คลังเก็บป้ายกำกับ: DATABASE

MariaDB ระดมทุนเพิ่ม 750 ล้านบาท เสริมบริการ SkySQL Cloud Database

MariaDB ได้ทำการระดมทุนเพิ่มอีก 25 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 750 ล้านบาท เพื่อขยายบริการ SkySQL Database-as-a-Service บน Cloud ให้เติบโตยิ่งขึ้น ซึ่งการระดมทุนครั้งนี้ก็ถือเป็นส่วนเพิ่มเติมจากการระดมทุน Series C ครั้งก่อนหน้า

บริการ MariaDB SkySQL นี้เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ที่ผ่านมา เพื่อนำ MariaDB มาให้บริการบน Cloud โดยใช้ Kubernetes เพื่อให้ไม่ต้องยึดติดกับผู้ให้บริการ Cloud เพียงรายใดรายหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว โดยมีการใช้ ServiceNow เป็นระบบ Portal เพื่อให้บริการต่างๆ และใช้ Prometheus ร่วมกับ Grafana ในการติดตามการทำงานของระบบ

ที่ผ่านมาบริการ SkySQL นี้เปิดให้บริการบน Google Cloud Platform เป็นระบบแรกโดยมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ 0.45 เหรียญต่อชั่วโมง และในอนาคตทีมพัฒนา MariaDB ก็มีแผนที่จะสนับสนุนการทำงานบน AWS และ Microsoft Azure เพิ่มเติมด้วย

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://mariadb.com/products/skysql/

ที่มา: https://blocksandfiles.com/2020/07/09/mariadb-25m-funding-skysql-cloud-database/

from:https://www.techtalkthai.com/mariadb-raises-750-million-thb-to-boost-its-skysql-cloud-database/

AWS บุกตลาดฐานข้อมูลในองค์กร บริการ RDS ซัพพอร์ตบน Outpost สำหรับรันในองค์กร

AWS ปรับสถานะบริการฐานข้อมูล RDS บน Outpost (ที่เพิ่งวางขายในไทย) เป็นสถานะ GA เปิดให้ลูกค้าสามารถสร้างฐานข้อมูลในองค์กรโดยไม่ต้องดูแลซอฟต์แวร์เอง ทำให้ AWS กลายเป็นคู่แข่งโดยตรงกับออราเคิลที่ให้ขายคลาวด์สำหรับการสร้างฐานข้อมูลในศูนย์ข้อมูลลูกค้าเองมาก่อนในชื่อ Cloud at Customer

RDS บน Outpost จะสามารถใช้ฐานข้อมูลแบบ MySQL และ PostgeSQL ได้เท่านั้นในช่วงแรกและจะเพิ่มฐานข้อมูลแบบอื่นๆ ในภายหลัง ผู้ใช้สามารถปรับขยายหรือย่อเซิร์ฟเวอร์สำหรับฐานข้อมูลได้เหมือนบนคลาวด์ อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถสร้างเครื่องสำหรับอ่านอย่างเดียว (read replica) หรือสร้างคลัสเตอร์แบบ high availability ได้

No Description

RDS เป็นบริการเสริมที่คิดค่าใช้งานเพิ่มเติมเป็นค่าจัดการเครื่อง แม้ใช้เครื่อง Outpost ที่ซื้อแบบจ่ายเต็มก็ตาม โดยราคาเริ่มต้นในสหรัฐฯ อยู่ที่ 54 ดอลลาร์ต่อเดือน และราคาแต่ละภูมิภาคไม่เท่ากัน และที่สำคัญคือยังไม่รองรับโซนสิงคโปร์ ทำให้ตอนนี้ RDS อาจจะยังไม่รองรับ Outpost ในภูมิภาคนี้ควรตรวจสอบกับทาง AWS ว่าเครื่องที่ติดตั้งในไทยผูกกับโซนใด

บริการนี้ไม่ใชครั้งแรกที่ AWS บุกตลาดระบบฐานข้อมูลในองค์กร โดยปีที่แล้ว AWS ก็เปิดบริการ Amazon RDS on VMware ที่จัดการฐานข้อมูลบนเครื่องลูกค้าเหมือนกัน แต่บน Outpost นี้ทาง AWS จะสามารถควบคุมประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์ได้ทั้งหมด

ที่มา – AWS Blog

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117339

เชิญร่วมงาน Oracle Cloud Day Online – Asia

Oracle ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Oracle Cloud Day Online – Asia เพื่ออัปเดตเทรนด์ทางด้าน Data และ Cloud Technology ล่าสุด รวมไปถึง Best Practices และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Data Management, Business Transformation และ AI & Analytics ตลอดวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020 ตั้งแต่ 9:00 น. เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: Oracle Cloud Day Online – Asia
Track: Developer Playground
วัน: วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020
เวลา: 9:00 – 18:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Conference
รายละเอียด: https://www.oracle.com/ph/cloudday/

Oracle Cloud Day Online – Asia เป็นงานสัมมนาออนไลน์ของ Oracle ที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย (รวมประเทศไทย) มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติทางด้าน Data Management, Application Modernization และ AI & Analytics ล่าสุดในยุค Cloud Transformation จุดประกายให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้อมูลที่มีอยู่และพลิกโฉมธุรกิจของตนให้ทันสมัย โดยภายในงานจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Tracks ครอบคลุมทั้งเชิงธุรกิจและเชิงเทคนิค รวมไปถึงมีการแชร์กรณีศึกษาที่น่าสนใจ, Demo และ Hands-on Lab ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-cloud-day-online-asia-2020/

