คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

คู่มือการสร้าง email marketing ที่จะช่วยสร้างโอกาสการขายอีกครั้ง

ถ้าพูดถึงในฐานะของคนรับอีเมล์คนเรามักรู้สึกว่าอีเมล์มาร์เก็ตติ้งมักจะมาเยอะจนเหมือนสแปม แต่ในมุมของคนส่งเองก็รู้สึกว่าหรือเรายังเข้าถึงลูกค้าไม่พอต้องส่งโปรโมชั่นให้หลากหลายเพื่อที่เขาจะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของเราและอาจจะกลายเป็นยอดขายที่ดีก็ได้

ต่างแง่มุมก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะคะ แต่นักการตลาดอาจจะลืมคิดไปว่า ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่คิดแบบนี้ เพราะในมุมของนักการตลาดทุกแบรนด์ก็คิดแบบเดียวกันกับคุณและนั่นทำให้ลูกค้าอาจจะไม่ปลื้มนักถ้าต้องเจออีเมล์จำนวนมากทุกวัน

แล้วการที่คุณลงทุนซื้อโปรแกรมอีเมล์มาร์เก็ตติ้ง (หรือใช้แบบฟรีก็ตาม) เพื่อส่งข้อมูลโปรโมชั่นให้ลูกค้าเป็นประจำนั้น คุ้มค่าต่อการลงทุนเรื่องค่าเสียเวลา ภาพลักษณ์แบรนด์ ทีมงานและกลยุทธ์ที่วางไว้หรือไม่

เราไม่ได้ให้คุณประเมิน KPi ของทีมนะคะ เราแค่กำลังถามว่าสิ่งที่คุณทำนั้น ตรงจุดและสร้างโอกาสไปพร้อมกับเดินถึงเป้าหมายที่คิดไว้หรือเปล่า

เชื่อว่านักการตลาดทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่า คืออะไร เพราะคุณคงได้สัมผัสทั้งในแบบของการเป็นผู้รับและผู้ส่ง และด้วยความที่คุณมีทั้งสองฐานะ ลองจินตนาการดูค่ะว่าจะทำอย่างไรให้ผู้รับอยากซื้อและกลายมาเป็นลูกค้าประจำ

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ไม่ว่าจะทำงานชิ้นไหน คุณก็ต้องร่างกลยุทธ์ที่ต้องการทำก่อน การทำอีเมล์มาร์เก็ตติ้งก็เช่นกัน เราจะใช้ช่องทางได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ก็ต้องเริ่มจากการวางแผนใช้ช่องทางและทำ Conversion ให้เหมาะสมก่อน ลูกค้าเป้าหมายของคุณควรจะไปในขั้นตอนการกดสั่งซื้อได้ง่ายและประสบการณ์ในการเข้าใช้งานก็ต้องดีด้วย ช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ จะต้องสร้างประสิทธิผลอะไรได้บ้าง

  • สร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ (Build brand awareness)
  • เพิ่มอำนาจของคุณ (Enhance your authority)
  • เปลี่ยนโอกาสในการขายเป็นผู้ซื้อ (Convert leads into buyers)
  • เสนอมูลค่าให้กับผู้ชมของคุณ (Offer value to your audience)
  • ผลักดันยอดขายให้มากขึ้น (Drive more sales)

ทีนี้เรามาดูวิธีการกระตุ้นลูกค้าปลายทางให้เกิด Conversion กันดีกว่า

ขั้นตอนที่ 1: เลือกแพลตฟอร์มการตลาดผ่านอีเมล

แต่ละแพลตฟอร์มจะมีเครื่องมือต่างกัน การปรับเปลี่ยนเทมเพลตตามใจ ประเภทของเครื่องมือที่ใช้งานได้ รวมทั้งออปชั่นเสริมที่มีให้ ดังนั้น สิ่งที่นักการตลาดควรจะคิดก่อนจ่ายเงิน คือ

  1. ต้องจ่ายเงินค่าแพลตฟอร์มเท่าไหร่
  2. ฟีเจอร์ภายในเว็บที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ครอบคลุมความต้องการหรือไม่
  3. เลือกปรับแบบเทมเพลตให้เข้ากับแบรนด์ของคุณหรือไม่
  4. ประเภทของแบบฟอร์มที่คุณสามารถเลือกใช้งานได้มีให้เลือกตามต้องการไหม
  5. แอปพลิเคชันหรือส่วนเสริมสามารถนำไปรวมกับเครื่องมือเดิมที่คุณมีหรือไม่

ขั้นตอนที่ 2: แบบฟอร์มลงทะเบียนอีเมล

ไม่ว่าการได้มาของอีเมล์ลูกค้า จะเป็นการลงทะเบียนออนไลน์ การขออีเมล์ตรงจากหน้าร้านออฟไลน์ หรือกดเข้ามาจากเพจของแบรนด์ ต่างก็จำเป็นต้องทำแบบฟอร์มให้กรอกข้อมูลได้ง่าย เร็ว และที่สำคัญคือ “ปลอดภัย” เพราะข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าที่เราอยากจะได้ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อนามสกุล วันเดือนปีเกิด เบอร์ติดต่อ หรืออะไรก็ตาม ต่างก็เป็นข้อมูลสำคัญที่ลูกค้ารู้สึก “ไม่สะดวกใจ” ทุกครั้งที่ต้องให้ไป โดยฟอร์มที่ดีจะต้องคำนึงถึง

  • ใช้แบบฟอร์มง่ายๆ (แต่ปลอดภัย) ที่สามารถกรอกข้อมูลทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว
  • อย่าขอให้ลูกค้าของคุณกรอกข้อมูลสำคัญบางอย่างมากเกินไป
  • ระบุให้ชัดเจนว่าสิ่งที่พวกเขาจะได้รับหลังจากให้ข้อมูลแก่คุณคืออะไร เช่น ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสินค้า ส่วนลดหรือโปรโมชั่นพิเศษ เป็นต้น
  • มีข้อความหรือคำกระตุ้นการตัดสินใจ (CTA) ที่ชัดเจน
  • ตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างชัดเจน
  • อนุญาตให้สมาชิกเลือกประเภทเนื้อหาที่พวกเขาต้องการรับผ่านอีเมล์ได้ อาจจะมีการเลือกหมวดหมู่ที่ต้องการรับข้อมูลให้ระบุ
  • ใช้ภาพประกอบที่สวยงาม

ดังนั้น การสร้างแพลตฟอร์มลงทะเบียนที่น่าประทับใจจึงควรสร้างความประทับใจได้ ไม่ทำให้พวกเขารู้สึกโดนบังคับและสื่อสารได้แบบทันที หลังกรอกข้อมูลเสร็จ

ขั้นตอนที่ 3: ส่ง Introductory/Welcome Email

อีเมลต้อนรับช่วยให้คุณสามารถแนะนำแบรนด์และสร้างความประทับใจแรกพบที่ดีได้ คุณสามารถใช้มันเพื่อบอกผู้มีแนวโน้มของคุณเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาคาดหวังและกำหนดทิศทาง

ใครคือกลุ่มเป้าหมายที่คุณอยากให้สมัครรับอีเมล์มาร์เก็ตติ้ง คุณต้องวางแผนก่อน

  • ระบุกลุ่มเป้าหมายของคุณก่อน ว่าพวกเขาเป็นใครและต้องการอะไร
  • ปัญหาของลูกค้าคืออะไร
  • โซลูชันหรือเครื่องมืออะไร ที่คุณสามารถนำเสนอให้แก่พวกเขาได้
  • เปลี่ยนข้อมูลที่มีในมือ ให้ดึงดูดคนอ่านได้ เช่น บทความ, ebook, วิดีโอ, เครื่องมือฟรี เป็นต้น

ทีนี้มาดูกันต่อว่า แล้วเรื่องราวแบบไหนที่ควรมีสำหรับส่งให้แก่ลูกค้าหน้าใหม่ที่เข้ามารับอีเมล์ของเรา ซึ่งจะต้องเป็นอีเมล์กว้างๆ ที่เข้าถึงได้ทุกคนเลยนะคะ เช่น

  • เรื่องราวของแบรนด์ของคุณ
  • ความคิดเห็นของลูกค้าหรือคอนเทนต์ที่ผู้ใช้งานจริงสร้างขึ้น
  • คุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
  • รหัสส่วนลดหรือข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้าใหม่
  • แนะนำสินค้าหรือบริการของคุณ

เราเชื่อว่าอีเมล์มาร์เก็ตติ้งเริ่มต้นแบบนี้ นักการตลาดทุกแบรนด์ย่อมทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ต้องระวังให้มากนะคะ เพราะลูกค้าบางคนก็อาจจะสมัครอีเมล์ใหม่ๆ เพื่อมารับส่วนลดหรือโปรโมชั่นพิเศษซ้ำๆ ทางแบรนด์เองก็ต้องมีขั้นตอนตรวจสอบสักนิด หรือวางแผนสักหน่อยว่าจะปล่อยหรือควบคุม เพราะแต่ละแบรนด์ก็มีแนวทางการทำตลาดที่แตกต่างกัน

ขั้นตอนที่ 4: อีเมล์ที่ให้ข้อมูลความรู้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้

