คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA_CENTER

ไมโครซอฟท์ออกโรงเชียร์ ให้มีการวางดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำ

เมื่อปี 2014 ทางไมโครซอฟท์มีความเชื่อว่าการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ที่ปิดผนึกอย่างดี วางบนพื้นมหาสมุทร จะช่วยยกระดับความเสถียรโดยรวมของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ ทำให้ตัดสินใจทดสอบวางดาต้าเซ็นเตอร์ใต้น้ำเป็นครั้งแรกในปีถัดมา

และหลังจากพัฒนาการออกแบบ ทดสอบความเป็นไปได้มาอย่างต่อเนื่อง ไมโครซอฟท์ก็ได้วางระบบเซิร์ฟเวอร์ใต้น้ำเต็มรูปแบบที่บริเวณห่างจากชายฝั่งของเกาะ Orkney ในสก็อตแลนด์เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมานี้เอง

ดาต้าเซ็นเตอร์ในเขต Northern Isles นี้ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัท Naval Group และบริษัทลูกอย่าง Naval Energies โดยมีบริษัท Green Marine ที่ตั้งอยู่บนเกาะ Orkney คอยสนับสนุนทั้ง Naval Group และไมโครซอฟท์อีกทีหนึ่ง

ในบล็อกของไมโครซอฟท์ที่เขียนสนับสนุนโครงการนี้ระบุว่า ด้วยอุณหภูมิเย็นสม่ำเสมอใต้ทะเลทำให้ออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ให้ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะการใช้ระบบแลกเปลี่ยนความร้อนเหมือนในเรือดำน้ำ

ที่มา : ZDnet

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-touts-viability-of-underwater-data/

บทความน่ารู้ : บริการคอนเทนต์อย่างลื่นไหลด้วย HUAWEI CLOUD CDN

ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในชีวิตประจำวันของเรา เราดูวีดีโอ เล่นเกมส์ อ่านข่าว และซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตแทบทุกวัน ในช่วงหลายปีนี้การศึกษาผ่านทางอินเทอร์เน็ต การทำงานทางไกล และการให้บริการสุขภาพแบบออนไลน์ (eHealth) ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังบริการออนไลน์เหล่านี้ก็คือ Content Delivery Network หรือ CDN ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยส่งคอนเทนต์ประเภทต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าเราอาจไม่สนใจหรือไม่รู้ว่ามี CDN ทำงานอยู่เบื้องหลังก็ตาม

หน้าที่หลักของ CDN คือ การเร่งความเร็วของการส่งคอนเทนต์ถึงผู้ใช้บริการ ถ้าไม่มี CDN ผู้ใช้จะต้องดึงคอนเทนต์จากไฟล์ต้นฉบับบนเซิร์ฟเวอร์ที่คอนเทนต์นั้นเก็บอยู่ ซึ่งจะก่อให้เกิดความล่าช้าในการส่งคอนเทนต์อย่างมากและทำให้ผู้ใช้ต้องรอเป็นเวลานาน

CDN จะนำคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เสียง วีดีโอ รูปภาพ หรือแอปพลิเคชั่น มาเก็บไว้ในรูปแบบไฟล์สำรองตามจุดต่างๆ และคอนเทนต์ที่ต้องการจะถูกดึงจากจุดที่ใกล้ผู้ใช้มากที่สุด ทำให้เราดึงคอนเทนต์มาใช้ได้เร็วขึ้น เว็บเพจจึงแสดงผลได้อย่างรวดเร็ว และไลฟ์วีดีโอมาที่หน้าจอของเราอย่างลื่นไหลไม่ติดขัด

สามคำให้กับข้อดีของ HUAWEI COULD CDN เร็ว ถูกต้อง และ น่าเชื่อถือ

บริการ HUAWEI CLOUD CDN ทำให้ผู้ใช้บริการได้ผลลัพธ์จากการส่งข้อมูลที่รวดเร็ว ทำไม HUAWEI CLOUD CDN จึงพิเศษ ก็เพราะว่า HUAWEI CLOUD CDN มี node(โหนด)สำหรับเก็บข้อมูลมากกว่า 2,500 จุด กระจายอยู่ในกว่า 70 ประเทศ ทุกภูมิภาคใน 6 ทวีป หัวเว่ยมี CDN node หลายจุดในประเทศไทย โดยผ่านระบบเน็ตเวิร์กที่ดีที่สุดของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในไทย ด้วยเครือข่ายที่มี Latency ต่ำและแบนด์วิชท์ที่ไม่จำกัด ทั้งนี้ HUAWEI CLOUD CDN ยังมีทรัพยากรสำหรับเชื่อมต่อข้ามทวีปโดยตรง และยังมี Central CDN node ของแต่ละทวีปอีกด้วย HUAWEI CLOUD CDN ยังได้รับการยอมรับในงานประชุม APAC CDN SUMMIT ว่าเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ CDN ที่ดีที่สุด เพราะหัวเว่ยมีแบนด์วิชท์สำหรับให้บริการ CDN สูงมาก

HUAWEI CLOUD CDN ใช้เทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลแบบชาญฉลาด เพื่อนำคอนเทนต์ ของผู้ใช้บริการมาเก็บตาม node ต่างๆที่มีอยู่จำนวนมาก ผู้ใช้สามารถดึงคอนเทนต์ได้จาก node ที่อยู่ใกล้ที่สุด ทำให้ผู้ใช้พึงพอใจในการให้บริการคอนเทนต์ที่รวดเร็ว

บริการ HUAWEI CLOUD CDN ทำให้ผู้ใช้บริการได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องแม่นยำ

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอาจเข้าถึงคอนเทนต์จากที่ใดก็ได้ ดังนั้นจึงเป็นการยากที่ผู้ให้บริการจะส่งคอนเทนต์ให้ผู้ใช้บริการจาก node ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้มากที่สุด จะทำเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อผู้ให้บริการมีระบบส่งข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูง

HUAWEI CLOUD CDN ใช้ระบบ Global Server Load Balance หรือ GSLB ช่วยในการกระจายคอนเทนต์ ซึ่ง GSLB สามารถเลือกใช้ CDN Node ได้อย่างถูกต้องแม่นยำถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เพราะหัวเว่ยมีระบบ Big data platform และมีระบบจัดการ IP Address ทั่วโลก ระบบนี้จะรับข้อมูลเกี่ยวกับการโหลดข้อมูลของแต่ละ node ตลอดเวลา เพื่อรับรู้ถึงปริมาณการโอนถ่ายข้อมูล จำนวนการเชื่อมต่อ ระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับ node หรือระยะเวลาการเข้าถึงข้อมูล และอื่นๆ

ข้อมูลเหล่านี้จะอัพเดตตลอดเวลาทำให้ GSLB สามารถส่งคำขอคอนเทนต์ของผู้ใช้ไปที่ node ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้ที่สุด ช่วยให้คอนเทนต์ส่งถึงผู้ใช้เร็วขึ้น และลดโอกาสในการส่งข้อมูลล่าช้าที่มีสาเหตุมาจากระบบเครือข่าย สิ่งนี้ทำให้เว็บไซต์หรือคอนเทนต์ต่างๆ ส่งถึงผู้ใช้ได้อย่างทันทีทันใด

ให้บริการคอนเทนต์ด้วย HUAWEI CLOUD CDN ผลลัพธ์คือ ความน่าเชื่อถือ

ภายใต้สถานการณ์วิกฤตบางอย่าง เช่น บางครั้งมีการเรียกใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลอย่างเร่งด่วน ระบบให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอาจติดขัดล่าช้า และอาจทำให้ผู้ใช้บริการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้

CDN เป็นตัวช่วยลดโอกาสในเกิดสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เช่นนี้ HUAWEI CLOUD CDN สามารถจัดสรรแบนด์วิชท์ได้มากพอที่จะรับมือกับการใช้งานจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันอย่างฉับพลันของการเข้าถึงข้อมูล HUAWEI CLOUD CDN Node จะออนไลน์อยู่ตลอดเวลาถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อ node บางจุดใช้งานไม่ได้ node อื่นๆ จะทำหน้าที่แทนโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้ลูกค้าเกิดปัญหาในการเข้าถึงข้อมูล

ข้อดีอย่างหนึ่งที่มีเฉพาะใน HUAWEI CLOUD CDN คือระบบตรวจสอบที่ชาญฉลาดหรือ Intelligent Monitoring System ระบบนี้จะคอยตรวจสอบความสามารถของเน็ตเวิร์กตลอดเวลา เช่น ตรวจสอบความล่าช้าในการเข้าถึงข้อมูล อัตราการสูญเสีย package ในระหว่างการส่งข้อมูล แบนด์วิชท์ที่ใช้ได้ และความเร็วในการรับส่งข้อมูล ระบบตรวจสอบนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเน็ตเวิร์กจะสามารถให้บริการได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งในยามวิกฤตเมื่อมีผู้ใช้จำนวนมหาศาลเข้าถึงข้อมูลในเวลาเดียวกัน

HUAWEI CLOUD CDN ทำให้เข้าถึงคอนเทนต์ออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และเชื่อถือได้ สิ่งนี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผู้ใช้บริการพึงพอใจ เมื่อเลือกใช้ CDN ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย HUAWEI CLOUD CDN เป็น CDN platform สำหรับให้บริการคอนเทนต์อย่างรวดเร็ว ที่เหมาะสำหรับธุรกิจ ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล HTTPS ระบบป้องกันการขโมยข้อมูลและแบนด์วิชท์ ซึ่งระบบความปลอดภัยนี้จะช่วยให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ใช้บริการ HUAWEI CLOUD CDN มาจากหลายภาคส่วน เช่น ผู้ให้บริการ Video on Demand, Online Games, อีคอมเมิรซ์, การเงิน, บริการสุขภาพ, และส่วนราชการ หัวเว่ยตั้งเป้าที่จะลงทุนในด้าน CDN ทั่วโลก เพื่อที่จะพัฒนาระบบCDN ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทย เราจะช่วยให้ลูกค้าต่างชาติเข้าสู่ตลาดของประเทศไทยได้มากขึ้น และส่งเสริมธุรกิจไทยให้ขยายไปยังต่างประเทศ ทั้งยังสามารถส่งคอนเทนต์ไปยังผู้ใช้ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

คลิกที่นี่เพื่อรับชมวิดิโอแนะนำบริการ CDN ใน Webinar – Cloud Diary Facebook page : @HuaweiCloudTH

เพื่อรับทราบบริการและกิจกรรมของ HUAWEI CLOUD
HUAWEI CLOUD กำลังจัดงาน Go Cloud Festival ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม ถึง 28 กันยายน 2563 ในงานยังมีบริการ CDN กับส่วนลดสูงสุดถึง 55 เปอร์เซ็นต์ กดที่นี่เพื่ออ่านรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ CDN

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-cloud-cdn/

ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง! กับงาน Oracle Systems Advantage Forum วันที่ 15 ก.ย. นี้

นวัตกรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่ถูกผลักดันด้วยข้อมูลแทบจะทั้งสิ้น นั่นจึงเป็นเหตุสำคัญของงานประชุมแบบเวอร์ช่วลอย่าง Oracle Systems Advantage Forum ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 15 กันยายน 2020 ที่จะถึงนี้

