คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

วิธีสร้าง Ad บน TikTok แอปวีดีโอที่มาแรงที่สุดในตอนนี้

นาทีนี้คงไม่มีใคร ไม่รู้จัก Tiktok แอปพลิเคชั่นวีดีโอสั้นที่มาแรงที่สุดในเวลานี้ มีผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านแอคทีฟต่อเดือน ทำให้แอปนี้กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่นักการตลาดจะมองข้ามไม่ได้แล้ว ยิ่งถ้าคุณกำลังมองหากลุ่มเป้าหมายที่อายุน้อยกว่า 30 ปีด้วยละก็ ต้องไม่พลาดแพลตฟอร์มนี้เลย

มีใครใช้งาน Tiktok บ้าง

จากกลุ่มตัวอย่างพบว่าแบรนด์ที่ทำโฆษณาบน tiktok นั้น และประสบความสำเร็จได้นั้นมีหลายแบรนด์และสถิติเหล่านี้จะบอกให้รู้ว่าคุณควรทำโฆษณาบน tiktok หรือไม่

  • ผู้ใช้งานแตะ 800 ล้านรายต่อเดือน (เทียบกับ LinkedIn 660+ ล้านราย Reddit 430+ ล้าน, Snapchat 218+ ล้าน, Twitter 340+ ล้าน และ Pinterest 322+ ล้าน
  • ยอดดาวน์โหลดผ่านระบบปฏิบัติการณ์ 2 ระบบรวมกันมากกว่า 1,500 ล้านครั้ง
  • เป็นแอพที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 6 ของโลกจากจำนวนผู้ใช้งานรายเดือน
  • ครอบคลุมการใช้งานกว่า 150 ประเทศทั่วโลก
  • ประเทศที่ดาวน์โหลดสูงสุดคือ สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, อินเดียและเกาหลี
  • 63.5% เป็นสัดส่วนของผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่า 29 ปี
  • 51% ของผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกา ทำเงินผ่านแพลตฟอร์มนี้กว่า 75,000 เหรียญสหรัฐต่อปี

สถิติเหล่านี้ดูน่าสนใจหรือไม่ แต่ถ้าลองดูส่วนอื่นๆ ประกอบด้วยจะน่าสนใจกว่านี้

รูปแบบโฆษณาบน Tiktok

Tiktok มีรูปแบบการทำโฆษณาที่หลากหลายเพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น

  • In-Feed Video : โฆษณาจะปรากฏในหน้า News Feed ของกลุ่มเป้าหมาย
  • Brand Takeover : โฆษณานี้จะแสดงผลขึ้นมาทันทีเมื่อผู้ใช้งานเปิดแอปขึ้น
  • Hashtag Challenge : โฆษณาจะปรากฏในรูปแบบของ Hashtag บน Discovery page เพื่อให้คนอื่นมาร่วมกันปั่นแฮชแท็กให้เป็นวงกว้าง
  • Branded AR Content : สร้างสติกเกอร์หรือเอฟเฟ็กต์ AR ในนามของแบรนด์
  • Customer Influencer Package : เป็นสปอนเซอร์คอนเทนต์ให้แก่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์บนระบบ tiktok

นักการตลาดจึงจำเป็นต้องมีบัญชีโฆษณาบน tiktok เพื่อเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ เพราะจะมีหน้า dashboard สำหรับนักการตลาดในการสร้างแคมเปญเหล่านี้ด้วยตนเองได้เลย

เริ่มต้นใช้เครื่องมืออย่างไร

หลังจากสมัครเข้าใช้งานแล้ว คุณต้องกรอกรายละเอียดของแคมเปญ เพื่อสร้างโฆษณาของคุณขึ้น tiktok จะช่วยให้คุณจัดระเบียบการโฆษณาได้หลายระดับ โดยคุณจะต้อง

  • กำหนดวัตถุประสงค์ของแคมเปญให้ชัดเจนก่อน
  • จากนั้นค่อยกำหนดระยะเวลาที่โฆษณาชิ้นนี้จะอยู่บนระบบ
  • ระบุกลุ่มเป้าหมาย
  • จากนั้นก็สร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่เราต้องการให้ผู้ใช้งานมาเข้าร่วม
  • หลังบ้านของ Tiktok จะทำการประมวลผลโฆษณาของคุณ

เรตราคาที่น่าสนใจ

แน่นอนว่ารูปแบบการทำโฆษณาแต่ละอย่างก็จะมีเงื่อนไขค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • In-Feed Video : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 8 แสน – 1 ล้านบาทต่อวัน
  • Brand Takeover : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 1.65 ล้านบาทต่อวัน
  • Hashtag Challenge : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 4.94 ล้านบาทต่อ 6 วัน
  • Branded AR Content : ราคาของโฆษณาประเภทนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 2.6-4 ล้านบาทต่อเอฟเฟค
  • Customer Influencer Package : ราคาของโฆษณาประเภทนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 20,000-33,000 บาทต่อโพสต์

ดังนั้นใครที่สนใจอยากลองทำโฆษณาแบบไหนก็เลือกสรรกันได้เลยนะคะ

 

ที่มา : Hootsuite

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-advertising-on-tiktok

ทางรอดวงการเอเจนซี่ในช่วง COVID-19

ในช่วงของการระบาด COVID-19 ทำให้ธุรกิจเอเจนซีต่างก็ต้องรีบปรับตัวให้ทันกับยุคสมัยและเหตุการณ์ที่ปรับเปลี่ยนทุกวัน ทีมงาน thumbsup ได้สรุปข้อแนะนำให้แก่ภาคธุรกิจ องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมรับมือกับปัญหาได้ทัน

Rabbit Digital Group

– แนะนำตัว บริษัท และตำแหน่ง

สวัสดีครับ สุนาถ ธนสารอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แรบบิท ดิจิทัล กรุ๊ป ครับ

– ช่วงสถานการณ์แบบนี้ มองว่าอะไรที่เป็นโอกาสทางธุรกิจ

ผมมองว่าเอเจนซี่ต่างก็ต้องมองหา Solution ใหม่ๆ เพื่อการทำงานร่วมกับเอเจนซี Partner ตามแต่ละธุรกิจจริงๆ หรือหากไม่สามารถทำกิจกรรมทางการตลาดอะไรได้ ก็เป็นโอกาสที่จะปรับองค์กร กลับมาดูหลังบ้านว่าอะไรที่เราสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ จากปกติที่เรายุ่งจนไม่มีเวลาทำ รวมถึงการพัฒนาตัวเองผ่าน Online Course ต่างๆ เพราะในตอนนี้ก็มีเวลาในการเตรียมตัวสำหรับการ Reactivate แล้ว

– อยากให้แนะนำโซลูชั่นของบริษัทที่ช่วยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้

ขอสรุปเป็น 4 อย่างดังนี้ครับ

  1. Interactive LIVE Solutions การสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคโดยเฉพาะ Retail และ Event ผ่าน Interactive LIVE Solutions ที่ทั้งสามารถสื่อสาร โต้ตอบได้แบบเรียลไทม์ และเกิดการซื้อขายได้โดยไม่ต้องมาที่หน้าร้าน
  2. Direct Sales & E-commerce Solutions ผ่าน Performance Marketing และ Cross-Channel Marketing ทั้งในแพลตฟอร์ม E-commerce ต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจ Delivery และ Retail
  3. Re-activation Solutions เตรียมความพร้อมให้กับแบรนด์และธุรกิจเพื่อให้พร้อมในการสื่อสารอีกครั้งเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง
  4. Foundation Restructure สำหรับบางธุรกิจอาจเป็นเวลาที่ดีที่จะหันกลับมาขันน๊อตหลังบ้าน เตรียมพร้อมระบบพื้นฐานต่างๆ ทั้ง Digital Infrastructure, Platform, Data และ Tools ต่างๆ

– แนวคิดหรือคำแนะนำสำหรับธุรกิจที่กำลังหาทางรอด

ผมอยากให้ทุกคนตั้งสติ ประเมินสถานการณ์ กลับมาดูตัวเราเอง ปรับตัว และหาลู่ทางใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของคนที่จะเปลี่ยนไปอย่างถาวร เรียกว่าเป็น New Normal ที่เราต้องเรียนรู้สำหรับอนาคตอันใกล้นี้ครับ เช่น ต่อไปบริษัทอาจจะลดการเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศก็ได้ เพราะการทำงานที่บ้าน Effective กว่า หรือการประชุมแบบออนไลน์อาจจะช่วยย่นเวลาการเดินทางที่ช่วยลดมลภาวะและสื่อสารได้สะดวกขึ้นด้วย ซึ่งแต่ละเอเจนซี่ต้องวางแผนรับมือกันให้ดีครับ

 

Advocrazy

– แนะนำตัว บริษัท และตำแหน่ง

เกื้อกูณ วงศ์ตระกูลเล็ก MD เอ็มดีบริษัท แอดโวเคซี่ (Advocrazy)

– ช่วงสถานการณ์แบบนี้ มองว่าอะไรที่เป็นโอกาสทางธุรกิจ

ตอนนี้เราทุกคนเจอปัญหาตั้งแต่ต้นปี ทั้งสหรัฐไปแจกระเบิดเขา ฝุ่นก็หนักขึ้นเรื่อยๆ และหนักสุดคือโรคระบาด ที่ยังแพร่เชื้อและยังไม่ถึงจุดที่หยุดยั้งได้ ทั้งหมดนี้ เกิดผลกระทบกับคนทำธุรกิจและทุกภาคส่วน เรียกว่าเป็น issue ระดับโลก เพราะเจอทุกคน แต่เอเจนซี่อย่างเราจะเอาตัวรอดอย่างไรนั้น

ผมอยากจะให้มองว่าเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเจอ ส่วนใหญ่อาจจะยังปรับตัวไม่ทันเพราะมาแบบกะทันหันและกระทบทุกด้าน ทั้งลูกค้า พนักงาน ซัพพลายเออร์ ดังนั้นอยากให้ใจเย็นและทำความเข้าใจในสถานการณ์ก่อนว่า ทุกคนเจอปัญหาเหมือนกันไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง

ยิ่งงานเอเจนซี่จะพบเจอผู้คนเยอะ จังหวะนี้แทนที่จะคิดว่าจะหารายได้เข้ามายังไง อยากให้คิดว่าเพื่อนเราจะรอดไปด้วยกันไหม ร่วมมือและช่วยเหลือกันดีกว่า ไม่ว่าจะเพื่อนทางธุรกิจ ลูกค้า พาร์ทเนอร์ เพราะถ้าเรารอดแต่คนเหล่านั้นไม่รอดแล้วจะหาเงินจากไหน

ถ้าเราเก่งที่สุดแต่ไม่มีคนมาขอใช้บริการก็ไม่มีประโยชน์ที่จะรอดอยู่คนเดียว การเหลือรอดอยู่นานกว่าก็แค่ตายช้ากว่าเท่านั้น วิธี surviver ที่ดีที่สุด คือ หาทางรอดไปด้วยกัน

– อยากให้แนะนำโซลูชั่นของบริษัทที่ช่วยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้

ตอนนี้ทุกคนหันไปใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซเป็นหลัก เพราะไม่อยากออกนอกบ้าน เราก็ต้องเปลี่ยนช่องทางการขายจากเดิมที่เน้นแต่ on ground หรือ on site ตอนนี้ให้มาใช้เป็น online ทันที แต่ปัญหาก็คือเราพบว่ามีลูกค้าจำนวนมากที่ยังไม่พร้อม move มาออนไลน์ แบ่งเป็น

