คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

B-A-S-I-C เคล็ดลับการทำตลาดปี 2020 ที่นักการตลาดควรรู้

B-A-S-I-C หากอ่านแค่นี้อาจเข้าใจว่าหมายถึงการตลาดขั้นพื้นฐาน แต่ความเป็นจริงแล้ว มีแยกย่อยออกเป็นอีกหลายความหมาย ซึ่งกลยุทธ์นี้จะกลายมาเป็นแนวทางในการทำตลาดครั้งสำคัญของปี 2020 ที่ใกล้จะถึงนี้

เทคโนโลยีคือโอกาสหรือทำลาย

ในปี 2020 เรียกว่าเป็นปีแห่งความท้าทายครั้งใหญ่และเจ้าของธุรกิจเองก็ไม่ควรมองข้ามในเรื่องของเทคโนโลยีที่จะกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจ

ด้วยความเปลี่ยนแปลงในแง่ของเทคโนโลยีทำให้ยุคนี้กลายเป็นยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบที่เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดต้องเหนื่อยมากขึ้น เพราะหลายอย่างเปลี่ยนเร็วมากกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งโอกาสเพราะเราจะมีเครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้นและอำนวยความสะดวกมากกว่าเดิม

ดังนั้น ต้องรู้จักปรับตัวและนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดปัญหาเรื่องต้นทุนทั้งยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยยุคนี้ เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายและเจาะลึกมากขึ้น หรือแม้แต่แบรนด์ใหญ่เองก็ควรนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนทางการผลิตและนำเงินที่เหลือไปต่อยอดด้านอื่นๆ เรียกว่าเป็นจังหวะและขุมทรัพย์ของคนทำธุรกิจยุคใหม่อย่างแท้จริง

ทางด้านผู้บริโภคเอง ก็จะมีความหลากหลายในแง่ของพฤติกรรมและการซื้อสินค้ามากขึ้น ทำให้เจ้าของแบรนด์ไม่ควรทำการตลาดแบบทางตรงอย่างเดียว แต่ต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภคอย่างรอบด้าน (Customer Journey) เพราะแบรนด์ไม่มีทางทราบเลยว่าจังหวะไหนหรือคอนเทนต์แบบใดที่จะโดนใจ ในจังหวะที่เขากำลังต้องการ รววมทั้งช่องทางไหนที่ลูกค้าจะเข้าถึงและกดซื้อทันที

ซึ่งแบรนด์ที่จะอยู่รอดได้ คือแบรนด์ที่ใส่ใจรอบด้านของการใช้ชีวิตลูกค้าอย่างแท้จริง

B-A-S-I-C ที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด

แม้เราจะเรียนรู้เรื่องเครื่องมือการตลาดมามากมาย แต่เมื่อถึงจุดที่ย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งก็ไม่ง่ายแล้ว และนี่คือเทคนิคที่ไม่ได้ง่ายเหมือนชื่อเลย

B – Beyond Tools : การใช้เครื่องมือ (Tool) หรือ เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในยุค 5G ที่กำลังมาถึงนั้น ต้องไม่ลืมว่า “อุปกรณ์” ไม่มีความสำคัญเท่าการใช้งานจริง ดังนั้น นักการตลาดยุคใหม่ต้องวางกลยุทธ์ให้ชัดและมีเป้าหมายที่แน่นอน เพื่อนำไปปรับใช้กับอุปกรณ์ที่เหมาะสม เพราะเครื่องมือยุคนี้มีให้เลือกหลากหลาย หากลงทุนอุปกรณ์แบบไม่มีเป้าหมายก็จะเสียต้นทุนไปแบบเปล่าประโยชน์

A – Advocacy is the Key : การเป็นกระบอกเสียงด้วยตัวแบรนด์เอง มีทั้งข้อดีและข้อเสียพร้อมๆ กัน การสื่อสารแบบโฆษณาล้วนๆ ไม่มีข้อมูลที่มีประโยชน์ให้ลูกค้านำไปเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจและเชื่อมั่นในแบรนด์เลย ย่อมเป็นการทำงานที่เสียเปล่า ดังนั้น แบรนด์จึงควรสร้างความรักในแบรนด์ให้แก่กลุ่มลูกค้าหลัก เพื่อที่เขาจะเป็นกระบอกเสียงที่บอกต่อแก่ลูกค้ากลุ่มอื่นๆ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับสินค้าของเรา

S – Strategic Shift : รูปแบบของ 4P ยุคใหม่ไม่ใช่ความหมายแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่ 4P ยุคใหม่ คือ

