คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

social media manager ควรดู!! วิดีโอล่าสุดจาก 2 นักแสดงสุดฮาผู้ล้อเลียน “วัฒนธรรมดิจิทัล”

Nick Ciarelli และ Brad Evans เป็นนักเขียนและนักแสดงที่ถูกยกให้เป็นผู้ย่ำยีวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตสุดตลกโปกฮา ล่าสุดทั้งคู่กำลังก้าวไปไกลกว่าการสร้างวิดีโอออนไลน์เพื่อทำให้มุกตลกของ 2 หนุ่มกลายเป็นเสียงบอกต่อในโลกออฟไลน์

เมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน ทั้ง Nick Ciarelli และ Brad Evans ปล่อยวิดีโอล้อเลียนบัญชี Twitter ขององค์กร ด้วยการหยิบสำนวนข้อความของระบบโซเชียลอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์มากมาย งานนี้ทั้งคู่เลือกแบรนด์เก๋ไก๋มาเป็นตุ๊กตาเรียกเสียงฮา ได้แก่ Otter Pops ขนมน้ำหวานในหลอดพลาสติกสำหรับแช่แข็งแล้วรับประทานเป็นไอศกรีมซึ่งมีวางจำหน่ายจริง และ Pine Breeze Urinal Cakes ลูกเหม็นดับกลิ่นสำหรับติดโถปัสสาวะชายที่ไม่ใช่สินค้าจำหน่ายจริง

ความฮาของวิดีโอนี้อยู่ที่การสะท้อนความเสแสร้งแกล้งทำที่โลกเคยเห็นบนโซเชียล ในวิดีโอนี้ Nick Ciarelli และ Brad Evans สวมบทเป็นผู้จัดการสื่อโซเชียลสำหรับแบรนด์ใหญ่ที่เชื่อว่าการเลือกเนื้อหามาพูดในนามแบรนด์ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่ต้องปั่นโพสต์ที่พูดถึงสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังโพสต์ถึง

กัดเจ็บปนทะลึ่ง

ทั้ง Nick Ciarelli และ Brad Evans เลือกสถานการณ์ล้อเลียนได้อย่างถึงพริกถึงขิง ในวิดีโอ 2 หนุ่มยกตัวอย่างหัวเรื่องที่มีการโพสต์ถึงมากที่สุดลนโซเชียล ว่าประกอบด้วยคำว่า fucking, having depression และ fucking while having depression ซึ่งแปลว่าการร่วมเพศ, ภาวะหดหู่ และการร่วมเพศในขณะที่มีภาวะหดหู่ ความตลกจึงเริ่มขึ้นเมื่อแบรนด์ทั้ง Pine Breeze Urinal Cakes Cake และ Otter Pops ผลัดกันพูดถึง Topic นี้แบบที่หลายคนเผลอหัวเราะออกมา

บทสรุปที่ไม่ธรรมดาจากวิดีโอนี้ คือทั้งคู่เลือกสร้างตัวตนให้แบรนด์สมมติอย่าง Pine Breeze Urinal Cakes Cake ให้มีตัวตนบนโลกออนไลน์ต่อไป แถมยังมีการโต้ตอบกับแฟนคลับของแบรนด์ที่ยังติดใจมุกตลก และสานต่อเจตนารมณ์ของทั้งคู่ที่เสนอว่าจะส่งลูกเหม็นที่สามารถ “รักษาโรคซึมเศร้าหดหู่ใจ” ไปให้ฟรีหากทวีตของทั้ง 2 ที่กล่าวถึงแบรนด์นั้นถูกส่งต่อทะลุ 500 RT

ข้อเสนอนี้บรรลุผลในเวลาไม่ถึง 6 ชั่วโมง และทั้ง Nick Ciarelli และ Brad Evans จึงไปซื้อลูกเหม็นมาทำตามที่พูดไว้

