คลังเก็บป้ายกำกับ: dell

Dell เลย์ออฟพนักงาน พร้อมกับลดเงินเดือนพนักงาน VMware ที่ WFH

ทาง Dell Technologies และ VMware ได้ตัดสินใจอย่างยากลำบากเกี่ยวกับพนักงานตัวเองทั่วโลกที่มีอยู่ถึง 165,000 และ 31,000 คนตามลำดับ โดย Dell ได้ออกมายืนยันในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ากำลังเชิญพนักงานบางส่วนออก

ในขณะเดียวกัน VMware ก็ออกมายอมรับว่ามีการลดเงินเดือนสำหรับพนักงานที่เลือกจะทำงานจากบ้านแบบถาวร (Working from home : WFH) ซึ่งทั้ง Dell และ VMware ต่างเป็นหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งมานาน โดย Dell เป็นเจ้าของหุ้นส่วนใหญ่ของ VMware

หลังจากที่ซื้อกิจการ EMC ด้วยมูลค่าถึง 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปเมื่อปี 2016 ถือว่าทั้งสองบริษัทนี้มีความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นทั้งด้านเทคโนโลยี ยุทธศาสตร์ช่องทางจัดจำหน่าย การพัฒนาผลิตภัณฑ์เคียงคู่กันในตลาด

ซีอีโอของ Dell คุณ Michael Dell ก็นั่งเก้าอี้ประธาน VMware ด้วย แต่ระหว่างการประชุมประจำไตรมาสเมื่อวันจันทร์ ทาง COO ได้ประกาศว่าจะลดจำนวนพนักงานโดยไม่เจาะจงทีมหรือแผนก ถือเป็นการเลย์ออฟครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม

อ่านทั้งหมดที่นี่ – CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-layoffs-vmware-remote-worker-pay-cuts/

เดลล์ เทคโนโลยีส์ คว้ารางวัลสุดยอดนวัตกรรม Product Innovation Award

นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ (ขวา) รับรางวัล Product Innovation Award 2020 เมื่อเร็วๆ นี้ ในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ในด้านการเป็นผู้นำสายผลิตภัณฑ์ Mid-range Storage ด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรม PowerStore จาก รศ. ดร. จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ซ้าย)

รางวัล Product Innovation Awards 2020 จัดขึ้นโดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 14,602 คนเข้าร่วมการสำรวจในปีนี้ ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นบริษัทชั้นนำ 1,000 แห่งที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และตลาดหลักทรัพย์ MAI และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมชั้นนำอื่นๆ (SMBs) ในประเทศไทย

Dell EMC PowerStore คือแพลตฟอร์มของโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย (modern infrastructure platform) ที่สร้างขึ้นจากฐานรากด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่เหนือกว่าเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายต่าง ๆ ในยุคข้อมูล เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ ตลอดจนการเข้าถึงข้อมูล ไปจนถึงประสิทธิภาพในการทำงานของแอปพลิเคชันได้ด้วยนวัตกรรมของ PowerStore ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีเสถียรภาพสูงในระดับ 99.9999% ที่สำคัญ ตัวแพลตฟอร์มมีระบบแมชชีน เลิร์นนิ่ง (ML) และระบบอัตโนมัติอัจฉริยะเพื่อช่วยให้ส่งมอบแอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นโดยใช้เวลาของพนักงานน้อยลงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ในการบาลานซ์ปริมาณการทำงานของระบบ

from:https://www.enterpriseitpro.net/product-innovation-award-dell-powerstore/

CSL จับมือ Dell Technologies เปิดบริการวางระบบ Hybrid Cloud แก่องค์กรทั่วไทย

CSL ผู้ให้บริการระบบ Cloud, IT Solutions และ Data Center แบบครบวงจร ร่วมกับ Dell Technologies เปิดให้บริการการวางระบบ Hybrid Cloud แบบเรียบง่ายและรวดเร็ว ปูรากฐานการใช้งานตั้งแต่ On-premises ไปสู่ Cloud พร้อมต่อยอดไปยัง Multi-cloud ในอนาคต ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในปัจจุบันที่ต้องทำงานแบบ Work from Anywhere, Any Device & Any Platform

Hybrid Cloud กลายเป็น New Normal สำหรับทุกองค์กร

จากวิกฤตการณ์ COVID-19 ในปัจจุบัน ทำให้เกิดมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค หลายองค์กรจึงถูกบังคับให้ทำ Digital Transformation เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และเข้าถึงระบบภายในองค์กรได้ เมื่อ Work from Home กลายเป็นวิถีการทำงานรูปแบบใหม่ (New Normal) พนักงานมีความคุ้นเคย ทำให้องค์กรเริ่มต่อยอดการ Work from Home ไปสู่การทำงานภายใต้แนวคิด “Work from Anywhere, Any Device & Any Platform” ซึ่งนอกจากจะเพิ่มอิสระในการทำงานให้แก่พนักงานแล้ว องค์กรยังได้พื้นที่ที่จากเดิมเป็นที่นั่งทำงานของพนักงานกลับคืนมา ซึ่งสามารถนำไปใช้สอยให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นหรือลดภาระการเช่าที่ลงได้

เทคโนโลยี Cloud Computing ไม่ว่าจะเป็น Public Cloud อย่าง AWS, Microsoft Azure, Google Cloud Platform หรือ Private Cloud ต่างถูกนำเข้ามาใช้เพื่อตอบรับแนวคิดดังกล่าว ในขณะที่หลายองค์กรก็เริ่มหันไปใช้งานแบบไฮบริด (Hybrid Cloud) เนื่องจากต้องการความยืดหยุ่นในการโยกย้าย Workload ไปมาระหว่าง Private และ Public Cloud รวมไปถึงทำให้มั่นใจว่าระบบงานจะพร้อมใช้งานอยู่เสมอแม้จะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น ที่สำคัญคือตอบโจทย์ความต้องการเรื่องการจัดเก็บข้อมูลอย่างมั่นคงปลอดภัย สอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ

จาก Hybrid Cloud สู่ Multi-cloud เต็มไปด้วยความซับซ้อน

ถึงแม้หลายองค์กรจะเริ่มสนใจการวางระบบแบบ Hybrid Cloud แต่การก้าวออกจากการใช้งานแบบ On-premises และ Cloud ไปสู่ Hybrid Cloud ให้ได้อย่างเต็มตัวนั้นยังถือเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเทคโนโลยีหลักที่หลายองค์กรเลือกใช้งานภายใน On-premises Data Center นั้นยังไม่พร้อมที่จะทำงานร่วมกับ Public Cloud ของค่ายต่างๆ ได้อย่างดีนัก ยิ่งองค์กรนำกลยุทธ์ Multi-cloud เข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเพราะต้องการใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์เฉพาะตัวของ Cloud Provider แต่ละราย การลดความเสี่ยง หรือการใช้งานตามนโยบายของบริษัทแม่ ยิ่งก่อให้เกิดความซับซ้อนและยุ่งยากในการบริหารจัดการมากขึ้น เนื่องจาก Cloud Provider ต่างมีเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมเป็นของตนเอง การโยกย้าย Workload ระหว่าง Cloud จึงทำได้ยาก ทั้งยังมีประเด็นเรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่อาจจะไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมไปถึงปัญหาเรื่องการเรียนรู้ทักษะที่ต้องใช้ในการทำงานร่วมกับระบบ Cloud เหล่านั้น

ด้วยเหตุนี้ การปูรากฐานตั้งแต่ On-premises ไปสู่ Private Cloud และ Public Cloud ให้มีบรรทัดฐานเดียวกัน ใช้เครื่องมือเดียวกัน ภายใต้กระบวนแบบเดียวกัน และสามารถบริหารจัดการระบบทั้งหมดได้แบบรวมศูนย์ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทุกองค์กรควรพิจารณาเมื่อเริ่มวางแผนใช้ Hybrid Cloud และ Multi-cloud ในอนาคต

