คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

Azure เปิดทดสอบ DNS Private Resolver

Azure ได้ลดความยุ่งยากเรื่องของโซลูชัน DNS ให้ผู้ใช้งานอีกระดับด้วยการประกาศทดลอง DNS Private Resolver

credit : Azure

ปัจจุบัน Azure มีบริการ DNS 2 รูปแบบคือ Private DNS ที่หมายถึงการให้บริการส่วนตัวใน Virtual Network ซึ่งไม่ต้องมาคอนฟิคพิเศษให้โซลูชัน DNS ทำให้มีชื่อโดเมนได้ตามใจแทนการกำหนดให้จาก Azure ในขณะที่ตัว Public DNS เป็นระบบที่ตั้งอยู่บนเครือข่ายสากลของ Azure ใช้งาน Anycast Networking โดยจะคอยตอบคำถามการร้องขอที่ใกล้ที่สุด

อย่างไรก็ดีเดิมที่เมื่อผู้ใช้งานจาก On-premise หรือจากนอก Azure Virtual Network ต้องการสอบถามมายัง Private DNS ผู้ใช้งานต้องตั้งเครื่องนึงบน IaaS ขึ้นมาเพื่อ Resolve ชื่อบน Private DNS Zone วันนี้การมาของ DNS Private Resolver ได้ขจัดขั้นตอนการจัดตั้ง IaaS นั้นออกไป นอกจากนี้ยังสามารถทำ Conditional Forwarding ออกไปยัง On-premise, Public DNS หรือผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นได้ รวมถึงทำงานได้อย่างไร้รอยต่อกับ Azure ExpressRoute, Azure VPN หรือ Azure Bastion

ปัจจุบัน DNS Private Resolver เปิดให้ทดลองได้ในหลาย Region ประกอบด้วย Australia East, UK South, North Europe, South Central US, West US3, East US3, North Central US, Central US EUAP, East US 2 EUAP, West Central US, East US 2, West Europe

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/announcing-azure-dns-private-resolver-now-in-preview/

from:https://www.techtalkthai.com/azure-previews-dns-private-resolver/

Google Cloud เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ด้านความมั่นคงปลอดภัยพุ่งเป้าด้าน Software Supply Chain และ Zero Trust

ที่งาน Security Summit ทาง Google Cloud ได้เปิดตัวบริการใหม่ที่ช่วยตอบโจทย์ประเด็นเรื่อง Software Supply Chain และ Zero Trust

ประเด็นแรกเรื่อง Software Supply Chain ทีมงาน Google Cloud ได้ออกบริการใหม่ที่ชื่อ ‘Assured Open Source Software Service’ ซึ่งเป็นการที่ Google ได้ตรวจสอบโอเพ่นซอร์สและมีการนำมาใช้ภายใน โดยยืนยันว่าโปรเจ็คเหล่านี้มีการสแกนและทดสอบช่องโหว่อยู่สม่ำเสมอ ภายใต้กรอบของ SLSA ทั้งนี้เมื่อผ่านการตรวจแล้วจะถูก Sign และเก็บไว้ใน Registry อย่างปลอดภัย กล่าวคือบริการใหม่จะทำให้องค์กรและหน่วยงานรัฐบาลลูกค้าของตนสามารถเข้าถึง Dependencies เหล่านี้ได้นั่นเองลดการทำงานไปได้มาก

ประเด็นที่สองคือเรื่อง Zero Trust ภายใต้ BeyondCorp Enterprise Essential (แผนใหม่) จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้างเรื่องของ Zero Trust ได้ง่ายขึ้นด้วยฟีเจอร์ใหม่เช่น Context Access Control สำหรับ SaaS, การเชื่อมต่อกับบริการผ่าน SAML หรือความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามและข้อมูล ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://cloud.google.com/beyondcorp-enterprise

ประเด็นสุดท้ายคือโซลูชัน Security Foundation for Enterprise ที่หวังให้องค์สามารถใช้การความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Google Cloud ให้ง่ายขึ้น โดยมีจะเป้าหมายแบบกลางๆเหมาะกับธุรกิจทุกแบบภายในจะประกอบด้วยแนวทางและ Blueprint รวมถึงแนวทางการประยุกต์ใช้งาน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://cloud.google.com/solutions/security-foundation

ที่มา : https://techcrunch.com/2022/05/17/google-cloud-launches-new-software-supply-chain-and-zero-trust-security-services/

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-launches-new-security-services-assured-open-source-and-beyondcorp-essential/

Microsoft เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Cloud for Sustainability เพื่อลดคาร์บอนเท่ากับ “0”

ภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบต่อผู้คนและระบบนิเวศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่น่าเป็นห่วง คลื่นความร้อนที่สูงขึ้นทุกปี สังเกตได้จากสภาพอากาศประจำฤดูที่ผิดแปลกไปจากในอดีต พายุที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ฝนตกต่างฤดู น้ำแข็งขั้วโลกละลายทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น สัดส่วนแผ่นดินของโลกลดลง

ปัญหาโลกร้อนถูกบรรจุเข้ามาเป็นวาระระดับโลก โดยมีการลงนามจากกลุ่มประเทศต่างๆ เพื่อพันธกิจร่วมกัน คือ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดและจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจากทั่วโลก
 
Microsoft องค์กรด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มีส่วนร่วมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจด้าน Cloud ที่มีศูนย์ Data Center ให้บริการลูกค้าอยู่ทั่วทุกมุมโลก
 
Cloud for Sustainability คือ ปณิธานที่แน่วแน่ของ Microsoft เพื่อลบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากระบบนิเวศภายในปี 2573 และตั้งเป้าต่อยอดภายในปี 2593 ปริมาณค่าก๊าซเรือนกระจกจากธุรกิจจะต้องเท่ากับ “0”
Microsoft Cloud for Sustainability Solution เป็นพยายามที่ Microsoft ยินดีภูมิใจเสนอออกมาสู่สาธารณะ พร้อมเปิดให้ใช้งานความสามารถในระดับองค์กรเพื่อการบันทึกข้อมูล จัดทำรายงาน และสู่กระบวนการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการเชื่อมต่อข้อมูลโดยอัตโนมัติ และช่วยระบุพื้นที่ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อเฝ้าติดตามวัดผล
 
ก่อนหน้านี้ Microsoft ได้มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับตัวอย่างของ Emissions Impact Dashboard (EID) สำหรับ Azure ช่วยให้ลูกค้า Azure สามารถติดตามการปล่อยมลพิษจากการใช้งานบนระบบคลาวด์ได้ และขยายความสามารถของ EID ไปใช้งานบน Microsoft 365 โดยภารกิจหลักเช่นเดียวกับ Azure แต่กลุ่มผู้ใช้งานจะมีความหลากหลายมากกว่า
 
