คลังเก็บป้ายกำกับ: DIGITAL_TRANSFORMATION

ไม่ขอกลับไปบริหารทีวีอีก! คุยกับ ‘สุทธิชัย หยุ่น’ ตอนที่ 1 : เมื่อสื่อเก่าถูก Disrupt แบบเต็มตัว

Thumbsup ได้รับเกียรติจากอย่างยิ่งจาก ‘สุทธิชัย หยุ่น’ อดีตผู้บริหารเครือเนชั่น ปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้ง Kafedam Group (กาแฟดำกรุ๊ป) เล่าถึงประสบการณ์การทำงานในวงการสื่อมาอย่างยาวนาน ซึ่งต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในยุคสื่อเก่าและสื่อใหม่ตลอด ยิ่งในยุคนี้สื่อใหม่ก็ยังเจอกับการ Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ซึ่งหลายองค์กรก็พยายามปรับแก้ไขวัฒนธรรมภายในอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ความจริงที่ใครหลายคนพบคงคือ คนที่อต้องการปรับตัว มักจะต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย ทั้งในแง่งานที่ต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว กับทัศนคติของเพื่อนร่วมงาน

“ทัศนคติของคนไทยที่ไม่ดีอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาคือ ใครทำก่อนนี่จะซ่า นี่เอาใจเจ้านาย เนี่ยๆ ดูสิมันทำเป็นทำตามแบบเจ้านาย มันจะเอาหน้า” สุทธิชัย กล่าว


ก่อนหน้านี้ ‘สุทธิชัย หยุ่น’ คือผู้คุมบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “เครือเนชั่น” ที่มีทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่เมื่อสภาวะ “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” ก็มาถึง สุทธิชัยประกาศลาออกจากตำแหน่ง “ประธานบอร์ดเนชั่น” ในวันที่ 29 เมษายน 2558 และออกจากทุกตำแหน่งในเนชั่นในภายใน 5 มีนาคม 2561 รวมถึงยุติการจัดรายการทีวีผ่านช่อง NationTV 22 ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 และเขียนคอลัมน์ ‘กาแฟดำ’ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ภายในวันที่ 5 มีนาคม 2561

สุทธิชัยให้เหตุผลของการออกจากบ้านที่ตัวเองสร้างมากับมือ คือ เรื่องของสุขภาพ ความตั้งใจที่จะเกษียณจากการงาน และหมดสัญญาจ้างจากบริษัท โดยตำแหน่งสุดท้ายที่สุทธิชัยดำรงตำแหน่ง คือ “ที่ปรึกษากองบรรณาธิการเครือเนชั่น”

แต่แน่นอนว่าชายวัย 75 ปีผู้นี้ยังคงติดตามข่าวสาร และทำรายการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง “Suthichai Live” และเป็นผู้ผลิตรายการอิสระให้กับรายการ “กาแฟดำค่ำนี้” ทางช่อง 9 MCOT HD และรายการ “ตั้งวงคุยกับสุทธิชัย” ทาง ThaiPBS อีกด้วย สะท้อนว่าเขายังไม่หายไปไหนจากวงการสื่อ

Thumbsup ได้รับเกียรติจากอย่างยิ่งจากคุณสุทธิชัย หยุ่นมาพูดคุยถึงเรื่องสื่อเก่าและสื่อใหม่ การเปลี่ยนผ่านและบริหารงานภายในองค์กรมีความยากหรือง่ายมากน้อยแค่ไหน เพราะเขาถือบุคคลสำคัญในวงการสื่อที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว

ความแตกต่างระหว่างการบริหารสื่อยุคเก่ากับสื่อยุคใหม่มีอะไรบ้าง?

(กลาง) สุทธิชัย หยุ่น | Photo: LINE TODAY

ภาพจาก LINE TODAY

แตกต่างกันแน่ครับ เพราะว่าพฤติกรรมคนอ่านและคนดูก็เปลี่ยนไป พฤติกรรมกระบวนการผลิตก็เปลี่ยนไป พฤติกรรมคนใน Social Media ก็เปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือ ผู้บริหารของสื่อ วิธีคิดของคนทำสื่อ นี่เป็นปัญหาใหญ่มาก

ผมเชื่อว่าคนทำสื่อทุกคนรู้ว่าต้องปรับต้องเปลี่ยน เพราะ Disruption หรือความป่วนที่เกิดจากเทคโนโลยี มันเกิดขึ้นจริง แล้วเห็นสัญญาณไม่ต่ำกว่า 15 ปีแล้ว

แต่ว่าความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน ดูเหมือนว่ายังไม่เข้าไปอยู่ในพฤติกรรมประจำวันของคนทำสื่อ ดังนั้นการบริหารนี่ ถ้าถามว่าการบริหาร ต่างกันไหม

การบริหารสื่อหลักของหนังสือพิมพ์ ทีวี แม้กระทั่งวิทยุ หรือแม้กระทั่งเว็บไซต์เดิมๆ เขาก็ไม่ได้เปลี่ยนเท่าที่ควร จึงเป็นที่มาของปัญหาว่าต้องปิด หนังสือพิมพ์ต้องปิดไปบ้าง ทีวีต้องปิดไปบ้าง

แต่ความจริงก็คือว่า โลกสื่อมันเปลี่ยนไปหมดละ ถามว่าถ้าจะอยู่รอดเนี่ย จะต้องปรับอย่างไร มันก็คงจะต้องดูว่า ผู้บริหารพร้อมที่จะยกเครื่องระบบการทำงานทั้งหมดไหม พร้อมที่จะยุบบางแผนกไปเลยไหม พร้อมที่จะเขียน Job Description หรือหน้าที่งานการของคนทำสื่อ

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายข่าว ฝ่ายเนื้อหา ฝ่ายการตลาด แม้กระทั่งฝ่ายบัญชี ฝ่าย Support ทั้งหลาย เขาจะกล้าปรับใหม่หมดไหม

ลองเล่าประสบการณ์การปรับตัวรับกับ Disruption ในการทำงานสื่อได้ไหม?

Twitter @suthichai ที่มีผู้ติดตามครบ 100,000 คน

ตอนที่มี Twitter ใหม่ๆ เนี่ย ผมเห็นแล้วก็ตื่นเต้น เพราะว่าเราเป็นนักข่าวยุคเก่า เราเห็น Twitter จะส่งข้อความได้ทันที และไปถึงคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกันได้ ผมตื่นเต้นมาก เพราะนักข่าวสมัยนั้นกว่าจะส่งข่าวได้ กว่าที่จะสามารถเขียนข่าวได้ กว่าที่จะรู้ว่าใครดูเรา มันยากเย็นแสนเข็ญ

แต่พอมี Twitter เฮ้ยมันทำอย่างนี้ได้เลยหรอ ผมรู้มาจากเด็กนักศึกษาด้วยนะ ไม่ใช่ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีอะไรนะ วันนึงนักศึกษาคนหนึ่งเอามือถือมาให้ผมดู แล้วบอกว่า “คุณสุทธิชัยมันมีอะไรที่มันแปลกมาก” ในเวลานั้นแอปเรายังไม่รู้จักเลย แอปคืออะไรยังไม่รู้เลย