เชิญร่วมงาน Developer Playground @ Oracle Cloud Day Online – Asia

Oracle ขอเชิญเหล่า Developer และ Programmer เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Developer Playground @ Oracle Cloud Day Online – Asia เพื่ออัปเดตเทรนด์การพัฒนาแอปพลิเคชันล่าสุดในยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น Cloud-native Apps, Autonomous Development และ Low-code Development พร้อมรับชม Demo และเข้าร่วม Hands-on Lab ตลอดวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020 ตั้งแต่ 9:00 น. เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: Oracle Cloud Day Online – Asia
Track: Developer Playground
วัน: วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020
เวลา: 9:00 – 18:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Conference
รายละเอียด: https://www.oracle.com/ph/cloudday/

Oracle Cloud Day Online – Asia เป็นงานสัมมนาออนไลน์ของ Oracle ที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย (รวมประเทศไทย) มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติทางด้าน Data Management, Application Modernization และ AI & Analytics ล่าสุดในยุค Cloud Transformation จุดประกายให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้อมูลที่มีอยู่และพลิกโฉมธุรกิจของตนให้ทันสมัย โดยภายในงานจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Tracks ครอบคลุมทั้งเชิงธุรกิจและเชิงเทคนิค รวมไปถึงมีการแชร์กรณีศึกษาที่น่าสนใจ, Demo และ Hands-on Lab ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

สำหรับ Developer และ Programmer นั้น มีการแยก Track ออกมาเป็นพิเศษ คือ Developer Playground ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก Oracle จะมาแนะนำวิธีการพัฒนา Cloud-native Apps อัจฉริยะ, ประโยชน์ของ Autonomous Development และเรียนรู้ Low-code Development โดยใช้ Oracle APEX บน Oracle Autonomous Database พร้อมสาธิตการใช้งานและมี Workshop ให้ลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้

  • วิธีสร้าง Autonomous Transaction Processing Instance
  • การใช้ Oracle APEX (Low-code Development Platform) บน Oracle Cloud
  • การสร้าง APEX Workspace
  • การสร้างแอปพลิเคชันจากไฟล์
  • การใช้ Quick SQL เพื่อสร้าง Database Objects
  • การใช้ SQL Developer Web เพื่อเข้าถึง Database Objects และสร้าง Data Model
  • การสร้างและปรับปรุง APEX Applications

ผู้ที่สนใจเข้าร่วม Workshop สามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://go.oracle.com/LP=94539

** ลิงค์ลงทะเบียนนี้สำหรับการเข้าร่วม Workshop เวลา 16:00 น. เท่านั้น ถ้าท่านต้องการเข้าร่วมฟังบรรยายอื่นๆ ภายในงาน สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://go.oracle.com/LP=95006

from:https://www.techtalkthai.com/developer-playground-at-oracle-cloud-day-online-asia-2020/

หัวเว่ย : Next Gen All-Flash ก้าวต่อไปสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

William Brian Arthur นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เขียนใน The Nature of Technology “ในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนอย่างสูง เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่คงที่ ไม่สิ้นสุด และไม่สมบูรณ์แบบ” รวมถึงเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลก็ไม่มีข้อยกเว้น
โดยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้นสำหรับการตอบสนองรูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายองค์กรมองหาสถาปัตยกรรมไอทีแบบใหม่ ที่นำพาทุกคนเข้าสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช
คำถาม : อะไรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชอย่างรวดเร็ว?

ในปี 2558 Gartner ทำนายการถือกำเนิดของยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช ที่ซึ่ง Solid State Drive (SSD) จะมาแทนที่ Hard disk Drive (HDD) ในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กร ซึ่งอันที่จริงแล้ว SSD ที่มีประสิทธิภาพสูงพร้อม All-Flash Array (AFAs) คาดว่าจะแทนที่ 50% ของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ HDD แบบเดิมในศูนย์ข้อมูลภายในปี 2563

ปริมาณมหาศาลของข้อมูลที่หลากหลายนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Internet Of Thing (IoT) และ 5G ซึ่งหัวเว่ยประเมินว่าภายในปี 2568 ข้อมูลทั่วโลกจะมีปริมาณกว่า 180 ZB นั้นจะมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) เช่น ข้อความ รูปภาพ ไฟล์เสียง และไฟล์วิดีโอ จะทำให้การประมวลผลข้อมูลมีความซับซ้อนและต้องการรูปแบบการจัดเก็บใหม่ ดังนั้นระบบจัดเก็บข้อมูลจะต้องจัดการกับสภาพแวดล้อมของการปรับใช้ เพื่อตอบสนองการใช้งานของแอปพลิเคชัน และข้อกำหนดด้านมูลค่าต่าง ๆ

เทคโนโลยี SSD กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยระดับความจุที่เพิ่มขึ้นจากหลายร้อยกิกะไบต์ไปจนถึงหลายสิบ เทราไบต์ เทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อเครือข่ายกำลังเริ่มใช้งาน SSD สำหรับพื้นที่จัดเก็บแบบ Block, File และ Object เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรุ่นต่อไปที่ได้รับการแนะนำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชและ SSD ซึ่งกำลังเข้าแทนที่อย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี SAS และ SATA ซึ่งมีอายุกว่าสองทศวรรษในตลาดระบบจัดเก็บข้อมูล

SSD ทำงานได้ดีเป็นพิเศษสามารถประมวลผล IOPS นับล้าน จึงทำให้เหมาะสำหรับอินเทอร์เน็ตที่ต้องการประสิทธิภาพ คลาวด์คอมพิวติ้ง และแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลการตลาดแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการเงินสร้างรายได้จาก AFA มากที่สุด โดยที่รัฐบาล การสื่อสารโทรคมนาคม และผู้ผลิตมีความพึงพอใจต่อ AFA มากขึ้น

คำถาม: ลูกค้าอุตสาหกรรมจะใช้ประโยชน์จากการท่วมของข้อมูลได้อย่างไร?