เรื่องความรู้ที่มีประโยชน์ ยังคงเป็นที่ต้องการของคนดิจิทัลอยู่เสมอ เพราะความรู้ไม่มีวันจบสิ้นและการให้ข้อมูลที่ดี สม่ำเสมอก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มโอกาสด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้เช่นกัน

ควรจะมีคอนเทนต์อะไรที่มีประโยชน์ส่งให้แก่ปลายทางบ้าง

  • บทความแนะนำผลิตภัณฑ์
  • การอัปเดตผลิตภัณฑ์และเคล็ดลับ
  • วิดีโอสาธิตการใช้งาน
  • แนะนำสินค้าออกใหม่
  • เนื้อหาที่บอกถึงความสามารถในธุรกิจของคุณ
  • เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมของการท่องเว็บหรือการกระทำของผู้มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้า
  • สิ่งจูงใจหรือข้อเสนอ ที่สามารถเข้าเว็บไซต์ของคุณได้อย่างง่าย

ขั้นตอนที่ 5: แปลงกลุ่มเป้าหมายให้เป็นลูกค้าของคุณ

หลังจากทำคอนเทนต์ส่งอีเมล์ไปแล้ว สิ่งที่แบรนด์ทุกคนต้องการคือกลับมาเป็น “ยอดขาย” หรือ “รายได้” อย่างไรได้บ้างหรือไม่ เพราะแน่นอนว่านอกจากการผูกสัมพันธ์ที่ดี สร้างภาพลักษณ์การจดจำ แต่ทุกสิ่งที่ทำก็เพื่อหวังยอดขายเป็นหลัก

แต่จะทำอย่างไรให้ช่องทางการตลาดนี้ เพื่อจะดึงดูดให้ลูกค้าสนใจและเกิด Conversion ขึ้น สิ่งที่คุณนำมาใช้งานได้ก็คือเทคนิค FOMO นั่นเองค่ะ

FOMO หรือ the fear of missing out คือ การดึงความรู้สึกกลัวพลาดในบางสิ่งมาปรับใช้ ให้ความรู้สึกเร่งด่วนและจำเป็นต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ มาใช้งานนั่นเอง เทคนิค FOMO ที่จะนำมาใช้งานนั่น ต้องมีเนื้อหาในบทความประมาณว่า

  • เร่งด่วน คือ ตัดสินใจซื้อในตอนนี้จะได้สิทธิพิเศษนี้ทันที และไปหาในช่องทางอื่นไม่ได้ (พวกขายสินค้าทางทีวีจะนิยมซื้อกัน)
  • ใช้คำกระตุ้นให้รู้สึกว่าการที่เค้าตัดสินใจทันทีเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
  • บทความนั้นต้องสั้น กระชับ และทรงพลัง ทำให้คนอ่านเห็นแล้วรู้สึกว่ากดซื้อได้เลยทันที
  • การกดจ่ายเงินไม่ใช่เรื่องยาก จากข้อมูลพบว่ามีการเปิดอีเมล์และทิ้งตะกร้ารถเข็นสูงถึง 40.76% นั่นแสดงว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ลูกค้าไม่ไปต่อ และคุณต้องหาปัญหานี้ให้เจอ

ขั้นตอนที่ 6: รักษาลูกค้าของคุณไว้

หลังจากผ่านขั้นตอนการทำอีเมล์มาร์เกฺตติ้ง สิ่งที่ตามมาคือ ควรสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่เคยสั่งซื้อสินค้าของคุณ และกระตุ้นให้เขายังคงอยากซื้อต่อไป หรือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าก็จำเป็นที่จะต้องสร้างผลตอบแทนจากการร่วมมือกับคุณด้วย

เคล็ดลับการรักษาลูกค้าไว้ก็คือ

  • แจ้งลูกค้าให้ทราบเกี่ยวกับสินค้าและบริการของคุณให้เป็นที่น่าจดจำ
  • นำประวัติการซื้อของลูกค้า มานำเสนอเพื่อต่อยอดการขายต่อเนื่อง
  • สร้างโปรแกรมสมาชิกหรือแนะนำเพื่อนเพื่อรับคะแนน เพิ่มสิทธิพิเศษ
  • เสนอโปรโมชั่นหรือส่วนลดสุดพิเศษสำหรับลูกค้าเฉพาะบุคคล
  • ส่งอีเมล์ให้พวกเขาประเมินคุณ หลังจากมีการสั่งซื้อเกิดขึ้น

ขั้นตอนทั้งหมดนี้ นักการตลาดที่คุ้นเคยอาจจะลงมือทำมาบ้างแล้ว แต่อาจจะนำมาปรับใช้ซ้ำบ้างเป็นครั้งคราวหรือเลือกใช้วิธีที่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์ก็น่าจะช่วยประคองธุรกิจของคุณให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาบ้าง

 

ที่มา : Socialmediatoday, Branticles

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-create-a-powerful-email-marketing-funnel?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-create-a-powerful-email-marketing-funnel

ศัพท์การตลาดที่นักการตลาดมือใหม่ควรรู้ ตอนที่ 2

กลับมาอีกครั้งสำหรับศัพท์การตลาดที่นักการตลาดมือใหม่ควรรู้ โดยในครั้งที่แล้วเราได้รวบรวมคำศัพท์ที่น่าสนใจไว้เพียบ มาครั้งนี้ยังมีบางคำที่อาจตกหล่นไป เราจึงมาเพิ่มเติมให้เพื่อเป็นคลังความรู้สำหรับคนที่เข้ามาใช้งานในช่องทางออนไลน์มือใหม่และอาจเจอเพื่อนร่วมทีมคุยงานกันด้วยคำเหล่านี้และสับสนกัน

Ad Extensions

หรือส่วนขยายโฆษณาเพิ่มเติมในโฆษณา Google Adwords แบบ Paid Search ที่เป็นตัวช่วยบอกรายละเอียดส่วนขยายในโฆษณา ที่จะช่วยให้ผู้โฆษณาสร้างโฆษณาที่มีข้อมูลเป็นข้อความธรรมดาดูโดดเด่นและมีประโยชน์มากขึ้น เพื่อป้องกันอัตราการคลิกผ่านที่สูงขึ้น

Ad Manager Account

เป็นหนึ่งในเครื่องมือบัญชีโฆษณาบน Facebook ที่อนุญาตให้คุณแสดงโฆษณาบนเครือข่ายโฆษณาของ Facebook รวมทั้งช่วยในการวิเคราะห์ผลของแคมเปญโฆษณาเพื่อให้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดของโฆษณาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Ad Network

ระบบค้นหาแบบเครือข่ายท่ีเป็นการโฆษณาแบบข้อความ รวมทั้งเครือข่ายโฆษณาแบบเพลย์ลิสต์ (รูปภาพ) เพื่อให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบข้ามเว็บได้ ทำให้ผู้ใช้งานเห็นโฆษณาของคุณมากขึ้น ไม่ว่าคลิกไปเว็บไหนก็เห็นโฆษณาของคุณ

Alt Text หรือ Alternative Text

เป็นการใส่ข้อความที่กำหนดไว้ในรูปภาพเพื่อให้ Google ค้นหาเราเจอง่ายขึ้น โดย Altinate Text จะช่วยแสดงคำอธิบายตามรูปภาพได้ แม้ว่ารูปภาพนั้นจะไม่แสดงให้เห็นแต่จะช่วยบอกให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ทราบได้ว่าเป็นรูปภาพเกี่ยวกับอะไร

Average Position

คือลำดับโฆษณาโดยเฉลี่ยของแต่ละเว็บไซต์ ที่ใช้คีย์เวิร์ดคล้ายกัน เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดใน Google Adwords ที่ช่วยให้ผู้โฆษณาเข้าใจว่าโฆษณาของพวกเขาแสดงอยู่ที่ไหน ในหน้าผลการค้นหาของ Google โดยผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือตำแหน่งเฉลี่ยระหว่าง 1 – 4 และตั้งแต่อันดับที่ 5 ขึ้นไป แสดงว่าโฆษณาของคุณปรากฏที่ด้านล่างของหน้าผลการค้นหา

Big Data 

ตามศัพท์ราชบัณฑิตคือ ข้อมูลมหัต หรือหมายถึงข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบริษัทของคุณ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลที่มีแหล่งที่มาจากบริษัท หรือข้อมูลที่มาจากภายนอกอย่างโซเชียลมีเดีย โดยจะเรียกข้อมูลเหล่านี้ว่าข้อมูลดิบ ซึ่งอาจจะมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบในระบบคอมพิวเตอร์หรือในแฟ้มเอกสารก็ได้

Black Hat

คือคำสแลงสำหรับนักการตลาดดิจิทัล ที่เปรียบเทียบถึงคนร้าย ผู้ร้าย หรือแฮกเกอร์ที่โจรกรรมข้อมูลหรือเข้ามาเจาะข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์หลังบ้าน หากมองในมุม SEO จะพบว่า Black Hat เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่คนทำเว็บนิยมใช้งาน คือการโปรโมทเว็บแบบสแปมหรือใช้เทคนิคที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้การจัดอันดับเว็บไซต์บน Google อยู่ในอันดับที่ดึงดูดความสนใจ เช่นบทความการสร้างลิงก์ Directory (ไดเรกทอรี) หรือ SEO เชิงลบ แต่ได้ผลลัพท์กลับมาที่ได้ผลเร็ว

