คลังเก็บป้ายกำกับ: COVID-19

ตรวจโควิดฟรี ! สำหรับผู้ทำประกันสังคม มาตรา 33-39-40 ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ลงทะเบียนจองได้ที่เว็บ เริ่มตรวจ 17 เม.ย. 64

เรียกได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับพนักงานลูกจ้างที่ได้ทำประกันสังคมไว้ ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคมได้ออกมาประกาศให้ผู้ที่ได้ทำประกันตนในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและพักอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพ สามารถเข้ารับการตรวจหาเชื้อ Covid-19 ได้ฟรีที่ศูนย์เยาวชนฯ ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เริ่มต้นตรวจวันแรกคือวันที่ 17 เมษายน 2564 นี้

เกณฑ์ที่เข้าเป็นกลุ่มเสี่ยง

  • มีประวัติเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาด
  • เคยติดต่อสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ
  • เคยติดต่อสัมผัสกับผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง มีอาการป่วย มีไข้ เจ็บคอ ไอ หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย

โดย ผู้ที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวสามารถเข้ารับการตรวจเชื้อโควิด-19 ได้ฟรี ณ อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยผู้ประกันตนต้องลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ และเข้ารับการตรวจตามวันที่และเวลาที่ได้ลงทะเบียนไว้

ลงทะเบียนตรวจโควิด-19 ฟรีของประกันสังคม

  • เข้าไปที่เว็บไซต์ : คลิกที่นี่
  • กรอกเลขบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต แล้วกดเช็คข้อมูลระบบ
  • กรอกข้อมูลประวัติส่วนตัวให้ถูกต้อง แล้วกดบันทึกข้อมูลด้านล่างสุด
  • หลังจากลงทะเบียนเสร็จก็จะได้ใบจองในระบบตามที่นัดหมาย และอย่าลืมทำการแคปหน้าจอนั้นไว้ด้วย

และสำหรับผู้ที่ผ่านการตรวจคัดกรองแล้ว ทางสำนักงานประกันสังคมขอความร่วมมือให้ช่วยปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติเมื่อต้องกักตัว 14 วันของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัดด้วย ซึ่งหากตรวจแล้วพบว่าติดเชื้อ สามารถเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนมาตรฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายฟรี แต่อาจจะมีค่าห้อง ค่าบริการเพิ่มเติม อันนี้ก็แล้วแต่โรงพยาบาลนะครับผม

 

ที่มา : siamrath, sso, กระทรวงแรงงาน

from:https://droidsans.com/check-covid-19-free-icntracking-sso/

Apple เปิดตัวกรณีศึกษาใช้ Apple Watch ตรวจหาไวรัส COVID-19

Apple เปิดตัวกรณีศึกษาเกี่ยวกับการใช้ Apple Watch ตรวจห […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-launched-case-study-use-apple-watch-detect-covid-19.html

COVID-19 ทำโลกเริ่มวิกฤต คนติดเชื้อเพิ่ม เสียชีวิตมากขึ้น

COVID-19 ยังอยู่กับเราอีกนาน หนทางอีกยาวไกลกว่ามันจะสิ้นสุด แต่มันสามารถควบคุมได้ด้วยมาตรการทางสาธารณสุข ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าว

COVID-19

Tedros Adhanom Ghebreyesus กล่าวไว้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ทั่วโลกจะฉีดวัคซีนไปแล้วราว 780 ล้านโดส แต่มาตรการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่างจากสังคมก็ยังต้องนำมาใช้ต่อไปเพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลง เราต้องการเห็นสังคม เศรษฐกิจ การค้าและการเดินทางกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ตอนนี้หลายประเทศมีผู้ป่วยหนักในระดับที่มากเกินไป มันจะทำให้ผู้คนล้มตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (สำหรับประเทศไทยผู้ป่วยสะสม 30,338 คน หายป่วยแล้ว 24,111 คน ผู้ป่วยรายใหม่วันนี้ 965 คน เสียชีวิตสะสม 37 คน ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 505,215 คน เข็มที่ 2 สะสม 73,317 คน)

โรคระบาด COVID-19 นี้ยังมีหนทางอีกยาวไกลกว่าจะสิ้นสุด แต่เราก็มีเหตุผลมากมายที่ยังทำให้มองโลกในแง่ดีอยู่ มีการติดเชื้อและการเสียชีวิตน้อยลงในช่วง 2 เดือนแรกของปี แสดงให้เห็นว่าไวรัสและไวรัสสายพันธุ์ใหม่สามารถยับยั้งได้ แต่การให้ความระมัดระวังด้านสาธารณสุขยังมีลักษณะสับสน เชื่องช้า และไม่สม่ำเสมอ เช่น ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยอยู่เสมอ ไม่เว้นระยะห่างจากสังคม ใช้ชีวิตปกติทั้งที่มีการระบาดของ COVID-19 อย่างหนัก

ปัจจุบันอินเดียมีคนติดเชื้อมากกว่าบราซิลแล้ว กลายเป็นประเทศที่มีการติด COVID-19 มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงต่อสู้กับโรคระบาดระลอก 2 อินเดียฉีดวัคซีนต้าน COVID-19 ไปแล้วราว 105 ล้านโดสจากประชากรทั้งหมดราว 1.4 พันล้านคน (ข้อมูลจาก JHU ระบุว่า อินเดียมีคนติดเชื้อรวม 13.68 ล้านคน เสียชีวิตแล้ว 1.71 แสนคน รักษาหาย 12.25ล้านคน)

Maria van Kerkhove หัวหน้าทีม WHO ระบุว่า ขณะนี้ เรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤตของโรคระบาด อยู่ในช่วงโศกนาฏกรรมของโรคระบาดมาอย่างยาวนานหลายสัปดาห์แล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมามีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น 9% เป็นการติดเชื้อเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 7 สัปดาห์แล้ว โควิดกำลังขยายตัวเป็นเส้นกราฟที่เป็น exponential curve คือเส้นที่ชี้ให้เห็นว่ามีอัตราการเติบโตของผู้ติดเชื้อและผู้แพร่เชื้อแบบก้าวกระโดด

