คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

The Beaumont Partnership กับการบริหารงานออกแบบและก่อสร้างผ่าน Cloud ด้วยโซลูชันจาก Neos IT

ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้สัมภาษณ์กับคุณอรรวินท์ เจนวัฒนานนท์ ผู้ดำรงตำแหน่ง Practice Manager แห่ง The Beaumont Partnership ซึ่งทำธุรกิจทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ถึงประเด็นด้านการประยุกต์นำระบบ IT และ Cloud เข้ามาเสริมให้กับการบริหารจัดการโครงการด้านการออกแบบอาคารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อยกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เฉพาะทางของงานในลักษณะนี้ได้เป็นอย่างดี จึงขอนำสรุปเรื่องราวในการพูดคุยครั้งนี้ให้แก่ผู้อ่านทุกท่านดังนี้ครับ

The Beaumont Partnership ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมอาคารใหญ่ ที่เราอาจเคยได้ไปสัมผัสโดยไม่รู้ตัว

คุณอรรวินท์ เจนวัฒนานนท์, Practice Manager, The Beaumont Partnership

หากพูดถึงชื่อของ The Beaumont Partnership เราอาจนึกไม่ออกว่าธุรกิจนี้ทำอะไร แต่หากเล่าว่าผลงานของ The Beaumont Partnership นั้นได้แก่การออกแบบสถาปัตยกรรม, การออกแบบพื้นที่ภายในอาคาร และงานภูมิสถาปัตยกรรมให้กับอาคารชั้นนำอย่างเช่น ICONSIAM, อาคาร AIA Capital Centre ถนนรัชดาภิเษก, Stamford University Bangkok, Rugby International School Thailand ไปจนถึงอาคารสำนักงาน, โรงแรม, ห้างสรรพสินค้า, คอนโด และโรงเรียนอีกจำนวนมาก ก็คงจะพอเห็นภาพกันมากขึ้นว่า The Beaumont Partnership นั้นทำอะไรบ้าง

ธุรกิจของ The Beaumont Partnership นั้นก่อตั้งมาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1991 ภายใต้ชื่อ Woods Bagot (Thailand) ก่อนที่จะมาเปลี่ยนชื่อเป็น The Beaumont Partnership ในช่วงปี 2009 เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้สะท้อนถึงความเป็นเจ้าของและโครงสร้างภายในบริษัท โดยมีเป้าหมายคือการออกแบบสถาปัตยกรรมด้วยมาตรฐานระดับโลกให้แก่อาคารและสถานที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้มีทั้งความสวยงามในระดับสากล และมีฟังก์ชันต่างๆ อย่างครบถ้วน ในขณะที่ยังคงมีเอกลักษณ์และเข้ากับความสวยงามของภูมิทัศน์ในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่สนใจผลงานของ The Beaumont Partnership สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ทันทีที่ https://www.thebeaumontpartnership.com ครับ

ธุรกิจสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการโครงการ

ในการพูดคุยสัมภาษณ์ครั้งนี้ ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับคุณอรรวินท์ เจนวัฒนานนท์ ผู้ดำรงตำแหน่ง Practice Manager แห่ง The Beaumont Partnership ที่ได้มาเล่าถึงการตัดสินใจนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เสริมศักยภาพในการทำงานของทีมงานสถาปนิกและวิศวกร ตอบโจทย์เล็กๆ แต่ส่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่าแก่ธุรกิจของ The Beaumont Partnership เป็นอย่างมาก

คุณอรรวินท์อธิบายถึงแนวทางการทำงานของสถาปนิกและวิศวกรที่ The Beaumont Partnership ว่า ทีมงานแต่ละคนนั้นจะต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานภายใต้โครงการต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งด้วยความที่หัวใจหลักของธุรกิจคือการออกแบบ ดังนั้นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของธุรกิจนั้นก็คือ “เวลา” ในการทำงานของทีมงานแต่ละคน

