คลังเก็บป้ายกำกับ: CONTENT

Review ASUS ExpertBook L1 โน๊ตบุ๊คพอร์ตแน่น อัพเกรดได้เต็มที่ ค่าตัวแค่ 14,790 บาท

ASUS ExpertBook L1 นับเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานพอร์ตแน่นน่าใช้รุ่นหนึ่ง อัพเกรดได้เพียบ

asus ex cover

ASUS ExpertBook L1 อาจจะไม่ได้คุ้นหูผู้ใช้ทั่วไปนัก นั่นเพราะว่าเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นที่ ASUS ออกแบบมาตอบโจทย์ผู้ใช้เน้นเรื่องงานธุรกิจและความคงทนเป็นหลัก และที่เด่นเป็นพิเศษคือฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยของตัวเครื่องที่ทาง ASUS ให้มาแบบครบเครื่องตั้งแต่ตัวสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อคเครื่อง, ชิป TPM 2.0 ป้องกันการเจาะระบบเข้ามาขโมยข้อมูลและรองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11 ได้ มี Webcam Shield แบบเลื่อนสไลด์แล้วปิดกล้องได้เลยและติดตัวล็อค Kensington Lock เอาไว้ให้ใช้แม่กุญแจเฉพาะล็อคตัวเครื่องเอาไว้เพื่อความปลอดภัย เรียกว่าเกิดมาเพื่อตอบโจทย์คนทำงานโดยเฉพาะ

อีกจุดที่ไม่ควรมองข้าม คือ ASUS ExpertBook นั้นอัพเกรดตัวเครื่องได้ง่ายแค่ขันน็อตออกมาแล้วจะเพิ่มแรม เปลี่ยน SSD แบบ M.2 NVMe หรือเติม 2.5″ SATA III SSD เข้าไปอีกตัวเพื่อเซฟงานเพิ่มก็ได้ ทำให้ไม่ต้องพกอุปกรณ์เสริมไปทำงานให้เยอะแยะ นอกจากนี้ยังมีพอร์ตเชื่อมต่อระดับที่เยอะครบเครื่อง ระดับที่เชื่อมต่ออุปกรณ์สำหรับทำงานต่างๆ ได้สบายๆ ไม่ต้องพึ่งอแดปเตอร์เสริมเลยก็ได้

ASUS ExpertBook L1

NBS Verdict

ASUS

นับว่า ASUS ExpertBook L1 เป็นโน๊ตบุ๊คที่เกิดมาตอบโจทย์คนทำงานอย่างแท้จริง ยิ่งคนที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปพรีเซนต์งานเป็นประจำหรือมีงานต้องแบ็คอัพเอาไว้ในเครื่องเยอะแล้วต้องการอัพเกรดตัวเครื่องให้เซฟงานได้มากๆ โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานอย่างแน่นอน และยังให้สเปคมาในระดับที่ถือว่าพร้อมทำงานออฟฟิศได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การดีไซน์ยังเอื้อการทำงานด้วย ErgoLift Hinge ที่ยกตัวเครื่องขึ้นให้แป้นคีย์บอร์ดเฉียงแล้วพิมพ์งานได้สะดวกกว่าดีไซน์มาตรฐานอย่างชัดเจน และยังผ่านการทดสอบความแข็งแรง MIL-STD 810H อีกด้วย

อีกจุดสำคัญนอกจากเรื่องความปลอดภัยที่ให้มาครบเครื่อง ด้านของพอร์ตเชื่อมต่อที่ติดมาให้ใช้งานก็เรียกว่ามาแบบครบเครื่องและรองรับอุปกรณ์หลากหลายโดยไม่ต้องพึ่งอแดปเตอร์เสริมเลย จะใช้ต่อโปรเจคเตอร์หรือหน้าจอเสริมก็ง่าย โอนไฟล์ไวทันใจด้วย USB-C ที่ติดตั้งมาให้ด้วย ทำให้โอนไฟล์ขนาดใหญ่เข้าออกเครื่องได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอนานเกินไปอย่างแน่นอน

กลับกัน ในจุดสังเกตที่ผู้เขียนขอแนะนำเพิ่มเติมเผื่อผู้ใช้ที่สนใจหาโน๊ตบุ๊คสายทำงานรุ่นนี้มาใช้งานจะมีจุดสังเกตหลักๆ คือแรมออนบอร์ดที่ ASUS ติดตั้งมาให้ใช้มีเพียง 4GB เท่านั้น ดังนั้นถ้าใครจะใช้ทำงานจริงจังก็ควรเพิ่มแรมไป 8-12GB จะได้มีแรมเอาไว้ประมวลผลและทำงานได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น และหน้าจอของตัวโน๊ตบุ๊คเองจัดว่าไม่ค่อยสว่างเท่าที่ควรและขอบเขตสีไม่กว้างมากนัก ดังนั้นไม่แนะนำให้เอาไปแต่งสีทำงานอาร์ตเท่าไหร่ ซึ่งถ้าใครไม่ได้เน้นเรื่องงานอาร์ตมากนักก็ไม่มีปัญหา

จุดเด่นของ ASUS ExpertBook L1
  1. พอร์ตเชื่อมต่อหน้าจอให้มาเยอะจุใจ ยังมี VGA Port ติดมาให้ใช้ต่อโปรเจคเตอร์หรือจอเสริม
  2. ซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด มีประสิทธิภาพที่ถือว่าค่อนข้างดี ตอบโจทย์การทำงานออฟฟิศได้ไม่มีปัญหา
  3. อัพเกรดตัวเครื่องได้ง่าย แค่ขันน็อตออกแล้วแกะรอบตัวเครื่องออกก็อัพเกรดได้เลย แถมงานประกอบก็ถือว่าแข็งแรงแน่นหนาอีกด้วย
  4. รองรับการอัพเกรดแรมสูงสุด 32GB ทำให้มีโปรแกรมมีพื้นที่ประมวลผลการทำงานได้มากขึ้น
  5. ผ่านการทดสอบความแข็งแรง MIL-STD 810H การันตีความแข็งแรงของตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี
  6. ดีไซน์ตัวเครื่องเรียบร้อยและบาลานซ์น้ำหนักทั้งตัวเครื่องได้ดี ทำให้พกเครื่องหนัก 1.5 กิโลกรัม ถ้ารวมอแดปเตอร์จะอยู่ที่ 1.7 กิโลกรัม จึงไปไหนมาไหนได้สะดวก
  7. ดีไซน์ ErgoLift Hinge ช่วยให้พิมพ์งานบนแป้นคีย์บอร์ดตัวเครื่องได้สะดวกขึ้น
  8. สามารถกางหน้าจอได้ราบ 180 องศา ทำให้แชร์หน้าจอให้เพื่อนร่วมงานดูได้สะดวก
  9. มีอแดปเตอร์ต่อฮาร์ดดิสก์ 2.5″ SATA III แถมมาให้ในกล่อง ใช้เพิ่มพื้นที่เซฟงานในตัวเครื่องได้
  10. ให้ฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยมาครบเครื่องทั้งที่สแกนลายนิ้วมือ, ตัวสไลด์ปิดกล้องหน้า, ชิป TPM 2.0 และ Kensington Lock
  11. มีตัวเลือกเป็นรุ่นขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้ว สำหรับคนที่ต้องการตัวเครื่องขนาดใหญ่หน่อย
ข้อสังเกตของ ASUS ExpertBook L1
  1. ให้แรมออนบอร์ดมาเพียง 4GB เท่านั้น ถือว่าค่อนข้างน้อยสำหรับยุคปัจจุบันนี้ แนะนำให้อัพเกรดเพิ่มความจุไป 8-12GB
  2. คุณภาพและความสว่างของหน้าจอถือว่าอยู่ระดับทั่วๆ ไป แค่พอใช้งานได้ไม่เหมาะกับการทำภาพแต่งสีนัก
  3. พอร์ต USB-C ยังรองรับแต่การโอนไฟล์เข้าออกเครื่องเท่านั้น ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเครื่องหรือต่อหน้าจอแยกไม่ได้
  4. ไม่มีช่อง SD หรือ microSD card reader ติดตั้งมาให้

Review ASUS ExpertBook L1

Specification

main

สเปคของ ASUS ExpertBook L1 L1400CDA ที่ได้รับมาทดสอบจะเป็นรุ่นราคาไม่แพงเข้าถึงได้ง่าย รองรับการอัพเกรดตัวเครื่องเพิ่มแรมและ SSD ได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์และพอร์ตต่างๆ มาแบบครบเครื่องเพื่อเอื้อกลุ่มผู้ใช้ที่เน้นการทำงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะปุ่ม Power ที่ทาง ASUS ทำเป็นปุ่มสแกนลายนิ้วมือทำให้รักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

สเปคของเครื่องนี้ติดตั้งซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.6-3.5 GHz มาให้และใช้การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์ในตัวซีพียูเพื่อประมวลผลภาพและกราฟฟิคต่างๆ ใช้ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB และติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมใช้งานและรองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11 ได้อีกด้วย ส่วนแรมออนบอร์ดในเครื่องมีความจุ 4GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอมีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS และมีพอร์ต USB 2.0, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, VGA, HDMI, RJ45 LAN, ช่องหูฟัง 3.5 มม. ติดตั้งมาให้ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.45 กิโลกรัม จัดว่าเป็นสเปคตัวเครื่องระดับเริ่มต้นที่ใช้ทำงานออฟฟิศทั่วไปได้อย่างแน่นอน

สเปคของ ASUS ExpertBook L1 L1400CDA
  • ซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.6-3.5 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB
  • แรมออนบอร์ดความจุ 4GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • มีพอร์ต USB 2.0, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, VGA, HDMI, RJ45 LAN, ช่องหูฟัง 3.5 มม.
  • เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home รองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.45 กิโลกรัม
  • ราคา 14,790 บาท (JIB)

Hardware & Design

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS

สำหรับดีไซน์ตัวเครื่องของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ จะเน้นเรื่องความเรียบง่ายไม่หวือหวา แต่ใส่รายละเอียดการออกแบบไว้ในส่วนต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว โดยดีไซน์ตัวเครื่องเป็นแบบบานพับมาตรฐานแต่ใส่ฟีเจอร์ ErgoLift Hinge ซึ่งเวลากางหน้าจอออกแล้ว ขอบล่างของฝาหลังจะกลายเป็นฐานยกตัวเครื่องขึ้น ช่วยให้คนที่พิมพ์งานด้วยคีย์บอร์ดของตัวโน๊ตบุ๊คเองสามารถพิมพ์ได้สะดวกกว่าตัวเครื่องแบบราบไปกับพื้น

ถ้าสังเกตที่ด้านหลังตัวเครื่อง จะเห็นว่าขอบด้านล่างนั้นไม่ได้สัมผัสกับพื้นตรงๆ โดย ASUS ได้ติดชิ้นพลาสติกยื่นออกมาเล็กน้อยช่วยดันขอบล่างของตัวเครื่องเอาไว้เล็กน้อย ช่วยให้ตัวเครื่องไม่มีหรือมีรอยน้อยลง นอกจากนี้ยังปิดช่องระบายอากาศที่อยู่ขอบบนของตัวเครื่องเอาไว้ให้ดูสวยงามเรียบร้อยอีกด้วย

ASUS
ASUS

จะเห็นว่าเมื่อกางหน้าจอใช้งานตามปกติ จะเห็นแต่ฝาหลังของตัวเครื่องพร้อมโลโก้ ASUS สีเงินติดอยู่ตรงกลางอย่างเดียว ส่วนสีของ ASUS ExpertBook L1 จะมีเพียงสีเดียวคือสีดำที่ออกเหลือบน้ำเงินกรมท่า ซึ่งเป็นสีที่ดูเรียบง่ายและเรียบร้อยในเวลาเดียวกัน จึงพกเครื่องไปพรีเซนต์งานได้โดยไม่ขัดเขิน

ด้านใต้ตัวเครื่องจะเห็นว่า ASUS ทำช่องนำอากาศเย็นเข้าเครื่องเป็นช่องเล็กๆ 2 ช่อง แยกเป็นช่องใหญ่ที่สกรีนตัวอักษรสะท้อนแสงแบบเงาเป็นคำว่า ExpertBook เอาไว้ และช่องเล็กที่อยู่ถัดขึ้นไปอีกเล็กน้อย มีขอบยางรองด้านใต้เครื่องอีก 4 มุม และลำโพงที่สองฝั่งซ้ายขวาด้านล่าง และอยู่ใต้ข้อมือของเราเวลาวางเครื่องใช้งานตามปกติ และจะเห็นว่ามีขาฐานหน้าจอติดเอาไว้ตรงขอบบนตัวเครื่อง ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ทำให้หน้าจอสามารถกางได้มากกว่าปกติ

ASUS

ดังนั้นเมื่อกางหน้าจอสุดสุดแล้ว จะเห็นว่า ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะสามารถกางหน้าจอได้ราบ 180 องศาติดไปกับพื้นเลย ทำให้เราสามารถแชร์ให้เพื่อนเห็นหน้าจอของโน๊ตบุ๊ตเครื่องนี้ได้รอบตัวโดยไม่ต้องหันโน๊ตบุ๊คกลับไปมา ทำให้แชร์หน้าจอให้คู่สนทนาเห็นได้ง่ายยิ่งขึ้น จัดเป็นดีไซน์ที่มีประโยชน์และเอื้อต่อการทำงานได้เป็นอย่างดี

ASUS
ASUS

ส่วนขอบด้านล่างของตัวเครื่องจะมีส่วนตัดเว้นเอาไว้ให้ผู้ใช้กางหน้าจอได้สะดวกขึ้น สามารถใช้ปลายเล็บเกี่ยวขอบหน้าจอแล้วดึงเปิดขึ้นได้เลยและวิธีนี้เมื่อเปิดแล้วตัวเครื่องจะไม่กระดกตามนิ้วขึ้นมา แต่วิธีอื่นอาจจะมีโอกาสที่ตัวเครื่องจะกระดกตามได้บ้างเหมือนกัน แต่ก็ถือว่าเป็นการออกแบบที่ช่วยให้ผู้ใช้เปิดเครื่องได้สะดวกขึ้น

Screen & Speaker

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS

หน้าจอของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะมีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ดีไซน์แบบ NanoEdge Display ให้ขอบหน้าจอสองด้านบางเป็นพิเศษ ช่วยเพิ่มอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องให้มากขึ้นเป็น 84% ทำให้ผู้ใช้มองเห็นคอนเทนต์บนหน้าจอได้มากยิ่งขึ้นแต่ไม่ต้องดีไซน์ตัวเครื่องไม่ต้องใหญ่มาก แต่จะเห็นว่าขอบด้านบนตัวเครื่องจะหนาอยู่นิดหน่อยเพื่อให้ติดตั้งกล้อง Webcam เอาไว้ได้ด้วย

gamut 2

brightness 2
bright zone 1
accuracy 1
sum 1

ด้านขอบเขตสีหน้าจอของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ เมื่อวัดด้วย Spyder5Elite แล้ว จะมีขอบเขตสีหน้าจอ 57% sRGB, 43% AdobeRGB และ 43% DCI-P3 ซึ่งถือว่าอยู่ระดับทั่วไปแค่พอใช้งานได้เท่านั้น และความสว่างของหน้าจอเมื่อเปิดความสว่างจนสุด 100% แล้ว อยู่ที่ 109.7 nits ซึ่งจากการใช้งานจริงต้องถือว่าค่อนข้างมืดไปบ้างเมื่อเทียบกับหน้าจอโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่เคยทดสอบและใช้งานมา

พอแบ่งวัดความสว่างของหน้าจอเป็นตาราง 9 ช่องแล้ว จะเห็นว่านอกจากตรงกลางหน้าจอที่ค่าความสว่างลดลง 0% หรือถือว่าสว่างที่สุดแล้ว ส่วนอื่นของหน้าจอจะมีความสว่างลดลงเกิน 10% ทั้งหมด จึงไม่แนะนำให้ใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้แต่งภาพหรือทำงานอาร์ตนัก และคะแนนเฉลี่ยของหน้าจอนี้จะได้เพียง 2 จาก 5 คะแนน ซึ่งถ้า Spyder5Elite ตัวนี้วัดผลหน้าจอได้เช่นนี้ แนะนำให้ต่อหน้าจอแยกเพื่อทำงานอาร์ตไปเลยจะดีที่สุด

ASUS
ASUS

ด้านตัวกล้อง Webcam ตรงขอบบนหน้าจอจะมีความละเอียดระดับ HD พร้อมติดตั้งไมโครโฟนมาให้ 2 ตัวพร้อมฟีเจอร์ AI noise-cancelling หรือฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนด้วย AI ทำให้เวลาประชุมออนไลน์หรือติดต่องานสามารถพูดคุยกับคู่สายได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้เวลาไม่ได้ใช้งาน Webcam แล้วก็มี Webcam Shield ติดตั้งมาให้สไลด์ปิดกล้องหน้าได้เพื่อความเป็นส่วนตัวและป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีแฮ็คกล้องเข้ามาได้ด้วย

ASUS
ASUS
ASUS
ASUS

ส่วนของลำโพงตัวเครื่องจะติดตั้งมาให้ 2 ตัว ด้านใต้เครื่อง และต้องถือว่าเสียงเมื่อเปิดความดัง 100% แล้วถือว่าดังกำลังดี ได้ยินชัดเจน ส่วนเนื้อเสียงจะเหมาะกับการฟังเพลงป็อบ ร็อคทั่วๆ ไปได้ และเสียงของนักร้องจะเด่นตีคู่กับเสียงเครื่องดนตรี แต่เบสของลำโพงตัวนี้ถือว่าอยู่ในระดับธรรมดาระดับที่พอมีเบสให้ได้ยินอยู่บ้าง แต่ถ้าชอบฟังเพลงแนว EDM เน้นเสียงเบสแล้วอยากให้ฟังเพลงได้อารมณ์ยิ่งขึ้น จะขอแนะนำให้ต่อลำโพงแยกที่มีดอกลำโพงใหญ่กว่านี้ไปเลยจะได้มิติเสียงที่ดีกว่า

Keyboard & Touchpad & Peripheral

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS
ASUS

ด้านคีย์บอร์ดของ ASUS ExpertBook L1 ตัวนี้จะเป็นคีย์บอร์ดดีไซน์แบบ Tenkeyless เลย์เอ้าท์แบบ ANSI ส่วนขนาดของปุ่มบนคีย์บอร์ดเป็นไซซ์มาตรฐานแต่ปุ่ม F1-F12 จะมีขนาดเล็กเพื่อประหยัดพื้นที่และเป็นคีย์บอร์ดที่ไม่มีไฟ LED Backlit ดังนั้นเวลาพิมพ์งานในที่แสงน้อย คนที่ต้องหันมามองแป้นคีย์บอร์ดบ้างอาจจะพิมพ์งานได้ติดขัดบ้าง

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าทาง ASUS เองก็จัดการ Mapping ปุ่มบนคีย์บอร์ดรวมกับปุ่ม Function hotkey สำหรับโน๊ตบุ๊คสายทำงานเอาไว้ได้ดี ไม่ต่างกับโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ในหมวดหมู่นี้ จะเห็นว่าปุ่มลูกศรก็จะรวมชุดปุ่ม Page Up, Page Down, Home, End เอาไว้ให้ใช้ และมีปุ่ม Fn Lock ติดตั้งมาให้โดยกด Fn+Esc เพื่อสลับระหว่างการกดปกติเป็น Function hotkey แล้วกด Fn ค้างไว้ก่อนถึงจะเป็น F1-F12 ให้กลายเป็นกด Fn ค้างไว้ก่อนถึงจะใช้ Function hotkey ได้

สัมผัสตอนพิมพ์งานด้วยแป้นคีย์บอร์ด จัดว่าเป็น Rubberdome ปุ่มตื้นตอบสนองเร็วและตัวปุ่มค่อนข้างอ่อน ถ้าใครเป็นคนที่ชอบแป้นพิมพ์ที่ใช้แรงกดน้อยๆ ตอบสนองไวๆ ก็น่าจะชอบสัมผัสตอนพิมพ์งานด้วยคีย์บอร์ดนี้พอควร

ASUS

อีกจุดที่ผู้เขียนชอบ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้เป็นพิเศษ คือทาง ASUS ใส่ปุ่มสแกนลายนิ้วมือเอาไว้ที่ปุ่ม Power ด้วย ช่วยให้เราปลดล็อคตัวเครื่องได้สะดวกรวดเร็ว แค่ตั้งรหัสผ่านตัวเครื่องเอาไว้ให้เรียบร้อยก็สแกนลายนิ้วมือแล้วใช้ปลดล็อคเครื่องได้เลย ซึ่งฟีเจอร์นี้ส่วนตัวผู้เขียนอยากให้เป็นฟีเจอร์พื้นฐานของโน๊ตบุ๊คทุกรุ่นในปัจจุบันเลย เพราะมันสามารถปลดล็อคเครื่องได้สะดวกไม่เสียเวลาพิมพ์รหัสผ่านและได้ประโยชน์เรื่องความปลอดภัย, ความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้นมาก

ASUS
ASUS

ที่ปุ่ม F1-F12 ของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ยังรวม Function hotkey เอาไว้เช่นเดิม ถ้าใช้งานตามปกติไม่กด Fn Lock เอาไว้ ถ้าจะกด F1-F12 ต้องกด Fn ค้างเอาไว้ก่อน ถ้าต้องการสลับกันสามารถกด Fn Lock ให้สลับเลเยอร์กันได้เลย ส่วน Function hotkey ที่ ASUS Mapping มาให้จะมีดังนี้

  • F1-F3 – ปิดเสียง, ลดและเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4-F5 – ลดหรือเพิ่มแสงสว่างบนหน้าจอ
  • F6 – ล็อคการทำงานทัชแพด
  • F8 – ปุ่ม Project สำหรับตั้งค่าการแสดงผลของหน้าจอหลักและเสริม
  • F9 – ปุ่ม Lock ตัวเครื่องเหมือนกดปุ่ม Windows+L
  • F10 – ปุ่มปิดการทำงานของกล้อง Webcam
  • F11 – ปุ่มเรียกคำสั่ง Snipping Tool มาแคปภาพหน้าจอ
  • F12 – ปุ่มเรียกซอฟท์แวร์ MyASUS

นอกจากนี้ยังมีปุ่ม Function สำหรับสั่งเปิดปิดไมค์ตัวเครื่องติดตั้งแยกมาให้โดยเฉพาะถัดไปจาก F12 พร้อมกับปุ่ม Function จำเป็นอื่นๆ อีกด้วย แต่เสียดายที่ ASUS ไม่ได้ Mapping Function ให้ปุ่ม F7 เอาไว้ เพราะปกติแล้วที่ Function Hotkey จะมีปุ่ม Airplane Mode ใส่มาให้ด้วย ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็อยากแนะนำว่าถ้ามีการปรับปรุงโมเดลนี้เพิ่มเติมก็อยากให้ ASUS จัดการเพิ่มฟังก์ชั่นนี้มาด้วย หรืออาจจะใส่เป็น Function สั่งเปิดปิดเสาสัญญาณ Wi-Fi มาให้ก็ดีเหมือนกัน

ASUS

ด้านทัชแพดที่อยู่ระหว่างที่วางข้อมือตอนพิมพ์นั้น จะมีขนาดปานกลางไม่ใหญ่มากและดีไซน์ซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวาเอาไว้ จะเห็นว่าขอบฝั่งซ้ายจะอยู่เท่ากับขอบซ้ายของ Spacebar และไปจบที่ฝั่งขวาของปุ่ม Alt ขวามือ จัดว่ามีขนาดกำลังพอใช้งาน รองรับ Gesture control ของ Windows 10 ครบถ้วนและเวลาวางมือเพื่อพิมพ์งานแล้ว อุ้งมือฝั่งขวาอาจจะเหลื่อมเกยอยู่บนขอบทัชแพดเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องทัชแพดลั่นระหว่างใช้งานอย่างแน่นอนและตอบสนองได้รวดเร็วดีอีกด้วย

ASUS

ASUS
ASUS

นอกจากนี้ ASUS ยังแถมเมาส์ไร้สายที่เชื่อมต่อด้วย USB Wireless มาให้ในกล่อง 1 ตัว ใช้ถ่าน AA หรือถ่านไฟฉายขนาดที่ใช้งานกันทั่วไป 1 ก้อนก็ใช้ทำงานได้เลยไม่ต้องซื้อเมาส์เพิ่ม ส่วนการตอบสนองถือว่าทำงานได้ดีเท่ากับเมาส์ไร้สายระดับราคา 500 บาทหลายๆ รุ่นทีเดียว ซึ่งถ้าใครไม่ได้ตั้งมาโครเมาส์เอาไว้ใช้ทำงานอะไรโดยเฉพาะ อาจจะใช้เมาส์แถมของ ASUS นี้ไปเลยก็ได้

Connector / Thin & Weight

ASUS

ASUS
ASUS

น้ำหนักตัวเครื่องที่ทาง ASUS เคลมเอาไว้ที่หน้าสเปคบนเว็บไซต์นั้น จะอยู่ที่ 1.75 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักของตัวเครื่องรวมกับชุดอแดปเตอร์ที่แถมมาพร้อมกัน และเมื่อชั่งแยกชิ้นด้วยตาชั่งดิจิทัลแล้ว จะเห็นว่าเฉพาะตัวเครื่องอย่างเดียวหนักเพียง 1.47 กิโลกรัมเท่านั้น และอแดปเตอร์ที่ 262 กรัม ต้องจัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้วที่เบาพกพาง่ายรุ่นหนึ่งเลย ถ้าจะพกทั้งเครื่องและปลั๊กไปไหนมาไหนก็ไม่หนักเกินไป

ASUS
ASUS

ส่วนความหนาตัวเครื่อง จากหน้าสเปคจะอยู่ที่ 1.94 ซม. และด้านหน้ากับหลังของตัวเครื่องจะดูเรียบร้อยไม่มีดีไซน์อะไรเป็นพิเศษ และไม่มีไฟแสดงสถานะตัวเครื่องติดเอาไว้ที่ขอบตัวเครื่องเลย เนื่องจาก ASUS ย้ายไฟแสดงสถานะนั้นไปไว้ขอบเครื่องฝั่งขวามือแทน

ASUS
ASUS

พอร์ตเชื่อมต่อของ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ จะเรียงแถวเอาไว้ที่ขอบตัวเครื่องฝั่งซ้ายและขวามือเป็นหลัก โดยมีพอร์ตดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – ช่องเสียบปลั๊กไฟชาร์จแบตเตอรี่, USB-C รองรับการถ่ายโอนไฟล์อย่างเดียว, VGA Port, HDMI 1.4, USB-A 3.2 Gen 2 x 2 ช่อง
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – ไฟ LED แสดงสถานะตัวเครื่อง 3 ดวง, ช่องหูฟัง 3.5 มม., USB 2.0, RJ45 LAN, Kensington Lock

จากพอร์ตทั้งหมด จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ให้พอร์ตมาครบเครื่องทีเดียว ระดับที่พอร์ต VGA ที่ใช้งานกับอุปกรณ์บางอย่าง เช่น โปรเจคเตอร์หรือหน้าจอรุ่นเก่าบางรุ่น หรือแม้แต่ RJ45 LAN ที่โน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่เน้นเรื่องความบางเบามักจะตัดทิ้งไปก็ยังใส่มาให้ด้วย

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีร่องรอยของพอร์ต SD หรือ microSD card reader ติดตั้งมาให้ใช้โอนไฟล์เลย ไม่อย่างนั้นจะถือว่าพอร์ตมาแบบครบเครื่องมาก ดังนั้นถ้าใครต้องโอนไฟล์จากการ์ดทั้งสองประเภทนี้เข้าเครื่อง ก็ต้องใช้ตัว microSD card reader ต่อเข้ากับ USB ของตัวเครื่องแทน 

Inside & Upgrade

ASUS

ASUS
ASUS
ASUS
ASUS
ASUS

ส่วนการแกะเครื่องอัพเกรดก็ถือว่าอัพเกรดได้ง่ายมากๆ เพียงแค่ขันน็อต Philips head หรือน็อตหัวแฉกบวกด้านใต้ตัวเครื่องทั้งหมด 10 ตัวออก แล้วเอาการ์ดแข็งไล่รอบตัวเครื่องให้ตัวเครื่องคลายออกก็เปิดฝาอัพเกรดเครื่องได้เลย ส่วนเคล็ดลับการเปิดฝาแนะนำว่าให้เริ่มจากขอบล่างตัวเครื่อฝั่งลำโพงโดยเอาเล็บงัดเล็กน้อยก่อนสอดการ์ดเข้าไปแล้วไล่ไปจนรอบตัวทั้งสองฝั่ง แล้วพอไปถึงขาฐานหน้าจอด้านบน ให้สอดนิ้วแล้วค่อยๆ ดึงขึ้นพร้อมกันทั้งสองฝั่งจะทำให้เขี้ยวที่เกี่ยวกับฝาตัวเครื่องด้านในหลุดออกมาได้ง่ายยิ่งขึ้น

ส่วนด้านในตัวเครื่อง จะเห็นว่า ASUS ออกแบบวางชิ้นส่วนภายในเครื่องเอาไว้ได้เรียบร้อย โดยเมนบอร์ดหลักจะอยู่ฝั่งขวามือและมีบอร์ดเล็กสำหรับชุดพอร์ตฝั่งขวามือแยกเอาไว้ที่ฝั่งซ้ายในภาพและคั่นกลางด้วยช่องว่างสำหรับใส่ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 นิ้วได้และมีชุดอแดปเตอร์อัพเกรดแถมมาให้ในกล่องตอนซื้อเครื่องด้วย ส่วนขอบด้านล่างของตัวเครื่องเป็นก้อนแบตเตอรี่ขนาด 42 Wh วางตัวยาวทั้งแถบ

ที่เมนบอร์ดหลักของตัวเครื่อง จะเห็นว่ามีฮีตไปป์ทองแดงสองเส้น เดินแนวจากซีพียู AMD ไปยังพัดลมโบลวเวอร์ที่วางเอาไว้ตรงกลางแล้วเป่าออกด้านหลังตัวเครื่อง ซึ่งถ้าใช้งานตามปกติอย่างการเปิดเว็บไซต์หาข้อมูล, เขียนงานหรือดูหนังฟังเพลงเรียกว่าไม่มีเสียงรบกวนเลย นอกจากนี้จะเห็นว่า ASUS รวมการ์ดและพอร์ตอัพเกรดเอาไว้ตรงกลางโซนเดียวกันทั้งหมด โดยรองรับ SSD แบบ M.2 NVMe อยู่ 1 ตัว และช่องอัพเกรดแรมอีก 1 ช่อง โดยรองรับแรมจุสุด 32GB ทีเดียว และมีการ์ด Wi-Fi ของ Intel ติดตั้งเอาไว้อีกหนึ่งตัวด้วย

ASUS

ASUS
ASUS

นอกจากอัพเกรดแรมหรือเปลี่ยน M.2 NVMe SSD ในเครื่องได้ตามปกติแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของ ASUS ExpertBook L1 ที่มีกันทุกรุ่น คือมีช่องอัพเกรดเพิ่ม 2.5″ SATA III แถมมาให้พร้อม Harddisk tray อีกหนึ่งตัวพร้อมสายแพและน็อตแบบครบเครื่อง ซึ่งถ้า M.2 NVMe SSD ในเครื่องมีความจุไม่พอใช้ก็แกะซองมาใส่ฮาร์ดดิสก์แล้วเติมเข้าเครื่องได้เลย โดยที่หน้ากล่อง HDD tray จะสกรีนภาพวิธีการทำทีละขั้นตอนมาให้ครบถ้วน ส่วนหัวต่อสายแพนั้นจะอยู่ฝั่งขวาล่างใกล้กับหัวปลั๊กของแบตเตอรี่ในเครื่อง

โดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าการแถมตัว Harddisk tray มาให้ในแพ็คเกจสินค้าเลยก็ถือเป็นข้อดีอีกข้อที่ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากแนะนำให้ ASUS แถมและติดหัวอแดปเตอร์นี้เอาไว้บนเมนบอร์ดของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่มีช่องว่างพอใส่ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 นิ้วได้ให้หมด จะได้เป็นส่วนเสริมให้ผู้ใช้ได้อัพเกรดเพิ่มความจุในเครื่องได้ง่ายๆ อาจจะเพิ่มราคาขายขึ้นไปอีกนิดหน่อยก็น่าจะไม่มีปัญหากับเรื่องนี้นัก

Performance & Software

ASUS

cpu1
ram 1

สเปคของ ASUS ExpertBook L1 ถ้าอิงจากหน้าสเปคบนเว็บไซต์ จะเห็นว่ามีตัวเลือกทั้ง AMD Athlon Silver 3050U, AMD Ryzen 3 3250U แบบเครื่องที่ได้รับมาทดสอบและรุ่นสูงสุดเป็น AMD Ryzen 5 3500U ซึ่งถือว่าประสิทธิภาพสูงพอทำงานหนักๆ ได้สบายๆ

ด้านซีพียู AMD Ryzen 3 3250U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.6-3.5 GHz ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องนั้น ต้องถือว่าเป็นรุ่นเริ่มต้นที่สเปคจัดว่าใช้ได้ รองรับการทำงานเอกสาร, เข้าเว็บไซต์และดูหนังฟังเพลงต่างๆ ได้อย่างแน่นอน และตัวซีพียูก็รองรับชุดคำสั่งต่างๆ อย่างครบถ้วน มีค่า TDP 15 วัตต์ ต้องถือว่าใช้พลังงานไม่เยอะมากนัก ทำให้ใช้งานได้นานระดับหนึ่ง

