คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

สำรองและกู้คืนข้อมูลใน Microsoft 365 แบบไร้รอยต่อด้วย Veeam จาก Mverge

จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายองค์กรตอบรับกระแส Work From Home กันมากขึ้น และหนึ่งในบริการที่ถูกเลือกใช้เป็นอันดับต้น ๆ คือ Microsoft 365 นั้นเอง ซึ่งเป็นโซลูชันที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเข้ามาเจอหน้ากันผ่านระบบคลาวด์

อย่างไรก็ตาม องค์กรจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เมื่อข้อมูลของตนอยู่บนคลาวด์แล้ว จะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีและสามารถกู้คืนได้หากมีเหตุฉุกเฉิน Mverge ผู้ให้คำปรึกษาและดูแลผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของ Microsoft จึงได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ร่วมกับ Veeam เพื่อแนะนำแนวทางในการสำรองข้อมูลบน Microsoft 365 ให้มั่นคงปลอดภัย โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

ปัจจัยที่ส่งผลให้องค์กรตื่นตัวเรื่องการสำรองข้อมูล Microsoft 365

ผลสำรวจล่าสุดพบว่า Microsoft 365 มีตัวเลขผู้ใช้งานที่เติบโตขึ้นในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา แต่มีถึง 64% ขององค์กรที่ยังคงละเลยการใช้โซลูชัน Backup เฉพาะทางที่ช่วยกู้คืนข้อมูลกลับมาได้อย่างสมบูรณ์อยู่ อีกทั้งผู้ประกอบการและผู้ให้บริการ กำลังเผชิญกับกฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA ที่จะบังคับใช้จริงในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า ‘ข้อมูลที่ตนมีอยู่ถูกจัดเก็บและสามารถกู้คืน ได้อย่างมั่นคงปลอดภัยแล้วหรือยัง?’

นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจผิด ๆ ว่าเมื่อข้อมูลอยู่บนคลาวด์ไม่ต้องมีโซลูชันปกป้องข้อมูลก็ได้ แต่ตามหลักแล้วการดูแลข้อมูลยังคงเป็นหน้าที่ที่องค์กรต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน อีกทั้งข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในคลาวด์อาจมีข้อจำกัดหรือไม่สามารถเรียกดูย้อนหลังหากเกินระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้นผู้ใช้งานคลาวด์จึงต้องมีโซลูชันการสำรองข้อมูลที่ไว้ใจได้เสริมด้วยนั้นเอง

Veeam โซลูชันในการกู้คืนข้อมูลร่วมกับ Microsoft Office 365 ได้อย่างไร้รอยต่อ

เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเครื่องมือปกป้องและกู้คืนข้อมูลเท่าที่ควร ทำให้หลาย ๆ องค์กรตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยแรนซัมแวร์หรือข้อผิดพลาดจากผู้ปฏิบัติงาน อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ องค์กรจึงต้องมีโซลูชันในการกู้คืนข้อมูลที่สามารถทำงานร่วมกับ Microsoft ได้อย่างไร้รอยต่อและกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งในสภาพแวดล้อมแบบ On-premise หรือคลาวด์ก็ตาม

ซึ่ง Veeam Backup for Microsoft Office 365 เป็นเครื่องมือที่เติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ช่วยเสริมให้การสำรองข้อมูลใน Microsoft Office 365 ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย 4 จุดเด่น คือ

1. ง่ายและคุ้มค่า – มีรูปแบบการใช้งานที่ง่ายมาก เมื่อเทียบกับโซลูชันค่ายอื่นในตลาด ผู้ใช้งานสามารถเลือกกู้คืนข้อมูลได้โดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอีเมล ปฏิทิน และอื่น ๆ ซึ่งสามารถเลือกได้ระดับรายบุคคล รวมถึงราคาที่เหมาะสม และมีแพลนที่ยืดหยุ่นเพื่อตอบโจทย์กับสภาวะเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน

2. ยืดหยุ่นไม่ยึดติด – มีความเป็นกลาง ไม่ว่าจะเป็นโซลูชัน Microsoft บน On-premise หรือคลาวด์ก็สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้แบบรวมศูนย์ หรือจะเก็บข้อมูลบนฮาร์ดแวร์หรือส่วนเก็บข้อมูลชนิดใด อาทิ SAN, NAS หรือ Object Storage ก็สามารถรองรับได้ทั้งสิ้น

3. ขยายตัวรองรับความต้องการได้ – การขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานเป็นสิ่งจำเป็น เพราะในปัจจุบันเราไม่สามารถคาดเดาการใช้งานของธุรกิจได้เลย โดยเฉพาะปริมาณของข้อมูลที่เกิดขึ้น ซึ่ง Veeam ก็สามารถตอบโจทย์นี้ด้วยการ Scale-out ได้เป็นอย่างดี

4. ออกแบบมาเพื่อรองรับ Microsoft 365 – เรียกได้ว่า Veeam Backup for Microsoft Office 365 ออกแบบเพื่อผู้ใช้งาน Microsoft อย่างแท้จริง โดยรองรับการสำรองข้อมูลได้ทั้ง Exchange, SharePoint ทั้งบน On-premise และ Online รวมไปถึง OneDrive for Business 

นอกจากนี้สำหรับ Microsoft Teams ที่ก่อนหน้านี้ทำการกู้คืนข้อมูลได้ยาก เพราะกลไกภายในของบริการจะมีการเก็บข้อมูลไปยังบริการย่อยทั้ง Exchange, SharePoint หรือ OneDrive ส่งผลให้ผู้ดูแลระบบต้องตามเรียกข้อมูลในแต่ละส่วน เพื่อให้กลับมาปรากฏบน Teams แต่ล่าสุด Veeam ได้ขจัดความยุ่งยากนี้ได้แล้ว โดยผู้ใช้งานเลือกบริหารจัดการเฉพาะตัว Teams ได้ทันที เรียกได้ว่าเป็นการผสานการทำงานกับ Microsoft ได้อย่างไร้รอยต่อ

Mverge พาร์ทเนอร์ระดับ Gold ของ Microsoft

Mverge ถือเป็นกลุ่มบริษัทภายใต้ G-Able ซึ่งให้บริการดูแล ออกแบบ และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ Microsoft โดยเฉพาะ Microsoft 365, Azure, Windows Server และ License ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังการันตีความเชี่ยวชาญด้วยรางวัล Partner of the Year หลายปีซ้อน รวมถึงเป็น Partner ระดับ Gold ในหลากหลายโซลูชั่นอีกด้วย

พิเศษ! ทดลองใช้ Microsoft 365 Backup ด้วยโซลูชัน Veeam ฟรี คลิก bit.ly/2NgdbQ5
หรือติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-781-9333
Website: www.g-able.com

from:https://www.techtalkthai.com/protect-microsoft-365-data-with-veeam-solutions-by-mverge/