งานดังกล่าวนี้จะอธิบายถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีล่าสุดของ Oracle ที่เตรียมพร้อมสำหรับการทำงานบนคลาวด์ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพด้านข้อมูลของคุณไปสู่อีกระดับ เพื่อสร้างมุมมองเชิงลึกและผลักดันความเป็นไปได้ ให้มากขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด อีกทั้งคุณจะได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ที่จะมาแบ่งปันแนวทางการดำเนินการที่ดีที่สุดในการพัฒนาสถาปัตยกรรมด้านการจัดการข้อมูลให้มีความเป็นอัจฉริยะ และสร้างความปลอดภัยมากกว่าเดิม

เหตุผลที่คุณไม่ควรพลาดงาน Oracle Systems Advantage Forum

งาน Systems Advantage Forum ครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้คุณเข้ามาซึมซับกับข้อมูลและแนวทางระดับอัจฉริยะที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเทคโนโลยีล่าสุด คุณจะได้พบกับกรณีศึกษาต่างๆ และเรียนรู้จากประสบการณ์ของหลายต่อหลายท่าน ที่ได้รับโอกาสใหม่จากเทคโนโลยีดิจิตอลเหล่านี้ ที่มาจากทั้งผู้เชี่ยวชาญของ Oracle เอง และลูกค้าที่ประสบความสำเร็จ – คุณจะได้รับมุมมองเชิงลึกที่สำคัญ ที่ช่วยผลักดันและนำองค์กรของคุณไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างยอดเยี่ยม

กรณีศึกษาจริงจากผู้ที่ประสบความสำเร็จ

ผู้นำในธุรกิจต่างๆ จะเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์การใช้เทคโนโลยีของ Oracle ในการพัฒนานวัตกรรมสำหรับธุรกิจของพวกเขา โดยเฉพาะทั้ง 4 บริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Fung Group, Computer Professionals Incorporated, Serco Asia Pacific, และ Saigon Commercial Bank

ขอเชิญเข้าร่วมเซสชั่นกับผู้ร่วมงานท่านอื่นของเราเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนในหัวข้ออย่างเช่น แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานด้านฐานข้อมูลสำหรับอนาคต, การปกป้องข้อมูล, การรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ, มัลติคลาวด์, และการประมวลผลระดับ Edge โดยมีทั้งการสาธิตแบบถ่ายทอดสด และเปิดโอกาสให้ซักถามผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ด้วย

ร่วมรับชมการสาธิตโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Oracle ในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น ฐานข้อมูลแบบคอนเวอร์เจนต์, วิธีการกู้คืนหลังจากโดนโจมตีทางไซเบอร์, วิธีใช้คลาวด์ให้ประสบความสำเร็จ และร่วมเสวนาถามตอบแบบ Live กับผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ของ Oracle ในแต่ละประเภท

สำหรับผู้สนใจ สามาคลิกลงทะเบียนงานได้ที่นี่ – คลิก ! ลงทะเบียนที่นี่

ตัวอย่างหัวข้อที่น่าสนใจต่างๆ 

– การเดินทางสู่องค์กรแห่งอนาคต
โดย Chung Heng รองประธานอาวุโสด้านระบบ พันธมิตร ช่องทางจัดจำหน่ายและ ISV ของ Oracle ประจำญี่ปุ่นและเอเชียแปซิฟิก

Data centre of the future enterprise – ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับองค์กรในอนาคต
– โดย John Foster รองประธานด้านพัฒนาธุรกิจและยุทธศาสตร์การนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดของ Oracle ประจำญี่ปุ่นและเอเชียแปซิฟิก

– การเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ
โดย Martha Bennet รองประธานและหัวหน้านักวิเคราะห์จาก Forrester

– การผสานฐานข้อมูลเข้าด้วยกันด้วย Oracle Exadata
โดย Anthony Mastromauro หัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมระบบจาก Oracle ประจำออสเตรเรียและนิวซีแลนด์

– แพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับฐานข้อมูลแบบคอนเวอร์เจนต์
โดย Ashish Ray รองประธานด้านการจัดการผลิตภัณฑ์จาก Oracle

– การสาธิต: การกู้คืนธุรรรมล่าสุดหลังจากโดนโจมตีทางไซเบอร์
โดย Kelly Smith ผู้จัดการอาวุโสด้านผลิตภัณฑ์หลักของ Oracle

สำหรับผู้สนใจ สามาคลิกลงทะเบียนงานได้ที่นี่ – คลิก ! ลงทะเบียนที่นี่

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/oracle-systems-advantage-forum/

[Advertorial] Dell EMC PowerStore เปิดมิติระบบสตอเรจอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ธุรกิจในยุคดิจิตอลนั้นถูกแรงผลักดันที่เกิดขึ้นในประเด็นสำคัญอยู่หลายส่วนด้วยกัน อย่างเช่นประเด็นด้านข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นมาในแต่ละวัน ซึ่งมีจำนวนมหาศาลและจำเป็นจะต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ โดยนอกจากจะจัดเก็บเป็นอย่างดี นำกลับมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่วสะดวกง่ายดาย มีความอัจฉริยะและทำงาน (Automation)ได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงต้องสามารถวิเคราะห์เพื่อนำมาเป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผล

ในการนี้ Dell Technologies ได้มองเห็นถึงความต้องการขององค์กรธุรกิจในยุคดิจิตอลจึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มของโครงสร้างด้านการจัดการข้อมูลรุ่นใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Dell EMC PowerStore ที่ออกมาตอบโจทย์งานด้านข้อมูล (Data) อินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) และเรื่องของการปฏิบัติการ (Operation) เป็นสำคัญ

ตรงกับความต้องการในยุคดิจิตอล

Dell EMC PowerStore ถูกออกแบบให้มาตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน ด้วยการแบ่งออกเป็น 3 แกนหลัก อันประกอบด้วยมุมมอง ดังนี้

