คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

เมื่อการตลาดไม่มีสูตรตายตัว แล้วสิ่งใดควรหรือไม่ควรทำบ้าง

หากนักการตลาดท่านไหนได้ทำการตลาดให้แก่หลายแบรนด์ จะพบว่า เคล็ดลับการทำการตลาดไม่มีสูตรตายตัวใช่ไหมคะ บางกลยุทธ์ทำกับแบรนด์นี้แล้วดี แต่พอนำเทคนิคเดียวกันไปใช้กับอีกแบรนด์กลับไม่เวิร์คอย่างที่หวัง นั่นเป็นเพราะทุกแบรนด์ต่างก็มีปัญหาที่แตกต่างกันออกไป หรือต่อให้เหมือนกัน ความสามารถในการแก้เกมของนักการตลาดก็จะแตกต่างกันอยู่ดี

วันนี้ thumbsup จึงอยากบอกวิธีการรับมือปัญหาการตลาดที่ควรทำและไม่ควรทำ และนำไปปรับใช้งานได้ไม่ว่าจะวางกลยุทธ์ให้แก่แบรนด์ใดก็ตาม

สิ่งที่ควรทำ

ขอพูดเพียงส่วนหลักๆ ที่ควรทำและช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จได้ดีขึ้นนะคะ ว่ามีเรื่องใดที่นักการตลาดควรจะเริ่มต้นนำไปใช้งานกันบ้าง

  • Customer Journey

ถือว่าเป็นทฤษฎีการเข้าใจลูกค้า ตั้งแต่ลูกค้าไม่รู้จักแบรนด์เราจนซื้อสินค้า โดยกระบวนการหลักๆ คือ Awareness >> Interest >> Consideration >> Intent >>  Evaluation >> Purchase

แต่ถ้าในปัจจุบันก็ต้องคิดต่อว่าทำยังไงให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำอีก อาจกระตุ้นด้วยโปรโมชั่น คือสร้างช่องทางสื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น Line@ หรือสะสมคะแนน ก็เป็นอีกช่องทางที่หลายแบรนด์เลือกทำค่ะ

  • Insight 

ปัจจุบันอินไซต์คือสิ่งที่ไม่แน่นอน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปตลอดเวลา สิ่งที่สามารถช่วยได้คือการสรุปรีพอร์ตทุกครั้งที่ทำแคมเปญและยอดขาย เพราะจะช่วยให้เราได้เห็นพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น รวมทั้งยังเห็นพฤติกรรมของลูกค้าได้ชัดเจนขึ้น จากการตัดสินใจซื้อสินค้าของเราในแต่ละครั้ง ซึ่งการร่วมสนุกในกิจกรรมต่างๆ ลูกค้าไม่ได้สนใจว่าเป็นแบรนด์ไหน 

แต่เรียกว่าเป็นสิ่งที่ช่วยดึงดูดให้ลูกค้าหันมาสนใจมองเรา คือ ต้องวิเคราะห์อยู่เรื่อยๆ เพราะการตลาดต้องปรับตามพฤติกรรมผู้บริโภคตลอดเวลา

  • Data

Data หรือ ข้อมูล เรียกว่าเป็นคลังข้อมูลที่มีค่ามากๆ เพราะข้อมูลถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดกลยุทธ์ ยิ่งแบรนด์มีข้อมูลเชิงลึกมากเท่าไหร่ ยิ่งช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังช่วยให้วิเคราะห์แคมเปญได้ดีขึ้น รวมทั้งช่วยให้แต่ละกลยุทธ์ที่คิดออกมาประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น เพราะแบรนด์สามารถคิดกลยุทธ์ได้ตอบโจทย์ลูกค้า ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ทำให้ตอนนี้ข้อมูลลูกค้าคือสิ่งที่นักการตลาดต้องมีให้ได้มากที่สุด

 

สิ่งที่ไม่ควรทำ

เมื่อมีรายการสิ่งที่ควรทำแล้ว แน่นอนว่าต้องมีสิ่งที่ไม่ควรทำบ้าง ด้วยพาร์ทนี้จะพูดถึงสาเหตุความผิดพลาดใหญ่ๆ ที่นักการตลาดมักเจอและแก้ไขปัญหาได้ไม่ถูกจุด จนอาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาทีหลังได้ด้วยนะคะ

  • อัดงบเกินความจำเป็น

ถึงแม้งบการตลาดในปีนี้จะลดลง แต่นักการตลาดก็เลือกที่จะทุ่มเงินไปใช้กับความจำเป็นอื่นๆ อย่างเช่น เครื่องมือต่างๆ ที่คนเค้าบอกว่าดี หรืออินเทรนด์ติดกระแส หรือเป็นเครื่องมือที่ใช้แล้วจะช่วยสร้างยอดขายได้แบบถล่มทลายแน่นอน เช่น การลงงบไปกับ Influencer หรือ Youtuber คนดัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ผิดนะคะ

แต่สิ่งที่นักการตลาดลืมคิด นั่นคือยอดรีเทิร์นกลับมาคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่ บางแบรนด์อัดเงินไปกับมีเดียหลักที่มีทราฟฟิคเยอะ แต่วัดผลกลับได้ประโยชน์น้อยกว่าเงินที่ต้องสูญไปหลายล้านเสียอีก

ดังนั้น วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือ ดูพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าก่อนว่าพวกเขาตัดสินใจซื้อสินค้าจากอะไร แล้วค่อยเลือกลงมีเดียที่จุดนั้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั่นคือ ข้อมูลที่ได้มาต้องมากพอที่จะตอบโจทย์ได้ว่าลูกค้าซื้อสินค้าจากมีเดียนั้นจริงๆ 

  • สนใจแต่ Awareness 

แน่นอนว่าการที่นักการตลาดคำนึงถึงแต่ยอด Awareness นั้นย่อมไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่ผิดคือการไม่นำ Awareness ไปทำอะไรต่อมากกว่า นั่นถึงจะเรียกว่าเป็นการทำให้แบรนด์สูญเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าวิธีการเบื้องต้นก็คือการโปรโมทสินค้าพร้อมกับกิจกรรมแจกสินค้าของรางวัล

หรือการนำ Influencer ที่จะให้โปรโมท มาร่วมโปรโมทกิจกรรมหลักของแบรนด์เราอีกครั้งหนึ่ง เช่น แคมเปญใหญ่ของเราคือ ครีมบำรุงผิวที่ช่วยลดเรือนริ้วรอย จึงสร้างโปรแกรมสแกนผิวเพื่อดูริ้วรอยตื้นลึก จากนั้นก็ให้เหล่า Influencer ร่วมทดลองใช้โปรแกรมนี้ เพื่อให้มีการเชื่อมโยงมาที่ข้อมูลสินค้า ย่อมจะช่วยโปรโมทแบรนด์ได้ดีกว่าการโปรโมทแบบโจ่งแจ้งหรือขายสินค้ามากจนเกินไป

  • อยู่ในแพลตฟอร์มเดียว

การที่แบรนด์หลงทำตลาดอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวนั้น คือการสร้างจุดสนใจให้รับรู้เพียงแค่ช่องทางเดียว ในขณะที่ผู้บริโภคมีช่องทางการเสพข้อมูลที่หลากหลายช่องทาง ดังนั้น เราจึงควรมองให้กว้างและสร้างโอกาสให้เข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายช่องทาง เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้ตลอดเวลา รวมทั้งเปิดไปที่ไหนลูกค้าก็จะสามารถเจอเราได้ง่าย สร้างการจดจำและนึกถึงได้ดีกว่า

แน่นอนว่าสิ่งแรกที่แบรนด์ควรมีนั่นคือ “เว็บไซต์” เพราะเปรียบเสมือนบ้านของเรา จะดูแลตกแต่งยังไงก็ได้ ไม่เหมือนกับการเอาแบรนด์ของเราไปฝากความหวังไว้บนแพลตฟอร์มของคนอื่น ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนเงื่อนไขหรืออัลกอริธึ่มต่างๆ จนเราอาจเสียลูกค้าไปได้ง่ายๆ และอาจเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ยากขึ้น หากเราไม่จ่ายเงินเพิ่มหรือทำตามเงื่อนไขที่เขากำหนด

ทั้งหมดนี้ เรียกว่าเป็นแนวทางที่ควรทำและไม่ควรทำนะคะ ส่วนรายละเอียดในแต่ละชิ้นงาน ขึ้นอยู่ว่าแบรนด์ของเราเป็นสินค้าชนิดไหน กลุ่มลูกค้าคือใคร ที่สำคัญคือต้องส่งมอบสิ่งที่มีคุณค่าและซื่อสัตย์กับลูกค้าเสมอ เพราะความจริงใจของแบรนด์ ลูกค้าจะสัมผัสได้ และทำให้เขารักในแบรนด์ของเราได้ง่ายขึ้นค่ะ 

from:https://www.thumbsup.in.th/strategy-marketing

ช่วงเวลาสำคัญมากแค่ไหน สำหรับการโปรโมทแคมเปญ

ในการทำการตลาดมักจะมี Year Plan เสมอ เพื่อบอกว่าเป้าหมายใหญ่ในปีหน้าที่ตั้งใจจะทำนั้น วางแผนว่าจะมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอะไรบ้าง เพื่อให้ยอดขายทะลุเป้า แล้วแตกรายละเอียดย่อยเพื่อส่งต่อให้แต่ละทีมหรือเอเจนซี่รับไม้ต่อไปจัดการให้บรรลุตามเป้าหมาย

วันนี้เราเลยจะมาพูดถึงจังหวะเวลาในการทำตลาดนั้นสำคัญอย่างไร ทั้งในส่วนของจังหวะในการแคมเปญและช่วงเวลาที่ลงโพสต์ค่ะ

เวลาที่ดีคือ Traffic ที่ดี

เวลาที่ดีในการทำแคมเปญหรือโปรโมท หมายถึง ช่วงที่กลุ่มเป้าหมายเห็นเรามากที่สุด เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย รู้จักสินค้าของเราเพื่อกระตุ้นโอกาสซื้อสินค้าของเราในอนาคต โดยขอจำแนกออกเป็น 2 ส่วนนะคะ นั่นคือ

  • แคมเปญออนไลน์

ส่วนใหญ่จะจัดช่วงไตรมาสที่ 2 เพราะห่างไกลจากต้นปี ที่คนเริ่มเงินหมดและมีหลายบริษัทโบนัสออกในช่วงนี้ และช่วงไตรมาสที่ 4 หรือช่วงสิ้นปี ที่คนเริ่มใช้จ่ายกันอย่างจริงจังเพราะสินค้าเริ่มลดราคาแถมโบนัสก็ออกในช่วงนี้อีก ทำให้เกิดแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงเวลานี้มากมายอย่าง 11.11 12.12 เป็นต้น  เพื่อเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมนักช้อปออนไลน์ให้ช้อปถี่ขึ้นทุกเดือน หากแบรนด์จะปล่อยแคมเปญเพื่อเกาะกระแสเวลาเลขดับเบิ้ลก็สามารถทำได้เช่นกัน