เริ่มใช้ Hybrid Cloud แบบง่ายและรวดเร็วด้วยโซลูชันจาก CSL

CSL ร่วมกับ Dell Technologies เปิดให้บริการการวางระบบ Hybrid Cloud แบบเรียบง่ายและรวดเร็ว ผสานการทำงานระหว่าง On-premises, Private Cloud และ Public Cloud รวมไปถึงสามารถขยายไปสู่ Edge ได้โดยใช้เครื่องมือและกระบวนการทำงานแบบเดียวกันทั้งหมด ก่อให้เกิดการวางโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิบัติงานที่มีบรรทัดฐานเดียวกัน ภายใต้แนวคิด “One Cloud Experience” โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

  1. เริ่มวางรากฐานระบบ On-premises ด้วยโซลูชัน Infrastructure จาก Dell EMC
  2. วางระบบ Private Cloud โดยใช้ VMware Cloud Foundation
  3. เชื่อมต่อกับ Public Cloud ได้แก่ AWS, Microsoft Azure, Google Cloud Platform และ Cloud Partners อื่นๆ อีกกว่า 4,200 รายทั่วโลกด้วย VMware Cloud

แน่นอนว่าเมื่อรากฐานทั้งหมดเป็น VMware ที่หลายองค์กรใช้งานและคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทำให้สามารถเชื่อมต่อ ใช้งาน และโยกย้าย Workload ไปมาระหว่าง On-premises Data Center (Private Cloud) และ Public Cloud ได้สะดวกรวดเร็ว สร้างทางเลือกในการก้าวไปสู่การพัฒนาระบบ Hybrid Cloud ที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อนขึ้น

เลือกวางระบบ Hybrid Cloud แบบเบ็ดเสร็จ หรือปรับแต่งตามความต้องการ

สำหรับองค์กรที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเริ่มแผนการใช้ Hybrid Cloud สามารถเลือกใช้บริการจาก CSL ที่สนับสนุนโดย Dell Technologies ได้ 2 แบบ คือ

1. บริการแบบเบ็ดเสร็จ

วางระบบ Hybrid Cloud ให้องค์กรโดยใช้ Hyper-converged Infrastructure คือ VxRail เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เสริมด้วย VMware Cloud Foundation เพื่อเริ่มต้นทำงานแบบ Private Cloud บริการนี้มีจุดเด่นที่สามารถติดตั้งเพื่อใช้งานได้ง่าย ทำงานได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมขยายระบบไปทำงานร่วมกับ Public Cloud ได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งยังบริหารจัดการได้ง่ายและอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอัปเกรดหรืออัปเดตแพตช์ ที่สำคัญคือ CSL และ Dell Technologies มีแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) สำหรับการวางระบบ Hybrid Cloud โดยใช้ VxRail และ VMware Cloud Foundation ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ องค์กรยังสามารถต่อยอดไปใช้งาน Container และ Kubernetes ได้ทันทีโดยใช้ VMware PKS

2. บริการแบบปรับแต่งตามความต้องการ

องค์กรสามารถเลือกอุปกรณ์ในส่วน Compute, Storage และ Network ของ Dell Technologies มาประกอบกันให้สอดคล้องกับ Workload ที่ใช้งานและงบประมาณที่มีได้อย่างอิสระ โดย Dell Technologies จะมี Validated Design สำหรับใช้อ้างอิงเพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ที่ใช้งานสามารถผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อและแสดงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ พร้อมก้าวไปสู่การใช้งานแบบ Hybrid Cloud ได้ง่ายเหมือนบริการแบบเบ็ดเสร็จ

นอกจากนี้ CSL ยังมีบริการเสริมอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการใช้ Hybrid Cloud ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น บริการ VMware Cloud on AWS ที่ช่วยให้สามารถย้าย Workload จาก Data Center ขึ้นสู่ AWS ได้อย่างรวดเร็ว หรือบริการ Express Connect สำหรับเชื่อมต่อระบบ On-premises หรือ Private Cloud ของลูกค้าไปยัง AWS และ Cloud Providers ชั้นนำอื่นๆ โดยตรง ซึ่งนอกจากจะลด Latency และค่าใช้จ่ายในการใช้บริการระบบ Cloud แล้ว ยังช่วยให้ลูกค้าก้าวออกจากการใช้งานแบบ On-premises และ Public Cloud ไปสู่ Hybrid Cloud ได้อย่างเต็มตัวง่ายขึ้นอีกด้วย

CSL ให้บริการวางระบบ Hybrid Cloud ด้วย Dell Technologies แบบครบวงจร

CSL เป็นผู้ให้บริการระบบ Cloud, IT Solutions และ Data Center แบบ One-stop Shop พร้อมให้บริการการวางระบบ Hybrid Cloud โดยใช้โซลูชันจาก Dell Technologies ไม่ว่าจะเป็นบริการแบบเบ็ดเสร็จ (VxRail + VMware Cloud Foundation + VMware PKS) หรือบริหารแบบปรับแต่งตามความต้องการ CSL มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอนการขึ้นระบบ Hybrid Cloud ตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการเชิงธุรกิจ ออกแบบ ติดตั้ง ย้าย Workload ไปจนถึงการบริการหลังการขาย (CSL Managed Service) โดยคำนึงถึงงบประมาณและความคุ้มค่าที่ลูกค้าจะได้รับเป็นสำคัญ

องค์กรที่ต้องการเริ่มต้นการใช้ระบบ Cloud ไม่ว่าจะเป็น Private, Public หรือ Hybrid Cloud รวมไปถึงยกระดับ IT Infrastructure ที่ใช้งานอยู่ให้ดียิ่งขึ้น สามารถติดต่อทีมงาน CSL ได้ที่อีเมล csl-presales@ais.co.th หรือโทร 02-263-8185

from:https://www.techtalkthai.com/start-your-hybrid-cloud-journey-with-csl-and-dell-technologies/

[Advertorial] Dell EMC PowerStore เปิดมิติระบบสตอเรจอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ธุรกิจในยุคดิจิตอลนั้นถูกแรงผลักดันที่เกิดขึ้นในประเด็นสำคัญอยู่หลายส่วนด้วยกัน อย่างเช่นประเด็นด้านข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นมาในแต่ละวัน ซึ่งมีจำนวนมหาศาลและจำเป็นจะต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ โดยนอกจากจะจัดเก็บเป็นอย่างดี นำกลับมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่วสะดวกง่ายดาย มีความอัจฉริยะและทำงาน (Automation)ได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงต้องสามารถวิเคราะห์เพื่อนำมาเป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผล

ในการนี้ Dell Technologies ได้มองเห็นถึงความต้องการขององค์กรธุรกิจในยุคดิจิตอลจึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มของโครงสร้างด้านการจัดการข้อมูลรุ่นใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Dell EMC PowerStore ที่ออกมาตอบโจทย์งานด้านข้อมูล (Data) อินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) และเรื่องของการปฏิบัติการ (Operation) เป็นสำคัญ

ตรงกับความต้องการในยุคดิจิตอล

Dell EMC PowerStore ถูกออกแบบให้มาตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน ด้วยการแบ่งออกเป็น 3 แกนหลัก อันประกอบด้วยมุมมอง ดังนี้

1. มุมมองด้าน Data-Centric
Dell EMC PowerStore ช่วยให้องค์กรสามารถที่จะรองรับเวิร์กโหลดแอพพลิเคชันที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบบฟิสิคอล หรือแบบเวอร์ชวล รวมไปถึงยังต้องรองรับเวิร์กโหลดใหม่ๆ ประเภทคอนเทนเนอร์ อีกด้วย จากนั้นสตอเรจรุ่นใหม่นี้ยังให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่เร็วมากกว่าผ่านทางโปรโตคอลรุ่นใหม่อย่าง NVMe ช่วยให้การส่งผ่านข้อมูลภายในระบบดีมากกว่าเดิมนับร้อยเท่า และสามารถที่จะทำการ Scale out ได้ดีกว่าระบบเดิม รวมถึงการทำ Data Reduction ได้ดีกว่าเดิม (เป็นแบบ Always-on) ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตัวของเวิร์กโหลดที่จะเพิ่มขึ้นได้อย่างทันท่วงที เป็นแบบ 99.9999% สำหรับความพร้อมใช้งาน เป็นต้น

