คลังเก็บป้ายกำกับ: DIGITAL_TRANSFORMATION

บริษัทโทรคมนาคมเกาหลีใต้ร่วมมือกัน เปิดตัวใบขับขี่แบบดิจิตอล

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทางบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมในเกาหลีใต้ได้ประกาศการจับมือกันเปิดตัวใบขับขี่ในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งจะเป็นลักษณะของโค้ด QR และบาร์โค้ด แผนการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง SK Telecom, KT, และ LG Uplus

เช่นเดียวกันกับหน่วยงานภาครัฐโดยตรงอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเกาหลีหรือ KNPA ซึ่งเคยมีการประกาศแผนการนี้มาก่อนแล้วเมื่อเดือนตุลาคม

ใบขับขี่ดิจิตอลนี้จะอยู่ในแอพชื่อ PASS ที่เป็นแอพที่มีใช้งานอยู่แล้วในปัจจุบัน เป็นแอพสำหรับแสดงและยืนยันตัวตน ที่ใช้สำหรับตรวจสอบยืนยันการชำระค่าบริการโทรศัพท์เป็นหลักกับค่ายมือถือทั้งสามค่ายดังกล่าว ผู้ใช้จะสามารถลงทะเบียนเพิ่มใบขับขี่ของตัวเองเข้าไปในแอพเพื่อสร้างเป็นใบขับขี่ดิจิตอล

แอพจะแสดงรูปถ่ายของผู้ใช้ร่วมกับโค้ดคิวอาร์และบาร์โค้ด มาพร้อมกับเทคโนโลยีป้องกันการบันทึกภาพหน้าจอ มีภาพเคลื่อนไหวอยู่ด้านบน และการรีเซ็ตสร้างโค้ดใหม่ตลอดเพื่อป้องกันการปลอมแปลงเอกสารดิจิตอลดังกล่าวด้วย

ที่มา : ZDNet

from:https://www.enterpriseitpro.net/south-korean-telcos-launch-digital-drivers-licence/

5 สิ่งที่ผู้บริหาร/ผู้นำด้าน IT ควรทำตาม

การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมไม่ใช้แค่ต้องรู้วิธีในการนำพาองค์กรสู่ความสำเร็จ แต่ต้องรู้จักการเป็นผู้ตามด้วย โดย 5 สิ่งที่ผู้บริหารและผู้นำด้าน IT ควรทำตามประกอบด้วย

1. ความมั่นคงปลอดภัยบนอุปกรณ์พกพา

การโจมตีอุปกรณ์พกพาถือเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ สำหรับผู้บริหาร เนื่องจากอุปกรณ์ของพวกเขาส่วนใหญ่มักมีข้อมูลสำคัญเก็บอยู่ แต่กลับได้รับการยกเว้นจากมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการสนับสนุน การใช้แอปพลิเคชันส่วนบุคคล หรือการพิสูจน์ตัวตนแบบไม่ต้องใช้ 2-Factor Authentication ดังนั้นแล้ว เพื่อปกป้องตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรไซเบอร์และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่พนักงาน ผู้บริหารจึงควรปฏิบัติการนโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัยบนอุปกรณ์พกพาด้วยเช่นกัน

2. นโยบายการดูแลรหัสผ่าน

การเป็นผู้บริหารหรือผู้นำไม่ได้ทำให้มีสิทธิ์ในการใช้รหัสผ่านแบบง่ายๆ ตรงกันข้าม รหัสผ่านต่างๆ ของพวกเขาเหล่านั้นยิ่งต้องแข็งแกร่งเพียงพอ เนื่องจากต้องใช้ปกป้องข้อมูลสำคัญหรือข้อมูลความลับขององค์กรที่ถูกจัดเก็บอยู่ภายใน ดังนั้น ผู้บริหารและผู้นำที่ดีควรยึดปฏิบัติตามนโยบายการดูแลรหัสผ่าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้รหัสผ่านที่มีความยาวในระดับหนึ่ง ประกอบด้วยตัวเลขและอักขระพิเศษ เป็นต้น

3. การลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัย

การลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยไม่สามารถกระทำได้อย่างสะเปะสะปะ แต่ควรพิจารณาจากสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยในองค์กรแนะนำมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง COVID-19 ที่กระตุ้นให้หลายๆ บริษัทต้องเร่งทำ Digital Transformation และเปิดให้พนักงานสามารถ Work from Home ได้ สิ่งเหล่านี้มักมาพร้อมกับช่องโหว่ใหม่ๆ ที่แฮ็กเกอร์สามารถใช้โจมตี เมื่อมีช่องโหว่มากขึ้น การโจมตีก็จะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงขององค์กรเพิ่มสูงขึ้นตาม แล้วทำไมการลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยถึงไม่เพิ่มตามไปด้วยล่ะ?

4. การรับมือกับเหตุแพร่ร้ายที่ไม่คาดฝัน

จากเหตุ COVID-19 ที่แพร่ระบาดในขณะนี้ ทำให้เราทราบว่า การแพร่ระบาด ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือวิกฤตการณ์ของสังคมในอนาคตจำเป็นต้องมีการรับมืออย่างสร้างสรรค์ ชัดเจน โปร่งใส และเอาใจใส่ แน่นอนว่าการเป็นผู้บริหาร/ผู้นำจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงออกมาตรการเพื่อทำให้มั่นใจว่าพนักงานภายในองค์กรของตนมีความปลอดภัยและ “รู้สึก” ปลอดภัย

5. การตอบแทน/สนับสนุนสังคม

การทำบุญ การกุศล หรือการสนับสนุนสังคมช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ทั้งลูกค้าและพนักงานในองค์กร ซึ่งบางทีสิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวผู้บริหารเอง แต่เป็นโครงการที่มาจากพนักงาน ผู้บริหาร/ผู้นำที่ดีควรนำโครงการต่างๆ มาพิจารณ์ ซึ่งถ้าเห็นว่าสอดคล้องกับค่านิยมขององค์กรก็ควรให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากร บุคลากร หรือเงินก็ดี เหล่านี้จะช่วยให้ได้ใจพนักงานมากยิ่งขึ้น

