คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

Facebook อัพเดทวิธีคิด Potential Reach บน Facebook Ads

นอกจาก Facebook Ads จะยังยกเลิก Relevance Score และอีกหลาย Metrics แล้ว ยังเปลี่ยนวิธีการคำนวณ Potential Reachใหม่อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ Facebook ออกแถลงการณ์ผ่านหน้าเว็บไซต์ ระบุว่าเตรียมยุติการใช้ Metric อย่าง Relevance Score ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของโฆษณาใน Facebook Ads โดยจะยกเลิกการนำใช้ในการ Bid โฆษณาภายในวันที่ 30 เมษายน 2562 นี้

ล่าสุดเราพบว่า Facebook Ads ยังมีการเปลี่ยนวิธีคำนวณค่า Metrics อย่าง Potential Reach ซึ่งเป็นการคาดการณ์จำนวนคนที่น่าจะเห็น Ads ตัวนี้ ใช้ปัจจัยเหล่านี้คำนวณ

  • การกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณา (Ad targeting) และการเลือกตำแหน่งวางโฆษณา (Placement locations)
  • คอนเทนต์แบบไหนที่ผู้ใช้จะมี interact กับ Facebook (เช่น การกดไลก์เพจ)
  • Demographic ของ Report เรา เช่น อายุ หรือเพศ เป็นต้น
  • จุดที่พบ Ads (เช่น เจอ Ads บน Facebook News Feed หรือ Instagram Stories)

โดย Potential Reach จะเปลี่ยนจากการนำ “จำนวนผู้ใช้งานอย่างน้อย 1 ครั้งต่อ/เดือน (Total monthly active users)” มาคำนวณ มาใช้การคำนวณว่า “ในรอบ 30 วันที่ผ่านมา มีจำนวน Ads ที่แสดงบนแพลตฟอร์ม Facebook Ads เท่าไหร่” แทนอีกด้วย

โดยการเปลี่ยนแปลง Potential Reach ครั้งนี้ จะเริ่มมีผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่มา : Facebook Business (1) (2) และ Search Engine Journal

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/facebook-ads-changes-potential-reach-estimating/

โฆษณา

ฟังกูรูแจงสถานการณ์ Nano-influencer ปี 2019

Dan Seavers เป็นหนึ่งในทีมคอนเทนต์ของ Talkwalker บริษัทวิจัยที่ทำรายงานชื่อ Global State of Influencer Marketing Report 2019 รายงานดังกล่าวพูดถึงสถานการณ์ influencer ระดับโลกในช่วงปีนี้ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นที่แบรนด์ไม่ควรละเลย Nano-influencer เพื่อยกระดับการทำ influencer marketing ชนิดคุ้มค่าที่สุด

การทำ influencer marketing ที่คุ้มค่าหมายถึงการเจาะกลุ่มเป้าหมายระดับคุณภาพได้โดยไม่ต้องใช้เงินหนา กลุ่มเป้าหมายคุณภาพจะนำไปสู่ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีกว่า ซึ่งการสำรวจของ Talkwalker พบว่าคำตอบของประเด็นนี้คือ micro-influencer และ nano-influencer

จากการค้นคว้าในวงการสื่อสารโฆษณาและผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์กว่า 800 ราย Global State of Influencer Marketing Report 2019 ย้ำว่าผู้มีอิทธิพลระดับ micro-influencer และ nano-influencer จะเป็นโอกาสที่ชัดเจนสำหรับแบรนด์ที่จะเพิ่มการมีส่วนร่วมหรือ engagement รวมถึงการเพิ่มการเข้าถึง influencer ที่บริษัทเลือกไว้ได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณ

nano-influencer ปี 2019 ยิ่งแรง

ไม่ว่าปีที่ผ่านมา nano-influencer จะเป็นกระแสเพียงไร แต่การสำรวจประจำปี 2019 พบว่าเหล่าแบรนด์พร้อมใจมุ่งเน้นไปที่ nano-influencer ต่อเนื่อง สถิติล่าสุดคือ 69% ของผู้เชี่ยวชาญที่ Talkwalker สัมภาษณ์นั้นมองว่า influencer marketing มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์สูงสุด โดย 71% ของคนกลุ่มนี้ใช้ influencer ราว 50 คนหรือน้อยกว่า

เทรนด์นี้แปลว่า influencer marketing แบบดั้งเดิมนั้นตกยุคไปแล้ว ก่อนหน้านี้แบรนด์มักว่าจ้างใครบางคนที่มีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียจำนวนมาก เพื่อให้คนดังโพสต์ sponsored post บน Instagram แลกกับเงินค่าจ้างจำนวนมหาศาล