Microsoft เปิดตัว Industry-Specific Cloud สำหรับอุตสาหกรรมการเงิน โรงงาน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

ตลาด Industry-Specific Cloud นั้นกำลังทวีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยล่สุด Microsoft ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Industry-Specific Cloud ด้วยกันอีก 3 ระบบ รองรับอุตสาหกรรมการเงิน, โรงงานและการผลิต และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

Credit: ShutterStock.com

แนวคิดของ Industry-Specific Cloud นั้นคือการที่ผู้ให้บริการ Cloud ซึ่งมักจะมีบริการย่อยภายในของตนเองอย่างหลากหลายซับซ้อนนั้น จัดชุดสำเร็จรูปมาให้ภาคธุริจองค์กรได้ใช้งานง่ายๆ เลยว่าแต่ละอุตสาหกรรมควรใช้บริการส่วนใดเพื่อทำอะไรบ้างเป็น Best Practice พร้อมมี Offer พิเศษเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อรูปแบบการทำธุรกิจของอุตสาหกรรมนั้นๆ

ในครั้งนี้ Microsoft ได้นำทั้งบริการจาก Microsoft Azure และ Microsoft 365 เข้ามาผสานรวมกันเพื่อให้บริการภายใน Industry-Specific Cloud โดย Microsoft Cloud for Financial Services จะมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการทำ Compliance ให้ตรงกับข้อกำหนดทางกฎหมายของแต่ละประเทศให้แตกต่างกันออกไป และจะมีเครื่องมืออย่างเช่น Loan Manager สำหรับใช้อนุมัติการกู้ยืมโดยมีการจัดการงานบางส่วนในกระบวนการด้วยวิธีการแบบอัตโนมัติ

ถัดมาคือ Microsoft Cloud for Manufacturing ที่เน้นเรื่องการช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมโรงงานและการผลิตสามารถทำ Digital Twins ได้ด้วยการจำลองโรงงานและเครื่องจักรทั้งหมดให้มีข้อมูลคู่ขนานในแบบดิจิทัลไปด้วยในตัว ช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับกับมาตรฐานเทคโนโลยีของโรงงานอย่างเช่นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดย OPC Foundation ทำให้สามารถนำข้อมูลจากอุปกรณ์ในโรงงานเชื่อมต่อมาใช้งานบน Cloud ได้โดยง่าย

สุดท้ายคือ Microsoft Cloud for Nonprofit ที่ผนวกรวมเครื่องมือต่างๆ บน Cloud เพื่อให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทั่วโลกสามารถนำไปใช้งานในกิจกรรมต่างๆ ได้โดยง่าย เช่น การระดมทุน หรือการบริหารจัดการอาสาสมัคร อีกทั้ง Microsoft ยังมีแผนที่จะพัฒนา Common Data Model สำหรับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อให้สามารถสร้างข้อมูลและจัดเก็บในรูปแบบที่นำไปใช้งานต่อได้โดยง่ายขึ้นมาได้

ที่มา: https://siliconangle.com/2021/02/25/microsoft-debuts-three-new-industry-specific-cloud-bundles/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-announces-3-new-industry-specific-cloud-services/

Google Cloud เผยโหมดการทำงานใหม่ของ GKE ‘Autopilot’

Google ได้เพิ่มความสามารถในการทำงานใหม่ให้ Google Kubernetes Engine (GKE) ที่ชื่อว่า Autopilot

credit : google

ไอเดียของ Autopilot คือการยกการบริหารจัดการ (Day 2 Operation) ของ GKE ให้ทีมงานและเครื่องมืออัตโนมัติของ Google ดูแลไป ซึ่งประกอบด้วยการซ่อมบำรุง อัปเกรต หรือ Scale การใช้งานอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังเป็นไปตาม Best Practice และ Google ยังได้การันตี SLA ไว้ที่ 99.95% สำหรับ Autopilot Cluster และ 99.9% สำหรับ Autopilot Pod ที่อยู่ในหลายโซน

โดยสรุปคือภาระของผู้ใช้งานก็จะเหลืองานน้อยลงไปโฟกัสแค่เรื่องของการใช้งานแทนในรูปแบบของ Serverless ซึ่งค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นตาม vCPU, Memory และ Disk Resource รวมถึงต้องจ่ายค่า Pod ที่ใช้ด้วย นอกจากนี้โหมด Autopilot ยังทำงานร่วมกับ DataDog Logging และเครื่องมือมอนิเตอร์ และ GitLab ได้

ที่มา : https://techcrunch.com/2021/02/24/google-cloud-puts-its-kubernetes-engine-on-autopilot และ https://www.zdnet.com/article/google-introduces-gke-autopilot-for-hands-off-kubernetes/

from:https://www.techtalkthai.com/gke-autopilot-mode/

[Guest Post] เอคเซนเชอร์ร่วมกับวีเอ็มแวร์ ประกาศจัดตั้งกลุ่มธุรกิจใหม่ เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ นำคลาวด์มาใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้วยการลงทุนหลายล้านดอลลาร์ใน Accenture VMware Business Group จะช่วยเร่งการนำคลาวด์ไปใช้ในวงกว้างและเกิดการสร้างโมเดิร์นแอปพลิเคชัน

 

เอคเซนเชอร์ (Accenture) (NYSE: ACN) และวีเอ็มแวร์ (VMware) (NYSE: VMW) ประกาศความร่วมมือเปิดตัวกลุ่มธุรกิจเฉพาะที่จะช่วยให้องค์กรต่างๆ ประสบความสำเร็จในการนำกลยุทธ์ ‘cloud first’ มาใช้ – เร่งการย้ายข้อมูลไปยังคลาวด์ สร้างโมเดิร์นแอปพลิเคชันได้รวดเร็วมากขึ้น และการใช้คลาวด์เป็นรากฐานสำหรับนวัตกรรมและธุรกิจรูปแบบใหม่ สามารถสร้างมูลค่าที่ดีกว่าให้แก่ธุรกิจ

Accenture VMware Business Group เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสองบริษัทที่มีมายาว นานกว่าสองทศวรรษกับเม็ดเงินร่วมลงทุนหลายล้านดอลลาร์ โดยกลุ่มธุรกิจใหม่นี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีความสามารถในด้านไฮบริดคลาวด์ และคลาวด์ไมเกรชัน, คลาวด์เนทีฟ และโมเดิร์นแอปพลิเคชันและระบบรักษาความปลอดภัยให้กับกลุ่มธุรกิจชั้นนำ โดยการสนับสนุนของทีมผู้เชี่ยวชาญระบบคลาวด์ของเอคเซนเชอร์กว่า 2,000 คนที่ได้รับการฝึกอบรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการของวีเอ็มแวร์ และกลุ่มธุรกิจ Accenture VMware จะช่วยให้ลูกค้าใช้ประโยชน์จากความสามารถอันทรงพลังและความยืดหยุ่นของคลาวด์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการปรับขนาดบริการทางธุรกิจอย่างรวดเร็วดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและเปิดใช้งานนวัตกรรมในระดับต่างๆ

