คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA_CENTER

งาน Nutanix .NEXT จะจัดแบบเวอร์ช่วลแทน เนื่องจากปัญหาไวรัสโคโรน่า

งานประชุมประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของ Nutanix อย่าง .NEXT จะเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานเป็นแบบดิจิตอลแทนด้วยเหตุผลของปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ที่มีความกังวลเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับ COVID-19

และเพื่อปกป้องสุขภาพความเป็นอยู่ของทั้งพนักงาน ลูกค้า พาร์ทเนอร์ และสังคมโดยรวม ทาง Nutanix จึงตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบของการประชุม .NEXT 2020 ของตัวเองมาจัดภายใต้สภาพแวดล้อมแบบดิจิตอลแทน

ตามประกาศของ Nutenix นั้น ก่อนหน้านี้ งาน Nutanix .NEXT 2020 กำหนดจะจัดขึ้นในชิคาโก้ช่วงวันที่ 29 มิถุนายนถึง 2 กรกฎาคม แต่ล่าสุดจะจัดให้รับชมผ่านระบบดิจิตอลโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแทนในช่วงวันจัดงานเดียวกัน

ทางสำนักงานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในซานโจเซ่ รัฐแคลิฟอร์เนียกล่าวเพิ่มว่า งาน .NEXT 2020 ที่จะแปลงสภาพเป็นอีเวนต์แบบเวอร์ช่วลที่จัดต่อเนื่องหลายวันนี้จะมีทั้งการสตรีมมิ่งคีย์โน้ต เซสชั่นที่น่าสนใจต่างๆ การถามตอบแบบถ่ายทอดสด เป็นต้น

from:https://www.enterpriseitpro.net/nutanix-next-becomes-virtual-event-due-to-coronavirus/

Supermicro ตัดตัวเลขยอดขายประมาณการณ์ลง 30 ล้านเหรียญฯ

ทาง Supermicro ได้ปรับตัวเลขประมาณการณ์รายได้ในไตรมาสที่สามของตัวเองลงประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมอยู่ที่ 800 ล้านดอลลาร์ฯ ลดลงเหลือประมาณ 770 ล้านดอลลาร์ฯ อันเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโคโรน่า

โดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านสตอเรจ เซิร์ฟเวอร์ และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC) ที่ตั้งอยู่ในซานโจเซ่ รัฐแคลิฟอร์เนียเจ้านี้ ก่อนหน้าเคยเผยตัวเลขประมาณการณ์ของรายรับในไตรมาสที่สามของปีงบประมาณ 2020 ที่สิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมาว่าจะอยู่ในช่วง 770 – 830 ล้านเหรียญฯ

แต่ล่าสุดทาง Supermicro เชื่อว่ายอดขายรวมของไตรมาสที่สามที่ผ่านมาจะอยู่ในช่วง 755 – 785 ล้านเหรียญฯ แทน โดยระบุว่าจากความพยายามในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลต่อการปฏิบัติงานประจำไตรมาส ซึ่งทางบริษัทยังคงดำเนินงานต่อเนื่องโดยเพิ่มความระมัดระวังและรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ แต่ก็ย้ำว่าบริษัทยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งอยู่

ที่มา : CRN

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/supermicro-cuts-sales-guidance-by-30-million/

มูลนิธิ Michael Dell บริจาค 100 ล้านดอลลาร์ฯ เพื่อช่วยต่อกรกับไวรัสโคโรน่า

มูลนิธิของผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Dell Technologies อย่าง Michael Dell และภรรยา ได้บริจาคเงินเป็นจำนวนว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก และฝ่ายต่างๆ เพื่อสู้รบกับการระบาดของไวรัสโคโรน่ารวมทั้งใช้ในการวิจัยวิธีรักษา COVID-19 ด้วย

โดยโพสต์ใน LinkedIn ว่า เนื่องจากเป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบใหญ่หลวงมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความช่วยเหลือถึงมือทุกคน และครอบครัวของพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

และที่สำคัญมากที่สุด ทาง Dell ขอร้องให้ทุกคนพยายามอยู่กับบ้านเพื่อเป็นการช่วยเหลือคนที่ต้องรับมือเป็นด่านแรกเพื่อทำให้สุขภาพของพวกเราที่ดีที่สุดอยู่ตอนนี้

