คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA_CENTER

Dell พัฒนาได้อีก! เปิดศูนย์วิจัยนวัตกรรมระดับนานาชาติที่สิงคโปร์

Dell Technologies ได้ก่อตั้งสถาบันพัฒนานวัตกรรมในสิงคโปร์ ที่เน้นงานด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) สำหรับเทคโนโลยีที่ปฏิวัติด้านดิจิตอลที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น การประมวลผลแบบ Edge, ระบบวิเคราะห์ข้อมูล, และ Augmented Reality

ทางบริษัทได้ลงทุนต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี เป็นมูลค่ารวมกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยถือเป็นศูนย์ปฏิบัติการลักษณะนี้แห่งแรกของ Dell ที่สร้างขึ้นนอกสหรัฐฯ มีทีมงานที่ทุ่มเทในด้านการพัฒนาประสบการณ์ใช้งานของลูกค้าโดยเฉพาะ

ประธานของ Dell ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ที่ครอบคลุมถึงงานด้านเมืองแบบดิจิตอลทั่วโลก Amit Midha กล่าวว่า จากเงินลงทุนทั้งหมดนั้น แค่ปีนี้ก็ลงเงินไปมากถึง 23 ล้านดอลลาร์ฯ แล้ว

ศูนย์แห่งนี้ยังดูแลงานด้าน R&D ของ Dell ที่มีอยู่เดิมในสิงคโปร์ที่ดูเกี่ยวกับงานด้านดีไซน์และพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างเช่นจอมอนิเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วงแบบไคลเอนต์ต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีแล็ปพัฒนาฮาร์ดแวร์ต้นแบบสำหรับงานออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี AI ด้วย ทั้งนี้ Midha ระบุว่าจะมีการว่าจ้างพนักงานเพิ่มกว่า 160 ตำแหน่งภายในปีนี้เพื่อมาทำงานในศูนย์วิจัยดังกล่าว

ที่มา : ZDNet

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-opens-global-innovation-facility/

เสริมทัพธุรกิจด้วย 10 โซลูชัน จาก G-Able ที่ช่วยให้การดูแลระบบ IT เป็นเรื่องง่าย

เมื่อธุรกิจต้องเผชิญกับการแข่งกันและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้หลายองค์กรเริ่มคำนึงถึงการทำ Digital Transformation มากขึ้น เราจะเห็นได้จากองค์กรพูดถึงการทำ Agile, DevOps, AI ร่วมถึงการสร้าง Business Model ใหม่ ๆ หรือแม้แต่การจับมือระหว่างภาคธุรกิจเพื่อสร้าง Ecosystem ที่แข็งแรงร่วมกัน

นอกจากนี้เมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จจากการทำ Transformation ต้นแบบ ก็จะ Scale Transformation ให้ใช้ทั้งองค์กร โดยอุปสรรคที่มักเกิดขึ้น คืองานในส่วนของ IT Operation ไม่สามารถปรับตัวได้ทันในระยะเวลาที่จำกัด ทั้งในเรื่อง Skill Capability และ Technology อีกทั้งแนวคิดยังคงยึดติดกับการสร้างประสิทธิภาพในมุมเทคนิคเท่านั้น ทำให้การสร้าง Business Outcome เป็นไปได้ยาก

และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ทาง G-Able (จีเอเบิล) จึงได้นำองค์ความรู้จากทีมวิศวกรและประสบการณ์การให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลกว่า 32 ปี มาหล่อหลอมจนได้เป็น 10 โซลูชัน เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถทางด้าน IT Operation ให้องค์กรของคุณปรับตัวได้ทันในยุค Digital Economy

โดยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจร่วมกันกับลูกค้าถึงบทบาทใหม่ของ IT Operation ที่ Digital Business ต้องการ แล้วนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น หรือการทำ Service Design ที่เน้น Customer Experience และ Quality and Control ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญและทีมงานจาก G-Able คอยให้คำแนะนำและทำงานร่วมกันแบบใกล้ชิด

พาคุณก้าวสู่ยุดดิจิทัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย 10 โซลูชัน จาก G-Able

