั้น
  • Lenovo Tab K10 (4/64GB) ราคาพิเศษเพียง 4,590.- บาท (จากราคาปกติ 8,990.-) ราคาโปรโมชั่นเมื่อสมัครแพ็คเกจ DTAC 599.- บาทเท่านั้น
  • Lenovo Tab K10 (4/64GB) ราคาพิเศษเพียง 5,590.- บาท (จากราคาปกติ 8,990.-) ราคาโปรโมชั่นเมื่อสมัครแพ็คเกจ DTAC 499.- บาทเท่านั้น

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lenovo.com/th/ หรือ www.facebook.com/LenovoTH/

* เป็นไปตามเงื่อนไขแล้วข้อกำหนด ขอสงวนสิทธิการเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่นโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/appease-the-tablet-line-with-the-latest-promotions-from-lenovo-and-dtac/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=appease-the-tablet-line-with-the-latest-promotions-from-lenovo-and-dtac

กสทช. โดนฟ้อง กรณี True-dtac เพราะแก้ไขกฎหมาย ให้ควบรวมโดยไม่ต้องอนุญาต กสทช. เมื่อปี 61

กสทช. โดนฟ้องร้องจากกรณีการควบรวมของ True และ dtac เพราะแก้ไขกฎหมาย ให้ควบรวมโดยไม่ต้องอนุญาต กสทช. เมื่อปี 61 และเปลี่ยนไปใช้ระบบแจ้งเพื่อทราบแทน

จากกรณีการควบรวบของสองบริษัทโทรคมนาคมอย่าง True และ dtac ล่าสุด มีการยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกี่ยวกับการแก้ไขประกาศ กสทช. เกี่ยวกับการควบรวมกิจการ

การฟ้องร้องในครั้งนี้มีผู้ฟ้องคดี คือ ณภัทร วินิจฉัยกุล กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ของกสทช. หรือซูเปอร์บอร์ด กสทช. โดยมี STATO Public Law สำนักงานกฎหมายด้านคดีปกครองโดยเฉพาะแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยเป็นผู้รับมอบอำนาจ (ทนายความ) ในการสู้คดีครั้งนี้

การแก้ประกาศ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

STATO ให้ข้อมูลว่า จากเดิมผู้ประกอบจะต้องขออนุญาต กสทช. ก่อนจึงจะควบรวมกิจการ ตามประกาศ กสทช. ปี 2553 ล่าสุดมีการแก้ไขประกาศ กสทช. เปลี่ยนมาใช้ระบบแจ้งเพื่อทราบในปี 2560 (มีผลบังคับใช้ปี 2561)

หรือพูดง่ายๆ คือ ถ้ามีกรณีควบรวมกิจการเกิดขึ้น ผู้ประกอบการเพียงแค่แจ้ง กสทช. เพื่อทราบ แล้วก็สามารถควบรวมไปได้เลยแต่ กสทช. อาจจะมีมาตรการเยียวยาภายหลังได้ แต่ไม่ต้องขอคำอนุญาตอีกต่อไป

ทาง STATO ชี้ว่า การแก้ไขประกาศของ กสทช. ปี 2561 มีความไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ เช่น ประกาศในปี 2561 ขัดกับกฎหมายที่มีระดับใหญ่กว่าอย่างพรบ. และยังขัดกับประกาศ กสทช. ปี 2549 ที่ออกแบบเอาไว้ว่าการควบรวมจะต้องใช้ระบบอนุญาต ไม่ใช่แจ้งเพื่อทราบ

นอกจากนี้ STATO ยังระบุอีกว่า การที่ กสทช เป็นหน่วยงานกำกับดูแล มีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย การที่จะแก้ไขหลักเกณฑ์ซึ่งเป็นนโยบายแห่งรัฐนั้น จะต้องกลับไปให้รัฐสภาแก้กฎหมายก่อนไม่ใช่ให้กสทช. ทำโดยลำพัง