Tedros กล่าวว่า ในบางประเทศ แม้จะมีการติดเชื้อ COVID-19 อย่างต่อเนื่อง แต่ตามร้านอาหาร ไนท์คลับ ตลาดก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่ค่อยระมัดระวังการแพร่เชื้อ วันจันทร์ที่ผ่านมามีการรายงานว่า มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น 4.4 ล้านคนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5%

นี่คือตัวอย่างประเทศที่อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดของค่ำคืนที่ผ่านมา เป็นเพียงตัวอย่างไม่กี่ประเทศ ดังนี้

  • มีระดับการติดเชื้อ 6,400 คนต่อ 1 ล้านคน สำหรับคืนที่ผ่านมา ฝรั่งเศส โปแลนด์ ฮังการี ตุรกี
  • มีระดับการติดเชื้อ 4,300 คนต่อ 1 ล้านคน ยูเครน บัลกาเรีย เซอร์เบีย บอสเนีย เชก สวีเดน จอร์แดน อาร์เจนตินา ชิลี
  • มีระดับการติดเชื้อ 3,200 ต่อ 1 ล้านคน บราซิล ปารากวัย เปรู อิตาลี ออสเตรีย กรีซ ลิทัวเนีย ลัตเวีย
  • มีระดับการติดเชื้อ 2,600 ต่อ 1 ล้านคนคนต่อ 1 ล้านคน สหรัฐอเมริกา แคนาดา โคลัมเบีย โอมาน อิหร่าน โรมาเนีย
  • มีระดับการติดเชื้อ 2,100 คนต่อ 1 ล้านคนมองโกเลีย อิรัก เยอรมนี
โควิด-19 COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

ที่มา – Reuters, The Guardian, ทำเนียบรัฐบาล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post COVID-19 ทำโลกเริ่มวิกฤต คนติดเชื้อเพิ่ม เสียชีวิตมากขึ้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/covid-19-critical-point-in-pandemic/

ได้เวลากลับออฟฟิศ Salesforce ประกาศเปิดสำนักงาน ให้พนักงานที่ฉีดวัคซีนแล้วเข้ามาก่อน

สถานการณ์ COVID-19 ทำให้บริษัทไอทีจำนวนมากปิดสำนักงาน ให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน 100% และบางบริษัท เช่น Twitter ประกาศให้พนักงานทำงานได้จากที่บ้านตลอดไป

ในทางกลับกัน การฉีดวัคซีนในสหรัฐอเมริกาที่คืบหน้าไปมากพอสมควร ก็ทำให้บริษัทบางแห่งเริ่มกลับมาใช้นโยบายเปิดสำนักงานแล้ว บริษัทไอทีรายแรกๆ ที่นำเทรนด์นี้คือ Salesforce ที่ประกาศว่าจะเปิดสำนักงานใหญ่กลางเมืองซานฟรานซิสโกกลับมาในเดือนพฤษภาคมนี้ และสำนักงานที่เมืองอื่นๆ ในระยะถัดไป

แนวทางของ Salesforce คือในระยะแรก พนักงานที่ฉีดวัคซีนครบเรียบร้อยแล้ว สามารถเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศได้ตามความสมัครใจ และในระยะแรกจะยังจำกัดจำนวนพนักงานที่เข้าออฟฟิศไม่เกิน 100 คนก่อน บริษัทยังมีนโยบายตรวจ COVID ทุกคนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนในระยะถัดไปจะขยายจำนวนพนักงานขึ้นจาก 20% เป็น 75% โดยพนักงานที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนก็สามารถเข้ามาทำงานได้ด้วย

สถานการณ์เรื่องออฟฟิศของ Salesforce ในแต่ละประเทศแตกต่างกันไป อย่างในอิสราเอลก็สามารถกลับมาเปิดทำการได้ตามปกติ 100% แล้ว และหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิกก็กลับมาเปิดได้ในเฟสสองแล้วเช่นกัน

Salesforce ยังมีทางเลือกให้พนักงานที่ยังไม่อยากกลับเข้าออฟฟิศ ก็สามารถเลือกทำงานที่บ้านได้จนถึงสิ้นปี 2021

No Description

ที่มา – Salesforce

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122163

Facebook ในสหรัฐจะแสดงข้อมูลเข้าถึงวัคซีน COVID-19 ในเมืองที่รับฉีดให้คนทั่วไปแล้ว

สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่ประชาชนเข้าถึงวัคซีน COVID-19 ได้ทั่วถึง และเริ่มเปิดให้ผู้ใหญ่เข้ามาฉีดวัคซีนได้ ล่าสุด Facebook เตรียมเพิ่มการแจ้งเตือนและระบุข้อมูลว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างไร แต่ละรัฐจะแสดงข้อมูลไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับหน่วยงานสุขภาพในแต่ละพื้นที่ เหมือนอย่างที่เคยทำเมื่อตอนเลือกตั้งประธานาธิบดี 2020

เมื่อข้อมูลทางการจากรัฐแจ้งว่าประชาชนทั่วไปมีสิทธิ์ได้รับวัคซีน COVID-19 Facebook จะแสดงการแจ้งเตือนให้คนในรัฐนั้น และเชื่อมโยงกับหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐ โดยสามารถคลิกปุ่ม Find a Vaccine เพื่อดูว่าสถานที่ไหนรับฉีดบ้าง ซึ่งเริ่มทำการแจ้งเตือนแล้วใน อลาสก้า, มิสซิสซิปปี, เท็กซัสและยูทาห์

