คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA_CENTER_MANAGEMENT

[Guest Post] ไอเอสเอส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) ประกาศพร้อมให้บริการโซลูชั่นบริหารประสบการณ์ธุรกิจ ยกระดับ 4 ประสบการณ์หลัก ลูกค้า พนักงาน ผลิตภัณฑ์ และแบรนด์ บุกตลาดเชิงลึกจัดการข้อมูล feedback และ inside ด้วย SAP Qualtrics

ISS Consulting (Thailand) ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ NTT DATA Business Solutions พาร์ทเนอร์ระดับโลกของ SAP ประกาศร่วมเป็นพันธมิตรกับ SAP Qualtrics เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2020 ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มศักยภาพและส่งมอบความเป็นเลิศเกี่ยวกับซอฟต์แวร์เพื่อการบริหารจัดการประสบการณ์ (Experience management: XM) ด้วย Qualtrics โซลูชันให้แก่องค์กรให้สามารถรวบรวม วิเคราะห์ และต่อยอดข้อมูล ข้อเสนอแนะต่างๆ แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริหารที่จะช่วยให้เข้าใจถึงประสบการณ์ที่มอบให้กับลูกค้าและองค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคต บริหารความผูกพันกับลูกค้าผู้บริโภค ประสานความสัมพันธ์ภายในองค์กร และพัฒนาแบรนด์ให้โดดเด่น ซึ่งเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ยกระดับการบริหารประสบการณ์ลูกค้าและองค์กรได้อย่างครบครันและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในปัจจุบัน นำมาซึ่งประสบการณ์ลูกค้าที่เป็นเลิศอย่างยั่งยืน

ISS Consulting (Thailand) พร้อมนำเสนอโซลูชัน SAP Qualtrics ในประเทศไทยเพื่อช่วยในการสื่อสารองค์กร ได้รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของพนักงานและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สร้างกลยุทธ์การรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนร่วมกับองค์กรหรือ feedback เพื่อหาวิธีที่จะเรียกความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ โดย inside ดังกล่าวจะช่วยให้แบรนด์สามารถวางแผนและดำเนินการในการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์สามารถบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้าได้ในทุกมิติ ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว สร้างความได้เปรียบคู่แข่งในตลาดในยุค new normal

ISS Consulting (Thailand) พร้อมนำเสนอโซลูชัน SAP Qualtrics ในประเทศไทยเพื่อช่วยในการสื่อสารองค์กร ได้รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของพนักงานและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สร้างกลยุทธ์การรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนร่วมกับองค์กรหรือ feedback เพื่อหาวิธีที่จะเรียกความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ โดย inside ดังกล่าวจะช่วยให้แบรนด์สามารถวางแผนและดำเนินการในการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์สามารถบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้าได้ในทุกมิติ ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว สร้างความได้เปรียบคู่แข่งในตลาดในยุค new normal

เกี่ยวกับ ISS Consulting บริษัทฯในกลุ่ม NTT DATA Business เป็น Global Partner สำหรับ Qualtrics Solution

โดย NTT DATA Business Solution ซึ่งเป็น SAP Partner ระดับโลกในฐานะพันธมิตรที่สำคัญของ SAP ได้เป็น Global Partner สำหรับ Qualtrics Cloud Solution โดยได้ร่วมกันทำตลาดและนำเสนอโซลูชัน Qualtrics ให้กับลูกค้าทั่วโลก โดย ISS Consulting (Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม NTT DATA Business Solution โดยเป็น Global Partner สำหรับ Qualtrics เป็นผู้ทำตลาดในประเทศไทย

 

https://nttdata-solutions.com/de/crprtprsrlss/sap-partner-itelligence-ntt-data-business-solutions-becomes-global-partner-for-qualtrics-cloud-solutions/

 

https://www.sapusers.org/news/849/itelligence-business-solutions-becomes-global-partner-for-qualtrics-cloud-solutions

 

เกี่ยวกับ Qualtrics

Qualtrics เป็นผู้นำด้านการสร้างประสบการณ์ลูกค้า และเป็นผู้สร้างสรรค์เครื่องมือการบริหารประสบการณ์ลูกค้า หรือ Experience Management (XM) ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการที่องค์กรต่างๆ ใช้ในการบริหารและยกระดับ 4 ประสบการณ์หลักของธุรกิจด้วยกัน ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน ผลิตภัณฑ์ และแบรนด์ ปัจจุบัน องค์กรกว่า 11,000 แห่งทั่วโลกต่างวางใจเลือกใช้ Qualtrics เพื่อรับฟัง ทำความเข้าใจ และใช้ข้อมูลประสบการณ์ (X-data™) ไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อ อารมณ์ และเจตนา ที่จะบอกคุณว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะทำอะไรกับสิ่งนั้นได้บ้าง Qualtrics XM Platform™ คือระบบที่ช่วยให้ธุรกิจดึงดูดลูกค้าไว้ได้นานขึ้นและจับจ่ายมากขึ้น ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำต่อผู้บริโภค

เกี่ยวกับ ISS Consulting (Thailand)

ISS Consulting (Thailand) Ltd. เป็นพาร์ทเนอร์กับ SAP ในระดับ Platinum และ SAP Global Partner ที่สามารถให้บริการด้านการออกแบบ พัฒนา และติดตั้งโซลูชันของ SAP อย่างครบวงจร เป็นเวลากว่า 21 ปี โดยปัจจุบันนี้มีลูกค้าธุรกิจและองค์กรทั่วประเทศไทยรวมมากกว่า 400 ราย พร้อมให้บริการทั่วประเทศไทยด้วยทีมงานกว่า 350 คน

ISS Consulting (Thailand) Ltd.  เป็นบริษัทในกลุ่ม NTT DATA ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก ทำให้บริษัท มีความสามารถในการนำเสนอ SAP Solution (Digital Core, Employee Experience, Customer Experience, Innovation) และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทยในขอบเขตที่กว้างยิ่งขึ้นและครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทางด้าน SAP Partner นั้น ISS Consulting (Thailand) Ltd.  ยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่ม SAP Global Partner ทำให้บริษัทมีศักยภาพมากขึ้นในการนำเสนอ SAP โซลูชันแก่ธุรกิจระดับโลกด้วยเช่นกัน

ท่านต้องการปรึกษาเกี่ยวกับ SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น ISS Consulting พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

เยี่ยมชมเว็บไซต์ของ ISS Consulting (Thailand)  www.issconsulting.co.th

โทรศัพท์ 02 237 0553

Youtube : IssconsultingThailand

Facebook :Issconsultingthailand

marketing_th@issconsulting.net

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-iss-consulting-sap-qualtrics-partner-announcement/

[Guest Post] เอซีไอ เวิลด์ไวด์ เผยผลการศึกษาล่าสุด ชี้ธุรกรรมการชำระเงินแบบเรียลไทม์ในไทยเพิ่มขึ้นสองเท่าในปี 2563 เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 เร่งให้มีการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • เอซีไอ เวิลด์ไวด์ และโกลบอลดาต้า เผยแพร่รายงาน “Prime-Time for Real Time” ประจำปี 2564 ซึ่งทำการตรวจสอบและวิเคราะห์ปริมาณการชำระเงินแบบเรียลไทม์ การเติบโต และพลวัตความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมาย 48 แห่งทั่วโลก
  • ไทยครองอันดับ 4 ของโลกในด้านจำนวนการทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์ในปี 2563 ตามหลังอินเดีย จีน และเกาหลีใต้ 

 

รายงานระดับโลกฉบับล่าสุดจากเอซีไอ เวิลด์ไวด์ (ACI Worldwide) (NASDAQ: ACIW) และโกลบอลดาต้า (GlobalData) ระบุว่า มีการประมวลผลธุรกรรมการชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time Payment) กว่า 5.24 พันล้านรายการในประเทศไทยในช่วงปี 2563 เพิ่มขึ้น 104 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (2.57 พันล้านรายการ) ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้มีการเปลี่ยนวิธีการชำระเงินจากการใช้เงินสดไปสู่การชำระเงินแบบเรียลไทม์ผ่านระบบดิจิทัลอย่างรวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้น

รายงาน ‘Prime-Time for Real-Time’ ฉบับนี้เป็นฉบับที่สอง โดยฉบับแรกตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2563 ได้วิเคราะห์ปริมาณการชำระเงินบัญชีต่อบัญชีแบบเรียลไทม์ทั่วโลก รวมถึงข้อมูลคาดการณ์สำหรับกลุ่มเป้าหมาย 48 แห่งทั่วโลก  รายงานดังกล่าวคาดการณ์ว่าการชำระเงินแบบเรียลไทม์ในไทยจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 32.01 เปอร์เซ็นต์สำหรับช่วงปี 2563 ถึง 2568 ซึ่งสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตทั่วโลก (23.6 เปอร์เซ็นต์)

การชำระเงินแบบเรียลไทม์ในไทยมีการเติบโตแบบปีต่อปีสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งโดยมากแล้วเป็นผลมาจากการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการด้านการเงิน โดยนำเสนอสิทธิประโยชน์ทางการเงินที่หลากหลายให้แก่ประชาชนผ่านระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดตัว “พร้อมเพย์” (PromptPay) ซึ่งเป็นระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ของไทย เมื่อปี 2559  โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) มีจุดมุ่งหมายเพื่อรองรับการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการจากรัฐบาล และในช่วงที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็วในหมู่ประชาชนและองค์กรธุรกิจ

