คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA_MANAGEMENT

เชิญร่วมงาน Oracle Cloud Day Online – Asia

Oracle ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Oracle Cloud Day Online – Asia เพื่ออัปเดตเทรนด์ทางด้าน Data และ Cloud Technology ล่าสุด รวมไปถึง Best Practices และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Data Management, Business Transformation และ AI & Analytics ตลอดวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020 ตั้งแต่ 9:00 น. เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: Oracle Cloud Day Online – Asia
Track: Developer Playground
วัน: วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020
เวลา: 9:00 – 18:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Conference
รายละเอียด: https://www.oracle.com/ph/cloudday/

Oracle Cloud Day Online – Asia เป็นงานสัมมนาออนไลน์ของ Oracle ที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย (รวมประเทศไทย) มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติทางด้าน Data Management, Application Modernization และ AI & Analytics ล่าสุดในยุค Cloud Transformation จุดประกายให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้อมูลที่มีอยู่และพลิกโฉมธุรกิจของตนให้ทันสมัย โดยภายในงานจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Tracks ครอบคลุมทั้งเชิงธุรกิจและเชิงเทคนิค รวมไปถึงมีการแชร์กรณีศึกษาที่น่าสนใจ, Demo และ Hands-on Lab ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-cloud-day-online-asia-2020/

เปิดตัว Dell EMC Isilon F810 ระบบ All Flash Storage ล่าสุด พร้อมระบบ Data Management ใหม่

Dell EMC ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Dell EMC Isilon F810 ระบบ All Flash Storage สำหรับจัดเก็บ Unstructured Data โดยเฉพาะ พร้อมกับเปิดตัว Dell EMC ClarityNow ระบบบริหารจัดการ Unstructured Data ที่อยู่บน Cloud และ On-Premises ร่วมกันได้

Credit: Dell EMC

Dell EMC Isilon F810 นี้เป็นอุปกรณ์ Storage ขนาด 4U ที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 250K IOPS และมี Bandwidth 15GB/s และสามารถเพิ่มขยายแบบ Scale-Up จำนวน 144 Node ให้มีประสิทธิภาพรวมกันได้ 9 ล้าน IOPS และ 540GB/s โดยความสามารถในการบีบอัดข้อมูลนี้จะอยู่ที่อัตราส่วน 3:1 ทำให้สามารถมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในขนาด 4U ได้สูงถึง 2.2PB หรือ 79.6PB ในการทำ Cluster แบบ 144 Node

นอกจากนี้ โครงการ Dell EMC Future-Proof Loyalty Program ก็ยังครอบคลุม Dell EMC Isilon F810 ด้วย ทำให้การอัปเกรดมาใช้งานจากระบบเดิมที่มีอยู่ หรือการลงทุนใช้งานในระยะยาวสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องกังวลเรื่องการ Migrate ข้อมูลและการบริหารจัดการในหลากหลายแง่มุม

ในเวลาเดียวกันนี้ Dell EMC ยังได้ทำการเปิดตัว Dell EMC ClarityNow ซึ่งเป็นโซลูชันที่รองรับการใช้งานได้สำหรับทั้ง Isilon และ ECS เพื่อบริหารจัดการข้อมูลบน Distributed Storage และ Cloud ได้จากศูนย์กลาง ทำให้ผู้ดูแลระบบเข้าใจพฤติกรรมการเรียกใช้งานไฟล์ต่างๆ และการใช้งานพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนแต่ละระบบได้อย่างชัดเจน รวมถึงยังช่วยให้ทำการย้ายไฟล์จาก Cloud หนึ่งไปสู่อีก Cloud หรือ On-Premises สามารถทำได้อย่างสะดวก ทำให้การใช้งาน Storage บนระบบใดๆ นั้นเป็นไปได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dellemc.com/en-us/storage/isilon/index.htm#collapse และ https://www.dellemc.com/en-us/storage/data-storage/network-attached-storage/claritynow.htm

ที่มา: https://www.storagereview.com/dell_emc_launches_allflash_isilon_f810

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-isilon-f810-is-announced/

ยกระดับความปลอดภัยให้ Smart Cities ด้วย “ข้อมูล”

หลายๆ เมืองทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่การเป็น Smart Cities ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นเมืองที่ทุกสิ่งมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน ช่วยยกระดับตัวเมืองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ความมั่นคงปลอดภัย และนำเสนอบริการให้ตรงกับความชื่นชอบของแต่ละคนได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัส

ถึงแม้ว่า Smart Cities อาจฟังดูเหมือนเป็นเมืองแห่งอนาคต แต่แผนพัฒนาดังกล่าวอาจกลายเป็นฝันร้ายได้ถ้าเราเมินเฉยต่อความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการนำเทคโนโลยี Internet of Things เข้ามาใช้ ดังที่สิงคโปร์เพิ่งประสบไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เมื่อ SingHealth เครือหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ถูกแฮ็ก ข้อมูลผู้ป่วยกว่า 1,500,000 คนซึ่งรวมไปถึงข้อมูลของนาย Lee Hsien Loong ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสิงคโปร์ถูกขโมยออกไป ข้อมูลนี้อาจถูกนำไปขายทอดตลาดมืด นำไปต่อยอดเพื่อเข้าถึงบัญชีธนาคาร หรือนำไปใช้ปลอมแปลงตัวตนเพื่อก่ออาชญากรรมอื่นๆ ต่อได้

หลุมพรางของ Smart Cities

Melvin Kranzberg นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันกล่าวไว้ว่า “เทคโนโลยีไม่ใช่ทั้งสิ่งที่ดีหรือเลว และไม่ใช่สิ่งที่เป็นกลางด้วยเช่นกัน” หมายความว่า ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับ Smart Cities จะขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีถูกนำไปใช้อย่างไร การป้องกันการนำเครื่องมือและระบบดิจิทัลไปใช้ในทางที่ผิดจึงกลายเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงขั้นนั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า Smart Cities มีช่องโหว่ที่จะถูกโจมตีอย่างไรได้บ้าง ดังนี้

1. IoT เปิดช่องให้ภัยคุกคามไซเบอร์

Frost & Sullivan คาดการณ์ว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะลงทุนราว $59,000 ล้าน (ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท) ทางด้าน Internet of Things (IoT) ภายในปี 2020 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2014 เกือบ 6 เท่าตัว ปริมาณการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่ถูกผลักดันมาจากแผนพัฒนา Smart Cities อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ IoT เกือบทั้งหมดไม่ได้ถูกพัฒนาให้มีความมั่นคงปลอดภัยเป็นพื้นฐาน รวมไปถึงปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัย IoT ที่เป็นชิ้นเป็นอัน ทำให้อุปกรณ์ IoT มักตกเป็นช่องทางหลักที่แฮ็กเกอร์ใช้โจมตีมากขึ้นเรื่อยๆ

2. มัลแวร์บน IoT มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น

เมื่ออุปกรณ์ IoT มีจุดอ่อน แฮ็กเกอร์ย่อมหาหนทางโจมตีจุดอ่อนนั้นๆ หนึ่งในนั้นคือมัลแวร์ที่ถูกพัฒนาให้เจาะช่องโหว่ระบบ IoT โดยเฉพาะ รายงานจาก Kaspersky Lab ระบุว่า อุปกรณ์ IoT ถูกโจมตีโดยมัลแวร์มากกว่า 120,000 แบบระหว่างช่วงครึ่งปีแรกของปี 2018 ที่ หนึ่งในนั้นคือ Okiru ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของ Mirai มัลแวร์ดังกล่าวถูกค้นพบเมื่อเดือนมกราคม 2018 โดยพุ่งเป้าที่อุปกรณ์ IoT หลายพันล้านเครื่องที่ใช้หน่วยประมวลผลแบบ ARC แล้วเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านั้นให้กลายเป็นกองทัพ Botnet สำหรับโจมตีแบบ DDoS หรือขโมยข้อมูลจากผู้ใช้

3. ขาดความสามารถในการบริหารจัดการกับข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา

ผลวิจัยจาก IDC ระบุว่า ภายในปี 2025 จะมีอุปกรณ์ราว 80,000 ล้านเครื่องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ก่อให้เกิดข้อมูลปริมาณสูงถึง 180 Zettabytes ข้อมูลปริมาณมหาศาลระดับนี้จะกลายเป็นประเด็นท้าทายใหม่สำหรับหน่วยงานรัฐฯ ในการจัดเก็บ วิเคราะห์ และรักษาให้มั่นคงปลอดภัย นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลแต่ละประเภทแยกจากกันยิ่งทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลในรายละเอียดเชิงลึกทำได้ช้า และการผสานความร่วมมือเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนก็ทำได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

เพิ่มความปลอดภัยให้กับ Smart Cities ตั้งแต่รากฐาน

การทำให้เมืองมีความปลอดภัยสาธารณะเป็นความรับผิดชอบหลักของรัฐบาล การทราบถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับ Smart Cities ช่วยให้รัฐบาลสามารถวางแผนและลงแรงเพื่อปกป้องประชาชนได้ดียิ่งขึ้น Frost & Sullivan คาดการณ์ไว้ว่า การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลกสำหรับสนับสนุนความปลอดภัยสาธารณะจะเพิ่มขึ้นถึง $85,000 ล้าน (ประมาณ 2.74 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2020 โดย 24% จะมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เนื่องจากข้อมูลเป็นตัวจุดชนวนการเติบโตของ Smart Cities จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะลงทุนทางด้านแพลตฟอร์ม Data Management, Data Security, Advanced Analytics และ Machine Learning เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังต่อไปนี้

