คลังเก็บป้ายกำกับ: CPU

ผลทดสอบชี้ชิป A12Z รันโค้ด x86-64 ผ่าน Rosetta ได้ดีกว่า Surface Pro X รันโค้ด ARM

ภายหลังงาน WWDC 2020 เริ่มมีนักพัฒนาได้รับชุด Developer Transition Kit (DTK) ซึ่งประกอบด้วยเครื่อง Mac Mini รุ่นพิเศษที่ใช้ชิป A12Z และสิทธิ์ในการเข้าถึงเครื่องมือในการพัฒนาแอปบน Apple Silicon และแม้ว่าข้อตกลงการยืมชุดพัฒนาจะไม่อนุญาตให้ทำการ benchmark ตัวเครื่องแต่ก็ได้มีนักพัฒนานำเครื่องไปรันโปรแกรม Geekbench ในเวอร์ชัน x86_64 ผลลัพธ์ที่ได้เป็นดังนี้

ผลทดสอบซีพียู A12Z ของ Mac Mini รุ่นพิเศษในชุด ฯ ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPad Pro 2018 (แตกต่างเพียงจำนวน GPU คอร์ที่เพิ่มขึ้น) ด้วยโปรแกรม Geekbench เวอร์ชัน x86_64 ที่ผ่านการแปลงโค้ดด้วย Rosetta สามารถทำคะแนนแบบคอร์เดียวได้ 811 คะแนนและแบบหลายคอร์ได้ 2,871 คะแนน เปรียบเทียบกับ Surface Pro X ซึ่งใช้ซีพียู SQ1 รุ่นพิเศษจาก Qualcomm ทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench เวอร์ชัน ARM ในแบบเนทีฟที่สามารถทำคะแนนแบบคอร์เดี่ยวได้ 726 คะแนนและแบบหลายคอร์ได้ 2,831 คะแนน จะเห็นว่าซีพียูของแอปเปิลสามารถทำคำแนนได้สูงกว่าเล็กน้อยแม้เป็นการรันผ่าน Rosetta ซึ่งผลคะแนนที่ได้นั้นก็สูงกว่า Macbook Air (Late 2018) ที่ได้คะแนนคอร์เดี่ยว 803 คะแนนและหลายคอร์ที่ 1,549 คะแนนอีกด้วย

จากผลการทดสอบก็น่าจะช่วยยืนยันในเรื่องประสิทธิภาพของ Apple Silicon ได้ ซึ่งซีพียูตัวจริงที่จะถูกนำมาใช้ใน Apple Silicon Mac รุ่นแรกในช่วงปลายปีก็น่าจะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่านี้มาก รวมถึงในด้านซอฟต์แวร์การที่แอปเปิลได้สาธิตโปรแกรมชุด Microsoft Office และโปรแกรมกราฟิกของ Adobe ที่ได้คอมไพล์มารันบน Apple Silicon แล้วและการที่ Rosetta สามารถรันโปรแกรม x86_64 ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีเช่นนี้ก็น่าจะช่วยให้ผู้ใช้แมคสบายใจได้ยิ่งขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

alt="Alt text"

ที่มา – MacRumors

from:https://www.blognone.com/node/117216

เจาะลึกรายละเอียด Apple Silicon เมื่อ Mac เปลี่ยนผ่านจาก x86 สู่ซีพียูออกแบบเอง

ข่าวใหญ่ของวงการไอทีสัปดาห์นี้ย่อมเป็นเรื่อง แอปเปิลย้าย Mac จากสถาปัตยกรรม x86 มาเป็น ARM โดยเปลี่ยนมาใช้ซีพียูออกแบบเองที่มีชื่อเรียกรวมๆ ว่า Apple Silicon (ยังไม่มีข้อมูลของซีพียูตัวที่จะใช้จริงๆ)

ประกาศของแอปเปิลทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย ซึ่งแอปเปิลเองก็ตอบคำถาม (บางส่วน) ไว้ในเซสซันย่อยของงาน WWDC 2020 เราจึงรวบรวมรายละเอียดมาให้อ่านกันครับ

No Description

ทำไมต้องย้ายจาก x86 เป็น ARM

แอปเปิลอธิบายเรื่องนี้ไว้ใน Keynote ตอนเปิดงาน WWDC 2020 ว่าเหตุผลที่เปลี่ยนจากซีพียูสถาปัตยกรรม x86 มาเป็น ARM มีทั้งหมด 3 ประการ ได้แก่

  1. ประสิทธิภาพต่อพลังงาน
  2. ฟีเจอร์ด้านฮาร์ดแวร์
  3. compatibility ของฮาร์ดแวร์ทั้งหมดของบริษัท

