คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA_CENTER

AMD อัพรายได้ประจำไตรมาส 1 ได้เกือบเท่าตัวจากยอดขาย Ryzen และ EPYC

AMD ประกาศว่า บริษัททำรายรับประจำไตรมาสแรกของปี 2021 ได้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว จากยอดขายที่เติบโตอย่างรวดเร็วของชิปอย่าง Ryzen และ EPYC เป็นสัญญาณว่าสงครามตลาด x86 กับอินเทลยังคงดุเดือด

โดยราคาหุ้นของ AMD พุ่งขึ้นประมาณ 3.8 เปอร์เซ็นต์ในช่วงหลังเปิดทำการไม่กี่ชั่วโมงในวันอังคารที่ผ่านมาหลังจากมีรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสแรกออกมาแล้ว รายได้ประจำไตรมาสดังกล่าวครอบคลุมยอดขายตั้งแต่มกราคมถึงมีนาคม

ยอดขายไตรมาส 1 นี้โตขึ้นถึง 93 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปี โดยทำตัวเลขได้ถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แซงความคาดหวังของตลาดหุ้น Wall Street เดิมไปถึง 270 ล้านดอลลาร์ฯ รายได้สุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 52 เซนต์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทเคยคาดการณ์ไว้ 8 เซนต์

จากผลงานครั้งนี้ ทำให้ AMD เพิ่มตัวเลขประมาณการณ์ของรายรับตลอดทั้งปีว่าจะโตขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่เคยลงไว้ 37 เปอร์เซ็นต์เมื่อไตรมาสก่อนหน้า ทางซีอีโอและประธานของ AMD อย่าง Lisa Su ก็กล่าวว่าบริษัทได้ก้าวสู่ช่วงที่มีผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งที่สุด และมีความสัมพันธ์กับลูกค้าลึกซึ้งมากที่สุด

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/amd-nearly-doubles-q1-revenue/

จุดประกายนวัตกรรมไอทีในองค์กรได้เต็มขั้น ด้วยเซิร์ฟเวอร์อัจฉริยะ Next-Gen Dell EMC PowerEdge Server

เรากำลังเดินเข้าสู่ยุคแห่งการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะการแข่งขันและเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน องค์กรจำเป็นต้องหาโซลูชั่นเพื่อเข้ามาบริหารจัดการระบบไอทีและเสริมศักยภาพทางธุรกิจให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ผู้นำระดับโลกด้านไอทีอินฟราสตรัคเจอร์ ได้พัฒนาโซลูชั่นเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และล่าสุดก็ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่นี้ด้วยนิยาม Ignite Your Innovation Engine เป็นการจุดประกายการสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรมไอทีที่ล้ำสมัยและตอบสนองโจทย์การทำงานขององค์กรธุรกิจในปัจจุบัน

การที่ผู้ดูแลระบบไอทีจะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมไอทีใหม่ๆ ได้นั้น พวกเขาจำเป็นต้องมีเวลาในการคิดและออกแบบ ซึ่งเวลาปกติที่ทำงานอยู่นั่นก็ต้องหมดไปกับการจัดการปัญหาด้านไอทีขององค์กรอยู่แล้ว ทำให้พวกเขาไม่มีเวลาเหลือพอที่จะคิดค้นหรืออกแบบนวัตกรรมให้กับองค์กรได้ นั่นจึงเป็นที่มาของการออกแบบ Next-Generation Dell EMC PowerEdge รุ่นใหม่ ที่มาช่วยทำให้ผู้ดูแลระบบไอทีมีเวลามากขึ้นกว่าเดิม สำหรับการออกแบบของเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge รุ่นใหม่จากเดลล์ มีองค์ประกอบด้วยกัน 3 ประการหลักๆ ด้วยกันคือ

– นวัตกรรม (Innovate) โซลูชั่นจากเดลล์ จะช่วยให้คุณสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากความสามารถในระดับสูงอย่างกรณีเช่นเทคโนโลยีด้าน AI รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ทำให้คุณสามารถคาดการณ์และมองเห็นข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นจาก Edge ไปยังแก่นของระบบรวมไปจนถึงบนคลาวด์ ด้วยการบริหารจัดการที่ง่ายและให้ความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง

– การปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา (Adapt) สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของการออกแบบเซิร์ฟเวอร์ของเดลล์ ก็คือการเข้าใจถึงรูปแบบของการปรับเปลี่ยนได้อย่างตลอดเวลา ดังนั้นเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge รุ่นใหม่นี้พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตขององค์กรได้อย่างอัตโนมัติ

– การขยายตัวได้ดี (Grow) นับเป็นมุมมองสำคัญอีกประการของเดลล์ ในการออกแบบระบบรุ่นใหม่นี้ เนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจที่ดี จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างที่บริหารัจดการและสร้างความปลอดภัยให้กับองค์กรได้อย่างเชื่อมั่น จัดการความซับซ้อนของของระบบไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการรองรับกับเวิร์กโหลดขององค์กรที่เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เป็นการสนองในเรื่องของการขยายตัวทางธุรกิจได้ดีมากขึ้น


เสริมศักยภาพให้กับไอที อินฟราสตรัคเจอร์
ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมยุคใหม่

แนวคิดการออกแบบทั้งสามประการข้างต้น เปลี่ยนมาเป็นระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ทรงพลัง Next-Generation Dell EMC PowerEdge Server โดยล่าสุดเดลล์ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่นี้ออกมาถึง 17 รุ่น ประกอบด้วยรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีจากค่ายอินเทลและเอเอ็มดี มาด้วยพื้นฐานการออกแบบที่ทรงพลัง ด้วยคุณลักษณะที่สำคัญ 3 องค์ประกอบ โดยเริ่มจาก

1. Adaptive compute
องค์ประกอบนี้จะให้ความสำคัญกับการที่เดลล์ได้นำเอาเทคโนโลยีล่าสุดมาผสานและติดตั้งลงในเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่ และหากมีเวิร์กโหลดใหม่เข้ามา เซิร์ฟเวอร์รุ่นนี้จะมีความพร้อมช่วยในการปรับระบบและให้รองรับกับเวิร์กโหลดดังกล่าวได้เป็นอย่างดี การันตีด้วยการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานที่ดีมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Dell PowerEdge R7525 ที่ใช้โปรเซสเซอร์ AMD EPYC 7763 เมื่อเชื่อมต่อกับสตอเรจ PowerMax ทำให้สามารถสร้าง VM ได้มากขึ้นถึง 15% หรือไม่ว่าจะเป็นในรุ่น PowerEdge R6515 ที่ใช้โปรเซสเซอร์ AMD EPYC สามารถรันงานประเภท บิ๊กดาต้า, ดาต้าเบส Hadoop ได้เร็วถึง 60%

