คลังเก็บป้ายกำกับ: CP

ซีพี จับมือมูลนิธิดวงประทีป เพิ่มจุดฉีดวัคซีนและเสบียงช่วยเหลือชาวชุมชนคลองเตย

ซีอีโอ ซีพี ช่วยครูประทีป อุ้มชุมชนคลองเตย ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ระลอก3 พร้อมแสดงความมั่นใจโลตัสพระราม 4 จุด พร้อมให้บริการฉีดวัคซีนชุมชนคลองเตย เริ่มบ่ายวันนี้ สนับสนุนเสบียงอาหาร-น้ำดื่ม ช่วยเหลือชาวบ้านชุมชนคลองเตยเร่งด่วน

คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า หลังทราบมติ ศบค. และได้รับการประสานจากรองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ต้องเร่งฉีดวัคซีนโควิดให้ประชาชนในพื้นที่คลองเตยจำนวนกว่า 9 หมื่นคนเป็นการเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่จะแพร่ระบาดในวงกว้าง โดยได้ประสานขอใช้พื้นที่โลตัส สาขาพระราม 4 เป็นจุดฉีดวัคซีน โดยตนได้สั่งการทีมงานลงพื้นที่เร่งด่วนเพื่อดำเนินภารกิจนับถอยหลัง 18 ชั่วโมงเพื่อจัดพื้นที่และอำนวยความสะดวกบริเวณโลตัสพระราม 4 ให้เป็นสถานที่จัดฉีดวัคซีนได้ในเวลาบ่ายโมงวันนี้

ซึ่งขณะนี้ได้ระดมสรรพกำลังบริษัทในเครือเตรียมความพร้อมทุกอย่างทั้งหมดแล้วให้ทันสถานการณ์เร่งด่วนนี้ โดยแบ่งจุดการคัดครองเป็นฐานตั้งแต่จุดลงทะเบียน จุดวัดความดันโลหิต สอบถามประวัติและโรคประจำตัว จุดฉีดวัคซีน และจุดพักสังเกตอาการหลังฉีด ขณะที่กลุ่มทรูได้นำทีมสื่อสารเข้าไปอำนวยความสะดวก ซีพีเอฟเข้าไปเตรียมพร้อมอาหารและน้ำดื่ม ทั้งนี้จะมีการประเมินสถานการณ์รายวัน หากการฉีดวัคซีนยังเร็วไม่พอจะมีการขยายพื้นที่ ขณะเดียวกันจะบริหารจัดการไม่ให้กระทบกับผู้เข้ามาใช้บริการซื้อสินค้าภายในโลตัสพระราม 4 เช่นกัน

ทั้งนี้ ซีพีในฐานะภาคเอกชนพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนและช่วยเหลือชุมชนคลองเตยที่มีประชาชนอยู่ 9 หมื่นราย โดยมั่นใจว่าจะสามารถฉีดวัคซีนได้ครบ 100% ตามนโยบายรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ที่เตรียมการฉีดวัคซีนให้ได้ในหลักพันคนขึ้นไปต่อวัน คาดว่าจะใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งมั่นใจว่าหากทุกอย่างเป็นไปตามมาตรการที่วางแผนไว้จะใช้เวลาฉีดวัคซีนประชาชนในชุมชนคลองเตยไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม เครือซีพียังได้รับการประสานจากครูประทีปถึงสถานการณ์ที่ชาวบ้านในชุมชนมีความยากลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพในวิถีชีวิตปกติได้ โดยเครือซีพีได้เข้าไปสนับสนุนชาวชุมชนคลองเตยกว่า 200 ครัวเรือนในการมอบอาหาร พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมทั้งแมคโครได้ร่วมส่งมอบถุงแยกขยะระหว่างผู้ป่วย และผู้กักตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรค โดยทุกความช่วยเหลือเริ่มดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคมนี้ และจะพิจารณาการช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป โดยประเมินเป็นรายสัปดาห์

นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาร่วมอำนวยความสะดวกด้านระบบสาธารณสุขให้กับประชาชนในชุมชนคลองเตย โดยนำแพลทฟอร์ม True HEALTH และแพลทฟอร์มชีวี ซึ่งเป็นระบบออนไลน์ที่จะมีแพทย์และแพทย์อาสาช่วยให้คำปรึกษา แนะนำ ติดตามและช่วยประสานกรณีผู้ป่วยมีอาการหนัก คู่ขนานไปกับการดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งได้นำกล่องอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปมอบให้เพื่อเชื่อมต่อกับทรูวิชั่น ให้ผู้ที่กักตัวได้รับชมคอนเทนต์เพื่อคลายความเครียดและความวิตกกังวล ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือซีพีจะได้มีส่วนร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับทุกภาคส่วนและคนไทยเพื่อสู้โควิด-19 ไปด้วยกัน

“เครือซีพีพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ เพราะสถานการณ์ขณะนี้ถือว่าลำบากที่สุด ซึ่งกรณีภารกิจกู้วิกฤตที่ชุมชนคลองเตย ถือเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิดวงประทีป และเราต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจนคนไทยทั้งประเทศได้รับการฉีดวัคซีนทั่วถึง ซึ่งกรณีชุมชนคลองเตยทางภาครัฐตัดสินใจอย่างรวดเร็วในการเข้าถึงและจัดพื้นที่ภายใน 18 ชั่วโมงเพื่อให้มีความพร้อมในการฉีดวัคซีน เมื่อภาครัฐแอคชั่นอย่างรวดเร็วและเอกชนดำเนินการอยางรวดเร็วตามเท่าที่จะทำได้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ผมขอขอบคุณทั้งครูประทีป รองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าฯกทม. ที่เดินหน้าเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว เป็นกรณีศึกษาความร่วมมือทั้ง 3 ฝ่าย ที่พวกเราช่วยกัน ตลอดจนสื่อมวลชนทุกคน ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นความร่วมมือสามัคคีทุกภาคส่วน ซึ่งผมเชื่อว่าประเทศไทยเราจะเอาอยู่และการฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจประเทศจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีป กล่าวว่า จากสถานการณ์มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเขตคลองเตย ขณะนี้การแพร่เชื้อเป็นไปอย่างก้าวกระโดดมาก จนถึงขณะนี้พบผู้ติดเชื้อกว่า 300 ราย โดยขณะนี้มีความพยายามเข้ามาช่วยเหลือทั้งในส่วนของกทม. สำนักงานเขตคลองเตย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกลุ่มคนผู้สูงวัยและเด็กได้รับกระทบและอยู่ในสภาวะยากลำบาก การได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชน จะเป็นกำลังใจให้คนในพื้นที่ ต้องขอบคุณเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนอาหารให้คนในชุมชนคลองเตยที่มีกว่า 200 ครัวเรือน และการเปิดพื้นที่จุดฉีควัคซีนที่โลตัส สาขาพระราม4 รวมถึงการช่วยสนับสนุนการสื่อสาร ทั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ต และการสนับสนุนแอปพลิเคชันทรู เฮลท์ รวมทั้งการให้ความบันเทิง สร้างความผ่อนคลาย ลดความเครียดในชุมชนด้วยการติดตั้งทรูวิชั่นส์ นาวในชุมชน ซึ่งจะเป็นกำลังใจให้คนชุมชนได้ยืนหยัดมีพลังในการสู้ชีวิตต่อไป

“ขอขอบคุณทุกภาคส่วน และเครือซีพี ที่ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนในช่วงเวลาที่ประเทศเกิดวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ ซึ่งสามารถช่วยเหลือได้ตรงจุด ในขณะนี้คนในชุมชนคลองเตยตื่นตัวอย่างมากที่จะได้รับการฉีดวัคซีน โดยอยากจะให้กลุ่มคนที่ได้รับความเสี่ยงสูง ทั้งผู้นำชุมชนและอาสาสมัครในพื้นที่ ได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว เพราะเป็นบุคลากรที่ได้เสียสละปกป้องชุมชน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วน และขอให้สังคมเห็นใจและเป็นกำลังให้คนในพื้นที่เขตคลองเตยให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้”

from:https://www.thumbsup.in.th/cp-vaccine-klongtoey?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cp-vaccine-klongtoey

เจ้าสัวธนินท์ ดัน CP-CPF ลุย “กัญชง” ต่อยอดอาหารสุขภาพสู่ครัวโลก

ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานและสักขีพยาน ในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการและความร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชกัญชง ระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้

CP

ข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกษตรกร ตลอดจนสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้ประชาชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซีพีเอฟ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสารสกัดกัญชงอันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภคและนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงต้นทาง ทั้งสายพันธุ์ แหล่งเพาะปลูก และวิธีการปลูก ตอบโจทย์อาหารปลอดภัยสู่ครัวของโลกได้อย่างยั่งยืน โดยจะทำการวิจัยระบบมาตรฐานในการเพาะปลูก รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า

สำหรับ ม.แม่โจ้ ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกัญชงและกัญชา มาตั้งแต่ปี 2554 และมีความเชี่ยวชาญในการปลูกด้วยวิธีอินทรีย์ ปัจจุบันงานวิจัยพัฒนาพืชกัญชงและกัญชากำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก แต่ไม่มีความร่วมมือใดที่จะครบถ้วนรอบด้านและมีความพร้อมเท่ากับความร่วมมือครั้งนี้มั่นใจว่าจะค้นพบสายพันธุ์ที่ดี มีเทคนิควิธีการปลูกที่ดี และใช้ประโยชน์จากพืชกัญชงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ต่อเกษตรกร ต่อผู้บริโภค และต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

พืชกัญชง เป็นพืชที่มีคุณค่าของสารสำคัญมากมาย อาทิ CBD ที่งานวิจัยในต่างประเทศพบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน ทั้งระบบประสาทและสมอง ระบบหัวใจ นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มเทอร์ปีนที่ช่วยผ่อนคลาย และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ส่วนเมล็ดของพืชกัญชง มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก เป็นแหล่งโปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน รวมถึง มีไขมันโอเมก้า 3,6,9 ซึ่งดีต่อร่างกาย นอกจากนี้กากเมล็ดกัญชงยังนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ได้อีกด้วย  

ความมหัศจรรย์ของกัญชงคือ เป็นพืชที่ดูดซึมสารอาหารจากดินได้ทั้งหมด ดังนั้นการควบคุมและระบบการจัดการเป็นเรื่องสำคัญ นอกเหนือจากสายพันธุ์ที่ต้องวิจัยและพัฒนามาอย่างดีเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อให้ได้กัญชงที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหาร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจ้าสัวธนินท์ ดัน CP-CPF ลุย “กัญชง” ต่อยอดอาหารสุขภาพสู่ครัวโลก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/cp-maejo-canabis/

โรงงานของ CP ในจีน กลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของการแพร่ระบาด COVID-19 ทางการจีนยกระดับความเสี่ยงแล้ว

CP logo

จีนยกระดับความเสี่ยงในชุมชน หลังพบโควิดในโรงงานซีพี

Global Times สื่อของรัฐบาลจีน รายงานว่า ถนนเส้นหนึ่งในชุมชนของมณฑลเฮยหลงเจียง ซึ่งอยู่ภาคเหนือของประเทศจีน ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงปานกลาง-สูงในการแพร่ระบาดของโควิด

จากรายงานระบุว่า การยกระดับความเสี่ยงในครั้งนี้มาจากโรงงานของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือซีพีของไทยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ได้รายงานโดยยืนยันว่า พบคนงานติดเชื้อโควิดในโรงงานจริง พร้อมทั้งมีคนงานบางส่วนที่พบการติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการด้วย

