คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_DESKTOP

TechTalk Webinar: ทำอย่างไรให้พนักงานสามารถเริ่มทำงานที่บ้านภายใน 1 ชั่วโมง โดย Nutanix

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ IT Manager, Data Center Engineer, ผู้ดูแลระบบ IT, และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “ทำอย่างไรให้พนักงานสามารถเริ่มทำงานที่บ้านภายใน 1 ชั่วโมง โดย Nutanix” เพื่อทำความรู้จักกับเทคโนโลยี VDI และ Cloud Desktop จาก Nutanix สำหรับใช้ตอบรับต่อนโยบาย Work from Home ของธุรกิจองค์กร พร้อมรับชม Demo การใช้งานจริง ในวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ทำอย่างไรให้พนักงานสามารถเริ่มทำงานที่บ้านภายใน 1 ชั่วโมง โดย Nutanix
ผู้บรรยาย: คุณทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี, Country Manager, บริษัท นูทานิคซ์ ประเทศไทย และคุณถนอมศักดิ์ จันทร์ตรี, Senior Systems Engineer – Channel, บริษัท นูทานิคซ์ ประเทศไทย
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2020 เวลา 10.30 – 12.00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

เพื่อรับมือกับการทำงานแบบ Work from Home ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัย ทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจองค์กรก็คือ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) และ Cloud Desktop ที่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลลง และช่วยให้ธุรกิจองค์กรยังคงสามารถบริหารจัดการ Endpoint ให้มีความมั่นคงปลอดภัยได้ ในขณะที่ยังคงควบคุม Environment การทำงานของผู้ใช้งานแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม

ใน Webinar ครั้งนี้ ทีมงาน Nutanix จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Nutanix Xi Frame โซลูชั่นที่ช่วยให้พนักงานเข้าถึงแอพลิเคชั่นขององค์กรด้วยประสบการณ์แบบเดิมบนสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยสูง และผู้ดูแลระบบสามารถขึ้น VDI ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงยังมี Live Demo ที่จะช่วยให้เห็นภาพการใช้งานจริง พร้อมแจกให้ทุกท่านได้ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน

การเข้าร่วมฟัง Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน Nutanix ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_4hTE9u_IQqKh8_QnUKZ3xg โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-create-work-from-home-infrastructure-in-1-hour-by-nutanix/

[Guest Post] In Case of Emergency, Press Nutanix Xi Frame 5 ขั้นตอนง่ายกับการ “work from everywhere” ในทุกสถานการณ์

เราอาศัยอยู่ในโลกของธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง และเราก็อาศัยอยู่ในโลกที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดไม่ว่าจะเป็น การเมือง, ภัยธรรมชาติ, การระบาดของโรคติดต่อ และเมื่อเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นก็จะส่งผลกระทบทั้งกับชีวิตส่วนตัว และการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งประเทศไทยเคยได้ผ่านช่วงเวลาต่างๆเช่นการชุมนุม หรือเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อหลายปีก่อน ซีึ่งส่งผลกระทบกับบางองค์กร และในขณะนี้เราได้เผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ซึ่งสร้างผลกระทบรุนแรง และเป็นวงกว้างกับผู้คน รวมถึงองค์กรมากมายไม่เลือกว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้พนักงานไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ที่ออฟฟิศได้

องค์กรหลายๆแห่งจำเป็นที่จะต้องหันกลับมาพิจารณาเรื่องของ End-user computing เพื่อรับมือกับสถานะการณ์เหล่านี้กันอย่างจริงจังก่อนที่พนักงานของตนเองจะไม่สามารถปฏิบัติงานได้ การมองหาโซลูชั่นที่เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพนักงานในการปฏิบัติงาน และเข้าระบบสารสนเทศในทุกสถานะการณ์เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และ Desktop-as-a-Service (DaaS) เป็นหนึ่งในโซลูชั่นทางเลือกต้นๆสำหรับพนักงานเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำงานจากที่ใดก็ได้ “work from everywhere” ด้วยการเข้าถึงแอพพลิเคชั่น และข้อมูลขององค์กรที่ปลอดภัย, ไม่ต้องลงทุนครั้งละมากๆ และไม่ยุ่งยากซับซ้อนเหมือนโซลูชั่น Virtual Desktop แบบดั่งเดิม

