คลังเก็บป้ายกำกับ: DIGITAL_TRANSFORMATION

TechTalk Webinar: Cloud ERP และระบบ Data Anaytics เพื่อการทำ Digital Transformation โดย Epicor

TechTalkThai ขอเรียนเชิญเหล่า Managing Director, เจ้าของธุรกิจโรงงานและการผลิต, ผู้บริหารในธุรกิจโรงงานและการผลิต, IT Manager และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Cloud ERP และระบบ Data Anaytics เพื่อการทำ Digital Transformation โดย Epicor” เพื่อเรียนรู้การนำระบบ Cloud ERP และ Data Analytics มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจการผลิตและโรงงาน ในวันอังคารที่ 30 เมษายน 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Cloud ERP and Analytics for Digital Transformation โดย Epicor
ผู้บรรยาย: คุณ Rattina Buranaosot, Epicor
วันเวลา: วันอังคารที่ 30 เมษายน 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

เพื่อปลดปล่อยศักยภาพสำหรับ Industry 4.0 เพื่อก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่ชาญฉลาด, คุ้มค่า และสามารถแข่งขันได้ ธุรกิจนั้นต้องทำการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ได้อย่างวรวดเร็วที่สุด, ส่งมอบสินค้าหรือบริการด้วยเวลาที่น้อยที่สุด, ติดตามผลิตภัณฑ์ได้ในทุกขั้นตอนการผลิตและขนส่ง, บริหารจัดการขั้นตอนการผลิตและขนส่งเหล่านั้น รวมถึงยังต้องทำนายในทุกๆ ประเด็นให้ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิม ระบบ ERP ที่ทันสมัยคือหัวใจสำคัญในทุกๆ โครงการ Industry 4.0 ซึ่งจะตอบโจทย์ความต้องการของฝ่ายบริหารในการปรับปรุงประสิทธิภาพและเปลี่ยนกระบวนการการทำงานให้เป็นอัตโนมัติในทุกๆ การผสานระบบที่เกิดขึ้น โดย Cloud จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กและองค์กรขนาดใหญ่นั้นสามารถก้าวกระโดดขึ้นนำคู่แข่งได้ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ

ใน Webinar ครั้งนี้ เราจะแสดงให้เห็นว่า Epicor Cloud ERP จะช่วยให้คุณมุ่งเน้นไปที่การเติบโตแทนที่จะต้องเสียเวลากับระบบ IT ได้อย่างไร และจะเล่าถึงภาพรวม 4 ส่วนหลักๆ ของ Epicor ได้แก่ ERP, BI, Reporting และ Analytics พร้อมแสดงให้เห็นว่าระบบนี้จะช่วยให้พนักงานทั่วๆ ไปในธุรกิจของคุณทำงานดีขึ้นได้อย่างไร แม้พนักงานเหล่านั้นจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT ก็ตาม

ลงทุนได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด, สร้างคุณค่าใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วที่สุด และเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกๆ อุปกรณ์อย่างแม่นยำได้ทันทีที่ต้องการ จากทุกที่ทั่วโลกด้วย Epicor Cloud ERP

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_8-RHhKZ6RC6UfGTF4rQFOw โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-cloud-erp-and-data-anaytics-for-digital-transformation-by-epicor/

โฆษณา

ออก พ.ร.บ.ใหม่ดัน ETDA เป็นหน่วยงานกำกับดูแล “ธุรกิจบริการด้านธุรกรรมดิจิทัล” เต็มตัว

ออกกฎหมายใหม่รับสงกรานต์… เมื่อ พ.ร.บ. 2 ฉบับใหม่ เพิ่มอำนาจให้ “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)” หรือ ETDA กลายมาเป็นหน่วยงานทำหน้าที่กำกับดูแล (Regulator) ธุรกิจบริการด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มตัว หากใครไม่ขึ้นทะเบียนหรือขอใบรับอนุญาต มีสิทธิ์ถูกปรับเงินหรือติดคุก!

เมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ 2 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ออกมา ได้แก่ พ.ร.บ.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562

ความน่าสนใจของกฎหมาย 2 ฉบับที่ออกมา คือ การปรับให้องค์กรอย่าง “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)” หรือ ETDA กลายมาเป็น “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่องค์กรมหาชนอีกต่อไป

การเปลี่ยนแปลงจาก พ.ร.บ.ETDA ฉบับใหม่

ETDA ภายใต้ พ.ร.บ. ใหม่ที่ออกมานี้ จะมีลักษณะคล้ายกับหน่วยงานที่ทำงานด้านกำกับดูแล (Regulator) อย่างเช่น กสทช. ที่เน้นกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แต่ ETDA จะมีอำนาจดูแลด้านการทำธุรกิจบริการอิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิทัล (Electronic Transaction) มากขึ้น เช่น

  • กำหนดมาตรฐานด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Digital ID ในฐานะ Regulator
  • ทำ Recommendation ด้านมาตรฐาน ในฐานะ Rugulator
  • การกำกับดูแลผู้ให้บริการออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์
  • การให้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล

นอกจากนี้ ETDA ยังระบุว่าจะทำหน้าที่เป็นผู้ทำหน้าที่ส่งเสริมการใช้นวัตกรรม (Innovation) สำหรับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในการบริหารและการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

โดยจะศึกษาเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ รวมถึงพัฒนาข้อเสนอแนะที่สำคัญ แนวทางการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ และพัฒนาระบบต้นแบบพร้อมสนามทดสอบสำหรับทดลองการใช้งาน (Prototype and Sandbox) อีกด้วย

แน่นอนว่า พ.ร.บ. ETDA มีการระบุให้สรรหากรรมการดำรงตำแหน่งใหม่ทั้งหมด โดยให้ ‘ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์’ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) รักษาการไปเป็นการชั่วคราว แทนที่ ‘สุรางคณา วายุภาพ’ ผู้อำนวยการ ETDA คนเดิม

การเปลี่ยนแปลงจาก พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 3)

พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ที่ออกมานี้เป็นการปรับปรุงกฎหมายมาจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 1) พ.ศ.2544 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551

หากดูการแก้ไขข้อกฎหมายที่น่าสนใจ จะพบว่ามีการเพิ่มอำนาจให้ ETDA ดำเนินการต่อธุรกิจบริการด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้มากขึ้น

  • ถ้าต้องมีการยื่นเอกสารมาแสดงกับราชการ แล้วมีเอกสารนั้นเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงได้และไม่มีความเปลี่ยนแปลง ก็ถือว่าข้อความนั้นเป็นหนังสือที่สามารถใช้งานได้ (มาตรา 8)
  • ธุรกิจบริการด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีการแจ้งให้ทราบ ขึ้นทะเบียน หรือได้รับใบอนุญาตก่อน เพื่อความมั่นคงทางการเงินและพาณิชย์ เพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือป้องกันความเสียหายต่อสาธารณชน (มาตรา 32)
  • หากไม่มีการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐใดเป็นผู้รับผิดชอบการควบคุมดูแล ก็มอบอำนาจให้ ETDA เป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย (มาตรา 32)
  • ถ้าประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้รับ
    ใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 44/1)
  • ถ้าประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ขึ้นทะเบียน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 45)
  • ถ้าธุรกิจที่ต้องขึ้นทะเบียนนั้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สามารถถูก ETDA ปรับได้สูงสุดถึง 1 ล้านบาท ส่วนธุรกิจใดต้องขอรับใบอนุญาต นั้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สามารถถูกปรับได้สูงสุดถึง 2 ล้านบาท ซึ่ง ETDA มีอำนาจสั่งให้ธุรกิจนั้นๆ แก้ไขการดำเนินการให้ถูกต้องได้เช่นกัน (มาตรา 33/1 และมาตรา 34)

รวมถึงมีการระบุถึง “คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” ที่ติดตามการทำงานเรื่อง ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ตามมาตรา 36) ให้เป็นดังนี้

  • คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน ที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน, การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, นิติศาสตร์, วิทยาการคอมพิวเตอร์, วิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์, สังคมศาสตร์ และด้านอื่นๆ
  • ให้ปลัดกระทรวง DE เป็นรองประธานกรรมการ
  • เลือกผู้ทรงคุณวุฒิ 1 ใน 8 คนมาเป็นประธานคณะกรรมการ

ส่วนคณะกรรมการฯ ที่มีอยู่เดิม ให้อยู่ดำรงตำแหน่งไปก่อน จนกว่าจะสรรหาใหม่ได้

สรุป

แน่นอนว่าทั้ง “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” ร่างใหม่ของ ETDA ในฐานะ Regulator และ “คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์” ยังอยู่ภายใต้กระทรวง DE เหมือนเดิม

โดยกฎหมายทั้ง 2 ฉบับที่เรากล่าวไปข้างต้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

น่าจับตาว่าการดำเนินของ ETDA ในฐานะผู้กำกับดูแลธุรกิจบริการด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และหากมีรายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจ เราจะมารายงานให้ทราบกันต่อไป

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/new-laws-change-etda-to-regulator-of-electronic-transactions/

เมื่อ remote work จำเป็น การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานก็สำคัญ ฟังการค้นพบที่น่าสนใจจากหัวหน้าทีม HR คนเก่งของ Google

การทำงานอย่างอิสระนอกออฟฟิศ หรือ Remote Working นั้น เรียกว่าเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ สำหรับองค์กรรุ่นใหม่ หรือองค์กรด้านเทคโนโลยี เพราะด้วยการทำงานรูปแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอีกต่อไป ยิ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google ด้วยแล้ว การทำงานนอกสถานที่ช่วยตอบโจทย์ชาว Googlee ที่มีอยู่กว่าทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

หัวหน้าทีม People Innovation Lab ของ Google ที่โชว์ผลการสำรวจที่ลงลึกสัมภาษณ์พนักงานกว่า 5,600 คน เกี่ยวกับการทำงานทางไกลจากบ้านและสถานที่ต่างๆ จนทำให้พบความคิดหลายแง่มุมที่ทีม HR ของหลายบริษัทไม่เคยรู้ว่าคนที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศเกิดความกังวลในประเด็นไหนบ้าง

