คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

เผย 3 เทคโนโลยีสำคัญ เบื้องหลังวัน 11.11 ของ Alibaba ในปี 2020

เมื่อวันคนโสดหรือ 11.11 ในปี 2020 ที่ผ่านมา ถือเป็นการทำลายสถิติครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของ Alibaba ทั้งในเชิงของการขายสินค้า และการออกแบบระบบ IT Infrastructure เบื้องหลังบน Alibaba Cloud เพื่อให้สามารถรองรับธุรกรรมปริมาณมหาศาลและแคมเปญการตลาดเพื่อเร่งยอดขายได้ ด้วยตัวเลขสถิติที่น่าสนใจดังนี้

Credit: Alibaba
  • มียอดขาย 74,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 2.22 ล้านล้านบาทในเวลา 11 วัน โดยมีประมาณ 250,000 ที่เข้าร่วมแคมเปญในครั้งนี้
  • เกิดการซื้อขายสินค้าสูงสุดถึง 583,000 ครั้งต่อวินาที
  • Cainiao Network ต้องประมวลผลด้านการจัดส่งสินค้ามากถึง 2,320 ล้านครั้งในช่วงเวลา 11 วัน
  • Livestreaming กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เกิดการขาย โดยมีมากกว่า 30 Livestreaming บน Taobao Live ที่สามารถสร้างรายได้มากกว่า 459 ล้านบาทต่อการ Live

แน่นอนว่าการรองรับการซื้อขายปริมาณมากขนาดนี้ให้ ระบบ IT Infrastructure ที่อยู่เบื้องหลังนั้นก็ย่อมต้องทรงพลังเพียงพอ และ Alibaba ได้ออกมาเผยกับ Bloomberg ถึง 3 เทคโนโลยีหลักที่ถูกใช้งานใน Alibaba Cloud เพื่อให้วัน 11.11 ครั้งล่าสุดนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ได้แก่

1 Next Generation Data Center ระบายความร้อนด้วยของเหลวเพื่อความคุ้มค่า

ระบบ Data Center ของ Alibaba Cloud เพื่อรองรับ 11.11 ในครั้งนี้ ใช้ระบบ Liquid-Cooled Server จำนวนหลายหมื่นเครื่องภายใน Data Center จำนวน 5 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจีน ทำให้นอกจากปริมาณยอดขายที่สูงแล้ว Alibaba ก็ยังคงออกแบบระบบให้เป็นมิตรต่อธรรมชาติมากที่สุดกว่าที่เคย

การระบายความร้อนด้วยของเหลวนี้ทำให้สามารถลดปริมาณการใช้พลังงานได้มากถึง 70% เนื่องจากระบบไม่ต้องสูญเสียพลังงานไปกับระบบพัดลมภายใน Server, ระบบแอร์ภายใน Data Center และระบบระบายความร้อนในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย

ในขณะเดียวกัน Alibaba ก็ใช้ AI ในการตรวจสอบดูแลรักษาระบบภายใน Data Center เหล่านี้ เพื่อตรวจหา Hard Disk ที่อาจทำงานผิดพลาดและแก้ไขปัญหาโดยอัตโนมัติให้ระบบโดยรวมทำงานได้ต่อเนื่องไม่ทำให้สูญเสียโอกาสการขาย ช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบได้เป็นอย่างดี

2 Cloud Native Solution ขยายระบบได้ถึง 1 ล้าน Container ใน 1 ชั่วโมง

ในวัน 11.11 ครั้งนี้ Alibaba Cloud มีการใช้งาน Container อย่างเต็มตัวด้วยการใช้สถาปัตยกรรม Alibaba Cloud X-Dragon และบริการ Alibaba Container Service for Kubernetes (ACK) ที่สามารถ Scale Up ระบบได้ถึงระดับ 1 ล้าน Container ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงในช่วงที่มีการซื้อขายมากที่สุดระหว่างแคมเปญ

ทั้งนี้ระบบทั้งหมดก็ต้องทำการประมวลผลแบบ Real-time ดังนั้น Alibaba จึงต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณกว่า 1.7 Exabyte ต่อวันด้วยการใช้บริการ Data Warehouse AnalyticDB ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วถึงระดับมิลลิวินาที และใช้ PolarDB ของ Alibaba เองเพื่อรองรับธุรกรรมจำนวนมากกว่า 100 ล้านรายการสำหรับ China Post

ความรวดเร็วในการประมวลผลนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยร้านค้าใน Alibaba ให้ทำการค้าขายได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ Logistics Partner ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วย อย่างเช่น STO Express ที่ลดค่าใช้จ่ายด้าน IT ลงไปได้ถึง 30% และการลดเวลาที่ใช้ในการ Synchronize ข้อมูลกับ Cainiao จากเดิมที่เคยใช้ 1 ชั่วโมงนั้นลดเหลือเพียง 3 นาที ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าที่จับจ่ายในแคมเปญนี้กว่า 800 ล้านคนดีขึ้นไปด้วย

3 Livestreaming ที่เสริมนวัตกรรมเพื่อเร่งสร้างยอดขาย

มีผู้ชม Livestreaming มากกว่า 524 ล้านคนในช่วง 11.11 ที่ผ่านมา โดยมีการ Stream หลายหมื่นครั้งเกิดขึ้นบน Taobao Live ซึ่ง Alibaba ก็มีการใช้เทคโนโลยี Real-Time Streaming (RTS) ของตนเองที่ช่วยลด Latency ให้เหลือเพียงไม่ถึง 1 วินาทีเท่านั้น น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของวงการถึง 75%

อีกเทคโนโลยีที่มีบทบาทมากก็คือ Real-Time Language Translation ที่นำ AI แปลภาษาบน AliExpress มาใช้กับ Livestreaming ด้วย ทำให้ไม่ว่าสินค้าแบรนด์ใดจากประเทศไหนก็สามารถทำการขายของผ่าน Livestreaming ได้ทั้งหมด โดยมีร้านค้ากว่า 70% เลือกใช้ความสามารถนี้สำหรับแปลภาษาจีนไปเป็นอังกฤษ, รัสเซีย, สเปน และฝรั่งเศส และมีผู้ชมกว่า 8 ล้านรายที่รับชมเนื้อหาจาก 9,000 คลิปบน AliExpress