ที่มา: https://www.idginsiderpro.com/article/3563415/5-areas-it-leaders-should-be-followers.html

from:https://www.techtalkthai.com/5-things-it-leaders-should-follow/

DUGA Webinar : Futurising Thailand Towards Digital & Business Transformation

สมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) ขอเรียนเชิญผู้บริหาร ปฏิบัติงานด้าน IT และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟังบรรยายในหัวข้อ “Futurising Thailand Towards Digital & Business Transformation” อนาคตประเทศไทย จะเดินหน้าอย่างไร บนทางหลายแพร่งแห่งความท้าทายนานับประการ ประชาชน องค์กร ธุรกิจ และประเทศ ต้องปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนผ่าน สู่วิถีใหม่ ที่ยังอาจคาดเดาไม่ได้ mindset นั้นจึงสำคัญ ที่จะยอมรับและประยุกต์ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2563 เวลา 14.00 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Futurising Thailand Towards Digital & Business Transformation
ผู้บรรยาย: คุณสุภาวดี ตันติยานนท์ อุปนายกสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย
วันเวลา: วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2020 เวลา 14:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: ไทย

ยุคนี้การก้าวเดินไปข้างหน้าของประเทศไทยย่อมเกี่ยวกับเส้นทางของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นซึ่งไม่ได้เป็นแค่กระแสหากแต่เป็นสิ่งที่องค์กรต้องปรับตัวและทำอย่างต่อเนื่อง

ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเป็นการเปลี่ยนแปลงคุณค่าให้กับลูกค้าโดยใช้การเชื่อมต่อระหว่างองค์กรกับดิจิทัลไลซ์เซชั่นเป็นสิ่งที่เร่งด่วนสำหรับตลาดในประเทศไทยที่กำลังได้รับผลกระทบอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้แม้ว่าปัจจุบันทุกองค์กรต่างตระหนักเกี่ยวกับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น โดยเริ่มมีการรวมกลยุทธ์ด้านไอทีเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจเป็นกลยุทธ์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น รวมทั้งมีการพิจารณานำเทคโนโลยีมาช่วยและเปลี่ยนแปลงธุรกิจ เพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและการแข่งขันทางธุรกิจ รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งยัง มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกี่ยวกับความเป็นผู้นำในความพยายามทางด้านดิจิทัล (Leadership of digital efforts) และวัฒนธรรมดิจิทัล (Digital culture) รวมถึงการรับรู้ ซึ่งกลายมาเป็นเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล แม้จะเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการตระหนักถึงกลยุทธ์มาก่อน

เข้าร่วม Webinar ครั้งนี้เพื่อรับชมถึงประเด็นดังต่อไปนี้

  • ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นช่วยชาติและองค์กรอย่างไร
  • องค์ประกอบและกลยุทธ์ที่ทำให้เกิดขึ้น
  • วัฒนธรรมดิจิตอล

Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน DUGA ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_k8gENM5kQU6A4nk0zbvs6Q โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/duga-webinar-futurising-thailand-towards-digital-business-transformation/

เชิญร่วมงาน “พลิกธุรกิจอย่างก้าวกระโดดรับมือกับ New Normal ด้วยเทคโนโลยี Digital Transformation for New Normal Era” โดยเมโทรซิสเต็มส์ฯ

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย Metro Systems BIG ร่วมกับ IBM Thailand ขอเรียนเชิญ CTO, CIO, IT Manager, Data Scientist, Data Engineer, Cloud Engineer, Software Developer, IT Admin และผู้ที่สนใจด้าน IT ทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ภายใต้หัวข้อ “พลิกธุรกิจอย่างก้าวกระโดดรับมือกับ New Normal ด้วยเทคโนโลยี Digital Transformation for New Normal Era” ในวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2020 เวลา 13.30 –15.00 น. ทางช่องทาง Facebook Live เพจ Metro Systems BIG

ปัจจุบันธุรกิจต่างๆได้รับผลกระทบมากมายจากโรคระบาด ทำให้หลายธุรกิจต้องปรับตัวกับวิกฤติที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมกับต้องรับมือกับการที่โลกกำลังจะเข้าสู่ยุค “New Normal” ร่วมพลิกธุรกิจอย่างก้าวกระโดดไปกับ 3 วิทยากรมากประสบการณ์ ได้แก่

  • คุณเกษมสันต์ วีระกุล นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญ AEC นำเสนอ COVID-19 New Normal และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พร้อมทั้งแชร์ประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับ Disruption ถึง 2 รอบที่ผ่านมา และวิธีการนำ AI เข้ามาช่วยในการพลิกธุรกิจให้ผ่านวิกฤตได้
  • คุณกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ Country Manager, IBM Cloud & Cognitive Software บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด นำเสนอ COVID-19 Action Guide สำหรับผู้บริหาร จากมุมมองของ IBM ในการปรับตัวสู่ Different Normal 
  • คุณมีลาภ โสขุมา Digital Transformation Officer บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำเสนอการ Transformation ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ในยุค Digital Disruption และ ยุคหลัง COVID-19 ที่เป็น New/Different Normal

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมฟังบรรยายฟรีได้ที่ https://bit.ly/3bVHbqA

พิเศษ!! ผู้ลงทะเบียนและเข้าร่วมชม Live Streaming จนจบสัมมนาพร้อมกรอกแบบสอบถาม 50 ท่านแรก รับไปเลย E-Voucher Food & Beverage มูลค่า 200 บาท

** ขอสงวนสิทธิ์ E-Voucher ไว้สำหรับลูกค้าองค์กร (Corporate Users) และลงทะเบียนด้วยอีเมลขององค์กรเท่านั้น **

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: คุณสุภาพรรณ ถ้วนกำจร โทร 02-089-4938 หรืออีเมล supapthu@metrosystems.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/igital-transformation-for-new-normal-era-by-metro-systems/

iPassion Webinar: การปรับตัวด้วยดิจิตอลในยุค New Normal สู่วิถีชีวิตต่อจากนี้ โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ CTO, CIO, IT Manager, Software Engineer, ผู้ดูแลระบบ IT, และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “การปรับตัวด้วยดิจิตอลในยุค New Normal สู่วิถีชีวิตต่อจากนี้ โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ” เพื่อรับฟังการวิเคราะห์จากคุณรวิศในประเด็นด้านการทำ Digital Transformation ที่แปลี่ยนแปลงไปท่ามกลางวิกฤตในครั้งนี้ และทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Low-Code Software Development Platform ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนา Application ได้ตามความต้องการของตนเองได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ให้คนทำงานในแผนกต่างๆ สามารถช่วยทีมพัฒนา Software ในการสร้าง Application ขึ้นมาเองได้ ในวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2020 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: การปรับตัวด้วยดิจิตอลในยุค New Normal สู่วิถีชีวิตต่อจากนี้ โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ
ผู้บรรยาย: คุณรวิศ หาญอุตสาหะ, CEO บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด และคุณเอกรัฐ, Country Manager, OutSystems
วันเวลา: วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2020 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

