คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

Microsoft, Google และ IBM ประกาศร่วมมือพัฒนา Open Cloud Security Framework

Microsoft, Google และ IBM ประกาศร่วมมือพัฒนา Open Cloud Security Framework เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับส่งข้อมูล Security Alert ที่ใช้งานร่วมกัน

Credit: Maksim Kabakou/ShutterStock

ในการรักษาความปลอดภัยของผู้ให้บริการ Cloud แต่ละรายจะมีรูปแบบและขั้นตอนการส่ง Security Information ไปยังระบบ Log หรือระบบรักษาความปลอดภัยภายในที่แตกต่างกัน จึงมีความยากลำบากหากต้องมีการสื่อสารระหว่างผู้ให้บริการ Cloud ทำให้ ONUG ซึ่งเป็น Open Enterprise Cloud Community ได้ริเริ่มแนวทางที่ต้องการสร้างมาตรฐานกลางในการส่งข้อมูล Security Information ขึ้นมา โดยจัดตั้งเป็น Framework ในชื่อ Cloud Security Notification Framework (CSNF) โดยมีผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่อย่าง Microsoft, Google และ IBM เข้าร่วมแล้ว นอกจากนี้ยังมีลูกค้ารายใหญ่หลายๆราย เช่น FedEx, Pfizer และ Goldman Sachs เข้าร่วมอีกด้วย ความร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ให้บริการ Cloud มีมาตรฐานกลางในการส่ง Security Alert ระหว่างกัน ส่งผลให้สามารถตอบสนองต่อการโจมตีต่างๆที่เกิดบน Cloud ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่อย่าง AWS ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้แต่อย่างใด แต่ผู้บริหารของ ONUG คาดว่า เมื่อ Framework นี้สำเร็จและเห็นผลลัพท์อย่างชัดเจน ทาง AWS จะต้องเข้าร่วมอย่างแน่นอน สำหรับแผนการทดสอบแรกของ Framework นี้จะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมปีนี้

ที่มา: https://techcrunch.com/2021/05/05/emerging-open-cloud-security-framework-has-backing-of-microsoft-google-and-ibm/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-google-ibm-collaborate-in-open-cloud-security-framework/

Dell ประกาศเสริมความสามารถ APEX Infrastructure-as-a-Service

ในงาน Dell Technologies World 2021 ที่ผ่านมา Dell ได้ประกาศเสริมความสามารถ Dell APEX บริการ Infrastructure-as-a-Service โดยมีความน่าสนใจดังนี้

  • APEX Data Storage Service: เพิ่มบริการ Storage as-a-service ที่สามารถใช้งานเป็นทั้ง Block และ File data services โดยเริ่มต้นใช้งานที่ 50 TB สามารถเลือก Subscription ได้แบบ 1 ปีหรือ 3 ปี และคิดราคาตามจริงจากจำนวนพื้นที่ที่ใช้ ลูกค้าสามารถเลือกสถานที่ติดตั้งได้เอง ไม่ว่าจะเป็น Cloud, Data Center หรือ Edge location
  • APEX with Equinix: Dell ได้ร่วมมือกับ Equinix ผู้ให้บริการ Colocation Data Center รายใหญ่ เพื่อคอยให้บริการลูกค้าที่ต้องการ Private Cloud แต่ไม่ต้องการลงทุน Data Center ของตนเอง โดยลูกค้าสามารถเลือกใช้งาน Colocation Data Center ของ Equinix ที่มีอยู่กว่า 220 แห่งทั่วโลก
  • APEX Cloud Services: บริการ Integrated Compute, Storage และ Networking ที่ลูกค้าสามารถนำ Workload ไปทำงานได้ทันที โดยมีให้เลือก 2 แบบ คือ APEX Hybrid Cloud และ APEX Private Cloud สามารถเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 14 วันเท่านั้น และสามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 วัน
  • APEX Custom Solutions: ลูกค้าสามารถเลือกโซลูชันของ Dell แบบ Custom ได้เองตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Dell Server, Storage, ระบบ Data Protection หรือ HCI as-a-Service โดยคิดค่าใช้จ่ายตามจริงเท่าที่ใช้งานเท่านั้น
  • APEX Console: ระบบ Self-service สำหรับลูกค้าของ APEX มีความสามารถในการบริหารจัดการระบบ APEX Services ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Subscription, Deployment, Monitoring และ Optimization
  • Manufacturing Edge Reference Architecture: เป็น Reference Architecture สำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้งาน Edge Location ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและสามารถเพิ่ม Productivity ของการผลิตได้ ทั้งนี้ Reference Architecture จะอ้างอิงกับ APEX Private Cloud

ที่มา: https://www.crn.com/slide-shows/data-center/dell-technologies-world-2021-6-biggest-product-launches

from:https://www.techtalkthai.com/dell-announces-expanded-services-for-apex/

Infor แจกฟรี Whitepaper ภาษาไทยในหัวข้อ “5 ปัจจัยในการประเมินความคุ้มค่าก่อนลงทุนในระบบ Cloud ERP ปี 2021”

การเลือกใช้บริการ Cloud ERP ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ขององค์กรนั้น จะช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและคุ้มค่า และใน Whitepaper ภาษาไทย “5 ปัจจัยในการประเมินความคุ้มค่าก่อนลงทุนในระบบ Cloud ERP ปี 2021” นี้ก็ได้รวมเอาแนวทางการประเมินความคุ้มค่าของระบบ Cloud ERP เพื่อใช้เป็นอีกหนึ่งประเด็นในการตัดสินใจเลือกใช้ระบบ ERP สำหรับธุรกิจไทย

หากอ้างอิงจากรายงานของ IDC นั้นจะพบว่าแนวโน้มของการลงทุนในระบบ ERP ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2020 ที่ผ่านมานี้สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2019 แสดงให้เห็นว่าธุรกิจองค์กรจำนวนมากกำลังก้าวสู่การใช้งาน Cloud ERP กันมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง สิ่งหนึ่งที่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจองค์กรหลายแห่งนั้นก็คือการประเมินค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership – TCO) ของการใช้ระบบ Cloud ERP เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบความคุ้มค่าได้นั่นเอง

