คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

Google Cloud ออกบริการ Threat Detection

Chronicle หน่วยงานด้าน Security ในฝั่ง Google Cloud ได้ประกาศออกบริการ Threat Detection (Chronicle Detect) เพื่อช่วยลูกค้าองค์กรนำข้อมูลที่เก็บได้มาทำการวิเคราะห์และตรวจหาพฤติกรรมอันตราย

Chronicle เล็งเห็นว่าโซลูชัน endpoint detection and response (EDR) ได้สร้างข้อมูลปริมาณอย่างมหาศาลให้องค์กร ซึ่งทีมงานต้องการนำมาใช้ประโยชน์ให้เกิด Visibility เพื่อใช้ป้องกันได้ต่อไป ดังนั้นไอเดียของบริการ Threat Detection คือการให้ลูกค้าส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลมาเก็บในคลาวด์และเปิดให้ใช้ภาษา YARA-L rule ของ Google ค้นหาพฤติกรรมที่น่าสงสัยและสร้าง Rule มาใช้งานแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ยังสามารถรองรับข้อมูล MITRE ATT&CK และ Sigma Rule Format ได้

โดยทีมงาน Chronicle กล่าวไว้ว่า “เราแปลผลของข้อมูล Security ให้เกิดประโยชน์ โดยการจับคู่โมเดลข้อมูลปกติระหว่าง เครื่อง ผู้ใช้ และข้อบ่งชี้ถึงภัยคุกคามให้อัตโนมัติ ดังนั้นคุณสามารถสร้าง Detection Rule ขึ้นมาใช้งานได้ทันที”

ที่มา : https://www.darkreading.com/threat-intelligence/google-cloud-debuts-threat-detection-service/d/d-id/1339000?

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-launches-threat-detection/

เปรียบเทียบแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่จากผู้ให้บริการระบบคลาวด์

ปัจจุบันนี้ ระบบคลาวด์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งนิวนอร์มอลไปแล้ว เนื่องด้วยธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ ทุกขนาดจากทุกภาคส่วนพยายามเข้าใจการใช้ระบบคลาวด์ เช่น การใช้ระบบคลาวด์เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเป็นระบบดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเพียงองค์กรขนาดใหญ่หรือขนาดกลางเท่านั้นที่ปรับใช้ระบบคลาวด์ตามขนาดที่ต้องการเพื่อแก้ปัญหา บริษัทที่มีพนักงานน้อยกว่า 100 คนจากอุตสาหกรรมลักษณะเดิมต่าง ๆ อย่างบริษัทที่ผู้เขียนทำงานอยู่ อาจสนใจที่จะย้ายไปใช้ระบบคลาวด์ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนและทำอย่างไรดี

บริษัทที่เริ่มเข้าสู่เส้นทางการใช้ระบบคลาวด์อาจพบอุปสรรคและความท้าทายต่าง ๆ มากมายตั้งแต่ระยะแรก ๆ ทั้งจากภายในและภายนอก ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจไม่ทราบวิธีที่ถูกต้องและปลอดภัยในการย้ายปริมาณงานไปยังระบบคลาวด์ หรืออาจไม่มีความรู้หรือทักษะที่จำเป็นเพื่อทำงานกับทรัพยากรระบบคลาวด์ ทั้งนี้ เพื่อทำให้เส้นทางการใช้ระบบคลาวด์ง่ายขึ้นสำหรับผู้เริ่มต้น ผู้ให้บริการระบบคลาวด์หลายรายจึงเสนอแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบด้วยทรัพยากรระบบคลาวด์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการใช้กับปริมาณงานง่าย ๆ หรือสำหรับผู้เริ่มต้นทั้งหลายให้สามารถทดลองใช้บริการระบบคลาวด์ก่อนการปรับใช้ตามขนาด ทรัพยากรระบบคลาวด์ดังกล่าวมักจะมาพร้อมกับการให้ส่วนลดมากมาย ในบทความนี้ ผู้เขียนอยากแบ่งปันข้อมูลเล็กน้อยให้มือใหม่หัดใช้ระบบคลาวด์ได้ทราบเกี่ยวกับแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ (หรือที่คล้าย ๆ กัน) ที่เสนอโดยผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่สามราย

มารู้จักแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

แพ็กเกจผู้ใช้ใหม่เป็นข้อเสนอพิเศษที่ผู้ให้บริการระบบคลาวด์มอบให้ผู้ใช้ใหม่ โดยจะช่วยให้ผู้ใช้ใหม่สามารถทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของระบบคลาวด์ในราคาที่ต่ำมาก ทำให้เป็นวิธีที่คุ้มค่าสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนรู้วิธีการทำงานกับระบบคลาวด์ ผู้ใช้ใหม่สามารถใช้บริการและทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีให้ในแพ็กเกจผู้ใช้ใหม่เพื่อสร้างเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ของตนเอง อีกทั้ง ผู้ใช้ที่มีประสบการณ์ขั้นสูงกว่ายังสามารถใช้แพ็กเกจเพื่อสร้างเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย

เปรียบเทียบแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายต่าง ๆ

ขณะนี้ ผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่หลายราย เช่น HUAWEI CLOUD และ Alibaba Cloud ได้เปิดตัวแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่สำหรับผู้เริ่มต้น โดยทั่วไปแล้ว แพคเกจดังกล่าวจะประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ เครือข่ายและทรัพยากรจัดเก็บข้อมูล รูปภาพและอื่น ๆ ส่วน AWS นั้น ไม่มีแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ แต่ยื่นข้อเสนอให้ผู้ใช้ใหม่ทดลองใช้บริการระบบคลาวด์ในระดับที่ให้ฟรี

HUAWEI CLOUD เสนอแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายเพียง $1 USD ต่อเดือน แพคเกจนี้เหมาะสมเป็นพิเศษสำหรับผู้ใช้แต่ละรายหรือสำหรับการใช้กับปริมาณงานที่ไม่มาก นอกจากนี้ ยังมีบริการแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่อีกสามแบบ (ระดับเริ่มต้น ระดับอัพเกรดและระดับขั้นสูง) ด้วยอัตราค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ $6, $16 และ $68 ตามลำดับ แพ็คเกจทั้งสี่แบบนี้ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ ดิสก์เสมือนแบบยืดหยุ่น (elastic virtual disks) และแบนด์วิดท์ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นที่พยายามทำความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มระบบคลาวด์รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของระบบคลาวด์

ส่วน Alibaba Cloud นั้น ได้นำเสนอแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ 7 แบบโดยมีสเปกและราคาของทรัพยากรที่หลากหลาย แพ็คเกจเหล่านี้ยังประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ ดิสก์เสมือน (virtual disks) และแบนด์วิดท์ แพ็กเกจที่มีผู้สมัครใช้งานมากที่สุด คือ แพ็กเกจที่มีเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ขนาด 1 core/1 GB หรือ 1 core/2 GB และหากผู้สมัครมีคูปอง ก็จะได้รับส่วนลด 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐในเดือนแรกสำหรับเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์แต่ละเซิร์ฟเวอร์