  • Product = เทคโนโลยีทำให้เกิดสินค้าใหม่
  • Pricing = คนรุ่นใหม่จ่ายเมื่อใช้ ดังนั้น ต้องแสดงราคาให้ชัดเจน ถ้าลูกค้ารับได้เค้าจะกดจ่ายตามราคานั้นทันที เพราะลูกค้าจะไม่รอถามราคาให้วุ่นวายแล้ว
  • Place = Marketplace อย่าง Shopee, LAZADA, JD คือช่องทางการขายใหม่ที่ทุกแบรนด์ต้องมี
  • Promotion = ของถูกก็ดีแต่ลดมากไปจากราคาขายจริง ลูกค้าดูออกว่าไม่ดีจริง แต่ราคาแพงไปไม่จัดโปรโมชั่นเลยก็ทำให้ไม่กล้าซื้อไปใช้งาน

I – Integrated Platform : ดิจิทัลไม่ใช่แค่สื่ออีกต่อไป แต่เป็นชีวิตและความเปลี่ยนแปลงในโลกของผู้บริโภคไปแล้ว รวมทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ก็ไม่ใช่แบบเดิม นักการตลาดต้องเข้าใจ Customer journey อย่างแท้จริงและออกแบบช่องทางการขายให้สอดคล้องกับผู้บริโภคยุคนี้ให้มากที่สุด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกๆ จังหวะเวลา

C – Customer Experience : ยุคนี้จะแยกประสบการณ์ออกเป็น Online หรือ Offline ไม่ได้แล้ว แต่ต้องผนึกรวมกันเป็น All Experience หรือที่นักการตลาดชอบเรียกว่า Omni Channel ที่ครอบคลุมผู้บริโภคทุกด้านอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น ช่องทางการจำหน่าย ประสบการณ์กับสินค้า พนักงานขาย คอนเทนต์และการสื่อสารทุกรูปแบบ เพราะการเป็นสินค้าหรือแบรนด์ที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา เรียกว่าเป็นจังหวะชีวิตที่สำคัญของแบรนด์

การเป็นนักการตลาดยุคใหม่นี้ไม่ได้ง่ายเลยใช่ไหมคะ แต่หากเราเข้าใจ ปรับตัวและเรียนรู้ให้เร็ว แน่นอนว่าโอกาสทางการขายย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยากแน่นอน

 

from:https://www.thumbsup.in.th/b-a-s-i-c-technic-marketing-2020

ประเทศไทยเดินไปทางไหน ฟังแนวทางจาก พุฒิพงศ์ ปุณณกันต์ รมต.ดิจิทัลบนเวที MAT2019

หลายคนมองภาพการเดินหน้าเรื่องเทคโนโลยีของประเทศไทยไม่ได้รวดเร็วแบบในต่างประเทศ แต่จะมีใครรู้บ้างไหมว่าความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยก็ไม่ได้แย่และยังมีโอกาสเติบโตหากผลักดันอย่างต่อเนื่อง

คุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ขึ้นกล่าวในงาน Marketing Day 2019 ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

ปัจจุบันความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 40 จากทั้งหมด 63 ประเทศ ซึ่งภาครัฐได้พยายามที่จะใช้บิ๊กดาต้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจนำข้อมูลไปพัฒนาต่อยอดมากมาย ยกตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลเกี่ยวกับบิดา-มารดา มาวิคราะห์หาความสามารถของผู้ปกครองในการดูแลบุตรวัย 0-3 ขวบ

โดยการใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของ 4 หน่วยงานภาครัฐคือ ข้อมูลกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับกระทรวงการคลัง ในด้านของข้อมูลสำรวจผู้มีรายได้ จากนั้น ก็วิเคราะห์ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดูประวัติทั่วไปด้านที่อยู่ สภาพแวดล้อม ประวัติการรักษาโรค ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการเพื่อดูด้านการศึกษาและข้อมูลจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อวิเคราะห์ด้านความช่วยเหลือ

จากนั้นจะนำมาวิเคราะห์ความสามารถและคุณภาพของเด็กว่าได้รับการดูแลที่ดีพอหรือไม่ และใช้ Data Analytics ในการแบ่งกลุ่มเด็กว่าได้รับการดูแลอยู่ในระดับที่ดีพอหรือไม่ หรือต้องเข้าไปช่วยให้คำแนะนำ เรียกว่าเป็นการวิเคราะห์คุณภาพประชากรตั้งแต่วัยเริ่มต้นเลย

นอกจากนี้ การมาของ 5G จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนจากการผลักดันของภาครัฐและเอกชน ทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติเกิดความเชื่อมั่นและสนใจอยากเข้ามาลงทุนด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งทางรัฐมนตรีคาดหวังให้เกิดการประมูลในช่วงกุมภาพันธ์ 2020 เพื่อจะได้ทันต่อการเดินหน้านวัตกรรมต่างๆ ในปีหน้า