โชคชะตาพามาพบ

Nick Ciarelli และ Brad Evans มีเคมีที่ลงตัวผ่านน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ขณะเดียวกันหัวข้อ และการเข้าถึงวัฒนธรรมดิจิตัลยุคใหม่ได้เร็วและกว้างทำให้ Ciarelli และ Evans สามารถล้อเลียนสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกดิจิทัลได้อย่างถึงใจ กลายเป็น memes ออนไลน์ที่ถูกแชร์อย่างชื่นชม

ก่อนจะมาเป็น Nick Ciarelli และ Brad Evans ทั้งคู่เป็นนักเขียนที่มาพบกันครั้งแรกเมื่อถูกสุ่มมาร่วมทีมร่างโครงการ UCB ทีมเดียวกันเมื่อปี 2013 หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งปีในการเขียนโครงร่างร่วมกัน Ciarelli และ Evans ก็กลายเป็นเพื่อนร่วมห้องและเริ่มต้นโครงการแสดงแบบยาวหรือ longform ครั้งแรก โดยเขียนเป็นบทพูดหรือสคริปต์สำหรับการแสดงสั้นแบบสดชื่อ Sex & Drugs & Rock & Roll

จากนั้นทั้ง 2 ก็มีผลงานเรียกเสียงฮาออกมาต่อเนื่องหลายตอน สะท้อนความขี้เล่นซึ่งกลายเป็นลายเซ็นของ Ciarelli และ Evans ที่ล้อเลียนสังคมออนไลน์วันนี้ จิกกัดพฤติกรรมคนดูวิดีโอสตรีมมิ่งยุคปัจจุบันได้แบบที่โลกจดจำ.

ที่มา: : FastCompany

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/social-media-manager-vdo-from-digital-culture/

โฆษณา

Google Chrome แบน Ad 12 รูปแบบ ตามข้อกำหนดของ Coalition for Better Ads

Google ประกาศว่าบราวเซอร์ Chrome จะเริ่มแบนและกีดกันไม่ให้โฆษณาที่รบกวนสายตาของผู้ใช้ ตามมาตรฐานของ Coalition for Better Ads ที่ได้ออกไว้

โดยการแบนดังกล่าวจะมีผลกับเว็บไซต์ในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. นี้เป็นต้นไป และจะขยายการบล็อกโฆษรา 12 รูปแบบไปยังทวีปอื่นๆ ต่อไป

โฆษณา 12 ที่รบกวนผู้ใช้ 12 รูปแบบ ได้แก่

รูปแบบโฆษณาบน Desktop ที่แบน

1. Pop-up Ads – โฆษณาที่แสดง Pop-up ขึ้นมาระหว่างเลื่อนดูเนื้อหาบนเว็บไซต์

2. Auto-playing Video Ads with Sound – โฆษณาแบบวิดีโอที่เล่นอัตโมนัติแบบเปิดเสียงไว้

3. Prestitial Ads with Countdown – โฆษณาที่แสดงขึ้นมาก่อนจะเริ่มอ่านเนื้อหา โดยมีตัวนับเวลาถอยหลังขึ้นมา

4. Large Sticky Ads – ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ขึ้นค้างระหว่างการอ่านเนื้อหา กินพื้นที่มากกว่า 30% ของหน้าเว็บไซต์ที่อ่านในขณะนั้น

รูปแบบโฆษณาบน Mobile ที่แบน

5. Pop-up Ads – โฆษณาที่แสดง Pop-up ขึ้นมาระหว่างเลื่อนดูเนื้อหาบนเว็บไซต์

6. Prestitial Ads – โฆษณาที่แสดงขึ้นมาก่อนจะเริ่มอ่านเนื้อหา โดยมีตัวนับเวลาถอยหลังหรือปุ่มให้กดเข้าเว็บไซต์ขึ้นมา

7. Ad Density Higher than 30% – ป้ายโฆษณาที่กินพื้นที่มากกว่า 30% ของหน้าเว็บไซต์

8. Flashing Animated Ads – ป้ายโฆษณาที่มีภาพเคลื่อนไหวแบบกะพริบ หรือเปลี่ยนพื้นหลัง สี หรือข้อความ แบบตัดกันมากจนเกินไป

9. Auto-playing Video Ads with Sound – โฆษณาแบบวิดีโอที่เล่นอัตโมนัติแบบเปิดเสียงไว้

10. Postitial Ads with Countdown – โฆษณาที่แสดงขึ้นมาก่อนจะเริ่มอ่านเนื้อหา โดยมีตัวนับเวลาถอยหลังขึ้นมา

11. Full-screen Scrollover Ads – โฆษณาที่ขึ้นหน้าเต็มหน้าจอ ในระหว่างการเลื่อนอ่านเนื้อหา โดยกินพื้นที่มากกว่า 30% ของหน้าเว็บที่กำลังอ่านในขณะนั้น