เนื่องจากประชาชนหลายล้านคนทั่วโลกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและการดำเนินชีวิต รวมถึงการซื้อสินค้า/บริการ และการชำระเงิน ดังนั้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว  การปรับใช้โมบายล์วอลเล็ท (Mobile Wallet) ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 83.9% ในช่วงปี 2563 เปรียบเทียบกับ 72.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562

สถานการณ์การแพร่ระบาดส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคและแนวทางการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ ธนาคาร ผู้ค้า และคนกลางในระบบนิเวศน์การชำระเงินในไทยต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปลี่ยนย้ายไปใช้ระบบดิจิทัลเพื่อรักษาช่องทางรายได้ที่มีอยู่ในปัจจุบันพร้อมทั้งมองหาช่องทางใหม่ ๆ ผ่านการให้บริการลูกค้าผ่านระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

เจเรมี่ วิลมอท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของเอซีไอ เวิลด์ไวด์ กล่าวแสดงความเห็นว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดตอกย้ำถึงความสำคัญของระบบชำระเงินดิจิทัล รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินที่แข็งแกร่ง นับเป็นการย่นย่อการปรับใช้นวัตกรรมที่คาดการณ์ไว้ในช่วง 10 ปีให้เหลือเพียงปีเดียว และทำให้พฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร แม้กระทั่งหลังจากที่วิกฤติผ่านพ้นไป ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลที่แข็งแกร่งจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ดีกว่าประเทศที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการควบคุมผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากกรณีการแพร่ระบาด  ระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ช่วยให้ภาครัฐเร่งการเบิกจ่ายเงินเยียวยาและเงินกระตุ้นเศรษฐกิจให้ถึงมือประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือจากสถาบันการเงิน  นอกจากนี้ยังรองรับการเพิ่มสภาพคล่องแบบเรียลไทม์ให้กับองค์กรธุรกิจที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับระบบซัพพลายเชนที่หยุดชะงัก”

ซามูเอล เมอร์แรนท์ หัวหน้านักวิเคราะห์ฝ่ายระบบชำระเงินของโกลบอลดาต้า กล่าวว่า “การชำระเงินแบบเรียลไทม์ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นทั่วโลก และโดยมากแล้ว หลายประเทศมุ่งเน้นการใช้งานในส่วนของการชำระเงินระหว่างบุคคล (P2P) อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดเปิดโอกาสให้รูปแบบการชำระเงินดังกล่าวมีการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วยิ่งขึ้น  หลังจากที่ผู้บริโภคเริ่มคุ้นเคยกับความรวดเร็วฉับไวของการชำระเงิน P2P แบบเรียลไทม์ ผู้บริโภคก็จะหันไปใช้การชำระเงินแบบเรียลไทม์กับธุรกรรมอี-คอมเมิร์ซ แทนการใช้บัตรชำระเงินทางออนไลน์ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและใช้เวลานานกว่า  จากจุดนี้ เมื่อผู้บริโภคให้การยอมรับต่อแบรนด์ที่ใช้ระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์อย่างกว้างขวาง และมีฐานผู้ใช้มากพอที่จะสร้างผลตอบแทนให้ผู้ขายได้คุ้มค่า ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้บริโภคจะใช้ระบบดังกล่าวชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการภายในห้างร้านต่าง ๆ”

 

สรุปข้อมูลสำคัญจากการสำรวจ:

การเติบโตของระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ในไทย:

  • จำนวนธุรกรรมแบบเรียลไทม์ทั้งหมดในช่วงปี 2563 อยู่ที่ 24 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้น 104 เปอร์เซ็นต์ จาก 2.57 พันล้านในปี 2562 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 21 พันล้านภายในปี 2568
  • ส่วนแบ่งเรียลไทม์ของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในไทยในช่วงปี 2563 อยู่ที่3 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจาก 36.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 และคาดว่าจะอยู่ที่ 76.9 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2568
  • มูลค่าของธุรกรรมแบบเรียลไทม์เพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์จากปี 2562 โดยเพิ่มขึ้นจาก 443 พันล้านดอลลาร์ เป็น 717 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) จนถึงปี 2568 จะอยู่ที่ 26.69 เปอร์เซ็นต์
  • การปรับใช้โมบายล์วอลเล็ทในไทยเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 9% เปอร์เซ็นต์ในปี 2563 เพิ่มขึ้นจาก 72.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562

 

การเติบโตของระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ทั่วโลก

  • จำนวนธุรกรรมแบบเรียลไทม์ทั้งหมดในช่วงปี 2563 อยู่ที่ 3 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้น 41 เปอร์เซ็นต์ จาก 50.0 พันล้านในปี 2562
  • ส่วนแบ่งเรียลไทม์ของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกในช่วงปี 2563 อยู่ที่8 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจาก 7.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 และคาดว่าจะอยู่ที่ 17.4 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2568
  • มูลค่าของธุรกรรมแบบเรียลไทม์เพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์จากปี 2562 โดยเพิ่มขึ้นจาก 69 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 92 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) จนถึงปี 2568 จะอยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์ 

 

10 ประเทศที่มีจำนวนธุรกรรมเรียลไทม์มากที่สุดในโลกในปี 2563:

  • อินเดียยังคงครองอันดับสูงสุด โดยมีธุรกรรมการชำระเงินแบบเรียลไทม์5 พันล้านรายการ รองลงมาคือ จีน ซึ่งมีธุรกรรม 15.7 พันล้านรายการ ส่วนเกาหลีใต้ครองอันดับ 3 ด้วยจำนวนธุรกรรม 6.0 พันล้านรายการ ไทยครองอันดับ 4 ด้วยจำนวนธุรกรรม 5.2 พันล้านรายการ และสหราชอาณาจักรอยู่อันดับ 5 โดยมีจำนวนธุรกรรม 2.8 พันล้านรายการ
  • ไนจีเรียตามมาเป็นอันดับ 6 ด้วยธุรกรรม9 พันล้านรายการ ส่วนญี่ปุ่นอยู่อันดับ 7 โดยมีธุรกรรม 1.7 พันล้านรายการ
  • บราซิลไต่อันดับสูงขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 8 สืบเนื่องจากการเปิดตัวระบบ PIX โดยจำนวนธุรกรรมอยู่ที่ 3 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้น 58 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปีระหว่างปี 2562 และ 2563 และคาดว่าบราซิลจะมีอันดับสูงขึ้นอีกในปีหน้า จากการคาดการณ์อัตราการเติบโตต่อปีในระยะเวลา 5 ปีที่ 25.3 เปอร์เซ็นต์
  • สหรัฐฯ ครองอันดับ 9 ด้วยจำนวนธุรกรรม 2 พันล้านรายการ และเม็กซิโกครองอันดับ 10 ด้วยจำนวนธุรกรรม 942 ล้านรายการ

 

ประเทศที่การชำระเงินแบบเรียลไทม์มีการเติบโตเร็วที่สุด:

  • ประเทศที่ครองอันดับสูงสุดคือ โครเอเชีย โดยคาดว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) จะอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงปี 2563 ถึง 2568 รองลงมาคือ โคลัมเบีย (112.7 เปอร์เซ็นต์), มาเลเซีย (83.9 เปอร์เซ็นต์), เปรู (74.4 เปอร์เซ็นต์) และฟินแลนด์ (71.4 เปอร์เซ็นต์)
  • คาดว่าภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด (CAGR ในช่วงปี 2563-2568) คือ อเมริกาเหนือ (36.5 เปอร์เซ็นต์) เนื่องจากทั้งแคนาดาและสหรัฐฯ ดำเนินการผลักดันและปรับปรุงระบบเรียลไทม์รูปแบบใหม่ให้ทันสมัย (RTR และ FedNow)

 

การปรับใช้โมบายล์วอลเล็ททั่วโลก:

  • การปรับใช้โมบายล์วอลเล็ทเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 46 เปอร์เซ็นต์ในปี 2563 โดยเพิ่มขึ้นจาก 6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 และ 18.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2561
  • จำนวนธุรกรรมโมบายล์วอลเล็ททั้งหมดอยู่ที่ 7 พันล้านรายการในปี 2563 และคาดว่าจะแตะระดับ 2,582.8 พันล้านรายการภายในปี 2568

 

การฉ้อโกงการชำระเงิน:

  • ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก การฉ้อโกงที่เกี่ยวเนื่องกับบัตรชำระเงินยังคงอยู่ในระดับสูงสุดในแง่ของกรณีปัญหาที่ได้รับการรายงานจากผู้บริโภค แต่การฉ้อโกงที่เกี่ยวเนื่องกับระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปี 2562 ถึง 2563 เนื่องจากคนร้ายพุ่งเป้าไปที่ช่องทางใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น
  • การหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินแบบเรียลไทม์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในส่วนของการใช้อุบายหลอกลวง (12.5 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น7 เปอร์เซ็นต์), การโจรกรรมเอกลักษณ์บุคคล (6 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น 11.6 เปอร์เซ็นต์) และการแฮกบัญชีดิจิทัลวอลเล็ท (4.4 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น 6.2 เปอร์เซ็นต์)

 

เกี่ยวกับ เอซีไอ เวิลด์ไวด์ (ACI Worldwide)