2. มุมมองด้าน Intelligent
Dell EMC PowerStore ให้ความอัจฉริยะในการทำงานอย่างเช่นเรื่องของการทำ Programmable Infrastructure, การจัดการด้านการ Provisioning Storage แบบอัตโนมัติ ผ่านทางปลั้กอินต่างๆ ที่ PowerStore มีให้ ทั้ง VMware, Kubernetes, Ansible รวมถึง REST Api ด้วย อีกทั้งสตอเรจ PowerStore ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีอย่าง Machine Leaning ทำให้มันทำงานได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงมีเครื่องมืออัจฉริยะอย่าง CloudIQ เป็นเทคโนโลยที่ทำให้คุณสามารถที่จะมอนิเตอร์ระบบในเชิงรุก ช่วยให้มองเห็นและวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในระบบสตอเรจของคุณได้ดีมากยิ่งขึ้น สามารถลดความเสี่ยงของระบบ วางแผนระบบและสตอเรจได้ดีกว่าเดิม และที่สำคัญสามารถพัฒนาด้านโพรดักส์ทิวิตี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. มุมมองด้าน Adaptable
Dell EMC PowerStore เป็นการปรับโครงสร้างและรูปแบบการทำงานใหม่ โดยมีการพัฒนาระบบโค้ดขึ้นมาใหม่ เป็นระบบของตัวเอง โดยตัวมันให้ความยืดหยุ่นในส่วนของสถาปัตยกรรม ให้ความยืดหยุ่นในส่วนของการดีพลอยเมนท์ ตั้งแต่ Core ไปถึง Edge และข้ามไปยัง Cloud ได้อย่างยอดเยี่ยมมากกว่าเคย สิ่งที่ทำให้สตอเรจรุ่นใหม่นี้มีประสิทธิภาพยืดหยุ่นได้นั้นก็เพราะว่าสถาปัตยกรรมของมันถูกเขียนและสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดโดยมีพื้นฐานจากระบบคอนเทนนเนอร์ (Container-based Architecture) เรียกกันว่า PowerStoreOS ซึ่งข้อดีของระบบที่เป็นแบบคอนเทนเนอร์นั้นถูกแยกออกมาเป็นโมดูลล่าร์ ทำให้เราสามารถที่จะประยุกต์ให้ใช้งานเซอร์วิสที่เกิดขึ้นบนเคอร์เนลได้เป็นส่วนๆ ซึ่งไม่ไปกระทบกับระบบหลัก

นอกจากนั้นแล้วยังมีการแนะนำฟังก์ชั่น ที่ชื่อว่า AppsOn คือฟังก์ชั่นใหม่ที่เป็นหนทางเดียวที่ช่วยให้เวอร์ชวลเวิร์กโหลดบน VMware และแอพพลิเคชั่นสามารถนำเอาแอพพลิเคชั่นมาใช้งาน (deploy) ได้โดยตรงบนอาเรย์เพื่อความยืดหยุ่นที่มากกว่าเดิมอย่างมหาศาล ในฐานะที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม AppsON เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเวิร์กโหลดที่เป็น data-intensive ทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ (core) หรือที่พื้นที่ส่วนปลาย (edge) และแอพพลิเคชั่นสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน

Dell EMC Future-Proof Program เพิ่มการอัพเกรดได้ในทุกเวลา

PowerStore อยู่ภายใต้โปรแกรมที่เรียกว่า Dell EMC Future-Proof Program ซึ่งให้ทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้น ให้ความสามารถในการคาดการณ์การใช้งานล่วงหน้า อีกทั้งให้การคุ้มครองการลงทุนผ่านความสามารถในการอัพเกรดได้ทุกเวลา (Anytime Upgrades) โปรแกรมการอัพเกรดคอนโทรลเลอร์ที่มีความยืดหยุ่นที่สุดในอุตสาหกรรม ต่างจากโปรแกรมอัพเกรดคอนโทรลเลอร์อื่น ๆ ลูกค้าสามารถขยายหรือปรับเพิ่มประสิทธิภาพของ PowerStore ได้ การผสานกันของการอัพเกรดได้ทุกเวลา (Anytime Upgrades) และสถาปัตยกรรมที่ปรับได้ของ Dell EMC PowerStore ทำให้การไมเกรทแพลตฟอร์มสามารถเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทสรุป

PowerStore ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ ตลอดจนการเข้าถึงข้อมูล ไปจนถึงประสิทธิภาพในการทำงานของแอพพลิเคชั่นได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้มีเสถียรภาพสูงในระดับ 99.9999% ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กร สามารถรองรับทั้งเวิร์กโหลดที่หลากหลายทั้งแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ ช่วยให้คุณสามารถคำนวณและจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรอยู่ภายในระบบเดียว ลดพื้นที่การใช้งานสตอเรจโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับ เดลล์ เทคโนโลยีส์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ช่วยให้องค์กรธุรกิจและปัจเจกบุคคลสร้างอนาคตดิจิทัล พร้อมช่วยปฏิรูปทั้งรูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิต และการพักผ่อน เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าด้วยสายผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและการบริการที่กว้างที่สุด และมีความเป็นนวัตกรรมอย่างสูงสุดสำหรับยุคดิจิทัล 

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-emc-powerstore-2/

Dell เปิดตัว Latitude 7410 Chromebook Enterprise สเปกพรีเมียม วางขายในไทยด้วย

Dell เปิดตัว Latitude 7410 Chromebook Enterprise ซึ่งเป็น Chromebook เกรดพรีเมียมสำหรับลูกค้าองค์กร มีทั้งแบบโน้ตบุ๊กปกติ และแบบ 2-in-1 พับจอได้

ซีพียูเป็น Intel Core 10th Gen (สูงสุดคือ Core i5-10310U), แรมสูงสุด 16GB, สตอเรจเป็น SSD NVMe ขนาด 128GB, หน้าจอ 14″ เลือกได้ทั้งแบบ touch และ non-touch ความละเอียดสูงสุด 4K, แบตเตอรี่อยู่ได้นานสูงสุด 21 ชั่วโมง และมีระบบชาร์จเร็ว ExpressCharge

ทาง Dell Thailand บอกว่านำ Chromebook ตัวนี้เข้ามาขายด้วย แต่ไม่ได้เปิดเผยราคาขายปลีก เพราะต้องสั่งผ่านช่องทางของลูกค้าองค์กร แต่ถ้าดูราคาบนหน้าเว็บ Dell สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นที่ 1,299 ดอลลาร์

No Description

No Description

ที่มา – Dell

from:https://www.blognone.com/node/118201

Dell Technologies ไตรมาสล่าสุด ธุรกิจ Client เติบโตจากคนต้องทำงาน-เรียนจากที่บ้าน

Dell Technologies รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ตามปีการเงินบริษัท 2020 สิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2020 มีรายได้ 22,733 ล้านดอลลาร์ และมีกำไรสุทธิ 1,099 ล้านดอลลาร์

ซีโอโอ Jeff Clarke กล่าวว่า Dell Technologies ได้นำเสนอโซลูชันเทคโนโลยี ที่ลูกค้าต้องการไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำงานหรือการเรียน ไตรมาสที่ผ่านมา Dell Technologies มีรายได้เพิ่มขึ้นจากลูกค้าหน่วยงานรัฐและภาคการศึกษา 16% และ 24% ตามลำดับ เนื่องจากทั้งผู้ปกครองและโรงเรียนต่างต้องการเครื่องมือ สำหรับจัดการเรียนการสอนแบบ Virtual

กลุ่มธุรกิจ Client Solutions มีรายได้ 11,203 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มลูกค้าทั่วไปเพิ่มขึ้น 18% เป็น 3,164 ล้านดอลลาร์ และกลุ่มองค์กรลดลง 11% เป็น 8,039 ล้านดอลลาร์ ที่น่าสนใจคือสินค้ากลุ่ม XPS พรีเมียม และสินค้าเกมมิ่งอย่าง Alienware มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นถึง 25%

กลุ่มธุรกิจ Infrastructure Solutions รายได้ 8,207 ล้านดอลลาร์ และกลุ่ม VMware รายได้ 2,908 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10%

ที่มา: Dell Technologies

alt="Dell Technologies"

alt="Dell Technologies"

from:https://www.blognone.com/node/118185

Dell เชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “VDI Made Simple” 28 ส.ค. นี้