ถึงแม้แอปเปิลสร้างชื่อขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์ตระกูล Macintosh มายาวนานหลายสิบปี แต่ในรอบ 10 ปีให้หลังก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพระเอกกลายเป็น iPhone ที่มียอดขายสูงกว่ากันหลายเท่า จนหลายคนอาจรู้สึกว่า Mac ถูกทอดทิ้ง ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะแอปเปิลหันไปโฟกัสที่ iPhone มากกว่าจริงๆ

ประสิทธิภาพต่อพลังงาน

การที่แอปเปิลหันไปโฟกัสที่ iPhone (และขยายมายังอุปกรณ์ข้างเคียงอย่าง iPad และ Apple Watch) ทำให้นวัตกรรมด้านฮาร์ดแวร์บน iPhone พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะตัว SoC ตระกูล Apple A ที่ต้องยอมรับว่าแอปเปิลทำได้ดีมาก ในแง่ประสิทธิภาพก็สามารถเอาชนะคู่แข่งรายอื่นในท้องตลาด (เช่น Snapdragon) ได้สบายๆ

พัฒนาการที่ต่อเนื่องของชิปตระกูล Apple A (ที่สามารถ “เป็นไปได้” ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจคือยอดขาย iPhone/iPad รวมกันหลักพันล้านเครื่อง) ทำให้มิติเรื่อง “ประสิทธิภาพต่อพลังงาน” (ไม่ใช่ “ประสิทธิภาพ” เพียงอย่างเดียวที่ x86 ยังทำได้ดีกว่า) ดีขึ้นมากจนถึงระดับที่สามารถใช้ทดแทนซีพียูเดสก์ท็อปแล้ว

จากแผนภาพของแอปเปิลเองก็แสดงให้เห็นว่าชิป Apple Silicon เหนือกว่าชิปในท้องตลาด ตรงที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับเดสก์ท็อป ในอัตราการใช้พลังงานใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊ก (ในแง่การใช้งานก็ตีความได้ว่า MacBook จะมีแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้นมาก ในประสิทธิภาพเท่าเดิม)

No Description

นอกจากเรื่องประสิทธิภาพต่อวัตต์แล้ว ซีพียูสาย ARM ที่ใช้กันบนมือถือยุคหลังๆ ยังมีแนวคิดเรื่อง asymmetric cores ที่มีคอร์หลายรูปแบบสำหรับงานแต่ละประเภท (ที่เราคุ้นกันในชื่อ big.LITTLE บ้าง คอร์แบบ 4+4 หรือ 6+2 บ้าง) ทำให้ประหยัดพลังงานมากกว่าซีพียูแบบ x86 ที่ทุกคอร์มีสมรรถนะเท่ากัน

แอปเปิลจึงให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนมาใช้ซีพียูที่ออกแบบเอง จึงมีประสิทธิภาพต่อพลังงานดีกว่าเพราะปัจจัยนี้ด้วย งานเล็กๆ ก็ให้คอร์เล็กๆ ทำ ไม่ต้องเปลืองไฟใช้คอร์ใหญ่ทำแบบ x86 ในปัจจุบัน (หมายเหตุ: อินเทลเพิ่งเปิดตัว Lakefield ที่ใช้แนวคิดคอร์เล็ก-ใหญ่ แต่คงต้องรออีกสักพักใหญ่ๆ กว่าจะได้เห็นการใช้งานจริง)

No Description

ตรงนี้คงต้องรอชิป Apple Silicon วางขายจริงๆ ภายในปีนี้ว่าทำได้ตามที่โม้ไว้แค่ไหน แต่จากฮาร์ดแวร์ทดสอบของแอปเปิลเอง (DTK) ที่ใช้ A12Z SoC ตัวเดียวกับใน iPad Pro 2020 ก็คิดว่าผลิตภัณฑ์จริงไม่น่าจะต่างกันมากนักในเชิงสถาปัตยกรรม

เปลี่ยนเพราะฟีเจอร์จาก SoC ที่ออกแบบเอง

นอกจากปัจจัยเรื่องประสิทธิภาพ/พลังงานแล้ว วงการสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพาในช่วงหลังๆ ยังมีชิปหรือนวัตกรรมอื่นๆ ที่เข้ามาทำงานเฉพาะทางบางอย่าง เช่น ชิปถอดรหัสวิดีโอ ชิปเร่งความเร็วคริปโต ชิปประมวลผล AI ฯลฯ ดังที่เห็นในรูปแรกสุดของบทความนี้

แอปเปิลอธิบายว่าเครื่อง Mac ในปัจจุบันประกอบด้วย CPU+GPU ตามมาตรฐาน และชิปพิเศษที่ออกแบบเองคือชิป T2 ที่เอาไว้เก็บข้อมูลลับ (secure enclave) และช่วยประมวลผลงานเฉพาะทางบางอย่าง เช่น สัญญาณภาพหรือความเคลื่อนไหว