เอซีไอ เวิลด์ไวด์ เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกที่ให้บริการโซลูชั่นการชำระเงินแบบเรียลไทม์ให้แก่องค์กรต่าง ๆ  ลูกค้าไว้วางใจเลือกใช้โซลูชั่นของบริษัท ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม มีความปลอดภัยสูง และปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อประมวลผลและจัดการการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล รองรับการชำระเงินผ่านหลากหลายช่องทางอย่างไร้รอยต่อ นำเสนอและประมวลผลการจ่ายบิล และจัดการความเสี่ยงและการปลอมแปลง  เอซีไอ เวิลด์ไวด์ผสานรวมการดำเนินงานระดับโลกเข้ากับฐานธุรกิจในระดับท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้กับการชำระเงินและการทำธุรกิจ

 

เกี่ยวกับโกลบอลดาต้า (GlobalData)

4,000 บริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงกว่า 70% ของบริษัทชั้นนำที่ติดอันดับ FTSE 100 และ 60% ของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 100 ปรับปรุงการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างถูกต้องเหมาะสมและทันท่วงที โดยอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ และนวัตกรรมโซลูชั่นของโกลบอลดาต้า ซึ่งทั้งหมดนี้รวมอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว  พันธกิจหลักของโกลบอลดาต้าคือการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าในการคาดการณ์อนาคต เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น การดูแลสุขภาพ สินค้าอุปโภค-บริโภค ค้าปลีก การเงิน เทคโนโลยี และบริการระดับผู้เชี่ยวชาญ

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-aci-worldwide-prime-time-real-time-report/

[Guest Post] อนาคตโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจค้าปลีก ขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่ยืดหยุ่น และเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์

โดย ราเจช ธานการาจ Edge Solutions Evangelist หน่วยธุรกิจ Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

 

สิ่งที่เกิดในปี 2020 ได้เปลี่ยนแนวทางการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในอุตสาหกรรมค้าปลีก ด้วยข้อจำกัดที่ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความไม่แน่นอนที่อาจทำให้เกิดการล็อคดาวน์ขึ้นอีกในอนาคต ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ค้าปลีกไม่สามารถพึ่งพาแค่การขายหน้าร้านอย่างเดียวเพื่อสร้างยอดขายได้อีกต่อไป

โดยเฉพาะผู้บริโภคในช่วงเวลานี้ ต่างกำลังมองหาทางเลือกอื่นในการช็อปปิ้ง เช่น การสั่งซื้อทางออนไลน์ ที่มีบริการจัดส่งให้ถึงบ้าน หรือการคลิกซื้อและไปรับสินค้าที่ร้านค้า หรือดูสินค้าจากเว็บและไปช้อปปิ้งที่ร้านค้า ผู้บริโภคล้วนต้องการหาทางเลือกที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและให้ความสะดวกสบายสูงสุดในการจับจ่ายสินค้า

การจะประสบความสำเร็จได้ ผู้ค้าปลีกต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัล และทางเลือกเรื่องของระบบออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตัวตนในระบบดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งผู้ค้าปลีกสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าฐานลูกค้าที่มีอยู่ตามปกติ โดยใช้โฆษณาดิจิทัลเพื่อมุ่งเป้าไปยังผู้บริโภคที่ต้องการเจาะจง และเข้าถึงฐานข้อมูลในรถเข็น (cart) ที่ไม่เคยได้ใส่ใจดู และอื่น ๆ อีกมากมายเพราะความเป็นไปได้นั้นมีอยู่อย่างไม่สิ้นสุด

 

นำเสนอในร้านค้าให้มากกว่า

การนำเสนอที่ครอบคลุมและสอดคล้องกันในทุกภาคส่วน เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการและเพื่อให้ได้ผลที่ดีเยี่ยม ร้านค้าปลีกจำต้องลงทุนในเทคโนโลยีเช่น IoT, AR และ AI

เนื่องจากลูกค้ากลายเป็นผู้ซื้อที่ฉลาดขึ้น พื้นที่ในร้านค้าปลีกจึงจำเป็นต้องนำเสนอมากกว่าแค่การโชว์สินค้า ร้านค้าต้องนำเสนอประสบการณ์ด้านแบรนด์สินค้าที่น่าประทับใจและเป็นที่จดจำ ประสบการณ์ของแบรนด์เหล่านี้อาจเกิดจากการสร้างความผูกพันของลูกค้าด้วยตัวคน (human touch) หรือเทคโนโลยี เช่น VR และ AR ลองนึกภาพร้านค้าที่คุณสามารถเล่นเกมบาสเก็ตบอลด้วยรองเท้าคู่ใหม่ของคุณ หรือคุณได้ลองเสื้อผ้าผ่านกระจก AR โดยไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจริงๆ

พื้นที่ค้าปลีกที่คิดค้นขึ้นใหม่นี้ จะต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้อยู่บนคลาวด์ซะทั้งหมด

 

ประโยชน์ของเอดจ์ (Edge)

…ทำไมต้องใช้ เอดจ์คอมพิวติ้ง (Edge Computing)

…ทำไมไม่ใช่แค่ระบบคลาวด์

แม้การประมวลผลแบบคลาวด์ให้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย รวมถึงศักยภาพในการปรับขยายระบบ พร้อมให้ความยืดหยุ่นก็จริง อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการเชื่อมต่อเครือข่าย และความล่าช้าในการตอบสนอง (latency) ในขณะที่การประมวลผลแบบเอดจ์ ให้ประสิทธิภาพ และการเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ช่วยให้ระบบทำงานต่อไปได้แม้ว่าเครือข่ายจะล้มเหลวก็ตาม

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั่วโลกยังคงมาจากการขายในร้านค้าปกติ ด้วยเหตุนี้ร้านค้าประเภทนี้จึงลงทุนในเรื่องของ อุปกรณ์ช่วยในการประมวลผลที่อยู่ใกล้กับผู้ซื้อมากที่สุด ในส่วนของหน้าร้านของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม จะมีเครือข่ายที่ประกอบด้วย ห้องเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก และเครื่องบันทึกเงินสด พร้อม UPS หรือเครื่องสำรองไฟฟ้าเฉพาะสำหรับร้าน ซึ่งสภาพแวดล้อมเอดจ์แบบใหม่ของร้านค้า จะมุ่งเน้นที่การมอบประสบการณ์ดิจิทัลให้กับลูกค้า และต้องอาศัยแอปพลิเคชันเอดจ์แบบใหม่ที่ให้ข้อมูลที่นำไปใช้งานได้ ในการดำเนินการดังกล่าวฝ่ายไอทีของร้านค้าปลีก ต้องออกแบบจัดวางอุปกรณ์ไอทีไปไว้ที่เอดจ์ หรือใกล้ตำแหน่งการใช้งานที่มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าองค์ประกอบทางกายภาพและในระบบดิจิทัลจะผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้การโฮสต์แอปพลิเคชันเหล่านี้ไว้ที่เอดจ์จะช่วยปรับปรุงเรื่องการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ สินค้าคงคลังและซัพพลายเชน เพื่อช่วยลดต้นทุนได้ด้วย

เนื่องจากเอดจ์ได้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญสำหรับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในพื้นที่ ซึ่งไมโครดาต้าเซ็นเตอร์จะให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการที่สามารถตั้งค่าการทำงานล่วงหน้าได้ในแบบ plug and play ซึ่งโหนดของเอดจ์เหล่านี้จะถูกบริหารจัดการผ่านซอฟต์แวร์ระยะไกล ช่วยให้เจ้าหน้าที่ไอทีสามารถดูแลให้ระบบทำงานต่อไปได้ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ที่หน้างานก็ตาม

 

เทคโนโลยีช่วยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปได้

ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการต้องเสียลูกค้าไปในระหว่างขั้นตอนการชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์หรือในร้านค้าปกติก็ตาม ลูกค้ามักจะไม่อดทนรอในเวลาที่ซอฟต์แวร์ประมวลผลการขายมีปัญหา และต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาทำงานได้ตามปกติ อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับการขายของคุณ ควรลงทุนในเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อให้ทุกอย่างใช้งานได้ดีและต่อเนื่อง เทคโนโลยี อย่างตู้แร็ก หรือ ระบบไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ UPS ระบบรักษาความปลอดภัย ตลอดจนเครื่องมือบริหารจัดการแบบคลาวด์เบส ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของสถาปัตยกรรมเอดจ์ที่แข็งแกร่ง

                                                                                                

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-schneider-eletric-apc-future-retail-infrastucture/

[Guest Post] เผยผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงถึง 58% พบปัญหาความล้มเหลวในการสำรองข้อมูล สะท้อนถึงความท้าทายในการป้องกันข้อมูลสำคัญขององค์กร และเป็นข้อจำกัดในเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล

จากรายงาน Veeam Data Protection Report ประจำปี 2021 พบว่าสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่โลกสู่ดิจิทัล (Digital Transformation)  องค์กรทั่วโลกถึง 40% มองว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคสำคัญในอีก 12 เดือนข้างหน้า และหนึ่งในสามขององค์กรต่างชะลอหรือเลือกที่จะหยุดกระบวนการปรับเปลี่ยนดังกล่าวไว้ก่อนในช่วงปีที่ผ่านมา

 