1. มุมมองด้าน Data-Centric
Dell EMC PowerStore ช่วยให้องค์กรสามารถที่จะรองรับเวิร์กโหลดแอพพลิเคชันที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแบบฟิสิคอล หรือแบบเวอร์ชวล รวมไปถึงยังต้องรองรับเวิร์กโหลดใหม่ๆ ประเภทคอนเทนเนอร์ อีกด้วย จากนั้นสตอเรจรุ่นใหม่นี้ยังให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่เร็วมากกว่าผ่านทางโปรโตคอลรุ่นใหม่อย่าง NVMe ช่วยให้การส่งผ่านข้อมูลภายในระบบดีมากกว่าเดิมนับร้อยเท่า และสามารถที่จะทำการ Scale out ได้ดีกว่าระบบเดิม รวมถึงการทำ Data Reduction ได้ดีกว่าเดิม (เป็นแบบ Always-on) ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตัวของเวิร์กโหลดที่จะเพิ่มขึ้นได้อย่างทันท่วงที เป็นแบบ 99.9999% สำหรับความพร้อมใช้งาน เป็นต้น

2. มุมมองด้าน Intelligent
Dell EMC PowerStore ให้ความอัจฉริยะในการทำงานอย่างเช่นเรื่องของการทำ Programmable Infrastructure, การจัดการด้านการ Provisioning Storage แบบอัตโนมัติ ผ่านทางปลั้กอินต่างๆ ที่ PowerStore มีให้ ทั้ง VMware, Kubernetes, Ansible รวมถึง REST Api ด้วย อีกทั้งสตอเรจ PowerStore ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีอย่าง Machine Leaning ทำให้มันทำงานได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงมีเครื่องมืออัจฉริยะอย่าง CloudIQ เป็นเทคโนโลยที่ทำให้คุณสามารถที่จะมอนิเตอร์ระบบในเชิงรุก ช่วยให้มองเห็นและวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในระบบสตอเรจของคุณได้ดีมากยิ่งขึ้น สามารถลดความเสี่ยงของระบบ วางแผนระบบและสตอเรจได้ดีกว่าเดิม และที่สำคัญสามารถพัฒนาด้านโพรดักส์ทิวิตี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. มุมมองด้าน Adaptable
Dell EMC PowerStore เป็นการปรับโครงสร้างและรูปแบบการทำงานใหม่ โดยมีการพัฒนาระบบโค้ดขึ้นมาใหม่ เป็นระบบของตัวเอง โดยตัวมันให้ความยืดหยุ่นในส่วนของสถาปัตยกรรม ให้ความยืดหยุ่นในส่วนของการดีพลอยเมนท์ ตั้งแต่ Core ไปถึง Edge และข้ามไปยัง Cloud ได้อย่างยอดเยี่ยมมากกว่าเคย สิ่งที่ทำให้สตอเรจรุ่นใหม่นี้มีประสิทธิภาพยืดหยุ่นได้นั้นก็เพราะว่าสถาปัตยกรรมของมันถูกเขียนและสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดโดยมีพื้นฐานจากระบบคอนเทนนเนอร์ (Container-based Architecture) เรียกกันว่า PowerStoreOS ซึ่งข้อดีของระบบที่เป็นแบบคอนเทนเนอร์นั้นถูกแยกออกมาเป็นโมดูลล่าร์ ทำให้เราสามารถที่จะประยุกต์ให้ใช้งานเซอร์วิสที่เกิดขึ้นบนเคอร์เนลได้เป็นส่วนๆ ซึ่งไม่ไปกระทบกับระบบหลัก

นอกจากนั้นแล้วยังมีการแนะนำฟังก์ชั่น ที่ชื่อว่า AppsOn คือฟังก์ชั่นใหม่ที่เป็นหนทางเดียวที่ช่วยให้เวอร์ชวลเวิร์กโหลดบน VMware และแอพพลิเคชั่นสามารถนำเอาแอพพลิเคชั่นมาใช้งาน (deploy) ได้โดยตรงบนอาเรย์เพื่อความยืดหยุ่นที่มากกว่าเดิมอย่างมหาศาล ในฐานะที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม AppsON เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเวิร์กโหลดที่เป็น data-intensive ทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ (core) หรือที่พื้นที่ส่วนปลาย (edge) และแอพพลิเคชั่นสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน

Dell EMC Future-Proof Program เพิ่มการอัพเกรดได้ในทุกเวลา

PowerStore อยู่ภายใต้โปรแกรมที่เรียกว่า Dell EMC Future-Proof Program ซึ่งให้ทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้น ให้ความสามารถในการคาดการณ์การใช้งานล่วงหน้า อีกทั้งให้การคุ้มครองการลงทุนผ่านความสามารถในการอัพเกรดได้ทุกเวลา (Anytime Upgrades) โปรแกรมการอัพเกรดคอนโทรลเลอร์ที่มีความยืดหยุ่นที่สุดในอุตสาหกรรม ต่างจากโปรแกรมอัพเกรดคอนโทรลเลอร์อื่น ๆ ลูกค้าสามารถขยายหรือปรับเพิ่มประสิทธิภาพของ PowerStore ได้ การผสานกันของการอัพเกรดได้ทุกเวลา (Anytime Upgrades) และสถาปัตยกรรมที่ปรับได้ของ Dell EMC PowerStore ทำให้การไมเกรทแพลตฟอร์มสามารถเสร็จสมบูรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทสรุป

PowerStore ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ ตลอดจนการเข้าถึงข้อมูล ไปจนถึงประสิทธิภาพในการทำงานของแอพพลิเคชั่นได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้มีเสถียรภาพสูงในระดับ 99.9999% ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กร สามารถรองรับทั้งเวิร์กโหลดที่หลากหลายทั้งแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ ช่วยให้คุณสามารถคำนวณและจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรอยู่ภายในระบบเดียว ลดพื้นที่การใช้งานสตอเรจโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับ เดลล์ เทคโนโลยีส์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ช่วยให้องค์กรธุรกิจและปัจเจกบุคคลสร้างอนาคตดิจิทัล พร้อมช่วยปฏิรูปทั้งรูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิต และการพักผ่อน เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าด้วยสายผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและการบริการที่กว้างที่สุด และมีความเป็นนวัตกรรมอย่างสูงสุดสำหรับยุคดิจิทัล 