รับชมรายละเอียดฉบับเต็มและภาพเคลื่อนไหวจาก Bloomberg ร่วมกับ Alibaba Cloud ได้ที่ https://sponsored.bloomberg.com/news/sponsors/features/alibaba-cloud/the-pulse-of-digitalization/?adv=30613&prx_t=6xkGA7f5IAYikPA โดยเนื้อหาดังกล่าวนี้ยังเป็นเพียง Episode 1 เท่านั้น และในอนาคตจะยังมี Episode อื่นๆ ออกมาเพิ่มเติมอีก

ผู้ที่สนใจ Alibaba Cloud สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.alibabacloud.com/campaign/singles-day-double-11-2020

from:https://www.techtalkthai.com/3-innovative-technologies-behind-11-11-at-alibaba-2020/

VMware เผย รายได้จาก Subscription และ SaaS เติบโตจนแซงรายได้จากระบบ On-Premises แล้ว

ในการแถลงงบการเงินไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2021 โดย VMware นั้น ทาง VMware ได้ระบุว่ารายรับจาก Subscription และ SaaS นั้นได้พุ่งแซงรายรับจาก On-Premises ไปแล้ว

Credit: ShutterStock.com

VMware เผยว่าในไตรมาสดังกล่าว รายได้จากบริการ Subscription และ SaaS นั้นมียอดสูงถึง 676 ล้านเหรียญหรือราวๆ 20,280 ล้านบาท เติบโตขึ้นมาจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 44% และนับเป็นรายได้ 24% ของรายได้รวมทั้งหมดในไตรมาสนี้ ในขณะที่รายได้จากลิขสิทธิ์แบบ On-Premises นั้น VMware มีรายได้อยู่ที่ 639 ล้านเหรียญหรือราวๆ 19,170 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมประจำไตรมาสนี้อยู่ที่ 2,860 ล้านเหรียญ หรือราวๆ 85,800 ล้านบาท เติบโตขึ้นมาจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 8%

ในมุมของ VMware นั้น COVID-19 ได้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญให้หลายธุรกิจองค์กรมุ่งสู่ภาพของ Cloud-First และทำให้รายรับด้าน Subscription และ SaaS เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การเติบโตในฝั่ง On-Premises นั้นชะลอตัวลง ซึ่งหลังจากนี้ VMware ก็หวังว่าตลาดฝั่ง On-Premises จะค่อยๆ กลับมาดีขึ้น และ VMware เองก็จะมุ่งลงทุนสร้างความเติบโตในตลาดฝั่ง Subscription และ SaaS ต่อไป

นอกจากนี้ในอนาคต VMware เองก็จะเริ่มจับมือกับพันธมิตรรายต่างๆ เพื่อผลักดัน Comsumption Model รูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์มากขึ้นไปอีก ในขณะที่โซลูชันอย่าง VMware vRealize Cloud Universal ซึ่งได้รวมเอาระบบบริหารจัดการ SaaS และ On-Premises เข้าไว้ใน Subscription เดียวนี้ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากความเข้าใจง่ายในการจัดซื้อและใช้งาน

แผนของ VMware ในอนาคตคือการมุ่งสู่ภาพของ Multi-Cloud อย่างเต็มที่ โดย VMware ได้จับมือกับผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำทั่วโลกเพื่อนำเทคโนโลยีของ VMware ไปให้บริการแลบ้ว ในขณะที่ Dell Technologies เองก็จะเป็นกำลังสำคัญทางด้านระบบ On-Premises Private Cloud

ที่มา: https://www.sdxcentral.com/articles/news/vmware-subscription-saas-revenue-skyrockets-44-outpaces-on-prem/2020/11/

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-subscription-and-saas-revenue-surpasses-on-premises-revenue/

บริษัท แสนรู้ จำกัด และหัวเว่ยคลาวด์ ร่วมลงนาม MoU ร่วมมือกันในการปลดล็อคพลังแห่งข้อมูล

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2020 บริษัท อินเตอร์เน็ต เบส บิซิเนส กรุ๊ป จำกัด (บริษัท แสนรู้ จำกัด) ร่วมกับ หัวเว่ยคลาวด์ ประเทศไทย สร้างความร่วมมือโดยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในการเข้าร่วม “เครือข่ายพันธมิตรหัวเว่ยคลาวด์ (HUAWEI CLOUD Partner Network – HCPN)” การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อผนึกกำลังของเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงของบริษัท แสนรู้ จำกัด  เข้ากับแพลตฟอร์มข้อมูลมหัต (Big Data) ของหัวเว่ย เพื่อมอบประสบการณ์การตลาดดิจิทัลที่ดีที่สุดบนระบบคลาวด์ให้แก่องค์กรในประเทศไทย ตั้งแต่กลุ่มสตาร์ทอัพและอีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่

“จากภูมิทัศน์ทางธุรกิจในปัจจุบัน การปฏิรูปให้เป็นระบบดิจิทัลเป็นขั้นเริ่มต้นที่ช่วยผลักดันให้เกิดประสบการณ์ของลูกค้า ทั้งนี้ เพื่อให้กลยุทธ์ดิจิทัลมีความสมบูรณ์แบบ องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องครอบครองข้อมูลจำนวนมหาศาล” นายเจย์ ชอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) แห่งบริษัท แสนรู้ จำกัด เปิดเผยว่า “การบูรณาการระบบเดิมเข้ากับแพลตฟอร์มข้อมูลมหัต (Big Data) การโต้ตอบระหว่างหลากหลายแพลตฟอร์มที่มีอยู่ เช่น CRM, OCR, ระบบโฆษณาอัตโนมัติและอื่น ๆ รวมทั้งการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่นับไม่ถ้วนให้มีประสิทธิภาพ นับเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับการใช้เทคโนโลยีข้อมูลมหัต (Big Data) ประสบการณ์ของลูกค้าและความเชี่ยวชาญในข้อมูลของนักวิเคราะห์จะขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ระบบบริหารแบบเรียลไทม์ และการจัดการลูกค้ารวมศูนย์ เทคโนโลยีการนำข้อมูลแบบใช้ได้ทันทีหลังติดตั้ง โซลูชันที่สามารถสร้างมุมมองแบบองค์รวมของลูกค้าคือสิ่งที่แบรนด์ต่าง ๆ ต้องการอย่างแท้จริง”

