คลังเก็บป้ายกำกับ: COVID_19

ข้อดีโควิดระลอก 3 ทำคนใช้โมบายแบงกิ้งพุ่ง เฉลี่ย 17 ครั้ง/สัปดาห์

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้การทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking และ e-Wallet มีการเร่งการเติบโตสูงขึ้น สะท้อนจากผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่พบว่า ผู้บริโภคไทยโดยภาพรวมมีการโอนเงินและชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน Mobile banking และ e-Wallet อยู่ที่ 19 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งเพิ่มมากกว่าการใช้งานในช่วงการระบาดระลอกแรกที่มีอัตราการใช้งานอยู่ที่ 17 ครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่มีผู้บริโภคกว่าร้อยละ 53.9 มีการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2564 คาดว่า ในปี 2564 ปริมาณการทำธุรกรรมโอนเงินและชำระเงินผ่าน Mobile Banking จะขยายตัวราวร้อยละ 80.2 – 83.5 YoY ซึ่งเร่งขึ้นจากปี 2563 ที่ร้อยละ 79.7 เช่นเดียวกับประมาณธุรกรรมผ่าน e-Money ที่คาดว่าจะเติบโตราวร้อยละ 15.8 – 18.0 ซึ่งสูงกว่าปี 2563 ที่ร้อยละ 8.7

ด้านมูลค่าการทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking คาดว่าจะขยายตัวราวร้อยละ 36.5 – 38.0 YoY ใกล้เคียงกับปี 2563 ขณะที่ มูลค่าการทำธรกรรมผ่าน e-Money คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 15.5-17.7 ซึ่งสะท้อนการเติบโตเร่งขึ้นจากร้อยละ 9.9 ในปี 2563 โดยน่าจะมีแรงผลักดันหลักมาจากการใช้ G-Wallet (เป๋าตัง) จากโครงการช่วยเหลือของภาครัฐที่น่าจะมีอย่างต่อเนื่องในปี 2564 อีกทั้ง ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีความน่าเชื่อถือและมีศักยภาพที่เข้ามาทำการตลาดมากขึ้นด้วย

จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสองและสามตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายๆ ธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่ในอีกด้านหนึ่ง การทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking และ e-Wallet กลับได้รับอานิสงส์ให้เติบโตเร่งขึ้น เนื่องจากสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงการสัมผัสธนบัตรและเหรียญ รวมถึงมีความคุ้นชินกับการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ดังกล่าวมากขึ้น

  • จากผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย[1] พบว่า ปริมาณการใช้งานผ่าน Mobile Banking และ e-Wallet ยังคงเติบโต ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยผู้บริโภคไทยโดยภาพรวมมีการโอนเงินและชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน Mobile banking และ e-Wallet อยู่ที่ 19 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งเพิ่มมากกว่าผลสำรวจการใช้งานภายหลังจากการระบาดระลอกแรกในเดือนสิงหาคม 2563 ที่มีอัตราการใช้งานอยู่ที่ 17 ครั้งต่อสัปดาห์ ขณะที่มีผู้บริโภคกว่าร้อยละ 53.9 มีการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมาจากกล่มผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ที่จำกัด อาทิ พนักงานบริษัทขนาดใหญ่ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่ยังเห็นการใช้งานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในจังหวะของการ Work from Home และการลดการเดินทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือการแพร่ระบาดของโควิด ขณะที่ ผู้บริโภคที่ซื้อเพิ่มขึ้นนี้มียอดการซื้อต่อครั้งเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อน 350 บาท โดยยังคงเน้นการใช้จ่ายไปที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และสินค้าแฟชั่น เหมือนดังการสำรวจรอบก่อนหน้า
  • อย่างไรก็ดี การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบกับผู้บริโภคบางส่วน ทำให้รายได้ลดลงอันเนื่องมาจากถูกลดเงินเดือนหรือยอดขายสินค้าลดลง หรือขาดรายได้อันเนื่องมาจากตกงาน สะท้อนจากผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่พบว่า มีผู้บริโภคราวร้อยละ 8.3 ที่มีการใช้จ่ายผ่าน Mobile Banking และ e-Wallet ลดลง โดยมียอดซื้อต่อครั้งลดลง 600 บาท
  • Mobile Banking ของสถาบันการเงินต่างๆ ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคไทย ซึ่งส่วนหนึ่งคงมีสาเหตุจากการที่สถาบันการเงินมีความร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มากขึ้น ขณะที่ ฟังก์ชั่นการใช้งานสำหรับการชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน Mobile Banking ก็เป็นที่เข้าใจง่าย ทำให้ผู้บริโภคปรับตัวในการใช้งานได้เร็ว นอกจากนี้ ผู้บริโภคไทยยังคงนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Commerce) อาทิ Facebook, Instagram หรือ LINE ซึ่งร้านค้าหรือผู้ขายมักมีการรับชำระค่าสินค้าผ่านบัญชีของธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้ปริมาณการใช้ Mobile Banking ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

นอกเหนือจากผลสำรวจข้างต้นแล้ว ข้อมูลปริมาณธุรกรรมโอนเงินและชำระเงินผ่าน Mobile Banking และ e-Money ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2564 ที่ผ่านมา มีอัตราการขยายตัวราวร้อยละ 90.2 และ 28.9 ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 65.6 และร้อยละ 2.3 ตามลำดับ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การขยายตัวที่เร่งขึ้นนั้น น่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้เงินสดลดลง อันเนื่องมาจากความกังวลต่อการเชื้อไวรัสที่อาจมาจากธนบัตร และผู้บริโภคทั่วไปก็เริ่มมีความคุ้นชินกับการใช้ Mobile Banking และ e-Wallet มากขึ้น โดยเฉพาะจากการใข้แอปพลิเคชัน G-Wallet (เป๋าตัง) จากเงินช่วยเหลือภาครัฐในตลอดช่วงปี 2563 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ทางฝั่งธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการ e-Wallet ได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ที่มีฐานผู้ใช้เป็นจำนวนมาก อาทิ e-Market Place หรือ Food Delivery ทำให้สามารถชำระเงินผ่าน Mobile Banking และ e-Wallet ได้ง่ายและสะดวกขึ้น และผู้ประกอบการเองก็ได้มีการออกโปรโมชั่นลดราคาค่าสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้รายใหม่ ทำให้มีจำนวนผู้ใช้รายใหม่และปริมาณการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ก็เข้ามาในตลาด e-Wallet มากขึ้น อย่างเช่น ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือเป็นทุนเดิม ทำให้ผู้บริโภคกล้าที่จะทดลองใช้ e-Wallet ของผู้ประกอบการรายใหม่เหล่านั้น

