คลังเก็บป้ายกำกับ: CONVERGED_INFRASTRUCTURE

เปิดตัว Dell EMC VxRail D Series และ E Series รองรับทั้ง Intel และ AMD สำหรับ Edge Computing

Dell Technologies ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Dell EMC VxRail รุ่นใหม่พร้อมกันถึงสองรุ่น ได้แก่ Dell EMC VxRail D Series ที่รองรับ 2nd Gen Intel Xeon Scalable สำหรับ Edge Computing และทนทานต่อสภาพแวดล้อมนอก Data Center กับ Dell EMC VxRail E Series ที่ใช้ AMD EPYC เป็นรุ่นแรก

Credit: StorageReview

Dell EMC VxRail D Series นี้จะเป็นรุ่น Ruggedized ที่มีความทนทานสูง ทนอุณหภูมิได้สูงกว่าปกติ เหมาะสำหรับใช้งานในโรงงาน, การทำอุตสาหกรรม, แท่นขุดเจาะน้ำมันและธุรกิจพลังงาน รวมถึงใช้งานได้บนเรือและเครื่องบิน อีกทั้งยังรองรับ Intel Optane PMem และสามารถใช้ NVIDIA Quadro RTX GPU ได้

ส่วน Dell EMC VxRail E Series จะเป็นรุ่นแรกในตระกูลที่ใช้ AMD EPYC 7002 เป็นหน่วยประมวลผล ทำให้สามารถรองรับ PCIe 4.0 ได้ และมีจำนวน CPU Core มากถึง 64 Core ในเครื่องขนาดเพียงแค่ 1U ดังนั้นจึงจะเหมาะสำหรับงาน Edge Computing ที่เน้นพลังประมวลผลมากกว่าความทนทานของระบบ โดยรองรับ NVMe, All-Flash และ Hybrid Storage Configuration ได้

ทั้งนี้ Dell ก็ได้ร่วมมือกับ VMware ในการนำ Software รุ่นล่าสุดมาใช้ ทำให้สามารถรองรับการเริ่มต้นใช้งานได้ด้วยจำนวน Node ที่น้อยลง, รองรับ VMware Cloud Foundation on VxRail, สามารถใช้ Kubernetes ได้ และอื่นๆ อีกมากมาย

ทั้งสองรุ่นนี้มีแผนออกสู่ตลาดทั่วโลกภายในสัปดาห์นี้ ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.delltechnologies.com/en-us/converged-infrastructure/vxrail/index.htm

ที่มา: https://www.storagereview.com/news/dell-emc-vxrail-d-series-e-series-announced

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-vxrail-d-series-and-e-series-are-announced/

IDC เผยตลาด Converged Systems โต 4.5% ในไตรมาสแรกปี 2020

แม้ว่าตลาด IT หลายส่วนจะหดตัวจากวิกฤตที่ผ่านมา แต่สำหรับตลาด Converged Infrastructure นั้นยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดย IDC ได้สรุปถึงตัวเลขสถิติประจำไตรมาสแรกในปี 2020 เอาไว้ดังนี้

Credit: IDC
  • รายรับโดยรวมของตลาดเติบโตขึ้น 4.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2019 และมีมูลค่ารวม 3,900 ล้านเหรียญหรือราวๆ 117,000 ล้านบาท
  • ตลาด Certified Reference Systems & Integrated Infrastructure เติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2019 จากความต้องการของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและสาธารณสุข
  • ตลาด Certified Reference Systems & Integrated Infrastructure มีส่วนแบ่ง 36.8% เติบโตจากปีที่แล้ว 4.4% มียอดรวม 1,400 ล้านเหรียญหรือราวๆ 42,000 ล้านบาท
  • ตลาด Integrated Platform มีส่วนแบ่ง 12.3% หดตัว 8.7% จากปีที่แล้ว มีมูลค่ารวม 478 ล้านเหรียญหรือราวๆ 14,340 ล้านบาท
  • ตลาด Hyperconverged Systems มีส่วนแบ่ง 50.9% เติบโต 8.3% จากปีที่แล้ว มีมูลค่ารวม 2,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 60,000 ล้านบาท
  • ผู้นำ 3 อันดับแรกตามแบรนด์ของระบบได้แก่ Dell Technologies ที่ส่วนแบ่ง 33.6% ตามมาด้วย Nutanix 13.1% และ HPE 6%
  • ผู้นำ 3 อันดับแรกตามเทคโนโลยีภายในระบบได้แก่ VMware ที่ส่วนแบ่ง 42.4% ตามมาด้วย Nutanix 28.3%, HPE 5.1% กับ Cisco 4.3% ครองอันดับ 3 ร่วมกัน

ที่มา: https://www.idc.com/getdoc.jsp?containerId=prUS46618420

from:https://www.techtalkthai.com/idc-reveals-converged-systems-market-was-growing-in-2020-q1/

Oracle เปิดตัว Oracle Database Appliance เจเนอเรชันที่ 8 พร้อม Low-code Platform และ AI ให้ใช้ฟรี

Oracle ประกาศเปิดตัว Oracle Database Appliance (ODA) X8 ซึ่งเป็น Integrated System เจเนอเรชันที่ 8 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งาน Oracle Database ได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ในราคาที่ถูกกว่าการใช้ฮาร์ดแวร์ยี่ห้ออื่นๆ ทั้งยังผสานเทคโนโลยี Artificial Intelligence และ Machine Learning ตอบโจทย์แนวคิดเรื่อง “Converged Database” และเพิ่มให้บริการ Low-code Development Platform ให้ใช้งานได้ฟรี

Oracle Database Appliance สำหรับ Oracle Database ภายใต้แนวคิด “Simple. Optimized. Affordable”

เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงหลายทศวรรษนี้ Oracle Database เป็นระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลที่มีฟีเจอร์ครบครัน เสถียร และเร็วที่สุดในโลก จึงมักถูกนำไปใช้ใน Critical Infrastructure ขององค์กร และเพื่อให้องค์กรที่มีงบประมาณและทรัพยากรบุคคลจำกัดสามารถเข้าถึง Oracle Database ได้ง่ายยิ่งขึ้น Oracle จึงได้พัฒนา Oracle Database Appliance (ODA) ซึ่งเป็น Integrated System ที่ผ่านการคำนวณเชิงวิศวกรรมมาเป็นอย่างดี และมีการติดตั้งซอฟต์แวร์พร้อมใช้มาจากโรงงาน เพิ่มปริมาณการใช้ได้แบบ Pay as You Grow ทำให้มีค่า License และ MA ของซอฟต์แวร์ถูกว่าใช้งานบนฮาร์ดแวร์ยี่ห้ออื่นกว่า 50% ที่สำคัญคือสามารถบริหารจัดการทั้งฮาร์ดแวร์ ซอร์ฟแวร์ แอปพลิเคชัน และ Virtual Machine ทั้งหมดได้อย่างง่ายดายผ่านทาง GUI สอดคล้องกับแนวคิด “Simple. Optimized. Affordable”

Oracle Database Appliance มาพร้อมกับชุดการตั้งค่าเริ่มต้นตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ของ Oracle โดย DBA สามารถเลือกประเภทการใช้งานฐานข้อมูลได้ตามความต้องการ ซึ่งระบบจะดำเนินการปรับแต่งระบบฐานข้อมูลให้พร้อมใช้งานภายใต้สภาวะแวดล้อมตามที่ระบุโดยอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาในการเตรียมระบบฐานข้อมูลจากหลักสัปดาห์เหลือเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ในขณะที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้ฮาร์ดแวร์ยี่ห้ออื่นถึง 5 เท่า

Oracle Database Appliance X8 VS. DIY เหนือกว่าทั้งประสิทธิภาพและราคา

Oracle Database Appliance เจเนอเรชันที่ 8 ประกอบด้วย 3 โมเดลย่อย ได้แก่ X8-2S, X8-2M และ X8-2-HA ซึ่งเป็นโมเดลพิเศษที่ถูกปรับแต่งมาสำหรับรัน Database แบบคลัสเตอร์ด้วย Real Application Clusters (RAC) สำหรับการใช้งานภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ High Availability เป็นปัจจัยสำคัญ Oracle Database Appliance ได้รับการอัปเกรดโดยใช้หน่วยประมวลผล Intel Xeon เจเนอเรชันล่าสุด และมีการขยายขนาดความจุ รวมไปถึงเพิ่มพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อ รองรับการใช้งานทั้ง Oracle Database 11gR2, 12c, 18c และ 19c

เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของการใช้ Oracle Database บน Oracle Database Appliance และ DIY Infrastructure (เช่น Converged Infrastructure ยี่ห้ออื่น) พบว่าการใช้ Oracle Database บน DIY Infrastructure ต้องเสียค่า License และ Support สูงกว่าบน Oracle Database Appliance ถึงหลักหลายสิบล้านบาท และมี OpEx สูงกว่าถึง 6.8 เท่าตัว ส่งผลให้ Total Cost of Ownership (TCO) ระยะ 3 ปีสูงกว่าถึง 57%

ในส่วนของประสิทธิภาพการใช้ Database Workload นั้น Oracle Database Appliance X8-2-HA (32 Cores/node) สามารถรองรับ Swingbench (Benchmark สำหรับใช้ทดสอบ Database Workload และทำ Stress Test) ได้ถึง 37,500 Concurrent Transactions ต่อวินาที และมี Response Time โดยเฉลี่ยน้อยกว่า 12.1 มิลลิวินาที

เปิดให้ใช้ APEX Low-Code Platform บน Oracle Database Appliance ฟรี

Low-code Development Platform เป็นชุดเครื่องมือที่ช่วยให้เหล่า Developers สามารถออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ได้อย่างรวดเร็วโดยมีการเขียนโค้ดเองเกิดขึ้นน้อยที่สุด ลดความยุ่งยากในการทำงานกับโค้ดที่มีความซับซ้อนและ Syntax ต่างๆ หลายพันหรือหมื่นบรรทัด ช่วยให้สามารถสร้างแอปพลิเคชันที่มีหน้าตาทันสมัย ทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย รวมไปถึงจัดการกับข้อมูลและลำดับการทำงานของแอปพลิเคชันได้อย่างสะดวก ตอบโจทย์ความต้องการสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับธุรกิจอย่างรวดเร็วและยั่งยืน พร้อมสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการได้เร็วกว่าการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบเดิมเป็นอย่างมาก

สำหรับ Oracle เองเปิดให้บริการ Low-code Development Platform ในนาม Application Express (APEX) ซึ่งสามารถติดตั้งใช้งานบน Oracle Database Appliance ได้ฟรี Developers สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันผ่านทางหน้าจอการทำงานแบบ Drag-and-Drop เพียงไม่กี่คลิกเท่านั้น พร้อมเชื่อมต่อกับ Oracle Database ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทั้งยังมีความมั่นคงปลอดภัยสูง รองรับตั้งแต่การสร้าง Web Apps ที่ใช้งานกันทั่วไป ไปจนถึง Mission-critical Apps ที่ต้องรับภาระงานประมาณมหาศาลระดับหลักหมื่นผู้ใช้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://apex.oracle.com/en/

ระบบฐานข้อมูลภายใต้แนวคิด “Converged Database”

Oracle Database Appliance และ Oracle Database เวอร์ชันล่าสุดถูกออกแบบมาให้นอกจากจะรองรับ Relational Data แบบดั้งเดิมแล้ว ยังสามารถรองรับ Data Model สมัยใหม่อย่าง Spatial Data สำหรับทำ Location Awareness, JSON สำหรับใช้จัดเก็บข้อมูลเอกสาร, IoT สำหรับทำ Device Integration หรือเทคโนโลยี In-memory สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์อีกด้วย ส่งผลให้ Oracle Database สามารถประมวลผล Workload ได้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ IoT, Blockchain, Analytics และ Machine Learning ตอบโจทย์การพัฒนาแอปพลิเคชันในปัจจุบันที่ใช้หลักการ Microservices, Events, REST, SaaS หรือ CI/CD