ความท้าทายในการป้องกันข้อมูลกำลังบั่นทอนความสามารถขององค์กรทั่วโลกในการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่โลกดิจิทัล (Digital Transformation, DX) อ้างอิงผลการสำรวจในรายงาน Veeam® Data Protection Report 2021 พบว่าองค์กรถึง 58% ไม่สามารถสำรองข้อมูลได้สำเร็จหรือปล่อยข้อมูลไว้โดยไม่ได้รับการป้องกัน  รายงานการสำรวจนี้จัดทำขึ้นโดย  Veeam Software ผู้นำด้านโซลูชั่นสำรองข้อมูลในรูปแบบการจัดการข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ Cloud Data Management™ ซึ่งพบว่า หลังจากที่โลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรถึง 40% ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คืออุปสรรคครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลในช่วง 12 เดือนจากนี้  ระบบการป้องกันข้อมูลที่ไม่แข็งแกร่ง ผนวกกับความท้าทายเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจ ได้กลายมาเป็นความกังวลที่แพร่ไปในหลายองค์กร จนถึงขั้นที่จำเป็นต้องเลือกที่จะชะลอกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลไว้ก่อน

 

Veeam Data Protection Report 2021 นี้เป็นรายงานการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจากองค์กรทั่วโลก เพื่อทำความเข้าใจแนวทางการป้องกันและจัดการข้อมูลในองค์กร และเรียนรู้รูปแบบการเตรียมความพร้อมรับความท้าทายต่อระบบไอทีที่พวกเขาต้องเผชิญ รวมถึงขีดความสามารถในการตอบสนองการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยหรือสถานการณ์ เช่น COVID-19 ที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบไอที และกระบวนการปรับเปลี่ยนองค์กรและธุรกิจในการก้าวสู่โลกดิจิทัล

“ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงต่างต้องเผชิญความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน  ในการดูแลป้องกันข้อมูลขององค์กรให้แข็งแกร่งได้เช่นเดิมท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในปัจจุบัน” แดนนี  อัลลัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและรองประธานอาวุโสด้านกลยุทธผลิตภัณฑ์จากบริษัท  Veeam กล่าวว่า  “เพื่อตอบโจทย์ความจำเป็นขององค์กรธุรกิจ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา ต่างเร่งเดินหน้าเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัล เพื่อให้ทันกับความต้องการของธุรกิจ อย่างไรก็ตามแนวทางการจัดการและป้องกันข้อมูลนั้นยังคงเป็นจุดอ่อน เพราะหลายองค์กรยังติดอยู่กับระบบไอทีเดิม และมีระบบป้องกันข้อมูลที่ล้าสมัย แถมด้วยปัจจัยเรื่องเวลาและเงินทุนที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่คาดไม่ถึง อย่าง COVID-19 ต้องรอให้ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขก่อน จึงจะดำเนินการสู่ Digital Transformation ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว”

ปฏิบัติการเร่งด่วนในการปกป้องข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็น

ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าความสามารถในการปกป้องข้อมูลของพวกเขานั้นไม่มีความพร้อมตามที่กระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลต้องการ ทำให้เกิดความเสี่ยงในความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงทั้งต่อชื่อเสียงและผลการดำเนินงาน แม้ว่าเรื่องของการสำรองข้อมูลนั้นเป็นเรื่องสำคัญในโลกของการป้องกันข้อมูลยุคใหม่  แต่ 14% กลับบอกว่าข้อมูลทั้งหมดไม่ได้รับการสำรองไว้อย่างถูกต้องและอีก 58% บอกว่าเกิดความล้มเหลวในการเรียกคืนข้อมูลกลับมา ทำให้เห็นว่าข้อมูลซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของธุรกิจนั้นไม่ได้รับการป้องกันแถมไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้เมื่อเกิดปัญหาอย่างเช่น การหยุดทำงานจากการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นเรื่องที่พบเจอบ่อยขึ้น  ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา 95% ขององค์กรเผชิญเหตุการณ์ที่เซิร์ฟเวอร์หนึ่งในสี่หยุดทำงานอย่างน้อย 1 ครั้งในรอบปี ส่งผลกระทบในเรื่องของดาวน์ไทม์ และทำให้ข้อมูลสูญหายบ่อยเกินไป สุดท้ายที่สำคัญก็คือสิ่งเหล่านี้กระทบต่อประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูงมากกว่าครึ่งบอกว่าปัญหานี้นำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นต่อองค์กร ทั้งจากลูกค้า พนักงานและผู้ถือหุ้นได้

“มีสาเหตุอยู่ 2 ประการที่ทำให้การสำรองและเรียกคืนข้อมูลนั้นทำงานล้มเหลว: ประการแรก คือ การสำรองข้อมูลที่จบลงด้วยความผิดพลาดจากการกำหนดขอบเขตข้อมูลที่มากเกินไป และสอง การเรียกคืนข้อมูลที่ทำไม่ได้ตามข้อตกลงที่ได้ทำกันไว้” แดนนี่ อัลลัน อธิบายและเสริมว่า “พูดง่ายๆ ว่าหากการสำรองข้อมูลล้มเหลว ก็จะไม่ได้รับการป้องกัน ซึ่งเป็นความกังวลสำหรับธุรกิจ เนื่องจากผลกระทบจากการสูญหายของข้อมูล และการหยุดทำงานของระบบที่ไม่อยู่ในแผนการนั้น ย่อมส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า ไปจนถึงราคาหุ้นขององค์กรที่ลดลง ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นมานี้บ่งบอกว่าภัยคุกคามด้านดิจิทัลนั้นกำลังเติบโตในอัตราก้าวกระโดด ผลลัพธ์คือช่องว่างระหว่างความสามารถในการปกป้องข้อมูลของธุรกิจกับความต้องการในการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่โลกดิจิทัลของพวกเขา และปัญหานี้ควรจะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะสิ่งนี้เป็นแรงกดดันที่เกิดขึ้นในองค์กรในการเร่งนำเอาเทคโนโลยีบนคลาวด์ให้บริการลูกค้าในยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล”

ยุทธศาสตร์ไอทีที่มีผลจากการมาของ COVID-19

ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการนำเอาคลาวด์มาเป็นทางเลือกแรกๆ และปรับเปลี่ยนรูปแบบของการใช้ระบบไอทีที่ตอบสนองในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลหลังเกิดสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งหลายองค์กรก็ได้ทำสำเร็จไปแล้ว โดยที่ 91% ขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจนั้นได้เพิ่มบริการบนคลาวด์ของพวกเขาไปตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆ ของการระบาด และส่วนใหญ่ก็ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีองค์กรถึง 60% ที่วางแผนจะเพิ่มบริการบนคลาวด์ให้มากขึ้นในการวางยุทธศาสตร์ด้านไอทีต่อไป  อย่างไรก็ตามในขณะที่องค์กรธุรกิจนั้นตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนสู่โลกดิจิทัลในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แต่มีองค์กร 40% ที่ยอมรับว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลของพวกเขา

การเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัลต้องเริ่มจากความพร้อมแบบดิจิทัล

ในสถานการณ์ที่องค์กรธุรกิจต่างหันมาเลือกนำบริการทางด้านไอทียุคใหม่เข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว แต่ความสามารถและทรัพยากรในการป้องกันข้อมูลที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัลสะดุดลงจนถึงขั้นล้มเหลว ซึ่งเหล่าผู้บริหารระดับสูงต่างรู้ดีอยู่แล้วว่ามีผลกระทบเกิดขึ้น  30% ของผู้ตอบแบบสำรวจยอมรับว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลของพวกเขานั้นต้องสะดุดหรือหยุดไว้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อุปสรรคนั้นมีหลายรูปแบบรวมถึงทีมงานไอทีเองที่เน้นไปที่เรื่องของการดูแลระบบมากเกินไปในช่วงการระบาดของไวรัสถึง 53% หรือจะเป็นการพึ่งพาระบบไอทีเดิมในองค์กรที่มีถึง 51% และการที่เจ้าหน้าที่ขาดทักษะในการนำเทคโนโลยียุคใหม่มาใช้พบถึง 49% ทำให้ในอีก 12 เดือนข้างหน้าผู้บริหารด้านไอทีจำเป็นต้องวางแผนการเปลี่ยนถ่ายสู่โลกดิจิทัลกันใหม่อีกครั้ง โดยปัญหาต้องได้รับการแก้ไขทันทีสำหรับเรื่องการป้องกันข้อมูลในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น โดยเกือบหนึ่งในสามขององค์กรนั้นมองไปที่การย้ายไปสู่ระบบคลาวด์

“สิ่งสำคัญที่พบอีกประการ คือ ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเกิดช่องว่างในการปรับสู่โลกดิจิทัลระหว่างองค์กรที่มีแผนงานเปลี่ยนแปลงตัวเองสู่ระบบดิจิทัล และองค์กรที่มีความพร้อมน้อยกว่า โดยที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเร่งดำเนินการสร้างความพร้อมรับมือกับสิ่งเหล่านี้ หลังจากนั้นก็เริ่มชะลอกระบวนการลง” แดนนี่ อัลลัน สรุปและเพิ่มเติมว่า “ขั้นแรกในการเดินเข้าสู่การเปลี่ยนสู่ดิจิทัล คือ การสร้างความพร้อมแบบดิจิทัล ทุกองค์กรกำลังเร่งมองหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนวิธีการป้องกันข้อมูลให้มีความทันสมัย ด้วยการนำระบบคลาวด์เข้ามาใช้งาน  ภายในปี 2023  77% ของธุรกิจทั่วโลกจะเลือกใช้ระบบสำรองข้อมูลขั้นแรกที่อยู่บนคลาวด์ เพื่อให้มั่นใจในศักยภาพของการสำรองข้อมูลมากขึ้น ลดต้นทุนการบริหารจัดการ ลดงานของฝ่ายไอที และมีเวลามาดูแลงานด้านการปรับองค์กรสู่โลกดิจิทัล ที่จะช่วยให้ธุรกิจนั้นสามารถก้าวสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