ศาลให้เวลา True-dtac เตรียมเอกสารเพิ่ม 30 วัน

STATO ชี้แจงอีกว่า ล่าสุด กสทช. ออกมาแก้ต่างกับศาลปกครองว่า หากมีการควบรวมเกิดขึ้นจริง กสทช. มีอำนาจที่จะกำหนดมาตรการเฉพาะในการสั่งให้ยกเลิกการควบรวม

แต่เอาเข้าจริง ก่อนหน้านี้ กสทช. เคยไปชี้แจ้งต่อกรรมาธิการในสภาว่ามาตรการเฉพาะที่ กสทช. มีอำนาจกำหนดนั้นไม่ได้รวมถึงการสั่งให้ยกเลิกการควบคุม

ซึ่งทาง STATO ระบุว่าการให้คำตอบดังกล่าวต่อศาล เป็นไปเพื่อให้ศาลเข้าใจว่ากรณีการควบรวมไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง ‘ทุเลา’ (ระงับการควบรวมเอาไว้จนกว่าคดีนี้จะถึงที่สุด)

ศาลจึงให้เวลาทาง True และ dtac เพิ่มเติมอีก 30 วัน ในการเตรียมเอกสารเพิ่มเติม  ดังนั้น วันนี้ STATO จึงได้ขอไต่สวนฉุกเฉินอีกรอบเพื่อให้ศาลเห็นถึงความเร่งด่วนของกรณีนี้

STATO Public Law ยังพูดถึงกรณีการควบรวมในครั้งนี้เอาไว้อีกว่า ที่จริงแล้วการควบรวมสามารถเกิดขึ้นได้เพียงแต่ต้องขออนุญาตกันให้ถูกต้อง หรือหากต้องการเปลี่ยนแนวนโยบายแห่งรัฐว่าด้วยการควบรวมจากระบบขออนุญาตเป็นระบบแจ้งเพื่อทราบ ก็จะต้องขอให้สภาแก้กฎหมายในเรื่องนี้เสียก่อน ไม่ใช้ กสทช. ทำไปโดยลำพัง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กสทช. โดนฟ้อง กรณี True-dtac เพราะแก้ไขกฎหมาย ให้ควบรวมโดยไม่ต้องอนุญาต กสทช. เมื่อปี 61 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/true-dtac-merge-problems/

ดีแทคร่วมกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย หลังเปิดประเทศเต็มรูปแบบ มอบดีแทคทัวริสต์ซิมฟรี จัดแพ็กเน็ตดีทั่วดีถึง ให้โชว์ แชต แชร์ในโลกโซเชียล อวดความงดงามของไทยให้ดังไกลไปทั่วโลก

ดีแทคขานรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเปิดประเทศรอบใหม่ หลัง ศบค. ผ่อนคลายมาตรการเดินทางเข้าไทย ยกเลิกระบบ Test & Go เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น เปิดตัวแพ็กเกจใหม่เอาใจนักท่องเที่ยวระยะสั้น มอบซิมดีแทค 5G ฟรีให้กับลูกค้าที่ช่องทางสนามบินทุกคน

พร้อมแพ็กเกจเน็ตไม่อั้น ไม่ลดสปีด โทรในเครือข่ายได้ไม่อั้น พร้อมค่าโทรไปต่างประเทศในราคาประหยัด และฟรี text chat สำหรับ 5 แอปพลิเคชัน ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม มีแพ็กเกจเริ่มต้นตั้งแต่ 3 วัน ถึง 90 วัน ให้เลือกใช้งาน นักท่องเที่ยวที่ลงเครื่องแล้ว สามารถแวะเปิดใช้บริการได้ที่ เคาน์เตอร์ดีแทค สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ได้ตั้งแต่วันนี้

dtac

นายฮาว ริเร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “การประกาศเปิดประเทศเต็มรูปแบบของรัฐบาล ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป จะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าปี 2565 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท โดยตั้งเป้าพฤษภาคม ถึง กันยายนนี้  จะนำนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาไม่ต่ำกว่าเดือนละ 300,000 คน

