คลังเก็บป้ายกำกับ: CONTENT

เล่นเกมมือถือในคอม 4 จอ ต้องใช้แรม 16 หรือ 32GB ถึงจะพอ?

อยากเล่นเกมมือถือในคอมแบบเปิดหลายจอ พีซีต้องแรงระดับไหนถึงจะเอาอยู่?

android game cover

นอกจากเกม AAA ที่เราเล่นกันเป็นประจำอยู่แล้ว หลาย ๆ คนก็โหลด Emulator มาเล่นเกมมือถือในคอมกันอย่างสนุกสนาน เพราะยุคนี้เกมมือถือหลาย ๆ เกมก็สนุกไม่แพ้กับเกมพีซีฟอร์มยักษ์จากสตูดิโอพัฒนาเกมชั้นนำหลาย ๆ เจ้าเลยทีเดียว แต่จุดร่วมกันของเกมมือถือเหล่านี้ คือต้องการให้ผู้เล่นใช้เวลากับเกมของตัวเองนาน ๆ เพื่อตามล่าไอเทมอัพเกรดตัวละครกันเยอะ ๆ หรือในภาษาเกมเมอร์เรียกว่า “ฟาร์มของ” กันนั่นเอง ดังนั้นจะมานั่งเปิดเล่นทีละเกมสลับกันฟาร์มไปแล้วก็คงจะไม่ทันใจ ตัวละครเติบโตไม่ทันใช้เล่นอีเวนต์พิเศษที่ผู้พัฒนาเปิดให้เล่นอย่างแน่นอน ซึ่งนักพัฒนาซอฟท์แวร์ Android Emulator เหล่านี้ก็เข้าใจในจุดนี้ดี จึงมีฟีเจอร์ Multi-instance ที่ใช้เปิดเกมมือถือพร้อมกันหลาย ๆ หน้าจอได้

แต่จุดสำคัญคือ ถ้าเรายิ่งเปิดหลายหน้าจอพร้อม ๆ กัน เจ้า Android Emulator พวกนี้ก็จะยิ่งกินสเปคเครื่องของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเงาตามตัว บางคนเปิด 1-2 จอก็เรียกว่าเต็มกลืนแล้ว และคนใกล้ตัวของผู้เขียนบางคนที่เป็นจริงจังเกมเมอร์เอง ก็เคยเปรย ๆ เอาไว้ว่าถ้าจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหรือประกอบคอมไว้เล่นเกมเครื่องใหม่ ก็อยากได้แบบเปิดฟาร์มเกมมือถือได้พร้อมกัน 4 จอแล้วก็เล่นเกม AAA อีกเกมไปพร้อมกันได้ด้วย ซึ่งผู้เขียนคิดว่าโจทย์นี้น่าจะมีผู้ใช้หลาย ๆ คนอยากได้อยากทำตามอยู่อย่างแน่นอน

เล่นเกมมือถือในคอม

คำถามคือถ้าต้องการเล่นเกมแบบจัดเต็มขนาดนั้น เกมมิ่งพีซีหรือโน๊ตบุ๊คของเราต้องสเปคระดับไหนดี? ในส่วนนี้ผู้เขียนได้ลองทดสอบกับเกมมิ่งพีซีของตัวเองแล้วเอาผลการทดสอบมาให้ผู้ที่สนใจได้ลองดูเผื่อเป็นเคสสำหรับคนที่กำลังมีแผนอยู่ว่าจะจัดสเปคคอมหรือเลือกเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่อยู่ จะได้เลือกซื้อเครื่องได้ตรงความต้องการและคุ้มที่สุดด้วย

หัวข้อวิธีการเล่นเกมมือถือในคอม

  1. จะเล่นเกมมือถือในคอมแล้วเปิด 4 จอ จะกินสเปคเครื่องแค่ไหน?
  2. 4 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสำหรับเล่นเกมมือถือในคอม สเปคลื่นเล่นเพลิน

จะเล่นเกมมือถือในคอมแล้วเปิด 4 จอ จะกินสเปคเครื่องแค่ไหน?

ก่อนที่จะเริ่มเล่นเกมมือถือในคอม จะต้องมีการตั้งค่ากันก่อนทั้งการลง Android Emulator, ตั้งค่าแอพฯ ให้เล่นเกมได้ลื่นและการเปิดฟังก์ชั่น Virtualization ของ AMD, Intel ด้วย โดยฟังก์ชั่นนั้นทั้งสองค่ายจะเรียกแตกต่างกัน ทาง AMD จะเรียกว่า AMD SVM (AMD Secure Virtual Machine) กับ Intel VT-x

ทั้ง 2 ฟังก์ชั่นนั้นจะต้องรีเซ็ตเครื่องแล้วเข้าไปตั้งค่าใน BIOS ก่อน ส่วนวิธีการตั้งค่าโดยละเอียดสามารถอ่านได้ในบทความ “7 โปรแกรมเล่นเกมมือถือในคอมฉบับปี 2021 พร้อมวิธีเซ็ตโปรแกรมให้ลื่นหัวแตก เปิด VT ใน BIOS ฉบับจับมือทำจนได้เล่น” โดยในบทความนี้ ผู้เขียนเลือกใช้ NoxPlayer เป็นโปรแกรมที่ใช้ทดสอบในบทความนี้

setup default
setup choose model

ในส่วนของการตั้งค่า ผู้เขียนได้ทดสอบโดยใช้การตั้งค่าดั้งเดิมที่ NoxPlayer ตั้งค่ามาให้หลังจากตัวซอฟท์แวร์เช็คสเปคตัวเครื่องเสร็จแล้วจะเป็นดังนี้

  • Performance settings – เป็นแบบ High (4 Core CPU, 4096 MB Memory)
  • Graphics rendering mode – เป็น Enhanced compatibility mode(OpenGL+)
  • Resolution setting – เลือกเป็น Tablet ความละเอียดหน้าจอ 1600×900 พิกเซล
  • Mobile phone model – เลือกเป็น Default model รุ่น Samsung Galaxy S20 Ultra (รุ่นสูงสุดที่เลือกได้ในการตั้งค่าของ NoxPlayer)

ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้เขียนปรับแต่งแค่ส่วนของ Mobile phone model อย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่าการตั้งค่าของตัวซอฟท์แวร์ยังเป็นรุ่นที่สเปคระดับกลาง ๆ และผู้เขียนเชื่อว่าเครื่องที่ผู้เขียนใช้ทดสอบนั้นมั่นใจว่าตั้งค่าได้ดีกว่าจึงเปลี่ยนการตั้งค่าส่วนนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยสเปคเครื่องที่ทดสอบจะเป็นดังนี้

  สเปคของเครื่องที่ใช้ทดสอบ
ซีพียู AMD Ryzen 5 3600 แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.6-4.2 GHz
การ์ดจอ Gigabyte GeForce GTX 1070 Ti Gaming 8G
แรม KLEVV CRAS X RGB ความจุ 32GB DDR4 บัส 3200 MHz
SSD WD Black SN750 1TB
ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home

ซึ่งถ้าใครที่ใช้เกมมิ่งพีซีสเปคใกล้เคียงหรือแรงกว่านี้ อาจจะลองปรับสเปคให้แรงกว่านี้หน่อยก็ได้ แต่ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าถ้าเล่นตามการตั้งค่าตามปกติก็ถือว่าลื่นใช้ได้แล้วเช่นกัน

how to multi instance
setup multi instance

ส่วนการตั้งค่า Multi-Instance จะขึ้นอยู่กับการเซ็ตค่าของแต่ละโปรแกรมว่าต้องเซ็ตค่าตรงไหนอย่างไรบ้าง อย่างเช่นของ NoxPlayer จะเปิดตั้งค่าในหน้าคำสั่ง Nox multi-instance manager แล้วเลือกตั้งค่าได้เลยว่าต้องการเปิดกี่หน้าจอพร้อมกัน รวมทั้งเลือกเวอร์ชั่นของ Android ได้ด้วย ซึ่งทางแอพฯ แนะนำว่าให้ใช้ Android 5 จะเล่นเกมได้ลื่นและเสถียรกว่า แตในการทดสอบนี้จะลองใช้เป็น Android 7 ที่ใหม่กว่า และพอลองเล่นแล้วก็ไม่มีปัญหาและเล่นได้ลื่นเหมือนกัน

normal state of pc

เมื่อตั้งค่าทั้งหมดพร้อมเซ็ต Multi-instance แยกเอาไว้ทั้งหมด 4 หน้าจอแล้ว ตัวโปรแกรมจะจัดการแยกตัว Instance หรือตัวแอนดรอยด์สำหรับลงเกมแยกกันทั้งหมดเหมือนเป็นมือถือคนละเครื่อง เวลาโหลดเกมมาลงเครื่องจะต้องโหลดและล็อคอินไอดีแยกกันหมดเหมือนเป็นคนละเครื่องกันด้วย และผู้เขียนแนะนำว่าถ้าตั้ง Multi-instance เสร็จแล้วควรตั้งชื่อแยกกันด้วยว่าตัวนี้จะใช้เล่นเกมอะไร จะได้เปิดเกมมาเล่นได้แบบไม่ต้องไล่หาให้เสียเวลา

สำหรับหน้าสถานะตัวเครื่องตอนเปิดใช้งานโปรแกรมแชตหลัก ๆ อย่าง Line หรือ Discord สำหรับคุยกับเพื่อนตามปกติ ตัวเครื่องจะใช้ซีพียู 11% แรมเพียง 4.7 GB เท่านั้น ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับปกติทั่วไป ส่วนเกมที่ผู้เขียนเลือกมาทดสอบในบทความนี้จะมี 4 เกมด้วยกัน ได้แก่ Azure Lane, Arknights, Princess Connect! Re: Dive และ Fate/Grand Order

1 game

เมื่อทดลองเปิดเกมแรกขึ้นมาแล้วดูสถานะตัวเครื่องผ่านทาง Task Manager จะเห็นว่าซีพียูยังกินอยู่ราว 10-11% เหมือนเดิม แต่จะเริ่มใช้การ์ดจอเข้ามาช่วยเรนเดอร์ภาพในเกมแล้ว โดยเพิ่มจาก 0% มาเป็น 5% ส่วนแรมจากตอนปกติที่ใช้งานอยู่ 4.7 GB ขยับขึ้นมาเป็น 7.4 GB ซึ่งตัว NoxPlayer จองพื้นที่แรมสำหรับเกมแรกไป 2.7 GB

2 games

เมื่อเปิดเกมที่ 2 ขึ้นมา ตัวเครื่องจะกินแรมเพิ่มจาก 7.4 GB ไปเป็น 10.1 GB หรือเพิ่มอีก 2.7 GB ซีพียูและการ์ดจอจะใช้กำลังประมวลผลเพิ่มไปตามกัน โดยซีพียูจากใช้พลังการทำงาน 10% จะเพิ่มเป็น 22% และการ์ดจอจาก 5% ไปเป็น 15% และทั้งสองเกมนี้ยังอยู่ที่หน้าแรกของตัวเกมเท่านั้น

มาถึงจุดนี้จะเห็นว่าตัวเครื่องกินแรมเกิน 8 GB เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานหรือเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นเริ่มต้นที่มีแรมในเครื่องเพียง 8 GB จะไม่พอใช้รัน 2 เกมพร้อมกันแล้ว ในส่วนนี้อาจจะต้องไปตั้งค่าลดสเปคส่วนของ Performance settings ลงไปโดยแลกความลื่นกับจำนวนหน้าจอแทน

3 games

หลังจากรันเกมที่ 3 ขึ้นมาแล้ว จะเห็นว่าตอนนี้โปรแกรมใช้การ์ดจอกับซีพียูไล่เลี่ยกับตอนเปิด 2 หน้าจอ แต่จะกินแรมเยอะขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยตอนนี้เพิ่มจาก 10.1 GB ไปเป็น 14.8 GB คิดแล้วตัว NoxPlayer จะใช้แรมเพิ่มอีก 4.7 GB เลยทีเดียว

ณ จุดนี้ จะเห็นว่า NoxPlayer จะกินทรัพยากรตัวเครื่องระดับที่พีซีหรือโน๊ตบุ๊คที่มีแรม 16 GB จะค่อนข้างอึดอัดแล้วเพราะว่ามีแรมว่างเหลือเอาไว้ใช้เปิดโปรแกรมอื่น ๆ อีกแค่ 1.1 GB ซึ่งอาจจะเปิดเบราเซอร์ขึ้นมาใช้งานได้โดยยังไม่กระทบกับตัวโปรแกรมมากนัก

4 games

สุดท้ายเมื่อเปิดครบทั้ง 4 เกมจนครบแล้ว NoxPlayer จะกินทรัพยากรเครื่องมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยซีพียูจะใช้ประสิทธิภาพไปที่ 31%, ใช้การ์ดจออยู่ที่ 22% และใช้แรมเพิ่มขึ้นเป็น 16.9 GB หรือเพิ่มจากตอนเปิด 3 หน้าจอขึ้นมาอีก 2.1 GB แม้จะยังไม่ได้เปิดเข้าหน้าเล่นเกม ก็ถือว่าโปรแกรมใช้ทรัพยากรระดับที่เกินสเปคมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันไปหลายรุ่นเลยทีเดียว

ดังนั้นถ้าใครอยากเล่นเกมมือถือแล้วเปิด 4 หน้าจอพร้อมกันแล้วตั้ง  Performance settings ระดับ High (4 Core CPU, 4096 MB Memory) แนะนำว่าต้องเพิ่มแรมเป็นหลัก ส่วนซีพียูกับการ์ดจออาจจะอยู่ในระดับกลาง ๆ ก็เพียงพอแล้ว

โดยสรุปถ้าเทียบจากตอนก่อนเปิดครบ 4 หน้าจอที่ตัวโปรแกรมใช้แรม 4.7 GB แล้วเพิ่มมาเป็น 16.9 GB ตอนเปิดครบทั้ง 4 หน้าจอ ตัว NoxPlayer จะใช้แรมทั้งหมด 12.2 GB ถ้าหารเฉลี่ยเท่ากับว่าตอนนี้เกมแต่ละหน้าจอจะใช้แรมหน้าจอละ 3 GB ด้วยกัน

4 game plaing

เมื่อเข้าหน้าเล่นเกมโดยเปิดระบบ Auto ให้ทั้ง Azure Lane, Arknights และ Princess Connect! Re: Dive แล้วเล่นที่หน้าจอเกม Fate/Grand Order โปรแกรม NoxPlayer จะใช้ซีพียูเพิ่มขึ้นเป็น 53%, กินแรมเพิ่มจาก 16.9 เป็น 17.3 GB หรือเพิ่มอีก 0.4 GB แต่การ์ดจอยังใช้อยู่ราว 22-25% เหมือนเดิม

gaming pc

ถ้าสรุปแล้วจะเห็นว่าการเล่นเกมมือถือในคอมนั้นจะเน้นที่ปริมาณความจของแรมในเครื่องเป็นหลัก ส่วนการ์ดจอกับซีพียูอาจจะอยู่ระดับกลาง ๆ อย่าง AMD Ryzen 5 หรือ Intel Core i5 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดขึ้นไปเพื่อให้เล่นเกมได้ลื่น ส่วนการ์ดจอจากการทดสอบจะเห็นว่าใช้งานเพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยเรื่องเรนเดอร์ภาพได้ไหลลื่นเท่านั้น ซึ่งถ้า NVIDIA GeForce GTX 1070 Ti ของผู้เขียนสามารถเล่นเกมมือถือได้ไหลลื่นแล้ว การ์ดจอโน๊ตบุ๊คระดับ NVIDIA GeForce RTX 3050 ขึ้นไปก็สามารถเล่นเกมได้แน่นอน

ส่วนแรมนั้นจะขึ้นอยู่กับเกมและโปรแกรมที่เราจะใช้งาน ถ้าคำนวนจากที่ทดลองเปิดกันก่อนหน้านี้แล้วจะเห็นว่าเกมมือถือหนึ่งเกมจะใช้แรม 3 GB ต่อเกม ซึ่งถ้าเปิดราว 1-2 เกม แล้วทำงานหรือเล่นเกมอื่นก็อาจจะใช้แรม 16 GB ก็ได้ แต่ถ้าเพิ่มเป็น 3-4 เกม เมื่อไหร่ก็แนะนำให้เพิ่มแรมอีก 8-16 GB ไปเลยจะดีที่สุด เพราะจะทำให้เล่นเกมได้ลื่นไม่เจอปัญหาเรื่องแรมเต็มจนเครื่องอืดแน่นอน

ดังนั้นโดยสรุปแล้วปริมาณเกมมือถือในคอมของเรากับปริมาณแรมในเครื่องจะเป็นดังนี้

  • เล่น 1-2 จอ – ใช้โน๊ตบุ๊คแรม 16 GB ได้และยังไม่ต้องอัพเกรดเพิ่มเติมมาก เพราะโปรแกรมเล่นเกมมือถือในคอมจะใช้แรมรวมกับแรมในเครื่องราว 10 GB จะเหลือพื้นที่ 6 GB เอาไว้ทำงาน
    • กรณีเปิดโปรแกรมทั่ว ๆ ไป เช่น เบราเซอร์หรือโปรแกรมทำงานเอกสารต่าง ๆ อาจจะยังไม่ต้องอัพเกรดเพิ่มจาก 16 GB
    • กรณีเล่นเกม AAA อีกหนึ่งเกมหรือใช้โปรแกรมที่ใช้แรมเยอะ ๆ ไปด้วย แนะนำให้เพิ่มแรมอีกราว 8 GB เผื่อเอาไว้ด้วยจะดีที่สุด
  • เล่น 3-4 จอ – แนะนำให้อัพเกรดให้มากกว่า 16 GB เผื่อเอาไว้ เพราะแต่ละหน้าจอจะใช้แรมราว 3 GB รวมกับที่ระบบปฏิบัติการและโปรแกรมพื้นฐานต่าง ๆ จองแรมเอาไว้แล้วอาจจะใช้ราว 17 GB ซึ่งจะไม่พอใช้อย่างแน่นอน ในกรณีที่ต้องการวัดว่าใช้แรมมากเท่าไหร่ ให้ทดลองเปิดโปรแกรมทั้งหมดที่ใช้งานตามปกติแล้วเอาปริมาณแรมทั้งหมดนั้นมาบวกกับปริมาณเกมมือถือที่เปิดพร้อม ๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้งานปกติต้องใช้แรม 8 GB ก็เอาปริมาณหน้าจอเกมมือถือที่เปิดค้างเอาไว้มาบวกเข้าไป ซึ่งถ้าคิดคร่าว ๆ คือ 8+(4×3) = 20 GB และถ้าในเครื่องมีแรมอยู่ 16 GB อาจจะเพิ่มอีก 8 GB ให้เป็น 24 GB ก็ถือว่ากำลังดี หรือจะอัพเกรดไป 32 GB ก็ดี

4 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสำหรับเล่นเกมมือถือในคอม สเปคลื่นเล่นเพลิน

จากการทดสอบทั้งหมดที่ทดสอบให้เห็นแล้ว จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันจะสามารถเปิดเล่นเกมมือถือในคอมได้อย่างน้อย 1-2 หน้าจออย่างแน่นอน แต่ถ้าต้องการให้เล่นได้ 4 จอแบบลื่นไหล ผู้เขียนแนะนำว่าให้เตรียมเงินเพิ่มแรมให้มากกว่า 16 GB จะเล่นได้สบาย ๆ อย่างแน่นอน แต่ถ้าจะเล่นเพียง 1-2 เกมก็อาจจะยังไม่ต้องอัพเกรดก็ได้ ซึ่งเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ผู้เขียนเลือกแล้วว่าสเปคนี้สามารถเล่นเกมมือถือในคอมได้ไหลลื่นอย่างแน่นอนจะมี 4 รุ่นหลัก ๆ ดังนี้

  1. Lenovo IdeaPad Gaming 3 (33,990 บาท)
  2. ASUS TUF Gaming F15 FX506 (36,990 บาท)
  3. MSI GF75 Thin (36,990 บาท)
  4. Acer Nitro 5 AN515-57-51QF (37,900 บาท)
1. Lenovo IdeaPad Gaming 3 (33,990 บาท)

Ideapad gaming 15ach6 c

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องแรกที่สเปคจัดว่าคุ้มสุด ๆ จะทำงานหรือเล่นเกมก็ได้สบาย ๆ และเล่นเกมมือถือได้ 2-3 หน้าจอพร้อม ๆ กัน จะมี Lenovo IdeaPad Gaming 3 รุ่นใหม่ที่ใส่สเปคมาให้แบบจัดเต็ม มีแรม 16GB ติดเครื่องออกจากโรงงาน และถ้าต้องการอัพเกรดเพิ่มแรมเป็น 32GB ก็มีช่องใส่แรมว่างอยู่ 1 ช่องอีกด้วย ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถอ่านรีวิวโดยละเอียดได้ที่นี่

เครื่องนี้ใช้ซีพียู AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4 GHz สถาปัตยกรรม AMD Zen 3 รุ่นใหม่ล่าสุดที่ประสิทธิภาพจัดว่าแรงหายห่วง จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 สำหรับประมวลผลกราฟฟิค SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมแรม 16GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอของตัวเครื่องมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 120 Hz ส่วนการต่ออินเตอร์เน็ตจะเป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.0 อีกด้วย ซึ่งสเปคนี้ถ้าต่อหน้าจอแยกแล้วเล่นเกมมือถือไปด้วย ก็สามารถเล่นได้ 1-2 หน้าจอพร้อมทำงานหรือเล่นเกม AAA อีกหนึ่งเกมพร้อมกันได้อย่างแน่นอน

สเปคของ Lenovo IdeaPad Gaming 3
  • ซีพียู AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512 GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 120 Hz
  • การเชื่อมต่อไร้สายรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 33,990 บาท (JIB)
2. ASUS TUF Gaming F15 FX506 (36,990 บาท)

TUF Gaming A17 2021 c

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องต่อมาที่เลือกมาแนะนำจะเป็น ASUS TUF Gaming F15 FX506 ที่รีวิวไปก่อนหน้านี้ แต่รุ่นที่เลือกมาแนะนำจะเป็นตัวที่ใส่แรม 16GB กับการ์ดจอแยก RTX 3060 มาให้ซึ่งเป็นสเปคที่คุ้มค่าสุดไม่พอ ยังใส่ฟีเจอร์มาให้แบบจัดเต็มและราคาถือว่าไม่แพงเกินไป ซึ่งในกลุ่มเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแล้วเครื่องนี้ถือเป็นอีกรุ่นที่ผู้เขียนแนะนำเลยว่าถ้ามีเครื่องพร้อมซื้อก็ตัดสินใจซื้อได้เลยไม่ต้องลังเล

เครื่องนี้จะใช้ซีพียูเป็น Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz เป็น Intel รุ่นที่ 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake นับเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับ AMD Ryzen 5 และ Ryzen 7 จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ มีแรม 16GB DDR4 บัส 2933 MHz สามารถอัพเกรด M.2 NVMe กับแรมได้อีกอย่างละ 1 ช่องอีกด้วย ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz ส่วนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 อีกด้วย เรียกว่าสามารถเล่นเกมมือถือพร้อมทำงานหรือเล่นเกม AAA ได้พร้อม ๆ กันอีกอย่างแน่นอน และถ้าใครอยากอัพเกรดเครื่องอีกสักนิดก็สามารถแกะเครื่องมาอัพเกรดได้สบาย ๆ

สเปคของ ASUS TUF Gaming F15 FX506
  • ซีพียู Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512 GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 2933 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • การเชื่อมต่อไร้สายรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 36,990 บาท (JIB, TopValue)
3. MSI GF75 Thin (36,990 บาท)

GF75 Thin 9SC c

ส่วนคนที่คิดว่าหน้าจอ 15.6 นิ้วยังใหญ่ไม่พอ แนะนำให้เปลี่ยนมาเลือก MSI GF75 Thin ที่ขยายหน้าจอเป็น 17.3 นิ้ว แทนก็ได้ เพราะว่าภาพบนหน้าจอก็จะมีขนาดใหญ่เต็มตายิ่งขึ้นรวมทั้งได้ซีพียู Intel Core i7 ซึ่งประสิทธิภาพก็เรียกว่าแรงหายห่วง จะทำงานหรือเล่นเกมก็ใช้ได้สบาย ๆ อย่างแน่นอน ส่วนรีวิวของเครื่องนี้จะเป็นรุ่นใกล้เคียงกันที่ใช้การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2060 แทน ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถอ่านรีวิวเอาไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้เช่นกัน

ซีพียูของเครื่องนี้จะเป็น Intel Core i7-10750H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.6-5.0 GHz จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 ซึ่งสามารถเล่นเกมหรือทำงานได้ดีอย่างแน่นอน ส่วน SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ มีแรม 16GB DDR4 บัส 2666 MHz กับหน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.1 ด้วย ซึ่งสเปคนี้แม้ผู้อ่านบางคนอาจจะรู้สึกว่าอยากให้เป็นการ์ดจอ RTX 3060 ก็ตามที แต่ถ้าดูโดยรวมแล้วต้องถือว่าเครื่องนี้จัดสเปคมาได้ดีทีเดียว เพราะว่าให้ซีพียูตัวแรงพร้อมทำงานหนัก ๆ ได้สบายกับหน้าจอขนาดใหญ่อีกด้วย

สเปคของ MSI GF75 Thin
  • ซีพียู Intel Core i7-10750H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.6-5.0 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512 GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 2666 MHz
  • หน้าจอขนาด 17.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • การเชื่อมต่อไร้สายรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 36,990 บาท (BaNANA)
4. Acer Nitro 5 AN515-57-51QF (37,900 บาท)

Nitro 5 AN515 56 c

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำกันจะเป็น Acer Nitro 5 AN515-57-51QF ที่สเปคนับว่าแรงอย่างแน่นอน เพราะว่าการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 ในเครื่องนี้จะเป็นแบบ Max-P ที่แรงเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย เรียกว่าตอบโจทย์เกมเมอร์ที่เน้นเครื่องแรงเป็นหลักได้เป็นอย่างดี