  • กลุ่มที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับออนไลน์เลย ด้วยสถานการณ์ที่บังคับ คนกลุ่มนี้จะสอนง่ายมาก เพราะเขาเปิดรับความรู้ทุกอย่าง
  • กลุ่มคนที่รู้น้อย คนกลุ่มนี้ต้องให้ความรู้อย่างหนักเลย เพราะเขาไม่กล้า คือรู้ว่าออนไลน์สำคัญแต่ไม่กล้าทำเพราะกลัวกระทบกับภาพหลักที่ทำอยู่ หรือเคยทำแล้วล้มเหลวจึงไม่อยากทำอีก จึงต้องคุยและเทรนนิ่งเขาเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา
  • กลุ่มคนที่รู้ปานกลาง คนกลุ่มนี้จะตัดสินใจง่ายเพราะรู้และเข้าใจในกระบวนการทำงานของช่องทางออนไลน์ แต่ข้อเสียคือคนกลุ่มนี้จะเป็นฝ่ายดูแลแบรนด์หรือการตลาด แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ จึงตั้งงบที่เหมาะสมไม่ได้ มักจะมีปัญหากับคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า
  • กลุ่มคนที่มีความรู้ด้านออนไลน์ดีมาก คนกลุ่มนี้ทำออนไลน์มาตลอดอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้ไม่มีปัญหาในการใช้เครื่องมือออนไลน์ แต่จะมองหาโซลูชั่นใหม่ๆ ในการขายของให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

ซึ่งการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจแต่ละกลุ่มมากมายของ Advocrazy ทำให้เราทราบว่าจุดแข็งของเราคือการเป็นที่ปรึกษาด้านความรู้ออนไลน์มากกว่าแค่เป็นเอเจนซี่ที่ทำเครื่องมือการตลาดให้เขาเพียงแง่เดียว การเข้าไปหาลูกค้าแบบ 1-1 อาจช้ากว่าจะเข้าถึงธุรกิจทั้งหมด แต่ถ้าทุกเอเจนซี่ร่วมมือกันเชื่อว่าจะพยุงภาคธุรกิจในประเทศให้ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาการหยุดชะงักได้

– แนวคิดหรือคำแนะนำสำหรับธุรกิจที่กำลังหาทางรอด

สิ่งที่บริษัททำคือ บอกความจริงกับลูกค้าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพื่อให้เขามองหาทางเลือกใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้จักเรา และหาเราเจอบนโลกออนไลน์ เรื่องที่อยากแนะนำก็คือ อยากให้เตรียมความพร้อมเข้าสู่ออนไลน์ มองหาพาร์ทเนอร์ที่จะตอบโจทย์การทำงานในยุค work from home ดึงคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์มาช่วยให้เราเข้าถึงออนไลน์ เพราะคนเหล่านี้เขาโตมากับโลกนี้

เพราะไม่รู้ว่าปัญหาเรื่องไวรัสจะจบลงเมื่อไหร่ ถ้ารอกลางปีหรือสิ้นปีจะยิ่งลำบาก เพราะลูกค้าหันเข้าสู่โลกออนไลน์กันหมดแล้ว พฤติกรรมการจับจ่ายแบบออฟไลน์จะย้ายไปออนไลน์เกือบหมด เรายิ่งต้องเพิ่มการลงทุนด้านนี้ให้ทัน พัฒนาเว็บไซต์ให้ซื้อขายได้ โปรโมชั่นกระตุ้นการซื้อบนช่องทางออนไลน์ ถ้าทำไม่เป็นก็หาพาร์ทเนอร์ที่ไว้ใจได้ แต่ก็ควรมีคนภายในช่วยเรื่องพวกนี้ได้จะดีกว่า

Media Intelligence

– แนะนำตัว บริษัท และตำแหน่ง

ภวัต เรืองเดชวรชัย ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผนและกลยุทธ์สื่อโฆษณา Media Intelligence (หรือ MI) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ Media Insight

– ช่วงสถานการณ์แบบนี้ มองว่าอะไรที่เป็นโอกาสทางธุรกิจ

สำหรับ Media Agency อย่าง MI เราได้เฝ้าติดตาม ประเมินและปรับแผนการใช้สื่อโฆษณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ร่วมกับลูกค้าของเรามาระยะหนึ่งแล้ว โดยเราได้แนะนำลูกค้าที่สินค้าและบริการที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ให้รีบปรับแผนการใช้สื่อ ส่วนผสมสื่อ (media mix) และลดงบประมาณ ตามปัจจัยที่ได้รับผลกระทบของแต่ละแบรนด์ ดีกว่าปล่อยให้ถูกใช้ไป แต่ไม่ส่งเสริมยอดขายแต่อย่างใด เพื่อให้ลูกค้าผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ ลูกค้ารอด…เรารอด”

เราได้จัดทำ “แนวทางดำเนินการเพื่อปรับแผนงานสื่อสารทางการตลาดในสถานการณ์ไวรัส Covid-19″ เพื่อเป็นคู่มือเบื้องต้นให้กับนักการตลาด สื่อสารการตลาดทุกราย ไม่เฉพาะลูกค้าของ MI เท่านั้น คู่มือนี้จะให้แนวทางกับสินค้าและบริการในแต่ละหมวด ที่ได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันออกไปในสถานการณ์วิกฤต Covid-19 นี้

– อยากให้แนะนำโซลูชั่นของบริษัทที่ช่วยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้

ทาง MI สรุปแนวคิดที่อาจใช้เพื่อการอยู่รอด ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจหรือกลุ่มสาขาอาชีพประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่เพื่อคนไทยทุกคน ดังนี้

แนวคิด 3As (AAA)

  • Aware: การรับรู้ ตระหนัก และเข้าใจถึงสถานการณ์ รวมถึงปัญหาที่เกิดหรืออาจเกิดขึ้น ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือการสร้างรายได้
  • Adapt: ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงวิธีหรือแผนการดำเนินธุรกิจ การสร้างรายได้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหรือกระทบน้อยที่สุดในระยะสั้น และเติบโตยั่งยืนได้ในระยะยาว
  • Agile: ความรวดเร็ว คล่องแคล่วในการรับรู้ถึงปัญหา และดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้โดยเร็ว อาจรวมถึงการวางโครงสร้างและขนาดธุรกิจไม่ให้เทอะทะ และการกระจายอำนาจ เพื่อให้การดำเนินการต่างๆเป็นไปอย่างรวดเร็ว

จากแนวคิด 3AAAs ของทาง MI เป็นเพียงแนวคิด/ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการ แต่สำหรับพนักงานและลูกจ้างขององค์กร ก็จำเป็นต้องตระหนักและปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

– แนวคิดหรือคำแนะนำสำหรับธุรกิจที่กำลังหาทางรอด

หากเป็นคำแนะนำทางด้านของพนักงานและลูกจ้าง จำเป็นต้องเพิ่มพูนศักยภาพของตนเองและประสิทธิภาพของงาน ทำงานเชิงรุกมากขึ้น ช่วยกันเป็นหูเป็นตา มองหาโอกาสและช่องทางสำหรับรายได้ใหม่ๆ ให้คิดว่าองค์กรก็คือครอบครัว ธุรกิจขององค์การก็เหมือนธุรกิจของครอบครัว หากธุรกิจไม่รอด…เราจะรอดได้อย่างไร และยิ่งในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่มีวิกฤต Covid-19 มาซ้ำเติม

การเพิ่มรายได้หรือรักษาระดับของรายได้เป็นเรื่องยากที่สุด แต่เราสามารถช่วยกันได้โดยการลดค่าใช้จ่ายที่อาจไม่จำเป็น หรือหากองค์กรจำเป็นต้องออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายเพื่อการอยู่รอด การเพิ่มบทบาทภาระหน้าที่ การลดเงินเดือน ลดวันทำงาน ลาแบบไม่รับเงิน แบบสมเหตุสมผล อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่พนักงานและลูกจ้างสามารถแสดงความมีส่วนร่วมและเสียสละเพื่อให้องค์กรของเราสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

Wunderman Thompson Thailand

– แนะนำตัว บริษัท และตำแหน่ง

มัวรีน ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วันเดอร์แมน ธอมสัน ประเทศไทย

– ช่วงสถานการณ์แบบนี้ มองว่าอะไรที่เป็นโอกาสทางธุรกิจ

เราเชื่อว่าสภาวะเศรษกิจที่ตกต่ำจะส่งผลกระทบต่อแบรนด์ต่างๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจึงไม่มีสูตรสำเร็จในการพาตัวเองให้รอดพ้นวิกฤติ

พฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศไทยได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยพบว่าคนไทยได้งดหรือลดการออกไปอยู่ในที่สาธารณะลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การไปสวนสาธารณะ/สนามเด็กเล่น ร้านอาหาร ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนการใช้บริการขนส่งสาธารณะ เราจึงอาจคาดการณ์ได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบต่อธุรกิจเหล่านี้อย่างแน่นอน

ประการที่สอง ผู้บริโภคเองก็มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของ COVID-19 ด้วยเช่นกัน โดยคนไทยถึง 46% ห่วงกังวลว่าในครั้งนี้เศรษฐกิจจะถดถอยไปอีกนาน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก เราจึงอาจคาดการณ์ได้ว่าคนไทยคงจะรัดเข็มขัดและใช้ความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค

แบรนด์จะต้องประเมินในบริบทของแต่ละสถานการณ์ว่าพวกเขาจะสร้างคุณค่าให้แก่ผู้บริโภคได้ในแง่มุมใด และจำลองรูปแบบความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในด้านอุปสงค์และความจำเป็น จากนั้นจึงคิดค้นวิธีการที่จะตอบโจทย์ความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไป

 

– อยากให้แนะนำโซลูชั่นของบริษัทที่ช่วยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้

เราเชื่อว่าทุกๆ วิกฤติมีประตูสู่โอกาส อย่างไรก็ตาม โซลูชั่นต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการสร้างขึ้นโดยเฉพาะให้เหมาะกับสถานการณ์และ/หรือธุรกิจของลูกค้า ขณะนี้ แบรนด์/บริษัทต่างๆ กำลังพบกับโจทย์ที่ยาก ซึ่งต้องตัดสินใจเลือกว่า จะคอยดูสถานการณ์ หรือเป็นผู้นำและสร้างคุณค่าเพิ่ม

หากอยู่ในบริบทที่เหมาะสม เราอยากแนะนำให้ลูกค้าของเราเป็นผู้นำและสร้างคุณค่าเพิ่ม โดยการทำความเข้าใจกับช่วงเวลาต่างๆ ที่ผู้บริโภคต้องก้าวผ่าน จะทำให้พบว่ามีสิ่งต่างๆ มากมายที่สามารถทำได้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าแบรนด์จะยังคงมีความน่าสนใจ มีความเชื่อมโยง และอยู่เคียงข้างผู้บริโภคอยู่เสมอ

ในส่วนของโซลูชั่นที่เรามีให้บริการนั้น เราสามารถช่วยแบรนด์/บริษัทต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการภาวะวิกฤติ (Crisis Management) ผ่านบริการประชาสัมพันธ์ของเรา, บริการด้านกลยุทธ์การสื่อสาร (Communication Strategy), บริการออกแบบ (Service Design) และกลยุทธ์นวัตกรรม (Innovation Strategy) เป็นต้น

