คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

รวมรายชื่อ Data Agency ในไทย [Update 2020]

ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้วสำหรับการรวบรวมรายชื่อบริษัทเอเจนซี่ (Agency) ในประเทศไทย เพื่อให้นักการตลาดและแบรนด์มาเลือกเก็บข้อมูลและรายละเอียดว่าแต่ละเจ้ามีบริการด้านไหนกันบ้าง

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทุกคนรู้ดีว่า Data หรือ ข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่สำคัญในการวางแผนและเสริมประสิทธิภาพการตลาดในทุกขั้นตอน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขันที่ดุเดือดยิ่งกว่าเดิม

ทีมงาน Thumbsup จึงได้รวบรวมรายชื่อบริษัทด้าน Data Agency เพื่อแบรนด์ธุรกิจและนักกการตลาดสามารถเลือกใช้บริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น

หากบริษัทดิจิทัลเอเจนซี่ค่ายไหน ต้องการเพิ่มเติมลิสต์บริษัท สามารถส่งชื่อและเว็บไซต์ให้ทางทีมงานได้ที่ contact@thumbsup.in.th แต่อาจต้องรออัปเดตในรอบถัดไปอีกครั้งหนึ่งนะครับ

Alchemist

อัลเคมิสท์ (Alchemist) บรัษัทที่ปรึกษาด้าน Data – Driven Marketing แห่งเครือ Rabbit Digital Group ผู้นำตลาดเอเจนซี่ที่ผสมความเชี่ยวชาญด้าน Creative, Strategy แะล Technology เพื่อตอบสนองการตลาดยุคดิจิทัล

http://www.data-alchemist.com/

Wisesight

ไวซ์ไซท์ (Wisesight) ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อใช้ในการตัดสินใจและวางกลยุทธ์สำหรับองค์กรธุรกิจ

https://wisesight.com/

Predictive

Predictive บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Analytics & UX Consulting ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัลและที่ปรึกษาวางแผนการใช้ข้อมูลเพื่อต่อยอดและตอบโจทย์ธุรกิจ

https://predictive.co.th/

Sertis

Sertis ผู้ให้บริการด้านการพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจ

https://www.sertiscorp.com/

Buzzebees

บัซซี่บีส์ (Buzzbee) หนึ่งในผู้นำด้านระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) พร้อมฐานข้อมูลที่ทำให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค พร้อมนำมาปรับใช้ให้เข้ากับแคมเปญการตลาดสำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล

https://crm.buzzebees.com/

ChocoCrm

Choco CRM โดยบริษัท ช็อคโก้ คาร์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด หนึ่งในผู้นำการให้บริการระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) และ POS Digital Platform ระบบเชื่อมความสัมพันธ์ลูกค้าสำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)

https://web.chococrm.com/

Columbus (Thailand)

Columbus Agency เป็นบริษัท Full Service Digital Agency ในเครือ Dentsu Aegis Network ภายใต้คอนเซ็ปต์ A Data Driven Experience ใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจ ออกแบบการสื่อสารที่เน้นผลลัพธ์และวัดผลได้

https://www.columbusagency-th.com/

Digitas

ดิจิทาซ (Digitas) บริษัทในเครือ Publicis Groupe ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Connected Marketing Agency เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตอบโจทย์ประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่ ก่อนซื้อ ตัดสินใจซื้อ รวมถึงได้ประสบการณ์ที่ดีตลอดการใช้สินค้า

https://www.digitas.com/en-us/offices/bangkok

from:https://www.thumbsup.in.th/listing-data-agency-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=listing-data-agency-thailand

สมาคมการตลาด จัด Thailand Marketing Day 2020 : The Marketing Mutation เปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ กลายพันธุ์เพื่ออยู่รอด

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จัดงานวันนักการตลาด “Thailand Marketing Day 2020: The Marketing Mutation” สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโลกการตลาดยุคโควิด-19 พร้อมแนะ 3 มิติการปรับเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ กลายพันธุ์เพื่ออยู่รอด เพราะผู้บริโภคคือผู้กลายพันธุ์กลุ่มแรกนับตั้งแต่การใช้ชีวิตไปจนถึงการทำงาน

ดังนั้นนักการตลาดต้องสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วย 4 แกนความรู้สำคัญ ดังนี้

  1. Strategic marketing การวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนก่อนออกเดินทางในโลกธุรกิจ
  2. Marketing Technology & Innovations การเรียนรู้ที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาปรับใช้เพื่อสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่แตกต่าง
  3. Storytelling การสื่อสารอย่างมีศิลปะ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในโลกที่เต็มไปด้วยสาสน์จากหลายแบรนด์
  4. Marketing integrity & Sustainability การเติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลที่ดี

โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมรูปแบบที่น่าสนใจ พร้อมการบรรยายหลากหลายหัวข้อจากวิทยากรที่จะมาเปิดโลกแห่งประสบการณ์ใหม่ ฟังข้อมูลเจาะลึกครอบคลุมทุกแง่มุม ตั้งแต่เรื่องวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ เทคโนโลยีการตลาดที่จะรับมือกับวิถีชีวิตใหม่ของผู้บริโภค มาจุดแรงบันดาลใจพร้อมรับความรู้จากผู้บริหารระดับสูงกว่า 30 ท่านจากหลากหลายวงการ และงานนี้มีนักการตลาดชั้นนำของไทยมาร่วมงานอย่างคับคั่ง รวมทั้งยังมีการร่วมงานออนไลน์เป็นครั้งแรกของงานวันนักการตลาดอีกด้วย

นายอนุวัตร เฉลิมไชย นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “นับตั้งแต่ต้นปี 2020 เราทุกคน ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งเป็นมหาวิกฤติที่ไม่มีใครคาดคิด ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะจบอย่างไรแน่ และจะต้องเผชิญความท้าทายอะไรอีก ในห้วงเวลาแห่งความยากลำบาก เราได้เห็นถึงพลังของความคิดสร้างสรรค์ และพลังของการร่วมใจ ทุกคน ทุกองค์กร เพื่อที่จะพาธุรกิจของตนและพาเศรษฐกิจให้ข้ามผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้”

มหาวิกฤต Covid-19 ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้

ในช่วงที่ผ่านมาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอยู่เหนือจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นการ lockdown ทั่วโลก ที่ทำให้ทุกคนต้อง work from home, ร้านค้า บริการต้องปิด การค้าขายในรูปแบบเดิมๆต้องหยุดชะงัก, การเดินทางข้ามประเทศต้องหยุดนิ่ง ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศกลายเป็นศูนย์ ความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตนั้นเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาล และ impact ที่ยิ่งใหญ่นี้เอง ที่เป็นตัวจุดประกายในการ “กลายพันธุ์”

Digital lifestyle ที่เคยเป็นแค่เทรนด์ใหม่ในกลุ่ม early adopter ก็ถูกนำมาใช้จริงเพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบ virtual workplace ที่ทุกคนต้องทำงานผ่านระบบ online อย่าง Zoom, Google Hangout, หรือ Microsoft Team จนถึงการ shopping หรือ สั่งอาหาร online ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันของทุกคน จะเห็นได้ชัดจากสถิติการใช้งานของ Zoom ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการประชุมออนไลน์ยอดนิยม ที่มีการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จากยอดการประชุมออนไลน์ 10 ล้านครั้งต่อวันในเดือนธันวาคม 2562 เป็น 300 ล้านครั้งต่อวันในเดือนมีนาคม 2563 โดยมีรายรับรวมสำหรับไตรมาส 2 / 2563 เพิ่มขึ้นถึง 355% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (Source: GlobeNewswire)

และจากสถิติของ Facebook ในรายงาน Digital Consumers of Tomorrow, Here Today ได้ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์โรคระบาดนี้ เป็นตัวเร่งให้เกิดการกลายพันธุ์ของผู้บริโภค มาเป็น Digital native เต็มตัวภายในปีเดียว ทั้งๆที่เคยคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาถึง 5 ปี โดยในเอเชีย จะมีผู้บริโภคที่เป็น Digital consumers ครบ 310 ล้านคน โดยที่เคยคาดการณ์ว่า ตัวเลขนี้จะมาถึงในปี 2025 และในปีทีผ่านมา online retail ในเอเชียตะวันออกกเฉียงใต้ได้มีการขยายตัวสูงมาก ผู้บริโภคไม่ใช่แค่เปลี่ยนที่ช็อบ แต่ยังมีความหลากหลายในการช็อปออนไลน์มากขึ้น มีการเพิ่มของกลุ่มสินค้าใหม่ๆถึง 40% และทีโดดเด่นคือ สินค้า Groceries ที่ผู้บริโภคกว่า 43% เปลี่ยนนิสัยมาซื้อสินค้าเหล่านี้ทางออนไลน์

สิ่งนี้ทำให้ Next normal กลายเป็น now normal

เมื่อโลกของผู้บริโภคเปลี่ยน โลกการตลาดก็ต้องเปลี่ยนให้ไวกว่า หลายองค์กรพบว่าการ transformation อาจไม่ทันการ ในสถานการณ์เช่นนี้ การตลาดจะต้อง mutate หรือ กลายพันธุ์ให้ทันลูกค้าและสภาวะที่เปลี่ยนแปลงแบบไม่คาดคิดอย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของปรากฎการณ์ “Marketing Mutation” ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์อย่างสร้างสรรค์ ในหลากหลายธุรกิจ ซึ่ง The Marketing Mutation นั้นแบ่งออกเป็น 3 มิติ

  • มิติแรก ตัวนักการตลาดเอง ที่ต้องมีการ re-skill เพื่อ mutate เป็นนักการตลาดพันธุ์ใหม่ ปรับความรู้และแนวคิด เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานแบบเดิมๆ เพิ่มความยืดหยุ่นพลิกแพลงเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ โดยสมาคมการตลาดฯ อยากชี้ให้เห็นความสำคัญ ของ 4 แกนความรู้สำคัญ คือเรื่อง Strategic marketing การวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนก่อนออกเดินทางในโลกธุรกิจ, Marketing Technology & Innovations การเรียนรู้ที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาปรับใช้เพื่อสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่แตกต่าง, Storytelling การสื่อสารอย่างมีศิลปะ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในโลกที่เต็มไปด้วยสาสน์จากหลายแบรนด์, และ Marketing integrity & Sustainability การเติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของธรรมาภิบาลที่ดี
  • มิติที่สอง คือ การ up-skill เปิดมุมมองใหม่ๆในการมองลูกค้าและ business model แบบนอกกรอบ เอาชนะข้อจำกัดด้วยการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการทำสิ่งที่ไม่เคยทำ โดยไม่ละทิ้งแก่นแท้และตัวตนของแบรนด์
  • มิติที่สาม คือการกลายพันธุ์ให้อยู่ร่วมกันเป็น ecosystem เมื่อมองไปในตลาด อย่าเห็นแต่คู่แข่งที่ต้องเอาชนะ แต่ให้มองหาพันธมิตรที่จะมาร่วมรบ โดยนำจุดแข็งของกันและกันมาต่อยอดบนแพลตฟอร์ม เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด เป็น end-to-end solution ให้แก่ลูกค้า