ตรงข้ามกับการทำ SEO แบบ White Hat ที่จะเน้นการทำเว็บเชิงคุณภาพ ทำให้มีการค้นหาแบบปลอดภัย โดยยึดหลัก 5 ประการคือ หลีกเลี่ยงการทำ Hidden Text / Hidden Links, หลีกเลี่ยงการทำ Doorway, ไม่ทำ Spam Keywords, ไม่ทำ Duplicate Content, ไม่ทำ Cloaking เป็นต้น

Business Manager

เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการเพจหรือชุมชน ที่ Facebook ทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่แบรนด์หรือเอเจนซี่ในการทำแคมเปญ ไม่ว่าจะเป็ฯ การบริหารจัดการเพจ ตั้งเวลาคอนเทนต์ จัดการโฆษณา บูสต์โพสต์ ดูผลตอบรับจากผู้ติดตาม ทำให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ข้อมูล

Campaign

ชุดข้อความโฆษณาสำหรับทำการตลาดผลิตภัณฑ์ หรือบริการแคมเปญสามารถทำงานผ่านแพลตฟอร์มโฆษณาบนเครือข่ายการค้นหาและดิสเพลย์ (เช่น Google, Bing), โซเชียลมีเดีย, อีเมลหรือแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ

Canonical (rel=canonical)

คือวิธีการบอกให้ Search Engine รู้ว่า URL ที่อยู่ภายใต้แท็กนี้คือหน้าหลักของเว็บไซต์ เพื่อป้องกันข้อมูลภายในเว็บเรียงหน้าผิดและป้องกันการเกิดข้อมูลซ้ำกรณีที่ภายในเว็บมีข้อมูลคล้ายกันเยอะเกินไป (โดยเฉพาะเว็บขายสินค้า ต้องระวังถ้อยคำหรือรหัสสินค้าที่ใกล้เคียงกันหรือซ้ำกันจนระบุข้อมูลผิด)

Contact Form

คือแบบฟอร์มการติดต่อ ที่อยู่ในเว็บไซต์ที่มีช่องให้ระบุ หรือกรอกข้อมูลสำหรับผู้เข้าชมเพื่อติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการรวบรวมชื่อหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่อีเมลของผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า

Content 

คือประเภทของเนื้อหาทุกรูปแบบ และมีการนำไปใช้กับประเภทของเนื้อหาบนสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบที่สามารถอ่านดูหรือโต้ตอบได้ โดยทั่วไปหมายถึงเนื้อหาที่เขียนขึ้นมาเป็นพิเศษ ที่สามารถรวบรวมรูปภาพ และวิดีโอเข้าไปด้านในด้วย

Content Marketing

การสร้างเนื้อหาหรือแบ่งปันข้อมูลเชิงบทความที่มีประโยชน์ต่อกลุ่มลูกค้า บางครั้งการนำเสนอเนื้อหาก็ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่สร้างเนื้อหา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์หรือธุรกิจ โดยอาจจะเป็นการเขียนบทความเกาะกระแส เพื่อให้เข้าถึงคนจำนวนมากและคลิกเข้ามาอ่านซ้ำ ซึ่งอาจจะได้ผลดีกว่าการโฆษณาทางตรงด้วยซ้ำ

CRO (Conversion Rate Optimization)

คือการกระตุ้นให้ผู้ชมเว็บไซต์ตอบสนองแบรนด์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น ลงข้อมูลส่วนตัวเพื่อให้เราติดต่อกลับ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อแสดงความสนใจอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของเรามากขึ้น ถือว่าเป็นโอกาสในการซื้อขายมากขึ้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ได้ผลลัพท์ที่ดี

CSS (Cascading Style Sheets)

ย่อมาจากคำว่า Cascading Style Sheets เป็ฯภาษาที่ใช้ในส่วนของการจัดรูปแบบการแสดงผลเอกสาร HTML โดยที่ CSS จะกำหนดรูปแบบของเนื้อหาในเอกสาร เช่น สีข้อความ สีพื้นหลัง ประเภทตัวอักษร การจัดวาง เพื่อให้ง่ายต่อการแสดงผลลัพท์ของเอกสาร จะเป็นเครื่องมือหนึ่งสำหรับนักออกแบบเว็บไซต์วให้ง่ายต่อการกำหนดสไตล์ของระบบ HTML

Display Ads

คือโฆษณาที่แสดงผลในรูปบบของรูปภาพ ตัวหนังสือ วิดีโอและเสียง โดยโฆษณาเหล่านี้จะไปปรากฏในเว็บในเว็บไซต์ข่าวบล็อกและโซเชียลมีเดีย เพื่อให้สินค้าและบริการของคุณเป็นที่รู้จักในเว็บไซต์มากขึ้น

Display Network หรือ GDN

คือการลงโฆษณาบนเครือข่ายเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของ Google ที่ครอบคลุมกว่า 2 ล้านเว็บไซต์และเข้าถึงผู้คนกว่า 90% ช่วยให้ธุรกิจสามารถกำหนดเป้าหมายผู้บริโภคในเครือข่ายดิสเพลย์ตามการค้นหาของผู้ใช้งาน

Duplicate Content

หรือเนื้อหาที่เหมือนกันหมดหรือเหมือนบางส่วนใน URL ที่ต่างกัน โดยปัญหาของการเกิดเนื้อหาที่ซ้ำกันประเภทนี้อาจมาจากการลอกเลียนแบบจากภายในเว็บไซต์เดียวกัน ซึ่งโดยปกติ Google จะไม่แสดงเนื้อหาเดียวกันในขณะเดียวกันบนหน้าการแสดงผลการค้นหาอยู่แล้ว ซึ่งการที่เนื้อหาซ้ำนั้นจะส่งผลให้อันดับเว็บตกและไม่เป็นผลดีต่อการทำ SEO ด้วย

GCLID (Google Click Identifier)

คือหมายเลขระบุคลิกของ Google เพื่อกำหนดให้กับ URL ที่ผู้ใช้ดังกล่าวคลิกผ่าน หากคุณเปิดใช้การติดแท็กอัตโนมัติและมีการติดแท็ก Google Analytics ในเว็บไซต์ ทำให้มีการเก็บ GDLID ไว้ในคุ้กกี้ของ Analytics ใหม่ในโดเมนของเว็บไซต์ ซึ่งระบบจะสร้าง GCLID เมื่อมีการแสดงผลไม่ใช่การคลิก

Impression 

คือความประทับใจที่มีต่อสื่อทางการตลาด แม้ว่าจะมีการแสดงผลโฆษณาไปอีกหลายครั้งกับผู้ชมคนเดิมก็ตามก็จะมีการนับเรื่อยๆโดยเมื่อเทียบกับ Reach แล้ว Impression จะมีการนับที่มากกว่า Reach เสมอ โดยที่ไม่คำนึงการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเพียงแค่โปรโมทโพสต์ที่เน้นจำนวนการพบเห็นได้บ่อยๆ จากการแชร์ หรือการแท็ก

Impression Share

จำนวนเปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ยที่ใช้ในการโฆษณาแบบจ่ายต่อการคลิก ซึ่งตัวชี้วัดนี้อ้างอิงถึงจำนวนครั้งที่ผู้ชมเห็นโฆษณาของผู้โฆษณาสัมพันธ์กับจำนวนเงินทั้งหมดที่เป็นไปได้ที่โฆษณาอาจได้เห็น หากมีการใช้คีย์เวิร์ดยอดนิยมจะทำให้มีคนค้นหาคำนี้มาก ส่วนแบ่งในการแสดงผลของแคมเปญโฆษณาก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน หากมี Impression Share ยิ่งสูงยิ่งทำให้จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่มีคนค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดก็จะยิ่งดีขึ้น

Immersive Experience

การสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้าเพื่อให้เกิดความสนใจ และมีส่วนร่วมจนสามารถจินตนาการออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด

Infographic

มาจากคำว่า Information + Graphic คือการนำข้อมูลหรือความรู้มาสรุปเป็นภาพ เพื่อบ่งบอกถึงความรู้แบบง่ายๆ ทั้งเชิงสถิติ เกร็ดความรู้ เรียกได้ว่าเป็นการย่อยข้อมูลอย่างย่อเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่ง่าย เพียงแค่กวาดตามอง

KPI (Key Performance Indicator)

เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดาเนินงานหรือประเมินผลการดาเนินงานในด้านต่างๆ ขององค์กร ซึ่งสามารถ แสดงผลของการวัดหรือการประเมินในรูปข้อมูลเชิงประมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการ ปฏิบัติงานขององค์กรหรือหน่วยงานภายในองค์กร

Lookalike Audience 

หรือกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน เป็นตัวเลือกการกำหนดเป้าหมายที่เสนอโดยบริการโฆษณาของ Facebook โดยทาง Facebook จะระบุลักษณะทั่วไประหว่างสมาชิกกับผู้ชม ที่จะกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งานที่แสดงความสนใจหรือคุณภาพใกล้เคียงกัน

Long Tail Keyword 

คือวลีคำหลักที่มีความยาว และยาวเกินไปซึ่งตรงกับคำค้นหาของผู้ใช้คำหลักแบบหางยาวได้รับการค้นหาน้อยลงต่อเดือน แต่มีจุดประสงค์ในการค้นหาที่สูงกว่า และโดยทั่วไปแล้วการแข่งขันจะน้อยลง

