คลังเก็บป้ายกำกับ: DIGITAL_TRANSFORMATION

Clubhouse คืออะไร แบรนด์และนักการตลาดควรเตรียมพร้อมอะไรบ้าง

Clubhouse แอปโซเชียลมีเดียที่ใครๆ ก็พูดถึงในช่วงนี้ จากจุดเริ่มต้นในกลุ่ม early adopter จนเริ่มแพร่หลายในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ รวมไปถึงบุคคลทั่วไป

แบรนด์ธุรกิจ และนักการตลาดหลายคนที่กำลังมองหาโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคผ่านแอปพลิเคชันนี้ควรเตรียมพร้อมอะไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักกันก่อนว่า Clubhouse คืออะไร ใช้ยังไง แตกต่างจากโซเชียลมีเดียอื่นๆ อย่างไร และสุดท้ายโอกาสทางธุรกิจคืออะไร

Clubhouse คืออะไร?

Clubhouse ก่อตั้งในเดือนเมษายนปี 2020 โดย Paul Davidson และ Rohan Seth จนถึงปัจจุบันระดมทุนได้มากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นภายในระยะเวลาเพียง 8 เดือน

เป็นแอปโซเชียลสำหรับแชทด้วยเสียง โดยผู้ใช้สามารถสร้างห้องเพื่อเป็นพิธีกร (Moderator) และสามารถเข้าร่วมห้องอื่นๆ เพื่อเป็นผู้ฟัง (Audience)  ซึ่งพิธีกรสามารถกำหนดให้ผู้ชมคนไหนก็ได้เพื่อมาเป็นผู้พูด (Speaker)

รูปแบบการใช้งานคือผู้ใช้สามารถเข้าร่วมฟังการสนทนา การสัมภาษณ์ และร่วมพูดคุยได้ในหัวข้อต่างๆ ที่สนใจ หรือตามบุคคลที่เราติดตาม (Follow) กำลังพูดหรือฟังอยู่ได้

Clubhouse ใช้ยังไง?

วิธีสมัครใช้งาน Clubhouse คือ ให้ลงทะเบียน ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ และสร้าง Username เป็นของตัวเอง จากนั้นให้ผู้ที่มีบัญชีอยู่แล้วเชิญ (Invite) ผ่านเบอร์โทรศัพ์และ SMS โดยค่าเริ่มต้น 1 บัญชีสามารถเชิญได้ 2 ครั้งเท่านั้น

ทั้งนี้ปัจจุบัน (15 ก.พ.) Clubhouse ยังไม่รองรับอุปกรณ์ในระบบ Android โดยผู้พัฒนาให้เหตุผลว่าต้องการให้แอปฯ เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป (เหตุผลเดียวกับระบบ Invite)

แตกต่างจากโซเชียลมีเดียอื่นๆ อย่างไร?

ใครจะคาดคิดว่าโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Instagram, Twitter, YouTube ฯลฯ ก็ยังมีจุดที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนได้ ซึ่งก็คือชุมชนการพูดด้วยเสียง

โดยผู้ก่อตั้ง Clubhouse เชื่อว่า เสียงคือสิ่งที่สร้างประสบการณ์ทางสังคม และให้ความรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์มากกว่าที่จะโพสต์ข้อความหรือรูปภาพ

ฟีเจอร์สำคัญของห้องสนทนาคือ เมื่อปิดห้องไปแล้ว บทสนทนาทั้งหมดจะไม่ถูกบันทึกไว้ (ยกเว้นใช้อุปกรณ์เสริม แต่กฎขอแอปฯ คือห้ามบันทึกเสียง) ทำให้เนื้อหาที่เกิดขึ้นภายในห้องกลายเป็นความ Exclusive ทันที เพราะหาฟังย้อนหลังที่ไหนไม่ได้

นอกจากนี้หัวข้อสนทนาล้วนน่าสนใจ เนื่องจากมีเหล่าผู้นำความคิด (Leader Thought) สร้างห้องสนทนาให้เข้าไปฟังอยู่ตลอดทั้งวัน อาทิเช่น ลงทุนอะไรดี, ปูพื้นฐาน BITCOIN, ทำไมต้องทำงาน, ฟุตบอล รวมถึงการพูดคุยเกี่ยวกับแอป Clubhouse เอง

จุดที่น่าสังเกตที่จุดหนึ่งคือ รูปแบบการเติบโตของ Clubhouse ที่ตรงกันข้ามกับแอปฯ โซเชียลอื่นๆ ที่ให้ผู้ใช้สามารถสมัครเข้าใช้งานได้ง่าย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้ใช้ ขณะที่ Clubhouse มีเงื่อนไขในการเข้าใช้แอปพลิเคชันต้องถูกเชิญเท่านั้น ขณะที่เชิญได้จำกัดครั้ง

โอกาสของแบรนด์ใน Clubhouse คืออะไร?

ก่อนที่จะมาพูดถึงสิ่งที่แบรนด์จะได้รับจาก Clubhouse ต้องกำหนดก่อนว่าแบรนด์ต้องการอะไรจากแอปพลิเคชันน้องใหม่นี้

เนื่องจากปัจจุบันการใช้งานของ Clubhouse ยังคงจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้นำความคิดและอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งค่อนข้างเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม

ผู้เขียนได้เข้าไปสังเกตในแอปพลิเคชันแล้วพบว่า หัวสนทนาส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อแบ่งปันความรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก สร้างการมีส่วนร่วมบทสนทนาระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง ดังนั้นการจุดประกายหัวข้อที่น่าสนใจแล้วแสดงตัวตนของแบรนด์อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ Clubhouse ได้กล่าวถึงการพัฒนาช่องทางสร้างรายได้ให้กับผู้ใช้งาน อย่างการสมัครสมาชิกคลับ ทิป หรือเก็บเงินค่าเข้าห้องสนทนา การโฆษณาภายในแอปฯ รวมถึงการติดแท็กสนับสนุนของแบรนด์ (Sponsor)

——————————————————————————————————————-

ข้อสังเกต

  • Facebook และ Twitter ประกาศพัฒนาฟีเจอร์ที่คล้ายกับ Clubhouse
  • Clubhouse ถือเป็นแอปฯ ที่มีศักยภาพ แต่การสร้างรายได้และโฆษณายังไม่ชัดเจน
  • จำนวนผู้ใช้งานไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดด
  • มีข้อจำกัดสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้ระบบ Android

 

from:https://www.thumbsup.in.th/clubhouse-for-brand-and-marketer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=clubhouse-for-brand-and-marketer

แสงชัยกรุ๊ป ปรับกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัล เลือกSAP S/4HANA จัดการธุรกิจ ตอบโจทย์การบริหารด้วยข้อมูล Real-Time