12. Large Sticky Ads – ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ขึ้นค้างระหว่างการอ่านเนื้อหา กินพื้นที่มากกว่า 30% ของหน้าเว็บไซต์ที่อ่านในขณะนั้น

ที่มา: Chromium Blog

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/google-chrome-started-to-block-some-ad-types/

6 วิธีเล่าเรื่องด้วยภาพ แจ่มจี๊ดเผ็ดแซ่บบน Instagram

 

การเล่าเรื่องด้วยภาพให้ดีขึ้นนั้นมีหลายวิธี แต่ละวิธีสามารถต่อยอดบน Instagram ได้เสมอ ทั้งการจัดแสง การเชื่อมโยงคลังภาพ และกฎ 3 ส่วนหรือ rule of thirds ล้วนเป็นหนึ่งในหลายกลวิธีที่จะสามารถดึงดูดผู้คนบน Instagram ได้แบบมืออาชีพ

Instagram เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก Facebook สถิติล่าสุดคือฐานผู้ใช้งานทะลุ 1,000 ล้านคนต่อเดือน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด สำนักพีอาร์ Ragan จึงร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ Instagram จัดอบรมในวิดีโอชื่อ Ragan Training แบบหมดเปลือก ถึง 6 วิธีการเล่าเรื่องด้วยภาพแบบที่มือใหม่ก็หัดทำตามได้บน Instagram

อย่างไรก็ตาม ฐานผู้ใช้ 1,000 ล้านคนบน Instagram ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าแบรนด์จะได้รับทราฟฟิกมหาศาลจาก Instagram แต่ประเด็นอยู่ที่ทราฟฟิกคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดทรงพลังที่จะมีผลกับแบรนด์ของจริง

1. ภาพถ่ายดี มีชัยกว่าครึ่ง

อย่ามัวแต่โพสต์ภาพเลอะเทอะบน Instagram เพราะผู้ใช้ Instagram นิยมเฉพาะภาพสวยเก๋เป็นหลัก และนั่นหมายความว่าต้องเป็นภาพสวยดูแตะตาเท่านั้นที่จะสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ได้สำเร็จ ตัวอย่างเช่นแบรนด์ Chobani ที่สร้างแบรนด์ได้สำเร็จบน Instagram เพราะมีการโพสต์รูปภาพที่สื่อถึงแบรนด์แบบสอดคล้องในทางเดียวกัน

2. เด่นดีบนพื้นขาว

เพราะ Instagram มีพื้นที่ขาวโล่งว่างเปล่าเหมือนไวท์บอร์ดหรือกระดานสีขาว โพสต์ของแบรนด์จึงควรมีพื้นหลังสีอื่นที่ขับตัวเองให้ดูเด่นบนพื้นขาวได้แบบไม่กลมกลืนเกินไป

View this post on Instagram

Humpday vibes. 👍👍// 📷: @andrewkuttler

A post shared by Tarteyogurt (@tarteyogurt) on

3. ให้รูปเล่าเรื่อง

วันนี้ยังมีหลายบริษัทที่หยิบตราสินค้าของตัวเองมาติดในรูปแล้วโพสต์แบบไร้จุดหมายบน Instagram ภาพเหล่านี้ไม่มีใครอยากชม เพราะแท้จริงแล้วภาพที่ดีคือภาพที่เชื่อมต่ออารมณ์ได้ และจะยิ่งดีขึ้นเมื่อภาพนั้นบอกเล่าเรื่องราวได้