รับชม Webinar ในครั้งนี้กับหัวข้อที่น่าสนใจได้แก่

  • แนะนำการปรับตัวของธุรกิจเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตในครั้งนี้ ด้วยการทำ Digital Transformation ที่เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิมเพื่อตอบรับต่อ New Normal โดยคุณรวิศ หาญอุตสาหะ, CEO บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด
  • ปรับตัวสู่การทำ Digital Transformation ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี Low-Code Development Platform ที่จะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนา Application ใหม่ๆ ได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ พร้อมรับชมตัวอย่างการพัฒนา Application แบบ Low-Code โดยคุณเอกรัฐ, Country Manager, OutSystems

การเข้าร่วมฟัง Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน iPassion และ OutSystems ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_s_xhaEToQv2bVsadrbjZLg โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/ipassion-webinar-digital-transformation-to-new-normal-by-rawit-hanutsaha/

NetApp Webinar: Ready for the Digital Transformation with New-normal

NetApp ร่วมกับ Ingram Micro ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วม NetApp Webinar เรื่อง “Ready for the Digital Transformation with New-normal” เพื่ออัปเดตบรรทัดฐานใหม่ (New Normal) ในการพลิกโฉมธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติแบบในปัจจุบันนี้ รวมถึงแนะนำการปรับปรุง Storage Infrastructure ให้ทันสมัยพร้อมใช้งานบน Multicloud ในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2020 เวลา 14:00 – 15:00 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Ready for the Digital Transformation with New-normal
ผู้บรรยาย: คุณสยาม กมลทิพย์สุคนธ์ Senior Technical Consultant จาก NetApp (Thailand) และคุณจรีวรรณ วลัยวิบูลย์สันติ Technical Service Engineer Professional Services Group จาก Ingram Micro
วันเวลา: วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2020 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_FmG9smDXTvGoqgElwDyELA

จากสถานการณ์ปัจจุบัน หลายองค์กรทั่วโลกต่างอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมหรือกำลังก้าวเข้าสู่การทำ Digital Transformation เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพิ่มความคล่องตัว และสร้างความแตกต่างเพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันขององค์กรตนเอง High Performance Storage ที่มีความสามารถ Cloud Ready เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สามารถเข้ามาช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัลนี้ได้

NetApp เป็นผู้นำโซลูชชันในการบริหารจัดการข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนองค์กรในการทำ Digital Transformation รวมไปถึงเตรียมความพร้อมในการสร้างสภาวะแวดล้อมแบบ Hybrid Multicloud ให้กับองค์กร มาพร้อมกับโซลูชันประสิทธิภาพสูง รองรับการเติบโตของระบบ และมีความสามารถในการบริหารจัดการ รับส่งข้อมูลไปยัง Public Cloud ชั้นนำด้วยเทคโนโลยี DataFabric ของ NetApp

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้พบกับการบรรยายดังต่อไปนี้

  • บรรทัดฐานใหม่ (New Normal) ของการจัดเก็บและใช้งานข้อมูลขององค์กร
  • การบริหารจัดการข้อมูลบน Hybrid Multicloud
  • การพลิกโฉม Storage Infrastructure ให้ทันสมัย
  • แนะนำ NetApp AFF C190 All-Flash Storage ราคาสุดคุ้มที่ทุกองค์กรสามารถเป็นเจ้าของได้

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/257482461994842/

from:https://www.techtalkthai.com/netapp-webinar-ready-for-the-digital-transformation-with-new-normal/

สื่อใหญ่ต้องปรับตัว News Corp ยุบหนังสือพิมพ์ทิ้งถึง 36 ฉบับในออสเตรเลีย เน้นข่าวออนไลน์มากขึ้น

สื่อใหญ่อย่าง News Corp ต้องปรับตัวอีกครั้ง เมื่อเตรียมเปลี่ยนหนังสือพิมพ์ให้เข้าสู่ออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์กว่า 36 หัวในออสเตรเลียต้องถูกยุบไป

หนังสือพิมพ์ ออสเตรเลีย Australia Newspaper
ภาพจาก Shutterstock

News Corp สื่อยักษ์ใหญ่ของโลก เตรียมปรับรูปแบบธุรกิจใหม่ในออสเตรเลีย หลังจากที่หนังสือพิมพ์ที่บริษัทเป็นเจ้าของได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อที่เปลี่ยนไปเน้นด้านดิจิทัลมากขึ้น ทำให้บริษัทปรับหนังสือพิมพ์กว่า 76 หัว เป็นออนไลน์ทั้งหมด อีก 36 หัวหยุดกิจการ ขณะที่สื่อออสเตรเลียหลายแห่งยังคาดว่าบริษัทอาจต้องปลดพนักงานออกถึงจำนวนหลักหลายร้อยชีวิต ในการปรับตัวครั้งนี้

สาเหตุสำคัญที่บริษัทได้ให้ไว้คือ COVID-19 ทำให้รายได้ที่ไม่มั่นคง เนื่องจากรายได้หลักมาจากโฆษณาของร้านค้าต่างๆ ร้านอาหาร โรงแรม รวมไปถึงประกาศประมูลอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียที่ลดลง

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทก็ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของแพลตฟอร์มออนไลน์หลายๆ แห่ง ซึ่งบริษัทชี้ว่าทำให้รายได้ลดลง แต่แพลตฟอร์มออนไลน์หลายๆ ที่กลับใช้เนื้อหาจากบริษัทฟรี จึงเป็นตัวเร่งให้มีการปรับองค์กรครั้งนี้

Michael Miller ประธานของ News Corp ออสเตรเลีย ได้กล่าวว่า “เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้บริษัทต้องปรับรูปแบบในการทำธุรกิจ และเข้าถึงลูกค้า” ขณะในเรื่องของการปลดพนักงานนั้น เขาเองกล่าวว่า “ขอขอบคุณทีมงานที่ช่วยในด้านข่าว ซึ่งเป็นมูลค่าที่นับไม่ได้ และพนักงานเหล่านี้ยังมีความเป็นมืออาชีพ มีความอุทิศตน รวมไปถึงความทุ่มเทในงาน”

ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน บริษัทต้องหยุดวางจำหน่ายหนังสือพิมพ์มากถึง 60 หัวทั่วออสเตรเลีย ขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ไม่ถูกยุบได้ให้ข้อเสนอกับลูกค้าเก่า โดยสามารถทดลองให้อ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ฟรี 28 วัน