Dell Technologies ร่วมกับ Intel และ VMware เชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ VDI Made Simple ในวันที่ 28 สิงหาคม 2020 เพื่อเรียนรู้และรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการทำ VDI ขององค์กรให้สำเร็จแบบครบวงจร โดยมีรายละเอียดงาน และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังฟรี ดังนี้

รายละเอียดงาน

หัวข้อ: VDI Made Simple
วัน: 28 สิงหาคม 2020 (ศุกร์)
เวลา: 09:30 – 11:30
ผู้บรรยาย:
– คุณ Kanednat Chayamornchattarakoop, DPA Product Technologist Client Solutions Group (CSG), Dell Technologies
– คุณ Kanit Raksasri, Product Specialist, VMware Synergy, Dell Technologies
– คุณ Ekachai Jalernrojmongkol, Senior System Engineer, Dell Technologies
– คุณ Polsorn Ukkaraputthiporn, System Engineer, Data Protection Solutions, Dell Technologies

Virtual Desktop Infrastructure หรือ VDI ช่วยปรับรูปแบบการทำงานของพนักงานในองค์กรให้สามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ช่วยให้ธุรกิจดำเนินได้ด้วยความต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มประสิทธิผลการทำงานที่ดีของพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริการอันจะนำไปสู่ประสบการณ์ที่ดีที่ช่วยสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า VDI ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายแบบไม่มีสิ่งใดมาหยุดยั้งได้ แต่การทำระบบ VDI ให้ประสบความสำเร็จ คุ้มค่าการลงทุน และตอบโจทย์องค์กรได้ในทุกเรื่องตามเป้าหมายโดยเฉพาะต้องปลอดภัยอย่างแท้จริงด้วยนั้นต้องทำอย่างไร

ภายในงานนี้ ท่านจะได้รับฟังข้อมูลเชิงลึกจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้การทำ VDI ขององค์กรท่านสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างง่ายดายในทุกเรื่องแบบครบวงจร คุ้มค่าการลงทุนและปลอดภัย โดยในงานจะแบ่งออกเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้

  • Remote Workforce strategies and best practices
  • Optimise your VDI deployment
  • New Norm and Business Continuity Solutions
  • Protecting your VDI environment
  • Enabling Digital Workspaces with Dell Technologies VDI Solutions

สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนาได้ทันที

เพียงเข้าไปกรอกข้อมูลที่เว็บไซต์ https://dell.zoom.us/webinar/register/WN_GinCP80eTxC1ATI0rgy_4Q หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อคุณวิชรัตน์ ไชยช่วย โทร. 084-242-4661

from:https://www.techtalkthai.com/dell-webinar-vdi-made-simple/

[Guest Post] โรงพยาบาลรามคำแหง ปรับโครงสร้างพื้นฐานทางไอทีให้ทันสมัย พร้อมมอบบริการดิจิทัล เฮลธ์ด้วยโซลูชันเดลล์ เทคโนโลยีส์

  • โรงพยาบาลรามคำแหงนำโซลูชันของเดลล์ เทคโนโลยีส์มาใช้เพื่อการทรานส์ฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานไอทีด้านเฮลธ์แคร์ หรือ HIT ให้ทันสมัย (modernize) และทำงานได้แบบอัตโนมัติ (automate)
  • โครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการนำมาใช้ที่โรงพยาบาลรามคำแหง จะทำหน้าที่เป็นมาตรฐานหลักในด้านเทคโนโลยีที่จะนำไปใช้กับโรงพยาบาลทุกแห่งภายในเครือของรามคำแหงทั่วประเทศเพื่อการให้บริการคุณภาพสูงทางการแพทย์ที่ครอบคลุม และสอดคล้องเพื่อการดูแลผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกทั้งหมด
  • Dell Technologies Unified Workspace คือโซลูชันที่ช่วยจัดการอุปกรณ์ปลายทาง (endpoint devices)ทั้งหมดที่แพทย์เฉพาะทางใช้ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยเพื่อให้บริการด้านการดูแลรักษาฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงผ่านระบบดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

โรงพยาบาลรามคำแหง หนึ่งในท็อป 5 เครือโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ได้ปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่บนโซลูชันของเดลล์ เทคโนโลยีส์ ทั้งหมดให้ทันสมัย (modernize) เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยที่ดีมากยิ่งขึ้นแก่ผู้ป่วยทั้งในแบบเรียล-ไทม์ และการดูแลรักษาทางไกล (remote) แบบ 24/7 ไม่ว่าลูกค้าอยู่ที่ใดก็ตาม ด้วยผลของความพยายามในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล (digital transformation) โรงพยาบาลรามคำแหงสามารถทำงานและให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยการปฏิบัติการแบบ always-on พร้อมความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว

วิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานไอทีด้านเฮลธ์แคร์ (HIT หรือ Healthcare IT Infrastructure) ที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรองรับระบบสารสนเทศโรงพยาบาลที่สำคัญ (HIS หรือ Hospital Information System) ซึ่งจะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อนำไปใช้ในโรงพยาบาล 40 แห่งภายใต้การดูแลที่อยู่ทั้งภายในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์นี้ โรงพยาบาลรามคำแหงได้นำระบบดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ โซลูชันด้านการปกป้องข้อมูลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ รวมทั้งซอฟต์แวร์ virtualization ของวีเอ็มแวร์ ไปจนถึงอุปกรณ์ปลายทางของเดลล์ ทั้งในส่วนของเครื่องเวิร์กสเตชัน เดสก์ท็อป และแล็ปท็อป เข้ามาใช้งาน ปัจจุบัน ระบบสำรอง (mirroring) ขนาดใหญ่ได้ถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลในเครือ 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา โรงพยาบาลสุขุมวิท และโรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม ในจังหวัดเชียงใหม่

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในไซต์หลักที่ให้การสนับสนุนโรงพยาบาลสาขาอื่นๆภายในเครือโรงพยาบาลรามคำแหง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด 485 เตียงในอาคารผู้ป่วยสามแห่ง คือโฮสต์ของดาต้าเซ็นเตอร์องค์กร และยังเป็นหนึ่งในไซต์การกู้คืนข้อมูล (DR หรือ Disaster Recovery) เพื่อรองรับและให้บริการโรงพยาบาลที่มีขนาดเล็กกว่า โดยโรงพยาบาลรามคำแหงคาดหวังที่จะมีการนำระบบที่มีขนาดเล็กกว่าไปใช้ที่โรงพยาบาลสาขา 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ราม และโรงพยาบาลพะเยา ราม โดยโรงพยาบาลสาขาแต่ละแห่งจะมี เอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก (EDC) ซึ่งจะสำรองข้อมูลในแบบเรียล-ไทม์เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของข้อมูลในขณะที่ใช้ทรัพยากร ซึ่งโฮสต์อยู่ที่โรงพยาบาลรามคำแหง ด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างขึ้นบนเทคโนโลยีออลแฟลช (All-Flash) และได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถเพิ่มขนาดในการทำงาน (scale-out) ทำให้การดำเนินงานใหม่สามารถเสร็จสิ้นได้ภายในระยะเวลาที่น้อยกว่า 1 เดือนนับจากระยะเวลาที่โปรเจ็คเริ่มต้นและออกแบบมาเพื่อขยายขนาดการใช้งานใหม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือนนับจากวันที่เริ่มโครงการจนถึงวันที่เริ่มต้นใช้งานจริง (go-live) ซึ่งรวมถึงการใช้งานแอปพลิเคชัน ที่จะช่วยประหยัดเวลาวันที่ใช้งานจริง รวมถึงการใช้งานแอปพลิเคชันช่วยประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากรด้านไอทีให้กับโรงพยาบาลได้เป็นอย่างมาก