แต่ต้องคำนึงว่าสิ่งที่แต่ละแบรนด์ต้องการจะมีความแตกต่างกันออกไป กุญแจสำคัญคือการเป็นคู่คิดทางธุรกิจของพวกเขา และแนะนำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจนั้นๆ ทั้งในยามยากและในยามที่รุ่งเรือง

 

– แนวคิดหรือคำแนะนำสำหรับธุรกิจที่กำลังหาทางรอด

ทุกๆ บริษัทจะเผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป กุญแจสำคัญคือการวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ของตนเองอย่างจริงจัง วางแผนอย่างรวดเร็ว และลงมือดำเนินการ

ทุกวันนี้ การยึดถือผู้บริโภคให้เป็นหัวใจของทุกๆ สิ่งที่บริษัทหรือแบรนด์ทำ นับได้ว่าที่มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เราจะต้องรับรู้ถึงความยากลำบากของพวกเขา เข้าใจถึงสิ่งที่พวกเขาเป็นห่วงเป็นกังวล และช่วยพวกเขา

สิ่งที่สถานการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อบริษัทต่างๆ จะมีหลายช่วงหลายตอนที่แตกต่างกันออกไป ในช่วงที่การติดเชื่อเริ่มแพร่ระบาด บริษัทต่างๆ ควรตอบสนองด้วยข้อความ การกระทำ หรือแนวทางแก้ไขที่แสดงถึง “ความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นความช่วยเหลือที่กระตุ้นให้มองโลกในแง่ดี”

ในช่วงของการเก็บตัว บริษัทต่างๆ ควรเน้นไปที่การทำให้การดำเนินชีวิตของผู้คนเป็นไปได้ด้วยดี โดยการสร้างการมีส่วนร่วมและเปิดทางให้กับผลิตภัณฑ์และบริการของตนอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ของผู้บริโภค เช่น ผ่านบริการจัดส่ง การนำเสนอเรื่องราวที่มีประโยชน์ การบริการลูกค้า ฯลฯ

และเมื่อเข้าสู่ช่วงของการฟื้นตัว บริษัทต่างๆ ควรจะปรับเปลี่ยนแนวทางและนำเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยให้ผู้บริโภคปรับตัวเข้ากับบรรทัดฐานใหม่ (หากมี) และกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เป็นอย่างดี

สิ่งเหล่านี้เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนทั่วโลกไม่เคยประสบมาก่อน เราต้องมองโลกในแง่ดีและมีความหวัง พร้อมกับเป็นคู่คิดทางธุกิจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเป็นกระบอกเสียง/ผู้สนับสนุนให้กับผู้บริโภค

 

BrandBaker

– แนะนำตัว บริษัท และตำแหน่ง

สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล Director of Planning & Ideas บริษัท BrandBaker ครับ

– ช่วงสถานการณ์แบบนี้ มองว่าอะไรที่เป็นโอกาสทางธุรกิจ

แต่ละธุรกิจมีวิธีการปรับตัวที่ไม่เหมือนกัน อย่างธุรกิจที่ขายของมีหน้าร้าน ก็สามารถย้ายตัวเองไปอยู่บนออนไลน์ได้ ธุรกิจอาหาร ก็ปรับไป Delivery ได้ ถึงจะเป็นร้านแบบนั่งกิน ก็เห็นปรับทำเมนูที่ส่ง Delivery ได้เหมือนกัน

แต่ธุรกิจบางประเภทอาจจะลำบากหน่อยเพราะสินค้าเป็นสินค้าประเภทที่ขายบนเวลาที่ลูกค้าใช้ เช่น โรงแรม ก็ต้องหาทางปรับตัวไปในสายธุรกิจอื่นๆ ผมยกตัวอย่าง การเอาร้านอาหารในโรงแรมมาขาย แต่ถ้ามองต่างไปอีกหน่อย เราอาจจะเป็นปรับตัวเป็น Social Distance Working Space คือให้ห้องแต่ละห้องเป็นที่ทำงาน เอาของมารวมขายเพื่อใช้ชีวิต เพราะบางคนไม่สะดวกทำงานที่บ้าน ไม่มีเน็ต อะไรแบบนี้ ไหนๆ ห้องก็ไม่มีใครใช้

แต่ก็ต้องวางแผนเรื่องค่าไฟ กับพนักงานดีๆ คือเราต้องมองว่า ลูกค้าเองในจังหวะนี้ มีปัญหาอะไร แล้ววันนี้เราเหลือทรัพยากรอะไรที่ยังไม่ได้ใช้ แต่ใช้ได้อีกบ้าง เอามันมาผูกกัน อาจจะตะกุกตะกัก แต่ก็น่าจะพอบรรเทาความลำบากได้ครับ

อย่างเช่น Fitness ท่ีไม่สามารถเปิดให้คนไปออกกำลังกายได้ ก็ทำ Facebook Group แบบ Secret Group เพื่อสอนฟิตเนสให้แก่ลูกค้าที่อยากออกกำลังกายหรือทำ Personal Trainer ที่บ้าน หรือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เองก็มีเปิดการใช้งาน webconference พาลูกค้าดูบ้านหรือห้องตัวอย่าง ส่วนคนรับรถโดยสารก็ย้ายไปทำส่งของแทน จะเห็นว่าทุกคนมีการปรับตัวในสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างดีครับ

– อยากให้แนะนำโซลูชั่นของบริษัทที่ช่วยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้

คำแนะนำคือ ตอนนี้ต้องวางแผนเผื่อกันไปเลยว่า ถ้าเหตุการณ์เป็นแบบนี้อีก 3-4 เดือน กว่าจะฟื้นอีก 2-3 เดือน ก็ 5-7 เดือน เราจะมีเวลาปรับตัว ปรับทางหารายได้ยังไงบ้าง ต้องออกนอกกรอบจากสิ่งเดิมๆ ที่เคยทำ มองไปที่ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ว่าเค้ามี Need อะไร ปรับตัวตามสถานการณ์ แล้วก็อดทน ทุกปัญหาคือโอกาส ทุกโอกาสจะซ่อนอยู่ในปัญหา ก็สู้ๆ กันต่อไปครับ (แต่ถ้า พรก ออกมาห้ามออกจากเคหะสถานก็จบกัน ฮ่าๆๆๆๆ) แต่ผมก็ยินดีให้ความช่วยเหลือด้านคำปรึกษากับทุกธุรกิจเท่าที่กำลังและสมองมีครับ

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/solution-agency-covid-19

อัปเดตเครื่องมือ Google Analytics วัดผลได้ทั้งแอปพลิเคชันและเว็บไซต์

สำรวจฟีเจอร์ใหม่ใน Google Analytics ที่จะช่วยวัดผลได้ทั้งแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ในที่เดียว โดยจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถเข้าใจ Customers’ Journeys ได้ดียิ่งขึ้น

Google Analytics สามารถเก็บสถิติเกี่ยวกับผู้เข้าชมเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน พฤติกรรมของคนที่เข้าเยี่ยมชม รวมทั้งติดตามประสิทธิภาพของแคมเปญการโฆษณา ซึ่งเจ้าของธุรกิจสามารถติดตาม วิเคราะห์ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ความสามารถหลัก ของ Google Analytics

แบ่งความสามารถตามจุดประสงค์การใช้งานได้ดังต่อไปนี้คือ

  • สถิติเกี่ยวกับ Visitor รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์
  • สถิติเกี่ยวกับ Traffic รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางในการเข้าถึงเว็บไซต์
  • สถิติเกี่ยวกับ Content รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการเข้าชมเนื้อหาภายในหน้าเว็บไซต์
  • สถิติเกี่ยวกับ Goal วิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานเข้าถึงเป้าหมายภายในเว็บไซต์ได้อย่างไร

6 ฟีเจอร์ใหม่ในการวิเคราะห์ข้ามแพลตฟอร์มทั้งแอปพลิเคชันและเว็บไซต์

1.Cohort analysis ช่วยเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมระหว่างกลุ่มผู้ใช้ พร้อมกับตัวชี้วัดและการแบ่งข้อมูลเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น เราสามารถเปรียบเทียบรายได้ระหว่างกลุ่มของผู้ใช้จากเวลาที่ต่างกันเพื่อทำความเข้าใจ และปรับกลยุทธ์การตลาด

2.User lifetime ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับช่วงเวลาการใช้งานของผู้ใช้ โดยเราสามารถกำหนดมิติข้อมูลได้เอง ตัวอย่างเช่น สำรวจช่วงเวลาการใช้งานของผู้ใช้ที่ซื้อของด้วยแอปพลิเคชัน ในช่วงวันหยุดที่มีโปรโมชั่น

3.Backward pathing การย้อนกลับเส้นทางของลูกค้า เราสามารถกำหนดช่วงเวลา วิเคราะห์ความแตกต่างหรือแนวโน้มของผู้ใช้แต่ละคน ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าซื้อสินค้า เราสามารถรู้ได้ว่าลูกค้ามาจากการโฆษณาแคมเปญทางอีเมล์กี่คน หรือลูกค้ามาจากโฆษณาบน Google search กี่คน

4.Data retention ฟีเจอร์นี้ได้ขยายระยะเวลาในการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนในระยะยาว เช่น การวางแผนปีต่อปี โดยสามารถตั้งค่าเพิ่มระยะเวลาได้ที่ Data Retention

5.Automated insights ข้อมูลเชิงลึกแบบอัตโนมัติโดยใช้ Machine learning เพื่อระบุแนวโน้มและความผิดปกติ เช่น ยอดขายของเมื่อวานเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ คุณจะได้รับการแจ้งเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงและสามารถตรวจสอบได้ โดย Machine learning จะยิ่งฉลาดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

6.Custom insights ข้อมูลเชิงลึกแบบกำหนดเอง ตัวอย่างเช่น เราเพิ่งเปิดตัวสินค้าใหม่และต้องการติดตามการขายเฉพาะสินค้าใหม่ เราสามารถตั้งค่าให้แจ้งเตือนเมื่อสินค้าขายได้เพิ่มขึ้น 10% ต่อสัปดาห์

ทั้งนี้ เจ้าของธุรกิจสามารถสมัครขอใช้งาน Google Analytics ได้ฟรีที่ https://marketingplatform.google.com/about/ 

ที่มา Google

from:https://www.thumbsup.in.th/update-google-analytic-app-website

Group M เผยผลกระทบจาก COVID-19 และทางรอดของนักการตลาด

ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทรงอิทธิพลต่อทั่วทั้งโลก โดยมีผลกระทบโดยตรงต่อทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ทั้งในด้านพฤติกรรมของผู้บริโภค สภาพสังคมโดยรวม รวมถึงเศรษฐกิจ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สุดสำหรับเวลานี้สำหรับบุคลากรในแวดวงการตลาดและการสื่อสาร

โดย กรุ๊ปเอ็ม (GroupM) กลุ่มเอเยนซี่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านบริหารจัดการการลงทุนด้านสื่อชั้นนำระดับโลกในเครือ ดับบลิวพีพี (WPP) ได้ทำการสรุปผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและนำมาวิเคราะห์เป็นแนวทางการปฏิบัติสำหรับนักการตลาด นักโฆษณา รวมถึงเจ้าของสื่อที่ต้องเร่งปรับแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค และการปรับตัวของสภาพสังคมในด้านต่าง ๆ ที่กำลังตามมาในอนาคตอันใกล้ เพื่อป้องกันธุรกิจให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

