คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

นีลเส็น เผยเม็ดเงินโฆษณา มค. 2021 ติดลบ 7% สื่อทีวียังมาแรง

นีลเส็น เปิดเผยมูลค่าเม็ดเงินโฆษณามกราคมปี 2021 หดตัวลง-7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วโดยมูลค่าอยู่ที่ 8,032 ล้านบาท ซึ่งสื่อทีวียังคงเป็นสื่อที่มีสัดส่วนของการใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดอยู่ที่ 61% โดยภาพรวมของทุกสื่อหดตัวจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ปี 2021 ช่วงเดือนมกราคมภาพรวมใช้เม็ดเงินโฆษณาอุตสาหกรรมหลักอาทิเช่น กลุ่มกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food&Beverage) มูลค่า 1,418 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +35% และกลุ่ม Media & Marketing ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธุรกิจการขายตรงมูลค่า 1,108 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +17% ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและเครื่องสำอาง (Personal Care & Cosmetic) มูลค่า 1,020 ล้านบาท ลดลง -12% และกลุ่มยานยนต์ (Automotive) มูลค่า 520 ล้านบาท ลดลง -27%

ในส่วนของบริษัทที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดในปี 2021 โดย 3 ลำดับแรกได้แก่

บริษัท  UNILEVER (THAI) HOLDINGS CO.,LTD. มูลค่า 349 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว +18%โดยแคมเปญที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมาคือ บรีสเอกเซล รักษ์โลก สูตรใหม่เป็นมิตรต่อโลก ทางสื่อทีวีมูลค่า 41 ล้านบาท รองลงมาคือใหม่ เคลียร์ คลีน แอนด์ มายด์ ทางสื่อทีวีมูลค่า 30 ล้านบาท

บริษัท NESTLE(THAI) CO.,LTD. มูลค่า 297 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว +150% โดยแคมเปญที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมาคือ เนสกาแฟ ลุ้นอภิมหาโชค ทางสื่อทีวีมูลค่า 46 ล้านบาท รองลงมาคือ S26 เชื่อว่าทุกการเรียนรู้ยิ่งใหญ่เสมอ ทางสื่อทีวีมูลค่า 39 ล้านบาท

บริษัท PROCTER & GAMBLE (THAILAND) มูลค่า 222 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว+47% โดยแคมเปญที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา คือ รีจอยส์ ผมนุ่มสลวย กลิ่นหอมยาวนานทางสื่อทีวีมูลค่า 22 ล้านบาท รองลงมาคือ ใหม่ ดาวน์นี่ หอมสดชื่นยาวนาน ทางสื่อทีวีมูลค่า 21 ล้านบาท

from:https://www.thumbsup.in.th/nielsen-advertising-more-tv-spending?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nielsen-advertising-more-tv-spending

รวม Facebook Group สำหรับนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจ

ในปัจจุบันความรู้ในโลกออนไลน์นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านดิจิทัลที่ต้องอัปเดตความรู้อยู่ตลอดเวลา

ทีมงาน Thumbsup จึงขอรวบรวมกลุ่มเฟซบุ๊กสำหรับนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจ เพื่อให้สามารถเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้ แชร์เทคนิคต่างๆ รวมไปถึงแบ่งปันข่าวสารในวงการธุรกิจและการตลาดครับ

ดิจิทัล เตาะแตะ

กลุ่มของนักการตลาดที่จะมาร่วมแบ่งปันไอเดีย มุมมอง พูดคุยสอบถาม แนะนำ รวมไปถึงแชร์ข่าวสารในวงการดิจิทัล

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/DigitalMarketing101

Thai Content Creator

กลุ่มที่จะมาแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ เคล็ดลับในการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนโลกออนไลน์ เป็นกลุ่มที่รวมตัว Content Creator มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Blogger, YouTuber, Publisher รวมไปถึงผู้ที่ทำงานในวงการเอเจนซี่ และแบรนด์ธุรกิจ

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/914671758737988

Ad Addict – Sharing Room

กลุ่มสำหรับการแบ่งปันข้อมูล ข่าวสารด้านโฆษณาและการตลาด โดย Ad Addict

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/137757067052822

Marketing Tech Thailand – Group

กลุ่มสำหรับนักการตลาดที่จะมาพูดคุยแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือระบบซอฟต์แวร์ เพื่อดำเนินการและวัดผลการตลาด

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/martecthai/

Creative Talk

กลุ่มที่จะมาแบ่งปันเรื่องราว ข่าวสาร อัพเดท เกี่ยวกับงานและวงการ Creative, Technology, Digital Marketing, Startup/Entrepreneur โดย Creative Talk

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/creativetalkgroup

Inbound Marketing Thailand

กลุ่มสำหรับผู้ที่สนใจศาสตร์ Inbound Marketing (การตลาดแบบแรงดึงดูด) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข่าวสาร โดย Content Shifu

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/inboundmarketingthailand

ข่าววงใน ธุรกิจ เทคนิคการตลาด

กลุ่มสำหรับผู้ประกอบการ นักการตลาด เพื่อมาร่วมอัปเดตข่าวสารธุรกิจ เศรษฐกิจ หุ้น การตลาด ทั้งไทยและต่างประเทศ โดย Brand inside

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/brandinside/

รวมเรื่องการตลาดด้าน Data และ Personalized Marketing by การตลาดวันละตอน

กลุ่มสำหรับนักการตลาดที่สนใจในเรื่อง Data และ Personalized Marketing เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ แชร์ประสบการณ์ โดย การตลาดวันละตอน

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/1324958667682288/

Influencer Marketing ทำเองดิ by Taiko.ai

กลุ่มสำหรับนักการตลาดและผู้ประกอบการที่สนใจทำ Influencer Marketing เพื่อมาร่วมแชร์ประสบการณ์และแบ่งปันเทคนิคในการใช้อินฟลูเอนเซอร์ โดย Taiko.ai

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/293983695071064/

E-Commerce Today แหล่งรวมข้อมูลการค้าออนไลน์ที่ควรรู้ by Priceza

กลุ่มสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซและการตลาดออนไลน์ เพื่อมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ เทรนด์ และเทคนิคต่างๆ โดย Priceza

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/522542598670376

สอน SEO และ WordPress in Thailand

กลุ่มสำหรับนักพัฒนาและนักการตลาดที่ต้องการเสริมความรู้ด้าน SEO และ WordPress

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/seointhailand

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-group-for-marketer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-group-for-marketer

News Feed ของเฟซบุ๊กทำงานอย่างไร? เพิ่มจำนวนการคนเห็นโพสต์โดยไม่เสียเงิน

News Feed ของเฟซบุ๊กทำงานอย่างไรในการแสดงโพสต์ต่างๆ ให้กับผู้ใช้แต่ละคน แล้วจะเพิ่มจำนวนคนเห็นโพสตือย่างไรโดยไม่เสียเงิน

วันนี้ทีมวิศวกรของเฟซบุ๊กได้อธิบายการทำงานของระบบไว้ว่า

“อัลกอริทึมของ News Feed จะวิเคราะห์พฤติกรรมจากการตอบโต้ของผู้ใช้งานรายบุคคล เพื่อพิจารณาว่าผู้ใช้ต้องการเห็นอะไร”

‘การตอบโต้’ ดังกล่าวหมายถึง การคลิก การกดไลก์ กดแชร์ รวมถึงระยะเวลาที่ใช้กับโพสต์นั้นๆ

ในแง่ของการตลาดจึงเกิดคำถามว่า เราจะใช้ประโยชน์จากการทำงานของอัลกอริทึมอย่างไรในการทำคอนเทนต์?