No Description

แผนการของแอปเปิลคือต้องการรวมทุกอย่างไว้บน SoC ชิ้นเดียว เพื่อประโยชน์ในเชิงสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์ (เท่าที่ยกตัวอย่างมาคือการทำ unified memory ไม่ต้องแยกแรม CPU/GPU แล้วส่งข้อมูลวิ่งไปมา) และต่อยอดฟีเจอร์เฉพาะทาง (เช่น ตัวถอดรหัสวิดีโอ หรือชิปประมวลผล AI) โดยนำชิปที่มีอยู่แล้วบน iPhone/iPad มาใช้ในเครื่อง Mac ด้วย ไม่ต้องลงทุนใหม่

No Description

ฟีเจอร์อื่นที่แอปเปิลพูดถึงคือ ความปลอดภัยที่ระดับฮาร์ดแวร์ ซึ่งมีอยู่แล้วบน iPhone เช่น การคุ้มครองเคอร์เนล ไม่อนุญาตให้รันส่วนขยายของเคอร์เนล (kernel extension) โดย Mac ยุคใหม่จะต้องเขียนไดรเวอร์ผ่าน DriverKit ที่อยู่ใน user space แทน

No Description

Device isolation การแยก input–output memory management unit (IOMMU) สำหรับฮาร์ดแวร์แต่ละชิ้น ไม่ต้องมาใช้ IOMMU เดียวกัน

No Description

No Description

ป้องกันสถานะของหน่วยความจำเป็น write (W) หรือ execute (X) พร้อมกัน ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของแรม แต่อาจมีปัญหากับ JIT compiler บางตัวที่ต้องใช้งานฟีเจอร์นี้ ซึ่งแอปเปิลแก้ปัญหาด้วยการสลับสถานะ R/X ให้อย่างรวดเร็วแทน

No Description

No Description

ถ้าลองสังเกตประกาศของแอปเปิลแทบไม่มีคำว่า “เปลี่ยนเป็น ARM” เลยนะครับ แอปเปิลใช้คำว่า “Apple Silicon” ทั้งหมด เพราะความหมายของมันคือการเปลี่ยนจากซีพียู x86 ทั่วไป (Intel) มาเป็นซีพียูที่แอปเปิลออกแบบเอง (ได้ประโยชน์จากเรื่องพลังงาน+ฟีเจอร์) ไม่ใช่การเปลี่ยนมาใช้ซีพียู ARM ทั่วไป (ที่ได้ประโยชน์เฉพาะเรื่องพลังงานอย่างเดียว)

หมายเหตุ: เอาเข้าจริงแล้ว ไมโครซอฟท์ก็มีแนวทางคล้ายกัน เห็นได้จาก Surface Pro X ที่ชิปพิเศษ Microsoft SQ1 ที่ออกแบบร่วมกับ Qualcomm เพียงแต่ไมโครซอฟท์ไม่ได้ลงทุนกับซีพียูของตัวเองมายาวนานเท่ากับแอปเปิล ผลที่ได้รับกลับคืนมาจึงไม่ชัดเจนเท่า

ความเข้ากันได้ของ macOS และ iOS

ปัจจัยสุดท้ายคือเรื่อง compatibility เมื่อแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ทั้งหมดของแอปเปิลกลายเป็น ARM การพอร์ตโค้ด ฟีเจอร์ หรือแอพจาก iOS (ซึ่งปัจจุบันถือเป็นแพลตฟอร์มที่ใหญ่กว่า macOS มากๆ ในแง่จำนวนผู้ใช้และจำนวนแอพ) จึงทำได้ง่ายขึ้นมาก

แอปเปิลเองก็ไม่ต้องมาคอยพะวง ดูแลแยก 2 สถาปัตยกรรมขนานกันไป (และทำให้ Mac ถูกทอดทิ้งมานานเพราะ iOS สำคัญกว่า ได้ทรัพยากรไปมากกว่า) พอยุบเหลือสถาปัตยกรรมเดียว ฟีเจอร์ของ Mac ย่อมใกล้เคียงกับ iOS มากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่ถูกทิ้งห่างเหมือนเดิม

No Description

ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่าน

การเปลี่ยนผ่านจาก x86 มาสู่ ARM รอบนี้ไม่ใช่เรื่องเจ็บปวดมากนัก เพราะแอปเปิลมีประสบการณ์ตรงจากการเปลี่ยน PowerPC มาเป็น x86 เมื่อ 15 ปีก่อน ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านจึงไม่ต่างกัน

แนวทางเปลี่ยนผ่านของแอปเปิลมี 2 แบบขนานกันไปเช่นเดิม ได้แก่

  • Universal Binary การคอมไพล์โปรแกรมเป็นทั้ง x86 และ ARM รองรับฮาร์ดแวร์ทั้งสองแบบ
  • Rosetta การแปลงไบนารี ARM ไปรันบนฮาร์ดแวร์ x86 จำลอง