Veronica Gilrane คือหัวหน้าทีมคนนั้น โดยเธอรู้ว่าการทำงานจากระยะไกลอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เธอจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ Google ลงมือศึกษาเพื่อให้เข้าใจถึงวิธีการทำงานจากทางไกลให้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญกับ Google ที่เป็นบริษัทใหญ่ระดับโลก โดยประมาณ 30% ของการประชุมที่ Google ต้องใช้พนักงานในหลายประเทศมากกว่า 2 ไทม์โซน และราว 39% ของการประชุมนั้นใช้พนักงานมากกว่า 2 เมือง

จากการศึกษานานกว่า 2 ปีผ่านพนักงาน 5,600 คนในสหรัฐอเมริกา เอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา Veronica Gilrane ระบุในรายงานว่าสมมติฐานแรกเริ่มที่ตั้งไว้ คือทีมงานที่กระจายตัวอาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าการรวมทีมงานเข้าสู่ศูนย์กลาง แสดงว่าแม้แต่บริษัทด้านเทคโนโลยีก็ยังมองว่าการประชุมทางไกลอาจมีช่องโหว่

Gilrane ยอมรับว่ากังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับ remote work โดยบอกว่าเธอรู้สึกประหลาดใจที่พบว่า ทีมที่กระจายตัวก็สามารถประสานงานได้ดีไม่แพ้กัน แต่น่าเสียดายที่พบว่ามีความยุ่งยากในการทำงานจากระยะไกลมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นว่าบางครั้ง คนทำงานในสำนักงานอื่นอาจรู้สึกเป็นภาระที่จะต้องเชื่อมตารางเวลาของตัวเองกับสำนักงานใหญ่ แถมบางรายยังรู้สึกถูกตัดการเชื่อมต่อจากทีมด้วย

3 เทคนิกยกระดับ remote work

Veronica Gilrane สาวสวยคนขวา

เธอพบว่ามี 3 เทคนิคสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงานที่ทำงานแบบ remote work ได้แก่ การจัดการไทม์โซน การส่งเสริมความสัมพันธ์ที่แนบแน่น และการตกลงรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน

Gilrane บอกว่าเทคนิกแรก คือ องค์กรควรจะต้องสร้างความยืดหยุ่นเกี่ยวกับเขตเวลาที่ต่างกัน สำหรับการประชุมทีมของเธอเองซึ่งมีทั้งพนักงานบนชายฝั่งตะวันตกและชายฝั่งตะวันออก Gilrane ตัดสินใจจัดให้ประชุมในเวลาที่แตกต่างกันทุกสัปดาห์ เพิ่มความสะดวกสบายสำหรับพนักงานในแต่ละเขตเวลา และหากต้องขยายไปสู่เขตเวลาที่หลากหลายมากขึ้น เช่น เวลามาตรฐานกรีนิชหรือเวลามาตรฐานของจีน ก็จะต้องแน่ใจว่าบริษัทควรสลับเวลาบ่อยครั้งเพื่อไม่ให้พนักงานรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเพราะอีกเขตเวลาหนึ่งมีความสะดวกกว่า

นอกจากนี้ บริษัทควรส่งเสริมความสัมพันธ์ที่แท้จริง คือ การให้เวลาสำหรับสมาชิกในทีมทั่วโลกได้ทำความรู้จักกัน จุดนี้เองที่เธอคิดว่า ผู้บริหารบริษัทควรคำนึงถึงอย่างมากว่า เมื่อไรควรใช้เทคโนโลยีประชุมทางไกล และเมื่อไรควรส่งตั๋วเครื่องบินเพื่อให้สมาชิกในทีมได้พบปะกันด้วยตนเอง ซึ่งแม้ว่าทีมงานที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกไม่สามารถพบเจอด้วยตนเองได้บ่อยครั้ง แต่ Gilrane มองว่าผู้บริหารบริษัทควรส่งเสริมให้พนักงานรู้จักกัน

ยกตัวอย่างเช่น ทีมของเธอเอง จัดให้ทุกคนได้พบกันสัปดาห์ 30 นาทีต่อครั้งโดยไม่มีวาระการประชุมผ่านวิดีโอแชต แถมบางที ทีมงานยังกินอาหารกลางวันหรืออาหารเช้าด้วยกันผ่านการแชต ซึ่ง Gilrane มองว่าเป็นการพักเบรกที่ดีทีเดียว

นอกจากนี้ เธอยังอธิบายเรื่องนี้ว่า การใช้วิดีโอแชตเป็นเรื่องสำคัญที่ทีมงานจะได้พบเจอกันเมื่อพูดคุยกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมองเห็นใบหน้าของใครสักคนนั้น ให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนการอยู่คนเดียว วิดีโอแชตจึงช่วยได้มากในการอ่านอารมณ์หรือดูว่าสมาชิกในทีมกำลังทำอะไรอยู่