ส่วนเรื่องการผลักดัน EEC นั้น ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลกำลังทำในเรื่องของ Digital Valley Landscape ให้เกิดขึ้นในหลายๆ แง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Edutainment, Knowledge Exchange, Smart City, Co-Creation and Innovation และ Go Global สิ่งเหล่านี้ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันให้เกิดขึ้น และเป็นแนวทางที่ต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งอยากให้นักการตลาดร่วมกันส่งต่อประเทศที่ดีให้แก่คนรุ่นหลังอย่าให้พวกเขารู้สึกว่าเรากำลังส่งต่อสิ่งไม่ดีให้แก่เขาเลย

from:https://www.thumbsup.in.th/mat-2019-digital-economy

ทำการตลาดอย่างไร ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่หลายคนนิยม คงหนีไม่พ้น “วิธีการยิงแอด” เป็นทางเลือกแรกๆ ที่ช่วยโน้มน้าวให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งการทำคอนเทนต์ในลักษณะนี้ก็ไม่ผิดอะไร แต่หากใครได้ร่วมมือกับแบรนด์ใหญ่กลุ่ม FMCG หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการจัดจำหน่ายทั่วประเทศแล้วจะพบว่า

“การยิงแอด” ไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้การตลาดเข้าถึงคนทั่วประเทศ เพราะทุกคนไม่ได้ใช้โลกออนไลน์ในการตัดสินใจซื้อสินค้าเสมอไป ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรให้สินค้าของเราเข้าถึงและครอบคลุมทั่วประเทศ เรามีวิธีเบื้องต้นดังนี้ค่ะ

ลง Media ต่างจังหวัด

คำว่า Media นี้ ไม่ได้หมายถึงบิลบอร์ดรถไฟฟ้าที่คนเห็นต่อวันเป็นหลักล้าน หรือแบนเนอร์บนแพลตฟอร์มชื่อดัง แต่เป็นการแปะแบนเนอร์ตามตลาดนัด หรือพื้นที่ใจกลางเมืองเพื่อให้เกิดการรับรู้ หรือจะเป็นรถแห่กระจายข่าว

อ่านมาตรงนี้อาจจะสงสัยว่าจริงหรือเปล่ายังมีอยู่อีกหรอ ต้องบอกว่าผู้บริโภคในต่างจังหวัดเสพสื่อง่ายไม่ยุ่งยากเหมือนในเมือง และมีเวลาในการอยู่กับมีเดียประเภทนั้นนานอีกด้วย

 

เพิ่ม Posm หน้าจุดขาย

ต้องบอกว่าการตลาดออนไลน์ไม่ได้ครอบคลุมประชากรทั้งหมด เพราะทุกคนไม่ได้ใช้โซเชียลตลอดเวลา เช่น อยากซื้อของเข้าบ้านก็สั่งออนไลน์ ยังมีคนอีกหลายกลุ่มนี้ ที่พวกเขาเมื่ออยากซื้ออะไรก็จะไปที่ตลาดนัดเพื่อเดินหาซื้อสินค้า หรือไปร้านขายของชำแทนการเข้าร้านสะดวกซื้อ

หากในตัวเมืองที่มีร้านสะดวกซื้อเข้าถึงได้ง่าย เมื่อมีโปรโมชั่นที่ต้องการประชาสัมพันธ์ การแปะ POSM จะเป็นการสร้างการรับรู้และกระตุ้นการซื้อทันที ไม่จำเป็นต้องสวยหรู แต่ให้ดูง่ายและมี Key Message ของแบรนด์ก็พอ

 

เพิ่มทีมเซลล์ลงพื้นที่

เซลล์คือบุคคลที่ทำให้สินค้าของเราเข้าสู่พื้นที่ได้กระจายมากที่สุด เพื่อให้รายละเอียดสินค้าและข้อมูลที่ตรงจุด รวมทั้งโน้มน้าวได้ดีกว่าให้ร้านค้ารายย่อยหรือลูกค้ารับรู้ข้อมูลจากสื่อหลักและสื่อออนไลน์เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การเข้าถึงลูกค้าโดยตรงยังช่วยให้เรามีข้อมูลเชิงลึก ช่วยให้เราสามารถวางแผนการตลาดใหม่ๆ ได้ดีขึ้นด้วย เช่น ตอนนี้ลูกค้านิยมใช้สินค้าอะไรอยู่ เลือกซื้อสินค้าของเราหรือคู่แข่ง จุดเด่นและจุดด้อยของเราที่ลูกค้าไม่เลือก ราคาถูกหรือแพงเกินไปที่ลูกค้าจะรับได้ ข้อมูลปลีกย่อยเหล่านี้เหมือนกับการทำสำรวจตลาดควบคู่ไปด้วย ช่วยให้เราเกิดไอเดียหรือกลยุทธ์ใหม่เพื่อแย่งชิงลูกค้าในแต่ละพื้นที่นั้นกลับมาได้