สำหรับ News Corp เป็นบริษัทสื่อชื่อดัง โดยมีเจ้าของคือ Rupert Murdoch มหาเศรษฐีชาวออสเตรเลีย บริษัทเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ชื่อดังทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Wall Street Journal หรือ The Times และ The Sun ของอังกฤษ เป็นต้น และก่อนหน้านี้เขาได้ขายกิจการของ 21st Century Fox ไปให้กับ Walt Disney มาแล้ว

ที่มา – The Guardian, ABC News [1][2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/news-corp-axe-some-australian-newspapers-and-go-to-digital-newspaper-soon-after-revenue-declined/

True Digital Group ยกแนวคิด ‘ดิจิทัลคือพื้นฐาน’ ขับเคลื่อนธุรกิจในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในยุคที่องค์กรมากมายมุ่งที่จะทำ Digital Transformation ต้องยอมรับว่าแม้เทคโนโลยีจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจัยสำคัญในการปรับเปลี่ยน คือ เทคโนโลยีที่ทันสมัยและบุคคลากรในองค์กรที่ต้องเข้าใจและพร้อมช่วยกันขับเคลื่อนองค์กรให้กลายเป็น Digital Transformation อย่างแท้จริง

ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณภควัต นนท์คุณากร Head of Operations Engineering จาก True Digital Group ถึงการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านการขับเคลื่อนองค์กรและธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล รวมไปถึงการพลิกโฉมการดำเนินชีวิตของชาวไทยให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น True Digital Group ประสบความสำเร็จมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ความมั่นใจในการให้บริการลูกค้ามาจากไหน บทความนี้จะมาตีแผ่เบื้องหลังความสำเร็จนี้กันครับ

ทำความรู้จักกับ True Digital Group “ผู้ขับเคลื่อนการทำ Digital Transformation” ให้ธุรกิจไทย

True Digital Group เป็นบริษัทในเครือ True Corporation ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น “ผู้ขับเคลื่อนการทำ Digital Transformation” ให้องค์กรและธุรกิจในประเทศไทย รวมไปถึงบริษัทในเครือของ True Corporation เอง และครอบคลุมไปถึงองค์กรทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยึดหลักการนำดิจิทัลเป็นพื้นฐานในทุกกระบวนการของการทำงานและบริการต่าง ๆ ที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้า เพื่อผลักดันให้องค์กรและธุรกิจเหล่านั้นพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้แก้ปัญหา ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และสร้างโอกาสเชิงธุรกิจ รวมไปถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวไทยให้พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัล ช่วยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

True Digital Group พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจและวิถีชีวิตชาวไทยสู่ยุคดิจิทัลผ่านบริการหลัก 4 บริการหลัก ดังนี้

  1. Digital & Media Platform – บริการแพลตฟอร์มด้าน Lifestyle สำหรับทุกคน เช่น True ID เพื่อให้คนไทยได้รับความบันเทิง ข่าวสารกีฬาต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชันมือถือ หรือ True ID TV กล่อง Android TV
  2. Privilege & O2O (Offline to Online) – เน้นส่วนของการมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้กับร้านค้าและลูกค้า ตลอดไปจนถึงการให้ร้านค้าได้มีพื้นที่ขายของออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันของ True You และ True Smart Merchant
  3. Digital Solutions และ Data Analytics – บริการโซลูชันดิจิทัลสำหรับองค์กรและธุรกิจที่ต้องการทำ Digital Transformation อาทิ เช่น การให้บริการ Robot as a Service และโซลูชันมากมายให้กับธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม
  4. True Digital Academy – สถาบันพัฒนาความรู้ โดยจับมือร่วมกับ General Assembly นำคอร์สอบรมต่าง ๆ เช่น Data Analytics, Data Science, Digital Marketing มาให้บุคลากรภายในและนอกองค์กรได้เพิ่มพูนทักษะและความรู้ นำสิ่งที่ได้ไปสนับสนุนองค์กรในการทำ Digital Transformation

‘ดิจิทัลคือพื้นฐาน’ แนวคิดการขับเคลื่อนธุรกิจของ True Digital Group

เมื่อพูดถึงการทำ Digital Transformation ใน True Digital Group คุณภควัตกล่าวว่า จริง ๆ แล้วทางบริษัทฯ ไม่ได้มีการพลิกโฉมหรือเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เหมือนอย่างที่หลายคนคิด เนื่องจากเรามีแนวคิดในการมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นพื้นฐานในการทำงานมาตั้งแต่ต้น คือ True Digital Group มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนเรื่อยมา และเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลในช่วงไม่กี่ปีมานี้ที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรล้ำค่า True Digital Group ก็ต่อยอดด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลดิบนำมากรองเอาข้อมูลที่สำคัญออกมา เพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ การวางแผนทำ Digital Transformation ให้แก่บริษัทในเครือ True Corporation และการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

“อันที่จริงแล้ว ไอเดียการทำ Digital Transformation ของ True Digital Group นั้นเกิดมาจาก Mindset และ วัฒนธรรมแบบ Agile คือ การผสานเป้าหมายขององค์กรกับไอเดียของพนักงาน โดยมีระบบดิจิทัลเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีที่สุด นอกจากนี้ เรายังพัฒนาต่อยอดแนวคิดอย่างต่อเนื่อง และ พร้อมปรับกระบวนการไปทีละส่วนจนสมบูรณ์ เพื่อให้องค์กรและพนักงาน สามารถพัฒนาและปรับตัวไปด้วยกัน” — คุณภควัตกล่าวถึงแนวคิดการทำ Digital Transformation ในองค์กรของตนเอง

แม้แต่ในช่วงสถานการณ์ที่ COVID-19 กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้เอง คุณภควัตยังระบุอีกว่า True Digital Group แทบจะไม่เจอปัญหาที่เกิดจากการ Work from Home เลย เนื่องจากบริษัทฯ มีระบบและแนวทางการปฏิบัติงานที่พร้อมรองรับการทำงานจากที่ไหนก็ได้อยู่แล้ว

แน่นอนว่าเมื่อมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้งานในบริษัทฯ และให้บริการแก่ลูกค้าเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องมีระบบสารสนเทศพื้นฐาน Infrastructure ที่แข็งแกร่ง มีความมั่นคงปลอดภัย และพร้อมใช้งานตลอดเวลา ระบบต่าง ๆ ที่ให้บริการแก่พนักงาน และ/หรือ บุคคลทั่วไป เช่น

