คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

6 เทรนด์ผู้บริโภคปี 2022 แนะใช้กลยุทธ์ Martech รับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

ADA เปิดรายงาน Martech Report ปี 2022 เผย 6 เทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหลังยุคโควิด ให้ความสำคัญกับสุขภาพและมีระบบดูแลสุขภาพที่ปลอดภัย ส่งผลภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมเผชิญความท้าทายใหม่ แนะนำใช้กลยุทธ์ Martech สร้างประสบการณ์ใหม่ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ มุ่งสร้างการเติบโตธุรกิจในอนาคต

นายแดน ศรมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอดีเอ ดิจิทัล ประเทศไทย จำกัด ผู้นำในการให้บริการการตลาดดิจิทัลครบวงจร ทั้งในด้าน Data Analytics และการใช้เทคโนลียีการตลาด (MarTech) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า เอดีเอ เอเชียแปซิฟิก จัดทำรายงาน Martech Report ปี 2022 สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และมีผลกระทบทำให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต้องปรับตัว และหากลยุทธ์ใหม่ในการเข้าถึงผู้บริโภคในปัจจุบัน

6 แนวโน้มสำคัญของผู้บริโภคในปี 2022

  1. The conscious consumer : ผู้บริโภคหลังโควิดจะให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกาย ความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพพุ่งขึ้น ซึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าตลาดจะมีมูลค่าสูงถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030
  2. Living in the Blue Zone : ผู้บริโภคต้องการอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย มีระบบดูแลสุขภาพ และมีระบบสาธารณสุขรองรับ
  3. Rise of the Mataverse : ผู้บริโภคเลือกใช้ Mataverse หรือโลกเสมือน เข้ามาเติมเต็มประสบการณ์ของผู้บริโภคที่สามารถเชื่อมต่อกับแบรนด์ได้ในทุกช่องทางด้วยอุปกรณ์ดิจิทัล
  4. Non-fungible tokens (NFTs) for charity : ผู้บริโภคใช้เงินดิจิทัลเพื่อการสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนมากขึ้น ซึ่งภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจกำลังใช้ประโยชน์จากเงินดิจิทัลเพื่อจัดทำโครงการรณรงค์เพื่อสังคม
  5. eCommerce Platform : ผู้บริโภคต้องการประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ และโปรโมชั่นที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น แบรนด์จึงมุ่งสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป
  6. Robotics Delivery and the self-driving car : การใช้ AI ในบริการขนส่งสินค้า และบริการด้านการเดินทางเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

“ผลกระทบจากโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วง 2- 3 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจต้องปรับตัว จากรายงานของ Martech Report 2022 แสดงให้เห็นถึงเทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้น และนักการตลาดจำเป็นต้องรู้ เพื่อวางกลยุทธ์ให้กับแบรนด์และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” แดนกล่าว

สำหรับกลยุทธ์ที่สำคัญของนักการตลาดในยุคนี้ คือ การใช้เทคโนโลยีการตลาด (Martech) เพื่อสร้างความเข้าใจ เข้าถึง และสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และข้อมูลเข้ามาช่วยขับเคลื่อนสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบและวางกลยุทธ์ออมนิแชนแนล การนำข้อมูลเชิงลึกมาใช้ในการวางกลยุทธ์ที่สอดรับประสบการณ์ของแบรนด์

นอกจากนี้ ใน Martech Report 2022 ซึ่งจัดทำโดยเอดีเอ เอเชียแปซิฟิก ยังกล่าวถึงผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่ถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของไทยที่สร้างรายได้ให้ประเทศคิดเป็นสัดส่วน 18% ต่อจีดีพี ในปี 2021 จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 8 ล้านคน และยังส่งผลกระทบต่อเนื่องใน 5 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ร้านค้าปลีก การค้า การสื่อสาร และการขนส่ง

from:https://www.thumbsup.in.th/ada-6-trend-fo-consumer-2022?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ada-6-trend-fo-consumer-2022

“NOSTALVERSE” เทรนด์ใหม่หลังพฤติกรรมผู้บริโภคโหยหาความทรงจำในอดีต พร้อมก้าวไปในอนาคตกับ Metaverse

เมื่อเข้าสู่ยุคหลังโควิด-19 หลายสิ่งที่ผู้คนโหยหาคงเป็นเรื่องของการย้อนกลับไปสู่ความทรงจำในอดีตที่จะเชื่อมกับเทคโนโลยีเพื่ออนาคต ทาง CMMU ได้เผยผลวิจัยด้านการตลาดชุดใหม่ในชื่อ “NOSTALVERSE การตลาดในอดีตเชื่อมสู่โลกอนาคต” พบว่า ผู้บริโภคโหยหาอดีตเพราะพวกเขารู้สึกผูกพันและอยากที่จะย้อนวัยกลับไปสู่โลกที่มีความทรงจำที่ดี แม้ว่าต้องการย้อนวัยแต่แบรนด์ก็ยังจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีมาตอบโจทย์ประสบการณ์ของพวกเขาด้วย

ปัจจุบันคนไทยยังคงมีทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์ในความทรงจำ และมากกว่า 50% ยังคงให้การสนับสนุนแบรนด์ในความทรงจำอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่ทำให้อดีตกับอนาคตจะมาบรรจบกันได้นั้น จากข้อมูลวิจัยพบว่า การถวิลหาอดีตอันหอมหวานเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาจิตใจให้ชุ่มชื่น เพราะบริบทสังคมในปัจจุบัน อาทิ การระบาดโควิด-19 สงคราม ภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง และภัยธรรมชาติต่างๆ อาจก่อให้เกิดความเครียด ส่งผลให้ผู้คนบางกลุ่มรู้สึกถวิลหาช่วงเวลาในอดีต จนนำสู่การเกิด ‘กิจกรรมย้อนวันวาน’ เพื่อจำลองประสบการณ์ในอดีตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และสร้างพื้นที่จำลองในจิตใจที่รู้สึกปลอดภัย

ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะสามารถทำให้เขาเหล่านั้นสามารถหลีกหนีจากภาวะปัจจุบันอันเคร่งเครียด ขณะเดียวกันผลการศึกษาด้านจิตวิทยากับอาสาสมัครทั่วโลก พบว่า การคิดถึงอดีตช่วยเยียวยาจิตใจในสภาวะที่ยากลำบาก และยังช่วยให้มีความสุขเพิ่มมากขึ้นได้

สอดคล้องกับแนวคิดเชิงจิตวิทยาที่เรียกว่า Coping skill ทักษะการรับมือเพื่อจัดการกับความเครียด ผ่านรูปแบบกิจกรรม เช่น การทำสมาธิ การทำสิ่งที่ชื่นชอบ และการนึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ทุกคนใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น สื่อสังคมออนไลน์ที่ทุกคนมักเสพในชีวิตประจำวันจะทำให้คนรู้สึกนึกถึงความสุขในอดีตเพิ่มมากขึ้น

กรณีศึกษา “การตลาดย้อนวันวาน Nostalgia Marketing” การทำการตลาดโดยการเข้าถึงทัศนคติในเชิงบวก ประสบการณ์ความคุ้นเคย และความชื่นชอบในอดีตที่ผ่านมาของผู้บริโภค โดยความทรงจำในอดีตที่ดีเหล่านี้มีความพิเศษที่จะช่วยเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับผู้บริโภค

