คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

“เราอยู่ข้างคนไทยเสมอ” ฟู้ดแพนด้า กับการผสมสื่ออย่างเหมาะสมหลังเจอกระแสแอนตี้แบรนด์บนโลกออนไลน์

หลังจากกระแส #แบนเนชั่น ในทวิตเตอร์ ส่งผลกระทบต่อหลายแบรนด์ที่เคยลงโฆษณาในช่องทีวีดิจิทัลอย่าง เนชั่น แม้จะมีแถลงการณ์ออกมาอย่างเป็นทางการแต่หลายธุรกิจก็ออกมาปัดการซื้อสื่อต่างๆ ว่าเป็นการซื้อแพคผ่านเอเจนซี่ ทีมงาน Thumbsup ได้สอบถามคุณโลมา ตียาภรณ์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท ฟู้ดแพนด้า เกี่ยวกับกรณีนี้

“เราเป็นกลางและอยู่ข้างประชาชนทุกคนครับ”

คุณโลมา เล่าว่า การลงสื่อโฆษณาในช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์นั้น เราพยายามผสมผสานทั้งสองด้านให้เหมาะสม เพราะไม่ว่าลูกค้าจะอยู่จุดใดก็ต้องเข้าถึงฟู้ดแพนด้าได้ ซึ่งเรารับฟังทุกเสียงของลูกค้าทุกคน และกระแสที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ไม่ใช่แค่แบรนด์เราเท่านั้น แต่เจอกันหลายแบรนด์และทุกแบรนด์ต่างก็ต้องหาทางแก้ไขอย่างเหมาะสม

บริษัทยังคงใช้เอเจนซี่ในการมองหาสื่อที่เหมาะสมในการทำแคมเปญและสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพราะเขาจะทราบว่าช่องทางใดเหมาะสมในการบอกต่อแต่ละแคมเปญกับลูกค้าแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเราจะมีแคมเปญใหญ่ช่วงปลายปี (พ.ย.) หลังจากฟู้ดแพนด้ามีให้บริการครบ 77 จังหวัด

นอกจากนี้ เรายังวางแผนจะใช้งบในการตลาดครั้งใหญ่ในกิจกรรมนั้นและยังคงเลือกบอย ปกรณ์เป็นพรีเซนเตอร์ต่อเนื่อง เพราะภาพลักษณ์ของบอยสามารถสื่อสารกับลูกค้าทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี และลูกค้าจดจำเราได้มากขึ้นจากการเลือกใช้บอย ในการทำแคมเปญเพียงแต่ช่วงนี้เจอกระแสโควิด-19 ทำให้เราไม่สามารถจัดกิจกรรมออฟไลน์ผ่านพรีเซ็นเตอร์ได้

แม้ว่า ฟู้ดแพนด้าจะเป็นบริษัทภายใต้ เดลิเวอรี่ฮีโร่ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในเยอรมนี แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะสื่อสารกับลูกค้าด้วยความเป็นตัวตนของประเทศนั้นๆ

from:https://www.thumbsup.in.th/food-panda-online-crisis?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=food-panda-online-crisis

10 อันดับพฤติกรรมบนวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ที่แบรนด์ต้องปรับตัว

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิต และพฤติกรรมการบริโภคสินค้า-บริการ

สำหรับภาคธุรกิจเองก็จำเป็นต้องปรับตัวไปพร้อมๆ กับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อรักษาฐานลูกค้า สภาพคล่อง และโอกาสเติบโตของธุรกิจในอนาคต

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทยผู้เชี่ยวชาญตลาดแรงงานเชิงนวัตกรรมชั้นนำระดับโลก ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 1,124 คนเพื่อจัดอันดับ 10 พฤติกรรมที่ส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิตและการทำงาน ดังนี้

อันดับ 1 คือ พฤติกรรมเกี่ยวกับรูปแบบการช้อปปิ้งออนไลน์

คิดเป็น 90.91% ซึ่งเห็นได้ชัดในสถานการณ์ครั้งนี้ที่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดอี-คอมเมิร์ซ เติบโตพุ่งขึ้นไปอีก  ข้อมูลจากบริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด (Priceza) มีคาดการณ์ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ หรือช้อปออนไลน์ในกลุ่ม C2C หรือ Customer to Customer ไม่รวมบริการจองที่พักโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน ดิจิทัลคอนเทนต์ และบริการอื่น ๆ ระบุว่าในปี 2563 ธุรกิจช้อปออนไลน์มีมูลค่าที่ 220,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 4-5% ของค้าปลีกทั้งประเทศ  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าช้อปปิ้งออนไลน์ในปี 2563 มีการเติบโต 35% จากปี 2562 ที่มีมูลค่า 163,300 ล้านบาท สัดส่วน 3% ของค้าปลีกทั้งประเทศ นับว่าโควิดเป็นแรงกระตุ้นให้อัตราการช้อปออนไลน์เติบโตสูงขึ้นมากทีเดียว     

อันดับ 2 คือ วิถีการทำงานในรูปแบบ Work From Home

คิดเป็น 81.82% ซึ่งเเข้ามาปรับพฤติกรรมแรงงานให้เข้าสู่โหมดออนไลน์โดยมีแพลตฟอร์มการประชุมมากมาย  อาทิ  Zoom และ Microsoft Team เป็นต้น

อันดับ 3 คือ ความบันเทิงผ่านระบบออนไลน์

คิดเป็น  72.73% ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การเดินทางออกมาท่องเที่ยว หรือชมภาพยนตร์ในแบบปกติมีข้อจำกัด ดังนั้น รูปแบบความบันเทิงของผู้คนทั่วไปจึงอยู่ในระบบออนไลน์มากขึ้น มีแอปพลิเคชันบันเทิงในการดูภาพยนตร์  ฟังเพลงให้เลือกใช้บริการมากมายทั้งในแบบฟรีและคิดค่าบริการ  ซึ่งเสริมให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตเพิ่มขึ้น  และกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ กับอินเทอร์เน็ตมีอัตราการใช้งานที่เพิ่มขึ้นนับเป็นอานิสงค์ให้กับผู้ให้บริการ

อันดับ 4 การชำระเงินผ่านระบบออนไลน์

กลุ่มบริการ E-Payment หรือการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์คิดเป็น 63.64% ที่มีการใช้บริการเพิ่มขึ้น  ปัจจุบันหลายๆ ธุรกิจเพิ่มช่องทางการชำระเงิน  รวมถึงภาครัฐและภาคธนาคารผลักดันให้เกิดสังคมไร้เงินสด  ซึ่งโควิดนับว่าเป็นแรงกระตุ้นให้เราก้าวสู่สังคมไร้เงินได้เร็วยิ่งขึ้นครอบคลุมในการจ่ายเงินในการซื้อสินค้าและบริการ โดยจะเห็นได้จากทุกวันนี้เราใช้บริการเรียกแท็กซี่ผ่านสมาร์ทโฟน และจ่ายเงินโดยไม่ต้องมีเงินสดแล้ว