Quality Score

คือคะแนนคุณภาพเพื่อเอาไว้วัดผลของคุณภาพและความสอดคล้องกัน ระหว่าง Keyword กับ Campaign โฆษณา ซึ่งคะแนนคุณภาพนั้นจะมีค่าระหว่าง 1 – 10 ซึ่งคะแนน 10 จะหมายถึงคุณภาพที่ดีที่สุด

Redirect

การเปลี่ยนเส้นทางที่เว็บเบราว์เซอร์นำผู้ใช้จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่ง โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องคลิกหรือป้อนข้อมูลใดๆ

RSS

คือหนึ่งในประเภทเว็บฟีด ซึ่งมีรูปแบบข้อมูลเอกซ์เอ็มแอล (XML) ซึ่งใช้สำหรับในการกระจายข้อมูลที่มีการเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงบ่อยจากเว็บไซต์ (web syndication) และบล็อก

SoLoMo (Social Location Mobile)

เป็นกลยุทธ์หนึ่งของการตลาดที่วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคโดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ จากการใช้โซเชียลมีเดีย เช็กอินตามสถานที่ต่างๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

Second Screen

คือหน้าจอที่สอง ซึ่งหมายถึงสมาร์ทโฟน หรือแท็บเลต เพื่อใช้ในการดูแอพพลิเคชั่นในการรับชมสื่อใหม่ในการดูโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ เพื่อการอำนวยความสะดวกของคนที่ไม่ว่างรับชมในช่วงเวลานั้นหรือไม่สะดวกติดตามผ่านหน้าจอทีวีโดยตรงก็อาจดูผ่านสื่อออนไลน์ช่องทางอื่นๆ ไปพร้อมกันได้

Social Commerce 

การซื้อสินค้าและบริการภายในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Pinterest, Instagram, Twitter และ LINE โดยแต่ละแพลตฟอร์มจะมีการพัฒนาระบบให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์มนั้นๆ

Viral หรือ Viral Marketing

คือการทำกระแสต่างๆในสังคม ให้เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง และแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับ “ไวรัส” ส่วนใหญ่นิยมทำเป็นรูปแบบวิดีโอ ภาพพร้อมแคปชั่น หรือมีม เป็นต้น

Value Proposition

เป็นศัพท์ทางการตลาดแปลตรงๆ ก็คือ “คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า” หรือถ้าคุณขายสินค้าคล้ายกับคู่แข่ง อาจจะมียี่ห้อซ้ำกัน และมีความแตกต่างน้อยมาก จึงเป็นศาสตร์ทางการตลาดที่เอาไว้ใช้สร้างความแตกต่างด้วยคุณค่าที่ส่งมอบให้กับลูกค้าเหนือคู่แข่ง

from:https://www.thumbsup.in.th/marketing-wording-part-2?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=marketing-wording-part-2

วางแผนทำ Youtube SEO เพิ่มโอกาสติดหน้าแรกของผู้ชมมากขึ้น

ยุคนี้คนรุ่นใหม่นิยมเสพคอนเทนต์แบบวิดีโอกันมากขึ้น อาจเพราะต้องการเข้าถึงเนื้อหาใหม่ๆ และ Youtube ก็เป็นแพลตฟอร์มหนึ่งที่คนนิยมกันมากเพราะรับชมเนื้อหาได้นาน คุณภาพของเนื้อหามีความละเอียดคมชัด ปรับใช้งานผ่านทีวี หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้สะดวก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่นักการตลาดเลือกทำวิดีโอมาร์เก็ตติ้งเพื่อเข้าถึง feed ของผู้บริโภคมากขึ้น

ผลการสำรวจจาก Responsive Inbound Marketing ระบุว่า การใส่วิดีโอบนหน้า landing page สามารถเพิ่ม Convertion (โอกาสทางการซื้อ) ได้ถึง 80% แต่จะวางแผนอย่างไรให้เพิ่มโอกาสเข้าถึงคนดู มีโอกาสที่พวกเขาจะกดติดตาม และเข้ามารับชมซ้ำๆ กลายเป็นวีดีโออันดับต้นๆ ในการค้นหา หรือแสดงผลในหน้า

ซึ่งการทำ Youtube SEO นั้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้คอนเทนต์ติดอันดับบนหน้า SERPs (Search Engine Results Page) หรือหน้าผลการแสดงการค้นหา ซึ่งความสามารถนี้จะทำได้ใกล้เคียงกับ keyword ที่มีคนค้นหาผ่าน google กันเลย

เทคนิคการทำ SEO สำหรับวิดีโอที่ต้องจด

  • เลือกคีย์เวิร์ดสำหรับวิดีโอ

นอกจากเนื้อหาท่ีสร้างสรรค์ในคอนเทนต์วิดีโอแล้ว การใช้คีย์เวิร์ดที่ตรงจุดก็จะช่วยให้วิดีโอของคุณมีประสิทธิภาพในการค้นหามากขึ้น มีเว็บไซต์รวมคีย์เวิร์ดมากมายไม่ว่าจะเป็น Adwords Keyword Planner, Moz Keyword Explorer, VidIQ Vision เป็นต้น แต่ถ้าไม่อยากเปิดหาให้วุ่นวายลองดูช่องค้นหาบน Youtube ดูก็ได้ค่ะ

  • ตั้งชื่อคลิปวิดีโอที่แฝงด้วยคีย์เวิร์ด

ไม่มีคำใดในโลกที่ยังไม่ถูกใช้ในการทำคีย์เวิร์ด อยู่ที่ว่าเราจะดัดแปลงคำให้โดนใจและตรงกับคำที่คนค้นหาได้มากน้อยเพียงใดยิ่งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ชมใหม่ๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้คุณตั้งชื่อคลิปพิสดาร หรือผิดต่อหลักการทางศีลธรรมนะคะ ถ้าแบบนั้นคงไม่ได้อยู่หน้าแรกแน่ๆ

  • ใส่ CC ก็ช่วยเพิ่มคนดูได้นะ

Closed Captions หรือปุ่ม CC คือปุ่มสำหรับคำบรรยายนั่นเอง ซึ่งจะมีคำบรรยายแบบอัตโนมัติ แต่ความแม่นยำมีเพียง 70% เท่านั้น เพราะคนไทยยุคใหม่บางคนชอบอ่านซับมากกว่าฟังเสียง อาจเพราะไม่สะดวกเปิดเสียง

วิธีการใส่ CC ก็ไม่ยากค่ะ ลองทำตามขั้นตอนนี้ดูเลย

  1. เข้าไปที่ Youtube Studio
  2. เลือกแถบคำบรรยายจากเมนูด้านซ้าย
  3. คลิกวีดีโอที่ต้องการแก้ไข
  4. กดเพิ่มภาษา และเลือกภาษาที่ต้องการแปล
  5. จากนั้นพิมพ์คำบรรยายได้เลย อาจจะอัพโหลดไฟล์หรือพิมพ์คำบรรยายแบบทันทีได้เลย

สร้าง Thumbnail ก็กระตุ้นความอยากดูได้

ปกสวยคนก็อยากคลิกเข้าไปดูมากขึ้นเท่านั้น เพราะปกคลิปก็เท่ากับปกหนังสือที่เป็นการบอกสรุปในรูปเดียวว่าคลิปของเรานั้น กำลังเล่าเรื่องอะไร ถ้าถูกจริตคนดู พวกเขาก็จะกดติดตามและกลับมาดูช่องเราซ้ำๆ

Description เพิ่มโอกาสเข้าถึงเครือข่ายของเรา

การเขียนอธิบายเนื้อหาและเรื่องราวของคลิปว่าคนดูจะเห็นอะไรบ้าง หรือเขียนให้สนุกเพื่อดึงดูดใจและมีคีย์เวิร์ดที่ช่วยให้ค้นหาเจอ มีลิ้งเว็บไซต์ของเราเพื่อเพิ่มโอกาสติดตาม

youtube SEO-3

สิ่งที่ต้องมีให้ครบในแต่ละคลิป ไม่ว่าจะเป็น ทำเพลย์ลิสต์ของวีดีโอ ใส่ tags ที่เกี่ยวข้อง ใส่ชื่อ File ให้สอดคล้องกับเรื่องในคลิป เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างก็เป็นโอกาสในการเข้าถึงคนดูมากขึ้น ดังนั้น ต้องละเอียดและใส่ใจในการทำ SEO สำหรับคลิปวีดีโอด้วยนะคะ

 

ที่มา : responsiveinboundmarketing

from:https://www.thumbsup.in.th/youtube-seo-in-page?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=youtube-seo-in-page

เปิดธุรกิจโฆษณา Amazon อาณาจักรหมื่นล้านเหรียญ โตแซงหน้า Twitter-Pinterest-Snapchat แล้ว

ในช่วงปีที่ผ่านมา ธุรกิจโฆษณาของ Amazon เติบโตอย่างรวดเร็ว แซงหน้ารายได้ของ Twitter, Pinterest, Snapchat และ Roku (แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง) รวมกันเสียอีก

อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจโฆษณาของ Amazon เติบโตสูงได้ขนาดนี้ ?