โดยมูลนิธิ Michael & Susan Dell Foundation ได้แสดงเจตจำนง ที่จะบริจาคเพื่อสนับสนุนโครงการและแนวคิดริเริ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาไวรัสโคโรน่า ซึ่งกว่า 80 ล้านดอลลาร์ฯ นั้นจะนำไปใช้ช่วยเหลือชุมชน โดยเฉพาะด้านบริการสุขภาพและการศึกษา ทำให้งานการกุศลต่างๆ ยังอยู่รอดได้

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/michael-dells-foundation-donates-100m/

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ฟรี VMware EVOLVE Online 2020 ลุ้นรับฟรี iPad Pro และ Apple Watch

ขอเชิญทุกท่านในวงการ IT เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ฟรี VMware EVOLVE Online 2020 งานสัมมนาออนไลน์ใหญ่จาก VMware ที่อัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดพร้อมกันทั่วโลก พร้อมทำ Online Hands-on Lab เพื่อทำความรู้จักกับ VMware vSphere 7, VMware Tanzu Mission Control, Container, Software-Defined Networking, Hybrid Cloud และ VMware Cloud on AWS ซึ่งสามารถเข้าร่วมในเวลาใดก็ได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2020 พร้อมลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ Apple iPad Pro, Apple Watch, Apple AirPods Pro และ Bang & Olufsen BeoPlay E8 2.0 โดยมีรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

VMware EVOLVE Online 2020

วันเวลา เมษายน 2020 – 30 มิถุนายน 2020
สถานที่ Online
ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี https://evolve.vmware.com/register.html?src=em_5e5cdfe8e02fc
รายละเอียดเพิ่มเติม https://evolve.vmware.com/?src=em_5e5cdfe8e02fc

เนื้อหาภายในงานสัมมนา

สำหรับเนื้อหาภายในงานสัมมนานี้ จะมุ่งเน้นการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจาก VMware พร้อมแนวโน้มหลักๆ ของเทคโนโลยีสำหรับการทำงานในปี 2020 โดยครอบคลุมทั้งฝั่งของ Data Center, Cloud, End User และ Security ดังนี้

Online Session

เนื้อหาสัมมนาออนไลน์ ที่มีให้เลือกชมได้กว่า 40 หัวข้อรวมถึง Keynote โดยสามารถรับชมได้แบบ On-Demand ในช่วงเวลาใดก็ได้ที่สะดวก และแบ่งออกเป็นประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจดังนี้

  • Multi-Cloud รวมประเด็นด้านการทำ Cloud Management, Cloud Migration และระบบ HCI สำหรับทำ Private/Hybrid Cloud
  • Virtual Cloud Network รวมเนื้อหาเกี่ยวกับ VMware NSX และ SD-WAN
  • App Modernization รวมเทคโนโลยีด้าน Enterprise Container, Kubernetes และ VMware Tanzu โซลูชันสำหรับจัดการ Multi-Cloud Container ล่าสุดจาก VMware
  • Digital Workspace รวมเนื้อหาด้าน Virtual Desktop Infrastructure (VDI) และ Unified Endpoint Management (UEM) สำหรับทำงานที่บ้านอย่างมั่นคงปลอดภัย
  • Business Continuity เนื้อหาเฉพาะกิจที่ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางและเทคโนโลยีสำหรับนำไปใช้ในการ Work from Home ได้โดยเฉพาะ รวมถึงมีกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นแล้วจากธุรกิจองค์กรทั่วโลกให้เรียนรู้

Whitepaper

รวมเอกสารบทความต่างๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง Container, Kubernetes, Cloud, UEM, HCI, SD-WAN พร้อมกรณีศึกษามากมาย

กิจกรรมภายในงานสัมมนา

นอกเหนือจากเนื้อหาที่มีให้รับชมได้แล้ว ภายในงาน VMware EVOLVE Online 2020 นี้ก็ยังมีกิจกรรมอีกมากมายให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมสนุกกันในงาน ดังนี้

