คลังเก็บป้ายกำกับ: CONTENT

รีวิว Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) แรงไว้ใจได้ อัพเกรดได้เพียบ สดใหม่น่าโดน! เริ่มแค่ 35,990 บาท

Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) หัวใจ Alder Lake มาแล้ว! แรงน่าใช้อัพเกรดได้เพียบ

nitro alder cover

ถ้าพูดถึงเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คราคาไม่แพงเข้าถึงง่ายของ Acer ก็ต้องเป็นตระกูล Nitro 5 อย่างแน่นอน และล่าสุด Acer Nitro 5 (intel Gen 12) รุ่นใหม่ล่าสุด ซีพียู Intel 12th Gen Alder Lake ก็เปิดตัวลงสนามเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คให้เกมเมอร์ได้สัมผัสประสิทธิภาพของซีพียูสถาปัตยกรรรมใหม่ที่ใส่คอร์ 2 ชุดมาให้ในตัวแล้ว และราคาค่าตัวก็ยังไม่แพงมากเข้าถึงง่ายรวมทั้งอัพเกรดเพิ่มแรมและ SSD ได้อีกเพียบ ไม่ทิ้งเอกลักษณ์เดิมของตระกูล Nitro 5 ไปแม้แต่น้อย

Advertisementavw

ซึ่งรุ่นใหม่ก็ต้องมีอะไรใหม่ๆ ให้เกมเมอร์ได้สัมผัสกัน อย่างแรกคือ อินเตอร์เฟส PCIe สำหรับติดตั้ง M.2 NVMe SSD ได้อัพเกรดเป็น Gen 4 ทำให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นมาก รองรับช่องละ 1TB, ใส่แรม DDR4 บัส 3200MHz ได้ 2 ช่อง รองรับสูงสุด 32GB ทีเดียว ทำให้เกมเมอร์และคนทำงานใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทำงานกราฟฟิค 3D หรือเล่นเกมฟอร์มยักษ์ได้สบายๆ ไม่มีปัญหา

Acer Nitro 5 2022 DSC02731

เมื่อซีพียูของ Acer Nitro 5 (intel Gen 12) ถูกอัพเกรดเป็น Intel Alder Lake แล้ว การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 30-Series แบบ Max-Q ก็ได้ตัวช่วยอย่าง MUX Switch สำหรับสลับโหมดการทำงาน เวลาต้องการใช้งานหลายชั่วโมงก็สลับโหมดไปเป็นการ์ดจอออนบอร์ดแล้วตัดมาการ์ดจอแยก NVIDIA เวลาเล่นเกมหรือทำงาน 3D ที่ต้องพึ่งพลังการเรนเดอร์สูงๆ ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ฟีเจอร์หนึ่งในการ์ดจอตระกูล Max-Q ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ นอกจาก NVIDIA DLSS และ Ray Tracing แล้ว ระบบ AI จะคอยจัดการถ่ายเทพลังงานไฟฟ้าไปมาระหว่างการ์ดจอและซีพียูอย่างเหมาะสม เร่งกำลังการประมวลผลของการ์ดจอให้ดีขึ้นได้เวลาจำเป็นต้องใช้งาน และบริหารจัดการอุณหภูมิได้อย่างดี ไม่รบกวนเวลาทำงานหรือเล่นเกมด้วย

Video Review

NBS Verdict

Acer Nitro 5 2022 DSC02730

Acer Nitro 5 (intel Gen 12) เป็นการอัพเกรดเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นยอดนิยมและราคาเป็นมิตรได้อย่างดี ตอบโจทย์ผู้ใช้เป็นวงกว้างไม่ว่าจะนักเรียนนักศึกษาที่อยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คไว้เรียน, ทำรายงานไปจนถึงเล่นเกมก็ได้ ด้านคนทำงานไม่ว่าจะสายออฟฟิศหรือคนตัดต่อวิดีโอก็เหมาะสม เพราะเมื่อจับคู่ Intel 12th Gen Alder Lake เมื่อจับคู่กับ NVIDIA GeForce RTX 30-Series ก็ใช้งานได้หลากหลายแบบ ตั้งแต่งานเอกสาร, ตัดต่อวิดีโอหรือเรนเดอร์โมเดล 3D และดีต่อคนอยู่หอพักหรือคอนโดมิเนียม ก็ซื้อ Acer Nitro 5 (intel Gen 12) เอาไว้เครื่องเดียวต่อหน้าจอและคีย์บอร์ดแยกก็ใช้งานได้ดีไม่แพ้การประกอบพีซีสักเครื่องหนึ่งเลย

ด้านการเชื่อมต่อทั้งแบบมีสายและไร้สาย ต้องขอยกเป็นจุดเด่นของ Acer Nitro 5 (intel Gen 12) โดยด้านหลังเครื่องจะมีพอร์ต Thunderbolt 4 แบบ Full Function ใช้ต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ ขอแค่เป็นปลั๊ก 100 วัตต์ก็ชาร์จได้ทันที ส่วนพอร์ต LAN และ Wi-Fi ก็ใช้ Intel Killer Lan E2600 และ Intel Killer Wi-Fi AX1650i ซึ่งเหมาะสมกับความเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมากๆ นั่นเพราะรูปแบบการทำงานของ Intel Killer จะโฟกัสแบนด์วิธให้โปรแกรมประเภทเกมทำให้เล่นเกมได้เสถียรและต่อเนื่องรวดเร็วเป็นพิเศษ ซึ่งดีกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คบางรุ่นที่ยังใช้การ์ด Wi-Fi, LAN แบบธรรมดาเหมือนกับโน๊ตบุ๊คทำงานอยู่

ส่วนจุดสังเกตเล็กน้อยๆ ซึ่งผู้เขียนพบตอนใช้ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) คือ ถ้าเล่นเกมก็จะไม่มีฟังก์ชั่น Windows Lock ทำให้ตอนเล่นเกมด้วยคีย์บอร์ดของโน๊ตบุ๊คต้องระวังไม่ให้มือโดน เพื่อไม่ให้หน้า Start Menu เด้งขึ้นมาขัดจังหวะตอนเล่นเกมได้ ด้านสเปคของตัวเครื่องแม้จะอัพเกรดมาดีสมค่าตัวก็ตาม แต่ก็ยังน่ากังขาอยู่ว่าทำไมรุ่นเริ่มต้นถึงได้แรมเพียง 8GB DDR4 เท่านั้น เพราะในเมื่อเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คทั้งที ณ ปี 2022 นี้แล้ว ก็น่าจะได้ 16GB DDR4 เป็นมาตรฐานไปเลยดีกว่า ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้อัพเกรดตั้งแต่ซื้อเครื่องเลยเพื่อป้องกันปัญหาคอขวดเวลาทำงานหรือเล่นเกมฟอร์มยักษ์ ทว่าจุดน่ากังขายิ่งไปกว่านั้น คือ การขันน็อตเปิดฝาอัพเกรดจะมีน็อตตัวหนึ่งซ่อนอยู่ใต้สติ๊กเกอร์รับประกัน (ซึ่งระบุเอาไว้ชัดเจนว่าประกันจะขาดเมื่อสติกเกอร์นี้ฉีกขาดด้วย) ดังนั้นถ้าต้องการอัพเกรดเครื่องควรทำตั้งแต่ครั้งแรกโดยช่างผู้ชำนาญการของทางร้านหรือทาง Acer เป็นคนจัดการ หรือไม่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงเมื่อโน๊ตบุ๊คเสียหายหรือมีปัญหาด้วยตัวเองแทน

ข้อดีของ Acer Nitro 5 (intel Gen 12)
  1. ติดตั้ง Intel 12th Gen Alder Lake รุ่นประสิทธิภาพสูงมาให้ใช้ทำงานและเล่นเกมแล้ว
  2. คีย์บอร์ดเป็นแบบ 4-Zone RGB ปรับแต่งได้ด้วยโปรแกรม NitroSense
  3. ติด Multimedia Hotkey ไว้เหนือชุด Numpad ใช้เปลี่ยนเล่นเพลงหรือหนังได้สะดวก
  4. มีปุ่ม NitroSense โดยเฉพาะ ติดตั้งเห็นชัดเจน ช่วยตกแต่งเพิ่มเอกลักษณ์ให้คีย์บอร์ด
  5. อัพเกรดเครื่องได้เยอะ รองรับ M.2 NVMe SSD กับแรม DDR4 SO-DIMM อย่างละ 2 ช่องและ 2.5″ SATA III SSD/HDD อีกช่อง
  6. อินเตอร์เฟส M.2 NVMe SSD เป็น PCIe 4.0 x4 ทั้ง 2 ช่อง รองรับความจุช่องละ 1TB
  7. มีพอร์ต Thunderbolt 4 แบบ Full Function ติดตั้งมาให้ ต่อจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ด้วย
  8. ตัวเครื่องเย็นแทบจะตลอดเวลาแม้จะรันโปรแกรมใหญ่ๆ หรือเล่นเกมก็ไม่ร้อนเลย
  9. ได้หน้าจอคุณภาพสูง ขอบเขตสีกว้าง ค่า Refresh Rate เพิ่มจาก 144 เป็น 165Hz
  10. ติดตั้ง Intel Killer Lan E2600 และ Intel Killer Wi-Fi AX1650i มาให้ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อเล่นเกมได้อย่างยอดเยี่ยมและเสถียรเป็นพิเศษ
ข้อสังเกตของ Acer Nitro 5 (intel Gen 12)
  1. ให้แรมมาจากโรงงานเพียง 8GB DDR4 เท่านั้น ควรอัพเกรดเป็น 16GB ให้พอใช้งาน
  2. ต้องแกะฝาหลัง 2 ชิ้นเพื่ออัพเกรดแรมและ SSD ในเครื่อง ถ้าไม่สังเกตอาจจะทำให้ตัวเครื่องเสียหายได้ และยังติดสติกเกอร์ประกันตัวเครื่องปิดน็อตไว้ด้วย
  3. ขาดปุ่ม Windows Lock ไว้ป้องกันตอนเล่นเกมแล้วเผลอพลาดกดผิดปุ่ม
  4. ระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่อยู่ได้ราว 4 ชั่วโมงเท่านั้น ถือว่าอยู่ได้ไม่นานมากนัก

รีวิว Acer Nitro 5 (intel Gen 12)

Specification

Acer Nitro 5 (intel Gen 12)

Acer Nitro 5 (intel Gen 12) ถูกออกแบบให้สวยงามและดีขึ้นกว่าโมเดลก่อน ไม่ว่าจะขาตั้งตัวเครื่องที่แข็งแรงและกางได้กว้างขึ้น, คีย์บอร์ด 4-Zone RGB, ระบบระบายความร้อนซึ่งออกแบบมาใหม่ ทำให้ระบายความร้อนได้ดีกว่าเดิมและเลือกได้ถึง 4 สเปคด้วยกัน ซึ่งรุ่นที่ได้มาทดสอบจะมีสเปคดังนี้

สเปคของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12)
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ (6P+8E) 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 39,900 บาท (Advice)

ยิ่งไปกว่านั้น Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) ยังมีรุ่นย่อยให้เลือกอีก 3 รุ่น ให้เกมเมอร์และคนทำงานได้เลือกซื้อตามตามความต้องการ โดยมีสเปคและรหัสดังนี้

Acer Nitro 5 AN515-58-55UB
  • CPU : Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ (4P+8E) 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 35,900 บาท (ราคากลาง)
  • ชมสเปคโดยละเอียด คลิกที่นี่
Acer Nitro 5 AN515-58-5026
  • CPU : Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ (4P+8E) 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 45,900 บาท (Advice)
  • ชมสเปคโดยละเอียด คลิกที่นี่
Acer Nitro 5 AN515-58-74W2
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ (6P+8E) 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 49,900 บาท (ราคากลาง)
  • ชมสเปคโดยละเอียด คลิกที่นี่

Hardware & Design

Acer Nitro 5 2022 DSC02729

Acer Nitro 5 2022 DSC02737
Acer Nitro 5 2022 DSC02696
Acer Nitro 5 2022 DSC02738
Acer Nitro 5 2022 DSC02713

ดีไซน์บอดี้ของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะยังคงดีไซน์จาก Nitro 5 รุ่นก่อนเอาไว้บางส่วน ได้แก่ สันตัวเครื่องเหนือคีย์บอร์ดสำหรับติดตั้งขาฐานหน้าจอและยิงเลเซอร์ชื่อบริษัทเอาไว้ตรงขอบล่างหน้าจอ แต่ก็ปรับแต่งดีไซน์หลายๆ ส่วนให้ทันสมัยคล้ายกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คจากแบรนด์คู่แข่งที่ไม่ติดขาฐานหน้าจอเอาไว้ริมตัวเครื่องสองด้านแล้ว แต่ย้ายเข้ามาในโซนบอดี้ตัวเครื่องแทน และร่นระยะของคีย์บอร์ดลงมาจากสันขอบด้านบนตัวเครื่องราว 1-2 นิ้ว เพื่อเปิดเป็นช่องดึงอากาศเย็นเข้าเครื่องไประบายความร้อนของซีพียูและการ์ดจอแยก

ลูกเล่นการออกแบบต้องถือว่าทาง Acer ทำได้น่าสนใจ จะเห็นว่าสันตัวเครื่องสกรีนคำว่า Nitro เอาไว้ เมื่อกางหน้าจอแล้วจะเห็นคำว่า Acer อยู่เหนือคำนี้พอดี และขอบฝั่งขวามือของตัวเครื่องเหนือปุ่ม Power จะเห็นโลโก้ DTS:X ซึ่งเป็นบริษัทผู้ปรับจูนเสียงลำโพงให้ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) ติดอยู่ด้วย

Acer Nitro 5 2022 DSC02726

ขาตั้งหน้าจอเมื่อขยับเข้ามาด้านใน ไม่ได้ติดอยู่ริมขอบเครื่องเหมือนโมเดลก่อนหน้า ทำให้ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) สามารถกางหน้าจอได้กว้างราว 120 องศา ทำให้วางเครื่องบนโต๊ะหรือแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็ปรับองศาให้เข้ากับมุมสายตาของเราได้ง่าย และตัวขาบานพับก็ประกอบมาได้แข็งแรง ไม่เกิดอาการสั่นหรือสะบัดเวลากางหน้าจอหรือกดปุ่มบนคีย์บอร์ดเร็วๆ เลย ถือว่างานประกอบทำได้ดีทนทาน

Acer Nitro 5 2022 DSC02702

Acer Nitro 5 2022 DSC02703
Acer Nitro 5 2022 DSC02692

จุดต่างของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จนไม่เหลือเค้าเดิมของ Nitro 5 โมเดลก่อน จะเห็นว่ากรอบหน้าจอนอกจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมปกติไม่ได้ตัดขอบทำเฉียงฝั่งซ้ายและขวาเหมือนรุ่นก่อน บอดี้ฝาหลังก็เปลี่ยนจากการยิงเลเซอร์ 2 แนวซ้ายขวาให้เหมือนตัว Y และเอาโลโก้บริษัทไว้กลางหน้าจอ ก็กลายเป็นลายกราฟฟิตี้ 4 เส้นและขยับโลโก้ขึ้นไปส่วนบนพร้อมปรับขนาดฟ้อนท์ให้เล็กลงอีกด้วย

ด้านช่องระบายความร้อนของตัวเครื่องก็ถูกขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยและเลื่อนไปชิดขอบแทน มีชิ้นปีกสีเงินเหมือนช่องท่อไอเสียของเครื่องบินเจ็ตหรือซุปเปอร์คาร์ และขอบหลังเครื่องระหว่างช่องระบายอากาศจากที่เคยมีแต่ช่องต่ออแดปเตอร์อย่างเดียวก็มี Thunderbolt 4 กับ HDMI เพิ่มเข้ามาด้วย แต่ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าน่าขยับพอร์ต LAN มาเรียงไว้อีกพอร์ตจะดีกว่า จะได้รวมพอร์ตที่ไม่ค่อยถอดออกเอาไว้โซนเดียวไปเลย

Acer Nitro 5 2022 DSC02685

ส่วนด้านใต้ตัวเครื่องจะมีช่องลมเข้าขนาดใหญ่ กินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของด้านใต้เครื่องพร้อมติดแผ่นยาง 4 ชิ้นเอาไว้เพื่อยกตัวเครื่องขึ้นไม่ให้บอดี้ถูกกับพื้นโต๊ะโดยตรง ป้องกันการขูดเกิดร่องรอยความเสียหายได้ดี มีน็อตแบบ Philip Head 11 ตัวขันล็อคเอาไว้ แต่มีตัวหนึ่งถูกซ่อนเอาไว้ใต้สติกเกอร์รับประกันตัวเครื่อง ซึ่งถ้าสติกเกอร์ดังกล่าวฉีกขาดก็จะถือว่าหมดสิทธิ์รับประกันไปโดยปริยาย

Screen & Speaker

Acer Nitro 5 2022 DSC02707

Acer Nitro 5 2022 DSC02710
Acer Nitro 5 2022 DSC02708
Acer Nitro 5 2022 DSC02711
Acer Nitro 5 2022 DSC02732

หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) ถูกเปลี่ยนพาเนลมาใหม่ให้คุณภาพดีกว่าเดิม โดยค่า Refresh Rate เพิ่มขึ้นจาก 144Hz ในรุ่นก่อนหน้ากลายเป็น 165Hz และ Response Time 3ms ทำให้ตอบสนองได้ดีกว่าเดิมและดีไซน์ให้กรอบหน้าจอบางลงกว่ารุ่นก่อนทั้ง 3 ด้าน ทำให้พื้นที่แสดงผลมากขึ้นแต่ตัวเครื่องไม่ใหญ่จนพกพาได้ลำบาก ยิ่งเป็นพาเนล IPS ก็ทำให้องศาการมองเห็นกว้าง 178 องศาในทุกมุม เมื่อพับหน้าจอลงมาตามในภาพตัวอย่างจะเห็นว่าหน้าจอสีสันไม่เพี้ยนไปและไม่เกิดเงาบนหน้าจอด้วย

gamut sum
gamut sum deep

ส่วนของขอบเขตสีหน้าจอหลังจากทดสอบและ Calibrate ด้วย Calibrite รวมทั้งเซ็ตโปรไฟล์สีด้วย DisplayCal 3 แล้ว จะเห็นว่าหน้าจอของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) มีขอบเขตสีกว้างระดับ 97.8% sRGB, 69.7% AdobeRGB และ 72.3% DCI-P3 และค่าความเที่ยงตรงสีบนหน้าจอ แสดงผลเป็น Delta-E จะได้ค่าเฉลี่ยที่ 0.17 เท่านั้น ซึ่งเมื่อน้อยกว่า 2 ก็ช่วยการันตีได้ว่าหน้าจอนี้ได้สีสันเที่ยงตรงระดับใช้ทำงานอาร์ต พรู้ฟสีงานอาร์ตได้โดยไม่มีปัญหา ส่วนความสว่างเมื่อปรับไป 100% แล้ว จะสว่างถึง 363.06 cd/m2 ทีเดียว จัดว่าใช้นั่งทำงานนอกอาคารเช่น ชานร้านกาแฟได้สบายๆ ถ้าใช้งานในห้องหรือออฟฟิศแนะนำให้ปรับความสว่างลงมาราว 70% ก็สว่างเพียงพอแล้ว

Acer Nitro 5 2022 DSC02686
Acer Nitro 5 2022 DSC02687
Acer Nitro 5 2022 DSC02679
Acer Nitro 5 2022 DSC02680

ลำโพง 2 วัตต์ทั้งสองดอกด้านใต้ตัวเครื่องได้รับการจูนเสียงโดย DTS:X แล้ว เนื้อเสียงของลำโพงจะได้โทนเน้นเกมมิ่งเป็นหลัก เวลาเล่นเกมก็สามารถแบ่งแยกทิศทางเสียงได้ชัดเจน รู้ว่าตอนนี้ศัตรูโจมตีเข้ามาจากทางไหนและได้เสียงเบสนำเป็นหลัก กลับกันคือ ลำโพงของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะเหมาะกับเพลงไม่กี่แนวเท่านั้น เนื่องจากเสียงค่อนข้างขุ่นนิดๆ เบสหนักหน่อย ฟังแนวร็อค, EDM และเพลงเน้นเสียงเบสได้ดี แต่เพลงแนวแจ๊สกลายเป็นว่าสเตจค่อนข้างจะแคบและเสียงแหลมพอขึ้นสูงแล้วปลายแตกพร่าอยู่นิดหน่อย ดังนั้นใครที่อยากฟังเพลงแนวดังกล่าวแนะนำให้ต่อลำโพงแยกไปดีกว่า

Keyboard & Touchpad

Acer Nitro 5 2022 DSC02715

Acer Nitro 5 2022 DSC02717
Acer Nitro 5 2022 DSC02718
Acer Nitro 5 2022 DSC02704
Acer Nitro 5 2022 DSC02706

คีย์บอร์ดขนาด Full-size ของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) เป็นคีย์บอร์ดแบบ 4-Zone RGB ทุกรุ่นตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นแล้ว สามารถเปลี่ยนแสงสีได้ในโปรแกรม NitroSense ที่ติดตั้งมาให้พร้อมกับตัวเครื่อง ไม่ได้กั๊กเอาไว้ให้รุ่นราคาแพงเหมือนโมเดลที่แล้วอีกต่อไป ทำให้เกมเมอร์สามารถเปลี่ยนเอฟเฟคแสงได้ตามรสนิยมของตัวเองเลย สามารถกดเปิดปิดไฟคีย์บอร์ดได้ด้วยปุ่มลัดบนคีย์บอร์ดอีกด้วย

ดีไซน์จะเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพอดี ตัวปุ่มไม่เลยบรรทัดออกมาเหมือนคีย์บอร์ดของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คบางรุ่นที่ชุดปุ่มลูกศรจะเลยลงมาด้านล่างเกยอยู่กับโซนที่วางข้อมือ ได้ความเป็นระเบียบดีแต่ก็ต้องย่อขนาดของบางปุ่มบนคีย์บอร์ดลงไปด้วยเช่นกัน

Acer Nitro 5 2022 DSC02723

สำหรับ Function Hotkey ตรงบรรทัด F1-F12 จะถูก Mapping มาให้เกือบทุกปุ่ม ยกเว้น F1 เท่านั้นที่ไม่ได้เซ็ตคีย์ลัดเอาไว้ โดยทาง Acer เซ็ตคำสั่งเอาไว้ดังนี้

  • F2 – ปิดการทำงาน Touchpad
  • F3 – ปิดเปิดการทำงาน Wi-Fi
  • F4 – Sleep Mode
  • F5 – ปุ่ม Project ตั้งค่าการทำงานหน้าจอหลักและเสริม
  • F6 – ปุ่มปิดการทำงานหน้าจอโน๊ตบุ๊ค
  • F7 – ปิดลำโพง
  • F8 – ปิดไมค์
  • F9-F10 – ลดหรือเพิ่มความสว่างของไฟ LED Backlit คีย์บอร์ด
  • F11 – คำสั่ง Pause
  • F12 – คำสั่ง Scroll Lock

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าปุ่มเพิ่มลดเสียงและความสว่างจะไม่ได้เซ็ตเอาไว้ตรงนี้เพราะถูกย้ายไปรวมไว้กับปุ่มลูกศรแทน ทำให้มีปุ่ม F1 ว่างอยู่และทำให้ปุ่ม Pause และ Scroll Lock ถูกขยับเข้ามาในโซนนี้ด้วย แต่ส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าถ้าให้ดี แนะนำให้ทางบริษัทจัดการ Mapping เอาทั้งสองปุ่มตรง F11-F12 ไปรวมกับปุ่มควบคุมการเล่นเพลงทั้ง 3 ปุ่มเหนือ Numpad แทน ถ้ากดปกติก็ให้เป็นตัวคุมโปรแกรมเล่นเพลง ถ้ากด Fn ค้างไว้ก็ได้เป็น Pause, Scroll Lock แบบนี้จะดีกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ามีพื้นที่ว่างเหลือเพิ่มขึ้นมา 3 ปุ่ม ผู้เขียนก็คิดว่าทาง Acer น่าจะ Mapping ปุ่มลัดอื่นอย่างการปรับโหมดพัดลม, ปุ่มลัดแบบให้ผู้ใช้กำหนดเอง, Page Up กับ Page Down รวมไว้ในปุ่มเดียวกัน หรือแม้แต่ Snipping Tool ก็ยังได้ ทำให้ Multimedia Hotkey สมบูรณ์แบบน่าใช้งานยิ่งขึ้นอีก

Acer Nitro 5 2022 DSC02721

Acer Nitro 5 2022 DSC02722
Acer Nitro 5 2022 DSC02719
Acer Nitro 5 2022 DSC02716
Acer Nitro 5 2022 DSC02720

ด้านเอกลักษณ์ของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) ซึ่งรับสืบทอดมาจากรุ่นก่อนหน้า จะมีปุ่ม WASD, ลูกศรขึ้นลงซ้ายขวาและปุ่ม NitroSense ข้างปุ่ม Num Lock จะถูกล้อมกรอบสีขาวเอาไว้เหมือนกับ Acer Nitro 5 รุ่นก่อนๆ และตัดขนาดของปุ่ม Grave Accent (~) ลงไปให้เหลือแค่ครึ่งเดียวให้ปุ่มอื่นๆ ในบรรทัดเดียวกันเป็นปุ่มขนาดปกติทั้งหมด

ถัดไปมุมบนขวามือจะเห็นว่าปุ่ม Power จะถูกรวมเอาไว้เหนือชุด Numpad ด้วย ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปในโซนใช้งานปกติก็ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่ถ้าใครกดปุ่มลัดคุมโปรแกรมเล่นเพลงหรือดูหนังบ่อยๆ อาจจะมีโอกาสกดโดนแล้วปิดเครื่องโดยไม่ตั้งใจได้ ในช่วงแรกๆ ต้องพึ่งการปรับตัวอยู่บ้าง ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนไม่ค่อยประทับใจการเอาปุ่ม Power มารวมไว้ในโซนคีย์บอร์ดใช้งานหลักนัก ถ้าให้ดีผู้เขียนคิดว่าทาง Acer น่าจะทำปุ่มแยกเฉพาะออกไปเลยจะดีกว่า

Acer Nitro 5 2022 DSC02725
Acer Nitro 5 2022 DSC02724

ทัชแพดของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก ทรงสี่เหลี่ยมเกือบจตุรัสและดีไซน์ให้ซ่อนปุ่มคลิ๊กซ้ายขวา รองรับ Gesture Control ของ Windows อย่างแน่นอน และขนาดของทัชแพดนี้จัดว่าใหญ่พอใช้งานทั่วไปได้อย่างแน่นอน พอวางมือแล้วสันมือจะวางตัวเกือบเกยทัชแพด แต่ก็ไม่มีปัญหาตอนวางมือเล่นเกมแน่นอน ถ้าห่วงว่ามือจะทาบทัชแพดก็กด Fn+F2 ปิดการทำงานได้เลยเช่นกัน

Connector / Thin & Weight

Acer Nitro 5 2022 DSC02701

Acer Nitro 5 2022 DSC02700
Acer Nitro 5 2022 DSC02699

พอร์ตของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะมีพอร์ตติดตั้งอยู่ 3 ด้านรอบตัว โดยติดอยู่ข้างๆ หรือระหว่างช่องระบายความร้อน โดยมีพอร์ตติดตั้งมาดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – Intel Killer E2600 LAN x 1, USB-A 3.2 x 1, Audio combo x 1
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – ไฟแสดงสถานะการทำงานและชาร์จแบตเตอรี่ของตัวเครื่อง, USB-A 3.2 x 2
  • ด้านหลังจากซ้ายมือ – อแดปเตอร์ x 1, Thunderbolt 4 x 1 เป็น Full Function รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery 100 วัตต์, HDMI x 1
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Intel Killer Wi-Fi AX1650i รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1

ด้านพอร์ตต้องยอมรับว่าเมื่ออัพเกรดมาเป็นรุ่นใหม่แล้วมี Thunderbolt 4 Full Function รองรับการชาร์จแบตเตอรี่และต่อ USB-C Multiport Adapter แยกเป็นพอร์ตต่างๆ ได้ด้วย ต้องถือว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ไม่ต้องง้อหิ้วปลั๊กเฉพาะเครื่องติดตัวไปไหนมาไหนเป็นประจำก็ได้ แค่มีปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 100 วัตต์พร้อมสาย USB-C to C แบบรับกระแสไฟได้ 100 วัตต์ใส่กระเป๋าเอาไว้ เวลาไปนั่งทำงาน, ประชุมงานหรือเรียนก็ไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่จะหมดได้ง่ายๆ

Acer Nitro 5 2022 DSC02668

Acer Nitro 5 2022 DSC02670
Acer Nitro 5 2022 DSC02669

น้ำหนักเมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอลแล้ว เฉพาะตัวเครื่อง Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) อย่างเดียวอยู่ที่ 2.35 กิโลกรัม พอรวมอแดปเตอร์เฉพาะตัวเครื่องที่หนัก 596 กรัม จะหนัก 2.95 กิโลกรัมด้วยกัน ซึ่งเฉพาะตัวเครื่องอย่างเดียวจัดว่าไล่เลี่ยกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้

ในแง่การพกพาไปไหนมาไหนต้องถือว่า Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะค่อนข้างหนาอยู่พอสมควร จากที่ทดลองใส่กระเป๋าเป้ที่รองรับโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วทั่วไปได้ กลายเป็นว่าขอบเครื่องทั้งสองข้างจะติดซิปกระเป๋าอยู่นิดหน่อย ต้องสอดเครื่องและวางเครื่องเฉียงเล็กน้อยถึงจะใส่กระเป๋าได้ ดังนั้นถ้าาใครต้องการพกโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปไหนมาไหน แนะนำให้ใส่กระเป๋าเป้ที่ใส่โน๊ตบุ๊คขนาด 17.3 นิ้วไปเลยจะใส่โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้อย่างแน่นอน

Inside & Upgrade

Acer Nitro 5 2022 DSC02739
Acer Nitro 5 2022 DSC02683
Acer Nitro 5 2022 DSC02690
Acer Nitro 5 2022 DSC02688

การอัพเกรดเพิ่ม RAM, SSD ให้ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะมีขั้นตอนเยอะกว่า Nitro 5 รุ่นที่แล้ว ซึ่งหลังจากขันน็อตออกแล้ว จะต้องเปิดกรอบที่ปิดเหนือช่องระบายความร้อนออกก่อน จากนั้นถึงจะเห็นตะเข็บสำหรับเปิดฝาตัวเครื่อง เพราะส่วนอื่นที่ดูเหมือนเป็นตะเข็บที่เปิดเครื่องได้จะเป็นตะเข็บปลอมเกิดจากการสบกันของบอดี้ดีไซน์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม น็อตตัวสุดท้ายจะถูกซ่อนเอาไว้ใต้สติกเกอร์รับประกันของทาง Acer ซึ่งถ้าผู้ใช้เปิดฝาอัพเกรดเครื่องด้วยตัวเองเมื่อไหร่ จะทำให้ประกันตัวเครื่องหมดไปทันทีโดยปริยาย ซึ่งผู้เขียนคิดว่า Acer ไม่น่าทำเช่นนี้เลย เพราะไหนๆ ก็ออกแบบให้ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) มีช่องอัพเกรด RAM, SSD เยอะจนกลายเป็นจุดเด่นของซีรี่ส์นี้แล้วด้วย น่าจะปล่อยให้ผู้ใช้ที่มีความสามารถอัพเกรดตัวเครื่องได้อย่างอิสระจะดีกว่า 

Acer Nitro 5 2022 DSC02671

Acer Nitro 5 2022 DSC02675
Acer Nitro 5 2022 DSC02676
Acer Nitro 5 2022 DSC02677
Acer Nitro 5 2022 DSC02681

ด้านการอัพเกรดเครื่องต้องถือว่า Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) ก็อัพเกรดได้เยอะและดีกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คบางรุ่นเสียด้วย เมื่อเปิดฝาเครื่องมา จะมีอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 อยู่ 2 ช่อง รองรับสูงสุดช่องละ 1TB แยกอยู่สองฝั่งของเมนบอร์ด ติดตั้ง M.2 NVMe SSD รุ่น Micron 3400 ความจุ 512GB มาให้จากโรงงาน ถัดลงมาด้านล่างจะมีถาดใส่ 2.5″ SATA III SSD/HDD อีก 1 ช่อง มีน็อตพร้อมสายแพเอาไว้ต่อหัว SATA III ของ SSD อีกด้วย นั่นหมายความว่า Acer Nitro 5 เครื่องนี้สามารถใส่ฮาร์ดดิสก์ไว้ในเครื่องได้รวมกัน 3 ไดรฟ์ สามารถเซฟงานหรือลงโปรแกรมได้เยอะมาก

ถ้าใครต้องการอัพเกรดก็อาจจะเปลี่ยนเอา Micron 3400 ในเครื่องออกแล้วใส่ M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 สัก 2 ตัวมาติดตั้งเพิ่มได้เลย ซึ่งถ้าใครไม่แน่ใจว่าจะซื้อ SSD ตัวไหนมาติดตั้งในเครื่องสามารถคลิกอ่านบทความนี้ประกอบการตัดสินใจได้เลย

Acer Nitro 5 2022 DSC02682

แรมของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะเป็นแบบ SO-DIMM ทั้งหมด 2 ช่อง เป็นแรม DDR4 ติดตั้งมาให้ 8GB จากโรงงาน ตอนอัพเกรดให้ขันน็อตของฝาอลูมิเนียมออกแล้วดึงที่ครีบฝั่งซ้ายมือเพื่อเปิดได้ทันที และแม้ทาง Acer ไม่ได้ติดตั้งแรมเป็น DDR5 มาให้ก็ตาม แต่ DDR4 ก็มีข้อดีเรื่องราคาที่ถูกและหาซื้อได้ง่ายและเร็วเพียงพอสำหรับการเล่นเกมอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

Performance & Software

cpu 2

Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) เครื่องทดสอบได้ซีพียู Intel Alder Lake รุ่นใหม่รหัส Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ (6P+8E) 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz มีค่า TDP สูงสุด 45 วัตต์ ประสิทธิภาพถือว่าสามารถทำงานตัดต่อวิดีโอ, แต่งภาพและเล่นเกมได้เป็นอย่างดี 

ram 2
ram2

แรมในตัวเครื่องเป็นแบบ SO-DIMM จำนวน 2 ช่อง ติดตั้งมา 1 ช่อง มีความจุ 8GB DDR4 บัส 3200MHz อัพเกรดได้มากสุด 32GB ในมุมของผู้เขียนมองว่าเมื่อซื้อ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) มาแล้วถ้าไม่ใช่รุ่นท็อปสเปคราคา 49,990 บาท ควรเพิ่มแรมไป 16GB ตั้งแต่แรกจะดีสุด เนื่องจากแรม 8GB นี้ไม่น่าพอให้เกมและโปรแกรมต่างๆ ใช้งานเท่าไหร่ และถึงใช้งานได้ก็จำกัดจำเขี่ยจนดึงประสิทธิภาพออกมาได้ไม่เต็มที่อีกด้วย

integragted gpu nitro5
gpu 2

การ์ดจอในเครื่อง นอกจากการ์ดจอออนบอร์ด Intel UHD Graphics จะมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 ติดตั้งมาควบคู่กัน ใช้ทำงานตัดต่อแต่งภาพได้ดี หรือจะเล่นเกมฟอร์มยักษ์ก็ไหว ทั้งคู่รองรับชุดคำสั่ง OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan, PhysX เหมือนกันทั้งหมด แต่ฝั่งการ์ดจอ NVIDIA จะมีชุดคำสั่งเฉพาะของตัวเองเพิ่มเข้ามาคือ CUDA, Ray Tracing เข้ามาช่วยให้ทำงานกราฟฟิคได้ดีขึ้น

devicemgr 2

ด้านพาร์ทในตัวเครื่องเรียกว่าให้มาครบเครื่อง ดดย M.2 NVMe SSD เป็น Micron 3400 ความจุ 512GB ส่วนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตนับเป็นจุดแข็งของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) เพราะพอร์ต LAN เป็น Intel Killer E2600 และเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax ด้วย Intel Killer AX1650i มีแบนด์วิธคลื่นที่ 160MHz ซึ่งข้อดีของ Wi-Fi ตระกูล Killer คือ มันถูกตั้งค่าให้ความสำคัญ (Priority) กับโปรแกรมเกมเป็นพิเศษให้รับส่งข้อมูลได้เร็วและเกิดความหน่วงช้า (Latency) น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเป็นใจความสำคัญของเกมเมอร์ในปัจจุบันนี้ที่เล่นเกมผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก

ssd 3

M.2 NVMe SSD ใน Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) เป็น Micron 3400 ความจุ 512GB โดยสเปคของ SSD ที่ระบุเอาไว้หน้าเว็บไซต์นั้นเป็น SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ใช้ชิป TLC NAND แบบ 176-Layer มีความทนทาน ส่วนความเร็ว Sequential Read ได้ 6,600MB/s และ Sequential Write 3,600MB/s สามารถเขียนข้อมูลทับเข้าไดรฟ์ได้ 300 TBW (Terrabyte Written) มีระบบการเข้ารหัส AES-256 ช่วยเข้ารหัสข้อมูลใน SSD ด้วย