ส่วนแรมในเครื่องเป็นแบบออนบอร์ด ความจุ 4GB DDR4 บัส 3200 MHz อัพเกรดเพิ่มความจุได้สูงสุด 32GB ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าถ้าจะใช้งานทั่วไปอย่างทำงานหรือดูหนังฟังเพลงก็อัพเกรดไป 8GB ก็โอเคแล้ว หรือถ้าใช้รุ่น Ryzen 5 แล้วต้องใช้ Microsoft Excel ที่มีจำนวน Cell เยอะๆ อาจจะซื้อแรม 16GB มาใส่ให้แรมในเครื่องเพิ่มขึ้นเป็น 20GB ก็ได้เช่นกัน

vega3

ด้านการ์ดจอจะเป็นการ์ดจอออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์ที่ติดตั้งอยู่ในซีพียูเหมาะจะใช้งานทั่วไปเท่านั้น ไม่แนะนำให้นำไปเล่นเกม แต่ก็รองรับ DirectX 12, OpenGL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan ครบถ้วน 

device mgr 2
about
display

ด้านสเปคชิ้นส่วนภายในเครื่อง จาก Device Manager จะเห็นว่า ASUS ExpertBook L1 นอกจากรองรับการสแกนลายนิ้วมือและมีชิป TPM 2.0 แล้ว ตัว M.2 NVMe SSD แบบ OEM ในเครื่องจะเป็นรุ่น WDC PC SN530 SDBPNPZ-256G-1002 ซึ่งเป็นรหัส OEM ของ WD Blue SN550 ที่หลายคนนิยมซื้อมาอัพเกรดเครื่องกัน ดังนั้นถ้าความจุนี้มากเพียงพอแล้วก็ไม่ต้องเปลี่ยนแต่ไปเพิ่ม 2.5″ SATA III SSD เข้าไปแทนดีกว่า ส่วนชิปสำหรับเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็น Intel AX200 เป็นชิป Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ MU-MIMO, Intel vPro และ OFDMA และเป็นเสา 2*2 รองรับ Bluetooth 5.0 ด้วย

crystal

สำหรับ WDC SN530 รุ่น OEM ของ WD Blue SN550 ตัวนี้ จากหน้าสเปคจะมีความเร็ว Sequential Read 2,400 MB/s และ Sequential Write 950 MB/s และพอทดสอบด้วย CrystalDiskMark จะเห็นว่าความเร็ว Sequential Read และ Sequential Write นั้นได้เท่ากับที่เคลมเอาไว้ตรงหน้าสเปคเลยทีเดียว ส่วนถ้าใครคิดว่าความจุ 256GB ยังไม่มากพอใช้งาน อาจจะอัพเกรดไปเป็น WD Blue SN550, Kingston A2000 ความจุ 500GB ให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นก็ได้

r15 1
r20 1

ด้านการทดสอบด้วย CINBENCH R15 และ CINEBENCH R20 เพื่อเช็คประสิทธิภาพของซีพียูว่าสามารถใช้เรนเดอร์ 3D CG ได้ลื่นไหลหรือไม่ จะเห็นว่าผลการทดสอบของฝั่ง R15 จะได้คะแนน OpenGL 22.95 fps และ CPU 294 cb เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่แค่พอเปิดดูได้ แต่ไม่แนะนำให้เอามาใช้ทำงานสายนี้นัก และ R20 ที่เน้นทดสอบประสิทธิภาพของตัวซีพียูเลย จะเห็นว่าได้คะแนน CPU เพียง 605 pts เท่านั้น เป็นตัวยืนยันชัดเจนว่า ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ไม่ใช่เครื่องที่ตอบโจทย์สำหรับงานสายกราฟฟิคนัก

3dmark

ด้านการทดสอบ 3D Mark ตัวโปรแกรมเลือกตัว Benchmark มาเป็น Sky Diver ที่เอามาใช้ทดสอบประสิทธิภาพของกราฟฟิคการ์ดออนบอร์ดโดยเฉพาะ และ AMD Radeon Graphics แบบ 3 คอร์ในซีพียูนั้นทำคะแนนรวมไปได้ 2,326 คะแนน

ซึ่งถึงจะได้คะแนนระดับที่ดูใช้ได้ แต่การ์ดจอออนบอร์ดรุ่นนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อการเล่นเกม ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนได้ทดลองเล่นเกมดูแล้ว พบว่าการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นนี้เพียงแค่พอเปิดได้ แต่ระหว่างเล่นเกมก็ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร

pcmark10 1

ส่วน PCMark 10 ที่ทดสอบว่าตัวเครื่องสามารถใช้ทำงานออฟฟิศได้ดีหรือเปล่า โดยจำลองการเปิดเว็บไซต์, ทำงานเอกสาร, ประชุมออนไลน์ขึ้นมาและสลับไปเรื่อยๆ แล้ววัดเป็นผลคะแนน ซึ่งคะแนนเฉลี่ยของ ASUS ExpertBook L1 ตัวนี้ ทำไปได้ 2,793 คะแนน ซึ่งหลายคนอาจจะกังขาอยู่บ้างว่าคะแนนระดับนี้สามารถใช้ทำงานได้ดีหรือเปล่า

ถ้าพิจารณาแยกเป็นแต่ละหัวข้อเลย จะเห็นว่าคะแนน Essential ที่เป็นหมวดการใช้งานทั่วไปอย่างการเปิดโปรแกรม, ประชุมออนไลน์และเปิดเว็บไซต์ ทำได้ 6,153 คะแนน ส่วน Productivity ที่ทดสอบด้านการทำไฟล์ Excel และพิมพ์งานด้วยซอฟท์แวร์ Word processing ทำได้ 5,194 คะแนน ซึ่งถ้าใครใช้งานเอกสารและประชุมออนไลน์ก็ถือว่าทำได้ดีไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่จุดที่ ASUS ExpertBook L1 ยังแค่พอใช้ได้แต่ไม่แนะนำนัก คือการทำ Digital Content Creation อย่างการแต่งภาพ, ตัดต่อวิดีโอ จะทำได้แค่ 1,851 คะแนนเท่านั้น

affinity 2

และการ Benchmark ด้วย Affinity ที่เป็นโปรแกรมตัดต่อแต่งภาพเหมือนกับ Adobe Photoshop แล้ว จะเห็นว่าคะแนนการตัดต่อแต่งภาพของ AMD Ryzen 3 3250U ตัวนี้จะไม่ค่อยสูงนัก อาจจะอยู่ระดับแค่พอทำได้เท่านั้น โดยเฉพาะในส่วนของคะแนนด้าน GPU อย่าง Raser (Single GPU) จะทำได้แค่ 523 คะแนน และ Combined (Single GPU) จะทำได้แค่ 494 คะแนนเท่านั้น ซึ่งถือว่าอาจจะพอแต่งภาพในกรณีจำเป็นได้ แต่ก็ไม่แนะนำให้ใช้เป็นงานหลักเท่าไหร่ เพราะโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จะเด่นในแง่เป็นเครื่องสำหรับทำงานออฟฟิศทั่วไปเป็นหลัก

Battery & Heat & Noise

ASUS

แบตเตอรี่ในตัว ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะเป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน (Li-ion) ขนาด 42Wh ความจุ 3,640 mAh (Typical) / 3,550 mAh (Rated) โดยตัวแบตเตอรี่จะวางตัวเป็นแนวยาวที่แถบที่วางข้อมือใต้ตัวเครื่อง

battmon 2

ซึ่งความจุนี้ เมื่อนำมาทดสอบตามมาตรฐานของทาง Notebookspec โดยเปิดเสียงลำโพงเพียง 10% ลดความสว่างหน้าจอต่ำสุดและใช้โหมดประหยัดพลังงานแล้วดูคลิปความยาว 30 นาทีผ่านทาง Microsoft Edge แล้ว ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้จะใช้งานได้นานสุดที่ 10 ชั่วโมง 32 นาที ซึ่งถือว่าใช้งานต่อเนื่องได้นานระดับหนึ่งเลย ดังนั้นถ้าพกเครื่องไปติดต่องานนอกสถานที่หรือเข้าประชุมเป็นเวลานานๆ ก็ไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางคัน

hwmonitor 1

ASUS
ASUS
ASUS

ส่วนระบบระบายความร้อนของตัวเครื่องจะดึงอากาศเย็นจากด้านใต้เครื่องเข้ามาแล้วระบายออกทางฮีตซิ้งค์ที่เป่าลมร้อนออกที่ขอบบนตัวเครื่อง และตอนผู้เขียนทดสอบประสิทธิภาพตัวเครื่องด้วยโปรแกรม Benchmark ที่รีดประสิทธิภาพของตัวเครื่องก็จะได้ยินเสียงพัดลมดังขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับดังจนรบกวนการใช้งาน และอุณหภูมิที่ได้เมื่อวัดด้วย CPUID HWMonitor จะอยู่ที่ 46-81 องศา และเฉลี่ยที่ 58 องศาเซลเซียส ต้องถือว่าอุณหภูมิที่เกิดขึ้นตอนใช้โปรแกรมทดสอบตัวเครื่องรันทำงานหนักๆ ก็ไม่มีปัญหา และตอนใช้งานจริงเสียงพัดลมก็ถือว่าเบาหรือไม่มีเสียงเลยด้วยซ้ำหากไม่รันงานหนักๆ

User Experience

ASUS

ในแง่ประสบการณ์การใช้ ASUS ExpertBook L1 ทำงานดู นับว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะกับคนทำงานทั้งแบบนั่งออฟฟิศและคนที่พกเครื่องติดตัวไปประชุมหรือบรีฟงานกับลูกค้าก็ได้ เพราะถึงหน้าสเปคจะบอกว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีขนาด 14 นิ้วก็ตาม แต่มิติและการออกแบบต้องถือว่าดูเล็กและเบาจนบางครั้งรู้สึกว่าถือเครื่องขนาด 13 นิ้วอยู่เลย และระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ที่ทำได้ 10 ชั่วโมง 30 นาที ก็ถือว่าไว้ใจพกพาไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องมีอแดปเตอร์เลยก็ได้

ฝั่งของคนที่ต้องนั่งพิมพ์งานหน้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวัน ต้องถือว่าดีไซน์ ErgoLift Hinge ที่ยกตัวเครื่องให้เฉียงขึ้นทำให้วางมือพิมพ์งานได้สะดวกและไม่เมื่อยมือด้วย ส่วนของพอร์ตที่ให้มาก็มีให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ทำให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้เยอะและหลากหลายแบบดีด้วย อาจจะขาดแค่ SD card reader อีกอย่างเดียวก็จะครบเครื่องแล้ว แต่เท่าที่ ASUS ติดตั้งมาให้ ก็ถือว่าได้มาเยอะเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว

ASUS

ส่วนของคนที่กำลังสงสัย ว่า AMD Ryzen 3 3250U ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องเฉพาะการทำงานทั่วไปแล้ว ต้องถือว่าเดิมๆ ติดเครื่องกับแรม 4GB ออนบอร์ดนั้น สามารถใช้งานทั่วไปอย่างการเปิดเว็บไซต์, ทำงานเอกสารทั่วไปได้อย่างแน่นอน ไม่มีปัญหาเรื่องหน่วงช้าอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าใครเอาไปทำงาน, ไปเรียนออฟหรือออนไลน์ก็ไม่มีปัญหา

แต่ถ้างานที่ทำเป็นไฟล์ Excel ที่มีจำนวน Cell ข้อมูลเยอะ หรือเปิดเบราเซอร์หลายๆ แท็บพร้อมกัน แนะนำว่าควรอัพเกรดแรมไปขั้นต่ำ 8GB หรือมากกว่านั้นเพื่อให้มีพื้นที่เผื่อเอาไว้สักหน่อยจะได้ไม่เจอปัญหาหน่วงจากแรมไม่พอใช้งาน และในแพ็คเกจยังมีเมาส์ไร้สายของ ASUS แถมมาด้วย เลยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมมากนัก ยกเว้นคนที่ต้องการเมาส์ที่มีระบบมาโครเพื่อเซ็ตปุ่มทางลัดพิเศษเอาไว้ใช้งานกับโปรแกรมหนึ่งเป็นพิเศษก็ค่อยซื้อเพิ่มเติมก็ได้ แต่ของแถมที่ติดมากับกล่องนั้นต้องถือว่า ASUS ให้มาเยอะพร้อมเริ่มใช้งานได้เลย

Conclusion & Award

ASUS

สุดท้ายแล้ว ถ้าใครเป็นคนที่หาโน๊ตบุ๊คสายทำงานและมีโจทย์หลักว่าต้องมีพอร์ตเชื่อมต่อหลากหลาย เพราะต้องเอาไปต่ออุปกรณ์หลากหลายแบบเพื่อทำงานหรือพรีเซนต์ล่ะก็ ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจรุ่นหนึ่ง นอกจากนี้ยังอัพเกรดเพิ่มแรม, SSD ในเครื่องได้พร้อมมีอุปกรณ์สำหรับอัพเกรดแถมมาในกล่องด้วย ต้องถือว่าเป็นเครื่องที่ตอบโจทย์ผู้ใช้กลุ่มคนทำงานได้ดีรุ่นหนึ่ง และยังมีระบบรักษาความปลอดภัยให้มาแบบครบเครื่อง ทั้งระบบสแกนลายนิ้วมือ, TPM 2.0, Kensington Lock เรียกว่าเสริมความเป็นส่วนตัวและรักษาความปลอดภัยทั้งกายภาพและดิจิตอลของเครื่องนี้ได้ดีเลย

นอกจากนี้ เรื่องการดีไซน์น้ำหนักและมิตัวเครื่องนั้น ต้องถือว่า ASUS นั้นทำให้ ExpertBook L1 เครื่องนี้สวยและดูดี และตัวเครื่องเวลาพกพาหรือหยิบเครื่องไปไหนมาไหน ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีขนาดเครื่องเล็กกว่า 14 นิ้ว เวลาใช้งานจริงพกพาไปไหนมาไหนก็รู้สึกพกพาง่ายมากอีกด้วย

ASUS

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะขาดพอร์ต SD หรือ microSD card reader และควรอัพเกรดแรมในตัวเครื่องเพิ่มเติมด้วยถ้าใช้งานหนักแล้ว ก็มีเรื่องประสิทธิภาพของการ์ดจอออนบอร์ดที่อยู่ระดับใช้งานได้ แต่ไม่แนะนำให้เอาไว้ทำงานแต่งภาพหรือเอาไปเล่นเกม เพราะก็ไม่ใช่โจทย์งานของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าโจทย์การใช้งานคือการพกพา ทำงาน อัพเกรดเครื่องได้และราคาไม่แพงเกินไป ASUS ExpertBook L1 เครื่องนี้คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากรุ่นหนึ่ง

award

award new mobility

Best Mobility

โน๊ตบุ๊คที่น้ำหนักเครื่องราว 1.47 กิโลกรัม รวมอแดปเตอร์แล้วหนักราว 1.75 กิโลกรัมนั้น เรียกว่าหาได้ทั่วๆ ไปในท้องตลาด ณ ตอนนี้ แต่จุดที่ทำให้ ASUS ExpertBook L1 ได้รางวัล Best Mobility นั้น คือเรื่องการบาลานซ์น้ำหนักตัวเครื่อง, การออกแบบมิติตัวเครื่องที่ทำให้ตัวเครื่องขนาด 14 นิ้วดูเล็กเหมือนเครื่องขนาด 13 นิ้วหรือเล็กกว่านั้น ทำให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้พกติดตัวไปไหนมาไหนได้ง่ายมาก

award new value

best value

ในแง่ Best Value จากมุมของผู้เขียน นอกจากพอร์ตด้านข้างตัวเครื่องที่ให้มาแบบครบเครื่องพร้อมใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมหรือหัวแปลงมาเสริมให้เสียเงินเพิ่ม อัพเกรดแรมได้สูงสุด 32GB และมีอแดปเตอร์สำหรับเสริม 2.5″ SATA III SSD เอาไว้เซฟงานเพิ่มเติมได้ด้วย เรียกว่าถ้ามองลึกๆ แล้วถือว่าคุ้มค่าครบเครื่องมาก

from:https://notebookspec.com/web/618973-review-asus-expertbook-l1

จัดสเปคคอม 15000 บาท 5 สเปค การ์ดจอแยก เล่นเกมเบาๆ เทรดหุ้น และแต่งภาพ

จัดสเปคคอม 15000 บาท คอมทำงาน ดูหนัง เทรดหุ้น ประกอบคอมถูก แต่ได้การ์ดจอแยก

จัดสเปคคอม 15000

จัดสเปคคอม 15000 บาท สเปคไม่เบา แถมยังได้การ์ดจอแยก ใครที่กำลังหาคอมราคาประหยัด แต่ให้ประสิทธิภาพในการทำงาน และการเล่นเกมได้ดีในระดับหนึ่ง ซึ่งในงบประมาณนี้ ยังได้การ์ดจอแยกมาอีกด้วย วันนี้เราเซ็ตมาให้ 5 ชุดด้วยกัน มีทั้งซีพียูที่เป็น Intel และ AMD พร้อมแรม 16GB และ SSD โดยใช้เพาเวอร์ซัพพลายแบบ 80+ รวมถึงเคสกระจกข้างใส มีพัดลมไฟ RGB มาอีกด้วย มีให้เลือกด้วยกันหลายแบบ แล้วแต่ความชื่นชอบ อัพเดตในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2564 แบบนี้ สนนราคาเริ่มต้นแค่ 14,000 บาท เท่านั้น

จัดสเปคคอม 15000 บาท ได้การ์ดจอแยก

  1. Intel set 1
  2. Intel set 2
  3. AMD set 1
  4. AMD set 2
  5. AMD set 3
  6. Conclusion

1.Intel set 1

Description Price
CPU Intel Core i3-10105F 3,250
Mainboard MSI H510M-A Pro 2,290
RAM TEAMGROUP Valcan Z DDR4 2666 8GB 1,425
Storage Silicon Power A56 256GB 1,130
Graphic card ASUS Phoenix GT1030 OC 3,690
PSU DEEPCOOL DN500 500W 1,250
Case AERO COOL Mecha Black 1,090
Price 14,125

สำหรับจัดสเปคคอม 15000 บาท เซ็ตแรกนี้จากค่าย Intel ขุมพลังจาก Core i3-10105F หาซื้อง่าย ความเร็วระดับ 4GHz ขึ้นไป และทำงานในแบบ 4 core/ 8 thread ตอบสนองกับงานต่างๆ ได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์พื้นฐาน ไปจนถึงการดูหนังระดับ 4K การตกแต่งภาพพื้นฐานทำได้ไม่ยาก มาคู่กับเมนบอร์ด MSI H510M-A Pro ที่เป็นเมนบอร์ด ที่จัดว่าเป็นเมนบอร์ดระดับ 2 พันต้นๆ แต่ได้ฟังก์ชั่นการใช้งานมาอย่างคุ้มค่า ทั้งในแง่ของอุปกรณ์ต่อพ่วง รองรับแรม DDR4 สูงสุดที่ 3200MHz (64GB) ได้ 2 สล็อต สล็อต PCIe 4.0 เพิ่ม Steel Armor มาให้ได้ความแข็งแกร่ง ระบบเสียงแบบ Audio Boost สล็อตกราฟิกการ์ด และ PCIe x1 มากันครบ ติดตั้ง M.2 ได้ถึง 2 ช่องด้วยกัน สนับสนุน Gigabit LAN และ USB 3.2 Gen2 อีกด้วย บนเมนบอร์ดขนาดกระทัดรัด mATX

จัดสเปคคอม 15000

เซ็ตเริ่มต้นนี้ เราจัดแรมมาให้ DDR4 2666 8GB แต่สามารถเพิ่มเติมได้ในภายหลัง พร้อมกับ SSD 256GB ในแบบ SATA III จุดสำคัญคือ สามารถจัดการ์ดจอแยกมาลง เป็นกราฟิก GeForce GT1030 GDDR5 2GB ให้พอสำหรับการเล่นเกมออนไลน์แบบเบาๆ และการทำงานได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ไม่ต้องแชร์หน่วยความจำเพิ่มเติม โดยมีเพาเวอร์ซัพพลาย 500W จากทาง DEEPCOOL เป็นแบบ 80+ มาให้และเคสสวยๆ ตัวเริ่มต้นจาก AEROCOOL ทั้งหมดนี้อยู่ในงบ 14,125 บาท


2.Intel set 2

Description Price
CPU Intel Core i3-10105F 3,250
Mainboard GIGABYTE H510M S2H 2,550
RAM KINGSTON FURY Beast DDR4 2666 16GB 2,840
Storage WD GREEN 120GB + HDD WD 1TB 1,950
Graphic card ASUS Phoenix GT1030 OC 3,690
PSU AEROCOOL Lux RGB 550W 1,355
Case GAMDIAS ARGUS E4 Black 1,090
Price 16,725

จัดสเปคคอม 15000 บาท ชุดที่ 2 เป็นของ Intel เช่นเดียวกัน ใช้ซีพียู Intel Core i3-10105F น้องเล็กที่ช่วยการทำงานในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ราคาเบาๆ มาคู่กับเมนบอร์ด H510M S2H ของทาง GIGABYTE เน้นที่ฟังก์ชั่นเสริม ร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆ สนับสนุน PCIe 4.0 มีสล็แตแรมให้ 2 ช่อง แต่เสริมภาคจ่ายไฟมาในระดับ 6+2 phase เพื่อให้รองรับการอัพเกรดเป็นซีพียูระดับ i5 หรือ i7 ได้ในอนาคต มีสล็อต M.2 SSD มาให้ 1 ช่อง นอกเหนือจาก SATA III ที่มีให้ถึง 4 พอร์ตด้วยกัน จุดเด่นอยู่ที่พอร์ตอุปกรณ์ต่อพ่วงด้านหลัง ที่จัดมาให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2, 2.0 และพอร์ตแสดงผลครบถ้วน ทั้ง HDMI, DisplayPort, DVI และ D-Sub ซึ่งเอาใจคนที่ต้องการใช้งานกราฟิกบนซีพียู หรือ iGPU เอาไว้ด้วย กรณีที่ซื้อซีพียูในซีรีส์ที่ไม่ใช่ F หรือ KF มาใช้

จัดสเปคคอม 15000

โดยในเซ็ตนี้ เราจัดแรม DDR4 2666 มาให้ถึง 16GB ทำงานในแบบ Dual-channel และใส่ SSD สำหรับบูตระบบและติดตั้งโปรแกรมแบบง่ายๆ 120GB แต่เพิ่มฮาร์ดไดรฟ์ ให้กับคนทำงานมาถึง 1TB ลงโปรแกรม หรือเก็บไฟล์งานเพิ่มได้ในนี้เลย และมีกราฟิกการ์ดแยกเป็น GeForce GT1030 มาด้วย พร้อมเพาเวอร์ซัพพลาย 550W พัดลมไฟ RGB และเคสสวยๆ กระจกข้างใสจาก GAMDIAS มาในงบประมาณที่เกินไปนิดหน่อย 16,725 บาทเท่านั้น


3.AMD set 1

Description Price
CPU AMD Ryzen 3 3200G 4,090
Mainboard GIGABYTE B450M S2H 2,190
RAM KINGSTON HyperX FURY RGB DDR4 3200 16GB 3,590
Storage ADATA Ultimate SU630 240GB + WD Blue 1TB 2,080
Graphic card RX Vega 3
PSU COUGAR STX550 550W 1,290
Case AERO COOL Quantum Mesh V2 Black 1,190
Price 14,430

สำหรับการจัดสเปคคอม 15000 บาทนี้ จะเป็นเซ็ตที่ใช้ขุมพลังจาก AMD Ryzen 3 3200G ซึ่งแม้ว่าจะเป็นซีพียูในกลุ่มที่เกือบเป็น APU รุ่นน้องเล็ก แต่กราฟิกที่มีมาในตัว ถือว่าตอบโจทย์ในด้านความบันเทิงได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมออนไลน์ง่ายๆ หรือใช้ดูหนัง วีดีโอ Full-HD และ 4K ได้ลื่นๆ ทำงานบนเมนบอร์ด GIGABYTE B450M S2H ที่เป็นเมนบอร์ดในชิปเซ็ตระดับกลาง แม้จะเป็นซีรีส์ AMD 400 แต่ต้องถือว่าให้ฟังกชั่นการใช้งานมาแบบครบครัน เหมาะกับการทำงานและความบันเทิง อีกทั้งรองรับการปรับแต่งได้ดี ไม่ว่าจะเป็นซีพียูหรือแรมก็ตาม รวมถึงยังสามารถอัพเดต BIOS เพื่อให้รองรับซีพียู AMD Ryzen 5000 series ได้อีกด้วย อัพเกรดได้ดีในระดับหนึ่ง มีสล็อตแรมให้ 2 สล็อต รองรับแรม DDR4 ได้สูงสุด 3600MHz และใช้ได้ถึง 64GB ให้สล็อต PCIe 3.0 x16 รวมถึง x1 มาให้ถึง 2 สล็อตด้วยกัน เช่นเดียวกับสล็อต M.2 PCIe 1 สล็อต เช่นเดียวกับ SATA III 4 พอร์ตด้วยกัน รวมถึงพอร์ตต่อพ่วง USB 3.1 และพอร์ตแสดงผล D-Sub, HDMI และ DVI ครบครัน

จัดสเปคคอม 15000

และเพื่อให้การทำงานไหลลื่นมากขึ้น เราจัดแรม DDR4 3200 มาให้กับเซ็ตนี้ไว้ 16GB ในแบบ Dual-channel และใส่ SSD 240GB ในแบบ SATA III พร้อมเสริมด้วยฮาร์ดดิสก์ 1TB จาก WD Blue โดยใช้พลังกราฟิกจากตัวซีพียู ที่เป็น Vega 3 ที่ให้การใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง และยังเพิ่มกราฟิกการ์ดในการอัพเกรดได้ในภายหลัง เพาเวอร์ซัพพลายให้มา 550W ในแบบ 80+ และเคสสวยๆ ข้างใส ให้พัดลมระบายความร้อนแบบจัดเต็มมาให้ กับงบประมาณเซ็ตนี้แค่ 14,430 เท่านั้น


4.AMD set 2

Description Price
CPU AMD Ryzen 3 3300X 5,290
Mainboard AORUS B450 Elite 3,150
RAM PNY XLR8 RGB DDR4 3200 8GB 1,605
Storage WD Blue SN550 500GB 2,040
Graphic card GIGABYTE GEFORCE GT 1030 D4 2G 3,190
PSU COUGAR STX550 550W 1,290
Case AERO COOL Glider Cosmo G Black 990
Price 17,555

มาถึงเซ็ต AMD ในการจัดสเปคคอม 15000 บาทอีกรุ่นหนึ่ง จะต่างจากเซ็ตแรกคือ ใส่กราฟิกการ์ดเพิ่มมาให้กับเซ็ตนี้ด้วย สำหรับคนที่อยากได้ความแรงเพิ่มขึ้นมา กับการใช้งานที่คล่องตัว โดยมีขุมพลังซีพียู AMD Ryzen 3 3300X ที่เรียกว่ายังพอหาได้ในปัจจุบัน ยกระดับความเร็วขึ้นมา และสนับสนุนการโอเวอร์คล็อก จับคู่มากับเมนบอร์ด AORUS B450 Elite ที่จัดว่าเป็นเมนบอร์ดในกลุ่มเกมมิ่ง ประสิทธิภาพน่าใช้ ในราคาที่ประหยัดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกฟีเจอร์ที่ได้ เพราะนอกจากจะได้เมนบอร์ดชิปเซ็ตกลาง แต่ฟังก์ชั่นท็อปแล้ว ยังรองรับซีพียู AMD Ryzen 5000 series ได้อีกด้วย กับเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ใส่แรมได้ 4 สล็อต สูงสุด 128GB DDR4 3600 สล็อต PCIe 3.0 x16 และ x4 อย่างละช่อง รวมไปถึง x1 อีก 2 ช่อง เช่นเดียวกับ M.2 slot สำหรับ SSD ที่มีให้ 2 สล็อตด้วยกัน อัพเกรดได้ง่ายขึ้น รองรับ Gigabit LAN และฟีเจอร์ RGB อย่าง FUSION 2.0 ระบบเสียงชั้นยอด และพอร์ตรุ่นใหม่ๆ ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1และพอร์ตแสดงผล HDMI และ DVI

จัดสเปคคอม 15000

และเซ็ตนี้เรายังติดตั้งแรมให้เป็น DDR4 3200 16GB เพื่อความคล่องตัว และยังเหลืออีก 2 สล็อต เพื่ออัพเกรดในภายหลัง พร้อมกับกราฟิกการ์ด GeForce GT1030 และใส่ SSD ในแบบ M.2 NVME PCIe 500GB จาก WD Blue กับเพาเวอร์ซัพพลาย 550W 80+ และเคสสวยๆ จาก AEROCOOL อีกด้วย อาจจะเกินงบประมาณไปบ้างคือ 17,055 บาท แต่ก็มีให้ครบเครื่อง อัพเกรดได้


5.AMD set 3

Description Price
CPU AMD Ryzen 5 5600G 10,100
Mainboard ASROCK B550M-HDV 2,820
RAM KINGSTON FURY Beast DDR4 2666 16GB 2,840
Storage Apacer PANTHER AS340 240GB 1,110
Graphic card RX Vega
PSU AEROCOOL Lux RGB 550W 1,355
Case Tsunami Coolman 205-1 Ablaze 1,175
Price 16,560

มาถึงการจัดสเปคคอม 15000 บาทเซ็ตที่ 5 กันแล้ว จัดสเปคคอม 15,000 บาทในชุดนี้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นแบบการ์ดจอแยกมาให้ แต่ด้วยความแรงของกราฟิก Vega 7 ก็ช่วยให้การทำงาน ไปจนถึงการเล่นเกม ที่ไม่โหดหินกินสเปคเกินไปนัก ลื่นไหลมากขึ้น ด้วยขุมพลังจาก AMD Ryzen 5 5600G รุ่นใหม่ล่าสุด ทำงานในแบบ 6 core/ 12 thread เรี่ยวแรงเหลือเฟือกับการทำงานในปัจจุบัน มาคู่กับเมนบอร์ด ASRock B550M-HDV กับความเรียบง่าย แต่ก็ได้ฟังก์ชั่นในการทำงานมาพอสมควร บนชิปเซ็ตระดับ B550 เพราะปรับแต่งได้ทั้งแรม และซีพียู รองรับแรม DDR4 4733MHz มาพร้อม PCIe 4.0 x16 สำหรับการ์ดจอรุ่นใหม่ และมีสล็อต PCIe x1 มาให้กับเหล่าสตรีมเมอร์ พอได้ใส่ Capture card ได้อีกด้วย ภาคจ่ายไฟ 6-phase รองรับ M.2 PCIe 4.0 x4 สำหรับ SSD ความเร็วสูง และพอร์ตแสดงผลที่มีให้ครบ HDMI, DVI และ D-sub ในราคาแค่ 2 พันต้นๆ เท่านั้น

จัดสเปคคอม 15000

เพิ่มความคล่องตัวให้กับการทำงานด้วยแรม 16GB DDR4 3200 โดยมี SSD 240GB มาให้ พร้อมกับเพาเวอร์ซัพพลาย 80+ ในระดับ 550W และเคสข้างใส พัดลมสวยจาก Tsunami มาให้อีกด้วย รวมๆ แล้วอาจจะเกินงบไปบ้าง อยู่ที่ประมาณ 16,560 บาท แต่ก็เหมาะกับคนที่ยังลังเลว่าจะเก็บสล็อตเอาไว้ เพิ่มการ์ดจอแรงๆ ในภายหลัง ใช้กราฟิกบนซีพียูไปก่อน ซึ่งรุ่นนี้ก็ตอบโจทย์ได้ดีไม่น้อยเลย


Conclusion

จัดสเปคคอม 15000 บาท Intel Set 1 Intel Set 2 AMD Set 1 AMD Set 2 AMD Set 3
CPU Intel Core i3-10105F Intel Core
i3-10105F
AMD Ryzen
3 3200G
AMD Ryzen 3 3300X AMD Ryzen
5 5600G
Mainboard MSI H510M-A Pro GIGABYTE H510M S2H ASROCK A520M/ac AORUS B450 Elite ASROCK B550M-HDV
RAM TEAMGROUP Valcan Z DDR4 2666 8GB KINGSTON FURY Beast DDR4 2666
16GB
KINGSTON HyperX FURY RGB DDR4
3200 16GB
PNY XLR8 RGB
DDR4 3200 8GB
KINGSTON FURY Beast
DDR4 2666 16GB
Storage Silicon Power A56 256GB WD GREEN 120GB + HDD WD 1TB ADATA Ultimate SU630 240GB + WD Blue 1TB WD Blue SN550 500GB Apacer PANTHER
AS340 240GB
Graphic card ASUS Phoenix GT1030 OC ASUS Phoenix GT1030 OC RX Vega 3 GIGABYTE GEFORCE
GT 1030 D4 2G
RX Vega
PSU DEEPCOOL DN500 500W AEROCOOL Lux RGB 550W COUGAR
STX550 550W
COUGAR
STX550 550W
AEROCOOL
Lux RGB 550W
Case AERO COOL Mecha Black GAMDIAS Argus E4 Black AERO COOL
Quantum Mesh V2 Black
AERO COOL
Glider Cosmo G Black
Tsunami Coolman
205-1 Ablaze
Price (Baht) 14,125 16,725 14,430 17,555 16,560
PC set conclusion