Hands-On Practice Labs

Online Lab ให้เราได้สัมผัสกับเทคโนโลยีต่างๆ ของ VMware เกือบ 20 Lab ที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้ง VMware vSphere 7, Kubernetes, VMware Tanzu Mission Control, VMware Cloud on AWS, VMware vRealize Automation 8, VMware vRealize Network Insight, VMware vSAN, VMware NSX, VMware SD-WAN by VeloCloud, VMware Workspace ONE และ VMware Horizon Cloud Service เรียกได้ว่าใครที่กำลังศึกษาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของ VMware มาทดลองทำแล็บในนี้ก็น่าจะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นทีเดียว

Hands-On Odyssey Labs

เกมสนุกๆ จาก VMware ที่จะมีโจทย์มาให้เราทำการตอบด้วยการทำแล็บได้ได้ดังที่โจทย์ต้องการ เป็นการฝึกฝีมือและวัดความเข้าใจในเทคโนโลยีต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยจะมีบททดสอบทั้งสำหรับ VMware vSphere, VMware vRealize Operations, VMware vSAN, VMware NSX-T และ VMware Horizon

Knowledge Quiz

กิจกรรมตอบคำถามวัดความรู้และแข่งขันกัน โดยมีระบบแสดงคะแนนและอันดับของผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดด้วย

แชทคุยกับทีมงานมืออาชีพจาก VMware

สำหรับผู้ที่มีคำถามใดๆ สงสัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุดของ VMware สามารถแชทเพื่อหาคำตอบจากทีมงาน VMware ได้โดยตรง

ลุ้นรับรางวัลจากกิจกรรม Leaderboard

สำหรับผู้เข้าร่วมงาน VMware EVOLVE Online 2020 นี้ จะได้รับการสะสมคะแนนทุกๆ ครั้งที่มีการเข้าถึงเนื้อหาใดๆ ภายในงานหรือร่วมกิจกรรมภายในงาน และจะสามารถลุ้นรับ 4 รางวัลจาก VMware ได้แก่

  • Apple iPad Pro 12.9″ มูลค่า 1,000 เหรียญหรือราวๆ 30,000 บาท
  • Apple Watch Series 5 มูลค่า 440 เหรียญหรือราวๆ 13,200 บาท
  • Bang & Olufsen BeoPlay E8 2.0 True Wireless Earbuds มูลค่า 350 เหรียญหรือราวๆ 10,500 บาท
  • Apple AirPods Pro มูลค่า 250 เหรียญ หรือราวๆ 7,500 บาท

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันทีที่ https://evolve.vmware.com/register.html?src=em_5e5cdfe8e02fc โดยเมื่อลงทะเบียนเสร็จแล้ว จะสามารถใช้ Email เข้าสู่ระบบงานสัมมนาออนไลน์ได้ทันทีที่ https://onlinexperiences.com/Launch/Event.htm?ShowKey=80190

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-evolve-online-2020-free-online-seminar-invitation/

ตอบโจทย์การทำงานในทุกธุรกิจด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ด้วยขุมพลังจาก HPE ProLiant Gen10 Server

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย เพื่อช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทุกคนในโลกได้สร้างและแบ่งปันข้อมูลผ่านทางระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบ On-premises หรือบน Cloud ได้ทั้งแบบ Private และ Public

โดยระบบไอทีที่ดีนั้น จำเป็นจะต้องทำงานในเชิงรุกและสามารถคาดการณ์ความต้องการที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังต้องมีความยืดหยุ่น รวมถึงความสามารถที่จะรองรับงานด้านธุรกิจได้อย่างทันท่วงที (Realtime) ไม่จำเป็นต้องรอนานเป็นวันๆ หรือเป็นสัปดาห์ ซึ่งอาจจะส่งผลให้องค์กรขาดโอกาสทางธุรกิจไป

หัวใจหลักของระบบไอทีอย่างเช่น “Server” จะต้องมีความอัจฉริยะในการตรวจสอบและบริหารจัดการได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น อีกทั้งยังต้องสามารถใช้งานและทำ Provision งานได้อัตโนมัติ เมื่อ Server ทำได้อย่างนั้นแล้ว จะทำให้ผู้บริหารระบบไอทีสามารถช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

HPE ตระหนักถึงประเด็นดังกล่าวข้างต้นจึงได้พัฒนา Server ที่มีพื้นฐานจากความเป็นอัจฉริยะตั้งแต่แรกเริ่ม โดยรองรับการทำงานของเวิร์กโหลดได้มากมาย ภายใต้โมเดลที่ชื่อว่า HPE ProLiant Server ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ในประเด็นสำคัญสามประการหลักๆ ด้วยกัน