  1. แบรนด์ Coca Cola (โคคา-โคล่า) ออกแคมเปญเกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาส ที่ต้องการให้ผู้บริโภคเลือกฉลองคริสต์มาสคู่กับโค้กมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 80 ปี เพื่อสร้างภาพจำว่าเมื่อเห็นซานตาคลอสต้องมีโค้ก และทำการตลาดให้ผู้บริโภคจำภาพลักษณ์ซานตาคลอสใส่ชุดสีแดงตามสีแบรนด์ได้จากเดิมใส่ชุดสีเขียว
  2. แบรนด์เกม Nintendo (นินเทนโด) ผู้นำด้านอุตสาหกรรมเกม สานฝันให้แก่เหล่าแฟนคลับ Nintendo โดยผลิตเครื่องเกมรุ่น NES Classic Edition และ Super NES Classic Edition คอลโซลเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคอนโซลเกมยุคเก่า ซึ่งได้รับกระแสดีมากด้วยยอดขายกว่า 14 ล้านเครื่องภายในปีแรกที่เปิดตัว
  3. แบรนด์ Disney (ดิสนีย์) อาศัยช่วงที่กระแส Streaming กำลังมาแรง กระโดดเข้ามาเป็นผู้เล่นรายสำคัญ ด้วยการเปิดตัวแอปพลิเคชัน Disney plus และรวบรวมคอนเทนต์ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Disney เพื่อกลับมาเติมเต็มความฝันในวัยเด็กให้แก่เหล่าสาวกดิสนีย์อีกครั้ง และยังเป็นการปลูกฝังให้เกิดแฟนคลับรุ่นใหม่อีกด้วย
  4. แบรนด์ Netflix (เน็ตฟลิกซ์) ออกแคมเปญ #ฉายแล้ววันนี้ที่Netflixรามา ซึ่งร่วมมือกับหอภาพยนตร์ คัดหนังไทยทั้งหมด 19 เรื่อง ชวนให้ผู้ชมร่วมย้อนวันวานความประทับใจกับหนังเพื่อสะท้อนความเป็นหนังไทย
  5. JOOX (จูกซ์) แอปพลิเคชันเพลงยอดนิยมของเหล่าวัยรุ่น ต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้ฟังที่อายุมากกว่า 35 ปี จึงออกแคมเปญ Throwback the 90s นำเพลงเก่ายุค 90 มาให้ศิลปินรุ่นใหม่ร้อง เช่น เพลงเหนื่อยใจ ของ XL STEP ที่กลับมาทำใหม่ ขับร้องโดย อิ้งค์ วรันธร แต่กลับได้กลุ่มคนรุ่นใหม่มาฟังศิลปินที่ตนชื่นชอบเพิ่มขึ้น ทำให้กรณีนี้เห็นว่า Nostalgia สามารถเข้าถึงได้ทุกเจเนอเรชันจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็น Gen X เท่านั้น

เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแล้วพบว่า คนไทย 91.4% เห็นว่าความทรงจำ “มีคุณค่า” จึงเป็นการยืนยันว่า ทำไม Nostalgia Marketing ถึงสำคัญ และสามารถขับเคลื่อนแบรนด์และธุรกิจไปข้างหน้าได้อย่างมาก

ขณะเดียวกัน คนไทย 67.9% เห็นว่า ความทรงจำ “เป็นช่วงเวลาที่มีความสุข” ช่วยเพิ่มพลังให้กับปัจจุบันได้ ขณะเดียวกันคนไทยมักจะนึกถึง พูดถึง และชอบเล่าหรือแชร์เรื่องราวในอดีตให้คนอื่นฟัง แบ่งเป็น 73.2% นึกถึงความทรงจำในอดีต 65.9% พูดถึงความทรงจำในอดีต และ 59.1% เล่าความทรงจำในอดีตให้ผู้อื่นฟัง

ซึ่งช่วงเวลาในชีวิตที่มีความสุขมากที่สุดและเป็นช่วงที่อยากย้อนอดีตกลับไปมากที่สุดของคนทุกเจเนอเรชันคือ “ช่วงมัธยม” ด้วยเหตุผลคือ

  1. อยากกลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด 49.4%
  2. อยากกลับไปช่วงที่มีความสุข 48.5%
  3. อยากกลับไปบอกสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต 27.6%

อีกทั้ง “เพื่อน” อยู่ในทุกความทรงจำ ซึ่งจุดนี้แบรนด์สามารถนำไปเตรียมแผนปรับกลยุทธ์การตลาดได้เลยทีเดียว

จากข้อมูลดังกล่าวยังทำให้ค้นพบอีกว่า ผลวิจัยแบรนด์ในความทรงจำกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 สุดอินไซต์ของแต่ละเจเนอเรชันที่น่าสนใจมากอย่าง TOP3 แบรนด์ในความทรงจำ ดังนี้

  • Gen X คือ 1. Levi’s (ลีวายส์) 2. นมตราหมี 3. นันยาง
  • Gen Y คือ 1. NOKIA (โนเกีย) 2. Nestle MILO 3. Coca Cola (โคคา โคล่า)
  • Gen Z คือ 1. Nike (ไนกี้) 2. Johnson & Johnson (จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) 3. PEPTEIN (เปปทีน)

คนไทย 3 ใน 4 มีความทรงจำที่ดีกับแบรนด์ และมากกว่า 50% ยังคงให้การสนับสนุนแบรนด์ในความทรงจำอย่างต่อเนื่อง นั่นแสดงว่า แต่ละแบรนด์ต้องมีกลยุทธ์เด็ดที่สามารถครองใจคนแต่ละเจนได้ นำสู่ความสอดคล้องกับ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยเรียงลำดับมากไปน้อย

  1. รูป โลโก้ การใช้สี แสง องค์ประกอบภาพ การตกแต่ง จัดวางสินค้าหน้าร้าน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน บุคคล มาสคอต เช่น แบรนด์ Red bull (เรดบูล) Apple (แอปเปิ้ล) KFC (เคเอฟซี) ที่เห็นโลโก้แล้วจดจำได้ทันที
  2. สัมผัส การจับต้องทั้งตัวสินค้า การบรรจุภัณฑ์หรือสิ่งของต่างๆ ใบหน้าร้านค้า ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุ อุณหภูมิ น้ำหนัก และรูปทรง เช่น แผ่นเลย์ ขวดโค้ก โทรศัพท์ Blackberry
  3. กลิ่น ตัวกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกที่มีความแนบเนียนมากที่สุด เช่น กลิ่นหอมของแป้งร้านโตเกียว กลิ่นสบู่นกแก้ว หรือน้ำอบ
  4. เสียง การได้ยินเสียงเดิมซ้ำบ่อยๆ จะสร้างความคุ้นเคยสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ เช่น เสียงรถวอลล์ เสียงของ 20 Century Fox ก่อนดูหนัง เสียงเพลงอินโทรรายการกระจกหกด้าน
  5. รส ที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อลิ้มลอง แต่ทั้งนี้อาจจะมีปัจจัยอื่นเป็นตัวกระตุ้นได้อย่าง การรีวิว เช่น รสชาติของโค้กหรือเป๊ปซี่ ไมโลหรือโอวัลติน น้ำสิงห์ อีกทั้งคนไทย 72.3% คิดว่าในโลกอนาคตน่าจะสามารถเก็บความทรงจำในอดีตไว้ได้

ดังนั้น ทีมวิจัยจึงได้คิดค้น กลยุทธ์การตลาดในอดีตเชื่อมสู่โลกอนาคต เรียกว่า “FM AM” (เอฟเอ็ม เอเอ็ม) พร้อมข้อเสนอแนะเพื่อให้นักการตลาดและผู้ประกอบการ รวมถึงผู้คนทั่วไปที่สนใจข้อมูลวิจัยที่เป็นปัจจุบัน ได้นำไปใช้ประโยชน์ในอนาคต มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

F: Flashback ย้อนกลับไปดึงความทรงจำแห่งความสุขและความปลอดภัยในอดีต นำมาถ่ายทอดในบริบทปัจจุบัน ยกตัวอย่าง แอปฯสุดนิยมในอดีตอย่าง Timehop ที่คอยเตือนเรื่องราวความทรงจำจากโซเชียลมีเดีย จนทำให้ Facebook ต้องหันมาทำ features นี้เพื่อแข่งขัน

โดยสร้าง ปุ่ม on this day หรือ memories เพื่อย้อนกลับไปดูสิ่งที่เราโพสต์เมื่อ 3-5 ปีที่แล้ว หรือ Instagram ออกแบบ features อย่าง IG Story ที่เป็นนิยมโพสต์และหายไปภายใน 24 ชั่วโมงก็ยังถูกจัดเก็บที่ละเอียดขึ้นไปอีกในแต่ละวันหรือสถานที่ก็สามารถย้อนกลับไปดูได้

 

M: Moment of Happiness การดึงความทรงจำที่มีความสุข โดยเฉพาะช่วงเวลาดีๆ กับเพื่อนและครอบครัว ยกตัวอย่าง โปรเจกต์จากเมืองนอกอย่าง Deep-Nostalgia ให้ผู้บริโภคสามารถนำรูปของคนที่เราคิดถึงหรือคุณทวด ปู่ ตา ที่สมัยท่านมีชีวิตอยู่ อาจจะไม่มีการบันทึกวิดีโอ ให้สามารถเปลี่ยนภาพนิ่งกลับมาให้มีชีวิตอีกครั้ง เพียงอัปโหลดภาพนิ่งเข้าระบบแล้วภาพจะเคลื่อนไหว

A: Align all sensories เชื่อมโยงความทรงจำและโลก Metaverse ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 รูป สัมผัส กลิ่น เสียง รส โดยปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ต่างพัฒนาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อให้เราเข้าถึงโลกเสมือนได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น TeslaGlove พยายามจะให้เรารู้สึกถึงการสัมผัสในโลก Metaverse ให้ใกล้เคียงกับของจริง หรือชุด Skinetic ที่พยายามทำให้เรารับรู้ถึงการสัมผัสตามร่างกาย โดยชุดจะมีเซนเซอร์คอยทำงานให้เรารู้สึกรอบตัว

