คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

AWS เปิดตัว EC2 Bare Metal Instance ใหม่ 5 รายการ

AWS ได้ประกาศเปิดตัว Amazon EC2 Bare Metal Instance ใหม่ด้วยกันถึง 5 รายการ โดยใช้ Intel Xeon Scalable Processor ทั้งหมดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้ง Virtualization และ Non-Virtualized ดังต่อไปนี้

Credit: AWS
  • m5.metal มี Compute, Memory, Network สมดุลกันเพื่อรองรับ Workload ได้อย่างหลากหลาย
  • r5.metal มี Memory เยอะเป็นพิเศษ สำหรับรงอรับ Application ที่ต้องการหน่วยความจำมหาศาลอย่างเช่น Database, In-Memory Cache, In-Memory Database, Real-time Big Data Analytics
  • m5d.metal และ r5d.metal เหมือนสองรุ่นข้างต้น แต่มี Local Storage แบบ NVMe SSD ความจุสูงสุดถึง 3.6TB
  • z1d.metal มีทั้ง Compute และ Memory ที่สูง เหมาะกับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูงอย่างเช่น ระบบ Electronic Design Automation (EDA), Gaming และระบบ Relational Database ที่มีค่าลิขสิทธิ์การใช้งานต่อ Core ที่สูง

ทั้ง 5 Instance นี้เปิดให้ใช้งานแล้วในหลากหลาย Region รวมถึง Singapore ด้วย

ที่มา: https://aws.amazon.com/about-aws/whats-new/2019/02/introducing-five-new-amazon-ec2-bare-metal-instances/

from:https://www.techtalkthai.com/5-new-amazon-ec2-bare-metal-instances-are-annoucned/

โฆษณา

Google เป็นโอเพ่นซอร์สแพลตฟอร์ม Fuzzing

Google ได้ปล่อยโค้ดแพลตฟอร์ม Fuzzing ของตนหรือ ClusterFuzz ไว้บน GitHub ทำให้นักพัฒนาสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้

credit : google.github.io

Fuzzing หรือ Fuzz testing คือการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อมาทดสอบโค้ดโดยอัตโนมัติซึ่งทาง Google ได้สร้างซอฟต์แวร์ชนิดนี้ขึ้นมากว่า 8 ปีแล้ว โดยสามารถทำงานอัตโนมัติต่างๆ เช่น ตรวจหาบั้ก, Bisection, Deduplication และทำรายงาน นอกจากนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้วยังได้ประกาศเป็นบริการฟรีอีกด้วย สำหรับผลงานที่ผ่านมา ClusterFuzz สามารถค้นหาช่องโหว่บน Chrome ได้กว่า 16,000 รายการและ 11,000 รายการในโปรเจ็คโอเพ่นซอร์สอื่นๆ

จากการประกาศครั้งนี้ผู้สนใจสามารถเข้าไปติดตาม ClusterFuzz ได้บน GitHub ซึ่งสามารถนำไปติดตั้งบนเครื่องในกลุ่มของคอมพิวเตอร์ได้แม้ว่าตัวใช้งานจริงจะวางอยู่บน Google Cloud

ที่มา : https://www.securityweek.com/google-open-sources-fuzzing-platform

from:https://www.techtalkthai.com/google-opens-clusterfuzz-on-github/

Azure ประกาศ Data Lake Storage Gen2 และ Data Explorer เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งาน

Azure ได้ออกมาประกาศว่า Data Lake Storage Gen2 และ Data Explorer ได้เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งานแล้ว นอกจากนี้ยังได้ออก Data Factory Mapping Data Flow ซึ่งเป็นการสร้างแผนผังการทำงานที่ไม่ต้องเขียนโค้ด

credit : azure.microsoft.com

Azure Data Lake Storage (ADLS)

ADLS ถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานของระบบ Apache ได้ เช่น Hadoop และ Spark เป็นต้น ดังนั้น Azure จึงได้สร้างส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วนดังนี้

  • Azure Blob File System Driver (ABFS) เข้ามาตอบโจทย์ผ่านรูปแบบของ URI เช่น ‘abfs[s]://file_system@account_name.dfs.core.windows.net/<path>/<path>/<filename>’ นอกจากนี้ตัว File System Semantics ยังถูกสร้างไว้ที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ซึ่งไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับทางไคลเอนต์เลยเพื่อการรันตีความถูกต้องของ Transaction 
  • Hierachical namespace (HNS) ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับ Atomic Operation กับไฟล์และโฟลเดอร์ (ถ้าทำก็ต้องทำทั้งหมดหรือไม่ทำเลย เช่น การย้ายไฟล์ทำแค่บางส่วนไม่ได้ เป็นต้น) โดยสามารถลด Overhead การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ใน Blob ลงได้