จุดเด่นที่เป็นนวัตกรรมล้ำสมัยของขององค์ประกอบนี้ประกอบด้วยคุณสมบัติต่างๆ ของเซิร์ฟเวอร์ ที่จะมุ่งเน้นไปที่อุปกรณ์ภายในตัวเครื่อง

– ระบบระบายความร้อน (Multi Vector Cooling) เป็นการออกแบบที่ช่วยในการระบายความร้อนระบบได้ดีขึ้น โดยพัดลมจะมีการวางตำแหน่งไว้เป็นโซนใกล้กับอุปกรณ์ต่างๆ หากเซิร์ฟเวอร์มีความร้อนที่สูงขึ้นจากอุปกรณ์ใดๆ ตัวระบบจะทำการปรับเปลี่ยนพัดลม ให้ทำงานสอดรับกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นด้วย และหากความร้อนกลับมาปกติ ตัวพัดลมก็จะถูกปรับให้ลงมาทำงานปกติเช่นกัน

– การใช้ของเหลวเพื่อลดความร้อน (Direct Liquid Cooling) เทคโนโลยีด้าน HPC ส่วนใหญ่จะเน้นใช้กำลังประมวลผลสูง และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความร้อนที่สูง ทางเดลล์จึงได้พัฒนาระบบของเหลวผ่านอุปกรณ์ เช่น CPU เพื่อช่วยลดความร้อนลง

– เทคโนโลยี Dell Leak Sense จะทำร่วมกับเทคโนโลยี Direct Liquid Cooling ในการช่วยตรวจสอบของเหลวที่วิ่งผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ในกรณีมีการรั่วไหลก็จะแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ หรือ สามารถรันคำสั่งเพื่อหยุดระบบ ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ได้ทันที

– ระบบพาวเวอร์ซัพพลาย ของ Dell PowerEdge Server รุ่นใหม่ จะถูกออกแบบให้มีการทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

– เทคโนโลยีด้าน Acceleration โดยทางเดลล์มีเทคโนโลยีการประมวลผลให้องค์กรเลือก ไม่ว่าจะเป็นค่ายของ Nvidia หรือ AMD ครบถ้วน

 

2. Autonomous compute infrastructure
องค์ประกอบนี้จะให้ความสำคัญในการทำงานแบบอัตโนมัติ ลดเวลาในการจัดการและเวลาในการที่ต้องดูแลระบบให้น้อยลง และไม่จำเป็นต้องมีคนมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถที่จะนำเอาเวลาที่เหลือไปพัฒนาต่อยอดและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ และ PowerEdge รุ่นใหม่สามารถช่วยลดระยะเวลาในการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวไปได้สูงถึง 85% เมื่อเทียบกับขั้นตอนทำงานในอดีต

องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ Dell EMC PowerEdge Server สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัตินั้นประกอบด้วยตัวฟีเจอร์อัจฉริยะ integrated Dell Remote Access Controller หรือ iDRAC ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่นที่ 9 ติดตั้งมาให้ ทำงานร่วมกับส่วนของซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า OpenManage ที่มีรายละเอียดในการทำงานแยกย่อย เช่น ช่วยในการประสานงานกับระบบอื่นๆ เช่น VMware vCenter, Microsoft Windows Admin Center, Red Hat Ansible ฯลฯ ช่วยในการจัดการเก็บกับการอัปเดตแพ็ตช์ ไดรเวอร์ เฟิร์มแวร์ต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ ช่วยในการบริหารจัดการระบบผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ขณะแอดมินที่ทำงานในดาต้าเซ็นเตอร์ หรือจากระยะไกลผ่านทางโมบายล์ดีไวซ์ ได้อย่างสะดวกสบาย เป็นต้น

3. Proactive Resilience
องค์กรประกอบนี้ เป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก เดลล์ให้คำมั่นในการส่งมอบสินค้าแก่ลูกค้าไว้ว่า ของที่มีการผลิตและส่งมอบให้ลูกค้า จะไม่มีการถอดหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนในระหว่างทางการส่งมอบโดยเรียกกันว่า Supply Chain Assurance อีกทั้งแพลตฟอร์มในผลิตภัณฑ์ของเดลล์จะมีความปลอดภัย รวมถึงระบบในการจัดการที่เป็นออโตเมชั่น ตลอดจนเครื่องมือในการทำการกู้คืนระบบมาพร้อมสรรพ

จุดเด่นในองค์ประกอบนี้ก็คือความแข็งแกร่งในส่วนต่างๆ อาทิ การป้องกัน (Protect) ไม่อนุญาตให้มีการบูตเครื่องหรือมีการรีเซตระบบ มีการตรวจสอบ (Detect) ตัวระบบจะมีการเก็บล็อกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ตลอดจนสามารถที่จะทำการกู้ระบบกลับ (Recovery) ทั้งในส่วนของไบออส หรือโอเอส ก็ทำได้เช่นเดียวกัน

พร้อมสรรพด้วยโมเดลต่างๆ
ครอบคลุมทุกการใช้งาน

Dell EMC PowerEdge Server ที่เปิดตัวในช่วงแรกเป็นรุ่นที่ใช้ขุมพลังจาก AMD ในตระกูล EPYC ในเจเนอเรชั่นที่ 3 ที่มีความสามารถสูงสามารถจัดการระบบเรื่องของ Virtualization สามารถจัดการในส่วนของ VDI ที่ทำได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งอย่างเช่นในรุ่น XE8545 ที่มีความสามารถขั้นสูงโดยใช้ GPU ในรุ่น DGX A100s (เป็น GPU ระดับไฮเอนด์) ที่รองรับการทำงานกับเทคโนโลยีเน้นการประมวลผลอย่าง HPC หรืองานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เป็นต้น

Dell EMC PowerEdge Server ของเดลล์นั้น ออกแบบมาให้มีโมเดลที่ครอบคลุมทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่รองรับการใช้งานประเภท HPC, AI ที่ต้องการใช้พลังประมวลผลของ GPU ก็อย่างเช่น PowerEdge XE8545 เป็นต้น ถัดมาเป็นรุ่นที่รองรับการใช้านประเภท Edge และ Telco ก็มีให้เลือกเช่น PowerEdge XR11 และ XR12

