คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

Apple ปล่อยอัปเดต iOS 14.5 ระบบ ‘AppTrackingTransparency’ กระทบวงการโฆษณาแค่ไหน?

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2020 Apple ได้ประกาศความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับ IDFA (Identifier for Advertisers หรือ ระบบติดตามข้อมูลและระบุตัวตนของผู้ใช้งาน)

ซึ่งจะกระทบการโฆษณาแบบ Personalized Advertising ของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Google และแอปฯ ที่พึ่งพารายได้จากการโฆษณา

ล่าสุดวันนี้ Apple ได้ปล่อยอัปเดต iOS 14.5  iPadOS 14.5 และ tvOS 14.5 ซึ่งส่งผลให้ทุกแอปพลิเคชันจะต้องผ่านระบบ App Tracking Transparency (ATT) หรือต้องขออนุญาตผู้ใช้อุปกรณ์ในการติดตามหรือระบุโฆษณา ซึ่งหากผู้ใช้ไม่อนุญาต แพลตฟอร์มหรือแอปฯ ต่างๆ ก็จะไม่สามารถยิงโฆษณาแบบระบุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป

ด้าน Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ได้แสดงความเห็นว่า นโยบายของ Apple เป็นการทำร้ายธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจาก Personalized Advertising เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงลูกค้า เกิดรายได้ และทำให้ธุรกิจเติบโต

อย่างไรก็ตาม Apple อ้างว่า บริษัทต้องการสร้างความโปร่งใสให้กับผู้ใช้อุปกรณ์ ระบบดังกล่าวถูกสร้างเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและป้องกันไม่ให้ข้อมูลดิจิทัลของผู้ใช้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ผู้ใช้ควรมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะยินยอมอนุญาตให้เก็บข้อมูลไปใช้เพื่อการโฆษณา หรือว่าไม่อนุญาต

ทั้งนี้ ผลกระทบของนโยบายดังกล่าวจะเป็นไปในทิศทางไหน ก็คงต้องติดตามกันต่อไป แต่หากผู้ใช้อุปกรณ์จำนวนมากไม่อนุญาตให้แอปฯ เก็บข้อมูล วงการโฆษณาและการตลาดอาจต้องเกิดการปรับตัวครั้งใหญ่

ที่มา

Apple

from:https://www.thumbsup.in.th/apple-ios14-5-app-tracking-transparency?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=apple-ios14-5-app-tracking-transparency

เปิดภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาบนสื่อดิจิทัลประจำปี 2563

ภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลในปี 2563 เติบโตอย่างเชื่องช้าในช่วงครึ่งปีแรก โดยมียอดการใช้จ่ายอยู่ที่ 9,498 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

อย่างไรก็ตามในครึ่งปีหลังยอดการลงทุนสื่อดิจิทัลกลับมาเติบโตมากขึ้นดันยอดใช้จ่ายสูงถึง 11,560 ล้านบาท ส่งผลให้ตลอดทั้งปีเติบโตรวม 8% จากปีก่อนหน้า

โดย 5 อันดับอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุด ได้แก่

  • กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (2,713 ล้านบาท) 
  • กลุ่มเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮล์ (1,993 ล้านบาท) 
  • กลุ่มการสื่อสาร (1,979 ล้านบาท) 
  • กลุ่มสกินแคร์ (1,922 ล้านบาท) 
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม (1,717 ล้านบาท)

ข้อมูลที่น่าสนใจคือกลุ่มธุรกิจธนาคารที่เคยอยู่ในลำดับที่ 5 ในปีก่อนหน้านี้ได้ถูกแทนที่โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมในปีนี้

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเพิ่มเม็ดเงินโฆษณาสูงสุดได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม (+41%) และกลุ่มเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮล์ (+36%) ในทางกลับกัน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (-36%) กลุ่มธุรกิจธนาคาร (-30%) กลุ่มธุรกิจประกัน (-22%) และกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม (-40%) เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลดการใช้เงินบนสื่อดิจิทัล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของความต้องการและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค

สำหรับแพลตฟอร์มที่แบรนด์และเอเจนซี่เลือกใช้ในการสื่อสารกับผู้บริโภคยังคงเป็น Facebook Ads (6,561 ล้านบาท) และYouTube Ads (4,586 ล้านบาท) รองลงมือคือ Creative (2,039 ล้านบาท) Social (1,882 ล้านบาท) และ Search (1,627 ล้านบาท) ตามลำดับ

จากข้อมูลจะเห็นว่า Facebook และ YouTube ครองอันดับต้นๆ ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาหลายปี แต่ขณะเดียวกันก็มีแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่าง TikTok และ E-Commerce เพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค รวมถึงเป็นทางเลือกให้กับนักการตลาดอีกด้วย

ข้อมูลจาก

KantarThailand

from:https://www.thumbsup.in.th/digital-spending-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=digital-spending-2020

เจาะตลาดผู้บริโภค Gen Z เพื่อการเติบโตของธุรกิจในปี 2021

ผู้บริโภค Gen Z หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 9 – 24 ปี เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจงที่หลากหลาย และจะมีกำลังซื้อสูงขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เนื่องจากเติบโตมาในยุคที่เทคโนโลยีมีความพร้อม ทั้งสมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้มีความเป็นตัวของตัวเองและความเข้าใจเรื่องดิจิทัลสูง ทำให้แบรนด์ต้องเตรียมพร้อมการตลาดสำหรับเจนนี้โดยเฉพาะ

หัวข้อต่อไปนี้คือสิ่งที่จะช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างกลยุทธ์การตลาดเจาะกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ให้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

กำหนด Value & Mission

การที่จะกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเจน Z สิ่งสำคัญที่แบรนด์ต้องกำหนดคือคุณค่าและภารกิจ (Value & Mission) เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้เชื่อว่า ‘สินค้าและบริการที่เลือกเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของพวกเขา’

