คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_MANAGEMENT

[Guest Post] ไอบีเอ็มประกาศความก้าวหน้าศักยภาพไฮบริดคลาวด์และเอไอ ช่วยองค์กรเร่งเครื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในงานใหญ่ประจำปี Think 2021

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) ประกาศความก้าวล้ำด้านปัญญาประดิษฐ์​ (เอไอ) ไฮบริดคลาวด์ และควอนตัม คอมพิวติ้ง ในงาน Think ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีของบริษัทฯ นวัตกรรมเหล่านี้ตอกย้ำถึงบทบาทของไอบีเอ็มในการเข้าช่วยลูกค้าและพาร์ทเนอร์เร่งเครื่องสู่ก้าวย่างดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน และสร้างอิโคซิสเต็มเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับธุรกิจ

นายอาร์วินด์ กฤษณะ ประธานและซีอีโอของไอบีเอ็ม

 

“เราจะมองย้อนกลับมายังปีนี้และปีที่แล้ว ว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่งดิจิทัลอย่างเต็มตัว ” นายอาร์วินด์ กฤษณะ ประธานและซีอีโอของไอบีเอ็ม กล่าว “ในศตวรรษที่ 21 นี้ เราจะใช้ไฮบริดคลาวด์และผสานเอไอเข้ากับซอฟต์แวร์และระบบต่างๆ ในแบบเดียวกับที่เราต่อไฟฟ้าเข้าไปยังโรงงานและเครื่องจักรในศตวรรษที่ผ่านมา และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ อนาคตข้างหน้าจะต้องถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความร่วมมือเชิงลึกในมุมอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีใครที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีกว่าไอบีเอ็ม และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ไอบีเอ็มเร่งการลงทุนในอิโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์เต็มที่ นอกจากนี้ ในงาน Think 2021 ไอบีเอ็มยังได้เปิดเผยถึงนวัตกรรมไฮบริดคลาวด์และเอไอล่าสุด ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เป็นพื้นฐานของสถาปัตยกรรมทางไอทีรูปแบบใหม่ของธุรกิจต่อไป”

ไอบีเอ็มทุ่มเทกับไฮบริดคลาวด์และเอไอเต็มที่เพราะทราบดีว่าธุรกิจต่างๆ ต้องการแนวทางที่ชัดเจนและเชื่อถือได้ในก้าวย่างของการปรับระบบ mission-critical ต่างๆ ให้มีความทันสมัย ผลการศึกษาล่าสุดของไอบีเอ็มเกี่ยวกับการนำเอไอเข้ามาใช้ในธุรกิจ ชี้ให้เห็นว่าความจำเป็นในการผสานเอไอเข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ถูกเร่งให้กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในช่วงของการแพร่ระบาด โดยผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่สำรวจ 43% ระบุว่าองค์กรของตนได้เร่งการนำเอไอมาใช้ ขณะที่เกือบครึ่งระบุว่าเหตุผลหลักในการตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการด้านเอไอ คือการเลือกจากความสามารถในการทำออโตเมชันกระบวนการต่างๆ และนี่คือสาเหตุที่ไอบีเอ็มลงทุนเต็มที่ในการสร้างความสามารถที่ครอบคลุมและทรงพลังให้กับเอไอสำหรับธุรกิจ

วันนี้ไอบีเอ็มช่วยลูกค้าหลายพันรายในทุกอุตสาหกรรมในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยพลังของแพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์และเอไอ ด้วยนวัตกรรมที่ได้รับการออกแบบสำหรับธุรกิจเพื่อรองรับก้าวต่อไปของเส้นทางดิจิทัล

 

ความสามารถใหม่ที่ผสานศักยภาพของข้อมูลและเอไอเข้าด้วยกัน

  • เอไอจะเข้ามาช่วยให้การเข้าถึง รวมกลุ่ม และบริหารจัดการข้อมูล ทำจากที่ไหนก็ได้โดยอัตโนมัติ ผ่าน Cloud Pak for Data: ความสามารถใหม่ของ Cloud Pak for Data ที่ใช้เอไอเข้ามาช่วยให้ลูกค้าได้รับคำตอบจากคำถามกว่าเดิมถึงแปดเท่า ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับโซลูชัน data warehouse ที่นำมาเปรียบเทียบ โดย AutoSQL(Structured Query Language) นี้ จะช่วยออโตเมทการเข้าถึง ผนวกรวม และบริหารจัดการข้อมูลของลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายข้อมูล ไม่ว่าข้อมูลจะถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาสำคัญที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ เมื่อต้องเลือกข้อมูลสำหรับเอไอ ขณะที่ต้องลดค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายข้อมูลที่ค่อนข้างสูงไปพร้อมๆ กัน ช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มีความถูกต้องยิ่งขึ้นจากการคาดการณ์ด้วยเอไอ โดย AutoSQLที่เปิดตัวในครั้งนี้ จะมาพร้อมกับ IBM Cloud Pak for Data ที่มีระบบ data warehouse ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในตลาด (ผลจากการศึกษาเปรียบเทียบโดยไอบีเอ็ม) ที่สามารถทำงานได้อย่างไร้รอยต่อบนทุกสภาพแวดล้อม hybrid multi-cloud ไม่ว่าจะเป็น private cloud ระบบ on-premise ที่อยู่ภายในองค์กร หรือบน public cloud ทั่วไป AutoSQL จะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ที่ผสานเข้ากับฟีเจอร์ดาต้าแฟบริคอัจฉริยะใหม่บน Cloud Pak for Data ที่จะช่วยออโตเมทการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน ด้วยการใช้เอไอเข้ามาช่วยในการค้นหา ทำความเข้าใจ เข้าถึง และปกป้องข้อมูลแบบกระจายที่อยู่บนสภาพแวดล้อมต่างๆ พร้อมทั้งรวมแหล่งข้อมูลต่างๆ ไว้บนพื้นฐานข้อมูลเดียวกัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 5 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Cloud Pak for Data และ Data Fabric ใหม่

 

  • Watson Orchestrate ช่วยออโตเมทงานต่างๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน: Watson Orchestrate เป็นหนึ่งในความสามารถใหม่ด้านเอไอที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับทีมต่างๆ ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นทีมขาย ทีมทรัพยากรบุคคล ทีมปฏิบัติการ ฯลฯ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านไอที ทีมต่างๆ ในองค์กรสามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ผ่านอีเมลหรือแชทแอพอย่าง Slack โดยระบบยังสามารถเชื่อมต่อกับแอพธุรกิจอย่าง Salesforce, SAP และ Workday® ได้ Watson Orchestrate ใช้เอนจิ้นเอไอที่ทรงพลังในการเลือกและจัดลำดับชุดทักษะที่ต้องใช้ในงานแต่ละชนิดโดยอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อกับแอพ เครื่องมือ ข้อมูล หรือข้อมูลย้อนหลังต่างๆ ไปด้วยในขณะเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำงานที่เป็นกิจวัตรซ้ำๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการนัดประชุม การอนุมัติ หรือแม้แต่งานที่สำคัญอย่างการเตรียมโครงการนำเสนอหรือแผนธุรกิจต่างๆ เป็นการช่วยประหยัดเวลาในการทำงานต่างๆ Watson Orchestrate ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม และเปิดให้ใช้บริการได้แล้วผ่าน IBM Automation Cloud Pak ก่อนที่จะเปิดให้ใช้ในวงกว้างต่อไปภายในปีนี้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 5 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Watson Orchestrate

 

  • Maximo Mobile พลิกรูปแบบการทำงานของช่างเทคนิคที่ต้องลงพื้นที่จริงไอบีเอ็มเปิดตัว Maximo Mobile แพลตฟอร์มโมบายล์ที่เปิดใช้งานได้ง่ายๆ โดยมีโซลูชันบริหารจัดการทรัพย์สินชั้นนำอย่าง Maximo ของไอบีเอ็มเป็นหัวใจหลัก Maximo Mobile ได้รับการออกแบบมาสำหรับช่างเทคนิคที่ต้องทำงานในพื้นที่จริงอย่างถนน สะพาน ไลน์การผลิต โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน เพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์หรือทรัพย์สินต่างๆ โดยใช้ Watson AI ร่วมกับข้อมูลองค์กรเชิงลึก ในการดึงข้อมูลการปฏิบัติการของแต่ละอุปกรณ์ให้แก่ช่างทันทีที่ช่างต้องการ เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน แม้เมื่ออยู่ในพื้นที่ห่างไกล การผนวกความสามารถอันทรงพลังของเอไอ เวิร์คโฟลวอัจฉริยะ ระบบช่วยเหลือระยะไกล และดิจิทัลทวินเข้าด้วยกัน ช่วยให้ช่างสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมมานานนับทศวรรษได้ง่ายๆ ทันที นำสู่การปฏิบัติงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่วิดีโอ Empowering the Technician of the Future with Maximo Mobile

 

ศักยภาพใหม่ของเอไอกับการยกระดับการพัฒนาและใช้งานระบบไอทีและแอพใหม่ๆ

 

