คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

มาส่องดู!! นักการเมืองใช้เครื่องมือทางการตลาดอะไรในการหาเสียงได้บ้าง ?

เมื่อพูดถึง “การเมือง” นั้นที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้  เราก็รู้สึกว่ามันมีมุมมองที่เหมือนกับ  “การตลาด” อยู่  เพราะต้องมีการ “ทำการสื่อสาร” เหมือนกัน  ซึ่งเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดก็สามารถหยิบมาใช้ในการทำแคมเปญรณรงค์หาเสียงได้เช่นกัน  โดยทาง Thumbsup ได้พูดคุยกับ ภคนันท์ จุลเสน Digitial Media Expert ที่ดูแลงานด้านออนไลน์ให้กับหลายๆ แบรนด์ ว่ามีเครื่องมือทำการตลาดไหนที่นำมาประยุกต์ใช้ในการเล่นเกมทางการเมืองได้บ้างลองมาดูกันค่ะ

เรื่องของ “การเมือง” กับ “การตลาด”

การเมืองก็คล้ายๆ กับการทำการตลาดที่ต้องทำ Marketing Communication กับ PR  เพื่อให้เกิด Awareness หรือการรับรู้เช่นเดียวกับการทำแคมเปญทางการตลาดต่างๆ  ซึ่งหากพูดถึง Awareness ในโลกออนไลน์ นักการตลาดหลายๆ ท่านก็คงมีตัวเลขในใจที่ผุดขึ้นมา เช่น วิดีโอโฆษณาในแคมเปญนี้จะต้องมีการมองเห็น 7 ครั้งผู้ชมถึงจะจำโฆษณาตัวนี้ได้

การใช้สื่อออนไลน์เปลี่ยนโฉมการหาเสียงไปได้อย่างไร

หากจำการเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้เราก็จะพบว่ามีการใช้ป้ายหาเสียงจำนวนเยอะมาก  เพื่อให้คนที่พบเห็นสามารถจำหน้าและเบอร์ของสมาชิกในพรรคได้ ซึ่งนั่นก็คือหลักการเดียวกันกับที่ออนไลน์กำลังทำอยู่  เพื่อให้ผู้ชมเห็นโฆษณาในสื่อที่ต่างกันไป

ความแตกต่างคือสื่อออฟไลน์ที่ไม่สามารถควบคุมโฆษณาได้เลยว่าอยากจะให้คนเห็นเป็นจำนวนกี่ครั้ง  เพราะเรารับประกันไม่ได้เลยว่าป้ายหาเสียงจะไม่โดนเด็กพ่นสี  หรือจะหายไปจากจุดที่ตั้งเมื่อไร  หรือ Engagement นั้นจะ Loss  ไปเมื่อไรก็ไม่สามารถมอนิเตอร์สื่อโฆษณาได้ทุกตัว  ซึ่งในออนไลน์ เรียกว่า Viewability

ในทางกลับกันการลงโฆษณาออนไลน์สามารถดูได้ว่าโฆษณากำลังรันอยู่ไหม มีคนเห็นกี่ครั้ง เป็นคนกลุ่มไหนบ้าง กระทั่งเห็นซ้ำเป็นจำนวนเท่าไรในระยะเวลาที่ผ่านๆ มา  รวมไปถึงช่องทางใดที่มีความถี่ในการเห็นเยอะที่สุดได้อย่างชัดเจน

เนื่องจากสื่อออนไลน์มีพื้นที่ให้เราขึ้นโฆษณาได้แบบจะไม่จำกัด  สิ่งที่เราทำได้คืออาจจะให้คนเห็นโฆษณาพรรคการเมืองของเราวันละ 1 ครั้ง หรือ 100 ครั้ง  หรือตลอด 24 ชม. เลยก็ได้ในทางเทคนิคหากมีเงินเพียงพอ

ซึ่งความล้ำยิ่งไปกว่านั้นเราสามารถทำสื่อโฆษณากี่ชิ้นก็ได้  ตราบเท่าที่กราฟฟิกดีไซน์เนอร์ อาร์ตไดเรกเตอร์ ในทีมของเราทำได้  ในแบบที่ไม่ต้องรอโรงพิมพ์  คนตรวจคำผิด และไม่จำเป็นต้องมีจำนวนการพิมพ์ขั้นต่ำ  เพื่อที่จะส่งไปโรงพิมพ์  เหมือนอย่างในสมัยก่อน  เรียกได้ว่าลดเวลาจากทั้งอาทิตย์ลงเหลือเป็นรายชั่วโมงได้เลย

โดยสามารถเช็คผลลัพธ์ได้แบบทันทีทันใดเมื่องานถูกดเผยแพร่ไปในออนไลน์  ซึ่งทำให้รู้ได้ทันทีว่าสื่อไหนได้ผลหรือสื่อไหนไม่ได้ผล  ซึ่งความได้เปรียบคือถ้าหากคุณมี Copyrighter หรือ Art Director ที่ดี  ก็จะมั่นใจได้เลยว่าสื่อของเราจะออกมาดี

แต่ถึงเเม้ว่าจะมีข้อดีเยอะแค่ไหนก็ตาม  แต่ก็ต้องระวังเพราะถ้าควบคุม “สาร” ที่ต้องการสื่อไม่ดีพอก็อาจทำให้เกิดความผิดพลาดที่ส่งต่อกันอย่างรวดเร็ว  และยากจะแก้ไขก็ได้

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนทำงานในวงการ Digital Marketing ทั่วๆ ไปทราบกันดี  แต่ถ้าเป็นประชาชนทั่วไปอาจจะมีหรือไม่มีภูมิต้านทานจากการโดนครอบงำโดยข้อมูลหลากหลายช่องทางตามสื่อต่างๆ หรือเปล่า?  หรือในบางครั้งนักการตลาดเองก็อาจจะพลาดท่าให้กับวิธีการทำการตลาดในจุดนี้เหมือนกัน

ความ Localization ที่นำพาไปสู่ชัยชนะ

อีกหนึ่งเรื่องที่การใช้ออนไลน์นำความได้เปรียบมาให้  คือการเข้าถึงในคนทุกระดับด้วยการสร้างสื่อแบบเฉพาะเจาะจงได้  ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสื่อตามภาษาถิ่นตามภูมิภาค เหนือ อีสาน ใต้ กลาง

หรือพรรคการเมืองจะผลิตสื่อเปลี่ยนไปตามจุดเด่นของตัวเองที่มีอยู่ก็ได้เช่นกัน  ถ้าเรามีนโยบายเรื่องของการแต่งงานในเพศเดียวกันก็สามารถซื้อโหษณาให้ตตรงกันกลุ่มทาเก็ต LGBTQ