ในวันนี้ แม้สถานการณ์ต่างๆจะเริ่มคลี่คลาย แต่ก็ยังห่างไกลจากโลกธุรกิจแบบเดิมๆที่เราคุ้นเคย หลายๆองค์กรยังคงไม่รู้ทิศทางที่จะเดินหน้าต่อไปในสถานการณ์ที่ยากจะคาดเดาว่าจะมีความท้าทายอื่นใดรออยู่หรือการฟื้นตัวจะเป็นในรูปแบบไหน แต่ออย่างไรก็ดี หากนักการตลาดกลายพันธุ์ได้เก่ง มีวิสัยทัศน์แห่งการเปลี่ยนแปลง เน้นทั้งการสร้างผลลัพธ์ระยะสั้นเพื่อความอยู่รอด ควบคู่ไปกับการวางกลยุทธ์ให้ชัด และไม่ลืมมองไปข้างหน้า สร้างความยั่งยืนในระยะยาวผ่านการสร้างแบรนด์ให้เข็มแข็งด้วย เห็นอกเห็นใจและความใส่ใจในความเดือดร้อนของลูกค้าและสังคม ผมเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้อย่างแน่นอน” นายอนุวัตรกล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/thailand-marketing-day-2020-by-association?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thailand-marketing-day-2020-by-association

Tiktok for business สำหรับ SME แบบไม่ง้อเอเจนซี่

เปิดตัวทีมงานที่มาดูแล Tiktok for business อย่างเป็นทางการในไทยแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทีม Tiktok จะใช้บริการเอเจนซี่ในการดีลกับลูกค้าแบรนด์รายใหญ่ที่ต้องการลงโฆษณา และเพื่อไม่ให้เป็นการทับซ้อนกัน ก็ได้จัดทีมใหม่ขึ้นมา เพื่อช่วยดูแลลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอีที่มีกำลังเงินไม่มาก แต่ปริมาณในการพร้อมจ่ายโฆษณาบนแพลตฟอร์มมีจำนวนเยอะมาก พร้อมทั้งเครื่องมือสำหรับช่วยให้เอสเอ็มอีบริหารจัดการโฆษณาได้เองตามความต้องการ

สิรินิธิ์ วิรยศิริ Head of Business Marketing Thailand ของ Tiktok ประเทศไทย เล่าว่า ด้วยจุดเด่นของ TikTok ในการเป็นแพลตฟอร์มแห่งการสร้างสรรค์ที่ให้ผู้คนได้มาร่วมแบ่งปันคอนเทนต์วิดีโอสั้น สร้างยอดดาวน์โหลดทั่วโลกมากกว่า 2 พันล้านครั้ง ภายในเวลาเพียงไม่นานหลังเปิดบริการ และการขยายฐานผู้ใช้จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ไปสู่กลุ่มคนทำงาน ครอบคลุมไปถึงทุกกลุ่มอายุ

ดังนั้น การเปิดตัวแพลตฟอร์ม การตลาดดิจิทัล “TikTok For Business” จะเข้ามาช่วยแบรนด์และธุรกิจทุกขนาดในตลาดให้พร้อมปรับใช้เป็นกลยุทธ์ออนไลน์ให้แข็งแรงขึ้น

ในปี 2563 นี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินโฆษณาในสื่อออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.03 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้น 12% จากปีที่ผ่านมา (ข้อมูลจาก MAT) โดยมูลค่าการโฆษณาในสื่อออนไลน์จะเป็นเซ็กเมนต์เดียว ที่มีการเติบโตท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ทุกธุรกิจต้องรัดเข็มขัดและรัดกุมกับการใช้งบประมาณการตลาดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงทำให้ความคาดหวังของทุกธุรกิจในการทำตลาดดิจิทัล ไม่เป็นเพียงแค่การสร้างการรับรู้แต่ยังมองไปถึงการสร้างยอดขายให้กับธุรกิจ

จากภาพรวมการใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตของคนไทยพบว่า มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือมากถึง 52 ล้านราย เฉลี่ยการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถืออยู่ที่ 4.57 ชั่วโมงต่อวัน โดยในคนกลุ่มนี้เป็นการรับชมคอนเทนต์ประเภทวิดีโอสูงถึง 99%

เมื่อเจาะลึกถึงพฤติกรรมการรับชมวิดีโอพบว่า คนกลุ่มนี้รับชมวิดีโอทุกวันอยู่ที่ 55% และรับชมทุกสัปดาห์ 78% ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะรับชมคอนเทนต์เกี่ยวกับสินค้าและบริการก่อนตัดสินใจซื้อสินค้ามากถึง 72%

ด้วยพฤติกรรมการรับชมที่สูงขึ้นนี้ทำให้นักการตลาดและแบรนด์ให้ความสนใจในการใช้แพลตฟอร์ม Tiktok เพื่อสร้างการรับรู้ (Awareness) การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค (Engagement) พร้อมต่อยอดไปถึงการพิจารณาเลือกซื้อ (Consideration) สู่การตัดสินใจซื้อ (Conversion) ซึ่ง Tiktok for Business ถือว่าเป็น Full-Funnel Marketing Solution สำหรับนักการตลาดอีกช่องทางหนึ่ง

เทรนด์ความนิยมของคอนเทนต์วิดีโอสั้นถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “TikTok For Business”  สามารถสร้างความสนใจให้กับบรรดานักการตลาดและนักโฆษณา เนื่องจากคอนเทนต์วิดีโอสั้นมีอิทธิพลเป็นอย่างมาก กับผู้บริโภคด้วยประสิทธิภาพการถ่ายทอดเนื้อหาของแบรนด์และสินค้าได้อย่างน่าสนใจ กระชับ และมีประสิทธิภาพ

ความพิเศษของแพลตฟอร์ม TikTok ที่ถือเป็นพื้นที่ของการสร้างการมีส่วนร่วม โดยบน TikTok ผู้ใช้จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้รับชมคอนเทนต์แต่จะเข้ามาสร้างสรรค์คอนเทนต์ ซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายของแบรนด์ที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การรับรู้แต่ยังต้องการให้ผู้คนเกิดการจดจำและมีส่วนร่วมกับแบรนด์ รูปแบบการโฆษณาที่ถูกจัดไว้ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ของแบรนด์ มีดังนี้

ประเภทของ Ad ที่ให้บริการในไทยคือ

  • Brand Takeover: รูปแบบโฆษณาในตำแหน่งแรกก่อนเข้าหน้า Feed ที่สามารถสร้างการเข้าถึง (Reach) ได้สูงสุด 100% 
  • Top View: รูปแบบโฆษณาในตำแหน่งแรกในหน้า Feed ที่สามารถสร้างได้ตั้งแต่การเข้าถึง (Reach), จำนวนคนที่เข้ามาบนแพลตฟอร์ม (Traffic) การพิจารณาเลือกซื้อ (Consideration) ไปสู่การตัดสินใจซื้อ (Conversion)  ซึ่งจะสามารถสร้างการแสดงผลทั้งการมองเห็น (View) และจำนวนครั้งที่แสดงโฆษณา (Impression) เป็นจำนวนมากหลายล้านครั้งต่อวัน
  • In-Feed Ads: รูปแบบโฆษณาที่จะปรากฏขึ้นระหว่างการแสดงคอนเทนต์ในหน้า Feed ซึ่งโฆษณารูปแบบนี้ยังสามารถทำได้ผ่าน แพลตฟอร์ม Self-Serve สำหรับ SME โดยจะแสดงผลอยู่ทุกๆ 4 คอนเทนต์เนื้อหาทั่วไป และจะฟีดโฆษณาใหม่ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้โฆษณามีโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลายขึ้น
  • Hashtag Challenge: รูปแบบโฆษณาในลักษณะของการจัดแคมเปญ เพื่อชักชวนให้คนเข้ามาร่วมกิจกรรม สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ (Engagement) ได้อย่างมหาศาลในรูปแบบ User-Generated Content หรือคอนเทนต์ที่ถูกสร้างขึ้นจากผู้ใช้งาน
  • Branded Effect: รูปแบบโฆษณาที่แบรนด์สามารถเข้ามาสร้างสรรค์ Effect ต่างๆ ทั้งภาพและเสียง เพื่อให้คนสามารถเลือกใช้ประกอบวิดีโอ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจดจำและปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ได้อย่างลึกซึ้งมีประสิทธิภาพ 

ด้วยความหลากหลายของรูปแบบโฆษณาบน TikTok และความพร้อมของแพลตฟอร์ม ที่มีการขยายฐานไปสู่กลุ่มผู้ใช้ที่หลากหลายมากขึ้น โดยในวันนี้เราพบว่า กลุ่มผู้ใช้ TikTok ในประเทศไทยเป็นกลุ่มอายุ 16 – 34 ปี คิดเป็นสัดส่วน 60% และมากกว่า 80% เป็นกลุ่มนักศึกษาและคนทำงานรุ่นใหม่

ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและกำลังเป็นที่จับตาของแบรนด์และนักการตลาดในปัจจุบัน จึงส่งผลให้ TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มการตลาดแห่งยุคที่ตอบโจทย์เทรนด์การตลาดรูปแบบใหม่ทั้ง Video Marketing, Challenge Marketing, Hashtag Marketing และ Influencer Marketing จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม TikTok ถึงเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมและสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์และธุรกิจในทุกขนาดทั้งในระดับโลกจนมาถึงประเทศไทย

ส่วนนักการตลาดที่ต้องการสร้างชิ้นงานโฆษณาผ่านอินฟลูเอนเซอร์นั้น ทาง TikTok มีข้อมูลเกี่ยวกับอินฟลูเอนเซอร์ทุกคน ซึ่งแบรนด์สามารถติดต่อเข้ามาเพื่อขอข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้แบบไม่เสียค่าบริการ

เจาะตลาดเอสเอ็มอีจริงจัง

ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยความสามารถในการสร้างรายได้กว่า 2.8 ล้านล้านบาทในครึ่งปีแรกของปี 2563 หรือคิดเป็น 34% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์รวมในประเทศไทย (GDP) ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า SMEs ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางธุรกิจในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านทรัพยากร งบประมาณ และความรู้ด้านเทคโนโลยี

