คลังเก็บป้ายกำกับ: CRYPTOCURRENCY

รวยแถมรักโลก Elon Musk ประกาศ Tesla จะกลับมารับ Bitcoin อีกครั้ง หากการ ‘ขุด’ รักโลก

Elon Musk ประกาศ Tesla พร้อมกลับมารับชำระเงินด้วย Bitcoin อีกครั้ง หากกระบวนการ ‘ขุด’ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Elon Musk เจ้าของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla ประกาศยกเลิกการซื้อรถยนต์ Tesla ด้วย Bitcoin เนื่องจากกระบวนการ ‘ขุด’ เหรียญ Bitcoin ที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานฟอสซิลอย่างมหาศาล ซึ่งหลังจากประกาศยกเลิกได้ไม่นาน ราคาของ Bitcoin ก็ดิ่งลงไปถึง 5%

ล่าสุดเวลาผ่านไปเพียงเดือนกว่าๆ Elon Musk สร้างกระแสให้กับวงการ Bitcoin อีกครั้ง ด้วยการประกาศว่า จะกลับมารับชำระเงินซื้อรถยนต์ Tesla ด้วย Bitcoin อีกครั้ง หากกระบวนการขุดเหรียญใช้พลังงานสะอาดมากกว่า 50% (เป็นการตอบกลับความคิดเห็นของ Magda Wierzycka ผู้บริหารของบริษัทจัดการทรัพย์สินในแอฟริกาใต้)

หลังการประกาศของ Elon Musk ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้นเกือบ 10% อยู่ที่ 39,372 ดอลลาร์สหรัฐต่อ Bitcoin ซึ่งเป็นราคา Bitcoin ที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน

Elon Musk กับ Bitcoin มีอะไรอยู่เบื้องหลัง?

Elon Musk กับ Bitcoin มีอะไรอยู่เบื้องหลัง คงต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Tesla ประกาศลงทุนใน Bitcoin มูลค่ากว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 47,000 ล้านบาท โดยมองว่าการถือ Bitcoin ดีกว่าการถือเงินสด

แถมในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2021 นี้ Tesla ยังสามารถทำกำไรจาก Bitcoin ได้ในสัดส่วนมากถึง 23% ของกำไรทั้งบริษัท

ที่มา – Yahoo News, cnbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รวยแถมรักโลก Elon Musk ประกาศ Tesla จะกลับมารับ Bitcoin อีกครั้ง หากการ ‘ขุด’ รักโลก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/tesla-will-accept-bitcoin-payment-again/

ก.ล.ต. สั่งห้ามตลาดซื้อขายคริปโต ขายเหรียญมีม, เหรียญแฟน, เหรียญใช้กับศูนย์ซื้อขายเอง, NFT

คณะกรรมการ ก.ล.ต. ออกประกาศฉบับ 18/2564 สั่งศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ออกประกาศ กธ. 18/2564 กำหนดเงื่อนไขสำหรับการนำโทเค็นหรือเหรียญต่างๆ มาซื้อขายบนกระดานที่ได้รับอนุญาต โดยเพิ่มเงื่อนไขห้ามซื้อขายโทเค็น 4 ประเภท ได้แก่

  1. Meme Token: กลุ่มโทเค็นที่ไม่มีวัตถุประสงค์หรือสาระชัดเจน แต่อาศัยกระแสโลกโซเชียล
  2. Fan Token: โทเค็นสำหรับการสนับสนุนตัวบุคคล
  3. NFT: โทเค็นแบบแบ่งตัวไม่ได้ ใช้แสดงความเป็นเจ้าของหรือสิทธิ์ในงานต่างๆ
  4. Utility Token ที่ออกโดยผู้ประกอบการศูนย์ซื้อขายเอง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

แม้ประกาศนี้จะห้ามค่อนข้างกว้างแต่ยอมให้โทเค็นต่างๆ ที่ออกไว้ก่อนหน้าวันนี้ (11 มิถุนายน 2021) สามารถซื้อขายบนกระดานได้ต่อไป แต่ประกาศนี้บังคับให้ศูนย์ซื้อขายจำเป็นต้องดูแลให้ผู้ออกโทเค็นทำตามข้อตกลงในหนังสืออธิบายโทเค็น (white paper) หากผู้ออกโทเค็นไม่ทำตามก็เป็นเหตุให้ถอดออกจากกระดานซื้อขายได้

ที่มา – ราชกิจจานุเบกษา, ก.ล.ต.