Nutanix Xi Frame เป็นผู้นำโซลูชั่น Desktop-as-a-Service ที่องค์กรสามารถนำมาใช้ในสถานะการณ์ฉุกเฉินที่กล่าวมา เพื่อให้พนักงานปฏิบัติงานได้จากทุกที่ บนอุปกรณ์ใดๆที่มี Web Browser ก็เพียงพอแล้ว

First : ทำไมต้องเป็น DaaS, ทำไมต้องเป็น Frame?

Nutanix Xi Frame เป็นโซลูชั่น Desktop-as-a-Service (DaaS) ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเดสก์ท๊อป หรือแอพพลิเคชั่นได้จากทุกที่ และทุกอุปกรณ์ โดย Frame จะส่งผ่าน Virtual App หรือ Virtual Desktop ให้กับผู้ใช้จากผู้ให้บริการ Cloud เช่น AWS, Azure, Google Cloud หรือองค์กรสามารถติดตั้ง Frame บน Nutanix AHV ได้เช่นกัน และก่อนที่จะพูดถึงขั้นตอนง่ายๆของการเซ็ตอัพ และคอนฟิก Frame นั้น มาดูกันว่าทำไมการนำ DaaS โดยเฉพาะ Frame มาใช้สำหรับองค์กรจึงเหมาะสมกับแนวคิดของการ Work from Home

1. ความง่าย : ทีม IT ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้, ติดตั้ง และดูแลระบบ VDI ที่ยุ่งยากแบบดั่งเดิม เพราะ Frame เป็นบริการของแพลตฟอร์ม VDI ที่พร้อมใช้ของ Nutanix ที่สามารถเข้าใช้ได้อย่างรวดเร็ว ในช่วงสถานะการณ์เร่งด่วนองค์กร และทีม IT มีเวลาจำกัดที่จะต้องมานั่งจัดซื้อ, ติดตั้ง, ดูแล และสอนการใช้งานกับพนักงานของตนเอง

2. ที่ไหนก็ได้ : ผู้ใช้ Frame ไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟท์แวร์ หรือ Agent ใดๆบนอุปกรณ์ของตัวเอง Frame ต้องการเพียงแค่ Web Browser ที่รองรับ HTML5 เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งาน Windows Application และ แอพพลิเคชั่นที่มีความต้องการด้านการประมวลผลกราฟฟิก รวมถึง Clien-Server Application ใดๆได้อย่างง่ายดาย

3. ยืดหยุ่น และควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า : ในสภาวะการณ์ที่ความต้องการใช้ VDI ไม่แน่นอน อาจปรับขึ้นลงตามช่วงเวลา การลงทุนติดตั้ง และค่าใช้จ่ายไลเซนส์ของ VDI แบบเดิมล่วงหน้าจะเป็นภาระ และมีค่าใช้จ่ายที่สูง อีกทั้งเมื่อผ่านพ้นวิกฤตแล้วองค์กรอาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้อีกต่อไปทำให้การลงทุน VDI รูปแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ และอาจได้รับการปฏิเสธจากผู้บริหารเนื่องด้วยเม็ดเงินที่ใช้อาจสูงเกินความจำเป็น Frame DaaS ทำให้องค์กรเร่ิมใช้ VDI กับพนักงานจำนวนน้อยๆได้โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้ง Infrastructure หรือซื้อซอฟท์แวร์ VDI มาไว้ล่วงหน้า องค์กรสามารถจ่ายเงินเป็นรายเดือนได้ สามารถปรับจำนวน VDI เพิ่มขึ้น หรือลดลงได้รวดเร็ว