  • โครงการชุดข้อมูล CodeNet ยกระดับความสามารถของเอไอในการเข้าใจและแปลโค้ดศูนย์วิจัยไอบีเอ็มได้เปิดตัวโครงการ CodeNet ซึ่งเป็นชุดข้อมูลโอเพนซอร์สขนาดใหญ่ที่มีตัวอย่างโค้ดถึง 14 ล้านชุด รวมแล้ว 500 ล้านบรรทัด ในภาษาโปรแกรมที่แตกต่างกันไปกว่า 55 ภาษา ซึ่งนับเป็นชุดข้อมูลที่ใหญ่และมีความหลากหลายมากที่สุด โดยมุ่งแก้สามปัญหาหลักของการเขียนโค้ดในปัจจุบัน ประกอบด้วย การค้นหาโค้ด (สามารถแปลงโค้ดจากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่งให้อัตโนมัติ แม้แต่ภาษาเลกาซีอย่าง COBOL) การเปรียบเทียบความเหมือน/แตกต่างของโค้ด (สามารถระบุความคล้ายคลึงหรือแตกต่างของโค้ดในภาษาต่างๆ ได้) และข้อจำกัดด้านโค้ด (สามารถปรับ constraint ต่างๆ ได้โดยอิงจากความต้องการและพารามิเตอร์ของนักพัฒนา) ไอบีเอ็มเชื่อมันว่า CodeNet จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานของชุดข้อมูลสำหรับการแปลงภาษาและการเปลี่ยนผ่านจากโค้ดแบบเลกาซีสู่ภาษาโค้ดที่มีความเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเร่งการพัฒนาแอพด้านเอไอได้ต่อไป ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก Kickstarting AI for Code: Introducing Project CodeNet

 

  • Mono2Micro ช่วยลดภาระปวดหัวในการทำ Cloud Migration: ไอบีเอ็มได้เพิ่มความสามารถใหม่ให้กับ WebSphere Hybrid Edition ที่ช่วยให้องค์กรสามารถ optimize และ modernize แอพต่างๆ เพื่อรองรับไฮบริดคลาวด์ Mono2Micro ใช้เอไอที่ก้าวล้ำที่พัฒนาโดยศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ในการวิเคราะห์แอพขององค์กรที่มีจำนวนมาก พร้อมให้คำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับการย้ายแอพเหล่านั้นไปยังคลาวด์ ซึ่งช่วงทำให้กระบวนการที่เกิดการผิดพลาดได้ง่ายเป็นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็วขึ้น ช่วยลดต้นทุนและเพิ่ม ROI ให้กับองค์กร Mono2Micro เป็นหนึ่งในชุดผลิตภัณฑ์และบริการบนพื้นฐานของเอไอของไอบีเอ็มที่จะช่วยติดสปีดให้กับการไมเกรทสู่คลาวด์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก IBM Mono2Micro: สามสิ่งที่ต้องรู้

 

แบรนด์ชั้นนำเลือกใช้โซลูชันไฮบริดคลาวด์และเอไอของไอบีเอ็ม

  • IBM Watson Assistant เบื้องหลังสนับสนุนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโควิดของ CVS Health: ปัจจุบันไอบีเอ็มกำลังร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพชั้นนำอย่าง CVS Health ในการช่วยบริษัทเฮลธ์แคร์ต่างๆ รับมือกับปริมาณสายเรียกเข้าที่พุ่งสูงขึ้นถึงสิบเท่า หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้เปิดตัวโปรแกรมวัคซีนโควิด-19 โดยไอบีเอ็ม โกลบอล เซอร์วิสเซส หรือ GBS และ CVS Health ได้ร่วมกันพัฒนาโซลูชันสำหรับงานดูแลลูกค้าด้วย IBM Watson Assistant บน IBM Public Cloud ภายในระยะเวลาเพียงสี่สัปดาห์ การผสานเอไอและการประมวลผลภาษาธรรมชาติเข้ากับเวิร์คโฟลวของระบบโทรศัพท์ของทีมงานดูแลลูกค้า ทำให้ CVS สามารถตอบคำถามตั้งแต่เรื่องการเทสต์โควิด-19 ไปจนถึงการฉีดวัคซีน หลักฐานการฉีดวัคซีน ค่าใช้จ่าย ฯลฯ ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถหันไปรับมือกับคำถามที่มีความซับซ้อนมากกว่าแทน นอกจากนี้ยังได้มีการเพิ่มความสามารถให้เจ้าหน้าที่เวอร์ชวลสามารถดึงข้อมูลและให้คำตอบโดยอิงจากสถานะของการฉีดวัคซีนที่แตกต่างกันออกไปใน 50 รัฐทั่วประเทศ นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อต้นเดือนมกราคม เจ้าหน้าที่เวอร์ชวลได้รับมือสายที่โทรเข้ามาแล้วกว่าล้านสาย โดยที่ส่วนใหญ่ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่บุคคลเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการพูดคุยกับแต่ละสายลงได้อย่างเห็นได้ชัด

 

  • อีวายและไอบีเอ็มจับมือสร้าง Financial Services Center of Excellence สำหรับไฮบริดคลาวด์อีวายและไอบีเอ็มร่วมกันจัดตั้ง Center of Excellence ที่ให้บริการโซลูชันไฮบริดคลาวด์แบบโอเพน ที่พัฒนาขึ้นบน Red Hat OpenShift สำหรับ IBM Cloud for Financial Services โดยโซลูชันต่างๆ จะเน้นที่การปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับกฎข้อบังคับที่กำกับดูแลอยู่ ความน่าเชื่อถือของดิจิทัลและซิเคียวริตี้ ถือเป็นการผนึกเทคโนโลยีของไอบีเอ็มเข้ากับประสบการณ์ของอีวายในการช่วยสถาบันการเงินต่างๆ เร่งเครื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและเพิ่มการใช้คลาวด์ โดยศูนย์ฯ ดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของสถาบันการเงินที่เฉพาะเจาะจงและปรับเปลี่ยนเป็นระยะในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่คลาวด์และการทรานส์ฟอร์มกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ดูข้อมูลเพิ่มเติมและอ่านประกาศจากอีวายได้ที่ อีวายและไอบีเอ็มประกาศสร้าง Center of Excellence เร่งเครื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันสถาบันบริการทางการเงิน

 

การลงทุนในพาร์ทเนอร์อิโคซิสเต็มอย่างต่อนื่อง

  • สิทธิประโยชน์ใหม่ๆ เพื่อช่วยสร้างความสำเร็จให้กับพาร์ทเนอร์: ภายใต้การลงทุน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสนับสนุนพาร์ทเนอร์อิโคซิสเต็ม ไอบีเอ็มได้เปิดตัวชุดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ และสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้พาร์ทเนอร์ประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง เช่น ไอบีเอ็มได้สร้าง competency framework ใหม่เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ ทักษะเชิงเทคนิค และแนวทางการขายให้ประสบความสำเร็จให้แก่พาร์ทเนอร์ โดยเน้นด้านโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดคลาวด์ ออโตเมชัน และซิเคียวริตี้ ปัจจุบัน ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส (TCS) ซึ่งเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ของไอบีเอ็ม ได้ประสบความสำเร็จในการนำองค์ความรู้เหล่านี้มาพัฒนาเป็นโซลูชันเอไอสำหรับอุตสาหกรรมและการผลิตสำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและนักพัฒนาด้านเอไอ นอกจากนี้ไอบีเอ็มยังได้ขยาย Cloud Engagement Fund (CEF) ให้ครอบคลุมพาร์ทเนอร์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มทรัพยากรด้านเทคนิคและคลาวด์เครดิตให้กับพาร์ทเนอร์ที่ต้องเข้าไปช่วยลูกค้าไมเกรทเวิร์คโหลดสู่สภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ ความร่วมมือระหว่างไอบีเอ็มกับ Siemens Digital Industries Software คือหนึ่งในตัวอย่างที่ CEF เข้าไปมีส่วนช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถสเกลได้ โดยภายใต้โครงการดังกล่าว ซีเมนส์จะใช้แนวทางไฮบริดคลาวด์แบบโอเพนของไอบีเอ็ม ที่สร้างขึ้นบน Red Hat OpenShift ในการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการใช้งาน MindSphere ซึ่งเป็นโซลูชัน IoT-as-a-service สำหรับอุตสาหกรรมของซีเมนส์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก IBM Announces New Benefits to Drive Partner Success as Ecosystem Momentum Accelerates

 

ไอบีเอ็มผลักดันควอนตัมคอมพิวติ้งให้เข้าใกล้การใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น

  • ซอฟต์แวร์ Qiskit Runtime ช่วยเร่งความเร็วการประมวลผล Quantum Circuit ถึง 120 เท่าไอบีเอ็มได้ทำให้การใช้ซอฟต์แวร์ควอนตัมเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับนักพัฒนา ด้วย Qiskit Runtime ที่เป็นรูปแบบคอนเทนเนอร์และโฮสต์อยู่บนไฮบริดคลาวด์ แทนที่จะต้องรันโค้ดบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ การเพิ่มศักยภาพทั้งด้านซอฟต์แวร์และพลังการประมวลผลทำให้ Qiskit Runtime สามารถเร่งความเร็วของ quantum circuits ที่ถือเป็นอุปสรรคของอัลกอริธึมควอนตัมในปัจจุบัน ได้ถึง 120 เท่า Qiskit เป็นเฟรมเวิร์คโอเพนซอร์สสำหรับควอนตัมคอมพิวติ้งที่ไอบีเอ็มได้พัฒนาขึ้นสำหรับชุมชนนักพัฒนาทั่วโลก เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงควอนตัมคอมพิวติ้งได้ Qiskit Runtime จะช่วยให้ระบบควอนตัมสามารถรันการคำนวณที่ซับซ้อนอย่างโมเดลทางเคมีหรือการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเงินได้ในไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ ที่ผ่านมาไอบีเอ็มได้โชว์ศักยภาพของ Qiskit Runtime ผ่านการโมเดล lithium hydride molecule (LiH) ซึ่งสามารถทำบนอุปกรณ์ควอนตัมได้ภายในเก้าชั่วโมง จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 45 วัน ก้าวย่างการพัฒนาเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสเกลการประมวลผลควอนตัมไปสู่รูปแบบการใช้งานใหม่ๆ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก IBM Quantum Delivers 120x speedup of quantum workloads with Qiskit Runtime 