“หนึ่งในเป้าหมายของเราคือการสร้างและนำรากฐานเชิงกลยุทธ์แบบองค์รวมเข้ามาใช้กับระบบการบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ หรือ EHR (electronic health records) ที่ผู้ใช้ที่ได้รับมอบหมายและได้รับอนุญาตที่อยู่ภายในเครือข่ายโรงพยาบาลของเราสามารถเข้าถึงบันทึกผู้ป่วยและข้อมูลด้านสุขภาพที่อัพเดทที่สุดเพื่อสามารถให้การรักษาและการบริการผู้ป่วยได้ในทันที ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยเท่านั้น” นายแพทย์พิชญ สมบูรณสิน กรรมการบริหาร โรงพยาบาลรามคำแหง กล่าว “ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีมาตรฐานที่เรามี ผู้ป่วยทั่วประเทศสามารถมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้านการรักษาพยาบาลที่ได้รับไม่ว่าจะอยู่ที่ใด หรือจากโรงพยาบาลสาขาใดที่เข้ารับการรักษาก็ตาม การทำงานร่วมกับเดลล์ เทคโนโลยีส์ทำให้เรามั่นใจได้ว่าข้อมูลผู้ป่วยทั้งหมดจะถูกส่งผ่านจากดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่อุปกรณ์ปลายทางอย่างปลอดภัยไม่ว่าจะมีการเข้าถึงข้อมูลจากที่ใดก็ตาม”

ทั้งนี้ ด้วยการรับรองจาก Joint Commission International (JCI) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบการดำเนินงานของโรงพยาบาลด้วยมาตรฐานระดับโลกด้านคุณภาพการดูแลและความปลอดภัยของผู้ป่วย โรงพยาบาลรามคำแหงได้รับคะแนนสูงสุดในด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล

การกู้คืนข้อมูล (Data recovery)เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ

ปัญหาด้านไฟฟ้าขัดข้อง ปัญหาการเชื่อมต่อ ไปจนถึงกรณีของภัยพิบัติตามธรรมชาติอาจส่งผลต่อการหยุดทำงานของระบบและการให้บริหาร ดังนั้น เพื่อให้มั่นใจถึงความต่อเนื่องในการดำเนินทางธุรกิจ ในขณะที่ให้การปกป้องการทำงานของแอปพลิเคชัน และข้อมูลโรงพยาบาลรามคำแหง ใช้เซิร์ฟเวอร์ Dell EMC PowerEdge และเทคโนโลยี VMware ที่ไซต์สำรองการกู้คืนข้อมูล DR เพื่อควบคุมการโอนถ่ายกระบวนการเฟลโอเวอร์ไปยังไซต์สำรองในกรณีที่ไซต์หลักล้มเหลวโดยอัตโนมัติ

นั่นหมายความว่านอกเหนือจากความพร้อมใช้งานในระดับสูงและความสมบูรณ์ของข้อมูลแล้ว โรงพยาบาลรามคำแหงยังมั่นใจได้ในด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจและประสิทธิภาพการทำงานสูง พร้อมด้วยความสามารถในการทำให้ระบบไอทีสามารถกลับมาทำงานได้ใหม่ภายในระยะเวลาอันสั้นและการหยุดชะงักในระดับต่ำ (near-zero) ให้กับธุรกิจในช่วงเวลาที่เกิดไฟดับ

นายแพทย์ พิชญ กล่าวว่า “โครงสร้างพื้นฐานสมรรถนะสูงที่ได้รับการพัฒนาให้เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นช่วยให้เราสามารถลดความซับซ้อนทางด้านไอที ในขณะที่เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน อีกทั้งช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับทีมแพทย์และทีมงานด้านการรักษาของเราให้สามารถให้การดูแลที่เปี่ยมคุณภาพให้กับผู้ป่วย ทั้งหมดนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความมั่นใจในด้านการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำ ตลอดจนถึงการให้การดูแลรักษาในแบบเฉพาะบุคคล (personalized treatment) อย่างทันท่วงทีซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ในการรักษาที่ดียิ่งขึ้น”

พื้นที่ทำงานดิจิทัลแบบบูรณาการเพื่อมอบบริการสุขภาพดิจิทัล (digital health) ที่เชื่อถือได้ในโลกใหม่

ในการดำเนินการเพื่อให้การวินิจฉัยและการตรวจรักษาผู้ป่วยวิกฤตได้อย่างอย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง โรงพยาบาลรามคำแหง ได้นำเอา Dell Technologies Unified Workspace เข้ามาใช้งานเพื่อช่วยให้แพทย์เฉพาะทางสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของระบบการบันทึกข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ (EHR) ที่ส่วนกลางของโรงพยาบาลจากระยะไกลผ่านโมบาย ดีไวซ์ได้อย่างปลอดภัยในทุกเวลาที่ต้องการ ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงข้อมูลไฟล์ภาพทางการแพทย์ (medical imaging) อาทิ ไฟล์การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan ไฟล์รายงานผลห้องแล็บ ข้อมูลภูมิแพ้ผู้ป่วย แผนในการรักษา และประวัติทางการแพทย์ที่สมบูรณ์ เพื่อช่วยในการตัดสินใจที่ดีที่สุดเพื่อการให้การรักษาพยาบาลที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่ต้องดูแลอย่างเร่งด่วนและวิกฤต

“แทนที่จะฟังการสรุปอาการสั้นๆ แพทย์สามารถเข้าถึงและเรียกดูประวัติทางการแพทย์ทั้งหมดของผู้ป่วยตลอดจนข้อมูลด้านสุขภาพอย่างปลอดภัยได้ในแบบเรียล-ไทม์บนอุปกรณ์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของ CT scan หรือผลของแล็บ-เทสต์ จากระยะไกลไม่ว่าจะอยู่ในระหว่างเดินทางหรืออยู่ที่บ้าน” นายแพทย์พิชญ กล่าว “แพทย์สามารถได้รับความยืดหยุ่นในการทำงาน โดยสามารถทำงานได้จากทุกที่ แม้กระทั่งช่วงเวลาที่เดินทาง ช่วยให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่าจะได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ในเวลาที่ต้องมากที่สุด”

ทั้งนี้ Unified Workspace ซึ่งเป็นโซลูชันการจัดการอุปกรณ์ปลายทางช่วยให้โรงพยาบาลรักษาความปลอดภัยและควบคุมสภาพแวดล้อมไอทีและอุปกรณ์ทั้งหมดภายในเครือข่ายรวมถึงสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย แอปพลิเคชั่น และข้อมูลในอุปกรณ์เหล่านี้ได้รับการคุ้มครองด้วยลำดับชั้นการรักษาความปลอดภัย (multi-layer security) เพื่อการเข้ารหัสและการควบคุมดีไวซ์เพื่อป้องกันการเข้าถึงและแก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาต

ด้วยการที่อยู่ของระบบดังกล่าว โรงพยาบาลรามคำแหงสามารถเปลี่ยนการดูแลผู้ป่วยส่วนใหญ่ไปสู่แพลตฟอร์มการดูแลรักษาแบบดิจิทัล (digital health platform) ได้อย่างรวดเร็วในช่วงการระบาดของโควิด -19 เป็นผลให้โรงพยาบาลสามารถให้การช่วยเหลือผู้ป่วยจากระยะไกลได้แม้ในช่วงล็อคดาวน์ที่การเดินทางถูกจำกัด ดังนั้นจึงสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับทั้งผู้ป่วยและผู้ให้การรักษาพยาบาล

“กว่าหกปีที่ผ่านมา เราได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเพื่อเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพในการดำเนินงานภายในของเรา วันนี้ความร่วมมืออันยาวนานของเรากับเดลล์ เทคโนโลยีส์ ทำให้การให้บริการและการมอบประสบการณ์การรักษาพยาบาลของเราเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรม นี่คือสิ่งที่เป็นมากกว่าแค่ประสิทธิภาพ แต่ยังหมายรวมถึงคุณค่าที่เรามอบให้กับลูกค้าโดยไม่ต้องเสียสละประสิทธิภาพและความปลอดภัย” นายแพทย์พิชญ กล่าวเสริม