เอกสารฉบับนี้ จะสรุปถึง 5 ประเด็นสำคัญในการประเมินค่าใช้จ่ายในการถือครองหรือ Total Cost of Ownership (TCO) สำหรับการลงทุนในระบบ Cloud ERP เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือกใช้ระบบ Cloud ERP ได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสมสูงสุด

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มดังต่อไปนี้ เพื่อทำการดาวน์โหลด Whitepaper ได้ทันทีที่ https://go.techtalkthai.com/2021/04/infor-thai-whitepaper-cloud-erp-tco/

from:https://www.techtalkthai.com/infor-whitepaper-cloud-erp-tco-2021/

HPE ประกาศเปิดตัว HPE Alletra ระบบ Cloud-native Data Infrastructure

HPE ประกาศเปิดตัว HPE Alletra ระบบ Cloud-native Data Infrastructure มี Availability guarantee 100% พร้อมกันนี้ยังเปิดตัว Data Services Cloud Console และ Cloud Data Services เพื่อช่วยเชื่อมต่อข้อมูลแบบ Edge-to-Cloud ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

Credit: HPE

HPE Alletra เป็นอุปกรณ์ Storage ที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายโดยสามารถบริหารจัดการได้ลักษณะเดียวกันกับ Cloud โดยเปิดตัวออกมา 2 รุ่น ได้แก่ HPE Alletra 9000 สำหรับงาน Mission-critical ที่มี 100% Availability guarantee และ HPE Alletra 6000 สำหรับงาน Business-critical โดยมี Availability guarantee อยู่ที่ 99.9999% โดยจะใช้ NVMe Storage เป็นตัวจัดเก็บข้อมูล ทำให้มีความเร็วสูงและ Latency ต่ำ และยังมาพร้อมระบบ AI ในการช่วยวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ HPE ยังได้เปิดตัว Data Services Cloud Console และ Cloud Data Services อีกด้วย โดยระบบ Data Services Cloud Console จะเป็น Console กลางที่ใช้ในการบริหารจัดการระบบข้อมูลของ HPE Alletra โดยเทคโนโลยีนี้เป็นตัวเดียวกันกับเทคโนโลยีของ Aruba Central ในระบบมี Unified API เพื่อสร้างระบบ Automation และสามารถให้นักพัฒนาเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้นแบบ Data as code

ส่วนระบบ Cloud Data Services นั้นเป็นระบบ Global management สำหรับ Infrastructure ซึ่งจะมีระบบบริหารจัดการชื่อ Data Ops Manager ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถสร้าง Storage Volume แบบ Intent-based ได้ โดยระบบจะทำการเชื่อมต่อ Storage เข้ากับ Host ให้ทันที

ปัจจุบัน Data Services Cloud Console, Cloud Data Services และ HPE Alletra เปิดให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้แล้ว

ที่มา: https://www.storagereview.com/news/hpe-alletra-unveiled

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-announces-new-hpe-alletra-cloud-native-data-infrastructure/

[Guest Post] นักพัฒนาเลิกปวดหัว!! IBM Cloud Code Engine ช่วยจัดการ Runtime อัตโนมัติ Deploy แอพในไม่กี่วิ แถมจ่ายตามที่ใช้จริง

การแพร่ระบาดของ COVIC-19 ทำให้วันนี้หลายองค์กรมองถึงการใช้คลาวด์ โดย 64% องค์กรที่สำรวจมองถึงการสร้าง cloud-native applications ซึ่งสำหรับนักพัฒนาแล้ว เรื่องนี้หมายถึงการต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และใช้เวลาไปกับการจัดการกับ architecture ด้านไอทีที่ซับซ้อน แทนที่จะใช้เวลาที่มีไปกับการเขียนโค้ดของแอพต่างๆ อย่างที่ควรจะเป็น

รัชนีกร เทวอักษร Country Manager งาน Technical Sales ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

 

วันนี้ไอบีเอ็มจึงได้เปิดตัว IBM Cloud Code Engine เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่นักพัฒนาต้องเจอ โดยเป็น fully managed serverless platform ที่เข้ามาช่วยนักพัฒนาในด้านต่างๆ ดังนี้

 

 

 

สร้างแอพได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

นักพัฒนาเพียงแค่แสดง container image และรูปแบบ runtime ที่ต้องการ จากนั้น Code Engine จะจัดการทุกอย่างเอง หรือนักพัฒนาอาจใส่ source code จากนั้น Code Engine จะสร้าง container image ให้ โดยไม่ว่าเวิร์คโหลดนั้นจะทำหน้าที่ตอบสนองต่อ incoming requests (HTTP server, serverless function, REST API หรือเวิร์คโหลดแบบ event-driven) หรืองานประเภท batch job ตัว Code Engine ก็สามารถรันให้ได้ พร้อมด้วยการค่า default ต่างๆ ที่ตั้งค่ามาแล้ว ที่ช่วยให้สามารถ deploy แอพได้ภายในไม่กี่คลิก หรือหากต้องการ customize ก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยนักพัฒนาไม่ต้องเสียเวลานั่งวิเคราะห์และบริหารจัดการ infrastructure ที่จะรองรับแอพ ไม่ต้องติดตั้งและจัดการกับ Kubernetes หรือเรียนรู้เกี่ยวกับ replicaSets, deployments, auto-scalers, load-balancers หรือแม้แต่ YAML อีกต่อไป

 

จ่ายเฉพาะเวลาที่มีการรันโค้ดหรือใช้จริงเท่านั้น

Code Engine จะคิดค่าใช้จ่ายเฉพาะเวลาที่มีการรันโค้ดหรือใช้ resources เท่านั้น โดยหากเป็น idle resources หรือมีการ scale เวิร์คโหลดลงเป็นศูนย์ ก็จะไม่มีการชาร์จค่าใช้จ่าย และเมื่อมี incoming requests ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง Code Engine จะ scale กลับให้ดังเดิมอัตโนมัติ แถมตอนนี้มีช่วง trial ที่เปิดให้ใช้ฟรีได้ในระดับหนึ่งด้วย