จตุธน พิทักษ์พงศ์ Head of SMBs Thailand ของ Tiktok ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดตัว “แพลตฟอร์ม Self-Serve” หรือ “แพลตฟอร์มแบบบริการตัวเอง” เพื่อให้ SMEs สามารถเริ่มต้นทำการตลาดบน TikTok ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว พร้อมเครื่องมือในการสร้างสรรค์วิดีโอและโฆษณาอย่างมืออาชีพ ที่มาพร้อมความสามารถในการกำหนดงบประมาณ ที่ยืดหยุ่นได้ และปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา พร้อมวัดผลโฆษณาได้อย่างแม่นยำ

อีกทั้งยังสามารถตั้งค่าเพิ่มผลลัพธ์ ตอบสนองทุกความต้องการทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถเข้ามาใช้งานได้อย่างไม่มีข้อจำกัด โดยปัจจุบันมีธุรกิจ SMEs มากมายที่เข้ามาทำการตลาดบน TikTok และสามารถสร้างความสำเร็จทั้งการรับรู้และยอดขายได้อย่างน่าสนใจ

ด้วยปัญหาหลักในการเข้าถึงการตลาดออนไลน์ของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ได้

  • Resources : มีคนช่วยทำงานไม่เพียงพออาจต้องเรียนรู้เอง
  • Budget : งบไม่เยอะเท่าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ต้องการ Roi ให้มาก
  • Digital Knowledge : ธุรกิจขนาดใหญ่มีแหล่งความรู้มากกว่า แต่ sme กลับไม่มีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และวัดผลมากเท่ากับแบรนด์ขนาดใหญ่

ดังนั้น TikTok for Business จึงมีเครื่องมือสำหรับให้นักการตลาดหน้าใหม่ทำงานได้ง่ายขึ้นด้วยการมีแดชบอร์ดให้นักการตลาดกำหนดกลุ่มเป้าหมาย วางแนวทางการโฆษณาและวิเคราะห์ผล ผ่าน TikTok Ads Manager เพื่อให้ปรับแก้เงื่อนไขต่างๆ ของชิ้นงานโฆษณาได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีระบบ AI ช่วยวิเคราะห์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมขึ้น และยังส่งออกรายงานมาเป็นไฟล์ excel เพื่อให้สรุปผลวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น หรือหากมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามผ่านทีมซัพพอร์ตได้อย่างรวดเร็ว หรือคุยผ่าน LINE Official Account

นอกจากนี้ ทาง TikTok ยังมีการจัดงานสัมมนาออกมาเพื่อช่วยให้นักการตลาดเข้าใจในระบบการซื้อโฆษณาและช่วยป้องกันการปั่น (Bidding) คำโฆษณา แฮชแท็ก หรือเวิร์ดดิ้ง รวมถึงมีระบบตรวจสอบชิ้นงานก่อนปล่อยให้ผู้ใช้งานได้เห็นทุกครั้ง จึงเชื่อมั่นได้ว่าชิ้นงานโฆษณาที่แสดงผลในฟีดของผู้ใช้งานนั้น จะไม่เป็นโฆษณาที่ผิดต่อกฏหมาย

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-for-business-sme-in-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-for-business-sme-in-thailand

รู้จัก Business Model Canvas ก็ช่วยให้ธุรกิจมีชัยไปกว่าครึ่ง

รู้สึกไหมคะว่าพาดหัวนี้เหมือนหลอกขายคอร์สเรียนออนไลน์หรือหลอกให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจขายตรงเลย ตัวผู้เขียนเองต้องการที่จะให้ท่านผู้อ่านรู้สึกแบบนั้นละค่ะ เพื่อจะได้สนใจและอยากลองอ่านแนวทางการทำ Business Model Canvas กัน

อันที่จริงแล้ว โมเดลนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยนะคะ มีหลายเว็บการตลาดน่าจะเคยแนะนำและสอนใช้งานด้วยกลยุทธ์ต่างๆ มากมาย แต่ที่นำมาพูดถึงอีกครั้งเป็นเพราะได้ยินคำพูดหนึ่งจากทางนีลเส็นบนเวทีสัมมนาหนึ่งว่า “กลยุทธ์การตลาดที่เคยวางแผนไว้ก่อนโควิด-19 จะไม่สามารถนำกลับมา Copy-paste ในยุคหลังโควิดแล้ว”

นั่นจึงเป็นหนึ่งในข้อสงสัยเลยค่ะว่า แล้วนักการตลาดยุคใหม่แบบเราจะทำอย่างไรกันดี หรือบางทีอาจจะเถียงคนเขียนก็ได้นะคะว่า แผนเดิมของฉันยังใช้ได้ดีอยู่ เราลองมาใช้แกนหลักของโมเดลนี้ตอบคำถามในใจกันค่ะ

เริ่มต้นกันที่ตารางนี้กันก่อนค่ะ (ดาวน์โหลดไปใช้งาน) ลองถอดรหัสของตาราง 9 ช่องนี้กันก่อนว่าเขาหมายถึงอะไรกันบ้าง จะได้เริ่มวิเคราะห์แผนธุรกิจหรือกลยุทธ์การตลาดกันได้ง่ายขึ้นค่ะ

  1. Customer Segments คือ กลุ่มลูกค้าของเรา ซึ่งจะเป็นคนที่มาซื้อสินค้าและบริการของเรา
  2. Customer Relationship คือ ความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือวิธีการให้บริการ ที่เราจะรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า
  3. Channels หรือ ช่องทางการสื่อสาร จะเป็นสื่อออฟไลน์ (คอลล์เซ็นเตอร์-หน้าร้าน) สื่อออนไลน์ (เว็บ-แอป) โซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจจะหมายถึงวิธีการสื่อสารในรูปแบบใดๆ ก็ได้
  4. Value Propositions คือ จุดขายสำคัญของสินค้าหรือบริการ
  5. Key Activities หมายถึง ช่องทางหรือโอกาสของรายได้ หรือกระแสรายได้หลักของธุรกิจ
  6. Key Resources คือ ทรัพยากรหลัก หรือสิ่งที่ต้องมีในการดำเนินธุรกิจ
  7. Key Partners ก็ตรงตัวเลยค่ะ พันธมิตรทางธุรกิจหรือซัพพลายเออร์ต่างๆ ที่จะมีส่วนช่วยในการจัดส่งวัตถุดิบและเป็นอีกหนึ่งช่องทางการขายให้เรา
  8. Cost Structure คือ การคำนวณโครงสร้างต้นทุนทั้งหมดของธุรกิจ
  9. Revenue Streams หรือ รายได้ของธุรกิจจะมาจากทางไหนได้บ้าง

เมื่อตอบแกนหลักทั้ง 9 ข้อได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือ แยกคำว่า Business Plan ออกจาก Business Model ให้ได้ก่อนค่ะ มีนักการตลาดหลายคนมักจะมองข้ามและพยายามกลืนสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน สำหรับ Business Plan นั้น คือแผนระยะยาว 3-5 ปี ที่จะเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจทั้งหมด เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนธุรกิจย่อยรายเดือน รายไตรมาสหรือรายปีก็ว่ากันไป เปรียบเสมือนคู่มือการทำธุรกิจเพื่อให้แผนกย่อยต่างๆ มองไปในเป้าเดียวกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะใช้หลักการ SWOT Analysis ในการเป็นเครื่องมือของแผน

รู้จัก Business Model ของตัวเอง

ส่วน Business Model นั้นคือ รูปแบบการสร้างรายได้ของธุรกิจ ถ้าอธิบายเจาะลึกไปอีกนิดก็คือ เป็นแกนหลักในการวางแผนหารายได้ และตอบคำถามจากผู้ซื้อได้ว่าเมื่อซื้อสินค้าของเราแล้ว เขาได้อะไรกลับไป เป็นกลยุทธ์เสริมที่สามารถใช้เป็นแกนหลักในแก่นักการตลาดเข้าใจไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งอาจจะมีการปรับไปตามกลยุทธ์ที่เราวางไว้ทุก 3-6 เดือนก่อนออกแคมเปญใหม่ๆ ก็ได้นะคะ

แน่นอนว่าหลายคนคงสงสัยว่า Business Model Canvas นั้น มีประโยชน์อะไร แล้วจะทำไปเพื่ออะไร ซึ่งถ้าตอบแบบง่ายๆ ก็คือ เป็นแผนให้นักธุรกิจหน้าใหม่จัดระบบความคิดตัวเองและเข้าใจในธุรกิจของตัวเองได้ดีขึ้นก่อนค่ะว่า เรากำลังทำอะไร และจะเดินแผนกลยุทธ์ไปอย่างไร จึงเหมาะกับการนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ให้เหมาะกับสภาพตลาดและสังคมในขณะนั้น

ส่วนธุรกิจหน้าเก่าที่กำลังหาทางรอดหรืออยากหาช่องทางลูกค้าใหม่ๆ การทำ Business Model Canvas นี้ ก็จะช่วยในการประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาสินค้าใหม่หรือนำไปใช้ในการปรับกลยุทธ์ภายในองค์กรก็ยังได้ค่ะ

เมื่อรู้หลักการ 9 ข้อแล้ว วันนี้เราจะมาวิเคราะห์จากตัวอย่าง Business Model Canvas ที่คุณ Denis Oakley ได้ทำสรุป Business Model Canvas ของธุรกิจชื่อดังมากมาย มาให้ดูเป็นตัวอย่างกันค่ะ เพื่อประกอบความเข้าใจที่มากขึ้นในการลองทำแผนนี้

Facebook

แน่นอนพี่มาร์ค เป็นเพื่อนรักของเรา เพราะเราติดตามเขาทุกวัน เรามองลองดูกันสิว่า คุณ Denis ได้สรุปโมเดลของพี่มาร์คไว้อย่างไรบ้าง