ดังนั้นเพื่อช่วยพลิกฟื้นการท่องเที่ยวในไทยให้บรรลุเป้าหมาย ดีแทคในฐานะผู้ให้บริการที่เชื่อมต่อการใช้บริการมือถือของนักท่องเที่ยวตลอดเวลาที่พำนักในไทย ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยการปรับแพ็กเกจใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น

ซึ่งดีแทคพบว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนไป ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเริ่มต้นช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยมีจำนวนวันที่เข้าพักสั้นลง จากเดิมทริปยาว 30 วัน ปัจจุบันเหลือเพียง 3-15 วัน และมีจำนวนของนักท่องเที่ยวเอเชียเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีความต้องการเน็ตไม่อั้นไม่ลดสปีด ที่ราคาประหยัด ให้ใช้เครือข่ายดีแทค ดีทั่วดีถึง ได้ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวทุกภาคทั่วไทย

มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว พร้อมแพ็กเกจใหม่ที่โดนใจนักท่องเที่ยว

1) ดีแทคทัวริสต์ซิม มอบแพ็กเกจเสริมใหม่ ที่มีจุดเด่นเหนือกว่าใคร

  • รับซิมดีแทค 5G ฟรีที่ร้านค้าดีแทคประจำสนามบิน สุวรรณภูมิ ภูเก็ต และดอนเมือง
  • แพ็กเก็จเข้าใจง่าย ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม เช่น แพ็กเกจเน็ตไม่อั้น ไม่ลดสปีด 10 Mbps แพ็กเกจ 7 วันราคาเพียง 299 บาท แพ็กเกจ 16 วันราคา 699 บาท แพ็กเกจ 30 วัน ราคา 999 บาท และแพ็กเกจ 90 วัน ราคา 1,199 บาท ให้เลือกใช้
  • มีข้อเสนอให้เลือกตามความต้องการใช้งานทั้งแพ็กแบบ Max speed volume และแพ็กเน็ตไม่อั้นไม่ลดสปีด ที่ความเร็ว 10Mbps ที่ให้ความเร็วพอสำหรับการใช้งานทุกแอปพลิเคชั่น
  • ทุกแพ็กเกจ ให้โทรในเครือข่ายไม่อั้น พร้อมอัตราค่าโทรไปต่างประเทศผ่าน 00400 ในราคาประหยัด และฟรี text chat สำหรับ 5 applications

2) เพิ่มความสะดวกให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงบริการดีแทค ได้มากขึ้น โดยเพิ่มจำนวนร้านค้าดีแทคที่สนามบินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

3) เพิ่มความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ชายแดน ไทย-มาเลเซีย ทั้งในส่วนของแบรนด์สินค้าและบริการ

4) เพิ่มความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

ข้อมูลเพิ่มเติม www.dtac.co.th

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/dtac-celebrates-thailand-reopening/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dtac-celebrates-thailand-reopening

แวะมารู้จักเสียงหวานใส ที่มาพร้อมกับอารมณ์ดีๆของพนักงานคอลเซ็นเตอร์มือถือ ผู้พิการทางสายตา ที่มีรายได้และโบนัส ที่หลายคนอิจฉา

เนื่องในวันแรงงาน 2565 ดีแทคขอร่วมเชิดชูคนทำงานและสิทธิแรงงาน ผ่านเรื่องเล่าเบื้องหลังการให้บริการลูกค้า ที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มและความหวังของทีมงานคอลเซ็นเตอร์ผู้พิการทางสายตา พร้อมเน้นย้ำวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความหลากหลายและการมีส่วนร่วม และโอกาสที่เท่าเทียม เพื่อดูแลให้คนทำงานทุกคนมีความสุข

