คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

Netflix เงินถึง เปิดศักราชโปรโมท Facebook สไตล์ใหม่ผ่าน “เมาคลี”

Mowgli หรือเมาคลี ตำนานแห่งเจ้าป่าเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ Netflix ตั้งใจทำตลาดเอเชียช่วงปลายปี ความน่าสนใจคือ Netflix ไม่ได้ “สนับสนุนโพสต์” หรือซื้อโฆษณาทั่วไปเท่านั้น เพราะ Netflix ใช้วิธีทำให้เพจภาพยนตร์บน Facebook หลายแห่งพร้อมใจกันเปลี่ยนภาพโปรไฟล์และภาพปกเพื่อโปรโมท Mowgli ถือเป็นกลยุทธ์การโฆษณาบนโซเชียลไทยที่ควรค่าแก่การเปิดประเด็นในช่วงเวลานี้

Mowgli เป็นภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษแนวแอ็คชั่นผจญภัยฟอร์มยักษ์ที่พูดถึงเด็กชายกำพร้าซึ่งได้รับการเลี้ยงดูโดยสัตว์ป่า Mowgli ต้องไขว่คว้ากำหนดโชคชะตาของตัวเองและต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ รวมถึงชาติพันธุ์ต้นกำเนิดแห่งความเป็นมนุษย์ของตัวเอง นักแสดงนำคือคริสเตียน เบล, เคต แบลนเช็ตต์ และเบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ กำกับโดยแอนดี เซอร์คิส

สิ่งที่ Netflix เลือกทำเพื่อโปรโมท Mowgli ในโซเชียลไทย คือการร่วมมือกับเพจภาพยนตร์ที่มีแฟนหนังคนไทยติดตามหลักหมื่น เช่น JUST ดู IT, คนวิจารณ์หนังไม่เป็น, ตั๋วร้อน ป็อปคอร์นชีส, ฉากนี้แม่งได้ว่ะ รวมถึงเพจ Netflix รีวิว ทั้งหมดนี้เปลี่ยนภาพโปร์ไฟล์เป็นตัวละครใน Mowgli ขณะที่บางรายเปลี่ยนภาพ Cover บนสุดของเพจด้วย

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FJustDooItTH%2Fposts%2F837407176590412&width=500

ความน่าสนใจของการโปรโมทด้วยภาพโปรไฟล์และภาพปกของเพจ คือ Netflix ไม่ต้องเสียเงินให้ระบบของ Facebook เม็ดเงินโฆษณารวมถึงความร่วมมือทุกส่วนเกิดขึ้นกับเจ้าของเพจโดยตรงแบบ 100%






นอกจากนี้ บางโพสต์ที่มีข้อความว่า “ได้รับการสนับสนุน” อาจจะถูกคนที่ไม่ปลื้มโฆษณามองข้ามไป แต่การเปลี่ยนภาพโปรไฟล์และภาพปก ระบบของ Facebook จะแสดงภาพใหญ่ให้ผู้ติดตามเกือบทุกคนได้เห็น จุดนี้ถือเป็นอิมแพคที่ทำให้ Mowgli ได้รับความสนใจมากขึ้นทันที

อีกจุดสำคัญคือ Netflix คัดเลือกแค่บางเพจเท่านั้นมาทำกลยุทธ์นี้ เพราะเพจที่ยอมเปลี่ยนโปรไฟล์เพื่อโปรโมท Mowgli ส่วนใหญ่เป็นบล็อกเกอร์ที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Netflix บางรายเคยได้รับเชิญจาก Netflix ให้เดินทางไปสหรัฐอเมริกากับ Netflix โดยเพจที่เป็นสื่อหลักอย่าง Bioscope หรือ MThai นั้นไม่ได้ถูกรวมในโครงการนี้

แม้จะมีข้อดี แต่ประเด็นที่น่าสังเกตของกลยุทธ์นี้มีหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือความเป็นตัวตนของเพจที่แอดมินเพจต้องยอมทิ้งไปทั้งภาพโปรไฟล์และภาพปก ที่ผ่านมา แฟนเพจหลายคนรับรู้ถึงเอกลักษณ์ของเพจผ่านภาพทั้ง 2 ส่วน ซึ่งเมื่อเปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกันจนเหมือนกับเพจอื่น แฟนเพจอาจไม่แน่ใจว่าเพจที่กำลังอ่านอยู่นั้นคือเพจอะไร

ยกตัวอย่างเช่นเพจ JUST ดู IT แม้ที่ผ่านมาจะเปลี่ยนภาพโปรไฟล์เป็นตัวเอกในภาพยนตร์หลายเรื่อง แต่ทุกภาพต้องมีสัญลักษณ์โลโก้เพจ JUST ดู IT ติดไว้ให้เด่นเป็นสง่า ขณะที่ภาพโปร์ไฟล์ล่าสุดนั้นไม่มี และแสดงเป็นภาพงูยักษ์ในเรื่อง Mowgli แบบเน้นๆ

อีกประเด็นหนึ่งคือการวัดผล การใช้กลยุทธ์นี้ไม่สามารถวัดผลได้ชัดเจนว่าผู้ชมได้เห็นหรือสนใจกับ Mowgli มากเท่ากับการสนับสนุนโพสต์ ที่จะแสดงตัวเลขชัดเจนถึงจำนวนคลิกและ engagement แน่นอนว่ายักษ์ใหญ่อย่าง Netflix รู้ดีอยู่แล้ว และยอมเทเงินให้เกิดการโฆษณาแนวใหม่บนโลกโซเชียลไทย

เบื้องต้น กลยุทธ์เปลี่ยนภาพโปรไฟล์และภาพปกบนเพจให้เป็นสื่อโฆษณา Mowgli นี้ไม่มีข้อมูลว่าจะจบลงเมื่อไร แต่ตัวแคมเปญเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมซึ่งเป็นวันเริ่มฉายที่หลายเพจพร้อมใจเปลี่ยนภาพในเวลาไล่เลี่ยกัน.