นักศึกษาบอกว่านี่ “เวลาใส่ข้อความเข้าไปนะ คนที่เป็นเพื่อนเราเนี่ย อยู่ไหนก็ตาม มันขึ้นมาทันทีเลยครับ” ผมก็บอก “จริงอ๊ะเปล่า! เป็นไปได้หรอ” นักศึกษาก็พูดต่อว่า “เดี๋ยวลองทำดูนะครับ” แล้วก็เอามือถือไปให้คนอื่นดู “นี่นะครับข้อความที่ส่งขึ้นทันทีเลย”

ผมถึงกับอุทานว่า “เฮ้ยจริงหรอ!” ถ้าอย่างงั้นเนี่ยมันแปลว่า เรานักข่าวเนี่ยจะมีอาวุธพิเศษใหม่ที่เหลือเชื่อเลย

นั่นแหละเป็นจุดที่ในสมองผมรู้ทันทีว่า อาชีพเราจะเปลี่ยนแล้ว แต่เชื่อไหมผมบอกกับนักข่าวในเนชั่น เขาไม่เชื่อ เขานึกว่าเป็นของเล่น ของเด็กเล่นน่ะ

ทำอย่างไรให้คนในองค์กรยอมเปลี่ยนจากสิ่งเก่าไปสู่สิ่งใหม่?

ที่เนชั่นมีกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่พร้อมจะเปลี่ยน ที่เป็นตัวอย่าง เพราะงั้นผมปรับไปเป็น Convergence Newsroom ห้องข่าวรวมเป็นห้องกลาง ทุกสื่อมาเรื่องของข่าว มาเรื่องของคอนเทนต์มาอยู่ตรงนี้ และตั้งโต๊ะกลมเลย ต้องตั้งให้เห็นด้วย ไม่ใช่แค่บอกว่า ประชุมร่วมกันนะ บอกทุกคน บ.ก. ทุกสื่อ แต่มันไม่ได้แปลว่าทุกคนทำได้หมด

ก็มีที่รับปากจะทำ แต่ทำไม่ได้ก็มี ประเภทมานั่งจริง ประชุมจริง แต่ไปโต๊ะเดิม เขาก็กลับไปทำเหมือนเดิมก็มีอีกครับ ก็มีจำนวนหนึ่งที่เห็นว่าไม่เปลี่ยนไม่ได้แล้ว

แต่คนเหล่านั้นพอถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็ย้ายที่ย้ายทาง เพราะว่าองค์กรเดิมเนี่ย ตัวเขาเองเขารู้แล้วว่าคงพัฒนามากกว่านี้ไม่ได้ เขาก็ไปกระจายอยู่ ทุกวันนี้คุณก็เห็นเขาไปอยู่ Standard บ้าง ไปอยู่ทีวีช่องต่างๆ ซึ่งก็ดีนะครับ เพราะเราไม่จำเป็นต้องอยู่ตายตัวที่นี่

เพราะว่าถ้าองค์กรของเราไม่ปรับ เราก็คงเสียเวลาอีกสัก 3-5 ปี ถ้าเราไปออกก่อน ถ้าเราทำสิ่งที่อยากทำ มากกว่าแออัดยัดเยียดอยู่ที่เดิม ต้องทะเลาะกัน ดีเบตกัน

ทัศนคติของคนไทยที่ไม่ดีอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาคือ ใครทำก่อนนี่จะซ่า นี่เอาใจเจ้านาย เนี่ยๆ ดูสิมันทำเป็นทำตามแบบเจ้านาย มันจะเอาหน้า

มันก็เลยเป็นอุปสรรค ของการแก้ไขปรับวัฒนธรรม คนที่อยากปรับตัวเนี่ย ต้องเผชิญกับอุปสรรคมาก ทั้งในแง่งานที่ต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว กับทัศนคติของเพื่อนร่วมงาน

 

ใช่มะ ทัศนคติยากที่สุด คุณอยู่เฉยๆ เพื่อนทุกคนมันหมั่นไส้อ่ะ ทำเป็น Twitter ทำเป็นเขียน Blog เพราะคนอื่นไม่อยากทำ ก็เลยนึกว่า “เฮ้ย อย่าทำดีกว่า” มันกลับกันไง คนที่ทำต้องชวน “เฮ้ย มา สนุกจะตาย”

“เฮ้ย ไม่เอา มึงซ่าหรอ” เนี่ยตรงนี้ที่มันเป็นอุปสรรคอันใหญ่ข้อหนึ่งของสังคมไทยเราในทุกวงการนะ ไม่ใช่แค่วงการสื่อ

มีหลายคนเชิญให้มาช่วยมานั่งเป็นผู้บริหารสื่อหรือไม่

สุทธิชัย หยุ่น กำลังยิ้ม

มีครับ แต่ผมปฏิเสธไปหมด อย่างนี้ผมทำงานสนุกกว่า มีความสุขมากกว่า เพราะว่าถ้าผมกลับไปบริหารให้องค์กรไหนก็ตาม ผมต้องกลับไปเปลี่ยนความคิด อย่างที่ผมเล่าให้ฟังไง

แล้วคนทำสื่อวันนี้ยังไม่ยอมเปลี่ยน ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริงๆ นะ ไม่เห็นคนตกงาน ยังไม่ตกใจ ตอนนี้จะเริ่มตกใจ

แต่สำหรับคนไม่จำนวนไม่น้อย มันก็สายไปแล้ว เพราะอายุเขาก็เยอะ ถ้าคุณอายุ 40 ขึ้นก็ลำบากแล้ว ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นคนอายุ 40 ที่บอกโอเคผมพร้อมจะเริ่มใหม่ ผมพร้อมจะฝึกใหม่ ผมพร้อมจะทำข่าวอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีน้อยไง

ดังนั้นถ้ามีใครมาชวนผมไปเนี่ย เงื่อนไขสำคัญมาก คือ องค์กรคุณพร้อมจะเปลี่ยนขนาดนั้นเลยหรอ ผมอาจจะยุบแผนกกี่แผนกก็ไม่รู้นะ ผมอาจจะเอาเด็กรุ่นใหม่มาทำหมดเลยนะ แล้วคนเก่าคุณจะทำยังไงกับเขา

“อันนี้มันก็ยากไง ผมก็ไม่อยากจะไปทำอ่ะ” สุทธิชัย กล่าว

ทำนายอนาคตทีวีดิจิทัลได้ไหม?

ผมคิดว่าเหลือประมาณครึ่งหนึ่งของ 15 ช่อง แต่ครึ่งนึงก็ไม่ใช่ว่าจะสบายนะ ก็ต้องดิ้นรนนะ อีกครึ่งนึงคงต้องปรับตัวไปทำอะไรอย่างอื่น

อย่างคุณก็เห็นช้อปปิ้งออนไลน์ คือจะไปนอกจากเนื้อหาที่เห็นอยู่จะเปลี่ยนไปแน่นอน มันจะกลายเป็นช้อปปิ้งออนไลน์ บันเทิงสุดๆ ไปเลย จะกลายเป็นช่องใช้เฉพาะกลุ่มที่มีอำนาจซื้อ ผมว่าคงจะเป็นแบบนั้น

แต่ที่เรามองว่าเหมือนเดิมคือช้อปปิ้งออนไลน์ ที่มีทั้งข่าว ละคร สารคดีเนี่ย คงจะยาก เพราะว่าคนดู ไม่จำเป็นต้องมานั่งดูหน้าจอทีวี ยกเว้นเสียแต่ว่าคนทำทีวีช่องนั้น จะเลิกคิดว่าเป็นทีวี

