คลังเก็บป้ายกำกับ: CORONAVIRUS

ไปไม่ไหว Airbus ประกาศปลดพนักงาน 15,000 คนภายในปีนี้ หลังความต้องการเครื่องบินลดลง

แอร์บัส ผู้ผลิตเครื่องบินโดยสารรายใหญ่ ประกาศปลดพนักงาน 15,000 คนภายในปีนี้ และเตรียมลดกำลังการผลิตเครื่องบินโดยสารอีก 40% หลังจากความต้องการเครื่องบินลดลง

Airbus แอร์บัส A380
ภาพจาก Shutterstock

แอร์บัส (Airbus) ผู้ผลิตเครื่องบินโดยสารรายใหญ่ของโลก ประกาศปลดพนักงานถึง 15,000 คน ภายในระยะเวลา 12 เดือน โดยพนักงานที่โดนปลดนั้นคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของพนักงานทั้งหมด สาเหตุสำคัญมาจากอุตสาหกรรมการบินที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้ความต้องการเครื่องบินโดยสารที่ลดลง และส่งผลต่อบริษัทผลิตเครื่องบินตามไปด้วย

ขณะเดียวกันบริษัทได้รายงานว่าจะลดกำลังการผลิตเครื่องบินโดยสารลง 40% ภายในระยะเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีมุมมองว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินนั้นอาจช้ากว่าที่คาดไว้ด้วย ซึ่งการฟื้นตัวไวที่สุดนั้นจะไม่เกิดขึ้นก่อนปี 2023 และมีความเป็นไปได้สูงสุดอยู่ในช่วงปี 2025 ด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกันสายการบินต่างๆ ที่ได้สั่งซื้อเครื่องบินจาก Airbus เริ่มที่จะมีการไม่ขอรับเครื่องบินโดยสารที่สั่งซื้อไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็น AirAsia สายการบินราคาประหยัดจากมาเลเซีย เป็นต้น เนื่องจากมองว่าเครื่องบินนั้นมีจำนวนมากกว่าความต้องการของผู้เดินทางในขณะนี้

ก่อนหน้านี้ สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ได้ปรับคาดการณ์ อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกนั้นรายได้จะหายไปมากถึง 50% เมื่อเทียบกับปี 2019 อยู่ที่ 419,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลทำให้อุตสาหกรรมมีแนวโน้มจะขาดทุนสูงถึง 84,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการขาดทุนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งเป็นผลกระทบจาก COVID-19

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Boeing ได้ประกาศปรับลดพนักงานถึง 13,000 ราย รวมไปถึงผู้ผลิตเครื่องยนต์ไอพ่นสำหรับเครื่องบินโดยสารอย่าง Rolls-Royce ก็ประกาศลดพนักงานถึง 9,000 ราย

ที่มา – CNN, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/airbus-axe-15000-workers-this-year-after-decline-of-commercial-airplanes-1-jul-2020/

WHO แถลง ชีวิตแบบ New Normal คือชีวิตที่ต้องคิดว่า “จะอยู่ร่วมกับไวรัสอย่างไร”

องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลง สถานการณ์ตอนนี้ ยังไม่เข้าใกล้การสิ้นสุดของโรคระบาดเลย สิ่งที่ต้องทำสำหรับชีวิต new normal คือ การเรียนรู้ว่าจะอยู่กับโรคระบาดนี้ อยู่กับโควิด-19 นี้อย่างไร

Tedros Adhanom Ghebreyesus ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงว่า การติดตามหากลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อ (tracing) เป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้กับโควิด-19 ขณะนี้เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปถึง 6 เดือนแล้ว นับตั้งแต่มีการยืนยันการติดเชื้อครั้งแรกกับองค์การอนามัยโลก ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะต้องเผชิญกับความวุ่นวายจากโรคเช่นนี้

โรคระบาดนี้ทำให้เราได้เห็นทั้งส่วนที่ดีที่สุดและส่วนที่เลวร้ายที่สุดของมวลมนุษยชาติ ทั่วโลกพยายามปรับตัว มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการรับมือ สิ่งที่น่ากังวลคือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผิดๆ และการทำให้ประเด็นโรคระบาดกลายเป็นเรื่องการเมือง