คุณค่าของแบรนด์อาจจะเป็นสินค้าที่เชื่อว่าทำให้คนมีความสุขขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม หรือเพิ่มความเท่าเทียมทางเพศ ดังนั้นภารกิจที่กำหนดว่าแบรนด์ของเรายืดหยัดเพื่อสิ่งไหน เรื่องใด จะช่วยเชื่อมต่อกับผู้บริโภคกลุ่มนี้

โปร่งใสและรับผิดชอบสังคม

ก้าวต่อไปของกลยุทธ์การตลาดสำหรับผู้บริโภคเจน Z คือความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และรับผิดชอบต่อความผิดพลาดต่างๆ

โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาเกิดวิกฤตการแพร่ระบาด การเหยียดเชื้อชาติ ความแตกแยกทางการเมือง ฯลฯ ดังนั้นความรับผิดชอบด้านต่างๆ ของแบรนด์จึงเป็นปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อ

ไม่ใช่เพียงผู้บริโภคกลุ่มนี้เท่านั้น แต่รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทันที ทั้งจากคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย รีวิวในอินเทอร์เน็ต และ Digital Footprint

‘ราคาเป็นเรื่องรอง ภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นเรื่องหลัก’ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ไม่ใช่เพียงสิ่งที่แบรนด์สื่อสารออกมา แต่รวมถึงวัฒนธรรมองค์กร คุณค่าของแบรนด์จากทั้งภายนอกและภายใน

ตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจน

เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคเจน Z แบรนด์ต้องมีตัวตนที่ชัดเจน ความแตกต่างเป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้มองหา ต้องไม่กลัวที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง

ในยุคที่ทุกคนสามารถสื่อสารแบรนด์ได้ด้วยเครื่องมือในโซเชียลมีเดีย ทำให้รูปแบบคอนเทนต์หลากหลาย ไม่ยึดตัดกับโฆษณาในรูปแบบเดิมๆ

สนุกและบันเทิง

ปัจจุบันโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเอื้อให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ มากมาย ดังนั้นคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งก็มากขึ้นไปด้วย แต่จะทำอย่างไรให้แบรนด์ของเราโดดเด่นขึ้นมา

สิ่งสำคัญในการทำแบรนด์คอนเทนต์คือผู้บริโภคมีเวลาจำกัด การดึงดูดความสนใจในวิแรกๆ เพื่อไม่ให้เลื่อนผ่านจึงสำคัญที่สุด และวิธีที่ดีที่สุดคือคอนเทนต์ที่สนุกและบันเทิง

ความเป็นชุมชนที่แข็งแกร่ง

ผลสำรวจในสหรัฐฯ พบว่าผู้บริโภคเจน Z เป็นวัยที่ขี้เหงาที่สุด เนื่องจากปฎิสัมพันธ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัล การมีชุมชนออนไลน์จึงตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนี้

แบรนด์สามารถสร้างชุมชนด้วยการเชื่อมต่อบทสนทนา และสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า ทำให้เกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์มากยิ่งขึ้น

from:https://www.thumbsup.in.th/marketing-gen-z-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=marketing-gen-z-2021

นีลเส็น เผยเม็ดเงินโฆษณา มค. 2021 ติดลบ 7% สื่อทีวียังมาแรง

นีลเส็น เปิดเผยมูลค่าเม็ดเงินโฆษณามกราคมปี 2021 หดตัวลง-7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วโดยมูลค่าอยู่ที่ 8,032 ล้านบาท ซึ่งสื่อทีวียังคงเป็นสื่อที่มีสัดส่วนของการใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดอยู่ที่ 61% โดยภาพรวมของทุกสื่อหดตัวจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ปี 2021 ช่วงเดือนมกราคมภาพรวมใช้เม็ดเงินโฆษณาอุตสาหกรรมหลักอาทิเช่น กลุ่มกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food&Beverage) มูลค่า 1,418 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +35% และกลุ่ม Media & Marketing ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธุรกิจการขายตรงมูลค่า 1,108 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +17% ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและเครื่องสำอาง (Personal Care & Cosmetic) มูลค่า 1,020 ล้านบาท ลดลง -12% และกลุ่มยานยนต์ (Automotive) มูลค่า 520 ล้านบาท ลดลง -27%

ในส่วนของบริษัทที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดในปี 2021 โดย 3 ลำดับแรกได้แก่

บริษัท  UNILEVER (THAI) HOLDINGS CO.,LTD. มูลค่า 349 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว +18%โดยแคมเปญที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมาคือ บรีสเอกเซล รักษ์โลก สูตรใหม่เป็นมิตรต่อโลก ทางสื่อทีวีมูลค่า 41 ล้านบาท รองลงมาคือใหม่ เคลียร์ คลีน แอนด์ มายด์ ทางสื่อทีวีมูลค่า 30 ล้านบาท

บริษัท NESTLE(THAI) CO.,LTD. มูลค่า 297 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว +150% โดยแคมเปญที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมาคือ เนสกาแฟ ลุ้นอภิมหาโชค ทางสื่อทีวีมูลค่า 46 ล้านบาท รองลงมาคือ S26 เชื่อว่าทุกการเรียนรู้ยิ่งใหญ่เสมอ ทางสื่อทีวีมูลค่า 39 ล้านบาท

บริษัท PROCTER & GAMBLE (THAILAND) มูลค่า 222 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว+47% โดยแคมเปญที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา คือ รีจอยส์ ผมนุ่มสลวย กลิ่นหอมยาวนานทางสื่อทีวีมูลค่า 22 ล้านบาท รองลงมาคือ ใหม่ ดาวน์นี่ หอมสดชื่นยาวนาน ทางสื่อทีวีมูลค่า 21 ล้านบาท

from:https://www.thumbsup.in.th/nielsen-advertising-more-tv-spending?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nielsen-advertising-more-tv-spending