ทั้งนี้ ทิศทางดังกล่าว ผนวกกับอานิสงส์ของกิจกรรมการใช้จ่ายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิดระลอกสาม คงทำให้ปี 2564 ยังคงเป็นอีกปีหนึ่งที่การทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking และ e-Wallet มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณว่า

ปริมาณการทำธุรกรรมโอนเงินและชำระเงินผ่าน Mobile Banking ในปี 2564 จะขยายตัวราวร้อยละ 80.2 – 83.5 YoY ซึ่งเร่งขึ้นจากปี 2563 ที่ร้อยละ 79.7 โดยส่วนหนึ่งจะเป็นอานิสงส์ทางอ้อมจากโครงการช่วยเหลือของภาครัฐ เช่น อาทิ โครงการคนละครึ่งเฟสสามที่จะดำเนินการในปี 2564 จะส่งผลให้เกิดการใช้งาน Mobile Banking เพื่อโอนเงินเข้าสู่ G-Wallet (เป๋าตัง) เพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับประมาณธุรกรรมผ่าน e-Money ที่คาดว่าจะเติบโตราวร้อยละ 15.8 – 18.0 ซึ่งสูงกว่าปี 2563 ที่ร้อยละ 8.7 (แม้อัตราการเติบโตของทั้งปี 2564 ดังกล่าว มีโอกาสจะชะลอลงจากตัวเลขที่ปรากฏในช่วงสองเดือนแรกของปี 2564 รวมถึงในช่วงไตรมาส 2 ของปี หากภาครัฐสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสและเร่งอัตราการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมได้มากขึ้น จนมีผลให้พนักงานกลับไปทำงานในที่ทำงานมากขึ้น)

ด้านมูลค่าการทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking คาดว่าจะขยายตัวราวร้อยละ 36.5 – 38.0 YoY ใกล้เคียงกับปี 2563 สะท้อนมูลค่าธุรกรรมต่อครั้งที่ลดลง เนื่องจากสามารถรองรับการใช้งานที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะจากร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีการเปิดรับการชำระเงินผ่าน Mobile Banking ผ่านการสแกน QR Code กันมากขึ้น ขณะที่ มูลค่าการทำธรกรรมผ่าน e-Money คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 15.5-17.7 ซึ่งสะท้อนการเติบโตเร่งขึ้นจากร้อยละ 9.9 ในปี 2563 โดยทั้งปริมาณและมูลค่าการทำธุรกรรมผ่าน e-Money ที่เร่งตัวขึ้นนั้น น่าจะมีแรงผลักดันหลักมาจากการใช้ G-Wallet (เป๋าตัง) จากโครงการช่วยเหลือของภาครัฐที่น่าจะมีอย่างต่อเนื่องในปี 2564 อาทิ โครงการเราชนะ โครงการม.33 เรารักกัน โครงการคนละครึ่งเฟสสาม โครงการยิ่งใช้ยิ่งดี อีกทั้ง ยังได้รับแรงผลักดันจากกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีความน่าเชื่อถือและมีศักยภาพที่เข้ามาทำการตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะการออกโปรโมชั่นลดราคาสินค้าและบริการ ทำให้เกิดการใช้งาน e-Wallet ในหมู่ผู้บริโภคไทยโดยภาพรวมเร่งตัวสูงขึ้น

คาดธุรกรรมโอนเงินและชำระเงินออนไลน์ผ่าน Mobile Banking และ e-Money เติบโตเร่งขึ้นปี 2564

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะยังส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยโดยภาพรวม เพียงแต่อาจเป็นที่น่าสังเกตว่า ปริมาณและมูลค่าธุรกรรมผ่าน Mobile Banking และ e-Wallet ที่เพิ่มขึ้นนั้น น่าจะมีสาเหตุหลักมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการใช้จ่ายด้วยเงินสดลดลง มากกว่าจะเป็นการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังอยู่บนความไม่แน่นอนท่ามกลางการระบาดของโควิด-19

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการ e-Wallet หรือแม้แต่ Mobile Banking อาจต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากในระยะข้างหน้า จากการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาด เนื่องจากผู้บริโภคมีทิศทางเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างรวดเร็ว และน่าจะมีความอ่อนไหวต่อกลยุทธ์ทางการตลาด โดยพร้อมที่จะเปลี่ยนแอปพลิเคชันที่ใช้งานเดิม หากมีแรงจูงใจจากการใช้งานที่สะดวกสบายขึ้น มีโปรโมชั่นลดราคาค่าสินค้าและบริการ หรือมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่พบว่า ปัจจัย 3 อันดับแรกที่ทำให้มีการใช้ e-wallet คือ ความสะดวกสบายในการโอนเงินหรือชำระค่าบริการ (ร้อยละ 34.4) มีโปรโมชั่นที่จูงใจต่อการใช้บริการ อาทิ ส่วนลดค่าสินค้าและบริการ (ร้อยละ 16.9) มีร้านค้าที่ร่วมบริการรับชำระค่าสินค้าและบริการที่หลากหลาย (ร้อยละ 16.2) ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่ราวร้อยละ 32.3 มี Mobile Banking และ e-Wallet มากกว่า 5 แอปพลิเคชัน

ดังนั้น ผู้ให้บริการจึงอาจต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาฐานลูกค้าของตนเอง และความพยายามในการจูงใจให้ลูกค้ามีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หากในอนาคต ทางการไทยสามารถเข้ามาดูแลกิจกรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ ดูแลร้านค้าในแพลตฟอร์มเพื่อบรรเทาต้นทุนค่าธรรมเนียมในการใช้บริการ ก็อาจมีผลต่อทิศทางหรือรูปแบบการชำระเงินในอนาคตด้วยเช่นกัน