Amazon

รู้จักธุรกิจโฆษณา Amazon

ย้อนกลับไปในปี 2018 Amazon ตัดสินใจเลิกขายโฆษณาผ่านเอเจนซี่ แล้วหันมาต่อรองกับนักการตลาดของแบรนด์ต่างๆ โดยตรงแทน

ทำให้รายได้จากการโฆษณาของ Amazon มาจากการขายแบนเนอร์ วิดีโอ รูปภาพ หรือคีย์เวิร์ดของร้านค้าในเว็บไซต์ที่มีคำว่า sponsored products กำกับอยู่

นอกจากจะช่วยดูแลเรื่องโฆษณาแล้ว Amazon ยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขาย การจัดการสินค้า รวมถึงการดูแลโปรโมชั่นของแบรนด์ได้อย่างครบวงจรอีกด้วย

มีหลายแบรนด์ที่ทำโฆษณาบน Amazon มาอย่างยาวนาน

  • HP ที่ทำโฆษณาโดยตรงกับ Amazon เพราะ​ลดขั้นตอนการทำงานได้หลายส่วน
  • Lego ที่ดีลกับ Amazon ไว้ว่าคู่แข่งของ Lego จะมาลงโฆษณากับ Amazon ไม่ได้

ทั้งนี้ หลายๆ คนอาจสับสันว่าสินค้าที่มีป้าย Amazon’s Choice กำกับอยู่นั้นเป็นสินค้าโฆษณาหรือเปล่า

คำตอบคือไม่ใช่ เพราะ Amazon’s Choice คือป้ายที่ติดเพื่อแสดงให้เห็นว่า สินค้าไหนที่ลูกค้าชอบเป็นพิเศษและอยู่ในราคาที่ย่อมเยาว์ เพียงเท่านั้น

Amazon

รายได้ธุรกิจโฆษณา Amazon เติบโตอย่างสูง

ในไตรมาสแรกของปี 2021 Amazon ทำรายได้จากการโฆษณาสูงถึง 6.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.1 แสนล้านบาท) ซึ่งถือว่าเติบโตสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 77%

โดยหากย้อนกลับไปในปี 2020 ธุรกิจโฆษณาของ Amazon ก็ทำรายได้กว่า 2.24 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.9 แสนล้านบาท) ซึ่งเติบโตกว่าปีก่อนหน้าถึง 65%

ในขณะที่ รายได้รวมจากการโฆษณาของ Twitter + Pinterest + Snapchat + Roku ในปี 2020 อยู่ที่ 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท) เท่านั้น แจกแจงรายได้ตามด้านล่างนี้

  • Twitter ทำรายได้ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • Roku ทำรายได้ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • Pinterest ทำรายได้ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • Snapchat ทำรายได้ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เมื่อลองวิเคราะห์ดูจะพบว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่กล่าวมายังไม่ประสบความสำเร็จด้านโฆษณาเท่ากับ Amazon เนื่องจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่เข้าแพลตฟอร์มเหล่านั้นด้วยจุดประสงค์อื่นๆ ที่ไม่ใช่การซื้อของเป็นหลัก

  • Twitter มีรายได้จากการโฆษณาต่ำสุดในลิสต์นี้ เพราะคนส่วนใหญ่เข้ามาในทวิตเตอร์เพื่อบ่นระบายความรู้สึกและติดตามข่าวสารจากทั่วโลกเป็นหลักมากกว่า
  • แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Roku มีจุดอ่อนคือผู้ใช้งานส่วนใหญ่ยังอยู่ในแถบอเมริกาเท่านั้น
  • ส่วน Pinterest ยังมีโอกาสเติบโต เพราะคนส่วนใหญ่มักใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อหาไอเดียต่างๆ เช่น ไอเดียแต่งบ้าน จนเคยมีข้อมูลออกมาว่าคนกว่า 73% เลือกซื้อสินค้าแบบเดียวกับที่เห็นโฆษณาในพินเทอร์เรส
  • ในด้านของ Snapchat ก็ต้องติดตามกันต่อไป เพราะมีฟีเจอร์หลายๆ อย่างคล้ายกับ Instagram ที่มีร้านค้ารายย่อยเข้ามาโฆษณาสินค้ามากมาย

Amazon

พลังของ Data อันมหาศาลคือจุดเด่นของ Amazon

Amazon โดดเด่นในเรื่องการทำโฆษณา เพราะมีข้อมูลเชิงลึกของผู้ใช้งานกว่า 300 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีมากถึง 197 ล้านคนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ในทุกๆ เดือน

ข้อดีของการโฆษณาบน Amazon คือร้านค้าสามารถจ่ายเงินให้ Amazon เฉพาะตอนที่มีคนคลิกชมสินค้าโฆษณาเท่านั้น ทำให้ร้านค้ารายย่อยประหยัดต้นทุนค่าการตลาดได้พอสมควร

ในอนาคตธุรกิจโฆษณาของ Amazon มีแนวโน้มเติบโตอีกมาก เพราะ Amazon ครองตลาดอีคอมเมิร์ซกว่า 40% ในสหรัฐอเมริกา และหากดูรายการสินค้าอย่างละเอียดจะพบว่า Amazon ครองตลาดสินค้าบางประเภทมากถึง 90% เช่น แบตเตอรี่ เครื่องใช้ในครัว อุปกรณ์กอล์ฟ อุปกรณ์ DIY และเครื่องสำอางค์

Amazon ใช้กลยุทธ์อะไรในการโฆษณา

กลยุทธ์การโฆษณาของ Amazon มีความน่าสนใจหลายอย่างด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น

  • หากเราเสิร์ชหาลิปสติกยี่ห้อ A ในเว็บไซต์ แต่ถ้ายี่ห้อ A ไม่ได้ซื้อโฆษณากับ Amazon ไว้ ทางเว็บไซต์ก็จะโชว์รูปภาพและข้อมูลของลิปสติกยี่ห้อ B ที่ซื้อโฆษณาขึ้นมาก่อนอยู่ดี

ข้อมูลของ Goat Consulting ยังระบุว่า จากการทำแบบสำรวจผู้ใช้งาน Amazon กว่า 2,000 ราย พบว่า มีผู้ใช้งานกว่าครึ่งที่ดูไม่ออกว่าสินค้าชิ้นไหนได้รับการโฆษณา

นี่แสดงให้เห็นว่า Amazon ทำโฆษณาได้อย่างแนบเนียนมากๆ

Brian Olsavsky ซึ่งเป็น CFO ของ Amazon อธิบายเพิ่มเติมว่า คนเข้ามาซื้อของผ่านเว็บไซต์ Amazon มากขึ้น เพราะใช้เทคนิคการตั้งค่า Ad Relevance เพื่อดูว่าโฆษณาที่ลงไปมีประสิทธิภาพเท่าไหร่เมื่อเทียบกับโฆษณาอื่นที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ที่สำคัญวิธีการนี้ยังช่วยบอกสาเหตุด้วยว่าทำไมโฆษณาบางตัวถึงลงไปแล้วได้ผลลัพธ์ไม่ค่อยดี

นอกจากนี้ Amazon ยังใช้ Deep Learning ซึ่งเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของ Machine Learning มาแสดงให้ลูกค้าเห็นรายการสินค้าที่คล้ายๆ กัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อมากขึ้นอีกด้วย

โดยสรุป

จะเห็นได้ว่าตลาดโฆษณาของ Amazon มีโอกาสเติบโตอีกมาก ซึ่งคงต้องจับตามองทิศทางของธุรกิจนี้ต่อไป ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดโฆษณาบนแพลตฟอร์มอื่นๆ อย่าง Google หรือ Facebook ก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน

ที่มา : cnbc (1), cnbc (2), cnbc (3), techjury, digiday, Forbes, debugger, adespresso

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดธุรกิจโฆษณา Amazon อาณาจักรหมื่นล้านเหรียญ โตแซงหน้า Twitter-Pinterest-Snapchat แล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/amazon-advertising/

Allowlisting ฟีเจอร์บน Twitter ที่ช่วยต่อยอดบทสนทนาของนักรีวิว

Twitter เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีจำนวนคนรุ่นใหม่ใช้งานกันเยอะ เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางในการพูดคุย แชร์ข้อมูล ติดตามศิลปิน และรีวิวสินค้า ผ่านบทสนทนาและแฮชแท็กจนกลายเป็นกระแสสังคมได้มากมาย

เห็นได้จากกระแสแฮชแท็ก #รีวิว #ของมันต้องมี #ป้ายยา #ไว้รีวิวห้ามขายของโว๊ยยย ซึ่งแฮชแท็กเหล่านี้ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในจำนวนการสนทนาอันมหาศาลตลอดปี 2020 ที่ผ่านมา บน Twitter ซึ่ง “บทสนทนา” เกี่ยวกับการรีวิวรวมกันแล้วมีจำนวนกว่า 38 ล้านการสนทนาเลยทีเดียว

ไม่ใช่แค่รีวิวเก่ง แต่ผู้คนบน Twitter ยังมีแนวโน้มจะ “ทดลองซื้อ” สินค้าและบริการใหม่ ๆ มากกว่าผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วไปถึง 19% อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักการตลาด นักโฆษณา และแบรนด์ ต้องการที่จะเข้าไปสร้างแบรนด์ และโปรโมทกิจกรรมทางการตลาดบน Twitter

สำหรับแบรนด์ที่หลงรักการรีวิวและอยากต่อยอดบทสนทนาเกี่ยวกับแบรนด์บน Twitter วันนี้ thumbsup จะมาแนะนำฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจ ชื่อว่า “Allowlisting” ให้นักการตลาดได้ทำความรู้จักกัน บอกเลยว่าฟีเจอร์นี้ “ตอบโจทย์” และช่วย “ต่อยอด” บทสนทนาของนักรีวิวได้อย่างดี!