 

ร่วมสนุกผ่าน SMS

แคมเปญที่เพิ่มยอดขายได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นแคมปญแจกรางวัลที่เล่นได้ทั่วประเทศ แต่การจะร่วมโดยคอมเมนต์ใต้ภาพหรือส่งข้อมูลผ่านเว็บคงเป็นเรื่องยากเกินไป  แต่ถ้าเป็น SMS ที่หลายคนไม่ค่อยได้ใช้งานกันแล้ว ยังคงเป็นสิ่งที่ใช้งานได้ดีเสมอ เพราะง่ายและทุกคนใช้งานเป็น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีส่วนร่วมได้ง่าย และไม่จำกัดว่าต้องมีอินเทอร์เน็ตถึงใช้งานได้

ดังนั้น นักการตลาดไม่ควรมองข้าม SMS เพียงเพราะเรามี Chat Application แล้วนะคะ

 

เน้น Booth Activity 

Booth Activity แทบจะเป็นสื่อการขายที่โน้มน้าวใจผู้บริโภคคนทั่วประเทศได้ดีเป็นอันดับต้นๆ เลยนะคะ การพูดคุย ชักชวนร่วมกิจกรรมหรือแจกสินค้าตัวอย่างให้ชิม ยังคงเป็นวิธีที่ได้ผลเสมอ แบรนด์จึงเลือกใช้น้องๆ ในภาคหรือจังหวัดนั้นๆ เพื่อพูดภาษาท้องถิ่นเลยจะได้ปิดการขายได้ง่ายขึ้นด้วย อีกอย่างคือคนที่ให้ความสนใจสินค้าในบู้ท ก็จะหยุดดูสินค้าและปิดการขายได้ง่าย ทำให้สร้างยอดขายและสร้างการรับรู้ในท้องถิ่นได้มีประสิทธิภาพ

 

ทิ้งท้าย

การตลาดออนไลน์ไม่ได้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างที่เราคิดกัน ถึงแม้อินเตอร์เน็ตจะครอบคลุมทุกพื้นที่ก็ตาม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้โทรศัพท์ต่ออินเทอร์เน็ตหรือใช้โซเชียลมีเดียหาแคมเปญที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้นการทำการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กัน จะทำให้เราสามารถเข้าถึงผู้บริโภคครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ดีกว่าการทำการตลาดออนไลน์เพียงอย่างเดียว

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-marketing-for-country

Twitter ห้ามลงโฆษณาเรื่องการเมืองทุกประเภท ชี้ประชาชนรับรู้ดังกล่าวได้ด้วยตนเอง

CEO ของ Twitter ‘Jack Dorsey’ ประกาศผ่านทวีตส่วนตัว @jack ระบุอย่างชัดเจนว่าบริษัทจะไม่อนุญาตให้ลงโฆษณาที่เป็นเกี่ยวข้องกับทางการเมืองทุกประเภท Jack อธิบายอย่างเป็นลำดับในทวิตส่วนตัวอย่างชัดเจนพอสมควร

เขามองว่า โฆษณาผ่านทางอินเทอร์เน็ตมีพลัง แต่พลังนั้นนำมาซึ่งความเสี่ยง ซึ่งมีผลต่อการลงคะแนนหรือโหวต และมีผลต่อผู้คนมากมายหลายล้านชีวิต ประกอบกับมีความท้าทายหลายอย่างเช่น Machine Learning และ Deepfake ที่มาอย่างเร็วและซับซ้อนมากขึ้น

แน่นอนการตัดสินใจครั้งนี้ ต้องการส่งแรงกระทบไปยัง Facebook อย่างชัดเจน เนื่องจากก่อนหน้านี้ CEO Facebook ‘Mark Zuckerberg’ มองว่าไม่ควรปิดกั้นการลงโฆษณาทางการเมือง เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่แต่ละคนจะลงโฆษณาและประชาชนควรจะรับรู้ข้อมูล

โดย CEO Twitter กล่าวเสียดสีว่า “ความน่าเชื่อถือจะไม่เกิดขึ้นเมื่อพูดว่า: พวกเรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหยุดผู้คนจากการเล่นเกมบนระบบของเราเพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิด แต่!!! แต่ถ้าใครสักคนจ่ายเงินให้เราเพื่อยิงแอดและบังคับให้คนเห็นโฆษณาทางการเมืองของเขา…อืม…พวกเขาสามารถพูดอะไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ!“