ในด้านของความมั่นคงปลอดภัย ADLS ก็มีหลายฟีเจอร์ดังนี้

  • เข้ารหัสข้อมูลที่จะส่งและที่วางอยู่ผ่าน TLS 1.2
  • Storage Account Firewall
  • สามารถทำงานร่วมกันกับ Virtual Network
  • สามารถกำหนดการเข้าถึงแบบ Role-based
  • รองรับ POSIX หรือ ACLs Compliant ทำให้สามารถจำกัดการเข้าถึงตามผู้ใช้ กลุ่มผู้ใช้หรือบริการได้

โดย ADLS สามารถทำงานร่วมกับบริการอื่นๆ ของ Azure ได้ เช่น Databricks, HDInsight, Data Factory, SQL Data Warehouse และ Power BI เป็นต้น รวมถึงทำงานการสนับสนุนกับ Cloudera และ Hortonworks ได้ด้วย

Azure Data Explorer (ADX)

credit : azure.microsoft.com

ADX สามารถทำการ Query ข้อมูลกว่า 1 พันล้านรายการภายในเวลาไม่กี่วินาทีโดยที่ไม่ต้องไม่แก้ไขข้อมูลหรือต้องการ Metadata ซึ่ง ADX สามารถเชื่อมต่อกับ Data Lake Storage, Power BI, SQL Data warehouse ได้อย่างลงตัว สำหรับส่วนประกอบสำคัญของ ADX มีดังนี้ (ดูภาพประกอบด้านบน)

  • Data Management (DM) คือตัวจัดการ Raw data และบริหารจัดการความผิดพลาดอื่นๆ ซึ่งมีการทำ indexing และ compression เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้วย
  • Engine Service คือส่วนประมวลผล Raw data ที่วิ่งเข้ามาเพื่อตอบโจทย์การ Query โดยการผสมผสานระหว่าง Auto Scaling และ Data Sharding ทำให้สามารถตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

อย่างไรก็ตาม Query Language ยังถูกออกแบบมาให้เข้าใจได้ง่ายซึ่งเป็นผลดีต้อผู้ใช้งานเพราะไม่ต้องจำอะไรซับซ้อนด้วย โดยปัจจุบัน ADX ให้บริการแล้วบน 41 Regions ของ Azure

Azure Data Factory Mapping Data Flow

credit : azure.microsoft.com

Azure Data Factory (ADF) เป็นบริการสำหรับทำ Orchestration และ Automation โดยมี Built-in ที่รองรับการเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลแบบ Semi-structure และ Unstructured ได้กว่า 80 แบบ ซึ่งด้วยความสามารถของ Mapping Data Flow ใน ADF ผู้ใช้งานจะสามารถออกแบบ สร้างและจัดการกระบวนการทำงานได้อย่างง่ายดาย (ดูภาพประกอบด้านบน) โดยตอนนี้อยู่ในสถานะทดสอบแล้วใน 21 regions สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/individually-great-collectively-unmatched-announcing-updates-to-3-great-azure-data-services/

from:https://www.techtalkthai.com/azure-data-lake-storage-gen2-and-data-explorer-are-general-available/

หมดปัญหาเรื่องการออกใบกำกับภาษีในนามนิติบุคคล! เมื่อสั่งซื้อ AWS กับ CS LOXINFO

เป็นที่รู้กันดีว่า Amazon Web Services (AWS) เป็นบริการ Public Cloud ที่ได้รับความนิยมระดับโลก ตอบโจทย์ความต้องการเชิงธุรกิจขององค์กรในยุคดิจิทัลปัจจุบันอย่างครบครัน ที่สำคัญคือคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงโดยชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ซึ่งนับว่าสะดวกรวดเร็วเป็นอย่างมาก แต่ก็มีปัจจัยหนึ่งที่อาจยังไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ 100% นั่นก็คือ ไม่สามารถออกใบกำกับภาษีให้แก่นิติบุคคลในประเทศไทยได้ กลายเป็นข้อจำกัดเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มในการซื้อขายของนิติบุคคล