อันดับ 5 E-learning การเรียนทางไกล

พ่อแม่ผู้ปกครองคงปฏิเสธไม่ได้  เมื่อลูกหลานไม่สามารถไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนแบบปกติไม่ได้  โรงเรียนและครูอาจารย์นำเครื่องมือที่เรียกว่า อี-เลิร์นนิ่ง (E-learning)  มาใช้ในการเรียนทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 54.55%  ดังนั้น เด็กและเยาวชน  รวมทั้งผู้ปกครองมีการปรับตัวเพื่อใช้อี-เลิร์นนิ่ง  นอกจากนี้คนในวัยทำงานก็ใช้เครื่องมือนี้ในฝึกอบรมและสัมมนาอีกด้วย

อันดับ 6 การติดต่อสื่อสาร

ด้านระบบเครือข่ายการสื่อสารหรืออินเทอร์เน็ต ต้องมีความเร็วสูง แรง และเสถียรเพื่อรองรับการใช้งานในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าวในอันดับต้นๆ  นับว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 45.45%

อันดับ 7 การดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยี

ปัจจุบันมีสมาร์ทดีไวซ์ที่เข้ามารองรับการใช้งานด้านนี้เพื่อเพิ่มความสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Smart Watch และการรับคำปรึกษาปัญหาสุขภาพออนไลน์ คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 36.36%

อันดับ 8 การบริหารการจัดส่งสินค้าด้วยเทคโนโลยี

ในยุคดิจิทัลที่มีแอปพลิเคชันรองรับการให้บริการมากมาย  ทำให้อุตสาหกรรมด้านการให้บริการโลจิสติกส์มีการแข่งขันอย่างมาก ซึ่งหัวใจการให้บริการคือ ความเร็ว  ดังนั้น เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยให้การให้บริการนี้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นับว่ามีสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงในอัตราส่วนไม่น้อยอยู่ที่ 27.27%

อันดับ 9 ระบบการผลิต 3D Printing

เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการผลิตหน้ากากอนามัยให้เข้ากับรูปหน้าของผู้สวมใส่นั้นๆ คิดเป็นสัดส่วน 18.18%

อันดับ 10 โดรนและหุ่นยนต์

การนำโดรนและหุ่นยนต์ เข้ามามีบทบาทในการช่วยทำงาน  ซึ่งในงานบางอย่างอาจจะไม่ต้องใช้แรงงานคนมีสัดส่วนอยู่ที่ 9.09%

from:https://www.thumbsup.in.th/10-new-normal?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=10-new-normal

นีลเส็นเผยรายงานคนไทยใช้สื่อดิจิทัลและทีวีสูง นักการตลาดควรวางแผนให้ดี

นีลเส็นได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสื่อชาวไทยในปีนี้ โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ก่อนการระบาด ช่วงเกิดการระบาด และหลังการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมสื่อ ไม่ว่าจะเป็น สื่อดิจิทัล สื่อทีวีและสื่อวิทยุ รวมทั้งภาพรวมทั้งหมดเพื่อเช็คสถานการณ์จากการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก ส่งผลกระทบในการใช้จ่ายสื่ออย่างไร

แน่นอนว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ด้านสภาพจิตใจ การดำรงชีวิต หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงในด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายและการบริโภคสื่อ ต่างก็มีผลต่อการตัดสินใจของแบรนด์และนักการตลาดทั้งสิ้น

ทั้งนี้ นีลเส็นเผยผลการศึกษาล่าสุดจากรายงาน ภูมิทัศน์สื่อในประเทศไทย และสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคความปกติใหม่’ (WHAT’S NEXT IN THE NEW NORMAL) แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมสื่อในประเทศไทยว่าเป็นไปในทิศทางใด

ภาพรวมการใช้สื่อ

ในช่วงที่เกิดการระบาด คนไทยมีความต้องการติดตามข่าวสารข้อมูลจึงทำให้การบริโภคสื่อหลักอย่างทีวีดิจิทัล และวิทยุนั้น มีการเติบโตสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่จะเกิดการระบาดหนัก ในขณะที่เราจะเห็นได้ว่าเมื่อสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ความปกติใหม่ สื่อทีวีนั้นมีอัตราผู้ชมโดยเฉลี่ยกลับไปเทียบเท่ากับช่วงก่อนโควิด แต่สื่อวิทยุยังคงระดับผู้ชมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสื่อดิจิทัล ที่ผู้ชมยังคงมีระยะเวลาการรับชมที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนโควิด

สำหรับสื่อดิจิทัลในช่วงที่เกิดการระบาด โดยรวมแล้วระยะเวลาที่คนไทยใช้บนสื่อดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้นในทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 13-34 ปี ซึ่งใช้เวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 2 ชั่วโมง 16 นาทีต่อวัน และยังคงใช้เวลาบนสื่อดิจิทัลมากขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดแม้ว่าสถานการณ์ในช่วงเดือนมิถุนายนจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

อัตราการดูทีวีของช่วงวัยต่างๆ

ข้อมูลวิจัยแสดงให้เห็นว่า ในช่วงกักตัวหรือทำงานจากที่บ้าน คนไทยมีการดูทีวีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากความต้องการอัพเดทข่าวสารข้อมูล อย่างไรก็ตามตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศไทยเริ่มดีขึ้น เคอร์ฟิวถูกยกเลิก หลายๆ ธุรกิจเริ่มเปิดกิจการ บริษัทฯ และโรงเรียนเริ่มทยอยเปิด อัตราการดูทีวีของคนไทยจึงเริ่มปรับกลับมาเป็นจำนวนเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดการระบาดหนักในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563

อย่างไรก็ตาม หากเราแยกกรุงเทพและพื้นที่ชนบท จะเห็นได้ว่าอัตราการดูทีวีในพื้นที่ชนบทนั้นปรับตัวลงต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดเล็กน้อย ทั้งนี้สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เรทติ้งการดูทีวีลดน้อยลงมาจากสภาพอากาศที่ไม่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นพายุ ฝนตกหนัก หรือน้ำท่วมในหลายๆ พื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทุกปี

ในช่วงที่เกิดการระบาดหนักของโควิด-19  เราเห็นว่าผู้ชมทีวีในทุกกลุ่มอายุใช้เวลาในการดูทีวีนานขึ้น แต่ที่น่าสนใจคือผู้ชมในกลุ่มอายุ 4-14 ปี มีการเข้ามาดูทีวีเพิ่มขึ้น และใช้ระยะเวลาในการดูทีวีเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 40 นาทีต่อวัน อยู่ที่ 3 ชั่วโมง 57 นาที เทียบกับเมื่อช่วงก่อนการระบาด และถึงแม้จะเข้าสู่ยุคความปกติใหม่ผู้ชมในกลุ่มอายุนี้ยังคงใช้ระยะเวลาในการดูทีวีมากกว่าช่วงก่อนการระบาดอยู่ 10 นาที ที่ 3 ชั่วโมง 26 นาที ในขณะที่ผู้ชมกลุ่มอื่นๆ ใช้เวลารับชมทีวีกลับสู่ระดับปกติ

คอนเทนต์ข่าวยังเป็นที่ต้องการสูง

ในส่วนของเนื้อหาหรือคอนเทนต์ในการรับชมทีวี แม้ว่าคนไทยจะสามารถเสพข่าวบนช่องทางออนไลน์ได้ แต่เราเห็นถึงการเติบโตของผู้ชมข่าว ละคร/มินิซีรีย์ ฟีเจอร์ฟิล์ม ไลท์เอนเตอร์เทนเมนต์ และซีรีย์ต่างประเทศในช่วงที่มีการระบาด แต่เมื่อเข้าสู่ยุคความปกติใหม่ การรับชมทีวีของเนื้อหาเหล่านี้ก็เริ่มกลับเข้าสู่ความปกติแบบเดิม เหมือนช่วงก่อนเกิดการระบาดหนัก

ข่าวเป็นเนื้อหาประเภทเดียวที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องแม้ว่าสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้น เนื่องจากในหลายเดือนที่ผ่านมาประเทศไทยมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและกลายเป็นข่าวใหญ่ รวมทั้งมีประชาชนให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้คอนเทนต์ที่ได้รับผลกระทบและเสียจำนวนยอดผู้ชมในช่วงการระบาดคือรายการกีฬา แต่เมื่อเหตุการณ์ดีขึ้น สามารถมีการจัดการแข่งขันกีฬา ยอดรับชมรายการกีฬาก็เริ่มทยอยกลับมาตั้งแต่เดือนกรกฏาคมเป็นต้นมา

สื่อวิทยุมีการใช้งานมากขึ้น

สื่อวิทยุเป็นที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีผู้บริโภคฟังเพิ่มขึ้นในช่วงการระบาด โดยประเภทที่มีผู้ฟังเพิ่มขึ้นคือ ลูกทุ่ง เพลงไทย ข่าว/กีฬา และเพลงสากล โดยที่ลูกทุ่ง และเพลงไทยยังคงมีผู้ฟังเพิ่มขึ้นแม้ว่าเราเข้าสู่ยุคความปกติใหม่แล้วก็ตาม

ในส่วนของสถานที่ที่รับฟังนั้น บ้านและที่ทำงานเป็นสถานที่ที่ผู้บริโภครับฟังวิทยุเพิ่มมากขึ้น โดยผ่านอุปกรณ์อย่างโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ทำให้ช่วงเวลาที่ฟังวิทยุขยายเพิ่มมากขึ้นเป็นช่วงเวลา 8 โมงเช้า ถึงบ่ายสองโมง ทั้งวันธรรมดาและเสาร์อาทิตย์

 

การเคลื่อนไหวของสื่อต่างๆ ในยุคความปกติใหม่

สำหรับอุตสาหกรรมโฆษณา มูลค่าเม็ดเงินโฆษณาในประเทศไทยเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ จากเดือนมิถุนายน (-27%) เดือนกรกฏาคม (-20%) และล่าสุดเดือนสิงหาคม ที่มีการเติบโตคิดเป็น -13% เทียบกับปี 2019 ซึ่งทุกสื่อมีการลงเม็ดเงินโฆษณาเพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงที่มีการระบาดหนักในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม

แต่เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีซึ่งเป็นช่วงก่อนที่โควิดระบาดหนักแล้ว สื่อทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออินเทอร์เน็ตคือสื่อที่ยังมีการลงเม็ดเงินโฆษณาที่เพิ่มขึ้นอยู่

นอกจากนี้ในด้านเนื้อหาโฆษณา สื่อต่างๆ มีการปรับเนื้อหาให้เข้ากับสถานการณ์การระบาด ยกตัวอย่างเช่นในช่วงระหว่างการระบาดหนัก เนื้อหาส่วนใหญ่จะมีลักษณะของการเตือน การให้ความรู้ ให้กำลังใจ และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นเนื้อหาก็จะแสดงให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตในยุคปกติใหม่

โดยตัวแสดงจะใส่หน้ากากอนามัย หรือมีการเว้นระยะห่างให้เห็น ส่วนธุรกิจต่างๆ ก็จะโปรโมทสินค้าและบริการโดยให้เห็นถึงความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

“ในช่วงที่เกิดวิกฤตคือช่วงที่สำคัญที่สุดที่เจ้าของสินค้าและนักการตลาดจะต้องเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภค” กล่าว คุณรัญชิตา ศรีวรวิไล ผู้อำนวยการ บริษัท นีลเส็น มีเดีย ประเทศไทย “จากการศึกษาข้อมูลในอดีตช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเราเห็นว่าแผลจากการตัดทอนโฆษณาในช่วงนั้น รุนแรงและลึกแค่ไหน เราเห็นว่าแบรนด์สามารถเสียผลกำไรระยะยาวถึง -2% ในทุกๆไตรมาสที่ไม่ได้มีการออกสื่อ และใช้เวลานานถึง 3-5 ปีในการกู้คืนคุณค่าของแบรนด์ (brand equity) ที่เสียไปในช่วงระยะเวลาที่เราไม่ได้อยู่ในสายตาของลูกค้า ส่วนแบรนด์ที่ยังคงรักษาหรือเพิ่มระดับของการลงโฆษณาในช่วงวิกฤต มีโอกาสที่จะได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นถึง 0.5 จุดเมื่อเทียบกับแบรนด์ที่ลดการลงโฆษณา”

 

from:https://www.thumbsup.in.th/nielsen-report-digital-tv?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nielsen-report-digital-tv

สถิติการใช้งาน Youtube Thailand 2020 รวมทั้งเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยให้แบรนด์วางแผนสื่อง่ายขึ้น

กลับมาอีกครั้งสำหรับ Youtube Brandcast 2020 ที่เป็นการรวมข้อมูลประจำปีของครีเอเตอร์ แบรนด์และพฤติกรรมการใช้งานคอนเทนต์ประเภทวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มยูทูป สำหรับปีนี้เป็นการจัดงานท่ามกลางกระแสโควิด-19 ซึ่งผู้บริหารยังไม่สามารถจัดงานใหญ่ได้แบบปีก่อนๆ ด้วยเงื่อนไขของบริษัท