Optimization : เป็นพื้นฐานอัจฉริยะที่สำคัญของระบบไอที ที่สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานของไอทีให้มีประสิทธิภาพ สามารถรับงานเวิร์กโหลดได้ในทุกสถานการณ์ ช่วยประหยัดงบประมาณในแง่ของต้นทุนค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป

Security : HPE ProLiant มีแกนหลักของความปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้น มุมมองแบบ 360 องศาเพื่อที่จะสร้างระบบที่มีความปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้นสายการผลิตไปจนถึงขั้นตอนของการการติดตั้งและใช้งาน

Automation : ผลิตภัณฑ์ HPE ProLiant มีกลไกการทำงานอัตโนมัติ ทำงานได้อย่างง่ายดาย รองรับงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

HPE ProLiant Gen10 Server : ตอบโจทย์ทุกมุมมอง

HPE ProLiant Gen10 Server เป็น Server ในสถาปัตยกรรม x86 รองรับทั้ง CPU Intel และ AMD ซึ่งสามารถรองรับงานได้หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะใช้เป็น Physical Server เพื่อรองรับ Workload เช่น Database Server, ERP Server, File Sharing Server หรือจะใช้เป็น Virtualization Server ก็สามารถทำงานได้บนระบบชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น VMware, Microsoft Hyper-V, RedHat และอีกมากมาย

HPE ProLiant Gen10 Server ถูกออกแบบให้ทำงานได้ตลอดเวลา แบบ 24×7 จึงมั่นใจได้ว่า ระบบงานทำงานอยู่บน Hardware ที่ออกแบบมาให้ทำงานอย่างมีเสถียรภาพ มีการรับประกันจาก HPE โดยตรง

ติดตั้งมาพร้อมกับ Integrated Lights-Out 5 (iLO 5) ซึ่งทำให้สามารถบริหารจัดการ Server ได้อย่างง่ายได้ ไม่ว่าจะเป็น การดูสถานะของตัวเครื่อง การสั่งปิด-เปิดเครื่อง การUpdate Firmware ของตัวเครื่อง และการควบคุมหน้าจอ (Remote Console)

HPE ProLiant Gen10 Server มีหลากหลาย Series ให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม และความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็น 500, 300, 100 และ 10 Series จึงทำให้ยืดหยุ่นและคล่องตัวในการใช้งาน ตอบโจทย์ในทุกมุมมอง

ท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด โทร 02-012-2222 หรืออีเมล์ TH-HPE@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-proliant-gen10-server/

SUPERNAP (Thailand) WEBINAR: Top Infrastructure to Support the Growth of Hybrid Cloud in Southeast Asia

SUPERNAP (Thailand) ขอเรียนเชิญเหล่าผู้บริการและผู้ปฏิบัติงาน IT ทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยาย SUPERNAP (Thailand) WEBINAR เรื่อง “Top Infrastructure to Support the Growth of Hybrid Cloud in Southeast Asia” เพื่ออัปเดตแนวโน้มการใช้ Hybrid Cloud ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกใช้บริการ Hybrid Cloud โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจาก SUPERNAP (Thailand) ในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2020 ผ่าน Live Webinar ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Top Infrastructure to Support the Growth of Hybrid Cloud in Southeast Asia
ผู้บรรยาย: คุณ Nitipong Boon-long, Ph.D., Commercial Director และคุณ Krisada Uthayopas จาก SUPERNAP (Thailand)
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2020 เวลา 14.00 – 15.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_p5_xadLESom3XWBPXp_D5g

Cloud Transformation เป็นกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรส่วนใหญ่เลือกใช้เพื่อพลิกโฉมการให้บริการธุรกิจของตนสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งในปัจจุบัน โมเดลแบบ Hybrid Cloud เริ่มเป็นที่นิยมเนื่องจากตอบโจทย์ทั้งความยืดหยุ่นและกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้อัปเดตแนวโน้มการใช้บริการ Cloud ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เปรียบเทียบการใช้ Cloud รูปแบบต่างๆ , การเติบโตของตลาด Hybrid Cloud ในประเทศไทย และปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกใช้บริการ Hybrid Cloud สำหรับธุรกิจทุกอุตสาหกรรม