 

Deploy ได้ในไม่กี่วินาที่

Code Engine ได้รับการออกแบบมาให้นักพัฒนาสามารถ deploy on-premise native app จากแล็ปท็อปสู่คลาวด์ได้ในไม่กี่วินาที โดยไม่ต้องมีภาระอื่นเพิ่มเติม ช่วยให้สามารถรันแอพบนคลาวด์และดึงลงมาเขียนโค้ดเพิ่มเติมได้อย่างง่ายดาย

 

ตัวอย่างองค์กรที่ใช้ Code Engine ในปัจจุบัน

ปัจจุบัน SiB Solutions ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ของสวีเดน ได้ใช้ Code Engine ในการพัฒนาโซลูชัน SaaS ที่นำวิดีโอความเคลื่อนไหวในคลังสินค้ามาช่วยการคาดการณ์การปฏิบัติการภายในโรงงานและป้องกันปัญหาด้านซัพพลายเชนต่างๆ โดยแทนที่นักพัฒนาจะต้องเสียเวลามากมายไปกับการวิเคราะห์ระบบ infrastructure ที่ซับซ้อน และ deploy โซลูชันบนบริการคลาวด์ที่แตกต่างกัน แต่ตอนนี้นักพัฒนาสามารถที่จะระบุเพียงว่าต้องการรันแอพในรูปแบบใด แล้วใส่ spec ลงใน Code Engine โดยที่ผ่านมาพบว่านักพัฒนาสามารถกำหนดให้ deploy และ run แอพได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

อีกตัวอย่างคือห้องแล็บชีววิทยาระดับโมเลกุลแห่งยุโรป (European Molecular Biology Laboratory: EMBL) ได้เริ่มนำ Code Engine มาใช้ในงานวิจัยขั้นสูงด้านชีววิทยาและตัวยา โดยทีมนักวิจัยได้พัฒนา open-source cloud software ชื่อ METASPACE ที่เปิดให้นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้ามาค้นหาโมเลกุลที่เกี่ยวข้อง และดูการทำปฏิกิริยากับตัวยา เพื่อหาแนวทางใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งและเบาหวาน dataset เหล่านี้มีขนาดใหญ่มาก มีอัลกอริธึมที่ซับซ้อน และต้องการ computing power สูง ซึ่งการใช้ Code Engine ได้ช่วยให้ EMBL สามารถ scale ลดต้นทุนด้าน infrastructure รวมถึงลดเวลาที่ต้องใช้บริหารจัดการ resource นอกจากนี้ยังช่วย streamline การประมวลผลข้อมูล ร่นเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที

ลองดูตัวอย่างการสร้างแอพสไตล์ “Hello World” ได้ในไม่กี่คลิก (แถมไม่ต้องพิมพ์!!) กับการทำแอพที่ปลอดภัยด้วย TLS และสามารถ auto-scale up/down (หรือแม้แต่เป็นศูนย์ถ้า idle) พร้อมสอนการตั้งค่า runtime semantics จากวิดีโอด้านล่างนี้ หรือสามารถดู tutorials และตัวอย่างต่างๆ ได้ที่ https://github.com/IBM/CodeEngine 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ibm-cloud-code-engine/

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ AWS Summit Online ASEAN [18-19 พ.ค. 2021]

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ CIO, CTO, Software Development Lead, IT Manager, Cloud Engineer, Systems Engineer, Software Developer, ผู้ดูแลระบบ IT และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ AWS Summit Online ASEAN ในวันที่ 18 – 19 พฤษภาคม 2021 นี้ เพื่ออัปเดตเทคโนโลยี Cloud ล่าสุดจาก AWS กับเนื้อหากว่า 90 หัวข้อที่ครอบคลุมทั้ง AI/ML, Customer Experience, Data & Analytics, DevOps, Severless, Container, Software Development, Digital Transformation, Cloud Migration, Security & Governance และอื่นๆ อีกมากมาย โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนี้

AWS Summit Online ASEAN

วันที่ 18-19 พ.ค. 2021
รูปแบบ งานสัมมนาออนไลน์
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ที่นี่

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่กับงาน AWS Summit ในวันที่ 18-19 พฤษภาคมนี้ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเนื้อหาแบ่งปันความรู้เทคโนโลยี Cloud ล่าสุดที่จะช่วยให้คุณสร้างสรรค์อนาคตได้ตั้งแต่วันนี้ โดยคุณสามารถรับชม, พูดคุย และเรียนรู้จากเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้าน Cloud ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จากทุกอุปกรณ์

งานสัมมนาออนไลน์ AWS Summit Online ASEAN นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการจาก AWS รวมถึงช่วยให้คุณสามารถออกแบบ, ติดตั้งใช้งาน และดูแลรักษาระบบโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชันของคุณได้ด้วยตัวเอง รวมถึงรับแรงบันดาลใจใหม่ๆ จากหัวข้อ Keynote เปิดงาน และลูกค้าหลากหลายรายที่จะมาร่วมแบ่งปันความสำเร็จบน AWS และการสาธิตเชิงเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญของ AWS ในประเด็นต่างๆ

ไม่ว่าคุณจะกำลังเริ่มต้นใช้งาน Cloud หรือมีประสบการณ์มาแล้วก็ตาม คุณจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในงาน AWS Summit Online ASEAN ในเดือนพฤษภาคมนี้อย่างแน่นอน

พิเศษ! ในแต่ละวัน พบกับ Keynote จากผู้บริหารของ AWS ดังนี้

  • 18 พ.ค. 2021 – 9.00น. (เวลาเมืองไทย) Opening Keynote กับประเด็นของโอกาสในการย้ายระบบมาสู่ Cloud ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น
  • 19 พ.ค. 2021 – 9.00น. (เวลาเมืองไทย) Technical Keynote กรณีการใช้งานจริงของลูกค้า AWS ที่นำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าไปผสานในสถาปัตยกรรมระบบ Cloud เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รับชมเนื้อหากว่า 90 Session ที่ครอบคลุมหัวข้อหลากหลาย ได้แก่

  • ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ มีการใช้งาน Cloud อย่างไร ร่วมเรียนรู้กรณีความสำเร็จของผู้ใช้งานจริง และโซลูชันของ Cloud สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างเช่น การเงิน, ค้าปลีก, โทรคมนาคม, สื่อ, โรงงาน และสาธารณสุข
  • คุณจะเริ่มต้นใช้งาน AWS ได้อย่างไรบ้าง ทำความรู้จักกับโซลูชันที่เริ่มต้นใช้งานได้อย่างง่ายดายบน Cloud และเนื้อหาสำหรับผู้เริ่มต้นเช่นการประหยัดค่าใช้จ่าย, การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับทีมงาน และอื่นๆ อีกมากมาย
  • Best Practice ของการทำ Digital Transformation ทำความรู้จักกับวัฒนธรรมแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมใน Amazon และเรียนรู้ถึงวิธีการสร้างองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และการส่งมอบประสบการณ์ที่มั่นคงปลอดภัยและไร้รอยต่อสู่ลูกค้า เพื่ออนาคตที่มั่นคง
  • สร้างแรงบันดาลใจจากหัวข้อด้านความหลากหลายและการมีส่วนร่วม รับชมแนวทางที่ผู้หญิงจะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างไรในโลกของเทคโนโลยี และเรียนรู้ถึงบทบาทสำคัญของความหลากหลายและการมีส่วนร่วมในที่ทำงาน เพื่อสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจดิจิทัล

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบกำหนดการทั้งหมดได้ที่นี่

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์นี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทันทีที่นี่ โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/aws-summit-online-asean-2021-05-18-to-19/

Oracle นำผลิตภัณฑ์ GoldenGate เปิดให้บริการผ่านคลาวด์

Oracle ได้นำผลิตภัณฑ์ GoldenGate ของตนสู่ Oracle Cloud เพื่อให้เข้าถึงค้าได้ง่ายขึ้นทั้งด้านราคาและวิธีการใช้งาน

Oracle GoldenGate เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการข้อมูลเช่น Replicate, Filter และ Transform ในระดับเรียลไทม์ ซึ่งรองรับการทำงานข้ามฐานข้อมูลต่างๆ เช่น DB2, MySQL, SQL Server และ Teradata อีกทั้งยังตอบโจทย์การทำ Big Data และ Analytics (สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://docs.oracle.com/goldengate/c1230/gg-winux/GGCON/introduction-oracle-goldengate.htm#GGCON-GUID-FC1D8354-3844-4FE0-B71E-9F5AF8322728 และ https://docs.oracle.com/goldengate/c1230/gg-winux/GGHDB/12.3-what-is-oracle-goldengate-heterogeneous-databases.htm#GGHDB-GUID-08EAC588-F76C-4E37-BEBA-0DC57B98CA46)

credit : Zdnet

ปัจจุบันมีลูกค้าองค์กรหลายพันรายที่เลือกใช้ GoldenGate อยู่แล้ว อย่างบริษัทขนาดใหญ่ใน Fortune 100 กว่า 80% ก็เช่นกัน อย่างไรก็ดีคาดว่าบริการ Oracle Infrastructure Cloud GoldenGate Service จะช่วยให้องค์กรอื่นสามารถเข้าถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์นี้ได้ง่ายขึ้น โดยอันที่จริงแล้ว GoldenGate นั้นรองรับการใช้งานได้หลากหลายกรณีตามภาพประกอบ

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://docs.oracle.com/en/cloud/paas/goldengate-service/using/index.html 

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/oracle-makes-goldengate-a-cloud-native-fully-managed-service/

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-propose-goldengate-solution-on-cloud/

[Guest Post] หัวเว่ยเปิดตัว 6 ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่สุดล้ำ เสริมความแข็งแกร่งให้แพลตฟอร์มคลาวด์ และการเปลี่ยนผ่านอย่างอัจฉริยะของภาคธุรกิจ

หัวเว่ยเปิดตัว 6 ผลิตภัณฑ์และบริการที่มาพร้อมนวัตกรรม ภายในงานประชุมสำหรับนักพัฒนาของหัวเว่ยประจำปี พ.ศ. 2564 หรือ Huawei Developer Conference (HDC.Cloud) 2021 ซึ่งได้แก่ คลัสเตอร์คลาวด์ความเร็วสูง HUAWEI CLOUD CCE Turbo, ผู้ช่วยเขียนโปรแกรมอัจฉริยะ CloudIDE, ฐานข้อมูลแบบ GaussDB (สำหรับ openGauss), บริการ Trusted Intelligent Computing Service หรือ TICS, รูปแบบบริการ Pangu Model (รวมถึงโมเดล Chinese NLP ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและโมเดล CV), และโครงสร้างพื้นฐานทางซอฟต์แวร์เพื่อระบบประมวลผลอันหลากหลาย ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ทั้ง 6 นี้ ถือเป็นมิติใหม่ของประสิทธิภาพและคุณภาพที่จะช่วยยกระดับบรรดานักพัฒนาในการสร้างมาตรฐานใหม่ นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้ประกาศการลงทุน 220 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในโครงการ Huawei Developer Program 2.0 ปีนี้ ซึ่งจะรวมถึงโครงการ HUAWEI CLOUD Partner Innovation Program ที่เพิ่งประกาศเปิดตัวไป โครงการ Kunpeng OpenMind Project และโครงการ Ascend OpenMind Project ซึ่งการลงทุนสนับสนุนนี้จะช่วยให้ทั้ง HUAWEI CLOUD โครงการ Kunpeng และโครงการ Ascend เดินหน้าเติบโตและสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง             

นายริชาร์ด ยู ผู้อำนวยการของหัวเว่ย และซีอีโอของกลุ่มธุรกิจคลาวด์และกลุ่มธุรกิจเพื่อผู้บริโภคของหัวเว่ย กล่าวเปิดงานว่า “ภายในปี พ.ศ. 2568 บริษัทหรือองค์กรทั่วโลกทั้งหมดจะหันมาใช้เทคโนโลยีคลาวด์ โดยคลาวด์ถือเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมไอซีที และเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีขององค์กรเหล่านั้น ซึ่งนักพัฒนาก็เป็นเหมือนจิตวิญญาณของอุตสาหกรรมนี้ หัวเว่ยจะเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และทำงานร่วมกับนักพัฒนาและพันธมิตรเพื่อเร่งการเติบโตของคลาวด์และการเปลี่ยนผ่านอย่างอัจฉริยะของทุกธุรกิจ”