แจ็คกี้ หวาง ผู้จัดการ Google ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 6 ของยูทูปไทยแลนด์และคอนเทนต์ของคนไทยยังสร้างแรงบันดาลใจที่ดีมากมายและมีบทบาทสำคัญกับคนไทยมาโดยตลอด ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 สถิติการรับชม YouTube ในประเทศไทย พบว่าในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายนของปีนี้ คนไทยใช้เวลาในการรับชมวิดีโอประเภทตลกขบขันเพิ่มขึ้นกว่า 90% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในขณะที่การค้นหาคำว่า “การทำอาหาร” บน YouTube เพิ่มขึ้นกว่า 80%

รวมทั้งการเติบโตของช่องคอนเทนต์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นจนปัจจุบัน แบ่งเป็นระดับ Silver มีจำนวน 14 ช่อง โดยเป็น 8 ช่องใหม่ แบ่งเป็น Workpointofficial, GMMGrammy, Rsiam, CH3Thailand, One31, KaykaiSalaider, Bie Theska, Zbing Z. เป็นต้น ซึ่งจำนวนช่องเหล่านี้ใช้เวลาเติบโตเพียง 1 ปีเท่านั้น ยิ่งระดับโกลด์ก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าด้วย

เพิ่มโอกาสทางการขาย

นอกจากนี้ Nielsen ยังเผยตัวเลขที่น่าสนใจด้วยว่า 89% ของแคมเปญที่ลงโฆษณาบน Youtube ช่วยเพิ่มยอดขายให้ช่องทางออฟไลน์ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยทำให้ยอดขายออฟไลน์เพิ่มขึ้นมากถึง 5.5% และให้ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) มากกว่า 1 เท่า โดยแคมเปญที่ได้ทำการเก็บข้อมูลนั้น แบ่งออกเป็น 16 หมวดหมู่และ 46 แบรนด์ ซึ่งได้ช่วยให้วัดผลกระทบของ Youtube ในสภาวะที่แตกต่างกันออกไป เช่น หมวดหมู่ที่มีอัตราการเติบโตต่ำเทียบกับกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูง ตลาดที่มีความพร้อมด้านดิจิทัลระดับสูงเทียบกับระดับต่ำ

ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า Youtube ยังสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายแบบออฟไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ รวมทั้งแสดงให้เห็นว่า Youtube ยังเป็นสื่อโฆษณาสำคัญในการเพิ่มยอดขายเมื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนสื่อโฆษณา ภายใต้ 3 เงื่อนไขคือ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ การใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ และการผลักดันตัวชี้วัดสำคัญของแบรนด์

เครื่องมือใหม่สำหรับแบรนด์

ทั้งนี้ การวางแผนโฆษณาสื่อที่ดี ควรมีส่วนประกอบสำคัญ 3 เรื่องเช่นเดียวกับการทำอาหารนั่นคือ ส่วนผสมที่ดี เครื่องมือที่ใช่และสัดส่วนที่เหมาะสม เพราะการวางแผนเครื่องมือสำหรับการทำแคมเปญที่ถูกต้องเป็นเรื่องยาก

ทาง Youtube จึงร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในการเปิดตัวเครื่องมือใหม่ 2 ตัวที่จะมาช่วยให้การวางแผนโฆษณาผสมผสานอย่าง Youtube และ TV กลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

เราเข้าใจดีว่าการประเมิน reach ที่ซ้ำกันระหว่าง Youtube กับทีวีเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากเนื่องจากแหล่งที่มาหลากหลาย และวิธีคำนวนที่แตกต่างกัน จึงได้ร่วมมือกับ Nielsen และ Kantar เพื่อเปิดตัว TV in Reach Planner ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพและผสมผสานสื่อโฆษณาระหว่าง Youtube กับทีวีเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ Reach มากท่ีสุดสำหรับการลงทุน โดยเครื่องมือนี้สามารถใช้งานได้แล้วในเวียดนามและจะทะยอยเปิดตัวในประเทศอื่นๆ บนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว Cross Media Reach Report หรือ XMR ที่จะช่วยให้คุณเห็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นจาก Youtube และที่สำคัญความคุ้มค่า โดยผลที่เห็นใน XMR จะได้มาจากข้อมูลเรตติ้งรายการทีวีในอดีตจาก Kantar และ Nielsen รวมถึงข้อมูลของ Google ทำให้ได้เห็นผลลัพธ์อันน่าประทับใจทั้งในด้านการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและผลที่แบรนด์ได้รับ จากการวางแผนสื่อโฆษณาบน Youtube ร่วมกับทีวี เช่น กรณีตัวอย่างของมิรินด้าเวียดนาม ที่มีการทำคอนเทนต์ทั้งสองช่องทางจึงช่วยเพิ่มยอดขายออฟไลน์ได้ 7% หรือทางเมย์เบลลีน ประเทศไทย ที่สามารถเพิ่มยอดขายในช่องทางออฟไลน์ได้ 8% เช่นกัน

จากผลลัพธ์ของเครื่องมือที่เปิดตัวใหม่นั้น ส่งผลให้นักการตลาดและแบรนด์สามารถเลือกวางแผนการใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าขึ้น สร้างผลบวกต่อแบรนด์ สุดท้ายคือช่วยวางส่วนผสมในกลยุทธ์วางแผนสื่อของแต่ละช่องทางในสัดส่วนที่ถูกต้อง

สุดท้าย Video Reach Campaing ที่จะเป็นวิธีใหม่ในการซื้อที่จะใช้ประโยชน์จาก Machine Learning นักการตลาดจึงไม่ต้องเลือกระหว่าง Format ต่างๆ หรือจัดแบ่งงบประมาณด้วยตนเองให้เสียเวลา เพียงกรอกเป้าหมายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและงบประมาณของคุณ จากนั้น Video Reach Campaing จะช่วยแนะนำสัดส่วนรูปแบบโฆษณาต่างๆ ที่ดีที่สุดให้คุณ

อย่างไรก็ตาม การวางแผนสื่อโฆษณายุคนี้ก็ไม่ต่างจากการทำอาหาร เมื่อคุณใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง กำหนดส่วนผสมในสัดส่วนที่พอดี คุณก็จะได้รับผลลัพธ์ที่ออกมาดีที่สุด

 

from:https://www.thumbsup.in.th/stat-youtube-thailand-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=stat-youtube-thailand-2020

เฟซบุ๊กออกกฎจำกัดจำนวนโฆษณาต่อเพจ

ในวันพุธ (9 กันยายน 2563) เฟซบุ๊กได้ประกาศเตรียมจำกัดจำนวนโฆษณาต่อเพจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2021 หรืออีกราว 5 เดือนข้างหน้า