การวางระบบ ERP ให้กับธุรกิจองค์กรนั้นก็ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญอันหนึ่งเพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อนเติบโตไปได้อย่างมั่นคง แสงชัยกรุ๊ปเองก็เป็นหนึ่งในธุรกิจองค์กรไทยที่มีวิสัยทัศน์นี้ และตัดสินใจลงทุนในระบบ ERP ใหม่ เพื่อผนวกข้อมูลธุรกิจของบริษัทในเครือเข้าด้วยกัน เตรียมก้าวสู่การบริหารธุรกิจด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์ และเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันกับบริบทของโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ในบทความนี้เราจะสรุปมุมมองและแนวคิดจากคุณสิทธิพัฒน์ อัศวนิเวศน์ ผู้จัดการสายงานกลยุทธ์ และ การตลาด กลุ่มบริษัทแสงชัย ที่มาร่วมแบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์กับทีมงาน TechTalkThai ในการวางระบบ ERP ของธุรกิจในเครือด้วย SAP เพื่อแก้ไขโจทย์ปัญหาทางธุรกิจหลากหลาย รวมถึงเล่าแนวโน้มธุรกิจเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจองค์กรอื่นๆ ในไทย

รู้จักแสงชัยกรุ๊ป ผู้นำระบบปรับอากาศ ระบบทำความเย็น ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า เครื่องมือช่าง และเครื่องใช้ไฟฟ้า

คุณสิทธิพัฒน์ อัศวนิเวศน์ ผู้จัดการสายงานกลยุทธ์ และ การตลาด กลุ่มบริษัทแสงชัยกรุ๊ป

ถึงแม้หลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อของแสงชัยกรุ๊ปมาก่อน แต่หากเจาะลึกลงไปถึงผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ จากแสงชัยกรุ๊ปแล้ว เชื่อว่ารอบตัวของทุกคนนั้นจะต้องมีสินค้าจากแสงชัยกรุ๊ปเป็นเบื้องหลังอยู่ไม่มากก็น้อยโดยที่ไม่รู้ตัว

ธุรกิจของแสงชัยกรุ๊ปนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2519 ในชื่อของห้างหุ้นส่วนจำกัด แสงชัยอีเล็คตริค ที่มุ่งเน้นการจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายใช้ไฟฟ้าคุณภาพสูง ก่อนที่จะขยับขยายขายสินค้าแบรนด์ใหม่ๆ มากขึ้นจนในปี 2527 ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ห้างหุ้นส่วนจำกัด แสงชัยอีควิพเม้นท์ (1984)

ในปี 2543 ทางบริษัทก็ได้มีการขยายไปสู่การจัดจำหน่ายอุปกรณ์ห้องเย็น และก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อเจาะตลาดนี้โดยเฉพาะภายใต้ชื่อบริษัท แสงชัยรีฟรีเจอเรชั่น จำกัด จนได้ก้าวสู่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนในปี 2545 ด้วยการจัดตั้งบริษัท แสดงชัยแอร์ควอลิตี้ จำกัด

ธุรกิจของแสงชัยกรุ๊ปยังคงเติบโตมาเรื่อยๆ จนในปี 2547 ทางบริษัทก็ตัดสินใจก้าวเข้าสู่อีก 2อุตสาหกรรม ด้วยการก่อตั้งบริษัท แสงชัยพรีซิชั่น จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจในตลาดตู้ทำน้ำเย็นด้วยการสร้างโรงงานผลิตตู้ทำน้ำเย็นคุณภาพสูงเป้นของตนเอง และก่อตั้งบริษัท แสงชัยอีควิพเม้นท์ จำกัด เพื่อขยายตลาดอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้า

การขยายฐานธุรกิจยังคงไม่จบลงเพียงเท่านั้น ในปี 2549 ทางบริษัทก็ได้ก่อตั้งบริษัท เอสคอร์ป จำกัดเพื่อก้าวสู่ตลาดคอมเพรสเซอร์ระบบโรตารี่ และปี 2550 ก็ก่อตั้งบริษัท เอสซีโซลูชั่น จำกัด เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าของตนเองโดยเฉพาะ

ในปี 2558 ก็ถือเป็นปีที่มีทิศทางที่น่าสนใจ กับการเปิดสาขาของบริษัทที่จังหวัดอุบลราชธานี และการลงทุนสร้างโรงงานผลิตตู้สวิทช์บอร์ดไฟฟ้าที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งภายหลังในปี 2561 โรงงานแห่งนี้ก็ได้ผ่านการทดสอบมาตรฐานทางไฟฟ้า IEC – 61439 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในยุโรป เปิดโอกาสให้แสงชัยกรุ๊ปสามารถก้าวสู่ตลาดระดับโลกด้วยสินค้าที่ผลิตจากโรงงานในไทยได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

หากนับโดยรวมแล้ว แสงชัยกรุ๊ปนี้มีการดำเนินธุรกิจด้วยกัน 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1) อะไหล่แอร์ 2) เครื่องทำความเย็น 3) ตู้ควบคุมไฟฟ้า และ 4) เครื่องมือช่างและเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมีบริษัทในเครือมากถึง 8 บริษัท จัดจำหน่ายสินค้ามากกว่า 10,000 รายการจากผู้ผลิตชั้นนำมากกว่า 50 ราย โดยมีพนักงานกว่า 500 คน ให้บริการลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตและค้าปลีก, ธุรกิจโรงแรม, ร้านอาหาร, ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม และศูนย์กระจายสินค้า เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจใหญ่รายหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์ในการเติบโตที่ชัดเจนทีเดียว

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจของแสงชัยกรุ๊ป สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://sangchaigroup.com/ และติดตาม Facebook Fan Page ได้ที่ https://www.facebook.com/sangchaigroup

ธุรกิจในเครือมีหลากหลาย ต้องปรับตัวสู่การให้บริการครบวงจร ระบบ ERP จึงสำคัญ

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แสงชัยกรุ๊ปนั้นได้เล็งเห็นถึงแนวโน้มที่เปลี่ยนไปของธุรกิจไทยซึ่งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้นในการลงทุนแต่ละครั้ง รวมถึงยังมีความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้แสงชัยกรุ๊ปต้องเริ่มมีการนำเข้าสินค้าเชิงวิศวกรรมที่ผสานนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆ เข้ามาในตลาด รวมถึงยังต้องขยายฐานการบริการด้านการให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตอบสนองโจทย์ของธุรกิจองค์กรที่มีความซับซ้อนสูงยิ่งขึ้นให้ได้อย่างครบวงจร

ด้วยเหตุนี้เอง รูปแบบการดำเนินธุรกิจของแสงชัยกรุ๊ปจึงเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ออกสู่ตลาด มาสู่การให้บริการในภาคธุรกิจมากขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวโน้มระดับโลกที่ธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ต้องปรับตัวไปสู่การทำ Servitization หรือการเปลี่ยนจากบทบาทของผู้ขายเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ให้บริการด้วยนั่นเอง