“ไม่มีเทคนิคใดที่จะสามารถโกงระบบอัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก (และอินสตราแกรม) ได้” คือคำตอบของผู้พัฒนาระบบ News Feed โดยให้เหตุผลว่า มันถูกกำหนดให้เรียนรู้สิ่งที่ผู้ใช้ชอบและไม่ชอบผ่านการตอบโต้กับคอนเทนต์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยได้ให้เทคนิคในการทำให้กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เห็นโพสต์เพิ่มขึ้นไว้ดังนี้

ทำความรู้จักลูกค้า – ใช้เวลาในการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าว่าต้องการข้อมูลแบบไหน มีความสนใจเรื่องอะไร

ส่งมอบคุณค่าผ่านคอนเทนต์ – เมื่อเข้าใจความต้องการแล้ว การสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพก็จะสามารถเพิ่มจำนวนการเข้าถึงโพสต์ได้

ที่มา

Facebook

from:https://www.thumbsup.in.th/news-feed-facebook-algorithm?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=news-feed-facebook-algorithm

Media Intelligence แนะอย่าตื่นตระหนก แม้เจอโควิดรอบสอง

แม้ว่าเราจะผ่านสถานการณ์โควิด-19 มาตลอดทั้งปี 2020 และในสถานการณ์ที่เหมือนจะดีขึ้น เราก็เจอโควิดระลอกสองที่ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเร็วมาก แต่แนวโน้มการปรับตัวและรับมือของประชาชนก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

ทาง Media Intelligence จึงได้คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาปี 2564 ภายหลังวิกฤต Covid-19 เริ่มคลี่คลายและเห็นสัญญาณต่างๆที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาและคาดการณ์การเข้าถึงวัคซีนป้องกัน Covid-19 ในช่วง Q2 ของปี 2564 ประกอบกับการฟื้นตัวของตลาดที่ส่งผลต่อรายได้ของไทย โดยเฉพาะ จีน  ซึ่งจะเริ่มส่งผลบวกโดยตรงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออก

ดังนั้น บริษัทจึงได้คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาปี 2564 บวกได้มากกว่า 10% เป็นอย่างน้อย อย่างไรก็ดีทาง MI ได้ประเมินเผื่อไว้ หากสถานการณ์ Covid-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่  อาจชะลอการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาปี 2564 เหลือเพียงบวกแค่ไม่ถึง 5% เนื่องจากการระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้นช่วงก่อนเข้า  High Season ของโฆษณา(Summer) คือ เริ่มตั้งแต่กุมภาพันธ์-เมษายน

คุณภวัต เรืองเดชวรชัย  ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด กล่าวว่า ด้วยตัวเลขภาพรวมโฆษณาของปี 2020 ที่ติดลบเกือบ 20% แต่สื่อทีวีและอินเทอร์เน็ตยังมีทิศทางบวก แต่จะหนักไปที่สื่อ Out of Home และโรงหนัง ที่คนต้องอยู่บ้าน

หากมีการล็อกดาวน์ในจังหวัดหลักรอบสองนั้น อาจจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง จะมาพร้อมความกังวลและส่งผลต่อวงการหนักมาก ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ โอกาสเติบโตรอบนี้อาจไม่มีหรือติลบ แต่มองว่ายังเท่าปีที่แล้ว  ตัวเลขจะอยู่ที่ 73,706 ทีวีและสื่อออนไลน์จะโตมากขึ้นเพราะคนอยู่บ้านและดูทางช่องหลักและเสพออนไลน์หนักขึ้น

แพลตฟอร์มเดิมยังมีการใช้งานอยู่ไม่มีอันไหนร้อนแรง เพียงแต่ใช้เวลามากขึ้น เช่นกลุ่มเจน X และ Y ที่ใช้เฟสบุค ก็ใช้หนัก หรือกลุ่มที่เสพคอนเทนต์ใดก็จะเข้มข้น ไม่ได้ข้าม แต่เห็นคอนเทนต์บางประเภทท่ีเสพมากกว่าเดิม เช่น tiktok อาจจะได้รับความสนใจมากขึ้น ยูสเซอร์อาจไม่เพิ่มแต่แอคทีฟเพิ่ม แอคทีฟ 12 ล้านคน เหตุการณ์ระบาดรอบนี้ ปชชหรือมาตรการไม่เข้มข้น

นักการตลาดควรปรับแผนการใช้สื่อและการสื่อสารให้เกิดประสบการณ์สูงสุด สื่อนอกบ้านมีการลงโฆษณาน้อยลงและเพิ่มสื่อทีวีและออนไลน์มากขึ้น และเฉพาะกลุ่มรายการที่ได้ผลบวก 

อย่างไรก็ตาม การที่เราเห็นสินค้าประเภทถั่งเช่าและคอลลาเจนในทุกช่องทีวีนั้น เป็นผลจากความถดถอยของสื่อทีวีที่ต้องการวิ่งหาแบรนด์ที่พอมีเงิน หรือเข้าไปในรูปแบบของ Profit Sharing กัน เพื่อการได้มาของรายได้มาหล่อเลี้ยงธุรกิจ เชื่อว่าทางผู้ประกอบการทีวีเองก็รับทราบถึงความไม่สมดุลนี้ แต่ก็จำเป็นต้องพยุงตัวเองเพื่อความอยู่รอด

ส่วนเรื่องการย้ายช่องของผู้ประกาศข่าวนั้น ต้องบอกว่ามีผลในเรื่องของการติดตาม แต่ไม่ใช่โอกาสที่จะได้มาซึ่งรายได้ทั้งหมด แม้ว่าแต่ละช่องมีแม็กเน็ตของบางรายการหรือบางสำนักข่าว ในมุมของเอเจนซี่มองว่าการซื้อตัวผู้ประกาศข่าวที่มีชื่อเสียงไปนั้น ไม่ได้การันตีว่าจะทำให้เรตติ้งตามมาหรือสร้างโอกาสในการติดตั้งเพิ่ม เพราะคนที่เปิดดูหรือฐานแฟนเก่า เขาอาจจะติดตามเพราะคุ้นเคย เชื่อถือและชอบคอนเทนต์ของช่องเดิมอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะมีบางคนที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจนและแฟนคลับติดตามจริงๆ ก็มีโอกาสที่จะตามไปฟังในช่องอื่นๆ บ้าง แต่ก็ไม่สามารถการันตีเรื่องเรตติ้งได้

ทางด้านของแบรนด์ที่ยังมีการใช้จ่ายอยู่นั้น ส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบรนด์ที่มองว่ายังมีโอกาสในการรักษาชื่อเสียงของแบรนด์อยู่ เราจึงเห็นสินค้าหลายแบรนด์ยังคงทำตลาดและลงโฆษณาต่อเนื่อง เพียงแต่เม็ดเงินอาจจะไม่ได้ทุ่มไปในช่องทางหลักแต่จะกระจายไปหลายๆ สื่อเพียงรักษาโอกาสในช่วงวิกฤตโควิดแบบนี้

อย่างไรก็ตาม การตื่นตระหนกจนเกินไป (Panic) จะเป็นปัจจัยหลักอีกหนึ่งปัจจัยที่มาซ้ำเติมให้สถานการณ์แย่กว่าที่ควรจะเป็น การตื่นตัวและตระหนัก ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิดของภาครัฐอย่างเคร่งครัด  รักษาการ์ดอย่าให้ตก ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ (สำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ) อย่าเพิ่งเชื่อ ตื่นตระหนกและแชร์ข่าวออกไปก่อนตรวจสอบให้ดี