โดยสามารถเลือกให้กลุ่มคนเห็นนโยบางอย่างได้ เช่น ในกลุ่มพนักงานออฟฟิศอาจเลือกให้เห็นนโยบายอย่าง “ภาษีการพัฒนาเมือง”  หรือกลุ่มคนต่างจังหวัดก็เลือกให้เห็นในส่วนของการขยายเมือง การสร้างงาน เป็นต้น

นอกจากนั้น คุณอาจเข้าไปร่วมมือกับหน่วยงานในท้องที่อย่าง “สภาหอการค้าท้องถิ่น” เพื่อสร้างคอนเทนต์ร่วมกันกับคนในท้องถิ่น และเพิ่มการมองเห็นโฆษณาของพรรคการเมืองก็ได้  เรียกได้ว่าเครื่องมือออนไลน์นั้นควบคุมกลุ่มเป้าหมายได้ทั้งเพศ อายุ การศึกษา และมหาวิทลัย

เราจะนำ Digital Tools มาหาเสียงได้อย่างไร?

มาถึงประเด็นเจาะลึกที่ว่าเราจะนำ “เครื่องมือทางการตลาด” ไปใช้หาเสียงได้อย่างไรบ้าง  เขาก็บอกเราว่าวิธีการนั้นมีหลายรูปแบบที่น่าสนใจตั้งแต่แบบปกติ  หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า “สายขาว” ไปจึงถึงขั้นที่มันซับซ้อนขึ้น

1.สายขาว

เราสามารถใช้เครื่องมือที่ประยุกต์ใช้ในการหาเสียงได้หลายอย่างทั้ง คอนเทนต์ภาพทั่วไป  หรือทำวิดีโอโฆษณาก็ได้  รวมไปถึงการส่ง Sponsor Message ผ่านทาง Messenger Application ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการทำ SMS Marketing ในช่วงยุคปี 2000 ต้นๆ  เพียงแต่ล้ำไปอีกขั้นที่เราสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ตามต้องการตราบเท่าที่มีเงิน  ซึ่งกลุ่มเป้าหมายนี้เราสามารถกำหนดได้ ทั้งอายุเพศ อาทชีพ รายได้ ความชอบ

2. สายเทา

ถัดมาอีกหน่อยที่พูดได้ว่าเป็นเรื่องไม่ผิดกฎหมาย ไม่มีข้อจำกัดความถูกผิดในเชิงจรรยาบรรณ  นั่นคือการใช้เครื่องมือในการ “Re-Tarketing” นั่นคือ

  • Facebook Pixel คือ ระบบ Tracking ของ Facebook ที่ใช้ติดตั้ง บนเว็บไซต์เพื่อคอยสำรวจ ติดตาม พฤติกรรมการใช้งานของผู้เยี่ยมที่เข้าเว็บไซต์  โดยข้อดีคือเรานำข้อมูลไปใช้กำหนดกลุ่มเป้าหมายสำหรับทำโฆษณาอย่างละเอียดได้ (ทำ Custom Audience) ทำให้โฆษณาแสดงออกมาอย่างได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น
  • Google Ads เป็นเครื่องมือวัด Conversion ที่แสดงให้คุณเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากลูกค้าคลิกที่โฆษณาของคุณ  ทั้งการซื้อผลิตภัณฑ์ ลงทะเบียนรับจดหมายข่าวหรือดาวน์โหลดแอปฯ  โดยเมื่อลูกค้าดำเนินการตามที่คุณกำหนดไว้เราจะเรียกการกระทำของลูกค้ากลุ่มนี้ว่ามี Conversion ต่อกัน
  • Twitter Conversion tracking  เครื่องมือวัดเป้าหมายของการโฆษณาใน Twitter 

โดยเครื่องมือเหล่านี้สามารถดักจับว่าใครเข้าใช้แอป เฟส ช่องทางที่เชื่อมต่อออนไลน์อะไรบ้าง เช่น เราเข้าเว็บพรรคการเมืองหนึ่ง ทาง Facebook, Google, Twitter ก็จะสามารถรู้ได้ทันทีว่าผู้ใช้กำลังไปถึงที่หน้านี้เเล้ว  เรียกได้ว่ามีหลายช่องทางเเค่เก็บข้อมูล แต่จุดสำคัญคือสามารถนำเอาข้อมูลนี้ไปทำการตลาดต่อได้!!

ยกตัวอย่าง :

ถ้าวันนี้คุณเข้าเว็บไซต์ของ พรรคริพับลิกันเพื่อไปดูว่าสมาชิกพรรคมีใครบ้างแล้วกดปิดหน้าเว็บไซต์ไป  ถึงแม้ว่าจะออกจากเว็บไซต์ไปแต่เราก็ยังสามารถเห็นวิดีโอ เมื่อเข้า Youtube หรือเห็นโฆษณาของพรรคเมื่อเข้าไปเล่น Twitter, Facebook ต่อได้ในเวลาไม่นานหลังจากปิดเว็บไซต์ไป

นั่นคือเรามีโอกาสที่จะถูกทำโฆษณาต่อในเนื้อหาอื่นๆ ด้วยการใช้เครื่องมือที่ติดตามต่อ  โดยจริงๆ แล้วแพลตฟอร์มอย่าง Facebook นั้น ไม่ได้มีความเอนเอียงเข้าข้างพรรคการเมืองพรรคไหนโดยตรง  เเต่พูดกันตรงๆ คือ

” พรรคไหนจะมีศักยภาพมากพอจะทำการสื่อสารด้วยวิธี Re-Tarketing ได้ก็จะยิ่งได้เปรียบ ” 

3. สายเทาเข้ม

อีกระดับที่เข้มขึ้นมาหน่อย เช่น สมมติว่าคุณกำลังอ่านบทสัมภาษณ์ของ Donald  Trump ที่มาลงบทสัมภาษณ์กับทาง Thumbsup  แล้วกดอ่านไปจนจบ  หรืออาจจะอ่านไปสักพักแล้วกดปิด  ขณะที่หลังกดปิดไปพรรคการเมืองก็สามารถซื้อโฆษณาทาง Facebook, Google หรือ Twitter ให้ขึ้น โฆษณาของพรรคการเมืองได้ทันทีเลย

หรือในกรณีที่คู่เเข่งขั้วตรงข้ามอย่าง “พรรคเดโมแครต” เข้ามาซื้อกลุ่มเป้าหมายที่มีการเข้ามาอ่านในเว็บไซต์แล้วนำมาหักล้างกันได้  โดยยิงสารที่ต้องการสื่อออกไปในรูปแบบของขั้วตรงกันข้าม  และยังคงใช้กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาอ่านบทสัมภาษณ์ของ Donald  Trump

