คลังเก็บป้ายกำกับ: CONTENT

โปรแกรม MS Office : Word / Excel / Power Point แท้ๆ มีกี่แบบ ราคากี่บาท และซื้อ Acer Notebook รุ่นไหนแล้วได้ฟรีบ้าง ?

เชื่อได้เลยว่าโปรแกรมเกี่ยวกับงานเอกสารอย่าง Microsoft Office มักจะเป็นโปรแกรมแรกๆ ที่เพื่อนๆ จะหามาติดตั้งกัน ซึ่งบอกตรงนี้ก่อนเลยว่าทีมงานไม่สนับสนุนโปรแกรมเถื่อนแน่นอน โดยกรณีที่เราจำเป็นจะต้องใช้งานก็ต้องซื้อหาโปรแกรม Microsoft Office แบบถูกลิขสิทธิ์มาใช้ ที่จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ ก็คือ แบบแรกซื้อรายปี และแบบที่สองซื้อขาดซื้อครั้งเดียวเป็นของเราตลอดไป แน่นอนว่าราคาแต่ละแบบไม่เท่ากัน

สำหรับแบบแรกซื้อรายปี ก็จะมี 2 ประเภทให้เลือก คือ Office 365 Home (Microsoft 365 Family) / Office 365 Personal (Microsoft 365 Personal) ที่จะมีราคาที่ถูกกว่าและได้ส่วนเสริมที่มากกว่าจากซื้อแบบขาดทีเดียวจบ ที่นอกเหนือจากโปรแกรม Word / Excel / Power Point แล้ว ยังได้ Outlook / Publisher / Access รวมไปถึงบริการ One Drive และ Skype ด้วย สนนราคาอยู่ที่ 2,899 บาท และ 2,099 บาทตามลำดับ ซึ่งจริงๆ แล้วก็จัดว่าราคาไม่แพงเลย สำหรับคนที่ต้องใช้งานเป็นประจำอยู่แล้วอย่างเช่นพนักงานออฟฟิศ หรือเหมาะกับคนที่ต้องการมากกว่าโปรแกรมเอกสารพื้นฐาน รวมถึงมีความจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น

ส่วนรูปแบบที่สองเป็นแบบซื้อขาดโดยโปแกรมนี้จะติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ของเราเครื่องนั้นตลอดไป ที่ก็คือ Office Home & Student 2019 ที่จะประกอบไปด้วยโปรแกรมเอกสารที่เราต้องใช้งานหลักๆ อย่าง Word ที่ไว้ใช้พิมพ์งานทั่วไป / Excel งานเอกสารที่เป็นตาราง รวมไปถึงการคำนวณสูตรต่างๆ / Power Point โปรแกรมนำเสนองานที่เราคุ้นเคย ที่ต้องบอกเลยว่าหากเราเป็นนักเรียนนักศึกษา หรือแม้แต่คนทำงานที่ทั้ง 3 โปรแกรมนี้ตอบโจทย์อยู่แล้ว ก็สามารถซื้อมาติดตั้งได้เลย ด้วยราคา 4,299 บาท จัดว่าไม่แพง เพราะใช้ได้ตลอดไป

*** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ ***

อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่ต้องการซื้อ Notebook มาใช้งานอยู่แล้ว และมีความจำเป็นต้องใช้โปแกรมเอกสาร จะดีกว่าไหมถ้า Notebook เครื่องที่เราจะซื้อมาทำงานได้โปรแกรม Microsoft Office อย่าง Office Home & Student 2019 ติดเครื่องมาทันที เรียกได้ว่าพร้อมใช้งานเลยเมื่อเปิดเครื่องครั้งแรก ส่งผลให้เราไม่ต้องไปเสียเงินซื้อโปรแกรมราคา 4,299 บาทเพิ่มภายหลัง คิดอีกแบบคือประหยัดเงินไปได้กว่า 4,299 บาททีเดียว โดยสมมุติว่าเราซื้อ Notebook งบประมาณ 20,000 บาท หากได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 มาเลย ก็ทำให้ค่าตัวเครื่องลดลงไปเหลือเพียงไม่ถึง 16,000 บาทเท่านั้นเอง

Acer Swift 3

ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำ Acer Notebook ว่ามีรุ่นไหนบ้าง ? ราคาเท่าไรบ้าง ? ที่ซื้อแล้วได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 แบบฟรีๆ โดยนอกจากประหยัดเงินแล้วยังประหยัดเวลาด้วย ที่ต้องบอกเลยว่าหลักๆ แล้วจะเป็นรุ่นที่เน้นการทำงาน เน้นความบางเบา พกพาง่าย รวมไปถึงฟีเจอร์การเชื่อมต่อก็จัดเต็ม ในราคาที่คุ้มค่าสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น Acer Swift 3 / Acer Swift 5 / Acer Swift 7 สนนราคาเริ่มต้นที่ 20,990 บาท จนไปถึง 49,990 บาท (เป็นราคาทางการ ราคาขายจริงหน้าร้านต่างๆ ถูกกว่านี้แน่นอน)


Acer Swift 5

สำหรับ Acer Swift 3 / Swift 5 / Swift 7 จัดว่าเป็น Ultrabook โน้ตบุ๊กประเภทบางเบารุ่นล่าสุด ขนาดหน้าจอ 14″ พาเนล IPS ความละเอียด Full HD ที่ใช้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 และการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX250 ที่ให้ความแรงลื่นในทุกๆ การทำงาน (Swift 7 จะเป็น Core i Gen 8 รุ่นพิเศษ) โดดเด่นด้วยน้ำหนักตัวเครื่องที่เบามากๆ เพียง 1.19 กิโลกรัม และ 990 กรัม / 890 กรัมเท่านั้น มีการสแกนลายนิ้วมือเป็นมาตรฐานความปลอดภัย ประกันจะเป็นแบบ 3 ปี โดยปีแรกเป็นแบบ On-site Serive ซ่อมฟรีถึงบ้าน และกรณีส่งซ่อมตามศูนย์ก็จะซ่อมอย่างรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมงอีกด้วย


Acer Swift 7

เหนือชั้นกว่า Ultrabook หลายๆ รุ่นในราคาใกล้เคียงกันด้วยพอร์ตมาตรฐานสูงอย่าง Thunderbolt 3 (เป็น USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery) รวมไปถึงมี USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก และ Card Reader มาให้ด้วย ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ที่ใช้งานร่วมกับตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงมีโปรแกรม Office Home & Student 2019 มาให้ใช้งานทันทีด้วย โดยแบ่งรุ่นราคาดังต่อไปนี้

Acer Swift 3 ราคา 20,990 บาท มีอยู่ 3 สีคือ Iron / Pink / Blue

  • Core i5-1035G1 / GeForce MX250 / RAM 8GB DDR4 / SSD M.2 NVMe 512GB / จอ 14″ IPS

Acer Swift 3 ราคา 23,990 บาท มีอยู่ 3 สีคือ Iron / Pink / Blue

  • Core i7-1065G1 / GeForce MX250 / RAM 8GB DDR4 / SSD M.2 NVMe 512GB / จอ 14″ IPS

Acer Swift 5 ราคา 27,990 บาท มีอยู่ 2 สีคือ Charcoal Blue / Moonstone White

  • Core i5-1035G1 / Graphic G1 / RAM 8GB DDR4 / SSD M.2 NVMe 512GB / จอ 14″ IPS Touch Screen

Acer Swift 5 ราคา 30,990 บาท มีอยู่ 2 สีคือ Charcoal Blue / Moonstone White

  • Core i7-1065G7 / Graphic G7 / RAM 8GB DDR4 / SSD M.2 NVMe 512GB / จอ 14″ IPS Touch Screen

Acer Swift 5 ราคา 29,990 บาท มีอยู่ 2 สีคือ Charcoal Blue / Moonstone White

  • Core i5-1035G1 / GeForce MX250 / RAM 8GB DDR4 / SSD M.2 NVMe 512GB / จอ 14″ IPS Touch Screen

Acer Swift 5 ราคา 34,990 บาท มีอยู่ 2 สีคือ Charcoal Blue / Moonstone White

  • Core i7-1065G7 / GeForce MX250 / RAM 16GB DDR4 / SSD M.2 NVMe 512GB / จอ 14″ IPS Touch Screen

Acer Swift 5 ราคา 34,990 บาท มีอยู่ 2 สีคือ Charcoal Blue / Moonstone White

  • Core i7-1065G7 / GeForce MX250 / RAM 8GB DDR4 / SSD M.2 NVMe 1TB / จอ 14″ IPS Touch Screen

Acer Swift 7 ราคา 49,990 บาท มีอยู่ 2 สีคือ Starfield Black / Moonstone White

  • Core i7-8500Y/ HD 615 / RAM 16GB DDR3L / SSD M.2 NVMe 512GB / จอ 14″ IPS Touch Screen

ปิดท้ายด้วยวิธีเปิดใช้งานโปรแกรม Microsoft Office ที่มากับ Acer Notebook รุ่นใหม่ๆ ง่ายๆ ไม่กี่ขั้นตอน ที่นี่ เลย ส่วนถ้าใครใช้งาน Notebook แบรนด์อื่นๆ อยู่ ก็สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ได้ด้วยเช่นเดียวกันนะครับ

from:https://notebookspec.com/ms-office-word-excel-powerpoint-how-many-types-are-there-how-many-baht/516426/

Review – ASUS ZenBook 14 UM433DA บางเบา 1.12 โล เครื่องเท่า A4 สเปก AMD Ryzen แรงลื่นคุ้มสุดๆ

ASUS ZenBook 14 UM433DA เป็นโน้ตบุ๊กบางเบาสเปก AMD Ryzen 3000 U Series ที่เน้นความกะทัดรัด พกพาสะดวก ถือว่าเป็นโน้ตบุ๊ค 2 จอสุดล้ำ ได้ดีไซน์ตัวเครื่องขอบจอบางเป็นมาตรฐาน จากการใช้หน้าจอแสดงผล 14″ ขอบบางแบบ NanoEdge ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูงซึ่งทำให้ ZenBook รุ่นนี้กลายเป็นโน้ตบุ๊กมิติตัวเครื่องเทียบเท่าโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ โดยเบาสุดเพียงแค่ 1.12 กิโลกรัม ส่วนตัวเครื่องก็บางเพียง 16.9 มิลลิเมตร โดดเด่นสุดๆ จากการที่มิติตัวเครื่องเทียบเท่ากับกระดาษ A4 เท่านั้นเอง