โดยบทความนี้จะมาแนะนำ 10 โซลูชัน จาก G-Able ที่จะช่วยให้การบริหารระบบ IT ขององค์กรเป็นเรื่องง่าย ดังนี้

1. Operation Strategy

วางกลยุทธ์ด้าน IT Operations เช่น การนำเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะกับความต้องการเชิงธุรกิจ การปรับปรุงระบบให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความซ้ำซ้อนของผู้ดูแลระบบโดยครอบคลุมทั้งด้าน People, Process, Technology และ Partnership ซึ่งโซลูชันนี้สามารถช่วยดูภาพรวมในระดับ Ecosystem ได้เช่นกัน

2. Operation Optimization

บริการปรับปรุงระบบ IT Operations เพื่อเพิ่มประสิทธิผลและขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของธุรกิจ ผ่านการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ

3. Operation Performance & Analytics

วิเคราะห์กระบวนการทำงานและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นของระบบ IT โดยใช้เครื่องมือสำหรับ Monitor สุขภาพของ Digital product และ Service ให้อยู่ในสถานะพร้อมใช้งาน พร้อมทั้งนำผลการวิเคราะห์มาพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่มีคุณภาพให้แก่องค์กรของคุณ

4. Cloud & Infrastructure Operation

ส่งมอบการบริหารจัดการ Cloud & Infrastructure Operation อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ พร้อมทั้งพัฒนาบริการอย่างไม่หยุดนิ่ง เพี่อสนับสนุนให้ธุรกิจของคุณดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

5. Security Operation

เฝ้าระวังและตรวจจับภัยคุกคามไซเบอร์ที่รุกล้ำเข้ามายังระบบ IT ขององค์กร พร้อมแจ้งเตือนและจัดทำรายงานอย่างมีประสิทธิผลตามข้อปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัย และข้อกำหนดอื่น ๆ ของธุรกิจ

6. Application Operation

บริการดูแลและจัดการ Application Operations ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหา และซัพพอร์ตทั้งแอปพลิเคชันที่ใช้งานทั่วไปในตลาดและใช้งานเฉพาะภายในองค์กร รวมไปถึงการปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรส่งมอบสินค้าและบริการได้อย่างมีคุณภาพ ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น

7. Data Operation

บริการดูแลระบบประมวลผลข้อมูลทางธุรกิจให้ทำงานอย่างถูกต้องและตรงเวลา โดยนำเทคโนโลยีมาพัฒนาการให้บริการกับลูกค้าอย่างเหมาะสม พร้อมยึดหลักการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองธุรกิจในปัจจุบันที่ใช้ข้อมูลในการบริหารและตัดสินใจ ในหลากหลายมิติทั้งในแบบปัจจุบันและอนาคต

8. Endpoint Operation

ดูแลคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ปลายทางของผู้ใช้งานทั้ง PC, Laptop, Printer & Scanner พร้อมด้วยบริการ On-site Service มั่นใจได้ว่าพนักงานในองค์กรสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงักจากปัญหาของอุปกรณ์ที่ตนใช้งาน

9. Business Support Operation

นำเทคโนโลยีมาพัฒนากระบวนการดำเนินธุรกิจให้เป็นรูปแบบการทำงานอัตโนมัติ ลดการทำงานซ้ำ ๆ ในแต่ละวัน ช่วยให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ พร้อมแข่งขันในตลาดยุคดิจิทัล

10. Shared Service Center

ดูแลระบบ IT ขององค์กรผ่านศูนย์กลาง (Shared Service Center) ให้บริการตรวจ 24 ชั่วโมง ด้วยมาตรฐานการให้บริการแบบครบวงจร (End-to-end) ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ ก็มีรูปแบบบริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

โดย G-Able เชื่อได้ว่าทั้ง 10 โซลูชันข้างต้นนี้ จะสามารถช่วยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการขององค์กรธุรกิจ เพื่อตอบรับกับกระแสความต้องการในยุค Digital Economy ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

สนใจบริการ G-Able Operation Transformation สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ bit.ly/3sr87bb หรือติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-781-9333

from:https://www.techtalkthai.com/10-operation-transformation-services-by-g-able/