ถัดมาถ้าเป็นกลุ่มองค์กรแบบเมนสตรีมก็จะมีเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge แบบ 1U และ 2U อย่างในรุ่น PowerEdge R7525, PowerEdge R7515, PowerEdge R6525 หรือแบบโมดูล่าร์ PowerEdge MX 750C หรือจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ออกแบบมาเพื่องานเฉพาะอย่างกรณีใช้งานแบบคลาวด์ก็มีให้เลือกเช่น PowerEdge C6525 เป็นต้น

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน Next-Gen Dell EMC PowerEdge Server สามารถ Chidchanok.uthaigorn@dell.com โทร 090-949-0823 (วศิน) หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ www.dell.com

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-poweredge-ignite-your-innovation-engine/

ป้องกัน: เสริมศักยภาพระบบ HCI บนคลาวด์ Microsoft Azure ด้วย Dell EMC Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI

บทความนี้มีรหัสผ่านป้องกันอยู่ การจะดูบทความโปรดใส่รหัสผ่านของคุณด้านล่าง

รหัสผ่าน:

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-emc-integrated-system-for-microsoft-azure-stack-hci/

Submer ออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ที่หล่อเย็นด้วยของเหลว ภายในเคสเดียวกัน

บริษัทด้านระบบหล่อเย็นด้วยของเหลว Submer ได้เปิดตัวโซลูชั่นดาต้าเซ็นเตอร์แบบโมดูลใหม่ ที่นำเครื่องเซิร์ฟเวอร์แช่อยู่ในของเหลวแบบไดอิเล็กทริก ทำให้ลูกค้าสามารถจัดวางเครื่องประมวลผลจำนวนมากจับรวมอยู่ในกล่องขนาดเล็กได้

ทางซีอีโอ Daniel Pope ให้สัมภาษณ์ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แบบใหม่ชื่อ MegaPod ของสตาร์ทอัพจากบาเซโลน่านี้มีขนาดเคสตั้งแต่ 10 ฟุตไล่ไปจนใหญ่มากถึง 40 ฟุต เจาะตลาดลูกค้าที่ใช้การประมวลผลแบบ Edge แบบหนาแน่นสูงโดยเฉพาะ

โซลูชั่นดาต้าเซ็นเตอร์นี้อัดเซิร์ฟเวอร์เข้ามาได้แน่นมาก ซึ่งปกติด้วยดาต้าเซ็นเตอร์แบบโมดูลขนาด 40 ฟุตแบบเก่าจะรองรับกำลังไฟสูงสุดได้แค่ 100 กิโลวัตต์ แต่ MegaPod นี้สามารถรองรับได้มากถึง 800 กิโลวัตต์ในที่เดียวกัน

ทั้งนี้ MegaPod เป็นรุ่นที่ออกตามมาหลัง MicroPod ของ Submer ที่เป็นโมดูลเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กลงมาสำหรับการใช้งานแบบ “Edge ที่อยู่ห่างไกล” ตัวอย่างเช่น การใช้กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งอยู่บนดาดฟ้าของตึก เป็นต้น

ที่มา : DatacenterKnowledge

from:https://www.enterpriseitpro.net/submer-datacenter-server/

Microsoft ประกาศแผนจัดตั้ง “ดาต้าเซ็นเตอร์ภูมิภาค” แห่งแรกในมาเลเซีย

Microsoft ประกาศในวันนี้ว่าโครงการ “Bersama Malaysia” (ความร่วมมือกับมาเลเซีย) ซึ่งนับเป็นความมุ่งมั่นที่สำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ครอบคลุมทั่วถึงของมาเลเซีย พร้อมไปกับการยกระดับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศในภาคเอกชนและภาครัฐ

โดยตามแผนการดังกล่าว Microsoft จะจัดตั้งศูนย์ข้อมูลภูมิภาค หรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ภูมิภาค (datacenter regional) แห่งแรกในประเทศ เพื่อให้บริการคลาวด์ที่เชื่อถือได้ในพื้นที่ ที่จะมาพร้อมความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลของประเทศในระดับมาตรฐานโลก

นอกจากนี้ไมโครซอฟท์ยังประกาศแผนการที่จะเพิ่มทักษะให้กับชาวมาเลเซียอีก 1 ล้านคนภายในสิ้นปี 2566 เพื่อช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้คนและธุรกิจในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ Microsoft ยังจะช่วยจัดตั้ง MYDigital Alliance Leadership Council เพื่อทำงานร่วมกันตามคำแนะนำด้านนโยบายที่ให้ความสำคัญกับคลาวด์เป็นสิ่งแรกและตามคำแนะนำจากดิจิทัลเนทีฟ อีกด้วย

การประกาศในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ 28 ปีของ Microsoft ในประเทศนี้ และถือเป็นการสนับสนุนเป้าหมาย MyDIGITAL ของรัฐบาลมาเลเซียในการเปลี่ยนประเทศให้เป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

จากการวิจัยของ IDC การลงทุนของ Microsoft ในมาเลเซียจะช่วยสร้างรายได้ใหม่ได้ถึง 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับระบบนิเวศของพันธมิตรในประเทศและของลูกค้าที่ใช้ระบบคลาวด์ในช่วงสี่ปีข้างหน้านี้ นอกจากนี้ การวิจัยยังประเมินว่า Microsoft เองกับคู่ค้าและลูกค้าที่ใช้ระบบคลาวด์จะร่วมกันมีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสด้านงานใหม่ ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่า 19,000 ตำแหน่ง

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-bersama-malaysia/

[Guest Post] ไอเอสเอส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) ประกาศพร้อมให้บริการโซลูชั่นบริหารประสบการณ์ธุรกิจ ยกระดับ 4 ประสบการณ์หลัก ลูกค้า พนักงาน ผลิตภัณฑ์ และแบรนด์ บุกตลาดเชิงลึกจัดการข้อมูล feedback และ inside ด้วย SAP Qualtrics