กลุ่มธุรกิจใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ Accenture Cloud First ซึ่งเอคเซนเชอร์ได้เปิดตัวในปี 2563 ด้วยเงินลงทุน 3 พันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาความสามารถใหม่ๆ สร้างโซลูชัน ร่วมมือกับคู่ค้าและลูกค้า เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยน, ผลักดัน และดำเนินธุรกิจในระบบคลาวด์ได้

จูลี สวีท ซีอีโอของเอคเซนเชอร์ กล่าวว่า “คลาวด์เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการควบคุมและจัดการความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นองค์กรต่างๆ เร่งปรับกระบวนการธุรกิจสู่รูปแบบคลาวด์และเอดจ์ ซึ่ง Accenture VMware Business Group จะช่วยส่งมอบความเร็ว ความสามารถในการปรับขยาย และระบบรักษาความปลอดภัยที่จำเป็นในการพลิกโฉมธุรกิจตั้งแต่ฐานรากและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้”

Accenture VMware Business Group จะลงทุนและดำเนินการร่วมกันครอบคลุมทั้งการส่งผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด แผนจัดจำหน่าย การฝึกอบรมพนักงานของเอคเซนเชอร์ ให้มีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์ และการพัฒนาข้อเสนอบริการ สินทรัพย์ และเร่งขับเคลื่อนสนับสนุนโดยเทคโนโลยีวีเอ็มแวร์ พร้อมกันนี้ทั้งสองบริษัทจะพัฒนาโซลูชันเพื่อรองรับรูปแบบการทำงานในอนาคตของแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้บริษัทโทรคมนาคมมีความพร้อมในการเปิดให้บริการ 5G และบริการ edge computing

แพท เกล ซิงเกอร์ ซีอีโอของวีเอ็มแวร์ กล่าวว่า “เพื่อตอบสนองความต้องการของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน องค์กรต่างๆ ต้องปรับใช้กลยุทธ์ Multi-Cloud ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม และรองรับความต้องการใช้งานแอปพลิเคชันบนคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และเอดจ์ ของลูกค้าที่ใช้งานอย่างน้อย 1 รายการขึ้นไป และ Accenture VMware Business Group จึงได้รวบรวมทีมงานระดับโลกและความเชี่ยวชาญที่มี ตอบสนองความต้องการเหล่านี้ด้วย ความเร็ว ความคล่องตัวและความยืดหยุ่นที่องค์กรต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจนี้ยังจะเปิดตัว VMware Cloud Migration Factory โซลูชันที่ตอบโจทย์การโยกย้ายเวิร์คโหลดคอมพิวเตอร์ไปยังคลาวด์ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น ผ่านกระบวนการอัตโนมัติขั้นสูงที่ได้รับการปรับแต่งอย่างละเอียดโดยการโยกย้ายและการปรับปรุงแอปพลิเคชันนับพันให้ทันสมัย VMware Cloud Migration Factory จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าควบคุมสภาพแวดล้อมและกำหนดทรัพยากร เพื่อการวางแผน, ทดสอบ, โยกย้าย และปรับลด-ขยายขนาดแอปพลิเคชันได้ตามต้องการทั้งบนพับบลิค, ไพรเวท และ / หรือไฮบริดคลาวด์ – ช่วยลดความเสี่ยงในการเคลื่อนย้ายเวิร์คโหลดของวีเอ็มแวร์ และตอบสนองได้ทันต่อความต้องการของธุรกิจ

คลาวเดีย บิยันชี ซีไอโอของ Kiko Milano กล่าวว่า “จุดเริ่มต้น ‘เส้นทางสู่ระบบคลาวด์’ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หลักของเรา ที่นำให้เราประสบความสำเร็จในตลาด ด้วยการนำเสนอประสบการณ์ของแบรนด์ที่สร้างสรรค์และเพิ่มขีดความสามารถอีคอมเมิร์ซ ในขณะเดียวกันก็รักษาความยืดหยุ่นและความเร็วที่เหมาะสมเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆ เอคเซนเชอร์และวีเอ็มแวร์ ช่วยให้ Kiko Milano สามารถย้ายโครงสร้างพื้นฐานไอทีทั้งหมดของเราไปยังคลาวด์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เรามั่นใจว่า Accenture VMware Business Group จะช่วยเร่งความสามารถในการออกสู่ตลาดของเราได้มากขึ้นในอนาคต”

ริค วิลลาร์ส รองประธาน Worldwide Research ซึ่งเป็นหน่วยงานของ IDC กล่าวว่า “โรคระบาดครั้งนี้ทำให้เกิด ‘Next Normal’ ขึ้นในองค์กร, เป็นตัวเร่งให้พวกเขาต้องหันมาใช้คลาวด์เพื่อปรับปรุงธุรกิจให้ทันสมัยและเตรียมธุรกิจให้มีรากฐานพร้อมรองรับนวัตกรรมใหม่ ๆ พวกเขาตระหนักดีว่า พับบลิค, ไพรเวท และไฮบริดคลาวด์ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้และพวกเขาต้องการพาร์ทเนอร์ทางเทคโนโลยีคลาวด์และผู้ให้บริการที่สามารถดำเนินกลยุทธ์และยกระดับความสามารถบุคลากรในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย”

ในฐานะ VMware Global Principal Partner และ Premier Global Systems Integrator ของ VMware Accenture เป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ระดับโลกที่มีฐานตลาดใหญ่ที่สุดของวีเอ็มแวร์ ที่มีความเข้าใจทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกเกี่ยวกับความสามารถของวีเอ็มแวร์ เช่นเดียวกันกับ วีเอ็มแวร์เองที่เป็นพาร์ทเนอร์ที่สร้างความเชื่อมั่นแก่องค์กรไอทีระดับโลกอย่างยอดเยี่ยมของเอคเซนเชอร์ ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเวิร์คโหลด ประมวลผลในระบบคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังขึ้นแท่นผู้นำทางด้านการประมวลผลที่ล้ำหน้า

 

เกี่ยวกับเอคเซนเชอร์

เอคเซนเชอร์ เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ ให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ดิจิทัล การบริหารเทคโนโลยีและการปฏิบัติการชั้นนำของโลก และด้วยประสบการณ์ การทำงานอย่างลึกซึ้ง ผนวกกับศักยภาพที่สมบูรณ์แบบในกว่า 40 อุตสาหกรรมซึ่งครอบคลุมทุกสายงานของธุรกิจ พร้อมด้วยเครือข่ายการให้บริการที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้เอคเซนเชอร์สามารถร่วมมือกับลูกค้า เชื่อมต่อธุรกิจและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ยกระดับองค์กรของลูกค้าให้เป็นองค์กรที่มีศักยภาพและสมรรถภาพสูง สามารถสร้างคุณค่าอันยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นได้ ปัจจุบันเอคเซนเชอร์ มีพนักงานประมาณ 514,000 คนในกว่า 120 ประเทศ เอคเซนเชอร์มุ่งพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้การใช้ชีวิตและการทำงานมีคุณภาพดีขึ้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.accenture.com