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนไทยที่เคยรายงานข่าวการพบผู้ติดเชื้อโควิดในโรงงานของซีพีในจีนได้แก่ มติชนออนไลน์ และ กรุงเทพธุรกิจ รวมถึงสื่อไทยภาคภาษาอังกฤษอย่าง Bangkok Post ก็ได้รายงานไปในทิศทางเดียวกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post โรงงานของ CP ในจีน กลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของการแพร่ระบาด COVID-19 ทางการจีนยกระดับความเสี่ยงแล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/cp-in-heilongjiang-covid-areas/

เครือซีพี มุ่งเข็มทิศสู่เป้าหมายองค์กรแห่งความยั่งยืน ตามแนวทางสหประชาชาติ ผสานกิจกรรมที่ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

โลกในปัจจุบันกำลังประสบภาวะวิกฤตหนักรอบด้าน การกระทำของมนุษย์ต่อธรรมชาติมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ส่งผลกระทบถึงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัญหาวิกฤตโลกร้อน, ไฟป่า, ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนโรคระบาดโควิด-19 ล้วนมีสาเหตุที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกันระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ซึ่งเป็นองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกมุ่งมั่นร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภายใต้กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ 17 ข้อ (Sustainable Devlopment Goals: SDG)

Sustainable Development Goals: SDG เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

17 เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้วาระโลกขององค์การสหประชาชาติครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ การขจัดความยากจน, ขจัดความหิวโหย, การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี, การศึกษาที่เท่าเทียม, ความเท่าเทียมทางเพศ, การจัดการน้ำและสุขาภิบาล, พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเป็นภารกิจสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารด้านโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด พูดถึงภาวะวิกฤตที่โลกกำลังเผชิญในหลายด้าน โดยมีสหประชาชาติเป็นองค์กรกลางร่วมกับภาคประชาสังคมและเอกชนระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าว และส่งเสริมภาคธุรกิจให้ยั่งยืนสอดคล้องกับเป้าหมาย 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ

การทำเรื่องความยั่งยืนคล้ายกับเรื่องการศึกษา เริ่มจากปลูกจิตสำนึก ทำอย่างไรให้ทุกคนอยากรู้ว่าความยั่งยืนคืออะไร ตอนเริ่มคิดว่ายาก ปัจจุบันนี้ทำเรื่องนี้มามากกว่า 3 ปี

เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีพนักงานทั่วโลกกว่า 3 แสนคน ลงทุนใน 21 ประเทศ และเขตเศรษฐกิจ ทางเครือฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาวิกฤตของโลก โดยธุรกิจหลักเป็นด้านอาหารและการเกษตร ยกตัวอย่าง เครือฯ จึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนไดออกไซค์เชิงการเกษตรได้ทันทีและทำแล้ว ซึ่งนับเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง นอกจากนี้ เครือฯ ถือเป็นครัวของโลกที่ผลิตอาหารให้มนุษย์รับประทาน ซึ่งหน้าที่สำคัญที่จะพัฒนามนุษย์ให้มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งตรงกับเป้าหมายข้อ 3 ของสหประชาชาติ คือ Health and Wellbeing นอกจากผลิตอาหารแล้ว ต้องใส่ใจอาหารที่มีคุณภาพ ให้โภชนาการที่ดี สุขภาวะอนามัยที่ดี และความปลอดภัยด้านอาหาร สิ่งเหล่านี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือฯ ทำมาโดยตลอด

เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมที่จะสามารถช่วยเหลือโลกได้ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยการขับเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมกับดูแลโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งคำว่ายั่งยืนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยุดทำได้ ต้องทำและสื่อสารอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เพื่อทำให้ทุกคนเข้าใจมากขึ้น

รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารด้านโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารด้านโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

อีกทั้งเครือเจริญโภคภัณฑ์ยังร่วมเป็นหนึ่งในองค์กรสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2561

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network) ของโครงการสำคัญในระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ UN Global Compact เครือข่ายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรณรงค์ให้บริษัททั่วโลกวางกลยุทธ์และยึดหลักการทำงานที่สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน โดยปัจจุบัน คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย เพื่อมุ่งให้ประเทศไทยเดินหน้าขับเคลื่อน 17 ข้อ ยกระดับความร่วมมือของภาคธุรกิจไทย

คลิปรายการเราปรับ โลกเปลี่ยน : รู้จักโกลบอลคอมแพ็กประเทศไทย เพื่อเป้าหมายแห่งความยั่งยืนร่วมกัน

คลิปรายการ เราปรับ … โลกเปลี่ยน : 5 ยุทธศาสตร์ของ GCNT เพื่อขับเคลื่อน SDGs สู่ความยั่งยืน 

ทุกกลุ่มในธุรกิจของเครือพยายามผลักดันเป้าหมายสู่องค์กร Zero Waste และ Zero Carbon 

เครือเจริญโภคภัณฑ์กำลังจะครบ 100 ปีในปี 2564 นี้ ตลอดการดำเนินธุรกิจเกือบ 100 ปี เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ยึดหลักปรัชญา 3 ประโยชน์และคุณธรรมกตัญญูมาโดยตลอด คือการคำนึงถึงประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประโยชน์ต่อประชาชนและสุดท้ายประโยชน์ต่อองค์กร

เริ่มตั้งแต่การดำเนินธุรกิจในยุคแรกเริ่มของ เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยบริษัทเจียไต๋ ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกๆ ในประเทศไทยที่มีการขายเมล็ดพันธุ์โดยระบุวันที่หมดอายุของเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ผู้บริโภคซื้อเมล็ดพันธุ์กลับไปปลูกก็ได้พืชผลเจริญงอกงาม คือการนึกถึงประโยชน์ของผู้ซื้อเป็นหลัก นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืนที่มีมาเกือบ 100 ปีแล้ว

คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ท่านประธานอาวุโสและคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์จะนึกถึงสังคมและประเทศชาติมาโดยตลอด 

นับตั้งแต่ยุคเจียไต๋จนถึงยุคคุณศุภชัยที่ล่าสุดประกาศว่า ต่อไปจะมุ่งเป้าหมายขององค์กรสู่การเป็นองค์กร Zero Carbon หรือองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ กับ Zero Waste ลดขยะและของเสียให้เป็นศูนย์ นับเป็นสองเป้าหมายความยั่งยืนใหม่ที่ท้าทายและต้องทำให้สำเร็จภายในปี 2030