[1] สำรวจระหว่างวันที่ 26 – 30 เมษายน 2564

from:https://www.thumbsup.in.th/covid-mobile-banking?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=covid-mobile-banking

รอดแล้ว!! ครม.เตรียมแจกเงิน “คนละครึ่ง เฟส 3” คนละ 3,000 บาท

ครม.มีมติแจกเงิน “คนละครึ่ง เฟส 3” คนละ 3,000 บาท คาดใช้งบกว่า 93,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มแจกช่วงเดือน ก.ค.- ธ.ค. 64

สำหรับมาตรการดังกล่าวนี้ เปิดเผยจาก นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ว่า มาตรการกระตุ้นการลงทุนจะออกมาเป็นแพ็กเกจประมาณเดือน พ.ค. โดยจะยังคงใช้มาตรการเดิมเป็นส่วนใหญ่ ด้านมาตรการใหม่ที่จะออกมาก็เพื่อสนับสนุนให้คนมีเงินออมให้ออกมาใช้จ่าย

ซึ่งอยู่ระหว่างกระทรวงการคลังคิดมาตรการโดยมาตรการที่ออกมาไม่ต้องแข่ง ให้คนที่เคยรับสิทธิ์มาตรการของรัฐบาลอยู่แล้วกดรับสิทธิ์ยืนยัน คนมีเงินก็จะได้ใช้เงินให้เต็มที่ด้วย จะได้ไม่ต้องไปแย่งโครงการคนละครึ่ง

ล่าสุด วันนี้ (5 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งเพื่อระงับยับยั้ง และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาทิ มาตรการ “คนละครึ่งเฟส 3” คนละ 3,000 บาท จำนวน 31 ล้านคน คิดเป็นวงเงินงบประมาณ 93,000 ล้านบาท ระยะเวลาเดือน ก.ค.-ธ.ค.64

 

ที่มา : เดลินิวส์

from:https://www.thumbsup.in.th/economic-money-covid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=economic-money-covid

ซีพี จับมือมูลนิธิดวงประทีป เพิ่มจุดฉีดวัคซีนและเสบียงช่วยเหลือชาวชุมชนคลองเตย

ซีอีโอ ซีพี ช่วยครูประทีป อุ้มชุมชนคลองเตย ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ระลอก3 พร้อมแสดงความมั่นใจโลตัสพระราม 4 จุด พร้อมให้บริการฉีดวัคซีนชุมชนคลองเตย เริ่มบ่ายวันนี้ สนับสนุนเสบียงอาหาร-น้ำดื่ม ช่วยเหลือชาวบ้านชุมชนคลองเตยเร่งด่วน

คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า หลังทราบมติ ศบค. และได้รับการประสานจากรองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ต้องเร่งฉีดวัคซีนโควิดให้ประชาชนในพื้นที่คลองเตยจำนวนกว่า 9 หมื่นคนเป็นการเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่จะแพร่ระบาดในวงกว้าง โดยได้ประสานขอใช้พื้นที่โลตัส สาขาพระราม 4 เป็นจุดฉีดวัคซีน โดยตนได้สั่งการทีมงานลงพื้นที่เร่งด่วนเพื่อดำเนินภารกิจนับถอยหลัง 18 ชั่วโมงเพื่อจัดพื้นที่และอำนวยความสะดวกบริเวณโลตัสพระราม 4 ให้เป็นสถานที่จัดฉีดวัคซีนได้ในเวลาบ่ายโมงวันนี้

ซึ่งขณะนี้ได้ระดมสรรพกำลังบริษัทในเครือเตรียมความพร้อมทุกอย่างทั้งหมดแล้วให้ทันสถานการณ์เร่งด่วนนี้ โดยแบ่งจุดการคัดครองเป็นฐานตั้งแต่จุดลงทะเบียน จุดวัดความดันโลหิต สอบถามประวัติและโรคประจำตัว จุดฉีดวัคซีน และจุดพักสังเกตอาการหลังฉีด ขณะที่กลุ่มทรูได้นำทีมสื่อสารเข้าไปอำนวยความสะดวก ซีพีเอฟเข้าไปเตรียมพร้อมอาหารและน้ำดื่ม ทั้งนี้จะมีการประเมินสถานการณ์รายวัน หากการฉีดวัคซีนยังเร็วไม่พอจะมีการขยายพื้นที่ ขณะเดียวกันจะบริหารจัดการไม่ให้กระทบกับผู้เข้ามาใช้บริการซื้อสินค้าภายในโลตัสพระราม 4 เช่นกัน

ทั้งนี้ ซีพีในฐานะภาคเอกชนพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนและช่วยเหลือชุมชนคลองเตยที่มีประชาชนอยู่ 9 หมื่นราย โดยมั่นใจว่าจะสามารถฉีดวัคซีนได้ครบ 100% ตามนโยบายรัฐบาลและกรุงเทพมหานคร ที่เตรียมการฉีดวัคซีนให้ได้ในหลักพันคนขึ้นไปต่อวัน คาดว่าจะใช้เวลาระยะหนึ่ง ซึ่งมั่นใจว่าหากทุกอย่างเป็นไปตามมาตรการที่วางแผนไว้จะใช้เวลาฉีดวัคซีนประชาชนในชุมชนคลองเตยไม่ต่ำกว่า 3 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม เครือซีพียังได้รับการประสานจากครูประทีปถึงสถานการณ์ที่ชาวบ้านในชุมชนมีความยากลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพในวิถีชีวิตปกติได้ โดยเครือซีพีได้เข้าไปสนับสนุนชาวชุมชนคลองเตยกว่า 200 ครัวเรือนในการมอบอาหาร พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมทั้งแมคโครได้ร่วมส่งมอบถุงแยกขยะระหว่างผู้ป่วย และผู้กักตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรค โดยทุกความช่วยเหลือเริ่มดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคมนี้ และจะพิจารณาการช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป โดยประเมินเป็นรายสัปดาห์

นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาร่วมอำนวยความสะดวกด้านระบบสาธารณสุขให้กับประชาชนในชุมชนคลองเตย โดยนำแพลทฟอร์ม True HEALTH และแพลทฟอร์มชีวี ซึ่งเป็นระบบออนไลน์ที่จะมีแพทย์และแพทย์อาสาช่วยให้คำปรึกษา แนะนำ ติดตามและช่วยประสานกรณีผู้ป่วยมีอาการหนัก คู่ขนานไปกับการดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งได้นำกล่องอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปมอบให้เพื่อเชื่อมต่อกับทรูวิชั่น ให้ผู้ที่กักตัวได้รับชมคอนเทนต์เพื่อคลายความเครียดและความวิตกกังวล ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือซีพีจะได้มีส่วนร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับทุกภาคส่วนและคนไทยเพื่อสู้โควิด-19 ไปด้วยกัน

“เครือซีพีพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ เพราะสถานการณ์ขณะนี้ถือว่าลำบากที่สุด ซึ่งกรณีภารกิจกู้วิกฤตที่ชุมชนคลองเตย ถือเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิดวงประทีป และเราต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจนคนไทยทั้งประเทศได้รับการฉีดวัคซีนทั่วถึง ซึ่งกรณีชุมชนคลองเตยทางภาครัฐตัดสินใจอย่างรวดเร็วในการเข้าถึงและจัดพื้นที่ภายใน 18 ชั่วโมงเพื่อให้มีความพร้อมในการฉีดวัคซีน เมื่อภาครัฐแอคชั่นอย่างรวดเร็วและเอกชนดำเนินการอยางรวดเร็วตามเท่าที่จะทำได้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ผมขอขอบคุณทั้งครูประทีป รองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าฯกทม. ที่เดินหน้าเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว เป็นกรณีศึกษาความร่วมมือทั้ง 3 ฝ่าย ที่พวกเราช่วยกัน ตลอดจนสื่อมวลชนทุกคน ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นความร่วมมือสามัคคีทุกภาคส่วน ซึ่งผมเชื่อว่าประเทศไทยเราจะเอาอยู่และการฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจประเทศจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีป กล่าวว่า จากสถานการณ์มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเขตคลองเตย ขณะนี้การแพร่เชื้อเป็นไปอย่างก้าวกระโดดมาก จนถึงขณะนี้พบผู้ติดเชื้อกว่า 300 ราย โดยขณะนี้มีความพยายามเข้ามาช่วยเหลือทั้งในส่วนของกทม. สำนักงานเขตคลองเตย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกลุ่มคนผู้สูงวัยและเด็กได้รับกระทบและอยู่ในสภาวะยากลำบาก การได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชน จะเป็นกำลังใจให้คนในพื้นที่ ต้องขอบคุณเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนอาหารให้คนในชุมชนคลองเตยที่มีกว่า 200 ครัวเรือน และการเปิดพื้นที่จุดฉีควัคซีนที่โลตัส สาขาพระราม4 รวมถึงการช่วยสนับสนุนการสื่อสาร ทั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ต และการสนับสนุนแอปพลิเคชันทรู เฮลท์ รวมทั้งการให้ความบันเทิง สร้างความผ่อนคลาย ลดความเครียดในชุมชนด้วยการติดตั้งทรูวิชั่นส์ นาวในชุมชน ซึ่งจะเป็นกำลังใจให้คนชุมชนได้ยืนหยัดมีพลังในการสู้ชีวิตต่อไป

“ขอขอบคุณทุกภาคส่วน และเครือซีพี ที่ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนในช่วงเวลาที่ประเทศเกิดวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ ซึ่งสามารถช่วยเหลือได้ตรงจุด ในขณะนี้คนในชุมชนคลองเตยตื่นตัวอย่างมากที่จะได้รับการฉีดวัคซีน โดยอยากจะให้กลุ่มคนที่ได้รับความเสี่ยงสูง ทั้งผู้นำชุมชนและอาสาสมัครในพื้นที่ ได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว เพราะเป็นบุคลากรที่ได้เสียสละปกป้องชุมชน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วน และขอให้สังคมเห็นใจและเป็นกำลังให้คนในพื้นที่เขตคลองเตยให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้”

from:https://www.thumbsup.in.th/cp-vaccine-klongtoey?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cp-vaccine-klongtoey

ไทยแอร์เอเชีย ‘ปรับโครงสร้าง’ ระดมทุน 6 พันล้าน พร้อมเติบโตในระยะยาว

นาย ธรรศพลฐ์ เเบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากเกิดวิกฤติโควิด-19 มานานกว่า 1 ปี พยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อไปได้ และล่าสุดเตรียมระดมทุนปรับโครงสร้างกิจการใหม่

โดยตามแผนระยะสั้นไทยแอร์เอเชีย (TAA) จะได้รับสินเชื่อจากนักลงทุนรายใหม่ ในรูปแบบของสัญญาเงินกู้แปลงสภาพ หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ ปลอดดอกเบี้ย มูลค่าไม่เกิน 3,150 ล้านบาท เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องและเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลับมาทำการบินได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้นักลงทุนรายใหม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบกิจการ และเจรจารายละเอียดของเงื่อนไขต่างๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกินกลางเดือน พ.ค.2564 และได้รับเงินลงทุนส่วนนี้ประมาณปลายเดือน มิ.ย.นี้

“เงินกู้จากนักลงทุนรายใหม่ก้อนนี้จะช่วยเรื่องบริหารสภาพคล่องของไทยแอร์เอเชียได้อีก 3 ปีนับจากวันได้รับเงินกู้ หลุดพ้นจากวิกฤติโควิด-19 ที่น่าจะคลี่คลาย ธุรกิจการบินฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ”

หลังจากนี้นักลงทุนจะสามารถแปลงสภาพสัญญาหุ้นกู้นี้เป็นหุ้นสามัญของ TAA ภายหลังจากที่ TAA นำเเผนเข้าหารือและได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการนำ TAA เข้าจดทะเบียนแทน AAV และเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ต่อไปในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งน่าจะระดมทุนได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท และทำให้แผนปรับโครงสร้างกิจการครั้งนี้ TAA จะได้เงินทุนรวมทั้งสิ้น 5,907 ล้านบาท พร้อมเติบโตได้ในระยะยาว