Big Data กำลังเปลี่ยนแปลงหลายอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลของธนาคาร มีลูกค้าจำนวนมากดำเนินการผ่านออนไลน์หรือผ่านมือถือ ซึ่งย่อมมีความต้องการให้ระบบธนาคารทำงานได้อยู่ตลอดเวลา การเกิดขึ้นของกิจกรรมด้านไอทีที่ให้บริการทางการเงินทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้น วิธีการเข้าถึงที่คาดเดาไม่ได้ และปริมาณบริการยังคงมีการทดสอบขีดจำกัดของระบบต่าง ๆ ปริมาณธุรกรรม ดังเช่น ในวันที่ 11 พฤศจิกายนหรือวันคนโสดเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า โดยมีการประมวลผลธุรกรรมหลายสิบล้านครั้งทุกวินาที ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณงานขนาดใหญ่ให้กับโครงสร้างพื้นฐาน

หัวเว่ยได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างแข็งขันในการให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ธนาคารที่ให้บริการลูกค้าหลายๆประเทศพบว่าลูกค้าไม่พอใจเนื่องจากโซลูชั่นดั้งเดิมไม่สามารถรับมือกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ หัวเว่ยสามารถแก้ไขปัญหาให้ด้วยการเปลี่ยนระบบจัดเก็บข้อมูลดั้งเดิมด้วย OceanStor Dorado, AFAs เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์จากการใช้งานที่ราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน ตัวอย่างถัดมา เช่น ผู้คนจำนวนมากยื่นแบบภาษีคืนและชำระเงินออนไลน์ทั่วโลก

ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันมหาศาลต่อระบบการชำระเงิน หน่วยงานด้านภาษีของประเทศหนึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นและความปลอดภัยของข้อมูลหลังจากการเสนอบริการตลอด 24 ชั่วโมงใหม่ให้กับประชาชน ซึ่งรวมถึงการให้บริการ e-taxation และ e-invoice ในการนี้ระบบ OceanStor Dorado ขั้นสูงทั้งสองระบบได้รับการปรับใช้ให้กับระบบ gateway-free สำหรับ Metro Cluster เพื่อให้บริการที่ปลอดภัยและไม่ทำให้ยุ่งยากสำหรับผู้เสียภาษี

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ มีการใช้งานหลักเรื่องการเปลี่ยนแปลงการผลิต การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นกระบวนการที่น่าเบื่อหน่ายและห่วงโซ่การตลาดที่กว้างขวางครอบคลุมผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการไหลของข้อมูลหลายระดับและการจัดทำรายงานเป็นประจำ ปัญหาใด ๆ ระหว่างการผลิตรถยนต์ล่าช้า ยอดขายลด และในที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันขององค์กร ระบบ ERP แบบเก่าของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำนั้นต้องใช้เวลาเจ็ดนาทีในการตอบคำถามการผลิตและการสั่งซื้อ และใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการรายงานยอดขายแบตเตอรี่รายเดือน ซึ่งในการนี้ Huawei AFA สามารถช่วยลดลดเวลาตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านี้ลงให้เหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า AFAs สามารถทำอะไรได้บ้าง ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเลือก AFAs เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ต่ำ ลง และความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น โดยมี หัวเว่ย เป็นผู้จัดจำหน่ายที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการเหล่านี้

นวัตกรรมและความมุ่งมั่นทำให้ หัวเว่ย เป็นผู้ให้บริการ AFA ชั้นนำ

บริษัทเป็นผู้บุกเบิก AFA มานานนับตั้งแต่เปิดตัว SSD รุ่นแรกในปี 2548 ด้วยความเชี่ยวชาญ 15 ปี หัวเว่ยได้ กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นนำที่มี SSD ตัวชิปควบคุมและระบบปฏิบัติการสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

หัวเว่ย AFAs มีการพัฒนาแพลตฟอร์มชิป end-to-end ช่วยให้สามารถดำเนินการ vertical consolidation สำหรับการส่ง การประมวลผล ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การจัดเก็บและการจัดการ ชิปเหล่านี้รวมถึงชิปอินเตอร์เฟซมัลติโปรโตคอลอัจฉริยะ Hi1822, หน่วยประมวลผล Kunpeng 920, AI ชิป Ascend 310, ชิปควบคุม SSD Hi1812e และชิปจัดการ BMC Hi1710 จุดเด่น คือ ชิป Kunpeng 920 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเมื่อรวมกับเทคโนโลยีแบบมัลติคอร์จึงมีประสิทธิภาพสูงเป็นสองเท่า

เทคโนโลยีชิปที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นมา 5 ตัวนี้ สามารถกำจัดปัญหาคอขวดที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมดุลของ CPU สื่อและเครือข่าย ซึ่งจะทำให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับการท่วมของข้อมูลที่เกิดใหม่ขึ้นเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร

เรื่องราวความสำเร็จระดับโลกยืนยันความเชี่ยวชาญของ หัวเว่ย

ในปี 2562 รายงานของ IDC คาดการณ์การเจริญเติบโต 1.3% ปีต่อปี ในการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูล OEM ภายนอกขององค์กรทั่วโลก โดยในไตรมาสที่สามการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 60.1% การเติบโตอย่างรวดเร็วดังกล่าวได้รับแรงผลักดันจากการยอมรับของอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีสัญญาณของการลดน้อยลง โดยมี AFAs เป็นสายผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดของระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ย

ในปี 2561 Magic Quadrant รายงานการวิจัยตลาดที่เผยแพร่โดย บริษัท ที่ปรึกษาด้านไอทีของ Gartner รายงานว่า Disk Arrays สำหรับ General-Purpose ของหัวเว่ยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในปีที่สามติดต่อ และต่อมาในปี 2062 Magic Quadrant โดย หัวเว่ย ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการปรับปรุงความสมบูรณ์ของกลยุทธ์และการดำเนินการ หัวเว่ยยังคงคิดค้นและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรและระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคของการกระหายข้อมูล