กลุ่มลูกค้าระดับองค์กรสามารถใช้ความสามารถจาก Emissions Impact Dashboard สำหรับ Microsoft 365 เพื่อวัดค่าตัวเลขของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการใช้งานบน Exchange Online, SharePoint, OneDrive for Business และ Microsoft Teams
 
Deloitte โชว์ผลการวิจัยและสำรวจกลุ่มธุรกิจกว่า 500 แห่งในประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ พบว่า 1 ใน 3 ของจำนวนธุรกิจยังไม่มีแผนและกระบวนการเกี่ยวกับการเยียวยาสภาพอากาศ และในจำนวนที่กล่าวมานี้มีอยู่ 60% ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการลดคาร์บอนไดออกไซด์
 
  • 70% ของกลุ่มธุรกิจที่สำรวจทั้งหมด มีเจตนารมณ์ที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายใน 3 ปีข้างหน้า
  • 40% ของกลุ่มธุรกิจที่สำรวจทั้งหมด มีความมุ่งมั่นที่จะทำภารกิจช่วยลดก๊าซมลพิษแบบยั่งยืน และมองว่าจะเป็นพันธกิจสามอันดับแรกๆ ขององค์กรด้วย
 
Microsoft จะไม่เดียวดายในความพยายามนี้ เพราะได้มีเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่รายใหญ่ลุกขึ้นมาประกาศจุดยืนบนภารกิจเดียวกันอย่าง Salesforce, Google และ IBM 
 
การสร้างโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเป็นตัวชี้วัด จะดำเนินการให้มีความแพร่หลายออกไปเป็นวงกว้างนั้น จะต้องอาศัยพันธมิตรเข้ามาช่วยขยายความสามารถของเครื่องมือนี้สู่องค์กรต่างๆ เพื่อเป้าหมายของภารกิจเดียวกันแบบยั่งยืน
 

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-announces-cloud-for-sustainability/

Alibaba Cloud เปิดศูนย์ Data Center แห่งที่ 3 ในเยอรมนี

Alibaba Cloud ขยายศักยภาพการให้บริการระบบคลาวด์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เพิ่มสาขาให้กับศูนย์ Data Center แห่งที่ 3 ในประเทศเยอรมนี เพื่อรองรับประสิทธิภาพในการประมวลมวลด้าน Storage, Networking, Database, Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning ซึ่งเป็นบริการที่จำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลมหาศาล

Credit: Alibaba Cloud
สัปดาห์ก่อนจะมีการเปิดศูนย์ Data Center แห่งใหม่ในเยอรมนี Alibaba Cloud ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดศูนย์ Data Center แห่งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่ง Alibaba เล็งเห็นถึงการบริการคลาวด์ทุกภาคส่วน เป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งภายในประเทศไทยและทั่วโลก
 
ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคยุโยปทางด้านอุตสาหกรรมประเภทยานยนต์ การผลิต การค้าปลีก และเกม โดย Alibaba ได้เปิดศูนย์ Data Center แห่งแรกในประเทศเยอรมนี ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต เมื่อปี 2559
 
การแถลงข่าวเปิดศูนย์ Data Center แห่งใหม่ในเยอรมนี Alibaba Cloud มองเห็นถึงความสอดคล้องด้านมาตรฐานและข้อบังคับด้านความปลอดภัยของประเทศเยอรมนี ที่ระบุเกี่ยวกับการควบคุมการฏิบัติตามข้อกำหนดของ Cloud Computing (C5) และจะต้องผ่านการตรวจสอบภายใต้ German AI Cloud Services Compliance Criteria Catalogue ซึ่งเป็นมาตรฐานการทดสอบสำหรับการรับรองความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน AI ที่นำมาใช้ในประเทศเยอรมนี
 
นอกจากนี้ ยังชูนโยบายในการใช้พลังงานสีเขียว 100% ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่แถลงข่าวในกรุงเทพมหานครเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าวของ Alibaba Cloud จะใช้แพลตฟอร์มอัจฉริยะบนคลาวด์เพื่อตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละวันสำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่ศูนย์ Data Center
 
Data Center แห่งใหม่ล่าสุดนี้ จะได้รับการผลักดันให้ผู้จำหน่ายในประเทศจีน โดยขยายฐานการให้บริการไปยัง 84 โซน ซึ่งพร้อมใช้งานแล้วอยู่ใน 27 ภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่ภายนอกประเทศจีน ได้แก่ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย
 

from:https://www.techtalkthai.com/alibaba-cloud-opens-third-data-center-in-germany/

[Video] Yip In Tsoi x VMware ตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรด้วยโซลูชัน Hybrid Cloud จาก VMware

ด้วยประสบการณ์ของธุรกิจ IT สำหรับภาคธุรกิจองค์กรไทยยาวนานกว่า 60 ปี Yip In Tsoi พร้อมให้บริการโซลูชัน Hybrid Cloud จาก VMware เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างยืดหยุ่น ในฐานะพันธมิตรของ VMware กว่า 12 ปี และมีทีมงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญกว่า 500 คน

สำหรับโซลูชันที่โดดเด่นที่ธุรกิจองค์กรมักเลือกใช้งานในปี 2022 นั้นได้แก่

  • VMware Cloud Foundation: วางระบบ Hybrid Cloud สำหรับธุรกิจองค์กร ให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยระบบภายในบริษัทและบน Cloud ร่วมกัน
  • VMware Workspace ONE & VMware SASE: เชื่อมต่อระบบเครือข่ายของธุรกิจองค์กรให้พร้อมเข้าถึงและใช้งานได้จากทุกที่ทุกเวลาอย่างมั่นคงปลอดภัย ตอบโจทย์การสร้าง Hybrid Workplace
  • VMware Cloud Disaster Recovery: เสริมความมั่นคงทนทานให้กับระบบ IT ขององค์กรด้วย Cloud รับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างมั่นใจ คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงโดยไม่ต้องมี Data Center สำรองของตนเอง

ยิบอินซอยพร้อมช่วยบริษัทในไทยก้าวนำการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคหลังโรคระบาด สำหรับธุรกิจในทุกภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ, สถาบันการเงินและธนาคาร, ธุรกิจโทรคมนาคม และอื่นๆ อีกมากมาย