4. ใช้แสงเงาช่วย

อีกหนึ่งวิธีที่จะตอบโจทย์ให้ภาพดูดีกว่าเดิมบน Instagram คือการมีแสงสว่างที่เหมาะสมดี เห็นได้ชัดจากกรณีภาพถ่ายบุคคลที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ดังนั้นอย่าคิดว่าจะเป็นการเสียเวลาเพื่อรอคอยหรือมองหามุมแสงที่ดี ซึ่งจะช่วยให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

View this post on Instagram

***

A post shared by あめ ぴちこ (@amepichi) on

 

5. ใช้กฎ 3 ส่วน

rule of thirds หรือกฎสามส่วนและจุดตัดเก้าช่อง นั้นช่วยให้ภาพถ่ายดูน่าสนใจขึ้นทันตา เพียงใช้ rule of thirds แล้ววางวัตถุให้ตรงกับเส้นตาราง ภาพก็จะดูดึงดูดด้วยองค์ประกอบที่ดีกว่า

6. โชว์เป็นแกลเลอรี่ต่อเนื่อง

อย่าให้ภาพแต่ละภาพเป็นเรื่องราวที่ต่างกัน เพราะแม้ว่าแต่ละภาพควรจะบอกเล่าเรื่องให้จบในภาพเดียว แต่ทุกภาพในบัญชี Instagram นั้นก็ควรบอกเล่าเรื่องราวที่สอดคล้องกันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น CBRE บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ Instagram บอกเล่าเรื่องราวในจินตนาการเกี่ยวกับเมืองต่างๆ รวมถึงแบรนด์อย่าง GoPro ก็ถ่ายทอดเรื่องราวการผจญภัยหลากหลายที่สอดคล้องกันภายในบัญชีเดียว

ที่มา: : PRdaily

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/6-instagram-photo/

10 วิธีปรับเนื้อหาเว็บให้เอื้อ voice search เสิร์ชด้วยเสียงแล้วเจอเลย

Young man using a smart phone voice recognition function isolated on gray wall background

วันนี้ชาวโลกจำนวนมากใช้การค้นหาด้วยเสียงทั้งบนโทรศัพท์มือถือ และบนอุปกรณ์เสริมสำหรับบ้านอย่าง Amazon Alexa, Google Home รวมถึงระบบผู้ช่วยอัจฉริยะอื่น ความนิยมของ voice search ที่กำลังขยายตัวทำให้เจ้าของเว็บไซต์ต้องหาทางปรับเนื้อหาให้ระบบค้นหาด้วยเสียงเข้าถึงได้ง่าย แนวทางการปรับเว็บไซต์ให้เอื้อต่อ voice search สามารถแบ่งได้ไม่ต่ำกว่า 10 วิธี

ก่อนจะรู้ว่า 10 วิธีนั้นได้แก่อะไร มืออาชีพทุกคนควรรู้ว่า voice search กำลังทวีความนิยมเพิ่มขึ้นชัดเจน โดยสถิติจากองค์กร PwC ระบุว่า 65% ของผู้ใช้อายุ 25-49 ปีมีการพูดคุยกับอุปกรณ์ที่เปิดใช้ฟีเจอร์ voice search อย่างน้อยวันละครั้ง โดยบริษัทวิจัย ComScore คาดการณ์ว่าครึ่งหนึ่งของการค้นหาออนไลน์ทั้งหมดจะเป็น voice search ภายในปี 2020 จุดนี้บริษัทวิจัย Narvar พบว่ามากกว่าครึ่ง (51%) ของผู้ที่ซื้อสินค้าด้วยการเอ่ยปากสั่งด้วยเสียง จะใช้เสียงสั่งค้นหาข้อมูลเพื่อวิจัยผลิตภัณฑ์ก่อน

10 เรื่องที่ต้องเตรียมพร้อม

สิ่งที่เกิดขึ้นคือปี 2019 ถูกประเมินว่าจะเป็นปีแห่ง voice search เพราะชัดเจนว่าผู้บริโภคจำนวนมากกำลังใช้เสียงเพื่อค้นหาข้อความ ข้อมูลธุรกิจในท้องถิ่น และข้อมูลเพื่อตัดสินใจซื้อ และข้อมูลอื่นอีกมากมาย