No Description

Facebook มีศูนย์ข้อมูล COVID-19 บนแพลตฟอร์มให้คนเข้าไปหาข้อมูลอยู่แล้ว ทางบริษัทบอกด้วยว่า ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม มีผู้คนมากกว่า 3 ล้านคนในสหรัฐ คลิกที่แบนเนอร์แจ้งเตือน เพื่อเข้าถึงข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ของตัวเอง

ที่มา – Engadget, Facebook

from:https://www.blognone.com/node/122160

Uber เผย ยอดเรียกรถในสหรัฐฯ กลับมาสูงกว่าช่วงก่อน COVID-19 ระบาดแล้ว

Uber เผยว่าตอนนี้ธุรกิจการเดินทาง (mobility) ของบริษัทในสหรัฐฯ เริ่มกลับมาสู่จุดสูงสุดอีกครั้งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางการทยอยฉีดวัคซีนและผ่อนคลายกิจการต่าง ๆ ภายในประเทศเพื่อพยายามกลับสู่สถานการณ์ปกติของสหรัฐฯ

Uber เผยกับสำนักข่าว WSJ ว่า ตอนนี้ยอดเรียกรถในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาถือว่ากลับมาสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้จุดสูงสุดคือเดือนมีนาคมปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในสหรัฐฯ จนต้องล็อกดาวน์ในหลายเมือง เป็นสัญญาณว่าการเดินทางในสหรัฐฯ เริ่มกลับมาแล้ว หลังจากที่รัฐบาลกลางเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนในหลายรัฐ

ในขณะที่ฝั่งธุรกิจส่งอาหารของ Uber ก็ยังคงทำผลงานได้ดี โดยทางบริษัทเผยกับ WSJ ว่าดีมานด์ของ Uber Eats ยังคงมีสูงกว่าจำนวนผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์ม

Uber มีกำหนดออกรายงานประจำไตรมาสในเดือนพฤษภาคมนี้ แต่การเผยข้อมูลก่อนส่วนหนึ่งคาดว่าเพื่อดึงดูดคนขับรถบนแพลตฟอร์มให้กลับมาทำงาน เนื่องจากช่วงการระบาดที่ผ่านมาทำให้คนขับรถบนแพลตฟอร์มทั้ง Uber และ Lyft หายไปจนต้องจูงใจด้วยการอัดฉีดเงินเพราะทั้งสองแพลตฟอร์มต่างก็ประสบปัญหาคนต้องการใช้บริการจำนวนมากกว่าคนขับที่พร้อมให้บริการบนแพลตฟอร์ม

ที่มา – Engadget, WSJ

No Description
ภาพจาก Uber

from:https://www.blognone.com/node/122150

ชาตินิยมอย่างเดียวเอาไม่อยู่ จีนกังวลประสิทธิภาพ เตรียมนำเข้าวัคซีนประเทศอื่นเพิ่ม

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคระบาดจีนกำลังเตรียมหาวัคซีนมาใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้น หลังจากที่ประสิทธิภาพของวัคซีนเริ่มสร้างความกังวล

Sinovac China Vaccine

วัคซีนจีนมีหลากหลายแบรนด์ด้วยกัน ดังนี้

  • Sinovac หรือ CoronaVac เป็นวัคซีนที่พัฒนาที่ปักกิ่ง ผลิตโดยบริษัท Sinovac
  • Sinopharm หรือ BBIBP-CorV ผลิตโดยวิสาหกิจจีน มีการพัฒนาวัคซีนจาก 2 แห่งคือที่ปักกิ่งและที่อู่ฮั่น
  • CanSino วัคซีนต้าน COVID นี้พัฒนาโดย CanSinoBIO ใช้ฉีดเพียง 1 โดสเท่านั้น ใช้ adenovirus ของมนุษย์เป็นตัวนำสารพันธุกรรมเข้าสู่เซลส์มนุษย์เพื่อให้สร้างโปรตีนต่อ ซึ่งวัคซีนชนิดนี้ของจีนมีการทำงานแบบเดียวกับวัคซีนของรัสเซีย Sputnik V
  • Anhui Zhifei Logcom & Chinese Academy of Sciences หรือ ZG2001

วัคซีนจีนประสิทธิภาพต่ำ หัวหน้าศูนย์ป้องกันโรคระบาดในจีนยังเป็นกังวล

SCMP เผยว่า ผลการทดลองในบราซิลพบว่าวัคซีน Sinovac นั้นมีประสิทธิภาพ 50.4% ขณะที่ตุรกีมีประสิทธิภาพ 83.5% ก่อนหน้านี้องค์การสหประชาชาติเคยระบุไว้ว่าวัคซีนควรมีประสิทธิภาพราว 50%

ในเรื่องของการเตรียมนำวัคซีนประเทศอื่นมาใช้นี้ สื่อท้องถิ่นของจีนรายงานว่า Gao Fu หัวหน้าศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคระบาดจีนกล่าวไว้ในที่ประชุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า กำลังพิจารณาที่จะแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของวัควีนที่ใช้อยู่ เนื่องจากยังมีประสิทธิภาพไม่สูงนัก ดังนั้นการแก้ปัญหาด้วยการมีวัคซีนต้าน COVID ที่มีความหลากหลายมากขึ้น น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ เป็นไปได้ว่าจีนน่าจะจัดหาวัคซีนเพิ่มผ่านกรอบการทูตแบบทวิภาคีหรือการทูตสองฝ่ายที่เรียกว่า การทูตวัคซีนนั่นเอง

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนจัดหาวัคซีนให้หลายประเทศทั่วโลกราว 40 ล้านโดส มีทั้งบราซิล เซอร์เบียร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้านสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรก็จัดหาวัคซีน Johnson & Jonson ไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วราว 1 พันล้านโดส

Sinovac Biotech วัคซีน จีน
(Photo by Andressa Anholete/Getty Images)