ด้วยประสบการณ์มากกว่าหกสิบปี ผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีรายใหญ่ได้ให้การสนับสนุนหลากหลายองค์กรด้วยโซลูชันครบวงจร นำร่องรับมือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการทำงานทางไกลและการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อ https://www.facebook.com/yipintsoi บริษัท ยิบอินซอย จำกัด
เบอร์โทรศัพท์ : 02 353 8600 ต่อ 3210
e-mail: yitmkt@yipintsoi.com

#VMware #YipInTsoi #partnertestimonial #WorkspaceONE #SASE #VMwareCloudDisasterRecovery #VMwareCloudFoundation #finance #banking #telecommunications #publicsector

 

from:https://www.techtalkthai.com/video-yip-in-tsoi-x-vmware-enterprise-hybrid-cloud-solutions/

สรุปงานสัมมนา Cloud HM x VMware “It’s a Cloud Native Day”

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา Cloud HM ผู้ให้บริการคลาวด์ได้จับมือกับ VMware จัดงานสัมมนาครั้งใหญ่ขึ้นภายใต้หัวข้อ “IT’S A CLOUD NATIVE DAY” เพื่อชี้ให้ธุรกิจเห็นถึงแนวคิดของ Cloud Native และวิธีการพลิกโฉมแอปพลิเคชันระดับองค์กรให้ทันสมัย

โดยในครั้งนี้ VMware ได้นำบริการที่ชื่อว่า VMware Tanzu มาเปิดให้เห็นถึงแนวคิดเบื้องหลังว่าจะสามารถช่วยยกระดับแอปพลิเคชันแบบเก่าสู่ Cloud Native ได้อย่างไร และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น อนึ่งแม้ VMware Tanzu จะสามารถแก้ปัญหาความซับซ้อนยุ่งยากได้เป็นอย่างดี แต่การผนึกกำลังกับ Cloud HM จะช่วยนำเสนอให้เกิดโมเดลการให้บริการอย่างครบวงจร ซึ่งในการบรรยายครั้งนี้ท่านจะได้รับทราบสาระประโยชน์เหล่านั้น ทีมงาน TechTalkThai ได้รวบรวมประเด็นสำคัญของงานครั้งนี้มาให้ผู้อ่านทุกท่านได้ติดตามกันอีกครั้งครับ

คุณเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการบริษัท VMware ประเทศไทย

Cloud Native Everyday เมื่อทุกวันของเราอยู่กับ Cloud Native” คำพูดของคุณเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการบริษัท VMware ประเทศไทย ได้ทำให้เราฉุกคิดว่าปัจจุบันนี้เราทุกคนกลายเป็นส่วนหนึ่งในระบบคลาวด์ อย่างน้อยที่สุดแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้นำข้อมูลของเราไปวิเคราะห์แทบทั้งหมดบนคลาวด์ สำหรับประเทศไทยเองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแม้แต่ภาครัฐเองก็มีความเชื่อมั่นในด้านคลาวด์มากยิ่งขึ้น ซึ่งมีการพัฒนาแอปที่ให้บริการผ่านคลาวด์เพื่อรองรับการใช้งานอย่างหนาแน่น ในฝั่งภาคเอกชนเองที่ได้ล่วงหน้าเข้าใจถึงพลังของคลาวด์มาก่อนหน้าแล้ว แต่หลายแห่งก็ยังติดขัดกับการย้ายแอปของตนขึ้นสู่คลาวด์ในทางปฏิบัติ

โดยคุณเอกภาวิน ได้ชี้ให้ผู้ชมเห็นถึง 4 ปัญหาของการเข้าสู่คลาวด์คือ

  • คุมให้อยู่ – เมื่อใช้งานคลาวด์ไประยะหนึ่ง ข้อมูลและ Workload จะเริ่มเพิ่มมากขึ้น ทำให้การตัดสินใจยกเลิกหรือย้ายข้อมูลข้ามกันมีอุปสรรคเนื่องจากมีค่าบริการในการถ่ายโอนข้อมูล อีกทั้งด้วยเครื่องมือปฏิบัติงานที่ต่างกัน ทำให้การบริหารจัดการค่อนข้างยาก
  • มองให้เห็น – เมื่อมีการใช้งานคลาวด์ปะปนกัน หลายองค์กรมักขาดความสามารถในการติดตามทรัพยากรว่ามีอะไรใช้อยู่บ้าง ยิ่งถ้าไอทีไม่ได้เป็นคนดูแลค่าใช้จ่าย การตอบคำถามว่าทรัพยากรนั้นเกิดขึ้นเพื่ออะไร จะปรับลดหรือเพิ่มได้หรือไม่เป็นปัญหาที่ตอบได้ยาก ไม่นับประเด็นเรื่อง Security ที่ตามมา
  • ใช้ให้เป็น – เมื่อเครื่องมือควบคุมต่างกันทักษะก็ต่างไปด้วย บางทีผู้ให้บริการเชื้อเชิญว่าใช้ง่ายแต่เอาเข้าจริงก็ไม่ตอบโจทย์อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ต้องพิจารณาว่าคลาวด์ที่จะไปนั้นเข้ากับระบบเดิมได้ไหม หรือหากจะพัฒนาเพิ่มเองต้องทำอย่างไร
  • ปกป้องให้ได้ – เมื่อ Workload กระจัดกระจายอย่างไร้ขีดจำกัด ปัญหาใหญ่คือไอทีจะปกป้องทรัพยากรนี้ได้อย่างไร เราแทบไม่รู้เลยว่าพนักงานทำงานจากที่ไหน แล้วจะประยุกต์ใช้ Zero Trust ได้อย่างไร ต้องยอมรับว่าประเด็นด้าน Security ไม่มีใครการันตีได้ 100% ดังนั้นคำถามคือเมื่อเกิดปัญหาแล้วจะแก้ไขยังไงให้เร็วที่สุด
คุณณพัชร อัมพุช กรรมการผู้จัดการของ Cloud HM

ในส่วนที่สองนี้คุณณพัชร อัมพุช กรรมการผู้จัดการของ Cloud HM ได้มาเล่าให้ฟังถึงภาพของ Cloud ผ่านมุมมองของ Cloud HM ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและผู้ให้บริการคลาวด์ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากว่า 1,000 รายในประเทศไทย โดยแพลตฟอร์มหลักที่ Cloud HM เลือกใช้ก็คือเทคโนโลยีจาก VMware นั่นเอง ทั้งนี้ Cloud HM นำเสนอบริการเพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจประกอบด้วย Virtual Desktop Infrastructure (VDI), Backup as a Service, DR as a Service, Object Storage as a Service และ Kubernetes as a Service ที่จะมาขยายความในหัวข้อถัดไป นอกจากบริการคลาวด์ในประเทศแล้ว Cloud HM ยังสามารถนำเสนอบริการ Public Cloud อื่นจากต่างประเทศได้ทั้ง AWS, Google Cloud, Azure และ Alibaba