เพราะว่าทุกวันนี้ที่เป็นปัญหาใหญ่ก็คือว่า ยังคิดว่าตัวเองเป็นช่องทีวี แล้วออนไลน์เป็นตัวเสริม แต่มันต้องกลับกันไง มันต้องมองว่าทีวีเป็นตัวเสริม อนาคตของคุณอยู่ที่มือถือ ทุกอย่างที่สะดวกสำหรับคนมันต้องอยู่ตรงนั้น

ซึ่งการวางแผน วางบุคลากร งบประมาณ วิธีคิด วิธีทำเนื้อหาเนี่ย คุณต้องคิดถึง Mobile ก่อนที่จะคิดถึงทีวี

แต่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่เนี่ย คิดทีวีก่อน แม้กระทั่งวางงบประมาณ วางนักข่าว วางทีมข่าวก็ยังคิดแบบทีวี ดังนั้นมันยากมาก เพราะว่าพนักงานก็คิดแบบทีวี ผู้บริหารก็คิดแบบทีวี

แต่ผู้บริหารที่ต้องเข้าไปแก้ปัญหา ก็ต้องไม่คิดแบบทีวีแล้วนะ อย่างคุณบี๋ (อริยะ พนมยงค์) ผมเชื่อว่าแกทำมาจาก LINE มาจาก Google แกจะคิดแบบ Online และ Mobile มากกว่า

แต่ปัญหาของแกคือ แกจะเปลี่ยนความคิดของคนข้างในได้หรือเปล่า อันนี้ยากมาก (หัวเราะ) เริ่มจากเปลี่ยนจากเจ้าของก่อน เขาอาจจะเชื่อนะ เพราะเจ้าของต้องการอยู่รอด

แต่เจ้าของจะต้องไปจัดการองค์กรใหม่ ตรงนี้แหละที่ยากที่สุด ไม่ตั้งใหม่จะง่ายกว่า แต่แน่นอนเราทิ้งคนเก่าไม่ได้

“วิกฤตจริงๆ ก็คือว่า คุณทิ้งเก่าก็ไม่ได้ แต่คุณก็ไม่กล้าไปสร้างใหม่”

การเปลี่ยนผ่านจากสื่อเก่าเป็นสื่อใหม่ จะเกิดอีกนานแค่ไหน?


ภายใน 3 ปีครับ ไม่เกิน 5 ปีครับ รุ่นพวกคุณอ่ะทันแน่นอน ผมไม่รู้จะทันรึป่าว (หัวเราะ) แต่ผมจะบอกพวกคุณว่า สิ่งที่สนุกสุดในภาวะที่เปลี่ยน คือมันเป็นโอกาสมหาศาล เข้าไปทดลองดู ไม่เวิร์คไม่เป็นไรนะ คุณต้องทำใจเลยนะว่า 10 อย่างเราลอง 8 อย่างอาจจะไม่เวิร์ก แต่ถ้าคุณเจออย่างนึงที่มันเวิร์ก คุณไปก่อนคนอื่นเลย แต่อย่าหยุดที่จะทดลอง ลองนู่นลองนี่ดู

เพราะมันไม่มีสูตรตายตัวอีกต่อไป ที่จะบอกว่าอันนี้เวิร์ก อันนี้ไม่เวิร์ก แล้วก็อย่ามุ่งแต่ตลาดที่เป็นแมสว่า ทำอย่างนี้ต้องมีเรตติ้งขนาดนั้น ทำอย่างนี้ต้องมีคนดูขนาดนั้น ไม่จำเป็นเลย เอาที่มันเป็นเนื้อหาที่ไม่มีใครมี คุณชอบคุณสนุกกับมัน ค่อยๆ สร้างขึ้นไป ค่อยๆ สร้างการรับรู้ คนก็จะค่อยๆ มา

เชื่อไหมว่า ยิ่งใน Social Media มี Fake News เยอะ มีข่าวปลอมเยอะ มีเรื่องดราม่าเยอะเนี่ย คนยิ่งแสวงหาเนื้อหาที่ดีนะ คนยิ่งแสวงหาของที่มีคุณภาพ ตรงนี้แหละที่พวกเราที่อยู่ในวงการที่ทำเนื้อหาที่มีคุณภาพ ไม่ควรจะท้อใจ หรือไม่ควรจะเปลี่ยนทิศทาง ควรจะทำ และก็ทำลึก ทำดีขึ้นไปเรื่อยๆ

แล้วอย่างที่ผมบอก ภายในอีก 3 ปี 5 ปีเนี่ย เราจะเป็นจุดแข็งของวงการ ที่ผมกลัวก็คือ พวกเราจะท้อไปซะก่อน เอ้อ ไม่มีใครดูเลยอ่ะ เอ้อเนี่ย รายได้ยังไม่เข้ามา

โอเคคุณหิวข้าวไปก่อน (หัวเราะ) เงินมันไม่หมดหรอก มันต้องมีวิธีสร้างรายได้ที่เราสบายใจ


บทสัมภาษณ์นี้เรียกได้ว่าสนุกและน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับใครหลายคนที่อยู่ในวงการสื่อ หรือแม้ไม่ได้อยู่ในวงการสื่อ ก็เป็นผู้เสพสื่อ ที่จะได้ข้อมูลดีๆ จากอดีตผู้บริหารสื่อชื่อดัง แต่บทสัมภาษณ์ยังไม่ได้มีเพียงเท่านี้ โปรดรอติดตามตอนที่ 2 ที่กำลังจะออกมาได้ในเร็วๆ นี้

เจนพสิษฐ์ ปู่ประเสริฐ สัมภาษณ์
ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ สัมภาษณ์ร่วม

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/suthichai-yoon-interview-part-1/

โฆษณา

SCB เปิดตัว Open API หวังดึงคนภายนอกเชื่อมต่อกับธนาคาร รับอาจเป็นคู่แข่ง Payment Gateway

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดตัว Open API เพื่อให้นักพัฒนาโปรแกรมเชื่อเข้ากับระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น ระบุต้องการดึงลูกค้าและบุคลทั่วไปให้เข้ามาเชื่อมระบบเข้ากับธนาคารได้ง่าย หวังอุตสาหกรรมอื่นออกมาแชร์ข้อมูลกันมากขึ้น ยอมรับอาจเป็นคู่แข่ง Payment Gateway ในอนาคตเพราะอยากติดต่อกับร้านค้าได้รับสะดวกสบายยิ่งขึ้น

SCB ระบุว่าทัศนคติของธนาคารต้องเปลี่ยนไป โดยทำอะไรให้ง่ายขึ้น ซึ่งตอนนี้โจทย์พื้นฐานคือ พัฒนาให้ระบบและบริการต่างๆ ของ SCB สามารถเชื่อมต่อกันได้ และให้บุคคลภายนอกและลูกค้าของธนาคารสามารถเชื่อมต่อเข้ากับธนาคารได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการเปิด Open API เพื่อให้นักพัฒนาโปรแกรมที่มาจากลูกค้า, พาร์ทเนอร์ และบุคคลทั่วไป สามารถเชื่อมต่อระบบการเงินเข้ากับ SCB ผ่านเว็บไซต์  Developer.scb