อย่างไรก็ดี FT รายงานว่า ชิลีก็ต้องพึ่งพาวัคซีน Sinovac จากจีนเช่นกัน การศึกษาชิ้นล่าสุดพบว่า ประสิทธิภาพของการฉีดวัคซีนของชิลีแค่เพียง 1 โดส มีประสิทธิภาพเพียง 3% เท่านั้น เมื่อเทียบกับ 2 โดสถึงจะได้ 56% ทางผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขท้องถิ่นไม่ได้มองว่ามีความเชื่อมโยงใดๆ กับประสิทธิภาพของวัคซีนล่าสุด

ทั้งนี้ ในโซเชียลมีเดียก็มีก็โพสต์ข้อความจาก Yanzhong Huang นักวิจัยอาวุโสด้านสาธารณสุขโลกจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ซึ่งก็เป็นข้อความที่ถูกเซ็นเซอร์ด้วย โดย Huang ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลออกมายอมรับอย่างเปิดเผย ถึงความกังวลที่มีต่อการฉีดวัคซีน ซึ่งกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนฉีดวัคซีนไปแล้วราว 65 ล้านโดส

ผลการทดลองทางคลินิกระยะ 3 ยังไม่เปิดเผย หลายประเทศวิจารณ์หนัก

การผลิตวัคซีนของผู้ผลิตจากจีนไม่ได้เปิดเผยการทดลองระยะที่ 3 ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นขาดความโปร่งใส ด้าน Sinopharm อ้างว่าประสิทธิภาพของวัคซีนสูงราว 79% สูงพอๆ กับวัคซีนของ AstraZeneca ด้าน AstraZeneca เองก็ปรับแก้ไขประสิทธิภาพให้มีอัตราลดลงหลังจากเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณือย่างหนัก แต่ทาง Sinopharm ก็ไม่ได้เปิดเผยการทดลองระยะ 3 แต่อย่างใด

Xi Jinping สี จิ้นผิง ประธานาธิบดี จีน
Xi Jinping ภาพจาก Shutterstock

ด้าน Peter English อดีตที่ปรึกษาศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ สาธารณสุขอังกฤษ กล่าวว่า เรื่องที่จีนไม่เผยแพร่ผลการทดลองระยะที่ 3 เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ด้านผู้เชี่ยวชาญจากฮ่องกงระบุว่า CoronaVac หรือวัคซีน Sinovac นี้มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 51% สำหรับคนที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี ซึ่งก็มีการเปิดเผยผลการทดลองระยะ 1 และ 2

นอกจากประสิทธิภาพวัคซีนจะต่ำจนทำให้สาธารณสุขจีนเองยังเป็นกังวลแถมยังไม่เปิดเผยข้อมูลการทดลองระยะ 3 แต่จีนก็ยังตั้งเป้าผลิตวัคซีนต้านโควิดภายในปี 2022 ให้ได้ 5,000 ล้านโดส

หัวหน้าสมาคมวัคซีนแห่งประเทศจีนเผย ประเทศจีนตั้งเป้าเพิ่มศักยภาพในการผลิตวัควีนต้าน COVID-19 ให้ได้ 5,000 ล้านโดสภายในปีหน้าหรือปี 2022 โดยตอนนี้จีนกำลังเร่งฉีดวัคซีนภายในประเทศมากขึ้น

CGTN สื่อจีนที่ควบคุมการเผยแพร่โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน เผยแพร่คลิปวิดีโอที่มีการสัมภาษณ์ Yin Weidong ผู้ที่เป็น CEO เป็นดั่งหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อนบริษัท Sinovac Biotech ระบุว่าภารกิจของ Sinovac ยังไม่สมบูรณ์ ยังมีสิ่งที่ต้องทำต่อ นั่นก็คือการควบคุมโรคระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ

Sinovac มั่นใจ พัฒนาและวิจัยวัคซีนดีแล้ว ผลทดลองระยะ 3 ศึกษาจากประเทศพันธมิตร

Yin ของ Sinovac ระบุว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นแค่การเริ่มต้น เพราะ COVID-19 เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในโลก เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก เหมือนกับมนุษย์กำลังพบเจอกับศัตรูที่เข้ามาโจมตี ศัตรูย่อมไม่บอกเราอยู่แล้วว่าจะโจมตีเราอย่างไร มันมีแต่ความท้าทายและความไม่แน่นอนในการผลิตวัคซีน

ส่วนกรณีคำถามเรื่องการทดลองระยะ 3 ที่ทั่วโลกให้ความสนใจอยู่นั้น Yin ระบุว่า เขาพอใจมากกับข้อมูลที่มีอยู่ สาเหตุที่เขาพอใจ เขาบอกว่าเพราะอัตราการติดเชื้อ COVID ในจีนอยู่ในระดับต่ำ เราไม่สามารถทำการศึกษาทดลองระยะ 3 ในจีนได้ นี่เป็นความจริง หรือเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ในอดีต วัคซีนจีนและบริษัทจีนมีน้อยมาก ในการทดลองระยะ 3 เราต้องประเมินการศึกษานอกประเทศจีน เราจะประเมินการทดลองระยะ 3 จากนอกประเทศจีนได้อย่างไร นี่เป็นคำถามที่ยาก แต่ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือโรคระบาดเกิดขึ้นในจีนและเกิดในหลายประเทศ

China COVID-19 Face Masks
ภาพจาก Shutterstock

เงื่อนไขสำคัญในการทดลองประกอบด้วย 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ ประเทศนั้นมีการแพร่ระบาดของโรคอย่างหนักและโรคมีความรุนแรง เรื่องที่สองคือ ประชากรจำนวนมากต้องการวัคซีน เรื่องที่สามคือ ประเทศหุ้นส่วนของเรามีการวิจัยและพัฒนาที่ค่อนข้างอ่อนแอ ต้องการความช่วยเหลือ