ต้องชัดเจน

อีกสิ่งที่ Gilrane คิดว่าผู้บริหารแบรนด์ควรตรวจสอบให้แน่ใจนั้นไม่ได้มีเพียงแค่การมองที่โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีว่าสามารถรองรับทีมงานได้เพียงพอเท่านั้น แต่ควรมีการทำความเข้าใจล่วงหน้าและโปร่งใสเกี่ยวกับพื้นที่ที่สมาชิกในทีมสามารถทำงานได้ ซึ่งหากพนักงานสามารถทำงานได้จากระยะไกลจากสำนักงานหรือสถานที่อื่น ผู้บริหารก็ต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับกฎระเบียบเพื่อให้ชัดเจนว่าพนักงานบางคนไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น

ที่สำคัญ Google จะเปิดให้พนักงานแต่ละคนกำหนดวัตถุประสงค์และคีย์ผลลัพธ์หลักของตัวเองเป็นรายไตรมาสหรือรายปี ซึ่งเป็น กรอบที่อาจช่วยให้พนักงานที่อยู่ไกลสำนักงาน สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นนี้ Gilrane คิดว่าการจัดการองค์กรและโครงสร้างจะช่วยให้ทีมทางไกลทำงานได้ดีกว่า เพราะทุกคนมีความเข้าใจที่ชัดเจนและจัดลำดับความสำคัญไว้แล้ว

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/remote-work-veronica-gilrane/

มีผลวันนี้ !! ดร.เยาวลักษณ์ พูลทอง ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการช่อง 7HD

บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (BBTV NEW MEDIA) หรือช่อง 7 ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง ดร.เยาวลักษณ์ พูลทอง ที่ปรึกษาคณะกรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร  ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ  โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

โดยก่อนหน้านี้ ดร.เยาวลักษณ์ พูลทอง ได้เข้ามาช่วยในการบริหารงานช่อง 7 ในช่วงปีที่ผ่านมา ในตำแหน่งที่ปรึกษาคณะกรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร

 ประวัติการศึกษา :

– ปริญญาตรี อักษรศาสตรบัณทิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
– ปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาภาษาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยมหิดล
– ปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ The University of Sydney ประเทศออสเตรเลีย
– ปริญญาเอกสาขาการตลาด หลักสูตรนานาชาติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เส้นทางอาชีพของ ดร.เยาวลักษณ์ พูลทอง :

  • ปี 2543 – 2555 ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส  ประจำธนาคารกรุงศรีอยุธยา  และธนาคารกรุงไทย
  • ปี 2556 เข้ามาสู่ช่อง 7 ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท ทีวีดิจิทัล เอชอาร์  และเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการเจ้าหน้าที่บริหารของช่อง 7HD
ก่อนหน้านี้ “หน่อง” พลากร สมสุวรรณ ได้พ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการช่อง 7 และได้มีการแต่งตั้ง “สมเกียรติ เจริญภิญโญยิ่ง” รองกรรมการผู้จัดการที่มาจากสายงานข่าว มารับตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้จัดการ  โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561  ซึ่งเป็นคำสั่งแต่งตั้งลงนามเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2562 ที่ผ่านมา
หากย้อนไปก่อนหน้านี้จะพบว่า ดร.เยาวลักษณ์ พูลทอง เป็นผู้ที่มีส่วนในการบริหารงานของช่อง 7 มาโดยตลอด  จนมีประกาศแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการอย่างเป็นทางการในที่สุด
การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของช่อง 7HD ในครั้งนี้นับว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ  ว่าจะสามารถพลิกตัวเองกลับมามีเรตติ้งกระฉูดได้เหมือนในอดีตได้อีกครั้งหรือไม่  เพราะยุคนี้เป็นยุคที่คอนเทนต์ออนไลน์กำลังรุ่งเรืองและแข่งขันกันอย่างสูง
 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/7-hd-channel-new-ceo/

สรุปงาน Microsoft Innovation Conference : AI อยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างและทุกอุตสาหกรรม

วันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมาทางทีมงาน TechTalkThai ได้รับเกียรติเชิญจากไมโครซอฟต์ประเทศไทยให้เข้าร่วมงาน Microsoft Innovation Conference ซึ่งได้จัดขึ้น ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โดยในงานนี้หัวข้อหลักของการบรรยายได้กล่าวถึง Business Transformation และการใช้ AI เสริมพลังให้การทำ Digital Transformation ทางเราจึงขอสรุปใจความสำคัญของงานมาให้ติดตามกันอีกครั้งครับ

คุณประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ MAI

Business Transformation

ในหัวข้อนี้ได้รับเกียรติจากคุณประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ MAI ขึ้นมาบรรยาย ซึ่งท่านได้ยกตัวอย่างธุรกิจหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่สามารถยกระดับตัวเองหลังจากปรับตัวทำ Business Transformation ได้สำเร็จและธุรกิจนั้นก็คือ ‘Let’s Relax’ หรือร้านสปาชื่อดังที่ใครหลายคนคงพอคุ้นหูหรือเคยใช้บริการกันอยู่บ้าง โดยกว่า 5 ปีที่บริษัทใช้เวลาไปกับการ Transform ธุรกิจสู่จุดใหม่ทำให้จากเดิมที่เคยเติบโตปีละ 1 สาขากลายเป็น 10 สาขาต่อปี อีกทั้งเคยทำมูลค่าสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์ไปแตะที่ 1 หมื่นล้านบาทซึ่งนี่เองคือผลลัพธ์แห่งการ Transformation ตัวเองเพียงปรับเปลี่ยนหลักการ 2 จุดดังนี้