ซึ่ง Jack ชี้ให้เห็นว่ากำกับดูแลโฆษณาทางการเมืองแม้จะก้าวหน้ามากขึ้นแต่ยังไม่เพียงพอ และมองว่าการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) ไม่จำเป็นต้องใช้การโฆษณาทางการเมืองเลย

ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมจะประกาศในวันที่ 15 พ.ย. นี้ และการห้ามโฆษณาทางการเมืองจะมีผลในวันที่ 22 พ.ย. 62

อ่านแถลงการณ์ผ่านทวิตของ CEO Twitter แบบแปลเป็นภาษาไทยได้จากด้านล่างนี้


พวกเราตัดสินใจหยุดการโฆษณาทางการเมืองบน Twitter ทั่วโลก พวกเราเชื่อว่าการสื่อสารทางการเมืองจะเข้าถึงคนได้ผ่านการรับรู้โดยตรง ไม่ใช่จากการซื้อโฆษณา ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เราจะอธิบายเหตุผลให้ฟัง

การสื่อสารทางการเมืองแต่ละอันจะได้รับความสนใจเมื่อ Follow บัญชีนั้นๆ หรือ Retweet ทวีตอันใดอันหนึ่ง การจ่ายเงินเพื่อให้เกิดความสนใจเป็นการตัดสินใจของประชาชน รวมถึงเป็นการบังคับให้ข้อความด้านการเมืองที่ถูกปรับแต่งมานั้นพุ่งเป้าไปถึงประชาชน พวกเราเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ควรประนีประนอมกับ “เรื่องเงิน”

ในขณะที่การโฆษณาผ่านทางอินเทอร์เน็ตมีพลังอย่างเหลือเชื่อ และมีประสิทธิภาพมากสำหรับผู้ลงโฆษณาเชิงพาณิชย์ แต่พลังนั้นนำมาซึ่งความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญในทางการเมือง โดยการโฆษณาดังกล่าวสามารถสร้างอิทธิพลต่อการลงคะแนนหรือโหวต มีผลต่อผู้คนมากมายหลายล้านชีวิต

จะเห็นว่าโฆษณาทางการเมืองบนอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันมีเรื่องความท้าทายใหม่ๆ ต่อบรรยากาศการสนทนาของพลเมือง เช่น Machine Learning ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการสื่อสารและเจาะกลุ่มเป้าหมายย่อย, ข้อมูลที่สื่อสารผิดไปแล้วขาดการตรวจสอบ และ Deepfake ซึ่งทั้งหมดนี้มาพร้อมกับความเร็ว, ความซับซ้อน และความครอบงำที่มีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งความท้าทายทั้งหมดนี้มีผลต่อทุกการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่แค่การลงโฆษณาเรื่องการเมือง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการโฟกัสที่รากของปัญหา แบบไม่เพิ่มภาระและความซับซ้อนของการนำเงินมาใช้ การพยายามแก้ปัญหาทั้งสองประเด็น หมายถึงการแก้ทั้งสองอย่างให้ดีขึ้นไม่ได้ และเป็นอันตรายต่อความน่าเชื่อของ Twitter

ตัวอย่างเช่น ความน่าเชื่อถือจะไม่เกิดขึ้นเมื่อพูดว่า “พวกเรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหยุดผู้คนจากการเล่นเกมบนระบบของเราเพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิด แต่!!! แต่ถ้าใครสักคนจ่ายเงินให้เราเพื่อยิงแอดและบังคับให้คนเห็นโฆษณาทางการเมืองของเขา…อืม…พวกเขาสามารถพูดอะไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ!”

ก่อนหน้านี้เราได้ตัดสินใจสร้างไม่อนุญาตให้โฆษณาเฉพาะผู้สมัครทางการเมือง แต่โฆษณาหลายอันก็นำเสนอวิธีหลีกเลี่ยง ซึ่งมันไม่แฟร์กับทุกคน(ในแพลตฟอร์ม) แต่ผู้สมัครทางการเมืองก็ต้องการซื้อโฆษณาเพื่อผลักดันประเด็นของเขา ดังนั้นเราก็ต้องหยุดเรื่องพวกนี้ด้วย