สำหรับด้านกฏหมายนั้นไม่ใช่เรื่องผิดที่จะขายข้อมูลแบบไม่ระบุตัวตนให้ใครก็ได้  เพราะ Facebook เองเเค่จับกลุ่มเป้าหมายได้เฉยๆ เเต่ก็ไม่ทราบรายละเอียดถึงขนาดว่ามีชื่อ น้ำหนัก ส่วนสูง เท่าไรกันแน่  เพียงแค่จับยูสเซอร์ได้เท่านั้น

ถ้าให้พูดถึงตัวอย่างคงเป็นช่วงตอนที่ Donald  Trump ลงสมัครนรับเลือกตั้ง  ซึ่งตอนนั้นสามารถนำข้อมูลมาแยกได้ละเอียดมาก ทั้งการศึกษา อายุ เพศ เช่น คนอ่านเว็บไซต์หน้านี้มีทั้งหมด 1,000 คน  และเป็นช่วงอายุ 20-25 ปีจำนวนกี่คน  แต่ตอนนี้ Facebook ไม่เปิดโอกาสให้ทำแบบนี้แล้ว

ส่วนสื่อที่จะมีอิทธิพลกับทุกธุรกิจนั้นจะกลับมาอยู่ที่เว็บไซต์  เพราะตัวเว็บไซต์คือพื้นที่ส่วนกลางที่สุดท้ายผู้อ่านจะต้องกลับมา  เปรียบได้ว่าเว็บไซต์ คือ “บ้าน” ที่สามารถเเทร็คได้ว่าผู้อ่านเข้ามาทำอะไรในจุดไหนของเว็บไซต์  และสามารถนำเอาข้อมูลออกไปทำแคมเปญต่อยังนอกบ้านได้  โดยแตกต่างจากแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Google, Twitter ที่ไม่สามารถเเทร็คได้

” ลองจินตนาการว่าถ้าทุกพรรคการเมืองติด Tools ในเว็บไซต์ตัวเอง  ก็จะสามารถทำให้เห็นสื่อของพรรคตัวเองได้จากทุกๆ ช่องทางจนหลอนไปเลย “

และทุกช่องทางเล่าเรื่องด้วยเมสเสจต่างกันได้  ซึ่งตัว publisher เองก็สามารถขายกลุ่ม Target ที่มาอ่านคอนเทนต์ของพรรคการเมืองให้กับใครก็ได้  

โดยหากเว็บไซต์ xx มีคนเข้ามาเป็นล้านยูสเซอร์ เราจะแยกได้เลยว่าคนนี้ชอบพรรคไหน ก็เอาไปขายต่อได้  ซึ่งความอันตรายคือหากสื่อเจ้า A มีความเอนเอียงไปทางพรรคการเมืองใดก็จะเข้าข้างกันได้

เรื่องสมมติ : เว็บไซต์ xx ทราบว่าคนนี้ชอบพรรคริพับบลิกัน  แต่ก็สามารถใช้สื่อที่เกี่ยวกับพรรคเดโมแครตนำไปหักล้างกันได้เรื่อยๆ  เรียกได้ว่าในสายเทานั้น  ถ้าคุณทราบว่าคลิปวิดีโอไหนใน Youtube ที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหนึ่ง  เราก็สามารถซื้อโฆษณาเพื่อทับคลิปตัวนั้นได้ เช่น ถ้าเขาจะดูวิดีโอสัมภาษณ์ Donald  Trump เราสามารถเอาวิดีโอสัมภาษณ์ Hillary Clinton มาขึ้นเป็น Political Ad ในคลิปได้

4. สายดำ

เป็นการทำในรูปแบบที่เรียกว่า “คลิกเบต” อย่างเว็บข่าวบางสำนักที่เราเคยเห็นกัน  

เช่น พรรคริพับบลิกันทราบว่ายูสเซอร์ในกลุ่มนี้ชอบพรรคของตัวเอง  จึงไปเปิดเพจที่เป็นบุคคลที่ 3 4 5 เพื่อมาซื้อโฆษณาด้วยการขาย “กลุ่มทาร์เก็ต” จากนั้นใส่สื่อด้านลบเพื่อทำการโจมตีลงไป  โดยอาจมีการทำเว็บไซต์คลิกเบตในหลักร้อย หรือหลักพันเว็บได้  เพื่อที่จะทำการ Discredit กับขั้วตรงกันข้าม  โดยทุกพรรคเองก็สามารถดึงกลุ่มทาร์เก็ตข้ามไปข้ามมากันได้เพื่อทำการบูสโพสต์

เครื่องมือตรวจจับ

แต่การใช้งานสื่อออนไลน์ในโลกนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวจนเกินไป  เพราะยังมีวิธีตรวจจับว่าคุณคือหนึ่งในเป้าหมายของการหาเสียงด้วยวิธีสีเทาอยู่หรือเปล่า

  • Facebook Pixel Helper เครื่องมือตรวจจับการรีทาเก็ตติ้งผ่าน facebook

  • Google Tag Assistant ไว้ดูว่าเว็บมีการเก็บข้อมูลการกระทำอะไรบ้าง

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นยังไม่ได้พูดถึงระบบอื่นๆ เช่น การทำ DMP Data Management Platform  หรือการใช้ Parametric ในการทำการตลาด  เพราะขอบอกเลยว่ามันยังมีท่ายากในการทำการตลาดออนไลน์ได้อีกมากมาย

เรียกได้ว่าเป็นการประยุกต์ใช้ที่น่าสนใจและทำให้รู้สึกว่า “การตลาด” เองก็เข้าไปสอดเเทรกในเกือบทุกๆ บริษทของชีวิตเรา  จนไม่เว้นแม้แต่เรื่องของการเมืองการเลือกตั้ง

 

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/what-marketing-tools-can-do-with-election/

Advertisements

YDM ซื้อ FCB เสริมทัพครบสิบบริษัท หวังปั้นเอเจนซี่ออนไลน์สู่โลกออฟไลน์แบบครบวงจร

กลายเป็นเรื่องจำเป็นเสียแล้ว สำหรับธุรกิจเอเจนซี่ ที่ฝั่งออนไลน์และออฟไลน์ต้องการที่จะดึงจุดแข็งของกันและกันมาเสริมให้ธุรกิจอยู่รอด ด้วยความที่เทรนด์ดิจิทัลมาแรง และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไปเสพสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้รายได้ของฝั่งเอเจนซี่ออฟไลน์แบบเดิมอาจลดลง และต้องหาฐานออนไลน์ที่แข็งแรงมาช่วยเสริมขาธุรกิจให้แข็งแรงขึ้น