รวม Facebook Group สำหรับนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจ

ในปัจจุบันความรู้ในโลกออนไลน์นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้านดิจิทัลที่ต้องอัปเดตความรู้อยู่ตลอดเวลา

ทีมงาน Thumbsup จึงขอรวบรวมกลุ่มเฟซบุ๊กสำหรับนักการตลาดและเจ้าของธุรกิจ เพื่อให้สามารถเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้ แชร์เทคนิคต่างๆ รวมไปถึงแบ่งปันข่าวสารในวงการธุรกิจและการตลาดครับ

ดิจิทัล เตาะแตะ

กลุ่มของนักการตลาดที่จะมาร่วมแบ่งปันไอเดีย มุมมอง พูดคุยสอบถาม แนะนำ รวมไปถึงแชร์ข่าวสารในวงการดิจิทัล

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/DigitalMarketing101

Thai Content Creator

กลุ่มที่จะมาแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ เคล็ดลับในการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนโลกออนไลน์ เป็นกลุ่มที่รวมตัว Content Creator มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Blogger, YouTuber, Publisher รวมไปถึงผู้ที่ทำงานในวงการเอเจนซี่ และแบรนด์ธุรกิจ

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/914671758737988

Ad Addict – Sharing Room

กลุ่มสำหรับการแบ่งปันข้อมูล ข่าวสารด้านโฆษณาและการตลาด โดย Ad Addict

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/137757067052822

Marketing Tech Thailand – Group

กลุ่มสำหรับนักการตลาดที่จะมาพูดคุยแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือระบบซอฟต์แวร์ เพื่อดำเนินการและวัดผลการตลาด

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/martecthai/

Creative Talk

กลุ่มที่จะมาแบ่งปันเรื่องราว ข่าวสาร อัพเดท เกี่ยวกับงานและวงการ Creative, Technology, Digital Marketing, Startup/Entrepreneur โดย Creative Talk

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/creativetalkgroup

Inbound Marketing Thailand

กลุ่มสำหรับผู้ที่สนใจศาสตร์ Inbound Marketing (การตลาดแบบแรงดึงดูด) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข่าวสาร โดย Content Shifu

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/inboundmarketingthailand

ข่าววงใน ธุรกิจ เทคนิคการตลาด

กลุ่มสำหรับผู้ประกอบการ นักการตลาด เพื่อมาร่วมอัปเดตข่าวสารธุรกิจ เศรษฐกิจ หุ้น การตลาด ทั้งไทยและต่างประเทศ โดย Brand inside

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/brandinside/

รวมเรื่องการตลาดด้าน Data และ Personalized Marketing by การตลาดวันละตอน

กลุ่มสำหรับนักการตลาดที่สนใจในเรื่อง Data และ Personalized Marketing เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ แชร์ประสบการณ์ โดย การตลาดวันละตอน

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/1324958667682288/

Influencer Marketing ทำเองดิ by Taiko.ai

กลุ่มสำหรับนักการตลาดและผู้ประกอบการที่สนใจทำ Influencer Marketing เพื่อมาร่วมแชร์ประสบการณ์และแบ่งปันเทคนิคในการใช้อินฟลูเอนเซอร์ โดย Taiko.ai

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/293983695071064/

E-Commerce Today แหล่งรวมข้อมูลการค้าออนไลน์ที่ควรรู้ by Priceza

กลุ่มสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซและการตลาดออนไลน์ เพื่อมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ เทรนด์ และเทคนิคต่างๆ โดย Priceza

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/522542598670376

สอน SEO และ WordPress in Thailand

กลุ่มสำหรับนักพัฒนาและนักการตลาดที่ต้องการเสริมความรู้ด้าน SEO และ WordPress

เข้าร่วมกลุ่มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/seointhailand

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-group-for-marketer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-group-for-marketer

News Feed ของเฟซบุ๊กทำงานอย่างไร? เพิ่มจำนวนการคนเห็นโพสต์โดยไม่เสียเงิน

News Feed ของเฟซบุ๊กทำงานอย่างไรในการแสดงโพสต์ต่างๆ ให้กับผู้ใช้แต่ละคน แล้วจะเพิ่มจำนวนคนเห็นโพสตือย่างไรโดยไม่เสียเงิน

วันนี้ทีมวิศวกรของเฟซบุ๊กได้อธิบายการทำงานของระบบไว้ว่า

“อัลกอริทึมของ News Feed จะวิเคราะห์พฤติกรรมจากการตอบโต้ของผู้ใช้งานรายบุคคล เพื่อพิจารณาว่าผู้ใช้ต้องการเห็นอะไร”

‘การตอบโต้’ ดังกล่าวหมายถึง การคลิก การกดไลก์ กดแชร์ รวมถึงระยะเวลาที่ใช้กับโพสต์นั้นๆ

ในแง่ของการตลาดจึงเกิดคำถามว่า เราจะใช้ประโยชน์จากการทำงานของอัลกอริทึมอย่างไรในการทำคอนเทนต์?