เมื่อทดสอบโดย AS SSD Benchmark ได้ความเร็ว Sequential Read 3,411.49MB/s และ Sequential Write 3,609.79MB/s ด้วยกัน ซึ่งถือว่าเร็วใช้ได้แต่น่าสังเกตว่าแม้ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะอัพเกรดอินเตอร์เฟสเป็น PCIe 4.0 x4 แล้วก็ตาม แต่ความเร็วกลับตันอยู่ระดับไล่เลี่ย PCIe 3.0 x4 อย่างที่เคยทดสอบมาก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจจะเป็นบั๊กในระบบไบออสก็เป็นไปได้ ในส่วนนี้อาจจะต้องรอทางผู้ผลิตอัพเดทเพิ่มเติมในภายหลัง และในเมื่อมีอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 อยู่ 2 ช่อง รองรับ RAID 0 และใส่ 2.5″ SATA III SSD ได้ 1 ช่องด้วย ดังนั้นผู้ใช้จะปรับแต่งพื้นที่หน่วยความจำในเครื่องได้สะดวกตัวยิ่งขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าทำ RAID 0 แล้วพื้นที่เก็บข้อมูลจะมีจำกัด หรือคิดว่าเอาความจุเข้าว่าไปเลยก็ใส่ SSD ให้เต็มที่ก็ได้

r15 2
r20 2

ส่วนงานเรนเดอร์ 3D CG เมื่อทดสอบด้วยโปรแกรม CINEBENCH R15 จะเห็นว่าตัว Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) ทำผลงานได้ดีทีเดียว โดยคะแนน OpenGL ทำได้ 141.41 fps และ CPU 2,453 cb กล่าวคือถ้าเอามาเรนเดอร์วิดีโอหรือทำโมเดล 3D ก็ทำได้ดีไม่มีปัญหา ส่วน CINEBENCH R20 ซึ่งเน้นทดสอบกำลังการเรนเดอร์ CG ของตัวซีพียูเอง จะเห็นว่า Intel Core i7-12700H ทำคะแนนได้สูงมากถึง 6,112 pts ทีเดียว ดังนั้นนอกจากเล่นเกมแล้ว ในฐานะโน๊ตบุ๊คทำงานก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กัน

3dmark 1

ผลการทดสอบ 3DMark Time Spy ของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ 5,071 คะแนน แยกเป็นคะแนน CPU score จะเห็นว่า Intel Core i7-12700H ทำได้ 5,734 คะแนนและ Graphics  score อีก 4,970 คะแนน จัดว่าสามารถเล่นเกมบนหน้าจอความละเอียด Full HD ได้อย่างแน่นอน และถ้าเป็นจอ QHD ก็ถือว่ายังเล่นได้ดีระดับหนึ่ง

pcmark10 1

ด้านการทำงานเมื่อทดสอบด้วย PCMark 10 จะเห็นว่าคะแนนเฉลี่ยของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) ได้คะแนนเฉลี่ย 6,151 คะแนน จัดว่าเป็นคะแนนเฉลี่ยที่สูงกว่าโน๊ตบุ๊คในยุค Intel Gen 11 อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าดูผลการทดสอบแยกตามหมวดหมู่จะเห็นว่านอกจากการใช้งานทั่วไปอย่างการเปิดโปรแกรมอย่างๆ , ประชุมออนไลน์, ทำงานเอกสารหรือจะทำงานตัดต่อแต่งภาพรวมไปถึงการเรนเดอร์ 3D CG ก็ทำงานได้ดีไม่มีปัญหา ดังนั้นคนทำงานคนไหนที่ไม่เกี่ยงเรื่องดีไซน์ตัวเครื่องก็หันมาซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปใช้ก็ดีเช่นกัน

nitro5 benchmarked

ในแง่การทดสอบเล่นเกมด้วย Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะเห็นว่าเฟรมเรทเฉลี่ยของแทบทุกเกม ยกเว้น Resident Evil Village, Elden Ring ได้เฉลี่ยเกิน 60 Fps ทั้งหมด ซึ่งถ้าซื้อมาแล้วเล่นเกมแบบสเปคเดิมจากโรงงาน Nitro 5 จะเล่นเกมออนไลน์ต่างๆ ได้โดยไม่มีปัญหา ปรับกราฟฟิคระดับสูงสุดแล้วเล่นเกมได้อย่างแน่นอน

กลับกันหากเป็นเกมฟอร์มใหญ่อย่าง Resident Evil Village กับ Elden Ring จะเจอปัญหาในจุดเดียวกัน โดยผู้เขียนใช้ MSI Afterburner มอนิเตอร์ตัวเครื่องตอนเล่นเกมแล้วพบว่า ซีพียู, การ์ดจอนั้นทำงานได้ดีไม่มีปัญหา ติดว่ามีแรมเพียง 8GB DDR4 ทำให้ตอนเล่นทั้งสองเกมนี้แล้วปรับกราฟฟิคระดับสูงสุด แรมจะถูกดึงไปใช้งานเกือบเต็ม 8GB และเหลือเอาไว้ให้ระบบของ Windows 11 ใช้งานราว 1GB เท่านั้น ทำให้เฟรมเรทตกเป็นระยะๆ อีกด้วย ทั้งที่ซีพียูและการ์ดจอสามารถเล่นเกมฟอร์มยักษ์ระดับนี้ได้สบายๆ

ซึ่งถ้าใครจะใช้ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) ทำงานและเล่นเกมแบบจริงจังล่ะก็ พอซื้อมาก็ให้ทางร้านเป็นผู้อัพเกรดไป 16GB เลยจะดีที่สุด และแรม 8GB DDR4 ปัจจุบันนี้ราคาเพียงพันบาทต้นๆ เท่านั้น ซึ่งมูลค่าการอัพเกรดแรมครั้งนี้จะทำให้ Nitro 5 แสดงประสิทธิภาพออกมาได้เต็มที่อย่างแน่นอน

main 1

keyboard
settings

ส่วนการตั้งค่าและเปลี่ยนโหมดการทำงานทั้งหมด จะมีโปรแกรม NitroSense ติดตั้งมาให้ โดยหน้าเริ่มต้นจะมีตัวเลือกสำหรับเปลี่ยนโหมดการทำงานของพัดลมและตัวเครื่อง แสดงความเร็วรอบพัดลมและกราฟมอนิเตอร์อุณหภูมิของซีพียูและจีพียูอยู่ด้วย ส่วนการเปลี่ยนสีสันและไฟ 4-Zone RGB Keyboard ให้กดรูปคีย์บอร์ดตรงมุมบนขวามือและรูปเฟืองจะเป็นการเลือกการตั้งค่าเครื่องแบบ Advanced Settings รวมอยู่ด้วย จากการใช้งานจริงต้องถือว่าใช้ได้สะดวกเข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อนเกินไปอีกด้วย

Battery & Heat & Noise

Acer Nitro 5 2022 DSC02678

แบตเตอรี่ของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะมีความจุทั้งหมด 58Wh แบ่งเป็น Typical Capacity 3,733mAh และ Rated Capacity 3,574mAh เทียบแล้วถือว่าไล่เลี่ยกันกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ สามารถใช้งานได้นานระดับหนึ่งแต่จากมุมของผู้เขียนถือว่ายังน้อยไปนิดหน่อยในปี 2022 นี้ เนื่องจากโน๊ตบุ๊คบางเบาสายทำงานบางรุ่นก็เริ่มขยับปริมาตรแบตเตอรี่ในตัวขึ้นไปเป็น 75Wh กันแล้ว ดังนั้นถ้าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คยังปล่อยให้ความจุอยู่ระดับนี้ก็อาจจะน้อยไปบ้าง

battmon 2

หลังจากทดสอบระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ตามมาตรฐานการทดสอบของทางเว็บไซต์ คือลดความสว่างหน้าจอต่ำสุด, ปิดไฟ RGB บนคีย์บอร์ด, ลดเสียงลำโพงเหลือ 10% เปิดโหมดประหยัดพลังงานใน NitroSense และ Windows แล้วดูคลิป YouTube นาน 30 นาทีโดยใช้ Microsoft Edge ได้ผลคือ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) สามารถใช้งานโดยแบตเตอรี่อย่างเดียวได้นานสุดเพียง 4 ชั่วโมง 16 นาทีเท่านั้น คาดว่าเพราะซีพียูเป็น Intel H-Series ซึ่งใช้พลังงานเยอะ ทำให้ใช้งานได้ไม่นานนัก ดังนั้นถ้าจะหยิบโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปทำงานตามร้านกาแฟหรือเข้าประชุมที่กินเวลานานหลายชั่วโมง ก็ควรพกปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 100 วัตต์หรือ Power Bank ติดไปด้วยเสมอ

Acer Nitro 5 2022 DSC02695

Acer Nitro 5 2022 DSC02672
Acer Nitro 5 2022 DSC02674
Acer Nitro 5 2022 DSC02673

ด้านระบบระบายความร้อนจะมีช่องลมเข้าทั้งหมด 2 ทาง แบ่งเป็นช่องเหนือคีย์บอร์ดและด้านใต้เครื่องอย่างละช่อง ด้านในตัวเครื่องจะเห็นว่ามีฮีตไปป์ทั้งหมด 4 เส้น พาดผ่านซีพียูและการ์ดจอตรงออกไปยังฮีตซิ้งค์หน้าทางช่องระบายความร้อนทั้งหมด 4 ช่อง ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นพัดลมดีไซน์พิเศษ มีชื่อเฉพาะเหมือนบางแบรนด์ก็ตามแต่ก็สามารถระบายความร้อนได้ดีทีเดียว

Screenshot 5 19 2022 3 52 22 PM

ส่วนอุณหภูมิในตัวเครื่องเมื่อเช็คด้วย CPUID HWMonitor จะเห็นว่าอุณหภูมิมีตั้งแต่ 0~95 องศาทีเดียว ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยตอนเครื่องทำงานเต็มที่จะอยู่ราว 75~87 องศาเซลเซียส ซึ่งถึงตัวโปรแกรมจะโชว์ให้เห็นว่าภายในตัวเครื่อง Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) จะค่อนข้างร้อนระดับหนึ่งก็ตาม แต่ตอนผู้เขียนทดลองใช้ทำงานและเล่นเกมจริงๆ กลับไม่รู้สึกร้อนหรือมีความร้อนแผ่ขึ้นมาถูกมือตอนเล่นเกมเลย อย่างมากสุดตัวเครื่องจะอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยตรงช่องลมเข้าเครื่องเหนือคีย์บอร์ดซึ่งทาง Acer จงใจออกแบบให้ชุดพัดลมและฮีตไปป์ยื่นออกไปด้านหลังอยู่แล้วจึงไม่ร้อนจนรบกวนการใช้งานแน่นอน ต่อให้เล่นเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมงก็ไม่มีปัญหาเลย

User Experience

Acer Nitro 5 2022 DSC02736

ตอนนำไปใช้งานจริง ต้องถือว่า Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) ถึงจะเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุดเพียง 4 ชั่วโมงนิดๆ ก็ตาม แต่ก็ยังแก้ได้โดยพกปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 100 วัตต์ติดกระเป๋าเอาไว้ก็ช่วยได้เยอะแล้ว ซึ่งถ้าเป็นวันเข้าออฟฟิศมีปลั๊กให้ใช้ชาร์จโน๊ตบุ๊คใช้งานได้ทั้งวันก็ไม่มีปัญหาเรื่องนี้อย่างแน่นอน แต่กลับกันถ้าออกไปข้างนอกทำงานร้านกาแฟก็ใช้ได้เพียงระยะหนึ่งก็ต้องพึ่งปลั๊กหรือ Power Bank แล้ว ดังนั้นด้านการพกพาไปไหนมาไหนก็ยังไม่ตอบโจทย์เท่าโน๊ตบุ๊คบางเบานัก

กลับกันถ้าต้องทำงานหนัก อย่างตัดต่อแต่งภาพหรือวิดีโอ ถือว่า Acer Nitro 5 ก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีทีเดียว เพราะ Intel Core i7-12700H กับ NVIDIA GeForce RTX 3050 สามารถเรนเดอร์กราฟฟิคและแต่งภาพได้ดี Preview งานได้ลื่นไหล ถ้าคิดจะซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มาใช้ตัดคลิปอัพโหลดขึ้น YouTube ก็ถือว่าทำได้ดีไม่มีปัญหา รวมทั้งเล่นเกมฟอร์มยักษ์ที่อยากเล่นได้อย่างแน่นอน เพราะซีพียูและการ์ดจอคู่นี้ก็มีประสิทธิภาพสูงระดับหนึ่ง

กลับกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนใช้งานและค่อนข้างน่ารำคาญอยู่พอควร คือแรม 8GB DDR4 บัส 3200MHz นั้นน้อยเกินไป ไม่พอใช้ในหลายๆ โอกาส อย่างเปิดแท็บเบราเซอร์หลายๆ แท็บแล้วทำงานพร้อมกันหรือเล่นเกมฟอร์มยักษ์แล้วปรับกราฟฟิคระดับ High เมื่อไหร่ จะเกิดอาการเฟรมเรทตกหรือปรับแล้วได้เฟรมเรทไม่สูงอย่างที่ควรจะเป็น จึงสันนิษฐานแล้วเชื่อว่าต้นตอปัญหาดังกล่าวเกิดจากแรมที่มีไม่พอใช้ ดังนั้นถ้าใครซื้อ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) มาใช้ก็ขอให้ทางร้านค้าเปิดเครื่องเพิ่มแรมไปเป็น 16GB DDR4 ก่อนเป็นอย่างแรกเลยจะได้ดึงประสิทธิภาพตัวเครื่องออกมาได้เต็มที่ ทว่าผู้เขียนมีจุดสังเกตหนึ่ง คือ ต่อให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นมีแรม 8GB แต่ถ้าเป็น DDR5 บัส 4800MHz กลับไม่เจอปัญหาเฟรมเรทตกอย่างที่ Acer Nitro 5 เป็นอยู่ อาจจะเพราะบัสมีความเร็วสูงเลยทำให้ดึงข้อมูลเข้าออกเครื่องได้เร็วก็เป็นไปได้ แต่ถึงมีปัญหาอย่างว่าก็ตาม แต่แรม DDR4 ปัจจุบันนี้นอกจากไม่แพงก็ยังหาได้ง่ายด้วย ดังนั้นตอนจะซื้อก็เตรียมเงินเผื่อเอาไวัราวพันบาทต้นๆ ก็แก้ปัญหานี้ได้อยู่หมัด

Conclusion & Award

Acer Nitro 5 2022 DSC02734

สุดท้ายแล้วกล่าวได้ว่า Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ประสิทธิภาพดี, ได้ดีไซน์แปลกใหม่ไม่เหมือนโมเดลก่อนหน้านี้รวมทั้งติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery 100 วัตต์ได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าไม่ได้ทำงานหนักๆ หรือเล่นเกมก็ทิ้งปลั๊กเฉพาะของตัวเครื่องเอาไว้ตรงโต๊ะทำงานหรือโต๊ะเล่นเกมที่บ้านก็ได้ และถ้าต้องการต่อพอร์ตอื่นๆ เพิ่มเติมก็ใช้ USB-C Multiport Adapter ต่อแยกเพิ่มได้อีกด้วย

ด้านประสิทธิภาพและการอัพเกรดก็ถือว่าน่าประทับใจ เพราะ Intel Core i7-12700H กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 นั้นสามารถทำงานและเล่นเกมได้ดี จะใช้ตัดต่อวิดีโอ, แต่งภาพหรือเล่นเกมก็ทำได้ไม่มีปัญหา ขอแค่อัพเกรดแรมเป็น 16GB DDR4 เท่านี้ก็ใช้งานได้ดีแล้ว และถ้าพื้นที่ลงโปรแกรมกับเกมไม่พอก็สามารถเปิดฝาเครื่องมาเติม M.2 NVMe SSD ได้รวมสูงสุด 2 ช่อง ทำ RAID 0 ได้ไม่พอ ยังเติม 2.5″ SATA III HDD/SSD ได้อีกช่องหนึ่งด้วย เรียกว่าเรื่องพื้นที่ลงเกมและโปรแกรมไม่ใช่ปัญหาของ Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) อย่างแน่นอน แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนเสนอว่าให้เอา SSD รุ่น Micron 3400 ในเครื่องมาทำ External SSD และใส่ M.2 NVMe SSD 1TB ตัวอื่นที่ประสิทธิภาพสูงกว่านี้เข้าไปจะดีที่สุด

ดังนั้นก็กล่าวได้ว่า Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) เครื่องนี้เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คน่าซื้ออีกรุ่นหนึ่งซึ่งยังคงเอกลักษณ์ความคุ้มค่า, ราคาสมเหตุสมผลและยังอัพเกรดเพิ่มแรมและ SSD ได้ง่ายไม่ต้องจ่ายแพงอีกด้วย เหมาะกับทั้งนักเรียนนักศึกษาไปจนถึงคนทำงานทุกคนอย่างแน่นอน

award

NBS award 7 Design

best design

Acer Nitro 5 (Intel Gen 12) ได้รับการออกแบบโมเดลตัวเครื่องเสียใหม่ให้ดีไซน์สวยทันสมัย จัดวางพอร์ตและระบบระบายอากาศได้ดี ทำให้ทำงานหนักๆ และเล่นเกมแล้วตัวเครื่องไม่ร้อนจนรบกวนตอนใช้งานอีกด้วย นับว่าเหมาะกับรางวัล Best Design ทั้งรูปลักษณ์ที่สวยและการออกแบบภายในเครื่องที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

award new performance

best performance

Acer Nitro 5 ถือเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่มักอัพเดทสเปคและใส่ฟีเจอร์ใหม่ๆ เสมอและราคาไม่แพงมาก ยิ่งเป็นโมเดลใหม่ล่าสุดซึ่งติดตั้ง Intel Core i7-12700H กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 และเลือกรุ่นการ์ดจอ GeForce RTX 3060 ได้ รวมทั้งอัพเกรด SSD, RAM ได้อีก จึงคู่ควรกับรางวัล Best Performance อย่างไม่ต้องสงสัย

from:https://notebookspec.com/web/651252-review-acer-nitro-5-intel-gen-12

Synology NAS คลาวด์ส่วนตัว 2022 เลือกความจุได้ตามใจ ไม่ต้องจ่ายรายเดือน

Synology NAS ลงทุนเซิร์ฟเวอร์ NAS คลาวด์ส่วนตัว เก็บถ่ายภาพและวิดีโอ ไม่ง้อ Google Photos เก็บไฟล์ด้วย NAS คลาวด์ส่วนตัวประจำบ้านของคุณ

synology product 1

Synology NAS ให้คุณลงทุนเซิร์ฟเวอร์ NAS เครื่องเดียว คุณและครอบครัวก็สามารถใช้งานแอป Synology Photos แทน Google Photos ได้โดยไม่ต้องจ่ายรายเดือนหรือรายปีอีกต่อไปอีกด้วย ในยุคดิจิทัลที่ผู้คนเคยชินกับการถ่ายภาพและวิดีโอ ไม่ว่าจะด้วยมือถือ แท็ปเล็ต หรือกล้อง พร้อมจัดเก็บและแชร์ให้กันในทุก ๆ วันผ่านบริการแอปพลิเคชันระบบคลาวด์สาธารณะต่าง ๆ ซึ่ง Google Photos เอง ก็เป็นหนึ่งในบริการ ที่ผู้ใช้หลายร้อยล้านคนทั่วโลกเลือกใช้ในการอัปโหลดไฟล์รูปภาพและวิดีโอคุณภาพสูงแบบไม่จำกัด แต่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ผู้ใช้งานหลายคนกลับต้องเผชิญกับ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ของนโยบายการให้บริการจัดเก็บฟรีที่จะไม่ฟรีอีกต่อไป ทำให้คุณต้องซื้อแผนบริการ Google One แบบรายเดือนเพื่อใช้งานทดแทน Google Photos เดิม

Synology NAS คลาวด์ส่วนตัวคุ้มค่ากว่า

คลาวด์ส่วนตัว

synology product 2

แต่อย่าลืมว่า ยิ่งนานวัน ปริมาณรูปภาพและวิดีโอก็ยิ่งมากขึ้น ทำให้คุณต้องเสียค่าเช่าบริการคลาวด์ที่แพงขึ้นแบบไม่มีสิ้นสุด การเช่าบริการคลาวด์ Third Party ไม่ว่าจะ Google Photos, OneDrive, Dropbox หรือ Amazon Photos จึงอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด

Advertisementavw

นั่นเป็นเหตุผลที่ การสร้าง ‘คลาวด์ส่วนตัว’ ด้วยการลงทุนเซิร์ฟเวอร์ NAS (Network-attached Storage) เครื่องเดียว ที่มาพร้อมกับความสามารถในการปรับขยายความจุพื้นที่จัดเก็บ การจัดการควบคุมการเข้าถึงและสำรองข้อมูลได้อย่างอิสระ รวมถึงแพ็กเกจแอปพลิเคชันการใช้งานฟรีในตัวมากมาย เช่น การจัดการรูปภาพและวิดีโอแบบออล-อิน-วัน อย่าง Synology Photos นั้น จะช่วยทวงคืนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของข้อมูลของคุณ และถือได้ว่าเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนบริการเช่าคลาวด์ที่คุ้มค่าและปลอดภัยกว่าในระยะยาว

Synology NAS

ลงทุนซื้อ NAS จ่ายครั้งเดียวจบ! จัดเก็บและสำรองไฟล์ต่าง ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มเติม ทางเลือกใหม่สำหรับการใช้งานระยะยาว

เลือกความจุได้ คุ้มค่าในระยะยาว

Synology NAS 14

NAS เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์จัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตบ้านของคุณ และมาพร้อมแพ็กเกจแอปพลิเคชันฟรีในตัวที่หลากหลายที่ไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งาน ช่วยให้สามารถรวมศูนย์การจัดการ เข้าถึง แชร์และสำรองข้อมูลของผู้ใช้งานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร รูปภาพ วิดีโอ หรือเพลงได้ทุกที่ทุกเวลาเหมือนดั่ง ‘คลาวด์ส่วนตัวของผู้ใช้ทุกคน’ โดยปริมาณพื้นที่จัดเก็บจะขึ้นอยู่กับความจุของ HDD Bay ที่คุณติดตั้งเข้ากับตัวเครื่อง ทำให้คุณสามารถปรับขยายความจุจัดเก็บและโอนย้ายข้อมูลได้ตามต้องการ ตั้งแต่ 1TB ไปจนถึง 16TB ต่อ HDD 1 ลูก ซึ่งราคาของ NAS (ไม่รวม HDD) เริ่มต้นเพียง 4,000 – 5,000 บาทเท่านั้น หากคำนวนราคาพื้นที่จัดเก็บ 2TB ราคา 350 บาทต่อเดือน หรือ 3,500 บาทต่อปี ของ Google One แล้ว หากจ่ายค่าบริการเป็นเวลา 2 ปีแล้ว การซื้อ NAS ก็อาจถือได้ว่าคุ้มค่าแก่การลงทุนและใช้งานร่วมกันทั้งครอบครัวในระยะยาว

Synology NAS คือ?

โดยหน้าตาของ Interface ของ NAS ในยุคสมัยนี้ อย่าง DiskStation Manager 7 ของ Synology ยังถูกพัฒนาให้มีความสวยงาม มี Wizard วิธีการติดตั้ง ทำให้ง่ายต่อการตั้งค่าการใช้งานและให้สิทธิ์การเข้าถึงของแต่ละผู้ใช้ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งานที่ไม่ถนัดเรื่อง IT มากนัก

Synology NAS

หน้าตา Interface ระบบปฏิบัติการ DSM7 ของ Synology NAS

Synology NAS

หน้าตา Interface ของ Synology Photos บนเว็บเบราว์เซอร์

ทวงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของข้อมูล ด้วยการจัดเก็บและสำรองรูปภาพ/วิดีโอของคุณลง NAS ผ่านแอปฟรีในตัว ‘Synology Photos’

ด้วยฟังก์ชันที่คล้ายคลึงกัน คุณสามารถเปรียบ Synology Photos ได้ว่าเป็น Google Photos ที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัยกว่า เพราะข้อมูลรูปภาพและวิดีโอทั้งหมดนั้นถูกจัดเก็บและโฮสต์ภายในบ้านของคุณ และยังสามารถเข้าถึงได้จากคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ และแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็น Android หรือ iOS โดยผู้ใช้งาน Synology NAS มีสิทธิ์ความเป็นเจ้าของข้อมูลที่ถูกจัดเก็บใน HDD อย่าง 100% คุณสามารถเลือกตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึง และการแชร์ได้อย่างละเอียดเพื่อความเป็นส่วนตัวของคุณ ทำให้ลดความเสี่ยงของการแทรกแซงและสูญเสียข้อมูลของคุณจากภัยทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนบริการคลาวด์สาธารณะ แถมยังมีแพ็กเกจการสำรองข้อมูลฟรีในตัว อย่าง Hyper Backup ช่วยให้ผู้ใช้เลือกทำการสำรองไฟล์และการตั้งค่าทั้งหมดไปยังปลายทางที่หลากหลายแบบอัตโนมัติ เช่น ไดร์ฟภายนอก, NAS อีกเครื่อง, บริการคลาวด์อื่น ๆ และอีกมากมาย เพื่อการป้องกันอีกชั้น

Synology NAS

แพ็กเกจ Cloud Sync รองรับการซิงค์ข้อมูลระหว่าง Synology NAS และบริการคลาวด์อื่น ๆ

การติดตั้งและสำรองรูปภาพและวิดีโออัตโนมัติ

การเริ่มต้นใช้งาน Synology Photos นั้นง่ายมาก เพียงคุณดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Package Center บนระบบปฏิบัติการ DSM และโอนย้ายไฟล์หรือโฟลเดอร์ของคุณเข้าไปยังโฟลเดอร์ ‘photo’ หรือ Root ในไดเรคทอรีของ Synology (ที่แชร์กับผู้ใช้งานทุกคน) หรือโฟลเดอร์ผู้ใช้ส่วนตัวของคุณ (มีแค่คุณที่เข้าถึงได้) ด้วยฟังก์ชันที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ คุณสามารถโอนย้ายรูปภาพและวิดีโอโดยตรงจาก USB drive หรือไดร์ฟภายนอกอื่น ๆ หรือจาก Google Photos ของคุณผ่าน Google Takeouts (https://takeout.google.com/) ได้เช่นกัน

Synology NAS

ต้องใช้งาน root โฟลเดอร์ photo หลัก หรือ 1 ในโฟลเดอร์ภายใต้โฟลเดอร์ “home”
รูปภาพอ้างอิงจาก androidpolice.com

เมื่อคุณมีการตั้งค่า ‘ผู้ใช้งาน’ ทาง Control Panel ให้กับสมาชิกในครอบครัวแต่ละคน และเปิดใช้งาน QuickConnect (เปรียบเสมือน username และ password ของแต่ละผู้ใช้งาน Synology NAS) เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลบน NAS จากทุกที่ ทุกเวลาแล้ว เราขอแนะนำให้คุณติดตั้งแอปพลิเคชัน Synology Photos หรือ DS File บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ของคุณ เพื่อการสำรองข้อมูลอัตโนมัติอย่างง่ายดาย ไม่ว่าคุณจะใช้งานแอปใด เมื่อเชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์คเดียวกัน รูปภาพและวิดีโอของคุณจะถูกบันทึกไปยังเซิร์ฟเวอร์ NAS ที่บ้านของคุณ

และความพิเศษ คือ ผู้ใช้งานทุกคนก็จะสามารถทำการสำรองข้อมูลนี้แต่ผ่านบัญชีผู้ใช้และอุปกรณ์ต่าง ๆ ของพวกเขาลงบน Synology NAS ที่บ้านนี้ รวมศูนย์การจัดเก็บทุกอย่างในเครื่องเดียว!

ซ้าย: การสำรองข้อมูลอัตโนมัติจากแอป Synology Photos ขวา: (หรือ) จาก DS File ที่มีตัวเลือกการตั้งค่าน้อยกว่าเล็กน้อย อ้างอิงรูปภาพจาก androidpolice.com

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ Synology Photos

การตั้งค่าอัลบั้มรูปภาพ/วิดีโอที่ยืดหยุ่น (พื้นที่ส่วนบุคคล/ใช้ร่วมกัน) เพื่อความเป็นส่วนตัวของแต่ละผู้ใช้งาน

Synology NAS
ความแตกต่าง Personal Space
(พื้นที่ส่วนบุคคล)
Share Space
(พื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน)
การใช้งาน จัดการคอเลกชันรูปภาพส่วนตัว โปรเจคร่วมกัน (พร้อมการตั้งค่าสิทธิ์การใช้งานพื้ที่อย่างละเอียด เช่น สามารถอัพโหลดดาวน์โหลด แก้ไข หรือย้ายข้อมูล)
การแชร์ แชร์รูปภาพ/อัลบั้มด้วยลิก์ ตัวเลือกการแชร์ พร้อมการตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึงระดับโฟลเดอร์
โฟลเดอร์ไลบรารีที่จัดเก็บบน NAS /home/Photo /photo
เทียบกับระบบปฏิบัติการ DSM6.2 เดิมของ Synology แอปพลิเคชัน Moments แอปพลิเคชัน Photp Station

การตั้งค่า “ลิงก์แชร์” ที่มาพร้อมกับการตั้งค่าการเข้าถึงที่ปลอดภัย

Synology NAS

ตัวเลือกการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวมีให้เลือกแบบ Private (เฉพาะผู้ใช้งาน Synology NAS ของคุณที่ถูกเชิญเท่านั้น) และ Public (ทุกคนที่มีลิงก์) ที่จะสามารถเข้าดู (view) และ/หรือดาวน์โหลด

Facial Recognition (การจำแนกรูปภาพด้วยหน้าตา) ช่วยให้จัดกลุ่มรูปภาพลงในอัลบั้ม “People (บุคคล)” ตามหน้าตาได้โดยอัตโมมัติ

Synology NAS

Synology Photos ปัจจุบันยังไม่มีฟีเจอร์การจำแนก Objects (สิ่งของ) หรือ Theme (ธีม) บนรูปภาพ หรือ Location (สถานที่) อย่างอัตโนมัติ แต่ผู้ใช้งานสามารถจำแนกรูปภาพเหล่านั้นด้วยการตั้งค่า Tag แบบ manual

ตัวเลือกมุมมองการดู (ตามโฟลเดอร์/ตามเวลา) ช่วยให้คุณเรียกดูรูปภาพได้อย่างง่ายดาย

Synology NAS

Synology ยังมีฟิลเตอร์การค้นหาอัจฉริยะ (Quick Filter) ช่วยให้คุณค้นหาไฟล์ได้จากตัวเลือกโฟลเดอร์ ประเภทไฟล์ ช่วงเวลา คน สถานที่ แท็ก กล้อง/เลนส์ที่ใช้ หรือแม้กระทั่งการภาพถ่ายอย่าง Exposure, ISO, Focal length และ Aperture

Synology NAS

Conclusion

ทั้ง 2 โซลูชันมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกัน แต่หากคุณรู้สึกกังวลเรื่องค่าใช้บริการคลาวด์สาธารณะที่ไม่มีวันสิ้นสุด และกำลังมองหาหนทางอื่นที่จะทดแทนบริการคลาวด์สาธาณะในระยะยาวที่ให้ความเป็นส่วนตัว สิทธิ์ความเป็นเจ้าของข้อมูล และปลอดภัยกับข้อมูลรูปภาพ/วิดีโอของคุณและสมาชิกในครอบครัวแล้ว การลงทุน Synology NAS สักเครื่อง เพื่อสร้าง ‘คลาวด์ส่วนตัว’ รวมศูนย์การจัดเก็บในบ้านของคุณก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะแอปพลิเคชัน Synology Photos ก็เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของ Google Photos ที่ดีที่สุดในตอนนี้ ทั้งในเรื่องความใกล้เคียงของหน้าตา Interface การใช้งานหรือฟีเจอร์ต่าง ๆ อีกทั้งยังสามารถนำ NAS มารวมศูนย์การจัดเก็บข้อมูลอื่น ๆ อย่างเอกสาร เพลง และใช้งานแพ็กเกจฟรีในตัวอื่น ๆ อย่าง การสำรองข้อมูล การสตรีมไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและร่วมกรอกแบบสอบถาม ลุ้นรับ NAS ฟรีได้ที่: https://sy.to/0urpm

Synology NAS

หมายเหตุ: แอปพลิเคชันฟรี ‘Synology Photos’ พร้อมใช้งานแล้วบน iOS: 12.0 หรือใหม่กว่า และ Android: 7.0

from:https://notebookspec.com/web/650963-synology-nas-2022

รีวิว ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z Intel Evo ชิป Alder Lake ฟีเจอร์ล้ำล้นตัวเพื่อคนทำงานโดยเฉพาะ

ASUS Zenbook 14 OLED UX3402Z ได้ Intel Evo ชิป Alder Lake พร้อมฟีเจอร์สุดเจ๋งรอบตัว!

asuszenbook14oled12th cover

ถ้าพูดถึงโน๊ตบุ๊คสายทำงานระดับพรีเมี่ยมของ ASUS ตระกูล ZenBook รหัส ASUS Zenbook 14 OLED UX3402Z เครื่องนี้ถือเป็นรุ่นใหม่ ซึ่งนอกจากการอัพเดทซีพียูเป็น Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Alder Lake ให้ได้ความสดใหม่พร้อมกับอัพเดทพาร์ทส่วนอื่นๆ ให้สอดรับกัน ทั้งแรม DDR5 บัส 4800MHz, M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 และ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax ซึ่งรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและเสถียรยิ่งกว่าเดิม เสริมความปลอดภัยด้วยเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือโดยรวมเอาไว้กับปุ่ม Power และผ่านมาตรฐาน Intel Evo ด้วย

Advertisementavw

นอกจากนี้ทางบริษัทก็ยังคงดีไซน์และฟีเจอร์เอกลักษณ์ของ ASUS ZenBook เอาไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะตัวเครื่องขนาดพกพาสะดวก, ASUS NumberPad 2.0 ที่เอา Numpad มารวมกับชุดทัชแพด เลือกเปิดปิดได้ตามสะดวกของผู้ใช้, หน้าจอทัชสกรีน NanoEdge Touchscreen Display พาเนล OLED ขนาด 14 นิ้ว อัตราส่วน 16:10 ความละเอียด 2.8K ซึ่งได้ความสวยคมชัด ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 และได้รับการรับรอง PANTONE Validated, VESA DisplayHDR True Black 500 เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นที่ฝ่าย AE นำไปพรีเซนต์งานและพรู้ฟสีงานอาร์ตได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ตัวเครื่องยังติดตั้งพอร์ตใช้งานบ่อยมาครบถ้วนทั้ง USB-A, HDMI เสริมด้วย Thunderbolt 4 อีก 2 ช่อง ทำให้เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้สะดวก ขยายเป็นพอร์ตอื่นๆ ด้วย USB-C Multiport Adapter อีก และยังปรับเปลี่ยนดีไซน์ตัวเครื่องให้สวยทันสมัยกว่าเดิมมาก

ASUS Zenbook 14 OLED UX3402Z

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z เป็นโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมแล้ว ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้อย่างเสียงก็ได้มีชิป DSP อย่าง Smart Amp ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงจากลำโพง โดยทาง ASUS เคลมความดังเสียงไว้ว่าลำโพงนี้จะดังกว่าเดิม 350% และไม่มีอาการเสียงเพี้ยน (Zero Distortion) ทำให้ฟังเพลงได้อรรถรสยิ่งกว่าเดิม ด้านคีย์บอร์ดแม้ดูผ่านๆ จะคล้าย ASUS ZenBook รุ่นอื่น แต่ดีไซน์ที่ซ่อนอยู่และสัมผัสได้เวลาใช้งาน คือ ตัวปุ่มเป็น Dished keycaps ซึ่งปุ่มจะโค้งเว้าลง 0.2 มม. เวลาพิมพ์งานแล้วตัวปุ่มจะโค้งรับทรงนิ้วและเพิ่มความแม่นยำตอนกดให้ลงน้ำหนักเข้า Contact point ของคีย์บอร์ดลดอาการกดริมปุ่มได้และยืดอายุการใช้งานปุ่มคีย์บอร์ดด้วย

NBS Verdict

ASUS Zenbook New DSC01859

ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z เครื่องนี้ ถือเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานมาตรฐาน Intel Evo ระดับพรีเมี่ยมที่คุ้มน่าซื้อมาใช้มาก เพราะนอกจากได้ Intel Alder Lake ประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงานมาใช้งานแล้ว ยังเสริมฟีเจอร์เข้ามาให้มากมายรวมทั้งติดตั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 มาครบเครื่อง กล่าวได้ว่าซื้อเครื่องมา จัดการล็อคอินตั้งค่าให้เรียบร้อยก็ทำงานได้ทันที ไม่ต้องหาซื้อหรือโหลดโปรแกรมอะไรเพิ่มนัก และได้พอร์ต Thunderbolt 4 มาอีก 2 ช่อง ใช้ต่ออแดปเตอร์เป็นพอร์ตต่างๆ ได้และใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเครื่องได้ด้วย ไม่ต้องพกปลั๊กเฉพาะของตัวเครื่องไปไหนมาไหนให้ลำบาก

หน้าจอที่เป็นจุดแข็งของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z ก็ถือเป็นจุดเด่นจุดแข็งของเครื่องนี้ด้วย เพราะจอ 14 นิ้ว พาเนล OLED นี้มีความละเอียดสูง 2.8K อัตราส่วน 16:10 ปรับค่า Refresh Rate ไป 90Hz เพื่อความลื่นไหลได้ ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง PANTONE Validated และ VESA DisplayHDR True Black 500 การันตีสีดำสนิทบนหน้าจอและการแสดงผลสีของหน้าจอได้เที่ยงตรง ทำให้คนทำงานอาร์ตต้องพรู้ฟสีบนหน้าจอและช่างกล้องที่ต้องแต่งภาพถ่ายทำงานได้มีคุณภาพยิ่งขึ้น และสเปคของฮาร์ดแวร์ก็รองรับงานประเภทนี้ได้อย่างดีแน่นอน