“บริการต่าง ๆ ของหัวเว่ยคลาวด์ช่วยให้เรามีความยืดหยุ่นในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน การปรับขนาดและการเพิ่มประสิทธิภาพ แพลตฟอร์ม DataTech ใหม่ล่าสุดของบริษัท แสนรู้ จำกัด ซึ่งประกอบด้วย โมดูลทรงประสิทธิภาพต่าง ๆ อาทิ การวิเคราะห์ทางสังคม ศูนย์ติดต่ออัจฉริยะ ฮับวิเคราะห์ข้อมูล บริการวิจัยและความเชี่ยวชาญ O2O จะผสานรวมเข้ากับหัวเว่ยคลาวด์ในการจัดให้มี APIs แบบเปิดเพื่อช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ใช้ AI/ML ในการเปิดใช้การสื่อสารแบบ M2M (ระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องจักร) ได้เหมาะสมที่สุด โดยสามารถตอบสนองต่อข้อกำหนดที่หลากหลายจากลูกค้าของเราในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ ความร่วมมือของเรากับหัวเว่ยคลาวด์จะสร้างโอกาสทางการค้ามากขึ้น” นายอุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) แห่งบริษัท แสนรู้ จำกัด แสดงความคิดเห็น

“บริการต่างๆที่ครอบคลุม ของบริษัท แสนรู้ จำกัด อย่างเช่น แพลตฟอร์ม DataTech และศูนย์ติดต่ออัจฉริยะได้ผสานรวมความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ภาษาและช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ กับกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนให้เข้ากับท้องถิ่นของหัวเว่ยคลาวด์ ดังนั้น เมื่อเราพยายามให้ได้มาซึ่งความร่วมมือของกันและกัน ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสต่าง ๆ ในการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสร้างโซลูชันที่ปรับแต่งตามความต้องการและปรับให้เข้ากับลักษณะของบริษัทไทยอีกด้วย เราจะร่วมมือและดำเนินการทดลองทางเทคนิคสำหรับแพลตฟอร์มข้อมูลมหัต (Big Data) ขององค์กร และการวิจัยและพัฒนาของแพลตฟอร์มบริการแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาโซลูชันแหล่งเก็บข้อมูล (Data Lake) อัจฉริยะ” นาย โรเบ็น หวาง ประธานกลุ่มธุรกิจคลาวด์ และ AI แห่งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวเสริม

ในฐานะส่วนหนึ่งของความร่วมมือครั้งนี้ นายเจย์ ชอง ซีอีโอ พร้อมด้วย นายอุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) แห่งบริษัท แสนรู้ จำกัด ร่วมเป็นแขกผู้มีเกียรติในงานกิจกรรม Cloud Diary ของหัวเว่ย ซึ่งงานกิจกรรม Cloud Diary นี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดการสัมมนาทางเว็บภาษาไทยที่เน้นความรู้และการแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกในด้านการปฏิรูปเป็นระบบดิจิทัล เซสชันนี้จะออกอากาศในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายนผ่านทางหน้าเพจเฟซบุ๊ก Huawei Cloud & AI APAC (@HuaweiCloudTH) ผู้ที่สนใจติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเทคโนโลยีในขณะนี้สามารถติดตามกิจกรรม Cloud Diary ได้ที่หน้าเพจเฟซบุ๊ก @HuaweiCloudTH

ในเซสชั่นนี้ แสนรู้ยังเปิดเผยให้เห็นถึงโซลูชันมุมมองข้อมูลแบบองค์รวมแบบปรับแต่งเองที่นำเสนอในงาน POWERING DIGITAL THAILAND 2021: HUAWEI CLOUD & CONNECT ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ณ เซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

Powering Digital Thailand 2021: HUAWEI CLOUD & CONNECT

ด้วยผลกระทบจากโรคระบาดที่เกิดขึ้น เศรษฐกิจดิจิทัลจึงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน ICT เช่น ระบบ 5G ระบบคลาวด์ และระบบ AI จะกลายเป็นรากฐานและกลไกใหม่ของนวัตกรรม ในฐานะผู้นำแห่งเทคโนโลยีด้าน ICT หัวเว่ยร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ สร้างระบบนิเวศในการมอบประสบการณ์และโซลูชันต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในด้านประสบการณ์ กระบวนการและโมเดลทางธุรกิจสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ หากท่านสนใจเข้าร่วมงานกิจกรรม โปรดคลิกที่ลิงก์ด้านล่างเพื่อดูรายละเอียดและชมซ้ำในส่วนของประเด็นสำคัญ

https://www.facebook.com/watch/live/?v=719773158972118&ref=watch_permalink

from:https://www.techtalkthai.com/zanroo-joins-huawei-cloud-partner-network/

AWS SSO รองรับการทำ Multi-factor ด้วย WebAuthn แล้ว

AWS ได้ประกาศรองรับให้ระบบ Single Sign-on ของตนรองรับกับการใช้งาน Multi-factor Authentication ด้วย WebAuthn แล้ว

Credit: AWS

ก่อนที่จะลงลึกไปถึงเรื่อง WebAuthn ขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ FIDO Alliance กันก่อน ซึ่งเป็นความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมที่ตั้งเป้าพัฒนามาตรฐานการพิสูจน์ตัวตนอย่างแข็งแรงโดยไม่พึ่งพารหัสผ่านอีกต่อไป โดย FIDO นั้นย่อมาจาก Fast IDentity Online ที่รองรับเทคโนโลยีการพิสูจน์ตัวตนได้กับไบโอเมทริกซ์ต่างๆ ไปจนถึง TPM, USB Security token, Smart Card และ NFC (ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Wikipedia

ในส่วนของโปรเจ็ค FIDO2  ประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วนคือ Web Authentication (WebAuth) และ Client to Authenticator Protocol (CTAP) โดยตัวแรกก็คือมาตรฐานการพิสูจน์ตัวตนด้วยกระบวนการ Public Key Cryptography ซึ่งเมื่อผู้ใช้งานพยายามพิสูจน์ตัวตนกับเว็บไซต์อุปกรณ์ปลายทางจะคุยกับ Browser ผ่านทาง CTAP โปรโตคอล ทั้งนี้ท่านสามารถศึกษาการทำงานของ FIDO ได้อย่างละเอียดได้ที่ https://fidoalliance.org/how-fido-works/