คำถามที่สำคัญต่อจากนี้ของหลายประเทศทั่วโลกคือ เราจะใช้ชีวิตร่วมอยู่กับไวรัสอย่างไร นี่คือภาวะปกติใหม่ (New Normal) เราทุกคนอยากให้สถานการณ์เช่นนี้จบลงเสียที แต่ตอนนี้ ภาวะเช่นนี้ยังไม่เข้าใกล้กับคำว่าทุกอย่างสิ้นสุดลงเลย แม้หลายประเทศได้พยายามอย่างเต็มที่ในการรับมือกับโควิด-19 แล้ว หลายแห่งก้าวหน้า หลายแห่งยังล้มเหลวอยู่ ขณะเดียวกันโควิด-19 ก็ยังระบาดไม่หยุด

เราสูญเสียกันมามากแล้ว แต่เราจะไม่สิ้นหวัง

นี่คือเวลาที่เราจะต้องทำให้ชุมชนของเราแข็งแกร่ง หยุดการแพร่ระบาดโควิดให้ได้ รักษาชีวิตให้ได้ เร่งทำวิจัย โดย Tedros ก็ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ขึ้นมาและบอกว่าเดือนกุมภาพันธ์ เกาหลีใต้มีคนติดเชื้อมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน จากนั้นทางเกาหลีใต้ก็ได้หารือกับ WHO และก็บอกว่าในที่สุดแล้ว เกาหลีใต้ก็สามารถหยุดการระบาดของโรคได้แม้ยังไม่มีวัคซีนก็ตาม

Tedros กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลพยามอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการตรวจโรค การติดตามหากลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อ แยกคนติดเชื้อให้อยู่ลำพัง กักกันโรค เหมือนอย่างที่เกาหลีทำ ในที่สุดแล้วก็น่าจะทำให้โรคระบาดนี้ค่อยๆ บรรเทาลง ซึ่งก็ต้องรวมถึงมาตรการที่ผู้คนต้องดูแลสุขอนามัยของตัวเอง ใส่หน้ากาก และใช้มาตรการ Social Distancing ถึงที่สุดแล้ว เราก็ยังต้องรอการพัฒนาวัคซีนจนกว่าจะสำเร็จต่อไป

ผ่านมาแล้ว 6 เดือน โควิด-19 ระบาดจนทำให้ผู้คนติดเชื้อมากถึง 10,278,458 ล้านคน เสียชีวิตรวม 504,936 คน (ราว 4.91%) รักษาหาย 5,219,513 คน (ราว 50.78%)

จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทั่วโลก ภาพจาก JHU

อ่านเพิ่ม

ที่มา – WHO, JHU

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/who-said-new-normal-is-living-with-the-covid-19/

ผู้บริหารธนาคารในโอซาก้าชี้ เศรษฐกิจของเมืองต้องใช้เวลาฟื้นตัวจาก COVID-19 มากกว่า 2 ปี

ประธานธนาคารใหญ่ในโอซาก้าได้กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจของเมืองนั้นอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวมากกว่า 2 ปี จากผลกระทบจาก COVID-19

Osaka Japan โอซาก้า ญี่ปุ่น
ภาพจาก Shutterstock

Tetsuya Kan ประธานของธนาคาร Kansai Mirai ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของธนาคารที่ใหญ่สุดในแถบโอซาก้า ได้กล่าวว่า เขามองว่าสภาพเศรษฐกิจของเมืองโอซาก้า จะกลับมาฟื้นได้เท่ากับก่อนหน้าที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปี หลังจากที่ญี่ปุ่นได้แบนไม่ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศ

เขาเองยังได้กล่าวว่า ธนาคารเองก็ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เนื่องจากรายได้ของธนาคารในประเทศญี่ปุ่นลดลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นถือว่าต่ำมาโดยตลอด ส่งผลกระทบต่อกิจการอย่างมาก

โอซาก้าเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น โดยเศรษฐกิจของเมืองมีรายได้หลักๆ จากภาคการท่องเที่ยวรวมไปถึงธุรกิจค้าปลีก และเมืองนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นั้นเป็นชาวเอเชียจากจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 12 ล้านคน ผลกระทบของ COVID-19 ได้กระทบต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมไปถึงร้านขายยา

ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาญี่ปุ่นเองเริ่มมีแผนที่จะเปิดประเทศ โดยเริ่มให้สำหรับการเดินทางด้านธุรกิจกับประเทศเวียดนาม โดยคาดว่าจะเริ่มได้ในเร็วๆ นี้ และจะต้องมีแผนตรวจโรคอย่างเข้มงวดทั้งก่อนเข้าญี่ปุ่น และขณะที่อยู่ในญี่ปุ่น รวมไปถึงต้องใช้ Application ในการตรวจสอบด้วย

ข้อมูลในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนเพียงแค่ 1,700 คนเท่านั้น ลดลง 99.9% เมื่อเทียบกับตัวเลขในปีที่ผ่านมา

ที่มา – Yahoo News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/president-kansai-mirai-bank-forecast-osaka-economy-recovery-more-than-2-years-29-june-2020/

มาเลเซียทำข้อตกลงข้ามแดนกับสิงคโปร์ยุค COVID-19 ล่าสุดชวนออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ทำ Travel Bubble

มาเลเซียทำข้อตกลงข้ามแดนกับสิงคโปร์ยุค COVID-19 โดยจะอนุญาตให้ประชาชนถือใบผ่านแดนสิงคโปร์ระยะยาวสามารถเดินทางข้ามไปมา 2 ประเทศนี้ได้ นอกจากนี้มาเลเซียยังมีแผนที่จะให้ประชาชนในอาเซียนเดินทางข้ามประเทศได้ด้วย

Causeway Singapore สิงคโปร์
Johor-Singapore Causeway 1 ในทางเชื่อมสู่ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย – ภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลของมาเลเซียและสิงคโปร์ได้ทำข้อตกลงที่จะให้ประชาชนทั้ง 2 สามารถเริ่มข้ามแดนไปมาได้แล้ว โดยข้อตกลงดังกล่าวจะให้ชาวมาเลเซียที่ถือใบผ่านแดนสิงคโปร์ระยะยาวที่มีธุรกิจหรือทำงานที่สิงคโปร์ สามารถข้ามแดนไปมาระหว่างกันได้ ขณะเดียวกันยังมีการทำเลนพิเศษสำหรับการติดต่อด้านธุรกิจหรือเรื่องสำคัญระหว่างประชาชน 2 ประเทศด้วย

สำหรับการข้ามผ่านแดนจะมีเงื่อนไขการตรวจเช็คสุขภาพของประชาชนที่เดินทางข้ามแดนของสิงคโปร์และมาเลเซียด้วย ขณะเดียวกันทั้ง 2 ประเทศยังเตรียมหารือข้อตกลงที่จะให้ประชาชนเดินทางข้ามไปมาอย่างอิสระหลังจากนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียได้กล่าวว่า สำหรับประเด็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียยังได้กล่าวเสริมว่าการทดลองเรื่องนโยบายข้ามแดนกับสิงคโปร์ถือว่าเป็นการทดลองก่อนที่จะนำผลที่ได้ไปใช้กับประเทศอื่นๆ หลังจากนี้

ขณะเดียวกันมาเลเซียเองเตรียมที่จะทำ Travel Bubble กับบรูไน และล่าสุดเตรียมชักชวนให้ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ทำ Travel Bubble ด้วย หรือประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีการแพร่เชื้อ COVID-19 ภายในประเทศเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 28 วัน

สำหรับ Travel Bubble คือมาตรการที่แต่ละประเทศ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวระหว่างประเทศหรือเป็นกลุ่มประเทศสามารถเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันเหล่านี้ได้อย่างเสรี เนื่องจากประเทศหรือกลุ่มประเทศมีการจัดการผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศได้ดีพอๆ กัน

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีมาเลเซียมีแผนการที่จะให้ประชาชนในอาเซียนสามารถเดินทางไปมาหาสู่ได้อย่างอิสระ เพื่อที่จะเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างกัน หลังจากที่ประเทศต่างๆ ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ต่อเศรษฐกิจอย่างมาก โดยไอเดียข้างต้นดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนจากสุลต่านบรูไน รวมไปถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เป็นอย่างดี

ที่มา – New Strait Times, Malaymail, Free Malaysia Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/malaysia-singapore-cross-boder-green-lane-also-travel-bubble-with-au-nz-soon-28-june-2020/