แอปเปิลย่อมอยากให้นักพัฒนาแอพเลือกใช้วิธี Universal มากกว่า เพราะคอมไพล์เป็น ARM แบบเนทีฟโดยตรง ซึ่งต้องอาศัยนักพัฒนาปรับแก้แอพใหม่ด้วย Xcode 12 ขึ้นไป แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ (เช่น ซอฟต์แวร์ตัวนั้นไม่พัฒนาต่อแล้วแต่ยังมีคนใช้) ก็ยังมีทางออกคือ Rosetta แม้ประสิทธิภาพจะด้อยลงไปบ้าง

No Description

ผมคิดว่าการเปลี่ยนผ่านของแอปเปิลรอบนี้น่าจะราบรื่นกว่ารอบที่แล้วมาก เพราะแอปเปิลมีประสบการณ์แล้ว รู้ว่าอุปสรรคอยู่ตรงไหน, คอมพิวเตอร์ยุค 15 ปีให้หลังพัฒนาขึ้นมาก มีทรัพยากรเหลือเฟือสำหรับการรันอีมูเลเตอร์ และที่สำคัญคือตัวสถาปัตยกรรม ARM มีความต่างจาก x86 น้อยกว่า x86 ต่างจาก PowerPC

ตัวอย่างที่แอปเปิลยกมาคือลำดับการวางตำแหน่งเลข (endian) ของ x86 เหมือนกับ ARM ทำให้ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องสลับตำแหน่งไบต์เหมือนตอนย้ายจาก PowerPC มาเป็น x86

No Description

แต่การเปลี่ยนผ่านก็ย่อมไม่ราบรื่นทั้งหมด 100% เพราะความแตกต่างระหว่างสถาปัตยกรรมย่อมมีอยู่ เช่น Rosetta ไม่รองรับชุดคำสั่งประมวลผลเวกเตอร์ (AVX) ที่มีในซีพียูอินเทล (เพราะ ARM ไม่มีชุดคำสั่งนี้โดยตรง) หรือขนาดของ page file ที่ไม่เท่ากัน (4kB บนซีพียูอินเทล, 16 kB บนซีพียูแอปเปิล)

No Description

No Description

คำแนะนำของแอปเปิลคือ พยายามอย่าใช้โค้ดที่ระบุสถาปัตยกรรมของซีพียูโดยตรง (เช่น กำหนดเงื่อนไข if ตามสถาปัตยกรรม x86/arm64) หรือเรียกใช้ชุดคำสั่งของซีพียูโดยตรง (เช่น ประมวลผลคำสั่งทางคณิตศาสตร์ด้วย AVX) โดยให้ทำงานผ่านเฟรมเวิร์คของ OS แทน

No Description

No Description

No Description

แอปเปิลบอกว่าพยายามแก้ปัญหาการข้ามสถาปัตยกรรมด้วยเฟรมเวิร์คให้มากที่สุด เช่น งานกราฟิกให้รันผ่าน Metal หรืองานปัญญาประดิษฐ์ให้เรียก Core ML แล้วเฟรมเวิร์คจะไปจัดการเรื่องสถาปัตยกรรมซีพียูให้เอง โดยที่นักพัฒนาไม่ต้องสนใจว่าข้างใต้เป็น x86 หรือ ARM เพราะช่วงแรกๆ จะต้องรองรับทั้งสองสถาปัตยกรรมอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่น่าจะเจอแน่ๆ คือการเรียกใช้ไลบรารีที่คอมไพล์เป็นไบนารีมาแล้ว (pre-compiled binary) ซึ่งนักพัฒนาอาจไม่มีทางเลือกมากนัก ในช่วงแรกๆ คงไม่มีไบนารีเวอร์ชัน arm64 ให้ใช้งาน ตรงนี้คงต้องอาศัยระยะเวลาในการค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไลบรารีไปสู่ ARM

No Description

สุดท้าย แอปเปิลย้ำว่าการพอร์ตแอพจาก x86 เป็น ARM จำเป็นต้องรันทดสอบบนฮาร์ดแวร์ Apple Silicon จริงๆ เสมอ แปลว่านักพัฒนาควรต้องหาฮาร์ดแวร์มาทดสอบกัน ไม่ว่าจะเป็นชุด DTK ในช่วงแรก (ที่มีค่ายืม 500 ดอลลาร์) หรือซื้อ Mac เครื่องใหม่ที่เป็น Apple Silicon เมื่อวางขายจริงแล้ว