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลจากหลายๆ ระบบและหลายๆ องค์กร เพื่อให้แอปพลิเคชันต่างๆ สามารถนำไปทำการวิเคราะห์ต่อได้
  • ย่อยข้อมูล จัดเก็บ และนำข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ
  • ช่วยเพิ่มความสามารถด้าน Data Security, Compliance และ Governance บนทุกข้อมูลที่ถูกจัดเก็บรวบรวมมา
  • ผลักดันให้เกิดการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล IoT แบบเรียลไทม์ ทั้งขณะจัดเก็บหรือรับส่งข้อมูล
  • วิเคราะห์ข้อมูลได้จากทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบน Edge Computing, Cloud, On-premises หรือแบบ Hybrid
  • ผลักดันให้เกิดการทำ Data Science และสร้างโมเดล Machine Learning

ด้วยความสามารถเหล่านี้ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของข้อมูล รวมไปถึงทำการตัดสินใจอย่างชาญฉ,าดและวางแผนบนพื้นฐานของข้อมูลในรายละเอียดเชิงลึกเพื่อพัฒนาความปลอดภัยให้แก่ Smart Cities ได้ดียิ่งขึ้น

ผสานรวมข้อมูลไว้ที่เดียวด้วย Cloudera Enterprise Data Hub

Cloudera Enterprise Data Hub เป็นแพลตฟอร์ม Big Data สำหรับจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายตามระบบและองค์กรต่างๆ ไว้ภายในที่เดียว ช่วยขจัดปัญหาเรื่องแต่ละหน่วยงานต่างฝ่ายต่างจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของตนเอง ทำให้มาตรฐานในการจัดเก็บข้อมูลเป็นแบบเดียวกัน ง่ายต่อการกำกับดูแล และรักษาให้มั่นคงปลอดภัย

Smart Cities เป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการดูแลให้มั่นคงปลอดภัย นอกจากหน่วยงานรัฐซึ่งเป็นแกนหลักแล้ว องค์กรเอกชนบางแห่งก็ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าและตัวเมืองด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ธนาคาร United Overseas Bank (UOB) ของสิงคโปร์ที่ใช้ Machine Learning ในการตรวจจับและระบุกิจกรรมต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เหนือกว่าการใช้ระบบป้องกันการฟอกเงินที่ใช้การกำหนดเงื่อนไขแบบเก่า เป็นต้น

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ Thorn องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อยับยั้งการล่วงละเมิดทางเพศแก่ผู้เยาว์ ด้วยการสนับสนุนจาก Cloudera Enterprise Data Hub ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ Thorn สามารถรัน Natural Language Processing และอัลกอริธึมเชิงวิเคราะห์บนข้อมูลที่ตนมีอยู่ได้ ผลลัพธ์คือ Thorn สามารถตรวจเจอการค้ามนุษย์ 4,624 คนและผู้เยาว์อีก 2,025 คน รวมไปถึงสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้มากกว่า 2,249 ราย

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การเพิ่มความปลอดภัยสาธารณะเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของสังคมให้ก้าวไปสู่การเป็น Smart Cities แน่นอนว่าไม่มีใครที่ต้องการอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยอาชญากรรมและภัยคุกคาม แม้ว่าจะสะดวกสบายแค่ไหนก็ตาม เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างรากฐานเพื่อช่วยให้ตนเองสามารถดำเนินการตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด รวมไปถึงร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทบรรณาธิการ: Mark Micallef, Vice President of Asia Pacific and Japan, Cloudera

เกี่ยวกับ Cloudera

Cloudera ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 เป็นบริษัท Startup ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างแพลตฟอร์ม Big Data Analytics แบบ Open-source ที่ทุกๆ องค์กรสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่าย หลังจากที่ Intel ได้เข้ามาลงทุนใน Cloudera ส่งผลให้บริษัทเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่ IPO ในเดือนมีนาคม 2017

ปัจจุบันนี้ Cloudera ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Big Data Analytics ชั้นนำของโลก ซึ่งเปิดให้บริการโซลูชันทั้งแบบ On-premises และบน Cloud ได้แก่ Data Management Platform, Business Intelligence, NoSQL, Data Science and Engineering และอื่นๆ

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับบริการของ Cloudera ได้ที่ https://www.cloudera.com/

ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับบริการของ Cloudera สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณเศรษฐ์ศักดิ์ ตันสถิตย์คุณ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ Cloudera บริษัท เท็ค เดต้า แอดวานซ์ โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) อีเมล: Satesak.Tunsatitkun@techdata.com

from:https://www.techtalkthai.com/make-smart-cities-safer-with-data-by-cloudera/

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาฟรี Dell EMC Data Center Modernization Seminar 19 ธ.ค. 2018