ในการควบคุมการทำงานในแต่ละโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายทั้งในเชิงระยะเวลาและงบประมาณนั้น สิ่งที่ The Beaumont Partnership ต้องให้ความสำคัญคือการติดตามว่าทีมงานคนไหนได้ทำงานให้โครงการใดเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ในแต่ละวันบ้าง เพื่อให้สามารถสะท้อนกลับมาได้ว่าในแต่ละโครงการนั้นมีการใช้ทรัพยากรด้านบุคลากรไปมากน้อยแค่ไหน คิดเป็นค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ทำให้การวางแผนด้านกำลังคนเป็นไปได้อย่างยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

การติดตามการทำงานของพนักงานแต่ละคน เคยเป็นเรื่องยากที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นอยู่ตลอดมาก่อน

ถึงแม้ในภาพรวมในการบริหารจัดการโครงการโดยอ้างอิงจากเวลาที่พนักงานแต่ละคนใช้ในการทำงานในแต่ละโครงการนั้นจะมีความชัดเจน แต่ในทางปฏิบัตินั้นกลับเป็นเรื่องยาก เพราะ The Beaumont Partnership นั้นไม่ได้มีระบบ IT ใดๆ รองรับกระบวนการในส่วนนี้มาก่อน ดังนั้นที่ผ่านมา การติดตามเวลาที่พนักงานแต่ละคนใช้ในการทำงานแต่ละโครงการนั้นจึงต้องอาศัยการกรอกข้อมูลลงไปบน Microsoft Excel เป็นหลัก

หลังจากที่พนักงานแต่ละคนกรอกข้อมูลและส่งไฟล์ Excel ดังกล่าวมาแล้ว ก็จะมีเจ้าหน้าที่ที่คอยรวบรวมข้อมูลจากไฟล์เหล่านี้โดยเฉพาะ เพื่อนำข้อมูลนี้มารวมกันบนไฟล์ Excel กลางอีกที ก่อนที่จะสร้างออกมาเป็นรายงานให้กับแต่ละโครงการได้ ซึ่งขั้นตอนตรงนี้เองก็มีปัญหามากมาย ทั้งการที่พนักงานแต่ละคนต้องเข้ามาส่งไฟล์ Excel ที่บริษัท, เมื่อข้อมูลไม่ครบก็ต้องแก้ไขไฟล์แล้วส่งมาใหม่, ข้อมูลบางส่วนตกหล่นทำให้ต้องติดตามเพิ่มเติม และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นกว่าจะรู้ว่าแต่ละโครงการนั้นใช้เวลาของทีมงานไปมากน้อยเพียงใดก็ต้องเสียเวลานานมาก

อีกจุดหนึ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือ เมื่อธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น มีจำนวนพนักงานมากขึ้น มีโครงการหลากหลายขึ้น หรือมีปริมาณของงานที่ต้องทำมากขึ้น สูตรใน Microsoft Excel ที่เคยเขียนเอาไว้นั้นก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่อยู่ตลอด และทำให้การทำงานนั้นซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก

ตัดสินใจพัฒนาระบบ Online Time Sheet ที่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานที่มีอยู่เดิม

เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะยาว The Beaumont Partnership จึงตัดสินใจว่าจะต้องพัฒนาระบบ Online Time Sheet เพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถกรอกข้อมูลเวลาการทำงานของตนเองได้อย่างง่ายดาย โดยมีระบบคอยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและออกรายงานแบบ Real-time ให้เพื่อให้ผู้บริหารโครงการแต่ละโครงการสามารถติดตามทรัพยากรที่ใช้ในแต่ละโครงการได้อย่างทันท่วงที รวมถึงมี Report ในรูปแบบเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของ The Beaumont Partnership ด้วย