“ไม่มีเทคนิคใดที่จะสามารถโกงระบบอัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก (และอินสตราแกรม) ได้” คือคำตอบของผู้พัฒนาระบบ News Feed โดยให้เหตุผลว่า มันถูกกำหนดให้เรียนรู้สิ่งที่ผู้ใช้ชอบและไม่ชอบผ่านการตอบโต้กับคอนเทนต์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยได้ให้เทคนิคในการทำให้กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เห็นโพสต์เพิ่มขึ้นไว้ดังนี้

ทำความรู้จักลูกค้า – ใช้เวลาในการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าว่าต้องการข้อมูลแบบไหน มีความสนใจเรื่องอะไร

ส่งมอบคุณค่าผ่านคอนเทนต์ – เมื่อเข้าใจความต้องการแล้ว การสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพก็จะสามารถเพิ่มจำนวนการเข้าถึงโพสต์ได้

ที่มา

Facebook

from:https://www.thumbsup.in.th/news-feed-facebook-algorithm?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=news-feed-facebook-algorithm

Media Intelligence แนะอย่าตื่นตระหนก แม้เจอโควิดรอบสอง

แม้ว่าเราจะผ่านสถานการณ์โควิด-19 มาตลอดทั้งปี 2020 และในสถานการณ์ที่เหมือนจะดีขึ้น เราก็เจอโควิดระลอกสองที่ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเร็วมาก แต่แนวโน้มการปรับตัวและรับมือของประชาชนก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

ทาง Media Intelligence จึงได้คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาปี 2564 ภายหลังวิกฤต Covid-19 เริ่มคลี่คลายและเห็นสัญญาณต่างๆที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาและคาดการณ์การเข้าถึงวัคซีนป้องกัน Covid-19 ในช่วง Q2 ของปี 2564 ประกอบกับการฟื้นตัวของตลาดที่ส่งผลต่อรายได้ของไทย โดยเฉพาะ จีน  ซึ่งจะเริ่มส่งผลบวกโดยตรงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออก

ดังนั้น บริษัทจึงได้คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาปี 2564 บวกได้มากกว่า 10% เป็นอย่างน้อย อย่างไรก็ดีทาง MI ได้ประเมินเผื่อไว้ หากสถานการณ์ Covid-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่  อาจชะลอการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาปี 2564 เหลือเพียงบวกแค่ไม่ถึง 5% เนื่องจากการระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้นช่วงก่อนเข้า  High Season ของโฆษณา(Summer) คือ เริ่มตั้งแต่กุมภาพันธ์-เมษายน

คุณภวัต เรืองเดชวรชัย  ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด กล่าวว่า ด้วยตัวเลขภาพรวมโฆษณาของปี 2020 ที่ติดลบเกือบ 20% แต่สื่อทีวีและอินเทอร์เน็ตยังมีทิศทางบวก แต่จะหนักไปที่สื่อ Out of Home และโรงหนัง ที่คนต้องอยู่บ้าน

หากมีการล็อกดาวน์ในจังหวัดหลักรอบสองนั้น อาจจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง จะมาพร้อมความกังวลและส่งผลต่อวงการหนักมาก ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ โอกาสเติบโตรอบนี้อาจไม่มีหรือติลบ แต่มองว่ายังเท่าปีที่แล้ว  ตัวเลขจะอยู่ที่ 73,706 ทีวีและสื่อออนไลน์จะโตมากขึ้นเพราะคนอยู่บ้านและดูทางช่องหลักและเสพออนไลน์หนักขึ้น

แพลตฟอร์มเดิมยังมีการใช้งานอยู่ไม่มีอันไหนร้อนแรง เพียงแต่ใช้เวลามากขึ้น เช่นกลุ่มเจน X และ Y ที่ใช้เฟสบุค ก็ใช้หนัก หรือกลุ่มที่เสพคอนเทนต์ใดก็จะเข้มข้น ไม่ได้ข้าม แต่เห็นคอนเทนต์บางประเภทท่ีเสพมากกว่าเดิม เช่น tiktok อาจจะได้รับความสนใจมากขึ้น ยูสเซอร์อาจไม่เพิ่มแต่แอคทีฟเพิ่ม แอคทีฟ 12 ล้านคน เหตุการณ์ระบาดรอบนี้ ปชชหรือมาตรการไม่เข้มข้น

นักการตลาดควรปรับแผนการใช้สื่อและการสื่อสารให้เกิดประสบการณ์สูงสุด สื่อนอกบ้านมีการลงโฆษณาน้อยลงและเพิ่มสื่อทีวีและออนไลน์มากขึ้น และเฉพาะกลุ่มรายการที่ได้ผลบวก 

อย่างไรก็ตาม การที่เราเห็นสินค้าประเภทถั่งเช่าและคอลลาเจนในทุกช่องทีวีนั้น เป็นผลจากความถดถอยของสื่อทีวีที่ต้องการวิ่งหาแบรนด์ที่พอมีเงิน หรือเข้าไปในรูปแบบของ Profit Sharing กัน เพื่อการได้มาของรายได้มาหล่อเลี้ยงธุรกิจ เชื่อว่าทางผู้ประกอบการทีวีเองก็รับทราบถึงความไม่สมดุลนี้ แต่ก็จำเป็นต้องพยุงตัวเองเพื่อความอยู่รอด

ส่วนเรื่องการย้ายช่องของผู้ประกาศข่าวนั้น ต้องบอกว่ามีผลในเรื่องของการติดตาม แต่ไม่ใช่โอกาสที่จะได้มาซึ่งรายได้ทั้งหมด แม้ว่าแต่ละช่องมีแม็กเน็ตของบางรายการหรือบางสำนักข่าว ในมุมของเอเจนซี่มองว่าการซื้อตัวผู้ประกาศข่าวที่มีชื่อเสียงไปนั้น ไม่ได้การันตีว่าจะทำให้เรตติ้งตามมาหรือสร้างโอกาสในการติดตั้งเพิ่ม เพราะคนที่เปิดดูหรือฐานแฟนเก่า เขาอาจจะติดตามเพราะคุ้นเคย เชื่อถือและชอบคอนเทนต์ของช่องเดิมอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะมีบางคนที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจนและแฟนคลับติดตามจริงๆ ก็มีโอกาสที่จะตามไปฟังในช่องอื่นๆ บ้าง แต่ก็ไม่สามารถการันตีเรื่องเรตติ้งได้

