คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

รวมเพจคอนเทนต์ที่น่ากดติดตาม และปรับใช้งานได้จริงๆ ด้วยนะ


การเติบโตของช่องทางออนไลน์ส่งผลให้คนรุ่นใหม่อยากทำคอนเทนต์ให้ดีขึ้น ทั้งรูปแบบการเขียนสำหรับสร้างคอนเทนต์ให้ดึงดูดใจคนอ่าน หรือการเขียนคอนเทนต์ให้เกิดโอกาสทางการขาย เพราะโซเชียลมีเดียถือว่าเป็นช่องทางการขายแบบใหม่ที่เข้าถึงคนได้มากกว่าเดิม

วันนี้ Thumbsup จะมาแนะนำเพจที่น่าสนใจ มีข้อมูลดีๆ น่าติดตาม รวมทั้งมีคอร์สสอนเขียนคอนเทนท์ให้ปังด้วย มีเพจไหนบ้าง ลองดูกันค่ะ

สำหรับเพจและเว็บไซต์เหล่านี้ ถือว่าเป็นคลังข้อมูลที่คนทำคอนเทนต์และดูแลเพจสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานกันได้ตลอดเลยนะคะ

หากมีเพจหรือเว็บไซต์ไหนน่าสนใจ สามารถแนะนำกันเข้ามาได้เลยนะคะ

from:https://www.thumbsup.in.th/content-page-social-media?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=content-page-social-media

ดิสนีย์พลัส ฮอตสตาร์ เตรียมเพิ่มคอนเทนต์จากเอเชียแปซิฟิกให้สมาชิกรับชมกันอย่างจุใจ

บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ จำกัด เปิดตัวคอนเทนต์ใหม่ล่าสุดบนดิสนีย์พลัสและดิสนีย์พลัส ฮอตสตาร์ ทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับโลคัลที่ใช้ภาษาของแต่ละพื้นที่ ในงานแถลงข่าวสำหรับสื่อมวลชนและพาร์ทเนอร์จากทั่วทั้งภูมิภาค พร้อมเปิดเผยรายชื่อคอนเทนต์ใหม่ล่าสุดจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกว่า 20 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นผลงานออริจินัลมากถึง 18 เรื่อง

ทั้งนี้ สมาชิกทุกท่านจะได้รับชมผลงานออริจินัลหลากรส ที่ได้รังสรรค์ขึ้นจากฝีมือเหล่านักสร้างสรรค์คอนเทนต์แถวหน้าของเอเชียแปซิฟิก โดยจะช่วยเสริมทัพคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงจากค่ายต่างๆ ในเครือ อาทิ ดิสนีย์, มาร์เวล, สตาร์ วอร์ส, พิกซาร์, เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และ สตาร์

โปรเจกต์ใหม่อันน่าตื่นเต้นสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือการได้ร่วมสรรค์สร้างรายการออริจินัลกับเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น ซีรีส์ไลฟ์แอ็กชันที่ขนทัพนักแสดงดังมาอย่างล้นหลาม รวมทั้งรายการดราม่า คอมเมดี้ แฟนตาซี โรแมนซ์ ไซไฟ อาชญากรรม และสยองขวัญ ไปจนถึง รายการวาไรตี้ สารคดี และการ์ตูนอนิเมะ จากตลาดต่างๆ ในภูมิภาค อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย จีน และออสเตรเลีย

โดยคอนเทนต์จากเอเชียแปซิฟิกเรื่องใหม่เหล่านี้จะเริ่มสตรีมมิ่งให้ชมกันภายในปีหน้า (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ที่สมาชิกอาศัยอยู่ด้วย) อย่างไรก็ดี โปรเจกต์ต่างๆ ที่เปิดเผยในวันนี้ เป็นความมุ่งมั่นของดิสนีย์ ที่จะเดินหน้าสร้างสรรค์รายการออริจินัลของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากกว่า 50 รายการ ภายในปี 2023

“ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา บริษัท เดอะ วอท์ ดิสนีย์ จำกัด ได้มอบความบันเทิงให้แก่ผู้ชมและเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศแห่งความคิดสร้างสรรค์ (Creative Ecosystem) ของภูมิภาคนี้” ลุค แคง ประธานบริษัท เดอะ วอท์ ดิสนีย์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว “วันนี้ เราได้บรรลุความตั้งใจของเราขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการควบรวมทรัพยากรระดับโลกของบริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ เข้ากับเหล่านักสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ดีที่สุดในภูมิภาค เพื่อพัฒนาและผลิตรายการออริจินัลสำหรับฉายบนดิสนีย์พลัส

ทั้งนี้ ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริการสตรีมมิ่งที่ได้กลายเป็นกระแสหลักในปัจจุบัน ความสามารถในการสร้างสรรค์และผลิตเนื้อหาระดับโลกของภูมิภาคนี้ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงความพร้อมของผู้บริโภคที่ต้องการรับชมคอนเทนต์ที่ดีที่สุดนี้เอง ทำให้เราเชื่อว่าไม่มีช่วงจังหวะเวลาไหนที่เหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว ที่จะร่วมมือกันอย่างจริงจังกับนักสร้างคอนเทนต์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในภูมิภาคแห่งนี้ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวทรงพลังที่ไม่มีใครเทียบได้สู่สายตาผู้ชมทั่วโลก”

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดิสนีย์จะเปิดตัวคอนเทนต์ความบันเทิงระดับพรีเมียมอีกมากมาย บนดิสนีย์พลัส คุณจะได้รับชมทั้งคอนเทนต์ที่ดีที่สุดจากแบรนด์ระดับโลกของเรา ความบันเทิงแบบไม่จำกัดจาก สตาร์ และรายการออริจินัลในภาษาของแต่ละพื้นที่จากทั่วภูมิภาคเอเชีย

เจสสิก้า คัม-แองเกิล หัวหน้าฝ่ายเนื้อหาและการพัฒนาคอนเทนต์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ ผู้เผยคอนเทนต์ใหม่ล่าสุดจากเอเชียแปซิฟิกเสริมว่า “กลยุทธ์ด้านการผลิตรายการของเรามุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกับนักเล่าเรื่องที่เก่งที่สุดในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพลังของแบรนด์ ความทุ่มเทและการเติบโตในวงกว้างของเรา เพื่อก้าวสู่ความเป็นเลิศด้านความคิดสร้างสรรค์ เราตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับนักสร้างสรรค์มือรางวัลที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเราก็ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้แบ่งปันเรื่องราวที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและสังคมอันเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคนี้สู่สายตาผู้ชมทั่วโลก”

ตัวอย่างคอนเทนต์ใหม่ล่าสุดจากเอเชียแปซิฟิก

  • Moving ซีรีส์แอ็กชันฮีโร่ระทึกขวัญจากเกาหลีที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนยอดนิยมบนเว็บตูนของผู้แต่งในนามปากกา Kang Full เกี่ยวกับเรื่องราวของวัยรุ่นสามคนที่ค้นพบพลังพิเศษของตัวเอง
  • Snowdrop ซีรีส์แนวเมโลดราม่าสุดโรแมนติก นำแสดงโดย จองแฮอิน พระเอกชื่อดังชาวเกาหลี และจีซู จาก BLACKPINK สร้างสรรค์โดยทีมผู้สร้าง “Skycastle” ซีรีส์เกาหลียอดนิยมแห่งปี 2019 Snowdrop เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่มีคนตั้งตารอคอยมากที่สุดในปีนี้
  • Grid ซีรีส์แนวลึกลับระทึกขวัญเรื่องใหม่ล่าสุดจากนักเขียนมือรางวัล Lee Su-yeon
  • BLACKPINK: The Movie ภาพยนตร์สุดพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 5 ปีของเกิร์ลกรุ๊ปจากเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก

  • Rookies ซีรีส์แนวโรแมนติกการข้ามผ่านช่วงวัย ที่เล่าถึงชีวิตวัยรุ่นในวิทยาลัยตำรวจชั้นสูงของเกาหลี และยังเป็นซีรีส์เรื่องแรกของเคป็อปไอดอลชื่อดัง คังแดเนียล อีกด้วย
  • Tokyo MER (Mobile Emergency Room) ซีรีส์การแพทย์ที่เกิดจากการร่วมมือกันครั้งพิเศษครั้งแรกกับ TBS นำแสดงโดยนักแสดงมือรางวัลอย่าง เรียวเฮ ซูซูกิ และ เคนโตะ คาคุ
  • BLACK ROCK SHOOTER DAWN FALL การ์ตูนแอนิเมชันรีบูตสัญชาติญี่ปุ่นที่มีตัวละครหลักคือ BLACK★ROCK SHOOTER ตัวละครซึ่งเป็นที่ชื่นชอบจากแฟนๆ ทั่วโลก ซึ่งได้ต่อยอดไปเป็นเพลงแอ็กชันฟิกเกอร์ และ แอนิเมชัน
  • Summer Time Rendering ซีรีส์แอนิเมชันจากญี่ปุ่น หนึ่งในผลงานการ์ตูนที่ดีที่สุด ด้วยยอดอ่านมากกว่า 130 ล้านวิว บนแอปพลิเคชันสำหรับอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น Shonen Jump+
  • YOJOHAN TIME MACHINE BLUES (ชื่อเรื่องอาจมีการเปลี่ยนแปลง) เป็นซีรีส์แอนิเมชันญี่ปุ่นเรื่องใหม่ และเป็นภาคต่อของ THE TATAMI GALAXY ซีรีส์เรื่องนี้เป็นผลงานล่าสุดของนักเขียนที่ได้รับรางวัลอย่าง โทมิฮิโกะ โมริมิ และ Science Saru สตูดิโอโปรดักชันที่ได้รับรางวัลในระดับโลกมากมาย

ณ งานแถลงข่าวที่โตเกียว ดิสนีย์ยังได้เผยแผนการนำแอนิเมชันเรื่อง “Twisted Wonderland” ซึ่งเป็นเกมบนโทรศัพท์มือถือยอดนิยมของดิสนีย์ที่ผลิตโดยบริษัท Aniplex มาดัดแปลงใหม่