เพื่อพยุงสถานการณ์โดยรวมให้ไม่แย่เกินความเป็นจริงและฟื้นฟูอุตสาหกรรมโดยรวมให้กลับมาสดใสในเร็ววัน ซึ่งเราพอเริ่มเห็นแสงสว่างจากการกระจายและเข้าถึงวัคซีนป้องกัน Covid-19 ในหลายประเทศ ซึ่งในประเทศหรือเมืองที่มีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนแล้ว อัตราผู้ติดเชื้อใหม่ในเมืองนั้นๆก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และคาดการณ์ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของไทยจะเข้าถึงวัคซีนในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

from:https://www.thumbsup.in.th/media-intelligence-online-media?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=media-intelligence-online-media

เม็ดเงินโฆษณาปี 2021 ยังมีโอกาสโต มายด์แชร์แนะอย่าหยุดโฆษณาถ้าไม่อยากให้แบรนด์ล้ม

มายด์แชร์ เผยภาพรวมการใช้จ่ายสื่อในช่วงโควิด-19 โดยแบรนด์และผู้บริโภคยังคงต้องปรับตัวจากสถานการณ์ในการระบาดของไวรัสที่ยังไม่ได้หายไป แต่ประชาชนก็มีการเรียนรู้และพร้อมรับมือต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

คุณปัทมวรรณ สถาพร กรรมการผู้จัดการ มายด์แชร์ (ประเทศไทย) มองว่า หากคาดการณ์ภาพรวมการใช้จ่ายปี 2021 นั้นต้อนย้อนกลับไปปี 2019 ที่เรายังไม่เกิดเรื่องการแพร่ระบาด จะเห็นว่ามีการเติบโตกว่าเทียบกับปี 2020 เล็กน้อย โดยในกลุ่มทีวีที่แม้ว่าจะติดลบแต่ด้วยภาวะโควิดที่คนอยู่บ้านมากขึ้น ทำให้มีตัวเลขฟื้นกลับมา 3% และคาดว่าปีนี้จะมีการโตที่ค้างจากปีที่แล้ว แต่ภาพรวมการใช้สื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือสื่อดิจิทัล ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องไปยังปี 2021 ที่น่าจะสอดคล้องกับ gdp ของประเทศที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นเป็นตัวเลข 3+ 

โดยตารางนี้คือตัวเลขคาดการณ์ภาพรวมสื่อโฆษณาของปี 2021 หากมีการเติบโตหรือฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3% แม้ว่าตัวเลขที่คาดการณ์นี้ยังไม่อาจการันตีได้ว่าจะสะท้อนถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีหรือไม่ แต่มายด์แชร์แนะนำว่าอยากให้แบรนด์ยังคงใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพราะการรักษาชื่อของแบรนด์ไว้ตลอดจะดีกว่าการเงียบหายและรอเวลาฟื้นทางเศรษฐกิจค่อยมาลงทุน

ทั้งนี้ แบรนด์ที่ยังคงสานต่อการโฆษณาในช่องทางต่างๆ หรือบริหารช่องทางการโฆษณาอย่างเหมาะสม ก็ยังช่วยสร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสซื้อได้ดีกว่า แม้ว่าสื่อ Out of Home (OOH) ในปีที่ผ่านมามีตัวเลขลดลงมาก เพราะคนไม่ค่อยออกนอกบ้าน แต่ปี 2021 น่าจะมีแนวโน้มกลับมาดีขึ้น

ทางด้านของสถิติการรับชมสื่อทีวีในปีที่ผ่านมา มีตัวเลขที่ฟื้นกลับมาดีขึ้นอาจเพราะคนอยู่บ้านเยอะขึ้น และใช้เวลาในการรับชมนานขึ้น อาจเป็นเพราะการเปิดทิ้งไว้เพื่อเป็นเพื่อนแก้เหงาหรือเพื่อรับฟังข่าวสารที่ผู้บริโภคยังคงมองว่าสื่อทีวีน่าเชื่อถือกว่าสื่อประเภทอื่นๆ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ยังคงสานต่อในการโฆษณาและใช้สื่อต่อเนื่องและสร้างโอกาสทางการขายได้ดีขึ้นนั้น เห็นได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผม อุปกรณ์ทำความสะอาดบ้าน กลุ่มสินค้าเกี่ยวกับนมและกลุ่มสินค้าบำรุงสุขภาพ

แต่กลุ่มธุรกิจที่เจอปัญหาหรือผลกระทบเยอะที่สุดคือ กลุ่มสินค้าประเภทมอเตอร์ไซต์ กลุ่มภาครัฐ และธุรกิจสื่อ

ทางด้านของมายด์แชร์ก็ได้แนะนำแนวทางสำหรับธุรกิจที่กำลังหาทางออกว่าควรจะโฟกัสในเรื่องใดและมองหาโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ หรือการปรับตัวเพื่อรับโอกาสในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แนวทางทั้ง 5 ข้อดังกล่าวของปี 2021 ไม่ได้แตกต่างจากปี 2020 เท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่คือเน้นในเรื่องของการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม โดยจะอธิบายให้ละเอียดขึ้น ดังนี้

Prioritization : คือการย้อนกลับไปดูแผนหรือแคมเปญที่เคยคิดจะทำว่าแกนธุรกิจของคุณคืออะไร แล้วมีส่วนไหนสามารถนำมาปรับให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการใส่นวัตกรรมลงไป หรือเลือกลงทุนในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในขณะนั้น เช่น สินค้าเครื่องสำอางค์เริ่มปรับไลน์การผลิตมาผลิตเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ หรือแบรนด์เสื้อผ้าผลิตหน้ากากออกมาขาย เป็นต้น

Audience : “ลูกค้าสำคัญเสมอ” ยังเป็นกฏข้อสำคัญของทุกธุรกิจ เพราะแบรนด์จำเป็นต้องรู้จักลูกค้าของตนเอง รู้จักพฤติกรรมและความสนใจของกลุ่มลูกค้าของเรา เพื่อสร้างโอกาสในการขายและรักษาแบรนด์ให้อยู่รอด

Media : เรื่องของการวางแผนสื่อโฆษณานั้น จะช่วยรักษาโอกาสในการสื่อสารแบรนด์อยู่ เพื่อให้เรายังอยู่ในใจของผู้บริโภคและการจดจำจะดีกว่าหายไปและเมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดผ่านไปค่อยกลับมาสร้างแบรนด์ใหม่ จะยิ่งฟื้นฟูยากกว่า

Agile Communication : ด้วยไลฟ์สไตล์ที่คนหยุดการออกนอกบ้าน แบรนด์ควรปรับคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น โดยควรมุ่งเน้นไปกับสิ่งที่เกี่ยวกับการอยู่บ้านและครอบครัว หากจะมีการจัดกิจกรรมใดๆ ก็ควรที่จะเหมาะสมกับสถานการณ์

Ecommerce : เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างกลับมาดีขึ้น อยากให้มองเรื่องของการเข้าสู่โลกออนไลน์ให้มากขึ้น ถ้าพร้อมจากสถานการณ์ต่างๆ อยากให้เชื่อมโยงการขายออนไลน์และออฟไลน์เกี่ยวข้องกัน รวมทั้งวางกลยุทธ์ทางการขายทั้งหมดให้เชื่อมโยงกัน รวมทั้งวิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคด้วยว่ามีความต้องการอะไร ค้นหาสิ่งใด และพฤติกรรมเป็นอย่างไร และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ให้ผู้บริโภคมองเห็นเราทุกช่องทาง เพื่อสร้างโอกาสทางการขายและการอยู่รอดของธุรกิจ

from:https://www.thumbsup.in.th/mindshare-advertising-2021-for-marketer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=mindshare-advertising-2021-for-marketer

มายด์แชร์คาดปี 2021 เม็ดเงินโฆษณายังเติบโตบนสื่อดิจิทัล แนะปรับกลยุทธ์ตอบรับวิถีชีวิตแบบใหม่