อย่างไรก็ดีการทำงานข้างต้นจะต้องมีองค์ประกอบรองรับ 3 ตัวคือ 1. Website จะต้องรองรับ WebAuth 2. Browser ที่รองรับ WebAuth และ CTAP (ไม่เป็นปัญหาเพราะปัจจุบันรองรับกันเกือบหมดแล้ว) 3. ตัว FIDO Authenticator ที่เป็นฮาร์ดแวร์ที่ฝังมาในอุปกรณ์และรองรับกับ Android, iOS, Window, macOS และ Chrome (อันนี้ก็ไม่ใช่ปัญหามากเช่นกันเพราะอุปกรณ์ใหม่ๆ รองรับได้)

สิ่งที่ AWS ประกาศในครั้งนี้ก็คือแอดมินสามารถเปิด Multi-factors Authentication (MFA) ให้กับ AWS SSO ไม่ว่าจะผู้อยู่กับ AD ของผู้ใช้ หรือที่ดูแลเอง หรือที่ผูกกับ AWS Directory Service for Microsoft AD เพื่อเข้าใช้ AWS Console และ AWS CLI ได้ โดยพร้อมใช้งานแล้วได้ฟรีในทุก Region นั่นเอง

ที่มา : https://aws.amazon.com/blogs/aws/multi-factor-authentication-with-webauthn-for-aws-sso/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-sso-support-webauthn-for-mfa/

นวัตกรรมสุดเจ๋ง จัดการ IT Operation ได้อย่างลงตัวด้วย AIOps

AIOps turn reactive to proactive IT Operation

ปัญหาปัจจุบันของ IT Team ในหลาย ๆ บริษัทคือมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการมอนิเตอร์มากมาย แบ่งแยกตามที่ใช้งาน เช่น Network, Wi-Fi, Server, Applications เวลามีปัญหาการใช้งานระหว่างเครื่อง Clients กับ Applications ก็ต้องมาเสียเวลาตรวจสอบหาสาเหตุแบบ manual ยากแก่การ Scope Down ปัญหา สุดท้ายอาจจะจบด้วยการไม่ทราบสาเหตุ เป็นเพียงแค่การคาดคะเน ทำให้องค์กรและธุรกิจได้รับผลกระทบ อาทิ เวลาที่เสียไปในระหว่างที่ไม่สามารถใช้งานได้ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ในการมอนิเตอร์ต่างๆ แต่ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้

Artificial Intelligence for IT Operation หรือ AIOps เป็น AI สำหรับงาน IT Operation โดยการนำความสามารถของ Big Data, Analytics และ Machine Learning มาช่วย ทำให้สามารถมอนิเตอร์ Infrastructure ได้แบบ End-to-end ช่วยให้เราสามารถช่วยดำเนินการได้แบบ Proactive ได้ ซึ่งในวันนี้ทาง VMware SD-WAN ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการใน version 4.1.0 มีการเพิ่ม AIOps โดยที่ VMware ใช้ชื่อทางการตลาดว่า Edge Network Intelligence หรือ ENI ที่สามารถเปิดใช้งานบน SD-WAN Edge ได้เลยทันที

VMware Edge Network Intelligent จะเข้ามาช่วยเติมเต็มเรื่อง Day-to-day Operation ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Dashboard ที่มีอยู่บน VMware SD-WAN Orchestrator ซึ่งแต่เดิมจะทำในส่วนของการระบุว่ามีแอปพลิเคชันอะไรบ้างที่วิ่งผ่าน WAN Network และสามารถทำออกมาเป็นเอกสาร PDF ได้ว่ามี Top 10 Applications อะไรในแต่ละสาขา แอปพลิเคชันไหนใช้งานแบนด์วิดท์เยอะที่สุด  แต่พอมี AIOps Platform เข้ามาช่วยนั้น จะทำให้ระบบมอนิเตอร์ Dashboard ของ VMware SD-WAN มีความสามารถของ Big Data, Analytics และ Machine Learning มาช่วย ในการมอนิเตอร์ Application Flow แบบ End-to-end สามารถมองเห็นถึง ประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันของแต่ละผู้ใช้งาน มีการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันที่ใช้งานเมื่อมีการทำการแก้ไขระบบ สามารถแจ้งเตือน IT Team เมื่อระบบหรือการใช้งานแอปพลิเคชันใดแอปพลิเคชันนึงมีปัญหา พร้อมทั้งเสนอข้อแนะนำว่าปัญหาเกิดที่ตรงส่วนไหน ซึ่งทำให้ทาง IT Team แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

Solution Component

VMware Edge Network Intelligence มีทั้งหมด 2 องค์ประกอบด้วยกันคือ

1. Cloud Analytics Engine/Private Cloud Appliance

เป็น Machine Learning รองรับการใช้งานทั้งบนคลาวด์และบนระบบขององค์กร ทำหน้าที่ Auto-discovery, Automatic Baseline และ Analytic จากข้อมูลที่ได้รับมาและแสดงผลออกมาผ่านทาง Dashboard และสามารถ Integrate กับ 3rd Party ผ่านทาง API

2. Clawer/Analytics Edge

เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ สำนักงานหรือบน Data Center เพื่อเก็บข้อมูลและส่งไปยัง Cloud Analytics Engine/Private Cloud Appliance สามารถติดตั้งได้สองรูปแบบคือ Standalone หรือ SD-WAN EDGE + ENI ทำหน้าที่เป็น Analytics Edge ซึ่งสามารถดึง Data Source ได้จากหลายแหล่งเพื่อให้ Machine Learning บนคลาวด์วิเคราะห์ โดยสามารถดึงข้อมูลได้จาก Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP), Domain Name Server (DNS), Remote Authentication Dial-In User (RADIUS), Wireless Controller, Access Point, Switch, IoT Devices, Unified Communication และยังสามารถติดตั้ง Agent บนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อมอนิเตอร์ Work Form Home Solution ได้ด้วย

กรณีศึกษาสำหรับนำ AIOps ไปใช้ในองค์กร

Application Assurance

VMware Edge Network Intelligence สามารถติดตาม ตรวจสอบคุณภาพและรายงานหากพบการด้อยประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันได้มากถึง 3,000 แอปพลิเคชัน โซลูชันนี้เป็นการใช้ Bayesian ML วิเคราะห์การรับส่งข้อมูลของผู้ใช้ โดยจะทำให้ทีมไอทีสามารถทราบได้ว่ามีผู้ใช้ใดในระบบมีปัญหาการใช้แอปพลิเคชันอะไรบ้าง รวมถึงสามารถแยกแยะว่าปัญหาเกิดจากอะไร