 

การประกาศต่างๆ ที่เกิดขึ้นในงาน Think มีขึ้นหลังจากการเผยโฉมชิป 2 นาโนเมตรตัวแรกของโลก ที่จะช่วยให้การประมวลผลตั้งแต่ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงเอ็ดจ์เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น, การเปิดตัว Cloud Engine ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มฟรอนท์เอนด์ที่จจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถ deploy แอพ cloud-native ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมีทักษะเหล่านั้น และไม่ต้องปวดหัวกับการกำหนดค่าโค้ดที่มีความซับซ้อน, การเปิดตัว Spectrum Fusion ซึ่งเป็นเวอร์ชัน container แบบเต็มตัวของซอฟต์แวร์ด้านสตอเรจและการปกป้องข้อมูลของไอบีเอ็ม ที่ได้รับการออกแบบมาให้ช่วย streamline การจัดการข้อมูลทั่วทั้งองค์กร, รวมถึงการจับมือระหว่างไอบีเอ็มกับ Zscaler ในด้าน Zero Trust ที่จะช่วยผนวกรวมเทคโนโลยีซิเคียวริตี้ของ Zscaler เข้ากับความเชี่ยวชาญในการให้บริการด้านซิเคียวริตี้ของไอบีเอ็ม เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้แนวทาง secure access service edge (SASE) ได้แบบ end-to-end นำสู่ระบบซิเคียวริตี้และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น

 

 

เกี่ยวกับไอบีเอ็ม

ไอบีเอ็มเป็นผู้ให้บริการไฮบริดคลาวด์และเอไอ รวมถึงบริการทางธุรกิจระดับโลก ที่วันนี้เข้าช่วยลูกค้าในกว่า 175 ประเทศให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูล ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายในอุตสาหกรรมของตน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรเกือบ 3,000 แห่งที่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญสูง อย่างธุรกิจบริการทางการเงิน โทรคมนาคม และการดูแลสุขภาพ ได้ใช้แพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์ของไอบีเอ็มและ Red Hat OpenShift ในการรองรับก้าวย่างดิจิทัลทรานสฟอร์เมชันให้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย นวัตกรรมที่ก้าวล้ำของไอบีเอ็มในด้านเอไอ ควอนตัมคอมพิวติ้ง โซลูชันคลาวด์เฉพาะอุตสาหกรรม และบริการทางธุรกิจ มอบทางเลือกที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นให้กับลูกค้า ภายใต้พันธสัญญาและความมุ่งมั่นที่เป็นที่ยอมรับของไอบีเอ็มในแง่ความโปร่งใส เชื่อถือได้ มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม และมีความการมุ่งมั่นให้บริการ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชม www.ibm.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ibm-think-2021/

Dell ประกาศเสริมความสามารถ APEX Infrastructure-as-a-Service

ในงาน Dell Technologies World 2021 ที่ผ่านมา Dell ได้ประกาศเสริมความสามารถ Dell APEX บริการ Infrastructure-as-a-Service โดยมีความน่าสนใจดังนี้

  • APEX Data Storage Service: เพิ่มบริการ Storage as-a-service ที่สามารถใช้งานเป็นทั้ง Block และ File data services โดยเริ่มต้นใช้งานที่ 50 TB สามารถเลือก Subscription ได้แบบ 1 ปีหรือ 3 ปี และคิดราคาตามจริงจากจำนวนพื้นที่ที่ใช้ ลูกค้าสามารถเลือกสถานที่ติดตั้งได้เอง ไม่ว่าจะเป็น Cloud, Data Center หรือ Edge location
  • APEX with Equinix: Dell ได้ร่วมมือกับ Equinix ผู้ให้บริการ Colocation Data Center รายใหญ่ เพื่อคอยให้บริการลูกค้าที่ต้องการ Private Cloud แต่ไม่ต้องการลงทุน Data Center ของตนเอง โดยลูกค้าสามารถเลือกใช้งาน Colocation Data Center ของ Equinix ที่มีอยู่กว่า 220 แห่งทั่วโลก
  • APEX Cloud Services: บริการ Integrated Compute, Storage และ Networking ที่ลูกค้าสามารถนำ Workload ไปทำงานได้ทันที โดยมีให้เลือก 2 แบบ คือ APEX Hybrid Cloud และ APEX Private Cloud สามารถเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 14 วันเท่านั้น และสามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 วัน
  • APEX Custom Solutions: ลูกค้าสามารถเลือกโซลูชันของ Dell แบบ Custom ได้เองตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Dell Server, Storage, ระบบ Data Protection หรือ HCI as-a-Service โดยคิดค่าใช้จ่ายตามจริงเท่าที่ใช้งานเท่านั้น
  • APEX Console: ระบบ Self-service สำหรับลูกค้าของ APEX มีความสามารถในการบริหารจัดการระบบ APEX Services ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Subscription, Deployment, Monitoring และ Optimization
  • Manufacturing Edge Reference Architecture: เป็น Reference Architecture สำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้งาน Edge Location ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและสามารถเพิ่ม Productivity ของการผลิตได้ ทั้งนี้ Reference Architecture จะอ้างอิงกับ APEX Private Cloud

ที่มา: https://www.crn.com/slide-shows/data-center/dell-technologies-world-2021-6-biggest-product-launches

from:https://www.techtalkthai.com/dell-announces-expanded-services-for-apex/

HPE ประกาศเปิดตัว HPE Alletra ระบบ Cloud-native Data Infrastructure

HPE ประกาศเปิดตัว HPE Alletra ระบบ Cloud-native Data Infrastructure มี Availability guarantee 100% พร้อมกันนี้ยังเปิดตัว Data Services Cloud Console และ Cloud Data Services เพื่อช่วยเชื่อมต่อข้อมูลแบบ Edge-to-Cloud ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

Credit: HPE

HPE Alletra เป็นอุปกรณ์ Storage ที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายโดยสามารถบริหารจัดการได้ลักษณะเดียวกันกับ Cloud โดยเปิดตัวออกมา 2 รุ่น ได้แก่ HPE Alletra 9000 สำหรับงาน Mission-critical ที่มี 100% Availability guarantee และ HPE Alletra 6000 สำหรับงาน Business-critical โดยมี Availability guarantee อยู่ที่ 99.9999% โดยจะใช้ NVMe Storage เป็นตัวจัดเก็บข้อมูล ทำให้มีความเร็วสูงและ Latency ต่ำ และยังมาพร้อมระบบ AI ในการช่วยวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ HPE ยังได้เปิดตัว Data Services Cloud Console และ Cloud Data Services อีกด้วย โดยระบบ Data Services Cloud Console จะเป็น Console กลางที่ใช้ในการบริหารจัดการระบบข้อมูลของ HPE Alletra โดยเทคโนโลยีนี้เป็นตัวเดียวกันกับเทคโนโลยีของ Aruba Central ในระบบมี Unified API เพื่อสร้างระบบ Automation และสามารถให้นักพัฒนาเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้นแบบ Data as code

ส่วนระบบ Cloud Data Services นั้นเป็นระบบ Global management สำหรับ Infrastructure ซึ่งจะมีระบบบริหารจัดการชื่อ Data Ops Manager ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถสร้าง Storage Volume แบบ Intent-based ได้ โดยระบบจะทำการเชื่อมต่อ Storage เข้ากับ Host ให้ทันที

ปัจจุบัน Data Services Cloud Console, Cloud Data Services และ HPE Alletra เปิดให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้แล้ว

ที่มา: https://www.storagereview.com/news/hpe-alletra-unveiled

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-announces-new-hpe-alletra-cloud-native-data-infrastructure/

[Guest Post] นักพัฒนาเลิกปวดหัว!! IBM Cloud Code Engine ช่วยจัดการ Runtime อัตโนมัติ Deploy แอพในไม่กี่วิ แถมจ่ายตามที่ใช้จริง

การแพร่ระบาดของ COVIC-19 ทำให้วันนี้หลายองค์กรมองถึงการใช้คลาวด์ โดย 64% องค์กรที่สำรวจมองถึงการสร้าง cloud-native applications ซึ่งสำหรับนักพัฒนาแล้ว เรื่องนี้หมายถึงการต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และใช้เวลาไปกับการจัดการกับ architecture ด้านไอทีที่ซับซ้อน แทนที่จะใช้เวลาที่มีไปกับการเขียนโค้ดของแอพต่างๆ อย่างที่ควรจะเป็น

รัชนีกร เทวอักษร Country Manager งาน Technical Sales ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

 

วันนี้ไอบีเอ็มจึงได้เปิดตัว IBM Cloud Code Engine เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่นักพัฒนาต้องเจอ โดยเป็น fully managed serverless platform ที่เข้ามาช่วยนักพัฒนาในด้านต่างๆ ดังนี้

