คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA_SECURITY_AND_PRIVACY

[Video Webinar] Data Security – Protect Data Where it Lives โดย McAfee

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Exclusive Networks | McAfee Webinar เรื่อง “Data Security – Protect Data Where it Lives” เพื่อแชร์แนวทางการปกป้องข้อมูลล่าสุดในยุคที่ข้อมูลกระจายตัวอยู่ทุกหนทุกแห่ง พร้อมแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณณัฐพงษ์ ฟองสินธุ์ Assistant Support Manager และคุณปาณชัย เพิ่มพูนพัฒนสุข Solution Consultant จาก Exclusive Networks

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทั้งข้อมูลความลับทางธุรกิจและข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมอ้างอิงถึงกฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เช่น GDPR และ PDPA (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562) รวมไปถึงผลกระทบต่อธุรกิจเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลหรือถูกขโมย นอกจากนี้ยังมีการแนะนำวิธีการวางมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลผ่านช่องทางต่างๆ เช่น Cloud, Network และ Endpoint ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ธุรกิจต้องปรับตัวให้พนักงานสามารถทำงานจากภายนอกสถานที่หรือ Work from Home ได้

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • การกระจายตัวของข้อมูลในยุคดิจิทัล
  • ปัจจัยและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากเหตุ Data Breach และความสำคัญของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (GDPR/PDPA)
  • แนวทางการจำแนกข้อมูลและการกำหนดนโยบายการใช้ข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ
  • แนะนำโซลูชัน Data Protection จาก McAfee สำหรับการปกป้องข้อมูลสำคัญที่กระจายตัวอยู่ในทุกๆ ที่
  • ตัวอย่างและสาธิตการทำงานของ McAfee Data Protection

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-data-security-protect-data-where-it-lives-with-mcafee/

พบข้อผิดพลาด! นักพัฒนาแอปบน Facebook กว่า 5,000 รายยังเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานได้เกิน 90 วัน

หลังจากกรณีของ Cambridge Analytica ทาง Facebook ก็ได้เพิ่มมาตรการป้องกันทางข้อมูล โดยข้อปฏิบัติหนึ่งคือจะไม่อนุญาตให้ API เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ที่ไม่ Active เกิน 90 วันได้ แต่วันนี้ดูเหมือนว่าเรื่องจะไม่เป็นอย่างนั้นเพราะ Facebook ได้ออกมายอมรับว่าที่มั่นใจมาตลอดนั้นไม่ได้เป็นไปด้วยดี

Credit: Facebook

Facebook ตรวจพบว่านักพัฒนากว่า 5,000 คนยังคงสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานที่ไม่ Activeได้หลังเกิน 90 วัน โดย Facebook ก็มองโลกในแง่ดีว่า ข้อมูลที่เข้าถึงได้นั้นเท่าเดิมกับที่ผู้ใช้งานอนุญาตให้แอปนั้นอยู่แล้ว พูดง่ายๆว่าข้อมูลไม่ได้เพิ่มขึ้นแค่ติดตามการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเหล่านั้นของผู้ใช้งานมาตลอด ซึ่งล่าสุดทีมงานก็ได้แก้ไขข้อบกพร่องเรียบร้อย และพยายามรีวิว Log ว่ามีผลกระทบกับใครมากน้อยแค่ไหน

นอกจากนี้ Facebook ยังได้ประกาศ Policy บังคับใช้กับนักพัฒนาเพิ่มขึ้น เช่น การจำกัดการแชร์ข้อมูลกับ Third-party โดยที่ผู้ใช้งานไม่รับรู้ และทำให้นักพัฒนาทราบถึงความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ได้มา และอื่นๆ

ที่มา :  https://www.zdnet.com/article/facebook-says-5000-app-developers-got-user-data-after-cutoff-date/ และ  https://techcrunch.com/2020/07/02/facebook-discovers-it-shared-user-data-with-at-least-5000-app-developers-after-a-cutoff-data/

from:https://www.techtalkthai.com/over-5000-facebook-developers-still-able-to-access-inactive-user-data-more-than-90-days/

ทำ Work from Home ให้เป็นเรื่องง่ายและมั่นคงปลอดภัย ด้วยบริการ VDI by CSL

การทำงานจากภายนอกสถานที่หรือ Work from Home กลายเป็นวิถีการทำงานใหม่ (New Normal) ของหลายองค์กรทั่วโลก เพื่อให้การ Work from Home เป็นเรื่องง่าย ทำงานได้อย่างมั่นคงปลอดภัยโดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะรั่วไหล และยังคุ้มค่าต้องการลงทุน CSL จึงเปิดให้บริการ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) by CSL ซึ่งสนับสนุนโดยเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอย่าง HPE SimpliVity และ Citrix Virtual Apps and Desktops ภายใต้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของ CSL โดยเริ่มต้นใช้งานขั้นต่ำเพียง 100 ผู้ใช้เท่านั้น

โปรโมชันพิเศษ!! ซื้อ VDI by CSL รับฟรี พื้นที่ Colocation* สำหรับวางระบบ VDI เป็นเวลา 1 ปี