ISS Consulting (Thailand) ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ NTT DATA Business Solutions พาร์ทเนอร์ระดับโลกของ SAP ประกาศร่วมเป็นพันธมิตรกับ SAP Qualtrics เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2020 ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มศักยภาพและส่งมอบความเป็นเลิศเกี่ยวกับซอฟต์แวร์เพื่อการบริหารจัดการประสบการณ์ (Experience management: XM) ด้วย Qualtrics โซลูชันให้แก่องค์กรให้สามารถรวบรวม วิเคราะห์ และต่อยอดข้อมูล ข้อเสนอแนะต่างๆ แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริหารที่จะช่วยให้เข้าใจถึงประสบการณ์ที่มอบให้กับลูกค้าและองค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคต บริหารความผูกพันกับลูกค้าผู้บริโภค ประสานความสัมพันธ์ภายในองค์กร และพัฒนาแบรนด์ให้โดดเด่น ซึ่งเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ยกระดับการบริหารประสบการณ์ลูกค้าและองค์กรได้อย่างครบครันและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในปัจจุบัน นำมาซึ่งประสบการณ์ลูกค้าที่เป็นเลิศอย่างยั่งยืน

ISS Consulting (Thailand) พร้อมนำเสนอโซลูชัน SAP Qualtrics ในประเทศไทยเพื่อช่วยในการสื่อสารองค์กร ได้รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของพนักงานและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สร้างกลยุทธ์การรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนร่วมกับองค์กรหรือ feedback เพื่อหาวิธีที่จะเรียกความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ โดย inside ดังกล่าวจะช่วยให้แบรนด์สามารถวางแผนและดำเนินการในการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์สามารถบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้าได้ในทุกมิติ ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว สร้างความได้เปรียบคู่แข่งในตลาดในยุค new normal

ISS Consulting (Thailand) พร้อมนำเสนอโซลูชัน SAP Qualtrics ในประเทศไทยเพื่อช่วยในการสื่อสารองค์กร ได้รับฟังความคิดเห็นและความต้องการของพนักงานและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สร้างกลยุทธ์การรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนร่วมกับองค์กรหรือ feedback เพื่อหาวิธีที่จะเรียกความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ โดย inside ดังกล่าวจะช่วยให้แบรนด์สามารถวางแผนและดำเนินการในการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์สามารถบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้าได้ในทุกมิติ ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว สร้างความได้เปรียบคู่แข่งในตลาดในยุค new normal

เกี่ยวกับ ISS Consulting บริษัทฯในกลุ่ม NTT DATA Business เป็น Global Partner สำหรับ Qualtrics Solution

โดย NTT DATA Business Solution ซึ่งเป็น SAP Partner ระดับโลกในฐานะพันธมิตรที่สำคัญของ SAP ได้เป็น Global Partner สำหรับ Qualtrics Cloud Solution โดยได้ร่วมกันทำตลาดและนำเสนอโซลูชัน Qualtrics ให้กับลูกค้าทั่วโลก โดย ISS Consulting (Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม NTT DATA Business Solution โดยเป็น Global Partner สำหรับ Qualtrics เป็นผู้ทำตลาดในประเทศไทย

 

https://nttdata-solutions.com/de/crprtprsrlss/sap-partner-itelligence-ntt-data-business-solutions-becomes-global-partner-for-qualtrics-cloud-solutions/

 

https://www.sapusers.org/news/849/itelligence-business-solutions-becomes-global-partner-for-qualtrics-cloud-solutions

 

เกี่ยวกับ Qualtrics

Qualtrics เป็นผู้นำด้านการสร้างประสบการณ์ลูกค้า และเป็นผู้สร้างสรรค์เครื่องมือการบริหารประสบการณ์ลูกค้า หรือ Experience Management (XM) ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการที่องค์กรต่างๆ ใช้ในการบริหารและยกระดับ 4 ประสบการณ์หลักของธุรกิจด้วยกัน ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน ผลิตภัณฑ์ และแบรนด์ ปัจจุบัน องค์กรกว่า 11,000 แห่งทั่วโลกต่างวางใจเลือกใช้ Qualtrics เพื่อรับฟัง ทำความเข้าใจ และใช้ข้อมูลประสบการณ์ (X-data™) ไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อ อารมณ์ และเจตนา ที่จะบอกคุณว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะทำอะไรกับสิ่งนั้นได้บ้าง Qualtrics XM Platform™ คือระบบที่ช่วยให้ธุรกิจดึงดูดลูกค้าไว้ได้นานขึ้นและจับจ่ายมากขึ้น ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำต่อผู้บริโภค

เกี่ยวกับ ISS Consulting (Thailand)

ISS Consulting (Thailand) Ltd. เป็นพาร์ทเนอร์กับ SAP ในระดับ Platinum และ SAP Global Partner ที่สามารถให้บริการด้านการออกแบบ พัฒนา และติดตั้งโซลูชันของ SAP อย่างครบวงจร เป็นเวลากว่า 21 ปี โดยปัจจุบันนี้มีลูกค้าธุรกิจและองค์กรทั่วประเทศไทยรวมมากกว่า 400 ราย พร้อมให้บริการทั่วประเทศไทยด้วยทีมงานกว่า 350 คน

ISS Consulting (Thailand) Ltd.  เป็นบริษัทในกลุ่ม NTT DATA ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก ทำให้บริษัท มีความสามารถในการนำเสนอ SAP Solution (Digital Core, Employee Experience, Customer Experience, Innovation) และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทยในขอบเขตที่กว้างยิ่งขึ้นและครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทางด้าน SAP Partner นั้น ISS Consulting (Thailand) Ltd.  ยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่ม SAP Global Partner ทำให้บริษัทมีศักยภาพมากขึ้นในการนำเสนอ SAP โซลูชันแก่ธุรกิจระดับโลกด้วยเช่นกัน

ท่านต้องการปรึกษาเกี่ยวกับ SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น ISS Consulting พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

เยี่ยมชมเว็บไซต์ของ ISS Consulting (Thailand)  www.issconsulting.co.th

โทรศัพท์ 02 237 0553

Youtube : IssconsultingThailand

Facebook :Issconsultingthailand

marketing_th@issconsulting.net

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-iss-consulting-sap-qualtrics-partner-announcement/

Metro Connect Webinar: Greenlake Model : The cloud that comes to you and a powerful centralized multi-cloud portal [27 เม.ย. 2021 – 14.00น.]