M: Meta-experience ใช้เทคโนโลยี Metaverse ยกระดับประสบการณ์สุดพิเศษ เช่น รูปแบบ Virtual Concert ยกตัวอย่าง D2B Concert ที่เมืองไทย ที่พาศิลปิน “บิ๊ก” ที่ทุกคนคิดถึงกลับมาให้มีชีวิตโลดแล่นบนคอนเสิร์ตอีกครั้ง หรือคอนเสิร์ต เติ้งลี่จวิน หรือ Queen ที่ต่างประเทศ ได้ยิงโฮโลแกรมเสมือนมาอยู่ในคอนเสิร์ตจริงๆ หรือรูปแบบ Virtual Tour พิพิธภัณฑ์ในหลายประเทศทั่วโลกทำทัวร์พิพิธภัณฑ์แบบ Virtual ขึ้นมา

แม้กระทั่ง NFT งานศิลปะยุค Metaverse ยังมีการทำ Virtual Exhibition มาให้สามารถเดินเข้าไปดูแกลอรี่จำลอง เลือกซื้อ NFT และจ่ายเงินเป็นคริปโตได้ทันที และสุดท้ายแบรนด์ที่โด่งดังระดับโลกอย่างโค้ก ได้ก้าวเข้าสู่ Metaverse จากโปรเจกต์ The friendship box NFT มีการขายงานศิลปะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปตู้เย็นย้อนยุค หรือแม้กระทั่งเสียงของแบรนด์ จะเห็นได้ว่าแค่ได้ยินเสียงน้ำแข็งสัมผัสแก้ว น้ำสัมผัสน้ำแข็ง ก็ทำให้นึกถึงโค้กได้ทันที

ปัจจุบันหลายแบรนด์กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ทะยานไปสู่โลกอนาคต Metaverse คนทั่วไปก็เริ่มสนใจเพิ่มขึ้นด้วย โดย 3 ใน 4 ของคนไทยรู้จักคำว่า Metaverse และมีคนไทยถึง 62% ที่เห็นว่าในอนาคต Metaverse จะมีบทบาทในชีวิต เศรษฐกิจและสังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคน Gen Y และ Gen Z และความท้าทายของโลก Metaverse ได้แก่

1. เทคโนโลยี แบรนด์ต้องพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย และมีการแสดงผลสมจริง ลื่นไหล

2. โครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ ต้องมีการบูรณาการรูปแบบการชำระเงินให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น มีการใช้ Single wallet ที่สามารถแลกเปลี่ยนเงินตราที่ไร้พรมแดนสามารถข้ามกันระหว่างโลกเสมือนหลายใบได้ เพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจและ Metaverse economy

3. ความเป็นส่วนตัว ในโลกอนาคตที่สามารถสร้าง Avatar ได้หลายตัวตนในโลกต่างๆ จึงควรทำเงื่อนไขในการยืนยันตัวตนในการชำระเงินและการทำธุรกรรมต่างๆ โดยมีการจัดเก็บข้อมูลและหลักฐานยืนยันตัวตนไว้อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันการทุจริตรวมไปถึงการคุกคามบนโลกเสมือน

4. การพัฒนาบุคลากร ด้านทักษะความสามารถของบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องโครงสร้าง 3 มิติ การปรับตัวของ Content Creator และผู้จัดอีเวนท์ต้องเชี่ยวชาญด้านการสร้างประสบการณ์บน Metaverse

5. โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ทุกสังคมย่อมมีกฎหมายแม้แต่โลกเสมือน จึงควรมีการบริหารจัดการ Metaverse ให้มีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน ในแง่ของการทำธุรกรรมทางการเงิน การถือครองที่ดิน การมีกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงได้จากทุกมุมโลกให้ไปอย่างราบรื่น

from:https://www.thumbsup.in.th/nostalverse-new-trend-for-consumer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nostalverse-new-trend-for-consumer

นีลเส็น เผยข้อมูล Digital Consumer: เข้าใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล

นีลเส็น ประเทศไทย เผยข้อมูล 3 เทรนด์หลักของผู้บริโภคยุคดิจิทัลในประเทศไทย พบว่าการช้อปปิ้งเปลี่ยนไปที่ออนไลน์เป็นหลัก หากมีส่วนลดโดนใจทั้งบนแพลตฟอร์มหรือแบรนด์ การที่แบรนด์และนักการตลาด จุดกระแสโฆษณาให้ตรงจุดย่อมส่งผลลัพธ์ที่ดีแน่นอน รวมทั้งต้องเร่งเพิ่มความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ลูกค้าออนไลน์รู้สึกวางใจ

ช้อปปิ้งออนไลน์โตอย่างก้าวกระโดด

เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคอย่างมากตลอดช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค โดยผู้บริโภคหันไปใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น จากการสำรวจของ Nielsen CMV พบว่า 1 ใน 3 ของคนไทยปัจจุบันช้อปออนไลน์ และมีอัตราเพิ่มขึ้นจากปี 2019 ถึง 190%

โปรโมชั่นที่ถูกใจขาช้อปออนไลน์มากที่สุด คือคูปองส่วนลด ตามมาด้วยส่วนลดค่าจัดส่ง และโปรโมชั่นประจำเดือน อย่าง 7.7, 8.8 โดยเมื่อถามถึงช่องทางที่เลือกช้อปออนไลน์ คนไทยกว่า 60% เลือกช้อปผ่าน E-marketplace รองลงมาคือ Social media และแอพของห้างและร้านค้า

โฆษณาถูกจุด ผลลัพธ์เกินคาด

โฆษณาผ่านดิจิทัลสามารถทำให้ชาวเน็ตซื้อของได้จริงหรือ? โดย 38% ของคนไทยซื้อสินค้าทันทีหลังจากเห็นโฆษณาในอินเทอร์เน็ต ในขณะเดียวกันการโฆษณาผ่าน Influencer หรือเน็ตไอดอลก็มีการเติบโตขึ้น โดยคนไทย 14% จะซื้อสินค้าตามที่เน็ตไอดอลแนะนำหรือโฆษณา

เมื่อถามถึงช่องทางโฆษณาที่ไว้วางใจมากที่สุด พบว่า เว็บไซต์ของแบรนด์เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นมากที่สุด (33%) รองลงมาคือสื่อทีวี และการเป็นสปอนเซอร์ ในขณะที่ SMS หรือการโฆษณาผ่านข้อความมือถือ มีผู้บริโภคถึง 44% ที่ไม่เชื่อถือการโฆษณาจากช่องทางนี้ เนื่องจากผู้บริโภคกลัวข้อความสแปม หรือข้อความหลอกลวง จากรายงานของ Trust in Advertising พบข้อมูลเพิ่มเติมว่าธีมของการโฆษณามีผลต่อผู้บริโภค โดยธีมที่ถูกใจคนไทยมากที่สุดคือ อิงชีวิตจริง (Real-life situations) โดยเฉพาะชาวมิลเลนเนียลที่ถูกใจโฆษณาประเภทนี้เป็นพิเศษ ในขณะที่ธีมที่ขายความเซ็กซี่หรือล่อแหลมจะได้รับความนิยมน้อยในทุกกลุ่มวัย

ความเป็นส่วนตัวมาเป็นอันดับแรก

คนไทยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ โดยนีลเส็นพบว่ามีเพียง 19% ที่เต็มใจให้ทุกแอพ/เว็บไซต์ติดตามพฤติกรรมของตนเอง 57% อนุญาตให้บางแอพติดตามได้บ้าง และ 20% ที่ไม่อนุญาตให้แอพหรือเว็บไซต์ติดตามหรือแทร็กพฤติกรรมเลย

จะเห็นได้ว่าผู้บริโภคส่วนหนึ่งยินดีที่จะให้ข้อมูลแก่แบรนด์ ซึ่งหมายถึง Personalized Marketing ยังเป็นสิ่งที่สำคัญในปัจจุบัน ผู้บริโภคยังต้องการความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ อยากให้แบรนด์เอาใจ นักการตลาดต้องสามารถตอบสนองต่อข้อเสนอใหม่ๆ ได้ ซึ่งความท้าทายของนักการตลาดในปัจจุบันคือการทำอย่างไรที่จะเข้าใจและรู้ใจผู้บริโภค ภายใต้เงื่อนไขที่ความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคต้องมาอันดับแรก

from:https://www.thumbsup.in.th/nielsen-digital-consumer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nielsen-digital-consumer

3 เครื่องมือที่จะมาแทนที่ Facebook Analytics

ตั้งแต่ Facebook เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Meta หลายบริการที่เคยเป็นชื่อเฟซบุ๊กก็มีการเปลี่ยนชื่อเช่นกัน อย่าง Facebook Business Suite ก็เปลี่ยนมาเป็น Meta Business Suite เพื่อให้การทำงานยังคงเป็นไปในแบบเดิมและไม่กระทบกับรูปแบบการทำงาน