พวกเราตระหนักดีกว่า พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการโฆษณาทางการเมืองที่ขนาดใหญ่ขึ้น บางคนอาจโต้แย้งว่าการกระทำของเราในวันนี้อาจเป็นประโยชน์กับผู้ครองตลาด แต่เราเห็นการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) เข้าถึงคนหมู่มากได้โดยไม่ต้องพึ่งการโฆษณาทางการเมือง ซึ่งเราเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะมีการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้พวกเราต้องการสร้างกำกับดูแลโฆษณาทางการเมือง (แม้จะยากมากที่จะทำ) ถึงการกำหนดข้อบังคับเพื่อสร้างความโปร่งใส่ในการโฆษณาจะก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ปัจจุบันโลกอินเทอร์เน็ตสามารถทำสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้นเรื่อยๆ และหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ต้องคิดแล้วว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นเรากำกับสนามนี้ได้จริงๆ หรือเปล่า
ทำให้เราจะแถลงข่าวเรื่องนโยบายนี้ในวันที่ 15 พ.ย. นี้ พร้อมกับเงื่อนไขบางอย่าง (เช่น โฆษณาที่สนับสนุนให้คนไปเลือกตั้งจะยังได้รับการอนุญาต) โดยพวกเราจะเริ่มบังคับใช้นโยบายในวันที่ 22 พ.ย. 62 เพื่อให้ผู้ลงโฆษณาทราบช่วงเวลาบังคับใช้ ก่อนที่นโยบายดังกล่าวจะมีผลจริงๆ

สุดท้าย นี่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นี่เป็นเรื่องในการจ่ายเงินเพื่อการเข้าถึงผู้คน และประเด็นการจ่ายเพื่อเพิ่มการพูดถึงเรื่องการเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตยของปัจจุบัน ซึ่งอาจจะยังไม่มีการเตรียมรับมืออย่างเพียงพอ ถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่าอย่างยิ่งที่จะเดินถอยกลับไปในที่ที่ควรจะอยู่


from:https://www.thumbsup.in.th/twitter-doesnt-allow-political-ads

YouTube เปิดให้หลายแบรนด์ใช้โฆษณา AR Try-On

YouTube เปิดให้หลายแบรนด์ใช้รูปแบบโฆษณา AR Try-On ได้มากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ YouTube จะคัดเลือกให้แค่บางแบรนด์ใช้โฆษณารูปแบบดังกล่าว

โดยในตัวอย่างเราจะเห็นว่าแบรนด์เครื่องสำอางอย่าง NARS ที่รองรับ AR จะสามารถลงโฆษณาในหน้าแรกของ YouTube (Masthead ads) ทำให้ผู้ใช้พบโฆษณารูปแบบนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

โดยโฆษณา AR Try-On ยังสามารถแสดงผลโฆษณาได้ในหน้าค้นหา (Search result), Section ‘Up Next’ ผ่านการลงในตัวเลือก TrueView Discovery ได้อีกด้วย

นอกจากนี้โฆษณา AR จะเปิดให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้แบรนด์ต่างๆ มีช่องทางในการโปรโมทผลิตภัณฑ์เสริมความงามของตัวเองมากขึ้น โดยเพิ่มฟีเจอร์การแสดงแบบแบ่งเป็น 2 หน้าจอ (Split-screen) ซึ่งด้านบนวิดีโอจะเล่นไป ส่วนด้านล่างก็จะเป็นภาพแสดงภาพจากกล้องหน้าของมือถือเรา

อย่างในภาพด้านล่างนี้ โดยเมื่อในวิดีโอยื่นลิปสติกสีหนึ่งออกมา สีลิปสติกของเราในภาพด้านล่างก็จะเปลี่ยนไปในทันที ทำให้เราลองลิปสติกได้ด้วยการใช้ AR นั่นเอง พร้อมกันนี้ด้านล่างของจอก็จะโชว์ราคาของลิปสติกนั้นขึ้นมาด้วย

ก่อนหน้านี้ Facebook ก็เปิดฟีเจอร์ AR ให้กับผู้ลงโฆษณา (Advertiser) บางรายไปบ้างแล้ว ในขณะที่ Instagram ก็เริ่มทดสอบฟีเจอร์ AR สำหรับการลงโฆษณาเช่นกัน

ต้องยอมรับว่าเครื่องมือ AR มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราน่าจะมีโอกาสเห็นแบรนด์ต่างๆ หาวิธีนำเอา AR มาใช้ในแคมเปญของตัวเอง ปัจจุบันเราจะเห็นโฆษราผลิตภัณฑ์ด้านความงามมีการนำ AR มาใช้มากขึ้น

ซึ่งในอนาคตน่าจะมีการใช้ AR ในหลากหลายรูปแบบและมีความสมจริงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา: Social Media Today และ Engadget

from:https://www.thumbsup.in.th/%e0%b9%8dyoutube-expends-ar-try-on-ads-access

YouTube เปิดให้หลายแบรนด์ใช้โฆษณา AR Try-On

YouTube เปิดให้หลายแบรนด์ใช้รูปแบบโฆษณา AR Try-On ได้มากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ YouTube จะคัดเลือกให้แค่บางแบรนด์ใช้โฆษณารูปแบบดังกล่าว

โดยในตัวอย่างเราจะเห็นว่าแบรนด์เครื่องสำอางอย่าง NARS ที่รองรับ AR จะสามารถลงโฆษณาในหน้าแรกของ YouTube (Masthead ads) ทำให้ผู้ใช้พบโฆษณารูปแบบนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