 

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์

วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน บริการคลาวด์, เน็ตเวิร์กกิ้ง, ระบบซีเคียวริตี้และดิจิทัลเวิร์คเพลสของวีเอ็มแวร์พร้อมมอบรากฐานดิจิทัลแบบไดนามิกและมีประสิทธิภาพให้กับลูกค้าทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์มากมาย โดยสำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย วีเอ็มแวร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นพลังสนับสนุนที่ดี จากแนวโน้มและผลกระทบการจัดการนวัตกรรมเชิงพื้นที่ในระดับโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.vmware.com/company

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-accenture-vmware-business-group/

Microsoft ออก Private Azure Marketplace

Microsoft Azure ได้เผยถึง Marketplace ในรูปแบบของการใช้งานในองค์กรโดยเฉพาะ

Credit: Microsoft

Azure Marketplace ก็คือตลาดของแอปและบริการจาก Microsoft และพาร์ทเนอร์ต่างๆ หรือที่มีการ Certified ว่ารันบน Azure ได้ โดยไอเดียของ Private Marketplace คือตลาดสำหรับให้บริการแอปเฉพาะในองค์กรเท่านั้น ทำให้องค์กรจะสามารถบริหารจัดการ กำหนดว่าจะใช้แอปไหนเป็นการภายใน กำหนดมาตรการใช้งาน ทั้งนี้องค์กรสามารถเพิ่มแอปเข้ามาจาก Marketplace ปกติ ข้อดีคือนอกจากเรื่องง่ายและปลอดภัยแล้ว องค์กรยังสามารถออกบิลเป็นใบเดียวกันได้ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการเพิ่ม Microsoft App ต่างๆเข้ามาให้อัตโนมัติโดย Default

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/introducing-private-azure-marketplace-simplified-app-governance-and-deployment/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-azure-private-marketplace/

Food Passion ปรับธุรกิจรับเทรนด์ Food Delivery บน LINE อย่างเต็มตัวใน 3 วัน ด้วยการใช้ VMware Cloud

ในปี 2020 ที่ผ่านมา เราได้เห็นการปรับตัวของธุรกิจร้านอาหารทั่วไทยกันเป็นอย่างมากเพื่อให้ฝ่าฟันผ่านวิกฤตโรคระบาดมาได้ โดยหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจนั้นก็คือ Food Passion เจ้าของแบรนด์อาหารชื่อดังอย่างบาร์บีคิวพลาซ่าและ จุ่มแซ่บฮัท ไปจนถึงแบรนด์อื่นๆ ในเครืออีกมากมาย ที่ได้ปรับตัวทั้งในเชิงธุรกิจและเทคโนโลยีในเวลาเพียง 3 วัน มาสู่ภาพของการให้บริการ Food Delivery ผ่าน LINE ได้อย่างเต็มตัว ด้วยการใช้ความยืดหยุ่นของ VMware Cloud และทีมงานมืออาชีพจาก AIS Business คอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง

Credit: VMware

ในปี 2020 ที่ผ่านมา โจทย์ใหญ่ในการปรับตัวธุรกิจสู่รูปแบบ Delivery ของ Food Passion นั้นก็คือการที่แบรนด์หลักอย่างบาร์บีคิวพลาซ่าและจุ่มแซ่บฮัทนั้น ล้วนเป็นร้านอาหารที่เน้นเสิร์ฟวัตถุดิบเพื่อให้ลูกค้าปรุงเองเป็นหลัก และยังไม่เคยต้องจัดส่งแบบ Delivery มาก่อน ทำให้สิ่งที่ Food Passion ต้องทำนั้นมีหลายส่วนด้วยกัน ได้แก่

  • การออกเมนูใหม่สำหรับ Delivery โดยเฉพาะทั้งเมนูแบบวัตถุดิบให้ลูกค้าปรุงเอง และเมนูปรุงสำเร็จจากร้าน
  • การสร้าง Cloud Kitchen ใหม่ของตนเอง เพื่อให้สามารถปรุงอาหารหลากหลายแบรนด์และจัดส่งให้ลูกค้าได้ในการสั่งเพียงครั้งเดียว
  • ปรับ LINE ของร้าน จากเดิมที่เอาไว้เป็นช่องทางการสื่อสาร สู่การเป็นช่องทางให้ลูกค้าได้สั่งอาหารโดยตรง
  • เปลี่ยนระบบ IT เบื้องหลังบน Cloud ให้รองรับต่อการสั่งอาหารผ่าน LINE และช่องทางอื่นๆ ได้อย่างครบถ้วน

Food Passion สามารถดำเนินการด้านระบบ IT ที่จำเป็นทั้งหมดแล้วเสร็จได้ภายในเวลาเพียงแค่ 3 วัน ด้วยการใช้บริการ VMware Cloud จาก AIS Business Cloud ที่สามารถเพิ่มขยายทรัพยากรได้อย่างยืดหยุ่น และออกแบบการเชื่อมต่อของระบบให้ตอบโจทย์ต่อการใช้งานได้ทันทีที่ต้องการ

 

ปัจจุบันร้านอาหารในเครือของ Food Passion นั้นก็มีทั้งบริการจัดส่ง Delivery และการเปิดหน้าร้านให้บริการควบคู่กันไป ตอบโจทย์ทั้งคนที่ยังคงมาจับจ่ายใช้สอยตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ไปจนถึงคนที่ไม่สะดวกเดินทางออกมากจากบ้าน แต่ยังคงอยากทานอาหารที่อร่อยและหลากหลายจาก Food Passion อยู่ ผู้ที่สนใจลองชมเมนูได้ที่ https://www.facebook.com/BarBQPlazaThailand และ https://www.facebook.com/JoomZapHUT นะครับ

Food Passion ระบุว่าปัจจุบันนี้ธุรกิจในส่วน Delivery เติบโตขึ้นจากในอดีตก่อนช่วง COVID-19 แพร่ระบาดถึง 10 เท่า และสร้างรายได้ให้กับ Food Passion เป็นสัดส่วนราวๆ 5-10% ในปัจจุบัน อีกทั้งยังทำให้สมาชิกผู้ใช้ LINE ที่ติดตาม Food Passion นั้นเติบโตกว่า 2 เท่า จากเดิมที่เคยมีราวๆ 500,000 ราย ได้เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านรายในช่วงปีที่ผ่านมา