การทำงานจากภายนอกสถานที่ – วิถีการทำงานใหม่ของหลายองค์กรทั่วโลก

ภายใต้สถานการณ์ที่เชื้อ COVID-19 กำลังแพร่ระบาดทั้งยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกันอย่างในขณะนี้ การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เป็นมาตรการสำคัญที่สาธารณสุขทั่วโลกต่างให้การยอมรับว่าช่วยลดความเสี่ยงและชะลอการแพร่ระบาดของโรคได้ ส่งผลให้หลายบริษัททั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทย สนับสนุนให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านหรือ Work from Home เพื่อหลีกเลี่ยงการพบเจอหรือสัมผัสกับกลุ่มคนหมู่มาก ในขณะที่ยังทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ สอดคล้องกับกับการสำรวจด้าน HR ของ Gartner ซึ่งระบุว่า 88% ขององค์กรสนับสนุนหรือกำหนดให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ภายใต้สถานการณ์ที่ผิดปกติแบบนี้

แน่นอนว่าหัวใจสำคัญของการ Work from Home คือ “การนำงานกลับไปทำที่บ้านได้” ซึ่งในโลกยุคดิจิทัลนี้คงหนีไม่พ้นการนำ Laptop บริษัทกลับบ้าน หรือใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่บ้านเชื่อมต่อกลับมายังระบบของบริษัทผ่าน VPN หรือ Cloud เมื่ออุปกรณ์จำนวนมากของบริษัทกระจายออกไปสู่ภายนอกองค์กร ย่อมยากต่อการบริหารจัดการและดูแลรักษา ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งซอฟต์แวร์หรืออัปเดตแพตช์ ที่สำคัญคือ พนักงานจำเป็นต้องคัดลอกข้อมูลลง Laptop หรือดาวน์โหลดไปเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่บ้านเพื่อใช้งาน อาจเสี่ยงต่อการที่ข้อมูลจะสูญหายหรือรั่วไหลสู่สาธารณะได้

VPN vs. VDI

แม้ระบบประสานงานกันภายในทีม (Collaboration Tools) อย่าง Microsoft Teams, Cisco Webex หรือ Zoom จะถูกนำมาใช้สำหรับประชุมออนไลน์ แชต แชร์ไฟล์ข้อมูล หรือโทรหากัน อย่างแพร่หลายมากขึ้นในช่วงนี้ แต่ก็ช่วยตอบโจทย์เรื่องการทำงานร่วมกันเท่านั้น การเข้าถึงแอปพลิเคชันธุรกิจและข้อมูลของบริษัทซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานยังคงต้องอาศัยเทคโนโลยีอย่าง Virtual Private Network (VPN) หรือ Virtual Desktop Infrastructure (VDI)

เทคโนโลยี VPN ช่วยให้พนักงานสามารถเชื่อมต่อกลับมายังระบบของบริษัทผ่านเครือข่ายส่วนบุคคลเพื่อเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ เมื่อต้องทำงานกับข้อมูล ส่วนใหญ่จำเป็นต้องดาวน์โหลดไฟล์มาไว้ที่เครื่องก่อน ค่อยทำการประมวลผล แล้วส่งไฟล์กลับคืนไป เมื่อมีการประมวลผลบนเครื่อง จึงจำเป็นต้องมี Laptop/PC ที่มีประสิทธิภาพสูงตามประเภทของงาน และต้องมีลิงค์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับรับส่งข้อมูลด้วยเช่นกัน แต่ VPN ก็มีข้อดีตรงที่เริ่มใช้งานได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนสูง เพียงแค่เปิดใช้งาน VPN บน Firewall หรืออุปกรณ์เครือข่าย (ซึ่งปัจจุบันมีพร้อมให้ใช้บริการอยู่แล้ว) และติดตั้ง VPN Client ลงบน Laptop/PC เท่านั้น

ในขณะที่ VDI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ประยุกต์นำการทำ Virtualization มาใช้กับ Desktop เพื่อแชร์ให้พนักงานใช้ระบบปฏิบัติและซอฟต์แวร์จากระยะไกลได้บนฮาร์ดแวร์เดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการและสามารถใช้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญคือคอมพิวเตอร์ปลายทางทำหน้าที่แสดงผลและส่ง Input เท่านั้น จึงใช้ผ่านอุปกรณ์ได้หลากหลาย รวมไปถึงสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ทั้งยังไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดข้อมูลมาเก็บไว้ เนื่องจากการประมวลผลข้อมูลจะเกิดขึ้นที่ Data Center ลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลสู่ภายนอก ช่วยตอบโจทย์เรื่องการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่จะบังคับใช้ในปีหน้าอีกด้วย

ทำ Work from Home ให้เป็นเรื่องง่ายด้วยบริการ VDI by CSL

เพื่อให้การ Work from Home เป็นเรื่องง่าย พนักงานสามารถทำงานได้เหมือนนั่งอยู่ที่ออฟฟิสของตนเอง ทั้งยังคงความมั่นคงปลอดภัยโดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะรั่วไหล โดยที่ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการและดูแลระบบได้จากศูนย์กลาง CSL ผู้ให้บริการ Data Center, ระบบ Cloud และ ICT Services แบบครบวงจร จึงเปิดให้บริการ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) by CSL โดยมีจุดเด่นที่การใช้เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอย่าง HPE SimpliVity และ Citrix Virtual Apps and Desktops ภายใต้ Cloud Infrastructure ของ CSL ที่มีความพร้อมใช้งาน (Availability) ระดับ 99.99%