Metro Connect ขอเรียนเชิญ CTO, CIO, IT Manager, Data Center Engineer, ผู้ดูแลระบบ IT และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมชม Webinar ในหัวข้อ “Greenlake Model : The cloud that comes to you and a powerful centralized multi-cloud portal” เพื่อทำความรู้จักกับโซลูชัน HPE GreenLake, HPE GreenLake Central และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเปลี่ยนระบบ IT ให้กลายเป็น Hybrid Cloud ในแบบ OpEx ได้ทันที ในวันอังคารที่ 27 เมษายน 2021 เวลา 14.00น. – 16.00น. โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานดังนี้

หัวข้อ: Greenlake Model: The cloud that comes to you and a powerful centralized multi-cloud portal
ผู้บรรยาย: ทีมงาน Metro Connect, trac, HPE
วันเวลา: วันอังคารที่ 27 เมษายน 2021 เวลา 14.00น. – 16.00น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: ไทย

HPE GreenLake ถือเป็นหนึ่งในโซลูชันที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากธุรกิจองค์กรทั่วโลก จากความสามารถในการทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเปิดรับต่อการมาของ Hybrid Cloud ได้แทบจะทันที พร้อมเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนระบบ IT ภายใน Data Center ให้กลายเป็น OpEx เพื่อความยืดหยุ่นทางการเงินได้

ภายใน Webinar ครั้งนี้ วิทยากรจะพาทุกท่านไปรู้จักกับบริการทั้งหมดที่มีให้เลือกใช้งานได้ใน HPE GreenLake พร้อมทำความรู้จักเจาะลึกกับ HPE GreenLake Central หน้าจอบริหารจัดการ Hybrid cloud ที่มีให้ใช้ร่วมกับ HPE GrenLake

กำหนดการ

  • 14.00 trac Introduction
  • 14.10 GreenLake: The Cloud that Comes to You
  • 14.40 GreenLake Central: A Powerful and Centralized Portal to Manage Across Hybrid Cloud Environment
  • 15.40 Wrap Up + Q&A

Webinar นี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทย โดยทีมงาน Metro Connect, trac และ HPE พร้อมตอบคำถามทุกท่าน

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทันทีที่ https://qrgo.page.link/bHjaJ โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/metro-connect-webinar-greenlake-model-the-cloud-that-comes-to-you-and-a-powerful-centralized-multi-cloud-portal/

Microsoft ประกาศจัดตั้งดาต้าเซนเตอร์แห่งแรกในมาเลเซีย

Microsoft ได้ประกาศโครงการความร่วมมือในประเทศมาเลเซียหรือ ‘Bersama Malaysia’ (Together with Malaysia) เพื่อตอบสนองเศรษฐกิจดิจิทัลและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน นอกจากนี้ยังวางแนวทางสร้างทักษะแก่ประชาชนในประเทศให้ได้ถึง 1 ล้านคนภายในปี 2023

credit : Microsoft

การลงทุนในการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศมาเลเซียครั้งนี้ทาง IDC ประเมินว่าน่าจะก่อเกิดช่องทางรายได้ใหม่กว่า 4,600 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯในมาเลเซียภายใน 4 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งสร้างตำแหน่งงานใหม่ทั้งทางตรงหรืออ้อมไม่น้อยกว่า 19,000 ตำแหน่ง โดยจะช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงคลาวด์ของ Microsoft อย่างเช่น Microsoft Azure, Microsoft 365, Dynamics 365 และ Power Platform

Microsoft เองตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ในการทำงานร่วมกันกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสตาร์ทอัปเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน โดยมีความร่วมมือกับ the Social & Economic Research Initiative (SERI) เพื่อจัดตั้ง MYDigital Alliance Leadership Council ในการให้คำแนะนำองค์กรเพื่อแนะแนวทางด้าน Cloud-first และ Digital-native ซึ่งจะเริ่มต้นหารือกันในเรื่องของภาคการศึกษาและ Digital Workforce พร้อมกันนี้ยังมีเสียงตอบรับจากบริษัทชั้นนำของมาเลเซียอย่าง Petronas และ Celcom Axiata Berhad รวมถึงบริษีทชั้นนำอื่นๆ นอกจากนี้ Microsoft ยังได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับท้องถิ่นอย่าง Enfrasys Solution เพื่อให้บริการคลาวด์แก่ภาคประชาชนมาเลเซียโดยตั้งเป้าไว้ในปี 2023

คาดว่าภายในธันวาคมปี 2023 โครงการ Bersama Malaysia จะสร้างทักษะให้แก่ประชาชนได้ถึง 1 ล้านคน ทั้งนี้ Microsoft ได้เข้าไปทำงานร่วมกับทุกฝ่ายตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐบาลและเอกชน เพื่อยกระดับให้ประเทศมาเลเซียก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง

ที่มา : Microsoft Malaysia

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-establishes-first-datacenter-in-malaysia-via-bersama-malaysia/

[Guest Post] เอซีไอ เวิลด์ไวด์ เผยผลการศึกษาล่าสุด ชี้ธุรกรรมการชำระเงินแบบเรียลไทม์ในไทยเพิ่มขึ้นสองเท่าในปี 2563 เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 เร่งให้มีการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • เอซีไอ เวิลด์ไวด์ และโกลบอลดาต้า เผยแพร่รายงาน “Prime-Time for Real Time” ประจำปี 2564 ซึ่งทำการตรวจสอบและวิเคราะห์ปริมาณการชำระเงินแบบเรียลไทม์ การเติบโต และพลวัตความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเป้าหมาย 48 แห่งทั่วโลก
  • ไทยครองอันดับ 4 ของโลกในด้านจำนวนการทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์ในปี 2563 ตามหลังอินเดีย จีน และเกาหลีใต้ 

 

รายงานระดับโลกฉบับล่าสุดจากเอซีไอ เวิลด์ไวด์ (ACI Worldwide) (NASDAQ: ACIW) และโกลบอลดาต้า (GlobalData) ระบุว่า มีการประมวลผลธุรกรรมการชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time Payment) กว่า 5.24 พันล้านรายการในประเทศไทยในช่วงปี 2563 เพิ่มขึ้น 104 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (2.57 พันล้านรายการ) ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้มีการเปลี่ยนวิธีการชำระเงินจากการใช้เงินสดไปสู่การชำระเงินแบบเรียลไทม์ผ่านระบบดิจิทัลอย่างรวดเร็วและกว้างขวางมากขึ้น