 

 

 

สร้างแอพได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

นักพัฒนาเพียงแค่แสดง container image และรูปแบบ runtime ที่ต้องการ จากนั้น Code Engine จะจัดการทุกอย่างเอง หรือนักพัฒนาอาจใส่ source code จากนั้น Code Engine จะสร้าง container image ให้ โดยไม่ว่าเวิร์คโหลดนั้นจะทำหน้าที่ตอบสนองต่อ incoming requests (HTTP server, serverless function, REST API หรือเวิร์คโหลดแบบ event-driven) หรืองานประเภท batch job ตัว Code Engine ก็สามารถรันให้ได้ พร้อมด้วยการค่า default ต่างๆ ที่ตั้งค่ามาแล้ว ที่ช่วยให้สามารถ deploy แอพได้ภายในไม่กี่คลิก หรือหากต้องการ customize ก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยนักพัฒนาไม่ต้องเสียเวลานั่งวิเคราะห์และบริหารจัดการ infrastructure ที่จะรองรับแอพ ไม่ต้องติดตั้งและจัดการกับ Kubernetes หรือเรียนรู้เกี่ยวกับ replicaSets, deployments, auto-scalers, load-balancers หรือแม้แต่ YAML อีกต่อไป

 

จ่ายเฉพาะเวลาที่มีการรันโค้ดหรือใช้จริงเท่านั้น

Code Engine จะคิดค่าใช้จ่ายเฉพาะเวลาที่มีการรันโค้ดหรือใช้ resources เท่านั้น โดยหากเป็น idle resources หรือมีการ scale เวิร์คโหลดลงเป็นศูนย์ ก็จะไม่มีการชาร์จค่าใช้จ่าย และเมื่อมี incoming requests ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง Code Engine จะ scale กลับให้ดังเดิมอัตโนมัติ แถมตอนนี้มีช่วง trial ที่เปิดให้ใช้ฟรีได้ในระดับหนึ่งด้วย

 

Deploy ได้ในไม่กี่วินาที่

Code Engine ได้รับการออกแบบมาให้นักพัฒนาสามารถ deploy on-premise native app จากแล็ปท็อปสู่คลาวด์ได้ในไม่กี่วินาที โดยไม่ต้องมีภาระอื่นเพิ่มเติม ช่วยให้สามารถรันแอพบนคลาวด์และดึงลงมาเขียนโค้ดเพิ่มเติมได้อย่างง่ายดาย

 

ตัวอย่างองค์กรที่ใช้ Code Engine ในปัจจุบัน

ปัจจุบัน SiB Solutions ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ของสวีเดน ได้ใช้ Code Engine ในการพัฒนาโซลูชัน SaaS ที่นำวิดีโอความเคลื่อนไหวในคลังสินค้ามาช่วยการคาดการณ์การปฏิบัติการภายในโรงงานและป้องกันปัญหาด้านซัพพลายเชนต่างๆ โดยแทนที่นักพัฒนาจะต้องเสียเวลามากมายไปกับการวิเคราะห์ระบบ infrastructure ที่ซับซ้อน และ deploy โซลูชันบนบริการคลาวด์ที่แตกต่างกัน แต่ตอนนี้นักพัฒนาสามารถที่จะระบุเพียงว่าต้องการรันแอพในรูปแบบใด แล้วใส่ spec ลงใน Code Engine โดยที่ผ่านมาพบว่านักพัฒนาสามารถกำหนดให้ deploy และ run แอพได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

อีกตัวอย่างคือห้องแล็บชีววิทยาระดับโมเลกุลแห่งยุโรป (European Molecular Biology Laboratory: EMBL) ได้เริ่มนำ Code Engine มาใช้ในงานวิจัยขั้นสูงด้านชีววิทยาและตัวยา โดยทีมนักวิจัยได้พัฒนา open-source cloud software ชื่อ METASPACE ที่เปิดให้นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้ามาค้นหาโมเลกุลที่เกี่ยวข้อง และดูการทำปฏิกิริยากับตัวยา เพื่อหาแนวทางใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งและเบาหวาน dataset เหล่านี้มีขนาดใหญ่มาก มีอัลกอริธึมที่ซับซ้อน และต้องการ computing power สูง ซึ่งการใช้ Code Engine ได้ช่วยให้ EMBL สามารถ scale ลดต้นทุนด้าน infrastructure รวมถึงลดเวลาที่ต้องใช้บริหารจัดการ resource นอกจากนี้ยังช่วย streamline การประมวลผลข้อมูล ร่นเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที

ลองดูตัวอย่างการสร้างแอพสไตล์ “Hello World” ได้ในไม่กี่คลิก (แถมไม่ต้องพิมพ์!!) กับการทำแอพที่ปลอดภัยด้วย TLS และสามารถ auto-scale up/down (หรือแม้แต่เป็นศูนย์ถ้า idle) พร้อมสอนการตั้งค่า runtime semantics จากวิดีโอด้านล่างนี้ หรือสามารถดู tutorials และตัวอย่างต่างๆ ได้ที่ https://github.com/IBM/CodeEngine 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ibm-cloud-code-engine/

บริหารจัดการข้อมูลในยุค Hybrid / Multi-Cloud ได้อย่างมั่นใจ ด้วย Pure Cloud Block Store

ในโลกยุค Hybrid Cloud และ Multi-Cloud นี้ ความท้าทายหนึ่งของผู้ดูแลระบบ Storage ในองค์กรก็คือการทำให้ข้อมูลภายในองค์กรและบน Cloud นั้นสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ สามารถ Replicate ระหว่างกันได้ เข้าถึงใช้งานข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย และบริหารจัดการข้อมูลเหล่านั้นให้ได้อย่างง่ายดาย

Pure Cloud Block Store นั้นเป็นระบบ Enterprise Block Storage แบบเดียวกับ SAN Storage ที่เราคุ้นเคย โดยมีหน้าจอการบริหารจัดการพร้อมความสามารถต่างๆ ที่เหมือนกับ Pure Storage FlashArray แต่สามารถนำไปติดตั้งใช้งานบน AWS หรือ Microsoft Azure ได้นั่นเอง

บริหารจัดการข้อมูลใน On-Premises และบน Cloud ได้ด้วยประสบการณ์และความสามารถเดียวกัน

Pure Cloud Block Store นั้นเป็นระบบ Block Storage แบบเดียวกับ SAN Storage ที่เราคุ้นเคย โดยมีหน้าจอการบริหารจัดการพร้อมความสามารถต่างๆ ที่เหมือนกับ Pure Storage FlashArray แต่สามารถนำไปติดตั้งใช้งานบน AWS หรือ Microsoft Azure ได้นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจองค์กรที่ใช้งาน Pure Storage FlashArray อยู่แล้ว จึงสามารถทำการติดตั้ง Pure Cloud Block Store บน AWS หรือ Azure ให้ทำหน้าที่เป็นระบบ Cloud Storage เพื่อใช้งานได้ทันที และยังบริหารจัดการได้อย่างง่ายดายและคุ้นเคย

นอกจากนี้ ด้วยความสามารถในการทำ Data Reduction ก็ทำให้ Pure Cloud Block Store สามารถลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบน Cloud ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถทำ Snapshot หรือ Clone ได้โดยไม่เสียพื้นที่เพิ่มเติม ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน Cloud ให้มากขึ้นได้

สำรองข้อมูลระหว่าง On-Premises และระบบ Cloud ที่หลากหลายได้อย่างต่อเนื่อง

Pure Cloud Block Store นี้สามารถทำการ Replicate ข้อมูลระหว่าง Cloud กันเอง หรือทำงานร่วมกับ Pure Storage FlashArray ภายในองค์กรได้ ทำให้การทำ Cloud Disaster Recovery นั้นสามารถเป็นไปได้อย่างง่ายดาย โดยบริหารจัดการ Storage ในรูปแบบเดียวกัน

ทั้งนี้ในการ Replicate ข้อมูลนั้น Pure Storage จะทำการ Encrypt ข้อมูลเพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัย และทำการ Compress ข้อมูลเพื่อลด Bandwidth ที่ต้องใช้ลงด้วย ทำให้การทำ Replication นั้นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ย้ายบริการ Cloud ได้อย่างอิสระทันทีที่ต้องการ

สืบเนื่องจากความสามารถในการทำ Replication ทำให้ Pure Cloud Block Store นี้สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการย้ายข้อมูลข้ามระหว่าง Cloud ได้เป็นอย่างดี และทำให้ธุรกิจองค์กรไม่ต้องถูกผูกติดอยู่กับผู้ให้บริการ Cloud เพียงรายใดรายหนึ่งอีกต่อไป

สำหรับการใช้ Pure Storage Cloud Block Store ร่วมกับ Kubernetes นั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการที่ธุรกิจจะมีอิสระในการย้ายระบบ Cloud-Native Application ไปยังระบบ Kubernetes ที่อยู่บนระบบ Cloud หรือ On-Premises ใดๆ ก็ได้อย่างอิสระ โดย Pure Cloud Block Store จะช่วยให้การย้ายข้อมูลของ Workload ทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างอิสระ ในขณะที่ Kubernetes ก็สามารถ Deploy ระบบ Application ไปยังที่ใดๆ ก็ได้ตามแต่ต้องการ