บริการให้คำปรึกษาทางธุรกิจของแสงชัยกรุ๊ปนี้มีความครอบคลุมในทุกส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ตนเองจัดจำหน่าย และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าธุรกิจองค์กรได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาด้านการประยัดพลังงาน การลดมลภาวะ การตรวจสอบแก้ไขปัญหาอุปกรณ์ในระบบ และอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อธุรกิจมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจากการคว้าโอกาสใหม่ๆ และปรับตัวไปตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป แสงชัยกรุ๊ปเองก็ต้องมองหาแนวทางการบริหารจัดการภายในแต่ละธุรกิจให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ระบบ ERP ที่มีอยู่เดิมเองนั้นก็เริ่มไม่ตอบโจทย์ต่อรูปแบบการทำธุรกิจที่เพิ่มเติมเข้ามา และทำให้แสงชัยกรุ๊ปนั้นมองหาแนวทางการลงทุนวางระบบ ERP ใหม่ ที่จะมาตอบโจทย์ธุรกิจได้ดียิ่งขึ้นทั้งสำหรับในเชิงการปฏิบัติงาน และการบริหารจัดการสำหรับผู้บริหารระดับสูง

วางเป้าหมาย Consolidate ระบบ ERP ให้เป็น SAP ทั้งเครือ ตอบโจทย์การบริหารจัดการข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time

เดิมทีนั้นบริษัทภายในเครือแสงชัยกรุ๊ปอาศัยทักษะ ความชำนาญ และความรอบคอบของพนักงานในการทำงานเป็นส่วนสำคัญ และยังมีงานที่ต้องบริหารจัดการหรือวางแผนแบบ Manual ค่อนข้างมาก เช่น การจัดระบบคลังสินค้าแบบ FIFO, การกำหนดโครงสร้างราคาสินค้าและบริการ ไปจนถึงการทำรายงานทางธุรกิจนั้นก็ต้องอาศัยพนักงานในการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาทำการวิเคราะห์ด้วยตนเอง

การทำงานแบบ Manual นี้เองที่ก่อให้เกิดประเด็นปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย เช่น การทำงานที่ไม่เป็นมาตรฐาน, ความล่าช้าในการออกรายงาน, ความผิดพลาดในการทำงานและการจัดการข้อมูล ในขณะที่ขั้นตอนการทำงานเองก็มีความซับซ้อนสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการวิเคราะห์ภาพรวมของธุรกิจนั้น ก็สามารถทำได้ยากมากในสภาวะที่ข้อมูลในธุรกิจนั้นกระจัดกระจายและไม่เป็นแบบแผน

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของการเลือกใช้งานระบบ ERP ใหม่ที่จะนำมาทดแทนระบบเก่าจึงมีด้วยกัน 3 ประการหลักๆ ได้แก่

  1. ระบบบริหารจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management Systems) ที่รองรับการหยิบสินค้าแบบ FIFO และสามารถต่อยอดเพื่อรองรับการขายสินค้าออนไลน์ในหลายช่องทางได้
  2. ระบบบริหารจัดการการขาย จัดการโครงสร้างราคาขายสินค้าและบริการของแต่ละแผนกในแต่ละธุรกิจให้เป็นระบบได้
  3. ระบบรายงานทางธุรกิจ ที่สามารถเรียกดูรายงานได้แบบ Real-Time และผสานรวมข้อมูลของหลายธุรกิจเอาไว้เพื่อให้ผู้บริหารสามารถใช้งานได้ง่าย

แน่นอนว่าระบบ ERP ที่จะทำการเลือกมาใช้งานนี้จะต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้ครบถ้วนภายในระบบเดียว เพื่อให้ในระยะยาวแล้ว แสงชัยกรุ๊ปจะสามารถใช้เทคโนโลยี ERP เดียวกับธุรกิจในเครือทั้งหมดได้ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน การดูแลรักษา และการวางแผนต่อยอดในอนาคต ซึ่งโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ก็คือโซลูชันจาก SAP นั่นเอง

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าธุรกิจองค์กรชั้นนำทั่วโลกนั้นมักเลือกใช้งาน SAP ในการบริหารจัดการธุรกิจ และแสงชัยกรุ๊ปเองก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ตัดสินใจใช้ SAP เพื่อปรับให้การทำงานของธุรกิจทั้งหมดมีความเป็นมาตรฐาน จัดการข้อมูลของธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ ลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนลง อีกทั้งยังได้นำ Best Practice ในการจัดการธุรกิจในส่วนของ Trading จาก SAP มาปรับใช้ในธุรกิจองค์กร เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

ในส่วนของการบริหารจัดการคลังสินค้า SAP เองก็สามารถปรับให้ตอบโจทย์การหยิบสินค้าได้แบบ FIFO และมีการสร้าง Batch เพื่อควบคุมการทำงานและการจ่ายสินค้าได้จากระบบให้เหมาะสมต่อการทำงานได้ทันที ในขณะที่เมื่อข้อมูลถูกรวมศูนย์เอาไว้อย่างเป็นระบบแล้ว SAP ก็สามารถช่วยแจ้งเตือนในกรณีต่างๆ อย่างเช่นเมื่อสินค้าในคลังลดลงจนถึงจุดที่กำหนดไว้ ระบบก็จะทำการแจ้งเตือนเพื่อให้สามารถสั่งซืื้อวัตถุดิบหรือผลิตสินค้าขึ้นมาได้อย่างไม่ขาดตอน เป็นต้น

แสงชัยกรุ๊ปได้เริ่มต้นการ Implement ระบบของ SAP ในธุรกิจระบบความเย็น และธุรกิจระบบปรับอากาศก่อน ด้วยการเริ่มใช้ Module หลักๆ ของธุรกิจ เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานได้ค่อยๆ ปรับตัวให้เข้าใจและคุ้นชินกับระบบใหม่ ก่อนที่จะค่อยๆ มีแผนต่อยอดในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการนำ Module ใหม่ๆ เข้ามาใช้งานเพิ่มเติม หรือการขยายระบบ SAP ให้ครอบคลุมธุรกิจในส่วนอื่นมากขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการภาพรวมของธุรกิจนั้นสามารถทำได้ผ่าน SAP เพียงระบบเดียวในเป้าหมายปลายทาง

เชื่อมั่นใน ISS Consulting นำประสบการณ์การวางระบบ SAP เติมเต็มธุรกิจของแสงชัยกรุ๊ป

การเลือก Implementer ที่ดีนั้นจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำโครงการและคุณภาพของระบบที่ได้รับโดยตรง ซึ่งแสงชัยกรุ๊ปก็ตัดสินใจเลือกใช้บริการจาก ISS Consulting มาช่วยให้คำปรึกษาและวางระบบในงานนี้ เนื่องจาก ISS Consulting นั้นเป็น Partner ระดับ Platinum ของ SAP รายแรกๆ ของประเทศไทย ได้รับรางวัลมาอย่างมากมาย และมีประสบการณ์การติดตั้งระบบ SAP ให้กับธุรกิจองค์กรไทยมาแล้วมากมาย ให้คำปรึกษาได้ครบวงจรทั้งในเชิงธุรกิจ, เทคโนโลยี และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยเช่นข้อกำหนดหรือกฎหมายต่างๆ

