คลังเก็บป้ายกำกับ: DTAC

ผลวิจัยเผย คนไทยมักล้อเลียนเรื่องรูปลักษณ์และเพศ ในโลกออนไลน์สูงถึง 36.4% และ 31.8%

ทุกวันนี้ Cyber Bullying หรือ การกลั่นแกล้งกันบนโลกออนไลน์ ได้กลายเป็นสิ่งที่ถูกพบเห็นกันจนแทบจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ทั้งการล่าแม่มด ทัวร์ลง ขุดประวัติเก่าๆมารุมประนาม ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้มีข่าวคนเป็นโรคซึมเศร้าจนฆ่าตัวตายมากขึ้นทุกวัน โดยสาเหตุมักเกิดจากความไม่เข้าใจความแตกต่าง หรือ ไม่ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน และสาดคำพูดแย่ๆใส่กัน และซ้ำร้ายบางทีกลายเป็นคนใกล้ตัวที่ทำร้ายกันที่สุดอีกด้วย

คำว่า Cyber Bullying ที่ทุกคน คุ้นหู คุ้นตา กันดี…

คำว่า Cyber  Bullying แปลว่า การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์  เป็นการกระทำรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยการใช้อำนาจเพื่อให้ผู้อื่น ตกใจกลัว รู้สึกแย่ รู้สึกไร้ค่า กลายเป็นตัวตลกของสังคม ซึ่งจะเห็นได้ชัดในยุคปัจจุบัน ที่ทุกคนมีสื่อโซเชียลอยู่ในมือ ซึ่งสิ่งนี้เปรียบเสมือนอาวุธที่คอยทิ่มแทงใจคนที่ตกเป็นเป้าหมายของสังคม ตัวอย่างเช่น การรุมด่า การใช้คำพูดสร้าง Hate Speech ซึ่งคนกระทำไม่คิดอะไร ส่วนคนถูกกระทำก็เก็บมาใส่ใจจนกลายเป็นซึมเศร้า

การถูกล้อ หรือ ถูกด่า ไม่ใช่เรื่องสนุก ไม่ว่าจะเป็นใคร วัยไหน หรือเพศอะไร ก็ไม่สมควรโดนทั้งนั้น

สาเหตุของพฤติกรรม Cyber Bullying มักมีพื้นฐานมาจากพฤติกรรมในโลกออฟไลน์มาก่อน

จากงานวิจัยและการศึกษาหลายชิ้นพบว่า สถานศึกษาเป็นแหล่งเกิดของ“วัฒนธรรมการบูลลี่” และเกิดขึ้นตั้งแต่ในระดับอนุบาล เนื่องจาก “ความไม่รู้ของเด็ก” เวลาอยู่รวมกันในสังคมแล้วเจอเพื่อนที่แตกต่าง ทำให้รู้สึกว่า ถ้าเพื่อนคนไหนที่ไม่เหมือนเรา จะเป็นตัวตลก ตัวประหลาด บวกกับว่าพอได้เริ่มล้อเลียนแล้วก็รู้สึกสนุกปาก เหมือนเป็นเรื่องขำๆในกลุ่มเพื่อน อีกทั้งพูดไปก็ไม่มีใครทำโทษอะไร เพราะผู้ใหญ่เห็นว่า “ก็แค่เด็กเล่นกัน” มันจึงถูกปลูกฝัง กลายเป็นพฤติกรรม เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม กลายเป็นวงจรการบูลลี่ต่อไป แล้วจะทวีคูณความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆด้วย

อีกทั้งปัจจุบัน โลกโซเชียล ถือเป็นพื้นที่อิสระที่ให้อำนาจแก่ปัจเจกบุคคล เวลาโกรธ โมโห อารมณ์ไม่ดี ก็พิมพ์สิ่งที่ตัวเองคิดลงไปได้ จึงทำให้ลามไปเป็นการบูลลี่กลุ่มใหญ่หรือบูลลี่ใครบางคนในที่สาธารณะ และกลายเป็นเรื่องบานปลายใหญ่โต หรือกลายเป็นความรุนแรงที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ เนื่องจากในโลกออนไลน์ไม่มีกติกาหรือตัวกลางในการตัดสิน

จากสถิติการถูกรังแกบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) พบว่า 48% ของเด็กไทย เคยเกี่ยวข้องกับการรังแกบนโลกออนไลน์ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ 33% และ 41% ของเด็กไทย เคยถูกรังแกบนโลกออนไลน์ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ 39% โดยเด็กผู้ชาย 56% รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการรังแกออนไลน์มากกว่าเด็กผู้หญิง 41% และในกลุ่มของเด็กอายุ 13 ปี ขึ้นไป พบว่าเด็กผู้หญิงที่เคยถูกรังแกบนโลกออนไลน์มีจำนวน 43% ในขณะที่เด็กผู้ชายอยู่ที่ 37% ค่ะ

 

วิธีป้องกันและตัดวงจร ก่อนจะลามไปเป็น Cyber Bullying

อย่างเเรกต้องย้อนกลับไปที่ครอบครัวค่ะ เพราะครอบครัว เป็นสถาบันพื้นฐานที่จะบ่มเพาะเด็กก่อนจะออกไปใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่น จากนั้นก็ตามด้วยสถาบันการศึกษา ดังนั้น ทั้งพ่อแม่และคุณครูมีส่วนที่จะต้องร่วมกับรับผิดชอบต่อสังคม โดยการ“ไม่เพิกเฉย” ต่อพฤติกรรมการบูลลี่ที่เกิดขึ้น ควรปรับ Mindset ใหม่ และมองให้ลึกว่ามันคือ “ปัญหา” ที่จะต้องร่วมแก้ไข อย่ากลายเป็น Role model ที่ไม่ดีซะเอง…

ซึ่งตามโครงสร้างทางสังคมแล้ว ผู้ใหญ่ถือเป็นผู้มีอำนาจ เป็นแบบอย่างให้แก่เด็ก การเพิกเฉยและปล่อยพฤติกรรมแบบนี้ไป ทำให้เด็กเข้าใจว่ามันคือ“สิ่งที่ทำได้” และกลายเป็นวงจรแห่งการบูลลี่ที่ไม่จบไม่สิ้น ซึ่งการป้องกันที่ดี อย่างแรกเลยคือ ผู้ใหญ่ควรปลูกฝัง Mindset เด็กซะใหม่ ไม่อย่างนั้น เมื่อเด็กที่อยู่ในวงจรของการบูลลี่โตเป็นผู้ใหญ่ ความสนุกจากการไม่ต้องรับผิดชอบในวัยเด็กจะกลายเป็นการใช้อำนาจกลั่นแกล้งผู้อื่นโดยไม่ต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เปิดกว้างอย่าง “โลกออนไลน์”  

ความแตกต่างไม่ใช่เรื่องผิด คนเราเกิดมาไม่มีทางเหมือนกัน ความสวยหล่อมันวัดกันไม่ได้ ดังนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะไปละเมิดสิทธิ์กันและกัน

เราเชื่อว่าทุกคนเคยโดนด่า แล้ว#คำด่าไหนฝังใจที่สุด

เราเชื่อว่าทุกคนเคยผ่านการโดนด่า ไม่ว่าจะโดนเพื่อน โดนครู หรือโดนคนในครอบครัว แต่ว่า #คำด่าไหนทำให้ฝังใจที่สุด แฮชแท็กดังในทวิตเตอร์ หนึ่งในแคมเปญเพื่อสร้างความตระหนักรู้และความตื่นตัว เพื่อเปลี่ยนทัศนคติในการแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งกันบนโลกออนไลน์ ในวัน Stop Cyber-bullying Day ที่เกิดขึ้นทุกวันศุกร์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายนของทุกปี โดยปีนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 4  ภายใต้แคมเปญ #เราด่ากันทำไม #คำด่าไหนฝังใจที่สุด

  • แคมเปญบนทวิตเตอร์ เป็นการถามชาวทวิตว่า#คำด่าไหนฝังใจที่สุด ซึ่งได้รับความสนใจและมีคน Retweet มากกว่า 700 เรื่องราวที่โดนบูลลี่ และเราได้พบ insights ที่น่าสนใจสรุปได้ว่า ชาวทวีตเตอร์รู้สึกว่า การด่าว่าของ “พ่อแม่” และ “เพื่อนที่โรงเรียน” สร้างความเจ็บปวดฝังใจที่สุด และมีผลต่อความคิดและบุคลิกภาพในปัจจุบัน