  • แคมเปญออฟไลน์

เรียกอีกอย่างคืออีเว้นท์โปรโมทสินค้า จริงๆ ทำได้ตลอดทั้งปีเลย แต่เว้นแค่ช่วงฤดูฝนเท่านั้น ที่คนจะไม่ค่อยออกไปไหนเท่าไหร่ ทำให้คนน้อยกว่าปกติ Traffic ที่ได้จะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไปกับการจัดอีเว้นท์ บางคนเห็นตั้งบู้ทขนาดนิดเดียว เเต่จริงๆ แคมเปญที่เปิดบู้ทใช้มูลค่าหลายแสนบาทเลยนะคะ ทำให้ส่วนใหญ่จะจัดช่วงกลางปีกับสิ้นปี หรือช่วงที่มีคนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันเยอะ เพื่อให้คนเห็นแบรนด์ของเรามากขึ้น

 

เวลาของแต่ละแบรนด์ต่างกัน

ในที่นี้จะพูดถึงการโพสต์โปรโมทสินค้าหรือบริการของเรานะคะ โดยปกติเรามักเห็นสถิติออกมามากมายว่า ควรจะโพสต์ตามช่วงเวลาที่ทราฟฟิคดีถึงจะได้ยอดกลับมาที่ดี แต่จริงๆ แล้วเวลาการโพสต์ที่เหมาะสมนั้น ไม่ได้มีหลักการที่ตายตัว เพราะทุกแบรนด์จะมีพฤติกรรมของลูกค้าต่างกัน ทำให้การเช็คเวลาจากระบบหลังบ้านหรือ Insight ของเพจหรือเว็บไซต์และนำมาปรับวางแผนให้เหมาะสม น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด อีกอย่างหนึ่งคือ แต่ละแพลตฟอร์มจะมีทราฟฟิคในการเข้าใช้งานไม่เท่ากัน แต่หลายแบรนด์กลับเลือกตั้งเวลาโพสต์เหมือนกันหมด นั่นอาจจะทำให้เราพลาดโอกาสดีๆ ไปก็ได้นะคะ เช่น เว็บไซต์คนจะอ่านเช้าและดึก เพจจะเป็นบ่ายและค่ำ ทวิตเตอร์จะเป็นค่ำถึงดึก เป็นต้น

 

โปรโมทผิดเวลา = เสียเงินฟรี

คนภายนอกมักจะรู้ว่าค่ามีเดียแพง แต่ไม่รู้ว่าควรอยู่ในระดับไหน ถึงจะเรียกว่าเหมาะสม ดังนั้น เราจะขอยกตัวอย่างให้นักการตลาดไปคิดต่อกันนะคะ เช่น ตั้งงบบูสต์โพสต์ทุกโซเชียลรวมกัน วันละ 2 แสนบาท แม้ว่าจะมีคนเห็นโพสต์ของเราเยอะ แต่ส่วนใหญ่สื่อโซเชียลมีเดียจะมีข้อมูลที่ค่อนข้างกว้าง เช่น รู้แค่ภาพรวมของอายุ เพศและพื้นที่การใช้งานจากการแชร์โพสต์หรือแท็ก แต่จะไม่สามารถเจาะข้อมูลเชิงลึกว่า ทำงานอะไร มีระดับค่าใช้จ่ายต่อครั้ง หรือสินค้าที่เขาสั่งซื้อประจำมากแค่ไหนไม่ได้ 

ดังนั้น หากแบรนด์วางช่วงเวลาโปรโมทไม่ดี ตั้งจังหวะเวลาผิดไปแค่ชั่วโมงเดียว ก็สามารถเสียเงินฟรีได้ในหลักแสนหลักล้านบาทได้เลย  อีกอย่างมีเดียที่ไม่ได้อยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์เช่น Facebook Twitter หรือ Youtube นั้น มักวัดผลได้ยากหรือเป็นแค่ตัวเลขคร่าวๆ ในการโปรโมทให้ถูกช่วงเวลาจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องไม่คุ้มค่ากับเงินไปได้เยอะ 

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ดี ถือว่าเป็นทำเลทองที่ดี ดังนั้นการโปรโมทต่างๆ จึงต้องกำหนดช่วงเวลาไว้ให้ถูกต้อง ซึ่งดูได้จากหลังบ้านแต่ละแพลตฟอร์มได้เลย เช่น Facebook Page โดยเข้าไปที่ Creator Studio > Insight  > สรุปภาพรวมเพจ เพื่อเข้าไปดูรายละเอียดในแต่ละช่วงเวลาว่า พฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าแต่ละรายมีความแตกต่างกันอย่างไร มากน้อยแค่ไหน เพื่อช่วยนักการตลาด วางแผนทำคอนเทนต์หรือโปรโมตโพสต์ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาได้ 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/time-promote-campaign

สรุปภาพรวมวงการเอเจนซี่ 2019 เมื่อวงการเอเจนซี่โดน Disrupt และทางรอดคือ Data

เมื่อการทำงานในวงการเอเจนซี่ไม่ได้อยู่รอดได้ด้วยการทำงานแบบเดิมๆ แต่ต้องปรับตัวรับยุคดิจิทัลที่เข้ามา disrupt การทำงานที่เพิ่มมากขึ้น ยิ่ง facebook กำลังจะมีเครื่องมือให้กับแบรนด์ซื้อโฆษณาได้เอง ยิ่งกลายเป็นปัญหาหลักของคนทำงานที่ยังไม่พร้อมปรับตัว วันนี้ thumbsup ได้สัมภาษณ์คุณสโรจ เลาหศิริ Chief Marketing Officer ของ Rabbit Digital Group ที่มาร่วมแชร์ข้อมูลและเทรนด์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของวงการเอเจนซี่ของปี 2019 เพื่อให้คนในวงการเอเจนซี่สามารถเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2020 ได้อย่างแข็งแรงกว่าเดิม

ในปีที่ผ่านมาโครงการเอเจนซีเป็นอย่างไรบ้าง ?

คุณสโรจ : ในรอบปีที่ผ่านมาในโครงการของเอเจนซี่โดยเฉพาะเอเจนซีโฆษณา แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่เราเห็นชัดๆ เลยก็คือ มันแทบจะไม่มีขอบเขตว่านี่ คือ Online Agency หรือ Office Agency อีกต่อไปแล้ว ทุกอย่างรวมกันกลายเป็น Creative Agency ส่วนของ Creative Agency แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือ Specialist Agency จะเก่งในเรื่องเฉพาะด้านไม่ว่าจะเป็น PR เก่งในเรื่องเอเจนซี่ที่เป็นตัว Data หรือว่าจะเป็นในเรื่องของ Experience  หรือเป็น Event ก็จะกลายเป็น Specialist เป็นของตัวเองไป

ในรอบปีที่ผ่านมาเราก็คงจะได้ยินข่าวของวงการเอเจนซีตั้งแต่เมืองนอกไปจนถึงประเทศไทยบ้าง คือมีการรวบรวมกิจการกันเกิดขึ้นเยอะมาก หรือมันมีแบ่งการควบรวมออกเป็นสองแบบ แบบเเรก Agency Creative ถูกบริษัทเทคโนโลยี บริษัท Data อย่าง Accenture Take Over หรือเราคงได้ยินดี Deroy Price โพเตอร์เฮาส์หรือพวกบริษัท Consult ต่าง ไล่เทค Creative Agency ไปเป็นจำนวนมาก เป็นการควบรวมเเบบที่หนึ่ง คือ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่มาซื้อกิจการเกี่ยวกับบริษัทครีเอทีฟเข้าไป กับควบรวมแบบที่สองคือการรวบรวมบริษัทภายในเครือของ Global Network Agency อยู่แล้ว เห็นชัด อย่างเช่น VML ควบรวมกับ Y&R เป็น VMLYR หรือ Wunderrman Thompson ที่เกิดจากการควบรวมของ Wunderman กับ JWT ก็คือ J.Walter Thompson ควบรวมกันกลายเป็นทูอินวัน จะเห็นได้ว่ามันเป็นการควบรวมระหว่างโลกของเทคโนโลยีที่เป็นดิจิทัลหรือไอที กับ Creativity นั่นเอง

 

ความท้าทายที่เอเจนซี่ต้องปรับตัว ?

คุณสโรจ : จริงๆ ในการปรับตัวของเอเจนซี่มันมีอยู่ตลอดระยะเวลาอยู่แล้ว เพราะสิ่งที่เอเจนซี่หรือคนที่เป็นตัวเเทนของความคิดสร้างสรรค์ในการสื่อสารเกี่ยวกับแบรนด์ไปยังลูกค้า ต้องติดตามเกี่ยวกับเรื่องของผู้บริโภคอยู่เสมอ เมื่อติดตามผู้บริโภคไม่พอต้องติดตามเกี่ยวกับวิธีการใหม่ๆ ที่จะเข้าถึงผู้บริโภคหรือการทำการตลาด การทำ Branding ซึ่ง Landscape มันถูกท้าทายคือเรื่องของการต่อสู้เอย อะไรเอย อย่างที่ผ่านมาเราโดนดิจิทัล 10 ปีที่แล้ว 7-8 ปีที่แล้วการกำเนิดของดิจิทัลเอเจนซี่เกิดมาเพราะดิจิทัล มัน Disrupt วิธีการคิดแบบเดิมๆ มาในปีนี้สิ่งที่ Disrupt ดิจิทัลเอเจนซี่หรือเอเจนซี่ทั่วไป คือเรื่องของ Data กับเทคโนโลยี ซึ่งมันเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าหลายอย่างมันสุกงอม

ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีด้าน Data ที่เริ่มถูกลงใช้งานง่ายขึ้น Knowledge ต่างๆ หรือคนที่เข้าใจเรื่อง Data มีมากขึ้น Apply ได้ง่ายขึ้น บริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มลงทุนเกี่ยวกับสินทรัพย์ทางดิจิทัลด้าน Data และนำมาใช้งานแล้ว แปลว่าตอนนี้สิ่งที่ Struggle มากที่สุดของวงการเอเจนซี่คือการทำยังไงให้ Creative People หรือว่าคนที่มีความคิดสร้างสรรค์เข้าใจและใช้งาน Data เทคโนโลยีเป็น

ซึ่งดิจิทัลเอเจนซีหลายคนก็ไม่ใช่ Data Agency หรือ Digital Agency บางคนเกิดขึ้นมาเพราะว่าใช้โซเชียลมีเดียเป็น ซื้อ Ad Digital เป็น รู้จัก Inflencer รู้จักวิธีการทำการตลาดดิจิทัล แต่มันคนละเรื่องกับ Data เพราะ Data เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Science Base เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ต้องมีคณิตศาสตร์ มีอะไรมาคำนวณ แล้วมันต้องประสานสองโลกเข้าด้วยกัน นี่เป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของโลกเอเจนซี

คุณสโรจ เลาหศิริ Chief Marketing Officer ของ Rabbit Digital Group

ความสำคัญของ Data Driven ?