ด้วยความกว้างขวางที่กล่าวมานั้น Cloud HM พบว่าปัจจุบันแทบทุกองค์กรต่างมีการใช้บริการคลาวด์แล้ว แต่หลายองค์กรยังไปไม่ถึงคอนเซปต์ที่จะสามารถก้าวสู่สิ่งที่เรียกว่า Cloud Native หรือการพัฒนาแอปบนคลาวด์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นกระแสที่ Cloud HM มองเห็นว่าลูกค้าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะช่วยแก้ปัญหาเรื่องของการขยายตัว (Scalable) ป้องกันการกีดกันแพลตฟอร์ม (Vendor Lock) และทำให้องค์กรพัฒนาแอปตลอดเวลาเมื่อเป็น Microservices

ทั้งนี้การย้ายแอปเดิมสู่ Cloud Native นั้นมีวิธีการย้ายได้หลายรูปแบบทั้ง Life & Shift, Refactor และยกเลิกแอปเก่าโดยสมบูรณ์ (Retire) ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะเปิดประตูสู่นิยามใหม่คงหนีไม่พ้น Kubernetes ที่เป็นโอเพ่นซอร์สแต่ปัญหาที่ตามมาคือหากองค์กรไม่ได้มีทีมไอทีขนาดใหญ่หรือเชี่ยวชาญมากพอจะดูแลเรื่องเหล่านี้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ VMware จึงได้นำ Kubernetes ไปพัฒนาและให้บริการต่อภายใต้ชื่อ VMware Tanzu ที่มาพร้อมโซลูชันอำนวยความสะดวกอื่นอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Networking, Storage, Monitoring และ backup เป็นต้น ในมุมของ Cloud HM ได้นำความเชี่ยวชาญของตนกับ VMware ได้อาสาเข้ามาให้คำปรึกษาองค์กรตั้งแต่การ วางแผน ออกแบบ หรือร่วมพัฒนาร่วมกันกับลูกค้า ขอเพียงแค่ “You name it. We know it”

คุณชาลี คัมพีรภาพ วิศวกรสถาปัตยกรรมของ VMware ประเทศไทย

กรุยทางสู่แอปพลิเคชันสมัยใหม่บนระบบ Kubernetes ไปกับ VMware Tanzu ในช่วงนี้คุณชาลี คัมพีรภาพ วิศวกรสถาปัตยกรรมของ VMware ประเทศไทยได้มาบรรยายเจาะลงไปกับตัวโซลูชัน VMware Tanzu โดยภายใต้มีเครื่องมือย่อยแตกแขนงออกไปกว่า 15 รายการ ทั้งนี้ VMware ได้เข้าใจถึงความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญกับแอปพลิเคชันสมัยใหม่ดังนี้

  • เมื่อใช้งาน Kubernetes ไปสักพักใหญ่และ Infrastructure มีความหลากหลาย การมอนิเตอร์จะเริ่มยุ่งยากเพราะทีมงานไม่สามารถมองเห็นถึงภายในได้
  • การทำ Automation ไม่สมบูรณ์เนื่องจากแต่ละผู้ให้บริการก็มีวิธีการของตัวเอง แม้ขึ้นชื่อว่าสร้างจาก Kubernetes เป็นแกนหลักเหมือนกันแต่ในทางปฏิบัติมักมีวิธีการต่างกันอยู่เสมอ
  • จะเห็นได้ว่าซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สก็มักมีช่องโหว่เกิดเป็นประจำขึ้นเช่นกัน ดังนั้นทำอย่างไรที่ทีมงาน Security จะแพตช์ระบบให้ทัน
  • ฝั่งนักพัฒนามีซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องมากมาย เช่น Serverless, Git, Docker และอื่นๆ ซึ่งด้วยความที่เมื่อแอปโตได้เร็ว ทีม Security และ Operation ก็ต้องเดินทางไปพร้อมกันให้ได้ ด้วยเหตุนี้เอง VMware จึงได้มีเครื่องมือหลายชิ้นส่วนประกอบกันภายใต้ VMware Tanzu

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเมื่อพูดถึงการย้ายแอปพลิเคชันหนึ่งกลายเป็นแอปพลิเคชันสมัยใหม่ (Modernize Application) บน Cloud Native นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของ VMware Tanzu ที่ได้รวบรวมเครื่องมือต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น Tanzu Application Platform จะประกอบด้วยเครื่องมือครบวงจรสำหรับการพัฒนาตั้งแต่การเขียนโค้ดไปจนถึงการ Deploy บนระบบ Kubernetes และเชื่อมต่อกับเครื่องมือสำหรับการทำ Day2 Operation กล่าวได้ว่าองค์กรจะได้รับการดูแลตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการเปลี่ยนผ่านแอปได้จาก VMware

อย่างไรก็ดีอีกหนึ่งวัตถุประสงค์ของ VMware ก็คือขจัดปัญหาความซับซ้อน ทำให้ผู้ใช้สามารถคอนฟิคระบบได้ด้วยเครื่องมือเดียวกันไม่ว่าจะเป็น Kubernetes ของ GKE, AKE, AKS หรือ Tanzu เครื่องมือ Tanzu Kubernetes Grid ก็จะเข้ามาจัดการเรื่องเหล่านี้ให้ควบคุมทุกอย่างได้จากหน้าจอเดียว ทั้งนี้ Cloud HM เองจะมีหน้าที่หลักคือการบริหารจัดการส่วน Control ให้ผู้ใช้งาน โดยท่านจะสามารถโฟกัสแค่ทรัพยากรที่จำเป็นเบื้องล่างได้อย่างแท้จริง

คุณอาทิตย์ อุ่นแก้ว หัวหน้าฝ่าย DevOps ของ Cloud HM

ในหัวข้อถัดมาคุณอาทิตย์ อุ่นแก้ว หัวหน้าฝ่าย DevOps ของ Cloud HM ได้มาบรรยายถึงสิ่งที่องค์กรต้องเตรียมตัวเพื่อย้ายสู่แอปพลิเคชันสมัยใหม่ โดยแนวคิดหลัก ๆ ของการเป็น Microservices หมายถึงการแบ่งส่วนแอปพลิเคชันเป็นส่วนบริการย่อย ๆ (Services) ให้คุยกันผ่าน API และมีฐานข้อมูลของตัวเอง ซึ่งการทำเช่นทำให้เกิดความอิสระต่อการพัฒนาแอป บริหารจัดการ แม้จะเกิดความล้มเหลวก็ไม่กระทบกัน เลือกใช้ภาษาหรือ Framework ในการพัฒนาแต่ละส่วนได้อิสระ รวมถึงมีข้อมูลที่เป็นระบบระเบียบเกิดความชัดเจน