ก็ครบถ้วนกันไป สำหรับการจัดสเปคคอม 15000 บาท ซึ่งมีให้เลือก 5 สเปคทั้ง Intel และ AMD เอาใจคนที่อยากได้คอมราคาประหยัด แต่สามารถจัดการ์ดจอลงไปในเซ็ตได้ ซึ่งที่เราจัดให้เริ่มต้นที่ 14,000 บาท ที่ได้ Intel Core i3 พร้อมการ์ดจอแยก และมี SSD มาให้ รวมถึงแรม 8GB ซึ่งหากต้องการความแรงที่เพิ่มขึ้น เพิ่มแรมอีก 8GB ก็ช่วยให้ทำงานได้ลื่นขึ้น หรือจะขยับมาที่ Intel ชุดที่ 2 ในงบสูงหน่อย 16,700 บาท แต่ได้แรมเป็น 16GB และ SSD+HDD มาในตัว เปิดเครื่องก็ไว และยังมีพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น ซึ่งหากจะให้ลงตัวมากกว่านี้ เพิ่มเป็น SSD 500GB ก็ไวขึ้นแล้ว ส่วนถ้ามีงบเยอะหน่อย เกินไปสัก 2,000 บาท มีตัวเลือกอย่าง AMD set 2 ที่ได้ซีพียูตัวแรงอย่าง AMD Ryzen 3 3300X มาคู่กับเมนบอร์ด B450 ตัวแรงจาก AORUS มีแรมให้ DDR4 8GB แต่จะได้ SSD 500GB และการ์ดจอแยก GeForce GT1030 มาด้วย แต่ถ้าเน้นความสดใหม่ AMD Set 3 ให้คุณได้ กับซีพียู AMD Ryzen 5 5600G รุ่นใหม่ กราฟิกมาในตัว Radeon Vega 7 ที่แรงพอตัว ตอบโจทย์ได้ มีงบประมาณเพิ่ม ค่อยซื้อการ์ดจอมาเพิ่มในภายหลัง ใครที่สนใจหรืออยากจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการใช้งาน ลองขยับกันได้เลยครับ

from:https://notebookspec.com/web/618513-pc-spec-15000-w-graphic-game

สรุป MacBook Pro และ Apple M1 Pro, M1 Max ใหม่ แรง พอร์ตครบ ราคาเริ่ม 73,900 บาท

MacBook Pro พร้อมชิป Apple M1 Pro, M1 Max ใหม่ที่หักปากกาเซียนด้วยความโปรเต็มแม็กซ์

macbook pro cover

นอกจาก AirPods, HomePod mini และแผนการให้บริการสตรีมมิ่งเพลง Apple Music ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่แล้ว ดาวเด่นของงานคงไม่พ้น MacBook Pro ที่ติดตั้งชิป Apple M1 รุ่นใหม่ทั้งหมด 2 ตัว ได้แก่ Apple M1 Pro, Apple M1 Max ซึ่งแตกต่างจากข่าวลือข่าวหลุดก่อนหน้านี้ว่า Apple จะตั้งชื่อ SoC (System On Chip) ใหม่ของตัวเองว่า Apple M1X อย่างสิ้นเชิง

นอกจาก MacBook Pro รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในงานนี้แล้ว ก็ต้องยกไฟสปอตไลท์ให้กับ SoC ใหม่สุดแรงทั้งสองรุ่นที่จะนำมาใส่ใน MacBook Pro ด้วย ซึ่งถ้าดูจากหน้าสเปคในวิดีโอเปิดตัวที่ผ่านมา จะเห็นว่าตัวคอร์ของชิปเปลี่ยนจาก 8 คอร์ แบบแยก 4 คอร์แบบ high-performance และ high-efficiency อย่างละครึ่งเป็น 10 คอร์แล้วจัดสรรปันส่วนในตัว SoC กันใหม่เสร็จสรรพอีกด้วย ซึ่งถ้าไม่กล่าวถึงประสิทธิภาพของชิปนี้แล้วข้ามไป MacBook Pro เลย ก็คงกระไรอยู่ ดังนั้นเราจะมาดูกันว่าชิปทั้งสองรุ่นนี้ประสิทธิภาพดีกว่าเดิมอย่างไรบ้าง 

MacBook Pro 2 size

สรุปความโปรเต็มแม็กซ์ของ Apple M1 Pro, Apple M1 Max ซีพียูหักปากกาเซียนข่าวหลุด

pro max m1

Apple SoC รุ่นใหม่ที่เปิดตัวแล้วนำไปใส่ใน Apple MacBook Pro รุ่นล่าสุดของทางค่ายนั้น จะมีทั้งหมด 2 รุ่น คือรุ่นเริ่มต้นเป็น Apple M1 Pro และรุ่นที่ประสิทธิภาพสูงสุดคือ Apple M1 Max ซึ่งถ้าเรียงประสิทธิภาพของ Apple SoC ในท้องตลาดปัจจุบัน จะเป็น Apple M1 ถัดมาเป็น Apple M1 Pro และพี่ใหญ่สุด Apple M1 Max นั่นเอง

Apple M1 Pro ตัวแรงภาคต่อจาก Apple M1

sum m1 pro system

ชิป Apple M1 Pro จัดเป็น Apple SoC รุ่นอัพเกรดจาก Apple M1 ที่ติดตั้งอยู่ในสินค้ากลุ่มพีซีของ Apple ในตอนนี้ เป็นสถาปัตยกรรม 5nm และได้รับการอัพเกรดกันมาแบบจัดเต็ม ได้ประสิทธิภาพสูงกว่า Apple M1 ตัวดั้งเดิม 70% และ Johny Srouji รองประธานอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ (SVP, Hardware Technologies) ของ Apple ให้รายละเอียดของชิปใหม่ไว้ดังนี้

  • คอร์ของซีพียู – แยกเป็น 2 ชุด ได้แก่ คอร์ประสิทธิภาพสูง (high-performance cores) จำนวน 8 คอร์ และคอร์ประหยัดพลังงาน (high-efficiency cores) อีก 2 คอร์ รวมเป็น 10 คอร์
  • คอร์กราฟฟิค (GPU) – สูงสุดที่ 16 คอร์ แต่จากหน้าสเปคของ MacBook Pro ที่ใช้ชิป M1 Pro จะแยกเป็น 2 สเปค คือ รุ่นเริ่มต้นมี 14 คอร์ ส่วนรุ่นสูงสุดมี 16 คอร์ มี 2,048 execution units, มีความเร็วคำนวน floating-point ที่ 5.2 teraflops ถ้าเทียบประสิทธิภาพเฉพาะ GPU แล้ว ตัว GPU ของ M1 Pro จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า M1 ถึง 2 เท่าทีเดียว
  • Neural Engine – หรือคอร์ Machine Learing ในตัวซีพียูมีจำนวน 16 คอร์ ทุกสเปค
  • Memory bandwidthมีความเร็วรับส่งข้อมูล 200 GB/s ซึ่งรับส่งข้อมูลได้เร็วมาก
  • Media Engine – มี Hardware accelerated รองรับการเข้าและถอดรหัสไฟล์วิดีโอแบบ H.264, HEVC, ProRes และ ProRes RAW และรองรับการสตรีมไฟล์วิดีโอ ProRes ความละเอียด 4K, 8K หลายคลิปพร้อมกันได้
  • Display Engine – ตัวชิปฝัง Display Engine เอาไว้ในตัวเพื่อรองรับการต่อใช้งานหลายหน้าจอพร้อมกัน และมี Thunderbolt I/O หรือชิปควบคุมการทำงานของพอร์ต Thunderbolt ติดตั้งไว้ใน Apple M1 Pro ด้วย
  • หน่วยความจำรวม (Unified Memory) – เริ่มต้นที่ 16GB สั่งปรับแต่งสเปคเพิ่มเป็น 32GB ได้
พี่ใหญ่สุดของตระกูล Apple M1 Max

m1 max sum

สำหรับรุ่นใหญ่สุดของ Apple SoC ที่ทางบริษัทเปิดตัวและนำมาติดตั้งใน MacBook Pro ในตอนนี้จะเป็น Apple M1 Max ซึ่งสเปคเรียกว่าแรงเหลือเชื่อพร้อมสเปคที่อัพเกรดจาก Apple M1 Pro ให้เร็วกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ดังนี้

  • คอร์ของซีพียู – แยกเป็น 2 ชุด ได้แก่ คอร์ประสิทธิภาพสูง (high-performance cores) จำนวน 8 คอร์ และคอร์ประหยัดพลังงาน (high-efficiency cores) อีก 2 คอร์ รวมเป็น 10 คอร์
  • คอร์กราฟฟิค (GPU) – มี 32 คอร์ ไม่มีการแยกจำนวนคอร์ GPU เหมือนกับ M1 Pro มี 4,096 execution units, มีความเร็วคำนวน floating-point ที่ 10.4 teraflops ถ้าเทียบประสิทธิภาพเฉพาะ GPU แล้ว ตัว GPU ของ M1 Pro จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า M1 ถึง 4 เท่า
  • Neural Engine – หรือคอร์ Machine Learing ในตัวซีพียูมีจำนวน 16 คอร์
  • Memory bandwidthเพิ่มความเร็วรับส่งข้อมูลเป็น 400 GB/s มากกว่า M1 Pro ถึง 2 เท่า
  • Media Engine – มี Hardware accelerated รองรับการเข้าและถอดรหัสไฟล์วิดีโอแบบ H.264, HEVC, ProRes และ ProRes RAW เช่นกัน แต่มีตัว Engine สำหรับเข้ารหัสวิดีโอ 2 ตัว กับเอนจิ้นสำหรับเข้าและถอดรหัส ProRes อีก 2 ตัวด้วยกัน รวมแล้วมี 4 ตัว สำหรับการเข้าและถอดรหัสวิดีโอ
  • Display Engine – ตัวชิปฝัง Display Engine เอาไว้ในตัวเพื่อรองรับการต่อใช้งานหลายหน้าจอพร้อมกัน เหมือนกับ Apple M1 Pro
  • หน่วยความจำรวม (Unified Memory) – เริ่มต้นที่ 32GB สั่งปรับแต่งสเปคเพิ่มเป็น 64GB ได้ เรียกว่าเป็นชิปของ Apple ที่มีหน่วยความจำรวมมากที่สุดในปัจจุบันนี้

m1 max gpu power on battery vs discrete gpu
m1 max gpu performance on battery vs compact pro pc laptop graphics on battery
gpu performance vs power using
gpu performance less power than discrete pc laptop graphics
m1 pro and max cpu performance vs 8 core pc laptop cpu
m1 pro max power consumption per wattage

นอกจากนี้ ทาง Apple เองก็จัดการเทียบประสิทธิภาพของตัว SoC ใหม่ของทางบริษัทกับซีพียูแบบ 4 คอร์ และ 8 คอร์ ที่ติดตั้งในโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่เป็นคู่แข่งโดยตรงในกลุ่ม โดยโชว์จุดเด่นหลายอย่างด้วยกัน ได้แก่

  • CPU Performance vs. power – Apple เผยว่าคอร์ซีพียูของชิป Apple M1 Pro และ M1 Max ที่ใช้พลังงานเพียง 30 วัตต์เท่านั้น พอเทียบกับซีพียูแบบ 4 คอร์ที่ใช้พลังงานระดับ 40 วัตต์ และ 8 คอร์ ที่ใช้พลังงานระดับ 65 วัตต์ จะเห็นว่า M1 Pro, M1 Max ประหยัดพลังงานกว่าซีพียูทั้งสองแบบเป็นอย่างมาก โดย Apple เคลมว่าประหยัดกว่าถึง 70%
  • GPU performance vs. power – ด้านคอร์จีพียูในตัว M1 Pro, M1 Max พอเอาไปเทียบกับการ์ดจอแยก (Discrete PC laptop graphics) ที่ติดตั้งมาในโน๊ตบุ๊ครุ่นที่นำมาเปรียบเทียบแล้ว จะเห็นว่า Apple SoC นั้นกินพลังงานน้อยกว่าถึง 70% และจีพียูใช้พลังงานต่ำกว่า 100 วัตต์ อีกด้วย
  • การใช้งานโดยไม่เสียบปลั๊ก – ทาง Johny Srouji เคลมเอาไว้ว่าซีพียูทั่วไป เมื่อถอดปลั๊กออกแล้ว ตัวการ์ดจอออนบอร์ดและการ์ดจอแยกจะสลับโหมดเป็นโหมดประหยัดพลังงานและลดประสิทธิภาพของการทำงานของตัวเองลง
    • จากในกราฟจะเห็นว่าเส้น Compact pro PC laptop graphics on battery ที่ Apple นำมาโชว์นั้นจะลดจากเส้นสีเทาอ่อนไปเป็นสีเทาเข้มที่อยู่ด้านล่าง และ Johny Srouji เคลมว่าจีพียูของ Apple M1 Max นั้นทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเสมอและแรงกว่าถึง 2.5 เท่า
    • ส่วนของ High-end PC laptop graphics on battery จะเห็นว่าตัวกราฟก็ลดการใช้พลังงานลงเช่นกัน ซึ่ง Johny Srouji ก็เผยว่าตัวจีพียูของ M1 Max สามารถทำงานได้ดีกว่า 3.3 เท่าทีเดียว

m1 size compare

หากเทียบไซซ์ของ Apple SoC แล้ว จะเห็นว่าขนาดของ Apple M1 นั้นมีขนาดเล็กที่สุดในกลุ่ม ถัดมาเป็น M1 Pro และ M1 Max ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามประสิทธิภาพและจำนวนคอร์ในตัว

macOS

ด้านซอฟท์แวร์ระบบปฏิบัติการอย่าง macOS เอง ทาง Craig Federighi รองประธานอาวุโสฝ่ายพัฒนาซอฟท์แวร์ (SVP, Software Engineering) กล่าวในงานเปิดตัวว่า macOS ที่ทางทีมปรับแต่งให้ทำงานกับ SoC ใหม่ทั้งสองรุ่นได้ดีขึ้นนั้น สามารถทำงานได้เร็วยิ่งกว่าเดิม เปิดแอพฯ ต่างๆ ได้เรียกว่าเร็วในทันที (instantly) แม้จะเป็นโปรแกรมที่กินทรัพยากรหนักก็ทำงานได้สบายๆ เช่นกัน 

unified memory m1

Unified Memory หรือหน่วยความจำรวม ที่เราอาจจะเข้าใจว่าเป็น RAM ของตัวเครื่องที่ใส่รวมเอาไว้กับชิป Apple M1 Pro, M1 Max ทำหน้าที่เป็นเหมือนแรมส่วนกลางที่ CPU, GPU จะแชร์กันใช้งาน ซึ่งแรมส่วนนี้จะไม่สามารถอัพเกรดในภายหลังได้และต้องสั่งปรับแต่งสเปคกันตั้งแต่สั่งซื้อเครื่องเลย ด้านสเปคจะเป็นแรมแบบ High bandwidth มีค่าความหน่วงต่ำ (Low Latency) เป็นแรม LPDDR5 256-bit ที่ Apple ออกแบบเองเพื่อ SoC ของตัวเองโดยเฉพาะ

โดยตัว macOS นั้นออกแบบให้ใช้งาน Unified memory ในตัว M1 Pro, M1 Max ได้อย่างเต็มที่ ทำให้การเรียกและใช้โปรแกรมนั้นๆ ทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยทาง Craig กล่าวว่าตัว Unified memory, CPU, GPU จะสื่อสารกันโดยตรง ทำให้ไม่มีการหน่วงและรอเปิดโปรแกรมหรือประมวลผลเลย

ml

นอกจากนี้คอร์ ML (Machine Learning) ใน SoC ยังทำงานได้ดีและรวดเร็ว โดยเขาเคลมว่าเมื่อเทียบกับ Intel Core i9 รุ่นสูงสุดที่เคยนำมาติดตั้งใน MacBook Pro แล้ว Apple SoC ทำงานเสร็จเร็วกว่า 3 เท่าทีเดียว 

M1 Pro Max system

ส่วนระบบรักษาความปลอดภัย Apple M1 จะมี Hardware-verified secure boot (ระบบ secure boot โดยใช้ฮาร์ดแวร์ตัวเครื่องยืนยัน), Runtime anti-exploitation (Runtime สำหรับป้องกันการเจาะระบบเข้ามายึดเครื่อง) และ Fast in-line encryption (การเข้ารหัสแบบ In-line อย่างรวดเร็ว) ติดตั้งมาให้ในชิปเพื่อเข้ารหัสไฟล์ที่อยู่ใน MacBook Pro ทั้งหมด

rosetta
universal

ด้านแอพฯ ของ Apple เองนั้นเรียกว่ารันได้อย่างรวดเร็วไม่มีปัญหา และถ้าเป็นแอพฯ จากฝั่ง x86 หรือ Intel ยังมีตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์อย่าง Rosetta 2 ที่ประสิทธิภาพดี ช่วยให้แอพฯ นั้นๆ ทำงานได้ไหลลื่นไม่มีปัญหารบกวนระหว่างใช้งานเลย นอกจากนี้บางแอพฯ ที่ยังไม่ได้รับการแปลงให้เรียบร้อย macOS จะมีตัว Universal สำหรับคอมไพล์แอพฯ นั้นใหม่อีกครั้งให้รันได้แบบ Native เหมือนแอพฯ ปกติในเครื่องอีกด้วย

apps

นอกจากนี้แอพฯ ด้านครีเอทีฟต่างๆ ของ Apple เองก็ได้รับการอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปอีกด้วย โดยฟีเจอร์ที่ทาง Apple อัพเดทได้แก่

  • Logic Pro – เพิ่มฟีเจอร์สร้างเสียงเพลงแบบ Spatial Audio 
  • Final Cut Pro – ฟีเจอร์ Object tracking หรือการจับโฟกัสสิ่งที่เลือก เมื่อใช้งานบน MacBook Pro แล้วจะทำงานได้เร็วกว่าเดิมรวม 5 เท่า และถ้าเรนเดอร์วิดีโอแบบ ProRes จะมี Compressor เข้ามาช่วยให้เรนเดอร์เสร็จเร็วขึ้น 10 เท่า

ซึ่งทาง Apple เสริมว่าไม่ได้จำกัดเอาไว้แต่แอพฯ ของทาง Apple อย่างเดียว แต่รวมไปถึงแอพฯ และ Plugin อื่นๆ ที่มีการปรับแต่งให้เข้ากับ Apple M1 Pro, M1 Max แล้ว โดย Craig ยกตัวอย่างเป็น Lightroom Classic, Cinema 4D, Capture One, Sketch ฯลฯ ซึ่งทางผู้พัฒนาโปรแกรมที่ได้ MacBook Pro ที่ติดตั้ง Apple SoC รุ่นดังกล่าวไปทดลองใช้งานแล้ว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันสามารถทำงานได้เร็วและลื่นไหลกว่าที่ผ่านมามากจนรุ่นเก่าเทียบไม่ติดเลย

MacBook Pro อัพเกรดเพื่องานระดับโปร เร็วแรงแต่ราคาก็เต็มแม็กซ์

MacBook Pro

MacBook Pro รุ่นใหม่ล่าสุดที่เปลี่ยนมาเป็น Apple M1 Pro และ M1 Max แล้ว ณ ตอนนี้จะมีตัวเลือกทั้งหมด 2 ขนาดด้วยกัน คือ 14.2 นิ้ว และ 16.2 นิ้วให้เลือก แต่ทั้งสองรุ่นจะแชร์ฟีเจอร์หลักๆ ร่วมกันแทบทั้งหมดและมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีระดับมือโปร และติดตั้ง macOS Monterey มาให้ใช้งาน

MacBook Pro new air system

อย่างแรกที่ทาง Apple จัดการอัพเกรดให้กับ MacBook Pro คือระบบระบายความร้อนโดยเป็นพัดลมคู่ที่ดึงอากาศเข้าจากด้านข้างและออกด้านหลังตัวเครื่องทั้งหมด 2 ตัวด้วยกัน ข้อดีของระบบระบายความร้อนใหม่นี้ คือช่วยระบายความร้อนให้ M1 Pro, M1 Max ในตัวเครื่องรักษาอุณหภูมิอยู่ในระดับที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา

แต่พัดลมจะทำงานเฉพาะตอนรันโปรแกรมหนักๆ เท่านั้น ถ้าเป็นโปรแกรมใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน อย่างการเข้าเบราเซอร์หรือพิมพ์งานทั่วๆ ไป ตัวพัดลมจะแทบไม่ต้องทำงานเลย ซึ่งผู้เขียนคาดว่าซอฟท์แวร์ประเภท Logic Pro, Final Cut Pro หรือพวกการเขียนโปรแกรมต่างๆ ถึงจะทำให้พัดลมของ MacBook Pro ทำงาน

thickness of macbook pro

ซ้ายของ 16.2 นิ้ว ขวาของ 14.2 นิ้ว

ส่วนความหนาและน้ำหนักของตัวเครื่อง จากงานเปิดตัวจะเห็นว่าตัวเครื่องรุ่น 14.2 นิ้ว จะหนาเพียง 15.5 มม. หนัก 3.5 ปอนด์ หรือราว 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนรุ่น 16.2 นิ้ว จะหนาขึ้นเล็กน้อยเป็น 16.8 นิ้ว หนัก 4.7 ปอนด์ หรือราว 2.1 กิโลกรัม เทียบกับโน๊ตบุ๊คฝั่ง Windows หลายๆ รุ่นแล้ว ต้องถือว่ามิติตัวเครื่องและน้ำหนักจัดว่าเบาใช้ได้

full keyboard

magic keyboard
keyboard

ด้านคีย์บอร์ดต้องถือว่าทาง Apple ได้กรณีจากการทำคีย์บอร์ดแบบ Butterfly และพยายามแหวกแนวด้วยจอ Touch Bar บนคีย์บอร์ดของ MacBook Pro รุ่นก่อนหน้ามาแล้วแต่ผู้ใช้คงจะไม่ปลื้มนัก เลยทำให้ทาง Apple นำ Magic Keyboard ทั้งตัวมาใส่เป็นคีย์บอร์ดของ MacBook Pro แทน ซึ่งรวมถึงปุ่ม Touch ID ตรงมุมบนขวามือของคีย์บอร์ดด้วย โดยมีปุ่มจริง (Physical keys) มาแทน Touch Bar เลย และเป็นปุ่มแบบ Tactile ของ Mechanical Keyboard ที่ผู้ใช้นิยมใช้งานกัน พร้อมไฟ LED Backlit ที่ตัวอักษรบนปุ่มเช่นเดิม ส่วน Touchpad จะเป็นแบบ Force Touch สำหรับใช้งานกับแอพฯ ที่รองรับฟีเจอร์นี้ด้วย

port l
port r

ส่วนพอร์ตด้านข้างตัวเครื่อง หากผู้ใช้คนไหนมี MacBook Pro รุ่นเก่าอยู่จะจำได้ว่าทาง Apple เปลี่ยนพอร์ตที่ติดตั้งเอาไว้ด้านข้างตัวเครื่องมาใช้พอร์ต Thunderbolt จำนวน 2-4 พอร์ต ตั้งแต่ปี 2016 ที่ผ่านมาแล้ว แต่โมเดลใหม่ล่าสุดนี้ ทาง Apple เลือกเติมพอร์ตสำคัญที่ผู้ใช้มักใช้งานกลับมาให้หลายพอร์ตด้วยกัน ได้แก่

  • พอร์ตฝั่งซ้ายมือจากซ้าย : พอร์ตปลั๊กแม่เหล็ก MagSafe 3, Thunderbolt 4 x 2 ช่อง, ช่องหูฟัง 3.5 มม. รองรับหูฟังที่มีค่าความต้านทานสูง
  • พอร์ตฝั่งขวามือจากซ้าย : SDXC Card reader, Thunderbolt 4, HDMI
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – เชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0

MagSafe

โดย MagSafe นี้จะเป็นเวอร์ชั่นใหม่โดยเป็นหัว MagSafe to USB-C และต่อเข้ากับปลั๊กของ MacBook Pro อีกครั้งหนึ่ง และเจ้าของเครื่องก็เลือกชาร์จได้ว่าต้องการใช้ MagSafe หรือใช้ Thunderbolt 4 ชาร์จแบเตตอรี่ให้เครื่องก็ได้ ซึ่งถ้าใครใช้งาน MacBook มานานระยะหนึ่งแล้ว จะจำได้ว่าพอร์ต MagSafe นั้นเป็นพอร์ตชาร์จแบตเตอรี่ที่ดีรุ่นหนึ่ง เนื่องจากตัวปลั๊กจะดูดติดกับตัวเครื่องด้วยแม่เหล็กและให้กำลังการชาร์จที่ดีทีเดียว และเมื่อเกิดอุบัติเหตุเวลาใครมาสะดุดสาย MagSafe ก็จะหลุดไปแต่ตัวสายและไม่ลาก MacBook Pro ให้กระแทกพื้นด้วย

m1 pro macbook pro
m1

ด้านการเชื่อมต่อหน้าจอแยก MacBook Pro รุ่นใหม่นี้เรียกว่าจัดเต็มทีเดียว โดย Apple เผยว่าถ้ารุ่นที่ใช้ Apple M1 Pro จะเชื่อมต่อหน้าจอ Pro Display XDR พร้อมกันได้ 2 จอ แต่ถ้าเป็น Apple M1 Max จะต่อ Pro Display XDR ได้ 3 จอ กับทีวีความละเอียด 4K อีกหนึ่งจอและทำงานได้พร้อมๆ กัน เรียกว่าประสิทธิภาพของ Apple SoC ใหม่นี้ทรงพลังเป็นอย่างมาก

new monitor

slim screen

ส่วนขอบหน้าจอใหม่ “Liquid Retina XDR” ของ MacBook Pro ทาง Apple จัดการบีบขอบหน้าจอให้บางลงจนเหลือ 3.5 มม. เทียบแล้วบางกว่ารุ่นเดิม 24% และขอบบนของหน้าจอก็บางลงเหลือ 3.5 มม. ซึ่งบางกว่ารุ่นเดิมถึง 60% ด้วยกัน และติดตั้งกล้องหน้า FaceTime HD เอาไว้เช่นเดิมและจัดการดัน Control bar ขึ้นไปจนอยู่ระนาบระดับเดียวกับกล้องหน้าเพื่อให้เห็นคอนเทนต์บนหน้าจอได้มากยิ่งขึ้น

14.2 inch
14.2
size
resolution 16.2

สำหรับขนาดหน้าจอ ถ้าติดตามข่าวหลุดมาอย่างต่อเนื่องต้องถือว่าข้อมูลนี้ถูกต้องเพราะตัวเครื่องจะมีขนาด 14.2 นิ้ว ความละเอียด 3024×1964 พิกเซล มีเม็ดพิกเซลบนหน้าจอ 5.9 ล้านพิกเซล ส่วนรุ่น 16.2 นิ้ว มี 3456×2234 พิกเซล มีเม็ดพิกเซลบนหน้าจอ 7.7 ล้านพิกเซล ให้ความละเอียดคมชัดยิ่งกว่าหน้าจอรุ่นที่แล้ว

 

promotion
120hz

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่หลายคนต้องการให้ใส่มาใน MacBook Pro มาตลอดอย่าง ProMotion ที่ปรับค่า Refresh Rate หน้าจอสูงขึ้นหรือต่ำลงตามแอพฯ ที่กำลังใช้งานอยู่ โดยตัวเครื่องจะจัดการปรับความลื่นไหลบนหน้าจอให้โดยอัตโนมัติตามความเหมาะสมของคอนเทนต์ โดยปรับขึ้นเมื่อต้องการความลื่นไหลสูง หรือปรับลงเพื่อประหยัดพลังงานได้ด้วย

refreshrate

และในเมื่อเป็น MacBook Pro ที่เอาไว้ทำงานคอนเทนต์ต่างๆ แล้ว Apple ก็ไม่ล็อคให้ใช้ ProMotion ตลอดเวลา โดยเปิดให้ปรับตั้งค่า Refresh Rate ที่ต้องการได้ด้วย จะเห็นว่าเลือกได้ตั้งแต่ 60, 59.94, 50,48, 47.95 Hz ได้ตามการใช้งานเลย รวมทั้งหน้าจอ

mini led

ส่วนรายละเอียดของ Liquid Retina XDR จะเป็นหน้าจอ Mini-LED แบบเดียวกับของ iPad Pro โดยทาง Apple เคลมว่าหน้าจอนี้แสดงผลได้ 1 พันล้านสี มี Local Dimming ความสว่างปกติทั่วหน้าจอ 1,000 nits เร่งได้สูงสุด 1,600 nits ค่า Contrast Ratio ที่ 1,000,000:1 สามารถตัดต่อแต่งภาพและคอนเทนต์ที่เป็น HDR ได้เลย

face time

ด้านความละเอียดของกล้องหน้า ยังเป็นกล้อง FaceTime HD ธรรมดาไม่ได้เป็นกล้องสแกนใบหน้า TrueDepth แบบใน iPhone (คาดว่าเพราะมี Touch ID ติดตั้งมาให้แล้วจึงไม่ใส่มาซ้ำซ้อนกัน) มีความละเอียด 1080p f/2.0 ติดเลนส์แบบใหม่ซ้อน 4 ชั้น

computational

โดยจุดเด่นของกล้อง FaceTime HD ใหม่นี้จะรับแสงในที่แสงน้อยได้ดีกว่าเดิม 2 เท่า และการโทร FaceTime จะเป็น Computaional video ที่ให้แสง, สี และภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิม จะเห็นว่าทาง Apple ใส่ฟีเจอร์ Auto white balance, Auto exposure และ Local tone mapping ที่ช่วยปรับแสงสีในภาพให้สมจริง และมี Smart HDR อีกด้วย ทำให้สีผิวและภาพโดยรวมสวยงามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าใครใช้ FaceTime ติดต่อกับเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่ใช้ MacBook หรือ iPhone ด้วยกันก็คาดหวังเรื่องความสวยงามได้

เสียงดีขึ้น

ส่วนไมโครโฟนของ MacBook Pro จะเป็นไมโครโฟนระดับ Studio โดย Apple เคลมว่าไมค์ใหม่นี้จะลดเสียงรบกวนรอบๆ ลง 60% ทำให้บันทึกเสียงเครื่องดนตรีและเสียงร้องได้ดีกว่าเดิม

speaker

สำหรับลำโพงตัวเครื่องจะมีทั้งหมดรวม 6 ตัว แยกเป็น Tweeter x 2 ตัว (สี่เหลี่ยมสีฟ้าด้านบนในภาพ) และลำโพง Woofer x 4 ตัว (วงรี 4 วงด้านล่าง) ซึ่ง Apple เคลมว่าทวีตเตอร์นี้ปรับแต่งให้ใหญ่กว่าเดิม 2 เท่า ให้เสียงสเตจเคลียร์กว่าเดิม และไดอะแฟรมของ Woofer ทั้ง 4 ตัวก็ปรับให้ใหญ่ขึ้น ทำให้แรงปะทะเสียงกับอากาศดีกว่าเดิม โดยเคลมว่าเสียงเบสจะหนักแน่นขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ 80% ทำให้เสียงเพลงฟังได้เต็มอิ่มขึ้น ซึ่ง MacBook Pro ทั้ง 2 ขนาดจะได้ลำโพงทั้ง 6 ตัวเหมือนกันทั้งคู่ และรองรับ Spatial Audio อีกด้วย

14 inch
14 gpu
14 ml

เมื่อเปลี่ยนมาเป็นชิป M1 Pro, M1 Max แล้ว ทาง Apple ก็เคลมประสิทธิภาพเช่นกันว่า MacBook Pro ขนาด 14.2 นิ้วใหม่นี้เมื่อเทียบกับรุ่นเก่าที่ติดตั้งซีพียู Intel Core i7 อยู่ พลังประมวลผลของ CPU จะดีกว่าเดิม 3.7 เท่า, ด้าน Graphics ถ้าเป็นชิป M1 Pro จะดีกว่เาดิม 9 เท่า และรุ่น M1 Max รีดไปได้ 13 เท่าจาก Intel Core i7 ส่วน ML performance (Machine Learning) ตัว Apple SoC จะดีกว่า Intel ถึง 11 เท่าทีเดียว

16 gpu
16 ML

ทางรุ่น 16.2 นิ้ว ที่ใช้จำนวนคอร์ซีพียูเท่ากับรุ่น 14.2 นิ้ว แต่คอร์จีพียูเยอะกว่า เมื่อเทียบกับการ์ดจอแยก AMD Radeon Pro 5600M ใน MacBook Pro 16 นิ้วรุ่นก่อนหน้าแล้ว ชิป M1 Pro จะทำงานได้ดีกว่า 2.5 เท่า และ M1 Max ดีกว่าถึง 4 เท่า และ ML performance เมื่อเทียบกับ Intel Core i9 ใน MacBook Pro 16 นิ้วรุ่นก่อนจะประมวลผลได้ดีกว่าเดิม 5 เท่า จัดว่า Apple SoC ใหม่นี้ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน ส่วน SSD ที่ติดตั้งมาในเครื่องจะเป็นรุ่นใหม่และรับส่งข้อมูลได้เร็วมากถึง 7.4 GB/s ทีเดียว