No Description

from:https://www.blognone.com/node/123137

กระชับวงล้อม จีนจับผู้เกี่ยวข้องกับเงินคริปโตทีเดียว 1,100 คนข้อหาฟอกเงิน

ตำรวจจีนแถลงการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเงินคริปโตถึง 1,100 คนจากกลุ่มต่างๆ รวม 170 กลุ่ม ในข้อหาฟอกเงิน นับเป็นการบีบวงการเงินคริปโตรอบล่าสุดของรัฐบาลจีน หลังจากใช้มาตรการต่างๆ กดดันธุรกิจเงินคริปโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

รัฐบาลจีนระบุว่ากลุ่มเหล่านี้ฟอกเงินให้กับธุรกิจผิดกฎหมาย เช่นธุรกิจหลอกลวงผ่านโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต

ช่วงแปดปีก่อนธนาคารกลางจีนเคยมีท่าทีค่อนข้างเป็นมิตรกับเงินคริปโตแม้จะระมัดระวังไม่ให้ใช้เป็นเงินตรา แต่ท่าทีในช่วงสี่ปีหลังมานี้กลับบีบธุรกิจคริปโตทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง แนวทางของคณะกรรมการเสถียรภาพทางการเงินจีนล่าสุดประกาศแนวทางไม่ยอมรับธุรกิจใดๆ เกี่ยวกับเงินคริปโตอีก ไม่ว่าการแลกเปลี่ยนหรือการขุดเหมืองก็ตาม

ที่มา – Reuters

No DescriptionPeople's Bank of China by bfishadow, on Flickr

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123107

ประเทศแรกในโลก เอลซัลวาดอร์ ผ่านกฎหมายรับรอง Bitcoin เป็นเงินตามกฎหมาย

รัฐสภาของประเทศเอลซัลวาดอร์ ลงมติผ่านกฎหมายให้ Bitcoin เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (legal tender) ตามข้อเสนอของประธานาธิบดี Nayib Bukele

กฎมายนี้ได้รับเสียงโหวตด้วยคะแนนท่วมท้นคือ 62 เสียงจากทั้งหมด 84 เสียง หลังจากนี้ ภาคธุรกิจในประเทศเอลซัลวาดอร์จะต้องรับการจ่ายเงินด้วย Bitcoin เว้นเสียแต่ว่าไม่สามารถจัดหาเทคโนโลยีสำหรับการจ่ายเงินได้

ปัจจุบัน ประเทศเอลซัลวาดอร์ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินอย่างเป็นทางการ ส่วนการจ่ายด้วย Bitcoin นั้นตามกฎหมายระบุว่าสามารถตั้งอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์ได้อย่างเสรี

ที่มา – BBC, CNBC

No Description

from:https://www.blognone.com/node/123094

เปิดโลกคริปโต รู้จัก DeFi เทคโนโลยีเปิดโลกการเงิน ต้องเข้าใจก่อนลงทุนเงินดิจิทัล

  • DeFi เป็นระบบการเงินที่ตัดตัวกลางทางการเงิน ทำให้มีจุดแข็งในการเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบดังกล่าวได้ ทำธุรกรรมได้เร็วขึ้น และในเงื่อนไขบริการที่ดีขึ้น 
  • จุดสนใจอยู่ที่ การพัฒนาต่อยอดไปสู่บริการทางการเงินใหม่ๆ ที่โลกจริงทำไม่ได้ หรือทำได้แต่มีต้นทุนสูง อาทิ การกู้ยืมแบบบุคคลต่อบุคคล, Steaming Payment รวมถึงประกันภัยระดับบุคคลต่อบุคคล หรือประกันภัยพืชผลทางการเกษตร ซึ่งทำให้คาดว่าจะเห็นทั้งทางการและเอกชน ทยอยนำนวัตกรรมนี้ไปพัฒนาเพื่อผลักดันให้เป็นบริการใหม่ๆ สู่ผู้ใช้ในวงกว้างขึ้นในอนาคต

KBank

ในรอบก่อนคุยกันไปในเรื่องของเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency ไปแล้ว มาในครั้งนี้มาขยายเรื่องราวทำความเข้าใจ Decentralized Finance หรือ DeFi กัน

DeFi คืออะไร

DeFi เป็นระบบการเงินที่ไม่พึ่งพาตัวกลาง โดยถูกพัฒนาขึ้นบนความขัดใจกับระบบการเงินที่ถูกควบคุม หรือมีหน่วยงานใดหนึ่งเป็นเจ้าของภายใต้ระบบการเงินแบบดั้งเดิมที่มีลักษณะรวมศูนย์ (Centralized) ซึ่งผู้พัฒนา DeFi มองว่าระบบ Centralized ดังกล่าว ทำให้ธุรกรรมมีขั้นตอนการตรวจสอบที่ซับซ้อน มีการประมวลผลที่กระจุกตัวและอาจทำให้ธุรกรรมบางลักษณะต้องใช้เวลา (อาทิ ธุรกรรมข้ามประเทศ) มีโอกาสผิดพลาดจากการกระทำของมนุษย์ (Human Error)

อีกทั้งการกำหนดราคายังขึ้นกับอิทธิพลของตัวกลางนั้นๆ ด้วย ดังนั้น DeFi จึงเป็นระบบที่ขจัด Pain Point ดังกล่าว โดยอาศัยรากฐานเทคโนโลยีเดียวกันกับการพัฒนาเงินดิจิทัล นั่นคือ เทคโนโลยี Blockchain เพียงแต่มาเน้นที่ตัวระบบ ขณะที่ เงินดิจิทัลจะเน้นเรื่องการกระจายการลงทุน หรือนิยมใช้เก็งกำไรจากความผันผวนของราคา ซึ่งประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ คือสิ่งที่อยากฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาในอนาคต

KBank

DeFi กับตัวอย่างการสร้างสรรค์นวัตกรรมการเงินใหม่ๆ 

การตัดตัวกลางออกไป ทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ได้โดยตรง การทำธุรกรรมที่ต้องการการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายที่แตกต่างกันมากๆ หรือระหว่างประเทศ…จึงทำได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การใช้ Blockchain ทำให้เกิดความโปร่งใสในการทำธุรกรรมเพราะฝ่ายต่างๆ สามารถเห็นความเคลื่อนไหวของกิจกรรมได้ ขณะที่ จุดเด่นของสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) บน Blockchain ยังสามารถออกแบบให้รองรับลักษณะกิจกรรมได้หลากหลาย ตามลำดับขั้น/เงื่อนไขที่กำหนด ดังนั้น จึงทำให้เกิดการย่อโลกของตลาดการเงิน แบงก์ ตลาดทุน ประกัน ที่ไร้พรมแดน ขึ้นไปอยู่บนโลกดิจิทัล ทั้งนี้ หนึ่งในเครือข่าย DeFi ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ Ethereum ซึ่งถูกนำไปพัฒนาต่อยอดออกมาเป็นบริการทางการเงินที่น่าสนใจหลากหลายประเภท ตัวอย่างคือ 

  • การกู้ยืม – โดยเป็นการกู้ยืมในรูปแบบบุคคลต่อบุคคล (Peer-to-Peer Lending: P2P) หรือเป็นการที่แพล็ตฟอร์มระดมสภาพคล่องมาจากกลุ่มผู้ให้กู้ เพื่อมาปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ต้องการเงินทุน นอกจากนี้ ยังมีการนำหลักทรัพย์ ซึ่งได้แก่ เงินดิจิทัลที่กำหนด (ส่วนใหญ่ต้องมีมูลค่าต้องค่อนข้างมีเสถียรภาพและมีสภาพคล่องสูง) มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อใช้ในการกู้เงินออกไป ซึ่งภายใต้ระบบนี้ จะไม่มีการตรวจสอบประวัติเครดิต หรือข้อมูลส่วนตัวก่อนการปล่อยกู้ ทำให้ผู้ปล่อยกู้เป็นผู้รับความเสี่ยงเอง
  • Flash Loans – เป็นการกู้ยืมโดยไม่มีหลักประกัน ที่มีการใช้คืนเงินหลังจากการกู้ไม่นาน ประโยชน์จากการกู้ลักษณะนี้ คือ การกู้เพื่อมาใช้รวบรวมสินทรัพย์จากตลาดแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) และขายทำกำไรทันที โดยหากเป็นฝั่งกำไร ผู้กู้ก็จะได้กำไรที่หักด้วยค่าธรรมเนียม คืนไป แต่หากไม่สามารถคืนเงินได้ตามเงื่อนไข ธุรกรรมก็จะตกไป
  • โอนเงินข้ามประเทศ – ความแปลกใหม่คือ การโอนเงินข้ามประเทศที่ง่ายเหมือนการส่งอีเมล์ ในระยะเวลาหลักนาที ด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าเดิม 
  • Streaming Payment – รองรับการชำระเงินตามระยะเวลาของกิจกรรม อาทิ การจ่ายเงินเดือนพนักงาน จ่ายค่าเช่าจักรยานไฟฟ้าตามระยะเวลาใช้งาน ซึ่งผู้ชำระเงิน สามารถกำหนดเวลาเริ่มจ่ายเงิน และเวลาหยุดจ่ายเงินได้
  • การแลกเปลี่ยน/ซื้อขายสินทรัพย์มีราคา เช่น ภาพวาด คอนเท้นท์ หรือการ์ตูนที่มีเพียงชิ้นเดียว ตลอดจนอุปกรณ์พิเศษที่หายากในเกมออนไลน์ โดยระบบและกลไกของเหรียญที่ถูกออกแบบมาเฉพาะ จะทำให้สามารถตรวจสอบความเป็นเจ้าของของสินทรัพย์นั้นๆ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนมือบน Online Marketplace แค่ไหนก็ตาม 
  • ประกัน – การซื้อประกันจะถูกลง การจ่ายเงินคืนประกันเร็วขึ้น ความโปร่งใส รวมถึงช่วยให้ประชากรเข้าถึงประกันได้มากขึ้น ซึ่งมีกรณีที่น่าสนใจมาก คือ การทำประกันภัยพืชผลที่มักไม่ค่อยมีผลิตภัณฑ์ประกันออกมาเสนอขาย เพราะอัตราความเสี่ยงสูง หรือหากมีการทำประกัน ก็จะมีเบี้ยประกันที่ราคาแพงเกินว่าเกษตรกรทั่วไปจะเอื้อมถึง แต่ระบบ DeFi ภายใต้การพัฒนาของ Etherisc และ Chainlink มีการเชื่อมต่อกับข้อมูลพยากรณ์อากาศที่มีความแม่นยำ ทำให้การจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกร เป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้อง โดยได้มีการทดลองประกันภัยจากภัยแล้งที่ศรีลังกาในปี 2562 ซึ่งพบว่าทำให้ต้นทุนประกันลดลงถึง 41% จึงแปลงมาเป็นเบี้ยประกันที่ราคาถูกและเกษตรกรเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายชดเชยได้เร็วขึ้นกว่าปกติมากที่จะใช้เวลาถึง 3 เดือน 
  • Exchange – เป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเปิดทำการ 24/7 ในทุกวันไม่มีวันหยุด โดยมักใช้ในการแลกเปลี่ยนเหรียญ เพื่อรองรับการทำธุรกรรม/กิจกรรมพิเศษที่เหรียญแต่ละอย่างทำได้ 