 

แนวโน้มทางเศรษฐกิจและผลกระทบจากการระบาด

ผลการวิจัยล่าสุดจากธนาคารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (ANZ Research) พบว่า จากการระบาดของไวรัส COVID-19 ส่งผลให้เกิดความผันผวนของค่าเงินบาทมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 โดยเงินบาทมีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจ ตัวเลขการนำเข้า-ส่งออกระหว่างไทยกับตลาดการค้าหลักอย่างประเทศจีนมีอัตราลดลงอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ช่วงต้นปี นอกจากนี้ แม้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกรวมถึงประเทศไทยยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก จากเดิมที่มีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจถูกคาดการณ์ไว้ ว่าจะเติบโต 3% ตลอดทั้งปี

แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มจะลดลงอย่างมากในไตรมาสที่ 1 แต่อาจจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้งตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไปซึ่งจะส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจลดลงเหลือเพียง 1% ทั้งนี้ทุกธุรกิจยังคงต้องจับตาดูแนวโน้มการระบาดและมาตรการรับมืออย่างใกล้ชิดในระยะยาว

 

ผลกระทบต่อผู้บริโภค ตลาดและธุรกิจสื่อ

นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา สถานที่ทำงาน สถานศึกษา ร้านค้า รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่เสี่ยงและได้รับผลกระทบได้เริ่มมีการปิดทำการชั่วคราว สำหรับภาคประชาชนหรือผู้บริโภคการเดินทางด้วยการโดยสารสาธารณะรวมถึงการไปในสถานที่แออัดกลายเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังมากกว่าเดิม โดยพบว่าเทรนด์การค้นหาคำหรือข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ไวรัส COVID-19 และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น หน้ากากอนามัย ไวรัส มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยสูงกว่าช่วงที่ประเทศไทยมีปัญหาฝุ่น PM2.5 อยู่หลายเท่าตัว

ที่น่าสนใจคือคำว่า โควิด (COVID) กลายเป็นเทรนด์ที่ขึ้นสูงที่สุดในช่วงกลางเดือนมีนาคม ทั้งที่เพิ่งได้รับการเรียกในสื่อต่าง ๆ แทนคำว่าไวรัสโคโรนามาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

จากสถานการณ์นี้เป็นเหตุให้มีผู้บริโภคเลือกที่จะจำกัดตัวเองให้อยู่ในบริเวณบ้านมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้จำนวนการติดตามสถานข่าวสารผ่านทางช่องทางสื่อทั้งทางออนไลน์และทีวีสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับความบันเทิง เช่น ภาพยนตร์ ละคร และข่าวบนสื่อทีวี รวมถึงเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อที่เน้นไปที่การซื้อของออนไลน์มากขึ้น

จากผลการรวมรวมข้อมูลในภาพรวมของธุรกิจสื่อโลกของกรุ๊ปเอ็มผ่านบริษัทในเครือในหลาย ๆ ประเทศพบกว่าการใช้เงินบนสื่อของธุรกิจทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงในหลายประเภทสินค้า โดยบรรดาธุรกิจรายใหญ่ยังคงมีการใช้เงินบนสื่อเพื่อมุ่งหวังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ในระยะยาว

 

การตื่นตัวของผู้บริโภค และธุรกิจบนอีคอมเมิร์ซ

นอกจากยอดการค้นหาและยอดการค้าปลีกสินค้า ประเภทสุขอนามัยที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว พบว่ายอดค้าปลีกบนออนไลน์มาร์เกตเพลสหลักอย่าง ‘LAZADA’ มีการเติบโตขึ้นกว่า 50% ตลอดทั้งไตรมาสฯ และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นต่อเนื่องจากการที่ออนไลน์มาร์เกตเพลส รวมถึงร้านค้าปลีกรายย่อยบนระบบออนไลน์พร้อมใจกันออกแคมเปญกระตุ้นยอดขายเพื่อรับโอกาสทางการค้า

โดยผู้ค้าที่ต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบการผลิตจากประเทศกลุ่มเสี่ยงอย่างเช่นประเทศจีน ได้เริ่มมีการวางแผนสำรองกำลังการผลิตรวมถึงสต็อกสินค้าผลิตหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย

ในส่วนของผู้บริโภค พบว่าสำหรับสินค้าบางประเภทที่ไม่ได้รับความนิยมในการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงแบรนด์ที่เน้นขายในช่องทางหน้าร้านเป็นหลักอย่างเช่นบริการร้านอาหาร จะเห็นได้ว่าผู้จำหน่ายได้เริ่มมีการปรับตัวรวมถึงปรับช่องทางการขายเพื่อรับมือกับสถานการณ์

อย่างไรก็ตามยอดค้าปลีกผ่านอีคอมเมิร์ซคิดเป็นราว 2-3% ของยอดค้าปลีกทั้งประเทศ ดังนั้น หากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มถดถอยลง ทุกธุรกิจจะต้องวางแผนรับมือต่อผลกระทบถึงแม้ยอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซจะเติบโตขึ้น

แนวทางปฏิบัติ

  • ในระยะยาวนักโฆษณาและการตลาดสามารถใช้กรณีศึกษาจากประเทศจีนที่สถานการณ์ไวรัส COVID-19 ได้เริ่มมีความคลี่คลายในการวางแผนและปรับตัว ในขณะเดียวกันในระยะสั้นก็ยังสามารถศึกษาการรับมือต่างๆ จากประเทศที่กำลังประสบภาวะการระบาดอย่างร้ายแรงอย่าง เช่น อิตาลี เพื่อเป็นแนวทางในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง
  • แบรนด์ นักการตลาด และนักโฆษณาควรมองหาช่องทางที่จะเพิ่มมูลค่าของการบริการ รวมถึงการสร้างความมั่นใจ เชื่อถือ และความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคและสังคม เนื่องจากสถานการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาปกติ นี่จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้แบรนด์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมและอยู่ในใจของผู้บริโภค
  • นักโฆษณาและการตลาดมีหน้าที่ต้องติดตามสถานการณ์ของการระบาดและพฤติกรรมของผู้บริโภครวมไปถึงการเสพสื่ออย่างใกล้ชิดอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน เพื่อให้แบรนด์ได้มีโอกาสในการปรับแผนกลยุทธ์ทางการตลาดและการขาย ทั้งนี้รวมถึงแนวทางเพื่อการวางแผนการสื่อสารและการออกแบบชิ้นงานโฆษณาที่ต้องอิงกระแสหรือเหตุการณ์สำคัญของปี เช่น มหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กำลังจะเกิดขึ้น แบรนด์ควรมีแผนสำรองในกรณีที่มีการปรับหรือเปลี่ยนเงื่อนไขการจัดงานจากผลกระทบของไวรัส COVID-19

สุดท้ายนี้ นี่คือโอกาสสำคัญของการอีคอมเมิร์ซ และสินค้าประเภทที่มีบริการจัดส่งถึงบ้าน ด้วยแรงหนุนของพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงพฤติกรรมที่ผู้คนนิยมใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น

from:https://www.thumbsup.in.th/group-m-attack-from-covid-19

นักการตลาดต้องปรับตัวอย่างไรเมื่อ Awareness  ไม่ใช่เป้าหมายสำคัญ

ปีที่แล้วคือปีแห่งการสร้าง Awareness และโยนงบบูสต์กันอย่างเอาเป็นเอาตาย มาปีนี้ทุกอย่างกลับพลิกไปอีกฝั่ง เชื่อว่า Marketing หลายทีมต้องเจอโจทย์ว่าทำอย่างไรให้ออนไลน์สามารถ lead ไปเป็นยอดขายและสามารถวัดผลได้อีก โจทย์ยากเลยทีนี้ วันนี้เราจะมาแชร์เทคนิคและมีวิธีที่ใช้ได้ผล มาเป็นไอเดียในการวางแผนสำหรับโจทย์ปีนี้ค่ะ

Awareness ไม่สำคัญ เพราะคนรู้แต่คนไม่ซื้อ

โจทย์ที่เปลี่ยนไปก็มาจากพิษจากเศรษฐกิจนี่เองค่ะ เพราะการสื่อสารเพื่อ Awareness สร้างการรับรู้ ลูกค้าที่เรายิงแอดไปคงได้เห็นโฆษณาของเราผ่านตาบ้าง แต่จะวัดว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้น จะย้ายไปเป็นยอดขายได้มั้ย อันนี้ค่อนข้างยาก ซึ่งในปีที่ผ่านมาหลายแบรนด์ก็สร้างฐานให้คนรู้จักค่อนข้างเยอะแล้ว

มาปีนี้มีโจทย์ว่าต้องกระตุ้นยอดขายให้เกิดขึ้น สิ่งแรกที่ต้องดูคือ มีข้อมูลของลูกค้ามั้ย อย่างน้อยมีอีเมล์ เบอร์โทรศัพท์ หรือการติดต่อถึงเขาแบบออฟไลน์อย่างไรบ้าง เพราะข้อมูลตรงนี้คือข้อมูลของลูกค้า ที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าเรา โดยไม่ต้องไปโปรโมทแบบหว่านอย่างปีที่แล้ว ใครได้ข้อมูลติดต่อตรงส่วนนี้ไป จึงได้เปรียบเรื่อง Big Data อย่างมาก 

 

ออนไลน์นำไปออฟไลน์ได้ แต่ไม่ทุกแบรนด์

ต้องบอกก่อนว่า ทุกแบรนด์ต่างมีข้อจำกัดของตัวเอง การจะดึงคนบนออนไลน์ไปออฟไลน์ได้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ใหญ่ๆ ที่มีช่องทางการขายแบบออฟไลน์อย่างเดียว หรือมีกิจกรรม on ground เพื่อกระตุ้นยอด โดยวิธีที่จะดึงคนไปได้นั้น จะเป็นเรื่องของโปรโมชั่นล้วนๆ เลยค่ะ

เช่น การเล่นกิจกรรมบนโลกออนไลน์ แล้วไปรับส่วนลดที่หน้าร้าน ซึ่งจะมีข้อจำกัดที่ว่า ถ้าโปรโมชั่นนั้น ไม่แรงพอ วิธีนี้จะใช้ไม่ได้ผล ซึ่งโปรที่ได้ผล จะต้องแรงประมาณลดราคาเกือบ 50% หรือถ้าจะใช้ช่องทางออนไลน์เป็นแค่หนึ่งในกลยุทธ์การสื่อสาร ก็ต้องเป็นความพิเศษครั้งแรกครั้งเดียวที่ดึงดูดหนักมากเช่นกัน เพื่อให้คนยอมไปต่อแถวซื้อ จึงเป็นข้อจำกัดว่าวิธีนี้เหมาะสำหรับแบรนด์ใหญ่ที่มีงบการตลาดสูง 

ส่วนแบรนด์ที่เล็กลงมา แนะนำว่าพยายามจบการขายให้ได้ภายในช่องทางออนไลน์จะดีกว่า อย่าตั้งเป้าว่าจะสื่อสารเพื่อกระตุ้นให้คนไปซื้อที่ช่องทางออฟไลน์อย่างเดียว เพราะถ้างบไม่ถึงที่จะโปรโมทหนัก ก็เสี่ยงเหมือนเอาเงินไปละลายแม่น้ำนะคะ