คุณสโรจ : ถ้าพูดเรื่องของ Data Driven เราก็ประกาศมาว่าเป็น Data Driven แน่นอนหลายคนก็ประกาศว่าตัวเองจะเป็น Data Driven กันหมด แต่สิ่งที่ RDG มองRabbit Digital Group มอง หรือตัวผมมอง คือมองว่าตอนนี้ Data ที่ถูกใช้ในวงการมันมักจะเป็น Data ในเชิง Gimmick คือเอามาเล่นอะไรนิดหน่อยแล้วบอกว่าฉันใช้ Data แล้ว ฉันเห็น Social Listening นี้มา คือ Data แล้ว

แต่จริงๆ แล้วพื้นฐานของ Data มันมีมากกว่านั้น เราอยากที่จะให้พนักงานของเราเข้าใจโลกของ Data เข้าใจกระบวนการตั้งแต่ Collect, Transform, Analyze และ Activate อย่างลึกซึ้ง รวมไปถึงพื้นฐานทั้งหมดว่าการทำงานครบลูปของการทำงาน ตั้งแต่การเก็บ Data ถึงการใช้ Data จริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ แล้วจากนั้นถ้าสอนให้เข้าใจตามสามารถ Activate Data ได้

หลังจากนั้นเราเลยตั้ง Goal ว่าพนักงานทุกคนต้องมีโปรเจกต์ที่ใช้ Data ในการทำงานอย่างน้อยคนละ 1-2 โปรเจกต์ต่อปี ก็จะเป็นเป้าหมายที่เราเซ็ตไว้แล้วก็ปรับตัวโดยที่เราเริ่มต้นจากเอา Alchemist ซึ่งเป็น Data Activation ของเรา ซึ่งมีพี่เต่าก็เริ่มทำการสอน เริ่มทำการทำให้เราเข้าใจ เดี๋ยวในเวลาไม่นานเราก็จะมีส่วนของเวิร์กชอปที่ทำให้คนเข้าใจในเรื่อง Data มากขึ้น

 

ในต่างประเทศมีการนำระบบ Data มาใช้มากน้อยแค่ไหน?

คุณสโรจ : จริงๆ มีเยอะมาก ถ้าไปดูเคสตามต่างประเทศจะเห็นว่าเค้าไปไกลกว่าเราเยอะมากๆ เลย เพราะเทคโนโลยีเอยหรือความสามารถความรู้ของต่างประเทศค่อนข้างที่จะเเอดวานซ์ เขาอยู่กับตรงนี้มาเจ้าของ Platform ตั้งแต่ Facebook, Google ก็เป็นมหาอำนาจที่ถือครอง Data ได้เยอะมากอันอับต้นๆ มากที่สุดในโลก

ดังนั้น เคสในเรื่องของ Data Driven จึงมีมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของเคส Go back to Africa ซึ่งเป็นเคสที่การท่องเที่ยวแอฟริกาทำขึ้นมา มันก็เป็นการเรื่องของการใช้ Data ที่อยู่บนโซเชียลเน็ตเวิร์กจำนวนมาก ประสานเข้าหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Social Listening เรื่องของ photo ที่เป็นแบบ Visual เกิดจากการ Scrape Data ที่อยู่ภายนอกเข้ามาทำในเรื่องของการเขียน Algorithm บางอย่างเพื่อ Map Keyword เข้าด้วยกันไป ถ้าใครดูตัวนี้ชนะงานประกวดที่เมือง Cannes หลายตัวมากเกี่ยวกับเรื่องของงาน Data ต่างๆ

 

ใช้งาน Data อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

คุณสโรจ : จริงๆ Data News All อยู่แล้วครับ แล้วก็ Data เป็น Key Competitive Advantage ในการแข่งขันยุคหน้า เพราะว่าในอนาคตโลกของเราจะวิ่งเข้าสู่ยุคที่เรียกได้ว่า ใครที่ถือครอง Data ได้มากที่สุดย่อมได้เปรียบทางการแข่งขันมากที่สุด เพราะมันคือข้อมูลที่เป็น Insight เป็นข้อมูลจริง และเป็นข้อมูลที่เราสามารถนำไปใช้งานต่อได้จริงๆ ที่ผ่านมาโลกเราอยู่บนสิ่งที่เรียกว่า Claim Data

ส่วน Claim Data คืออะไร สมมติว่าเราทำ Research ใช่ไหมครับ ทำ Quantitative วัด Brand Health Check มา มันจะใช้หลักการทางสถิติในการประเมินและประมาณว่า Segment เรามีอยู่ประมาณเท่านี้คน Insight ประมาณนี้ มีคนตอบชอบ 60 เปอร์เซ็นต์ 40 เปอร์เซ็นต์ ประมาณนี้

ยกตัวอย่างจากโพลต่างๆ ก็ได้ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ โพลต่างๆ ที่บอกว่าโพลการเมือง พรรคนี้ได้คะแนนเสียงเท่านี้ โพลทางนี้ออกมาแล้วว่าความนิยมเป็นเท่านี้ เขาทำโพลเขาทำกับคน 3,000 คน แล้ว Claim Data ว่าเป็นตัวแทนของประเทศ

แต่สิ่งที่มันเป็น Data จริงๆ ที่เราเอาไปใช้ได้คือ Real Data ถ้า Real Data เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งมันก็คือจำนวนการกาบัตรเลือกตั้ง นั่นคือสิ่งที่คนเลือกจริงๆ ไม่ใช่คนเลือกในโพล มันเกิดจากคนที่ออกไปใช้เสียงเกือบทั้งประเทศ เช่นเดียวกัน Data ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเอเจนซีหรือแบรนด์ Data ที่เขาเข้ามาซื้อของเรา Data ที่เขาเกิด Behavior ทิ้ง Footprint ไว้กับเรา หรือให้ข้อมูลเรา เป็น Data จริงที่ Consumer เข้ามาหาเรา

ดังนั้น ถ้ายิ่งเราเข้าใจหรือครอง Data จริงมากเท่าไหร่ สิ่งที่เราจะทำคือสามารถทำแคมเปญได้อย่างแม่นยำ ทำสิ่งที่มัน Effective ได้มากขึ้น เข้าใจลูกค้าโดยที่ไม่ต้องคาดการณ์อีกต่อไป มันคือ Intelligence ที่จะนำไปสู่ Competitive Advantage ในอนาคต มีคนบอกว่าความสำเร็จคือการทำผิดให้น้อยที่สุด ใช่ไหมครับ เราจะทำผิดน้อยที่สุดได้ก็ต้องมีประสบการณ์ ประสบการณ์ก็เกิดจากการลองผิดลองถูก ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น Data ก็เช่นเดียวกัน ลองผิดลองถูก เก็บมา Test and Trial จนรู้ว่ามีประสบการณ์ พอมีประสบการณ์เราก็รู้ว่าอันนี้มันผิดหรือถูกเวลาทำ แล้ว Data จะทำให้เราทำถูกมากกว่าผิด

 

จริงหรือไม่ที่ใครๆ ก็เป็นเอเจนซีได้ ?

คุณสโรจ : ต้องย้อนกลับมาว่าแล้วเอเจนซี่คืออะไร จริงๆ แล้วงานของเรา หรือจุดขายของเราคืออะไร จะเป็น Specialist หรือ Creativity เราจ้างเอเจนซี่เพราะเราต้องการ Creativity เราต้องการความสัมฤทธิ์ผลในรูปแบบใหม่ เราเลยจ้างครีเอทีฟเอเจนซี ถ้าบอกว่าใครๆ ก็เป็นเอเจนซีได้มันน่าจะเกิดที่พลังของครีเอทีฟมันไม่ได้อยู่แค่คนในวงการเพียงอย่างเดียวแล้ว

มันกลายเป็นใครก็ได้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งวันนี้เรามี Tools ต่างๆ มากมายที่จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์ถูกปลดล็อกศักยภาพ Tools ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างวิดีโอสำเร็จรูป มี AI มาช่วยในการดีไซน์ มี Template ต่างๆ ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตเต็มไปหมด และแหล่งความรู้จำนวนมาก แปลว่าตอนนี้เด็กหนึ่งคนที่อยากรู้ เข้า Google อยากเป็น Creator อยากทำวิดีโอโปรโมตแบรนด์ของตัวเองก็ได้

เขาก็สามารถเข้าอินเทอร์เน็ตหาความรู้ ถ่ายวิดีโอ มีช่องทางอัปโหลด แล้วก็ผลิตออกมาเป็นชิ้นงาน เสร็จได้ด้วยคนเดียว กลายเป็นว่าตอนนี้ Creativity มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่วงของ Creative โฆษณาแล้ว มันกลายเป็นใครก็ได้ ที่จะสามารถมีความคิดสร้างสรรค์ ทีนี้มันก็ย้อนกลับมาว่า แล้วถามว่าใครๆ ก็เป็นเอเจนซีได้ไหม

คุณสโรจ : อันนี้มันก็ต้องถามว่า Position ของคุณในการเปิดบริษัทเอเจนซี่ของคุณคืออะไร แน่นอนว่ามันเหมือนการตลาดของทุกแบรนด์ ถ้าคุณไม่มีจุดขาย แต่คุณบอกว่า Creativity คือจุดขาย แล้วคุณมั่นใจได้ไงล่ะว่า Creativity ของคุณคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการที่สุด ถูกไหมครับ มันจะต้องมีจุดเด่น มี Signature มีในเรื่องของอะไรหลายๆ อย่าง รวมไปถึง Professional ของตัวเอง

เพราะฉะนั้นตลาดเอเจนซี่ทุกวันนี้มันเลยแบ่งออกเป็น 2 อย่างใหญ่ๆ ด้วยกัน คือเอเจนซี่ที่ Specialist คือเก่งบางอย่างจนโดดเด่น กับเอเจนซีที่มีครบทุกอย่าง คือมีเรื่องของ Reliability Confidence ว่าที่นี่ครบแบบจบที่เดียว เอเจนซี่ที่กลางๆ ที่ไม่มีจุดขายจะเริ่มยากขึ้น เพราะว่าเจ้าใหญ่เองก็ลงทุน Data ลงทุนเทคโนโลยี สร้างความมั่นใจ เขาก็ขยายต่อไปเป็นปลาใหญ่ที่เร็ว ที่กินรวบรายเล็กๆ ลูกค้าก็เลยโฟกัสมาที่ Special มันก็คือ Niche Market มันก็มีจำนวนมากขึ้น ทุกคนก็ขนาดเล็กไม่อยากขยายอะไรหลายๆ อย่าง แต่อยากจะรักษาความเป็น Specialist เอาไว้ โลกจะแบ่งเป็นแบบบนี้ ตรงกลางจะเริ่มอยู่ยากขึ้น มันต้องหาตัวตนให้เจอว่าจะขึ้นบน หรือจะลงล่าง

 

คู่แข่งสำคัญของวงการเอเจนซี่?