Dell ต้องการจับมือกับ Intel เหมือนที่ AMD ร่วมกับ Nvidia บุกตลาดเซิร์ฟเวอร์

เมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีกระแสด้านเทคโนโลยีที่หันมาเลือกใช้ชิปที่ไม่ใช่อินเทลกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ โดยเฉพาะจากคู่แข่งของอินเทลอย่าง AMD และ Nvidia ทำให้ทาง Michael Dell ออกมาพูดว่า “หวังที่จะได้ร่วมงานกันต่อ” กับซีอีโอคนใหม่ของอินเทลอย่าง Pat Gelsinger

Dell Technologies นั้นเป็นผู้นำตลาดระดับโลกด้านเซิร์ฟเวอร์ ที่ก่อนหน้านี้เคยเลือกใช้แต่หน่วยประมวลผลจากอินเทลมาใช้กับฮาร์ดแวร์ของตนเองเท่านั้น แต่ทว่าเมื่อช่วงปีก่อน Dell เริ่มออกเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ชิปจากคู่แข่งอินเทลแทนอย่าง Nvidia และ AMD

โดยผลิตภัณฑ์ระบบไฮเปอร์คอนเวิร์จชั้นนำของ Dell อย่าง VxRail ได้หันมาใช้ชิปจากเจ้าอื่นนอกจากอินเทลเป็นครั้งแรกในรุ่น VxRail E-Series ที่ใช้ชิป AMD EPYC ซึ่งตอนนั้นผู้บริหาร Dell อธิบายว่าเพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างความยืดหยุ่นให้ลูกค้า

แต่ล่าสุด ทาง Michael Dell ออกมาทวีตเมื่อวันพุธ ย้ำถึงเจตจำนงของบริษัทที่มีมาอย่างยาวนานในการรักษาความสัมพันธ์กับอินเทล โดยแท๊ก Gelsinger เพื่อกล่าวว่าเขาคาดหวังที่จะได้ร่วมงานกับ Gelsinger ในฐานะซีอีโออินเทลคนใหม่อยู่

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-intel-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7/

Dell ต้องการจับมือกับ Intel เหมือนที่ AMD ร่วมกับ Nvidia บุกตลาดเซิร์ฟเวอร์

เมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีกระแสด้านเทคโนโลยีที่หันมาเลือกใช้ชิปที่ไม่ใช่อินเทลกับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ โดยเฉพาะจากคู่แข่งของอินเทลอย่าง AMD และ Nvidia ทำให้ทาง Michael Dell ออกมาพูดว่า “หวังที่จะได้ร่วมงานกันต่อ” กับซีอีโอคนใหม่ของอินเทลอย่าง Pat Gelsinger

Dell Technologies นั้นเป็นผู้นำตลาดระดับโลกด้านเซิร์ฟเวอร์ ที่ก่อนหน้านี้เคยเลือกใช้แต่หน่วยประมวลผลจากอินเทลมาใช้กับฮาร์ดแวร์ของตนเองเท่านั้น แต่ทว่าเมื่อช่วงปีก่อน Dell เริ่มออกเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ชิปจากคู่แข่งอินเทลแทนอย่าง Nvidia และ AMD

โดยผลิตภัณฑ์ระบบไฮเปอร์คอนเวิร์จชั้นนำของ Dell อย่าง VxRail ได้หันมาใช้ชิปจากเจ้าอื่นนอกจากอินเทลเป็นครั้งแรกในรุ่น VxRail E-Series ที่ใช้ชิป AMD EPYC ซึ่งตอนนั้นผู้บริหาร Dell อธิบายว่าเพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างความยืดหยุ่นให้ลูกค้า

แต่ล่าสุด ทาง Michael Dell ออกมาทวีตเมื่อวันพุธ ย้ำถึงเจตจำนงของบริษัทที่มีมาอย่างยาวนานในการรักษาความสัมพันธ์กับอินเทล โดยแท๊ก Gelsinger เพื่อกล่าวว่าเขาคาดหวังที่จะได้ร่วมงานกับ Gelsinger ในฐานะซีอีโออินเทลคนใหม่อยู่