4. ปลอดภัย : ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดการเข้าถึงFrameของพนักงาน หรือผู้ใช้ในรูปแบบ Role-Based Access แยกระบบการจัดเก็บข้อมูล สามารถทำงานร่วมกับ Multi-Factor Authentication ได้ และที่สำคัญด้วย Frame ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง VPN Client Software บนอุปกรณ์ใดๆ ทำให้ Frame เป็น DaaS ที่ทำให้ผู้ใช้มีความคล่องตัว และปลอดภัย

5 ขั้นตอนง่ายๆ กับการนำ Frame มาใช้งาน

ประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับ VDI และ Frame ที่อนุญาติให้ผู้ใช้เข้าถึงแอพพลิเคชั่น และเดส์กท๊อปของตนเองผ่าน Web Browser ก็เป็นเรื่องง่ายๆที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของผู้ใช้ออกไปนัก องค์กรสามารถซื้อ Frame ผ่านตัวแทนจำหน่ายของ Nutanix ซึ่งสามารถเริ่มต้นจากจำนวนผู้ใช้น้อยๆ และการจ่ายทั้งที่เป็นแบบรายเดือน หรือรายปีตามความเหมาะสม โดยสามารถเลือกรูปแบบการใช้งานได้ทั้งแบบ Named User หรือ Concurrent User และหลังจากได้สิทธิการใช้มาแล้ว เพียงแค่ Login เข้า my.nutanix.com และเลือกไปที่ Frame และทำตามขั้นตอนง่ายๆ 5 ขั้นตอนนี้

1. เลือก Infrastructure ที่ต้องการ (ใช้เวลาประมาณ 20 นาที)

การใช้งาน Frame เพื่อสร้าง Virtual Application หรือ Desktop ให้กับผู้ใช้จะเริ่มจากการเลือก Cloud Infrastructure ให้กับผู้ใช้ องค์กรสามารถใช้ Account Cloud ที่ตนเองมีอยู่ไม่ว่าจะเป็น AWS, Azure หรือ Google Cloud หรือจะเป็น Private Cloud ที่ทำงานบน Nutanix AHV ตามความเหมาะสมของลักษณะการใช้งานของผู้ใช้

นอกจากนั้นองค์กรที่ยังไม่มี Cloud Infrastructure ของ AWS, Azure หรือ Google Cloud สามารถที่จะทำการซื้อจากทาง Nutanix Frame ได้โดยตรงเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการจ่ายเงินผ่านทางช่องทางเดียวเบ็ดเสร็จทั้ง Cloud Infrastructure และFrame Subscription

โดย Frame จะทำการเชื่อมต่อกับ Cloud Infrastructure ที่เลือกให้อัตโนมัติโดยไม่ต้องเสียเวลาเซ็ตอัพเอง และเมื่อเชื่อมต่อเสร็จแล้วก็จะสามารถสร้าง Frame User Account ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

2. เลือก และเชื่อมต่อกับระบบยืนยันตัวตน (Indentity System) (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที)

ในขั้นตอนต่อไปเป็นการกำหนดว่าผู้ใช้คนใดสามารถเข้าใช้งาน Virtual Desktop หรือ Virtual Application ผ่านทาง Frame ได้บ้างด้วยการเซ็ตอัพ Indetity ซึ่ง Frame Identity Management Gateway สามารถผสานเข้ากับ Identity Provider ต่างๆเช่น Google IdP ร่วมถึง SAML2-Based Provider เช่น Azure Active Directory, Okta, Ping และ Auth0 เป็นต้น สามารถกำหนดบทบาทของผู้ใช้ และผู้ดูแลระบบ Frame ให้เหมาะสมได้ และแน่นอนว่า ผู้ใช้ Frame สามารถเชื่อมโยงกับ Classic Active Directory ได้เช่นกัน

3. ติดตั้ง, คอนฟิก และอัพเดทแอพลิเคชั่นขึ้นบน Frame (เวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับจำนวนแอพพลิเคชั่น)

ในขั้นตอนนี้จะเป็นการติดตั้ง และคอนฟิกแอพพลเคชั่นเพื่อให้พนักงานเข้าใช้งานผ่าน Web Browser ของตนเอง ซึ่งอาจจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ไปจนถึงหลักชั่วโมงขึ้นอยู่กับจำนวนแอพพลิเคชั่นขององค์กรนั้นๆ นอกจากนั้นผู้ดูแลระบบสามารถ Import แอพพลิเคชั่นของตนเองจาก Windows OS image ที่มีอยู่ได้เช่นกัน

ในขณะที่ติดตั้งแอพพลิเคชั่น Frame Guest Agent จะตรวจสอบแอพพลิเคชั่นที่ติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ และทำการนำแอพพลิเคชั่นนั้นเข้าสู่ Sandbox ของ Frame ให้แบบอัตโนมัติ

4. เชื่อมต่อกับระบบจัดเก็บข้อมูล (ใช้เวลาประมาณ 5 นาที)

ผู้ใช้สามารถ Upload หรือ Download File จากเครื่องของตนเองเข้าสู่ Virtual Desktop หรือ Virtual App ได้ นอกจากนั้น Frame ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Cloud Storage Providerชั้นนำอย่างเช่น Microsoft OneDrive, GDrive, Box หรือ Dropbox ได้

ผู้ใช้สามารถเข้าถึง Network ขององค์กรในการใช้ Files Servers, Nutanix Files หรือ Distributed File Service เช่น Azure Files ในการเข้าถึง และจัดเก็บข้อมูล

ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องมีการเชื่อมต่อเพื่อใช้งาน Back-End Services เช่น File Servers, Print Servers, Web Server, Database หรือ Classic Active Directory ผู้ดูแลระบบสามารถเชื่อมต่อ Frame กับโซลูชั่น Network เช่น VPN Gateway, Direct Connect/E
press Route หรือ VNET/VPC ได้ นอกจากนั้นยังมี Option Frame Utility Servers เพื่อเชื่อมต่อกับ Back-End Services โดยการบริหารจัดการ Utility Servers จะทำผ่านหน้าจอของ Frame Admin

5. สร้าง Launchpads, กำหนดนโยบาย และจำนวน Virtual Machine (ใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที)

เมื่อติดตั้งแอพพลิเคชั่นต่างๆเรียบร้อยแล้ว เราสามารถสร้าง Launchpads ซึ่งเป็น web interface สำหรับผู้ใช้ในการเข้าถึง และเรียกใช้ Application และ Desktop ของตนเอง ผู้ใช้สามารถ Login ผ่านทาง Web Browser ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์พิเศษ, ไม่ต้องลง Agent หรือ Plugin ใดๆในการเข้าถึง Virtual App และ Desktop บน Frame

ผู้ดูแลระบบสามารถสร้าง Launchpads ที่หลากหลายให้กับผู้ใช้ ตามแต่ Usecases ที่เหมาะสม และผู้ใช้สามารถเข้าถึง และเรียกใช้ Launchpads ที่เหมาะสมกับสถานะการณ์ และงานที่ต้องทำในเวลานั้นๆได้อย่างรวดเร็ว

ผู้ที่สนใจโซลูชันของ Nutanix สามารถติดต่อทีมงาน Nutanix ประจำประเทศไทยได้ที่อีเมล์ thailand@nutanix.com หรือ LINE @nutanixthailand

from:https://www.techtalkthai.com/in-case-of-emergency-press-nutanix-xi-frame/

รู้จักกับ Windows Virtual Desktop อีกทางเลือกของการ Work from Home ผ่าน Desktop บน Cloud

ในช่วงเวลานี้เหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีต่างก็เร่งนำเสนอโซลูชันของตนเองออกมาเป็นทางเลือกให้แก่เหล่าองค์กรในการตอบโจทย์ Work from Home และสำหรับทาง Microsoft เองก็มีโซลูชัน Windows Virtual Desktop ซึ่งเป็นบริการ Cloud Desktop บน Microsoft Azure ที่เปิดให้เหล่าธุรกิจองค์กรสามารถใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ให้พนักงานสามารถทำการ Remote เข้ามาใช้งานและเชื่อมต่อไปยัง Business Application ขององค์กรได้อย่างง่ายดายและมั่นคงปลอดภัย