Food Passion ให้ความเห็นว่าการใช้ระบบ Cloud ในครั้งนี้ถือว่าตอบโจทย์ต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะหากต้องการขึ้นระบบเดียวกันในแบบ On-Premises นั้น อาจต้องเสียเวลาราวๆ 2 เดือนซึ่งถือว่าไม่ทันต่อการใช้งาน อีกทั้งท่ามกลางภาวะวิกฤตที่ทำให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงปรับตัวอยู่ตลอดนี้ บุคลากรทางด้าน IT ถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญมากในการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกทางธุรกิจ การใช้ Cloud จึงทำให้ฝ่าย IT นั้นไม่ต้องเสียเวลาไปกับการดูแลรักษาระบบ และทำให้ฝ่าย IT สามารถทุ่มเททรัพยากรเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ๆ ในธุรกิจได้อยู่ตลอด

สำหรับในอนาคต Food Passion เองก็มีแผนที่จะย้ายระบบสำคัญขึ้นไปยัง Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นระบบ SAP HANA เป็นต้น

เกี่ยวกับ VMware Cloud Provider Program (VCPP)

โครงการ VCPP นี้คือโครงการที่ได้ผสานรวมเอาบริการ VMware Software-as-a-Service เข้ากับเหล่าผู้ให้ริการ VMware Service Provider Partners ทั่วโลก เพื่อให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถใช้งานบริการ Cloud ที่มีเทคโนโลยีของ VMware เป็นเบื้องหลังได้ผ่านทางผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้าน IT ที่ได้เข้าร่วมโครงการ VCPP มากกว่า 20 รายแล้ว ดังนั้นธุรกิจไทยจึงสามารถเลือกใช้งานบริการ Cloud ภายในประเทศที่ให้บริการเทคโนโลยีของ VMware และเชื่อมต่อระบบ Data Center ภายในธุรกิจองค์กรเข้ากับบริการ Cloud เหล่านี้สู่ภาพของ Hybrid Cloud หรือทำ Disaster Recovery ได้ทันที โดยมีทีมงานคนไทยคอยให้บริการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

ผู้ที่สนใจใช้บริการ VMware ในรูปแบบของการคิดค่าใช้จ่ายตามจริง สามารถติดต่อทีมงานของ VMware ประจำประเทศไทยได้ที่คุณปลา 081-913-3347 หรืออีเมล์ kemwat@vmware.com หรือสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VCPP ได้ที่ https://www.vmware.com/partners/service-provider.html และสามารถตรวจสอบสถานะของบริษัทต่างๆ ที่เป็น VCPP ได้ที่ https://cloud.vmware.com/providers/

from:https://www.techtalkthai.com/food-passion-builds-food-delivery-service-on-its-line-in-3-days-with-vmware-cloud/

[Guest Post] ภาคสาธารณสุข กับ ระบบนิเวศด้านไอทีที่เชื่อถือได้

วัฒนธรรมองค์กร ความปลอดภัย เทคโนโลยี และ ความคุ้มค่าการลงทุน คือ สี่ความท้าทายหลักที่ผู้รับผิดชอบด้านไอทีขององค์กรด้านสาธารณสุข ต้องบริหารจัดการให้ชัดเจน

บทความโดย นายทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์

 

เป้าหมายขององค์กรผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข คือ ความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีของผู้รับบริการ รวมถึงการทำงานที่สะดวก ปลอดภัยของบุคลากรในองค์กร การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในภาคสาธารณสุขนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ต้องเป็นไอทีที่ก้าวล้ำสมัย หรือช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการดูแลผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้บริการทางการแพทย์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และมอบประสบการณ์ที่ทำให้ผู้รับบริการอุ่นใจ และมั่นใจ 

นูทานิคซ์เชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีคลาวด์คือขุมพลัง จากการสำรวจดัชนีการใช้คลาวด์ล่าสุดของนูทานิคซ์ที่พบว่า 76% ของผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทยระบุว่าไฮบริดคลาวด์เป็นระบบที่เหมาะสมในปัจจุบัน และ 82% ระบุว่าโควิด-19 ทำให้องค์กรของเขาเหล่านั้นยกระดับงานด้านไอทีให้เป็นกลยุทธ์หนึ่งขององค์กร ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสำรวจทั่วโลกเห็นตรงกันว่าโควิด-19 ได้เร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลซึ่งมีแนวโน้มที่จะกำหนดอนาคตของการดูแลสุขภาพ 

องค์กรด้านสาธารณสุขจำเป็นต้องบริหารจัดการสี่ความท้าทายสำคัญที่จะช่วยให้สามารถนำไฮบริดคลาวด์มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ 1) วัฒนธรรมในองค์กร 2) ความปลอดภัย 3) เทคโนโลยี และ 4) การเงินและการลงทุน

วัฒนธรรมในองค์กร

การเปลี่ยนแปลงในองค์กรขนาดใหญ่ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงจะดำเนินการได้อย่างราบรื่น บางครั้งการยอมลดขั้นตอนหรือข้ามกระบวนการบางอย่างที่ปฏิบัติตามกันมาอย่างยาวนานอาจจำเป็น เพื่อปรับตัวให้เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและทำงานเชิงรุกได้ในภาวะวิกฤต

เทคโนโลยีที่ปลอดภัย

ทีมไอทีจำเป็นต้องสื่อสารให้ชัดเจนถึงประโยชน์และความเสี่ยงที่จะตามมา มีแนวทางชัดเจนในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และแผนป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ เพราะข้อมูลผู้ป่วยมีความอ่อนไหวสูง เราทราบกันดีว่าบันทึกการดูแลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่ามหาศาลในตลาดมืด ดังนั้นผู้รับผิดชอบด้านไอทีจึงต้องปกป้องข้อมูลของผู้ป่วยและพร้อมตลอดเวลาที่จะย้ายข้อมูลไปยังที่ปลอดภัย เช่น ย้ายจากพับลิคคลาวด์ไปยังศูนย์ข้อมูลในองค์กร ซึ่งไฮบริดคลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเคลื่อนย้ายข้อมูลไปมาระหว่างคลาวด์ประเภทต่าง ๆ และเชื่อมต่อการใช้งานคลาวด์ทั้งสองประเภทให้เป็นผืนเดียวกันได้อย่างปลอดภัย

ค่าใช้จ่ายและการลงทุน

ความกังวลด้านค่าใช้จ่ายเป็นอีกความท้าทายที่ต้องมีการบริหารจัดการ การแพร่ระบาดอย่างหนักกระทบต่อผลกำไร โรงพยาบาลส่วนใหญ่ต้องงดให้บริการที่ไม่เร่งด่วนหรือเลื่อนออกไป และจับตาดูต้นทุนการดำเนินงานทุกด้าน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการใช้คลาวด์ที่อาจแอบแฝงอยู่จากการเลือกใช้คลาวด์ไม่ถูกประเภท หรือยึดโยงอยู่กับพับลิคคลาวด์ซึ่งสามารถช่วยให้เริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วในวันที่เร่งรีบรับมือกับภาวะวิกฤต แต่เมื่อเวลาผ่านไปค่าบริการก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ไม่คุ้มค่าการลงทุนอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่องค์กรส่วนใหญ่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการโยกย้ายการทำงานไปมาระหว่างไพรเวทและพับลิคคลาวด์ตามความเหมาะสมกับลักษณะงานได้อย่างปลอดภัย ผ่านการใช้ไฮบริดคลาวด์จึงเป็นคำตอบที่ใช่ในปัจจุบันและในอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า 