เนื้อหาที่จะบรรยายประกอบด้วย

  • ภาพรวมของตลาด Cloud ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • เปรียบเทียบการใช้ Private Cloud, Public Cloud และ Hybrid Cloud
  • ปัจจัยขับเคลื่อนที่ทำให้ตลาด Hybrid Cloud กลายเป็นที่นิยม
  • แนวโน้มเกี่ยวกับการใช้ระบบ Cloud ที่จะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ
  • การเติบโตของตลาด Hybrid Cloud ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย
  • ปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกใช้ Hybrid Cloud ได้แก่ Carrier Neutrality, Availability, Scalability และ Physical Security
  • ถามตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ Hybrid Cloud โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SUPERNAP (Thailand)

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/3869208363119823/

from:https://www.techtalkthai.com/supernap-thailand-webinar-top-infrastructure-to-support-the-growth-of-hybrid-cloud-in-southeast-asia/

Consumption-based IT vs Cloud: เมื่อการเช่าใช้ระบบ IT ตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรได้ดีกว่า Cloud

ถึงแม้การใช้งาน Cloud จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในองค์กร แต่ในเวลาเดียวกัน หลายองค์กรเองก็เริ่มมองเห็นถึงปัญหาและข้อจำกัดบางประการบนระบบ Cloud จนในช่วงปีที่ผ่านมาหลายองค์กรเองก็เริ่มต้องย้ายบางระบบจากบน Cloud กลับมาสู่ Data Center ภายในองค์กร แต่ก็ยังคงอยากลงทุนในแบบการเช่าใช้รายเดือนมากกว่าการซื้อระบบทั้งหมดเองอยู่

HPE เล็งเห็นถึงโจทย์ประเด็นนี้ และพร้อมตอบโจทย์ด้วยบริการ Consumtion-based IT ซึ่งเป็นการเช่าใช้ระบบ IT จาก HPE โดยคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงแบบรายเดือน* โดยนำ Hardware และ Software ไปติดตั้งให้ถึง Data Center ขององค์กร พร้อมให้เพิ่มขยายระบบได้อย่างยืดหยุ่นตามต้องการ ซึ่งบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับข้อดีของ Consumption-based IT ที่จะมาเติมเต็มความต้องการของธุรกิจองค์กร ซึ่งหาไม่ได้จาก Cloud กันครับ

ถึงแม้ Cloud จะยืดหยุ่น แต่สุดท้ายธุรกิจองค์กรก็ยังคงต้องการ “ควบคุม”

HPE ได้อ้างอิงถึงการสำรวจของ Frost & Sullivan และ 451 Research ถึงประเด็นที่น่าสนใจว่า ธุรกิจองค์กรนั้นเลือกใช้ Cloud ด้วยข้อดีด้านการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนลง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบ IT เป็นหลัก แต่ในทางกลับกันนั้น ธุรกิจองค์กรเองก็ยังคงต้องการระบบ IT ภายใน Data Center ของตนเองด้วยประเด็นด้านการต้องการควบคุมระบบ IT ให้ได้แบบเบ็ดเสร็จ และยังคงทำงานได้ด้วยกระบวนการการทำงานแบบเดิมที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงมากนัก

ตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นภาพของปัญหาในการใช้งานระบบ Cloud ได้ชัดและยังคงเป็นที่ถกเถียงในหลายองค์กรในทุกวันนี้ ก็คือการนำข้อมูลสำคัญทางธุรกิจหรือข้อมูล Big Data ภายในธุรกิจองค์กรขึ้นไปวิเคราะห์บน Cloud ซึ่งก็จะมีปัญหาทั้งในแง่ของการอัปโหลดข้อมูลปริมาณมากขึ้นสู่ Cloud นั้นอาจไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และหากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลบน Cloud จากประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะการตั้งค่าที่ผิดพลาด ข้อมูลสำคัญเหล่านั้นทั้งหมดก็อาจรั่วไหลสู่มือของบุคคลภายนอกได้ในเวลาอันสั้นจนธุรกิจองค์กรอาจไม่ทันรู้ตัว และเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้