วันนี้แบรนด์จึงหันมาขยายมุมมองและพิจารณา influencer ที่มีจำนวนผู้ติดตามน้อยกว่า บนงบประมาณที่แม้จะไม่น้อยกว่า แต่ก็สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า

การสำรวจพบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับ influencer-created Instagram post หรือโพสต์ Instagram ที่สร้างโดยผู้สร้างที่เป็น influencer ในขณะนี้มีมูลค่าประมาณ 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 31,000 บาท) ต่อผู้ติดตาม 100,000 คน อย่างไรก็ตาม วงการ influencer ไม่มีสูตรการตั้งมูลค่าที่แน่นอน ซึ่งเน็ตไอดอลหรือ influencer บางรายสามารถขอเพิ่มเงินได้ถึงระดับ 10,000 เหรียญต่อการโพสต์

influencer ระดับนาโนเป็นเน็ตไอดอลที่มีผู้ติดตามระหว่าง 1,000 ถึง 5,000 คน บุคคลเหล่านี้ถือเป็นคนเก่งในโซเชียลมีเดียและได้สร้างกลุ่มเป้าหมายเฉพาะหรือ niche audience ที่เข้าใจในหัวข้อที่พวกเขาต้องการพูดคุย ชุมชนคน niche อาจมีขนาดเท่ากับ 1% ของ influencer หรือคนดังรายใหญ่ แต่ค่าใช้จ่ายที่แบรนด์รับผิดชอบก็จะน้อยลงหรืออาจฟรีในบางราย เพราะ nano-influencer บางคนมีความสุขในการโปรโมตแบรนด์เพื่อแลกกับผลิตภัณฑ์ฟรี

เทียบปริมาณกับคุณภาพ

แทนที่จะจ้าง influencer รายเดียวในราคา 10,000 เหรียญต่อโพสต์ แต่วันนี้แบรนด์หันมาจ้าง influencer หลักร้อยคนบนงบประมาณที่เท่ากัน วิธีนี้อาจฟังดูเหมือนทีมการตลาดของแบรนด์จะมีงานมากขึ้น แต่ประโยชน์ของวิธีนี้ก็ทวีคูณมากขึ้นตามไปด้วย

การสำรวจล่าสุดพบว่า กลุ่มผู้ชมที่เป็น niche ที่ nano-influencer สร้างไว้จะมีส่วนร่วมหรือ engage และให้ความสนใจกับสิ่งที่ nano-influencer รายนั้นโพสต์ มากกว่าผู้ชมของคนดัง influencer รายใหญ่ สถิติจาก Digiday พบว่า nano-influencer ใน Instagram สามารถดึงดูดผู้ชมได้มากถึง 8.7% ของผู้ติดตามรวม ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับ 1.7% ของ influencer ระดับเซเลบริตี้

ดังนั้น nano-influencer จึงสามารถเพิ่ม engagement หรืออัตราการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้มากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้ influencer รายใหญ่ ปี 2019 จึงเป็นปีที่แบรนด์เฉลี่ยงบประมาณก้อนเดียวกันเพื่อหว่านไถในนาของ nano-influencer ที่จะให้ผลผลิตได้มากกว่า

สำหรับปี 2019 การสำรวจชี้ว่า nano-influencer มักเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม ทำให้ nano-influencer เป็นผู้นำการสนทนาที่ต้องการผูกแฟนคลับไว้ให้เหนียวแน่น คนกลุ่มนี้จึงพยายามค้นหาวิธีใหม่ในการสร้างกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งหลายแบรนด์พบว่าเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่แบรนด์กำลังมองหาเช่นกัน

รายงานเรื่อง Experticity micro-influencer report ก็พบว่าผู้บริโภคกว่า 82% มีแนวโน้มสูงที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของ nano-influencer เปรียบเทียบแล้วสูงกว่าผู้บริโภคทั่วไปที่มีคะแนน 73% เท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้บริโภคมักมองว่า nano-influencer เป็นคนน่าเชื่อถือ มีความรู้ และมีความสามารถในการอธิบายว่าผลิตภัณฑ์ทำงานได้ดีกว่าเน็ตไอดอลคนดัง

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก่อนที่จะเทงบจ้าง nano-influencer หลักร้อยคน แบรนด์จะต้องไม่ลืมประเด็น relevant หรือความเกี่ยวข้องที่จะเป็นเหตุผลในการเลือกผู้มีอิทธิพลรายนั้น จุดนี้แบรนด์ยังต้องศึกษาทั้งตัวผู้มีอิทธิพลและกลุ่มผู้ชม ซึ่งยิ่งตรวจสอบมากเท่าไร งบที่ใช้ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น ความจริงข้อนี้ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะเป็นปี 2019 หรือปี 2020 ที่กำลังจะมาถึง