โครงการ Online Time Sheet นี้จึงถูกริเริ่มขึ้นด้วยการพูดคุยกับ Neos IT ผู้ให้คำปรึกษาทางด้านระบบ IT ที่ภายในธุรกิจของตนเองก็มีการพัฒนาระบบ Time Sheet ขึ้นมาใช้งานอยู่แล้ว เหลือเพียงแค่ปรับแต่งให้การใช้งานนั้นตอบโจทย์ต่อธุรกิจของ The Beaumont Partnership เท่านั้น ทำให้เวลาที่ใช้ในการพัฒนาโครงการนี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และมี Feedback จากการใช้งานจริงเข้ามาปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากมุมมองของทีมงานสถาปนิกและวิศวกร เมื่อเข้าใช้งานระบบ Online Time Sheet ก็จะสามารถเข้าไปจัดการแก้ไขข้อมูลเวลาในการทำงานของตนเองก่อนจะส่งให้กับผู้บริหารโครงการได้ ในขณะที่ผู้บริหารโครงการนั้นจะสามารถดูภาพรวมและออกรายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละโครงการได้ รวมถึงระบบยังเปิดให้ทาง The Beaumont Partnership สามารถสร้างผู้ใช้งานหรือโครงการใหม่ๆ ขึ้นมาเองได้อยู่ตลอด เกิดความคล่องตัวในการทำงานเป็นอย่างมาก

ทำลายข้อจำกัดในการเข้าออฟฟิศทำงาน ด้วยการเลือกใช้ Cloud

แน่นอนว่าการพัฒนาระบบ Online Time Sheet นั้นย่อมจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการดูแลและรวมข้อมูลใน Microsoft Excel ได้ แต่หากใช้งานระบบ Online Time Sheet ด้วยการติดตั้งบน Server ภายในออฟฟิศของบริษัทนั้น พนักงานก็ยังจะต้องยุ่งยากในการเดินทางเข้ามาที่ออฟฟิศเพื่อกรอกข้อมูลอยู่ดี

เพื่อตอบโจทย์นี้ Neos IT จึงได้นำเสนอให้ใช้บริการ Cloud โดยทำการตั้งค่าระบบทั้งหมดอย่างมั่นคงปลอดภัย และมีการยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้งานเสมอ เพื่อให้ทีมงานของ The Beaumont Partnership สามารถเข้าใช้งานระบบ Online Time Sheet ได้จากทุกที่ทุกเวลา

การตัดสินใจใช้ Cloud ครั้งนี้ ทำให้ผลตอบรับของทีมงาน The Beaumont Partnership ในการใช้งานระบบ Online Time Sheet นั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทีมงานในแต่ละโครงการเข้ามาบันทึกข้อมูลเวลาการทำงานบ่อยขึ้น ทำให้ผู้จัดการโครงการเห็นตัวเลขต้นทุนของแต่ละโครงการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และหากเกิดปัญหาอะไรก็สามารถแก้ไขได้ทันที อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องมีพนักงานสำหรับดูแล Time Sheet โดยเฉพาะอีกต่อไป ประหยัดเวลาการทำงานลงไปได้เป็นอย่างมากทีเดียว

อีกจุดหนึ่งที่ Cloud เข้ามาตอบโจทย์เป็นอย่างมากนั้นก็คือทำให้งานของสถาปนิกและวิศวกรบางคนที่ต้องเดินทางไปยังไซต์ก่อสร้าง สามารถใช้เวลาในการทำงานนอกสถานที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องแวะเข้าออฟฟิศมาเพื่อกรอกข้อมูลลง Time Sheet อีก ทำให้โดยรวมแล้วการทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทีมงานมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นนั่นเอง

วางใจ Neos IT ช่วยพัฒนาระบบ Time Sheet และดูแล Cloud เบื้องหลังให้ทั้งหมด

เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ Online Time Sheet นี้ก้คือการที่ The Beaumont Partnership ตัดสินใจทำงานร่วมกับ Neos IT ทั้งในส่วนของการนำระบบ Time Sheet ที่ Neos IT ใช้งานอยู่เดิมมาพัฒนาต่อยอด และการให้ Neos IT ช่วยดูแลระบบ Cloud ให้ ทำให้ The Beaumont Partnership สามารถทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดไปกับงานด้านสถาปัตยกรรม, วิศวกรรม และการบริหารจัดการโครงการได้ ไม่ต้องพะวงกับประเด็นทางด้าน IT อีกต่อไป