แล้วรู้มั้ยคะว่า ชาวเน็ตไทยเผชิญข้อความสร้างความเกลียดชัง 39 ข้อความต่อนาที พบมากในสถานศึกษา ขณะที่ครูสามารถไม่เข้าใจปัญหาได้ ดังนั้น “องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” จึงได้พัฒนาหลักสูตรความหลากหลายทางเพศเพื่อต่อต้านการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์จัดแคมเปญบนทวิตเตอร์ #คำด่าไหนฝังใจที่สุด สร้างความตระหนักรู้ต่อสังคม เนื่องในวันต่อต้านการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์สากล 19 มิ.ย. 2563

 

แล้วอย่างนี้ จะมีวิธีไหน ที่เราจะหยุดยั้งการเกิด Cyber Bullying ได้

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เรายังมีวิธีที่จะหยุดยั้งการเกิด Cyber Bullying ได้ ผ่านแคมเปญสร้างความฉลาดทางดิจิตัล หรือ DQ บทเรียนออนไลน์ที่มีประโยชน์ สำหรับการเสริมสร้างทักษะทางดิจิทัลที่จำเป็นทั้ง 8 ทักษะ เนื่องในวันต่อต้านการกลั่นแกล้งทางออนไลน์สากล ปี 2020 (Stop Cyberbullying Day)

โดยใน 8 ทักษะดังกล่าวข้างต้น ก็มี 3 ทักษะที่สำคัญ ที่จะสามารถเป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ ได้แก่

  • ใจเขา ใจเรา พึงระลึกไว้เสมอนะคะว่า ทุกคนต่างมีความรู้สึกและหัวใจ ไม่มีใครอยากโดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ แม้แต่ตัวเราเองก็ตาม ความเห็นใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการอยู่ร่วมกันในสังคมทั้งบนโซเชียลและชีวิตจริง ซึ่งก่อนที่จะพูดหรือจะทำอะไรลงไป ลองคิดถึงใจของอีกฝ่ายก่อน ว่าถ้าเป็นเรา จะรู้สึกอย่างไร อย่าไปคิดแทนและอย่าตัดสินคนอื่น เพียงเพราะสิ่งที่เราเห็น
  • คิดก่อนโพสต์ เวลาเราโพสต์อะไรลงไป เราสบายใจที่ได้ปลดปล่อย แต่ใครจะไปรู้ว่าการโพสต์ข้อความแง่ลบต่อคนอื่นในโลกออนไลน์เพียงครั้งเดียว อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกเจ็บปวดจากการ Cyberbullying ได้ตลอดไปก็ได้  ซึ่งจริงๆแล้วเราไม่ระบายทุกอย่างลงบนโซเชียล โดยเฉพาะเวลาโกรธ เวลาโพสต์อะไรควรมีที่มาที่ไป ไม่กล่าวหาใครลอยๆ สุภาพไว้ดีที่สุด เพื่อลดความขุ่นเคืองต่อกัน และควรคิดให้ดีว่าสิ่งเหล่านั้นจะสามารถส่งผลกระทบอะไรกับเราหรือคนอื่นหรือไม่
  • เช็กก่อนเชื่อ หลายครั้งที่เราเห็นการล่าแม่มด ทัวร์ลงต่างๆ ในโลกออนไลน์เกิดขึ้นจากการเข้าใจผิด โดยไม่ทันไม่เช็กข้อมูลให้ดีก่อน จากนั้นก็ตามมาด้วยความสะใจ สนุกปาก ถึงแม้จะมาจากความไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็กลายเป็นฝันร้ายของผู้ถูกกระทำจนยากจะลืมได้ ดังนั้น ทักษะดิจิทัล DQ ในหัวข้อ “เช็กก่อนเชื่อ” จึงเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้เราไม่กลายเป็นผู้กระทำคนอื่นในโลกออนไลน์ สามารถวิเคราะห์ได้ แยกแยะเป็นระหว่างข้อมูลที่ถูกและข้อมูลที่ผิด ไม่รีบด่วนตัดสินใจ มีความรู้เท่าทันและประเมินข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนตัดสินใจเชื่อ

ถ้ามีเหตุการณ์ Cyber Bullying เกิดขึ้นกับตัวเรา จะต้องรับมืออย่างไร ?

จะทำอย่างไร ถ้าโดน Cyber Bullying ? นี่อาจเป็นคำถามที่เกิดขึ้นกับหลายคน เมื่อโดนกระทำให้รู้สึกอับอายหรือเสื่อมเสียบนโลกออนไลน์ อย่าปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ สะสมจนมาบั่นทอนจิตใจจนส่งผลกระทบไปถึงด้านอื่นๆในชีวิต ดังนั้น เราควรรับมือด้วยวิธี

1.ไม่โต้ตอบ เพราะ ยิ่งเราเลือกตอบโต้ จะเป็นการทำให้เรื่องราวบานปลายได้

2.บล็อก ปิดช่องทางไม่ให้เขามายุ่งวอแวกับเราได้

3.ไม่เก็บเอาไว้คนเดียว  เมื่อเราไม่ปล่อยวาง ทุกสิ่งทุกอย่างจะมาสะสมอยู่ที่ตัวเรา เท่ากับเป็นการสร้างความเครียดให้ตัวเอง อย่ารับมือกับมันคนเดียวค่ะ ให้ขอความช่วยเหลือจากคนรอบตัวดีกว่า

4.เก็บหลักฐานเอาไว้  อย่างแรกนะคะ เมื่อเกิดเหตุแล้ว ควรมีสติ อันไหนปล่อยได้ก็ช่างมันไป แต่ถ้ามันกระทบจิตใจกับชีวิตมากเกินไป ให้รวบรวมหลักฐานของคนที่มาโพสต์กลั่นแกล้งของเราไว้ให้ได้มากที่สุด แล้วนำไปแจ้งความได้เลยค่ะ

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วนะคะ ที่เราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันผลักดัน สนับสนุนให้เลิกบูลลี่กันในโลกออนไลน์ หยุดทำร้ายจิตใจผู้อื่น เพียงเพราะความสะใจหรือแค่ว่าไม่เป็นไร หรือแค่ว่า คนนี้สมควรโดนแล้ว ในโลกใบนี้ ไม่มีใครอยากโดนทำร้ายจิตใจหรอกค่ะ และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต เราควรเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน อย่าเพิกเฉย ละเลย ไม่ใส่ใจ ทำให้การบูลลี่กลายเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกและไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นในสังคมอีกต่อไปค่ะ

ที่มา dtac , ais

from:https://droidsans.com/stop-cyber-bullying-campaign/

dtac แจกฟรี iCloud 50 GB นานสามเดือน

ดีแทคแจกสิทธิพิเศษให้ลูกค้าที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ iOS และใช้แพลน iCloud แบบ 5 GB (แพลนฟรี) ให้อัปเกรดเป็นแพลน 50 GB ได้ฟรี เป็นเวลา 3 เดือน

ผู้ที่สนใจสามารถรับสิทธิ์ได้ด้วยการเข้าท่ีลิงก์ https://redeem.apple.com/dtac ผ่านอุปกรณ์ของแอปเปิล เช่น iPhone, iPad หรือ MacBook จากนั้นกดยืนยันตามขั้นตอนบนหน้าจอ

ดีแทคระบุว่าสิทธิ์นี้จะสามารถใช้งานได้จำกัดที่ 1 สิทธิ์ต่อ 1 เบอร์ต่อ 1 Apple ID โดยมีระยะเวลากดรับสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2563 ถึง 31 ม.ค. 2564

หน้าจออัปเกรดเสร็จสิ้น

ตามปกติแล้ว iCloud จะมีการต่ออายุอัตโนมัติ ดังนั้นหากผู้ใช้ไม่ต้องการต่ออายุแพลน 50 GB ต่อเดือน สามารถทำตามขั้นตอนจากเว็บไซต์แอปเปิลเพื่อยกเลิกการต่ออายุได้ โดยจะไม่ถูกคิดค่าบริการหลังจากหมดระยะเวลาสามเดือนของแพลนฟรีจากดีแทคนี้

บทความ dtac แจกฟรี iCloud 50 GB นานสามเดือน มีต้นฉบับอยู่ที่ Thai App Update.

from:https://thaiappupdate.com/2020/07/15812/

ดีแทคใจดี ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายซื้อยา ให้คนไทยเข้าถึงร้านขายยาที่มีเภสัชกรได้ทั่วถึง