ตอนนี้จีนมีการทดลองทางคลินิกในหลายประเทศ ทั้งบราซิล อินโดนีเซีย ตุรกี และชิลี ตอนนี้ผลการทดลองระยะ 3 เปิดเผยแล้ว เราเริ่มทดลองที่บราซิลที่ถือว่ามีการติด COVID มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (ข้อมูลจาก JHU ระบุว่า บราซิลมีการติดเชื้อ​ COVID-19 เป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและอินเดีย มีผู้ติดเชื้อรวม 13,482,023 คน รักษาหาย 11,878,958 คน เสียชีวิต 353,137 คน/ ทั่วโลกเสียชีวิตจาก COVID-19 ไปแล้ว 2,938,439 คน รักษาหาย 77,516,666 คน ติดเชื้อรวม 136,157,645 คน)

ส่วนเรื่องเตรียมผลิตวัคซีนให้ได้ 5,000 ล้านโดสภายในปี 2022 นั้น Feng Duojia เผยเป้าหมายดังกล่าวในงานประชุมของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง โดยจีนเตรียมเพิ่มการผลิตวัคซีนต้าน COVID ราว 20 เท่าจากการผลิตเดิมหรือที่ส่งวัคซีนไปยังต่างประเทศด้วย ซึ่งจีนเริ่มรณรงค์สร้างภูมิคุ้มก้ันโรค COVID อย่างช้าๆ เนื่องจากขาดแคลนกำลังการผลิตที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการฉีดวัคซีนได้ ปัจจุบันจีนฉีดวัคซีนไปแล้วราว 130 ล้านโดส ส่งออกไปแล้วกว่า 100 ล้านโดส ราว 100 ประเทศ

สรุป

ซีอีโอจาก Sinovac ใช้วิธีทดลองและศึกษาระยะ 3 กับประเทศที่ระบุเงื่อนไขไว้ดังนี้ เป็นประเทศที่มีการติด COVID-19 อย่างหนัก มีอาการของโรคและแพร่เชื้อรุนแรง และเป็นประเทศพันธมิตรที่มีการวิจัยและพัฒนาวัคซีนที่ยังไม่แข็งแกร่งนัก ต้องการความช่วยเหลือ ในจีนมีการควบคุมโรคได้ดีแล้วจึงทำการทดลองได้ยาก จึงเลือกทดลองจากคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ข้างต้น ส่วนผลลัพธ์เป็นที่พอใจสำหรับ Sinovac แต่ยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ ส่วนใครที่ต้องการค้นหาคำตอบจากการทดลองทางเทคนิคระยะ 3 ลองสืบค้นการติดเชื้อ การแพร่กระจายเชื้อ การควบคุมโรคจากประเทศเหล่านี้เพิ่มเติม บราซิล อินโดนีเซีย ตุรกี และชิลี

ที่มา – Caixing Global, Financial Times (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ชาตินิยมอย่างเดียวเอาไม่อยู่ จีนกังวลประสิทธิภาพ เตรียมนำเข้าวัคซีนประเทศอื่นเพิ่ม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-concern-effective-chinese-vaccine-covid-19-not-high/

กูเกิลและแอปเปิลบล็อคอัพเดตแอปติดตามโควิดของอังกฤษ หลังพยายามให้ผู้ใช้เช็คอินก่อนเข้าร้านค้า

กูเกิลและแอปเปิลร่วมกันบล็อคการอัพเดตแอป NHS COVID-19 ที่ใช้สอบสวนโรค (contact tracing) COVID-19 หลังจากทาง NHS เพิ่มฟีเจอร์สแกน QR หน้าร้านค้าต่างๆ เข้าไปในแอป ทำให้แอปทำผิดข้อตกลงการใช้งานฟีเจอร์ Exposure Notification API

แอปเปิลและกูเกิลเปิดฟีเจอร์ Exposure Notification API ให้รัฐบาลหลายชาติใช้งาน โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ API นี้จะเปิดทางให้แอปสามารถแลกเปลี่ยนแพ็กเก็ต Bluetooth กับโทรศัพท์ที่อยู่ใกล้กันได้แม้จะไม่ได้เปิดแอปทำงานบนหน้าจอ (foreground) ก็ตาม อย่างไรก็ดีทั้งสองบริษัทห้ามไม่ให้หน่วยงานที่ใช้งาน API นี้เก็บข้อมูลพิกัดผู้ใช้จากช่องทางอื่นๆ ลงในแอปอีก เมื่อแอป NHS COVID-19 พยายามเพิ่มฟีเจอร์นี้จึงกลายเป็นการละเมิดข้อตกลงไป

ตอนนี้ NHS COVID-19 ใช้งานในอังกฤษและเวลส์ ส่วนสก็อตแลนด์นั้นใช้แอปของตัวเอง และเมื่อต้องการให้ประชาชนเช็คอินจุดที่ใช้บริการก็แยกแอป Check In Scotland ออกจากแอป Protect Scotland เพื่อไม่ให้ละเมิดข้อตกลงกับกูเกิลและแอปเปิล

NHS เคยพยายามพัฒนาแอปสอบสวนโรคโดยไม่พึ่ง Exposure Notification API มาก่อน แต่กลับพบว่าได้ข้อมูลจำกัดมากจนใช้งานจริงไม่ได้ และต้องเปลี่ยนแนวทางในที่สุด

ที่มา – BBC

No Description

ภาพโดย JESHOOTS-com

from:https://www.blognone.com/node/122146

[Guest Post] เผยผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงถึง 58% พบปัญหาความล้มเหลวในการสำรองข้อมูล สะท้อนถึงความท้าทายในการป้องกันข้อมูลสำคัญขององค์กร และเป็นข้อจำกัดในเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล

จากรายงาน Veeam Data Protection Report ประจำปี 2021 พบว่าสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่โลกสู่ดิจิทัล (Digital Transformation)  องค์กรทั่วโลกถึง 40% มองว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคสำคัญในอีก 12 เดือนข้างหน้า และหนึ่งในสามขององค์กรต่างชะลอหรือเลือกที่จะหยุดกระบวนการปรับเปลี่ยนดังกล่าวไว้ก่อนในช่วงปีที่ผ่านมา