14 inch batt
16 inch batt

ด้านระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ ก็ต้องถือว่าทำได้ดีทีเดียว โดยรุ่น 14.2 นิ้ว จะใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 17 ชั่วโมง และรุ่น 16.2 นิ้วได้ 21 ชั่วโมง และถ้าช่างภาพที่นำเครื่องไปใช้งานนอกสถานที่และไม่ได้ต่อปลั๊ก ถ้าใช้โปรแกรม Lightroom Classic ทำงานแล้ว จะใช้แต่งภาพได้นานกว่าเดิม 2 เท่า

fast charge

นอกจากนี้ Apple ยังใส่ฟีเจอร์ชาร์จเร็วมาให้ด้วย โดยเคลมไว้ว่าเมื่อชาร์จ 30 นาที จะได้แบตเตอรี่กลับมา 50% ทำให้เราใช้งานได้นานกว่าเดิม ส่วนบอดี้อลูมิเนียมของตัวเครื่องทำจากอลูมิเนียมที่รีไซเคิลมาแล้ว เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

สเปคที่ Apple เปิดให้ลูกค้าปรับแต่ง MacBook Pro ใหม่ได้ตามต้องการ แต่ราคาก็เต็มแม็กซ์เช่นเดิม

14 inch pricing

เชื่อว่าผู้ใช้หลายๆ คน หลังจากดูงานเปิดตัวไปแล้วก็คงจะอยากเป็นเจ้าของ MacBook Pro รุ่นใหม่นี้แน่ๆ โดยราคาตั้งที่หน้าเว็บไซต์ Apple Thailand ในตอนนี้ จะเห็นว่ารุ่น 14 นิ้วรุ่นเริ่มต้นกับตัวท็อปจะแตกต่างกันที่จำนวนคอร์ของ M1 Pro, ความจุของ SSD ที่ติดตั้งมาให้ และกำลังชาร์จของปลั๊ก MagSafe ที่แถมมาให้ในกล่อง ส่วนนอกจากนั้นจะเหมือนกันทั้งหมด แต่ราคาต่างกัน 16,000 บาท โดยมีรายละเอียดแตกต่างกันดังนี้

  • รุ่นเริ่มต้นราคา 73,900 บาท – ติดตั้ง Apple M1 Pro รุ่นซีพียู 8 คอร์ จีพียู 14 คอร์ และ SSD 512GB ได้ MagSafe 67 วัตต์
  • รุ่นสูงสุดราคา 89,900 บาท – ติดตั้ง Apple M1 Pro ตัวเต็ม มีซีพียู 10 คอร์ จีพียู 16 คอร์ และ SSD 1TB ได้ MagSafe 96 วัตต์ 

จะเห็นว่าสเปคจะต่างกันเล็กน้อย จากมุมของผู้เขียนเห็นว่า MacBook Pro ตัวเริ่มต้นนั้นจะเหมาะกับนักเรียนนักศึกษาที่ทำงานอาร์ต, วาดรูปแต่งภาพ ตัดต่อวิดีโอเพื่อทำพรีเซนต์ส่งอาจารย์ รวมไปจนถึงฟรีแลนซ์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ก็สามารถใช้งานได้สบายๆ ส่วนตัวท็อปจะเหมาะกับคนที่เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์และช่างภาพที่รับงานระดับจริงจัง ต้องการเครื่องประสิทธิภาพสูงสักหน่อยก็เลือกตัวนี้ไปใช้งานได้เลย

14 inch max custom

ส่วนถ้าใครอยากอัพสเปคให้แรงที่สุดเท่าที่ Apple เปิดให้อัพเกรดรุ่น 14.2 นิ้วได้ จะมีตัวเลือกเป็น Apple M1 Max รุ่นซีพียู 10 คอร์ กับ จีพียู 32 คอร์, 64GB Unified memory, 8TB SSD ได้เลย แต่ราคาจะทะยานขึ้นไป 208,900 บาท ถ้าคิดจากรุ่นสำเร็จรูปราคาสูงสุด ราคาจะสูงขึ้น 119,000 บาททีเดียว

16 inch pricing

ด้านรุ่น 16.2 นิ้วจะถือว่าสเปคไม่ต่างอะไรกันมากนัก อย่างมากสุดคือรุ่นเริ่มต้นที่ราคาเท่ารุ่นสูงสุดของ 14.2 นิ้ว Apple จะติดตั้ง SSD ความจุ 512GB มาให้ และถ้าอัพเกรดอีก 7,000 บาทมาเป็นรุ่นกลางราคา 96,900 บาท จะเพิ่ม SSD เป็น 1TB และใช้ซีพียู Apple M1 Pro แบบ ซีพียู 10 คอร์ และ จีพียู 16 คอร์เหมือนกัน

แต่รุ่นประกอบสำเร็จรูปสเปคสูงสุดจัดเป็นตัวไฮไลต์และเป็นรุ่นเดียวที่ติดตั้ง Apple M1 Max มาให้จากโรงงาน มี Unified Memory 32 GB และ SSD 1TB และราคาอยู่ที่ 124,900 บาท เพิ่มจากรุ่นกลางมา 28,000 บาท แพงกว่ารุ่นเริ่มต้นของ 16.2 นิ้วอยู่ 35,000 บาท

16 inch max custom

ส่วนการปรับแต่งสเปค MacBook Pro 16.2 นิ้วให้เต็มประสิทธิภาพ โดยเลือกจากรุ่นที่เป็น Apple M1 Max แล้ว จะมีให้เพิ่มเพียง Unified Memory เป็น 64GB และ SSD เพิ่มความจุเป็น 8TB และได้ราคาจบที่ 215,900 บาท จัดว่าราคาสูงขึ้นกว่าเดิม 91,000 บาท ซึ่งถ้าใครใช้งานหนักอย่างการเขียนโปรแกรม, แต่งภาพตัดต่อวิดีโอระดับโปรดักชั่นเฮ้าส์หรือทำหนังสั้น รวมไปถึงคนที่เรนเดอร์โมเดล 3D CG แบบจริงจัง การอัพสเปคเครื่องมาระดับนี้ก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานของอย่างแน่นอน

final cut

สุดท้าย ผู้เขียนก็ขอย้ำเรื่องการเลือกรุ่นให้เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของเราเช่นเดิม ซึ่งโดยส่วนตัวผู้เขียนที่มีโอกาสได้ทดลองใช้ MacBook Air M1 มา ก็เชื่อว่า M1 Pro, M1 Max จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมอย่างแน่นอน แต่ถ้าใครไม่ได้ใช้งานหนักมาก อาจจะแค่ดูหนังฟังเพลง มีการตัดต่อวิดีโอหรือแต่งภาพบ้างก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมา MacBook Pro ก็ได้ หรืออาจจะเลือกแค่รุ่นประกอบสำเร็จรูปตัวเริ่มต้นขนาด 14.2 นิ้วก็ถือว่าเพียงพอ

ยกเว้นครีเอเตอร์ที่ต้องใช้กำลังประมวลผลของซีพียูที่หนักหน่วงอย่างต่อเนื่อง จะใช้ประโยชน์จากระบบปรับแต่งสเปค เลือกเพิ่มสเปคอีกเล็กน้อยให้ตอบโจทย์การใช้งานแต่ประหยัดงบประมาณเอาไว้อุดหนุนโปรแกรมแท้หรืออุปกรณ์เสริมที่จำเป็นสำหรับการใช้งานก็จะมีประโยชน์อย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

Share image Edit Name 3ipadprom1

apple cover

ipad pro cover

from:https://notebookspec.com/web/619169-new-macbook-pro-summary-apple-event

จอคอมมือสอง 2021 วิธีง่ายๆ เลือกจอแบบไหน ได้ของดี ใช้งานได้ตรงที่ต้องการ ประหยัดเงิน

จอคอมมือสอง เลือกแบบไหนดี 2021 วิธีสังเกต และตรวจสอบให้มั่นใจ ใช้งานได้ยาวนาน ประหยัดค่าใช้จ่าย ซื้อแล้วสบายใจ

Gaming monitor cov2 1

จอคอมมือสอง ขึ้นชื่อว่าของมือสอง หลายคนก็อาจจะมีความกังวล ว่าจะใช้งานได้ทนหรือมีปัญหามาหรือไม่ ยิ่งอุปกรณ์บางอย่างที่เสียง่าย ถ้าไม่จำเป็นก็อยากจะได้ของใหม่มาใช้ แต่ติดเรื่องราคาที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะคนที่เล่นเกม ลงทุนไปกับคอมแรงๆ แล้ว ก็อยากได้จอเกมมิ่งใหญ่ สเปคดี มีรีเฟรชเรตสูงๆ มาใช้งานด้วย แต่เริ่มต้น 27″ ระดับที่มากกว่า 144Hz ราคาพุ่งไปเกือบ 8 พันบาทแล้ว ส่วนถ้าจอใหญ่กว่านั้น หรือรีเฟรชเรตสูงๆ เป็นจอเกมมิ่งหรือ Curved Monitor ก็ยิ่งต้องเพิ่มเงินไปอีก ทางเลือกอย่างจอมือสอง ก็ดูจะน่าสนใจ เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยช้ำมาก สามารถหาซื้อได้ง่าย เนื่องจากเวลานี้มีตัวเลือกและช่องทางซื้อขายอยู่มากมายทีเดียว

จอคอมมือสอง

เลือกจอแบบไหนดี Flat หรือ Curved

จอคอมมือสอง

หลายคนคุ้นเคยกับจอแบนหรือแบบ Flat ก็อาจจะลองใช้จอโค้ง แต่หลายคนก็ยังคงจบที่จอแบนเหมือนเดิม เพราะไม่อยากปรับตัว ปรับสายตาใหม่ ซึ่งในแง่ของการเลือกจอคอมมือ 2 เอามาใช้งาน ทั้ง 2 แบบนี้ ก็ยังคงมีความต่างกันอยู่ในแง่มุมต่างๆ โดยปกติคนที่ใช้จอใหญ่ ก็มักจะมีปัญหาเมื่อจะต้องกวาดสายตามองไปให้ทั่วจอได้ยาก โดยเฉพาะคนที่เล่นเกมแนว FPS หรือแอ็คชั่นชู๊ตติ้ง ที่ต้องจับสังเกตพื้นที่ได้ทั่วๆ บริเวณสมรภูมิ เพื่อให้เห็นศัตรูได้ง่ายขึ้น ยิ่งเป็นจอที่มีความละเอียดสูง เช่น 2K หรือ 4K ก็ยิ่ง ต้องใช้สายตามากขึ้น การที่เป็นจอโค้ง ที่โอบกระชับสายตาเข้ามา ก็ช่วยให้การมองเห็นได้ง่ายกว่าเดิม รวมถึงไม่ต้องถอยระยะออกห่างจากหน้าจอมากนัก เพียงแต่จอโค้ง Curved monitor นั้น ราคาจอใหม่ ก็จะค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับจอแบบ Flat หรือจอแบนในสเปคใกล้เคียงกัน ซึ่งหากเป็นจอมือสองนั้น ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายไปไม่น้อยเลยทีเดียว

จอคอมมือสอง

แต่การเป็นจอแบนหรือ Flat นั้น ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม สำหรับคนที่จะเน้นไปใช้ในแง่ของการทำงานเป็นหลัก เพราะส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญต่อมุมมองในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแสงสี ที่มีความแม่นยำสูง และพื้นที่การใช้งานที่กว้างขวางมากกว่า อย่างไรก็ดีขึ้นอยู่กับผู้ใช้เอง ที่จะพิจารณาในข้อนี้ เพราะหลายคนใช้งานหลายอย่างบนจอตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงานและความบันเทิง ซึ่งจะให้น้ำหนักในส่วนใดเป็นหลัก เช่น ถ้าเน้นที่การเล่นเกม ก็อาจจะดูที่ขนาดของหน้าจอ ความละเอียด ฟีเจอร์ของจอภาพ เช่น อัตรารีเฟรชเรตที่สูง, มีเทคโนโลยี FreeSync, G-Sync, Black Stabilizer หรือจะเป็น HDR เป็นต้น แต่หากจะเน้นไปที่การทำงานเป็นหลัก ก็คงต้องให้น้ำหนักไปที่ คุณสมบัติเฉพาะ เช่น พาแนล IPS คุณภาพสูง มุมมองที่กว้าง มีเทคโนโลยีและขอบเขตสีที่แม่นยำ เช่น sRGB หรือ DCI-P3 ซึ่งมีตัวเลขที่สูง อย่างไรก็ดี ราคาของจอประเภทนี้ก็จะสูงตามไปด้วย ซึ่งหากได้มาในราคาที่เหมาะสม ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

จอคอมมือสอง

ขนาดหน้าจอสำคัญมั้ย

จอคอมมือสอง

เรื่องของขนาดจอภาพ ก็จะเป็นตัวกำหนดของราคาจอมือสองที่คุณจะซื้ออยู่ด้วยเช่นกัน แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม เพราะจอภาพใช้งานทั่วไปหน้าจอที่ใหญ่ระดับ 27″ ก็อาจจะราคาถูกกว่า จอภาพที่เล็กกว่า เช่น 24″ ที่เป็นจอเกมมิ่ง ฉะนั้นอาจจะต้องสังเกตดีๆ เมื่อจะเลือกซื้อ จอขนาดที่ใหญ่ ก็ช่วยให้การมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทัศนียภาพ หรือสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ซึ่งสำคัญมากต่อการเล่นเกมหรือดูหนัง เพราะจะได้พื้นที่ในการรับชมที่มากกว่า รวมถึงการมองเห็นตัวละครได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมในแนวใดก็ตาม เช่นเกม Action Shooting FPS ก็จะช่วยให้เห็นศัตรูจากระยะไกล การเล็งเป้าหมาย ก็ง่ายขึ้น หรือจะเป็นแนว MOBA ก็จะทำให้เห็นความสวยงามของเวทย์และความอลังการของฮีโร่ และแผนที่ในเกม หรือจะเป็นแนว RTS ก็ทำให้การเคลื่อนไหว มองเห็นสิ่งต่างๆ การทำ Quest ก็ง่ายขึ้น ยิ่งถ้าเป็นจอภาพที่มีความละเอียดสูง ก็จะทำให้ขอบเขตของสิ่งต่างๆ เหล่านี้กว้างขึ้นอีกด้วย

จอคอมมือสอง

แต่ก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของผู้ใช้แต่ละคน เพราะการรับชมหรือการมองภาพนั้นไม่เหมือนกัน บางคนที่ชอบจอขนาดไม่กว้างเกินไป หรือมีพื้นที่ทำงานค่อนข้างจำกัด หรือไม่อยากจะขยับขยาย นั่งห่างจากหน้าจอเกินไปนัก การเลือกใช้หน้าจอระดับ 24″ ความละเอียด Full-HD 1080p ก็ดูจะเหมาะสม แต่ถ้าต้องการใช้ทำงานไปด้วย หน้าจอความละเอียดมากกว่า 2K 1440p ขึ้นไป ก็ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น แต่ถ้าต้องการความละเอียดในการเล่นเกมสูงๆ รวมถึงมีสเปคคอมที่แรง และสามารถขับเคลื่อนหรือรีดเฟรมเรตได้สูงๆ มองเห็นรายละเอียดโดยรอบได้ชัดเจน ทางเลือกที่เป็นจอขนาดใหญ่กว่า 27″ บน Resolution ระดับ 4K ก็น่าสนใจไม่น้อย แต่ราคาก็จะสูงตามไปด้วย เช่นในปัจจุบัน จอขนาด 32″ ที่ความละเอียด 2K 144Hz เริ่มต้นที่ 10,000 บาท ซึ่งอาจจะหาจอที่เป็นมือสองได้ที่ราวๆ 7,xxx บาท เทียบได้กับจอ 27″ มือหนึ่ง ที่เป็นจอเกมมิ่งเลยทีเดียว ก็น่าสนใจเหมือนกัน


ซื้อจอคอมมือสองที่ไหน

จอคอมมือสอง

แหล่งซื้อหาจอคอมมือสอง มีมากมาย ไม่ต่างจากการหาคอมมือสองที่เราเคยนำเสนอกันไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ มีทั้งแบบ Online ที่เรียกว่าหาซื้อกันได้บนหน้าร้านออนไลน์ Facebook หรือจะเป็น Kaidee และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละบุคคล ส่วนอีกแบบคือ แบบ Offline ซึ่งเป็นการเดินไปดูในห้างไอที หน้าร้าน ตู้ขายมือสอง หรือที่อื่นๆ ทั้งสองแบบนี้ มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ในแง่ต่างๆ เพราะถ้าหากใครเคยซื้อขายของมือสอง ก็น่าจะพอทราบกันดีว่า มีรายละเอียดปลีกย่อยกันพอสมควร และมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันออกไป

ซื้อผ่านออนไลน์ ซื้อที่หน้าร้าน
ความสะดวก ดูรุ่นที่ชอบผ่านมือถือได้ ต้องเดินหา
เช็คสินค้า เช็คได้ยาก เช็คได้ง่าย เห็นตัวจริง
ราคา อาจได้ราคาถูก+ค่าส่ง ราคาอาจสูง+มีต้นทุน
ความเชื่อมั่น อยู่ที่เครดิตคนขาย มีหน้าร้าน เข้าถึงง่าย
เครดิตคนขาย เช็คเครดิตผู้ขายได้ในกลุ่ม มีตัวตน หลักแหล่ง เช็คได้
รายละเอียดสินค้า ดูจากรูปและข้อมูลประกอบ ดูได้ละเอียดกว่า สัมผัส
และทดลองได้
เปรียบเทียบ ง่าย ดูจากเว็บไซต์และ Group อื่นๆ ยาก ต้องเช็ครุ่นและซีรีส์
แล้วเปรียบเทียบในเว็บไซต์
รูปภาพและตัวจริง ไม่ละเอียด ดูจากในภาพ เห็นตัวจริง จับได้ ทดลองใช้
การรับประกัน ประกันสินค้า + ประกันใจ ประกันสินค้า + ประกันร้าน + ประกันใจ
การจัดส่ง ส่งพัสดุ ไม่ได้เช็คสภาพ ลุ้นระหว่างการขนส่ง ปลายทาง ต้องถ่ายหลักฐานเมื่อรับของ ตรวจเช็คเสร็จ สภาพรับได้ จ่ายเงิน หิ้วกลับ
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ค่าเน็ต ค่าขนส่ง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร
สินค้ามีปัญหา ติดตามผู้ขาย ส่งกลับ ส่งซ่อม หิ้วกลับไปที่ร้าน รอซ่อมหรือเปลี่ยน
จอคอมมือสอง

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 แบบนี้ อาจจะมีความต่างกันบ้างในบางแง่มุม แต่อย่าลืมว่า ความแตกต่างบางจุดนั้น อาจส่งผลต่อสิ่งที่คุณได้รับอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าการซื้อแบบออนไลน์ จะช่วยให้คุณสะดวก ไม่ต้องออกไปเอง หรือสามารถหาข้อมูลและรุ่นอื่นๆ เปรียบเทียบได้ ต่างจากการต้องเดินไปดูตามตู้หรือหน้าร้านในห้างไอทีต่างๆ และยังจ่ายเงินออนไลน์ รอของมาส่งได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความมั่นใจ เพราะตั้งแต่ที่คุณติดต่อกับผู้ขาย เช็คเครดิตและการทำธุรกรรมออนไลน์ ไปจนถึงการขนส่ง มาถึงมือคุณและตรวจสอบการใช้งานอีกครั้งว่าสามารถใช้งานได้ปกติหรือสภาพเป็นไปตามรูปภาพ หรือที่ผู้ขายเสนอไว้หรือไม่ ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน หากทุกขั้นตอนที่ว่ามานี้ผ่านพ้นด้วยดี ได้รับสินค้าสภาพดี ถูกใจในราคาที่เหมาะสม ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าโชคร้าย ไปเจอความผิดปกติในขั้นตอนใด เพียงแค่สิ่งเดียว เรื่องทั้งหมดก็จะดูเป็นปัญหาขึ้นทันที เช่น โอนเงินแล้วไม่ส่งของ ส่งของให้ล่าช้า หรือส่งของเสียหรือไม่ตรงปกมา ก็ต้องเสียเวลาในการติดตาม แก้ไขปัญหาเช่นกัน

จอคอมมือสอง

แต่ก็ไม่ใช่บอกว่าการซื้อแบบออนไลน์ไม่ปลอดภัย ในกรณีที่เช็คเครดิตผู้ขายดีแล้ว การโอนเงินอาจผ่านทางแอดมินเพจได้ หรือที่เรียกว่าผ่านกลาง ก็ช่วยลดความเสี่ยงไปได้ระดับหนึ่ง สุดท้ายหากสินค้าไม่ได้อยู่ไกลจากคุณมากนัก พอที่จะเดินทางไปรับด้วยตัวเองได้ หรือไปลองใช้งาน เพื่อเช็คสภาพก่อนได้ ก็ยิ่งลดความเสี่ยงต่างๆ ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ไปได้มาก เหลือแค่เพียงคุณประคองจอนั้นให้กลับถึงบ้านโดยปลอดภัย และเสียบปลั๊กใช้งาน เล่นเกมกันต่อไปเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าถึงขั้นนี้แม้จะมีความเสี่ยง เพราะมีแค่ประกันใจ เพราะประกันตัวเครื่องอาจหมดไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ต่างไปจากเราเดินดูตามร้านหรือตามตู้มือสองมากนัก


เช็คประกันให้มั่นใจ

การรับประกันถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าของมือสองส่วนใหญ่ ไม่ประกันหมด ก็ถือว่าใกล้จะถึงอายุการรับประกัน ดังนั้นแล้วก็ควรจะต้องมีแผนสำรองเอาไว้ด้วย ไม่ใช่ว่าซื้อมาใช้ได้ 2-3 วัน แล้วพัง เปิดไม่ติดแบบนี้คงไม่ดีแน่นอน จึงต้องสอบถามและขอข้อมูลผู้ขายเอาไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อแบบออนไลน์หรือจากหน้าร้านขายมือสองก็ตาม สิ่งที่ควรจะต้องเช็คแรกๆ คือ การรับประกันใจ หรือประกันร้าน ในกรณีที่ประกันสินค้าหมดไปแล้ว และอยากจะให้ชัดเจนว่าไม่มีการหมกเม็ด เพื่อขายทิ้งนั่นเอง

ประกันปกติ: หรือที่เป็นประกันสินค้าจากดีลเลอร์หรือผู้จำหน่ายโดยตรง เป็นสิ่งที่ผู้ที่จะซื้อจอมือสอง ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ อย่างน้อยควรเหลือประกันไว้บ้าง สัก 1-3 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่า ยังใช้งานได้ต่อไป และจอนั้น ก็ไม่ได้เก่าเกินไป จนไม่เหลือประกัน ซึ่งจะหมายความว่าจอได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน กว่าจะถึงมือคุณ ซึ่งก็อาจจะทำให้ชิ้นส่วนบางอย่างเสื่อม หรือจะเสียหายได้ เมื่อใช้งานไปได้ไม่นาน จึงถือว่าหากเป็นจอ ควรเลือกที่ยังมีประกันพื้นฐานอยู่สักหน่อย

ประกันร้าน: เป็นการรับประกันการใช้งานจากทางร้านที่จำหน่าย จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของทางร้าน ซึ่งอาจจะคาดเดาได้ยาก บางร้านขายขาด เปิดใช้งานได้ ราคาโอเค จ่ายตังก็ยกไปได้เลย ไม่รับคืน ไม่รับซ่อม หรือบางร้านตรวจเช็คมาดีแล้ว และต้องการเก็บฐานลูกค้าสร้างเครดิต ก็อาจจะประกันร้านให้ 1-3 เดือน แล้วแต่ความเก่า มีปัญหากลับมาซ่อม

ประกันใจ: อาจจะเป็นทั้งผู้ขายออนไลน์ ที่เรียกว่าพ่อค้าหรือทางร้านก็อาจจะมี เป็นการประกันใจ ให้มั่นใจได้ว่า 7 วันนี้ ถ้าเสียเอากลับมาคืนได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีเงื่อนไข หรือบางรายก็นับวันแบบไม่ตรงก็เยอะ โดยประกันใจนี้ ย้ำทุกครั้งว่าอย่ายึดจากลมปากผู้ขาย ให้เขียนมาเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยเลย แนบนามบัตรก็ได้ จะได้เชื่อมั่นได้ว่าไม่มีบิดพริ้ว หลายคนอาจจะเคยเสียน้ำตากับเคสแบบนี้เหมือนกัน

ลิงก์สำหรับการเช็คประกันของผู้จำหน่ายแต่ละค่าย

Synnex: https://www.synnex.co.th/th/service/check_warranty_expiry_date_2.aspx

Strek: http://checkwarranty.strek.co.th/

ARC: http://www.ascenti.co.th/check/

Advicehttps://www.advice.co.th/services/waranty

JIB: https://www.jib.co.th/web/checkserial/warranty


เช็คหน้าจออย่างไรได้บ้าง

จอคอมมือสอง

ซื้อจอคอม ก็ต้องเช็คหน้าจอให้ละเอียด และน่าจะเป็นสิ่งแรกๆ ที่เราจะต้องทำ เพราะหากจอเสีย มีอาการที่เรียกว่า Dead, Bright หรือ Dot เราจะได้เลี่ยงหรือไม่ต้องไปเสี่ยงกับจอแบบนั้น เพราะเชื่อได้เลยว่าร้อยทั้งร้อย ผู้ใช้มักจะถูกสะกดสายตา ด้วยบรรดาจุดเหล่านี้ที่ขึ้นมาให้เห็น แต่จะทำอย่างไรที่เราจะมองเห็นได้ว่า มีจุดต่างๆ เหล่านี้ขึ้นหรือไม่บนจอที่เราจะซื้อ ให้เริ่มต้นด้วย การสังเกต

  • ดูด้วยตาเปล่า: อาการเหล่านี้ เราจะพอสังเกตได้ เมื่อเกิดขึ้นมาบนหน้าจอ โดยจะเป็นจุดที่โดดเด่นขึ้นมาให้เห็น ต่างจากแสงสีบริเวณรอบๆ นั้น เช่น เป็นจุดสว่างสีเดียวหน้าจอสีดำ หรือเป็นจุดดำ บนหน้าจอขาว หรือสีอื่นๆ ซึ่งทำให้การแสดงผลผิดปกติไป และเมื่อเราใช้งานไปเรื่อยๆ โอกาสที่จะเพิ่มขึ้นก็มีเหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบเอามือไปลูบๆ ถูๆ ในจุดที่เป็น หากมีแค่จุดเดียว แล้วคุณรับได้ เพราะลดราคาลงมาเยอะ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเยอะมากจนทำให้เสียอรรถรสในการใช้งาน แนะนำว่าให้ผ่านไปก่อน
  • ปิดไฟโดยรอบ: การปิดไฟรอบๆ แล้วเปิดจอให้สว่างก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่ทำให้เราจับสังเกตความผิดปกติของจอภาพได้เช่นกัน เพราะเมื่อไม่มีแสงตกกระทบบนหน้าจอ ก็ทำให้มองเห็นได้ชัดขึ้น ให้ลองส่องดีๆ ทุกขอบทุกมุม ก็จะช่วยให้คุณได้จอที่มีความผิดปกติน้อยที่สุด
  • ใช้โปรแกรมช่วย: แนะนำหัวข้อนี้เลย ถ้าเป็นไปได้ อย่างที่ได้บอกไปคือ หากเป็นไปได้ เมื่อไปถึงร้านหรือที่นัดหมาย ควรจะต้องลองให้รู้ชัดกันไปเลย ก่อนจะจ่ายเงินแล้วหิ้วกลับบ้าน เพราะใช้เวลาไม่นาน และเตรียมสิ่งที่จำเป็นไปง่ายๆ เช่น แฟลชไดรฟ์หรือถ้าผู้ขาย ต่อคอม ต่ออินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ก็ดาวน์โหลดโปรแกรมมาทดสอบได้ เช่น DPT หรือ Dead Pixel Test โปรแกรมนี้จะช่วยให้คุณเช็คความผิดปกติได้ละเอียด และไม่ต้องติดตั้งลงบนเครื่องด้วย เมื่อเปิดโปรแกรม จะเป็นการแสดงผลของสีต่างๆ ให้เปิดไล่ไปทีละสี และเช็คทีละจุด ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โปรแกรมนี้ช่วยให้เห็นได้อย่างชัดเจน
จอคอมมือสอง

ส่วนอีกอาการ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็พอจะยอมรับได้ ถ้าไม่มีการเกินไปนักก็คือ อาการแสงลอด หรือบางอาจจะบอกว่าแสงรั่ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ขอบบางส่วนจะมีแสง LED ลอดออกมาสว่างชัดเจน ยิ่งในที่มืด และเปิดหน้าจอสีทึบๆ เช่น สีดำ ก็จะเห็นได้ชัดเลยว่า แสงสว่างจะโดดเด่นออกมาในพื้นที่ของหน้าจอโดยรอบ ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหาย แต่จะรำคาญสายตา เวลาที่คุณจะดูฉากในหนังหรือเล่นเกมที่เป็นโทนมืด คุณจะเห็นแสงนี้ จนเข้ามาทำให้ฉากดูเปลี่ยนไป หรือบางทีก็ไปทำให้ภาพที่อยู่บริเวณขอบแสดงผลผิดเพี้ยนนั่นเอง


ปุ่มตั้งค่า OSD settings

จอคอมมือสอง

ตรงจุดนี้ค่อนข้างสำคัญเช่นกัน เพราะจอที่ใช้งานส่วนใหญ่ ก็จะมีให้ปรับละเอียดขึ้น ยกเว้นจอคอมพื้นฐาน ซึ่งจะมีน้อยกว่าแบบที่เป็นจอเกมมิ่ง ที่ยังไงก็ยังต้องปรับแต่งเพื่อให้เข้ากับการเล่นเกมหรือการใช้งานในแต่ละแบบ หรืออย่างน้อย ใช้ในการปรับแสง สี และค่า Contrast ต่างๆ ได้ดีขึ้น ในกรณีที่มีซอฟต์แวร์ปรับควบคู่กันไปได้ ก็ยังพอใช้งานทดแทนกันได้ แต่ถ้าจอที่ไม่มีซอฟต์แวร์มาให้จะทำอย่างไร ควรจะต้องเช็คให้สามารถใช้งานได้ทุกฟังก์ชั่น

โดยปุ่มควบคุม OSD settings จะมีด้วยกัน 2 แบบหลักๆ คือ แบบที่เป็นปุ่มกด และแบบที่เป็นจอยสติ๊ก ซึ่งทั้ง 2 แบบก็ให้ความสะดวกสบายในการใช้งานได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าใครจะถนัดแบบไหนมากที่สุด

จอคอมมือสอง

แบบปุ่มกด: แบบนี้จะมักจะมีมาให้ 4-5 ปุ่มด้วยกัน ใช้ในการกดเลือก ยกเลิก ย้อนกลับหรือกดขึ้น-ลง ตามแต่ละเมนู ซึ่งหลายคนก็อาจจะต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกันพอสมควร เพราะบางทีอยู่ข้างหลังจอ ก็ต้องจำว่าปุ่มมีอยู่กี่ปุ่ม เลือกเมนู ฟังก์ชั่นอย่างไร แต่บางรุ่นก็อยู่ด้านใต้จอ ก็ใช้งานง่ายขึ้นอีกนิด วิธีเช็ค ก็ให้กดไล่ไปทีละปุ่ม ลองกดเลือก เปิด-ปิด หรือกดซ้ำๆ ดูว่า ใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ ซึ่งหากแนะนำคือ ไม่ควรเสียเลยสักปุ่มจะดีที่สุด เพราะทำงานสอดคล้องกัน

จอคอมมือสอง

แบบจอยสติ๊ก: เป็นแบบปุ่มเดียว แต่ออกแบบมาในลักษณะของจอยสติ๊ก กดง่ายใช้สะดวก แต่ถ้าเจอกับคนมือหนัก ก็อาจจะเกิดปัญหาได้ การใช้งานค่อนข้างง่าย เพราะกดลงไป เป็นการเลือกเมนู เลื่อนขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา และกดอีกครั้ง เพื่อกำหนดการตั้งค่า และเนื่องจากเป็นแบบที่ใช้ปุ่มเดียว ก็ควรจะต้องตรวจเช็คให้ดี สามารถเลื่อนเมนูได้ตามปกติ ซึ่งถ้าเลื่อนไม่ได้ กดไม่ลง ก็อาจจะเกิดความเสียหาย ซ่อมได้ แต่ก็ใช้เวลาและเสียค่าใช้จ่ายพอสมควร


เสียงจากลำโพง

จอคอมมือสอง

ลำโพงในจอคอมมือสอง ถามว่าจำเป็นมั้ย? ก็อาจจะจำเป็นหรือไม่ก็ได้ เพราะบางคนก็ไม่ได้เสน่ห์หาในเสียงจากลำโพงวัตต์น้อยๆ แบบนี้ แต่มีให้ก็ดี อย่างน้อยก็ไม่เหงา จะเปิดหรือปิดในภายหลังก็ไม่เสียหาย ฟังจากลำโพงที่ต่อออกจาก USB หรือหูฟังที่ต่อแยกจากคอมโดยตรง อาจจะได้อรรถรสมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าเกมเมอร์ หรือคนที่ชอบดูหนัง คงไม่ได้ใส่ใจมากนัก อย่างไรก็ดี หากมีให้แล้ว ก็ตรวจเช็คเสียหน่อยว่า เสียงเปิด-ปิด เพิ่ม-ลดเสียงได้หรือไม่ หรือมีเสียงจี่ รบกวนระหว่างที่ใช้งานหรือเปล่า ถ้ามีก็ต้องเช็คว่า เกิดจากสิ่งใด เพราะเอามาใช้แล้ว มีเสียงรบกวน คงน่ารำคาญไม่น้อย แต่ถ้าให้ความสำคัญ ยังถือว่าน้อยกว่าปุ่ม OSD และพอร์ตสัญญาณต่อพ่วง ที่มีบทบาทมากกว่า