คุณสโรจ :  เครื่องมือใหม่ของ Facebook ที่กำลังจะเปิดขึ้นมาอย่าง Facebook Collab Manager เปิดขึ้นมา แน่นอนตัวกลางเดือดร้อนอยู่แล้ว เพราะแบรนด์ก็สามารถติดต่อได้โดยตรงกับ Creator เลยใช่ไหมครับ

ทีนี้ตัวกลางก็ต้องย้อนกลับมาถามครับ ว่าปัจจุบันมี Value อะไรอยู่ ถ้าตัวเองตอนนี้มันเริ่มไม่มี Value เขาไม่จำเป็นต้อง Need เราแล้ว ดังนั้นเราก็ต้องหา Value ใช่ไหมครับ Facebook Collab Manager มันช่วยได้ในระดับหนึ่ง เพราะว่าสุดท้ายแล้วแบรนด์ก็ต้องเข้าไปติดต่อกับ Influencer โดยตรง Influencer ที่อยู่ตรงนั้นก็ต้องผ่าน Criteria ของเฟซบุ๊ก ต้องทำ Video Content ต้องมี Follower ต้อง Engagement มันก็จะเป็นเบอร์ใหญ่ๆ ที่อยู่ในนั้นใช่ไหมครับ แปลว่าอะไร Opportunity พี่ก็ยังมีนะ

แปลว่าอะไร Micro หรือ Nano Influencer ที่เก่งเรื่องอื่นที่ไม่ใช่วิดีโอก็ยังมีอยู่มากมายในตลาด หรือ Creativity ในการ Approach เข้าไปหา Influencer นั้น ถามว่ามันติดต่อได้ก็จริง แต่วิธีการ Approach Know How หรือ Value ที่เราจะเข้าใจ Insight ของ Creator เหล่านั้น มันก็ยังมี Value อยู่

เพราะฉะนั้นมันก็ย้อนกลับมาถามว่า ถ้าเราเป็นแค่ Messenger แค่ตัวติดต่อตรงกลางให้ Facebook Collab ตรงกลางให้ จะฆ่าคนที่ไม่มี Value อยู่ทิ้ง แต่ถ้าคุณยัง Added Value, Creativity Value, Insight Full Value เราก็ยังอยู่ได้ครับ

เทรนด์ของเอเจนซีในปี 2020 จะเป็นยังไง?

คุณสโรจ : เทรนด์ในปีหน้านะครับ ถ้าคุณไม่เก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คุณก็ต้องเก่ง Data ถูกไหมครับ Data จะเป็นเรื่องที่ลูกค้ารีเควสหา Data จะเป็นเรื่องที่ลูกค้าถามหาจากเอเจนซีมากขึ้น วัดผลยังไง Insight ตรงนี้มาจากไหน แล้วคุณจะมาช่วย Integrate Data ยังไง ฉันโยนข้อมูลให้ คิดจากกอง Data ตรงนี้ให้หน่อย เราต้องเริ่มศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของ Data เรื่องของการใช้งานเหล่านี้ให้เข้าใจและถ่องแท้มากขึ้น มันต้อง Equip ส่วนนั้นอยู่แล้ว

หรือไม่อย่างนั้นคุณต้องโดดเด่นและเก่งอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย เช่น ถ้าคุณจะเป็น Creativity Creative Agency สำหรับ Goodness ถ้าคุณมองหาเกี่ยวกับเรื่องของ CSR เรื่องของการทำแบรนด์ให้เป็น Good Brand เป็นแบรนด์ที่มี Value มากขึ้น วิ่งหาเรา คุณอยากจะสื่อสารกับผู้หญิง วิ่งหาเรา คุณอยากที่จะทำ Data Driven วิ่งหาเรา คุณอยากจะเก่ง Influencer Creative ที่เก่ง Micro Influencer มากๆ วิ่งหาเรา มันจะกลายเป็น Specialist ที่ต้องสร้างให้เด่นชัดมากขึ้น แต่ถ้าคุณจะใหญ่คุณก็ต้องเก่ง Data มากๆ ไปเลย ประมาณนี้ครับ

คุณสโรจ : อย่างที่ผมเคยบอกไว้ทุกเวทีครับว่า ช่วงนี้เป็นยุค Data กำลังมา คือโลกเรามันจะเป็นยุคที่อันนี้มา มันจะเป็น Centralize Decentralize Centralize Decentralize เช่นเดียวกัน มันเคยอยู่ที่ One Agency, Digital & Creative Agency แยกกัน มารวมเป็นหนึ่งเอเจนซี แล้วมันก็ต้องแยกกันอีก โลกมันเป็นอย่างนี้ตลอดเวลาครับ เดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวา เช่นเดียวกันมียุคหนึ่ง Creativity รุ่งเรืองใช่ไหมครับ Creativity รุ่งเรืองเสร็จปุ๊บ ก็มาทำ Creativity มากๆ จนข้อมูลล้นไปหมด

มันกลับมา Question มันรกรุงรัง มันใช่ไหม ก็กลับมาจัดระเบียบ มันก็เป็นยุคแห่ง Data ยุคของวิทยาศาสตร์ที่เข้ามาจัดระเบียบให้มัน ผมเชื่อว่าลองคิดดูถ้าทุกคนไป Data กันหมดนะครับ มันก็จะเหมือนกันหมด เพราะ Algorithm ชุดเดียวกัน Insight, Segmentation และวิธีการทำโพสต์เหมือนกันหมด Creativity จะกลับมาอีกรอบนึง เพราะฉะนั้นอันนี้มันเหมือน Creativity, Creative Mindset ฝั่งด้าน Creative อาจจะต้องเก็บสะสมพลังก่อน เข้าใจ Data เข้าใจมัน แล้วมันจะกลับมา Shine Out แน่นอน เมื่อทุกคนทำเหมือนๆ กัน เพราะโลกแห่ง Creativity นั้นไม่มีวันตาย Creativity คือความคิดสร้างสรรค์ สร้างสรรค์จากสิ่งใหม่ที่ไม่ใช่สิ่งเดิม เมื่ออะไรก็ตามที่มันเดิมๆ มันจะเรียกร้องหาสิ่งใหม่ เมื่อนั้นแหละผมเชื่อว่า Creativity ก็จะกลับมาครับ

 

เทรนด์ของ Hacking ที่เอเจนซีจะต้องจู่โจม ?

คุณสโรจ : ผมเรียกว่ามันคือ Direct Marketing แล้วกัน คือสิ่งที่ผมบอกว่ายุคปีนี้ จะเป็นปีที่ One To One Marketing, Direct Marketing การที่แบรนด์เข้าถึงตัวคนอย่าง Personalize อย่างสร้างประสบการณ์ที่มันแปลกใหม่และเฉพาะมากขึ้นจะชนะ เพราะฉะนั้นมันไม่มีหนึ่งแคมเปญใหญ่ๆ แล้วมันจะตู้ม จะฟิตหมดทุกคนแล้ว มันเป็นยุคที่ว่าใครสามารถคิดสิ่งที่เข้าถึงตัวผู้บริโภคได้ไวกว่า เร็วกว่า ทันที และเฉพาะตัวกว่าจะได้เปรียบมากๆ นะครับ เพราะว่าทุกอย่างมันเอื้ออำนวยให้เราทำแบบนั้นแล้ว

 

Less Is More ไม่พอแล้ว ต้อง More Is More ?

คุณสโรจ : แน่นอน มันเหมือนสะท้อนกันครับ ยุคนี้เป็นยุค More Is More เพราะว่าอะไร หนึ่งเลย เดี๋ยวนี้มันไม่มี One Big Campaign มันหายไปแทบจะสามวัน Bust Viral แล้วแป๊บเดียวมันก็ลืมหายไปแล้ว เพราะมันมีคอนเทนต์ใหม่ๆ โฆษณาใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะมากมายเต็มไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นเราแทบจะเรียกได้ว่าทำหนึ่งอันแล้วคาดหวังว่ามันจะเปรี้ยงเนี่ย ยากมากแล้ววันนี้เมื่อคนต้องการความหลากหลาย คนเห็น choice มากขึ้น คนอยู่ในโซเชียลมีเดีย มีกรุ๊ป มี Interest อะไรใหม่ๆ มากขึ้น

ตอนนี้ยิ่งทำเยอะยิ่งได้เยอะ เพราะหนึ่งค่าทำราคาถูกลง มี Tools ต่างๆ มากมายให้เลือกใช้ มี Ad Optimization ที่ตอนนี้เฟซบุ๊กก็เปิดให้ใครก็ได้ใช้ มันทำให้เรา Test an error ได้นะครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ Consumer เขามีตัวเลือกมากมาย เขาจะเลือกตัวเลือกที่คุยกับเขาแล้วเหมาะกับเขาที่สุด ด้วยเหตุนี้ มันจะทำให้เราต้องทำเยอะขึ้น แปลว่าอะไร แปลว่าคุณจะมานั่ง Craft เหมือนเดิม มันจะอยู่ยากแล้ว มันจะต้องเทสต์ก่อน เทสต์เสร็จคืออันที่ใช่แล้วค่อย Craft ก็คือเทสต์จนเจอแล้วว่าอันนี้ผู้บริโภคน่าจะชอบแล้วค่อยลงเงิน จะทำโปรดักชั่นให้อลังการ จะทำขยายผล จะยิงมีเดียมากขึ้นก็แล้วแต่

แต่ตอนนี้ คุณต้องทำเยอะๆ เพราะคุณเดาไม่ได้เลยว่าที่ลงทุนไป เราเบ่งพลังไปสิบล้าน มันจะเวิร์กไม่เวิร์ก และนี่คือความยาก ความยากของหลายคน ความยากของลูกค้าที่ไม่กล้าที่มันเยอะ มันเยอะแค่ไหนถึงจะพอ แล้วมันแพง เพราะสุดท้ายแล้ว หนึ่งครีเอทีฟ หนึ่งชิ้นงาน หนึ่งความคิด มันใช้หัวคนคิดเยอะเหมือนกันนะ Cost ตรงนี้มันอาจจะสูงขึ้น แต่มันก็คุ้มค่าที่จะลงทุน เอเจนซีก็เช่นเดียวกัน หนึ่งโปรเจกต์อาจจะต้องทำหลายๆ แบบ หลายๆ Option มากขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ มันก็ต้องปรับตัวไปตามยุคสมัยนะครับ