ด้วยแนวคิดเรื่องการผสาน Data Model และ Workload ประเภทต่างๆ ทั้งสมัยใหม่และสมัยเก่าเข้าด้วยกันภายในระบบฐานข้อมูลเดียว ก่อให้เกิดเป็น “Converged Database” ทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ Data Model และ Workload ทั้งหมดได้ภายใต้ระบบ Oracle Database เพียงระบบเดียว ลดความยุ่งยากเรื่องการจัดการและดูแลระบบจัดเก็บข้อมูลที่แยกจากกันหลายๆ ระบบซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องการผสานการทำงานร่วมกันหรือปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยตามมา

จุดเด่นสำคัญอีกอย่างของแนวคิด Converged Database คือ การทำงานร่วมกันระหว่างแต่ละ Data Model และ Workload ได้สะดวกและรวดเร็ว เช่น กรณีที่มี Machine Learning และ Spatial Data ใน Oracle Database องค์กรสามารถทำ Predictive Analytics บน Spatial Data นั้นๆ ได้ทันที ปัจจุบันนี้ Oracle Database รองรับการจัดเก็บข้อมูลทั้ง Machine Learning, Blockchain, Graph, Spatial, JSON, REST, Events, Editions และ IoT Streaming ภายในแพลตฟอร์มเดียวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม

เริ่มใช้เทคโนโลยี Machine Learning กว่า 30 แบบบนฐานข้อมูลได้ฟรีทันที

อัปเกรด Oracle Database เพื่อเริ่มใช้งาน Oracle Machine Learning บนฐานข้อมูลได้ฟรีทันที โดย Oracle Machine Learning ใช้แนวคิดการนำอัลกอริธึม Machine Learning ที่มีให้เลือกมากกว่า 30 รูปแบบไปใช้งานบนข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอยู่ภายใน Oracle Database โดยตรง ลดเวลาที่สูญเสียไปในการโยกย้ายข้อมูลโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งยังช่วยรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และเพิ่มความเร็วในการสร้างโมเดลอีกด้วย นอกจากนี้ Oracle Machine Learning ยังมี API สำหรับผสานการทำงานร่วมกับ SQL, R และ Python (เร็วๆ นี้) สำหรับการพัฒนาโปรเจ็กต์ Data Science ขนาดใหญ่ซึ่งรองรับทั้งการใช้งานแบบ On-premises และบน Cloud

และด้วยแนวคิด Multi-model, Converged Database ของ Oracle ที่รองรับการจัดเก็บข้อมูลหลายๆ ประเภทและหลายๆ โมเดลไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้สามารถเรียกใช้อัลกอริธึม Machine Learning บนข้อมูลเหล่านั้นทั้งหมดได้ทันที ลดความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการสร้างและบริหารจัดการฐานข้อมูลสำหรับใช้กับแต่ละฟังก์ชันการวิเคราะห์

ปัจจุบันนี้ Oracle Machine Learning มีอัลกอริธึมให้เลือกให้งานได้ฟรีมากกว่า 30 แบบ เช่น Regression, Classification, Time Series, Clustering, Feature Extraction, Anomaly Detection เป็นต้น

สนใจ Free workshop หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ODA product ติดต่อ 065-994-6399 หรือ Napapat.s@oracle.com

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-introduces-oda-x8-with-low-code-platform-and-ai/

Veeam Webinar: Protecting the Future – ก้าวล้ำไปกว่า Backup Business Continuity ด้วย Veeam Availability และ Lenovo Infrastructure

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ IT Manager, Data Center Engineer, ผู้ดูแลระบบ IT, และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Protecting the Future – ก้าวล้ำไปกว่า Backup Business Continuity ด้วย Veeam Availability และ Lenovo Infrastructure” เพื่อเรียนรู้แนวทางและประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีใหม่ใน Data Center อย่างเช่น Hyperconverged Infrastructure (HCI) หรือ SAN และ Unified Storage มาใช้ตอบโจทย์ด้านการทำ Data Protection, Business Continuity และ Ransomware Protection ให้มีประสิทธิภาพสูงและคุ้มค่ายิ่งขึ้น ในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Protecting the Future – ก้าวล้ำไปกว่า Backup Business Continuity ด้วย Veeam Availability และ Lenovo Infrastructure
ผู้บรรยาย: คุณ Keerati Je, Systems Engineer, Veeam Thailand และคุณ Keerati Sirevrojn, Advisory Sales Specialist, Lenovo DCG Thailand
วันเวลา: วันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

ในปี 2020 ความต้องการของภาคธุรกิจในการสำรองข้อมูลและกู้คืนระบบได้เพื่อรองรับสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่าง COVID-19 นั้นได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้ข้อมูลสามารถถูกเข้าถึงได้อย่างมั่นคงนั้น คุณจึงต้องการแนวทางใหม่ในการจัดการข้อมูลชาญฉลาดยิ่งขึ้นเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจที่จะต้องเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยบริการดิจิทัล และปรับปรุงคุณภาพชีวิตและการทำงานให้ดียิ่งขึ้นได้แบบเชิงรุก

ด้วย Veeam Availability Suite v10 with Lenovo Data Cetner Infrastructure การเร่งให้เกิด Digital Transformation ด้วยการทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการติดตั้งใช้งาน, สำรองข้อมูล, บันทึกข้อมูลระยะยาว และกู้คืนระบบแอปพลิเคชันหรือข้อมูลได้จากทุกที่ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Hyperconverged Infrastructure, ออฟฟิศสาขา หรือแม้แต่บน Hybrid Cloud นั้นได้กลายเป็นความต้องการพื้นฐานเพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่สามารถปิด Availability Gap ที่เคยมี และทำให้ชีวิตแบบดิจิทัลนั้นเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่สะดุด