Credit: ShutterStock.com

ทำความรู้จักกับ Windows Virtual Desktop กันอย่างรวดเร็ว

Windows Virtual Desktop หรือ WVD นี้เป็นบริการ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) ของทาง Microsoft ที่มีให้ใช้งานได้ผ่าน Microsoft Azure โดยถูกพัฒนามาให้สามารถบริหารจัดการได้ง่าย, รองรับการใช้ Windows 10 แบบ Multi-Session ได้, พัฒนาขึ้นมาให้ทำงานร่วมกับ Office 365 ProPlus ได้เป็นอย่างดี และรองรับระบบที่ใช้ Remote Desktop Services (RDS) เป็นหลักได้

การเริ่มต้นใช้งาน WVD นี้สามารถทำได้อย่างง่ายดายภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น และ WVD นี้จะถูกปกป้องด้วยเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Microsoft Azure โดยตรง ทำให้มั่นใจได้ในการใช้งาน

จุดเด่นของ Windows Virtual Desktop

สำหรับจุดเด่นของบริการ Windows Virtual Desktop นี้ก็มีหลากหลาย ได้แก่

  • เริ่มต้นใช้ระบบ VDI อย่างเต็มความสามารถบน Cloud ได้ทันที โดยไม่ต้องติดตั้งและดูแลรักษาระบบที่มีความซับซ้อนสูงนี้ด้วยตนเอง และบริหารจัดการ Virtual Desktop ทั้งหมดได้จากศูนย์กลาง
  • สามารถสร้างประเภทของ Virtual Desktop ได้หลากหลาย รองรับ Workload ได้หลายรูปแบบตามความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละแผนก
  • สามารถสร้าง Image สำหรับ Virtual Desktop เองได้
  • รองรับการใช้ Windows 10 Enterprise Multi-Session ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้เป็นอย่างมากสำหรับการรองรับผู้ใช้งานหลายคน
  • รองรับการสร้าง Persistent Desktop สำหรับให้ผู้ใช้งานแต่ละคนมี Virtual Desktop พร้อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเป็นของตนเองพร้อมรองรับการปรับแต่งการใช้งานตามต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคนได้
  • รองรับการใช้งาน Office 365 ProPlus บน VDI หรือ Application Pool เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้โปรแกรมสะดวกยิ่งขึ้น
  • รองรับการใช้ Windows 10 และ Windows 7 ได้ โดยสำหรับ Windows 7 ที่องค์กรต้องนำ License เดิมมาใช้ จะมี Extended Security Updates แถมให้ฟรีอีกถึง 3 ปี
  • รองรับ Windows Server 2012 R2/2016/2019
  • รองรับการใช้งานได้จากทั้ง Windows, macOS และ iOS ส่วนบน Android ยังเป็น Preview อยู่ หรือจะเข้าใช้งานผ่าน Web Browser ด้วย HTML5 Client ก็ได้

จะเห็นได้ว่าบริการ WVD จาก Microsoft นี้มีความแตกต่างจากโซลูชัน VDI และ Cloud Desktop จากผู้ให้บริการอื่นอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถที่อิงกับความเป็น Microsoft นั้นก็ถือว่าน่าสนใจสำหรับธุรกิจองค์กรที่ส่วนใหญ่ก็ใช้งาน Windows กันอยู่แล้วไม่น้อยทีเดียว