อีกหนึ่งแนวคิดที่พลาดไม่ได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันสมัยใหม่ก็คือความหมายของ DevOps ที่ช่วยให้การพัฒนาแอปเร็วขึ้น เกิดผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือในการทดสอบทุกครั้ง ที่สำคัญทำให้นักพัฒนาและทีม Operation เห็นภาพเดียวกัน อย่างไรก็ดีเมื่อมีความสมบูรณ์ในการพัฒนาและออกแบบแอปพลิเคชันที่ดีแล้ว VMware คือแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการย้าย VM เดิมขึ้นไป (Life & Shift) หรือการปรับโค้ดใหม่เป็น Microservices (Refactor) 

ต่อมาเป็นหัวข้อสนทนาสุดพิเศษเกี่ยวกับ Tanzu ท่านจะได้รับฟังทัศนะจากเหล่ากูรูหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็น VMware, Veeam และ Cloud HM ซึ่งจะมาเผยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าที่ตนได้พบเจอมาในทางปฏิบัติ เช่น เหตุใดต้องมีเครื่องมือสำรองข้อมูลโดยเฉพาะ ประสบการณ์จริงของการย้ายแอปเก่าสู่ยุคใหม่ในหลายรูปแบบพร้อมเผยถึงแนวทางการเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้น รวมถึงข้อจำกัดของแนวทางในวิธีการ Refactoring เทียบกับการทำ Modernization และหัวข้ออื่นๆ ทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจถึงภาพรวมที่เกิดขึ้นจริงในการทำงานและเริ่มต้นได้อย่างถูกต้อง

คุณธนกร อินทรัตน์ วิศวกรระบบของ Veeam ประเทศไทย

การสำรองข้อมูลบนระบบ Kubernetes เป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานหลายคนพลาดไป สาเหตุเพราะเข้าใจว่าระบบมีความทนทานสูงด้วยความฟีเจอร์ภายในอยู่แล้ว แต่คุณธนกร อินทรัตน์ วิศวกรระบบของ Veeam ประเทศไทย ได้มาฉายภาพให้ทราบถึงเหตุผลว่าทำไมผู้ใช้งาน Kubernetes ถึงจำเป็นต้องมีระบบสำรองข้อมูลที่ดีด้วย เนื่องจากหลายครั้งที่ผู้ใช้งานอาจไม่โชคดีเสมอไป ซึ่งสิ่งที่รับไม่ได้ในธุรกิจก็คือความเสียหายของข้อมูลนั่นเอง 

อย่างไรก็ดีการเลือกใช้ระบบสำรองข้อมูลบน Kubernetes ก็ต้องมีประสิทธิภาพที่ออกแบบมาอย่างเฉพาะด้วย โดย K10 จาก Veeam คือช่องทางนั้น เนื่องจากระบบถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ Cloud Native การ deploy ใช้งานก็ทำได้ใน Kubernetes ที่คุยผ่าน API กล่าวคือสามารถค้นหาระบบใหม่ (namespace) ที่เกิดขึ้นได้ พร้อมกันนั้นยังตอบโจทย์ในเรื่องของ Security เช่น Token Authentication, Encryption และอื่นๆ นอกจากที่ Veeam K10 จะสามารถให้ความมั่นใจกับการสำรองและกู้คืนข้อมูลบน Kubernetes แล้ว K10 ยังครอบคลุมถึง Kubernetes ในค่ายต่างๆเช่น OpenShift, Rancher, EKS, GKE ตลอดจนข้อมูลแบบ Stateful Application ของ MongoDB, MySQL, Postgres และอีกมากมาย แม้กระทั่ง Cloud Bucket หรือ Storage ค่ายต่างๆ 

ปิดท้ายกันด้วยการทำงานจากที่ใดก็ได้ผ่าน Virtual Desktop (DaaS) จากคุณจักรกฤษณ์ พรมแดง รองผู้จัดการพรีเซลล์จาก Cloud HM ซึ่งในหัวข้อนี้พูดถึงแนวคิดของ Desktop as a Service บน Cloud ที่มีข้อดีเหนือกว่าการติดตั้งระบบบน On-Premise โดยสิ่งที่ทำให้ลูกค้าหลายรายติดใจ โดยเฉพาะในยุคโควิดก็คือเริ่มต้นระบบได้เร็วเพียงไม่กี่วัน เทียบกับการติดตั้งระบบแบบ On-premise เมื่อพิจารณาด้านราคาให้ถี่ถ้วน DaaS ก็ทำได้ดีกว่าเพราะไม่มีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นแล้ว ผู้สนใจสามารถเลือกโปรโมชันเริ่มจากเล็กๆก่อนแล้วค่อยขยายเพิ่มภายหลัง ทำให้การลงทุนเป็นไปได้ตามจริง แถมยังการันตีการดูแลแบบ 24/7 พร้อมรับประกัน SLA อีกด้วย

สำหรับระบบ DaaS ของ Cloud HM ภายในก็คือ VMware Horizon ที่การันตีเรื่องความปลอดภัยทำงานผ่าน HTTPS การจัดการ Policy ต่างๆเป็นเรื่องง่ายเช่น ป้องกันการ Capture Screen ควบคุมการติดตั้งซอฟต์แวร์และอื่นๆ ซึ่งมีผลดีกับเรื่อง PDPA ที่กำลังจะมาถึง โดยผู้สนใจสามารถเลือกแนวทางการใช้ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น 1:1, Share Host หรือแชร์แอปพลิเคชันแล้วแต่ความต้องการ ทั้งยังรองรับการเข้าถึงได้ผ่าน Web Browser, Horizon Client หรือบนมือถือก็ทำได้เช่นกัน 

จากทั้งหมดของงานวันนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่เราไม่สามารถหยิบยกเนื้อหามาได้ทั้งหมด ซึ่งท่านใดที่สนใจข้อมูลแบบเต็ม ๆ สามารถย้อนดูเนื้อหาได้ที่ Link

สนใจบริการ VMware Tanzu สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือติดต่อทีมงานของ Cloud HM ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

from:https://www.techtalkthai.com/cloud-hm-x-vmware-its-a-cloud-native-day-seminar-042022/