เรื่องของวงการเอเจนซี่ ในรอบปีที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่า โลกออนไลน์เข้ามาเขย่าการทำงานเอเจนซี่แบบเดิมให้เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น การร่วมมือกันเพื่อสร้างโอกาสเติบโตในธุรกิจย่อมดีกว่าเริ่มต้นเองแน่นอน ด้วยตัวเลขของเม็ดเงินโฆษณาในปี 2561 ที่ผ่านมานั้น คาดว่ามีมูลค่ากว่า 8.9 หมื่นล้านบาท และในจำนวนนี้แบ่งเป็นงบโฆษณาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลถึง 1.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปี 2560 กว่า 20%

ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ CEO บริษัท วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) ในเครือ Yello Digital Maketing (YDM) ประเทศเกาหลีใต้ กล่าวว่า ตอนนี้ธุรกิจในเครือมี 9 บริษัทแล้ว ส่วนใหญ่จะดำเนินงานด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งทั้งสิ้น การเข้าไปถือหุ้นใน FCB Bangkok แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้บริษัทจะความแข็งแกร่งในด้านการเป็นบริษัทดิจิทัลเอเจนซี่ที่รองรับงานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้แบบครบวงจรมากขึ้น

ผสมผสานการทำงาน โอกาสเติบโตสูง

การเข้าซื้อกิจการของ FCB Bangkok นั้น เพราะมองว่าการเป็นแค่พาร์ทเนอร์ในการทำงานร่วมกันไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้แบบครบวงจร อีกทั้งการจ้างงานแบบสองบริษัทจะกลายเป็นต้นทุนของลูกค้า ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเดินหน้าแคมเปญได้อย่างเต็มที่

 

“ปัญหาของการดีลงานออนไลน์และออฟไลน์นั้น คือต่างฝ่ายต่างจะมีมุมของการทำงานที่ไม่ได้เข้ากันได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ กลายเป็นปัญหาใหญ่ของแบรนด์หรือธุรกิจที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสองต่อ รวมทั้งการสร้างแคมเปญใดๆ ก็จะสำเร็จช้ากว่าเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น หากเอเจนซี่เองสามารถรองรับความต้องการได้ทั้งสองรูปแบบ น่าจะช่วยให้ทำงานได้ดีกว่า”

 

ทั้งนี้ การเข้าถือหุ้นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้เป็นเม็ดเงินที่มหาศาลจนเขย่าวงการ แต่เป็นราคาที่บริษัทแม่รับได้ และคาดว่าต่อจากนี้ คงจะหยุดตั้งบริษัทใหม่ เพราะ YDM Thailand ต้องการจะเร่งเดินหน้าธุรกิจให้ได้ตามเป้าหมาย เพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ (SET) ภายใน 3 ปีให้ได้

 

“ด้านรายได้ของบริษัทปีที่ผ่านมา ทำได้ 550 ล้านบาท ปีนี้ก็ตั้งเป้า 60% ทั้งจากลูกค้าใหม่ แพลตฟอร์มที่บริษัทพัฒนาขึ้นและเจาะตลาดหลายธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเข้ามาเสริมด้านออฟไลน์ของ FCB Bangkok คาดว่าจะทำเม็ดเงินได้ราว 800 ล้านบาท”

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทจะทำเสริมในปีนี้คือเรื่องของเทรนนิ่ง โดยอาจจะเปิดเป็นหลักสูตรด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ให้ธุรกิจขนาดกลางและย่อมเข้ามาเรียนรู้และนำเทคนิคไปใช้งาน คาดว่าหลังจากที่ออฟฟิศใหม่ตกแต่งเสร็จจะมีพื้นที่ในการรองรับบริการนี้มากขึ้น ซึ่งเราก็กำลังเปิดรับคนใหม่ๆ เข้ามาเสริมด้วย

 

“การเมือง” โอกาสที่น่าสนใจแต่ไม่ค่อยมีคนทำ

ทางด้านของอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาใช้งานดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น ยังคงเป็นกลุ่มเดิมที่มีการ Spending สูง เช่น รถยนต์ ธนาคาร ประกันชีวิตและสมาร์ทโฟน ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จะทำตลาดแบบเฉพาะเจาะจง จึงเป็นเม็ดเงินที่สูงกว่าธุรกิจอุปโภคบริโภคที่ใช้เม็ดเงินหว่านในทุกโซเชียล

ส่วนกระแสการเมืองนั้น อย่างที่ทราบว่าหลายเอเจนซี่จะไม่เปิดตัวว่าเข้าไปมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองใด เพราะอาจกระทบในแง่ของธุรกิจโดยรวม ทั้งที่การเมืองเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่น่าจะมีการใช้จ่ายในช่องทางโซเชียลมีเดียสูง ทำให้ส่วนใหญ่ยังเน้นหนักไปในด้านการทำสื่อออฟไลน์อย่างบิลบอร์ด หนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ เป็นต้น

ในต่างประเทศ นักการเมืองจะใช้เรื่องของบิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์และสร้างสรรค์เป็นนโยบายเพื่อหาเสียงสู้กับคู่แข่ง แต่ในประเทศไทยไม่ได้มีแนวทางว่าจะนำข้อมูลไปใช้ในทิศทางใดถึงจะเหมาะสม ทำให้ภาพของดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งกับการเมืองไทยยังไม่ค่อยชัดเจนนัก

ต้องยอมรับว่านักการเมืองของไทยยังคงเป็นคนรุ่นเก่า ที่ไม่ได้รู้จักกระบวนการด้านดิจิทัลมากนัก นอกจากการใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียง แนะนำตนเองให้เป็นที่รู้จัก หรือนโยบายต่างๆ แต่ความเป็นจริงยังมีเครื่องมือเชิงลึกที่ใช้ในการทำงานได้อีกมากไม่ต่างกับธุรกิจ อยู่ที่ว่าจะมีมุมมองและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากแค่ไหน

ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองเท่านั้น ในวงการธุรกิจก็เช่นกัน หากทีมบริหารเข้าใจภาพของดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเป็นเพียงแค่โซเชียลมีเดียก็จะเสียโอกาสอีกมหาศาล แต่ก็ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยยังไม่ได้เก่งถึงขั้นพัฒนาโซเชียลมีเดียขึ้นมาเองจนติดตลาดได้เหมือนอเมริกาหรือจีน ทำให้ภาพของการนำไปใช้งานคือ เกาะเครื่องมือการตลาดอย่างไรให้เกิดผลสำเร็จที่สุด