ซีพียูในเครื่องจะเป็น Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้เสร็จสรรพพร้อมแรม 16 GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.1 อีกด้วย ซึ่งเกมเมอร์คนไหนที่อยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวแรงในระดับราคาไม่แพงมากล่ะก็ Acer Nitro 5 เครื่องนี้เรียกว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมาก และพร้อมเปิดเล่นเกมมือถือในคอมพร้อมกันได้ 2 เกมพร้อมกันอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังเปิดฝาอัพเกรดเพิ่มแรมและ M.2 NVMe SSD ได้อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าใครสนใจอ่านรีวิวโดยละเอียดสามารถคลิกอ่านได้ที่นี่

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-57-51QF
  • ซีพียู Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD เป็นแบบ M.2 NVMe ความจุ 512 GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • การเชื่อมต่อไร้สายรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home
  • ราคา 37,900 บาท (JIB)

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊คที่เล่นเกมมือถือในคอมลื่นทั้ง 4 รุ่น

สำหรับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่เล่นเกมมือถือในคอมลื่นทั้ง 4 รุ่นที่เลือกมาแนะนำจะเน้นเลือกรุ่นที่สเปคแรงและราคาไม่แพงมาก สามารถเล่นเกม AAA ต่าง ๆ ได้และอัพเกรดให้ดีขึ้นได้อีกด้วย โดยเฉพาะแรมที่เป็นปัจจัยสำคัญของโปรแกรมเล่นเกมมือถือในคอมที่ได้ทดสอบให้เห็นกันไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยสรุปสเปคทั้ง 4 รุ่นจะเป็นดังนี้

รุ่นและสเปคของโน๊ตบุ๊คที่เล่นเกมมือถือในคอม ซีพียู การ์ดจอ SSD และแรม หน้าจอ การเชื่อมต่อและระบบปฏิบัติการ ราคา
Lenovo IdeaPad Gaming 3 AMD Ryzen 7 5800H NVIDIA GeForce RTX 3050 M.2 NVMe 512GB

16GB DDR4 บัส 3200 MHz

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 120 Hz

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home

33,990 บาท
ASUS TUF Gaming F15 FX506 Intel Core i5-11400H NVIDIA GeForce RTX 3060 M.2 NVMe 512GB

16GB DDR4 บัส 2933 MHz

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

Windows 10 Home

36,990 บาท
MSI GF75 Thin Intel Core i7-10750H NVIDIA GeForce RTX 3050 M.2 NVMe 512GB

16GB DDR4 บัส 2666 MHz

17.3″ FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

Windows 10 Home

36,990 บาท
Acer Nitro 5 Intel Core i5-11400H NVIDIA GeForce RTX 3060 M.2 NVMe 512GB

16GB DDR4 บัส 3200 MHz

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

Windows 10 Home

37,900 บาท

ซึ่งการเลือกอัพเกรดเครื่องหรือไม่นั้น ส่วนตัวขอให้เช็คพฤติกรรมการใช้งานให้ดีอย่างที่ผู้เขียนพูดถึงเป็นประจำ เพราะถ้าเรารู้พฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ของเราดีเท่าไหร่ ก็จะตัดสินใจเรื่องการอัพเกรดได้ดีขึ้น ว่าเราจะใช้งานแบบเดิม ๆ ตามสเปคที่ได้จากโรงงานไปเลย หรือว่าจะต้องอัพเกรดส่วนไหนเพิ่มบ้างก็คำนวณเอาตามความเหมาะสม ก็จะทำให้เราไม่ต้องเสียเงินอัพเกรดให้สิ้นเปลืองไปฟรี ๆ

อย่างไรก็ตามผู้เขียนแนะนำว่าให้ทดลองใช้งานตามการใช้งานจริง ๆ ของเราไปสักระยะหนึ่ง สัก 1-2 เดือน แล้วสังเกตพฤติกรรมการใช้งานของตัวเองค่อยอัพเกรดก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เราเห็นจุดที่ต้องอัพเกรดตามจริงอย่างชัดเจนที่สุด ส่วนผู้ที่คิดว่าอัพเกรดเผื่อเอาไว้วันนี้ยังไงวันหน้าก็ได้ใช้งาน ในส่วนนี้ก็มีส่วนที่ถูกต้องในกรณีที่กะจะใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ แต่ห้ามลืมว่าอายุการใช้งาน (Life span) ของโน๊ตบุ๊คหรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งจะอยู่ได้นานสุดราว 3-6 ปี เท่านั้น ซึ่งในวันนั้นอาจจะมีเครื่องที่สเปคดีและคุ้มค่ากว่านี้เปิดตัวมาให้เลือกซื้อแล้ว และตอนนั้นก็อาจจะไม่อยากอัพเกรดเครื่องแล้วเลือกขายทิ้งแทนก็ได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

android Emultor cover use

biglaptop cover

from:https://notebookspec.com/web/607339-how-much-ram-for-android-app-in-pc

OnePlus กลายเป็นแบรนด์ที่มีอัตราเติบโตสูงมากในสหรัฐฯ ช่วงครึ่งปีแรก

OnePlus นั้นเปลี่ยนแนวการจำหน่ายสมาร์ทโฟนใหม่ในปีนี้ด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนหลากรุ่นมากขึ้น ผลทำให้ OnePlus ในครึ่งปีแรกนั้นมีอัตราการขายเติบโตสูงมากในครึ่งปีแรก

oneplus9pro 1200px 1024x768 1
OnePlus 9 Pro

OnePlus กับปี 2021 นั้นคงต้องบอกว่าเดินเกมธุรกิจได้ดีจริงๆ กับการเปลี่ยนจากการออกสมาร์ทโฟนเฉพาะรุ่นท๊อปเท่านั้นมาเป็นออกสมาร์ทโฟนในทุกๆ ตลาดๆ ซึ่งจากการเปลี่ยนกลยุทธ์ดังกล่าวนี้ทำให้ทาง OnePlus นั้นสามมารถที่จะเจาะตลาดสหรัฐฯได้อย่างไม่ยากเย็นจนมียอดจำหน่ายตัวเครื่องสูงมาก

oneplush12021infographics

ล่าสุดทาง OnePlus ได้มีการเผยออกมาอย่างเป้นทางการแล้วว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 นั้น ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนของ OnePlus ในสหรัฐฯ มีอัตราการเติบโตในรูปแบบก้าวกระโดดโดยสามารถที่จะทำยอดจำหน่ายไปได้มากถึง 428% ในช่วงครึ่งปี หรือ 304% หากเทียบแบบปีต่อปีกับปี 2020

ตามรายงานพบว่าสมาร์ทโฟนรุ่น Nord N100 และ N200 นั้นสามารถที่จะทำยอดจำหน่ายเฉพาะในครึ่งปีแรกของปี 2021 ได้มากกว่า 1 ล้านครึ่งทั้ง 2 รุ่น หากคิดรวมยอดส่งออกของสมาร์ทโฟนจากอินเดีย(OnePlus เป็นแบรนด์อินเดีย) ไปสหรัฐฯแล้วนั้นพบว่า OnePlus สามารถที่จะทำได้ไปถึง 229% เลยทีเดียว

งานนี้คงต้องบอกว่าในช่วงแรกๆ นั้นทาง OnePlus ถูกว่าเล็กน้อยว่าทำลายแนวคิดตั้งต้นของบริษัท แต่ทว่าจากตัวเลขดังกล่าวนั้นเชื่อว่าทั้งบริษัท OnePlus คงไม่มีใครคิดถึงคำว่าดังกล่าวอีกต่อไปอย่างแน่นอน

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/607332-oneplus-announces-it-was-the-fastest-growing-smartphone-brand-in-the-us

รีวิว Lenovo Yoga Slim 7 Pro ตัวบางพกง่าย หัวใจ AMD Ryzen 9 5900HX ราคา 37,990 บาท

Lenovo Yoga Slim 7 Pro คือคำตอบว่าถ้าเครื่องบางเบาใส่ซีพียูตัวท็อปมาแล้วจะดีขนาดไหน?

lenovo yoga slim 7 pro cover

ถึง Lenovo Yoga Slim 7 Pro จะใช้ชื่อร่วมกับ Yoga รุ่นอื่นที่มีขายภายในบริษัทก็ตาม แต่สำหรับรุ่นที่มีคำว่า Slim ห้อยตามมาด้วยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมงานประกอบดี แข็งแรงและให้สเปคระดับพร้อมทำงานเอกสารยาวไปจนงานเขียนโค้ดที่ต้องใช้ซีพียูประสิทธิภาพสูงช่วยประมวลผลก็สามารถทำได้สบาย ๆ แค่แลกกับการพับหน้าจอกลับเป็นแท็บเล็ตไม่ได้เท่านั้น ซึ่งใครที่มองหาโน๊ตบุ๊คกลุ่มพรีเมี่ยมที่งานประกอบดีสเปคคุ้มค่าราคาช่วง 3-4 หมื่นบาทล่ะก็ นี่คือรุ่นที่เป็นตัวเลือกที่ดีมากรุ่นหนึ่งที่คุณไม่ควรมองข้ามแม้แต่น้อย

นอกจากสเปคและงานประกอบจะดีในระดับเทียบชั้นกับโน๊ตบุ๊คพรีเมี่ยมหลาย ๆ แบรนด์ได้สบาย ๆ แล้ว ฟีเจอร์ที่ทาง Lenovo ใส่มาให้ในเครื่องก็ถือว่าคุ้มเกินตัวและช่วยให้ทำงานได้สะดวก เช่น การปลดล็อคเครื่องด้วยใบหน้า, มี Windows 10 Home พร้อมกับ Microsoft Office Home & Student 2019 รวมทั้งหน้าจอขนาด 14 นิ้วก็มีความละเอียดสูงสวยคมมาก ระดับ 2.8K (2880×1800 พิกเซล) เป็นจอ Dolby Vision กับลำโพง Dolby Atmos ที่ให้เสียงดังและมิติเสียงถือว่าดีทีเดียว นับว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเพียงไม่กี่รุ่นที่ให้ฟีเจอร์คุ้มอัดแน่นมาเต็มเครื่องระดับนี้

Lenovo Yoga Slim 7 Pro

NBS Verdict

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05886

สำหรับ Lenovo Yoga Slim 7 Pro ที่สเปคใส่มาให้แบบจัดเต็มทั้งซีพียูตัวท็อปของ AMD, M.2 NVMe ความจุ 1TB พร้อม Windows 10 Home และ Microsoft Office Home & Student 2019 กับหน้าจอความละเอียดสูงสุดคมนั้น จะคุ้มกับราคา 37,900 บาทหรือเปล่า ณ จุดนี้ผู้เขียนสามารถพูดได้เต็มปากว่าถ้าคุณตั้งใจจะซื้อโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมโดยมีงบประมาณ 3-4 หมื่นบาทอยู่ในมือ และรู้กันว่าในระดับราคานี้นอกจากแก๊งค์โน๊ตบุ๊ค Windows 10 ด้วยกันกับคู่แข่งต่างระบบปฏิบัติการอีกรุ่นหนึ่งที่ราคาไล่เลี่ยกัน ก็อาจจะให้สเปคได้ไม่สุดเท่าเครื่องนี้ก็ได้ ซึ่งถ้าใครอยากได้โน๊ตบุ๊คเครื่องที่คุ้มแบบหายห่วงล่ะก็ Lenovo เครื่องนี้จัดว่าน่าสนใจมาก

ต่อให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จะคุ้มและดีแค่ไหนก็ยังมีจุดสังเกตเหมือนกัน แต่เป็นแค่เพียงส่วนเล็กน้อยที่ยังพอแก้ไขได้ โดยหลัก ๆ คือหน้าจอของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro ตัวนี้จะเป็นหน้าจอกระจก ไม่ได้เป็นจอกันแสงสะท้อนเหมือน Yoga Slim 7i Pro ที่เป็นหน้าจอด้าน ซึ่งถ้าใครนั่งทำงานในที่ที่มีแสงสะท้อนหน้าจอได้ง่าย ผู้เขียนก็ขอแนะนำว่าให้หาที่นั่งใหม่เพื่อหลบแสงสะท้อนสักหน่อย จะลดปัญหาเรื่องแสงสะท้อนจากหน้าจอเข้าตาได้ อีกจุดคือเรื่องการลดแสงหน้าจอให้น้อยที่สุดแทนที่จะพอมีเงาให้พอเห็นภาพบนหน้าจอบ้าง แต่กลายเป็นหน้าจอมืดเหมือนสั่ง Shutdown เครื่องไปแล้ว ซึ่งอาจจะทำให้หลายคนเข้าใจได้ง่าย ๆ แต่ถ้าทำความเข้าใจกับส่วนนี้ได้ล่ะก็ ต้องถือว่า Yoga Slim 7 Pro เครื่องนี้น่าใช้งานมาก

จุดเด่นของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro
  1. ซีพียู AMD Ryzen 9 5900HX กับการ์ดจอ AMD Radeon Graphics มีสเปคที่แรงมาก สามารถรันโปรแกรมที่กินทรัพยากรต่าง ๆ ได้สบาย ๆ ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
  2. หน้าจอมีความละเอียดสูงมากถึง 2.8K และมีขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB อีกด้วย ทำให้ภาพบนหน้าจอคมชัดสวยงามมาก
  3. ลำโพง Dolby Atmos ให้เสียงที่ดีมิติเสียงและเบสฟังเพลงกำลังสนุก มีซอฟท์แวร์ของทาง Dolby ที่ปรับแต่ง Equalizer ได้ตามความชอบ
  4. พอร์ตเป็น USB-C 3.2 Gen 2 Full-Function ใช้รับส่งข้อมูล, ต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่กลับให้ตัวเครื่องได้ทั้ง 2 พอร์ต และมี USB-A 3.2 Gen 1 ติดตั้งมาให้ใช้อีก 1 ช่อง ทำให้ต่ออุปกรณ์ที่ต้องใช้ USB-A ได้โดยไม่ต้องใช้สายแปลง
  5. การจัดการพลังงานทำได้ค่อนข้างดี แม้จะเป็นซีพียูแบบประสิทธิภาพสูงรหัส HX แต่ก็ใช้ทำงานต่อเนื่องได้นานสุดร่วม 9 ชั่วโมง
  6. ติดตั้งกล้อง IR Camera มาให้ใช้สแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่อง ช่วยให้ปลดล็อคเครื่องได้สะดวก และระบบสแกนหน้าทำงานได้รวดเร็วมาก
  7. ตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียม แข็งแรง งานประกอบแน่นหรูหราและเบาเพียง 1.32 กิโลกรัม พกพาง่าย
  8. มี Microsoft Office Home & Student 2019 ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานทันที ไม่ต้องเสียเงินซื้อซอฟท์แวร์ทำงานมาติดตั้งเพิ่ม
  9. การ์ดจอออนบอร์ดของ AMD Ryzen 9 5900HX มีประสิทธิภาพสูง เล่นเกมออนไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างลื่นไหลไม่มีปัญหา
  10. ปุ่ม Fn ตรง F1-F12 ติดตั้งฟีเจอร์สำคัญมาให้ครบครัน เอื้อกับการทำงานทั้งปุ่มกดเปิด Settings หรือปุ่มแคปภาพหน้าจอ หรือแม้แต่ปุ่มเรียกเครื่องคิดเลข เอื้อการทำงานเป็นอย่างมาก
  11. ตัวเครื่องระบายความร้อนได้ดีมาก แม้จะติดตั้งซีพียูรุ่นประสิทธิภาพสูงของ AMD มาให้แต่ยังคุมอุณหภูมิสูงสุดได้ไม่เกิน 85 องศา สามารถทำงานหนักต่อเนื่องได้สบาย ๆ
ข้อสังเกตของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro
  1. เวลาลดแสงหน้าจอให้น้อยสุดแล้วหน้าจอค่อนข้างมืดเกินไปจนมองเห็นได้ลำบาก แนะนำให้เปิดความสว่างต่ำสุดเอาไว้เล็กน้อยจะดีกว่า
  2. หน้าจอเป็นกระจกเลยสะท้อนแสงไฟได้ง่าย เวลาทำงานแนะนำให้หามุมที่แสงไม่ตกกระทบหน้าจอเพราะอาจจะสะท้อนเข้าตาแล้วรบกวนการทำงานได้
  3. พอร์ตค่อนข้างน้อยและไม่มีพอร์ตเชื่อมต่อหน้าจอโดยเฉพาะเช่น HDMI ติดตั้งมาด้วย ต้องต่ออแดปเตอร์แยกให้ต่อกับสายหน้าจอต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น
  4. ไม่มีปุ่มล็อคการทำงานทัชแพด ทำให้เวลาทำงานแล้วบางครั้งเมาส์เลื่อนเองโดยไม่ตั้งใจ

รีวิว Lenovo Yoga Slim 7 Pro

Specification

yoga slim 7 pro

Lenovo Yoga Slim 7 Pro รุ่นนี้จะมีจุดเด่นหลัก ๆ คือตัวเครื่องขนาด 14 นิ้ว แต่ความละเอียดสูงถึง 2.8K, ลำโพง Dolby Atmos ที่ให้เสียงแน่นกระหึ่ม และมี Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 ติดตั้งมาให้ในตัว ใช้ซีพียู AMD Ryzen 9 รุ่นใหม่ ซึ่งจัดว่าแรงมาก และโน๊ตบุ๊คในระดับราคานี้จะไม่ค่อยได้เจอรุ่นที่ใช้ซีพียูระดับสูงสุดแบบนี้บ่อย ๆ นัก

สเปคใช้ซีพียู AMD Ryzen 9 5900HX รุ่นประสิทธิภาพสูงแบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.6 GHz สามารถรันโปรแกรมที่กินทรัพยากรเครื่องหนัก ๆ ได้สบาย ๆ ใช้การ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics 8 คอร์ ซึ่งประสิทธิภาพดีสามารถทำงานกราฟฟิคและเล่นเกมได้ระดับหนึ่งเลยทีเดียว มี SSD แบบ M.2 NVMe 1TB ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้ใช้ทำงาน ส่วนแรมเป็นออนบอร์ด ความจุ 16GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอมีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800 พิกเซล) เป็นจอ Dolby Vision ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 90 Hz อัตราส่วน 16:10 ซึ่งเวลาทำงานหรือเล่นเกมจะให้ภาพลื่นไหลต่อเนื่องกว่าจอทั่วไป เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.1 น้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.32 กิโลกรัมเท่านั้น

สเปคของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro
  • ซีพียู AMD Ryzen 9 5900HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.6 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics 8 คอร์
  • SSD แบบ M.2 NVMe 1TB
  • แรมออนบอร์ดความจุ 16GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอมีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800 พิกเซล) เป็นจอ Dolby Vision ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 90 Hz อัตราส่วน 16:10
  • ติดตั้ง Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้
  • เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.1
  • น้ำหนักเครื่อง 1.32 กิโลกรัม
  • ราคา 37,900 บาท (Advice)

Hardware & Design

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05847

ดีไซน์ของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro จะใช้ดีไซน์แชร์ร่วมกันในซีรี่ส์ Yoga Slim ทั้งรุ่นซีพียู Intel และ AMD ซึ่งดีไซน์รวม ๆ แล้วจะเหมือนกันแทบทั้งหมด ถ้าไม่เปิดหน้าจอขึ้นมาดูสติกเกอร์หรือดูตัวหน้าจอจะแยกไม่ออกเลยทีเดียว วัสดุทำตัวเครื่องจะเป็นบอดี้อลูมิเนียมทั้งตัวเน้นความเรียบหรู ส่วนตัวเครื่องมีให้เลือกสองสีคือขาวหรือสีเทา สังเกตว่าที่ขอบตัวเครื่องด้านบนจะมีติ่งเลยขึ้นมาเล็กน้อย

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05902

โดยติ่งเหนือหน้าจอนั้นจะยิงเลเซอร์เป็นคำว่า Yoga 7 Series เอาไว้ เป็นราบละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ตัวเครื่องดูดีและใช้บอกซีรี่ส์ของตัวเครื่องอีกด้วย เป็นการใส่ใจรายละเอียดการออกแบบตัวเครื่องได้ดีทีเดียว ตอนกางหน้าจอเปิดเครื่องก็ใช้นิ้วเดียวเกี่ยวดึงจากติ่งยื่นตรงนี้ได้

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05853

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05854
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05855
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05878

ส่วนของฝาหลังตัวเครื่องจะเป็นดีไซน์เรียบ ๆ ติดโลโก้คำว่า YOGA เอาไว้ที่มุมบนซ้ายมือด้านหลังเครื่อง และมีแผ่นอลูมิเนียมติดคำว่า Lenovo เอาไว้ตรงมุมล่างขวา และมีอีกจุดที่มุมล่างขวาของตรงที่วางข้อมือฝั่งขวาด้วย 

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05857

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05858
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05892

 

ด้านใตัตัวเครื่องจะเป็นช่องดูดลมเข้าไประบายอากาศขนาดใหญ่ 1 แผงยาว มีแถบยางรองใต้เครื่อง 3 จุด คือแถบยาวด้านบนหนึ่งเส้นที่เว้าตรงกลางเข้าไประดับพอดีมือ ทำให้จับแล้วมั่นใจไม่หลุดมือง่าย ๆ กับด้านล่าง 2 ฝั่งซ้ายขวาใกล้ ๆ กับลำโพงทั้งสองข้าง ซึ่งการเว้นตรงกลางให้เว้าเข้าไปเล็กน้อยช่วยให้จับถือเครื่องได้ถนัดมือขึ้นจริง ดังนั้นถ้าใครชอบย้ายที่นั่งทำงานหรือต้องพกโน๊ตบุ๊คเข้าประชุมอยู่เป็นระยะ ๆ ก็สามารถยกเครื่องไปไหนมาไหนได้ง่ายขึ้น

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05851

ส่วนตัวเครื่อง Yoga Slim 7 Pro ถึงจะพับหน้าจอกลับระดับ 360 องศาไม่ได้ก็ตาม แต่ก็ยังกางได้แบนราบ 180 องศา เหมือนกับโน๊ตบุ๊คของ Lenovo หลาย ๆ รุ่นในปัจจุบัน ตอบโจทย์ทั้งกางเครื่องแชร์หน้าจอบนโต๊ะให้เพื่อนเห็นภาพบนหน้าจอด้วยกัน หรือจะวางบนที่วางโน๊ตบุ๊คแล้วต่อจอเสริมนั่งทำงานก็กางหน้าจอให้เข้ากับมุมการมองเห็นได้สะดวกทีเดียว

Keyboard & Touchpad

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05866

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05865
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05862

คีย์บอร์ดของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro จะเป็นไซซ์ปกติของโน๊ตบุ๊ค 14 นิ้ว เทียบกับคีย์บอร์ดแยกทั่วไปจะเท่ากับคีย์บอร์ดแบบ Tenkeyless ทรงของปุ่มจะเป็นแบบโค้งตรงส่วนด้านล่างของปุ่มแบบโน๊ตบุ๊คหลาย ๆ รุ่นของทาง Lenovo และมีไฟ LED Backlit แบบลอดตัวอักษรและด้านข้างของปุ่ม สามารถกด Fn+Spacebar เพื่อปรับแสงสว่างได้ 3 ระดับ คือ ปิด, เปิดแบบสว่างน้อยและสว่างมาก โดยส่วนตัวผู้เขียนที่ใช้โน๊ตบุ๊ครุ่นนี้เป็นเครื่องหลักแต่เป็นสเปค Intel แนะนำว่าถ้าใช้งานในที่แสงน้อยก็เปิดความสว่างน้อยก็สว่างเพียงพอมองเห็นชัดเจนแล้ว

สัมผัสการพิมพ์ของปุ่มคีย์บอร์ดจะเป็นปุ่มแบบเตี้ยตามสไตล์โน๊ตบุ๊คบางเบา แต่ก็ตอบสนองได้เร็วทันใจ แค่กดพิมพ์แบบเบา ๆ ตัวปุ่มก็ทำงานแล้ว ถ้าใครพิมพ์สัมผัสได้และชอบกดคีย์บอร์ดเร็ว ๆ ล่ะก็ ปุ่มคีย์บอร์ดของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro ก็ถือว่าพิมพ์ได้สนุกดีทีเดียว

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05868

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05867
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05873

ส่วนการดีไซน์ตัวปุ่มนั้น จะมีไฟแสดงสถานะติดอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือตรงปุ่ม Cap Lock ที่เป็นมาตรฐานหนึ่งจุดและปุ่ม Esc ที่ถ้ากดแล้วจะกลายเป็นปุ่ม FnLock คือ สลับการทำงานที่ปุ่ม Function ให้กลับมาเป็น F1-F12 ไม่ต้องกด Fn ค้างก่อนกดปุ่มที่ต้องการ ถ้าไฟดับอยู่จะเป็นปุ่ม Function เหมือนปกติ

ส่วนปุ่มฟังก์ชั่นตรงปุ่มลูกศรก็ออกแบบวางคำสั่งได้ดีทีเดียว โดยถ้ากดขึ้นลงซ้ายขวาก็จะทำงานตามปกติ แต่ถ้ากด Fn ร่วมด้วย ลูกศรขึ้นจะกลายเป็น Page Up และลงเป็น Page Down ส่วนลูกศรซ้ายเป็น Home และขวาเป็น End เอาไว้เลื่อนไปยังด้านบนหรือด้านล่างสุดของเนื้อหาที่หน้ากระดาษนั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05870

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05871
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05872

ส่วนปุ่ม F1-F12 นั้นจะรวมกับปุ่ม Function อยู่เหมือนโน๊ตบุ๊คหลาย ๆ รุ่น แต่โดย Lenovo ตั้งค่าไว้ว่าถ้ากดลงไปตรง ๆ จะเป็นปุ่ม Function ที่ตั้งค่าเอาไว้ ส่วน F1-F12 ต้องกด Fn ค้างเอาไว้ก่อนค่อยกด ถ้าต้องการสลับค่าให้ปุ่ม Function ที่ตั้งค่าไว้ต้องกด Fn ค้างเอาไว้ก่อนกด สามารถทำได้ 2 วิธี คือ กด Fn Lock ที่ปุ่ม Esc หรือไปสลับการตั้งค่าใน BIOS ก็ได้เช่นกัน