ในการทำงานร่วมกับ ISS Consulting นี้ถือเป็นการทำงานที่มีการโต้ตอบระหว่างกัน ISS Consulting ไม่เพียงแต่ระดับฟังความต้องการหรือโจทย์ของธุรกิจและนำไปออกแบบปรับแต่งระบบได้อย่างยืดหยุ่นเท่านั้น แต่หลายครั้งที่ ISS Consulting เองก็สามารถให้ความเห็นและแนะนำแสงชัยกรุ๊ปให้สามารถเลือกวางกระบวนการหรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาได้ รวมถึงยังสามารถดำเนินโครงการให้ลุล่วงได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้แสงชัยกรุ๊ปเองมีความประทับใจในทีมงานของ ISS Consulting เป็นอย่างมาก และเชื่อว่า ISS Consulting จะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจให้กับแสงชัยกรุ๊ปได้ดียิ่งขึ้น

  • แผนในอนาคตของทาง Sangchai ที่มีแนวคิดใน Products ใหม่ๆ และช่องทางการจัดจำหน่ายแบบRetails โดยใช้ระบบ SAP ช่วยสนับสนุนองค์กร

ชี้อนาคต IIoT จะมีบทบาทสำคัญต่อการผลิต ทั้งในเชิงของการเพิ่มประสิทธิภาพ และการดูแลรักษาเครื่องจักร

ในฐานะที่แสงชัยกรุ๊ปเองมีการลงทุนสร้างโรงงานผลิตสินค้าและเครื่องจักรเป็นของตนเอง รวมถึงมีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับระบบวิศวกรรมภายในอาคารหรือโรงงานอยู่มาก จึงมองว่าเทคโนโลยีอย่าง Industrial Internet of Things หรือ IIoT นี้จะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในงานระบบวิศวกรรม

ในการประยุกต์ใช้งานกับระบบวิศวกรรมภายในอาคาร IIoT จะช่วยให้การติดตามข้อมูลทั้งหมดเกิดขึ้นได้แบบ Real-Time และสามารถควบคุมการทำงานของเครื่องจักรหรือระบบต่างๆ จากระยะไกลได้ อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปสู่ภาพของ Smart Building หรือ Smart Factory ด้วยการทำ Automation ได้หลากหลายรูปแบบ ในขณะที่การดูแลรักษาอุปกรณ์เหล่านี้ก็สามารถทำได้อย่างชาญฉลาด ด้วยการแจ้งเตือนเมื่อระบบมีปัญหาหรือมีแนวโน้มที่จะมีปัญหา ช่วยเสริมภาพของแสงชัยกรุ๊ปที่ต้องการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาสู่ตลาด และขยายตลาดด้านการบริการให้เติบโตได้เป็นอย่างดี

ในแง่ของการดูแลรักษาเครื่องจักรภายในโรงงาน IIoT เองก็มีบทบาทเป็นอย่างมากในการทำ Preventive Maintenance ที่จะช่วยให้การดูแลรักษาเครื่องจักรที่มีราคาสูงและมีความสำคัญต่อสายการผลิตนั้นเป็นไปได้ในเชิงรุก ลด Downtime ที่จะเกิดขึ้นในสายการผลิตลงได้ อีกทั้งยังเพิ่มอายุการใช้งานให้กับเครื่องจักร ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาวได้เป็นอย่างดี

เกี่ยวกับ ISS Consulting (Thailand) Ltd.

ISS Consulting (Thailand) Ltd. เป็นพาร์ทเนอร์กับ SAP ในระดับ Platinum และ SAP Global Partner ที่สามารถให้บริการด้านการออกแบบ พัฒนา และติดตั้งโซลูชั่นของ SAP อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก/กลาง/ใหญ่ ในหลากหลายอุตสาหกรรมมาเป็นเวลากว่า 21 ปี โดยปัจจุบันนี้มีลูกค้าธุรกิจและองค์กรทั่วประเทศไทยรวมมากกว่า 250 ราย พร้อมให้บริการทั่วประเทศไทยโดยทีมงานกว่า 300 คน

นอกจากนั้นแล้วในปีนี้ ISS Consulting (Thailand) Ltd.  เป็นบริษัทในกลุ่ม NTT DATA และ itelligence ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก ทำให้บริษัท มีความสามารถในการนำเสนอ SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทยในขอบเขตที่กว้างยิ่งขึ้นและครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทางด้าน SAP Partner นั้น ISS Consulting (Thailand) Ltd.  ยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่ม SAP Global Partner ทำให้บริษัทมีศักยภาพมากขึ้นในการนำเสนอSAPโซลูชั่นธุรกิจระดับโลก

———————-

ผู้ที่ต้องการปรึกษาเกี่ยวกับเรื่อง SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้นISS Consulting พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ ISS Consulting (Thailand) โทร 02 237 05553 หรือ

 

from:https://www.techtalkthai.com/sangchai-group-interview-sap-s4hana-real-time-iss-consulting/

ทำความรู้จัก Clubhouse แอปฯที่ต้องได้รับเชิญเท่านั้นถึงจะเล่นได้

ตั้งแต่ Dogecoin ไปถึง Gamestop ทวีตของ Elon musk ได้สร้างปรากฎการณ์ในโลกออนไลน์อีกครั้ง เมื่อเขาประกาศ Live ประเด็นสำคัญอย่าง ‘แผนการใช้ชีวิตบนดาวอังคาร’ ในแอปพลิเคชัน Clubhouse จนเกิดเป็นกระแสทำให้คนสนใจแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ทีมงาน Thumbsup ขอพาไปรู้จักกับ Clubhouse แอปโซเชียลมีเดียที่ไม่ใช่ทุกคนที่เล่นได้ มีฟีเจอร์อะไร เหมาะกับใช้ทำอะไร ไปดูกันครับ

Clubhouse คืออะไร

Clubhouse คือ โซเชียลมีเดียแอปพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ที่ผู้ใช้สนทนาและแชร์เรื่องราวด้วยเสียงเท่านั้น (social networking app based on audio-chat) คล้ายกับพอดแคสต์ แต่จะเป็นรูปแบบเรียลไทม์

และจุดสำคัญที่แตกต่างจากโซเชียลมีเดียอื่นๆ คือใช้ระบบ Invite Only ผู้ใช้ต้องได้รับการเชิญเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างบัญชีได้ โดยผู้ใช้งานจะสามารถเชิญสมาชิกใหม่ได้บัญชีละ 2 ครั้งเท่านั้น ทำให้แอปฯ ถูกใช้งานในวงจำกัด

สำหรับรูปแบบการใช้งานคือผู้ใช้จะสามารถเลือกเข้าห้อง’สนทนา’ ตามหัวข้อที่สนใจได้ อาทิ การเมือง การเงิน บันเทิง กีฬา เทคโนโลยี สุขภาพ รวมไปถึงแฟนมีตติ้งของศิลปิน

ห้องสนทนาของ Clubhouse จุดเด่นคือคนส่วนน้อยเป็นผู้พูด และคนส่วนใหญ่เป็นผู้ฟัง โดยที่เจ้าของห้องสนทนาจะสามารถกำหนดได้ว่าจะให้ใครพูดหรือฟัง อีกหนึ่งจุดแข็งคือเมื่อปิดห้องสนทนา การพูดคุยทั้งหมดจะไม่ถูกบันทึกไว้อีกด้วย