 

เนื้อหาอื่นๆ ที่สำคัญในรายงาน Veeam Data Protection Report 2021 มีรวมถึง:

  • เครือข่ายไอทีแบบผสม แบบกายภาพ, เวอร์ชวลและคลาวด์: ในอีกสองปีข้างหน้าองค์กรส่วนใหญ่จะค่อยๆ ปรับลดจำนวนทั้งในแง่ของปริมาณ, การบำรุงรักษา และการจัดหาเซิร์ฟเวอร์จริงเสริมบนโครงสร้างพื้นฐานแบบเวอร์ชวล และจะหันมาเลือกใช้กลยุทธ์ “คลาวด์มาก่อน” มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้ครึ่งหนึ่งของปริมาณของการใช้งานย้ายไปอยู่บนคลาวด์ภายในปี 2023  ซึ่งจะบังคับให้องค์กรส่วนใหญ่ต้องปรับแนวคิดในกลยุทธ์การป้องกันข้อมูลของตนใหม่สำหรับพื้นที่การแข่งขันใหม่
  • ระบบสำรองข้อมูลบนคลาวด์เติบโตอย่างรวดเร็ว: ระบบสำรองข้อมูลถูกย้ายจากระบบแบบเดิมมาอยู่บนโซลูชั่นระบบคลาวด์ที่บริหารและดูแลโดยผู้ให้บริการ โดยรายงานคาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้สูงถึง 29% ในปี 2020 และเพิ่มมากขึ้นเป็น 49% ภายในปี 2023
  • ความสำคัญของระบบที่แข็งแกร่งเชื่อถือได้: “เพื่อเพิ่มระดับความเชื่อถือ” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้องค์กรทั่วโลกเปลี่ยนระบบการสำรองข้อมูลหลักที่มีใช้อยู่ในองค์กร ผลสำรวจถึง 31% เห็นด้วยกับปัจจัยดังกล่าว
  • เพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุน: 22% ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถามชี้ว่าส่วนสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงคือผลกระทบต่อสภาวะทางการเงินขององค์กร ซึ่งรวมถึงผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่คุ้มค่าและมีต้นทุนในการเป็นเจ้าของ (TCO) ลดลง
  • ช่วงเวลาพร้อมใช้งาน: 80% ขององค์กรธุรกิจจะมี “ช่วงเวลาที่พร้อมใช้งาน” ระหว่างความเร็วในการกู้คืนแอปพลิเคชั่น และความเร็วที่จำเป็นจะต้องกู้คืนมาให้ได้
  • ช่วงเวลาจริงในการทำงาน: 76% มี “ช่วงเวลาจริงในการทำงาน” ระหว่างความถี่ในการทำสำรองข้อมูล และ ปริมาณการสูญเสียข้อมูลที่ยอมรับได้หากระบบหยุดทำงาน
  • การปกป้องข้อมูลยุคใหม่: 46% ขององค์กรธุรกิจทั่วโลกเลือกที่จะเป็นคู่ค้ากับผู้ให้บริการสำรองข้อมูลแบบ Backup as a Service (BaaS) ภายในปี 2023 และมีถึง 51% วางแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติไปอยู่ในรูปแบบของ Disaster Recovery as a Service (DRaaS) ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

เกี่ยวกับรายงานฉบับนี้

Veeam มอบหมายให้ บริษัท วิจัยตลาดอิสระ Vanson Bourne ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดการป้องกันข้อมูล การนำไปใช้ และการรับรู้ในองค์กรระดับเอนเตอร์ไพร์สทั่วโลก โดยการสำรวจนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารองค์กรด้านไอทีจำนวน 3,000 คน (ในองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน) จาก 28 ประเทศโดยใช้วิธีการเชิงปริมาณที่เป็นกลางเพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์จะมีความเป็นกลาง http://twitter.com/JBuff

เพื่อเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้ Veeam ได้จัดงานเสมือนจริงครั้งแรกในโลกในหัวข้อของการปรับปรุงการปกป้องข้อมูลให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อ VeeamON 2021 ในวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2021 โดยที่ผ่านมาผู้เข้าร่วมงานเกือบ 15,000 คน ทั้งลูกค้า, คู่ค้าและผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในงานสัมมนาแบบเวอร์ชวล VeeamON 2020 และ VeeamON Forum ที่จัดขึ้นตามแต่ละภูมิภาคทั่วโลก

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ https://www.veeam.com

Supporting Resources:

 

 

เกี่ยวกับ Veeam Software

Veeam® คือผู้นำโซลูชั่นระบบสำรองข้อมูล ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการสำรองข้อมูลบนระบบคลาวด์ด้วย (Cloud Data Management™) Veeam เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสำรองข้อมูลที่ทันสมัย, เพิ่มความเร็วระบบคลาวด์แบบไฮบริดและการรักษาความปลอดภัยข้อมูล Veeam มีลูกค้ามากกว่า 400,000 รายทั่วโลก รวมถึง 82% ที่อยู่ใน Fortune 500 และ 69% ที่อยู่ใน Global 2,000 Veeam ทำตลาดผ่านช่องทางการขาย 100% รวมถึงพันธมิตรระดับโลก เช่น HPE, NetApp, Cisco และ Lenovo ในฐานะตัวแทนจำหน่ายพิเศษ Veeam มีสำนักงานอยู่ในมากกว่า 30 ประเทศ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ http://www.veeam.com หรือติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทาง Twitter ได้ที่ @veeam

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-veeam-data-proection-report-2021/

Microsoft เผยการทดลองใช้งานระบบ Liquid-immersion Cooling กับดาต้าเซนเตอร์ของตน

Microsoft ได้เปิดเผยเรื่องราวการใช้งานระบบความเย็นด้วยสารของเหลวกับดาต้าเซนเตอร์ตนเอง

credit : microsoft

immersion Cooling เป็นเรื่องของการทำความเย็นในระบบไอทีเช่นเซิร์ฟเวอร์ด้วยการนำไปแช่ในสารของเหลวบางอย่าง (https://en.wikipedia.org/wiki/Immersion_cooling) ล่าสุด Microsoft ได้มีการทดสอบระบบดังกล่าวกับดาต้าเซนเตอร์ของตนในเมือง Quincy รัฐวอชิงตัน ซึ่งมีประชากรเพียงน้อยนิดแต่ถือเป็นชัยภูมิที่เหมาะเพราะมีแม่น้ำโคลอมเบียไหลผ่าน ทั้งนี้เพราะ Microsoft เชื่อว่าระบบทำความเย็นแบบเดิมไม่ตอบโจทย์ของดาต้าเซ็นเตอร์อีกต่อไป

สำหรับระบบ Liquid-immersion Cooling ที่ Microsoft ศึกษาในครั้งนี้คือมีอุปกรณ์ตัวถังจาก Wywinn (บริษัทเซิร์ฟเวอร์สัญชาติจีนที่เพิ่งแยก LiquidStack ผู้เชี่ยวชาญในโซลูชัน immersion-cooling ออกมา) ซึ่งจะเติมของเหลว (Dielectric Fluid) ที่ไม่นำไฟฟ้าผลิตโดย 3M โดยไอเดียคือของเหลวดังกล่าวมีจุดหลอมเหลวเพียง 50 องศาเซสเซียสเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเกิดการแปลงเป็นไอเพราะปกติแล้วเรารู้ดีว่าอุณหภูมิที่เกิดขึ้นจาก CPU และ GPU นั้นสูงมาก หลังจากนั้นไอจะถูกจับและวนกลับเข้าไปในถังอีกครั้ง

credit : microsoft

ข้อดีของระบบนี้ Microsoft พบว่าช่วยลดการใช้พลังงานของเซิร์ฟเวอร์ได้ 5% ถึง 15% และแม้ว่าจะมีการทำ Overclock เซิร์ฟเวอร์ก็จะไม่เกิดความร้อนที่สูงเกินไป รวมถึงประหยัดเนื้อที่ในการวางแผงอุปกรณ์ลงไปได้ด้วย (ภาพประกอบด้านบน) อย่างไรก็ดีโปรเจ็คเรื่องระบบทำความเย็นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Microsoft พยายามทดลองบางอย่างเพราะหลายปีก่อนหน้านี้ก็เคยมีการนำเซิร์ฟเวอร์ไปแช่ไว้ใต้ทะเลมาแล้วภายใต้โครงการ Natick (ติดตามข่าวเก่าได้ที่ https://www.techtalkthai.com/microsoft-testing-underwater-data-centers/ ) ซึ่งองค์ความรู้จากโปรเจ็คนั้นทำให้ทีมงานรู้ว่าการที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ไม่โดนความชื้นและออกซิเจนยังช่วยลดภาวะการกัดกร่อนอุปกรณ์ได้ และมีอัตราการใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ดังนั้นระบบ Liquid-immersion Cooling ที่ทีมงานกำลังทำอยู่นี้จึงมีดีมากกว่าแค่ประหยัดพลังงาน