เอเจนซี่ออฟไลน์โอกาสยังมีอยู่

ทางด้านของ นางสาวทุติยา ดิสภานุรัตน์ Managing Director – FCB BANGKOK กล่าวว่า เป้าหมายหลักของ FCB BANGKOK คือ การมุ่งไปสู่การสร้าง Business Solution ได้แบบ Free Form เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละธุรกิจที่มีความต้องการแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้ไอเดียในการแก้ปัญหาของลูกค้ามาได้จากทุกทาง ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกเป็นออนไลน์ หรือออฟไลน์อีกต่อไป

ดังนั้น การได้เข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ YDM Thailand ครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความแข็งแกร่ง และทำให้บริการของเราครบวงจรมากขึ้นเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการบริหารแคมเปญการตลาด

เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า ลูกค้าส่วนหนึ่งมีการแยกใช้เอเจนซีโดยพิจารณาจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นการผนึกกำลังในครั้งนี้ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน เพราะเป็นการรวมตัวของเอเจนซีที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านงานครีเอทีฟ และการตลาดดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง

 

“รายได้ของ FCB Bangkok ในปีที่ผ่านมาปิดที่ 100 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะมีรายได้เพิ่มอีก 15% ในกลุ่มของลูกค้าเดิมที่ต้องการเข้าสู่โลกดิจิทัล ซึ่งบริษัทมีการพูดคุยกับทางโอสถสภาไว้บ้าง รวมทั้งมีแผนจะคุยกับอีกหลายบริษัทที่เคยเป็นลูกค้าออฟไลน์กันมาก่อน”

ทั้งนี้ FCB BANGKOK มีความเชี่ยวชาญในด้านการทำ Branding การวางกลยุทธ์ด้านการสื่อสาร การบริหารแคมเปญโฆษณา และการออกแบบแคมเปญการตลาด

เรียกได้ว่าเป็นองค์กรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยทีมงานที่มีศักยภาพ มีองค์ความรู้ที่แข็งแกร่ง เชื่อว่าการเข้าร่วมกรุ๊ปกับ YDM Thailand ในครั้งนี้จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระหว่างกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าและแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ แนวโน้มของธุรกิจโฆษณาในปี 2562  จะเริ่มเห็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมทัพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ในการซื้อสื่อโฆษณา หรือการใช้แชทบ็อททำหน้าที่ให้บริการลูกค้า ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจเอเจนซี สามารถให้บริการและใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/ydm-fcb-agency-online/

เสริมทัพดิจิทัล Publicis Group คว้า Brilliant & Million เสริมภาพเอเจนซี่แห่งอนาคต

เพื่อให้ก้าวทันโลกดิจิทัลอย่างทันท่วงที วงการเอเจนซี่ก็ไม่ยอมตกขบวนเช่นกัน Publicis Group คว้า Brilliant & Million มาเสริมทัพความแข็งแรงของธุรกิจให้งานเดินหน้าตอบรับลูกค้าได้ครบวงจรที่สุด

ทั้งนี้ คาดว่าการรวมบริษัทในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ Publicis Group ที่จะสะท้อนความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นในเรื่องการตลาดดิจิทัล สามารถตอบสนองและให้บริการลูกค้าได้อย่างครบวงจร มั่นใจว่าการเข้าควบรวมกิจการครั้งนี้จะส่งผลให้ Publicis Group ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 20%

ด้าน นายสงกรานต์ เศรษฐสมภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปับลิซีส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า Publicis ประเทศไทยได้มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่เราเรียนรู้และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งไปพร้อมๆ กับอุตสาหกรรมโฆษณาและการสื่อสารการตลาดที่ยังคงหมุนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่เรามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าลูกค้าและแบรนด์ต้องการอะไร ในปีนี้เราจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรและบุคลากรในเรื่องของการสื่อสารการตลาดดิจิทัล 

โดยจะมุ่งเน้นการสร้างฐานความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การสื่อสารตลาดดิจิทัลให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อสร้างให้บริษัทในเครือปับลิซีสมีความสามารถในการให้บริการลูกค้าทุกแบรนด์ได้อย่างครบวงจรและอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

ซึ่งมีการนำเทรนด์การตลาดแบบ O2O หรือ ออนไลน์ทูออฟไลน์ (online to offline) เพื่อผสานธุรกิจบนโลกออนไลน์สู่ออฟไลน์ ยกระดับศักยภาพการสื่อสารทั้งสองด้านให้เต็มประสิทธิภาพและประยุกต์ใช้อย่างสมดุลเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจลูกค้า

“เป็นที่รู้กันดีว่าบริษัท บริลเลียนแอนด์มิลเลียน จำกัด นั้นเป็นบริษัทดิจิทัลเอเจนซีแถวหน้า สัญชาติไทย ที่มีความเชี่ยวชาญในการวางแผนกลยุทธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสื่อดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร”

ดังนั้นในการดำเนินกลยุทธ์เพื่อเสริมความแข็งแรงในเรื่องของการสื่อสารการตลาดดิจิทัลนั้น ทางปับลิซีส กรุ๊ป ประเทศไทยจึงได้เลือกบริษัท บริลเลียนแอนด์มิลเลียน จำกัด เข้ามาเป็นหนึ่งในบริษัทในเครือปับลิซีสกรุ๊ป ประเทศไทย

เพราะมั่นใจว่าการรวมกิจการในครั้งนี้จะทำให้เกิดการแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเชิงลึก อีกทั้งยังจะเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานของทั้งสองบริษัทเพื่อนำมาปรับใช้ในเรื่องการทำการสื่อสารการตลาดให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

นางสาวโศรดา ศรประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริลเลียนแอนด์มิลเลียน จำกัด กล่าวว่า การเข้าร่วมเป็นหนึ่งบริษัทในเครือปับลิซีส กรุ๊ปครั้งนี้นับเป็นก้าวใหญ่และก้าวสำคัญของเรา

เราเล็งเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ และบุคลากรของเราที่สอดคล้องกับมุมมองของกรุ๊ป จึงเชื่อว่าความเชี่ยวชาญของเราในเรื่องการวางแผนกลยุทธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สื่อดิจิทัล และเทคโนโลยีในเชิงบูรณาการที่รวมเอาการวิเคราะห์ข้อมูลบนโลกออนไลน์

ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านการสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ผ่านการสื่อสารร่วมกัน ระหว่างผู้คนบนสังคมออนไลน์และทุกบทสนทนาที่เกิดขึ้นมาเป็นข้อมูลสู่การสร้างความเข้าใจเชิงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายในโลกดิจิทัล

มาผสานเข้ากับความแข็งแกร่งและความโดดเด่นของปับลิซีสในเรื่องของกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์สูงสุดที่ลูกค้าจะได้รับเพื่อสร้างความยั่งยืนของธุรกิจและเพื่อสร้างคนดิจิทัลที่จะทำให้เกิดทีมทำงานที่มีประสบการณ์และมีประสิทธิภาพที่สุด

ตั้งเป้าร่วมกัน

นายสงกรานต์ กล่าวเสริมว่า หลังจากนี้ เรามีแผนที่จะพัฒนาการให้บริการด้านต่างๆ ให้ครบวงจรมากขึ้น โดยมีความตั้งใจที่จะทำให้ บริษัท บริลเลียนแอนด์มิลเลียน จำกัด เป็นหนึ่งในหน่วยปฎิบัติการทางดิจิทัลโดยต่อยอดจาก Creative Solutions ที่เป็นเรื่องที่บริษัทในเครือปับลิซีส กรุ๊ปมีความโดดเด่นอยู่แล้ว

โดยเป็นการทำงานร่วมกันแบบผสาน Digital Creative Expertise เข้ากับ Digital Production Expertise อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้กลายเป็น End-to-End Service ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการการให้บริการแบบครบวงจรและการวัดผลแบบเบ็ดเสร็จ

“เรามั่นใจว่าการเข้าควบรวมกิจการกับดิจิทัลเอเจนซี่ออย่างบริษัท บริลเลียนแอนด์มิลเลียน จำกัด ครั้งนี้จะทำให้ธุรกิจในส่วนดิจิทัลเอเจนซี่ของปับลิซีส กรุ๊ปนั้นเติบโตแบบก้าวกระโดด”

โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 20% ในปีแรก แต่อย่างไรก็ดี นี่ถือเป็นเพียงก้าวแรกของเราสำหรับปี 2562 ซึ่งเรายังมีแผนงานอีกมากมายที่จะทำให้ปับลิซีส กรุ๊ป และบริษัทในเครือก้าวไปสู่ความเป็นเอเจนซี่แห่งอนาคตได้อย่างมั่นคง

โดยเป็นทั้งเอเจนซี่ที่ทันสมัย มากด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทั้งในเรื่องออนไลน์และออฟไลน์ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลเสริมเกี่ยวกับปับลิซีส กรุ๊ป 

Publicis Group ปับลิซีส กรุ๊ป เป็นผู้นำระดับโลกในด้านการสื่อสารการตลาด และ การตลาดดิจิทัล โดยปับลิซีส กรุ๊ป ดำเนินงานผ่านเครือข่ายแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา จนถึงงานสร้างสรรค์และการผลิตสื่อทางการตลาดรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเครื่องมือสื่อสาร และความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ของปับลิซีส กรุ๊ปทั่วโลก

ทั้ง 4  โซลูชั่นฮับ (4 Solutions Hubs) ได้แก่: Publicis Communications, Publicis Media, Publicis Sapient และ Publicis Health โดยดำเนินงานรองรับตลาดหลักๆ และยังรองรับตลาดอื่น ๆ พร้อมเดินหน้าตอบรับทุกรูปแบบความต้องการของลูกค้า ด้วยความเชี่ยวชาญในทุกมิติ  และให้บริการแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงครบวงจรเต็มกำลังภายใต้องค์กรเดียว ปัจจุบัน ปับลิซีส กรุ๊ป ตั้งอยู่ในกว่า 100 ประเทศ มีพนักงานผู้เชี่ยวชาญกว่า 80,000 คน

และในส่วนของเอเจนซี่ที่อยู่ภายใต้ปับลิซีส กรุ๊ป ประเทศไทย ประกอบด้วย ลีโอ เบอร์เนทท์ (Leo Burnett)ซาทชิแอนด์ซาทชิ (Saatchi & Saatchi)ปับลิซีส (Publicis), อัลฟ่า 245 (Alpha 245)อาร์ค(Arc), เรเซอร์ฟิช (Razorfish)เอ็มเอสแอล (MSL)ดิจิทาส (Digitas)สตาร์คอม (Starcom), สปาร์ค ฟลาวดรี้ (Spark Floundry) และล่าสุดคือ บริลเลียนแอนด์มิลเลียน

เกี่ยวกับบริลเลียนแอนด์มิลเลียน

บริลเลียนแอนด์มิลเลียน คือ ดิจิทัลเอเจนซี่ สัญชาติไทย ที่ได้รับรางวัล Thailand Digital Agency of the Year และ Thailand Independent Agency of the Year จากเวที Campaign Asia ถึง ปีติดต่อกัน

บริษัทมีพนักงาน ที่เป็นคนรุ่นใหม่ถึง 130 คนที่ล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลกว่า 10 ปี ทั้งในด้านการวางแผนกลยุทธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสื่อดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบและครบวงจร

การสร้างสรรค์แคมเปญต่างๆ การสร้างความสัมพันธ์ผ่านการสื่อสารร่วมกันระหว่างผู้คนบนบนสังคมออนไลน์ และการวิเคราะห์ข้อมูลจากทุกบทสนทนาที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์

อีกทั้งยังมีการบริการครบวงจรที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในด้านของกิจกรรมทางการตลาด ด้วยประสบการณ์ที่ร่วมทำงานกับแบรนด์มามากกว่า 100 แบรนด์ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/publicis-brilliant-agency/

Infographic: 100 เครื่องมือการตลาดดิจิทัลใช้ฟรีแบบครบสูตร

นี่คือลายแทง 100 เครื่องมือการตลาดดิจิตอลใช้ฟรีที่สามารถตอบโจทย์ทั้งในมุมการสร้าง (Create) และการจัดการ (Manage) เรียกว่าครบทั้งการเสกสรรปั้นแต่งเนื้อหาที่มืออาชีพยิ่งขึ้นและการตรวจตรารักษาสถานะออนไลน์ของเนื้อหาเหล่านี้ให้บรรลุเป้าหมายได้โดยไม่ต้องรบกวนงบประมาณก้อนโต

การตลาดดิจิทัลจะง่ายขึ้นอีกขั้นเมื่อมีเครื่องมือหรือทรัพยากรที่เหมาะสม เพราะผู้จัดการแบรนด์จะสามารถใช้เครื่องมือเป็นตัวช่วยจัดตารางการโพสต์เนื้อหา รวมถึงการหาคีย์เวิร์ดที่มีประสิทธิภาพ การเผยแพร่ให้ทั่วถึง การทำ email marketing การออกแบบหรือปรับแก้ไข รวมถึงการค้นหาความรู้ใหม่เพื่อต่อยอดเนื้อหาในอนาคต