dtac

“หลายๆ คนมักจะมองว่า การมองไม่เห็น ทำให้ไม่มีศักยภาพการทำงาน และมักจะปิดโอกาส หรือกดเงินเดือนเราในตำแหน่งงานเดียวกันกับคนปกติ เพียงมีโปรแกรมช่วยอ่านหน้าจอ และเครื่องมืออื่นๆ ที่ทำให้พวกเราทำงานจากคอมพิวเตอร์ได้ ผู้พิการทางสายตาก็ทำงานได้ไม่ต่างกัน  ลูกค้าจะไม่ทราบเลยว่าเรามองไม่เห็น” สร้อยเพชร จิตเปลื่อง พนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ หนึ่งใน 15 Blind Staff ที่ทำงานกับดีแทค และเป็นหนึ่งในห้าที่ทำงานมาตั้งแต่บริษัทเปิดโอกาสให้ผู้พิการทางการมองเห็นได้เข้าทำงานตั้งแต่ปี 2558

ใครจะได้รู้บ้างว่าเสียงหวานๆ น่าฟังของเจ้าหน้าที่ที่โทรเข้ามาเพื่อแจ้งเตือนการเติมเงิน หรือคำแนะนำอันแคล่วคล่องแนะนำลูกค้าติดตั้งแอปเพื่อใช้งานได้สะดวกขึ้นนั้น ปลายสายเป็น”ผู้พิการทางสายตา”  ในประเทศไทยมีผู้พิการทางการเห็น 187,546 คน หรือคิดเป็น 8.92% ของผู้พิการทั้งหมดสองล้านคน และมีจำนวนไม่มากที่ได้รับการศึกษาและโอกาสได้ทำงานในบริษัท https://dep.go.th/images/uploads/files/Situation_dep64.pdf

สร้อยเพชร จิตเปลื่อง ได้สอบเข้ามาทำงานดีแทค และเข้าชิงจากผู้เข้าสอบกว่า 50 คนที่มาสมัครงาน จากการชักชวนของรุ่นพี่แนะนำให้มาลองดู หลังจากที่ใช้เวลาหางานมาตลอดหลายเดือนหลังจบรัฐศาสตร์มา

เธอเล่าว่า ช่วงแรกทำงานอินบาวน์รับสายเข้า ให้บริการข้อมูลกับลูกค้าที่โทรเข้ามาสอบถาม  จากนั้นได้รับมอบหมายให้ทำงานเอาท์บาวน์คอลล์ โทรออกหาลูกค้าที่อยู่สามจังหวัดชายแดนใต้ให้ลงทะเบียนซิม และงานปัจจุบันได้โทรออกเพื่อแจ้งลูกค้าพรีเพดที่ไม่ได้ใช้งานบ่อยให้มาเติมเงินเสนอแพ็กเกจโปรโมชั่นเพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่ม

การได้ทำงานหลากหลาย เพิ่มทักษะให้เรา  และเป็นความสนุกในการทำงาน จำได้ว่าครั้งแรกที่ทำงานตื่นเต้นมาก และได้มีโอกาสคุยกับลูกค้า  เธอใช้การสังเกต “น้ำเสียง”ของลูกค้าว่าคนใดควรไปต่อ และคนใดควรรีบหยุด  และมีความท้าทายที่ต้องทำยอด แต่ก็คิดว่าทุกงานต้องปรับตัว เป็นประสบการณ์ชีวิต  และเมื่อเปลี่ยนลักษณะงานต้องเร่งเรียนรู้มากกว่า เพื่อให้ทันคนปกติได้เร็วที่สุด ย้ำกับตัวเองเสมอว่า เราโชดดีมีโอกาสที่ดีมีงานทำ ที่ดีแทค เราได้เงินเดือนและสวัสดิการเท่าเทียมกับคนปกติ ได้เงินเดือนขึ้นและโบนัส และมีอินเซนทีฟทุกสามเดือน และในช่วงสองสามปีที่มีการระบาดของโควิด-19 ก็ได้รับอนุญาตให้นำคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของบริษัทกลับมาทำงานที่บ้านและ ล่าสุดปลายปี 2564 ก็เปลี่ยนเป็นโน้ตบุ๊คที่ทำให้เราพกพาง่ายไม่ต้องนั่งแท็กซี่