ข้อจำกัดดังกล่าวจะหมดไป เมื่อสั่งซื้อ AWS ผ่าน CS LOXINFO ซึ่งเป็น Authorized Channel Reseller หรือผู้จัดจำหน่ายบริการของ AWS อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่สามารถออกใบกำกับภาษีในนามนิติบุคคล เพื่อให้แต่ละองค์กรนำไปหักภาษีมูลค่าเพิ่มได้

CS LOXINFO กับการบริหารจัดการ AWS Cloud

CS LOXINFO ในฐานะผู้ให้บริการ Cloud แก่ลูกค้าองค์กร พร้อมให้คำปรึกษาและการสนับสนุนการใช้ระบบ Cloud อย่างครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนกลยุทธ์ การออกแบบ การติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษาระบบ Cloud แบบ 24×7 เพื่อให้การเริ่มหรือเปลี่ยนมาใช้ระบบ Cloud ขององค์กรกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ช่วยส่งมอบบริการใหม่ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว

CS LOXINFO มีความพร้อมที่จะบริหารจัดการ AWS Cloud ให้แก่ลูกค้าองค์กร ตั้งแต่ช่วยวางแผนการใช้งาน เลือกแพ็กเกจที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า รวมถึงการรับชำระเงินแทนการชำระตรงไปยัง AWS โดย CS LOXINFO สามารถออกใบกำกับภาษีในประเทศไทยที่สามารถนำไปหักภาษีมูลค่าเพิ่มได้

นอกจากนั้น CS LOXINFO ยังคอยดูแลและเฝ้าระวังประสิทธิภาพการทำงาน (Performance) ของระบบ Cloud ให้ตลอดเวลาแบบ 24×7 ลดภาระการทำงานของฝ่าย IT ในกรณีที่เกิดปัญหาหรือต้องการเปิดเคสซัพพอร์ต ลูกค้าสามารถติดต่อทีมวิศวกรของ CS LOXINFO ได้โดยตรง ซึ่งจะคอยให้คำแนะนำเป็นภาษาไทย

แนะนำแพ็กเกจ AWS EC2 บริหารจัดการโดย CS LOXINFO ในราคาเริ่มต้นเพียง 2,890 บาท/เดือน

สำหรับลูกค้าระดับองค์กรที่ต้องการความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล CS LOXINFO ขอแนะนำการใช้งาน AWS ในรูปแบบของ IaaS ในแพกเกจ Amazon EC2 ที่มาพร้อมกับบริการพื้นฐานสำหรับการทำ Data Protection ได้แก่ ระบบ Backup, ระบบแจ้งเตือนผ่าน SMS และอีเมล, ระบบเฝ้าระวังประสิทธิภาพการใช้งาน รวมไปถึงมีการติดตั้งระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยเบื้องต้นให้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 2,890 บาทต่อเดือน 

จุดเด่นของแพ็กเกจ Amazon EC2 ได้แก่

  • SLA ที่การันตีความพร้อมใช้งานสูงถึง 99.99%
  • ดูแลและให้การสนับสนุนโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของ CS LOXINFO แบบ 24×7
  • สำรองข้อมูล EBS ลงบน Amazon Glacier ในรูปของ Snapshot ย้อนหลัง 3 เวอร์ชัน (สำรองข้อมูลทุกวัน)
  • เลือกใช้บริการ Backup และ Disaster Recovery ของ CS LOXINFO เพิ่มได้
  • ชำระค่าบริการผ่านทาง CS LOXINFO แบบรายเดือน (หรือรายปี) โดยออกใบกำกับภาษีในนามนิติบุคคล
  • รองรับการทำ Auto Scaling ในกรณีที่ต้องการขยายระบบโดยอัตโนมัติเพื่อรองรับภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น
  • ดูแลและให้การสนับสนุนโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของ CS LOXINFO แบบ 24×7
  • เหมาะสำหรับลูกค้าองค์กรที่ต้องการทำ Data Protection

Amazon EC2 ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจของ โรงงานอุตสาหกรรม และ eCommerce 

แพ็กเกจ Amazon EC2 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการหันไปใช้ระบบ Cloud ที่มีความเสถียร ยืดหยุ่นต่อการใช้งาน และข้อมูลที่จัดเก็บไม่สูญหาย พร้อมส่งมอบบริการออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็วในราคาที่ถูกกว่าการสั่งซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใหม่มาใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น