โดยเฟซบุ๊กให้เหตุผลว่า “หากนักการตลาดสร้างโฆษณาจำนวนมากในคราวเดียว โฆษณาแต่ละรายการจะแสดงผลน้อยลง ซึ่งหมายความว่าระบบจะเรียนรู้น้อยลงและใช้งบประมาณมากขึ้น ขณะที่ระบบไม่ได้แสดงประสิทธิภาพที่เหมาะสม”

นอกจากนี้เฟซบุ๊กยังเผยอีกว่าโฆษณา 4 ใน 10 ระบบไม่สามารถผ่านขั้นตอนการเรียนรู้ (ระบบที่ทำให้โฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่ม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการโฆษณา) เนื่องจากนักการตลาดสร้างโฆษณาจำนวนมากในคราวเดียวกัน

ดังนั้น กฎใหม่ของเฟซบุ๊กจึงจำกัดจำนวนโฆษณาตามจำนวนผู้ติดตาม เพจที่มีผู้ติดตามจำนวนมากจึงสามารถสร้างโฆษณาได้มากขึ้นเช่นกัน

  • เพจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง (ใช้งบโฆษณาน้อยกว่า $100K ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา) จำกัดที่จำนวน 250 โฆษณา
  • เพจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ (ใช้งบโฆษณามากกว่า $100K ถึง $1M ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ) จำกัดที่จำนวน 1,000 โฆษณา
  • เพจขนาดใหญ่ (ใช้งบโฆษณามากกว่า $1M ถึง $10M ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ) จำกัดที่จำนวน 5,000 โฆษณา
  • เพจขนาดใหญ่มาก (ใช้งบโฆษณามากกว่า $10M ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ) จำกัดที่จำนวน 20,000 โฆษณา

จำกัดจำนวนโฆษณาหมายถึงจำนวน “ads” ไม่ใช่จำนวนแคมเปญ หากเพจสร้างโฆษณาเกินจำนวนที่กำหนดจะไม่สามารถดำเนินการได้ โดยเพจสามารถดูจำนวนโฆษณาได้ใน Ad Limits per Page 

อย่างไรก็ตามหลายคนคงอยากแตกเพจออกมาเพื่อสร้างโฆษณาได้มากขึ้น แต่เฟซบุ๊กก็ได้ยกเหตุผลมา 3 ข้อ

1. ทั้งสองเพจจะแข่งขันกันเองในการแสดงโฆษณาให้กับกลุ่มเป้าหมาย

2. อัลกอริทึมจะสร้างชุดการเรียนรู้ที่แยกกันทำให้ประสิทธิภาพไม่เท่ากัน

3. แบรนด์ต้องดูแลมากกว่า 1 เพจซึ่งอาจส่งผลต่อเอกลักษณ์ของแบรนด์

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook

 

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-limit-ads?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-limit-ads

DAAT เผยเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลถอยไปเท่าปี 2562 ยานยนต์ครองอันดับหนึ่ง กลุ่มธนาคารลดลง 30%

สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) / Digital Advertising Association (Thailand) (DAAT) ร่วมกับ คันทาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลสำรวจมูลค่าเม็ดเงินลงทุนผ่านสื่อดิจิทัลครึ่งปีแรกของปี 2563 และการคาดการณ์เม็ดเงินในครึ่งปีหลังของปี 2563 จาก 42 เอเจนซี่ โดยแบ่งเป็น 57 ประเภทอุตสาหกรรม และ 14 ประเภทสื่อดิจิทัล

เม็ดเงินลงทุนในสื่อดิจิทัล

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้การเติบโตของเม็ดเงินลงทุนในสื่อดิจิทัลลดลงจากเลขสองหลักเหลือเพียง 0.3% หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2019 เพียงเล็กน้อย โดยในครึ่งปีแรกมีมูลค่าเม็ดเงินลงทุนผ่านสื่อดิจิทัล 9,498 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าครึ่งปีหลังจะมีเม็ดเงินลงทุนประมาณ 10,112 ล้านบาท

ส่วนช่องทางที่มีการใช้จ่ายมากที่สุดยังคงเป็น เฟซบุ๊ก (Facebook) 6,023 ล้านบาท และ ยูทูป (YouTube) 3,717 ล้านบาท เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคนิยมใช้งาน แต่มีการคาดการณ์ว่าจะลดลงจากปี 2019 รองลงมาคือ การสร้างสรรค์ (Creative) 1,950 ล้านบาท เสิร์ช (Search) 1,789 ล้านบาท และโซเชียล (Social) 1,753 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีเม็ดเงินลงทุนในสื่อดิจิทัลมากที่สุดยังคงเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์ (2,577 ล้านบาท) เครื่องประทินผิว (1,880 ล้านบาท) กลุ่มเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮล์ (1,643 ล้านบาท) และกลุ่มการสื่อสาร (1,642 ล้านบาท) ทั้ง 4 กลุ่มเป็นกลุ่มที่มีเงินลงทุนมากที่สุดในปี 2563

แต่ที่น่าสนใจคือกลุ่มธนาคาร ที่ครองอันดับในปี 2562 ถูกแทนที่ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์จากนม (1,420 ล้านบาท) ซึ่งมีอัตราการเติบโตมากถึง 39% ขณะที่กลุ่มธนาคารมีการเติบโตลดลง -30%

อ้างอิง DAAT

 

from:https://www.thumbsup.in.th/daat-advertising-2563?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=daat-advertising-2563

‘ช้อปปี้’ ปลื้มผลตอบรับ ‘Shopee 9.9 Super Shopping Day’ เผยหมวดสินค้าขายดี 9 ชั่วโมงแรก

ช้อปปี้’ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยม ประกาศความสำเร็จใน ชั่วโมงแรกของมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ประจำปี 2563 ‘Shopee 9.9 Super Shopping Day’ โดยได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้ใช้งานช้อปปี้ทั่วประเทศไทย

พร้อมเสนอดีลสุดพิเศษมากมายจากทั้งร้านค้าและแบรนด์ธุรกิจ โดยไลฟ์สตรีมมิ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี มียอดการรับชมมากขึ้นกว่า 8 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ

เผย 3 อันดับหมวดหมู่สินค้าขายดีใน 9 ชั่วโมงแรก

ช้อปปี้มอบดีลสุดพิเศษให้แก่นักช้อปชาวไทยตั้งแต่เที่ยงคืน โดยหมวดหมู่สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุด ได้แก่

  • สินค้าหมวดหมู่มือถือและอุปกรณ์เสริม อาทิ สมาร์ทโฟน และ หูฟังไร้สาย
  • สินค้าหมวดหมู่ความงามและของใช้ส่วนตัว อาทิ เซรั่มบำรุงผิว และ ไดร์เป่าผมอัจฉริยะ
  • สินค้าหมวดหมู่เครื่องใช้ในบ้าน อาทิ หลอดไฟ LED ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และ ที่นอน

นอกจากนี้ ช่วงโค้งสุดท้ายกับมหกรรม ‘Shopee 9.9 Super Shopping Day’ ช้อปปี้จะมอบดีลข้อเสนอที่เหนือกว่าสำหรับนักช้อปทั่วไทย เพิ่มความตื่นเต้นในช่วงเวลาที่เหลือ ด้วยสินค้าราคาแฟลซเซลล์ที่ครอบคลุมทกหมวดหมู่ราคาเริ่มต้นเพียง 1 บาท, แจกโค้ดส่งฟรีขั้นต่ำ 0 บาท พิเศษ! ช้อปปี้ใจดีแจกโค้ดลดเพิ่ม 1,000 บาท ในช่วงเวลา 21.00 น.