ที่มา : https://www.networkworld.com/article/3614628/microsoft-documents-its-liquid-immersion-cooling-efforts.html และ https://thenextweb.com/plugged/2021/04/07/heres-why-microsoft-is-submerging-its-servers-in-freaky-deeky-fluids/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-is-using-liquid-immersion-cooling-with-its-dc-in-quincy/

ดูแลรักษาระบบ Virtualization อย่างครบวงจรแบบอัตโนมัติ ด้วย HPE InfoSight ระบบ AI อัจฉริยะช่วยจัดการ Data Center จาก HPE

ระบบ Virtualization นั้นได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบ IT ภายในหลายธุรกิจองค์กร โดยไม่ว่าระบบนั้นๆ จะติดตั้งใช้งานบน Server, Storage, HCI หรือ dHCI ก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วเมื่อระบบถูกใช้งานไปนานๆ และมีการเพิ่มขยายทรัพยากรในระบบอย่างต่อเนื่อง ระบบก็จะมีความซับซ้อนที่สูงขึ้น และยากต่อการดูแล

HPE มีวิสัยทัศน์ในการช่วยเหลือผู้ดูแลระบบ IT ทั่วโลกให้สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้ ด้วยการประยุกต์นำเทคโนโลยี AI มาใช้ช่วยดูแลระบบ Data Center ในทุกส่วนตั้งแต่ Virtualization, Server, Storage และ Network ได้อย่างครอบคลุม ภายใต้โซลูชัน HPE InfoSight ผู้ช่วย AI อัจฉริยะที่พร้อมช่วยดูแลทุกโซลูชันจาก HPE นั่นเอง

HPE InfoSight: ให้ AI เป็นผู้ช่วยดูแล Data Center ของธุรกิจองค์กร

credit : HPE

HPE InfoSight นั้นถือเป็นโซลูชันระบบ AIOps แรกๆ ของวงการที่ถูกเปิดตัวออกมาและใช้งานเป็นวงกว้าง โดยแนวคิดของ HPE InfoSight นั้นก็คือการมีระบบ AI ที่ทำงานอยู่บน Cloud ซึ่งทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและปัญหาที่ถูกตรวจพบภายในระบบ Virtualization, Server และ Storage นั่นเอง

แรกเริ่มนั้น HPE InfoSight สามารถใช้งานได้กับโซลูชัน HPE Nimble Storage เท่านั้น และโซลูชันดังกล่าวนี้ก็ได้ถูกต่อยอดมาใช้งานกับโซลูชันอื่นๆ ของ HPE เพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น HPE Primera, HPE 3PAR StoreServ, HPE SimpliVity, HPE Synergy หรือแม้แต่ HPE ProLiant Server และ HPE Apollo Server ก็ตาม

ความสามารถของ HPE InfoSight นั้นมีด้วยกันหลากหลาย เช่น

  • การตรวจสอบค้นหาปัญหาหรือแนวโน้มการเกิดปัญหาภายในระบบต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลผสานรวมจากหลายระบบ ทั้ง Virtualization, Server, Storage และ Network พร้อมแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหา
  • การวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของระบบส่วนต่างๆ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การวางแผนลงทุนเพิ่มขยายระบบเป็นไปได้อย่างแม่นยำ
  • การทำงานแบบ Proactive Maintenance ด้วยการเปิด Ticket ไปยัง HPE โดยอัตโนมัติ และจัดการตรวจสอบว่าหากปัญหาถูกแก้ไขแล้ว ก็ให้ทำการปิด Ticket ได้ด้วยตนเองแบบอัตโนมัติ
  • สามารถเรียนรู้ปัญหาใหม่ๆ เพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง จากข้อมูลที่ได้รับจากระบบ IT ต่างๆ กว่า 100,000 ระบบที่ทำการส่งข้อมูลมาทำการวิเคราะห์บน HPE InfoSight อย่างต่อเนื่อง

ด้วยแนวทางดังกล่าวนี้ HPE InfoSight จึงเป็น AI ที่จะมีความชาญฉลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ด้วยการรวบรวมองค์ความรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบ IT ของธุรกิจองค์กรทั่วโลก และนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาใช้แก้ไขปัญหาให้กับระบบอื่นๆ ได้โดยอัตโนมัติ

กรณีศึกษา: HPE InfoSight + HPE Nimble Storage dHCI บริหารจัดการทั้ง Stack ของ Virtualization Infrastructure ได้ด้วย AI

credit : HPE

ท่ามกลางกระแสความนิยมของโซลูชัน Hyperconverged Infrastructure (HCI) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เนื่องจากความง่ายดายในการติดตั้งและเริ่มต้นใช้งาน ทำให้งานของผู้ดูแลระบบ IT ใน Day 0 และ Day 1 นั้นกลายเป็นเรื่องง่าย แต่หลายธุรกิจองค์กรเองก็เริ่มเผชิญกับปัญหาในการใช้ระบบ HCI ในระยะยาวกันแล้ว นั่นก็คือการดูแลรักษาระบบในระยะยาวหรือ Day 2 Operation นั่นเอง

ด้วยความที่ระบบ HCI นั้นถูกออกแบบมาให้ทำงานแบบ Software-Defined ทั้งหมด และมีส่วนประกอบภายในที่หลากหลายได้แก่ Virtualization, Compute, Storage และ Network ในหนึ่งเดียว ในขณะที่ตัว Server Hardware ที่ถูกนำมาใช้ใน HCI เองนั้นก็ยังคงมีส่วนของ CPU, RAM, Disk, Network Interface และ BIOS/Firmware ในส่วนต่างที่ยังต้องดูแลอยู่เหมือนเดิม ดังนั้นถึงแม้ HCI จะติดตั้งและเริ่มต้นใช้งานได้ง่าย แต่ในการดูแลรักษานั้นก็แทบจะไม่แตกต่างจากระบบ Virtualization แบบดั้งเดิมมากนัก เพียงแค่เปลี่ยนจากการดูแลระบบ Physical Hardware จำนวนมากที่เชื่อมต่อกัน มาเป็น Software-Defined ที่หลากหลายซึ่งทำงานร่วมกันและมีระบบบริหารจัดการแบบศูนย์กลางเท่านั้น

HPE InfoSight ในฐานะของระบบ AI อัจฉริยะที่จะเข้ามาช่วยผู้ดูแลระบบ IT ในการดูแลรักษา Data Center ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และวางแผนเพิ่มขยายได้อย่างแม่นยำนี้ ก็สามารถตอบโจทย์การดูแลรักษาระบบ HCI ไปจนถึงระบบที่เป็นทางเลือกสำหรับ HCI อย่าง Disaggregated HCI ได้อย่างง่ายดาย โดยในบทความนี้เราจะหยิบยกตัวอย่างของการนำ HPE InfoSight มาใช้เพื่อช่วยดูแลรักษาระบบ HPE Nimble Storage dHCI ซึ่งเป็นโซลูชัน Disaggregated HCI จาก HPE กัน

1. การดูแลรักษาระบบในระดับ Virtualization

HPE InfoSight จะทำการรวบรวมข้อมูลสถิติการใช้งานภายในระบบ Virtualization อย่าง VMware เพื่อนำไปแสดงผลการใช้งานและทำการวิเคราะห์เพื่อแนะนำถึงตรวจสอบค้นหาปัญหาต่างๆ เช่น การใช้พลังประมวลผลของแต่ละ VM ที่อาจมากผิดปกติ, ปริมาณการใช้ RAM ที่อาจเพิ่มขึ้นจนระบบมีไม่เพียงพอให้ใช้งาน หรือการเข้าถึงข้อมูลบางส่วนที่อาจเกิด Latency มากเกินไป เป็นต้น

HPE InfoSight ไม่เพียงแต่นำข้อมูลบนระบบ Virtualization มาใช้ในการวิเคราะห์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำข้อมูลจากระบบส่วนอื่นๆ เช่น Server, Storage และ Network มาใช้ร่วมวิเคราะห์ได้ด้วย ทำให้เมื่อเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา HPE InfoSight จะสามารถช่วยค้นหาต้นเหตุของปัญหาเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถให้คำแนะนำได้ว่าควรจะต้องแก้ไขอย่างไร

2. การดูแลรักษาระบบในส่วนของ Compute

HPE InfoSight สามารถติดตามปริมาณการใช้งาน CPU และ RAM ที่เกิดขึ้นในระบบได้ และยังสามารถตรวจจับเหตุการณ์การใช้ทรัพยากรในการประมวลผลที่สูงผิดปกตินี้ได้ทั้งในระดับของ VM และ Server เพื่อให้สามารถทำการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด เช่น การแนะนำให้ย้าย VM ที่ใช้ทรัพยากรบางส่วนสูงไปยัง Physical Server เครื่องอื่นในระบบที่ยังคงมีทรัพยากรส่วนนั้นอย่างเพียงพอ เป็นต้น

การรวบรวมข้อมูลในส่วนนี้จะผสานรวมกันทั้งข้อมูลจากระบบ Virtualization และข้อมูลที่ได้รับจาก HPE iLO ซึ่งเป็นข้อมูลจาก Physical Server โดยตรง ดังนั้น HPE InfoSight จึงสามารถใช้ช่วยในการบริหารจัดการลงไปได้ถึงระดับของ Hardware, BIOS และ Firmware เลยทีเดียว