สเปกภายในของตัว ASUS ZenBook 14 UM433DA ที่ด้รับมารีวิวมีราคาแค่ 22,990 บาท หน้าจอความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูง สเปกชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 5 3500U เทคโนโลยีการผลิต 12 นาโนเมตร มาพร้อมความเร็ว 2.10 – 3.70 GHz ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด โดยมีค่าการกินไฟ TDP ที่ 15 Watt ในส่วนของกราฟิกการ์ดก็เป็นออนบอร์ดอย่าง AMD Radeon VEGA 8 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี สเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจด้วยแรม 8GB DDR4 พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ในตัว ประกัน 2 ปีตามมาตรฐาน ASUS

from:https://notebookspec.com/review-asus-zenbook-14-um433da/515992/

Acer – มอบโน้ตบุ๊ค ConceptD ร่วมพัฒนา “FACO” ระบบหุ่นยนต์เพื่อใช้ปฎิบัติงานช่วยเหลือแพทย์ และพยาบาลสู้โควิด-19

เอเซอร์ มอบโน้ตบุ๊ค  ConceptD ร่วมพัฒนา “FACO”
ระบบหุ่นยนต์เพื่อใช้ปฎิบัติงานช่วยเหลือแพทย์ และพยาบาลสู้โควิด-19
แก่สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ร่วมสนับสนุนการพัฒนาระบบหุ่นยนต์ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า (FIBO AGAINST COVID-19: FACO) มอบโน้ตบุ๊ค ConceptD จำนวน 2 เครื่อง แก่สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (Institute of Field RoBotics: FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

หุ่นยนต์ FACO จะถูกใช้ในการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ พยาบาลในช่วงระหว่างการรักษาตัว ชุดระบบหุ่นยนต์ปฏิบัติการอยู่ในระหว่างการออกแบบโครงสร้างและระบบการทำงานเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ที่หน้างาน โดยได้รับการออกแบบผ่านเครื่อง ConceptD แล็ปท็อปที่ถูกคิดค้นมาเพื่อการสร้างสรรค์ผลงานวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ร่วมกับการประมวลผลบนโปรแกรม SolidWork สู่การสร้างระบบหุ่นยนต์ปฏิบัติการทางการแพทย์ ควบคุมด้วยการรับคำสั่งผ่านแพลตฟอร์ม

ทำให้แพทย์สามารถทำการควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกลเพื่อดูแลผู้ป่วย ทั้งในแง่การสื่อสารระหว่างแพทย์และผู้ป่วยผ่านจอมอนิเตอร์ การตรวจสภาพร่างกาย ตรวจอุณหภูมิ การส่งอาหารและยา ฯลฯ ซึ่งการตกผลึกทางความคิดและนวัตกรรมในครั้งนี้ จะสามารถช่วยชีวิตผู้ติดเชื้อชาวไทย รวมถึงสนับสนุนการทำงานของคณะแพทย์และพยาบาลได้เป็นอย่างมาก

from:https://notebookspec.com/acer-donate-conceptd-notebooks-to-jointly-develop-faco-a-robotic-system-for-medical-help/515991/

HP Promotion 4.4 – คัดมาแล้ว Notebook เด็ดๆ โดนๆ จำนวน 5 รุ่น ลดราคาถูกสุดๆ ราคาเริ่ม 9,515 บาท

วันนี้ 4.4 เรียกได้ว่ามีโปรโมชั่นสินค้าหลากหลายมานำเสนอ ในส่วนของ HP Notebook ก็จัดขึ้นมาเช่นกัน โดยเป็นการร่วมกับ Shopee และตัวแทนจำหน่าย นำผลิตภัณฑ์ HP มาลดราคามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Notebook, PC, เครื่องปริ้นเตอร์ และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย โดยลดสูงสุดถึง 60% ด้วยกัน บวกกับ Code ส่วนลดต่างหากอีก 15% รวมไปถึงยังมีโปรโมชั้นอื่นๆ อีก ที่สามารถคลิกชมทั้งหมดผ่านบทความได้ด้วย ซึ่งประกอบไปด้วย HP Notebook รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น HP 14s / HP 15s / HP Pavilion Gaiming 15 / HP Pavilion x360 14 / HP Spectre x360 13 แต่ลดราคาเท่าไร มีสเปกเป็นอย่างไรบ้าง ไปชมกันเลย

https://shopee.co.th/online_hp

HP 14s-dk0110AU ราคา 9,515 บาท สั่งซื้อ <<<

HP 14s เป็นโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่หน้าจอ 14″ พาเนล IPS ที่ Full HD มาพร้อมกับความคุ้มค่าอย่างที่สุดด้วยราคาถูกสุดๆ เพียง 9,515 บาท ได้ Windows 10 แท้ และประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ในส่วนของสเปกได้ชิปประมวลผล AMD Athlon 300U พร้อมแรมขนาด 8GB และ SSD ความจุ 256GB ดีไซน์บางเบาออกแบบมาใหม่ ดูสวยงามไม่แพ้รุ่นพี่ตัว Pavilion และเน้นในเรื่องของความคุ้มค่า ราคาไม่แพง เป็นหลัก ที่สำคัญมาพร้อมกับน้ำหนักที่เบามากเพียง 1.42 กิโลกรัม และบางเพียง 19.9 มิลลิเมตรเท่านั้น

ดีไซน์การออกแบบของ HP 14s วัสดุเป็นพลาสติกทั้งหมด (มองไปคล้ายโลหะมากๆ) เน้นไปที่ความเรียบง่าย จัดว่าพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น HP อยู่อย่างชัดเจน สีสันเป็นสีเงิน Natural Silver ตลอดทั้งตัวเครื่อง จะเป็นพลาสติกทั้งหมดแต่งานประกอบแน่นหนา ฝาหลังเป็นแบบเรียบๆมีโลโก้ HP สีเงินมันวาวดูหรูหรา พื้นผิ้วติดมือทำให้เวลาจับไม่ลื่น แกนฝาพับก็เป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ ส่วนตัวบอดี้บริเวณคีย์บอร์ดจะเรียบๆ เช่นกัน ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่ที่มุมบนซ้ายด้านบนของคีย์บอดร์ด

เหมาะกับสายการทำงานหรือบันเทิงที่เน้นการพกพาไปนอกสถานที่ อาจจะใช้งานตามออฟฟิศหรือร้านกาแฟแบบชิคๆ คูลๆ ได้ความฟรูหราโดดเด่นไม่น้อยหน้าใครในราคาเบาๆ ด้วย ซึ่งด้วยสเปกชิปประมวลผล  AMD Athlon 300U ที่ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีใกล้เคียงกับ Core i3 แต่ร้อนน้อยกว่า เรียกได้ว่าใครกำลังมองหาโน้ตบุ๊คราคาไม่แพงเน้นคุ้มค่า รวมถึงมีบริการพิเศษ Smart Friend (Plus) 1 ปีอีกด้วย น่าจะตอบโจทย์เรื่องบริการหลังการขายทีเดียว

HP 15s-fq1012TU ราคา 14,537 บาท สั่งซื้อ <<<

ในชื่อรุ่นเต็มๆ ของ HP 15s เป็นโน้ตบุ๊คเน้นใช้งานทั่วไปได้ขนาดหน้าจอ 15.6″ มาพร้อมสเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดระดับกลางอย่าง Intel Core i5-1035G1 (Ice Lake) ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread ความเร็ว 1.0 – 3.6GHz เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร มีค่า TDP ที่ 15Wattโดยมีการ์ดจอบนชิปเป็น Intel UHD Graphics G1 ที่รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ส่วนใส่ฮาร์ดดิสก์ให้มาแบบ SSD M.2 NVMe ที่ 512GB พร้อม Ram ขนาด 8GB DDR4 สนนราคาล่าสุดที่ 14,537 บาท

ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล TN คุณภาพดี ความคมชัดสูง มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac (1×1) กับ Bluetooth 4.2 และมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.69 กิโลกรัม พร้อมการรับประกัน 2 ปีแบบ On-site Service ตามมาตรฐานของ HP ที่ทุกคนไว้ใจได้

การออกแบบของ HP 15s วัสดุเป็นพลาสติกทั้งหมด เน้นไปที่ความเรียบง่าย จัดว่าพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น HP อยู่อย่างชัดเจน สีสันเป็นสีเงิน Natural Silver ตลอดทั้งตัวเครื่อง จะเป็นพลาสติกทั้งหมดแต่งานประกอบแน่นหนา ฝาหลังเป็นแบบเรียบๆมีโลโก้ HP สีเงินมันวาวดูหรูหรา พื้นผิ้วติดมือทำให้เวลาจับไม่ลื่น ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่ที่มุมบนซ้ายด้านบนของคีย์บอดร์ดจัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่บางเบาพกพาง่ายกว่าเดิมมาก ด้วยน้ำหนักเพียง 1.69 กิโลกรัม และด้วยความบางของตัวเครื่องที่ 17.9 มิลลิเมตร ตามสไตล์โน้ตบุ๊คสมัยนี้ที่เน้นบางเบาและขอบจอต้องบางด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊คอีกรุ่นที่ราคาไม่แพง เน้นใช้งานทั่วไป ประสิทธิภาพดีลื่นไหลใช้งานได้ยาวๆ

HP Pavilion Gaiming 15-ec0031AX ราคา 14,537 บาท สั่งซื้อ <<<

HP Pavilion Gaming 15 รุ่นใหม่สเปก AMD + NVIDIA ถือว่าเป็น Gaming Notebook ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 3550H ผสานกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1050 ที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น มี 2 สีสันให้เลือก คือ สีม่วงและสีเขียว มีความบางเพียง 23.6 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.3 กิโลกรัมเท่านั้น ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบ มิติตัวเครื่องเล็กลง พร้อมทั้งมีให้เลือกหน้าจอ IPS คุณภาพดี ซึ่งมี Refresh Rate ที่ 60 Hz จึงจัดได้ว่าเป็น Gaming Notebook รุ่นหนึ่งสเปกการ์ดจอ GTX 1050 ที่มาพร้อม SSD ที่ถูกที่สุดในตลาดก็ว่าได้ ด้วยราคาเพียง 14,537 บาทเท่านั้น

พร้อมหน่วยความจำแรมขนาด 8GB มาตรฐาน DDR4 bus 2400 MHz ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความเร็วสูงที่ความจุ 512GB พร้อมรองรับการอัพเกรด HDD 2.5″ SATA 3 ได้ภายหลัง ที่สำคัญได้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ในราคาที่ถูกและคุ้มค่าไม่แพ้ Gaming Notebook หลายๆ รุ่น นอกจากนี้ยังมีกล้องเว็บความละเอียด HD และมีไมค์ดิจิตอลในตัว การเชื่อมต่อไร้สายเป็น Bluetooth 5.0 และ Realtek Wi-Fi 5 AC แบบ MU-MIMO เรียกได้ว่าเล่นเกมออนไลน์ได้ลื่นไหลแน่นอน ส่วนเกมออฟไลน์ปรับกลางๆ ก็ลื่นไหลสบายๆ ตอบสนองได้คุ้มค่าราคา