หัวเว่ยได้เปิดตัวโปรแกรม “Flash Only +” เพื่อให้ลูกค้าได้มีการใช้งานสเตอเรจอย่างเต็มที่กับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดของ AFAs ในราคาเท่ากันของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบไฮบริดที่มีความจุเท่ากัน โปรแกรมดังกล่าวสามารถใช้ได้จนถึง 31 ธันวาคม 2563

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b9%87%e0%b8%b5huawei-next-gen-all-flash/

หัวเว่ย : Next Gen All-Flash ก้าวต่อไปสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

William Brian Arthur นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง เขียนใน The Nature of Technology “ในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนอย่างสูง เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่คงที่ ไม่สิ้นสุด และไม่สมบูรณ์แบบ” รวมถึงเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลก็ไม่มีข้อยกเว้น
โดยได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสิทธิภาพที่มากขึ้นสำหรับการตอบสนองรูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและสิ่งเหล่านี้ทำให้หลายองค์กรมองหาสถาปัตยกรรมไอทีแบบใหม่ ที่นำพาทุกคนเข้าสู่ยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช
คำถาม : อะไรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชอย่างรวดเร็ว?

ในปี 2558 Gartner ทำนายการถือกำเนิดของยุคระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช ที่ซึ่ง Solid State Drive (SSD) จะมาแทนที่ Hard disk Drive (HDD) ในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กร ซึ่งอันที่จริงแล้ว SSD ที่มีประสิทธิภาพสูงพร้อม All-Flash Array (AFAs) คาดว่าจะแทนที่ 50% ของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ HDD แบบเดิมในศูนย์ข้อมูลภายในปี 2563

ปริมาณมหาศาลของข้อมูลที่หลากหลายนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Internet Of Thing (IoT) และ 5G ซึ่งหัวเว่ยประเมินว่าภายในปี 2568 ข้อมูลทั่วโลกจะมีปริมาณกว่า 180 ZB นั้นจะมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data) เช่น ข้อความ รูปภาพ ไฟล์เสียง และไฟล์วิดีโอ จะทำให้การประมวลผลข้อมูลมีความซับซ้อนและต้องการรูปแบบการจัดเก็บใหม่ ดังนั้นระบบจัดเก็บข้อมูลจะต้องจัดการกับสภาพแวดล้อมของการปรับใช้ เพื่อตอบสนองการใช้งานของแอปพลิเคชัน และข้อกำหนดด้านมูลค่าต่าง ๆ

เทคโนโลยี SSD กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยระดับความจุที่เพิ่มขึ้นจากหลายร้อยกิกะไบต์ไปจนถึงหลายสิบ เทราไบต์ เทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นเชื่อมต่อเครือข่ายกำลังเริ่มใช้งาน SSD สำหรับพื้นที่จัดเก็บแบบ Block, File และ Object เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลรุ่นต่อไปที่ได้รับการแนะนำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชและ SSD ซึ่งกำลังเข้าแทนที่อย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี SAS และ SATA ซึ่งมีอายุกว่าสองทศวรรษในตลาดระบบจัดเก็บข้อมูล

SSD ทำงานได้ดีเป็นพิเศษสามารถประมวลผล IOPS นับล้าน จึงทำให้เหมาะสำหรับอินเทอร์เน็ตที่ต้องการประสิทธิภาพ คลาวด์คอมพิวติ้ง และแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลการตลาดแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการเงินสร้างรายได้จาก AFA มากที่สุด โดยที่รัฐบาล การสื่อสารโทรคมนาคม และผู้ผลิตมีความพึงพอใจต่อ AFA มากขึ้น

คำถาม: ลูกค้าอุตสาหกรรมจะใช้ประโยชน์จากการท่วมของข้อมูลได้อย่างไร?

Big Data กำลังเปลี่ยนแปลงหลายอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ข้อมูลของธนาคาร มีลูกค้าจำนวนมากดำเนินการผ่านออนไลน์หรือผ่านมือถือ ซึ่งย่อมมีความต้องการให้ระบบธนาคารทำงานได้อยู่ตลอดเวลา การเกิดขึ้นของกิจกรรมด้านไอทีที่ให้บริการทางการเงินทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้น วิธีการเข้าถึงที่คาดเดาไม่ได้ และปริมาณบริการยังคงมีการทดสอบขีดจำกัดของระบบต่าง ๆ ปริมาณธุรกรรม ดังเช่น ในวันที่ 11 พฤศจิกายนหรือวันคนโสดเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า โดยมีการประมวลผลธุรกรรมหลายสิบล้านครั้งทุกวินาที ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณงานขนาดใหญ่ให้กับโครงสร้างพื้นฐาน

หัวเว่ยได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างแข็งขันในการให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ธนาคารที่ให้บริการลูกค้าหลายๆประเทศพบว่าลูกค้าไม่พอใจเนื่องจากโซลูชั่นดั้งเดิมไม่สามารถรับมือกับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ หัวเว่ยสามารถแก้ไขปัญหาให้ด้วยการเปลี่ยนระบบจัดเก็บข้อมูลดั้งเดิมด้วย OceanStor Dorado, AFAs เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์จากการใช้งานที่ราบรื่นตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน ตัวอย่างถัดมา เช่น ผู้คนจำนวนมากยื่นแบบภาษีคืนและชำระเงินออนไลน์ทั่วโลก

ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันมหาศาลต่อระบบการชำระเงิน หน่วยงานด้านภาษีของประเทศหนึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นและความปลอดภัยของข้อมูลหลังจากการเสนอบริการตลอด 24 ชั่วโมงใหม่ให้กับประชาชน ซึ่งรวมถึงการให้บริการ e-taxation และ e-invoice ในการนี้ระบบ OceanStor Dorado ขั้นสูงทั้งสองระบบได้รับการปรับใช้ให้กับระบบ gateway-free สำหรับ Metro Cluster เพื่อให้บริการที่ปลอดภัยและไม่ทำให้ยุ่งยากสำหรับผู้เสียภาษี