  • Susah Sinyal (หรือ Bad Signal) ซีรีส์ดราม่าคอมเมดี้เกี่ยวกับกลุ่มพนักงานดูแลรีสอร์ทสุดหรูในชวาตะวันตก ซึ่งดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ฮิตที่มีชื่อเรื่องเดียวกัน
  • ซีรีส์เรื่องแรกของ Bumilangit ภายใต้การดูแลและสร้างสรรค์ของผู้กำกับฝีมือรางวัล Joko Anwar อำนวยการสร้างโดยบริษัท Screenplay Bumilangit ประเทศอินโดนีเซีย
  • Small & Mighty ซีรีส์ดราม่าคอมเมดี้เกี่ยวกับการค้นพบตัวเอง นำแสดงโดยเฉิน ป๋อหลิน ซึ่งกลับมาเล่นซีรีส์ไต้หวันอีกครั้ง นับตั้งแต่เรื่อง “In Time With You”
  • Delicacies Destiny ผลงานล่าสุดของ Yu Zheng โปรดิวเซอร์ชาวจีนมือฉมังที่โด่งดังจากการสร้างละครย้อนยุค หลังจากประสบความสำเร็จมาแล้วกับ Story of Yanxi Palace ครั้งนี้ Yu Zheng กลับมาด้วยละครโรแมนติกคอมเมดี้ที่ชูจุดขายเรื่องอาหาร
  • Shipwreck Hunters สารคดีจากออสเตรเลียเรื่องแรกบนดิสนีย์พลัส ที่บันทึกเรื่องราวลึกลับของซากเรืออับปางในแนวชายฝั่งอันกว้างใหญ่ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย

โปรแกรม ครีเอทีฟ เอ็กซ์พีเรียน เอเชียแปซิฟิก (APAC Creative Experience Program)

ดิสนีย์เปิดตัว โปรแกรม ครีเอทีฟ เอ็กซ์พีเรียน เอเชียแปซิฟิก (APAC Creative Experience Program) ที่บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ จำกัด พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อคอนเน็กนักสร้างสรรค์คอนเทนต์จากภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกกับทีมผู้ผลิตภาพยนตร์และครีเอทีฟระดับโลกของดิสนีย์ โดยผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ทั่วเอเชียจะได้เข้าร่วมมาสเตอร์คลาสด้านการสร้างสรรค์ รวมถึงได้พูดคุยกันแบบสด ๆ และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายกับทีมผู้บริหารและผู้ผลิตคอนเทนต์จากบริษัทในค่ายต่าง ๆ ของดิสนีย์

“เราหวังว่าโปรแกรมนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคอมมูนิตี้ของนักสร้างสรรค์ และเพิ่มแรงกระตุ้นให้กับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” ลุค แคง กล่าว “ความคิดสร้างสรรค์และคอนเทนต์ที่เราเห็นจากหลากหลายตลาดในภูมิภาค ถือว่าอยู่ในระดับเวิลด์คลาส และจะดียิ่งขึ้นไปอีก การเล่าเรื่องแบบไม่มีใครเทียบได้ของดิสนีย์คือส่วนสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันแสนพิเศษกับผู้ชมของเรา และเราตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกับนักสร้างสรรค์ชั้นยอดของภูมิภาคนี้ โดยผนวกเข้ากับกระบวนการด้านความคิดสร้างสรรค์จากเหล่านักเล่าเรื่องที่ดีที่สุดในโลก”

ในวันนี้ ดิสนีย์พลัสสตรีมแล้วในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย และเตรียมที่จะเปิดตัวในเกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน ในเดือนพฤศจิกายน 2021 นี้

from:https://www.thumbsup.in.th/disney-plus-hotstar?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=disney-plus-hotstar

ถึงเนื้อหาจะไม่ปัง แต่ภาพของฉันต้องติด SEO

เชื่อว่าบล็อกเกอร์ นักเขียนคอนเทนต์ นักเขียนสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อออนไลน์ทั้งหลาย ย่อมต้องการที่จะให้ภาพประกอบของคุณติด SEO บนระบบเสิร์ช หรือแสดงผลในอันดับต้นๆ ของการค้นหากันใช่ไหมคะ เข้าทำงานที่ว่าเนื้อหาไม่โดนใจแต่ภาพประกอบต้องดึงดูดให้คนอยากคลิก

วันนี้เราจะมาแนะนำเทคนิคในการปรับแต่งภาพ หรือใส่แคปชั่นในภาพเพื่อให้เหมาะกับ SEO กันค่ะ

มีภาพประกอบเสมอ

แน่นอนว่ายุคนี้ ภาพสวยช่วยกระตุ้นให้คนอยากเข้ามาดูแบรนด์หรือเว็บไซต์ของเรามากขึ้นค่ะ ซึ่งภาพใน google มีจำนวนมากกว่าล้านภาพแล้วจะทำอย่างไรให้ผู้คนที่ค้นหา จะสามารถมองเห็นภาพประกอบหรือภาพจากเนื้อหาของเรากันบ้าง หรือดึงดูดให้คนอยากคลิกติดตามเพจของเราต่อไป

คำแนะนำที่ง่ายที่สุดคือ ต้องมีภาพประกอบที่สอดคล้องกับเรื่องราวที่คุณเขียนทุกครั้ง เพราะการค้นหาของผู้คนนั้น นอกจากอ่านข้อความ ภาพประกอบก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้พวกเขาอยากคลิกเข้าไปดู แม้คุณจะมีภาพที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องราวเลยแต่ใส่ SEO เพื่ออธิบายให้ระบบ AI รับรู้ ก็ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงของผู้ที่ค้นหาเช่นกัน

ภาพต้องเหมาะสมกับเรื่องราว

หากในเนื้อหาคุณเขียนว่า “ยินดีต้อนรับสู่บริษัทของเรา” แต่กลับเป็นภาพที่ไม่สื่อหรือใช้ภาพ stock ก็อาจจะดูไม่โปร ดังนั้น ลองใช้ภาพท่ีคุณถ่ายเองมาประกอบจะช่วยให้ภาพที่ปรากฏในเว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือและ SEO ก็จะตรวจจับเจอแบรนด์ของคุณเร็วขึ้นและจะจัดอันดับเว็บของคุณให้ดีขึ้น

หาภาพจากแหล่งฟรีก็ได้

หากคุณไม่สะดวกจะถ่ายภาพ หรือกังวลว่าความสามารถในการถ่ายภาพให้สวยและคุณภาพดีอาจจะไม่ใช่ทางของคุณ ไม่เป็นไรค่ะ ลองเลือกใช้ภาพจากเว็บไซต์ที่เปิดให้ใช้งานได้ จะมาจากเว็บไซต์แจกภาพฟรี หรือเสียเงินและมีทางเลือกหลากหลายกว่าก็ได้นะคะ

เว็บไซต์ที่มีทั้งให้ใช้งานฟรีและเสียเงิน จะมีเงื่อนไขคือใช้สำหรับประกอบเนื้อหาได้ แต่ไม่อนุญาตให้ใช้ในเชิงพานิชย์ หรือภาพที่เอ็กซ์คลูซีฟมากๆ ก็ต้องจ่ายเงินค่ะ ส่วนเว็บไซต์แจกภาพฟรี ก็เช่น unsplash, pixabay, pinterest, pexels, grappik เป็นต้น ส่วนเว็บไซต์ภาพสวยแต่ต้องจ่ายเงินก็เช่น shutterstock, eyeem, shopify เป็นต้น

เตรียมภาพประกอบในใจระหว่างเขียนเรื่อง

แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคนเลยนะคะ บางคนเขียนไปหารูปประกอบไป บางคนเขียนเสร็จค่อยหารูป บางคนหารูปก่อนค่อยเขียน ก็อยู่ที่แนวทางการเขียนงานในใจของผู้เขียนว่าจะใช้แบบไหน บางทีวาดภาพในหัวว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการทำงาน ก็คิดในหัวว่าจะอยากได้ภาพแบบไหน หรือบางคนก็ติดสปีดเขียนให้เสร็จแล้วค่อยมาจับใจความระหว่างเรื่องที่เขียนว่าจะใช้ภาพประมาณไหนดี

ตั้งชื่อให้สอดคล้อง

บางครั้งเรามักจะรู้สึกว่า ก็แค่ภาพประกอบจะเขียนเป็นคำว่าอะไรก็ได้ จะเป็นรหัสตัวเลขก็ได้ หรือจะเป็นชื่อผู้ถ่ายรูปก็ได้ ตามใจฉัน แต่ทราบไหมคะว่าคุณกำลังเสียโอกาสที่คุณจะค้นหาเว็บไซต์หรือบริการของคุณเจอ ดังนั้น ควรตั้งชื่อภาพให้สอดคล้องกับแคปชั่นที่ต้องการสื่อด้วยนะคะ

ขนาดของภาพต้องชัดเจนและคุณภาพดี

บางคนอาจคิดว่าแค่ถ่ายรูปจากมือถือมาก็เอามาใช้ในเว็บไซต์ได้แล้ว แต่ที่จริงแล้ว resolution ที่ควรมีในขนาดภาพประกอบบนเว็บไซต์ ควรอยู่ระหว่าง 1280 x 800 พิกเซล ถ้าเป็นขนาดของแบนเนอร์ ควรอยู่ที่ 1920 x … หรือ 1600 x …. พิกเซล ภาพโลโก้ ภาพไอคอน แต่นี่ก็เป็นตัวเลขประมาณการนะคะ ต้องดูว่าภาพประกอบที่ใช้จะอยู่ส่วนไหนของเว็บไซต์ จะเป็นแบนเนอร์ บทความ ลิสท์สินค้า หรือภาพโปรไฟล์ ต้องเลือกให้เหมาะกับงานที่จะใช้นะคะ เพราะถ้าไฟล์ใหญ่ไปเว็บไซต์ของคุณจะโหลดหนักและภาพมาช้ากว่าก็ส่งผลให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญและปิดไปได้

ขนาดภาพที่ SEO ชอบ

การโหลดได้เร็วคือจุดที่ google ให้ความสำคัญค่ะ คือเว็บไซต์มาภาพประกอบก็ต้องมา ยิ่ง UX และ SEO เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นโอกาสที่ลูกค้าหรือผู้เข้าชมจะสนใจและใช้บริการคุณมากขึ้นเท่านั้น เช่น ใช้รูปภาพขนาดใหญ่ (2500 x 1500) ในกรอบแสดงผลขนาดเล็ก (250 x 150) แค่นี้ก็รู้แล้วว่า การแสดงผลจะเป็นอย่างไร ดังนั้น ควรปรับส่วนนี้ให้เหมาะสมและภาพต้องชัดเจนด้วยนะคะ