รายงาน ‘Prime-Time for Real-Time’ ฉบับนี้เป็นฉบับที่สอง โดยฉบับแรกตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2563 ได้วิเคราะห์ปริมาณการชำระเงินบัญชีต่อบัญชีแบบเรียลไทม์ทั่วโลก รวมถึงข้อมูลคาดการณ์สำหรับกลุ่มเป้าหมาย 48 แห่งทั่วโลก  รายงานดังกล่าวคาดการณ์ว่าการชำระเงินแบบเรียลไทม์ในไทยจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 32.01 เปอร์เซ็นต์สำหรับช่วงปี 2563 ถึง 2568 ซึ่งสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตทั่วโลก (23.6 เปอร์เซ็นต์)

การชำระเงินแบบเรียลไทม์ในไทยมีการเติบโตแบบปีต่อปีสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งโดยมากแล้วเป็นผลมาจากการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการด้านการเงิน โดยนำเสนอสิทธิประโยชน์ทางการเงินที่หลากหลายให้แก่ประชาชนผ่านระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดตัว “พร้อมเพย์” (PromptPay) ซึ่งเป็นระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ของไทย เมื่อปี 2559  โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) มีจุดมุ่งหมายเพื่อรองรับการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการจากรัฐบาล และในช่วงที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็วในหมู่ประชาชนและองค์กรธุรกิจ

เนื่องจากประชาชนหลายล้านคนทั่วโลกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและการดำเนินชีวิต รวมถึงการซื้อสินค้า/บริการ และการชำระเงิน ดังนั้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว  การปรับใช้โมบายล์วอลเล็ท (Mobile Wallet) ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 83.9% ในช่วงปี 2563 เปรียบเทียบกับ 72.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562

สถานการณ์การแพร่ระบาดส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคและแนวทางการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ ธนาคาร ผู้ค้า และคนกลางในระบบนิเวศน์การชำระเงินในไทยต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปลี่ยนย้ายไปใช้ระบบดิจิทัลเพื่อรักษาช่องทางรายได้ที่มีอยู่ในปัจจุบันพร้อมทั้งมองหาช่องทางใหม่ ๆ ผ่านการให้บริการลูกค้าผ่านระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

เจเรมี่ วิลมอท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของเอซีไอ เวิลด์ไวด์ กล่าวแสดงความเห็นว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดตอกย้ำถึงความสำคัญของระบบชำระเงินดิจิทัล รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินที่แข็งแกร่ง นับเป็นการย่นย่อการปรับใช้นวัตกรรมที่คาดการณ์ไว้ในช่วง 10 ปีให้เหลือเพียงปีเดียว และทำให้พฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร แม้กระทั่งหลังจากที่วิกฤติผ่านพ้นไป ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลที่แข็งแกร่งจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ดีกว่าประเทศที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการควบคุมผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากกรณีการแพร่ระบาด  ระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ช่วยให้ภาครัฐเร่งการเบิกจ่ายเงินเยียวยาและเงินกระตุ้นเศรษฐกิจให้ถึงมือประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือจากสถาบันการเงิน  นอกจากนี้ยังรองรับการเพิ่มสภาพคล่องแบบเรียลไทม์ให้กับองค์กรธุรกิจที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับระบบซัพพลายเชนที่หยุดชะงัก”

ซามูเอล เมอร์แรนท์ หัวหน้านักวิเคราะห์ฝ่ายระบบชำระเงินของโกลบอลดาต้า กล่าวว่า “การชำระเงินแบบเรียลไทม์ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นทั่วโลก และโดยมากแล้ว หลายประเทศมุ่งเน้นการใช้งานในส่วนของการชำระเงินระหว่างบุคคล (P2P) อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร่ระบาดเปิดโอกาสให้รูปแบบการชำระเงินดังกล่าวมีการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วยิ่งขึ้น  หลังจากที่ผู้บริโภคเริ่มคุ้นเคยกับความรวดเร็วฉับไวของการชำระเงิน P2P แบบเรียลไทม์ ผู้บริโภคก็จะหันไปใช้การชำระเงินแบบเรียลไทม์กับธุรกรรมอี-คอมเมิร์ซ แทนการใช้บัตรชำระเงินทางออนไลน์ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและใช้เวลานานกว่า  จากจุดนี้ เมื่อผู้บริโภคให้การยอมรับต่อแบรนด์ที่ใช้ระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์อย่างกว้างขวาง และมีฐานผู้ใช้มากพอที่จะสร้างผลตอบแทนให้ผู้ขายได้คุ้มค่า ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้บริโภคจะใช้ระบบดังกล่าวชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการภายในห้างร้านต่าง ๆ”

 

สรุปข้อมูลสำคัญจากการสำรวจ:

การเติบโตของระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ในไทย:

  • จำนวนธุรกรรมแบบเรียลไทม์ทั้งหมดในช่วงปี 2563 อยู่ที่ 24 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้น 104 เปอร์เซ็นต์ จาก 2.57 พันล้านในปี 2562 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 21 พันล้านภายในปี 2568
  • ส่วนแบ่งเรียลไทม์ของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในไทยในช่วงปี 2563 อยู่ที่3 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจาก 36.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 และคาดว่าจะอยู่ที่ 76.9 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2568
  • มูลค่าของธุรกรรมแบบเรียลไทม์เพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์จากปี 2562 โดยเพิ่มขึ้นจาก 443 พันล้านดอลลาร์ เป็น 717 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) จนถึงปี 2568 จะอยู่ที่ 26.69 เปอร์เซ็นต์
  • การปรับใช้โมบายล์วอลเล็ทในไทยเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 9% เปอร์เซ็นต์ในปี 2563 เพิ่มขึ้นจาก 72.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562

 

การเติบโตของระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์ทั่วโลก

  • จำนวนธุรกรรมแบบเรียลไทม์ทั้งหมดในช่วงปี 2563 อยู่ที่ 3 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้น 41 เปอร์เซ็นต์ จาก 50.0 พันล้านในปี 2562
  • ส่วนแบ่งเรียลไทม์ของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกในช่วงปี 2563 อยู่ที่8 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจาก 7.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 และคาดว่าจะอยู่ที่ 17.4 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2568
  • มูลค่าของธุรกรรมแบบเรียลไทม์เพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์จากปี 2562 โดยเพิ่มขึ้นจาก 69 ล้านล้านดอลลาร์ เป็น 92 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) จนถึงปี 2568 จะอยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์ 

 

10 ประเทศที่มีจำนวนธุรกรรมเรียลไทม์มากที่สุดในโลกในปี 2563:

  • อินเดียยังคงครองอันดับสูงสุด โดยมีธุรกรรมการชำระเงินแบบเรียลไทม์5 พันล้านรายการ รองลงมาคือ จีน ซึ่งมีธุรกรรม 15.7 พันล้านรายการ ส่วนเกาหลีใต้ครองอันดับ 3 ด้วยจำนวนธุรกรรม 6.0 พันล้านรายการ ไทยครองอันดับ 4 ด้วยจำนวนธุรกรรม 5.2 พันล้านรายการ และสหราชอาณาจักรอยู่อันดับ 5 โดยมีจำนวนธุรกรรม 2.8 พันล้านรายการ
  • ไนจีเรียตามมาเป็นอันดับ 6 ด้วยธุรกรรม9 พันล้านรายการ ส่วนญี่ปุ่นอยู่อันดับ 7 โดยมีธุรกรรม 1.7 พันล้านรายการ
  • บราซิลไต่อันดับสูงขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 8 สืบเนื่องจากการเปิดตัวระบบ PIX โดยจำนวนธุรกรรมอยู่ที่ 3 พันล้านรายการ เพิ่มขึ้น 58 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีต่อปีระหว่างปี 2562 และ 2563 และคาดว่าบราซิลจะมีอันดับสูงขึ้นอีกในปีหน้า จากการคาดการณ์อัตราการเติบโตต่อปีในระยะเวลา 5 ปีที่ 25.3 เปอร์เซ็นต์
  • สหรัฐฯ ครองอันดับ 9 ด้วยจำนวนธุรกรรม 2 พันล้านรายการ และเม็กซิโกครองอันดับ 10 ด้วยจำนวนธุรกรรม 942 ล้านรายการ

 

ประเทศที่การชำระเงินแบบเรียลไทม์มีการเติบโตเร็วที่สุด:

  • ประเทศที่ครองอันดับสูงสุดคือ โครเอเชีย โดยคาดว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) จะอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงปี 2563 ถึง 2568 รองลงมาคือ โคลัมเบีย (112.7 เปอร์เซ็นต์), มาเลเซีย (83.9 เปอร์เซ็นต์), เปรู (74.4 เปอร์เซ็นต์) และฟินแลนด์ (71.4 เปอร์เซ็นต์)
  • คาดว่าภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด (CAGR ในช่วงปี 2563-2568) คือ อเมริกาเหนือ (36.5 เปอร์เซ็นต์) เนื่องจากทั้งแคนาดาและสหรัฐฯ ดำเนินการผลักดันและปรับปรุงระบบเรียลไทม์รูปแบบใหม่ให้ทันสมัย (RTR และ FedNow)

 

การปรับใช้โมบายล์วอลเล็ททั่วโลก:

  • การปรับใช้โมบายล์วอลเล็ทเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 46 เปอร์เซ็นต์ในปี 2563 โดยเพิ่มขึ้นจาก 6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 และ 18.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2561
  • จำนวนธุรกรรมโมบายล์วอลเล็ททั้งหมดอยู่ที่ 7 พันล้านรายการในปี 2563 และคาดว่าจะแตะระดับ 2,582.8 พันล้านรายการภายในปี 2568

 

การฉ้อโกงการชำระเงิน:

  • ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก การฉ้อโกงที่เกี่ยวเนื่องกับบัตรชำระเงินยังคงอยู่ในระดับสูงสุดในแง่ของกรณีปัญหาที่ได้รับการรายงานจากผู้บริโภค แต่การฉ้อโกงที่เกี่ยวเนื่องกับระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปี 2562 ถึง 2563 เนื่องจากคนร้ายพุ่งเป้าไปที่ช่องทางใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น
  • การหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินแบบเรียลไทม์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในส่วนของการใช้อุบายหลอกลวง (12.5 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น7 เปอร์เซ็นต์), การโจรกรรมเอกลักษณ์บุคคล (6 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น 11.6 เปอร์เซ็นต์) และการแฮกบัญชีดิจิทัลวอลเล็ท (4.4 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น 6.2 เปอร์เซ็นต์)

 

เกี่ยวกับ เอซีไอ เวิลด์ไวด์ (ACI Worldwide)

เอซีไอ เวิลด์ไวด์ เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกที่ให้บริการโซลูชั่นการชำระเงินแบบเรียลไทม์ให้แก่องค์กรต่าง ๆ  ลูกค้าไว้วางใจเลือกใช้โซลูชั่นของบริษัท ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม มีความปลอดภัยสูง และปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อประมวลผลและจัดการการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล รองรับการชำระเงินผ่านหลากหลายช่องทางอย่างไร้รอยต่อ นำเสนอและประมวลผลการจ่ายบิล และจัดการความเสี่ยงและการปลอมแปลง  เอซีไอ เวิลด์ไวด์ผสานรวมการดำเนินงานระดับโลกเข้ากับฐานธุรกิจในระดับท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้กับการชำระเงินและการทำธุรกิจ

 

เกี่ยวกับโกลบอลดาต้า (GlobalData)

4,000 บริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงกว่า 70% ของบริษัทชั้นนำที่ติดอันดับ FTSE 100 และ 60% ของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 100 ปรับปรุงการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างถูกต้องเหมาะสมและทันท่วงที โดยอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ และนวัตกรรมโซลูชั่นของโกลบอลดาต้า ซึ่งทั้งหมดนี้รวมอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว  พันธกิจหลักของโกลบอลดาต้าคือการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าในการคาดการณ์อนาคต เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น การดูแลสุขภาพ สินค้าอุปโภค-บริโภค ค้าปลีก การเงิน เทคโนโลยี และบริการระดับผู้เชี่ยวชาญ

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-aci-worldwide-prime-time-real-time-report/

[Guest Post] อนาคตโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจค้าปลีก ขึ้นอยู่กับเครือข่ายที่ยืดหยุ่น และเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์

โดย ราเจช ธานการาจ Edge Solutions Evangelist หน่วยธุรกิจ Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

 

สิ่งที่เกิดในปี 2020 ได้เปลี่ยนแนวทางการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในอุตสาหกรรมค้าปลีก ด้วยข้อจำกัดที่ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความไม่แน่นอนที่อาจทำให้เกิดการล็อคดาวน์ขึ้นอีกในอนาคต ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ค้าปลีกไม่สามารถพึ่งพาแค่การขายหน้าร้านอย่างเดียวเพื่อสร้างยอดขายได้อีกต่อไป