สำหรับประเทศไทย หากไม่นับการระบาดของโควิด-19 การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบจะเป็นความท้าทายที่ใหญ่มากของภาคสาธารณสุขไทย ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2564 ประเทศไทยจะมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็น 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งเรียกได้ว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว และสำนักงานสถิติแห่งชาติคาดว่าไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในปี 2565 ซึ่งรัฐบาลไทยได้กำหนดให้สังคมผู้สูงอายุเป็นวาระแห่งชาติเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือแล้ว

แต่การระบาดของโควิด-19 เป็นวิกฤตที่มาแรงแซงโค้ง และเร่งการเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กรด้านสาธารณสุข ในประเทศไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีขององค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบและประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้อย่างรอบคอบ

เราได้เห็นว่าได้มีการนำไอทีเข้ามาใช้ในระบบบริการด้านสาธารณสุขไทยมากขึ้น เช่น ด้านเวชระเบียนการรักษาทางไกล บริการทางการแพทย์วิถีใหม่ รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น แอปพลิเคชั่นกลางของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) หรือไทยชนะ.com และแอปพลิเคชั่นอื่นซึ่งมีการพัฒนาตามกันมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจกล่าวได้ว่าโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกที่องค์กรด้านสาธารณสุขต้องเผชิญ โดยเฉพาะการรองรับการทำงานจากระยะไกล ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ ละเอียดอ่อน และมีความซับซ้อน

กรณีศึกษา

ประเทศไทยมีเรื่องราวความสำเร็จที่แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีช่วยให้ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขเอาชนะความท้าทาย เช่น โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพทย์ ศูนย์กลางการศึกษาและวิจัยด้านการแพทย์ของ 14 จังหวัดในภาคใต้ของไทย ได้มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลใช้โครงสร้างพื้นฐานไฮเปอร์คอนเวิร์จของนูทานิคซ์ ซึ่งได้ช่วยให้โรงพยาบาลให้บริการได้ด้วยความยืดหยุ่น สามารถขึ้นระบบใหม่ ๆ ที่พัฒนาโดยทีมไอทีของโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว มีความต่อเนื่อง โดยมีส่วนช่วยทั้งในส่วนนักพัฒนา ทีมทดสอบระบบงาน รวมถึงการขึ้นระบบ Production ต่าง ๆ  

ในช่วงการระบาดของโควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์บางส่วนต้องทำงานจากระยะไกลและอาจต้องกักตัว ฝ่ายไอทีของโรงพยาบาลสามารถอำนวยความสะดวกให้บุคลากรเหล่านี้เข้าถึงระบบงานโรงพยาบาลผ่านระบบ VDI ของนูทานิคซ์ ด้วยอุปกรณ์ของบุคลากรเอง ซึ่งยังคงความคุ้นเคย สะดวก และปลอดภัย ในการใช้งานระบบงานโรงพยาบาลเพื่อดูแลผู้ป่วย

ท่ามกลางการระบาดระลอกสองในประเทศไทย ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ประเทศไทยก็เหมือนกับทุกประเทศที่ฝากความหวังไว้ที่วัคซีนโควิด และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนการแจกจ่ายวัคซีนที่จัดหามาโดยภาครัฐ และได้เตรียมระบบไอทีให้มีความพร้อมสูงสุดเพื่อรองรับกิจกรรมดังกล่าว 

ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขต่างตระหนักว่าระบบเทคโนโลยีของตนต้องมีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการทำงานจากระยะไกล รวดเร็ว ปลอดภัย และแม่นยำ และต้องพึ่งพาระบบคลาวด์ ปัจจุบันโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ใช้ไพรเวทคลาวด์ของนูทานิคซ์เป็นหลัก ซึ่งในการดำเนินงานด้านไอทีของโรงพยาบาลและภาคสาธารณสุข ไพรเวทคลาวด์เหมาะสำหรับงานบริการที่ต้องการความรวดเร็ว ยืดหยุ่น ปลอดภัย มีปริมาณข้อมูลและธุรกรรมจำนวน ส่วนพับลิคคลาวด์เหมาะสำหรับงานแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพระหว่างโรงพยาบาล เช่นการสร้างระบบ HIE (Hospital Information Exchange)  อย่างไรก็ตาม
ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า คาดว่าโรงพยาบาลจะยังคงใช้ไพรเวทคลาวด์เป็นหลัก และอาจทดลองใช้ไฮบริดคลาวด์ในระบบงานที่เหมาะสม 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-nutanix-healthcare/

Cloudflare ออก Smart Tiered Cache Topology

Cloudflare ได้ออกมาแนะนำถึงกลไกของการทำ Tier ที่ฉลาดขึ้นในการทำ Caching เพื่อลดการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์จริง (Origin)

credit : https://blog.cloudflare.com/

การทำ Caching จะช่วยลดการ Request ของผู้ใช้จากการวิ่งตรงเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์จริง (Origin) ซึ่งโดยทั่วไปจะเลือกให้ Data Center เป็น Reverse Proxy ตามรูปประกอบด้านบน อย่างไรก็ดีต้องเข้าใจก่อนว่าหากเรียกข้อมูลใน Cache ใน Data Center ไม่เจอ (Cache Miss) ก็ต้องมีการไป Copy ข้อมูลมาจากเซิร์ฟเวอร์จริงอยู่ดี แม้ว่าจะมีข้อมูลอยู่ใน Data Center อื่นก็ตาม แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักข้อมูลซึ่งกันและกัน สุดท้ายแล้ว Cloudflare จึงได้คิดวิธีการแก้ปัญหาเรื่องการลดอัตราการเกิด Cache Miss และสร้างเส้นทางที่ดีที่สุดให้แก่การ Request ด้วย Tiered Cache

Tiered Cache มีไอเดียเหมือน Tree Structure (ลด Cost ของการ Search) คือเลือก Data Center หนึ่งมาเป็น Cache ให้ Data Center อื่นๆ (ตามภาพประกอบด้านล่าง) โดยวิธีการเลือกว่าจะให้ Data Center ไหนเป็น Cache หลักจะอยู่ภายใต้ส่วนที่เรียกว่า Topology อย่างไรก็ดีปัญหาคือวิธีการนี้ยังไม่ดีที่สุดเพราะบางทีเส้นทางของเซิร์ฟเวอร์ปลายทางของลูกค้า Cloudflare ไม่อาจรู้ได้จึงไม่เห็นภาพรวม ดังนั้นบางองค์กรก็ต้องทำงานร่วมกับ Cloudflare เพื่อประกอบให้ได้กระบวนการที่เหมาะสม

credit : https://blog.cloudflare.com/

ด้วยเหตุนี้เองปกติแล้ว Cloudflare ก็พยายามใช้ Topology กลางๆ (Generic) ที่ได้ผลดีประมาณนึง ให้สามารถบาลานซ์ความเป็นกลางของ Latency และอัตราของ Cache Hit ซึ่งโดยไอเดียก็คือมักเลือก Data Center ที่มีขนาดใหญ่และอยู่ใน Geolocation เดียวกันเป็นตัวแทนของเซิร์ฟเวอร์จริง รวมถึงมีวิธีการจัดการปัญหาหาก Data Center ที่เป็น Cache ล่มไป