KBank

แล้วจะได้ใช้เมื่อไร และควรรู้อะไรบ้าง? 

นวัตกรรมการเงินดังกล่าว เป็นสิ่งที่ปรากฎขึ้นและมีการใช้งานแล้วในปัจจุบัน เพียงแต่ค่อนข้างจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ใช้ที่มีความคุ้นชินทางเทคโนโลยีและทางการเงินค่อนข้างดี ส่วนการใช้บริการใหม่ๆ บางด้านในไทยนั้น ยังต้องผ่านการอนุญาตจากทางการไทย เช่น กรณีการปล่อยกู้แบบ P2P Lending หรือตลาดแลกเปลี่ยนทรัพย์สินดิจิทัล เพื่อให้มั่นใจว่าบริการเหล่านั้น จะตอบโจทย์ด้านการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้บริโภค ผู้ให้บริการมีตัวตนและมีความน่าเชื่อถือ รวมถึงไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ

DeFi เป็นระบบการเงินที่ไร้พรมแดน ดังนั้น ผู้ที่สนใจใช้บริการย่อมหาวิธีทางตรงและทางอ้อมในการทดลองใช้ได้ โดยต้องเริ่มจากการนำพาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแพล็ตฟอร์ม หรือ Ecosystem ที่ต้องการก่อน โดยเฉพาะหากต้องการทดลองใช้หลายแพล็ตฟอร์ม โดย

  1. บางบริการอาจต้องใช้เหรียญทำธุรกรรม ทำให้ต้องเริ่มจากการสมัคร Wallet 
  2. หาซื้อเงินดิจิทัลประเภทที่กำหนดใน Wallet ที่เชื่อมกับแพล็ตฟอร์มนั้นๆ หรือหากมีเงินดิจิทัลอยู่ในมือ ก็นำไปแลกบน Exchange เป็นสกุลที่สามารถนำไปใช้กับแพล็ตฟอร์มที่สนใจ เพื่อมีสิทธิ์ในบริการของแพล็ตฟอร์มนั้นๆ เป็นต้น

ต้องเข้าใจว่าหลายบริการอยู่ในขั้นทดลอง การศึกษาผู้ให้บริการ กลไกการดำเนินงานของแต่ละแพล็ตฟอร์ม จึงมีความสำคัญจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ เหล่านี้ โดยที่รู้เท่าทันและสามารถป้องกันสิ่งที่ไม่คาดคิดไปได้พร้อมๆ กัน

ขณะที่เชื่อว่าทางการไทย และนานาชาติ รวมถึงผู้ให้บริการทางการเงินไทยและนอนแบงก์ต่างๆ คงเล็งเห็นประโยชน์และจุดแข็งที่น่าสนใจของ DeFi นี้ และนำมาพัฒนาบริการทางการเงินแห่งทศวรรษที่เอื้อประโยชน์มากขึ้นกับการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลของคนในวงกว้างในอนาคตเช่นกัน

ดังนั้น แม้ว่าการพัฒนาของโลก DeFi กระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรงของธนาคารพาณิชย์ แต่ก็ยังเป็นหนทางที่ต้องรอพิสูจน์กันว่า สุดท้ายแล้ว บทสรุปของการแข่งขันระหว่างผู้พัฒนา DeFi (ที่เร่งพัฒนาเพื่อฝ่าข้อจำกัดและสร้างการยอมรับในวงกว้างขึ้น) กับผู้ให้บริการทางการเงินดั้งเดิมอย่างเช่นธนาคารพาณิชย์ (ที่เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีการเงินใหม่ๆ อย่างเข้มข้น) จะออกมาเช่นไร?