รูปแบบการสร้างบัญชีและระบบห้องสนทนาดังกล่าวทำให้เกิดกลุ่มสังคมแบบคลับ สิ่งที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในห้องสนทนาก็จะมีความ Exclusive มากกว่าโซเชียลมีเดียอื่นๆ

ใช้ Clubhouse ทำอะไร

คลับเฮาส์นิยมใช้เพื่อเป็นห้องสนทนาในวงจำกัดอย่าง Celebrity, Influencer หรือ Thought leader รวมไปถึงผู้บริหาร แบรนด์ และสื่อต่างๆ ซึ่งในอนาคตคาดว่าผู้ใช้จะสามารถสร้างห้องแบบปิด และเก็บเงินผู้ฟังเพื่อเชิญเข้าห้องสนทนา

จะเข้าร่วม Clubhouse ได้อย่างไร

Clubhouse ยังเปิดให้ดาวน์โหลดในระบบปฏิบัติการ iOS เท่านั้น และจะสร้างบัญชีได้ ต่อเมื่อลงทะเบียน ชื่อ-สกุล เบอร์โทรศัพท์ และสร้าง Username จากนั้นให้ผู้ที่มีบัญชีอยู่แล้ว Invite ผ่านเบอร์โทรและ SMS เท่านั้น

ทั้งนี้ ปัจจุบัน Clubhouse มีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 6,000,000 บัญชี ขณะที่ปลายปี 2020 มีเพียง 600,000 บัญชีเท่านั้น และล่าสุดมีมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นตัวล่าสุด

ที่มา

PCmag

TheGuardian

from:https://www.thumbsup.in.th/what-is-clubhouse?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=what-is-clubhouse

SCB 10X เตรียมลงทุน 1.5 พันล้านบาท ในสตาร์ทอัพที่พัฒนาด้าน Blockchain

เอสซีบี เท็นเอกซ์ บริษัทโฮลดิ้งคอมพานีในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ เดินหน้าภารกิจ Moonshot Mission (มูนช็อต มิชชั่น) ทุ่ม 50 ล้านเหรียญ มุ่งลงทุนในบริษัทเทคคอมพานี และสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ด้านเทคโนโลยี

นางมุขยา พานิช Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) กล่าวว่า “เทคโนโลยี “บล็อกเชน” (Blockchain) คือ โครงสร้างพื้นฐานใหม่สำหรับการดำเนินธุรกิจทั้งแบบรวมศูนย์ (Centralized) และ ไร้ศูนย์กลาง (Decentralized) ด้วยคุณสมบัติของเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ช่วยลดต้นทุนการประกอบการ สามารถลดค่าดำเนินการในการการทำธุรกรรมลง ให้ความปลอดภัยในการรักษาข้อมูลขั้นสูงสุด

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อมูลได้อย่างปลอดภัยจากการแก้ไขหรือโจรกรรม ให้ความโปร่งใส สามารถติดตามตรวจสอบการดำเนินการได้ทุกขั้นตอน และ ไร้พรมแดน สามารถเข้าถึงได้ไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ใดในโลก

นอกจากนี้เทคโนโลยีบล็อกเชนจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการเงิน เพิ่มขีดความ สามารถในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ SCB 10X เล็งเห็นว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างการให้บริการทางการเงินในปัจจุบัน (Centralized Finance) และการให้บริการทางการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralized Finance) ในอนาคต ”

“สำหรับงบลงทุน 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ของ Venture Capital Fund ในครั้งนี้ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อการลงทุนในกิจการที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีบล็อกเชน การบริการทางการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralized Finance – DeFi) และ สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets)

โดยเฉพาะ เราจะลงทุนในสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้นถึงระยะเติบโตทั่วโลกในบริษัทที่มีบล็อกเชนเป็นโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงสตาร์ทอัพผู้พัฒนาแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับนวัตกรรมบล็อกเชน และการบริการทางการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralized Finance – DeFi) เพื่อเตรียมพร้อมให้ธนาคารสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต” นางมุขยา กล่าวเสริม

from:https://www.thumbsup.in.th/scb10x-invest-blockchain?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=scb10x-invest-blockchain

สรุปเทรนด์การค้นหาของผู้บริโภคไทยปี 2020 โอกาสทางธุรกิจจากพฤติกรรมออนไลน์

แม้ว่าจะผ่านพ้นปี 2020 ไปแล้ว แต่ความไม่แน่นอนก็ยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา วิกฤตโควิด-19 ทำให้ทุกคนต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและปรับพฤติกรรมสู่วิถี New normal

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อ และเปลี่ยนวิธีการใหม่ในการมองหาสินค้า/บริการ แบรนด์ธุรกิจก็ต้องทำความเข้าใจใหม่ว่าความต้องการของผู้บริโภคคืออะไร

Google ได้เผยแพร่รายงาน Year in search เพื่อย้อนกลับไปดูสิ่งที่ผู้บริโภคชาวไทยค้นหาในปี 2020 ซึ่งทำให้เราได้เห็นโอกาสสำหรับแบรนด์ในปี 2021 ครับ

เทรนด์ช้อปปิ้งออนไลน์

อีคอมเมิร์ซเติบโตจาก 1.5 แสนล้านบาทในปี 2019 เป็น 2.7 แสนล้านบาทในปี 2020 หรือเพิ่มขึ้น 81% จากปีก่อนหน้า

  • 25% ของผู้ใช้ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามออนไลน์ครั้งแรกเพราะโควิด-19
  • 36% ของผู้ใช้บริการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ครั้งแรกเพราะโควิด-19
  • 9 ใน 10 ของนักช็อปตั้งใจว่าจะซื้อสินค้าทางออนไลน์ต่อไป

ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถไปทดลองใช้หรือดูสินค้าแบบกายภาพได้ การหาข้อมูลเพิ่มเติมเป็นการสร้างความมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ

  • 86% ใช้เวลาศึกษาผลิตภัณฑ์มากขึ้นก่อนตัดสินใจซื้อ
  • 65% เสิร์ชข้อมูลเพิ่มเติมก่อนซื้อ
  • เวลารับชมคอนเทนต์เกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 40%

การเดินทางของผู้บริโภค (Customer Journey) มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น สังเกตได้จากคำค้นหาที่เจาะจงความต้องการ แต่ไม่ระบุแบรนด์

  • เซรั่ม หน้าใส
  • เซรั่ม เกาหลี
  • เซรั่ม ลดรอยสิว
  • เซรั่ม ว่านหางจระเข้
  • เซรั่ม วิตามินซี

การค้นหายอดนิยมเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ในปี 2020 บน YouTube