Wireless and Wire Experience

VMware Edge Network Intelligence สามารถแสดงผลของผู้ใช้ที่เชื่อมต่อผ่านระบบเครือข่ายไร้สายมีสถานะการเชื่อมต่อเป็นอย่างไรบ้างเช่น Location, Access Point (AP) Radio, Signal Strength, Noise, Layer 2 Retransmissions, Radio Frequency (RF) Interference และ Channel Planning จากข้อมูลดังกล่าวสามารถช่วยลดปัญหาของ Wi-Fi Client ได้ที่ 50% และ Client Experience ดีขึ้นถึง 35%

Business Continuity and Work from Home

วิกฤติ COVID-19 ส่งผลให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไปมีการ Work from Home มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ส่งผลทำให้ทีมไอทีไม่สามารถทราบได้เลยว่าผู้ใช้ที่ทำงานที่บ้านใช้งานแอปพลิเคชันได้ดีเหมือนกับอยู่ที่ออฟฟิศหรือไม่ โดยโซลูชันนี้ทางไอทีสามารถติดตั้ง ENI บนเครื่องผู้ใช้เพื่อให้ระบบเก็บข้อมูลการใช้งาน Unified Communication (UC), Frame Rate, Bit Rate และ Packet Loss ทำให้ทีมไอทีสามารถให้คำแนะนำการใช้งานให้แก่ผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว

Fault Isolation and Recommendation

การใช้งานแอปพลิเคชันที่ล่าช้า เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจจะเกิดจาก Wi-Fi, LAN Network, WAN, Data Center, Cloud หรือ Internet ก็ได้ ซึ่งระบบที่ใช้ในการมอนิเตอร์ในปัจจุบันมีการแยกการมอนิเตอร์ทำให้ยากแก่การตรวจสอบปัญหาเกิดจากจุดใด เกิดการแก้ไขปัญหาได้ล่าช้า ทั้งนี้ VMware Edge Network Intelligence จะทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลให้กับทีมไอทีว่าปัญหาเกิดจากจุดใด และควรแก้ปัญหาอย่างไร

พร้อมหรือยังกับการนำ AI ไปใช้ใน IT Operation

PROEN ยินดีให้คำปรึกษาสำหรับการนำ AIOps ไปใช้ในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาและทดสอบได้ที่ sales@proen.co.th หรือสามารถดูตัว Demo ได้ที่ https://www.nyansa.com/demo/ โทร 02-690-3888

from:https://www.techtalkthai.com/improve-your-it-operations-with-aiops-by-proen/

AWS ประกาศออก ‘AWS Network Firewall’

AWS Network Firewall เป็นบริการ Managed Service Firewall ใหม่สำหรับ Virtual Private Cloud (VPC)

AWS Network Firewall รองรับการใช้งานทั้งแบบ Stateless และ Stateful Inspection นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ IDS/IPS, และ Web Filtering, ป้องกันการเข้าโดเมนอันตราย และ Signature-based Detection แน่นอนว่าต้องสามารถต่อกับบริการของตนอย่าง CloudWatch หรือส่ง Log ไปเก็บบน S3 ได้ ไม่เพียงเท่านั้น Network Firewall ได้ถูกควบรวมเข้ากับ AWS Firewall Manager ให้ผู้ใช้งานระดับองค์กรสามารถจัดการกิจกรรมของ Firewall ต่างๆ ใน AWS Account ได้จากที่เดียว อย่างไรก็ดียังทำงานร่วมกับโซลูชันจากพาร์ทเนอร์อย่าง CrowdStrike, Palo Alto Networks และ Splunk ได้

credit : aws

ตัวของ Network Firewall มีองค์ประกอบดังนี้ (ตามภาพประกอบ)

  • Firewall – เชื่อมต่อกับ VPC ปกป้องเครือข่ายตาม Policy ที่กำหนด จะเห็นได้ว่าตัว Network Firewall จะกันขา Public ก่อน Firewall Endpoint
  • Firewall Policy – กำหนดพฤติกรรมของ Firewall ในรูปแบบของ Rule ของ Stateless หรือ Stateful โดย 1 Policy สามารถใช้กับ Firewall ได้หลายตัว
  • Rule Group – เป็นกลุ่มของ Rule ที่กำหนดว่าจะจัดการ Network Traffic อย่างไร

ปัจจุบัน AWS Network Firewall พร้อมให้บริการแล้วใน US East (N. Virginia), US West (Oregon) และ Europe (Ireland) ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา : https://aws.amazon.com/blogs/aws/aws-network-firewall-new-managed-firewall-service-in-vpc/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-network-firewall-new-service-for-vpc/

[Guest Post] บริการ Elastic Compute Services ที่สามารถปรับขนาดได้ตามการใช้งานสำหรับโซลูชันทางธุรกิจจาก Alibaba Cloud

Alibaba Cloud เป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนและใหญ่เป็นอันดับสามของโลกจากการให้บริการผลิตภัณฑ์บริการและโซลูชันระบบคลาวด์ พวกเขาได้รับการนำเสนอใน Gartner Magic Quadrant สำหรับการมีส่วนร่วมใน Cloud IaaS และเนื่องมาจาก Alibaba Cloud ได้พัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศของตัวเองทำให้ Alibaba Cloud Elastic Compute Service (ECS) ก็ได้กลายเป็นบริการที่สามารถปรับแต่งได้โดยทุกคนทั่วโลก

 

ECS คืออะไร?

Elastic Compute Service (ECS) เป็นบริการที่มีประสิทธิภาพสูงเชื่อถือได้และสามารถปรับขนาดได้ตามการใช้งานพัฒนาโดย Alibaba Cloud เพื่อช่วยในการประยุกต์ใช้ธุรกิจ โดยอาศัยระบบปฏิบัติการ Apsara Distributed อาลีบาบาคลาวด์ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อัจฉริยะนี้อย่างเต็มตัว เพื่อให้บรรลุการจัดการที่ไร้ขอบเขตของเซิร์ฟเวอร์นับล้าน ECS ได้รับการพัฒนาเพื่อเอาชนะความท้าทายด้านคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน การขยายทรัพยากร การทำงานงานในรูปแบบอัตโนมัติ และการบำรุงรักษาลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ (E-commerce, Finance, Education, Scientific Computing และISP)