ภาพจาก shutterstock

เปรียบเทียบ DeFi  VS Cryptocurrency

Cryptocurrency DeFi
คืออะไร
  • สินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบหนึ่ง อยู่ในรูปหน่วยดิจิทัล 
  • เป็น ‘ระบบการเงิน’ ที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง (Decentralized Finance) ทำให้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ตัวอย่าง Bitcoin / Ethereum/ Litecoin/ Ripple
  • Ethereum เป็น Defi Platform ที่ได้รับความนิยมสูงสุด
  • การกู้ยืม: Aave, Compound, Oasis
  • Steaming Payment: Sablier
  • ประกัน: Nexus Mutual, Etherisc
  • Exchange: Kyber, Totle, MakerDAO
ประโยชน์
  • เป็นทางเลือกในการกระจายพอร์ตการลงทุน / แลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล
  • เป็นทางเลือกในบริการทางการเงินต่างๆ เช่น การลงทุน/ระดมทุน รวมถึงโอนเงินไปต่างประเทศ
  • ทำธุรกรรมได้รวดเร็ว
  • ทุกคนเข้าถึงได้
  • มีบริการทางการเงินใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายประเภทที่โลกจริง ยังทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ต้นทุนสูงเกินไป
  • ทำธุรกรรมได้รวดเร็ว 
  • ลดปัญหาความผิดพลาดจากการตัดสินใจโดยมนุษย์
ข้อสังเกต
  • ไม่สามารถใช้ชำระเงินตามกฎหมาย
  • ความผันผวนของราคาและมูลค่า
  • ปัญหาความน่าเชื่อถือของผู้ออกและเสถียรของระบบ
  • ปัญหาการใช้ในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย
  • ลูกค้าต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงเอง
  • หลายระบบยังไม่เสถียร เพราะอยู่ในขั้นทดลอง
  • ปัญหา Scalability โดยเฉพาะกับการทำธุรกรรมรายย่อยจำนวนมาก จากปัญหาเฉพาะเชิงเทคนิคของ Blockchain และการเชื่อมต่อกันระหว่าง DeFi ที่พัฒนามาคนละค่าย
  • สภาพคล่องยังต่ำ/ธุรกรรมยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับธุรกรรมประเภทเดียวกันบนโลกจริง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ธปท., Ethereum.org, medium.com, 101blockchain.com

Disclaimer

รายงานวิจัยนี้จัดทำโดยบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (“KResearch”) เพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไป โดยอาศัยแหล่งข้อมูลสาธารณะหรือข้อมูลที่เชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือที่ปรากฏขณะจัดทำ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ทั้งนี้ KResearch มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความเหมาะสม ความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ชวน เสนอแนะ ให้คำแนะนำ หรือจูงใจในการตัดสินใจเพื่อดำเนินการใดๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ท่านควรศึกษาข้อมูลด้วยความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ KResearch จะไม่รับผิดในความเสียหายใดที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว 

ข้อมูลใดๆ ที่ปรากฎในรายงานวิจัยนี้ถือเป็นทรัพย์สินของ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) การนำข้อมูลดังกล่าว (ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน) ไปใช้ต้องแสดงข้อความถึงสิทธิความเป็นเจ้าของแก่ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) หรือแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นๆ ทั้งนี้ ท่านจะไม่ทำซ้ำ ปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไข ส่งต่อ เผยแพร่ หรือกระทำในลักษณะใดๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรจาก KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดโลกคริปโต รู้จัก DeFi เทคโนโลยีเปิดโลกการเงิน ต้องเข้าใจก่อนลงทุนเงินดิจิทัล first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/intro-to-defi-in-money-world/

เหรียญ Chia ทำพิษ ผู้ผลิต SSD เริ่มลดจำนวนการเขียนข้อมูล (TBW) ที่รับประกันลง

Chia เป็นเครือข่ายบล็อกเชนตัวใหม่จาก Bram Cohen ผู้สร้างโปรโตคอล BitTorrent ที่ผู้ใช้จะสามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ของ Chia ลงเครื่อง เพื่อแบ่งพื้นที่ว่างบนฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ให้เครือข่าย Chia ใช้เก็บและประมวลผลข้อมูลได้ และจะได้รับเหรียญ Chia เป็นเหรียญรางวัล แต่หากใช้ SSD ก็จะต้องมีการเขียนและลบข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ทำให้อายุการใช้งาน SSD สั้นลง

ตอนนี้เริ่มมีบริษัทผู้ผลิต SSD บางราย เช่น PNY ปรับนโยบายการรับประกันของ SSD รุ่น XLR8 CS3030 ลง โดยลดจำนวนข้อมูลที่เขียนได้ทั้งหมด (TBW หรือ Tereabytes Written) ที่ระบุอยู่บน SSD ตั้งแต่ 55 ถึง 79 เปอร์เซ็นต์จากเดิม ดังนี้

  • รุ่นความจุ 250GB TBW เดิม 380TB เหลือ 170TB (ลดลง 55%)
  • รุ่นความจุ 500GB TBW เดิม 800TB เหลือ 170TB (ลดลง 79%)
  • รุ่นความจุ 1TB TBW เดิม 1665TB เหลือ 360TB (ลดลง 78%)
  • รุ่นความจุ 2TB TBW เดิม 3115TB เหลือ 660TB (ลดลง 79%)

PNY ระบุสาเหตุหลักกับเว็บไซต์ Tom’s Hardware ว่ามาจากการที่ชิป NAND ขาดแขลน และจากการที่ผู้ใช้นำ SSD ไปฟาร์มเหรียญ Chia ทำให้ผู้ใช้ที่มีจำนวน TBW เกินกว่าที่ระบุ ไม่สามารถเคลมประกันได้ แม้จะยังอยู่ในช่วงรับประกันของ SSD