นอกจากนี้ เครื่องมือออนไลน์หลายค่ายยังช่วยลดเวลาในการจัดการ เพื่อให้เนื้อหานั้นบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ทั้งการวางแผนแคมเปญ การจัดการโซเชียลมีเดีย การทำ SEO การวิเคราะห์พฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย และการติดตามความเห็นของผู้อ่าน

ไม่น่าเชื่อว่าจำนวนเครื่องมือการตลาดดิจิทัลที่เปิดให้ใช้ฟรีและดีนั้นมีอยู่เกิน 100 ค่าย และทุกค่ายถูก Crello รวมมาแล้วในอินโฟกราฟิกนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้จัดการแบรนด์มือใหม่ทราบได้ว่าควรเริ่มต้นที่ไหน แถมยังได้รู้ถึงแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยมที่จะช่วยให้งานเดินไปตามเป้าหมายที่ต้องการ

Crello ยังแยกย่อยและจัดหมวดหมู่เครื่องมือออนไลน์พร้อมใช้งานให้ดูง่าย หลายเครื่องมือโดดเด่นเหมาะกับคนไทย ตัวอย่างเช่น Hemingway เครื่องมือระบุและแก้ไขข้อผิดพลาดในการเขียนภาษาอังกฤษ, Peek เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ SEO, Tweetdeck เครื่องมือติดตามบัญชี Twitter หลายบัญชีในที่เดียว และ Awario เครื่องมือติดตามการกล่าวถึงหรือ mention ชื่อแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย

ผู้สนใจ ขอเชิญเรียนรู้เครื่องมือทั้งหมดจากแผนภาพด้านล่าง

ที่มา: : PRDaily

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/infographic-100-free-tool/

บิลบอร์ด #ไม่ไปไหนไปNETFLIX โซเชียลไม่ปลื้ม?

เมื่อเพจ JS100 รับลูกประชาสัมพันธ์ให้ Netflix ซึ่งเปิดมิติใหม่ด้วยบิลบอร์ดไอเดียกระฉูด ปรากฏว่าแม้บิลบอร์ดนี้จะได้รับคำชมไม่น้อย แต่ก็มีอีกหลายเสียงที่ไม่เห็นด้วย กลายเป็นพลังสะท้อนความไม่ปลื้มที่น่าศึกษาสำหรับแบรนด์ที่ต้องการแง่มุมที่หลากหลายในสายตาคนไทย (บางกลุ่ม)

บิลบอร์ดที่ Netflix สร้างสรรค์มามีจุดต่างจากบิลบอร์ดค่ายอื่น หนึ่งในนั้นคือตำแหน่งการติดที่ยึดช่วงแยกกลับรถบนถนนที่มุ่งหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตช่วงเทศกาล จุดต่างสำคัญยังอยู่ที่เนื้อหา ที่ระบุว่าใครที่หวั่นใจกับรถติด ก็สามารถเปลี่ยนใจกลับรถข้างหน้า และท่องเที่ยวไปกับหนังและซีรี่ส์ใน Netflix แทน

คนไม่อินแคมเปญออฟไลน์

บิลบอร์ดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #ไม่ไปไหนไปNETFLIX ซึ่ง Netflix จุดพลุมาตั้งแต่ช่วงก่อนคริสต์มาส น่าเสียดายที่หลายโพสต์ไม่มี engagement ที่คึกคัก ซึ่งอาจจะผิดช่วงเวลาเพราะเวลานั้นการจราจรยังคล่องตัวทำให้คนไทยยังไม่อินกับไอเดียที่ Netflix ตั้งใจเสนอให้

กระทั่งเมื่อ Netflix จับมือกับ JS100 โพสต์ภาพบิลบอร์ดพร้อมติดแฮชแทค #ไม่ไปไหนไปNETFLIX โพสต์นี้มี engagement เหนือกว่าโพสต์นำเสนอข่าวสารการจราจร หรือข่าวประสานงานความช่วยเหลือเหตุด่วนเหตุฉุกเฉิกทั่วไป เรียกยอดแชร์ได้เกิน 7 พันครั้งใน 3 วัน ความเห็นอีก 1,400 รายการ และการแสดงความรู้สึกอีกเกิน 3 หมื่นครั้ง

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fjs100radio%2Fposts%2F2133664893323733&width=500

ความเห็นส่วนใหญ่มองว่า Netflix ทุ่มโฆษณาหนักและจริงจัง ขณะที่หลายคนไม่เห็นด้วยกับบิลบอร์ด เพราะไม่เห็นจำเป็นต้องกลับรถ ใครจะดู Netflix ที่ไหนก็ได้ขอแค่มีสัญญานอินเตอร์เน็ตและแอคเคาท์

ติดป้ายประกาศเพิ่มความฮา

บิลบอร์ดของ Netflix รอบนี้ยังถูกโยงกับกรณีโฆษณาเมาไม่ขับ ซึ่งทางหลวงมีมติให้ปลดป้าย “แจ้งมรณะ,ยมโลก,เมาคะนอง” เมื่อปี 2548 ด้วย กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะบิลบอร์ดนั้นมีลักษณะคล้ายป้ายบอกทางของจริง เปลี่ยนชื่อ “ยมราช” เป็น “ยมโลก” เปลี่ยน “ดาวคะนอง” เป็น “เมาคะนอง” และเปลี่ยน “แจ้งวัฒนะ” เป็น “แจ้งมรณะ” ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนกับผู้ขับขี่ แม้จะพยายามสื่อความหมายในทำนองว่า สำหรับคนเมาแล้วคะนองขับรถ นอกจากจะไปไม่ถึง “ยมราช” แล้วอาจจะไป “ยมโลก” หรือไป “แจ้งมรณะ” แทน

จุดนี้มีบางความเห็นมองว่าบิลบอร์ดของ Netflix ก็อาจจะมีลักษณะคล้ายป้ายบอกทางไม่ต่างกัน แถมหน่วยงานที่คนเชื่อถืออย่าง จส100 ยังหยิบมา “เล่นเอง” ด้วย

แต่เหรียญย่อมมี 2 ด้าน หลายคนชื่นชอบบิลบอร์ดนี้โดยแสดงความเห็นติดตลกว่า “Netflix เอาเวลานอนไปหมดแล้ว ยังจะเอาเวลาเที่ยวไปอีก” ขณะที่หลายคนเห็นด้วย พร้อมบอกว่าช่วงเทศกาลหยุดยาวนั้น การอยู่บ้านถือเป็นความสุข

อีกสิ่งที่น่าสนใจในแคมเปญล่าสุดของ Netflix คือคนไทยบางกลุ่มรู้สึกแง่ลบกับแบรนด์ที่โฆษณาต่อเนื่อง ชาวไทยบางรายบอกว่า “แค่โฆษณา (Netflix) ใน youtube ก็เอียนแล้ว” บางรายตอกว่า “อัดโฆษณาจนน่ารำคาญ ทั้ง YouTube, Facebook เอาพอดีๆ จะน่าสนใจขึ้นเยอะ” ขณะที่ผู้ซื้อแพคเกจ Netflix แบบรายเดือน บ่นยกใหญ่ว่าพบโฆษณา Netflix ตามหลอกหลอนตลอดเวลาที่ออนไลน์

Netflix จ๋า ทราบแล้วเปลี่ยน!