Zero Carbon เป็นการพยายามทำให้ลดภาวะเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในการผลิตทั้งหมด ทางบริษัททำ Workshop เรื่องนี้กันตลอดเวลา เป้าหมายของเราคืออีก 10 ปี คือเน้นเรื่องการจัดสรร บริหาร พลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ทำอย่างไรให้การผลิตมีการลดการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้น้อยที่สุด มีทั้งการบริหารจัดการและเลือกสรรพลังงานสะอาดมาใช้ มีการคำนวณสูตรเพื่อที่จะใช้พลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ Zero Waste เราตั้งเป้าว่า ในกระบวนการผลิต ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ก็จะพยายามลดขยะ ของเสียให้กลายเป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2030 ตอนนี้เราก็เริ่มทำแล้ว เช่น ซีพีเอฟ และซีพี ออลล์ ก็มีการลดใช้ถุงพลาสติก ลดใช้พลาสติกหุ้มฝาขวด เป็นต้น 

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

แนวคิด No one is too small to make a change ปูทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนได้

การพัฒนาสู่ความยั่งยืนไม่สามารถทำสำเร็จได้ หากให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งทำเพียงลำพัง ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้พยายามหาภาคีร่วม ให้สังคมมาช่วยกันสร้างความยั่งยืน โดยคิดแคมเปญเรื่อง “NO ONE IS TOO SMALL TO MAKE A CHANGE” เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้” ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ร่วมกันพัฒนาได้ เช่น การกำจัดขยะ ปลูกต้นไม้ เป็นต้น

เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้พยายามปลุกความตระหนักรู้ให้สังคมหยุดทิ้งขยะลงทะเล เราเล่าเรื่องผ่านสื่อโฆษณาผ่านเด็กให้สังคมรับรู้ มองว่าความยั่งยืนคือการกระทำ แต่ละการกระทำต้องทำให้คนมีส่วนร่วมและรับรู้ ต้องพยายามเจาะกลุ่มเป้าหมาย ชักชวนผู้คนให้มาเก็บขยะ เอาขยะมาต่อเป็นตัวปลาวาฬให้ดูว่ามีขยะมากขนาดไหน เพียง 2 ชั่วโมงสามารถเก็บขยะได้มากถึง 2,000 กิโลกรัม 

รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารด้านโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้บริหารด้านโครงการพิเศษ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

ล่าสุด ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้จัดกิจกรรม CP for Sustainability ปู๊นปู๊นไปปลูกป่า โดยพาลูกค้า พนักงานและสื่อมวลชนนั่งรถไฟไป จ.ลพบุรี เพื่อเรียนรู้กระบวนการปลูกป่าที่ยั่งยืน  ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านการฟื้นฟูป่าในรูปแบบต่างๆภายใต้โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง

คลิปรายการคิดเพื่อชีวิตยั่งยืน ตอน ปลูกเปลี่ยนโลก No one is too  small to make a change

คลิปภาพบรรยากาศและความรู้สึกของผู้ร่วมกิจกรรมปู๊นปู๊นไปปลูกป่า

นอกจากนี้ทางเครือฯ ยังเป็น Knowledge Center กระจายข้อมูลให้ผู้คนได้รับรู้ผ่านทาง Facebook page CP for Sustainability  https://www.facebook.com/CPGroupSustainability เรานำเสนอข้อมูลเพื่อสร้างความตระหนักรู้และร่วมมือผลักดัน พัฒนาสู่ความยั่งยืนอย่างจริงจัง

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด CP for Sustainability

อีกหนึ่งช่องทางที่เผยแพร่ในวงกว้างเป็นการนำเสนอรายการคิดเพื่อชีวิตยั่งยืน ตอบโจทย์ที่คุณศุภชัย เจียรวนนท์ มีความตั้งใจอยากถ่ายทอดแนวคิดและความรู้เพื่อความยั่งยืน โดยเรานำเสนอเนื้อหาในรูปแบบที่น่าสนใจ ผ่านเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นด้วยการลงมือทำ

คลิปวิดีโอ :: รายการคิดเพื่อชีวิตยั่งยืน การบริจาคอวัยวะ

อีกตัวอย่างของโครงการที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตคน: โครงการ Let Them See Love โครงการบริจาคอวัยวะ

ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เป็นพันธมิตรกับศูนย์ดวงตาและศูนย์รับบริจาคอวัยวะของสภากาชาดไทย โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนามนุษย์ในแง่ของ Health & Well Being ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้สังคม เพราะถ้าผู้ป่วยอวัยวะเสื่อมสภาพได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ก็จะกลับมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพ ครอบครัวมีความสุข เศรษฐกิจมั่นคง ส่งเสริมการสร้างสังคมที่ยั่งยืน

จากปีที่ 1 มีคนบริจาคอวัยวะเพียงหลักพัน ปัจจุบันโครงการนี้ทำมา 15 ปีแล้ว มีการบริจาคอวัยวะเพิ่มมากขึ้นจากหลักพันในอดีต เข้าสู่หลักแสนคนในปัจจุบัน ทางเครือเจริญโภคภัณพ์และกลุ่มทรูได้ใช้ช่องทางในการช่วยสื่อสารสร้างการรับรู้ นี่คือโครงการที่ทำเพื่อ Health & Well Being เป็นการส่งต่อความดีที่ยิ่งใหญ่ ส่งต่อการให้ไม่มีที่สิ้นสุด 

สรุป

การตั้งเป้าหมายการพัฒนาสู่ความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์นั้น หากยึดตามกรอบที่เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตที่โลกกำลังเผชิญอยู่ภายใต้ประเด็นทั้ง 17 ข้อขององค์การสหประชาชาติ ถือว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เดินหน้ามุ่งมั่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง

การพัฒนาสู่ความยั่งยืนดังกล่าว ไม่สามารถทำได้เพียงองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพังแต่ยังต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากประชาชนทั่วประเทศ บริษัททุกแห่ง ผู้คนทั่วโลกให้มาช่วยกันผลักดันให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริงได้ เพื่อให้ผู้คนและโลกสามารถรับมือกับภาวะวิกฤตที่สร้างความท้าทายใหม่ๆ ได้ต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เครือซีพี มุ่งเข็มทิศสู่เป้าหมายองค์กรแห่งความยั่งยืน ตามแนวทางสหประชาชาติ ผสานกิจกรรมที่ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/cp-sustainability-for-developing-zero-waste-and-zero-carbon-organisation-in-2030/

กขค. ไฟเขียวให้ CP ควบรวมกิจการของ เทสโก้ โลตัส ชี้ไม่เป็นการผูกขาด แต่ห้ามซื้อกิจการรูปแบบเดียวกันในระย 3 ปี

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. ไฟเขียวให้กลุ่ม CP ควบรวมกิจการของ เทสโก้ โลตัส เป็นที่เรียบร้อย ภายใต้เงื่อนไขหลายๆ อย่าง แต่มีมุมมองว่าเป็นธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาด แต่ยังไม่ถือว่าเป็นการผูกขาดแต่อย่างใด

Tesco Lotus Extra เทสโก้โลตัส เอ็กซ์ตร้า
ภาพจาก Shutterstock

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ได้เปิดเผยคำวินิจฉัยและไฟเขียวให้กลุ่ม CP สามารถที่จะควบรวมกิจการของ Tesco Lotus และมองว่าการซื้อกิจการของกลุ่ม CP นั้นเพิ่มอำนาจตลาดแต่ไม่ถือเป็นการผูกขาด แต่มีเงื่อนไขในการควบรวมกิจการไม่ว่าจะเป็นห้ามซื้อกิจการในสถานะเดียวกันในธุรกิจค้าปลีก แต่ไม่รวมถึง E-commerce เป็นระยะเวลา 3 ปี รวมไปถึงจะต้องเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มาจากผู้ประกอบการ SME ของไทยในอัตราเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% เป็นระยะเวลา 5 ปี

โดยกรรมการเสียงข้างมากของ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า มีความเห็นว่า การรวมธุรกิจของ CP กับ Tesco Lotus ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ขออนุญาตรวมธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดในตลาดร้านค้าปลีกสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภคประเภทร้านค้าปลีกขนาดเล็กจะมีอำนาจตลาดเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่เป็นการผูกขาด และการรวมธุรกิจดังกล่าวมีความจำเป็นตามควรทางธุรกิจและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการส่งเสริมการประกอบธุรกิจเพิ่มมากขึ้น และอาจส่งผลให้การแข่งขันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อประโยชน์สำคัญอันควรมีควรได้ของผู้บริโภคส่วนรวม

สำหรับกลุ่ม CP เป็นผู้ชนะการประมูลในการซื้อกิจการของ Tesco ในประเทศไทยและมาเลเซีย เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมูลค่าในการซื้อกิจการครั้งนี้อยู่ที่ 10,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 335,415 ล้านบาท ผ่าน บริษัท ซี.พี.รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งทาง บมจ. ซีพี ออลล์ และกลุ่ม CP ถือหุ้น 40% เท่าๆ กัน ที่เหลืออีก 20% เป็นของทาง บริษัท ซี พี เมอร์แชนไดซิ่ง ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ CPF อีก 20%

สำหรับเงื่อนไขที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้กำหนดให้กลุ่ม CP ต้องทำตามหลังจากนี้ได้แก่

1.ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้รวมธุรกิจและผู้ประกอบธุรกิจที่มีสถานะเสมือนเป็นหน่วยธุรกิจเดียวกัน กระทำการรวมธุรกิจกับผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นระยะเวลา 3 ปี ทั้งนี้ไม่รวมถึงตลาดอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce)

2. ให้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด เพิ่มสัดส่วนของยอดขายสินค้าที่มาจากผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรชุมชน สินค้าชุมชน สินค้าวิสาหกิจชุมชนหรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น (OTOP) และกลุ่มสินค้าอื่น ๆ ของร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และ เทสโก้ สโตร์ส รวมกันทุกรูปแบบ ในอัตราเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี ทั้งนี้ ให้ใช้หลักเกณฑ์ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตามความในกฎหมายว่าด้วยการกำหนดลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

3. ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้รวมธุรกิจและผู้ประกอบธุรกิจที่มีสถานะเสมือนเป็นหน่วยธุรกิจเดียวกันในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภค ใช้ข้อมูลร่วมกันหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาดที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบ โดยให้ถือว่าเป็นความลับทางการค้า

4. ให้บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด คงไว้ซึ่งเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลงระหว่างผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบรายเดิม ที่ได้มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงไว้ เป็นระยะเวลา 2 ปี เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นคุณหรือเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบรายเดิม และต้องได้รับการยินยอมจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบนั้น ๆ ด้วย

5. ให้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด สนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตามความในกฎหมายว่าด้วยการกำหนดลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ด้วยการกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เป็นระยะเวลา 30 – 45 วัน นับจากวันที่ยื่นเอกสารเรียกเก็บเงิน เป็นระยะเวลา 3 ปี จำแนกเป็น

(5.1) กลุ่มสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรชุมชน สินค้าชุมชน สินค้าวิสาหกิจชุมชนหรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น (OTOP) ภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน และ

(5.2) กลุ่มสินค้าอื่น ๆ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน

ทั้งนี้กรณีข้อกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อเดิมที่มีผลใช้บังคับก่อนคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าออกคำสั่งนี้มีระยะเวลาการให้สินเชื่อน้อยกว่าที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ากำหนด ให้ใช้ข้อกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อเดิม หรือกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

6. ให้บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด รายงานฃผลการประกอบธุรกิจ ภายใต้การดำเนินการตามกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขที่ได้รับจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เป็นรายไตรมาสหรือในระยะเวลาที่กำหนด ตามแบบที่สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ากำหนด เป็นระยะเวลา 3 ปี