No Description

กล่าวโดยสรุปคือ

  • การเปลี่ยนผ่านน่าจะค่อนข้างราบรื่น สำหรับแอพทั่วๆ ไปที่ไม่มีชุดคำสั่งพิเศษที่โยงกับซีพียู
  • แอพเฉพาะทางหน่อยหรืออิงกับซีพียูมากหน่อย เช่น เกม แอพสายวิทยาศาสตร์ หรือแอพที่เก่ามากๆ ไม่ได้อัพเดตต่อแล้ว ก็คงมีปัญหาอยู่ดี
  • แอปเปิลย่อมจับมือกับผู้พัฒนาแอพสำคัญๆ อย่าง Microsoft Office หรือ Adobe ดังที่เห็นเดโมใน Keynote
  • รายละเอียดของ Apple Silicon ยังมีไม่เยอะนักในตอนนี้ คงต้องรอช่วงที่สินค้าจริงเปิดตัว
  • การเปลี่ยนผ่านย่อมใช้เวลาพอสมควร ใครที่มีประสบการณ์ซื้อ Mac Intel ในช่วงแรกๆ มาแล้วคงรู้ซึ้งกันดีว่า “รอนานอีกสักหน่อยแล้วค่อยซื้อของใหม่จะดีกว่า”

ข้อมูลเพิ่มเติม

นักพัฒนาแอพสาย Mac สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก

from:https://www.blognone.com/node/117175

AMD พิชิตเป้าหมายประสิทธิภาพพลังงานดีขึ้น 25 เท่าในปี 2020 ของจริงทำได้ 31.7 เท่า

เมื่ออดีตอันไกลโพ้นปี 2014 AMD เคยประกาศแผน 25×20 ที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงาน (energy efficiency) ให้ได้ 25 เท่าภายในปี 2020

บัดนี้ถึงปี 2020 แล้ว AMD ออกมาประกาศว่าแผนการสำเร็จลุล่วง หลัง Ryzen 4000 Mobile หรือโค้ดเนม “Renior” หน่วยประมวลผลสำหรับโน้ตบุ๊ก (เป็น APU ที่รวม CPU+GPU) สามารถเพิ่มค่าประหยัดพลังงานได้ 31.7 เท่าเมื่อเทียบกับตัวเลขปี 2014

วิธีการวัดค่าของ AMD ใช้ Ryzen 7 4800H (2020) เทียบกับ AMD FX-7600P (2014) โดยดูจากค่าพลังงาน Energy Star และคะแนนเบนช์มาร์ค 3DMark 2011 P-Score / Cinebench R15 nT อย่างละครึ่งๆ เท่ากัน ถ้านับเฉพาะเบนช์มาร์คอย่างเดียว AMD ปี 2020 มีสมรรถนะเพิ่มขึ้น 5 เท่า ส่วนค่าการใช้พลังงาน Energy Star น้อยลงจากเดิม 84%

AMD ระบุว่าความสำเร็จนี้มาจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเรื่องสถาปัตยกรรม Zen, การเชื่อมโยง CPU+GPU ไว้บน SoC เดียวกัน, เทคโนโลยีด้านการผลิตที่ดีขึ้น, เทคนิคการจัดการพลังงานที่พัฒนาขึ้น ฯลฯ

No Description

No Description

ที่มา – AMD

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117171

อดีตวิศวกร Intel เผย สารพัดปัญหาของ Skylake เป็นเหตุที่แอปเปิลหันไปใช้ชิป ARM

หนึ่งในข่าวใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วในวงการนักพัฒนาคือการย้ายสถาปัตยกรรมครั้งใหญ่ของแอปเปิลจาก x86 ไป ARM ซึ่งก็มีการคาดการณ์กันไปว่า เพราะแอปเปิลต้องการรวมแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมของทั้ง iPhone/iPad และ MacBook ให้ไปในทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม François Piednoël อดีตวิศวกรของ Intel ให้สัมภาษณ์กับ PCGamer เผยว่าหนึ่งในสาเหตุที่แอปเปิลเปลี่ยนไปใช้ ARM เพราะปัญหาเรื่องคุณภาพที่เกิดขึ้นกับซีพียูสถาปัตยกรรม Skylake ของ Intel (Comet Lake เป็น Skylake รุ่นที่ 4) ที่แอปเปิลต้องคอยแก้ เลยเป็นเหมือนฟางที่ค่อย ๆ ขาดในมุมของแอปเปิล โดย Piednoël ใช้คำว่า Skylake นั้นแย่แบบผิดปกติ (abnormally bad) ขณะที่แอปเปิลก็เป็น OEM ที่ยื่นเรื่องว่าเจอปัญหาเยอะที่สุดด้วย

ที่มา – PCGamer

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117139

Apple เตรียมชิ่ง Intel วางแผนหันมาใช้ CPU ของตัวเองภายในสิ้นปีนี้

เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น ทางแอปเปิ้ลได้ประกาศว่า ตัวเองจะเปิดตัว Mac เครื่องแรกที่ใช้ซีพียูที่ทางแอปเปิ้ลดีไซน์เองภายในปลายปีนี้ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการแทนที่ชิปของอินเทลในคอมพิวเตอร์แมค