  • รีวิว ลิป
  • รีวิว รองพื้น
  • รีวิว กันแดด
  • รีวิว น้ำหอม

เทรนด์ทำงานที่บ้าน

หลายคนเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เมื่อต้องทำงานจากที่บ้านและกิจวัตรประจำวันที่เปลี่ยนไป ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการทำงานและพักผ่อนเริ่มไม่ชัดเจน

การค้นหา ‘เก้าอี้ทำงาน’ เพิ่มขึ้น 34% เมื่อผู้คนต้องทำงานจากที่บ้านมากขึ้น และการค้นหา ‘วิธีประชุมออนไลน์’ เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า

เทรนด์แสวงหาความสุข

ในช่วงวิกฤตที่คอนเสิร์ตถูกยกเลิก งานเทศกาลงดจัด ผู้บริโภคก็ไม่หยุดที่จะแสวงหาความสุขขณะกักตัวอยู่บ้าน

คนไทยใช้เวลาบนโลกออนไลน์เฉลี่ย (ที่ไม่ใช่การทำงาน)

  • 3.7 ชม. ต่อวันช่วงก่อนโควิด-19
  • 4.6 ชม. ต่อวันช่วงล็อกดาวน์
  • 4.3 ชม. ต่อวันหลังคลายล็อกดาวน์

เทรนด์สุขภาพ

แบรนด์ถูกคาดหวังให้สามารถตอบสนองความชอบเฉพาะบุคคลของลูกค้าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ทำจากพืช ไขมันต่ำ นอกจากนี้ความกังวลด้านสุขภาพยังคงเป็นเทรนด์หลักของผู้บริโภค

เทรนด์พัฒนาทักษะและเสริมรายได้

ในช่วงที่ผู้คนต้องเรียนออนไลน์ และทำงานจากที่บ้านการค้นหา ‘เรียนออนไลน์’ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 6 เท่า รวมถึงเวลาที่เพิ่มขึ้นจากการที่ไม่ต้องเดินทางไปทำงาน ส่งผลให้มีเวลาในการพัฒนาทักษะเสริมความรู้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดทำให้ผู้คนต้องหาช่องทางรายได้ใหม่ๆ การค้นหา ‘ขายของออนไลน์’ เพิ่มขึ้น 32% และคำค้นหายอดนิยมเกี่ยวกับการขายของออนไลน์คือ ขายของออนไลน์ อะไรดี

เทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม

เมื่อไม่สามารถไปทำงานที่ออฟฟิศได้ และการสั่งอาหารออนไลน์มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผู้บริโภคบางส่วนเลือกที่จะทำอาหารเองที่บ้าน โดยการค้นหาสูตรอาหารเพิ่มขึ้น 55% และการค้นหาวิธีทำอาหารบน YouTube เพิ่มขึ้น 81%

รวมไปถึงอุปกรณ์การอาหารก็มียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน สังเกตได้จากการค้นหา ‘หม้อทอดไร้น้ำมัน’ เพิ่มขึ้น 2400% การค้นหา ‘ไมโครเวฟ’ เพิ่มขึ้น 156%

หลังคลายล็อกดาวน์เทรนด์การรับประทานอาหารนอกบ้านและไปร้านกาแฟฟื้นตัว จากการที่ผู้บริโภคค้นหา ‘ร้านอาหาร ใกล้ฉัน’ เพิ่มขึ้น 87% และค้นหา ‘ร้านกาแฟ ใกล้ฉัน’ เพิ่มขึ้น 52%

Key Takeaway

ปรับตัวให้ทันความต้องการ ความไม่แน่นอนทำให้ความชอบและความต้องการผู้บริโภคเปลี่ยนไป ซึ่งหมายถึงแบรนด์ต้องปรับผลิตภัณฑ์และการสื่อสารให้ตรงใจมากขึ้น

เปิดรับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ความต้องการใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกดิจิทัลตลอดเวลา แบรนด์ต้องสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายให้มากกว่าเดิม

มีตัวตนในทุกช่องทางของผู้บริโภค ผู้บริโภคค้นหาข้อมูลผลิตภัณฑ์มากขึ้น แบรนด์ต้องพร้อมให้ข้อมูลและปรากฎในทุกช่องทางเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่น

ที่มา

Google

from:https://www.thumbsup.in.th/google-year-in-search-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=google-year-in-search-2020

IMC Institute เปิดอบรม 3 หลักสูตร Big Data and Data Science Certification, Digital Transformation Trends for Management และ AI Strategy for Management เริ่มเดือนมีนาคมเป็นต้นไป

IMC institute เปิด 3 หลักสูตรสำหรับผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติการด้าน IT ได้แก่ Big Data & Data Science Certification, Digital Transformation Trends for Management หลักสูตรที่จะทำให้ทุกท่านเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ และ AI Strategy for Management หลักสูตรเพื่อเตรียมผู้บริหารให้พร้อมรับกับความท้าทาย โดยเนื้อหาเป็นการบรรยายผสมการลงมือทำ Workshop เพื่อให้มั่นใจว่าผู้อบรมสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับองค์กรได้จริง

1. Big Data and Data Science Certification รุ่นที่ 12

Big Data เป็นเทคโนโลยีที่กำลังกล่าวถึงกันอย่างมาก การที่ข้อมูลมีจำนวนมากขึ้นมหาศาล มีหลายรูปแบบ และการมีข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Information Infrastructure) มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Hadoop, Big data on Cloud เข้ามาจัดการข้อมูล และสร้างคุณค่าจากข้อมูลอย่างเช่นการทำ Big Data, Data Analytics, Data Science จนถึงการพัฒนา AI การก้าวสู่ยุค Digitalization องค์กรควรจะต้องมีการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้เข้าใจการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ รวมถึงมีความรู้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ หลักสูตร Big Data Certification เป็นหลักสูตร 120 ชั่วโมง ที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงเรื่องของ Big Data มีความสามารถในการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เข้าใจในเรื่องของ Business Intelligence และ Data Science ตลอดจนเรื่องรู้การทำ Big Data ตั้งแต่วางกลยุทธ์ จนถึงการทำ Predictive Analytics ด้วย Large-Scale Machine Learning การทำ Data Science โดยใช้ TensorFlow และ Traditional Machine Learning การสอนในหลักสูตรนี้ประกอบไปด้วยการบรรยาย การทำ Workshop โดยจะมีการใช้เครื่องมือ Big Data ที่สามารถทำงานได้บนข้อมูลขนาดใหญ่ รวมถึงการใช้งานบนระบบ Cloud อย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบการอบรม

  • การบรรยาย 30% ปฏิบัติการ 70%
  • การจัดกลุ่มอภิปรายกรณีศึกษาขอการทำ Big Data Strategy
  • การทำ Hand-on Lab ใช้งาน Hadoop และการใช้ Big Data as a Service
  • การพัฒนาโปรแกรมต่าง ๆ โดยใช้ Spark และ Python
  • การทำ Workshops/Hackathon บนข้อมูลขนาดใหญ่
  • การทำ Mini-Project ทางด้าน Big Data ใน Use Case ทางธุรกิจที่หลากหลาย