Pure Storage มีโซลูชัน All Flash Storage ที่หลากหลาย ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการของธุรกิจองค์กรในการบริหารจัดการ, ใช้งาน และปกป้องข้อมูล พร้อมเทคโนโลยี AI ที่จะช่วยตรวจสอบดูแลรักษาระบบโดยอัตโนมัติ ช่วยให้การดูแลรักษาระบบ Storage นั้นง่ายดายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ต้องกังวลเรื่องของประสิทธิภาพ, ความยืดหยุ่น และความมั่นคงปลอดภัยอีกต่อไป

ติดต่อ Pure Storage ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันด้านระบบ Enterprise Storage และ Data Management สามารถติดต่อทีมงาน Pure Storage ได้ทันทีที่ Email asean@purestorage.com และสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.purestorage.com/ หรือติดตามข่าวสารจากทีมงาน Pure Storage ได้ที่ https://www.facebook.com/PureStorageTH

from:https://www.techtalkthai.com/pure-cloud-block-store-for-hybrid-multi-cloud-management/

[Guest Post] หัวเว่ยเปิดตัว 6 ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่สุดล้ำ เสริมความแข็งแกร่งให้แพลตฟอร์มคลาวด์ และการเปลี่ยนผ่านอย่างอัจฉริยะของภาคธุรกิจ

หัวเว่ยเปิดตัว 6 ผลิตภัณฑ์และบริการที่มาพร้อมนวัตกรรม ภายในงานประชุมสำหรับนักพัฒนาของหัวเว่ยประจำปี พ.ศ. 2564 หรือ Huawei Developer Conference (HDC.Cloud) 2021 ซึ่งได้แก่ คลัสเตอร์คลาวด์ความเร็วสูง HUAWEI CLOUD CCE Turbo, ผู้ช่วยเขียนโปรแกรมอัจฉริยะ CloudIDE, ฐานข้อมูลแบบ GaussDB (สำหรับ openGauss), บริการ Trusted Intelligent Computing Service หรือ TICS, รูปแบบบริการ Pangu Model (รวมถึงโมเดล Chinese NLP ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและโมเดล CV), และโครงสร้างพื้นฐานทางซอฟต์แวร์เพื่อระบบประมวลผลอันหลากหลาย ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ทั้ง 6 นี้ ถือเป็นมิติใหม่ของประสิทธิภาพและคุณภาพที่จะช่วยยกระดับบรรดานักพัฒนาในการสร้างมาตรฐานใหม่ นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้ประกาศการลงทุน 220 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในโครงการ Huawei Developer Program 2.0 ปีนี้ ซึ่งจะรวมถึงโครงการ HUAWEI CLOUD Partner Innovation Program ที่เพิ่งประกาศเปิดตัวไป โครงการ Kunpeng OpenMind Project และโครงการ Ascend OpenMind Project ซึ่งการลงทุนสนับสนุนนี้จะช่วยให้ทั้ง HUAWEI CLOUD โครงการ Kunpeng และโครงการ Ascend เดินหน้าเติบโตและสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง             

นายริชาร์ด ยู ผู้อำนวยการของหัวเว่ย และซีอีโอของกลุ่มธุรกิจคลาวด์และกลุ่มธุรกิจเพื่อผู้บริโภคของหัวเว่ย กล่าวเปิดงานว่า “ภายในปี พ.ศ. 2568 บริษัทหรือองค์กรทั่วโลกทั้งหมดจะหันมาใช้เทคโนโลยีคลาวด์ โดยคลาวด์ถือเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมไอซีที และเป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีขององค์กรเหล่านั้น ซึ่งนักพัฒนาก็เป็นเหมือนจิตวิญญาณของอุตสาหกรรมนี้ หัวเว่ยจะเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และทำงานร่วมกับนักพัฒนาและพันธมิตรเพื่อเร่งการเติบโตของคลาวด์และการเปลี่ยนผ่านอย่างอัจฉริยะของทุกธุรกิจ”

นายริชาร์ด ยู ผู้อำนวยการของหัวเว่ย และซีอีโอของกลุ่มธุรกิจคลาวด์และกลุ่มธุรกิจเพื่อผู้บริโภคของหัวเว่ย กล่าวเปิดตัว 6 ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่

 

ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่สุดล้ำ 6 รายการเพื่อโลกของคลาวด์และ AI

ด้วยการพัฒนาและนำเทคโนโลยีคลาวด์ รวมทั้ง AI มาใช้อย่างกว้างขวาง ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ จึงเร่งเดินหน้าเข้าสู่ความเป็นอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสในสามช่องทาง ได้แก่ การพัฒนาแอปพลิเคชันให้ทันสมัย การสร้างมูลค่าให้กับข้อมูล และการพัฒนา AI ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งทั้ง 6 ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ จากหัวเว่ยจะช่วยให้นักพัฒนามีการเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่กำลังจะมาถึงได้

  • HUAWEI CLOUD CCE Turbo: เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมแอปพลิเคชันระดับองค์กร

การปรับกระบวนการจัดการคอนเทนเนอร์เป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีความทันสมัย เนื่องจากความนิยมใช้คอนเทนเนอร์ที่แพร่หลายในระบบหลักและบริการเชิงนวัตกรรมต่าง ๆ ของธุรกิจองค์กร ส่งผลให้หลายองค์กรมีความคาดหวังสูงขึ้นต่อประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และศักยภาพในการจัดลำดับงานของคอนเทนเนอร์ ซึ่งHUAWEI CLOUD CCE Turbo สามารถเข้ามาช่วยเร่งขับเคลื่อนการประมวลผล ประสิทธิภาพของเครือข่าย และการจัดลำดับงานดังกล่าว

  • HUAWEI CLOUD CloudIDE: ผู้ช่วยอัจฉริยะเพื่อการเขียนโปรแกรมสำหรับนักพัฒนา

CloudIDE มอบประสบการณ์การเขียนโปรแกรมที่คล่องตัวและรวดเร็วให้กับนักพัฒนา เติมเต็มให้การเขียนโปรแกรมออนไลน์อย่างอัจฉริยะสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านทุกเทอมินัลปลายทางได้อย่างมั่นคงและแม่นยำ

  • ข้อมูลสำคัญของธุรกิจองค์กรสู่ cloud

สำหรับธุรกิจที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล และดำเนินงานบนคลาวด์อย่างแท้จริง จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนสำคัญในการโอนย้ายฐานข้อมูลสู่ระบบคลาวด์ โดย HUAWEI CLOUD GaussDB (สำหรับ openGauss) ต่างจากฐานข้อมูลแบบเดิมและมีคุณลักษณะเด่น รวมถึงประสิทธิภาพอันทรงพลังที่มาพร้อมกับความสามารถในการประมวลผลที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันตัวอื่น ๆ ในตลาดมากกว่า 54% ทั้งยังส่งมอบความยืดหยุ่นได้มากกว่าและเข้าใช้งานได้สะดวกกว่า

  • Trusted Intelligent Computing Service (TICS): ปลดล็อคทุกศักยภาพของข้อมูล เสริมแกร่งความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น

ข้อมูลนับเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการการผลิต จำเป็นต้องมีการรับส่งกระแสข้อมูลอย่างลื่นไหลเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด อย่างไรก็ตาม การเสริมประสิทธิภาพให้เกิดความเปิดกว้าง (openness) การแบ่งปัน (sharing) และกระแสข้อมูล (circulation) ต่างเป็นเรื่องยากในความเป็นจริง HUAWEI CLOUD TICS จะมอบความปลอดภัยอันเหนือชั้นสำหรับข้อมูลในแอปพลิเคชันนวัตกรรมที่ทำงานประสานกัน ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เกิดกระแสข้อมูลที่ปลอดภัยและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

  • HUAWEI CLOUD Pangu Model: มาพร้อม NLP Model สัญชาติจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลกและ vision pre-trained model

ด้วยโมเดลการพัฒนา AI เชิงอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วย pre-training + downstream fine-tuning” ทำให้ Pangu Model เร่งให้เกิดการรับ AI มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในวงกว้างได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น และส่งผลให้เกิดการใช้งาน AI อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยมีสามจุดเด่นสำคัญคือ ความสามารถด้านการประเมินที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยข้อมูลตัวอย่างขนาดเล็ก (small-sample learning) และโมเดลความแม่นยำสูง

  • ซอฟต์แวร์สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน: เสริมศักยภาพการประมวลผลที่หลากหลาย

นวัตกรรมด้าน Cloud ต้องอาศัยการสนับสนุนจากเทคโนโลยีตั้งต้นของซอฟต์แวร์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ ฐานข้อมูล หรือ Middleware หัวเว่ยจึงพัฒนาชุดประมวลผลซอฟต์แวร์ขั้นพื้นฐาน ที่ประกอบด้วยระบบปฏิบัติการ ฐานข้อมูลระดับธุรกิจองค์กร และกรอบประมวลผล AI แบบรองรับทุกสถานการณ์ใช้งาน เพื่อเสริมกำลังในการประมวลผลที่หลากหลาย ที่จะช่วยเติมเต็มทุกศักยภาพของนวัตกรรมจาก HUAWEI CLOUD

 

ทุ่มเงินลงทุน 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับโครงการ Huawei Developer Program 2.0 พร้อมเปิดตัว HUAWEI CLOUD Partner Innovation Program