ทางด้านของแบรนด์ที่ยังมีการใช้จ่ายอยู่นั้น ส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบรนด์ที่มองว่ายังมีโอกาสในการรักษาชื่อเสียงของแบรนด์อยู่ เราจึงเห็นสินค้าหลายแบรนด์ยังคงทำตลาดและลงโฆษณาต่อเนื่อง เพียงแต่เม็ดเงินอาจจะไม่ได้ทุ่มไปในช่องทางหลักแต่จะกระจายไปหลายๆ สื่อเพียงรักษาโอกาสในช่วงวิกฤตโควิดแบบนี้

อย่างไรก็ตาม การตื่นตระหนกจนเกินไป (Panic) จะเป็นปัจจัยหลักอีกหนึ่งปัจจัยที่มาซ้ำเติมให้สถานการณ์แย่กว่าที่ควรจะเป็น การตื่นตัวและตระหนัก ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิดของภาครัฐอย่างเคร่งครัด  รักษาการ์ดอย่าให้ตก ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ (สำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ) อย่าเพิ่งเชื่อ ตื่นตระหนกและแชร์ข่าวออกไปก่อนตรวจสอบให้ดี

เพื่อพยุงสถานการณ์โดยรวมให้ไม่แย่เกินความเป็นจริงและฟื้นฟูอุตสาหกรรมโดยรวมให้กลับมาสดใสในเร็ววัน ซึ่งเราพอเริ่มเห็นแสงสว่างจากการกระจายและเข้าถึงวัคซีนป้องกัน Covid-19 ในหลายประเทศ ซึ่งในประเทศหรือเมืองที่มีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนแล้ว อัตราผู้ติดเชื้อใหม่ในเมืองนั้นๆก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และคาดการณ์ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของไทยจะเข้าถึงวัคซีนในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

from:https://www.thumbsup.in.th/media-intelligence-online-media?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=media-intelligence-online-media

เม็ดเงินโฆษณาปี 2021 ยังมีโอกาสโต มายด์แชร์แนะอย่าหยุดโฆษณาถ้าไม่อยากให้แบรนด์ล้ม

มายด์แชร์ เผยภาพรวมการใช้จ่ายสื่อในช่วงโควิด-19 โดยแบรนด์และผู้บริโภคยังคงต้องปรับตัวจากสถานการณ์ในการระบาดของไวรัสที่ยังไม่ได้หายไป แต่ประชาชนก็มีการเรียนรู้และพร้อมรับมือต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

คุณปัทมวรรณ สถาพร กรรมการผู้จัดการ มายด์แชร์ (ประเทศไทย) มองว่า หากคาดการณ์ภาพรวมการใช้จ่ายปี 2021 นั้นต้อนย้อนกลับไปปี 2019 ที่เรายังไม่เกิดเรื่องการแพร่ระบาด จะเห็นว่ามีการเติบโตกว่าเทียบกับปี 2020 เล็กน้อย โดยในกลุ่มทีวีที่แม้ว่าจะติดลบแต่ด้วยภาวะโควิดที่คนอยู่บ้านมากขึ้น ทำให้มีตัวเลขฟื้นกลับมา 3% และคาดว่าปีนี้จะมีการโตที่ค้างจากปีที่แล้ว แต่ภาพรวมการใช้สื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือสื่อดิจิทัล ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องไปยังปี 2021 ที่น่าจะสอดคล้องกับ gdp ของประเทศที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นเป็นตัวเลข 3+ 

โดยตารางนี้คือตัวเลขคาดการณ์ภาพรวมสื่อโฆษณาของปี 2021 หากมีการเติบโตหรือฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3% แม้ว่าตัวเลขที่คาดการณ์นี้ยังไม่อาจการันตีได้ว่าจะสะท้อนถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีหรือไม่ แต่มายด์แชร์แนะนำว่าอยากให้แบรนด์ยังคงใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพราะการรักษาชื่อของแบรนด์ไว้ตลอดจะดีกว่าการเงียบหายและรอเวลาฟื้นทางเศรษฐกิจค่อยมาลงทุน

ทั้งนี้ แบรนด์ที่ยังคงสานต่อการโฆษณาในช่องทางต่างๆ หรือบริหารช่องทางการโฆษณาอย่างเหมาะสม ก็ยังช่วยสร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสซื้อได้ดีกว่า แม้ว่าสื่อ Out of Home (OOH) ในปีที่ผ่านมามีตัวเลขลดลงมาก เพราะคนไม่ค่อยออกนอกบ้าน แต่ปี 2021 น่าจะมีแนวโน้มกลับมาดีขึ้น

ทางด้านของสถิติการรับชมสื่อทีวีในปีที่ผ่านมา มีตัวเลขที่ฟื้นกลับมาดีขึ้นอาจเพราะคนอยู่บ้านเยอะขึ้น และใช้เวลาในการรับชมนานขึ้น อาจเป็นเพราะการเปิดทิ้งไว้เพื่อเป็นเพื่อนแก้เหงาหรือเพื่อรับฟังข่าวสารที่ผู้บริโภคยังคงมองว่าสื่อทีวีน่าเชื่อถือกว่าสื่อประเภทอื่นๆ

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ยังคงสานต่อในการโฆษณาและใช้สื่อต่อเนื่องและสร้างโอกาสทางการขายได้ดีขึ้นนั้น เห็นได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผม อุปกรณ์ทำความสะอาดบ้าน กลุ่มสินค้าเกี่ยวกับนมและกลุ่มสินค้าบำรุงสุขภาพ

แต่กลุ่มธุรกิจที่เจอปัญหาหรือผลกระทบเยอะที่สุดคือ กลุ่มสินค้าประเภทมอเตอร์ไซต์ กลุ่มภาครัฐ และธุรกิจสื่อ