พอร์ตสัญญาณต่อพ่วง

จอคอมมือสอง

เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในจอคอมมือสอง เพราะถ้ามีพอร์ตแต่ใช้ไม่ได้ หรือพอร์ตเสีย สัญญาณต่อเข้ามาไม่ได้ ก็หมายความว่า ซื้อจอไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะแสดงผลจากแหล่งที่มาไม่ได้ จะซื้อมาทำไม? ดังนั้นแล้ว นอกจากเรื่องของการแสดงผล สัญญาณขาเข้าต่อเข้ากับพอร์ตนี้ก็สำคัญ ส่วนใหญ่จอในปัจจุบัน จะให้พอร์ตแสดงผลมา 2-3 รูปแบบคือ DVI, HDMI และ DisplayPort แต่ก็ยังมีจอหลายรุ่นที่มีพอร์ต D-Sub หรือ VGA มาให้ ซึ่งเป็นพอร์ตสีฟ้าๆ ใช้ต่อกับคอมรุ่นเก่า ให้สัญญาณเป็นแบบแอนาล็อก ซึ่งจะให้สัญญาณที่มีข้อจำกัดในการใช้งาน ต่างจากบรรดาพอร์ตรุ่นใหม่ๆ และที่บอกว่าพอร์ตเหล่านี้มีความจำเป็น และไม่ควรเสียไปสักพอร์ตเลยก็เพราะ

  • ส่งสัญญาณภาพเข้าหน้าจอไม่ได้: อย่างที่บอกคือ หากมีพอร์ต แต่สัญญาณไม่เข้าก็มีแต่เสียกับเสีย เพราะนอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสียอารมณ์ที่ใช้งานไม่ได้อีกด้วย ต้องเช็คให้ละเอียดเลยในจุดนี้
  • ไม่สามารถใช้รีเฟรชเรตสูงสุดของจอได้: เพราะพอร์ตสัญญาณแต่ละแบบ แต่ละเวอร์ชั่น ก็จะมีขอบเขตในการแสดงผลหรืออัตรารีเฟรชเรตที่ต่างกันออกไป และส่วนใหญ่มักจะกำหนดมาให้ในสเปคเลยว่า หากต้องการใช้ Refresh Rate ระดับที่สูงกว่า 144Hz, 200Hz ขึ้นไป จะต้องต่อที่พอร์ตใด หากพอร์ตนั้นเสียก็หมายความว่า คุณจะไม่สามารถเล่นที่โหมดสูงสุดนั้นได้เลย ตัวอย่างเช่น

Display Port: 2560 x 1080(Up to 200Hz)
Type C: 2560 x 1080(Up to 200Hz)
HDMI: 2560 x 1080 (Up to 180Hz)

  • ใช้งาน PIP หรือ PBP ไม่ได้: เพราะว่าจอบางรุ่นจะมาพร้อมฟีเจอร์พิเศษอย่าง Picture In Picture หรือใช้จอเดียว แต่ต่อสัญญาณจากคอมได้มากกว่า 1 ช่อง เช่น จะใช้คอมกับโน๊ตบุ๊ค ขึ้นจอแสดงผลเดียวกัน ก็ต้องมี HDMI1, HDMI2 เป็นต้น พอร์ตเสียก็ใช้งานไม่ได้ แม้จะไม่ค่อยได้ใช้ แต่ก็ดูแล้วไม่คุ้มค่าเงินที่จ่ายไปเท่าใดนัก

ไม่แน่ใจ ไม่ได้ลอง อย่าเพิ่งรีบซื้อ

จอคอมมือสอง

มาดูภาพรวมกันดีกว่า อย่าว่าแต่เรื่องของจอคอมมือสองนี้เลย ที่คุณจะต้องใส่ใจในรายละเอียด เมื่อจะต้องเลือกซื้อ อุปกรณ์อื่นๆ ที่คุณใช้ในชีวิตประจำวันนี้ก็เช่นกัน เข้าใจว่าเป็นของมือสอง อาจจะเสียบ้างเล็กๆ น้อยๆ ในบางจุด แต่ก็ต้องไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในภายหลังจนคุณไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ เพราะถ้าคุณไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่ได้ ก็แทบจะไม่เกิดประโยชน์อันใดที่จะซื้อมา ถึงจะได้ราคามาถูกเพียงใดก็ตาม เพราะฉะนั้นแล้ว ให้คิดเสมอว่า ต้องคุ้มค่ากับเงินที่คุณจ่ายออกไปมากที่สุด และตามข้อมูลที่บอกไปในบทความนี้ แม้จะไม่ได้เป็นเรื่องที่ครอบคลุมทั้งหมด แต่ก็น่าจะพอช่วยให้คุณเลือกจอคอมมือสองที่ถูกใจ ถูกเงิน และตรงกับการใช้งานของคุณมากที่สุด ขอให้โชคดีครับ


from:https://notebookspec.com/web/617427-2-nd-hand-monitor-2021

MSI Gaming Notebook จอ 17.3″ น่าซื้อ 5 รุ่น เล่นเกมสะใจ สเปกใหม่ล่าสุด เริ่ม 29,990 บาท

 MSI Gaming Notebook หน้าจอ 17.3″ จัดว่าเป็น Notebook มีทุกคุณสมบัติสำหรับการเล่นเกมที่ลื่นไหลในทุกๆ เกม แต่ต่างกันที่สเปก ซึ่งมีตั้งแต่การ์ดจอ GeForce GTX 1650 จนไปถึง RTX 3080 ส่วนชิปประมวลผลเป็น Intel Core i ทั้ง Gen 10H และ Gen 11H แน่นอนว่าคงเป็น Gaming Notebook ในช่วงราคา 32,990 – จนไปถึง 100,000 บาทขึ้นไป เราสามารถเลือกซื้อได้ตามงบและความต้องการที่หลากหลาย มีคีย์บอร์ดไฟ RGB พร้อมระบบระบายความร้อน Cooler Boost ที่เยี่ยมยอด

MSI Gaming Notebook

MSI Gaming Notebook รุ่นใหม่ๆ โดดเด่นกับการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 30 Series ซึ่งเน้นความแรงลื่นมากกว่า สถาปัตยกรรม Ampere เทคโนโลยีการผลิต 8 นาโนเมตร โดยเป็น RTX เจนที่ 2 อีกทั้งได้มีการร่วมมือกับทาง Intel ในการนำเทคโนโลยี “Resizable Bar” มาช่วยในการทำให้ CPU สามารถเข้าถึงและใช้งาน VRAM ของ GPU ได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้ FPS ในการเล่นเกมดีขึ้น 5% – 10% และฟีเจอร์ Gaming อื่นๆ ยกระดับการเล่นเกมที่ตอบสนองได้ดีกว่า

MSI Gaming Notebook

ทั้งในส่วนของ MSI Gaming Notebook ฮาร์ดแวร์ภายในและฟีเจอร์ต่างๆ ที่คนซึ่งเป็น Gamer ตัวจริง หรือ Content Creator  ต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน ที่น่าสนใจของ MSI Gaming Notebook คือ สเปกหน้าจอขนาด 17.3″ พาเนล IPS ได้ Refresh Rate ที่ 144Hz – 240Hz – 360Hz ความละเอียด Full HD และ 120Hz ความละเอียด Ultra HD ได้แรมตั้งแต่ 8GB – 16GB – 32GB – 64GB พร้อม SSD M.2 ความจุ 512GB – 1TB – 2TB ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปติดตามชมกันต่อเลย

MSI Gaming Notebook 2021 จอ 17.3″


MSI GF75 Thin ราคา 29,990 – 33,990 บาท

MSI GF75 Thin อีกหนึ่ง MSI Gaming Notebook ดีไซน์บางเบาที่ดีที่สุด แรงสุด และคุ้มสุดๆ สเปกชิปประมวลผล Core i Gen 10H การ์ดจอเป็น Geforce RTX 3060 ซึ่งประสิทธิภาพสูงกว่าการ์ดจอ RTX 3050 / RTX 3050 Ti หรือ โดยจากรุ่นก่อนๆ ได้รับการตอบรับดีที่มากๆ แบรนด์ MSI ให้ความสำคัญพัฒนาต่อยอดโน๊ตบุ๊คเพื่อการเล่นเกมให้มากยิ่งขึ้น โดยการแบ่งซีรีส์ออกอย่างชัดเจน ในแต่ละรุ่นในแต่ละสเปก

สำหรับการนำเสนอซีรีส์ MSI GF Series รุ่นนี้ แม้จะไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุด แต่โดยรวมก็ยังน่าซื้ออยู่ ขอบจอบางมาพร้อมประสิทธิภาพสูงกว่า คุณภาพเยี่ยมกว่า แต่ยังโดดเด่นความความบางของตัวเครื่อง และมีน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น เน้นพกพาสะดวก แต่ยังได้สเปก Gaming ที่สำคัญได้หน้าจอเป็นขนาด 17.3″ Full HD พาเนล IPS ภาพสวนมุมมองกว้างที่ Refresh Rate 144Hz เล่นเกมได้ลื่นไหล ไม่แพ้โน๊ตบุ๊คตัวหนักๆ หนาๆ เลย

MSI Gaming Notebook

MSI GF75 Thin กับสเปกใหม่ล่าสุด เป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-10200H ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธรดที่ความเร็ว 2.40 – 4.10 GHz หรือ Core i7-10750H ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธรดที่ความเร็ว 2.60 – 5.00 GHz ที่มีความแรงในทุกๆ การใช้งานหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นเล่นเกม 3 มิติ หรือทำงานโปรเซสไฟล์ที่ซับซ้อน ส่วนการ์ดจอแยกก็เป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 (4GB GDDR6) ซึ่งเป็นรุ่น Gaming ที่ได้ความแรงและคุ้มค่ายอดนิยม

จัดเต็มด้วยแรมขนาด 8GB และ 16GB DDR4 Bus 3200MHz (8GB x 2) และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุที่ 512GB ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ออกแบบโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก ทำให้ MSI GF65 Thin เป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมที่ได้ทั้งความแรงและความเบาน่าซื้อที่สุดรุ่นนึงทีเดียว กับราคาเพียง 29,990 / 33,990 บาท นับว่าเป็นรุ่นที่มีราคาถูกที่สุด

MSI Gaming Notebook

MSI GF75 Thin 10SC-079TH ราคา 29,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-10200H (4C/8T & 2.40 – 4.10GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce GTX 1650
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD @ 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI GF75 Thin 10SC-090TH ราคา 33,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-10750H (6C/12T & 2.60 – 5.00GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce GTX 1650
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD @ 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)
 

MSI Katana GF76 ราคา 36,490 – 43,990 บาท

MSI Katana GF76 เป็น MSI Gaming Notebook หน้าจอขนาด 17.3″ IPS 144Hz ที่แรงและคุ้มค่าน่าซื้อที่สุดรุ่นหนึ่ง จากสเปกใหม่ล่าสุดเป็น Intel Core i Gen 11 Tiger Lake H45 และ NVIDIA GeForce RTX 30 Series ด้วยวัสดุพื้นผิวที่มีเอกลักษณ์ในแบบเรียบๆ แนวคิดเดียวกับ MSI Katana GF66 รวมถึงขนาดตัวเครื่องและนำหนักที่ถูกออกแบบมาให้บางและเบากว่ายุคก่อนๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 2.7 กิโลกรัม มีความบางที่ 25.2 มิลลิเมตร ทำให้พกพาได้สะดวกใกล้เคียง Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″

สเปกเต็มๆ ของ MSI Katana GF76 ได้ชิปประมวลผล i5-11400H หรือ i7-11800H ผสานการทำงานกับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 – RTX 3060 ตัวแรงที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่า GTX Series ติดตั้งแรมมาให้ขนาด 8GB- 16GB และ SSD M.2 NVMe จัดเต็มที่ความจุ 512GB – 1TB รวมไปถึงได้ Windows 10 Home เปิดใช้งานได้ทันที และซอฟต์แวร์ MSI Center เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด สนนราคาล่าสุดที่ 36,490 – 43,990 บาท ประกัน 2 มาตรฐาน MSI 

MSI Gaming Notebook

ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวนสองช่อง, USB 3.2 Type-C หนึ่งช่อง, USB 2.0 Type-A อีกหนึ่งช่อง , HDMI, ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5, ช่องเสียบไมค์ขนาด 3.5 และช่องสาย Lan RJ45  การเชื่อมต่อไร้สายอย่างก็รองรับตัวที่เป็น Bluetooth 5.2 และ Wi-Fi 6 AX ที่ดีกว่าเดิม แน่นอนว่ามีในส่วนของ Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที เรียกได้ว่าตอบสนองการทำงานและการเล่นเกมได้เต็มที่ แรงลื่นเล่นเกมสะใจ

ในส่วนของด้านหลังยังมีช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่อีก 3 ช่อง แบบหลัง 2 และด้านซ้ายอีก 1 ช่อง ช่วยให้สามารถระบายอากาศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งใช้ระบบ Cooler Boost 5 ฮีทไปป์ 6 เส้นรูปแบบใหม่ ด้านฐานล่างใช้วัสดุพลาสติก ABS งานประกอบแน่นหนาแข็งแรง มียางรอง 4 มุม ยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ซึ่งสามารถถอดอัพเกรดได้ไม่ยาก รวมถึงซ่อมบำรุงรักษาทำความสะอาดเครื่องในระยะยาวได้สะดวกสมเป็น Gaming Notebook ตัวแรง

MSI Gaming Notebook

MSI GF76 Katana 11UC-281TH ราคา 36,490 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-11400H (6C/12T & 2.60 – 4.50GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3050
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • DISPLAY: 17.3″ IPS Full HD 144Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI GF76 Katana 11UD-289TH ราคา 41,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-11800H (8C/16T & 2.30 – 4.60GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • DISPLAY: 17.3″ IPS Full HD 144Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI GF76 Katana 11UE-208TH ราคา 43,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-11800H (8C/16T & 2.30 – 4.60GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3060
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • DISPLAY: 17.3″ IPS Full HD 144Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI GP76 Leopard ราคา 71,990 บาท

MSI GP76 Leopard เป็น MSI Gaming Notebook รุ่นใหม่ โดยถูกสร้างขึ้นมาจากคอนเซปต์ที่ว่า เป็นอุปกรณ์คู่ใจของวงการวิศกรรมยุคใหม่ รวมถึงการใช้งานที่ถูกปรับให้เข้ากับชีวิตประจำวันทั่วๆ ไปมากขึ้น ดีไซน์ใหม่นั้นได้แสดงถึงความเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยรายละเอียด โดยการถ่ายทอดดีไซน์หลักๆ มาจาก GE Raider นั่นเอง มีน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 2.38 กิโลกรัมสเปกภายในของ MSI GP66 Leopard มาพร้อมชิปกราฟิกที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ในระดับสูงสุดถึง GeForce RTX 3070 รวมถึงยังติดตั้งหน่วยประมวลผลของ Intel Core i7-11800H

โดย MSI GP76 เป็นหน้าจอจอแสดงผลขนาด 17.3″ ขอบบางเฉียบ ที่ความละเอียด Full HD ที่ 1920×1080 พิกเซล พาเนล IPS คุณภาพสูง พร้อมมีค่า Refresh Rate อยู่ที่ 240 Hz ทำให้ภาพปรากฏออกมามีความลื่นไหลแบบรู้สึกได้ ทั้งการดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกม สบายตาสมจริงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ตอบสนองการเล่นเกมสำหรับเกมเมอร์ที่จริงจัง หรือคนที่ต้องการประสบการณ์ใช้งานหน้าจอลื่นไหลแบบที่สุด โดยมีระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home พร้อมใช้งานทันที 

MSI Gaming Notebook

คีย์บอร์ดของตัวเครื่องโดดเด่นมากๆ จากการที่ใช้ Per-Key RGB Gaming Keyboard รุ่นล่าสุด ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries โดยพัฒนาและออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมบน Gaming Notebook จาก MSI โดยเฉพาะ ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน ที่สำคัญในคราวนี้ไฟ LED ที่เป็น RGB สามารถเปลี่ยนสีทีละปุ่ม ตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งใช้งานร่วมกับเกมได้อย่างลงตัว 

ช่องระบายความร้อนมี 4 ช่อง ด้านหลังสอง และด้านซ้ายขวาอีกอย่างละหนึ่งช่อง โดยใช้พัดลม 2 ตัว ฮีทไปป์ 6 เส้นขนาดใหญ่ที่ดีกว่า ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Cooler Boost 5 ที่ช่วยนำพาความร้อนออกไปอย่างรวดเร็ว โดยมีพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครันที่สุดรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งมีทั้ง 3 x USB 3.2 Type-A, 2 x USB 3.2 Type-C, HDMI, LAN,  รูหูฟังและไมค์โครโฟน 3.5 mm และช่องเสียบอแดปเตอร์เ การเชื่อมต่อแบบไร้สายแบบ Killer ac Wi-Fi 6 (AX)+ Bluetooth 5.2 ซึ่งตัวเครื่องมาพร้อมฟีเจอร์ Killer Doubleshot Pro

MSI Gaming Notebook

MSI GP76 Leopard 11UG-237TH ราคา 71,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-11800H (8C/16T & 2.30 – 4.60GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe + NVIDIA GeForce RTX 3070 (8GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • DISPLAY: 17.3″ IPS Full HD 240Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI GS76 Stealth ราคา 109,990 บาท

MSI GS76 Stealth มีต่อยอดมาจาก MSI GS66 Stealth ทั้งสเปกและดีไซน์ สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake H45 และการ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce RTX 30 Series โดยเป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 17.3″ ที่เน้นความบางเบาหรูหรา ด้วยสีสันตัวเครื่องที่ดำด้านสนิทตลอดทุกส่วน ตั้งแต่โลโก้ ขอบตัวเครื่อง ทัชแพด แกนบานพับ ช่องระบายความร้อน เน้นเรื่องการพรางตัว สมกับฉายา Stealth แน่นอนว่าจะเอาไปเล่นเกมก็ดุดัน จะเอาไปทำงานก็ลงตัวทีเดียว

โดดเด่นด้วยโลโก้ MSI ฝาหลังเป็นแบบการยิงเลเซอร์ฝังลงไป ให้ความพรีเมียมเรียบเนียนอย่างที่สุด ได้ความแรงไม่เป็นรอง Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวก ที่รักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 2.45 กิโลกรัม บางที่ 20.25 มิลลิเมตร ใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อน MSI Cooler Boost Trinity+ ขจัดความร้อนได้ดีกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยการระบายอากาศที่ดีขึ้นถึง 15% 

MSI Gaming Notebook

ที่สำคัญคือ MSI GS76 Stealth เป็น MSI Gaming Notebook ได้หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูง ความละเอียด Full HD ที่รองรับ Refresh Rate ที่สูงถึง 360Hz ทีเดียว รเรียกได้ว่าส่วนสเปกฮาร์ดแวร์จัดเต็มแบบสุดๆ ไปเลย ได้คีย์บอร์ด SteelSeries ที่การันตีว่าของดีแน่นอน ด้วย Per-Key RGB Gaming Keyboard สวยงามเข้ากับตัวเครื่อง พร้อมด้วย 3D IR Camera ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ด้วย ส่งผลให้เราสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป 

ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C และ Thunderbolt 4 (รองรับโอนถ่ายข้อมูล  / DisplayPort / PD charging 100W) อย่างละ 1 ช่อง, 2 x USB 3.2 Type-A, 1x RJ45, 1x HDMI 2.1 ( (8K @ 60Hz / 4K @ 120Hz)) บอกเลยว่าจัดเต็มมากๆ ส่วนช่องหูฟัง Hi-Res Audio และไมค์แบบแจ็คทอง 3.5 มิลลิเมตร การเชื่อมต่อไร้สายก็จะมีมาตรฐาน Wi-Fi 6E + Bluetooth 5.2 รวมไปถึงมี Killer Doubleshot Pro ทำให้เล่นเกมได้ไม่สะดุดทั้ง LAN และ Wi-Fi

MSI Gaming Notebook

MSI GS76 Stealth 11UH-258TH ราคา 109,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i9-11900H (8C/16T & 2.50 – 4.90GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe + NVIDIA GeForce RTX 3080 (8GB GDDR6)
  • RAM : 32GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 2TB
  • DISPLAY: 17.3″ IPS Full HD 360Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI GE76 Raider ราคา 101,990 – 131,990 บาท

MSI GE76 Raider ที่สุดของ MSI Gaming Notebook ตัวท็อปสุดของ MSI ได้ขนาด 17.3″ รุ่นล่าสุดปี 2021 อย่าง MSI GE Series รุ่นใหม่ ซึ่งบทความนี้เราได้รับเครื่องจริงสเปกจริงมารีวิวแล้ว เป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-11800H หรือ i9-11980H ตัวแรงลื่น ผสานการทำงานการ์ดจอแยกที่ประสิทธิภาพสูงสุดอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 (16GB GDDR6) จัดว่าเป็น Gaming Notebook สุดล้ำและสุดแรงของทาง MSI ในตอนนี้เลย

โดยเป็นการผสมผสานการออกแบบระหว่างคอนเซปต์ Sci-Fi รูปทรงภายนอกนั้นมีการนำความเป็นยานอวกาศในโลกอนาคต สื่อถึงเรื่องของประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการใช้งานที่เหนือกว่าใคร ต่อยอดมาจาก MSI GE66 Raider สเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มทั้งหน้าจอ IPS เกรดสูง ความละเอียด 4K UHD กับ Refresh Rate ที่ 120Hz พร้อมแรม 32GB – 64GB และ SSD M.2 เกรดสูงความจุ 1TB – 2 TB พร้อมลำโพง Duo Wave Speaker ระบบเสียง Dynaudio ทั้งหมดนี้ช่วยให้เพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สนนราคา 101,990 – 131,990 บาท

MSI Gaming Notebook

วัสดุหลักรวมถึงส่วนของฝาพับทำมาจากอลูมิเนียมคุณภาพสูง สีสันโทนไทเทเนียมเงินแบบด้านที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ รูปทรงโดยรวมต้องบอกตามตรงว่าเหมือนรุ่นก่อนหน้าทั้งหมด ทั้งในส่วนหลักของแสงที่ส่องสว่าง RGB จัดเต็ม ออกมาจากบริเวณด้านหน้าของที่วางมือ ก็คือ Mystic Light แสดงแสงไฟแบบ Panoramic Aurora วัสดุเป็นอะคริลิคที่รมดำเข้ากับตัวเครื่อง ประกอบกับไฟ Per-Key RGB Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries

พอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย ไม่ว่าจะเป็น Thunderbolt จำนวน 2 พอร์ต (รองรับ DisplayPort / โอนถ่ายข้อมูล / PD charging 100W), 2 x Type-A USB 3.1 Gen 2, 1x RJ45, 1x (4K @ 60Hz) HDMI, mini-DisplayPort ช่องหูฟัง Hi-Res Audio และไมค์แบบแจ็คทอง 3.5 มิลลิเมตรเอาใจ Gaming Headset ทีเดียว การเชื่อมต่อไร้สายก็จะมีมาตรฐาน Wi-Fi 6E AX + Bluetooth 5.2 รวมไปถึงมี Killer Doubleshot Pro ทำให้เล่นเกมได้ไม่สะดุดทั้ง LAN และ Wi-Fi

MSI Gaming Notebook

ตาราง MSI Gaming Notebook จอ 17.3″

  CPU GPU RAM SSD Display Price
GF75 Thin i5-10500H GTX 1650 8GB 512GB FHD 144Hz 29,990
GF76 Katana i7-11800H RTX 3060 16GB 512GB FHD 144Hz 43,990
GP76 Leopard i7-11800H RTX 3070 16GB 1TB FHD 144Hz 71,990
GS76 Stealth i9-11900H RTX 3080 32GB 2TB FHD 360Hz 109,990
GE76 Raider i9-11980H RTX 3080 64GB 2TB UHD 120Hz 131,990

สรุป MSI Gaming Notebook จอ 17.3″ ช่วงปลายปี 2021 จัดว่าเป็นแบรนด์ Gaming Notebook ที่ทุกคนเชื่อมั่นและไว้ใจ ในเรื่องของประสิทธิภาพความแรง เรียกได้ว่าในสเปกที่เหมือนกันหรือใกล้ๆ กันกับคู่แข่งแบรนด์อื่นๆ จากที่การปรับแต่งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้สเถียรภาพสูง โดยที่เราจะมาแนะนำกัน จะมีอยู่หลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น MSI GF75 Thin ราคา 29,990 บาท เหมาะสำหรับคนที่ต้องการรุ่นถูกคุ้มที่สุด ส่วน MSI Katana GF76 ราคา 43,990 บาท เป็นรุ่น RTX 3060 ที่น่าซื้อน่าสุดๆ

MSI Gaming Notebook

โดยรายละเอียด MSI Gaming Notebook แต่ละสเปกจะได้เป็นชิปประมวลผล Core i5-10200H / Core i7-10750H / Core i7-11800H / Core i9-11900H / Core i9-11980HK ผสานกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่ดีเยี่ยม ที่ต้องบอกว่าเลือกซื้อตามการใช้งานได้เลย แน่นอนว่าถ้าเน้นประสบการณ์ใช้งานสูงสุด ต้องขอแนะนำเป็น MSI GS76 Stealth และ MSI GE76 Raider ที่แม้ว่าราคาจะอยู่ในระดับ 100,000 บาทขึ้นไป แต่ตอบโจทย์เกมเมอร์ตัวจริงต้องการจอใหญ่ๆ แน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/618824-msi-gaming-notebook-2021-model-17inch

5 ปากกา iPad ราคาเป็นมิตร เขียนดีไม่แพ้ Apple Pencil เริ่มแค่ 690 บาทเอง!

ปากกา iPad ไม่จำเป็นต้องเป็น Apple Pencil เสมอไป ตอนนี้แบรนด์ทางเลือกมีรุ่นดีๆ ราคาไม่แพงให้เลือกเยอะแยะ!

styluscover

ปากกา iPad นอกจาก Apple Pencil ที่เป็นเหมือนอุปกรณ์พื้นฐานของ Apple iPad ที่หลายคนเลือกซื้อเป็นปกติ แต่ถ้าดูตามขอบเขตการใช้งานบางคนอาจจะเอามาแค่จดเล็คเชอร์, เน้นข้อความหรือแค่เซ็นเอกสารเล็กๆ น้อยๆ ราคา 3,400-4,490 บาท ก็ดูจะแพงเกินจุดประสงค์การใช้งานไปมากจนหลายคนอาจจะรู้สึกเสียดายเงินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกก็เป็นไปได้

แต่จริงๆ แล้ว ปากกา Stylus ที่เอาไว้เขียนบนหน้าจอ iPad และสมาร์ทโฟนจากผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมรายอื่นๆ ก็มีรุ่นน่าสนใจที่ราคาไม่แพงและใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน แต่เด่นที่ราคาของปากกาด้ามนั้นถูกกว่า Apple Pencil อย่างเห็นได้ชัด ระดับที่ถ้าแค่เขียนและเซ็นเอกสารทั่วๆ ไป ไม่ได้เน้นวาดรูปนัก มันก็ทำงานได้ดีตอบโจทย์การทำงานของเราแล้ว

ปากกา iPad

5 ปากกา iPad ราคาเป็นมิตร บอกลา Apple Pencil ได้เลย

ถ้าใครหาปากกา Stylus มาใช้กับ iPad สักด้าม แล้วคิดว่าราคาของ Apple Pencil ดูจะแพงเกินความจำเป็นที่เราใช้งานตามปกติไปนั้น ในบทความนี้ผู้เขียนได้เลือกปากกา Stylus ที่ทำงานได้เหมือนกับ Apple Pencil แต่ว่าราคาที่ได้นั้นถูกกว่า เพียงแค่หลักร้อยก็เลือกซื้อมาใช้งานได้แล้ว โดยผู้เขียนเลือกมาแนะนำทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. STYLUS PENCIL USB-C WITH LED LIGHT (690 บาท)
  2. Baseus Capacitive Stylus (813 บาท)
  3. AppleSheep Stylus Pencil (990 บาท)
  4. Adonit Note+ (2,093 บาท)
  5. Logitech Crayon for iPad (2,490 บาท)
1. STYLUS PENCIL USB-C WITH LED LIGHT (690 บาท)

stylus

สำหรับปากกา iPad อันแรกที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ จะเป็นปากการุ่นที่ออกแบบมาคล้ายกับ Apple Pencil รุ่นที่ 2 มาก และใช้งานร่วมกับ iPad Pro 11″, iPad Pro 12.9″ (2018-2021), iPad Air 4 ได้ทันที ติดแม่เหล็กเอาไว้ในตัวให้ดูดติดเข้ากับด้านข้างของ iPad ได้เหมือนกับ Apple Pencil ไม่มีผิด สามารถเขียนวาดบนหน้าจอ, เอียงปากกาเพื่อแรเงาและมี Palm rejection ที่ไม่ตอบสนองกับมือของเราเวลาใช้ปากกาเขียนบนหน้าจออยู่และไม่มีดีเลย์เวลาทำงานอีกด้วย

แต่จุดที่แตกต่างคือตัวปากกาเวลาชาร์จจะต้องเสียบชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ที่ตัวปากกาและมีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่ติดอยู่ที่ตัวด้ามอีก 3 ดวง เพื่อแสดงสถานะแบตเตอรี่ในตัวปากกาอีกด้วย โดยระยะเวลาใช้งานนั้นจะใช้ต่อเนื่องได้นานสุด 9 ชั่วโมง สามารถแตะที่ปลายด้ามเพื่อเปิดหรือปิดการทำงานของตัวปากกาได้เลย ไม่ต้องเชื่อมต่อ Bluetooth ให้ยุ่งยากอีกด้วย เรียกว่าเป็นปากกาสำหรับ iPad รุ่นแรกที่ราคาย่อมเยาว์เข้าถึงง่ายทีเดียว

สเปคของ STYLUS PENCIL USB-C WITH LED LIGHT
  • ปากกาสำหรับ iPad รองรับ iPad Pro 11″, iPad Pro 12.9″ (2018-2021), iPad Air 4
  • มีฟีเจอร์เอียงปากกาเพื่อแรเงา, Palm rejection และไม่ดีเลย์ตอนใช้งาน
  • มีแม่เหล็กสำหรับดูดตัวปากกาติดกับตัว iPad ได้
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 9 ชั่วโมง มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่และชาร์จผ่าน USB-C
  • ราคา 690 บาท (425 Degree)
2. Baseus Capacitive Stylus (813 บาท)

50161627615085

ถัดมาเป็นปากกา iPad รุ่น Baseus Capacitive Stylus ที่ออกแบบมาแล้วมีแม่เหล็กไว้ดูดติดกับตัว iPad Pro ได้ด้วย นอกจากนี้ตัวปากกายังมีหัวปากกา 2 แบบคือทั้ง Active และ Passive จะเอาไปเขียนบนหน้าจอ iPad หรือว่ากลับด้านเอาไปเขียนบนหน้าจอสมาร์ทโฟนแทนก็ได้ ส่วนสัมผัสการใช้งานนั้น ทาง Baseus เคลมว่าสามารถเขียนได้ลื่นไหลไม่มีอาการดีเลย์ตอนเขียน, มี Palm rejection รวมทั้งมีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่ในตัวปากกากับปุ่มทางลัด 2 ปุ่มติดมาให้กดใช้งานได้ด้วย ส่วนการใช้งานสามารถใช้ต่อเนื่องได้นานสุด 8.5 ชั่วโมง แต่ปล่อยทิ้งเอาไว้ไม่ได้ใช้งานจะอยู่ได้นานสุด 12 เดือน ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่จะต้องเสียบชาร์จผ่านทาง USB-C ที่ติดมากับตัวปากกา และตัวปากกาเซนเซอร์จับแรงกด, การเอียงตัวปากกาและความละเอียดอ่อนตอนเขียนอีกด้วย

ส่วน iPad รุ่นที่รองรับมี iPad Pro 11″, iPad Pro 12.9″, iPad Mini 5, iPad Air 3, iPad Air 4 และยังเอาไปใช้เขียนกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต Android ได้อีกด้วย เรียกว่าเป็นสไตลัสด้ามอเนกประสงค์ที่มีด้ามเดียวเขียนได้หลายเครื่องเลย ซึ่งถ้าใครมีมือถือและแท็บเล็ตคนละระบบปฏิบัติการกันจะซื้อปากกาด้ามนี้ไปใช้งานก็น่าสนใจทีเดียว