ทำไมต้อง Allowlisting

“Allowlisting คือ ฟีเจอร์บน Twitter ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์สร้างคุณค่าจากคำสนทนาที่ดีของผู้ใช้งาน”

แม้ว่านักการตลาดบางคนจะเคยใช้ Promoted Tweets ในการโฆษณาให้ลูกค้าเห็นแบรนด์ของเรากันมาบ้างแล้ว เพราะต้องการที่จะโปรโมทในรูปแบบของการสื่อสารผ่านทางแบรนด์โดยตรง แต่สำหรับ Allowlisting นั้น อาจเป็นฟีเจอร์ที่นักการตลาดยังไม่คุ้นเคยมากนัก

ฟีเจอร์นี้จะเป็นการนำทวีตของบัญชีผู้ใช้งานทั่วไปหรืออินฟลูเอนเซอร์ ที่กล่าวถึงสินค้าและบริการของแบรนด์มาโปรโมท ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ต้องการจะสื่อสาร เรียกง่าย ๆ ว่า จะเป็นการผลักดันข้อความเชิงบวก หรือเพิ่มการมองเห็นข้อความประเภทแชร์ประสบการณ์จากการใช้งานจริง เกี่ยวกับสินค้าและบริการให้คนพบเห็นมากขึ้น

โดยแบรนด์สามารถเลือกข้อความสนทนาบน Twitter ของใครก็ได้ที่อาจไม่ใช่คนดังหรือเป็นผู้นำทางความคิดเสมอไป (แต่ต้องได้รับอนุญาตให้ทำโฆษณาจากผู้ใช้งานท่านนั้นก่อน) นักการตลาดจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้งาน หากต้องการนำทวีตของเขาไปใช้ในแคมเปญของแบรนด์
การใช้ฟีเจอร์ Allowlisting นี้ สามารถช่วยเพิ่มการสนทนาเกี่ยวกับสินค้าและบริการในแง่ดีได้ โดยหากผู้ใช้งานทวิตเตอร์ได้เห็นคำสนทนาที่ดีต่อสินค้าและบริการ พวกเขามีแนวโน้มจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอีก 22% ได้เลย

GlobalWebIndex ยังบอกอีกด้วยว่า หากแบรนด์หรือเจ้าของธุรกิจ มีการใช้งานอินฟลูเอนเซอร์ในการช่วยโปรโมทสินค้าและบริการอยู่แล้ว การนำทวีตของอินฟลูเอนเซอร์ท่านนั้น ไปโปรโมทด้วยวิธี Allowlisting มีแนวโน้มช่วยเพิ่มความสนใจซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นถึง 29.7% ทีเดียว

แต่ถ้าไม่มีอินฟลูเอนเซอร์ช่วยโปรโมท นักการตลาดก็อาจจะใช้เครื่องมือประเภท Social Listening เพื่อค้นหาการพูดถึงแบรนด์ผ่านฟีเจอร์ Twitter Search ที่หน้า Explore ได้เช่นกัน

Allowlisting มีประโยชน์กับแบรนด์อย่างไร

อย่างที่ทราบกันดีว่าสังคม Twitter ขับเคลื่อนด้วยการสนทนา โดยจำนวนของบทสนทนาใน Twitter เกี่ยวกับแบรนด์ในแต่ละกลุ่มธุรกิจนั้นมีเยอะมาก เช่น กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม มีคำสนทนาถึง 384 ล้านครั้ง การเงินและธนาคาร 33 ล้านครั้ง รถยนต์ 47 ล้านครั้งและเครื่องสำอาง 43 ล้านครั้ง เป็นต้น เนื่องจากมีบทสนทนามากมายเกิดขึ้นบนโลกของ Twitter เรียกได้ว่า Allowlisting เหมาะกับทุกธุรกิจ

หากแบรนด์พบบทสนทนาที่ดีเกี่ยวกับแบรนด์ของตนก็สามารถนำข้อความเหล่านั้นกลับมาสร้างสีสันหรือทำแคมเปญบนทวิตเตอร์ได้อีกครั้งผ่านฟีเจอร์ Allowlisting

การใช้ข้อความหรือทวีตเข้ามากระตุ้นให้คนอยากศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ หรือตัดสินใจซื้อสินค้ามากขึ้นนั้น เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็นแบรนด์ของเราแก่ผู้ใช้งานทั่วไป ที่อาจจะยังไม่รู้จักเรามากนัก หรือยิงตรงถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการสื่อสารให้ได้รับทราบเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของแบรนด์เรามากขึ้น

 

ลงมือทำ Allowlisting

เนื่องจากนักการตลาดไม่สามารถใช้ฟีเจอร์ Allowlisting เองได้ ผู้ที่สนใจสามารถปรึกษาการใช้ฟีเจอร์ Allowlisting และการทำการตลาดบน Twitter ได้ผ่านทาง MediaDonuts ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายโฆษณาของ Twitter ประจำประเทศไทยให้นักการตลาดเริ่มจากการเตรียมทวีตหรือคอนเทนต์ที่อยากจะโปรโมทก่อน อาจจะมองหาทวีตที่น่าสนใจ หรือบทสนทนาเชิงบวกที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของแบรนด์ จากเทรนด์ หรือ แฮชแท็ก (#) ที่เกี่ยวข้อง

จากนั้นจึงติดต่อไปทาง MediaDonuts เพื่อขอแบบฟอร์มในการขออนุญาตใช้ข้อมูลจากบัญชีผู้ใช้งานแบบเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อทางเจ้าของทวีตเซ็นเอกสารยินยอมหรือข้อตกลงตามเงื่อนไขกลับมาให้ MediaDonuts เรียบร้อย แบรนด์จึงจะสามารถทำการโฆษณาข้อความนั้นออกไปได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักการตลาดสงสัยกันมากที่สุดคือ การทำ Allowlisting นั้น ใช้งบประมาณมากน้อยแค่ไหน ซึ่งงบประมาณในการใช้งานฟีเจอร์นี้ จะต้องขึ้นอยู่กับแต่ละแคมเปญ และวัตถุประสงค์ของแบรนด์ว่ามีความต้องการอย่างไรบ้าง จากนั้นทาง MediaDonuts จะให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาในแต่ละแคมเปญ

หากใครสนใจก็ติดต่อ ได้ที่ marketingSEA@mediadonuts.com

 

 

 

บทความนี้เป็น Advertorial

from:https://www.thumbsup.in.th/allowlisting-feature-twitter?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=allowlisting-feature-twitter

สร้าง Banner Ads อย่างไร ไม่ให้ลูกค้ามองข้าม

รูปแบบของการโฆษณาที่หลายคนคุ้นเคยอย่าง Banner Ads นั้น ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะเปรียบเสมือนการโฆษณาจากแบรนด์โดยตรงที่ต้องการจะบอกแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเขา ซึ่งการทำ Banner Ads ให้ได้ผลดีนั้น จำเป็นต้องมีส่วนประกอบอย่างไร ถึงจะได้รับการยอมรับจากผู้พบเห็น

ก่อนอื่นเรามาท่องเทคนิคเหล่านี้ให้ขึ้นใจก่อนค่ะ

  • เลือกขนาดของแบนเนอร์ที่ใช่
  • ใช้สีพื้นหลังให้เด่น อักษรชัดเจน
  • ขายอะไรก็บอกไปเลย
  • ใช้รูปภาพที่เหมาะสม
  • ออกแบบเว็บ (หรือแลนดิ้งเพจ) ให้สอดคล้อง

เทคนิคนี้ ยังไม่ใช่ทั้งหมดของการทำ Banner Ads นะคะ เพียงแต่เป็นส่วนหลักที่เราควรทราบ ก่อนจะตัดสินใจทำโฆษณาในรูปแบบนี้ ซึ่งวันนี้เราจะมีข้อแนะนำหลักๆ ที่นักการตลาดควรนำไปใช้งานมาฝากกันค่ะ

เลือกขนาดที่ใช่ ทำให้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้น

ขนาดของแบนเนอร์ที่ดี จะมี 4 ขนาด คือ

  • 300×250 Pixel Medium Rectangle ถือว่าเป็นขนาดที่ดีที่สุดในการแสดงผลทั้งบนมือถือและแท็บเลต เพราะจะอยู่ด้านบนและมีสัดส่วน 40% ของภาพรวมทั้งหมด
  • 728×90 Pixel Leaderboard เหมาะกับโฆษณาที่อยู่ด้านบนของหน้าจอที่เหมาะเลื่อนตามลงมาด้านล่าง
  • 320×50 Pixel Mpbile Leaderboard เหมาะกับรูปแบบโฆษณาผ่านมือถือ
  • 160×600 Pixel Wide Skyscraper เหมาะกับการทำโฆษณาแนวยาว มักจะอยู่ด้านข้างของเว็บไซต์

 