  • True Connect ซึ่งเป็นระบบ Collaboration ภายในองค์กรที่เชื่อมต่อกับระบบ HR
  • vROOM ระบบ VDO Conference ที่ใช้ได้ฟรีทั้งบุคคลภายในและประชาชนทั่วไป
  • แอปพลิเคชัน True ID ที่ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วไทย

ทั้งหมดนี้ต่างถูกโฮสต์อยู่บน Data Center และระบบ Cloud ของ True IDC และเหล่าพันธมิตรทั้งสิ้น

“เรามองว่าหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation คือ ‘การเรียนรู้ความสำเร็จและความล้มเหลวอย่างรวดเร็ว’ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาตัวเองได้ทันท่วงที ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายเราก็จะคงกลยุทธ์ไว้ แต่ถ้าพบความผิดพลาด เราก็จะเรียนรู้ความผิดพลาด และปรับกลยุทธ์ เพื่อหาแนวทางใหม่ ที่สำคัญคือต้องมอง Business Insight ให้ออก และใส่ Creativity ลงไป เราจึงสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปสู่จุดหมายได้อย่างถูกทาง” — คุณภควัตกล่าวเสริม

True Digital Group สนับสนุนการทำ Digital Transformation ธุรกิจไทยอย่างไร

เพื่อยกระดับกระบวนการปฏิบัติงานและเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้แก่ธุรกิจ True Digital Group จะมีทีม Digital Solutions และทีม True Digital Academy ที่คอยให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือในการทำ Digital Transformation แก่องค์กรแบบครบวงจร ตั้งแต่การค้นหาความต้องการเชิงธุรกิจ, วิเคราะห์จุดแข็ง/จุดอ่อนขององค์กร, ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบอินเทอร์เน็ต, ระบบมือถือ, Data Center และ Cloud ซึ่งสนับสนุนโดย True IDC ไปจนถึงบริการเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง Internet of Things, ระบบ Analytics และเครื่องมือนวัตกรรมอื่น ๆ ที่สามารถตอบสนองต่อเป้าประสงค์เชิงธุรกิจของลูกค้าได้ ทั้งหมดนี้จะถูกบูรณาการเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าภายใต้แนวคิด “One-Stop Shop” 

“การทำ Digital Transformation ไม่ใช่การปฏิวัติระบบหรือกระบวนการทำงานทั้งหมดทีเดียว แนะนำว่าให้เลือกส่วนงานที่พร้อมมาเริ่มทำก่อน และค่อยต่อยอดไปยังส่วนงานอื่นถัดไป ซึ่งทาง True Digital Group มีหน่วยงาน Digital Solution ที่พร้อมให้บริการแบบ One-Stop Shop” — คุณภควัตกล่าวถึงบริการของ True Digital Group

ตัวอย่างการทำ Digital Transformation ให้แก่ธุรกิจและอุตสาหกรรมในไทย ได้แก่ การร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวชและเอไอเอเพื่อจัด “Virtual COVID-19 Clinic” บริการพิเศษสำหรับผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ COVID-19 ได้รับการตรวจและรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาลและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หรือการจับมือกับผู้นำด้านเทคโนโลยีปศุสัตว์ระดับโลกเพื่อพัฒนาโซลูชันติดตามพฤติกรรมโคนม เช่น ช่วงเวลาการติดสัดให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้นผ่านการติด Tag ที่หูวัวด้วยการใช้เทคโนโลยี IoT และ Analytics เป็นการพลิกโฉมฟาร์มโคนมในประเทศไทยให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกไปอีกขั้น

“True Digital Group รับบททดสอบในการทำ Digital Transformation ทุก ๆ วันทำให้เรามีประสบการณ์ในการพลิกโฉมธุรกิจประเภทต่าง ๆ ซึ่งพร้อมนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ที่สำคัญคือเรามีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ที่พร้อมนำเสนอสิ่งใหม่ให้มีความแตกต่าง และส่งมอบการปฏิบัติงานทั้งหมดแบบไร้รอยต่อแก่ธุรกิจ” — คุณภควัตกล่าวเสริม

True IDC เบื้องหลังความสำเร็จของ True Digital Group

คุณภควัตระบุว่า รากฐานสำคัญของการทำ Digital Transformation ในยุคที่ข้อมูลมีปริมาณมหาศาลและการเชื่อมต่อมีความเร็วสูง คือ การมี Infrastructure ที่มีประสิทธิภาพ มีความเสถียร และพร้อมใช้งานตลอดเวลา ซึ่ง True IDC ในฐานะผู้ให้บริการ Data Center และระบบ Cloud ในเครือ CP ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง True IDC มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี Multi-Cloud ซึ่งช่วยให้การขยายบริการของ True Digital Group ไปยังลูกค้าต่างประเทศทำได้อย่างมั่นใจ

นอกจาก True IDC แล้ว คุณภควัตยังกล่าวถึง Google Cloud มีส่วนสนับสนุนเราได้ด้าน Multi-Cloud รวมไปถึงให้บริการเครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยให้แอปพลิเคชัน True ID และ True You สามารถผสานการทำงานร่วมกับระบบอื่น ๆ ได้สอดคล้องกัน เมื่อการปฏิบัติงานมีความสอดคล้อง การขยายระบบก็จะเป็นไปได้อย่างคล่องตัว  ธุรกิจขององค์กรจึงเติบโต พร้อมให้บริการลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

“True IDC เสมือนเป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนร่วมทางที่เราไว้ใจ นอกจากบริการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลแล้ว True IDC ยังช่วยสนับสนุนเราในเรื่อง Solution และ การจัดการค่าใช้จ่ายให้คุ้มค่าที่สุด (Cost Optimization) เรียกได้ว่าเป็นผู้ให้บริการที่ เข้าใจ เข้าร่วม และ เข้าถึง ด้วยการที่มีเป้าหมายร่วมกัน ทำให้การเดินทาง ไม่ได้เดินไปคนเดียว การเดินด้วยกันไปถึงเป้าหมาย มันจึงสนุกกว่า” — คุณภควัตกล่าวปิดท้าย

ติดตามข้อมูลข่าวสารจาก True Digital Group https://www.truedigital.com/

ผู้ที่สนใจบริการ Cloud จาก True IDC สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.trueidc.com หรือ โทร +66 2 494 8300

from:https://www.techtalkthai.com/true-digital-group-as-a-digital-transformation-enabler/

5 กฎเหล็กเอาชนะความท้าทายในการสร้าง “ดิจิทัลเวิร์คสเปซ” ที่องค์กรต้องรู้

 

การทำงานแบบรีโมทไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การทำงานแบบรีโมทกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความอยู่รอดขององค์กรต่างๆ เมื่อธุรกิจยังต้องดำเนินต่อไปภายใต้สถานการณ์ทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด จำเป็นต้องอาศัยดิจิทัลเวิร์คสเปซที่ปลอดภัย รองรับการทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา และบนทุกอุปกรณ์ คุณเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำวีเอ็มแวร์ ประเทศไทย ได้นำเสนอแง่มุมการใช้ดิจิทัลอย่างน่าสนใจทีเดียวค่ะ

ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญนี้ องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อประสบการณ์การทำงานดิจิทัลของพนักงาน เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อการทำกำไรของธุรกิจ ผลการศึกษาของ Forbes พบว่า เมื่อบริษัทให้พนักงานเข้าถึงแอปพลิเคชันที่จำเป็นขององค์กรได้ทุกที่ ทุกเวลา สามารถประหยัดเวลาทำงานได้ถึง 17% ซึ่งทำให้พวกเขามีเวลาสำหรับพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรมากขึ้น

แม้ว่าดิจิทัลเวิร์คสเปซจะถูกหยิบยกมาพูดกันอย่างกว้างขวาง แต่หัวหน้าฝ่ายไอทียังคงพบว่า มันเป็นเรื่องท้าทายในการวางแผนเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่การปฏิบัติงานแบบ ดิจิทัลเวิร์คสเปซ ที่แท้จริงอย่างราบรื่นและปลอดภัย อีกทั้งทักษะ เครื่องมือ และกระบวนการต่าง ๆ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ ล้วนมีรากฐานมาจากเทคโนโลยีระดับพีซีสมัย 20 ปีก่อน จึงจำเป็นต้องมีวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์การทำงานแบบดิจิทัลเวิร์คสเปซจะประสบความสำเร็จ และนี่คือกฎเหล็ก 5 ประการสำหรับองค์กรและฝ่ายไอทีที่ต้องตระหนักหากต้องการสร้างดิจิทัลเวิร์คสเปซให้ประสบความสำเร็จ

 

ประสบการณ์พนักงานต้องมาก่อน

การนำประสบการณ์พนักงานมาใช้เป็นข้อกำหนดแรกสำหรับการสร้างดิจิทัลเวิร์สเปซนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าคุณจะดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมไอทีก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วการสร้างวัฒนธรรมและประสบการณ์ดิจิทัลของพนักงานที่แข็งแกร่งนั้น มีความสำคัญต่อการตอบสนองความต้องการของธุรกิจเช่นเดียวกับความสามารถในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลองค์กรในเวลาที่พนักงานส่วนใหญ่ทำงานนอกสถานที่ หรือทำงานจากที่บ้าน

ฝ่ายไอทีต้องทำหน้าที่ออกแบบเวิร์คสเปซเพื่อส่งต่อประสบการณ์ทำงานที่เหมาะสมกับพนักงาน โดยต้องคำนึงถึงความสามารถในการรองรับอุปกรณ์ทุกรูปแบบ และลักษณะการปฏิบัติงานของพนักงานตลอดทั้งวัน รวมถึงสถานที่ทำงาน เช่นเดียวกับระดับความยืดหยุ่นและทางเลือกที่สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานและแต่ละแผนก ในหลายกรณีสิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมทักษะและวัฒนธรรมขององค์กร แต่ก็ยังหมายถึงโอกาสในการเติบโตของฝ่ายไอทีอีกด้วย

ความพร้อมของแอปพลิเคชันที่ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา

กฎสำคัญข้อต่อไปคือ ความสามารถในการให้พนักงานใช้แอปพลิเคชันที่จำเป็นทั้งหมดผ่านประสบการณ์ดิจิทัลเวิร์คสเปซ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์พกพา, Cloud-based, Web-based, task-based, Windows legacy ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และต้องรองรับแอปได้ทั้งหมด ไม่ว่าพนักงานของคุณจะอยู่ที่ใด องค์กรจะไม่สามารถสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีของพนักงานได้ ถ้ายังไม่สามารถให้พนักงานเข้าถึงแอปพลิเคชันที่จำเป็นได้ทั้งหมด

นอกจากนี้การทำให้พนักงานสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันได้ง่ายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และผลงานของพนักงาน อันเป็นสองปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดความสำเร็จและผลกำไรทางธุรกิจ ผลการศึกษาของ Forbes ที่สำรวจความคิดเห็นจากผู้บริหารและพนักงานระดับแนวหน้าทั่วโลกกว่า 2,000 คน ระบุว่า บริษัทที่ผู้บริหารระดับซีไอโอออกแบบแอปพลิเคชันให้พนักงานเข้าถึงได้ง่ายนั้น จะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 18% จากการใช้แอปพลิเคชัน

กล่าวคือ หากต้องการสร้างดิจิทัลเวิร์คสเปซให้ประสบความสำเร็จ ก็ต้องรวมทุกความต้องการของพนักงาน และความสามารถในการเข้าถึงทุกแอปพลิเคชันจากทุกอุปกรณ์ ทุกที่ และทุกเวลา โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะต้องติดตั้งเพื่อให้สามารถจัดการกับแอปพลิเคชันบน Windows หลายร้อยรายการที่คุณอาจมีอยู่ ร่วมกับเว็บใหม่และเว็บเดิมที่มีอยู่, SaaS และแอปพลิเคชันมือถือทั่วไป

 

สามารถรองรับได้กับทุกอุปกรณ์ที่พนักงานสามารถนำมาใช้งานร่วมด้วย

การบริหารจัดการในระดับพีซีได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว ปัจจุบันก้าวสู่ยุคการบริหารจัดการโมเดิร์นดีไวซ์ที่ช่วยให้ฝ่ายไอทีสามารถจัดการกับระบบคลาวด์ตามความต้องการได้ทุกที่และทุกอุปกรณ์ ช่วยให้องค์กรสามารถประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายลงได้ สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยขยายขีดความสามารถขององค์กร

แต่ยังช่วยให้ไอทีสามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ที่มี ในแบบ zero-touch provisioning, ทำ software distribution อย่างลื่นไหล และอยู่บนระบบความปลอดภัยที่แท้จริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในอนาคตอันใกล้นี้ อุปกรณ์ที่มีการจัดการหรือการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กรจะต้องเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการจัดการโมเดิร์นดีไวซ์