นกสกู๊ตปรับโครงสร้างสายการบินใหม่ หลัง COVID-19 พ่นพิษ ยืนยันไม่ปิดกิจการ

สายการบินนกสกู๊ตประกาศที่จะปรับโครงสร้างสายการบินใหม่ หลังจากวิกฤติ COVID-19 ทำให้สายการบินต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อที่จะสามารถผ่านพ้นเวลาช่วงนี้ไปได้ คาดว่าอาจมีการลดจำนวนฝูงบินลง และลดพนักงาน

NokScoot นกสกู๊ต
ภาพจาก Shutterstock

Facebook เพจ Outsider’s Aviation ได้รายงานว่า สายการบินนกสกู๊ต ได้เตรียมที่จะปรับโครงสร้างของสายการบินใหม่ หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลต่อสายการบิน และโดยเฉพาะเส้นทางบินต่างประเทศที่เป็นธุรกิจหลักของสายการบิน ลูกค้านั้นไม่สามารถเดินทางได้จากมาตรการของประเทศต่างๆ ขณะที่ค่าใช้จ่ายของสายการบินนั้นมีอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีไม่มีการปิดสายการบินแต่อย่างใด

ทางด้าน Brand Inside ได้รับบันทึกข้อความบางส่วนที่ส่งให้พนักงาน กล่าวถึงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลต่อนกสกู๊ตที่มีเที่ยวบินส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน ซึ่งเป็นรายได้หลักของสายการบินราคาประหยัดแห่งนี้ แม้ว่าสายการบินเองจะมีมาตรการในการลดค่าใช้จ่ายเช่น ลดเงินเดือนผู้บริหารและพนักงานแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่เพียงพอด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกันความพยายามดิ้นรนของสายการบินเพื่อเอาตัวรอดคือการใช้เครื่องบินของสายการบินขนส่งคาร์โก้สินค้าเพื่อที่จะมีรายได้มาหล่อเลี้ยง แต่รายได้ดังกล่าวก็ยังห่างไกลกับค่าใช้จ่ายของสายการบินที่มีอยู่ในแต่ละเดือน นอกจากนี้จากคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการบินนั้นมองว่าต้องใช้เวลา 2-3 ปีที่สายการบินจะกลับมาฟื้นตัวเท่ากับปี 2019

ข้อมูลจาก Filght Radar 24 นั้นปัจจุบันสายการบินมีเครื่องบินประจำการ 7 ลำ ขณะที่บันทึกข้อความของสายการบินได้กล่าวถึงว่าอาจต้องวางแผนจัดการเครื่องบินจำนวน 5 ลำใหม่ คาดว่าอาจมีการใช้เครื่องบินลดลง ซึ่งจะต้องมีการปรับลดพนักงานลงด้วย

อย่างไรก็ดียังไม่มีการแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ จาก Singapore Airlines ที่เป็นบริษัทแม่ของ Scoot รวมไปถึง
นกแอร์ ผ่านช่องทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันสายการบินนกสกู๊ต ถือหุ้นโดยนกแอร์ 51% และสายการบิน Scoot 49%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nok-scoot-restructure-after-covid-19-pandemic-but-not-closing-business-24-june-2020/

สิงคโปร์ยุบสภา เตรียมเลือกตั้งใหม่ ลี เซียนลุง กล่าว “ประชาชนต้องตัดสินใจให้รอบคอบ”

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้กล่าวว่าเขาได้ขอให้ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ประกาศยุบสภาเพื่อที่จะมีการจัดเลือกตั้งรอบใหม่แล้ว และได้กล่าวว่าประชาชนเองจะต้องตัดสินใจให้รอบคอบในการเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้

ภาพจาก Getty Images

ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ กล่าวว่าเขาได้ขอให้ประธานาธิบดีสิงคโปร์ประกาศยุบสภา เพื่อที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปของสิงคโปร์ โดยนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ได้กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่ได้หลังการเลือกตั้งครั้งนี้จะสามารถทำงานที่มุ่งเน้นไปยังวาระแห่งชาติต่างๆ มากยิ่งขึ้น และขอให้ประชาชนชาวสิงคโปร์ตัดสินใจอย่างรอบคอบในการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ยังได้กล่าวว่า การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในขณะนี้ยังทำให้รัฐบาลใหม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเวลาของรัฐบาลชุดปัจจุบันเหลือวาระเพียงแค่เดือนเมษายนปีหน้าเท่านั้น นอกาจากนี้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของประชาชนสิงคโปร์ที่กำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาด COVID-19 อีกด้วย

ปัจจุบันสิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 กว่า 42,432 ราย เสียชีวิต 26 ราย รัฐบาลได้อัดฉีดเงินไปแล้ว 100,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือราวๆ 2.25 ล้านล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเยียวยาแรงงานและธุรกิจ รวมไปถึงงบประมาณเพื่อเตรียมรับมือจากปัญหาการว่างงานในสิงคโปร์

เขายังได้กล่าวเสริมว่า ในช่วงเกือบๆ 1 ปีข้างหน้านี้ยังมีความไม่แน่นอน และอาจมีเหตุการณ์ต่างๆ เข้ามากระทบกับชาวสิงคโปร์ เพื่อที่จะปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของสิงคโปร์ รัฐบาลจะต้องตอบสนองในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น COVID-19 ปัจจัยจากภายนอก จนไปถึงนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าหากมีรัฐบาลที่เข้มแข็งจากการหนุนหลังของประชาชน ย่อมสามารถที่จะฟันฝ่าเวลายากลำบากไปได้

คาดว่าจะมีการประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการในช่วงวันที่ 30 ที่จะถึงนี้ ขณะที่การเลือกตั้งทั่วไปจะมีภายใน 3 เดือนนี้ โดยมีข่าวว่าจะอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม

ที่มา – Yahoo News, Channel News Asia, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/sg-new-general-election-2020-soon-pm-lee-said-ppl-choose-new-gov-wisely-23-june-2020/

SoftBank ขายหุ้น T-Mobile มูลค่า 674,000 ล้านบาท เก็บเงินสดช่วง COVID-19 และใช้ลดหนี้บริษัท

SoftBank แจ้งกับนักลงทุนว่าบริษัทได้ขายหุ้นของ T-Mobile มูลค่า 674,000 ล้านบาท เพื่อระดมเงินสดช่วง COVID-19 และอีกส่วนนำไปใช้ลดหนี้ของบริษัท

T-Mobile USA
ภาพจาก Shutterstock

SoftBank Group ได้แจ้งกับนักลงทุนว่า บริษัทได้ตัดสินใจขายหุ้น T-Mobile ซึ่งเป็น 1 ในผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา สัดส่วน 5% มูลค่ากว่า 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 674,000 ล้านบาท สำหรับเม็ดเงินที่ได้นั้นจะนำไปใช้หนี้บางส่วน ใช้ซื้อหุ้นของบริษัท รวมไปถึงเก็บเป็นกระแสเงินสด หลังจากบริษัทมองว่า COVID-19 อาจมีการระบาดรอบที่ 2 ส่งผลต่อเศรษฐกิจและธุรกิจของบริษัท

สำหรับหุ้น T-Mobile ที่ SoftBank Group มีอยู่นั้นเกิดจากการควบรวมกิจการของ Sprint ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ SoftBank กับทาง T-Mobile ด้วยวิธีแลกหุ้น หลังจากที่หน่วยงานกำกับดูแลได้อนุมัติดีลดังกล่าว ทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาเหลือเพียง 3 เจ้าใหญ่เท่านั้น

การขายหุ้น T-Mobile เป็น 1 ในแผนของ SoftBank ที่ต้องการจะลดหนี้ของบริษัทลง รวมไปถึงทำตามข้อเรียกร้องของนักลงทุนที่ต้องการให้บริษัทซื้อหุ้นคืน โดยแผนการของบริษัทคือขายสินทรัพย์ที่ลงทุนไว้มูลค่าถึง 42,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เม็ดเงินที่ได้หลังจากการขายหุ้น T-Mobile บริษัทจะนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องและคุณภาพสูง ก่อนที่จะมีการใช้เม็ดเงินดังกล่าว ขณะที่หุ้นของทาง T-Mobile นั้น ล่าสุด บอร์ดบริหารของ T-Mobile ซึ่งเป็นอดีต CEO ของ Sprint เองอย่าง Marcelo Claure สนใจที่จะซื้อหุ้นบางส่วนด้วย