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/netflix-facebook-mowgli/

Advertisements

เช็คได้! Facebook เพิ่มความแม่น Ad targeting พัฒนาระบบบอกให้รู้ว่าคุณอยู่กับใคร

ไม่ต้องรอให้ผู้ใช้กรอกสถานะหรือติด tag ชื่อว่าใครอยู่กับใคร แต่ระบบของ Facebook กำลังจะวิเคราะห์ได้จากภาพและคำอธิบายภาพที่สอดคล้องกัน เพื่อสรุปว่าผู้ใช้รายใดกำลังพักอาศัยอยู่ด้วยกัน เชื่ออานิสงส์ชัดเจนจากระบบนี้คือประสิทธิภาพการกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณาหรือ Ad targeting บน Facebook กำลังจะแม่นยำขึ้นอีกแบบก้าวกระโดดแน่นอน

ระบบใหม่ของ Facebook ที่จะวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพและคำอธิบายภาพเพื่อสรุปว่าใครพักอาศัยอยู่กับใครนั้นเป็นข่าวขึ้นมาเพราะสื่อสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่ยื่นขอสิทธิบัตรสำหรับเทคโนโลยีนี้ โดยสำนักข่าว BuzzFeed News ระบุว่า Facebook ตั้งชื่อเทคโนโลยีว่า “Predicting household demographics based on image data” หรือเทคโนโลยีเพื่อการทำนายข้อมูลประชากรในครัวเรือนโดยอิงจากข้อมูลภาพ

ผลของเทคโนโลยีนี้จะทำให้ระบบของ Facebook สามารถบอกได้ว่าผู้ใช้อาศัยอยู่กับใครในครัวเรือนเดียวกัน โดยคำอธิบายสิทธิบัตรระบุว่า Facebook จะใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าบนภาพถ่ายของผู้ใช้ เพื่อระบุตัวตนคนในภาพ จากนั้นจึงเชื่อมโยงผู้คนเหล่านั้นด้วยคำอธิบายภาพที่ผู้ใช้รายนั้นเขียนเมื่อโพสต์ภาพ รวมทั้งการอ้างอิงข้อมูลจากอุปกรณ์ของผู้ใช้ เช่น ที่อยู่ IP ที่ชาว Facebook ใช้ร่วมกัน ซึ่งจะทำให้การสรุปว่าใครอยู่ในครัวเรือนเดียวกันทำได้ถูกต้องมากขึ้น

รายงานของ BuzzFeed อธิบายเพิ่มว่าระบบของ Facebook จะจับสังเกตคนที่ถูกระบุตัวตนในรูปภาพ และจำนวนความถี่ที่ผู้ใช้รายนั้นปรากฏอยู่ในภาพถ่ายบ่อยแค่ไหน นอกจากนี้ ระบบจะประเมินข้อมูลจากความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปภาพ คำอธิบายภาพ หรือแท็กที่เกี่ยวข้องเช่น #family, #mom, #kids ข้อมูลเหล่านี้จะระบุได้ว่า ผู้ใช้รายนี้เป็นสามี, เป็นลูกสาว หรือเป็นลูกพี่ลูกน้อง ทั้งหมดนี้จะทำให้ระบบคาดการณ์ว่าใครเป็นครอบครัวของใครบ้าง

ตามเอกสารจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีของ Facebook ระบุว่าแบบจำลองการทำนายของเทคโนโลยีนี้จะวิเคราะห์ประวัติการส่งข้อความย้อนหลัง และการติด tag ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังจะวิเคราะห์ประวัติการเรียกดูเว็บ จุดประสงค์คือเพื่อตรวจสอบว่า IP address มีการแบ่งปันกันใช้หรือไม่

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดคือ หากมีใครโพสต์ภาพผู้หญิง 2 คนพร้อมข้อความว่า “#my_boss_at_home” และผู้ใช้รายเดียวกันยังโพสต์ภาพเด็กหญิงคนหนึ่งพร้อมบรรยายว่า “my angel” กรณีนี้ Facebook จะทำนายว่าครอบครัวนี้มี 3 คน คือผู้ใช้ที่เป็นชายและหญิง 2 คน “ซึ่งน่าจะเป็นภรรยาและลูกสาวของผู้ใช้ชาย”

เอกสารชี้ว่า Facebook จะใช้วิเคราะห์ข้อมูลจากรูปภาพทั้งบนเว็บไซต์หลักอย่าง Facebook และบน Instagram โดยเป้าหมายสำคัญที่ Facebook จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ คือการกำหนดเป้าหมายโฆษณาหรือ Ad targeting อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ Facebook ต้องตอบให้ชัดจากสิทธิบัตรนี้ คือบุคคลภายนอกหรือ third parties ทั้งเอเจนซี่โฆษณาหรือแบรนด์จะสามารถใช้ข้อมูลใดได้บ้าง เพื่อไม่ให้รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของชาว Facebook มากเกินไป