ส่วนปุ่ม Function ที่ทาง Lenovo ตั้งค่าเอาไว้ที่ F1-F12 จะมีฟังก์ชั่นการทำงานดังนี้

  • F1-F3 – ใช้ปิดเปิด, หรี่หรือเร่งเสียงลำโพง
  • F4 – ปิดหรือเปิดไมโครโฟน
  • F5-F6 – หรี่หรือเร่งความสว่างหน้าจอ
  • F7 – ปุ่ม Project เอาไว้ตั้งค่าหน้าจอหลักและหน้าจอเสริม
  • F8 – Airplane mode
  • F9 – รูปเฟืองเอาไว้เปิด Windows Settings ขึ้นมาใช้
  • F10 – ปุ่ม Lock Screen ทำงานเหมือนกดปุ่ม Windows+L 
  • F11 – ปุ่มสลับแท็บเหมือนกด Alt+Tab แต่สะดวกกว่าเพราะกดปุ่มเดียวเท่านั้น
  • F12 – เรียกเครื่องคิดเลขของ Windows ขึ้นมาใช้งานทันที
  • Insert – โลโก้รูปดาวมีตัว S เป็นปุ่มเฉพาะของโน๊ตบุ๊ค Lenovo เรียกว่า “Super key” กดแบบปกติจะเรียก Lenovo Vantage ถ้าดับเครื่องแล้วกดจะเป็นปุ่ม Novo button เอาไว้กดเรียกตั้งค่าพื้นฐาน, ตั้งค่า BIOS หรือ Boot หน้า System Recovery ขึ้นมาใช้เมื่อเครื่องมีปัญหา
  • PrtScn – รวมคำสั่งบันทึกภาพหน้าจอ ถ้ากดตรง ๆ จะเรียก Snipping Tool ของ Windows ขึ้นมาแคปภาพบนจอได้ ส่วนถ้ากด Fn ไว้ด้วยจะเป็น Print Screen

ส่วนตัวผู้เขียนชอบการตั้งค่าคีย์บอร์ดที่เน้นเอื้อการทำงานของทาง Lenovo ที่เซ็ตให้ Lenovo Yoga Slim 7 Pro และในซีรี่ส์นี้ เพราะเซ็ตเป็นปุ่มที่ได้ใช้งานจริงบ่อย ๆ โดยเฉพาะปุ่มล็อคเครื่องที่กดปุ่มเดียวล็อคเครื่องทันที ทั้งสะดวกและช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวได้ดี และปุ่ม PrtScn ที่เซ็ตเป็นปุ่มลัดไว้เรียก Snipping Tool ขึ้นมา ถือว่าออกแบบปุ่มทางลัดให้เรียกใช้งานได้สะดวก 

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05877

ส่วนของทัชแพดจะเป็นดีไซน์ซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวา เป็นผืนขนาดใหญ่และกว้างทำให้ลากเคอร์เซอร์เมาส์ไปมาทั่วหน้าจอได้ทั่วและรวดเร็ว การตอบสนองต่าง ๆ ทำได้ดี แต่ผู้เขียนขอตั้งจุดสังเกตเอาไว้ว่าเครื่องนี้ไม่มีปุ่ม Function สำหรับเปิดปิดการทำงานของทัชแพด เวลาวางมือพิมพ์งานแล้วบางครั้งอุ้งมือนาบกับแป้นทัชแพดจนเผลอกดปุ่มโดยไม่ตั้งใจอยู่บ้าง ถ้า Lenovo จะเปิดตัว Yoga Slim 7 Pro Series รุ่นใหม่ แนะนำให้เพิ่มปุ่ม Function ล็อคทัชแพดมาด้วย 

Screen & Speaker

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05883

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05884
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05885

หน้าจอของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro มีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียดสูง 2.8K (2880×1800 พิกเซล) อัตราส่วน 16:10 เป็นจอ Dolby Vision ที่ให้สีสันสวยงามและภาพคมชัดมาก เวลาเปิดเอกสาร, ดูหนังหรือเปิดเว็บทำงานแล้วจะได้ภาพคมชัด และ Lenovo เคลมไว้ว่าหน้าจอตัวนี้มีขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB อีกด้วย และขอบหน้าจอจะบางมาก ทำให้มีพื้นที่มองเห็นกว้าง

ขอบบนของหน้าจอที่มีติ่งตัวเครื่องเลยออกมาเป็นแผงกล้องหน้ากับกล้อง IR Camera เอาไว้สแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคเครื่อง ทำงานกับ Windows Hello ซึ่งสามารถสแกนแล้วปลดล็อคเครื่องได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมาก แค่กางหน้าจอแล้วตัวกล้อง IR จะกระพริบไฟสีแดงหนึ่งดวงเพื่อสแกนหน้าปลดล็อคเครื่องได้เลย 

s1 5

s2 5
s3 4
s4 4

ส่วนขอบเขตสีบนหน้าจอของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro เมื่อทดสอบวัดค่าด้วย Spyder5Elite แล้ว ขอบเขตสีบนหน้าจอจะอยู่ที่ 92% sRGB, 74% AdobeRGB และ 77% DCI-P3 ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับที่ Lenovo เคลมเอาไว้ที่หน้าเว็บไซต์ ซึ่งขอบเขตสีระดับนี้สามารถใช้ทำงานแต่งภาพทำสีต่าง ๆ ได้สบาย ๆ 

แต่จุดน่าสังเกต คือความสว่างบนหน้าจอเมื่อแบ่งพื้นที่เป็นตาราง 9 ช่อง จะเห็นว่าความสว่างของหน้าจอจะไล่จากมุมบนซ้ายสว่างสุดไปล่างขวาแล้วจะมืดสุด โดยพื้นที่ที่ค่อนข้างมืดบนหน้าจอจะอยู่ขอบล่างของหน้าจอทั้งหมดและมุมขวาล่างกับกลางของหน้าจอ ดังนั้นถ้าต้องการแต่งภาพทำสี แนะนำให้ระวังโซนดังกล่าวที่มืดกว่าปกติด้วย จะได้ไกด์สีได้ถูกต้องไม่เพี้ยนเกินไป

ส่วนการทดสอบค่า Delta-E จะได้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.33 ซึ่งถ้ายิ่งน้อยก็ถือว่ายิ่งดี และถ้าใกล้เคียงหรือต่ำกว่า 2 ก็จัดเป็นหน้าจอสำหรับครีเอเตอร์ที่เอาไว้ทำงานอาร์ตและแต่งภาพได้เลย ซึ่ง Lenovo Yoga Slim 7 Pro ตัวนี้ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว

ส่วนสรุปคะแนนของหน้าจอนี้ จะได้คะแนนรวมไป 4 จาก 5 คะแนน แต่ถ้าสังเกตแยกคะแนนแล้วจะเห็นว่าคะแนน Contrast จะดีที่สุดที่ 5 คะแนนเต็ม ตามด้วยคะแนน Gamut (ขอบเขตสี), Tone Response (การตอบสนองต่อโทนสี) และ Color Uniformity (ความสม่ำเสมอของสี) จะได้ 4.5 จาก 5 คะแนนเลยทีเดียว ดังนั้นเรื่องสีสันและความสวยงามก็ถือว่าไว้ใจได้เลย 

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05861
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05860

สำหรับลำโพงที่ติดตั้งมาให้ จะเป็นลำโพง 2W x 2 ตัว ของ Harman และทาง Dolby จัดการปรับแต่งเสียงให้ เป็นลำโพงแบบ Dolby Atmos ที่ให้มิติเสียงในระดับที่ดี มีเนื้อเสียงและเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ได้ในระดับที่ค่อนข้างดีทีเดียว เหมาะกับเพลงป็อบ, แจ๊ส และพอฟังเพลงร็อคได้ระดับหนึ่ง แต่เสียงเบสถือว่ามีในระดับหนึ่งแค่พอฟังเพลง EDM บีตหนัก ๆ ได้แบบเสียงไม่บางเกินไป โดยส่วนตัวถ้าอยากได้เสียงเบสที่หนักแน่นแนะนำให้ต่อลำโพงแยกดีกว่า แต่โดยส่วนตัวแล้ว ถือว่าลำโพงติดเครื่องของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro ก็เป็นลำโพงที่ดีชุดหนึ่ง

dolby atmos

นอกจากนี้ถ้าใครต้องการปรับจูนเสียงลำโพงให้มีมิติและเข้ากับสไตล์การฟังเพลงหรือเล่นเกมของเรา สามารถเปิดโปรแกรม Dolby Atmos ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องเพื่อจูนเสียงได้ โดยตัวโปรแกรมจะมีแท็บด้านบนแยกเป็น Dynamic, Movie, Music, Game, Voice โดยเราสามารถเลือกเปลี่ยนโปรไฟล์เสียงได้ตามสื่อที่กำลังชมอยู่ได้ และเลือก Equalizer ที่ Dolby ตั้งค่ามาแล้วได้ 3 แบบ แยกเป็น Detailed ที่เก็บรายละเอียดเสียงได้ครบเครื่องและเยอะ, Balanced ที่ได้เสียงสมดุลย์และ Warm ที่โทนเสียงจะนุ่มอุ่นขึ้น ซึ่งถ้าใครแต่ง Equalizer เองไม่เก่งก็มากดเปลี่ยนโทนเสียงที่หน้านี้จะง่ายสุด ส่วนของหน้า Personalize จะเป็นหน้า Equalizer ที่ถ้าใครปรับเสียงเองเป็นก็ทำแก้ที่หน้านี้ได้เลย

Connector / Thin & Weight

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05890
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05891

ส่วนของพอร์ตรอบตัวของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro และในซีรี่ส์ด้วยกันต้องถือว่าให้พอร์ตมาค่อนข้างน้อย โดยด้านซ้ายของตัวเครื่องจะเป็น USB-C 3.2 Gen 2 Full-Function x 2 ช่อง รองรับการรับส่งไฟล์ด้วยความเร็ว USB 3.2 Gen 2 และ Power Delivery 3.0 และต่อหน้าจอแยกเป็น DisplayPort 1.4 ได้ แต่ถ้าเป็นรุ่นที่ใช้ซีพียู Intel จะเป็น Thunderbolt 4 x 2 ช่องแทน ซึ่งจริง ๆ แล้วนับว่าประสิทธิภาพกรใช้งานก็ไล่เลี่ยกัน

ด้านขวาของเครื่องจากซ้ายมือเป็นพอร์ตหูฟัง 3.5 มม. กับ USB-A 3.2 Gen 1 และปุ่ม Power ซึ่งการมีพอร์ต USB-A ทำให้ต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น แฟลชไดรฟ์หรือ External SSD ฯลฯ ได้สะดวกขึ้น แต่เพราะว่าเครื่องนี้ไม่มีพอร์ตสำหรับต่อหน้าจอเสริมติดตั้งมาให้ ดังนั้นถ้าใครอยากต่อจอเสริมหรือพอร์ตอื่น ๆ ล่ะก็ แนะนำให้ซื้อ USB-C Multiport adapter เตรียมเอาไว้ 1 อันเพื่อเพิ่มพอร์ตที่จำเป็นต้องใช้อันอื่น ๆ เอาไว้ใช้งาน

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05887
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05889
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05843
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05844

สำหรับมิติตัวเครื่องด้านหน้าและหลังจะดูเรียบ ๆ และตัวเครื่องดีไซน์ด้านใต้เครื่องให้เฉียงเข้าเพื่อความเรียวสวยจับถือง่าย เมื่อวัดความหนาด้วยเวอร์เนียดิจิตอลแล้ว ส่วนด้านหน้าเครื่องแถบเดียวกับทัชแพดจะหนาราว 14.5 มม. ส่วนด้านหลังเครื่องหนาราว 17.1 มม.

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05840

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05842
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05841

ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอย่างเดียว อยู่ที่ 1.41 กิโลกรัม ส่วนอแดปเตอร์หนัก 391 กรัม รวมทั้งหมดหนัก 1.80 กิโลกรัม ถ้าเทียบแล้วน้ำหนักตัวเครื่องเมื่อเทียบกับที่ Lenovo เคลมเอาไว้ว่า Lenovo Yoga Slim 7 Pro จะหนักราว 1.32 กิโลกรัมนั้น ถือว่าเครื่องนี้หนักกว่าที่เคลมไว้เพียง 0.09 กิโลกรัมเท่านั้น ดังนั้นถือได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่พกพาไปไหนมาไหนได้ง่ายรุ่นหนึ่ง

โดยส่วนตัว ผู้เขียนแนะนำว่าไหน ๆ เมื่อมีพอร์ต USB-C Power Delivery ติดตั้งเอาไว้ถึง 2 พอร์ตแล้ว แนะนำให้เอาอแดปเตอร์ที่มากับเครื่องวางไว้ที่ออฟฟิศแล้วหาซื้อปลั๊ก USB-C ที่กำลังวัตต์สูงราว 65 วัตต์กับสาย USB-C to C อีกเส้นหนึ่งเอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คแทน แล้วใช้ชาร์จมือถือได้ด้วย ช่วยให้เราไม่ต้องพกอแดปเตอร์ติดเครื่องให้หนักและพะรุงพะรังด้วย 

Performance & Software

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05874

cpu z 1 1
cpu z 2 1

สเปคของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro ต้องจัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่แรงเหลือเฟือรุ่นหนึ่ง เพราะใช้ซีพียู AMD Ryzen 9 5900HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.6 GHz และเป็นสถาปัตยกรรม AMD Zen 3 รุ่นใหม่ล่าสุดอีกด้วย โดยตัวซีพียูก็รองรับชุดคำสั่ง (Instructions) สำคัญครบถ้วน มีค่า TDP 45W เมื่อเช็คด้วย CPU-Z มีแรม 16GB DDR4 บัส 3200 MHz ใส่มาให้แบบออนบอร์ดเพื่อให้ตัวเครื่องบางที่สุด แต่ปริมาณแรมที่ติดตั้งมาให้ก็มีมากเพียงพอใช้ทำงานทั่วไปได้สบาย ๆ

gpu z 1 1
gpu z 2 1

การ์ดจอของ Yoga Slim 7 Pro จะเป็นการ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics แบบ 8 คอร์ ไม่มีการ์ดจอแยกติดตั้งมาให้เพื่อให้ใช้งานทั่วไปอย่างการตัดต่อแต่งภาพ ดูหนังฟังเพลงหรือพอเล่นเกมออนไลน์ได้บ้าง ไม่ได้เน้นเรื่องการเล่นเกมเป็นหลัก

part inside

เมื่อดูชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในเครื่อง จะมีชิป TPM 2.0 ที่จำเป็นกับการอัพเดทเป็น Windows 11 ติดตั้งมาให้แล้ว ใช้ Wi-Fi 6 การ์ด Intel AX200 คลื่น 160MHz มีเสาสัญญาณแบบ 2×2 รับส่งข้อมูลได้รวดเร็ว และเชื่อมต่ออุปกรณ์ชิ้นอื่น ๆ ได้ด้วย Bluetooth 5.2 

ssd 6

ส่วน SSD แบบ M.2 NVMe ที่ติดตั้งมาในเครื่องจะเป็น SKHynix รุ่น HFS001TDE9X084N ซึ่งเป็นตัว OEM จากเกาหลีคุณภาพดี เมื่อวัดความเร็วด้วย CrystalDiskMark แล้ว ความเร็ว Sequential Read อยู่ที่ 3,565 MB/s และ Sequential Write ที่ 3,274 MB/s จัดว่าเร็วและรันเปิดโปรแกรมขนาดใหญ่ได้ภายในเวลาสั้น ๆ โดยส่วนตัวผู้เขียนแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน M.2 NVMe ตัวนี้เลย เพราะมันรับส่งข้อมูลได้เร็วระดับแนวหน้าเทียบกับโน๊ตบุ๊คพรีเมี่ยมหลาย ๆ รุ่นแล้ว เพียงแค่คอยระวังพื้นที่ใน SSD ไม่ให้เกิน 80% เพื่อถนอมอายุการใช้งานก็พอ

3dmark 1

ส่วนการทดสอบประสิทธิภาพของการ์ดจอออนบอร์ดด้วย 3DMark Time Spy แล้ว จะได้คะแนนอยู่ที่ 1,387 คะแนน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดีแล้วสำหรับการ์ดจอออนบอร์ดที่เน้นเรื่องการใช้งานทั่วไปอย่างการแสดงผล, ทำงานแต่งภาพทั่วไปหรือดูหนังความละเอียดสูงได้ ไม่เน้นการเล่นเกมนัก ซึ่งคะแนนต้องถือว่าอยู่ในระดับสูงจับกลุ่มกับการ์ดจอออนบอร์ดของ Intel รุ่นบน ๆ ได้สบาย ๆ

pcmark10

ส่วนการทดสอบ PCMark 10 ที่เช็คว่าเครื่องนี้สามารถใช้ทำงาน, เปิดเว็บไซต์, คลายไฟล์ Zip และแต่งภาพได้ดีหรือเปล่า ซึ่งคะแนนรวมที่ได้นั้นอยู่ที่ 5,520 คะแนน ซึ่งถ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องไหนได้คะแนนเฉลี่ยเกิน 5,000 คะแนนเมื่อไหร่ แปลว่าเครื่องนั้นสามารถทำงานได้ไหลลื่นแน่นอน

ถ้าดูคะแนนเฉลี่ยแยกทีละส่วนอย่าง Essential ที่เป็นการใช้งานหลักเช่นการท่องเว็บไซต์หรือเปิดปิดโปรแกรมต่าง ๆ จะได้สูงสุดถึง 8,984 คะแนน รองลงมาเป็นกลุ่ม Productivity อย่างการทำงานเอกสารอย่าง Word หรือ Excel จะได้ 7,986 คะแนน ซึ่งถือว่ายังสูงมากอยู่ ดังนั้นการทำงานออฟฟิศต้องนับว่า Lenovo Yoga Slim 7 Pro ถือว่าผ่านโดยไม่ต้องสงสัย อาจจะน้อยลงมาหน่อยหนึ่งในส่วนคะแนนรวมของ Digital Content Creation อย่างการแต่งภาพตัดต่อวิดีโอที่รวมได้ 6,361 คะแนน แต่ก็ยังถือว่าสูงและใช้โปรแกรมอย่าง Adobe Photoshop ได้สบาย ๆ

affinity photo

ส่วนการทดสอบด้วย Affinity Photo ที่เป็นโปรแกรมแต่งภาพเหมือนกับ Adobe Photoshop ดูแล้ว จะเห็นว่าคะแนน Vector (Multi CPU) นั้นทำได้ 1,892 คะแนน นับว่าซีพียูนั้นสามารถทำงานด้านการตัดต่อแต่งภาพได้สบาย ๆ อย่างแน่นอน ส่วนการทดสอบ Raster (Single GPU) ที่เอาไว้ทดสอบว่าการ์ดจอใช้ทำงานกราฟฟิคได้ดีหรือเปล่า ก็ได้ที่ 2,247 คะแนน ต้องนับว่าอยู่ระดับที่สูงแล้ว ดังนั้นถ้าเอาไปทำงานแต่งภาพอย่าง Photoshop หรือ Lightroom ก็สามารถทำงานได้เร็วลื่นอย่างแน่นอน

yoga slim 7 pro 1

ถึงจะเป็นการ์ดจอออนบอร์ด ผู้เขียนเองก็อยากทราบประสิทธิภาพของการ์ดจอออนบอร์ดของ AMD Ryzen ยุคใหม่ว่าประสิทธิภาพดีระดับไหน ก็ได้ทดสอบการเล่นเกมโดยปรับกราฟฟิคระดับ Low และลดความละเอียดหน้าจอลงมา 1080p แล้วทดลองเล่นเกมออนไลน์กับ Resident Evil Village เป็นตัวแทนของเกม AAA ในปัจจุบันดูด้วย

จากคะแนนทั้งหมด จะเห็นว่าเกมออนไลน์ต่าง ๆ ทั้ง DotA 2, Valorant หรือแม้แต่ PUBG เองก็สามารถทำเฟรมเรทได้สูงทีเดียว แต่สำหรับ PUBG เวลาปะทะในบางช่วงจะเฟรมเรทลดลงมาเล็กน้อยแต่ก็ยังเฉลี่ยระดับ 38 เฟรมทีเดียว ส่วนจุดสังเกตนั้นจะอยู่ที่ Genshin Impact ที่เป็นเกม Open world ซึ่งเฟรมเรทจะเฉลี่ยช่วง 29 เฟรมต่อวินาที เพราะว่าตัวฉากจะมีรายละเอียดที่ต้องโหลดและเรนเดอร์อยู่ระดับหนึ่งบางจังหวะก็จะเฟรมเรทลดลงนิดหน่อย แต่ตอนเล่นจริงแล้วไม่เจอปัญหาเรื่องอาการกระตุกเลย ดังนั้นถ้าซื้อเครื่องนี้ใช้งานแล้วอยากลงเกมออนไลน์ไว้เล่นแก้เบื่อเล็กน้อยก็สามารถโหลดมาลงได้เลย ซึ่งสามารถเล่นได้แน่นอน

ส่วน Resident Evil Village ที่เป็นตัวแทนเกม AAA ในปัจจุบันนี้ เมื่อลองปรับกราฟฟิคลงมา Low และลดตัวลบรอยหยักลงไปบ้าง ก็ได้เฟรมเรทระดับที่เล่นเกมนี้ได้สบาย ๆ โดยต่ำสุดอยู่ที่ 26 เฟรม สูงสุด 51 เฟรมและเฉลี่ย 36 เฟรมต่อวินาที ถือว่าความลื่นนั้นอยู่ระดับที่เล่นเกมนี้ได้สบาย ๆ และภาพในเกมก็ถือว่าเห็นสวยคมชัด ซึ่งอาจจะลดรายละเอียดเรื่องแสงเงากับรายละเอียด Texture บางส่วนลงไปเล็กน้อยเท่านั้น แต่ตอนเปิดเกมเล่นจริงนั้นสามารถเล่นเกมได้ไหลลื่นดีไม่มีอาการกระตุกแบบกระตุกแบบเสี้ยววินาทีเลย

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่แนะนำให้เอาโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงเน้นเรื่องใช้ทำงานมาเล่นเกม AAA เท่าไหร่ เพราะไม่ตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งาน ซึ่งผลการทดสอบเกมในบทความนี้ทำเพื่อให้เห็นประสิทธิภาพของการ์ดจอออนบอร์ดของ AMD เท่านั้น

vantage

สำหรับโน๊ตบุ๊คของ Lenovo แต่ละเครื่องในปัจจุบันนี้จะมีซอฟท์แวร์ Lenovo Vantage ที่เป็นซอฟท์แวร์ศูนย์รวมการปรับแต่งตัวเครื่องทั้งหมด ไม่ว่าจะอัพเดทไดรเวอร์หรือแม้แต่ซื้อประกันตัวเครื่องเพิ่มเติมก็สามารถจัดการในนี้ได้ทั้งหมด รวมทั้งดูได้ด้วยว่าประกันติดเครื่องยังเหลืออยู่อีกนานหรือเปล่าได้ด้วย

User Experience

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05899

สำหรับประสบการณ์การใช้งาน Lenovo Yoga Slim 7 Pro เทียบกับ Yoga Slim 7i Pro เครื่องส่วนตัวของผู้เขียนต้องเรียกว่าให้สัมผัสและดีไซน์ทุกอย่างรวมทั้งน้ำหนักตัวเครื่องเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน นั่นเพราะทั้งสองเครื่องแชร์บอดี้เดียวกันนั่นเอง

แต่จุดแตกต่างแรกจะอยู่ที่สติกเกอร์บอกซีพียูในเครื่องที่เป็น AMD Ryzen กับการ์ดจอ AMD Radeon กับหน้าจอที่เปลี่ยนจากหน้าจอด้านลดแสงสะท้อนเป็นหน้าจอกระจกที่ความละเอียดสูงขึ้นจาก 2.2K ของซีรี่ส์ Intel ทั้งรุ่น Core i5 และ Core i7 เป็น 2.8K ที่ติดตั้งให้เฉพาะรุ่นที่เป็น AMD โดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อทดลองใช้งานแล้วให้ภาพที่คมชัดเป็นอย่างมากและสีสันที่สดใส เพราะว่าเป็นจอกระจกด้วยนั่นเอง

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05896 1

ส่วนเรื่องประสิทธิภาพการทำงานนั้นให้ผ่านได้เลย เพราะ AMD Ryzen 9 5900HX กับ M.2 NVMe SSD ของ SKHynix นั้นทำงานได้ดีและรวดเร็วมาก ทำให้ประมวลผลงานต่าง ๆ ให้เสร็จได้เร็วและประหยัดเวลายิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าใครอยากได้โน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่ที่ประสิทธิภาพสูงเอาไว้ทำงานหนักอย่างการเขียนโปรแกรมแล้วคอมไพล์โค้ดหนัก ๆ หรืองานเอกสารไฟล์ Excel ที่มีจำนวนหน้าและเซลส์เยอะ ๆ ล่ะก็ เครื่องนี้สามารถรับมือได้ดีแน่นอน

นอกจากนี้ข้อดีคือพอร์ต USB-C 3.2 Gen 2 ที่ข้างซ้ายของเครื่องทั้ง 2 ช่อง มีฟังก์ชั่น USB Power Delivery ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ผ่านพอร์ตนั้นกลับเข้าเครื่องได้ด้วย ถ้าใครมีปลั๊กมือถือหรือ GaN ที่มีกำลังชาร์จ 65 วัตต์ขึ้นไป ก็ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเครื่องได้สบาย ๆ หรือจะชาร์จจาก Power Bank 65W ในนาทีจำเป็นก็ได้ ดังนั้นข้อจำกัดว่า Lenovo Yoga Slim 7 Pro ใช้งานได้นานสุดเพียง 9 ชั่วโมงนั้นกลายเป็นเรื่องที่รับรู้แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ผู้เขียนอยากแนะนำผู้ที่อยากซื้อ Lenovo Yoga Slim 7 Pro มาใช้งานว่า หน้าจอเครื่องนี้เป็นหน้าจอกระจก เวลาทำงานแนะนำให้หามุมที่นั่งดี ๆ เพื่อไม่ให้แสงอาทิตย์หรือไฟนีออนสะท้อนเข้าตาจนรบกวนตอนทำงาน ส่วนเวลาลดความสว่างหน้าจอลงไม่แนะนำให้ลดจนสุดเพราะจะมืดมากกว่าหน้าจอแบบด้านทั่วไป ให้ดีที่สุดควรตั้งเอาไว้ราว 10% จะได้พอมองเห็นภาพบนหน้าจอบ้าง เพราะตอนผู้เขียนทดลองกดลดความสว่างลงไปจนสุดนั้นจะมืดมากจนมองแทบไม่เห็นเลย 