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-emc-powerstore-2/

ซีอีโอ Nutanix เตรียมลาออกแล้ว หลังทำงานมากว่า 11 ปี

ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nutanix อย่าง Dheeraj Pandey กำลังจะเกษียณจากบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งเมื่อ 11 ปีที่แล้วจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่มูลค่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

โดยเขาออกแถลงการณ์ว่า “การได้ร่วมก่อตั้งและพาบริษัท Nutanix ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องในช่วง 11 ปีที่ผ่านมาถือเป็นประสบการณ์ที่เป็นดั่งรางวัลชีวิตมากที่สุดหนึ่งเดียวในการทำงานของตัวเอง ด้วยวิสัยทัศน์ในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานไอทีเรียบง่ายจนแทบมองไม่เห็น”

“ทีมงานของเราได้สร้าง Nutanix ให้กลายเป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์สำหรับคลาวด์ และเป็นผู้บุกเบิกโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดจ์คลาวด์จนประสบความสำเร็จ จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีเวลาอื่นที่เหมาะแก่การถ่ายทอดตำแหน่งให้ผู้นำคนใหม่เท่าตอนนี้อีกแล้ว”

“ผมคาดหวังให้ผู้นำคนใหม่สามารถผลักดัน Nutanix ไปสู่ทศวรรษหน้าที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จขึ้นไปอีกขั้น” ทั้งนี้ Pandey ถือเป็นหนึ่งในผู้นำนวัตกรรมใหม่ด้านโครงสร้างพื้นฐานไฮเปอร์คอนเวอร์เจนต์ ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2009

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/nutanix-ceo-dheeraj-pandey-is-leaving/

[Guest Post] ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังมาใกล้ตัวคุณ กับระบบคลาวด์ที่เชื่อมต่อเอดจ์ ไฮบริด และทำงานแบบกระจายศูนย์

ปี 2006 ในงานอุตสาหกรรมงานหนึ่ง ซีอีโอของกูเกิล อีริค ชมิดท์ แนะนำให้รู้จักคำว่า “คลาวด์ คอมพิวติ้ง” ซึ่งความหมายที่ง่ายที่สุด คือ การจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูลและโปรแกรมต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต แทนการใช้ฮาร์ดดิสก์ในคอมพิวเตอร์ของคุณ ปัจจุบัน หลายองค์กรรวมถึงหลายหน่วยงานภาครัฐได้นำกลยุทธ์ cloud first” มาใช้ หลักๆ คือการสมัครใช้บริการจากผู้ให้บริการที่นำเสนอบริการระดับพรีเมียมที่ดีกว่าการสร้างและบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง

เริ่มจากประเด็นที่เราพิจารณาใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อรองรับการใช้งานของผู้คนจำนวนมากในหลายประเทศ ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ โดยหลักกลยุทธ์แล้วจะต้องอยู่นอกเขตเมืองหลักไกลออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงความแออัดของเครือข่าย (เพื่อให้ง่ายต่อการเชื่อมต่อไฟเบอร์ระยะไกลโดยไม่ต้องผ่านเครือข่ายในเมือง ต่อมาคือเรื่องของการค้นหาเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น โซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์บนคลาวด์ในเวอร์ชันที่เล็กลงมาถูกย้ายไปที่เครือข่ายเอดจ์ในภูมิภาค (ส่วนใหญ่อยู่ในหัวเมืองใหญ่ต่างๆ) ซึ่งช่วยปรับปรุงบริการให้ดียิ่งขึ้นด้วยความเร็วสูงขึ้นและลดความล่าช้าสำหรับพื้นที่ในเมืองที่ให้บริการโดยเฉพาะสำหรับพื้นที่นั้นๆ

มารู้จักกับ Tethered Cloud

เมื่อเดินหน้ามาถึงปี 2020 ผู้ใช้คลาวด์รุ่นแรกๆ ต่างต้องการประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นในแง่ของความเร็ว ความพร้อมใช้งาน และสมรรถนะ เพื่อตอบสนองเรื่องเหล่านี้ ผู้ให้บริการคลาวด์ก็พัฒนาแผนเพื่อขยาย data center cloud stacks ที่รวมศูนย์ไปจนถึง local edge” (อยู่ใกล้กับผู้ใช้มาก กระทั่งอยู่ที่ไซต์งานเลยก็ตาม) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็ว ลดค่าใช้จ่าย และช่วยให้องค์กรธุรกิจทั้งหลายเก็บข้อมูลไว้เป็นส่วนตัว ช่วยให้ควบคุมข้อมูลได้ดียิ่งขึ้นและบังคับใช้งานได้ตามกฏระเบียบด้านข้อมูลที่กำหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม  เป้าหมายของเวอร์ชันที่เป็น local edge คือการใช้เครื่องมือเดียวกัน ช่องทางการเชื่อมต่อ หรือ API เดียวกัน รวมถึงฮาร์ดแวร์ และฟังก์ชั่นการทำงานเดียวกันทั่วทั้ง local edge cloud และ central clouds  จากนั้นก็จะทำให้องค์กรธุรกิจสามารถรันระบบโครงสร้างไอทีแบบ on-premises ในลักษณะเดียวกันและให้บริการเหมือนๆ กันได้