AWS เสนอการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และบริการฟรี แต่ไม่มีแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ ผู้ใช้ใหม่สามารถได้รับประสบการณ์การใช้งานจริงกับผลิตภัณฑ์บางรายการได้ฟรีเป็นเวลานานถึง 12 เดือน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ใช้อาจไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีพื้นฐานทางเทคนิคมากนัก นอกจากนี้ ผู้ใช้ต้องทดลองใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบแยกกัน โดยไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการเรียนรู้มีราคาแพงมากกว่า

ดังนั้น ผู้เขียนขอเสนอแนะผู้เริ่มต้นด้วยความคิดเห็นส่วนตัวว่าการใช้แพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ราคา $1 ดอลลาร์ของ HUAWEI CLOUD จะเหมาะสมกว่า เซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ในแพ็คเกจนี้มี CPU core ให้หนึ่งตัวและหน่วยความจำ 1 GB พร้อมดิสก์ระบบขนาด 40 GB ไม่มีข้อตกลงใดที่ดีไปกว่านี้แล้วสำหรับผู้เริ่มต้น โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนคิดว่าเซิร์ฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติการใช้งานไม่เยอะในแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของ Alibaba Cloud จะมีสมรรถนะการประมวลผลที่แย่กว่าเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ที่มีสเปกเดียวกันในแพ็คเกจของ HUAWEI CLOUD เนื่องจากการใช้กำลังไฟในการประมวลผลต่ำกว่า

โปรแกรมการสอนและคู่มือ

แพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของ HUAWEI CLOUD จะมีโปรแกรมการสอนและวิธีปฏิบัติให้ฟรีด้วย โปรแกรมการสอนจะให้คำแนะนำทีละขั้นตอนเกี่ยวกับวิธีที่ผู้ใช้ใหม่สามารถเริ่มต้นใช้งานแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ วิธีปฏิบัติจะเน้นที่แอปพลิเคชันทั่วไปที่คุณสามารถสร้างได้โดยใช้แพ็คเกจเหล่านี้ เช่น เว็บไซต์ เวิร์ดเพรสส์ และ Ghost blogs ผู้ใช้ใหม่สามารถเริ่มสร้างแอปพลิเคชันเหล่านี้ด้วยตัวเองได้ทันทีหลังจากสมัครใช้แพ็กเกจผู้ใช้ใหม่

Alibaba Cloud มีประกาศนียบัตรวิชาชีพให้พร้อมกับแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ เช่น ประกาศนียบัตรวิชาชีพสำหรับวิศวกรคอมพิวเตอร์ระบบคลาวด์ วิศวกรความมั่นคงปลอดภัย และวิศวกรบิ๊กดาต้า สำหรับผู้เริ่มต้น น่าจะยากที่จะเลือกใช้แพ็คเกจเหล่านี้ แต่ก็สามารถพูดได้ว่าแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของ Alibaba Cloud เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับผู้ที่กำลังอยากทำอาชีพในระบบคลาวด์ อีกทั้ง หลักสูตรการรับรองแต่ละหลักสูตรมีค่าใช้จ่ายเพียง $0.99 เท่านั้น

แพ็กเกจผู้ใช้ใหม่สำหรับการให้บริการระบบคลาวด์เป็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัทและบุคคลทั่วไปที่จะเรียนรู้วิธีเริ่มต้นใช้งานระบบคลาวด์และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด จากการเปรียบเทียบแพ็กเกจผู้ใช้ใหม่กับข้อเสนออื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันจากผู้ให้บริการคลาวด์รายต่าง ๆ ผู้เขียนเชื่อว่าแพ็กเกจผู้ใช้ใหม่ของ HUAWEI CLOUD เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้ใหม่ที่พยายามค้นหาเส้นทางเข้าสู่โลกแห่งระบบคลาวด์ภายในระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น

สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้โดยคลิก URL ด้านล่าง:

https://activity.huaweicloud.com/intl/en-us/828_promotion/index.html?utm_source=Techtalkthai_intl&utm_medium=pr&utm_campaign=APAC_SMEGoCloud_828&utm_content=921

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-go-cloud-festival-to-end-soon/

[Guest Post] “ดอกเตอร์ รักษา” สตาร์ทอัพผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกล ผนึก AWS ให้บริการบนระบบคลาวด์ เพื่อช่วยผู้ป่วยจำนวนมากเข้าถึงการดูแลรักษาได้ทันท่วงที

บริษัท ในเครือ Amazon.com ประกาศ ดอกเตอร์ รักษา (Doctor Raksa) บริษัทสตาร์ทอัพด้านการแพทย์ทางไกลของไทย เปิดการรักษาเต็มรูปแบบบน AWS ให้บริการบนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีคลาวด์ชั้นนำของโลก ด้วยการสร้างและขยายการดำเนินงานบน AWS ดอกเตอร์ รักษาสามารถให้คำปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัยแบบออน-ดีมานด์ให้กับประชาชนทั่วประเทศ นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2559 มีผู้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบนมือถือมากกว่า 400,000 คนและผู้ป่วยกว่า 100,000 ราย ใช้ ดอกเตอร์ รักษาในการปรึกษาแพทย์และรับการตรวจวินิจฉัย

 

กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน จากตัวเลขปี 2559 ของกระทรวง1 อัตราส่วนแพทย์ต่อผู้ป่วยในกรุงเทพ ฯ คือแพทย์ 1 คนต่อผู้ป่วย 710 คน ส่วนจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแพทย์ประมาณ 1 คนต่อผู้ป่วย 2,225 และ 3,338 รายตามลำดับ ทั้งนี้ ภาครัฐบาลระบุว่าการแพทย์ทางไกลคือหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อให้บริการเพื่อการเข้าถึงบริการด้านการรักษาพยาบาลได้ดีขึ้น2

ดอกเตอร์ รักษา คือผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลชั้นนำในประเทศไทย โดยมีจำนวนแพทย์กว่า 700 คนที่ใช้แพลตฟอร์มในการเชื่อมต่อผู้ป่วยเข้ากับโรงพยาบาล ผู้ให้บริการประกันภัย ตลอดจนร้านขายยา เพื่อให้การดูแลรักษาในแบบออน-ดีมานด์ (on-demand) พร้อมใบสั่งยาบนออนไลน์ ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่าง ๆ ได้ถึง 30 สาขา ซึ่งรวมถึง อายุรแพทย์ แพทย์ผิวหนัง จิตแพทย์ สูติแพทย์และกุมารแพทย์ โดยแพทย์ให้คำปรึกษาผ่านทางแชท การโทรรับคำปรึกษา และผ่านการพูดคุยทางวิดีโอ