Neos IT นั้นคือผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบ Cloud-Native Application โดยมีทั้งทีมงาน Developer สำหรับพัฒนา Software ต่างๆ และทีมงานฝั่ง IT Infrastructure ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลรักษาบริการ Cloud ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ ซึ่งในโครงการนี้ Neos IT ก็ตัดสินใจเลือกผสานเทคโนโลยีด้าน Container เข้ากับ Amazon Web Services หรือ AWS เพื่อให้มั่นใจว่าระบบของ The Beaumont Partnership จะมีความมั่นคงทนทานรองรับการทำงานได้ตลอด 24×7 และสามารถพัฒนาเสริมความสามารถใหม่ๆ เข้าไปได้อย่างต่อเนื่อง

ทีมงานของ Neos IT นั้นยังคอยช่วยสนับสนุนดูแลรักษาระบบให้ทำงานถูกต้องตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยทีมงาน Support ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านการดูแลระบบ Cloud โดยเฉพาะ

ในอนาคตมีแผนพัฒนาต่อยอดเรื่อยๆ พร้อมบทเรียนสำคัญว่าไม่มีคำว่า One Size Fit All ในการออกแบบระบบเพื่อตอบสนองต่อธุรกิจ

คุณอรรวินท์ได้สรุปบทเรียนจากการพัฒนาโครงการ Online Time Sheet ในครั้งนี้ ว่าสำหรับการพัฒนา Software เพื่อมาตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางของธุรกิจนั้น ไม่สามารถหาตัวเลือกที่เป็น One Size Fit All ได้ ทางเลือกที่ตอบโจทย์ต่อกรอบระยะเวลานั้นก็คือการนำ Software ที่มีอยู่มาปรับแต่งให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการให้มากที่สุด ดังนั้นการมองหาผู้ที่จะมาช่วยปรับแต่ง Software นี้และดูแลรักษาต่อไปให้ได้ในระยะยาวคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในโครงการลักษณะนี้

ในกรณีนี้ Neos IT ถือว่าตอบโจทย์ต่อ The Beaumont Partnership เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะมี Software ที่มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกับความต้องการแล้ว ก็ยังมีทีมงานที่พร้อมจะปรับแต่งระบบและดูแลรักษาระบบให้ทำงานได้ตลอดด้วย

หลังจากที่โครงการนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดีแล้ว คุณอรรวินท์เองก็ได้เล่าถึงแผนในอนาคตที่อาจจะมีการเพิ่มเติมความสามารถต่างๆ เข้าไปในระบบ Online Time Sheet เพื่อให้มิติในการบริหารจัดการโครงการนั้นหลากหลายยิ่งขึ้น และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต

ติดต่อ Neos IT ได้ทันที

ผู้ที่สนใจบริการด้านการพัฒนาระบบ Application หรือต้องการทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาระบบ Cloud ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถติดต่อทีมงาน Neos IT ได้ทันทีที่โทร 02-0170500 หรืออีเมล์ marketing@neosIT.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Neos IT ได้ทันทีที่ https://www.neosit.com/

from:https://www.techtalkthai.com/the-beaumont-partnership-with-cloud-time-sheet-solution-by-neos-it/

[Video Webinar] HTTP/3, How Cloudflare Help to Make the Internet Better โดย Cloudflare APAC

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าชมการบรรยาย TechTalk Webinar เรื่อง “HTTP/3, How Cloudflare Help to Make the Internet Better” เพื่อรู้จักกับแนวคิดและการทำงานของ HTTP/3 อย่างเจาะลึก พร้อมกับโซลูชันของ Cloudflare ที่จะช่วยให้ Web Application ของคุณสามารถเริ่มต้นรองรับ HTTP/3 ได้ทันที โดยทีมวิศวกรจาก Cloudflare APAC ที่เพิ่งจัดไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณ Pudcharapon Laokokham (Peter), Solutions Engineer, Cloudflare APAC

รับชมเทคโนโลยีล่าสุดจาก Cloudflare: Solutions Engineer จาก Cloudflare จะมานำเสนอถึงเทคโนโลยีที่ Cloudflare ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้ Internet ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเจาะลึกใน HTTP/3 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมนำเสนอถึงโซลูชันอื่นๆ จาก Cloudflare ที่จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรของคุณเติบโตได้อย่างมั่นใจ