VDI by CSL ช่วยรวมศูนย์การบริหารจัดการ Desktop ไว้ยังส่วนกลาง (Data Center) ทำให้สามารถควบคุมสิทธิ์ในการเข้าถึง กำหนดนโยบายการสำรองข้อมูล อัปเดตแพตช์และเวอร์ชันของซอฟต์แวร์ได้อย่างอัตโนมัติจากศูนย์กลาง รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ Bring Your Own Device (BYOD) ของพนักงานเอง ช่วยให้การ Work from Home ทำได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อ VPN ให้ยุ่งยาก ที่สำคัญคือช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่อง Software License ที่จะคิดตามจำนวนที่ใช้จริง ณ เวลานั้นๆ แทนที่จะคิดตามจำนวนอุปกรณ์ของพนักงาน

นอกจากนี้ CSL ยังให้บริการเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการ Work from Home อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น VPN, Office 365, 4G/5G, AIS Fiber และระบบประสานงานกันภายในทีม (Collaboration Tools) เป็นต้น

VDI by CSL บนระบบ HPE SimpliVity

ก่อนหน้านี้โซลูชัน VDI เข้าถึงได้ยากเพราะต้องลงทุนทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเครือข่าย ส่งผลให้มีราคาสูงและประสิทธิภาพไม่ดีนัก แต่ VDI by CSL เป็นโซลูชันที่ทำงานบน HPE SimpliVity ซึ่งเป็นระบบ Hyperconverged Infrastructure ของ HPE ที่รวมส่วน Compute, Storage และ Network เข้าด้วยกัน ลดการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์ลง ทั้งยังมีโซลูชันการสำรองและกู้คืนข้อมูลความเร็วสูงมาให้พร้อมใช้งาน หมดกังวลเรื่องการถูก Ransomware โจมตี

นอกจากนี้ HPE SimpliVity ยังมีซอฟต์แวร์ Business Continuity Plan (BCP) สำหรับทำ Disaster Recovery โดยใช้เทคโนโลยี WAN Optimization ระหว่าง Data Center และ DR Site ช่วยให้การรับส่งข้อมูลทำได้เร็วขึ้น ลดปริมาณแบนด์วิดท์ที่ต้องใช้ลง

เริ่มต้นใช้ VDI by CSL ขั้นต่ำเพียง 100 ผู้ใช้เท่านั้น

VDI by CSL เป็นโซลูชันที่ Virtual Desktop Infrastructure ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับความต้องการของวิถีการทำงานใหม่ (New Normal) สนับสนุนโดยเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกอย่าง Citrix Virtual Apps and Desktops สำหรับให้พนักงานเชื่อมต่อมายังระบบ Cloud จากระยะไกลได้อย่างมั่นคงปลอดภัย พร้อมมีแอปพลิเคชันต่างๆ รองรับการทำงาน และใช้งานบน HPE SimpliVity ซึ่งเป็นระบบ HCI ประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ CSL ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญสำหรับช่วยติดตั้งและวางระบบ VDI พร้อมสนับสนุนหลังการขายด้วย MA นานถึง 3 ปี หมดกังวลเรื่องอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์มีปัญหาหรือซอฟต์แวร์ไม่อัปเดต โดยเริ่มต้นการใช้งานขั้นต่ำที่ 100 ผู้ใช้เท่านั้น

ลูกค้าสามารถเลือกติดตั้งระบบ VDI ที่ไซต์ของลูกค้าเองหรือที่ Colocation ภายใน Data Center ของ CSL เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ขนาดใหญ่ของ CSL และลดปัญหาเรื่องระบบ VDI หยุดชะงักการให้บริการด้วยระบบไฟฟ้าของ Data Center ที่ถูกออกแบบมาเป็นระบบ Redundancy ครบวงจร

โปรโมชั่นพิเศษ!! ซื้อ VDI by CSL รับฟรี พื้นที่ Colocation* สำหรับวางระบบ VDI เป็นเวลา 1 ปี

* บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการกำหนดพื้นที่ให้ตามความเหมาะสม

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโดยติดต่อผ่านทางอีเมล presales@csl.co.th หรือโทร 02-263-8185

“Enhance agility of new normal with CSL digital transformation Solution”

from:https://www.techtalkthai.com/secure-work-from-home-with-vdi-by-csl/

[Guest Post] รู้จักกับ เอเชีย ดาต้า เดสตรัคชั่น (ADD) ผู้บุกเบิกด้านการลบ ทำลายข้อมูล และการกำจัดสินทรัพย์ไอทีในประเทศไทย

บริษัทเอเชีย ดาต้า เดสตรัคชั่น จำกัด (ADD) ผู้ให้บริการด้านการลบข้อมูลและกำจัดสินทรัพย์ด้านไอทีแห่งแรกในประเทศไทย มีภารกิจหลักในการช่วยเหลือบุคคล องค์กรเอกชน และหน่วยงานราชการ ปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเมื่อต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์ไอทีใหม่ และมีวิธีที่ถูกต้องในการจัดการกับเครื่องเก่า บริษัทยังรับประกันการลบและทำลายข้อมูลอย่างมืออาชีพ และมีบริการสำหรับฮาร์ดแวร์เก่าที่เลิกใช้งาน 2 ทางเลือก ได้แก่ บริการซื้อคืนซึ่งเป็นที่นิยม โดยฮาร์ดแวร์จะถูกนำไปประกอบใหม่และจำหน่ายต่อ หรือทำลายทิ้งทั้งหมดและนำไปรีไซเคิลตามมาตรฐานคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดที่สุด

ADD ให้บริการแก่ลูกค้าบุคคล เอสเอ็มอี และบริษัทองค์กรขนาดใหญ่

  • ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลในอุปกรณ์ไอทีเมื่อเลิกใช้หรือหมดอายุการใช้งาน
  • กำจัดและทำลายอุปกรณ์ไอทีเก่าด้วยวิธีการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • เปลี่ยนอุปกรณ์ไอทีเก่าให้เป็นรายได้