ที่มา: : PRDaily

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/nano-influencer-2019/

ยกเลิก Relevance Score บน Facebook Ads เตรียมใช้ 3 Metrics ใหม่ใน เม.ย.นี้

Facebook Ads เตรียมเลิกใช้ Relevance Score แล้วใช้ 3 Metrics ใหม่ในเดือนเมษายนนี้ และจะปิด 6 Metrics แล้วนำหน่วยวัดใหม่ๆ ที่สามารถใช้งานได้จริงเข้ามาแทน

Facebook ออกแถลงการณ์ผ่านหน้าเว็บไซต์ ระบุว่าเตรียมยุติการใช้ Metric อย่าง Relevance Score ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกถึงคุณภาพของโฆษณาว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยขนาดไหน ใน Ad relevance diagnostics โดยจะยกเลิกการนำใช้ในการ Bid โฆษณาภายในวันที่ 30 เมษายน 2562 นี้

โดย Ad relevance diagnostics เตรียมหันมาใช้ Metrics ใหม่ที่มีความ “ละเอียดกว่า” และ “สามารถใช้งานได้จริง” เข้ามาแทนที่ ได้แก่

  • Quality ranking : ตัววัดคุณภาพโฆษณาที่ได้รับรู้มา โดยเทียบกับ โฆษณาที่แข่งขันในแข่งขันในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
  • Engagement rate ranking : อัตราส่วน Engagement ของโฆษณาที่คุณคาดหวัง เมื่อเทียบกับโฆษณาที่แข่งขันในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
  • Conversion rate ranking : อัตราส่วน Conversion Rate ของโฆษณาที่คุณคาดหวัง ที่มี Optimization Goal เท่ากันและแข่งขันในกลุ่มผู้ชมเดียวกัน

อีก 6 Metrics ก็ถูกยกเลิกใช้งาน

นอกจากนี้ Facebook Ads ยังยกเลิกการใช้งานอีก 6 Metrics ดังนี้

  • Offers Saved และ Cost Per Offers Saved – เปลี่ยนเป็น Post Saves บอกได้ว่าเพจสามารถดูได้ว่ามีคนกด Save Ads ไปกี่คน
  • Messaging Replies และ Cost Per Messaging Replies – เปลี่ยนเป็น New Messaging Connections และ Messaging Conversations Started มีขึ้นเนื่องจาก Facebook เห็นว่าหลายคนจะยังไม่เคยส่งข้อความหาเพจ จึงแยก Metrics ออกมาเพื่อให้ชัดเจนและวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น
  • Mobile App Purchase ROAS และ Web Purchase ROAS – เปลี่ยนเป็น Purchase ROAS (Return on Ad Spend) มัดรวม Metric นี้ให้กลายเป็นตัวเดียว

ทำไมเรื่องนี้สำคัญ

การปรับปรุง Metrics ซึ่งเป็นตัวชี้วัดครั้งนี้ ช่วยให้ผู้ลงโฆษณา (Advertiser) ได้รับข้อมูลเชิงลึกที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการคาดการณ์ Performance และมุ่งเน้นไปที่การปรับ Optimization Effort ได้มากขึ้น

หากตอนนี้ใครที่กำลังใช้ Metrics เดิมๆ อยู่ที่เรารายงานไป ควรเตรียมเปลี่ยน Metric และ Report ภายใน 1-2 เดือนนี้

ที่มา : Facebook Business, Facebook Ads และ Marketing Land

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/facebook-cancels-relevance-score-in-ads-platform/

YouTube บานปลายปัญหาใคร่เด็ก แบรนด์ใหญ่ตบเท้าเลิกโฆษณาชั่วคราว

Disney, Nestle รวมถึงต้นสังกัดผู้สร้างเกม Fortnite อย่าง Epic Games ประกาศยกเลิกการลงโฆษณาบน YouTube ชั่วคราวเพราะกังวลเรื่องเนื้อหาวิดีโอที่ไม่เหมาะสม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทใหญ่ตัดสินใจเข้าเกียร์ว่างกับ YouTube โดยข้อมูลเบื้องต้นพบว่า YouTube จะชดเชยค่าโฆษณาบนวิดีโอกลุ่มนี้ราว 2 แสนบาทในช่วง 2 เดือน