โดยโฆษณา AR Try-On ยังสามารถแสดงผลโฆษณาได้ในหน้าค้นหา (Search result), Section ‘Up Next’ ผ่านการลงในตัวเลือก TrueView Discovery ได้อีกด้วย

นอกจากนี้โฆษณา AR จะเปิดให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้แบรนด์ต่างๆ มีช่องทางในการโปรโมทผลิตภัณฑ์เสริมความงามของตัวเองมากขึ้น โดยเพิ่มฟีเจอร์การแสดงแบบแบ่งเป็น 2 หน้าจอ (Split-screen) ซึ่งด้านบนวิดีโอจะเล่นไป ส่วนด้านล่างก็จะเป็นภาพแสดงภาพจากกล้องหน้าของมือถือเรา

อย่างในภาพด้านล่างนี้ โดยเมื่อในวิดีโอยื่นลิปสติกสีหนึ่งออกมา สีลิปสติกของเราในภาพด้านล่างก็จะเปลี่ยนไปในทันที ทำให้เราลองลิปสติกได้ด้วยการใช้ AR นั่นเอง พร้อมกันนี้ด้านล่างของจอก็จะโชว์ราคาของลิปสติกนั้นขึ้นมาด้วย

ก่อนหน้านี้ Facebook ก็เปิดฟีเจอร์ AR ให้กับผู้ลงโฆษณา (Advertiser) บางรายไปบ้างแล้ว ในขณะที่ Instagram ก็เริ่มทดสอบฟีเจอร์ AR สำหรับการลงโฆษณาเช่นกัน

ต้องยอมรับว่าเครื่องมือ AR มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราน่าจะมีโอกาสเห็นแบรนด์ต่างๆ หาวิธีนำเอา AR มาใช้ในแคมเปญของตัวเอง ปัจจุบันเราจะเห็นโฆษราผลิตภัณฑ์ด้านความงามมีการนำ AR มาใช้มากขึ้น

ซึ่งในอนาคตน่าจะมีการใช้ AR ในหลากหลายรูปแบบและมีความสมจริงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา: Social Media Today และ Engadget

from:https://www.thumbsup.in.th/youtube-expends-ar-try-on-ads-access

เงินติดล้อ “เตือนแรงๆ”!! หวังกระตุ้นให้คนไทยเริ่ม “วางแผนทางการเงิน”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในเวลานี้คนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้น นานขึ้น และมีสัดส่วนคนที่เป็นหนี้สูงขึ้นอีกด้วย ทำให้ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด ผู้ให้บริการด้านสินเชื่อทะเบียนรถ ลุกขึ้นมาเปิดตัวแคมเปญ “หนี้หรือความสุข” แคมเปญที่เสียดสีสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม พร้อมกับแทรกอารมณ์ขัน

ซึ่งเป็นที่น่าแปลกที่บริษัทสินเชื่อมารณรงค์เรื่องหนี้ และพูดกับคนในสังคมที่กำลังมีปัญหานี้จริงๆ  เรามาดูกันว่า เงินติดล้อ นำเสนออะไรที่น่าสนใจบ้าง

1. ปัจจัยมากมาย กระตุ้นให้เราใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น 

เงินติดล้อ เปิดเผยว่าจากการเก็บข้อมูลพนักงานบริษัทที่มีอายุ 25-35 ปีขึ้นไป, กลุ่ม First Jobber, คนที่เพิ่งประกอบอาชีพใหม่ และมีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน

พบว่า คนกลุ่มนี้มีการใช้โทรศัพท์มือถือ – Social Media นานขึ้นและมากขึ้น พอยิ่งเห็นโฆษณาและโพสต์ภาพสินค้าและบริการต่างๆ จากของเพื่อน คนรู้จัก ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากได้อยากมีสิ่งเหล่านั้นบ้าง ประกอบกับร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce) เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้คนเข้าถึงการซื้อสินค้าได้ตลอดเวลาเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์ ระบบขนส่งสินค้า (Logistics) ก็ให้บริการได้ดีขึ้น อย่าง Delivery ที่แต่ก่อนมีเพียงเจ้าใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ปัจจุบันเราสามารถสั่งแทบทุกอย่างแบบ Delivery ได้

รวมถึงรูปแบบสินเชื่อที่เข้าถึงง่าย ทั้งบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ก็ยิ่งทำให้กลุ่มคนที่กล่าวไปข้างต้นเริ่มเกิดการใช้จ่ายที่ “รายรับ” ไม่สมดุลกับ “รายจ่าย” มากขึ้นเรื่อยๆ

 