  • เปลี่ยนโครงสร้างบริษัทจากการทำธุรกิจแบบครอบครัวสู่ระบบบริหารด้วยการเชิญบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นบอร์ดบริหาร
  • ปรับเปลี่ยนบัญชีให้มีความถูกต้อง ตรงเวลา และตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจที่สามารถ Transform ตัวเองได้สำเร็จซึ่งเบื้องหลังของหลายธุรกิจในปัจจุบันย่อมต้องมีเทคโนโลยีที่ดีสนับสนุนด้วย โดยคุณประพันธ์กล่าวปิดท้ายว่า ” ไมโครซอฟต์มีความพร้อมที่สามารถช่วยตอบโจทย์สำคัญกับการทำ Business Transformation ให้ธุรกิจ ถึง 4 ส่วนคือ Empower Employees, Engage Customers,Optimize Operations, Transform Products

Empowering Digital Transformation with AI

คุณธนวัฒน์ สุธรรมพันธ์ุ , MD Microsoft Thailand

AI is in Everywhere, Everything and Industry” — นี่เป็นคำกล่าวจากคุณธนวัฒน์ สุธรรมพันธ์ุ กรรมการผู้จัดการของ ไมโครซอฟต์ประเทศไทยที่ขึ้นบรรยายในช่วงนี้ โดยคุณธนวัฒน์ได้ยกตัวอย่างของ AI is in  Everywhere เช่น หากผสาน AI เข้ากับที่อยู่อาศัยผู้ใช้งานจะมีใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้นและสามารถแนะนำของที่เหลืออยู่ในตู้เย็นได้ว่าสามารถทำเมนูอะไรได้หรือหากต้องการทำเมนูไหนขาดวัตถุดิบอะไรก็สั่งออนไลน์มาให้เองได้ เป็นต้น ดังนั้นปัจจุบัน AI ได้เข้าไปฝังตัวอยู่ในทุกหนแห่งแล้ว

AI is in Everything ตรงนี้หมายความว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้าไปอยู่ในทุกๆ สิ่งด้วย เช่น กรณีของผู้ผลิตเครื่องยนต์ของเครื่องบินอย่าง Rolls-Royce ที่ได้นำเซนเซอร์ไปติดไว้ในเครื่องยนต์ที่ตนผลิตทำให้สามารถประเมินการซ่อมบำรุงได้ล่วงหน้าและการันตี SLA ได้ถึง 99.99% กลายเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ Engine-as-a-service ทำรายได้เข้าสู่บริษัท

AI is in Every Industry คือปัจจุบัน AI ขยายเข้าไปสู่การใช้งานในทุกอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ เช่น Drone กับภาคการเกษตรที่สามารถใช้ AI วิเคราะห์ภาพถ่ายจากสีของพืชและสามารถบอกได้ว่าพืชนั้นมีโรค ขาดน้ำ หรือมีสภาพสมบูรณ์ นั่นหมายถึงผู้ดูแลไร่จะสามารถพ่นยาหรือรดน้ำเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดทำให้ลดต้นทุนการผลิตลง หรือ กรณีของการใช้ Drone ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างสะพานที่เทรนโมเดล AI ให้แยกแยะได้ว่าภาพถ่ายนั้นคือ รอยแตก เชื้อรา หรือสนิม ซึ่งปกติการตรวจสอบโดยมนุษย์กินเวลาหลายเดือนแต่ด้วยเทคโนโลยีจึงลดเวลาลงเหลือแค่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ และสุดท้ายตัวอย่างของ Retail การใช้ AI เพื่อเรียนรู้ข้อมูลของผู้บริโภคไปทำ Dynamic Pricing หรือการใช้ Chatbot เพื่อเข้าเปิดการขายกับลูกค้าที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตามเมื่อ AI แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกหนแห่งและอุตสาหกรรมแล้ว ธุรกิจประเทศไทยจะเป็นอย่างไรหากมีนวัตกรรม AI เข้ามาส่งเสริม ทางไมโครซอฟต์จึงได้มีการจัดทำรายงานร่วมกับ IDC เพื่อศึกษาผลลัพธ์แนวโน้มในปี 2021 เทียบกับปัจจุบันโดยอ้างอิงความเห็นของผู้บริหารในเอเชียแปซิฟิคกว่า 1,560 คนซึ่งมีผู้บริหารจากประเทศไทยจำนวน 101 คนและมีสถิติดังนี้