เข้าร่วม Webinar ครั้งนี้เพื่อรับชมถึงประเด็นดังต่อไปนี้

  • ปรับการทำ Data Protection ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วย Lenovo Hyperconverged Infrastructure
  • ก้าวสู่การใช้ Backup & Recovery Objective สมัยใหม่ ที่รองรับทั้ง Hybrid, Virtual และ Physical
  • การทำ Business Continuity Data Protection สำหรับ SAN และ Unified Storage
  • เสริมการป้องกัน Ransomware ให้กับข้อมูลสำคัญทางธุรกิจของคุณ

การเข้าร่วมฟัง Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน Veeam และ Lenovo ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_rFhfilHsTyiOUVUeX8AsFg โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/veeam-webinar-protecting-the-future-beyond-backup-business-continuity-with-veeam-availability-and-lenovo-infrastructure/

เปิดตัว GIGABYTE H-Series เพื่อ Microsoft AZURE STACK HCI

GIGABYTE เปิดตัวเซิฟเวอร์ใหม่ในซีรี่ส์ High Density สำหรับ Microsoft Azure Stack HCI ซึ่งเป็นโซลูชันในตระกูล Microsoft Azure Stack ที่ออกแบบมาสำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้งาน Virtualized Application แบบ On-premises และสามารถเชื่อมต่อกับ Microsoft Azure เพื่อทำงานร่วมกับแบบไฮบริดคลาวด์ ได้อย่างง่ายดาย ฮาร์ดแวร์ ของ GIGABYTE มีความโดดเด่นด้านประสิทธิภาพ ความหนาแน่น และความยืดหยุ่นในการทำ Configuration ซึ่งได้รับการทดสอบและรับรองโดย Microsoft ทั้งด้านคุณภาพและประสิทธิภาพอีกทั้งยังสะดวกในการติดตั้งและจัดการ

ความท้าทายในการวางระบบ HCI แบบ On-Premises

ในขณะที่การโยกภาระงานไอทีของคุณไปยังคลาวด์นั้นให้ประโยชน์และประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม เช่น ทำให้การบำรุงรักษาและความสามารถในการปรับขยายง่ายขึ้น แต่ธุรกิจจำนวนมากยังคงต้องใช้งานแอปพลิเคชันแบบ On-premises เพราะไม่สามารถย้ายแอปพลิเคชันเหล่านี้ไปยังคลาวด์ได้ หลายครั้งที่บางแอปพลิเคชันทำงานบน On-premises ถูกกว่าบนคลาวด์ หลายองค์กรจึงเลือกใช้ Hyper-Converged Infrastructure (HCI) แบบ On-premise เพราะประสิทธิภาพดี ใช้งานง่าย และต้นทุนถูกกว่า แต่ปัญหาก็คือ มีแค่บางโซลูชันเท่านั้นพร้อมสำหรับการทำงานร่วมกันของ HCI และคลาวด์ หลายองค์กรค่อยๆ ปรับไปสู่โมเดลไฮบริดคลาวด์ เหนือสิ่งอื่นใด ลูกค้าเหล่านี้มองหาโซลูชัน HCI ที่ไม่แพง ทำงานบน On-premises และประสานงานกับคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นำเสนอโซลูชัน GIGABYTE & Microsoft Azure Stack HCI

Microsoft Azure Stack HCI เป็น โซลูชัน On-premises ซึ่งทำงานอยู่บนสถาปัตยกรรมแบบ Hyper-Converged Infrastructure บน Windows Server 2019 ซึ่งรวมเอาการคำนวณ, ซอฟต์แวร์การจัดเก็บ และการเชื่อมต่อเครือข่ายไว้บนเซิร์ฟเวอร์เดียวกัน เป็นโซลูชันที่ยอดเยี่ยมสำหรับลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์เก่า รองรับ Virtualized Workloads บน On-premises ในขณะที่สามารถขยายไปยัง Microsoft Azure เพื่อใช้เซอร์วิสต่างๆ ของไฮบริดคลาวด์ เช่น Cloud-based Backup, Site Recovery และอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย เป้าหมายคือการตอบสนองภาระงานของลูกค้าและช่วยให้พวกเขาแก้ปัญหาความต้องการในปัจจุบันและรองรับการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ โดยเบื้องหลังของระบบนี้ประกอบด้วยเทคโนโลยีที่คุณคุ้นเคยอยู่แล้วของ Microsoft ได้แก่ Microsoft Hyper-V คู่กับ Microsoft Storage Spaces Direct ติดตั้งบนฮาร์ดแวร์ของ GIGABYTE ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วจาก Microsoft

GIGABYTE ได้ทำงานร่วมกับ Microsoft อย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบการเลือกระบบ High Density 2U 4 Node สำหรับ Azure Stack HCI, รับประกันว่าจะมอบประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือสูงสุด และสนับสนุนเทคโนโลยีล่าสุด เช่น NVMe Storage และเครือข่าย RDMA

ทำไมต้องเป็น GIGABYTE สำหรับ Azure Stack HCI

1. Maximum Hardware Consolidation

เซิฟเวอร์ซีรี่ส์ High Density ของ GIGABYTE เป็นผู้นำด้านความหนาแน่นของการคำนวณในตลาดขณะนี้ หนึ่งแร็คเซิร์ฟเวอร์ 2U 4 Node ตัวเดียวสามารถรองรับได้ถึง 128 คอร์ซีพียูต่อโหนด เท่ากับ  512 คอร์ต่อระบบ 2U* ดังนั้นแอปพลิเคชันที่ก่อนหน้านี้ต้องการเซิร์ฟเวอร์ทั้งแร็คสามารถทำงานได้บนแค่เซิร์ฟเวอร์ขนาด 2U เท่านั้น ทำให้สามารถลดการใช้พลังงานและความต้องการพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก

* H262-Z61 ของ GIGABYTE กับ AMD EPYC 7742 CPU

2. Multi-Node Architecture for Lower TCO

ทั้ง 4 โหนดในแชสซี 2U ของเซิฟเวอร์ซีรี่ส์ High Density ของ GIGABYTE นั้นใช้พัดลมระบายความร้อนและแหล่งจ่ายไฟเดียวกันเพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและภาระการบำรุงรักษา “… มอบประสิทธิภาพที่เหมือนกันอย่างแท้จริงกับเซิร์ฟเวอร์ 1U สี่ตัวในขณะที่ลดพื้นที่แร็คลง 50% การใช้พลังงาน 4% และจำนวนการใช้พลังงาน 75%” *