 

1. เขียนเหมือนคำพูด

การค้นหาด้วยเสียงนั้นแตกต่างจากการค้นหาข้อความ เพราะจะมีความคุ้นเคยมากกว่า จำนวนคำที่ใช้เสิร์ชก็จะมากกว่าการค้นหาด้วยข้อความ ดังนั้นหากใครเขียนเนื้อหาบนเว็บในแบบที่ผู้คนมักพูดเมื่อถามคำถาม ก็จะมีโอกาสดีกว่า จุดนี้เว็บไซต์ควรใช้คำหลักหลายคำที่ยาวขึ้น และเป็นประโยคที่สมบูรณ์ซึ่งตอบคำถามเฉพาะทางได้ ที่เห็นได้ชัดคือ “หน้าคำถามที่พบบ่อย” (FAQ) มักจะปรากฏในหน้า 1 ของผลลัพธ์ voice search บน Google ที่เกิดจากการค้นหาด้วยเสียง

2. ตอบคำถามผู้ใช้

ลองค้นหาดูว่ากลุ่มเป้าหมายมีแนวโน้มจะถามอะไร แล้วจงสร้างเนื้อหาที่ตอบคำถามเหล่านั้น ทางที่ดีควรรวบรวมคำถามที่เกี่ยวกับธุรกิจให้ได้มากที่สุด จากนั้นพยายามสุดฝีมือในการตอบทุกคำถามในทุกช่องทางการตลาด

3. เรียนรู้หลักเกณฑ์ voice search ของ Google

เช่นเคย Google จะจัดอันดับหรือให้คะแนนผลการค้นหาด้วยเสียงตามระดับการตอบสนองต่อการค้นหาของผู้ใช้ รวมถึงคุณภาพตามหลักเกณฑ์ด้วย การทำความคุ้นเคยกับหลักเกณฑ์เหล่านี้จะทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้นและได้มุมมองถึงวิธีที่สามารถทำได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรองรับ voice search ของเว็บไซต์ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่เว็บไซต์ของคุณจะได้รับเลือกไปตอบได้มากขึ้น

4. ตรวจคีย์เวิร์ด

Google keyword planner เป็นเครื่องมือวางแผนคีย์เวิร์ดของ Google ที่นักโฆษณาทั่วโลกเลือกใช้มากที่สุด เครื่องมือนี้จะช่วยแสดงแนวทางหาคีย์เวิร์ด และแนะนำคีย์เวิร์ดโดยอิงจากประวัติการค้นหาด้วยเสียง จุดนี้ควรหมั่นตรวจคีย์เวิร์ดให้บ่อย เพราะข้อเสนอแนะและฟังก์ชั่นเฉพาะอาจจะเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป

5. วิเคราะห์เว็บ

การเปิดใช้เครื่องมือวิเคราะห์เว็บจะช่วยระบุได้ว่าข้อความค้นหา voice search ใดบ้างที่ผู้ใช้จะได้พบกับเว็บไซต์ของเรา ในระบบจะมีเครื่องมือแนะนำแบบอัตโนมัติซึ่งมีให้บริการทั้งที่ Google และ Bing ทำให้ได้เห็นข้อความค้นหาของผู้ใช้ที่หลากหลาย

6. ทำเนื้อหาให้สมบูรณ์

ทั้งใน Google Places, Yelp และบริการไดเรกทอรีอื่น เจ้าของเว็บไซต์ควรแน่ใจว่าได้รวมคีย์เวิร์ดไว้สมบูรณ์แล้วโดยที่ทุกจุดอัปเดทให้ทันสมัย สำหรับในหลายประเทศ หลายครั้งที่ข้อมูลจาก Google Places และ Yelp มักปรากฏขึ้นเป็นลำดับแรกในผลการค้นหาของ Alexa และ Siri