นายริชาร์ด ยู ผู้อำนวยการของหัวเว่ย และซีอีโอของกลุ่มธุรกิจคลาวด์และกลุ่มธุรกิจเพื่อผู้บริโภคของหัวเว่ย กล่าวเปิดตัว 6 ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่

 

ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่สุดล้ำ 6 รายการเพื่อโลกของคลาวด์และ AI

ด้วยการพัฒนาและนำเทคโนโลยีคลาวด์ รวมทั้ง AI มาใช้อย่างกว้างขวาง ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงเร่งเดินหน้าเข้าสู่ความเป็นอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสในสามช่องทาง ได้แก่ การพัฒนาแอปพลิเคชันให้ทันสมัย การสร้างมูลค่าให้กับข้อมูล และการพัฒนา AI ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งทั้ง 6 ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ จากหัวเว่ยจะช่วยให้นักพัฒนามีการเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่กำลังจะมาถึงได้

  • HUAWEI CLOUD CCE Turbo: เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมแอปพลิเคชันระดับองค์กร

การปรับกระบวนการจัดการคอนเทนเนอร์เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีความทันสมัย เนื่องจากความนิยมใช้คอนเทนเนอร์ที่แพร่หลายในระบบหลักและบริการเชิงนวัตกรรมต่าง ๆ ของธุรกิจองค์กร ส่งผลให้หลายองค์กรมีความคาดหวังสูงขึ้นต่อประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และศักยภาพในการจัดลำดับงานของคอนเทนเนอร์ ซึ่งHUAWEI CLOUD CCE Turbo สามารถเข้ามาช่วยเร่งขับเคลื่อนการประมวลผล ประสิทธิภาพของเครือข่าย และการจัดลำดับงานดังกล่าว

  • HUAWEI CLOUD CloudIDE: ผู้ช่วยอัจฉริยะเพื่อการเขียนโปรแกรมสำหรับนักพัฒนา

CloudIDE มอบประสบการณ์การเขียนโปรแกรมที่คล่องตัวและรวดเร็วให้กับนักพัฒนา เติมเต็มให้การเขียนโปรแกรมออนไลน์อย่างอัจฉริยะสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านทุกเทอมินัลปลายทางได้อย่างมั่นคงและแม่นยำ

  • ข้อมูลสำคัญของธุรกิจองค์กรสู่ cloud

สำหรับธุรกิจที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล และดำเนินงานบนคลาวด์อย่างแท้จริง จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนสำคัญในการโอนย้ายฐานข้อมูลสู่ระบบคลาวด์ โดย HUAWEI CLOUD GaussDB (สำหรับ openGauss) ต่างจากฐานข้อมูลแบบเดิมและมีคุณลักษณะเด่น รวมถึงประสิทธิภาพอันทรงพลังที่มาพร้อมกับความสามารถในการประมวลผลที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันตัวอื่น ๆ ในตลาดมากกว่า 54% ทั้งยังส่งมอบความยืดหยุ่นได้มากกว่าและเข้าใช้งานได้สะดวกกว่า

  • Trusted Intelligent Computing Service (TICS): ปลดล็อคทุกศักยภาพของข้อมูล เสริมแกร่งความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น

ข้อมูลนับเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการการผลิต จำเป็นต้องมีการรับส่งกระแสข้อมูลอย่างลื่นไหลเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด อย่างไรก็ตาม การเสริมประสิทธิภาพให้เกิดความเปิดกว้าง (openness) การแบ่งปัน (sharing) และกระแสข้อมูล (circulation) ต่างเป็นเรื่องยากในความเป็นจริง HUAWEI CLOUD TICS จะมอบความปลอดภัยอันเหนือชั้นสำหรับข้อมูลในแอปพลิเคชันนวัตกรรมที่ทำงานประสานกัน ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เกิดกระแสข้อมูลที่ปลอดภัยและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

  • HUAWEI CLOUD Pangu Model: มาพร้อม NLP Model สัญชาติจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลกและ vision pre-trained model

ด้วยโมเดลการพัฒนา AI เชิงอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วย pre-training + downstream fine-tuning” ทำให้ Pangu Model เร่งให้เกิดการรับ AI มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในวงกว้างได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น และส่งผลให้เกิดการใช้งาน AI อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยมีสามจุดเด่นสำคัญคือ ความสามารถด้านการประเมินที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยข้อมูลตัวอย่างขนาดเล็ก (small-sample learning) และโมเดลความแม่นยำสูง

  • ซอฟต์แวร์สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน: เสริมศักยภาพการประมวลผลที่หลากหลาย

นวัตกรรมด้าน Cloud ต้องอาศัยการสนับสนุนจากเทคโนโลยีตั้งต้นของซอฟต์แวร์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ ฐานข้อมูล หรือ Middleware หัวเว่ยจึงพัฒนาชุดประมวลผลซอฟต์แวร์ขั้นพื้นฐาน ที่ประกอบด้วยระบบปฏิบัติการ ฐานข้อมูลระดับธุรกิจองค์กร และกรอบประมวลผล AI แบบรองรับทุกสถานการณ์ใช้งาน เพื่อเสริมกำลังในการประมวลผลที่หลากหลาย ที่จะช่วยเติมเต็มทุกศักยภาพของนวัตกรรมจาก HUAWEI CLOUD

 

ทุ่มเงินลงทุน 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับโครงการ Huawei Developer Program 2.0 พร้อมเปิดตัว HUAWEI CLOUD Partner Innovation Program