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/facebook-ad-targeting/

4 วิธีเลือก Influencer ให้เหมาะสมกับเเบรนด์

การเลือก Influencer ไม่ใช่เรื่องยากเพียงเเค่ลิสต์ว่ามี Influencer คนไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับเเบรนด์ เเต่การจะเลือก Influencer ที่มีประสิทธิภาพพอที่จะส่ง Key message เเล้วสร้างยอดขายได้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงจะมี Budget ที่สูงก็ใช่ว่าเเคมเปญจะได้ประสิทธิภาพดี  เราจึงจะมาเเนะนำการเลือก Influencer ให้ส่งผลดีกับเเบรนด์

1. Target ที่ตาม Influencer

การเลือก Influencer ไม่ใช่เพราะคนนั้นหน้าตาสวยงามหรือเกี่ยวข้องกับเเบรนด์เสมอไป เพราะ  เราให้ Influencer โปรโมทสินค้าเพื่อให้ Target ซื้อสินค้าของเรา สิ่งที่เราต้องโฟกัสจึงเป็น Target

เเต่การตั้ง Target สินค้าไม่ใช่เเค่ความสนใจหรือช่วงอายุ เเต่เป็นกลุ่มคนที่มีเเนวโน้มซื้อสินค้าของเราเเละมีกำลังจ่ายพอที่จะซื้อโดยติดตาม Influencer คนนี้ต่างหาก

ซึ่ง Influencer ที่เราจะเลือกก็ต้องมีพลังพอที่จะโน้วน้าวคนกลุ่มนี้ให้มีความอยากที่จะซื้อเเละตัดสินใจซื้อในที่สุด

2. Views, Reach, Engage

จะโปรโมทเเคมเปญทั้งที่ก็ต้องเลือก Influencer ที่มียอดติดตามที่มีคุณภาพ ใช่ค่ะ คุณภาพไม่ใช่จำนวน Followers อย่างเดียว

เพราะยอด Followers ไม่ได้บอกถึง Reach เเละ Engagement ที่มากตาม เเต่ให้ดูจากยอดเฉลี่ยของคอนเทนต์ปัจจุบัน ซึ่งตรงนี้เหล่า Media Planner ก็ต้องวิเคราะห์จากโพสต์ที่ Influencer เคยลงด้วย

หากดูเเค่เรทการ์ดที่ทาง Influencer ให้มาอาจไม่ใช่ยอดปัจจุบัน เพราะถึงเเม้ตอนเเรกเราจะตกลงยอดต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย ถ้าไม่ถึงจะมีการรีโพสต์

เเต่ข้อเสียใหญ่ของการรีโพสต์รอบสองคือคนจะเอนเกจน้อยมากๆ เพราะหลายคนเคยเห็นโพต์มาก่อนจึงเหมือนเป็นการเห็นโพสต์ซ้ำเเนะนำเป็นสร้างโพสต์เพิ่มจะดีกว่า

3. ทักษะการโปรโมท

ปัจจุบันคนตัดสินใจซื้อจากการใช้งานมากกว่าเสพ Lifestyle อย่างเดียว การโปรโมทจึงไม่ควรเน้นเเค่ภาพสวยเเต่ต้องบอกถึงคุณลักษณะการใช้งานโดยใช้คาเเรคเตอร์ Influencer ให้เป็นประโยชน์ที่จะดึงกลุ่ม Target มาให้ความสนใจ

ซึ่งการจะโปรโมทสินค้าโต้งๆ คงไม่ใช่วิธีที่ดี เเต่ต้องผูกเรื่องราวให้น่าสนใจอย่างกรณีที่ Uniqlo เลือกพิมฐาเเละ Mayyr เพื่อโปรโมทเสื้อผ้าคอลเลคชั่นกันหนาวที่จะถึงนี้

โดยการให้พิมฐาพา Mayyr  เที่ยวเชียงใหม่โดยใส่เสื้อของ Uniqlo หลายเเบบตลอดทั้งทริป ทำให้พรีเซ็นต์ดีไซน์ของคอลเลคชั่นเสื้อผ้า ได้เป็นอย่างดี

4. ความรับผิดชอบ

ต่อให้ยอดติดตามสูงเเค่ไหนเเต่ถ้าส่งงานช้า งานเลท งานเผา ก็คงไม่ส่งผลดีต่อเเบรนด์เพราะว่าการโปรโมทสินค้าเพื่อให้ขายสินค้าได้เเละพรีเซ็นต์ความเป็นเเบรนด์ออกมา

ต้องเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เเต่ละคอนเทนต์โฟลวอิมเเพ็คกลับมาที่เเบรนด์ให้ได้มากที่สุด ถ้ามีช่วงใดที่เกิดการติดขัดก็ส่งผลไม่ดีต่อเเบรนด์ได้

การเลือก Influencer ที่มีความรับผิดชอบต่อเเบรนด์เเละตั้งใจทำงานถือเป็นมาตรฐานของคุณภาพงานเช่นกัน