ฝากอะไรถึงวงการเอเจนซี

คุณสโรจ :ในฐานะคนทำเอเจนซี ไปคุยกับใครก็จะบอกเขาว่าเหนื่อย เพราะว่าทุกอย่างมันเร็วมากๆ อยู่ใน Speed ที่เรียกได้ว่า เราหลับตานอนคืนนี้ ตื่นมาอาจจะมีเรื่องใหม่ที่เราไม่รู้แล้วก็ได้ บางเรื่องเรารู้พร้อม Consumer บางเรื่องเรารู้พร้อมลูกค้า สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ Catch up with speed แล้วก็ต้องปรับตัวให้เร็ว ต้องเปิดตลอดเวลา ดีไม่ดี ความคิดสำเร็จ รางวัลที่ได้มาเมื่อวาน วันนี้อาจจะต้องรีบวางแล้วลืมแล้ว ดีใจได้แค่วันเดียว เพราะว่าวันหน้าของใหม่มันเข้ามาแล้ว เพราะฉะนั้นปรับตัวตลอดเวลา อย่าอยู่นิ่ง ถึงจะ Survive ได้

การใช้จ่ายของแบรนด์ในการเลือกลงโฆษณาในสื่อต่างๆ นั้นเรียกได้ว่าอินเทอร์เน็ต เป็นสื่อที่มีตัวเลขบวกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งคือบวก 19% ตามมาด้วยดิจิทัลทีวี ภาพยนตร์แและสื่อนอกบ้าน ที่มีตัวเลขบวกตามลำดับ ส่วนสื่อที่ติดลบมากที่สุดคงหนีไม่พ้นสื่อหนังสือพิมพ์ที่ผู้เล่นในตลาดลดลงไปเรื่อยๆ และตัวเลขยังคงติดลบมากถึง 24%

หากดูจากตัวเลขรวมของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณานั้น ต้องเรียกว่าภาพรวมดูจะไม่มีโอกาสแตะหลักแสนล้านได้แบบเมื่อปี 2012-2016 อีกแล้ว โดยเมื่อย้อนกลับไปในภาพรวมปี 2012 นั้น จะพบว่า มีตัวเลขแตะ 115,367 ล้านบาทและเพิ่มขึ้น 4.5% เป็น 120,570 ล้านบาท ก่อนจะลดลงมาเรื่อยๆ เหลือ 114,497 – 100,352 ล้านบาท จนตกต่ำสุดในปี 2017 ที่เหลือเพียง 86,438 ล้านบาท และยังคงลดลงมาต่อเนื่อง และมีการคาดการณ์ว่าจบปี 2019 จะแตะ 89,213 ล้านบาท ยังลดลงไม่สาแก่ใจเมื่อปี 2020 คาดว่าตัวเลขจะลดลงเหลือ 89,083 ล้านบาทเท่านั้น

ส่วนการเติบโตของโซเชียลมีเดียนั้น เรียกได้ว่า facebook ยังคงครองตลาด เพราะมีฐานผู้ใช้งานสูงที่สุดถึง 50 ล้านยูสเซอร์ ส่วนแอพพลิเคชั่นที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ tik-tok ที่นักการตลาดยังไม่สามารถอ่านเกมออกว่าจะขายโฆษณาในรูปแบบใดบ้าง แต่ฐานผู้เล่นก็แตะ 10 ล้านยูสเซอร์แล้ว หลังเปิดให้บริการในไทยเพียง 1-2 ปี ซึ่งตัวเลขนั้นเรียกได้ว่าตาม twitter มาติดๆ เลยทีเดียว ด้านม้ามืดในตลาดโซเชียลอีกรายอย่าง podcast ที่ยังไม่มีการเก็บตัวเลขผู้ใช้งานอย่างจริงจังและยังเจาะฐานผู้ใช้งานเป็นเพียงผู้ใช้งานบางกลุ่ม (nitch market) เท่านั้น แต่นักการตลาดก็วิเคราะห์ว่าจะมีการขายโฆษณาแบบยกแพคให้แก่แบรนด์ที่ต้องการสร้างชื่อเสียงหรือตอกย้ำความน่าเชื่อถือ ให้กับกลุ่มคนฟังที่มีวุฒิภาวะ และเป็นกลุ่มคนที่ฟังเพื่อสะสมความรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้แก่คนที่รู้น้อยกว่า

from:https://www.thumbsup.in.th/agency-2019

ทำความรู้จัก Instagram Academy Thailand ที่จะมาช่วยนักขายรุ่นใหม่ ขายของบน IG สะดวกขึ้น

ประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีการใช้มือถือในการสร้างธุรกิจเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถสร้างโอกาสในการขายได้แบบนี้ การเกิดขึ้นของ Social Commerce ที่หลายแพลตฟอร์มนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจของตนเองนั้น ก็มาจากการใช้งานบนโซเชียลมีเดยชื่อดังอย่าง Facebook และ Instagram แม้จะมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากมาย แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังเลือกเชื่อใจการคุยกับคนด้วยกัน มากกว่าใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Story บน Facebook และ Instagram มีการใช้งานสูงถึงวันละ 500 ล้านครั้ง และกลายมาเป็นโอกาสของภาคธุรกิจที่จะหันมาใช้เครื่องมือนี้เป็นอีกหนึ่งช่องทางโฆษณาและปิดการขายได้อย่างน่าสนใจ

ด้วยความแข็งแรงของ Social Commerce ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ Facebook และ Instagram จัดทำ Instagram Academy Thailand ขึ้นในไทย เพื่อให้ความรู้และเสริมศักยภาพทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ

Instagram Academy Thailand คืออะไร

  • Instagram Academy Thailand เป็นโปรแกรมอบรมที่มุ่งให้ความรู้และเสริมศักยภาพทักษะด้านดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์และบรรดานิสิตนักศึกษาในประเทศไทย ด้วยเครื่องมือของ Instagram และสื่อการเรียนรู้ที่จำเป็นในการผลักดันธุรกิจให้เติบโต
  • ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่สองได้ที่เปิดตัวโปรแกรมดังกล่าวหลังจากประเทศอินโดนีเซียที่เปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2562
  • โปรแกรมอบรมนี้มุ่งให้ความรู้และส่งเสริมทักษะเชิงลึกทางด้านการสร้างคอนเทนต์อย่างสร้างสรรค์และการใช้เครื่องมือโฆษณาขั้นสูง โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่มีอายุไม่เกิน 35 ปี

สำหรับโปรแกรม Instagram Academy Thailand จัดขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 โดยมีผู้เข้าร่วมงาน 250 ท่าน พร้อมการถ่ายทอดสดผ่าน Workpoint Facebook page ในปัจจุบัน Instagram ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงสู่วิถีการสร้างอาชีพและการประกอบธุรกิจให้กับกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียลและผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ ในประเทศไทยมีคนจำนวนมากที่อายุน้อยกว่า 35 ปีที่ใช้ Instagram เป็นเครื่องมือในการขยายและสานต่อความฝันด้านธุรกิจจากโปรเจ็กต์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งจากงานอดิเรก จนท้ายที่สุดสามารถก่อตั้งธุรกิจขึ้นมาและหลายคนมีธุรกิจเป็นของตนเองก่อนสำเร็จการศึกษาอีกด้วย

โปรแกรม Instagram Academy Thailand ประกอบด้วย

  • ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำธุรกิจบน Instagram และการใช้เครื่องมือเชิงสร้างสรรค์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • การนำเสนอโปรแกรมและการฝึกอบรมเกี่ยวกับการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพบนแพลตฟอร์ม Instagram
  • กิจกรรมที่ให้ความรู้เชิงลึกและส่งเสริมทักษะความสามารถเกี่ยวกับการโฆษณาบน Facebook และการใช้เครื่องมือโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายเพื่อขยายฐานลูกค้า
  • การเสวนาร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่มาแบ่งปันประสบการณ์จากการดำเนินธุรกิจบนแพลทฟอร์ม Instagram

วิธีการสู่ความสำเร็จของธุรกิจบน Instagram

เริ่มต้นด้วยการสร้างโปรไฟล์ธุรกิจ Instagram ทำให้ธุรกิจสามารถเผยแพร่ข้อมูลและกระตุ้นยอดขายโดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย คุณสามารถสร้างโปรไฟล์ธุรกิจฟรีด้วยการไปที่บัญชีผู้ใช้และกดเปลี่ยนเป็นโปรไฟล์ธุรกิจ (Business Profile)

จากนั้น คุณจะสามารถสร้างชุมชนของคุณและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าได้ Instagram สามารถทำหน้าที่เป็นหน้าร้านโดยไม่ต้องมีเว็บไซต์ ซึ่งที่จริงแล้วร้อยละ 50 ของธุรกิจบน Instagram ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ยังเป็นการเรียนรู้การใช้งานชุดเครื่องมือของ Instagram ทั้งหมด โดยธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดบน Instagram คือแอคเคานท์ที่มีการ โพสต์เนื้อหาลงบน Feed การใช้งาน Stories, Live และ IGTV โดยเครื่องมือทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารของพวกเขา อย่ากังวลมากนักเกี่ยวกับรูปภาพหรือวิดีโอที่ต้องผลิตออกมาอย่างสวยงาม คุณควรให้ความสำคัญกับการแสดงถึงความมีเอกลักษณ์มากกว่า และเชิญชวนให้ลูกค้าแชร์โพสต์และ Stories เกี่ยวกับธุรกิจของคุณ เพื่อที่คุณจะได้สามารถแชร์เนื้อหานั้นซ้ำผ่านบัญชีของคุณได้

การใช้เนื้อหาที่เรียบง่ายสำหรับ Stories

  • Stories ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับธุรกิจ หนึ่งในสามของ Stories ที่มีการรับชมมากที่สุดนั้นมาจากธุรกิจ สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ คุณไม่จำเป็นต้องคิดมากเกี่ยวกับเรื่องใดๆ เพียงแค่โพสต์ในเวลาที่คุณสามารถโพสต์ได้ สร้างกิจกรรมให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมด้วยการใช้สติ๊กเกอร์แบบอินเทอร์แอคทีฟและโพล เป็นต้น
  • ใช้งานข้อมูลเชิงลึกบน Instagram ช่วยให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้ติดตามของคุณและประเมินว่าเนื้อหาของคุณมีผลอย่างไรต่อผู้ชม ด้วยข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ คุณสามารถเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับผู้ติดตามของคุณและประเภทของเนื้อหาที่สร้างการมีส่วนร่วมที่มากขึ้น นอกจากนี้ คุณยังสามารถดูข้อมูลเชิงลึกของโพสต์และ Stories ที่คุณได้สร้างสรรค์ขึ้นแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ของเนื้อหาแต่ละโพสต์และดูว่าผู้คนมีส่วนร่วมกับเนื้อหาเหล่านั้นอย่างไร
  • เชื่อมต่อกับลูกค้าและธุรกิจอื่นๆ โดยตรง หรือการส่งข้อความโดยตรงเพื่อแบ่งปันบันข้อมูลและสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าโดยตอบกลับการแสดงความคิดเห็นของพวกเขา นอกจากนี้ แท็กธุรกิจบนโพสต์ของคุณหรือส่งข้อความโดยตรงไปหาพวกเขาเพื่อสร้างความร่วมมือ หรือขอให้พวกเขาโพสต์เนื้อหาของคุณซ้ำ ท้ายที่สุด บันทึกรูปภาพและวิดีโอจากธุรกิจอื่นๆ เพื่อศึกษาว่าคุณชอบเนื้อหาแบบไหนและพัฒนาเนื้อหาเพื่อธุรกิจของคุณในแบบของคุณเอง