โรงงานอุตสาหกรรม

AWS Cloud ช่วยให้ธุรกิจเกิดความคล่องตัว และสามารถปรับสเกลการใช้งานให้เข้ากับเทคโนโลยี IoT ได้ เจ้าของอุตสาหกรรมสามารถนำ AWS Cloud เข้ามาช่วยจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผ่านการใช้เครื่องมือต่างๆ แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้ไปปรับปรุงกระบวนการเชิงธุรกิจและการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ AWS Cloud ยังช่วยให้สามารถสร้างระบบใหม่สำหรับทดสอบโครงการต่างๆ ก่อนที่จะเริ่มไปใช้งานจริงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องรอเบิกหรือสั่งซื้ออุปกรณ์เข้ามาใหม่ ที่สำคัญคือประหยัดกว่า เพราะเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะรายเดือนที่มีการเปิดระบบทดสอบเท่านั้น

ประโยชน์ที่โรงงานอุตสาหกรรมจะได้รับจาก AWS Cloud

  • คล่องตัว เพราะสามารถปรับสเกลการใช้งานได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องรอสั่งซื้ออุปกรณ์
  • ลดการลงทุน CapEx โดยเปลี่ยนมาเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน
  • ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทดสอบโครงการใหม่

eCommerce

ระบบออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญของธุรกิจ eCommerce ในการแสดงและซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า การจัดทำระบบหน้าร้าน (เว็บไซต์) การจัดเก็บข้อมูลลูกค้า และการชำระค่าบริการออนไลน์ให้มีความเสถียร มั่นคงปลอดภัย และพร้อมขยายระบบในอนาคตได้ง่ายกลายเป็นความต้องการพื้นฐานของเจ้าของธุรกิจในยุคดิจิทัล ซึ่ง AWS Cloud เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดี เจ้าของธุรกิจสามารถเลือกใช้ CMS เช่น WordPress, Drupal, Joomla และอื่นๆ บน AWS ได้ตามความต้องการ อีกทั้งรองรับและมี SDK สำหรับแพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น Java, Ruby, PHP, Node.js และ .Net ให้ใช้งานอีกด้วย

AWS Cloud เหมาะสำหรับธุรกิจ eCommerce ที่

  • ใช้เว็บไซต์ที่พัฒนาโดย CMS ทั่วไปตามท้องตลาด เช่น WordPress, Joomla, Drupal และ Magento หรือเว็บไซต์ที่สร้างบน Stack การพัฒนายอดนิยม เช่น LAMP, LEMP, MEAN และ Node.js
  • ใช้เว็บไซต์ขนาดเล็กที่พร้อมปรับขยายไม่เกิน 5 เซิร์ฟเวอร์
  • ต้องการดูแล Web Server และทรัพยากรทั้งหมดด้วยตนเอง
  • ต้องการการบริหารจัดการ Web Server, DNS และการสร้างเครือข่ายแบบรวมศูนย์ผ่านหน้าคอนโซลเดียว

ผู้ที่สนใจใช้บริการ AWS Cloud บริหารจัดการโดย CS LOXINFO สามารถติดต่อทีมงานเพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล presales@csloxinfo.net หรือโทร 02-263-8185

from:https://www.techtalkthai.com/aws-cloud-managed-by-cs-loxinfo/

เผย Microsoft มี Partner ใหม่เพิ่มเดือนละ 7,500 ราย ชี้พฤติกรรมการซื้อ Software ขององค์กรจะเปลี่ยนไป

Microsoft ได้ออกมาเปิดเผยถึงยอดของ Partner ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนว่ามีจำนวนมากถึง 7,500 รายต่อเดือน และ Partner เหล่านี้เองที่สร้างรายได้ให้กับ Microsoft ในส่วนของตลาดธุรกิจกว่า 95%

Credit: Microsoft

Microsoft นั้นมี Partner หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่กลุ่มที่นำโซลูชันและผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ไปช่วยทำตลาด, กลุ่มที่นำบริการ Software-as-a-Service (SaaS) ของตนเองไปให้บริการบน Microsoft Azure และกลุ่มที่นำบริการของตนเองไปวางจำหน่ายบน Microsoft Azure Marketplace ซึ่งทั้งหมดนี้เองก็ทำให้บน Microsoft Azure Marketplace มี Application มากกว่า 8,000 รายการสำหรับตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มธุรกิจและองค์กรวางจำหน่ายอยู่