ด้วยการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบบน AWS ดอกเตอร์ รักษาใช้สายผลิตภัณฑ์ด้านการบริการชั้นนำของ AWS ทั้งในส่วนการประมวลผล (compute) ฐานข้อมูล (database) การวิเคราะห์ (analytics) ระบบคอนเทนเนอร์ ตลอดจนพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้กับลูกค้า ตัวอย่างเช่น ในการเก็บรวบรวม ประมวลผล และวิเคราะห์คำร้องของผู้ป่วยเพื่อการปรึกษาหรือเพื่อการจ่ายยาในแบบเรียลไทม์ ตลอดจนเพื่อให้สามารถในการตอบสนองได้ในทันทีอย่างถูกต้อง ดอกเตอร์ รักษาใช้ Amazon Kinesis ซึ่งเป็นบริการที่ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรวบรวม ประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมการสตรีมมิ่งข้อมูลได้อย่างง่ายดาย และ Amazon Elasticsearch ซึ่งเป็นบริการที่มีการจัดการเต็มรูปแบบที่ทำให้ทุกสิ่งเป็นเรื่องง่ายในการนำมาใช้  รักษาความปลอดภัย และดำเนินงานระบบ Elasticsearch นอกจากนี้ การใช้ Amazon Aurora ซึ่งเป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (relational database) ซึ่งทำงานร่วมกับ MySQL และ PostgreSQL ที่สร้างขึ้นสำหรับระบบคลาวด์  ตลอดจน AWS Auto Scaling ซึ่งจะมอนิเตอร์แอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมทั้งปรับความสามารถในการทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานที่สม่ำเสมอมั่นคงและและคาดการณ์ได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด ดอกเตอร์ รักษาสามารถจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารที่น่าเชื่อถือและปลอดภัย รวมทั้งการรายงานกับหน่วยงานที่มีการควบคุมดูแลสูง เช่น โรงพยาบาล และระบบเภสัชกรรม และเนื่องจากดอกเตอร์ รักษา คงความเป็นเจ้าของ และควบคุมดูแลข้อมูลของลูกค้าตลอดเวลา จึงสามารถกำหนดสถานที่ในการจัดเก็บข้อมูล บุคคลที่สามารถเข้าถึง ตลอดจนรูปแบบการดำเนินการตามกฎระเบียบ (regulations) ที่กำหนด

 

จาเรน ซิว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งดอกเตอร์ รักษา

 

“การใช้ AWS ช่วยเพิ่มทั้งเวลาและทรัพยากร ทำให้เราสามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคนไข้ ในขณะที่การเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมงในการเดินทางและอีกหนึ่งชั่วโมงในการรอรับการรักษา AWS ช่วยให้เราสามารถเชื่อมผู้ป่วยเข้ากับแพทย์ได้ในเวลาไม่กี่นาที” จาเรน ซิว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งดอกเตอร์ รักษา กล่าว “เนื่องจากการแพทย์ทางไกลได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย เราเชื่อว่า ดอกเตอร์ รักษาจะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงในส่วนที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดให้กับระบบการรักษาพยาบาลในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคเท่านั้น หากแต่รวมถึงการยกระดับการดูแลผู้ป่วยในระยะยาวอีกด้วย”

วินเซนต์ คัวฮ์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา หน่วยงานด้านการวิจัย ธุรกิจสาธารณะสุข องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร ประจำภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค และญี่ปุ่น Worldwide Public Sector ของ AWS กล่าวว่า “ดอกเตอร์ รักษา และ AWS ร่วมมือกันในการนำผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีมาสู่คนไทย ด้วยการให้บริการที่อยู่บนระบบคลาวด์ชั้นนำของโลก ดอกเตอร์ รักษาสามารถมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมการแพทย์ทางไกล พร้อมกับการสร้างประสบการณ์การรักษาที่ทันท่วงทีและมีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งเหมาะกับความต้องการด้านการดูแลสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน”

 

เกี่ยวกับ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส

เป็นเวลากว่า 14 ปีแล้ว ที่ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิส ถือเป็นแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์และมีการใช้งานแพร่หลายมากที่สุดในโลก เนื่องจาก AWS มอบกว่า 175 บริการที่ให้คุณลักษณะการทำงานที่สมบูรณ์ที่สุด สำหรับการประมวลผล สตอเรจ ฐานข้อมูล การเชื่อมต่อเครือข่าย การวิเคราะห์ แมชชีน เลิร์นนิ่ง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) โมบาย การรักษาความปลอดภัย ระบบไฮบริด เทคโนโลยี VR (virtual) และ AR (augmented reality) มีเดีย และการพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยมีการนำมาใช้งาน และบริหารจัดการ จาก 77  Availability Zones (AZs) ใน 24 ภูมิภาค (geographic regions)  พร้อมประกาศแผนสำหรับเปิด  Availability Zones (AZs) ใหม่มากกว่า 9 แห่ง และ AWS Regions เพิ่มขึ้น 3 แห่งใน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และสเปน ทั้งนี้ บริการของ AWS ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลกในการนำไปใช้งานอย่างจริงจังนับหลายล้านรายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบรรดาองค์กรสตาร์ทอัพ องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ และหน่วยงานรัฐบาลชั้นนำ เพื่อเพิ่มขุมพลังให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐาน ให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น และช่วยลดค่าใช้จ่าย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AWS สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://aws.amazon.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/aws-doctor-raksa/

Microsoft เปิดตัว Azure Orbital ตอบโจทย์ศูนย์ข้อมูลจากดาวเทียม

Microsoft ได้ขยาย Azure ให้เป็นศูนย์ประสานการเชื่อมต่อ เก็บและประมวลข้อมูลที่ได้จากบริการดาวเทียม

credit : azure

Microsoft ชี้ว่าเราได้ประโยชน์จากข้อมูลจากระบบดาวเทียมมากมาย ในการสำรวจโลกของเรา ทั้งเรื่องโลกร้อน สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและอื่นๆ อย่างไรก็ดีข้อมูลที่ได้มาจำเป็นต้องซิงค์โครไนซ์เพื่อดาวน์โหลดกลับมายังสถานีภาคพื้นต่างๆ ทั้งนี้เอง Azure เป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนตัวกลางเพื่อเชื่อมต่อระหว่างดาวเทียมและสถานีภาคพื้นทั่วโลกได้ ด้วยเหตุนี้เอง Microsoft จึงเปิดตัวบริการ Azure Orbital ในการทำหน้าที่นี้

Microsoft เองมีพันธมิตรอย่าง Amergint, Kratos, KSAT, Viasat แบะ US Electrodynamics INC เข้ามาเป็นพันธมิตรในการสร้าง Ecosystem นี้แล้ว โดย Azure Orbital จะเปิดให้ส่วนของดาวเทียมตั้งเวลาสำหรับเชื่อมต่อจากยานอวกาศเพื่อถ่ายโออนข้อมูลมายัง virtual network ใน Azure ซึ่งเป็นเครือข่ายที่แยกออกมาทำงานี้โดยเฉพาะและมีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ในส่วนภาครับข้อมูลจะมีการเปิดให้ Microsoft และสถานีปฏิบัติการภาคพื้นในย่านความถี่ X, S และ UHF สามารถแชร์เสารับแรงสูงได้ รวมถึงยังสามารถส่งต่อผ่านเครือข่ายระดับสากลกับเครือข่ายสถานีภาคพื้นที่เป็นพันธมิตรได้

และไม่ว่าจะเลือกสถานีภาคพื้นไหนจาก Azure เองหรือเครือข่ายพันธมิตรสัญญาณจากตัวรับสู่คลาวด์ก็สามารถส่งผ่านโดยใช้รูปแบบของ VRT Format และทำการถอดรหัสสัญญาณ (demodulate) ด้วย Modem หรือ Cloud Modem ที่ให้บริการโดยแพลตฟอร์มนั้นๆ ได้