การตัดสินใจของ Walt Disney Co., Nestle และ Epic Games Inc. กลายเป็นการตอกย้ำปัญหาเรื้อรังของ YouTube เพราะบริษัทกลุ่มนี้ตัดสินใจดึงโฆษณาออกจากอาณาจักรของ Alphabet Inc. ต้นสังกัด YouTube ที่ไม่อาจดูแลเนื้อหาไม่เหมาะสมบนเว็บไซต์ได้เท่าที่ควร

สำหรับกรณีล่าสุดนั้นเกี่ยวข้องกับวิดีโอที่โพสต์โดยบล็อกเกอร์รายหนึ่งชื่อ Matt Watson เนื้อหาวิดีโอคือการตีแผ่แง่ลบของอัลกอริธึม YouTube ที่กำลังชี้นำและอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มผู้เป็นโรคใคร่เด็ก (pedophilia) ซึ่งทำให้คนจิตใจไม่ปกติกลุ่มนี้สามารถค้นหาวิดีโอแสดงภาพเด็กหญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ขณะกำลังเล่นกีฬาที่แสดงสัดส่วนร่างกาย เช่น ยิมนาสติก ได้ง่าย

การโบกมือลา YouTube ของแบรนด์ใหญ่นั้นเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับที่ Matt Watson อัปโหลดวิดีโอแฉ YouTube ความยาว 20 นาทีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา วิดีโอนี้ตอกย้ำโทษของอัลกอริทึม YouTube ที่เสนอหรือแนะนำวิดีโอเพิ่มเติมที่คล้ายกันได้แบบที่คนรักเด็กไม่ต้องเหนื่อย

Watson ยังระบุต้นเหตุของปัญหาที่ YouTube แก้ไม่ตกว่ามาจากส่วนแสดงความคิดเห็น เพราะชุมชนคนรักเด็กมักจะโพสต์ลิงก์วิดีโอหลายรายการเพื่อเอื้อเฟื้อแก่ผู้ชมที่มีรสนิยมเดียวกัน

ประเด็นนี้ร้อนแรงขึ้นไปอีกเมื่อ Watson ชี้ให้เห็นว่า วิดีโอฮิตของกลุ่ม pedophilia มีโฆษณาจากบริษัทใหญ่เช่น Clorox และ Disney แสดงก่อนเล่นวิดีโอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิดีโอได้รับความนิยมเพราะมีผู้ชมเกือบ 2 ล้านครั้งนับตั้งแต่มีการอัปโหลด

นอกจาก Nestle, Epic Games และบริษัทบรรจุภัณฑ์อาหารสัญชาติเยอรมนี Dr. August Oetker KG ยืนยันกับ Bloomberg ว่าได้หยุดการใช้งบโฆษณาบน YouTube แล้ว หลังจากพบว่าโฆษณาของพวกเขาถูกดีแผ่ว่าเล่นก่อนวิดีโอที่เข้าข่าย “โป๊เด็ก” แต่การเคลื่อนไหวของ Disney นั้นไม่มีการเปิดเผยแหล่งที่มาว่าบริษัทคิดเห็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม โฆษก YouTube ไม่นิ่งนอนใจและออกแถลงการณ์ว่า ทุกเนื้อหาและทุกความคิดเห็นที่เป็นอันตรายต่อผู้เยาว์นั้นเป็นเรื่องน่ารังเกียจ และบริษัทมีนโยบายชัดเจนเรื่องห้ามไม่ให้มีการกระทำบน YouTube ดังนั้นบริษัทจะดำเนินการในทันที ผ่านการลบบัญชีและช่อง ก่อนจะรายงานพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ต่อไป

เบื้องต้น YouTube ประเมินว่าการใช้จ่ายโฆษณาทั้งหมดในวิดีโอกลุ่มเสี่ยงนั้นมีมูลค่าต่ำกว่า 8,000 เหรียญสหรัฐหรือราว 2 แสนบาทภายใน 60 วันที่ผ่านมา ซึ่งทาง YouTube วางแผนที่จะคืนเงิน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แพลตฟอร์มที่เป็นของ Google เผชิญกับการต่อต้านจากผู้โฆษณา ในปี 2017 บริษัทต้องเผชิญกับการโบกมือลาของผู้โฆษณาจำนวนมาก ที่พบว่าโฆษณาของตัวเองถูกเล่นในวิดีโอเนื้อหาสุดโต่งที่สนับสนุนการก่อการร้าย ตัวอย่างแบรนด์ใหญ่กลุ่มนี้คือ AT&T, Verizon, Walmart, Johnson & Johnson, JPMorgan Chase รวมถึงอีกหลายรายที่ตัดงบการใช้จ่ายโฆษณาออกไปชั่วคราว