และเป้าหมายของแนวคิดนี้ก็คือ mini cloud stack แบบใหม่ หรือที่เรียกว่า tethered cloud” แต่ใช้ระยะเวลานานมากกว่าที่หลายคนคิดไว้ในตอนแรก ในขณะที่องค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซส่วนใหญ่มีกลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์บางอย่างอยู่แล้ว หรือติดตั้งแบบที่ไม่ได้วางกลยุทธ์ก็ตาม  ซึ่งการใช้งานลักษณะนี้หลายองค์กรพยายามเลี่ยงในเรื่องเอดจ์ (แบบมีนัย) เลือกโครงการที่ง่ายแบบมีข้อจำกัดเรื่องฟังก์ชันการทำงาน ให้ความเรียบง่ายและเร็ว แต่มีการคืนทุนที่ดี การเดินทางสำหรับ “tethered cloud ในลักษณะเดียวกัน” จึงเกิดขึ้น

ตัวอย่างของ tethered clouds มีดังต่อไปนี้

  • ไมโครซอฟท์ เป็น tethered cloud รายแรกที่เปิดตัวสู่ตลาดด้วย Azure Stack โดยไมโครซอฟท์ขายซอฟต์แวร์ และให้คู่ค้าด้านไอทีที่ผ่านการรับรอง นำเสนอโซลูชันทางกายภาพ เช่น เซิร์ฟเวอร์ สวิทช์ enclosures และ UPS รวมถึงการติดตั้งและบริหารจัดการ ตัวอย่างคือโซลูชันที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เอามารวมกับ HPE
  • Amazon Outpost ได้ประกาศเปิดตัวโมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันไปเล็กน้อยในเดือนธันวาคม 2019 ซึ่ง AWS ขยายฮาร์ดแวร์ และ service stack โดยลูกค้ามีทางเลือกในการใช้งานและบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง หรือจ่ายให้กับ Amazon เพื่อให้คู่ค้าที่ได้รับการรับรองเป็นผู้ดูแลให้ ซึ่งจะนำเสนอบริการ เครื่องมือ และ APIs ในลักษณะเดียวกับที่ได้จาก AWS cloud อย่างเต็มรูปแบบ
  • กูเกิล เป็นผู้เล่นรายใหม่ล่าสุดที่มาพร้อม Google Anthos ซึ่งเป็นระบบเปิดมากขึ้นที่ขยายการใช้งาน Google cloud platform โดยจะให้แพลตฟอร์มตาม software containers และ Google Kubernetes Engine (GKE) ที่ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาเวิร์คโหลดที่สามารถรันได้ทั้งบน on-premise ใน tethered clouds หรือบน Google Central ClouKeyw

ประโยชน์ของ local edge

ไฮบริดคลาวด์พื้นฐานส่วนใหญ่ หมายถึง การมีแอปพลิเคชันทั้งหมดหรือการบริการอยู่บนเครือข่ายเดียวกัน แต่ไอทีและซอฟต์แวร์อยู่คนละที่ แอปพลิเคชันบางโปรแกรมรันอยู่ในพื้นที่ และบางส่วนอยู่บนคลาวด์ เมื่อเริ่มผสานรวม data plane คุณก็จะเข้าไปยังสิ่งที่เราเรียกว่า ไฮบริดคลาวด์ที่ผูกกันอยู่หลวมๆ ซึ่งแอปพลิเคชันบน local edge และที่ระบบโครงสร้างส่วนกลาง ใช้ data plane เดียวกันในการส่งข้อมูลและทำการจัดเก็บ  การผสานรวมการทำงานในขั้นตอนต่อไป คือ การผูกกับระบบไฮบริดคลาวด์อย่างจริงจัง ซึ่งจะผสานรวมกันทำงานในส่วนของ control plane โดย control plane จะควบคุมการทำงานของ data plane และใช้โปรโตคอลในการจัดเส้นทาง วางกฏระเบียบและนโนบายเพื่อใช้ร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ทั้งหมดหรือโหนดในเครือข่ายเพื่อสร้างหรือตอบสนองต่อทราฟฟิกของข้อมูล นี่คือพื้นฐานในการจำลองบริการ central cloud ในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม มันอาจจะไม่ใช่บริการคลาวด์ทั้งหมดที่คุณมี แต่เมื่อคุณมีบริการคลาวด์ทั้งหมดที่เหมือนกัน มีประสบการณ์จากการใช้อุปกรณ์หรือโหนดใดๆ ก็ตามบนเครือข่ายได้เหมือนกันหมด นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นการเชื่อมโยงไฮบริดคลาวด์เข้ากับเอจด์เพื่อการทำงานแบบกระจายศูนย์ได้อย่างแท้จริง  ประโยชน์เสริมที่คุณจะได้คือเรื่องของ redundancy หรือระบบสำรองในกรณีที่การเชื่อมต่อไปยัง central cloud หรือ tethered cloud ในพื้นที่หายไป

คลาวด์ที่เชื่อมโยงกับ local edge จะให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้ในองค์กรเอ็นเตอร์ไพร์ซ ดังต่อไปนี้

  • ขยายระบบไอทีได้อย่างยืดหยุ่น ขยายไปสู่คลาวด์หลักส่วนกลางในเวลาที่ต้องการได้
  • ลดความล่าช้า ให้คุณค่ามากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้แอปพลิเคชันที่ความเร็วเป็นเรื่องสำคัญ
  • เพิ่ม Redundancy ด้วยบริการ “like-for-like” ที่จำลองบริการเหมือนกันบนคลาวด์ส่วนกลาง
  • ตอบโจทย์ผลกระทบทางภูมิศาสตร์ เรื่องการตรวจสอบ การรักษาความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว ทางข้อมูล
  • มีความเรียบง่าย โดยให้ผู้ให้บริการเป็นผู้ออกแบบ วางสถาปัตยกรรม กระจายศูนย์การทำงาน บริหารจัดการ และอัพเดตบริการต่างๆ