การปฏิรูปการรักษาพยาบาลเพื่อผลลัพธ์ของผู้ป่วยที่เป็นเลิศ

“ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่อาจคาดเดาได้ส่งผลกระทบต่อทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแม้แต่ในอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์  การปฏิรูปทางด้านไอทีได้กลายมาเป็นก้าวย่างที่สำคัญสำหรับทั้งหน่วยงานและองค์กรธุรกิจด้านสุขภาพ ในการที่จะมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงที่มีมาฉับพลันให้ยังคงสามารถให้บริการดูแลผู้ป่วยด้วยมาตรฐานระดับเวิลด์คลาสต่อไปได้” นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “เดลล์ เทคโนโลยีส์อยู่ในตำแหน่งที่สามารถให้การช่วยเหลือลูกค้า เช่น โรงพยาบาลรามคำแหง ในการทรานส์ฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีสำหรับเฮลธ์แคร์ทั้งหมด เพื่อความคล่องตัวทางธุรกิจ เริ่มตั้งแต่จุดที่ให้การดูแลผู้ป่วยไปจนกระทั่งถึงดาต้าเซ็นเตอร์ จนกระทั่งระบบคลาวด์ เพื่อการยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยที่ดีมากยิ่งขึ้น”

ด้วยโซลูชันด้านเฮลธ์แคร์ และชีววิทยาศาสตร์ (life sciences) ที่สมบูรณ์พร้อม เดลล์ เทคโนโลยีส์ช่วยผู้ให้บริการด้านสุขภาพลดความซับซ้อนในการบริหารและปฏิบัติการเพื่อปฏิวัติการดูแลผู้ป่วยได้ในแบบองค์รวม โดยเปลี่ยนจากขั้นตอนเป็นการดูแลแบบประสานงานขั้นสูงเฉพาะบุคคลโดยมุ่งเน้นที่การป้องกันและการมีสุขภาพที่ดีในที่สุดก็จะช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ของผู้ป่วยแต่ละราย

 

เกี่ยวกับโรงพยาบาลรามคำแหง

ก่อตั้งมานานกว่า 30 ปี โรงพยาบาลรามคำแหงคือโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในกรุงเทพมหานครพร้อมด้วยโรงพยาบาลในเครือ 40 แห่งทั่วประเทศ โรงพยาบาลตติยภูมิ 485 เตียงนี้ให้บริการทางการแพทย์ที่หลากหลาย และมีความเชี่ยวชาญด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากลโดยได้รับการรับรองจาก Joint Commission International (JCI) โรงพยาบาลรามคำแหงเป็นผู้นำในศูนย์การรักษาที่มีความซับซ้อนสำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจและระบบประสาทกระดูกสันหลัง และการผ่าตัดกระดูกโดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจำนวนมาก

 

เกี่ยวกับเดลล์ เทคโนโลยีส์ 

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ช่วยให้องค์กรธุรกิจและปัจเจกบุคคลสร้างอนาคตดิจิทัล พร้อมช่วยปฏิรูปทั้งรูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิต และการพักผ่อน เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าด้วยสายผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและการบริการที่กว้างที่สุด และมีความเป็นนวัตกรรมอย่างสูงสุดสำหรับยุคดิจิทัล

 

from:https://www.techtalkthai.com/ramkhamhaeng-hospital-dell-technologies-unified-workspace/

แนะนำ Dell Notebook น่าซื้อ ปี 2020 รุ่นใหม่ Gaming Notebook รุ่นแรกใช้ Ryzen 7/9 + RX5600M สเปกแรงลื่น เริ่ม 38,990 และรุ่นอื่นๆ เน้นทำงาน คุ้มค่า บางเบา

อัพเดท Dell Notebook รุ่นใหม่ๆ ช่วงปี 2020 ที่ต้องบอกว่ามากันเพียบ น่าตื่นเต้นกับการมีตัวเลือกชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U / Ryzen 4000H แล้ว อย่าง Inspiron 5405 / Inspiron 5505 / G5 15 SE ซึ่งได้ทั้งความสดใหม่ ความแรงลื่น และราคาที่ถูกกว่าที่เคยมีมาของ Dell Notebook เอง แน่นอนว่า ฝั่งของชิปประมวลผล Intel ก็ยังมีให้เลือกเช่นเดิม เพิ่มเติมคือรุ่นใหม่ ที่ใช้เป็น Core i Gen 10H อาทิ Inspiron 7501 / XPS 15 / Alienware m15 R3 / Alienware m17 R3 เรียกได้ว่า Dell ก็พร้อมที่จะนำเสนอ Notebook ที่ตอบสนองในทุกๆ การทำงาน ความบันเทิง รวมไปถึงการเล่นเกมด้วย

โดย Dell Notebook จัดว่าเป็นแบรนด์คอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมชมชอบเสมอมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปีปัจจุบัน 2020 จากการที่ทุกคนมั่นใจเรื่องของประกัน On-site ระยะเวลา 2 – 3 ปี และบริการหลังการขายที่ไว้ใจได้ รวมไปถึงมี Notebook ให้เลือกซื้อหลากหลายตามความต้องการ เหมาะกับคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน พร้อมทั้งอัพเดทสเปกเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด

จุดแข็งของแบรนด์ Dell อย่างชัดเจน กับภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นมา จากบริการหลังการขายอย่าง Dell Premium Support ซึ่งประกอบไปด้วยบริการซ่อมเคลมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ (On-site Sevice) ระยะเวลาสูงสุด 2 – 3 ปีเต็มด้วย รวมไปถึงมีเรื่องของบริการอื่นๆ อย่าง Call Center จากผู้เชี่ยวชาญตลอด 24 วัน แบบ 7 วันทำการ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง SupportAssistant ทำให้มั่นใจได้เลย (อ่านรายละเอียดเพิ่ม)

ในบทความนี้เราจะมาแนะนำ Dell Notebook น่าซื้อ ปี 2020 รุ่นใหม่ Gaming Notebook รุ่นแรกใช้ Ryzen 7/9 + RX5600M สเปกแรงลื่น เริ่ม 38,990 และรุ่นอื่นๆ เน้นทำงาน คุ้มค่า บางเบา รวมไปถึงเน้นเล่นเกมประสิทธิภาพสูง เหมาะกับนักเรียนนักศึกษา คนทำงานทั่วไป หรือมืออาชีพ รวมไปถึง Gamer จริงจัง ล่าสุดกันโดยมีราคาคุ้มค่าเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นจนไปถึงแสนบาทที่เป็น Notebook ระดับสูง เน้นประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมจะมีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง ไปชมกันต่อเลยครับ

Dell Inspiron 5405 ราคา 22,990 – 27,990 บาท

Dell Inspiron 5405 เป็นโน้ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ขอบบางเฉียบ เน้นพกพา ตามสไตล์ของโน้ตบุ๊คที่ให้ความบางเบา ได้สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U ใหม่ล่าสุด และการ์ดจอออนชิป Radeon เป็นโน้ตบุ๊คที่มาพร้อมกับขนาดตัวเครื่องที่เบาสุดๆ ที่ 1.4 กิโลกรัม เล็กกระทัดรัดบางสุดเพียง 14.9 มิลลิเมตร แรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200Hz พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 256GB / 512GB สำหรับความละเอียดหน้าจอก็เป็นพาเนล IPS ระดับ Full HD ให้ภาพคมชัดสวยงามสมจริง พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย

สเปกของ Dell Inspiron 5405 จะถูกแบ่งด้วยกันเป็น 2 รุ่นหลักๆ คือ Ryzen 5 4500U ทำงานแบบ 6C/6T (2.30 GHz up to 4.00 GHz, 8 MB L3 Cache) และ Ryzen 7 4700U ทำงานแบบ 8C/8T (2.00 GHz up to 4.10 GHz, 8 MB L3 Cache) แน่นอนว่าให้ทั้งความแรงและใช้งานได้ยาวนาน เป็นสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรม Zen 2 โค้ดเนม Renoir (เรนัวร์) เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร สุดล้ำหน้ากว่าที่เคยมีมาในตลาดโน้ตบุ๊ค ที่ได้ความแรงลื่นแบบก้าวกระโดดในราคาไม่แพงเลย

ได้มาตรฐานการเชื่อมต่อรองรับเป็น USB 3.2 Type-A / USB 3.2 Type-C ส่วนไร้สายจะเป็น Wireless AC และ Bluetooth 5.0 ด้วย นอกจากนี้ในส่วนของกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call ที่เป็นโน้ตบุ๊คที่ใส่ใจในรายละเอียดก็คือ มีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.4 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนความบางเครื่องก็เพียง 17.9 มิลลิเมตร การรับประกัน 2 ปี แบบ Dell Premium Support และ On-Site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ตามมาตรฐานของ Dell ที่เราทุกคนในเรื่องของการบริการที่ประทับใจ