Beryl 8 Plus Webinar: สร้าง Customer Loyalty และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยเทคโนโลยีคลาวด์คอลเซ็นเตอร์จาก Genesys โดย Beryl 8 Plus

Beryl 8 Plus ขอเชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Build customer loyalty and increase productivity with Cloud Call Center Technology from Genesys by Beryl 8 Plus” โดยท่านจะได้เรียนรู้กับโซลูชัน Cloud Call Center อันดับหนึ่งและประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ พร้อมกรณีการนำไปใช้จริง งานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2565 เวลา 14.00 – 15.30 น. ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : สร้าง Customer Loyalty และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยเทคโนโลยีคลาวด์คอลเซ็นเตอร์จาก Genesys โดย Beryl 8 Plus

ผู้บรรยาย :

  • คุณพัฒนพันธุ์ วนาพิทักษ์ / ตำแหน่ง: ผู้จัดการฝ่าย Solution / บริษัท Beryl 8 Plus
  • คุณปฏิธาน รุ่งแกร / ตำแหน่ง: Principal Solution Consultant, APAC / Genesys

วันเวลา : อังคารที่ 24 พฤษภาคม 2565 เวลา 14.00 – 15.30 น.

ช่องทางการบรรยาย : Zoom Webinar

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_ZCev0xUhQIase6lc3JczJw

ในปัจจุบันลูกค้าคาดหวังการให้บริการที่ราบรื่นในทุกช่องทาง — ทั้งการตอบกลับแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ ช่องทางโซเชียลมีเดีย และ Live-Chat สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าและพนักงานได้อย่างง่ายดาย ให้คุณรู้จักลูกค้าของคุณ และมีส่วนร่วมเพื่อช่วยเหลือในช่วงเวลาที่สำคัญ ด้วยเครื่องมือและกลยุทธ์ที่เหมาะสมจาก Genesys ผู้นำในด้านคอนแทคเซ็นเตอร์โซลูชั่น อันดับหนึ่งของโลก

from:https://www.techtalkthai.com/beryl-8-plus-webinar-build-customer-loyalty-and-increase-productivity-with-cloud-call-center-technology-from-genesys/

[Guest Post] อาลีบาบาคลาวด์เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

  • ปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของไทย
  • นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 12 พฤษภาคม 2565 – อาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย พร้อมสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลขององค์กรธุรกิจในประเทศ ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี[1] (พ.ศ. 2561-2580) ของรัฐบาลไทยในการเสริมสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และความยั่งยืนให้กับประเทศ

การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทย ในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย (PDPA) จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน เป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ  อาลีบาบา คลาวด์ ที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ เมื่อเข้ามาดำเนินงานในประเทศ ควบคู่กับการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ปลอดภัยเข้ามาสู่ประเทศไทย ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO27001 และ ISO20000 และเป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย  รวมถึงกฎระเบียบด้านการเงินที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

นายไทเลอร์ ชิว

ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า    

“ในขณะที่เราขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูล การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้ เรามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับต่าง ๆ ของประเทศไทย นอกจากนี้ เราต้องการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของบริษัทฯ มานำเสนอในประเทศไทย รวมถึงองค์ความรู้เฉพาะทางด้านต่าง ๆ  อาลีบาบา คลาวด์ ประสบความสำเร็จในการช่วยสนับสนุนธุรกิจทั่วโลกให้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย และเราหวังว่าบริษัทฯ จะสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ครบครันเพื่อช่วยผลักดันวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน”

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยที่นำเสนอให้แก่ลูกค้าในไทย ได้แก่ บริการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS, WAF, ศูนย์ความปลอดภัย, การตรวจสอบการดำเนินการ, บริการใบรับรอง SSL และการจัดการการเข้าถึงทรัพยากร โดยบริการบางประเภทที่กล่าวมานี้ได้ถูกใช้งานจริงเพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างราบรื่นในช่วงที่มีการจัดมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 ของอาลีบาบา กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในมหกรรมช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับแพลตฟอร์ม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการป้องกันเชิงรุก การตรวจจับภัยคุกคาม การตรวจสอบและการตอบสนอง เช่น การปกป้องซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ให้รอดพ้นจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware), มัลแวร์สำหรับการขุดเหรียญและแบ็คดอร์ (Mining and Backdoor) และโทรจัน (Trojan) เพื่อลดปัญหาในการดำเนินงาน  นอกจากนี้ ในแง่ของสถาปัตยกรรม ศูนย์ความปลอดภัยของอาลีบาบา คลาวด์ ยังสามารถทำการตรวจสอบประเมินให้กับองค์กรธุรกิจ เพื่อปกป้องเซิร์ฟเวอร์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

ผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่สำคัญอื่น ๆ ที่บริษัทฯ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยพร้อมกับดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ ระบบประมวลผลที่ยืดหยุ่น (elastic compute) บริการด้านดาต้าเบส ด้านเน็ตเวิร์ก และ สตอเรจ รวมถึงบริการสำหรับนักพัฒนา การส่งคอนเทนต์ และแอปพลิเคชันระดับองค์กรต่าง ๆ

ผลิตภัณฑ์ของอาลีบาบาคลาวด์ได้ผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งของสมรรถนะ ทั้งนี้บริษัทวิเคราะห์ชั้นนำระดับโลก เช่น ไอดีซี[1] ระบุว่าผลิตภัณฑ์ CDN ของบริษัทฯ เป็นผู้เล่นรายสำคัญ ขณะที่เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” โดยฟอเรสเตอร์[2]  

ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านดาต้าเบสของอาลีบาบาคลาวด์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” ในรายงาน Gartner Magic Quadrant[3] และการ์ทเนอร์[4] ยังรับรองความสามารถด้านคลาวด์ที่สำคัญของบริษัทฯ ทั้งในส่วนของระบบประมวลผล สตอเรจ เน็ตเวิร์ก และระบบรักษาความปลอดภัย ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก

อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้เทคโนโลยีในประเทศ และนำความสามารถทางเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาในประเทศไทยผ่านการสนับสนุนของพันธมิตร ทั้งนี้ตั้งแต่บริษัทฯ เปิดตัวโปรแกรม Thailand Partner Alliance 100 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บริษัทฯ มีพันธมิตรมากกว่า 40 รายเข้าร่วมโครงการเพื่อทำธุรกิจและเติบโตไปด้วยกันกับอาลีบาบาคลาวด์ เช่น บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT), สมาคมฟินเทคประเทศไทย, ไฮคลาวด์ (HiCloud), บริษัท ที เอ็ม อี เอส จำกัด (TMES), ทรูไอดีซี (True IDC), ทรู ดิจิทัล อคาเดมี (True Digital Academy), เอสไอเอส (SIS) นอกจากการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทฯ แล้ว อาลีบาบา คลาวด์ยังจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจไทยอีกด้วย