สำหรับวิกฤติของ SoftBank เองมีปัญหาจากผลขาดทุนของ Vision Fund หลังบริษัทต่างๆ ที่กองทุนได้ลงทุนมีผลตอบแทนติดลบ โดยเฉพาะ Uber บริการเรียกรถและส่งอาหารรายใหญ่ รวมไปถึง WeWork ซึ่งกองทุนได้ลงทุนไปด้วยเม็ดเงินหลักหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันบริษัทเองยังมีหนี้สินที่สูง ทำให้ต้องมีการทยอยขายสินทรัพย์ออกมา

ที่มา – CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/softbank-unload-t-mobile-stakes-21-billion-to-pay-debt-and-reserve-cash-23-june-2020/

“สหรัฐคว่ำข้อตกลงการค้ากับจีนแล้ว” ที่ปรึกษาด้านการค้าของทรัมป์กล่าว ก่อนออกมาแก้ตัวทีหลัง

ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐคว่ำข้อตกลงการค้ากับจีนแล้ว ก่อนที่อีกไม่กี่นาทีต่อมาเขาได้ออกมาแก้ข่าวในเรื่องนี้

Containers ตู้คอนเทนเนอร์
ภาพจาก Shutterstock

Peter Navarro ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดี Donald Trump ได้กล่าวกับ Fox News ว่าข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกที่สหรัฐและจีนได้ทำร่วมกันนั้นถือว่ายกเลิกไปแล้ว โดยเขายังได้กล่าวว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่สหรัฐมาทราบตอนหลังคือเรื่องการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงเดือนมกราคมที่สหรัฐได้ส่งผู้แทนไปเจรจาการค้าที่จีนแต่จีนเองไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด

เขาเองยังได้กล่าวเชิงเปรียบเทียบว่าสิ่งที่จีนทำนั้นเหมือนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นได้ขอที่จะเจรจาสันติภาพกับสหรัฐ และในท้ายที่สุดญี่ปุ่นเองก็ได้บุกโจมตีสหรัฐอเมริกา โดยตัวเขาเองนั้นเป็นที่ปรึกษาของทรัมป์ที่ออกมากล่าววิจารณ์นโยบายของจีนบ่อยที่สุดคนหนึ่งในทำเนียบขาว

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจ สหรัฐ-จีน กำลังจะเข้าสู่ห้วงเวลาของความตกต่ำอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐไม่พอใจจีน เนื่องจากจีนเองไม่ได้ทำตามข้อตกลงการค้าในฉบับแรกเท่าที่ควร โดยเฉพาะการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ แม้ว่าฝั่งผู้แทนการเจรจาการค้าจะกล่าวว่าทุกอย่างเป็นไปได้ดีก็ตาม

ขณะที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 เองยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของ สหรัฐ-จีน แย่ลงไปอีกเนื่องจากสหรัฐมองว่าจีนเองไม่มีความโปร่งใสในเรื่องนี้

อัพเดต : อย่างไรก็ดีล่าสุดที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีได้กล่าวเพื่อแก้ข่าวว่า สหรัฐยังไม่ได้ตัดขาดด้านการค้ากับจีนในข้อตกลงการค้าฉบับแรกแต่อย่างใด แต่ตัวเขาเองกล่าวถึงความเชื่อใจของทั้ง 2 ประเทศมากกว่า

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/peter-navarro-said-about-us-end-trade-deal-with-china-collapse-23-june-2020/

ธปท. สั่งให้แบงก์พาณิชย์งดจ่ายปันผล รวมถึงห้ามซื้อหุ้นคืนในปีนี้ รับความเสี่ยงเศรษฐกิจหลัง COVID-19

ธนาคารแห่งประเทศไทยออกคำสั่งใหม่ให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในไทยงดจ่ายปันผลปีนี้ รวมถึงห้ามซื้อหุ้นคืน เพื่อรับความเสี่ยงเศรษฐกิจหลังจากนี้

Bank Of Thailand
ภาพจาก Shutterstock

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด 19) ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป และยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อไป