โดย Dell Inspiron 5405 มีให้เลือกทั้งสีสันสีเงิน Platinum Silver ที่ดูแล้วหรูหรา สง่างาม เหมาะกับหนุ่มๆ ที่ต้องการโน้ตบุ๊คที่เน้นภาพลักษณ์ไว้ใช้งาน รวมไปถึงเหมาะสมกับสาวๆ ที่ดูลงตัวเรียบง่าย พร้อมปุ่ม Power มุมขวาบนของคีย์บอร์ดสีเดียวกับตัวเครื่องที่เป็น Fingerprint ในตัว ซึ่งดูสวยงามลงตัวมากๆ สนนราคาไม่แพงเลย สำหรับสเปก Ryzen 5 4500U อยู่ที่ 22,990 บาท และรุ่น Ryzen 7 4700U ที่ 27,990 บาท ส่วนสเปกอื่นๆ เหมือนกันทั้งหมด

Dell Inspiron 5505 ราคา 22,990 – 27,990 บาท

สำหรับ Dell Inspiron 5505 มีความใกล้เคียงกับ Dell Inspiron 5405 ทั้งดีไซน์ภายนอกและสเปกภายใน แต่ว่าได้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่า 15.6″ แน่นอนว่ามีน้ำหนักที่มากกว่าที่ 1.72 กิโลกรัม ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวกสบายอยู่ โดยมีราคาสูงกว่า Dell Inspiron 5405 ในสเปกที่เหมือนกันที่ 1,000 บาท โดยถือว่าเป็นราคาที่รับได้

Dell G5 15 SE ราคา 38,990 – 42,990 บาท

Dell G5 15 SE เป็น Gaming Notebook เป็นรุ่นแรก ที่ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen ของ G Series ดีไซน์ดู Gaming แบะแตกต่าง ซึ่งมีความบางตัวเครื่องเพียง 21.6 มิลลิเมตร ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม ขนาดหน้าจอ ตัวเครื่องสีเงินมันวาให้ความพรีเมียมหรูหรา ซึ่งสเปกหลักๆ แล้วเน้นประสิทธิภาพต่อความคุ้มค่า สำหรับการ์ดจอเป็น AMD Radeon RX5600M ที่แรงกว่า RX5500M ประกบคู่กับชิปประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง Ryzen 7 4800H / Ryzen 9 4900H รุ่นล่าสุด ได้แรมขนาด 8GB / 16GB Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB รองรับการเล่นเกมได้อย่างลื่นไหลกว่ารุ่นก่อนๆ พอสมควร

dell g5

Dell G5 15 SE ดีไซน์การมีการปรับใหม่ให้ดูสวยงามเฉียบเรียบยิ่งขึ้น มิติตัวเครื่องดูเล็กกระชับลงจากการที่ขอบหน้าจอบางลงตามเทรนด์ของ Notebook ปี 2020 มาพร้อมสีขาวสว่างๆ ที่ดูหรูหราหน่อยสไตล์แบบทูโทน ที่บอกได้เลยว่าดูดีมากๆ ตามมาตรฐานของ Dell ที่หลายๆ คนชื่นชอบกันอยู่แล้ว วัสดุหลักๆ เป็นพลาสติกคุณภาพดี ที่มีงานประกอบที่แน่นหนา รวมไปถึงระบบระบายความร้อนก็ได้มีการปรับปรุงใหม่ เน้นความเป็นโน้ตบุ๊คเล่นเกมที่คุ้มค่าตามสไตล์ของ Dell มาพร้อม 2 สีสัน อย่างสีขาว Super Nova Silver

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ แล้วจะใช้เป็นพลาสติกคุณภาพสูงเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา โดยตัวเครื่องภายนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่องจะเป็นพลาสติก ส่งผลให้ตัวเครื่องดีไซน์ออกแบบมาได้มีควมบางเบาเป็นพิเศษ ซึ่งส่วนของฝาหลังเป็นสีสันแบบเทาเข้มๆ เรียบๆ พร้อมใส่โลโก Dell ไว้ตรงกลางสีเป็นสีไทเทเนียมมันวาวเป็นประกาย เปลี่ยนไปตามทิศทางของแสงที่ดูแล้วไม่ซ้ำใคร

สำหรับตัวเครื่องด้านในก็ยังคงในโทนสีดำส่งผลให้ตัวเครื่องเป็นลักษณะทูโทน โดยโลโก้ใต้หน้าจอจะเป็น Dell สีไทเทเนียม โดยสะท้อนแสงเช่นเดียวกับโลโก้ฝาหลัง ส่วนชิ้นส่วนชุดแป้นคีย์บอร์ดจมีลักษณะแยกชิ้นตามสไตล์ของ Dell ที่ใช้กันในหลายๆ รุ่น ที่ดูแล้วก็ดูสวยงามเข้ากันเป็นดี มุมซ้ายบนจะเป็นชื่อซีรีส์ ก็คือ G5s แบบเรียบๆ และมุมขวาบนจะเป็นปุ่ม Power ตามาตรฐาน ไดเการรับประกัน 2 ปี แบบ Dell Premium Support และ On-Site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ตามมาตรฐานของ Dell ที่เราทุกคนในเรื่องของการบริการที่ประทับใจ

Dell Inspiron 7501 ราคา 36,990 – 39,990 บาท

Dell Inspiron 7501 จัดได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานบางเบา วัสดุอะลูมิเนียม หนักเพียง 1.6 กิโลกรัม ได้ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุด ชิปประมวลผลเป็น Core i5/i7 ตระกูล H Gen 10 การ์ดจอเป็น GTX 1650 Ti ที่เป็นรุ่นใหม่ มาพร้อมมาตรฐานใหม่ในเรื่องของขนาดตัวเครื่อง น้ำหนักและดีไซน์การออกแบบที่เล็กกว่าโน้ตบุ๊คในหน้าจอขนาดเดียวกัน ที่สำคัญด้วยบริการ Dell Pro Support ระยะเวลา 3 ปีเต็ม ซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ (On-site Sevice) ทำให้มั่นใจได้เลย บริการหลังการขายของ Dell นั้นยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน

โดย Dell Inspiron 7501 ใช้สีสัน Platinum Silver ใช้ชิประมวลผลรุ่นล่าสุดจากทาง Intel อย่าง Core i5-10300H และ i7-10750H ที่เป็นตระกูลเน้นประสิทธิภาพทำงานหนักๆ ได้สบายๆ และการ์ดจอ Gaming ระดับกลางๆ อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ ส่วนแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDR4 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน พร้อมด้วย SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0 ด้วย 

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Dell Inspiron 7501 ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา ให้ดีไซน์ออกมาได้ขอบหน้าจอบางแบบสุดๆ มีกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call ส่วนของตัวเครื่องจะใช้เป็นโลหะที่ดูสวยงามและทนทาน เป็นส่วนประกอบหลักตลอดทั้งตัวเครื่อง  ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ที่สำคัญส่งผลให้ภาพลักษณ์โดยรวมของตัวเครื่องดูหรูหรามากๆ ให้อารมณ์พรีเมียมสุดๆ  ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นกว่าโน้ตบุ๊คที่เน้นประสิทธิภาพทั่วๆ ไปในตลาด

Dell Alienware m15 R3 ราคา 124,990 บาท

Alienware m15 R3 ปี 2020 ถูกว่าเป็นที่สุดของ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ใช้ชิประมวลผลรุ่นล่าสุดที่แรงที่สุดในกลุ่มของ Notebook จากทาง Intel อย่าง Core i9-10980HK และการ์ดจอระดับสูงสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2080 Super Max-Q ที่ร้อนน้อยกว่า ได้แรมมาตรฐานเป็น DDR4 ขนาด 32GB Bus 3200MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB มีหน้าจอความละเอียดสูงระดับ 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS แบบด้าน 300Hz ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ใครจะเอาไปทำงานหรือเล่นเกมอันนี้ไม่ว่ากัน สนนราคา 124,990 บาท ซึ่งจากสเปกหลักตรงนี้ทำให้รองรับการเล่นเกมในปัจจุบันลื่นๆ ได้ทุกเกมแน่นอน