นายดิเอโก หม่า ซีอีโอของไฮคลาวด์ กล่าวว่า “เราร่วมมือกับอาลีบาบา คลาวด์ นำเสนอโซลูชันระดับแนวหน้าของโลกให้กับลูกค้าไทย เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าเหล่านี้ได้ใช้คลาวด์เพิ่มขึ้น อาลีบาบา คลาวด์ พยายามสร้างระบบนิเวศในประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมายกับเรา เช่น การฝึกอบรม การเสริมสร้างขีดความสามารถ และโอกาสทางการตลาดร่วมกัน เพื่อขยายการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ให้กับฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น และช่วยลูกค้าของเราให้เปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลได้เร็วขึ้น”

ในแง่ของกลยุทธ์ อาลีบาบา คลาวด์ ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสำคัญหลายกลุ่ม เช่น ธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ การเงินและฟินเทค ความบันเทิงดิจิทัล และบริการภาครัฐ  ผลิตภัณฑ์และโซลูชันของอาลีบาบา คลาวด์ ที่รองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพจากการใช้งานจริงของลูกค้าระดับโลก เช่น Singapore Post, Binangonan Rural Bank (ฟิลิปปินส์), Animal Logic (ออสเตรเลีย) และพันธมิตรระดับโลก เช่น Red Hat, Salesforce และ VMware

[1] IDC MarketScape: Worldwide Commercial Content Delivery Network Services 2022 Vendor Assessment

: https://www.alibabacloud.com/about/idc-marketscape-worldwide-commerical-content-delivery-network-services-2022#J_7385364600

[2] The Forrester Wave™: Public Cloud Container Platforms, Q12022

: https://reprints2.forrester.com/#/assets/2/1948/RES176569/report

[3] Magic Quadrant for Cloud Database Management Systems

: https://www.gartner.com/doc/reprints?spm=a3c0i.26030505.6635313870.2.5b9c220ftQsWAL&id=1-28FRDHKI&ct=211215&st=sb

[4] Solution Scorecard for Alibaba Cloud International IaaS+PaaS

: https://www.gartner.com/doc/reprints?spm=a3c0i.26391636.3616221970.1.16384acfSQKUTF&ip&id=1-288OG5JN&ct=211126&st=sb

อาลีบาบา คลาวด์ ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งด้านการให้บริการคลาวด์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตามข้อมูลจากไอดีซี และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุด 3 อันดับสูงสุดเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตามการจัดอันดับของการ์ทเนอร์  ปัจจุบันอาลีบาบา คลาวด์ เปิดให้บริการใน 84 เขตพื้นที่ใน 27 ภูมิภาคทั่วโลก และได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลราว 80 รายการทั่วโลก โดยสามารถแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของระบบมากกว่า 7.3 ล้านครั้งต่อปี

เพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืน อาลีบาบา คลาวด์ ตั้งเป้าที่จะปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดทั้งหมดภายในปี 2573  นอกจากนี้ อาลีบาบา กรุ๊ป ยังเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือ Low Carbon Patent Pledge เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนับเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ เปิดให้มีการใช้งานสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีประหยัดพลังงานของบริษัทฯ 9 ฉบับได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

###

เกี่ยวกับ Alibaba Cloud

อาลีบาบา คลาวด์ (www.alibabacloud.com) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 เป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ให้บริการคลาวด์แบบครบวงจรกับลูกค้าทั่วโลก รวมถึงการให้บริการ การประมวลผลแบบยืดหยุ่น ดาต้าเบส สตอเรจ บริการเน็ตเวิร์กเวอร์ชวลไลเซชัน การประมวลผลขนาดใหญ่ การรักษาความปลอดภัย บริการด้านการบริหารจัดการและแอปพลิเคชัน การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ แพลตฟอร์มแมชชีนเลิร์นนิ่ง และบริการ IoT ข้อมูลของ IDC ระบุว่า อาลีบาบา คลาวด์ เป็นผู้ให้บริการพับลิคคลาวด์ชั้นนำของประเทศจีน โดยพิจารณาจากรายรับในปี 2019 รวมถึงให้บริการ PaaS และ IaaS

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

คลอเดีย จู

อาลีบาบา คลาวด์

+86 571 86561860

Claudia.ju@alibaba-inc.com

นภา สุทธิญาณโสภณ

บริษัท เอฟเอคิว จำกัด

+66 81 8672241

napa@pc-a.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/alibaba-cloud-launches-data-center-in-thailand/

เจาะไฮไลต์งาน Google I/O 2022

ที่งาน Google I/O 2022 มีการประกาศฟีเจอร์ใหม่ๆในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Google มากมายทั้ง Android, Application, Cloud และอื่นๆ นับร้อยรายการ ซึ่งเราขอตัดเอาไฮไลต์สำคัญมาให้ได้ติดตามกันครับ

Credit: Google

1.) Google Translate รองรับภาษาใหม่อีก 24 ภาษา ทำให้ภาพรวมใช้การได้กว่า 133 ภาษาแล้ว นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตอัลกอริทึม Machine Learning ให้สามารถแปรได้โดยไม่ต้องเห็นตัวอย่างมาก่อนหรือมองเห็นแค่ monolingual text เท่านั้น

2.) Google Maps สามารถแสดงผลแบบสมจริง (immersive view) โดยรองรับทั้งการใช้งานบนมือถือหรือแท็บเล็ตทั่วไป ทั้งนี้จะเริ่มเปิดตัวที่ ลอสแองเจิลลิส ลอนดอน นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก และโตเกียวก่อน

3.) YouTube สามารถทำฟีเจอร์ Transcription และสร้าง Chapter ได้อัตโนมัติ

4.) Google Docs มีการเพิ่มฟีเจอร์บทสรุป ทำให้สร้างโน๊ตย่อแปะไว้ได้

5.) Google Search สามารถค้นหารูปภาพได้อย่างฉลาดมากขึ้น เช่น ถ่ายรูปส่วนบ้านที่ต้องการซ่อมแซมและคำว่า near me จากนั้น Google Search จะแสดงร้านค้าที่ใกล้ที่สุดโดยจะเริ่มที่ผู้ใช้งานภาษาอังกฤษก่อน