ปี 2021 ยังคงเป็นปีที่มีความท้าทายจากการระบาดของ Covid-19 จากการเตรียมตัวและตั้งรับตั้งแต่ในช่วงแรกของการระบาดในปีที่ผ่านมา ทำให้แบรนด์เรียนรู้ที่จะจัดลำดับความสำคัญในการทำการสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภค โดยการใช้ data เพื่อปรับกลยุทธิ์และเสนอคอนเทนต์อย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่ของผู้บริโภคที่เกิดการรับรู้และสั่งซื้อสินค้าได้จากปลายนิ้ว

ทั้งนี้ โอกาสและความท้ายทายสำหรับแบรนด์ในการสื่อสารการตลาดในปี 2021 ยุคที่ผู้บริโภคมีวิถีชีวิตแบบใหม่สืบเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19

คุณปัทมวรรณ สถาพร กรรมการผู้จัดการ มายด์แชร์ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาทั้งแบรนด์และผู้บริโภคต่างจำเป็นที่จะต้องปรับตัวจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส ซึ่งมาจนถึงวันนี้โควิท-19 ยังไม่ได้หายจากเราไป แต่ทั้งแบรนด์และผู้บริโภคมีประสบการณ์และเรียนรู้ในการรับมือกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของเม็ดเงินโฆษณา ทางเราเชื่อว่าปี 2021 จะเติบโตขึ้นจากปี 2020 ทั้งบนสื่อดิจิตัลและทีวี และแน่นอนว่า eCommerce ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2021 นี้เช่นกัน

มายด์แชร์ คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้น 3% เทียบจากปี 2563  หรือมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 97,100 ล้านบาท ดิจิทัลยังคงเป็นสื่อที่มีการเติบโตสูงที่สุด ในขณะที่ทีวียังคงเป็นสื่อที่แข็งแกร่งที่ขับเคลื่อนด้วยทีวีดิจิทัล เนื่องด้วยวิถีของผู้บริโภคที่ work from home ในช่วงการระบาด

ข้อคิดต่อนักการตลาดในการทำกลยุทธิ์การสื่อสารในปี 2564

  • Prioritization – ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์กลยุทธิ์การสื่อสารผลิตภัณฑ์ที่จะตอบโจทย์ต่อสถานการณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป
  • Audience วิเคราะห์สถานการณ์ ข้อมูล และคาดการณ์ถึงการปรับตัวของกลุ่มผู้บริโภคเพื่อให้เกิดการขาย
  • Media เลือกใช้สื่อที่เข้าตรงถึงกลุ่มผู้บริโภคของแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ 
  • Agile Communication ปรับการสื่อสารที่จะทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้จะสามารถซื้อสินค้าได้จากที่บ้านได้ทันที และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการรวมตัว
  • eCommerce and Search ให้แน่ใจว่าผู้บริโภคสามาถหาเราพบจากการ search และพิจารณาการทำแคมเปญสำหรับการสั่งซื้อจำนวนมากรวมไปถึงเรื่องการจัดส่ง

from:https://www.thumbsup.in.th/mindshare-advertising-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=mindshare-advertising-2021

[วิเคราะห์] ภาพรวมวงการเอเจนซี่ ผลกระทบและการปรับตัวสู่ปี 2021

ผ่านพ้นปี 2020 ไปแล้ว ถือเป็นปีที่หนักหนาสาหัสสำหรับวงการเอเจนซี่ ทีมงาน Thumbsup in Thailand จึงได้นัดสัมภาษณ์คุณบี – สโรจ เลาหศิริ Chief Marketing Officer และผู้ก่อตั้ง Rabbit Digital Group (RDG) เจ้าของเพจ สโรจขบคิดการตลาด มาพูดคุยถึงภาพรวมผลกระทบ การปรับตัวของเอเจนซี่ในปี 2020 รวมถึงสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมในปี 2021

ภาพรวมวงการเอเจนซี่

คุณสโรจ เล่าว่าในปี 2020 วงการโฆษณาเผชิญวิกฤตหลายๆ อย่างทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 วิกฤตการณ์ทางการเมือง ซึ่งล้วนส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป เหล่าแบรนด์ธุรกิจหรือลูกค้าก็ได้รับผลกระทบโดยตรง หลายเจ้าลดงบประมาณการใช้จ่าย ชะลองานหรือแคนเซิลงาน เนื่องจากความไม่แน่นอนของตลาด

ผลกระทบคือหลายๆ เอเจนซี่มีการปรับโครงสร้างองค์กร (Reorganization) ให้คล่องตัวมากขึ้น สำหรับพนักงานก็ต้อง Reskill Upskill หนึ่งคนต้องทำได้หลายอย่าง นอกจากนี้หลายเอเจนซี่ก็ปรับวิธีการทำงานมาใช้ Contract และ Outsource หรือ Partners มากขึ้น ลดความเสี่ยงในการแบกต้นทุน เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับการแข่งขันของเอเจนซี่ ต้องมองว่าปริมาณงานลดลงแต่ผู้เล่นเท่าเดิม ดังนั้นการแข่งขันก็จะมากขึ้น หลายๆ เอเจนซี่จึงให้ความสำคัญกับการรักษาลูกค้า ช่วยให้ลูกค้าสามารถอยู่รอดได้ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนมากกว่า เพราะการนำเสนองานให้ลูกค้า (Pitching) คือความเสี่ยง เอเจนซี่ต้องแบกความเสี่ยงว่าจะได้งานหรือไม่ได้งาน ทรัพยากรเวลาที่ใช้ในการเตรียมนำเสนอก็จะหายไป หลายเอเจนซี่เลยเลือกที่จะไม่เสี่ยง เลือกที่จะรักษาลูกค้าเดิมช่วยให้อยู่รอดไปด้วยกัน

จากรายงานของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ร่วมกับ คันทาร์ ประเทศไทย คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาสื่อดิจิทัล ปี 2020 มีมูลค่า 19,610 ล้านบาท เติบโต 0.3% ด้วยตัวเลขนี้ ถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบ 8 ปี นับจาก DAAT เริ่มเก็บตัวเลขในปี 2012

การปรับตัวธุรกิจเอเจนซี่

ในแง่ของการปรับตัววิเคราะห์ออกมาได้ 2 ส่วน หนึ่งคือเรื่องของการสื่อสาร การทำแบรนด์ดิ้งจะค่อนข้างลดลง เพราะหลายองค์กรเน้นไปที่ทำ Conversion มากขึ้น ดังนั้นเอเจนซี่จึงต้องพยายามนำเสนอวิธีการ (Solution) ที่นอกเหนือจากการสื่อสาร สองคือเรื่องของประสิทธิภาพ (Performance) ซึ่งเติบโตได้ดี ผู้บริโภคทำงานอยู่ที่บ้านแต่การขายไม่หยุด ผู้คนช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสของเอเจนซี่ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องของ Performance, Conversion, E-commerce รวมถึง Direct to Consumer

ส่วนเอเจนซี่ที่ได้รับผลกระทบคือ Event Agency ที่ปรับตัวไปทำบริการอื่นๆ ที่มากกว่าการจัดอีเว้นท์ ด้าน Influencer Agency หลายแบรนด์ลดการใช้อินฟลูเอนเซอร์ การจ้างงานก็ลดลง เพราะฉะนั้นจึงต้องพัฒนาบริการไปพร้อมกับอินฟลูเอนเซอร์ให้สามารถทำได้มากขึ้นกว่าเดิม เช่น จากที่ไม่เคยทำ YouTube, TikTok ก็ต้องทำ