Alibaba Cloud ECS สามารถปรับขนาดตามการใช้งานได้ ให้ความยืดหยุ่นสูง ตอบสนองความต้องการทางธุรกิจของคุณได้ ตั้งแต่เว็บไซต์โฮสติ้งไปจนถึงคลัสเตอร์การคำนวณขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดาย สามารถให้บริการ vCPUs นับแสนได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาทีสำหรับลูกค้ารายเดียวในภูมิภาคเดียว เนื่องจากมีอัลกอริทึมในการจัดวางที่ซับซ้อน การวางแผนในรูปแบบไดนามิก และการเพิ่มประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์/ซอฟต์แวร์

เข้าดูเพิ่มเติมเพื่อศึกษา ส่วนประกอบและคุณสมบัติของ ECS ได้ที่นี่  https://www.alibabacloud.com/blog/elastic-compute-service-for-scalable-business-solutions-by-alibaba-cloud_596724

สรุป

เพื่อปรับขนาดโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและความปลอดภัยของข้อมูลสำหรับธุรกิจที่กำลังเติบโต Alibaba Cloud Elastic Compute Service เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด พร้อมด้วยโซลูชันอัจฉริยะที่พร้อมให้การยืดหยุ่นและปรับขนาดตามการใช้งานได้ ปลอดภัย เข้าถึงได้ทั่วโลก และเชื่อถือได้ Alibaba Cloud ECS จะช่วยปรับใช้ทรัพยากรได้อย่างทันทีเพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจในรูปแบบเรียลไทม์และเอื้อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ระบบเครือข่ายประสิทธิภาพสูง ระบบอัตโนมัติ ให้ความเสถียรในระหว่างการใช้งาน พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และอื่นๆอีกมากมาย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าดูข้อมูลเพิ่มเติมและโปรโมชันต่าง ๆ พร้อมกรอกข้อมูลเพื่อการติดต่อกลับได้จากลิงค์นี้

https://int.alibabacloud.com/m/1000190403/  

 

from:https://www.techtalkthai.com/alibaba-cloud-elastic-compute-services/

ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการเปิดตัว AWS edge location ในประเทศไทย

Credit: AWS

Edge Location แห่งใหม่ในประเทศไทย

Amazon Web Services, Inc. (AWS) ได้ทำการประกาศเปิดตัว AWS edge location แห่งใหม่ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ส่งผลลูกค้าชาวไทยจะสามารถเชื่อมต่อไปทั่วโลกผ่านโครงสร้างระบบเครือข่ายของ AWS ได้ รวมถึงเพิ่มปลอดภัย ความมั่นคง และประสิทธิภาพของระบบไปพร้อมกัน ภายใน edge location แห่งนี้ และจะมีการให้บริการ Amazon CloudFront และ AWS Global Accelerator ซึ่งเป็นบริการในกลุ่ม AWS edge networking ภายใน edge location แห่งใหม่นี้ และเชื่อมต่อกับโครงข่าย AWS backbone เพื่อเสริมประสิทธิภาพด้านเครือข่ายให้แก่แอปพลิเคชัน, API และวิดีโอ โดยลูกค้าผู้ใช้งาน edge location จะสามารถสัมผัสได้ถึง latency ในการรับส่งข้อมูลที่ลงลงมากที่สุดถึง 30 เปอร์เซ็นต์

AWS edge location คืออะไร?

AWS edge location คือสถานที่หรือ Point of Presence (PoP) สำหรับรองรับ edge computing, การทำ cache และการเชื่อมต่อไปยัง AWS Global Network ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมผสาน AWS region, availability zone และ edge location ทั้งหมดเข้าด้วยกันด้วยการเชื่อมต่อแบบ Private ที่มีความเร็วในการตอบสนองที่สูง และมีช่องทางการเชื่อมต่อสำรองเพื่อความมั่นคง ส่งผลให้ AWS global network ไม่ได้รับผลกระทบทั้งเชิงประสิทธิภาพและความมั่นคงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นบนระบบอินเทอร์เน็ตสาธารณะอย่างเช่น การเกิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตสาธารณะมากขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการรับส่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตสาธารณะจนเกิดความผิดพลาด เนื่องจาก AWS global network นี้เป็นการเชื่อมต่อแบบ Private ที่เป็นอิสระจากระบบอินเทอร์เน็ตสาธารณะนั่นเอง

AWS edge location นี้มีการเชื่อมต่อเครือข่ายเข้ากับโครงข่ายของผู้ให้บริการ ISP รายใหญ่ทุกรายด้วยการเชื่อมต่อแบบ Private เพื่อให้มั่นใจว่าระบบจะมี Latency ที่ต่ำและสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงยังมีการติดตั้งใช้งาน virtual machine และ load balancer จำนวนหลายชุดเพื่อให้ระบบยังคงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพแม้บางส่วนของระบบจะไม่สามารถให้บริการได้ อีกทั้ง AWS edge location นี้ก็ยังมีความสามารถในการทำ DDoS Protection ในตัวสำหรับทำหน้าที่ตรวจสอบและบรรเทาความเสียหายจากการโจมตีด้วยทราฟฟิกที่เป็นอันตรายเหล่านี้ รวมถึง edge location นี้ก็ยังถูกสร้างขึ้นและบริหารจัดการด้วยมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยระดับสูงสุดที่รองรับข้อกำหนดตามมาตรฐานชั้นนำอย่างครอบคลุม เช่น SOC, PCI และอื่นๆ

ลูกค้าจะสามารถใช้งาน edge location ได้อย่างไร?

ลูกค้าสามารถเริ่มต้นใช้งาน Amazon CloudFront หรือ AWS Global Accelerator ซึ่งเป็นบริการในกลุ่ม บริการ AWS edge networking อย่างภายในระบบงานของตนเองเพื่อเชื่อมต่อ edge location แห่งใหม่นี้และสัมผัสกับความเร็วและความมั่นคงปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นได้ทันที ซึ่งบริการเหล่านี้จะทำงานร่วมกับระบบงานที่ต้องการได้อย่างไร้รอยต่อ และทำการส่งทราฟฟิกข้อมูลของผู้ใช้งานที่เชื่อมต่อเข้ามาไปยัง edge location ที่อยู่ใกล้เคียงที่สุดโดยอัตโนมัติ

ปัจจุบันนี้ธุรกิจและหน่วยงานในหลายอุตสาหกรรมได้มีการใช้บริการ AWS edge networking อยู่แล้ว ซึ่งครอบคลุมถึงอุตสาหกรรม e-commerce, ภาคการศึกษา, สื่อและความบันเทิง, เกม, สาธารณสุข, สื่อสังคม, บริการทางด้านการเงิน, ภาครัฐ และอื่นๆ อีกมากมาย