ทางด้านของมายด์แชร์ก็ได้แนะนำแนวทางสำหรับธุรกิจที่กำลังหาทางออกว่าควรจะโฟกัสในเรื่องใดและมองหาโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ หรือการปรับตัวเพื่อรับโอกาสในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แนวทางทั้ง 5 ข้อดังกล่าวของปี 2021 ไม่ได้แตกต่างจากปี 2020 เท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่คือเน้นในเรื่องของการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม โดยจะอธิบายให้ละเอียดขึ้น ดังนี้

Prioritization : คือการย้อนกลับไปดูแผนหรือแคมเปญที่เคยคิดจะทำว่าแกนธุรกิจของคุณคืออะไร แล้วมีส่วนไหนสามารถนำมาปรับให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการใส่นวัตกรรมลงไป หรือเลือกลงทุนในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในขณะนั้น เช่น สินค้าเครื่องสำอางค์เริ่มปรับไลน์การผลิตมาผลิตเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ หรือแบรนด์เสื้อผ้าผลิตหน้ากากออกมาขาย เป็นต้น

Audience : “ลูกค้าสำคัญเสมอ” ยังเป็นกฏข้อสำคัญของทุกธุรกิจ เพราะแบรนด์จำเป็นต้องรู้จักลูกค้าของตนเอง รู้จักพฤติกรรมและความสนใจของกลุ่มลูกค้าของเรา เพื่อสร้างโอกาสในการขายและรักษาแบรนด์ให้อยู่รอด

Media : เรื่องของการวางแผนสื่อโฆษณานั้น จะช่วยรักษาโอกาสในการสื่อสารแบรนด์อยู่ เพื่อให้เรายังอยู่ในใจของผู้บริโภคและการจดจำจะดีกว่าหายไปและเมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดผ่านไปค่อยกลับมาสร้างแบรนด์ใหม่ จะยิ่งฟื้นฟูยากกว่า

Agile Communication : ด้วยไลฟ์สไตล์ที่คนหยุดการออกนอกบ้าน แบรนด์ควรปรับคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น โดยควรมุ่งเน้นไปกับสิ่งที่เกี่ยวกับการอยู่บ้านและครอบครัว หากจะมีการจัดกิจกรรมใดๆ ก็ควรที่จะเหมาะสมกับสถานการณ์

Ecommerce : เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างกลับมาดีขึ้น อยากให้มองเรื่องของการเข้าสู่โลกออนไลน์ให้มากขึ้น ถ้าพร้อมจากสถานการณ์ต่างๆ อยากให้เชื่อมโยงการขายออนไลน์และออฟไลน์เกี่ยวข้องกัน รวมทั้งวางกลยุทธ์ทางการขายทั้งหมดให้เชื่อมโยงกัน รวมทั้งวิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคด้วยว่ามีความต้องการอะไร ค้นหาสิ่งใด และพฤติกรรมเป็นอย่างไร และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ให้ผู้บริโภคมองเห็นเราทุกช่องทาง เพื่อสร้างโอกาสทางการขายและการอยู่รอดของธุรกิจ

from:https://www.thumbsup.in.th/mindshare-advertising-2021-for-marketer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=mindshare-advertising-2021-for-marketer

มายด์แชร์คาดปี 2021 เม็ดเงินโฆษณายังเติบโตบนสื่อดิจิทัล แนะปรับกลยุทธ์ตอบรับวิถีชีวิตแบบใหม่

ปี 2021 ยังคงเป็นปีที่มีความท้าทายจากการระบาดของ Covid-19 จากการเตรียมตัวและตั้งรับตั้งแต่ในช่วงแรกของการระบาดในปีที่ผ่านมา ทำให้แบรนด์เรียนรู้ที่จะจัดลำดับความสำคัญในการทำการสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภค โดยการใช้ data เพื่อปรับกลยุทธิ์และเสนอคอนเทนต์อย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่ของผู้บริโภคที่เกิดการรับรู้และสั่งซื้อสินค้าได้จากปลายนิ้ว

ทั้งนี้ โอกาสและความท้ายทายสำหรับแบรนด์ในการสื่อสารการตลาดในปี 2021 ยุคที่ผู้บริโภคมีวิถีชีวิตแบบใหม่สืบเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19

คุณปัทมวรรณ สถาพร กรรมการผู้จัดการ มายด์แชร์ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาทั้งแบรนด์และผู้บริโภคต่างจำเป็นที่จะต้องปรับตัวจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส ซึ่งมาจนถึงวันนี้โควิท-19 ยังไม่ได้หายจากเราไป แต่ทั้งแบรนด์และผู้บริโภคมีประสบการณ์และเรียนรู้ในการรับมือกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของเม็ดเงินโฆษณา ทางเราเชื่อว่าปี 2021 จะเติบโตขึ้นจากปี 2020 ทั้งบนสื่อดิจิตัลและทีวี และแน่นอนว่า eCommerce ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2021 นี้เช่นกัน

มายด์แชร์ คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้น 3% เทียบจากปี 2563  หรือมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 97,100 ล้านบาท ดิจิทัลยังคงเป็นสื่อที่มีการเติบโตสูงที่สุด ในขณะที่ทีวียังคงเป็นสื่อที่แข็งแกร่งที่ขับเคลื่อนด้วยทีวีดิจิทัล เนื่องด้วยวิถีของผู้บริโภคที่ work from home ในช่วงการระบาด