ภายในงาน HDC.Cloud 2021 หัวเว่ยได้ประกาศว่าในปี พ.ศ. 2564 นี้จะมีการลงทุนมูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับโครงการ Huawei Developer Program 2.0 รวมถึงเปิดตัวโครงการริเริ่มจำนวนมาก เช่น HUAWEI CLOUD Partner Innovation Program, Kunpeng OpenMind Project และ Ascend OpenMind Project เป็นต้น

นายจาง ผิงอัน (Zhang Ping’an) ประธานกลุ่มธุรกิจคลาวด์และบริการคลาวด์สำหรับผู้บริโภคของหัวเว่ย

 

นายจาง ผิงอัน (Zhang Ping’an) ประธานกลุ่มธุรกิจคลาวด์และบริการคลาวด์สำหรับผู้บริโภคของหัวเว่ย กล่าวว่า หัวเว่ยจะลงทุนในโครงการ HUAWEI CLOUD Partner Innovation Program มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นการช่วยเหลือ  พาร์ทเนอร์ด้านบริการ Software-as-a-Service (SaaS) และผู้ขายซอฟต์แวร์อิสระ (ISV) รวมทั้งจัดหาทรัพยากรคลาวด์ สร้างความเป็นไปได้ด้านเทคโนโลยี และสนับสนุนด้านการส่งเสริมธุรกิจ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมขอบข่ายเฉพาะทาง 6 ด้าน ได้แก่ ด้านไมโครเซอร์วิสกับตู้คอนเทนเนอร์, บริการ SaaS, บิ๊กดาต้า, AI, วิดีโอ และเทคโนโลยีเอดจ์อัจฉริยะ (Intelligent Edge)

นับตั้งแต่เปิดตัว Huawei Developer Program เมื่อปี พ.ศ. 2558 หัวเว่ยก็ยึดมั่นต่อหลักปรัชญาที่ว่าด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบเปิด การสร้างความพร้อมให้พาร์ทเนอร์ (Partner Enablement) และการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถ (Talent Development) พร้อมการสร้างอีโคซิสเต็มที่มั่นคงและเฟื่องฟูให้กับแวดวงอุตสาหกรรม ปัจจุบัน HUAWEI CLOUD, Kunpeng และ Ascend ได้ดึงดูดนักพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วมแล้วกว่า 2.4 ล้านคน โดย HUAWEI CLOUD IaaS ขึ้นเป็นอันดับสองของจีนและเป็นอันดับห้าของโลก กลายเป็นผู้ค้าบริการคลาวด์ในกระแสหลักที่เติบโตเร็วที่สุด

 

เสริมพลังดิจิทัลไทยแลนด์: เสริมแกร่งประเทศไทยด้วยโครงการพัฒนาบุคลากร ICT ที่หลากหลาย

ในฐานะผู้ให้บริการด้านคลาวด์ระดับโลกรายแรกที่สร้างศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย เพื่อรองรับการให้บริการในตลาดไทยอย่างแท้จริง HUAWEI CLOUD มุ่งมั่นที่จะช่วยผลักดันให้วิสัยทัศน์ Thailand 4.0 ของประเทศไทยเป็นจริงขึ้นมาได้

อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน ICT ถือเป็นเพียงก้าวแรกในการขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของภูมิภาค อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการเสริมแกร่งและพัฒนาทักษะให้แก่บุคลากรด้าน ICT ในประเทศ

ด้านการฝึกอบรมผ่านออนไลน์ หัวเว่ย ประเทศไทย ได้จัดคอร์สสัมมนาผ่านเว็บไซต์ในชื่อว่า Cloud Diary ซึ่งเกิดจาก ความร่วมมือระหว่างลูกค้าในประเทศและพาร์ทเนอร์จากทุกภาคอุตสาหกรรมที่มาช่วยแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานคลาวด์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้สนใจ โดยงานสัมมนาดังกล่าวมีผู้เข้ารับชมเป็นนักพัฒนา นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย อาจารย์ และพนักงานในองค์กรต่าง ๆ มากถึงกว่า 700,000 คน ทั้งนี้ หัวเว่ยจะยังคงจัดงานสัมมนาผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวต่อไปในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งเน้นแบ่งปันองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับยุคดิจิทัลในบริบทที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด

สำหรับการฝึกอบรมแบบออฟไลน์ HUAWEI CLOUD ได้จัดงาน Warrior Workshop ขึ้นเป็นประจำทุกเดือน ครอบคลุมผู้ใช้งานเทคโนโลยีด้าน IT จากหลากหลายองค์กรธุรกิจ เอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ นอกจากการเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น การรักษาความปลอดภัย การย้ายเซิร์ฟเวอร์และศูนย์ข้อมูลขึ้นไปบนคลาวด์ AI และแมชชีนเลิร์นนิง ยังมีการจัดเวิร์คช็อปฝึกฝนด้วยการลงมือทำซึ่งมีมืออาชีพคอยกำกับดูแลทีละขั้นตอน

นอกจากนี้ การแข่งขัน Cloud Developer Contest ซึ่งจะจัดขึ้นในปีนี้โดย HUAWEI CLOUD ประเทศไทย จะได้รับการอัพเกรดเป็นโครงการ Huawei Spark สำหรับบริษัทสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยี โครงการนี้ตั้งเป้าในการสนับสนุนและเร่งผลักดันการเติบโตของสตาร์ทอัพเพื่อการเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบในโลกอัจฉริยะ ซึ่งหัวเว่ย ประเทศไทย จะร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อส่งมอบทรัพยากรด้านการเงิน การฝึกอบรมเชิงเทคนิค วิธีการเข้าทำตลาด และด้านเครือข่าย เพื่อช่วยสร้างศักยภาพที่จำเป็นให้แก่เหล่าสตาร์ทอัพ

โครงการ Huawei Spark Program สำหรับประเทศไทย อยู่ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2564 แบ่งเป็นช่วงเปิดรับใบสมัคร คัดเลือกครั้งแรก การฝึกอบรม คัดเลือกครั้งที่สอง และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยซึ่งคาดว่าน่าจะมีสตาร์ทอัพเข้าร่วมมากกว่า 100 แห่ง โดยจะมีคณะกรรมการตัดสินที่ประกอบด้วยบุคลากรจากหัวเว่ยและพาร์ทเนอร์ ทั้งนี้ ผู้ชนะจากโครงการจะได้รับรางวัลในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่สิทธิ์เข้าร่วมโครงการ Huawei Spark Fire ได้รับ Cloud Credit โดยอ้างอิงจากเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ หัวเว่ย ประเทศไทย หวังว่าโครงการการแข่งขันนี้จะช่วยดึงสตาร์ทอัพเทคโนโลยี ผู้นำในภาคอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ คนหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์ และผู้ประกอบการให้มาร่วมกันพูดคุยเกี่ยวกับนวัตกรรมและแอปพลิเคชันใหม่ล่าสุดของเทคโนโลยี ICT ครอบคลุมในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขัน Huawei Spark Thailand Competition ได้ที่ https://www.facebook.com/HuaweiCloudTH

 

 

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-huawei-hdc-cloud-2021-6-products-launch/

[Guest Post] Technology Radar ฉบับล่าสุดจาก ThoughtWorks เตือนการเลือกเครื่องมือสำหรับการพัฒนาและใช้งานระบบคลาวด์

รายงานประจำทุก 6 เดือนนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการสร้างทีมงานแพลตฟอร์มขององค์กรที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ThoughtWorks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ระดับโลก เผยแพร่ Technology Radar ฉบับที่ 24 ซึ่งกระตุ้นเตือนให้องค์กรพิจารณาเลือกฟีเจอร์ของระบบคลาวด์อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางเครื่องมือที่มีให้เลือกสรรเพิ่มมากขึ้น โดยพร้อมให้ดาวน์โหลดได้แล้วทั้ง ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ 

เมื่อแพลตฟอร์มคลาวด์เป็นที่นิยมมากขึ้น  ผู้ให้บริการต่างก็พยายามรวบรวมกลุ่มเครื่องมือสำหรับการพัฒนาและใช้งานระบบคลาวด์มากขึ้น ทั้งระบบที่มีตัวจัดเก็บโค้ดที่เชื่อมต่อกับไปป์ไลน์ รวมทั้งตัวจัดเก็บแพ็คเกจหรือระบบวิกิ และอื่นๆ การรวมกลุ่มเครื่องมือเข้าด้วยกันได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้นักพัฒนาและฝ่ายจัดซื้อได้ แต่อย่างไรก็ตาม ชุดเครื่องมือเหล่านี้อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานทั้งระบบ

ดร.รีเบคกา พาร์สันส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ ThoughtWorks กล่าวว่า “ในทางทฤษฎี การจัดรวบรวมชุดเครื่องมือที่ควรทำงานร่วมกันและส่งเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีนั้นย่อมมีคุณค่าอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม มีหลายโอกาสที่การเลือกเครื่องมือที่ดีที่สุดเฉพาะการใช้งานนั้นๆ จะเหมาะสมกว่า เช่น หากต้องการความยืดหยุ่นในการสับเปลี่ยน workload ระหว่างผู้ให้บริการคลาวด์นั้น การไม่ผูกติดอยู่กับชุดเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งจะเป็นผลดี”

 

Technology Radar ฉบับที่ 24 ยังให้ความสำคัญกับหัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