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือช่วงแรกของการเปลี่ยน ระบบหลังบ้านของหลายแบรนด์ต้องเจอค่าแสดงผลที่กลายเป็น 0 หรือรวนเพราะเหมือนเริ่มต้นการอ่านค่าโฆษณาใหม่ และใช้เวลากว่าสัปดาห์ (บางแบรนด์เกือบเดือน) กว่าระบบประมวลผลจะกลับสู่สถานะปกติ

วันนี้ เรามาดูกันว่าหลังจากเปลี่ยนชื่อแล้ว การทำงานอะไรที่ยังทำได้ดีเช่นเดิมบ้าง

1. Meta Business Suite

เป็นเครื่องมือฟรีที่แบรนด์สามารถใช้จัดการโปรไฟล์ Facebook Instagram และบัญชีโฆษณาได้ภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน ผู้ใช้สามารถกำหนดและติดตามเป้าหมายทางการตลาดโดยการจัดการเพจและโฆษณาหลายรายการได้

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการโฆษณาได้ทั้งเดสก์ท็อปและมือถือ, แสดงผลบนหน้าหลักแบบใหม่, แสดงกิจกรรมว่ามีการกดถูกใจหรือแสดงความคิดเห็นบนโพสต์อย่างไรบ้าง, กล่องข้อความที่รวมการสื่อสารบน Facebook และ Instagram ไว้ด้วยกัน เป็นต้น

2. Creator Studio

ครีเอเตอร์สตูดิโอรวบรวมเครื่องมือทั้งหมดที่จำเป็นต้องใช้งานไว้ด้วยกัน เพื่อให้คุณสามารถโพสต์ จัดการ สร้างรายได้ และวัดผลเนื้อหาบนเพจ Facebook และบัญชี Instagram ได้

นอกจากนี้ ครีเอเตอร์สตูดิโอยังช่วยให้ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์และโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ เมื่อสามารถทำได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น เช็คลิขสิทธ์เนื้อหา ดาวน์โหลดเพลงและเสียงประกอบฟรี เป็นต้น

3. Facebook Audience Insights

ระบบหลังบ้าน ที่จะช่วยให้แบรนด์และนักการตลาดทราบถึงข้อมูลและแนวโน้มความต้องการของลูกค้าที่ติดตามในปัจจุบันและอนาคต ทั้งยังมีการรวบรวมการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้แต่ละรายอีกด้วย

 

ที่มา : Meta

from:https://www.thumbsup.in.th/3-tool-change-facebook-analytics?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=3-tool-change-facebook-analytics

นีลเส็นเผยผลสำรวจสื่อโฆษณาที่คนไทยไว้วางใจมากที่สุด

นีลเส็นได้ทำการสำรวจและเปิดเผยผ่าน Nielsen Trust in Advertising report พบว่าสื่อโฆษณาที่ผู้บริโภคไทยไว้วางใจมากที่สุด (Completely trust) ได้แก่

  1. เว็บไซต์ของแบรนด์ 32.80%
  2. โฆษณาผ่านทีวี 28.20%
  3. การเป็นผู้สนับสนุน (Sponsorship) 24.60%
  4. Word of Mouth หรือการบอกต่อ 22.80%
  5. รีวิวบนออนไลน์ 21.20%

ในขณะที่ โฆษณาผ่านข้อความบนมือถือ หรือ SMS เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคไทยเชื่อถือน้อยที่สุด โดยคนไทย 44% ไม่ไว้ใจโฆษณาประเภทนี้ ซึ่งสาเหตุหลัก มาจากที่ปัจจุบัน มีปัญหาข้อความ SMS สแปมระบาดหนัก ข้อความหลอกลวงให้โอนเงิน และการชักชวนเพื่อเข้าเว็บไซต์พนัน

 

ที่มา : Nielsen

from:https://www.thumbsup.in.th/nielsen-trust-advertising?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nielsen-trust-advertising

ภาพรวมเทรนด์และสถิติ E-Commerce ประจำปี 2022

การชอปปิงออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซ กลายเป็นส่วนหนึ่งในการซื้อสินค้าของคนเกือบทุกเพศทุกวัยไปเสียแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากความจำเป็นที่ต้องปรับตัวไปแบบทันทีทันใด โดยผู้บริโภคชาวอเมริกันมีการใช้จ่ายออนไลน์ในเดือนพฤศจิกายน 2020 ไปกว่า 21.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21%

ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายอีคอมเมิร์ซทั่วโลก รวมกว่า 4.921 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2021 และยังมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ทีมงาน thumbsup จึงนำข้อมูลจาก WebsiteBuilderExpert และ RaiNMaker เกี่ยวกับภาพรวมอีคอมเมิร์ซทั่วโลกมาฝากกันค่ะ

ภาพรวมสถิติอีคอมเมิร์ซ

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าเหตุผลที่อีคอมเมิร์ซเติบโตเป็นอย่างดีมาจากปัจจัยเกี่ยวกับโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปี 2020 และการปิดตัวของหน้าร้านค้าปลีก ทำให้แบรนด์ต้องย้ายมาใช้ช่องทางออนไลน์ทดแทน รวมทั้งรูปแบบการใช้จ่ายแบบออนไลน์ จะกลายเป็นเทรนด์ในอนาคต

  • 48% ใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ตั้งแต่ช่วงโควิดระบาด
  • ตัวเลขผู้ใช้จ่ายผ่าน E-commerce ทั่วโลกเติบโตขึ้น 10%
  • Curbside Pickup คิดเป็น 40% ของการสั่งซื้อจากช่องทางออนไลน์

เทรนด์การใช้จ่ายจากสถานการณ์โรคระบาด

ก่อนหน้าโควิดระบาด มีผู้บริโภคเพียง 9% เท่านั้น ที่ซื้อของใช้ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการใช้จ่ายออนไลน์ในช่วงโควิด จะอยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก (เดลิเวอรี่)

แต่ในขณะนี้ มีผู้บริโภคกว่า 63% ซื้อของใช้ผ่านช่องทางออนไลน์ และในอนาคตมีโอกาสที่ผู้บริโภคถึง 86% มีแนวโน้มที่จะใช้การชอปปิงออนไลน์ต่อไปอีกในอนาคต

ของใช้ในบ้านที่ได้รับความนิยมช่วงโควิด

ทางด้านหมวดสินค้ายอดนิยมในช่องทางออนไลน์ จากที่เคยเน้นหนักไปที่กลุ่มแฟชั่น กลับเป็นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และอุปกรณ์การทำงานที่บ้านมากขึ้น เพราะพฤติกรรมในการใช้ชีวิตเป็นรูปแบบการตอบสนองการใช้ชีวิตในบ้านมากขึ้น รวมทั้งงบประมาณในการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ก็สูงขึ้นเช่นกัน

สุขภาพ

  • เครื่องฟอกอากาศ เพิ่มขึ้น 14%
  • เครื่องกรองน้ำ เพิ่มขึ้น 23%
  • เครื่องซักผ้าระบบ Steam เพิ่มขึ้น 46%
  • อุปกรณ์สำหรับ Work from home
  • แล็ปท็อป เพิ่มขึ้น 34%
  • จอมอนิเตอร์ เพิ่มขึ้น 31%
  • เซ็ตหูฟัง เพิ่มขึ้น 31%

เครื่องครัว

  • เครื่องทำกาแฟ เพิ่มขึ้น 39%
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว เพิ่มขึ้น 99%
  • เครื่องปั่น เพิ่มขึ้น 53%

เทรนด์ Curbside Pickup กำลังมา

นอกจากนี้ การสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน จากนั้นให้ไปรับสินค้าที่หน้าร้านค้า ที่แบรนด์เตรียมช่องทางอำนวยความสะดวกไว้ให้ผู้ซื้อเข้าไปรับและตรวจสอบคุณภาพสินค้าได้เองก่อนนำสินค้ากลับไป โดยที่ไม่ต้องเดินเข้าไปเอาในร้าน

เทรนด์นี้เป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่เริ่มมีโควิดระบาด และ 87% ของผู้บริโภคต้องการให้ร้านค้าและแบรนด์ยังคงทางเลือก Curbside Pickup ไว้ต่อไป

ซึ่งผู้บริโภคที่มีความต้องการชอปปิงผ่านระบบนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในช่วงวัย Millennials, Gen Z และ Gen X ตามลำดับ

แนวโน้มการใช้จ่ายออนไลน์ของผู้บริโภคหลังโควิด

  • 39% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มจะชอปปิงทั้งช่องทางออนไลน์และหน้าร้าน
  • 28% ของผู้บริโภคจะชอปปิงออนไลน์เป็นส่วนมาก
  • 24% ของผู้บริโภคตั้งตารอที่จะชอปปิงหน้าร้าน
  • 10% ของผู้บริโภคไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างแน่ชัด