การเลือก Influencer ในการโปรโมทสินค้าไม่ใช่เเค่เห็นกระเเสดีเเล้วเลือกเลย เพราะกระเเสอยู่กับเราไม่นาน กว่าจะดิลงานกันเสร็จก็ใช้เวลาระดับหนึ่ง

เราจึงควรเลือก Influencer ที่เข้ามาตอบโจทย์ของเเบรนด์ทั้งหมด ดัง 4 ข้อด้านบน เเละการเลือก Influencer ไม่ใช่เเค่มาโปรโมทสินค้าอย่างเดียว เเต่โปรโมทเเบรนด์ให้ถึงกลุ่ม Target ด้วยเพื่อส่งต่อคุณค่าทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน

 

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/influencer/

จาก “สมคิด” ถึง “แจ็ก หม่า” วันนี้ผู้บริหารขอเป็นพรีเซนเตอร์

เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อยสำหรับมหาเศรษฐีอย่างแจ็ก หม่า (Jack Ma) ที่ลงทุนสวมบทพนักงานขายลิปสติก พนักงานบรรจุกล่องสินค้า นายแบบ รวมถึงอีกหลายบทบาทเพื่อเชิดชูพนักงานตัวจริงที่ร่วมงานกับ Alibaba และบริษัทในเครือ วิดีโอที่ถูกเปิดตัวช่วงเทศกาล 11.11 ปีนี้ตอกย้ำว่า Jack Ma ยึดมั่นแนวทางเดิมที่ทำมานานหลายปี นั่นคือการดึงตัวเองขึ้นมาเป็นพรีเซนเตอร์ โดยไม่ต้องใช้ดารานักแสดงให้สิ้นเปลืองเงินทอง

สมคิดขอเอี่ยว

ไม่ใช่ Jack Ma คนเดียวที่ยึดแนวทางนี้ เพราะล่าสุดคือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีที่รับบทพรีเซ็นเตอร์กล่าวเชิญชวนชาวจีนให้มาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งรายงานระบุว่าสมคิดขอใช้ช่องทางออนไลน์ของ Alibaba ในการโปรโมทการท่องเที่ยวไทยช่วงเทศกาล 11.11 ด้วย

ในส่วนของ Jack Ma มหาเศรษฐีจีนผู้ก่อตั้ง Alibaba นั้นไม่ได้ดึงตัวเองมาเป็นพรีเซนเตอร์ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ Jack Ma เคยออกมาโชว์บนเวทีในชุดสีดำทองและเต้นเพลง “Billie Jean” ของ Michael Jackson ต่อหน้าพนักงานจำนวน 4 หมื่นราย ในงานฉลองวันครบรอบก่อตั้งบริษัทปีที่ 18 ที่นครหังโจว มณฑลเจ้อเจียง จนเป็นข่าวดังก่อนช่วงเทศกาล 11.11 ปี 2017

นอกจากนี้ Jack Ma ยังได้รับบทภาพยนตร์สั้นในฐานะนักสู้และนักร้อง ซึ่งทำให้ Jack Ma ได้เดบิวต์เปิดตัวพร้อมกับดีว่าชื่อดังของฮ่องกง Faye Wong มาแล้ว

สำหรับครั้งนี้ Jack Ma พาตัวเองมาเป็นข้อเปรียบเทียบ เพื่อให้เห็นความสามารถและประสิทธิภาพโดดเด่นของพนักงาน Alibaba ด้วยการแข่งขันกับพนักงานมืออาชีพที่มีความถนัดในงานเฉพาะทางเป็นพิเศษ แน่นอนว่า Jack Ma พ่ายแพ้หมดรูปทั้งการแข่งขันบรรจุกล่องสินค้า การแข่งถ่ายแบบ การแข่งจับปู การแข่งขันจำหน่ายลิปสติก และการจัดส่งสินค้า

บทสรุปที่น่าสนใจ

บทสรุปที่ Jack Ma พยายามมอบไว้ให้ในวิดีโอปีนี้ คือการบอกผู้ชมว่าเราทุกคนไม่ต้องเก่งกาจในทุกด้าน แต่ควรจะได้ร่วมงานกับคนที่มีความสามารถหลากหลายด้านเหล่านี้ ซึ่งหากทำได้ ความสำเร็จก็จะรออยู่แค่เอื้อม

วิดีโอนี้ได้รับคำชมล้นหลาม และมีสัดส่วนการเปิดชมสูงจนตอกย้ำให้คนจดจำแม่นว่า “Jack Ma คือ Alibaba” ตามคำพูดที่ Jack Ma เคยระบุในแถลงการณ์เตรียมลาตำแหน่งซีอีโอ Alibaba ปี 2019

ไม่ว่าการแสดงเหล่านี้เป็นความชื่นชอบส่วนตัวของ Jack Ma เองหรือไม่ แต่ผลพลอยได้ของการเป็นผู้นำเสนอหรือพรีเซนเตอร์เหล่านี้คือ Jack Ma จะเป็นที่จดจำมากขึ้นไปอีก ทั้งในสังคมออนไลน์และออฟไลน์ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ Alibaba ที่เขาก่อตั้งขึ้นมา

การที่ Jack Ma พาใบหน้าตัวเองขึ้นเวทีหรือออกสื่อ สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ชมที่เป็นลูกค้า Alibaba ได้มากกว่าการใช้พรีเซนเตอร์ที่เป็นดารานักแสดงมืออาชีพเสียอีก แนวคิดนี้เองที่ทำให้ผู้บริหารประเทศไทยอย่าง “สมคิด” ลงทุนออกมาพูดภาษาจีนเชิญชวนหน้ากล้องบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยได้เห็นไม่บ่อยนัก

หากการลงทุนครั้งนี้ได้ผล เราอาจเห็นหลายแบรนด์เดินตามแนวทางนี้มากขึ้น ไม่แน่ ผู้บริหารระดับสูงของแบรนด์นั้นอาจแจ้งเกิดในฐานะพรีเซนเตอร์ที่โดดเด่นได้เป็นรายต่อไป.