หน้าตาการออกแบบเอง HP Pavilion Gaming 15 สเปก AMD Ryzen ต้องบอกว่าทำได้ดีเยี่ยมไม่แพ้ Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ด้วยความโดดเด่นที่สวยดุดันตามสไตล์ของโน้ตบุ๊คเล่นเกมที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน แต่แตกต่างที่ความเรียบง่ายใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีม่วงและยังมีสีเขียว โดยฝาหลังของตัวเครื่องมีโลโก้ HP เป็นเอกลักษณ์สีเขียวหรือสีม่วง สะดุดตาด้านบน ประกอบกับพื้นผิวสีดำด้านให้ความรู้สึกเป็น Gaming ที่ดี วัสดุทั้งหมดของตัวเครื่องพลาสติกเกรดดี มองแล้วคล้ายกับโลหะ แต่ได้มีการปรับดีไซน์ใหม่ดูดลมเย็นได้ดีขึ้น

HP Pavilion x360 14-dh1014TX ราคา 19,537 บาท สั่งซื้อ <<<

HP Pavilion x360 14 นั้นถือเป็น 2-in-1 Notebook ที่ได้ความบางเบาหรูหรา สเปก Intel Core i5-10210U ในราคาคุ้มค่ามากๆ มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สวยงามลงตัว อีกทั้งยังแถมปากกา Stylus ใช้วาดรูปมาให้ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา พกพาสะดวก พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่เกินราคา ในราคเพียง 19,537 บาท สำหรับสเปกอื่นๆ ก็มีความน่าสนใจ ด้วยการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX130 ได้แรมขนาด 8GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ก็ทำให้ทุกๆ การใช้งานมีความลื่นไหล พร้อมกับ Windows 10 ใช้งานได้ทันที

ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอกระจกสัมผัส 14″ รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้หลายระดับ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac (1×1) กับ Bluetooth 4.2  พร้อมการรับประกัน 2 ปีแบบ On-site Service ตามมาตรฐานของ HP ที่ทุกคนไว้ใจได้

HP Pavilion x360 14 สเปก Core i Gen 10 เป็น 2-in-1 Notebook บางเบาหน้าจอ 14″ ปรับได้หลากหลายโหมด โดยเลือกใช้เป็นพาเนล IPS คุณภาพดี ที่มาพร้อมกับความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล รองรับมัลติทัชกรีน และปากกา HP Active Pen รองรับแรงกดได้หลายระดับ ทำให้ใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมการขีดเขียนที่สมจริง ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.58 กิโลกรัม และบางเพียง 20 มิลลิเมตร ทำให้การพกพาทำได้โดยง่าย

HP Pavilion x360 14 มาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบใหม่ ขอบจอบางเฉียบ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คยุคปัจจุบันที่มาพร้อมสีสันที่สวยงามลงตัวอย่าง Mineral Silver โดยฝาหลังจะเป็นเทาเข้มส่วนตัวเครื่องภายในจะเป็นเงินที่สว่างกว่า เชื่อได้ว่ายังโดนใจวัยรุ่นเพราะมีความโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ มีหน้าตาออกไปทางเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหรูหราด้วยการเล่นกับการออกแบบที่มีความโค้งเว้ามีมิติในหลายๆ ส่วน

HP Spectre x360 13-ap0168TU ราคา 35,229 บาท สั่งซื้อ <<<

HP Spectre 13 x360 ให้มีความสมบูรณ์แบบทั้งดีไซน์และการใช้งานที่  ครบครันรอบด้าน อัดแน่นประสิทธิภาพและระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ เป็นการส่งมอบประสบการณ์การใช้งานอันน่าที่งผ่านเทคโนโลยีด้วยรูปลักษณ์หรูหราทันสมัยด้วยสีน้ำเงินเข้ม Poseidon Blue หรือในสีโทนดำเข้มอย่าง Dark Ash Silver ตกแต่งขอบโดยรอบด้วยสี Copper Luxe การออกแบบคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน ด้วยความบางตัวเครื่องระดับ 14.7 มิลลิเมตร กับน้ำหนักแค่ 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น เน้นหารพกพาไปใช้งานนอกสถานที่

ตัวเครื่องดีไซน์มุมตัดช่วยให้เปิดฝาพับง่ายขึ้นและสวยเด่นขึ้นแบบ Gem Cut Design เหลี่ยมหน้าตัดเลียนแบบการเจียระไนอัญมณี ด้วยวัสดุอะลูมิเนียมขอบ CNC เสริมความพร้อมด้วยพอร์ต USB Type-C ที่มุมเครื่องสำหรับการเชื่อมต่อเคเบิลได้สะดวกขึ้น ยกระดับความปลอดภัยด้วยฟีเจอร์ HP Sure View ปกป้องความเป็นส่วนตัวบนจอ และปุ่มปิด-เปิดกล้องเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน สะท้อนความหรูหราที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในพีซีแบบพกพา สมรรถภาพการทำงานเต็มเปี่ยมพร้อมฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยที่ได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพสูงขึ้น รองรับการใช้เพื่อความบันเทิงและการใช้งานที่หลากหลาย ครบสมบูรณ์แบบในเครื่องเดียว

สเปก HP Spectre x360 มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i5-8265U ขับเคลื่อนด้วยแรมขนาด 8GB DDR4 และฮาร์ดดิสก์ความเร็วสูง SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB หน้าจอแสดงผลขอบจอบางเฉียบขนาด 13.3″ พาเนล IPS เกรดสูง ความละเอียด Full HD / Ultra HD กระจกเป็น Corning Gorilla แข็งแรงทนทาน รองรับทัชสกรีน มีระบบระบายความร้อนแบบพิเศษ สนนราคาเริ่มต้นที่ 35,299 บาท  พร้อมประกัน 2 ปี On-site Service เรียกได้ว่าเหมาะมากๆ สำหรับคนที่กำลังมองหา Ultrabook พรีเมียมหรือ 2-in-1 Notebook ที่เจ๋งเหนือใคร !!!

ตัวเครื่องติดตั้งกล้อง Webcam ความคมชัดระดับ HD และไมโครโฟนแบบ Dual Microphone ไว้สำหรับแชท และวิดีโอคอลได้อย่างคมชัดลื่นไหล พร้อมสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน ที่สำคัญยังมีพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง Thunderbolt 3 (ฟอร์มเดียวกับ USB Type-C) จำนวน 2 พอร์ต และ USB 3.1 มาตรฐาน Type-A ที่ออกแบบมาพิเศษ เข้ากับตัวเครื่องสุดบางมาให้ด้วย แน่นอนว่ารองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 AC (2×2), Bluetooth 5.0 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 และซอฟต์แวร์เอกสิทธิ์ของ HP

from:https://notebookspec.com/hp-promotion-4-4-notebook-april-2020/515872/

Preview – ASUS ROG Zephyrus Duo 15 ที่สุดของนวัตกรรม Gaming Notebook สองหน้าจอ สเปก Core i9-10980HK + RTX 2080 Super

ปฏิวัติวงการ Gaming Notebook อีกครั้ง สำหรับการมาของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 ซึ่งจัดว่าเป็นรุ่นพี่ใหม่สุดล้ำที่สุดของตระกูล ROG โดดเด่นด้วยสเปกชิปประมวลผล Intel Core i9-10980HK และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2080 Super พร้อมจัดเต็มด้วยฟีเจอร์มากมาย แต่ที่เป็นจุดเด่นที่สุดก็คือนวัตกรรมหน้าจอที่สอง ROG ScreenPad Plus ที่ถูกยกมาจาก ASUS ZenBook Pro Duo UX581 ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการเล่นเกมและทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ มีความพิเศษที่เมื่อกางหน้าจอหลักขึ้นมา จอที่สองก็ยกตัวให้สูงยิ่งขึ้นทำให้ได้มุมมองใช้งานลงที่สุด

ซึ่งล่าสุดแอดมินโป้งได้ไปร่วมงานเปิดตัวลับๆ ที่ทาง ASUS ประเทศไทยจัดขึ้น กับรอบ Sneak Peek ที่มีการนำเสนอ Gaming Notebook รุ่นใหม่ๆ ปี 2020 อย่าง ASUS ROG Zephyrus Duo 15 และรุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ASUS ROG Strix 15,17 / ASUS ROG Scar 15, 17 /ASUS ROG Zephyrus G15, M15, S15, S17 ด้วย เรียกได้ว่าเป็นการอัพเดทสเปกและฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงได้ปรับดีไซน์การออกแบบไปในตัว ส่งผลให้ใครจะซื้อ Gaming Notebook รุ่นล่าสุด ตอนนี้ก็ใกล้มากๆ แล้วก็จะเปิดสเปกและราคาขายจริงอย่างเป็นทางการ

  

สำหรับบทความนี้เราจะมาทำการพรีวิว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 ที่เป็นตัวท็อปกันก่อน ที่ต้องบอกว่ามีความน่าสนใจสุดๆ เพราะเป็น Gaming Notebook ทรงใหม่รุ่นใหม่ที่ไม่เคยมาก่อนใน ASUS จากการที่ผสานนวัตกรรมจาก ASUS ZenBook Pro Duo UX581 ซึ่งเป็น Notebook สายทำงานระดับมืออาชีพ กับ ASUS ROG Zephyrus Series ที่เป็น Notebook เล่นเกมสายจริงจังตัวจริง ที่ทุกๆ คนยอมรับและรู้จักกันเป็นอย่างดี ที่จะมีรายละเอียดของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 อย่างไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

  

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 15.6″ ระดับสูง 4K sRGB 100% (หรือ Full HD 300Hz) + หน้าจอที่สอง ROG ScreenPad Plus โดยทำงานร่วมกันอย่างลงตัวสุดๆ นอกจากนี้ยังได้เรื่องของระบบระบายความร้อน AAS Plus amplifies airflow ที่ให้อากาศไหลเวียนได้ดีขึ้นกว่า 30% อีกทั้งทั้งทำงานร่วมกับซิลิโคนนำความร้อนขั้นเทพอย่าง Liquid Metal จากทาง Thermal Grizzly ที่เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการความร้อน ที่ก่อนหน้านี้เคยใชใน ASUS ROG Mothership GZ700 ไปแล้ว ในส่วนของไฟ RGB คีย์บอร์ด, ระบบเสียง, และการเชื่อมต่ออื่นๆ ก็จัดเต็มที่สุด สมกับเป็นหนึ่งในที่สุดของ Gaming Notebook ปี 2020 จริงๆ

  