 

หาวิธีวัดผลให้แม่นยำ

ข้อเสียของการโปรโมทบนช่องทางออฟไลน์คือ มีการวัดผลที่ค่อนข้างยาก ทำให้ปีนี้หลายแบรนด์เริ่มหันมาสร้างช่องทางการขายและโปรโมทผ่าน E-Commerce เพื่อให้เก็บข้อมูลเรื่องยอดขายได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ต้องกังวลสำหรับแบรนด์ขนาดเล็กที่มีงบจำกัด เพราะมีวิธีเช็คว่ายอดขายกลับมาหาเราไหม ได้แบบง่ายมากๆ

นั่นคือการ track ข้อมูลจาก link  ซึ่งการระบุโค้ดที่มาของลูกค้าแต่ละเพจ จะช่วยเรื่องความชัดเจนและรู้ว่าลูกค้าที่กลับมาซื้อสินค้าของเราหรือมี engage มาจากโพสต์โปรโมทช่องทางไหนกันแน่ ยิ่งถ้าเป็นแบรนด์ที่มีช่องทางการขายบน E-Commerce จะทำให้เราได้ข้อมูลลูกค้าตั้งแต่เริ่มรู้จักจนกลายมาเป็นลูกค้าได้เลย ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สรุปข้อมูลได้ดีกว่าการวัดด้วยยอด Reach เพียงอย่างเดียว เพราะเราจะได้ Reach จากกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพและมีโอกาสเป็นลูกค้าเราในระยะยาวได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าแบรนด์ไหนยังไม่มีความพร้อมในเรื่องของเครื่องมือตามที่กล่าวมา แนะนำว่าให้เพิ่มเรื่องของ Call to action สำหรับทุกการสื่อสารกับลูกค้า เพราะเราต้องย่อยข้อมูลทุกอย่างให้ง่ายที่สุด ไม่ซับซ้อน ซึ่งแบรนด์ไหนที่ไม่ชอบบอกราคาก็อาจต้องมีร้อนๆ หนาวๆ กันบ้าง

 

วิธีเหล่านี้เป็นคำแนะนำเบื้องต้นที่นักการตลาดมือใหม่สามารถทำได้ไม่ยาก เหมาะกับช่วงนี้ที่คนไม่อยากออกนอกบ้านกัน รวมทั้งนักการตลาดยังต้องปรับตัวต่อไปเรื่อยๆ ตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้าในหลายๆ ด้าน และอัลกอริธึ่มของโซเชียลมีเดียที่ไม่รู้จะปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง หากใครมีไอเดียที่น่าสนใจสามารถพูดคุยกันในคอมเมนต์ได้เลยนะคะ

from:https://www.thumbsup.in.th/stimurate-awareness-digital-marketing

GEN Z เจนเปลี่ยนโลก ที่ใช้แรงบันดาลใจและ PASSION เป็นพลังในการขับเคลื่อน

Wunderman Thomson เผยผลสำรวจเกี่ยวกับเจน Z ที่มีไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมที่นักการตลาดหลายคนกำลังให้ความสนใจ เพราะเป็นกลุ่มคนที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การเมือง การค้า และความขัดแย้งต่างๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้มองอนาคตในแง่มุมที่ดี มีความใส่ใจต่อปัญหาทางเศรฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสูง มีใจที่เปิดกว้างกับสื่ออนไลน์และเทคโนโลยีมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ รักในสุขภาพ และเชื่อว่าความสุขของพวกเขาไม่ใช่ความรวยอีกต่อไป

กลุ่มคน GEN Z เป็นกลุ่มคนรุ่นถัดจากชาวมิลเลเนียนที่มีจำนวนมากถึง 1 ใน 3 ของประชากรโลก ซึ่งถือได้ว่าเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่น่าจับตามอง เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่เป็นผู้บริโภคในอนาคต แต่พวกเขาเป็นผู้บริโภคในวันนี้ไปด้วยแล้ว

โดยจากรายงาน เจเนอเรชั่นซี เอเชียแปซิฟิก (Generation Z: APAC) โดย วันเดอร์แมน ธอมสัน อินเทลลิเจนซ์ (Wunderman Thompson Intelligence) ทำการศึกษาอย่างละเอียดถึงแรงกระตุ้นและพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นเยาว์ใน 9 ตลาด ได้แก่ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม และไทย จำนวน 4,500 คน ที่มีอายุ 13-23 ปี ข้อมูลเหล่านี้ถอดความเป็นเทรนด์และโอกาสสำหรับแบรนด์ต่างๆ ได้ว่าอย่างไร

เฉิน เมย์ ยี ผู้อำนวยการของ วันเดอร์แมน ธอมสัน อินเทลลิเจนซ์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า คนกลุ่มนี้คือรุ่นที่เป็นสากลและเชื่อมโยงถึงกันและกันได้มากกว่าในยุคใดๆ ที่ผ่านมา  คน Gen Z ชาวเอเชียกำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวท่ามกลางวิกฤติทางสภาพภูมิอากาศและมรสุมทางภูมิศาสตร์การเมือง พวกเขามีความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ มากมาย ตั้งแต่หน้าที่การงานในอนาคตไปจนถึงความเป็นส่วนตัวในโลกออนไลน์ กระนั้นก็ตามพวกเขาก็มองโลกแง่บวกและมีพลังในการเปลี่ยนแปลง

มัวรีน ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วันเดอร์แมน ธอมสัน ประเทศไทย กล่าวว่า เจน Z มีความชัดเจนและมีพลังในตัวเองที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันบุคลิกและทัศนคติของคนกลุ่มนี้กลับมีสองมุมในตัวเองในเวลาเดียวกัน โดยรายงานฉบับนี้ จะมุ่งเน้นการค้นพบพฤติกรรม GEN Z ในประเทศไทย (500 คน) ทีสามารถบ่งบอกได้ถึงเทรนด์และนัยยะบางอย่างที่แบรนด์สามารถนำไปใช้ต่อยอดได้

ทัศนคติของ GEN Z  ประเทศไทย

GEN Z BEHAVIOURS

พฤติกรรมของGEN Z “เจนที่ใช้ชีวิตบนออนไลน์ แต่ไม่ใช้ตัวตนที่แท้จริงในออนไลน์”

จากรายงานว่า 82% ของ GEN Z ใช้สมาร์ทโฟนหลายครั้งต่อวัน แต่ในขณะเดียวกัน GEN Z ส่วนใหญ่กลับไม่ได้แสดงความเป็นตัวตนที่แท้จริงในโลกออนไลน์ พวกเขาตระหนักถึงความอันตรายของสื่อสังคมออนไลน์ โดย 92% จะคิดอย่างรอบคอบและกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว พวกเขาจะได้รับข่าวสารใหม่ๆ และความบันเทิงออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มถึง 85%

โดยแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดได้แก่ เฟซบุ๊คและไลน์ ในขณะที่พวกเขาเสพข่าวสารใหม่ๆ พวกเขากลับรู้สึกว่าคนในช่วงอายุของพวกเขาใช้เวลากับอุปกรณ์ดิจิทัลมากเกินไป และ 75% มีความกังวลว่าผู้ปกครองของพวกเขาจะเห็นในสิ่งที่พวกเขาโพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ GEN Z ยังรู้สึกว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นสิ่งใหม่อีกต่อไป

แต่เป็นเพียงโลกปกติที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับมัน GEN Z นับเป็นรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีอย่างมีเหตุผลและตระหนักถึงข้อผิดพลาดมากที่สุด และในส่วนของการใช้สื่อเทรดดิชั่นแนลพบว่า  GEN Z มีการรับข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์ถึง 58% จากเพื่อนและครอบครัว 57% และจากหนังสือพิมพ์ 16%

สิ่งนี้บอกอะไรสำหรับแบรนด์ 

นอกจากแบรนด์จะต้องคิดแบบดิจิทัลเป็นอันดับแรกแล้ว ยังจำเป็นต้องเข้าใจอีกด้วยว่าพวกเขาไม่สามารถใช้แนวทางการสื่อสารแบบใดแบบหนึ่งได้กับทุกๆ แพลตฟอร์ม และต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างช่องทางดิจิทัลต่างๆ ด้วยว่าพวกเขาควรใช้พวกมัน “เพื่ออะไร” และ “อย่างไร”

GEN Z‘S DREAMS & CONCERNS

ความฝันของและความกังวลของชาวGEN Z “เจนที่ต้องการเห็นโลกที่พวกเขาอยู่ดีขึ้น”

จากการรายงานพบว่า 43% ของคนกลุ่ม GEN Z ประเทศไทยกังวลเกี่ยวกับมลพิษและสิ่งแวดล้อม โดยถ้าพูดถึงกลุ่ม GEN Z ของทั้ง APAC ชาวเวียดนามจะกังวลมากที่สุดอยู่ที่ 57% นอกจากนี้  38% ของกลุ่ม GEN Z ประเทศไทย กังวลเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ ซึ่งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับชาวอินโดนีเซีย ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ที่กังวลเรื่องนี้ที่สุด

33% ของกลุ่ม GEN Z ในประเทศไทยกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพวกเขาจะเห็นข่าวและคำวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ผ่านช่องทางสมาร์ทโฟนตลอดเวลาไม่ว่าพวกเขาจะต้องการหรือไม่ ส่งผลให้พวกเขาตระหนักและกังวลเกี่ยวกับโลกที่พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ทำให้กลุ่ม GEN Z  เป็นเจนที่มีความตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่อง สภาพเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและต้องการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นมากที่สุด 

สิ่งนี้บอกอะไรสำหรับแบรนด์ 

GEN Z จะสนับสนุนแบรนด์ที่ตระหนักและให้คุณค่าในเรื่องนี้เหมือนกับพวกเขา ถึงเวลาแล้วที่แบรนด์ต่างๆ จะเริ่มสื่อสาร Value ของตัวแบรนด์ให้ชาว GEN Z เห็นว่าแบรนด์นั้นๆ มีความสอดคล้องกับพวกเขาอย่างไร

 

GEN Z & CAREER

อาชีพของชาว GEN Z เมื่อ GEN Z มองว่าความสุขไม่ได้หมายถึงความร่ำรวยอีกต่อไป แต่คือความสำเร็จในการได้ทำในสิ่งที่ตนรัก

จากการรายงานพบว่า 90% ของคนกลุ่มนี้เห็นว่าผู้ชายและผู้หญิงมีคุณค่าและความเสมอภาคเท่ากัน และมีอิสระที่จะทำงานประเภทใดก็ได้ที่พวกเขาชอบหรือต้องการ ไม่มีความเหลื่อมล้ำทางเพศอีกแล้วในมุมมองของพวกเขา (APAC อยู่ที่ 80% ยกเว้นแค่ในประเทศญี่ปุ่นที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เพียงแค่ 50%)

กลุ่ม GEN Z จะมองหาการเติบโตและมุ่งมั่นในสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น ด้วยสภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ 81% ของพวกเขารู้สึกกังวลว่าตนเองจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ก็ยังคงมองโลกด้วยความหวัง ทำให้มายด์เซ็ทของคน GEN Z บอกว่า พวกเขาต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตมากเท่าๆ กับการมีความสุข (36% และ 37%)