ข้อคิดต่อนักการตลาดในการทำกลยุทธิ์การสื่อสารในปี 2564

  • Prioritization – ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์กลยุทธิ์การสื่อสารผลิตภัณฑ์ที่จะตอบโจทย์ต่อสถานการณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป
  • Audience วิเคราะห์สถานการณ์ ข้อมูล และคาดการณ์ถึงการปรับตัวของกลุ่มผู้บริโภคเพื่อให้เกิดการขาย
  • Media เลือกใช้สื่อที่เข้าตรงถึงกลุ่มผู้บริโภคของแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ 
  • Agile Communication ปรับการสื่อสารที่จะทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้จะสามารถซื้อสินค้าได้จากที่บ้านได้ทันที และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการรวมตัว
  • eCommerce and Search ให้แน่ใจว่าผู้บริโภคสามาถหาเราพบจากการ search และพิจารณาการทำแคมเปญสำหรับการสั่งซื้อจำนวนมากรวมไปถึงเรื่องการจัดส่ง

from:https://www.thumbsup.in.th/mindshare-advertising-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=mindshare-advertising-2021

[วิเคราะห์] ภาพรวมวงการเอเจนซี่ ผลกระทบและการปรับตัวสู่ปี 2021

ผ่านพ้นปี 2020 ไปแล้ว ถือเป็นปีที่หนักหนาสาหัสสำหรับวงการเอเจนซี่ ทีมงาน Thumbsup in Thailand จึงได้นัดสัมภาษณ์คุณบี – สโรจ เลาหศิริ Chief Marketing Officer และผู้ก่อตั้ง Rabbit Digital Group (RDG) เจ้าของเพจ สโรจขบคิดการตลาด มาพูดคุยถึงภาพรวมผลกระทบ การปรับตัวของเอเจนซี่ในปี 2020 รวมถึงสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมในปี 2021

ภาพรวมวงการเอเจนซี่

คุณสโรจ เล่าว่าในปี 2020 วงการโฆษณาเผชิญวิกฤตหลายๆ อย่างทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 วิกฤตการณ์ทางการเมือง ซึ่งล้วนส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป เหล่าแบรนด์ธุรกิจหรือลูกค้าก็ได้รับผลกระทบโดยตรง หลายเจ้าลดงบประมาณการใช้จ่าย ชะลองานหรือแคนเซิลงาน เนื่องจากความไม่แน่นอนของตลาด

ผลกระทบคือหลายๆ เอเจนซี่มีการปรับโครงสร้างองค์กร (Reorganization) ให้คล่องตัวมากขึ้น สำหรับพนักงานก็ต้อง Reskill Upskill หนึ่งคนต้องทำได้หลายอย่าง นอกจากนี้หลายเอเจนซี่ก็ปรับวิธีการทำงานมาใช้ Contract และ Outsource หรือ Partners มากขึ้น ลดความเสี่ยงในการแบกต้นทุน เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับการแข่งขันของเอเจนซี่ ต้องมองว่าปริมาณงานลดลงแต่ผู้เล่นเท่าเดิม ดังนั้นการแข่งขันก็จะมากขึ้น หลายๆ เอเจนซี่จึงให้ความสำคัญกับการรักษาลูกค้า ช่วยให้ลูกค้าสามารถอยู่รอดได้ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนมากกว่า เพราะการนำเสนองานให้ลูกค้า (Pitching) คือความเสี่ยง เอเจนซี่ต้องแบกความเสี่ยงว่าจะได้งานหรือไม่ได้งาน ทรัพยากรเวลาที่ใช้ในการเตรียมนำเสนอก็จะหายไป หลายเอเจนซี่เลยเลือกที่จะไม่เสี่ยง เลือกที่จะรักษาลูกค้าเดิมช่วยให้อยู่รอดไปด้วยกัน

จากรายงานของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ร่วมกับ คันทาร์ ประเทศไทย คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาสื่อดิจิทัล ปี 2020 มีมูลค่า 19,610 ล้านบาท เติบโต 0.3% ด้วยตัวเลขนี้ ถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบ 8 ปี นับจาก DAAT เริ่มเก็บตัวเลขในปี 2012

การปรับตัวธุรกิจเอเจนซี่

ในแง่ของการปรับตัววิเคราะห์ออกมาได้ 2 ส่วน หนึ่งคือเรื่องของการสื่อสาร การทำแบรนด์ดิ้งจะค่อนข้างลดลง เพราะหลายองค์กรเน้นไปที่ทำ Conversion มากขึ้น ดังนั้นเอเจนซี่จึงต้องพยายามนำเสนอวิธีการ (Solution) ที่นอกเหนือจากการสื่อสาร สองคือเรื่องของประสิทธิภาพ (Performance) ซึ่งเติบโตได้ดี ผู้บริโภคทำงานอยู่ที่บ้านแต่การขายไม่หยุด ผู้คนช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นโอกาสของเอเจนซี่ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องของ Performance, Conversion, E-commerce รวมถึง Direct to Consumer

ส่วนเอเจนซี่ที่ได้รับผลกระทบคือ Event Agency ที่ปรับตัวไปทำบริการอื่นๆ ที่มากกว่าการจัดอีเว้นท์ ด้าน Influencer Agency หลายแบรนด์ลดการใช้อินฟลูเอนเซอร์ การจ้างงานก็ลดลง เพราะฉะนั้นจึงต้องพัฒนาบริการไปพร้อมกับอินฟลูเอนเซอร์ให้สามารถทำได้มากขึ้นกว่าเดิม เช่น จากที่ไม่เคยทำ YouTube, TikTok ก็ต้องทำ

ด้าน PR Agency เติบโตได้ดี ได้รับผลกระทบบางในส่วนของการเปิดตัว (Launch) สินค้า งานอีเว้นท์ ในทางกลับกันเมื่อปีนี้เกิดวิกฤตหลายอย่าง จึงเป็นโอกาสที่จะสื่อสารในเรื่องของบริหารจัดการวิกฤต (Crisis Management) สร้างความเชื่อมั่น และปรับตัวสู่ Digital PR

โดยรวมแล้วคุณ สโรจ ให้คำนิยามว่า ‘Force to Transform Business’

โมเดล Revenue Sharing เอเจนซี่เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์