โดยเฉพาะผู้บริโภคในช่วงเวลานี้ ต่างกำลังมองหาทางเลือกอื่นในการช็อปปิ้ง เช่น การสั่งซื้อทางออนไลน์ ที่มีบริการจัดส่งให้ถึงบ้าน หรือการคลิกซื้อและไปรับสินค้าที่ร้านค้า หรือดูสินค้าจากเว็บและไปช้อปปิ้งที่ร้านค้า ผู้บริโภคล้วนต้องการหาทางเลือกที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและให้ความสะดวกสบายสูงสุดในการจับจ่ายสินค้า

การจะประสบความสำเร็จได้ ผู้ค้าปลีกต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัล และทางเลือกเรื่องของระบบออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตัวตนในระบบดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งผู้ค้าปลีกสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าฐานลูกค้าที่มีอยู่ตามปกติ โดยใช้โฆษณาดิจิทัลเพื่อมุ่งเป้าไปยังผู้บริโภคที่ต้องการเจาะจง และเข้าถึงฐานข้อมูลในรถเข็น (cart) ที่ไม่เคยได้ใส่ใจดู และอื่น ๆ อีกมากมายเพราะความเป็นไปได้นั้นมีอยู่อย่างไม่สิ้นสุด

 

นำเสนอในร้านค้าให้มากกว่า

การนำเสนอที่ครอบคลุมและสอดคล้องกันในทุกภาคส่วน เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการและเพื่อให้ได้ผลที่ดีเยี่ยม ร้านค้าปลีกจำต้องลงทุนในเทคโนโลยีเช่น IoT, AR และ AI

เนื่องจากลูกค้ากลายเป็นผู้ซื้อที่ฉลาดขึ้น พื้นที่ในร้านค้าปลีกจึงจำเป็นต้องนำเสนอมากกว่าแค่การโชว์สินค้า ร้านค้าต้องนำเสนอประสบการณ์ด้านแบรนด์สินค้าที่น่าประทับใจและเป็นที่จดจำ ประสบการณ์ของแบรนด์เหล่านี้อาจเกิดจากการสร้างความผูกพันของลูกค้าด้วยตัวคน (human touch) หรือเทคโนโลยี เช่น VR และ AR ลองนึกภาพร้านค้าที่คุณสามารถเล่นเกมบาสเก็ตบอลด้วยรองเท้าคู่ใหม่ของคุณ หรือคุณได้ลองเสื้อผ้าผ่านกระจก AR โดยไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจริงๆ

พื้นที่ค้าปลีกที่คิดค้นขึ้นใหม่นี้ จะต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ได้อยู่บนคลาวด์ซะทั้งหมด

 

ประโยชน์ของเอดจ์ (Edge)

…ทำไมต้องใช้ เอดจ์คอมพิวติ้ง (Edge Computing)

…ทำไมไม่ใช่แค่ระบบคลาวด์

แม้การประมวลผลแบบคลาวด์ให้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย รวมถึงศักยภาพในการปรับขยายระบบ พร้อมให้ความยืดหยุ่นก็จริง อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการเชื่อมต่อเครือข่าย และความล่าช้าในการตอบสนอง (latency) ในขณะที่การประมวลผลแบบเอดจ์ ให้ประสิทธิภาพ และการเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ช่วยให้ระบบทำงานต่อไปได้แม้ว่าเครือข่ายจะล้มเหลวก็ตาม

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั่วโลกยังคงมาจากการขายในร้านค้าปกติ ด้วยเหตุนี้ร้านค้าประเภทนี้จึงลงทุนในเรื่องของ อุปกรณ์ช่วยในการประมวลผลที่อยู่ใกล้กับผู้ซื้อมากที่สุด ในส่วนของหน้าร้านของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม จะมีเครือข่ายที่ประกอบด้วย ห้องเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก และเครื่องบันทึกเงินสด พร้อม UPS หรือเครื่องสำรองไฟฟ้าเฉพาะสำหรับร้าน ซึ่งสภาพแวดล้อมเอดจ์แบบใหม่ของร้านค้า จะมุ่งเน้นที่การมอบประสบการณ์ดิจิทัลให้กับลูกค้า และต้องอาศัยแอปพลิเคชันเอดจ์แบบใหม่ที่ให้ข้อมูลที่นำไปใช้งานได้ ในการดำเนินการดังกล่าวฝ่ายไอทีของร้านค้าปลีก ต้องออกแบบจัดวางอุปกรณ์ไอทีไปไว้ที่เอดจ์ หรือใกล้ตำแหน่งการใช้งานที่มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าองค์ประกอบทางกายภาพและในระบบดิจิทัลจะผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้การโฮสต์แอปพลิเคชันเหล่านี้ไว้ที่เอดจ์จะช่วยปรับปรุงเรื่องการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ สินค้าคงคลังและซัพพลายเชน เพื่อช่วยลดต้นทุนได้ด้วย

เนื่องจากเอดจ์ได้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญสำหรับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในพื้นที่ ซึ่งไมโครดาต้าเซ็นเตอร์จะให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการที่สามารถตั้งค่าการทำงานล่วงหน้าได้ในแบบ plug and play ซึ่งโหนดของเอดจ์เหล่านี้จะถูกบริหารจัดการผ่านซอฟต์แวร์ระยะไกล ช่วยให้เจ้าหน้าที่ไอทีสามารถดูแลให้ระบบทำงานต่อไปได้ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ที่หน้างานก็ตาม

 

เทคโนโลยีช่วยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปได้

ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการต้องเสียลูกค้าไปในระหว่างขั้นตอนการชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์หรือในร้านค้าปกติก็ตาม ลูกค้ามักจะไม่อดทนรอในเวลาที่ซอฟต์แวร์ประมวลผลการขายมีปัญหา และต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาทำงานได้ตามปกติ อย่าปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับการขายของคุณ ควรลงทุนในเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อให้ทุกอย่างใช้งานได้ดีและต่อเนื่อง เทคโนโลยี อย่างตู้แร็ก หรือ ระบบไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ UPS ระบบรักษาความปลอดภัย ตลอดจนเครื่องมือบริหารจัดการแบบคลาวด์เบส ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของสถาปัตยกรรมเอดจ์ที่แข็งแกร่ง

                                                                                                

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-schneider-eletric-apc-future-retail-infrastucture/