  • AI จะช่วยส่งเสริมให้เกิดบริการและผลิตภัณฑ์ด้านนวัตกรรมซึ่งในภาพรวมของเอเชียแปซิฟิคจะเพิ่มขึ้น 1.9 เท่าและประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น 1.7 เท่า
  • AI จะช่วยให้ Productivity ของพนักงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 1.3 เท่า ในปี 2021
  • 29% ของผู้บริหารจากประเทศไทยเชื่อว่า AI จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างใหญ่หลวง 25% เชื่อว่ามีผลกระทบพอสมควร 31% เชื่อว่ามีเล็กน้อยและ 15% คิดว่าไม่ได้รับผลกระทบ
  • ผู้นำในประเทศไทยยังขาดคุณสมบัติหลัก 3 จาก 6 ข้อที่ส่งผลต่อการใช้ AI ให้ประสบความสำเร็จเมื่อเทียบกับผู้นำในระดับเอเซียแปซิฟิคคือ Data, Strategy และ Investment 

จากรายงานสรุปได้ว่า AI จะเข้ามาช่วยส่งเสริมธุรกิจหากบริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ รวมไปถึงผู้นำขององค์กรต้องมีวิสัยทัศน์และสนับสนุนให้เกิดการใช้งาน AI ด้วย ไม่เพียงเท่านั้นองค์กรต้องมีวัฒนธรรมที่พร้อมรับนวัตกรรมใหม่เข้ามาใช้งานและบุคคลากรในองค์กรต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาด้วย ดังนั้นการที่ AI จะเกิดได้หรือไม่ต้องอาศัยทั้งฝั่งของเทคโนโลยีและธุรกิจ

นอกจากนี้สุดท้ายแล้วคุณธนวัฒน์ยังได้ฝากถึงองค์กรต่างๆ เกี่ยวกับปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและอยู่รอดในยุคปัจจุบันว่าองค์กรจะต้องมีความสามารถทางเทคโนโลยี (Tech intensity) ซึ่งเกิดจากองค์ประกอบอีก 2 ส่วนคือ ความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว (Tech Adoption) และ ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมที่แตกต่าง (Tech Capability) กล่าวคือองค์กรไม่ต้องไปสร้างเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาแล้วเพียงแต่นำมาต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่นั่นเอง

วิสัยทัศน์ของไมโครซอฟต์กับการพัฒนา AI

คุณธนวัฒน์ยังได้กล่าวถึงมุมมองของบริษัทต่อจริยธรรมในการพัฒนา AI ประกอบด้วย 6 ปัจจัยคือ 1.ต้องยุติธรรม(Fairness) 2.ต้องสามารถเชื่อถือและไว้ใจได้ (Reliability&Safety) 3.ต้องทำอย่างมีความมั่งคงปลอดภัย (Privacy&Security) 4.เสมอภาค (Inclusiveness) เช่น การใช้ข้อมูลตัวอย่างแบบครอบคลุมไม่ใช่เลือกเฉพาะเพศหรือแบ่งแยกสีผิวทำให้ผลลัพธ์เอนเอียง 5.โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ (Transparency) 6.มีความรับผิดชอบ (Accountability) ดังนั้นไมโครซอฟต์เองจึงมีคณะกรรมการที่มีหน้าที่คอยกำกับและตรวจสอบนวัตกรรม AI ให้เป็นไปตามจริยกรรมที่กล่าวถึงด้วย

สำหรับวิสัยทัศน์ของไมโครซอฟต์กับการพัฒนา AI และผลประโยชน์ของลูกค้าคุณธนวัฒน์ได้ปิดท้ายว่า “AI คือเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับให้มนุษย์มีความสามารถมากขึ้นแต่ไม่ได้เข้ามาทดแทนมนุษย์ รวมถึงยังเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยทางไมโครซอฟต์เองมีเป้าหมายเสนอเทคโนโลยีที่เป็นแพลตฟอร์มของ AI ให้ลูกค้านำไปต่อยอดตอบโจทย์กับธุรกิจและเราไม่เคยต้องการที่จะสร้างนวัตกรรมมาแข่งขันกับลูกค้า

The Story of 3 Cloud

ในหัวข้อนี้ทีมงานของไมโครซอฟต์ได้ขึ้นมากล่าวถึงวิธีการทำ Transformation โดยอ้างอิงกับโมเดล ‘Digital Feedback Loop’ ที่มีองค์ประกอบย่อย 4 ข้อคือ Engage Customer, Empower Employee, Optimize Operation และ Transform Product ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกร้อยเรียงเชื่อมกันด้วย ‘ข้อมูล’

  • Empower Employees – คำถามในจุดนี้คือบริษัทมีการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาพนักงานในองค์กรแล้วหรือยัง รวมถึงต้องมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของพนักงานรุ่นใหม่ที่ต้องการ Work Anywhere ด้วย ซึ่งทางไมโครซอฟต์เองก็มีผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้เช่น Microsoft Teams เป็นต้น
  • Optimize Operations – บริษัทจะต้องมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เช่น Chevron ได้ใช้แว่นตา VR เพื่อแสดงภาพจำลองของหน้างานจริงในการฝึกปฏิบัติและช่วยให้ผู้ที่ไม่มีทักษะสูงสามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง เช่นกันทาง ไมโครซอฟต์ก็มีเทคโนโลยีที่ช่วยปฏิวัติกระบวนการทำงานในองค์กรอย่าง Office 365 เป็นต้น
  • Transform Products – บริษัทต้องเปลี่ยนมุมมองในการทำธุรกิจโดยอาศัยประโยชน์จากข้อมูลเพื่อออกสินค้าใหม่ให้ตรงใจตลาดหรือปรับปรุงสินค้าเดิมให้ดึงดูดผู้บริโภค
  • Engage Customers – คำถามในส่วนนี้บริษัทต่างๆ ต้องตอบให้ได้ว่าเรามีการใช้ AI หรือ BI มาวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้แล้วหรือยัง หลังจากนั้นแล้วมี CRM คอยดึงข้อมูลทางการตลาดให้แก่ทีมขายเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ทันทีหรือไม่ ตรงนี้เองเครื่องมืออย่าง Power BI หรือ Dynamics จะสามารถเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว

สุดท้ายไมโครซอฟต์แนะนำว่าการใช้งาน AI เพื่อเสริมศักยภาพของ Digital Business นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่เพราะธุรกิจ SME ก็สามารถเข้าถึงได้โดยเพียงแค่เริ่มจากส่วนเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยขยายผลต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตามต้องเร่งทำอย่างว่องไวเพราะปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ใครเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ

โดยในงานนี้เองไมโครซอฟต์ก็ได้เชิญพาร์ทเนอร์ที่ทำโซลูชันตอบโจทย์ธุรกิจ SME มาออกบูธ เช่น Chatbot ซึ่งสามารถเริ่มได้จากธุรกิจขนาดเล็กในการช่วยตอบคำถามลูกค้าหรือแม้กระทั่งเปิดเกมขาย หรือ Azure เองที่ปัจจุบันก็กลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับ Startup ต่างๆ เข้ามาใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนาไอเดียออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วตามคอนเซปต์ Tech intensity และอย่างที่คุณธนวัฒน์กล่าวไว้ว่า “AI อยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างทุกอุตสาหกรรมและทุกคนสามารถเข้าถึงได้” ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-innovation-conference-2019-summary/

TechTalk Webinar: Cloud ERP และระบบ Data Anaytics เพื่อการทำ Digital Transformation โดย Epicor

TechTalkThai ขอเรียนเชิญเหล่า Managing Director, เจ้าของธุรกิจโรงงานและการผลิต, ผู้บริหารในธุรกิจโรงงานและการผลิต, IT Manager และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Cloud ERP และระบบ Data Anaytics เพื่อการทำ Digital Transformation โดย Epicor” เพื่อเรียนรู้การนำระบบ Cloud ERP และ Data Analytics มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจการผลิตและโรงงาน ในวันอังคารที่ 30 เมษายน 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Cloud ERP and Analytics for Digital Transformation โดย Epicor
ผู้บรรยาย: คุณ Rattina Buranaosot, Epicor
วันเวลา: วันอังคารที่ 30 เมษายน 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

เพื่อปลดปล่อยศักยภาพสำหรับ Industry 4.0 เพื่อก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่ชาญฉลาด, คุ้มค่า และสามารถแข่งขันได้ ธุรกิจนั้นต้องทำการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ได้อย่างวรวดเร็วที่สุด, ส่งมอบสินค้าหรือบริการด้วยเวลาที่น้อยที่สุด, ติดตามผลิตภัณฑ์ได้ในทุกขั้นตอนการผลิตและขนส่ง, บริหารจัดการขั้นตอนการผลิตและขนส่งเหล่านั้น รวมถึงยังต้องทำนายในทุกๆ ประเด็นให้ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิม ระบบ ERP ที่ทันสมัยคือหัวใจสำคัญในทุกๆ โครงการ Industry 4.0 ซึ่งจะตอบโจทย์ความต้องการของฝ่ายบริหารในการปรับปรุงประสิทธิภาพและเปลี่ยนกระบวนการการทำงานให้เป็นอัตโนมัติในทุกๆ การผสานระบบที่เกิดขึ้น โดย Cloud จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กและองค์กรขนาดใหญ่นั้นสามารถก้าวกระโดดขึ้นนำคู่แข่งได้ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ

ใน Webinar ครั้งนี้ เราจะแสดงให้เห็นว่า Epicor Cloud ERP จะช่วยให้คุณมุ่งเน้นไปที่การเติบโตแทนที่จะต้องเสียเวลากับระบบ IT ได้อย่างไร และจะเล่าถึงภาพรวม 4 ส่วนหลักๆ ของ Epicor ได้แก่ ERP, BI, Reporting และ Analytics พร้อมแสดงให้เห็นว่าระบบนี้จะช่วยให้พนักงานทั่วๆ ไปในธุรกิจของคุณทำงานดีขึ้นได้อย่างไร แม้พนักงานเหล่านั้นจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT ก็ตาม

ลงทุนได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด, สร้างคุณค่าใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วที่สุด และเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกๆ อุปกรณ์อย่างแม่นยำได้ทันทีที่ต้องการ จากทุกที่ทั่วโลกด้วย Epicor Cloud ERP

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_8-RHhKZ6RC6UfGTF4rQFOw โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-cloud-erp-and-data-analytics-for-digital-transformation-by-epicor/

Charles Bergh ทำได้! แม่ทัพ Levi’s การันตีลุย tech innovation เต็มร้อย

 