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-intel-server-market/

[Infographic] ปลดล็อกสู่ AI-Driven Operations ด้วยระบบ Analytics และ Automation

Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานระบบ IT มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาที่เกิดในแต่ละจุดอาจส่งผลกระทบเป็นระลอก และทำให้ทั้งประสิทธิภาพและ Uptime ของระบบลดลง หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือระบบทั้งหมดหยุดทำงาน Infographic จาก 451 Research ฉบับนี้จะแสดงให้คุณเห็นว่า การทำ Analytics และ Machine Learning กับข้อมูลในระบบจะช่วยยกระดับความต่อเนื่องในการใช้งานและประสิทธิภาพของ Infrastruture ได้อย่างไร

Unlock-doors-to-ai-driven-operations-with-analytics-automation-451-research-infographic-th

ดาวน์โหลด Infographic ได้ที่: https://www.techtalkthai.com/wp-content/uploads/2021/02/Unlock-doors-to-ai-driven-operations-with-analytics-automation-451-research-infographic-th.pdf

from:https://www.techtalkthai.com/infographic-unlock-ai-driven-operations-by-hitachi-vantara/

True IDC งัดกลยุทธ์ Multi-site Network Fabric พลิกโฉมการเชื่อมต่อ Data Centers และ Cloud ไปอีกระดับ

True IDC ผู้นำการให้บริการ Data Center และระบบ Cloud ของไทย พลิกโฉมการเชื่อมต่อ Data Center ในเครือทุกศูนย์ ให้กลายเป็น Multi-site Network Fabric ผืนเดียวกันด้วยเทคโนโลยี Software Defined Network (SDN) และ Virtual Extensible LAN (VXLAN) ยกระดับการเชื่อมต่อระหว่าง Data Center ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ Data Center พร้อมต่อยอดใช้บริการ Direct Connect สู่ Cloud และ Internet Exchange จากศูนย์ไหนก็ได้

พลิกโฉมเครือข่าย Data Center ด้วยเทคโนโลยี VxLAN

โดยทั่วไปแล้ว การเชื่อมต่อระหว่าง Bare Metal Server และ Virtual Machine ภายใน Data Center จะมีทั้ง Layer 2 และ Layer 3 ในระดับใน Layer 2 นั้น จะใช้เทคโนโลยี VLAN ซึ่งรองรับจำนวนสูงสุดที่ 4,094 VLANS แต่ในยุคที่ระบบ Cloud เฟื่องฟูอย่างในปัจจุบัน จำนวน VLAN ที่เพิ่มมากขึ้นจนอาจไม่เพียงพอต่อการใช้งาน โดยเฉพาะ Data Center ที่มีผู้เช่าบริการหลายราย

คุณเจษฎา คันธมาลา Head of Network ของ True IDC ได้มาแชร์ให้ฟังว่า “ในฐานะผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำของไทย เรามุ่งมั่นที่จะทลายข้อจำกัดดังกล่าวด้วยการทำเทคโนโลยี SDN และ VXLAN เข้ามาประยุกต์ใช้สำหรับระบบเครือข่าย ภายใน Data Center ของเรา เพื่อช่วยให้สามารถขยายการเชื่อมต่อในระดับ Layer 2 ทั้งภายในศูนย์ และระหว่างศูนย์ ได้ถึง 16 ล้าน VXLAN ซึ่งในการพัฒนาระบบเครือข่ายดังกล่าว ส่งผลให้ระบบเครือข่ายของ True IDC ทั้ง 3 ศูนย์ฯ ที่เริ่มใช้งานในเฟสแรก ได้แก่ Midtown Ratchada, North Muangthong และ East Bangna กลายเป็น Network Fabric เดียวกัน หรือที่เรียกว่า Multi-site Network Fabric”

ด้วยเทคโนโลยี VXLAN นี้ ทำให้ผู้ใช้บริการ Data Center จากหลากหลายอุตสาหกรรม สามารถขยายหรือย้ายการเชื่อมต่อระดับ Layer 2 ได้ทั้งภายในศูนย์และระหว่างศูนย์ ของ True IDC ของได้อย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขการตั้งค่าระบบเครือข่าย ที่สำคัญยังช่วยลด Latency ของการสื่อสารระห่าง Data Center ลงเหลือเพียง 1-2 มิลลิวินาทีเท่านั้น ทั้งยังช่วยยกระดับบริการ Data Center และ Disaster Recovery ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอีกด้วย