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/jack-ma/

ศึกชิงเบอร์ 1 “ลิซ่า Blackpink” แซง “อั้ม” เหมือนหัวเว่ยแซงแอปเปิล?

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวโซเชียลไทยหลายคนตื่นเต้นกับข่าว “ลิซ่า Blackpink” แซง “อั้ม พัชราภา” ขึ้นแชมป์ 10 อันดับชาวไทยที่มีคนติดตามมากที่สุดบน Instagram ข่าวนี้ทำให้เกิดดราม่าที่สะท้อนความจริงหลายอย่างในสังคมโซเชียลสัญชาติไทย ซึ่งไม่แน่ ความจริงนี้อาจมีอิมแพคไม่แพ้กรณี “Huawei แซง Apple” ขึ้นอันดับ 2 แบรนด์มือถือขายดีสุดในโลกช่วงสิงหาคมที่ผ่านมา

15 พฤศจิกายน 2561 คือวันที่ทำเนียบ 10 อันดับชาวไทย ที่มีคนติดตามมากที่สุดบน Instagram มีการเปลี่ยนแปลงแชมป์ โดย ”ลิซ่า ลลิษา” ขึ้นที่หนึ่งแทน “อั้ม พัชราภา” หลังจากยอดติดตามใน IG ของลิซ่าทะยานเพิ่มขึ้นวันละ 3-4 หมื่นฟอลโลว์ต่อวันต่อเนื่องในเวลาไม่กี่เดือนที่ลิซ่าเพิ่งเปิด IG ทำให้สามารถแซงหน้าอั้มที่มีฐานฟอลโลว์เพิ่มขึ้น 3-4 พันคนต่อวัน น้อยกว่าลิซ่าหลายเท่าตัว

การขึ้นแชมป์ของลิซ่าเป็นไปตามที่หลายคนคาด ว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นภายในปีนี้ 2561 ทั้งที่ช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ลิซ่าเพิ่งจะยืนอยู่ที่อันดับ 14 ด้วยยอดติดตาม 6.1 ล้านคน แต่สามารถเพิ่มเป็น 7.3 ล้านคนในช่วงต้นเดือนกันยายน

ดราม่าแรกที่สามารถสัมผัสได้ คือเสียงที่บอกว่าลิซ่านั้นโด่งดังระดับโลก แต่อั้มโด่งดังระดับประเทศ แฟนคลับยืนยันว่าความนิยมของทั้ง 2 สาวนั้นไม่สามารถเทียบกันได้ บางคนใช้คำว่า “ชื่อเสียงคนละ scale เทียบแบบนี้ก็ไม่แฟร์กับอั้ม” เพราะอั้มมีชื่อเสียงภายในไทย แต่ลิซ่าเป็นศิลปินไทยที่โด่งดังผ่านเกาหลี ชื่อเสียงจึงกระจายไปทั่วเอเชีย ไม่แปลกที่ยอดติดตามของลิซ่าจะพุ่งกระฉูด

อย่างไรก็ตาม ชาวโซเชียลไทยเชื่อว่าการเทียบอันดับลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ต่างจากที่ Selena Gomez ทำยอดติดตาม IG แซง Taylor Swift ขึ้นที่ 1 ของโลกจนเป็นข่าวใหญ่เมื่อ 2 ปีก่อน ครั้งนั้น Selena ลงคลิป Queen of Instagram ด้วยความดีใจตั้งแต่ยอดแซง Taylor หลักพันเท่านั้น แต่ก็ไม่มีแฟนคลับหรือใครต่อต้าน Selena เพราะเรื่องการแบ่งสเกลเพื่อเทียบฐานผู้ติดตามให้เป็นธรรม

ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่สรุปได้คือสถิติยอดติดตามของลิซ่าแซงอั้มแบบไม่ต้องสงสัยใน IG แถมลิซ่ายังเพิ่งได้รับไฟเขียวเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน โดยทางค่ายเริ่มอนุญาตให้ลิซ่าเปิด YouTube Channel ของตัวเอง สถิติน่าสนใจคือ การตัดต่อคลิปวีดิโอเดินเที่ยวในญี่ปุ่นกับเพื่อนสมาชิกในวง Blackpink แล้วมาเผยแพร่เพียงคลิปเดียวนั้น ทำให้มีผู้ติดตาม Channel ทะลุ 502,000 รายแล้วในเวลา 1 สัปดาห์