Battery / Heat & Noise

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05892
Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05893

ด้านการระบายความร้อนของตัวเครื่องนั้น จะมีช่องระบายอากาศที่อยู่ระหว่างฐานตัวเครื่องเหนือคีย์บอร์ดกับจออยู่ 1 ช่อง ใช้ระบายอากาศที่ดูดจากด้านใต้ตัวเครื่องขึ้นมาระบายความร้อนให้ชิ้นส่วนภายในเครื่อง ส่วนอแดปเตอร์ที่แถมมากับตัวเครื่องสามารถจ่ายไฟได้ 95 วัตต์

battmon

ส่วนแบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องจะมีความจุที่ 61Wh ซึ่งถือว่ามีให้ใช้เยอะเพื่อจ่ายพลังงานให้ AMD Ryzen 9 5900HX ใช้งานต่อเนื่องได้นานที่สุด ซึ่งจากการทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยลดแสงสว่างให้น้อยที่สุดและเปิดเสียงลำโพงเพียง 10% จากนั้นเล่นคลิปบน YouTube นาน 30 นาทีด้วยเบราเซอร์ Microsoft Edge แล้ววัดระยะเวลาใช้งานด้วยโปรแกรม BatteryMon แล้ว ได้ผลว่า Lenovo Yoga Slim 7 Pro สามารถใช้งานได้นานสุด 8 ชั่วโมง 58 นาที หรือร่วม 9 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ในส่วนนี้ต้องถือว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ใช้งานโดยแบตเตอรี่อย่างเดียวได้นานแล้ว ซึ่งแม้จะยังไม่เกิน 10 ชั่วโมง เหมือนซีพียูบางรุ่นแต่ก็ต้องเข้าใจกันก่อนว่ารหัส HX ที่ตามหลังเลขรุ่นของ AMD Ryzen ตัวนี้เป็นรหัสของซีพียูประสิทธิภาพสูง ดังนั้นการใช้งานได้ร่วม 9 ชั่วโมงก็ถือว่าการจัดการพลังงานของซีพียูและตัวเครื่องทำได้ดี

hw monitor

ส่วนความร้อนเมื่อรัน PCMark 10 จำลองการทำงานจริงเพื่อดึงความร้อนให้ขึ้นสูงสุด แล้วเช็คด้วย HWMonitor ก็ได้ผลว่าที่ตัว AMD Ryzen 9 5900HX นั้นมีอุณหภูมิต่ำสุดที่ 41 องศาและสูงสุดเพียง 85 องศา อุณหภูมิเฉลี่ยที่ 66 องศาเซลเซียสเท่านั้น จัดว่าซีพียูและการออกแบบระบบระบายความร้อนภายในเครื่องของ Lenovo นั้นทำได้ดีมากน่าประทับใจ ลบคำติดปากว่า “AMD ร้อน” ไปได้เลย

ส่วนสถานการณ์จริงตอนรัน Benchmark ตัวเครื่องจะมีเสียงพัดลมระบายความร้อนดังขึ้นมาให้พอได้ยินแต่ตัวเครื่องไม่ร้อนขึ้นมาเลย มากสุดแค่ตัวเครื่องส่วนที่เป็นอลูมิเนียมไม่เย็นแล้วกลายเป็นอุณหภูมิห้องเท่านั้น ดังนั้นถ้าเอามาใช้ทำงานต่อเนื่องนาน ๆ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนจะลวกมือเลยแม้แต่น้อย

Conclusion & Award

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05900

โดยสรุปแล้ว Lenovo Yoga Slim 7 Pro นับเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาแต่ประสิทธิภาพสูง สามารถใช้ทำงานหนัก ๆ ได้สบายไม่มีปัญหาอย่างแน่นอนด้วย AMD Ryzen 9 5900HX และแบตเตอรี่มีความจุสูง 61Wh จึงใช้งานต่อเนื่องได้นานร่วม 9 ชั่วโมง รวมทั้งชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทาง USB-C Power Delivery ได้ จึงใช้ปลั๊กของสมาร์ทโฟนหรือจะใช้ Powerbank ชาร์จแบตเตอรี่ให้เครื่องก็ได้ทั้งนั้น จึงใช้งานต่อเนื่องได้สบาย ๆ 

กลับกัน เครื่องนี้ถ้าต่อปลั๊กกับจอเสริมให้กลายเป็นเครื่อง Desktop ก็ใช้รันโปรแกรมใหญ่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพราะใช้ซีพียู AMD Ryzen 9 รุ่นเดียวกับที่เอาไปติดตั้งในเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวท็อปหลาย ๆ รุ่น แต่พอเอามาใช้ในโน๊ตบุ๊คบางเบาก็จะเป็นรุ่นที่ประสิทธิภาพสูง ใช้ทำงานหนักได้อย่างไม่มีปัญหา จะซื้อเอาไปทำงานหนักรันโปรแกรมใหญ่ ๆ ก็ไม่มีปัญหา จะใช้เขียนโปรแกรมใหญ่ ๆ ก็ทำงานได้สบาย ๆ นอกจากนี้หน้าจอก็มีความละเอียดสูงคมชัดและขอบเขตสีกว้าง เอาไปทำงานอาร์ตเวิร์คหรือแต่งภาพได้แน่นอน

Lenovo Yoga 7 Pro AMD DSC05896

สำหรับข้อสังเกตเรียกว่าเป็นเพียงส่วนเล็กอย่างหน้าจอเป็นจอกระจกสะท้อนแสงง่ายและถ้าลดแสงจนสุดแล้ว จะมืดเกินไปจนมองได้ลำบาก หรือทัชแพดจะไม่มีปุ่มลัดไว้กดล็อคเลยต้องระวังเวลาวางมือพิมพ์ และพอร์ตที่ข้างตัวเครื่องค่อนข้างน้อย หลัก ๆ มีเพียง USB-C 3.2 Gen 2 Full-Function, USB-A 3.2 Gen 1 กับช่องหูฟัง 3.5 มม. อีกช่องหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นถ้าใครจะเอาไปต่อจอเสริมใช้ต่างพีซีตั้งโต๊ะล่ะก็ แนะนำให้ซื้อ USB Multiport adapter หรือสาย USB-C to HDMI เอาไว้ต่อหน้าจอแยกโดยเฉพาะด้วย จะทำให้ต่อคอมนั่งทำงานได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

แต่ถ้าใครมองข้ามเรื่องจุดสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วโฟกัสเรื่ององค์รวมของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro เครื่องนี้เป็นหลักจะเห็นว่านี่คือโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงตัวบางน่าใช้มาก จ่ายเพียง 37,990 บาท แล้วแรงแบบไม่ต้องสืบตั้งแต่ออกจากกล่องเลยทีเดียว ซึ่งถ้าใครหาโน๊ตบุ๊คเอาไว้ทำงานเน้นความแรงหายห่วงสักเครื่องล่ะก็ นี่คือคำตอบที่ดีที่สุดเครื่องหนึ่งที่ผู้เขียนอยากแนะนำให้ซื้อได้เลยโดยไม่ต้องลังเล

Award

award new performance

Best Performance

สำหรับโน๊ตบุ๊คบางเบาแต่ซ่อนความแรงเอาไว้แบบจัดเต็มอย่าง Lenovo Yoga Slim 7 Pro ที่ติดตั้งซีพียูตัวท็อปสาย AMD รุ่น Ryzen 9 5900HX กับสเปคภายในทั้งหมดโดยรวมแล้วถือว่าจัดเต็มแต่จ่ายแค่ 37,990 บาทนั้น จะใช้รันโปรแกรมที่กินพลังซีพียูหนักหน่อยก็ไม่มีปัญหาแล้วการ์ดจอออนบอร์ดอย่างเดียวก็เปิดเกมออนไลน์เล่นเวลาว่างได้สบาย ๆ ถือว่าราคาต่อประสิทธิภาพ (Price per performance) อยู่ในระดับที่ดีมากรุ่นหนึ่ง จัดเป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะกับรางวัล Best Performance เป็นอย่างมาก

award new multi media

best multimedia

รางวัล Best Multimedia ของ Lenovo Yoga Slim 7 Pro นั้น ได้จากหน้าจอความละเอียดสูง 2.8K ที่ขอบเขตสีกว้างและเป็นจอ Dolby Vision กับลำโพงที่ปรับแต่งเสียงด้วย Dolby เป็นลำโพงแบบ Dolby Atmos พร้อมมีซอฟท์แวร์ปรับแต่งเสียงติดตั้งมาให้ใช้ด้วย ดังนั้นเรื่องดูหนังฟังเพลงเรียกว่าผ่านฉลุย ได้รับประสบการณ์ความบันเทิงอย่างเต็มที่แน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/607023-review-lenovo-yoga-slim-7-pro

Mini PC คอมจิ๋ว 7 รุ่น คอมทำงาน เล่นเกมได้ ประหยัดไฟ อัพเกรดเพิ่มได้ เริ่ม 15,000.-

Mini PC คอมจิ๋ว 7 รุ่น คอมทำงาน เล่นเกมได้ ประหยัดไฟ อัพเกรดเพิ่มได้

คอมจิ๋ว มินิพีซี

Mini PC คอมจิ๋ว มีให้เลือกในท้องตลาดหลายรุ่นมากขึ้น และได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีประสิทธิภาพเรียกว่าใกล้เคียงกับพีซีขนาดปกติ เพราะฮาร์ดแวร์ได้รับการปรับปรุงได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ซีพียู กราฟิกหรือ SSD ที่เพิ่มเติมเข้ามา อีกทั้งบางรุ่นมาพร้อมซีพียูแบบเดียวกับพีซีเดสก์ทอป จึงทำให้รองรับการใช้งาน ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงได้ ไม่ว่าจะเป็น การทำงานทั่วไป งานในชีวิตประจำวัน การตกแต่งภาพ หรือบางรุ่นยังให้พลังสำหรับงานตัดต่อได้อีกด้วย และที่สำคัญบางโมเดล ยังติดตั้งกราฟิกชิปมาในตัว เพื่อให้คอเกมได้เล่นเกมได้ไหลลื่น รองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายในแบบ Gigabit LAN และ Wireless LAN ได้อีกด้วย รวมถึงพอร์ตการเชื่อมต่อสำคัญ มีมาให้ครบครัน เพียงแต่ว่าอาจจะมีน้อยกว่าพีซีเดสก์ทอปอยู่บ้างในบางรุ่น แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งาน และยังรองรับการอัพเกรดได้ ซึ่งพีซีเหล่านี้ ตอบโจทย์ได้ทั้งผู้ใช้ทั่วไป งานในสำนักงาน หรือความบันเทิงภายในบ้าน เนื่องจากประหยัดพื้นที่ ติดตั้งง่าย และเชื่อมต่อได้สะดวก โดยในวันนี้เรามีตัวอย่างของ Mini PC 7 รุ่นมาแนะนำกัน

Mini PC คอมจิ๋ว 7 รุ่น แรงน่าใช้ 2021

  1. Intel NUC 9I7QNX1 ราคา 36,300 บาท
  2. Intel NUC 10I7FNHJA4 ราคา 27,900 บาท
  3. Gigabyte Mini PC BRIX ราคา 15,500 บาท
  4. MSI Cubi 5 10M ราคา 19,900 บาท
  5. Intel RNUC11PAHi70001 ราคา 19,500 บาท
  6. Asus Mini PC PB50-BR008ZD ราคา 18,590 บาท
  7. Intel NUC11 – RNUC11PHKi7C001 ราคา 36,299 บาท

1.Intel NUC 9I7QNX1 ราคา 36,300 บาท

Mini PC

รุ่นแรกนี้ เป็นคอมจิ๋ว มินิพีซี จากทาง Intel NUC เป็นพีซีขนาดจิ๋วระดับ 5 ลิตรเท่านั้น เล็กกว่ามินิพีซีทั่วไปพอสมควร โดยอยู่ในซีรีส์ของ Ghost Canyon ซึ่งเน้นไปที่เรื่องของประสิทธิภาพ แม้จะมีขนาดที่เล็ก แต่ภายในใส่ซีพียู Intel Core i7-9750H มาให้ ด้วยการทำงานแบบ 6 core/ 12 thread ความเร็วสูงสุด 4.50GHz นับว่าเป็นซีพียูโมบายที่แรงอีกรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน แม้จะล่วงเลยเจนเนอเรชั่นมาแล้วบ้างก็ตาม มาพร้อมกราฟิก Integrate บนซีพียูในรุ่น Intel UHD Graphics 630 ให้การทำงานพื้นฐาน และความบันเทิงได้ดีพอสมควร แต่ถ้าต้องการเล่นเกม ก็สามารถอัพเกรดเพิ่มบนตัวเครื่องได้ เพราะยังมีสล็อตสำหรับติดตั้งการ์ดจอแบบ PCIe มาให้อีกสล็อต และรองรับการ์ดจอขนาด 2 สล็อต ได้อีกด้วย

แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า NUC รุ่นนี้จะยังไม่ได้มี แรมและ Storage มาให้ โดยผู้ใช้สามารถเลือกมาติดตั้งเพิ่มได้เอง โดยรองรับแรมได้ 2 สล็อต สูงสุด 64GB และมีเพียงสล็อตสำหรับ SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe x4 มาให้ สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ตามสะดวก เช่นเดียวกับพอร์ตต่อพ่วง ที่มีให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Gen2, Thunderbolt 3 หรือพอร์ตแสดงผลอย่าง HDMI แม้ราคาก็ดูค่อนข้างสูง แต่ถ้าเทียบกับขนาดเล็กกระทัดรัด แต่ยัดกราฟิกการ์ดระดับ GTX และ RTX รุ่นเล็กลงไปได้ ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลย

Description
ซีพียู Intel Core i7-9750H
แรม
กราฟิก Intel UHD Graphics 630
Storage
เครือข่าย Gigabit LAN, WiFi6
ประกัน 3 ปี

ข้อมูลเพิ่มเติม: Intel NUC 9I7QNX1


2.Intel NUC 10I7FNHJA4 ราคา 27,900 บาท

Mini PC

เรียกว่าเป็นคอมจิ๋ว มินิพีซี ที่เป็นโมเดลยืนระยะมานานระดับหนึ่ง แต่ก็เรียกว่าไม่ได้ตกรุ่นไป เพราะใช้ซีพียู Intel Gen 10 ในซีรีส์ของ NUC 10 Performance หรือรหัสในการพัฒนาเป็น Frost Canyon มาพร้อมกับพอร์ต USB Type-C ทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงยังมีพอร์ตอย่าง Thunderbolt 3, HDMI 2.0 และ 3.5 audio jack มาให้ด้วย รองรับทั้ง Bluetooth 5 และ Wi-Fi 6 โดยในโมเดล NUC 10I7FNHJA4 จะใช้ซีพียู Intel Core I7-10710U มีความเร็วสัญญาณนาฬิกาขณะ Boost สูงถึง 4.7 GHz รองรับการใช้งานพื้นฐานในปัจจุบัได้เป็นอย่างดี รวมถึงการเล่นเกมที่ความละเอียดระดับ 1080p ด้วยขุมพลังจากชิปกราฟิก UHD รุ่นใหม่สุดของทาง Intel และแรมพื้นฐานที่มีให้ 8GB รองรับการอัพเกรดได้ เช่นเดียวกับ Storage ที่จัดมาให้ทั้งฮาร์ดดิสก์ความจุ 1TB และ Intel Optane Graphic 16GB เพื่อความลื่นไหลในการใช้งาน แต่ถ้ามองว่ายังไม่พอต่อการใช้งานในอนาคต ก็ยังติดตั้ง SSD เพิ่มเติมเข้าไปได้อีกด้วย

Description
ซีพียู Intel Core I7-10710U
แรม 8GB
กราฟิก Intel UHD Graphics
Storage Intel Optane 16GB + 1TB HDD
เครือข่าย Gigabit LAN, WiFi6
ประกัน 3 ปี

ข้อมูลเพิ่มเติม: Intel NUC 10I7FNHJA4


3.Gigabyte Mini PC BRIX ราคา 15,500 บาท

Mini PC

เป็นอีกหนึ่งคอมจิ๋ว มินิพีซีอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ แต่จัดขุมพลังไม่ธรรมดามาใส่ไว้ เอาใจคนทำงาน รักความบันเทิง และคอเกมที่เน้นความเรียบง่าย เล่นเกมสบายๆ ไม่โหดหินจนเกินไป ด้วยซีพียู AMD Ryzen 5 4500U ที่แม้จะเป็นซีพียูโมบาย เช่นเดียวกับบนโน๊ตบุ๊ค แต่การทำงานแบบ 6 core/ 6 thread ก็ตอบความต้องการในด้านต่างๆ ได้ไม่ยากนัก พร้อมกับกราฟิก Radeon Graphic เสริมความแกร่งให้กับงานกราฟิกและความบันเทิง ภายในสามารถเลือกแรม และ SSD มาติดตั้งเพิ่มได้ตามต้องการ เพราะรองรับแรม DDR4 ในแบบ SODIMM ได้ 2 สล็อต เพิ่มได้ถึง 64GB และ SSD ที่เลือกมาใช้ได้ทั้งแบบ M.2 NVMe PCIe และ SATA 2.5″ พร้อมพอร์ตต่อพ่วง ที่มี USB 3.2 type C, USB type A 3.2, HDMI 2.0a รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย Intel WiFi6 AX200 / Bluetooth 5.2 และมี Windows 10 มาด้วย ซึ่งคุณจะต้องติดตั้ง Storage เข้าไปเพื่อเริ่มใช้งาน

Description
ซีพียู AMD Ryzen 5-4500U
แรม
กราฟิก AMD Radeon™ Graphics
Storage
เครือข่าย Gigabit LAN, WiFi6
ประกัน 3 ปี

ข้อมูลเพิ่มเติม: Gigabyte Mini PC BRIX


4.MSI Cubi 5 10M ราคา 19,900 บาท

Mini PC

MSI Cubi 5 10M รุ่นนี้เป็น Mini PC มาในบอดี้ที่เล็กประมาณฝ่ามือเท่านั้น สามารถจัดวางได้ในที่เล็กๆ ไม่เปลืองพื้นที่โต๊ะทำงาน น้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม คอมจิ๋ว มินิพีซีรุ่นนี้ พกพาใส่กระเป๋าได้สะดวก ขุมพลังจากซีพียู Intel Core i5-10210U ทำงานแบบ 4 core/ 8 thread ความเร็วสูงสุด 4.20GHz ติดตั้งแรมแบบ SODIMM DDR4 8GB แต่มีสล็อตมาให้อัพเกรดได้ สามารถเพิ่มเติมได้ถึง 64GB เลยทีเดียว และมีสล็อต M.2 NVMe PCIe Gen3 x4 ซึ่งติดตั้ง SSD WD 2N530 ความจุ 256GB มาให้ และให้กราฟิก Intel UHD Graphic ที่รองรับการใช้งานทั่วไป รวมถึงความบันเทิงในชีวิตประจำวันได้ดี พร้อมกับ SSD 256GB ในแบบ M.2 NVMe ซึ่งอาจจะน้อยไปสักนิด แต่ก็รองรับการอัพเกรดได้ในภายหลังได้ แกะอัพเกรด Mini PC รุ่นนี้ค่อนข้างง่ายทีเดียว แค่ใช้ไขควงไขน็อตยึดจากด้านหลัง 4 ตัว แล้วแกะออกมาตรงๆ ได้เลย รองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ WiFi และ Ethernet Gigabit LAN และการต่อพ่วงผ่านพอร์ตต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ด้านหลังประกอบไปด้วย USB 3.2 Gen1 Type-A, USB 2.0, RJ-45, HDMI-out และ DisplayPort อย่างละ 1 พอร์ต มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 มาในตัว กับการรับประกัน 3 ปี

Description
ซีพียู Intel Core i5-10210U
แรม 8GB
กราฟิก Intel UHD Graphic
Storage SSD 256GB
เครือข่าย Gigabit LAN, WiFi6
ประกัน 3 ปี

ข้อมูลเพิ่มเติม: MSI Cubi 5 10M


5.Intel RNUC11PAHi70001 ราคา 19,500 บาท

Mini PC

เป็นคอมจิ๋ว มินิพีซีจากค่าย Intel อีกหนึ่งรุ่น ที่มาพร้อมซีพียู Intel Core i7 Gen11 ในไซส์ขนาดฝ่ามือเช่นเดียวกัน โดยมี Intel Core i7-1165G7 ซึ่งถือเป็นซีพียูโมบาย ตัวแรงจากค่ายนี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในโน๊ตบุ๊คบางเบาหรือกลุ่มคนทำงาน ด้วยการทำงานแบบ 4 core/ 8 thread ความเร็วสูงสุด 4.7GHz โดยมีกราฟิก Intel Iris Graphic เข้ามาช่วยเสริมการใช้งานด้านกราฟิก และความบันเทิง รวมถึงการเล่นเกมเล็กๆ น้อยๆ ได้ และเช่นเดียวกับใน NUC หลายรุ่น จะเปิดให้ผู้ใช้เลือกติดตั้งแรม และ Storage เพิ่มเติมเองได้ ด้วยการรองรับแรมได้ 2 สล็อตสูงสุด 64GB ในแบบ SODIMM DDR4 3200 รวมถึงมีสล็อตสำหรับ SSD และ HDD ในแบบ 2.5″ มาให้ โดยสนับสนุนทั้ง SATA และ M.2 NVMe PCIe รองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายได้ทั้งแบบ WiFi6 AX และ Gigabit LAN มีพอร์ตต่อพ่วง USB 3.2 Gen 2 ทั้งในแบบ Type-A และ Type-C พร้อมพอร์ตแสดงผล DP และ HDMI ครบครัน

Description
ซีพียู Intel Core i7-1165G7
แรม
กราฟิก Intel Iris Xe Graphics
Storage
เครือข่าย Gigabit LAN, WiFi6
ประกัน 3 ปี

ข้อมูลเพิ่มเติม: Intel RNUC11PAHi70001


6.Asus Mini PC PB50-BR008ZD ราคา 18,590 บาท

Mini PC

เป็นคอมจิ๋ว มินิพีซี ที่เรียกว่ามาแบบครบเครื่องจบในตัว เปิดเครื่องเข้าวินโดว์ พร้อมใช้ได้เลย ด้วยขนาดที่เล็กเทียบเท่ากับ NUC ขนาดประมาณ 17.5cm หนาเพียง 3.5cm และหน้าตาดูมีเส้นสาย ให้แปลกตาขึ้นอีกนิด สามารถวางได้ทั้งแนวตั้ง และแนวนอน โดยมีฐานรอง ให้การจัดวางเป็นระเบียบมากขึ้น ด้านหน้ามีพอร์ตต่อพ่วงอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB Type-A หรือ Type-C ก็ตาม ทำให้สะดวกต่อการติดตั้ง ไม่ว่าจะวางบนโต๊ะ หรือด้านหลังจอ เพื่อประหยัดพื้นที่ โดยมีขุมพลัง AMD Ryzen 5 3550H ทำงานในแบบ 4 core/ 8 thread ความเร็วสูงสุดถึง 3.7GHz มาพร้อมกราฟิก AMD Vega 8 ซึ่งประสิทธิภาพ สามารถตอบโจทย์ด้านความบันเทิงในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็น การดูหนัง ทำงาน พรีเซนเทชั่นหรือจะเป็นเล่นเกมออนไลน์เบาๆ พร้อมกันนี้ยังติดตั้งแรมมาให้อีก 8GB และใส่ SSD 128GB เป็นพื้นฐานมาให้ ภายในยังพออัพเกรดได้ เพื่อการใช้งานที่คล่องตัวมากขึ้นในอนาคต ด้านหลังมีทั้งพอร์ต USB 3.1 Gen2, USB 2.0 และพอร์ตแสดงผลอย่าง HDMI และ DisplayPort อีกด้วย พร้อมทั้งมี Windows 10 มาให้พร้อมใช้ และการรับประกัน 3 ปี

Description
ซีพียู AMD Ryzen 5 3550H
แรม 8GB
กราฟิก AMD Radeon Vega 8
Storage 128GB
เครือข่าย Gigabit LAN, WiFi6
ประกัน 3 ปี

ข้อมูลเพิ่มเติม: Asus Mini PC PB50


7.Intel NUC11 RNUC11PHKi7C001 ราคา 36,299 บาท

Mini PC

Intel NUC 11 Enthusiast Mini PC Kit จัดเป็น คอมจิ๋ว มินิพีซี ในแบบชุด Kit ที่จะมีมาเป็น Box มาให้ ประกอบด้วย ซีพียู การ์ดจอ เมนบอร์ดและ WiFi เหลือแค่ RAM, SSD ที่คุณจะต้องไปเลือกหามาติดตั้งตามต้องการ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการประกอบ เพราะคู่มือให้มาละเอียดมาก แกะน็อตไม่กี่ตัว ก็ติดตั้งได้แล้ว ส่วนถ้าไม่ค่อยมั่นใจ ดูตามขั้นตอนที่ทำไว้ให้ในรีวิวนี้ก็ได้ครับ โดยสเปคคร่าวๆ จะมาพร้อมซีพียู Intel Core i7 และการ์ดจอ GeForce RTX รองรับการเชื่อมต่อ WiFi 6 พร้อมการเชื่อมต่อ 2.5Gb รองรับพอร์ตต่อพ่วงอีกมากมาย