จากตาราง 9 เรามาลองแยกย่อยทีละข้อกันเลยค่ะ

  1. Customer Segments จะเห็นว่าทาง Facebook กำหนดฐานลูกค้าเป็น ผู้ใช้งานทั่วไปและนักการตลาด
  2. Customer Relationship คือ คนใกล้ชิดที่อยู่ในวงสังคมเดียวกัน เช่น ครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนเรียน และคนที่อยู่ห่างออกไปอีกนิดก็เช่น เพื่อนของเพื่อน คนรู้จักจากบริษัทข้างๆ หรือแม้แต่เจ้านายบริษัทเพื่อนก็ตาม
  3. Channels อันนี้ก็ชัดเจนเลยว่าเราเข้าใช้งาน Facebook ได้จากทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น
  4. Value Propositions สำหรับจุดเด่นของ Facebook ที่พี่มาร์คบอกเสมอคือ ต้องการให้เราเชื่อมต่อสังคมกับเพื่อน และแน่นอนเพื่อให้ธุรกิจกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้ดีขึ้น (เพื่อนกันต้องไม่ขายของใส่กันสิมาร์ค)
  5. Key Activities การพัฒนาแพลตฟอร์มให้เข้าใช้งานได้ง่ายๆ สะดวก เป็นศูนย์กลางข้อมูลในการบริหารจัดการและเป็นศูนย์กลางของข้อมูล คือแกนหลักในการให้บริการของเฟสบุค
  6. Key Resources สิ่งที่เฟสบุคต้องมีในการให้บริการคือ แพลตฟอร์ม ข้อมูลของผู้ใช้งานและเครือข่ายของผู้ใช้งาน
  7. Key Partners ผู้ให้บริการด้านเนื้อหาทุกด้านเลยค่ะ เช่น สื่อมวลชนหน้าเก่าและใหม่ แบรนด์ หรือครีเอเตอร์ต่างๆ
  8. Cost Structure ต้นทุนของเฟสบุคในช่วงแรกก็คงเป็นทีมวิศวกร ทีม ux/ui ที่เป็นคนช่วยออกแบบหน้าตาและระบบหลังบ้านต่างๆ ให้รองรับการใช้งานได้สะดวกขึ้น รวมทั้งฐานเก็บข้อมูลที่จะหลั่งใหลเข้ามาอย่างมหาศาล
  9. Revenue Streams รายได้หลักของเฟสบุคนั้น ถ้าเป็นผู้ใช้งานทั่วไปก็สามารถใช้งานได้ฟรีไม่จำกัดแต่เมื่อไหร่ที่คุณเป็นแบรนด์ที่ต้องการขายของนั้น คุณต้องจ่ายค่าโฆษณาให้เขาค่ะ เพราะรายได้จากการโฆษณาถือว่าเป็นแกนหลักเลี้ยงดูพนักงานทั้งออฟฟิศเลย

IKEA

เมื่อรู้ข้อมูลของ Facebook แล้ว ที่เป็นธุรกิจออนไลน์แล้ว เรามาลองดูของกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่อย่าง IKEA (อิเกีย) กันบ้างว่าเขามีการทำแผนบิสิเนส โมเดล แคนวาสอย่างไรกันบ้าง

มาลองแยกย่อยทีละข้อของฝั่งอิเกียกันบ้างค่ะ

  1. Customer Segments กลุ่มลูกค้าของทางอิเกียนั้น ก็คงหนีไม่พ้นกลุ่มครอบครัว เจ้าของบ้าน องค์กรและกลุ่มผู้ชื่นชอบในการทำอาหาร เพราะเมื่อเราเข้าไปในอิเกียสินค้าสำหรับคนกลุ่มนี้จะมีเพียบเลย
  2. Customer Relationship จุดเด่นของการให้บริการนั้น คือการมีโปรโมชั่นหรือสิทธิพิเศษต่างๆ การบริการตนเองคือหยิบเลือกได้ตามใจ กลุ่มคนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือมีไลฟ์สไตล์ไปในทางเดียวกัน
  3. Channels ช่องทางการเข้าถึงของลูกค้ากับสินค้าในอิเกียนั้น จะมีทั้งการไปเลือกซื้อได้เองที่ศูนย์การค้า หรือจะสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นก็ยังได้
  4. Value Propositions สำหรับจุดเด่นของอิเกียนั้น ก็คือมือใหม่หัดแต่งบ้าน ไปจนถึงคนธรรมดาที่อยากจะแต่งบ้านเอง หรือจะเป็นช่างไม้ ช่างออกแบบ ช่างก่อสร้างที่มาดูสไตล์หรือหาวัสดุอุปกรณ์ไว้ใช้งาน ในราคาที่ไม่สูงมากและทุกระดับก็จับต้องได้
  5. Key Activities กลุ่มธุรกิจฝ่ายผลิต โลจิสติกส์ R&D ฝ่ายขาย ฝ่ายบริการ เป็นต้น
  6. Key Resources กรมทรัพย์สินทางปัญญา พนักงาน โรงงานผลิตและตำแหน่งที่ตั้งหน้าร้าน
  7. Key Partners ไม่ว่าจะเป็น ซัพพลายเออร์ โลจิสติกส์ แฟรนไชส์ เวนเดอร์ ต่างก็เป็นพาร์ทเนอร์ในการทำงานของอิเกียทั้งสิ้น
  8. Cost Structure แน่นอนว่าต้นทุนหลักของอิเกียก็คือเงินเดือนพนักงาน แหล่งผลิตสินค้า โลจิสติกส์ ตำแหน่งที่ตั้งก็จะย่อยไปเป็นค่าเช่าพื้นที่ ค่าบำรุงรักษาต่างๆ ค่าออกแบบชิ้นงาน รวมทั้งค่าโฆษณาและการตลาดด้วย
  9. Revenue Streams รายได้หลักของอิเกียนั้น ก็คงเป็นรายได้จากการขายเฟอร์นิเจอร์ รายได้จากการขายอาหารและรายได้จากค่าแฟรนไชส์

เห็นไหมคะว่าพอเริ่มทำ Business Model Canvas แล้ว เราก็จะวางแผนชีวิตและการทำงานให้ตรงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น การทำโมเดลแบบนี้สามารถนำไปใช้งานได้กับทุกธุรกิจเลยนะคะ แค่วางรากฐานให้แข็งแรงการทำงานต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เป็นกำลังใจให้นักการตลาดทุกท่านค่ะ

 

ที่มา : Pinterest 

from:https://www.thumbsup.in.th/business-model-canvas-for-marketing?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=business-model-canvas-for-marketing

นีลเส็น เผยข้อมูลเม็ดเงินโฆษณาเดือนกันยายน ยังคงติดลบต่อเนื่อง

เอจีบี นีลเส็น ประเทศไทย เปิดเผยมูลค่าเม็ดเงินโฆษณาในช่วงมกราคมถึงกันยายนปี 2020 หดตัวลง-16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วโดยมูลค่าอยู่ที่ 76,591 ล้านบาท ซึ่งสื่อทีวียังคงเป็นสื่อที่มีสัดส่วนของการใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดอยู่ที่ 59% ขณะที่ภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาในเดือนกันยายนยังคงลดลง –10% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ในปี 2020 นี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมหลักใช้เม็ดเงินโฆษณาลดลงจากปีที่แล้ว โดย 4 กลุ่มหลักได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food&Beverage) มูลค่า 12,104 ล้านบาท ลดลง -10% รองลงมาคือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและเครื่องสำอาง (Personal Care & Cosmetic) มูลค่า 10,741 ล้านบาท ลดลง -3%  ลำดับที่ 3 คือกลุ่ม Media & Marketing มูลค่า 9,054 ล้านบาท ลดลง -7% และลำดับที่ 4 คือกลุ่มยานยนต์ (Automotive) มูลค่า 4,591 ล้านบาท ลดลง -34%

ขณะที่กลุ่มยา (Pharmaceuticals) มูลค่า4,086 ล้านบาท และ กลุ่มสินค้าครัวเรือนในบ้าน (Household products) มูลค่า 3,209 ล้านบาท ใช้เม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว +7% และ +15% ตามลำดับ

ในส่วนของบริษัทที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดของเดือนมกราคมถึงกันยายนปี 2020 โดย 3 ลำดับแรกได้แก่

บริษัท  UNILEVER (THAI) HOLDINGS CO.,LTD. มูลค่า 3,165 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว +35%โดยแคมเปญที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมาคือ ใหม่ วาสลีน ซุปเปอร์ วิตามิน ทางสื่อทีวีมูลค่า 38 ล้านบาท รองลงมาคือใหม่ โดฟ อินเทนซ์ รีแพร์ทางสื่อทีวีมูลค่า 31 ล้านบาท

บริษัท NESTLE(THAI) CO.,LTD. มูลค่า 1,966 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว +38% โดยแคมเปญที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมาคือ ใหม่ นมตราหมี ทริปเปิ้ล โปร ทางสื่อทีวีมูลค่า 32ล้านบาท รองลงมาคือไมโล กีฬาคือครูชีวิต ทางสื่อทีวีมูลค่า 22 ล้านบาท

บริษัท PROCTER & GAMBLE (THAILAND) มูลค่า 1,596 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว -19% โดยแคมเปญที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาสูงสุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมา คือ ดาวน์นี่ เอสเซนเชียลออยล์ทางสื่อทีวีมูลค่า 23 ล้านบาทรองลงมาคือใหม่ รีจอยส์ สูตรผมยาว ดูเรียบลื่น ทางสื่อทีวีมูลค่า 22 ล้านบาท

from:https://www.thumbsup.in.th/nielsen-september-stat?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nielsen-september-stat

ศัพท์การตลาด ที่นักการตลาดมือใหม่ควรรู้ ตอนที่ 1

นักการตลาดมือใหม่หลายคนที่ไม่ได้เรียนจบมาทางด้านการตลาดโดยตรงแต่ต้องมารับหน้าที่หรือต้องคุยงานกับฝ่ายการตลาดแล้วมีศัพท์เทคนิคที่เจาะจงทำให้สับสนในการดีลงาน

วันนี้ thumbsup จะมารวบรวมคำศัพท์ที่ต้องใช้ในการทำงานให้นักการตลาดได้นำไปปรับใช้งานกันค่ะ

ศัพท์ที่ต้องใช้ในการทำแอดบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค

สำหรับนักการตลาดหรือคนที่ซื้อแอดบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ อาจจะเน้นหนักที่เฟซบุ๊ก นี่คือศัพท์ที่คนคุยเรื่องแอดจำเป็นต้องรู้

Awareness = การรับรู้

สำหรับคนที่วางแผนเรื่องการทำคอนเทนต์ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งนักการตลาดหลายคนมักคาดหวังให้คอนเทนต์ของแบรนด์ตนเองเข้าถึงวงกว้างเพื่อเพิ่มโอกาสการรับรู้และรู้จักสินค้าของแบรนด์ได้มากขึ้น หรือแม้แต่รู้จักชื่อแบรนด์มากขึ้น นั่นหมายถึงโอกาสในการเข้าถึงสินค้าของคุณมากขึ้น