โดยดีลนี้เริ่มทำมาตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากเราดิ้นรนทำทุกทาง เช่น ยื่นขอการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) จากรัฐบาลมานานกว่า 1 ปี คือถ้าได้ซอฟท์โลนในอนาคต เราก็ยังจะเอา เพราะดอกเบี้ยถูก แต่ถ้าเรานั่งงอมืองอเท้ารออยู่ ป่านนี้บริษัทก็คงเจ๊งไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราไม่อยากรอรัฐบาลอย่างเดียว และความอดทนมันก็มีจำกัด”

สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่หลังการปรับโครงสร้างกิจการ นักลงทุนรายใหม่จะเข้ามาถือหุ้นที่สัดส่วน 11% จากหุ้นกู้แปลงสภาพ ส่วนฝั่งบริษัท แอร์เอเชีย อินเวสเมนท์ ลิมิเต็ด จากประเทศมาเลเซีย ยังคงสัดส่วนเท่าเดิมที่ 45% ขณะที่ผู้ถือหุ้นเดิม AAV สัดส่วนการถือหุ้นจะถูกไดลูท ลดลงเหลือ 24% (จากการแปลงหุ้น AAV สัดส่วน 59%) และส่วนที่จะเตรียมเสนอขาย IPO หุ้น TAA ให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกในราคา 20.3925 บาทต่อหุ้น

นายธรรศพลฐ์ กล่าวด้วยว่า แนวโน้มผลประกอบการปี 2564 มองว่าขึ้นกับสถานการณ์ โดยเฉพาะเรื่องการเร่งฉีดวัคซีนทั้งในไทยและต่างประเทศ หนุนการเปิดบินระหว่างประเทศ หลังได้เสริมสภาพคล่องเข้าไปแล้ว โดยคาดว่าผลประกอบการปีนี้น่าจะดีขึ้น แม้ยังขาดทุน แต่ก็เป็นการขาดทุนที่ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2563

ส่วนปี 2565 คาดว่าผลประกอบการน่าจะยังไม่มีกำไร ถึงจุดคุ้มทุน (Break Event) ได้ก็เก่งแล้ว หรือขาดทุนให้น้อยที่สุด ซึ่งไทยแอร์เอเชียน่าจะเริ่มทำการบินระหว่างประเทศได้ในไตรมาส 1 หรือ 2 ของปีหน้า และน่าจะกลับมาบินระหว่างประเทศเต็ม 100% ในปี 2566 ทำให้กลับมามีกำไรได้อีกครั้ง

นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด กล่าวเสริมว่า ด้านตลาดเที่ยวบินในประเทศตอนนี้ไทยแอร์เอเชียได้ปรับลดการใช้เครื่องบินเหลือ 15-20 ลำ ลดลง 60% จากก่อนเจอการระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ซึ่งใช้เครื่องบินเกือบ 40 ลำ ทั้งนี้อยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมายจำนวนผู้โดยสารปี 2564 ที่ตั้งไว้ที่ 9.4 ล้านคน อาจจะต้องขอรอดูผลกระทบว่ายืดเยื้อแค่ไหนในช่วง 2-3 สัปดาห์นับจากนี้ โดยได้จำกัดค่าใช้จ่ายไว้ที่เดือนละ 200 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับสถานการณ์รายได้

ที่มา

กรุงเทพธุรกิจ

from:https://www.thumbsup.in.th/thai-airasia-restructuring?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thai-airasia-restructuring

Alphabet เปิดผลประกอบการไตรมาส 1/64 รายได้โต 34% กำไรสุทธิ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์

Alphabet บริษัทแม่ของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google และ YouTube เปิดผลประกอบการไตรมาส 1 ประจำปี 2564 มีรายได้รวม 5.53 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 34% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า กำไรสุทธิ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดย Google มีรายได้ 4.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 3.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากมีรายได้จากการโฆษณาที่เริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงในปีที่ผ่านมา

สำหรับ YouTube เรียกได้ว่าเป็นผู้ชนะในแง่ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 49% อยู่ที่ 6.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าจะเผชิญกับแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่เติบโตสูงสุดในปี 2020 อย่าง TikTok

ขณะที่ Google Cloud มีรายได้จากการโฆษณาลดลง 974 ล้านดอลลาร์จาก 1.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนรายได้จากบริการการเพิ่มขึ้น 46% อยู่ที่ 4.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Sundar Pichai ซีอีโอของ Alphabet กล่าวว่า “บริการคลาวด์ของเราช่วยให้ธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็กเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล”

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกเริ่มลดความรุนแรงลง หลังจากหลายประเทศเริ่มกระจายวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ แต่เหล่านักลงทุนยังเชื่อว่าเทคโนโลยีจะยังมีบทบาทสำคัญ

เนื่องจากธุรกิจต่างๆ ปรับให้พนักงานสามารถทำงานทางไกล นั่นหมายถึงการพึ่งพาอุปกรณ์เทคโนโลยีดิจิทัล และมีแนวโน้มที่ชัดเจนมากขึ้นในปีที่ผ่านมา

ที่มา

CNBC

CNN

from:https://www.thumbsup.in.th/alphabet-q1-2564-record?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=alphabet-q1-2564-record

CP ALL จัดแคมเปญ ‘เซเว่น อีเลฟเว่น ร่วมด้วยช่วยค่าครองชีพ’ ลดราคาสินค้าจำเป็น ช่วยคนไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ออกแคมเปญใหญ่ ‘เซเว่น อีเลฟเว่น ร่วมด้วยช่วยค่าครองชีพ’ ภายใต้โครงการ ‘คนไทยไม่ทิ้งกัน’ จับมือคู่ค้าลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งข้าวกล่อง 8 เมนู ปรับราคาเหลือเพียง 25 บาท ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน ถึง 23 พฤษภาคมนี้ พร้อมเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยผ่านบริการ 7 Delivery จัดส่งสินค้าถึงบ้าน

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กรรมการผู้จัดการ (ร่วม) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของคนไทยในวงกว้าง การระบาดระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยิ่งทำให้พี่น้องคนไทยจำนวนมากเดือดร้อน เนื่องจากรายได้ลดลงแต่ภาระค่าใช้จ่ายยังอยู่เท่าเดิม

เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องคนไทย ซีพี ออลล์จึงจัดแคมเปญใหญ่ ‘เซเว่น อีเลฟเว่น ร่วมด้วยช่วยค่าครองชีพ ขึ้นอีกครั้ง โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ในความต้องการมาจัดโปรโมชั่น เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน ไปจนถึง 23 พฤษภาคม 2564

บริษัทคัดเลือกสินค้าทั้งของกินของใช้จำเป็นจำนวนกว่า 1,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เช่น ข้าวกล่องแช่แข็งพร้อมรับประทาน แบรนด์อีซี่โก จำนวน 8 เมนู ลดราคาเหลือเพียงกล่องละ 25 บาท โดยคัดเลือกเมนูขายดี และเป็นที่นิยม ได้แก่ ข้าวกะเพราหมู ข้าวลาบไก่ ข้าวไก่กระเทียม ข้าวไข่เจียวทรงเครื่อง ข้าวผัดกะเพราขี้เมาไก่ ข้าวผัดเผ็ดหน่อไม้ไก่ ข้าวผัดหมู และข้าวกะเพรามังสวิรัติ

สำหรับลูกค้าที่ซื้อครบ 4 กล่องและสั่งผ่านบริการ 7 Delivery ยังจะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 5 บาท เหลือเพียง 4 กล่อง 95 บาท นอกจากนี้ บริษัทยังนำเสนอโปรโมชั่นจับคู่เมนูอิ่มคุ้ม +5+7 โดยลูกค้าเพิ่มเงินเพียง 5 บาท หรือ 7 บาท เลือกจับคู่สินค้าที่ร่วมรายการในซีรีย์ “อิ่มคุ้ม” ได้ในราคาพิเศษ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าในราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิม” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

นายยุทธศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ซีพี ออลล์และคู่ค้าของบริษัทพยายามคัดสรรสินค้าคุณภาพและมีความจำเป็นมาจำหน่ายให้คนไทย บริษัทต้องขอขอบคุณคู่ค้าของบริษัท ที่ร่วมสนับสนุนแคมเปญในครั้งนี้อย่างเต็มที่  และบริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเดินเคียงข้างคนไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

from:https://www.thumbsup.in.th/cp-all-covid-campaign?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cp-all-covid-campaign

Krungthai COMPASS คาดเศรษฐกิจปีนี้โต 1.5 – 3% โควิดระลอกใหม่เลื่อนแผนเปิดประเทศ

Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย คาดเศรษฐกิจปีนี้โต 1.5-3.0%โดยมองว่าไทยเผชิญการแพร่ระบาดระลอกใหม่เดือน เม.ย. 2021 จากเชื้อไวรัส COVID-19 กลายพันธุ์ ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนกว่าสถานการณ์การระบาดรอบนี้จะทยอยคลี่คลาย

โดยประมาณการการขยายตัวของจีดีพีสำหรับปี 2021 ลดลงเหลือ 1.5%-3.0% ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. ความสามารถในการจัดการโรคระบาดกลายพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. แจกกระจายวัคซีนได้ตามแผน และ 3. รัฐอัดฉีดเม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจอีกกว่า 2 แสนล้านบาทอย่าง “ตามเป้า-ต่อเนื่อง-ตรงจุด” หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่เกิดขึ้น เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวได้น้อยกว่าที่ประมาณการได้

แบ่งผลกระทบเป็น 2 กรณี

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ได้แบ่งผลกระทบเป็น 2 กรณี คือ Base case ที่คาดว่า การท่องเที่ยวในประเทศจะหดตัวในช่วง 3 เดือนดังกล่าว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศทั้งปีลดลงจากประมาณการเดิมที่ 115.2 ล้านคน มาอยู่ที่ 98.6 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 9 หมื่นล้านบาท

สำหรับ Worse case คือในกรณีที่มีการระบาดซ้ำซ้อน คาดว่าจะทำให้แผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในวงกว้างที่เคยประเมินว่าจะสามารถทำได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2021 อาจจะทำไม่ได้ อุปสงค์ในประเทศอาจหายไปถึง 9.1-18.5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้นมากจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ รวมถึงการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรที่ทำได้ค่อนข้างรวดเร็วของหลายประเทศ หนุนการส่งออกของไทยดีขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มการขยายตัวของจีดีพีราว 0.3% เทียบกับประมาณการเดิม

from:https://www.thumbsup.in.th/krungthai-compass-covid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=krungthai-compass-covid

‘หอการค้า’ จัดทัพ 40 CEO ลุยหา ‘วัคซีนทางเลือก’ รับมือโควิดระลอกใหม่

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 หอการค้าไทยได้จัดประชุมร่วมกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทใหญ่กว่า 40 บริษัทจากทุกกลุ่มธุรกิจของไทย ผ่านระบบประชุมทางไกล วางแผนจัดหา ‘วัคซีนทางเลือก’ รับมือวิกฤตการแพร่ระบาดระลอกใหม่

โดยรายงานจากที่ประชุมเปิดเผยเพิ่มเติมว่า หอการค้าไทยและเครือข่ายจะแบ่งงานสนับสนุนภาครัฐออกเป็น 4 ทีมเพื่อนำร่องสนับสนุนการฉีควัคซีนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่

  • ทีม A : Distribution and Logistics ทีมสนับสนุนการกระจายและฉีดวัคซีน ช่วยสนับสนุนสถานที่ บุคลากร อาสาสมัคร และอุปกรณ์ IT
  • ทีม B : Communication ทีมสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้อง และมาฉีดวัคซีนในสถานที่ที่พร้อม
  • ทีม C : IT Operation ทีมเทคโนโลยีและระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการลงทะเบียน ขั้นตอนในการฉีดที่รวดเร็ว และมีระบบการติดตามตัว พร้อมออกใบรับรองการฉีดวัคซีน
  • ทีม D : Extra Vaccine procurement ทีมจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ร่วมกับภาครัฐและเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน เข้าไปสำรวจความต้องการฉีด “วัคซีนทางเลือก” เพิ่มเติม เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า “หอการค้าไทยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2564 ต้องบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนในกรุงเทพฯ 70% โดยบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าของ กทม. ต้องได้รับการฉีดทั้งหมด 100% ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ส่วนการฉีดวัคซีนสำหรับประชาชนทั่วไปในกรุงเทพฯ ต้องให้ได้อย่างน้อย 50,000 โดสต่อวัน”