ภายในงาน HDC.Cloud 2021 หัวเว่ยได้ประกาศว่าในปี พ.ศ. 2564 นี้จะมีการลงทุนมูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับโครงการ Huawei Developer Program 2.0 รวมถึงเปิดตัวโครงการริเริ่มจำนวนมาก เช่น HUAWEI CLOUD Partner Innovation Program, Kunpeng OpenMind Project และ Ascend OpenMind Project เป็นต้น

นายจาง ผิงอัน (Zhang Ping’an) ประธานกลุ่มธุรกิจคลาวด์และบริการคลาวด์สำหรับผู้บริโภคของหัวเว่ย

 

นายจาง ผิงอัน (Zhang Ping’an) ประธานกลุ่มธุรกิจคลาวด์และบริการคลาวด์สำหรับผู้บริโภคของหัวเว่ย กล่าวว่า หัวเว่ยจะลงทุนในโครงการ HUAWEI CLOUD Partner Innovation Program มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นการช่วยเหลือ  พาร์ทเนอร์ด้านบริการ Software-as-a-Service (SaaS) และผู้ขายซอฟต์แวร์อิสระ (ISV) รวมทั้งจัดหาทรัพยากรคลาวด์ สร้างความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยี และสนับสนุนด้านการส่งเสริมธุรกิจ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมขอบข่ายเฉพาะทาง 6 ด้าน ได้แก่ ด้านไมโครเซอร์วิสกับตู้คอนเทนเนอร์, บริการ SaaS, บิ๊กดาต้า, AI, วิดีโอ และเทคโนโลยีเอดจ์อัจฉริยะ (Intelligent Edge)

นับตั้งแต่เปิดตัว Huawei Developer Program เมื่อปี พ.ศ. 2558 หัวเว่ยก็ยึดมั่นต่อหลักปรัชญาที่ว่าด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบเปิด การสร้างความพร้อมให้พาร์ทเนอร์ (Partner Enablement) และการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถ (Talent Development) พร้อมการสร้างอีโคซิสเต็มที่มั่นคงและเฟื่องฟูให้กับแวดวงอุตสาหกรรม ปัจจุบัน HUAWEI CLOUD, Kunpeng และ Ascend ได้ดึงดูดนักพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วมแล้วกว่า 2.4 ล้านคน โดย HUAWEI CLOUD IaaS ขึ้นเป็นอันดับสองของจีนและเป็นอันดับห้าของโลก กลายเป็นผู้ค้าบริการคลาวด์ในกระแสหลักที่เติบโตเร็วที่สุด

 

เสริมพลังดิจิทัลไทยแลนด์: เสริมแกร่งประเทศไทยด้วยโครงการพัฒนาบุคลากร ICT ที่หลากหลาย

ในฐานะผู้ให้บริการด้านคลาวด์ระดับโลกรายแรกที่สร้างศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย เพื่อรองรับการให้บริการในตลาดไทยอย่างแท้จริง HUAWEI CLOUD มุ่งมั่นที่จะช่วยผลักดันให้วิสัยทัศน์ Thailand 4.0 ของประเทศไทยเป็นจริงขึ้นมาได้

อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน ICT ถือเป็นเพียงก้าวแรกในการขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของภูมิภาค อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการเสริมแกร่งและพัฒนาทักษะให้แก่บุคลากรด้าน ICT ในประเทศ

ด้านการฝึกอบรมผ่านออนไลน์ หัวเว่ย ประเทศไทย ได้จัดคอร์สสัมมนาผ่านเว็บไซต์ในชื่อว่า Cloud Diary ซึ่งเกิดจาก ความร่วมมือระหว่างลูกค้าในประเทศและพาร์ทเนอร์จากทุกภาคอุตสาหกรรมที่มาช่วยแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานคลาวด์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้สนใจ โดยงานสัมมนาดังกล่าวมีผู้เข้ารับชมเป็นนักพัฒนา นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย อาจารย์ และพนักงานในองค์กรต่าง ๆ มากถึงกว่า 700,000 คน ทั้งนี้ หัวเว่ยจะยังคงจัดงานสัมมนาผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวต่อไปในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งเน้นแบ่งปันองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับยุคดิจิทัลในบริบทที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด

สำหรับการฝึกอบรมแบบออฟไลน์ HUAWEI CLOUD ได้จัดงาน Warrior Workshop ขึ้นเป็นประจำทุกเดือน ครอบคลุมผู้ใช้งานเทคโนโลยีด้าน IT จากหลากหลายองค์กรธุรกิจ เอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ นอกจากการเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น การรักษาความปลอดภัย การย้ายเซิร์ฟเวอร์และศูนย์ข้อมูลขึ้นไปบนคลาวด์ AI และแมชชีนเลิร์นนิง ยังมีการจัดเวิร์คช็อปฝึกฝนด้วยการลงมือทำซึ่งมีมืออาชีพคอยกำกับดูแลทีละขั้นตอน

นอกจากนี้ การแข่งขัน Cloud Developer Contest ซึ่งจะจัดขึ้นในปีนี้โดย HUAWEI CLOUD ประเทศไทย จะได้รับการอัพเกรดเป็นโครงการ Huawei Spark สำหรับบริษัทสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยี โครงการนี้ตั้งเป้าในการสนับสนุนและเร่งผลักดันการเติบโตของสตาร์ทอัพเพื่อการเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบในโลกอัจฉริยะ ซึ่งหัวเว่ย ประเทศไทย จะร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อส่งมอบทรัพยากรด้านการเงิน การฝึกอบรมเชิงเทคนิค วิธีการเข้าทำตลาด และด้านเครือข่าย เพื่อช่วยสร้างศักยภาพที่จำเป็นให้แก่เหล่าสตาร์ทอัพ