พื้นหลังสีต้องไม่จม ตัวอักษรต้องเด่น

ภาพพื้นหลังของ Banner Ads ควรเลือกให้เหมาะกับสีฟ้อนต์ เพราะจะส่งเสริมให้เห็นชัด อ่านสบายตา เพิ่มการจดจำด้วยนะคะ  เพราะภาพประกอบต้องเห็นชัด จากภาพนี้จะเห็นได้เลยว่าสินค้ามีความโดดเด่นและสื่อสารชัดเจนว่าต้องการขายสินค้าอะไร ต้องเป็นแบบเห็นแว้บเดียวและเก็ตเลยค่ะ

ขายอะไรก็บอกให้ชัดเจนไปเลย

จะขายอะไรก็บอกเค้าไปเลยค่ะ ข้อความต้องกระชับ สั้น ได้ใจความไม่เกิน 2 ประโยคในภาพ เพราะถ้ายาวเกินไปลูกค้าอาจจะอ่านไม่ทัน หรืออาจจะปล่อยผ่านเพราะยาวเกินกว่าจะสนใจ

จากภาพจะเป็นตัวอย่างของ Dell EMC ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ หากจะใช้ภาพสินค้าแบบด้านบนคงจะยากไป ก็ใช้คำที่บอกชัดเจนเลยว่า อยากจะทรานฟอร์มเทคโนโลยีเริ่มต้นที่นี่เลย และใส่ลิ้งให้คลิกทันที แค่กดภาพก็เห็นโซลูชั่นที่ต้องการขายทันที

เลือกภาพให้เหมาะกับเรื่อง

อยากจะโปรโมทสินค้าอะไรล่ะคะ หรือจะทำแคมเปญสินค้าตัวไหน ก็ใส่รูปนั้นไปเลยค่ะ เพราะคนท่องออนไลน์ไม่ได้ขอให้ข้อมูลยัดครบในภาพเดียว อาจจะบอกแค่ภาพสินค้า ชื่อรุ่น และราคา (หรือโปรโมชั่น) บอกมาทีเดียวในภาพเดียว แล้วค่อยไปขยายความต่อในเว็บไซต์หรือ landing page เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม

ออกแบบให้สอดคล้องกับสินค้า

ทั้งเว็บไซต์และแลนดิ้งเพจ (Landing Page) เปรียบเสมือนหน้าบ้านของธุรกิจเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาใน google การกดเข้ามาจาก Banner Ads เมื่อเข้ามาแล้ว ผู้บริโภคก็คาดหวังว่าจะเห็นสินค้าหรือบริการที่ตนเองสนใจ

ดังนั้น เจ้าของธุรกิจจึงควรออกแบบหน้าเว็บให้มีแถบโปรโมชั่นที่สอดคล้องกับ Banner Ads หรือมีหน้าแลนดิ้งเพจให้ตรงกับโปรโมชั่นที่ปล่อยออกไป เพื่อที่ลูกค้ากดเข้ามาแล้วไม่ต้องค้นหาให้วุ่นวายอีก เพราะการค้นหาที่มากกว่า 1 ครั้งก็ยิ่งลดโอกาสในการซื้อสินค้าไป 1 ครั้งเช่นกัน

การทำโฆษณาแบบ Banner Ads นั้น ถือว่าเป็นอีกวิธีการท่ีช่วยสร้างโอกาสจดจำและเกิดยอดขายได้ หากทำได้เหมาะสมและดึงดูดใจลูกค้าได้ดี เพราะองค์ประกอบด้านบนที่กระตุ้นให้อยากซื้อ ถือว่าเป็นหนึ่งในแนวทางการใช้โฆษณาบนออนไลน์ที่ยังได้ผลอยู่เสมอนะคะ ลองนำไปปรับใช้กันดูค่ะ

 

ที่มา : Stepstraining, Match2one, Creatopy

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-build-banner-ads?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-build-banner-ads

นีลเส็น ประเทศไทย ร่วมมือกับ OpenSlate นำเสนอการวัดความปลอดภัยของแบรนด์

นีลเส็น ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือกับ OpenSlate แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เพื่อนำเสนอการวัดความปลอดภัยของแบรนด์ (Brand Safety Measurement) ควบคู่ไปกับการวัดการเข้าถึง Nielsen Digital Ad Ratings สำหรับแคมเปญดิจิทัล OpenSlate เป็นผู้ให้บริการชั้นนำ ด้านความปลอดภัยของแบรนด์และการวัดเนื้อหาที่เหมาะสม (Suitability Content Measurement) ในแพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วโลก

การทำงานร่วมกันนี้จะช่วยให้นักการตลาดสามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจาก Nielsen Digital Ad Ratings ทั้งนี้ยังสามารถกำหนดแคมเปญที่มีความปลอดภัยต่อแบรนด์ไว้ล่วงหน้าและวิเคราะห์ผลลัพท์หลังแคมเปญจบได้จาก OpenSlate

Nielsen Digital Ad Ratings เป็นโซลูชั่นการวัดผลโฆษณาออนไลน์ชั้นนำ ที่ให้ข้อมูลจำนวนผู้รับชมโฆษณาทั้งบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรศัพท์ โดยนักการตลาดสามารถนำผลลัพธ์ไปเปรียบเทียบกับแคมเปญโฆษณาบนโทรทัศน์ได้

OpenSlate ใช้ข้อมูลหลายพันล้านข้อมูลเพื่อนำมาให้คะแนนความปลอดภัย (SlateScore) และกำหนดเป้าหมายแคมเปญผ่านเครื่องมืออัจฉริยะ บริษัทใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ข้อมูล และการให้คะแนนแบบเป็นกลาง เพื่อช่วยในการตัดสินใจสำหรับนักการตลาดว่าเนื้อหาประเภทไหนมีคุณภาพและเหมาะสมกับโฆษณา

การวัดผลของ Openslate มีคุณสมบัติดังนี้:

●      เป็นโซลูชั่นด้านความปลอดภัยของแบรนด์ที่มีประสิทธิภาพสูง: การกำหนดเป้าหมายก่อนแคมเปญเริ่มและการวิเคราะห์หลังแคมเปญจะช่วยให้แบรนด์เห็นความโปร่งใสและสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับ rand Message ของพวกเขาในวงกว้าง

●      SlateScore: ด้วยประสบการณ์และการเก็บข้อมูลทางสถิติมากกว่า 7 ปี SlateScore สามารถรายงายคะแนนคุณภาพของเนื้อหารวมไปถึงพยากรณ์ว่าpublisher platform ไหนผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยและมี engagement ที่ดี SlateScore คือโซลูชั่นในการสื่อสารของแบรนด์ที่มีคุณภาพในเชิงกว้างอย่างแท้จริง

แอรอน ริกบี้ กรรมการ  ผู้จัดการของนีลเส็นประเทศไทยกล่าวว่า ความปลอดภัยของแบรนด์เป็นสิ่งที่นักการตลาดให้ความสำคัญมากขึ้นเนื่องจากส่วนแบ่งของเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการโฆษณาแบบเป็น programmatic

การร่วมมือกับ OpenSlate ผู้ให้บริการโซลูชั่นชั้นนำด้านความปลอดภัยของแบรนด์นั้นช่วยให้ Nielsen สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกด้านความปลอดภัยของแบรนด์ควบคู่ไปกับบริการตรวจวัด Digital Audience Measurement การร่วมมือกันในครั้งนี้สามารถเพิ่มขอบเขตศักยภาพของแคมเปญดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดดิจิทัล ด้วย

“นักการตลาดให้ความสำคัญมากขึ้นกับความโปร่งใสและความเหมาะสมของเนื้อหาเพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าโฆษณาของพวกเขาจะถูกส่งผ่าน Platform ที่มีสภาพแวดล้อมเนื้อหาที่ดีจริงๆ “Poppy Hill กรรมการผู้จัดการของ OpenSlate APAC กล่าว”  เรายินดีที่จะประกาศการเป็นพันธมิตรใหม่กับ Nielsen Thailand เพื่อช่วยให้ผู้ลงโฆษณาได้รับความมั่นใจในการสื่อสารแบรนด์บนดิจิทัล โดยใช้ SlateScore เป็นคะแนนในการวัด

from:https://www.thumbsup.in.th/nielsen-thailand-openslate-security?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nielsen-thailand-openslate-security

TikTok ช่วยแบรนด์ขายของ เพิ่มโอกาสทางการขายในกลุ่ม Gen Z ง่ายขึ้น

TikTok ถือว่าเป็นแอปวีดีโอสั้นยอดนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเขาพยายามที่จะเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตและเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มช่องทางการขายในช่วงที่โควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดและผู้คนยังใช้งานดิจิทัลกันอย่างมหาศาล

ในช่วงที่ผ่านมา TikTok ได้ปรับรูปแบบโฆษณาแบบ Interactive ให้แบรนด์และลูกค้าตอบโต้กันได้มากขึ้น มุ่งหวังให้นักการตลาดและ Media Buyer สามารถที่จะสร้างสรรค์โฆษณาให้ตรงใจกับกลุ่ม Gen Z ที่มีจำนวนมากกว่า 100 ล้านคนต่อเดือนในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก ซึ่ง TikTok ใช้การเชื่อมโยงระหว่างคอนเทนต์ประเภทร้องและเต้นเพื่อเพิ่มความสนใจให้กับผู้ชม