ที่มา

ข่าวหุ้น

ประชาชาติธุรกิจ

from:https://www.thumbsup.in.th/thai-chamber-vaccine-covid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thai-chamber-vaccine-covid

Airbnb เปิดเอ็กซ์พีเรียนซ์ออนไลน์ ครบรอบ 1 ปี ให้ผู้คนท่องโลกได้จากบ้านของตนเอง

ครบรอบหนึ่งปีที่ Airbnb ได้เปิดตัวเอ็กซ์พีเรียนซ์ออนไลน์ เพื่อให้ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันได้ในช่วงที่ต้องรักษาระยะห่างทางสังคม เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 การเปลี่ยนรูปแบบของการจัดเอ็กซ์พีเรียนซ์แบบพบะกันมาเป็นในรูปแบบออนไลน์ ทำให้ผู้จัดเอ็กซ์พีเรียนซ์สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมและแบ่งปันแพสชั่นและวัฒนธรรมท้องถิ่นกับผู้คน
ทั่วโลก 

ข้อมูลจากการตอบแบบสำรวจด้วยความสมัครใจกับบัญชีของผู้จัดเอ็กซ์พีเรียนซ์ทั่วโลกกว่า 5,000 คน ในปี 2562 ระบุว่า เกือบครึ่งบอกว่าพวกเขาหรือหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวเป็นผู้ประกอบการรายเล็กหรือรายย่อย ดังนั้นการจัดเอ็กซ์พีเรียนซ์ออนไลน์จึงกลายเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้จัดเอ็กซ์พีเรียนซ์สร้างรายได้ตลอดจนสร้างวิธีที่แปลกใหม่ที่
ช่วยสร้างประสบการณ์ให้กับคนทั่วโลกสามารถท่องเที่ยวได้เสมือนจริง

คุณวิสุทธา หมื่นสิทธิโรจน์ ผู้จัดเอ็กซ์พีเรียนซ์ ออนไลน์ The Northern Thai Pantry

ประเทศไทยยังคงดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก แม้ว่าการเดินทางระหว่างประเทศจะยังถูกจำกัด แต่ผู้คนจากทุกมุมโลกสามารถเยี่ยมชมหมู่บ้านเล็กๆ ในเชียงคาน Visit The Hidden Thai Village, เรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นมาและวิถีชีวิตของผู้หญิงข้ามเพศในประเทศไทย History & Culture of Transwoman – Thailand หรือเลือกร่วมสนุกกับคลาสสอนเต้นแนวสตรีทผสมฮิปฮอป Street Dance with Smiles from Step Up ซึ่งทุกคนสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้จากที่บ้าน

คุณวิสุทธา หมื่นสิทธิโรจน์ ผู้จัดเอ็กซ์พีเรียนซ์ออนไลน์ The Northern Thai Pantry กล่าวว่า “ดิฉันเป็นโฮสต์ที่พัก Airbnb มานานแล้ว พอรู้ว่า Airbnb เปิดตัวเอ็กซ์พีเรียนซ์ ออนไลน์ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่พลาดที่จะสมัครเป็นโฮสต์เอ็กซ์พีเรียนซ์บ้าง การเป็นโฮสต์ของ Airbnb ไม่ว่าจะเป็นที่พักหรือเอ็กซ์พีเรียนซ์ นอกจากจะช่วยให้มีรายได้เสริมแล้ว ยังได้พบกับเพื่อนใหม่ทั่วโลก แถมมีกิจกรรมให้ทำตอนกักตัวอยู่บ้าน โดยปกติแล้วดิฉันจะจัดเอ็กซ์พีเรียนซ์ในเวลาที่หลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวกกับนักเดินทางฝั่งยุโรป แคนาดา และอเมริกาเหนือ นับจากวันที่เริ่มจัดเอ็กซ์พีเรียนซ์จนถึงวันนี้ ได้ทำกิจกรรมร่วมกับนักเดินทางมากกว่า 100 คนทั่วโลกไม่ว่าจะเข้าร่วมเอ็กซ์พีเรียนซ์แบบคนเดียว กับเพื่อนหรือครอบครัว รวมถึงการเข้าร่วมแบบกลุ่มกับบริษัท โดย 10% ของผู้ที่เข้าร่วมเอ็กซ์พีเรียนซ์นั้นเป็นเกสต์ประจำที่ชื่นชอบเอ็กซ์พีเรียนซ์ที่ดิฉันจัด และดิฉันมักจะเปลี่ยนเมนูอาหารไปเรื่อยๆ เพื่อให้นักเดินทางได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ” 

ทั้งนี้ จากการสำรวจผู้ที่เคยเข้าร่วมเอ็กซ์พีเรียนซ์ออนไลน์กว่า 900 คน ทั่วโลกที่จองคลาสเข้ามาในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่าครึ่งต่างให้ความเห็นว่า พวกเขาจะยังคงจองคลาสต่อๆ ไปแม้ว่าหลังจากนี้จะสามารถทำกิจกรรมได้แบบพบปะกันได้แล้วก็ตาม ซึ่งเหตุผลที่เป็นแรงจูงใจหลักของกลุ่มคนเข้าร่วมเอ็กซ์พีเรียนซ์คือ 76% ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และ 75% บอกว่าเพื่อเปิดรับวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ในวิถีอื่นๆ โดยปีที่ผ่านมา เอ็กซ์พีเรียนซ์ออนไลน์ที่มีการจองมากที่สุดในประเทศไทย คือ การสอนทำอาหาร ส่วนประเภมของเอ็กซ์พีเรียนซ์ออนไลน์ที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก คือเรื่องของ อาหาร, ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม, สุขภาพและเครื่องดื่ม

ตัวอย่างบางส่วนของเอ็กซ์พีเรียนซ์ออนไลน์จากไทยและทั่วโลกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจนถึงปัจจุบัน

  • From My House to Yours, Thai Cooking คลาสสอนทำอาหารไทยที่จะพาไปทำอาหารโดยใช้วัตถุดิบจากสวนของผู้จัด (เป็นเอ็กซ์พีเรียนซ์ที่มียอดการจองมากที่สุดในประเทศไทย ปี 2563)
  • Sangria and Secrets with Drag Taste คลาสสอนทำแซงเกรีย ค็อกเทลแสนอร่อยของโปรตุเกสที่ไม่ใช่แค่สอนวิธีการทำแต่ยังมีการแสดงที่จัดเต็มทั้งแสง สี เอฟเฟกต์ และชุดใส่โชว์สุดอลังการ
  • Spice Up Life with Thai Food คลาสสอนทำอาหารไทยที่สามารถเลือกระดับความยากง่ายได้ตามชอบและยังสอนทำอาหารไทยมังสวิรัติ
  • Worlds Top Coffee Masterclass คลาสที่จะสอนตั้งแต่แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับประสาทวิทยาศาสตร์ของการรับรสไปจนถึงวิธีการชงกาแฟดีๆ ที่เหมาะกับตัวเองสักแก้ว
  • ‘True vs False’ Funny Historical Game คลาสเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในรูปแบบเกมโชว์ที่สนุกไม่มีเบื่อ
  • Pasta with the Grandmas คลาสเรียนทำพาสต้าต้นตำรับกับคุณยายชาวอิตาลี (แถมสูตรทีรามิซุเฉพาะวันเสาร์)
  • GINspiration History & Cocktails at Home คลาสสอนทำเครื่องดื่มแบบทำไปชิมไป พูดคุยและเล่นเกมส์สนุกๆ ไปด้วยกัน
  • Master Northern Thai Dish with Insider คลาสสอนทำอาหารไทยสไตล์ล้านนาสูตรเด็ดของคุณแม่
  • Irish Village, History, Culture & Craic คลาสที่มียอดจองอันดับหนึ่งของไอร์แลนด์ที่หนุ่มชาวไอร์แลนด์จะพาคุณไปทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์ของไอร์แลนด์ทุกแง่มุม
  • Secrets of Magic คลาสการแสดงโชว์มายากลที่จะร่ายเวทมนตร์สะกดให้ทุกคนตื่นตะลึง

ในขณะนี้หลายๆ แห่งในโลกต่างได้เริ่มมีการฉัดวัคซีนแล้วและคาดว่าการเดินทางจะกลับมาในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตามเอ็กซ์พีเรียนซ์ออนไลน์หลายๆ ประเภทก็กลายเป็นเทรนด์ใหม่ขึ้นมาเช่นกัน ตัวอย่างประเภทกิจกรรมกลางแจ้งพบว่าปีนี้มียอดการจองเพิ่มขึ้นประมาณ 130% เมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีก่อน นอกจากนั้น การเต้นรำมีการเติบโตขึ้น 25%, ดนตรี, ฟิตเนสและสันทนาการ มียอดการเติบโตประมาณ 15% เท่ากัน

คุณวิสุทธา จัดเอ็กซ์พีเรียนซ์ออนไลน์ในที่พัก Airbnbที่เกาะสมุย

คุณวิสุทธา ยังกล่าวเสริมด้วยว่า “สิ่งที่ชื่นชอบในเอ็กซ์พีเรียนซ์ ออนไลน์ คือเราสามารถจัดกิจกรรมจากที่ไหนก็ได้ ตอนที่อยู่บ้านดิฉันจัดเอ็กซ์พีเรียนซ์ทำอาหารกับคุณแม่ โดยใช้วัตถุดิบที่เก็บจากสวนหลังบ้าน ทั้งนี้ ยังได้จัดกิจกรรมในทุกที่เวลาที่ไปต่างจังหวัด ซึ่งรายได้ที่ได้มาจากส่วนนี้ได้นำมาต่อยอดเพื่อไปเดินทางท่องเที่ยวไปกับ Airbnb ได้อีก ยกตัวอย่างจากเมื่อไม่นานมานี้ได้ไปเที่ยวเกาะสมุยและได้จัดเอ็กซ์พีเรียนซ์ ออนไลน์ในที่พัก Airbnb ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันนั้นบอกว่า ก่อนหน้าโควิด-19 เขาเคยมาเกาะสมุย และเข้ามาเรียนทำอาหารออนไลน์เพราะคิดถึงอาหารไทย ดิฉันได้โชว์วิวทะเลอันสวยงามของเกาะเต่าให้เขาดูจากระเบียงที่พักซึ่งเขาก็ตื่นเต้นมาก”

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังสถานที่ไกลๆ เป็นครั้งแรก เดินทางกลับไปยังเมืองโปรด หรือติดต่อกับเพื่อนสนิทและครอบครัวอีกครั้งก็ตาม เอ็กซ์พีเรียนซ์ออนไลน์คือวิธีที่ง่ายในการสำรวจและตอบสนองความปรารถนาได้โดยไม่ต้องง้อพาสปอร์ต

from:https://www.thumbsup.in.th/airbnb-experience-online?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=airbnb-experience-online

KBank แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1/2564 กำไรสุทธิเพิ่ม 44.1% แตะ 10,627 ล้านบาท

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2564 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 10,627 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 3,252 ล้านบาท หรือ 44.10%

สาเหตุมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจำนวน 1,923 ล้านบาท หรือ 19.30% เป็นผลจากการปรับมูลค่ายุติธรรม (Mark to Market) ของสินทรัพย์ทางการเงินตามภาวะตลาด และค่าธรรมเนียมรับจากการจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น

ส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลงจำนวน 950 ล้านบาท หรือ 5.44% จากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 41.30%

รวมทั้ง ธนาคารและบริษัทย่อยมีการตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 8,650 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 3,222 ล้านบาท หรือ 27.14% โดยยังคงใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบ และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ของโควิด-19

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 3,767,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 จำนวน 108,317 ล้านบาท หรือ 2.96% ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนสุทธิ และการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ ซึ่งธนาคารมีการติดตามดูแลคุณภาพเงินให้สินเชื่อของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างใกล้ชิด

from:https://www.thumbsup.in.th/kbank-q1-64-report?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kbank-q1-64-report