ล่าสุด Smart Topology ก็คือวิธีการพิเศษที่ช่วยให้กระบวนการ Tiered Cache มีความชาญฉลาดขึ้น โดย Cloudflare จะมีการดู IP Geolocation และทำ TCP Handshake เพื่อดู Latency ระหว่าง Data Center ไปยังเซิร์ฟเวอร์จริงที่มีค่าน้อยที่สุดเพื่อเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด อย่างไรก็ดีวิธีการนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเซิร์ฟเวอร์จริงตั้งอยู่ในพิกัดเดียว นอกจากนี้ยังมีการพยายามจัดการปัญหาหากมีการทำ Anycast ในผู้ให้บริการ Cloud ระหว่างเส้นทางไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่จะทำให้การวัด Latency ไม่แม่นยำ แต่ Cloudflare ก็อ้างอิงตามข้อมูลทั้งหมดที่ตนพึงวัดได้โดยไม่ต้องร้องขอข้อมูลจากผู้ใช้ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมศึกษาได้ที่ https://blog.cloudflare.com/introducing-smarter-tiered-cache-topology-generation/

ที่มา :  https://blog.cloudflare.com/tiered-cache-smart-topology/

from:https://www.techtalkthai.com/how-cloudflare-smart-tiered-cache-topology-works/

ยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไปอีกขั้น ด้วย McAfee MVISION Insights Threat Intelligence

ภัยคุกคามไซเบอร์ทวีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้นทุกๆ วัน แม้หลายองค์กรจะพยายามหาผู้เชี่ยวชาญและลงทุนในระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถไล่ตามอาชญากรไซเบอร์ที่มีการอัปเดตเครื่องมือ กลยุทธ์ และเทคนิคอยู่ตลอดเวลาได้ทัน Ingram Micro ในฐานะผู้จัดจำหน่ายโซลูชัน IT Security ระดับ Enterprise-class จึงได้แนะนำ McAfee MVISION Insights แพลตฟอร์ม Threat Intelligence ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ซึ่งจะมาช่วยยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กรให้แข็งแกร่ง พร้อมตอบสนองต่อภัยคุกคามเชิงรุกก่อนที่จะสร้างความเสียหายแก่ระบบขององค์กร

MVISION Insights – Real-time Global Threat Intelligence จาก McAfee

Threat Intelligence เป็นเครื่องมือที่เก็บรวบรวมข้อมูลภัยคุกคามไซเบอร์จากทั่วทุกมุมโลกเพื่อให้องค์กรรู้เท่าทันอาชญากรไซเบอร์ องค์กรสามารถนำ Threat Intelligence มาช่วยสนับสนุนการตรวจจับและค้นหาภัยคุกคาม แต่ก็จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวิเคราะห์และผสานการทำงานร่วมกับกลไกรักษาความมั่นคงปลอดภัยอื่นๆ ทำให้ในทางปฏิบัติจริงสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างจำกัด

McAfee จึงได้นำเสนอโซลูชัน MVISION Insights ซึ่งเป็น Global Threat Intelligence แบบเรียลไทม์สำหรับช่วยสนับสนุนองค์กรในการค้นหาภัยคุกคามเชิงรุก มีจุดเด่นที่ข้อมูลภัยคุกคามจะผ่านการกลั่นกรองและวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญจาก McAfee และเทคโนโลยี AI ซึ่งจะช่วยจัดอันดับความสำคัญของภัยคุกคามและแคมเปญการโจมตีของอาชญากรไซเบอร์ที่องค์กรต้องพึงระวังให้เรียบร้อย ทั้งยังช่วยคาดการณ์ผลกระทบต่อกลไกการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรและให้คำแนะนำในการตอบสนองต่อภัยคุกคามอย่างมีประสิทธิภาพ

พลิกโฉมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรให้พร้อมรับมือเชิงรุก

MVISION Insights เป็น Threat Intelligence ที่ถูกออกแบบมาให้สนับสนุนการตรวจจับภัยคุกคามและการจัดการกับความเสี่ยงแบบเชิงรุก พร้อมยกระดับมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้เร็วยิ่งขึ้น ในขณะที่ใช้ทรัพยากรในด้านต่างๆ ลดน้อยลง

MVISION Insights เก็บข้อมูล Risk Intelligence จากนับพันล้านเซ็นเซอร์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งจะคอยอัปเดตข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยงให้แก่องค์กร ช่วยให้องค์กรสามารถจัดอันดับความสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามได้อย่างเหมาะสม

การป้องกันเชิงรับที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แม้จะเป็นกลยุทธ์หลักที่มีความสำคัญแต่ก็มีข้อจำกัดในการยับยั้งอาชญากรไซเบอร์ที่มีการนำเครื่องมือสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อออกแบบวิธีการโจมตีที่สามารถหลบเลี่ยงกลไกรักษาความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรเข้ามาได้ การจะรับมือกับอาชญากรไซเบอร์มืออาชีพเหล่านี้ องค์กรจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือการโจมตีทั้งวัฏจักร ตั้งแต่ก่อนและหลังถูกโจมตี Threat Intelligence จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรรู้เท่าทันอาชญากรไซเบอร์

McAfee MVISION Insights เข้ามาตอบโจทย์เรื่อง Threat Intelligence ได้อย่างไร

  • ลดจุดบอดและเพิ่มความตระหนักรู้ถึงสถานการณ์ล่าสุด รวมไปถึงคอยติดตามและจัดอันดับความสำคัญของภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอกที่มีแนวโน้มที่จะโจมตีระบบขององค์กร
  • วิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคามด้วยเทคโนโลยี Machine Learning ช่วยให้องค์กรสามารถเตรียมรับมือได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ค้นหาภัยคุกคามที่คุณอาจพลาดโดยอัตโนมัติ ด้วยข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัยล่าสุดที่อัปเดตจากเซ็นเซอร์กว่าพันล้านแห่งทั่วโลก

เร่งความเร็วในการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคาม

cAfee MVISION Insights ช่วยพลิกโฉมองค์กรไปสู่การรักษาความมั่นคงปลอดภัยเชิงรุกที่พร้อมรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์โดยอัตโนมัติ เพิ่มความเร็วในการตรวจจับและตอบสนองต่อการโจมตีก่อนที่จะสร้างความเสียหายแก่ระบบขององค์กร