10 ประเทศที่มีตลาด E-commerce ใหญ่ที่สุด

  • จีน ทำรายได้ 672 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
  • สหรัฐอเมริกา ทำรายได้ 340 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
  • สหราชอาณาจักร ทำรายได้ 99 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
  • ญี่ปุ่น ทำรายได้ 79 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
  • เยอรมัน ทำรายได้ 73 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
  • ฝรั่งเศส ทำรายได้ 43 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
  • เกาหลีใต้ ทำรายได้ 37 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
  • แคนาดา ทำรายได้ 30 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
  • รัสเซีย ทำรายได้ 20 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
  • บราซิล ทำรายได้ 19 พันล้านดอลลาร์ต่อปี

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้บริโภคกว่า 57% มีการชอปปิงผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของ E-commerce ที่ไร้ขอบเขต โดยทวีปที่มีการใช้จ่ายให้ต่างประเทศมากที่สุด คือ

  • ยุโรป คิดเป็น 63.4%
  • เอเชีย คิดเป็น 57.9%
  • แอฟริกา คิดเป็น 55..5
  • ละติน อเมริกา คิดเป็น 54.6%

รวมถึงเอเชียยังเป็นทวีปที่มีการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallets) สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทวีปอื่น ๆ โดยคิดเป็น 58.4%

ผู้บริโภคเลือกชอปปิงผ่านโทรศัพท์มากขึ้น

ช่วงหลังมานี้ผู้บริโภคเลือกใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องมือในการชอปปิงออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูสินค้า สั่งซื้อ หรือชำระเงิน ซึ่งคิดเป็น 24% มากกว่าการใช้งานบนเดสก์ท็อป เรียกง่าย ๆ ว่าเดสก์ท็อปเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการนำร่องการขาย แต่ถ้าพูดถึงยอดการเข้าถึงแล้ว ผู้บริโภคส่วนมากเข้าผ่านโทรศัพท์มากกว่า

โดยเฉพาะช่วงโควิดทำให้ผู้บริโภคมีการใช้งานโทรศัพท์เป็นเครื่องมือในการชอปปิงออนไลน์มากขึ้น คิดเป็น 45% ด้วยกัน

ดังนั้นจึงเป็นคำแนะนำที่ดีกับร้านค้าและแบรนด์ว่าควรออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้มีความเป็นมิตรกับการใช้งานบนโทรศัพท์มากขึ้น เพื่อรองรับและให้ประสบการณ์การเข้าชมเว็บไซต์ที่ดีให้กับผู้บริโภค จนทำให้เกิดการซื้อ หรือประทับใจจนต้องอยากกลับมาซื้อซ้ำนั่นเอง

การใช้เทคโนโลยีกับ E-Commerce

การทำการตลาดแบบ Personalization

การทำการตลาดแบบเจาะเฉพาะบุคคล (Personalization) เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ในการทำตลาดในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นการนำข้อมูลอินไซต์ที่มีมาวิเคราะห์พร้อมส่งตรงถึงแต่ละบุคคลให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างตรงจุด

  • 93% ของบริษัทพบว่ายอด Conversion เพิ่มขึ้นเมื่อใช้ Personalized Marketing
  • 44% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะกลับมาซื้อซ้ำ เมื่อได้สัมผัสประสบการณ์แบบ Personalized Shopping

การใช้ Voice Assistants

ในปี 2023 มีแนวโน้มว่าตัวช่วยเรื่องเสียงจะถูกใช้ถึง 8 พันล้าน ย้อนกลับเมื่อปี 2019 จากผลการรายงานของ Microsoft พบว่า 40% ของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา อินเดีย และออสเตรเลียใช้เทคโนโลยีเสียงในการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ ที่เรียกว่าเป็นส่วนแบ่งตลาดหลักเลยก็ว่าได้

ยิ่งช่วงโควิดเกิดขึ้น ยิ่งทำให้เทคโนโลยีเสียงพัฒนาเร็วขึ้น 52% ของผู้ใช้ตัวช่วยเสียงบอกว่ามีการใช้งานเทคโนโลยีเสียงวันละหลายครั้ง หรือเกือบทุกวัน มากขึ้นจากก่อนโควิดถึง 46% ด้วยกัน

การใช้ Chatbots

นับเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานกันมาระยะหนึ่งแล้ว ส่วนมากการทำ E-commerce ที่ผ่านช่องทางออนไลน์เช่นนี้ หลายร้านและแบรนด์ก็มีการใช้แชตบอตเพื่อเข้ามาช่วยสื่อสารกับผู้บริโภค โดยเฉพาะกับเหล่า Gen Z ที่มีความคุ้นชินกับด้านเทคโนโลยีเช่นนี้

นอกจาก แชตบอตจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคแล้ว ก็ยังช่วยให้การทำงานของฝั่งร้านค้าและแบรนด์ง่ายขึ้นอีกด้วย เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรในส่วนของ Customer Service ได้มากถึง 30% ด้วยกัน

  • 47% ของผู้บริโภคซื้อของผ่านแชตบอต
  • 38% ของผู้บริโภคให้คะแนนการใช้งานผ่านแชตบอตในเกณฑ์ดี และเพียง 11% เท่านั้นที่ให้คะแนนในด้านลบ

การค้นหาผ่าน Google พบว่าคำค้นหา ‘แชตบอต’ โตขึ้นกว่า 19 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เกินครึ่งของผู้บริโภคบอกว่ามีแนวโน้มที่จะชอปปิงกับแบรนด์ที่ให้บริการผ่านแชตได้

ส่วนมากแชตบอตช่วยเรื่องการตลาดตั้งแต่การให้บริการ Customer Service 95%, การขายและการทำการตลาด 55% และขั้นตอนการสั่งออเดอร์ 48%

ผู้บริโภคให้ความใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

โลกในปัจจุบันที่ผู้คนตระหนักถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีความคาดหวังต่อร้านค้าและแบรนด์ให้ใส่ใจรักษ์โลกตามไปด้วยเช่นกัน โดยความคาดหวังของผู้บริโภคต่อแบรนด์ในด้านการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมีดังนี้

  • 52% ต้องการให้แบรนด์ลดจำนวนบรรจุภัณฑ์ลง
  • 52% ต้องการให้แบรนด์ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้
  • 48% ต้องการให้แบรนด์ออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
  • 44% ต้องการให้แบรนด์ใช้สารเคมีน้อยลง และเพิ่มส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • 36% ต้องการให้แบรนด์มีความโปร่งใสเกี่ยวกับนโยบายความยั่งยืน
  • 29% ต้องการให้แบรนด์บริจาคให้กลุ่มนักสิ่งแวดล้อม
  • 28% ต้องการให้แบรนด์ร่วมงานกับกลุ่มนักสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น

การเติบโตของอีคอมเมิร์ซยังเพิ่มขึ้นแบบไม่มีจุดสิ้นสุด ดังนั้น แบรนด์หรือนักการตลาดจึงต้องปรับตัวให้เป็นดิจิทัลแบบมากกว่าเดิม การมีหน้าร้านอาจไม่ใช่แค่สิ่งหลักที่คุณต้องคำนึงถึง แต่ควรมีแบบผสมผสานทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ นั่นถึงจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และ Journey ของคนยุคใหม่อย่างแท้จริง

 

ที่มา : WebsiteBuilderExpert

from:https://www.thumbsup.in.th/e-commerce-trend-worldwide-2022?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=e-commerce-trend-worldwide-2022

เลือกตั้งผู้ว่าฯ 2565 กระตุ้นเม็ดเงินสื่อโฆษณามีการตื่นตัว คาดเงินสะพัดเพิ่ม 200 ลบ.