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ มีการใช้งานหลักเรื่องการเปลี่ยนแปลงการผลิต การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เป็นกระบวนการที่น่าเบื่อหน่ายและห่วงโซ่การตลาดที่กว้างขวางครอบคลุมผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการไหลของข้อมูลหลายระดับและการจัดทำรายงานเป็นประจำ ปัญหาใด ๆ ระหว่างการผลิตรถยนต์ล่าช้า ยอดขายลด และในที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันขององค์กร ระบบ ERP แบบเก่าของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำนั้นต้องใช้เวลาเจ็ดนาทีในการตอบคำถามการผลิตและการสั่งซื้อ และใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการรายงานยอดขายแบตเตอรี่รายเดือน ซึ่งในการนี้ Huawei AFA สามารถช่วยลดลดเวลาตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านี้ลงให้เหลือเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า AFAs สามารถทำอะไรได้บ้าง ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเลือก AFAs เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ต่ำ ลง และความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น โดยมี หัวเว่ย เป็นผู้จัดจำหน่ายที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการเหล่านี้

นวัตกรรมและความมุ่งมั่นทำให้ หัวเว่ย เป็นผู้ให้บริการ AFA ชั้นนำ

บริษัทเป็นผู้บุกเบิก AFA มานานนับตั้งแต่เปิดตัว SSD รุ่นแรกในปี 2548 ด้วยความเชี่ยวชาญ 15 ปี หัวเว่ยได้ กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายระบบจัดเก็บข้อมูลชั้นนำที่มี SSD ตัวชิปควบคุมและระบบปฏิบัติการสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลช

หัวเว่ย AFAs มีการพัฒนาแพลตฟอร์มชิป end-to-end ช่วยให้สามารถดำเนินการ vertical consolidation สำหรับการส่ง การประมวลผล ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การจัดเก็บและการจัดการ ชิปเหล่านี้รวมถึงชิปอินเตอร์เฟซมัลติโปรโตคอลอัจฉริยะ Hi1822, หน่วยประมวลผล Kunpeng 920, AI ชิป Ascend 310, ชิปควบคุม SSD Hi1812e และชิปจัดการ BMC Hi1710 จุดเด่น คือ ชิป Kunpeng 920 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดและเมื่อรวมกับเทคโนโลยีแบบมัลติคอร์จึงมีประสิทธิภาพสูงเป็นสองเท่า

เทคโนโลยีชิปที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นมา 5 ตัวนี้ สามารถกำจัดปัญหาคอขวดที่เกิดจากการพัฒนาที่ไม่สมดุลของ CPU สื่อและเครือข่าย ซึ่งจะทำให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรับมือกับการท่วมของข้อมูลที่เกิดใหม่ขึ้นเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร

เรื่องราวความสำเร็จระดับโลกยืนยันความเชี่ยวชาญของ หัวเว่ย

ในปี 2562 รายงานของ IDC คาดการณ์การเจริญเติบโต 1.3% ปีต่อปี ในการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูล OEM ภายนอกขององค์กรทั่วโลก โดยในไตรมาสที่สามการจับจ่ายใช้สอยสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 60.1% การเติบโตอย่างรวดเร็วดังกล่าวได้รับแรงผลักดันจากการยอมรับของอุตสาหกรรมที่ยังไม่มีสัญญาณของการลดน้อยลง โดยมี AFAs เป็นสายผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดของระบบจัดเก็บข้อมูลของหัวเว่ย

ในปี 2561 Magic Quadrant รายงานการวิจัยตลาดที่เผยแพร่โดย บริษัท ที่ปรึกษาด้านไอทีของ Gartner รายงานว่า Disk Arrays สำหรับ General-Purpose ของหัวเว่ยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในปีที่สามติดต่อ และต่อมาในปี 2062 Magic Quadrant โดย หัวเว่ย ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการปรับปรุงความสมบูรณ์ของกลยุทธ์และการดำเนินการ หัวเว่ยยังคงคิดค้นและช่วยให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรและระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออลแฟลชเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคของการกระหายข้อมูล

หัวเว่ยได้เปิดตัวโปรแกรม “Flash Only +” เพื่อให้ลูกค้าได้มีการใช้งานสเตอเรจอย่างเต็มที่กับประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดของ AFAs ในราคาเท่ากันของระบบจัดเก็บข้อมูลแบบไฮบริดที่มีความจุเท่ากัน โปรแกรมดังกล่าวสามารถใช้ได้จนถึง 31 ธันวาคม 2563

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-next-gen-all-flash/

MongoDB เปิดตัว 4 โปรดักส์ในตระกูล MongoDB Cloud Platform นักพัฒนาทำงานข้อมูลได้ง่ายขึ้น

MongoDB ประกาศเปิด 4 โปรดักส์ใน MongoDB Cloud Platform ให้ใช้ในแบบ General Availability ได้แก่ MongoDB 4.4, Atlas Data Lake, Atlas Search, และ MongoDB Realm

MongoDB 4.4

MongoDB 4.4 นั้นเป็นเวอร์ชันล่าสุดของ MongoDB ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในงานหลายประเภท โดยได้เพิ่มความสามารถที่ชุมชนนักพัฒนาได้ร้องขอกันมาในเวอร์ชันก่อนๆ เช่น การทำ Union, การปรับ Shard Key ของ Document ได้ ช่วยให้การสเกลระบบมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น, การเพิ่มประสิทธิภาพในการ Read ข้อมูลด้วยเทคนิค Hedged read ซึ่งจะส่งคำขอ Read ไปยังสำเนาต่างๆในระบบและรับคำตอบที่เร็วที่สุด