การปรับโมเดลธุรกิจของเอเจนซี่ที่น่าสนใจในปี 2020 คือ Revenue Sharing หรือการแบ่งสัดส่วนรายได้ ระหว่างแบรนด์และเอเจนซี่ ของ Apollo18 ของเครือ RDG และ Yello Digital Marketing Thailand เนื่องจากปีที่ผ่านมาผู้บริโภคใช้จ่ายน้อยลง แบรนด์จึงระมัดระวังมากขึ้น การจ่ายค่าบริการตามยอดขายจริงจึงเป็น Fair Model ลูกค้าไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องงบประมาณการทำการตลาด ยอดขายน้อยจ่ายน้อย ยอดขายมากจ่ายมาก ซึ่งยังต้องอาศัยการปรับความเข้าใจระหว่างลูกค้ากับเอเจนซี่อยู่ค่อนข้างเยอะ

ส่วนอันดับเอเจนซี่ไทยที่มาแรงที่สุดประจำปี 2020  หรือ Thailand’s Hottest Agency 2020 ที่จัดขึ้นโดย Campaign Brief Asia อันดับ 1 ยังคงเป็น ‘Ogilvy Thailand’ แชมป์เก่า ตามด้วย ‘GREYNJ BANGKOK’ อันดับ 2 และอันดับ 3 ได้แก่ ‘TBWA THAILAND’

ช่องทางใหม่ที่มองข้ามไม่ได้

ในช่วงปี 2018-2019 เป็นปีของ Twitter แต่ปี 2020 เป็นปีของ TikTok ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ สองช่องทางนี้เป็นช่องทางที่น่าสนใจในการเข้าถึงดิจิทัลกลุ่มใหม่ หรือ Young Generation (Gen Z) ลงไป ช่องทางเฟซบุ๊กอาจไม่ใช่ช่องทางสำคัญแล้ว ในขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่เล่นเฟซบุ๊กมากขึ้น

แม้ว่าเฟซบุ๊กและยูทูปยังคงเป็นสองช่องทางโฆษณาที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากที่สุด แต่อีกช่องทางหนึ่งคืออีคอมเมิร์ซที่กลับมาคึกคักอีกรอบ แบรนด์ควรจะให้ความสำคัญในเรื่องของ Keyword Search, Experience และ Promotion รวมถึง Third Party Market Place ซึ่งเป็นเทรนด์ที่จะกลับมาอีกครั้ง

การปรับตัวรับการระบาดครั้งใหม่

คุณสโรจ: ในการระบาดรอบแรกต้องยอมรับว่าทุกองค์กรปรับตัวไม่ทัน แต่เชื่อว่ารอบนี้น่าจะมีการรับมือที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับวิธีการทำงาน การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) การถ่ายทำโฆษณาโดยไม่ต้องออกกอง การบริหารจัดการความเสี่ยงพอร์ตฟอลิโอของลูกค้าที่ดีขึ้น

ในขณะเดียวกันหลายเอเจนซี่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ต้องเร่งปรับองค์กร (Transform) ให้กลายเป็น Fully Transform หากเกิดการล็อกดาวน์อีกครั้งหนึ่ง หลายอย่างจะย้อนกลับไปในจุดที่ล็อกดาวน์รอบแรก เช่น ความกังวลด้านสุขภาพ, มาตรการต่างๆ จากภาครัฐอย่าง Social Distancing ก็จะกลับมา เอเจนซี่ก็ต้องเตรียมรับมือกับเทรนด์ในเรื่องของ Conversion, Performance และ Direct to Consumer ที่จะกลับมา

3 สิ่งที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญ

คุณสโรจได้สรุปรวม 3 สิ่งที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญในช่วงเวลาที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งใหม่ รวมถึงปัญหาด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งทำให้เก็บข้อมูลผู้ใช้ได้ยากกว่าเดิม

Re-Strategize ปรับกลยุทธ์องค์กรในแง่ของ Business Model ให้สอดรับกับดิจิทัลมากขึ้น เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคไม่เหมือนเดิมแล้ว รวมไปถึงการปรับพอร์ตฟอลิโอ เสริมบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในสถานการณ์ปัจจุบัน ในส่วนของ Communication Strategy อาจไม่ใช่การสื่อสารในรูปแบบ Emotional อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของคุณค่า (Value) หรือความจำเป็นว่าสินค้าและบริการมีความจำเป็นต่อผู้บริโภคอย่างไร มากกว่าที่จะเป็นความบันเทิงหรือจับต้องไม่ได้

Reform ปฏิรูปองค์กรทั้งในแง่ของระบบการจัดการ พนักงาน รวมถึงประสบการณ์ให้ไร้รอยต่อ (Seamless) ที่สำคัญคือเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บข้อมูลลูกค้า (Collecting Data) เพราะการเข้ามาของ Cookie less world หรือการที่ Google และ Apple ประกาศไม่ให้มีการเก็บข้อมูลเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ สิ่งที่กระทบคือการยิงโฆษณาก็จะแม่นยำน้อยลงและค่าใช้จ่ายแพงขึ้น การเก็บข้อมูลลูกค้าจะช่วยองค์กรในส่วนนี้

Reconnect สถานการณ์โควิดทำให้ผู้บริโภคต้องอยู่บ้าน จากที่เคยไปทานอาหารที่ร้านหรือซื้อสินค้าที่ร้านประจำ ก็เปลี่ยนมาเป็นเสิร์ชออนไลน์ทำให้ค้นพบแบรนด์ใหม่ๆ มากขึ้น เพราะฉะนั้นแบรนด์ต้อง Reconnect ในแง่ของการทำ CRM การทำ Personalize มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าเปลี่ยนไปเลือกแบรนด์อื่นในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน

ที่มา aspathailand, marketingoops, brandbuffet

from:https://www.thumbsup.in.th/strategy-agency-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=strategy-agency-2020