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จัดแคมเปญ ‘ใจดีช่วยค่ายา’ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องซื้อยารักษาโรค ในยามที่เกิดเจ็บป่วย ให้เข้าถึงร้านยาคุณภาพที่มีใบอนุญาต และมีเภสัชกรประจำตลอดเวลาเปิดร้าน ได้ทั่วถึงทุกที่ในประเทศไทย 

โดยแคมเปญนี้ สำหรับลูกค้าดีแทคทั้งระบบเติมเงิน และรายเดือน สามารถซื้อคูปองช่วยจ่ายค่ายาในราคา 89 บาทและ 150 บาท สามารถนำไปซื้อยาที่ร้านขายยาที่ร่วมโครงการ ได้ในมูลค่าสูงสุด 300 บาท  เพียงแค่โชว์ข้อความ SMS จากโทรศัพท์มือถือที่ร้านขายยา ก็รับยากลับบ้านได้เลย เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2563 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.dtac.co.th/s/Evoucher

พร้อมกันนี้ดีแทคยังเปิดรับสมัครร้านขายยาที่สนใจเข้าร่วมโครงการสร้างเครือข่ายร้านขายยาคุณภาพ ที่มีเภสัชกรให้คำปรึกษา โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุม 1 ตำบล 1 ร้านยา ให้ลูกค้าได้ไปใช้บริการได้ทั่วถึงใกล้บ้านทั่วประเทศ ร้านขายยาที่สนใจ สามารถติดต่อร่วมรายการ ใจดี ช่วยค่ายาได้ที่ http://bit.ly/arincare / โทร. 064-226-6888

dtac

นายฮาว ริ เร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ดีแทคพยายามทำความเข้าใจและเข้าถึงโจทย์ในการดำเนินชีวิตของผู้ใช้บริการดีแทค โดยค้นหาว่า ดีแทคสามารถเข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือหรือสนับสนุนการดำเนินชีวิตประจำวันของลูกค้านอกเหนือไปจากการให้ connectivity ที่ดีที่สุดได้อย่างไร 

‘ยารักษาโรค’ คือปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต ที่เราพบว่าผู้ใช้บริการดีแทคในระบบเติมเงินส่วนใหญ่จะเป็นลูกจ้างรายวัน หรือคนทำงานที่ใช้แรงงาน มีปัญหาเศรษฐกิจขาดรายได้ จากการตกงาน หรือรายได้ลดลง ในขณะที่ยังมีภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพ ซึ่งในช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย. ที่มีการระบาดของโควิด-19 ผลสำรวจพบว่าประชาชนมากกว่า 60% ไปที่ร้านยาเพื่อขอคำแนะนำและอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันตัวเอง

ใจดีช่วยค่ายา ลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการซื้อยารักษาโรค

ดีแทคช่วยลูกค้าเข้าถึงร้านขายยาคุณภาพ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อยารักษาโรคที่ร้านขายยาที่ร่วมรายการ เพียงแค่โชว์ SMS ที่ร้านขายยา ก็รับยากลับบ้านได้เลย โดยนำคูปองช่วยจ่ายค่ายาจากบริษัท ซันเดย์ อินส์ จำกัด ไปซื้อยา ณ ร้านขายยาที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องโดยเภสัชกร ภายในเครือข่ายร้านขายยาของอรินแคร์ทั่วประเทศ

• ลูกค้าดีแทคเติมเงิน ซื้อคูปอง 89 บาท (ไม่รวม VAT) สามารถซื้อยามูลค่าสูงสุด 200 บาท กด *496*51# กดโทรออก หรือ ซื้อคูปอง 150 บาท (ไม่รวม VAT) สามารถซื้อยามูลค่าสูงสุด 300 บาท กด *496*52# กดโทรออก ซื้อได้ไม่เกิน 4 ครั้งต่อเดือน

• ลูกค้าดีแทครายเดือน  ซื้อคูปอง 150 บาท (ไม่รวม VAT) สามารถซื้อยามูลค่าสูงสุด 300 บาท กด *496*52# กดโทรออก ซื้อได้ไม่เกิน 4 ครั้งต่อเดือน

• รับรหัสคูปองรับสิทธิ (E-Voucher code) ผ่านทาง SMS โดยรหัสมีอายุ 7 วันนับจากวันที่ได้รับ สามารถใช้ได้เพียง 1 ครั้งต่อ 1 ใบเสร็จสำหรับการจ่ายยาเพียง 1 โรค/อาการ และไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือ ทอนเป็นเงินสดได้

• ดูรายละเอียดร้านยาที่ร่วมรายการได้ที่ www.dtac.co.th/s/Evoucher  

“แคมเปญ ‘ดีแทค ใจดีช่วยค่ายา’ ดีแทคได้ร่วมกับ พันธมิตร บริษัท ซันเดย์ อินส์ จำกัด และอรินแคร์ (Arincare) แพลตฟอร์มสำหรับเภสัชกรและร้านขายยา ที่ช่วยให้ร้านขายยาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยพัฒนาการดูแลคนไข้ให้ดีขึ้น

ในช่วงของการเปิดตัวแคมเปญนี้ มีร้านขายยาที่ได้รับใบอนุญาตร่วมโครงการกับดีแทคแล้ว ในทุกจังหวัด จำนวนกว่า 400 ร้านทั่วประเทศ นอกจากนี้ดีแทคยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มร้านยาให้ครอบคลุมทุกอำเภอภายในปีนี้ และมุ่งมั่นขยายไป 1 ตำบล 1 ร้านยา เพื่อให้ลูกค้าดีแทคทุกคนสามารถเข้าถึงร้านยาได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ในประเทศไทย” นายฮาว ริ เร็น กล่าว

ซินดี้ กัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซันเดย์ อินส์ จำกัด กล่าวว่า“ความสามารถในการเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพที่ดี ในราคาที่ประหยัด และทันท่วงที ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีความท้าทายอย่างมากสำหรับเราทุกคน ในความร่วมมือกับดีแทคนี้

ซันเดย์มีความภาคภูมิใจที่ได้นำเสนอระบบบริการจัดจำหน่ายคูปองช่วยจ่ายค่ายา และการบริหารจัดการผลตอบแทนให้กับเครือข่ายร้านขายยาจากเภสัชกรมืออาชีพที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ลูกค้าของดีแทคซื้อยาได้อย่างสะดวกและรวดเร็วในราคาที่ประหยัดกว่า โดยซันเดย์เชื่อว่า เราจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม และทำให้ทุกคนได้เข้าถึงการบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกับสถานการณ์ในช่วงเวลานี้

ซันเดย์มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทอินชัวร์เทค (InsurTech) แห่งแรกในประเทศไทยที่สามารถให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการดูแลสุขภาพ และการประกันภัยได้อย่างครบวงจร เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ดีแทคได้เลือกเราเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญในการปฏิวัติวงการการดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยีในครั้งนี้ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้”

นายธีระ กนกกาญจนรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งอรินแคร์ กล่าวว่า “อรินแคร์ เป็นแพลตฟอร์มสำหรับเภสัชกรและร้านขายยา ในคอนเซป Digital Pharmacy Solution ที่รวมทั้งระบบขายหน้าร้าน หรือ POS (Point of sale) ที่จุดแคชเชียร์ชำระเงิน จนถึงระบบสต็อคสินค้า รายงาน และการทำ telepharmacy ความร่วมมือกับดีแทคครั้งนี้ จะเป็นการช่วยตรวจสอบการใช้คูปองของผู้ใช้บริการ และช่วยนำร้านขายยาเครือข่ายของอรินแคร์ เข้ามาร่วมรายการกับดีแทค

ทั้งนี้ อรินแคร์มองเห็นว่าระบบสุขภาพของไทยในระดับชุมชนนั้นมีร้านขายยาและเภสัชกรชุมชนเป็นฐานราก ซึ่งมีอยู่มากกว่า 24,000 รายกระจายทั่วประเทศ ดูแลรักษาและจ่ายยาให้ประชาชนกว่า 2 ล้านคนต่อวัน นอกจากที่ อรินแคร์ช่วยให้ร้านขายยาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มยอดขาย ดูแลคนไข้ได้ดีขึ้นแล้ว ความร่วมมือกับดีแทคในแคมเปญ ใจดีช่วยค่ายา จะช่วยเชื่อมต่อพันธมิตรร้านยาของอรินแคร์ เข้ามาเป็นเครือข่ายเดียวกันกับแคมเปญนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีของประชาชนคนไทย ให้ได้รับยาและคำแนะนำจากเภสัชกร นอกจากนั้นยังสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านขายยาได้อีกทางหนึ่ง”