และการมีบรรยากาศการทำงานที่ดี ทีมเวิร์คที่ดี มีหัวหน้าที่สร้างแรงจูงใจที่กระตุ้นบอกว่า เราทำได้ ช่วยเปิดโอกาสและอัพสกิลให้กับการทำงานของเรา และประเมินการทำงานตัวเองตลอดเวลาว่า”ต้องทำให้ดี”

เธอ มองว่า ปัจจุบัน ผู้พิการการมองเห็น ยังไม่ได้รับโอกาสทำงานเท่าที่ควร และเมื่อเข้าทำงาน บางครั้งก็เป็นไปตามกฎระเบียบของหน่วยงาน เช่นราชการ  ก็จะได้รับมอบหมายงานที่จำกัดเช่นงานถอดเทปการประชุม

“แม้เราจะมองไม่เห็นแต่เรามีตัวช่วยที่ทำให้เราทำงานได้ไม่ต่างจากคนปกติ และเครื่องมือตัวช่วยเหล่านั้น มีให้โหลดมาใช้งานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ได้เป็นภาระกับองค์กร ปัจจุบันเรามีการรับงานที่หลากหลายมากขึ้น เช่น งานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์  การเทรนเอไอ ขอให้เราได้มีโอกาสที่เปิดกว้างมากขึ้น ได้แสดงศักยภาพ และเท่าที่ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ จะมีกลุ่มสื่อสารและธนาคารบางแห่งที่เปิดกว้างเท่านั้น ”

อำพล อินทรเปือย อีกหนึ่งในพนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ของดีแทคที่เริ่มงานมาตั้งแต่ปี 2558 เล่าว่า จากการเป็นลูกค้าแฮปปี้ดีพร้อมท์สมัยยังเป็นเด็ก เมื่อจบมาได้เข้ามาทำงานที่ดีแทคเป็นที่แรกและอยากทำงานที่นี่เป็นที่สุดท้าย ผมมีความสุขกับที่นี่มาก ดีแทคให้ความเท่าเทียมเงินเดือน สวัสดิการ โอกาสการทำงานที่ใม่เหลื่อมล้ำ วัฒนธรรมการทำงานที่ดี ให้สลับวันหยุดการทำงานสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ ได้ทำงานที่อัพสกิลเพิ่ม เรียนรู้สิ่งใหม่ “ชื่นชมดีแทคที่ให้ลองก่อน ไม่ปิดกั้น แน่นอนว่าเมื่อเราได้ลองก็จะได้ผลงานใหม่ๆ จากผู้พิการ”

แม้ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี การขายโปรทำได้ยากขึ้นแต่ เราก็ดูพฤติกรรมการโทร ยอดเงินที่ใช้ และนำเสนอโปรที่คิดว่าเหมาะสมเฉพาะกับคนนั้นจริงๆ   การทำงานของเขาไม่ต่างจากพนักงานคนอื่น ที่อาจต้องรับฟังลูกค้าและต้องอดทนแก้ไขปัญหา เรานำ”ลูกค้าที่ใส่ใจฟังเรา เป็นกำลังใจและที่ตำหนิมาปรับปรุง” ปัจจุบันการทำงานคอลล์เซ็นเตอร์มีหุ่นยนต์เข้ามาเป็นผู้ช่วยมือขวา ช่วยสมัครแพ็กเกจให้ลูกค้าได้รวดเร็วและแม่นยำ อำพลมองว่า ทำให้เราทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เรามีเวลาเพิ่มขึ้นที่จะโทรออกไปรับฟังสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้มากขึ้น”

“การตาบอดไม่ใช่อุปสรรค อาจจะขอให้เปิดใจให้เราลองทำดูก่อน ไม่ใช่มองว่าตาบอดแล้วตีตราว่าทำไม่ได้ บอกว่าเราไม่มีนโยบายรับตั้งแต่แรก และองค์กรยังได้รับการลดหย่อนภาษีนิติบุคคลอีกด้วย น่าเสียดายที่ปัจจุบันการเปิดโอกาสให้พวกเราในองค์กรจำนวนมาก ยังช้ามากๆ”