สเปคของ Baseus Capacitive Stylus
  • ปากกาสำหรับ iPad Pro 11″, iPad Pro 12.9″, iPad Mini 5, iPad Air 3, iPad Air 4 และ Android
  • มีฟีเจอร์เอียงปากกาเพื่อแรเงา, Palm rejection และไม่ดีเลย์ตอนใช้งาน มีหัวปากกาแบบ Active และ Passive ในตัว พร้อมปุ่มทางลัด 2 ปุ่ม
  • มีแม่เหล็กสำหรับดูดตัวปากกาติดกับตัว iPad ได้
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 8.5 ชั่วโมง มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่และชาร์จผ่าน USB-C
  • ราคา 813 บาท (Audio Beacon)
3. AppleSheep Stylus Pencil (990 บาท)

applesheep stylus pencil ipad 01

ถ้าใครเป็นคนที่มองหาปากกา iPad ที่ไม่ใช่ Apple Pencil มาก่อนหน้านี้ น่าจะคุ้นชื่อกับปากกา AppleSheep อย่างแน่นอน ซึ่งถ้าใครมองหาปากกาสำหรับ iPad แล้วใช้งานได้หลากหลายรุ่นตั้งแต่ iPad Gen 6, iPad Air, iPad Air 3, iPad Air 4, iPad Mini 5, iPad Pro 11″-12.9″ ก็แนะนำให้ดูรุ่นนี้เอาไว้ใช้ได้เลย และมีฟีเจอร์หลักๆ อย่าง Palm rejection, เขียนต่อเนื่องได้ไม่มีดีเลย์และเชื่อมต่อใช้งานได้ง่ายอีกด้วย แต่น่าเสียดายอย่างเดียวคือตัวนี้จะแรเงาเพื่อเขียนไม่ได้เหมือน 2 รุ่นด้านบน ส่วนตัวปากกาจะมีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่ในตัวปากกาและชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ส่วนระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่โดยประมาณอยู่ราว 1 วัน

ด้านดีไซน์ตัวปากกา จะเป็นแบบ Apple Pencil รุ่นแรก ดังนั้นจะไม่มีแม่เหล็กยึดเข้ากับตัวแท็บเล็ตและต้องเสียบเก็บเอาไว้กับช่องของ Apple Pencil รุ่นแรกเท่านั้นและใช้งานกับอุปกรณ์อื่นนอกจาก iPad ไม่ได้ แต่ข้อดีคือปากกา iPad ของ AppleSheep จะมี 6 สีทีเดียว ดังนั้นถ้าใครชอบปากกาที่มีสีสันและเข้ากับสีของ iPad เราด้วย ก็แนะนำดูรุ่นนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ AppleSheep Stylus Pencil
  • ปากกาสำหรับ iPad Gen 6, iPad Air, iPad Air 3, iPad Air 4, iPad Mini 5, iPad Pro 11″-12.9″ 
  • มีฟีเจอร์ Palm rejection และไม่ดีเลย์ตอนใช้งาน เชื่อมต่อได้ง่ายเพียงกดปลายปากกา
  • ต้องเก็บในช่องปากกาของ Apple Pencil รุ่นแรกเท่านั้น เลือกได้ 6 สี
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นานราว 1 วัน มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่และชาร์จผ่าน USB-C
  • ราคา 990 บาท (Mercular)
4. Adonit Note+ (2,093 บาท)

Adonit Note Plus ct3

ถ้าเน้นว่าจะหาปากกา iPad สำหรับวาดภาพเป็นหลัก ฟีเจอร์มาครบๆ ผู้เขียนแนะนำเป็น Adonit Note+ ด้ามนี้ที่เรียกว่ามีทั้งฟีเจอร์ครบเครื่องทั้ง Palm rejection, เอียงปากกาแรเงาได้พร้อม Pressure sensor รับแรงกด 2,048 ระดับ และมีปุ่มทางลัดติดมาบนตัวปากกา 2 ปุ่ม นอกจากนี้ยังมีแอพฯ Adonit One ให้โหลดใน App Store สำหรับใช้ควบคุมตั้งค่าการทำงานต่างๆ ได้อีกด้วย ซึ่งข้อดีของ Adonit Note+ คือตัวปากกาสามารถใช้งานคู่กับแอพฯ วาดเขียนชั้นนำที่อยู่ใน iPad ได้สบายๆ ทั้ง Colored Pencil, Procreate, Zen Brush 2, Animation Desk ฯลฯ เรียกว่าเป็นตัวแทนของ Apple Pencil ไปเลยก็ไม่ผิด แต่ราคาถูกกว่าครึ่งหนึ่ง

ด้านของระยะเวลาใช้งาน แบตเตอรี่ในตัวปากกาใช้งานได้นานสุด 10 ชั่วโมง ชาร์จไว 5 นาทีใช้งานได้อีก 1 ชั่วโมงด้วยพอร์ต USB-C ที่ท้ายด้ามปากกา จัดว่าเป็นปากการุ่นทางเลือกแทน Apple Pencil ได้สบายๆ เหมาะกับนักวาดภาพที่เน้นวาดภาพใน iPad เป็นอย่างมาก

สเปคของ Adonit Note+
  • ปากกาสำหรับ iPad ใช้งานได้หลากหลายรุ่น ตั้งค่าได้ในแอพฯ Adonit One
  • มีฟีเจอร์เอียงปากกาแรเงา, Palm rejection และไม่ดีเลย์ตอนใช้งาน รับแรงกดได้  2,048 ระดับ
  • มีปุ่มลัดติดมาบนตัวปากกา 2 ปุ่ม ตั้งค่าได้ ใช้งานกับแอพฯ สายครีเอเตอร์ได้หลายแอพฯ
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นานราว 10 ชั่วโมง ชาร์จไว 5 นาทีใช้ได้ 1 ชั่วโมง ด้วยพอร์ต USB-C
  • ราคา 2,093 บาท (BaNANA)
5. Logitech Crayon for iPad (2,490 บาท)

HMGA2 AV2

ปากกา iPad รุ่นสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ เป็น Logitech Crayon ที่ทาง Apple เองก็เลือกมาแนะนำเป็นปากกา iPad รุ่นทางเลือกนอกเหนือจาก Apple Pencil รวมทั้งสั่งซื้อผ่านทางหน้าเว็บไซต์และหน้าร้าน Apple Store ประเทศไทยก็ได้เช่นกัน ซึ่งปากกาด้ามนี้จะเด่นเรื่องการเขียนงานและเส้นที่ต่อเนื่องเพราะว่าแชร์เทคโนโลยีร่วมกับ Apple Pencil ด้วย ทำให้การเขียนเส้นลงบนหน้าจอ iPad ต่อเนื่อง รวมทั้งมีเทคโนโลยีหลักๆ อย่าง Palm rejection, เอียงปากกาแล้วเขียนเส้นหนาขึ้นได้ แต่ไม่มีฟังก์ชั่นการแรเงาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น รองรับการใช้งานกับ iPad ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2018 แล้วเป็น iOS 12.2 เป็นต้นมาได้ทุกรุ่นอย่างแน่นอน

ส่วนแบตเตอรี่เวลาชาร์จจนเต็มแล้วจะใช้งานได้ 7.5 ชั่วโมง และชาร์จไว 2 นาทีใช้งานได้ 30 นาทีอีกด้วย และถ้าไม่ได้ใช้เขียนงานบนตัว iPad แล้ว ปากกาจะหยุดการทำงานเองภายใน 30 นาที หรือกดปุ่มเปิดปิดที่ตัวปากกาก็ได้ ชาร์จได้ด้วยพอร์ต Lightning ที่ท้ายปากกา นอกจากนี้ยังใช้งานร่วมกับแอพฯ สายจดโน๊ตและครีเอทีฟต่างๆ ได้อีกด้วย เรียกว่าถ้าใครหาปากกา iPad แต่ไม่ได้เป็น Apple Pencil มาใช้งาน ก็เลือกตัวนี้มาได้เลย

สเปคของ Logitech Crayon
  • ปากกาสำหรับ iPad ใช้งานได้หลากหลายรุ่น ต้องเป็น iOS 12.2 ขึ้นไป
  • มีฟีเจอร์เอียงปากกาให้ได้เส้นหนา, Palm rejection, แชร์เทคโนโลยีร่วมกับ Apple Pencil 
  • ใช้งานกับแอพฯ ทำงานหรือสายครีเอเตอร์ได้หลายแอพฯ 
  • ใช้งานต่อเนื่องได้นานราว 7.5 ชั่วโมง ชาร์จไว 2 นาทีใช้ได้ 30 นาที ด้วยพอร์ต Lightning และหยุดทำงานเองภายใน 30 นาที
  • ราคา 2,490 บาท (Apple Thailand)

สรุปสเปคของปากกา iPad ทั้ง 5 รุ่น ไม่ต้องง้อ Apple Pencil

สำหรับปากกา iPad ในตอนนี้ เราสามารถหาซื้อรุ่นทดแทนมาใช้งานได้หลากหลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งสเปคโดยสรุปจะเป็นดังนี้

สเปคปากกา iPad iPad รุ่นที่รองรับ ฟีเจอร์พิเศษ ระยะเวลาใช้งาน ราคา
STYLUS PENCIL USB-C WITH LED LIGHT iPad Pro 11″

iPad Pro 12.9″ (2018-2021)

iPad Air 4

เอียงปากกาแรเงา

Palm rejection

เขียนได้ไม่ดีเลย์

มีแม่เหล็กดูดติดตัว iPad ได้

9 ชั่วโมง

มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่

ชาร์จผ่าน USB-C

690 บาท
Baseus Capacitive Stylus  iPad Pro 11″

iPad Pro 12.9″

iPad Mini 5

iPad Air 3

iPad Air 4

Android

เอียงปากกาแรเงา

Palm rejection

เขียนได้ไม่ดีเลย์

มีแม่เหล็กดูดติดตัว iPad ได้

มีหัวปากกาแบบ Active และ Passive

ปุ่มทางลัด 2 ปุ่ม

8.5 ชั่วโมง

มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่

ชาร์จผ่าน USB-C

813 บาท
AppleSheep Stylus Pencil iPad Gen 6

iPad Air

iPad Air 3

iPad Air 4

iPad Mini 5

iPad Pro 11″-12.9″

Palm rejection

เขียนได้ไม่ดีเลย์

เชื่อมต่อได้ง่ายโดยกดที่ปลายปากกา

ราว 1 วัน

มีไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่

ชาร์จผ่าน USB-C

990 บาท
Adonit Note+ ใช้กับ iPad ได้หลากหลายรุ่น เอียงปากกาแรเงา

Palm rejection

เขียนได้ไม่ดีเลย์

รับแรงกดได้ 2,048 ระดับ

มีปุ่มทางลัด 2 ปุ่ม

ตั้งค่าด้วยแอพฯ Adonit One

10 ชั่วโมง

ชาร์จไว 5 นาทีใช้ได้ 1 ชั่วโมง

ชาร์จผ่าน USB-C

2,093 บาท
Logitech Crayon iPad ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นไป ต้องอัพเดทเป็น iOS 12.2 ขึ้นไป Palm rejection

แชร์เทคโนโลยีร่วมกับ Apple Pencil

เอียงปากกาให้ได้เส้นหนา

7.5 ชั่วโมง

ชาร์จไว 2 นาทีใช้ได้ 30 นาที

ชาร์จผ่านพอร์ต Lightning

2,490 บาท

จะเห็นว่านอกจาก Apple Pencil แล้ว เราก็มีปากกาทางเลือกจากผู้ผลิตรายอื่นๆ ให้เลือกซื้อไปใช้งานกัน และบางเจ้าอาจจะมีฟีเจอร์น่าสนใจอย่างเช่นปุ่มทางลัดบนตัวปากกาให้ใช้งาน ซึ่งเชื่อว่านักวาดหลายๆ คนน่าจะชื่นชอบฟีเจอร์ประเภทนี้เป็นอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าใครเห็นว่าปากกาด้ามไหนคือด้ามที่ใช่และเป็นตัวทดแทนที่น่าสนใจกว่า Apple Pencil ก็อยากให้ลองเลือกซื้อมาใช้งานดู ไม่แน่ว่าอาจจะตอบโจทย์การใช้งานมากกว่าที่คิดก็ได้


บทความที่เกี่ยวข้อง

ipadcover

iPad Mini 6

from:https://notebookspec.com/web/618850-5-apple-pencil-alternate-stylus

โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี 7 รุ่น น่าใช้ แยกตามจุดเด่น เริ่มแค่ 20,990 บาท

ถ้ามองหาโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี ตอนนี้ไม่ใช่แค่สเปคอย่างเดียว แต่มาดูที่จุดเด่นไปเลยดีกว่า

laptop2021 cover

โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2021 นั้น ต้องถือว่ามีทั้งรุ่นน่าสนใจและรุ่นที่เด่นเป็นดาวค้างฟ้าที่ผู้ใช้หลายๆ คนยังตามหาอยู่ให้เลือกซื้อกันหลากหลายรุ่นทีเดียว โดยเฉพาะปลายปีนี้ผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คแต่ละแบรนด์ก็พากันเปิดตัวโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ ที่สเปคดีและคอนเซปท์น่าสนใจออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นถ้าใครมีงบประมาณพอซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่สักเครื่อง ตอนนี้ก็ถือว่าน่าสนใจมาก

ซึ่งถ้าคำถามคือจะซื้อรุ่นไหนดี ส่วนตัวผู้เขียนที่มักถูกคนรอบตัวถามเช่นนี้บ่อยๆ ก็อยากแนะนำโน๊ตบุ๊คไปตามจุดเด่นจุดขายให้เลือกซื้อโดยไม่กำหนดด้วยเรทราคา แต่เน้นรุ่นที่ดีสุดตามโจทย์หลักที่ตั้งใจเอาไว้ไปเลย เวลาซื้อเครื่องมาใช้งานจะได้ตอบโจทย์ตรงใจที่สุดไม่ต้องติดใจกับอาการ “ไม่สุด” อย่างที่ใครหลายคนอาจจะเคยเจอนั่นเอง

โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี

7 โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี แบบแยกตามจุดเด่นให้เลือกไปใช้

จากก่อนหน้านี้ ผู้เขียนได้เลือกแนะนำโน๊ตบุ๊คตามระดับราคากับกลุ่มผู้ใช้โดยเฉพาะไปเป็นระยะๆ แต่ถ้าเลือกไปตามจุดเด่นของโน๊ตบุ๊คและแยกเป็นประเภทที่ผู้ใช้มักถามหาบ่อยๆ แล้ว โจทย์โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีของผู้เขียนจะจำกัดรุ่นตามจุดเด่นได้ทั้งหมด 7 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. ได้ความสดใหม่ ใช้ Windows 11 – Acer Aspire Vero AV15 (20,990 บาท)
  2. เอาเครื่องเบาสเปคคุ้มๆ หน่อย – Lenovo IdeaPad 3 14ALC6 (22,900 บาท)
  3. หน้าจอคุณภาพดีเพื่อสายอาร์ต – ASUS Vivobook 15 OLED (26,990 บาท)
  4. ตัวเบาเท่าแท็บเล็ตต้องรุ่นนี้ – Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 (30,990 บาท)
  5. เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคดีอัพได้ – ASUS TUF Gaming F15 (33,990 บาท)
  6. อยากเล่นเกมปรับสุดมารุ่นนี้ – Acer Nitro 5 AN515 (49,990 บาท)
  7. RTX 3080 ที่แรงและคุ้มสุด – Lenovo Legion 7 16ACHG6 (77,900 บาท)
1. ได้ความสดใหม่ ใช้ Windows 11 – Acer Aspire Vero AV15 (20,990 บาท)

20211013 225918 c

ถ้าถามหาความสดใหม่กับบทความโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีล่ะก็ มีโน๊ตบุ๊คของ Acer ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานอย่าง Acer Aspire Vero AV15 โน๊ตบุ๊คสายทำงานรุ่นใหม่ที่บอดี้ทำจากพลาสติกผ่านการใช้งานรีไซเคิล (PCR) และติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 11 มาให้ตั้งแต่เปิดเครื่อง ไม่ได้เป็นการอัพเกรดจาก Windows 10 อีกด้วย เรียกว่าสดใหม่ที่สุดในนาทีนี้และซอฟท์แวร์ในเครื่องยังติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานและมีระบบสแกนลายนิ้วมือติดมาให้ใช้ด้วย

สเปคเครื่องนี้ใช้ซีพียู Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5 GHz สถาปัตยกรรม Intel Tiger Lake รุ่นหใม่ล่าสุด ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics G7 ใส่ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home กับโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้พร้อมใช้งานทันที มีแรมในตัว 8GB DDR4 บัส 3200 MHz มีช่องอัพเกรดแรมติดตั้งมาให้ 1 ช่อง ติดตั้งหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มีพอร์ต USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1 รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.0 อีกด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น เรียกว่าถ้าใครอยากได้โน๊ตบุ๊คสายทำงานที่สเปคสดใหม่ที่สุดในตอนนี้ ก็แนะนำให้ดูรุ่นใหม่นี้ได้เลย

สเปคของ Acer Aspire Vero AV15
  • ซีพียู Intel Core i5-1155G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.5-4.5 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics G7
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • มีพอร์ต USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home มี Microsoft Office Home & Student 2019
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.8 กิโลกรัม
  • ราคา 20,990 บาท (ราคากลาง)
2. เอาเครื่องเบาสเปคคุ้มๆ หน่อย – Lenovo IdeaPad 3 14ALC6 (22,900 บาท)

20210710 222254 c 1

ถ้าอยากได้เครื่องเบาพกง่ายสักหน่อย แต่สเปคก็แรงไม่น้อยหน้าใครล่ะก็ Lenovo IdeaPad 3 14ALC6 รุ่นนี้จัดว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะน้ำหนักตัวเพียง 1.41 กิโลกรัม แต่สเปคก็จัดว่าคุ้มค่าและมีระบบสแกนลายนิ้วมือปลดล็อคเครื่องติดตั้งมาให้ใช้อีกด้วย เรียกว่าให้มาครบเครื่องพร้อมใช้งาน บอกเลยว่าเป็นรุ่นที่น่าใช้อีกรุ่นที่ผู้เขียนแนะนำเป็นส่วนตัวเลยในบทความโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี

สเปคของเครื่องนี้ใช้ซีพียู AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3 GHz เป็นซีพียูแบบประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง ส่วนการ์ดจอเป็นออนบอร์ดรุ่น AMD Radeon Graphics มี 7 คอร์ ติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home และโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้ใช้แบบครบถ้วน มีแรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz และหน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS พร้อมพอร์ต USB 2.0, USB-A 3.2, USB-C 3.2, HDMI อย่างละ 1 พอร์ต เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0 ด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.41 กิโลกรัมเท่านั้น ดังนั้นคนที่อยากได้โน๊ตบุ๊คสเปคแรงและน้ำหนักเบาพกง่ายด้วย แนะนำให้ดู Lenovo IdeaPad 3 14ALC6 เครื่องนี้เอาไว้ได้เลย

สเปคของ Lenovo IdeaPad 3 14ALC6
  • ซีพียู AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics มี 7 คอร์
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • มีพอร์ต USB 2.0, USB-A 3.2, USB-C 3.2, HDMI อย่างละ 1 พอร์ต
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home มี Microsoft Office Home & Student 2019
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.41 กิโลกรัม
  • ราคา 22,900 บาท (Advice, JIB)
3. หน้าจอคุณภาพดีเพื่อสายอาร์ต – ASUS Vivobook 15 OLED (26,990 บาท)

20211013 122754 c

ถ้าโจทย์โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีเน้นว่าต้องได้รุ่นหน้าจอสีสันแม่นยำ สวยและได้รับการการันตีคุณภาพสี Pantone Validated และ VESA DisplayHDR TRUE BLACK 600 ในระดับราคาไม่เกิน 30,000 บาท อย่างไรก็ต้อง ASUS VivoBook 15 OLED ที่เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ ให้เลือก นับแล้วถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นที่ทาง ASUS ติดตั้งหน้าจอพาเนลคุณภาพดีเกินตัวมาให้ใช้ ซึ่งผู้ที่สนใจรายละเอียดของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้สามารถอ่านรีวิวได้ที่นี่

ซีพียูของรุ่นที่เลือกมาแนะนำเป็น Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ดรุ่น Intel Iris Xe Graphics G7 ติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2019 มาให้พร้อมใช้ในตัว ส่วนแรมเป็นแบบออนบอร์ดความจุ 8GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล OLED คุณภาพสูง ติดตั้งพอร์ต USB 2.0 x 2, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1 รองรับการเชื่อมต่อด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.0 ด้วย ส่วนตัวเครื่องหนักที่ 1.8 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใครต้องทำงานสายอาร์ตอยู่บ่อยๆ แล้วโฟกัสเรื่องสีสันสวยงามและแม่นยำเป็นหลักล่ะก็ ASUS รุ่นนี้จัดว่าเด่นแบบไม่ควรมองข้ามเลย

สเปคของ ASUS VivoBook 15 OLED
  • ซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics G7
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล OLED
  • มีพอร์ต USB 2.0 x 2, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home มี Microsoft Office Home & Student 2019
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 1.8 กิโลกรัม
  • ราคา 26,990 บาท (Advice, JIB)
4. ตัวเบาเท่าแท็บเล็ตต้องรุ่นนี้ – Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 (30,990 บาท)

20210515 161300 c

ถ้าถามว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีแล้วอยากได้เครื่องที่เบาสุดๆ เท่าที่โน๊ตบุ๊คสักเครื่องจะเบาได้ ผู้เขียนเห็นว่า Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 เครื่องนี้ที่น้ำหนักตัวยังไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัมดี แต่สเปคและงานประกอบเรียกว่าเนี๊ยบมากสมกับเป็นมาตรฐานญี่ปุ่น และดีไซน์ก็ดูเรียบหรูใช้ได้ ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถอ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่นี่

สเปคของเครื่องนี้ใช้ซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics G7 มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ มีแรมออนบอร์ดมา 8GB LPDDR4x บัส 4266 MHz หน้าจอมีขนาด 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูง ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อมี USB-A 3.1 กับ USB-C 3.1 อย่างละ 2 ช่องและ HDMI x 1 ช่อง การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.0 และตัวเครื่องเบาเพียง 980 กรัมเท่านั้น เรียกว่าเบาจนเทียบเท่ากับแท็บเล็ตเครื่องหนึ่งแต่งานประกอบและบอดี้ตัวเครื่องจัดว่าแข็งแรงทีเดียว

สเปคของ Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928
  • ซีพียู Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2 GHz
  • การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics G7
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรมออนบอร์ด 8GB LPDDR4x บัส 4266 MHz
  • หน้าจอ 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • มีพอร์ต USB-A 3.1 กับ USB-C 3.1 อย่างละ 2 ช่องและ HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 980 กรัม
  • ราคา 30,990 บาท (JIB)
5. เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคดีอัพได้ – ASUS TUF Gaming F15 (33,990 บาท)

20210903 032918 c

ถ้าอยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีและคุ้มเงิน อัพเกรดเพิ่ม SSD และแรมได้ด้วยล่ะก็ ASUS TUF Gaming F15 เครื่องนี้จัดว่าน่าสนใจมาก เพราะมีช่องของแรมและ SSD อย่างละ 2 ช่องทีเดียว และสเปคก็ถือว่าแรงระดับเล่นเกม AAA ในปัจจุบัน ที่ความละเอียด Full HD ปรับกราฟฟิคไว้ที่ High ได้เลย ส่วนผู้ที่สนใจสามารถอ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่นี่

สเปคของรุ่นที่เลือกมาแนะนำเป็น Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz จับคู่การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6 ใส่ SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมแรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว มีความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz ส่วนพอร์ตมี USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1 พอร์ต เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.2 ได้ด้วย ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใครหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คมาเล่นเกมแทนที่จะประกอบเกมมิ่งพีซีแล้วตัดความกลุ้มเรื่องการ์ดจอราคาแพงไปเลยจะเริ่มจากรุ่นนี้ก็น่าสนใจเช่นกัน

สเปคของ ASUS TUF Gaming F15
  • ซีพียู Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 2.3 กิโลกรัม
  • ราคา 33,990 บาท (Advice, JIB, TopValue)
6. อยากเล่นเกมปรับสุดมารุ่นนี้ – Acer Nitro 5 AN515 (49,990 บาท)

20210529 021512 c 1

สำหรับคนที่มีงบซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแล้วคิดว่าโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีถึงจะเล่นเกม AAA ปรับกราฟฟิคระดับสูงสุดได้บนความละเอียด Full HD, QHD ล่ะก็ ควรดู Acer Nitro 5 AN515 รุ่นนี้ที่ติดตั้งการ์ดจอแยกตัวแรงมาให้ในตัว และถ้าใครเล่นเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมงล่ะก็ Nitro 5 Series เองก็ระบายความร้อนตอนเล่นเกมได้ดีไม่แพ้กับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ แน่นอน

สเปคเครื่องนี้ใช้ซีพียู Intel Core i7-11800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.3-4.6 GHz จับคู่การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3070 แรม 8GB GDDR6 พร้อม SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 Home ติดตั้งมาให้ในตัวพร้อมแรม 16GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอหลักมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz พร้อมพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax กับ Bluetooth 5.1 ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 2.2 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใครหาคิดอยู่ว่าจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีในงบประมาณครึ่งแสนแล้วได้สเปคแรงคุ้ม เล่นเกม AAA ได้อีกหลายปีไม่ต้องเปลี่ยนให้เสียเงินบ่อยๆ รุ่นนี้เรียกว่าน่าสนใจมาก

สเปคของ Acer Nitro 5 AN515
  • ซีพียู Intel Core i7-11800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.3-4.6 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3070 แรม 8GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • แรม 16GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 2.2 กิโลกรัม
  • ราคา 49,990 บาท (JIB)
7. RTX 3080 ที่แรงและคุ้ม – Lenovo Legion 7 16ACHG6 (77,900 บาท)

20210405 114907 c

สุดท้ายเรียกว่าเป็นดาวค้างฟ้าถ้ากำลังมองหาอยู่ว่าจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี ก็ต้องยกให้ Lenovo Legion 7 16ACHG6 รุ่นนี้ไปโดยไม่ต้องสงสัย เพราะนอกจากสเปคจะแรงหายห่วงเพราะใช้การ์ดจอรุ่นแรงสุดของ NVIDIA แล้ว ยังได้หน้าจอความละเอียดสูงที่รองรับ 100% sRGB, Dolby Vision, HDR 400, AMD FreeSync, NVIDIA G-SYNC อย่างครบถ้วนอีกด้วย ซึ่งถ้าใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่นี่

สเปคของตัวเครื่องถือว่าจัดเต็มสุดๆ ด้วยซีพียู AMD Ryzen 9 5900HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.6 GHz จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 16GB GDDR6 ติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB x 2 ตัว ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้ ส่วนแรมมีความจุ 32GB DDR4 บัส 3200 MHz ส่วนหน้าจอมีขนาด 16.1 นิ้ว ความละเอียด WQXGA (2560×1600) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165 Hz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 3 และ HDMI x 1 พอร์ต ส่วนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม เรียกว่าเป็นดาวค้างฟ้าถ้าถามหาว่าจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี ซึ่งสเปคเรียกว่าแรงและเปิดเกม AAA ความละเอียดสูงได้หลายปีแน่นอน

สเปคของ Lenovo Legion 7 16ACHG6
  • ซีพียู AMD Ryzen 9 5900HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.6 GHz
  • การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 16GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB x 2
  • แรม 32GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • หน้าจอ 16.1 นิ้ว ความละเอียด WQXGA (2560×1600) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165 Hz
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 3 และ HDMI x 1
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home 
  • น้ำหนักตัวเครื่อง 2.5 กิโลกรัม
  • ราคา 77,900 บาท (Advice)

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีทั้ง 7 รุ่น

โดยสรุปสเปคของโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดีทั้ง 7 รุ่นเป็นตารางจะเป็นดังนี้

โน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นไหนดี ซีพียู, การ์ดจอ SSD, RAM หน้าจอ พอร์ตและการเชื่อมต่อ ระบบปฏิบัติการ ราคา
Acer Aspire
Vero AV15
Intel Core
i5-1155G7

Intel Iris Xe Graphics G7

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว
FHD IPS
USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

Windows
11 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

20,990 บาท
Lenovo IdeaPad 3 14ALC6 AMD Ryzen 7 5700U

AMD Radeon Graphics มี 7 คอร์

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

14 นิ้ว
FHD IPS
USB 2.0

USB-A 3.2

USB-C 3.2

HDMI
อย่างละ 1 พอร์ต

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

22,900 บาท
ASUS VivoBook 15 OLED Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics G7

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว
FHD OLED
USB 2.0 x 2

USB-A 3.2 x 1

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home

Microsoft Office Home & Student 2019

26,990 บาท
Fujitsu Ultralight CH-4ZR1C22928 Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics G7

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB LPDDR4x
บัส 4266 MHz

13.3 นิ้ว
FHD IPS
USB-A 3.1 x 2

USB-C 3.1 x 2

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

Windows 10 Home 30,990 บาท
ASUS TUF Gaming F15 Intel Core
i5-11400H

NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

8GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว
FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

Windows 10 Home 33,990 บาท
Acer Nitro 5 AN515 Intel Core
i7-11800H

NVIDIA GeForce RTX 3070

M.2 NVMe
ความจุ 512GB

16GB DDR4
บัส 3200 MHz

15.6 นิ้ว
FHD IPS

Refresh Rate 144 Hz

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

Windows 10 Home 49,990 บาท
Lenovo Legion 7 16ACHG6 AMD Ryzen 9 5900HX

NVIDIA GeForce RTX 3080

M.2 NVMe
ความจุ 1TB x 2

32GB DDR4
บัส 3200 MHz

16.1 นิ้ว WQXGA IPS

Refresh Rate 165 Hz

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 3

HDMI x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

Windows 10 Home 77,900 บาท

ถึงจะเห็นสเปคทั้งหมดแล้ว แต่จริงๆ แล้วโน๊ตบุ๊คเครื่องหนึ่งก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเน้นเรื่องความคุ้มมาก, น้ำหนักเบาหรือมีความสดใหม่ล้ำสุดในกลุ่มโน๊ตบุ๊คด้วยกันในปัจจุบันนี้ ซึ่งโจทย์การเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่สักเครื่องของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปตามเป้าหมายของการใช้งาน แต่อย่างไรผู้เขียนก็คิดว่ารุ่นที่เลือกมาเป็นรุ่นเด่นในด้านต่างๆ จากมุมของผู้เขียนเองเท่านั้น แต่ก็มีรุ่นอื่นที่น่าสนใจไม่แพ้กันให้เลือกอยู่อีกมากมายอย่างแน่นอน ดังนั้นอาจจะใช้รุ่นในบทความนี้เป็นแนวทางแล้วเลือกซื้อหรือจะเลือกตามที่แนะนำไปก็ดีเช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

logitech cover 1

laptop cover

asus cover

from:https://notebookspec.com/web/584101-7-recommended-laptop-in-late-2021

RAZER เปิดตัว RAZER IKUR เก้าอี้เล่นเกมแบบผ้า นั่งนานก็ไม่เมื่อย

Razer ประกาศเปิดตัวเก้าอี้ผ้ารุ่นใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เก้าอี้เล่นเกมตามหลักสรีรศาสตร์ Razer Iskur ที่ได้รับรางวัล ช่วยให้เกมเมอร์มีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกบัลลังก์สำหรับสถานีต่อสู้ 

RAZER IKUR

เป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่ได้รับการเรียกร้องอย่างสูงจากชุมชน Razer สำหรับเวอร์ชัน Razer Iskur Fabric ที่ทำจากผ้าที่นุ่มเป็นพิเศษ ทนทานต่อการหกเลอะ เพื่อผิวสัมผัสที่หรูหราแต่ทนทาน วัสดุเส้นด้ายทอหนาแน่นให้สัมผัสนุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ยังแข็งแกร่งพอสำหรับการใช้งานทุกวัน และทนต่อน้ำ น้ำมัน และสิ่งสกปรก เวอร์ชันผ้ายังคงรักษาท่าทางที่สมบูรณ์แบบและการรองรับตามหลักสรีรศาสตร์ที่ Razer Iskur เป็นที่รู้จัก มีระบบรองรับเอวที่ปฏิวัติวงการแบบเดียวกัน Razer Iskur Fabric จะมีจำหน่ายในขนาด XL ด้วย

RAZER IKUR

โดยหลังจากการเปิดตัว Razer Iskur และ Razer Iskur X ที่ผ่านมา เก้าอี้ตระกูล Razer Iskur ก็ได้เสร็จสมบูรณ์แล้วในรุ่น XL ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นปกติ 15% ทำให้มีพื้นที่กว้างขวางขึ้นสำหรับเกมเมอร์ที่มีพนักพิงสูงและฐานที่นั่งกว้างขึ้น รุ่น XL รองรับผู้ใช้ที่มีความสูงสูงสุด 6 ฟุต 8 นิ้ว (208 ซม.) และสูงสุด 396 ปอนด์ (180 กก.) ซึ่งช่วยให้เข้าถึงผู้ใช้ได้มากขึ้น

  • สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวอร์ชันผ้าของ Razer Iskur โปรดดูที่ razer.com
  • จุดเด่น: Razer Iskur Fabric และ XL เวอร์ชันใหม่ช่วยให้เกมเมอร์มีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกเก้าอี้เล่นเกมที่ได้รับรางวัลการันตีสำหรับสถานีต่อสู้
  • กำหนดการ: Razer Iskur และ Iskur XL Fabric เวอร์ชันใหม่ วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564 
  • สถานที่: วางจำหน่ายทางออนไลน์ที่ Razer.com, RazerStore, และร้านค้าที่ได้รับอนุญาต
  • ราคา: Razer Iskur Fabric – 17,990 THB, 
  • Razer Fabric XL – 22,990 THB

from:https://notebookspec.com/web/618766-razer-ikur

RAZER เปิดตัว RAZER ISKUR เก้าอี้เล่นเกมแบบผ้า นั่งนานก็ไม่เมื่อย

Razer ประกาศเปิดตัวเก้าอี้ผ้ารุ่นใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เก้าอี้เล่นเกมตามหลักสรีรศาสตร์ Razer ISKUR ที่ได้รับรางวัล ช่วยให้เกมเมอร์มีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกบัลลังก์สำหรับสถานีต่อสู้ 

RAZER ISKUR

เป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่ได้รับการเรียกร้องอย่างสูงจากชุมชน Razer สำหรับเวอร์ชัน Razer Iskur Fabric ที่ทำจากผ้าที่นุ่มเป็นพิเศษ ทนทานต่อการหกเลอะ เพื่อผิวสัมผัสที่หรูหราแต่ทนทาน วัสดุเส้นด้ายทอหนาแน่นให้สัมผัสนุ่มอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ยังแข็งแกร่งพอสำหรับการใช้งานทุกวัน และทนต่อน้ำ น้ำมัน และสิ่งสกปรก เวอร์ชันผ้ายังคงรักษาท่าทางที่สมบูรณ์แบบและการรองรับตามหลักสรีรศาสตร์ที่ Razer Iskur เป็นที่รู้จัก มีระบบรองรับเอวที่ปฏิวัติวงการแบบเดียวกัน Razer Iskur Fabric จะมีจำหน่ายในขนาด XL ด้วย

RAZER ISKUR

โดยหลังจากการเปิดตัว Razer Iskur และ Razer Iskur X ที่ผ่านมา เก้าอี้ตระกูล Razer Iskur ก็ได้เสร็จสมบูรณ์แล้วในรุ่น XL ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นปกติ 15% ทำให้มีพื้นที่กว้างขวางขึ้นสำหรับเกมเมอร์ที่มีพนักพิงสูงและฐานที่นั่งกว้างขึ้น รุ่น XL รองรับผู้ใช้ที่มีความสูงสูงสุด 6 ฟุต 8 นิ้ว (208 ซม.) และสูงสุด 396 ปอนด์ (180 กก.) ซึ่งช่วยให้เข้าถึงผู้ใช้ได้มากขึ้น

  • สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวอร์ชันผ้าของ Razer Iskur โปรดดูที่ razer.com
  • จุดเด่น: Razer Iskur Fabric และ XL เวอร์ชันใหม่ช่วยให้เกมเมอร์มีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกเก้าอี้เล่นเกมที่ได้รับรางวัลการันตีสำหรับสถานีต่อสู้
  • กำหนดการ: Razer Iskur และ Iskur XL Fabric เวอร์ชันใหม่ วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564 
  • สถานที่: วางจำหน่ายทางออนไลน์ที่ Razer.com, RazerStore, และร้านค้าที่ได้รับอนุญาต
  • ราคา: Razer Iskur Fabric – 17,990 THB, 
  • Razer Fabric XL – 22,990 THB

from:https://notebookspec.com/web/618766-razer-iskur

Review ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS รุ่นเรือธงตัวท็อปกับค่าตัวแสนสอง แรงไม่ต้องสืบ!