นอกจากนี้ การแท็กมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นแฮชแท็ก การแท็กสถานที่ หรือแม้กระทั่งการแท็กธุรกิจต่างๆ และผู้คนที่อยู่ในเนื้อหาของคุณ กฎข้อสำคัญที่ดึงดูดยอดไลค์คือการโพสต์ที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่การโพสต์แบบทั่วไป

ข้อควรรู้ที่น่าสนใจ

  • การใช้แฮชแท็กมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและสามารถช่วยให้แบรนด์ของคุณเติบโตได้  ผ่านการค้นหาและกระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับลูกค้า นอกจากนี้การใช้แฮชแท็กยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหาสิ่งต่างๆ ใน Instagram
  • จากข้อมูลในปี 2562 และสรุปไฮไลท์ประจำปีของ Instagram ในประเทศไทย พบว่าข้อมูลด้านแฟชั่นและความงามเป็นข้อมูลที่มีผู้ค้นหามากที่สุดบน Instagram ในประเทศไทย โดยเฉพาะคำค้นหายอดนิยม เช่น #เสื้อผ้าแฟชั่น #เสื้อผ้าแนวสตรีท และ #แมทช์ได้กับเสื้อทุกสี รวมถึงคำคมยอดนิยม อาทิ #คำคมความรัก
  • ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้ว่าคนไทยใช้ Instagram ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย ไม่ใช้แค่เพื่อติดต่อสื่อสารกับคนในครอบครัว และเพื่อนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการค้นหาแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวัน และได้พบปะมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่าครีเอเตอร์ และเจ้าของธุรกิจที่ตนเองชื่นชอบ

 

แฮชแท็กที่นิยมใช้ในการโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับแฟชั่น (บันทึกเมื่อเดือนธันวาคม 2562)

No. 

Hashtag 

1. 

#แมทได้กับเสื้อทุกสี – matching with color

2. 

#เสื้อผ้าแนวสตรีท – street clothing 

3. 

#กางเกงวินเทจ – vintage pants 

4. 

#กางเกงยีนส์ – jeans 

5. 

#เสื้อผ้าราคาถูก – cheap clothes 

6. 

#กางเกง – pants 

7. 

#พร้อมส่ง – ready to ship 

8. 

#กระโปรง – skirts 

9. 

#เสื้อผ้าแฟชั่น – fashionable clothes 

10. 

#เสื้อผ้าเกาหลี – Korean-style clothes 

from:https://www.thumbsup.in.th/introduce-instagram-academy-thailand

เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2019 ซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งโลกไม่ได้สวยงามนัก ประกอบกับการใช้จ่ายภายในประเทศยังคึกคักกันอยู่เฉพาะกลุ่มพรีเมียม ที่กำลังซื้อบ้านหรูหรือรถแพงยังคงเติบโตดีอยู่สวนทางกับกลุ่มคนระดับกลางถึงล่าง ที่พยายามรัดเข็มขัดกันสุดฤทธิ์ ด้วยปัญหาค่าครองชีพที่แพงขึ้น ทำให้หันไปใช้จ่ายแบบอีคอมเมิร์ซเพราะได้สินค้าในราคาที่ถูกกว่าเดินห้างหรือซื้อตามร้านค้าทั่วไป

ขาลงของสื่อหลักที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุด

คุณภวัต เรืองเดชวรชัย  ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด หรือ MI และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มีเดีย อินไซต์ จำกัด ได้วิเคราะห์ถึงภาพรวมวงการสื่อโฆษณาและเม็ดเงินสะพัดให้ฟังว่า ปีหมูไม่ได้หมูอย่างที่คิดเพราะกำลังเข้าสู่ช่วงขาลง ส่วนปี 2020 ที่หลายคนเคยวาดฝันว่าจะเป็นปีทองแห่งหลายๆ อย่างก็อาจจะยังอยู่ในภาวะขาลงต่อเนื่อง

“เราไม่สามารถคาดการณ์ปีหน้าได้เลยว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน เพราะตอนนี้ภาพรวมมีเดียก็ขาลงแบบต่อเนื่องเรื่อยๆ ก็ได้แต่หวังว่าการใช้มีเดียออนไลน์ และสื่อนอกบ้าน จะเป็นพระเอกช่วยให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนได้ดีขึ้นบ้าง”

นอกจากนี้ การปรับตัวของสื่อหลักอย่างทีวีดิจิทัล หนังสือพิมพ์ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าพวกเขาจะอยู่รอด เพราะเม็ดเงินโฆษณาในธุรกิจออนไลน์ ก็ยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับการโฆษณาผ่านสื่อทีวีหรือหนังสือพิมพ์แบบสมัยก่อน

“บางทีสื่อทีวีบ้านเราอาจจะกำลังถอยกลับไปสู่ยุคแอนาล็อกก็ได้ เพราะตั้งแต่มีทีวีดิจิทัลจำนวน 24 ช่อง เรายังไม่เห็นช่องไหนเติบโตได้เลย มีแต่อยู่ในช่วงหาทางรอด ซึ่งตอนนี้ 15 ช่องที่เหลือก็หืดขึ้นคอ เชื่อว่าในอนาคตอาจจะเหลือช่องหลักไม่เกิน 10 ช่อง”

สื่อทีวีที่น่าจับตามองคือ Mono ที่พยายามจะปั้นเรตติ้งช่วงครึ่งเดือนนี้จนถึงต้นปีหน้า ในการปั้นเรตติ้งให้สูงขึ้น เพื่อรักษาตำแหน่ง Tier 1 และปีหน้ามีโอกาสขึ้นค่าโฆษณาก็เป็นได้

“กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ โมโน ที่แจ้งกับทีมเอเจนซีคือจะไม่รับสปอตโฆษณาช่วง 23 ธ.ค. 2561 – 2 ม.ค. 2562 เพื่อฉายหนังแบบมาราธอน เรียกว่าเป็นการคืนกำไรให้คนดู เพราะปกติช่วงนี้จะเป็นช่วงเงียบเหงาไม่มีคนดูทีวีอยู่แล้ว แต่โมโนต้องการให้คนเปิดช่องของตนไว้มากที่สุดเพื่อปั้นเรตต้ิงให้ดีกว่าปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าปีหน้าก็มีแนวโน้มว่าเขาจะปรับค่าโฆษณาก็เป็นได้”

ตอนนี้รูปแบบของค่าโฆษณาของสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด ก็มีการลดราคาเพื่อกระตุ้นให้คนอยากลงสื่อโฆษณามากขึ้น โดยสถานีระดับ Tier1 อาจจะปรับลด 10-15% แล้วแต่การดีล ส่วนกลุ่ม Tier2 นั้น อาจปรับลดสูงถึง 50% เลยก็เป็นได้

ดังนั้น ภาพรวมเม็ดเงินสื่อโฆษณาในปี 2019 ที่มีอยู่ 89,213 ล้านบาทนั้น ในปี 2020 คาดว่าจะลดลงเหลือ 89,083 ล้านบาท โดยสัดส่วนจะแบ่งเป็น สื่อทีวี 47.5% สื่อออนไลน์ 26.9% สื่อ Transit 6.5% สื่อนอกบ้าน 6.3% ซึ่งปี 2020 นี้ เรียกว่าเป็นปีที่สื่อทีวีตัวเลขลดลงไปเหลือไม่ถึง 50% แล้ว

ทางด้านของธุรกิจที่ลงโฆษณาในทุกช่องทางมากที่สุดช่วง 11 เดือนของปี 2019 อันดับ 1 คือ Coke ใช้ไป 1,072 ล้านบาท ตามมาด้วยธนาคารออมสินและสำนักนายก ใช้ไปคนละ 850 ล้านบาท น้ำยาปรับผ้านุ่ม ดาวน์นี่ ใช้งบ 771 ล้านบาท เครื่องดื่ม PEPSI ใช้ไป 686 ล้านบาท

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลดงบโฆษณาลงอย่างมากคือ 3 กลุ่มหลักอย่าง Automotive, FMCG และ Property ซึ่งคาดว่าปีหน้าก็ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือแบรนด์ที่มีการลดงบโฆษณาลงอย่างมาก คือ KBANK, KING POWER, KOREA KING, SEVEN ELEVEN และน้ำแร่ช้าง ซึ่งต้องรอดูว่าในปีหน้าจะกลับมาทุ่มตลาดอีกหรือไม่ ส่วนกลุ่มที่ยังมีการใช้เม็ดเงินเพิ่มสวนตลาดคือ เครื่องดื่ม Softdrink ทุกแบรนด์, ยาสีฟันสมุนไพร และวิตามินเพื่อสุขภาพ

ดังนั้น ภาพรวมปี 2019 เรียกได้ว่าเป็นปีหมูที่จบแบบไม่หมูแถมยังเหนื่อยมากด้วย และในปี 2020 ก็น่าจะยังซึมต่อเนื่องเพราะยังมองไม่เห็นปัจจัยที่เศรษฐกิจจะฟื้นกลับคืนมา ซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาความขัดแย้งในประเทศ แต่ปัญหานักท่องเที่ยวเดินทางน้อยลง เศรษฐกิจโลกที่ปรับลด ภาวะตลาดหุ้นและการขึ้นค่าแรง ทุกอย่างเป็นส่วนประกอบให้ปีหน้ายังคงมองไม่เห็นปัจจัยเชิงบวก

สื่อออนไลน์ใครจะอยู่-ใครจะไป

แม้ว่าแบรนด์ส่วนใหญ่จะลงโฆษณาในสื่อออนไลน์อย่าง Facebook เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหากต้องการสื่อสารกับกลุ่มเจนวายและแซด Facebook อาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมอีกต่อไป แต่จะต้องกระจายไปยังสื่อออนไลน์อื่นๆ มากขึ้น