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม Alienware FHD (1080p) และมีไมค์ดิจิตอลแบบคู่ในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง Thunderbolt 3 (USB Type-C with support for USB 3.2 Gen 2 10Gbps, 40Gbps Thunderbolt, and DisplayPort 1.2), USB 3.1 Type-A  และ RJ-45 Killer Network, Headset พิเศษสุดๆ ด้วย Alienware Graphics Amplifier พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 มาตรฐาน Killer Wireless 1650i 2×2 AX ที่สำคัญยังโดดเด่นกว่ารุ่นอื่นด้วยการติดตั้ง Tobii Eyetracking ที่เราสามารใช้ดวงตาในการเล่นเกมอีกด้วย

ดีไซน์การออกแบบจะเห็นว่า Alienware m15 R3 มีความล้ำสมัยแบบสุดๆ เป็นยานอวกาศเหมือนมาจากต่างดาวมากๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูไม่เหมือนใครเน้นเรียบง่ายแต่หรูหรามากๆ เลือกใช้สีดำ Dark Side of the Moon ที่เป็นโทนดำทั้งตัวเครื่อง (หรือสีขาว Lunar Light แบบขาวนวลพร้อมสลับสีดำ) ที่ดูแล้วสะอาดตา เชื่อว่าโดนใจใครหลายๆ คนแน่นอน ในเรื่องของความพรีเมียมแตกต่างจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ แบบชัดเจน เรียกได้ว่าเอาไปใช้งานที่ไหนก็โดดเด่นสุดๆ

ตัวเครื่องโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดต่างๆ ที่สวยงามตามสไตล์ Alienware ที่สำคัญด้วยเทคโนโลยี Advanced Alienware Cryo-Tech v3.0 ได้ชุดระบายความร้อนก็มีขนาดที่ใหญ่มาก โดยได้พัดลม 2 ตัวขนาดใหญ่ ดูดอากาศเย็นจากใต้ตัวเครื่องพร้อมเปล่าออกผ่านทางฮีทไปป์และฟินขนาดใหญ่ไปทางด้านหลังและด้านข้างออกตัวเครื่อง เชื่อได้เลยว่า Alienware m15 R3 ตัวนี้ต้องจัดการอุณหภูมิได้ดีอย่างแน่นอน

มาพร้อมกับไฟ RGB 16.8 ล้านสี ด้วย AlienFX Lighting Zone ตามสไตล์ของ Alienware ที่เราสามารถปรับแต่งได้ดั่งใจ ทั้งส่วนของคีย์บอร์ดที่ดูแล้วสวยงาม อีกทั้งด้านหลังตัวเครื่องที่เป็นการแยกชุดระบายความร้อนออกมาตามสไตล์ของ Alienware ก็ยังมีการติดตั้งไฟ RGB เอาไว้ ทั้งโลโก้หลังและปุ่ม Power ที่ยอมรับเลยว่าตรงนี้ดูเก๋มากๆ โดดเด่นแบบสุด ให้อารมณ์ด้วยรวมของตัวเครื่องแบบรถยุโรปราคาแพงทีเดียว ที่สำคัญช่องระบายความร้อนก็เป็นแบบรังผึ้งที่ลงตัวสุดๆ ทั้งขอบด้านหลังและเหนือชุดคีย์บอร์ด

แน่นอนว่านั่นก็มาจากการที่ Dell มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ พร้อมกับมาตรฐานของ Dell ที่มีแฟนๆ เชื่อมั่นอยู่เสมอมา ที่สำคัญด้วยบริการ Dell Premium Support ซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ (On-site Sevice) ระยะเวลา 2 ปีเต็มด้วย ทำให้มั่นใจได้เลย บริการหลังการขายของ Dell นั้นยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน 

Core i9-10980HK / RTX 2080 Super Max-Q / RAM 32GB / SSD 1TB / จอ 15.6″ 300Hz ราคา 124,990 บาท

Dell Alienware m17 R3 ราคา 119,990 – 139,990 บาท

นอกเหนือจากนี้ยังมีท็อปที่สุดอย่าง Alienware m17 R3 ที่เป็นที่สุดของ Gaming Notebook หน้าจอ 17.3″ จากทาง Dell ที่แม้ดีไซน์ภายนอกจะมความใกล้เคียงกัน โดยมีขนาดตัวเครื่องและน้ำหนักที่มากกว่าที่ 2.97 กิโลกรัม รวมไปถึงเทคโนโลยีอื่นๆ ก็จัดเต็มเหมือนกัน แต่สเปกภายในนั้นใส่เต็มยิ่งกว่า เพราะเลือกใช้ชิปประมวลผล Core i7-10700K / Core i9-10900K ที่ยกมาจาก Desktop PC ซึ่งให้ประสิทธิภาพแรงกว่า Gaming Notebook ในตลาดทั้งหมด อีกทั้งการ์ดจอก็เป็นระดับบนรุ่นล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2070 Super / RTX 2080 Super

from:https://notebookspec.com/buyer-guide-dell-2020-first-gaming-notebooks-use-ryzen-4000-rx5600m/532032/

Dell เปิดตัวโน้ตบุ๊ค 2-in-1 Latitude 9000 และ 7000 Series มาพร้อมระบบ AI รองรับ 5G แบตนานสุด 34 ชั่วโมง

เปิดตัวทีเดียวสองซีรีย์รวด กับ Dell Latitude 9000 และ 7000 Series ที่เป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานแบบ 2-in-1 จอสัมผัสพับได้ 360 องศา ดีไซน์ของอะลูมิเนียมขัดเงา พร้อมแบตเตอรี่ที่ยาวนาน หน้าจอแบบ narrow border ขอบบางทั้งสี่ด้าน โดยทั้งสองรุ่นใช้ซีพียูเป็น Intel Gen 10 vPro และรองรับ Wi-Fi 6  ที่ให้ความเร็วมากขึ้นถึงเกือบ 3 เท่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการเชื่อมต่อระดับให้กับองค์กรธุรกิจได้คุณภาพสูงที่สุด

สำหรับ Dell Latitude 9510 จะเป็นโน้ตบุ๊ค 2-in-1 ที่ออกแบบมาสำหรับสายทำงานธุรกิจโดยเฉพาะ ซึ่งมีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 15 นิ้วที่ตัวเล็กและเบาที่สุด เริ่มต้นด้วยน้ำหนักเพียง 1.4 กิโลกรัม เป็นดีไซน์ที่บิวท์อินมาเพื่อให้พร้อมใช้งาน 5G ได้ แบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 34 ชั่วโมง พร้อมลำโพง และไมโครโฟนแบบบิวท์อินคุณภาพสูงเพื่อใช้สำหรับในการประชุมทางไกลอีกด้วย

ในส่วนของสเปคก็จะมาพร้อมกับโปรเซสเซอร์คอมเมอร์เชียล 10th Gen Intel® vPro® และได้รับการรับรอง Project Athena-verified ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้บริหาร มืออาชีพที่ต้องเดินทางตลอดเวลา ที่ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งขุมพลัง การเชื่อมต่อ และดีไซน์

คราวนี้มาดูทางด้าน Dell Latitude 7410 และ 7310 ที่เป็นโน้ตบุ๊ค 2-in-1 สายทำงานธุรกิจที่มีขนาดเล็ก โดยมีทั้งจอ 13 นิ้ว และ 14 นิ้ว ออกแบบมาเพื่อมอบความสมดุลทั้งในด้านประสิทธิภาพและความสะดวกในการพกพา Latitude 7410 ถือเป็นโน้ตบุ๊ครุ่นแรกที่จะมาพร้อมหน้าจอ 4K แบบลดแสงสีน้ำเงิน เพื่อช่วยในเรื่องของการอ่านที่ดีขึ้นและสบายตามากขึ้นด้วย

โดยทาง Dell ประเทศไทยจะนำโน้ตบุ๊ค Latitude 9000 และ 7000 Series สเปคไหน และราคาเท่าไรมาจัดจำหน่ายบ้าง ต้องรอติดตามกันต่อไปครับผม

 

ที่มา : เมลประชาสัมพันธ์

 

from:https://droidsans.com/dell-latitude-notebook-pc-9000-7000/