7. ให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตรวมธุรกิจและผู้ประกอบธุรกิจที่มีสถานะเสมือนเป็นหน่วยธุรกิจเดียวกันในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่สินค้าอุปโภคบริโภค กำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติทางการค้าที่ดี เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน และถือปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว ตลอดจนประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกกับผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัดและต้องไม่กระทำการที่เป็นข้อห้ามของผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/otcc-approve-cp-group-can-buy-tesco-lotus-but-coming-with-condition-6-nov-2020/

CP ร่วมมือบริษัทเกาหลี ยกระดับอุตสาหกรรม Logistic ด้วยเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า

ตอนนี้หลายองค์กรให้ความสำคัญกับการรักสิ่งแวดล้อม และล่าสุดกลุ่ม CP ได้เซ็น MOU กับบริษัทขนส่งพัสดุจากเกาหลี Hyundai Glovis เพื่อนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาลดการปล่อยมลพิษเวลาขนส่งสินค้า

7-Eleven เซเว่น อีเลฟเว่น
ภาพจาก Shutterstock

ยกระดับธุรกิจ และลดการปล่อยมลพิษ

กลุ่ม CP นำโดย ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ได้เซ็น MOU กับ Hyundai Glovis เพื่อนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ในรถบรรทุกแบบต่างๆ มาใช้งานเพื่อกระจายสินค้ากับร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ถือเป็นครั้งแรกในการใช้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าในการขนส่งพัสดุ

สำหรับรายละเอียดของความร่วมมือนี้ ทั้งสองบริษัทจะเริ่มทดสอบใช้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าภายในสิ้นปี 2563 และทาง Hyundai Glovis มีความเชื่อว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้การขนส่งพัสดุรักสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และช่วยสร้างความแข็งแกร่งในการทำตลาดทั้งในอาเซียน และตลาดโลก

ก่อนหน้านี้ตลาดการใช้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าในการขนส่งพัสดุเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น เพราะช่วยประหยัดต้นทุน และลดมลพิษจากการปล่อยก๊าซคาร์บอน ทำให้มีทั้งค่ายผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิม และ Startup หน้าใหม่เร่งพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้สำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ

ขณะเดียวกันเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับยังเป็นอีกเทคโนโลยีที่ถูกให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะทำให้การขนส่งพัสดุมีประสิทธิภาพขึ้นอัตโนมัติ ดังนั้นต้องติดตามกันว่าอนาคตของความร่วมมือข้างต้นจะพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับด้วยหรือไม่

สรุป

รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีผลกับตลาดรถยนต์นั่ง และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ แต่ด้วยต้นทุนทางเทคโนโลยีที่ยังสูงอยู่ ทำให้หลายองค์กรยังไม่พร้อมเปลี่ยนแปลง ทำให้การสร้างความร่วมมือ และทดลองใช้งานเพื่อเพิ่มความเข้าใจกับเทคโนโลยีนี้คืออีกหัวใจสำคัญในการพัฒนาตลาดนี้ไปสู่อนาคต

อ้างอิง // Korea Herald

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cp-hyundai-logistic-in-thailand/

นิทรรศการ CP Group Seeding the Future เมล็ดพันธ์ุเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ใต้ร่มพระบารมี

ชวนไปดูนวัตกรรมและความยั่งยืนในการทำธุรกิจของเครือ CP ในนิทรรศการ CP Group Seeding the Future เมล็ดพันธ์ุเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ใต้ร่มพระบารมี

ที่ CP สร้างนวัตกรรมทั้งด้านอาหาร การเกษตร และการใช้ชีวิต เพื่อพัฒนาวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และสร้างรายได้ที่ดีให้กับคนไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต ในงานกิจกรรมจิตอาสา ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี เราสร้างไปด้วยกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cp-group-seeding-the-future/

กลุ่ม CP ซื้อกิจการ Chilindo เว็บประมูลสินค้า มูลค่ากว่า 558 ล้านบาท ตั้งเป้าบุกต่างประเทศ

กลุ่ม CP ซื้อกิจการ Chilindo เว็บประมูลสินค้า มูลค่ากว่า 558 ล้านบาท เพื่อที่จะเสริมแกร่งด้าน E-commerce ขณะเดียวกันก็ตั้งเป้าที่จะนำแพลตฟอร์มนี้ขยายไปในต่างประเทศด้วย

ศุภชัย เจียรวนนท์
ศุภชัย เจียรวนนท์ – ภาพจาก CP Group

Ascend Commerce ซึ่งเป็นบริษัทลูกในกลุ่ม CP ได้เข้าซื้อกิจการ Chilindo เว็บประมูลสินค้าของไทย โดยมูลค่าในการเข้าซื้อกิจการนั้นอยู่ที่ 18 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 558 ล้านบาท โดยเป้าหมายของกลุ่ม CP คือต้องการยกระดับเว็บไซต์แห่งนี้ให้กลายเป็นแพลตฟอร์ม E-commerce สัญชาติไทยและวางแผนที่จะนำ Chilindo บุกตลาดต่างประเทศด้วย

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ได้กล่าวว่า “การที่ CP ลงทุนในแพลตฟอร์ม Chilindo นั้น ถือเป็นการนำร่องเพื่อสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยที่จะมาช่วยยกระดับอีคอมเมิร์ซไทยก้าวสู่ตลาดในระดับสากล ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยล้วนเป็นแพลตฟอร์มของธุรกิจข้ามชาติเป็นส่วนใหญ่”