เกี่ยวกับบริการใจดี

บริการใจดี คือบริการที่ดีแทคสร้างสรรค์แนวคิดขึ้นมาเพื่อมอบความช่วยเหลือยามฉุกเฉิน ให้ผู้ใช้บริการเติมเงินทุกคน มาตั้งแต่ปี 2547 ไม่ว่าจะเป็น ใจดีให้ยืม ใจดีให้โอน ใจดีต่อโปรให้นะ และอีกหลากหลายบริการ มาวันนี้ “บริการใจดี” พร้อมก้าวไปอีกขั้น เพื่อยกระดับ “ใจดี” เป็นเพื่อนคู่คิดที่มีมากกว่าแค่การติดต่อสื่อสาร แต่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ใช้บริการดีแทคในด้านอื่นๆด้วย เพื่อให้ชีวิตของผู้ใช้บริการดีแทคดำเนินไปต่อได้อย่างมั่นคง และมีความสุขยิ่งขึ้น เช่นบริการแรกที่ดีแทคนำเสนอคือ บริการใจดีช่วยค่ายา ที่จะมาช่วยลดภาระผู้ใช้บริการในยามเจ็บป่วย   และยังมีบริการดีๆ อีกมากมายที่ดีแทคพร้อมนำเสนอให้กับผู้ใช้บริการ

บรรยายภาพไฟล์รูป ใจดีช่วยค่ายา_2

นายฮาว ริ เร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด (ที่สองจากขวา) พร้อมด้วยนางสุกัณณี เลิศสุขวิบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดระบบเติมเงิน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค (ซ้าย) ร่วมกับซินดี้ กัว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซันเดย์ อินส์ จำกัด (ขวา) และนายธีระ กนกกาญจนรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งอรินแคร์ (ที่สองจากซ้าย) เปิดตัวแคมเปญ ‘ใจดีช่วยค่ายา’ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องซื้อยารักษาโรค ให้คนไทยเข้าถึงร้านยาที่มีใบอนุญาต และมีเภสัชกรประจำได้ทั่วถึงทุกที่ในประเทศไทย

from:https://www.mobileocta.com/dtac-jaidee-pharmacy-vouchers-to-broaden-access-to-licensed-pharmacies/

ดีแทคแนะนำ ‘สมาร์ทคอนเน็ค โดยเน็ตฟาวดรี่’ ตอบโจทย์วิธีทำงานในความปกติใหม่ ช่วยองค์กรป้องกันข้อมูลรั่วไหล ลดค่าใช้จ่าย

ดีแทคแนะนำโซลูชันใหม่ล่าสุด สมาร์ทคอนเน็ค โดยเน็ตฟาวเดอรี่ (SmartConnect powered by NetFoundry) ให้บริการเครือข่าย (Network as a Service) โดยเน็ตฟาวเดอรี่ (NetFoundry) ทำให้ธุรกิจขององค์กรสามารถเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลระหว่างสำนักงานหรือสาขาต่างๆในที่ใดก็ได้ ในโลกนี้ หรือเชื่อมต่อกับคลาวด์สาธารณะหรือ ไฮบริดคลาวด์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างคลาวด์ส่วนตัวและคลาวด์สาธารณะ

ตอบโจทย์ต่อเทรนด์การทำงานของธุรกิจที่มีการใช้ระบบคลาวน์ในการจัดการข้อมูลและดำเนินงานมากยิ่งขึ้น โดยการเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายของสมาร์ทคอนเน็คมีความปลอดภัยสูง มีประสิทธิภาพ และช่วยลูกค้าองค์กรลดค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์และระบบเครือข่าย ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานธุรกิจองค์กร ที่กลับมาทำงานอย่างเต็มกำลัง หลังวิกฤตโควิด-19 คลี่คลายลงจากการปลดล็อคที่ให้กลับมาเปิดธุรกิจได้ตามปกติ

dtac

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ดีแทคมีความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและช่วยสร้างการเติบโตให้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจ เพื่อก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยหลักพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ ความไว้วางใจ(Trust) ความง่าย (Simplicity) ความซื่อตรง (Honesty) 

ดังนั้น สิ่งที่ดีแทคจะให้ทุกธุรกิจก้าวผ่านอุปสรรคและประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้คือ โซลูชันที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ เติบโตในการเปลี่ยนวิธีทำงานไปสู่ New normal ล่าสุด ดีแทคขอแนะนำ ‘สมาร์ทคอนเน็ค โดยเน็ตฟาวเดอรี่’ สู่ตลาด รายแรกและรายเดียวในไทย ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยให้ธุรกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการข้อมูลในยุคนี้ สมาร์ทคอนเน็ค โดยเน็ตฟาวเดอรี่ สามารถใช้แทนระบบ VPN ได้

อีกทั้งยังเข้าถึงข้อมูลบนระบบคลาวด์ได้รวดเร็วกว่าเครือข่ายปกติถึง 8-10 เท่า มั่นใจได้ว่าข้อมูลไม่รั่วไหลด้วยระบบรักษาความปลอดภัยถึง 5 ชั้น เทียบเท่ากับมาตรฐานที่ใช้ในกองทัพสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังลดต้นทุนลงกว่า 40-80% อีกด้วย”

เทรนด์การทำงานในโลกธุรกิจแบบ New normal

ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจในยุคนี้ การจัดการและเข้าถึงข้อมูลจากที่ไหนก็ได้ในโลกทำให้ ผู้ประกอบธุรกิจหันมาใช้ระบบคลาวด์ เพราะสามารถเก็บข้อมูลสำคัญไว้กับตัวเองบน data center ส่วนข้อมูลอื่น ๆ สามารถจัดเก็บไว้บนระบบคลาวด์ได้ ทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลง่าย และทำงานได้อย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ในการดำเนินธุรกิจ สะดวกในการเคลื่อนย้ายข้อมูลไปไว้บนคลาวด์ ด้วยระยะเวลาในการเคลื่อนย้ายที่รวดเร็วกว่า

สิ่งที่ผู้ประกอบการมองหาเพื่อตอบโจทย์เทรนด์การทำงานแบบใหม่

อย่างไรก็ตาม ดีแทคพบว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการกำลังมองหาเพื่อตอบโจทย์เทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมความมั่นใจไร้กังวลในการจัดการและจัดเก็บข้อมูล  คือ

1.แพลตฟอร์มของเครือข่าย หรือการบริการเครือข่าย ซึ่งจะช่วยให้การสร้างเครือข่ายและ การจัดการข้อมูลง่ายดายมากขึ้น

2.ความเฉพาะของแอปพลิเคชัน (application specific) หรือ โซลูชันทางเครือข่ายที่ลูกค้าสามารถระบุได้ว่า ควรใช้แอปพลิเคชันใดก่อนเป็นลำดับแรก

3. เทคโนโลยีเครือข่ายแบบใหม่ ที่ถูกออกแบบให้มีความรวดเร็วมากขึ้น

เหตุผลที่ควรเลือกใช้สมาร์ทคอนเน็ค โดยเน็ตฟาวดรี่

สมาร์ทคอนเน็ค โดยเน็ตฟาวดรี่ เหมาะกับองค์กรที่กำลังมองหาคลาวด์โซลูชัน เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมความมั่นใจไร้กังวลในการจัดการและจัดเก็บข้อมูล โดยมีข้อดีคือ

1.มั่นใจได้ ไม่ต้องกลัวข้อมูลรั่วไหล ด้วยระบบรักษา ความปลอดภัยข้อมูลถึง 5 ชั้น ซึ่งถูกใช้ในกองทัพของ สหรัฐอเมริกา คลายความกังวลใจไปได้เลย

2.ผู้ใช้บริการยังสามารถลดค่าใช้จ่ายได้สูงถึง 40 -80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับบริการเครือข่าย แบบดั้งเดิม

3.เชื่อมต่อเข้าถึงผู้ให้บริการคลาวด์ทุกรายในระดับโลกได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น AWS, Azure, Google Cloud, Ali Cloud หรืออื่น ๆ อีกมากมาย ช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกสบาย สามารถเข้าถึง ระบบคลาวด์ได้รวดเร็วกว่าเครือข่ายปกติ 8-10 เท่า การเชื่อมต่อแบบตาข่ายข้ามภูมิภาคทุกประเภทสามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดเส้นทางเฉพาะและข้อจำกัดทางภูมิภาคต่าง ๆ