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งแรกในรอบ 9 ปี ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 นี้ รอบนี้มีจำนวนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นครั้งแรกกว่า 7 แสนคน บุคคลที่อายุเกิน 18 ปี อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพเกินกว่าหนึ่งปีและมีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนกว่า 4.5 ล้านคน

ด้วยรูปแบบการใช้เม็ดเงินในสื่อโฆษณาก็เปลี่ยนจากสื่อหลักมาเป็นสื่อออนไลน์ เพราะประชาชนเกือบทุกรุ่น สามารถเข้าถึงสื่อออนไลน์กันสะดวกมากขึ้น ทำให้การสร้างสรรค์คอนเทนต์ของผู้สมัครสำหรับการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องวางแผนเรื่องการนำเสนอนโยบาย การลงพื้นที่เพื่อพบเจอประชาชนของผู้สมัครผ่านรูปแบบการไลฟ์ รวมทั้งการยิงแอดเพื่อประชาสัมพันธ์ตัวผู้สมัครเอง ต่างก็ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน

ดังนั้น ทีมงานของผู้สมัครฯ จะต้องทำการบ้านเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย รวมทั้งการใช้งบสื่อโฆษณาออฟไลน์และออนไลน์ให้หลากหลาย ไม่ใช่เพียงแค่ทำคอนเทนต์และยิงแอดเพียงอย่างเดียว

เพราะหากเทียบกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในครั้งก่อน สื่อหลักที่เข้าถึงประชาชนดีที่สุด คงหนีไม่พ้นสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และวิทยุ ทำให้ตัวเลขการใช้เม็ดเงินชัดเจนกว่ายุคนี้ท่ีช่องทางกระจายไปบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ

หากเปรียบเทียบรูปแบบการหาเสียงหรือการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ที่แตกต่างไปด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ

  1. The Changing Media Landscape : ภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป จากสื่อทรงพลังอย่างโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ถูกแทนที่สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียซึ่งกลายเป็นสื่อกระแสหลักของคนเมือง
  2. From Linear to Omni Customer Journey : เส้นทางของผู้บริโภคที่เข้ามาสัมผัสกับผู้สมัคร ประสบการณ์ในเรื่องต่างๆ และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้สมัคร ไม่ได้มีลำดับหรือรูปแบบที่ตายตัวเหมือนแต่ก่อน
  3. New Political Era & New Eligible Voters : การเมืองยุคใหม่ที่ฟอร์มตัวจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้เกิดการตื่นตัวต่อการติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว นโยบายและองค์ประกอบต่างๆ ในหลายมิติของผู้สมัครแต่ละคน

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบการใช้เม็ดเงินในสื่อโฆษณาเพื่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของปี 2556 ที่ใช้ไปกว่า 40.9 ล้านบาทนั้น พบว่า เน้นหนักไปที่สื่อหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อนอกบ้าน สื่อนอกบ้านที่ใช้รถเป็นสื่อ (Transit) สื่อส่งเสริมการขาย (In-store) แต่ส่วนใหญ่จะใช้แบบผสมผสานทุกสื่อหลักเพื่อเพิ่มโอกาสพบเห็นและจดจำ โดยในยุคนั้นคุณเสรีพิศุทธิ์ ถือว่าเป็นผู้ที่ใช้งบในสื่อแบบผสมผสานมากที่สุด เพราะเป็นผู้สมัครอิสระหน้าใหม่ของยุคนั้น จึงต้องเพิ่มโอกาสการทำความรู้จักกับประชาชน

MI Group จึงเก็บข้อมูลเรื่องเสียงของสังคม ผ่านเครื่องมือ Social Listening ว่าสังคมออนไลน์คิดเห็นอย่างไรกับนโยบายและการหาเสียงของผู้สมัคร พร้อมวิเคราะห์ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละ Generation เค้าเสพสื่ออะไรเป็นหลักและอยู่บน Social Media ไหนกันมากที่สุด มีเทคนิคอะไรที่น่าสนใจในการเข้าถึงและมัดใจฐานเสียงหลักแต่ละกลุ่มได้

จากข้อมูล Social Listening ของ WISESIGHT ในช่วงกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ชัชชาติ สุชัชวีร์ อัศวิน & วิโรจน์ ถูกพูดถึงและมีส่วนร่วมจากชาวโซเชียลมากที่สุด (ตามลำดับ) บนโลกโซเชียล

โดยนโยบายของผู้สมัครที่ได้รับการพูดถึง (engage) มากที่สุดจากโลกโซเชียล คือ

  1. ความโปร่งใส
  2. บริการสาธารณสุข
  3. บำบัดน้ำเสีย
  4. บริหารงาน
  5. น้ำท่วม

ทั้งนี้ ข้อมูลยังสะท้อนเป็นคะแนนความคิดเห็นของชาวโซเชียลในเชิงบวก โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ชัชชาติ วิโรจน์ และรสนา ตามลำดับ

ในแง่นโยบายของผู้สมัครแต่ละคน ภาพรวมนโยบายของ ชัชชาติและ วิโรจน์ ได้รับการพูดถึง (engage) จากโซเชียลมากที่สุด 2 อันดับแรก ส่วนนโยบายในแง่การแก้ไขและพัฒนากรุงเทพ “เรื่องน้ำท่วม” ดูได้รับความสนใจจากโซเชียลมากที่สุด ตามมาด้วยการพัฒนาโดยองค์รวม และการแก้ปัญหารถติด ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีสิทธิเลือกในตั้งแต่ละ Generation (Gen Z, Gen Y, Gen X, Baby Boomer) นิยม เสพคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง บนสื่อหรือแพลตฟอร์มอะไร รวมทั้งการเข้าถึงคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Twitter, และสำนักข่าวโทรทัศน์เป็นหลัก

แม้ว่า Instagram และ TikTok จะเป็นที่นิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ก็เป็นเพียงแพลตฟอร์มที่ช่วยขยายการเข้าถึงและการรับรู้  แต่อาจจะไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ช่วยสร้าง Engagement ระหว่างผู้สมัครและผู้ใช้งานมากนัก

นอกจากนี้ การสร้างสรรค์เนื้อหาให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย แนะนำว่าควรสร้างคอนเทนต์ให้เหมาะกับธรรมชาติของแพลตฟอร์มที่เลือกใช้  เช่น Tiktok ควรเน้น VDO สั้นกระชับ, Facebook เน้นภาพหรือ คลิปวิดีโอสั้น, หากจะสร้างคอนเทนต์บน YouTube ความยาวของคลิปวิดีโอก็ไม่ควรยาวเกินไปหากประเด็นหรือเรื่องราวนั้นไม่ได้โดนใจมากนัก รวมทั้งการทำ LIVE ก็มีธรรมชาติของสื่อที่แตกต่างกัน

หากดูภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาและการใช้เม็ดเงินโฆษณาเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาในปีนี้ เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% หรือประมาณ 84,000 ล้านบาท เฉพาะในช่วงเดือนเมษายน

โดย MI Group มองว่า ภาพรวมความคึกคักของเม็ดเงินสื่อโฆษณา น่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 15-20% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนของปีที่ผ่านมา โดยการใช้เม็ดเงินโฆษณาสำหรับการเลือกตั้ง น่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเน้นหนักไปที่ สื่อออนไลน์และสื่อนอกบ้าน (OOH: Digital Billboard, Billboard) และสื่อโทรทัศน์ ตามลำดับ

ส่วนเม็ดเงินประชาสัมพันธ์ของผู้สมัคร น่าจะเน้นไปอยู่ในรูปแบบอื่นๆ เช่น การผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์, การทำพีอาร์, ขบวนTroop และรถแห่, ป้ายหาเสียง (Cut-out) และการจัดปราศรัย (Hyde Park) เป็นต้น

from:https://www.thumbsup.in.th/election-2022-media-spending?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=election-2022-media-spending

10 เครื่องมือที่จะช่วยทีมโซเชียลมีเดียทำงานให้ดีขึ้น

การทำงานในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ทีมแอดมิน ทีมโซเชียลมีเดีย ทีมการตลาด ทีมประชาสัมพันธ์และทีมขาย ต่างก็ต้องร่วมมือและวางแผนในการออกโปรโมชั่น หรือคอนเทนต์ที่จะทำให้เพจขององค์กรไม่นิ่ง และสร้างโอกาสทางการขายไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ การสร้างโพสต์ สร้างคอนเทนต์ หรือทำกราฟิกภาพต่างๆ ย่อมมีโอกาสผ่านสายตาลูกค้าจำนวนมาก นั่นหมายถึงว่าการสร้างสรรค์ชิ้นงานแต่ละครั้งจะประมาทหรือปล่อยผ่านไม่ได้

วันนี้ thumbsup มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการใช้เครื่องมืออัตโนมัติมาช่วยลดปัญหาในการทำงานให้สั้นลงแต่ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น มาฝากกันค่ะ

ใช้เครื่องมืออัตโนมัติทำงานแล้วดีอย่างไร

การเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดียนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการเข้าสังคม หรือเป็นโอกาสในการทำความรู้จักกันระหว่างแบรนด์กับลูกค้าเท่านั้น แต่ผู้ให้บริการเอง ก็พยายามที่จะสร้างสรรค์เครื่องมือขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาการทำงานให้แก่แบรนด์เช่นกัน นั่นคือ ทีมแอดมินและการตลาดที่ใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ จะสามารถ

  • ตั้งเวลาโพสต์ล่วงหน้าได้
  • บริหารจัดการคอนเทนต์ซ้ำได้
  • หากลูกค้ามีแก้ไขยังปรับเปลี่ยนได้ทันเวลา
  • วิเคราะห์ผลตอบรับจากผู้ติดตามได้