“ทุกวันนี้ เราทุกคนมีข้อมูลจำนวนมากในรูปแบบของอีเมล ภาพ เอกสาร โพสต์เฟซบุ๊ก หรือแม้กระทั่งข้อความไลน์ ที่อาจเป็นอันตรายต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน”

นางสาวศุภักษร แซ่ลิ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ADD กล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2564[1] จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่บุคคลและบริษัทองค์กรต่าง ๆ จะต้องเข้าใจว่าพวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบข้อมูลที่พวกเขามีตามกฎหมาย

บริษัทจัดหาขั้นตอนที่ปลอดภัยตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การเก็บอุปกรณ์ไอทีที่หมดอายุการใช้งานผ่านระบบขนส่งโลจิสติกส์ที่ปลอดภัย ไปจนถึงการทำลายข้อมูลตามมาตรฐานทั้งแบบ on-site หรือที่โรงงานของบริษัทในเขตชานเมือง ลูกค้าสามารถนัดแนะเวลาการเก็บอุปกรณ์ บริษัทจะติดตามการขนส่งแบบเรียลไทม์ด้วยระบบ GPS จากสำนักงานใหญ่ของ ADD  การกำจัดหรือทำลายข้อมูลจะดำเนินการโดยใช้เทคโนโลยี Blancco ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์การลบข้อมูลที่ได้รับการรับรองที่ทันสมัยที่สุด โดยมีหน่วยงานกลาโหมและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ทั่วโลกให้ความเชื่อถือ 

กระบวนการทำลายข้อมูลทั้งหมดของบริษัท ตั้งแต่ในรูปแบบของการลบล้างข้อมูล  บดย่อยทำลาย ไปจนถึงการล้างสนามแม่เหล็ก ดำเนินการตามมาตรฐานสูงสุดระดับสากล และผ่านการรับรองจากสถาบันที่มีชื่อเสียง อาทิ สถาบัน National Institute of Standards and Technology (NIST) และ National Association for Information Destruction (NAID) ซึ่งได้รับการยอมรับจากกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ อเมริกา

“เมื่อดูจากปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน เช่น สมาร์ทโฟนเก่า แท็บเล็ต แล็บท็อป คอมพิวเตอร์พีซี เซิร์ฟเวอร์ หน้าจอ เครื่องปริ้นท์เอกสาร และอุปกรณ์ไอทีเก่าอื่น ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณต้องลบและกำจัดข้อมูลอย่างมืออาชีพและชาญฉลาด ADD พร้อมเสนอบริการดังกล่าวเพื่อความสะดวกสบายและเป็นมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับลูกค้า” นางสาวศุภักษร กล่าว   

คาดตลาดกำจัดสินทรัพย์ไอทีระดับโลก จะมีมูลค่าสูงถึง 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568

บริการซื้อคืนอุปกรณ์ไอทีที่ยังไม่เก่ามากและสามารถซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ของ ADD จะช่วยให้บริษัทลูกค้าเปลี่ยนขยะอิเล็กทรอนิกส์ของพวกเขาให้กลายเป็นรายได้ โดยนำอุปกรณ์ไอทีที่ได้รับการซ่อมแซมและปรับปรุงใหม่ไปขายในตลาดมือสอง คาดการณ์ว่าตลาดกำจัดสินทรัพย์ไอทีโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากมูลค่าราว 1.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2561 คิดเป็นร้อยละ 12 ของอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (Compound Annual Growth Rate: CAGR) ระหว่างช่วงปี 2562-2568 เลยทีเดียว [2]

ในฐานะผู้บุกเบิกบริการด้านการกำจัดสินทรัพย์ไอทีในประเทศไทย เรามีความยินดีที่ลูกค้าบริษัทในประเทศและต่างประเทศมีความสนใจที่จะกำจัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่าของพวกเขาแบบมืออาชีพ” นางสาวศุภักษร กล่าว “เพราะพวกเขาไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมและส่งผลดีต่องบดุลของบริษัท

ปัจจุบัน ADD ให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 500 รายในไทยและต่างประเทศ ในแถบเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ทั้งให้บริการโดยตรงและผ่านเครือข่ายพันธมิตรบริษัทที่ได้รับการรับรอง

1.พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้ถูกเลื่อนการบังคับใช้ออกไปจากเดิมซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 ไปเป็นมีผลบังคับใช้ในปีถัดไป

2.ที่มาข้อมูล : https://www.grandviewresearch.com/industry-analysis/it-asset-disposition-market

เกี่ยวกับบริษัทเอเชีย ดาต้า เดสตรัคชั่น (ADD)

บริษัทเอเชีย ดาต้า เดสตรัคชั่น (ADD) จำกัด เดิมชื่อบริษัทไทย อิโคเทรด (Thai Ecotrade) ก่อตั้งขึ้นมากว่า 12 ปี และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศไทย ปัจจุบันมีเครือข่ายพันธมิตร 40 รายทั่วโลก รวมถึงบริษัทย่อย 4 แห่ง ทั้งในฝรั่งเศส (ให้บริการครอบคลุมตลาดยุโรป) กัมพูชา สิงคโปร์ และเวียดนาม

บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านบริการการลบ ทำลายข้อมูล  และแปลงสินทรัพย์ไอที เก่า เลิกใช้ ให้มีมูลค่าสูงสุด ให้แก่ลูกค้าบุคคล บริษัท สถาบันการเงิน และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ

กระบวนการลบข้อมูลของบริษัทมีการดำเนินการตามมาตรฐานและปฏิบัติตามแนวทางของสถาบันการรับรองระดับโลก ได้แก่ สถาบัน National Institute of Standards and Technology (NIST) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ADD ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน AAA Certification จากสถาบัน National Association for Information Destruction (NAID) ด้วย    

เว็บไซต์บริษัท: www.asiadatadestruction.com

from:https://www.techtalkthai.com/asia-data-destruction-the-pioneer-it-asset-destroyer-in-thailand/

[Video Webinar] A New Normal Adoption with McAfee Unified Cloud Edge

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย McAfee Webinar เรื่อง “A New Normal Adoption with McAfee Unified Cloud Edge” เพื่อเรียนรู้การปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กรและข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า/พนักงานจากการเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจและการทำงานไปสู่วิถีใหม่ (New Normal) ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณวีรชาติ ลาพงษ์ Professional Service Engineer จาก Ingram Micro (Thailand)

องค์กรและหน่วยงานในทุกๆ อุตสาหกรรมต่างเดินหน้าพลิกโฉมธุรกิจของตนผ่านการทำ Digital Transformation แต่หลายองค์กรเหล่านั้นกลับยังไม่ประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามความท้าทายที่ต้องเผชิญอย่างยั่งยืน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ COVID-19 แพร่ระบาดซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดการตื่นตัว การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรูปแบบที่เรียกกันว่า “New Normal” เพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

Cloud, Machine Learning, AI และนวัตกรรมอื่นๆ เริ่มถูกนำเข้ามาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ การปรับปรุงกระบวนต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น หรือการเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ เมื่อธุรกิจต้องพึ่งพาระบบดิจิทัลมากขึ้น คำถามสำคัญคือ แล้วเราจะรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสำคัญขององค์กร ข้อมูลส่วนบบุคคลของลูกค้า และของพนักงานไม่ให้ถูกขโมยหรือรั่วไหลสู่ภายนอกองค์กรได้อย่างไร

Ingram Micro (Thailand) จึงร่วมกับ McAfee ผู้ให้บริการด้านโซลูชันด้าน Cybersecurity แบบบูรณาการจัด Webinar เรื่อง “A New Normal Adoption with McAfee Unified Cloud Edge” ขึ้นเพื่อแนะนำโซลูชัน McAfee Unified Cloud Edge สำหรับปิดช่องโหว่การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลขององค์กรและข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้หลุดสู่สาธารณะ ไม่ว่าจะทางอุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพา (Removeable Media), การส่งออกหรือเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ต, การใช้งาน Cloud Service ที่เป็นอันตราย หรือการถูกมัลแวร์ขั้นสูงที่ฝังอยู่ในเว็บไซต์อันตรายขโมยออกไป ทั้งยังสามารถคุ้มครองข้อมูลในระดับ Cloud-to-Cloud ได้อีกด้วย เพื่อให้มั่นใจองค์กรจะสามารถปกป้องข้อมูลสำคัญได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าพนักงานจะทำงานอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ หรือผ่านอุปกรณ์ใดก็ตาม

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-a-new-normal-adoption-with-mcafee-unified-cloud-edge/

รวมคลิปวิดีโอ Fortinet Webinar Series EP #1 – 10 (ภาษาไทย)

สำหรับผู้ที่พลาดไม่ได้เข้าร่วม Fortinet Webinar Series ตั้งแต่ EP #1 จนถึง EP #10 ที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา หรือต้องการฟังบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถติดตามบันทึกวิดีโอย้อนหลังทั้งหมด (ภาษาไทย) ได้ที่นี่

EP #1: Work from Home ให้ปลอดภัยจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์

ใน Webinar นี้ ท่านจะได้รับฟังข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

  • ทำอย่างไรที่จะจัดการ 3 จุดเสี่ยง ได้แก่ Endpoint Protection, Access Control และ Cloud Access ให้มั่นคงปลอดภัยที่สุด
  • เราจะรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity) ได้ด้วยการวางแผนนโยบายการทำงานจากที่บ้านผ่าน VPN ได้อย่างไร

ผู้บรรยาย: คุณวีร์ หิรัญพานิช System Engineer จาก Fortinet Thailand

EP #2: Preparing for Cybersecurity Act

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้พบกับเนื้อหาสรุปถึงกฎหมายด้าน Cybersecurity ของประเทศไทย และการนำเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Fortinet มาประยุกต์ในการตอบรับต่อกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งจะมาร่วมกันเล่าถึงแง่มุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวบทกฎหมายและเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ผู้บรรยาย: ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ Senior Manager Systems Engineering จาก Fortinet Thailand

EP #3: Preparing for Personal Data Protection Act

เนื้อหาที่น่าสนใจใน EP #3 จะครอบคลุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะตอบโจทย์รับการคุกคามทางโซเบอร์ส่วนต่างๆ และการควบคุมข้อมูลให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังนี้

  • การป้องกันข้อมูลรั่วไหล (Data Loss Prevention)
  • การควบคุมการเข้าใช้งานในเครือข่ายและทรัพยากร (Access Control)
  • การควบคุมให้ข้อมูลถูกต้องอยู่เสมอ (Data Integrity)

ผู้บรรยาย: ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ Senior Manager Systems Engineering จาก Fortinet Thailand

EP #4: Proactive Advanced Endpoint Protection, Visibility and Control for Critical Assets

EP #4 นี้ท่านจะพบกับแนวทางการปกป้องอุปกรณ์ Endpoint ในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ด้วยคุณสมบัติ 3 ประการ ได้แก่ การบริหารจัดการความปลอดภัยอุปกรณ์ปลายทางได้อย่างเรียลไทม์ ครอบคลุมการเข้าถึงทรัพยากรขององค์กรจากภายนอกองค์กรอย่างไรให้ปลอดภัย และการตอบสนองต่อภัยคุกคามแบบอัตโนมัติ ท่านจะได้รับฟัง!