ทว่าจุดสังเกตเล็กน้อยที่ผู้เขียนพบตอนใช้ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z ทำงาน คือตัวเครื่องถูกออกแบบให้แกะเปลี่ยนอัพเกรด M.2 NVMe SSD ไม่ได้ด้วยตัวเอง คาดว่าเพราะทางผู้ผลิตออกแบบซ่อนน็อตเอาไว้ใต้ฐานยางตัวเครื่อง หากฝืนแกะออกอาจจะทำให้ตัวเครื่องเสียหายได้ ถ้าจะอัพเกรดก็ควรยกไปให้ช่างผู้ชำนาญการทำที่ศูนย์บริการจะดีกว่า รวมทั้งถ้ารันโปรแกรมใหญ่ เช่น โปรแกรมตระกูล Adobe นานๆ ก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้นระดับหนึ่ง ทว่าตอนใช้งานทั่วไป เปิดเบราเซอร์หรือทำงานออฟฟิศก็ไม่ได้ร้อนรบกวนการใช้งานอย่างแน่นอน

ข้อดีของ ASUS Zenbook 14 OLED UX3402Z
  1. ติดตั้งซีพียู Intel Core i5-1240P สถาปัตยกรรม Alder Lake ใหม่ล่าสุดมาให้ใช้งาน
  2. M.2 NVMe SSD เป็น PCIe 4.0 x4 มีแรม 16GB DDR5 บัส 4800MHz ทำงานได้รวดเร็ว
  3. หน้าจอทัชสกรีนขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K พาเนล OLED อัตราส่วน 16:10 ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง PANTONE Validated และ VESA DisplayHDR True Black 500
  4. หน้าจอปรับค่า Refresh Rate ไป 90Hz ได้ ทำให้การแสดงผลต่อเนื่องลื่นตายิ่งขึ้น
  5. มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ รวมไว้กับปุ่ม Power ปลดล็อคเครื่องได้สะดวก
  6. ปุ่มคีย์บอร์ดแบบ Dished keycaps พิมพ์งานได้ดี เสริมความแม่นยำตอนกดปุ่ม
  7. ลำโพงพร้อม Smart Amp DAC ให้รายละเอียดเสียงดีน่าประทับใจ
  8. ได้ Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2021 มาพร้อมใช้
  9. เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รับส่งข้อมูลได้เร็วและเสถียร
  10. ติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มา 2 ช่อง ควบคู่กับพอร์ตที่จำเป็น ทำให้เชื่อมต่อสะดวก
  11. แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสุด 12 ชั่วโมง และอาจจะใช้ได้นานกว่านี้ขึ้นอยู่กับการทำงาน
  12. มีฟีเจอร์ OLED Care ลดอาการ Burn-in เสริมมาในโปรแกรม MyASUS ด้วย
  13. ได้ประกัน ASUS Exclusive Care (International Warranty) 3 ปี พร้อม ASUS Perfect Care 1 ปีแรก สามารถต่อประกันได้ด้วย
ข้อสังเกตของ ASUS Zenbook 14 OLED UX3402Z
  1. ตัวเครื่องแกะอัพเกรดเองได้ยาก ถ้าต้องการอัพเกรดควรยกไปศูนย์บริการเท่านั้น
  2. ถ้ารันโปรแกรมขนาดใหญ่ต่อเนื่องนานๆ ตัวเครื่องจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นพอควร

รีวิว ASUS Zenbook 14 OLED UX3402Z

Specification

zenbook

ASUS Zenbook 14 OLED UX3402Z นั้นเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ของตระกูล ASUS ZenBook ที่อัพเดทสเปคและฟีเจอร์มาอัดแน่นเต็มตัว ซึ่งสเปคจะเป็นดังนี้

  • CPU – แยกเป็น 2 รุ่น ได้แก่
    • Intel Core i5-1240P แบบ 12 คอร์ (4P+8E) 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.4GHz
    • Intel Core i7-1260P แบบ 12 คอร์ (4P+8E) 16 เธรด ความเร็ว 3.4-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB PCIe 4.0 x4
  • RAM : ออนบอร์ด 16GB LPDDR5 4800MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K พาเนล OLED อัตราส่วน 16:10 ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง PANTONE Validated และ VESA DisplayHDR True Black 500 ค่า Refresh Rate 60~90Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2, USB-A 3.2 Gen 2 x 1, HDMI 2.0b x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p / 1080p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.39 กิโลกรัม
  • Warranty : ASUS Exclusive Care (International Warranty) 3 ปี พร้อม ASUS Perfect Care 1 ปีแรก

Hardware & Design

ASUS Zenbook New DSC01851

ASUS Zenbook New DSC01810
ASUS Zenbook New DSC01814
ASUS Zenbook New DSC01848

ดีไซน์ของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z นั้นจะเน้นความเรียบง่ายแบบโน๊ตบุ๊คทำงานทั่วไป แต่เก็บรายละเอียดดีไซน์ให้ความหรูหราสวยงามและทำลวดลายไม่เยอะเกินไปจนรกสายตา จะเห็นว่าตัวเครื่องถ้ามองจากด้านหน้าจะดูเรียบง่ายคล้าย ASUS ZenBook รุ่นอื่นๆ แต่เสริมดีไซน์ให้สวยงามขึ้นด้วยวัสดุอลูมิเนียมตรงขาบานพับและทำฐานรับขาบานพับหน้าจอเป็นอลูมิเนียมทรงกลมเส้นยาวรับตัวขาฐานจอ ช่วยเสริมความแข็งแรงทนทานยิ่งขึ้น กางหน้าจอหลายๆ ครั้งก็ยังแข็งแรงและงานประกอบแน่นไม่มีอาการโยกคลอนใดๆ

นอกจากนี้ตัวขาบานพับหน้าจอยังเป็นดีไซน์ ErgoLift hinge เสริมชิ้นพลาสติกขอบล่างเครื่องเข้ามา ช่วยเสริมตอนกางหน้าจอพิมพ์งานแล้ว ขอบล่างของหน้าจอจะไม่สัมผัสพื้นโต๊ะโดยตรง ป้องกันไม่ให้เกิดรอยกับตัวเครื่อง

ASUS Zenbook New DSC01883

ASUS Zenbook New DSC01820
ASUS Zenbook New DSC01821

ด้านขอบล่างของตัวเครื่องใต้ทัชแพดเอง ก็ทำบอดี้เครื่องเว้าเข้าไปเล็กน้อยให้เจ้าของเครื่องใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวเกี่ยวกางหน้าจอขึ้นมาใช้งานได้ทันที และทาง ASUS เองก็บาลานซ์น้ำหนักเครื่องได้ดี ตัวเครื่องก็ไม่กระดกยกตามมาอย่างแน่นอน และที่วางข้อมือของตัวเครื่องก็ติดสติกเกอร์แสดงมาตรฐานต่างๆ เอาไว้ ไม่ว่าจะ Intel Evo, PANTONE Validated, สเปคตัวเครื่อง หรือแม้แต่สติกเกอร์ Microsoft Office Home & Student 2021 ที่ติดตั้งมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home ในเครื่องด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z เครื่องนี้เองก็ได้ประกัน ASUS Exclusive Care (International Warranty) 3 ปี พร้อม ASUS Perfect Warranty คอยดูแลตัวเครื่อง 1 ปีแรก เพียงแค่ลงทะเบียนให้เรียบร้อย เมื่อเกิดความเสียหายกับโน๊ตบุ๊คแล้วยังอยู่ในเงื่อนไขรับประกันแล้ว ทาง ASUS จะรับผิดชอบค่าเสียหาย 80% และผู้ใช้จ่ายเพียง 20% เท่านั้น และสามารถต่อประกันนี้เป็น 2 ปีได้ เพียงชำระค่าต่อประกัน 1,990 บาท ซึ่งเงื่อนไขรับประกันจะดูแลครอบคลุมเวลาทำเครื่องตก, น้ำหกใส่, ไฟฟ้าลัดวงจรหรือเกิดอุบัติเหตุ ไม่ได้รวมถึงการถูกโจรกรรมหรืออุปกรณ์เสริมร่วมของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้

ASUS Zenbook New DSC01818

ดีไซน์ตัวเครื่องแบบ ErgoLift hinge ทำให้ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z เครื่องนี้กางเครื่องได้แบนราบ 180 องศา ไม่ว่าจะวางเครื่องบนโต๊ะหรือว่าแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็กางหน้าจอได้สะดวก หรือถ้าวางบนพื้นโต๊ะทำงานเพื่อแชร์หน้าจอให้เพื่อนร่วมงานดูก็ได้เช่นกัน

ASUS Zenbook New DSC01864

ASUS Zenbook New DSC01867
ASUS Zenbook New DSC01813

ฝาหลังอลูมิเนียมของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z จะเปลี่ยนจากฝาหลังเรียบๆ กับโลโก้ ASUS เอาไว้ริมฝั่งขวาเป็นลายเส้นยิงเลเซอร์ 4 เส้น เรียงตัวเหมือนตัว A ทำสีด้านเอาไว้และมีคำว่า ASUS Zenbook ยิงเลเซอร์เล็กๆ ติดเอาไว้มุมล่างซ้ายมือแทน ทำให้ดีไซน์ดูสวยแปลกตากว่าเดิม บอกให้รู้ว่าตอนนี้เป็น Zenbook รุ่นใหม่อีกด้วย

ASUS Zenbook New DSC01805

ด้านใต้ตัวเครื่องจะดูเรียบง่าย มีเพียงแค่ขอบยางรองตัวเครื่องติดเอาไว้ 3 เส้นแยกเป็น 2 เส้นเล็กด้านบนและเส้นยาว 1 เส้นด้านล่าง มีช่องดูดอากาศเย็นเข้าไประบายความร้อนตรงกลางเครื่อง 1 แถบ และช่องระบายความร้อนฝั่งขวามือตัวเครื่องอีก 1 ช่องเท่านั้น 

Screen & Speaker

ASUS Zenbook New DSC01834

ASUS Zenbook New DSC01836
ASUS Zenbook New DSC01835
ASUS Zenbook New DSC01837
ASUS Zenbook New DSC01838

ASUS Zenbook New DSC01839

หน้าจอของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z เครื่องนี้มีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K พาเนล OLED อัตราส่วน 16:10 ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง PANTONE Validated และ VESA DisplayHDR True Black 500 ค่า Refresh Rate 60~90Hz และดีไซน์แบบ NanoEdge Display หรือขอบหน้าจอบาง 3 ด้าน ทั้งขอบบนและสองฝั่งซ้ายขวา ทำให้พื้นที่การมองเห็นบนหน้าจอกว้างยิ่งขึ้นแต่ตัวเครื่องไม่ใหญ่เกินไป เมื่อได้รับการรับรองจาก PANTONE แล้ว ก็จะมีสติกเกอร์ติดการันตีบนตัวเครื่องด้วย

ด้านข้อดีของการปรับค่า Refresh Rate ได้ว่าจะเป็น 60 หรือ 90Hz คือ ถ้าใช้งานตามปกติและเน้นประหยัดแบตเตอรี่ในเครื่อง ก็ตั้งไว้ 60Hz ได้ แต่ถ้าอยากได้ภาพไหลลื่นนวลตาตามแบบที่สมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นในปัจจุบันทำได้ ก็เลือกตั้งค่าใน Settings ของ Windows ได้เลย และใช้แบตเตอรี่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จัดเป็นฟีเจอร์หนึ่งที่เสริมความสุขให้ผู้ใช้ตอนทำงานที่ดี

gamut 2

brightness 2
bright zone 2
accuracy 1
sum 1

ส่วนขอบเขตสีหน้าจอจากการทดสอบด้วย Spyder5Elite แล้ว จะเห็นว่าพาเนล OLED ของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z เครื่องนี้แสดงสีได้กว้างมาก ได้ 100% sRGB, 100% AdobeRGB, 93% DCI-P3 และค่า Delta-E น้อยกว่า 2 ด้วย เพียง 0.86 เท่านั้น จัดว่าหน้าจอนี้แสดงสีได้สวยงามและเทียบสีแม่นยำ ฝ่ายศิลป์ใช้พรู้ฟสีงานอาร์ตหรือช่างภาพมืออาชีพจะใช้แต่งภาพถ่ายก็ได้เช่นกัน ถือได้ว่าเป็นพาเนลคุณภาพสูงที่เหมาะกับโน๊ตบุ๊คสายทำงานระดับพรีเมี่ยมเครื่องนี้มาก

ความสว่างหน้าจอจากการทดสอบ เมื่อปรับความสว่าง 100% จะสว่างถึง 317.5 nit ซึ่งถือว่าสว่างสู้แสงแดดตอนนั่งทำงานกลางแจ้ง เช่น ชานร้านกาแฟหรือนอกตัวอาคารได้สบายๆ ไม่ต้องห่วงว่าหน้าจอจะมืดมองไม่เห็น แต่ถ้านั่งทำงานในอาคารหรือออฟฟิศแนะนำให้ลดความสว่างลงมาที่ 75% ให้เหลือ 177.5 nit ก็เพียงพอแล้ว อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอแนะนำว่าไม่ควรปรับความสว่างลงต่ำสุดเพราะสว่างเพียง 0.8 nit และตอนใช้งานจริงก็มืดจนแทบมองเนื้อหาบนหน้าจอไม่เห็นจึงใช้งานลำบากพอควร ส่วนการแบ่งพื้นที่บนหน้าจอเป็น 9 โซนวัดความสว่าง จะเห็นว่าพื้นที่ความสว่างของหน้าจอ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z จะมีความสว่างลดลงน้อยมาก เพียง 0~3% เท่านั้น เวลาแต่งภาพก็ไม่ต้องระวังโซนไหนเป็นพิเศษเพราะสว่างไล่เลี่ยกันหมดทั้งหน้าจอ

ส่วนผลคะแนนโดยสรุปที่ Spyder5Elite วัดได้ หน้าจอ OLED ของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z ทำคะแนนได้ 4 จาก 5 คะแนน ซึ่งถือว่าสูงใช้ได้ และการแสดงผลที่เด่นสุดของหน้าจอนี้จะเป็นส่วนของ Gamut, Contrast แสดงขอบเขตสีได้กว้างและจัด ซึ่งเป็นบุคลิคปกติของพาเนล OLED อยู่แล้ว ส่วนที่โดดเด่นไม่แพ้กัน คือ Tone Response, Color Uniformity, Color Accuracy ซึ่งทำได้ 4.5 จาก 5 คะแนน จัดว่าทำได้ดีไม่แพ้กัน ถ้าใครต้องทำงานอาร์ต, พรู้ฟสีบ่อยๆ ก็สามารถใช้หน้าจอของ ZenBook เครื่องนี้ทำงานได้สบายๆ เลย

ASUS Zenbook New DSC01840

ASUS Zenbook New DSC01806
ASUS Zenbook New DSC01807

ลำโพงของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z จะติดตั้งมาทั้งหมด 2 ดอกอยู่ริมซ้ายขวาด้านใต้ตัวเครื่อง ได้รับการจูนเสียงโดยบริษัท harman/kardon และเสริม Smart Amp DAC ให้เสียงช่วยลดอาการเสียงเพี้ยน (Zero Distortion) ด้วย ซึ่งเนื้อเสียงแม้จะเปิดลำโพงดัง 100% ก็ไม่เกิดอาการเสียงเพี้ยนหรือพร่าให้ได้ยิน โทนเสียงเบสจัดว่าพอมีให้ฟังเพลงแนวร็อคกับ EDM ได้ระดับหนึ่ง กลับกันคือ ลำโพงนี้จะเด่นเรื่องรายละเอียดเสียงเครื่องดนตรีและเสียงนักร้องนำไม่กลบกันเอง เก็บรายละเอียดเสียงได้ดีน่าประทับใจมากจนไม่จำเป็นต้องต่อลำโพงแยกก็ได้ ใช้ลำโพงติดเครื่องได้เลย

Keyboard & Touchpad

ASUS Zenbook New DSC01825

ASUS Zenbook New DSC01873
ASUS Zenbook New DSC01871

คีย์บอร์ดของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z เป็นคีย์บอร์ดแบบ Tenkeyless พร้อมไฟ LED Backlit สีขาวมา สามารถกดเปิดปิดได้และแสงลอดตัวอักษรบนปุ่มด้วย ส่วนดีไซน์เป็น Dished keycaps ที่ตัวปุ่มจะโค้งเว้าลง 0.2 มม. เหมือนจานซุป ซึ่งถ้ามองตามปกติจะไม่ทันสังเกต แต่เมื่อพิมพ์จะรู้สึกได้ทันทีว่าตัวปุ่มโค้งลงเล็กน้อยเพื่อไกด์นิ้วของผู้ใช้ให้กดลงมาตรงกลางปุ่มพอดีกับ Contact Point ของคีย์บอร์ดพอดี นอกจากช่วยให้พิมพ์งานได้แม่นยำไม่พลาดไปโดนปุ่มอื่นแล้ว การกดตรง Contact Point ทำให้ยืดอายุการใช้งานปุ่มคีย์บอร์ดมากขึ้นด้วย ด้านสัมผัสการพิมพ์ต้องถือว่าระยะยุบตัวและการคืนตัวทำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าใครชอบพิมพ์งานด้วยแป้นคีย์บอร์ดโน๊ตบุ๊คน่าจะถูกใจปุ่มคีย์บอร์ดนี้ทีเดียว

ASUS Zenbook New DSC01832

ASUS Zenbook New DSC01827
ASUS Zenbook New DSC01828
ASUS Zenbook New DSC01829
ASUS Zenbook New DSC01826

ด้าน Function Key บนแป้นคีย์บอร์ด เรียกว่ายกจาก ASUS ZenBook รุ่นก่อนๆ มาใช้เลยก็ไม่ผิด และหลายๆ ปุ่มจะถูกเซ็ตคีย์ลัดเอาไว้หมด ไม่ว่าจะปุ่มลูกศรที่รวมกับ Page Up, Page Down, Home, End หรือแม้แต่ปุ่ม Delete ก็รวบไว้กับปุ่ม Insert ด้วย และกด Fn+Esc ก็ล็อค Function Key ตรงปุ่ม F1-F12 ได้ด้วย

นอกจากนี้ก็เสริมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือรวมไว้กับปุ่ม Power ช่วยให้สแกนนิ้วปลดล็อคเครื่องได้สะดวก เพียงแค่ล็อคอิน Microsoft ID และกรอกรหัสผ่านไว้ ก็สแกนนิ้วเพื่อปลดล็อคเครื่องได้เลย ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวและความสะดวกเวลาใช้งานมากขึ้น

ASUS Zenbook New DSC01830

ด้าน Function Hotkey ที่ปุ่ม F1-F12 จะเห็นว่าทาง ASUS เซ็ตคีย์ลัดพื้นฐานสำหรับทำงานเอาไว้ครบเครื่องพร้อมใช้งานทีเดียว โดยมีคีย์ลัดดังนี้

  • F1-F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4-F5 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F6 – เปิดหรือปิดทัชแพด
  • F7 – ปิดหรือเปิดไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด
  • F8 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและหน้าจอแยก
  • F9 – ปิดหรือเปิดไมค์
  • F10 – ปิดหรือเปิด Webcam
  • F11 – เรียก Snipping Tool
  • F12 – เรียกโปรแกรม MyASUS 

จะเห็นว่าการเซ็ตปุ่มลัดทั้งหมดนี้จะเป็นปุ่มใช้งานทั่วไปแทบทั้งหมดและก็ครบพอใช้งานด้วย แต่ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าไหนๆ ทาง ASUS ก็เลือกใช้หน้าจอ 90Hz ปรับค่าได้แล้วทั้งที ก็น่าจะย้ายปุ่ม Snipping Tool ที่ F11 ไปรวมกับปุ่ม Print Screen แล้วใส่คีย์ลัดเปลี่ยนค่า Hz หน้าจอมาเลยจะดีกว่า จะได้กดปรับใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น

ASUS Zenbook New DSC01841

ASUS Zenbook New DSC01843
ASUS Zenbook New DSC01842
ASUS Zenbook New DSC01824
ASUS Zenbook New DSC01869

ส่วนทัชแพดแบบ ASUS NumberPad 2.0 นี้เป็นทัชแพดอเนกประสงค์ กดสลับระหว่างทัชแพดปกติหรือกดปุ่มลายเครื่องคิดเลขมุมบนขวาเพื่อเปิดทัชแพดขึ้นมาใช้งานก็ได้ เวลาพิมพ์ตัวเลขก็ตอบสนองได้เร็วเหมือนกดแป้นทัชแพดปกติทีเดียว หรือถ้าต้องการลากเคอร์เซอร์เมาส์ก็ลากตอนเปิดทัชแพดได้ทันทีไม่ต้องกดปิดทัชแพดลงไป ส่วนเครื่องหมายสามเหลี่ยมมุมบนซ้ายจะทำงานได้ 2 แบบ คือ แตะ 1 ครั้งจะเอาไว้ลดความสว่างแสง Numpad ถ้าแตะค้างแล้วลากออกจากไอคอนนี้จะเรียกเครื่องคิดเลขขึ้นมาใช้งานได้ด้วย

จุดที่ ASUS ติดตั้งทัชแพดเอาไว้ ถ้าวางมือพิมพ์งานตามปกติ สันมือจะนาบขอบของทัชแพดเล็กน้อย แต่อาการทัชแพดลั่นอาจจะมีบ้างเล็กน้อย ถ้าใครไม่ชอบก็กดปิดทิ้งได้หรือพิมพ์แบบยกสันมือขึ้นแทนก็ได้ ซึ่งขนาดของทัชแพดถือว่าใหญ่กำลังใช้งานสะดวก ลากเคอร์เซอร์เมาส์ได้รวดเร็วรวมทั้งรองรับ Gesture Control ของ Windows ด้วย

Connector / Thin & Weight

ASUS Zenbook New DSC01844
ASUS Zenbook New DSC01846

พอร์ตเชื่อมต่อของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z จะมีพอร์ตที่ใช้งานประจำติดตั้งอยู่ แต่ฝั่งซ้ายจะมีแค่ USB-A 3.2 Gen 2 ช่องเดียวคู่กับช่องระบายอากาศภายในเครื่องเท่านั้น ส่วนพอร์ตใช้งานอื่นๆ จะรวมอยู่ฝั่งขวาตัวเครื่องพร้อมไฟแสดงสถานะการทำงานด้วย ซึ่งมีพอร์ต MicroSD Card Reader, Thunderbolt 4 x 2 ช่อง, Audio Combo และ HDMI 2.0b ติดตั้งไว้

ด้านพอร์ตตัวเครื่อง ต้องถือว่าทาง ASUS ไม่กั๊กเลยและให้มาครบพร้อมใช้งานแล้ว ไม่ว่าจะ USB-A 3.2 Gen 2 และ HDMI 2.0b สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไอทีชิ้นต่างๆ ในปัจจุบันนี้ ไม่ต้องลำบากหาตัวแปลง USB-C Multiport Adapter มาเสริมให้เสียเงิน แต่ถ้าต้องการใช้งานก็มี Thunderbolt 4 ไว้ต่อแยกเป็นพอร์ตแบบต่างๆ ทั้งใช้รับส่งข้อมูลและต่อจอเสริมได้และชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ด้วย ทำให้ไม่ต้องพกปลั๊กเฉพาะติดกระเป๋าไปไหนมาไหน เจ้าของเครื่องแค่มีปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์ขึ้นไปก็ต่อชาร์จแบตเตอรี่ให้ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z ได้ทันที

ASUS Zenbook New DSC01802

ASUS Zenbook New DSC01804
ASUS Zenbook New DSC01803

น้ำหนักตัวเครื่องก็ถือว่าเบาพกง่ายทีเดียว โดยน้ำหนักเครื่องอย่างเดียวอยู่ที่ 1.37 กิโลกรัม ถ้ารวมกับปลั๊กน้ำหนัก 215 กรัม จะหนักเพียง 1.59 กิโลกรัมเท่านั้น จัดว่าเบาพกพาได้สะดวก และไม่มีปัญหาตัวเครื่องหนักจนไหล่ทรุดอย่างแน่นอน

Performance & Software

cpuz
ram 2

ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z ได้อัพเดทซีพียูในเครื่องให้ทันสมัยยิ่งขึ้นเป็น Intel Core i5-1240P แบบ 12 คอร์ (4P+8E) 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.4GHz สถาปัตยกรรม Alder Lake ใหม่ล่าสุดแล้ว มีค่า TDP 28 วัตต์ จับคู่กับแรมออนบอร์ด ความจุ 16GB DDR5 บัส 4800MHz ซึ่งได้ทั้งความจุและความเร็วรับส่งข้อมูลที่ดีมากพร้อมๆ กัน

gpu 1

การ์ดจอของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็น Intel Iris Xe Graphics ออนบอร์ดติดตั้งมากับซีพียู Intel Alder Lake ช่วยเรนเดอร์ภาพแสดงขึ้นบนหน้าจอ, แต่งภาพได้อย่างดีไม่มีปัญหา รองรับชุดคำสั่งหลักอย่าง OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan ครบถ้วน

devicemgr 2

ส่วนพาร์ทในตัวเครื่อง เมื่อเช็คด้วย Device Manager แล้ว จะเห็นว่า ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z ตรงตามมาตรฐาน Intel Evo ไม่ว่าจะเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่รวมกับปุ่ม Power ของ ELAN WBF การ์ด Wi-Fi PCIe รุ่น Intel AX211 เชื่อมต่อ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รับคลื่น 160MHz พร้อมเชื่อมต่อ Bluetooth 5.2 ได้ในตัว มีชิป TPM 2.0 สำหรับรักษาความปลอดภัยและทำงานคู่กับ Windows 11 ติดตั้งมาด้วย

ssd 4

M.2 NVMe SSD ในเครื่องมีความจุ 512GB ขึ้นรหัสรุ่นใน Device Manager เป็น MZVL2512HCJQ-00$00/07 512GB หรือ Samsung PM9A1 เป็น SSD OEM อินเตอร์เฟสเป็น PCIe 4.0 x4 ความเร็ว Sequential Read 6,900MB/s และ Sequential Write 5,000MB/s เทียบชั้นได้กับ Samsung 980 PRO เมื่อวัดความเร็วด้วย AS SSD แล้ว ได้ความเร็ว Sequential Read 4,357.09MB/s และ Sequential Write 1,726.89MB/s ถ้าดูแล้วต้องถือว่าความเร็ว Sequential Write อาจจะน้อยอยู่นิดหน่อยไม่ค่อยสมดุลย์กับฝั่ง Read นัก แต่ถ้าใช้งานตามปกติจัดว่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ถ้าต้องการเปลี่ยน SSD ให้ความเร็วอ่านเขียนข้อมูลสูงขึ้นและวิ่งเต็มความเร็วอินเตอร์เฟส ปัจจุบันนี้ก็มีให้เลือกหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะ Samsung 980 PRO, WD Black SN850, Kingston KC3000 ก็ได้ จะช่วยให้โหลดโปรแกรมใหญ่ๆ และไฟล์งานออกมาใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

r15 2
r20 2

ด้านการเรนเดอร์ 3D CG ต้องถือว่า Intel 12th Gen ก็มีประสิทธิภาพดีระดับใช้ Preview ตัวอย่างโมเดลสามมิติได้สบายๆ จากการทดสอบด้วย CINEBENCH R15 แล้ว ได้คะแนน OpenGL 91.65 fps และ CPU ที่ 1555 cb เรียกว่าประสิทธิภาพสูงไว้ใจได้ ส่วน CINEBENCH R20 ที่เน้นทดสอบกำลังการเรนเดอร์แล้ว ได้คะแนน CPU 3,667 pts นับว่ากำลังการประมวลผลของ Intel Core i5-1240P สามารถใช้ทำงานแนว 3D ได้ดีระดับหนึ่งอย่างแน่นอน

3dmark 2

ด้านการเล่นเกม จากการทดสอบด้วย 3DMark Time Spy แล้ว ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z สามารถทำคะแนนเฉลี่ยได้ 1,566 คะแนน และเมื่อดูผลคะแนนแยกแล้ว จะเห็นว่า CPU score ทำได้ 8,216 คะแนน ส่วน Graphics score อยู่ที่ 1,371 คะแนน ดังนั้นจึงสรุปได้ทันทีว่ากำลังการประมวลผลของ Intel Core i5-1240P นั้นดีในระดับไว้ใจได้ ส่วนการ์ดจอออนบอร์ดจัดว่าใช้ทำงานได้ แต่จะไม่เหมาะกับการเล่นเกมนัก ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics อยู่แล้ว

pcmark10 2

ในแง่การทำงานถือว่าไว้ใจ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z ได้ พอทดสอบด้วย PCMark 10 ก็ได้คะแนนรวม 5,270 คะแนน และแยกหมวดหมู่แล้วจะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ เด่นในหมวด Essentials หรือการเปิดโปรแกรมและทำงานผ่านเว็บเบราเซอร์และประชุมออนไลน์ ส่วนการทำงานกับไฟล์เอกสารในหมวด Productivity และตัดต่อแต่งภาพอย่างหมวดทดสอบ Digital Content Creation จะทำได้ดีไล่เลี่ยกัน ยิ่งไปกว่านั้นคือการทดสอบกับโปรแกรมแต่งภาพเองก็ทำคะแนนได้ขึ้นมาระดับ 5,000 คะแนนขึ้นไปไม่ดึงผลคะแนนรวมให้ตกลงไปมากนัก ดังนั้นถ้าใครต้องแต่งภาพทำงานอาร์ตต่างๆ ก็สามารถใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทำงานได้เลย

zenbook14oled

ในฐานะที่ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z ติดตั้ง Intel 12th Gen Alder Lake มาแล้ว ถ้านำมาเล่นเกมจะเป็นอย่างไร ซึ่งจากที่ทดสอบเล่นเกมออนไลน์ไม่กินสเปคมากอย่าง DotA 2 แล้วปรับกราฟฟิคต่ำสุด Intel 12th Gen กับ Intel Iris Xe Graphics เองก็สามารถเล่นเกมได้ดีระดับหนึ่ง พอจะทำเฟรมเรทได้เฉลี่ยเกิน 60 fps อยู่ แต่พอขยับมา PUBG ซึ่งต้องเรนเดอร์กราฟฟิคต่อเนื่องจะเกิดอาการโหลด Texture และฉากเป็นช่วงๆ ควบคู่กับอาการกระตุกชั่วเสี้ยววินาที (Struttle) เป็นระยะๆ ทำให้เฟรมเรทตกไปจนเกมค้างตั้งแต่ 1-2 วินาทีได้เลย ส่วนเกมฟอร์มยักษ์อย่าง Elden Ring ก็มีอาการเดียวกันกับโน๊ตบุ๊ครุ่นที่ใช้การ์ดจอออนบอร์ดรุ่นอื่น คือ แม้จะเปิดเกมแล้วเล่นได้ โหลดฉากไวตามปกติ ก็ยังมีอาการไม่เรนเดอร์ตัวศัตรูขึ้นมาให้เห็นอยู่

โดยสรุปแล้ว Intel 12th Gen นี้ ถ้าต้องการเล่นเกมจริงๆ ควรเล่นเกมไม่กินทรัพยากรเครื่องเยอะ, เกมเน้นใช้พลังประมวลผลของ CPU หรือเกมออนไลน์อย่าง DotA 2 เป็นหลักจะดีกว่า เพราะการ์ดจอของเครื่องนี้จัดว่าอยู่ในระดับใช้ทำงานทั่วไปได้แต่ไม่ได้เด่นเรื่องการเล่นเกมเท่านัก

main 1

oled care
oled care 2
gamut setting

ด้านโปรแกรม MyASUS สำหรับใช้ปรับตั้งค่าการทำงานของตัวเครื่อง นอกจากใช้เซ็ตโหมดการทำงาน, อัพเดทเฟิร์มแวร์ให้ตัวเครื่องและอื่นๆ ได้แล้ว ทางผู้ผลิตเองก็เพิ่มฟีเจอร์สำหรับหน้าจอ OLED เข้ามาให้ นั่นคือหมวด ASUS OLED Care เสริมฟังก์ชั่นถนอมตัวพาเนลให้อายุการใช้งานนานขึ้น ลดการ Burn-in เวลาเจ้าของเครื่องเปิดโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่งหรือล็อค Taskbar ค้างเอาไว้นานๆ ตัวโปรแกรมจะช่วยปรับการแสดงผลของหน้าจอโดยอัตโนมัติให้ ซึ่งผู้เขียนแนะนำให้เปิดเอาไว้ทุกหัวข้อได้เลย ส่วนหัวข้อ OLED Flicker-Free Dimming ก็ปล่อยเป็นการตั้งค่าจากโรงงานได้เลย

ด้านฟังก์ชั่นตั้งค่าการแสดงผลหน้าจอ OLED ของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z เอง ก็ถือว่าน่าสนใจเช่นกัน เพราะฟังก์ชั่นนี้จะเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลเป็นแบบต่างๆ ไม่ว่าจะ Normal หรือแสดงผลตามปกติ, Vivid เน้นสีสันสวยเข้มตามสไตล์พาเนล OLED หรือปรับแบบ Manual เปลี่ยนอุณหภูมิสีบนหน้าจอได้เป็นโทนอุ่นหรือเย็นมากขึ้นก็ได้โดยการเลื่อนบาร์ด้านล่างได้เลย ยิ่งใครนั่งจ้องหน้าจอทั้งวัน จะมีโหมด Eye Care ถนอมสายตาให้ใช้ด้วย โดยหน้าจอจะลดแสงสีฟ้าลงไป ช่วยให้สบายตาขึ้น

Battery & Heat & Noise

batt 2
battmon1hr

สำหรับแบตเตอรี่ความจุ 75Wh ใน ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z จัดว่ามีความจุเยอะเพียงพอให้เจ้าของเครื่องใช้ทำงานต่อเนื่องได้ทั้งวัน ไม่ต้องกังวลคอยหาปลั๊กชาร์จแบตเตอรี่ให้เสียจังหวะทำงานเลย ซึ่งผลการทดสอบตามมาตรฐานของเว็บไซต์ โดยลดความสว่างหน้าจอให้ต่ำสุด, ปิดไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด ปรับเสียงลำโพงให้ดังเพียง 10% ใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube ต่อเนื่องว่าตัวเครื่องสามารถจัดการพลังงานได้ดีหรือไม่

ผลจากการวัดด้วย BatteryMon เมื่อดูคลิปนาน 30 นาที โชว์ว่า ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z เครื่องนี้สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 11 ชั่วโมง 36 นาที แต่พอปล่อยให้คลิปรันยาวต่อเนื่องเป็น 1 ชั่วโมง ก็ได้ระยะเวลาใช้งานนานขึ้นเป็น 12 ชั่วโมง 5 นาที มีจุดสังเกตคือ ถึงจะปล่อยให้เครื่องรันไป 30 นาทีแล้ว แต่แบตเตอรี่เครื่องยังไม่ลดลงเลยและคงไว้ 100% ได้ต่อเนื่อง และพอใช้ถึง 1 ชั่วโมง ก็ยังลดลงเพียง 9% เท่านั้น และผู้เขียนเองก็ลองนำเครื่องไปใช้ทำงานทั่วไป ใช้เว็บแอพฯ ควบคู่กับโปรแกรมทำงานเอกสารต่าง พบว่าแบตเตอรี่ลดลงช้ามากหรือแทบไม่ลดเลย คาดว่าแบตเตอรี่ 75Wh ในเครื่องน่าจะใช้ทำงานได้นานราว 15-17 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ASUS Zenbook New DSC01809

ช่องระบายความร้อนของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z จะอยู่ฝั่งซ้ายมือของตัวเครื่อง ซึ่งมีแค่ช่องเดียวเท่านั้น เมื่อใช้งานทั่วไปอย่างการเปิดเบราเซอร์ทำงานผ่านเว็บแอพฯ และงานเอกสารทั่วไปก็ถือว่าระบายอากาศได้ดีและเงียบไม่รบกวนแม้แต่น้อย ยกเว้นเฉพาะตอนรันโปรแกรมใหญ่กินทรัพยากรเครื่องสักหน่อย เช่น Photoshop, Lightroom ก็จะได้ยินเสียงพัดลมทำงานชัดเจนขึ้นมาระดับหนึ่ง 

hwmonitor 2

ซึ่งความร้อนของตัวเครื่องเมื่อรันโปรแกรมขนาดใหญ่ดูแล้วก็ไม่ได้แผ่ไปทั่วเครื่องเหมือนโน๊ตบุ๊คบางรุ่น มากสุดตัวเครื่องก็อุ่นขึ้นเล็กน้อยใต้คีย์บอร์ดใกล้ปุ่ม WASD ออกไปทางช่องระบายความร้อน ส่วนภายในเครื่องเมื่อเช็คด้วย CPUID HWMonitor จะเห็นว่า Intel Core i5-1240P เองก็ร้อนระดับหนึ่งเลย โดยมีอุณหภูมิระหว่าง 33~99 องศา เฉลี่ย 97 องศาเซลเซียส แต่อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิสูงสุดนี้เกิดจากการรันโปรแกรมทดสอบตัวเครื่องเพื่อเค้นดูว่า ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z จะมีอุณหภูมิสูงสุดระดับไหน ซึ่งตอนทดลองใช้งานจริงก็แทบไม่เจอความร้อนระดับนี้เลย ดังนั้นใครที่สนใจอยากซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็ซื้อไปใช้งานได้ไม่ต้องกังวลว่าจะร้อนไป