Dell EMC ของเชิญลูกค้าธุรกิจองค์กรในตำแหน่ง IT Manager, System Engineer, Data Center Engineer และผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบ Data Center ภายในองค์กร เข้าร่วมงานสัมมนาฟรี Dell EMC Data Center Modernization Seminar เพื่ออัปเดตวิสัยทัศน์ด้าน Data Center สำหรับปี 2019 ที่ครอบคลุมทั้ง HCI, All-Flash Storage, Data Management และ Data Protection ในงานเดียว วันที่ 19 ธันวาคม 2018 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

Dell EMC Data Center Modernization Seminar

19 ธันวาคม 2018
8.30 – 12.10
Ploenchit Ballroom, Novotel Bangkok Ploenchit Sukhumvit 566 Phloenchit Road, Lumphini, Pathumwan, Bangkok (Map)

กำหนดการ

08.30 ลงทะเบียน
09.00 กล่าวเปิดงาน
09.05 Vision of the Modern Data-Center
09.25 Redefine IT Agility with HCI
09.55 Transform Your Business with All-Flash
10.25 พักรับประทานอาหารว่าง
10.40 Modernizing the Fibre Channel Network for All-Flash Data Center
11.10 Tackling the Data Management Challenge
11.35 Integrated and Hyper-Converged Data Protection
12.00 กล่าวปิดงาน

ลงทะเบียนเข้าร่ว่มงานได้ฟรีทันที

ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานในครั้งนี้ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันทีที่ http://www.aspirecreation.co.th/Register/DellEMC/Register_DellEMC_19122018.aspx หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ event@aspirecreation.co.th หรือโทร 092 267 3496

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-data-center-modernization-seminar-invitation/

Pure Storage เข้าซื้อกิจการ StorReduce เสริมเทคโนโลยีจัดการข้อมูลสำหรับ Multi-Cloud

Pure Storage ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการของ StorReduce ผู้พัฒนาระบบ Cloud-First Software-Defined Storage สำหรับใช้ในการบริหารจัดการ Unstructured Data ปริมาณมหาศาล

 

Credit: Pure Storage

 

เทคโนโลยีของ StorReduce นี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของระบบ Storage และ Bandwidth ที่เกิดขึ้นบน Cloud ได้ โดยสามารถรองรับการนำไปใช้งานได้ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น Data Tiering, Data Migration และ Data Protection โดย Gartner ยังได้จัดให้ StorReduce เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีในกลุ่ม Gartner Cool Vendor ทางด้านระบบ Storage อีกด้วย

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้ Pure Storage มีเทคโนโลยีเสริมสำหรับการทำ Deduplication ให้แก่ Object Storage ของตน และสามารถ Integrate เทคโนโลยีที่มีอยู่กับบริการ Cloud รายต่างๆ ได้ดีขึ้น และนำไปสู่ภาพของการจัดการกับ Unstructured Data ปริมาณมหาศาลที่กระจัดกระจายอยู่บน Multi-Cloud ได้

หลังจากนี้ทีมงานของ StorReduce ก็จะกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานใน Pure Storage และการผสานเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกันก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

มูลค่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ไม่เปิดเผยมูลค่า และคาดว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2018 นี้

ที่มา: https://blog.architecting.it/pure-storage-acquires-storreduce/?utm_source=rss-feed&utm_medium=rss&utm_campaign=feed , https://www.purestorage.com/company/news-and-events/press/storreduce.html

from:https://www.techtalkthai.com/pure-storage-acquires-storreduce/

Dell Technologies เข้าซื้อกิจการ DataFrameworks ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Data Management

Dell Technologies ได้เข้าซื้อกิจการของ Data Frameworks เพื่อเสริมความสามารถในการจัดการข้อมูลแบบ Unstructured Data ให้ดียิ่งขึ้น

 

Credit: DataFrameworks

 

แนวคิดของ DataFrameworks คือการพัฒนาระบบกลางที่สามารถเข้าถึงไฟล์ทั้งหมดที่ถูกจัดเก็บอยู่บนระบบ Storage ที่หลากหลายขององค์กรได้ ทั้ง File System มาตรฐาน, NAS, SAN, Local Storage ไปจนถึง Cloud Storage เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารจัดการข้อมูลต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ภายในและภายนอกองค์กรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดหมวดหมู่ไฟล์, การค้นหาไฟล์, การค้นหาข้อมูลที่ต้องการ, การวิเคราะห์การใช้งานและปริมาณข้อมูลซึ่งถูกจัดเก็บอยู่กระจัดกระจายเหล่านี้

DataFrameworks ClarityNow คือชื่อของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่ง Dell Technologies จะนำเทคโนโลยีนี้มาเสริมให้กับระบบ Dell EMC Unstructured Storage Systems อย่าง Dell EMC Isilon และ Dell EMC ECS เพื่อให้การจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลเป็นไปได้อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น