API ที่เปิดให้ใช้งาน เช่น Payment (ระบบชำระเงิน), QR Payment (ระบบชำระเงินผ่าน QR Code), Loan Origination (ระบบคำนวณเงินกู้), Authentication (OAuth 2.0) (ระบบยืนยันตัวตน), Slip Verification (การยืนยันการชำระเงิรนผ่านสลิป) และ Sharing Customer Infomation (การแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างลูกค้าและนักพัฒนาโปรแกรม) รวมถึงมีพื้นที่สำหรับทดลองใช้งานอย่าง Sandbox ที่แยกออกจากระบบหลัก

รวมถึงในแง่ของความเสถียรจะมีการจำกัดการเข้าถึงอยู่ที่ 100 Request ต่อวินาที มีการทดสอบ ป้องกัน และตรวจสอบความปลอดภัยอยู่ตลอด ซึ่งในช่วงแรกจะมีการคัดเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเข้ามาใช้ Open API ก่อน หลังจากนั้นจะมีการขยายขอบเขตของบริษัทที่เปิดรับต่อไป

แม้ไม่ใช่เจ้าแรกที่เปิด API แต่ธนา โพธิกำจร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มงาน Digital Platform ของ SCB ก็บอกกับเราว่า “มาช้าดีกว่าไม่มา” เพราะตอนนี้ลูกค้า SCB เดินเข้ามาถามเรื่อง API และระบบเชื่อมต่อหลังบ้านอยู่ตลอด

“เราต้องการคนมาติดต่อด้วย แต่ในอนาคตอาจมีการคิดค่าบริการคนที่ใช้การเชื่อมต่อหรือ Bandwidth มากๆ แต่โจทย์คือไม่ได้คิดเงิน อยากให้พันธมิตรและนักพัฒนา มาใช้บริการ SCB ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น” ธนา โพธิกำจร กล่าวพร้อมกับภาพพื้นหลังที่เขียนว่า #เป็นทุกอย่างเพื่อdevelopers

รวมถึงยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นคู่แข่งกับ Payment Gateway จาก Non-Bank เพราะต้องแข่งขันและทำให้ธนาคารติดต่อกับร้านค้าได้ง่ายขึ้น หรือรับเงินผ่าน SCB Easy ได้ง่ายขึ้น

ส่วน กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร หัวหน้า SCB10X ระบุว่าหลังจากเปิด Open API จึงได้มีการจัด Hackthon ด้าน Open API ครั้งแรกในชื่อ “Open Banking Hackathon by SCB” จัดขึ้นวันที่ 21-23 มิถุนายนนี้ที่ Nap Lab Chula

“API เป็นเรื่องของการศึกษาด้วย พอนักศึกษาเขามาเล่น ก็จะสร้าง Product ใหม่ๆ ออกมา ถือเป็นการพัฒนา Ecosystem ได้ด้วย” กวีวุฒิ กล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้อุตสาหกรรมอื่นๆ เปิดเผยข้อมูลออกเพื่อแบ่งปันให้แก่กันและกันมากขึ้น

ส่วนสาเหตุที่จัด Hackathon กวีวุฒิระบุว่าเป็นเพราะว่าเป็นรูปแบบการระดมไอเดียใหม่ๆ ที่ได้ผลดีในต่างประเทศ ประกอบกับ API ด้านการกู้เงินที่พัฒนามาเพียง 8 เดือนมีความคืบหน้าไปมาก จึงอยากเปิดโอกาสในนักพัฒนาและบุคคลทั่วไป เข้ามาใช้ Open API ที่ SCB เปิดกันมากขึ้น

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/05/scb-launches-open-api-payment-gateway/

SCB เปิดตัว Open API หวังดึงคนภายนอกเชื่อมต่อกับธนาคาร รับอาจเป็นคู่แข่ง Payment Gateway

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดตัว Open API เพื่อให้นักพัฒนาโปรแกรมเชื่อเข้ากับระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น ระบุต้องการดึงลูกค้าและบุคคลทั่วไปให้เข้ามาเชื่อมระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น หวังอุตสาหกรรมอื่นออกมาแชร์ข้อมูลกันมากขึ้น ยอมรับอาจเป็นคู่แข่ง Payment Gateway ในอนาคตเพราะอยากติดต่อกับร้านค้าได้รับสะดวกสบายยิ่งขึ้น

SCB ระบุว่าทัศนคติของธนาคารต้องเปลี่ยนไป โดยทำอะไรให้ง่ายขึ้น ซึ่งตอนนี้โจทย์พื้นฐานคือ พัฒนาให้ระบบและบริการต่างๆ ของ SCB สามารถเชื่อมต่อกันได้ และให้บุคคลภายนอกและลูกค้าของธนาคารสามารถเชื่อมต่อเข้ากับธนาคารได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการเปิด Open API เพื่อให้นักพัฒนาโปรแกรมที่มาจากลูกค้า, พาร์ทเนอร์ และบุคคลทั่วไป สามารถเชื่อมต่อระบบการเงินเข้ากับ SCB ผ่านเว็บไซต์  Developer.scb

API ที่เปิดให้ใช้งาน เช่น Payment (ระบบชำระเงิน), QR Payment (ระบบชำระเงินผ่าน QR Code), Loan Origination (ระบบคำนวณเงินกู้), Authentication (OAuth 2.0) (ระบบยืนยันตัวตน), Slip Verification (การยืนยันการชำระเงิรนผ่านสลิป) และ Sharing Customer Information (การแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างลูกค้าและนักพัฒนาโปรแกรม) รวมถึงมีพื้นที่สำหรับทดลองใช้งานอย่าง Sandbox ที่แยกออกจากระบบหลัก

รวมถึงในแง่ของความเสถียรจะมีการจำกัดการเข้าถึงอยู่ที่ 100 Request ต่อวินาที มีการทดสอบ ป้องกัน และตรวจสอบความปลอดภัยอยู่ตลอด ซึ่งในช่วงแรกจะมีการคัดเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเข้ามาใช้ Open API ก่อน หลังจากนั้นจะมีการขยายขอบเขตของบริษัทที่เปิดรับต่อไป

แม้ไม่ใช่เจ้าแรกที่เปิด API แต่ธนา โพธิกำจร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มงาน Digital Platform ของ SCB ก็บอกกับเราว่า “มาช้าดีกว่าไม่มา” เพราะตอนนี้ลูกค้า SCB เดินเข้ามาถามเรื่อง API และระบบเชื่อมต่อหลังบ้านอยู่ตลอด

“เราต้องการคนมาติดต่อด้วย แต่ในอนาคตอาจมีการคิดค่าบริการคนที่ใช้การเชื่อมต่อหรือ Bandwidth มากๆ แต่โจทย์คือไม่ได้คิดเงิน อยากให้พันธมิตรและนักพัฒนา มาใช้บริการ SCB ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น” ธนา โพธิกำจร กล่าวพร้อมกับภาพพื้นหลังที่เขียนว่า #เป็นทุกอย่างเพื่อdevelopers

รวมถึงยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นคู่แข่งกับ Payment Gateway จาก Non-Bank เพราะต้องแข่งขันและทำให้ธนาคารติดต่อกับร้านค้าได้ง่ายขึ้น หรือรับเงินผ่าน SCB Easy ได้ง่ายขึ้น