  • ประโยชน์ของการรวมจุดทางปลายทางและความปลอดภัยของเครือข่าย
  • ความแตกต่างของอุปกรณ์ปลายทางและความปลอดภัยเครือข่ายที่แตกต่างกัน
  • แนวปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเลือกและใช้งานความปลอดภัยของอุปกรณ์ปลายทาง

ผู้บรรยาย: คุณศรัณย์ ศรีแย้ม Systems Engineer จาก Fortinet Thailand

EP #5: Constructing Secure SD-WAN Architecture by Fortinet

โดยเนื้อหาที่น่าสนใจใน EP #5 จะนำเสนอโดยทีมวิศวกรจาก Fortinet Thailand ที่จะมาเจาะลึกถึงองค์ประกอบต่างๆ ในการสร้าง SD-WAN Architecture พร้อมคำแนะนำในสิ่งที่ต้องพิจารณาในการติดตั้ง ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลไปยังสำนักงานสาขา

ผู้บรรยาย: คุณวิทูร กันทา Systems Engineer จาก Fortinet Thailand

EP #6: Multi Cloud Security for Public, Private and SaaS

เนื้อหาที่น่าสนใจใน EP #6 นี้ จะเน้นการป้องกันภัยคุกคามอย่างไรให้มองเห็นได้ครอบคลุม กว้างไกล ในแต่ละสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน รวมถึงการสร้างศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยที่หลอมรวมโซลูชันการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างต่อเนื่องทุกแพลตฟอร์ม Cloud ที่องค์กรใช้ ง่ายในการบริหารจัดการและทำงานแบบอัตโนมัติ

ผู้บรรยาย: คุณสุมิตร อ่อนแพง Systems Engineer จาก Fortinet Thailand

EP #7: Fortinet’s Management and Analytics

EP #7 จะแสดงถึงสถาปัตยกรรมความปลอดภัยแบบองค์รวม ที่ใช้ศักยภาพของการทำ Analytics และ log management เพื่อตอบโจทย์การมองเห็นภัยคุกคามได้ครอบคลุม เพื่อช่วยให้การตัดสินได้ทันท่วงที

  • การตรวจจับภัยคุกคามระดับสูง (Advanced Treat Detection)
  • การตรวจประเมินและดำเนินการให้สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับ (Audit and Compliance)
  • การตอบสนองต่อภัยคุกคามอย่างรวดเร็ว (Rapid Response)

ผู้บรรยาย: คุณโสภณ ธนรติกุล Systems Engineer จาก Fortinet Thailand

EP #8: เตรียมความพร้อมในการป้องกันภัยไซเบอร์ขั้นสูงที่พุ่งเป้ามาที่อีเมลองค์กรได้อย่างไร

EP #8 นี้ท่านจะได้พบกับโซลูชันความปลอดภัยสำหรับอีเมลขั้นสูงเพื่อรับมือกับการโจมตีแบบขั้นสูงและรายละเอียดดังต่อนี้

  • Click Protect ที่ระบุหาเว็บไซต์ที่ถูกหลอกใช้เป็นอาวุธในการโจมตีหลังจากที่ส่งอีเมลไปแล้ว
  • Content Disarm & Reconstruction ที่ช่วยกำจัดโค้ดที่ฝังไว้เพื่อให้ส่งไฟล์ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย
  • การระบุหาการโจมตีรูปแบบใหม่ทั้งในแบบมัลแวร์ เอกสารแนบ และเว็บไซต์
  • การวิเคราะห์การเลียนแบบเพื่อตรวจจับการปลอมแปลงและตัวบ่งชี้อื่นๆ ของการฉ้อโกงทางอีเมล

ผู้บรรยาย: วีร์ หิรัญพานิช Channel Systems Engineer จาก Fortinet Thailand

EP #9: Protect the Heart of Your Business

EP #9 จะเกี่ยวกับความคล่องตัวของ Modern Web Application Firewall ที่สามารถช่วยให้ทำงาน ได้อย่างมั่นใจ เช่น

  • ปกป้องเว็บแอปพลิเคชันให้มั่นคงปลอดภัยโดยที่ไม่ต้องชะลอกระบวนการทำงาน
  • ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการ
  • ลดการตรวจจับที่ผิดพลาด

ผู้บรรยาย: คุณชนาธิป อิ่มทองคำ Systems Engineer จาก Fortinet Thailand

EP #10: Build the Advanced SOC

EP #10 นี้ท่านจะได้พบกับโซลูชันการป้องกันของ Fortinet ที่ใช้ AI ในหลากหลายรูปแบบและหลากหลายช่องทางในระบบเครือข่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่เอื้อต่อกันได้อย่างครอบคลุม, การนำข้อมูล Global Threat Intelligence จากศูนย์วิเคราะห์ภัยคุกคามทั่วโลกของ FortiGuard Labs มาใช้เพื่อควบคุมความมั่นคงปลอดภัยให้ทั่วทั้งองค์กร, การทำ Centralized Advanced Threat Detection รวมถึง Advanced Analytics เพื่อสร้างศูนย์ปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (SOC) ที่ชาญฉลาด ช่วยให้องค์กรสามารถป้องกันแบบเชิงรุกต่อภัยคุกคามที่ล้าหน้านี้ได้อย่างทันท่วงที