ทั้งนี้ทางซีอีโอของแอปเปิ้ล Tim Cook กล่าวว่า การเปลี่ยนมาใช้ชิปของตัวเองที่เคยมีเสียงลือมายาวนานก่อนหน้านี้น่าจะทำได้อย่างสมบูรณ์ภายในสองปี ซึ่งจะเน้นย้ำการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานเป็นหลัก และถือว่าวันที่ประกาศดังกล่าวเป็น “วันแห่งประวัติศาสตร์ของแมค” ด้วยการเปลี่ยนซีพียู แอปเปิ้ลเชื่อว่าจะทำให้เครื่องแมค “แข็งแกร่ง และมีความสามารถมากขึ้น”

โดยแอปเปิ้ลส่งสัญญาณว่าการตีตัวออกห่างจากอินเทลนี้จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังมีแผนที่จะให้การสนับสนุนและออก macOS สำหรับเครื่องแมคที่ยังใช้ชิปอินเทลอยู่อีกหลายปีต่อจากนี้

พร้อมกันนี้ Tim Cook  ยังกล่าวในวิดีโอที่อัดไว้ล่วงหน้าสำหรับอีเวนต์แบบเวอร์ช่วลอย่าง Worldwide Developers Conference 2020 ว่า อันที่จริงก็ยังมีเครื่องแมครุ่นใหม่ที่ใช้ชิปอินเทลที่ยังรอเปิดตัวอยู่อีก

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/apple-unveils-its-own-processors-for-macs/

AMD กลับมาติด Top 10 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์โลกอีกครั้ง ด้วยเครื่องยี่ห้อ NVIDIA

AMD เคยเป็นเจ้าแห่งโลกซูเปอร์คอมพิวเตอร์อยู่พักหนึ่ง โดยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Cray Titan ที่ใช้ซีพียู Opteron เคยครองแชมป์ของ TOP500 ช่วงปี 2012 แต่พอ AMD เข้าสู่ “ยุคมืด” ทำให้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์รุ่นหลังๆ แทบไม่มีเครื่องที่อันดับสูงๆ ใช้ซีพียู AMD เลย

เมื่อ AMD “คัมแบ็ค” กลับมาด้วยซีพียูสถาปัตยกรรม Zen สิ่งที่ต้องจับตาคืออันดับของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ซีพียู EPYC ว่าจะไต่กลับเข้ามาเมื่อไร

ในการประกาศผล TOP500 รอบล่าสุด (กลางปี 2020) ในที่สุด AMD ก็สามารถกลับคืนสู่ TOP 10 ของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่แรงที่สุดในโลกได้แล้ว ที่น่าตื่นเต้นกว่าก็คือ คอมพิวเตอร์เครื่องนี้คือ Selene ของคู่แค้น NVIDIA ที่เลือกใช้ซีพียู EPYC จาก AMD

No Description

NVIDIA Selene เลือกใช้ซีพียู AMD EPYC 7742 (64 คอร์) มาใช้คู่กับการ์ด NVIDIA A100 ตัวใหม่ล่าสุด, ใช้ระบบเชื่อมต่อ Mellanox HDR Infiniband ที่เพิ่งซื้อกิจการมา (เรียกง่ายๆ ว่าทุกอย่างยกเว้นซีพียู ใช้ของ NVIDIA เองเพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยี)

ตัว Selene เกิดจากการใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ DGX A100 มาเชื่อมต่อกัน 280 เครื่อง, การ์ด A100 จำนวน 2,240 ตัว, จำนวนคอร์รวม 277,760 คอร์ (นับรวมซีพียู-จีพียู), แรม 560,000 GB, มีพลังประมวลผล 27.6 PFlops อยู่อันดับ 7 ของโลก

การที่ NVIDIA เลือกใช้ซีพียู AMD คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เพราะก่อนหน้านี้บริษัทก็เคยอธิบายแล้วว่า เลือก AMD เพราะมีจำนวนคอร์เยอะกว่าอินเทล และรองรับ PCIe 4.0 แม้ในประกาศความสำเร็จของ Selene ไม่มีพูดถึง AMD แม้แต่คำเดียวก็ตาม

ตอนนี้ AMD มีเครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์ติดอันดับ TOP500 รวมแล้ว 11 เครื่อง และยังมีเครื่องอื่นๆ ที่จะทยอยตามมาอีก รวมถึงเครื่อง Frontier (1.5 ExaFlops) และ El Capitan (2.0 ExaFlops) ที่อยู่ระหว่างการสร้างร่วมกับ Cray และน่าจะติดอันดับ 1 ของโลกเมื่อสร้างเสร็จในปี 2021

ที่มา – AnandTech, TOP500

from:https://www.blognone.com/node/117075

Intel เปิดตัว CPU Hybrid Lakefield

Intel ได้ประกาศเปิดตัว CPU Code-name “Lakefield” ที่ใช้เทคโนโลยีแบบ Intel Hybrid และ Intel’s Foveros 3D stacking เป็นตัวแรก เจาะตลาดกลุ่มที่ต้องการอุปกรณ์แบบ CPU กินไฟต่ำและน้ำหนักเบา