คำถามคือเมื่อไหร่? หลายองค์กรมีการลงทุนในด้านเครื่องมือ การพัฒนาทักษะ กระบวนการจัดการของพีซี และ Mac เราเชื่อว่าการจัดการโมเดิร์นดีไวซ์เป็นวิธีเดียวที่จะมอบประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อการทำงานจากที่ใดก็ได้ โดยพนักงานสามารถเข้าถึงแอปและข้อมูลองค์กรที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานได้แบบเรียลไทม์ ระบบจัดการดีไวซ์จะช่วยจัดการการเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย และให้ความมั่นใจว่าระบบการจัดการ Unified Endpoint ที่สร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีให้กับพนักงานมีความปลอดภัยอีกด้วย

 

สร้างประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีให้กับพนักงาน พร้อมกับมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเชิงลึกในแบบเรียลไทม์

ด้วยการทำงานแบบดิจิทัลเวิร์คสเปซ เป็นผลให้ไอทีเป็นแผนกที่มีความเหมาะสมในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนประสบการณ์การทำงานให้สัมฤทธิ์ผลผ่านการวัดผล และติดตามการนำมาใช้จริง และการใช้แอปพลิเคชันผ่านอุปกรณ์ต่างๆ แทนที่จะทำงานโดยอ้างอิงจากข้อมูลย้อนหลัง

การที่พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้อย่างเรียลไทม์ ทำให้สามารถระบุแนวโน้มปัญหาที่อาจเกิดขึ้นของพนักงานขณะที่ทำงาน และปัญหาเรื่องความปลอดภัย รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ทีมไอทียังต้องมีความมั่นใจว่าแพลตฟอร์มการจัดการอุปกรณ์ของพวกเขาสามารถเข้าถึง และจัดการดิจิทัลเวิร์คสเปซได้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ (data-driven decisions) โดยอาศัยข้อมูลในสภาพแวดล้อมแบบดิจิทัล

การทำงานอย่างอัตโนมัติในทุกระดับ

แม้ทีมไอทีจะสามารถเข้าถึง และควบคุมสภาพแวดล้อมของดิจิทัลเวิร์คสเปซได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ด้วยพัฒนาการของดีไวซ์ แอปและภัยคุกคามที่มีความสามารถมากขึ้น ทำให้ดิจิทัลเวิร์คสเปซมีความซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน เพื่อจัดการกับความซับซ้อนของดิจิทัลเวิร์คสเปซที่มีขนาดใหญ่ ระบบอัตโนมัติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเริ่มทำงาน การใช้แอปพลิเคชัน การให้บริการแพตช์และการอัปเดต รวมถึงขั้นตอนการแก้ไขอัตโนมัติให้เป็นไปตามกฎและนโยบายบริษัท ฝ่ายไอทีจำเป็นต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยในเชิงรุกแทนที่จะตอบโต้ตอบภัยคุกคามที่เป็นอันตรายหลังจากเกิดเหตุแล้ว แนวทางในเชิงรุกจะช่วยลดปริมาณ ticket ที่ user จะเปิดมาให้ฝ่ายไอทีต้องดำเนินการแก้ไขด้วยตนเอง กล่าวโดยสรุประบบอัตโนมัติยังทำให้มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ และช่วยขจัดความไม่สอดคล้องกันระหว่างอุปกรณ์อีกด้วย

 

Digital Workspace ที่ทุกองค์กรต้องมี

ในขณะที่เรากำลังอยู่ในโลกการทำงานแบบรีโมทที่กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ องค์กรต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายถึงการสร้างรากฐานดิจิทัลที่ช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบ และส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลให้แก่พนักงาน และลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม

การใช้งานและการดูแลดิจิทัลเวิร์คสเปซที่ ‘เน้นพนักงานเป็นสำคัญ’ เป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ หัวหน้าฝ่ายไอทีต้องทำหน้าที่ในการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย ไร้รอยต่อ และปลอดภัย กฎเหล็กของการสร้างดิจิทัลเวิร์คสเปซทั้ง 5 ข้อ ที่เราได้นำเสนอไปข้างต้น จะช่วยให้องค์กรมั่นใจได้ว่า พนักงานจะสามารถนำแอปใหม่มาใช้ และปฏิบัติตามนโยบายไอทีที่ระบุไว้ได้อย่างเหมาะสม ที่สำคัญยังช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จท่ามกลางสภาพแวดล้อมธุรกิจดิจิทัลที่มีการแข่งขันสูงอีกด้วย

from:https://www.thumbsup.in.th/5-for-challenge-digital-workspace

[Guest Post] คุณพร้อมไหมที่จะอยู่รอดในยุคดิจิทัล

นอกเหนือจากการแข่งขันอันดุเดือดทั้งจากคู่แข่งที่มีอยู่เดิมและคู่แข่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการลดต้นทุนในการดำเนินงานแล้ว ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบไอทีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในธุรกิจทุกระดับ ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือองค์กรขนาดใหญ่ หากไม่เรียนรู้ที่จะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้งาน นั่นหมายถึง พื้นที่ยืนในสมรภูมิเศรษฐกิจดิจิทัลของคุณก็จะยิ่งเหลือน้อยลงทุกที คำถามก็คือแล้วคุณพร้อมแค่ไหนที่จะอยู่รอดในยุคดิจิทัล?

ลำพังการจัดหาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้งานอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จของการอยู่รอด เพราะธุรกิจยุคดิจิทัลยังต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภัยไซเบอร์ การจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล การนำเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ มาใช้งาน และการปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ

จะจัดการกับภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ได้อย่างไร?

โลกดิจิทัลสร้างโอกาสมากมายให้ธุรกิจ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงจากภัยคุกคาม การไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยในการรับมือกับมัลแวร์ แฮ็กเกอร์ การจารกรรมข้อมูล แรนซัมแวร์ ข้อมูลรั่วไหล ที่รัดกุมเพียงพอ ก็จะสร้างความเสียหายจนเราคาดไม่ถึง ทั้งเวลา ค่าใช้จ่ายและความเชื่อมั่นของลูกค้า

ระบบอัตโนมัติและ AI ช่วยธุรกิจได้จริงหรือ?

วันนี้หลายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศได้เริ่มนำกระบวนการทำงานอัตโนมัติและ AI (Artificial Intelligence) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการดำเนินงานกันแล้ว ถ้าเรายังไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ส่วนแบ่งการตลาดที่มีอยู่ก็จะยิ่งลดลงเรื่อยๆ จนในที่สุด ธุรกิจก็คงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และถึงกาลล่มสลาย แล้วคุณจะเริ่มต้นนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในธุรกิจอย่างไรดี?