* SERVE THE HOME: https://www.servethehome.com/gigabyte-h261-z60-server-review-2u4n-amd-epyc/5/

3. Ease of Remote Management

เซิร์ฟเวอร์ซีรี่ส์ High Density ของ GIGABYTE มีชิป CMC (Central Management Controller) และพอร์ตมาตรฐานช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบและจัดการโหนดเซิร์ฟเวอร์ทั้งสี่โหนดภายในแชสซีด้วยการเชื่อมต่อ Management LAN เพียงพอร์ตเดียว สิ่งนี้จะช่วยลดจำนวนของสายเคเบิล และพอร์ตของสวิตช์ทำให้ผู้ใช้สามารถจัดการคลัสเตอร์ทั้งหมดจากอินเตอร์เฟซเดียว

โซลูชัน GIGABYTE สำหรับ Azure Stack HCI

Model

H262-Z61

H261-NO0

Type

2U 4 Node High Density Server

Platform

AMD EPYC

Intel Xeon

Scale

2 to 4 nodes

Storage Type

Hybrid

All-Flash

OS

Windows Server 2019 Datacenter Edition

CPU (per node)

Dual AMD EPYC 7002 Series Processors

Dual Intel 2nd Generation Xeon Scalable Family Processors

Memory (per node)

256GB 2666Mhz DDR4

Networking

10GBASE-T

RDMA

RoCE v1 / v2

Storage (per node)

Type

Qty.

Form Factor

Type

Qty.

Form Factor

Caching

SATA SSD

2

2.5” 7mm

NVMe SSD

2

2.5” 15mm

Capacity

SATA SSD

4

2.5” 7mm

NVMe SSD

4

2.5” 15mm

Supported Storage Interface

SATA / SAS

NVMe

Trusted Platform Module

TPM 2.0

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมและสัมผัสกับระบบใหม่เหล่านี้สามารถเข้าไปที่ www.GIGABYTE.com หรือติดต่อเราโดยตรงได้ที่ server.grp@gigabyte.com

from:https://www.techtalkthai.com/gigabyte-h-series-for-microsoft-azure-stack-hci/

Dell EMC PowerOne : ระบบอินฟราสตรัคเจอร์แบบ Autonomous สำหรับยุคดิจิตอล

Dell EMC PowerOne เป็นการ integrated กันระหว่าง Compute, Storage, Network, VMware และ intelligent controller ถูกทดสอบการทำงานร่วมกันจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้าง Autonomous Infrastructure โดยมุ่งเน้นไปที่ cloud outcomes มากกว่า การดูแล infrastructure (operates) แบบเดิมๆ ซึ่งจะไปลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนที่ทำโดยคน เพื่อลดข้อผิดพลาด ลดเวลาในการให้บริการธุรกิจในยุคดิจิตอล โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชียวชาญ หรือ ต้องมีความสามารถในพัฒนาโปรแกรมเพื่อสร้าง automation

ความต้องการของธุรกิจยุคใหม่ที่มีมากขึ้น

DELL EMC PowerOne ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถช่วยสนับสนุนธุรกิจขององค์กรยุคใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กล่าวคือ ธุรกิจยุคใหม่ต้องการระบบที่มีความเป็นอัตโนมัติและแม่นยำ ในขณระบบที่จะตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องเป็นระบบที่ทำงานแบบอัตโนมัติและมีความพิเศษ รวมถึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการอย่างเช่น

สามารถลดการทำงานได้อย่างมหาศาล : พบว่าความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากคน สำหรับงานที่เกิดขึ้นซ้ำและทำโดยคน นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติงานก็มักต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น การสร้าง VMware cluster ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญทั้ง computer, storage, network และ VMware ซึ่ง DELL EMC PowerOne สามารถตอบโจทย์เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้

ลดความเสี่ยงในการเซตระบบ : ภาระหนักในการเซ็ตอัพระบบขึ้นมาใช้งาน ก็คือการตรวจและทดสอบการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์และซอฟแวร์ต่างๆ ปัจจุบันยังมีเพิ่มเรื่อง containers ซึ่งอินฟราสมัยใหม่จะต้องรองรับ เหล่านี้จะเห็นว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะมีปัญหาในการทำงานร่วมกันเมื่อเริ่มรันธุรกิจ หากกระบวนการนี้ลูกค้าจะดำเนินการเองทั้งหมด ขณะที่ DELL EMC PowerOne นั้นได้ถูกจัดเตรียมมาตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตเรียบร้อยแล้ว ผ่านการตรวจและทดสอบโดยผู้ชำนาญซึ่งมี certificated ในแต่ละเรื่อง ดังนั้นลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะรันธุรกิจในยุคดิจิตอลได้อย่างราบรื่น

ประหยัดเวลา : ขั้นตอนการเซ็ตอัพระบบเมื่อเริ่มต้น ถือว่าใช้เวลามาก กว่าจะทำให้ระบบพร้อมใช้งาน PowerOne Contoroller, Launch Assist และ PowerOne API ช่วยลดเวลาการ deployment และเริ่มธุรกิจได้เร็วขึ้น

ประหยัดค่าใช้จ่าย : ด้วยวงจรการบริหารจัดการแบบครบถ้วน (lifecycle management), ความสามารถในการตรวจสอบระบบได้ตั้งแต่ต้นจนจบ(ene to end system monitoring) และกระบวนการต่างๆ ที่เพิ่มเติมได้อย่างอัตโนมัติ (automate expansion) ของ DELL EMC PowerOne นับเป็นการช่วยในเรื่องของการปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ที่สำคัญมันช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในแง่ของการบำรุงรักษาและขั้นตอนการอัพเกรดไปได้อย่างยาวนาน