“เป็นเรื่องยากในการสร้างเนื้อหาเดียวแต่เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม” Nick Tran หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ TikTok กล่าว โดยการสร้างสรรค์โฆษณาเพื่อกระตุ้นให้กลุ่มผู้ชมอายุน้อยตัดสินใจซื้อเป็นเรื่องท้าทายกว่าการเข้าถึงผู้ชมที่มีกลุ่มอายุมากกว่า เพราะกลุ่มคนอายุน้อยมีทางเลือกในการเข้าถึงแพลตฟอร์มต่างๆ และเปรียบเทียบความน่าสนใจของแต่ละครีเอเตอร์ก่อนตัดสินใจซื้อ

Tran ยังย้ำอีกว่า TitTok ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียวแต่กำลังเป็นอีกหนึ่งช่องทางการขายด้วย  ซึ่งบริษัทมีการลงทุนอย่างมากในการทำงานร่วมกับธุรกิจค้าปลีกชื่อดังอย่าง Walmart ที่เพิ่งเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้จากในแอป TikTok เลย ไม่ต้องเปลี่ยนไปเข้าแอปอื่นๆ รวมทั้งยังเพิ่มโอกาสทางการขายและตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางการขายที่วงการอีคอมเมิร์ซจะต้องสะเทือน

ในปีที่ผ่านมา มีแบรนด์สินค้าสัญชาติอเมริกันได้เข้ามาทดลองขายสินค้าผ่าน TikTok กันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น กางเกงเลกกิ้งของ American Eagle น้ำแครนเบอรี่ Ocean Spray และ Feta Cheese ที่คลิปไวรัลใน TikTok ช่วยเพิ่มประสบการณ์ทางการขายใหม่และเพิ่มยอดขายเป็นอย่างดี

ในช่วงของการทดลองตลาดนี้ หากแบรนด์อื่นๆ สนใจจะเข้ามาทดลองสามารถใช้แฮชแท็ก #TikTokMadeMeBuyIt (TikTok Made Me buy it) ได้ เพื่อช่วยให้อัลกอริธึ่มของระบบหลังบ้านทำงานได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม TikTok พยายามอย่างมากที่จะแยกตัวเองออกจากการเป็นเพียงแพลฟตอร์มที่ดูวิดีโอได้อย่างเดียว แต่จะต้องมีความสามารถในการใช้งานได้ไม่ต่างจากคู่แข่ง ทั้งฟีดการแสดงผลวีดีโอแบบเต็มหน้าจอที่ไม่ต้องเปิดใช้งานเสียง เช่นเดียวกับเน็ตฟลิกซ์ เฟสบุคหรือทวิตเตอร์ หรือแม้แต่ Reels ในอินสตาแกรมที่เริ่มมีการให้บริการวีดีโอสั้นแบบ TikTok เมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผู้บริหารกลยุทธ์ด้านการตลาดยังคงผสมผสานช่องทางการใช้จ่ายและคอนเทนต์แบบออแกนิกมาแสดงเนื้อหาร่วมกันให้แก่ผู้ใช้งาน เพื่อลดความรู้สึกบังคับขายมากเกินไป โดยอาศัยระบบหลังบ้านและการฟีดโฆษณาด้วย data-driven ads เพื่อช่วยให้แบรนด์เห็นความสร้างสรรค์และเล่าเรื่องราวการขายได้ดีขึ้น

พฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงของการแพร่ระบาดโควิด-19 ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ หากแพลตฟอร์มไหนสามารถเพิ่มการเข้าถึงและกระตุ้นให้คนอยากซื้อได้ดีกว่า ก็จะยิ่งเป็นตัวเลือกให้คนนึกถึงไม่ต่างจากการเพิ่มความสามารถระหว่างการรับชมและตระกร้าสินค้าของ Amazon และ Youtube

แม้ว่าภาพรวมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นกลับมาอีกครั้ง TikTok ก็มั่นใจว่าหลังจากเหตุการณ์กลับมาปกติ จะยังเป็นแอปที่โดนใจผู้ใช้งานได้เช่นเดิม จากข้อมูลการสำรวจของ Kantar พบว่า 88% ของผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกายังคงตั้งใจที่จะใช้เวลาในแอปเท่าเดิมหรือมากกว่านั้น เพราะกลุ่มผู้ใช้งาน TikTok กว่า 30% มองว่าพวกเขาลงการใช้งานแพลตฟอร์มแบบเดิมอย่างทีวีหรือสตรีมมิ่งอื่นๆ

 

ที่มา : Marketingdive

 

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-commerce-for-brand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-commerce-for-brand

Apple ปล่อยอัปเดต iOS 14.5 ระบบ ‘AppTrackingTransparency’ กระทบวงการโฆษณาแค่ไหน?

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2020 Apple ได้ประกาศความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับ IDFA (Identifier for Advertisers หรือ ระบบติดตามข้อมูลและระบุตัวตนของผู้ใช้งาน)

ซึ่งจะกระทบการโฆษณาแบบ Personalized Advertising ของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Google และแอปฯ ที่พึ่งพารายได้จากการโฆษณา

ล่าสุดวันนี้ Apple ได้ปล่อยอัปเดต iOS 14.5  iPadOS 14.5 และ tvOS 14.5 ซึ่งส่งผลให้ทุกแอปพลิเคชันจะต้องผ่านระบบ App Tracking Transparency (ATT) หรือต้องขออนุญาตผู้ใช้อุปกรณ์ในการติดตามหรือระบุโฆษณา ซึ่งหากผู้ใช้ไม่อนุญาต แพลตฟอร์มหรือแอปฯ ต่างๆ ก็จะไม่สามารถยิงโฆษณาแบบระบุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป

ด้าน Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ได้แสดงความเห็นว่า นโยบายของ Apple เป็นการทำร้ายธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจาก Personalized Advertising เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงลูกค้า เกิดรายได้ และทำให้ธุรกิจเติบโต

อย่างไรก็ตาม Apple อ้างว่า บริษัทต้องการสร้างความโปร่งใสให้กับผู้ใช้อุปกรณ์ ระบบดังกล่าวถูกสร้างเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและป้องกันไม่ให้ข้อมูลดิจิทัลของผู้ใช้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ผู้ใช้ควรมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะยินยอมอนุญาตให้เก็บข้อมูลไปใช้เพื่อการโฆษณา หรือว่าไม่อนุญาต

ทั้งนี้ ผลกระทบของนโยบายดังกล่าวจะเป็นไปในทิศทางไหน ก็คงต้องติดตามกันต่อไป แต่หากผู้ใช้อุปกรณ์จำนวนมากไม่อนุญาตให้แอปฯ เก็บข้อมูล วงการโฆษณาและการตลาดอาจต้องเกิดการปรับตัวครั้งใหญ่

ที่มา

Apple

from:https://www.thumbsup.in.th/apple-ios14-5-app-tracking-transparency?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=apple-ios14-5-app-tracking-transparency

เปิดภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาบนสื่อดิจิทัลประจำปี 2563

ภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลในปี 2563 เติบโตอย่างเชื่องช้าในช่วงครึ่งปีแรก โดยมียอดการใช้จ่ายอยู่ที่ 9,498 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

อย่างไรก็ตามในครึ่งปีหลังยอดการลงทุนสื่อดิจิทัลกลับมาเติบโตมากขึ้นดันยอดใช้จ่ายสูงถึง 11,560 ล้านบาท ส่งผลให้ตลอดทั้งปีเติบโตรวม 8% จากปีก่อนหน้า

โดย 5 อันดับอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุด ได้แก่

  • กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (2,713 ล้านบาท) 
  • กลุ่มเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮล์ (1,993 ล้านบาท) 
  • กลุ่มการสื่อสาร (1,979 ล้านบาท) 
  • กลุ่มสกินแคร์ (1,922 ล้านบาท) 
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม (1,717 ล้านบาท)

ข้อมูลที่น่าสนใจคือกลุ่มธุรกิจธนาคารที่เคยอยู่ในลำดับที่ 5 ในปีก่อนหน้านี้ได้ถูกแทนที่โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมในปีนี้

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเพิ่มเม็ดเงินโฆษณาสูงสุดได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม (+41%) และกลุ่มเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮล์ (+36%) ในทางกลับกัน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (-36%) กลุ่มธุรกิจธนาคาร (-30%) กลุ่มธุรกิจประกัน (-22%) และกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม (-40%) เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลดการใช้เงินบนสื่อดิจิทัล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของความต้องการและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค

สำหรับแพลตฟอร์มที่แบรนด์และเอเจนซี่เลือกใช้ในการสื่อสารกับผู้บริโภคยังคงเป็น Facebook Ads (6,561 ล้านบาท) และYouTube Ads (4,586 ล้านบาท) รองลงมือคือ Creative (2,039 ล้านบาท) Social (1,882 ล้านบาท) และ Search (1,627 ล้านบาท) ตามลำดับ

จากข้อมูลจะเห็นว่า Facebook และ YouTube ครองอันดับต้นๆ ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาหลายปี แต่ขณะเดียวกันก็มีแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่าง TikTok และ E-Commerce เพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค รวมถึงเป็นทางเลือกให้กับนักการตลาดอีกด้วย

ข้อมูลจาก

KantarThailand

from:https://www.thumbsup.in.th/digital-spending-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=digital-spending-2020