7. ตรวจทาน onsite SEO

หากไม่ตรวจ SEO ให้ดีเพื่อให้แน่ใจว่า SEO ยังใช้การได้ไม่ล้าสมัย ก็อาจไม่ได้รู้ว่าหน้า FAQ หรือคำถามที่พบบ่อยนั้นเกิดหลุดออกจนไม่ได้เชื่อมโยงกับโครงสร้างเว็บไซต์ ปัญหานี้มีโอกาสเกิดขึ้นในเว็บไซต์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นมานานโดยไม่มีการอัปเดท

8. สร้างหน้า FAQ หลายหน้า

แทนที่จะเป็นหน้าคำถามที่พบบ่อยหน้าเดียวแบบมาตรฐาน และหมวดหมู่ประเภท FAQ แบบเป็นกลุ่ม การสร้างเพจหลากหลายเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการบริการลูกค้า การกำหนดราคา และการจัดส่ง รวมถึงคำถามทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจก็ได้ เป็นการเพิ่มโอกาสได้อีกในวงการ voice search

9. เข้าใจเจตนาของผู้ค้นหา

การทำความเข้าใจผู้ใช้ voice search เป็นอีกทางออกที่นักการตลาดไม่ควรมองข้าม เพราะการค้นหาด้วยเสียงเป็นเรื่องของตัวผู้ใช้ล้วนๆ ทั้งในแง่ความตั้งใจ และความท้าทายของผู้ใช้รายนั้น การสร้างเพจและจัดเต็มเนื้อหาที่สะท้อนถึงความต้องการของผู้ใช้ voice search คือวิธีที่สำคัญมากเช่นกัน

10. เรียนรู้แอปเสียง

หลายองค์กรวันนี้เริ่มเน้นการติดตามพัฒนาการทักษะของ Alexa หรือ Google Actions รวมถึงอีกหลายค่ายที่พัฒนาแอปพลิเคชันผู้ช่วยอัจฉริยะ แน่นอนว่าแอปที่ดีที่สุดจะมอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครและน่าจดจำ เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการจนเป็นกรณีศึกษาที่สามารถบอกใบ้แนวทางการเขียนเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ดีทีเดียว.

ที่มา: : PRDaily

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/10-edit-website-for-voice-search/

Google เปลี่ยนอัลกอริทึมครั้งล่าสุด กระทบทราฟฟิกหลายเว็บดัง

 

เรียกว่าเจ็บระนาวสำหรับการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมการค้นหาครั้งล่าสุดของ Google ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการเปิดเว็บไซต์ของสื่อดังอย่าง Daily Mail และอีกหลายแห่งจนลดฮวบ ขณะที่ the Mirror, the Sun และ HuffPost ยิ้มแฉ่งเพราะได้อานิสงส์จากการปรับครั้งนี้แบบไม่ทันตั้งตัว

Google ชี้แจงเรื่องการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมการค้นหาหรือ search algorithm ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเตือนบริษัท publisher ว่าได้เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงแล้วในวงกว้าง และการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมครั้งนี้อาจทำให้ publishers สังเกตเห็นปริมาณทราฟฟิกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งที่ Google มั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

อัปเดทหลักประจำมิ.ย. 2019

การอัปเดทครั้งนี้ถูกเรียกว่า June 2019 core update สะท้อนชัดเจนถึงฐานะการอัปเดทระบบหลักประจำเดือนมิถุนายน 2019 การเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมใหม่ส่งให้ปริมาณการใช้งานเว็บไซต์ผ่านระบบเสิร์ชเอนจิ้นเกิดความผันผวน หนึ่งในสื่อที่น่าสังเกตว่าจะเป็นผู้รับผลกระทบมากที่สุดคือ Daily Mail ซึ่งรายงานว่าสูญเสียทราฟฟิกจากเสิร์ชเอนจิ้นต่อวันหรือ daily search traffic มากกว่า 50% แถมยังยืนยันว่าการสูญเสียเป็นผลมาจากการอัปเดทนี้แน่นอน