User Experience

ASUS Zenbook New DSC01852

แง่การใช้งานจริง ต้องถือว่า ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z เป็นโน๊ตบุ๊ค Intel Evo ที่ดีรุ่นหนึ่ง ครบทั้งเรื่องสเปคและซอฟท์แวร์สำหรับใช้งาน แค่เปิดเครื่องแล้วล็อคอินให้เรียบร้อยก็พร้อมใช้ในทันที มีระบบปฏิบัติการ Windows 11 พร้อมกับ Microsoft Office Home & Student 2021 ติดตั้งมาครบเครื่อง ไม่ต้องจ่ายเงินค่าซอฟท์แวร์ให้เสียดายเงินเลย อาจจะน่าเสียดายเล็กน้อยว่าถ้าต้องการอัพเกรดเปลี่ยน M.2 NVMe SSD ในเครื่องให้อ่านเขียนไฟล์ได้ทันใจกว่านี้ก็ต้องยกไปศูนย์บริการให้ช่างผู้ชำนาญการจัดการให้ แต่ถ้าจัดการเปลี่ยนไดรฟ์ตั้งแต่เริ่มต้นก็ถือว่าดีไม่มีปัญหาแน่นอน นอกจากนี้ตัวเครื่องตอนใช้งานตามปกติก็ไม่ได้ร้อนจนน่ากลัวอย่างที่โปรแกรม CPUID HWMonitor โชว์แม้แต่น้อย

จุดที่ชอบนอกจากซอฟท์แวร์ครบเครื่องแล้ว ระยะเวลาใช้งานกับซีพียู Intel 12th Gen ก็จัดการพลังงานได้ดีมาก ซึ่งผู้เขียนเองก็เน้นพกติดตัวไปใช้เขียนและทำงานผ่านเว็บแอพฯ ก็ถือว่าระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่นั้นน่าจะใช้ได้นานกว่าผลทดสอบจาก BatteryMon แจ้งไว้ที่ 12 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ซึ่งผู้เขียนคาดว่าน่าจะใช้งานได้ราว 15 ชั่วโมงเลย นอกจากนี้ทัชแพด ASUS NumberPad 2.0 ก็ใช้งานได้สะดวก ตอบสนองไวเหมือนใช้ Numpad ปกติ ซึ่งนักบัญชีและคนที่ต้องพิมพ์ตัวเลขบ่อยๆ น่าจะชอบฟังก์ชั่นนี้

ด้านจอไซซ์ 14 นิ้ว แต่ความละเอียดสูงระดับ 2.8K พาเนล OLED ที่ได้รับการรับรองจาก PANTONE และ VESA Display เองก็ถือว่าเป็นหน้าจอที่ดีน่าประทับใจ เพราะอัตราส่วนจอ 16:10 นั้นช่วยเพิ่มพื้นที่ในแนวตั้งมากขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งผู้เขียนเองก็ใช้ทำงานด้านการเขียนและเอกสารก็เห็นบรรทัดมากขึ้น และเวลา Process ภาพถ่ายประกอบรีวิวก็ใช้หน้าจอของ ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z จัดการได้เลยและไม่ต้องกลัวสีเพี้ยน เพราะนอกจากขอบเขตสีกว้างแล้วค่า Delta-E <2 ไม่ต้องเสียเงินซื้อหน้าจอสำหรับทำงานอาร์ตโดยเฉพาะมาต่อเพิ่มด้วย พูดได้เลยว่าเรื่องทำงานคือจบในเครื่องเดียว

ส่วนที่ผู้เขียนเองเชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คนน่าจะกังวลอยู่ ว่าถ้าเป็นพาเนล OLED แล้วจะ Burn-in หรือเปล่า ในส่วนนี้เมื่อมีฟังก์ชั่น ASUS OLED Care เสริมเข้ามา ก็เปิดทิ้งเอาไว้ให้เครื่องจัดการตัวเองได้เลยไม่และประสบการณ์การใช้งานระหว่างเปิดกับไม่เปิด OLED Care นั้นก็แทบไม่ต่างกัน อย่างมากแค่ Taskbar จะถูกเปลี่ยนเป็น Auto Hide ชักซ่อนลงไปอัตโนมัติเท่านั้น เวลาจะใช้ก็ลากเมาส์ลงไปให้ Taskbar ยกขึ้นมาก็ใช้งานได้ตามปกติแล้ว ดังนั้นไม่ต้องกังวลในส่วนนี้ก็ได้

Conclusion & Award

ASUS Zenbook New DSC01853

ถ้าใครมีโจทย์หาโน๊ตบุ๊คสายทำงานดีๆ ระดับพรีเมี่ยมเอาไว้ใช้สักเครื่องแล้วอยากใช้ซีพียู Intel 12th Gen Alder Lake ด้วย ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z จัดเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเลย เนื่องจากซอฟท์แวร์ครบเครื่องพร้อมใช้งาน หน้าจอสีสันสวยเที่ยงตรงพร้อมฟังก์ชั่นถนอมพาเนลหน้าจอให้ใช้งานได้นาน ไม่เสื่อมไม่ Burn-in อีก ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อใช้งานไปนานๆ ได้อย่างอยู่หมัด ผู้ใช้ก็สบายใจไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลย นอกจากนี้ลำโพงยังเสียงดีน่าใช้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าใครอยากให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ก็แนะนำให้ยกเครื่องพร้อม M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 ดีๆ สักตัวไปให้ศูนย์บริการถอดเปลี่ยนอัพเกรดก็พอแล้ว จะได้ดึงประสิทธิภาพของตัวเครื่องออกมาได้เต็มที่และเอา SSD ตัวเดิมไปทำเป็น External SSD ไว้เซฟงานเลย เพราะถ้าอัพเกรดส่วนนี้เสร็จก็ถือว่าสมบูรณ์แบบแล้วและใช้งานได้อย่างน้อย 3-4 ปีอย่างแน่นอน

award

award new Battery Life

best battery life

แบตเตอรี่ความจุ 75Wh เมื่อจับคู่กับ Intel Core i5-1240P ก็ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุดถึง 12 ชั่วโมง และอาจจะได้ถึง 15-17 ชั่วโมงทีเดียว และรองรับการต่อพอร์ตแยกและชาร์จแบตเตอรี่ผ่าน Thunerbolt 4 ได้อีก ทำให้เจ้าของเครื่องใช้งานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่จะหมดตอนประชุมสำคัญ โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จึงเหมาะกับรางวัล Best Battery Life โดยไม่ต้องสงสัย

award new Design

best design

ASUS ZenBook 14 OLED UX3402Z เครื่องนี้ได้ดีไซน์ฝาหลังเครื่องดูล้ำอนาคตสวยงามยิ่งขึ้น แต่ก็ใส่ฟีเจอร์ดีๆ มาให้ครบไม่ว่าจะ ASUS NumberPad 2.0 และบานพับหน้าจอแบบ ErgoLift hinge ทำให้เจ้าของเครื่องทำงานได้สะดวกขึ้น จัดว่าได้ทั้งความสวยและฟังก์ชั่นการใช้งานพร้อมๆ กัน จึงคู่ควรกับรางวัล Best Design อย่างแน่นอน

award new multi media

best multimedia

หน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K พาเนล OLED อัตราส่วน 16:10 ใช้ทำงานสะดวก พรู้ฟสีได้สบายเพราะขอบเขตสีกว้างระดับ 100% DCI-P3 พร้อม ASUS OLED Care และลำโพงตัวเครื่องมี Smart Amp ติดตั้งมาอีก ทำให้ทำงานได้ดีหรือจะดูหนังฟังเพลงก็ดีงามทั้งคู่ จึงเหมาะกับรางวัล Best Multimedia มาก

from:https://notebookspec.com/web/647753-review-asus-zenbook-14-oled-ux3402z

LEXAR เปิดตัวหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ ARES DDR5-5200

Lexar แบรนด์ชั้นนำระดับโลกด้านโซลูชั่นหน่วยความจำแฟลช รู้สึกตื่นเต้นที่จะประกาศเปิดตัวหน่วยความจำเดสก์ท็อป Lexar® ARES DDR5 OC รุ่นใหม่ ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการประกอบพีซี, เกมเมอร์, นักโอเวอร์คล็อก และถูกออกแบบมาให้เหมาะกับโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ เจนเนอร์เรชัน ล่าสุด

ARES

Advertisementavw

สำหรับหน่วยความจำเดสก์ท็อป Lexar® ARES DDR5 OC ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ DDR5 ที่ออกแบบมาสำหรับแพลตฟอร์มโปรเซสเซอร์ Intel® Core™ รุ่นล่าสุด และสนับสนุน Intel XMP 3.02 ด้วยความเร็ว 5200 จึงมีแบนด์วิดธ์มากกว่า DDR41 ถึง 1.63 เท่า ดังนั้นไม่ว่าคุณจะต้องการเล่นเกมที่ต้องการความเร็ว ใช้ซอฟต์แวร์ตัดต่อวิดีโอ หรือประมวลผลปริมาณงานที่หนักหน่วง หน่วยความจำ Lexar® ARES DDR5 OC จะช่วยให้คุณได้สัมผัสกับประสิทธิภาพของ DDR5 ที่เหนือกว่า

นอกจากนี้หน่วยความจำเดสก์ท็อป Lexar® ARES DDR5 ได้รับการออกแบบด้วยแผ่นกระจายความร้อนอะลูมิเนียมที่ทันสมัย เพื่อให้ระบบของคุณเย็นอยู่เสมอ มาพร้อมกับ ECC แบบ on-die โดยใช้ประโยชน์จากการแก้ไขข้อผิดพลาดของข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความเสถียรและความน่าเชื่อถือไปพร้อม ๆ กับความเร็วที่เพิ่มขึ้นกว่าที่เคย และด้วย IC การจัดการพลังงาน (PMIC) ในตัว จึงให้การควบคุมพลังงานและการจ่ายพลังงานที่ดีขึ้น อีกทั้งทำงานที่แรงดันไฟฟ้าต่ำ 1.25V (โปรไฟล์ XMP) ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานของคุณให้ลงได้

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Lexar ทำงานอย่างขยันขันแข็งในการพัฒนาโซลูชั่นการเล่นเกมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยประสบการณ์มากกว่า 25 ปีในการพัฒนาโซลูชันหน่วยความจำชั้นนำของอุตสาหกรรม เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เกมมิ่งที่ตรงตามมาตรฐาน คุณภาพ ประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความเข้ากันได้ที่ลูกค้าคาดหวังจากแบรนด์ Lexar ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นของการเล่นเกมและการสร้างพีซีประสิทธิภาพสูง Lexar รู้สึกตื่นเต้นที่จะขยายโซลูชันการเล่นเกมของเราซึ่งรวมถึงโซลูชัน DDR5 รุ่นต่อไป” Joel Boquiren ผู้จัดการทั่วไปของ Lexar กล่าว

ทั้งนี้การออกแบบผลิตภัณฑ์ Lexar ทั้งหมดผ่านการทดสอบอย่างครอบคลุมใน Lexar Quality Labs ซึ่งมีอุปกรณ์ดิจิทัลมากกว่า 1,100 ตัว เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพ คุณภาพ ความเข้ากันได้ และความน่าเชื่อถือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.lexar.com

คุณสมบัติหลัก:

  • สัมผัสประสิทธิภาพเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด DDR5-5200
  • เร็วกว่า DDR4 มากกว่า 1.6 เท่า1
  • รองรับ ECC แบบ on-die เพื่อเพิ่มความเสถียรในการโอเวอร์คล็อก
  • รองรับ Intel XMP 3.0 และพร้อมสำหรับการโอเวอร์คล็อกหน่วยความจำ DDR5 ของคุณ
  • มี PMIC ในตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน
  • การออกแบบชุดระบายความร้อนระดับพรีเมียมที่ผสมผสานระหว่างสไตล์ที่โดดเด่นและฟังก์ชันการระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยม
  • การรับประกันแบบจำกัดตลอดอายุผลิตภัณฑ์ (Lifetime limited warranty)

1 การเปรียบเทียบตามการทดสอบภายใน ประสิทธิภาพจริงอาจแตกต่างกันไปตามองค์ประกอบของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อื่น ๆ

2 หน่วยความจำ DDR5 สามารถใช้ได้บนเมนบอร์ดที่มีสล็อตรุ่น DDR5 เท่านั้น และไม่รองรับการทำงานบนสล็อตแรมรุ่นก่อนหน้า

*รูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ประสิทธิภาพ ข้อเสนอซอฟต์แวร์ และบรรจุภัณฑ์อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวันที่จัดส่งและสินค้าคงคลังที่มี

from:https://notebookspec.com/web/651361-lexar-ares-ddr5-5200

7 Acer Nitro 5 ซีพียู Intel Tiger Lake, Alder Lake ตัวเด็ด อัพเดทกลางปี 2022

มาอัพเดทกลางปี 2022 กันว่าตอนนี้ Acer Nitro 5 ซีพียู Intel มีเครื่องไหนน่าซื้อบ้าง?

nitro5 cover

หากจำกันได้ ก่อนหน้านี้ผู้เขียนก็ได้แนะนำ Acer Nitro 5 ซีพียู Intel ไปเมื่อต้นปีแล้ว แต่เพราะเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค ณ ตอนนี้หลายๆ รุ่นก็มีซีพียู Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Alder Lake ติดตั้งมาให้เลือกเยอะขึ้นเรื่อยๆ ปนเข้ามากับ Intel 11th Gen สถาปัตยกรรม Tiger Lake อีก ซึ่งผู้เขียนก็มั่นใจว่าเกมเมอร์หลายๆ คนก็สับสนไม่แน่ใจว่าตอนนี้จะซื้อ Acer Nitro 5 รุ่นไหนไปเล่นเกมดี? จะซื้อ Acer Nitro 5 ซีพียู Intel รุ่นเก่าที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปีก่อนดีหรือยอมเพิ่มเงินไปซื้อตัวใหม่จะคุ้มกว่า ในส่วนนี้ผู้เขียนเห็นว่าทางไหนก็ดีทั้งคู่เนื่องจากรุ่นเก่าก็สเปคดีเล่นเกมฟอร์มใหญ่ในตอนนี้ได้สบายๆ แต่ถ้าซื้อรุ่นใหม่ล่าสุดก็อาจจะแพงสักหน่อยแต่ประสิทธิภาพเรียกว่าดีน่าประทับใจ ได้หน้าจอ Refresh Rate สูงและคีย์บอร์ดแบบ 4-Zone RGB เอฟเฟคสวยถูกใจเกมเมอร์อย่างแน่นอน ยิ่งถ้าเป็นโมเดลปี 2022 ก็มีพอร์ต Thunderbolt 4 แบบ Full Function ติดตั้งมาให้อีกด้วย นอกจากนี้ข้อดีของโน๊ตบุ๊ค Acer คือ ได้ประกันนานถึง 3 ปีทีเดียว โดยอาจจะเป็น Onsite Service ทั้ง 3 ปี หรือ Onsite Service 1 ปี และรับผิดชอบชิ้นส่วนภายในเครื่องกับค่าแรงค่าบริการให้แทนก็ได้

Advertisementavw

Acer Nitro 5 ซีพียู Intel

อย่างไรก็ตาม Acer Nitro 5 ซีพียู Intel ในบทความนี้จะคละรุ่นเก่าและใหม่ปนกันไป แต่จะเน้นรุ่นที่สเปคต่อราคาคุ้มค่าเป็นหลัก และสรุปสเปคโดยเร็วได้ดังนี้

สเปคของ Acer Nitro 5 ซีพียู Intel CPU, GPU RAM, SSD, Software หน้าจอ,
น้ำหนัก
การเชื่อมต่อ ราคา
(บาท)
Acer Nitro 5 AN515-57-58LR Intel Core
i5-11400H

NVIDIA GeForce RTX 3050

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.2 กก.

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

28,250
Acer Nitro 5 AN515-57-5959 Intel Core
i5-11400H

NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.2 กก.

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

32,750
Acer Nitro 5 AN515-57-7277 Intel Core
i7-11800H

NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.2 กก.

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

35,550
Acer Nitro 5 AN515-57-52UX Intel Core
i5-11400H

NVIDIA GeForce RTX 3060

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.2 กก.

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

36,750
Acer Nitro 5 AN515-58-700H Intel Core
i7-12700H

NVIDIA GeForce RTX 3050

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.5 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

39,900
Acer Nitro 5 AN515-58-5026 Intel Core
i5-12500H

NVIDIA GeForce RTX 3060

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.5 กก.

Thunderbolt 4 x 1

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

45,900
Acer Nitro 5 AN515-57-99W3 Intel Core
i9-11900H

NVIDIA GeForce RTX 3070

M.2 NVMe
1TB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ QHD
(2560×1440)
IPS

Refresh Rate 165Hz

2.2 กก.

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

54,890

Nitro 5 AGW KSP01

7 Acer Nitro 5 ซีพียู Intel ตัวเด็ดเล่นเกมเพลินทำงานลื่น แนะนำให้โดน บอกเลยว่าฟิน

สำหรับผู้ใช้ที่มีแผนซื้อ Acer Nitro 5 ซีพียู Intel อยู่แล้วแต่อยากได้รายละเอียดว่าสเปคเครื่องไหนจะดีและคุ้มค่าที่สุด โดยผู้เขียนได้เลือกมาแนะนำทั้งหมด 7 รุ่น แยกตามช่วงราคาตั้งแต่ไม่เกิน 3 หมื่นบาทไปจนเกินครึ่งแสน โดยมีรุ่นแนะนำดังนี้

  1. Acer Nitro 5 AN515-57-58LR (28,250 บาท)
  2. Acer Nitro 5 AN515-57-5959 (32,750 บาท)
  3. Acer Nitro 5 AN515-57-7277 (35,550 บาท)
  4. Acer Nitro 5 AN515-57-52UX (36,750 บาท)
  5. Acer Nitro 5 AN515-58-700H (39,990 บาท)
  6. Acer Nitro 5 AN515-58-5026 (45,900 บาท)
  7. Acer Nitro 5 AN515-57-99W3 (54,890 บาท)
1. Acer Nitro 5 AN515-57-58LR (28,250 บาท)

20210529 021512 c

เริ่มต้นด้วย Acer Nitro 5 ซีพียู Intel รหัส Acer Nitro 5 AN515-57-58LR สเปคคุ้มดีน่าใช้ในราคาไม่เกิน 30,000 บาท แต่สเปคเรียกว่าคุ้มเกินตัวพร้อมเล่นเกมและทำงานหนักๆ ได้สบาย แค่อัพเกรดเพิ่มแรมอีกนิดหน่อยหรือจะเติม SSD เอาไว้ลงเกมเซฟงานก็ได้ตามศรัทธาอีกด้วย

ซีพียูเป็นรุ่นประสิทธิภาพสูงรหัส Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5GHz จับคู่การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับแรมอีก 8GB DDR4 บัส 3200MHz ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้อัพเกรดเป็น 16GB จะทำงานได้ดีอย่างแน่นอน ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.1 ได้ และหนักเพียง 2.2 กิโลกรัม หากใครต้องการ Acer Nitro 5 ซีพียู Intel สเปคดีราคาไม่เกิน 30,000 บาท สเปคจัดว่าทำงานหรือเล่นเกมก็โอเคทั้งคู่ก็ซื้อรุ่นนี้ไว้ใช้ได้เลย

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-57-58LR
  • CPU : Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.2 กิโลกรัม
  • Price : 28,250 บาท (Advice)
2. Acer Nitro 5 AN515-57-5959 (32,750 บาท)

Nitro 5 AN515 57 bk

ส่วนคนที่หา Acer Nitro 5 ซีพียู Intel แต่ขอการ์ดจอแรงขึ้นอีกสักนิด ก็แนะนำให้เพิ่มงบมาซื้อ Acer Nitro 5 AN515-57-5959 รุ่นนี้ที่การ์ดจออัพเกรดเป็น NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6 แทนดีกว่า เนื่องจากการ์ดจอรหัส Ti (ย่อมาจาก Titanium) มีประสิทธิภาพดีกว่ารุ่นธรรมดาราว 10-15% ด้วยกัน ทำให้รีดเฟรมเรทได้เยอะขึ้นหรือเรนเดอร์งานได้ดีกว่ารุ่นปกติ ส่วนสเปคอื่นๆ แชร์กับ Acer Nitro 5 ในข้อที่แล้วทั้งหมด

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-57-5959
  • CPU : Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.2 กิโลกรัม
  • Price : 32,750 บาท (Advice)
3. Acer Nitro 5 AN515-57-7277 (35,550 บาท)

Nitro 5 AN515 57 f

Acer Nitro 5 AN515-57-7277 รหัสนี้จะได้สเปคแรงสุดในซีรี่ส์ที่ติดตั้งการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti ซึ่งสเปคจะแชร์กับรุ่นในข้อที่แล้วทั้งหมด ยกเว้นซีพียูถูกอัพเกรดมาเป็น Intel Core i7-11800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.3-4.6GHz แทน ทำให้เครื่องนี้ใช้ทำงานหนักได้สบาย เล่นเกมที่เน้นใช้ซีพียูเป็นหลัก (CPU Intensive) ได้ดี แต่จุดสังเกตร่วมของรุ่นในข้อที่ 1-3 คือ เมื่อซื้อมาแล้วผู้เขียนแนะนำให้ทางร้านเปิดฝาอัพเกรดแรมเป็น 16GB ขึ้นไปเลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาแรมไม่พอใช้จนเครื่องรีดประสิทธิภาพได้ไม่เต็มที่อย่างแน่นอน

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-57-7277
  • CPU : Intel Core i7-11800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.3-4.6GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.2 กิโลกรัม
  • Price : 35,550 บาท (Advice)
4. Acer Nitro 5 AN515-57-52UX (36,750 บาท)

Nitro 5 AN515 57 t

ถ้าผู้ใช้สงสัยว่าถ้าจะหา Acer Nitro 5 ซีพียู Intel ในงบ 40,000 บาท ซื้อรุ่นไหนถึงจะคุ้มสุด? ต้องยกให้ Acer Nitro 5 AN515-57-52UX รหัสนี้ไปเลย โดยเครื่องนี้เองก็แชร์ดีไซน์กับสเปคร่วมกับรุ่นในข้อ 1 แต่เปลี่ยนการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 ซึ่งใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์บนความละเอียดหน้าจอ Full HD~QHD ได้อย่างลื่นไหล ปรับกราฟฟิคสุดไปก็ไม่มีปัญหาและเติมแรมมาให้ 16GB DDR4 บัส 3200MHz แล้วด้วย พอซื้อมาก็ลงเกมเล่นได้เลย อย่างมากก็อาจจะเปิดเครื่องเติม M.2 NVMe SSD ความจุ 1TB เข้าไปอีกสักตัวก็เหลือเฟือ และเครื่องนี้ผู้เขียนแนะนำเป็นส่วนตัวเพราะสเปคเรียกว่าซื้อทีเดียวจบ เล่นเกมและทำงานได้อีก 2-3 ปีอย่างแน่นอน

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-57-52UX

  • CPU : Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.2 กิโลกรัม
  • Price : 36,750 บาท (Advice)
5. Acer Nitro 5 AN515-58-700H (39,990 บาท)

20220429 214439 c

หากเกมเมอร์คนไหนอยากได้ Acer Nitro 5 ซีพียู Intel ดีไซน์ใหม่พร้อมซีพียู Intel 12th Gen ก็มี Acer Nitro 5 AN515-58-700H ให้เลือก ซึ่งนอกจากปรับดีไซน์ให้น่าใช้, ได้คีย์บอร์ด 4-Zone RGB พร้อมพอร์ต Thunderbolt 4 Full Function ติดตั้งมาขอบหลังของตัวเครื่องด้วย ช่วยให้คนที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนบ่อยๆ ชาร์จแบตเตอรี่คืนให้เครื่องนี้ด้วยปลั๊ก GaN 100W ได้ทันที

สเปคของรุ่นเริ่มต้นจะเด่นที่ซีพียู Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ (6P+8E) 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz จับคู่การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 แสดงผลขึ้นหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ได้อย่างไหลลื่น มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้กับแรมอีก 8GB DDR4 บัส 3200MHz พอร์ตที่ตัวเครื่องมี Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.1 ได้ด้วย แต่น้ำหนักเครื่องเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.5 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใครหา Acer Nitro 5 ซีพียู Intel รุ่นใหม่หัวใจ Intel Alder Lake เอาไว้ใช้งานได้ยาวๆ ก็น่าซื้อเครื่องนี้ไว้ใช้มากๆ แต่ก็แนะนำให้อัพเกรดเพิ่มแรมเป็น 16GB จะดีที่สุด ส่วนผู้ใช้ที่สนใจรุ่นนี้อยู่แล้วสามารถดูคลิป Unbox ด้านล่างประกอบการตัดสินใจได้เลย

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-58-700H
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ (6P+8E) 20 เธรด ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 39,900 บาท (Advice)
6. Acer Nitro 5 AN515-58-5026 (45,900 บาท)

Nitro An515 58 f

ขยับมา Acer Nitro 5 ซีพียู Intel อีกรุ่นอย่าง Acer Nitro 5 AN515-58-5026 ตัวนี้จะใช้ดีไซน์, พอร์ตและมีน้ำหนักเท่ากับ Acer Nitro 5 ในข้อที่แล้วแทบทั้งหมด แต่สเปคจะต่างกันตรงซีพียูเปลี่ยนเป็น Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ (4P+8E) 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.5GHz อัพเกรดการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 และเพิ่มแรมเป็น 16GB DDR4 บัส 3200MHz ซึ่งจริงๆ แล้วผู้เขียนเห็นว่านี่คือ Acer Nitro 5 ซีพียู Intel สเปคที่เหมาะกับเกมเมอร์ที่สุดหากจะซื้อมาแล้วใช้งานเลยไม่เปิดฝาเครื่องเพิ่มเติมให้วุ่นวาย และมั่นใจว่าสเปคนี้สามารถเล่นเกมและทำงานตัดต่อวิดีโอหรือทำ 3D CG ได้อีกอย่างน้อยๆ 2-3 ปีเลย

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-58-5026
  • CPU : Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ (4P+8E) 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 1, USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.5 กิโลกรัม
  • Price : 45,900 บาท (Advice)
7. Acer Nitro 5 AN515-57-99W3 (54,890 บาท)

20210529 021512 c

ส่วน Acer Nitro 5 ซีพียู Intel รุ่นสุดท้ายที่ราคาต่อสเปคคุ้มและแรงสุดไม่ต้องอัพเกรดก็ยังได้ แถมยังติดตั้งหน้าจอความละเอียดสูงมาจากโรงงานด้วย ก็ขอแนะนำเป็น Acer Nitro 5 AN515-57-99W3 รุ่นนี้ซึ่งถึงจะเปิดตัวมาสักพักใหญ่แล้วแต่ก็ยังน่าซื้ออยู่ดีและนับเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ Desktop Replacement ได้อย่างเต็มปาก อย่างมากอาจจะเพิ่ม M.2 NVMe SSD อีกสักหน่อยหรือใครใช้งานหนักๆ แล้วแรมไม่พอก็เพิ่มแรมไป 32GB ก็ดีเช่นกัน

Acer Nitro 5 ซีพียู Intel เครื่องนี้ติดตั้งซีพียู Intel Core i9-11900H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.5-4.9GHz จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3070 แรม 8GB GDDR6 แสดงผลขึ้นหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด QHD (2560×1440) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ได้อย่างไหลลื่น จะเล่นเกมหรือทำงานหนักก็ทำได้สบายๆ มี M.2 NVMe SSD ความจุ 1TB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมแรม 16GB DDR4 บัส 3200MHz ส่วนพอร์ตมี USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.1 ได้และน้ำหนักเครื่องเพียง 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งถ้าใครไม่อยากประกอบเกมมิ่งพีซีให้วุ่นวายและมีพื้นที่ในบ้านจำกัดหรืออยู่คอนโดมิเนียม แนะนำให้ซื้อ Acer Nitro 5 ซีพียู Intel เครื่องนี้เครื่องเดียวจบแล้วต่อหน้าจอแยกใช้งานจะสะดวกตัวกว่ามากๆ

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515-57-99W3
  • CPU : Intel Core i9-11900H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.5-4.9GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3070 แรม 8GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB 
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด QHD (2560×1440) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.2 กิโลกรัม
  • Price : 54,890 บาท (Advice)

Nitro 5 AGW KSP03

จะเห็นว่า Acer Nitro 5 ซีพียู Intel ในปี 2022 ตอนนี้มีแต่รุ่นน่าสนใจและสเปคดีให้เลือก จะซื้อเป็นสถาปัตยกรรม Tiger Lake หรือ Alder Lake ก็คุ้มค่าทั้งคู่และยังอัพเกรดเพิ่มแรมและ SSD ให้มีพื้นที่ลงเกม, โปรแกรมและเซฟงานได้มากขึ้นด้วย ซึ่งจัดการได้ง่ายมากแค่ขันน็อตไม่กี่ตัวก็เสร็จแล้ว และนอกจากเลือกรุ่นย่อยที่ตอบโจทย์การใช้งานและงบประมาณก็อย่าลืมมองเรื่องเงินซื้อชิ้นส่วนเสริมอย่างเมาส์, คีย์บอร์ดด้วย แต่ถ้าาใครมีอุปกรณ์เสริมติดมาตั้งแต่เครื่องก่อนหน้าก็อาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไปได้

ถ้าใครอยากได้ Acer Nitro 5 ซีพียู Intel ราคาพิเศษล่ะก็ ผู้เขียนแนะนำให้รอดูโปรโมชั่นวันพิเศษบนแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์เป็นระยะๆ หรือไปรอซื้อในงาน COMMART แทนก็เป็นวิธีที่ง่ายและดี เพราะนอกจากได้เห็นของทันที มีปัญหาก็ส่งเคลมได้ทันควันก็ยังได้ส่วนลดและของแถมไม่แพ้การซื้อออนไลน์อย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

aspire cover

aspireamd cover

swift intel cover

swift cover 2022

from:https://notebookspec.com/web/651092-7-recommended-acer-nitro-5-with-intel

MSI Prestige 14 EVO บางเบา ทรงพลัง Core i7 แบตอึด สแกนลายนิ้วมือ กางได้ 180 องศา

MSI Prestige 14 EVO ขุมพลัง Intel Core i7 เปิดเครื่องเร็ว ชาร์จไว แบตอึดใช้ได้นาน กางจอได้ 180 องศา Thunderbolt 4

MSI Prestige 14

MSI Prestige 14 EVO ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คในกลุ่มบางเบา พกพาง่าย พลังเหมาะกับทั้งงานสำนักงาน ความบันเทิงในบ้าน เรียนออนไลน์ และออกไปนำเสนองาน ออกนอกสถานที่ได้สะดวก ด้วยดีไซน์ที่ดูสวยสะดุดตา ไม่ได้เป็นแบบที่หวือหวา แต่เข้าได้กับในทุกสถานที่ บางแบบใส่ซองเอกสารได้สบาย บอดี้และโครงสร้างแข็งแกร่ง แต่เบาเพียง 1.3 กิโลกรัม วัสดุเป็นแบบอะลูมิเนียม ให้สัมผัสเรียบลื่น แต่อาจจะมีรอยนิ้วมือได้นิดหน่อย หน้าจอระดับ 14″ Full-HD สีสันสดใส มาพร้อมกล้องเว็บแคมด้านบน อัตราส่วน 16:9

ขุมพลังการประมวลผลจาก Intel Core i7 Gen 12 ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลงตัว และที่สำคัญยังมาในแพลตฟอร์ม Intel EVO ซึ่งยกระดับการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับระบบจัดการความร้อนภายใน Cooler Boost ที่ช่วยให้เย็นเร็ว เสียงรบกวนน้อย คีย์บอร์ดมีแสงไฟ LED ให้ทำงานได้ในทุกที่ แม้แสงน้อย เช่นเดียวกับทัชแพดขนาดใหญ่ เคลือบผิวสัมผัสลื่นไหล และมีระบบสแกนลายนิ้วมือ เข้าสู่ระบบได้ปลอดภัย รวมถึงการชาร์จไฟก็ยังทำได้รวดเร็วอีกด้วย จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบา ซึ่งเหมาะกับคนทำงาน นักเรียนนักศึกษา และผู้บริหาร ที่ต้องการความสะดวก คล่องตัวและต้องการความปลอดภัยในด้านข้อมูล และความเป็นส่วนตัวอีกด้วย

Advertisementavw

MSI Prestige 14 EVO

  • Intel Core i7-1280P, Intel Iris Xe Graphic, LPDDR4 16GB, 512GB NVMe PCIe Gen4 x4, Windows 11 Home, 39,990 Baht

MSI Prestige 14 EVO บางเบา ทรงพลัง


NBS Verdict

MSI Prestige 14

MSI Prestige 14 EVO เป็นโน๊ตบุ๊คที่เข้ากันได้ในงานต่างๆ ที่คุณสามารถพกพาไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรง หน้าจอขนาด 14″ ที่ทำให้องค์ประกอบต่างๆ มีความกระทัดรัด แต่ให้พื้นที่ใช้สอยได้พอเหมาะ กางจอได้ 180 องศา คุณภาพของจอแสดงผลและขอบเขตสีค่อนข้างกว้าง ให้ใช้ร่วมกับการด้านโปรดักส์ชั่้นและการทำวีดีโอได้ดีพอสมควร สอดคล้องกับซีพียู Intel Core i7-1280P ที่ติดตั้งมาภายใน ซึ่งช่วยให้การประมวลผลร่วมกับงานไหลลื่น และยังรองรับ PCIe 4.0 ซึ่งมี SSD M.2 NVMe ความเร็วสูงกว่า 6,000MB/s (Read) มาให้ เช่นเดียวกับแรม DDR4 ที่มีให้ 16GB และสะดวกต่อการใช้งาน แค่เปิดเครื่องก็พร้อมใช้ได้ทันที เพราะมี Windows 11 Home มาด้วย

จุดเด่นที่น่าสนใจก็คือ ระบบความปลอดภัย ที่มีให้เต็มพิกัด สำหรับผู้ที่ต้องการความส่วนตัวเพื่อเข้าใช้งาน ว่ากันตั้งแต่ระบบสแกนลายนิ้วมือ และกล้อง IR camera ที่รองรับการล็อคอินผ่าน Windows Hello และ Tobii Aware ที่มีอยู่ในรุ่น EVO เท่านั้น ซึ่งนอกจากจะไม่ให้ผู้อื่นได้เข้าถึงข้อมูลสำคัญของคุณได้ง่ายๆ แล้ว ยังลดปัญหาคนที่มาแอบมองด้านหลัง เวลาใช้งานข้างนอก

MSI Prest 14 77

แม้พอร์ตต่อพ่วงจะน้อยไปบ้าง ตามขนาดของบอดี้ แต่ผู้ใช้สามารถขยายการเชื่อมต่อด้วยพอร์ต Thunderbolt 4 ที่มีความหลากหลาย ซึ่งรองรับทั้งการแสดงผล DisplayPort 1.4a และรองรับการชาร์จเร็วในแบบ PD ได้อีกด้วย คล่องตัวมากขึ้น เพราะทาง MSI เคลมว่าสามารถชาร์จได้ไวระดับ 70% ในเวลา 60 นาทีหรือชั่วโมงเดียวเท่านั้น และยังมีพอร์ตอื่นๆ อย่าง USB 3.2 Gen2 Type-A ความเร็วสูง รวมถึง microSD Card Reader และ Combo jack ระบบเสียงได้ความเร้าใจ สายบันเทิงดูหนัง ฟังเพลง ก็เต็มอรรถรส ด้วยลำโพงคู่ด้านใต้ รองรับ Hi-Res Audio และ DTS Sound Effect อีกด้วย

โดยส่วนตัว MSI Prestige 14 EVO รุ่นนี้ จับฟังก์ชั่นหลายสิ่งมาใส่ได้อย่างลงตัว ในงบประมาณที่สบายกระเป๋ามากขึ้น จึงเหมาะกับคนที่ชอบความคล่องตัวในการพกพาโน๊ตบุ๊คไปทำงานยังที่ต่างๆ เพราะน้ำหนักเบาแค่ 1.3 กิโลกรัม รวมกับสัมภาระที่คุณจะต้องใช้ในชีวิตประจำวันในกระเป๋า ก็ยังสบาย แบตเตอรี่เท่าที่ทดสอบก็ใช้ได้นาน ยิ่งการสแตนบายไปใช้ข้างนอก มีการเชื่อมต่อ WiFi เป็นระยะ ก็อยู่ได้หลายชั่วโมง กรณีที่วีดีโอสตรีมมิ่งด้วย เรื่องเสียงก็ดังพอสมควร ในการนำเสนอเป็นงานวีดีโอก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เช่นเดียวกับพอร์ตต่อพ่วง ที่เรียกว่าน้อยแต่มาก เพราะ Thunderbolt4 ก็แทนพอร์ตอื่นได้ ทั้งแสดงผลและชาร์จไฟได้ แต่ที่น่าสนใจก็คือ ทัชแพดที่กว้างขวาง ลื่นไหล เหมาะกับทดแทนการใช้งานเมาส์ได้ดีอีกด้วย

dota2 bestlook

แต่ถ้าถามว่าเรื่องไหนที่ดูว่าอาจจะต้องมีไว้หน่อย ก็คงเป็นเรื่องการ์ดจอแยก ที่ไหนๆ ก็จัดซีพียูแรงๆ แบบนี้มาให้แล้ว ถ้าใครที่ชอบเล่นเกม แต่ก็ไม่ได้เน้นเกมที่โหดหิน Intel Xe Graphic ก็ตอบโจทย์ได้ บางทีก็อาจอยากได้แรงขึ้นอีกนิด และต้องไม่ฝืนแรงเครื่องเกินไป Discrete graphic บางรุ่นก็น่าสนใจ แต่ตรงนี้ก็พอเข้าใจ เพราะเรื่องของการใช้พลังงานและความสอดคล้องกับกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นไลฟ์สไตล์แบบนี้ การ์ดจอแยก อาจทำให้การใช้งานต่อเนื่องยาวๆ ลดลงได้เช่นกัน แต่ถ้าใครอยากได้ ก็ยังมีตัวเลือกของ MSI Prestige 15 ไปลองดูกันได้ครับ