มูลค่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ไม่เป็นที่เปิดเผย

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ DataFrameworks ได้ที่ https://dataframeworks.com/ ครับ

 

ที่มา: https://blog.dellemc.com/en-us/dell-technologies-acquires-dataframeworks/

from:https://www.techtalkthai.com/dell-technologies-acquires-dataframeworks/

อัปเดตแนวโน้มเทคโนโลยี Data Managment ปี 2017 ที่ควรรู้จักใน Gartner Hype Cycle

ท่ามกลางเหล่าธุรกิจที่กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทาง Data-driven ทาง Gartner ได้ออกมาเผยถึงผลการวิเคราะห์เทคโนโลยีทางด้าน Data Management ประจำปี 2017 ว่ามีเทคโนโลยีใดอยู่ในช่วงขาขึ้นกันบ้าง และแสดงผลในรูปแบบ Hype Cycle ให้เราได้ทำความเข้าใจกันง่ายๆ ดังนี้

Credit: Gartner

 

สำหรับประเด็นต่างๆ ที่ทาง Gartner ได้วิเคราะห์เอาไว้ ได้แก่

  • การใช้ Cloud Computing ในการจัดการข้อมูลนั้นเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น ในขณะที่ Hadoop Distribution ต่างๆ ที่หลากหลายนั้นได้รับความนิยมน้อยลง เพราะความยุ่งยากและซับซ้อนในการบริหารจัดการ
  • เทคโนโลยี SQL Interface สำหรับเข้าถึงข้อมูล Object บน Cloud นั้นถือว่าน่าสนใจ และจะมีการเติบโตต่อไปในอนาคต
  • Event Stream Processing (ESP) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญสำหรับเหล่า Digital Business และเทคโนโลยีกลุ่ม Stream Analytics ภายใน ESP นี้ก็จะทำให้องค์กรสามารถแสดงผลข้อมูลในรูปแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน และส่งผลต่อความแม่นยำในการตัดสินใจทางธุรกิจมากขึ้น
  • Operational In-memory DBMS (IMDBMS) เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้งอการระบบ Database ที่มีทั้งความเร็วและความทนทาน
  • Blockchain และ Pubic Distributed Ledger เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในองค์กร เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความโปร่งใสของข้อมูลให้มากยิ่งขึ้น
  • Private Distributed Legers ยังคงต้องการความเป็นมาตรฐานมากขึ้นและตอบโจทย์กาสรใช้งานภายในองค์กรให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการนำไปใช้งานในแบบ Mission Critical ในระบบขนาดใหญ่

สำหรับรายงานฉบับเต็มสามารถโหลดอ่านได้ฟรีที่ https://www.gartner.com/user/registration/prospect?resId=3783465&srcId=1-6595640685 ครับ

 

ที่มา: http://www.gartner.com/newsroom/id/3809163

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-hype-cycle-for-data-management-2017/

Informatica จับมือ Vintcom เปิดตัว Value-added Distributor อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

Informatica ในฐานะของผู้นำด้านการบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) ชั้นนำของโลกมายาวนาน และ ปัจจุบันยังเป็นผู้ให้นำด้าน การบริหารจัดการข้อมูลบน Cloud (Cloud Data Management) ประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทวินท์คอม เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) Value-added Distributor ชั้นนำของประเทศไทย พร้อมให้บริการโซลูชันด้านการบริหารจัดการและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลแก่ทุกอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อผลักดันให้เข้าสู่การทำ Digital Transformation สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ Thailand 4.0

“หลังจากเข้าสู่ประเทศไทยมา 2 ปีเต็ม เราเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการจากการเข้าถึงลูกค้าโดยตรง ไปเป็นการจับมือร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการลูกค้า ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ของ Informatica ได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมไปถึงมีผู้ให้บริการในประเทศที่ไว้วางใจได้คอยให้คำปรึกษาและให้การสนับสนุน ส่งผลให้ลูกค้าสามารถพลิกโฉมธุรกิจเพื่อตอบรับกระแส Digital Transformation ได้อย่างรวดเร็ว” — Sivadas Ramadas, Managing Director (ASEAN) จาก Informatica กล่าว

Thailand 4.0 ยุคแห่งการนำข้อมูลดิจิทัลมาต่อยอดธุรกิจ

ประเทศไทยกำลังมุ่งเข้าสู่ยุค Smart Enterprise ซึ่งแต่ละองค์กรเริ่มลดการทำสำเนาเอกสาร และมีการแปลงข้อมูลจากกระดาษให้มาอยู่ในรูปดิจิทัลมากขึ้น หลายองค์กรมีการนำข้อมูลดิจิทัลจากหลากหลายแหล่งมาบริหารจัดการและวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าใจถึงพฤติกรรมของลูกค้า การพยากรณ์แนวโน้มของตลาดในอนาคต หรือการนำข้อมูลมาใช้ตัดสินใจโดยผู้บริหาร เหล่านี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่มากยิ่งขึ้น