มองวิธีคิด Charles Bergh ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Levi’s ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าบริษัทยีนส์อย่าง Levi’s จะเดินหน้าลุยสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีหรือ tech innovation เต็มที่ โดยวิสัยทัศน์ของ Charles Bergh เรียกเสียงฮือฮาจากนักลงทุนในวันที่เสนอขายหุ้น IPO เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้อย่างน่าประทับใจ

Levi’s นั้นเป็นแบรนด์ของบริษัท Levi Strauss & Co. ซึ่งโลกรู้จักกันดีว่าเป็นแบรนด์เดนิมขวัญใจคนใส่ยีนส์ แต่ Levi’s กลับมองว่าตัวเองเป็นบริษัทนวัตกรรม เพราะสามารถคิดค้นกางเกงสำหรับนักขุดทองได้ก่อนใคร โดยสามารถคิดค้นกางเกงยีนสีน้ำเงินเป็นนวัตกรรมในยุคนั้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

166 ปีต่อมา ซีอีโอ Charles Bergh มองว่า Levi’s จะยังต้องเป็นบริษัทนวัตกรรมต่อไป แต่คราวนี้ Levi’s จะต้องมีซอฟต์แวร์และสิทธิบัตรของตัวเอง

ความสวยหรูของวิสัยทัศน์แม่ทัพ Levi’s ทำให้มูลค่าหุ้นเปิดที่ 22.22 เหรียญสหรัฐต่อหุ้น คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% สูงกว่าราคา IPO ของบริษัทที่ตั้งไว้ 17 เหรียญสหรัฐ

อดีตมือดี P&G

Charles Bergh เป็นประธานบริหารให้ Levi’s มาตั้งแต่ปี 2011 หลังจากทำงานที่ Proctor & Gamble (P&G) มานาน 28 ปี คำพูดที่น่าสนใจมากของ Charles Bergh คือประโยคที่สะท้อนความเชื่อว่า แบรนด์ใดที่เป็น category leader หรือผู้นำในหมวดสินค้าใด จะมีหน้าที่รับผิดชอบในการขยายหมวดหมู่นั้น

Bergh ให้สัมภาษณ์แบบนี้กับ Fast Company โดยอธิบายว่าจากประสบการณ์ของเขากับแบรนด์ Gillette ซึ่งเป็น category leader ในตลาดใบมีดโกนของ P&G ดังนั้นสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ คือนวัตกรรมและการตลาดที่ยอดเยี่ยม จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการบรรลุความสำเร็จเรื่องการขยายตลาด

สำหรับ Levi’s แม่ทัพ Bergh ระบุว่า Levi’s กำลังจะเป็น บริษัทซอฟต์แวร์ ขณะนี้ Levi’s ได้จดสิทธิบัตรแล้วกว่า 30 ฉบับ โดยสิทธิบัตร 9 รายการได้รับการอนุมัติแล้ว และทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนวิธีการผลิตยีนส์ของ Levi’s อย่างสิ้นเชิง รวมถึงรูปแบบการจำหน่ายในท้ายที่สุด

แม่ทัพ Levi’s ย้ำอีกว่าตื่นเต้นสุด ๆ เพราะ Levi’s ยุคใหม่กำลังเพิ่งเริ่มต้น และที่โลกได้เห็นคือประมาณ 10% ของธุรกิจทั้งหมดของ Levi’s ซึ่งสะท้อนว่ายังมีศักยภาพที่จะเติบโตครอบคลุม 50% ของธุรกิจ Levi’s

จุดสำคัญที่ Levi’s จะได้รับจากนวัตกรรมเทคโนโลยีคือต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง เงินทุนหมุนเวียนที่ลดลง ส่งให้รายได้บริษัทสูงขึ้นในที่สุด

เริ่มเต็มทีปี 2020

ภาพของ Levi’s ยุคใหม่เชื่อว่าจะเริ่มเต็มตัวในปี 2020 จุดนี้ Bergh ยกตัวอย่างแจ็คเก็ตอัจฉริยะหรือ smart jacket ซึ่ง Levi’s ร่วมมือกับ Google เพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุม iPhone ได้เพียงแค่แตะแขนเสื้อ ยังมีอีกหลายผลิตภัณฑ์ของ Levi’s ที่จะมีเทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้องกับยีนส์เป็นเนื้อเดียว

เมื่อถามถึงนวัตกรรมที่ตื่นเต้นที่สุด ซีอีโอ Levi’s บอกว่าเป็นโครงการที่ Levi’s เรียกว่า F.L.X ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการตกแต่งยีนส์ด้วยเลเซอร์แบบยืดหยุ่นกว่าเดิม โดยสามารถลดการใช้สารเคมีอันตรายในห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมเดนิมได้ จุดนี้ Levi’s มุ่งมั่นที่จะกำจัดสารเคมีจริงจังในปี 2020 ซึ่ง Levi’s จะพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับประยุกต์ใช้ในสายพานการผลิต รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีซอฟต์แวร์สำหรับภาคอุตสาหกรรมด้วย

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/charles-bergh-levis/