4. คุณสมบัติของ AppWANs ที่เหนือกว่า VPN คือ การเชื่อมต่อแบบ Multipoint to multipoint หรือที่เรียกกันว่าการ เชื่อมต่อแบบหลายจุดไปสู่หลายจุด ทำให้การจัดการสะดวกและง่ายกว่า VPN ที่มีการเชื่อมต่อแบบ point to point หรือการเชื่อมต่อแบบทีละจุด ทั้งนี้การกำหนดเส้นทางของระบบโดเมนเนม (DNS routing ได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจะไม่สามารถทำได้ผ่านการเชื่อมต่อโดยตรงหรือการเชื่อมต่อจาก VPN แบบเก่า ทำให้สามารถใช้งานแทน VPN หรือ ใช้งานกับ VPN ที่มีอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่าเดิม

5.ช่วยเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการคลาวด์ได้ไม่สะดุด สามารถสับเปลี่ยนการเชื่อมต่อคลาวด์หรือแอปพลิเคชันได้อย่างลื่นไหล จัดการข้อมูลได้ด้วยตัวเอง สามารถสร้างกลุ่มเฉพาะเพื่อเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันที่ต้องการได้

6. ช่วยลดเวลาในการโยกย้ายข้อมูลจากพื้นที่จัดเก็บเดิมไปสู่คลาวด์

“ดีแทคได้สร้างความแตกต่างจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมอื่น ด้วยบริการแอปพลิเคชันที่ล้ำหน้าสามารถเชื่อมต่อถึงผู้ให้บริการคลาวด์ในระดับโลก เพื่อการจัดเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องพึ่งระบบและเครือข่ายแบบเดิม ดีแทค สมาร์ทคอนเน็คจากดีแทคและเน็ตฟาวดรี่ช่วยยกระดับการให้บริการลูกค้าของไทยให้ก้าวไปอีกขั้น” นายดิเพช ราจอาน รองประธานและกรรมการผู้จัดการ เน็ตฟาวดรี่ เอเชียแปซิฟิค กล่าว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SmartConnect powered by NetFoundry ได้ที่ www.dtac.co.th/business/products/smartconnect  หรือโทร 088-188-1678 cloudsales@dtac.co.th

from:https://www.mobileocta.com/dtac-and-netfoundry-launch-virtual-networks-for-the-new-normal/

#คำด่าไหนฝังใจที่สุด “ดีแทค” ชี้ชาวเน็ตมักบูลลี่กันด้วยรูปลักษณ์ เพศวิถี และทัศนคติที่แตกต่าง

  • ชาวเน็ตไทยเผชิญข้อความสร้างความเกลียดชัง 39 ข้อความต่อนาที พบมากในสถานศึกษา ขณะที่ครูไม่เข้าใจปัญหา
  • จับมือ “องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” พัฒนาหลักสูตรความหลากหลายทางเพศเพื่อต่อต้านการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์
  • จัดแคมเปญบนทวิตเตอร์ #คำด่าไหนฝังใจที่สุด สร้างความตระหนักรู้ต่อสังคม เนื่องในวันต่อต้านการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์สากล 19 มิ.ย. 2563

dtac

“ดีแทค” เผยชาวเน็ตไทยเสี่ยงเผชิญปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์สูงขึ้น เหตุเด็กใช้เวลาออนไลน์สูงขึ้นเฉลี่ย 5 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยพบข้อความสร้างความเกลียดชัง (Hate speech) เฉลี่ย 39 ข้อความต่อนาทีบนโซเชียลมีเดีย กว่าครึ่งเป็นการเหยียดด้านรูปลักษณ์ เพศวิถีและทัศนคติ ขณะที่สถานศึกษาเป็นบ่อเกิดของปัญหาการแกล้งทางโลกออนไลน์ ด้าน “ครู” ไม่เข้าใจ-รับมือการแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน ร่วมมือ “องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” พัฒนาหลักสูตรสร้างความเข้าใจความหลากหลายทางเพศวิถี มุ่งแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ดีแทค ร่วมมือกับ Wisesight จากการศึกษาผ่าน Social listening tool โดยรวบรวมข้อความต่างๆ ทางโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, ฟอรั่ม และบล็อกข่าวในประเทศ ช่วงเดือน พ.ย. 2561-ต.ค.2562 พบว่า

  • โลกออนไลน์ของไทยประกอบด้วยข้อความที่เกี่ยวข้องกับการบูลลี่ แกล้ง ล้อ และเหยียดราว 700,000 ข้อความหรือเฉลี่ย 39 ข้อความต่อนาทีและมีการขยายความต่อผ่านการรีทวีต ไลก์ แชร์ ทำให้เกิดการขยายข้อความดังกล่าวทั้งสิ้นราว 20 ล้านรายการ
  • โดยลักษณะการบูลลี่ที่ปรากฎในโซเชียลมีเดียของไทยนั้น 36.4% เป็นการบูลลี่ด้านรูปลักษณ์ ตามด้วย 31.8% เป็นการบูลลี่ทางเพศวิถี และ 10.2% เป็นการบูลลี่ทางความคิดและทัศนคติ ส่วนที่เหลือเป็นการบูลลี่ด้านอื่นๆ เช่น เชื้อชาติ ศาสนา บุคลิกลักษณะนิสัย รสนิยมความชอบ ฐานะทางการเงิน และครอบครัว เป็นต้น
  • นอกจากนี้ ยังพบว่าการแกล้งกันทางออนไลน์นั้นส่วนมากพบในวงการ “การศึกษา” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับ “อนุบาล” ไปจนถึงระดับมัธยม โดยมีเพื่อนเป็นคนที่ปรากฏในข้อความที่พูดถึงการบูลลี่มากที่สุด

ทั้งนี้ การศึกษาดังกล่าว ดีแทคได้ร่วมมือกับ Punchup บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการและนำเสนอข้อมูล อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลที่ตั้งค่าส่วนตัวของแพลตฟอร์ม ทำให้ข้อมูลที่รวบรวมนี้อาจไม่ใช่ปริมาณข้อความที่เกี่ยวข้องกับการบูลลี่ทั้งหมดบนโซเชียลมีเดีย และด้วยข้อจำกัดทางด้านภาษาและเทคโนโลยี ข้อมูลนี้จึงอาจไม่ครอบคลุมข้อความที่ใช้คำประชดประชันหรือว่าร้ายในบริบทเฉพาะได้ และมีความเป็นไปได้ที่จะถูกตีความด้วยความหมายที่ต่างออกไป”

นางอรอุมา กล่าวเสริมว่า “จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนได้ว่าโซเชียลมีเดียของไทยในทุกแพลตฟอร์มล้วนประกอบไปด้วยข้อความที่สร้างความเกลียดชังผ่านการแกล้งกันทางออนไลน์ ซึ่งเด็กและเยาวชนมีความเสี่ยงอย่างมากทั้งการเป็นผู้แกล้งและผู้ถูกกลั่นแกล้ง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นในการสร้างความแข็งแรงทางดิจิทัล (Digital Resilience) ให้สามารถเผชิญและรู้เท่านั้นต่อปัญหา”

เปิด 3 กลยุทธ์ dtac Safe Internet สร้างความยั่งยืน

นางอรอุมา กล่าวสำหรับกลยุทธ์การพัฒนาที่ยั่งยืนของดีแทค สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Responsible business หรือการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ส่วนอีกกลยุทธ์คือ Empowering societies ซึ่งเป็นการนำความเชี่ยวชาญและทรัพยากรทางเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโครงการ dtac Safe Internet ซึ่งปีนี้ดำเนินเข้าสู่ปีที่ 5 โดยมีความมุ่งหวังในการสร้างทักษะและภูมิคุ้มกันให้เด็กสามารถท่องโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย เหมาะสม และสร้างสรรค์ โดยประกอบไปด้วย 3 กลยุทธ์สำคัญ

1.      งานพัฒนาศักยภาพบุคลากร หรือ Capacity building เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์ความรู้และจัดอบรมแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นครูอาจารย์ ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชน

2.      งานผลักดันนโยบายสาธารณะ หรือ Advocacy and public policy เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและครอบคลุมองคาพยพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

3.      งานสื่อสารสาธารณะและวิจัย หรือ Thought leadership and communication เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนและสังคมต่อปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ ตลอดจนการให้ความรู้ เปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อสังคม ซึ่งในปีนี้ ได้จัดทำแคมเปญ Why We Bully เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อสังคมในประเด็นดังกล่าว เนื่องในวันต่อต้านการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์สากล (Stop Cyberbullying Day) 19 มิ.ย. 2563 สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ http://dtac.co.th/s/WhyWeBully