คำบรรยายช่วยได้

คำบรรยายภาพเปรียบเสมือนอีกหนึ่งประตูที่ช่วยให้ระบบของ google เข้าใจความหมายของภาพได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับเวลาที่คุณทำคำคมใส่แคปชั่นเท่ๆ นั่นละค่ะ หากใต้ภาพมีการบรรยายเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษก็แล้วแต่ จะช่วยให้ระบบ SEO สแกนภาพออกมาได้ดีขึ้น เพราะองค์ประกอบของภาพที่ช่วยเรื่องการสแกน จะประกอบด้วย หัวเรื่อง, ตัวพิมพ์ใหญ่, ข้อความตัวหนา, ข้อความที่เน้น, รายการหัวข้อย่อย, กราฟิก, คำบรรยายใต้ภาพ, ประโยคหัวข้อ และสารบัญ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ขาดไม่ได้เลยนะคะ

อีกหนึ่งข้อสงสัยที่น่าสนใจคือ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีคำอธิบายในทุกภาพ (ในบทความเดียวกัน) คำตอบคือ ไม่จำเป็นค่ะ เรามีคำอธิบายภาพเพียงจุดสำคัญที่คาดว่าจะดึงดูดใจผู้อ่านก็พอ (ประมาณว่าจุดไฮไลต์ของบทความที่เรานิยมทำเป็น Blockqoute อะไรแบบนั้นอะค่ะ)

เช่นเดียวกัน การทำภาพปกวีดีโอ หรือภาพประกอบในคลิป นอกจากรายละเอียดที่ใส่ในคลิปจะดึงดูดใจให้คนอยากคลิกดูแล้วการใส่ description ก็ช่วยให้คลิปหรือภาพประกอบนั้น แสดงผลบน SEO ได้ดีเช่นเดียวกัน

ฉะนั้น อย่าลืมนำรายละเอียดเหล่านี้ไปปรับใช้ในการทำ SEO ของภาพกันนะคะ

from:https://www.thumbsup.in.th/pic-for-seo?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=pic-for-seo

Infographic: หนทางทำ LinkedIn marketing แบบได้ผลสูงสุด

เครือข่ายสังคมมืออาชีพอย่าง LinkedIn ถูกยกว่าเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กของคนทำงานที่มีโอกาสก้าวหน้าด้านอาชีพการงานรออยู่มากที่สุด การปรับเนื้อหาในโปรไฟล์ LinkedIn ให้เหมาะสมดูดีนั้นไม่ได้หมายถึงโอกาสในการเปลี่ยนงานเท่านั้น แต่ยังช่วยให้หลายคนสามารถขายสินค้าและบริการได้อย่างยั่งยืนด้วย เป็นที่มาของคำว่า LinkedIn marketing ที่นักธุรกิจจำนวนไม่น้อยพยายามทำให้ได้ในนาทีนี้

LinkedIn ถูกยกให้เป็นเครื่องมือทรงพลังสำหรับการขายผลิตภัณฑ์และบริการให้กับทั้งธุรกิจรายใหญ่และลูกค้ารายย่อย เหตุผลนั้นไม่ต่างจากการที่บุคคลหนึ่งมีเครือข่ายธุรกิจหรือคอนเน็คชันที่อาจเป็นเครื่องมือการขายที่สำคัญ เพราะใครที่สามารถสร้าง LinkedIn ที่มีสถานะดูดีไฮโซ ก็จะมีโอกาสดึงดูดลูกค้าใหม่ให้ทีมขายได้

เคล็ดลับหลักของการทำ LinkedIn marketing หนีไม่พ้นการปรับแต่งข้อความบนโปรไฟล์ LinkedIn แต่สิ่งที่ต้องใส่ใจคือรายละเอียดที่บริษัท HubSpot พบว่ามีหลายสิ่งที่ผู้ใช้ LinkedIn หลายคนเคยทำพลาดไป โดยเฉพาะเรื่องการกรอกเฉพาะชื่อตำแหน่งงานที่ทำ เพราะการจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากช่องทาง LinkedIn คือการใส่รายละเอียดหรือคุณค่าของงานในตำแหน่งนั้น ซึ่งจะทำให้ผู้อื่นในเครือข่ายเข้าใจและเห็นประสิทธิภาพแบบชัดเจน

Infographic นี้แนะนำว่าการเขียนชื่อและตำแหน่งเป็น Headline บนโปรไฟล์ LinkedIn ไม่ควรมีแค่ชื่อและตำแหน่งเท่านั้น แต่ควรเป็นข้อความที่บอกได้ว่า งานที่ทำอยู่นั้นมีส่วนช่วยเหลือใคร และช่วยได้อย่างไร ข้อความที่เต็มไปด้วยแอคชันและภาษาที่ดูแอคทีฟนั้นจะเสริมกับภาพถ่ายสไตล์มืออาชีพ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการตอบกลับข้อความสูงขึ้น

นอกจากอีเมลแอดเดรส จงรวบรวมข้อมูลการติดต่อทุกช่องทางทั้งโทรศัพท์ เว็บไซต์ Twitter และบล็อกของบริษัท ขณะเดียวกัน การปรับแต่ง URL ให้อยู่ในรูป http://www.linkedin.com/th/ชื่อ แล้วพิมพ์ลงในนามบัตร ก็ทำให้ดูดีและใช้ประโยชน์ LinkedIn marketing ได้อีกทาง

ส่วนของ Connection, Summary, Content และ Experience นั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เกื้อหนุนกัน สิ่งที่ควรทำคือการเอาใจใส่ในทุกเนื้อหา ว่าผู้อ่านต้องการอ่านอะไร ไม่ใช่เขียนให้ดูเป็นเรซูเม่ที่น่าเบื่อและไร้สไตล์ แม้แต่เรื่องวุฒิการศึกษา ก็ไม่ควรใส่แค่วุฒิปริญญาหลัก แต่อาจใส่ชื่อคอร์สออนไลน์ที่น่าสนใจลงไปด้วย

ที่มา: : PRDaily

from:https://www.thumbsup.in.th/infographic-linkedin-marketing-2?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=infographic-linkedin-marketing-2

Twitter ปล่อย ‘Agency Playbook’ แบบอัปเดต เพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักการตลาดสำหรับคนที่อยากทำโฆษณาบน Twitter

ข่าวดีสำหรับนักการตลาดที่อยากทำแคมเปญโฆษณาบน Twitter ซึ่งทางทวิตเตอร์เองก็ได้อัปเดต Agency Playbook เพื่อให้นักการตลาดและแบรนด์สามารถสร้างแคมเปญได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

ทั้งนี้ การอัปเดต Agency Playbook จากเวอร์ชั่นแรกที่เปิดตัวเมื่อปี 2019 การอัปเดตใหม่นี้จะรวมการใช้งานฟีเจอร์ สถิติต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลเชิงลึกให้แก่แบรนด์ในการทราบข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเนื้อหาทั้งหมดมี 41 หน้า ซึ่งนักการตลาดจะต้องสมัครใช้งานผ่านอีเมล์ ถึงจะดูเนื้อหาทั้งหมดได้

ตัวอย่างเนื้อหาที่นักการตลาดจะได้ทราบคือ เรื่องของการเจาะลึกเกี่ยวกับผู้ที่ใช้งานแพลตฟอร์มนี้ว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่เขากำลังมองหาอะไรบน Twitter และอายุเฉลี่ยของผู้ใช้งานส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับอายุเท่าไหร่ เพื่อให้แบรนด์สื่อสารประเด็นได้อย่างตรงจุด ซึ่งผู้ใช้งานจะเปิดกว้างในการติดตามข้อมูลจากแบรนด์ โดย 79% ของผู้ใช้งานจะเลือกติดตามแบรนด์ที่ตนเองสนใจเพราะต้องการเชื่อมต่อ รับรู้และอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับโปรโมชั่นและสินค้าให้ทันสมัยบน Twitter

ทั้งนี้ การแข่งขันกันเรื่องแฮชแท็กเพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงแบรนด์นั้น ต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมา มีแฮชแท็กใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายบน Twitter แต่ก็ไม่อยากให้แบรนด์โฟกัสแค่รูปแบบแฮชแท็กเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้ทดลองใช้งานหลายๆ แบบ เช่น การทำ CTA หรือ Call to Action แบบข้อความ หมายถึงการส่งข้อความตอบกลับลูกค้าจะต้องมี ‘ น้ำเสียง ‘ ที่น่าประทับใจ แม้ว่าจะเป็นการ ‘ พิมพ์ ‘ ตอบกลับลูกค้าก็ตาม การกำหนดจังหวะ การรักษาน้ำเสียงในการพูดที่เหมาะสม ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

นอกจากนี้ Twitter ยังแนะนำให้มีการ Tweets เพื่อทำการสื่อสารอย่างน้อย 2-3 ทวีตต่อวันสำหรับโพสต์ทั่วไป และ 3-5 ทวีตต่อสัปดาห์สำหรับแคมเปญแบบชำระเงิน และควรรักษาการอัปเดตคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ต้องถึงขั้นทวีตทุกชั่วโมง หรือตอบทุกโพสต์ที่ไม่ข้องเกี่ยวกับธุรกิจ เพียงแค่รักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้ากับแบรนด์เพื่อเป็นภาพลักษณ์ที่ดีว่าคุณใส่ใจต่อความต้องการของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม Playbook จะมีการรวบรวมกรณีศึกษา เทมเพลตให้นักการตลาดฝึกทำคอนเทนต์หรือรูปแบบโฆษณาต่างๆ รวมทั้งมีตัวอย่างตารางปฏิทินที่ควรทำ เพื่อเป็นแนวทางในแก่นักการตลาด

 

ที่มา : twitter, Guidebook

from:https://www.thumbsup.in.th/twitter-launches-updated-agency-playbook?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=twitter-launches-updated-agency-playbook

คู่มือการสร้าง email marketing ที่จะช่วยสร้างโอกาสการขายอีกครั้ง

ถ้าพูดถึงในฐานะของคนรับอีเมล์คนเรามักรู้สึกว่าอีเมล์มาร์เก็ตติ้งมักจะมาเยอะจนเหมือนสแปม แต่ในมุมของคนส่งเองก็รู้สึกว่าหรือเรายังเข้าถึงลูกค้าไม่พอต้องส่งโปรโมชั่นให้หลากหลายเพื่อที่เขาจะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของเราและอาจจะกลายเป็นยอดขายที่ดีก็ได้