2. แนะให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ

เงินติดล้อ กล่าวต่อว่า บริษัทเล็งเห็นว่าการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่ก่อให้เกิดภาระหนี้ ถือเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการออม อาจนำมาซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ทำให้ เงินติดล้อ ตัดสินใจส่งเสียงให้สังคมตระหนักถึงประเด็นดังกล่าว ผ่านแคมเปญชุด “หนี้หรือความสุข” ที่ต้องการเตือนประชาชนทั่วไป (โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน) มีสติและคิดให้ดีก่อนเป็นหนี้ โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่จำเป็นจากการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค ซึ่งมักถูกชี้นำโดยสื่อโซเชียลและแรงกดดันจากสังคม ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครพูดถึงในประเด็นนี้มากนัก

 

3. สื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายแบบ “สุดขั้ว” แต่ “จริงใจ” แม้ไม่ใช่ลูกค้า

แม้ว่าแคมเปญที่ผ่านมา ที่ชื่อชุด “ชีวิตใหม่” ออกเผยแพร่วิดีโอโฆษณาเมื่อปี 2560 ซึ่งมุ่งสื่อสารกับลูกค้าของเงินติดล้อ ให้นำเงินกู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างอาชีพและชีวิตที่มั่นคง โดยทิ้งท้ายด้วยประโยคโดนใจ “เราไม่อยากให้คุณกลับมาหาเราอีก” ซึ่งออกมาในฟีลลิ่งแง่บวก จับกลุ่มลูกค้าของเงินติดล้อ

แต่อย่างไรก็ตาม เงินติดล้อระบุว่าบริษัทมีค่านิยมในการกล้าทดลองทำสิ่งใหม่ และแสดงความคิดเห็นแบบตรงไปตรงมากับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างจริงใจ ทำให้เกิดการสื่อผ่านแคมเปญ “หนี้หรือความสุข”

ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าแคมเปญนี้ออกมาในฟีลลิ่งที่รุนแรง แต่ก็ถือว่าเป็นการสื่อสารที่เข้าถึงใจกลุ่มเป้าหมายอย่างมนุษย์เงินเดือน วัยเริ่มทำงาน แบบตรงไปตรงมาและจริงใจ เพราะคนถูกตักเตือนดีๆ ก็มักจะเพิกเฉยอยู่บ่อยครั้ง

 

4. กระตุกต่อมคิดทางการเงินผ่านหนังสือ ดีไซน์ครีเอทีฟ

นอกจากนี้ เงินติดล้อ ยังมีการทำหนังสือ “25 วิธีคิดทำให้ชีวิตฉิบหาย” โดยปกหลังจะเขียนว่า “25 วิธีคิดทำให้ชีวิตสบายๆ” นำเสนอด้วย Typography ซึ่งเป็นการจัดวางและการออกแบบตัวอักษรเพื่อการสื่อสารให้ถึงกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง

“เราแค่อยากให้คุณใช้ชีวิตอย่างมีสติและตระหนักในทุกการตัดสินใจ เพราะชีวิตคนส่วนมาก มักจะไม่พังลงไปจากการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ แต่มักจะพังลงอย่างง่ายๆ กับเรื่องเล็กๆ เช่น การใช้จ่ายตรงนั้นอีกนิด หยิบยืมตรงนี้อีกหน่อยโดยไม่ระวัง” ข้อความส่วนหนึ่งจากผู้จัดทำหนังสือ ระบุ

ซึ่งหนังสือ จะมีการแจกให้กับพนักงานเงินติดล้อจำนวน 5,000 คนทั่วประเทศ และจะมีการวางขายหนังสือดังกล่าวตามร้านหนังสือทั่วประเทศในราคา 195 ยาท เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 21 ตุลาคมนี้

 

5. คาดหวังให้คนไทย ไม่จำเป็นอย่าเป็นหนี้

สุดท้ายเงินติดล้อมองว่า การเผยแพร่แคมเปญในครั้งนี้ไม่ได้หวังผลทางด้านธุรกิจเลย เพราะแคมเปญเน้นเจาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ซึ่งไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหลักของเงินติดล้อ โดยยืนยันว่าการเผยแพร่แคมเปญนี้ไม่ได้ห้ามให้เป็นหนี้ แต่อยากให้เป็นหนี้แบบมีการวางแผน ก่อหนี้เพื่อสร้างชีวิต

และการนำเสนอแคมเปญ “หนี้หรือความสุข” ในรูปแบบวิดีโอและหนังสือครั้งนี้ ก็เพื่อให้สังคมได้ฉุกคิดถึงการวางแผนทางการเงิน เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้พวกเราทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นต่อไป

from:https://www.thumbsup.in.th/new-ngerntidlor-campaign-via-book-and-video-ad