คุณเจษฎายังกล่าวเสริมอีกว่า “ถึงแม้ว่า Data Center ทั้ง 3 ศูนย์ ของ True IDC จะอยู่บน Network Fabric เดียวกัน แต่ระบบบริหารจัดการ SDN ยังคงสามารถทำงานแยกกันได้อย่างอิสระ โดยประกอบไปด้วย Controller จำนวน 3 ตัว ต่อ 1 ศูนย์ เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการให้บริการ (Availability) สูงสุด ในกรณีที่ระบบเครือข่ายของ Data Center แห่งใดแห่งหนึ่งมีปัญหาจนไม่สามารถใช้งานได้ เครือข่ายของ Data Center ที่เหลือก็ยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ ด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมเครือข่าย Data Center รูปแบบนี้ ทำให้เครือข่าย Data Center ของ True IDC มี SLA สูงถึง 99.982% หรือเทียบเท่าระดับ Tier III”

ตัดปัญหาการเชื่อมต่อ Leased Line ราคาสูง

การเชื่อมต่อระหว่าง Data Center มักเชื่อมต่อด้วยวงจรเช่าหรือ Leased Line เช่น MPLS ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องใช้เวลาในการเตรียมการเชื่อมต่อและตั้งค่าระบบเครือข่ายนาน อาจกินเวลาสูงถึง 30 – 45 วัน แต่ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Multi-site Network Fabric ของ True IDC ที่นำเทคโนโลยี VXLAN เข้ามาใช้นั้น ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อระหว่าง Data Center ของ True IDC ได้ภายใน 3 วัน และมี Latency ต่ำกว่าการใช้ MPLS ในขณะที่สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้สูงสุดถึง 80%

ขยายการใช้งานและต่อยอดบริการ Direct Connect และ Internet Exchange ได้ทันที

สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ Data Center ของ True IDC อยู่แล้ว สามารถเริ่มใช้บริการ VXLAN ได้ทันที นอกจากนี้ลูกค้าสามารถใช้บริการเสริมอื่น ๆ ของ True IDC เช่น Direct Connect (การเชื่อมต่อสู่ Public Cloud เช่น Amazon Web Services, Microsoft และ Google Cloud Platform โดยตรง) และ Internet Exchange (IX) จาก Data Center แห่งใดของ True IDC ก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้บริการ ณ ศูนย์ให้บริการ IX หลัก โดยตรงอีกต่อไป เพิ่มความสะดวกในการใช้บริการและยังประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้อีกด้วย

สำหรับองค์กรที่ต้องการใช้บริการ Multi-site Network Fabric ของ True IDC รวมไปถึงบริการ Direct Connect และ Internet Exchange สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ sales@trueidc.co.th หรือโทร 02-494-8300

from:https://www.techtalkthai.com/true-idc-connects-data-centers-with-multi-site-network-fabric/

บทความสั้น : การปฏิวัติดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ ถนนทุกสายมุ่งสู่ Edge Data Center

เรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับการพูดถึงอย่างมากในวงการไอทีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จัดเก็บข้อมูลมหาศาลอย่าง Google, Amazon, Microsoft, Apple หรือบริษัทอื่นๆ ต่างให้บริการมากมายให้ผู้ใช้ทั่วโลก

อย่างไรก็ดี จากทั้งการขยายตัวของระบบโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต, การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี 5G, ความนิยมของอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว, และแอพพลิเคชั่นที่กินแบนด์วิธมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างไปเพิ่มทราฟิกในดาต้าเซ็นเตอร์จนเกิดเวลาหน่วง (Latency) สูงขึ้น

แม้จะยังไม่มีใครให้นิยามอย่างแท้จริงของ Edge Data Center แต่ก็สามารถมองให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ในรูปแบบที่เล็กกว่าปกติ ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์และระบบที่ขยายเครือข่ายในส่วนของ Edge เพื่อจัดทรัพยากรประมวลผลบนคลาวด์ให้ รวมทั้งแคชคอนเท็นต์แบบสตรีมมิ่งแก่ผู้ใช้ปลายทางในบริเวณใกล้เคียง