นอกจากนี้ ระบบต่างๆ ยังช่วยลดปัญหาเรื่องพนักงานที่ไม่อาจทำงานเหล่านี้แบบ 24/7 ได้ แต่เรื่องของโอกาสทางการขายบางครั้งก็หยุดไม่ได้เช่นกัน การใช้เครื่องมือท่ีเหมาะสม ใช้การตอบคำถามที่สุภาพและตรงจริตผู้อ่าน ก็ดีกว่าการใช้แค่ข้อความอัตโนมัติทุกครั้ง

ดังนั้น การเลือกข้อความตอบกลับ ต้องใช้ในเรื่องของการบอกข้อมูลเบื้องต้นที่เหมาะสมและหากมีปัญหาก็ต้องมีทีมแอดมินคอยสแตนบายในการตอบปัญหาที่ทันท่วงทีเช่นกัน

เครื่องมืออะไรที่ทีมโซเชียลมีเดียใช้งานได้บ้าง

มาดูประเภทของเครื่องมืออัตโนมัติที่เราสามารถนำไปใช้งานและเหมาะสมในการทำตลาดดิจิทัลกันบ้าง

  • ตั้งเวลาเผยแพร่เนื้อหา (Publishing and scheduling)
  • รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล (Data collection and reporting)
  • เครื่องมือสำหรับสร้างการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer interactions for service and social commerce)
  • เครื่องมือรับฟังเสียงของลูกค้า (Social monitoring and listening)
  • ระบบการสร้างเนื้อหา (Content creation)

เครื่องมือเหล่านี้ เหมาะกับการใช้ในการทำงานประจำทุกวัน เพราะจะช่วยให้มองเห็นโอกาสในการผลิตชิ้นงานต่อๆ ไปได้

สิ่งที่ต้องระวังให้มากในการใช้เครื่องมือ

สุดท้ายคือข้อควรระวังในการใช้เครื่องมืออัตโนมัติ เพราะเสี่ยงต่อการทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์เสียหายได้

  • อย่าใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติมากเกินไป เพราะเสี่ยงเกิดสแปมได้ง่าย
  • อย่าโพสต์ข้อความที่เหมือนกันในทุกแพลตฟอร์ม ควรปรับคำให้เหมาะสม
  • อย่าตั้งค่าการโพสต์แบบเดิมทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานเกินไปจนลืม
  • อย่ายิงแอดแบบเดิมรัวๆ หรือแก้ไขบ่อยครั้งจนเกินไป

มีเครื่องมือมากมายที่เหมาะกับการทำงานของทีมโซเชียลมีเดีย อยู่ที่ว่าเราจะวางแผนในการเลือกซื้อหรือปรับใช้อย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ลองเลือกบริษัทซอฟต์แวร์ที่ตอบโจทย์การทำงานของคุณดูนะคะ

 

ที่มา : Hootsuite

from:https://www.thumbsup.in.th/10-tool-for-social-media-teams?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=10-tool-for-social-media-teams

จดไว้เลย! รูปแบบโฆษณาที่เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม

ไม่ว่าคุณจะเป็นการตลาดสายไหน เราก็เชื่อว่าคุณยังเป็นสายเปย์ระดับหนึ่งในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าบนช่องทางออนไลน์ เพราะในยุคนี้ เรียกได้ว่าหากไม่อัดเม็ดเงินเข้าไปก็ยากที่คนจะมองเห็น

ยิ่งเป็นงานโฆษณาที่การแข่งขันสูงก็ยิ่งทำให้ยากในการเข้าถึงโอกาสรับรู้ หากกลุ่มเป้าหมายของคุณไม่ได้ให้ความสนใจในสินค้าหรือบริการของคุณจริงๆ

thumbsup จะมาช่วยแนะนำรูปแบบโฆษณาบนโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่าง Facebook, YouTube และ Google Ads ให้ทราบกันว่า เม็ดเงินที่คุณกำลังใช้ไปกับเครื่องมือหรือลูกเล่นของแพลตฟอร์มดังเหล่านี้นั้น จะช่วยให้คุณได้ประโยชน์อะไรกลับมาบ้าง

YouTube Ads

รูปแบบโฆษณา

  1. TrueView In-Stream Ads
  2. TrueView Discovery Ads
  3. Non-Skippable Video Ads (โฆษณาวิดีโอที่กดข้ามไม่ได้)
  4. Bumper Ads (โฆษณาที่แสดงเพียง 6 วินาทีและไม่สามารถกดข้ามได้)

เหมาะสำหรับการโฆษณาแบบใดบ้าง

  • เพิ่มโอกาสในการขาย การเข้าชมเว็บไซต์ การรับรู้แบรนด์และการเข้าถึง การพิจารณาผลิตภัณฑ์และแบรนด์ Display Ads
  • การพิจารณาผลิตภัณฑ์และแบรนด์
  • การรับรู้แบรนด์และการเข้าถึง
  • การรับรู้แบรนด์และการเข้าถึง

Google Ads

รูปแบบโฆษณา

  1. Search Network Campaign โฆษณาผ่านการค้นหาบน Google
  2. Display Network Campaign ดึงดูดความสนใจด้วยรูปภาพและโฆษณา
  3. Shopping Campaign แสดงผลิตภัณฑ์
  4. Video Campaign แสดงเรื่องราวของธุรกิจผ่านวิดีโอ
  5. App Campaign โปรโมทแอปต่อผู้ใช้ที่เหมาะสม

เหมาะสำหรับการโฆษณาแบบใดบ้าง

  • เพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้า หรือทางช่องทางออนไลน์ เพิ่มโอกาสในการขาย เพิ่มจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์
  • โปรโมทแบรนด์ สร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์ ช่วยเพิ่มยอดขาย เพิ่มโอกาสในการขาย
  • โปรโมตผลิตภัณฑ์บนช่องทางออนไลน์ หากลุ่มเป้าหมายที่เข้าเกณฑ์และมีคุณภาพ เพิ่มจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์และกิจการที่มีหน้าร้านจริง
  • พิจารณาผลิตภัณฑ์และแบรนด์ การรับรู้แบรนด์และการเข้าถึง
  • ปริมาณในการติดตั้ง การดำเนินการในแอป สั่งซื้อเกมหรือเล่นเกม

Facebook Ads

รูปแบบโฆษณา

  1. Brand Awareness การรับรู้แบรนด์
  2. Reach การเข้าถึง
  3. Traffic จำนวนผู้เข้าชม
  4. Engagement การมีส่วนร่วม
  5. Store Visit การเยี่ยมชมหน้าร้าน
  6. Video View จำนวนการรับชมวิดีโอ
  7. Lead Generation การสร้างลูกค้าเป้าหมาย
  8. Message ข้อความ
  9. Conversion กลุ่มคอนเวอร์ชัน
  10. Product Catalog การขายทางแคตตาล็อก

เหมาะสำหรับการโฆษณาแบบใดบ้าง

  • เพิ่มการรับรู้แบรนด์ เข้าถึงผู้คนที่มีแนวโน้มที่จะจดจำกับโฆษณาของคุณและเพิ่มการรับรู้ถึงแบรนด์ เหมาะกับแบรนด์ใหม่ที่คนยังไม่รู้จักมาก
  • เน้นส่งโฆษณาให้มีจำนวนคนเห็นมากที่สุด เน้นแสดงโฆษณาให้มีคนเห็นมากที่สุด เหมาะกับแบรนด์ดังที่เป็นที่รู้จักอยู่หรือต้องการทำ Flash Sale ซึ่งใช้ในระยะเวลาสั้นๆ
  • เพิ่มจำนวนในการนำส่งคนเข้าเว็บไซต์โดยส่งไปให้คนที่ชอบคลิกลิงก์
  • เน้นการมีส่วนร่วมกับโพสต์ การมีส่วนร่วมกับโพสต์ กดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ จำนวนการกดถูกใจเพจ การตอบรับงานกิจกรรม
  • โปรโมทตำแหน่งที่ตั้งของร้านหรือธุรกิจของคุณต่อคนที่อยู่ใกล้เคียงกับตำแหน่งที่ตั้งร้านของคุณ เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน
  • เพิ่มการรับรู้สินค้า บริการ แบรนด์ของคุณผ่านวิดีโอ
  • เก็บรวบรวมข้อมูลจากคนที่สนใจธุรกิจของเรา เก็บข้อมูลผ่านการลงทะเบียน กรอกฟอร์ม
  • กระตุ้นให้ผู้คนสนทนากับธุรกิจของคุณมากขึ้นใน Messenger
  • กระตุ้นให้เกิดการดำเนินการบนเว็บไซต์ เช่น กดเพิ่มสินค้าลงตระกร้า กดกรอกข้อมูลชำระเงิน
  • เน้นการแสดงสินค้าเหมาะสำหรับ E-commerce