สถิตินี้ยืนยันชัดเจนว่าลิซ่านั้นเติบโตได้น่าประทับใจ เหมือนกับที่ “ไรอัน รีธ” นักวิเคราะห์การตลาดจากไอดีซี เคยกล่าวว่าการเติบโตของหัวเว่ยนั้นน่าประทับใจตรงที่หัวเว่ยเป็นแบรนด์ที่สามารถรุกตลาดใหม่และจำหน่ายสินค้าของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว แม้เป็นจะเป็นยี่ห้อที่คนเพิ่งจะรู้จัก

แต่เมื่อเครื่องติดแล้ว วันนี้ Huawei ลุยเต็มสูบจนสามารถทำยอดขายได้โดดเด่น Huawei เป็นที่รู้จักและเริ่มปูพรมขยายอาณาจักรไม่ต่างจากที่ลิซ่าทำในช่วงเวลานี้ ผลคือแม้จะมีการโพสต์ภาพและวิดีโอไม่ถึง 120 โพสต์ ผู้ติดตามของลิซ่าก็มีมากกว่าอั้มที่โพสต์วิดีโอและภาพเกินหลัก 5 พันโพสต์ในช่วงปี 2018

กรณีนี้ตอกย้ำชัดเจนว่าจำนวนโพสต์ไม่มีผลต่อยอดฟอลโลว์ ซึ่งการสำรวจสถิติชี้ว่าบัญชีที่มีการโพสต์มากกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะมีแรงดึงยอดฟอลโลว์ได้มากกว่าเสมอไป

สิ่งที่เราต้องรอลุ้นกรณีของลิซ่าและอั้ม คือลิซ่าจะเป็นแชมป์ที่มาไวไปไวหรือไม่ เนื่องจากอั้มนั้นครองแชมป์มานานหลายปี เหมือนกับที่ Apple ครองอันดับ 2 สมาร์ทโฟนโลกมานานหลายปีเช่นกัน ซึ่งไม่ว่าอย่างไร แฟนคลับสุดโต่งของทั้ง 2 ขั้วมีโอกาสที่จะไม่สามารถจูนกันได้ เหมือนกับที่สาวก Apple ก็จะชื่นชม Apple มากกว่า Huawei

ด้านลิซ่าเอง โอกาสทองที่รอลิซ่าอยู่นั้นไม่ต่างจากโอกาสของ Huawei ที่สามารถโกยเงินเข้ากระเป๋าและมีช่องทางเติบโตอีกมากในตลาดไทยและตลาดโลก วันนี้ Huawei มีอิมแพคต่อตลาดสมาร์ทโฟนทุกระดับในไทย ซึ่งกรณีของลิซ่า อิมแพคอาจจะยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างน่าจับตาในปีหน้าก็ได้

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/lisa-blackpink-aum-instagram/

โปรโมทแคมเปญบน “Twitter” ยังไงให้ได้ผล เมื่อภาพสวยไม่ใช่คำตอบ

จากสถิติผู้เล่น Twitter ที่เติบโต 33% จากปีที่ผ่านมาเเละคาดว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ต่างจาก Facebook ที่นอกจากยอดผู้เล่นจะลดลงฮวบฮาบเเล้ว ระบบก็ไม่เสถียร ค่าบูสต์ Ads ก็เเพงลิบโลก

ส่งผลให้นักการตลาดหลายเเบรนด์หนีมาซบ Twitter เเทน เเต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เมื่อทั้งสองเเพลตฟอร์มไม่เหมือนกันสักนิด

Facebook ไม่เหมือนเดิม

ในปีที่ผ่านมา นักการตลาดส่วนใหญ่เลือกใช้ Facebook เป็นเเพลตฟอร์มหลักในการโปรโมทเเคมเปญออนไลน์เพราะมีผู้เล่นที่เยอะ เเละเครื่องมือที่หลากหลาย

ทำให้เเคมเปญหลายเเบรนด์ประสบความสำเร็จในการโปรโมท ยิ่งถ้ามีเม็ดเงินอัดฉีดสูงๆ ก็ยิ่งผลักดันให้ทุกอย่างปังขึ้น

จึงเกิดศึกเเบรนด์ฟาดฟันกันอย่างหนักหน่วง ภาพเเต่ละเเคมเปญสวยปังจนต้องกดซื้อ เเต่เมื่อเวลาผ่านไปอะไรก็เปลี่ยน ปี 2561 เห็นได้ชัดสุดว่า Facebook ไม่ใช่เเพลตฟอร์มที่เเบรนด์จะฝากไว้ทั้งหมด

เพราะระบบไม่เสถียรเเละค่าใช้จ่ายในการบู้ท Ads ที่สูงขึ้น เเต่ถึงมีเงินอัดฉีดเเค่ไหน เเคมเปญก็ไม่ปังอยู่ดี นักการตลาดหลายคนจึงเลือก Twitter

เป็นเเพลตฟอร์มใหม่ ซึ่งคงไม่ได้ยากอะไร เเค่เปิดเเอคเคาท์ Twitter เเละเอาคอนเทนต์จาก Facebook มาอัพลงก็พอ

เเต่เรื่องมันไม่ได้อย่างงั้นน่ะสิ!

เเพลตฟอร์มใหม่อะไรก็เปลี่ยน

ถ้านักการตลาดคิดเเค่ เอาภาพคอนเทนต์จาก Facebook เเล้วมาอัพลง Twitter บอกเลยว่าคุณกำลังทำให้ทุกอย่างเเย่ลง เพราะทั้งเสียเวลาเเละยิ่งเพิ่มความล้มเหลวของเเคมเปญ

นักการตลาดต้องย้ำตัวเองเสมอว่า ทุกเเพลตฟอร์ม พฤติกรรมการเล่นไม่เหมือนกันสักนิด! 