ซึ่งการย้ายมาอยู่ใกล้กับตำแหน่งที่มีความเคลื่อนไหวของข้อมูล ทำให้บริษัทต่างๆ ควบคุมข้อมูลได้ดียิ่งขึ้นทั้งด้านการประมวลผลและสตอเรจที่ส่วนปลายของเครือข่าย มากกว่าสมัยที่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่รวมศูนย์อยู่ตรงกลาง

ซึ่งการย้ายมาอยู่ใกล้กับตำแหน่งที่มีความเคลื่อนไหวของข้อมูล ทำให้บริษัทต่างๆ ควบคุมข้อมูลได้ดียิ่งขึ้นทั้งด้านการประมวลผลและสตอเรจที่ส่วนปลายของเครือข่าย มากกว่าสมัยที่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่รวมศูนย์อยู่ตรงกลาง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge สามารถเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ซับซ้อนที่รวมไปถึงดาต้าเซ็นเตอร์กลางขององค์กรได้ด้วย โดยสามารถใช้เป็นการขยายขนาดระบบเพื่อให้บริการที่ไม่ได้ต้องการความรวดเร็วมาก เช่นการสำรองข้อมูลอินสแตนซ์

ทาง Gartner ทำนายว่า ภายในปี 2025 จะมีข้อมูลเกิดใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 75% และมองว่าจะมีการย้ายการประมวลจากดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนกลางมาที่ Edge แทน ขณะที่รายงานของ IDC ชี้ว่าข้อมูลกว่าครึ่งจะถูกสร้างขึ้นที่ Edge โดยเฉพาะจาก IoT

ที่มา : AnalyticsInsight

from:https://www.enterpriseitpro.net/edge-data-center/

บทความสั้น : การปฏิวัติดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ ถนนทุกสายมุ่งสู่ Edge Data Center

เรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับการพูดถึงอย่างมากในวงการไอทีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จัดเก็บข้อมูลมหาศาลอย่าง Google, Amazon, Microsoft, Apple หรือบริษัทอื่นๆ ต่างให้บริการมากมายให้ผู้ใช้ทั่วโลก

อย่างไรก็ดี จากทั้งการขยายตัวของระบบโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต, การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี 5G, ความนิยมของอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว, และแอพพลิเคชั่นที่กินแบนด์วิธมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างไปเพิ่มทราฟิกในดาต้าเซ็นเตอร์จนเกิดเวลาหน่วง (Latency) สูงขึ้น

แม้จะยังไม่มีใครให้นิยามอย่างแท้จริงของ Edge Data Center แต่ก็สามารถมองให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ในรูปแบบที่เล็กกว่าปกติ ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์และระบบที่ขยายเครือข่ายในส่วนของ Edge เพื่อจัดทรัพยากรประมวลผลบนคลาวด์ให้ รวมทั้งแคชคอนเท็นต์แบบสตรีมมิ่งแก่ผู้ใช้ปลายทางในบริเวณใกล้เคียง

ซึ่งการย้ายมาอยู่ใกล้กับตำแหน่งที่มีความเคลื่อนไหวของข้อมูล ทำให้บริษัทต่างๆ ควบคุมข้อมูลได้ดียิ่งขึ้นทั้งด้านการประมวลผลและสตอเรจที่ส่วนปลายของเครือข่าย มากกว่าสมัยที่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่รวมศูนย์อยู่ตรงกลาง

ซึ่งการย้ายมาอยู่ใกล้กับตำแหน่งที่มีความเคลื่อนไหวของข้อมูล ทำให้บริษัทต่างๆ ควบคุมข้อมูลได้ดียิ่งขึ้นทั้งด้านการประมวลผลและสตอเรจที่ส่วนปลายของเครือข่าย มากกว่าสมัยที่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่รวมศูนย์อยู่ตรงกลาง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Edge สามารถเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ซับซ้อนที่รวมไปถึงดาต้าเซ็นเตอร์กลางขององค์กรได้ด้วย โดยสามารถใช้เป็นการขยายขนาดระบบเพื่อให้บริการที่ไม่ได้ต้องการความรวดเร็วมาก เช่นการสำรองข้อมูลอินสแตนซ์