การตั้งทีมงานแพลตฟอร์มช่วยเร่งให้รุดหน้า

หลายองค์กรกำลังเปิดรับแนวคิด “ทีมงานแพลตฟอร์ม” มากขึ้นเรื่อยๆ โดยได้ตั้งทีมงานขึ้นมาเฉพาะ เพื่อสร้างและพัฒนาศักยภาพแพลตฟอร์มใช้งานภายในองค์กร ทำให้กระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันทำได้รวดเร็วขึ้น ลดความซับซ้อนของการปฏิบัติการ และเร่งการออกผลิตภัณฑ์ไปสู่ตลาดได้เร็วยิ่งขึ้น

“ซับซ้อนเกินกว่าจะสามารถสรุปให้สั้นได้”

หลายหัวข้อที่ซับซ้อนที่รวมอยู่ใน Radar นั้น มักถูกจัดให้เป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินจะสรุปให้สั้นได้ (Too Complex To Blip – TCTB) บ่อยครั้ง มีการประชุมและพูดคุยกันใหม่ในหัวข้อเหล่านี้เพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งเสมอ เช่น เรื่องการรวมซอร์สโค้ดไว้ที่เดียวกัน (monorepo) แนวทางที่ดีในการควบคุมระบบสถาปัตยกรรมแบบกระจายตัว และการแยกประเภทของโมเดลประเด็นเหล่านี้ล้วนมีข้อดีข้อเสียมากเกินกว่าจะสรุปออกมาเป็นคำแนะนำที่ชัดเจนและไม่คลุมเครือได้ เช่นเดียวกับอีกหลายหัวข้อในแวดวงการพัฒนาซอฟต์แวร์

การเชื่อมต่อกันทางสถาปัตยกรรม (Architectural Coupling)

หัวข้อการเชื่อมต่อกัน (coupling) ของชิ้นส่วนต่างๆ ของสถาปัตยกรรมซอฟท์แวร์ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะระหว่างไมโครเซอร์วิสด้วยกัน หรือระหว่างคอมโพเนนต์  API เกตเวย์ ฟรอนต์เอนด์ และอื่นๆ เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจเสมอมา แต่ไม่เคยมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว การตัดสินใจจึงต้องเกิดขึ้นเป็นรายกรณี แทนที่จะแสวงหาทางออกแบบสำเร็จรูปแต่ขาดประสิทธิภาพ

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชม ThoughtWorks.com/radar เพื่อสำรวจเว็บไซต์แบบอินเทอร์แอคทีฟ หรือดาวน์โหลดเวอร์ชัน PDF ได้แล้ว

 

เกี่ยวกับ ThoughtWorks

ThoughtWorks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ระดับโลก ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 8,000 คน ในสำนักงาน 48 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับลูกค้าแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เทคโนโลยี และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-thoughtworks-technology-radar/

[Guest Post] การ์ทเนอร์คาดมูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ทั่วโลกปี 64 โตพุ่ง 23%

เผยเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่สร้างกระแสการใช้งานเป็นปัจจัยผลักดันการใช้จ่ายคลาวด์

นายซิด นาณ รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์

 

การ์ทเนอร์ อิงค์คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ทั่วโลกในปีนี้โตขึ้น 23.1% คิดเป็นมูลค่าถึง 332.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 270 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่แล้ว

นายซิด นาณ รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เหตุการณ์ในปีที่แล้วทำให้ซีอีโอสามารถเอาชนะความไม่มั่นใจในการย้ายภารกิจสำคัญ ๆ จากการเก็บข้อมูลภายในองค์กรไปไว้บนระบบคลาวด์ถึงแม้ไม่มีสถานการณ์การแพร่ระบาด ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ก็ลดลงอยู่ดี”

เทคโนโลยีเกิดใหม่ อาทิ  Containerization, Virtualization และ Edge Computing จะถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายและช่วยขับเคลื่อนมูลค่าการใช้จ่ายคลาวด์ให้เติบโตมากขึ้น หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การแพร่ระบาดกระตุ้นให้ซีไอโอหันมาใส่ใจบริการคลาวด์อย่างจริงจังนั่นเอง”

แม้มีความท้าทายด้านเศรษฐกิจระดับมหภาค แต่การให้บริการคลาวด์สาธารณะกลับกำลังเบ่งบานอย่างมาก โดยเฉพาะ Software as a Service (SaaS) ยังเป็นกลุ่มตลาดใหญ่ที่สุด คาดว่าในปี 2564 จะมีมูลค่าสูงถึง 122.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากความต้องการแอพพลิเคชั่นแบบผสมผสานนั้นต้องใช้ประสบการณ์ SaaS รูปแบบต่าง ๆ มาประกอบ (ดูตารางที่ 1) ในปี 2564 ตลาด Infrastructure-as-a-Service (IaaS) และตลาด Desktop-as-a-Service (DaaS) จะเติบโตสูงสุดที่ 38.5% และ 67.7% ตามลำดับ เนื่องจากซีไอโอต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการปรับขนาดโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับปริมาณงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไปสู่ระบบคลาวด์ รวมถึงความต้องการของทีมงานในการทำงานแบบไฮบริด

 

ตารางที่ 1 คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้งานทั่วโลก (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

 

2563

2564

2565

Cloud Business Process Services (BPaaS)

46,131

50,165

53,121

Cloud Application Infrastructure Services (PaaS)

46,335

59,451

71,525

Cloud Application Services (SaaS)

102,798

122,633

145,377

Cloud Management and Security Services

14,323

16,029

18,006

Cloud System Infrastructure Services (IaaS)

59,225

82,023

106,800

Desktop as a Service (DaaS)

1,220

2,046

2,667

มูลค่ารวมทั้งตลาด

270,033

332,349

397,496

BPaaS = business process as a service; IaaS = infrastructure as a service; PaaS = platform as a service; SaaS = software as a service
หมายเหตุ: ผลรวมอาจไม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการปัดเศษ   ที่มา: การ์ทเนอร์ (เมษายน 2564)

 

ขณะที่หลายองค์กรทั่วโลกต่างระดมสรรพกำลังครั้งใหญ่เพื่อผลิตและแจกจ่ายการฉีดวัคซีน COVID-19 ให้ทั่วถึง แอปพลิเคชันที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม SaaS เอื้อให้เราได้ทำงานที่มีความจำเป็นในรูปแบบใหม่ อาทิ ระบบอัตโนมัติและห่วงโซอุปทานที่กลายเป็นภารกิจสำคัญ แอปพลิเคชันต่าง ๆ ดังกล่าวแสดงถึงความน่าเชื่อถือของการปรับการบริหารจัดการวัคซีนที่ช่วยให้ซีไอโอตรวจสอบความถูกต้องเมื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์

“สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าการใช้งานและการนำระบบคลาวด์มาใช้ในองค์กรต่าง ๆ ในช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตอยู่นั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ การใช้งานจะวิวัฒน์ไปอีกขั้นจากการให้บริการตามรูปแบบการใช้งาน เช่น การวางโครงสร้างพื้นฐานและการสับเปลี่ยนแอปพลิเคชันไปสู่การผสานรวมระบบคลาวด์เข้ากับเทคโนโลยีจำพวก ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ (Internet of Things) เครือข่าย 5G และอื่น ๆ” นาย นาณ กล่าวเพิ่มเติมว่า

“ซึ่งคลาวด์ยังทำหน้าที่ผสานเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกมากมายที่ซีไอโอต้องการใช้งานเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อผลักดันให้องค์กรเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปสู่ศตวรรษหน้าเมื่อผู้บริหารไอทีตระหนักถึงงานที่มีความซับซ้อนและงานในรูปแบบใหม่ ๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการพลิกโฉมตลาด”

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรายงาน “Forecast: Public Cloud Services, Worldwide, 2019-2025, 1Q21 Update.” 

 

งานสัมมนาการเติบโตทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของการ์ทเนอร์ 

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์จะนำเสนอบทวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกระตุ้นการเติบโตของผู้ให้บริการเทคโนโลยี รวมถึงการผลักดันนวัตกรรมและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกิดใหม่ในงาน Gartner Tech Growth & Innovation Conference 2021 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20-21 กรกฎาคม ศกนี้ ในทวีปอเมริกา ติดตามข่าวสารและอัปเดตจากการประชุมทาง Twitter โดยใช้ #GartnerTGI

 

เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของการ์ทเนอร์

แนวทางการปฏิบัติด้านไอทีของการ์ทเนอร์ช่วยให้ซีไอโอและผู้นำด้านไอทีมีข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือต่าง ๆ ในการช่วยขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ คลิกชมข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.gartner.com/en/information-technology ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจากแนวปฏิบัติด้านไอทีของ Gartner บน Twitter และ LinkedIn ได้ที่ #GartnerIT

 

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต 

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด  การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-gartner-forecasts-worldwide-public-cloud-end-user-spending-grow-23-percentage-in-2021/