โดยสรุปคือ Microsoft ยกระดับให้ Azure เป็นฐานการถ่ายข้อมูลระหว่างดาวเทียมโคจรกับสถานีภาคพื้นได้ และ Azure เองยังมีบริการต่อยอดด้านข้อมูลอีกมากมายทั้ง AI, Analytics, Data Processing และอื่นๆ ประกอบกับการจับมือกับพันธมิตรที่อยู่ใน Field นี้ เพื่อวางตัวเป็นศูนย์กลางข้อมูลในลักษณะนี้ต่อไป

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/introducing-azure-orbital-process-satellite-data-at-cloudscale/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-azure-orbital-the-satellite-data-center/

Microsoft เพิ่ม Data Service ให้ Azure Arc

ที่งาน Ignite 2020 ทาง Microsoft ได้ประกาศให้ Azure Arc สามารถรองรับการให้บริการ Data Service อย่าง Azure SQL, Azure Database for Postgre SQL ได้แล้ว

credit : microsoft

Azure Arc เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการ Workload ข้ามสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ (ตามภาพด้านบน) ซึ่งได้ประกาศออกมาตั้งแต่งานปีก่อน และล่าสุด Microsoft ได้ประกาศให้ฟีเจอร์หลักอย่าง Arc-enable Server เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งานแล้ว ที่จะช่วยให้ลูกค้าใช้หน้า Azure Portal ปกติไปบริหารจัดการเครื่อง Windows หรือ Linux ในสภาพแวดล้อมแบบ Multi-Cloud หรือ Edge ได้

ขณะเดียวกัน Microsoft ยังประกาศเริ่มทดสอบให้ Azure Arc ให้บริการ Azure SQL, Azure Database for Postgre SQL ได้แล้ว 

ที่มา : https://techcrunch.com/2020/09/22/microsoft-brings-data-services-to-its-arc-multi-cloud-management-service/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-azure-arc-now-support-data-services/

Oracle Exadata Cloud at Customer – On-premises Cloud ที่ดีที่สุดสำหรับ Oracle Database และ AI/ML Workload

ระบบฐานข้อมูลยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “แหล่งน้ำมันสมัยใหม่” หลายองค์กรเริ่มจัดเก็บข้อมูลหลากหลายรูปแบบนอกจาก Relational Data มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประมวลผลข้อมูล เมื่อฐานข้อมูลมีหลากหลายรูปแบบ ย่อมต้องการผู้ดูแลที่มีทักษะ ทั้งยังมีเรื่องอธิปไตยของข้อมูล Oracle จึงนำเสนอแนวคิด “Converged Database” ที่รองรับ Data Model ได้ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ รวมไปถึงเปิดให้บริการ Exadata Cloud at Customer ที่ช่วยให้องค์กรสามารถใช้ฮาร์ดแวร์ที่ดีที่สุดสำหรับ Oracle Database ในรูปแบบของ Cloud ได้ภายใน Data Center ของตนเอง

การพัฒนาแอปพลิเคชันยุคใหม่ผสมผสาน Data Model หลากหลายรูปแบบ

การพัฒนาแอปพลิเคชันในปัจจุบัน นอกจากจะไม่ได้ยึดติดกับ Relational Data แบบสมัยก่อนแล้ว ยังมีการใช้ Data Model หลากหลายรูปเพื่อเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพในการประมวลผล ไม่ว่าจะเป็น Spatial Data สำหรับทำ Location Awareness, JSON สำหรับใช้จัดเก็บข้อมูลเอกสาร, Graph สำหรับทำ Social Networking, Key-Value Data สำหรับอุปกรณ์ IoT และข้อมูลที่มีโครงสร้างไม่ชัดเจน (Unstructured Data) เป็นต้น จากแอปพลิเคชันก็มีการผสมผสานหลาย Data Model เข้าด้วยกัน ทำให้ต้องใช้ระบบฐานข้อมูลหลายแบบจากหลายๆ ค่ายซึ่งใช้เทคโนโลยีแตกต่างกัน ส่งผลให้ต้องใช้ผู้ดูแลหลายคน หลายทักษะในการบริหารจัดการและดูแลระบบฐานข้อมูล

เพื่อลดความยุ่งยากและความซับซ้อนในการบริหารจัดการระบบฐานข้อมูล Oracle ในฐานะผู้ให้บริการระบบจัดการฐานข้อมูลอันดับหนึ่งของโลก เลยรวมระบบฐานข้อมูลที่ใช้ Data Model หลายๆ แบบเข้าด้วยกันไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน กลายเป็นระบบฐานข้อมูลที่เรียกว่า “Converged Database” ที่จัดการและดูแลได้ง่ายกว่า

ระบบฐานข้อมูลแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “Converged Database”

Oracle Database เวอร์ชันล่าสุดถูกออกแบบมาให้นอกจากจะรองรับ Relational Data แบบดั้งเดิมแล้ว ยังสามารถรองรับ Data Model และประมวลผล Workload สมัยใหม่อย่าง Spatial Data, JSON, Graph Data, Key-value Data, Blockchain, IoT, Analytics และ Machine Learning ได้อีกด้วย ตอบโจทย์การพัฒนาแอปพลิเคชันในปัจจุบันที่ใช้หลักการ Microservices, Events, REST, SaaS หรือ CI/CD

ด้วยแนวคิดเรื่องการผสาน Data Model และ Workload ประเภทต่างๆ ทั้งสมัยใหม่และสมัยเก่าเข้าด้วยกันภายในระบบฐานข้อมูลเดียว ก่อให้เกิดเป็น “Converged Database” ทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ Data Model และ Workload ทั้งหมดได้ภายใต้ระบบ Oracle Database เพียงระบบเดียว ลดความยุ่งยากเรื่องการจัดการและดูแลระบบจัดเก็บข้อมูลที่แยกจากกันหลายๆ ระบบซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องการผสานการทำงานร่วมกันหรือปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยตามมา

จุดเด่นสำคัญอีกอย่างของแนวคิด Converged Database คือ การทำงานร่วมกันระหว่างแต่ละ Data Model และ Workload ได้สะดวกและรวดเร็ว เช่น กรณีที่มี Machine Learning และ Spatial Data ใน Oracle Database องค์กรสามารถทำ Predictive Analytics บน Spatial Data นั้นๆ ได้ทันที

เริ่มใช้เทคโนโลยี Machine Learning กว่า 30 แบบบนฐานข้อมูลได้ฟรีทันที

Oracle Database มาพร้อมเทคโนโลยี Machine Learning สำหรับใช้งานบนฐานข้อมูลได้ฟรี โดยใช้แนวคิดการนำอัลกอริธึมที่มีให้เลือกมากกว่า 30 รูปแบบไปใช้งานบน Oracle Database โดยตรง ลดเวลาที่สูญเสียไปในการโยกย้ายข้อมูลโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งยังช่วยรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และเพิ่มความเร็วในการสร้างโมเดลอีกด้วย นอกจากนี้ Oracle Machine Learning ยังมี API สำหรับผสานการทำงานร่วมกับ SQL, R และ Python (เร็วๆ นี้) สำหรับการพัฒนาโปรเจ็กต์ Data Science ขนาดใหญ่ซึ่งรองรับทั้งการใช้งานแบบ On-premises และบน Cloud