No Description

นอกจากนี้ GALAX ผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ SSD อีกเจ้า ยังขึ้นข้อความเตือนผู้ใช้บนหน้าเว็บไซต์ประเทศจีนของบริษัท ว่าผู้ใช้ที่ใช้งาน SSD จนเกินจำนวน TBW ที่ระบุ และทำให้ SSD ช้าลง หรือเสียหาย จะไม่สามารถใช้งานบริการหลังการขายของ GALAX ได้

การนำ SSD มาให้เครือข่าย Chia ประมวลผลข้อมูลเพื่อทำการฟาร์มเหรียญรางวัล อาจทำให้ผู้ผลิต SSD เจ้าอื่นๆ นอกจาก PNY และ GALAX ต้องทบทวนมาตรการรับประกันอายุการใช้งาน SSD ได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ SSD ทั่วไป และอาจเป็นอีกผลกระทบของบล็อกเชนและสกุลเงินคริปโต ที่มีต่อโลกฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ หลังทำให้การ์ดจอมีราคาพุ่งสูงก่อนหน้านี้

ที่มา – Tom’s Hardware via Neowin

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123069

บิตคอยน์ร่วงอีกครั้งหลังอีลอน มัสก์ทวีต “มีม” เหมือนจะไม่ไยดีแล้ว

ราคาบิตคอยน์เมื่อเช้าวันศุกร์ลดลงอย่างรุนแรงหลังเศรษฐีพันล้านอย่างซีอีโอเทสล่า คุณ Elon Musk ทวีตใบ้ว่าเหมือนตัวเองจะเลิกตกหลุมรักเหรียญคริปโตอันดับหนึ่งของโลกไปแล้ว ด้วยการโควตเนื้อเพลงอกหักของ Linking Park แล้วพิมพ์แฮชแท๊ก #Bitcoin และอีโมจีหัวใจแตก

หลังจากทวีตนรกดังกล่าว ราคาบิตคอยน์ก็กลับขึ้นมาเล็กน้อยแม้จะยังตัวแดงจากวันก่อน หลังจากซีอีโอของ Square คุณ Jack Dorsey ก็ทวีตเมื่อเช้าวันศุกร์เหมือนกันว่าบริษัทรับชำระเงินดิจิตอลของตัวเองกำลังพิจาณาสร้างวอลเล็ตแบบฮาร์ดแวร์สำหรับบิตคอยน์

จากข้อมูลของ Coin Metrics ราคาบิตคอยน์ร่วงลงคิดเป็น 4.3% ไปอยู่ที่ 36,925.74 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เวลา 4.03 p.m. ET เมื่อวันศุกร์ ส่วนราคาเหรียญดิจิตอลสกุลอื่นก็ร่วงตามๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นอันดับสองอย่างอีเธอร์ที่ร่วงไป 3.6%

หรือแม้แต่เหรียญขวัญใจอีลอนอย่าง Dogecoin ก็ร่วงไป 1.7% อยู่ที่ 38 เซนต์ ปีนี้ถือเป็นปีที่บิตคอยน์ราคาผันผวนเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เมษายนที่ราคาพุ่งทำนิวไฮที่ 64,000 ดอลลาร์ฯ จนร่วงดิ่งลงมาที่ 30,000 ดอลลาร์ฯ ในเดือนถัดมา

from:https://www.enterpriseitpro.net/bitcoin-falls-after-elon-musk-tweets/

NVIDIA บอกชิปขุดเหมือง CMP ขายได้เยอะแล้ว ช่วยแก้ปัญหา GeForce ขาดแคลนได้

Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA พูดถึงแนวทางแก้ปัญหาจีพียูขาดตลาดจากการนำไปขุดเหมืองคริปโต ว่าการออกชิปสำหรับขุดเหมืองโดยเฉพาะ CMP (Cryptocurrency Mining Processor) ช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

Huang ให้ข้อมูลว่าชิป CMP มียอดขาย 150 ล้านดอลลาร์แล้วในไตรมาสล่าสุด และคาดว่ายอดขายจะแตะหลัก 400 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้ เขาบอกว่าการที่ชาวเหมืองไปซื้อชิป CMP มาทำงานให้ตรงตามจุดประสงค์ จะช่วยลดความต้องการแย่งซื้อ GeForce กับเหล่าเกมเมอร์ลง และการที่ CMP ไม่สามารถนำมาขายต่อให้ชาวเกมเมอร์ได้ ก็ช่วยให้สองตลาดนี้แยกกันชัดเจนด้วย

เขายังยืนยันว่า NVIDIA จะไม่ตั้งโรงงานผลิตชิปเอง โดยบอกว่าจริงๆ แล้วบริษัทมีศักยภาพสามารถทำได้ แต่ไม่มีทางทำให้ดีเหมือนกับที่ TSMC ทำได้