แม้ว่าหลายรายจะกลับมาโฆษณาบน YouTube เมื่อเวลาผ่านไป แต่กรณีล่าสุดนี้อาจทำลายความไว้วางใจที่ YouTube สั่งสมไว้ก็ได้ ล่าสุดหุ้น Alphabet ลดฮวบ 1.11% มาอยู่ที่ 1,108.20 เหรียญเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ที่มา: : The Street

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/disney-nestle-pull-youtube-ads/

Amazon กินแชร์ธุรกิจโฆษณา Google สำเร็จปีนี้

ธุรกิจโฆษณาของ Amazon ถูกมองว่าจะขโมยส่วนแบ่งการตลาดจาก Google ได้สำเร็จในปีนี้ โดยผลการวิจัยของบริษัท eMarketer ประเมินว่า Amazon จะครองตลาดโฆษณาออนไลน์อเมริกันราว 8.8% ของยอดใช้จ่ายในวงการโฆษณาดิจิทัลรวมปี 2019 ตรงกันข้ามกับ Google ที่คาดว่าจะเสียส่วนแบ่งการตลาดไปอย่างน้อย 1%

eMarketer ยังประเมินว่าใน 5 บริษัทใหญ่ด้านการโฆษณาดิจิทัลอเมริกัน จะมีเพียง Amazon และ Facebook เท่านั้นที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ในปี 2019 โดยผู้เล่น Top 5 ในตลาดโฆษณาดิจิทัลนั้นรวมบริษัทเช่น Microsoft และ Verizon ไว้ด้วย ซึ่งจะมีส่วนแบ่งตลาดคงที่หรือลดลงเล็กน้อย

สำหรับกรณีของ Amazon บริษัทวิจัย eMarketer ลงรายละเอียดว่ายอดใช้จ่ายที่ Amazon จะดูดไปได้จากตลาดโฆษณาออนไลน์อเมริกัน 8.8% ในปี 2019 นั้นเพิ่มขึ้นจาก 6.8% ในปี 2018 แนวโน้มที่เป็นบวกและปัจจัยเสริมรอบด้านทำให้คาดว่าส่วนแบ่งของ Amazon จะสูงเกิน 10% ได้ภายในปี 2020

การเพิ่มขึ้นของ Amazon สวนทางกับผู้นำตลาดอย่าง Google การสำรวจพบว่าเจ้าพ่อเสิร์ชเอนจินจะเสียส่วนแบ่งตลาด 1% ลดลงจาก 38.2% เป็น 37.2% ด้าน Facebook คาดว่ายักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียจะดึงเม็ดเงินโฆษณาอเมริกัน 22.1% ไปครอง ถือเป็นยอดใช้จ่ายโฆษณาดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 21.8% ในปีที่แล้ว

ผลการสำรวจนี้ตอกย้ำว่า Amazon กำลังขยายตัวร้อนแรงในธุรกิจโฆษณา โดยปัจจุบัน ธุรกิจนี้เริ่มทำรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนเป็นแหล่งรายได้ใหญ่ลำดับที่ 3 ของบริษัท โดย 2 อันดับแรกเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจคลาวด์ ซึ่งทั้ง 2 ธุรกิจถูก Amazon แยกออกจากกันชัดเจน

นอกจากธุรกิจหลัก 2 อันดับแรก Amazon รวบธุรกิจที่เหลือไว้ในหมวด “อื่น ๆ” ซึ่ง Amazon บอกว่ารายได้ส่วนใหญ่ของหมวดนี้มาจากยอดขายโฆษณา จุดนี้ Amazon ให้ข้อมูลในเอกสารชี้แจงว่า รายได้หมวดอื่น ๆ ในปี 2018 นั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปี 2017 คิดเป็นมูลค่ารวม 10,100 ล้านเหรียญสหรัฐ บนยอดขายสุทธิปี 2018 ของบริษัทจำนวน 233,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เบื้องต้น eMarketer ประเมินว่า Amazon จะขยายธุรกิจโฆษณาในสหรัฐฯอีก 50% ในปีนี้ เป็นการปรับตัวเลขประมาณการเพิ่มขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่ง eMarketer เชื่อว่ารายได้ธุรกิจโฆษณาของ Amazon จะเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลใหม่ล่าสุดของหมวดธุรกิจอื่น ๆ