และด้วยแนวคิด Multi-model, Converged Database ของ Oracle ที่รองรับการจัดเก็บข้อมูลหลายๆ ประเภทและหลายๆ โมเดลไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้สามารถเรียกใช้อัลกอริธึม Machine Learning บนข้อมูลเหล่านั้นทั้งหมดได้ทันที ลดความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการสร้างและบริหารจัดการฐานข้อมูลสำหรับใช้กับแต่ละฟังก์ชันการวิเคราะห์

ปัจจุบันนี้ Oracle Machine Learning มีอัลกอริธึมให้เลือกให้งานได้ฟรีมากกว่า 30 แบบ เช่น Regression, Classification, Time Series, Clustering, Feature Extraction, Anomaly Detection เป็นต้น

Oracle Exadata Cloud at Customer – Converged Infrastructure ในรูปของ On-premises Cloud ที่ดีที่สุดสำหรับ Oracle Converged Database และ AI/ML Workload

แม้ว่า Oracle Database จะเป็นซอฟต์แวร์ทางด้านการบริหารจัดการฐานข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับ Mission & Business Critical Applications เนื่องจากมีฟีเจอร์ครบครัน ทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีความเสถียรมากที่สุดในโลก แต่ด้วยความต้องการด้านประสิทธิภาพในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น การพึ่งพาแต่เพียงซอฟต์แวร์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป นอกจากนี้ หลายองค์กรเริ่มอยากหันไปใช้ Cloud Database เนื่องจากต้องการความยืดหยุ่นและความสามารถในขยายระบบออกไปได้อย่างอิสระโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนฮาร์ดแวร์หรือเตรียม License ล่วงหน้าโดยเปล่าประโยชน์ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะติดข้อจำกัดเรื่อง Regulation Compliance

ด้วยเหตุนี้ Oracle จึงได้ผสานรวม Oracle Exadata ระบบ Converged Infrastructure ที่ถูกออกแบบมาด้วยนวัตกรรมเชิงวิศวกรรมสำหรับทำงานร่วมกับ Oracle Converged Database ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เข้าด้วยกันกับ Oracle Cloud at Customer กลายเป็น Oracle Exadata Cloud at Customer ช่วยให้ลูกค้าสามารถนำ Oracle Exadata ในรูปแบบของ Cloud Service มาติดตั้งและทำงานภายใน Data Center ของตนเอง รองรับการใช้งานทั้งในรูปของ Database as a Service และ Autonomous Database โดยยังคงมีโมเดลการคิดค่าบริการเหมือนการใช้ Public Cloud ปกติ ตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการใช้ Cloud Database สมรรถนะสูงและเคร่งครัดเรื่อง Regulations หรือห้ามนำข้อมูลออกนอก Data Center

คุณสมบัติเด่นของ Oracle Exadata Cloud at Customer ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Oracle Converged Database ได้แก่

  • Exadata Smart Scan Model: ประมวลผล SQL Query ในระดับ Storage แทนที่จะเป็น Database Server เพื่อเพิ่มความเร็วในการ Query ข้อมูลและลดภาระการทำงานของ Database Server
  • Persistent Memory: หน่วยจัดเก็บข้อมูลใหม่ที่ Oracle นำเข้ามาใช้บน Storage Server มีความเร็วเทียบเคียง DRAM แต่บันทึกข้อมูลได้แบบถาวรเหมือน Flash Storage ลด Latency ในการ Query ข้อมูลลงได้มากกว่า 50 เท่าเมื่อเทียบกับ Flash Block Storage บน AWS หรือ Azure
  • Elastic Scaling: ปรับแต่งการใช้งานทั้ง CPU, Memory และ Storage ได้อิสระอย่างแท้จริง และเพิ่มหรือลดการใช้งานภายหลังได้ทันทีผ่านฟีเจอร์ Auto-scaling

ฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยครบครันทั้งระดับ Cloud และ Database

นอกจากการทำงานในรูปแบบของ Cloud บน Data Center ของตนเองซึ่งทำให้เกิดอธิปไตยของข้อมูลแล้ว Oracle Exadata Cloud at Customer ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลแบบครบครัน โดยในระดับ Database นั้น Oracle Database มีกลไกการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เรียกว่า Database Defense In-depth ซึ่งประกอบด้วย การเข้ารหัสข้อมูล การพิสูจน์ตัวตน การกำหนดสิทธิ์ การติดตามการใช้งาน การเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคาม การวางรูปแบบการตั้งค่าให้มั่นคงปลอดภัย และการปิดบังข้อมูล (Data Masking) เพื่อให้มั่นใจว่า การเข้าถึงระบบฐานข้อมูลและตัวข้อมูลจะมีทั้งความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนบุคคล

ในระดับ Cloud นั้น Oracle Exadata Cloud at Customer มีกลไกการรักษาความมั่นคงปลอดภัยครอบคลุมตามที่แสดงในภาพด้านล่าง รวมไปถึงมีการเพิ่ม 2 ฟีเจอร์ใหม่เข้าไปในระบบ Cloud เวอร์ชันล่าสุด (Gen 2) ได้แก่

  • Cloud Guard: ทำหน้าที่ตรวจสอบและเฝ้าระวังการตั้งค่าของผู้ใช้บริการ Oracle Cloud Infrastructure ว่ามีมาตรการควบคุมด้านความมั่นคงปลอดภัยที่รัดกุมเพียงพอ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบไม่มีช่องโหว่ให้ถูกโจมตี ในกรณีที่ค้นพบช่องโหว่ เทคโนโลยี Machine Learning ของ Cloud Guard จะดำเนินแก้ไขการตั้งค่าเพื่อปิดช่องโหว่ให้อัตโนมัติ
  • Maximum Security Zones: เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของ Infrastructure ที่ถูกระบุให้มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเป็นพิเศษ ผู้ใช้บริการสามารถกำหนดได้เองว่าจะให้ระบบหรือทรัพยากรใดของตนอยู่ภายใต้พื้นที่นี้บ้าง ภายในพื้นที่นี้ การดำเนินการต่างๆ บน Control Plane จะถูกวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการกระทำใดๆ ที่ลดระดับการมั่นคงปลอดภัยลง แก้ปัญหาเรื่องการตั้งค่าผิดพลาดจนนำไปสู่การถูกโจมตีหรือข้อมูลรั่วไหลสู่สาธารณะดังที่เกิดขึ้นบ่อยกับผู้ใช้บริการ Public Cloud

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-exadata-cloud-at-customer/

5 Session ห้ามพลาดสำหรับ IT Manager และ Mobile Operator กับเรื่อง 5G ในงาน VMworld 2020 พร้อมลุ้นรับ iPad และของรางวัลอีกมากมาย วันที่ 30 ก.ย. – 1 ต.ค. 2020 copy