สำหรับ Chilindo เป็นเว็บไซต์ประมูลสินค้าออนไลน์ โดยใช้รูปแบบของการเล่นเกมการประมูล และจะได้ซื้อสินค้าก็ต่อเมื่อชนะประมูลในราคาที่ตนเองต้องการ ซึ่งราคาประมูลขั้นต่ำที่ 1 บาท จึงทำให้ผู้ที่เข้ามาใช้แพลตฟอร์มนี้แตกต่างจากการเข้าใช้งานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ โดย Chilindo มีความโดดเด่นในด้านราคา เน้นการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ผู้บริโภค “ยอมรับได้” ไม่ใช่ราคาที่ร้านค้าเป็นผู้กำหนดไว้

ปัจจุบัน Ascend Commerce นั้นมีเว็บไซต์ WeMall ห้างสรรพสินค้าออนไลน์ Weloveshopping แหล่งรวมสินค้าหลากหลาย ทั้งนี้เมื่อรวมการซื้อกิจการของ Chilindo นั้นกลุ่ม CP จะมีฐานธุรกิจ E-commerce ที่แข็งแกร่งมากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cp-group-buy-auction-website-chilindo-and-plan-to-expand-outside-th-8-aug-2020/

ชวนไปดูงาน CP Seeding the Future เมล็ดพันธ์ุเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ใต้ร่มพระบารมี

เมื่อความยั่งยืนกับการทำธุรกิจ Sustainability & Business คือโลกใบเดียวกัน และกำลังทวีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำธุรกิจจะมีความยั่งยืนได้นั้นต้องอาศัยการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์ธุรกิจให้เติบโตและมั่นคงได้ในระยะยาวโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นธุรกิจที่สร้างความยั่งยืนให้ทั้งสังคมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทในเครือ CP มีแนวคิดการทำธุรกิจที่เน้นความยั่งยืน บนหลักการ 3 ประโยชน์ คือ ประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ประชาชน แล้วจึงเป็นประโยชน์ต่อพนักงานตลอดจนองค์กร เฉกเช่นการสร้างนวัตกรรมด้านอาหาร และการเกษตร คือหนึ่งในความยั่งยืนสำคัญของ CP ที่จะมาช่วยสร้างรายได้ และพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น

บนความหลากหลายของธุรกิจของเครือ CP ที่ดำเนินไปบนเส้นทางการสร้างความยั่งยืนนั้น ถูกนำมาฉายให้เห็นภาพชัดเจนผ่านนิทรรศการ CP Seeding the Future เมล็ดพันธ์ุเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ใต้ร่มพระบารมี ภายในงานกิจกรรมจิตอาสา ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-31 กรกฎาคม 2563 ณ ท้องสนามหลวง

งานนิทรรศการครั้งนี้ได้พาเราไปสัมผัสเรื่องราวความยั่งยืนและนวัตกรรมในการทำธุรกิจที่น่าสนใจของ CP โดยจัดขึ้นในรูปแบบ “นิทรรศการมีชีวิต” หรือ Life Exibition ประกอบด้วย

โซนที่ 1 Future Food นวัตกรรมอาหารและการเกษตร

Bio Technology RD Center ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร ของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์จำกัด (มหาชน) หรือ CPF แสดงนวัตกรรมด้านอาหารของ CPF เพื่อพัฒนาอาหารที่ดีต่อสุขภาพ วิเคราะห์วัตุดิบและโภชนาการในเชิงลึก คิดค้นสูตรอาหารที่เหมาะสมกับผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม รวมถึงต้องมีการพัฒนากระบวนการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีอย่างสม่ำเสมอ

Innovative Agriculture ของบริษัท เจียไต๋ จำกัด จำลองโรงเรือนการเกษตรอัจฉริยะ Smart Greenhouse มีการนำเอาเทคโนโลยี IOT เข้ามาใช้เพื่อช่วยควบคุมระบบน้ำ ไฟ แสงสว่าง การเปิดปิดหลังคา เพื่อระบายอากาศและความร้อนภายในโรงเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดต้นทุนค่าน้ำ และค่าไฟ ทำให้ได้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีมากขึ้น ช่วยยกระดับชีวิตของคนอย่างยั่งยืน

โซนที่ 2 Future Living นวัตกรรมการใช้ชีวิตสู่อนาคตวิถีใหม่

ในโซนที่ 2 นี้จะจัดแสดงเกี่ยวกับนวัตกรรมด้านการใช้ชีวิต รวมถึงสุขภาพ เพื่อตอบสนองต่อชีวิตวิถีใหม่ในอนาคต โดยมีบูธกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่

Reforest Coffee กาแฟสร้างป่า พลิกฟื้นผืนป่าต้นน้ำ บ้านสบขุ่น จังหวัดน่าน โดย ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บ้านสบขุ่นโมเดล ปลูกต้นกาแฟบนที่ดินภูเขาหัวโล้น พร้อมรับซื้อเมล็ดกาแฟที่ชาวบ้านปลูก เพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน

Wellness Solution นวัตกรรมด้านสุขภาพ DNA Test Mine Gene โดย ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)  วิเคราะห์ DNA เพื่อเข้าใจสุขภาพ ปรับสัดส่วนการทานอาหาร การออกกำลังกาย และใช้ชีวิตประจำวันให้เหมาะกับร่างกายของแต่ละคน เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนไทย

Connect & Care Tech โดย True 5G หุ่นยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีที่จะช่วยในการใช้ชีวิตวิถีใหม่ในโลกอนาคต อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ สามารถวัดอุณหภูมิร่างกาย ช่วยคัดกรองความเสี่ยงของโรคโควิด-19 ได้

TrueID แอปพลิเคชันที่รวบรวมข่าวสาร ความบันเทิงรูปแบบใหม่ ตอบสนอง Lifestyle อนาคต ทำได้ทั้งการดูฟรีทีวี ดูภาพยนตร์ การ์ตูน ไทย ต่างประเทศ ซีรีส์ ดูกีฬา ฟังเพลง บนอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ หรือจะแชร์ขึ้นจอใหญ่ๆ ผ่าน Chromecast ก็ได้