ด้าน PR Agency เติบโตได้ดี ได้รับผลกระทบบางในส่วนของการเปิดตัว (Launch) สินค้า งานอีเว้นท์ ในทางกลับกันเมื่อปีนี้เกิดวิกฤตหลายอย่าง จึงเป็นโอกาสที่จะสื่อสารในเรื่องของบริหารจัดการวิกฤต (Crisis Management) สร้างความเชื่อมั่น และปรับตัวสู่ Digital PR

โดยรวมแล้วคุณ สโรจ ให้คำนิยามว่า ‘Force to Transform Business’

โมเดล Revenue Sharing เอเจนซี่เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์

การปรับโมเดลธุรกิจของเอเจนซี่ที่น่าสนใจในปี 2020 คือ Revenue Sharing หรือการแบ่งสัดส่วนรายได้ ระหว่างแบรนด์และเอเจนซี่ ของ Apollo18 ของเครือ RDG และ Yello Digital Marketing Thailand เนื่องจากปีที่ผ่านมาผู้บริโภคใช้จ่ายน้อยลง แบรนด์จึงระมัดระวังมากขึ้น การจ่ายค่าบริการตามยอดขายจริงจึงเป็น Fair Model ลูกค้าไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องงบประมาณการทำการตลาด ยอดขายน้อยจ่ายน้อย ยอดขายมากจ่ายมาก ซึ่งยังต้องอาศัยการปรับความเข้าใจระหว่างลูกค้ากับเอเจนซี่อยู่ค่อนข้างเยอะ

ส่วนอันดับเอเจนซี่ไทยที่มาแรงที่สุดประจำปี 2020  หรือ Thailand’s Hottest Agency 2020 ที่จัดขึ้นโดย Campaign Brief Asia อันดับ 1 ยังคงเป็น ‘Ogilvy Thailand’ แชมป์เก่า ตามด้วย ‘GREYNJ BANGKOK’ อันดับ 2 และอันดับ 3 ได้แก่ ‘TBWA THAILAND’

ช่องทางใหม่ที่มองข้ามไม่ได้

ในช่วงปี 2018-2019 เป็นปีของ Twitter แต่ปี 2020 เป็นปีของ TikTok ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ สองช่องทางนี้เป็นช่องทางที่น่าสนใจในการเข้าถึงดิจิทัลกลุ่มใหม่ หรือ Young Generation (Gen Z) ลงไป ช่องทางเฟซบุ๊กอาจไม่ใช่ช่องทางสำคัญแล้ว ในขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่เล่นเฟซบุ๊กมากขึ้น

แม้ว่าเฟซบุ๊กและยูทูปยังคงเป็นสองช่องทางโฆษณาที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากที่สุด แต่อีกช่องทางหนึ่งคืออีคอมเมิร์ซที่กลับมาคึกคักอีกรอบ แบรนด์ควรจะให้ความสำคัญในเรื่องของ Keyword Search, Experience และ Promotion รวมถึง Third Party Market Place ซึ่งเป็นเทรนด์ที่จะกลับมาอีกครั้ง

การปรับตัวรับการระบาดครั้งใหม่

คุณสโรจ: ในการระบาดรอบแรกต้องยอมรับว่าทุกองค์กรปรับตัวไม่ทัน แต่เชื่อว่ารอบนี้น่าจะมีการรับมือที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับวิธีการทำงาน การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) การถ่ายทำโฆษณาโดยไม่ต้องออกกอง การบริหารจัดการความเสี่ยงพอร์ตฟอลิโอของลูกค้าที่ดีขึ้น

ในขณะเดียวกันหลายเอเจนซี่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ต้องเร่งปรับองค์กร (Transform) ให้กลายเป็น Fully Transform หากเกิดการล็อกดาวน์อีกครั้งหนึ่ง หลายอย่างจะย้อนกลับไปในจุดที่ล็อกดาวน์รอบแรก เช่น ความกังวลด้านสุขภาพ, มาตรการต่างๆ จากภาครัฐอย่าง Social Distancing ก็จะกลับมา เอเจนซี่ก็ต้องเตรียมรับมือกับเทรนด์ในเรื่องของ Conversion, Performance และ Direct to Consumer ที่จะกลับมา

3 สิ่งที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญ

คุณสโรจได้สรุปรวม 3 สิ่งที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญในช่วงเวลาที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งใหม่ รวมถึงปัญหาด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งทำให้เก็บข้อมูลผู้ใช้ได้ยากกว่าเดิม

Re-Strategize ปรับกลยุทธ์องค์กรในแง่ของ Business Model ให้สอดรับกับดิจิทัลมากขึ้น เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคไม่เหมือนเดิมแล้ว รวมไปถึงการปรับพอร์ตฟอลิโอ เสริมบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในสถานการณ์ปัจจุบัน ในส่วนของ Communication Strategy อาจไม่ใช่การสื่อสารในรูปแบบ Emotional อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของคุณค่า (Value) หรือความจำเป็นว่าสินค้าและบริการมีความจำเป็นต่อผู้บริโภคอย่างไร มากกว่าที่จะเป็นความบันเทิงหรือจับต้องไม่ได้

Reform ปฏิรูปองค์กรทั้งในแง่ของระบบการจัดการ พนักงาน รวมถึงประสบการณ์ให้ไร้รอยต่อ (Seamless) ที่สำคัญคือเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บข้อมูลลูกค้า (Collecting Data) เพราะการเข้ามาของ Cookie less world หรือการที่ Google และ Apple ประกาศไม่ให้มีการเก็บข้อมูลเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ สิ่งที่กระทบคือการยิงโฆษณาก็จะแม่นยำน้อยลงและค่าใช้จ่ายแพงขึ้น การเก็บข้อมูลลูกค้าจะช่วยองค์กรในส่วนนี้

Reconnect สถานการณ์โควิดทำให้ผู้บริโภคต้องอยู่บ้าน จากที่เคยไปทานอาหารที่ร้านหรือซื้อสินค้าที่ร้านประจำ ก็เปลี่ยนมาเป็นเสิร์ชออนไลน์ทำให้ค้นพบแบรนด์ใหม่ๆ มากขึ้น เพราะฉะนั้นแบรนด์ต้อง Reconnect ในแง่ของการทำ CRM การทำ Personalize มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าเปลี่ยนไปเลือกแบรนด์อื่นในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน

ที่มา aspathailand, marketingoops, brandbuffet

from:https://www.thumbsup.in.th/strategy-agency-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=strategy-agency-2020

รวมรายชื่อ Data Agency ในไทย [Update 2020]

ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับการรวบรวมรายชื่อบริษัทเอเจนซี่ (Agency) ในประเทศไทย เพื่อให้นักการตลาดและแบรนด์มาเลือกเก็บข้อมูลและรายละเอียดว่าแต่ละเจ้ามีบริการด้านไหนกันบ้าง

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทุกคนรู้ดีว่า Data หรือ ข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่สำคัญในการวางแผนและเสริมประสิทธิภาพการตลาดในทุกขั้นตอน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขันที่ดุเดือดยิ่งกว่าเดิม

ทีมงาน Thumbsup จึงได้รวบรวมรายชื่อบริษัทด้าน Data Agency เพื่อแบรนด์ธุรกิจและนักกการตลาดสามารถเลือกใช้บริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น

หากบริษัทดิจิทัลเอเจนซี่ค่ายไหน ต้องการเพิ่มเติมลิสต์บริษัท สามารถส่งชื่อและเว็บไซต์ให้ทางทีมงานได้ที่ contact@thumbsup.in.th แต่อาจต้องรออัปเดตในรอบถัดไปอีกครั้งหนึ่งนะครับ