ข่าว Daily Mail สูญทราฟฟิกไปกว่า 50% นี้แดงขึ้นเมื่อมีการสำรวจพบว่าผู้อำนวยการด้าน SEO ของ Daily Mail ได้โพสต์ขอความช่วยเหลือจาก Google เพื่อแจ้งรายละเอียดภาวะทราฟฟิกลดลงครั้งใหญ่ โดยบล็อก Search Engine Roundtable พบว่าการลดลงของ daily search traffic ทำให้ Daily Mail สูญ discover traffic หรือทราฟฟิกที่ทำให้ผู้อ่านค้นพบ Daily Mail ลงไปอีก 90%

มือ SEO ของ Daily Mail ยังเสริมว่าสถานการณ์ล่าสุดนั้นยังไม่ดีขึ้น พร้อมกับที่รายงานจากเว็บไซต์ Search Engine Land ได้อ้างถึงข้อมูลจากผู้ให้บริการเครื่องมือ SEO Sistrix ซึ่งระบุว่าเว็บไซต์จำนวนมากกำลังถูกเห็นบนเสิร์ชเอนจิ้นลดลง (search visibility) ทั้งสื่ออย่าง Systrix, NFL.com และ Vimeo ซึ่งมี search visibility ลดลงเหมือนกับ Daily Mail

หลายเว็บยิ้มได้

ในเมื่อมีผู้แพ้ก็ต้องมีผู้ชนะ คนที่ยิ้มได้มีตั้งแต่ the Mirror, the Sun และ HuffPost ทั้งหมดรายงานว่ามีตัวเลข search visibility สูงขึ้นชัดเจนในสัปดาห์นี้

การขยายพื้นที่อัปเดท June 2019 core update บนระบบเสิร์ชเอนจิ้นคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไปจนอาจมีผลเปลี่ยนแปลงทราฟฟิกบนเว็บไซต์อื่นทั่วโลก ดังนั้น publisher และนักสังเกตการณ์ส่วนใหญ่จะจับตาเพื่อดูผลกระทบในแง่มุมอื่นจากการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดของ Google อย่างใกล้ชิดต่อไป.

ที่มา: : Fastcompany

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/google-algorithm/

Google เปลี่ยนอัลกอริทึมครั้งล่าสุด กระทบทราฟฟิกหลายเว็บดัง

เรียกว่าเจ็บระนาวสำหรับการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมการค้นหาครั้งล่าสุดของ Google ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการเปิดเว็บไซต์ของสื่อดังอย่าง Daily Mail และอีกหลายแห่งจนลดฮวบ ขณะที่ the Mirror, the Sun และ HuffPost ยิ้มแฉ่งเพราะได้อานิสงส์จากการปรับครั้งนี้แบบไม่ทันตั้งตัว

Google ชี้แจงเรื่องการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมการค้นหาหรือ search algorithm ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเตือนบริษัท publisher ว่าได้เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงแล้วในวงกว้าง และการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมครั้งนี้อาจทำให้ publishers สังเกตเห็นปริมาณทราฟฟิกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งที่ Google มั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

อัปเดทหลักประจำ มิ.ย. 2019

การอัปเดทครั้งนี้ถูกเรียกว่า June 2019 core update สะท้อนชัดเจนถึงฐานะการอัปเดทระบบหลักประจำเดือนมิถุนายน 2019 การเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมใหม่ส่งให้ปริมาณการใช้งานเว็บไซต์ผ่านระบบเสิร์ชเอนจิ้นเกิดความผันผวน หนึ่งในสื่อที่น่าสังเกตว่าจะเป็นผู้รับผลกระทบมากที่สุดคือ Daily Mail ซึ่งรายงานว่าสูญเสียทราฟฟิกจากเสิร์ชเอนจิ้นต่อวันหรือ daily search traffic มากกว่า 50% แถมยังยืนยันว่าการสูญเสียเป็นผลมาจากการอัปเดทนี้แน่นอน

ข่าว Daily Mail สูญทราฟฟิกไปกว่า 50% นี้แดงขึ้นเมื่อมีการสำรวจพบว่าผู้อำนวยการด้าน SEO ของ Daily Mail ได้โพสต์ขอความช่วยเหลือจาก Google เพื่อแจ้งรายละเอียดภาวะทราฟฟิกลดลงครั้งใหญ่ โดยบล็อก Search Engine Roundtable พบว่าการลดลงของ daily search traffic ทำให้ Daily Mail สูญ discover traffic หรือทราฟฟิกที่ทำให้ผู้อ่านค้นพบ Daily Mail ลงไปอีก 90%