 

ความท้าทายในการป้องกันข้อมูลกำลังบั่นทอนความสามารถขององค์กรทั่วโลกในการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่โลกดิจิทัล (Digital Transformation, DX) อ้างอิงผลการสำรวจในรายงาน Veeam® Data Protection Report 2021 พบว่าองค์กรถึง 58% ไม่สามารถสำรองข้อมูลได้สำเร็จหรือปล่อยข้อมูลไว้โดยไม่ได้รับการป้องกัน  รายงานการสำรวจนี้จัดทำขึ้นโดย  Veeam Software ผู้นำด้านโซลูชั่นสำรองข้อมูลในรูปแบบการจัดการข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ Cloud Data Management™ ซึ่งพบว่า หลังจากที่โลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรถึง 40% ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คืออุปสรรคครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลในช่วง 12 เดือนจากนี้  ระบบการป้องกันข้อมูลที่ไม่แข็งแกร่ง ผนวกกับความท้าทายเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจ ได้กลายมาเป็นความกังวลที่แพร่ไปในหลายองค์กร จนถึงขั้นที่จำเป็นต้องเลือกที่จะชะลอกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลไว้ก่อน

 

Veeam Data Protection Report 2021 นี้เป็นรายงานการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจากองค์กรทั่วโลก เพื่อทำความเข้าใจแนวทางการป้องกันและจัดการข้อมูลในองค์กร และเรียนรู้รูปแบบการเตรียมความพร้อมรับความท้าทายต่อระบบไอทีที่พวกเขาต้องเผชิญ รวมถึงขีดความสามารถในการตอบสนองการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยหรือสถานการณ์ เช่น COVID-19 ที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบไอที และกระบวนการปรับเปลี่ยนองค์กรและธุรกิจในการก้าวสู่โลกดิจิทัล

“ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงต่างต้องเผชิญความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน  ในการดูแลป้องกันข้อมูลขององค์กรให้แข็งแกร่งได้เช่นเดิมท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในปัจจุบัน” แดนนี  อัลลัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและรองประธานอาวุโสด้านกลยุทธผลิตภัณฑ์จากบริษัท  Veeam กล่าวว่า  “เพื่อตอบโจทย์ความจำเป็นขององค์กรธุรกิจ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา ต่างเร่งเดินหน้าเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัล เพื่อให้ทันกับความต้องการของธุรกิจ อย่างไรก็ตามแนวทางการจัดการและป้องกันข้อมูลนั้นยังคงเป็นจุดอ่อน เพราะหลายองค์กรยังติดอยู่กับระบบไอทีเดิม และมีระบบป้องกันข้อมูลที่ล้าสมัย แถมด้วยปัจจัยเรื่องเวลาและเงินทุนที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่คาดไม่ถึง อย่าง COVID-19 ต้องรอให้ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขก่อน จึงจะดำเนินการสู่ Digital Transformation ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว”

ปฏิบัติการเร่งด่วนในการปกป้องข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็น

ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าความสามารถในการปกป้องข้อมูลของพวกเขานั้นไม่มีความพร้อมตามที่กระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลต้องการ ทำให้เกิดความเสี่ยงในความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงทั้งต่อชื่อเสียงและผลการดำเนินงาน แม้ว่าเรื่องของการสำรองข้อมูลนั้นเป็นเรื่องสำคัญในโลกของการป้องกันข้อมูลยุคใหม่  แต่ 14% กลับบอกว่าข้อมูลทั้งหมดไม่ได้รับการสำรองไว้อย่างถูกต้องและอีก 58% บอกว่าเกิดความล้มเหลวในการเรียกคืนข้อมูลกลับมา ทำให้เห็นว่าข้อมูลซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของธุรกิจนั้นไม่ได้รับการป้องกันแถมไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้เมื่อเกิดปัญหาอย่างเช่น การหยุดทำงานจากการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นเรื่องที่พบเจอบ่อยขึ้น  ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา 95% ขององค์กรเผชิญเหตุการณ์ที่เซิร์ฟเวอร์หนึ่งในสี่หยุดทำงานอย่างน้อย 1 ครั้งในรอบปี ส่งผลกระทบในเรื่องของดาวน์ไทม์ และทำให้ข้อมูลสูญหายบ่อยเกินไป สุดท้ายที่สำคัญก็คือสิ่งเหล่านี้กระทบต่อประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูงมากกว่าครึ่งบอกว่าปัญหานี้นำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นต่อองค์กร ทั้งจากลูกค้า พนักงานและผู้ถือหุ้นได้

“มีสาเหตุอยู่ 2 ประการที่ทำให้การสำรองและเรียกคืนข้อมูลนั้นทำงานล้มเหลว: ประการแรก คือ การสำรองข้อมูลที่จบลงด้วยความผิดพลาดจากการกำหนดขอบเขตข้อมูลที่มากเกินไป และสอง การเรียกคืนข้อมูลที่ทำไม่ได้ตามข้อตกลงที่ได้ทำกันไว้” แดนนี่ อัลลัน อธิบายและเสริมว่า “พูดง่ายๆ ว่าหากการสำรองข้อมูลล้มเหลว ก็จะไม่ได้รับการป้องกัน ซึ่งเป็นความกังวลสำหรับธุรกิจ เนื่องจากผลกระทบจากการสูญหายของข้อมูล และการหยุดทำงานของระบบที่ไม่อยู่ในแผนการนั้น ย่อมส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า ไปจนถึงราคาหุ้นขององค์กรที่ลดลง ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นมานี้บ่งบอกว่าภัยคุกคามด้านดิจิทัลนั้นกำลังเติบโตในอัตราก้าวกระโดด ผลลัพธ์คือช่องว่างระหว่างความสามารถในการปกป้องข้อมูลของธุรกิจกับความต้องการในการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่โลกดิจิทัลของพวกเขา และปัญหานี้ควรจะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะสิ่งนี้เป็นแรงกดดันที่เกิดขึ้นในองค์กรในการเร่งนำเอาเทคโนโลยีบนคลาวด์ให้บริการลูกค้าในยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล”