ข้อมูลเสมือนเป็นสิ่งเชื่อมโยงระหว่างโลกธุรกิจและโลก IT เข้าด้วยกัน การนำข้อมูลไปวิเคราะห์ ต่อยอด ช่วยให้องค์กรสามารถปรับกลยุทธ์หรือทำโมเดลเชิงธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงช่วยสร้างโอกาสใหม่เชิงธุรกิจและเพิ่มมูลค่าของการให้บริการ ข้อมูลในปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ใช้สนับสนุนกระบวนการเชิงธุรกิจขององค์กรอีกต่อไป แต่เป็น “ตัวผลักดัน” ธุรกิจเพื่อให้เกิดการทำ Digital Transformation

จากการคาดคะเน นั้น ในปี 2020 จะมีข้อมูลเกิดขึ้นในปริมาณมหาศาล จากผู้ใช้ที่มากขึ้น และ ความหลากหลายอุปกรณ์ และ รวมถึงข้อมูลที่อยู่บน Cloud และ Machine Learning/AI คำถามคือ เราจะทำการจัดการกับ ข้อมูลมหาศาล และ นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร?

Informatica ผู้นำด้าน Cloud Data Management

Informatica ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1993 ให้บริการโซลูชันด้านการบริหารจัดการข้อมูลมานานกว่า 23 ปี มีพันธกิจหลักคือนำเสนอโซลูชั่นในการบริหารจัดการข้อมูลให้กับองค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด Informatica เริ่มเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี 2015 โดยมีทีมประจำประเทศไทย คอยดูแล ในประเทศไทย ตลอดจนประเทศกัมพูชา พม่า และลาว พร้อมนำเสนอ 6 กลุ่มโซลูชันหลัก คือ Data Integration, Big Data Management, Cloud Data Management, Data Quality, Master Data Management และ Data Security โดยมุ่งเน้นช่วยให้องค์กรของลูกค้าสามารถนำข้อมูลไปได้ใช้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และมั่นคงปลอดภัย ส่งผลให้การวิเคราะห์ต่อยอดข้อมูลเหล่านั้นทำได้ง่ายและมีความแม่นยำสูงสุด

“Informatica ให้บริการมานานกว่า 2 ทศวรรษ ปี ทำให้เราเข้าใจปัญหาของลูกค้าในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรรมเป็นอย่างดี เพื่อพัฒนาและนำเสนอโซลูชันของเราให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุค Digital Transformation ได้มากที่สุด เราจึงยังคิดเหมือนบริษัท Startup ที่มุ่งเน้นการทำ R&D โดยเรามีทีมวิศวกรมากกว่า 3,000 คนและลงทุนมากกว่า 6,000 ล้านบาทในแต่ละปี” — Sivadas Ramadas กล่าวเสริม

ตอกย้ำความเป็นผู้นำ และ การันตี จากผลสำรวจโดย Gartner และ Frost & Sullivan

จากผลวิเคราะห์และสำรวจของสถาบันวิจัยอิสระชื่อดังอย่าง Gartner และ Frost & Sullivan ในช่วงปี 2016 – 2017 ที่ผ่านมา พบว่า Informatica เป็นผู้นำอันดับหนึ่งทางด้านการบริหารจัดการข้อมูลถึง 6 รายการ ได้แก่ Enterprise iPaaS (Cloud), Data Integration Tools, Master Data Management Solutions, Data Quality Tools, Big Data Management และ Meta Data Management Solutions

นอกจากนี้ Informatica ยังเป็นอันดับหนึ่งทางด้าน Customer Loyalty หรือความเชื่อมั่นต่อแบรนด์สินค้า โดยมีลูกค้าทั่วโลกกว่า 90% ที่หลังจากเลือกโซลูชันของ Informatica แล้ว ยังคงใช้งานโซลูชันจนถึงทุกวันนี้ รวมไปถึงต่อยอดการใช้งานไปยังโซลูชันอื่นๆ อีกด้วย สำหรับประเทศไทยเอง ได้รับความไว้วางใจจากหลายอุตสาหกรรม เช่น สถาบันการเงิน ค้าปลีก โทรคมนาคม ภาครัฐ ซึ่งต่างเริ่มนำ Informatica เข้ามาใช้เพื่อสนับสนุนการทำ Digital Transformation เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จับมือกับ Vintcom พร้อมสร้าง Ecosystem เพื่อให้บริการทุกโซลูชันในประเทศไทย