รายละเอียดเพิ่มเติม https://imcinstitute.com/a-new-web/bd/page-bd.html

2. Digital Transformation Trends for Management รุ่นที่ 7

เทคโนโลยีดิจิทัล กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมากจนทำให้เกิดคำว่า Digital Disruption ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของหุ่นยนต์ การเกิดขึ้นของบล๊อคเช่น กระแสการแข่งขันจากการนำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) มาวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) นโยบายการผลักดันอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทย ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบถึงการปรับตัวและความอยู่รอดของทุกอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมค้าปลีก ค้าส่ง สิ่งพิมพ์ ขนส่ง บันเทิง การเงินการธนาคาร หรือแม้แต่ การศึกษา จนทำให้องค์กรต่าง ๆ หลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และกลับมาให้ความสำคัญกับการทบทวนปรับวางกลยุทธ์ใหม่ ปรับโครงสร้างองค์กร ปรับกระบวนการทำงาน ปรับวัฒนธรรมองค์กร สร้างตลาดใหม่ ทั้งนี้รวมถึงการวางแผนพัฒนาบุคคลากร เพื่อตามให้ทันการเปลี่ยนแปลง เกิดความอยู่รอด และความได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคดิจิทัล

หลักสูตร Digital Transformation Trends for Management จึงเป็นหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นที่จะช่วยเติมเต็มความรู้ความเข้าใจและสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านในการที่จะ …

  1. เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในโลกดิจิทัล
  2. เข้าใจถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ ทั้งที่กำลังจะเข้ามา Disrupt การทำธุรกิจ ที่กำลังมาช่วยสร้างมูลค่าในการทำธุรกิจ และที่กำลังมาทำให้เกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจของท่าน ทั้งนี้รวมถึงนโยบายและกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  3. รับทราบกรณีศึกษาสำคัญอันเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับประยุกต์ใช้เพื่อการตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล
  4. สามารถกำหนดทิศทางวางแผนการสร้างกลยุทธ์ด้านดิจิทัลให้กับองค์กร การสร้างวัฒนธรรมและการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้องค์กรสามารถแข่งขันและก้าวทันภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล
  5. สามารถที่จะติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงในองค์กรที่เกิดจากการวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัล

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://imcinstitute.com/a-new-web/dt/page-dt.html

3. AI Strategy for Management

ทำไมต้อง AI ?

จากสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว หนึ่งในงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคขององค์กรระดับโลกเผยว่าผู้บริโภคกว่า 75% เปลี่ยนสถานที่ช็อปปิ้ง เปลี่ยนแบรนด์ และที่สำคัญคือเปลี่ยนวิธีการในการช็อปปิ้งตั้งแต่การเกิดสถานการณ์ COVID-19 การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ บ่อยครั้งก็เกินกว่าที่ผู้บริหารจะคาดการณ์ได้โดยใช้แต่ประสบการณ์ที่มีเท่านั้น นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายองค์กรนำเทคโนโลยี AI หรือ Artificial Intelligence มาเป็นเครื่องมือตั้งแต่เป็น Decision Support System จนไปถึงให้ตัดสินใจในหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นให้แก่องค์กรในเรื่องที่ต้องให้บริการแบบ 24×7

ความท้าทาย ?

ในกรณีนี้ความท้าทายที่น่าสนใจคือจากผลงานวิจัยที่ชื่อ 2019 MIT SMR-BCG Artificial Intelligence Global Executive Study and Research Report พบว่าโอกาสที่โครงการ AI จะประสบความสำเร็จ (ให้ผลตอบแทนตามวัตถุประสงค์ของโครงการ) นั้นแค่ประมาณ 30% เท่านั้น คำถามคืออะไรที่เป็นปัจจัยที่ทำให้องค์กรไม่ประสบความสำเร็จในการเอา AI ไปใช้งาน?

3 วัน เน้นเรื่องอะไร ?

เพื่อเตรียมผู้บริหารให้พร้อมกับความท้าทายข้างต้น หลักสูตรระยะสั้น 3 วันสำหรับผู้บริหารนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสรุปให้ท่านผู้บริหารเข้าใจถึงแนวคิดพื้นฐานของระบบ AI ว่าจริง ๆ แล้วคืออะไร? การที่ระบบจะทำงานได้อย่างสมบูรณ์ต้องการอะไรบ้าง? ระบบมีข้อจำกัดอะไรบ้าง? และที่สำคัญจากภาพรวมขององค์กร (ไม่ใช่เฉพาะจากมุมมองด้านเทคนิค) การที่จะทำให้ระบบ AI สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพนั้นองค์กรต้องปรับเปลี่ยนหรือเตรียมอะไรบ้าง?

เพิ่มเติม https://imcinstitute.com/a-new-web/ai/page-ai.html

from:https://www.techtalkthai.com/big-data-dx-and-ai-strategy-courses-in-mar-2021-by-imc-institute/

ขอเชิญเข้าร่วมฟังสัมมนาออนไลน์ “Hyper-Automation Series | The Genesis” 18 กุมภาพันธ์ นี้ 10:00น. – 11:30น.

ขอเชิญท่านที่สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาแบบออนไลน์ในหัวข้อ “Hyper-Automation Series | The Genesisในวันพฤหัสบดีที่ 1กุมภาพันธ์ 2564​ เวลา 10:00 น. – 11:30 น. โดยมีรายละเอียดและวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ดังนี้

Hyper-Automation Series | The Genesis

  • หัวข้อ: K2 Software Webinar : Hyper Automation – The Genesis
  • วัน: 18 กุมภาพันธ์ 2564​ (พฤหัสบดี)
  • เวลา: 10:00 น. – 11:30 น.
  • ผู้บรรยาย: Asana Tawanampai Technology Evangelist , Nintex Thailand
  • ภาษา : ไทย

ในปัจจุบันเราปฏิเสธไม่ได้ว่า การทำ Digital Transformation ในองค์กรเป็นทางเลือกเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่เป็นสิ่งที่หากองค์กรละเลย องค์กรเหล่านั้นจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังไปโดยอัติโนมัติ แต่อย่างไรก็ตามการทำ Digital transformation นั้นมีองค์ประกอบและมีวิธีการที่หลากหลายขึ้นกับบริบทของแต่ละอุตสาหกรรมและกลยุทธ์ของแต่ละองค์กรในการที่จะสร้าง Unfair Advantage ให้กับองค์กรของตัวเอง

Nintex เป็นบริษัทซอฟต์แวร์เอกชนที่ใหญ่ที่สุด ในด้านการทำ Digital Process Automation มีลูกค้าให้ความไว้วางใจใช้บริการ Platform ของ Nintex มากกว่า 10,000 รายทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในในประเทศไทย มีลูกค้ามากกว่า 200 ราย ด้วยการมี Platform ที่จะช่วยสร้าง Unfair Advantage จากการทำ Digital Transformation ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการและสามารถสร้าง Insight ให้องค์กรรู้จักตนเองได้มากขึ้น