3. การดูแลรักษาระบบในส่วนของ Storage

สำหรับระบบ HCI ทั่วๆ ไปนั้น ข้อมูลในส่วนของ Storage จะถูกรวบรวมจากระบบ Software-Defined Storage ที่ใช้งานและข้อมูลจาก SSD/HDD ภายใน Server แต่สำหรับกรณีของ HPE Nimble Storage dHCI นี้ ส่วนของ Storage จะถูกย้ายมาอยู่บน HPE Nimble Storage แทนทั้งหมด ซึ่ง HPE InfoSight ก็สามารถทำการรวบรวมข้อมูลจาก HPE Nimble Storage มาวิเคราะห์ร่วมกันได้

ในการวิเคราะห์ข้อมูลของ HPE Nimble Storage นี้ จะมีทั้งส่วนของความจุหรือ Capacity ที่ระบบสามารถแสดงผลพื้นที่ที่ถูกใช้ในการจัดเก็บข้อมูล และการทำ Data Reduction เพื่อลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Deduplication, การทำ Compression หรือการ Clone ก็ตาม ในขณะที่ข้อมูลเชิงประสิทธิภาพอย่างเช่น Latency หรือ Bandwidth นั้นก็สามารถถูกตรวจสอบได้ถึงระดับของ VM เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้งาน Storage ของแต่ละ VM และแจ้งเตือนเมื่อเกิดกรณีผิดปกติได้

4. การดูแลรักษาระบบในภาพรวม

HPE InfoSight จะนำข้อมูลทุกส่วนมาผสานรวมกันและแสดงผลเป็นภาพรวมการทำงานของระบบว่ามีปัญหาใดเกิดขึ้นบ้างในระดับของ Server และ Storage พร้อมจัดลำดับความสำคัญของปัญหาให้โดยอัตโนมัติ และแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหา ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบข้อมูลของปัญหาเหล่านั้นและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ

5. การแจ้งเตือนและให้บริการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาโดยอัตโนมัติ

ในการแก้ไขปัญหาหรือแนวโน้มของการเกิดปัญหาใดๆ นั้น HPE InfoSight ยังสามารถทำการเปิด Support Ticket ไปยังทีมงาน HPE ได้โดยอัตโนมัติเมื่อเกิดปัญหาใดๆ ขึ้น เพื่อให้ทีมงาน HPE ทำการจัดส่ง Hardware ใหม่มาทดแทนอุปกรณ์เดิมที่เสียหาย และเมื่ออุปกรณ์เหล่านั้นถูกเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว ระบบก็จะทำการอัปเดต Ticket นั้นๆ และปิดเคสให้โดยอัตโนมัติเมื่อมีปัญหา

แนวทางนี้ได้ช่วยให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปได้โดยอัตโนมัติสูงสุด โดยที่ผู้ดูแลระบบ IT ไม่ต้องวุ่นวายกับการเปิด Ticket, การรวบรวมข้อมูล Log ที่เกี่ยวข้อง และการติดตามเคสด้วยตนเองอีกต่อไป

HPE ระบุว่าในการใช้ HPE InfoSight ร่วมกับโซลูชันของ HPE Nimble Storage นี้ จะทำให้งานของผู้ดูแลระบบ IT มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นอย่างมาก เช่น

  • สามารถทำนายแนวโน้มของปัญหาและแก้ไขประเด็นเหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติมากถึง 86% ช่วยลด Downtime ของระบบและทำให้การใช้งานระบบยังคงเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • สามารถใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาลงได้ถึง 85% ด้วยข้อมูลแวดล้อมที่ครบถ้วน และคำแนะนำในการเพิ่มทรัพยากรส่วนที่จำเป็นของระบบ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล, ประสิทธิภาพของระบบ หรือ Bandwidth ที่ต้องการ
  • สามารถช่วยแก้ไขปัญหาในส่วนที่นอกเหนือจาก Storage ได้หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการทำ Performance Tuning, การปรับแต่งด้าน Security ไปจนถึงการทำ Proactive Maintenance ที่แม่นยำ

สำหรับผู้ที่สนใจ HPE InfoSight, HPE dHCI หรือโซลูชันอื่นๆ จาก HPE และอยากขอคำปรึกษา, ออกแบบระบบ หรือขอใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect ได้ทันทีที่ Email: MKTMCC@metroconnect.co.th  หรือโทร 02-089-4880 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Metro Connect ได้ทันทีที่ https://www.metroconnect.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/automate-manage-your-virtualize-system-with-hpe-infosight-by-mcc/

[Guest Post] PDPA BEGINS : เพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย

ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์มาอย่างยาวนาน ในอดีตการเรียกร้องความเป็นส่วนตัวจะมุ่งเน้นไปที่ความเป็นส่วนตัวทางกายภาพ (Physical Privacy) หมายถึงสิทธิอันชอบธรรมในการอยู่อย่างสันโดดและปลอดภัยจากการรบกวนจากบุคคลภายนอก เช่น บุคคลอื่น องค์กร หรือแม้กระทั่งหน่วยงานจากภาครัฐ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคแห่งการสื่อสารข้อมูลระหว่างกันผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ข้อมูลส่วนบุคคลจึงหลั่งไหลเข้าไปอยู่บนระบบมากขึ้น ทำให้เกิดความต้องการความส่วนตัวด้านสารสนเทศ (Information Privacy) และรวมไปถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Privacy)

บทความโดย : นายวรเทพ ว่องธนาการ ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนด้านโซลูชั่น บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

 

เจ้าของข้อมูล (Data Subject) จะต้องมีสิทธิและเสรีภาพอย่างเต็มที่ต่อข้อมูลของตนที่จะให้บุคคลอื่นหรือองค์กรต่าง ๆ นำข้อมูลไปใช้ตามความยินยอม (Consent) ที่อนุญาตเท่านั้น เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว ผลประโยชน์ และปกป้องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง ซึ่ง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act – PDPA) ที่จะมีผลบังคับใช้ในกลางปี 2564 นี้ จะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ปัจเจกบุคคลมั่นใจได้ว่า ข้อมูลของตนที่อนุญาตให้องค์กรนำไปใช้มีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมและมีระบบการป้องกันข้อมูลที่น่าเชื่อถือและปลอดภัย

การที่องค์กรจัดเก็บและนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูล และองค์กรจะกลายเป็นผู้กระทำความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาตามบทลงโทษของกฎหมาย ดังนั้นก่อนที่ พ.ร.บ. จะมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง องค์กรต่าง ๆ ควรทบทวนขั้นตอนพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมและแสดงความรับผิดชอบในการให้ความดูแลข้อมูลส่วนบุคคลและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ดังนี้

 

5 ขั้นตอนพื้นฐานในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

  1. จัดตั้งและมอบหมายหน้าที่ให้บุคลากรหรือหน่วยงานเข้ามาดูแลอย่างชัดเจน ตามข้อกำหนดใน พ.ร.บ.
  2. ค้นหาและจัดกลุ่มข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ (Data Discovery and Classification)
  3. จัดทำขั้นตอนและระบบการปกป้องข้อมูล (Data Protection)
  4. จัดทำระบบป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล (Data Loss Prevention)
  5. จัดทำระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Management)

 

  1. จัดตั้งและมอบหมายหน้าที่ให้บุคลากรหรือหน่วยงานเข้ามาดูแลอย่างชัดเจน ตามข้อกำหนดใน พ.ร.บ. ฯตรวจเช็คให้ชัดเจนว่าองค์กรมีผู้ดูแลความพร้อมในส่วนของผู้เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ. แล้วหรือยัง ซึ่งได้แก่

  • คณะกรรมการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Committee) ประกอบด้วยบุคลากรจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง, ฝ่ายกฎหมาย (Legal), ฝ่ายกำกับดูแล (Compliance), ฝ่ายขายและการตลาด (Sales and Marketing), ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology), ฝ่ายต่างประเทศ (International Administration) เป็นต้น
  • ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) คือ บุคคล/นิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดเก็บ รวบรวม นำไปใช้ ปรับปรุง หรือเปิดเผย ให้อยู่ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม
  • ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) คือ บุคคล/นิติบุคลทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งเป็นผู้ที่เก็บ รวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
  • เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO) คือ กรณีที่องค์กรหรือหน่วยงานมีข้อมูลประมวลผลทั้งข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอ่อนไหวเป็นปริมาณมาก องค์กรหรือหน่วยงานจำเป็นต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ DPO เพื่อทำหน้าที่ประสานงาน ตรวจสอบ ให้คำแนะนำ และดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลโดยเฉพาะ
  1. ค้นหาและจัดกลุ่มข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ (Data Discovery and Classification)

ทำการค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่เคลื่อนไหวทั้งหมดที่เก็บอยู่ภายในและภายนอกองค์กรเพื่อจัดการอย่างเป็นระบบ แต่ในกรณีที่ข้อมูลมีปริมาณมากและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ควรจะพิจารณาจัดหาเครื่องมือหรือระบบเข้ามาช่วยในการค้นหา คัดแยก และจัดการ การใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการจัดการข้อมูลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดจะช่วยให้องค์กรสามารถปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยในการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม

  1. จัดทำขั้นตอนและระบบการปกป้องข้อมูล (Data Protection)

Data ในยุคดิจิทัลมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นมาก จนอาจถือได้ว่า Data ได้กลายเป็นทรัพย์สิน (Asset) ที่สามารถนำไปใช้สร้างประโยชน์ให้กับผู้ที่ครอบครองได้อย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น

  • รวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์และสร้างสินค้าหรือบริการให้ตรงตามความต้องการมากขึ้น
  • นำไปใช้ในการชี้นำหรือเปลี่ยนความคิดที่มีต่อ Brand บุคคล หรือ หน่วยงาน/องค์กร
  • นำไปใช้ในโจมตีและสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของข้อมูล

เมื่อผลกระทบของการนำ Data ไปใช้มีทั้งที่ก่อประโยชน์และสร้างโทษให้กับเจ้าของข้อมูล ผู้คนจึงเริ่มตื่นตัวกับสิทธิการเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น ทั่วโลกต่างออกกฎหมายมารองรับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและความเป็นเจ้าของข้อมูลเพื่อสร้างความมั่นใจว่าองค์กรจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนการจัดเก็บ และมีระบบจัดเก็บและรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่กันไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้รับความยินยอมหรือผู้ไม่หวังดีสามารถนำข้อมูลออกไปใช้ได้ ดังนั้นข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์จึงจำเป็นต้องมีการปกป้องข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารหัส/ถอดรหัสข้อมูล (Data Encryption/Decryption) การสลับข้อมูล (Data Shuffling) หรือการปกปิดหรือปิดบังข้อมูล (Data Masking, Pseudonymize or Anonymize)

  1. จัดทำระบบป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล (Data Loss Prevention – DLP)

ผลกระทบจากการที่ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลออกจากองค์กรนั้นสามารถสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของข้อมูลทั้งในด้านความเป็นส่วนตัว ชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งทรัพย์สิน และความเสียหายนั้นอาจส่งผลต่อมูลค่าทางธุรกิจขององค์กรที่จัดเก็บข้อมูล เนื่องจากความน่าเชื่อถือของลูกค้าที่มีต่อองค์กรลดลง ดังนั้นองค์กรจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีแผนการบริหารจัดการและป้องกันที่รัดกุม โดยหาวิธีป้องกันการถูกนำข้อมูลออกจากองค์กรทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ และครอบคลุมถึงข้อมูลที่มีการจัดส่งผ่านสื่อต่าง ๆ (Data in Motion) เช่น การส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายภายใน หรือระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แล้ว Copy ไปยัง Media อื่นเช่น USB flash drive/HDD Drive หรือ Flash Drive หรือข้อมูลที่อยู่บนเครื่อง Computer, Server, Storage และ On Cloud (Data in Rest)

  1. จัดทำระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Management)

การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล มีส่วนประกอบของงานดังนี้

  • การบริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล (Right of Access) ตั้งแต่การรับคำร้องขอ การยืนยันตัวตน การเก็บรักษา/แก้ไข/ปรับปรุง/ลบข้อมูลที่จำเป็น และการรักษาความปลอดภัย
  • การบริหารความยินยอม (Consent Management) เพื่อเก็บรวบรวม นำไปใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามที่เจ้าของข้อมูลได้แจ้งไว้ จึงต้องมีการจัดทำระบบบริหารความยินยอมแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มเก็บความยินยอมของลูกค้า การร้องขอ ไปจนถึงขั้นตอนการเพิกถอนความยินยอมของลูกค้าออกจากระบบ

การปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้นอาจพบข้อขัดข้องเรื่องการปฏิบัติ พ.ร.บ. อยู่บ้าง แต่การเริ่มดำเนินการเป็นการแสดงความใส่ใจและให้ความเคารพในสิทธิในความเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ซึ่งเป็นก้าวเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร และจะนำมาซึ่งความไว้ใจในการเลือกใช้สินค้าและบริการต่อไป

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-yipintsoi-pdpa-begins/

[Video] บริหารจัดการ Hybrid Cloud อย่างครบวงจรด้วย HPE Greenlake Central โดย Yip In Tsoi

Greenlake Central จาก HPE Greenlake เป็น portal ทรงพลังที่สามารถบริการจัดการระบบไอที ทั้ง on-prem และบน public cloud ได้อย่างง่ายดายภายใน portal เดียว มี Consumption Analytics Tool ที่จะช่วยดู trend การใช้งานและช่วยการทำ capacity planning ได้อย่างแม่นยำ พร้อมด้วยฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด ให้คุณมี visibility และ control ในเรื่องของต้นทุนและ compliance แก้ปัญหายุ่งยากทั้งหมดที่มาจากระบบที่ซับซ้อนได้ด้วย HPE Greenlake Central ตัวเดียว

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด
เบอร์โทรศัพท์ : 02 353 8600 ต่อ 3210
e-mail : yitmkt@yipintsoi.com

#YIPINTSOI
#HPE
#GreenlakeCentral

from:https://www.techtalkthai.com/video-hybrid-cloud-management-with-hpe-greenlake-central-by-yip-in-tsoi/

SUPERNAP Webinar : กลยุทธการปรับปรุงระบบ IT ไม่ใช่แค่การใช้งานบน Cloud แต่รวมถึงการจะเข้าถึงบริการ Cloud ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร

บริษัท ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จำกัด ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “กลยุทธการปรับปรุงระบบ IT ไม่ใช่แค่การใช้งานบน Cloud แต่รวมถึงการจะเข้าถึงบริการ Cloud ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร” โดยบริษัทซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จำกัด ในวันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม 2564 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : กลยุทธการปรับปรุงระบบ IT ไม่ใช่แค่การใช้งานบน Cloud แต่รวมถึงการจะเข้าถึงบริการ Cloud ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร

ผู้บรรยาย : Mr. Satit Adirek, Technical Solution Architect จาก Cisco Systems (Thailand) และ Mr. Thanawat Wiwatpanit, Head of Sales and Channel Partners จาก SUPERNAP (Thailand)

วันเวลา : วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม 2564 เวลา 14.00 – 15.30 น.

ภาษา : ไทย

ปัจจุบันการปรับธุรกิจให้อยู่รอดในยุค New Normal โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวมากขึ้นและมีต้นทุนที่เหมาะสมคงหนีไม่พ้นการปรับเปลี่ยนงานระบบ IT ให้มาใช้งานได้บน Cloud ไม่ว่าจะเป็น Private Cloud, Public Cloud หรือ Hybrid Cloud แต่จะมีการออกแบบวิธีการเข้าถึงข้อมูลบน Cloud ได้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด พร้อมๆกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน

วันนี้บริษัท ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการ Data Center มาตรฐานระดับ Tier IV ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสูงสุดในประเทศไทยทั้งด้านการให้บริการและการรักษาความปลอดภัย ได้ร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท Cisco และ Ngena ในการนำบริการการเข้าถึงข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นสูง รองรับการดำเนินงานของธุรกิจที่มุ่งเน้นความคล่องตัวในการเข้าถึงข้อมูล บน Cloud หรือ Data Center พร้อมทั้งยังสามารถควบคุมระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กรได้ โดยประสานเทคโนโลยี SD-WAN ระดับโลกของ Cisco และประสบการณ์ ในการบริหารจัดการระบบ SD-WAN Managed Service ของ Ngena เพื่อการเชื่อมต่อกับ Cloud หรือ Data Center ที่ให้บริการโดยซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้กับระดับการให้บริการ (SLA) สูงสุดและตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างตรงจุด

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_a_8yaxTMRX2LVOjfgAlWAQ โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/supernap-webinar-how-to-efficiently-connect-your-it-system-to-cloud/

Zenith Comp ขอเรียนเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ “Double Protection on Data Center with Nutanix and Trend Micro”

Zenith Comp ขอเรียนเชิญทุกท่านที่สนใจ มาร่วมกันอัพเดทข้อมูลสำคัญกับโซลูชั่นสุดล้ำจาก Nutanix และ Trend Micro ที่จะช่วยสร้างเกราะป้องกันให้ข้อมูลและแอปพลิเคชันสำคัญขององค์กรปลอดภัยคูณ 2 จากภัยคุกคาม พร้อมให้ท่านสามารถขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จได้อย่างมั่นใจ กับ Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Double Protection on Data Center with Nutanix and Trend Micro” ในวันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2564 เวลา 10.30 – 12.00 น.

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Double Protection on Data Center with Nutanix and Trend Micro

วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม 2564 เวลา 10.30 – 12.00 น.

ผู้บรรยาย: ทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก Zenith Comp

ช่องทางการบรรยาย: Zoom

ภาษา: ไทย

เตรียมพบกับ Talk Show สุดพิเศษ มาร่วมอัพเดตโซลูชั่นในการป้องกันภัยคุกคามจาก Ransomware และ Hacker ให้กับข้อมูลที่ทำงานบน Nutanix พร้อมด้วยโซลูชั่นที่มาผสานการทำงาน เพื่อยกระดับการป้องกันภัยคุกคามจากช่องโหว่ No Downtime ด้วย Trend Micro อีกทั้ง session ที่เปิดโอกาสให้ท่านถามข้อสงสัยกับผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์จาก Zenith Comp และร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ

**หมายเหตุ ผู้เข้าร่วมงานมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ AirPods Pro 1 รางวัล และรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 15,000 บาท!!

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี!!

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ https://forms.gle/DQYs6oQA4Duwcwk47 โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

รู้จักเราให้มากขึ้น Click>> https://www.zenithcomp.co.th/home

from:https://www.techtalkthai.com/zenith-comp-webinar-double-protection-on-data-center-with-nutanix-and-trend-micro/