ซีพียู Intel Core i7-1165G7 ทำงานในแบบ 4 core/ 8 thread ความเร็วสูงสุดถึง 4.7GHz มีสล็อตแรมมาให้ 2 ช่อง แต่ผู้ใช้ต้องไปหาแรมมาติดติดตั้งเพิ่มเอง เช่นเดียวกับ Storage ที่ต้องหาซื้อมาใช้งาน โดยมีสล็อต M.2 สำหรับ SSD M.2 NVMe PCIe มาให้ 2 สล็อต ในขนาดที่เล็กและบางพอสมควร เรียกว่าเล็กกว่าพีซีแบบ Mini-iTX ที่หลายๆ คนคุ้นเคยกันอย่างน้อย 2-3 เท่าตัว โดดเด่นด้วยโลโก้แสงไฟ RGB รูป Skull ที่อยู่ด้านหน้าตัวเครื่อง ปรับแต่งได้ การแกะอัพเกรด ค่อนข้างง่ายกว่า Ghost Canyon พอสมควร แต่จุดเด่นคือ เค้ามาพร้อมกับกราฟิก GeForce RTX 2060 มาด้วย ทำให้การเล่นเกมลื่นไหลได้มากขึ้น และดูจะเข้าคู่กับซีพียูตัวแรง Intel Gen 11 ได้แบบลงตัว ยิ่งได้แรมสัก 16GB และ SSD 500GB ก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย หรือถ้าจะอยากจะใช้ในการแคสสตรีม ก็แค่เพิ่ม Capture card USB เข้าไป ก็ไหลลื่นแล้ว สนนราคาอาจจะสูงอยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบในแง่ประสิทธิภาพ ก็ถือว่าคุ้มค่าน่าใช้งานไม่น้อย บ้านไหนมีพื้นที่จำกัด Intel NUC แบบนี้ จะทำให้ความต้องการของคุณเป็นจริงได้

Description
ซีพียู Intel Core i7-1165G7
แรม
กราฟิก GeForce RTX2060 6GB GDDR6
Storage
เครือข่าย Gigabit LAN, WiFi6
ประกัน 3 ปี

ข้อมูลเพิ่มเติม: Intel NUC11


Conclusion

ถ้าคุณเริ่มเบื่อกับพีซีขนาดใหญ่ ที่เติมเงินถมลงไป ก็ไม่จบสักที ลองดู Mini PC หรือพีซีขนาดเล็ก ที่คุณอาจจะลืมคอมตัวใหญ่ที่บ้านไปได้เลย กับคอมจิ๋ว มินิพีซีจากค่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Intel NUC, Gigabyte BRIX, ASUS Mini PC หรือจะเป็น MSI Cubi 5 ที่มีขนาดประมาณฝ่ามือ แต่ฮาร์ดแวร์ภายใน ประสิทธิภาพไม่ได้เล็กไปด้วย โดยบางรุ่นที่เราหยิบยกมานี้ แรงเท่ากับเกมมิ่งพีซีของบ้านใครหลายคนได้เลย โดยเฉพาะคอเกมที่ชื่นชอบความเล็กพริกขี้หนู ที่ไม่ต้องไปหาประกอบคอมใหม่ ให้วุ่นวาย แถมยังไม่รู้ว่าจะหาการ์ดจอที่ไหนมาใช้ในเวลานี้ และเน้นความเป็นส่วนตัว พกพาได้ ต่อได้หลายจอ บอกเลยว่ารีวิวนี้ ให้คุณมองโลกของคอมจิ๋ว มินิพีซี ไปอย่างสิ้นเชิง แต่รุ่นไหนที่โดนใจคุณ ก็ดูกันตามความชอบได้เลย

Intel NUC 9I7QNX1 Intel NUC 10I7 Gigabyte Mini PC MSI Cubi 5 Intel NUC11PHKi7 Asus Mini PC PB50 Intel NUC11
ซีพียู Intel Core i7-9750H Intel Core I7-10710U AMD Ryzen 5-4500U Intel Core i5-10210U Intel Core i7-1165G7 AMD Ryzen 5 3550H Intel Core i7-1165G7
แรม 8GB 8GB 8GB
กราฟิก Intel UHD Graphic 630 Intel UHD Graphic AMD Radeon™ Graphics Intel UHD Graphic Intel Iris Xe Graphic AMD Radeon™ Vega 8 GeForce RTX2060 6GB
Storage Intel Optane 16GB + 1TB HDD SSD 256GB 128GB
เครือข่าย Gigabit LAN, WiFi6 Gigabit LAN, WiFi6 Gigabit LAN, WiFi6 Gigabit LAN, WiFi6 Gigabit LAN, WiFi6 Gigabit LAN, WiFi6 Gigabit LAN, WiFi6
ประกัน 3 ปี 3 ปี 3 ปี 3 ปี 3 ปี 3 ปี 3 ปี
ราคา 36,300 27,900 15,500 19,900 19,500 18,590 36,299

Related Topic

Mini PC เล็กแค่ฝ่ามือ! Intel NUC ใหม่ RTX + I7

Intel NUC Phantom Canyon cov2

Intel NUC11 Performance คอมจิ๋ว Core I5 Gen11

Intel NUC11PAHi5 cov3

Intel NUC 9 Pro เวิร์กสเตชั่น ไซส์มินิ

Intel NUC9 Pro

MSI Cubi 5 10M คอมจิ๋ว ทำงาน เทรดหุ้น ดูหนัง 4K ประหยัดไฟ

MSI Cubi Pro monitor 72

from:https://notebookspec.com/web/606888-7-mini-pc-nuc-for-game-2021

9 โปรแกรมแตกไฟล์โหลดใช้ฟรี ควรมีติดเครื่อง!

โปรแกรมแตกไฟล์ตัวไหนน่าโหลดมาใช้กันบ้างนะ? วันนี้เราคัดมาให้คุณแล้ว!

zip cover

โปรแกรมแตกไฟล์เป็นโปรแกรมสำคัญที่ควรมีติดพีซีทุกเครื่องเอาไว้เลย แม้บางคนจะคิดว่าตอนนี้ใช้ Windows 10 อยู่ก็มีคำสั่งบีบอัดและคลายไฟล์ Zip อยู่แล้ว แต่ซอฟท์แวร์เหล่านี้ก็จำเป็นอยู่ดี เพราะมีฟีเจอร์สำคัญอย่างการตั้งรหัสผ่าน, ใส่ฟีเจอรรักษาความปลอดภัยเช่น AES-256 และคลายไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว หลายคนเลยติดตั้งโปรแกรมเหล่านี้เอาไวเพื่อให้ทำงานได้สะดวกขึ้นเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คิดว่าแค่โหลดโปรแกรมสายหลักอย่าง WinRAR, WinZIP และอีกสองสามโปรแกรมเอาไว้ก็เพียงพอแล้ว แต่นอกจากโปรแกรมที่รู้จักกันอยู่แล้วก็มีซอฟท์แวร์อื่นให้เลือกโหลดมาใช้งานได้ฟรีและทำงานได้รวดเร็วกว่าระบบแตกไฟล์ของ Windows 10 อย่างแน่นอน

โปรแกรมแตกไฟล์

ส่วนของผู้ใช้ที่สนใจว่า Windows 10 ถ้าอยากรวมและแตกไฟล์ Zip จะต้องทำอย่างไรบ้าง จะมีวิธีดังนี้

zip with windows e1627530290246

สำหรับวิธีรวมไฟล์ให้เป็นไฟล์ Zip ด้วยระบบของ Windows เอง ให้กดเลือกไฟล์ที่ต้องการใส่ไว้ใน Zip file เดียวกัน จากนั้นคลิกขวา เลือกที่ Send to แล้วกด Compressed (zipped) folder แล้วรอ Windows 10 รวมไฟล์สักครู่ จากนั้นจะออกมาเป็นไฟล์ Zip พร้อมใช้หรือส่งให้ผู้รับปลายทางได้เลย

extract e1627530318864

ส่วนคนที่ได้ไฟล์ Zip มาแล้วต้องการใช้ไฟล์ในนั้นแต่ยังไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมสำหรับแตกไฟล์ล่ะก็ ให้คลิกขวาที่ไฟล์ Zip ที่อยากแตกไฟล์ แล้วก็เลือกคำว่า Extract All… หรือจะดับเบิ้ลคลิกเปิดไฟล์ Zip แล้วตรงเข้าไปเลือกไฟล์ที่ต้องการโดยตรงก็ได้เหมือนกัน

9 โปรแกรมแตกไฟล์แนะนำให้โหลดติดเครื่องไว้

สำหรับโปรแกรมแตกไฟล์ที่ควรมีติดเครื่องเอาไว้นั้น ถ้ารวมกับโปรแกรมหลักที่เลือกใช้กันเป็นประจำนั้น จะมีทั้งหมด 9 โปรแกรมแนะนำให้โหลดมาใช้กัน ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งโปรแกรมที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ ได้แก่

  1. WinRAR
  2. PeaZip
  3. 7-Zip
  4. RAR File Extractor
  5. CAM UnZip
  6. Zipeg
  7. IZarc
  8. Ashampoo Zip Free
  9. Zip Archiver 4
1. WinRAR

rar

สำหรับโปรแกรมแรกที่ควรมีติดเครื่องไว้แตกและรวมไฟล์ ยังไงก็แนะนำให้โหลด WinRAR มาติดเครื่องเอาไว้ เพราะนอกจากเป็นโปรแกรมพื้นฐานที่รองรับไฟล์หลายฟอร์แมต ทั้ง RAR, ZIP, CAP, GZip ฯลฯ แล้ว ตัวซอฟท์แวร์ก็เป็นโปรแกรมแบบ 32 และ 64-bit เลือกใช้งานได้ตามต้องการและมีการอัพเดทอัลกอริธึ่มสำหรับบีบอัดไฟล์ประเภทต่าง ๆ เอาไวด้วย นอกจากนี้ยังเข้ารหัสแบบ AES-256 อีกด้วย และถึงตัวโปรแกรมจะขึ้นแจ้งเสมอ ๆ ว่าสามารถใช้งานฟรีได้ 40 วันก็ตาม แต่ก็ยังใช้งานได้เรื่อย ๆ ไม่มีการหยุดให้บริการหรือจำกัดฟีเจอร์ใด ๆ อีกด้วย

2. PeaZip

peazip

ส่วนของโปรแกรมใช้แตกไฟล์ตัวที่สองน่าโหลดติดเครื่องเอาไว้เป็น PeaZip ซึ่งรองรับไฟล์หลากหลายแบบไม่แพ้กัน ทั้ง 7Z, ISO, ZIP, RAR, WIM, ZST ฯลฯ และเป็นซอฟท์แวร์ประเภท Opensource ที่นอกจากโหลดมาใช้งานได้ฟรีแล้ว ใครที่มีความสามารถด้านโปรแกรมมิ่งก็ร่วมพัฒนาและส่ง Source code เข้าไปใน GitHub หรือ SourceForge เพื่อให้ซอฟท์แวร์มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ข้อดีของ PeaZip คือจะมีทั้งเวอร์ชั่น 32 และ 64-bit ให้เลือกโหลดไปใช้งาน หรือถ้าไม่อยากติดตั้งไว้ในเครื่อง ก็โหลดแบบ Portable มาใช้งานและใส่แฟลชไดรฟ์แทนก็ได้เหมือนกัน รวมทั้งมีไฟล์เวอร์ชั่น Linux ให้โหลดไปติดตั้งได้ด้วย

3. 7-Zip

7 Zip for pc

7-Zip เองก็เป็นซอฟท์แวร์แตกไฟล์อีกตัวที่หลาย ๆ คนเลือกโหลดมาติดตั้งในเครื่อง เพราะแตกไฟล์ได้หลายนามสกุล ตัวอย่างเช่น 7z, XZ, BZIP2, GZIP, ZIP, TAR ฯลฯ และบีบอัดไฟล์กลับเป็นนามสกุล 7z, XZ, BZIP2, GZIP, TAR, ZIP และ WIM ได้ด้วย รวมทั้งรองรับ Plugin จาก FAR manager ที่เป็นซอฟท์แวร์จัดการไฟล์ที่บีบอัดมาได้ มีฟีเจอร์เข้ารหัสไฟล์ที่บีบอัดด้วย AES-256 แล้วใช้งานร่วมกับ Windows Shell ได้อีกด้วย จัดว่าใช้ทำงานได้สะดวกมาก และมีเวอร์ชั่นติดตั้งใน Linux อีกด้วย ส่วนคนที่มีความสามารถด้านโปรแกรมมิ่งก็ปรับแต่งซอฟท์แวร์นี้เองได้เลย เพราะเป็น Opensource ที่โค้ดต่าง ๆ เป็น GNU LGPL รวมทั้งไฟล์มีขนาดเล็กมากเพียง 1.2 MB ในเวอร์ชั่น 32-bit และ 64-bit ที่ 1.4 MB เท่านั้น ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนมองว่าถ้าใครอยากได้โปรแกรมแตกไฟล์ที่ตัวเล็กประสิทธิภาพดีสักตัว จะโหลด 7-Zip ไปติดตั้งแล้วใช้งานได้เลย

4. RAR File Extractor

rarfile

RAR File Extractor จะเป็นโปรแกรมแตกไฟล์ RAR อย่างเดียว ซึ่งเมื่อแตกไฟล์ก็สามารถเลือกโฟลเดอร์ปลายทางที่ต้องการให้ไฟล์ใน RAR แตกไปลงได้ รวมทั้งเลือกคำสั่ง Overwrite ที่เมื่อแตกไฟล์แล้วถ้าเจอไฟล์เดียวกันก็จะเขียนทับลงไปโดยอัตโนมัติ แล้วสั่งเปิดแฟ้มที่แตกไฟล์ลงไปออกมาให้ใช้ได้ทันที  ไม่ต้องเสียเวลาเปิดแฟ้มนั้น ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ถ้ามีไฟล์ที่เป็นขนาดใหญ่มาก ๆ ตัวโปรแกรมก็จะแยกออกมาเป็นไฟล์แยกเล็ก ๆ ให้ด้วย แต่โปรแกรมนี้จะใช้งานได้เฉพาะใน Windows เท่านั้น ไม่มีเวอร์ชั่นสำหรับ Linux หรือระบบปฏิบัติการอื่นเหมือนกับโปรแกรมก่อนหน้านี้

5. CAM UnZip

cam

CAM UnZip อาจจะเป็นโปรแกรมแตกไฟล์ที่ไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไหร่ แต่ฟีเจอร์เรียกว่าเยอะและล้ำทีเดียว เพราะว่าอัพเดทล่าสุดนี้นอกจากติดตั้งใน Windows XP ถึง 10 ได้เลย รวมทั้งแตกและรวมไฟล์ Zip ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังถอดไฟล์ใน Zip ได้ง่าย รวมทั้งรองรับการทำงานผ่านทาง Command line ของ Windows ได้ นอกจากนี้เวอร์ชั่น Portable นอกจากไม่ต้องติดตั้งใน Windows แล้ว ยังรันการทำงานผ่านทางที่เก็บไฟล์ออนไลน์อย่าง Google Drive, Dropbox ฯลฯ ได้โดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นใช้งานได้ฟรีไม่ต้องเสียเงิน และถ้าอยากสนับสนุนผู้พัฒนาก็บริจาคเงินได้อีกด้วย

6. Zipeg

zipeg

Zipeg เป็นโปรแกรมแตกไฟล์อีกตัวทรองรับไฟล์หลากหลายนามสกุลไม่แพ้โปรแกรมอื่น ๆ ที่แนะนำไปก่อนหน้านี้ โดยรองรับนามสกุลหลักทั้ง ZIP, RAR, ARJ, 7z, TAR, GZ, TGZ ฯลฯ ได้เหมือนกัน และมีหน้าต่างเลือกปรับแต่งการทำงานซอฟท์แวร์ได้หลากหลายแบบ เช่น เลือกที่แตกไฟล์, เลือกการ encode ไฟล์ที่ต้องการบีบอัดก็ได้ นอกจากนี้หน้า Interface ก็ใช้งานไม่ยาก ส่วนจุดเด่นที่โปรแกรมอื่นไม่มี คือ Zipeg จะมีฟีเจอร์ดูไฟล์ที่อยู่ในตัว Zip นั้นอีกทีว่าไฟล์นั้น ๆ ที่เราบีบอัดเอาไว้มีไฟล์อะไรอยู่บ้าง โดยขึ้นเป็นภาพ Thumbnail ที่หน้าโปรแกรมเลย แต่ต้องรอตัวโปรแกรมโหลดหน้าตาไฟล์ขึ้นมาให้เสร็จก่อน ซึ่งกินเวลาอยู่บ้างแต่ก็สะดวกกว่าโปรแกรมแตกไฟล์ตัวอื่น ๆ ที่ต้องเลือก Extract File ก่อนถึงจะเห็นไฟล์ที่บีบเอาไว้ ดังนั้นถ้าใครมีไฟล์ที่บีบเอาไว้เยอะ ก็ใช้โปรแกรมนี้เปิดดูได้เช่นกัน

7. IZarc

IZArc zip fix freeware for everyone 2

สำหรับซอฟท์แวร์แตกไฟล์ IZarc นั้น ถึงจะมีฟีเจอร์หลัก ๆ อย่างบีบอัดหรือคลายไฟล์ได้หลายนามสกุลก็ตาม แต่จุดเด่นที่น่าสนใจเลย คือซอฟท์แวร์ตัวนี้มีฟีเจอร์เรื่องการซ่อมไฟล์ที่ถูกไวรัสทำลายจนเสียหายแล้วเปิดใช้งานไม่ได้ รวมทั้งสั่งสแกนไฟล์ที่เข้ารหัสเอาไว้ว่ามีไวรัสหรือไม่ก่อนคลายไฟล์ได้อีกด้วย พอติดตั้งไว้ในเครื่องแล้วก็สามารถเรียกใช้งานด้วยการคลิกขวาที่ไฟล์ที่ต้องการแล้วสั่งทำงานได้เหมือน WinRAR เลย รวมทั้งการเข้ารหัสไฟล์ที่บีบอัดแล้วก็ใช้เป็น AES-256 เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมทั้งมีส่วนเสริมที่ทำให้เรียกใช้ IZarc จาก Command line ของ Windows ได้ด้วย ถ้าใครต้องการเซฟเครื่องของเราให้ปลอดภัยจากไวรัสมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็แนะนำให้โหลด IZarc ตัวนี้ไปเป็นซอฟท์แวร์แตกไฟล์ประจำเครื่องได้เลย

8. Ashampoo Zip Free

zipfree

ถ้าใครใช้คอมพิวเตอร์มาสักพักแล้ว อาจจะคุ้นเคยชื่อของ Ashampoo ที่เป็นบริษัททำซอฟท์แวร์มาอย่างยาวนานแล้ว และมีโปรแกรมสำหรับแตกไฟล์ให้โหลดไปใช้งานได้ฟรีด้วย ชื่อ Ashampoo Zip Free ซึ่งออกแบบมาใช้งานกับ Windows 7 ขึ้นไป มีทั้งแบบ 32 และ 64-bit ให้เลือกติดตั้ง รวมทั้งบีบและคลายไฟล์ได้หลายนามสกุล ซึ่งนามสกุลหลักอย่าง ZIP, 7z, CAB, TAR ฯลฯ สามารถบีบอัดและคลายไฟล์ได้ทั้งหมด แต่ RAR จะคลายไฟล์ได้อย่างเดียวแต่รองรับฟอร์แมตของ RAR ถึงเวอร์ชั่น 5.x แล้ว และเข้ารหัส AES-256 เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งซ่อมไฟล์ ZIP ที่เสียหายแล้วใช้งานไม่ได้ให้กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม นอกจากนี้ยังแยกไฟล์ ZIP ออกเป็นหลาย Volume ในกรณีที่ไฟล์นั้นมีขนาดใหญ่เกินไป จะได้บีบอัดและแก้ไฟล์ได้สะดวกขึ้น ซึ่งทางผู้พัฒนาเองก็เปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีอีกด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากได้โปรแกรมดีและฟรีแนะนำให้โหลดเอาไว้ใช้งานได้เลย

9. Zip Archiver 4

hamster

สำหรับโปรแกรมใช้แตกไฟล์ตัวสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำก็เป็นซอฟท์แวร์ใช้งานได้ฟรีอย่าง Zip Archiver 4 ที่นอกจากใช้งานได้สะดวก, ทำงานเร็วรวมทั้งบีบอัดหรือคลายไฟล์ได้ไวทันใจ รองรับไฟล์นามสกุลต่าง ๆ หลากหลายแบบทั้ง Zip, 7z, RAR, TAR, WIM, JAR, CAB ฯลฯ แล้ว  จุดเด่นของโปรแกรมนี้ คือเราสามารถแชร์ไฟล์ที่บีบอัดเอาไว้ให้กับเพื่อนที่ใช้โปรแกรมเดียวกันได้ผ่านทางระบบ Cloud อีกด้วย โดยซอฟท์แวร์นี้จะใช้งานร่วมกับ Google Drive, Dropbox, Yandex และอื่น ๆ ได้ด้วย ทำให้รับส่งไฟล์ที่บีบอัดไว้เสร็จแล้วให้เพื่อนได้สะดวกขึ้นมาก ๆ ดังนั้นถ้าใครรับส่งไฟล์กับคนใกล้ตัวหรือเพื่อนร่วมงานจะใช้ Zip Archiver 4 ตัวนี้เลย ก็ช่วยให้ทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างแน่นอน

zip files 765x404 1

จะเห็นว่าโปรแกรมแตกไฟล์และบีบอัดไฟล์นั้น นอกจาก WinRAR, WinZIP และอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคยกันนั้น จะมีโปรแกรมดี ๆ ให้เลือกใช้งานกันอีกหลายตัว รวมทั้งมีฟีเจอร์แตกต่างกันไปหลายแบบ ช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้สะดวกขึ้น และยิ่งใครที่ต้องการรับส่งไฟล์ไปมาระหว่างเพื่อนร่วมงานได้รวดเร็วขึ้นมาก ดังนั้นใครที่กำลังหาซอฟท์แวร์ประเภทนี้เอาไว้ใช้ ผู้เขียนแนะนำให้ลองเลือกหาตามฟีเจอร์พิเศษที่มีเฉพาะซอฟท์แวร์นั้น ๆ ไปเลย จะช่วยให้เลือกซอฟท์แวร์แบบใหม่ ๆ มาทดลองใช้งานได้สนุกยิ่งขึ้น และไม่แน่ว่าโปรแกรมใหม่ที่ลองโหลดมาใช้ดูอาจจะตอบโจทย์กว่าที่คิดก็ได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

wifi new cover

mixer cover

rpg cover

from:https://notebookspec.com/web/606891-9-recommend-file-extractor-programs

Lexar® เปิดตัว JumpDrive® P30 USB 3.2 Gen 1 แฟลชไดรฟ์ความเร็วสูง

Lexar แบรนด์ชั้นนำระดับโลกด้านโซลูชันหน่วยความจำแฟลช มีความภูมิใจที่จะประกาศเปิดตัวแฟลชไดรฟ์ Lexar® JumpDrive® P30 USB 3.2 Gen 1 รุ่นใหม่ แฟลชไดรฟ์รุ่นนี้เหมาะสำหรับมืออาชีพที่ต้องการถ่ายโอน แชร์รูปภาพ วิดีโอ และไฟล์ขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายแม้ในขณะเดินทาง

 JumpDrive® P30 USB 3.2 Gen 1

            ด้วยประสิทธิภาพการอ่านและเขียน USB 3.2 Gen 1 ที่รวดเร็วสูงสุดถึง 450MB/s (ขึ้นอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้) คุณจึงสามารถเข้าถึงไฟล์ของคุณได้ในเสี้ยววินาทีทุกที่ทุกเวลา ด้วยความเร็วในระดับนี้ทำให้ลดเวลาในการถ่ายโอนและเพิ่มความเร็วเวิร์กโฟลว์ของคุณตั้งแต่ต้นจนจบ

            สำหรับ JumpDrive P30 ไม่เพียงแต่ทำให้การถ่ายโอนเร็วขึ้นมากเท่านั้น แต่ยังได้รับการออกแบบมาให้รองรับการเข้ารหัส AES 256 บิต เพื่อปกป้องไฟล์สำคัญของคุณจากความเสียหาย การสูญหาย และการลบเพื่อเพิ่มความปลอดภัย คุณสามารถสร้างโฟลเดอร์นิรภัยที่มีการป้องกันด้วยรหัสผ่านซึ่งจะเข้ารหัสข้อมูลของคุณโดยอัตโนมัติ และเพื่อความสบายใจยิ่งขึ้น ไฟล์ที่ถูกลบออกจากโฟลเดอร์นิรภัยจะถูกลบอย่างปลอดภัยและไม่สามารถกู้คืนได้

นอกจากนี้ตัวไดรฟ์ออกแบบมาอย่างทันสมัย ใช้วัสดุที่เป็นโลหะ และเพรียวบางพกพาได้ง่าย พร้อมกันนั้นยังมีตัวเลือกความจุมากมาย ตั้งแต่ 128GB ถึง 1TB ดังนั้นคุณจึงสามารถค้นหาความจุที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณในการสำรองข้อมูลและจัดเก็บไฟล์ทั้งหมดของคุณได้อย่างง่ายดาย

Pic Lexar JumpDrive P30 USB 3.2 Gen 1 แฟลชไดรฟ์ความเร็วสูง 02

“เราภูมิใจที่จะประกาศเปิดตัว JumpDrive P30 USB 3.2 Gen 1 รุ่นใหม่ไปยังกลุ่ม USB แฟลชไดรฟ์ของเรา ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับมืออาชีพที่กำลังมองหาไดรฟ์ประสิทธิภาพสูงที่มีทั้งขนาดกะทัดรัด และทำจากโลหะที่เพรียวบาง P30 เป็นส่วนเสริมที่ยอดเยี่ยมสำหรับเวิร์กโฟลว์ของคุณ” Joel Boquiren ผู้จัดการทั่วไปของ Lexar กล่าว

คุณสมบัติเด่น:

  • สำหรับผู้ใช้ระดับมืออาชีพที่ต้องการจัดเก็บและถ่ายโอนไฟล์ขนาดใหญ่ด้วยประสิทธิภาพ USB 3.2 Gen 1ที่รวดเร็วเป็นพิเศษที่ความเร็วในการอ่านและเขียนสูงสุด 450MB/s
  • การออกแบบที่เพรียวบางและทนทานเพื่อจัดเก็บไฟล์ของคุณได้สูงสุดถึง 1TB
  • จัดเก็บไฟล์ของคุณอย่างปลอดภัยด้วยซอฟต์แวร์เข้ารหัส AES 256บิต เพื่อความสบายใจ ไฟล์ที่ถูกลบก็จะถูกลบอย่างปลอดภัยและไม่สามารถกู้คืนได้
  • อินเทอร์เฟซ USB 3.2 Gen 1 (เข้ากันได้กับอุปกรณ์ USB 3.1 / USB 3.0และ 2.0)
  • เข้ากันได้กับระบบ PC และ Mac®

ทั้งนี้การออกแบบผลิตภัณฑ์ Lexar ทั้งหมดผ่านการทดสอบอย่างครอบคลุมใน Lexar Quality Labs ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ดิจิทัลมากกว่า 1,100 ตัว เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพ คุณภาพ ความเข้ากันได้ และความน่าเชื่อถือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.lexar.com

from:https://notebookspec.com/web/606955-lexar-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-jumpdrive-p30-usb-3-2-gen-1-%e0%b9%81%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%8a%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%9f%e0%b9%8c%e0%b8%84

7 โปรแกรม Mixer ปรับเสียงน่าใช้ มิกซ์เพลงแต่งเสียงได้ตามใจ มีทั้งฟรีและเสียเงินให้เลือก

โปรแกรม Mixer ปรับเสียงน่าใช้ทั้งฟรีทั้งเสียเงิน สำหรับคนอยากมิกซ์เพลงทำเสียงมาโหลดกันตรงนี้!

mixer cover

คนที่มีดนตรีในหัวใจแล้วอยากเริ่มทำเพลงของตัวเองมาอัพโหลดขึ้น YouTube ดู ก็น่าจะอยากได้โปรแกรม Mixer ปรับเสียงดี ๆ เอาไว้จูนเสียงทำเพลงกันแน่ ๆ ซึ่งตอนนี้โปรแกรมกลุ่มนี้มีทั้งแบบฟรีที่โหลดมาใช้งานได้เลยและมีฟีเจอร์หลัก ๆ อย่างการตั้งไลน์เสียง, แต่งทำนองและใส่เอฟเฟคพื้นฐานต่าง ๆ ไปจนถึงเวอร์ชั่นเสียเงินแล้วเอาไปทำเพลงหาเงินได้เลยทีเดียว

ซึ่งโปรแกรมกลุ่มนี้แค่ติดตั้งเอาไว้ในเครื่องก็เริ่มแต่งเพลงกันได้เลย แล้วถ้าเพลงเริ่มติดตลาดจะเติมมิกเซอร์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ เข้ามาเสริมให้คุณภาพของเสียงและเพลงดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็ได้ แต่ศิลปินชื่อดังบางคนแค่มีโปรแกรม Mixer ปรับเสียงที่ฟีเจอร์เยอะและโน๊ตบุ๊คสเปคแรงสักหน่อยก็เรียกว่าเหลือเฟือและใช้ทำเพลงได้แล้ว ดังนั้นถ้าใครสนใจจะมิกซ์เพลงเองสักครั้งหนึ่ง ผู้เขียนก็ได้รวบรวมข้อมูลและซอฟท์แวร์น่าใช้มาให้เลือกกันในบทความนี้แล้ว

โปรแกรม Mixer ปรับเสียงอยากเติมเอาไว้ใช้มิกซ์เพลงได้เทพขึ้น จะมาจัดทีหลังก็ได้นะ

ก่อนโหลดโปรแกรม Mixer ปรับเสียงมาใช้ ต้องใช้พีซีสเปคประมาณไหน?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าถ้าจะเริ่มมิกซ์เพลงสักเพลง พีซีหรือโน๊ตบุ๊คที่มีอยู่ที่บ้านของเราจะเอามาใช้มิกซ์เพลงไหวไหม ทำงานได้ลื่นหรือเปล่า? ในส่วนนี้ต้องเข้าใจกันก่อนว่าโปรแกรมกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้การ์ดจอที่มีประสิทธิภาพสูงเหมือนกับโปรแกรมแต่งภาพที่ผู้เขียนเคยแนะนำไปก่อนหน้านี้ เพราะโปรแกรมกลุ่มนั้นต้องใช้การ์ดจอช่วยเรนเดอร์เรื่องภาพและสีสันเป็นหลัก

กลับกันโปรแกรม Mixer ที่ทำงานกับเสียงเพลงจะเน้นเรื่องซีพียูเป็นหลักว่าต้องเป็นซีพียูที่มีคอร์เยอะเพื่อช่วยประมวลผลเรื่อง Codec ไฟล์เสียงต่าง ๆ กับหน้าจอที่ใหญ่สักหน่อยจะได้เห็นไลน์เสียงกว้างที่สุดแบบเกือบหรือครบทั้งเพลง โดยสเปคขั้นต่ำที่แนะนำสำหรับใช้กับโปรแกรม Mixer ปรับเสียงต่าง ๆ คือ

สเปคของพีซีสำหรับโปรแกรม Mixer ปรับเสียง ขั้นต่ำ
ซีพียู ซีพียูแบบ 4 คอร์ขึ้นไป ความเร็ว 2.2 GHz
แรม 4GB หรือมากกว่า
ฮาร์ดดิสก์ ความจุขั้นต่ำ 256GB เป็นฮาร์ดดิสก์ก็ได้หรือ SSD ยิ่งดี
ระบบปฏิบัติการ 64-bit 
ขนาดหน้าจอ 15 นิ้วขึ้นไป

จะเห็นว่าโปรแกรม Mixer นั้นไม่ได้กินสเปคมากอย่างที่คิดแล้ว และโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันแทบทุกรุ่นสามารถมิกซ์เพลงได้สบาย ๆ อย่างแน่นอน แต่ถ้าสเปคดีกว่าที่แนะนำเอาไว้ก็จะสามารถประมวลผลไฟล์เพลงให้เสร็จได้เร็วขึ้น

และนอกจากโน๊ตบุ๊คหรือพีซีแล้วใครที่จะร้องเพลงแล้วเอามามิกซ์ในโปรแกรมนี้ด้วย ผู้เขียนก็แนะนำให้ลงทุนกับไมโครโฟนสำหรับร้องเพลงโดยเฉพาะเอาไว้ใช้สักตัว เช่น RODE, SHURE หรือ Sony แล้วหา Pop Filter ที่เป็นแผ่นกันเสียงรบกวนจากอากาศเข้าไมค์มาติดด้วย จะช่วยให้มิกซ์ทำนองและเสียงร้องเพลงของเราได้เพราะขึ้นมากอย่างแน่นอน

7 โปรแกรม Mixer ปรับเสียงแนะนำให้ใช้

สำหรับโปรแกรม Mixer ปรับเสียงแต่งเพลงที่น่าใช้จะมีทั้งโปรแกรมฟรีที่โหลดมาใช้งานได้เลยและมีฟีเจอร์หลัก ๆ อยู่ค่อนข้างครบถ้วนกับโปรแกรมจ่ายเงินที่มีให้เลือกหลายแพ็คเกจ แต่ก็มีฟีเจอร์เสริม, Plugin และฟังก์ชั่นเยอะขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้ง 6 โปรแกรมมี

  1. GarageBand กับ Logic Pro (Apple MacBook)
  2. FL Studio (199 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาท)
  3. Audacity (ฟรี)
  4. Adobe Audition (748 บาท/เดือน)
  5. MixPad Multitrack Mixer (ฟรี)
  6. Vocaloid (360.36 ดอลลาร์ หรือราว 12,000 บาท)
  7. SoundAtion (6.99 ดอลลาร์ หรือราว 230 บาท/เดือน)
1. GarageBand กับ Logic Pro (Apple MacBook)

garageband

สำหรับคนที่อยากมิกซ์เพลงสักเพลง หลายคนอาจจะคิดถึง Apple MacBook กันเป็นเครื่องแรก ๆ เพราะว่าประสิทธิภาพดี และมีซอฟท์แวร์ครบเครื่องรวมไปถึง GarageBand ที่เป็นโปรแกรม Mixer ที่ติดมากับ macOS ที่พร้อมใช้งานได้เลย ซึ่งตัวซอฟท์แวร์นั้นสามารถมิกซ์ไลน์เสียงจากเครื่องดนตรีต่าง ๆ ทั้งกีตาร์, คีย์บอร์ดและใส่ไลน์เสียงที่อัดจากไมโครโฟนของเราเพิ่มเข้าไปได้ง่าย ๆ รวมทั้งซินธิไซเซอร์เอาไว้คุมการเปลี่ยนโทนเสียงเพลงให้เป็น EDM แนวต่าง ๆ ได้มากมาย หรือจะเปลี่ยนไปทำเพลงแนวคลาสสิคก็ได้ นอกจากนี้ถ้าใครใช้ iPhone, iPad ร่วมกับ MacBook ก็ใช้ประโยชน์จาก Apple Ecosystem ที่แต่งในอุปกรณ์ iOS แล้วเอาเพลงมาทำต่อใน MacBook จนเสร็จก็ได้เรียกว่าถึงเป็นซอฟท์แวร์ติดเครื่องมาแต่ก็ครบเครื่องสุด ๆ เช่นกัน

logicpro

ส่วนใครที่เริ่มเป็นมือโปรเป็นดีเจที่มิกซ์เพลงแล้วอยากให้มีเอฟเฟคและลูกเล่นตอนมิกซ์เพลงเยอะขึ้น อย่างทำลูปเสียงเพลง, ใช้ iPhone หรือ iPad เป็นรีโมตคุมเพลงที่มิกซ์เสร็จแล้วและใส่เอฟเฟคใหม่ ๆ เข้าไปในเพลงของตัวเองให้จัดเต็มกว่าเดิม แนะนำให้ขยับมาเป็น Logic Pro ที่เป็นซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นอัพเกรดจาก GarageBand ได้เลย โดยตอนแรกทาง Apple จะให้ลูกค้าผลิตภัณฑ์ได้ใช้งานซอฟท์แวร์นี้ฟรี 90 วันก่อน แล้วถ้าชอบหรือมีประโยชน์กับการมิกซ์เพลงของเราก็จ่ายอีก 199.99 ดอลลาร์ หรือราว 6,600 บาท เพื่อซื้อเวอร์ชั่นเต็มที่ใช้งานได้ตลอดไปแล้วติดกับ Apple ID ของเราไปได้เลย แต่ GarageBand กับ Logic Pro จะใช้ได้เฉพาะระบบปฏิบัติการ macOS เท่านั้น ดังนั้นถ้าใครอยากใช้ซอฟท์แวร์นี้ก็ต้องซื้อ MacBook ก่อนถึงจะใช้งานได้

Format ของไฟล์เสียงที่ Export ออกมาได้จะได้คุณภาพสูงถึงระดับไฟล์ประเภท AIFF, WAV, CAF, PCM, ALAC, AAC, MP3 และอื่น ๆ จัดว่าถ้าใครใช้ macOS แนะนำให้ลองเริ่มจากซอฟท์แวร์นี้ได้เลย

2. FL Studio (199 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาท)

flstudio

โปรแกรม Mixer เอาไว้แต่งเสียงทำเพลงที่น่าใช้และฟีเจอร์ล้นไม่แพ้กับพี่น้อง GarageBand และ Logic Pro ของ Apple สำหรับสาย Windows และ Android จะเป็น FL Studio ที่สร้างเอฟเฟคเสียงและปรับ Equalizer ได้ละเอียด, ปรับแต่งไฟล์เสียง, ใส่เอฟเฟคให้กับเพลงได้มากมายหลายแบบ รวมทั้งอัดเสียงเพิ่มเข้าไปในแทร็กที่กำลังมิกซ์เพลงอยู่ได้ด้วย และข้อดีคือติดตั้งได้ใน Windows, macOS, iOS และ Android และซอฟท์แวร์ก็เป็นแบบซื้อขาด จ่ายครั้งเดียวใช้งานได้ตลอดชีวิตไม่ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนและได้รับอัพเดทแพทช์และเวอร์ชั่นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งดีเจต่างประเทศชื่อดังหลาย ๆ คนก็เลือกใช้งานกัน เช่น Martin Garrix หรือ Avicii ก็ซื้อซอฟท์แวร์นี้มาใช้งานเช่นกัน

จุดเด่นของโปรแกรมนี้ คือเป็นซอฟท์แวร์ที่เน้นการมิกซ์เพลงโดยเฉพาะ, ให้ฟีเจอร์หลักครบเครื่องและรองรับ Plugin เสริมที่โหลดมาเพิ่มเติมได้มากมายหลายแบบ แต่หน้าตาซอฟท์แวร์จะดูพื้น ๆ และต้องใช้เวลาเรียนรู้สักระยะถึงจะใช้งานได้คล่อง ส่วนไฟล์เสียงที่ Export ออกมาได้ มีทั้ง AIFF, DS, MP3, OGG, WAV ฯลฯ ซึ่งผู้ใช้ที่สนใจอยากลองซอฟท์แวร์นี้ดูว่าตอบโจทย์ของเราหรือเปล่า ก็โหลดเวอร์ชั่นฟรีที่หน้าเว็บไซต์ไปลองก่อนได้แล้วค่อยจ่ายเงินซื้อซอฟท์แวร์มาใช้งานก็ได้ แต่ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำว่าถ้าจะซื้อมาใช้งาน แนะนำให้เริ่มที่ตัว FL Studio Producer Edition ราคา 199 ดอลลาร์ หรือราว 6,500 บาทไปเลย เพราะว่ามีฟีเจอร์ Audio recording เอาไว้อัดเสียงเพิ่มเติมเข้าไปได้ด้วย แล้วถ้าอัพเกรดก็ขยับมาตัวสูงสุดอย่าง FL Studio All Plugins Edition ราคา 499 ดอลลาร์ หรือราว 16,000 บาทภายหลังให้ฟีเจอร์มาครบเครื่องก็ได้เช่นกัน

3. Audacity (ฟรี)

Theme Dark

สำหรับสายฟรีที่หาโปรแกรม Mixer ปรับเสียงแบบง่าย ๆ ทั้งจูนเสียง ตัดต่อ ใส่เอฟเฟคต่าง ๆ ได้ แถมยังใช้ Shortcut คีย์บอร์ดคุมแบบง่าย ๆ ได้ด้วย แนะนำให้ลองโหลด Audacity มาลองก่อนได้เลยและจะใช้ไปจนเป็นมือโปรด้วยซอฟท์แวร์นี้ก็ได้ แค่หน้าตาซอฟท์แวร์จะดูเก่าไปบ้างก็ตาม ติดตั้งได้ทั้ง Windows, macOS และ Linux เลยทีเดียว ซึ่งข้อดีนอกจากฟรีคือ บันทึกไฟล์เสียงแยกจากอุปกรณ์ต่อเสริมภายนอกอย่างไมโครโฟนหรือเครื่องดนตรีอื่น ๆ ได้, ตัดต่อไฟล์เสียงหรือจะโหลด Plugin มาเติมมาเสริมให้ซอฟท์แวร์ทำงานได้ดีขึ้นได้ด้วย ส่วนไฟล์เสียงก็ Export เป็นนามสกุล AIFF, OGG, WAV, FLAC, MP3 ฯลฯ รวมทั้งผู้พัฒนาแอพฯ ก็อัพเดทแพทช์ให้กับซอฟท์แวร์อย่างต่อเนื่อง และตอนนี้ซอฟท์แวร์ก็เป็นเวอร์ชั่น 64-bit แล้ว และถ้าใครมีความสามารถด้านโปรแกรมมิ่งก็ช่วยพัฒนาซอฟท์แวร์นี้ให้ดีขึ้นได้ด้วย

4. Adobe Audition (748 บาท/เดือน)

audition

ถ้าเป็นงานสายครีเอเตอร์แบบต่าง ๆ เชื่อว่าใครก็คิดถึงโปรแกรมสาย Adobe อย่างแน่นอน ซึ่งสายโปรแกรม Mixer ก็มี Adobe Audition ให้เลือกใช้ โดยทดลองเล่นฟรีได้ 7 วันแล้วจะจ่ายค่าบริการรายเดือนก็ได้ ซึ่งจุดเด่นคือตัวซอฟท์แวร์มีฟีเจอร์ปรับแต่งเสียงให้ใช้งานได้หลากหลายแบบและเหมาะกับงานสายมิกซ์กับพากย์เสียงเป็นพิเศษ รวมทั้งตัดต่อไฟล์เสียงหลายแทร็กพร้อมกันได้ ติดตั้งได้ทั้ง Windows และ macOS อีกด้วย แต่ทางสื่อต่างประเทศที่รีวิวโปรแกรมสายเพลงและตัดต่อเสียงแนะนำว่า Adobe Audition จะเหมาะกับการมิกซ์เสียงประเภทงานพากย์เสียงแบบ Voice Over หรือดึงเสียงพูดให้ตรงกับที่ปากขยับเป็นหลัก ไม่ค่อยเหมาะกับการมิกซ์เพลงเท่าไหร่แถมยังต้องจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือน ไม่ได้ขายขาดเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว ส่วนไฟล์ที่ Export ออกมาได้จะมีนามสกุลหลายแบบทั้ง AIFF, MP3, WMA, WAV, AC-3, PCM, AIFC ฯลฯ 

5. MixPad Multitrack Mixer (ฟรี)

main multiwindow large transparent

ถ้าอยากได้โปรแกรม Mixer ปรับเสียงที่ฟีเจอร์ครบ ใช้งานได้เยอะเหมือนโปรแกรมจ่ายเงินแต่โหลดได้ฟรี MixPad Multitrack Mixer ก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะใช้ทำไฟล์เพลง, อัดเสียงต่าง ๆ ทำโฆษณาหรือดีเจมือใหม่อยากเอาไว้อัดเสียงไว้เปิดในงานก็ได้ มี Equalizer และฟีเจอร์ต่าง ๆ ทั้งใส่เสียงบีตที่เหมาะกับเพลงของเราหรือจะใส่เอฟเฟคเสียงต่าง ๆ เข้าไปก็ได้ ซึ่งมีให้ใช้ในซอฟท์แวร์แบบครบเครื่อง และจะโหลด VST Plugin เข้ามาติดตั้งเพิ่มก็ได้ ใช้ได้ทั้ง Windows, iOS, macOS, Android จัดว่าฟรีแล้วฟีเจอร์เยอะใช้ได้หลากหลายระบบปฏิบัติการอีกด้วย ส่วนไฟล์เสียงที่ Export ออกมาได้ถือว่าเยอะจัดเต็มทั้ง AIF, OGG, WAV, WMA, MP3, AMR, FLAC ฯลฯ แต่จุดสังเกตที่ทางสื่อต่างประเทศพูดถึง คือตัวโปรแกรมใช้เวลาโหลดนานมากและบางครั้งทำงานอยู่ก็อาจจะมีปัญหาโปรแกรม Crash แล้วหยุดการทำงานเอาดื้อ ๆ เหมือนกัน แต่เชื่อว่าผู้พัฒนาก็จะออกแพทช์แก้ไขโปรแกรมนี้ออกมาจัดการเรื่อย ๆ แน่นอน

6. Vocaloid (360.36 ดอลลาร์ หรือราว 12,000 บาท)

สำหรับศิลปินที่อยากมิกซ์เพลงแบบจัดเต็ม มีทำนองและเนื้อเพลงแต่งเอาไว้ครบหมดแล้วแต่หานักร้องมาร้องด้วยไม่ได้สักที หรือต้องการทำเพลงแบบสำเร็จเอาไว้ไกด์ให้นักร้องเอาไว้ร้องตามจังหวะและทำนองที่ทำเอาไว้ จะแนะนำให้ลองใช้โปรแกรมชื่อดังจาก YAMAHA บริษัทด้านดนตรีชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง VOCALOID5 ซึ่งเหมาะกับศิลปินเดี่ยวมาก ซึ่งฟีเจอร์หลักอย่างตัดต่อแต่งเติมและจูนเสียงหรือทำมิกซ์เพลง EDM และอื่น ๆ ก็ทำได้เหมือนโปรแกรม Mixer ปรับเสียงตัวอื่น ๆ แต่จะจำกัดแทร็คที่ใช้มิกซ์ใช้ได้สูงสุด 32 แทร็คเท่านั้น

แต่จุดเด่นของ VOCALOID คือซอฟท์แวร์นี้จะสร้างเสียงนักร้องได้จากในตัวซอฟท์แวร์แบบ Real-time คู่กับทำนองที่แต่งแล้วอัดมาใช้งานหรือตัดต่อมาใช้ในซอฟท์แวร์นี้ได้เลย สำหรับเวอร์ชั่น 5 จะมีเสียงนักร้องให้ใช้ตั้งแต่ติดตั้งซอฟท์แวร์เลยที่ 4 คนในเวอร์ชั่น Standard ถ้าเป็น Premium จะเพิ่มเป็น 8 คน ซึ่งเป็นเสียงที่อัดจากมนุษย์เพื่อเอามาใช้เป็นเสียงนักร้องในเพลงที่แต่งเอาไว้ได้เลย โดยมีตัวประโยคสำเร็จรูปให้ใช้เกิน 2,000 แบบ, รูปแบบการร้องเพลงกว่า 100 แบบ และ Audio effect อีก 11 เวอร์ชั่น ติดตั้งใน Windows หรือ macOS ก็ได้ ซึ่งถ้าใครมิกซ์เสียงแต่งเพลงจนเสร็จแล้วอยากได้เสียงร้องภาษาอังกฤษก็ทำในซอฟท์แวร์นี้ได้ทันที ส่วนคนที่มีความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นก็ซื้อ VOICEBANK เพื่อเอาเสียงคาร์แรกเตอร์ญี่ปุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้ซอฟท์แวร์นี้อย่างฮัตสึเนะ มิกุและคนอื่น ๆ มาติดตั้งเพิ่มเติมได้อีกด้วย ส่วนไฟล์เสียงที่ Export ออกมาจะเป็นไฟล์ WAV คุณภาพสูงที่เอาไปใช้งานได้เลย

อย่างไรก็ตาม ราคาของ VOCALOID5 นั้นเรียกว่าค่อนข้างสูง ถ้าเป็นเวอร์ชั่น Standard ที่มีเสียงนักร้องเพียง 4 คน จะอยู่ที่ 225.23 ดอลลาร์ หรือราว 7,400 บาท ส่วนเวอร์ชั่น Premium เสียงนักร้อง 8 คนอยู่ที่ 360.36 ดอลลาร์ หรือราว 12,000 บาท และยังไม่รวม VOICEBANK ที่ซื้อเพิ่มเติมด้วย แต่สำหรับคนที่ต้องการใช้เป็นโปรแกรม Mixer ปรับเสียงอย่างเดียวอาจจะเริ่มแค่ตัว Standard แล้วจะซื้อ VOICEBANK เพิ่มเติมทีหลังก็ได้เช่นกัน

7. SoundAtion (6.99 ดอลลาร์ หรือราว 230 บาท/เดือน)

soundation

SoundAtion เป็นโปรแกรม Mixer ปรับเสียงที่ทำงานผ่านเบราเซอร์ที่เราใช้งานอยู่ โดยข้อดีคือนอกจากฟีเจอร์หลักอย่างเสียงเครื่องดนตรีสังเคราะห์หรือการใส่ Audio Effect ต่าง ๆ จะมีให้ใช้และยังปรับเสียงโหลดโปรเจคต่าง ๆ เหมาะเอาไว้ทำเพลงหรือ Podcast ก็ได้สบาย ๆ เพราะว่าตัวซอฟท์แวร์ใช้งานง่ายและทำงานบนออนไลน์เต็มระบบ และจุดเด่น คือ มีฟีเจอร์ digital audio Workstation (DAW) ที่ใช้เซฟไฟล์เสียงและเพลงที่ทำเอาไว้แบบออนไลน์ได้และโหลดมาใช้งานได้ทันที รวมทั้งใช้ได้ทุกระบบปฏิบัติการเพราะทำงานผ่านทางเบราเซอร์นั่นเอง

โดยไฟล์ที่ Export ออกมาได้จะออกมาได้จะขึ้นอยู่กับแพ็คเกจที่เราสมัครเอาไว้ โดยแบบฟรีจะใช้ได้แต่เครื่องดนตรีสังเคราะห์, ทำโปรเจคไฟล์เสียงคนเดียวได้ 10 โปรเจคและใช้งานร่วมกับเพื่อนได้เพียง 1 โปรเจค ส่วนไฟล์ที่ Export ออกมาจะเป็นแค่ MP3 เท่านั้น แต่ถ้าจ่ายค่าบริการเดือนละ 1.99 ดอลลาร์ หรือราว 65 บาท จะทำโปรเจคไฟล์เสียงคนเดียวได้ไม่จำกัด, ทำโปรเจคร่วมกับเพื่อนได้ 3 งาน, บันทึกเสียงสด, เพิ่มฟีเจอร์ External MIDI Controller และ Import ไฟล์เสียงได้ 100MB และไฟล์จะ Export ออกมาเป็น WAV ส่วนถ้าจ่ายค่าบริการเดือนละ 6.99 ดอลลาร์ หรือ 230 บาท จะใช้ฟีเจอร์ทั้งหมดได้เต็มที่ เพิ่ม Parametric EQ และ Soundset มาให้อีก 20 แบบด้วย ซึ่งถ้าใครสนใจแล้วอยากอ่านฟีเจอร์แบบละเอียดสามารถอ่านได้ที่นี่

apple laptop macbook pro notebook

จะเห็นว่าตอนนี้โปรแกรม Mixer ปรับเสียงนั้นมีหลากหลายแบบ ทั้งฟรีและเสียเงินซื้อและมีฟีเจอร์หลากหลายแบบ ทั้งออกแบบมาเพื่อทำเพลงและบางโปรแกรมก็มีเสียงนักร้องสังเคราะห์ให้ใช้ในซอฟท์แวร์เลย จัดว่าโปรแกรม Mixer ในปัจจุบันนี้พัฒนากันไปไกลมากกว่าจะเป็นแค่ซอฟท์แวร์ตัดต่อแต่งเสียงทั่ว ๆ ไปที่เรารู้จักกันเลยทีเดียว ยิ่งถ้าใครมีความเป็นศิลปินมิกซ์เสียงเพลงได้ดีและชอบด้านนี้อยู่แล้วอาจจะเริ่มต้นจากลองโหลดซอฟท์แวร์ฟรีมาซ้อมมือทำเพลงแบบเป็นงานอดิเรกสนุก ๆ ก่อน แล้วค่อยไปซื้อซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์มาใช้งานให้ตรงกับสไตล์ของเราในภายหลังก็ได้ ว่าจะเป็นสายมิกซ์เพลงที่มีอยู่แล้วหรือจะทำเป็นเพลงแบบสำเร็จและมีเสียงนักร้องสังเคราะห์ในเพลงก็ได้เช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

pdf cover

firefox cover

chrome faster cover

from:https://notebookspec.com/web/606679-7-recommend-sound-mixer-program

VALORANT Challengers Thailand – Stage 3 by Acer x Intel พร้อมแนะนำ Nitro 5 รุ่นใหม่เล่นเกมลื่นๆ

VALORANT Challengers Thailand – Stage 3 โดย Acer และ Intel ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมการแข่งขัน 2021 VALORANT Challengers Thailand – Stage 3 โดยเปิดให้ผู้ที่สนใจทุกคน สามารถเข้าร่วมสนามรบนี้ เพื่อทดสอบฝีมือ และค้นหาทีม Valorant ที่แกร่งที่สุดในประเทศไทย !