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-http-3-how-cloudflare-help-to-make-the-internet-better-by-cloudflare-apac/

Google ออกบริการ Transfer Service เพื่อย้าย Data ขึ้น Cloud

Transfer Service เป็นบริการเพื่อย้าย Data ขึ้น Cloud ล่าสุดจาก Google ที่หวังให้ผู้ใช้ตัดสินใจย้ายข้อมูลจาก On-premise ขึ้น Cloud ได้ง่ายมากขึ้น

credit : techcrunch

จากบริการเดิม Google ได้เปิดช่องให้ผู้สนใจสามารถนำส่งข้อมูลมายังดาต้าเซนเตอร์ของตนได้ผ่านบริการ FedEx หรือ Data Appliance หรือ BigQuery (SaaS) วันนี้ได้มีการประกาศบริการใหม่ที่จะช่วยให้ผู้สนใจที่มีปริมาณข้อมูลมหาศาลและอยากใช้ Cloud ทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ติดตั้ง Agent บน On-premise และเลือกไดเรกทอรีที่ต้องการทำสำเนา จากนั้นก็สามารถตามงานได้ผ่านทาง Google Console โดยทางบริษัทเองหวังว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีในกรณีทำ DR แต่ก็แอบหวังว่าจะเข้าถึงส่วนธุรกิจปกติด้วย เช่น Analytics และ Machine Learning นั่นเอง

ที่มา :  https://techcrunch.com/2019/12/12/google-makes-moving-data-to-its-cloud-easier/

from:https://www.techtalkthai.com/google-announces-transfer-data-to-cloud-service/

Google Cloud ออก instance ใหม่สำหรับใช้งานทั่วไป

Google Cloud ได้ประกาศออก instace ใหม่เพื่อการใช้งานทั่วไปในรุ่น E2

credit : Techcrunch

สเป็คของ E2 มีทั้งชิปจาก Intel และ AMD แต่ที่โดดเด่นคือ Google ปรับแต่งส่วน CPU Scheduler เพื่อช่วยการ Map ระหว่าง vCPU และ Memory กับ Physical ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าตัว Scheduler เดิมๆ ทั้งในแง่ของ Reliable และ Performance โดยหากเมื่อเทียบกับราคาของรุ่น N1 ที่มีจุดประสงค์เพื่อการใช้ทั่วไปอบบเดิมจะดูประหยัดกว่าถึง 31% เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม Google วางคอนเซปต์ให้ผู้ใช้งานไม่ควรสับสนกับโมเดลการขายเหมือนเจ้าอื่นๆ โดยสเป็คเป็นไปตามตารางด้านบนดูง่ายๆ เริ่มต้นที่ 2 vCPU ถึง 16 vCPU และ RAM สูงสุดถึง 128 GB นอกจากนี้ยังมี E2 instance ขนาดเล็กซึ่งเริ่มต้นคล้าย f1-micro และ g1 โดยเริ่มที่ 2 vCPU และ RAM สูงสุด 4 GB ตามตารางด้านล่าง

credit : Techcrunch

ที่มา :  https://techcrunch.com/2019/12/11/google-cloud-gets-a-new-family-of-cheaper-general-purpose-compute-instances/

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-launches-e2-instance-for-general-proposes/

TechTalk Webinar: รู้จักกับสถาปัตยกรรม Secure Access Service Edge (SASE) แบบใหม่ เมื่ออนาคตของ Network Security อยู่บน Cloud

Palo Alto Networks ร่วมกับ TechTalkThai ขอเรียนเชิญเหล่า IT Manager, Network Admin, Security Admin และผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “รู้จักกับสถาปัตยกรรม Secure Access Service Edge (SASE) แบบใหม่ เมื่ออนาคตของ Network Security อยู่บน Cloud” โดยทีมวิศวกรจาก Palo Alto Networks พร้อมแนะนำเทคนิดการดูแลศูนย์ SOC ในยุคที่ต้องเผชิญกับ Alert ปริมาณมหาศาลในแต่ละวัน ในวันอังคารที่ 17 ธันวาคม 2019 ผ่านช่องทาง Live Webinar ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: รู้จักกับสถาปัตยกรรม Secure Access Service Edge (SASE) แบบใหม่ เมื่ออนาคตของ Network Security อยู่บน Cloud
ผู้บรรยาย: คุณณัฐพนธ์ ปาลวิริยะโชติ System Engineer จาก Palo Alto Networks
วันเวลา: วันอังคารที่ 17 ธันวาคม 2019 เวลา 14.00 – 15.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_4WF3BGUnT4Szrym6VMkbow