พร้อมมีสิทธิ์รับโค้ดส่วนลดเงินคืนในรูปแบบ Shopee Coins สูงสุด 32%, เมื่อชำระเงินผ่าน AirPay บนช้อปปี้ นักช้อปมีสิทธ์ได้รับส่วนลดสูงสุด 90% ในสินค้าหลากหลายหมวดหมู่ในช่วงเวลา 21.00 น. พร้อมรับโค้ดส่งฟรีขั้นต่ำ 0 บาท อีกทั้งสามารถร่วมรับสิทธิ์รับรางวัลใหญ่อีกมากมายอีกด้วย

 

from:https://www.thumbsup.in.th/shopee-9-9-shopping-day?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=shopee-9-9-shopping-day

“เข้าใจคอนเทนต์” การทำคอนเทนต์ให้ถึงกลุ่มเป้าหมายและแบรนด์ก็รักเรา

ในช่วงที่สุ่มเสี่ยงว่าสถานการณ์ COVID-19 จะพ้นจากประเทศไทยได้จริงหรือไม่ เพราะการเปิดประเทศจำเป็นต้องมาพร้อมความเสี่ยง ยิ่งในต่างประเทศการติดเชื้อยังมีจำนวนมหาศาล ยิ่งมีความเสี่ยง แต่ถ้าไม่เปิดก็มีความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจในประเทศจะทรุด เพราะรายได้แต่ละครัวเรือนถดถอยจากสถานการณ์นี้ไปเยอะมาก

แล้วในมุมของแบรนด์จะเป็นอย่างไร จังหวะนี้ควรรู้จักใช้ดาต้าอย่างไรให้เหมาะสม เรามี 3 กูรูจะมาบอกวิธีปรับตัวรับสถานการณ์ในช่วงนี้

คุณสโรจ เลาหศิริ Chief Marketing Officer ของ Rabbit Digital Group กล่าวว่า ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าสถานการณ์ COVID-19 นั้นสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างให้กับทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต การสร้างสัมพันธ์บนโลกที่ไร้การสัมผัส แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคงไม่พ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค

ในช่วง COVID-19 ยังเป็นประเด็นใหญ่ McKinsey & Company ได้เผยผลวิจัยของพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคเริ่มใช้จ่ายให้กับข้าวของเครื่องใช้ ของแต่งบ้านและของดูแลร่างกายเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายก็ไปลงที่กับเสื้อผ้า เครื่องประดับลดลง แต่ที่แน่ๆ พอทุกอย่างเริ่มผ่อนคลายลง ทุกคนก็พร้อมที่จะกลับมาอีกครั้ง

จากผลวิจัยของ EY เผยความคิดของผู้บริโภคหลังจากช่วง lockdown แบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้:

  • 31% พร้อมที่จะกลับไปเป็นปกติ
  • 25% ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยขึ้น แต่ยังปลอดภัยไว้ก่อน
  • 22% ประหยัด ป้องกันไว้ก่อน
  • 13% รัดเข็มขัดเข้าไปอีก
  • 9% ฟุ่มเฟือยให้สุด

“COVID คือการไดรฟ์การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมากที่สุด

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของผู้บริโภคนั้นมีปัจจัยหลักอยู่ 2 อย่าง

  1. กลับเข้าสู่โลกดิจิทัล ทุกวันนี้คนเริ่มมีงานเสริม ขายของมากขึ้น คนเริ่มคุ้นชินกับการใช้โซเชียลมีเดียมากกว่าเดิม ทำให้เรามีคอนเทนต์ครีเอเตอร์ผุดขึ้นมาใหม่ในทุกๆ วัน
  2. ผู้บริโภคจะใช้จ่ายกับสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากขึ้น ด้วย self tension ในตัวคนที่เพิ่มมากกว่าเดิม ผู้บริโภคคิดถึงความมั่นคงมากขึ้น สนใจในเรื่องพัฒนาตนเอง และความสมดุลระหว่างความฝันและเสถียรภาพทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม COVID-19 ไม่ได้กระทบทุกคน และไม่ได้มีแค่แง่ร้ายเพียงอย่างเดียว ยังมีโอกาสที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์สามารถคว้าไว้ในช่วงนี้ได้ และทำให้ดีที่สุดเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปในทางที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ควรมีแผนสำรองป้องกันไว้ด้วย

คนที่ปรับตัวเร็วและพร้อมกว่าเท่านั้น ถึงจะชนะผู้บริโภค

 

ทำคอนเทนต์อย่างไรให้เรามีความสุข ลูกค้าแฮปปี้

ปัจจุบันเป็นเรื่องปกติที่แบรนด์กับคอนเทนต์ครีเอเตอร์จะทำงานร่วมกัน แต่ในโลกที่พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปไวมาก การทำให้คอนเทนต์ของลูกค้าและเอเจนซี่ทรงพลังนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

คุณไชยณัฐ สัจจะปรเมษฐ์ กรรมการผู้จัดการของบริษัท Alchemist บริษัทใหม่ล่าสุดของ Rabbit Digital Group เปิดเผยเคล็ดลับวิธีการทำคอนเทนต์คุณภาพอย่างไรให้มีความสุขทั้งเราและลูกค้าในระหว่างเดียวกันก็เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไปในตัวด้วย