ต่างแง่มุมก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะคะ แต่นักการตลาดอาจจะลืมคิดไปว่า ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่คิดแบบนี้ เพราะในมุมของนักการตลาดทุกแบรนด์ก็คิดแบบเดียวกันกับคุณและนั่นทำให้ลูกค้าอาจจะไม่ปลื้มนักถ้าต้องเจออีเมล์จำนวนมากทุกวัน

แล้วการที่คุณลงทุนซื้อโปรแกรมอีเมล์มาร์เก็ตติ้ง (หรือใช้แบบฟรีก็ตาม) เพื่อส่งข้อมูลโปรโมชั่นให้ลูกค้าเป็นประจำนั้น คุ้มค่าต่อการลงทุนเรื่องค่าเสียเวลา ภาพลักษณ์แบรนด์ ทีมงานและกลยุทธ์ที่วางไว้หรือไม่

เราไม่ได้ให้คุณประเมิน KPi ของทีมนะคะ เราแค่กำลังถามว่าสิ่งที่คุณทำนั้น ตรงจุดและสร้างโอกาสไปพร้อมกับเดินถึงเป้าหมายที่คิดไว้หรือเปล่า

เชื่อว่านักการตลาดทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่า คืออะไร เพราะคุณคงได้สัมผัสทั้งในแบบของการเป็นผู้รับและผู้ส่ง และด้วยความที่คุณมีทั้งสองฐานะ ลองจินตนาการดูค่ะว่าจะทำอย่างไรให้ผู้รับอยากซื้อและกลายมาเป็นลูกค้าประจำ

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ไม่ว่าจะทำงานชิ้นไหน คุณก็ต้องร่างกลยุทธ์ที่ต้องการทำก่อน การทำอีเมล์มาร์เก็ตติ้งก็เช่นกัน เราจะใช้ช่องทางได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ก็ต้องเริ่มจากการวางแผนใช้ช่องทางและทำ Conversion ให้เหมาะสมก่อน ลูกค้าเป้าหมายของคุณควรจะไปในขั้นตอนการกดสั่งซื้อได้ง่ายและประสบการณ์ในการเข้าใช้งานก็ต้องดีด้วย ช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ จะต้องสร้างประสิทธิผลอะไรได้บ้าง

  • สร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ (Build brand awareness)
  • เพิ่มอำนาจของคุณ (Enhance your authority)
  • เปลี่ยนโอกาสในการขายเป็นผู้ซื้อ (Convert leads into buyers)
  • เสนอมูลค่าให้กับผู้ชมของคุณ (Offer value to your audience)
  • ผลักดันยอดขายให้มากขึ้น (Drive more sales)

ทีนี้เรามาดูวิธีการกระตุ้นลูกค้าปลายทางให้เกิด Conversion กันดีกว่า

ขั้นตอนที่ 1: เลือกแพลตฟอร์มการตลาดผ่านอีเมล

แต่ละแพลตฟอร์มจะมีเครื่องมือต่างกัน การปรับเปลี่ยนเทมเพลตตามใจ ประเภทของเครื่องมือที่ใช้งานได้ รวมทั้งออปชั่นเสริมที่มีให้ ดังนั้น สิ่งที่นักการตลาดควรจะคิดก่อนจ่ายเงิน คือ

  1. ต้องจ่ายเงินค่าแพลตฟอร์มเท่าไหร่
  2. ฟีเจอร์ภายในเว็บที่คุณสามารถเข้าถึงได้ ครอบคลุมความต้องการหรือไม่
  3. เลือกปรับแบบเทมเพลตให้เข้ากับแบรนด์ของคุณหรือไม่
  4. ประเภทของแบบฟอร์มที่คุณสามารถเลือกใช้งานได้มีให้เลือกตามต้องการไหม
  5. แอปพลิเคชันหรือส่วนเสริมสามารถนำไปรวมกับเครื่องมือเดิมที่คุณมีหรือไม่

ขั้นตอนที่ 2: แบบฟอร์มลงทะเบียนอีเมล

ไม่ว่าการได้มาของอีเมล์ลูกค้า จะเป็นการลงทะเบียนออนไลน์ การขออีเมล์ตรงจากหน้าร้านออฟไลน์ หรือกดเข้ามาจากเพจของแบรนด์ ต่างก็จำเป็นต้องทำแบบฟอร์มให้กรอกข้อมูลได้ง่าย เร็ว และที่สำคัญคือ “ปลอดภัย” เพราะข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าที่เราอยากจะได้ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อนามสกุล วันเดือนปีเกิด เบอร์ติดต่อ หรืออะไรก็ตาม ต่างก็เป็นข้อมูลสำคัญที่ลูกค้ารู้สึก “ไม่สะดวกใจ” ทุกครั้งที่ต้องให้ไป โดยฟอร์มที่ดีจะต้องคำนึงถึง

  • ใช้แบบฟอร์มง่ายๆ (แต่ปลอดภัย) ที่สามารถกรอกข้อมูลทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว
  • อย่าขอให้ลูกค้าของคุณกรอกข้อมูลสำคัญบางอย่างมากเกินไป
  • ระบุให้ชัดเจนว่าสิ่งที่พวกเขาจะได้รับหลังจากให้ข้อมูลแก่คุณคืออะไร เช่น ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสินค้า ส่วนลดหรือโปรโมชั่นพิเศษ เป็นต้น
  • มีข้อความหรือคำกระตุ้นการตัดสินใจ (CTA) ที่ชัดเจน
  • ตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างชัดเจน
  • อนุญาตให้สมาชิกเลือกประเภทเนื้อหาที่พวกเขาต้องการรับผ่านอีเมล์ได้ อาจจะมีการเลือกหมวดหมู่ที่ต้องการรับข้อมูลให้ระบุ
  • ใช้ภาพประกอบที่สวยงาม

ดังนั้น การสร้างแพลตฟอร์มลงทะเบียนที่น่าประทับใจจึงควรสร้างความประทับใจได้ ไม่ทำให้พวกเขารู้สึกโดนบังคับและสื่อสารได้แบบทันที หลังกรอกข้อมูลเสร็จ

ขั้นตอนที่ 3: ส่ง Introductory/Welcome Email

อีเมลต้อนรับช่วยให้คุณสามารถแนะนำแบรนด์และสร้างความประทับใจแรกพบที่ดีได้ คุณสามารถใช้มันเพื่อบอกผู้มีแนวโน้มของคุณเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาคาดหวังและกำหนดทิศทาง

ใครคือกลุ่มเป้าหมายที่คุณอยากให้สมัครรับอีเมล์มาร์เก็ตติ้ง คุณต้องวางแผนก่อน

  • ระบุกลุ่มเป้าหมายของคุณก่อน ว่าพวกเขาเป็นใครและต้องการอะไร
  • ปัญหาของลูกค้าคืออะไร
  • โซลูชันหรือเครื่องมืออะไร ที่คุณสามารถนำเสนอให้แก่พวกเขาได้
  • เปลี่ยนข้อมูลที่มีในมือ ให้ดึงดูดคนอ่านได้ เช่น บทความ, ebook, วิดีโอ, เครื่องมือฟรี เป็นต้น

ทีนี้มาดูกันต่อว่า แล้วเรื่องราวแบบไหนที่ควรมีสำหรับส่งให้แก่ลูกค้าหน้าใหม่ที่เข้ามารับอีเมล์ของเรา ซึ่งจะต้องเป็นอีเมล์กว้างๆ ที่เข้าถึงได้ทุกคนเลยนะคะ เช่น

  • เรื่องราวของแบรนด์ของคุณ
  • ความคิดเห็นของลูกค้าหรือคอนเทนต์ที่ผู้ใช้งานจริงสร้างขึ้น
  • คุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
  • รหัสส่วนลดหรือข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้าใหม่
  • แนะนำสินค้าหรือบริการของคุณ

เราเชื่อว่าอีเมล์มาร์เก็ตติ้งเริ่มต้นแบบนี้ นักการตลาดทุกแบรนด์ย่อมทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ต้องระวังให้มากนะคะ เพราะลูกค้าบางคนก็อาจจะสมัครอีเมล์ใหม่ๆ เพื่อมารับส่วนลดหรือโปรโมชั่นพิเศษซ้ำๆ ทางแบรนด์เองก็ต้องมีขั้นตอนตรวจสอบสักนิด หรือวางแผนสักหน่อยว่าจะปล่อยหรือควบคุม เพราะแต่ละแบรนด์ก็มีแนวทางการทำตลาดที่แตกต่างกัน

ขั้นตอนที่ 4: อีเมล์ที่ให้ข้อมูลความรู้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้

เรื่องความรู้ที่มีประโยชน์ ยังคงเป็นที่ต้องการของคนดิจิทัลอยู่เสมอ เพราะความรู้ไม่มีวันจบสิ้นและการให้ข้อมูลที่ดี สม่ำเสมอก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มโอกาสด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้เช่นกัน

ควรจะมีคอนเทนต์อะไรที่มีประโยชน์ส่งให้แก่ปลายทางบ้าง

  • บทความแนะนำผลิตภัณฑ์
  • การอัปเดตผลิตภัณฑ์และเคล็ดลับ
  • วิดีโอสาธิตการใช้งาน
  • แนะนำสินค้าออกใหม่
  • เนื้อหาที่บอกถึงความสามารถในธุรกิจของคุณ
  • เนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมของการท่องเว็บหรือการกระทำของผู้มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้า
  • สิ่งจูงใจหรือข้อเสนอ ที่สามารถเข้าเว็บไซต์ของคุณได้อย่างง่าย

ขั้นตอนที่ 5: แปลงกลุ่มเป้าหมายให้เป็นลูกค้าของคุณ

หลังจากทำคอนเทนต์ส่งอีเมล์ไปแล้ว สิ่งที่แบรนด์ทุกคนต้องการคือกลับมาเป็น “ยอดขาย” หรือ “รายได้” อย่างไรได้บ้างหรือไม่ เพราะแน่นอนว่านอกจากการผูกสัมพันธ์ที่ดี สร้างภาพลักษณ์การจดจำ แต่ทุกสิ่งที่ทำก็เพื่อหวังยอดขายเป็นหลัก

แต่จะทำอย่างไรให้ช่องทางการตลาดนี้ เพื่อจะดึงดูดให้ลูกค้าสนใจและเกิด Conversion ขึ้น สิ่งที่คุณนำมาใช้งานได้ก็คือเทคนิค FOMO นั่นเองค่ะ

FOMO หรือ the fear of missing out คือ การดึงความรู้สึกกลัวพลาดในบางสิ่งมาปรับใช้ ให้ความรู้สึกเร่งด่วนและจำเป็นต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ มาใช้งานนั่นเอง เทคนิค FOMO ที่จะนำมาใช้งานนั่น ต้องมีเนื้อหาในบทความประมาณว่า