ผู้บรรยาย: คุณภีมะ เอกโพธิ์ Systems Engineer จาก Fortinet Thailand

กด Subscribe เพื่อติดตาม YouTube Channel ของ Fortinet Thailand User Group ได้ที่: https://www.youtube.com/channel/UC-oRoZgu8MPKwQeKx9w1SpA?sub_confirmation=1

from:https://www.techtalkthai.com/fortinet-webinar-series-ep-1-to-10-videos/

nCipher แจกฟรี คู่มือการตอบรับต่อพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ฉบับ nCipher

ตอบโจทย์ข้อบังคับตามกฎหมาย ด้วยเทคโนโลยีและบริการที่เหมาะสม

สำหรับธุรกิจองค์กรที่กำลังมองหาเทคโนโลยี, โซลูชัน หรือบริการสำหรับตอบรับต่อความต้องการของพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล nCipher ได้จัดทำคู่มือที่สรุปถึงการตอบรับต่อข้อกฎหมายนี้ด้วยการนำโซลูชันและบริการจาก nCipher ไปประยุกต์ใช้งานเพื่อตอบรับข้อบังคับที่ระบุเอาไว้แล้วดังต่อไปนี้

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มดังนี้เพื่อโหลดเอกสาร “Complying with Thailand’s Personal Data Protection Act” ได้ทันที https://go.techtalkthai.com/2020/06/ncipher-pdpa-guide/

from:https://www.techtalkthai.com/ncipher-pdpa-guide/

5 สิ่งที่ผู้บริหาร/ผู้นำด้าน IT ควรทำตาม

การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมไม่ใช้แค่ต้องรู้วิธีในการนำพาองค์กรสู่ความสำเร็จ แต่ต้องรู้จักการเป็นผู้ตามด้วย โดย 5 สิ่งที่ผู้บริหารและผู้นำด้าน IT ควรทำตามประกอบด้วย

1. ความมั่นคงปลอดภัยบนอุปกรณ์พกพา

การโจมตีอุปกรณ์พกพาถือเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ สำหรับผู้บริหาร เนื่องจากอุปกรณ์ของพวกเขาส่วนใหญ่มักมีข้อมูลสำคัญเก็บอยู่ แต่กลับได้รับการยกเว้นจากมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการสนับสนุน การใช้แอปพลิเคชันส่วนบุคคล หรือการพิสูจน์ตัวตนแบบไม่ต้องใช้ 2-Factor Authentication ดังนั้นแล้ว เพื่อปกป้องตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรไซเบอร์และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่พนักงาน ผู้บริหารจึงควรปฏิบัติการนโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัยบนอุปกรณ์พกพาด้วยเช่นกัน

2. นโยบายการดูแลรหัสผ่าน

การเป็นผู้บริหารหรือผู้นำไม่ได้ทำให้มีสิทธิ์ในการใช้รหัสผ่านแบบง่ายๆ ตรงกันข้าม รหัสผ่านต่างๆ ของพวกเขาเหล่านั้นยิ่งต้องแข็งแกร่งเพียงพอ เนื่องจากต้องใช้ปกป้องข้อมูลสำคัญหรือข้อมูลความลับขององค์กรที่ถูกจัดเก็บอยู่ภายใน ดังนั้น ผู้บริหารและผู้นำที่ดีควรยึดปฏิบัติตามนโยบายการดูแลรหัสผ่าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้รหัสผ่านที่มีความยาวในระดับหนึ่ง ประกอบด้วยตัวเลขและอักขระพิเศษ เป็นต้น

3. การลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัย

การลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยไม่สามารถกระทำได้อย่างสะเปะสะปะ แต่ควรพิจารณาจากสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยในองค์กรแนะนำมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง COVID-19 ที่กระตุ้นให้หลายๆ บริษัทต้องเร่งทำ Digital Transformation และเปิดให้พนักงานสามารถ Work from Home ได้ สิ่งเหล่านี้มักมาพร้อมกับช่องโหว่ใหม่ๆ ที่แฮ็กเกอร์สามารถใช้โจมตี เมื่อมีช่องโหว่มากขึ้น การโจมตีก็จะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงขององค์กรเพิ่มสูงขึ้นตาม แล้วทำไมการลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยถึงไม่เพิ่มตามไปด้วยล่ะ?