หัวข้อและกำหนดการ

เดือนสิงหาคม 2019 ที่ผ่านมา Gartner ได้ออกรายงาน “The Future of Network Security IS in the Cloud” ซึ่งภายในได้นำเสนอโมเดลด้าน Network Security แบบใหม่ในยุค Cloud Computing คือ Secure Access Service Edge (SASE) พร้อมทั้งความสำคัญที่เหล่าองค์กรยุคดิจิทัลต้องเผชิญในยุคที่เราสามารถเชื่อมต่อทุกอย่างบน Cloud และต้องการความมั่นคงปลอดภัยในทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นการมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยอย่างครอบคลุมที่เหนือระดับขึ้นไปอีกขั้น ตอบโจทย์การรวมเอาทุกโซลูชันไปไว้ด้วยกันบน Cloud จึงเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้ไม่ต้องแยกซื้อผลิตภัณฑ์ด้าน Cloud Security อาทิ SD-WAN, DLP หรือ CASB อีกต่อไป

รู้หรือไม่ว่าเหล่าผู้ดูแลและวิเคราะห์ศูนย์ SOC สามารถจัดการกับ Alert ที่แจ้งเตือนเข้ามาจากอุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยต่างๆ ได้เพียง 14% งานวิจัยของ IDC พบว่า Alert ส่วนใหญ่ทำให้ผู้ดูแลและวิเคราะห์ศูนย์ SOC เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ และทำให้พลาดการติดตามภัยคุกคามที่แท้จริง ดังนั้นโซลูชันบน Cloud ที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์และตรวจจับภัยคุกคามเพื่อตอบโจทย์ด้าน Visibility และทำการ Automate Respond จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้การรับมือกับภัยคุกคามมีความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือช่วยลด Alert ที่ไม่จำเป็นออกไป

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ

  • รู้จักกับโมเดลด้าน Network Security แบบใหม่ Secure Access Service Edge (SASE)
  • การเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องระบบ Cloud ด้วย SASE Framework
  • ลดปัญหาความยุ่งยากในการจัดการศูนย์ SOC ด้วย AI และ Machine Learning
  • อัปเดตผลิตภัณฑ์และฟีเจอร์ใหม่จาก Palo Alto Networks
  • ถามตอบด้าน Network และ Cloud Security โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Palo Alto Networks

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar: รู้จักกับสถาปัตยกรรม Secure Access Service Edge (SASE) แบบใหม่ เมื่ออนาคตของ Network Security อยู่บน Cloud ได้ฟรี โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ให้ผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar 100 ท่านแรกเข้าฟังบรรยายโดยไม่คำนึงถึงอันดับการลงทะเบียนก่อนหลัง

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/2578087159089938/

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-secure-access-service-edge-by-palo-alto-networks/

รู้จักกับ Secure Access Service Edge (SASE) หัวใจแห่ง Network Security ในอนาคต

Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐฯ ออกรายงาน The Future of Network Security is in the Cloud บรรยายถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยบนระบบ Cloud โดยนำเสนอโมเดลใหม่ที่เรียกว่า Secure Access Service Edge (SASE) ซึ่งพลิกโฉมแนวคิด Network Security ดั้งเดิมไปสู่การโฟกัสที่อัตลักษณ์ของผู้ใช้และอุปกรณ์ปลายทาง