โดยการแข่งขันจะประกอบไปด้วยการแข่งขัน 3 รอบ โดยแต่ละรอบจะเริ่มจากการคัดเลือก ซึ่งทีมที่ผ่านเข้ารอบ จะได้เข้าสู่การแข่งขัน VALORANT Masters ที่จะต้องแข่งขันกับทีมอื่น ๆ ที่ผ่านการคัดเลือกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ! พร้อมแนะนำ Acer Nitro 5 ไว้เล่นเกม VALORANT ให้สนุกสนานกัน

VALORANT

รูปแบบการแข่งขัน: 

  • รอบ Qualifier: Double Elimination, Best-Of-One (BO1) / Best-Of-Three (BO3)
  • รอบ Tournament: Double Elimination, Best-Of-One (BO1) / Best-Of-Three (BO3) / Best-Of-Five (BO5)

ช่วงเวลาการแข่งขัน:

  • Qualifier 1 – ปิดรับสมัครวันที่ 27 มิถุนายน เวลา 23:59 และทำการแข่งขันในวันที่ 3 – 4 กรกฎาคม
  • Tournament 1 – ทำการแข่งขันในวันที่ 8 – 11 กรกฎาคม
  • Qualifier 2 – ปิดรับสมัครวันที่ 11 กรกฎาคม เวลา 23:59 และทำการแข่งขันในวันที่ 16-18 กรกฎาคม
  • Tournament 2 – ทำการแข่งขันในวันที่ 22 – 25 กรกฎาคม
  • Qualifier 3 – ปิดรับสมัครวันที่ 25 กรกฎาคม เวลา 23:59 และทำการแข่งขันในวันที่ 30 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม
  • Tournament 3 – ทำการแข่งขันในวันที่ 5 – 8 สิงหาคม

การแข่งขัน VALORANT นี้ จะดำเนินการแข่งขันเป็นเวลา 6 สัปดาห์

  • สัปดาห์ที่ 1 – Qualifier รอบที่ 1 (2 วันในการแข่งขันรอบ Open Qualifier)
  • สัปดาห์ที่ 2 – Tournament รอบที่ 1 (4 วันในการแข่งขันรอบ Playoffs)
  • สัปดาห์ที่ 3 – Qualifier รอบที่ 2 (2 วันในการแข่งขันรอบ Open Qualifier)
  • สัปดาห์ที่ 4 – Tournament รอบที่ 2 (4 วันในการแข่งขันรอบ Playoffs)
  • สัปดาห์ที่ 5 – Qualifier รอบที่ 3 (2 วันในการแข่งขันรอบ Open Qualifier)
  • สัปดาห์ที่ 6 – Tournament รอบที่ 3 (4 วันในการแข่งขันรอบ Playoffs)

เงื่อนไขต่าง ๆ สำหรับการแข่งขันในแต่ละรอบ:

  • ทีมที่ชนะในแต่ละรอบ Tournament จะเข้าสู่ Challengers Final (การแข่งขันรอบภูมิภาค)
  • ทีมที่ได้อันดับที่ 2 – 4 ในรอบ Tournament 1 จะได้แข่งขันต่อในรอบ Tournament 2
  • ทีมที่ได้อันดับที่ 2 – 4 ในรอบ Tournament 2 จะได้แข่งขันต่อในรอบ Tournament 3
  • ทีมที่ชนะในรอบ Challengers Final จะได้สิทธิ์ในการแข่งขัน VALORANT Masters

“The time to act is now, agents. Will you take on the challenge?”

เงินรางวัลสำหรับการแข่งขันในรอบ Tournament แต่ละรอบ:

อันดับที่ เงินรางวัล
medal_gold_3.png Champion THB 18,000
medal_silver_3.png Runner Up THB 15,750
medal_bronze_3.png 3rd THB 13,500
medal_bronze_3.png 4th THB 11,250
medal_bronze_3.png 5th-6th THB 9,000
medal_bronze_3.png 7th-8th THB 6,750

แนะนำ Acer Nitro 5 สเปก i5-11400H เล่น VALORANT ลื่นๆ

สเปกภายในของ Acer Nitro 5 ที่เรานำมาแนะนำในบทความนี้ มี 4 สเปก ประกอบไปด้วย Core i5-11400H พร้อมกับประสิทธิภาพความแรงจากเทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ที่ส่งผลให้มีความแรงที่มากกว่าขึ้น ความร้อนที่น้อยลง แบตเตอรี่ยาวนาน ที่กับคู่มากับการ์ดจอตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 / RTX 3050 / RTX 3050 Ti / RTX 3060 ส่วนแรมได้มาตรฐานเป็นขนาด 8GB / 16GB แบบ DDR4 Bus 3200MHz มีที่เก็บข้อมูลเป็น SSD มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรด SSD M.2 / HDD 2.5″ SATA3 ภายหลัง)  

Acer Nitro 5 AN515 57 527D spec

หน้าจอขนาด 15.6″ แบบ Screen-to-Body เป็น 80% ด้วยขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร บนความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) ที่เลือกใช้ พาเนล IPS คุณภาพสูง ให้มุมมองที่คมชัด สีสันสวยสดงดงามสมจริง Refresh Rate ที่ 144Hz แบบ 3ms ให้การแสดงผลได้ลื่นไหลกว่ารุ่น 60Hz โดยพื้นผิวจอเป็นแบบจอด้าน Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนเวลาเรานำโน๊ตบุ๊คไปทำงานข้างนอก เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจ ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra จำลองเสียง 3 มิติได้

มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x Thunderbolt 4, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที

Acer Nitro 5 AN515-57-50M ราคา 29,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-11400H (6C/12T & 2.70 – 4.50GHz)
  • GPU : UHD Graphics + NVIDIA GeForce GTX 1650 (4GB GDDR6)
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Acer Nitro 5 AN515-57-527D ราคา 33,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-11400H (6C/12T & 2.70 – 4.50GHz)
  • GPU : UHD Graphics + NVIDIA GeForce RTX 3050 (4GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Acer Nitro 5 AN515-57-584C ราคา 34,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-11400H (6C/12T & 2.70 – 4.50GHz)
  • GPU : UHD Graphics + NVIDIA GeForce GTX 1650 (4GB GDDR6)
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Acer Nitro 5 AN515-57-51QF ราคา 37,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-11400H (6C/12T & 2.70 – 4.50GHz)
  • GPU : UHD Graphics + NVIDIA GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Acer Nitro 5 i7 11800H RTX3050 Ti Review 2

ตัวเครื่องและดีไซน์ออกแบบ Acer Nitro 5 ปี 2021 สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake H45 หรือ Acer Nitro 5 AN515-57 รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายกับ Acer Nitro 5 AN515-55 ที่เป็นสเปก Intel Core i Gen 10 Comet Lake H45 รุ่นก่อน โดยวัสดุของตัวเครื่องทั้งหมดจะเป็นพลาสติกเกรดดีสัมผัสพรีเมียม ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความบางเบาตามมาตรฐาน รวมไปถึงการพกพาก็สะดวกยิ่งขึ้น อย่าง Acer Nitro 5 หน้าจอ 15.6″ พาเนล IPS ขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร พื้นที่สัดส่วนกว่า 80% ทำให้มีขนาดเครื่องกระทัดรัด

ซึ่งมีน้ำหนักตัวเครื่องตามสเปกอยู่ที่ 2.2 กิโลกรัม แต่ชั่งจริงๆ ได้ 2.08 กิโลกรัม จัดว่าเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ที่เบาในขนาดหน้าจอนี้โดยได้เป็นหน้าจอ Refresh Rate ที่ 144Hz ทั้งสีสันและลื่นไหลจัดว่าดีเยี่ยม เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามภายนอกเปลี่ยนไปเล็กน้อยในส่วนของฝาหลังที่เป็นลายใหม่ รวมถึงเส้นแดงรอบกรอบทัชแพดจะหายไป ก็จัดว่ามีความต่างจากรุ่นก่อนหน้าแบบสังเกตได้

Acer Nitro 5 i7 11800H RTX3050 Ti Review 7

สำหรับสีสันก็ยังคงเอกลักษณ์สีดำ Shale Black แซมด้วยสีแดง แต่เพิ่มความโดดเด่นและสวยงาม ที่ต้องว่า Acer Nitro 5 ฝาหลังจะมีลักษณะลวดลายผิวไม่เรียบลักษณะคล้ายโลหะบลัชปัดเสี้ยนบางส่วนบริเวณด้านข้างซ้ายและขวา ฝาบนจะโลโก้คำว่า Acer สีดำมันวาวเล็กน้อย ผิวฝาบนพื้นผิวเป็นพลาสติกมีสีดำด้านให้สัมผัสดีมีคุณภาพสูง พร้อมขอบตัวเครื่องหลังเป็นสีแดงแทนที่สีดำเหมือนรุ่นก่อนๆ รวมไปถึงขอบตัวเครื่องบริเวณฝาพับ จะเป็นสีดำพร้อมกับมีคำว่า Nitro สีแดงติดตั้งเอาไว้ โดยสามารถกางหน้าจอได้มากกว่า 145 องศาทีเดียว

ตัวเครื่องด้านในของ Acer Nitro 5 ยังให้ดีไซน์คล้ายรุ่นก่อน ที่มีการติดตั้งปุ่ม Power ไว้มุมขวาบนสุดของชุดคีย์บอร์ด รวมไปถึงยังมีการติดตั้งปุ่ม NitroSense ไว้เหนือแป้นตัวเลขด้วย กดใช้งานได้สะดวกดี แต่ก็โดดเด่นกว่าด้วยที่คีย์บอร์ดนั้นเป็นไฟ RGB แบบแบ่งเป็น 4 โซน พร้อมกับใช้ขอบของปุ่มคีย์บอร์ดเป็นสีขาวทั้งหมด ซึ่งยอมรับเลยว่ามีความสวยงามลงตัวเข้ากับตัวเครื่องเป็นอย่างดี เพราะเวลาที่เราปรับไฟ แสงไฟจะเข้ากับขอบสีขาวมากกว่าหลายๆ รุ่นที่เป็นปุ่มสีดำทั้งหมด 

Acer Nitro 5 i7 11800H RTX3050 Ti Review 31

นอกจากนั้นก็เป็นสติกเกอร์ต่างๆ ติดเอาไว้ไม่ว่าจะเป็น ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 แบบใหม่ และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX รวมไปถึงมีการบอกถึงบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงตามสไตล์ของ Acer อีกด้วย อีกทั้งยังมีการแจกแจงถึงฟีเจอร์ต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิเช่น Dual SSD M.2 + One HDD Slot / ขอบจอบาง / Network Optimize / NitroSense + CoolBoost /  HDMI Port / ระบบเสียง DTS:X เป็นต้น

สำหรับเทคโนโลยี Acer CoolBoost และช่องระบายความร้อนแบบจัดเต็ม 4 ช่องทาง แบ่งเป็นทางด้านหลัง 2 ช่อง และซ้ายขวาอย่างละ 1 ช่อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและระบายความร้อนด้วยพัดลมคู่ เมื่อมีการใช้งานที่หนักหน่วง CoolBoost จะเพิ่มความเร็วพัดลมมากขึ้น 10% และการระบายความร้อน CPU/GPU มากขึ้น 9% เมื่อเทียบกับโหมดอัตโนมัติ  พร้อมจัดการระบบของเราแบบเรียลไทม์ด้วยซอฟต์แวร์ NitroSense ซึ่งครอบคลุมถึงอุณหภูมิ ความเร็วพัดลมและอีกมากมาย

Acer Nitro 5 i7 11800H RTX3050 Ti Review 61

ตารางสเปก Acer Nitro 5 สเปก i5-11400H เล่น VALORANT ลื่นๆ 

  CPU GPU RAM SSD Display Price
AN515-57-50M1 i5-11400H GTX 1650 8GB 512GB FHD IPS 144Hz 29,990
AN515-57-527D i5-11400H RTX 3050 16GB 512GB FHD IPS 144Hz 33,990
AN515-57-584C i5-11400H RTX 3050 Ti 8GB 512GB FHD IPS 144Hz 34,990
AN515-57-51QF i5-11400H RTX 3060 16GB 512GB FHD IPS 144Hz 37,990

สรุปในส่วนของ VALORANT Challengers Thailand – Stage 3 จากทาง Acer และ Intel ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมการแข่งขันนี้ได้เลย เปิดให้ผู้ที่สนใจทุกคน สามารถเข้าร่วมสนามรบนี้ เพื่อทดสอบฝีมือ และค้นหาทีม Valorant ที่แกร่งที่สุดในประเทศไทย โดยการแข่งขันจะประกอบไปด้วยการแข่งขัน 3 รอบ โดยแต่ละรอบจะเริ่มจากการคัดเลือก ซึ่งถ้าใครอยากได้อาวุธใหม่ในการเล่นเกมล่ะก็ แนะนำเลยเป็น Acer Nitro 5 สเปก Core i5-11400H + GTX 1650 / RTX 3050 / RTX 3050 Ti / RTX 3060 เลือกซื้อได้ตามงบได้เลย

valorant personajes 1

สรุปข้อดี Acer Nitro 5

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามให้ความ Gaming ตามสไตล์ Nitro 5 ปี 2021 งานประกอบแน่นหนา
  • การแกะอัพเกรดทำได้ง่ายกว่าเดิม รองรับ SSD M.2 สองสล็อต และ HDD/SSD 2.5″ อีก 1 ช่อง
  • สเปคประสิทธิภาพสูงจากชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake H45 รุ่นใหม่ล่าสุด 
  • พร้อมได้การ์ดจอแยกตัวใหม่ตัวแรง NVIDIA GeForce GTX / RTX รุ่นใหม่
  • ได้แรมขนาด 8GB / 16GB และ SSD M.2 NVMe 512GB ความเร็วสูงมาเลย
  • มีโปรแกรม Nitrosense + CoolBoots ปรับรอบพัดลมติดตั้งมาให้ในเครื่องเลย
  • จัดการความร้อนทำได้ดีเยี่ยม เย็นทั้ง CPU / GPU เมื่อใช้งานหนักๆ ดีกว่ารุ่นก่อนๆ
  • หน้าจอพาเนล IPS เกรดคุณภาพสูง sRGB 95% พร้อมรองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครันทั้ง USB 3.2 Type-A x 3 และ Thunderbolt 4 x 1
  • LAN  RJ45รองรับ Killer Ethernet E2600 ช่วยลด Ping เวลาเล่นเกมออนไลน์
  • Wi-Fi 6 AX มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO ดีกว่าแบบเดิมๆ
  • คีย์บอร์ดมีไฟ RGB แบบ 4 โซน สามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานประมาณ 5 ชั่วโมง
  • มาพร้อมกับการรับประกัน 3 ปี แบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน
  • ตัวเครื่องมาพร้อมกับ Windows 10 Home และซอฟต์แวร์ Acer Care Center

สรุปข้อสังเกต Acer Nitro 5

  • ดีไซน์หลักๆ ยังคล้ายเดิม มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเท่านั้น 
  • ยังไม่มี SD(XC/HC) Card reader มาให้ในตัวเช่นเดิม
  • เสียงพัดลมค่อนข้างดังถ้าสั่งให้ทำงาน 100% 
  • พอร์ต Thunderbolt 4 ที่ติดตั้งมา ไม่รองรับการชาร์จไฟเข้าเครื่อง

from:https://notebookspec.com/web/606649-valorant-challengers-thailand-stage-3

MIUI 12.5 ของ POCO X3 NFC อัปได้ผ่าน OTA แล้ว

รอคอยมานานในที่สุด POCO X3 NFC สมาร์ทโฟนสุดคุ้มของต้นปี 2021 ก็ได้รับอัปเดท MIUI 12.5 ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ๆ

POCO X3 NFC
POCO X3 NFC

POCO X3 NFC สมาร์ทโฟนที่เชื่อเหลือเกินว่าในช่วงต้นปี 2021 ที่ผ่านมานั้นใครๆ ก็อยากได้มาเป็นเจ้าของเพราะราคาสุดแสนจะคุ้มกับสเปคตัวเครื่องที่เรียกได้ว่าคุ้มแบบบสุดๆ ทว่าผ่านมานานแสนนานแล้วนั้นตัวเครื่องก็ไม่ได้รับการอัปเดท MIUI 12.5 ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ๆ มากมายเหมือนกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ของทาง Xiaomi สักทีจนกระทั่งในช่วงครึ่งปีหลังผู้ใช้ POCO X3 NFC เหมือนโดนทำร้ายจิตใจเพราะทาง Xiaomi ปล่อย POCO X3 Pro ที่ทรงเครื่องเหมือนกันแต่สเปคดีกว่าเยอะออกมามาทำร้ายจิตใจแถมยังได้รับอัปเดท MIUI 12.5 ไปก่อนหน้าด้วยจนทำให้ผู้ใช้ POCO X3 NFC ต้องขายเครื่องทิ้งกันถ้วนหน้า(แต่ก็ขายยากเพราะราคาของ POCO X3 Pro ดันออกมากดเอาไว้)

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นด้วยความที่กล้องของ POCO X3 NFC มีสเปคที่ดีกว่า POCO X3 Pro ทำให้หลายๆ ท่านที่ไม่ได้สนใจในการเล่นเกมยังคงใช้งานเครื่องอยู่เช่นเดิม ล่าสุดนั้นข่าวดีมาถึงท่านผู้ใช้ POCO X3 NFC แล้วเนื่องจากทาง Xiaomi เริ่มปล่อยอัปเดท “MIUI 12.5.1.0 RJGMIXM” ผ่านทาง OTA แล้วซึ่งส่วนที่ได้รับการอัปเกรดและหลายๆ คนน่าจะรอคอยกันมากที่จะได้ใช้งานก็คือฟีเจอร์ของกล้องที่ได้มีการเพิ่มเข้ามาใหม่หลายๆ ฟีเจอร์ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่สเปคของกล้องบน POCO X3 NFC ดีกว่าย่อมทำให้ภาพที่ได้นั้นดีกว่าอยู่หลายขุม

ทั้งนี้อัปเดท “MIUI 12.5.1.0 RJGMIXM” ที่ถูกปล่อยออกมานั้น ณ ปัจจุบันนี้อยู่ในสถาน stable beta release ซึ่งนั่นหมายถึงผู้ที่อยู่ในกลุ่มใช้งาน beta tester จะได้รับการอัปเกรดก่อน หลังจากนั้นผู้ใช้ทั่วไปก็จะได้รับตามกันในไม่กี่อาทิตย์

ยังไม่หมดแค่เพียงเท่านั้นเพราะทาง Xiaomi ยังได้ปล่อยอัปเดท MIUI 12.5 ของ POCO F3 เครื่องรุ่นท๊อปกับ “V12.5.3.0.RKHEUXM” และ “V12.5.3.0.RKHRUXM” ออกมาให้ผู้ใช้เครื่องในยุโรปและรัสเซียได้อัพเดทกันด้วย ซึ่งจากรุปแบบนี้นั้นทำให้ผู้ใช้เครื่อง Global ในเมืองไทยเรานั้นน่าจะได้รับอัปเดทดังกล่าวกันแล้ว

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/606669-miui-12-5-lands-on-poco-x3-nfc-globally-as-the-poco-f3-receives-a-new-ota

รีวิว Xiaomi Mi 11 Lite 5G สมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าเกินราคา

Xiaomi Mi 11 Lite 5G สมาร์ทโฟนขนาดเล็กแต่ประสิทธิภาพคุ้มค่าเกินราคา มาพร้อมกับชิปเซ็ทตัวใหม่อย่าง Snapdragon 780 จะน่าสนใจมาแค่ไหนไปติดตามกัน

Xiaomi Mi 11 Lite 5G
Xiaomi Mi 11 Lite 5G

Xiaomi Mi 11 Lite 5G เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเล็กของซีรีส์ Mi 11 ตัวเครื่องนั้นมาพร้อมกับชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon 780G ซึ่งเป็นกราฟิกชิประดับกลางรุ่นใหม่ของทาง Qualcomm ซึ่งจะทำให้การใช้งานต่างๆ ของคุณนั้นลื่นไหลไม่มีสระดุด นอกไปจากนั้นแล้ว Xiaomi Mi 11 Lite 5G ยังมาพร้อมกับตัวเครื่องที่มีทั้งความบางและเบากว่าสมาร์ทโฟนระดับกลางของผู้ผลิตอื่นๆ อีกด้วย

จริงๆ แล้วซีรีส์ Xiaomi Mi 11 Lite นั้นจะมีตัวเครื่องที่รองรับเฉพาะเครือข่าย 4G ออกวางจำหน่ายด้วยทว่าตัวเครื่องที่รอบเฉพาะเครือข่าย 4G นั้นจะมาพร้อมกับชิปเซ็ท Snapdragon 732G เท่านั้น ทั้งนี้ในรุ่น 5ฌนั้นชิปเซ้ทจะรองรับการใช้งานเครือข่าย Wifi ตามมาตราฐาน Wi-Fi 6 อีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจของตัว Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นคงหนีไม่พ้นการที่ตัวเครื่องจะมาพร้อมกับลำโพง 2 ตัวให้เสียงแบบ Stereo ซึ่งหาได้ค่อนข้างยากสำหรับสมาร์ทโฟนระดับกลางในตลาดปัจจุบัน Xiaomi Mi 11 Lite 5G จะน่าสนใจมากแค่ไหนไปติดตามกัน 



Xiaomi Mi 11 Lite 5G Specs

csm jIMG 20210504 104531 bb526f1e50
Xiaomi Mi 11 Lite 5G Specs
Display 6.55 inch 20:9, 2400 x 1080 pixel 402 PPI, capacitive Touchscreen, AMOLED, 240 Hz sampling rate, glossy: yes, HDR, 90 Hz
Processor Qualcomm Snapdragon 780G 5G 8 x 1.9 – 2.4 GHz, Kryo 670 (Cortex-A78/A55)
Graphics adapter Qualcomm Adreno 642
Modem Qualcomm X53
Memory 6 และ 8 GB
Storage 128 GB UFS 2.2 Flash
Connections 1 USB 2.0, USB-C Power Delivery (PD), Audio Connections: USB-Type-C, Card Reader: microSD slot (shared, up to 512GB, exFAT-support), 1 Fingerprint Reader, NFC, Brightness Sensor, Sensors: acceleration sensor, gyroscope, proximity sensor, compass, OTG, IR-Blaster, Miracast
Networking 802.11 a/b/g/n/ac/ax (a/b/g/n = Wi-Fi 4/ac = Wi-Fi 5/ax = Wi-Fi 6), Bluetooth 5.2, 2G (850/​900/​1800/​1900), 3G (B1/​B2/​B4/​B5/​B8), 4G (B1/​B2/​B3/​B4/​B5/​B7/​B8/​B12/​B13/​B17/​B20/​B28/​B32/​B38/​B40/​B41/​B66), 5G (n1/​n3/​n5/​n7/​n8/​n20/​n28/​n38/​n40/​n41/​n66), Dual SIM, LTE, 5G, GPS
Main Camera
  • Primary Camera: 64 MPix (f/​1.79, phase comparison-AF, dual LED-flash)
  • wide angle lens: 8.0 MP, f/2.2
  • macro lens: 5.0 MP, f/2.4
Selfie Camera 20 MP, f/​2.24
Size (height x width x depth)

(in mm): 6.81 x 160.53 x 75.72

(in inch) 0.27 x 6.32 x 2.98

Weight

159g

Battery 4250 mAh Lithium-Ion
Charging fast charging / Quickcharge ที่กำลังไฟฟ้าสูงสุด 33 W
Operating System Android 11 (ครอบทับด้วย MIUI 12)

รูปลักษณ์ของตัวเครื่อง

csm IMG 20210504 104531 4641558f33

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมีความแตกต่างในส่วนของตัวรูปลักษณะเครื่องจากสมาร์ทโฟนระดับกลางเช่น Redmi Note 10 Pro และ Poco X3 NFC พอสมควร อย่างแรกเลยนั้นก็คือเรื่องของน้ำหนักที่ Xiaomi Mi 11 Lite 5G หนักเพียง 159g เท่านั้นนอกไปจากนั้นแล้วตัวเครื่องยังมีความหนาเพียงแค่ 6.81 mm. ซึ่งถือว่าเบามากๆ กับสมาร์ทโฟนในตลาดระดับกลาง

csm IMG 20210504 105800 ec39def089 e
csm IMG 20210504 105812 a8ab77bea8

ตัวเครื่อง Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับการใช้กระจก Gorilla Glass 6 ครอบรอบตัว สำหรับในส่วนของทางด้านหน้าตัวเครื่องนั้นหน้าจอจะใช้พื้นที่คิดเป็น 85% ดีไซนหน้าจอจะเป็นการใช้ดีไซน์กล้อง Selfie แบบ punch-hole โดยกล้อง Selfie นั้นจะอยู่ที่ตำแหน่งทางด้านมุมซ้ายของตัวเครื่อง

csm IMG 20210504 105610 22a71bf89e
csm IMG 20210504 104649 93263a5faa
csm IMG 20210504 104941 f7f338fb65