Alchemist

อัลเคมิสท์ (Alchemist) บรัษัทที่ปรึกษาด้าน Data – Driven Marketing แห่งเครือ Rabbit Digital Group ผู้นำตลาดเอเจนซี่ที่ผสมความเชี่ยวชาญด้าน Creative, Strategy แะล Technology เพื่อตอบสนองการตลาดยุคดิจิทัล

http://www.data-alchemist.com/

Wisesight

ไวซ์ไซท์ (Wisesight) ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อใช้ในการตัดสินใจและวางกลยุทธ์สำหรับองค์กรธุรกิจ

https://wisesight.com/

Predictive

Predictive บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Analytics & UX Consulting ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัลและที่ปรึกษาวางแผนการใช้ข้อมูลเพื่อต่อยอดและตอบโจทย์ธุรกิจ

https://predictive.co.th/

Sertis

Sertis ผู้ให้บริการด้านการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจ

https://www.sertiscorp.com/

Buzzebees

บัซซี่บีส์ (Buzzbee) หนึ่งในผู้นำด้านระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) พร้อมฐานข้อมูลที่ทำให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค พร้อมนำมาปรับใช้ให้เข้ากับแคมเปญการตลาดสำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล

https://crm.buzzebees.com/

ChocoCrm

Choco CRM โดยบริษัท ช็อคโก้ คาร์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด หนึ่งในผู้นำการให้บริการระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) และ POS Digital Platform ระบบเชื่อมความสัมพันธ์ลูกค้าสำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)

https://web.chococrm.com/

Columbus (Thailand)

Columbus Agency เป็นบริษัท Full Service Digital Agency ในเครือ Dentsu Aegis Network ภายใต้คอนเซ็ปต์ A Data Driven Experience ใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจ ออกแบบการสื่อสารที่เน้นผลลัพธ์และวัดผลได้

https://www.columbusagency-th.com/

Digitas

ดิจิทาซ (Digitas) บริษัทในเครือ Publicis Groupe ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Connected Marketing Agency เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตอบโจทย์ประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่ ก่อนซื้อ ตัดสินใจซื้อ รวมถึงได้ประสบการณ์ที่ดีตลอดการใช้สินค้า

https://www.digitas.com/en-us/offices/bangkok

from:https://www.thumbsup.in.th/listing-data-agency-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=listing-data-agency-thailand

สมาคมการตลาด จัด Thailand Marketing Day 2020 : The Marketing Mutation เปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ กลายพันธุ์เพื่ออยู่รอด

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จัดงานวันนักการตลาด “Thailand Marketing Day 2020: The Marketing Mutation” สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโลกการตลาดยุคโควิด-19 พร้อมแนะ 3 มิติการปรับเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ กลายพันธุ์เพื่ออยู่รอด เพราะผู้บริโภคคือผู้กลายพันธุ์กลุ่มแรกนับตั้งแต่การใช้ชีวิตไปจนถึงการทำงาน

ดังนั้นนักการตลาดต้องสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วย 4 แกนความรู้สำคัญ ดังนี้

  1. Strategic marketing การวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนก่อนออกเดินทางในโลกธุรกิจ
  2. Marketing Technology & Innovations การเรียนรู้ที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาปรับใช้เพื่อสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่แตกต่าง
  3. Storytelling การสื่อสารอย่างมีศิลปะ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในโลกที่เต็มไปด้วยสาสน์จากหลายแบรนด์
  4. Marketing integrity & Sustainability การเติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลที่ดี

โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมรูปแบบที่น่าสนใจ พร้อมการบรรยายหลากหลายหัวข้อจากวิทยากรที่จะมาเปิดโลกแห่งประสบการณ์ใหม่ ฟังข้อมูลเจาะลึกครอบคลุมทุกแง่มุม ตั้งแต่เรื่องวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ เทคโนโลยีการตลาดที่จะรับมือกับวิถีชีวิตใหม่ของผู้บริโภค มาจุดแรงบันดาลใจพร้อมรับความรู้จากผู้บริหารระดับสูงกว่า 30 ท่านจากหลากหลายวงการ และงานนี้มีนักการตลาดชั้นนำของไทยมาร่วมงานอย่างคับคั่ง รวมทั้งยังมีการร่วมงานออนไลน์เป็นครั้งแรกของงานวันนักการตลาดอีกด้วย

นายอนุวัตร เฉลิมไชย นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “นับตั้งแต่ต้นปี 2020 เราทุกคน ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งเป็นมหาวิกฤติที่ไม่มีใครคาดคิด ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะจบอย่างไรแน่ และจะต้องเผชิญความท้าทายอะไรอีก ในห้วงเวลาแห่งความยากลำบาก เราได้เห็นถึงพลังของความคิดสร้างสรรค์ และพลังของการร่วมใจ ทุกคน ทุกองค์กร เพื่อที่จะพาธุรกิจของตนและพาเศรษฐกิจให้ข้ามผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้”

มหาวิกฤต Covid-19 ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้

ในช่วงที่ผ่านมาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอยู่เหนือจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นการ lockdown ทั่วโลก ที่ทำให้ทุกคนต้อง work from home, ร้านค้า บริการต้องปิด การค้าขายในรูปแบบเดิมๆต้องหยุดชะงัก, การเดินทางข้ามประเทศต้องหยุดนิ่ง ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศกลายเป็นศูนย์ ความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตนั้นเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาล และ impact ที่ยิ่งใหญ่นี้เอง ที่เป็นตัวจุดประกายในการ “กลายพันธุ์”

Digital lifestyle ที่เคยเป็นแค่เทรนด์ใหม่ในกลุ่ม early adopter ก็ถูกนำมาใช้จริงเพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบ virtual workplace ที่ทุกคนต้องทำงานผ่านระบบ online อย่าง Zoom, Google Hangout, หรือ Microsoft Team จนถึงการ shopping หรือ สั่งอาหาร online ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันของทุกคน จะเห็นได้ชัดจากสถิติการใช้งานของ Zoom ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการประชุมออนไลน์ยอดนิยม ที่มีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จากยอดการประชุมออนไลน์ 10 ล้านครั้งต่อวันในเดือนธันวาคม 2562 เป็น 300 ล้านครั้งต่อวันในเดือนมีนาคม 2563 โดยมีรายรับรวมสำหรับไตรมาส 2 / 2563 เพิ่มขึ้นถึง 355% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (Source: GlobeNewswire)

และจากสถิติของ Facebook ในรายงาน Digital Consumers of Tomorrow, Here Today ได้ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์โรคระบาดนี้ เป็นตัวเร่งให้เกิดการกลายพันธุ์ของผู้บริโภค มาเป็น Digital native เต็มตัวภายในปีเดียว ทั้งๆที่เคยคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาถึง 5 ปี โดยในเอเชีย จะมีผู้บริโภคที่เป็น Digital consumers ครบ 310 ล้านคน โดยที่เคยคาดการณ์ว่า ตัวเลขนี้จะมาถึงในปี 2025 และในปีทีผ่านมา online retail ในเอเชียตะวันออกกเฉียงใต้ได้มีการขยายตัวสูงมาก ผู้บริโภคไม่ใช่แค่เปลี่ยนที่ช็อบ แต่ยังมีความหลากหลายในการช็อปออนไลน์มากขึ้น มีการเพิ่มของกลุ่มสินค้าใหม่ๆถึง 40% และทีโดดเด่นคือ สินค้า Groceries ที่ผู้บริโภคกว่า 43% เปลี่ยนนิสัยมาซื้อสินค้าเหล่านี้ทางออนไลน์

สิ่งนี้ทำให้ Next normal กลายเป็น now normal

เมื่อโลกของผู้บริโภคเปลี่ยน โลกการตลาดก็ต้องเปลี่ยนให้ไวกว่า หลายองค์กรพบว่าการ transformation อาจไม่ทันการ ในสถานการณ์เช่นนี้ การตลาดจะต้อง mutate หรือ กลายพันธุ์ให้ทันลูกค้าและสภาวะที่เปลี่ยนแปลงแบบไม่คาดคิดอย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของปรากฎการณ์ “Marketing Mutation” ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์อย่างสร้างสรรค์ ในหลากหลายธุรกิจ ซึ่ง The Marketing Mutation นั้นแบ่งออกเป็น 3 มิติ