Informatica จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับบริษัทวินท์คอม เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) Value-added Distributor ชั้นนำของประเทศไทย พร้อมให้บริการทุกโซลูชันด้านการบริหารจัดการข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น Data Integration, Big Data Management, Cloud Data Management, Data Quality, Master Data Management และ Data Security โดยพร้อมให้คำปรึกษาและการสนับสนุนพาร์ทเนอร์ตั้งแต่การจัดอบรมโซลูชันให้แก่ทีมฝ่ายขายและทีมวิศวกร ช่วยเหลือการทำ PoC (Proof of Concept) รวมไปถึงแนะแนวทางการออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษา สร้าง Ecosystem สำหรับการให้บริการแบบครบวงจร เพื่อให้มั่นใจว่าพาร์ทเนอร์สามารถตอบสนองต่อความต้องการเชิงธุรกิจของลูกค้า และช่วยให้ลูกค้าเข้าสู่กระบวนการทำ Digital Transformation ได้อย่างรวดเร็ว

เรียงลำดับจากซ้าย: Sivadas Ramadas, คุณทรงศรี ศรีรุ่งเรืองจิต, คุณโสภณ บุณยรัตพันธุ์ และคุณประพจน์ ลัภยวิจิตร

“Informatica ประเทศไทยเข้าสู่เป็นปีที่ 3 เราต้องการพันธมิตรที่มีศักยภาพ และ สนับสนุนธุรกิจไปยังพาร์ทเนอร์รายต่างๆ ซึ่ง Vintcom มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีพาร์ทเนอร์เป็นที่รู้จักจำนวนมาก และมีการลงทุนด้าน R&D ทำให้เรามั่นใจว่า Vintcom จะช่วยเราขยายบริการไปยังพาร์ทเนอร์และลูกค้าทั่วไทย ช่วยให้ทุกอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม รัฐบาล หรือหน่วยงานสาธารณสุขพร้อมเข้าสู่กระแสการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเชิงดิจิทัลตามนโยบาย Thailand 4.0” — คุณประพจน์ ลัภยวิจิตร Informatica Country Manager, Thailand & CLM กล่าว

“ปัจจุบันนี้ทุกอุตสาหกรรมต้องยุ่งเกี่ยวกับข้อมูลขนาดใหญ่ การนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำ Digital Transformation ซึ่งการจับมือกับ Informatica เข้ามาตอบโจทย์ ณ จุดนี้ เนื่องจาก Informatica เป็นผู้นำในการจัดการกับข้อมูล มีความยืดหยุ่นสูง สามารถทำงานร่วมกับระบบ Database, Business Intelligence, Cloud Computing ได้อย่างไร้รอยต่อโดยไม่ยึดติดว่าเป็นแพลตฟอร์มใด” — คุณทรงศรี ศรีรุ่งเรื่องจิต Managing Director จาก Vintcom กล่าว

“Vintcom มีเครือข่ายพันธมิตรขนาดใหญ่และแข็งแกร่งที่พร้อมบุกตลาดทุกอุตสาหกรรมทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ที่สำคัญคือเรามีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 30 คนที่พร้อมในการสนับสนุนเหล่าพันธมิตร เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าสามารถนำ Informatica ไปใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสามารถติดต่อตัวแทนในประเทศไทยได้ทันทีเมื่อต้องการความช่วยเหลือ” — คุณโสภณ บุณยรัตพันธุ์ Director จาก Vintcom กล่าว

สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับโซลูชันและบริการของ Informatica ได้ที่บริษัทวินท์คอม เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) คุณณิชากานต์ จันทโกศล อีเมล nichakarn@vintcom.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/informatica-addresses-vintcom-as-value-added-distributor/

[PR] ฟูจิ ซีร็อกซ์ แนะนำโซลูชั่นล่าสุด CCT & CSH เตรียมความพร้อมธุรกิจในทุกสถานการณ์

ปัจจุบันหลาย ๆ องค์กรต่างมุ่งทิศทางในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยระบบคลาวด์โซลูชั่น เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ลงทุนน้อย และช่วยเพิ่มผลิตผลและทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความคล่องตัวที่ตอบสนองรูปแบบการทำงานในยุคปัจจุบัน ซึ่งหลายครั้งต้องทำงานเร่งด่วนขณะอยู่นอกออฟฟิศ   และเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดตัว โซลูชั่นล่าสุดอย่าง CCT & CSH  หรือ Cloud Communication Tools และ Cloud Service Hub สำหรับ CCT เป็นกระบวนการทำงานใหม่ของ Smart Work Gateway ที่ผสานการทำงานของเครื่องมัลติฟังก์ชั่น และบริการคลาวด์ ให้สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟน ที่มาพร้อม 4 คอนเซ็ปต์การทำงาน Ready to Use, Ready to Control, Ready to Print และ Ready to Share ด้วยซอฟต์แวร์จัดการเอกสารที่ทำให้การทำงานง่าย สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย Workflow ใน DocuWorks ทำให้ขั้นตอนการรับเอกสารแฟกซ์รวดเร็ว Working Folder สามารถประทับตราและส่งต่อเอกสารผ่านแอพพลิเคชันที่มีโดยไม่ต้องพิมพ์ออกมา ซึ่งจะช่วยให้เอกสารสำคัญขององค์กรมีความปลอดภัย อยู่บนพื้นที่จัดเก็บเอกสารบนคลาวด์ขนาด 10GB / 10 Users / 1 ตู้เอกสาร พร้อมจัดเก็บรายงานการใช้งานเครื่องมัลติฟังก์ชั่นผ่านคลาวด์ จะสามารถลดต้นทุน และควบคุมค่าใช้จ่ายให้กับบริษัท ด้วยระบบ Tracking ข้อมูลการใช้งานของเครื่องมัลติฟังก์ชั่น  ทำให้สามารถแยกค่าใช้จ่ายตามแผนกหรือบุคคลได้ 