Credit: Intel

Intel Hybrid จะมี CPU จำนวน 5 Core แบ่งเป็น Sunny Cove Core รับหน้าที่ในการประมวลผลสูงและสำหรับ Foreground Application ส่วนอีก 4 Tremont Core แบบประหยัดพลังงาน สำหรับ Background Application ใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่ 10nm และ Intel’s Foveros 3D stacking ที่ทำให้การ Stack ระหว่าง 2 Logics dies และ 2 DRAM Layer เข้าด้วยกันแบบ 3มิติ ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ทำให้ Chip CPU มีขนาดเล็กมากแค่ 12x12mm เท่านั้น พร้อมกันนี้ยังรองรับ Wi-Fi 6 (Gig+) และ LTE อีกด้วย ในตอนนี้มีออก 2 รุ่นด้วยกันตามตารางด้านล่าง

Credit: Intel

Credit: https://newsroom.intel.com/news/intel-hybrid-processors-uncompromised-pc-experiences-innovative-form-factors-foldables-dual-screens/#gs.8jb9r4

from:https://www.techtalkthai.com/intel-cpu-hybrid-lakefield/

Apple ประกาศแผนการใช้ชิป ARM ของตัวเองกับเครื่อง mac

ถือเป็นวาระแห่งชาติของเหล่าสาวก Apple เลยทีเดียว เพราะเมื่อคืนนี้ที่งาน Worldwide Developers Conference ทางบริษัทได้ออกมาเฉลยว่ากำลังตั้งตาที่จะปล่อยเครื่อง mac ซึ่งใช้ชิป ARM ที่ออกแบบมาเองจริง

ประเด็นที่น่ารู้เกี่ยวกับการชิป ARM ใหม่มีดังนี้

  • mac ของ Apple จะยังมีรุ่นที่ออกมาควบคู่กับการใช้ชิป Intel ด้วยต่อไป
  • ชิป ARM จะทำให้ mac มีแพลตฟอร์มเดียวกันกับ iPhone หรือ iPad ทำให้การพัฒนาหรือแอปพลิเคชันไปในทางเดียวกัน ดังนั้นในมุมของนักพัฒนาก็ง่ายขึ้นด้วย 
  • Apple สามารถควบคุมระบบได้ลึกและเบ็ดเสร็จในระดับฮาร์ดแวร์ของตัวเองได้ ที่อาจตอบโจทย์ด้าน Security&Privacy มากกว่า
  • Apple ได้สาธิตว่าทำการ Optimize ให้แอปพลิเคชันของตัวเองอย่าง Final Cut Pro หรือแอปจาก Third-party อย่าง Office และ Adobe สามารถทำงานบน ARM ได้อย่างไร้ปัญหา 
  • สามารถใช้งานเทคโนโลยี Emulation ที่ชื่อ Rosetta 2 เพื่อทำให้แอปเดิมๆ ไปรัน ARM ได้ (ดาวน์โหลดมาใช้ได้ที่ App Store) ซึ่ง Apple ได้สาธิตการใช้โปรแกรม MAYA และเกม Rise of the Tomb Raider ว่ายังสามารถทำงานได้ปกติดี
  • ชิปจาก ARM จะช่วยประหยัดพลังงานได้มากขึ้น กินแบตน้อยจึงงานใช้ได้นานขึ้น
  • Apple ตั้งเป้าระยะเวลาที่ต้องใช้ในการเปลี่ยนผ่านจาก Intel เป็น ARM ไว้ 2 ปี โดยหากนักพัฒนาต้องการลองของใหม่ทาง Apple ก็นำเสนอ Mac Mini ที่ใช้ชิป A12Z 
  • mac รุ่น ARM-based จะออกมาภายในสิ้นปีนี้ แต่ยังไม่ฟันธงว่าโมเดลไหนจะออกมาก่อน

ที่มา :  https://www.reviewgeek.com/45744/apple-will-move-mac-to-its-own-arm-based-silicon-starting-in-2020/ และ  https://thenextweb.com/plugged/2020/06/22/arm-based-apple-silicon-will-replace-intel-processors-on-the-mac/ และ  https://www.theguardian.com/technology/2020/jun/22/apple-ditches-intel-for-arm-processors-in-big-sur-computers

from:https://www.techtalkthai.com/apple-announced-plans-to-sale-mac-with-own-arm-based-chip/

AMD ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ให้ AMD Fusion

AMD เตรียมออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ที่ชื่อ ‘SMM Callout’ ใน AMD Fusion บางรุ่นที่ออกมาระหว่างปี 2016-2019