Credit: CatoNetworks.com

สถาปัตยกรรมด้าน Network Security แบบดั้งเดิมนั้น ถูกออกแบบมาให้อยู่ ณ ศูนย์กลางการเชื่อมต่อภายใน Data Center เนื่องจากสมัยก่อน Data Center ขององค์กรเป็นสถานที่เชิงกายภาพที่รวมการเข้าถึงทรัพยากรของผู้ใช้และอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ในที่เดียว อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ยุค Cloud สถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมไม่สามารถรองรับแนวคิดด้านเครือข่ายและการใช้งานรูปแบบใหม่ๆ อย่าง Edge Computing, SaaS หรือ Hybrid Network ได้อีกต่อไป ก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางด้าน Latency, จุดบอดบนเครือข่าย, การบริหารจัดการที่สูญเปล่ามากเกินไป รวมไปถึงการต้องคอยตั้งค่าใหม่เรื่อยๆ เมื่อบริการเกิดการเปลี่ยนแปลง

ด้วยเหตุนี้ Neil MacDonald, Lawrence Orans และ Joe Skorupa นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Gartner จึงได้คิดค้นโมเดล Secure Access Service Edge (SASE) ที่จะเข้ามาช่วยจัดการกับปัญหาของการใช้สถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมบนระบบ Cloud ที่รอการแก้ไขมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเน้นที่การลดความซับซ้อนด้านเครือข่ายและย้ายกระบวนการด้านความมั่นคงปลอดภัยไปยังจุดที่ทำหน้าที่ได้ดีกว่า คือ Network Edge

Gartner ได้นิยาม SASE ว่าประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ

  • Identity-driven – อัตลักษณ์ของผู้ใช้และทรัพยากรต่างๆ ไม่ใช่เพียงแค่หมายเลข IP อีกต่อไป แต่รวมไปถึง Networking Experience และระดับสิทธิ์ในการเข้าถึง ไม่ว่าจะเป็น Quality of Service การเลือกเส้นทางทราฟฟิก หรือการใช้มาตรการควบคุมด้านความมั่นคงปลอดภัยโดยพิจารณาจากความเสี่ยง สิ่งเหล่านี้จะถูกขับเคลื่อนโดยอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับทุกๆ การเชื่อมต่อเครือข่าย ด้วยวิธีการนี้จะช่วยใช้องค์กรสามารถออกนโยบายด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยเพียง 1 ชุดสำหรับผู้ใช้โดยไม่ต้องสนว่าจะใช้อุปกรณ์ใดหรืออยู่ที่ไหน ช่วยลดการดำเนินการอันสูญเปล่าลงได้
  • Cloud-native Architecture – สถาปัตยกรรม SASE นี้ใช้ประโยชน์จากความสามารถของ Cloud ได้แก่ ความยืดหยุ่น ความสามารถใในการปรับตัว ความสามารถในการฟื้นฟูและบำรุงรักษาด้วยตนเอง ในการให้บริการแพลตฟอร์มประสิทธิภาพสูงในราคาที่จับต้องได้ และสามารถใช้งานได้ทุกที่ รวมไปถึงง่ายต่อกับปรับใช้กับความต้องการเชิงธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
  • Supports All Edges – SASE ช่วยสร้างเครือข่ายเพียงหนึ่งเดียวสำหรับทุกทรัพยากรขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น Data Center, สำนักงานสาขา, ระบบ Cloud และผู้ใช้อุปกรณ์พกพา ยกตัวอย่างเช่น SD-WAN Appliance รองรับ Physical Edge ในขณะที่ Mobile Client และ Clientless Browser Access เชื่อมต่อผู้ใช้สู่อินเทอร์เน็ตได้ทันที
  • Globally Distributed – เพื่อให้มั่นใจว่า Networking และ Security สามารถใช้งานได้ทุกแห่งและส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยวที่สุดให้ทุก Edges ระบบ SASE Cloud จะต้องกระจายไปยังทั่วโลก – เพื่อให้มั่นใจว่า Networking และ Security สามารถใช้งานได้ทุกแห่งและส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยวที่สุดให้ทุก Edges ระบบ SASE Cloud จะต้องกระจายไปยังทั่วโลก
Credit: Gartner.com