จับมือ “แพลน อินเทอร์เนชั่นแนล” สร้างบทเรียนการเคารพในความแตกต่างเพื่อหยุดวงจรบูลลี่

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์อย่างยั่งยืน ซึ่งมักเกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนเพศทางเลือก ดีแทค จึงได้ร่วมมือกับ “องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” หน่วยงานภาคประชาสังคมด้านสวัสดิภาพเด็ก ในการพัฒนาและอบรมหลักสูตร Gender diversity to stop cyberbullying ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักสูตรซึ่งพัฒนาจากองค์ความรู้วิถีทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และลักษณะเพศ (Sexual Orientation, Gender Identity and Expression, and Sex Characteristics หรือ SOGIESC) ซึ่งเป็นแนวคิดในการอธิบายเพศสภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความแตกต่างทางเพศของแต่ละบุคคลให้เกิดทัศนคติที่เหมาะสมและนำไปสู่ทัศนคติและการแสดงออกที่เคารพต่อบุคคลอื่นในสังคมที่มีความหลากหลาย โดยปัจจุบัน ได้ดำเนินการอบรมไปแล้วในหลายโรงเรียนของจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือของไทย

from:https://www.mobileocta.com/dtac-indicates-netizens-are-often-bullied-with-different-looks-sexuality-and-attitudes/

ดีแทคเผยผลการศึกษากลั่นแกล้งออนไลน์ ส่วนใหญ่ยังคงเหยียดเรื่องรูปลักษณ์, เพศวิถี

ดีแทคเผยผลการศึกษาโดยร่วมกับ Wisesight ผู้ให้บริการวิเคราะห์ Big Data ในไทยศึกษา Social listening tool เรื่องการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ พบว่าการแกล้ง ล้อเลียน เหยียดยังคงเป็นเรื่องรูปลักษณ์ เพศวิถี และกระจุกตัวอยู่ในวงการการศึกษา ครูเองก็ยังคงขาดความเข้าใจและไม่มีวิธีการรับมือต่อปัญหา ขณะเดียวกัน ดีแทคยังผุดแคมเปญ #คำด่าไหนฝังใจที่สุด ให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์

โดยดีแทค และ Wisesight รวบรวมข้อความต่างๆ ทางโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook, Twitter, Instagram, YouTube, ฟอรั่ม และบล็อกข่าวในประเทศ ช่วงเดือน พ.ย. 2561 – ต.ค.2562 พบว่า

  • โลกออนไลน์ของไทยประกอบด้วยข้อความที่เกี่ยวข้องกับการบูลลี่ แกล้ง ล้อ และเหยียดราว 700,000 ข้อความหรือเฉลี่ย 39 ข้อความต่อนาทีและมีการขยายความต่อผ่านการรีทวีต ไลค์ แชร์ ทำให้เกิดการขยายข้อความดังกล่าวทั้งสิ้นราว 20 ล้านรายการ
  • ลักษณะการบูลลี่ที่ปรากฎในโซเชียลมีเดียของไทยนั้น 36.4% เป็นการบูลลี่ด้านรูปลักษณ์ ตามด้วย 31.8% เป็นการบูลลี่ทางเพศวิถี และ 10.2% เป็นการบูลลี่ทางความคิดและทัศนคติ ส่วนที่เหลือเป็นการบูลลี่ด้านอื่นๆ เช่น เชื้อชาติ ศาสนา บุคลิกลักษณะนิสัย รสนิยมความชอบ ฐานะทางการเงิน และครอบครัว เป็นต้น
  • นอกจากนี้ยังพบว่าการแกล้งกันทางออนไลน์นั้นส่วนมากพบในวงการ “การศึกษา” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับ “อนุบาล” ไปจนถึงระดับมัธยม โดยมีเพื่อนเป็นคนที่ปรากฏในข้อความที่พูดถึงการบูลลี่มากที่สุด

No Description

ดีแทคยังระบุด้วยว่า ได้ร่วมมือกับองค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย หน่วยงานภาคประชาสังคมด้านสวัสดิภาพเด็ก เพื่อพัฒนาและอบรมหลักสูตร Gender diversity to stop cyberbullying พัฒนาจากองค์ความรู้วิถีทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ และลักษณะเพศ (Sexual Orientation, Gender Identity and Expression, and Sex Characteristics หรือ SOGIESC) ซึ่งเป็นแนวคิดในการอธิบายเพศสภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความแตกต่างทางเพศของแต่ละบุคคลให้เกิดทัศนคติที่เหมาะสมและนำไปสู่ทัศนคติและการแสดงออกที่เคารพต่อบุคคลอื่นในสังคมที่มีความหลากหลาย โดยปัจจุบัน ได้ดำเนินการอบรมไปแล้วในหลายโรงเรียนของจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือของไทย

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์

from:https://www.blognone.com/node/117018

ดีแทคมอบอินเทอร์เน็ตฟรีให้ลูกค้าองค์กรในกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล พร้อมเสนอโซลูชั่นเพื่อการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข

ดีแทคสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาล ด้วยการมอบบริการอินเทอร์เน็ตไม่จำกัดความเร็ว โดยไม่คิดค่าบริการ ให้เป็นเวลานาน 3 เดือน แก่ลูกค้าองค์กรในกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล โดยองค์กรที่สนใจสามารถสมัครแพ็กเกจซิม WorryFree ได้ในราคาเริ่มต้นที่ 599 บาทต่อเดือนขึ้นไป เพื่อรับสิทธิ์นี้ได้จนถึง 31 ก.ค. 2563 ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลที่ยังต้องทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันการระบาดโควิด -19 ระลอกสอง

dtac

นอกจากนี้ ดีแทคยังแนะนำโซลูชั่นเพื่อช่วยโรงพยาบาลปรับศักยภาพองค์กรด้วยการเสริมความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อรับ new normal ได้แก่ บริการ SIM (IoT) บริการโครงข่ายข้อมูล (Data Network) รวมถึงโซลูชั่นติดตามรถพยาบาลฉุกเฉิน (GPS) กล้องถ่ายทอดสดสำหรับการรักษาพยาบาล การช่วยเหลือเบื้องต้น CPR และอุปกรณ์เคลื่อนที่ในทางการแพทย์

นายแม็กนัส มุลเลอร์ ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มธุรกิจองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ดีแทคมีเป้าหมายที่จะทำงานร่วมกับทุกธุรกิจในประเทศไทย เพื่อช่วยยกระดับให้ธุรกิจมุ่งไปสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการนำเทคโนโลยีมาพัฒนากระบวนการทำงาน ขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้เติบโต เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น

ภายใต้แคมเปญ #bettertogether ดีแทคได้มอบฟรีอินเทอร์เน็ตเพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรในกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล การมอบฟรีอินเทอร์เน็ต การแนะนำโซลูชั่น IoT และช่องทางดิจิทัลต่างๆ เพื่อช่วยเสริมศักยภาพทางการแพทย์ในครั้งนี้ จะช่วยให้โรงพยาบาล ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ โรงพยาบาลจะได้เอาเวลาไปให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจหลักได้”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่https://www.dtac.co.th/business/  

หรือโทร 088-188-1678 หรือ *1806 สำหรับเบอร์ดีแทค

บรรยายภาพ

นายแม็กนัส มุลเลอร์ ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มธุรกิจองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค (ซ้าย) และ น.พ.วิบูลย์ กาญจนพัฒนกุล รองผู้อำนวยการด้านวิชาการและการแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (ที่สองจากซ้าย) ให้การต้อนรับและขอบคุณ ดีแทคที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาล ด้วยการมอบบริการอินเทอร์เน็ตไม่จำกัดความเร็ว โดยไม่คิดค่าบริการ แก่ลูกค้าองค์กรในกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล

from:https://www.mobileocta.com/dtac-offers-unlimited-full-speed-internet-and-iot-solutions-for-health-industry/

ดีแทคเปิดให้สั่งจอง HUAWEI nova 7SE 5G ในราคาเริ่มต้นเพียง 5,990 บาท จากปกติ 11,990 บาท จองล่วงหน้าได้แล้ววันนี้

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ร่วมกับ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เปิดประสบการณ์สู่เทคโนโลยี 5G ระดับโลก จัดโปรโมชันราคาพิเศษ HUAWEI Nova 7SE 5G  สำหรับช่วงเปิดจองและสั่งซื้อล่วงหน้า ในราคาเริ่มต้นเพียง 5,990 บาท จากปกติ 11,990 บาท