จุดเด่น MSI Prestige 14 EVO

  • พลังการประมวลผลที่สูงบน Intel Core i7-1280P
  • หน้าจอ IPS ให้ความคมชัดสูง
  • กางจอได้ 180 องศา และฟีเจอร์ Flip and Share
  • ติดตั้ง SSD M.2 NVMe PCIe 4.0 ความเร็วสูงมาให้
  • น้ำหนักค่อนข้างเบา 1.29 กิโลกรัม พกพาสะดวก
  • มีพอร์ต Thunderbolt 4 ให้ถึง 2 พอร์ต
  • มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 11 และ Office 365 Pre-Install
  • ซอฟต์แวร์เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัย
  • แบตเตอรี่ใช้ได้นานกว่า 10 ชั่วโมงในการทดสอบ
  • ล็อคอินได้หลายรูปแบบ สแกนใบหน้า และสแกนลายนิ้วมือ
  • ปุ่มคีย์บอร์ดมีขนาดใหญ่

ข้อสังเกต MSI Prestige 14 EVO

  • แรมเป็นแบบฝังบอร์ด อัพเกรดเพิ่มไม่ได้
  • กราฟิกบนซีพียู Intel Iris Xe Graphic
  • ฟีเจอร์บางอย่าง อาจต้องตั้งค่าที่ละเอียดมากขึ้น

Specification

MSI Prestige 14 EVO
Color Carbon Gray
Keyboard Single backlight
Display 14″ FHD (1080p) sRGB 100% 300nits
CPU Intel Core i7-1280P
Graphic Intel Iris Xe Graphic
Memory LPDDR4-4267 16GB
Storage 512GB NVMe PCIe Gen4 x4
WLAN Intel Killer WiFi 6E AX1675
OS Windows 11 Home
Microsoft 365 Personal
Warranty 2 Year (Global 1 Year + Thailand 1 Year)
Price 46,990 และ 49,990 Baht

Intel EVO

Intel EVO เป็นแพลตฟอร์ม จากทาง Intel เทคโนโลยีที่ยกระดับของโน๊ตบุ๊คสายบางเบา ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องของพลังในการประมวลผลที่เทียบเท่าโน๊ตบุ๊คเครื่องใหญ่ ตอบสนองการใช้งานที่สร้างสรรค์สาย Content Creator แบบมืออาชีพ โดยแพลตฟอร์มนี้ มาพร้อมเงื่อนไขที่ให้แบตเตอรี่ต้องใช้งานได้ยาวนาน อีกทั้งรองรับการชาร์จไฟกลับที่รวดเร็วผ่านทาง USB-C (USB Power Delivery) เพื่อรองรับด้านความบันเทิงได้นานขึ้น โดยไม่ต้องเสียบปลั๊กไฟตลอดเวลา ซึ่งทำให้โน๊ตบุ๊คสามารถตอบโจทย์การสร้างสรรค์งานหรือความบันเทิงได้อย่างลงตัว

MSI Prestige 14

มาตรฐานของโน๊ตบุ๊คที่จะได้แพลตฟอร์ม Intel EVO จะประกอบไปด้วย

  • ประสิทธิภาพสูง ใช้ชิปประมวลผล Core i5/i7 ขึ้นไป, แรม 8GB ขึ้นไป, หน่วยความจำเป็น SSD NVMe 256GB ขึ้นไป
  • ประสิทธิภาพดีพอแม้ทำงานด้วยแบตเตอรี่ ใช้งานที่จอ Full HD ได้นานกว่า 9 ชั่วโมง
  • ชาร์จเร็ว ใช้เวลาชาร์จ 30 นาทีใช้งานได้นาน 4 ชั่วโมง รองรับการชาร์จเร็วผ่าน USB-C (USB Power Delivery)
  • เปิดเครื่องต่ำกว่า 1 วินาที แล้วต้องพร้อมทำงานแทบจะทันที (Connected Standby และ Lucid Sleep)
  • มีฟีเจอร์ด้าน AI เช่น มีไมโครโฟนรับเสียงจากระยะไกล, ฟีเจอร์เร่งความเร็ว Deep Learning Boost
  • รองรับพอร์ต Thunderbolt 4, เชื่อมต่อเน็ตผ่าน Wi-Fi 6 (AX) Gig+ และมีตัวเลือกใช้เครือข่าย Gigabit LTE
  • Ultrabook / 2-in-1 Notebook ดีไซน์บางเบา และใช้ Precision Touchpad / รองรับปากกา

Hardware / Design

สิ่งแรกที่สะดุดตาบน MSI Prestige 14 EVO รุ่นนี้ เป็นเรื่องของสีสันที่ดูลึกล้ำ แม้จะเป็นโมเดลเดียวกัน ชนิดที่แทบจะไม่ต่างกับในรุ่นปีก่อน แต่เรื่องของวัสดุและความปราณีต ยังเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้ ความหรูหราส่วนตัวผู้รีวิวถือว่า MSI ทำคะแนนได้ดี และที่เห็นชัดเจน คือ การเก็บรายละเอียดของบอดี้ ซึ่งทำให้ดูเหมาะกับการใช้งาน เหมาะกับการจัดวางในสถานที่ต่างๆ เช่น ห้องประชุม ร้านกาแฟ หรือจะในห้องเรียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวัสดุที่เป็นอะลูมิเนียม เงางาม และแข็งแรง แต่น้ำหนักเบา จึงทำให้การออกแบบโครงสร้างมีสไตล์และจุดเด่นอยู่ที่การกางจอออก 180 องศาได้ เพื่อการนำเสนองานให้คนที่นั่งด้วยกัน พร้อมฟังก์ชั่น Flip and Share คือ กลับหัวให้คนตรงข้ามดูงานที่เราทำได้อีกด้วย ตรงนี้จะมาพูดกันในหัวข้อ Display กันอีกที

MSI Prestige 14

แต่สิ่งที่สำคัญที่ทาง MSI เตรียมมาให้ผู้ใช้ ในแง่ของบอดี้ที่บางกระทัดรัดแบบนี้ คือการเพิ่มความแข็งแรง ตามมาตรฐาน MIL-STD ที่ช่วยให้การพกพาไปใช้งานข้างนอกของคุณมั่นใจยิ่งขึ้น เพราะอย่าลืมว่า อุบัติเหตุบางครั้งมาไม่ทันที่เราได้ตั้งตัว อย่างน้อยๆ โครงสร้างดี การผ่านการทดสอบจนได้รับมาตรฐานนี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันความมั่นใจได้

MSI Prestige 14
MSI Prestige 14

ฝาหลังหรือ Cover ด้านบน มาในโทนสี Carbon Gray พร้อมโลโก้ MSI ที่อยู่ตรงกลาง ไม่มีแสงไฟ หรือเอฟเฟกต์ใดๆ เช่นเดียวกับในหลายๆ ซีรีส์ของ MSI นี้ ที่เป็นแบบ Lifestyle และ Business

MSI Prestige 14

เลื่อนลงมาทางด้านล่าง จากมุมมองด้านนอก จะเห็นขอบล่างของจอที่มีพลาสติกชิ้นเล็กๆ 2 ชิ้นซ้าย-ขวา ที่รับหน้าที่เป็นตัวสัมผัสกับพื้นโต๊ะหรือวัสดุที่รองโน๊ตบุ๊ค กับการออกแบบให้ยกตัวฐานขึ้นในแบบ ErgoLift Hinge ที่ยกแล้วก็จะช่วยให้มุมมองหน้าจอทำมุมกับสายตาได้ดีขึ้น และคีย์บอร์ดก็เอียงรับมุมกับข้อมือ ปรับระดับได้ อีกทั้งช่วยระบายความร้อน ด้วยการดูดลมเย็นเข้าไปในเครื่องสะดวกขึ้น และที่สำคัญคือ สะดวก เพราะใช้นิ้วเดียว ก็เปิดฝาโน๊ตบุ๊คขึ้นมาได้แล้วครับ

MSI Prestige 14

บานพับด้านหลัง ที่ใช้รองรับกลไก Ergo Hinge นี้ มีความแข็งแรงพอสมควร ด้วยจุดยึดที่เป็นแกนหมุน 2 ที่ ทำให้การพับไม่โยกคลอนง่าย รวมถึงสามารถปรับเข้ากับสายตา และการนั่งของคุณได้เกือบอิสระ ตัวคีย์บอร์ดเอง ก็ให้คุณใช้งานได้ในระดับต่างๆ จนถึงการกางออกแบบ 180 องศา เพื่อที่จะให้คนตรงข้ามได้ดูหน้าจอได้

Flip n Share 7

ซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ ออกแบบมาเป็นแบบ Flip and Share คือ เมื่อกางหน้าจอออกมาเป็น 180 องศาแล้ว ภาพก็จะ Flip หรือกลับหัวไปให้ฝั่งตรงข้ามดูได้ทันที ไม่ต้องหันทั้งเครื่องไปให้ดู และคุณยังสามารถคอนโทรลตัวเครื่องได้เองอีกด้วย สะดวกทั้งการนำเสนองานเป็นการส่วนตัว หรือใช้ในการแนะนำผลิตภัณฑ์ก็ได้เช่นกัน เป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจทีเดียว

MSI Prestige 14

มุมมองต่างๆ จากที่คุณจะได้เห็นบน MSI Prestige 14 รุ่นนี้ ซึ่งให้ความคมชัดที่ดี รวมถึงการเป็นจอแบบ Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนไปได้มากทีเดียว เมื่อใช้งานในสภาวะที่มีแสงมาก เช่น ในห้องประชุม หรือตามไซต์งานเป็นต้น

MSI Prestige 14

มิติที่บางของโน๊ตบุ๊คทำให้พกพาและจับถือได้สะดวกทีเดียว ยิ่งเป็นคนที่ต้องประสานงานหรือต้องออกนอกสถานที่ ไปนำเสนองาน หรือแม้จะเป็นการเดินไปยังพื้นที่ต่างๆ ภายในบ้าน ก็ต้องจับถือได้สะดวก จากในภาพจะเห็นว่าจุดที่หนาสุด ประมาณ 1.5cm เท่านั้น และกรอบจอทางด้านซ้าย-ขวา ก็บางเพียง 4-5mm ทำให้พื้นที่แสดงผลกว้างขวางมากขึ้น ทำให้มิติของเครื่องดูเล็กลง

MSI Prestige 14

มาที่หน้าจอแสดงผลของ MSI Prestige 14 EVO นี้ ออกแบบมาในรูปลักษณ์ที่เรียกว่ากรอบจอบางพิเศษ หรือแบบ Thin Bezel ที่บางเพียง 0.4cm เท่านั้น โดยบางลงทั้ง 2 ด้าน ซ้าย-ขวา ส่วนด้านบนจะยังหนาอยู่เล็กน้อย นั่นก็เพราะเป็นพื้นที่ในการติดตั้งกล้องเว็บแคม พร้อมอินฟราเรด IR Camera สำหรับการตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคล เพื่อเข้าใช้งานระบบ ผ่านทาง Windows Hello รวมถึงการ Sign-In เข้าใช้งานของ Windows โดยที่คุณเพียง ทำการเซ็ตรหัสผ่านและ Recognize ด้วยการสแกนบันทึกการจดจำใบหน้าเท่านั้นเอง

MSI Prestige 14

กล้องเว็บแคมคุณภาพอยู่ที่ 720p ที่ 30fps ตามมาตรฐาน ให้ภาพที่มีคุณภาพดีในระดับหนึ่ง เหมาะทั้งการประชุมออนไลน์ คุยแบบเห็นหน้ากับครอบครัว รวมถึงการเรียนออนไลน์ได้ แต่กล้องนี้จะยังรับหน้าที่ในการสแกนใบหน้า เพื่อเข้าสู่ระบบ อีกทั้งใช้ร่วมกับ TOBii Aware ในการป้องกันไม่ให้คนภายนอกมาแอบมองหน้าจอของคุณได้อีกด้วย

MSI Prestige 14

โดยกล้องที่เป็นเว็บแคมแบบ IR Camera นี้ สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่การประชุม เรียนออนไลน์ รวมถึงการถ่ายภาพนิ่งและวีดีโอ ในเบื้องต้น เพื่อใช้ในงานพื้นฐาน แต่ที่สำคัญคือ ไมโครโฟนที่ติดตั้งมานี้ มีระบบตัดเสียงรบกวนหรือ Noise จากซอฟต์แวร์ MSI Center Pro เพื่อลดเสียงที่ไม่พึงประสงค์จากรอบข้างได้อีกด้วย ที่น่าสนใจคือ เราลองทั้งลดเสียงรบกวนทั้งลำโพง และไมโครโฟน เสียงที่ได้ค่อนข้างเคลียร์ทีเดียว ซึ่งรู้สึกดูเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น และไม่รำคาญกับเสียงที่เล็ดลอดอยู่ แต่ก็ไม่ถึงขนาดกับเงียบเลย หากเสียงเหล่านั้นอยู่ใกล้ตัวคุณมากเกินไป

MSI Prestige 14
Weight MSI Prestige 14 4

มิติของตัวเครื่อง MSI Prestige 14 EVO นี้อยู่ที่ 319mm x 219mm x 15.9mm น้ำหนักอยู่ที่ 1.29 กิโลกรัม ถือว่าค่อนข้างเบามากๆ หากเทียบกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่ม 14″ เช่นเดียวกัน โดยน้ำหนักเฉพาะตัวเครื่องบนเครื่องชั่งอยู่ที่ 1.21 กิโลกรัม เมื่อรวมกับอแดปเตอร์ขนาดกระทัดรัดที่หนัก 250 กรัมด้วย รวมอยู่ที่ 1.46 กิโลกรัมเท่านั้น


Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของโน๊ตบุ๊ค MSI Prestige 14 EVO วางผังของปุ่มเอาไว้ตามสไตล์ของโน๊ตบุ๊ค 14″ ในหลายๆ รุ่นของทาง MSI อย่างเช่น Modern 14 มาอย่างชัดเจน จุดเด่นอยู่ที่ปุ่มขนาดใหญ่ ทำให้กดได้แม่นยำ ตัวปุ่มออกโทนสีเทาเข้ม ตัดกับตัวฟอนต์สีขาวอย่างชัดเจน และที่ชอบคือ เป็นฟอนต์ที่ดูง่าย สบายตา แต่ที่จะทำให้ผู้ใช้ทำงานง่ายขึ้น ก็คือ มีแสงไฟที่เป็น Backlit ปรับได้ 2 ระดับ และเปิด-ปิดได้ ด้วยการกดที่ปุ่ม fn8 ส่วนในเรื่องความสว่าง ก็พอให้เห็นในที่มืดได้อย่างชัดเจน เหมาะกับการใช้งานในสภาวะต่างๆ ได้ดี

MSI Prestige 14

โดยตัวปุ่มจะเป็นขนาดเต็มทั้งหมด มีเพียงปุ่ม Ctrl ทางด้านขวา ที่เหลือเป็นแบบครึ่งปุ่ม แต่ก็ถือว่าเป็นปุ่มที่หลายคนแทบไม่ได้ใช้ เพราะใช้ Ctrl ทางซ้ายมือมากกว่า และน่ายินดีก็คือ ปุ่มลูกศรต่างๆ ก็เป็นปุ่มใหญ่ทั้งหมด กดได้คล่องมือกว่าในโน๊ตบุ๊ค 14″ หลายๆ รุ่นที่เราได้สัมผัส

MSI Prestige 14

เนื่องจากเป็นคีย์บอร์ดบนโน๊ตบุ๊คขนาดเล็ก จึงไม่ได้แยกส่วนของมัลติมีเดียคีย์มาให้ แต่ก็เตรียมปุ่ม fn มาให้เกือบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิด, เพิ่ม-ลดเสียง หรือจะใช้ไมโครโฟน และกล้องเว็บแคม ปรับระดับแสงและส่งสัญญาณไปยังหน้าจออื่นๆ และ Print screen สุดท้ายทางขวามือ กลายเป็นปุ่มเพาเวอร์ มีแสงไฟเล็กๆ บอกสถานะการทำงาน

MSI Prestige 14

ทัชแพดมาในไซส์ใหญ่ ดีไซน์สวย ปรับมุมโค้งมน และ เอาใจคนที่มีความหลากหลายในการใช้งาน นอกเหนือจากการแตะ เลื่อนหรือกดเท่านั้น เพราะรองรับการใช้งานบน Windows ได้สะดวกรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้นิ้วเดียวในการกดเลือก หรือจะเป็นสองนิ้ว เลื่อนขึ้น-ลง รวมถึงการย่อ-ขยาย เพื่อดูรายละเอียดด้วยสองนิ้ว และการใช้สามนิ้วเพื่อการดูภาพรวมของโปรแกรมทั้งหมดที่เปิดใช้งานอยู่นั่นเอง โดยส่วนตัวแล้ว ถือว่ามีพื้นที่กว้าง ทำให้เลื่อนนิ้วไปมาได้ง่ายมากขึ้น แต่ก็ทำให้คนที่เน้นกดเป็นหลัก อาจจะรู้สึกว่าระยะปุ่มซ้าย-ขวาที่ซ่อนอยู่มีระยะห่างขึ้นอีก

MSI Prestige 14

แต่จุดเด่นที่ MSI ทำออกมาไม่ค่อยเหมือนใครก็คือ การใส่ระบบสแกนลายนิ้วมือ เพื่อยืนยันตัวตน ที่เป็นอีกทางหนึ่งในการล็อกอินเข้าสู่ระบบได้ง่าย โดยวางไว้ในทัชแพดด้วยเลย ซึ่งการใช้งานก็ถือว่าง่าย เพียงแต่ผู้ใช้อาจจะเลือกใช้การสแกนใบหน้าผ่าน Windows Hello แทนได้ หากไม่สะดวกใช้งานในส่วนนี้ หรือจะตั้งเอาไว้ใช้เป็นระบบที่สอง ในกรณีที่ต้องใส่หน้ากากเมื่อไปนอกสถานที่ อาจทำให้สแกนหน้าไม่สะดวก เท่ากับการสแกนลายนิ้วมือนั่นเอง แต่แนะนำเลยครับว่า ให้ตั้งเอาไว้ทั้งสองระบบ เพราะวิธีการยืนยันตัวตนทำได้ง่ายมาก ทำครั้งเดียวก็ใช้ได้ยาวๆ และยังปลอดภัยอีกด้วย สะดวกชนิดที่ว่า ไม่ต้องจำรหัส เพื่อพิมพ์เข้าให้เสียเวลา ยิ่งโน๊ตบุ๊ค MSI รุ่นนี้มีฟีเจอร์ที่เป็น Modern Standby คุณสามารถเปิดฝาพับโน๊ตบุ๊คและเริ่มใช้งานได้ในไม่กี่วินาที รวมสแกนลายนิ้วมือด้วย ก็ยิ่งให้คุณพร้อมกับการทำงานได้ไวมากขึ้น


Screen / Speaker

MSI Prestige 14

มาที่จอแสดงผลกันบ้าง สำหรับรายละเอียดของจอภาพที่อยู่บน MSI รุ่นนี้ เป็นพาแนล IPS-level ที่มีความคมชัดและให้มุมมองที่กว้าง สังเกตได้ว่า เมื่อมองจากด้านข้างๆ ทั้งสีและแสงที่เกิดขึ้น ยังคงเหมือนคุณนั่งอยู่ด้านหน้า ไม่ผิดเพี้ยน เป็นจอภาพ 14″ ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล และข้อมูลทางเทคนิคของ MSI ให้ค่าขอบเขตสี sRGB 100% เลยทีเดียว แต่ที่ชอบมากที่สุดโดยส่วนตัวก็คือ ไม่เป็นรอยนิ้วมือได้ง่าย คนที่ใช้โน๊ตบุ๊คในการทำงาน พรีเซนเทชั่นหรือต้องให้คนอื่นๆ ดูข้อมูลบนจอร่วมด้วย น่าจะเข้าใจในจุดนี้ดี ซึ่งทาง MSI ยังคงคุณภาพแบบนี้บนจอโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น

MSI Prestige 14

เมื่อพูดมาถึงเรื่องจอแสดงผลแล้ว ก็จะอยากจะคุยเรื่องของ TOBii Aware ที่เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวสักเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปดูเต็มรูปแบบในหัวข้อ Software โดยที่ MSI จัดวางเข้ามาในโน๊ตบุ๊ค MSI รุ่นใหม่นี้ โดยผู้ใช้สามารถตั้งค่าได้ในซอฟต์แวร์ MSI Center Pro โดยเข้าไปที่ Security and Privacy และเปิดฟังก์ชั่น Privacy screen ไปที่ On จากนั้นเลือก เลือกที่ Normal หน้าจอจะเบลอ เวลาที่คุณไม่อยู่หน้าโน๊ตบุ๊ค หรือเลือก High ในกรณีที่คุณหันหน้าไปทำอย่างอื่น ไม่ได้มองหน้าจอโดยตรง

MSI Prestige 14

TOBii Aware หน้าตาหลังจากที่เราตั้งค่า Normal หรือ High ไปแล้ว ระบบจะทำการ Blur หน้าจอให้ทันที เมื่อเราไม่ได้อยู่ที่หน้าโน๊ตบุ๊ค รวมถึงกรณีที่ตั้งค่าไม่ให้คนอื่น มาจ้องหน้าคอมของคุณจากด้านหลัง เพื่อความปลอดภัยในข้อมูลของคุณ จัดว่าเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องปรับการใช้งานให้เหมาะสม ในกรณีที่คุณต้องไปใช้งานข้างนอก หรือในการประชุมที่ต้องมานั่งดูด้วยกันหลายคน

Gamut

ในแง่ของการวัดค่าขอบเขตสี ด้วยการใช้ Spyder5 Elite บนหน้าจอของ MSI Prestige 14 EVO รุ่นใหม่นี้ ค่าที่ได้ sRGB อยู่ที่ 93% เรียกว่าเท่ากับค่าเดิมที่ได้จากเวอร์ชั่นก่อน แต่มีค่า DCI-P3 เพิ่มเป็น 72% และ Adobe RGB 72% ซึ่งอาจจะไม่สูงมากแบบที่เทียบเท่ากับโน๊ตบุ๊ค Workstation หรือกลุ่มสตูดิโอ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เป็นจอที่ให้คุณภาพงานสีได้ดีในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับราคา เพราะคุณสามารถนำไปใช้ในการพรีวิวงานตัดต่อ ตกแต่งภาพแบบพื้นฐาน และงานพรีเซนเทชั่นได้ดีพอสมควร

Bright

ส่วนในด้านความสว่างของหน้าจอ ค่า Brightness 100% อยู่ที่ระดับ 204.9 nits ตอบโจทย์กลุ่มที่ใช้งานนอกสถานที่หรือใช้งานในบริเวณแสงมากๆ ได้ไม่ยาก และที่ความสว่างระดับ 75% ก็ช่วยให้ผู้ใช้นำไปใช้งานในบ้าน หรือจุดมุมใดในสำนักงานได้สะดวกมากแล้ว เพราะให้ความสว่างถึง 161.3 nits และค่าความสว่างโดยเฉลี่ยของทั้งจอภาพ ก็ยังอยู่ที่ 0-5% เช่นเดียวกัน จึงมั่นใจได้ว่าคุณจะสามารถสร้างสรรค์งานในกลุ่ม Content แบบต่างๆ ได้ไม่ยาก

Monitor Rate

และสุดท้ายกับผลคะแนนที่ได้จากการทดสอบนี้ ตัวเลขคะแนนโดยรวมอยู่ที่ 4.5 ซึ่งคะแนนสูงสุดอยู่ที่ 5.0 ในการทดสอบ Contrast ที่เป็นจุดเด่นของจอบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ และส่วนอื่นๆ อยู่ที่ 4.5 เป็นส่วนใหญ่

MSI Prestige 14

มาดูด้านใต้ของตัวเครื่องกันบ้าง MSI Prestige 14 EVO ก็ยังคงรูปแบบเอาไว้อย่างเหนียวแน่น โดยยังเป็นอะลูมิเนียมขึ้นรูปแบบชิ้นเดียว มีความแข็งแรง แต่ก็รองรับการบิดงอได้ในระดับหนึ่ง เจาะรูระบายอากาศ มาในรูปแบบคล้ายกับ Equalizer หรือ Wave ของเสียง เน้นไปจุดที่เป็นพัดลม ด้วยรูที่เล็กแบบนี้ แต่มีจำนวนมาก ก็น่าจะช่วยให้การระบายความร้อนได้ดี ซึ่งเราจะมาดูผลทดสอบกันในหัวข้อ Heat & Noise

ตัวช่วยอีกอย่างหนึ่งนั้นคือ บรรดา Feet ที่เป็นแถบยาง ที่อยู่บริเวณด้านหน้าของตัวเครื่อง ความยาวเกือบตลอดบอดี้ ทำให้ยกพื้นขึ้นมาอีกเล็กน้อย แต่ที่สำคัญคือทำหน้าที่ในการเกาะยึดกับพื้นโต๊ะไม่ให้เลื่อนไปมาได้ง่ายนั่นเอง เวลาที่คุณเปิดเครื่องกางหน้าจอออกมา

การแกะด้านใต้ของโน๊ตบุ๊ค MSI รุ่นนี้ ทำได้ไม่ยาก เพราะใช้ไขควง 4 แฉกขนาดเล็กแบบมาตรฐาน ไขน็อต 7 ตัว แล้วเซาะตามร่องเล็กๆ โดยรอบ จากนั้นเปิดฝาออกมา เพื่ออัพเกรดได้เลย


Connector / Thin And Weight

MSI Prestige 14

ความหนาสุดที่วัดจากด้านข้างอยู่ที่ประมาณ 1.5cm เรียกว่าบางตั้งแต่บอดี้ และกรอบจอที่เล็ก รวมถึงน้ำหนักที่เบาเพียง 1.29 กิโลกรัมเท่านั้น

MSI Prestige 14

ทางด้านซ้ายมือ ประกอบด้วยพอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต และไฟแสดงสถานะมาให้ 2 จุด สำหรับแบตเตอรี่ และไฟ Power On

MSI Prestige 14

ทางด้านขวามือ ประกอบด้วยพอร์ต USB 3.2 Type-A, MicroSD card reader และ Audio Combo Jack

สำหรับ Thunderbolt 4 นี้ เป็นพอร์ตที่ใช้สำหรับการโอนถ่ายข้อมูล ได้รวดเร็วถึง 40Gbps และทำหน้าที่เป็นพอร์ตชาร์จไฟให้กับโน๊ตบุ๊คไปในตัว ซึ่งทาง MSI จัดเตรียมอแดปเตอร์ 65W มาให้ รวมถึงทำหน้าที่เป็นพอร์ตแสดงผล ในรูปแบบของ DisplayPort 1.4a ได้อีกด้วย แต่ที่น่าสนใจก็คือ การเป็นพอร์ตแบบชาร์จไว ให้กับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น มือถือ แท็ปเล็ต USB-C PD รองรับ Fast Charging ได้ในตัว

นอกจากนี้ MSI Prestige 14 EVO ยังรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย ไม่ว่าจะเป็น WiFi6E (802.11ax) และ Bluetooth 5.2 ซึ่งโดยส่วนตัว ชอบความเรียบง่ายในการเชื่อมต่อแบบนี้ และเชื่อว่าหลายๆ คนก็ให้ความสนใจในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่น้อยชิ้นและไร้สาย เพราะทำให้เราแทบไม่ต้องรำคาญกับการเชื่อมต่อที่วุ่นวาย จะมีแค่เพียงคนที่ใช้ฮาร์ดดิสก์และเมาส์ คีย์บอร์ดไร้สาย ที่อาจจะต้องหาทางขยับขยาย เปลี่ยนไปใช้รูปแบบของ USB-C มากขึ้น เนื่องจากมีพอร์ต Type-A ให้เพียงช่องเดียว แต่หลายคนก็น่าจะเปลี่ยนบรรดา External Drive ไปใช้แบบ USB-C กันมากขึ้นแล้ว ยกเว้นแฟลชไดรฟ์เท่านั้น


Inside / Upgrade

MSI Prestige 14

อยากให้ได้ดูภายในตัวเครื่องกันบ้าง สำหรับโน๊ตบุ๊ค MSI Prestige 14 EVO นี้ แกะได้ไม่ยาก เพราะมีน็อตสกรูอยู่เพียง 7 จุดเท่านั้น เป็นแบบไขควง 4 แฉกขนาดเล็ก

MSI Prest 14 Inside 1

ให้เซาะร่องตรงขอบด้านข้างให้เบามือเล็กน้อยครับ เพราะค่อนข้างที่จะบาง แต่งานประกอบค่อนข้างแน่นมาก แต่หากใช้การ์ดหรืออุปกรณ์ในการแกะที่บางๆ ก็จะแกะออกมาได้ไม่ยาก

MSI Prest 14 Inside 4

ภายในของโน๊ตบุ๊ค MSI Prestige 14 EVO นี้ แทบจะไม่ต่างจากรุ่นเดิมมากนัก ทั้งในเรื่องของการวางผังชิ้นส่วน โดยเป็นแผงเมนบอร์ดสีดำ และพัดลมขนาดใหญ่โดดเด่นอยู่ในฝั่งซ้ายมือ โดยมีตำแหน่งการวางเม็ดแรม ซึ่งเป็นแบบฝังบอร์ดมาให้ ความจุ 16GB อยู่บริเวณตรงกลางด้านขวาของเมนบอร์ด และไม่มีสล็อตแรมเพิ่มเติมมาให้แต่อย่างใด มีพัดลมมาให้ และฮีตไปป์จำนวน 2 เส้น เป็นแบบทองแดงที่เคลือบดำมาให้ ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการทำงาน บนซอฟต์แวร์ MSI Center Pro เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ได้

MSI Prest 14 Inside 9

มุมขวาล่างนี้ เป็นจุดติดตั้ง SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe 4.0 x4 ซึ่งจากที่เราเช็คมาได้นี้ เป็นชิปจาก Micron ความจุ 512GB ซึ่งให้ความเร็วในการทำงานที่สูงทีเดียว แต่มีมาเพียงสล็อตเดียวเท่านั้น เท่ากับว่าการอัพเกรดคือ ต้องถอดตัวเก่าและเปลี่ยนใหม่เข้าไปเท่านั้น ใกล้กันชุดลำโพงที่ติดตั้งมาให้ทั้ง 2 ด้านซ้าย-ขวา เสียงพุ่งออกทางด้านข้าง ซึ่งเสียงที่ได้จัดว่าไม่ธรรมดาเลย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมหรือชมภาพยนตร์ก็ตาม


Performance / Software

MSI Prestige 14

PCMark10 ผลรวมของคะแนนอยู่ที่ 5,733 เรียกว่าดีกว่าในเวอร์ชั่นก่อนพอสมควร ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลดีจากซีพียู Intel Gen 12 รุ่นใหม่ และ SSD ในแบบ PCIe 4.0 ที่มีความเร็วสูง ส่งผลให้ตัวเลขในหลายส่วน ทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ Essential ที่เกี่ยวข้องกับในงานสำนักงานและชีวิตประจำวัน รวมถึงในส่วนของ Digital Content Creation ที่เป็นงานด้านวีดีโอ ตกแต่งภาพและการเรนเดอร์ ซึ่งใช้ทั้งพลังประมวลผลและการโอนถ่ายข้อมูลที่รวดเร็ว ผู้ใช้งานในด้านต่างๆ เหล่านี้ มั่นใจได้ว่า ความลื่นไหลในงานแบบมัลติทาส์กกิ้ง หรืองานประมวลผลแบบแกนเดียวอย่างหนักหน่วง เช่น การแปลงไฟล์ ปรับแต่งภาพ รวมถึงการตัดต่อคลิปเสียง ก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการใส่แรมมาให้ถึง 16GB ก็ทำให้งานหลายส่วน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ไหลลื่นดี

MSI Prestige 14

มาที่ CPUz รายงานซีพียูเป็น Intel Core i7-1280P โค๊ตเนม Alder Lake แกนหลักในการทำงาน 6P + 8E และมีเธรดระดับ 20 Thread ความเร็วสูงสุด 4.80GHz พร้อมกับแคชระดับ 3 ขนาดใหญ่ถึง 24 MB Intel® Smart Cache ตอบสนองการใช้งานในด้านต่างๆ ได้ดี และที่สำคัญคือ รองรับ PCIe 4.0 ด้วย จึงช่วยให้การติดต่อข้อมูลทำได้รวดเร็วมากขึ้น

MSI Prestige 14

แรมที่ติดตั้งมาให้มาในระบบ LPDDR4-4267 ให้มาถึง 16GB ด้วยกัน ทำงานในแบบ Dual-channel เป็นแบบฝังบอร์ด แต่ความเร็วอยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว เพียงแต่อัพเกรดเพิ่มเติมไม่ได้เท่านั้น

MSI Prestige 14

ในการทดสอบเบื้องต้นเทียบกับซีพียูเดสก์ทอป Intel Core i7-10700 ที่ทำงานในแบบ 8 core/ 16 thread เห็นได้ชัดว่า ซีพียู Core i Gen 12 รุ่นนี้ สามารถทำคะแนนแซงไปได้ แม้ว่าจะเป็นซีพียูโมบายก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าสนใจ สำหรับคนที่กำลังคิดว่าโน๊ตบุ๊คจะตอบโจทย์การทำงานของคุณไม่เพียงพอ ในส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่คุณจะได้จากการประมวลผลในภาพรวม

CINEBench R20/ CINEBench R23 ในการทดสอบทั้ง 2 ส่วนนี้ จะเน้นไปที่การประมวลผลของซีพียูเป็นหลัก และ Intel Core i7-1280P ที่ติดตั้งมาให้นี้ ก็ยังคงแสดงศักยภาพได้ดี ในงานด้าน CINEMA 4D ที่เป็นการเรนเดอร์กราฟิกสามมิติ ซึ่งจะต้องอาศัยการประมวลผลที่รวดเร็ว รวมถึงแคชขนาดใหญ่ ที่จจะทำให้การทำงานไหลลื่นมากขึ้น ถ้าหากมองที่ตัวเลขบน CINEBench R20 คะแนน Overall มากกว่าซีพียูในเจนเนอเรชั่นก่อน บน MSI Prestige ก่อนหน้านี้ ที่เป็น Intel Core i7 Gen 11 อยู่ไม่น้อยเลย จึงเหมาะอย่างยิ่ง สำหรับคนที่มีงานเกี่ยวข้องกับด้านนี้บ้างในชีวิตประจำวัน แต่ก็เป็นระดับเบื้องต้น ส่วนงานสตูดิโอ ไฟล์ขนาดใหญ่หรือเรนเดอร์กับโปรแกรมเหล่านี้โดยตรง ก็คงต้องเปลี่ยนไปใช้พีซีเดสก์ทอปจะเหมาะสมกว่า

CrystalDisk info

สำหรับ SSD ที่ติดตั้งมาบนตัวเครื่อง MSI รุ่นนี้ เป็นรุ่น Micron 3400 series ซึ่งเป็นสเปคที่ค่อนข้างดีทีเดียว ในแง่ของการใช้งานในปัจจุบัน โดยมาใน Interface PCIe 4.0 x4 ที่จัดจ้านมากพอเพื่อการทำงาน เล่นเกมและความบันเทิง รวมถึงการจัดเก็บและเข้าถึงไฟล์ โดยให้มา 512GB และติดตั้งบนสล็อตเดียว ที่มีมาบนเมนบอร์ด

CrystalDisk SSD

CrystalDiskMark ส่วนการทดสอบความเร็วและประสิทธิภาพจาก SSD ที่ติดตั้งมาด้วยนี้ ก็น่าจะเป็นเครื่องการันตีในการทำงานให้กับใครหลายคนได้ดี เพราะการอ่านข้อมูบแบบสุ่มไปได้กว่า 6,600MB/s และการเขียนข้อมูลที่ไปใกล้ๆ 3,900MB/s เลยทีเดียวซึ่งสูงกว่าที่เป็น NVMe PCIe 3.0 x4 อยู่เกือบเท่าตัว ตรงจุดนี้จะทำให้การใช้งานได้ด้านต่างๆ สะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโปรแกรม เข้าสู่ระบบ หรือการโอนถ่ายไฟล์ รวดเร็วกว่าเดิม

3Dmark1

มาดูที่ความสามารถของ Intel Iris Xe Graphic ที่มาพร้อมกับซีพียู Intel Core i7-1280P ในด้านการเล่นเกมกันบ้าง Time Spy ที่อาจจะโหดหินสำหรับแพลตฟอร์มของโน๊ตบุ๊คเช่นนี้ แต่ก็ยังทำคะแนนได้แบบเบาๆ 2,127 คะแนน พอให้ผู้ใช้อุ่นใจได้ เพราะเป็นตัวที่รีดศักยภาพของระบบกราฟิกแบบสุดๆ ซึ่ง Graphic score ก็ไปแตะเกือบๆ 2 พันคะแนนเลยด้วย

3Dmark2

ขยับมาที่ Night Raid กันบ้าง ซึ่งการทดสอบนี้หลายคนก็น่าจะพอเห็นในเรื่องของความอลังการของฉาก และการเรียกใช้ทรัพยากรได้หนักหน่วงดีทีเดียว โดยคะแนนภาพรวมก็สูงถึง 19,668 คะแนน และให้เฟรมเรตบน Graphic score ได้น่าสนใจ เพราะมากกว่า 100fps ขึ้นไปอีกด้วย

3Dmark3

Fire Strike ที่มีความโหดหิน และมักจะทำให้คะแนนการ์ดจอแยกบนพีซีร่วงได้ง่ายๆ แต่สำหรับ Iris Xe Graphic ก็ยังพอไปได้ด้วย Graphic score 6,085 แต่การทดสอบ ยังแตะๆ อยู่ที่ 25-27fps.