“สื่อออนไลน์ที่ลูกค้าเลือกลงก็ยังคงเป็นอันดับหลักๆ อย่างเช่น Facebook, Youtube, Search, Twitter และ Influencer ซึ่งการเข้ามาของ Youtube Premium ก็เป็นที่จับตามองกับนักการตลาดเช่นกันว่าจะมีคนใช้งานเยอะหรือไม่ รวมทั้งนักการตลาดเริ่มมอง LINE TV และแพลตฟอร์มอย่าง Tik Tok, Instagram และอีคอมเมิร์ซมากขึ้น แต่การลงสื่อคงไม่กระจุกไปที่ค่ายใดค่ายหนึ่งแล้ว จะเป็นการลงแบบหว่านเพื่อเข้าถึงคนหลายๆ กลุ่มมากกว่า”

ส่วน Podcast นั้น ยังคงต้องจับตาดูต่อไป ซึ่งคาดว่ายังไม่สามารถทำรายได้ชัดเจนในปีหน้า เพราะคนฟังยังเป็นกลุ่ม Nitch Market เช่น ผู้บริหารหรือคนรุ่นใหม่ที่อยากเปิดมุมมอง แต่คนกลุ่มนี้เรียกว่ามีกำลังซื้อและเป็น Opinion Leader ทำให้การขายโฆษณาจะเป็นแบบแทรกสปอนเซอร์ในแต่ละช่วงหรือเอาแบรนด์เข้ามาพูดและวิเคราะห์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งจะครีเอทการขายแบบหลากหลายไม่ใช่เป็นสปอตโฆษณาแบบชัดเจน คือเป็นแนวครีเอทีฟคอนเทนต์มากกว่า ทำให้นักการตลาดที่ลงโฆษณาในช่องทางนี้ต้องวางแผนให้ดี

ส่วนอินฟูเอนเซอร์ เรียกว่าเป็นกลุ่มคนออนไลน์เดียวที่สร้างรายได้เข้าประเทศ เพราะลงเม็ดเงินกันที่ตัวบุคคล แต่ตัวเลขในการจ่ายให้คนกลุ่มนี้ของแบรนด์คือยังน้อยมาก ยิ่งเป็นไมโครอินฟลูเอนเซอร์ยิ่งตัวเลขอยู่ที่หลักร้อยถึงหลักพันบาท ทำให้ตัวเลขอาจไม่ชัดเจนเท่ากับกลุ่มเซเลบริตี้ที่จะขึ้นเป็นหลักแสนหลักล้าน ทำให้ภาพรวมรายได้กลุ่มนี้ยังไม่เรียกว่าชัดเจนจนกลายเป็นรายได้หลัก

คนครีเอทีฟปรับตัว

นอกจากนี้ การทำงานในสายครีเอทีฟหรือเอเจนซี่ก็เรียกได้ว่าต้องปรับตัวให้มีความสามารถหลากหลายมากขึ้น เพราะหลายบริษัทลงทุนเรื่อง Data แล้วเอาดาต้ามาใช้ในการสร้างสรรค์งานมากขึ้น ทำให้โปรดักชั่นของครีเอทีฟต้องพัฒนาให้เก่งขึ้น เนื่องจากลูกค้าคาดหวังความสามารถของครีเอทีฟให้มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ส่วนเรื่องการปรับเรตเงินเดือนของคนเอเจนซี่ต้องยอมรับว่าปีที่ผ่านมามีการซื้อตัวคนที่เป็น Data Analysis เข้ามาในสายครีเอทีฟมากขึ้น ทำให้ระดับรายได้ในธุรกิจนี้ปรับตัว เพราะจะรอคนครีเอทีฟไปเรียนรู้ดิจิทัลคงต้องใช้เวลา แต่หลายบริษัทมีการลงทุนคนไอทีเข้ามาบ้างแล้ว ปี 2020 คงจะเป็นปีที่ความสามารถของคนครีเอทีฟ พัฒนาข้ามสายมากขึ้นแล้ว

เพราะธุรกิจเอเจนซี่ในปีที่ผ่านมาเรียกว่าโดนดิสรัพจาก Digital Transformation มากที่สุด และทุกคนน่าจะใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัวได้มากพอตลอดปีที่ผ่านมา เพราะถ้ายังตามไม่ทันหรืออยู่ไม่รอดในยุคดิจิทัลนี้ คงต้องปิดตัวลงแล้ว

from:https://www.thumbsup.in.th/121414-2

จบปีหมูเหนื่อย สื่อโฆษณาปี 2020 ซึมยาว เม็ดเงินโฆษณาทุกช่องทางยังขาลงต่อ

เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2019 ซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งโลกไม่ได้สวยงามนัก ประกอบกับการใช้จ่ายภายในประเทศยังคึกคักกันอยู่เฉพาะกลุ่มพรีเมียม ที่กำลังซื้อบ้านหรูหรือรถแพงยังคงเติบโตดีอยู่สวนทางกับกลุ่มคนระดับกลางถึงล่าง ที่พยายามรัดเข็มขัดกันสุดฤทธิ์ ด้วยปัญหาค่าครองชีพที่แพงขึ้น ทำให้หันไปใช้จ่ายแบบอีคอมเมิร์ซเพราะได้สินค้าในราคาที่ถูกกว่าเดินห้างหรือซื้อตามร้านค้าทั่วไป

ขาลงของสื่อหลักที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุด

คุณภวัต เรืองเดชวรชัย  ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผน และกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด หรือ MI และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มีเดีย อินไซต์ จำกัด ได้วิเคราะห์ถึงภาพรวมวงการสื่อโฆษณาและเม็ดเงินสะพัดให้ฟังว่า ปีหมูไม่ได้หมูอย่างที่คิดเพราะกำลังเข้าสู่ช่วงขาลง ส่วนปี 2020 ที่หลายคนเคยวาดฝันว่าจะเป็นปีทองแห่งหลายๆ อย่างก็อาจจะยังอยู่ในภาวะขาลงต่อเนื่อง

“เราไม่สามารถคาดการณ์ปีหน้าได้เลยว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน เพราะตอนนี้ภาพรวมมีเดียก็ขาลงแบบต่อเนื่องเรื่อยๆ ก็ได้แต่หวังว่าการใช้มีเดียออนไลน์ และสื่อนอกบ้าน จะเป็นพระเอกช่วยให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนได้ดีขึ้นบ้าง”

นอกจากนี้ การปรับตัวของสื่อหลักอย่างทีวีดิจิทัล หนังสือพิมพ์ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าพวกเขาจะอยู่รอด เพราะเม็ดเงินโฆษณาในธุรกิจออนไลน์ ก็ยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับการโฆษณาผ่านสื่อทีวีหรือหนังสือพิมพ์แบบสมัยก่อน

“บางทีสื่อทีวีบ้านเราอาจจะกำลังถอยกลับไปสู่ยุคแอนาล็อกก็ได้ เพราะตั้งแต่มีทีวีดิจิทัลจำนวน 24 ช่อง เรายังไม่เห็นช่องไหนเติบโตได้เลย มีแต่อยู่ในช่วงหาทางรอด ซึ่งตอนนี้ 15 ช่องที่เหลือก็หืดขึ้นคอ เชื่อว่าในอนาคตอาจจะเหลือช่องหลักไม่เกิน 10 ช่อง”

สื่อทีวีที่น่าจับตามองคือ Mono ที่พยายามจะปั้นเรตติ้งช่วงครึ่งเดือนนี้จนถึงต้นปีหน้า ในการปั้นเรตติ้งให้สูงขึ้น เพื่อรักษาตำแหน่ง Tier 1 และปีหน้ามีโอกาสขึ้นค่าโฆษณาก็เป็นได้

“กลยุทธ์ที่น่าสนใจของ โมโน ที่แจ้งกับทีมเอเจนซีคือจะไม่รับสปอตโฆษณาช่วง 23 ธ.ค. 2561 – 2 ม.ค. 2562 เพื่อฉายหนังแบบมาราธอน เรียกว่าเป็นการคืนกำไรให้คนดู เพราะปกติช่วงนี้จะเป็นช่วงเงียบเหงาไม่มีคนดูทีวีอยู่แล้ว แต่โมโนต้องการให้คนเปิดช่องของตนไว้มากที่สุดเพื่อปั้นเรตต้ิงให้ดีกว่าปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าปีหน้าก็มีแนวโน้มว่าเขาจะปรับค่าโฆษณาก็เป็นได้”

ตอนนี้รูปแบบของค่าโฆษณาของสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด ก็มีการลดราคาเพื่อกระตุ้นให้คนอยากลงสื่อโฆษณามากขึ้น โดยสถานีระดับ Tier1 อาจจะปรับลด 10-15% แล้วแต่การดีล ส่วนกลุ่ม Tier2 นั้น อาจปรับลดสูงถึง 50% เลยก็เป็นได้

ดังนั้น ภาพรวมเม็ดเงินสื่อโฆษณาในปี 2019 ที่มีอยู่ 89,213 ล้านบาทนั้น ในปี 2020 คาดว่าจะลดลงเหลือ 89,083 ล้านบาท โดยสัดส่วนจะแบ่งเป็น สื่อทีวี 47.5% สื่อออนไลน์ 26.9% สื่อ Transit 6.5% สื่อนอกบ้าน 6.3% ซึ่งปี 2020 นี้ เรียกว่าเป็นปีที่สื่อทีวีตัวเลขลดลงไปเหลือไม่ถึง 50% แล้ว

ทางด้านของธุรกิจที่ลงโฆษณาในทุกช่องทางมากที่สุดช่วง 11 เดือนของปี 2019 อันดับ 1 คือ Coke ใช้ไป 1,072 ล้านบาท ตามมาด้วยธนาคารออมสินและสำนักนายก ใช้ไปคนละ 850 ล้านบาท น้ำยาปรับผ้านุ่ม ดาวน์นี่ ใช้งบ 771 ล้านบาท เครื่องดื่ม PEPSI ใช้ไป 686 ล้านบาท

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลดงบโฆษณาลงอย่างมากคือ 3 กลุ่มหลักอย่าง Automotive, FMCG และ Property ซึ่งคาดว่าปีหน้าก็ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือแบรนด์ที่มีการลดงบโฆษณาลงอย่างมาก คือ KBANK, KING POWER, KOREA KING, SEVEN ELEVEN และน้ำแร่ช้าง ซึ่งต้องรอดูว่าในปีหน้าจะกลับมาทุ่มตลาดอีกหรือไม่ ส่วนกลุ่มที่ยังมีการใช้เม็ดเงินเพิ่มสวนตลาดคือ เครื่องดื่ม Softdrink ทุกแบรนด์, ยาสีฟันสมุนไพร และวิตามินเพื่อสุขภาพ