อยากใช้งาน Windows Virtual Desktop? ลองปรึกษา Neos IT Services ผู้เชี่ยวชาญก่อน

แน่นอนว่าการใช้งาน Windows Virtual Desktop จริงในธุรกิจนั้นไม่ได้มีเพียงแค่การสร้าง Virtual Desktop บน Cloud ขึ้นมาให้ได้เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นด้านการผสานระบบเพื่อให้ WVD เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายขององค์กรให้ได้, การจัดการด้าน License ของ Software ต่างๆ ทั้งจาก Microsoft เองและจากผู้ผลิตรายอื่น, การปรับแต่งด้านประสิทธิภาพเพื่อให้ WVD ทำงานร่วมกับ Business Application อื่นได้ด้วยประสบการณ์ที่ดี, การรักษาความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มเติม, การเชื่อมต่อกับระบบ Active Directory, การจัดการด้านการออกใบเสร็จทางธุรกิจ และอื่นๆ อีกมากมาย

Neos IT Services ในฐานะ Gold Partner ของ Microsoft ที่มีทีมงานซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Cloud สามารถให้คำปรึกษาทางเทคนิคและทางธุรกิจแก่องค์กรไทยได้ อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Microsoft Azure และสามารถนำบริการอื่นๆ ที่มีบน Microsoft Azure มาใช้ร่วมในโซลูชันเพื่อให้ระบบของ WVD นี้ตอบโจทย์การทำงานแบบ Work from Home มากที่สุดในงบประมาณที่คุ้มค่ามากที่สุดได้

นอกจากนี้ หากในระยะยาวแล้วองค์กรต้องการทำ Business Continuity Plan หรือ BCP อย่างเต็มตัว และต้องการสร้าง Data Center สำรองบน Microsoft Azure ด้วย ทางทีมงานของ Neos IT Services ก็พร้อมให้บริการในส่วนนี้ได้ด้วยเช่นกัน

ทดลองใช้งาน Windows Virtual Desktop ได้ฟรีบน Microsoft Azure

สำหรับผู้ที่อยากทดลองใช้งาน Windows Virtual Desktop ทั้งในเบื้องต้นและเชิงลึก หรือต้องการทดสอบการใช้งาน Work from Home อย่างจริงจังโดยต้องการเชื่อมต่อระบบนี้เข้ากับ Data Center ขององค์กร สามารถติดต่อทีมงาน Neos IT เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ติดต่อ Neos IT ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโซลูชันของ Microsoft Azure, Windows Virtual Desktop หรือต้องการทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาระบบ Cloud ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถติดต่อทีมงาน Neos IT ได้ทันทีที่โทร 02-0170500 หรืออีเมล์ info@neosIT.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Neos IT ได้ทันทีที่ https://www.neosit.com/

from:https://www.techtalkthai.com/windows-virtual-desktop-introduction-by-neos-it/

ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด กับการย้ายระบบ IT สู่บริการ VMware Cloud โดย INET เตรียมตัวก้าวสู่ IPO ได้อย่างมั่นใจ

โดยทั่วไปแล้วหากเรานึกถึงเรื่องราวของการย้ายระบบ IT ขึ้นสู่ Cloud นั้น เรามักจะนึกถึงภาพของการย้ายระบบฝั่ง Data Center ขึ้นระบบ Cloud กันเป็นหลัก แต่ในครั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้สัมภาษณ์กับคุณวีรวิชญ์ มาตย์สร้อย IT Manager แห่งศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ดที่วางวิสัยทัศน์การย้ายระบบทั้ง Data Center และ Desktop ขึ้นสู่ Cloud ทั้งหมด เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบ IT Infrastructure สำคัญที่อยู่บน Cloud พร้อมรอให้ขยายได้ทันทีที่ต้องการ

รู้จักกับธุรกิจของศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด ผู้เชี่ยวชาญด้านขนมและแป้งที่คนไทยอาจเคยได้ทานโดยไม่รู้ตัว

ถึงแม้คุณวีรวิชญ์ที่ได้ให้เกียรติมาสัมภาษณ์กับทีมงาน TechTalkThai ในครั้งนี้จะรับผิดชอบงานทางด้าน IT เป็นหลัก แต่คุณวีรวิชญ์เองก็กลับเล่าธุรกิจของศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ดได้อย่างคล่องแคล่ว เผยให้เห็นถึงคุณลักษณะของผู้นำทางด้าน IT ในธุรกิจที่จะต้องเข้าใจธุรกิจอย่างถ่องแท้ก่อนที่จะวางกลยุทธ์ทางด้าน IT ที่เหมาะสมได้