พร้อมของแถมสุดพิเศษมูลค่า 2,177 บาท ในโอกาสเปิดตัวสองสุดยอดสมาร์ทโฟนสุดคุ้มรองรับ 5G เต็มรูปแบบ จากตระกูล nova 7 ได้แก่ HUAWEI nova 7 สมาร์ทโฟนสเปกแรงเอาใจคอเกม เล่นลื่น ไม่มีสะดุด

และ HUAWEI nova 7SE สมาร์ทโฟนฟีเจอร์ครบ คุ้มค่า โดดเด่นด้วยกล้องอัจฉริยะแบบจัดเต็ม พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 12 มิถุนายน นี้

HUAWEI nova 7 และ HUAWEI nova 7SE สมาร์ทโฟนใหม่ล่าสุดที่รองรับการเชื่อมต่อ 5G เต็มรูปแบบ ทุกเครือข่ายในประเทศไทย เปิดประสบการณ์ 5G อย่างเต็มศักยภาพ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของคนรุ่นใหม่ผู้ชื่นชอบสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่า และมาพร้อมนวัตกรรมที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ในหลายรูปแบบ ดีแทคเปิดให้สั่งจองล่วงหน้า ได้ตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. 2563 เวลา 19.30 น. – 21 มิ.ย. 2563 หรือสั่งซื้อล่วงหน้า ผ่าน dtac online store  พร้อมส่งฟรีถึงบ้าน

รายละเอียดโปรโมชัน

  • ราคาเครื่องพิเศษเพียง 5,990 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,099 บาท
  • ราคาเครื่องพิเศษเพียง 6,990 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 899 บาท
  • ราคาเครื่องพิเศษเพียง 7,990 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 699 บาท

สามารถติดตามรายละเอียดโปรโมชันเพิ่มเติมได้ที่ www.dtac.co.th

บรรยายภาพ

นายพีระพล ฉัตรอนันทเวช ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค (ซ้าย) พร้อมด้วย มร. อิงมาร์ หวาง ผู้อำนวยการหัวเว่ยคอนซูเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (ขวา) จัดโปรโมชันพิเศษ HUAWEI Nova 7 SE 5G   สำหรับช่วงเปิดจองและสั่งซื้อล่วงหน้าในโอกาสเปิดตัวสองสุดยอดสมาร์ทโฟนสุดคุ้มรองรับ 5G เต็มรูปแบบจากตระกูล nova 7

from:https://www.mobileocta.com/huawei-nova-7-se-5g-flagship-smartphone-with-ai-camera-available-for-pre-order-at-dtac/

ดีแทค รีวอร์ด ตอกย้ำกระแส Food delivery ที่กำลังเป็น New normal ในยุคนี้

ดีแทค รีวอร์ด จัดแคมเปญ #ตามใจปากทุกวันศุกร์ ประจำเดือนมิถุนายน เน้นจับมือพันธมิตร Food delivery ต่อเนื่อง จากการตอบรับของลูกค้าดีแทคที่เข้ามาใช้สิทธิพิเศษมากขึ้น โดยมีการเติบโตในการร่วมรับสิทธิเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ในช่วงล็อคดาวน์ที่ผ่านมา

ล่าสุดร่วมกับพันธมิตร 3 ร้านดัง SWENSEN’S , au bon pain และ Bonchon ลด 100 บาท ทุกเมนู เมื่อสั่งผ่าน foodpanda ทุกวันศุกร์ที่ 5,12,19 และ 26 มิถุนายน 2563  

มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าดีแทคระบบเติมเงินและรายเดือน ที่มีสถานะ PLATINUM BLUE MEMBER, GOLD MEMBER และ SILVER MEMBER (เช็กสถานะดีแทค รีวอร์ด กด *140# โทรออก (ฟรี) หรือ ผ่านทาง dtac app)

dtac reward

นางสาวเพ็ญพงา สุทธิมณฑล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารลูกค้า ดีแทค รีวอร์ด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ดีแทค รีวอร์ด ได้ปรับแคมเปญ ตามใจปากทุกวันศุกร์ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ประชาชนต้องอยู่บ้าน เพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19 

โดยเน้นไปที่การมอบสิทธิพิเศษให้ถึงบ้าน ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตร Food delivery ทำให้มีจำนวนลูกค้าที่ยังไม่เคยรับสิทธิพิเศษ เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มมากขึ้นถึง 1.5 เท่าในช่วงเดือนเม.ย. – พ.ค. ที่ผ่านมา ลูกค้าดีแทค รีวอร์ดใช้สิทธิพิเศษในหมวด ออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ เพิ่มขึ้น 5.6 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนล็อคดาวน์

โดยมีสัดส่วนลูกค้าในกรุงเทพฯ 44% ต่างจังหวัดและปริมณฑล 56% ซึ่งมีลูกค้านอกเหนือจากจังหวัดในหัวเมืองใหญ่ เข้ามารับสิทธิมากขึ้น เช่น จังหวัดเชียงราย ตรัง พิษณุโลก ระยอง ลำปาง อุดรธานี เป็นต้น เนื่องจากพันธมิตรที่ให้บริการส่งอาหารมีเครือข่ายครอบคลุมการให้บริการ ในเกือบทุกจังหวัดและทุกภาคในประเทศไทย และในเดือนนี้เรายังคงร่วมกับพันธมิตร foodpanda ให้ส่วนลดมากขึ้นอีก จากการสั่งอาหาร 3 แบรนด์ยอดนิยม ดังกล่าว”

ดีแทค รีวอร์ด จัดเต็มทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งปี 2563 ให้ลูกค้าได้เซอร์ไพรส์กับดีลสุดพิเศษ จากแบรนด์ดัง ทั้งลด แลก แจก แถม เครื่องดื่ม ไก่ทอด ขนมหวาน และอีกมากมาย รับสิทธิ์ได้ง่ายๆผ่าน dtac app และติดตามดีลสุดพิเศษทุกศุกร์ได้จาก Line dtac reward  และ Facebook dtac reward  และเว็บไซต์ www.dtac.co.th/dtacreward

รายละเอียดสิทธิพิเศษ

1) รับส่วนลด 100 บาท เมื่อสั่งซื้อสินค้าร้าน SWENSEN’S ผ่านแอป foodpanda  ครบ 200 บาทขึ้นไป

2) รับส่วนลด 100 บาท เมื่อสั่งซื้อสินค้าร้าน au bon pain ผ่านแอป foodpanda  ครบ 200 บาทขึ้นไป

3) รับส่วนลด 100 บาท เมื่อสั่งอาหารร้าน Bonchon ผ่านแอป foodpanda  ครบ 400 บาทขึ้นไป

กดรับโค้ดส่วนลดผ่าน dtac app ในวันศุกร์ที่ 5, 12, 19, และ 26 มิ.ย. 63 ได้ตั้งแต่เวลา 10.00น. เป็นต้นไป

กดที่ปุ่ม “คัดลอก” บนหน้าคูปอง (หรือจดโค้ดไว้) และนำโค้ดส่วนลดไปกรอกในแอป foodpanda เมื่อต้องการสั่งอาหาร

ดาวน์โหลด dtac app >>> คลิก https://uk5yk.app.goo.gl/EEh8

ดาวน์โหลดแอป foodpanda >>> คลิก https://goo.gl/YbySYP

from:https://www.mobileocta.com/dtac-rewards-reinforces-food-delivery-trend/

วิถีใหม่แห่งการทำงาน: ความยืดหยุ่น

หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ทุกวิกฤตมีโอกาส” ถ้ามองจากวิถีของการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมกล้าพูดเลยว่าคำกล่าวนั้นได้เข้ามาเกี่ยวพันกับเทเลนอร์มากกว่าที่เคยเป็น

ด้วยดิจิทัลโซลูชั่นต่างๆ ความไว้เนื้อเชื่อใจกับอีกฝ่าย และความมีสปีริตในการทำงานอย่างเยี่ยมยอด ทำให้พวกเราส่วนใหญ่สามารถจัดการและปรับเปลี่ยนสู่วิถีใหม่ด้วยการทำงานจากที่บ้าน ผมรู้สึกภูมิใจที่จะบอกว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พวกเรามีการพัฒนาขึ้นจริงๆ พวกเราสามารถปรับให้เข้าสู่ “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแบบฉับพลันครั้งยิ่งใหญ่” (Quantum leaps in digitalization) และพวกเราสามารถปรับตัวเข้ากับโมเดลการทำงานในวิถีใหม่นี้ได้ ซึ่งจากผลการสำรวจความพึงพอใจของพนักงานต่อการทำงานที่บ้านของชาวเทเลนอร์ต่างบอกว่ารู้สึกมีไฟในการทำงานและค้นพบสภาวะการทำงานที่ทำให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