3Dmark4

ในส่วนของ Sky Driver ที่เหมาะกับการทดสอบบนซีพียูโมบาย และโน๊ตบุ๊คแบบนี้ สามารถทำคะแนน Overall ไปถึง 17,016 คะแนน และตัวเลขเฟรมเรตบนการทดสอบยังอยู่ที่ระดับ 75fps. โดยเฉลี่ย ก็นับว่าทำได้น่าสนใจบนความละเอียด Full-HD เช่นนี้

Game Test

ในการทดสอบความสามารถด้านเกมสามมิติ แม้ว่าจะเป็นโน๊ตบุ๊คในกลุ่มทำงาน และเน้นประสิทธิภาพในด้านของงานและไลฟ์สไตล์ แต่กราฟิก Intel Iris Xe Graphic ที่ให้มานี้ ก็พอให้ผู้ใช้เล่นสนุกกับเกมที่ชื่นชอบได้แบบไม่อึดอัดเกินไปนัก เพราะในเกมที่เหมาะกับสเปคที่จัดมาให้นี้ ก็สามารถเล่นได้มากกว่า 30fps. ขึ้นไปในโหมด High จะมีเพียง RE3 ที่อาจจะมีกราฟแกว่งๆ อยู่บ้าง ในการปรับตั้งค่าเป็น Medium แต่ก็ยังพอไปได้ แต่ถ้าจะให้แนะนำ PUBG ปรับ Low และเลือก View Distance ให้เยอะขึ้น ส่วน RE3 ให้ปรับตามที่ระบบแนะนำ จะทำให้ภาพที่ลื่นไหลมากขึ้น


MSI Center Pro

MSI Center Pro 2

สำหรับซอฟต์แวร์ MSI Center Pro นี้ ถูกบันเดิลมาให้ในโน๊ตบุ๊ค และสามารถใช้งานได้ทันที โดยจะช่วยให้ผู้ใช้จัดการและตรวจสอบสถานะต่างๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น โหมดการใช้งาน User Scenario นี้ มีให้เลือกทั้งแบบ High Performance ในกรณีที่จะเล่นเกม หรือทำงานซอฟต์แวร์จริงจัง ที่มีโหลดการทำงานหนักๆ แต่ถ้าเน้นประสิทธิภาพกับแบตไปคู่กัน มีแบบ Balance ให้เลือกหรือจะให้ประหยัดแบต กรณีที่ใช้งานข้างนอก แบตเหลือน้อย ก็เลือก Super Battery mode ได้เช่นกัน

MSI Center Pro 4

ระบบ Noise Cancellation ช่วยตัดเสียงหรือสัญญาณรบกวน ซึ่งผู้ใช้เลือกได้ทั้งลำโพงและไมโครโฟน

MSI Center Pro 5
MSI Center Pro 3

ระบบจัดการพลังงาน ซึ่งปกติเราจะเข้าไปใช้ใน Power Options ของ Windows แต่ก็สามารถใช้งานในซอฟต์แวร์นี้ได้ โดยส่วนตัวมองว่าสะดวกกว่า ไม่ต้องเข้าไปในฟังก์ชั่นที่ซับซ้อน แต่ให้ตัวเลือกการใช้งานที่ง่ายขึ้น

MSI Center Pro 8

One-Click Optimize เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้จัดการเคลียร์ระบบให้รองรับการใช้งานได้ดีขึ้น เหมือนกับการลบไฟล์ขยะและเคลียร์แรม ให้พร้อมสำหรับการเล่นเกมหรือทำงาน รวมถึงให้ระบบกลับมาทำงานได้ไหลลื่น ด้วยการกดเพียงคลิ๊กเดียว

MSI Center Pro 10

มีฟังก์ชั่นการแก้ไขปัญหาให้ด้วย MSI Recovery กรณีที่เกิดปัญหาในการใช้งาน เช่น ไดรเวอร์ผิดปกติ หรือติดตั้งซอฟต์แวร์และเกิดปัญหา ก็สามารถใช้วิธีการ Recovery ระบบเดิมกลับมาได้

MSI Center Pro 11

Hardware Diagnostics มีเป็นแบบ one-Click scan ในการตรวจเช็คหรือค้นหาสัญญาณให้พร้อมสำหรับการใช้งาน

MSI Center Pro 12

Battery / Heat / Noise

Battmon 1

มาสู่การทดสอบความอึดทนของแบตบนโน๊ตบุ๊ค MSI Prestige 14 EVO รุ่นนี้กันบ้าง ในการทดสอบเราใช้การปรับระดับความสว่างที่ 25% เพื่อให้มองเห็นและจำลองการใช้งานจริง กรณีที่ต้องนำไปใช้งานข้างนอก และเน้นการประหยัดพลังงาน แต่ต้องอยู่ในระดับที่ใช้งานได้จริงๆ เช่นเดียวกับระดับเสียงที่ 30% สำหรับการใช้งาน หรือการชมภาพยนตร์ในห้อง ซึ่งผลที่ได้นั้น ตัวเลขเฉลี่ยทำได้ถึง 11-12 ชั่วโมง ในกรณีที่ใช้งานพื้นฐาน และคุณจะไม่ลากความเร็วของซีพียูให้หนักหน่วงเกินไป จนทำให้พัดลมต้องทำรอบสูงขึ้น ถ้าเป็นการใช้งานวีดีโอสตรีมมิ่ง ผ่านทางยูทูป ตรวจเอกสาร หรือการท่องเว็บแบบนี้ ให้คุณใช้งานได้เกือบครึ่งวัน โดยที่ไม่ต้องชาร์จไฟแต่อย่างใด เพียงแต่ถ้าใครกังวล ก็แค่เตรียมอแดปเตอร์ไปบ้าง เพื่อความสบายใจ เพราะขนาดเล็กกว่าฝ่ามือเท่านั้น

idle

ในการทดสอบเรื่องอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในขณะที่ทำงานกันบ้าง โดยอุณหภูมิพื้นฐาน ในการใช้งานทั่วไปในโหมดของ Windows แค่เปิดไฟล์ หรือท่องอินเทอร์เน็ตเล็กน้อย อุณหภูมิห้องราวๆ 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิของซีพียูในโน๊ตบุ๊คที่กำลังทำงานอยู่ประมาณ 2-5% เช่นนี้ ไปแตะๆ อยู่ที่ราวๆ 40 องศาเซลเซียสเท่านั้น จากการตรวจวัดด้วย CPUID HWMonitor ซึ่งถือว่าเป็นระดับปกติดีทีเดียว ย้ำว่าเป็นการตั้งค่าปกติ ไม่ได้เข้าไปปรับแต่งจากซอฟต์แวร์ MSI Center Pro หรืออื่นใด

Full load

และเมื่อเข้าสู่การทดสอบในแบบ Full load ด้วยการทดสอบผ่าน Furmark ในหัวข้อ CPU Burner ที่ดันให้ซีพียูทำงานแบบ 100% หรือมากที่สุด เป็นการจำลองการใช้งานแบบสุดโหด เช่น การเรนเดอร์ไฟล์กราฟิก งานวีดีโอ และการประมวลผลร่วมกับซอฟต์แวร์คำนวณบางอย่าง และอุณหภูมิที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ที่ราวๆ 70-71 องศาเซลเซียส เป็นค่าเฉลี่ย มีดรอปลงบ้างในบางจังหวะ ซึ่งเกิดจากซีพียูปรับรูปแบบการประมวลผลให้สอดคล้องกับความร้อนและการใช้พลังงาน โดยตัวเลขสูงสุดในบางครั้ง ไปอยู่ที่ 88-89 องศาเซลเซียส แต่ชั่วระยะสั้นๆ ไม่กี่วินาที แล้วกลับมาสู่ค่าเดิม ซึ่งย้ำว่าการทดสอบนี้ เราใช้การตั้งค่า Default เดิมๆ ของตัวเครื่อง ไม่ได้เข้าไปปรับแต่งที่ซอฟต์แวร์ ซึ่งจะให้ได้ค่าที่ชัดเจนที่สุด และช่วยให้เราสามารถเข้าไปเซ็ตค่า เพื่อเลือกโหมดที่จะช่วยลดเรื่องของความร้อนลงไปได้อีกเล็กน้อย ในโปรแกรม MSI Center Pro

แต่ในภาพรวมก็ต้องถือว่า MSI ดีไซน์เรื่องการระบายความร้อนได้ดีทีเดียว แม้จะใช้พัดลมตัวเดียวตามมาตรฐานก็ตาม ส่วนถ้าใครอยากจะลดความร้อนลงไปอีก แนะนำให้มีตัวยกด้านท้ายของโน๊ตบุ๊คให้สูงขึ้น จะเป็นการวางของหนุนเอาไว้ หรือใช้ Cooling Pad ก็ช่วยลดได้อย่างน้อย 5-8 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว


Conclusion & Award

MSI Prestige 14 2022 cov

ง่าย สะดวก คล่องตัวและความมั่นใจ น่าจะเป็นคำจำกัดความของ MSI Prestige 14 EVO รุ่นนี้ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านความคล่องตัว ที่ว่ากันตั้งแต่ มิติที่กระทัดรัด และน้ำหนักที่เบา พกพาสะดวก เพื่อให้ผู้ใช้นำไปใช้งานนอกสถานที่ เคลื่อนย้ายได้ง่าย เพราะใส่ซอฟต์เคส ก็นำไปใช้ยังที่ต่างๆ ได้ อีกทั้งการกางหน้าจอ 180 องศา พร้อมฟีเจอร์ Flip and Share ที่ให้ผู้ใช้คนอื่นได้ดูข้อมูลร่วมกันได้ง่ายขึ้น อีกทั้งซอฟต์แวร์ MSI Center Pro มาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการจัดการและดูแลในเรื่องต่างๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้พอร์ต thunderbolt 4 ก็ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่ง ที่เสริมความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ ที่รองรับความหลากหลายในการโอนถ่ายข้อมูล แสดงผลและการชาร์จไว้ในพอร์ตแบบเดียว ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มที่เน้นความคล่องตัว ไม่ต้องพกพาอุปกรณ์ไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน นักศึกษาหรือจะผู้บริหารก็ตาม

Flip n Share 8

ความปลอดภัยก็เป็นอีกสิ่งที่เติมเต็มเข้ามาให้กับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็น TOBii Aware ที่ลดปัญหาเวลาที่ผู้ใช้ไม่อยู่หน้าคอมหรือโดนแอบมองจากข้างหลัง หน้าจะก็จะเบลอหรือล็อควินโดว์ให้ทันที และการเข้าใช้ก็แค่สปกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือก็สะดวก เพราะไม่ต้องพิมพ์พาสเวิร์ดให้เสียเวลา รวมถึงความปลอดภัยกับความแข็งแรงระดับ MIL-STD ที่ทนฝุ่น ละอองน้ำและมลภาวะ เมื่อต้องไปใช้งานข้างนอกอีกด้วย ซึ่งฟีเจอร์ต่างๆ เหล่านี้ MSI เตรียมมาให้พร้อมใช้งานอยู่แล้ว

MSI Prest 14 Inside 3

และหัวใจสำคัญอย่างซีพียู Intel Core i7-1280P ที่ติดตั้งมา กับแรม DDR4 16GB รวมถึง SSD ที่เป็น M.2 NVMe PCIe 4.0 x4 รุ่นใหม่ ล้วนแต่ให้ความเร็วในการทำงานที่ดี รองรับแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้รวดเร็ว และประหยัดพลังงาน ก็มั่นใจได้เลยว่า จะตอบสนองงานในด้านต่างๆ ที่ต้องการได้ ส่วนคนที่เป็นคอเกม อยากสนุกกับเกมเบาๆ ก็ยังไหว อย่างเช่นในการทดสอบ Intel Iris Xe Graphic ยังคงมีเรี่ยวแรงมากพอ ในการเรียกเฟรมเรตกับเกมยอดนิยมได้มากกว่า 50fps. ขึ้นไปได้อีกด้วย จึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของหลายๆ คนในปัจจุบันได้ และพลังเสียงก็จัดจ้านพอตัว แม้จะใช้ลำโพงบนโน๊ตบุ๊ค แต่ก็สนุกได้เต็มอิ่มเช่นกัน แต่ถ้าต้องการสื่อสาร เล่นเกมและชมภาพยนตร์ให้ได้พลังเสียงที่เร้าใจมากขึ้น มีหูฟังสักรุ่นก็ดูจะเหมาะสมไม่น้อย

MSI Prest 14 54

สุดท้ายนี้หลังจากที่มีโอกาสได้ใช้งานมาสักช่วงระยะหนึ่ง ก็ถือว่า MSI Prestige 14 EVO ที่มาพร้อมกับ Intel EVO Platform ใหม่ ทำให้การใช้งานคล่องตัวไม่น้อยเลย ทั้งในเรื่องของพลังในการทำงาน ทั้งในงานมัลติมีเดีย การตัดต่อวีดีโอในเบื้องต้น และการตกแต่งภาพ เครื่องเดียวจบครบได้เลย เมื่อเทียบกับความกระทัดรัด และน้ำหนักที่เบา โน๊ตบุ๊คนี้มีอะไรที่เซอร์ไพรซ์ได้ตลอด การเปิด-ปิดเครื่องก็ไว หรือจะเน้นสแตนบายเอาไว้ เผื่อเปิด-ปิดเพื่อใช้งาน ก็ทำได้ง่ายทีเดียว จะติดอยู่แค่เรื่องการอัพเกรดเท่านั้น ที่แรมมีเตรียมมาให้ 16GB แบบออนบอร์ด ส่วนจะปรับเพิ่มได้ ก็มีเพียง SSD ที่เปลี่ยนจากตัวเก่าให้ความจุเพิ่มมากขึ้นบนสล็อต M.2 ใครที่ชื่นชอบโน๊ตบุ๊คสไตล์พกพา Mobility ฟีเจอร์เยอะ เน้นความเร็ว MSI รุ่นนี้ก็จะเป็นอีกรุ่นที่คุณจะประทับใจ

Award

NBS award 4 Mobility

ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการความคล่องตัวได้ดี ด้วยน้ำหนักแค่ 1.29 กิโลกรัม และขนาดจอ 14″ ที่ใส่ซอฟต์เคสไปใช้งานนอกสถานที่ได้ แม้มิติจะเล็ก แต่มีให้ทั้งพอร์ต Thunderbolt 4 และกางหน้าจอได้ 180 องศา คีย์บอร์ดปุ่มใหญ่ใช้งานสะดวก การเชื่อมต่อมีให้ครบ รองรับ WiFi6E และ BT 5.2 ซีพียูตัวแรง Intel Core i7 Gen 12 ภายในให้พลังการทำงานในด้านต่างๆ ได้อย่างครบครัน บอดี้อะลูมิเนียม และยังแข็งแรงด้วยมาตรฐาน MIL-STD อีกด้วย

award new value

ราคาระดับ 40,990 บาท แต่ให้ฟังก์ชั่นที่เพียบพร้อมในการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ครบครัน โดยอยู่บนแพลตฟอร์ม Intel EVO อีกด้วย พร้อมซีพียู Intel Core i7 และแรม 16GB ใส่ SSD M.2 PCIe 4.0 มาให้ บอดี้ที่แข็งแรง น้ำหนักเบา รวมถึงฟีเจอร์ที่มีให้ และซอฟต์แวร์ช่วยในการจัดการ มี Windows 11 มาให้พร้อมกับ Office 365 Pre-Install ใช้งานได้ทันที จัดมาให้เต็มแบบนี้ ถือว่าคุ้มค่า รางวัล Best Value ก็ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง

from:https://notebookspec.com/web/650005-msi-prestige-14-evo-2022

MSI X EVANGELION e: PROJECT – GET IN THAT MACHINE

EVANGELION

MSI ผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสินค้าเกมมิ่ง ผนึกกำลังกับ EVANGELION e: PROJECT เพื่อนำพาเกมเมอร์และเหล่าแฟนๆ ของ Evangelion (EVA) มาพบกับคอลเลกชั่นพิเศษเหนือความคาดหมายของ Gaming PC ในธีมเครื่องจักร ดีไซน์ของคอลเลกชั่น EVANGELION e: Project ได้แรงบันดาลใจมาจากต้นฉบับ “EVA-01 TEST TYPE” ของ EVANGELION โดย MSI นำเสนอสีในแบบ Evangelion Unit-01 อันโด่งดัง (หรือที่รู้จักในชื่อ Eva-01 Test Type) ที่แฟนๆ จะต้องสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น สีม่วงและสีเขียวสุดคลาสสิกนี้จะโดดเด่นอยู่ในผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ เมนบอร์ด, ชุดระบายความร้อนด้วยน้ำ, พาวเวอร์ซัพพลาย และพีซีเคส โดยแฟนๆ ที่เป็นคอเกม แฟนของ Evangelion หรือทั้งสองกลุ่มสามารถประกอบ Gaming PC ในธีม EVA ได้ มาบังคับเครื่องไปเลย!


page 3

MAG B660 TOMAHAWK EVA e-PROJECT

Screenshot 8

เมนบอร์ดรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่น่าทึ่งอย่าง MAG B660 TOMAHAWK EVA e: PROJECT จะดึงดูดทุกสายตาด้วยดีไซน์และโทนสีในแบบ EVA-01 TEST TYPE ที่ไม่มีใครเหมือนแผงระบายความร้อนขนาดใหญ่มาพร้อมข้อความ EVA-01 TEST TYPE ที่ทอดตัวไปกับแผงระบายความร้อนของชิปเซ็ตและโชว์ให้เห็นโลโก้ ‘NERV’ ที่ใครๆ ก็รู้จัก และคุณยังมากับฟอนต์ของ EVANGELION ที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับทั้งเมนบอร์ด นอกจากนี้ Mystic Light ของ MSI ยังมอบเอฟเฟกต์แสง EVA แบบเอกสิทธิ์เฉพาะตัวเพื่อให้ดูมีระดับมากขึ้นไปอีก คุณจะสามารถเชื่อมโยง RGB ทุกเฉดสีเพื่ออวดสีสันที่สวยงามของ EVANGELION ได้ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียวสุดท้าย ยังมาพร้อมพื้นหลังที่ดีไซน์มาเป็นพิเศษของ MSI Center ในโหมดมืด/สว่าง

Advertisementavw
Screenshot 4 1

MAG CORELIQUID C240 EVA e-PROJECT

ชุดระบายความร้อนด้วยน้ำแบบออลอินวัน (AIO) MAG CORELIQUID C240 EVA e: PROJECT All-in-One (AIO) เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบหลักของซีรีส์นี้ โดยมี EVA-01 TEST TYPE เป็นดีไซน์หลัก บล็อกน้ำของชุดระบายความร้อนประกอบด้วยแสง ARGB ที่สวยงาม พร้อมด้วยไฮไลท์สีม่วงที่ช่วยดึงคาแร็กเตอร์ของ EVA-01 TEST TYPE ออกมา ยิ่งไปกว่านั้น บล็อกน้ำยังโดดเด่นสะดุดตาด้วยโลโก้ NERV

Screenshot 5 1

MAG A650BN EVA e-PROJECT

พาวเวอร์ซัพพลาย (PSU) MAG A650BN EVA e: PROJECT พร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดพลังให้กับ Gaming PC ของคุณ โดยการมอบกำลังไฟฟ้าชั้นเลิศและมีความสเถียรให้กับแฟนๆ EVANGELION ทั้งยังผสานสีสันในแบบที่คุ้นเคยของ EVA-01 TEST TYPE เข้ากับฝาครอบด้านนอกและตะแกรงพัดลมของพาวเวอร์ซัพพลายอีกด้วย

2 1

MPG GUNGNIR 110R EVA e-PROJECT

คุณจะได้พบกับเคส MPG GUNGNIR 110R EVA e-PROJECT ชุดสีม่วงและเขียวช่วยเสริมดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและทำให้ต้องนึกถึง EVA-01 TEST TYPE แผงด้านข้างเป็น tempered glass และโดดเด่นด้วยฟอนต์ที่คุ้นเคยของ Evangelion ในขณะที่แผงด้านข้างอีกด้านของเคสจะเผยให้เห็นถึงความเป็น EVA-01 TEST TYPE

โดยสินค้า MSI X EVANGELION e: PROJECT จะมีวางจำหน่ายในประเทศไทยในเร็วๆ นี้ โดยสามารถติดตามข่าวสารของสินค้า และกำหนดการวันวางจำหน่ายสินค้า MSI X EVANGELION e: PROJECT เพิ่มเติมได้ที่: https://th.msi.com/Landing/evangelion-gaming-pc-components หรือ https://www.facebook.com/MSIGamingThailand/

from:https://notebookspec.com/web/651093-msi-x-evangelion

จัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 เบาสุดๆ แค่ 749 กรัมเท่านั้น พกสบายทำงานลื่นๆ

จัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 พกสบายไม่หนักไหล่ มีรุ่นไหนมาดู!

10lightweightlaptop cover

เมื่อเทคโนโลยีการย่อขนาดทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ พัฒนาขึ้น โน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ จึงบางและเบาลงเรื่อยๆ จึงต้องจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 ให้ผู้ใช้ที่เน้นหาโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบา พกง่ายสบายไหล่เพราะต้องพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนบ่อยๆ ได้หาซื้อไปใช้กัน ในการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 นี้ จะรวมโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบาที่เปิดตัวตั้งแต่ช่วงปี 2021 เป็นต้นมาและยังไม่มีใครล้มแชมป์ได้เอาไว้ด้วย

Advertisementavw

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แปรผกผันกับน้ำหนักคือราคาของโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบาจะค่อนข้างแพงทีเดียว เริ่มต้นตั้งแต่ช่วง 2 หมื่นบาทกลางๆ ไปจนเฉียดแสนเลยก็มี เพราะการปรับแต่งตัวเครื่องให้เบาลงแต่ยังคงแข็งแรงทนทานต้องใช้วัสดุคุณภาพสูงด้วย จึงทำราคาถูกเป็นพิเศษไม่ได้อย่างแน่นอน แต่ก็ชดเชยโดยทางผู้ผลิตก็ใส่ฟีเจอร์ดีๆ เข้ามาชดเชยและให้ความพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นด้วย

จัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022

จัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 ไล่กันไปเลยตัวไหนเบาสุด ณ ตอนนี้

ในการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 ครั้งนี้ รวมโน๊ตบุ๊ครุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วจากหลากหลายแบรนด์เอาไว้ด้วยกันแล้วไล่ตั้งแต่รุ่นที่เบาสุดเป็นต้นไป โดยทั้ง 10 รุ่นในบทความนี้จะมีดังนี้

  1. Fujitsu Ultralight UH-X-4ZR1C14466 (749 กรัม)
  2. Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 (980 กรัม)
  3. ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435EAL (980 กรัม)
  4. LG Gram 15 15Z95P-G-AH54A6 (1.12 กิโลกรัม)
  5. LG Gram 16 16Z95P-G-AH54A6 (1.19 กิโลกรัม)
  6. Acer Swift 3 SF314-511-57PD (1.2 กิโลกรัม)
  7. MacBook Air 13″ (1.29 กิโลกรัม)
  8. DELL Latitude 5320 (1.32 กิโลกรัม)
  9. LG Gram 17 17Z95P-G-AH54A6 (1.35 กิโลกรัม)
  10. ASUS ZenBook 14 OLED UM3402YA (1.39 กิโลกรัม)
1. Fujitsu Ultralight UH-X-4ZR1C14466 (749 กรัม)

20210509 233231 c

เริ่มต้นด้วยแชมป์ของการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 ซึ่งยังไม่มีใครล้มแชมป์ความเบานี้ได้ นั่นคือ Fujitsu Ultralight UH-X-4ZR1C14466 ซึ่งเบาเพียง 749 กรัมเท่านั้น สามารถใส่กระเป๋าพกไปทำงานได้สบายๆ ส่วนผู้สนใจสามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

สเปคของเครื่องนี้ใช้ซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz ใช้การ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics แสดงผลขึ้นหน้าจอ 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้สบายๆ มี M.2 NVMe SSD มา 512GB พร้อมติดตั้ง Windows 10 Home ไว้ในเครื่องพร้อมใช้งาน มีแรมออนบอร์ด 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz มีพอร์ต USB-A 3.1 x 2, USB-C 3.1 x 2 รองรับ Thunderbolt, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.0 ได้ด้วย เรียกว่าครองแชมป์โน๊ตบุ๊คเบาสุด ณ ตอนนี้โดยไม่มีใครมาล้มได้เลย

สเปคของ Fujitsu Ultralight UH-X-4ZR1C14466
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.1 x 2, USB-C 3.1 x 2 รองรับ Thunderbolt, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : FHD Camera 
  • Software : Windows 10 Home
  • Weight : 749 กรัม
  • Price : 37,990 บาท (ราคากลาง)
2. Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 (980 กรัม)

20210515 161300 c

ต่อด้วยโน๊ตบุ๊คสุดเบาอันดับ 2 ของการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 แดนปลาดิบก็ยังครองแชมป์อยู่ โดยเป็น Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 ซึ่งอิงสเปคแทบทั้งหมดจาก Fujitsu รุ่นบน แต่ลดสเปคบางส่วนแทน ได้แก่ลดแรมเหลือ 8GB LPDDR4x, ตัดพอร์ต LAN ออก, น้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 980 กรัม แต่ราคาก็ถูกลงเช่นกันและสเปคจัดว่าทำงานออฟฟิศได้สบายๆ แน่นอน ผู้สนใจสามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

สเปคของ Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.1 x 2, USB-C 3.1 x 2 รองรับ Thunderbolt, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : FHD Camera 
  • Software : Windows 10 Home
  • Weight : 980 กรัม
  • Price : 32,990 บาท (ราคากลาง)
3. ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435EAL (980 กรัม)

20201204 121920 c

อันดับ 3 ของการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 ตกเป็นของ ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435EAL ซึ่งเปิดตัวมาเมื่อต้นปี 2021 ที่ผ่านมา และทางบริษัทก็ใส่ฟีเจอร์มาให้มากมายไม่ว่าจะ ASUS NumberPad, กล้อง IR สแกนใบหน้า, ติดตั้ง Microsoft Office ตัวเต็มมาให้และน้ำหนักสูสีกับ Fujitsu ในข้อที่แล้ว เพราะเบาเพียง 980 กรัมเท่านั้น ผู้สนใจสามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

สเปคเครื่องนี้ถือว่าดีพร้อมใช้ทำงานออฟฟิศได้อย่างแน่นอน โดยใช้ซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz และการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics เช่นกัน แสดงผลขึ้นหน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้อย่างแน่นอน มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้เสร็จสรรพพร้อมแรม 8GB LPDDR4x บัส 4266MHz เชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB-C 3.2 x 2, USB-A 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 และเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.0 หากใครชอบและไว้ใจโน๊ตบุ๊คจาก ASUS เป็นทุนอยู่แล้วก็แนะนำให้ดูรุ่นนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435EAL
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-C 3.2 x 2, USB-A 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : HD IR Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 980 กรัม
  • Price : 32,990 บาท (ราคากลาง)
4. LG Gram 15 15Z95P-G-AH54A6 (1.12 กิโลกรัม)

20220218 230013 c

เชื่อว่าหลายๆ คนเห็นขนาดโน๊ตบุ๊ค 15.6 นิ้วแล้ว ก็น่าประมาณน้ำหนักไว้ว่าต้องอยู่ราว 1.7 กิโลกรัมขึ้นไปแน่นอน แต่ LG Gram 15 15Z95P-G-AH54A6 รุ่นนี้ได้อันดับ 4 ในการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 เพราะเครื่องเบาเพียง 1.12 กิโลกรัมเท่านั้น และฟีเจอร์ดีๆ มาครบเครื่องทั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, พอร์ต Thunderbolt 4 x 2 ช่อง, หน้าจอพาเนลคุณภาพสูง ขอบเขตสีกว้างและเที่ยงตรงและได้ใช้ Microsoft 365 ฟรี 1 ปีนับตั้งแต่วันที่เริ่มใช้งานด้วย เรียกว่ามีดีเกินตัวมาก

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5GHz ใช้การ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics แสดงผลขึ้นหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้สบายๆ มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home และ Microsoft 365 มาพร้อมใช้งาน แรมเป็นแบบออนบอร์ด ความจุ 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz ส่วนพอร์ตมี Thunderbolt 4 x 2 ช่อง, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ด้วย บอดี้ก็แข็งแรงทนทานดีไซน์พรีเมี่ยม คุ้มจะซื้อมาใช้ทำงานสุดๆ

สเปคของ LG Gram 15 15Z95P-G-AH54A6
  • CPU : Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2 ช่อง, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft 365 ใช้ฟรี 1 ปี
  • Weight : 1.12 กิโลกรัม
  • Price : 53,900 บาท (ราคากลางจาก LG Thailand)
5. LG Gram 16 16Z95P-G-AH54A6 (1.19 กิโลกรัม)

20220218 231137 c

ตามมาด้วยรุ่นกลางจากบ้าน LG ในการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 เป็นรุ่น LG Gram 16 16Z95P-G-AH54A6 ซึ่งตัวเครื่องหนักขึ้นกว่ารุ่น 15.6 นิ้วเล็กน้อย โดยเพิ่มเป็น 1.19 กิโลกรัม ซึ่งอิงสเปคกับฟีเจอร์เด่นเหมือนกันกับรุ่น 15.6 นิ้วแทบทั้งหมด แต่อัพเกรดหน้าจอเป็นขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด WQXGA (2560×1600) พาเนล IPS อัตราส่วน 16:10 เท่านั้น ดังนั้นถ้าใครอยากได้หน้าจอความละเอียดสูงกว่า Full HD ก็แนะนำให้ดูรุ่นนี้ได้เลย

สเปคของ LG Gram 16 16Z95P-G-AH54A6
  • CPU : Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 16 นิ้ว ความละเอียด WQXGA (2560×1600) พาเนล IPS อัตราส่วน 16:10
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2 ช่อง, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft 365 ใช้ฟรี 1 ปี
  • Weight : 1.19 กิโลกรัม
  • Price : 59,900 บาท (ราคากลางจาก LG Thailand)
6. Acer Swift 3 SF314-511-57PD (1.2 กิโลกรัม)

20210728 041614 c

สำหรับ Acer Swift 3 SF314-511-57PD ถือเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ราคาเข้าถึงง่ายที่สุดแล้วในการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 นี้ โดยน้ำหนักอยู่ที่ 1.2 กิโลกรัมเท่านั้น ได้ตัวเครื่องพกพาสะดวกและเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้พร้อมและสเปคใช้ทำงานออฟฟิศได้ดี มี Microsoft Office ตัวเต็มมาพร้อมทำงานอีกด้วย

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics ใช้หน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home และ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้พร้อมใช้งาน มีแรม 8GB LPDDR4x บัส 4266MHz พร้อมใช้ทำงานอย่างแน่นอน ส่วนพอร์ตมี USB-C 3.2 x 1 รองรับ Thunderbolt, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ได้ ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบาราคากำลังดีรุ่นหนึ่ง 

สเปคของ Acer Swift 3 SF314-511-57PD
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 8GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-C 3.2 x 1 รองรับ Thunderbolt, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 10 Home และ Microsoft Office Home & Student 2019
  • Weight : 1.2 กิโลกรัม
  • Price : 22,900 บาท (Advice)
7. MacBook Air 13″ (1.29 กิโลกรัม)

20210323 113309 c

หากใครยังติดภาพว่า MacBook Air 13″ เป็นโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบาใส่ซองเอกสารได้เหมือนเมื่อก่อน เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คฝั่ง Windows ในการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 แล้ว จะเห็นว่าน้ำหนักเครื่องอยู่ที่ 1.29 กิโลกรัม ซึ่งหนักกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นแต่ก็ยังพกง่าย มีเซนเซอร์ Touch ID สแกนลายนิ้วมือและจอ Retina Display ซึ่งแสดงผลดี ขอบเขตสีกว้างความละเอียดสูงด้วย

รุ่นเริ่มต้นใช้ชิป Apple M1 แบบซีพียู 8 คอร์ จีพียู 7 คอร์ มี SSD ความจุ 256GB ติดตั้ง macOS Monterey มาให้ มี Unified Memory อีก 8GB แชร์ใช้งานภายในเครื่อง ส่วนจอ Retina Display มีขนาด 13.3 นิ้ว ความละเอียด QHD (2560×1600) พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้างระดับ P3 แสดงผล True Tone มีพอร์ต Thunderbolt 3 x 2 ช่องและ Audio combo x 1 ช่องเท่านั้น เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0 ได้ ต้องถือเป็นโน๊ตบุ๊คเน้นคนทำงานที่ใช้งานได้ครอบคลุมหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะงานเอกสาร, แต่งภาพ, ตัดต่อวิดีโอก็ใช้ได้ดีไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

สเปคของ MacBook Air 13″
  • CPU : Apple M1 แบบ 8 ตอร์
  • GPU : Apple M1 GPU 7 คอร์
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB 
  • RAM : Unified Memory 8GB 
  • Display : 13.3 นิ้ว ความละเอียด QHD (2560×1600) พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้างระดับ P3 แสดงผล True Tone
  • Ports : Thunderbolt 3 x 2, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : 720p FaceTime HD Camera
  • Software : macOS Monterey พร้อมซอฟท์แวร์พื้นฐานจาก Apple
  • Weight : 1.29 กิโลกรัม
  • Price : 32,900 บาท (ราคากลาง)
8. DELL Latitude 5320 (1.32 กิโลกรัม)

20220302 113504 c

ด้านโน๊ตบุ๊คแบรนด์ขวัญใจคนทำงานอย่าง DELL ก็ผ่านเข้ารอบการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 ด้วย เป็น DELL Latitude 5320 สเปคดี มีน้ำหนัก 1.32 กิโลกรัม ติดตั้งตัวอ่าน Smart Card มาให้ ได้การรับประกัน Dell Pro Support และ Battery Service Support ทั้งสองอย่างนาน 3 ปีทีเดียว

ซีพียูติดตั้ง Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics แสดงผลขึ้นหน้าจอขนาด 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD 512GB ติดตั้ง Windows 10 Pro มาให้พร้อมแรมออนบอร์ด 16GB LPDDR4 บัส 3200MHz พอร์ตมี Thunderbolt 4 x 2 ช่อง, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ได้ด้วย เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่ง

สเปคของ DELL Latitude 5320
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB LPDDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2 ช่อง, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 10 Pro
  • Weight : 1.32 กิโลกรัม
  • Price : 39,900 บาท (Advice)
9. LG Gram 17 17Z95P-G-AH54A6 (1.35 กิโลกรัม)

20220218 232930 c

ถึง LG Gram 17 17Z95P-G-AH54A6 จะอยู่อันดับเกือบสุดท้ายจากการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 ก็ตาม แต่เพราะขนาดตัวเครื่องใหญ่ถึง 17 นิ้ว ทำให้น้ำหนักเครื่องอยู่ที่ 1.35 กิโลกรัม แต่ก็ยังเบากว่าโน๊ตบุ๊คขนาดเท่าๆ กันหลายรุ่น และผู้สนใจสามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่ โดยรุ่นที่เลือกมาแนะนำจะแชร์สเปคร่วมกับ LG Gram ขนาด 16 นิ้วในข้อที่ 5 ทั้งหมด ยกเว้นขนาดหน้าจอที่ขยายขึ้นเป็น 17 นิ้วและน้ำหนักตัวเครื่องเท่านั้นที่แตกต่างกัน ซึ่งถ้าใครอยากได้โน๊ตบุ๊คเครื่องใหญ่ ดีไซน์พรีเมี่ยมแนะนำให้เลือกซื้อรุ่นนี้ไปใช้เลย

สเปคของ LG Gram 17 17Z95P-G-AH54A6
  • CPU : Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 17 นิ้ว ความละเอียด WQXGA (2560×1600) พาเนล IPS อัตราส่วน 16:10
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2 ช่อง, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft 365 ใช้ฟรี 1 ปี
  • Weight : 1.35 กิโลกรัม
  • Price : 66,900 บาท (ราคากลางจาก LG Thailand)
10. ASUS ZenBook 14 OLED UM3402YA (1.39 กิโลกรัม)

20220303 172426 c

รุ่นสุดท้ายของการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 เป็น ASUS ZenBook 14 OLED UM3402YA โดยตัวเครื่องได้หน้าจอความละเอียด 2.8K พาเนล OLED รองรับ HDR แสดงผล Refresh Rate ได้ 90Hz มี ASUS NumberPad ติดตั้งมาให้พร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือตรงปุ่ม Power รวมทั้งได้ซีพียู AMD Ryzen รุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานยิ่งกว่าเดิม

ซีพียูในเครื่องนี้เป็น AMD Ryzen 5 5625U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.3-4.3GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์ แสดงผลขึ้นหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800) พาเนล OLED รองรับ HDR ปรับค่า Refresh Rate 60~90Hz ได้ ส่วน M.2 NVMe SSD มีความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับ Microsoft office Home & Student 2021 มาพร้อมใช้งาน ส่วนแรมมีขนาด 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz เชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ได้ด้วย จัดเป็นโน๊ตบุ๊คคุณภาพในการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 นี้เหมาะจะลงทุนซื้อไปทำงานเป็นอย่างมาก

สเปคของ ASUS ZenBook 14 OLED UM3402YA
  • CPU : AMD Ryzen 5 5625U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.3-4.3GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB 
  • RAM : 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800) พาเนล OLED รองรับ HDR ปรับค่า Refresh Rate 60~90Hz
  • Ports : USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera
  • Software : Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.39 กิโลกรัม
  • Price : 34,990 บาท (Advice)

สรุปสเปคจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022

จากการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 จะเห็นว่าทั้ง 10 รุ่นนั้น น้ำหนักก็ไล่ตั้งแต่หลักร้อยกรัมไปจนช่วง 1 กิโลกรัมต้นๆ เลยทีเดียว แม้ราคาจะสูงแต่ก็ได้ฟีเจอร์, ดีไซน์และวัสดุตัวเครื่องระดับพรีเมี่ยมมาทดแทนกันไป ซึ่งสรุปสเปคได้ดังนี้

สเปคจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 CPU, GPU SSD, RAM, Software หน้าจอ, น้ำหนัก การเชื่อมต่อ ราคา (บาท)
Fujitsu Ultralight UH-X-4ZR1C14466 Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 10 Home

13.3″ FHD IPS

749 กรัม

USB-A 3.1 x 2

USB-C 3.1 x 2 รองรับ Thunderbolt

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

37,990
Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 10 Home

13.3″ FHD IPS

980 กรัม

USB-A 3.1 x 2

USB-C 3.1 x 2 รองรับ Thunderbolt

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

32,990
ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435EAL Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

14″ FHD IPS

980 กรัม

USB-C 3.2 x 2

USB-A 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

32,990
LG Gram 15 15Z95P-G-AH54A6 Intel Core
i5-1155G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 11 Home

Microsoft 365 ใช้ฟรี 1 ปี

15.6″ FHD IPS

1.12 กก.