สร้างอินฟราสตรัคเจอร์แบบอัตโนมัติได้อย่างง่ายดาย

การสร้างอินฟราสตรัคเจอร์แบบอัตโนมัติ นับเป็นประเด็นที่สร้างความท้าทาย ให้กับองค์กรเป็นอย่างมาก ซึ่งหากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงระบบให้เป็นอัตโนมัติจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์หลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงต้องใช้เวลาและงบประมาณมากมายที่จะจัดการกับมัน แต่อย่างไรก็ตามระบบที่ยอดเยี่ยมอย่าง DELL EMC PowerOne เข้ามาทลายขีดจำกัดในการสร้างอินฟราสตรัคเจอร์แบบอัตโนมัติลงอย่างสิ้นเชิงด้วยวิธีการอย่างง่ายดาย

DELL EMC PowerOne เป็นระบบอินฟราสตรัจเจอร์แบบ 3-Tier มีระบบ Compute, Networking และ Storage ที่ให้ขุมพลังด้านประสิทธิภาพมากกว่าระบบที่ใช้เซิร์ฟเวอร์แบบมาตรฐานทั่วไป (ที่มีการลงซอฟต์แวร์ไฮเปอร์ไวเซอร์ และโพรวายด์ 3 โมดูลในข้างต้นลงไป) ซึ่ง DELL EMC PowerOne ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถลดการทำงานแบบแมนนวลลงได้ถึง 98% นอกจากนั้นแล้วมันยังให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานของทรัพยากรต่างๆ ที่มีความแตกต่างและเป็นอิสระต่อกันได้ และที่สำคัญมันยังสามารถเป็น Cloud-Ready ที่ตอบโจทย์ในเรื่องของการทำงานในลักษณะคลาวด์คอมพิวติ้งได้ ตลอดจนถึงการให้บริการในแง่ของ Consumption Models เพื่อช่วยลดภาระด้านการเงินให้แก่องค์กรที่ต้องการใช้อีกด้วย

PowerOne คือสุดยอดเทคโนโลยีรวมกันในหนึ่งเดียว

Dell Technologies ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีที่จะส่งมอบให้แก่ผู้ใช้งานมาโดยตลอด ซึ่ง DELL EMC PowerOne ก็นับเป็นอีกหนึ่งโซลูชั่นที่รวมเอาสุดยอดความเป็นเทคโนโลยีต่างๆ มาไว้ด้วยกัน โดยเริ่มจาก

ระบบ Compute : ที่ได้เลือกใช้ตัว PowerEdge MX Compute เป็นตัวประมวลผลที่สามารถทำการโพรวิชั่นทรัพยากรได้อย่างไดนามิก รวมถึงสร้างระบบบริหารจัดการได้อย่างอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงมาก รวมถึงขยายโหนดได้อย่างเต็มขั้น

ระบบ Networking : Dell ได้ใช้เลือกใช้ระบบอย่าง PowerOne System Fabric ซึ่งมีประสิทธิภาพที่สูงมากในการจัดการโครงสร้างเครือข่ายทั้งระบบเป็นแบบอัตโนมัติ

ระบบ Storage : ด้วยขุมพลังจาก PowerMax Storage ที่มีประสิทธิภาพชั้นสูง มีความเป็นอัจฉริยะในแง่ของการปกป้องข้อมูลด้วยอัลกอริทึมต่างๆ และสามารจัดการทั้งในเรื่อง SAN ในแบบ Zero Touch ทำการสร้าง LUNs และ Volumes ของสตอเรจสำหรับใช้ใน Clusters ได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงขีดสุด

ระบบ Virtualization : DELL EMC PowerOne เติมเต็มด้วยขุมพลังในการสร้างระบบเวอร์ชวลไลเซชั่นโดยใช้สถาปัตยกรรม VMware ทั้ง vSphere, NSF, ESXi, vCenter Server ทำให้ผู้ใช้งานไว้วางใจในเรื่องของประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่

วิธีการสร้างระบบอัตโนมัติของ DELL EMC PowerOne

DELL EMC PowerOne ช่วยเปลี่ยนให้องค์กรสู่โลกดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความทันสมัย โดยนำเสนอการทำงานแบบอัตโนมัติ ผ่านวิธีการต่างๆ ที่น่าสนใจอันประกอบด้วย

Launch Assist : เป็นแนวทางที่สำคัญช่วยในการเริ่มต้นเซตอัพระบบตั้งแต่เริ่มแรกที่ต้องบอกว่าใช้เวลาสั้นมากไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่ง VMware แพลตฟอร์ม การดีพลอยคลัสเตอร์ vSphere ที่ปรับแต่งให้ตรงกับเวิร์กโหลดที่เราต้องการ สามารถทำให้องค์กรนำไปใช้งานได้ทันที (On production) ที่ทำให้สามารถลดงานต่างๆ ที่เป็นแบบแมนนวลได้ 98% ผ่านขั้นตอนการทำงานแค่ 6 ขั้นตอนเท่านั้น

Lifecycle Assist : จัดการในด้านของการใช้เวลาและแรงงานในการจัดการงานต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ รวมถึงการลดความเสียงต่างๆ ที่อาจเกิดจากการที่ต้องเมนเทรนระบบและสร้างความปลอดภัยให้แก่อินฟราสตรัคเจอร์ ช่วยให้คุณไปใส่ใจในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ดีขี้น

Expansion Assist : สร้างกระบวนการในการขยายคอมโพเนนท์ของระบบได้อย่างง่าย ทำให้คุณสามารถเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างรวดเร็วและไม่ต้องกังวลถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

บทสรุป

จากข้อมูลในข้างต้นจะเห็นได้ว่า DELL EMC PowerOne เป็น Converged Infrastructure แบบอัตโนมัติ ช่วยสร้างความง่ายให้แก่องค์กรในการวางแผนสร้างระบบดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ มาพร้อมกับสุดยอดเทคโนโลยีของ Dell Technologies ต่างๆ มากมาย ครอบคลุมในส่วนขององค์ประกอบที่นำมารวมกัน ช่วยให้องค์กรลดการทำงานได้สูงถึง 98% ช่วยตอบโจทย์ของธุรกิจที่มองหาระบบที่ต้องการประหยัดเวลาในการทำงาน ประหยัดงบประมาณที่ต้องติดตั้ง จัดการ และมอนิเตอร์ระบบ รวมถึงลดความเสี่ยงของความเข้ากันได้ของระบบ เป็นต้น

สนใจรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์สามารถติดต่อได้ที่ Dell Technologies หรือ คุณวศิน โทร. 090 9490 823 email: admin@register-dellemc-th.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-emc-powerone-autonomous-infrastructure/

TechTalk Webinar: Transform IT Operations to Speed Innovation with Composable Infrastructure โดย Hewlett Packard Enterprise (HPE)

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ CIO, CTO, COO, IT Manager, ผู้จัดการในส่วนต่างๆ ของธุรกิจ, ผู้ดูแลระบบ IT, DevOps Engineer, Software Developer และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Transform IT Operations to Speed Innovation with Composable Infrastructure จาก Hewlett Packard Enterprise (HPE)” เพื่อร่วมรับฟังอัพเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่จะช่วยเปลี่ยน On Premise Infrastructure ให้มีความยืดหยุ่นคล่องตัวบริหารจัดการได้ง่ายๆ ให้ประสบการณ์เสมือนใช้บริการ Cloud ใน วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2020 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Transform IT Operations to Speed Innovation with Composable Infrastructure โดย Hewlett Packard Enterprise (HPE)
ผู้บรรยาย: คุณชัยรัตน์ โล้วโสภณกุล, Product Manager, HPE Thailand และคุณบดินทร์ วางอภัย, Senior Consultant, HPE Thailand
วันเวลา: วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2020 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: ไทย

การประยุกต์ใช้ Hybrid Cloud ในองค์กร ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของการทำ IT transformation สำหรับธุรกิจในสถานะปัจจุบัน การใช้งานระบบ On Premise และ On Cloud ทุกวันนี้ยังมีความต่างค่อนข้างสูง ในส่วนของประสบการณ์การใช้งานทั้งสองส่วน ทาง Hewlett Packard Enterprise (HPE) ขอแนะนำ HPE Synergy ซึ่งเป็น Infrastructure ที่ถูกออกแบบใหม่ ในกลุ่มของ Composable Infrastructure ทำให้คุณบริหารจัดการ On Premise Infrastructure ได้ง่าย รวดเร็ว เสมือนการใช้บริการบน Cloud ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถบริหารจัดการ Physical Infrastructure ในศูนย์ข้อมูลของท่านได้ง่ายๆ เหมือนบริหารจัดการ Virtual Machine (VM) สามารถ Provisioning และปรับเปลี่ยนทรัพยากร CPU, Memory, Network และ Storage ได้ง่ายๆสอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว และเกิดความคุ้มค่าสูงสุด

HPE Synergy ยังถูกออกแบบให้รองรับ Workload ได้ทุกประเภทตั้งแต่ Enterprise Mission Critical Workload หรือจะเป็นงาน Virtualization รวมไปถึง Workload ประเภทใหม่อย่างเช่น Container และ Software-Defined Infrastructure บน Physical Infrastructure ชุดเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Software และยังช่วยให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป รองรับการทำ Automation อย่างเต็มรูปแบบ Infrastructure as a Code ที่สามารถโปรแกรมรองรับกาiทำ DevOps ด้วย Unified API ให้คุณสามารถบริหารจัดการ Infrastructure ตั้งแต่ Day 0 / Day 1 / Day 2 Operation ในการลงทุนที่ดีกว่า แต่ได้ประสิทธิภาพ และความคล่องตัว คุ้มค่าสูงสุด

Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน HPE ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_2NTViENGQFmDMi9nOst8TQ โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-transform-it-operations-to-speed-innovation-with-composable-infrastructure-by-hpe/

[Video Webinar] Hybrid Cloud Transformation by Lenovo ThinkAgile Solution

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Lenovo Webinar เรื่อง “Hybrid Cloud Transformation by Lenovo ThinkAgile Solution” เพื่อเรียนรู้การวางกลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud ด้วยโซลูชันจาก Lenovo ที่พัฒนาร่วมกับ Vendor ชั้นนำอย่าง Microsoft, VMware และ Nutanix ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณนวกิจ ลีลาอุดมลิปิ Advisory Sales Specialist จาก Lenovo Thailand

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud ของ Lenovo รวมไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ Lenovo ThinkAgile ที่ Lenovo พัฒนาร่วมกับ Software Vendors ชั้นนำอย่าง Microsoft, VMware และ Nutanix เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ดังกล่าว โดยจะเน้นที่การทำงานร่วมกับโซลูชันของ Microsoft สำหรับวางระบบ Hybrid Cloud อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวข้อและเนื้อหาที่จะบรรยายประกอบด้วย

  • กลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud ของ Lenovo
  • ภาพรวมระบบ Ecosystem ของ Microsoft Azure
  • แนะนำ Lenovo ThinkAgile SX โซลูชันฮาร์ดแวร์ความเสถียรสูงที่มาพร้อมกับ Azure Stack Hybrid Cloud
  • แนะนำ Lenovo ThinkAgile MX โซลูชัน HCI ที่พร้อมรองรับการต่อยอดไปสู่โซลูชัน Microsoft Hybrid Cloud ของคุณ

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-hybrid-cloud-transformation-by-lenovo-thinkagile-solution/

[Guest Post] HPE GREENLAKE ตอบรับการใช้งานด้านไอทีให้มีความยืดหยุ่น ลดต้นทุน และควบคุมให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วตามที่คุณกำหนด

“ไปถึงเป้าหมายที่ธุรกิจของคุณได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ด้วยระบบที่ผสมผสานระหว่างระบบ Public Cloud และระบบ On-Premises ที่มีความยืดหยุ่น สามารถควบคุมได้ อีกทั้งยังมีความปลอดภัย”

ความสะดวกในการใช้งาน Public Cloud ทำให้แอพพลิเคชั่นใหม่ๆถูกพัฒนาพร้อมใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