ส่วน กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร หัวหน้า SCB10X ระบุว่าหลังจากเปิด Open API จึงได้มีการจัด Hackthon ด้าน Open API ครั้งแรกในชื่อ “Open Banking Hackathon by SCB” จัดขึ้นวันที่ 21-23 มิถุนายนนี้ที่ Nap Lab Chula

“API เป็นเรื่องของการศึกษาด้วย พอนักศึกษาเขามาเล่น ก็จะสร้าง Product ใหม่ๆ ออกมา ถือเป็นการพัฒนา Ecosystem ได้ด้วย” กวีวุฒิ กล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้อุตสาหกรรมอื่นๆ เปิดเผยข้อมูลออกเพื่อแบ่งปันให้แก่กันและกันมากขึ้น

ส่วนสาเหตุที่จัด Hackathon กวีวุฒิระบุว่า เนื่องจาก Hackathon ถือเป็นรูปแบบการระดมไอเดียใหม่ๆ ที่ได้ผลดีในต่างประเทศ ประกอบกับ API ด้านการกู้เงินที่พัฒนามาเพียง 8 เดือนมีความคืบหน้าไปมาก จึงอยากเปิดโอกาสในนักพัฒนาและบุคคลทั่วไป เข้ามาใช้ Open API ที่ SCB เปิดกันมากขึ้น

from:http://www.thumbsup.in.th/scb-launches-open-api-payment-gateway/

SCB เปิดตัว Open API หวังดึงคนภายนอกเชื่อมต่อกับธนาคาร รับอาจเป็นคู่แข่ง Payment Gateway

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดตัว Open API เพื่อให้นักพัฒนาโปรแกรมเชื่อเข้ากับระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น ระบุต้องการดึงลูกค้าและบุคคลทั่วไปให้เข้ามาเชื่อมระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น หวังอุตสาหกรรมอื่นออกมาแชร์ข้อมูลกันมากขึ้น ยอมรับอาจเป็นคู่แข่ง Payment Gateway ในอนาคตเพราะอยากติดต่อกับร้านค้าได้รับสะดวกสบายยิ่งขึ้น

SCB ระบุว่าทัศนคติของธนาคารต้องเปลี่ยนไป โดยทำอะไรให้ง่ายขึ้น ซึ่งตอนนี้โจทย์พื้นฐานคือ พัฒนาให้ระบบและบริการต่างๆ ของ SCB สามารถเชื่อมต่อกันได้ และให้บุคคลภายนอกและลูกค้าของธนาคารสามารถเชื่อมต่อเข้ากับธนาคารได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการเปิด Open API เพื่อให้นักพัฒนาโปรแกรมที่มาจากลูกค้า, พาร์ทเนอร์ และบุคคลทั่วไป สามารถเชื่อมต่อระบบการเงินเข้ากับ SCB ผ่านเว็บไซต์  Developer.scb

API ที่เปิดให้ใช้งาน เช่น Payment (ระบบชำระเงิน), QR Payment (ระบบชำระเงินผ่าน QR Code), Loan Origination (ระบบคำนวณเงินกู้), Authentication (OAuth 2.0) (ระบบยืนยันตัวตน), Slip Verification (การยืนยันการชำระเงิรนผ่านสลิป) และ Sharing Customer Information (การแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างลูกค้าและนักพัฒนาโปรแกรม) รวมถึงมีพื้นที่สำหรับทดลองใช้งานอย่าง Sandbox ที่แยกออกจากระบบหลัก

รวมถึงในแง่ของความเสถียรจะมีการจำกัดการเข้าถึงอยู่ที่ 100 Request ต่อวินาที มีการทดสอบ ป้องกัน และตรวจสอบความปลอดภัยอยู่ตลอด ซึ่งในช่วงแรกจะมีการคัดเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเข้ามาใช้ Open API ก่อน หลังจากนั้นจะมีการขยายขอบเขตของบริษัทที่เปิดรับต่อไป

แม้ไม่ใช่เจ้าแรกที่เปิด API แต่ธนา โพธิกำจร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มงาน Digital Platform ของ SCB ก็บอกกับเราว่า “มาช้าดีกว่าไม่มา” เพราะตอนนี้ลูกค้า SCB เดินเข้ามาถามเรื่อง API และระบบเชื่อมต่อหลังบ้านอยู่ตลอด

“เราต้องการคนมาติดต่อด้วย แต่ในอนาคตอาจมีการคิดค่าบริการคนที่ใช้การเชื่อมต่อหรือ Bandwidth มากๆ แต่โจทย์คือไม่ได้คิดเงิน อยากให้พันธมิตรและนักพัฒนา มาใช้บริการ SCB ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น” ธนา โพธิกำจร กล่าวพร้อมกับภาพพื้นหลังที่เขียนว่า #เป็นทุกอย่างเพื่อdevelopers

รวมถึงยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นคู่แข่งกับ Payment Gateway จาก Non-Bank เพราะต้องแข่งขันและทำให้ธนาคารติดต่อกับร้านค้าได้ง่ายขึ้น หรือรับเงินผ่าน SCB Easy ได้ง่ายขึ้น

ส่วน กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร หัวหน้า SCB10X ระบุว่าหลังจากเปิด Open API จึงได้มีการจัด Hackthon ด้าน Open API ครั้งแรกในชื่อ “Open Banking Hackathon by SCB” จัดขึ้นวันที่ 21-23 มิถุนายนนี้ที่ Nap Lab Chula

“API เป็นเรื่องของการศึกษาด้วย พอนักศึกษาเขามาเล่น ก็จะสร้าง Product ใหม่ๆ ออกมา ถือเป็นการพัฒนา Ecosystem ได้ด้วย” กวีวุฒิ กล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้อุตสาหกรรมอื่นๆ เปิดเผยข้อมูลออกเพื่อแบ่งปันให้แก่กันและกันมากขึ้น

ส่วนสาเหตุที่จัด Hackathon กวีวุฒิระบุว่า เนื่องจาก Hackathon ถือเป็นรูปแบบการระดมไอเดียใหม่ๆ ที่ได้ผลดีในต่างประเทศ ประกอบกับ API ด้านการกู้เงินที่พัฒนามาเพียง 8 เดือนมีความคืบหน้าไปมาก จึงอยากเปิดโอกาสในนักพัฒนาและบุคคลทั่วไป เข้ามาใช้ Open API ที่ SCB เปิดกันมากขึ้น

from:https://www.thumbsup.in.th/scb-launches-open-api-payment-gateway/

SCB เปิดตัว Open API หวังดึงคนภายนอกเชื่อมต่อกับธนาคาร รับอาจเป็นคู่แข่ง Payment Gateway

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดตัว Open API เพื่อให้นักพัฒนาโปรแกรมเชื่อเข้ากับระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น ระบุต้องการดึงลูกค้าและบุคคลทั่วไปให้เข้ามาเชื่อมระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น หวังอุตสาหกรรมอื่นออกมาแชร์ข้อมูลกันมากขึ้น ยอมรับอาจเป็นคู่แข่ง Payment Gateway ในอนาคตเพราะอยากติดต่อกับร้านค้าได้รับสะดวกสบายยิ่งขึ้น