Thunderbolt 4 x 2

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

MicroSD Card Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

53,900
LG Gram 16 16Z95P-G-AH54A6 Intel Core
i5-1155G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 11 Home

Microsoft 365 ใช้ฟรี 1 ปี

16″ WQXGA
(2560×1600)
IPS

1.19 กก.

Thunderbolt 4 x 2

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

MicroSD Card Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

59,900
Acer Swift 3 SF314-511-57PD Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

14″ FHD IPS

1.2 กก.

USB-C 3.2 x 1 รองรับ Thunderbolt

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

22,900
MacBook Air 13″ Apple M1

CPU 8 คอร์

GPU 7 คอร์

SSD 256GB

Unified Memory 8GB

macOS Monterey

13.3″ QHD IPS
True Tone

1.29 กก.

Thunderbolt 3 x 2

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

32,900
DELL Latitude 5320 Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR4
3200MHz

Windows 10 Pro

13.3″ FHD IPS

1.32 กก.

Thunderbolt 4 x 2

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

MicroSD Card Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

39,900
LG Gram 17 17Z95P-G-AH54A6 Intel Core
i5-1155G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 11 Home

Microsoft 365 ใช้ฟรี 1 ปี

17″ WQXGA
(2560×1600)
IPS

1.35 กก.

Thunderbolt 4 x 2

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

MicroSD Card Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

66,900
ASUS ZenBook 14 OLED UM3402YA AMD Ryzen 5 5625U

AMD Radeon Graphics 7 คอร์

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

14″ 2.8K
(2880×1800)
OLED HDR
60~90Hz

1.39 กก.

USB-C 3.2 x 1 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

34,990

สำหรับโน๊ตบุ๊คทั้ง 10 เครื่องจากการจัดอันดับ 10 โน๊ตบุ๊คบางเบา 2022 นั้นก็สามารถหาซื้อได้ง่ายแล้ว ณ ตอนนี้ ถ้าหาดูดีๆ ก็จะเห็นโปรโมชั่นลดราคา, ได้ Cashback และของแถมเพิ่มเติมอีกมากมายโดยไม่ต้องไปเดินงาน COMMART ให้เหนื่อยเลย และถ้ารอวันพิเศษก็สามารถหาซื้อโน๊คบุ๊ครุ่นที่ต้องการได้ในราคาพิเศษสุดๆ ไม่เว้น MacBook ที่หลายๆ คนต้องการอีกด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

laptop25000 cover

ssd cover

15000baht cover

from:https://notebookspec.com/web/650913-top-10-light-weight-laptop-2022

รีวิว Dell Latitude 3190 2-in-1 เบา ดี ทนทาน แบตอึดน่าใช้จากร้าน comdee2you ราคาย่อมเยาว์เพียง 7,990 บาท

Dell Latitude 3190 2-in-1 โน๊ตบุ๊คพกพา มีปากกาพร้อมใช้ สเปคเพื่อนักเรียนนักศึกษา

latitude cover

ชื่อชั้นของ Dell ในฐานะโน๊ตบุ๊คเพื่อการศึกษาและการทำงานนับว่าแข็งแรงและเป็นตัวเลือกแรกๆ ของใครหลายคน เช่น Dell Latitude 3190 2-in-1 ที่ทางบริษัทออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษาโดยเฉพาะ สังเกตได้จากบอดี้ตัวเครื่องถูกล้อมกรอบด้วยขอบยาง แข็งแรงทนทานและงานประกอบตัวเครื่องแข็งแรง โดยทาง DELL ก็ทดสอบ Drop test เป็นที่เรียบร้อยและการันตีว่าตัวเครื่องทนทานต่อการตกจากความสูง 30 นิ้ว หรือสูงราวโต๊ะเรียนในห้องเรียนได้โดยไม่เสียหายแน่นอน จัดว่าเหมาะกับเด็กนักเรียนที่ใช้โน๊ตบุ๊คแล้วอาจจะเกิดอุบัติเหตุทำเครื่องตกกระแทกพื้นก็ไม่เสียหายง่ายๆ และเซอร์วิสเครื่องได้สะดวก เพียงแค่ขันน็อตไม่กี่ตัวก็ปลดล็อคมาใส่ M.2 NVMe เพิ่มความจุได้แล้ว และนอกจากนักเรียนนักศึกษา ถ้าใครมองหาโน๊ตบุ๊คราคาไม่แพงเน้นความทนทานเพราะต้องไปงานแบบ Onsite เช่น วิศวกรที่ต้องออกหน้างานบ่อยๆ, คนขายสินค้าออนไลน์, แอดมินเพจที่ต้องการโน๊ตบุ๊คเบาๆ ก็ถือว่าเหมาะกับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทั้งนั้น

Advertisementavw

ด้านดีไซน์ต้องถือว่าเกิดมาเพื่อการศึกษา, ใช้งานนอกสถานที่และตอบโจทย์การใช้งานของคนเมืองมากๆ ไม่ว่าจะดีไซน์ให้พับเครื่องกลับได้ 360 องศาเป็นแท็บเล็ตให้อ่านและเรียนออนไลน์ได้สะดวก มีปากกาสไตลัสเขียนได้ทั้งในแนวตั้งหรือเขียนตามปกติก็ทำได้สะดวก เหมือนใช้ปากกาจริงๆ เขียนบนกระดาษอย่างไรอย่างนั้น ด้านสเปคถือว่าใช้เรียน, ทำงานและเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คได้สบายๆ แบตเตอรี่ก็ทนทานใช้งานได้หลายชั่วโมง ใครที่ไม่สะดวกหรือหาปลั๊กมาเสียบชาร์จเครื่องไม่ค่อยได้ ก็ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

Dell Latitude 3190 2-in-1

NBS Verdicts

Dell latitude 3190 DSC02472

Dell Latitude 3190 2-in-1 ถือเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อการทำการบ้านและเรียนออนไลน์อย่างแท้จริง นอกจากดีไซน์ตัวเครื่องแข็งแรงทนทาน ได้กระจกตัวเครื่อง Goriila Glass NBT แข็งแรงใช้ดีไม่พอ บอดี้ตัวเครื่องก็ออกแบบบุยางรอบตัวให้ความแข็งแรงทนทาน ทนการตกจากที่สูง 30 นิ้ว หรือสูงราวโต๊ะเรียนได้อย่างแน่นอน ดังนั้นนักเรียนชั้นประถมและมัธยมซึ่งอาจจะใช้งานและไม่ทันระวังเครื่องนักก็สามารถใช้ได้อย่างสบายใจ รวมถึงผู้ใช้ที่ต้องการหาโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบา เน้นความแข็งแรงทนทานเอาไว้ใช้งานก็เหมาะทั้งนั้น ไม่ว่าจะวิศวกร, เจ้าพนักงานประกันภัยหรือจะแอดมินเพจที่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์ตอบงานตอบแชตบ่อยๆ ก็เหมาะกับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นอย่างมาก หรือถ้าใครอยากได้โน๊ตบุ๊คราคาไม่แพงมากและเน้นใช้โซเชียลเปิดเว็บเบราเซอร์เป็นหลักก็น่าซื้อมาใช้ เพราะจ่ายแค่ 7,990 บาทเป็นเจ้าของได้แล้ว

สเปคและฟีเจอร์ถือว่าเหมาะจะใช้ทำงานอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะพับหน้าจอกลับเป็นแท็บเล็ตได้, มีปากกาสไตลัสไว้เขียนจดหรือวาดภาพและเซ็นลายเซ็นบนหน้าจอและยังทัชจอได้ แบตเตอรี่ก็สามารถใช้งานได้นานเกิน 11 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าผู้ใช้คนไหนต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงานหลายชั่วโมง ไม่ค่อยสะดวกหาช่องเสียบปลั๊กชาร์จแบตฯ ก็ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน และยังอัพเกรดเพิ่ม M.2 NVMe เพิ่มเอาไว้เซฟไฟล์งานได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Dell Latitude 3190 2-in-1 ถึงแม้ง Dell 3190 จะดูเหมาะกับการเรียนการสอนมากที่สุด แต่สเป็คที่ให้มานั้นก้ยังสามารถทำงานพื้นฐานอื่นๆได้อย่างไม่มีปัญหา ทั้งใช้ทำงาน Office หรือใช้ดูแลธุรกิจออนไลน์, ตอบแชตของธุรกิจ, ดูแลเพจ Facebook และยังพอใช้แต่งภาพแบบง่ายๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่คุ้มค่าราคา 7,990 บาทอย่างแน่นอนและหารุ่นที่คุ้มเทียบชั้นรุ่นนี้ได้ยากทีเดียว เพราะรุ่นที่สเปคใกล้เคียงกันก็ต้องเตรียมเงินหลักหมื่นบาทขึ้นไปทั้งนั้น

ข้อดีของ Dell Latitude 3190 2-in-1
  1. บอดี้ออกแบบมาแข็งแรงทนทาน เสริมขอบยางป้องกันการตกสูง 30 นิ้วได้
  2. ตัวเครื่องซีลมาอย่างดี ทนน้ำหกใส่ได้ไม่เสียหายหรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจนเครื่องพัง
  3. ดีไซน์พับตัวเครื่องกลับ 360 องศาเป็นแท็บเล็ตได้ ใช้งานได้หลากหลายแบบ
  4. มีปากกาสไตลัสติดมาให้ในแพ็คเกจ ใช้เขียน, วาด, เซ็นเอกสารได้เป็นอย่างดี
  5. ติดตั้งกล้องมา 2 ตัว เป็น Webcam กับกล้องเหนือคีย์บอร์ดเพื่อถ่ายเลคเชอร์
  6. ในเครื่องมีอินเตอร์เฟส PCIe SSD อัพเกรด M.2 NVMe เพิ่มได้อีก 1 ตัว
  7. หน้าจอทัชสกรีนความละเอียด HD ใช้กระจก Gorilla Glass NBT แข็งแรงทนทาน
  8. ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมใช้งานทันที ไม่ต้องหาระบบปฏิบัติการเพิ่ม
  9. แบตเตอรี่ทนทานใช้งานต่อเนื่องได้ร่วม 14 ชั่วโมงใช้งานต่อเนื่องได้นานทั้งวัน
ข้อสังเกตของ Dell Latitude 3190 2-in-1
  1. สเปคเหมาะกับการใช้งานทั่วไปอย่างการเปิดเบราเซอร์, ดูหนังฟังเพลงหรือทำงานเอกสาร ไม่แนะนำให้ใช้ทำงานกราฟฟิคหนักๆ
  2. มีพอร์ตให้ใช้แค่ USB-A 3.1 Gen 1 กับ HDMI เท่านั้น 
  3. มีแรมเพียง 4GB DDR4 2400MHz เท่านั้น ต้องบริหารการเปิดปิดโปรแกรมให้ดี

รีวิว Dell Latitude 3190 2-in-1

Specification

latitude 11 3190 2in1 pdp 01

Dell Latitude 3190 2-in-1 เป็นโน๊ตบุ๊คออกแบบมาเพื่อนักเรียนนักศึกษาใช้เรียนออนไลน์เป็นหลัก งานประกอบตัวเครื่องแข็งแรงทนทานและบุขอบยางเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเครื่องตกกระทบพื้นแล้วเกิดความเสียหายด้วย ส่วนสเปคเป็นดังนี้

  • CPU : Intel Celeron N4120 แบบ 4 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.1-2.6GHz
  • GPU : Intel UHD Graphics 600
  • SSD : แบบ eMMC ความจุ 64GB อัพเกรดเพิ่ม M.2 NVMe ได้
  • RAM : ออนบอร์ด 4GB DDR4 2400MHz
  • Display : หน้าจอทัชสกรีน 11.6 นิ้ว ความละเอียด HD (1366×768) พาเนล VA กระจก Gorilla Glass NBT
  • Ports : USB-A 3.1 Gen 1 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 4.2
  • Webcam : HD Camera, Front Camera
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.45 กิโลกรัม
  • Price : 7,990 บาท (comdee2you)

สำหรับผู้ใช้ที่คิดว่า Dell Latitude 3190 2-in-1 เครื่องนี้จากร้าน comdee2you แล้ว ต้องการทราบเงื่อนไขการรับประกันและการขอคืนสินค้าคืนเงินว่าทางร้านค้าจะดูแลและให้บริการหลังการขายอย่างไรบ้าง สามารถอ่านเงื่อนไขได้ตามด้านล่างดังนี้

เงื่อนไขการรับประกันโน๊ตบุ๊คจากทางร้าน comdee2you
  1. สินค้าเสียหายหรือใช้งานไม่ได้ – มีปัญหาในการใช้งานภายใน 7 วันนับจากวันได้รับสินค้า บริษัทยินดีเปลี่ยนตัวใหม่ทันทีหลังจากได้รับสินค้าคืน โดยลูกค้าต้องนำ สินค้า พร้อมอุปกรณ์เสริม (Accessories) ครบตามที่ซื้อ ได้แก่ ตัวเครื่อง กล่อง โฟม ถุง คู่มือ แผ่นไดร์เวอร์ สายไฟ adaptor ของแถม บิลฯ จัดส่งกลับไปยังบริษัท โดยแจ้งและส่งสำเนาบิลบริษัทขนส่งไปยังบริษัท เมื่อบริษัทตรวจสอบรายการสภาพ ความครบถ้วนแล้วจะดำเนินการเปลี่ยนและส่งกลับไปยังลูกค้าทันที, ค่าขนส่งไป – กลับ บริษัทรับผิดชอบทั้งหมด
  2. สินค้ามีปัญหาภายใน 30 วัน นับจากวันได้รับสินค้า – บริษัทยินดีซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ให้โดยไม่คิดมูลค่า, ค่าขนส่งไป-กลับ บริษัทรับผิดชอบทั้งหมด
  3. สินค้ามีปัญหาเกิน 30 วัน นับจากวันได้รับสินค้า – บริษัทยินดีซ่อม, เปลี่ยนอะไหล่ให้โดยไม่คิดมูลค่า, ลูกค้ารับผิดชอบค่าส่งซ่อม บริษัทรับผิดชอบค่าขนส่งคืนเมื่อซ่อมเสร็จ เว้นแต่การซ่อมนั้นมิได้เกิดจากความบกพร่องของสินค้าจากการใช้งานปกติ ลูกค้าต้องรับผิดชอบค่าซ่อมและ ค่าขนส่งทั้งไป – กลับ

*ส่วนที่ชำรุดหรือเสียหายจะต้องแจ้งให้ทางบริษัททราบทันทีหลังจากได้รับสินค้า มิฉะนั้นการรับประกันจะถือเป็นโมฆะ ** ทางบริษัทคืนเงินค่าจัดส่งสูงสุด 100 บาทเท่านั้น

เงื่อนไขการขอคืนสินค้าและคืนเงินจากทางร้าน comdee2you

กรณีที่ลูกค้าสั่งซื้อและได้รับสินค้าแล้ว หากต้องการคืนสินค้า บริษัทมีเงื่อนไขในการขอคืน ดังนี้

  1. สินค้าที่ซื้อนั้นต้องไม่เกิน 7 วันนับจากวันได้รับสินค้า
  2. ลูกค้าต้องนำสินค้า พร้อมอุปกรณ์เสริม (Accessories) ครบตามที่ซื้อ ได้แก่ ตัวเครื่อง กล่อง โฟม ถุง คู่มือ แผ่นไดร์เวอร์ สายไฟ adaptor ของแถมบิลฯ จัดส่งกลับไปยังบริษัท เมื่อบริษัทตรวจสอบรายการสภาพ ความครบถ้วนแล้ว บริษัทจะคืนเงินให้ลูกค้าภายใน 7 วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับสินค้าที่คืนแล้ว โดยลูกค้าจะถูกหักเงิน 10% จากราคาสินค้าที่ซื้อ และลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งในการส่งคืนดังกล่าว
  3. กรณีที่ลูกค้าต้องการเปลี่ยนสินค้าที่ซื้อเป็นรุ่นอื่นที่บริษัทจำหน่าย สินค้าที่ซื้อไปแล้วนั้น ต้องไม่เกิน 7 วันนับจากวันได้รับสินค้า และต้องนำสินค้า พร้อม อุปกรณ์เสริม (Accessories) ครบตามที่ซื้อ ได้แก่ ตัวเครื่อง, กล่อง, โฟม, ถุง, คู่มือ, แผ่นไดร์เวอร์, สายไฟ Adaptor, ของแถม บิลฯ จัดส่งกลับไปยังบริษัท โดยลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งในการเปลี่ยนดังกล่าว เมื่อบริษัทตรวจสอบรายการ สภาพ ความครบถ้วนแล้ว บริษัทจะทำการเปลี่ยนสินค้าเป็นรุ่นอื่นที่ต้องการ โดยการเปลี่ยนสินค้าที่เปลี่ยนต้องเป็นสินค้าที่มีราคาไม่ตํ่ากว่าสินค้าเดิมโดยลูกค้าต้องชำระ ค่าสินค้าที่เพิ่ม ค่าขนส่งและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกิดขึ้น
บริษัท ไม่รับเปลี่ยน หรือคืนเงิน กรณีที่สินค้ามีสภาพผิดปกติ ดังต่อไปนี้
  1. มีสภาพผิดปกติ เกิดอุบัติเหตุกับตัวสินค้า ได้แก่ หัก, บิ่น, งอ, ยุบ, เบี้ยว, ร้าว, ทะลุ หรือ มีรอยขูดถลอก
  2. สภาพที่เกิดจากการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง เช่น คราบนํ้า สนิม
  3. สินค้าเสียหายเนื่องจากปัจจัยภายนอก เช่น ไฟเกิน, ไฟตก, ฟ้าผ่า, ภัยธรรมชาติ
  4. ความเสียหายจากสัตว์ หรือแมลงต่าง ๆ
  5. การใช้สินค้าผิดวิธี มีการแก้ไขก่อนได้รับอนุญาต
  6. มีรอยเขียนลงบนตัวสินค้า และไม่สามารถลบออกได้
  7. ปัญหาที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวเนื่องมาจากซอฟต์แวร์ ไวรัส หรือระบบปฏิบัติการ ที่ติดตั้งโดยผู้ซื้อ
  8. สินค้าที่หมดอายุการรับประกัน หรือสินค้าที่ตรวจไม่พบอาการเสีย จะต้องเสียค่าบริการในการซ่อม

Hardware & Design

Dell latitude 3190 DSC02475

Dell latitude 3190 DSC02495
Dell latitude 3190 DSC02498
Dell latitude 3190 DSC02483
Dell latitude 3190 DSC02497

ดีไซน์ของ Dell Latitude 3190 2-in-1 จะออกแบบเป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องเล็ก เน้นพกพาสะดวกและเสริมขอบเครื่องเป็นยางทั้งรอบหน้าจอและกรอบตัวเครื่อง ป้องกันการตกจากโต๊ะเรียนสูงราว 30 นิ้วได้ ทนทานต่อการใช้งานแบบไม่ทันระมัดระวังอย่างกระแทกเก้าอี้หรือขอบโต๊ะได้เช่นกัน เป็นการออกแบบเพื่อลดโอกาสตัวเครื่องเสียหายเปิดไม่ติดไปในตัว ดังนั้นนอกจากนักเรียนมันก็เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คติดตัวไปไหนมาไหนเป็นประจำเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะวิศวกรที่ต้องดูแปลนหน้างาน, เจ้าพนักงานประกันภัยที่ต้องนำสัญญาประกันไปให้ผู้เอาประกันเซ็นหรือแม้แต่แอดมินเพจที่ต้องการหาโน๊ตบุ๊คเอาไว้ตอบข้อความจากลูกเพจก็ตอบโจทย์เช่นกัน

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าทาง Dell ใช้ขาตั้งหน้าจอแบบพับกลับได้ 360 องศาเป็นแท็บเล็ตได้ เมื่อพับแล้วก้านฐานหน้าจอจะให้ตัวและม้วนกลับตามกลายเป็นแท็บเล็ตได้ ตัวเครื่องเสริมก้านพลาสติกป้องกันแป้นคีย์บอร์ดรูดกับพื้นโต๊ะโดยตรงเอาไว้ทั้ง 4 มุมและติดตั้งกล้องเอาไว้เหนือคีย์บอร์ดเพื่อใช้ถ่ายภาพ เช่น เลคเชอร์บนกระดานเพื่อเอาไว้ทบทวนในภายหลังได้ด้วย

Dell latitude 3190 DSC02544

เมื่อหน้าจอพับกลับ 360 องศาเป็นแท็บเล็ตหรือเปลี่ยนเป็นโหมดเต็นท์เพื่อดูเนื้อหาและคลิปวิดีโอประกอบการเรียนการสอนได้โดยง่าย รองรับปากกาสไตลัสสำหรับวาดเขียนภาพ, เซ็นเอกสารและใช้แก้ไขเขียนจดบนไฟล์ PDF ได้สะดวก ซึ่งปากกาด้ามนี้จะได้แถมฟรีมาในแพ็คเกจเมื่อซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จากทาง comdee2you ด้วย

Dell latitude 3190 DSC02504

Dell latitude 3190 DSC02505
Dell latitude 3190 DSC02545
Dell latitude 3190 DSC02528

ด้านฝาหลังของตัวเครื่องจะดีไซน์เน้นเรียบง่ายตามสไตล์ของ Dell Latitude เป็นบอดี้พลาสติกสีเรียบสีเดียวพร้อมโลโก้ Dell แบบวงกลมสีเงินตรงกลางเท่านั้น และสังเกตว่าตัวเครื่องไม่มีช่องระบายความร้อนเลย เนื่องจากซีพียู Intel ภายในตัวเครื่องไม่ร้อนมากและไม่กินพลังงานด้วย จึงไม่ต้องติดพัดลมโบลวเวอร์หรือเจาะช่องระบายความร้อนให้ความสวยงามลดลงสักนิด

Dell latitude 3190 DSC02506

ด้านใต้ตัวเครื่องสังเกตว่าจะต่างจากโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นตรงส่วนครึ่งบนของตัวเครื่องไม่มีช่องอากาศเข้าใต้เครื่องแม้แต่ช่องเดียว มีเพียงแต่ขอบยางด้านใต้เครื่อง 2 เส้นลากยาวจากขอบสู่ขอบ มีลำโพงอีก 2 ดอกติดตั้งเอาไว้ขอบล่างของตัวเครื่องและขันล็อคเอาไว้ด้วยน็อตหัว Philip Head อีก 7 ตัวเท่านั้น ช่วยป้องกันบอดี้ตัวเครื่องด้านล่างไม่ให้ถูกกับพื้นโต๊ะโดยตรงและมีสติกเกอร์แสดงข้อมูลผลิตภัณฑ์ติดเอาไว้

Screen & Speaker

Dell latitude 3190 DSC02499

Dell latitude 3190 DSC02501
Dell latitude 3190 DSC02500
Dell latitude 3190 DSC02502
Dell latitude 3190 DSC02503

Dell latitude 3190 DSC02547

หน้าจอ Dell Latitude 3190 2-in-1 เป็นจอทัชสกรีน 11.6 นิ้ว ความละเอียด HD (1366×768) พาเนล VA ปิดด้วยกระจก Gorilla Glass NBT ทนต่อรอยขีดข่วน ใช้ปากกาสไตลัสที่แถมมาพร้อมตัวเครื่องวาดเขียนและจดบนหน้าจอได้โดยสะดวก ติดตั้งกล้อง Webcam เอาไว้ขอบบนของตัวเครื่องเพื่อใช้ประชุมออนไลน์ได้ แต่สังเกตว่าขอบหน้าจอจะหนาเพราะเป็นพื้นที่ของทัชพาเนลหน้าจอ นอกจากนี้แม้จะเป็นพาเนล VA ก็ตาม แต่เมื่อพับหน้าจอลงมาจะเห็นว่าจอนี้แสดงผลหน้าจอได้คมชัดและสีสันไม่เพี้ยนหรือเกิดเงาเหลือบบนหน้าจอแม้แต่น้อย จึงใช้ได้โดยไม่มีปัญหา

gamut 1

brightness 1
bright zone
color accuracy
sum 1

เนื่องจาก Dell Latitude 3190 2-in-1 ถูกออกแบบมาเน้นใช้งานทั่วไปให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานของและคนทั่วไป ซึ่งขอบเขตสีของหน้าจอเมื่อวัดด้วย Spyder5Elite แล้ว ได้ขอบเขตสีกว้าง 65% sRGB, 48% AdobeRGB, 48% DCI-P3 เมื่อเทียบค่าความเบี่ยงเบนสีของหน้าจอหรือ Delta-E จะได้ค่าเฉลี่ย 1.84 เท่านั้น แม้จะแสดงขอบเขตสีหน้าจอได้ระดับทั่วไปก็ตามแต่ก็ได้สีสันเที่ยงตรง ดังนั้นเจ้าของเครื่องเมื่อดูภาพบนหน้าจอก็จะเห็นสีสันเที่ยงตรงกับความเป็นจริงที่สุด

ความสว่างของหน้าจอตอนปรับความสว่างสูงสุดระดับ 100% จะได้ความสว่างเพียง 156.4 nits เท่านั้น เรียกได้ว่าสว่างแค่พอใช้งานในห้องเรียนหรือห้องส่วนตัว ไม่ได้สว่างระดับสู้แสงแดดสะท้อนได้ แต่ก็ไม่ถึงกับมืดจนมองไม่เห็นอย่างแน่นอน ส่วนตัวผู้เขียนเองได้ทดลองนำเครื่องไปทำงานชานร้านกาแฟก็จัดว่าสว่างใช้งานได้ดีไม่มีปัญหานัก แต่พอแบ่งพื้นที่บนหน้าจอเป็น 9 โซนเพื่อวัดความสว่างแล้ว จะเห็นว่าจอของ Dell Latitude 3190 2-in-1 มีอัตราความสว่างลดลงมากหลายส่วน 

ผลสรุปคะแนนหน้าจอจาก Spyder5Elite ได้ผลคือ Dell Latitude 3190 2-in-1 ได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 3 จาก 5 คะแนน จัดว่าอยู่ระดับกลางๆ เหมาะจะใช้ทำงานเอกสาร, ดูแลเพจ Facebook หรือแต่งภาพทั่วไป โดยจุดเด่นสุดของจอนี้ เป็นค่า Contrast ซึ่งได้ 5 คะแนนเต็ม ถัดลงมาเป็น Color Uniformity, Color Accuracy ซึ่งได้ 4 จาก 5 คะแนนเต็ม จัดว่าอยู่ระดับกลางๆ เทียบกับจอของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันนี้

Dell latitude 3190 DSC02508
Dell latitude 3190 DSC02509
Dell latitude 3190 DSC02525
Dell latitude 3190 DSC02526

สำหรับลำโพง 2 ดอกที่ติดตั้งมาขอบล่างของตัวเครื่องสำหรับใช้ประชุมงานและฟังเพลงได้ระดับหนึ่ง ซึ่งคุณภาพเสียงต้องถือว่าอยู่ในระดับใช้งานได้และเสียงลำโพงเน้นทางเสียงร้องของนักร้องเป็นหลักแยกไลน์กับเสียงเครื่องดนตรีได้ชัดเจน แต่เสียงเบสจัดว่าบางจนไม่โดดเด่นนัก ซึ่งถ้าเน้นใช้เรียนออนไลน์หรือเปิดคลิปสื่อการสอนในห้องเรียนจัดว่าเสียงดีฟังชัด เมื่อวัดเสียงลำโพงด้วยเครื่องวัดเสียงลำโพงจะดังราว 80 เดซิเบล จัดว่าไม่ดังเกินไป แต่ถ้าใครเน้นดูหนังฟังเพลงให้ได้อารมณ์ยิ่งขึ้นก็แนะนำให้ต่อลำโพงแยกไปเลยดีกว่า

Keyboard & Touchpad

Dell latitude 3190 DSC02484

Dell latitude 3190 DSC02485
Dell latitude 3190 DSC02487
Dell latitude 3190 DSC02489
Dell latitude 3190 DSC02491
Dell latitude 3190 DSC02492
Dell latitude 3190 DSC02494

Dell latitude 3190 DSC02548

คีย์บอร์ดของ Dell Latitude 3190 2-in-1 จะเป็นคีย์บอร์ดแบบ Tenkeyless ใกล้เคียงกับไซซ์ 14 นิ้วหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน แต่เพราะถูกย่อไซซ์ให้พอดีกับตัวเครื่องขนาด 11.6 นิ้ว ดังนั้นปุ่มหลายๆ ปุ่ม เช่น Spacebar, F1-F12 จะถูกย่อให้เล็กลงและตัด Function Key บางปุ่มออกไป รวมทั้งไม่มีไฟ LED Backlit อีกด้วย เนื่องจากการออกแบบป้องกันน้ำหกใส่จึงตัดระบบไฟฟ้าบางส่วนบนตัวเครื่องออกไป

สังเกตว่าคีย์บอร์ดของ Dell เครื่องนี้จาก comdee2you เป็นเลย์เอ้าท์คีย์บอร์ดโมเดลขายในประเทศญี่ปุ่น จะเห็นว่านอกจากปุ่ม Enter ถูกเปลี่ยนทรงจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าของเลย์เอ้าท์ ANSI กลายเป็นแป้นตัว L กลับหัวของ ISO แทน และเติมปุ่มฟังก์ชั่นเฉพาะของคีย์บอร์ดญี่ปุ่นเข้ามาหลายส่วน ไม่ว่าจะปุ่มสลับระหว่างตัวอักษรฮิรางานะ/คาตาคานะ/คันจิ และปุ่มข้างคีย์บอร์ดอีก 2 ปุ่มด้วยกัน แต่พอใช้งานจริงแล้วก็ใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีปัญหาใดๆ อย่างมากแค่อาจจะเจอปัญหาว่าปุ่ม Shift, Backspace ฝั่งขวามือมีขนาดเล็กเป็นพิเศษ แค่ต้องปรับตัวตอนได้เครื่องมาใหม่ๆ เท่านั้น นอกจากนี้ทางร้าน comdee2you ก็แก้ปัญหาปุ่มคีย์บอร์ดนี้โดยปิดสติกเกอร์ภาษาไทยเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

ด้าน Function Key ใช้งานประจำหลายๆ ปุ่มก็ถูกเซ็ตเอาไว้ตามจุดต่างๆ ของคีย์บอร์ดในระดับเพียงพอใช้งานแล้ว เช่น Page Up, Page Down เหนือปุ่มลูกศรซ้ายขวา ถัดจาก F12 ก็มี Home, End, Delete ติดตั้งมาครบถ้วนและซ้อนเลเยอร์คีย์ลัดเช่น Print Scree, Insert เอาไว้ให้ใช้งาน และมี Fn Lock ตรงปุ่ม Esc อีกจุดหนึ่ง

Dell latitude 3190 DSC02490

Function Hotkey ตรง F1-F12 ของตัวเครื่องจะถูกเว้นเอาไว้ 2 ปุ่ม คือ F7, F10 โดยมีคำสั่งดังนี้

  • F1-F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4 – ปิดหรือเปิดไมค์
  • F5 – Refresh หน้าจอที่ใช้งานอยู่
  • F6 – กดเพื่อสลับเปลี่ยนโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ ณ ปัจจุบัน
  • F8 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและเสริม
  • F9 – ปุ่ม Search ค้นหาสิ่งที่ต้องการ
  • F11 – Print Screen
  • F12 – Insert
  • Home – เปิดหรือปิดสัญญาณ Wi-Fi
  • End – Sleep Mode

โดยรวมแล้ว นับว่าคีย์ลัดต่างๆ ของ Dell Latitude 3190 2-in-1 ก็ได้มาค่อนข้างครบ พร้อมใช้ทำงานและเรียนอย่างแน่นอน แต่ก็น่าเสียดายว่าถ้า Dell เติมปุ่ม Snipping Tool หรือคำสั่งล็อคหน้าจอเข้ามาอีกหน่อยก็น่าจะใช้งานได้ดีขึ้นมาก

Dell latitude 3190 DSC02496
Dell latitude 3190 DSC02520

ทัชแพดของ Dell เครื่องนี้จะมีขนาดเล็กสมส่วนกับขนาดตัวเครื่อง ดีไซน์ซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวาแต่มีเส้นแบ่งระหว่างปุ่มคลิ๊กสองปุ่มชัดเจน รองรับ Gesture Control ของ Windows ครบถ้วนและเมื่อวางมือพิมพ์งานแล้ว สันมือทั้งสองข้างจะพาดลงแป้นทัชแพดอย่างแน่นอน แต่จากการใช้งานจริงก็ไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องทัชแพดลั่นรบกวนการทำงานแต่อย่างใด

Connector / Thin & Weight

Dell latitude 3190 DSC02513
Dell latitude 3190 DSC02514
Dell latitude 3190 DSC02515
Dell latitude 3190 DSC02516
Dell latitude 3190 DSC02519
Dell latitude 3190 DSC02518

พอร์ตเชื่อมต่อของ Dell Latitude 3190 2-in-1 จะมีพอร์ต USB-A 3.1 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1, Kensington Lock x 1 เท่านั้น และมีปุ่ม Power และเพิ่มลดเสียงติดมาด้านข้างเครื่องอีกชุดหนึ่งเพื่อให้ล็อคหน้าจอหรือเพิ่มลดเสียงลำโพงได้อย่างรวดเร็ว ในแง่การใช้งานจริงถือว่ามีพอร์ตครบพอใช้งานทั่วไปแล้ว

Dell latitude 3190 DSC02531

Dell latitude 3190 DSC02532
Dell latitude 3190 DSC02533
Dell latitude 3190 DSC02534

น้ำหนักเครื่องเมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอลแล้ว เฉพาะเครื่องจะหนัก 1.48 กิโลกรัม รวมอแดปเตอร์และปากกาสไตลัสอีกด้ามจะหนัก 1.82 กิโลกรัม หากเทียบกับน้ำหนักทั่วไป รวมๆ ต้องถือว่าน้ำหนักอยู่ในระดับกำลังดี ไม่หนักเกินไปใส่กระเป๋าพกไปเรียนได้อย่างแน่นอน และสังเกตว่าสายไฟของตัวเครื่องจะมีสายดินพร้อมหางปลาติดมาด้วย ช่วยลดปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรได้

Dell latitude 3190 DSC02542

Dell latitude 3190 DSC02536
Dell latitude 3190 DSC02537
Dell latitude 3190 DSC02538

ด้านปากกาสไตลัสที่ได้มาพร้อมเครื่องเมื่อซื้อโน๊ตบุ๊คกับ comdee2you เป็นปากกาสไตลัสพร้อมปุ่มลัดบนด้ามปากกา สามารถวาดเขียนจดสิ่งที่ต้องการได้สะดวกและใช้ถ่าน AAAA เพียงก้อนเดียวก็ใช้งานได้เลย ส่วนการตอบสนองถือว่าทำได้ดีเขียนวาดหรือจดสิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา ถ้าใครต้องเขียนวาดเซ็นลงบนภาพหรือเอกสารหรือภาพก็ใช้ปากกานี้เขียนได้เลย การตอบสนองถือว่าใกล้เคียงกับการใช้ปากกาจริงวาดลงบนกระดาษ ไม่มีอาการดีเลย์กวนใจ