Engagement = การมีส่วนร่วม

สำหรับการมีส่วนร่วมในมุมของคนทำเพจหรือบริหารโซเชียล จะคาดหวังยอด LIKE, SHARE และ COMMENT ซึ่งการที่ผู้ติดตามมีส่วนร่วมในเพจของเรามากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มยอดการจดจำได้ดีขึ้นเท่านั้น

Click Through Rate (CTR) = อัตราการคลิกผ่าน

เป็นการเข้าใจผลลัพท์ของชิ้นงานโฆษณาว่าจำนวนโฆษณาที่เราลงมือทำนั้น มีการเข้าไปมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน เช่น มีคนคลิกดูภาพเท่าไหร่ กดอ่านเพิ่มเติมเท่าไหร่ หรือมีการกดเข้าไปเพื่อสั่งซื้อจากผู้ใช้เฟซบุ๊กบ้างไหม ซึ่งการทำชิ้นงานโฆษณานั้นจะแบ่งอัตราการคลิกผ่านเป็น 2 แบบด้วยนะคะ คือการแสดงผลในเฟซบุ๊กของกลุ่มเป้าหมาย (Impression) หรือคลิกเข้าไปดูด้วยความสนใจ (CTR) กันเลย

Reach = การเข้าถึง, Impression = การแสดงผล

ทั้งคำว่า Reach และ Impression นั้น มีความหมายคล้ายกันคือ การแสดง หรือการมองเห็น โดยโฆษณาที่เราลงในช่องทางต่างๆ นั้น จะมีการนับจำนวนการแสดงผลและการเข้าถึงชิ้นงานโฆษณาของลูกค้า โดยในการค้นหาของลูกค้าแต่ละครั้งจะมีการนับเป็นจำนวนครั้งที่แสดงผล (Impression) เอาไว้

แต่เมื่อเป็น Reach คือ จะถูกนับที่ตัวบัญชีของผู้ใช้งานแต่ละบุคคล ว่าสามารถเข้าถึงชิ้นงานโฆษณาของเราหรือไม่ จะมีทั้งในรูปแบบแสดงผลขึ้นมาในหน้า Feed หรือมาจากการค้นหาเพจนั้นๆ โดยตรง ซึ่งการแสดงผลนั้นจะเท่ากับ Reach 1 ครั้ง หรือเท่ากับ Impression 1 ครั้งเช่นกัน แต่ถ้ามีการแสดงผล Reach ในบัญชีผู้ใช้งานเดิมไม่ว่าจะอีกกี่ครั้ง ก็นับเป็น 1 ครั้งเท่านั้น แต่ Impression จะนับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่ 2, 3, 4 แล้วแต่การแสดงผลขึ้นมา

Frequency = ความถี่

ในการโฆษณาแต่ละครั้ง จะมีการพูดถึงความถี่ในการแสดงผล ซึ่ง Frequency จะสอดคล้องการทำงานร่วมกับ Reach และ Impression นั่นคือ อัตราการแสดงผลนั่นเอง โดยอัตราความถี่จะเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่มีการแสดงผล ซึ่งจะเป็นการนับจำนวนที่มีผลต่อ KPI ด้วย

Organic Reach = การเข้าถึงด้วยตนเอง, Paid Reach = การเข้าถึงด้วยการจ่ายเงิน

สำหรับทั้งสองคำนี้ จะหมายถึง การที่บัญชีผู้ใช้งานถูกเข้าถึงคอนเทนต์ของเพจหรือแบรนด์แบบอัตราปกติ กับ การเข้าถึงผ่านการยิงแอดนั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักการตลาดหรือผู้บริหารเพจ เพราะการเข้าถึงคอนเทนต์ของแบรนด์หรือเพจที่เจอปัญหา “จำกัดการเข้าถึง” ของเฟซบุ๊กนั้น ทำให้เพจหรือแบรนด์ต้องเสียเงินโฆษณาจำนวนเยอะมากกว่าจะถึงเป้าที่ตั้งไว้

แต่ถ้าคอนเทนต์ของเพจหรือแบรนด์นั้นเป็นที่พูดถึงและมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือบัญชีผู้ใช้งานจำนวนมากเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ก็ต้องวางแผนให้ดีๆ เลยค่ะ

Conversion = การตอบสนองกลับ

หากแปลตามระบบคำศัพท์อาจจะหมายถึงการแปลง แต่ในแง่ของการทำโฆษณาบนโซเชียลมีเดียนั้น หมายถึงการได้มาซึ่งโอกาสทางการขาย หรือตอบรับจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนั่นเองค่ะ โดย Conversion (คอนเวอร์ชั่น) นั้น อาจจะไม่ได้หมายถึงในเชิงการซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงผลตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ เช่น ทำแคมเปญอะไรบางอย่างเพื่อหวังการได้มาซึ่งสมาชิกใหม่ การลงทะเบียนทดลองใช้งานสินค้า หรือแม้แต่การได้รายชื่อของบุคคลเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้น ก็เป็นผลจากการตอบสนองกลับมาด้วยการทำแคมเปญหรือกิจกรรมบางอย่างทางโซเชียลเน็ตเวิร์คนั่นเอง

ศัพท์ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งสำหรับนักขาย

สำหรับคนที่จำเป็นต้องขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์นั้น จำเป็นต้องคาบเกี่ยวทั้งเว็บไซต์ ตระกร้าสั่งซื้อสินค้าหรือระบบข้อมูลหลังบ้าน ซึ่งเราจะเลือกคำที่จำเป็นต้องใช้งานและนำไปคุยต่อเรื่องงานกันได้

Abandonment Rate = อัตราการละทิ้ง

เป็นสิ่งที่นักการตลาดทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยค่ะ กับอัตราของคนที่เข้าเว็บแล้วไม่ซื้อสินค้า หรือคนที่หยิบสินค้าลงตะกร้ารถเข็นแล้ว แต่ยังไม่ชำระค่าสินค้าให้เสร็จสิ้น ซึ่งเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่นักการตลาดต้องพยายามกระตุ้นให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินซื้อจนสำเร็จ

Algorithm

คำนี้ทับศัพท์ได้เลยนะคะ กับ อัลกอริธึ่ม ที่หมายถึงขั้นตอนและวิธีการทำงานของโปรแกรม เช่น Algorithm ของ Google ในการจัดอันดับเว็บไซต์เมื่อมีการค้นหาข้อมูล หรือ Algorithm ของ Facebook ที่คัดเนื้อหาขึ้นมาแสดงให้เราเห็นในหน้า feed ซึ่งระบบเหล่านี้ก็จะมีการคัดกรองความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมายเพื่อมาแสดงผลให้เห็นกัน

Analytics

สำหรับนักการตลาดที่ต้องใช้เครื่องมือในการวัดผลหรือวิเคราะห์ข้อมูล คงรู้จักคำนี้เป็นอย่างดี เพราะมีให้เลือกใช้งานทั้ง Google Analytics, Youtube Studio หรือ Business Suite (Creator Studio) คือ เครื่องมือวิเคราะห์ วัดผล พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่เรายิงโฆษณาไป เพื่อให้รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายมีการใช้งานและตอบโต้อย่างไรทั้งในเว็บไซต์ เพจหรือโซเชียลมีเดียต่างๆ รวมทั้งเป็นฐานข้อมูลให้ผู้สร้างเว็บไซต์สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ปรับปรุงหรือพัฒนาเว็บไซต์ได้ต่อไป

Affiliate Marketing

คำนี้กำลังกลายเป็นกระแสในช่วงนี้เลย สำหรับคนที่มีบล็อกหรือเว็บไซต์เชิงรีวิว สามารถทำการตลาดผ่านพื้นที่ของคนอื่นได้นะคะ เช่น ฝากสินค้าขายในเว็บไซต์ เพจหรือแชนแนลในยูทูป โดยแบ่งเปอร์เซ็นต์ในการขายสินค้าหรือบริการ (Commission)ให้กับเจ้าของเพจนั้นๆ

Automate Marketing

การส่งจดหมายตอบกลับแบบอัตโนมัติ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาด ที่มีการทำงานผ่านระบบซอฟต์แวร์หรือระบบส่งอีเมล์ข้อความอัตนโนมัติ เพื่อสร้างกิจกรรมทางการตลาดแบบหนึ่ง เช่น การส่ง E- mail ประชาสัมพันธ์เมื่อมีสินค้าหรือโปรโมชั่นมาใหม่และตรงกับความสนใจที่ลูกค้าเคยแจ้งความต้องการไว้

Backlink

เป็นการนำลิงค์เว็บไซต์ข้อมูลของเราไปฝังอยู่ในเว็บฯ อื่น เวลามีคนคลิกเข้าไปอ่านก็จะส่งยอดคลิกกลับเข้ามาในเว็บไซต์ของเราด้วย โดย Google จะนำไปใช้เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการพิจารณาการจัดอันดับการแสดงผลบนหน้าค้นหาของ Google

Bounce Rate

เป็นการนำอัตราส่วนของคนที่เข้าและออกจากเว็บไซต์ไป โดยไม่ได้คลิกเข้าไปดูหน้าอื่นๆ ภายในเว็บไซต์เดียวกัน การคลิกเข้าและออกอย่างรวดเร็วอาจมาจากการที่เว็บโหลดช้า หรือคอนเทนต์ไม่น่าสนใจ ทำให้เปิดและปิดอย่างรวดเร็วจนเสียโอกาสที่ดีไป สำหรับวิธีคิด Bounce rate คือ การนำจำนวนการเข้าชมหน้าเว็บเพจ หารด้วยจำนวนการเข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด จะเป็นค่าเฉลี่ยของการเข้าและออกในแต่ละครั้ง

Cache/Caching

อันนี้จะเป็นศัพท์เทคนิคนิดนึงสำหรับคนที่เป็นสายไอทีอาจจะเข้าใจง่ายทันที คำว่า แคช นั้น หมายถึงฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ที่เก็บข้อมูลเผื่อถูกเรียกใช้ในอนาคต เวลาผู้ใช้งานเรียกหาข้อมูล ระบบจะส่งข้อมูลนี้มาให้ทันที โดยไม่ต้องเรียกข้อมูลจากต้นทางอีก แต่สำหรับในมุมนักการตลาดคำนี้อาจจะเจอเวลาที่ต้องแก้งานแต่ข้อมูลเดิมยังแสดงผลอยู่ถ้าเราพูดว่า “ยังติดแคชเดิมอยู่หรือเปล่าคะ” แบบนี้ลูกค้าก็อาจจะหัวร้อนกลับมา แคชในที่นี้ถ้าจำเป็นต้องอธิบายง่ายๆ ให้ลูกค้าฟังก็คงต้องบอกว่า “คุณพี่ลองเปลี่ยนเครื่องที่ไม่เคยเข้าลิ้งนี้มาก่อนหรือลบค่าการใช้งานเดิมก่อนนะคะ แล้วจะเจอข้อมูลที่อัพเดทใหม่ละค่า” แบบนี้ก็หมายถึงล้างแคชเดิมหรือเปลี่ยนเครื่องเพื่อเช็คงานไปเลยจ้า