SCB ระบุว่าทัศนคติของธนาคารต้องเปลี่ยนไป โดยทำอะไรให้ง่ายขึ้น ซึ่งตอนนี้โจทย์พื้นฐานคือ พัฒนาให้ระบบและบริการต่างๆ ของ SCB สามารถเชื่อมต่อกันได้ และให้บุคคลภายนอกและลูกค้าของธนาคารสามารถเชื่อมต่อเข้ากับธนาคารได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการเปิด Open API เพื่อให้นักพัฒนาโปรแกรมที่มาจากลูกค้า, พาร์ทเนอร์ และบุคคลทั่วไป สามารถเชื่อมต่อระบบการเงินเข้ากับ SCB ผ่านเว็บไซต์  Developer.scb

API ที่เปิดให้ใช้งาน เช่น Payment (ระบบชำระเงิน), QR Payment (ระบบชำระเงินผ่าน QR Code), Loan Origination (ระบบคำนวณเงินกู้), Authentication (OAuth 2.0) (ระบบยืนยันตัวตน), Slip Verification (การยืนยันการชำระเงิรนผ่านสลิป) และ Sharing Customer Information (การแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างลูกค้าและนักพัฒนาโปรแกรม) รวมถึงมีพื้นที่สำหรับทดลองใช้งานอย่าง Sandbox ที่แยกออกจากระบบหลัก

รวมถึงในแง่ของความเสถียรจะมีการจำกัดการเข้าถึงอยู่ที่ 100 Request ต่อวินาที มีการทดสอบ ป้องกัน และตรวจสอบความปลอดภัยอยู่ตลอด ซึ่งในช่วงแรกจะมีการคัดเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเข้ามาใช้ Open API ก่อน หลังจากนั้นจะมีการขยายขอบเขตของบริษัทที่เปิดรับต่อไป

แม้ไม่ใช่เจ้าแรกที่เปิด API แต่ธนา โพธิกำจร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มงาน Digital Platform ของ SCB ก็บอกกับเราว่า “มาช้าดีกว่าไม่มา” เพราะตอนนี้ลูกค้า SCB เดินเข้ามาถามเรื่อง API และระบบเชื่อมต่อหลังบ้านอยู่ตลอด

“เราต้องการคนมาติดต่อด้วย แต่ในอนาคตอาจมีการคิดค่าบริการคนที่ใช้การเชื่อมต่อหรือ Bandwidth มากๆ แต่โจทย์คือไม่ได้คิดเงิน อยากให้พันธมิตรและนักพัฒนา มาใช้บริการ SCB ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น” ธนา โพธิกำจร กล่าวพร้อมกับภาพพื้นหลังที่เขียนว่า #เป็นทุกอย่างเพื่อdevelopers

รวมถึงยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นคู่แข่งกับ Payment Gateway จาก Non-Bank เพราะต้องแข่งขันและทำให้ธนาคารติดต่อกับร้านค้าได้ง่ายขึ้น หรือรับเงินผ่าน SCB Easy ได้ง่ายขึ้น

ส่วน กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร หัวหน้า SCB10X ระบุว่าหลังจากเปิด Open API จึงได้มีการจัด Hackthon ด้าน Open API ครั้งแรกในชื่อ “Open Banking Hackathon by SCB” จัดขึ้นวันที่ 21-23 มิถุนายนนี้ที่ Nap Lab Chula

“API เป็นเรื่องของการศึกษาด้วย พอนักศึกษาเขามาเล่น ก็จะสร้าง Product ใหม่ๆ ออกมา ถือเป็นการพัฒนา Ecosystem ได้ด้วย” กวีวุฒิ กล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้อุตสาหกรรมอื่นๆ เปิดเผยข้อมูลออกเพื่อแบ่งปันให้แก่กันและกันมากขึ้น

ส่วนสาเหตุที่จัด Hackathon กวีวุฒิระบุว่า เนื่องจาก Hackathon ถือเป็นรูปแบบการระดมไอเดียใหม่ๆ ที่ได้ผลดีในต่างประเทศ ประกอบกับ API ด้านการกู้เงินที่พัฒนามาเพียง 8 เดือนมีความคืบหน้าไปมาก จึงอยากเปิดโอกาสในนักพัฒนาและบุคคลทั่วไป เข้ามาใช้ Open API ที่ SCB เปิดกันมากขึ้น

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/05/scb-launches-open-api-payment-gateway/

อ่านวิสัยทัศน์หัวเรือใหญ่ Marlboro ที่นำยาสูบเข้าสู่สังเวียน blockchain


แม้แต่ยักษ์ใหญ่วงการยาสูบอย่าง Philip Morris ยังหมุนหัวเรือไปที่ธุรกิจ blockchain ความเคลื่อนไหวนี้ถูกเปิดเผยโดย Nitin Manoharan ผู้บริหารคนเก่งที่ยืนยันว่าบริษัทแม่อย่าง Philip Morris International กำลังจะพัฒนา “public blockchain” ที่คาดว่าจะทำให้บริษัทสามารถประหยัดค่าภาษีซ้ำซ้อนได้มากกว่า 20 ล้านเหรียญต่อปี

ความเคลื่อนไหวของ Philip Morris International เจ้าของแบรนด์อย่าง Marlboro และอีกหลายแบรนด์ในดวงใจสิงห์อมควันนั้นตอกย้ำว่า วันนี้หลายธุรกิจออกเรือสู่มหาสมุทร blockchain แทบทุกอุตสาหกรรม ทั้งภาคการผลิตที่นำ blockchain มาใช้ยืนยันความแท้ของวัตถุดิบในสายพานการผลิต หรือภาคงานบริการที่นำ blockchain มาช่วยเรื่องการจัดการสัญญา ล่าสุดคือ Philip Morris International ซึ่งเป็นบริษัทยาสูบที่มองไปที่ blockchain เช่นกัน

Nitin Manoharan หัวหน้าฝ่ายสถาปัตยกรรมและนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลกของ Philip Morris กล่าวในงานอีเวนต์ที่ลอนดอน London Blockchain Expo ว่าบริษัทต้องการพัฒนา “บล็อกสาธารณะ” หรือ public blockchains ที่หลายคนยังกังขาว่าคืออะไร

แสตมป์ภาษีอัจฉริยะ

ไม่ว่า public blockchains จะหมายความว่าอย่างไร แต่วิสัยทัศน์ของ Nitin Manoharan ในมุมผู้บริหารบริษัทยาสูบมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐนั้นถือว่าน่าสนใจมาก เพราะ Nitin เป็นผู้นำในการจุดประกายให้ Philip Morris หันมาใช้ blockchain เพื่อติดตามแสตมป์ภาษีหรือ tax stamps ที่พิมพ์บนกล่องบุหรี่

tax stamps เหล่านี้คือสติกเกอร์พิมพ์บนกระดาษที่บ่งบอกว่าบุหรี่ซองนั้นได้ชำระภาษีแล้ว Philip Morris จึงคิดจะยกเลิกระบบตราประทับยุคเก่าแบบอะนาล็อกที่ช้า และจะแทนที่ด้วยการทำธุรกรรมแบบดิจิทัลบน blockchain ที่ระบุว่าเป็น “digital public ledger” แบบสาธารณะที่เปิดให้เฉพาะผู้ได้รับอนุญาตสามารถเข้าถึงได้

ด้วยวิธีนี้ Philip Morris จะสามารถประหยัดได้มากถึง 20 ล้านเหรียญต่อปี ซึ่งจะช่วยให้ยักษ์ใหญ่วงการยาสูบสามารถยืดอายุได้ในยุคนี้ที่คนหันไปสูบ “บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์” มากขึ้น