ในงาน VMworld 2020 ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 30 ก.ย. – 1 ต.ค. 2020 นี้ ทาง VMware มี Session แยกเฉพาะสำหรับเทคโนโลยี Enterprise 5G และ 5G Networking เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปเรียนรู้และทำแล็บกันฟรีๆ พร้อมลุ้นรับ iPad และของรางวัลอีกมากมายได้ง่ายๆ จากชุมชน VMUG Thailand โดยมีรายละเอียดการลงทะเบียนเข้าร่วมงานและทำแล็บดังนี้

Credit: VMware

เนื้อหานำเสนอสำหรับ 5G

Simplify and Accelerate Private Enterprise Network Deployments [TLCG2639] ทำความรู้จักกับ Private 5G กับการนำมาใช้งานในธุรกิจองค์กร และแนวทางการบริหารจัดการส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายในระบบ Private 5G

Network Slicing Journey: Enhance SD-WAN with Intelligent Traffic Steering [TLCG2640] อนาคตของเทคโนโลยี SD-WAN ที่จะต้องนำปัจจัยของการทำ Network Slicing บน 5G มาเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อ Internet ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจองค์กร

NSX-T Network Design Best Practices for 5G NFV Telco Infrastructure [TLCG2267] แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจโทรคมนาคมผู้ให้บริการ 5G ในการใช้ VMware NSX-T บริหารจัดการเครือข่ายเบื้องหลังระบบ 5G อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

Design, Deploy and Automate 5G Network Services [DEM3320] รับชมการสาธิตระบบ VMware Telco Cloud Automation เพื่อให้ธุรกิจโทรคมนาคมสามารถเสริมนวัตกรรมและบริการใหม่ๆ ให้กับ 5G ได้อย่างต่อเนื่องบน Multi-Cloud

Telco Cloud and Telco Cloud Automation [HOL-2186-95-ISM] Hands-on Lab ทดลองสร้างและบริหารจัดการ Telco Cloud ด้วย VMware NFV และ Telco Cloud Automation

ร่วมสนุก ลุ้นรับรางวัลกับ VMUG Thailand

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมงาน VMworld 2020 ในครั้งนี้ สามารถลุ้นรับรางวัล Apple iPad 1 เครื่อง มูลค่ามากกว่า 15,000 บาท, Samsung Galaxy Tab A 4 เครื่อง มูลค่ามากกว่า 4,900 บาท, WD External SSD จำนวน 3 ชุด มูลค่ามากกว่า 2,700 บาท และเครื่องฟอกอากาศ Xiao Mi จำนวน 3 เครื่อง มูลค่า 3,500 บาทได้ทันที ด้วยการร่วมกิจกรรมง่ายๆ ดังนี้

  1. เข้ากลุ่ม VMUG Thailand ที่ https://www.facebook.com/groups/1502318113117280
  2. ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน VMworld 2020 และเข้าร่วมฟัง Session ใดก็ได้ระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2020 – 9 ตุลาคม 2020
  3. Capture หน้าจอระหว่างเข้าร่วมงานมาโพสต์ลงกลุ่ม พร้อมเขียนบรรยายคร่าวๆ ว่าได้ฟังหัวข้อใดเกี่ยวกับเรื่องอะไรไปบ้าง

เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลแบบสุ่มแล้ว โดยทีมงาน VMUG Thailand จะทำการประกาศผลภายใน 1-2 สัปดาห์หลังสิ้นสุดระยะเวลาร่วมกิจกรรม

ลงทะเบียนเข้าร่วม VMworld 2020 ได้ฟรีทันที ไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมงานที่ https://www.vmworld.com/en/index.html?src=em_5f571cb6676fa&cid=7012H000001YnoL และทำการคลิกปุ่ม “Register for Schedule Session” โดยขั้นตอนในการลงทะเบียนจะมีดังนี้

  • ลงทะเบียนสร้าง Account เข้าร่วมงานครั้งแรกที่ https://www.vmworld.com/myvmworld-login.jspa?src=em_5f571cb6676fa&cid=7012H000001YnoL โดยคลิกที่ปุ่ม “Create one here” หากยังไม่เคยเข้าร่วม VMworld มาก่อน โดยต้องใช้ Email ของบริษัทในการลงทะเบียน
  • ระบบจะทำการส่งอีเมล์ในหัวข้อ “Account Activation Email” ไปยังอีเมล์บริษัทที่ได้ลงทะเบียนไว้ ให้เข้าไปทำการคลิกที่ลิงค์ “Activate Your Account”
  • ระบบจะนำท่านไปสู่หน้าลงทะเบียนเข้าร่วมงาน VMworld 2020 ให้ทำการกรอกข้อมูลรายละเอียดตามจริง และจะมีส่วนที่ให้เลือกประเภทของบัตรเข้าชมงาน ก็สามารถเลือกบัตรที่มีราคา 0$ เพื่อเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที
  • เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ระบจะทำการส่งอีเมล์ในหัวข้อ “VMworld 2020 Registration Confirmation” กลับไปหาท่านในอีเมล์บริษัทที่ได้ทำการลงทะเบียนไว้ เพื่อยืนยันผลการลงทะเบียนว่าสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

หากมีข้อสงสัยใดๆ ในการลงทะเบียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ SEAK.generalenquiry@vmware.com โดยจะมีเจ้าหน้าที่ VMware ประจำประเทศไทยคอยตอบคำถามในช่องทางดังกล่าว

from:https://www.techtalkthai.com/5-recommended-5g-sessions-at-vmworld-2020/

Cloudflare จับมือ Internet Archive ให้บริการ ‘Always Online’

Cloudflare ได้นำเสนอบริการใหม่ที่ช่วยให้ผู้ชมเว็บไซต์สามารถได้เนื้อหากลับมาเสมอแม้ว่าเซิร์ฟเวอร์จริงอาจจะล่มไปแล้ว

Internet Archive คือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ให้บริการ Wayback Machine โดยมีหน้าที่หลักคือทำ Snapshot หน้าเว็บไซต์เก็บเอาไว้ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1996 จนปัจจุบันมี Archive ของเว็บไซต์หลายพันล้านเก็บเอาไว้ ในข้อมูลขนาดกว่า 45 เพนตะไบต์แล้ว 

อย่างไรก็ดีไอเดียของ Cloudflare ก็คือการใช้ Archive ของหน้าเว็บลูกค้าส่งกลับไปหาผู้ชมเมื่อแน่ใจแล้วว่าเซิร์ฟเวอร์จริงร่วงไป โดย Internet Archive จะถูกผนวกเข้าในกระบวนการการให้บริการของ Cloudflare ดังนี้

credit : Cloudflare

1.) รับ Request มาจากผู้ชม

2.) Cloudflare ตรวจสอบดูว่ามี Content ในเซิร์ฟเวอร์แคชใกล้ผู้ชมไหม หากมีก็ตอบกลับไป หากไม่มีหรือเนื้อหาไม่อัปเดตก็ค่อยไปเรียกเซิร์ฟเวอร์จริงต่อ

3.) ถ้าเซิร์ฟเวอร์ไม่ตอบสนองในคาบเวลาจน Cloudflare แน่ใจแล้ว่าเซิร์ฟเวอร์ล่มจริง แทนที่จะคืนค่า Error ก็ไปขอข้อมูลที่ Internet Archive มาแสดงแทน