  • เร่งด่วน คือ ตัดสินใจซื้อในตอนนี้จะได้สิทธิพิเศษนี้ทันที และไปหาในช่องทางอื่นไม่ได้ (พวกขายสินค้าทางทีวีจะนิยมซื้อกัน)
  • ใช้คำกระตุ้นให้รู้สึกว่าการที่เค้าตัดสินใจทันทีเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
  • บทความนั้นต้องสั้น กระชับ และทรงพลัง ทำให้คนอ่านเห็นแล้วรู้สึกว่ากดซื้อได้เลยทันที
  • การกดจ่ายเงินไม่ใช่เรื่องยาก จากข้อมูลพบว่ามีการเปิดอีเมล์และทิ้งตะกร้ารถเข็นสูงถึง 40.76% นั่นแสดงว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ลูกค้าไม่ไปต่อ และคุณต้องหาปัญหานี้ให้เจอ

ขั้นตอนที่ 6: รักษาลูกค้าของคุณไว้

หลังจากผ่านขั้นตอนการทำอีเมล์มาร์เกฺตติ้ง สิ่งที่ตามมาคือ ควรสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่เคยสั่งซื้อสินค้าของคุณ และกระตุ้นให้เขายังคงอยากซื้อต่อไป หรือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าก็จำเป็นที่จะต้องสร้างผลตอบแทนจากการร่วมมือกับคุณด้วย

เคล็ดลับการรักษาลูกค้าไว้ก็คือ

  • แจ้งลูกค้าให้ทราบเกี่ยวกับสินค้าและบริการของคุณให้เป็นที่น่าจดจำ
  • นำประวัติการซื้อของลูกค้า มานำเสนอเพื่อต่อยอดการขายต่อเนื่อง
  • สร้างโปรแกรมสมาชิกหรือแนะนำเพื่อนเพื่อรับคะแนน เพิ่มสิทธิพิเศษ
  • เสนอโปรโมชั่นหรือส่วนลดสุดพิเศษสำหรับลูกค้าเฉพาะบุคคล
  • ส่งอีเมล์ให้พวกเขาประเมินคุณ หลังจากมีการสั่งซื้อเกิดขึ้น

ขั้นตอนทั้งหมดนี้ นักการตลาดที่คุ้นเคยอาจจะลงมือทำมาบ้างแล้ว แต่อาจจะนำมาปรับใช้ซ้ำบ้างเป็นครั้งคราวหรือเลือกใช้วิธีที่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์ก็น่าจะช่วยประคองธุรกิจของคุณให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาบ้าง

 

ที่มา : Socialmediatoday, Branticles

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-create-a-powerful-email-marketing-funnel?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-create-a-powerful-email-marketing-funnel

ศัพท์การตลาดที่นักการตลาดมือใหม่ควรรู้ ตอนที่ 2

กลับมาอีกครั้งสำหรับศัพท์การตลาดที่นักการตลาดมือใหม่ควรรู้ โดยในครั้งที่แล้วเราได้รวบรวมคำศัพท์ที่น่าสนใจไว้เพียบ มาครั้งนี้ยังมีบางคำที่อาจตกหล่นไป เราจึงมาเพิ่มเติมให้เพื่อเป็นคลังความรู้สำหรับคนที่เข้ามาใช้งานในช่องทางออนไลน์มือใหม่และอาจเจอเพื่อนร่วมทีมคุยงานกันด้วยคำเหล่านี้และสับสนกัน

Ad Extensions

หรือส่วนขยายโฆษณาเพิ่มเติมในโฆษณา Google Adwords แบบ Paid Search ที่เป็นตัวช่วยบอกรายละเอียดส่วนขยายในโฆษณา ที่จะช่วยให้ผู้โฆษณาสร้างโฆษณาที่มีข้อมูลเป็นข้อความธรรมดาดูโดดเด่นและมีประโยชน์มากขึ้น เพื่อป้องกันอัตราการคลิกผ่านที่สูงขึ้น

Ad Manager Account

เป็นหนึ่งในเครื่องมือบัญชีโฆษณาบน Facebook ที่อนุญาตให้คุณแสดงโฆษณาบนเครือข่ายโฆษณาของ Facebook รวมทั้งช่วยในการวิเคราะห์ผลของแคมเปญโฆษณาเพื่อให้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดของโฆษณาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Ad Network

ระบบค้นหาแบบเครือข่ายท่ีเป็นการโฆษณาแบบข้อความ รวมทั้งเครือข่ายโฆษณาแบบเพลย์ลิสต์ (รูปภาพ) เพื่อให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบข้ามเว็บได้ ทำให้ผู้ใช้งานเห็นโฆษณาของคุณมากขึ้น ไม่ว่าคลิกไปเว็บไหนก็เห็นโฆษณาของคุณ

Alt Text หรือ Alternative Text

เป็นการใส่ข้อความที่กำหนดไว้ในรูปภาพเพื่อให้ Google ค้นหาเราเจอง่ายขึ้น โดย Altinate Text จะช่วยแสดงคำอธิบายตามรูปภาพได้ แม้ว่ารูปภาพนั้นจะไม่แสดงให้เห็นแต่จะช่วยบอกให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ทราบได้ว่าเป็นรูปภาพเกี่ยวกับอะไร

Average Position

คือลำดับโฆษณาโดยเฉลี่ยของแต่ละเว็บไซต์ ที่ใช้คีย์เวิร์ดคล้ายกัน เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดใน Google Adwords ที่ช่วยให้ผู้โฆษณาเข้าใจว่าโฆษณาของพวกเขาแสดงอยู่ที่ไหน ในหน้าผลการค้นหาของ Google โดยผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือตำแหน่งเฉลี่ยระหว่าง 1 – 4 และตั้งแต่อันดับที่ 5 ขึ้นไป แสดงว่าโฆษณาของคุณปรากฏที่ด้านล่างของหน้าผลการค้นหา

Big Data 

ตามศัพท์ราชบัณฑิตคือ ข้อมูลมหัต หรือหมายถึงข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบริษัทของคุณ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลที่มีแหล่งที่มาจากบริษัท หรือข้อมูลที่มาจากภายนอกอย่างโซเชียลมีเดีย โดยจะเรียกข้อมูลเหล่านี้ว่าข้อมูลดิบ ซึ่งอาจจะมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบในระบบคอมพิวเตอร์หรือในแฟ้มเอกสารก็ได้

Black Hat

คือคำสแลงสำหรับนักการตลาดดิจิทัล ที่เปรียบเทียบถึงคนร้าย ผู้ร้าย หรือแฮกเกอร์ที่โจรกรรมข้อมูลหรือเข้ามาเจาะข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์หลังบ้าน หากมองในมุม SEO จะพบว่า Black Hat เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่คนทำเว็บนิยมใช้งาน คือการโปรโมทเว็บแบบสแปมหรือใช้เทคนิคที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้การจัดอันดับเว็บไซต์บน Google อยู่ในอันดับที่ดึงดูดความสนใจ เช่นบทความการสร้างลิงก์ Directory (ไดเรกทอรี) หรือ SEO เชิงลบ แต่ได้ผลลัพท์กลับมาที่ได้ผลเร็ว

ตรงข้ามกับการทำ SEO แบบ White Hat ที่จะเน้นการทำเว็บเชิงคุณภาพ ทำให้มีการค้นหาแบบปลอดภัย โดยยึดหลัก 5 ประการคือ หลีกเลี่ยงการทำ Hidden Text / Hidden Links, หลีกเลี่ยงการทำ Doorway, ไม่ทำ Spam Keywords, ไม่ทำ Duplicate Content, ไม่ทำ Cloaking เป็นต้น

Business Manager

เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการเพจหรือชุมชน ที่ Facebook ทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่แบรนด์หรือเอเจนซี่ในการทำแคมเปญ ไม่ว่าจะเป็ฯ การบริหารจัดการเพจ ตั้งเวลาคอนเทนต์ จัดการโฆษณา บูสต์โพสต์ ดูผลตอบรับจากผู้ติดตาม ทำให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ข้อมูล

Campaign

ชุดข้อความโฆษณาสำหรับทำการตลาดผลิตภัณฑ์ หรือบริการแคมเปญสามารถทำงานผ่านแพลตฟอร์มโฆษณาบนเครือข่ายการค้นหาและดิสเพลย์ (เช่น Google, Bing), โซเชียลมีเดีย, อีเมลหรือแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ

Canonical (rel=canonical)

คือวิธีการบอกให้ Search Engine รู้ว่า URL ที่อยู่ภายใต้แท็กนี้คือหน้าหลักของเว็บไซต์ เพื่อป้องกันข้อมูลภายในเว็บเรียงหน้าผิดและป้องกันการเกิดข้อมูลซ้ำกรณีที่ภายในเว็บมีข้อมูลคล้ายกันเยอะเกินไป (โดยเฉพาะเว็บขายสินค้า ต้องระวังถ้อยคำหรือรหัสสินค้าที่ใกล้เคียงกันหรือซ้ำกันจนระบุข้อมูลผิด)

Contact Form

คือแบบฟอร์มการติดต่อ ที่อยู่ในเว็บไซต์ที่มีช่องให้ระบุ หรือกรอกข้อมูลสำหรับผู้เข้าชมเพื่อติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการรวบรวมชื่อหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่อีเมลของผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า

Content 

คือประเภทของเนื้อหาทุกรูปแบบ และมีการนำไปใช้กับประเภทของเนื้อหาบนสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบที่สามารถอ่านดูหรือโต้ตอบได้ โดยทั่วไปหมายถึงเนื้อหาที่เขียนขึ้นมาเป็นพิเศษ ที่สามารถรวบรวมรูปภาพ และวิดีโอเข้าไปด้านในด้วย

Content Marketing

การสร้างเนื้อหาหรือแบ่งปันข้อมูลเชิงบทความที่มีประโยชน์ต่อกลุ่มลูกค้า บางครั้งการนำเสนอเนื้อหาก็ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่สร้างเนื้อหา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์หรือธุรกิจ โดยอาจจะเป็นการเขียนบทความเกาะกระแส เพื่อให้เข้าถึงคนจำนวนมากและคลิกเข้ามาอ่านซ้ำ ซึ่งอาจจะได้ผลดีกว่าการโฆษณาทางตรงด้วยซ้ำ

CRO (Conversion Rate Optimization)