ควบคุมแอปพลิเคชันและข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น

บริการคลาวด์แบบรวมศูนย์จะยังคงมีบทบาทสำคัญ แม้ว่าจะมีความต้องการในเรื่องของ local edge อยู่ก็ตาม บริการคลาวด์แบบรวมศูนย์จะยังคงความสำคัญในเรื่องการจัดเตรียมระบบล่วงหน้า (provisioning) การบริหารจัดการ และการอัพเดตซอฟต์แวร์และการบริการบน tethered clouds  ในขณะที่หลายองค์กรที่แตกต่างกัน ต่างต้องเผชิญความท้าทายที่หลากหลายเมื่อเป็นเรื่องของกลยุทธ์ด้านคลาวด์ ที่ไม่มีคำตอบตายตัว อย่างไรก็ตาม tethered clouds ช่วยให้องค์กรทั้งหลายมีทางเลือกที่แตกต่างกันในการลดความล่าช้า เพิ่มระบบสำรอง หรือควบคุมแอปพลิเคชันและข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น

อนาคต คือ ระบบคลาวด์ที่เชื่อมต่อกับ local edge และมันกำลังมาใกล้คุณในอีกไม่ช้า

 

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเชื่อว่าการเข้าถึงพลังงานและดิจิทัล คือ สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เราช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานและใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่า Life is On ในทุกที่ ทุกช่วงเวลา สำหรับทุกคน

เรานำเสนอโซลูชันแบบดิจิทัลด้านพลังงานและระบบอัตโนมัติ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน เราผนึกเทคโนโลยีด้านพลังงานชั้นนำระดับโลก ระบบอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ซอฟต์แวร์และการบริการต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นโซลูชั่นในแบบบูรณาการ เพื่อการใช้งานในบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เรามุ่งมั่นในการสร้างความเป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยนวัตกรรมระดับโลกของเรา พร้อมด้วยค่านิยมขององค์กรให้พนักงานมีเป้าหมายที่เน้นสร้างคุณค่าให้สังคม เชื่อในความเท่าเทียมกัน และมีอำนาจในการตัดสินใจ http://www.se.com/th

 

from:https://www.techtalkthai.com/schneider-electric-data-center-near-you/

Cloud HM ร่วมกับ SUPERNAP (Thailand) พร้อมให้บริการ Cloud บน Multi-tenant Data Center มาตรฐาน Tier IV ที่เดียวในประเทศไทย

บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม (Cloud HM) ผู้ให้บริการ Cloud Services ชั้นนำในประเทศไทย ให้บริการครอบคลุมทั้ง Domestic Cloud, Global Cloud และ IT as a Service พร้อมบริการ Service First ตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมกับ SUPERNAP (Thailand) ผู้ให้บริการ Data Center ในประเทศไทย ซึ่งได้รับสิทธิในการใช้เทคโนโลยี Data Center จากบริษัทแม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมให้บริการ Cloud บน Multi-tenant Data Center มาตรฐาน Tier IV หนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่มีการรับประกัน Data Center Uptime 100% หรือ Downtime 0 นาที

คุณณพัชร อัมพุช Managing Director, Cloud HM ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการ Cloud บน Data Center มาตรฐาน Tier IV ว่า “ทาง Cloud HM มีความต้องการที่จะยกระดับมาตรฐานการให้บริการ Cloud Services อย่างต่อเนื่อง โดยเหตุผลที่เราเลือกวางระบบของเราที่ SUPERNAP (Thailand) เป็นเพราะว่าเราให้ความสำคัญกับความเสถียรของระบบ Infrastructure ที่เป็นพื้นฐานในการให้บริการ Cloud มากที่สุด ทั้งในด้านความมั่นคงปลอดภัยขั้นสูงสำหรับ Infrastructure และความพร้อมของระบบในการให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่ง SUPERNAP (Thailand) เป็น Multi-tenant Data Center ที่เดียวในประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานสูงที่สุด คือ Tier IV จาก Uptime Institute โดยสามารถรับประกัน Data Center Uptime ที่ 100% ได้ จึงส่งผลให้ลูกค้าที่ใช้บริการ Cloud Services ของ Cloud HM จะได้ใช้งานบน Infrastructure ที่รับประกันว่าจะไม่มี Downtime เกิดขึ้น”

ทางด้าน ดร.นิธิพงศ์ บุญหลง Commercial Director, SUPERNAP (Thailand) ยังได้ร่วมแบ่งปันข้อมูล และความคิดเห็นเกี่ยวกับ Data Center มากมาย ผ่านการสัมภาษณ์ทางรายการ IT Address ดังนี้

  1. ทำไม Data Center ในสิงคโปร์ถึงทิ้งห่างไทยแบบไม่เห็นฝุ่น มีสิทธิ์ไหมที่ไทยจะแซงได้ในอนาคต?
  2. Data Center แห่งเดียวในประเทศไทย ที่กล้ารับประกัน Downtime 0 นาที!
  3. ธุรกิจ SME ในไทย ควรเลือกใช้ระบบด้าน IT อย่างไร? ให้ได้ประโยชน์สูงที่สุด

การใช้บริการ Cloud Services ที่ Cloud HM บน Data Center ของ SUPERNAP (Thailand) บนพื้นที่ 21,000 ตารางเมตร ที่จังหวัดชลบุรี นอกจากสามารถมั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากอุทกภัยทางธรรมชาติ เนื่องจากอยู่เหนือกว่าระดับน้ำทะเลถึง 110 เมตรแล้ว ยังสามารถรองรับการเติบโตของ Eastern Economic Corridor (EEC) หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พร้อมระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และมาตรฐานระดับสากลรองรับทั้งด้าน Data Center และ Cloud Services ดังนี้

ด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Data Center มาตรฐาน Tier IV

  • การเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยทางกายภาพ 7 ชั้น
  • ควบคุมการเข้าออกด้วยระบบ Biometric และ กล้องวงจรปิด
  • ระบบปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ 365 วันต่อปี สำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัย อัคคีภัย และการจารกรรมข้อมูล
  • ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยดำเนินการโดย เจ้าหน้าที่ของ SUPERNAP (Thailand) ทั้งหมด ซึ่งมีประสบการณ์ด้าน Law Enforcement

ด้านมาตรฐานระดับสากลของ Data Center และ Cloud Services

สนใจใช้บริการ Cloud Services ติดต่อ Cloud HM ได้ทันที

บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด (Cloud HM) เป็นผู้ให้บริการ Cloud Services ภายใต้ Concept “Your Cloud Expert” ให้บริการครอบคลุมทั้ง Domestic Cloud, Global Cloud (AWS, Azure และ GCP) รวมถึง IT as a Service อื่น ๆ โดยดำเนินการภายใต้บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ผู้ให้บริการด้านบรอดแบรนด์ในประเทศไทย

Web: Cloud HM
Email: sales@cloudhm.co.th
Tel: 02-315-7504
Line: @cloudhmco
FB:  https://www.facebook.com/messages/t/cloudhmco

from:https://www.techtalkthai.com/tier-iv-multi-tenant-data-center-by-cloud-hm-and-supernap-thailand/

[Video Webinar] Lenovo DCG Portfolio 2020 – มุ่งสู่ Data Center แห่งอนาคต

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Lenovo Webinar เรื่อง “Lenovo DCG Portfolio 2020 – มุ่งสู่ Data Center แห่งอนาคต” เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีด้าน Data Center ล่าสุดจาก Lenovo ที่พร้อมทำงานภายใต้ทุกสภาวะแวดล้อม ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: Nawakit Leelaudomlipi, Advisory Sales Specialist, Lenovo Data Center Group Thailand

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโซลูชันแบบ End-to-end ของ Lenovo ที่ครอบคลุมทั้งส่วน Compute, Storage และ Networking เพื่อสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งทั้งทางด้านประสิทธิภาพ ความเสถียร และความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ Data Center พร้อมผสานการทำงานแบบไร้รอยต่อกับทุกๆ สภาพแวดล้อม นอกจากนี้ โซลูชันของ Lenovo ยังผ่านการทดสอบและกระบวนการเชิงวิศวกรรมสำหรับการใช้งานร่วมกับทุก Workload ช่วยให้การวางระบบและส่งมอบบริการสู่ตลาดทำได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าต่อการลงทุน

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-lenovo-dcg-portfolio-2020/

[Video Webinar] Data Center ยุค New Normal ควรไปต่อหรือพอแค่นี้ โดย Huawei

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังบรรยาย Huawei Webinar เรื่อง “Data Center ยุค New Normal ควรไปต่อหรือพอแค่นี้” พร้อมเจาะลึกเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการด้าน Data Center Networking ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณสุเนตร หาวิชิต และคุณวีรภัทร รัชวรพงศ์ Network Product Manager จาก Huawei Enterprise Thailand

Data Center เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Data Driven Business ที่ข้อมูลถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจขององค์กร อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ COVID-19 แพร่ระบาดไปทั่วโลก หลายองค์กรเริ่มมีแผนที่จะชะลอการลงทุนด้าน Data Center เพื่อนำงบไปดูแลพนักงานหรือฟื้นฟูธุรกิจ ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้พบคำตอบเกี่ยวกับการลงทุนด้าน Data Center อย่างไรให้คุ้มค่าในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างในปัจจุบันนี้ รวมไปถึงเจาะลึก Huawei CloudFabric เทคโนโลยี Data Center Networking ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรทุกระดับได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

หัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • ความสำคัญของ Data Center Network ต่อธุรกิจขององค์กร
  • Huawei CloudFabric ตอบโจทย์ Data Center Networking ขององค์กรได้อย่างไร
  • ถามตอบประเด็นด้าน Data Center Networking โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Huawei Enterprise Thailand

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-data-center-in-new-normal-era-by-huawei/

[Video Webinar] ทำ Data Center Management ให้เป็นเรื่องง่ายด้วย Hitachi Ops Center

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Hitachi Vantara Webinar เรื่อง “ทำ Data Center Management ให้เป็นเรื่องง่ายด้วย Hitachi Ops Center” พร้อมแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการ Data Center ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการนำเทคโนโลยี AI & Automation มาใช้งาน ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณ Norawee Seneewongse, Solution Consultant จาก Hitachi Vantara

ในยุค Digital Transformtion นี้ เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจของคุณจะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน องค์กรจำเป็นต้องเร่งนำ IT Automation เข้ามาใช้งาน รวมไปถึงลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการวางระบบ บริหารจัดการ Infrastrucutre และทำ Analytics ในแต่ละวัน ภายใน Webinar นี้ ท่านจะได้รู้จักกับ Hitachi Ops Center เครื่องมือที่จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้าน IT ทั้งด้านการบริหารจัดการ การปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น การทำงานแบบูรณาการ และการปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กร สนับสนุนด้วยเทคโนโลยี AI และ Automation

เนื้อหาที่จะบรรยายประกอบด้วย

  • บูรณการระบบ IT เพื่อสนับสนุนการทำงานของแอปพลิเคชันเชิงธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการตั้งค่าและบริหารจัดการ Data Center
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สอดคล้องกับ SLA
  • คาดการณ์การใช้งานในอนาคตเพื่อการวางแผนและจัดสรรงบประมาณที่ดี
  • ปกป้องข้อมูลภายใน Data Center ให้มั่นคงปลอดภัยและพร้อมใช้งานตลอดเวลา

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-simplify-data-center-management-with-hitachi-ops-center/