CPA หรือ Cost Per Action

หมายถึงรูปแบบการจ่ายผลตอบแทน การคิดราคาโฆษณาต่อกิจกรรม 1 ครั้ง ที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ เช่น การสมัครสมาชิก การลงทะเบียน การสั่งซื้อสินค้า โดยผู้ลงโฆษณาจะเสียเงินก็ต่อเมื่อลูกค้ามีการตอบรับที่สำเร็จในกิจกรรมนั้นจริงๆ

CPC  (Cost Per Click)

ราคาต่อหนึ่งคลิก (CPC) คือจำนวนเงินที่คุณได้รับในแต่ละครั้งที่ผู้ใช้คลิกโฆษณาของคุณ ผู้ลงโฆษณาเป็นผู้กำหนด CPC สำหรับโฆษณาใดๆ โดยผู้ลงโฆษณาบางรายอาจเต็มใจที่จะจ่ายเงินต่อคลิกมากกว่าผู้ลงโฆษณารายอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกเขาโฆษณา

CPM (Cost Per Mille)

CPM ย่อมาจาก “cost per 1000 impressions” ผู้โฆษณาที่ใช้โฆษณาแบบ CPM จะตั้งราคาที่ต้องการต่อการแสดงโฆษณา 1,000 ครั้ง โดยจะเลือกตำแหน่งโฆษณาที่ต้องการให้แสดงโฆษณา และจ่ายเงินทุกครั้งที่โฆษณาปรากฏ ผู้โฆษณาจะต้องเสนอราคา CPM สูงกว่าโฆษณาแบบ CPC ที่มีอยู่เพื่อที่จะแสดงโฆษณาโฆษณาแบบ CPM สามารถเป็นได้ทั้งโฆษณาแบบข้อความหรือแบบรูปภาพ และจะมีการกำหนดตำแหน่งเป้าหมายเสมอ

Clickbait

เป็นคำเหยียดใช้หมายถึงเนื้อหาเว็บที่มุ่งสร้างผลประโยชน์จากการโฆษณาออนไลน์ โดยเฉพาะเมื่อไม่คำนึงถึงคุณภาพหรือความถูกต้องของข้อมูล แต่อาศัยวิธีพาดหัวแบบเร้าใจเพื่อดึงดูดให้คลิกเข้าไปชมทันทีและเพื่อเชิญชวนให้ส่งเนื้อหานั้นต่อไปในเครือข่ายสังคมออนไลน์ พาดหัวล่อคลิกมักอาศัยประโยชน์จากความสงสัย โดยให้ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ พอชวนให้ผู้อ่านสงสัย แต่ไม่พอจะขจัดความสงสัยนั้น จนต้องคลิกเข้าไปดูเนื้อหานั้น ๆ

Dashboard

หน้ากระดานที่ใช้แสดงภาพรวมของรายงาน หรือสรุปข้อมูลในมุมมองต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์เชิงวิเคราะห์ใดๆ

DOMAIN

ชื่อของเว็บไซต์ อย่างเช่น http://www.abc.com คือ ชื่อเว็บไซต์ เอ บี ซี ดอท คอม เป็นต้น

Earned media

สื่อที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ แต่จะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าพูดถึงสินค้า หรือบอกต่อเกี่ยวกับแบรนด์ รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการไลค์, รีทวิต, แชร์, คอมเม้นท์ในสื่อของคุณ รวมถึงการบอกต่อปากต่อปาก ซึ่งถือเป็นการตลาดที่ดีที่สุด

ECommerce

ย่อมาจากคำว่า Electronic Commerce แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือการทำธุรกิจโดยซื้อขายสินค้าหรือโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่นิยมคือ วิทยุ โทรทัศน์ และที่มีการใช้งานมากที่สุดในปัจจุบันก็คืออินเทอร์เน็ต โดยสามารถใช้ทั้งข้อความ เสียง ภาพ และคลิปวิดีโอในการทำธุรกิจได้ การทำธุรกิจแบบ E-commerce สามารถเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขวางและทำให้ลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินการได้เป็นอย่างดี

Engagement

การมีส่วนร่วมต่อสื่อของทางแบรนด์ เช่น Comment, Share, Like รวมถึงการคลิกที่รูปภาพในโซเชียลมีเดียเฉยๆ ก็นับเป็น engagement เหมือนกัน

Hashtag

เครื่องหมายสี่เหลี่ยม (#) ที่ตามด้วยคำ วลี หรือประโยคที่เราต้องการ โดยต้องพิมพ์เครื่องหมายสี่เหลี่ยมกับคำหรือประโยคติดกัน โดย hashtag (แฮชแท็ก) เป็นเหมือนการบ่งบอกโพสต์ นิยามของโพสต์ จะเป็นบทความ รูปภาพ หรือวิดีโอก็ได้ และช่วยเรียกโพสต์ที่ใส่ hashtag เดียวกันได้

Inbound Marketing

เทคนิคการตลาดแบบดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเข้ามาในพื้นที่ของเรา เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย การทำตลาดลักษณะนี้เน้นการสร้างและมอบประโยชน์หรือคุณค่าให้กับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เช่น บล็อกหรือบทความที่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

Keyword planner

เครื่องมือหรือโปรแกรมแสดงข้อมูลการค้นหาในระบบค้นหา ซึ่งข้อมูลตรงนี้มีประโยชน์ต่อการทำการตลาดออนไลน์ ในอดีต Keyword planner (คีย์เวิร์ด แพลนเนอร์) เป็นเครื่องมือที่อยู่ภายใน Google Ads แต่ปัจจุบันมี Keyword planner ให้เลือกใช้บริการมากมาย เช่น Ahrefs, Moz, Ubersuggest  ฯลฯ

Owned  media

ช่องทางการสื่อสาร หรือแพลตฟอร์มที่มีแบรนด์เป็นเจ้าของ หรือแบรนด์เป็นผู้ผลิตขึ้นมา เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค อาทิ Website, Mobile site, ภายในร้านค้า, ป้ายโฆษณา, Mobile Apps, Blog และ Social Media ต่างๆ

Paid Media

สื่อที่ต้องจ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์ หรือออฟไลน์ ถ้าต้องการใช้เงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณา ให้คิดว่าเป็น Paid Media ได้เลย สิ่งที่จะได้เมื่อคุณจ่ายเงินคือ การเข้าถึงผู้คนกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำคนเหล่านี้มายัง Owned Media นั่นเอง สื่อที่เข้าข่าย Paid Media ได้แก่ Print Ads, TVC, Display Ads, Paid Search, Promoted Posts on Facebook และ Sponsored Tweets เป็นต้น

Responsive design

Responsive Web Design เป็นเทคนิคการออกแบบเว็บไซต์แบบใหม่ ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนขนาดของเว็บไซต์ให้เหมาะสบกับการแสดงผลบนหน้าจอขนาดต่างๆ และความละเอียดของหน้าจอในอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต เป็นต้น

SEM

SEM (Search Engine Marketing) เป็นคำเรียกวิธีการทำการตลาดบน Search Engine โดยมี 2 วิธีการหลักๆ นั่นคือ SEO ดังที่กล่าวไปข้างต้นและ PPC หรือ Pay Per Click คือการซื้อโฆษณาโดยมีการเรียกเก็บเงินในรูปแบบจ่ายตามจำนวนคลิก ซึ่งผู้ทำจะต้องประมูล Keyword เพื่อที่จะให้โฆษณาปรากฎเมื่อมีการค้นหาใน Search Engine นั้นๆ โดยโฆณาจะแสดงที่ตำแหน่งใดนั้นจะถูกกำหนด

SEO

SEO (Search Engine Optimization) คือกระบวนการที่จะช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้าแรกของระบบ Search Engine ทั้งหลาย อาทิ Google, Bing, Yahoo เป็นต้น จะใช้คำค้นหาหลัก (Keyword) ที่กำหนดไว้เป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนลำดับ (Ranking) อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องซื้อโฆษณา แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ

Sitemap

Sitemap หรือ “แผนผังเว็บไซต์” หรือ “แผนที่เว็บไซต์” เป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ ที่อธิบายถึงโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ทั้งหมด ซึ่ง Sitemap จะเป็นเหมือน “สารบัญ” หรือ “หน้าดัชนี” ของเว็บไซต์ ที่รวม Link ทั้งหมดของเว็บไซต์ไว้ภายในหน้าเดียว และยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อ Search Engine (Google,Bring,Yahoo)

Traffic

Traffic คือ จำนวนคนเข้าเว็บไซต์หรือที่เรียกว่า Unique IP Traffic ซึ่งมีผลต่อการจัดอันดับบน Google Search และ Google ได้ให้ความสนใจในเรื่องของการจัดอันดับคะแนนจากการเข้าอ่านบทความหรือตรวจสอบคุณภาพของเว็บผ่านการตรวจสอบค่าของอัตราการตีกลับ Bounce Rate

UI

ย่อมาจาก User Interface คือ พื้นที่ที่การตอบโต้สื่อสารระหว่างผู้ใช้งานและเครื่องมือเกิดขึ้น ภาษาไทยใช้คำว่า ส่วนต่อประสาน ส่วนต่อประสานนี้จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนนำข้อมูลเข้าหรือส่วนสั่งงาน (Input) และส่วนแสดงผลลัพธ์หรือส่วนรอคำสั่งจากผู้ใช้ (Output)

UX

ย่อมาจาก User Experience คือ ความรู้สึกหรือทัศนคติของผู้ใช้งานที่มีต่อผลิตภัณฑ์ สินค้า เว็บไซต์ หรือ แอพพลิเคชั่น เช่น ความยากง่ายของการใช้งาน ฟังก์ชั่นครบครันหรือไม่ ความคุ้มค่าของการใช้งานสิ่งนั้นๆ ในบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีส่วนใหญ่มักคิดถึงเรื่องของ UX ควบคู่ไปกับ UI ในการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ

 

ที่มา : นินจาการตลาด, weon, Wikipedia, google

from:https://www.thumbsup.in.th/marketing-word-for-marketer?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=marketing-word-for-marketer

Facebook เตรียมยกเลิกกฎ “ข้อความต้องน้อยกว่า 20% ของภาพโฆษณา”