  • มิติแรก ตัวนักการตลาดเอง ที่ต้องมีการ re-skill เพื่อ mutate เป็นนักการตลาดพันธุ์ใหม่ ปรับความรู้และแนวคิด เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิมๆ เพิ่มความยืดหยุ่นพลิกแพลงเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยสมาคมการตลาดฯ อยากชี้ให้เห็นความสำคัญ ของ 4 แกนความรู้สำคัญ คือเรื่อง Strategic marketing การวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนก่อนออกเดินทางในโลกธุรกิจ, Marketing Technology & Innovations การเรียนรู้ที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาปรับใช้เพื่อสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่แตกต่าง, Storytelling การสื่อสารอย่างมีศิลปะ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในโลกที่เต็มไปด้วยสาสน์จากหลายแบรนด์, และ Marketing integrity & Sustainability การเติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลที่ดี
  • มิติที่สอง คือ การ up-skill เปิดมุมมองใหม่ๆในการมองลูกค้าและ business model แบบนอกกรอบ เอาชนะข้อจำกัดด้วยการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการทำสิ่งที่ไม่เคยทำ โดยไม่ละทิ้งแก่นแท้และตัวตนของแบรนด์
  • มิติที่สาม คือการกลายพันธุ์ให้อยู่ร่วมกันเป็น ecosystem เมื่อมองไปในตลาด อย่าเห็นแต่คู่แข่งที่ต้องเอาชนะ แต่ให้มองหาพันธมิตรที่จะมาร่วมรบ โดยนำจุดแข็งของกันและกันมาต่อยอดบนแพลตฟอร์ม เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด เป็น end-to-end solution ให้แก่ลูกค้า

ในวันนี้ แม้สถานการณ์ต่างๆจะเริ่มคลี่คลาย แต่ก็ยังห่างไกลจากโลกธุรกิจแบบเดิมๆที่เราคุ้นเคย หลายๆองค์กรยังคงไม่รู้ทิศทางที่จะเดินหน้าต่อไปในสถานการณ์ที่ยากจะคาดเดาว่าจะมีความท้าทายอื่นใดรออยู่หรือการฟื้นตัวจะเป็นในรูปแบบไหน แต่ออย่างไรก็ดี หากนักการตลาดกลายพันธุ์ได้เก่ง มีวิสัยทัศน์แห่งการเปลี่ยนแปลง เน้นทั้งการสร้างผลลัพธ์ระยะสั้นเพื่อความอยู่รอด ควบคู่ไปกับการวางกลยุทธ์ให้ชัด และไม่ลืมมองไปข้างหน้า สร้างความยั่งยืนในระยะยาวผ่านการสร้างแบรนด์ให้เข็มแข็งด้วย เห็นอกเห็นใจและความใส่ใจในความเดือดร้อนของลูกค้าและสังคม ผมเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้อย่างแน่นอน” นายอนุวัตรกล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/thailand-marketing-day-2020-by-association?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thailand-marketing-day-2020-by-association

Tiktok for business สำหรับ SME แบบไม่ง้อเอเจนซี่

เปิดตัวทีมงานที่มาดูแล Tiktok for business อย่างเป็นทางการในไทยแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทีม Tiktok จะใช้บริการเอเจนซี่ในการดีลกับลูกค้าแบรนด์รายใหญ่ที่ต้องการลงโฆษณา และเพื่อไม่ให้เป็นการทับซ้อนกัน ก็ได้จัดทีมใหม่ขึ้นมา เพื่อช่วยดูแลลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอีที่มีกำลังเงินไม่มาก แต่ปริมาณในการพร้อมจ่ายโฆษณาบนแพลตฟอร์มมีจำนวนเยอะมาก พร้อมทั้งเครื่องมือสำหรับช่วยให้เอสเอ็มอีบริหารจัดการโฆษณาได้เองตามความต้องการ

สิรินิธิ์ วิรยศิริ Head of Business Marketing Thailand ของ Tiktok ประเทศไทย เล่าว่า ด้วยจุดเด่นของ TikTok ในการเป็นแพลตฟอร์มแห่งการสร้างสรรค์ที่ให้ผู้คนได้มาร่วมแบ่งปันคอนเทนต์วิดีโอสั้น สร้างยอดดาวน์โหลดทั่วโลกมากกว่า 2 พันล้านครั้ง ภายในเวลาเพียงไม่นานหลังเปิดบริการ และการขยายฐานผู้ใช้จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ไปสู่กลุ่มคนทำงาน ครอบคลุมไปถึงทุกกลุ่มอายุ

ดังนั้น การเปิดตัวแพลตฟอร์ม การตลาดดิจิทัล “TikTok For Business” จะเข้ามาช่วยแบรนด์และธุรกิจทุกขนาดในตลาดให้พร้อมปรับใช้เป็นกลยุทธ์ออนไลน์ให้แข็งแรงขึ้น

ในปี 2563 นี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินโฆษณาในสื่อออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.03 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้น 12% จากปีที่ผ่านมา (ข้อมูลจาก MAT) โดยมูลค่าการโฆษณาในสื่อออนไลน์จะเป็นเซ็กเมนต์เดียว ที่มีการเติบโตท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ทุกธุรกิจต้องรัดเข็มขัดและรัดกุมกับการใช้งบประมาณการตลาดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงทำให้ความคาดหวังของทุกธุรกิจในการทำตลาดดิจิทัล ไม่เป็นเพียงแค่การสร้างการรับรู้แต่ยังมองไปถึงการสร้างยอดขายให้กับธุรกิจ

จากภาพรวมการใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตของคนไทยพบว่า มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือมากถึง 52 ล้านราย เฉลี่ยการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถืออยู่ที่ 4.57 ชั่วโมงต่อวัน โดยในคนกลุ่มนี้เป็นการรับชมคอนเทนต์ประเภทวิดีโอสูงถึง 99%

เมื่อเจาะลึกถึงพฤติกรรมการรับชมวิดีโอพบว่า คนกลุ่มนี้รับชมวิดีโอทุกวันอยู่ที่ 55% และรับชมทุกสัปดาห์ 78% ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะรับชมคอนเทนต์เกี่ยวกับสินค้าและบริการก่อนตัดสินใจซื้อสินค้ามากถึง 72%

ด้วยพฤติกรรมการรับชมที่สูงขึ้นนี้ทำให้นักการตลาดและแบรนด์ให้ความสนใจในการใช้แพลตฟอร์ม Tiktok เพื่อสร้างการรับรู้ (Awareness) การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค (Engagement) พร้อมต่อยอดไปถึงการพิจารณาเลือกซื้อ (Consideration) สู่การตัดสินใจซื้อ (Conversion) ซึ่ง Tiktok for Business ถือว่าเป็น Full-Funnel Marketing Solution สำหรับนักการตลาดอีกช่องทางหนึ่ง

เทรนด์ความนิยมของคอนเทนต์วิดีโอสั้นถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “TikTok For Business”  สามารถสร้างความสนใจให้กับบรรดานักการตลาดและนักโฆษณา เนื่องจากคอนเทนต์วิดีโอสั้นมีอิทธิพลเป็นอย่างมาก กับผู้บริโภคด้วยประสิทธิภาพการถ่ายทอดเนื้อหาของแบรนด์และสินค้าได้อย่างน่าสนใจ กระชับ และมีประสิทธิภาพ