การปรับตัวของ Philip Morris เกิดขึ้นหลังจากที่ Altria บริษัทยาสูบที่แยกตัวออกจาก Philip Morris ในปี 2008 ได้ซื้อหุ้น 35% ในบริษัท Juul ผู้ผลิตบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หรือ e-cigarette เมื่อปีที่แล้ว

จนล่าสุด Philip Morris เริ่มหันมาเสนอประกันชีวิตให้กับผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ ทั้งหมดนี้ถูกมองว่าเป็นการปรับตัวเพราะชาวโลกบริโภคยาสูบลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทยาสูบจำเป็นต้องค้นหารายได้ใหม่ หรือลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อให้สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้

จุดยืนที่ Nitin บอกใบ้คือ blockchain นั้นจะนำไปสู่การพัฒนาอื่นอีกหลายด้าน โดย Manoharan กล่าวว่า tax stamps นั้นเป็น 1 ใน 6 ประเด็นเทคโนโลยีซึ่งบริษัทสามารถใช้ประโยชน์ได้จากเทคโนโลยีใหม่ที่เป็น buzzword ระดับโลก พร้อมกับย้ำว่าโครงการนำร่องอีกหลายส่วนจะเริ่มดำเนินการภายในปีหน้า

ศิษย์เก่า Oxford

ในขณะที่โลกรอดูว่าการปรากฏตัวของ Philip Morris ในวงการ blockchain จะทำให้เกิดอิมแพคอย่างไร หลายคนหยิบคำพูดของศิษย์เก่า Oxford อย่าง Nitin Manoharan มาวิเคราะห์ เพราะแนวคิดของเขาสะท้อนวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างเรื่องการควบคุม blockchain

ผู้บริหารรายนี้มองว่าคุณค่าที่แท้จริงของ blockchain ก็คือการปิดกั้นที่ยังเปิดกว้างให้สามารถมีผู้เล่นหลายคนเข้ามาและมีส่วนร่วมได้เสรี โดยย้ำว่ากระแสความทะเยอทะยานของธุรกิจเพื่อพัฒนา blockchain ทั่วทุกอุตสาหกรรมนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะทุกคนที่มีส่วนได้เสียที่สนใจ สามารถเข้ามาสมัครและได้รับประโยชน์จาก blockchain ได้ ซึ่งหากใครไม่เห็นคุณค่า ก็สามารถเดินจากไปได้แบบไม่มีใครว่า

น่าเสียดายที่ข้อมูลของ Nitin Manoharan มีน้อยมาก ผู้บริหารหนุ่มรายนี้ปัจจุบันพำนักที่ Lausanne, Vaud ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จบการศึกษาปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัย University of Chicago Booth School of Business

หลังจากศึกษาด้านการจัดการและเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย University of Oxford ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Nitin ได้รับวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วศ.บ. ) ที่มหาวิทยาลัย Bharathiar University ในอินเดีย

นอกจาก London Blockchain Expo ยังเดินสายเป็นวิทยากรในงานประชุมด้าน blockchain อีกหลายงาน หนึ่งในนั้นคือ Blockchain Summit Frankfurt ซึ่งคาดว่าจะมีอีกหลายงานตามมาในอนาคต.

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/05/nitin-manoharan-philip-morris-blockchain/

4 นวัตกรรมเพื่องานเอกสารที่ธุรกิจไทยควรใช้ในปี 2019: RPA, E-Tax Invoice, Paperless, และ Information Rights Management

ในปี 2019 นี้กระแสการทำ Digital Transformation เองก็ได้เข้าสู่ขั้นตอนที่เหล่าธุรกิจองค์กรเริ่มต้นทำกันอย่างจริงจังมากขึ้นด้วยการประยุกต์นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสร้างสรรค์นวัตกรรมเข้าไปเสริมในกระบวนการทำธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์และบริการของตนเองกันแล้ว Fuji Xerox เองในฐานะของผู้นำโซลูชันด้านการจัดการเอกสารในองค์กร ก็ได้ออกมาเล่าถึง 4 นวัตกรรมที่น่าจับตามองในการจัดการเอกสารประจำปี 2019 ในการพูดคุยกับทีมงาน TechTalkThai เราจึงขอนำเนื้อหามาสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

Fuji Xerox: การขาย Printer และ Scanner กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจ การขายความเชี่ยวชาญและความเป็นมืออาชีพในการจัดการเอกสารคือทิศทางของปี 2019

ในงานเปิดตัว Multifunction Printer รุ่นเรือธง 14 รุ่นของ Fuji Xerox เมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมานี้ไม่ได้มีเพียงแค่การเล่าถึงความสามารถของอุปกรณ์ในรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ทาง Fuji Xerox เองก็ยังได้เล่าถึงวิสัยทัศน์ในปี 2019 ที่ต้องการก้าวขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการปรับปรุงกระบวนการด้านการจัดการเอกสารในองค์กรแบบครบวงจร และช่วยนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กรให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

เหตุนี้เองที่ทำให้ทีมงานของ Fuji Xerox ต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ด้วยการเสริมความรู้ภายในองค์กร เตรียมความพร้อมของทีมงานให้สามารถให้คำปรึกษาด้านการนำเทคโนโลยีเข้าไปปรับปรุงการจัดการเอกสารภายในธุรกิจองค์กรได้ พลิกโฉมจากการเป็นผู้พัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยีด้าน Multifunction Printer สู่การเป็นผู้นำด้าน document management solution หรือที่ปรึกษาด้านการทำ Digital Transformation โดยมีจุดแข็งคือการออกแบบและประยุกต์ใช้โซลูชั่นที่มีความยืดหยุ่นเฉพาะสำหรับจัดการงานเอกสารในธุรกิจทุกระดับ โดยแนวคิดดังกล่าวนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแต่ธุรกิจที่ใช้งานเทคโนโลยีของ Fuji Xerox อยู่แต่เดิมเท่านั้น แต่ Fuji Xerox พร้อมที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าไปผสานหรือ Integrate เข้ากับเทคโนโลยีที่ทางธุรกิจนั้น ๆ ใช้อยู่โดยไม่สนใจว่าเป็นเทคโนโลยีของแบรนด์ใด ทำให้สามารถมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกระบวนการในการจัดการเอกสารธุรกิจได้อย่างเต็มที่ และนำนวัตกรรมเข้ามาใช้เสริมธุรกิจได้อย่างเต็มกำลัง

4 นวัตกรรมพลิกโฉมการจัดการเอกสารในปี 2019

โดยทั่วไปเรามักนึกถึง Fuji Xerox แต่เฉพาะในภาพของผู้ที่ขายอุปกรณ์ Multifunction Printer เท่านั้น แต่ในครั้งนี้ทีมงานของ Fuji Xerox กลับชวนคุยถึงเทคโนโลยีด้านการจัดการเอกสารทางธุรกิจที่เหล่าธุรกิจไทยควรจับตามอง บางเทคโนโลยีนั้นก็เป็นชื่อที่เราได้ยินกันมานานแล้วและเคยเป็นของที่มีราคาแพงจนจับต้องได้ยาก แต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ก็ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้จับต้องได้ง่ายขึ้น โดย 4 เทคโนโลยีหลักที่ทีมงาน Fuji Xerox ได้พูดถึงมีดังนี้