ในงานนิทรรศการครั้งนี้ นอกจากการฉายภาพให้เห็นถึงความยั่งยืนผ่านนวัตกรรมที่ช่วยทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้นแล้ว CP ยังได้จัดกิจกรรมแจกหน้ากากอนามัยจากโครงการหน้ากากอนามัยฟรีแก่บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล และประชาชนทั่วไป ให้กับประชาชนที่มาร่วมงานนิทรรศการครั้งนี้ด้วย

หน้ากากอนามัยนี้ผลิตจากโรงงานที่ CP สร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนใช้เวลาเพียง 5 สัปดาห์ ด้วยเงินลงทุน 100 ล้านบาท เพื่อบรรเทาสถานการณ์การขาดแคลนหน้ากากอนามัยที่ใช้ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจนถึงปัจจุบันได้แจกจ่ายหน้ากากอนามัยผ่านโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังโรงพยาบาลและสถานพยาบาลรัฐทั่วประเทศ รวมถึงแจกจ่ายแก่กลุ่มผู้เปราะบางและประชาชนทั่วไปที่เข้าไม่ถึงหน้ากากอนามัยผ่านองค์กรการกุศลและมูลนิธิต่างๆ รวมแล้ว 961 แห่ง คิดเป็นจำนวน 7,302,000 ชิ้น (ยอด ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 ข้อมูลจาก cpmaskforall.com)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cp-seeding-the-future-exhibition/

เจ้าสัวธนินท์ แนะ เกษตรกรไทยปลูก “ผลไม้” ขุมทรัพย์การส่งออกของประเทศไทย

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP เป็นที่รู้กันว่าคือผู้ยิ่งใหญ่ในธุรกิจอาหาร หมู ไก่ กุ้ง ส่งออกไปขายเป็นร้อยประเทศ และขยายธุรกิจไปกว่า 20 ประเทศทั่วโลก คำถามที่สำคัญคือ CP จะขยายธุรกิจอะไรอีกเพื่อทำตลาดให้มากขึ้น ซึ่ง ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส ของ CP ได้ให้สัมภาษณ์ได้อย่างน่าสนใจว่า “ผลไม้” คือขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ของไทย

ทุเรียน มังคุด มะม่วง คือ ขุมทรัพย์

ธนินท์ บอกว่า ประเทศไทยมองข้ามผลไม้ซึ่งเป็นผลิตผลที่พิเศษมาก หลายประเทศทั่วโลกปลูกแบบไทยไม่ได้ ราชาอันดับหนึ่งคือ ทุเรียน ราชินีคือ มังคุด หรือแม้แต่ มะม่วง ก็เป็นขุมทรัพย์สำคัญที่ตลาดต่างประเทศต้องการมาก และตอนนี้ CP ก็เริ่มทดลองปลูกผลไม้บางชนิด เช่น ทุเรียน, มะม่วง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

ปัจจัยสำคัญในการปลูกผลไม้ ตามความเห็นของ ธนินท์ คือ ต้องคัดเลือกพันธุ์ที่ดี มีน้ำเพียงพอให้พืช และต้องระวังป้องกันแมลงศัตรูของผลไม้ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณเข้ามาสนับสนุน ส่งเสริมให้เกษตรกรไทยในแต่ละพื้นที่ปลูกผลไม้ที่เหมาะสม สร้างโอกาสในการส่งออกไปทำตลาด

“คนไทยกินทุเรียนน้อยกว่าคนมาเลเซีย 10 เท่า ตอนนี้คนจีนเพิ่งเริ่มกินทุเรียนและกินมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคนจีนกินทุเรียนเท่ากับคนมาเลเซีย หรือ สิงคโปร์ ทุเรียนจะกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่จนผลิตกันไม่ทันแน่นอน”

แนะรัฐบาลทุ่มงบประมาณหนุนเกษตรกรปลูกผลไม้

รัฐบาลและเกษตรกรต้องเรียนรู้ว่า พื้นที่ไหนเหมาะกับการปลูกผลไม้อะไร เช่น 3 จังหวัดภาคใต้ ผลิตทุเรียนได้อร่อยมาก แต่ถ้าที่นนทบุรี ต้องทุเรียนก้านยาว ถือว่าสุดยอด ขายได้ลูกเป็นหมื่นเป็นแสน ดังนั้น ต้องเลิกปลูกพืชชนิดอื่น แล้วกลับมาปลูกทุเรียนก้านยาวแทน

โจทย์ของรัฐบาลคือ ต้องทุ่มเท ส่งเสริม สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยี ต้องใช้เวลาอีก 3 ปีในการเปลี่ยนผ่านจากปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลอาจช่วยด้วยเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ยให้สามารถอยู่รอด จัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงให้ ต้องเลิกขายแรงงานราคาถูก เลิกผันตัวเองไปเป็นแรงงานาแบบเดิมๆ

ภาพจาก Shutterstock

เน้นผลิตข้าวคุณภาพ มากกว่าปริมาณ

ธนินท์ บอกว่า แนวทางต่อไปของประเทศไทยที่รัฐบาลต้องเน้นมากๆ ไม่ใช่การขายข้าวราคาถูก ไม่ใช่เร่งผลิตเพื่อส่งออกเพื่อเป็นอันดับ 1 ด้านปริมาณ สังเกตได้ว่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ยิ่งชาวนาปลูกข้าวขายมากๆ ยิ่งจนลง กำไรน้อย หนี้สินเพิ่มขึ้น

คนไทยเคยภูมิใจกับการส่งออกข้าวอันดับ 1 แต่นั่นคืออดีตไปแล้ว ตอนนี้ จีน อินเดีย พม่า เวียดนาม ปลูกข้าวได้มากที่สุด แต่อาจจะเน้นบริโภคภายในประเทศ ถ้าไทยจะแข่งเพื่อเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 อีก รายได้น้อยกำไรน้อย ชาวนาชาวสวนไม่มีทางรวย ดังนั้น ต้องผลิตข้าวคุณภาพดี ที่ตลาดต้องการแล้วส่งออก รวมถึงสินค้าเกษตรที่โลกต้องการ เช่น ผลไม้ และต้องสร้างให้มีมูลค่าสูงด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cp-fruit-for-thailand/