Credit: ShutterStock.com

Danny Odler ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยได้เปิดเผยช่องโหว่ 3 รายการบน SMM หรือ System Management Mode หรือส่วนหนึ่งใน UEFI Firmware ที่ใช้เพื่อจัดการฟีเจอร์ด้านฮาร์ดแวร์อย่าง การใช้ไฟฟ้า, Sleep, Hibernate, ข้อผิดพลาดของเมมโมรี และฟังก์ชันด้านความปลอดภัยของซีพียู ซึ่งประเด็นคือ SMM ถือเป็นโค้ดที่รันอยู่ในะดับสูงสุดของคอมพิวเตอร์ (Ring -2) นั่นหมายความว่าหากบั๊กถูกใช้ได้สำเร็จ คนร้ายจะสามารถเข้ายึดเครื่องได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่สนเรื่องของ SecureBoot, Hypervisor, VBS, Kernel หรืออื่นๆ

ทั้งนี้ไอเดียคือ Odler พบว่ามีบั๊ก 3 รายการที่ทำให้เขาสามารถเข้าไปลอบวางโค้ดอันตรายในเมมโมรีภายในของ SMM ได้ จึงสามารถรันในสิทธิ์ระดับสูงสุด ปัจจุบันมีช่องโหว่ 1 รายการที่ AMD ได้แพตช์ไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนคือ CVE-2020-14032 แต่อีก 2 รายการจะถูกปล่อยออกมาสิ้นเดือนนี้

สำหรับผลกระทบจะเกิดขึ้นกับ AMD Fusion บางรุ่น (ชื่อโค้ดของชิปซีพียูที่รวมกันตั้ง CPU+GPU ซึ่งเรียกว่า Accelerated Processing Unit หรือ APU ซึ่งถูกใช้ในโน๊ตบุ๊คบางรุ่น) ที่ออกมาในปี 2016-2019 อย่างไรก็ดีเงื่อนไขในการใช้งานคือคนร้ายจะต้องสามารถเข้าถึงเครื่องเชิงกายภาพหรือมีสิทธิ์รันโค้ดมัลแวร์ในระดับแอดมิน 

ที่มา :  https://www.zdnet.com/article/amd-says-it-will-fix-new-cpu-bug-by-the-end-of-june-2020/

from:https://www.techtalkthai.com/amd-fusion-patch-smm-callout-bugs/

อินเทลเปิดตัว Xeon Scalable รุ่นที่ 3 รองรับข้อมูลแบบ bfloat16 พร้อมชิป FPGA สำหรับงาน AI โดยเฉพาะ

อินเทลเปิดตัวชิป Xeon Scalable รุ่นที่ 3 ชื่อรหัส Cooper Lake สำหรับเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ในกลุ่ม 4 และ 8 ซ็อกเก็ต โดยความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการรองรับข้อมูลแบบ bfloat16 ที่นิยมใช้งานกลุ่มปัญญาประดิษฐ์

การที่อินเทลรองรับคำสั่งแบบ bfloat16 นับเป็นความพยายามในการรวมเอาความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์เข้าไว้ในสินค้าทั้งชุด ตั้งซีพียู, ชิปกราฟิก Xe ที่อยู่ระหว่างพัฒนา, FPGA และชิปเฉพาะทางอย่าง Movidius โดย bfloat16 แปลงข้อมูลแบบเลขทศนิยมให้ความละเอียดต่ำลง ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น แต่โมเดลจำนวนมากกลับพบว่าความแม่นยำโดยรวมของโมเดลนั้นเกือบจะเท่าเดิม แต่ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 1.5-2 เท่าตัว

สเปคความร้อนของซีพียูอยู่ที่ 150-250 วัตต์ เริ่มต้น 16 คอร์ 32 เธรดไปจนถึง 28 คอร์ 56 เธรด รองรับแรมสูงสุด 4.5TB ต่อซ็อกเก็ต

Xeon Scalable รุ่นที่ 3 นี้เริ่มส่งมอบสินค้าแล้ว และคาดว่าผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์จะเริ่มอัพเกรดภายในปีนี้ โดย Xeon Scalable รุ่นที่สามในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก Ice Lake จะตามมาภายในปีนี้

No Description

ชิป Intel เปิดตัวพร้อมกัน โดยเป็นชิปที่เพิ่มวงจร AI Tensor Block เข้าไว้ในตัว ขณะที่พลังประมวลผลเต็มชิปหากนับแบบ INT8 จะเพิ่มกว่าเดิม 15 เท่าตัว อินเทลระบลุการใช้งาน เช่น การรันโมเดล BERT บน Stratix 10 NX นั้นเร็วกว่า NVIDIA V100 อยู่ 2.3 เท่าตัว ขณะที่โมเดล ResNet50 นั้นเร็วกว่า 3.8 เท่าตัว

No Description

AI Tensor Block ประกอบไปด้วยวงจรคูณ 30 ชุดและ accumulator อีก 30 ชุด รองรับข้อมูลแบบ INT4, INT8, FP12 และ FP16

อินเทลคาดว่าจะเริ่มส่งมอบ Stratix 10 NX ภายในสิ้นปีนี้

ที่มา – Intel

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/116999