7 เคล็ดลับสำหรับการทำคอนเทนต์ให้แบรนด์และเอเจนซี่

  1. ทำงานอย่างมืออาชีพ ตามหาเป้าหมายของตัวเองที่ชัดเจน เก็บข้อมูลให้ครบครัน พร้อมเสนอลูกค้า
  2. ตลาด Niche ไม่ใช่เรื่องแย่ เข้าใจ STP (Segmentation, Target, และ Positioning) ตามหา Niche ที่แข็งแรง เจาะให้ลึกซึ้ง และยึดมั่นกับมัน
  3. ทำการบ้าน หาข้อมูลให้ลึกซึ้ง นำข้อมูลที่เป็น insight มาผสมกับความ creative ให้ลงตัว
  4. เลือกแบรนด์ที่เหมาะกับสไตล์การทำงานของเรา อย่าฝืนเลือกในสิ่งที่ไม่ใช่แล้วกัดกร่อนความเป็นตัวตนของเรา
  5. สูตรสำเร็จหายาก พฤติกรรมของคนเปลี่ยนเร็ว สูตรเดิมไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนเดิมเสมอไป
  6. Production ที่ดีอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คอนเทนต์อยู่รอด คอนเทนต์ที่ดีคือ production ที่ดีและข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ที่ดี
  7. ยอมรับและเข้าใจในการโฆษณาอย่างตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องขายให้เนียนก็ได้

แต่ในเวลาเดียวกันความสม่ำเสมอก็คือใจความสำคัญของการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ดี การทำคอนเทนต์ก็คือการสร้างแบรนด์การสร้างแบรนด์ก็เหมือนสร้างบ้านเราค่อยต่อค่อยเติมเริ่มสร้างกำแพงสร้างหลังคาสร้างห้องตามลำดับ ไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับการทำคอนเทนต์ที่ดี แต่เราก็สามารถเริ่มก้าวแรกของการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ดีได้ในทุกๆ วัน

วันที่เราเริ่มต้น จะเป็นคนละคนกับวันที่เข้าเส้นชัย

 

รู้เขารู้เรา ทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 

ปัจจุบันหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า SEO (Search Engine Optimization) หรือการทำยังไงให้คอนเทนต์ติดหน้าแรกของเว็บเสิร์ช แต่ในยุคนี้ UX (User Experience) หรือประสบการณ์ของผู้ใช้ คือสิ่งที่จะตอบโจทย์ธุรกิจได้มากกว่า คุณณัฐกรณ์ รัตนชัยสิทธิ์ ซีอีโอแห่ง Predictive ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล SEO และ UX จะมาสรุปให้ฟังค่ะ

ในปัจจุบันพฤติกรรมการเสิร์ชของผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว 80% ของผู้บริโภคจะค้นหาข้อมูลสินค้าและบริการก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ SEO จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่เรื่องที่สำคัญกว่าคือ UX

การค้นหาของผู้บริโภคมีความคาดหวังที่จะเจอคำตอบ ณ เวลานั้นเช่น ร้านเปิดกี่โมง ร้านมีสาขาที่ไหนบ้าง ต้องรอคิวกี่นาที แต่ธุรกิจควรมองการเสิร์ชให้เป็นการเดินทางมากกว่าเพียงแค่คำตอบ จึงจะสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจ ว่าผู้บริโภคต้องการค้นหาอะไร เราต้องทำความเข้าใจในส่วนนี้ก่อน ยิ่งรู้ลึก รู้เยอะ เราก็จะยิ่งหาข้อมูลมา Support ในส่วนนี้ได้ดียิ่งขึ้น (จะเสิร์ชอะไรก็เจอเว็บเรา)

ดังนั้น ควรทำให้ Google เข้าใจเนื้อหาข้อมูลของเราด้วยเพื่อให้อัลกอริทึมสามารถเข้าใจคอนเทนต์ของเราได้มากขึ้น

การวัดผล SEO และ UX ของ Google

  1. Findability ค้นหาเจอได้ง่ายหรือไม่
  2. Product pages การแสดงผลสินค้าและบริการดึงดูดแค่ไหน ปุ่ม Calls to Action เด่นหรือไม่?
  3. Registration & Conversion รูปแบบที่เสร็จสมบูรณ์และความปลอดภัยของเว็บไซต์
  4. Mobile design การออกแบบเหมาะสำหรับผู้ใช้งานในมือถือหรือไม่?
  5. Speed หน้าเว็บไซต์ใช้เวลาดาวน์โหลดนานแค่ไหน?

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ SEO & UX คือการวัดผล เราวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้มากน้อยแค่ไหน นำผลที่ได้มา Test and Learn เพื่อพัฒนาและปรับปรุงอยู่เสมอ

from:https://www.thumbsup.in.th/content-guru-for-target?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=content-guru-for-target

DAAT คาดเม็ดเงินโฆษณาจะถอยไปเท่ากับปี 2562 จากสถานการณ์โควิด-19

สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ร่วมกับคันทาร์ (ประเทศไทย) สำรวจเม็ดเงินลงทุนผ่านสื่อดิจิทัลครั้งที่ 2 โดยเป็นการเก็บข้อมูลเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลของครึ่งปีแรกของปี 2563 พบว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อเม็ดเงินการลงทุนในสื่อดิจิทัล จากที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตเป็นเลขสองหลักกลับเหลือเพียง 0.3%

คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างมากทั้งในแง่บวกและแง่ลบต่อการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาในปีนี้ เมื่อดูจากภาพรวมอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์ มีมูลค่าเงินสะพัด 2,577 ล้านบาท กลุ่มเครื่องประทินผิว มีมูลค่าเงินสะพัด 1,880 ล้านบาท กลุ่มเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ มีมูลค่าเงินสะพัด 1,643 ล้านบาท และกลุ่มการสื่อสาร มีมูลค่าเงินสะพัด 1,642 ล้านบาท เป็นธุรกิจที่มีการใช้จ่ายในช่องทางดิจิทัลมากที่สุดในปี 2563

ส่วนธุรกิจที่น่าจับตามองอย่าง กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม มีการใช้จ่ายในช่องทางดิจิทัลสูงถึง 1,420 ล้านบาท เรียกว่าแซงหน้ากลุ่มธนาคารไปแล้ว ส่วนกลุ่มธนาคารที่เคยมีการลงทุนสูงสุดก็กลายเป็นตัวเลขที่ลดลงแบบ -30% กันเลยทีเดียว โดยในปี 2562 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม มีอัตราการเติบโตสูงถึง +39% ส่วนกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตน้อยที่สุดคือกลุ่มเครื่องประทินผิวที่คาดว่าจะเติบโตเพียง +5%

 

ทางด้านของแพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ Youtube ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักที่แบรนด์ให้ความสนใจเช่นเดิมเพราะแบรนด์เชื่อว่ายังคงเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคนิยมใช้งาน ซึ่งทางสมาคมฯ เองก็คาดการณ์ว่า โซเชียลมีเดียจะเติบโต +32% ส่วนช่องทางเสิร์ช (Search) จะเติบโต +26% ส่วนการลงทุนใน Facebook Youtube และ Creative จะมีอัตราการเติบโตร่วมกันถึง 60% ของอัตรกาส่วนการลงทุนของทั้ง 14 ประเภทสื่อดิจิทัล

ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ ยังเชื่อว่าพฤติกรรมผู้บริโภคยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยในช่วงที่มีสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ ช่องทางออนไลน์ทั้งโซเชียลมีเดีย เสิร์ช และอีคอมเมิร์ซจะเป็นช่องทางหลักที่คนไทยเลือกเป็นส่วนหนึ่งในการใช้จ่ายมากขึ้น

from:https://www.thumbsup.in.th/daat-digital-media-spending?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=daat-digital-media-spending

โอกิลวี่แต่งตั้ง 2 ผู้บริหารหญิง เสริมทีมบริหารกลุ่มธุรกิจลูกค้า

โอกิลวี่ ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง คุณจิรวรา วีรยวรรธน และ คุณวรรณรมัย เอื้อทวีกุล ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารอาวุโส ฝ่ายบริหารกลุ่มธุรกิจลูกค้า เพื่อให้มาช่วยต่อยอดความแข็งแกร่งของบริษัท ในฐานะผู้นำด้านโซลูชั่นส์การตลาดและการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจในประเทศไทย

ทั้งนี้ บทบาทใหม่ของทั้งคุณจิรวราและคุณวรรณรมัย จะทำงานร่วมกับคณะผู้บริหารปัจจุบัน ในการต่อยอดความแข็งแกร่งของโอกิลวี่ โดยมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจลูกค้าสู้บริบทการตลาดสมัยใหม่ และเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ ด้วยนวัตกรรมการตลาดและแนวคิดการผสมผสาน ดาต้า ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี แบบเฉพาะของโอกิลวี่

คุณจิรวรา วีรยวรรธน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอกิลวี่ ประเทศไทย

คุณจิรวรา ได้รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท โอกิลวี่ ประเทศไทย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 หลังจากดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท โอกิลวี่ พับลิค รีเลชั่นส์ มาเป็นเวลา 8 ปี คุณจิรวรา เข้าร่วมงานกับโอกิลวี่ ประเทศไทย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2538 และได้สั่งสมประสบการณ์ด้านการสื่อสารการตลาดอย่างรอบด้าน

โดยได้เป็นผู้นำแคมเปญสื่อสารการตลาดกว่าหลายร้อยแคมเปญสู่ความสำเร็จในวงกว้าง และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของลูกค้าทั้งไทยและนานาชาติ ในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ อาทิ พลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและโภชนาการ ธุรกิจค้าปลีก สุขภาพและความงาม แฟชั่น ไอที รวมทั้งหน่วยงานรัฐและองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างๆ

คุณจิรวรา กล่าวว่า วิกฤติการณ์ต่างๆในโลกทุกวันนี้ ส่งผลกระทบให้แบรนด์ต้องหาจุดยืน และเชื่อมความสัมพันธ์กับลูกค้าในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อได้รับหน้าที่ใหม่นี้ ดิฉันตั้งใจว่าจะเดินหน้าต่อไปในการนำความเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคมาช่วยแบรนด์สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ที่ให้ผลทางธุรกิจอย่างชัดเจน

โดยเน้นไปที่กลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่มากขึ้น ดิฉันเชื่อว่าด้วยความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ที่โอกิลวี่มี บวกกับแนวการทำงานที่มุ่งสู่การตลาดสมัยใหม่ จะทำให้ลูกค้าของเราประสบความสำเร็จในระยะยาวยิ่งขึ้น

คุณวรรณรมัย เอื้อทวีกุล

คุณวรรณรมัย ร่วมงานกับโอกิลวี่ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทั่วไป บริษัทโซโห สแควร์ ซึ่งอยู่ในกลุ่มบริษัทโอกิลวี่ ประเทศไทย ในปีพ.ศ. 2553 ก่อนได้รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในปีพ.ศ. 2555 ตลอดการทำงานที่โอกิลวี่ คุณวรรณรมัยได้สร้างสรรค์งานการตลาดที่ช่วยสร้างแบรนด์ลูกค้าให้มีความหมายและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

คุณวรรณรมัย มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในด้านการให้คำปรึกษาลูกค้า และการพัฒนาธุรกิจสู่การตลาดสมัยใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่มโภชนาการ สุขภาพ และเทคโนโลยี โดยใช้ทักษะความเชี่ยวชาญที่ผสมผสานทั้งโฆษณา ซีอาร์เอ็ม และดิจิทัลโซลูชั่นส์

คุณวรรณรมัย กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยสถานการณ์โลกทุกวันนี้ ทำให้แบรนด์และธุรกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างมหาศาล สิ่งที่นักการตลาดต้องทำให้ได้คือ ไตร่ตรองถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจ และปรับใช้ทรัพยากรรวมทั้งแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มีเพื่อให้สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้

ภารกิจของดิฉันนับจากนี้คือการพัฒนาการตลาดของลูกค้าให้มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น เพื่อจะได้เข้าถึงผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้นและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ ดิฉันเชื่อว่าโอกิลวี่จะเป็นพาร์ทเนอร์ที่ตอบโจทย์สำหรับลูกค้า ในการเตรียมความพร้อมสู่ความไม่แน่นอนในอนาคต

ในขณะที่ผู้คนและองค์กรต่างๆทั่วโลก กำลังปรับตัวเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่หลังวิกฤติโควิด-19 และการเรียกร้องทางมนุษยธรรมต่างๆ โอกิลวี่ ในฐานะที่เป็นเอเจนซี่ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ปฏิรูปธุรกิจ ถือว่าอยู่ในจุดที่ได้เปรียบในการช่วยให้ลูกค้าตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและความต้องการทางธุรกิจได้อย่างฉับไวและตรงจุด

ด้วยความที่เราเป็นเอเจนซี่ระดับโลก มีเครือข่ายที่ครอบคลุมแทบทุกประเทศ และยังมีพนักงานคนไทยที่เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆมากมาย เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเท่าเทียมกันนั้นจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับความคิดสร้างสรรค์และสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

ทั้งนี้ การแต่งตั้งจิรวรา และวรรณรมัยขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการบริหารอาวุโส ฝ่ายบริหารกลุ่มธุรกิจลูกค้านั้น ก็จะเป็นการสานต่อปณิธานของเรา เพื่อให้แน่ใจว่าโอกิลวี่ จะสามารถสร้างความแตกต่างให้กับลูกค้าของเราได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในท่ามกลางความท้าทายรูปแบบใดก็ตาม” นายนพดล ศรีเกียรติขจร ประธานบริษัท โอกิลวี่ ประเทศไทย กล่าว

from:https://www.thumbsup.in.th/ogilvy-2-women-for-business?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ogilvy-2-women-for-business