โดยในงานสัมมนาจะมีเนื้อหารายละเอียด ดังนี้ 

  • Digital Transformation, Not now and When?
  • Discovery and Planning
  • Automation Deployment
  • Optimization and Improvement

สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที 

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://event.on24.com/wcc/r/2985804/7141B637909B48EF01634B8EBC98C354

โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/k2-nintex-hyper-automation-series-the-genesis-webinar/

Xiaomi เปิดตัวเทคโนโลยี Mi Air Charge สามารถใช้แบบไร้สายได้หลายอุปกรณ์พร้อมกัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Xiaomi ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก และวันนี้ได้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยี Mi Air Change ซึ่งสามารถชาร์จอุปกรณ์ได้หลายเครื่องพร้อมกันแบบไร้สาย

Mi Air Change จะมาในรูปแบบกล่องสามารถวางไว้ตามจุดต่างๆ ซึ่งจะส่งคลื่นสัญญาณไปยังอุปกรณ์โดยตรง และเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อชาร์จอุปกรณ์

“เทคโนโลยี Mi Air Charge สามารถรองรับการชาร์จอุปกรณ์หลายเครื่องได้พร้อมกันในระยะไกล ที่กำลังไฟสูงสุด 5W ต่อเครื่อง แต่ก็เพียงพอสำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็กและสินค้าเครื่องใช้ภายในบ้านที่เป็นระบบนิเวศของแบรนด์” Xiaomi กล่าวในแถลงการณ์

นอกจากนี้ Adam Zeng XueZhong หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ ของ Xiaomi ได้ระบุในโซเชียลมีเดียส่วนตัวอีกว่า “ในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาให้ Mi Air Charge สามารถชาร์จอุปกรณ์ได้ครอบคลุมทั้งบ้าน เป้าหมายสูงสุดคืออุปกรณ์ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องใช้สายชาร์จ”

แม้ว่ากำลังไฟในการชาร์จจะช้ากว่าเทคโนโลยีชาร์จไร้สาย 80W ของสมาร์ทโฟน แต่ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเลยทีเดียว

ที่มา

gizmochina

from:https://www.thumbsup.in.th/xiaomi-mi-air-charge?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=xiaomi-mi-air-charge

HPE Aruba Webinar : Digital Transformation the digital future of all industry

ขอเรียนเชิญ IT Manager, Network Engineer, IT Admin และทุกท่านที่สนใจ เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “ Digital Transformation the digital future of all industry ” อนาคตของยุคดิจิทัลอาจอยากที่จะคาดเดา แต่การมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี จะช่วยให้องค์กรมีเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ Aruba มาพร้อมกับแผนการเรียนรู้ที่จะช่วยให้คุณสามารถเตรียมตัวให้พร้อมกับเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคตเพื่อช่วยให้คุณและองค์กรสามารถเตรียมตัวเข้าสู่โลกธุรกิจในยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มที่เข้าร่วม webinar กับเราในวันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 14.00 – 15.30 น. พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมายในงาน!!

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Digital Transformation the digital future of all industry          

วันเวลา: วันพุธที่  3 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 14.00 – 15.30 น.

ผู้บรรยาย: คุณอนุสิทธิ์ รัชดาเลิศณรงค์ HPE Aruba และทีมงานจาก Zenith Comp       

ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference

จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 1,000 คน                                  

ภาษา: ไทย

เมื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะในการทำธุรกิจ ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการทำงานอย่างมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนการทำงานในธุรกิจและอุตสาหกรรม ทำให้ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้องค์กรนั้นอยู่รอดผ่านทางการจัดการด้วยเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ ทั้งด้านการสื่อสาร การใช้งานระบบ Cloud , Big Data ไปจนถึงระบบ AI เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจและทำให้หลายๆ องค์กรมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กันมากขึ้น และถือว่าเป็น Digital Transformation ด้วย

มาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Digital Transformation ด้วยกัน โดยการเข้าร่วมรับฟัง Webinar ซึ่งนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน HPE Aruba และ Zenith Comp พร้อมจะตอบทุกคำถามและข้อสงสัย

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรี!! ที่ 

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfbqx5S38inP4yGuPnQdXkqMMkiZgMNta5P4AY0ySztQcWySg/viewform

โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน และเพื่อลุ้นรับของรางวัล

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-aruba-webinar-digital-transformation-the-digital-future-of-all-industry-feb-2021/

ผลสำรวจคนไทย ‘ซื้อ-ขาย’ ช่องทางไหนมากที่สุด

ETDA (สพธอ.) เผยอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่ารวม 4 ล้านล้านบาทในปี 2019 และคาดว่าปี 2020 แนวโน้มมูลค่าอีคอมเมิร์ซจะเติบโตแบบก้าวกระโดดจากพฤติกรรมแบบ New Normal

วิกฤตโควิด-19 ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวจากความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ช่องทางออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตฉบับล่าสุด พบว่าช่องทางที่คนนิยมซื้อสินค้า/บริการออนไลน์มากที่สุด ได้แก่

  1. Shopee 75.6%
  2. Lazada 65.5%
  3. Facebook Fanpage 47.5%
  4. LINE 38.9%
  5. Instagram 21.8%
  6. Twitter 5.7%

ช่องทางที่คนนิยมขายสินค้า/บริการออนไลน์มากที่สุด ได้แก่

  1. Facebook Fanpage 64%
  2. Shopee 43.1%
  3. LINE 39.5%
  4. Instagram 26.6%
  5. Lazada 24.8%
  6. Twitter 8.7%

จากข้อมูลจะเห็นว่าผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee และ Lazada ซึ่งมีระบบแนะนำสินค้า ค้นหาสินค้า รีวิวสินค้า รวมไปถึงโปรโมชันและระบบชำระเงินที่สะดวกรวดเร็ว

ขณะที่ฝั่งผู้ขายส่วนใหญ่เลือกที่ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, LINE และ Instagram เนื่องจากทำได้ง่ายกว่าและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จำนวนมาก ซึ่งมีความสนใจเดียวกันกับผู้ขาย ปัจจัยสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องคือไม่เสียค่าธรรมเนียมในการใช้แพลตฟอร์มเหมือนกับระบบอีคอมเมิร์ซ

ผู้เขียนคาดว่าทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังแข่งขันเพื่อแย่งชิงผู้ซื้อ-ผู้ขายให้ย้ายไปสู่แพลตฟอร์มของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเทศกาล 11.11 12.12 ที่มีการลดราคาสินค้าและแจกโปรโมชันส่งฟรี

ด้านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็เร่งพัฒนาระบบให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อขายได้ง่ายขึ้น เพิ่มฟีเจอร์แปะสินค้าในรูปภาพ/คลิปวิดีโอ เพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

แนวโน้มของปี 2563-2564 ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มเดินหน้าเข้าสู่ระบบออนไลน์อย่างเต็มตัว ช่องทางที่คนไทยนิยมซื้อ-ขายจะปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ต้องจับตาดูกันต่อไปครับ

ที่มา ETDA

 

from:https://www.thumbsup.in.th/emarketplace-channel-2019?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=emarketplace-channel-2019