  • Twitter คือความเรียล ข้อความที่โพสต์เเทบจะเป็นด้านมืดที่ลงใน Facebook ไม่ได้เเละที่นี่คือเเหล่ง Insight ชั้นดี
  • เพราะความเรียลทำให้รูปภาพไม่จำเป็นต้องสวยเพราะมันดูปลอม เเต่ภาพต้องมีความรู้สึก มีสตอรี่เเค่เห็นก็เข้าใจเลยว่าจะสื่ออะไร
  • Twitter โดดเด่นเรื่องเเฮชเเท็ก #เลือดข้นคนจาง จะติดเทรนด์เสมอเมื่อละครฉาย

ประเด็นหลักของ Twitter มีเเทบไม่กี่อย่างคือคอนเทนต์ต้องดูเรียลไม่ปลอมเเละมีเเฮชเเท็ก เป็นสองประเด็นหลักที่จับกันได้ง่ายๆ เเต่ทำมันไม่ง่ายเลย

เเค่เเอบเนียนในเเฮชเเทคมันไม่พอ

ถ้า Facebook มีเพจดัง ใน Twitter ก็มีเซเลปเช่นกัน ซึ่งก็คือเเอคเคาท์ที่มียอดติดตามสูงๆ หรือถ้ามากหน่อยก็เรียกว่าเป็น Micro Influencer  ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักการตลาดหลายเเบรนด์เลือกใช้

โดยขั้นเเรกคือให้ Micro Influencer ปั่นเเฮชเเท็กให้ติดเทรนด์ให้ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ทำคือโพสต์เรื่องที่เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับเเบรนด์เเต่ติดเเฮชเเท็กไว้ เเละปั่นให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ เเต่มันจะเกิดประโยชน์อะไรถ้าข้อมูลของสินค้าไม่ออก

ไม่ใช่เเค่ติดเทรนด์ Twitter เเปลว่าเเคมเปญนี้ประสบความสำเร็จ ต่อให้ติดเทรนด์อันดับ 1 ก็ยังไม่สำเร็จ ถ้าเปิดเข้าไปดูเเฮชเเท็ก เเล้วมีเเต่โพสต์ที่ไม่เกี่ยวกับเเบรนด์เลยสักนิด

นี่คือความสำเร็จเเบบปลอมๆ ที่นักการตลาดออนไลน์ต้องดูให้ออก เเละการจะมีเเฮชเเท็ก เเค่ชื่อเเบรนด์ตรงๆ ก็จะดูฮาร์ดเซลเกินไป เอาหละสิ นั่นไม่ดี นี่ไม่ได้ เเล้วที่ดีคืออะไร

เราจึงขอหยิบกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ไม่ต้องปั่นเเฮชเเทคอะไร อย่างเคสของ Meiji Yoghurt

 

Meiji Yoghurt ออกโยเกิร์ตเนื้อใหม่ที่นุ่มเเละเต็มไปด้วยเนื้อผลไม้ โดยให้เหล่า Micro Influencer ในทวิตรีวิวโยเกิร์ตเเบบง่ายๆ ดูไม่ได้ตั้งใจพูดถึงเเบรนด์

เเต่ภาพสื่อถึงเนื้อผลไม้อัดเเน่นในถ้วย เเละภาพไม่ต้องสวยอะไรมาก เน้นเเค่เนื้อสตอเบอร์รี่ที่อยู่ในถ้วยเยอะๆ พอ ซึ่งตรงกับ Key message คือ เนื้อเเน่น ฟินด้วยเนื้อผลไม้  

ผลปรากฏว่า Meiji Yoghurt ขาดตลาดหาซื้อไม่ได้เพราะว่าขายหมดเกลี้ยง เเละคนที่ซื้อไปก็เอาไปรีวิวต่อเรื่อยๆ ว่าซื้อเเล้วนะเนื้อเยอะจริง

กลายเป็นว่าสินค้าขายได้ด้วยตัวมันเอง ซึ่งเป็นความสำเร็จในการโปรโมทเเคมเปญบน Twitter อย่างมาก

หรือถ้าหลายเเบรนด์ยังไม่มีงบในการตลาดมากนักให้เนียนใช้เเฮชเเท็กที่ดังอย่าง #Howtoperfect #รีวิวเซเว่น อย่างใดอย่างหนึ่ง

เพราะการที่เเฮชเเท็กเยอะๆ จะดูตั้งใจจะมารีวิวมากเกินไป สำหรับคอนเทนต์บน Twitter ยังคงต้องอาศัยความเนียนในการรีวิวอยู่

ไม่เหมือน Facebook ที่ต้องบอกเลย ว่าเป็นโพสต์ของสปอนเซอร์ เพราะถ้าเนียนเเบบไม่มีศิลป์ คนจะลดความเชื่อถือลง

ข้อดีของเเฮชเเท็ก

เเฮชเเทคเป็นหัวใจหลักของ Twitter  เพียงเเค่ใช้ให้ถูกที่ถูกทาง อย่าง #ความลับมีในโลก เพื่อโปรโมทเพลงใหม่ของ INK WARAUNTORN