คือการกระตุ้นให้ผู้ชมเว็บไซต์ตอบสนองแบรนด์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น ลงข้อมูลส่วนตัวเพื่อให้เราติดต่อกลับ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อแสดงความสนใจอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของเรามากขึ้น ถือว่าเป็นโอกาสในการซื้อขายมากขึ้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ได้ผลลัพท์ที่ดี

CSS (Cascading Style Sheets)

ย่อมาจากคำว่า Cascading Style Sheets เป็ฯภาษาที่ใช้ในส่วนของการจัดรูปแบบการแสดงผลเอกสาร HTML โดยที่ CSS จะกำหนดรูปแบบของเนื้อหาในเอกสาร เช่น สีข้อความ สีพื้นหลัง ประเภทตัวอักษร การจัดวาง เพื่อให้ง่ายต่อการแสดงผลลัพท์ของเอกสาร จะเป็นเครื่องมือหนึ่งสำหรับนักออกแบบเว็บไซต์วให้ง่ายต่อการกำหนดสไตล์ของระบบ HTML

Display Ads

คือโฆษณาที่แสดงผลในรูปบบของรูปภาพ ตัวหนังสือ วิดีโอและเสียง โดยโฆษณาเหล่านี้จะไปปรากฏในเว็บในเว็บไซต์ข่าวบล็อกและโซเชียลมีเดีย เพื่อให้สินค้าและบริการของคุณเป็นที่รู้จักในเว็บไซต์มากขึ้น

Display Network หรือ GDN

คือการลงโฆษณาบนเครือข่ายเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นของ Google ที่ครอบคลุมกว่า 2 ล้านเว็บไซต์และเข้าถึงผู้คนกว่า 90% ช่วยให้ธุรกิจสามารถกำหนดเป้าหมายผู้บริโภคในเครือข่ายดิสเพลย์ตามการค้นหาของผู้ใช้งาน

Duplicate Content

หรือเนื้อหาที่เหมือนกันหมดหรือเหมือนบางส่วนใน URL ที่ต่างกัน โดยปัญหาของการเกิดเนื้อหาที่ซ้ำกันประเภทนี้อาจมาจากการลอกเลียนแบบจากภายในเว็บไซต์เดียวกัน ซึ่งโดยปกติ Google จะไม่แสดงเนื้อหาเดียวกันในขณะเดียวกันบนหน้าการแสดงผลการค้นหาอยู่แล้ว ซึ่งการที่เนื้อหาซ้ำนั้นจะส่งผลให้อันดับเว็บตกและไม่เป็นผลดีต่อการทำ SEO ด้วย

GCLID (Google Click Identifier)

คือหมายเลขระบุคลิกของ Google เพื่อกำหนดให้กับ URL ที่ผู้ใช้ดังกล่าวคลิกผ่าน หากคุณเปิดใช้การติดแท็กอัตโนมัติและมีการติดแท็ก Google Analytics ในเว็บไซต์ ทำให้มีการเก็บ GDLID ไว้ในคุ้กกี้ของ Analytics ใหม่ในโดเมนของเว็บไซต์ ซึ่งระบบจะสร้าง GCLID เมื่อมีการแสดงผลไม่ใช่การคลิก

Impression 

คือความประทับใจที่มีต่อสื่อทางการตลาด แม้ว่าจะมีการแสดงผลโฆษณาไปอีกหลายครั้งกับผู้ชมคนเดิมก็ตามก็จะมีการนับเรื่อยๆโดยเมื่อเทียบกับ Reach แล้ว Impression จะมีการนับที่มากกว่า Reach เสมอ โดยที่ไม่คำนึงการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าเพียงแค่โปรโมทโพสต์ที่เน้นจำนวนการพบเห็นได้บ่อยๆ จากการแชร์ หรือการแท็ก

Impression Share

จำนวนเปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ยที่ใช้ในการโฆษณาแบบจ่ายต่อการคลิก ซึ่งตัวชี้วัดนี้อ้างอิงถึงจำนวนครั้งที่ผู้ชมเห็นโฆษณาของผู้โฆษณาสัมพันธ์กับจำนวนเงินทั้งหมดที่เป็นไปได้ที่โฆษณาอาจได้เห็น หากมีการใช้คีย์เวิร์ดยอดนิยมจะทำให้มีคนค้นหาคำนี้มาก ส่วนแบ่งในการแสดงผลของแคมเปญโฆษณาก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน หากมี Impression Share ยิ่งสูงยิ่งทำให้จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่มีคนค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดก็จะยิ่งดีขึ้น

Immersive Experience

การสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้าเพื่อให้เกิดความสนใจ และมีส่วนร่วมจนสามารถจินตนาการออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด

Infographic

มาจากคำว่า Information + Graphic คือการนำข้อมูลหรือความรู้มาสรุปเป็นภาพ เพื่อบ่งบอกถึงความรู้แบบง่ายๆ ทั้งเชิงสถิติ เกร็ดความรู้ เรียกได้ว่าเป็นการย่อยข้อมูลอย่างย่อเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่ง่าย เพียงแค่กวาดตามอง

KPI (Key Performance Indicator)

เครื่องมือที่ใช้วัดผลการดาเนินงานหรือประเมินผลการดาเนินงานในด้านต่างๆ ขององค์กร ซึ่งสามารถ แสดงผลของการวัดหรือการประเมินในรูปข้อมูลเชิงประมาณเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการ ปฏิบัติงานขององค์กรหรือหน่วยงานภายในองค์กร

Lookalike Audience 

หรือกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน เป็นตัวเลือกการกำหนดเป้าหมายที่เสนอโดยบริการโฆษณาของ Facebook โดยทาง Facebook จะระบุลักษณะทั่วไประหว่างสมาชิกกับผู้ชม ที่จะกำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งานที่แสดงความสนใจหรือคุณภาพใกล้เคียงกัน

Long Tail Keyword 

คือวลีคำหลักที่มีความยาว และยาวเกินไปซึ่งตรงกับคำค้นหาของผู้ใช้คำหลักแบบหางยาวได้รับการค้นหาน้อยลงต่อเดือน แต่มีจุดประสงค์ในการค้นหาที่สูงกว่า และโดยทั่วไปแล้วการแข่งขันจะน้อยลง

Quality Score

คือคะแนนคุณภาพเพื่อเอาไว้วัดผลของคุณภาพและความสอดคล้องกัน ระหว่าง Keyword กับ Campaign โฆษณา ซึ่งคะแนนคุณภาพนั้นจะมีค่าระหว่าง 1 – 10 ซึ่งคะแนน 10 จะหมายถึงคุณภาพที่ดีที่สุด

Redirect

การเปลี่ยนเส้นทางที่เว็บเบราว์เซอร์นำผู้ใช้จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่ง โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องคลิกหรือป้อนข้อมูลใดๆ

RSS

คือหนึ่งในประเภทเว็บฟีด ซึ่งมีรูปแบบข้อมูลเอกซ์เอ็มแอล (XML) ซึ่งใช้สำหรับในการกระจายข้อมูลที่มีการเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงบ่อยจากเว็บไซต์ (web syndication) และบล็อก

SoLoMo (Social Location Mobile)

เป็นกลยุทธ์หนึ่งของการตลาดที่วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคโดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ จากการใช้โซเชียลมีเดีย เช็กอินตามสถานที่ต่างๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

Second Screen

คือหน้าจอที่สอง ซึ่งหมายถึงสมาร์ทโฟน หรือแท็บเลต เพื่อใช้ในการดูแอพพลิเคชั่นในการรับชมสื่อใหม่ในการดูโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ เพื่อการอำนวยความสะดวกของคนที่ไม่ว่างรับชมในช่วงเวลานั้นหรือไม่สะดวกติดตามผ่านหน้าจอทีวีโดยตรงก็อาจดูผ่านสื่อออนไลน์ช่องทางอื่นๆ ไปพร้อมกันได้

Social Commerce 

การซื้อสินค้าและบริการภายในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Pinterest, Instagram, Twitter และ LINE โดยแต่ละแพลตฟอร์มจะมีการพัฒนาระบบให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์มนั้นๆ

Viral หรือ Viral Marketing

คือการทำกระแสต่างๆในสังคม ให้เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง และแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับ “ไวรัส” ส่วนใหญ่นิยมทำเป็นรูปแบบวิดีโอ ภาพพร้อมแคปชั่น หรือมีม เป็นต้น

Value Proposition

เป็นศัพท์ทางการตลาดแปลตรงๆ ก็คือ “คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า” หรือถ้าคุณขายสินค้าคล้ายกับคู่แข่ง อาจจะมียี่ห้อซ้ำกัน และมีความแตกต่างน้อยมาก จึงเป็นศาสตร์ทางการตลาดที่เอาไว้ใช้สร้างความแตกต่างด้วยคุณค่าที่ส่งมอบให้กับลูกค้าเหนือคู่แข่ง

from:https://www.thumbsup.in.th/marketing-wording-part-2?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=marketing-wording-part-2

วางแผนทำ Youtube SEO เพิ่มโอกาสติดหน้าแรกของผู้ชมมากขึ้น

ยุคนี้คนรุ่นใหม่นิยมเสพคอนเทนต์แบบวิดีโอกันมากขึ้น อาจเพราะต้องการเข้าถึงเนื้อหาใหม่ๆ และ Youtube ก็เป็นแพลตฟอร์มหนึ่งที่คนนิยมกันมากเพราะรับชมเนื้อหาได้นาน คุณภาพของเนื้อหามีความละเอียดคมชัด ปรับใช้งานผ่านทีวี หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้สะดวก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่นักการตลาดเลือกทำวิดีโอมาร์เก็ตติ้งเพื่อเข้าถึง feed ของผู้บริโภคมากขึ้น

ผลการสำรวจจาก Responsive Inbound Marketing ระบุว่า การใส่วิดีโอบนหน้า landing page สามารถเพิ่ม Convertion (โอกาสทางการซื้อ) ได้ถึง 80% แต่จะวางแผนอย่างไรให้เพิ่มโอกาสเข้าถึงคนดู มีโอกาสที่พวกเขาจะกดติดตาม และเข้ามารับชมซ้ำๆ กลายเป็นวีดีโออันดับต้นๆ ในการค้นหา หรือแสดงผลในหน้า

ซึ่งการทำ Youtube SEO นั้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้คอนเทนต์ติดอันดับบนหน้า SERPs (Search Engine Results Page) หรือหน้าผลการแสดงการค้นหา ซึ่งความสามารถนี้จะทำได้ใกล้เคียงกับ keyword ที่มีคนค้นหาผ่าน google กันเลย