ทาง Microsoft ได้อ้างอิงถึงการทำนายของ Forrester Research ว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า เหล่าธุรกิจองค์กรจะใช้บริการ Cloud จาก Marketplace มากขึ้น เติบโตจาก 29% ขึ้นไปเป็น 75% ในอนาคต ซึ่งนี่ก็แปลว่าต่อไปภาคธุรกิจองค์กรเองจะเริ่มมีการค้นหา Software จาก Marketplace มาทดลองใช้งานก่อนตัดสินใจซื้อกันมากขึ้น เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อและใช้งาน Software ในภาคธุรกิจที่ Microsoft ให้ความสำคัญ ทำให้ทุกวันนี้ Microsoft พยายามผลักดันให้ Partner ในกลุ่ม ISV, MSP และ SI ได้ปรับตัวเข้าหาตลาดนี้ด้วยในช่วงนี้

ทั้งนี้ Microsoft เองก็ได้มีความพยายามในการปรับปรุงระบบ Marketplace ของตนเองให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้าน User Experience หรือ UX ที่จะมีการนำ Natural Language Processing (NLP) และ Recommendation Systems เข้ามาช่วยเสริมความสามารถ รวมถึงจะทำให้เหล่าผู้ขายโซลูชันบน Marketplace สามารถปรับแต่งเงื่อนไขหรือรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมต่อการขายในเชิง Business to Business (B2B) ได้ดีขึ้นไปด้วย

ในขณะเดียวกัน Microsoft เองก็ได้จับมือกับ Accenture เพื่อผลักดันตลาดมากยิ่งขึ้น โดยภายใต้ Avenade ซึ่งเป็นบริษัทร่วมของทั้งสองนั้นจะมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีของ Microsoft มากกว่า 45,000 คน นับเป็นธุรกิจที่มีทรัพยากรบุคคลด้านนี้สูงที่สุดหากไม่นับ Microsoft เอง

Gartner ได้ทำนายเอาไว้ว่าตลาดของ Business Application ในปี 2019 นี้จะมีมูลค่าสูงถึง 133,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 4.2 ล้านล้านบาท ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าแนวโน้มดังกล่าวนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่

ที่มา: https://www.cbronline.com/news/microsoft-marketplace-partners

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-have-7500-new-partners-each-month/

Microsoft ออกโฆษณาใหม่ เชิญชวนลูกค้าให้ใช้ Office 365 มากกว่า Office 2019

Microsoft ได้ออกโฆษณาตัวใหม่สำหรับ Microsoft Office ที่ทำการเปรียบเทียบความสามารถระหว่าง Office 365 และ Office 2019 โดยชี้นำว่า Office 365 นั้นเหนือกว่า Office 2019 ในทุกๆ แง่มุม

Credit: Microsoft

Microsoft Office 365 นั้นเป็นบริการแบบ Subscription ที่มีราคา 70 เหรียญต่อปีสำหรับการใช้งานส่วนตัว และ 8.25 เหรียญต่อเดือนสำหรับผู้ใช้งานเชิงธุรกิจ ในขณะที่ Office Home and Business นั้นจะเป็นการซื้อขาดครั้งเดียวที่ราคา 250 เหรียญ

ในโฆษณาดังกล่าว Microsoft ระบุว่า Office 365 นั้นมีความสามารถเหนือกว่า Office 2019 ในหลากหลายแง่มุม ทั้งความสามารถในการใช้งานแบบ Online, การเชื่อมต่อกับเครื่องมือ AI ต่างๆ และอื่นๆ ซึ่งเป็นความสามารถที่ Office 2019 ไม่มีทั้งสิ้น ทำให้ในคลิปโฆษณานั้น ฝาแฝดคนที่ใช้ Office 365 สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วกว่าอีกคนที่ใช้ Office 2019 โดยตัวโฆษณาเต็มๆ สามารถดูได้ด้านล่างดังนี้

อันที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจนักเพราะ Office 365 ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้กับ Microsoft เป็นอย่างมากและยังมีโอกาสเติบโตในตลาดได้อีกเยอะ ในขณะที่ผู้ซื้อนั้นมองว่าในระยะยาวแล้วการซื้อลิขสิทธิ์ใช้งานแบบถาวรนั้นดูจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งกว่า และรออัปเดตใหญ่ทีเดียวตอนปี 2025 ไปเลย

ที่มา: https://techcrunch.com/2019/02/06/microsoft-really-really-really-doesnt-want-you-to-buy-office-2019/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-ads-says-office-365-is-way-better-than-office-2019/