จะนำข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร?

ข้อมูลคือทรัพยากรที่มีค่าสูงสุด และสามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจได้อย่างมากมายมหาศาล เช่น ข้อมูลลูกค้านับแสนหรือล้านราย ข้อมูลการขาย ข้อมูลการผลิต การสั่งซื้อวัตถุดิบ หากวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้อง คุณก็สามารถคาดการณ์แนวโน้มการตลาด และรู้จักลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ปัญหาคือคุณจะเริ่มต้นจัดการกับข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างไร มีเครื่องมืออะไรช่วยได้บ้าง

จะปฏิบัติตามกฏหมายดิจิทัลอย่างถูกต้องได้อย่างไร?

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับองค์กรที่มีการเก็บข้อมูลของลูกค้า พนักงาน หรือบุคคลอื่น เพื่อนำมาพัฒนาธุรกิจ คือการต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับกฎหมายความคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของบุคคล (Privacy Laws) หรือ พ.ร.บ. ข้อมูลส่วนบุคคล โดยกฏหมายดังกล่าว จะเป็นการกำหนดกฎข้อบังคับ แนวทางปฏิบัติ และบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญาอย่างชัดเจน หากผู้ถือครองข้อมูลไม่ปฏิบัติตาม ทำให้เกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล นำข้อมูลไปใช้ในทางที่ละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูล

เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

หลายคนอาจมองว่าสิ่งเหล่านี้กำลังเข้ามาคุกคามธุรกิจ แต่ในทางกลับกัน หากเราสามารถนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างประโยชน์ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญเลยก็ว่าได้ ซึ่งการปรับเปลี่ยนสู่องค์กรยุคดิจิทัล หรือการทำ Digital Transformation เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลหลากหลายรูปแบบมาประยุกต์ใช้งาน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะการทำ Digital Transformation เปรียบเสมือนการก้าวสู่เขาวงกตด้านเทคโนโลยี ซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จที่ลงตัวสำหรับทุกธุรกิจว่าจะต้องเริ่มจากจุดใดหรือนำเทคโนโลยีใดมาประยุกต์ใช้งานได้บ้าง

ลำพังฝ่ายไอที ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน Digital Transformation ขององค์กรเองมีงานล้นมือ จนแทบไม่มีเวลาพัฒนาโซลูชันเพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจเลย

ผู้ช่วยสำหรับธุรกิจยุคดิจิทัล

ในฐานะของบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก ฟูจิตสึ ไม่เพียงทำหน้าที่จัดหาโซลูชันที่ตรงกับความต้องการมาใช้งานเท่านั้น แต่ยังพร้อมเป็นที่ปรึกษาที่มีความรู้ความสามารถ มีความเป็นมืออาชีพ มีความเข้าใจในธุรกิจ และสามารถนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้งานร่วมกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายได้อย่างลงตัว

ด้วยประสบการณ์ในการให้คำปรึกษา วางแผน ติดตั้งโซลูชัน ให้บริการด้านดิจิทัลโซลูชัน แก่องค์กรต่างๆ มายาวนาน ทำให้ บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด มีความเข้าใจความท้าทายต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี จึงเป็นที่มาของ Global Premium Service Integrator (GPSI) ยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจ และ 4 บริการหลัก (Core Solution) ที่ไม่เพียงเป็นรากฐานด้านเทคโนโลยีที่สำคัญขององค์กร แต่ยังเป็นสิ่งช่วยให้การทำ Digital Transformation ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และลงตัวกับทุกความต้องการ

4 บริการหลักที่เป็นเสมือนรากฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรยุคดิจิทัล ประกอบด้วย

1.) Managed Service เพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจ แบ่งเบาภาระด้านไอที

เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับการทำงาน สร้างความมั่นคงในกระบวนการทำงาน และช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ฟูจิตสึมีทีมงานทั้งในและจากทุกทวีปเข้ามาช่วยงานด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์แบบครบวงจร บริการระบบคลาวด์ด้านต่างๆ บริการช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ผู้ใช้ อันจะช่วยให้บุคคลากรด้านไอทีมีเวลาทุ่มเทกับการพัฒนาโซลูชันดิจิทัล เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ

2.) Security Solution สร้างเกราะป้องกัน เพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างอุ่นใจ

ฟูจิตสึพร้อมให้ระบบรักษาความปลอดภัยด้านไอทีแบบครบวงจรให้แก่ลูกค้า ทั้งในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ระบบเครือข่าย เซิร์ฟเวอร์รวมถึงข้อมูล ด้วยการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมให้คำปรึกษาและจัดทำระบบแบบครบวงจร เพื่อให้องค์กรสามารถรับมือกับภัยคุกคามที่มีอยู่ในปัจจุบัน และอันตรายรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน

3.) ERP Solution รวมศูนย์ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ

ไม่ได้เป็นเพียงการนำระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ซอฟต์แวร์ที่เป็นรากฐานการดำเนินงานการทำงานของหน่วยงานแต่ละแผนกเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ทำงานได้เร็วขึ้น ความผิดพลาดน้อยลงมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการรวมศูนย์ “ข้อมูล” อันจะช่วยให้การนำมาใช้เพื่อวางแผนหรือกำหนดทิศทางการดำเนินงาน ทำได้อย่างถูกต้อง แม่นยำและรวดเร็ว

4.) Digital Innovation ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมสุดล้ำในโลกดิจิทัล

ด้วยประสบการณ์การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลไปติดตั้งและใช้งานจริงในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ฟูจิตสึมีความเข้าใจและมีแนวทางการปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จ ที่สามารถนำมาสร้างเป็นโซลูชันด้าน Data Analytics, Smart Workplace, Smart Factory และ Smart Retail รวมถึงการนำโซลูชั่นระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ (Robotic Process Automation หรือ RPA) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ให้มีความรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์จากบริการต่างๆ ที่ฟูจิตสึสรรสร้างขึ้น เพื่อขับเคลื่อนทุกองค์กรในยุคดิจิทัล

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด

อาคาร เอ็กเชน ทาวเวอร์ ชั้น 22-23 เลขที่ 388 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110

โทรศัพท์ : + 66 (0) 2302 1500

แฟ็กซ์ : + 66 (0) 2302 1555

เว็บไซต์ : https://th.fujitsu.com

from:https://www.techtalkthai.com/digital-transformation-consultant-by-fujitsu/