เทคนิคการทำ SEO สำหรับวิดีโอที่ต้องจด

  • เลือกคีย์เวิร์ดสำหรับวิดีโอ

นอกจากเนื้อหาท่ีสร้างสรรค์ในคอนเทนต์วิดีโอแล้ว การใช้คีย์เวิร์ดที่ตรงจุดก็จะช่วยให้วิดีโอของคุณมีประสิทธิภาพในการค้นหามากขึ้น มีเว็บไซต์รวมคีย์เวิร์ดมากมายไม่ว่าจะเป็น Adwords Keyword Planner, Moz Keyword Explorer, VidIQ Vision เป็นต้น แต่ถ้าไม่อยากเปิดหาให้วุ่นวายลองดูช่องค้นหาบน Youtube ดูก็ได้ค่ะ

  • ตั้งชื่อคลิปวิดีโอที่แฝงด้วยคีย์เวิร์ด

ไม่มีคำใดในโลกที่ยังไม่ถูกใช้ในการทำคีย์เวิร์ด อยู่ที่ว่าเราจะดัดแปลงคำให้โดนใจและตรงกับคำที่คนค้นหาได้มากน้อยเพียงใดยิ่งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ชมใหม่ๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้คุณตั้งชื่อคลิปพิสดาร หรือผิดต่อหลักการทางศีลธรรมนะคะ ถ้าแบบนั้นคงไม่ได้อยู่หน้าแรกแน่ๆ

  • ใส่ CC ก็ช่วยเพิ่มคนดูได้นะ

Closed Captions หรือปุ่ม CC คือปุ่มสำหรับคำบรรยายนั่นเอง ซึ่งจะมีคำบรรยายแบบอัตโนมัติ แต่ความแม่นยำมีเพียง 70% เท่านั้น เพราะคนไทยยุคใหม่บางคนชอบอ่านซับมากกว่าฟังเสียง อาจเพราะไม่สะดวกเปิดเสียง

วิธีการใส่ CC ก็ไม่ยากค่ะ ลองทำตามขั้นตอนนี้ดูเลย

  1. เข้าไปที่ Youtube Studio
  2. เลือกแถบคำบรรยายจากเมนูด้านซ้าย
  3. คลิกวีดีโอที่ต้องการแก้ไข
  4. กดเพิ่มภาษา และเลือกภาษาที่ต้องการแปล
  5. จากนั้นพิมพ์คำบรรยายได้เลย อาจจะอัพโหลดไฟล์หรือพิมพ์คำบรรยายแบบทันทีได้เลย

สร้าง Thumbnail ก็กระตุ้นความอยากดูได้

ปกสวยคนก็อยากคลิกเข้าไปดูมากขึ้นเท่านั้น เพราะปกคลิปก็เท่ากับปกหนังสือที่เป็นการบอกสรุปในรูปเดียวว่าคลิปของเรานั้น กำลังเล่าเรื่องอะไร ถ้าถูกจริตคนดู พวกเขาก็จะกดติดตามและกลับมาดูช่องเราซ้ำๆ

Description เพิ่มโอกาสเข้าถึงเครือข่ายของเรา

การเขียนอธิบายเนื้อหาและเรื่องราวของคลิปว่าคนดูจะเห็นอะไรบ้าง หรือเขียนให้สนุกเพื่อดึงดูดใจและมีคีย์เวิร์ดที่ช่วยให้ค้นหาเจอ มีลิ้งเว็บไซต์ของเราเพื่อเพิ่มโอกาสติดตาม

youtube SEO-3

สิ่งที่ต้องมีให้ครบในแต่ละคลิป ไม่ว่าจะเป็น ทำเพลย์ลิสต์ของวีดีโอ ใส่ tags ที่เกี่ยวข้อง ใส่ชื่อ File ให้สอดคล้องกับเรื่องในคลิป เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างก็เป็นโอกาสในการเข้าถึงคนดูมากขึ้น ดังนั้น ต้องละเอียดและใส่ใจในการทำ SEO สำหรับคลิปวีดีโอด้วยนะคะ

 

ที่มา : responsiveinboundmarketing

from:https://www.thumbsup.in.th/youtube-seo-in-page?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=youtube-seo-in-page

เปิดธุรกิจโฆษณา Amazon อาณาจักรหมื่นล้านเหรียญ โตแซงหน้า Twitter-Pinterest-Snapchat แล้ว

ในช่วงปีที่ผ่านมา ธุรกิจโฆษณาของ Amazon เติบโตอย่างรวดเร็ว แซงหน้ารายได้ของ Twitter, Pinterest, Snapchat และ Roku (แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง) รวมกันเสียอีก

อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจโฆษณาของ Amazon เติบโตสูงได้ขนาดนี้ ?

Amazon

รู้จักธุรกิจโฆษณา Amazon

ย้อนกลับไปในปี 2018 Amazon ตัดสินใจเลิกขายโฆษณาผ่านเอเจนซี่ แล้วหันมาต่อรองกับนักการตลาดของแบรนด์ต่างๆ โดยตรงแทน

ทำให้รายได้จากการโฆษณาของ Amazon มาจากการขายแบนเนอร์ วิดีโอ รูปภาพ หรือคีย์เวิร์ดของร้านค้าในเว็บไซต์ที่มีคำว่า sponsored products กำกับอยู่

นอกจากจะช่วยดูแลเรื่องโฆษณาแล้ว Amazon ยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขาย การจัดการสินค้า รวมถึงการดูแลโปรโมชั่นของแบรนด์ได้อย่างครบวงจรอีกด้วย

มีหลายแบรนด์ที่ทำโฆษณาบน Amazon มาอย่างยาวนาน

  • HP ที่ทำโฆษณาโดยตรงกับ Amazon เพราะ​ลดขั้นตอนการทำงานได้หลายส่วน
  • Lego ที่ดีลกับ Amazon ไว้ว่าคู่แข่งของ Lego จะมาลงโฆษณากับ Amazon ไม่ได้

ทั้งนี้ หลายๆ คนอาจสับสันว่าสินค้าที่มีป้าย Amazon’s Choice กำกับอยู่นั้นเป็นสินค้าโฆษณาหรือเปล่า

คำตอบคือไม่ใช่ เพราะ Amazon’s Choice คือป้ายที่ติดเพื่อแสดงให้เห็นว่า สินค้าไหนที่ลูกค้าชอบเป็นพิเศษและอยู่ในราคาที่ย่อมเยาว์ เพียงเท่านั้น

Amazon

รายได้ธุรกิจโฆษณา Amazon เติบโตอย่างสูง

ในไตรมาสแรกของปี 2021 Amazon ทำรายได้จากการโฆษณาสูงถึง 6.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.1 แสนล้านบาท) ซึ่งถือว่าเติบโตสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 77%

โดยหากย้อนกลับไปในปี 2020 ธุรกิจโฆษณาของ Amazon ก็ทำรายได้กว่า 2.24 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.9 แสนล้านบาท) ซึ่งเติบโตกว่าปีก่อนหน้าถึง 65%

ในขณะที่ รายได้รวมจากการโฆษณาของ Twitter + Pinterest + Snapchat + Roku ในปี 2020 อยู่ที่ 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท) เท่านั้น แจกแจงรายได้ตามด้านล่างนี้

  • Twitter ทำรายได้ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • Roku ทำรายได้ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • Pinterest ทำรายได้ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • Snapchat ทำรายได้ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เมื่อลองวิเคราะห์ดูจะพบว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่กล่าวมายังไม่ประสบความสำเร็จด้านโฆษณาเท่ากับ Amazon เนื่องจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่เข้าแพลตฟอร์มเหล่านั้นด้วยจุดประสงค์อื่นๆ ที่ไม่ใช่การซื้อของเป็นหลัก

  • Twitter มีรายได้จากการโฆษณาต่ำสุดในลิสต์นี้ เพราะคนส่วนใหญ่เข้ามาในทวิตเตอร์เพื่อบ่นระบายความรู้สึกและติดตามข่าวสารจากทั่วโลกเป็นหลักมากกว่า
  • แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Roku มีจุดอ่อนคือผู้ใช้งานส่วนใหญ่ยังอยู่ในแถบอเมริกาเท่านั้น
  • ส่วน Pinterest ยังมีโอกาสเติบโต เพราะคนส่วนใหญ่มักใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อหาไอเดียต่างๆ เช่น ไอเดียแต่งบ้าน จนเคยมีข้อมูลออกมาว่าคนกว่า 73% เลือกซื้อสินค้าแบบเดียวกับที่เห็นโฆษณาในพินเทอร์เรส
  • ในด้านของ Snapchat ก็ต้องติดตามกันต่อไป เพราะมีฟีเจอร์หลายๆ อย่างคล้ายกับ Instagram ที่มีร้านค้ารายย่อยเข้ามาโฆษณาสินค้ามากมาย

Amazon

พลังของ Data อันมหาศาลคือจุดเด่นของ Amazon

Amazon โดดเด่นในเรื่องการทำโฆษณา เพราะมีข้อมูลเชิงลึกของผู้ใช้งานกว่า 300 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีมากถึง 197 ล้านคนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ในทุกๆ เดือน

ข้อดีของการโฆษณาบน Amazon คือร้านค้าสามารถจ่ายเงินให้ Amazon เฉพาะตอนที่มีคนคลิกชมสินค้าโฆษณาเท่านั้น ทำให้ร้านค้ารายย่อยประหยัดต้นทุนค่าการตลาดได้พอสมควร

ในอนาคตธุรกิจโฆษณาของ Amazon มีแนวโน้มเติบโตอีกมาก เพราะ Amazon ครองตลาดอีคอมเมิร์ซกว่า 40% ในสหรัฐอเมริกา และหากดูรายการสินค้าอย่างละเอียดจะพบว่า Amazon ครองตลาดสินค้าบางประเภทมากถึง 90% เช่น แบตเตอรี่ เครื่องใช้ในครัว อุปกรณ์กอล์ฟ อุปกรณ์ DIY และเครื่องสำอางค์

Amazon ใช้กลยุทธ์อะไรในการโฆษณา

กลยุทธ์การโฆษณาของ Amazon มีความน่าสนใจหลายอย่างด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น

  • หากเราเสิร์ชหาลิปสติกยี่ห้อ A ในเว็บไซต์ แต่ถ้ายี่ห้อ A ไม่ได้ซื้อโฆษณากับ Amazon ไว้ ทางเว็บไซต์ก็จะโชว์รูปภาพและข้อมูลของลิปสติกยี่ห้อ B ที่ซื้อโฆษณาขึ้นมาก่อนอยู่ดี