คุณสมบัติเด่นของ McAfee MVISION Insights ได้แก่

1. ลดเวลาในการตรวจจับและจัดการกับภัยคุกคามจากหลักเดือนเหลือเพียงไม่กี่นาที

ด้วยเทคโนโลยี Deep Learning, Machine Learning และ Advanced Analytics ของ MVISION Insights ช่วยให้สามารถกลั่นกรองข้อมูลภัยคุกคามปริมาณมหาศาลและนำเสนอการตอบโต้แก่ผู้ดูแลระบบได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กร

2. ยกระดับ Signal-to-noise Ratio สำหรับบ่งชี้ภัยคุกคามให้ดียิ่งขึ้น

เทคโนโลยี Advanced Analytics ช่วยขยายขอบเขตการตรวจจับและทำให้ Alerts มีความสมเหตุสมผลมากขึ้น MVISION Insights สามารถทำงานร่วมกับ MVISION EDR เพื่อค้นหาบริบทที่เกี่ยวข้อง เช่น Indicator of Compromise (IoC) และลดระยะเวลาในการตรวจสอบเหตุผิดปกติ

3. แสดงข้อมูลภัยคุกคามในรูปแบบที่เข้าใจง่าย พร้อมจัดอันดับความสำคัญและแนะนำการรับมือ

MVISION Insights นำเสนอแนวทางในการตอบสนองจากข้อมูลเชิงลึกที่ผ่านการวิเคราะห์และจัดอันดับความสำคัญมาให้เรียบร้อยแล้ว แม้แต่นักวิเคราะห์มือใหม่ก็สามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ง่าย นอกจากนี้ ด้วยการบูรณาการร่วมกับโซลูชันอื่นๆ ของ McAfee ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถตอบสนองภัยคุกคามได้ผ่านทางหน้าบริหารจัดการเดียว ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขการตั้งค่า การแยกอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์ออกมา การอัปเดต Policy ใหม่ หรือแม้แต่การสั่งงาน Endpoint Detection and Response (EDR)

สนับสนุน SOC ด้วยข้อมูลภัยคุกคามเชิงลึก

การถูกถาโถมด้วยข้อมูลภัยคุกคามและการแจ้งเตือนเป็นความท้าทายที่ผู้ดูแลศูนย์ SOC ในปัจจุบันต้องเผชิญ การมีทรัพยากรและเวลาที่จำกัดกลายเป็นตัวขัดขวางการวิเคราะห์ภัยคุกคามและการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ McAfee MVISION Insights ที่ผสานรวมเทคโนโลยี Deep Learning, Machine Learning และ Advanced Analytics เข้าด้วยกันช่วยให้ศูนย์ SOC สามารถย่อยข้อมูลเหล่านั้นได้ง่าย พร้อมนำเสนอผลลัพธ์ที่สามารถนำไปดำเนินการต่อได้ทันที ลดปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ และเพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ

McAfee MVISION Insights สามารถสนับสนุน SOC ได้ดังต่อไปนี้

  • ข้อมูลภัยคุกคามเชิงลึกที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถปรับแต่งมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องจ้างคนเพิ่มหรือต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ
  • แลกเปลี่ยนข้อมูลกับ MVISION EDR เพื่อลดเวลาในการตรวจสอบเหตุผิดปกติ ช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถตรวจจับความเสี่ยงและต้นตอของปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ลดภาระของผู้ดูแลระบบและนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงปลอดภัยในการทำงานซ้ำๆ และไร้ประสิทธิภาพ
  • จัดอันดับความสำคัญของภัยคุกคามและการแจ้งเตือนเพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถโฟกัสกับสิ่งที่ควรทำก่อนได้อย่างเต็มที่
  • ตรวจจับ ตอบสนอง และป้องกันภัยคุกคามโดยอัตโนมัติผ่านหน้าบริหารจัดการเดียว พร้อมข้อมูลที่ผ่านการรวบรวมและวิเคราะห์ซึ่งแสดงผลในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย

Ingram Micro ผู้จัดจำหน่ายโซลูชันของ McAfee อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) Value Added Distributor ชั้นนำของประเทศไทย เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชันของ McAfee อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยให้บริการแบบ One Stop Service ตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการเชิงธุรกิจ การออกแบบ การติดตั้ง ไปจนถึงการสนับสนุนหลังการขาย เพื่อให้ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของลูกค้าพร้อมรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ทุกรูปแบบ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และผ่านการอบรมจาก McAfee โดยตรง

ผู้ที่สนใจโซลูชัน McAfee MVISION Insights สามารถติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล TH-McAfee@ingrammicro.com

from:https://www.techtalkthai.com/mcafee-mvision-insights-threat-intelligence-by-ingram-micro/

Azure Firewall Premium เข้าสู่สถานะพร้อมทดลองใช้งานแล้ว

Microsoft ได้ปล่อย Azure Firewall Premium มาให้ทดลองใช้แล้ว โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์น่าสนใจหลายตัว

credit : azure.microsoft.com

Firewall Premium มีความสามารถที่น่าสนใจดังนี้

  • TLS Inspection – การที่สามารถแกะทราฟฟิค TLS จาก Outbound หรือที่คุยกันใน East-West ได้ โดยสำหรับทราฟฟิคขา Inbound จะสามารถนำไปวางหลัง Azure Application Gateway และยังสามารถคงความเป็น End-to-End Encryption ไว้ได้
  • IDPS (Intrusion Detection and Prevention System) – สามารถตรวจจับการโจมตีแบบ Signature-based หรือตรวจจับรูปแบบที่รู้ว่าเป็นภัยคุกคามอยู่แล้ว
  • Web Categories – ผู้ดูแลระบบสามารถคัดกรองการใช้งานทราฟฟิคขาออกของ User ตามประเภทได้เช่น Social Network, Search Engine และอื่นๆ ทั้งนี้จะช่วยลดเวลาการจัดการ FQDN และ URL 
  • URL Filtering – สามารถคัดกรองทราฟฟิคด้วยการระบุ URL ไม่ใช่แค่ FQDN โดยทำได้ทั้ง Plain Text หรือที่เข้ารหัสหากเปิดความสามารถ TLS Inspection เอาไว้

ปัจจุบัน Azure Firewall Policy จะมี 2 ระดับคือ Standard และ Premium ซึ่งก็คือ Policy ก่อนหน้านี้คือประเภท Standard ทั้งหมดที่ยังนำไปใช้ต่อกับ Azure Firewall Premium แต่ก็แนะนำให้ผู้ที่ต้องการใช้ความสามารถใหม่ดังกล่าว Migrate Policy ได้ผ่าน Azure Firewall Resource โดยไม่มี Downtime 

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/azure-firewall-premium-now-in-preview-2/ และ https://www.bleepingcomputer.com/news/security/microsoft-releases-azure-firewall-premium-in-public-preview/

from:https://www.techtalkthai.com/azure-firewall-premium-is-ga/