ในขณะที่พวกเขาต้องการความร่ำรวยเพียงแค่ 14% อาจจะด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจทำให้คน GEN Z มองความสำเร็จต่างกัน ความฝันของคนเจนนี้คือการค้นหาความสุขในระยะยาวอย่างยั่งยืนทั้งสำหรับตนเองและผู้คนรอบข้าง

สิ่งนี้บอกอะไรกับแบรนด์

 อย่าพยายามบอกพวกเขาว่าทำไมแบรนด์ยอดเยี่ยม แต่แสดงให้พวกเขาเห็นว่าแบรนด์นั้นๆ สามารถทำให้พวกเขายอดเยี่ยมได้อย่างไร แสดงให้เห็นว่าคำว่า “ดี” ไม่เท่ากับ คำว่า “รวย” และแบรนด์จะทำให้ชีวิตของพวกเขามีความสุขมากขึ้นอย่างไร ส่งเสริมสิ่งที่เขาชอบได้แค่ไหน

GEN Z AND MONEY

การเงินของคนGEN Z “เจนที่เริ่มออมเงินเร็วที่สุด แต่ก็ใช้จ่ายเงินไปกับการลงทุนเร็วที่สุดเช่นกัน” 


จากการรายงานพบว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับการเริ่มออมเงินเพื่ออนาคตตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

โดย 94% ของกลุ่ม GEN Z ในประเทศไทยเห็นว่าการออมเงินอย่างชาญฉลาดสำคัญกว่าการที่ได้รายรับมากๆ นอกจากนี้ ประมาณ 90% ของคนกลุ่มนี้มีความเชื่อว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จมากกว่ารุ่นพ่อแม่

โดยเมื่อเทียบกับกลุ่ม GEN Z ของทั้ง  APAC จะเห็นว่าประเทศที่มองว่าอนาคตของพวกเขาจะต้องสดใสกว่ารุ่นของพ่อแม่มากที่สุดคือประเทศจีน 94% ตามมาด้วยอินโดนีเซีย 91% เวียดนาม 84% ฟิลิปปินส์ 78% สิงคโปร์ 74% ฮ่องกง 71% ไต้หวัน 60% และญี่ปุ่นเพียง 28% กลุ่ม GEN Z ประเทศไทยอยากเริ่มการวางแผนชีวิตอย่างรวดเร็วเพื่อพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น

โดยในสังคมเพื่อนๆ ของพวกเขามีการเริ่มลงทุน และสร้างรายได้ให้ตัวเองแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่วางแผน 65% ของคนกลุ่มนี้มีการเริ่มออมเงินอยู่ และ 74% มีการวางแผนลงทุนกับหุ้นและผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ นอกจากนี้พวกเขายังไม่หยุดที่จะหาความรู้เพิ่มเติม 93% ของพวกเขาต้องการศึกษาความรู้ทางการเงินมากยิ่งขึ้น (APAC อยู่ที่ 85%)

 สิ่งนี้บอกอะไรกับแบรนด์ 

แบรนด์ต่างๆ สามารถสร้างคอนเทนต์ที่ช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับการเงิน การออมในอนาคต และมอบโอกาสต่างๆ ให้กับชาว GEN Z ได้ โดยการสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของเขา ซึ่งไม่เพียงแต่แบรนด์ที่เกี่ยวกับการเงินเท่านั้นที่จะทำได้ แม้แต่แบรนด์ FMCG หรือธุรกิจอื่นๆก็สามารถให้คำแนะนำคนกลุ่มนี้ได้เช่นกัน

GEN Z AND HEALTH 

สุขภาพของคนGEN Z “เจนที่ให้ความสำคัญทั้งสุขภาพกายและใจ เจนที่จะเติบโตขึ้นพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรง และมีความสุขไปพร้อมๆกัน” 

จากการรายงานพบว่า ในยุคนี้เป็นยุคที่มีทางเลือกมากขึ้น มีการตระหนักมากขึ้น มีการลงทุนในเรื่องของอาหารสุขภาพมากขึ้น GEN Z มีตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ

ทำให้พวกเขาพยายามจะหาสิ่งที่ดีที่สุด 83% ให้ความสนใจกับฉลากอาหาร (APAC อยู่ที่ 70%) 80% บอกว่าพวกเขาใส่ใจสิ่งที่พวกเขากินอย่างใกล้ชิด  (APAC อยู่ที่ 67%) และ 73% พยายามกินเฉพาะอาหารออร์แกนิกและอาหารที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ (APAC อยู่ที่ 60%)


นอกจากเรื่องของการกินอาหารแล้ว คนกลุ่มนี้ก็ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผิว 84% ของคน GEN Z ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวอยู่เป็นประจำ (APAC อยู่ที่ 68%) พวกเขาพยายามค้นหาทุกกลยุทธ์ที่สามารถทำให้มีสุขภาพแข็งแรง

นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพกายทั้งภายในและภายนอกแล้ว สุขภาพใจก็เป็นอีกส่วนที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากความเครียดและความกดดันจากการแข่งขันในโรงเรียนหรือที่ทำงาน อาจทำให้พวกเขามีปัญหาทางจิตใจได้ โดย 92% ของคนกลุ่มนี้กล่าวว่า พวกเขาให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตมากเท่าๆ กับการดูแลสุขภาพกายของพวกเขา

สิ่งนี้บอกอะไรกับแบรนด์ 

แบรนด์ที่เกี่ยวกับสุขภาพและความงาม นอกเหนือจากสุขภาพกายแล้ว แบรนด์ต่างๆเหล่านี้สามารถสร้างประโยชน์ทางอารมณ์อื่นๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างสุขภาพจิตที่ดีขึ้นให้กับ GEN Z ได้หรือไม่

GEN Z CONSUMER TRENDS

เทรนด์ของGEN Z “เจนที่มีรสนิยมพรีเมียมในต้นทุนต่ำ และโทรศัพท์คือกระเป๋าเงิน” 

จากการรายงานพบว่า 64% ของคนกลุ่มนี้บอกว่าการที่พวกเขามีสิ่งของหรูหราหรือสิ่งของที่มาจากดีไซเนอร์ชื่อดังเป็นเรื่องสำคัญ 66% ของพวกเขาคิดว่าหากไม่ได้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอย่างโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด จะถูกมองว่าไม่เท่

โดย GEN Z ในประเทศจีนกว่า 85% ก็รู้สึกเช่นนั้น และ 83% ของกลุ่มคน GEN Z ในประเทศไทยจะมองหาสินค้าพรีเมียมในราคาถูกที่สุดเมื่อจะซื้อ นอกจากนี้ GEN Z จะเลือกซื้อสินค้าที่มีการเปรียบเทียบราคาและมีความน่าเชื่อถือ

โดย 83% จะหาสินค้าที่มีขายที่หน้าร้านเพื่อให้ได้ทดลองและสัมผัสสินค้าจริงก่อน และหลังจากนั้นจะมาซื้อผ่านทางออนไลน์เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกกว่า นอกเหนือจากเรื่องราคา ความสะดวกสบายคืออีกหนึ่งกุญแจสำคัญ พวกเขาอยากที่จะจ่ายเงินแบบออนไลน์ไม่ว่าจะซื้อสินค้าผ่านช่องทางไหนก็ตาม 86% ของ GEN Z ประเทศไทยชอบที่จะจ่ายเงินผ่านทางโทรศัพท์ และ 84% ชอบที่จะจ่ายเงินโดยใช้กระเป๋าสตางค์ดิจิทัลมากกว่าการใช้จ่ายวิธีอื่น (APAC อยู่ที่ 79%)

สิ่งนี้บอกอะไรกับแบรนด์ 

แบรนด์ไม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรสร้างประสบการณ์การซื้อที่ดี และเน้นไปที่ value ของสิ่งที่เขาจะได้รับในการซื้อสินค้าจากแบรนด์ด้วย

GEN Z’S INFLUENCERS

ผู้มีอิทธิพลทางความคิดของGENZ “เจนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ” 

จากการรายงานพบว่า GEN Z ในประเทศไทยไม่ได้เห็นกลุ่มคนดังเป็นฮีโร่ แต่ 60% ของคนกลุ่มนี้รู้สึกว่าสมาชิกในครอบครัวเป็นฮีโร่ (สูงกว่ากลุ่ม GEN Z ของทั้ง APAC ที่มองสมาชิกครอบครัวเป็นฮีโร่อยู่ที่ 46% โดยในจีน ฮ่องกงและไต้หวัน มีแนวโน้มที่จะยกคนดังเป็นฮีโร่มากกว่า)

ในขณะที่มีเพียง 19% และ 16% เท่านั้นที่กลุ่ม GEN Z ในประเทศไทยมองเหล่าคนดังและอินฟลูเอนเซอร์ในสื่อสังคมออนไลน์เป็นฮีโร่ GEN Z ประเทศไทยจะรับฟังความเห็นจากผู้ปกครองมากที่สุดเมื่อพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการเงิน

โดยคิดเป็น 41% แต่เมื่อพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพคนกลุ่ม GEN Z มักจะอ่านรีวิวและความเห็นต่างๆ จากผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนั้นโดยเฉพาะ โดยจะฟังความคิดเห็นของผู้ปกครองเพียง 35% เท่านั้น และเมื่อพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีและความบันเทิง คนกลุ่มนี้จะมองหาผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ เป็นหลักและหาข้อมูลจากที่อื่นเพิ่มเติมด้วย

เมื่อคนกลุ่มนี้จะซื้อสินค้าเทคโนโลยี 37% พวกเขาจะเชื่อการรีวิวสินค้า 39% รับฟังข้อมูลที่ทางแบรนด์ให้ และ 33% จะเชื่ออินฟลูเอนเซอร์ในสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ และสำหรับเรื่องเกี่ยวกับความบันเทิง คนกลุ่มนี้จะเชื่อคนดัง 33% (ซึ่งสูงกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่ม GEN Z ของทั้ง APAC ที่จะเชื่อกลุ่มคนดังเพียง 26%) และเชื่อการรับรองจากอินฟลูเอนเซอร์ที่น่าเชื่อถือ 30%

สิ่งนี้บอกอะไรกับแบรนด์ 

แบรนด์จะต้องเลือกใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิดให้เหมาะกับความต้องการที่แตกต่างกันออกไปของชาว GEN Z และที่สำคัญแบรนด์ต้องนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้คำแนะนำกับคนกลุ่มนี้ได้ ไม่ใช่เพียงแต่ขายอย่างเดียว

เนื่องจากชาว GEN Z มีทั้งความชัดเจนและมีสองมุมในเวลาเดียวกัน คือเป็นกลุ่มคนที่มีความใกล้ชิดกับเทคโนโลยีมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความใส่ใจและทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

เป็นกลุ่มที่มองว่าผู้ปกครองคือฮีโร่แต่ก็มีความเชื่อว่ารุ่นของพวกเขาต้องดีกว่ารุ่นพ่อแม่ เป็นกลุ่มที่เริ่มวางแผนการออมเงินเร็วที่สุดแต่ก็เป็นกลุ่มที่ใช้เงินลงทุนหารายได้เร็วที่สุด เป็นกลุ่มที่ยึดถือความสุขเท่ากับความสำเร็จในการทำสิ่งที่ตนเองรักเรื่องความร่ำรวยไม่ใช่ประเด็นอันดับหนึ่งในใจพวกเขา

แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบของพรีเมียมแต่เวลาซื้อจะหาช่องทางซื้อที่ราคาถูกที่สุด สำหรับแบรนด์ต่างๆแล้ว GEN Z ยินดีที่จะให้ความร่วมมือสนับสนุนแบรนด์ที่มีมุมมองเดียวกับพวกเขา ท่ามกลางโฆษณาที่ไหลบ่ามาทางดิจิทัลมากกว่า 4,000 ข้อความต่อวัน พวกเขาจะไม่ค่อยให้ความสนใจที่จะรับฟังว่าแบรนด์ของคุณยอดเยี่ยมแค่ไหนเพราะแบรนด์อื่น ๆ ก็พูดเหมือนกัน

การที่จะไปนั่งในใจผู้บริโภค GEN Z แบรนด์ต้องสื่อสารมากกว่าแค่บอกว่าแบรนด์หรือสินค้าของคุณดีอย่างไร แบรนด์จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าแบรนด์หรือสินค้าของคุณกำลังทำให้พวกเขาก้าวไปอีกขั้นเพื่อให้พวกเขามีคุณค่าและมีความสุข

ในการทำเช่นนี้เราจำเป็นต้องเข้าใจความหมายของ “คุณค่า” ที่ GEN Z ให้ค่า นั่นคือการทำในสิ่งที่ GEN Z ให้ความสนใจและมีแพชชั่น พร้อมทั้งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าเพื่อทำให้โลกเป็นสถานที่ที่ดีขึ้นน่าอยู่ขึ้น ดังนั้นแบรนด์จะต้องมีการปรับภาพลักษณ์และการสื่อสารให้ถูกวิธีและถูกช่องทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มผู้บริโภคและผู้สนับสนุนแบรนด์คนสำคัญทั้งในวันนี้และในอนาคตข้างหน้าต่อไป

from:https://www.thumbsup.in.th/wunderman-thomson-research

YDM Thailand เข้าซื้อกิจการ MullenLowe Thailand แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ 650 ล้านบาท

“เอเจนซี่ยุคนี้จะเก่งแต่ออฟไลน์ไม่ได้ แต่ต้องทำออนไลน์ได้ด้วย” จากจำนวนของเอเจนซี่ที่เกิดขึ้นใหม่เยอะขึ้น ทำให้ทาง YDM Thailand ประกาศซื้อกิจการ MullenLowe Thailand เครือ IPG กลุ่มธุรกิจเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกสัญชาติอเมริกัน เพื่อดึงมาร่วมทีมเสริมความแข็งแกร่งด้าน Branding & Creative และสร้างสรรค์ผลงานให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น

โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ จะมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านการตลาดครบวงจรทั้งออฟไลน์-ออนไลน์แบบ one stop service เนื่องจากทาง YDM Thailand จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งด้าน Digital Marketing และ Marketing Technology Tools ให้กับ MullenLowe Thailand พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น MullenLowe Bangkok” (มัลเลนโลว์ แบงคอก) นับเป็นบริษัทที่ 10 ในเครือ YDM Thailand เตรียมพร้อมสู่การนำบริษัทฯเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

ภาพรวมรายได้ในปีที่ผ่านมาปิดรายได้ 580 ล้านบาท ส่วนปีนี้น่าจะทำได้ที่ 650 ล้านบาท (รวมรายได้จาก MullenLowe แล้ว) ที่ไม่ตั้งไว้สูง เพราะประเมินจากสภาพเศรษฐกิจที่ทุกอย่างชะลอตัวด้วย โดยรายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากกลุ่มของ Adyim และ FCB เป็นฐานหลักที่จะทำรายได้ดีในปีนี้เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา

คุณธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ CEO YDM Thailand กล่าวว่า ด้วยจำนวนดิจิทัลเอเจนซี่รายใหม่ที่เกิดขึ้นทุกวัน ทำให้การทำงานของนักการตลาดยุคใหม่ต้องมีความท้าทาย ไม่ได้จำกัดแค่การทำงานแบบออฟไลน์ แต่ต้องใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น ก้าวข้ามให้พ้นคำว่า Advertising แบบเดิมๆ และต้องมองหาวิธีทำให้ลูกค้ารักเรามากกว่าเดิม เพราะออนไลน์เข้ามาอยู่ในไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากขึ้น รวมทั้งต้องมองหาโซลูชั่นที่เหมาะสม

ยกตัวอย่าง จากปัญหาของกลุ่มลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ที่ส่งสัญญาณเป็นกลุ่มแรก ว่าเจอผลกระทบชะลอตัวอย่างมาก ทั้งจากการเริ่มลดราคาขาย ยิ่งกลุ่มระดับกลาง ค่าส่วนกลาง ลดราคาลงเยอะ สะท้อนให้เห็นถึงสภาพคล่องของกลุ่มนี้น้อยลงกว่าเดิม แต่ในกลุ่มธุรกิจลูกค้าอื่นๆ อย่างสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีการใช้จ่ายที่ดีอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปในช่องทางออนไลน์ให้มากขึ้น

สำหรับปัญหา COVID-19 มองว่าตอนนี้ยังยากที่จะเรียกความมั่นใจในการใช้จ่าย ควรวางแผนระยะสั้นก่อนดีกว่าว่าจะทำอะไรได้บ้างตอนนี้ หรือเพิ่มเติมช่องทางการขายบนออนไลน์อะไรได้บ้างในสถานการณ์นี้ มากกว่าแค่ขายหน้ากาก เพราะส่วนตัวเชื่อว่ายังมีโอกาสใหม่ๆ ซ่อนอยู่ แต่อยู่ที่ว่าในแต่ละธุรกิจมองตัวเองออกไหม หรือสามารถนำ access อะไร ที่จะนำมาสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจได้บ้าง หรือหมุนคนในองค์กรไปทำงานในจุดที่ต่างจากเดิม แต่สร้างโอกาสใหม่ให้เกิดประโยชน์กับองค์กรได้มากกว่าเดิมบ้าง เพราะไม่รู้อนาคตที่จะเกิดขึ้นจริง

สิ่งที่เรามองว่าเราสามารถทำได้คือการผลักดันผู้ประกอบการให้เข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น อาจจะเปิดสอนหลักสูตรออนไลน์เพื่อให้ธุรกิจนำไปปรับใช้งานได้ เน้นการเพิ่มองค์ความรู้มากกว่าเรื่องของเงินทอง

“เรามีลูกค้าหลายระดับ ถ้าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่และกลาง คนกลุ่มนี้ต้องการสำรองเงินไว้ และจะลดการทำมาร์เก็ตติ้งซึ่งอันนี้อาจจะส่งผลกระทบกับบริษัทเอเจนซี่ แต่กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีรายเล็กที่มีจำนวนมากจะน่าเป็นห่วง เพราะเขากำลังมองหาโอกาสในการขายใหม่ๆ หรือหาเน็ตเวิร์คใหม่ๆ ซึ่งยังอยู่ในช่วงพูดคุยกับทีมว่าจะใช้โซลูชั่นไหนถึงจะเหมาะสมกับลูกค้าของเรา”

ทางด้านของ คุณทุติยา ดิสภานุรัตน์ Head of O2O Business, YDM Thailand กล่าวว่า เรามองว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้คือโอกาส เพราะลูกค้าของเราจากที่เคยให้เราดูแลในเชิงออฟไลน์ แต่ก็ต้องการเซอร์วิสที่เป็น One Stop Agency ทำให้เรามองว่าการทำงานกับ YDM Thailand จะช่วยให้ทำงานได้แบบครบวงจรมากขึ้น

ธุรกิจโฆษณาปัจจุบันจำเป็นต้องมีการ “Diversify” ธุรกิจตนเอง ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าธุรกิจเอเจนซี่ จะอยู่ในรูปแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไป ส่วนอีกเทรนด์หนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ การมองหา Local Partner ที่แข็งแกร่งมาจับมือทำธุรกิจร่วมกัน อย่างที่ MullenLowe ทำอยู่ เพื่อจะได้มีผู้ที่ชำนาญการทำธุรกิจในพื้นที่นั้นๆ จริงๆ มาช่วยดำเนินงานให้ เรียกว่าหมดยุคที่เอเจนซี่เจ้าเดียวจะทำงานรวมศูนย์ในภูมิภาคนั้นๆ แล้ว”

แม้ว่าการชะลอการลงทุนของแบรนด์เพื่อดูสถานการณ์และประเมินผลกระทบก่อนในสถานการณ์ที่ประเมินยากอย่าง COVID-19 แต่เชื่อว่าถ้าเจ้าของธุรกิจที่มีความมั่นใจและรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ ย่อมส่งผลต่อภาพรวมรายได้ในระยะยาว

 

from:https://www.thumbsup.in.th/ydm-thailand-take-over-mullenlowe-thailand

สร้างแบรนด์บน Twitter อย่างไรให้คนพูดถึง

ในยุคที่การใช้งาน Twitter ไม่ใช่แค่เด็กวัยรุ่นหนีพ่อแม่มาเล่นอีกต่อไป แต่ทวิตเตอร์เข้าถึงคนทุกกลุ่มและปั่นกระแสในบางเรื่อง รวดเร็วกว่าการทำตลาดบนโซเชียลมีเดียอื่นๆ นั่นทำให้แบรนด์หรือนักการตลาดที่ต้องการขายสินค้าหรือสร้างกระแสต่างๆ บนออนไลน์ ไม่ควรมองข้ามช่องทางนี้

ในงาน Thailand Zocial Award 2020 ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เชิญคุณ Aimme Sitthisenee ขึ้นพูดเกี่ยวกับการทำการตลาดบน Twitter อย่างไรให้เกิดผล (#WorthTalkingAboutt) และวันนี้ ทีมงาน thumbsup ได้สรุปข้อมูลมาให้ได้อ่านกัน

ด้วยแพลตฟอร์มของทวิตเตอร์ ทำให้มีการพูดคุยแบบเรียลไทม์มากขึ้น จนเกิดบทสนทนามากกว่า 1,400 ล้านข้อความ โดยใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนพูดถึงไวรัสโคโรน่าสูงถึง 2 ล้านข้อความภายในเดือนเดียว #เป๊กผลิตโชค เป็นแฮชแท็กที่มีการพูดคุยกันมากถึง 133 ล้านข้อความในปี 2019 ที่ผ่านมา สำหรับเนื้อหาที่เหล่านุช (ชื่อกลุ่มแฟนคลับของเป๊ก ผลิตโชค) คุยกันนั้น จะเป็นเรื่องราวทางสังคม ถือว่าเป็นข้อความที่สร้างสรรค์ที่สุดในการใช้งานเกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างศิลปินและแฟนคลับ

ทำอย่างไรให้คนอยาก retweet

ก่อนที่จะทำแคมเปญใดนั้น อย่างน้อยนักการตลาดต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของเราให้ชัดเจนก่อนว่าสินค้าที่เราจะนำเสนอให้แก่ใคร และลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราอยู่ในทวิตเตอร์ไหม พวกเขามีพฤติกรรมและการใช้งานทวิตเตอร์อย่างไร เพราะการที่เราเข้าใจกลุ่มเป้าหมายและแพลตฟอร์มที่ต้องใช้ทำงานเป็นอย่างดีแล้ว ก็จะคิดรูปแบบการทำคอนเทนต์ให้สร้างสรรค์และดึงดูดใจให้พวกเขาอยากแชร์ได้มากขึ้น