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS ตัวแรงระดับเรือธง แรงจนเกมมิ่งพีซีบางเครื่องต้องยอม!

rog cover

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS ถ้านับแล้วถือว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวแรงรุ่นแรงสุดขีดจนเทียบชั้นเกมมิ่งพีซีสเปคแรงได้สบายๆ หรือบางคนอาจจะเรียกว่า Desktop replacement laptop ก็ไม่ผิดนัก ซึ่งรหัส GX551QS ตัวนี้เรียกว่าเป็นรุ่นใหม่ภาคต่อจาก ROG Zephyrus Duo 15 SE รุ่นหน้าจอ 4K 120 Hz ที่ทางเว็บไซต์เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นจะนับรุ่นนี้เป็นไมเนอร์เชนจ์ก็ไม่ผิด และก็ยังคงความแรงจัดเต็มเอาไว้เหมือนเดิมเพื่อให้เกมเมอร์ที่อยากเล่นเกมให้สนุก ปรับกราฟฟิคให้เต็มพิกัดก็ทำได้แล้วเล่นเกมได้อย่างมีความสุขได้เลย

ด้านดีไซน์ของตัวเครื่องที่เป็นหน้าจอคู่ได้แก่หน้าจอหลักกับหน้าจอทัช ROG ScreenPad Plus ที่ต่อยอดจาก ASUS ZenBook Pro Duo UX582 ทาง ASUS เองก็นำยังติดตั้งไว้ให้ใช้ในเครื่องนี้แบบครบถ้วน รวมทั้งระบายความร้อน AAS+ ที่ ASUS ประกอบมาให้ก็ช่วยระบายความร้อนระหว่างเล่นได้ดี เรียกว่าเกมเมอร์ที่มีงบประมาณมาลงกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแรงๆ สักตัว น่าจะชื่นชอบเครื่องนี้ไม่น้อยเลย

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE

นอกจากนี้ ด้านสเปคที่อัพเดทซีพียูให้เป็นรุ่นใหม่สเปคแรงขึ้นอย่าง AMD Ryzen 5980HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 16GB GDDR6 กับแรม 32GB (16+16GB) DDR4 บัส 3200 MHz แล้วอัพเกรดไปได้สูงสุด 48GB และ SSD แบบ M.2 NVMe 1TB และยังใส่ได้ 2 ช่องนั้น ต้องถือว่า ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ตัวใหม่นี้แรงสุดขั้วเพื่อเกมเมอร์จริงๆ 

NBS Verdict

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07865

 

ในยุคนี้ที่การ์ดจอแยกสักตัวหายากและราคาแพงเท่ากับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวแรงๆ สักตัวแล้ว การเปลี่ยนจากการ์ดจอสักตัวอาจจะแพงกว่ามาซื้อ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE รุ่นใหม่ที่ราคาขาย ณ ปัจจุบันนี้อยู่ที่ 199,990 บาท นั้น ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคแรงระดับ Desktop replacement สักตัวเอาไว้เล่นเกมโดยไม่ต้องประกอบคอมให้เหนื่อยแล้ว ยังมีประกันตัวเครื่องคอยดูแลถึงบ้าน แค่ต่อหน้าจอแยกความละเอียดสัก QHD ก็เล่นเกมได้อย่างมีความสุขแล้ว และคุณภาพงานประกอบเองก็ถือว่าอยู่ในระดับพรีเมี่ยม เรียกว่านอกจากสเปคจะแรงฟังก์ชั่นจะเลิศงานประกอบก็สมตัวอีกด้วย

ด้านของ ROG Intelligent Cooling ที่ดึงอากาศเย็นเข้าไประบายความร้อนในตัวเครื่องผ่านทางช่องว่างด้านใต้หน้าจอ ROG ScreenPad Plus เอง ก็ถือว่าเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาด ที่ทำให้ชิ้นส่วนภายในไม่ร้อนเกินไป และเมื่อจับคู่กับระบบระบายความร้อน Liquid Metal จาก Thermal Grizzly ยิ่งทำให้เกมเมอร์สามารถเล่นเกมได้อย่างเต็มอิ่มต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงสบายๆ นอกจากนี้ลำโพง Dolby Atmos เองก็ช่วยให้ฟังเพลงได้อารมณ์ ฟังเพลงได้เพลิดเพลินสมราคาค่าตัวเป็นอย่างมาก เรียกว่าด้านความบันเทิงทั้งหมดนั้นไม่มีข้อกังขาเลย

แต่จุดที่ขอนับเป็นจุดสังเกตหลักๆ ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ หลักๆ คือการอัพเกรดตัวเครื่องในรุ่นใหม่ล่าสุดถูกเปลี่ยนเป็นน็อต Torx หัวเล็ก ทำให้ผู้ใช้แกะตัวเครื่องเองได้ลำบากขึ้น ถ้าต้องการอัพเกรดเพิ่มแรมให้สุดที่ 48GB เท่าที่โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้รับไหวก็ควรยกไปหาช่างที่ศูนย์บริการเป็นผู้จัดการให้จะดีกว่า และอีกส่วนคือหน้าจอของตัวเครื่องปรับความละเอียดลงจาก 4K 120 Hz เหลือแค่ 1080p 300 Hz เรียกว่ายอมลดความละเอียดลงแต่เพิ่มค่า Refresh Rate ให้สูงขึ้นแทน ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนเองคิดว่าก็ไม่มีปัญหาอะไรนัก อาจจะต่อหน้าจอแยกความละเอียดสูงขึ้นแล้วเล่นเกมก็ได้เหมือนกัน และกล้อง Webcam ยังต้องต่อแยกผ่านพอร์ต USB อยู่ เพราะขอบหน้าจอบางเท่ากันทั้ง 3 ด้าน และยังไม่มีระบบสแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ ดังนั้นเวลาจะเล่นเกมก็ต้องพิมพ์รหัสผ่านเช่นเดิม

จุดเด่นของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS
  1. ติดตั้ง AMD Ryzen 9 5980HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ประสิทธิภาพสูง รองรับการทำงานและเล่นเกมได้เป็นอย่างดี
  2. การ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 16GB GDDR6 มาให้ ปรับกราฟฟิคตอนเล่นเกม AAA ในระดับสูงสุดได้สบายๆ
  3. หน้าจอความละเอียด Full HD ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB มี Pantone Validated
  4. หน้าจอแยก ROG ScreenPad Plus เป็นหน้าจอเสริมที่รองรับการทัชบนหน้าจอ ช่วยให้ใช้งานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น
  5. สเปคแรงแบบไม่ต้องอัพเกรดก็ได้ มีแรม 32GB และ SSD แบบ M.2 NVMe 1TB อีก 2 ช่อง ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมเล่นเกมทันที
  6. ทัชแพดออกแบบให้สลับโหมดเป็น Numpad ได้ จะทำงานหรือเล่นเกมก็สะดวก
  7. ระบบเสียงเป็น Dolby Atmos ติดตั้งลำโพงหลัก 4 วัตต์ 2 ตัว กับ Tweeter กำลังขับ 2 วัตต์อีก 2 ตัว ให้มิติเสียงที่น่าประทับใจ
  8. พอร์ต USB-C รองรับการต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort และรองรับการชาร์จแบตเตอรี่มาตรฐาน USB Power Delivery แต่ต้องใช้อแดปเตอร์ 100 วัตต์ชาร์จ
  9. พอร์ตเป็น HDMI 2.0b อีก 1 ช่อง รวมแล้วต่อหน้าจอแยกเพื่อเล่นเกมได้สูงสุด 2 จอแยกและ 1 จอโน๊ตบุ๊ค
  10. ได้ประกัน On-site service 3 ปี ช่วยดูแลตัวเครื่องเมื่อมีปัญหา
ข้อสังเกตของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS
  1. ถ้าต้องการอัพเกรดตัวเครื่องควรยกไปให้ศูนย์บริการอัพเกรดใหม่ เนื่องจากตัวเครื่องใช้หัวน็อต Torx แบบเล็กพิเศษ
  2. หน้าจอหลักลดความละเอียดจาก 4K 120 Hz ลงมาเหลือ 1080p 300 Hz 
  3. ถ้าต้องประชุมออนไลน์หรือไลฟ์สตรีมเกม ยังต้องต่อ Webcam แยกอยู่
  4. ยังไม่มีระบบสแกนใบหน้าหรือนิ้วมือเพื่อปลดล็อคเครื่อง

รีวิว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE GX551QS

Specification

rog

สเปคของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ จัดว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปคแรงสุดของทาง ASUS ซึ่งแรงระดับทดแทนเกมมิ่งพีซีได้สบายๆ พร้อมฟีเจอร์เด่นๆ ครบเครื่องทั้ง ROG ScreenPad Plus และลำโพง Dolby Atmos คุณภาพเสียงดีขึ้นและมีกล้อง Webcam ของ ASUS แถมมาให้ใช้งานอีกด้วย

สเปคเครื่องนี้จะอัพเดทจากรุ่นก่อนหน้านี้ โดยใช้ซีพียู AMD Ryzen 9 5980HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.8 GHz จับคู่กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080 มีแรม 16GB GDDR6 มี SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB x 2 ตัว ติดตั้ง Windows 10 Home มาให้พร้อมอัพเดทเป็น Windows 11 ได้ทันที มีแรมในเครื่อง 32GB DDR4 บัส 3200 MHz เป็นแรมออนบอร์ดและ SO-DIMM อย่างละ 1 ตัว อัพเกรดได้สูงสุด 48GB ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 300 Hz และหน้าจอทัช ROG ScreePad Plus ขนาด 14.1 นิ้ว ความละเอียด Full HD ทำมุม 13 องศา เมื่อกางหน้าจอเครื่องขึ้นมาใช้งาน ส่วนการเชื่อมต่อมีพอร์ต USB-A 3.2 Gen 2 x 3, USB-C 3.2 Gen 2 x 1 รองรับการต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่ด้วยมาตรฐาน USB Power Delivery, RJ45 LAN x 1, MicroSD Card Reader x 1, HDMI 2.0b x 1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. x 1 ส่วนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1 เรียกว่าสเปคนั้นแรงหายห่วง พร้อมเล่นเกมและทำงานหนักๆ ได้อย่างแน่นอน

สเปคของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE
  • ซีพียู AMD Ryzen 9 5980HX แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.8 GHz
  • การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3080 มีแรม 16GB GDDR6
  • SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB x 2 ตัว
  • แรม 32GB DDR4 บัส 3200 MHz รองรับสูงสุด 48GB
  • หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 300 Hz
  • หน้าจอทัช ROG ScreePad Plus ขนาด 14.1 นิ้ว ความละเอียด Full HD
  • มีพอร์ต USB-A 3.2 Gen 2 x 3, USB-C 3.2 Gen 2 x 1 รองรับการต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่ด้วยมาตรฐาน USB Power Delivery, RJ45 LAN x 1, MicroSD Card Reader x 1, HDMI 2.0b x 1 และช่องหูฟัง 3.5 มม. x 1
  • การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และ Bluetooth 5.1
  • ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home รองรับการอัพเดทเป็น Windows 11
  • ราคา 119,990 บาท (ASUS Thailand Official Shopee Mall)

Hardware & Design

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07870

สำหรับดีไซน์ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ เรียกว่าเป็นบอดี้ดีไซน์เกมมิ่งแบบ 2 หน้าจอ ติดตั้งหน้าจอสัมผัส ROG ScreenPad Plus ที่ยกจากสาย ZenBook ของทางค่ายมาติดตั้งไว้เป็นหน้าจอที่สอง ทำให้เวลาทำงานแล้วเปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้งานก็สามารถแยกฟังก์ชั่นที่ต้องการใช้หน้าจอสัมผัสควบคุม เช่น Timeline ของการตัดต่อวิดีโอหรือฟังก์ชั่นควบคุมของโปรแกรมแต่งเสียงหรือ DJ มาแตะสัมผัสตรงนี้ได้ หรือถ้าเป็นสตรีมเมอร์ก็สามารถเอาหน้าจอแชตและหน้าต่างมอนิเตอร์โปรแกรมสตรีมมิ่งที่ตรงนี้ได้ทันที

เมื่อมองหน้าตรง จะเห็นว่าตัวเครื่องระหว่างหน้าจอหลักและ ROG ScreePad Plus ที่ยกตัวขึ้น 13 องศาจะวางตัวต่อเนื่องกันโดยมีขอบหน้าจอด้านล่างเป็นแนวคั่นกลางเอาไว้ เมื่อดูหน้าตรงจะเห็นว่าตัวเครื่องดูใหญ่อลังการกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 15.6 นิ้วหลายๆ รุ่นอย่างชัดเจน

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07872

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07937 1
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07930
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07877 1
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07957

เมื่อมีหน้าจอ ROG ScreePad Plus ติดตั้งเข้ามาด้วย แถบคีย์บอร์จึงต้องเลื่อนลงมาด้านล่างจนติดขอบล่างแล้วย้ายเอาตัวทัชแพดไปไว้ด้านข้างขวามือแทน ซึ่งหน้าจอเสริมตัวนี้จะยกตัวด้วยระบบกลไกง่ายๆ ซึ่ง ASUS ออกแบบเป็นเหมือนขาโต๊ะพับที่พอพับหน้าจอลง ขาโลหะจะนอนราบแล้วชักหน้าจอให้เรียบติดเป็นระนาบเดียวกับคีย์บอร์ดและดันตัวหน้าจอขึ้นเวลากางหน้าจอ เป็นการออกแบบง่ายๆ แต่แข็งแรงทีเดียว และทาง ASUS ก็ติดสติกเกอร์เตือนผู้ใช้ไม่ให้เอาอะไรไปขัดตรงช่องนี้ของตัวเครื่องเพื่อป้องกันความเสียหายด้วย

พอมองลอดเข้าไป จะเห็นว่าด้านใต้หน้าจอเสริมของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะมีลำโพงหลัก 2 ตัวติดตั้งเอาไว้ ส่วนลำโพง Tweeter อีกสองตัวจะอยู่ขอบตัวเครื่องด้านบนสุดที่ต่อขาฐานหน้าจอเข้ากับตัวเครื่องขนาบด้านข้างไฟแสดงสถานะทั้ง 3 ดวงไว้ ส่วนช่องว่างด้านใต้ ROG ScreePad Plus ตัวนี้จะเป็นช่องรับลมเข้าหลักคู่กับช่องด้านใต้ตัวเครื่องด้วย เพื่อช่วยให้อุณหภูมิในเครื่องไม่ร้อนเกินไป

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07881

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07886
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07931
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07882
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07885

ส่วนดีไซน์ด้านหลังเครื่องจะคงเอกลักษณ์สไตล์ ROG เอาไว้ โดยดีไซน์ให้ฝาหลังเครื่องเป็น 2 ลวดลาย คือลายจุดแบบเกมมิ่งตัดเฉียงด้วยพื้นเรียบพร้อมโลโก้ ROG ส่วนขอบด้านล่างสกรีนคำว่า Republic of Gamer เอาไว้เหนือช่องตัดเว้นระหว่างขาฐานจอทั้งสองฝั่ง โดยทาง ASUS ตัดเว้นเอาไว้เพื่อให้เสียบสายเข้าพอร์ตด้านหลังเครื่องได้สะดวกและไม่ติดกับขอบหน้าจอด้วย

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07959

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07859
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07860

ตอนพับหน้าจอตามปกติแล้ว ส่วนขอบบนสุดของตัวเครื่องที่ ROG ScreePad Plus บังเอาไว้ จะเป็นลายฉลุจุดเหมือนกับฝาหลังของตัวเครื่อง ติดไฟแสดงสถานะ 3 ดวงเอาไว้และมีลำโพง Tweeter ขนาบไว้ 2 ด้านด้วยกัน ซึ่งไฟทั้ง 3 ดวงมีไฟแสดงสถานการทำงานของตัวเครื่อง, ไฟแสดงการชาร์จแบตเตอรี่และไฟแสดงการทำงานของฮาร์ดดิสก์ในเครื่อง

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07887

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07888
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07893
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07889
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07890

จากด้านบนที่ดูอลังการแล้วด้านใต้ตัวเครื่องของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ดีไซน์ให้ความรู้สึกเหมือนยานอวกาศยิ่งขึ้นด้วยแนวเส้นช่องลมเข้าที่เป็นเส้นยาวแนวเฉียงเหมือนเส้นความเร็วในภาพยนตร์ มีปุ่มยางรองใต้เครื่องติดเอาไว้ 6 จุด โดยตัวปุ่มยางด้านหลังใกล้กับช่องระบายความร้อนจะสูงกว่าด้านหน้า เพื่อยกตัวเครื่องให้สูงขึ้นและโน้มมาหาผู้ใช้เล็กน้อยแล้วช่วยให้โซนกรอบสี่เหลี่ยมคางหมูที่มีพอร์ตหลังเครื่องติดตั้งอยู่ติดกับพื้น 

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07876

องศาการกางหน้าจอหลักของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เวลาดันไปจนสุดแล้วจะกางได้ราว 130 องศา และตัว ROG ScreenPad Plus จะยกตัวขึ้นราว 13 องศาด้วยกัน ซึ่งระยะการกางระดับนี้จะวางเล่นเกมบนโต๊ะทำงานตามปกติก็ได้ หรือถ้ามีแท่นวางโน๊ตบุ๊คมาเสริมแล้วต่อหน้าจอแยกเพื่อเล่นเกมด้วย ก็สามารถจัดหน้าจอให้ได้องศาที่เรามองเห็นได้ง่ายขึ้น

ในส่วนของดีไซน์รอบตัวเครื่องแล้ว จะเห็นว่าบอดี้และการออกแบบทั้งหมดของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE รุ่นใหม่นี้ยังใช้บอดี้เหมือนกับรุ่นก่อนหน้า ที่ประสิทธิภาพการทำงานและระบายความร้อนยังทำได้ดีไม่มีปัญหา ดังนั้นจุดที่น่าสนใจจะเป็นเรื่องของสเปคเป็นหลัก

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07960

ส่วนอุปกรณ์เสริมที่ทาง ASUS ให้มาในกล่องนอกจากตัวเครื่องกับอแดปเตอร์หลักที่กำลังจ่ายไฟสูงแล้ว จะมีอแดปเตอร์รองขนาดพกพาที่ชาร์จเข้าทางพอร์ต USB-C ได้, ROG Eye กล้องหน้าความละเอียด 1080p 60 fps และที่วางข้อมือยางเอาไว้ซัพพอร์ตข้อมือตอนวางมือลงคีย์บอร์ดแล้วเล่นเกม ทำให้ไม่ต้องเกร็งข้อมือมากเกินไป

Screen & Speaker

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07915

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07916
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07917
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07919
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07940

หน้าจอขนาด 15.6 นิ้วที่เป็นหน้าจอหลักของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้มีมีความละเอียด Full HD พาเนล IPS และค่า Refresh Rate 300 Hz ซึ่งถือว่าลื่นมากทีเดียว และเป็นหน้าจอ Anti-glare ป้องกันแสงสะท้อนเข้าดวงตา ส่วนดีไซน์เป็น NanoEdge Display ที่ขอบหน้าจอบางทั้ง 3 ด้านและมีขอบล่างหนาอยู่ส่วนหนึ่งพร้อมเขียนชื่อรุ่นเอาไว้ว่า ROG Zephyrus แต่จุดสังเกตหลักของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตระกูล ROG หลายๆ รุ่นคือ มักไม่มีกล้อง Webcam ติดตั้งเอาไว้ตรงขอบหน้าจอส่วนบน แต่ให้กล้อง Webcam แยกมาอีกตัวแทน

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07966

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07964
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07962
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07967
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07968
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07969
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07973
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07970
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07971

กล้องหน้าที่แถมมาให้ในกล่องของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะเป็น ROG Eye ที่ความละเอียดกล้อง 1080p 60 fps เชื่อมต่อด้วยพอร์ต MicroUSB tp USB-A หนึ่งเส้น และมีอแดปเตอร์ทรงสามเหลี่ยมสำหรับต่อกับขาตั้งกล้องให้จัดมุมกล้องบนโต๊ะทำงานได้ ไม่ต้องเอาตัว ROG Eye ไปหนีบไว้กับขอบบนของหน้าจอตลอดก็ได้ ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นข้อดีและจุดสังเกตไปพร้อมๆ กัน คือถ้าเอาความสะดวกไม่ต้องการต่ออุปกรณ์เสริมหลายชิ้นก่อนประชุมออนไลน์ก็อาจจะอยากให้เป็น Webcam แบบฝังเอาไว้บนขอบบนหน้าจอเลย แต่ถ้าจะสตรีมเกมด้วยแล้วอยากจัดมุมวางกล้องให้ตัวเองได้ด้วย ROG Eye ก็ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานเช่นกัน

gamut 1

brightness 1
bright zone
accuracy
sum
Didplay 1
Didplay 2

ส่วนขอบเขตสีของหน้าจอที่ ASUS เคลมเอาไว้ว่าเป็นหน้าจอ Pantone Validated แล้ว มีขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB พอทดสอบด้วย Spyder5Elite แล้ว ผลจากการทดสอบขอบเขตสีบนหน้าจอจะได้ 92% sRGB, 71% AdobeRGB และ 72% DCI-P3 เทียบแล้วถือว่าขอบเขตสีบนหน้าจอนี้กว้างใกล้เคียงกับที่ทางผู้ผลิตเคลมเอาไว้ ดังนั้นถ้าเอาไปทำงานด้านสีสันต้องถือว่าทำผลงานได้ดีไล่เลี่ยกับที่เคลมเอาไว้

ความสว่างของหน้าจอนี้อาจจะน้อยไปบ้างที่ 192 nits ซึ่งถ้านั่งทำงานกลางแจ้งที่ร้านกาแฟอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ แต่ถ้าเล่นเกมในห้องหรือทำงานตามปกติก็ถือว่าสว่างกำลังดีไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน แต่จุดสังเกตคือพอแบ่งพื้นที่เป็นตาราง 9 ช่องเพื่อวัดความสว่างแยกโซนกันจะเห็นว่าส่วนขอบบนของหน้าจอจะมีความสว่างน้อยลงที่ 10-15% ซึ่งถือว่าเป็นโซนที่ค่อนข้างมืด แต่ส่วนกลางไปจนถึงล่างของหน้าจอจะอยู่ที่ 0-9% ดังนั้นถ้าใครทำงานอาร์ตเวิร์คหรือแต่งภาพก็แนะนำว่าให้ดึงภาพมาอยู่โซนกลางหน้าจอลงไปจะดีกว่า เพื่อลดโอกาสปรับแสงสีผิดพลาดได้ ส่วนความแม่นยำสีที่ Spyder5Elite วัดได้ เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 1.39 นับว่าค่า Delta-E <2 ดังนั้นเรื่องความแม่นยำสีถือว่าไว้ใจได้เลย

สรุปคะแนนสีสันบนหน้าจอหลักของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ คะแนนรวมจะได้ 4 เต็ม 5 คะแนน และถ้าดูแยกเป็นส่วนๆ จะเห็นว่าหน้าจอนี้เด่นที่ Tone Response, Contrast เป็นหลัก ซึ่งได้สูงถึง 5 คะแนนเต็ม ถัดลงมาเป็น Gamut และ Color Accuracy ที่ได 4.5 คะแนน ดังนั้นถ้าใครเล่นเกมและหาโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงไว้ทำงานและเล่นเกมได้ทั้งคู่ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้จัดว่าแรงหายห่วงอย่างแน่นอน

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07921

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07922
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07927
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07929
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07928

ถัดมาที่หน้าจอเสริม ROG ScreenPad Plus ที่อยู่เหนือคีย์บอร์ดถัดลงมาจากหน้าจอหลักมีขนาด 14.1 นิ้ว ความละเอียด 1920×550 พิกเซล เป็นหน้าจอทัชสกรีนพร้อมแถบฟังก์ชั่นฝั่งซ้ายของหน้าจอ โดยรวมฟังก์ชั่นการตั้งค่าหน้าจอหลักและหน้าจอเสริมเอาไว้โดยละเอียดและฟังก์ชั่นทางลัดต่างๆ เอาไว้ทั้งหมด และยังสั่งเปิดปิดการทำงานคีย์บอร์ดโดยการกดคำสั่งบนหน้าจอนี้ก็ได้ รวมทั้งตั้งคำสั่งทางลัดเรียกจากหน้าจอนี้ได้เหมือนกัน

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07925
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07924

 

การใช้งานหน้าจอเสริมตัวนี้ก็ถือว่าง่ายมาก โดย ASUS จะตั้งค่าให้ ROG ScreenPad Plus ตัวนี้เป็นหน้าจอล่างที่อยู่ถัดลงมา สามารถใช้งานได้สะดวกและลากเอาหน้าต่างโปรแกรมที่ใช้งานควบคู่กันมาไว้ที่หน้าจอเสริมแล้วใช้นิ้วแตะเลือกและคุมโปรแกรมต่างๆ ได้สะดวกเหมือนใช้โน๊ตบุ๊คจอทัชสกรีนปกติได้เลย โดยถ้าโปรแกรมไหนมีฟังก์ชั่นแถบควบคุมที่ใช้นิ้วแตะเลือกได้สะดวกกว่าอย่างโปรแกรม DJ หรือโปรแกรมตัดต่อวิดีโอก็เอามาวางที่หน้าจอเสริมนี้ก็จะใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07877

ลำโพงของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะติดตั้งมาให้ทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน แยกเป็นลำโพงหลัก 4 วัตต์ 2 ตัว ติดตั้งไว้ใต้หน้าจอ ROG ScreenPad Plus และ Tweeter กำลังขับ 2 วัตต์ อีก 2 ตัว ติดตั้งไว้ที่ขอบตัวเครื่องด้านบนขนาบกับไฟแสดงสถานะตัวเครื่อง โดยเสียงลำโพง Dolby Atmos ถือว่าเป็นลำโพงของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่คุณภาพเสียงน่าประทับใจ ในแง่การฟังเพลงนั้นใช้ฟังได้ทุกแนวไม่ว่าจะป็อบ ร็อค แจ๊ส และอื่นๆ โดยเฉพาะเสียงเพลงแนว EDM ต้องถือว่าทำได้ดี เสียงเบสเล่นออกมาชัดเจนและมีแรงปะทะกำลังพอดีไม่เยอะจนล้น สามารถดูหนังฟังเพลงด้วยลำโพงติดโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้สบายๆ ไม่ต้องพึ่งลำโพงแยกเลยก็ได้

ด้านการเล่นเกมก็ต้องถือว่าลำโพงตัวนี้สามารถแบ่งแยกทิศทางเสียงในเกมได้ดีทีเดียว จากการเล่นเกมผ่านทางลำโพงต้องถือว่าตัวลำโพงจำลองทิศทางเสียงได้ดี โดยเฉพาะเกมแนวเอาตัวรอดหรือ FPS สามารถแบ่งทิศทางเสียงปืนหรือระเบิดได้อย่างดีทีเดียว ดังนั้นถ้าใครอยากเล่นเกมแบบสบายๆ ไม่ต่อหูฟังก็เล่นเกมแล้วใช้ลำโพงตัวเครื่องเลยก็ได้

Keyboard & Touchpad

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07898

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07894
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07895
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07897

คีย์บอร์ดของ ASUS ROG Zephyrus  Duo 15 SE เมื่อมองเผินๆ จะเป็นดีไซน์แบบ Tenkeyless แต่ก็ยังมีทัชแพดติดตั้งเอาไว้ให้ใช้ สามารถสลับระหว่างทัชแพดหรือ Numpad บนตัวทัชแพดเอง จากภาพจะเห็นว่าเนื้อที่ส่วนบนของตัวเครื่องที่ควรติดตั้งคีย์บอร์ดกลายเป็น ROG ScreenPad Plus ไปแล้ว ตัวคีย์บอร์ดก็เลยเลื่อนพื้นที่ลงมาจนติดขอบตัวเครื่องด้านล่างสุดแทน ส่วนไฟ RGB บนคีย์บอร์ดเป็น Aura Sync Lighting ซึ่งปรับแสงสีหรือเปิดปิดได้ด้วยปุ่มบนคีย์บอร์ดหรือจะจัดการผ่านโปรแกรม Armoury Crate ในตัวเครื่องก็ได้ แล้วเลือกเอฟเฟคไฟได้หลากหลายแบบอีกด้วย

ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07974

 

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07953
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07950
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07977

ซึ่งการดีไซน์ให้ตัวคีย์บอร์ดเลื่อนลงมาจนอยู่ขอบล่างสุดแล้ว เวลาวางมือลงบนคีย์บอร์ดเพื่อเล่นเกม ส้นมือจะนาบกับพื้นโต๊ะแล้วตอนเล่นกมก็ต้องโก่งนิ้วขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้กดปุ่ม W, A, S, D บนนคีย์บอร์ดได้สะดวกขึ้น แต่ส่วนนี้ทาง ASUS แก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการแถมที่รองข้อมือมาให้ในกล่องด้วย เวลาเล่นเกมแล้วก็ไม่ต้องโก่งนิ้วและไม่เกร็งนานเกินไปด้วย ส่วนขอบตัวเครื่องจะยกขอบขึ้นมาเล็กน้อย เวลาพับหน้าจอแล้วบานหน้าจอจะไม่ติดกับปุ่มบนคีย์บอร์ดโดยตรงด้วย

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07903
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07904
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07926
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07908

คีย์บอร์ดของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะเป็นปุ่มระยะกดสั้น ทำให้ตอนเล่นเกม FPS หรือเกมที่ต้องออกคำสั่งเร็วๆ สามารถกดแล้วรัวปุ่มได้ มี N-key rollover กับ anti-ghosting ที่เป็นฟีเจอร์สำคัญของคีย์บอร์ดเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในปัจจุบัน ซึ่งจากการลองเล่นเกม FPS แล้ว ต้องถือว่าการตอบสนองของปุ่มบนคีย์บอร์ดทำงานได้เร็วทันใจมาก

ส่วนเรื่องของรายละเอียดดีไซน์ต่างๆ บนคีย์บอร์ด ก็นับว่า ASUS ยังเก็บรายละเอียดส่วนต่างๆ เอื้อกับสไตล์การใช้งานของเกมเมอร์เหมือนเดิม ทั้งปุ่ม Spacebar อสมมาตรที่ฝั่งซ้ายจะหนากว่าเพื่อให้แม่โป้งยังอยู่ในระยะกดของปุ่ม, มีตุ่ม Marking เอาไว้ที่ปุ่ม W ซึ่งเป็นปุ่มแรกที่เกมเมอร์วางนิ้ว และการสกรีนตัวปุ่มจะใช้ฟ้อนท์เดียวกันกับซีรี่ส์เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คภายในค่าย ด้านไฟ RGB จะลอดตัวอักษรขึ้นมาและเรืองที่ขอบข้างปุ่มด้วย