รูปแบบการโฆษณาแต่ละแพลตฟอร์ม มีเสน่ห์และความสามารถที่แตกต่างกัน ดังนั้น แบรนด์และนักการตลาดก็จำเป็นต้องเรียนรู้และปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละช่องทางด้วยนะคะ

ในเมื่อต้องเสียเงินแล้ว ก็อย่าให้เสียเปล่า ต้องได้ผลลัพธ์ที่กลับมาอย่างคุ้มค่าด้วยค่ะ

 

ที่มา : Stepstraining

from:https://www.thumbsup.in.th/ad-on-platform?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ad-on-platform

กลยุทธ์การตลาดที่สำคัญเป็นอย่างมากในยุคของ Gen Z

Gen Z กลายเป็นกลุ่มลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งบนโลกออนไลน์ นักการตลาดส่วนมากยังคงที่จะมองหากลยุทธ์ที่จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนกลุ่มนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างล้นหลาม

เหตุผลที่นักการตลาดให้ความสนใจนั่นก็เพราะ Gen Z มีวิถีชีวิตที่เติบโตขึ้นมาและประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างจากคนรุ่นอื่นๆ มาก

โดยชาว Gen Z ถือว่าเป็นคนที่มีช่วงวัยกลุ่มแรกที่ใช้งานโลกดิจิทัลแบบเต็มที่และมีมุมมองที่กว้างขวาง เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามพัฒนาการของเรื่องราวผ่านทางหน้าจอ จึงส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคของคนยุคGen Zนั้นไม่เหมือนใครเช่นกัน

วันนี้ ทีมงาน thumbsup จะมาแนะนำกลยุทธ์เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมกับชาว Gen Z มาฝากกันครับ

เน้นการสร้างคุณค่าของความเป็นคนให้กับพวกเขา

Gen Z มีค่านิยมที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน คือ การที่พวกเขาถือว่าตัวเองเปิดใจมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ อีกทั้งยังเห็นแก่ผู้อื่นและใส่ใจในสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากอีกด้วย

เหตุผลก็เพราะการถูกเลี้ยงดูที่ควบคู่ไปกับการเข้าถึงโลกดิจิทัล ซึ่งทำให้ตระหนักถึงโลกรอบตัว ที่สำคัญคือพวกเขาต้องการที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ส่งผลให้พวกเขารู้สึกถูกดึงดูดไปกับแบรนด์ที่ให้ค่ากับความถูกต้องและการตอบแทน

นอกจากนี้ ชาว Gen Z จะมองหาแบรนด์ที่แฝงไปด้วยค่านิยมที่พวกเขามี ไม่ว่าจะเป็น การโชว์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความหลากหลายและการไม่แบ่งแยก

ยกตัวอย่างเช่น การที่พวกเขายินดีที่จะจ่ายเพื่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการที่จะเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ดังต่างๆ หรือการที่พวกเขามักชื่นชมเนื้อหาคอนเทนต์ที่เป็นของแท้และแสดงความจริงใจจากแบรนด์

ดังนั้น นักการตลาดต้องมุ่งเน้นไปที่เรื่องคุณค่าของความเป็นคนและสังคมให้มากขึ้น เพื่อให้ชาว Gen Z รู้สึกว่ามีการเชื่อมโยงมากยิ่งขึ้น

เน้นที่อาชีพในอนาคตหรือเป้าหมายชีวิตของ Gen Z

ชาว Gen Z นับได้ว่าเป็นยุคที่เติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ประกอบกับการระบาดใหญ่ทั่วโลก ทำให้พวกเขาได้พบเห็นปัญหามากมาย ทั้ง การดิ้นรนกับปัญหาความไม่มั่นคงทางการเงิน ปัญหาทางสังคมและปัญหาชีวิต อีกมากมาย

ด้วยประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้ชาวเจน Z มีความมุ่งมั่นต่ออนาคตของพวกเขาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและความมั่นคงทางการเงิน

พวกเขามีความต้องการที่จะเติบโตสูงขึ้น จึงต้องการเรียนรู้ในทักษะใหม่ ๆ และหลากหลายขึ้น ดังนั้น นักการตลาดจึงควรสร้างแหล่งข้อมูลการเรียนรู้สำหรับผู้บริโภค Gen Z เพื่อที่จะสนับสนุนการมีส่วนร่วมและการเติบโตในอาชีพของพวกเขา

นอกจากนี้ ชาวเจน Z ยังต้องการให้คุณค่าต่อแบรนด์ที่มีคอนเทนต์ที่เกิดประโยชน์ต่อตัวพวกเขาและเข้าถึงเนื้อหาคอนเทนต์นั้นบ่อยๆ

ความต้องการของ Gen Z

แพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้โลกระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคในยุคนี้เชื่อมต่อกันได้มากขึ้น นักการตลาดมักต้องการดึงดูดกลุ่มลูกค้าให้ได้มาก การเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ ลงในคอนเทนต์รูปแบบต่างๆ จะช่วยให้แบรนด์มีส่วนร่วมกับผู้ชม Gen Z มากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขามีวิสิยทัศน์ใหม่ๆ เกี่ยวกับแบรนด์บนโลกดิจิทัลอยู่เสมอ

ดังนั้น แบรนด์จึงต้องมีวิสัยทัศน์อะไรที่แปลกใหม่ เพื่อที่จะดึงดูดลูกค้าในยุคนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ที่ทำคอนเทนต์ในแนวตลก มีม หรือกราฟิกสวยๆ เพื่อช่วยให้ผู้คนรู้สึกว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงแบรนด์ของเราได้ง่ายขึ้น

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีใหม่ๆ ที่แบรนด์สามารถใช้ในการคว้าใจผู้บริโภคในยุคนี้ได้ รวมไปถึงการใช้ภาษาบนโลกดิจิทัลในการสื่อสารกับ Gen Z ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะแสดงให้เห็นว่า แบรนด์ใส่ใจเกี่ยวกับค่านิยมและความชอบของพวกเขา

ฟังเสียงความต้องการให้มากกว่าเดิม

ในโลกออนไลน์ยุคปัจจุบัน ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย สิ่งที่ชาวเจน Z ต้องการ คือความรู้ที่ไม่ซ้ำใคร ดังนั้น แบรนด์และนักการตลาดต้องมอง เจาะจงลูกค้ากลุ่มนี้ให้ละเอียดขึ้น เพื่อที่จะได้วิเคราะห์ความต้องการข้อมูลในแง่มุมต่างๆ เพราะรูปแบบเนื้อหาเดิมๆ อาจไม่เป็นผล

นั่นชี้ให้เห็นว่าแบรนด์สินค้าหรือตัวผลิตภัณฑ์ ที่จะออกมาหลังจากนี้ต้องมีความเฉพาะเจาะจงและมีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องมีการรับฟัง “เสียง” ความต้องการของคนในยุคนี้ให้มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การเข้าใจความต้องการและใส่ใจต่อความต้องการของชาวเจน Z จะช่วยสร้างความประทับใจให้แก่พวกเขา ซึ่งนำมาสู่การแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคมากขึ้น

กล้าที่จะลองตลาดใหม่ๆ

อีกหนึ่งสิ่งที่แบรนด์ต้องกล้าลองทำดูสักครั้ง คือ การทดลองเข้าไปทำตลาดในรูปแบบใหม่ๆ เพราะชาว Gen Z เริ่มแยกกลยุทธ์การตลาดแบบเดิมๆ ได้แล้ว และพวกเขาก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับสิ่งเหล่านั้น

ดังนั้น แบรนด์จึงต้องกล้าที่จะสื่อสารกลยุทธ์ในรูปแบบใหม่ๆ ผ่านช่องทางที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นไม่ได้จำกัดแค่แพลตฟอร์มเดิมๆ อย่าง Facebook Twitter TikTok YouTube แต่อาจจะลองเข้าไปในแพลตฟอร์มใหม่ๆ บ้าง เช่น LinkedIn Snapchat Clubhouse เพื่อให้ชาวเจน Z รู้สึกว่าไปที่ไหนก็ต้องเจอ

ขณะเดียวกันต้องจุดประกายในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของตัวแบรนด์ที่ผู้คนอยากจะเข้าถึงด้วย

เพราะฉะนั้นแต่ละคอนเทนต์ที่ถูกผลิตออกมา จำเป็นต้องทำได้อย่างน่าดึงดูด และมีความซื่อตรง เพื่อทำให้ผู้คนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมไปกับคอนเทนต์เหล่านั้น

 

from:https://www.thumbsup.in.th/gen-z-strategies?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gen-z-strategies