นอกจากนี้ ถึงแม้บริการ Cloud นั้นจะใช้งานได้ง่าย แต่หลายบริการเองก็ยังขาดความสำเร็จรูป กล่าวคือผู้ให้บริการบางรายอาจไม่มีการให้บริการ Software Stack ที่ธุรกิจองค์กรต้องการใช้งานอย่างครบถ้วน และทำให้ท้ายที่สุดแล้วผู้ดูแลระบบ IT ก็ยังมีภาระในการดูแลรักษาระบบเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนไปอยู่บน Cloud ซึ่งในส่วนของ Software เหล่านั้นก็อยู่นอกเหนือขอบเขตที่ผู้ให้บริการ Cloud จะรับผิดชอบ

HPE GreenLake: นำแนวคิดการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง* สู่ Data Center ของธุรกิจองค์กร

Credit: HPE

หนึ่งในบริการที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลกของ HPE ในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมานี้ ก็คือ HPE GreenLake บริการเช่าใช้ระบบ IT ที่คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงนั่นเอง* โดยธุรกิจองค์กรนั้นจะได้รับ Hardware และ Software ไปใช้งานภายใน Data Center ของตนเอง ทำให้มีอิสระในการปรับแต่งการตั้งค่าหรือติดตั้งสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมได้ตามต้องการ และมีทีมงานของ HPE คอยช่วยเหลือดูแลรักษา ในขณะที่มีการคิดค่าใช้จ่ายในรูปแบบเดียวกับ Cloud

HPE GreenLake นี้ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ด้านข้อจำกัดของการใช้งานระบบ IT แบบ On-Premises ได้ในหลากหลายประเด็น เช่น

  • การใช้งาน Hardware เดิมไปนานๆ แล้วระบบมีความล่าช้าจากข้อมูลหรือการประมวลผลที่มากขึ้น ซึ่ง HPE GreenLake เปิดให้มีการเพิ่ม Capacity ของระบบได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย อีกทั้งยังรองรับกรณีที่เกิด Spike ได้อีกด้วย
  • การอัปเกรดหรือเพิ่มขยายระบบที่ต้องมี Downtime นาน ซึ่ง HPE GreenLake ก็มีระบบจัดการด้านการทำ Capacity Planning ทำให้สามารถวางแผนการเพิ่มขยายล่วงหน้าได้โดยไม่เกิด Downtime ต่อการทำงานในจังหวะสำคัญ
  • การลงทุนซื้อ Hardware ล่วงหน้ามาขนาดใหญ่เกินการใช้งานจริง ซึ่ง HPE GreenLake สามารถเริ่มต้นใช้งานจากระบบเล็กๆ และค่อยเพิ่มขยายในอนาคตได้
  • ความต้องการผู้ให้บริการแบบ Single Point of Service ทั้งส่วนของ Hardware และ Software ซึ่งนอกจาก HPE GreenLake จะมีโซลูชันที่ทำงานร่วมกับ Software จากผู้ผลิตรายอื่นๆ มากมายแล้ว ก็ยังมีทีม HPE PointNext ที่สามารถให้บริการเพิ่มเติมสำหรับ Software อื่นๆ ที่ยังไม่ได้อยู่ในโซลูชันของ HPE GreenLake ได้

ปัจจุบันนี้ HPE GreenLake มีโซลูชันที่รองรับหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็น Compute, Storage, Virtualization, HPC, Private Cloud, Container, VDI, Composable, Database, SAP HANA, Big Data หรือ Backup ก็ตาม ทำให้ธุรกิจองค์กรที่ต้องการปรับรูปแบบการลงทุนระบบ IT จาก CapEx มาสู่ OpEx พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้การทำงานของแผนก IT มีประสิทธิภาพมากขึ้นและคุ้มค่าการลงทุนมากขึ้นนั้น สามารถทำได้ด้วยการเปลี่ยนจากระบบเดิมมาเช่าใช้ HPE GreenLake แทนนั่นเอง

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HPE GreenLake สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hpe.com/us/en/services/flexible-capacity.html