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 ดูเป็น Gaming Notebook ที่ได้รับ DNA จาก ASUS ROG มาอย่างเต็มเปี่ยม โดยมีน้ำหนักเบาทเพียง 2.4 กิโลกรัม และเนื่องด้วยมีขอบจอที่ค่อนข้างบาง ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพาสะดวกสบาย แม้จะไม่ได้เบาที่สุดๆ แต่ได้ฟีเจอร์จัดเต็มแบบไร้คู่แข่ง เพราะในตลาดตอนนี้แนวคิดหน้าจอที่สองขนาดใหญ่โตระดับ 14.1″ แบบนี้มีเพียง ASUS เท่านั้น ได้ความละเอียดเป็น 3840 x 1100 พิกเซล พาเนล IPS เกรดสูง รองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วและปากกา แบบนี้มีเพียง ASUS เท่านั้น

ซึ่งการออกแบบออกมาได้ดูทันสมัยและเรียบง่ายมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของมุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบมุมเป็นเหลี่ยม มิติโดยรวมเป็นแบบสี่เหลี่ยมตัดขอบสวยงามให้ผิวสัมผัสที่ดีอารมณ์ซีรีส์ StudioBook ลักษณะสีเงินพร้อมสลับด้วยสีดำลงไปที่ไม่เหมือนใคร ส่วนวัสดุงานประกอบจะเป็นอลูมิเนียมเกรดสูงทั้งหมด สำหรับตำแหน่งของคีย์บอร์ดที่แตกต่างจากโน้ตบุ๊ครุ่นทั่วไปอย่างชัดเจน จากการที่เลื่อนชุดแป้นคีย์บอร์ดมาไว้ด้านล่างสุด และขยับในส่วนของทัชแพดออกไปด้านข้าง จากการที่ด้านบนเหนือคีย์บอร์ดได้มีการติดตั้ง ROG ScreenPad Plus เอาไว้นั่นเอง

ตัวเครื่องภายนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่องวัสดุจะเป็นอลูมิเนียมทั้งหมด ซึ่งโลหะเกรดนี้มีความแข็งแรงมากกว่าโลหะอัลลอยธรรมดาแสดงถึงความเอาใจใส่ในรายละเอียดของการดีไซน์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝาหลัง ตัวเครื่องด้านใน และใต้ตัวเครื่อง ทำให้มีทั้งความแข็งแรในด้านดีไซน์ฝาหลังใช้ลวดลายเป็นแนวทะแยงแบ่งครึ่งพร้อมโลโก้ ASUS ROG ติดตั้งไปทางด้านขวา รวมถึงแกนพับหน้าจอขนาดใหญ่ดูแข็งแรงทนทานสุดๆ เลยทีเดียว พร้อมเว้นช่อง V-Shaped ทำให้ไม่บังช่องระบายความร้อนด้านหลัง

  

หน้าจอ ROG ScreenPad Plus ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 เป็นพาเนล IPS แบบด้าน รองรับการทัชสกรีน บนความคมชัดระดับ 4K ที่ 3840 x 1100 พิกเซล  อันเป็นเอกลักษณ์ของ ASUS ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินและใช้งานจอภาพทั้งสองบนโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่องได้อย่างเต็มความสามารถ หน้าจอสัมผัสขนาดอัตราส่วน 32:9 เหนือคีย์บอร์ดเพิ่มเนื้อที่การทำงานของจอภาพ ในขณะที่ยังคงรูปแบบโน้ตบุ๊ก โดยหน้าจอ ROG ScreenPad Plus จะเอียงขึ้นมา 13 องศาเอง เมื่อเราเปิดฝาหน้าจอหลักขึ้นมา

โดยสามารถใช้งานจอ ScreenPad Plus ได้เสมือนเป็นจอแสดงผลที่สองของ Windows 10 ใช้แสดงภาพ หรือใช้ฟังก์ชั่นต่างๆที่ออกแบบมาเพื่อช่วยประหยัดเวลาผู้ใช้ด้วยซอฟท์แวร์ ScreenXpert ซึ่งช่วยให้การใช้งานหลายๆหน้าต่างและแอพลิเคชั่นเป็นเรื่องง่าย รวมถึงปุ่มลัดคอนโทรลอย่าง App Switcher, ViewMax และ App Navigator ที่สามารถใช้งานโต้ตอบข้ามหน้าจอระหว่างหน้าจอหลัก และ ScreenPad Plus ผู้ใช้สามารถเริ่มโหมดการทำงานเปิดโปรแกรมหลายโปรแกรมได้ด้วยการกดเพียงครั้งเดียว

  

นอกจากนี้ยังสามารถลากแอพพลิเคชั่น, แถบเครื่องมือ หรือเมนูไปยังจอ ScreenPad Plus เพื่อลดความยุ่งเหยิงของหน้าจอหลัก และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น กลุ่มครีเอเตอร์สามารถเชื่อมต่อเครื่องมือในการทำงาน เช่น ตัวอย่างวีดีโอ. การควบคุมไทม์ไลน์, รหัสวินโดวส์ หรือพาแนลเสียงเข้ากับ ROG ScreenPad Plus เพื่อให้การทำงานเป็นไปได้อย่างลื่นไหลมากที่สุด และเมื่อใช้งานแอพลิเคชั่นทางด้านโซเชียลบน ROG ScreenPad Plus ก็ยังช่วยให้สามารถติดตามข่าวสารและตอบข้อความได้ทันทีในขณะทำงานโดยไม่จำเป็นต้องสลับหน้าต่างไปมา

  

เมื่อมีจอที่สองเกินขึ้น สำหรับ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 ก็ได้มีการวางตำแหน่งของคีย์บอร์ดที่แตกต่างจากโน้ตบุ๊ครุ่นทั่วไปอย่างชัดเจน จากการที่เลื่อนชุดแป้นคีย์บอร์ดมาไว้ด้านล่างสุด และขยับในส่วนของทัชแพดออกไปด้านข้าง ทำให้บริเวณด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีพื้นที่ไว้ติดตั้ง ROG ScreeenPad Plus ซึ่งจริงๆ นั้นทาง ASUS ได้ติดตั้งระบบระบายความร้อนแบบจัดเต็มเอาไว้ด้วยด้านล่าง โดยมีช่องขนาดใหญ่ทำหน้าที่ดูดลมเย็นลงไปให้ผ่านทางฮีต์ไปป์ เรียกได้ว่างานประณีตละเอียดดีจริงๆ

โดยแป้นพิมพ์ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด ได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีการออกแบบมาให้ปุ่มมีขนาดใหญ่พอดีกับนิ้วมือ เป็นแบบ Chiclet มีระยะยุบ 1.4 มิลลิเมตร พร้อมความโค้งของปุ่มรับเข้ากับนิ้ว ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น สัมผัสนุ่ม มีระยะห่างของปุ่มกำลังพอดี แน่นอนว่ามี พร้อมไฟ RGB จัดเต็ม และเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key rollover & anti-ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 20 ล้านครั้งด้วย

ดีไซน์ทัชแพดแบบ NumberPad นั้นก็ใช้เป็นแบบซ่อนปุ่มคลิก โดยการควบคุมสามารถทำได้เป็นอย่างดีรวมไปถึงปุ่มคลิกทั้งซ้ายขวาก็มีความนุ่มและเด้งรับได้น่าประทับใจ การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก นอกเหนือจากนั้นทัชแพดยังสามารถเปลี่ยนไปใช้งานในรูปแบบของปุ่ม NumPad ได้ ซึ่งตรงจุดนี้นั้นถือว่า ASUS สามารถที่จะใช้พื้นที่ได้อย่างมีประโยชน์ที่สุด

  

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง 2 ตัว ระบบเสียง ESS + Hi-Res Audio พร้อมด้วย Smart AMP ให้ที่เสียงที่ดีมากทั้งความดังและคุณภาพ ผ่านตัวซอฟต์แวร์ Nahimic Sonic Studio ทั้งในเรื่องของเสียงเบสที่มีน้ำหนัก เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ พร้อมทั้งความดังและกังวาลที่มากกว่า พูดเลยว่ามีโน้ตบุ๊คเพียงไม่กี่รุ่นที่ทำเสียงออกมาดีได้ขนาดนี้  ซึ่งตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น 2 ตัว ทำให้เสียงที่ออกมามีเสียงดังฟังชัด

  

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง ASUS ROG Zephyrus Duo 15 นี้จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มีพอร์ตมาให้ครบครับใช้ได้เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 3 พอร์ต, และพอร์ต Thunderbolt 3 อีก 1 พอร์ต รองรับการ DisplayPort 1.4 และ USB PD ในตัว พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ แยกออกจากกันขนาด 3.5 มิลลิเมตร อย่างละช่อง, HDMI และช่องเสียบอแดปเตอร์ ปิดท้ายด้วย LAN RJ45 ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) พร้อมอัตราการรับ-ส่งข้อมูลที่เร็วและเสถียรยิ่งขึ้น

ส่วนการพกพาเองก็ถือว่า ASUS ROG Zephyrus Duo 15 มีน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.4 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊ค 15.6 นิ้วตัวอื่นๆ ที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานที่สูงเหมือนกันถือว่าหนักและหนากว่าเล็กน้อย ที่รับได้อยู่จากฟีเจอร์ล้ำๆ มากมาย แต่ก็โดดเด่นกว่าก็คือมิติตัวเครื่องเล็กลงมาก อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยมในเรื่องการพกพาไปไหนมาไหน ก็พอที่จะใส่กระเป๋าและเอาไปใช้งานนอกสถานที่ได้ไม่ยากเย็นอะไร สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ก็จะเป็นเรื่องของมาตรฐานแรมจะได้เป็น DDR4 Bus 3200MHz ตามสเปกของ Core i Gen 10 H ส่วน SSD M.2 NVMe ก็จัดเต็ม !!!