ข่าวดีและข่าวใหญ่สำหรับเหล่านักโฆษณาและนักการตลาด Facebook เตรียมยกเลิกกฎ “ข้อความต้องน้อยกว่า 20% ของภาพโฆษณา” จากก่อนหน้านี้ระบบของเฟซบุ๊กค้นพบว่า ภาพที่มีข้อความน้อยกว่า 20% ของพื้นที่ในภาพเพื่อการโฆษณาจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีสำหรับผู้ใช้

จน Facebook ต้องออกกฎว่าถ้าข้อความมากกว่า 20% ของโฆษณาจะมีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่ผ่านการอนุมัติ หรือเข้าถึงคนได้น้อยลง ต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงโฆษณาอาจไม่ทำงาน จนต้องออกเครื่องมือชื่อ “Text Overlay Tool” เพื่อให้ผู้ใช้ตรวจสอบภาพก่อนทำโฆษณา กลายเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับนักการตลาดมาหลายปี

ล่าสุดสื่อต่างประเทศรายงานว่า Facebook เตรียมประกาศยกเลิกกฎ 20% ดังกล่าวแล้ว นั่นหมายความว่า ภาพโฆษณาที่มีข้อความมากว่า 20% ของภาพจะสามารถแสดงผลตามปกติ และจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เท่าๆ กับโฆษณาอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม Facebook ยังยืนยันว่าอยากให้ภาพโฆษณามีข้อความน้อยกว่า 20% ของภาพ โดยระบุว่า “พยายามให้ข้อความของคุณ สั้น ชัดเจน และกระชับเพื่อให้ข้อความสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

อ้างอิง Socialmediatoday, Matt Navarra

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-remove-restriction-text?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-remove-restriction-text

“เราอยู่ข้างคนไทยเสมอ” ฟู้ดแพนด้า กับการผสมสื่ออย่างเหมาะสมหลังเจอกระแสแอนตี้แบรนด์บนโลกออนไลน์

หลังจากกระแส #แบนเนชั่น ในทวิตเตอร์ ส่งผลกระทบต่อหลายแบรนด์ที่เคยลงโฆษณาในช่องทีวีดิจิทัลอย่าง เนชั่น แม้จะมีแถลงการณ์ออกมาอย่างเป็นทางการแต่หลายธุรกิจก็ออกมาปัดการซื้อสื่อต่างๆ ว่าเป็นการซื้อแพคผ่านเอเจนซี่ ทีมงาน Thumbsup ได้สอบถามคุณโลมา ตียาภรณ์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท ฟู้ดแพนด้า เกี่ยวกับกรณีนี้

“เราเป็นกลางและอยู่ข้างประชาชนทุกคนครับ”

คุณโลมา เล่าว่า การลงสื่อโฆษณาในช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์นั้น เราพยายามผสมผสานทั้งสองด้านให้เหมาะสม เพราะไม่ว่าลูกค้าจะอยู่จุดใดก็ต้องเข้าถึงฟู้ดแพนด้าได้ ซึ่งเรารับฟังทุกเสียงของลูกค้าทุกคน และกระแสที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ไม่ใช่แค่แบรนด์เราเท่านั้น แต่เจอกันหลายแบรนด์และทุกแบรนด์ต่างก็ต้องหาทางแก้ไขอย่างเหมาะสม

บริษัทยังคงใช้เอเจนซี่ในการมองหาสื่อที่เหมาะสมในการทำแคมเปญและสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพราะเขาจะทราบว่าช่องทางใดเหมาะสมในการบอกต่อแต่ละแคมเปญกับลูกค้าแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเราจะมีแคมเปญใหญ่ช่วงปลายปี (พ.ย.) หลังจากฟู้ดแพนด้ามีให้บริการครบ 77 จังหวัด

นอกจากนี้ เรายังวางแผนจะใช้งบในการตลาดครั้งใหญ่ในกิจกรรมนั้นและยังคงเลือกบอย ปกรณ์เป็นพรีเซนเตอร์ต่อเนื่อง เพราะภาพลักษณ์ของบอยสามารถสื่อสารกับลูกค้าทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี และลูกค้าจดจำเราได้มากขึ้นจากการเลือกใช้บอย ในการทำแคมเปญเพียงแต่ช่วงนี้เจอกระแสโควิด-19 ทำให้เราไม่สามารถจัดกิจกรรมออฟไลน์ผ่านพรีเซ็นเตอร์ได้

แม้ว่า ฟู้ดแพนด้าจะเป็นบริษัทภายใต้ เดลิเวอรี่ฮีโร่ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในเยอรมนี แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะสื่อสารกับลูกค้าด้วยความเป็นตัวตนของประเทศนั้นๆ

from:https://www.thumbsup.in.th/food-panda-online-crisis?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=food-panda-online-crisis

10 อันดับพฤติกรรมบนวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ที่แบรนด์ต้องปรับตัว

นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิต และพฤติกรรมการบริโภคสินค้า-บริการ

สำหรับภาคธุรกิจเองก็จำเป็นต้องปรับตัวไปพร้อมๆ กับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อรักษาฐานลูกค้า สภาพคล่อง และโอกาสเติบโตของธุรกิจในอนาคต

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทยผู้เชี่ยวชาญตลาดแรงงานเชิงนวัตกรรมชั้นนำระดับโลก ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 1,124 คนเพื่อจัดอันดับ 10 พฤติกรรมที่ส่งผลต่อวิถีการดำเนินชีวิตและการทำงาน ดังนี้

อันดับ 1 คือ พฤติกรรมเกี่ยวกับรูปแบบการช้อปปิ้งออนไลน์

คิดเป็น 90.91% ซึ่งเห็นได้ชัดในสถานการณ์ครั้งนี้ที่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดอี-คอมเมิร์ซ เติบโตพุ่งขึ้นไปอีก  ข้อมูลจากบริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด (Priceza) มีคาดการณ์ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ หรือช้อปออนไลน์ในกลุ่ม C2C หรือ Customer to Customer ไม่รวมบริการจองที่พักโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน ดิจิทัลคอนเทนต์ และบริการอื่น ๆ ระบุว่าในปี 2563 ธุรกิจช้อปออนไลน์มีมูลค่าที่ 220,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 4-5% ของค้าปลีกทั้งประเทศ  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าช้อปปิ้งออนไลน์ในปี 2563 มีการเติบโต 35% จากปี 2562 ที่มีมูลค่า 163,300 ล้านบาท สัดส่วน 3% ของค้าปลีกทั้งประเทศ นับว่าโควิดเป็นแรงกระตุ้นให้อัตราการช้อปออนไลน์เติบโตสูงขึ้นมากทีเดียว     

อันดับ 2 คือ วิถีการทำงานในรูปแบบ Work From Home

คิดเป็น 81.82% ซึ่งเเข้ามาปรับพฤติกรรมแรงงานให้เข้าสู่โหมดออนไลน์โดยมีแพลตฟอร์มการประชุมมากมาย  อาทิ  Zoom และ Microsoft Team เป็นต้น

อันดับ 3 คือ ความบันเทิงผ่านระบบออนไลน์

คิดเป็น  72.73% ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การเดินทางออกมาท่องเที่ยว หรือชมภาพยนตร์ในแบบปกติมีข้อจำกัด ดังนั้น รูปแบบความบันเทิงของผู้คนทั่วไปจึงอยู่ในระบบออนไลน์มากขึ้น มีแอปพลิเคชันบันเทิงในการดูภาพยนตร์  ฟังเพลงให้เลือกใช้บริการมากมายทั้งในแบบฟรีและคิดค่าบริการ  ซึ่งเสริมให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตเพิ่มขึ้น  และกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ กับอินเทอร์เน็ตมีอัตราการใช้งานที่เพิ่มขึ้นนับเป็นอานิสงค์ให้กับผู้ให้บริการ

อันดับ 4 การชำระเงินผ่านระบบออนไลน์

กลุ่มบริการ E-Payment หรือการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์คิดเป็น 63.64% ที่มีการใช้บริการเพิ่มขึ้น  ปัจจุบันหลายๆ ธุรกิจเพิ่มช่องทางการชำระเงิน  รวมถึงภาครัฐและภาคธนาคารผลักดันให้เกิดสังคมไร้เงินสด  ซึ่งโควิดนับว่าเป็นแรงกระตุ้นให้เราก้าวสู่สังคมไร้เงินได้เร็วยิ่งขึ้นครอบคลุมในการจ่ายเงินในการซื้อสินค้าและบริการ โดยจะเห็นได้จากทุกวันนี้เราใช้บริการเรียกแท็กซี่ผ่านสมาร์ทโฟน และจ่ายเงินโดยไม่ต้องมีเงินสดแล้ว

อันดับ 5 E-learning การเรียนทางไกล

พ่อแม่ผู้ปกครองคงปฏิเสธไม่ได้  เมื่อลูกหลานไม่สามารถไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนแบบปกติไม่ได้  โรงเรียนและครูอาจารย์นำเครื่องมือที่เรียกว่า อี-เลิร์นนิ่ง (E-learning)  มาใช้ในการเรียนทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 54.55%  ดังนั้น เด็กและเยาวชน  รวมทั้งผู้ปกครองมีการปรับตัวเพื่อใช้อี-เลิร์นนิ่ง  นอกจากนี้คนในวัยทำงานก็ใช้เครื่องมือนี้ในฝึกอบรมและสัมมนาอีกด้วย

อันดับ 6 การติดต่อสื่อสาร

ด้านระบบเครือข่ายการสื่อสารหรืออินเทอร์เน็ต ต้องมีความเร็วสูง แรง และเสถียรเพื่อรองรับการใช้งานในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าวในอันดับต้นๆ  นับว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 45.45%

อันดับ 7 การดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยี

ปัจจุบันมีสมาร์ทดีไวซ์ที่เข้ามารองรับการใช้งานด้านนี้เพื่อเพิ่มความสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Smart Watch และการรับคำปรึกษาปัญหาสุขภาพออนไลน์ คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 36.36%

อันดับ 8 การบริหารการจัดส่งสินค้าด้วยเทคโนโลยี

ในยุคดิจิทัลที่มีแอปพลิเคชันรองรับการให้บริการมากมาย  ทำให้อุตสาหกรรมด้านการให้บริการโลจิสติกส์มีการแข่งขันอย่างมาก ซึ่งหัวใจการให้บริการคือ ความเร็ว  ดังนั้น เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยให้การให้บริการนี้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นับว่ามีสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงในอัตราส่วนไม่น้อยอยู่ที่ 27.27%

อันดับ 9 ระบบการผลิต 3D Printing

เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการผลิตหน้ากากอนามัยให้เข้ากับรูปหน้าของผู้สวมใส่นั้นๆ คิดเป็นสัดส่วน 18.18%