ยุทธศาสตร์ไอทีที่มีผลจากการมาของ COVID-19

ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการนำเอาคลาวด์มาเป็นทางเลือกแรกๆ และปรับเปลี่ยนรูปแบบของการใช้ระบบไอทีที่ตอบสนองในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลหลังเกิดสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งหลายองค์กรก็ได้ทำสำเร็จไปแล้ว โดยที่ 91% ขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจนั้นได้เพิ่มบริการบนคลาวด์ของพวกเขาไปตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆ ของการระบาด และส่วนใหญ่ก็ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีองค์กรถึง 60% ที่วางแผนจะเพิ่มบริการบนคลาวด์ให้มากขึ้นในการวางยุทธศาสตร์ด้านไอทีต่อไป  อย่างไรก็ตามในขณะที่องค์กรธุรกิจนั้นตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนสู่โลกดิจิทัลในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แต่มีองค์กร 40% ที่ยอมรับว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลของพวกเขา

การเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัลต้องเริ่มจากความพร้อมแบบดิจิทัล

ในสถานการณ์ที่องค์กรธุรกิจต่างหันมาเลือกนำบริการทางด้านไอทียุคใหม่เข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว แต่ความสามารถและทรัพยากรในการป้องกันข้อมูลที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัลสะดุดลงจนถึงขั้นล้มเหลว ซึ่งเหล่าผู้บริหารระดับสูงต่างรู้ดีอยู่แล้วว่ามีผลกระทบเกิดขึ้น  30% ของผู้ตอบแบบสำรวจยอมรับว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลของพวกเขานั้นต้องสะดุดหรือหยุดไว้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อุปสรรคนั้นมีหลายรูปแบบรวมถึงทีมงานไอทีเองที่เน้นไปที่เรื่องของการดูแลระบบมากเกินไปในช่วงการระบาดของไวรัสถึง 53% หรือจะเป็นการพึ่งพาระบบไอทีเดิมในองค์กรที่มีถึง 51% และการที่เจ้าหน้าที่ขาดทักษะในการนำเทคโนโลยียุคใหม่มาใช้พบถึง 49% ทำให้ในอีก 12 เดือนข้างหน้าผู้บริหารด้านไอทีจำเป็นต้องวางแผนการเปลี่ยนถ่ายสู่โลกดิจิทัลกันใหม่อีกครั้ง โดยปัญหาต้องได้รับการแก้ไขทันทีสำหรับเรื่องการป้องกันข้อมูลในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น โดยเกือบหนึ่งในสามขององค์กรนั้นมองไปที่การย้ายไปสู่ระบบคลาวด์

“สิ่งสำคัญที่พบอีกประการ คือ ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเกิดช่องว่างในการปรับสู่โลกดิจิทัลระหว่างองค์กรที่มีแผนงานเปลี่ยนแปลงตัวเองสู่ระบบดิจิทัล และองค์กรที่มีความพร้อมน้อยกว่า โดยที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเร่งดำเนินการสร้างความพร้อมรับมือกับสิ่งเหล่านี้ หลังจากนั้นก็เริ่มชะลอกระบวนการลง” แดนนี่ อัลลัน สรุปและเพิ่มเติมว่า “ขั้นแรกในการเดินเข้าสู่การเปลี่ยนสู่ดิจิทัล คือ การสร้างความพร้อมแบบดิจิทัล ทุกองค์กรกำลังเร่งมองหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนวิธีการป้องกันข้อมูลให้มีความทันสมัย ด้วยการนำระบบคลาวด์เข้ามาใช้งาน  ภายในปี 2023  77% ของธุรกิจทั่วโลกจะเลือกใช้ระบบสำรองข้อมูลขั้นแรกที่อยู่บนคลาวด์ เพื่อให้มั่นใจในศักยภาพของการสำรองข้อมูลมากขึ้น ลดต้นทุนการบริหารจัดการ ลดงานของฝ่ายไอที และมีเวลามาดูแลงานด้านการปรับองค์กรสู่โลกดิจิทัล ที่จะช่วยให้ธุรกิจนั้นสามารถก้าวสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

 

เนื้อหาอื่นๆ ที่สำคัญในรายงาน Veeam Data Protection Report 2021 มีรวมถึง:

  • เครือข่ายไอทีแบบผสม แบบกายภาพ, เวอร์ชวลและคลาวด์: ในอีกสองปีข้างหน้าองค์กรส่วนใหญ่จะค่อยๆ ปรับลดจำนวนทั้งในแง่ของปริมาณ, การบำรุงรักษา และการจัดหาเซิร์ฟเวอร์จริงเสริมบนโครงสร้างพื้นฐานแบบเวอร์ชวล และจะหันมาเลือกใช้กลยุทธ์ “คลาวด์มาก่อน” มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้ครึ่งหนึ่งของปริมาณของการใช้งานย้ายไปอยู่บนคลาวด์ภายในปี 2023  ซึ่งจะบังคับให้องค์กรส่วนใหญ่ต้องปรับแนวคิดในกลยุทธ์การป้องกันข้อมูลของตนใหม่สำหรับพื้นที่การแข่งขันใหม่
  • ระบบสำรองข้อมูลบนคลาวด์เติบโตอย่างรวดเร็ว: ระบบสำรองข้อมูลถูกย้ายจากระบบแบบเดิมมาอยู่บนโซลูชั่นระบบคลาวด์ที่บริหารและดูแลโดยผู้ให้บริการ โดยรายงานคาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้สูงถึง 29% ในปี 2020 และเพิ่มมากขึ้นเป็น 49% ภายในปี 2023
  • ความสำคัญของระบบที่แข็งแกร่งเชื่อถือได้: “เพื่อเพิ่มระดับความเชื่อถือ” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้องค์กรทั่วโลกเปลี่ยนระบบการสำรองข้อมูลหลักที่มีใช้อยู่ในองค์กร ผลสำรวจถึง 31% เห็นด้วยกับปัจจัยดังกล่าว
  • เพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุน: 22% ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถามชี้ว่าส่วนสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงคือผลกระทบต่อสภาวะทางการเงินขององค์กร ซึ่งรวมถึงผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่คุ้มค่าและมีต้นทุนในการเป็นเจ้าของ (TCO) ลดลง
  • ช่วงเวลาพร้อมใช้งาน: 80% ขององค์กรธุรกิจจะมี “ช่วงเวลาที่พร้อมใช้งาน” ระหว่างความเร็วในการกู้คืนแอปพลิเคชั่น และความเร็วที่จำเป็นจะต้องกู้คืนมาให้ได้
  • ช่วงเวลาจริงในการทำงาน: 76% มี “ช่วงเวลาจริงในการทำงาน” ระหว่างความถี่ในการทำสำรองข้อมูล และ ปริมาณการสูญเสียข้อมูลที่ยอมรับได้หากระบบหยุดทำงาน
  • การปกป้องข้อมูลยุคใหม่: 46% ขององค์กรธุรกิจทั่วโลกเลือกที่จะเป็นคู่ค้ากับผู้ให้บริการสำรองข้อมูลแบบ Backup as a Service (BaaS) ภายในปี 2023 และมีถึง 51% วางแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติไปอยู่ในรูปแบบของ Disaster Recovery as a Service (DRaaS) ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

เกี่ยวกับรายงานฉบับนี้

Veeam มอบหมายให้ บริษัท วิจัยตลาดอิสระ Vanson Bourne ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดการป้องกันข้อมูล การนำไปใช้ และการรับรู้ในองค์กรระดับเอนเตอร์ไพร์สทั่วโลก โดยการสำรวจนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารองค์กรด้านไอทีจำนวน 3,000 คน (ในองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน) จาก 28 ประเทศโดยใช้วิธีการเชิงปริมาณที่เป็นกลางเพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์จะมีความเป็นกลาง http://twitter.com/JBuff

เพื่อเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้ Veeam ได้จัดงานเสมือนจริงครั้งแรกในโลกในหัวข้อของการปรับปรุงการปกป้องข้อมูลให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อ VeeamON 2021 ในวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2021 โดยที่ผ่านมาผู้เข้าร่วมงานเกือบ 15,000 คน ทั้งลูกค้า, คู่ค้าและผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในงานสัมมนาแบบเวอร์ชวล VeeamON 2020 และ VeeamON Forum ที่จัดขึ้นตามแต่ละภูมิภาคทั่วโลก

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ https://www.veeam.com

Supporting Resources:

 

 

เกี่ยวกับ Veeam Software

Veeam® คือผู้นำโซลูชั่นระบบสำรองข้อมูล ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการสำรองข้อมูลบนระบบคลาวด์ด้วย (Cloud Data Management™) Veeam เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสำรองข้อมูลที่ทันสมัย, เพิ่มความเร็วระบบคลาวด์แบบไฮบริดและการรักษาความปลอดภัยข้อมูล Veeam มีลูกค้ามากกว่า 400,000 รายทั่วโลก รวมถึง 82% ที่อยู่ใน Fortune 500 และ 69% ที่อยู่ใน Global 2,000 Veeam ทำตลาดผ่านช่องทางการขาย 100% รวมถึงพันธมิตรระดับโลก เช่น HPE, NetApp, Cisco และ Lenovo ในฐานะตัวแทนจำหน่ายพิเศษ Veeam มีสำนักงานอยู่ในมากกว่า 30 ประเทศ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ http://www.veeam.com หรือติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทาง Twitter ได้ที่ @veeam

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-veeam-data-proection-report-2021/

เปลี่ยนใจแม้มีโรงงานผลิต AstraZeneca ในประเทศ ออสเตรเลียสั่งวัคซีน Pfizer เพิ่ม

ออสเตรเลียเปลี่ยนแผนการฉีดวัคซีนในประเทศ โดยแนะนำให้ประชาชนอายุต่ำกว่า 50 ปีฉีดวัคซีนจาก Pfizer แทน แม้เดิมจะสั่งซื้อวัคซีน ChAdOx1 ของ AstraZeneca ไปถึง 50 ล้านโดส เพียงพอสำหรับประชากรทั้งประเทศแล้วก็ตาม

ออสเตรเลียมีบริษัท CSL Behring รับผลิตวัคซีนให้ AstraZeneca กำลังผลิตถึง 53.8 ล้านโดสต่อปี โดยออสเตรเลียเองสั่งซื้อไปแล้ว 50 ล้านโดสเพียงพอสำหรับประชากรทั้งหมด 25 ล้านคน แต่หลังจากมีรายงานความเชื่อมโยงระหว่างการเกิดลิ่มเลือดและวัคซีน ทางออสเตรเลียก็เปลี่ยนคำแนะนำให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ใช้วัคซีน Pfizer แทนพร้อมกับประกาศซื้อวัคซีนจาก Pfizer เพิ่ม

ตามแผนของรัฐบาลออสเตรเลีย เมื่อสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาควรฉีดวัคซีนได้ 4 ล้านโดส แต่กลับฉีดจริงได้เพียง 6 แสนโดส

ภาพรวมตอนนี้ออสเตรเลียสั่งวัคซีนจาก AstraZeneca 50 ล้านโดส, Pfizer 40 ล้านโดส, Novavax 51 ล้านโดส, และยังจองวัคซีนผ่านโครงการ COVAX ไปอีก 25 ล้านโดส

ที่มา – CNBC, health.gov.au

No Description
ภาพวัคซีน BNT162b2 จาก BioNTech

from:https://www.blognone.com/node/122125