1. Robotic Process Automation (RPA)

Credit: Fuji Xerox

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ร้อนแรงที่สุดของปี 2019 นี้ก็คงจะหนีไม่พ้น Robotic Process Automation หรือ RPA นั่นเอง โดยระบบ RPA นี้ก็คือระบบที่จะเปิดให้เหล่าธุรกิจต่าง ๆ สามารถสร้าง Bot ขึ้นมาทำงานต่าง ๆ ได้โดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้พนักงานนั้นไม่ต้องทำงานซ้ำ ๆ ที่เน้นการใช้แรงงานและน่าเบื่ออย่างเช่นการ Copy/Paste ข้อมูลเพื่อจัด Format ใหม่ และยังช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการทำงานเหล่านี้ได้ ทำให้ในภาพรวมนั้นธุรกิจจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น, พนักงานทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้น และพนักงานมีเวลาเหลือไปทำงานเชิงรุกที่เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจองค์กรมากขึ้นนั่นเอง

สำหรับรูปแบบการนำไปใช้งานที่เกิดขึ้นบ่อยมากในปัจจุบันนี้ ก็คือการนำ RPA มาช่วยแปลงข้อมูลต่าง ๆ เพื่อป้อนเข้าระบบ Enterprise Resource Management หรือ ERP อย่างเช่น SAP ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยข้อมูลเหล่านั้นอาจเป็นข้อมูลจาก Excel, ข้อมูลจาก Application อื่น ๆ หรือข้อมูลจากเอกสารกระดาษที่ถูกแปลงผ่านการ Scan และทำ OCR มาแล้วก็เป็นได้

แนวโน้มการใช้งาน RPA นี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยี RPA นั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้กับทุกแผนกและเอกสารทุกรูปแบบ ทำให้เมื่อองค์กรหนึ่งๆ มีองค์ความรู้ด้านการใช้งาน RPA แล้ว การแปลงงานอื่น ๆ ให้กลายเป็นอัตโนมัติเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องก็จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถัดไป ทำให้ในหลาย ๆ องค์กรนั้นมีการสร้าง Bot ขึ้นมาทำงานใหม่ ๆ แทบทุกวัน ปลดล็อคพนักงานจากการทำงานที่ซ้ำซากไปสู่การทำงานที่ท้าทายและสร้างคุณค่าแทนได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการทำ Digital Transformation รูปแบบหนึ่งที่น่าจับตามอง

2. E-Tax Invoice

ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ธุรกิจไทยต้องให้ความใส่ใจ ก็คือการทำ E-Tax Invoice ให้รองรับต่อข้อกำหนดที่กฎหมายในไทยระบุเอาไว้นั่นเอง ซึ่งการปรับปรุงกระบวนการการจัดการเอกสารภายในธุรกิจต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์ E-Tax Invoice ได้นี้ก็คือหนึ่งในงานที่ทีมงาน Fuji Xerox ได้เข้าไปมีบทบาทให้หลากหลายธุรกิจแล้ว ทั้งในเชิงของการแปลงเอกสารกระดาษไปสู่ในรูปแบบของ Digital และการจัดเก็บข้อมูล Digital เหล่านี้ให้ตรงต่อข้อกำหนดของกฎหมาย ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ Fuji Xerox พร้อมให้คำปรึกษามาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว และในปี 2019 นี้ก็ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีกจากการตื่นตัวของภาคธุรกิจ

3. Information Rights Management (IRM)

อีกหนึ่งโจทย์ที่น่าสนใจมากสำหรับหลายธุรกิจก็คือการควบคุมเอกสารในรูปแบบ Digital ไม่ให้ถูกส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงเอกสาร หรือถึงแม้เอกสารเหล่านั้นจะถูกส่งต่อออกไป ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ก็จะไม่สามารถเปิดอ่านเนื้อความในเอกสารได้

โซลูชันนี้ตอบโจทย์ต่อธุรกิจที่ต้องการรักษาความลับทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นเอกสารระหว่างลูกค้าหรือคู่ค้า หรือแม้แต่ข้อมูลด้าน Intellectual Property (IP) ก็ตามที อีกทั้งยังสามารถช่วยติดตามได้ว่าเอกสารเหล่านี้ถูกส่งต่อและเปิดอ่านโดยใครบ้าง ทำให้ในกรณีที่ข้อมูลเกิดรั่วไหลจริง ๆ ก็สามารถสืบเสาะหาต้นตอของผู้ที่ทำให้ข้อมูลความลับเหล่านี้รั่วไหลออกไปยังภายนอกองค์กรได้ ซึ่งประเด็นด้านข้อมูลรั่วไหลเองนี้ก็กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ธุรกิจทั่วโลกกำลังต้องเผชิญ ทั้งจากการที่พนักงานภายในนำข้อมูลออกไป หรือผู้ประสงค์ร้ายภายนอกทำการโจมตีเจาะระบบเข้ามาก็ตามที

4. Document Management & Paperless

สุดท้ายนี้คือเทคโนโลยีพื้นฐานที่ทุก ๆ ธุรกิจนั้นต้องมีเพื่อเตรียมปรับตัวเข้าสู่ยุค Digital แต่หลายธุรกิจในไทยเองก็ยังไม่พร้อม นั่นก็คือการทำ Document Management และก้าวสู่การจัดการเอกสารแบบ Paperless ภายในธุรกิจ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการเข้าถึงและใช้งานเอกสาร, การตอบโจทย์ด้านการทำ Compliance และ Audit ได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย ไปจนถึงความคุ้มค่าในระยะยาวด้วยการลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บเอกสารแบบกระดาษลงไป

Fuji Xerox มีโซลูชันด้านการทำ Document Management สำหรับทั้งธุรกิจขนาดเล็ก, ขนาดกลาง และองค์กรขนาดใหญ่แยกขาดจากกัน โดยแต่ละโซลูชันนั้นก็มีราคาและความสามารถที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้ธุรกิจต่าง ๆ นั้นมีทางเลือกในการใช้งานโซลูชันด้านการจัดการเอกสารที่เหมาะสมต่อความต้องการและงบประมาณของตนเอง

Fuji Xerox พร้อมให้คำปรึกษาทุกโซลูชันด้านการจัดการเอกสารธุรกิจ สำหรับธุรกิจทุกขนาดไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่

ทั้ง 4 โซลูชันข้างต้นนี้ Fuji Xerox พร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาที่จะช่วยปรับปรุงทั้งในแง่ของกระบวนการและการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้าไปเสริมขีดความสามารถของธุรกิจไทย และด้วยประสบการณ์อันยาวนานของ Fuji Xerox ในตลาดเมืองไทยนั้น ก็ทำให้ทีมงานของ Fuji Xerox เข้าใจธุรกิจไทยเป็นอย่างดี ทาง Fuji Xerox จึงได้คัดสรรโซลูชันต่าง ๆ ที่ดีที่สุดจากทั่วโลกมาให้บริการในเมืองไทย และพร้อมที่จะให้คำปรึกษาอย่างเต็มที่แม้ธุรกิจนั้น ๆ จะไม่เคยใช้งานเทคโนโลยีใด ๆ ของ Fuji Xerox มาก่อนเลยก็ตาม

ติดต่อ Fuji Xerox ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันต่าง ๆ ของ Fuji Xerox สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Fuji Xerox ได้ทันทีที่ https://www.fujixerox.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/4-business-document-innovation-by-fuji-xerox/