ข้อมูลของ Goat Consulting ยังระบุว่า จากการทำแบบสำรวจผู้ใช้งาน Amazon กว่า 2,000 ราย พบว่า มีผู้ใช้งานกว่าครึ่งที่ดูไม่ออกว่าสินค้าชิ้นไหนได้รับการโฆษณา

นี่แสดงให้เห็นว่า Amazon ทำโฆษณาได้อย่างแนบเนียนมากๆ

Brian Olsavsky ซึ่งเป็น CFO ของ Amazon อธิบายเพิ่มเติมว่า คนเข้ามาซื้อของผ่านเว็บไซต์ Amazon มากขึ้น เพราะใช้เทคนิคการตั้งค่า Ad Relevance เพื่อดูว่าโฆษณาที่ลงไปมีประสิทธิภาพเท่าไหร่เมื่อเทียบกับโฆษณาอื่นที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ที่สำคัญวิธีการนี้ยังช่วยบอกสาเหตุด้วยว่าทำไมโฆษณาบางตัวถึงลงไปแล้วได้ผลลัพธ์ไม่ค่อยดี

นอกจากนี้ Amazon ยังใช้ Deep Learning ซึ่งเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของ Machine Learning มาแสดงให้ลูกค้าเห็นรายการสินค้าที่คล้ายๆ กัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อมากขึ้นอีกด้วย

โดยสรุป

จะเห็นได้ว่าตลาดโฆษณาของ Amazon มีโอกาสเติบโตอีกมาก ซึ่งคงต้องจับตามองทิศทางของธุรกิจนี้ต่อไป ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดโฆษณาบนแพลตฟอร์มอื่นๆ อย่าง Google หรือ Facebook ก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน

ที่มา : cnbc (1), cnbc (2), cnbc (3), techjury, digiday, Forbes, debugger, adespresso

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดธุรกิจโฆษณา Amazon อาณาจักรหมื่นล้านเหรียญ โตแซงหน้า Twitter-Pinterest-Snapchat แล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/amazon-advertising/

Allowlisting ฟีเจอร์บน Twitter ที่ช่วยต่อยอดบทสนทนาของนักรีวิว

Twitter เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีจำนวนคนรุ่นใหม่ใช้งานกันเยอะ เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางในการพูดคุย แชร์ข้อมูล ติดตามศิลปิน และรีวิวสินค้า ผ่านบทสนทนาและแฮชแท็กจนกลายเป็นกระแสสังคมได้มากมาย

เห็นได้จากกระแสแฮชแท็ก #รีวิว #ของมันต้องมี #ป้ายยา #ไว้รีวิวห้ามขายของโว๊ยยย ซึ่งแฮชแท็กเหล่านี้ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในจำนวนการสนทนาอันมหาศาลตลอดปี 2020 ที่ผ่านมา บน Twitter ซึ่ง “บทสนทนา” เกี่ยวกับการรีวิวรวมกันแล้วมีจำนวนกว่า 38 ล้านการสนทนาเลยทีเดียว

ไม่ใช่แค่รีวิวเก่ง แต่ผู้คนบน Twitter ยังมีแนวโน้มจะ “ทดลองซื้อ” สินค้าและบริการใหม่ ๆ มากกว่าผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วไปถึง 19% อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักการตลาด นักโฆษณา และแบรนด์ ต้องการที่จะเข้าไปสร้างแบรนด์ และโปรโมทกิจกรรมทางการตลาดบน Twitter

สำหรับแบรนด์ที่หลงรักการรีวิวและอยากต่อยอดบทสนทนาเกี่ยวกับแบรนด์บน Twitter วันนี้ thumbsup จะมาแนะนำฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจ ชื่อว่า “Allowlisting” ให้นักการตลาดได้ทำความรู้จักกัน บอกเลยว่าฟีเจอร์นี้ “ตอบโจทย์” และช่วย “ต่อยอด” บทสนทนาของนักรีวิวได้อย่างดี!

ทำไมต้อง Allowlisting

“Allowlisting คือ ฟีเจอร์บน Twitter ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์สร้างคุณค่าจากคำสนทนาที่ดีของผู้ใช้งาน”

แม้ว่านักการตลาดบางคนจะเคยใช้ Promoted Tweets ในการโฆษณาให้ลูกค้าเห็นแบรนด์ของเรากันมาบ้างแล้ว เพราะต้องการที่จะโปรโมทในรูปแบบของการสื่อสารผ่านทางแบรนด์โดยตรง แต่สำหรับ Allowlisting นั้น อาจเป็นฟีเจอร์ที่นักการตลาดยังไม่คุ้นเคยมากนัก

ฟีเจอร์นี้จะเป็นการนำทวีตของบัญชีผู้ใช้งานทั่วไปหรืออินฟลูเอนเซอร์ ที่กล่าวถึงสินค้าและบริการของแบรนด์มาโปรโมท ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ต้องการจะสื่อสาร เรียกง่าย ๆ ว่า จะเป็นการผลักดันข้อความเชิงบวก หรือเพิ่มการมองเห็นข้อความประเภทแชร์ประสบการณ์จากการใช้งานจริง เกี่ยวกับสินค้าและบริการให้คนพบเห็นมากขึ้น

โดยแบรนด์สามารถเลือกข้อความสนทนาบน Twitter ของใครก็ได้ที่อาจไม่ใช่คนดังหรือเป็นผู้นำทางความคิดเสมอไป (แต่ต้องได้รับอนุญาตให้ทำโฆษณาจากผู้ใช้งานท่านนั้นก่อน) นักการตลาดจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้งาน หากต้องการนำทวีตของเขาไปใช้ในแคมเปญของแบรนด์
การใช้ฟีเจอร์ Allowlisting นี้ สามารถช่วยเพิ่มการสนทนาเกี่ยวกับสินค้าและบริการในแง่ดีได้ โดยหากผู้ใช้งานทวิตเตอร์ได้เห็นคำสนทนาที่ดีต่อสินค้าและบริการ พวกเขามีแนวโน้มจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอีก 22% ได้เลย

GlobalWebIndex ยังบอกอีกด้วยว่า หากแบรนด์หรือเจ้าของธุรกิจ มีการใช้งานอินฟลูเอนเซอร์ในการช่วยโปรโมทสินค้าและบริการอยู่แล้ว การนำทวีตของอินฟลูเอนเซอร์ท่านนั้น ไปโปรโมทด้วยวิธี Allowlisting มีแนวโน้มช่วยเพิ่มความสนใจซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นถึง 29.7% ทีเดียว

แต่ถ้าไม่มีอินฟลูเอนเซอร์ช่วยโปรโมท นักการตลาดก็อาจจะใช้เครื่องมือประเภท Social Listening เพื่อค้นหาการพูดถึงแบรนด์ผ่านฟีเจอร์ Twitter Search ที่หน้า Explore ได้เช่นกัน

Allowlisting มีประโยชน์กับแบรนด์อย่างไร

อย่างที่ทราบกันดีว่าสังคม Twitter ขับเคลื่อนด้วยการสนทนา โดยจำนวนของบทสนทนาใน Twitter เกี่ยวกับแบรนด์ในแต่ละกลุ่มธุรกิจนั้นมีเยอะมาก เช่น กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม มีคำสนทนาถึง 384 ล้านครั้ง การเงินและธนาคาร 33 ล้านครั้ง รถยนต์ 47 ล้านครั้งและเครื่องสำอาง 43 ล้านครั้ง เป็นต้น เนื่องจากมีบทสนทนามากมายเกิดขึ้นบนโลกของ Twitter เรียกได้ว่า Allowlisting เหมาะกับทุกธุรกิจ

หากแบรนด์พบบทสนทนาที่ดีเกี่ยวกับแบรนด์ของตนก็สามารถนำข้อความเหล่านั้นกลับมาสร้างสีสันหรือทำแคมเปญบนทวิตเตอร์ได้อีกครั้งผ่านฟีเจอร์ Allowlisting

การใช้ข้อความหรือทวีตเข้ามากระตุ้นให้คนอยากศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ หรือตัดสินใจซื้อสินค้ามากขึ้นนั้น เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็นแบรนด์ของเราแก่ผู้ใช้งานทั่วไป ที่อาจจะยังไม่รู้จักเรามากนัก หรือยิงตรงถึงกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการสื่อสารให้ได้รับทราบเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของแบรนด์เรามากขึ้น

 

ลงมือทำ Allowlisting

เนื่องจากนักการตลาดไม่สามารถใช้ฟีเจอร์ Allowlisting เองได้ ผู้ที่สนใจสามารถปรึกษาการใช้ฟีเจอร์ Allowlisting และการทำการตลาดบน Twitter ได้ผ่านทาง MediaDonuts ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายโฆษณาของ Twitter ประจำประเทศไทยให้นักการตลาดเริ่มจากการเตรียมทวีตหรือคอนเทนต์ที่อยากจะโปรโมทก่อน อาจจะมองหาทวีตที่น่าสนใจ หรือบทสนทนาเชิงบวกที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของแบรนด์ จากเทรนด์ หรือ แฮชแท็ก (#) ที่เกี่ยวข้อง

จากนั้นจึงติดต่อไปทาง MediaDonuts เพื่อขอแบบฟอร์มในการขออนุญาตใช้ข้อมูลจากบัญชีผู้ใช้งานแบบเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อทางเจ้าของทวีตเซ็นเอกสารยินยอมหรือข้อตกลงตามเงื่อนไขกลับมาให้ MediaDonuts เรียบร้อย แบรนด์จึงจะสามารถทำการโฆษณาข้อความนั้นออกไปได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักการตลาดสงสัยกันมากที่สุดคือ การทำ Allowlisting นั้น ใช้งบประมาณมากน้อยแค่ไหน ซึ่งงบประมาณในการใช้งานฟีเจอร์นี้ จะต้องขึ้นอยู่กับแต่ละแคมเปญ และวัตถุประสงค์ของแบรนด์ว่ามีความต้องการอย่างไรบ้าง จากนั้นทาง MediaDonuts จะให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาในแต่ละแคมเปญ

หากใครสนใจก็ติดต่อ ได้ที่ marketingSEA@mediadonuts.com

 

 

 

บทความนี้เป็น Advertorial

from:https://www.thumbsup.in.th/allowlisting-feature-twitter?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=allowlisting-feature-twitter