คุณวีรวิชญ์ มาตย์สร้อย IT Manager และทีมงานแห่งศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด

ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ดนั้นเริ่มต้นดำเนินกิจการมาตั้งแต่ช่วงปลายปีพ.ศ. 2529 จากการเป็นร้านขนมในห้องแถวเล็กๆ ในตำบลท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี โดยคุณวิเชียร เจนตระกูลโรจน์ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งนั้นได้ดูแลร้านและปรับปรุงสูตรการผลิตขนมให้มีทั้งรสชาติและคุณภาพที่ดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดธุรกิจก็ได้เติบโตขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมหลายพื้นที่ในภาคตะวันตก และเค้กฝอยทองของร้านก็ได้กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อของแบรนด์โฟรเซนฟู้ดไป โดยปัจจุบันนี้ศรีฟ้ามีสาขาอยู่ทั้งสิ้น 7 สาขา รวมศูนย์ของฝากสินค้าจังหวัดกาญจนบุรีอีก 1 สาขา และเตรียมขยายสาขาอีกกว่า 100 สาขาในปี 2563 รวมถึงกระจายสินค้าไปยังร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศอีกด้วย

ไม่เพียงแต่การผลิตขนมเพื่อจัดจำหน่ายในร้านค้าของตนเองเท่านั้น แต่ศรีฟ้าเองก็ยังมีการผลิตวัตถุดิบสำหรับ OEM ให้กับธุรกิจขนมและร้านอาหารอื่นๆ ทั่วประเทศไทย รวมถึงการส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย ทำให้ผลิตภัณฑ์ของศรีฟ้านี้เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ประกอบกิจการด้านเบเกอรี่และร้านอาหารเป็นอย่างดี

ธุรกิจของศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ดนั้นแบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจย่อยด้วยกัน ได้แก่ ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด ที่เป็นโรงงานผลิตแป้งแช่แข็งและวัตถุดิบต่างๆ สำหรับทำเบเกอรี่ เพื่อให้ร้านขนม ร้านอาหาร และแบรนด์ต่างๆ ได้นำไปใช้เป็นส่วนประกอบ, ศรีฟ้าเบเกอรี่ ธุรกิจขนมของศรีฟ้าที่มีทั้งเค้กฝอยทอง ขนมปังกรอบ พาย คุกกี้ เค้ก และกล้วยน้ำว้าอบ, และสุดท้ายก็คือ สุธีราเอนเตอร์ไพรซ์ สินค้าของฝากที่เราน่าจะเคยได้ซื้อกันตอนไปเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ ในเมืองไทย ที่มีทั้งทองม้วน มินิเครป เมอแรงค์ และขนมอื่นๆ อีกมากมาย

ปัจจุบันนี้ในเครือของศรีฟ้านี้มีพนักงานกว่า 800 คน และหากอ้างอิงตามข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธุรกิจของเครือศรีฟ้ามียอดขายรวมๆ กันเกือบพันล้านบาทต่อปี ถือเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการอาหารรายหนึ่งเลยทีเดียว ส่วนในอนาคตศรีฟ้าเองก็เล็งที่จะเปิดธุรกิจแฟรนไชส์เพิ่ม เพื่อขยายร้านใหม่ๆ ไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วไทยได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น

ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากข้อมูลทางเว็บไซต์ที่ http://www.srifafrozenfood.com, https://www.srifabakery.co.th และ http://www.suthera.com/

ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ต้องมองหาระบบ IT ที่พร้อมขยายเพื่อเติบโตต่อไปได้อย่างรวดเร็ว

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าธุรกิจของเครือศรีฟ้านี้มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ด้วย Operation ที่แตกต่างกันของแต่ละบริษัทย่อยในเครือนั้นก็ทำให้กระบวนการในการดำเนินธุรกิจมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเลือกใช้งานเทคโนโลยีทางด้าน IT ที่จะมาช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีความเรียบง่ายมากขึ้นจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของศรีฟ้าในทุกวันนี้