ไว้ยังไงเราคงได้มีโอกาสรีวิว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 กันอีกครั้ง บอกได้เลยว่าเป็น Gaming Notebook อีกตัวที่น่าตื่นเต้นจริงๆ ไม่ใช่แต่ได้สเปกใหม่ล่าสุดที่เป็น Intel Core i Gen 10 H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX Super เท่านั้น แต่ทาง ASUS ยังยัดฟีเจอร์ล้ำๆ มากมายทั้งเรื่องระบบระบายความร้อน การแสดงผลหน้าจอที่สองและอื่นๆ เยอะแยะไปหมด ในส่วนของราคาคาดการณ์สำหรับสเปกท็อปสุดน่าจะมีมากกว่า 100,000 บาทแน่นอน ส่วนถ้าเป็นสเปกรองลงมาหน่อย น่าจะอยู่เกือบๆ 100,000 บาทนะครับ ไว้รอติดตามสเปกและราคาขายจริงกันอีกทีก็แล้วกัน น่าจะทราบข้อมูลเพิ่มเติมกันช่วงเดือนเมษายนต่อนี้แหละ

from:https://notebookspec.com/preview-asus-rog-zephyrus-duo-15/515706/

Review – ASUS ROG ZEPHYRUS G15 (GA502IU) : Ryzen 7 4800HS + GTX 1660 Ti Max-Q แรงลื่นล้ำกว่าที่เคยมีมา

ASUS ROG Zephyrus G15 (GA502IU) เป็น Gaming Notebook รุ่นแรกของไทยพร้อมขายก่อนใคร สเปกใหม่ล่าสุดด้วยชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 H Series อย่าง Ryzen 7 4800HS ตัวแรงประสิทธิภาพสูงแต่ร้อนน้อยกว่ารุ่น Ryzen 7 4800H เน้นใช้ใน Gaming Notebook บางเบา ส่วนการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1660 Ti Max-Q จัดเต็มเรื่องของการทำงานและการเล่นเกมเช่นเดิม จากการที่เป็นโน้ตบุ๊คระดับบนของ ASUS สาย Gaming ตระกูล ROG Zephyrus Series ที่เน้นความพรีเมียม การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ แบตยาวนานสูงสุดกว่า 10 ชั่วโมง ทำงานก็ดีเยี่ยมเล่นเกมก็ได้ดีกว่าเดิมมากๆ

รุ่นนี้ที่เรานำมารีวิวจะเป็น ASUS ROG Zephyrus G15 (GA502IU) รุ่นราคาอยู่ที่ 39,990 บาท (ขณะนี้มีรุ่นเดียวสเปกเดียว) ส่วนสเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz ที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อน จากกมาตรฐานใหม่ที่มาพร้อม Ryzen 4000 อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ได้หน้าจอคุณภาพดีเยี่ยม พาเนล IPS ได้ Refresh Rate ที่ 144Hz พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ใช้ได้ทันที ที่สำคัญประกันก็เป็น 2 ปีตามาตรฐาน ASUS ที่สามารถเคลมผ่านทางร้าน 7-11 ได้ และประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย นับได้ว่าเป็น Gaming Notebook ปี 2020 ที่น่าซื้อที่สุดรุ่นนึงทีเดียว

from:https://notebookspec.com/review-asus-rog-zephyrus-g15-ga502iu-ryzen-7-4800hs-gtx-1660-ti-max-q/515336/

Battle – AMD Ryzen 4800HS VS Ryzen 3750H ของใหม่ทดสอบจริงเล่นเกมจริง !!! แรงกว่าแค่ไหน ???

พร้อมขายอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ ASUS ROG Zephyrus G15 (GA502IU) ที่เป็น Gaming Notebook มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800HS ที่แรงกว่า AMD Ryzen 7 3750H รุ่นก่อนหน้าแบบก้าวกระโดด ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 2 มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 2.90 – 4.2 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 12MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 35W ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น AMD Ryzen 3000 H หรือ Intel Core i Gen 9 H เลยทีเดียว ซึ่งในบทความนี้เราจะนำการทดสอบต่างๆ อย่างในส่วนของโปรแกรม Cinebench R15 / PC Mark 10 รวมไปถึงการทดสอบเล่นเกมต่างๆ

ข้อมูลเผยให้เห็นถึงประสิทธิภาพความแรงที่มากกว่า AMD Ryzen 7 3750H ที่ติดตั้งอยู่ในรุ่น ASUS ROG Zephyrus G GA502DU โดยการทดสอบทั้งหมดนี้ได้ใช้ Gaming Notebook โมเดลเดียวกันอย่าง ASUS ROG ZEPHYRUS GA502 เป็นการทดสอบ ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดต่างๆ เรื่องของการระบายความร้อนต่างกันบ้างแต่ก็ถือว่าอยู่ในพื้นฐานเดียวกันอยู่ และที่ต้องทราบกันก่อนก็คือ แม้ทั้ง 2 รุ่นนี้จะใช้แรมขนาด 16GB เท่ากัน แต่มาตรฐาน Bus คนละอย่าง โดยรุ่น AMD Ryzen 7 4800HS จะเป็น Bus 3200MHz ส่วน AMD Ryzen 7 3750H จะเป็น Bus 2400MHz อย่างไรก็ตามสำหรับ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มีความเร็วใกล้เคียงกัน

Cinebench R15

 
AMD Ryzen 7 3750H VS AMD Ryzen 7 4800HS 

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800HS คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3750H / Intel Core i7-9750H ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานหนักๆ เป็นหลัก

PC Mark 10

AMD Ryzen 7 3750H

AMD Ryzen 7 4800HS 

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,477 คะแนน เทียบกับรุ่นก่อนได้เพียง 3,986 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800HS มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง GTX 1660 Ti Max-Q ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน้ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว

Game Test


AMD Ryzen 7 3750H


AMD Ryzen 7 4800HS 

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ เทียบความแรงระหว่างสเปก AMD Ryzen 7 3750H / AMD Ryzen 7 4800HS โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 6 – 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 60 – 100 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 Remake (Demo) / Battlefield V / FarCry 5 / GTA V ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V / GTA V / FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ โดยในส่วนของ RE 3 ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด ที่ทดสอบกับสเปก AMD Ryzen 7 4800HS เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 6GB แต่ก็ยังทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าเหลือเชื่อจริงๆ

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ ทั้ง 7 เกมที่เราได้ทำการทดสอบไป ยิ่งถ้าเทียบกับ Gaming Notebook สเปกก่อนหน้าทั้งส่วนของ AMD Ryzen หรือ Intel Core i จะเห็นว่าแรงกว่าเดิมมากๆ

นับว่าเป็นมาตรฐาน Gaming Notebook มาตรฐานใหม่ปี 2020 อย่างแท้จริง ที่มาพร้อมกับใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800HS ซึ่งได้เทคโนโลยีใหม่ๆ จัดเต็ม ทั้งการผลิตที่ 7 นาโนเมตร ส่งผลให้แรงขึ้นแต่ร้อนน้อย พร้อมทั้งทำงานด้วยความเร็ว 2.90 – 4.20GHz โดยเป็นแบบ 8 คอร์ 16 เธรด ที่สร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น AMD Ryzen 7 3750H  หรือ Intel Core i7-9750H เลยทีเดียว

ที่สามารถดูได้จากผลการทดสอบต่างๆ รวมไปถึงเล่นเกมที่ลื่นไหลกว่า Gaming Notebook สเปกเดิมๆ มาก อีกทั้งยังได้แรมมาตรฐานใหม่เป็น Bus 3200MHz ขนาด 16GB ซึ่งก็เป็นส่วนช่วยเรื่องของประสิทธิภาพที่สำคัญทีเดียว ที่นอกจากชิปประมวลผลรุ่นนี้แล้วจริงๆ ยังมีแรงกว่าคือ Ryzen 7 4800H / Ryzen 9 4900HS / Ryzen 9 4900H ด้วย ไว้มีโอกาสทดสอบจะนำมาเทียบกันอีกทีนะครับ

from:https://notebookspec.com/battle-amd-ryzen-4800hs-vs-ryzen-3750h-gaming-notebook/515496/

Battle – AMD Ryzen 7 4800HS VS Ryzen 7 3750H ของใหม่ทดสอบจริงเล่นเกมจริง !!! แรงกว่าแค่ไหน ???

พร้อมขายอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ ASUS ROG Zephyrus G15 (GA502IU) ที่เป็น Gaming Notebook มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800HS ที่แรงกว่า AMD Ryzen 7 3750H รุ่นก่อนหน้าแบบก้าวกระโดด ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 2 มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 2.90 – 4.2 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 12MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 35W ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น AMD Ryzen 3000 H หรือ Intel Core i Gen 9 H เลยทีเดียว ซึ่งในบทความนี้เราจะนำการทดสอบต่างๆ อย่างในส่วนของโปรแกรม Cinebench R15 / PC Mark 10 รวมไปถึงการทดสอบเล่นเกมต่างๆ

ข้อมูลเผยให้เห็นถึงประสิทธิภาพความแรงที่มากกว่า AMD Ryzen 7 3750H ที่ติดตั้งอยู่ในรุ่น ASUS ROG Zephyrus G GA502DU โดยการทดสอบทั้งหมดนี้ได้ใช้ Gaming Notebook โมเดลเดียวกันอย่าง ASUS ROG ZEPHYRUS GA502 เป็นการทดสอบ ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดต่างๆ เรื่องของการระบายความร้อนต่างกันบ้างแต่ก็ถือว่าอยู่ในพื้นฐานเดียวกันอยู่ และที่ต้องทราบกันก่อนก็คือ แม้ทั้ง 2 รุ่นนี้จะใช้แรมขนาด 16GB เท่ากัน แต่มาตรฐาน Bus คนละอย่าง โดยรุ่น AMD Ryzen 7 4800HS จะเป็น Bus 3200MHz ส่วน AMD Ryzen 7 3750H จะเป็น Bus 2400MHz อย่างไรก็ตามสำหรับ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มีความเร็วใกล้เคียงกัน

Cinebench R15

 
AMD Ryzen 7 3750H VS AMD Ryzen 7 4800HS 

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800HS คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3750H / Intel Core i7-9750H ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานหนักๆ เป็นหลัก

PC Mark 10

AMD Ryzen 7 3750H

AMD Ryzen 7 4800HS 

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,477 คะแนน เทียบกับรุ่นก่อนได้เพียง 3,986 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800HS มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง GTX 1660 Ti Max-Q ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน้ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว

Game Test


AMD Ryzen 7 3750H


AMD Ryzen 7 4800HS 

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ เทียบความแรงระหว่างสเปก AMD Ryzen 7 3750H / AMD Ryzen 7 4800HS โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 6 – 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 60 – 100 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 Remake (Demo) / Battlefield V / FarCry 5 / GTA V ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V / GTA V / FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ โดยในส่วนของ RE 3 ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด ที่ทดสอบกับสเปก AMD Ryzen 7 4800HS เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 6GB แต่ก็ยังทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าเหลือเชื่อจริงๆ

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ ทั้ง 7 เกมที่เราได้ทำการทดสอบไป ยิ่งถ้าเทียบกับ Gaming Notebook สเปกก่อนหน้าทั้งส่วนของ AMD Ryzen หรือ Intel Core i จะเห็นว่าแรงกว่าเดิมมากๆ

นับว่าเป็นมาตรฐาน Gaming Notebook มาตรฐานใหม่ปี 2020 อย่างแท้จริง ที่มาพร้อมกับใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800HS ซึ่งได้เทคโนโลยีใหม่ๆ จัดเต็ม ทั้งการผลิตที่ 7 นาโนเมตร ส่งผลให้แรงขึ้นแต่ร้อนน้อย พร้อมทั้งทำงานด้วยความเร็ว 2.90 – 4.20GHz โดยเป็นแบบ 8 คอร์ 16 เธรด ที่สร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น AMD Ryzen 7 3750H  หรือ Intel Core i7-9750H เลยทีเดียว