อย่างไรก็ตาม Cloudflare จะแปะเนื้อหาไว้ว่าตอนนี้ข้อมูลที่ชมอยู่ไม่ใช่ตัวอัปเดตนะ หากต้องการก็ Refresh พยายามเรียกข้อมูลจริงได้ว่าเซิร์ฟเวอร์อาจจะกลับมาแล้ว และผู้ใช้งาน Cloudflare ก็สามารถเริ่มต้นเปิดฟีเจอร์นี้ง่ายๆ ด้วย ตามภาพประกอบด้านล่าง

สำหรับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องแชร์ข้อมูลกับ Internet Archive ก็คือ Hostname และ URL หลัก เพื่อใช้ทำ Archive แต่สบายใจได้ว่าข้อมูลของท่านจะไม่สามารถขุดค้นได้จากตัวขุด Archive สำหรับทาง Internet Archive ก็จะได้ข้อมูลสำหรับบันทีกเพิ่มเข้ามา จะเห็นได้ว่าได้ประโยชนืกันทุกฝ่ายนั่นเอง

credit : Cloudflare

ที่มา : https://blog.cloudflare.com/cloudflares-always-online-and-the-internet-archive-team-up-to-fight-origin-errors/

from:https://www.techtalkthai.com/cloudflare-cooperate-with-internet-archive-to-serve-always-online/

บริการคอนเทนต์อย่างลื่นไหลด้วย HUAWEI CLOUD CDN

ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในชีวิตประจำวันของเรา เราดูวีดีโอ เล่นเกมส์ อ่านข่าว และซื้อสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตแทบทุกวัน ในช่วงหลายปีนี้การศึกษาผ่านทางอินเทอร์เน็ต การทำงานทางไกล และการให้บริการสุขภาพแบบออนไลน์ (eHealth) ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังบริการออนไลน์เหล่านี้ก็คือ Content Delivery Network หรือ CDN ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยส่งคอนเทนต์ประเภทต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าเราอาจไม่สนใจหรือไม่รู้ว่ามี CDN ทำงานอยู่เบื้องหลังก็ตาม

หน้าที่หลักของ CDN คือ การเร่งความเร็วของการส่งคอนเทนต์ถึงผู้ใช้บริการ ถ้าไม่มี CDN ผู้ใช้จะต้องดึงคอนเทนต์จากไฟล์ต้นฉบับบนเซิร์ฟเวอร์ที่คอนเทนต์นั้นเก็บอยู่ ซึ่งจะก่อให้เกิดความล่าช้าในการส่งคอนเทนต์อย่างมากและทำให้ผู้ใช้ต้องรอเป็นเวลานาน CDN จะนำคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เสียง วีดีโอ รูปภาพ หรือแอปพลิเคชั่น มาเก็บไว้ในรูปแบบไฟล์สำรองตามจุดต่างๆ และคอนเทนต์ที่ต้องการจะถูกดึงจากจุดที่ใกล้ผู้ใช้มากที่สุด ทำให้เราดึงคอนเทนต์มาใช้ได้เร็วขึ้น เว็บเพจจึงแสดงผลได้อย่างรวดเร็ว และไลฟ์วีดีโอมาที่หน้าจอของเราอย่างลื่นไหลไม่ติดขัด

สามคำให้กับข้อดีของ HUAWEI COULD CDN เร็ว ถูกต้อง และ น่าเชื่อถือ

บริการ HUAWEI CLOUD CDN ทำให้ผู้ใช้บริการได้ผลลัพธ์จากการส่งข้อมูลที่รวดเร็ว

ทำไม HUAWEI CLOUD CDN จึงพิเศษ ก็เพราะว่า HUAWEI CLOUD CDN มี node(โหนด)สำหรับเก็บข้อมูลมากกว่า 2,500 จุด กระจายอยู่ในกว่า 70 ประเทศ ทุกภูมิภาคใน 6 ทวีป หัวเว่ยมี CDN node หลายจุดในประเทศไทย โดยผ่านระบบเน็ตเวิร์กที่ดีที่สุดของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในไทย ด้วยเครือข่ายที่มี Latency ต่ำและแบนด์วิชท์ที่ไม่จำกัด ทั้งนี้ HUAWEI CLOUD CDN ยังมีทรัพยากรสำหรับเชื่อมต่อข้ามทวีปโดยตรง และยังมี Central CDN node ของแต่ละทวีปอีกด้วย HUAWEI CLOUD CDN ยังได้รับการยอมรับในงานประชุม APAC CDN SUMMIT ว่าเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ CDN ที่ดีที่สุด เพราะหัวเว่ยมีแบนด์วิชท์สำหรับให้บริการ CDN สูงมาก

HUAWEI CLOUD CDN ใช้เทคโนโลยีในการเก็บข้อมูลแบบชาญฉลาด เพื่อนำคอนเทนต์ ของผู้ใช้บริการมาเก็บตาม node ต่างๆที่มีอยู่จำนวนมาก ผู้ใช้สามารถดึงคอนเทนต์ได้จาก node ที่อยู่ใกล้ที่สุด ทำให้ผู้ใช้พึงพอใจในการให้บริการคอนเทนต์ที่รวดเร็ว

บริการ HUAWEI CLOUD CDN ทำให้ผู้ใช้บริการได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องแม่นยำ

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอาจเข้าถึงคอนเทนต์จากที่ใดก็ได้ ดังนั้นจึงเป็นการยากที่ผู้ให้บริการจะส่งคอนเทนต์ให้ผู้ใช้บริการจาก node ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้มากที่สุด จะทำเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อผู้ให้บริการมีระบบส่งข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูง
HUAWEI CLOUD CDN ใช้ระบบ Global Server Load Balance หรือ GSLB ช่วยในการกระจายคอนเทนต์ ซึ่ง GSLB สามารถเลือกใช้ CDN Node ได้อย่างถูกต้องแม่นยำถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เพราะหัวเว่ยมีระบบ Big data platform และมีระบบจัดการ IP Address ทั่วโลก ระบบนี้จะรับข้อมูลเกี่ยวกับการโหลดข้อมูลของแต่ละ node ตลอดเวลา เพื่อรับรู้ถึงปริมาณการโอนถ่ายข้อมูล จำนวนการเชื่อมต่อ ระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับ node หรือระยะเวลาการเข้าถึงข้อมูล และอื่นๆ

ข้อมูลเหล่านี้จะอัพเดตตลอดเวลาทำให้ GSLB สามารถส่งคำขอคอนเทนต์ของผู้ใช้ไปที่ node ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้ที่สุด ช่วยให้คอนเทนต์ส่งถึงผู้ใช้เร็วขึ้น และลดโอกาสในการส่งข้อมูลล่าช้าที่มีสาเหตุมาจากระบบเครือข่าย สิ่งนี้ทำให้เว็บไซต์หรือคอนเทนต์ต่างๆ ส่งถึงผู้ใช้ได้อย่างทันทีทันใด

ให้บริการคอนเทนต์ด้วย HUAWEI CLOUD CDN ผลลัพธ์คือ ความน่าเชื่อถือ

ภายใต้สถานการณ์วิกฤตบางอย่าง เช่น บางครั้งมีการเรียกใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลอย่างเร่งด่วน ระบบให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอาจติดขัดล่าช้า และอาจทำให้ผู้ใช้บริการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้