แนวโน้มบวกทั้งหมดนี้ทำให้ eMarketer ประมาณการรายได้ Amazon ว่าจะเติบโตขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี โดยตั้งแต่ปี 2018-2021 บริษัทวิจัยมองว่ารายได้โฆษณาของ Amazon ในปี 2019 จะมีมูลค่ารวม 7,230 ล้านเหรียญ

ผลการวิเคราะห์เหล่านี้สอดคล้องกับรายงานในช่วงปีที่ผ่านมา ที่พบว่านักโฆษณาบางราย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแบรนด์สินค้าสำหรับผู้บริโภค) ได้ลดงบประมาณโฆษณาบนเสิร์ชเอนจินจาก Google ราวครึ่งหนึ่งไปให้ Amazon เนื่องจากการโฆษณาใน Amazon สามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนที่แข็งแกร่งกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกค้าสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาได้ในคลิกเดียว.

ที่มา: : CNBC

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/amazon-google-market-share/

อัพเดทเทรนด์ผ่านหนังสือ Thailand Digital Playbook ที่ Group M ปั้นมาให้อ่านกัน

เมื่อหลายวันก่อน ทาง Group M ได้เปิดตัว Thailand Digital Playbook ประจำปี 2019 มาให้ได้อ่านแบบออนไลน์กัน สำหรับคนที่ยังไม่ได้โหลดมาอ่าน วันนี้ Thumbsup จะมาเขียนสรุปให้ได้อ่านกันค่ะ

สำหรับหนังสือเล่มนี้นั้น ทาง Group M บอกไว้ว่า เป็นการรวบรวมความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในสื่อดิจิทัลและคำอธิบายในการแก้ปัญที่สำคัญสำหรับนักการตลาด แน่นอนว่าเนื้อหาทั้งเล่มนั้นไม่ยาว มีเพียง 50 หน้าเท่านั้น ให้เปิดอ่านแบบเพลินๆ

ทั้งนี้ ทีมงานท่ีปั้นเนื้อหาเทรนด์การเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นมา อย่าง คุณแพน จรุงธนาภิบาล รองผู้อำนวยการแผนกพัฒนาและการตลาด คุณณัฏฐพัชร์ รุ่งนิเวศน์ เจ้าหน้าที่อาวุโสแผนกพัฒนาและการตลาด และคุณณัฐวีร์ ณีว มาวิจักขณ์ หัวหน้าแผนกพัฒนาและการตลาด กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย)ได้ให้ข้อมูลโดยสรุปว่า เป็นการรวบรวม Insight ที่น่าสนใจจากงานวิจัยของทางกรุ๊ปเอ็ม ไม่ว่าจะเป็น

DIGITAL ADVERTISING GROWTH 

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสื่อดิจิทัลในไทยที่อัตรา 16% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 14,330 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีขนาดตลาดอยู่ที่ 12,402 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจที่มีการลงทุนในสื่อดิจิทัลสูงสุด 3 ลำดับได้แก่ รถยนต์ การสื่อสาร และธนาคาร (1,473 ล้านบาท 1,294 ล้านบาทและ 1,076 ล้านบาทตามลำดับ)

ประเภทธุรกิจและสินค้าที่มีอัตราลงทุนเพิ่มมากที่สุดได้แก่ กลุ่มสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม โดยโตขึ้นมาที่ 33% รองลงมาได้แก่กลุ่มธนาคารและกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีอัตราโตโดยรวมของดิจิทัลอยู่ที่ 27%

ส่วนภาพรวมการใช้สื่อดิจิทัลในของประเทศไทยนั้นสื่อโซเชียลชื่อดังอย่าง Facebook และ YouTube ยังคงความเป็นเจ้าตลาดที่อัตราส่วนแบ่งโฆษณาที่มากกว่า 50%

ด้วยเหตุนี้นักการตลาดจึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญของการใช้ Social Listening หรือเทคโนโลยีการเฝ้าดูและติดตามแบรนด์หรือสินค้าทั้งของตัวเองและของคู่แข่งบนโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงการสร้างรากฐานที่แข็งแรงของแบรนด์ในดิจิทัลก็ยังคงไปหัวใจหลักในการเข้าหาผู้บริโภค

EVOLUTION OF THAI CONSUMERS

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบเดิมๆ ที่ว่าด้วยหลักประชากรศาสตร์ เช่น การใช้เพศ หรืออายุ ไม่สามารถระบุตัวตนของกลุ่มเป้าหมายยุคดิจิทัลได้อีกต่อไป เนื่องจากการใช้อินเทอร์เน็ตได้เปิดประตูให้ผู้บริโภคแต่ละคน สามารถแสดงพฤติกรรม ความคิดเห็น ค้นหาสิ่งที่ตัวเองสนใจได้อย่างเสรี หรือที่เราเรียกว่า Digital Personal ID