ธีรพงษ์ พิสิฐอมรชัย อีกหนึ่งใน Blind staff ที่ทำงานกับดีแทคในปี 2559 ซึ่งเขา”ใฝ่ฝัน” อยากทำงานบริษัท และได้มีโอกาสเข้ามาทำงานที่ดีแทค ทดแทนตำแหน่งงานที่ว่างลง

ธีรพงษ์ ที่เคยเป็นคนสายตาปกติแต่ได้เหตุพลิกผันช่วงมัธยมปลาย ตามองไม่เห็น ปิดกั้นตัวเองกว่าเจ็ดปี และเปิดตัวเองปรับให้เข้ากับโลกข้างนอกอีกครั้งฝึกอาชีพศึกษาจนจบ มาเปิดร้านนวดแต่ต้องปิดลงจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ เมื่อดีแทคเปิดโอกาสจึงไม่รีรอเลยที่จะลอง  และได้มาทำงานกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ได้เรียนรู้สื่อสารกับลูกค้า เป็นที่ปรึกษาได้แก้ไขปัญหาการใช้งานให้กับลูกค้า

“การได้รับโอกาส ทำให้เราได้พัฒนาตัวเอง มีรายได้และชีวิตที่ดีขึ้น การทำงานที่ดีแทค ทำให้เรารู้ว่าเราทำอะไรได้เท่าคนอื่น และมีเสียงหัวเราะการทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”

“เราได้ยินว่าหลายบริษัทหัวหน้างานไม่ปรับเงินเดือนให้คนตามองไม่เห็นแต่ให้คนมองเห็น การกดเงินเดือนที่ต่ำกว่าเกณฑ์  เราอยากเห็นการเปิดกว้างขององค์กรขนาดใหญ่มากขึ้น คนตาบอดมีสมาธิจดจ่อและเรียนรู้ได้เร็ว ขอเพียงเปิดใจ สอนและให้โอกาสได้ลองเฉกเช่นคนอื่นๆ”

ปัจจุบันดีแทคมีระบบเอไอเข้ามาเป็นตัวช่วย สำหรับคนตาบอดเรียกว่าโปรแกรมตาทิพย์ ที่อ่านออกเสียงให้เราไปใส่ข้อมูลความต้องการของลูกค้า แล้วช่วยค้นหาแพ็กเกจและความต้องการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ถูกต้อง เราได้เรียนรู้อัพสกิลในการทำงานกับระบบใหม่ๆ ตลอดเวลา

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/with-attractive-salaries-and-growth-opportunities-for-staff-who-are-blind/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=with-attractive-salaries-and-growth-opportunities-for-staff-who-are-blind

dtac ไตรมาส 1/65 จำนวนเลขหมายเพิ่มขึ้น 3.05 แสนเลขหมาย ท่ามกลางการแข่งขันสูงในอุตสาหกรรม

ดีแทครายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2565 มีรายได้รวม 20,131 ล้านบาท ลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2564 และมีกำไรสุทธิ 726 ล้านบาท โดยหากไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมกิจการ กำไรสุทธิค่อนข้างทรงตัว

จำนวนผู้ใช้งานในไตรมาสที่ผ่านมา 19.9 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 3.05 แสนเลขหมาย สะท้อนการฟื้นตัว ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (ARPU) อยู่ที่ 231 บาทต่อเดือน ปัจจัยหลักจากการแข่งขันสูงในอุตสาหกรรม และมีผู้ใช้บริการ 4G 16.1 ล้านเลขหมายคิดเป็น 81% ของฐานลูกค้ารวม

ดีแทคยังคงแผนขยายเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุม 77 จังหวัดภายในไตรมาสที่ 3/2565 ซึ่งขณะนี้ครอบคลุมแล้ว 34 จังหวัด ใน 15,600 สถานีฐานบนเครือข่าย 700MHz

ที่มา: ดีแทค

alt="dtac"

from:https://www.blognone.com/node/128182