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนสำหรับระยะ 1-3 ปีข้างหน้า โดยคำนึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และศักยภาพของลูกหนี้ในการทำธุรกิจภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 คลี่คลาย

โดยระหว่างที่ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนใหม่นี้ธนาคารแห่งประเทศไทยขอให้ธนาคารพาณิชย์ งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในปีนี้ รวมถึงงดการซื้อหุ้นคืน เพื่อธนาคารพาณิชย์จะรักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งและรองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารกลางหลายประเทศได้ดำเนินการแล้ว เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด 19

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bank-of-thailand-call-thai-banks-no-pay-dividend-also-shares-buy-back-to-cover-tier-1-fund-19-june-2020/

วิจัยกรุงศรีมองเศรษฐกิจไทยฟื้นแบบตัว U ชี้ต้องใช้เวลา 2 ปีครึ่งถึงเท่าช่วงก่อน COVID-19

มุมมองเศรษฐกิจไทยจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในรูปแบบตัว U แต่ต้องใช้เวลาถึง 2 ปีครึ่งในการฟื้นตัวถึงจะกลับมาเท่ากับช่วงก่อน COVID-19

Bangkok Store Mall Closing COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

วิจัยกรุงศรี คาดการณ์เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวในรูปแบบตัวยู (U-shaped Recovery) และอาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปีครึ่งกว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดได้ในไตรมาสที่ 4/2565 นอกจากนี้ยังคาดว่าในแต่ละอุตสาหกรรมในไทยจะใช้เวลาในการฟื้นตัวไม่เท่ากัน ขณะเดียวกันก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะถดถอยที่ -5%

สมประวิณ มันประเสิรฐ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยว่า “การแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ขณะเดียวกันภาคธุรกิจต่างๆ จะเริ่มปรับตัวรับเทรนด์ใหม่ๆ ที่จะชัดเจนมากขึ้นในปี 2564”

ขณะเดียวกันวิจัยกรุงศรียังมองว่าผลกระทบของ COVID-19 ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและยาวจาก 4 ปัจจัยหลักคือ

  1. การปิดการดำเนินงานของภาคธุรกิจจากมาตรการล็อกดาวน์
  2. การปรับตัวลดลงของอุปสงค์โดยรวม
  3. การชะงักงันของระบบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
  4. การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค

ปัจจัยข้างต้นนี้จะเป็นตัวกำหนดรูปแบบการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์จะมีการหดตัวมากในช่วงนี้ แต่ฟื้นตัวได้เร็วกว่าธุรกิจอื่นโดยเปรียบเทียบ ขณะที่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภคจะใช้เวลายาวนานกว่าในการปรับตัว

วิจัยกรุงศรี ได้วิเคราะห์ผลกระทบของโควิด-19 ที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ถึง 60 ประเภท พบว่า 

  • ธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจด้านการผลิตอาหารมีแนวโน้มที่ฟื้นตัวกลับมาสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดได้ในปี 2564
  • ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง พลังงานไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ จะได้รับผลกระทบอย่างหนักแต่จะสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าภาคธุรกิจอื่นๆ
  • ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ อาทิ การขนส่งทางอากาศ และอุตสาหกรรมการบริการ จะใช้เวลาฟื้นตัวยาวนานกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
  • ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสทางกายหรือการรวมตัวกันในที่สาธารณะจะใช้เวลาในการฟื้นตัวยาวนานกว่ากลุ่มอื่นๆ เช่นกัน

ขณะเดียวกัน สมประวิณ ยังได้กล่าวเสริมว่า “สำหรับประเทศไทย คาดว่าเม็ดเงินจากมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเข้าสู่ระบบมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่ยังต้องติดตามความชัดเจนของมาตรการต่างๆ ในเรื่องประสิทธิภาพการฟื้นฟูเศรษฐกิจว่าจะสามารถทำให้เกิดการจ้างงานเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ ช่วยหนุนภาคครัวเรือนให้มีรายได้เพียงพอต่อการชำระหนี้ ลดความเสี่ยงแก่ภาคการเงิน และมีมาตรการที่เหมาะกับรูปแบบการฟื้นตัวในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมมากเพียงใด”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/th-economy-recovery-u-shape-and-using-36-months-to-recovery-same-as-before-covid-19-krungsri-research/