โดยสรุปแล้ว เป้าหมายของสถาปัตยกรรมแบบ SASE คือการสร้างการใช้งานระบบ Cloud อย่างมั่นคงปลอดภัยให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายยิ่งขึ้น โดย SASE จะให้บริการแนวทางในการออกแบบเพื่อลดวิธีการแบบดั้งเดิมที่ใช้การปะติดปะต่อโซลูชันด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัย เช่น SD-WAN, Firewall, IPS มาผสมปนเปเข้าด้วยกัน ซึ่งยากต่อการบริหารจัดการ และแทนที่ด้วยบริการ SD-WAN ระดับโลกที่มีความมั่นคงปลอดภัย

Gartner ระบุว่า ตลาด SASE นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ยังไม่มี Vendors รายใดที่นำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุมโมเดล SASE ทั้งหมด เช่น ZScaler มี Firewall as a Service แต่ยังไม่สามารถให้บริการ SD-WAN สำหรับ SASE ได้ ในขณะที่ Vendors อีกหลายรายที่ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยในรูปของ Appliance ไม่ใช่ Cloud-native, Global Network

ผู้ที่สนใจศึกษาโมเดล SASE สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.gartner.com/doc/reprints?id=1-6QW0Z4A&ct=190528&st=sb

ที่มา: https://thehackernews.com/2019/11/network-security-sase.html

from:https://www.techtalkthai.com/secure-access-service-edge-the-future-of-network-security/

AWS เปิดให้บริการ Amazon Braket สำหรับเรียนรู้ Quantum Computing

AWS ผู้ให้บริการ Public Cloud ชื่อดัง ประกาศเปิดให้บริการ Amazon Braket สำหรับให้เหล่านักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และนักพัฒนาสามารถเริ่มศึกษาการใช้ Quantum Computing จากผู้ให้บริการชั้นนำหลากหลายราย ไม่ว่าจะเป็น D-Wave, IonQ หรือ Rigetti ได้

AWS ระบุใน Blog ว่า จุดประสงค์ของการเปิดให้บริการ Amazon Braket คือ เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ทางด้าน Quantum Computing เพียงพอสำหรับเริ่มต้นใช้งานหรือการทดสอบในรูปแบบต่างๆ เป็นการวางรากฐานอันแข็งแกร่งเพื่อปูไปสู่การพัฒนานวัตกรรมด้าน Quantum Computing ในอนาคต

Amazon Braket ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์เชิงปฏิบัติกับ Qubit และ Quantum Circuits ผู้ใช้สามารถสร้างและทดสอบ Quantum Circuits ในสภาวะแวดล้อมจำลอง และนำไปรันบนระบบ Quantum Computer ของจริงต่อได้ ไม่ว่าจะเป็น D-Wave, IonQ หรือ Rigetti ด้วยบริการนี้ จะทำให้องค์กรทั่วไปสามารถเข้าถึงระบบ Quantum Computing โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนปริมาณมหาศาล นอกจากนี้ AWS ยังเป็นผู้บริหารจัดการและควบคุม Amazon Braket ด้วยตนเอง ทำให้มั่นใจถึงความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างแน่นอน

AWS ยังเปิด AWS Center for Quantum Computing ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยที่ตั้งอยู่ติดกับ California Institute of Technology (Caltech) ที่มีทีมวิศวกรและทีมนักวิจัยด้าน Quantum Computing ชั้นนำระดับโลกรวมตัวกันอยู่ เพื่อผสานความร่วมมือในการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี Quantum Computing ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้สามารถใช้งานอย่างแพร่หลายได้ นอกจากนี้ AWS ยังเปิดบริการ Amazon Quantum Solutions Lab ซึ่งเป็นโปรแกรมให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Quantum Computing และ Consulting Partner สำหรับช่วยสร้างทีมนักพัฒนาด้าน Quantum Computing ของตนเองโดยเฉพาะ

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://aws.amazon.com/th/braket/

ที่มา: https://aws.amazon.com/th/blogs/aws/amazon-braket-get-started-with-quantum-computing/

from:https://www.techtalkthai.com/amazon-braket-get-started-with-quantum-computing/