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07907
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07906

ด้านปุ่ม Function ที่เกี่ยวกับการเล่นเกม ถ้ากด Fn+Windows key จะเป็นการล็อคปุ่ม Windows ไม่ให้ทำงานเวลามือเผลอไปโดนตอนเล่นเกม, ย้ายปุ่ม Print Screen มาไว้ระหว่าง Alt กับ Ctrl ขวามือ และปุ่มลูกศรที่อยู่ข้างๆ กันถ้ากด Fn ค้างเอาไว้จะคุมไฟ RGB บนคีย์บอร์ดทั้งหมด โดยขึ้นลงใช้เพิ่มลดแสงและซ้ายขวาเอาไว้ปรับแพตเทิร์นของไฟว่าจะให้เป็นสีหรือเอฟเฟคแบบไหน ซึ่งส่วนนี้ปรับแต่งโดยละเอียดได้ในซอฟท์แวร์ Armoury Crate ได้ด้วย

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07905

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07947
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07945
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07946

แต่ปุ่มที่ ASUS จัดการ Mapping มาเป็นพิเศษให้กับ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะมีทั้งหมด 3 ปุ่ม เรียงอยู่เหนือทัชแพด ซึ่งจากซ้ายมือที่เป็นโลโก้ ROG จะใช้เรียกซอฟท์แวร์ Armoury Crate ออกมาใช้งาน ถัดมาเป็นปุ่มคุมหน้าจอ ROG ScreenPad Plus โดยตั้งได้ทั้งเปิด, ปิด, ซ่อนหน้าจอนี้ก็ได้

สุดท้ายก่อนปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง เป็นปุ่มสลับโหมดของปุ่มลูกศรจากขึ้นลงซ้ายขวาตามปกติ ให้ปุ่มขึ้นลงเป็น Page Up, Page Down ส่วนซ้ายเป็น Home และขวาเป็น End ซึ่งการ Mapping ปุ่มแล้วสลับโหมดไปมาได้ด้วย ก็ทำให้ผู้ใช้เลือกโหมดการใช้งานได้สะดวก ไม่ติดอยู่กับรูปแบบการใช้งานเดิมๆ รวมทั้งประหยัดพื้นที่บนคีย์บอร์ดไปได้มากทีเดียว

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07909
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07911

ปุ่ม F1-F12 เองก็จะรวมกับ Function Hotkey ซึ่งถ้ากดตามปกติจะเป็น F1-F12 ถ้ากด Fn ค้างเอาไว้ก่อนจะเป็น Function Hotkey อย่างที่ ASUS ตั้งค่าเอาไว้ โดยแต่ละปุ่มจะทำงานดังนี้

  • F1-F3 – ปิด, ลดและเพิ่มเสียง
  • F4 – ปิดหรือเปิดไมโครโฟน
  • F5 – ปุ่มปรับโหมดของตัวเครื่อง สลับระหว่าง Silent, Performance และ Turbo
  • F6 – ปุ่มเรียกโปรแกรม Snipping Tool
  • F7-F8 – ปุ่มลดและเพิ่มความสว่างบนหน้าจอ
  • F9 – ปุ่ม Project สำหรับตั้งค่าการเชื่อมต่อหน้าจอหลักและเสริม
  • F10 – ปุ่มเปิดหรือปิดการทำงานทัชแพด
  • F11 – ปุ่ม Sleep mode
  • F12 – ปุ่ม Airplane mode

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07899
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07900
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07912

ส่วนทัชแพดของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ฝั่งขวามือของคีย์บอร์ดจะเป็นดีไซน์แบบแป้นแข็งและแยกปุ่มคลิกซ้ายขวาเอาไว้ด้านล่างและตัวปุ่มจะนุ่มกดง่ายเหมือนปุ่มสวิตช์ของอุปกรณ์ไฮเทคหรือเครื่องบินรบสักรุ่นหนึ่ง รองรับ Windows 10 Gesture Control ตามปกติ

ฟังก์ชั่นพิเศษที่ต้องพูดถึง คือถ้าแตะค้างที่มุมบนซ้ายที่เป็นไอคอนรูปทัชแพดกับ Numpad ค้างเอาไว้ จะสลับจากทัชแพดธรรมดาเป็น Numpad ได้ด้วย ซึ่งความเร็วการตอบสนองเรียกว่าเหมือนกดเครื่องคิดเลขในแอพฯ บนสมาร์ทโฟนเลย ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่า Numpad เช่นนี้มีประโยชน์และน่านำมาใส่ในโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบันทั้งหน้าจอ 14 และ 15.6 นิ้ว เพราะทำให้คนที่ต้องทำงานกับตัวเลขบ่อยๆ แล้วต่อเมาส์แยกอยู่แล้ว สามารถกดพิมพ์ตัวเลขได้ง่ายขึ้นด้วย จัดเป็นการออกแบบแป้นทัชแพดให้ทำงานได้อเนกประสงค์ขึ้นมาก

Connector / Thin & Weight

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07932
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07935
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07936

พอร์ตของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะแบ่งอยู่ 2 ฝั่งของตัวเครื่องข้างๆ ตัวคีย์บอร์ด ให้ตัวเครื่องด้านใต้ ROG ScreenPad Plus เป็นช่องระบายอากาศ โดยพอร์ตทั้งสามฝั่งจะมีดังนี้

  • ด้านซ้ายจากซ้ายมือ – MicroSD Card reader, ช่องเสียบปลั๊ก, ช่องหูฟัง 3.5 มม.
  • ด้านขวาจากซ้ายมือ – USB-A 3.2 Gen 2 x 2 ช่อง, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเครื่องด้วยมาตรฐาน USB Power Delivery แต่ต้องใช้ปลั๊ก 100 วัตต์ถึงจะชาร์จได้ และต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort ได้ด้วย
  • ด้านหลังตัวเครื่องจากซ้ายมือ – พอร์ต LAN RJ45, USB-A 3.2 Gen 2, HDMI 2.0b

สำหรับพอร์ตรอบตัวเครื่อง ต้องถือว่าทาง ASUS ยังให้มาครบเครื่องและเอาพอร์ตที่ไม่ได้ถอดเข้าออกบ่อยๆ ไปติดตั้งไว้ด้านหลังเครื่องเลย ทำให้จัดสายไฟได้สะดวกมาก แต่ก็ยังน่าเสียดายว่า ASUS ยังไม่ได้ขยายพอร์ต MicroSD Card reader ให้เป็น SD Card reader ไซซ์มาตรฐาน แต่ก็ถือว่ายังมีพอร์ตหลักๆ ที่ต้องการใช้งานติดต้งมาให้ครบถ้วนอยู่ และถ้าพอร์ตเชื่อมต่อหน้าจอน้อยไปไม่พอใช้ก็ต่อจาก USB-C ออกมาก็ได้ด้วย

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07856

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07857
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07858
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07961
ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE DSC07963

ด้านน้ำหนักของตัวเครื่องและอแดปเตอร์ เมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอบแล้ว จะเห็นว่าเฉพาะ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะหนัก 2.5 กิโลกรัม ส่วนอแดปเตอร์ที่กำลังชาร์จสูงที่ควรต่อตอนเล่นเกมจะหนัก 962 กรัมหรือเกือบหนึ่งกิโลกรัมทีเดียว ส่วนอแดปเตอร์เสริมตัวเล็กที่ต่อผ่านพอร์ต USB-C จะหนัก 371 กรัมเท่านั้น

ด้านของปลั๊กทั้งสองตัวที่ติดมากับ ASUS Zephyrus Duo 15 SE ตัวนี้ ถ้าดูแล้วจะเห็นว่าทาง ASUS เตรียมเอาไว้ให้ใช้แยกงานกันอย่างชัดเจน ถ้าวางเครื่องไว้ที่บ้านเพื่อเล่นเกมเป็นหลักก็เอาอแดปเตอร์ตัวกำลังชาร์จสูงต่อเครื่องได้เลย แต่ถ้าจะทิ้งปลั๊กไว้ออฟฟิศสักตัวหรือออกนอกสถานที่ในยามจำเป็นก็ใช้เป็นอแดปเตอร์ตัวเล็กแทน ทำให้กระเป๋าเราไม่หนักและใช้งานได้ทั้งวันโดยไม่ต้องกลุ้มเรื่องแบตเตอรี่ไม่พอใช้งานได้เลย

ถ้าใครใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นเครื่องหลักแทนเกมมิ่งพีซีที่บ้านและเอาไปออฟฟิศเพื่อทำงานด้วย ก็เอาอแดปเตอร์ทั้งสองตัวนี้กระจายไว้ที่ออฟฟิศกับที่บ้านได้เลย และถ้าต้องไปติดต่องานและทำธุระ ก็เอาอแดปเตอร์ตัวรองติดกระเป๋าไปได้เลย

Performance & Software

CPU Z
Ram

สเปคของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้เรียกว่าเป็นตัวแรงสุดจากทาง ASUS ซึ่งถึงบอดี้ภายนอกจะคล้ายกับรุ่นก่อนหน้านี้แต่สเปคภายในจัดว่าดีขึ้น เช่นซีพียูจาก AMD Ryzen 9 5900HX จะอัพเกรดมาเป็น AMD Ryzen 9 5980HX สถาปัตยกรรม AMD Zen 3 แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.8 GHz ซึ่งประสิทธิภาพตอนใช้เล่นเกมหรือทำงานกับโปรแกรมที่กินทรัพยากรเครื่องหนักๆ ก็จัดการได้ดีไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน และตัวซีพียูก็รองรับชุดคำสั่งหลักๆ อย่างครบถ้วนอีกด้วย

ด้านแรมในตัวเครื่องเป็นแบบ Dual-channel ขนาด 32GB DDR4 บัส 3200 MHz แบ่งเป็นออนบอร์ด 16GB กับแบบแรมแผ่น SO-DIMM อีก 16GB รวมเป็น 32GB รองรับการอัพเกรดได้สูงสุด 48GB ซึ่งถ้าใครเอาไปตัดต่อคลิปวิดีโอหรือทำงานกราฟฟิคหนักๆ ผู้เขียนแนะนำว่าอัพเกรดให้เต็มที่ไปเลยจะดีที่สุด ส่วนคนที่เล่นเกมอย่างเดียวแล้วใช้งานโปรแกรมทั่วๆ ไปก็ไม่ต้องอัพเกรดก็เล่นเกมใช้งานได้สบายๆ

GPU Z 1

การ์ดจอในเครื่องยังเป็นรุ่นตัวท็อปจาก NVIDIA รุ่น NVIDIA GeForce RTX 3080 แรม 16GB GDDR6 ความเร็ว 1,645 MHz รองรับ OpenCL, CUDA, DirectCompute, DirectML, Ray Tracing, PhysX, OpenGL 4.6 ครบถ้วน ซึ่งนอกจากจะเล่นเกมบนหน้าจอตัวเครื่องได้ไหลลื่นและได้ภาพสวยงามแล้ว ถ้าต่อพอร์ต HDMI 2.0b ออกไปหน้าจอแยกความละเอียด QHD แล้วเล่นเกม ก็คาดหวังความสวยงามจากภาพได้เลย

ด้านประเภทของการ์ดจอจากการค้นหาข้อมูลแล้ว ซีรี่ย์ NVIDIA GeForce RTX 3000 นั้นจะไม่มีการแบ่งฝั่งว่ารุ่นไหนเป็น Max-Q, Max-P อย่างชัดเจน แต่จากหน้าสเปคของทาง ASUS เอง จะระบุการบูสต์ประสิทธิภาพของการ์ดจอเอาไว้ว่าถ้าใช้งานในโหมดปกติ จะทำงานที่ 115 วัตต์ แต่ถ้าเปลี่ยนโหมดเป็นเกมมิ่งด้วยการกด Fn+F5 เป็น Performance แล้ว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE จะทำ Dynamic Boost ให้การ์ดจอใช้พลังงาน 130 วัตต์ เร่งประสิทธิภาพตอนทำงานหรือเล่นเกมให้ดีขึ้น

device mgr 1

เมื่อเช็คภายในเครื่องด้วย Device Manager แล้ว จะเห็นว่าทาง ASUS เองก็ให้สเปคตัวเครื่องมาแบบจัดเต็มมาก ทั้ง SSD แบบ M.2 NVMe รุ่น Samsung MZVL21T0HCLR-00B00 หรือ Samsung PM9A1 เป็น M.2 NVMe ความจุ 1TB อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 จำนวน 2 ตัว เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax ของ MediaTek MT7921 รองรับ Bluetooth 5.1 ด้วย และมีชิป TPM 2.0 ติดตั้งมาในตัว ดังนั้นถ้าใครอยากอัพเดท Windows 10 Home ในเครื่องให้เป็น Windows 11 ก็สามารถโหลดตัวอัพเดทมาอัพเดทตัวเครื่องได้เลย

CINEBENCH R15
CINEBENCH R20

พอทดสอบการเรนเดอร์ 3D CG ด้วย CINEBENCH R15 และ CINEBENCH R20 แล้ว ถ้าดูจากคะแนนโดยรวมต้องถือว่า ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ประสิทธิภาพสูงมาก ซึ่งคะแนนที่ได้จาก CINEBENCH R15 ในส่วน OpenGL จะทำได้ 150.93 fps และ CPU 2401 cb ซึ่งจัดว่าสูงระดับหายห่วง ถ้าเอาไปทำงานกราฟฟิคต่างๆ เรียกว่าแรงหายห่วงแน่นอน

ด้าน CINEBENCH R20 ที่เน้นทดสอบประสิทธิภาพของตัวซีพียูอย่างเดียว ได้ CPU 5602 pts ในแง่ประสิทธิภาพแล้ว จัดว่าพลังประมวลผลของ AMD Ryzen 9 5980HX ตัวนี้มีให้ใช้งานเหลือเฟือ ซึ่งถ้าใครเอาไปทำ 3D CG เรียกว่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

CrytalDiskMark

ด้านประสิทธิภาพของ M.2 NVMe ของ Samsung PM9A1 นั้น ตามหน้าสเปคแล้วจะรับส่งข้อมูลผ่านอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 แต่เนื่องจากตัว AMD ยังรับส่งข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 อยู่ ดังนั้นความเร็วที่ได้ก็จะอยู่สูงสุดตามที่อินเตอร์เฟสนี้รองรับ พอวัดด้วย CrystalDiskMark แล้ว ความเร็ว Sequential Read จะอยู่ที่ 3,496 MB/s และ Sequential Write อยู่ที่ 3,514 MB/s ซึ่งถือว่าควาามเร็วเขียนอ่านข้อมูลนั้นเร็วเต็มที่เท่าที่ PCIe 3.0 x4 สามารถทำได้แล้ว ดังนั้น M.2 NVMe ในเครื่องนี้เรียกว่าไม่ต้องอัพเกรดก็ได้ เพราะว่าประสิทธิภาพตอนทำงานนั้นเหลือเฟือแล้ว

3DMark Time Spy smol

ด้าน 3D Mark Time Spy ที่ทดสอบประสิทธิภาพเครื่องตอนเล่นเกมที่เป็นงานหลักของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ที่ผู้เขียนปรับเป็นโหมด Performance แล้ว ต้องนับว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เล่นเกม AAA ในปัจจุบันนี้ได้ทุกเกมได้สบายๆ อย่างแน่นอน ด้วยผลคะแนนรวม 11,196 คะแนน และถ้าแยกส่วนกัน CPU score จะทำได้ 10,100 คะแนนและ Graphics score 11,415 คะแนน ถ้าให้เทียบแล้ว ก็สามารถใช้เล่นเกมต่อไปได้อีก 3-4 ปีอย่างแน่นอน

PCMark 10

ด้านโปรแกรม Benchmark สำหรับสายทำงานอย่าง PCMark 10 ทำคะแนนเฉลี่ยรวมไปได้ 7,121 คะแนน จัดว่าแรงหายห่วงไม่มีปัญหาใดๆ เลย โดยเฉพาะคะแนนส่วน Essential ที่เป็นการเปิดโปรแกรมและประชุมงานออนไลน์ที่กวาดคะแนนไป 10,477 คะแนน ถัดลงมาที่ Digital Content Creation ที่เกี่ยวกับการตัดต่อแต่งภาพก็จัดไปถึง 9,814 คะแนน ปิดด้วย Productivity ที่ 9,531 คะแนน เรียกว่าเป็นเครื่องการันตีได้ดีว่าถ้าเอาไปทำงานไม่ว่าจะตัดต่อคลิปหรือแต่งภาพก็ทำได้ไหลลื่นสุดๆ ไม่มีปัญหาเลย

affinity 1

อีกการทดสอบจาก Affinity Photo ที่เป็นโปรแกรมแต่งภาพประเภทเดียวกับ Adobe Photoshop เมื่อรัน Benchmark แล้ว จะเห็นว่าคะแนนของกราฟฟิคการ์ดในส่วนของ Raster (Single GPU) และ (Multi GPU) นั้นจะทำคะแนนได้สูงมากระดับ 4,000 คะแนน รวมทั้งการทดสอบ Combined (Single) และ (Multi GPU) ก็ทำคะแนนได้ยอดเยี่ยมมากในช่วงเกือบ 4,000 คะแนน เช่นกัน

จากการทดสอบตัวเครื่องในแง่การทำงานมาทั้งหมดแล้ว ถือว่าในแง่การทำงานอาร์ตเวิร์คต่างๆ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้สามารถทำงานได้ไหลลื่นไม่มีปัญหาหน่วงหรือช้ามารบกวนแน่นอน เนื่องจากซีพียูและการ์ดจอนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่ดีที่สุดในโน๊ตบุ๊ครุ่นปัจจุบันนี้เลย ซึ่งถ้าสตรีมเมอร์คนไหนต้องการเอาไป Live stream เล่นเกมแล้วตัดต่อคลิปไฮไลต์อัพโหลดขึ้น YouTube ก็ไม่ต้องห่วงเลย นอกจากนี้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ต่างๆ ก็สามารถเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปใช้ทำงานได้เลยเช่นกัน

rog duo 15 se

ในฐานะที่เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวท็อปของทางค่ายแล้ว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เอง ก็ทำผลงานการเล่นเกมบนหน้าจอตัวเครื่องระดับ Full HD ค่า Refresh Rate 300 Hz ได้น่าประทับใจมาก โดยการทดสอบนี้ผู้เขียนปรับเป็นโหมด Performance และปรับกราฟฟิคในเกมระดับสูงสุดทั้งหมดเท่าที่เกมนั้นเปิดให้ตั้งค่าได้ด้วย

ผลที่ได้จะเห็นว่าเฟรมเรทเฉลี่ยในกราฟแท่งสีเหลืองนั้น ทำเฟรมเรทเฉลี่ยไปได้เกิน 60 เฟรมต่อวินาทีทั้งหมด รวมถึง SCUM ที่ถึงจะอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาตัวเกมก็ยังรีดเฟรมเรทเฉลี่ยไปได้ 74 เฟรมต่อวินาที นอกจากนี้เกมสาย FPS หรือ Third-person shooting อย่าง PUBG ก็สามารถรีดเฟรมเรทได้สูงเกินร้อยเฟรมทั้งหมด โดยเฉพาะ Resident Evil Village ที่ผู้เขียนปรับกราฟฟิคไประดับสูงสุดก็รีดเฟรมเรทได้สูงมากเช่นกัน แต่จุดสังเกตคือเกม DotA 2 ที่ผู้เขียนปรับกราฟฟิคในเกมระดับสูงสุดทุกอย่างแล้ว เฟรมเรทยังติดล็อคอยู่ที่ช่วง 121 เฟรมต่อวินาทีเท่านั้น แต่ถ้านับที่พลังการทำงานของ NVIDIA GeForce RTX 3080 แล้ว เฟรมเรทของ DotA 2 นั้นสามารถรีดไปได้สูงกว่านี้อย่างแน่นอน

เมื่อเฟรมเรทและประสิทธิภาพของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE นั้นสูงระดับนี้แล้ว ส่วนตัวผู้เขียนก็แนะนำว่าถ้าอยากเล่นเกมให้ได้อรรถรสยิ่งขึ้น ก็แนะนำให้ต่อหน้าจอแยกความละเอียด QHD ค่า Refresh Rate สูงระดับ 144 Hz เข้าไปสักตัว จะได้เล่นเกมให้มีอรรถรสยิ่งขึ้นและยังได้เฟรมเรทตอนเล่นเกมในระดับสูงช่วงร้อยเฟรมอย่างแน่นอน เรียกว่าซื้อเครื่องเดียวทำหน้าที่แทนเกมมิ่งพีซีที่บ้านได้อย่างแน่นอน

Battery & Heat & Noise

battmon 1

สำหรับแบตเตอรี่ขนาด 89 Wh ที่ติดตั้งมาให้ใน ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ต้องถือว่าให้มาเยอะ แต่เมื่อซีพียูกับการ์ดจอเป็นรุ่นประสิทธิภาพสูงทั้งคู่ก็อาจจะใช้งานได้นานระดับหนึ่งแต่ไม่เท่ากับรุ่นที่เน้นเรื่องระยะเวลาใช้งานเป็นหลัก แต่เมื่อทดสอบตามมาตรฐานเว็บไซต์โดยปิดหน้าจอ ROG ScreenPad Plus สลับโหมดเป็น Silent และเปิดโปหมดประหยัดพลังงาน ลดความสว่างหน้าจอต่ำสุดและเสียงเหลือ 10% แล้วดูคลิป YouTube ความยาว 30 นาทีด้วย Microsoft Edge แล้ว BatteryMon แจ้งว่าแบตเตอรี่ 89 Wh สามารถใช้งานได้นานสุดที่ 3 ชั่วโมง 40 นาทีเท่านั้น

ในฐานะที่เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแล้ว ระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ระดับร่วม 4 ชั่วโมงเช่นนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่พบเห็นได้เป็นปกติ แต่อาจจะน้อยกว่ารุ่นที่ใช้การ์ดจอระดับ RTX 3050, RTX 3060 เล็กน้อย แต่ก็แลกกับประสิทธิภาพที่เหนือกว่ากันอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นถ้าใครใช้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นเครื่องหลักทั้งทำงานและเล่นเกมก็ควรพกอแดปเตอร์ติดกระเป๋าเอาไว้ใช้งานเสมอ จะได้ทำงานและเล่นเกมได้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน

 

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07937

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07892
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07891
ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07880

ด้านระบบระบายความร้อน Liquid Metal จาก Thermal Grizzly จับคู่กับ AAS Plus ที่ช่วยเสริมระบบประสิทธิภาพการะระบายความร้อนให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยดึงลมเข้าทางช่องด้านใต ROG ScreenPad Plus และด้านใต้เครื่องเข้าพัดลมโบลวเวอร์ 2 ตัวเพื่อระบายความร้อนออกช่องระบายอากาศ 4 ตัวรอบเครื่อง เวลาใช้งานตามปกติอย่างการดูหนังฟังเพลงเรียกว่าไม่มีเสียงพัดลมระบายอากาศดังขึ้นมารบกวนเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าเปลี่ยนเข้าโหมด Performance หรือ Turbo แล้วเล่นเกมจะได้ยินเสียงพัดลมระบายความร้อนทำงานอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ถึงกับรบกวนหรือเสียอรรถรสเวลาเล่นเกมอย่างแน่นอน

heat

ส่วนอุณหภูมิด้านในตัวเครื่องตอนทดลองเล่นเกมแล้ววัดด้วย CPUID HWMonitor จะเห็นว่าอุณหภูมิของซีพียูเฉลี่ยและต่ำสุดที่ 88 องศาเซลเซียส และสูงสุด 91 องศา ส่วนชิ้นส่วนอื่นอย่าง SSD อยู่ที่ช่วง 57-62 องศา ส่วนการ์ดจออยู่ช่วง 61-71 องศาเซลเซียสเท่านั้น ต้องถือว่าระบบระบายความร้อนและ Liquid Metal ในตัวเครื่องก็สามารถจัดการระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี

จากการใช้งานจริงถือว่าเรื่องความร้อนในเครื่องอาจจะดูสูงนิดหน่อย แต่ตอนเล่นเกมกลับไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนแผ่ขึ้นมาที่มือตอนเล่นเกมเลยแม้แต่น้อย ไม่มีอาการตัวเครื่องลดประสิทธิภาพการทำงานลงเพราะอุณหภูมิสูงเกินแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นเรื่องอุณหภูมิระหว่างใช้งานนั้นถือว่าไม่ต้องเป็นห่วงและไว้ใจประสิทธิภาพของ Liquid Metal และ AAS Plus ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ได้อย่างแน่นอน

User Experience

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07864

จากการทดลองใช้งานและเล่นเกมด้วย ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE แล้ว จัดว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ตตัวแรงระดับ Desktop replacement จริงจังเครื่องหนึ่ง ระดับที่ถ้าไม่อยากรอการ์ดจอแยกราคาตกแล้ว ก็ขายแยกชิ้นส่วนเอาทุนมาร่วมซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปต่อหน้าจอแยกแล้วเล่นเกมเลยก็ได้ เพราะพลังของซีพียู, การ์ดจอและ SSD แบบ M.2 NVMe ในเครื่องที่ทาง ASUS ประกอบมาให้ใช้งานนั้นจัดว่าอยู่ในระดับดีที่สุดในท้องตลาดตอนนี้แล้ว ระดับที่ไม่ต้องอัพเกรดก็แรงเหลือเฟืออีกด้วย

ถ้าเทียบกัน ต้องถือว่าประสิทธิภาพด้านเล่นเกมของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้โดดเด่นนำสเปคด้านอื่นมาก ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองเป็นคนเล่นเกมเป็นประจำอยู่แล้ว เมื่อทดลองเล่นเกมด้วย ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ดูแล้ว ต้องนับว่าประสิทธิภาพของมันดีไม่มีที่ติและเปิดกราฟฟิคในเกมได้อย่างสวยงามจัดเต็มเท่ากับการประกอบเกมมิ่งพีซีแรงๆ สักเครื่องมาเล่นเกมเลย หากมีงบประมาณสำหรับประกอบเกมมิ่งพีซีในยุคนี้อยู่ก้อนหนึ่งแล้ว แต่ราคาของการ์ดจออย่างเดียวแพงเกินรับไหวและพอรวมกับชิ้นส่วนอื่นในเครื่องแล้วราคาดีดตัวสูงมาจนไล่เลี่ยหรือเท่ากับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ล่ะก็ ส่วนตัวจะแนะนำให้เอาเงินมาลงกับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้แล้วต่อหน้าจอเสริมดีๆ สักตัวไปเลยก็เล่นเกมได้สบายๆ ใช้งานง่ายและมีบริการหลังการขายครบเครื่องในตัวแบบไม่ต้องไล่เช็คหรือถอดชิ้นส่วนเคลมแยกทีละชิ้นก็ได้

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07958

ด้านความอเนกประสงค์ของตัวเครื่องก็ถือว่าน่าประทับใจ เพราะหน้าจอ ROG ScreenPad Plus ที่ติดตั้งมาให้และเป็นหน้าจอทัชสกรีนด้วย ทำให้เราเอาโปรแกรมเสริมตอนเล่นเกมอย่าง Discord หรือเอาหน้าพาเนลของโปรแกรมตัดต่อและอื่นๆ ที่ใช้นิ้วแตะสั่งงานได้สะดวกกว่ามาไว้ที่หน้าจอเสริมนี้จะทำงานได้สะดวกขึ้นเป็นอย่างมาก ดังนั้นนอกจากเกมเมอร์แล้ว คอนเทนต์ครีเอเตอร์ก็เหมาะจะเอาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ เป็นอย่างมาก

Conclusion & Award

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07875

สรุปแล้ว ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้ต้องถือว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวแรงสุดระดับเรือธงที่ทำมาเอาใจเกมเมอร์หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่หาโน๊ตบุ๊คที่แรงที่สุดมาเล่นเกมและทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าลงทุนเพื่อเครื่องนี้ไปครั้งเดียวก็เอาไปเล่นเกม AAA ปรับกราฟฟิคระดับสูงสุดได้ยาวหลายปีแน่นอน และถ้าให้ดี ผู้เขียนก็แนะนำให้ต่อหน้าจอแยกความละเอียด QHD เข้าไปอีกตัวเพื่อเล่นเกมบนหน้าจอความละเอียดสูงให้ภาพคมชัดขึ้นแต่ก็ยังได้เฟรมเรทเฉลี่ยในระดับสูงเช่นเดิมอย่างแน่นอน

ถ้าสเปคแรงแล้ว ระบบระบายความร้อน Liquid Metal จาก Thermal Grizzly เองก็ทำออกมาได้ดี ต่อให้เล่นเกมและ Live stream ต่อเหนื่องหลายชั่วโมงก็ได้สบายๆ ยิ่งถ้าใครเป็นสายฟาร์มเกมต่อเนื่องหลายชั่วโมงไม่มีพักก็ไม่มีปัญหาและไม่มีความร้อนแผ่ขึ้นมืออย่างแน่นอน โดยเฉพาะคนที่เน้น Live stream ก็มีกล้อง Webcam “ROG Eye” พร้อมอแดปเตอร์เอาไว้ต่อกับขาตั้งกล้องเพื่อปรับมุมภาพให้เข้ากับที่เราต้องการแถมมาให้ในแพ็คเกจ เรียกว่าพร้อมใช้งานทุกอย่างและสเปคก็แรงแบบไม่ต้องอัพเกรดแล้วก็ได้

ASUS ROG Zephyrus DUO DSC07874

แต่จุดสังเกตหลักๆ อย่างความละเอียดหน้าจอที่ลดลงมาเหลือ Full HD แต่ Refresh Rate สูงระดับ 300 Hz แทนที่จะเป็น 4K 120 Hz เหมือนในรุ่นก่อนหน้านี้ที่ได้รีวิวไป ต้องเรียกว่าเป็นจุดครึ่งทางที่บางคนอาจจะชอบหรือรู้สึกติดใจก็ได้ ซึ่งถ้าใครเน้นที่อยากได้ภาพในเกมไหลลื่นมากๆ โดยเฉพาะเกมแนว FPS ที่ภาพเปลี่ยนต่อเนื่องรวดเร็วและ Input Lag น้อย น่าจะชอบรุ่นจอ Full HD Refresh Rate 300 Hz มากกว่า แต่ถ้าใครเน้นภาพสวยงามเป็นใจความและภาพลื่นระดับหนึ่งก็โอเคแล้ว น่าจะสนใจจอ 4K 120 Hz มากกว่าอย่างแน่นอน แต่รุ่นนี้ก็มีทางแก้อย่างการต่อหน้าจอแยกผ่าน HDMI 2.0b ที่รองรับความละเอียด 4K 60 Hz แทน ก็ได้ภาพสวยคมชัดเหมือนกัน

ส่วนระบบสแกนลายนิ้วมือก็เป็นฟีเจอร์ที่อยากให้ ASUS ติดตั้งมาให้โน๊ตบุ๊คทุกรุ่นเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยไม่ต้องแยกว่าเป็นซีรี่ส์ไหน เพราะช่วยให้ล็อคอินตัวเข้า Windows มาใช้งานได้สะดวกกว่าพิมพ์รหัสผ่านมาก ดังนั้นถ้าใครเห็นว่าจุดสังเกตทั้ง 2 จุดนี้ ดูจะน่าติดใจอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่า ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE เครื่องนี้เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่แรงสุดโต่งระดับที่แทนเกมมิ่งพีซีหลายๆ รุ่นได้สบายๆ ดังนั้นถ้าใครดีดลูกคิดรางแก้วแล้วคิดว่าราคาประกอบเกมมิ่งพีซีสักเครื่องดูจะไม่คุ้มค่าหรือเพิ่มอีกนิดหน่อยไปเอาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแรงๆ สักตัวแล้วพกไปทำงานหรือเล่นเกมที่ไหนก็ได้ล่ะก็ นี่คือรุ่นที่ดีและใหม่ที่สุดที่ ASUS มีให้คุณเลือกซื้อ ณ ตอนนี้ และได้ฟีเจอร์ในเครื่องดีสมค่าตัวอย่างแน่นอน

Award

award new multi media

Best multimedia

Best Multimedia ของ ASUS ROG Zephyrus Duo 15 SE ยกให้กับลำโพง Dolby Atmos ที่ให้เสียงมีมิติคมชัด แยกทิศทางได้ดีเหมือนลำโพงคุณภาพดีชุดหนึ่งที่เอามาต่อกับคอมพิวเตอร์แล้วดูหนังหรือเล่นเกมก็ดีคุ้มค่าตัว เรียกว่าได้อรรถรสตอนดูหนังและเล่นเกมอย่างเต็มที่แน่นอน ซึ่งถ้าใครชอบเล่นเกมเปิดลำโพงเป็นประจำก็น่าจะชื่นชอบลำโพงของเครื่องนี้แน่นอน

award new Gaming

Best Gaming

ในฐานะเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับเรือธงของ ASUS ที่ใส่ทั้ง AMD Ryzen 9 5980HX กับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3080, SSD แบบ M.2 NVMe 1TB x 2 ตัวและแรม 32GB ต้องถือว่าเป็นสเปคที่แรงแบบไร้ข้อกังขา ไม่ต้องอัพเกรดไม่ต้องทำอะไร แค่เปิดเครื่องแล้วลงเกมที่อยากเล่นแล้วสนุกที่หน้าจอหลักหรือจอ QHD จากนั้นปรับกราฟฟิคให้สุดก็เล่นเกมได้มันส์เต็มอิ่มอย่างแน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/618237-review-asus-rog-zephyrus-duo-15-se