ทาง Gartner ทำนายว่า ภายในปี 2025 จะมีข้อมูลเกิดใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 75% และมองว่าจะมีการย้ายการประมวลจากดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนกลางมาที่ Edge แทน ขณะที่รายงานของ IDC ชี้ว่าข้อมูลกว่าครึ่งจะถูกสร้างขึ้นที่ Edge โดยเฉพาะจาก IoT

ที่มา : AnalyticsInsight

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94/

8 เหตุผลที่ควรเลือกระบบ hyperconverged infrastructure มาใช้งาน

ความต้องการอุปกรณ์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แบบ On-Premises กำลังลดลงอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุที่หลายองค์กรย้ายโหลดงานขึ้นไปบนคลาวด์แทน แต่ทว่าระบบแบบ On-Premises ยังไม่ตายจากไปง่ายๆ โดยเฉพาะจากการดิ้นรนของระบบแบบไฮเบอร์คอนเวอร์เจนต์หรือ HCI

HCI เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ผสานการทำงานกับซอฟต์แวร์ ขยายการรองรับการทำงานแบบ Scale-Out ในรูปของโมดูลย่อยต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ประมวลผล ทำงานด้านเครือข่าย และสตอเรจ โดยแทนที่จะแยกส่วนด้วยฮาร์ดแวร์เฉพาะด้านนั้น

HCI จะใช้ฮาร์ดแวร์ในรูปแบบบล็อกที่กระจายตัวกัน ทำงานผ่านแดชบอร์ดกลางทั้งด้านการรายงานและการจัดการ จึงมีรูปลักษณ์ที่หลากหลายมาก องค์กรต่างๆ สามารถเลือกติดตั้งซอฟต์แวร์ไฮเบอร์คอนเวอร์เจนต์ที่ไม่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์ใดๆ

ซึ่งมีผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ HCI ดังกล่าวอย่าง Nutanix และ VMware หรือจะเลือกใช้เป็นแอพพลายแอนซ์ HCI ที่ผสานการทำงานให้เรียบร้อยจากผู้ผลิตอย่างเช่น HP Enterprise, Dell, Cisco, และ Lenovo ก็ได้ เป็นต้น

ตลาด HCI เติบโตรวดเร็วมาก โดยทาง Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2023 โครงการทั้งหลายกว่า 70% ขององค์กรต่างๆ จะทำงานบนระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวอร์เจนต์รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2019 ที่เดิมมีสัดส่วนไม่ถึง 30% ผู้ให้บริการคลาวด์เองต่างก็เปิดรับการเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์ HCI แบบ On-Premises ด้วย สำหรับเหตุผลที่ HCI ได้รับความนิยมมากขนาดนี้นั้น ได้แก่

1) การออกแบบที่เรียบง่าย เพื่อเข้ากับยุคของคลาวด์ และอำนวยความสะดวกในการจัดสรรโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพิ่มเติมได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทีมงานนักพัฒนาสร้างแอพใหม่ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นด้วย

2) ผสานการทำงานกับคลาวด์ได้ โดยซอฟต์แวร์ HCI อย่างของ Nutanix หรือ VMware นั้นสามารถติดตั้งได้ในรูปแบบเดียวกันทั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ของลูกค้าและอินสแตนซ์บนคลาวด์

3) สามารถเริ่มต้นจากเล็กๆ แล้วค่อยๆ โตขึ้นไปได้อย่างต่อเนื่อง HCI เปิดให้เราสามารถผสานรวมเอางานด้านการประมวลผล เน็ตเวิร์ก และสตอเรจมาอยู่ในกล่องฮาร์ดแวร์เดียวกันได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

4) ลดขนาดฮาร์ดแวร์ที่ต้องใช้ เนื่องจากสามารถเริ่มต้นใช้ระบบได้จากขนาดเล็กๆ ที่เพียงพอกับความต้องการ แทนที่จะซื้อฮาร์ดแวร์เผื่อไว้สำหรับอนาคตจำนวนมากเกินไป

5) ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรเป็นพิเศษ ถ้าเทียบกับระบบการทำงานสมัยก่อนที่บริษัททั้งหลายต้องมีทีมงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้งเรื่องการประมวลผล สตอเรจ และเน็ตเวิร์ก