ดังนั้น ภาพรวมปี 2019 เรียกได้ว่าเป็นปีหมูที่จบแบบไม่หมูแถมยังเหนื่อยมากด้วย และในปี 2020 ก็น่าจะยังซึมต่อเนื่องเพราะยังมองไม่เห็นปัจจัยที่เศรษฐกิจจะฟื้นกลับคืนมา ซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาความขัดแย้งในประเทศ แต่ปัญหานักท่องเที่ยวเดินทางน้อยลง เศรษฐกิจโลกที่ปรับลด ภาวะตลาดหุ้นและการขึ้นค่าแรง ทุกอย่างเป็นส่วนประกอบให้ปีหน้ายังคงมองไม่เห็นปัจจัยเชิงบวก

สื่อออนไลน์ใครจะอยู่-ใครจะไป

แม้ว่าแบรนด์ส่วนใหญ่จะลงโฆษณาในสื่อออนไลน์อย่าง Facebook เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหากต้องการสื่อสารกับกลุ่มเจนวายและแซด Facebook อาจไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมอีกต่อไป แต่จะต้องกระจายไปยังสื่อออนไลน์อื่นๆ มากขึ้น

“สื่อออนไลน์ที่ลูกค้าเลือกลงก็ยังคงเป็นอันดับหลักๆ อย่างเช่น Facebook, Youtube, Search, Twitter และ Influencer ซึ่งการเข้ามาของ Youtube Premium ก็เป็นที่จับตามองกับนักการตลาดเช่นกันว่าจะมีคนใช้งานเยอะหรือไม่ รวมทั้งนักการตลาดเริ่มมอง LINE TV และแพลตฟอร์มอย่าง Tik Tok, Instagram และอีคอมเมิร์ซมากขึ้น แต่การลงสื่อคงไม่กระจุกไปที่ค่ายใดค่ายหนึ่งแล้ว จะเป็นการลงแบบหว่านเพื่อเข้าถึงคนหลายๆ กลุ่มมากกว่า”

ส่วน Podcast นั้น ยังคงต้องจับตาดูต่อไป ซึ่งคาดว่ายังไม่สามารถทำรายได้ชัดเจนในปีหน้า เพราะคนฟังยังเป็นกลุ่ม Nitch Market เช่น ผู้บริหารหรือคนรุ่นใหม่ที่อยากเปิดมุมมอง แต่คนกลุ่มนี้เรียกว่ามีกำลังซื้อและเป็น Opinion Leader ทำให้การขายโฆษณาจะเป็นแบบแทรกสปอนเซอร์ในแต่ละช่วงหรือเอาแบรนด์เข้ามาพูดและวิเคราะห์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งจะครีเอทการขายแบบหลากหลายไม่ใช่เป็นสปอตโฆษณาแบบชัดเจน คือเป็นแนวครีเอทีฟคอนเทนต์มากกว่า ทำให้นักการตลาดที่ลงโฆษณาในช่องทางนี้ต้องวางแผนให้ดี

ส่วนอินฟูเอนเซอร์ เรียกว่าเป็นกลุ่มคนออนไลน์เดียวที่สร้างรายได้เข้าประเทศ เพราะลงเม็ดเงินกันที่ตัวบุคคล แต่ตัวเลขในการจ่ายให้คนกลุ่มนี้ของแบรนด์คือยังน้อยมาก ยิ่งเป็นไมโครอินฟลูเอนเซอร์ยิ่งตัวเลขอยู่ที่หลักร้อยถึงหลักพันบาท ทำให้ตัวเลขอาจไม่ชัดเจนเท่ากับกลุ่มเซเลบริตี้ที่จะขึ้นเป็นหลักแสนหลักล้าน ทำให้ภาพรวมรายได้กลุ่มนี้ยังไม่เรียกว่าชัดเจนจนกลายเป็นรายได้หลัก

คนครีเอทีฟปรับตัว

นอกจากนี้ การทำงานในสายครีเอทีฟหรือเอเจนซี่ก็เรียกได้ว่าต้องปรับตัวให้มีความสามารถหลากหลายมากขึ้น เพราะหลายบริษัทลงทุนเรื่อง Data แล้วเอาดาต้ามาใช้ในการสร้างสรรค์งานมากขึ้น ทำให้โปรดักชั่นของครีเอทีฟต้องพัฒนาให้เก่งขึ้น เนื่องจากลูกค้าคาดหวังความสามารถของครีเอทีฟให้มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ส่วนเรื่องการปรับเรตเงินเดือนของคนเอเจนซี่ต้องยอมรับว่าปีที่ผ่านมามีการซื้อตัวคนที่เป็น Data Analysis เข้ามาในสายครีเอทีฟมากขึ้น ทำให้ระดับรายได้ในธุรกิจนี้ปรับตัว เพราะจะรอคนครีเอทีฟไปเรียนรู้ดิจิทัลคงต้องใช้เวลา แต่หลายบริษัทมีการลงทุนคนไอทีเข้ามาบ้างแล้ว ปี 2020 คงจะเป็นปีที่ความสามารถของคนครีเอทีฟ พัฒนาข้ามสายมากขึ้นแล้ว

เพราะธุรกิจเอเจนซี่ในปีที่ผ่านมาเรียกว่าโดนดิสรัพจาก Digital Transformation มากที่สุด และทุกคนน่าจะใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัวได้มากพอตลอดปีที่ผ่านมา เพราะถ้ายังตามไม่ทันหรืออยู่ไม่รอดในยุคดิจิทัลนี้ คงต้องปิดตัวลงแล้ว

from:https://www.thumbsup.in.th/media-offline-online-2019

นีลเส็นเผยงบโฆษณาประจำเดือนตุลาคม สื่อทีวีมาแรงแต่ยังสู้ความร้อนแรงของสื่อดิจิทัลกับสื่อนอกบ้านไม่ได้

เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 กันแล้ว แม้สภาพเศรษฐกิจที่หลายคนจะบอกซบเซา แต่การใช้งบในสื่อโฆษณายังร้อนแรงเช่นเดิม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเริ่มเห็นการเติบโตในวงการสื่อมากขึ้น ทำให้สื่อทีวียังคงเป็นสื่อที่มีการใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดอยู่ที่ 57% ขณะที่สื่อดิจิทัลและสื่อนอกบ้านยังดีต่อเนื่อง

ทาง นีลเส็น ประเทศไทย จึงได้เปิดเผยเม็ดเงินโฆษณาในช่วงมกราคม-ตุลาคม 2562 พบว่า เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 โดยมูลค่าอยู่ที่ 102,274 ล้านบาท

โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงตุลาคม เม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีลดลงเพียง -1% ขณะที่สื่อทีวี สื่อดิจิทัลและสื่อนอกบ้าน ภาพรวมการเติบโตอยู่ที่ 4% คิดเป็น 11,210 ล้านบาท

จากตารางด้านบนจะเห็นว่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 และ 2562 พบว่า ทีวีไดเรคใช้งบเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ตามมาด้วย COKE และ AIS ที่ยังกระหน่ำสร้างแบรนด์ในช่วงปลายปีแบบนี้

แต่หากเทียบกันใน 10 อันดับ จะเห็นว่ากลุ่มโฮมช้อปปิ้งยังคงแข่งกันอย่างดุเดือดเพื่อสร้างยอดขายอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นการทุ่มไปยังกลุ่มทีวีดิจิทัล โรงภาพยนตร์และ Transit ที่เป็นสื่อสำหรับคนอยู่นอกบ้านยังคงพบเห็นได้

หมายเหตุสำคัญ

ทางนีลเส็นขออนุญาตเรียนแจ้ง เกี่ยวกับข้อมูลเม็ดเงินโฆษณา โดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป ทางนีลเส็น ได้เปลี่ยนวิธีการเก็บข้อมูลในสื่อ Internet จากการเก็บในรูปแบบ manual ทีใช้พนักงานเก็บข้อมูลจำนวน 50 website +10 mobile web มาเป็นการใช้เทคโนโลยี Crawler เพื่อจัดเก็บข้อมูลโฆษณาบนเว็บไซต์ จำนวนทั้งหมด 200 เว็บไซต์

ซึ่งจะใช้ชื่อสื่อใหมนี้ว่า ‘Digital’ ซึ่งเป็นสื่อในรูปแบบ Text, Flash, HTML5, Image, Skin, Video และ in banner video ทั้งโฆษณาจาก Direct, Indirect programmatic และนำมาคำนวณตาม Rate card กลาง จากวิธีการคำนวณของทีมนีลเส็น Global

ทางนีลเส็นต้องเรียนขอความร่วมมือให้ช่วยใส่หมายเหตุกำกับหรือแจ้งไว้ในข่าวที่ออก เนื่องจากหมายเหตุเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนข้างต้นจะมีผลกับการทำความเข้าใจ การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลและการนำข้อมูลไปใช้ของผู้ฟัง จึงต้องขอความร่วมมือเพื่อให้ผู้ฟังได้ประโยชน์จากข้อมูลสูงสุด และเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันค่ะ

สื่อกลางแจ้ง (outdoor) และสื่อเคลื่อนที่(transit):มีการรวมข้อมูลจาก  JCDecaux สำหรับข้อมูลจากสื่อในสนามบินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2560 และข้อมูลของสื่อ outdorr และ transit จาก  JCDecaux ได้ถูกรวมเข้าไว้ในรายงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560

นีลเส็นได้มีการเพิ่มพื้นที่การเก็บข้อมูลสื่อกลางแจ้ง (outdoor) เช่นสื่อเคลื่อนที่(transit),ป้ายบิลบอร์ด, ป้ายโฆษณาบนทางเท้า, สื่อในสนามบิน และอื่นๆ ตั้งแต่เดือนมกราคมปี2559  เป็นต้นมา

อินเตอร์เน็ท – ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2559 นีลเส็นได้มีการขยายการเก็บข้อมูลโมษณาผ่านสื่อ อินเตอร์เน็ทโดยครอบคลุม 50 เว็บไซต์ยอดนิยม และ 10  เว็บไซต์ยอดนิยมบนมือถือ

สำหรับภาพรวมการใช้งบโฆษณาผ่านสื่ออินเตอร์เน็ททั้งหมดกรุณาอ้างอิงข้อมูลจาก DAAT

สื่อในห้าง – นีลเส็นได้มีการเพิ่มข้อมูล สื่อวิทยุในห้าง Big C และ 7 Eleven เข้ามาในฐานข้อมูล ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559

ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 ข้อมูลของสื่อในห้างTesco Lotus และ Big C ไม่ได้รวมอยู่ในฐานข้อมูลของนีลเส็น

ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2559 เป็นต้นมา ได้มีการเพิ่มสื่อที่บริหารจัดการโดยบริษัท Plan B เข้ามาในฐานข้อมูลของสื่อกลางแจ้ง, สื่อเคลื่อนที่, และสื่อในห้าง

from:https://www.thumbsup.in.th/nielsen-october-month