ที่มา – ZDNet

หน้าตาของชิปขุดเหมือง NVIDIA CMP

from:https://www.blognone.com/node/123025

Norton 360 เปิดตัวฟีเจอร์ขุดเงินคริปโต Ethereum แบบปลอดภัย จัดการ Wallet ให้ด้วย

NortonLifeLock บริษัทแม่ปัจจุบันของ Norton Antivirus (ร่างใหม่ของ Symantec หลังแยกกิจการในปี 2019) ประกาศฟีเจอร์ใหม่คือ Norton Crypto

Vincent Pilette ซีอีโอของ NortonLifelock ระบุว่าเงินคริปโตกลายมาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตลูกค้าแล้ว แต่ที่ผ่านมา การขุดเหมืองยังทำได้ยาก มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากโค้ดที่ใช้ขุดเหมือง ดังนั้นแทนที่จะเสี่ยง ปิดแอนตี้ไวรัสหรือซอฟต์แวร์ความปลอดภัยเพื่อขุดเหมือง ก็ทำให้ลูกค้าแอนตี้ไวรัสสามารถขุดเหมืองได้โดยตรงแทนดีกว่า

แอพความปลอดภัย Norton 360 จะสามารถแบ่งทรัพยากรเครื่องมาขุดเหมือง Ethereum ได้ จากนั้นเหรียญที่ได้จะเข้าในกระเป๋า Norton Crypto Wallet ที่ซิงก์กับคลาวด์ เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย

No Description

ที่มา – NortonLifeLock

from:https://www.blognone.com/node/122998

เงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency คนไทยสนใจเยอะ แต่ยังขาดความรู้-ลงทุนจริงยังน้อย

  • ผลสำรวจในอเมริกา คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจเงินดิจิทัลมากขึ้น และสนใจที่จะลงทุน
  • แต่คนที่ลงทุนจริงๆ กับเงินสกุลดิจิทัลกลับมีไม่มาก
  • คนไทยก็ให้ความสนใจเงินดิจิทัลมาก แต่ความรู้ความเข้าใจการเงินและดิจิทัลยังอยู่ในระดับต่ำ
  • รู้หรือไม่ว่า เงินดิจิทัลมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุน ผู้ซื้อ ผู้ชาย ต้องแบกรับด้วยตัวเอง
  • เงินดิจิทัลมีความผันผวนสูง เฉพาะ Bitcoin ผันผวนเฉลี่ย 74.7%
  • ยังมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ออก ปัญหาการถูกแฮ็ค และการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย

Cryptocurrency

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ผลสำรวจประชากรสหรัฐฯ จำนวนกว่า 2,000 คนในปี 2019 โดย Blockchain Capital Survey ชี้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามในสหรัฐฯ มีการรับรู้และสนใจความเป็นไปของบิทคอยน์เพิ่มขึ้นจากการสำรวจในปี 2017 ทั้งในมิติของความตระหนักรู้ (Awareness) ที่วัดจากการเคยได้ยินข่าวสารเกี่ยวกับ Bitcoin ความรู้สึกคุ้นชิน (Familiarity) แนวโน้มที่จะลงทุนในบิทคอยน์ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า (Propensity to Purchase)

กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีช่วงอายุประมาณ 18-34 มีความสนใจและลงทุนในบิทคอยน์มากกว่าช่วงอายุอื่นๆ โดยมี 18% ที่ลงทุนในบิทคอยน์ ขณะที่สัดส่วนดังกล่าว จะลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนการตีความในอีกด้านหนึ่งเช่นกัน นั่นคือ แม้จะมีคนเคยได้ยินและบริโภคข่าวสารเกี่ยวกับเงินสกุลดิจิทัลค่อนข้างมาก แต่การลงทุนจริง…กลับมีไม่มาก โดยผู้ถือครองหรือลงทุนจริง (Ownership Rate) มีประมาณ 9% ของผู้ตอบทั้งหมดเท่านั้น

Cryptocurrency
ภาพจาก Shutterstock

ประเทศไทย ความรู้ด้านการเงินยังต่ำ

สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่ปรากฎข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือว่าความสนใจและการลงทุนจริงในสินทรัพย์ดิจิทัลมีมากน้อยเพียงใดในแต่ละช่วงอายุ แต่ทักษะความรู้ทางการเงินและด้านดิจิทัล (Financial and Digital Literacy) ของไทย ยังห่างจากชาติตะวันตกค่อนข้างมาก โดยผลการประเมินของ OCED ในปี 2020 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีคะแนนความรู้ด้านการเงินที่ 56/100 เทียบกับค่าเฉลี่ยของ 26 ประเทศที่ทำการสำรวจที่ 62.8/100 

ดังนั้น จึงมีคำถามถึงการลงทุนอย่าง ‘เข้าใจ’ และ ‘รู้ทัน’ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องของสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ๆ ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและที่จะตามมาในอนาคต โดยแม้เงินดิจิทัลจะได้รับความสนใจมากขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของไทย และราคาของเงินดิจิทัลเอกชนสกุลดังๆ จะถีบตัวสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งทำให้ได้รับการยอมรับมากขึ้นในแง่ของการเป็นทางเลือกของการกระจายการลงทุน 