ที่สามารถดูได้จากผลการทดสอบต่างๆ รวมไปถึงเล่นเกมที่ลื่นไหลกว่า Gaming Notebook สเปกเดิมๆ มาก อีกทั้งยังได้แรมมาตรฐานใหม่เป็น Bus 3200MHz ขนาด 16GB ซึ่งก็เป็นส่วนช่วยเรื่องของประสิทธิภาพที่สำคัญทีเดียว ที่นอกจากชิปประมวลผลรุ่นนี้แล้วจริงๆ ยังมีแรงกว่าคือ Ryzen 7 4800H / Ryzen 9 4900HS / Ryzen 9 4900H ด้วย ไว้มีโอกาสทดสอบจะนำมาเทียบกันอีกทีนะครับ

from:https://notebookspec.com/battle-amd-ryzen-7-4800hs-vs-ryzen-7-3750h-gaming-notebook/515496/

HP Printer – เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กระบุ พรินเตอร์เป็นไอทีพาร์ทเนอร์ที่ขาดไม่ได้

เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กระบุ พรินเตอร์เป็นไอทีพาร์ทเนอร์ที่ขาดไม่ได้

ผลสำรวจเจ้าของกิจการแถบเอเชียตะวันเฉียงใต้ โดยแบรนด์ HP ชี้ให้เห็นว่า ครอบครัว วิสัยทัศน์ และเทคโนโลยีคือหัวใจหลักของการทำธุรกิจยุคใหม่

ไฮไลท์ข่าว

  • ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำเร็จทางธุรกิจเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับครอบครัว
  • 84% ของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กใช้พรินเตอร์ และ 57% ยอมรับว่าหากไม่มีพรินเตอร์ ธุรกิจของพวกเขาจะไม่สามารถดำเนินต่อได้
  • 2 ใน 3 ของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กเลือกจะไม่ขยายธุรกิจ หากการเติบโตนั้นไม่สอดคล้องกับค่านิยมของพวกเขา
  • 4 ใน 5 ของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กเห็นพ้องต้องกันว่า พวกเขามีหน้าที่ปกป้องสิ่งแวดล้อมและ 3 ใน 4เชื่อว่าพวกเขาต้องช่วยเหลือชุมชน

กรุงเทพฯ, เมษายน 2563 – เอชพี อิงค์ ประเทศไทย แชร์ผลสำรวจเจ้าของกิจการแถบเอเชียตะวันเฉียงใต้ ซึ่งมีการสอบถามความเห็นของเจ้าของธุรกิจด้านแรงจูงใจ จริยธรรมและความคาดหวังด้านเทคโนโลยีต่อธุรกิจ

“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่แตกต่างและเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีแนวโน้มพัฒนาในเชิงบวกจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง ประชากรวัยหนุ่มสาวมีการศึกษาเพิ่มขึ้น และการเติบโตของเศรษฐกิจที่หลากหลาย ผ่านเสียงสะท้อนของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่มุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อครอบครัว ชุมชนและโลกใบนี้” นายลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอชพี อิงค์ ประเทศไทย กล่าว “เอชพี ทุ่มเทเพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ นั่นหมายถึงการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการให้สามารถสร้างความได้เปรียบและสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก”

ผลการสำรวจพบว่า เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อชุมชนและเน้นวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของธุรกิจสูงกว่าทวีปอื่นทั่วโลก พวกเขายังปรับตัวตามเทคโนโลยีมากขึ้นและหาพาร์ทเนอร์ที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโต

ในภูมิภาคนี้ ครอบครัวยังเป็นหัวใจสำคัญที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กยึดถือ ซึ่งเป็นเหตุผลอันดับแรกที่พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจ ความสำเร็จทางธุรกิจจะต้องมาก่อนและสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ และเกือบสองในสามหรือกว่าสิบประเทศที่สำรวจมีความคาดหวังว่าจะสร้างธุรกิจเพื่อเป็นมรดกตกทอดส่งต่อไปยังสมาชิกครอบครัวรุ่นต่อไป

เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีความคาดหวังในเชิงบวกสูงถึงโอกาสของธุรกิจ         ในประเทศไทย 91% ยอมรับว่าธุรกิจของพวกเขาจะสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับครอบครัว และ 77% เชื่อว่าลูกๆ จะมีชีวิตที่ดีกว่าพวกเขา และ 89% มีแรงจูงใจที่จะสร้างบริษัทของพวกเขาให้มั่นคงยิ่งขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลว

การมุ่งมั่นทุ่มเทให้ครอบครัวเป็นเหตุผลว่า ทำไมเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความมุ่งมั่นมากกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก 79% ระบุว่า เจ้าของธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และ 76%   เชื่อว่าพวกเขาควรมีส่วนช่วยชุมชน เมื่อเทียบกับ 65% ในสหราชอาณาจักร และ 64% ในสหรัฐอเมริกาที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กยอมรับหน้าที่ในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ส่วนบริษัทในประเทศเยอรมนีมีเพียง 42% เท่านั้นที่รู้สึกผูกพันกับชุมชน

เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเคร่งครัดในหลักการดำเนินธุรกิจ โดย 65% ของเจ้าของธุรกิจชาวไทยเลือกที่จะไม่ขยายธุรกิจหากการเติบโตไม่สอดคล้องกับค่านิยมของพวกเขา และ 69%   จะไม่ร่วมงานกับบริษัทที่เขารู้สึกว่าบริษัทนั้นไม่ให้การสนับสนุนชุมชน ซึ่งเป็นเกณฑ์การตัดสินใจเดียวกันหากไม่เคารพบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม สิทธิของกลุ่มที่ด้อยโอกาสและสตรี

 

ความต้องการทางเทคโนโลยีของธุรกิจขนาดเล็ก

เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 70% กังวลอย่างมากเรื่องการตามเทคโนโลยีให้ทัน    พอๆ กับการปรับตัวให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน หัวใจหลักของการทำธุรกิจยุคใหม่คือพรินเตอร์     โดยเจ้าของธุรกิจในประเทศไทยมากกว่า 85% ใช้พรินเตอร์ และ 64% ยอมรับว่าธุรกิจของพวกเขาไม่สามารถดำเนินต่อได้หากไม่มีพรินเตอร์

76% ของเจ้าของธุรกิจมองว่าพรินเตอร์กลายเป็นผู้ช่วยด้านเทคโนโลยีและต้องการให้พรินเตอร์ทำงานได้มากกว่าแค่พิมพ์ แต่ 66% ของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กรู้สึกว่าสิ่งที่ต้องการจากพรินเตอร์กับสิ่งที่ผู้ผลิตนำเสนอในพรินเตอร์ไม่สอดคล้องกัน

เอชพี จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์นี้โดยคิดค้นพรินเตอร์พร้อมนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจ้าของธุรกิจไม่เพียงแต่คาดหวังว่าเทคโนโลยีช่วยในการจัดการงานธุรกิจเท่านั้น แต่การใช้งานพรินเตอร์จะต้องสะดวกสบาย:

  • HP Smart Tank พรินเตอร์แทงก์แท้ที่พิมพ์ได้ปริมาณมาก ช่วยประหยัดต้นทุน ง่ายต่อการเติมหมึก และมีการแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อหมึกเหลือน้อย
  • HP Smart App ช่วยให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์และสแกนจากทุกที่ทุกเวลา พร้อมฟีเจอร์ใหม่ เช่น ถ่ายภาพใบแจ้งหนี้และสแกนให้ฝ่ายบัญชี หรือสามารถแปลงลายมือบนกระดาษโน้ตที่เขียนไว้ให้เป็นไฟล์ที่สามารถแก้ไขได้

นวัตกรรมหมึกแท้จาก HP

ความเป็นผู้นำและความเชี่ยวชาญด้านการผลิตหมึกของเอชพี เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กสามารถมั่นใจได้ว่าเอกสารสำคัญทางธุรกิจที่พิมพ์ด้วยหมึกแท้จากเอชพีจะคงอยู่ในอีกร้อยปีข้างหน้า หากจัดเก็บเอกสารไว้ในที่  ที่เหมาะสม

หากบริษัทเลือกพิมพ์โดยใช้หมึกเทียบหรือโทนเนอร์ที่ไม่ใช่ของแท้ บริษัทอาจต้องเสี่ยงต่อคุณภาพและต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้น การใช้หมึกพิมพ์เลียนแบบอาจมีโอกาสให้เครื่องเสียเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า[1] ก่อให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10% ในระยะยาวและจำนวนงานพิมพ์ที่ใช้งานได้จริงลดน้อยลง โดยเฉลี่ย 31%[2] เมื่อเทียบกับการใช้หมึกแท้ของเอชพี 

นอกจากนี้ ยังอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมหากบริษัทใช้หมึกและผงหมึกเลียนแบบ             หมึกเลียนแบบมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 55% เมื่อเทียบกับตลับหมึกแท้เอชพี และใช้เชื้อเพลิงสิ้นเปลืองมากขึ้น 54% ใช้พลังงานมากกว่า 40%[3] และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ 97% ของตลับหมึกเลียนแบบจะถูกทิ้งแบบฝังกลบ[4] 

หมึกแท้เอชพีสร้างความแตกต่างโดยมีกระบวนการการผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืนเป็นสำคัญ ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เอชพีได้ใช้พลาสติกรีไซเคิลมากกว่า 218 ล้านปอนด์ในการผลิตตลับหมึก[5] ปัจจุบันนี้ตลับหมึกมากกว่า 80% และ100% ของตลับโทนเนอร์ของเอชพีมีส่วนประกอบจากวัสดุรีไซเคิล[6]

งานพิมพ์คุณภาพช่วยให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กสร้างความสำเร็จทางธุรกิจได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากขึ้นด้วย ขณะเดียวกัน เอชพี ตระหนักดีว่าเจ้าของบริษัททั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องการวิธีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ประกอบการที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมจึงเจาะจงเลือกหมึกแท้ของเอชพีนายลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอชพี อิงค์ ประเทศไทย กล่าวสรุป

เกี่ยวกับ

HP Small Business Owner Today Study 2019 เป็นการสำรวจระดับโลกของเอชพี อิงค์ ดำเนินการโดย บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก Edelman Intelligence การสำรวจครอบคลุม 10 ภูมิภาคใน 3 ทวีป ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เม็กซิโก, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, สเปน, โปรตุเกส, รัสเซีย, ไอบีเรีย, จีน, อินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย, ไทย, เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์) การลงภาคสนามสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 สัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมากกว่า 4,300 คน ธุรกิจขนาดเล็กมีจำนวนพนักงาน 1-100 คน

from:https://notebookspec.com/hp-printer-pr-april-2020/515611/

แนะนำขั้นตอนการเลือกซื้อ Notebook Work from Home มาใช้งานต้องดูอะไรกันบ้าง ??? by MSI

การเลือกซื้อ Notebook ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยในการใช้งานของเรา ซึ่งในช่วงนี้ต้องยอมรับว่าจากกระแสและนโยบายเกี่ยวกับการลดการระบาดของเชื้อ COVID-19 หลายภาคส่วนก็รณรงค์ให้ทุกๆ อยู่บ้านกันเป็นหลัก แน่นอนว่าทำให้หลายๆ คนไม่ต้องเข้าออฟฟิศไปทำงานกันแล้ว ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำขั้นตอนหรือปัจจัยการเลือกซื้อ Notebook สำหรับ Work from Home มาใช้งานจริงๆ แล้ว ต้องดูอะไรกัน ???