4. การรับมือกับเหตุแพร่ร้ายที่ไม่คาดฝัน

จากเหตุ COVID-19 ที่แพร่ระบาดในขณะนี้ ทำให้เราทราบว่า การแพร่ระบาด ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือวิกฤตการณ์ของสังคมในอนาคตจำเป็นต้องมีการรับมืออย่างสร้างสรรค์ ชัดเจน โปร่งใส และเอาใจใส่ แน่นอนว่าการเป็นผู้บริหาร/ผู้นำจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงออกมาตรการเพื่อทำให้มั่นใจว่าพนักงานภายในองค์กรของตนมีความปลอดภัยและ “รู้สึก” ปลอดภัย

5. การตอบแทน/สนับสนุนสังคม

การทำบุญ การกุศล หรือการสนับสนุนสังคมช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ทั้งลูกค้าและพนักงานในองค์กร ซึ่งบางทีสิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวผู้บริหารเอง แต่เป็นโครงการที่มาจากพนักงาน ผู้บริหาร/ผู้นำที่ดีควรนำโครงการต่างๆ มาพิจารณ์ ซึ่งถ้าเห็นว่าสอดคล้องกับค่านิยมขององค์กรก็ควรให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากร บุคลากร หรือเงินก็ดี เหล่านี้จะช่วยให้ได้ใจพนักงานมากยิ่งขึ้น

ที่มา: https://www.idginsiderpro.com/article/3563415/5-areas-it-leaders-should-be-followers.html

from:https://www.techtalkthai.com/5-things-it-leaders-should-follow/

ข้อมูลหน่วยงานตำรวจกว่า 200 แห่งรั่วไหล เปิดให้ดาวน์โหลดได้สาธารณะ

กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ชื่อ ‘Distributed Denial of Secrets’ หรือ DDoSecrets ได้เผยแพร่ข้อมูลที่อ้างว่าเป็นของหน่วยงานตำรวจหลายร้อยแห่ง ซึ่งเข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยตั้งชื่อให้ชุดข้อมูลชุดใหญ่ขนาดกว่า 296 GB ครั้งนี้ว่า ‘Blueleaks’

credit : hackread

ในเว็บไซต์เผยแพร่อ้างว่าข้อมูลชุดนี้มีไฟล์ข้อมูลจากหน่วยงานตำรวจกว่า 200 แห่งและมีอายุข้อมูลกว่า 20 ปี ประกอบด้วยข้อมูล เอกสาร วีดีโอ อีเมล ไฟล์เสียง รูปภาพ และอื่นๆ หลักล้านไฟล์ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากศูนย์ประสานงานหรือ Fusion Center ซึ่งมีหน้าที่คอยประสานงานด้านข้อมูลระหว่างหน่วยงานระดับรัฐฯ กับตำรวจท้องถิ่น 

โดยมีการยืนยันมากจาก National Fusion Center Association (NFCA) ว่าข้อมูลที่รั่วไหลนั้นเป็นข้อมูลภายในจริง ที่คาดว่าคนร้ายอาจได้มากเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการเว็บโฮสต์ให้หน่วยงานรัฐที่ชื่อ Netsential อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่า DDoSecrets จะเป็นคนเปิดเผยข้อมูลแต่ก็บอกว่าอันที่จริงแล้วมีกลุ่มแฮ็กเกอร์ไม่ประสงค์ออกนามส่งให้ตนอีกทีหนึ่ง แต่ค่อนข้างชัดเจนว่านี่ถือเป็นกรณีของแฮ็กเกอร์นักเคลื่อนไหวที่มีแรงจูงใจเรื่องการเมืองอย่าง ‘Hacktivist’ ที่เข้าร่วมแคมเปญ ‘Black Live Matter’ 

ที่มา :  https://www.zdnet.com/article/blueleaks-data-from-200-us-police-departments-fusion-centers-published-online/ และ  https://www.hackread.com/hackers-leak-296-gb-us-police-fusion-centers-data/

from:https://www.techtalkthai.com/hacktivists-exposed-296-gb-police-data-over-internet/

เชิญร่วมงานสัมมนา “สร้างรากฐานศูนย์กลางเทคโนโลยีในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างมั่นคงปลอดภัย” โดย Gigamon

Gigamon ผู้นำด้านเทคโนโลยีตรวจสอบระบบเครือข่าย ขอเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT Security เข้าร่วมฟังบรรยาย Webinar เรื่อง “สร้างรากฐานศูนย์กลางเทคโนโลยีในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างมั่นคงปลอดภัย” พร้อมเรียนรู้ความท้าทายด้านเทคโนโลยีสาธารณสุข และการปกป้องข้อมูลผู้ป่วยจากภัยคุกคามไซเบอร์ ในวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2020 เวลา 9:00 น.

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: สร้างรากฐานศูนย์กลางเทคโนโลยีในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างมั่นคงปลอดภัย
ผู้บรรยาย: Martyn Crew – Director of Solutions Marketing, Gigamon
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2020 เวลา 9:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: บรรยายภาษาอังกฤษพร้อม Subtitle ภาษาไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://www.brighttalk.com/webcast/17554/419961?utm_source=Gigamon%20APAC&utm_medium=brighttalk&utm_campaign=Techtalkthai

ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความท้าทายที่ไม่เหมือนใครที่องค์กรด้านสาธารณสุขต้องเผชิญในยุคที่การดูแลรักษาผู้ป่วยต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอันหลากหลาย รวมไปถึงโซลูชันของ Gigamon ที่จะช่วยให้การวางมาตรการควบคุมและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยบนเทคโนโลยีเหล่านั้นมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของผู้ป่วยจะได้รับการคุ้มครองจากการโจมตีไซเบอร์

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • การนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วยในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
  • ทำไมโมเดล Zero Trust จึงเป็นรากฐานสำคัญของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสาธารณสุข
  • ความท้าทายเชิงปฏิบัติการและด้านความมั่นคงปลอดภัยในการจัดการกับข้อมูลที่เข้ารหัส

from:https://www.techtalkthai.com/gigamon-webinar-building-the-foundation-for-secure-patient-care-centered-technologies/