นอกจากนี้ การเติบโตของการใช้เงินผ่านรูปแบบดิจิทัลในหมู่ผู้บริโภคคนไทยได้เปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลในการซื้อสินค้าที่สั้นลง อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดระบบการตัดสินใจที่เร็วขึ้นด้วย

TREASURING DATA

นอกจากนี้ ตลาดดิจิทัลที่มีการแข่งขันที่สูงนักการตลาด จะอาศัยการซื้อข้อมูลจาก Third Party เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเป็นข้อมูลเปิดที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน

ในยุคดิจิทัลที่มีผู้บริโภคมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นี่คือโอกาสที่นักการตลาดจะต้องก้าวข้ามไปให้ถึงการสร้างฐานข้อมูลลูกค้าของตนเองขึ้นมาและนำการวิเคราะห์ผู้บริโภคผ่าน Digital Personal ID เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการสื่อสารซึ่งจะโยงไปถึงประสิทธิผลในการซื้อขายสินค้าแก่ผู้บริโภค

TRICKS OF THE TRADE

จากการที่สื่อดั้งเดิมได้เริ่มปรับตัว และกระโดดเข้ามาร่วมสร้างและขยายดิจิทัลแพลตฟอร์มให้มีความหลากหลายมากขึ้น ความท้าทายของแบรนด์และนักการตลาดคือต้องมีความมั่นใจในแผนกลยุทธ์สื่อสารทางการตลาดของตน ว่าแต่ละชิ้นงานสื่อสารได้ถูกออกแบบเพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกที่และถูกเวลา

ทั้งนี้ การอาศัยเทคโนโลยีที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาโดยเฉพาะผ่านระบบ AI จะสามารถช่วยจับชิ้นงานสื่อสารให้เข้ากับแต่ละ Digital Personal ID ได้อย่างแม่นยำขึ้น

นอกจากนี้ การเลือกใช้ TMP หรือ Trusted Market Place หรือพื้นที่สื่อที่ได้รับการคัดสรรค์จะช่วยป้องกันไม่ให้ชิ้นงานของแบรนด์ไปแสดงอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมและรวมไปถึงเรื่องของเวลาด้วย เพื่อให้การเข้าถึงผู้บริโภคของแบรนด์มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกขั้นตอนของ Consumer Journey ทั้งด้านการรับรู้ การตัดสินใจ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค จึงต้องเลือกใช้เครื่องมือที่ตรงจุด

Influencer ยังคงเป็นเคล็ดลับการส่งต่อข้อมูลของแบรนด์ที่น่าสนใจ

แน่นอนว่า Influencer ยังคงเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงพลังที่สุด เพราะพฤติกรรมของคนออนไลน์ยังชอบที่จะหาข้อมูลและรับทราบประสบการณ์ใช้งานจากบุคคลอื่นก่อนใช้งานจริง ว่าเหล่า Influencer มีความคิดเห็นและประสบการณ์หลังการใช้งานจริงอย่างไรบ้าง ทำให้การสื่อสารการตลาดรูปแบบนี้ กลายเป็นศูนย์กลางของการบอกต่อที่ยังคงได้ผลเสมอ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าการตลาดแบบแบรนด์พูดเอง จะเป็นสิ่งที่ไม่ต้องทำนะคะ เพราะถึงอย่างไร การมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากแบรนด์เอง หรือการนำเสนอโปรโมชั่นแคมเปญต่างๆ ที่มาจากแบรนด์โดยตรง ยังคงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอ เพียงแต่ทั้งสองแนวทางนี้ควรใช้ควบคู่กัน คือ รีวิวประสบการณ์ใช้งานผ่าน Influencer พร้อมกับโปรโมชั่นที่ดึงดูด ให้อยากทดลองใช้งาน

นอกจากนี้ Google ยังเคยสำรวจผลการทำงานของ Adwords ในปี 2000 ไว้ว่า Machine Learning และ Artificial Intelligence จะเข้ามามีบทบาทในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล วางกรอบแนวทางโฆษณาและอุปกรณ์สื่อสารที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จะเป็นปัจจัยสำคัญให้ประชากรอินเทอร์เน็ตกว่า 50,000 ล้านคนในปี 2020 รวมทั้งค่าเฉลี่ยการใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อของประชากรจะอยู่ที่ 6.58 ชิ้นต่อคน (ผลวิจัยจาก CISCO)