ความพิเศษของแพลตฟอร์ม TikTok ที่ถือเป็นพื้นที่ของการสร้างการมีส่วนร่วม โดยบน TikTok ผู้ใช้จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้รับชมคอนเทนต์แต่จะเข้ามาสร้างสรรค์คอนเทนต์ ซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายของแบรนด์ที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การรับรู้แต่ยังต้องการให้ผู้คนเกิดการจดจำและมีส่วนร่วมกับแบรนด์ รูปแบบการโฆษณาที่ถูกจัดไว้ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ของแบรนด์ มีดังนี้

ประเภทของ Ad ที่ให้บริการในไทยคือ

  • Brand Takeover: รูปแบบโฆษณาในตำแหน่งแรกก่อนเข้าหน้า Feed ที่สามารถสร้างการเข้าถึง (Reach) ได้สูงสุด 100% 
  • Top View: รูปแบบโฆษณาในตำแหน่งแรกในหน้า Feed ที่สามารถสร้างได้ตั้งแต่การเข้าถึง (Reach), จำนวนคนที่เข้ามาบนแพลตฟอร์ม (Traffic) การพิจารณาเลือกซื้อ (Consideration) ไปสู่การตัดสินใจซื้อ (Conversion)  ซึ่งจะสามารถสร้างการแสดงผลทั้งการมองเห็น (View) และจำนวนครั้งที่แสดงโฆษณา (Impression) เป็นจำนวนมากหลายล้านครั้งต่อวัน
  • In-Feed Ads: รูปแบบโฆษณาที่จะปรากฏขึ้นระหว่างการแสดงคอนเทนต์ในหน้า Feed ซึ่งโฆษณารูปแบบนี้ยังสามารถทำได้ผ่าน แพลตฟอร์ม Self-Serve สำหรับ SME โดยจะแสดงผลอยู่ทุกๆ 4 คอนเทนต์เนื้อหาทั่วไป และจะฟีดโฆษณาใหม่ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้โฆษณามีโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลายขึ้น
  • Hashtag Challenge: รูปแบบโฆษณาในลักษณะของการจัดแคมเปญ เพื่อชักชวนให้คนเข้ามาร่วมกิจกรรม สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ (Engagement) ได้อย่างมหาศาลในรูปแบบ User-Generated Content หรือคอนเทนต์ที่ถูกสร้างขึ้นจากผู้ใช้งาน
  • Branded Effect: รูปแบบโฆษณาที่แบรนด์สามารถเข้ามาสร้างสรรค์ Effect ต่างๆ ทั้งภาพและเสียง เพื่อให้คนสามารถเลือกใช้ประกอบวิดีโอ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจดจำและปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ได้อย่างลึกซึ้งมีประสิทธิภาพ 

ด้วยความหลากหลายของรูปแบบโฆษณาบน TikTok และความพร้อมของแพลตฟอร์ม ที่มีการขยายฐานไปสู่กลุ่มผู้ใช้ที่หลากหลายมากขึ้น โดยในวันนี้เราพบว่า กลุ่มผู้ใช้ TikTok ในประเทศไทยเป็นกลุ่มอายุ 16 – 34 ปี คิดเป็นสัดส่วน 60% และมากกว่า 80% เป็นกลุ่มนักศึกษาและคนทำงานรุ่นใหม่

ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและกำลังเป็นที่จับตาของแบรนด์และนักการตลาดในปัจจุบัน จึงส่งผลให้ TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มการตลาดแห่งยุคที่ตอบโจทย์เทรนด์การตลาดรูปแบบใหม่ทั้ง Video Marketing, Challenge Marketing, Hashtag Marketing และ Influencer Marketing จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม TikTok ถึงเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมและสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์และธุรกิจในทุกขนาดทั้งในระดับโลกจนมาถึงประเทศไทย

ส่วนนักการตลาดที่ต้องการสร้างชิ้นงานโฆษณาผ่านอินฟลูเอนเซอร์นั้น ทาง TikTok มีข้อมูลเกี่ยวกับอินฟลูเอนเซอร์ทุกคน ซึ่งแบรนด์สามารถติดต่อเข้ามาเพื่อขอข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้แบบไม่เสียค่าบริการ

เจาะตลาดเอสเอ็มอีจริงจัง

ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยความสามารถในการสร้างรายได้กว่า 2.8 ล้านล้านบาทในครึ่งปีแรกของปี 2563 หรือคิดเป็น 34% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์รวมในประเทศไทย (GDP) ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า SMEs ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางธุรกิจในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านทรัพยากร งบประมาณ และความรู้ด้านเทคโนโลยี

จตุธน พิทักษ์พงศ์ Head of SMBs Thailand ของ Tiktok ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดตัว “แพลตฟอร์ม Self-Serve” หรือ “แพลตฟอร์มแบบบริการตัวเอง” เพื่อให้ SMEs สามารถเริ่มต้นทำการตลาดบน TikTok ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว พร้อมเครื่องมือในการสร้างสรรค์วิดีโอและโฆษณาอย่างมืออาชีพ ที่มาพร้อมความสามารถในการกำหนดงบประมาณ ที่ยืดหยุ่นได้ และปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา พร้อมวัดผลโฆษณาได้อย่างแม่นยำ

อีกทั้งยังสามารถตั้งค่าเพิ่มผลลัพธ์ ตอบสนองทุกความต้องการทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถเข้ามาใช้งานได้อย่างไม่มีข้อจำกัด โดยปัจจุบันมีธุรกิจ SMEs มากมายที่เข้ามาทำการตลาดบน TikTok และสามารถสร้างความสำเร็จทั้งการรับรู้และยอดขายได้อย่างน่าสนใจ

ด้วยปัญหาหลักในการเข้าถึงการตลาดออนไลน์ของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ได้

  • Resources : มีคนช่วยทำงานไม่เพียงพออาจต้องเรียนรู้เอง
  • Budget : งบไม่เยอะเท่าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ต้องการ Roi ให้มาก
  • Digital Knowledge : ธุรกิจขนาดใหญ่มีแหล่งความรู้มากกว่า แต่ sme กลับไม่มีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และวัดผลมากเท่ากับแบรนด์ขนาดใหญ่

ดังนั้น TikTok for Business จึงมีเครื่องมือสำหรับให้นักการตลาดหน้าใหม่ทำงานได้ง่ายขึ้นด้วยการมีแดชบอร์ดให้นักการตลาดกำหนดกลุ่มเป้าหมาย วางแนวทางการโฆษณาและวิเคราะห์ผล ผ่าน TikTok Ads Manager เพื่อให้ปรับแก้เงื่อนไขต่างๆ ของชิ้นงานโฆษณาได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีระบบ AI ช่วยวิเคราะห์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมขึ้น และยังส่งออกรายงานมาเป็นไฟล์ excel เพื่อให้สรุปผลวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น หรือหากมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามผ่านทีมซัพพอร์ตได้อย่างรวดเร็ว หรือคุยผ่าน LINE Official Account

นอกจากนี้ ทาง TikTok ยังมีการจัดงานสัมมนาออกมาเพื่อช่วยให้นักการตลาดเข้าใจในระบบการซื้อโฆษณาและช่วยป้องกันการปั่น (Bidding) คำโฆษณา แฮชแท็ก หรือเวิร์ดดิ้ง รวมถึงมีระบบตรวจสอบชิ้นงานก่อนปล่อยให้ผู้ใช้งานได้เห็นทุกครั้ง จึงเชื่อมั่นได้ว่าชิ้นงานโฆษณาที่แสดงผลในฟีดของผู้ใช้งานนั้น จะไม่เป็นโฆษณาที่ผิดต่อกฏหมาย

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-for-business-sme-in-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-for-business-sme-in-thailand