ที่ช่วงเเรกให้ Micro Influencer สายดราม่าดันเเฮชเเท็ก #ความลับไม่มีในโลก ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวกับความรักที่เราเเอบปิดเป็นความลับ เพราะรู้ว่าต่อให้บอกไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมา

งั้นขอปิดเป็นความลับจะดีกว่า จี้ใจสายเเอบรักที่เป็นกลุ่ม Target เพลงความลับมีในโลก ทำให้การโปรโมทในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากซึ่งจุดที่เหมือนกับ Meiji Yoghurt คือการที่ทำให้กลุ่ม Taget ของเรา

โพสต์เเละติดเเฮชเเท็กของเราขึ้นมาเอง (User generate content : UGC) หรือเรียกว่ากลุ่มเป้าหมายผลิตคอนเทนต์ด้วยตัวเอง เป็นการเพิ่มกระเเสได้ดีมากเพราะเกิดการกระจายจากกลุ่ม Taget เอง

บทสรุปของการโปรโมทเเคมเปญบท Twitter

วิธีสร้างกระเสบนโลก Twitter อาจมีหลายวิธีตามเเผนเเต่ละเเบรนด์ เเต่สิ่งสำคัญคือต้องเรียลต้องจริง ถามว่าภาพสวยทำไมถึงไม่ส่งผล

เพราะภาพสวยเเสดงถึงความตั้งใจที่มากเกินไป ไม่ธรรมชาติ ทำให้ภาพสวยไม่ใช่คำตอบ เเละการสร้างเเคมเปญบนโลก Twitter

ควรสร้างให้เป็นคอนเทนต์เเบบ UGC  คือกลุ่ม Target ชื่นชอบเเละสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเอง เพื่อให้กระเเสกระจายไปได้ไกลกว่าเดิม เเละเมื่อกดเเฮชเเท็กเข้าไป ก็เต็มไปด้วย Message ที่เราอยากจะสื่อออกมา เเสดงว่าเเคมเปญโปรโมทในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/promote-campaign-on-twitter/

ไม่ปังเหมือนเดิม! ผลสำรวจชี้ “โฆษณา 6 วินาที” ยอดชมสูงแต่คนไม่อิน

“โฆษณา 6 วินาที” หรือ 6-second ads เป็นรูปแบบที่การศึกษามากมายชี้ว่ามีอัตราการชมจบสูงที่สุดโดยเฉพาะบนอุปกรณ์พกพา แต่การสำรวจครั้งล่าสุดพบว่าโฆษณากลุ่มนี้ทิ้งอารมณ์ให้ผู้ชมได้น้อย เรียกว่ายอดชมสูงแต่คนไม่ค่อยอิน

ทำไมไม่ได้ผล

วันนี้ 6-second ads เป็นโฆษณาแบบสั้นที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่เพียงในเว็บไซต์หรือบริการวิดีโอ แม้แต่รายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศผ่านระบบบรอดคาสต์ก็ยังเลือกโฆษณาประเภทนี้เพื่อเอาใจผู้ชมผ่านอุปกรณ์มือถือ อย่างไรก็ตาม การศึกษาของแพลตฟอร์มสื่อ Teads พบว่าโฆษณาสั้นมีผลกระตุ้นอารมณ์เพียงเล็กน้อย ต่างจากโฆษณายาวที่ทิ้งอารมณ์ให้คงไว้หลังชมได้มากกว่า

การศึกษาของ Teads พบว่าโฆษณา 6 วินาทีมีอัตราการดูวิดีโอ (view-through rate หรือ VTR) เฉลี่ย 55% สำหรับการชมบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ แต่มีคะแนน EmotionAll เพียง 3.6 คะแนน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ 5.1 คะแนนสำหรับโฆษณาแบบยาว 30 วินาที

การศึกษายังยกกรณีของ Mars ผู้ผลิตขนมหวานที่จัดทำโฆษณา 6 วินาทีซึ่งถือว่าเป็น 2 ใน 3 โฆษณาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการสำรวจ พบว่าโฆษณา 6 วินาทีที่สามารถเล่าเรื่องอย่างรวดเร็วและเรียบง่าย จะให้ผลที่ดีกว่าวิดีโอที่มีเรื่องราวซับซ้อน หรือเรื่องที่ไม่มีเรื่องราวใดๆเลย

ผลการสำรวจนี้เชื่อว่าอาจจะส่งผลเปลี่ยนแปลงต่อวงการโฆษณา 6 วินาที เนื่องจากผลการศึกษาพบว่าคะแนนความอินที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับยอดขายที่เพิ่มขึ้นด้วย

การสำรวจนี้สรุปจากโฆษณา 166 ชิ้นจาก 75 แบรนด์โดยใช้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อวัดปฏิกิริยาทางอารมณ์ของผู้ชม จุดนี้บริษัทวิจัย Realeyes ได้ร่วมจัดทำดัชนีคะแนน EmotionAll Score โดยวัดผลทั้งเรื่องการดึงดูด การรักษาความสนใจนั้น การมีอารมณ์ร่วมหรือ engagement และผลกระทบของวิดีโอต่อผู้ชม ซึ่งทั้งหมดนี้ ต้องยอมรับว่าโฆษณาแบบยาวนั้นชนะขาดลอย.

ที่มา: : MM

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/little-emotional/