แต่การจะได้รับประสบการณ์เหมือนเดิมแบบ On-Premise นั้นเป็นเรื่องยาก สองในสามของแอพพลิเคชั่นที่มียังคงเป็นแบบ On-Premise1 เนื่องจากมีเรื่องของ ต้นทุน, Data Gravity และความจำเป็นในการทำงานร่วมกันกับระบบอื่น ๆ จึงทำให้องค์กรต่าง ๆ ยังคงย้ายจากแบบเก่าไปแบบใหม่หมดเสียทีเดียวไม่ได้ ผู้ใช้งานยังคงเผชิญกับสภาพแวดล้อมการปฏิบัติการทางด้านไอทีที่ซับซ้อนไปทั้งสองแบบในการส่งมอบแอพพลิเคชั่นที่จำเป็น เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลง การย้ายเข้าสู่ Cloud นั้นต้องอาศัยทรัพยากบุคคลที่มีทักษะพื้นฐานและความสามารถในการปฏิบัติงานทางด้าน Cloud ซึ่งตอนนี้ยังมีอยู่น้อยมาก เป็นผลให้องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและจำเป็นต้องมีระบบที่แยกต่างหากเนื่องจากใช้ระบบแบบผสม รวมถึงการที่องค์กรขาดการควบคุมและการมองเห็นถึงต้นทุนและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะต้องเผชิญ 75% ของข้อมูลที่วางแผนจะสร้าง จึงถูกดำเนินการด้วยความกดดัน และเพิ่มให้มีความซับซ้อนมากขึ้น

การให้บริการแบบครบวงจร (Everything-as-a-Service)

HPE GreenLake เป็นการให้บริการแบบครบวงจร (As-a-Service) สนับสนุนการรองรับ Workload ที่กำลังเติบโตได้อย่างครบถ้วน ซึ่งรวมถึง HPE และเทคโนโลยีขององค์กรพันธมิตรต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น

  • Compute
    ตอบวัตถุประสงค์ในการทำงานทั่วไปจนถึงงานที่ต้องการประสิทธิภาพในการคำนวณสูง
  • Storage
    เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วพร้อมความสามารถในการปรับขยายขนาดได้เป็นอย่างดี และมีความพร้อมใช้งานสูง
  • Private Cloud
    เพิ่มความคล่องตัวด้วยบริการ Cloud ต่าง ๆ ที่อยู่ในศูนย์ข้อมูลอันทันสมัยที่สุดของคุณ
  • Database
    ความสามารถในการปรับขยายขนาดเพื่อสภาพแวดล้อมฐานข้อมูลที่แข็งแกร่งที่สุด
  • Virtualization
    มอบความสามารถในการรองรับ Workload เสมือนจริงของคุณด้วยเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นและกำหนดขนาดได้ตามความต้องการของคุณ
  • Backup
    ไร้กังวลเรื่องการสำรองข้อมูล, การป้องกันข้อมูล, การกู้คืนข้อมูลเมื่อเกิดภัยพิบัติ และการพัฒนา (Dev) / การทดสอบ (Test)

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ

ติดต่อทีมงาน G-Able เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HPE GREENLAKE หรือขอทดสอบใช้งานระบบได้ทันทีที่ คุณ ลดาวัลย์ แพรสุวัฒน์ศิลป์ email: Ladawan.P@g-able.com

Credit: Hewlett Packard Enterprise (HPE)

เกี่ยวกับ G-Able

G-Able คือบริษัทผู้พัฒนา, ติดตั้งจนถึงให้บริการด้านระบบ IT และ Digital ในไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำระดับโลกในด้าน Modern Digital Solutions, Enterprise Business Solutions และ IT Infrastructure Solutions โดยมีกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำในภาคเอกชน

Call| email |chat | find a partner

บริษัท จีเอเบิล จำกัด
โทร : 065-719-3899
Email : inquiry@g-able.com
หรือสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ G-Able ได้ที่ https://www.g-able.com/contact-us/

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-greenlake-introduction-by-g-able/

Lenovo Webinar: Hybrid Cloud Transformation by Lenovo ThinkAgile Solution

Lenovo ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมฟังบรรยาย Lenovo Webinar เรื่อง “Hybrid Cloud Transformation by Lenovo ThinkAgile Solution” เพื่อเรียนรู้การวางกลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud ด้วยโซลูชันจาก Lenovo ที่พัฒนาร่วมกับ Vendor ชั้นนำอย่าง Microsoft, VMware และ Nutanix ในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2020 ผ่าน Live Webinar ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Hybrid Cloud Transformation by Lenovo ThinkAgile Solution
ผู้บรรยาย: คุณนวกิจ ลีลาอุดมลิปิ Advisory Sales Specialist จาก Lenovo Thailand
วันเวลา: วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2020 เวลา 14.00 – 15.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_zgO7oOcqQvCPKFp7BsvKww

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud ของ Lenovo รวมไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ Lenovo ThinkAgile ที่ Lenovo พัฒนาร่วมกับ Software Vendors ชั้นนำอย่าง Microsoft, VMware และ Nutanix เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ดังกล่าว โดยจะเน้นที่การทำงานร่วมกับโซลูชันของ Microsoft สำหรับวางระบบ Hybrid Cloud อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวข้อและเนื้อหาที่จะบรรยายประกอบด้วย

  • กลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud ของ Lenovo
  • ภาพรวมระบบ Ecosystem ของ Microsoft Azure
  • แนะนำ Lenovo ThinkAgile SX โซลูชันฮาร์ดแวร์ความเสถียรสูงที่มาพร้อมกับ Azure Stack Hybrid Cloud
  • แนะนำ Lenovo ThinkAgile MX โซลูชัน HCI ที่พร้อมรองรับการต่อยอดไปสู่โซลูชัน Microsoft Hybrid Cloud ของคุณ

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/333932634249327/

from:https://www.techtalkthai.com/lenovo-webinar-hybrid-cloud-transformation-by-lenovo-thinkagile-solution/