ส่วนการทำงานของ CSH หรือ Cloud Service Hub นั้น จะมาพร้อมฟังก์ชั่น Single Sign-on สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้จากการใส่คีย์เวิร์ดคำเดียว ก็สามารถค้นหาไฟล์เอกสารได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องค้นหาจากโฟลเดอร์ทั้งหมด รวมทั้งสามารถสแกนข้อมูลเข้าสู่ระบบคลาวด์ได้โดยตรง เพื่อพิมพ์เอกสารจากคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป อุปกรณ์มือถือ และอื่นๆ ซึ่ง CSH จะช่วยให้ขั้นตอนในการถ่ายโอนข้อมูล เพื่อใช้งานร่วมกับผู้อื่นในทีมทำได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในระหว่างเดินทาง เพียงแค่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายเท่านั้น ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดของโซลูชั่น CSH  นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น ลดความผิดพลาดในการทำงานเอกสาร พร้อมความมั่นใจในเรื่องการรักษาความปลอดภัย ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และสามารถตอบสนองความต้องการในการเข้าถึงข้อมูล การแปลงเอกสารเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ และการจัดเก็บข้อมูลได้อย่างเหมาะสมผ่านระบบคลาวด์  ผู้สนใจสามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.fujixerox.co.th หรือ โทร 02-660-8000

###

from:https://www.techtalkthai.com/fuji-xerox-suggests-newest-solution-cct-and-csh-for-business-management/

ยอดขาย Internet of Things เติบโตขึ้น 14.8% ทะลุ 230,000 ล้านบาท Cloud Computing คือปัจจัยหนุนหลัก

รายงานจาก Technology Business Research (TBR) ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของธุรกิจ Internet of Things (IoT) ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2015 ที่ตลาดมีการเติบโตสูงถึง 14.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว จนมียอดขายรวม 6,700 ล้านเหรียญ หรือราว 234,500 ล้านบาท โดยมี Cloud Computing และระบบ IT Infrastructure เป็นแรงผลักดันสำคัญในการเติบโตของตลาด IoT ในการจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาลที่เกิดขึ้น

Credit: ShutterStock.com
Credit: ShutterStock.com

การสำรวจครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสำรวจยอดขายจาก 21 บริษัทชั้นนำที่ทาง TBR ได้ทำการสำรวจมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี Verizon, Microsoft, Intel, Google, Amazon, Siemens, Cisco, Ericsson และ Oracle รวมอยู่ในบริษัทที่ถูกสำรวจด้วย

เป็นที่ค่อนข้างชัดเจนว่าทุกๆ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับวงการ IT ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์และบริการนั้นจะเติบโตควบคู่ไปกับตลาด IoT ในเชิงธุรกิจ และโซลูชั่นทางด้าน IoT นี้เองที่จะเข้ามาช่วยผลักดันตลาด IT ในอนาคตให้เติบโตยิ่งขึ้นต่อไป

ทางด้าน Cloud ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการเติบโตของตลาด IoT เองนี้ก็ได้เติบโตขึ้นถึง 79% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ IT Infrastructure เองนั้นก็เติบโตขึ้นถึง 51.4% ด้วยเช่นกัน สอดคล้องกับปริมาณการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการมาของ IoT ไปพร้อมๆ กัน

ปัจจุบันนี้อเมริกาเหนือยังคงเป็นศูนย์กลางการเติบโตของ IoT ด้วยส่วนแบ่งตลาด IoT ที่สูงถึง 40.3% ในขณะที่ APAC และ CALA นั้นยังคงมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 24.8% และ 5.5% ตามลำดับ

ที่มา: http://readwrite.com/2016/04/24/iot-revenues-growth-driven-cloud-computing-it-infrastructure-dt4/?utm_source=feedly&utm_medium=webfeeds , http://tbri.com/analyst-perspectives/press-releases/pgView.cfm?release=13009

from:https://www.techtalkthai.com/internet-of-things-grows-14-8-percent-yoy-2015-q4/