Inside & Upgrade

Dell latitude 3190 DSC02521

Dell latitude 3190 DSC02507
Dell latitude 3190 DSC02523
Dell latitude 3190 DSC02524
Dell latitude 3190 DSC02530

การเปิดฝาอัพเกรด Dell Latitude 3190 2-in-1 สามารถขันน็อต Philip Head จำนวน 7 ตัวออกและใช้มือดึงเบาๆ ที่ช่องต่ออแดปเตอร์ก็เปิดฝาเครื่องได้ทันที ไม่ต้องมีอุปกรณ์เสริมช่วยงัดเปิดเครื่องก็ได้ แต่เมื่อเปิดฝาแล้วจะเห็นว่าด้านในเครื่องแทบไม่มีอะไรให้อัพเกรดมากนัก อย่างมากคือใส่ M.2 NVMe ขนาด 2280 เข้าไปได้อีกตัว และชิ้นส่วนอื่นไม่ว่าจะแรมหรือฮาร์ดดิสก์ e.MMC จะเป็นการบัดกรีลงบอร์ดทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ผู้เขียนแนะนำให้ใช้งานแบบสเปคเดิมๆ จากโรงงานไปได้เลยแล้วต่อโอนไฟล์งานเข้าออกกับ External HDD/SSD แทนจะดีกว่า

Performance & Software

cpu 1
ram 1

ซีพียูของ Dell Latitude 3190 2-in-1 เป็น Intel Celeron N4120 แบบ 4 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.1-2.6GHz สถาปัตยกรรม Intel Gemini Lake Refresh มาให้ ซึ่งจำนวนคอร์และเธรดระดับนี้สามารถเปิดใช้โปรแกรม Microsoft Office หรือเปิดเว็บเบราเซอร์เรียนออนไลน์และทำงานได้อย่างแน่นอน มีแรมออนบอร์ด 4GB DDR4 2400MHz จัดว่าเพียงพอตามสเปคขั้นต่ำของ Windows 11 อย่างแน่นอน

gpu 1

การ์ดจอในเครื่องเป็นออนบอร์ดรุ่น Intel UHD Graphics 600 ซึ่งออกแบบมาเพื่อเรนเดอร์ภาพหรือวิดีโอขึ้นหน้าจอได้ รองรับชุดคำสั่ง OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan พร้อมใช้งาน ซึ่งการแสดงผลภาพขึ้นหน้าจอทัช 11.6 นิ้ว ความละเอียด HD จัดว่าไม่มีปัญหาและยังใช้ดูหนังความละเอียด HD ได้อย่างแน่นอน

devicemgr 1

เมื่อเช็คใน Device Manger ของ Dell Latitude 3190 2-in-1 จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีพาร์ทสำคัญติดตั้งมาครบ ไม่ว่าจะฮาร์ดดิสก์ e.MMC ของ Hynix, การ์ด Wi-Fi รุ่น Intel Dual Band Wireless-AC 8265 รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac และ Bluetooth 4.2 และมีชิป TPM 2.0 ติดตั้งมาครบถ้วน

ssd 1

ด้านฮาร์ดดิสก์แบบ e.MMC ความจุ 64GB ในเครื่องต้องถือว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ที่อ่านเขียนข้อมูลได้เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์ทั่วไประดับหนึ่ง เมื่อวัดด้วย CrystalDiskMark แล้ว จะเห็นว่าได้ความาเร็ว Sequential Read 305.37MB/s และ Sequential Write อีก 190.98MB/s นับว่าบูตเครื่องเปิดโปรแกรมได้เร็วระดับหนึ่ง และถ้าจะเพิ่มความจุก็เติม M.2 NVMe ขนาด 2280 เข้าไปได้

r15 1
r20 1

ด้านการทดสอบ CINEBENCH R15 และ R20 ซึ่งเน้นเรนเดอร์ 3D CG ถือว่าไม่แนะนำและไม่น่าจะเหมาะเท่าไหร่ เพราะด้าน R15 ทำคะแนน OpenGL ได้ 19.36 fps และ CPU 259 cb เท่านั้น ด้าน R20 ได้คะแนน CPU 419 pts ซึ่งถือว่าน้อยในระดับไม่แนะนำให้นำไปทำงานด้านนี้เลย และไม่ได้เป็นโฟกัสการออกแบบและจัดสเปคของ Dell Latitude เครื่องนี้อีกด้วย

3dmark

ส่วนการทดสอบ 3DMark CPU Profile ทำคะแนนได้เพียงหลักร้อยเท่านั้น จัดว่าอยู่ในระดับแค่พอเปิดดูหนังหรืองาน 3D ต่างๆ ได้ระดับหนึ่ง ส่วนเกมอาจจะได้แค่เกม 8-bit ธรรมดาเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเป้าหมายการการออกแบบโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เช่นกัน เพราะ Dell Latitude 3190 2-in-1 จะเน้นเรื่องใช้ทำและเซ็นเอกสารหรือเปิดเว็บตอบแชตเป็นหลัก

pcmark10

ถ้าเป็นการทดสอบ PCMark 10 ซึ่งจำลองการทำงานออฟฟิศจะเห็นว่าคะแนนเฉลี่ยทำได้ 1,670 คะแนน โดย Dell Latitude 3190 2-in-1 เครื่องนี้จะเด่นเรื่องประชุมออนไลน์, ทำงานเอกสารด้วยโปรแกรม Microsoft Word, Excel, PowerPoint และพรีเซนต์งานต่างๆ แต่ไม่แนะนำให้ไปใช้ตัดต่อภาพ 3D หรือ วีดีโอไฟล์ใหญ่ๆ เพราะซีพียูตระกูล Intel Celeron เป็นซีพียูตระกูลที่เน้นการใช้งานทั่วไป อย่างการทำงานเอกสาร, พรีเซ็นต์งานหรือใช้งานเบราเซอร์เป็นหลักเท่านั้น

Battery & Heat & Noise

Dell latitude 3190 DSC02522

แบตเตอรี่ใน Dell Latitude 3190 2-in-1 จะเป็นแบตเตอรี่ขนาด 42Wh (3,500mAh) ซึ่งขนาดถือว่าไม่ใหญ่มากนักแต่ก็ไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คสายทำงานหลายๆ เครื่องในปัจจุบันนี้ พอจับคู่กับซีพียูรุ่นที่ใช้พลังงานน้อยอย่าง Intel Celeron N4120 ก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงอย่างแน่นอน

battmon 1

เมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์ โดยลดความสว่างหน้าจอให้ต่ำสุด, เปิดโหมด Battery Saver และเปิดเสียงลำโพง 10% ดู YouTube ด้วย Microsoft Edge เป็นเวลา 30 นาที ผลที่ได้จาก BatteryMon คือ สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 13 ชั่วโมง 52 นาทีทีเดียว จัดว่าใช้งานได้นาน อยู่ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องคอยหาปลั๊กไว้ชาร์จแบตเตอรี่เลยก็ได้ ดังนั้นถ้าใครต้องพกโน๊ตบุ๊คไปลงไซต์งานหรือไปติดต่อเซ็นเอกสารกับลูกค้าล่ะก็ Dell Latitude 3190 2-in-1 เครื่องนี้ก็ใช้งานได้นานแน่นอน และส่วนตัวผู้เขียนคาดว่าถ้าปิดเสียงลำโพงทิ้งไปก็น่าจะใช้งานได้นานกว่านี้อีก 1-2 ชั่วโมงทีเดียว

temperature normal
most heat temp

อุณหภูมิของ Dell Latitude 3190 2-in-1 สามารถพูดได้ว่าเครื่องนี้ไม่ร้อนเลยแม้จะรันโปรแกรมทดสอบเพื่อทดลองรีดอุณหภูมิตัวเครื่องแล้ว ความร้อนก็ยังอยู่ที่ 36~60 องศา เฉลี่ย 58 องศาเซลเซียสเท่านั้น จัดว่าเย็นมากและไม่มีปัญหาตอนใช้งานอย่างแน่นอน สังเกตว่าแผ่นฮีตซิ้งค์ตรงซีพียูนั้นเป็นแผ่นทองแดงธรรมดาแผ่นเดียวเท่านั้น ไม่มีพัดลมโบลวเวอร์หรือช่องระบายความร้อนต่อเข้าไปอีกชั้นเหมือนโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น ดังนั้นมันจึงไม่ร้อนมากและไม่ส่งผลกับสุขภาพของนักเรียนนักศึกษาที่ใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้อย่างแน่นอน

User Experience

Dell latitude 3190 DSC02478

จากที่นำ Dell Latitude 3190 2-in-1 ไปใช้งานแล้ว แม้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จะไม่ได้ทรงพลังเท่ากับโน๊ตบุ๊คราคาหลักสองสามหมื่นบาท แต่ต้องเข้าใจว่าทาง Dell เน้นออกแบบให้ใช้งานออนไลน์, ทำงานเอกสารหรือพกเครื่องไปไหนมาไหนและทำการบ้านส่งครูอาจารย์และมีปากกาสไตลัสให้ใช้เขียนจดสิ่งที่ต้องการลงบนหน้าจอเครื่องได้ ช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้สะดวกไม่ต้องใช้เมาส์ลากแล้วเส้นลายมือเพี้ยนจากที่เขียนจริงไป ดังนั้นผู้ใช้กลุ่มแรกนอกจากนักเรียนที่ได้ใช้ประโยชน์จากจอทัชสกรีนและสไตลัสนอกจากนักเรียนที่พกเครื่องเข้าห้องเรียนและไปติวหนังสือสอบกับเพื่อน ก็คือ เจ้าพนักงานประกันภัยและคนเดินเอกสาร, วิศวกรก่อสร้างที่ลงหน้างานถ่ายภาพและแก้แบบหน้างานก็ใช้ Dell Latitude 3190 2-in-1 เครื่องนี้ได้สะดวกไม่ต่างกับแท็บเล็ตเครื่องหนึ่งเลย เพราะขนาดเล็กพอดี พกพาติดตัวไปไหนมาไหนได้สะดวก เวลาว่างก็นำไปต่อหน้าจอและลำโพงดูหนังฟังเพลงเพื่อความบันเทิงได้อีกด้วย

ส่วนคนที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวหรือเปิดเพจขายของมาใหม่ นำเงินไปลงทุนกับสินค้าเพื่อเตรียมไว้ขายแล้วอยากหาโน๊ตบุ๊คเอาไว้ใช้ตอบแชตและทำสต็อกแบบง่ายๆ สักเครื่อง ไม่อยากจ่ายแพงมาก ราคาของ Dell Latitude 3190 ก็ตอบโจทย์เพราะจ่ายแค่ 7,990 บาทก็ซื้อมาใช้งานได้แล้ว และสเปคเครื่องที่เป็น Intel Celeron N4120 แบบ 4 คอร์ 4 เธรด เมื่อจับคู่กับฮาร์ดดิสก์ e.MMC 64GB และแรมอีก 4GB แม้จะดูน้อยสำหรับใครหลายๆ คนแต่มันก็จัดว่าเพียงพอสำหรับงานดังกล่าวไปข้างต้นอย่างแน่นอน สามารถเปิดไฟล์เอกสารมาทำได้สบายๆ เปิดเบราเซอร์ได้ลื่นไหล อัพเกรดเพิ่ม M.2 NVMe เพื่อเซฟงานอีกสักไดรฟ์หรือใช้ External HDD/SSD ก็เซฟเอกสารสำคัญเก็บเอาไว้ใช้ได้โดยไม่มีปัญหา

ในแง่ความทนทานต้องถือว่าเหมาะกับผู้ใช้ทุกคนอย่างแน่นอน เพราะนอกจากเครื่องจะกันกระแทกระยะความสูง 30 นิ้ว ก็กันน้ำหกใส่ด้วย เวลาพับเครื่องเป็นแท็บเล็ตไปเดินเช็คสต็อก, ไปพบและคุยงานกับลูกค้าหรือจะนั่งทำงานตอบแชตอยู่แล้วมีแก้วน้ำวางอยู่ข้างๆ แล้วน้ำหกใส่โดยบังเอิญก็แค่เช็ดเครื่องให้สะอาดก็ใช้ทำงานได้ตามปกติแล้ว ซึ่งโน๊ตบุ๊คจากแบรนด์คู่แข่งที่มีฟีเจอร์ป้องกันอุบัติเหตุตอนใช้งานครบเครื่องเท่า Dell เครื่องนี้ต้องเตรียมเงินไว้ราวหมื่นบาทขึ้นไป ถึงจะได้หาซื้อมาใช้งานได้ และหลายๆ แบรนด์ก็มักไม่ค่อยใส่ฟีเจอร์ป้องกันน้ำหกใส่เครื่องมาด้วย ถ้าเอาดีไซน์แบบพับกลับเป็นแท็บเล็ตได้และมีปากกาด้วย ก็ซื้อในราคาราคา 7,990 บาท เท่ากับ Dell Latitude 3190 2-in-1 ไม่ได้แน่นอนจึงหารุ่นเทียบชั้นได้ยากมาก ถึงหาได้ก็มักได้โน๊ตบุ๊คมือ 2 ไม่ใช่เครื่องมือ 1 เหมือนที่ซื้อกับร้าน comdee2you แน่นอน 

Conclusion & Award

Dell latitude 3190 DSC02479

ถึงสเปคของ Dell Latitude 3190 2-in-1 จะอยู่ในระดับทั่วไป เหมาะจะใช้ทำงานเอกสารหรือเปิดเว็บและแก้ไฟล์เป็นหลัก ไม่ได้เน้นใช้งานกับโปรแกรมใหญ่ๆ เหมือนโน๊ตบุ๊คราคาหลักหมื่นบาทขึ้นไปก็ตาม แต่ทีเด็ดคือเรื่องความแข็งแรงทนทาน ตกจากความสูงระดับ 30 นิ้วไม่มีปัญหา น้ำหกใส่ก็เช็ดให้แห้งแล้วใช้งานได้ตามปกติ ถ้าพื้นที่ไม่พอก็อัพเกรดใส่ M.2 NVMe เข้าไปเพิ่มพื้นที่เซฟงานได้และแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้นานร่วม 14 ชั่วโมงอีกด้วย ตอบโจทย์คนที่ต้องการหาโน๊ตบุ๊คราคาไม่แพงเอาไว้ใช้งาน ไม่ว่าจะทำงานหรือเรียนก็ใช้ดีทั้งนั้น

ต้องถือว่า Dell Latitude จัดว่าเหมาะกับนักเรียนนักศึกษา, วิศวกรที่ไปหน้าไซต์งาน, พนักงานประกันหรือแม้แต่แอดมินเพจและฝ่ายประสานงานระหว่างออฟฟิศที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนเป็นประจำ จะซื้อเครื่องนี้เอาไว้ใช้งานก็ตอบโจทย์และไม่ต้องจ่ายแพงแต่ก็ใช้งานได้ดี นอกจากนี้เมื่อซื้อกับทางร้าน comdee2you ก็ได้สินค้ามือ 1 พร้อมปากกาสไตลัสอีกด้วย ซึ่งราคาเพียง 7,990 บาทนี้จัดว่าน่าใช้และได้ของดีเกินราคา จ่ายซื้อได้สบายใจและได้ฟีเจอร์เกินราคาอย่างแน่นอน

award

NBS award 4 Mobility

Best Mobility

สำหรับตัวเครื่องขนาด 11.6 นิ้ว ความละเอียด HD และน้ำหนักเพียง 1.4 กิโลกรัม ได้ความแข็งแรงทนทาน ป้องกันการตกพื้นเสียหายในระยะความสูง 30 นิ้วด้วย จัดว่า Dell Latitude 3190 2-in-1 เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะจะพกพาใส่กระเป๋าเข้าห้องเรียนหรือจะไปทัศนศึกษาก็ดีเช่นกัน คู่ควรกับรางวัล Best Mobility อย่างไม่ต้องสงสัย

award new Battery Life

Best Battery Life

แบตเตอรี่ของ Dell Latitude 3190 2-in-1 ถึงมีความจุเพียง 42Wh ก็ตาม แต่สามารถใช้งานได้นานร่วม 14 ชั่วโมง เรียกว่านานจนไม่ต้องเตรียมปลั๊กใส่กระเป๋าก็ได้ ใช้งานได้ทั้งวันต่อเนื่องทั้งในห้องเรียน, เรียนออนไลน์หรือจะติดไปทัศนศึกษาก็ไม่มีปัญหา

from:https://notebookspec.com/web/650109-review-dell-latitude-3190-2-in-1

10 SSD 500GB ตัวเด็ดน่าซื้อ อัพคอมแล้วแจ่ม จ่ายแค่นิดเดียวก็แรง อัพเดทปี 2022

SSD 500GB ตัวเด็ดอัพเดท 2022 ตอนนี้ตัวเด็ดอ่านเขียนไวทันใจเปิดตัวมากันเพียบ!!

ssd cover

จะเกมเมอร์หรือคนทำงานก็ตาม ถ้าอยากอัพเกรด SSD ในพีซีหรือโน๊ตบุ๊คของตัวเองก็คงจะมองหา SSD 500GB มาเปลี่ยนเป็นไดรฟ์ C:\ หรือเสริมเป็นไดรฟ์เสริมสำหรับติดตั้งเกมและโปรแกรมต่างๆ ได้ และเป็นความจุที่เยอะกำลังดีไม่มากไม่น้อยเกินไป และราคาก็ไม่ถูกไม่แพงเกินไปอีกด้วย เพียงแค่หลักพันต้นๆ ไม่เกิน 4 พันบาทก็ซื้อมาเติมในเครื่องได้เลย และตอนนี้ก็มีทั้งรุ่นอินเตอร์เฟส PCIe 3.0 และ 4.0 ให้เลือกมากมายตามโจทย์ใช้งานของเราได้เลย

Advertisementavw

ตอนนี้ในปี 2022 มี SSD 500GB หลากหลายรุ่นจากผู้ผลิตหลากหลายแบรนด์ ทั้งที่รู้จักกันดีและผู้เล่นหน้าเก่าพลิกแบรนด์กลับมาลงสนามใหม่ก็มีให้เลือกซื้อเช่นกัน ซึ่งประสิทธิภาพนั้นมีตั้งแต่รุ่นราคาไม่แพง เหมาะจะอัพเกรดคอมเก่าให้ทำงานได้เร็วขึ้นไปจนรุ่นสำหรับเกมมิ่งพีซี เปิดกล่องมาก็เอาไปติดตั้งให้เครื่องคอนโซล PlayStation 5 ได้ทันทีอีกด้วย

SSD 500GB

10 SSD 500GB ตัวเด็ด แนะนำให้โดน อัพคอมแล้วแรงชัวร์!

ในปี 2022 นี้ มี SSD 500GB ดีๆ น่าใช้เปิดตัวออกมามากมายทั้งจากแบรนด์หลักคุ้นหูคนไทยและแบรนด์รองหน้าใหม่กับหน้าเก่ารีแบรนด์ก็มีเช่นกัน ในตอนนี้มีอยู่ 10 รุ่นน่าซื้อมาอัพเกรดเครื่องเป็นอย่างมาก โดยมีรุ่นแนะนำดังนี้

  1. Lexar NM610 (1,790 บาท)
  2. PNY SSD XLR8 CS3030 (1,990 บาท)
  3. Kioxia EXCERIA (2,120 บาท)
  4. WD BLACK SN750 SE (2,290 บาท)
  5. Samsung 980 (2,240 บาท)
  6. MSI SPATIUM M390 (2,390 บาท)
  7. Kingston KC2500 (2,390 บาท)
  8. Transcend MTE200S (2,699 บาท)
  9. Kingston FURY Renegade (3,890 บาท)
  10. WD BLACK SN850 (3,990 บาท)
1. Lexar NM610 (1,790 บาท)

Lexar NM610 มาจากแบรนด์ผู้ผลิตแฟลชไดรฟ์และเมมโมรี่การ์ดสำหรับกล้องหรือสมาร์ทโฟนมาก่อน และเพิ่มไลน์สินค้า SSD เข้ามาด้วยโดยเอาความรู้ความสามารถของทางบริษัทมาทำ สำหรับสเปคของ M.2 NVMe ตันี้เป็น M.2 2280 อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 เป็นชิปแบบ 3D NAND TLC ซึ่งทนทานใช้งานได้หลายปีอย่าง มีความเร็ว Sequential Read 2,100MB/s และ Sequential Write 1,600MB/s ด้วยกัน ค่าความทนทานอ่านเขียนไฟล์ 250TBW ทำงานได้ราว 1.5 ล้านชั่วโมง (MTBF) เหมาะจะซื้อไปอัพเกรดให้โน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าหรือพีซีทำงานประจำออฟฟิศเป็นอย่างมาก

สเปคของ Lexar NM610
  • M.2 2280 NVMe SSD แบบ 3D NAND TLC อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4
  • Sequential Read 2,100MB/s
  • Sequential Write 1,600MB/s
  • ความทนทาน 250 TBW ทำงานได้ราว 1.5 ล้านชั่วโมง (MTBF)
  • ราคา 1,790 บาท (Jedicool)
2. PNY SSD XLR8 CS3030 (1,990 บาท)

pny

SSD 500GB รุ่นต่อมาเป็น PNY SSD XLR8 CS3030 รุ่นรองหลังจากมีรุ่น CS3040 เปิดตัวมาเมื่อไม่นานนี้ จัดว่าน่าใช้ไว้ใจได้โดยชื่อชั้นของ PNY เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำระดับโลกทีเดียว โดยเจ้า CS3030 เป็น M.2 2280 NVMe SSD ใช้ 3D Flash Memory อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 มีความเร็ว Sequential Read 3,500MB/s และ Sequential Write 2,000MB/s มีค่าความทนทานอ่านเขียนไฟล์ 170TBW พร้อมการรับประกันอีก 5 ปีเต็ม จัดว่าน่าสนใจไม่แพ้แบรนด์อื่นอย่างแน่นอน

สเปคของ PNY SSD XLR8 CS3030
  • M.2 2280 NVMe SSD แบบ 3D Flash Memory อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4
  • Sequential Read 3,500MB/s
  • Sequential Write 2,000MB/s
  • ความทนทาน 170 TBW รับประกัน 5 ปี
  • ราคา 1,990 บาท (PNY Shopee Mall)
3. Kioxia EXCERIA (2,120 บาท)

Kioxia EXCERIA อาจจะไม่คุ้นหูใครหลายๆ คน แต่ถ้าเอ่ยชื่อ Toshiba ก็น่าจะจำกันได้ ซึ่งทางบริษัทได้วิจัยและรีแบรนด์ตัวเองกลับมาเป็น M.2 2280 NVMe SSD ตัวนี้ซึ่งใส่เทคโนโลยี BiCS FLASH 3D TLC flash memory เฉพาะของทางบริษัทซึ่งทำงานได้เสถียรขึ้นกว่าเดิม อินเตอร์เฟสเป็น PCIe 3.0 x4 มีความเร็ว Sequential Read 1,700MB/s และ Sequential Write 1,600MB/s ความทนทานอ่านเขียนไฟล์ 200TBW และใช้งานได้นาน 1.5 ล้านชั่วโมง (MTTF) รับประกัน 5 ปี โหลดซอฟท์แวร์ปรับแต่งการทำงานของ SSD มาติดตั้งเพิ่มได้ด้วย จัดว่า SSD 500GB ตัวนี้น่าซื้อมาติดตั้งโน๊ตบุ๊คหรือพีซีสายทำงานประจำออฟฟิศมาก

สเปคของ Kioxia EXCERIA
  • M.2 2280 NVMe SSD แบบ BiCS FLASH 3D TLC flash memory อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4
  • Sequential Read 1,700MB/s
  • Sequential Write 1,600MB/s
  • ความทนทาน 200 TBW ใช้งานได้นาน 1.5 ล้านชั่วโมง (MTTF) รับประกัน 5 ปี
  • ราคา 1,990 บาท (Kioxia Shopee Mall)
4. WD BLACK SN750 SE (2,290 บาท)

sn750se

ถ้าพูดถึง SSD 500GB จะมี WD BLACK SN750 SE เป็นตัวเลือกน่าซื้ออีกรุ่น ได้ทั้งความแรงและเสถียรไว้ใจได้ จะประกอบเข้าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหรือพีซีสายทำงานตัดต่อวิดีโอให้ทำงานได้ลื่นเร็วไวก็ได้เช่นกัน ซึ่งตัวนี้ใช้คอนโทรลเลอร์ของ Western Digital อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 มีความเร็ว Sequential Read 3,600MB/s และ Sequential Write 2,000MB/s มีความทนทานอ่านเขียนไฟล์สูง 300TBW พร้อมรับประกัน 5 ปีอีกด้วย ซึ่งถ้าใครจะหา SN750 อยู่แล้ว แนะนำให้ดูตัว SE รุ่นนี้ไปดีกว่า เพราะได้อินเตอร์เฟสใหม่รับส่งข้อมูลได้ดีขึ้น และจัดการตัวไดรฟ์ได้ดีขึ้นด้วย WD Dashboard อีกด้วย

สเปคของ WD BLACK SN750 SE
  • M.2 2280 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4
  • Sequential Read 3,600MB/s
  • Sequential Write 2,000MB/s
  • ความทนทาน 300 TBW รับประกัน 5 ปี
  • ราคา 2,290 บาท (IT City)
5. Samsung 980 (2,240 บาท)

980

นอกจาก Western Digital ก็มี Samsung 980 ซึ่งเป็น SSD 500GB น่าใช้ซึ่งผู้ใช้หลายคนอาจจะมองข้ามเพราะเป็น M.2 2280 NVMe SSD แบบตัด DRAM ออก แต่จริงๆ แล้วมันน่าใช้มาก เพราะ Samsung ใช้แผ่นปิดนิกเกิลช่วยระบายความร้อนชิป Samsung V-NAND TLC เสริมเทคโนโลยี TurboWrite ให้อ่านเขียนข้อมูลผ่านอินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 ได้เร็วขึ้น ได้ Sequential Read 3,100MB/s และ Sequential Write 2,600MB/s อ่านเขียนข้อมูลได้ 300 TBW พร้อมรับประกัน 5 ปีเต็ม สามารถปรับแต่งตัวไดรฟ์ให้ทำงานได้ดีและเร็วขึ้นด้วยซอฟท์แวร์ Samsung Magician ได้อีกด้วย เรียกว่าแรงเอาอยู่ไว้ใจได้อย่างแน่นอน

สเปคของ Samsung 980
  • M.2 2280 NVMe SSD แบบไม่มี DRAM ชิป Samsung V-NAND TLC อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4
  • Sequential Read 3,100MB/s
  • Sequential Write 2,600MB/s
  • ความทนทาน 300 TBW รับประกัน 5 ปี
  • ราคา 2,240 บาท (BaNANA Shopee Mall)
6. MSI SPATIUM M390 (2,390 บาท)

msi

ส่วนแบรนด์เกมมิ่งชั้นนำขวัญใจคนไทยอย่าง MSI ก็มี SSD 500GB รุ่น MSI SPATIUM M390 รหัสนี้ให้เลือกไปใส่เกมมิ่งพีซีหรือคอมทำงานประสิทธิภาพสูงได้ด้วย โดยชิปของ SSD นี้เป็น 3D TLC NAND พร้อมฟังก์ชั่นเข้ารหัส AES-256 และระบบป้องกันการจารกรรมข้อมูล, Error-correction พร้อมปรับแต่งการทำงาน SSD ได้ด้วยโปรแกรม MSI Center ได้อีกด้วย ตัวไดรฟ์เป็นอินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 ใช้คอนโทรลเลอร์ Phison E15T มีความเร็ว Sequential Read 3,300MB/s และ Sequential Write 2,300MB/s มีความทนทาน 200TBW ใช้งานได้ 1.5 ล้านชั่วโมง (MTBF) รับประกัน 5 ปีด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากอัพเกรดเกมมิ่งพีซีหรือโน๊ตบุ๊คให้เร็วแรงทันใจและใช้อุปกรณ์ของ MSI อยู่แล้ว ก็แนะนำให้ดูไดรฟ์ตัวนี้ไปใช้คู่กันได้เลย

สเปคของ MSI SPATIUM M390
  • M.2 2280 NVMe SSD ชิป 3D TLC NAND คอนโทรเลอร์ Phison E15T อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4
  • Sequential Read 3,300MB/s
  • Sequential Write 2,300MB/s
  • ความทนทาน 200 TBW ใช้งานได้ 1.5 ล้านชั่วโมง (MTBF) รับประกัน 5 ปี
  • ราคา 2,390 บาท (BaNANA Shopee Mall)
7. Kingston KC2500 (2,390 บาท)

ktc keyfeatures ssd kc2500 1 md

ส่วน SSD 500GB น่าใช้มากๆ อีกรุ่นที่ผู้เขียนแนะนำเป็น Kingston KC2500 ซึ่งจุดเด่นของ Kingston คือความทนทาน ใช้งานได้นานหลายปีอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วไม่แพ้ใคร พร้อมระบบเข้ารหัส AES-256 และชิปเป็น 3D NAND TLC ใช้คอนโทรลเลอร์ SMI 2262EN อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 มีความเร็ว Sequential Read 3,500MB/s และ Sequential Write 2,500MB/s มีความทนทาน 300TBW ใช้งานได้ 2 ล้านชั่วโมง (MTBF) พร้อมรับประกันอีก 5 ปี เรียกว่าทนทานใช้งานดีไว้ใจได้อย่างแน่นอน

สเปคของ Kingston KC2500
  • M.2 2280 NVMe SSD ชิป 3D TLC NAND คอนโทรเลอร์ SMI 2262EN อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4
  • Sequential Read 3,500MB/s
  • Sequential Write 2,500MB/s
  • ความทนทาน 300 TBW ใช้งานได้ 2 ล้านชั่วโมง (MTBF) รับประกัน 5 ปี
  • ราคา 2,390 บาท (Kingston Shopee Mall)
8. Transcend MTE200S (2,699 บาท)

ab66a370cd970d40f6f0b682c88e753e e1652415256401

สำหรับผู้ใช้ที่อยากหา SSD 500GB รุ่นที่อ่านเขียนไฟล์ได้ทนทานมากๆ ใช้นานเกินระยะประกันก็ยังไม่พังแน่นอน จะมี Transcend MTE200S ตัวนี้ซึ่งทางบริษัทปรับแต่งตัวไดรฟ์มาใหม่หมดจด ใช้ 3D NAND Flash แบบใหม่พร้อมระบบ ECC คอยเช็คอาการทำงานผิดพลาดของไดรฟ์เอง และคอนโทรลเลอร์ของ Transcend เอง อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 มีความเร็ว Sequential Read 3,500MB/s และ Sequential Write 2,500MB/s อ่านเขียนไฟล์ได้ 1,100 TBW ใช้งานได้ 2 ล้านชั่วโมง (MTBF) พร้อมประกันการใช้งาน 5 ปี เรียกว่าทนทานกว่า SSD 500GB รุ่นอื่นราว 3-5 เท่าเลยทีเดียว ดังนั้นใครทำงานแบบถ่ายโอนไฟล์เข้าออกไดรฟ์เป็นปริมาณมากแทบทุกวันล่ะก็ แนะนำให้ดู Transcend ตัวนี้ไว้ได้เลย

สเปคของ Transcend MTE200S
  • M.2 2280 NVMe SSD ชิป 3D NAND Flash อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4
  • Sequential Read 3,500MB/s
  • Sequential Write 2,500MB/s
  • ความทนทาน 1,100 TBW ใช้งานได้ 2 ล้านชั่วโมง (MTBF) รับประกัน 5 ปี
  • ราคา 2,699 บาท  (MemoeryToday Shopee)
9. Kingston FURY Renegade (3,890 บาท)

ktc keyfeatures ssd sfyr 2 md

ส่วน SSD 500GB รุ่นเพิ่งสำหรับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหรือเครื่องคอนโซล PlayStation 5 ตอนนี้มี Kingston FURY Renegade ที่เพิ่งเปิดตัวมาใหม่ จุดเด่นคือแผ่นโลโก้ FURY ด้านหน้าไดรฟ์เป็นแผ่นอลูมิเนียมกราฟีนสำหรับระบายความร้อนของชิปได้อย่างรวดเร็ว ชิปของ M.2 2280 NVMe SSD เป็น 3D NAND TLC ใช้คอนโทรลเลอร์ Phison E18 อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 มีความเร็ว Sequential Read 7,300MB/s และ Sequential Write 3,900MB/s มีความทนทาน 500TBW เขียนอ่านข้อมูลได้เยอะและใช้งานได้นาน 1.8 ล้านชั่วโมง (MTBF) พร้อมรับประกัน 5 ปีเต็ม ซึ่งถ้าใครหา SSD 500GB ไว้ลงเกมล่ะก็แนะนำให้ดูไดรฟ์ตัวนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ Kingston FURY Renegade
  • M.2 2280 NVMe SSD ชิป 3D NAND TLC คอนโทรลเลอร์ Phison E18 อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4
  • Sequential Read 7,300MB/s
  • Sequential Write 3,900MB/s
  • ความทนทาน 500 TBW ใช้งานได้ 1.8 ล้านชั่วโมง (MTBF) รับประกัน 5 ปี
  • ราคา 3,890 บาท (Kingston Shopee Mall)
10. WD BLACK SN850 (3,990 บาท)

850

SSD 500GB รุ่นสุดท้ายของบทความนี้เรียกว่าเป็นรุ่นดีน่าใช้ที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำเสมอ อย่าง WD BLACK SN850 นั่นเพราะมันเหมาะจะเอาไปอัพเกรดโน๊ตบุ๊ค, ติดฮีตซิ้งค์ใส่เครื่องคอนโซล PlayStation 5 ก็ได้ หรือใส่เป็นไดรฟ์ลงเกมของเกมมิ่งพีซีก็ดีเช่นกัน และมีโปรแกรม WD Dashboard เอาไว้ปรับแต่งการทำงานของ SSD ให้ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย โดยชิปของ WD Black SN850 เป็น 3D NAND Flash ใช้คอนโทรลเลอร์ของทาง WD เอง ทำงานได้เร็วและเสถียร อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 มีความเร็ว Sequential Read 7,000MB/s และ Sequential Write 4,100MB/s มีความทนทาน 300TBW พร้อมประกัน 5 ปีเต็ม จัดว่าดีไม่แพ้ Kingston ในข้อที่แล้วอย่างแน่นอน

สเปคของ WD BLACK SN850
  • M.2 2280 NVMe SSD ชิป 3D NAND Flash คอนโทรลเลอร์ WD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4
  • Sequential Read 7,000MB/s
  • Sequential Write 4,100MB/s
  • ความทนทาน 500 TBW รับประกัน 5 ปี
  • ราคา 3,990 บาท (IT City Shopee Mall)

สรุปสเปค SSD 500GB ทั้ง 10 รุ่นเด็ด แนะนำให้โดน อัพคอมแล้วแรงแน่

จะเห็นว่า SSD 500GB ในปี 2022 นี้มีรุ่นเด็ดให้เลือกเยอะมาก และทั้ง 10 รุ่นนี้ที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำก็เป็นรุ่นเก่าผสมใหม่ปะปนกันไป เหมาะทั้งเอามาอัพเกรดโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่า ใส่คอมทำงานหรือจะเอาไว้ใส่เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คก็ได้ มีสเปคโดยสรุปดังนี้

รุ่น/สเปคของ SSD 500GB Interface Sequential Read Sequential Write ความทนทาน (TBW) ราคา (บาท)
LEXAR NM610 PCIe 3.0 x4 2,100MB/s 1,600MB/s 250 TBW 1,790
PNY SSD XLR8 CS3030 PCIe 3.0 x4 3,500MB/s 2,000MB/s 170 TBW 1,990
Kioxia EXCERIA PCIe 3.0 x4 1,700MB/s 1,600MB/s 200 TBW 2,120
WD BLACK SN750 SE PCIe 3.0 x4 3,600MB/s 2,000MB/s 300 TBW 2,290
Samsung 980 PCIe 3.0 x4 3,100MB/s 2,600MB/s 300 TBW 2,240
MSI SPATIUM M390 PCIe 3.0 x4

Phison E15T

3,300MB/s 2,300MB/s 200 TBW 2,390
Kingston KC2500 PCIe 3.0 x4

SMI 2262EN

3,500MB/s 2,500MB/s 300 TBW 2,390
Transcend MTE200S PCIe 3.0 x4 3,500MB/s 2,500MB/s 1,100 TBW 2,699
Kingston FURY Renegade PCIe 4.0 x4

Phison E18

7,300MB/s 3,900MB/s 500 TBW 3,890
WD BLACK SN850 PCIe 4.0 x4 7,000MB/s 4,100MB/s 500 TBW 3,990

จะเห็นว่า SSD 500GB ดีๆ ในปัจจุบันนี้มีให้เลือกเยอะมาก และแนะนำให้ดูอินเตอร์เฟสของโน๊ตบุ๊คหรือเมนบอร์ดของเครื่องที่จะเอา SSD ไปใช้ด้วยว่าเป็นอินเตอร์เฟสเวอร์ชั่นไหน เป็น PCIe 3.0 หรือ 4.0 เพราะถ้าซื้อตรงรุ่นกันก็จะใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่ถ้า SSD เป็น PCIe 4.0 แต่ต่ออินเตอร์เฟส 3.0 ถึงจะใช้ได้แต่ก็ใช้ได้ไม่เต็มที่นั่นเอง


บทความที่เกี่ยวข้อง

ssd กี่ GB ดี

ssd cover

SSD รุ่นไหนดี

from:https://notebookspec.com/web/650620-10-recommended-ssd-500gb