จากผลการสำรวจของเทเลนอร์ที่ครอบคลุม 9 ตลาดทั่วโลกได้นำไปสู่อีกขั้นของการทำงานแบบใหม่ เราพบข้อสังเกตสำคัญที่แสดงให้เห็นประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงานร่วมกันเพิ่มขึ้น (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่) ซึ่งนั่นก็คือ “ความยืดหยุ่น” พวกเราต้องการก้าวสู่โลกแห่งอนาคตที่นำมาซึ่งประสบการณ์ใหม่ที่เยี่ยมยอดจากการทำงานที่มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น

วัฒนธรรมองค์กร คือจุดแข็งหนึ่งของเทเลนอร์ที่เราได้สร้างขึ้นในทั้ง 9 ตลาดประเทศทั่วโลก มันเป็นวัฒนธรรมที่เราร่วมกันทดลองและสร้างขึ้นด้วยกัน ด้วยสัญญาและความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งได้นำสู่ผลลัพธ์แห่งการทำงานที่เป็นเลิศ และนี่คือวัฒนธรรมของเทเลนอร์ แต่เราค้นพบวิธีที่จะนำมาใช้ในแต่ละตลาด

ต่อจากนี้ พวกเรากำลังพัฒนาและปรับใช้วัฒนธรรมองค์กรและวิถีการทำงานใหม่ต่อไป โดยแต่ละตลาดจะขับเคลื่อนและพัฒนาให้สอดคล้องกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมและบริบทในแต่ละตลาด นอกจากนี้ พวกเราพนักงานจำเป็นต้องพูดคุยกันกับหัวหน้างานของแต่ละคน เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการทำงาน 

DNA สมาชิกล่าสุดของครอบครัวเทเลนอร์ที่ให้บริการในประเทศฟินแลนด์มีความก้าวหน้าทางด้านวิถีการทำงานแบบใหม่นี้มาหลายปีแล้ว ทำให้เกิดทั้งประสบการณ์ที่ดีต่อพนักงานเองและนำมาซึ่งผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีต่อบริษัทอีกด้วย ที่ DNA พนักงานใช้เวลาทำงานที่บ้านโดยเฉลี่ยราว 35%

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเรานั้นเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและมีการสื่อสารเป็นพื้นฐานสำคัญ และผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความยืดหยุ่นนี้จะทำให้คุณมีแรงผลักดันต่อการทำงานและเส้นทางสำคัญที่อยู่เบื้องหน้าเรา

ความยืดหยุ่นจะมีนัยสำคัญต่อการทำงานในอนาคต 4 แนวทางด้วยกันเป็นอย่างน้อย ได้แก่

  1. พร้อมทุกเมื่อไม่ว่าตัวจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

ความยืดหยุ่นนั้นอาจต้องขึ้นกับบริบทที่แตกต่างในแต่ละประเทศ อย่างพนักงานของ DNA ใข้วิธีการทำงานแบบราว 2-3 วันต่อสัปดาห์ในการทำงานที่บ้าน ขณะที่ BU อื่นอาจหารูปแบบและวิธีการที่แตกต่างออกไป แต่ทั้งหมดทั้งมวล คือความพยายามในการสร้างสมดุล ยึดพนักงานเป็นศูนย์กลางและสร้างความผลลัพธ์การทำงานที่เป็นเลิศ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ขอเพียงแค่มีความพร้อมที่จะเข้าร่วมประชุมหรือระดมสมองได้ การทำงานจากที่บ้านหรือการทำงานระยะไกลยังคงหมายถึงว่าพวกเราจะต้องกระตือรือร้นในการทำงานหรือร่วมกิจกรรมกับทีมอย่างสม่ำเสมอ

  1. ทลายกำแพงพื้นที่ทำงานและห้องประชุมด้วยดิจิทัล

พวกเราต้องมาฉุกคิดสักนิดว่าพวกเราจะออกแบบพื้นที่การทำงานของเราอย่างไร ทำยังไงห้องประชุมที่มากขึ้นหรือพื้นที่สังสรรค์ที่ขึ้น พนักงานจะมาที่ออฟฟิศเพื่อการประชุม ระดมสมอง และสร้างสังคมแห่งการทำงาน แต่ความเป็นเพื่อนร่วมงานในยุคแห่งอนาคตไม่จำเป็นต้องนั่งติดกันเหมือนเมื่อก่อน เราจำเป็นต้องลองใช้เครื่องมือดิจิทัลต่างๆ เพื่อทำให้การประชุมหรือเวิร์คช็อปต่างๆ ยังมีประสิทธิภาพอยู่

  1. ความไว้วางใจและการบริหารโดยยึดผลลัพธ์เป็นสำคัญ

เราจะยังคงยึดวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นสำคัญ โดยดูจากผลสัมฤทธิ์ที่ได้และการบรรลุเป้าหมาย มันจะมีลำดับขั้นของการทำงานที่ลดลง การทำงานจะราบรื่นมากขึ้นแทนที่การทำงานแบบไซโล ทั้งนี้ วัฒนธรรมการทำงานแบบยืดหยุ่นจะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องอาศัยการสื่อสารที่บ่อยขึ้น ตลอดจนการมีปฏิสัมพันธ์และความร่วมไม้ร่วมมือระหว่างหัวหน้างานและลูกน้องที่มากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการกำหนดเป้าหมายและความคาดหวังที่ชัดเจน ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น จำเป็นต้องอาศัยความเป็นผู้นำของหัวหน้างานในการวางแนวทางและกำหนดเป้าหมาย การกระตุ้นเตือนและการสร้างพลังให้กับทีม ขณะเดียวกัน ก็จำเป็นต้องมีการตามงานที่เป็นระบบ เราจะรวมวิถีการทำงานแบบใหม่เข้ากับแผนงานของแต่ละ BU พร้อมกับแผนการติดตามงานอย่างต่อเนื่อง โดยสรุป เราจะมีแนวทางและเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น เสริมสร้างวิถีการทำงานแบบใหม่ และจะมีการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ที่มากขึ้นทั่วทั้งเทเลนอร์

  1. การเดินทางจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ด้วยการประชุมออนไลน์ที่มากขึ้น ทำให้ความจำเป็นในการประชุมแบบเดิมที่ต้องเดินไปทางไปหากันมีความจำเป็นน้อยลง ซึ่งถือเป็นข้อดีในการสร้างสมดุลให้ชีวิตการทำงาน ทั้งยังช่วยโลกในการลดการเพิ่มปริมาณไอเสียจากการเดินทางอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การสร้างสังคมและพบปะเจอหน้ากันยังคงความสำคัญ ในอนาคต เราจะยังคงเดินทางไปทักทายกันในประเทศ ในตลาด หรือในโปรเจ็คต่างๆ แต่จะน้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา

โดยสรุป เราทำสิ่งนี้ก็เพื่อ:

  • เพื่อให้เราทำงานได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
  • เราเชื่อว่าความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
  • เราปรับตัวเพื่อวิถีการทำงานแห่งอนาคต ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ความรับผิดชอบ การบริหารงานที่ยึดผลลัพธ์เป็นสำคัญ โครงสร้างแบบไซโลส์ที่น้อยลง และการสื่อสารระหว่างกันที่ดีขึ้น
  • วิถีการทำงานแบบใหม่นี้พัฒนามาจากความสำเร็จของ DNA ที่ใช้ริเริ่มรูปแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2012 และค่อยๆ ปรับใช้ทั้งบริษัทเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
  • เราะจะใช้เวลาน้อยลงในการเดินทาง
  • เราจะผสานความไว้วางใจและความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน สร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งในการเริ่มต้นเส้นทางใหม่ของ เราจะเรียนรู้ พัฒนาและปรับปรุงวิถีการทำงานใหม่นี้ไปด้วยกัน ด้วยความหวังในการค้นหาวิธีที่ดีที่สุด เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการทำงาน และที่สำคัญ เราต้องไม่ลืมว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็เพื่อตอยโจทย์เป้าหมายของเรา นั่นคือ การเชื่อมต่อลูกค้ากับสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา Connect you to what matters most

ซิคเว่

from:https://www.mobileocta.com/introducing-our-new-way-of-work-flexibility/