ในส่วนของ Notebook เพื่อใช้งาน Work from Home จริงๆ แล้วขั้นตอนหลักๆ ก็คล้ายกับการเลือกซื้อ Notebook ใช้งานทั่วไป ที่แน่นอนว่าเราจะเน้นถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอด โดยที่ผ่านมา Notebook ในปัจจุบันก็มีตัวเลือกหลากหลาย โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์คนทำงานตัวจริง อย่างเรื่องของดีไซน์การออกแบบ การจัดการความร้อน แบตเตอรี่ที่ยาวนาน รวมไปถึงในเรื่องของสเปกก็มีความลื่นไหลสุดๆ ที่ในบทความนี้เราจะมาแยกย่อยกันว่ามีอะไรกันบ้าง ไปชมกันต่อได้เลย

1. ชิป Intel Core i5 ขึ้นไป

สิ่งแรกที่สำคัญนั้น ควรมีชิปประมวลผล (CPU) เริ่มต้นควรเป็น Intel Core i5 / Core  i7 ขึ้นไป ยิ่งถ้าได้เป็น Core i Gen 10 ได้ยิ่งดี เพราะมีเทคโนโลยีต่างๆจากทาง Intel ที่ช่วยเรื่องความเร็วในการประมวลผลในการทำงาน อย่างในรุ่น Intel Core i5-10210U ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 1.60 – 4.20 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 15W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i5 รหัส U ในโน้ตบุ๊ก ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 14 นาโนเมตร โดยมีการ์ดจอแบบออนชิปอย่าง Intel UHD Graphics 620 ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง

หรือถ้าเป็นชิปประมวลผลที่แรงกว่าอย่าง Intel Core i7-10510U ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread ความเร็ว 1.80 – 4.80 GHz ก็ถือให้ประสิทธิภาพความแรงยิ่งขึ้นไป รวมไปถึงถ้าเน้นที่สุดในรหัส U ล่ะก็ สามารถเลือกดูเป็น Notebook รุ่นที่มาพร้อมกับ Intel Core i7-10710U สถาปัตยกรรม Comet Lakeใหม่ล่าสุดเช่นกัน ทำงานแบบ 6 Core / 12 Thread ความเร็ว 1.10 – 4.70 GHz เทคโนโลยีการผลิตที่ 14 นาโนเมตร มีค่า TDP ที่ 10 – 15 – 25Watt ที่เน้นความแรงกว่า Ice Lake 10 นาโนเมตร โดยมีความแรงเทียบเท่ากับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 9 รหัส H ที่เน้นการทำงานแบบหนักหน่วงทีเดียว

2. แรมมีขนาด 8GB ขึ้นไป

ยังอยู่ในส่วนของสเปกฮาร์ดแวร์ภายใน สำหรับแรม (RAM) หรือหน่วยความจำหลักนั้น ขนาดขั้นต่ำไม่ควรน้อยกว่า 8GB หรือจะให้ดีก็ 16GB เพื่อที่จะช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น แน่นอนว่าควรเป็นมาตรฐาน DDR4 ซึ่งให้ความเร็วในการโอนถ่ายไปกลับสลับข้อมูลได้รวดเร็วทันใจอย่างที่สุด เพื่อรองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโปรแกรมเอกสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Word / Excel / Power Point รวมไปถึงการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านทางโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ต่างๆ ที่ต้องยอมรับว่าแรมขนาด 8GB ขึ้นไป มีส่วนสำคัญมากๆ เพราะเว็บไซต์แต่ละเว็บก็ค่อนข้างใช้แรมเยอะ ซึ่งตัวเราเองนั้นก็มักจะเปิดเอาไว้หลายๆ Tab อีกด้วย

ที่สำคัญในการนำไปใช้งานจรังจังสำคัญยิ่งกว่า เพราะสายทำงาน Digital Content Creator เรามักจะใช้โปรแกรมที่กินทรัพยากรเครื่องสูง อย่างตระกูล Adobe อาทิ Photoshop / Lightroom / Premiere Pro รวมไปถึงโปรแกรอื่นๆ อีกมากมาย อย่างที่มืออาชีพสายต่างๆ นิยมใช้งานกัน ไม่ว่าจะเป็น ยูทูปเบอร์, ช่างภาพ, อนิเมเตอร์ หรือนักดนตรี  ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าแรมที่ติดกับเครื่อง Notebook มา เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้ส่วนของชิปประมวลผลเลย ซึ่งถ้าให้แนะนำจริงๆ กรณีที่อัพเกรดแรมได้จากเดิม 8GB ก็ควรอัพเกรดเป็น 16GB หรือถ้าซื้อ Notebook ที่มาพร้อมกับแรม 16GB ไปเลยทีเดียว ก็จะดีมากๆ ไม่ต้องเสียเวลามาอัพเกรดกัน เพียงพอต่อการใช้งานโปรแกรมหนักๆ แน่นอน

3. ใช้ SSD เป็นที่เก็บข้อมูล

Storage หรือที่เก็บข้อมูลสำรองของเรานั้นใน Notebook นั้น ในยุคปัจจุบันก็ควรต้องเป็น SSD (Solid State Drive) กันหมดแล้ว เพราะจากประสิทธิภาพความแรงที่เหนือชั้นกว่า Notebook หรือคอมพิวเตอร์สมัยก่อนหลายปีก่อน ให้ความรวดเร็วในการทำงานและการเข้าถึงข้อมูลกว่า HDD (Harddisk Drive) กว่าเป็นสิบๆ เท่าตัว ส่งผลให้ความเร็วโดยรวมตั้งแต่เปิดเครื่องมีความทันใจอย่างที่สุด ใช้เปิด Notebook เข้าสู่ระบบปฏิบัติการ Windows 10 พร้อมใช้งานในไม่กี่วินาที หรือถ้ากรณีที่ตั้งค่าพับฝาจอเอาไว้เป็น Sleep ก็สามารถ Wake up พร้อมใช้งานในทันทีที่เราเปิดฝาจอขึ้นมาเลย

แน่นอนว่าถ้าให้ดีก็ควรเป็น SSD มาตรฐาน M.2 NVMe ที่มีความเร็วสูงสุด ซึ่งสูงกว่า M.2 SATA 3 และยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน HDD แล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านและเขียนข้อมูลที่ราวๆ 1500 MB/s ขึ้นไป เป็นระดับความเร็วในการทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ ส่งผลให้เมื่อเราเปิดโปรแกรมทำงานสลับไปๆ มาๆ หรือโอนไฟล์ขนาดใหญ่ไปมาก็มีความลื่นไหลไม่สะดุดเลย อีกทั้งข้อดีของ SSD ก็ยังมีเรื่องของความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยกว่า กินพลังงานน้อยกว่า และปลอดภัยมากกว่าเมื่อตกกระแทกด้วย

4. หนักไม่เกิน 1.6 กิโลกรัม

ว่ากันด้วยเรื่องของน้ำหนัก Notebook ที่ดีที่เน้นการใช้งานนอกสถานที่หรือเคลื่อนย้ายบ่อยๆ ไม่ควรเกินระดับ 1.1 ~ 1.6 กิโลกรัม ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องลำบากหากต้องการพกพาไปไหนมาไหนเป็นเวลานาน ซึ่ง Notebook ประสิทธิภาพสูงแต่บางเบาขนาดหน้าจอ 14″ – 15.6″ ในเรื่องของการดีไซน์ที่เน้นความบางเบา พกพาได้สะดวก โดยยังรักษาความเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักที่หนักไม่เกิน 1.6 กิโลกรัมนั้นเป็นเรื่องต้องให้ความสนใจ เพราะทำให้ถือมือเดียวได้สบายๆ ซึ่งด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ทั้งด้านนอกฝาหลังและด้านในตัวเครื่องจนไปถึงชิ้นส่วนใต้ตัวเครื่องด้วย ที่ทั้งเบาและแข็งแรงพร้อมๆ กัน เรียกได้ว่าช่วยให้น่าใช้งานยิ่งขึ้นไปอีก

ส่วนของการพกพาของ Notebook ที่จะนำมาใช้งาน Work from Home ก็ถือว่าสำคัญถ้าเทียบกับสเปกที่แนะนำเป็น Core i5 / Core i7 ได้แรมขนาด 8GB ขึ้นไป ได้ SSD เป็นมาตรฐาน ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องที่เบาสุดๆ ไม่เกิน 1.6 กิโลกรัม จัดว่าดีกว่าตามมาตรฐานของ Notebook ทั่วไป ที่ใช้สเปกนี้มาก ที่สำคัญอแดปเตอร์จ่ายไฟ ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันถ้ามีขนาดที่เล็กและเบากว่าปกติก็จะดีมากๆ ทำให้การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานที่บ้าน ที่ปกติแล้วคนทำงานก็จะสามารถทำได้ด้วย Notebook ได้ทุกๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน รวมไปถึงสวนหน้าบ้าน อีกด้วย

5. การเชื่อมต่อครบครันที่สุด

Notebook เพื่อการใช้งานแบบจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นขนาดหน้าจอ 14″ / 15.6″ ซึ่งกรณีที่เรานั้นความบางเบาเป็นพิเศษ ก็จะส่งผลให้ขนาดและมิติโดยรวมเล็กกระทัดรัดกว่าปกติด้วย อย่างไรก็ตามการที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันก็สำคัญอยู่เสมอ ซึ่งถ้าให้ดีที่สุด ก็ควรจะมีพอร์ต Thunderbolt 3 ที่เป็นพอร์ตที่ล้ำหน้าที่สุดรองรับการเชื่อมต่อกับทุกๆ อุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นตัวอแดปเตอร์เอง (นั่นก็หมายความว่า Notebook รุ่นนั้นต้องมาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ USB-C ด้วย) รวมไปถึงการชาร์จไฟผ่านทาง Power Bank ที่เป็น USB PD ได้ด้วย (USB Power Delivery) ที่ให่ความสะดวกสบายอย่างที่สุด หรือกรณีที่เราจะนำไปเชื่อมต่อหน้าตอความละเอียดสูง 4K ก็รองรับอย่างเต็มรูปแบบ แน่นอนว่าการโอนถ่ายไฟล์ก็เร็วที่สุดระดับ 40 Gbps ทีเดียว ซึ่ง Notebook เครื่องนั้นให้ Thunderbolt 3 มา 2 พอร์ตก็ยอดเยี่ยมมากๆ