อันดับ 10 โดรนและหุ่นยนต์

การนำโดรนและหุ่นยนต์ เข้ามามีบทบาทในการช่วยทำงาน  ซึ่งในงานบางอย่างอาจจะไม่ต้องใช้แรงงานคนมีสัดส่วนอยู่ที่ 9.09%

from:https://www.thumbsup.in.th/10-new-normal?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=10-new-normal

นีลเส็นเผยรายงานคนไทยใช้สื่อดิจิทัลและทีวีสูง นักการตลาดควรวางแผนให้ดี

นีลเส็นได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคสื่อชาวไทยในปีนี้ โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ก่อนการระบาด ช่วงเกิดการระบาด และหลังการระบาดใหญ่ของ COVID-19 เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมสื่อ ไม่ว่าจะเป็น สื่อดิจิทัล สื่อทีวีและสื่อวิทยุ รวมทั้งภาพรวมทั้งหมดเพื่อเช็คสถานการณ์จากการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก ส่งผลกระทบในการใช้จ่ายสื่ออย่างไร

แน่นอนว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ด้านสภาพจิตใจ การดำรงชีวิต หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงในด้านพฤติกรรมการใช้จ่ายและการบริโภคสื่อ ต่างก็มีผลต่อการตัดสินใจของแบรนด์และนักการตลาดทั้งสิ้น

ทั้งนี้ นีลเส็นเผยผลการศึกษาล่าสุดจากรายงาน ภูมิทัศน์สื่อในประเทศไทย และสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคความปกติใหม่’ (WHAT’S NEXT IN THE NEW NORMAL) แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมสื่อในประเทศไทยว่าเป็นไปในทิศทางใด

ภาพรวมการใช้สื่อ

ในช่วงที่เกิดการระบาด คนไทยมีความต้องการติดตามข่าวสารข้อมูลจึงทำให้การบริโภคสื่อหลักอย่างทีวีดิจิทัล และวิทยุนั้น มีการเติบโตสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่จะเกิดการระบาดหนัก ในขณะที่เราจะเห็นได้ว่าเมื่อสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ความปกติใหม่ สื่อทีวีนั้นมีอัตราผู้ชมโดยเฉลี่ยกลับไปเทียบเท่ากับช่วงก่อนโควิด แต่สื่อวิทยุยังคงระดับผู้ชมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสื่อดิจิทัล ที่ผู้ชมยังคงมีระยะเวลาการรับชมที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนโควิด

สำหรับสื่อดิจิทัลในช่วงที่เกิดการระบาด โดยรวมแล้วระยะเวลาที่คนไทยใช้บนสื่อดิจิทัลเพิ่มสูงขึ้นในทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 13-34 ปี ซึ่งใช้เวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 2 ชั่วโมง 16 นาทีต่อวัน และยังคงใช้เวลาบนสื่อดิจิทัลมากขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดแม้ว่าสถานการณ์ในช่วงเดือนมิถุนายนจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

อัตราการดูทีวีของช่วงวัยต่างๆ

ข้อมูลวิจัยแสดงให้เห็นว่า ในช่วงกักตัวหรือทำงานจากที่บ้าน คนไทยมีการดูทีวีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากความต้องการอัพเดทข่าวสารข้อมูล อย่างไรก็ตามตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศไทยเริ่มดีขึ้น เคอร์ฟิวถูกยกเลิก หลายๆ ธุรกิจเริ่มเปิดกิจการ บริษัทฯ และโรงเรียนเริ่มทยอยเปิด อัตราการดูทีวีของคนไทยจึงเริ่มปรับกลับมาเป็นจำนวนเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดการระบาดหนักในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563

อย่างไรก็ตาม หากเราแยกกรุงเทพและพื้นที่ชนบท จะเห็นได้ว่าอัตราการดูทีวีในพื้นที่ชนบทนั้นปรับตัวลงต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดเล็กน้อย ทั้งนี้สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เรทติ้งการดูทีวีลดน้อยลงมาจากสภาพอากาศที่ไม่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นพายุ ฝนตกหนัก หรือน้ำท่วมในหลายๆ พื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทุกปี

ในช่วงที่เกิดการระบาดหนักของโควิด-19  เราเห็นว่าผู้ชมทีวีในทุกกลุ่มอายุใช้เวลาในการดูทีวีนานขึ้น แต่ที่น่าสนใจคือผู้ชมในกลุ่มอายุ 4-14 ปี มีการเข้ามาดูทีวีเพิ่มขึ้น และใช้ระยะเวลาในการดูทีวีเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 40 นาทีต่อวัน อยู่ที่ 3 ชั่วโมง 57 นาที เทียบกับเมื่อช่วงก่อนการระบาด และถึงแม้จะเข้าสู่ยุคความปกติใหม่ผู้ชมในกลุ่มอายุนี้ยังคงใช้ระยะเวลาในการดูทีวีมากกว่าช่วงก่อนการระบาดอยู่ 10 นาที ที่ 3 ชั่วโมง 26 นาที ในขณะที่ผู้ชมกลุ่มอื่นๆ ใช้เวลารับชมทีวีกลับสู่ระดับปกติ

คอนเทนต์ข่าวยังเป็นที่ต้องการสูง

ในส่วนของเนื้อหาหรือคอนเทนต์ในการรับชมทีวี แม้ว่าคนไทยจะสามารถเสพข่าวบนช่องทางออนไลน์ได้ แต่เราเห็นถึงการเติบโตของผู้ชมข่าว ละคร/มินิซีรีย์ ฟีเจอร์ฟิล์ม ไลท์เอนเตอร์เทนเมนต์ และซีรีย์ต่างประเทศในช่วงที่มีการระบาด แต่เมื่อเข้าสู่ยุคความปกติใหม่ การรับชมทีวีของเนื้อหาเหล่านี้ก็เริ่มกลับเข้าสู่ความปกติแบบเดิม เหมือนช่วงก่อนเกิดการระบาดหนัก

ข่าวเป็นเนื้อหาประเภทเดียวที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องแม้ว่าสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้น เนื่องจากในหลายเดือนที่ผ่านมาประเทศไทยมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและกลายเป็นข่าวใหญ่ รวมทั้งมีประชาชนให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้คอนเทนต์ที่ได้รับผลกระทบและเสียจำนวนยอดผู้ชมในช่วงการระบาดคือรายการกีฬา แต่เมื่อเหตุการณ์ดีขึ้น สามารถมีการจัดการแข่งขันกีฬา ยอดรับชมรายการกีฬาก็เริ่มทยอยกลับมาตั้งแต่เดือนกรกฏาคมเป็นต้นมา

สื่อวิทยุมีการใช้งานมากขึ้น

สื่อวิทยุเป็นที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีผู้บริโภคฟังเพิ่มขึ้นในช่วงการระบาด โดยประเภทที่มีผู้ฟังเพิ่มขึ้นคือ ลูกทุ่ง เพลงไทย ข่าว/กีฬา และเพลงสากล โดยที่ลูกทุ่ง และเพลงไทยยังคงมีผู้ฟังเพิ่มขึ้นแม้ว่าเราเข้าสู่ยุคความปกติใหม่แล้วก็ตาม

ในส่วนของสถานที่ที่รับฟังนั้น บ้านและที่ทำงานเป็นสถานที่ที่ผู้บริโภครับฟังวิทยุเพิ่มมากขึ้น โดยผ่านอุปกรณ์อย่างโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ทำให้ช่วงเวลาที่ฟังวิทยุขยายเพิ่มมากขึ้นเป็นช่วงเวลา 8 โมงเช้า ถึงบ่ายสองโมง ทั้งวันธรรมดาและเสาร์อาทิตย์

 

การเคลื่อนไหวของสื่อต่างๆ ในยุคความปกติใหม่

สำหรับอุตสาหกรรมโฆษณา มูลค่าเม็ดเงินโฆษณาในประเทศไทยเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ จากเดือนมิถุนายน (-27%) เดือนกรกฏาคม (-20%) และล่าสุดเดือนสิงหาคม ที่มีการเติบโตคิดเป็น -13% เทียบกับปี 2019 ซึ่งทุกสื่อมีการลงเม็ดเงินโฆษณาเพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงที่มีการระบาดหนักในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม

แต่เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีซึ่งเป็นช่วงก่อนที่โควิดระบาดหนักแล้ว สื่อทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออินเทอร์เน็ตคือสื่อที่ยังมีการลงเม็ดเงินโฆษณาที่เพิ่มขึ้นอยู่

นอกจากนี้ในด้านเนื้อหาโฆษณา สื่อต่างๆ มีการปรับเนื้อหาให้เข้ากับสถานการณ์การระบาด ยกตัวอย่างเช่นในช่วงระหว่างการระบาดหนัก เนื้อหาส่วนใหญ่จะมีลักษณะของการเตือน การให้ความรู้ ให้กำลังใจ และเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นเนื้อหาก็จะแสดงให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตในยุคปกติใหม่

โดยตัวแสดงจะใส่หน้ากากอนามัย หรือมีการเว้นระยะห่างให้เห็น ส่วนธุรกิจต่างๆ ก็จะโปรโมทสินค้าและบริการโดยให้เห็นถึงความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

“ในช่วงที่เกิดวิกฤตคือช่วงที่สำคัญที่สุดที่เจ้าของสินค้าและนักการตลาดจะต้องเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภค” กล่าว คุณรัญชิตา ศรีวรวิไล ผู้อำนวยการ บริษัท นีลเส็น มีเดีย ประเทศไทย “จากการศึกษาข้อมูลในอดีตช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเราเห็นว่าแผลจากการตัดทอนโฆษณาในช่วงนั้น รุนแรงและลึกแค่ไหน เราเห็นว่าแบรนด์สามารถเสียผลกำไรระยะยาวถึง -2% ในทุกๆไตรมาสที่ไม่ได้มีการออกสื่อ และใช้เวลานานถึง 3-5 ปีในการกู้คืนคุณค่าของแบรนด์ (brand equity) ที่เสียไปในช่วงระยะเวลาที่เราไม่ได้อยู่ในสายตาของลูกค้า ส่วนแบรนด์ที่ยังคงรักษาหรือเพิ่มระดับของการลงโฆษณาในช่วงวิกฤต มีโอกาสที่จะได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นถึง 0.5 จุดเมื่อเทียบกับแบรนด์ที่ลดการลงโฆษณา”

 

from:https://www.thumbsup.in.th/nielsen-report-digital-tv?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nielsen-report-digital-tv