โครงการ Huawei Spark Program สำหรับประเทศไทย อยู่ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2564 แบ่งเป็นช่วงเปิดรับใบสมัคร คัดเลือกครั้งแรก การฝึกอบรม คัดเลือกครั้งที่สอง และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยซึ่งคาดว่าน่าจะมีสตาร์ทอัพเข้าร่วมมากกว่า 100 แห่ง โดยจะมีคณะกรรมการตัดสินที่ประกอบด้วยบุคลากรจากหัวเว่ยและพาร์ทเนอร์ ทั้งนี้ ผู้ชนะจากโครงการจะได้รับรางวัลในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่สิทธิ์เข้าร่วมโครงการ Huawei Spark Fire ได้รับ Cloud Credit โดยอ้างอิงจากเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ หัวเว่ย ประเทศไทย หวังว่าโครงการการแข่งขันนี้จะช่วยดึงสตาร์ทอัพเทคโนโลยี ผู้นำในภาคอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ คนหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์ และผู้ประกอบการให้มาร่วมกันพูดคุยเกี่ยวกับนวัตกรรมและแอปพลิเคชันใหม่ล่าสุดของเทคโนโลยี ICT ครอบคลุมในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขัน Huawei Spark Thailand Competition ได้ที่ https://www.facebook.com/HuaweiCloudTH

 

 

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-huawei-hdc-cloud-2021-6-products-launch/

[Guest Post] Technology Radar ฉบับล่าสุดจาก ThoughtWorks เตือนการเลือกเครื่องมือสำหรับการพัฒนาและใช้งานระบบคลาวด์

รายงานประจำทุก 6 เดือนนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการสร้างทีมงานแพลตฟอร์มขององค์กรที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ThoughtWorks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ระดับโลก เผยแพร่ Technology Radar ฉบับที่ 24 ซึ่งกระตุ้นเตือนให้องค์กรพิจารณาเลือกฟีเจอร์ของระบบคลาวด์อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางเครื่องมือที่มีให้เลือกสรรเพิ่มมากขึ้น โดยพร้อมให้ดาวน์โหลดได้แล้วทั้ง ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ 

เมื่อแพลตฟอร์มคลาวด์เป็นที่นิยมมากขึ้น  ผู้ให้บริการต่างก็พยายามรวบรวมกลุ่มเครื่องมือสำหรับการพัฒนาและใช้งานระบบคลาวด์มากขึ้น ทั้งระบบที่มีตัวจัดเก็บโค้ดที่เชื่อมต่อกับไปป์ไลน์ รวมทั้งตัวจัดเก็บแพ็คเกจหรือระบบวิกิ และอื่นๆ การรวมกลุ่มเครื่องมือเข้าด้วยกันได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้นักพัฒนาและฝ่ายจัดซื้อได้ แต่อย่างไรก็ตาม ชุดเครื่องมือเหล่านี้อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานทั้งระบบ

ดร.รีเบคกา พาร์สันส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ ThoughtWorks กล่าวว่า “ในทางทฤษฎี การจัดรวบรวมชุดเครื่องมือที่ควรทำงานร่วมกันและส่งเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีนั้นย่อมมีคุณค่าอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม มีหลายโอกาสที่การเลือกเครื่องมือที่ดีที่สุดเฉพาะการใช้งานนั้นๆ จะเหมาะสมกว่า เช่น หากต้องการความยืดหยุ่นในการสับเปลี่ยน workload ระหว่างผู้ให้บริการคลาวด์นั้น การไม่ผูกติดอยู่กับชุดเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งจะเป็นผลดี”

 

Technology Radar ฉบับที่ 24 ยังให้ความสำคัญกับหัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

การตั้งทีมงานแพลตฟอร์มช่วยเร่งให้รุดหน้า

หลายองค์กรกำลังเปิดรับแนวคิด “ทีมงานแพลตฟอร์ม” มากขึ้นเรื่อยๆ โดยได้ตั้งทีมงานขึ้นมาเฉพาะ เพื่อสร้างและพัฒนาศักยภาพแพลตฟอร์มใช้งานภายในองค์กร ทำให้กระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันทำได้รวดเร็วขึ้น ลดความซับซ้อนของการปฏิบัติการ และเร่งการออกผลิตภัณฑ์ไปสู่ตลาดได้เร็วยิ่งขึ้น

“ซับซ้อนเกินกว่าจะสามารถสรุปให้สั้นได้”

หลายหัวข้อที่ซับซ้อนที่รวมอยู่ใน Radar นั้น มักถูกจัดให้เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินจะสรุปให้สั้นได้ (Too Complex To Blip – TCTB) บ่อยครั้ง มีการประชุมและพูดคุยกันใหม่ในหัวข้อเหล่านี้เพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งเสมอ เช่น เรื่องการรวมซอร์สโค้ดไว้ที่เดียวกัน (monorepo) แนวทางที่ดีในการควบคุมระบบสถาปัตยกรรมแบบกระจายตัว และการแยกประเภทของโมเดลประเด็นเหล่านี้ล้วนมีข้อดีข้อเสียมากเกินกว่าจะสรุปออกมาเป็นคำแนะนำที่ชัดเจนและไม่คลุมเครือได้ เช่นเดียวกับอีกหลายหัวข้อในแวดวงการพัฒนาซอฟต์แวร์

การเชื่อมต่อกันทางสถาปัตยกรรม (Architectural Coupling)

หัวข้อการเชื่อมต่อกัน (coupling) ของชิ้นส่วนต่างๆ ของสถาปัตยกรรมซอฟท์แวร์ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะระหว่างไมโครเซอร์วิสด้วยกัน หรือระหว่างคอมโพเนนต์  API เกตเวย์ ฟรอนต์เอนด์ และอื่นๆ เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจเสมอมา แต่ไม่เคยมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว การตัดสินใจจึงต้องเกิดขึ้นเป็นรายกรณี แทนที่จะแสวงหาทางออกแบบสำเร็จรูปแต่ขาดประสิทธิภาพ

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชม ThoughtWorks.com/radar เพื่อสำรวจเว็บไซต์แบบอินเทอร์แอคทีฟ หรือดาวน์โหลดเวอร์ชัน PDF ได้แล้ว

 

เกี่ยวกับ ThoughtWorks

ThoughtWorks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ระดับโลก ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 8,000 คน ในสำนักงาน 48 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับลูกค้าแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เทคโนโลยี และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-thoughtworks-technology-radar/

[Guest Post] การ์ทเนอร์คาดมูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ทั่วโลกปี 64 โตพุ่ง 23%

เผยเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่สร้างกระแสการใช้งานเป็นปัจจัยผลักดันการใช้จ่ายคลาวด์

นายซิด นาณ รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์

 

การ์ทเนอร์ อิงค์คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ทั่วโลกในปีนี้โตขึ้น 23.1% คิดเป็นมูลค่าถึง 332.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 270 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่แล้ว

นายซิด นาณ รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เหตุการณ์ในปีที่แล้วทำให้ซีอีโอสามารถเอาชนะความไม่มั่นใจในการย้ายภารกิจสำคัญ ๆ จากการเก็บข้อมูลภายในองค์กรไปไว้บนระบบคลาวด์ถึงแม้ไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาด ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ก็ลดลงอยู่ดี”

เทคโนโลยีเกิดใหม่ อาทิ  Containerization, Virtualization และ Edge Computing จะถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายและช่วยขับเคลื่อนมูลค่าการใช้จ่ายคลาวด์ให้เติบโตมากขึ้น หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การแพร่ระบาดกระตุ้นให้ซีไอโอหันมาใส่ใจบริการคลาวด์อย่างจริงจังนั่นเอง”

แม้มีความท้าทายด้านเศรษฐกิจระดับมหภาค แต่การให้บริการคลาวด์สาธารณะกลับกำลังเบ่งบานอย่างมาก โดยเฉพาะ Software as a Service (SaaS) ยังเป็นกลุ่มตลาดใหญ่ที่สุด คาดว่าในปี 2564 จะมีมูลค่าสูงถึง 122.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากความต้องการแอพพลิเคชั่นแบบผสมผสานนั้นต้องใช้ประสบการณ์ SaaS รูปแบบต่าง ๆ มาประกอบ (ดูตารางที่ 1) ในปี 2564 ตลาด Infrastructure-as-a-Service (IaaS) และตลาด Desktop-as-a-Service (DaaS) จะเติบโตสูงสุดที่ 38.5% และ 67.7% ตามลำดับ เนื่องจากซีไอโอต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการปรับขนาดโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับปริมาณงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไปสู่ระบบคลาวด์ รวมถึงความต้องการของทีมงานในการทำงานแบบไฮบริด

 

ตารางที่ 1 คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้งานทั่วโลก (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

 

2563

2564

2565

Cloud Business Process Services (BPaaS)

46,131

50,165

53,121

Cloud Application Infrastructure Services (PaaS)

46,335

59,451

71,525

Cloud Application Services (SaaS)

102,798

122,633

145,377

Cloud Management and Security Services

14,323

16,029

18,006

Cloud System Infrastructure Services (IaaS)

59,225

82,023

106,800

Desktop as a Service (DaaS)

1,220

2,046

2,667

มูลค่ารวมทั้งตลาด

270,033

332,349

397,496

BPaaS = business process as a service; IaaS = infrastructure as a service; PaaS = platform as a service; SaaS = software as a service
หมายเหตุ: ผลรวมอาจไม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการปัดเศษ   ที่มา: การ์ทเนอร์ (เมษายน 2564)

 

ขณะที่หลายองค์กรทั่วโลกต่างระดมสรรพกำลังครั้งใหญ่เพื่อผลิตและแจกจ่ายการฉีดวัคซีน COVID-19 ให้ทั่วถึง แอปพลิเคชันที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม SaaS เอื้อให้เราได้ทำงานที่มีความจำเป็นในรูปแบบใหม่ อาทิ ระบบอัตโนมัติและห่วงโซอุปทานที่กลายเป็นภารกิจสำคัญ แอปพลิเคชันต่าง ๆ ดังกล่าวแสดงถึงความน่าเชื่อถือของการปรับการบริหารจัดการวัคซีนที่ช่วยให้ซีไอโอตรวจสอบความถูกต้องเมื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์

“สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าการใช้งานและการนำระบบคลาวด์มาใช้ในองค์กรต่าง ๆ ในช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตอยู่นั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ การใช้งานจะวิวัฒน์ไปอีกขั้นจากการให้บริการตามรูปแบบการใช้งาน เช่น การวางโครงสร้างพื้นฐานและการสับเปลี่ยนแอปพลิเคชันไปสู่การผสานรวมระบบคลาวด์เข้ากับเทคโนโลยีจำพวก ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ (Internet of Things) เครือข่าย 5G และอื่น ๆ” นาย นาณ กล่าวเพิ่มเติมว่า

“ซึ่งคลาวด์ยังทำหน้าที่ผสานเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกมากมายที่ซีไอโอต้องการใช้งานเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อผลักดันให้องค์กรเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปสู่ศตวรรษหน้าเมื่อผู้บริหารไอทีตระหนักถึงงานที่มีความซับซ้อนและงานในรูปแบบใหม่ ๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการพลิกโฉมตลาด”

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรายงาน “Forecast: Public Cloud Services, Worldwide, 2019-2025, 1Q21 Update.” 

 

งานสัมมนาการเติบโตทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของการ์ทเนอร์ 

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์จะนำเสนอบทวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกระตุ้นการเติบโตของผู้ให้บริการเทคโนโลยี รวมถึงการผลักดันนวัตกรรมและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกิดใหม่ในงาน Gartner Tech Growth & Innovation Conference 2021 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20-21 กรกฎาคม ศกนี้ ในทวีปอเมริกา ติดตามข่าวสารและอัปเดตจากการประชุมทาง Twitter โดยใช้ #GartnerTGI

 

เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของการ์ทเนอร์

แนวทางการปฏิบัติด้านไอทีของการ์ทเนอร์ช่วยให้ซีไอโอและผู้นำด้านไอทีมีข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือต่าง ๆ ในการช่วยขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ คลิกชมข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.gartner.com/en/information-technology ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจากแนวปฏิบัติด้านไอทีของ Gartner บน Twitter และ LinkedIn ได้ที่ #GartnerIT

 

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต 

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด  การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gartner-forecasts-worldwide-public-cloud-end-user-spending-grow-23-percentage-in-2021/