นอกจากพอร์ต Thunderbolt 3 แล้ว พอร์ตอื่นๆ ก็ยังคงสำคัญในการต่อพ่วงใช้งานกับอุปกรณ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A เพื่อการเชื่อมต่อไปยังแฟลชไดร์ฟ, ฮาร์ดดิสก์ภายนอก, ชุดเมาส์คีย์บอร์ด/ HDMI 1.4 เพื่อการต่อไปยังมอนิเตอร์, ทีวี, โปรเจคเตอร์/ micro-SD Card Reader / Mic-in and Headphone-out หรือถ้าเราต้องการเชื่อมต่อมากกว่านี้ก็สามารถเพิ่มเติมด้วย USB-C Hub ได้ด้วย อีกทั้งมีเชื่อมต่อไร้สายถ้าให้ดีที่สุดก็ควรต้องเป็น Bluetooth 5.0 เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไร้สาย อย่างหูฟังหรือเมาส์ และ Wi-Fi 6 AX ที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ดีกว่ารุ่นเดิมอย่าง Wi-Fi 5 AC กว่า 3 เท่า และยังปลอดภัยกว่าด้วย

6. เครื่องต้องมีความทนทาน

นอกจากเรื่องดีไซน์การออกแบบที่บางเบานั้นเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจแล้ว สำหรับ Notebook สายทำงาน Work from Home ที่จะใช้งานในบ้านก็ลงตัว หรือทำงานนอกบ้านก็มั่นใจได้ ด้วยมาตรฐานความทนทานอย่าง MIL–STD 810G US Military Standard นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะการันตีได้ถึงความแข็งแรงทนทานกับการใช้งานสถานการณ์ต่างๆ โดยรองรับต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เรียกได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คน้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้ ซึ่งถ้าเราเลือกซื้อ Notebook และมาพร้อมกับมาตรฐาน MIL–STD 810G US Military Standard ก็จะดีมากๆ

เพราะ Notebook ที่ได้รับการทดสอบ MIL–STD 810G US Military Standard เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักธุรกิจหรือคนที่ต้องการสุดยอด Notebook ที่ไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพสูงคู่ใจเท่านั้น แต่ในการทำงานสายระดับมืออาชีพก็มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่อง Notebook ของเราจะไม่พังหรือเสียหายง่ายๆ จากการที่เราใช้งานทั้งในและนอกสถานที่ ที่ไม่ใช่แค่ตัวฮาร์ดแวร์ภายนอกที่ใช้วัสดุเป็นโลหะคุณภาพสูงเพียงอย่างเดียว แต่ข้อมูลงานข้างในของเรามีความสำคัญยิ่งกว่า ส่งผลการทำงานของเรานั้นทำได้เต็มที่หมดความกังวลว่าข้อมูลจะสูญหายไปเลย

7. ระบบระบายความร้อนดี

Notebook ที่ดีเพื่อการใช้งานระดับมืออาชีพ ไม่ว่าจะ Work from Home หรือ Work from Everywhere ก็ควรมีระบบระบายความร้อนที่ดี เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เพราะถ้าหากจัดการความร้อนได้ไม่ดีพอ จะก่อให้เกิดผลเสียต่ออุปกรณ์ข้างใน รวมไปถึงประสิทธิภาพในการทำงาน ที่อาจจะมีการลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะว่าระบายความร้อนไม่ทัน อุณหภูมิข้างในก็จะสูงขึ้นเกิดกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งด้วยความปลอดของฮาร์ดแวร์ภายในอย่างชิปประมวลผลหรือการ์ดจอ ก็จะปรับลดความเร็วลงให้เมาะสมจนกว่าความร้อนจะลดลงด้วย ส่งผลให้การประมวลผลงานของเราเกิดความล่าช้าขึ้นนั่นเอง รวมไปถึงไม่แน่ว่าถ้าเกิดความร้อนสูงสุดขึ้นบ่อยๆ อายุการใช้งานของ Notebook ก็จะสั้นลงด้วย

ฉะนั้นถ้าเราต้องเลือกซื้อ Notebook เน้นความแรงลื่นที่สุดในการทำงานแล้ว ระบบระบายความร้อนก็เป็นเรื่องที่เรามองข้ามไม่ได้เลย แนะนำว่าตัวเครื่อง Notebook ควรมีการช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ช่วยส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี พร้อมกันนั้นต้องมีพัดลมระบายความร้อน 1 – 2 ตัว และช่องเป่าลมร้อน 1 – 2 ช่อง ยิงเป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผล และการ์ดจอด้วย Heat Pipes รวมกันมากกว่า 2 เส้นขึ้นไป จะช่วยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม อีกทั้งถ้ามีซอฟต์แวร์ช่วยเร่งรอบพัดลมอีกก็จะดีมากๆ

8. จอคุณภาพดี แบตใช้ได้นาน

นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว เรื่องของหน้าจอและการใช้งานของแบตเตอรี่ก็สำคัญด้วย โดย Notebook ที่เราซื้อมาเพื่อเน้นการใช้งานที่มากกว่าการใช้งานพื้นฐานทั่วไป ก็ควรคาดหวังในเรื่องของประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นกว่า อย่างหน้าจอเทคโนโลยีคุณภาพดีเลือกใช้งานพาเนลเป็น IPS เกรดสูง เพื่อใช้งานได้อย่างน่าประทับใจอ ทั้งเรื่องสีสันและมุมมองที่กว้างพิเศษ  พร้อมสีสันที่แม่นยำเทียบตรง ด้วยค่ามาตรฐาน sRGB ใกล้เคียง 100% ที่สุด รวมไปความละเอียดหน้าจอควรเป็น Full HD (1920 x 1080) ขึ้นไป หรือถ้าได้เป็น Ultra HD (3840 x 2160) ก็จะดีที่สุดให้ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก ตอบสนองการทำงานของเราได้เป็นอย่างดี เมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และทำงานจริงๆ จังๆ

สำหรับแบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน Notebook รุ่นปัจจุบัน ก็จะเป็นแบบฝังทั้งหมดเพื่อให้ตัวเครื่องมีความกระชับ ที่ถ้าเป็น Notebook ทั่วๆ ไป จะใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานประมาณ 3 – 4 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ถ้าจะเลือกซื้อ Noteboook เพื่อการใช้งานเน้นความมืออาชีพ ที่ช่วงนี้ต้อง Work from Home แล้วล่ะก็ แนะนำว่าแบตเตอรี่ต้องใช้งานระดับ 8 – 10 ชั่วโมง (เมื่อเราใช้งานพื้นฐานอย่างชมวีดีโอหรือทำงานเอกสาร) เพราะทำให้เราไม่ต้องพกพาอแดปเตอร์ไปทุกที่ทุกเวลา หรือเอาเข้าจริงจะพกพาอแดปเตอร์ไปอีกตัวก็พอไหวอยู่ เพราะถ้าสืบเนื่องได้มาตรฐาน  USB PD ที่ชาร์จไฟกลับเข้าไป 15 นาที Notebook จะสามารถใช้งานได้ยาวนาน 2 ชั่งโมงได้ทีเดียว (กรณีแบต 0%)

สรุปมีรุ่นอะไรน่าซื้อบ้าง ?

ปิดท้ายขายของได้…สำหรับ MSI Notebook ที่ต้องยอมรับว่า ทาง MSI ได้มีการแยกประเภทของ Notebook เพื่อการทำงานระดับมืออาชีพออกมาจาก Gaming Notebook ที่เป็น G Series อย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็นในส่วนของ Content Creator ที่ประกอบไปด้วย MSI Modern 14 / MSI Modern 15 ซึ่งเป็น Notebook เน้นความบางเบา ราคาคุ้มค่าไม่แพ้ ที่ตอบโจทย์การทำงานได้อย่างลงตัวที่สุด ตอบโจทย์สายคนทำงาน Content Creator โดยเฉพาะ ที่นอกจากสเปกที่ดีแล้ว

งานดีไซน์และงานประกอบก็ลงตัว แลดูทันสมัยและแตกต่างจาก MSI แบบเดิมๆ พร้อมกางหน้าจอได้ 180 องศา และมีฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ช่วยในกรณีที่นำเสนองาน ขอบหน้าจอก็มีความบางมากๆ แทบจะไร้ขอบทีเดียว อีกทั้งด้วยที่เป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง sRGB 97% ช่วยให้มุมมองในการมองเห็นเพิ่มมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าทั้งสเปก ฟีเจอร์ วัสดุ เหนือกว่าโน้ตบุ๊คบางเบาหลายๆ ค่าย มีราคาเริ่มต้นเพียง 23,900 บาทเท่านั้น ประกอบไปด้วย

MSI Modern 14

MSI Modern 15

อีกทั้งยังมี Notebook สายทำงานที่จริงจังกว่าอย่าง MSI Prestige 14 / MSI Prestige 15 มาพร้อมกับประสิทธิภาพจากชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 รุ่นล่าสุดอย่าง Core i7-10710U ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอตัวแรง NVIDIA GeForce GTX 1650 Max-Q และฟีเจอร์ใหม่ๆ อีกมากมาย อาทิ Wi-Fi 6 AX / Thunderbolt 3 ที่สำคัญคือตัวเครื่องมีความพรีเมียมและบางเบาอย่างที่สุด มีน้ำหนักเพียง 1.29 กิโลกรัมเท่านั้น ในส่วนของสเปกแรมได้มาขนาด 16GB และ SSD ที่ 1TB จัดเต็ม ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด

ได้หน้าจอแสดงผลแบบ True Pixel มาตรฐานความละเอียด Full HD / Ultra HD ที่จะช่วยให้เหล่าครีเอเตอร์ได้เติมเต็มประสบการณ์ในด้านการสร้างสรรค์ผลงานได้มากยิ่งขึ้น จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่มาพร้อมสเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ที่แรงที่สุดในตลาดตอนนี้แล้ว อีกทั้งได้ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ครบครันตามสไตล์ของ MSI ที่จัดเต็ม ไม่เกรงใจใคร ในราคาเริ่มต้นเพียง 43,900 บาทเท่านั้น

MSI Prestige 14

MSI Prestige 15

เพื่อนๆสามารถกดเข้าไปชมหน้าสเปกเต็มๆ และเลือกสั่งซื้อกันได้เลย

from:https://notebookspec.com/msi-notebook-work-from-home/515119/