มือ SEO ของ Daily Mail ยังเสริมว่าสถานการณ์ล่าสุดนั้นยังไม่ดีขึ้น พร้อมกับที่รายงานจากเว็บไซต์ Search Engine Land ได้อ้างถึงข้อมูลจากผู้ให้บริการเครื่องมือ SEO Sistrix ซึ่งระบุว่าเว็บไซต์จำนวนมากกำลังถูกเห็นบนเสิร์ชเอนจิ้นลดลง (search visibility) ทั้งสื่ออย่าง Systrix, NFL.com และ Vimeo ซึ่งมี search visibility ลดลงเหมือนกับ Daily Mail

หลายเว็บยิ้มได้

ในเมื่อมีผู้แพ้ก็ต้องมีผู้ชนะ คนที่ยิ้มได้มีตั้งแต่ the Mirror, the Sun และ HuffPost ทั้งหมดรายงานว่ามีตัวเลข search visibility สูงขึ้นชัดเจนในสัปดาห์นี้

การขยายพื้นที่อัปเดท June 2019 core update บนระบบเสิร์ชเอนจิ้นคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไปจนอาจมีผลเปลี่ยนแปลงทราฟฟิกบนเว็บไซต์อื่นทั่วโลก ดังนั้น publisher และนักสังเกตการณ์ส่วนใหญ่จะจับตาเพื่อดูผลกระทบในแง่มุมอื่นจากการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดของ Google อย่างใกล้ชิดต่อไป.

ที่มา: : Fastcompany

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/google-algorithm-traffic/

Facebook เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใน Tool สร้างโฆษณา ทำวิดีโอ “แนวตั้ง-แนวนอน-สี่เหลี่ยม” ได้หมด!

สะดวกขึ้นได้อีก!! เมื่อ Facebook อัพเดท Video Creation Kit เครื่องมือสร้างวิดีโอสำหรับ Facebook Ads ให้มีฟีเจอร์ใหม่หลายอย่าง

หนึ่งในนั้นคือการทำให้วีดีโอหนึ่งตัวมีหลายขนาด เช่น 16:9 (แนวนอน), 9:16 (แนวตั้ง) และ 1:1 (สี่เหลี่ยม) ได้ เพื่อให้เหมาะกับโฆษณาที่จะไปขึ้นในมือถือหรือเว็บไซต์ได้

“คุณจะประหยัดเวลาและสร้าง Video Ads ให้เหมาะกับสถานที่ที่โฆษณาของเราจะไปปรากฏ (Placement) ได้ โดยไม่ต้องถ่ายทำวิดีโอมาเพิ่มหรือตัดด้วยตัวเองอีก” Facebook ระบุใน Blog ของ Facebook Business

 

รวมถึงจะเลือก Template ที่เหมาะกับวิดีโอของเราได้ เช่น หากเราเพิ่มภาพนิ่งลงไป ระบบก็จะเอฟเฟ็คที่เหมาะสมให้เหมาะกับ

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์จะมี Template และ Sitcker ตามเทศกาลต่างๆ รวมถึงฟอนต์ใหม่ๆ อีก 20 แบบขึ้นมาให้เลือกใช้ในวิดีโอได้ และจะสามารถ Save Draft สำหรับวิดีโอที่ยังตัดต่อไม่เสร็จได้อีกด้วย

Video Creation Kit เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนลง Facebook Ads ที่อาจไม่มีความรู้ในเชิงเทคนิคด้านการทำวิดีโอ สามารถสร้างวิดีโอโฆษณาได้ง่ายมากขึ้น สอดคล้องกับการแถลงข่าวของ Facebook ก่อนหน้านี้ที่ประกาศว่าจะช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) สามารถทำธุรกิจบน Facebook ได้ง่ายยิ่งขึ้น

Source: 1, 2, 3

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/facebook-updates-video-creation-kit/