คุณ Aimme บอกว่า พฤติกรรมของคนที่เห็นแคมเปญต่างๆ ในทวิตเตอร์แล้วกดรีทวิตหรือบอกต่อนั้น ต้องเป็นแคมเปญที่ Insightful สุดๆ เพราะกระตุ้นให้คนอยากบอกต่อและกระจายอย่างรวดเร็ว โดยการทำแคมเปญหลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้วว่าจะนำเสนอแก่กลุ่มเป้าหมายใด และควรจะโพสต์เนื้อหาคอนเทนต์แบบไหน ก็เริ่มโพสต์คอนเทนต์ก่อนส่งต่อให้แก่กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ช่วยบอกต่อผู้ติดตามของเขา เมื่อผู้เล่นเห็นก็จะมีการบอกต่อและกระจายเข้าสู่กลุ่มที่แมสขึ้น จากนั้นก็จะทำให้เกิดการสนทนาอย่างต่อเนื่อง

คอนเทนต์ประเภทไหนที่จะทำให้ถูกพูดถึงบ้าง จากรูปด้านล่างนี้ จะเห็นว่า 6 ประเภทของคอนเทนต์ที่คนจะพูดถึงคือ การเปิดตัวแบรนด์หรือบริษัทใหม่ สินค้าหรือบริการใหม่ที่โดดเด่นน่าสนใจ มีการปรับปรุงฟีเจอร์ใหม่ การปรับเปลี่ยนโพสิชั่นของแบรนด์ และสุดท้ายคือเรื่องของโปรโมชั่น สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้คนอ่าน เพราะพวกเขาจะเลือกเสพสื่อที่สนใจและดึงดูด หากแบรนด์นั้นเป็นแบรนด์ที่พวกเขาคุ้นเคยและมีการพูดถึงของคนในสังคม

เมื่อผู้ใช้งานทวิตเตอร์ได้เห็นหรือรับทราบเกี่ยวกับคอนเทนต์ใหม่ๆ แล้ว สิ่งที่พวกเขาจะทำต่อก็คือการรีทวิต (คล้ายกับแชร์บนเฟสบุค) ซึ่งภาษาที่พวกเขาใช้คุยกันอาจจะเป็นการรีวิวจากประสบการณ์จริง ดังนั้น คำพูดที่คุยนั้น ไม่ได้สุภาพแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อการรีวิวจากประสบการณ์จริงจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งนักการตลาดจะต้องเปิดใจและยอมรับการปรับปรุงมากกว่าการโต้ตอบหรือแก้ตัว

นอกจากนี้ ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกับลูกค้า ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาที่สละสลวยยากต่อการเข้าใจ เพราะการคุยผ่านทวิตเตอร์เหมือนการคุยกับเพื่อนหรือคนใกล้ชิด เราใช้ภาษาที่เหมาะสมและไม่หยาบคายก็เพียงพอ เพราะการทำให้ผู้ใช้งานทวิตเตอร์อ่านแล้วรู้สึกอยากส่งต่อ เนื้อหา หรือคอนเทนต์นั้นจึงต้องอ่านแล้วเข้าใจง่าย สื่อสารด้วยภาษาที่ให้ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน แค่นี้ก็กระตุ้นให้พวกเขาอยากบอกต่อแล้ว รวมทั้งไม่ได้จำกัดการบอกต่อแค่ในทวิตเตอร์ด้วย แต่อาจจะไปแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของเขาก็เป็นได้

นอกจากนี้ แบรนด์ที่มีการอัพเดตทั้งคอนเทนต์ โปรโมชั่น และสื่อสารกับผู้คนบนทวิตเตอร์แบบสม่ำเสมอจะช่วยให้คนสนใจที่จะติดตามและรีทวิตเมื่อแบรนด์ที่พวกเขารัก มีการแชร์คอนเทนต์ออกมา โดยการทำคอนเทนต์ทั้งแบบ realtime content หรือแคมเปญที่เกิดขึ้นจากการทวิตของบัญชีผู้ใช้งาน (เช่น แคมเปญ #saveปีโป้สีม่วง) และทำแคมเปญต่อเนื่องกับคนแรกที่ทวิต ช่วยให้ผู้พบเห็นรักในแบรนด์ของเรา ติดตามและพร้อมที่จะสื่อสารหรือมีส่วนร่วมกับแบรนด์

การเข้าใจแพลตฟอร์มทวิตเตอร์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แค่นักการตลาดเข้าใจความเป็นทวิตเตอร์ก็จะมีความคิดสร้างสรรค์และเข้าใจว่าทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มนี้อย่างไรให้คนอยากรีทวิต รวมทั้งต้องรู้จักสร้างความแปลกใหม่ให้แก่ผู้พบเห็นทุกวัน อย่าช้าที่จะสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ๆ เพราะการคุยกันบนทวิตเตอร์ จะช่วยสร้างแฮชแท็กใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน แบรนด์ต้องเกาะกระแสให้ทัน เพื่อการสร้าง realtime content ที่เชื่อมโยงกับแบรนด์

การทำความรู้จักแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ให้ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เข้าใจความเป็นตัวตนและนำเสนอคอนเทนต์ให้ทันสมัย ก็สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ใช้งานอื่นๆ ทำให้พวกเขาอยากช่วยแชร์ต่อได้ไม่ยากแล้ว

from:https://www.thumbsup.in.th/twitter-engagement-brand

คำเรียก Serena Williams “นักกีฬาผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล” ทำโฆษณา Nike มียอดชมเกิน 5 แสนใน 24 ชม.

serena-greatest-nike-hed-2016

เพราะวิดีโอโฆษณาชิ้นล่าสุดของ Nike เรียก Serena Williams ว่า “the greatest athlete of all time” แน่นอนว่าคำนี้กระแทกใจแฟน Michael Jordan หรือ Muhammad Ali รวมถึงนักกีฬาชื่อก้องโลกอื่นๆ ล่าสุดวิดีโอโฆษณานี้ถูกเปิดชมมากกว่า 113,000 ครั้งบน YouTube และมียอดชมเกิน 517,000 ครั้งบน Facebook ในช่วงเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง กลายเป็นไวรัลที่โลกการตลาดต้องจดจำอีกครั้ง

ผลงานโฆษณาแคมเปญล่าสุดของ Nike ถูกใช้ชื่อว่า “Unlimited Greatness” ซึ่งเกิดขึ้นบนความสร้างสรรค์โดยเอเจนซี่ดัง Wieden+Kennedy โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากงานแถลงข่าวที่วิมเบิลดันเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานที่มีผู้สื่อข่าวรายหนึ่งถาม Serena Williams ว่าเธอรู้สึกอย่างไรที่ถูกเอ่ยถึงในหนังสือประวัติศาสตร์ว่าเป็น “one of the greatest female athletes of all time” หรือหนึ่งในนักกีฬาหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

สาว Serena ตอบง่ายๆว่า “I prefer the words ‘one of the greatest athletes of all time.’ ” โดยบอกชัดเจนว่าเธอคิดว่าควรจะตัดคำว่าหญิงออกไป และกลายเป็น “หนึ่งในนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล” มากกว่า

คำพูดไม่กี่คำทำให้แชมป์ Grand Slam สามารถจุดกระแสกึ่งเหยียดเพศที่นักกีฬาหญิงส่วนใหญ่มักถูกกระทำโดยสื่อแบบไม่รู้ตัว เพียง 2 เดือนต่อมา Nike ใช้ช่วงเวลานี้เป็นแรงบันดาลใจและสร้างสปอตโฆษณาความยาว 60 วินาทีเพื่อบอกเล่าเรื่องราวน่าทึ่งของสุดยอดนักเทนนิสที่สามารถเทิร์นโปรด้วยวัย 14 ปีอย่าง Serena Williams

ไม่เพียงวิดีโอโฆษณา Nike ยังใช้คำพูดของ Serena Williams เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างป้ายโฆษณาภาพนิ่ง เช่นบิลบอร์ดยักษ์ที่เริ่มเผยแพร่ที่นิวยอร์กแล้ว ตามภาพด้านล่าง

นอกจากนี้ Nike ยังสร้างวิดีโอที่แสดงแรงชื่นชมความสำเร็จและความมุ่งมั่นของ Serena Williams ซึ่งวิดีโอนี้ได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกไม่แพ้กัน (ยอดชมล่าสุดขณะนี้เกิน 40,000 ครั้ง)

ที่มา : Adweek

from:https://www.thumbsup.in.th/nike-calls-serena-williams-greatest-athlete-ever

ส่องสถิติการใช้งาน LINE TV และ LINE TODAY ที่น่าสนใจ

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประกาศตัวเลขของการใช้งาน LINE TODAY และ LINE TV อย่างเป็นทางการ ซึ่ง thumbsup ได้รวมตัวเลขทั้งหมดมาไว้ในโพสต์เดียวแล้ว

วิสัยทัศน์ ‘Life on LINE’ ของทาง LINE นั้น จะเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจคอนเทนต์ออนไลน์ว่าจะให้บริการด้วยแนวคิดหลัก 3 ด้าน คือ

  • Human Centric
  • Excellent User Experience
  • Best-In-Class Content

โดยจะช่วยให้ LINE มุ่งสู่การเป็น Life Infrastructure หรือ โครงสร้างพื้นฐานชีวิต อย่างเป็นรูปธรรม

LINE ต้องการที่จะเป็น Personalized Infotainment Portal หรือ ศูนย์รวมข่าวสารและบทความที่มีสาระประโยชน์และความเพลิดเพลินจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และเสิร์ฟเนื้อหาแบบมีความเฉพาะเจาะจงกับแต่ละบุคคล

โดยจะมีการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้เพื่อเลือกเนื้อหาแต่ละประเภทให้เหมาะกับผู้อ่านแต่ละคน ในแบบฉบับของ Infotainment หรือ Information + Entertainment เข้าด้วยกัน

 

ภาพรวมการใช้งานที่น่าสนใจของ LINE TV ในปีที่ผ่านมา  พบว่าช่วงเดินทางมีการใช้งานสูงมาก อาจเพราะช่วงนั้นเป็นเวลาพักผ่อน และอินเทอร์เน็ตก็เอื้อในการใช้งานขณะเดินทาง

 

ภาพรวมที่นักการตลาดไม่ควรพลาด คือการใช้งาน LINE TV นั้น เพิ่มโอกาสในการมองเห็นดีขึ้นกว่าเดิม และคนดูก็มีความตั้งใจในการรับชมคอนเทนต์มากขึ้น

ส่วนทาง LINE TODAY ก็น่าสนใจ เพราะสิ่งที่นักการตลาดควรรู้คือคนอ่านโฆษณาบน LINE TODAY และสนใจอยากสั่งซื้อสินค้าเช่นกัน

หากใครสนใจอยากลงโฆษณาบน LINE TV และ LINE TODAY ก็สามารถเลือกแพคเกจที่สนใจและติดต่อทีมเอเจนซีที่ดูแลได้เลย

โดยในขณะนี้ถ้าเป็นแพคตามตารางของครึ่งปีนี้คาดว่าจะเต็มแล้ว เหลือแต่การเป็นสปอนเซอร์ให้กับซีรี่ย์ชุดใหม่ที่เตรียมลงจอบน LINE TV ใครสนใจลองติดต่อทางเอเจนซีดูนะคะ

 

from:https://www.thumbsup.in.th/stat-line-tv-and-line-today