5 ปัจจัย ที่ทำให้ HPE GreenLake เป็น Consumption-based IT ที่ไม่เหมือนใคร

HPE ไม่ใช่ผู้ผลิตรายเดียวที่นำเสนอโซลูชันแบบเช่าใช้รายเดือนได้ แต่ HPE เองก็เป็นผู้ผลิตรายแรกๆ ที่มุ่งนำเสนอบริการด้านนี้ และสร้างเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมาอย่างน่าสนใจ ทำให้เกิดความแตกต่างที่ไม่เหมือนผู้ผลิตรายอื่น ดังนี้

1. คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง* ไม่ได้คิดจาก Hardware ทั้งหมด

HPE GreenLake นี้เปิดให้ผู้ใช้งานทำการเพิ่มขยายหรือลดขนาดของการใช้งานระบบลงได้ โดยทาง HPE จะนำ Hardware ซึ่งมี Capacity เกินกว่าที่องค์กรต้องการใช้งานนำไปติดตั้งให้ เพื่อที่ว่าวันหนึ่งหากต้องมีการเพิ่มขยาย Capacity ก็จะยังมีทรัพยากรสำหรับรองรับในส่วนนี้ได้ทันที ในขณะที่การคิดค่าใช้จ่ายนั้นก็คิดจากการใช้งานจริง* ไม่ได้รวม Hardware ในส่วนที่ต้องเผื่อนี้แต่อย่างใด

2. มีระบบ Metering ที่ชัดเจน

ภายใน HPE GreenLake นี้มีระบบวัดการใช้งานซึ่งจะสะท้อนค่าใช้จ่ายออกมาให้ผู้ดูแลระบบได้รับทราบอยู่ตลอด ทำให้มีความโปร่งใสในการใช้งานและเลือกที่จะบริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้เหมาะสมได้ รวมถึงยังสามารถแจ้งได้ด้วยว่าควรมีการขยายระบบเพื่อรองรับ Workload ที่มากขึ้นหรือไม่ ทำให้ง่ายต่อการวางแผนในระยะสั้นและระยะยาว

3. ไม่ได้มีแต่ Hardware แต่มาเป็นโซลูชัน

จุดที่น่าสนใจของ HPE GreenLake คือการที่ระบบมาเป็นโซลูชันที่รวมเอา Software, การติดตั้ง และการดูแลรักษาทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงระบบยังมีการทดสอบมาก่อนแล้ว ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเริ่มต้นใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องเสียทีมงานฝ่าย IT ภายในบริษัทไปดูแลรักษา Software ที่เกี่ยวข้องเหล่านี้อีก

4. มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยสนับสนุน

สืบเนื่องจากข้อก่อนหน้านี้ที่ HPE GreenLake มีระบบให้เช่าเป็นโซลูชัน ดังนั้น HPE จึงต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่ครอบคลุมทั้งส่วนของ Hardware และ Software คอยให้บริการด้านการดูแลรักษาและแก้ไขปัญหาทั้งหมด รวมถึงหากมี Software ใดที่อยู่นอกเหนือโซลูชันของ HPE GreenLake ก็ยังสามารถเลือกใช้บริการจากทีม HPE PointNext เข้ามาเสริมได้เช่นกัน

5. เบ็ดเสร็จทั้งหมดในบริการเดียว

เมื่อนำทั้งสี่ข้อก่อนหน้านี้มารวมกัน ก็ทำให้ HPE GreenLake กลายเป็นระบบ Consumption-based IT ที่สมบูรณ์ โดยนอกจากจะมี Hardware และ Software ที่องค์กรต้องการใช้งานมาติดตั้งภายในองค์กรแล้ว HPE เองก็ยังมีระบบ Metering มาให้ พร้อมทีมงานติดตั้งดูแลรักษาทั้งหมด และยังช่วยวางแผนเรื่อง Capacity ของระบบให้ รวมถึงยังสามารถให้คำแนะนำเรื่องการต่อยอดหรือนำเสนอบริการอื่นเสริมเพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม

*อาจมีค่าบริการขั้นต่ำ

Credit: HPE

สนใจโซลูชันของ HPE ติดต่อ Metro Connect

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆ ของ HPE สามารถติดต่อทีมงาน Metro Connect เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม, ทดสอบระบบ หรือขอใบเสนอราคาได้ทันทีที่คุณอนุตรีย์ วานิชย์หานนท์ อีเมล์ anutrwan@metroconnect.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/consumption-based-it-vs-cloud-hpe-greenlake-by-metro-connect/