Amazon CloudFront

Amazon CloudFront คือบริการ content delivery network (CDN) ความเร็วสูงที่ใช้งานได้ง่ายสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อทำการรับส่งข้อมูล, วิดีโอ, แอปพลิเคชัน และ API ไปยังลูกค้าทั่วโลกอย่างมั่นคงปลอดภัยด้วย latency ที่ต่ำ และความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูง โดย CloudFront จะทำการส่ง HTTP Request และ HTTPS Request ของผู้ใช้งานไปยัง edge location ที่สามารถตอบสนองได้ด้วย latency ที่ต่ำที่สุด และจะทำการนำข้อมูลที่ถูก Cache เอาไว้ภายใน edge location แห่งนั้นส่งให้กับผู้ใช้งานแทนการร้องขอข้อมูลจากระบบต้นทางที่อยู่เบื้องหลังเพื่อความรวดเร็ว และสำหรับกรณีของข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ หรือข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะนั้น CloudFront ก็จะใช้ AWS global network เพื่อเชื่อมต่อไปทำการร้องขอข้อมูลจากระบบต้นทางที่อยู่เบื้องหลังอย่างรวดเร็วและมั่นคงปลอดภัยแทน ซึ่งการเชื่อมต่อระหว่าง CloudFront กับระบบเบื้องหลังนี้จะถูกเปิดค้างเอาไว้อยู่ตลอดเวลา ทำให้มีประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อและร้องขอข้อมูลใหม่จากระบบต้นทางที่สูงและลดภาระการทำงานของระบบต้นทางที่อยู่เบื้องหลังไปพร้อมกัน

CloudFront ยังมีความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยชั้นสูง ได้แก่การเข้ารหัสข้อมูลในระดับฟีลด์และการรองรับ HTTPS อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับ AWS Shield, AWS Web Application Firewall และ Route 53 ได้อย่างสมบูรณ์เพื่อช่วยปกป้องการโจมตีหลากหลายรูปแบบที่ครอบคลุมถึงการโจมตี DDoS ในระดับของเครือข่ายและแอปพลิเคชัน บริการเหล่านี้สามารถเรียกใช้งานได้ภายใน edge networking location ซึ่งมีหลายสาขากระจายกันอยู่ทั่วโลกและเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมดด้วย AWS network backbone เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มั่นคงปลอดภัย, มีประสิทธิภาพ และพร้อมใช้งานมากยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าของคุณ

นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถตอบโจทย์ความต้องการในระบบของตนเองได้ด้วย Lambda@Edge ซึ่งเป็นระบบ edge computing สำหรับการประมวลผลของแอปพลิเคชันที่มีการปรับแต่งเฉพาะทางและมีความซับซ้อนได้

AWS Global Accelerator

AWS Global Accelerator คือบริการเครือข่ายที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทราฟฟิกจากผู้ใช้งานของคุณสูงสุดถึง 60% ด้วยการใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วโลกของ Amazon Web Services โดยเมื่อระบบอินเทอร์เน็ตนั้นถูกใช้งานอย่างหนาแน่น AWS Global Accelerator ก็จะเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้กับแอปพลิเคชันของคุณเพื่อลดการเกิด packet loss, jitter และ latency ให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งในการใช้งาน Global Accelerator นี้ คุณจะได้รับ Static Public IP จำนวน 2 ชุดที่จะทำหน้าที่เป็น IP หลักในการเข้าถึงแอปพลิเคชันของคุณอย่างความมั่นคงทนทาน โดยเบื้องหลังของระบบนั้นคุณก็จะสามารถเพิ่มหรือลดการเชื่อมต่อไปยังแอปพลิเคชันบน AWS ของคุณได้ตามต้องการโดยไม่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง Global Accelerator นี้จะทำการปรับเปลี่ยนเส้นทางการส่งข้อมูลทราฟฟิกของคุณไปยังจุดเชื่อมต่อที่ใกล้ที่สุดและยังคงใช้งานได้โดยอัตโนมัติ เพื่อบรรเทาความเสียหายในกรณีที่มีระบบแอปพลิเคชันเบื้องหลังส่วนใดส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถใช้งานได้

Global Accelerator นี้ใช้ Anycast ในการส่งผู้ใช้งานไปยัง edge location ที่ใกล้เคียงที่สุด ดังนั้นลูกค้าจึงสามารถใช้ IP address เพียงแค่ 2 เลขหมายเพื่อให้ผู้ใช้งานทำการเชื่อมต่อเข้ามาได้ แนวทางนี้เป็นแนวทางที่สะดวกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกรณีที่ต้องใช้บริการ zero-rating จากบริษัทโทรคมนาคมที่ต้องการสำหรับบริการใดๆ ซึ่ง Global Accelerator นี้จะทำหน้าที่ส่งทราฟฟิกจากผู้ใช้งานที่เชื่อมต่อเข้ามายัง edge location ไปยังระบบเบื้องหลังที่อยู่ภายใน region เดียวกัน และถ้าหากมีการตั้งค่าให้ Global Accelerator เชื่อมต่อไปยังหลาย region ระบบก็จะทำการส่งทราฟฟิกไปยัง region ที่ใกล้เคียงที่สุดโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าหากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าระบบใน region ที่ใกล้เคียงที่สุดทำงานผิดปกติ ระบบก็จะทำการส่งทราฟฟิกนั้นๆ ไปยัง region อื่นที่ยังคงทำงานได้อยู่แทน นอกจากนี้ Global Accelerator ก็ยังช่วยเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบโดยรวมได้จากการที่ Global Accelerator นั้นรองรับการเชื่อมต่อไปยัง Private VPC ที่อยู่ภายในแต่ละ region นั่นเอง

บทสรุป

edge location แห่งใหม่นี้จะทำให้บริการ cloud computing ของ AWS นั้นใกล้ชิดกับลูกค้าในประเทศไทยมากขึ้นอีกก้าวหนึ่ง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าจับตามองมากกับการที่ AWS มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเร่งสร้างสรรค์นวัตกรรม, ค้นหาโอกาสใหม่ๆ และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจเพื่อลูกค้าของตนเองได้ โดยลูกค้าที่สนใจในการเพิ่มประสิทธิภาพ, ความมั่นคงทนทาน และความมั่นคงปลอดภัยให้กับธุรกิจของตนเองด้วยการใช้บริการ AWS edge networking ก็สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการรับชมบทเรียนความยาว 10 นาที หรือเริ่มต้นตั้งค่าการใช้งานให้กับ Amazon CloudFront และ AWS Global Accelerator ในบัญชี AWS ของตนเองได้ทันที