6.) ความสามารถด้าน AI ที่ Google กล่าวถึงมีหลายอย่างเช่น

  • เพิ่มความแม่นยำในเรื่องของสีผิวจาก Monk Skin Tone Scale พร้อมเปิดโอเพ่นซอร์สผ่าน skintone.google 
  • เปิดตัว LaMDA2 เป็นส่วนหนึ่งใน AI Test Kitchen
  • ออกโมเดลภาษาใหม่ที่ชื่อ PaLM เพื่อใช้แก้ปัญหา math word ที่ซับซ้อนและอธิบายขั้นตอนได้อย่างละเอียด
  • ฟีเจอร์ Multisearch ในแอปให้สามารถเพิ่มการค้นหาได้หลายองค์ประกอบ
  • ทำให้ Google Assistant เข้าถึงได้ง่ายขึ้นไม่ต้องเปิดเองด้วยฟีเจอร์ Nest Hub Max

7.) Android 13 

  • Google Wallet รองรับการเก็บ Student ID ตั๋วเข้าชม บัตรวัคซีน และข้อมูลอื่นๆได้มากขึ้น รวมถึง Wallet เองกำลังเดินทางไปสู่ Wear OS
  • Wear OS จะได้รับฟีเจอร์ขอความช่วยเหลือในปีนี้ (SoS)
  • เตรียมอัปเดตหน้า Privacy Policy ใหม่
  • แอปพลิเคชันต้องขอสิทธิ์ก่อนส่งแจ้งเตือนผู้ใช้
  • Android Tablet มีฟีเจอร์เพิ่มขึ้นเช่น Split Screen และอื่นๆ พร้อมทั้งผู้ใช้จะสามารถ copy & paste รูปหรือ URL จากมือถือข้ามไปยัง Android 13 Tablet ได้
  • เลือกภาษาต่างกันให้แอปได้
  • รองรับการทำ end-to-end encryption ให้ข้อความสำหรับการคุยกันในกลุ่ม
  • ประกาศความสำเร็จของแอปข้อความว่ามีผู้ใช้งานกว่า 500 คนล้านต่อเดือน โดยความพิเศษของแอปมีการใช้มาตรฐานในการแชร์ข้อมูลขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม (Rich Communication Services : RCS

8.) Developer

  • เตรียมปล่อยแพลตฟอร์ม smart home หรือ Matter ในเดือนหน้า โดย SDK ใหม่จะมีฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดมากขึ้น นอกจากนี้ Matter ยังทำงานร่วมกันกับ Android ทำให้การเชื่อมต่อเป็นไปได้โดยง่าย
  • เปิดตัว AlloyDB หรือ managed service ของ PostgreSQL ที่คุยว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่า โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันกับ Youtube, Search, Maps และ Gmail
  • เปิดตัว Cloud TPU v4 ขนาด 8 pod ที่ทำงานร่วมกันให้ประสิทธิภาพสูงถึง 9 exaflop โดยเชื่อว่าเป็นศูนย์ประมวลผล Machine Learning ที่แรงสุดขณะนี้ตั้งอยู่ใน Oklahoma นอกจากนี้ยังลดการปล่อยคาร์บอนไปกว่า 90% 
  • ประกาศ Flutter 3.0 รองรับการทำงานหลายแพลตฟอร์มทั้ง Linux, Web, iOS, Android, Windows และ MacOS
  • เพิ่มฟีเจอร์ Live Edit ใน Android Studio
  • เปิดตัว Cloud Run Job ช่วยทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปได้ง่ายขึ้น ด้วยการใช้เพื่อรันสคริปต์ในการจัดการคลาวด์เช่น Database Migration หรือเพื่อมอนิเตอร์งานต่างๆเป็นต้น

9.) Google Pixel ประการอัปเดต Pixel 6 และ 6 Pro คาดว่าน่าจะพรีออเดอร์และส่งของได้ในกรกฎาคมนี้สนนราคาราว 449 เหรียญสหรัฐฯ ตามมาด้วยการอวดโฉม Pixel 7 และ 7 Pro ที่ใช้ Next-gen Tensor นอกจากนี้ยังขายเรื่องของ Pixel Buds Pro รวมถึงแผนการออก Pixel Watch ในปีนี้ และแผนการออก Pixel Tablet ในปีหน้า

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/google-io-2022-heres-everything-google-just-announced/ และ https://blog.google/technology/developers/io-2022-100-things/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-cloud-launches-alloydb-a-new-fully-managed-postgresql-database-service/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-launches-a-9-exaflop-cluster-of-cloud-tpu-v4-pods-into-public-preview/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-debuts-cloud-run-jobs-for-containerized-scripted-tasks/

from:https://www.techtalkthai.com/google-i-o-2022-hightlight-annoucement/

Google เข้าซื้อกิจการผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ Edge MobiledgeX

Google Cloud ได้เข้าซื้อกิจการของ MobiledgeX ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ที่สถาปนาตัวเองว่าเป็นบริษัท Edge Computing ที่สามารถช่วยสนับสนุนผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถสร้าง Edge Cloud ของตนเองได้ ด้วยประสบการณ์การทำงานร่วมกับผู้ให้บริการระดับโลกมากกว่า 26 ราย โดย MobiledgeX ก่อตั้งขึ้นโดย Deutsche Telekom AG จากเยอรมนี ในปี 2018 
 

Google Cloud ได้วางตำแหน่งให้ MobiledgeX ในฐานะโซลูชันโอเพ่นซอร์ส เพื่อช่วยดึงดูดลูกค้าโทรคมนาคมที่ให้ความสำคัญและระมัดระวังที่ละเอียดอ่อนเพื่อยกระดับการดำเนินการด้านเครือข่ายของตัวเองไปสู่ระบบคลาวด์
 
ปีที่ผ่านมา ได้มีกระแสข่าวว่า MobiledgeX จะมีการผนึกกำลังทำงานร่วมกับผู้ให้บริการระบบคลาวด์ระดับชั้นนำ ซึ่งถูกคาดการณ์ไว้ไม่ผิดตัว นั่นก็คือ Amazon Web Service (AWS), Microsoft Azure และ Google Cloud จนสุดท้ายมาลงเอยที่ครอบครัวตัวจี เพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ Cloud Computing ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ที่มีการแข่งขันสูงในด้านเทคโนโลยีการประมวลผล
 
ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายกิจการระหว่าง Google และ MobiledgeX แต่ได้เห็นแผนแนวทางของธุรกิจ Edge Computing ที่สำคัญในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
 

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-acquires-edge-mobiledgex/