สำหรับกล้องหลังนั้นตัวเครื่องวางตัวอยู่ทางด้านซ้ายของหลังเครื่องโดยที่ฐานของลเนส์กล้องนั้นจะนูนขึ้นมาจากส่วนอื่นๆ เล็กน้อย 

csm IMG 20210504 105707 6bdf1f4b19

ช่องเสียบ SIM ของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นจะวางตัวอยู่ทางด้านล่างของเครื่องใกล้ๆ กับพอร์ท USB-C โดย Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นจะรองรับการใช้งาน SIM ได้ถึง 2 SIM ทว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G รองรับการเพิ่มหน่วยความจำแบบ microSD Card ได้ด้วย(ซึ่งทาง Xiaomi ได้บอกเอาไว้ว่าขนาดความจุของ microSD Card สูงสุดที่รองรับนั้นจะอยู่ที่ 512 GB) โดยลักษณะการใช้งานนั้นจะเป็นแบบ Hybrid Dual SIM ซึ่งผู้ใช้จะต้องเลือกเอาเองว่าจะใช้งานตัวเครื่องแบบใช้งาน 2 SIM หรือจะสละการใช้ งาน 1 SIM เพื่อใช้ microSD Card แทน

csm IMG 20210504 105037 6bd61b3bfe
csm IMG 20210504 105328 9f50e496df
csm IMG 20210504 105522 11b7c30a45
csm IMG 20210504 105240 069b7ef6d0

จุดที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งกับ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นก็คือมันไม่มีพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ 3.5-mm audio jack และสำหรับ USB-C นั้นก็รองรับแค่มาตรฐาน USB 2.0 เท่านั้น 

อีกจุดหนึ่งที่เป็นที่น่าเสียดายของ Xiaomi Mi 11 Lite 5GMi 11 Lite 5G นั้นก็คือมันไม่รองรับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น ทว่าด้วยการใช้สารเคลือบตัวเครื่องแบบ P2i nano-coating นั้นทำให้ Mi 11 Lite 5G เองก็กันน้ำกันฝุ่นได้ในตัวเท่ากับพอๆ กันกับมาตรฐาน IP53

สำหรับระบบสแกนลายนิ้วมือของ Mi 11 Lite 5G นั้นจะวางตัวอยู่ทางด้านข้างฝั่งขวาของตัวเครื่องทำให้เหมาะกับการใช้งานสแกนลายนิ้วมือด้วยนิ้วโป้งสำหรับผู้ถนัดขวา ส่วนผู้ที่ถนัดซ้ายนั้นจะสามารถสแกนได้ถนัดที่สุดด้วยนิ้วกลางหรือนิ้วชี้


Android 11 ที่ครอบทับด้วย MIUI 12

xiaomi mi 11 lite 5g with a12 miui 12
Android 11 กับ MIUI 12

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับ Android 11 ครอบทับด้วย MIUI 12 จากกล่องโดยเวอร์ชันของ MIUI 12 นั้นจะเป็น 12.0.2 รูปร่างหน้าตาระบบนั้นค่อนข้างเหมือนกันกับ iOS อยู่พอสมควร ถึงกระนั้นแล้ว MIUI 12 ก็เพิ่มความสามารถให้ผู้ใช้งานในการปรับแต่งส่วนการใช้งานได้ตามใจชอบมากกว่า iOS

การใช้งานต่างๆ ของ MIUI 12 บน Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นไม่ต่างอะไรกันกับ MIUI 12 ของสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ของทาง Xiaomi ซึ่งนั่นก็ทำให้ต้องพูดถึงอีกหนึ่งข้อเสียของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G อย่างการซ่อนโฆษณาเอาไว้บนตัวเครื่อง โดยจะเห็นได้จากตอนที่ผู้ใช้ทำการติดตั้งไฟล์ APK เอง ตัวเครื่องจะมีการแสดงโฆษณาขึ้นมา ทั้งนี้ทั้งนั้น Xiaomi ก็ไม่ได้ใจร้ายมากไปนักเพราะได้ให้ผู้ใช้สามารถปิดฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ได้เองในส่วนของ Settings

อีกหนึ่งข้อเสียของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G กับ MIUI 12 นั้นก็คือบนตัวเครื่องจะมีการติดตั้งแอปพลิเคชันอื่นๆ เพิ่มเข้ามาไว้ในตัวเครื่องค่อนข้างเยอะพอสมควร ยังดีที่แอปพลิเคชันเหล่านั้นผู้ใช้สามารถทำการ uninstall ได้ด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นรองรับมาตรฐานกล้องเป็น Camera2 L3 API นอกไปจากนั้นตัวเครื่องเองยังสนับสนุน Widevine L1 ซึ่งนั่นทำให้ผู้ใช้สามารถที่จะสตรีมมิ่งวีดีโอได้ที่ความละเอียดระดับ HD อีกด้วย


ประสิทธิภาพการเชื่อมต่อของตัวเครื่อง

Xiaomi Mi 11 Lite header official

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นจะรองรับการใช้งาน 2 SIM พร้อมกันซึ่งรองรับกับการใช้งานเครือข่าย 5G ทั้ง 2 SIM ตัวเครื่องมาพร้อมกับ Bluetooth มาตรฐาน 5.2 สำหรับด้าน Wifi นั้นจะรองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 และ MU-MIMO ยังไม่หมดแค่เพียงเท่านั้น Xiaomi Mi 11 Lite 5G ยังคงมาพร้อมกับชิปจับสถญญาณดาวเทียมซึ่งรองรับมาตรฐาน GPS (L1+L5), GLONASS, QZSS, Beidou (B1+B2), Galileo (E1+E5a) และ Satellite-based Augmentation System (SBAS)

โมเด็ม Qualcomm X53 บนตัวเครื่องนั้นรองรับความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลของเครือข่าย 5G ในส่วนของการดาวน์โหลดสูงสุดที่ 3.3 Gb/s นอกไปจากนั้นแล้วด้วยชิป X53 นี้นั้นทำให้ Xiaomi Mi 11 Lite 5G รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 4G มากถึง 17 LTE Bands ซึ่งทำให้ท่านสามารถนำเอาตัวเครื่องไปใช้ในประเทศอื่นๆ ได้อย่างสบายๆ

ทดสอบความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลผ่านเครือข่าย
modem test 001

สำหรับผลการทดสอบการดาวน์โหลดและอัปโหลดข้อมูลผ่านเครือข่ายด้วย Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นพบว่าตัวเครื่องสมาร์ทดาวน์โหลดและอัปโหลดข้อมูลได้ที่ความเร็วมากกว่าสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีราคาใกล้กันอยู่พอสมควร โดยในส่วนของการอัปโหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 5G นั้นสามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้ที่ 891 MBit/s ส่วนการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 5G นั้นสามารถทำความเร็วเฉลี่ยได้ที่ 874 MBit/s

ทดสอบความเร็วในการจับสัญญาณดาวเทียม
gps test 001

การเชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียมเพื่อระบุตำแหน่งที่อยู่ของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นผลออกมาพบว่ามีประสิทธิภาพดีเป็นอย่างมากสำหรับสมาร์ทโฟน โดยจากการทดสอบนั้นพบว่าประสิทธิภาพนั้นจะมใกล้เคียงกันกับอุปกรณ์สัญญาณจับดาวเทียมราคาสูงอย่างเช่น  Garmin Edge 500 เลยทีเดียว โดยความแตกต่างนั้นจะอยู่ที่ราวๆ 120 m เท่านั้น

คุณภาพการโทรทั้งผ่านเครือข่ายและผ่าน Wi-Fi

สำหรับการใช้งานโทรศัพท์ทั้งผ่านเครอข่ายและ Wi-Fi นั้นพบว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถทำออกมาได้ดีทั้งคู่ ทว่าข้อตำหนิเดียวของการใช้งานนั้นก็คือคุณควรจะต้องวางตำแหน่ง Xiaomi Mi 11 Lite 5G ให้ใกล้กับหูและปากมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ถ้าใช้งาน Speaker Phone แล้วนั้นพบว่าคุณภาพเสียงได้ที่ยินและเสียงที่อีกฝ่ายนึงได้ยินคุณพูดจะมีประสิทธิภาพที่ดีพอควร

หมายเหตุ – Xiaomi Mi 11 Lite 5G เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนระดับกลางไม่กี่เครื่องที่รองรับการโทรผ่านเครือข่าย Wi-Fi แทนการใช้งานเครือข่ายแบบ 5G หรือ 4G ซึ่งการจะใช้งานได้นั้นคุณต้องศึกษาดูก่อนว่าเครือข่ายผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์ของคุณรองรับฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ด้วยหรือไม่


ทดสอบกล้องของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G

csm IMG 20210505 125700 878d3d2033

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับระบบกล้องหลังที่มีเลนส์ 3 เลนส์ประกอบไปด้วยเลนส์หลักความละเอียด 64 MP มีรูรับแสงอยู่ที่ f/1.79 ใช้เซ็นเซอร์รุ่น GW3 ของทาง Samsung, เลนส์ ultra wide-angle ความละเอียด 8 MP รองรับการถ่ายภาพมุมกว้างได้มากสุดถึง 119 องศา และเลนส์สุดท้ายเป็น macro ที่ความละเอียด 2 MP

csm IMG 20210508 212157 f7cf163313

ในการทดสอบใช้งานถ่ายรูปทั่วไปในช่วงที่มีแสงมากนั้นพบว่าภาพที่ได้มีความสวยงามน่าประทับใจ การจับภาพเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทว่าในการทดสอบถ่ายรูปตอนแบบซูมนั้นค่อนข้างที่จะน่าผิดหวังเล็กน้อยเพราะภาพที่ได้ยังเก็บรายละเอียดได้ไม่ครบ ที่เป็นเช่นนี้นั้นน่าจะมีสาเหตุมาจาก Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นไม่ได้มาพร้อมกับเลนส์ telephoto

นอกไปจากนั้นด้วยความที่ตัวกล้องไม่ได้มาพร้อมกับระบบกันสัน ดังนั้นในการถ่ายภาพในที่ที่มีแสดงน้อยจึงทำให้ภาพสั่นไหวได้ง่ายในเวลากลางคืนหากมือของคุณไม่นิ่งมากพอ ยิ่งไปกว่านั้นกับการถ่ายรูปตอนกลางคืนจะพบว่าภาพนั้นออกมามีคุณภาพต่ำมากหากเทียบกับสมาร์ทโฟนระดับกลางที่มีราคาใกล้เคียงกัน

ปิดการทดสอบกล้องหลักกับการถ่ายวีดีโอที่ตัวเครื่องนั้นรองรับการถ่ายวีดีโอที่ความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K@30FPS ซึ่งผลยังคงออกมาเป็นแบบเดียวกันกับการถ่ายภาพนิ่งที่ตัววีดีโอนั้นจะถ่ายได้ไม่สวยเมื่อใช้ถ่ายในที่ที่มีแสงน้อย นอกไปจากนั้นแล้วด้วยความที่ตัวกล้องไม่ได้มาพร้อมกับระบบกันสั่นทำให้วีดีโอที่ถ่ายในที่ที่มีแสงน้อยนั้นดูค่อนข้างแย่พอสมควร

หมายเหตุ – สำหรับการถ่ายวีดีโอแบบเปิดฟีเจอร์ Ultra wide-angle นั้นคุณภาพของวีดีโอสูงสุดที่ตัวเครื่องสามารถทำได้จะอยู่ที่ความละเอียดระดับ 1080p เท่านั้น แถมยังไม่สามารถสลับระหว่างการถ่ายด้วยเลนส์ Ultra wide-angle กับเลนส์หลักได้

IMG 20210505 125736xx

สำหรับกล้องถ่าย Selfie นั้นจะมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ความละเอียด 20 MP ซึ่งในการถ่ายภาพนั้นพบว่ามีคุณภาพค่อนข้างดีเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีแสง แต่เมื่อเปลี่ยนไปเป็นการถ่ายภาพในที่ที่มีสถาวะแสงน้อยแล้วนั้นพบว่าภาพที่ได้จะค่อนข้างไม่มีคุณภาพโดยจะขาดในส่วนของ Bokeh effect และ sharpness ไปมากพอควร ทั้งนี้ด้าน colour reproduction และ exposure ของภาพนั้นสามารถที่จะทำออกมาได้ดีทั้งในที่ที่มีแสงและแสงไม่มาก


ประสิทธิภาพของหน้าจอ Xiaomi Mi 11 Lite 5G

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นจะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.55 นิ้ว พาเนลที่ใช้เป็น AMOLED ที่รองรับความละเอียดระดับ 2400 x 1080 pixels พร้อมด้วย refresh rate 90 Hz และ 240-Hz touch sampling rate โดยในการทดสอบแสงสว่างสูงสุดที่หน้าจอของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถทำได้นั้นจะเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 800 cd/m² 

จุดที่น่าเสียดายก็คือหน้าจอที่ใช้งานบน Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นก็คือมันไม่รองรับการแสดงผลเทคโนโลยี HDR แถมตัวหน้าจอเองนั้นถึงแม้ว่าจะมาพร้อมกับ refresh rate 90 Hz แต่พาเนลหน้าจอนั้นไม่รองรับการปรับ refresh rate โดยอัตโนมัติ(adaptive refresh rate) ทั้งนี้เมื่อทำการเปิดใช้งานเครื่องเป็นครั้งแรก Xiaomi Mi 11 Lite 5G จะมีการตั้งค่า refresh rate มาตรฐานมาให้ที่ 60 Hz ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งค่าเปลี่ยน refresh rate ได้เองผ่านทาง Settings > Display ซึ่งจะมีค่าให้เลือกแค่ระหว่าง 60 Hz และ 90 Hz เท่านั้น

csm IMG 20210505 125525 fa91a66d16

ด้วยที่ Xiaomi Mi 11 Lite 5G ใช้พาเนลหน้าจอแบบ AMOLED นั้นทำให้มันใช้งานได้เป็นอย่างดีในที่ที่มีแสงสว่างจากสภาพแวดล้อมมา จากการทดสอบโดยใช้งานตัวเครื่องกลางแดดแล้วตั้งค่าให้ตัวเครื่องปรับความสว่างแบบอัตโนมัตินั้นพบว่าหน้าจอจะมีความสว่างสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 535 cd/m² 


ประสิทธิภาพของ Mi 11 Lite 5G

perfomance test 001

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับชิปเซ็ท Snapdragon 780G ซึ่งเป็นชิปเซ็ทระดับกลางตัวใหม่ของทาง Qualcomm ผลิตภายใต้กระบวนการผลิตที่ระดับ 5 nm เช่นเดียวกันกับ Snapdragon 888 ที่เป็นรุ่นท๊อปของปีนี้ ในส่วนของหน่วยประมวลผลของ Snapdragon 780G นั้นจะมีแกนการประมวลผลทั้งหมด 8 แกนแบ่งออกเป็น Cortex-A78 ความเร็ว 2.4 GHz จำนวน 1 แกน, Cortex-A78 ความเร็ว 2.2 GHz จำนวน 3 แกนและ Cortex-A55 ความเร็ว 1.9 GHz จำนวน 4 แกน

ผลการทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลของหน่วยประมวลผลผ่านทาง Geekbench 5.3 พบว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถทำคะแนนการทดสอบในส่วนของ single-core ไปได้ที่ 809 คะแนนและการทดสอบแบบ multi-core นั้นทำคะแนนไปได้ที่ 2998 คะแนน โดยผลคะแนนนั้นถือว่าค่อนข้างน่าพอใจเป็นอย่างมากสำหรับชิปเซ็ทระดับกลาง โดยจะตามหลังชิปเซ็ทซีรีส์ 8 อย่าง Snapdragon 870 ในส่วนของการทดสอบแบบ single-core ที่ราวๆ 20% แต่สามารถกับมาเอาชนะได้ในการทดสอบแบบ multi-core ที่ได้คะแนนสูงกว่าราวๆ 4% ด้วยกัน

perfomance test 003

ทางด้านการประมวลผลทางด้านกราฟิกของ Snapdragon 780 ที่ใช้ชิป Adreno 642 บน Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นต้องบอกเลยว่าผลคะแนนการทดสอบที่ได้ถือว่าสูงกว่าชิปเซ็ทระดับกลางรุ่นอื่นๆ เป็นอย่างมาก สำหรับคะแนนการทดสอบด้วยเอนจิ้น Vulkan นั้นจะอยู่ที่ 2805 ตามหลัง Adreno 650 บนชิปเซ็ท Snapdragon 870 อยู่ที่ราวๆ 20% ส่วนคะแนนการทดสอบด้วยเอนจิ้น OpenCL นั้นจะอยู่ที่ 2809 ตามหลัง Adreno 650 บนชิปเซ็ท Snapdragon 870 อยู่ที่ราวๆ 27%

การทดสอบความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลของแหล่งเก็บข้อมูล
perfomance test 004

ในส่วนของการโอนถ่ายข้อมูลของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G ซึ่งใช้แหล่งเก็บข้อมูลมาตรฐาน UFS 2.2 นั้นพบว่าประสิทธิภาพที่ได้น่าพอใจทั้งการอ่านและเขียนข้อมูล ในส่วนของการอ่านข้อมูลแบบลำดับนั้นจะทำได้เฉลี่ยอยู่ที่ 949.43 MB/s และการเขียนข้อมูลแบบลำดับนั้นจะทำคะแนนเฉลี่ยอยู่ได้ที่ 710.31 MB/s

perfomance test 005

ด้วยความที่ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับตัวเลือกการเพิ่มแหล่งเก็บข้อมูลเพิ่มเติมแบบ microSD Card ได้ ดังนั้นแล้วจึงต้องทำการทดสอบกันสักหน่อย โดยในการทดสอบนี้นั้นจะทำการทดสอบร่วมกับ microSD Card รุ่น Toshiba Exceria Pro M501 ทำการทดสอบโดยการโอนถ่ายข้อมูลรูปภาพจากแหล่งเก็บข้อมูลภายในไปยัง microSD Card ทั้งหมด 3 รอบและหาค่าเฉลี่ยความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลออกมา

ผลการทดสอบปรากฎว่าการใช้งาน microSD Card บน Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นทำออกมาได้แค่่เพียง 18.08 MB/s เท่านั้น โดยจำแนกเป็นความเร็วในการเขียนข้อมูลจะอยู่ที่ 40.9 MB/s ส่วนความเร็วในการอ่านข้อมูลจะอยู่ที่ 86.8 MB/s 

ประสิทธิภาพในการเล่นเกมของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G
csm Screenshot 2021 05 08 11 53 21 680 com.tencent.ig 14bdbc3560
csm Screenshot 2021 05 08 12 05 52 636 com.gameloft.android.ANMP .GloftA9HM 63ab944ae5
csm Screenshot 2021 05 08 11 43 54 729 com.superbitmachine.armajet 7e4c9c2305

ด้านการเล่นเกมนั้นบอกได้เลยว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถทำออกมาได้เป็นอย่างดี โดยในการทดสอบหลายๆ เกมนั้นพบว่าตัวเกมจะสามารถรันได้สบายๆ ที่ 60FPS(แต่ก็มีตกลงไปบ้างในบางฉาก) จะยกเว้นก็เพียงแค่เกม Armajet เท่านั้นที่ทำได้ฌแลี่ยอยู่ที่ 30FPS ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกเพราะผลที่ได้นั้นหากเอาไปเทียบกับสมาร์ทโฟนราคาถูกอย่าง POCO M3 แล้ว Xiaomi Mi 11 Lite 5G กลับสามารถทำเฟรมเรทออกมาได้น้อยกว่า(POCO M3 สามารถที่จะทำเฟรมเรทไปได้สูงสุดมากถึง 60 FPS)


ความร้อนสะสมที่เกิดขึ้นขณะใช้งาน

flir 20210422T161304
flir 20210422T161317
temperature when use

Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นถือว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่สมาร์ทที่สามารถจัดการเรื่องความร้อนสะสมขณะใช้งานตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี โดยจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3DMark – Wild Life แล้วพบว่าตัวเครื่องสามารถทำคะแนนออกมาได้ที่ 3144 คะแนน และได้เปอร์เซ็นต์ความมั่นคงในการใช้งานถึง 99.8%

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตอยู่เพราะเมื่อทำการทดสอบด้วยการรันโปรแกรม GFXBench กับการทดสอบ Manhattan (OpenGL ES 3.1) แล้วพบว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G ไม่สามารถรักษาความมีเสถียรภาพของการใช้งานได้ สาเหตุอาจจะเป็นที่ Driver ของชิปกราฟิกนั้นยังไม่มีความเสถียรมากเท่าไรกับโปรแกรม GFXBench โดยในอนาคตนั้นน่าจะได้รับการอัปเดทแก้ไขต่อไป


คุณภาพของลำโพงบน Mi 11 Lite 5G

speker test 001

ตามที่ได้บอกไว้ในตอนต้นง่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับลำโพง 2 ตัวให้เสียงในรูปแบบ Stereo ดังนั้นแล้วจึงไม่น่าแปลกใจกับผลการทดสอบมากนักที่พบว่าลำโพงของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นสามารถให้เสียงดังมากสุดถึง 89 dB(A) ซึ่งถือว่าเสียงดังมากในกลุ่มสมาร์ทโฟนราคาระดับกลาง ที่จะตามหลังอยู่นั้นก็คือ Samsung Galaxy A52 5G แต่ก็เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

สำหรับการถอดรหัสเสียงผ่านทาง Bluetooth ของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นจะรองรับมาตรฐาน SBC, AAC, aptX, aptXHD, LDAC และ LHDC น่าเสียดายที่ตัวเครื่องนั้นดันไม่ให้พอร์ท 3.5 audio jack มาทำให้ในการใช้งานหูฟังนั้นจะต้องเชื่อมผ่านต่อกับชุดหูฟัง USB-C ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้ไม่สามารถที่จะฟังเพลงไปและชาร์จไปได้ในเวลาเดียวกัน


อายุการใช้งานของแบตเตอรี่

battery consumtion 001

Xiaomi Mi 11 Lite 5G มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4,250 mAh ซึ่งเป็นขนาดความจุที่เหมือนๆ กันกับสมาร์ทโฟนระดับกลางของผู้ผลิตรายอื่น อย่างไรก็ตาม Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จเร็วที่กำลังไฟฟ้าสูงสุดมากถึง 33W แถมทาง Xiaomi ยังแถมที่ชาร์จที่รองรับการให้กำลังไฟฟ้า 33W มาให้ด้วยในกล่องจำหน่าย

ในการทดสอบการใช้พลังงานของตัวเครื่อง Xiaomi Mi 11 Lite 5G กับสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับชิปเซ็ทระดับกลางรุ่นเก่าอย่าง Snapdragon 765G พบว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G ใช้พลังงานต่ำกว่าเล็กน้อย ทั้งนี้กำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ Xiaomi Mi 11 Lite 5G ทำได้นั้นจะอยู่ที่ราวๆ 8.6 W

battery consumtion 002

ด้านอายุการใช้งานของแบตเตอรี่บน Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นถือได้ว่าค่อนข้างที่จะน่าพอใจมากเลยทีเดียว จากการทดสอบเปิดใช้งาน Wi-Fi ตลอดเวลาและตั้งความสว่างของหน้าจอให้อยู่ที่ 150 cd/m² และ refresh rate 90 Hz พบว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 12 ชั่วโมง ทว่าหากใช้งานแบบหนักๆ ต่อเนื่องกันแล้วนั้นพบว่าอายุการใช้งานของแบตเตอรี่จะอยู่ที่ราวๆ 4 ชั่วโมง ซึ่งตรงจุดนี้นั้นต้องไม่ลืมว่า Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4,250 mAh เท่านั้น


สรุปผลสำหรับ Xiaomi Mi 11 Lite 5G

csm IMG 20210504 104941 f7f338fb65 1

โดยรวมแล้วนั้น Xiaomi Mi 11 Lite 5G ถือได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนราคาระดับกวางที่ค่อนข้างน่าพอใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม Xiaomi Mi 11 Lite 5G สามารถทำออกมาได้ดีในทุกๆ ด้าน นอกไปจากนั้นแล้วตัวเครื่องยังมีน้ำหนักและความหนาที่น้อยกว่าสมาร์ทโฟนระดับกลางทั่วไปอีกด้วยต่างหาก

สำหรับจุดด้อยของ Xiaomi Mi 11 Lite 5G นั้นคงหนีไม่พ้นการที่ตัวเครื่องมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุเพียง 4,250 mAh ซึ่งน้อยกว่าสมาร์ทโฟนระดับกลางของผู้ผลิตรายอื่นๆ อยู่ และแม้ว่าตัวเครื่องจะใช้พาเนลหน้าจอเป็น AMOLED ทว่าทาง Xiaomi ก็ไม่ได้ทำโหมด Always-on-Display มาให้ ยังไม่หมดเท่านั้นเพราะตัวเครื่อง Xiaomi Mi 11 Lite 5G เองนั้นไม่รองรับมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นใดๆ ซึ่งไม่เหมือนกับผู้ผลิตรายอื่นๆ ที่จะให่ความสามารถดังกล่าวนี้มาให้ด้วย

ทั้งนี้ Xiaomi Mi 11 Lite 5G จะมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ราวๆ 12,500 บาท ทว่าในเมืองไทยบ้านเรานั้นยังคงไม่มีการเปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการ แถมตามข้อมูลนั้นพบว่าตัวเครื่องที่วางจำหน่ายผ่าน Amazon นั้น Out of stock ไปนานแล้วเช่นกัน

ที่มา : notebookcheck


บทความที่น่าสนใจ

windows 10 cover

laptop not work cover

languagee cover

from:https://notebookspec.com/web/599493-review-of-the-xiaomi-mi-11-lite-5g-almost-too-good-for-a-lite-smartphone