Cryptocurrency
ภาพจาก Shutterstock

ทราบหรือไม่ว่า…ยังมีข้อสังเกตุในอีกด้านหนึ่งที่ควรตระหนักควบคู่กันไปด้วย

  • เงินดิจิทัล…มีหลายประเภทในปัจจุบัน ขณะที่ เงินดิจิทัลที่พัฒนาโดยเอกชน ยัง ‘ไม่’ สามารถใช้ชำระเงินได้ตามกฎหมายไม่ว่าจะในไทยหรือในต่างประเทศ นอกจากนี้ตามกฎหมายไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้มีสิทธิในการออกเงินสกุลบาทแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น และการนำเงินดิจิทัลมาใช้ซื้อของกับร้านค้าที่เริ่มมีการยอมรับเงินสกุลดิจิทัลบางสกุลนั้น ผู้ซื้อและผู้ขายต้องรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเอง
  • เงินดิจิทัล…มีความผันผวนของราคาและมูลค่าสูง จึงทำให้ยังไม่ตอบโจทย์ในการรักษามูลค่า หรือแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าและบริการในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างแพร่หลาย โดยตั้งแต่ปี 2562 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ราคาทองคำผันผวนเฉลี่ย 15.3% หุ้น MSCI World ผันผวน 17% ขณะที่ เงินดิจิทัลอย่างเช่น Bitcoin ผันผวนเฉลี่ยถึง 74.7% จากผลตอบแทนเฉลี่ยของสินทรัพย์แต่ละประเภทในช่วงระยะเวลาดังกล่าว 
  • เงินดิจิทัล…ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาความน่าเชื่อถือของผู้ออกและความเสถียรของระบบที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย รวมถึงโอกาสการถูก Hack 
  • เงินดิจิทัล…ถูกทางการมองว่านำไปใช้ในการทำธุรกรรมการเงินที่ผิดกฎหมาย จึงยังถูกเพ่งเล็งในหลายประเทศ
Cryptocurrency
ภาพจาก Shutterstock

การเงินยุคดิจิทัลไม่ได้น่ากลัว แต่ต้องศึกษาให้ดี

นั่นหมายความว่า หากสนใจกระจายการลงทุน ก็ควรศึกษาตั้งแต่ประเภทของสินทรัพย์ดิจิทัล ระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง อาทิ ความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มซื้อขาย ผู้รับฝากหลักทรัพย์ (Custody) ผู้ที่ดูแลเรื่องการโอนเงิน/ชำระเงิน รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าเงินลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ๆ เหล่านี้ จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คาดหวัง ภายใต้ความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้อย่างแท้จริง เพราะจะต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงทั้งหมดเอง โดยเฉพาะหากซื้อขายหรือลงทุนในแพล็ตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของทางการไทย

อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมทางการเงินยุคดิจิทัลไม่ได้น่าสะพรึงทั้งหมดเสมอไป และไม่ได้ดึงดูดเฉพาะแง่ของผลตอบแทนจากการเก็งกำไร เพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ใช้รองรับการแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัล อาทิ Blockchain และคุณสมบัติของการเป็น Smart Contract (ที่สามารถเรียงกิจกรรมตามลำดับก่อนหลัง ทดแทนกระบวนการการทำธุรกรรม การอนุมัติ การตรวจสอบต่างๆ ที่ยาวเหยียดในทางปฏิบัติบนโลกการเงินปกติ) ถูกนำมาต่อยอดของการพัฒนาไปอีกมากมาย กลายเป็นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ อาทิ DeFi และ CeFi ที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคผ่านรูปแบบบริการที่ระบบสถาบันการเงินเดิมไม่เคยทำได้มาก่อน หรือทำได้ แต่มีต้นทุนสูงกว่า หรือระยะเวลาตอบสนองช้ากว่า

ในกรณีของ DeFi นั้น การเชื่อมระหว่างผู้ต้องการปล่อยกู้และผู้ต้องการกู้ยืมได้โดยตรง การค้าหลักทรัพย์ระหว่างผู้ลงทุนโดยตรง การแปลงหลักทรัพย์มาเป็น Token การลงทุน บนโลกที่ไม่มีพรมแดนและไม่มีกติกามากมายมาเกี่ยวข้อง อีกทั้ง สามารถตรวจสอบได้จากการที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องในระบบจะเห็นกิจกรรมในระบบ โดยราคาหรือต้นทุนของการทำธุรกรรมจะถูกปรับอัตโนมัติตามภาวะอุปสงค์และอุปทานในตลาด ซึ่งแปรผันตาม Parameters ที่ถูกโปรแกรมเข้าไป เป็นต้น …

โดยเราจะมาคุยกันถึงประโยชน์และข้อสังเกตของนวัตกรรมเหล่านี้กันในบทความถัดๆ ไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency คนไทยสนใจเยอะ แต่ยังขาดความรู้-ลงทุนจริงยังน้อย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/cryptocurrency-new-money-for-new-generation/