อย่างไรก็ตาม Gartner ยังบอกอีกด้วยว่าในปี 2020 จะมีลูกค้ากว่า 85% ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรผ่านการสื่อสารที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ นั่นหมายความว่า ลูกค้าเลือกที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดีย มากกว่าการโทรคุยกับคอลล์เซ็นเตอร์ที่เป็นพนักงาน

ดังนั้น การนำ AI เข้ามาใช้ตอบคำถามกับลูกค้า จะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่องค์กรเลือกลงทุนมากขึ้นนั่นเอง

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถอ่าน Thailand Digital Playbook ฉบับเต็มได้ที่นี่

 

 

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/thailand-digital-playbook-group-m/

Infographic: 19 เทคนิกทำ SEO ฉลุยในปี 2019

หนทางทำการตลาดดิจิทัลและการทำ SEO หรือ Search engine optimization นั้นเปลี่ยนแปลงไปทุกปี สำหรับปี 2019 วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพ SEO ของทุกคนจะไม่ได้อยู่ที่การตั้งคีย์เวิร์ด หรือการเพิ่มลูกเล่นให้เว็บเพจเท่านั้น แต่อยู่ที่การปรับแนวทางเนื้อหาและแคมเปญโซเชียลซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นได้ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด

ต้องยอมรับว่า Search engine optimization คือส่วนสำคัญที่ทำให้สถานะของการตลาดดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เนื่องจากอัลกอริธึมใน Google ได้รับการปรับปรุงและมีกลยุทธ์ใหม่เพื่อให้ผลเสิร์ชมีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นวิธีการที่เจ้าของเว็บเพจจะสามารถทำได้คือการคำนึงถึงความสะดวกของนักเสิร์ชในการค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ให้ดีขึ้น ซึ่งใครทำได้ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาหรือ SEO ได้ในที่สุด

รางวัลของคนที่ทำภารกิจนี้สำเร็จคือการยกระดับเว็บไซต์ และดึงลิงก์เว็บไซต์ของเราไปยังด้านบนของหน้าผลลัพธ์ สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ที่กำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์โดยตรง

Infographic ที่บริษัท Click เป็นผู้รวบรวมนี้ให้รายละเอียด 20 วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพ SEO บนเว็บไซต์ในปี 2019 ว่าหนึ่งในกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับ SEO คือการใส่ใจกับ backlink หรือลิงก์ย้อนกลับและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงกันอยู่ วิธีนี้ยังไม่ล้าสมัยสำหรับการทำ SEO ในปี 2019

SEO ปี 2019 ยังควรคำนึงถึงภาพบนเว็บไซต์เป็นพิเศษ จุดนี้เจ้าของเว็บไซต์ควรทำทุกทางให้มั่นใจว่าภาพบนเว็บไซต์นั้นสามารถค้นหาได้ เนื่องจากการสำรวจพบว่ากว่า 27% ของการเสิร์ชทั้งหมดนั้นเป็นการเสิร์ชเพื่อหาภาพ

สิ่งที่แตกต่างจาก SEO ปีอื่นๆ คือเว็บไซต์ควรดำเนินการแคมเปญโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพราะยิ่งมีการใช้จ่ายเงินเพื่อทำแคมเปญบนโซเชียลมีเดียมากขึ้นเท่าใด เว็บไซต์นั้นก็อาจจะถูกเสิร์ชพบได้มากขึ้นเท่านั้น ทั้งการทำไลฟ์สตรีมมิ่งเพื่อถ่ายทอดสด หรือการลงทุนเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียล รวมถึงการปรับเนื้อหาตามอัลกอริธึมของโซเชียลมีเดียเช่น Facebook หรือ Twiiter ที่ปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน ก็อาจทำให้อันดับการเสิร์ชบน Google ดีขึ้นตามไปด้วย

ยังมีประเด็นเรื่องการปรับแต่งเนื้อหาเพื่อแสดงผลบนสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะ อย่างเช่นการสร้างเนื้อหาแนวตั้ง (Vertical Content) ก็อาจทำให้เว็บไซต์เจาะ SEO กลุ่มการเสิร์ชบนสมาร์ทโฟนได้ดีขึ้น จุดนี้ถือว่าน่าสนใจเพราะวันนี้ชาวโซเชียลใช้เวลา 70% บนสมาร์ทโฟนของตัวเอง

ขอเชิญติดตามข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่าง จะได้รู้ว่า SEO ปี 2019 นั้นเปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดดของจริง.

ที่มา: : Click

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/02/infographic-see-2019/