Atlas Data Lake

Atlas Data Lake เป็นโซลูชันที่ช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่อกับ S3 Storage ได้โดยตรงจาก MongoDB Atlas UI และสามารถรัน Query เพื่อเรียกดูและวิเคราะห์ข้อมูลได้ทันที โซลูชันนี้เป็นบริการแบบ Serverless ผู้ใช้เพียงเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการ Query เท่านั้น ไม่ต้องกังวลกับการดูแลระบบแต่อย่างใด

ในการใช้งาน Atlas Data Lake ผู้ใช้สามารถ Query ผ่านแหล่งข้อมูลทั้งหมดภายใน Query เดียวแล้วตัวระบบจะจัดการการดึงและส่งข้ามข้อมูลให้ทั้งหมด หากต้องการเก็บค่าการ Query ก็สามารถ Persist เก็บไว้ในตำแหน่งเก็บข้อมูลที่ต้องการ และตัวโซลูชันมีระบบ Archive ข้อมูลอัตโนมัติ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย

Atlas Search

การค้นหาข้อมูลนั้นเป็นฟังก์ชันที่จำเป็นต่อการการดำเนินการของหลายๆธุรกิจ ทว่าการออกแบบและพัฒนาระบบ Search นั้นก็ยังมีความซับซ้อนอยู่มาก Atlas Search เป็นโซลูชันที่เกิดมาเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยจะทำการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลทั้งหมดใน Atlas และสร้าง Index ขึ้นเพื่อช่วยให้การค้นหาเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อทำการ Index เสร็จสิ้น ผู้ใช้ก็จะสามารถเข้ามาค้นข้อมูลได้ผ่าน Atlas UI, API, และ MQL

MongoDB Realm

Realm เป็นแพลตฟอร์มฐานข้อมูลบนโทรศัพท์มือถือที่ MongoDB ทำการเข้าซื้อในปี 2019 ในครั้งนี้ MongoDB Realm ก็ได้ถูกปล่อยออกมาให้ใช้ในแบบ Generally Available เช่นกัน โดยมีฟีเจอร์ที่จะช่วยให้นักพัฒนาบนโทรศัพท์จัดการกับฐานข้อมูลได้เป็นอย่างดี เช่น Realm Sync ที่เป็นกลไก Synchronize ข้อมูลระหว่าง Mobile Client และ Atlas ใน Backend

ที่มา: https://www.mongodb.com/press/mongodb-cloud-gives-developers-an-escape-from-data-silos-with-first-ever-unified-cloudtomobile-experience

from:https://www.techtalkthai.com/mongodb-cloud-platform-4-products-ga/

Oracle เปิดตัว Oracle Database Appliance เจเนอเรชันที่ 8 พร้อม Low-code Platform และ AI ให้ใช้ฟรี

Oracle ประกาศเปิดตัว Oracle Database Appliance (ODA) X8 ซึ่งเป็น Integrated System เจเนอเรชันที่ 8 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งาน Oracle Database ได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ในราคาที่ถูกกว่าการใช้ฮาร์ดแวร์ยี่ห้ออื่นๆ ทั้งยังผสานเทคโนโลยี Artificial Intelligence และ Machine Learning ตอบโจทย์แนวคิดเรื่อง “Converged Database” และเพิ่มให้บริการ Low-code Development Platform ให้ใช้งานได้ฟรี

Oracle Database Appliance สำหรับ Oracle Database ภายใต้แนวคิด “Simple. Optimized. Affordable”

เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงหลายทศวรรษนี้ Oracle Database เป็นระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลที่มีฟีเจอร์ครบครัน เสถียร และเร็วที่สุดในโลก จึงมักถูกนำไปใช้ใน Critical Infrastructure ขององค์กร และเพื่อให้องค์กรที่มีงบประมาณและทรัพยากรบุคคลจำกัดสามารถเข้าถึง Oracle Database ได้ง่ายยิ่งขึ้น Oracle จึงได้พัฒนา Oracle Database Appliance (ODA) ซึ่งเป็น Integrated System ที่ผ่านการคำนวณเชิงวิศวกรรมมาเป็นอย่างดี และมีการติดตั้งซอฟต์แวร์พร้อมใช้มาจากโรงงาน เพิ่มปริมาณการใช้ได้แบบ Pay as You Grow ทำให้มีค่า License และ MA ของซอฟต์แวร์ถูกว่าใช้งานบนฮาร์ดแวร์ยี่ห้ออื่นกว่า 50% ที่สำคัญคือสามารถบริหารจัดการทั้งฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ แอปพลิเคชัน และ Virtual Machine ทั้งหมดได้อย่างง่ายดายผ่านทาง GUI สอดคล้องกับแนวคิด “Simple. Optimized. Affordable”

Oracle Database Appliance มาพร้อมกับชุดการตั้งค่าเริ่มต้นตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ของ Oracle โดย DBA สามารถเลือกประเภทการใช้งานฐานข้อมูลได้ตามความต้องการ ซึ่งระบบจะดำเนินการปรับแต่งระบบฐานข้อมูลให้พร้อมใช้งานภายใต้สภาวะแวดล้อมตามที่ระบุโดยอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาในการเตรียมระบบฐานข้อมูลจากหลักสัปดาห์เหลือเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ในขณะที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้ฮาร์ดแวร์ยี่ห้ออื่นถึง 5 เท่า

Oracle Database Appliance X8 VS. DIY เหนือกว่าทั้งประสิทธิภาพและราคา

Oracle Database Appliance เจเนอเรชันที่ 8 ประกอบด้วย 3 โมเดลย่อย ได้แก่ X8-2S, X8-2M และ X8-2-HA ซึ่งเป็นโมเดลพิเศษที่ถูกปรับแต่งมาสำหรับรัน Database แบบคลัสเตอร์ด้วย Real Application Clusters (RAC) สำหรับการใช้งานภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ High Availability เป็นปัจจัยสำคัญ Oracle Database Appliance ได้รับการอัปเกรดโดยใช้หน่วยประมวลผล Intel Xeon เจเนอเรชันล่าสุด และมีการขยายขนาดความจุ รวมไปถึงเพิ่มพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อ รองรับการใช้งานทั้ง Oracle Database 11gR2, 12c, 18c และ 19c

เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของการใช้ Oracle Database บน Oracle Database Appliance และ DIY Infrastructure (เช่น Converged Infrastructure ยี่ห้ออื่น) พบว่าการใช้ Oracle Database บน DIY Infrastructure ต้องเสียค่า License และ Support สูงกว่าบน Oracle Database Appliance ถึงหลักหลายสิบล้านบาท และมี OpEx สูงกว่าถึง 6.8 เท่าตัว ส่งผลให้ Total Cost of Ownership (TCO) ระยะ 3 ปีสูงกว่าถึง 57%

ในส่วนของประสิทธิภาพการใช้ Database Workload นั้น Oracle Database Appliance X8-2-HA (32 Cores/node) สามารถรองรับ Swingbench (Benchmark สำหรับใช้ทดสอบ Database Workload และทำ Stress Test) ได้ถึง 37,500 Concurrent Transactions ต่อวินาที และมี Response Time โดยเฉลี่ยน้อยกว่า 12.1 มิลลิวินาที

เปิดให้ใช้ APEX Low-Code Platform บน Oracle Database Appliance ฟรี

Low-code Development Platform เป็นชุดเครื่องมือที่ช่วยให้เหล่า Developers สามารถออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ได้อย่างรวดเร็วโดยมีการเขียนโค้ดเองเกิดขึ้นน้อยที่สุด ลดความยุ่งยากในการทำงานกับโค้ดที่มีความซับซ้อนและ Syntax ต่างๆ หลายพันหรือหมื่นบรรทัด ช่วยให้สามารถสร้างแอปพลิเคชันที่มีหน้าตาทันสมัย ทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย รวมไปถึงจัดการกับข้อมูลและลำดับการทำงานของแอปพลิเคชันได้อย่างสะดวก ตอบโจทย์ความต้องการสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับธุรกิจอย่างรวดเร็วและยั่งยืน พร้อมสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการได้เร็วกว่าการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบเดิมเป็นอย่างมาก

สำหรับ Oracle เองเปิดให้บริการ Low-code Development Platform ในนาม Application Express (APEX) ซึ่งสามารถติดตั้งใช้งานบน Oracle Database Appliance ได้ฟรี Developers สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันผ่านทางหน้าจอการทำงานแบบ Drag-and-Drop เพียงไม่กี่คลิกเท่านั้น พร้อมเชื่อมต่อกับ Oracle Database ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทั้งยังมีความมั่นคงปลอดภัยสูง รองรับตั้งแต่การสร้าง Web Apps ที่ใช้งานกันทั่วไป ไปจนถึง Mission-critical Apps ที่ต้องรับภาระงานประมาณมหาศาลระดับหลักหมื่นผู้ใช้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://apex.oracle.com/en/

ระบบฐานข้อมูลภายใต้แนวคิด “Converged Database”

Oracle Database Appliance และ Oracle Database เวอร์ชันล่าสุดถูกออกแบบมาให้นอกจากจะรองรับ Relational Data แบบดั้งเดิมแล้ว ยังสามารถรองรับ Data Model สมัยใหม่อย่าง Spatial Data สำหรับทำ Location Awareness, JSON สำหรับใช้จัดเก็บข้อมูลเอกสาร, IoT สำหรับทำ Device Integration หรือเทคโนโลยี In-memory สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์อีกด้วย ส่งผลให้ Oracle Database สามารถประมวลผล Workload ได้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ IoT, Blockchain, Analytics และ Machine Learning ตอบโจทย์การพัฒนาแอปพลิเคชันในปัจจุบันที่ใช้หลักการ Microservices, Events, REST, SaaS หรือ CI/CD

ด้วยแนวคิดเรื่องการผสาน Data Model และ Workload ประเภทต่างๆ ทั้งสมัยใหม่และสมัยเก่าเข้าด้วยกันภายในระบบฐานข้อมูลเดียว ก่อให้เกิดเป็น “Converged Database” ทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ Data Model และ Workload ทั้งหมดได้ภายใต้ระบบ Oracle Database เพียงระบบเดียว ลดความยุ่งยากเรื่องการจัดการและดูแลระบบจัดเก็บข้อมูลที่แยกจากกันหลายๆ ระบบซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องการผสานการทำงานร่วมกันหรือปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยตามมา

จุดเด่นสำคัญอีกอย่างของแนวคิด Converged Database คือ การทำงานร่วมกันระหว่างแต่ละ Data Model และ Workload ได้สะดวกและรวดเร็ว เช่น กรณีที่มี Machine Learning และ Spatial Data ใน Oracle Database องค์กรสามารถทำ Predictive Analytics บน Spatial Data นั้นๆ ได้ทันที ปัจจุบันนี้ Oracle Database รองรับการจัดเก็บข้อมูลทั้ง Machine Learning, Blockchain, Graph, Spatial, JSON, REST, Events, Editions และ IoT Streaming ภายในแพลตฟอร์มเดียวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม

เริ่มใช้เทคโนโลยี Machine Learning กว่า 30 แบบบนฐานข้อมูลได้ฟรีทันที

อัปเกรด Oracle Database เพื่อเริ่มใช้งาน Oracle Machine Learning บนฐานข้อมูลได้ฟรีทันที โดย Oracle Machine Learning ใช้แนวคิดการนำอัลกอริธึม Machine Learning ที่มีให้เลือกมากกว่า 30 รูปแบบไปใช้งานบนข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอยู่ภายใน Oracle Database โดยตรง ลดเวลาที่สูญเสียไปในการโยกย้ายข้อมูลโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งยังช่วยรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และเพิ่มความเร็วในการสร้างโมเดลอีกด้วย นอกจากนี้ Oracle Machine Learning ยังมี API สำหรับผสานการทำงานร่วมกับ SQL, R และ Python (เร็วๆ นี้) สำหรับการพัฒนาโปรเจ็กต์ Data Science ขนาดใหญ่ซึ่งรองรับทั้งการใช้งานแบบ On-premises และบน Cloud