6) กู้คืนระบบหลังเกิดภัยพิบัตรได้เร็วกว่า เนื่องจากผลิตภัณฑ์ไฮเปอร์คอนเวอร์เจนต์นั้นมีคุณสมบัติหลักๆ อย่างความสามารถในการสำรองข้อมูล กู้คืนระบบ ปกป้องข้อมูล และการทำซ้ำข้อมูลอยู่แล้ว

7) ผสานการทำอนาไลติกกับไฮเปอร์คอนเวอร์เจนต์ได้ โดยผลิตภัณฑ์ HCI จะมาพร้อมกับซอฟต์แวร์อนาไลติกจำนวนมากสำหรับเฝ้าตรวจสอบโหลดงาน ค้นหาข้อจำกัดด้านทรัพยากรต่างๆ ซอฟต์แวร์จัดการจะรวมทุกอย่างอยู่ภายใต้แดชบอร์ดเดียวกัน

8) ใช้เวลาจัดการทรัพยากรทั้งด้านเครือข่ายและสตอเรจน้อยกว่าเดิม จากเมื่อก่อนที่ทีมงานด้านไอทีต้องใช้เวลากว่าครึ่งหนึ่งในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสตอเรจและการสำรองข้อมูล เมื่อหันมาใช้ HCI ก็สามารถลดเวลาจัดการเหล่านี้ลงเหลือแค่ 20% ได้

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/hyperconverged-infrastructure-8-reason/

Dynatrace Webinar: เร่งประสิทธิภาพทีม IT Infrastructure และ IT Operation ด้วย AIOps

Dynatrace และ DPM Thailand ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน IT Operation เข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “เร่งประสิทธิภาพทีม IT Infrastructure และ IT Operation ด้วย AIOps” พร้อมแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และตัวอย่างการใช้งานจริงที่ประสบความสำเร็จ ในวันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2021 ผ่านช่องทาง Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: เร่งประสิทธิภาพทีม IT Infrastructure และ IT Operation ด้วย AIOps
ผู้บรรยาย: Phathit Chulothok, Senior Sale Engineer จาก DPM Thailand
วันเวลา: วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_wCv8lyPbQdaYxpPLHa1K9g

ในปัจจุบัน ทีม Infrastructure และ Operation ต้องทำงานภายใต้แรงกดดันมากขึ้น สืบเนื่องมาจากเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมของระบบงาน IT เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรต้องเดินหน้าไปอีกขั้นและเปลี่ยนจากเพียงแค่ “การเปิดไฟ”, “ดูสัญญาณไฟ” ไปสู่แนวทางการดูแลระบบที่ชาญฉลาดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการระบบงาน IT ได้ด้วยตัวเองเมื่อเกิดปัญหา (Self-services) ทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้อีกด้วย

และนี่คือจุดที่เทคโนโลยี Automation และ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อองค์กร

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายองค์กรได้ลงทุนนำ AIOps เข้ามาใช้ เนื่องจากคาดการณ์ไว้ว่า AIOps จะช่วยให้ธุรกิจขององค์กรสามารถดำเนินงานไปได้อย่างอัตโนมัติ และเปลี่ยนข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายยิ่งขึ้น … ถูกต้องแล้ว!! AIOps สามารถช่วยให้องค์กรของคุณหลุดพ้นจากวงจรการผจญเพลิง “การดับเพลิง” ที่ไม่มีที่สิ้นสุด และมุ่งเน้นไปยังสิ่งสำคัญที่สุดได้

แล้วควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี?

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี AIOps การนำไปประยุกต์ใช้ และตัวอย่างการใช้งานจริงจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จ โดยเนื้อหาการบรรยายจะครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้

  • AIOps คืออะไร
  • ทีม Insfrastructure กับ Operation สามารถนำ AIOps เข้ามาใช้เพื่อลดความซับซ้อนของเครื่องมือที่ใช้งานอยู่ได้อย่างไร
  • แนวทางต่างๆ ของ AIOps และสิ่งที่องค์กรควรพิจารณาในแต่ละแนวทาง
  • แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเกี่ยวกับ AIOps และการนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆ

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/1891163931058110/

from:https://www.techtalkthai.com/dynatrace-webinar-improve-it-operations-with-aiops/