ผู้ที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Amazon CloudFront กรุณาลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ที่ https://bit.ly/3kdvkZ6

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AWS Edge Location ในประเทศไทย กรุณาเยี่ยมชมที่ https://bit.ly/3f6fBtV

from:https://www.techtalkthai.com/detail-for-aws-edge-location-in-thailand/

AWS เปิดตัว Point of Presence / Edge Location ในประเทศไทย เริ่มใช้งานได้ทันที

ที่ผ่านมา Point of Presence หรือ PoP ที่อยู่ใกล้ไทยคือสิงคโปร์และมาเลย์เซีย แต่วันนี้ AWS ได้ทำการแถลงข่าวเปิดตัว PoP ในประเทศไทยแล้ว โดยสาเหตุหลักคือการที่ประเทศไทยมีธุรกิจจำนวนมากที่ใช้บริการของ AWS ทาง AWS จึงเล็งเห็นว่าการลงทุนในครั้งนี้จะช่วยให้ลูกค้าของ AWS สามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสร้าง Customer Experience ให้กับลูกค้าของแต่ละธุรกิจได้ดียิ่งขึ้นด้วย

Credit: AWS

การมี PoP ในไทยนี้จะทำให้ประสบการณ์การเชื่อมต่อระบบต่างๆ ผ่าน Edge Location ในประเทศไทย ทำให้ประสิทธิภาพการเชื่อมต่อดียิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อผู้ใช้งานทำการเรียกใช้บริการใดๆ ที่ต้องมีการผ่าน PoP ระบบจะทำการนำข้อมูลจาก Cache ภายในประเทศมาให้บริการก่อน ซึ่งถ้าไม่มีข้อมูลในส่วนนั้นก็จะทำการเรียกไปยัง Cache บน Regional Edge Location แทน และถ้ายังไม่พบ จึงค่อยเรียกข้อมูลจากระบบบน AWS Region อื่นๆ หรือจาก On-Premises Data Center ขององค์กรได้เช่นกัน รองรับการทำ Hybrid Cloud ได้เป็นอย่างดี

ภายใน Edge Location นี้จะมีบริการ Edge Services ให้พร้อมใช้งาน ได้แก่

  • Amazon CloudFront (CDN)
  • AWS Shield Advanced Managed DDoS Protection
  • AWS WAF Web Application Firewall
  • Amazon Route 53 Domain Name System
  • AWS Global Accelerator User-2-User (U2U) Data Transporter

ปัจจุบันมี 220+ PoP ทั่วโลก 44 ประเทศ และเริ่มมีลูกค้าในไทยได้ใช้บริการนี้แล้ว เช่น BBTV ที่ต้องมีการให้บริการ Content ปริมาณมากแก่ผู้ชม, Pomelo ที่ต้องทำการนำเสนอ Personalized Experience แก่ลูกค้าบนระบบ E-Commerce รวมถึง True IDC ที่เป็นพันธมิตรซึ่งสามารถนำเสนอบริการที่ดียิ่งกว่าเดิมให้แก่ลูกค้าได้

สำหรับปีนี้ AWS เองก็เห็นแนวโน้มของการเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของธุรกิจ Retail และเห็นว่าการส่งมอบ Customer Experience ที่ดีจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง ดังนั้นการเปิด Edge Location ในไทยนี้จึงถือเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจไทยทำ Digital Transformation ได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยเมื่อ AWS ได้ทำการทดสอบระบบจนพร้อมแล้ว จึงทำการเปิดตัวบริการในวันนี้อย่างเป็นทางการ และบริการนี้ก็พร้อมใช้งานได้ทันที

ผู้ที่สนใจรายนละเอียดเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่ https://aws.amazon.com/about-aws/whats-new/2020/11/cloudfront-thailand/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-point-of-presence-and-edge-location-in-thailand/

NetApp ออกโซลูชัน ‘Spot Storage’ ตอบโจทย์การใช้งาน Container

NetApp ได้ประกาศออกโซลูชันใหม่ ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่ได้มาจากการเข้าซื้อกิจการ Spot ผู้ให้บริการด้าน Cloud Storage Automation

Credit: NetApp

Spot Storage ถูกนิยามว่าเป็น Storageless ที่ตอบโจทย์ผู้ดูแลองค์กรที่มีแอปพลิเคชันแบบ Cloud Native และ Container หรือกล่าวว่าดูแลเรื่อง Storage ให้แอปพลิเคชันประเภท Serverless ก็ว่าได้ โดย Jonathan Cohen, director of alliances ของ NetApp กล่าวว่า “เมื่อ Storage ถูกจองอย่างชาญฉลาด ตามความต้องการของแอปพลิเคชันแล้ว จะมีการ Optimize ทำ Deduplication และ Compression ด้วยเทคโนโลยีของ NetApp ให้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้อีกที”

อย่างไรก็ตามยังมีอีกองค์ประกอบหนึ่งนั่นก็คือ Spot Ocean ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อใช้บริหารจัดการให้ Container บน Kubernetes มีทรัพยากรตรงตามความต้องการ ทั้งนี้ Spot พร้อมให้บริการแล้วบน AWS, Google Cloud และ Azure โดยใช้เทคโนโลยี ONTAP จาก NetApp

ในวาระเดียวกันนี้ NetApp ยังได้เปิดตัว Cloud Manager หรือ OnCommand Cloud Manager ซึ่งใช้บริหารจัดการ NetApp Storage ไม่ว่าจะอยู่บน On-premise, Multi-cloud หรือบริการด้านข้อมูลที่ใดก็ตาม ซึ่งช่วยให้ซิงค์โครไนซ์ข้อมูล แบ็กอัพ หรือแคชข้อมูล ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการเปิดตัวเทคโนโลยีด้าน Windows VDI Deployment ซึ่งได้มาจากการซื้อกิจการ CloudJumper เมื่อเมษายนที่ผ่านมา

ที่มา : https://www.networkworld.com/article/3596430/netapp-launches-cloud-native-storage-solution-for-containers.html

from:https://www.techtalkthai.com/netapp-spot-storage-for-container-workload/