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/netflix-js100/

Netflix เงินถึง เปิดศักราชโปรโมท Facebook สไตล์ใหม่ผ่าน “เมาคลี”

Mowgli หรือเมาคลี ตำนานแห่งเจ้าป่าเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ Netflix ตั้งใจทำตลาดเอเชียช่วงปลายปี ความน่าสนใจคือ Netflix ไม่ได้ “สนับสนุนโพสต์” หรือซื้อโฆษณาทั่วไปเท่านั้น เพราะ Netflix ใช้วิธีทำให้เพจภาพยนตร์บน Facebook หลายแห่งพร้อมใจกันเปลี่ยนภาพโปรไฟล์และภาพปกเพื่อโปรโมท Mowgli ถือเป็นกลยุทธ์การโฆษณาบนโซเชียลไทยที่ควรค่าแก่การเปิดประเด็นในช่วงเวลานี้

Mowgli เป็นภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษแนวแอ็คชั่นผจญภัยฟอร์มยักษ์ที่พูดถึงเด็กชายกำพร้าซึ่งได้รับการเลี้ยงดูโดยสัตว์ป่า Mowgli ต้องไขว่คว้ากำหนดโชคชะตาของตัวเองและต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ รวมถึงชาติพันธุ์ต้นกำเนิดแห่งความเป็นมนุษย์ของตัวเอง นักแสดงนำคือคริสเตียน เบล, เคต แบลนเช็ตต์ และเบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ กำกับโดยแอนดี เซอร์คิส

สิ่งที่ Netflix เลือกทำเพื่อโปรโมท Mowgli ในโซเชียลไทย คือการร่วมมือกับเพจภาพยนตร์ที่มีแฟนหนังคนไทยติดตามหลักหมื่น เช่น JUST ดู IT, คนวิจารณ์หนังไม่เป็น, ตั๋วร้อน ป็อปคอร์นชีส, ฉากนี้แม่งได้ว่ะ รวมถึงเพจ Netflix รีวิว ทั้งหมดนี้เปลี่ยนภาพโปร์ไฟล์เป็นตัวละครใน Mowgli ขณะที่บางรายเปลี่ยนภาพ Cover บนสุดของเพจด้วย

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FJustDooItTH%2Fposts%2F837407176590412&width=500

ความน่าสนใจของการโปรโมทด้วยภาพโปรไฟล์และภาพปกของเพจ คือ Netflix ไม่ต้องเสียเงินให้ระบบของ Facebook เม็ดเงินโฆษณารวมถึงความร่วมมือทุกส่วนเกิดขึ้นกับเจ้าของเพจโดยตรงแบบ 100%






นอกจากนี้ บางโพสต์ที่มีข้อความว่า “ได้รับการสนับสนุน” อาจจะถูกคนที่ไม่ปลื้มโฆษณามองข้ามไป แต่การเปลี่ยนภาพโปรไฟล์และภาพปก ระบบของ Facebook จะแสดงภาพใหญ่ให้ผู้ติดตามเกือบทุกคนได้เห็น จุดนี้ถือเป็นอิมแพคที่ทำให้ Mowgli ได้รับความสนใจมากขึ้นทันที

อีกจุดสำคัญคือ Netflix คัดเลือกแค่บางเพจเท่านั้นมาทำกลยุทธ์นี้ เพราะเพจที่ยอมเปลี่ยนโปรไฟล์เพื่อโปรโมท Mowgli ส่วนใหญ่เป็นบล็อกเกอร์ที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Netflix บางรายเคยได้รับเชิญจาก Netflix ให้เดินทางไปสหรัฐอเมริกากับ Netflix โดยเพจที่เป็นสื่อหลักอย่าง Bioscope หรือ MThai นั้นไม่ได้ถูกรวมในโครงการนี้

แม้จะมีข้อดี แต่ประเด็นที่น่าสังเกตของกลยุทธ์นี้มีหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือความเป็นตัวตนของเพจที่แอดมินเพจต้องยอมทิ้งไปทั้งภาพโปรไฟล์และภาพปก ที่ผ่านมา แฟนเพจหลายคนรับรู้ถึงเอกลักษณ์ของเพจผ่านภาพทั้ง 2 ส่วน ซึ่งเมื่อเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกันจนเหมือนกับเพจอื่น แฟนเพจอาจไม่แน่ใจว่าเพจที่กำลังอ่านอยู่นั้นคือเพจอะไร

ยกตัวอย่างเช่นเพจ JUST ดู IT แม้ที่ผ่านมาจะเปลี่ยนภาพโปรไฟล์เป็นตัวเอกในภาพยนตร์หลายเรื่อง แต่ทุกภาพต้องมีสัญลักษณ์โลโก้เพจ JUST ดู IT ติดไว้ให้เด่นเป็นสง่า ขณะที่ภาพโปร์ไฟล์ล่าสุดนั้นไม่มี และแสดงเป็นภาพงูยักษ์ในเรื่อง Mowgli แบบเน้นๆ

อีกประเด็นหนึ่งคือการวัดผล การใช้กลยุทธ์นี้ไม่สามารถวัดผลได้ชัดเจนว่าผู้ชมได้เห็นหรือสนใจกับ Mowgli มากเท่ากับการสนับสนุนโพสต์ ที่จะแสดงตัวเลขชัดเจนถึงจำนวนคลิกและ engagement แน่นอนว่ายักษ์ใหญ่อย่าง Netflix รู้ดีอยู่แล้ว และยอมเทเงินให้เกิดการโฆษณาแนวใหม่บนโลกโซเชียลไทย

เบื้องต้น กลยุทธ์เปลี่ยนภาพโปรไฟล์และภาพปกบนเพจให้เป็นสื่อโฆษณา Mowgli นี้ไม่มีข้อมูลว่าจะจบลงเมื่อไร แต่ตัวแคมเปญเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมซึ่งเป็นวันเริ่มฉายที่หลายเพจพร้อมใจเปลี่ยนภาพในเวลาไล่เลี่ยกัน.

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/netflix-facebook-mowgli/