Google เปิดตัว Anthos 1.7

Google Anthos ได้เข้าสู่เวอร์ชัน 1.7 แล้ว โดยมีฟีเจอร์ใหม่มากมาย

Credit: Google

การอัปเดตในเวอร์ชัน 1.7 มีไฮไลต์หลักๆ ดังนี้

  • สามารถส่ง Log จาก Anthos on AWS ไปยัง Cloud Logging และ Cloud Monitoring ได้แล้วจากเดิมที่ทำได้แค่ Anthos on-premise
  • สามารถใช้ Connect Gateway เข้าไปบริหารจัดการทุกคลัสเตอร์ที่เชื่อมต่อกับ Google Cloud ได้จากศูนย์กลางเช่น Workload บน On-prem หรืออ่าน Log ของ Workload ใน AWS VPC
  • เปิดทดลอง Anthos Service Mesh ส่วน Control Plane ที่จัดการโดย Google Cloud นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเพิ่ม Compute Engine เข้ามายัง Anthos Service Mesh ได้ ซึ่งจะได้รับฟังก์ชันเดียวกันกับ Container Workload แม้ OS จะอยู่ใน Managed Instance Group (MIG) ก็ตาม
  • Windows Container สามารถรองรับ vSphere ได้เหมือนใน GKE บน Google Cloud แล้ว รวมถึงมีความพร้อมใช้งาน CSI Driver for vSphere ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์เดียวกันกับ Storage Volume บน Google Cloud
  • Anthos Config Manager (ACM) รองรับคลัสเตอร์ในชนิดอื่นได้มากขึ้นเช่น EKS 1.19, AKS 1.19, OpenShift 4.6, KIND 0.10 และ Rancher 1.2.4
  • ขยายความสามารถให้ Workload Identity ซึ่งปกติแล้วใช้เพื่อ Mapping ระหว่าง Kubernetes Service กับ IAM Account ครอบคลุมไปยัง On-premise และ AWS

ที่มา : https://cloud.google.com/blog/topics/anthos/whats-new-in-anthos

from:https://www.techtalkthai.com/google-launches-anthos-1-7/

[Guest Post] VMware ช่วยขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานในอนาคต รังสรรค์นวัตกรรม และสร้างความเติบโต ให้กับองค์กรในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

VMware Anywhere Workspace สามารถเข้าถึงการจัดสรรสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับรูปแบบการทำงานจากทุกที่ในปัจจุบัน

องค์กรชั้นนำหลายแห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในองค์กรให้เป็นการทำงานได้จากทุกที่ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น และเหมาะสมกับรูปการกระจายตัวอันเป็นสภาพแวดล้อมการทำงานในปัจจุบันบนภูมิภาคนี้ และเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ VMware (NYSE: VMW) ได้ประกาศเปิดตัว VMware Anywhere Workspace โซลูชันที่จะช่วยให้องค์กรเหล่านี้ สามารถจัดสรรพื้นที่การทำงานให้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับพนักงานที่อยู่ในท้องที่ต่างๆ กันให้ทำงานได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรม และผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น

จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบของโรคระบาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการทำงานรูปแบบใหม่ มีการคาดการณ์ว่าแรงงานมากกว่า 50 ล้านตำแหน่งงาน จะถูกเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้พนักงานไม่ต้องเข้ามาทำงานที่สำนักงาน นั่นแสดงว่าองค์กรไม่เพียงจะต้องมีความพร้อมในการรองรับการทำงานจากภายนอก แต่ยังเป็นผู้นำในการจัดสรรแรงงานในภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมของรูปแบบการทำงานในอนาคตอีกด้วย ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 78% กล่าวว่าตัวเองเป็น “นักสืบในยุคดิจิทัล” หรือ “นักสำรวจในยุคดิจิทัล” ที่มองหาประสบการณ์ดิจิทัลใหม่ ๆ ในช่วงเวลาที่สุกงอมสำหรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะช่วยชี้นำให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบใหม่ ๆ อันรับรองได้ว่าจะมีนวัตกรรมใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง สร้างความปลอดภัยและการเติบโตให้กระจายออกไปในอนาคต

ซานเจย์ เค. เดชมุค รองประธานและกรรมการผู้จัดการ VMware ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี

 

ซานเจย์ เค. เดชมุค รองประธานและกรรมการผู้จัดการ VMware ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี กล่าวว่า “นวัตกรรม ความคล่องตัว และความยืดหยุ่น เป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นตัวของธุรกิจในภาคพื้นเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในปีที่ผ่านมา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จและเพิ่มอัตราการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน องค์กรธุรกิจจะต้องทบทวนรูปแบบการทำงานของพนักงานในองค์กรให้สามารถใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้สามารถทำงานร่วมกัน และใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมยุคดิจิทัลในปัจจุบันได้ VMware มุ่งมั่นที่จะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จในขณะที่การทำงานในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต Anywhere Workspace จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กร ในการทำงานรูปแบบใหม่นี้ จะทำให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่ง บรรลุเป้าหมาย และมีความยืดหยุ่น สร้างความเติบโตอย่างมั่นคงให้กับองค์กร”

 

3 ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในการทำงานในอนาคต

VMware Anywhere Workspace เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจากที่ต่างๆของพนักงานในปัจจุบัน ให้สามารถเข้าถึงพื้นที่การทำงานดิจิทัลระดับแนวหน้าแบบองค์รวม ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยปลายทาง และ เทคโนโลยี Secure Access Service Edge (SASE) ที่สามารถทำงานร่วมกันได้กับทุกแอปพลิเคชันบนระบบคลาวด์ได้จากทุกที่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฎิบัติงานบนระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานให้น้อยลง

 

VMware Anywhere Workspace ได้รับการวางรากฐาน และ วิสัยทัศน์ สำหรับการใช้งานในอนาคตไว้ 3 ส่วนสำคัญดังนี้:

  • สามารถบริหารจัดการพนักงานที่มีความหลากหลายได้จากทุกที่ ดังนั้นพนักงานจึงสามารถปฏิบัติงานได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ทั้งช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงพื้นที่การทำงานได้จากหลายอุปกรณ์ หลายเครือข่าย จากที่ใดก็ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยังเพิ่มช่องทางในการบริการพนักงานสำหรับแผนกไอทีได้อีกด้วย
  • รักษาความปลอดภัยในการใช้งาน ด้วยการรักษาความปลอดภัยที่กว้างและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชัน ได้จากหลากหลายอุปกรณ์ โดย VMware’s Zero Trust ได้ผสมผสานการบริหารจัดการเครือข่ายและความปลอดภัยปลายทาง เข้าไว้ด้วยกัน
  • พื้นที่การทำงานแบบอัตโนมัติ ทำให้ IT มีความเรียบง่าย มีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว และยังทันสมัยอีกด้วย ช่วยให้การดำเนินธุรกิจมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ที่ต้องการ แทนที่จะมัวคำนึงถึงแต่วิธีการดำเนินงาน ด้วยวิธีการบริหารจัดการอันชาญฉลาด ด้วยการทำงานที่เป็นระบบ มีขั้นตอน และมีประสิทธิภาพ

 

การเข้าถึงแบบองค์รวมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของนวัตกรรมในอนาคตบนสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย

VMware Anywhere Workspace ได้รวบรวมเอาคุณประโยชน์ของ 3 โซลูชันนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกันดังนี้:

VMware Workspace ONE นำเสนอการบริหารจัดการ unified endpoint, เดสก์ทอปและแอปพลิเคชันเสมือนจริง, มีประสิทธิภาพ พร้อมโซลูชันความปลอดภัย รองรับประสบการณ์การทำงานหลากหลายรูปแบบ

VMware Carbon Black นำเสนอระบบป้องกันสำหรับ cloud-native endpoint และระบบป้องกัน workload

VMware SASE รวมเอาความสามารถของ SD-Wan กับฟังก์ชันรักษาความปลอดภัยของ cloud-delivered, ระบบรักษาความปลอดภัยของ cloud web, การเข้าถึงเครือข่ายที่มีความปลอดภัยสูงสุดแบบ zero trust และระบบ Firewall โดยความสามารถต่าง ๆ นี้ถูกนำเสนอในรูปแบบ as-a-service ระดับโลกแบบ points of presence (PoPs)

 

 

โจเซฟิโน พาโลมา รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไปด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ Geo-Expansions บริษัท AMTI ผู้ให้บริการโซลูชันด้านระบบและเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า “พวกเราเริ่มโครงการปฏิบัติงานจากที่บ้าน (work-from-home) ตั้งแต่สองปีก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรที่เลวร้ายในกรุงมะนิลา กระทั่งเกิดใการระบาดของโควิด และเทคโนโลยี Anywhere Workspace อันช่วยให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานของพนักงาน เราจึงไม่กลับไปให้ทุกคนต้องเข้ามาทำงานที่สำนักงานอีกต่อไป และเทคโนโลยี Anywhere Workspace จึงรับบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบ hybrid workforce ของเรา”

อดัม ฮอลท์บี นักวิเคราะห์ระบบหลักของ Omdia กล่าวว่า “hybrid workforce ที่แท้จริง นั่นก็คือการที่พนักงานสามารถทำงานได้จากทุกที่ผ่านระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ใด ๆ ก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน อย่างไรก็ตามการปฏิบัติงานในรูปแบบดังกล่าวก็เป็นบททดสอบที่ท้าทายในการทำธุรกิจ ที่ต้องพึ่งพาแนวทางปฏิบัติและเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบเก่าที่ซับซ้อน “ระบบรักษาความปลอดภัยใหม่ ๆ การบริหารจัดการ โซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน และระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นในการทำธุรกิจหากต้องการผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ และมีการรักษาความปลอดภัยที่มากพอ รวมถึงความสามารถในการปฏิบัติงานจากที่ใดก็ได้ เหล่านี้ล้วนเป้นหัวใจหลักของโซลูชันใหม่จาก VMware และเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนจากผู้ขายเป็นคู่ค้าคนสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการก้าวสู่รูปแบบใหม่ของการทำงานในอนาคต”

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-vmware-anyware/