และด้วยแนวคิด Multi-model, Converged Database ของ Oracle ที่รองรับการจัดเก็บข้อมูลหลายๆ ประเภทและหลายๆ โมเดลไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้สามารถเรียกใช้อัลกอริธึม Machine Learning บนข้อมูลเหล่านั้นทั้งหมดได้ทันที ลดความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการสร้างและบริหารจัดการฐานข้อมูลสำหรับใช้กับแต่ละฟังก์ชันการวิเคราะห์

ปัจจุบันนี้ Oracle Machine Learning มีอัลกอริธึมให้เลือกให้งานได้ฟรีมากกว่า 30 แบบ เช่น Regression, Classification, Time Series, Clustering, Feature Extraction, Anomaly Detection เป็นต้น

สนใจ Free workshop หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ODA product ติดต่อ 065-994-6399 หรือ Napapat.s@oracle.com

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-introduces-oda-x8-with-low-code-platform-and-ai/

MySQL ฉลองอายุครบรอบ 25 ปี

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2020 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันอายุครบรอบ 25 ปีของ MySQL ระบบฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลกตัวหนึ่ง

Credit: MySQL

MySQL นี้ถูกเปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 1995 และถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากระบบ SQL Database จนใน MySQL 8.0 รุ่นล่าสุดนี้ก็ได้มีความสามารถทั้ง SQL และ NoSQL ร่วมกันในระบบเดียวแล้ว อีกทั้งในต้นปี 2020 ที่ผ่านมานี้ MySQL ก็ยังได้รับรางวัล DBMS of the Year จาก DB-Engine ในฐานะของระบบฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมสูงสุดอีกด้วย

ปัจจุบันนี้ MySQL ถูกเลือกใช้งานหลากหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Facebook, Booking but also Uber, Airbnb และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงในโครงการ Open Source ชั้นนำอย่างเช่น WordPress, Drupal, Joomla, Magento และอื่นๆ ก็ยังเลือกใช้งาน MySQL ด้วยเช่นกัน โดยมีความโดดเด่นเรื่องความง่ายดายและความสามารถที่หลากหลาย

สำหรับผู้ที่สนใจ MySQL สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://mysql.com/

ที่มา: https://blogs.oracle.com/mysql/celebrating-mysql-25th-anniversary

from:https://www.techtalkthai.com/mysql-is-25-years-old-now/

แอพแอนดรอยด์กว่า 4000 ตัว ทำข้อมูลผู้ใช้รั่วจากการตั้งค่า Firebase ที่ผิดพลาด

มีแอพแอนดรอยด์มากกว่า 4,000 รายการที่ใช้ฐานข้อมูลที่โฮสต์บนคลาวด์ของกูเกิ้ลอย่าง Firebase ที่ปล่อยข้อมูลความลับของผู้ใช้ตัวเองรั่วไหล “โดยไม่ตั้งใจ” ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อีเมล์ ชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน เบอร์โทรศัพท์ ชื่อนามสกุล หรือแม้แต่ข้อความแชทและตำแหน่งที่ตั้ง

โดยการสืบสวนดังกล่าวที่นำโดย Bob Diachenko จาก Security Discovery ที่ร่วมมือกับทาง Comparitech ได้วิเคราะห์แอพบนแอนดรอยด์กว่า 15,735 แอพ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18% ของแอพทั้งหมดบนสโตร์ Google Play

ผลปรากฏกว่า กว่า 4.8% ของแอพที่ใช้ Google Firebase จัดเก็บข้อมูลผู้ใช้นั้นไม่ได้มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเหมาะสม ทำให้ใครก็ตามก็สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลที่มีข้อมูลผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล โทเค่นการเข้าถึงต่างๆ ไปจนถึงข้อมูลอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่านหรือยืนยันตัวตนแต่อย่างใด

สำหรับ Firebase ที่เป็นระบบที่กูเกิ้ลซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 2014 นั้น เป็นแพลตฟอร์มสำหรับพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพา ที่ได้รับความนิยมสูง มีทูลมากมายที่ช่วยให้นักพัฒนาแอพจากเธิร์ดปาร์ตี้ใช้ทั้งสร้างแอพ จัดเก็บข้อมูลแอพและไฟล์อย่างปลอดภัย รวมทั้งแก้ไขปัญหา และเข้าถึงผู้ใช้ผ่านฟีเจอร์ส่งข้อความภายในแอพได้

ซึ่งแอพที่มีช่องโหว่เหล่านี้ ที่ส่วนใหญ่เป็นพวกเกม แอพเกี่ยวกับการศึกษา ความบันเทิง และแอพเกี่ยวกับธุรกิจ ได้ถูกดาวน์โหลดไปติดตั้งโดยผู้ใช้แอนดรอยด์มากถึง 4.22 พันล้านครั้ง จึงมีโอกาสมากที่จะมีแอพอย่างน้อยหนึ่งแอพในนี้ที่โดนเจาะข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ไปแล้ว

และการที่ Firebase นี้เป็นทูลที่ใช้งานได้บนหลายแพลตฟอร์ม ทำให้ทางนักวิจัยออกมาเตือนให้ระวังการตั้งค่าที่ผิดพลาดที่อาจเกิดกับแอพบน iOS และเว็บแอพทั้งหลายด้วยเช่นกัน จำนวนแอพแอนดรอยด์ที่ตรวจพบปัญหานี้จากการสุ่มตัวอย่างมีกว่า 4,282 แอพ

ที่มา : THN

from:https://www.enterpriseitpro.net/over-4000-android-apps-expose-users-data/