CDN เป็นตัวช่วยลดโอกาสในเกิดสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เช่นนี้ HUAWEI CLOUD CDN สามารถจัดสรรแบนด์วิชท์ได้มากพอที่จะรับมือกับการใช้งานจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันอย่างฉับพลันของการเข้าถึงข้อมูล HUAWEI CLOUD CDN Node จะออนไลน์อยู่ตลอดเวลาถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อ node บางจุดใช้งานไม่ได้ node อื่นๆ จะทำหน้าที่แทนโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้ลูกค้าเกิดปัญหาในการเข้าถึงข้อมูล

ข้อดีอย่างหนึ่งที่มีเฉพาะใน HUAWEI CLOUD CDN คือระบบตรวจสอบที่ชาญฉลาดหรือ Intelligent Monitoring System ระบบนี้จะคอยตรวจสอบความสามารถของเน็ตเวิร์กตลอดเวลา เช่น ตรวจสอบความล่าช้าในการเข้าถึงข้อมูล อัตราการสูญเสีย package ในระหว่างการส่งข้อมูล แบนด์วิชท์ที่ใช้ได้ และความเร็วในการรับส่งข้อมูล ระบบตรวจสอบนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเน็ตเวิร์กจะสามารถให้บริการได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งในยามวิกฤตเมื่อมีผู้ใช้จำนวนมหาศาลเข้าถึงข้อมูลในเวลาเดียวกัน

HUAWEI CLOUD CDN ทำให้เข้าถึงคอนเทนต์ออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และเชื่อถือได้ สิ่งนี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผู้ใช้บริการพึงพอใจ เมื่อเลือกใช้ CDN ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย HUAWEI CLOUD CDN เป็น CDN platform สำหรับให้บริการคอนเทนต์อย่างรวดเร็ว ที่เหมาะสำหรับธุรกิจ ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล HTTPS ระบบป้องกันการขโมยข้อมูลและแบนด์วิชท์ ซึ่งระบบความปลอดภัยนี้จะช่วยให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ใช้บริการ HUAWEI CLOUD CDN มาจากหลายภาคส่วน เช่น ผู้ให้บริการ Video on Demand, Online Games, อีคอมเมิรซ์, การเงิน, บริการสุขภาพ, และส่วนราชการ หัวเว่ยตั้งเป้าที่จะลงทุนในด้าน CDN ทั่วโลก เพื่อที่จะพัฒนาระบบCDN ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทย เราจะช่วยให้ลูกค้าต่างชาติเข้าสู่ตลาดของประเทศไทยได้มากขึ้น และส่งเสริมธุรกิจไทยให้ขยายไปยังต่างประเทศ ทั้งยังสามารถส่งคอนเทนต์ไปยังผู้ใช้ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

คลิกที่นี่เพื่อรับชมวิดิโอแนะนำบริการ CDN ใน Webinar – Cloud Diary Facebook page : @HuaweiCloudTH

เพื่อรับทราบบริการและกิจกรรมของ HUAWEI CLOUD

HUAWEI CLOUD กำลังจัดงาน Go Cloud Festival ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม ถึง 28 กันยายน 2563 ในงานยังมีบริการ CDN กับส่วนลดสูงสุดถึง 55 เปอร์เซ็นต์ กดที่นี่เพื่ออ่านรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ CDN

from:https://www.techtalkthai.com/deliver-contents-faster-with-huawei-cloud-cdn/

HUAWEI CLOUD เพิ่มขีดความสามารถของแพลตฟอร์มการสั่งอาหารแบบใหม่ของ KBTG ปูทางสู่นวัตกรรมที่ชาญฉลาดในอนาคต

ในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน เวลา 15.00 น. HUAWEI CLOUD ประเทศไทย จะจัด Cloud Diary Special Session ซึ่งเป็นการสัมมนาออนไลน์ฟรีผ่านการสตรีมสดบนหน้า Facebook (@HuaweiCloudTH)  หัวข้อนี้มีชื่อว่า “KBTG x HUAWEI CLOUD: Eatable by KBank Food Ordering Platform in the New Normal” โดยมีวิทยากรพิเศษคือ คุณเจนวิทย์ จันทรโชติ (โอ๊ต) หัวหน้าฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีของกลุ่มเทคโนโลยีธุรกิจ ธนาคารกสิกรไทย (KASIKORN Business-Technology Group) จะมาบรรยายเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการสั่งอาหารแบบใหม่ “Eatable” ซึ่งรองรับทางเลือกในการสั่งอาหารทุกประเภท ตั้งแต่การสั่งเพื่อจัดส่งไปรับประทานที่บ้านหรือในร้านอาหาร

ทั้งนี้เพื่อปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าในยุค New Normal ร้านอาหารในปัจจุบันต้องปรับตัวเพื่อเสนอทางเลือกการสั่งอาหารสำหรับการจัดส่งไปรับประทานที่บ้านหรือในร้านอาหาร Eatable เป็นแพลตฟอร์มที่มีความโดดเด่นตรงที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน แต่สามารถใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ส่วนตัวได้ ด้วยการสแกน QR Code เพียงครั้งเดียวหรือคลิกลิงก์จากแชท และ Eatable ยังสามารถช่วยให้ผู้ใช้งานดูเมนูอาหารได้โดยไร้การสัมผัสด้วย QR Code และสามารถสั่งอาหารล่วงหน้าสำหรับการรับประทานอาหารที่บ้านหรือในร้านอาหารได้อีกด้วย

ตั้งแต่เริ่มแนวคิดจนถึงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ใช้ระยะเวลาเพียง 3 เดือนเพื่อเปิดตัว Eatable แพลตฟอร์มที่มีคุณสมบัติหลากหลาย ในขณะเดียวกันก็สามารถมั่นใจได้ว่า แพลตฟอร์มนี้มีมาตรฐานความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการใช้งาน ซึ่งใน Cloud Diary ครั้งนี้ คุณเจนวิทย์จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ ด้วย Microservice Architecture และ Public Cloud

ผู้ที่สนใจจะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดใหม่ๆ และการออกแบบ Eatable แพลตฟอร์มได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า สามารถเข้าไปที่ Facebook @HuaweiCloudTH เพื่อเข้าร่วมการสัมมนา Cloud Diary Special Session, KBTG x HUAWEI CLOUD: Eatable by KBank Food Ordering Platform in the New Normal

* Cloud Diary เป็นบริการสัมมนาทางเว็บเพื่อการศึกษาที่นำเสนอโดย HUAWEI CLOUD ประเทศไทย โดยมุ่งเน้นไปที่การแบ่งปันความรู้ในหัวข้อที่น่าสนใจในด้านเทคโนโลยี Cloud Diary มีจุดมุ่งหมายให้ผู้ชมสามารถเพิ่มพูนทักษะดิจิทัลโดยผ่านการสอนรายละเอียดและการอภิปราย ตลอดจนการแสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้ Cloud เพื่อการปรับใช้นวัตกรรมสำหรับการบริการต่าง ๆ

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-cloud-eatable-by-kbank-food-ordering-platform/