คุณวีรวิชญ์ได้เล่าย้อนไปถึงวันแรกๆ ที่เริ่มเข้ามาทำงาน ว่าการเริ่มมาทำงานในเครือศรีฟ้าในฐานะของ IT Manager นี้ถือว่ามีความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะคุณวีรวิชญ์ได้เข้ามาในช่วงรอยต่อของธุรกิจศรีฟ้าที่ต้องการจะขยับขยายครั้งใหญ่พอดี และช่วงนั้นยังเป็นช่วงที่เทรนด์ด้านการทำ Digital Transformation กำลังเริ่มต้น เทคโนโลยีใหม่ๆ มีให้เลือกใช้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นคุณวีรวิชญ์จึงมีโจทย์ต้องแก้เป็นจำนวนมาก และต้องเรียนรู้เพื่อประเมินเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นจำนวนมหาศาลในเวลานั้น

หลักสำคัญอันหนึ่งที่คุณวีรวิชญ์ต้องคำนึงถึงตลอดในทุกๆ การตัดสินใจด้าน IT ของศรีฟ้านั้น ก็คือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่จะช่วยให้ฝ่าย IT สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะเดิมทีในศรีฟ้านี้มีทีมงานในฝ่าย IT เพียงแค่ 6 คนเท่านั้น ในขณะที่มีระบบ IT สำหรับรองรับผู้ใช้งานรวมกันกว่า 800 คนต้องดูแล อีกทั้งยังมีโรงงานและสาขาหลายแห่ง รวมถึงยังมีหน้าร้านอีกจำนวนมาก ซึ่งประเด็นนี้ก็ได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารระดับสูงที่ต้องการลงทุนในระบบ IT อย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มศักยภาพพร้อมรองรับการแข่งขันในระดับสากล

ปรับระบบ ERP สำคัญของธุรกิจ ย้ายขึ้นสู่ Cloud เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ, การดูแลรักษา และการเข้าถึงใช้งานได้จากทุกสาขา

Credit: VMware

โจทย์แรกที่คุณวีรวิชญ์เริ่มเข้ามาจัดการแก้ไขก่อนเป็นอันดับแรกเลยนั้น ก็คือปัญหาที่กระทบกับผู้ใช้งานทุกคนในธุรกิจของศรีฟ้า นั่นก็คือ “ระบบ ERP ช้า”

ปัญหานี้ถือว่าคลาสสิคไม่น้อยเพราะเป็นปัญหาที่เชื่อว่าธุรกิจหลายๆ แห่งที่มีการใช้งานระบบ ERP นั้นจะต้องพบเจอ โดยเมื่อคุณวีรวิชญ์ได้เข้าไปวิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหาแล้ว ก็พบปัจจัยสำคัญ 2 ส่วนที่ส่งผลต่อปัญหานี้โดยตรง ได้แก่ การที่ระบบ Hardware สำหรับรองรับ ERP นั้นมีอายุนานกว่า 5 ปีแล้ว ทำให้มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอเมื่อระบบมีข้อมูลและผู้ใช้งานจำนวนมากขึ้น รวมถึงการที่ระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อระหว่าง Desktop ของผู้ใช้งานไปยัง ERP นั้นอาจต้องมีการเดินทางระยะไกลหรือข้ามสาขา ทำให้เกิด Latency ในส่วนนี้สูง

คุณวิรวิชญ์ได้ประเมินถึงทางเลือกในการลงทุนระบบ IT ใหม่ทั้งในส่วนของ Data Center และ Network เพื่อให้ผู้ใช้งานจากทุกสาขาสามารถเข้าถึงระบบ ERP กลางได้อย่างรวดเร็ว และพบว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเป็นมูลค่ากว่าหลายสิบล้านบาท อีกทั้งยังต้องใช้เวลานาน ซึ่งทางเลือกนี้ไม่ตอบโจทย์ต่อธุรกิจของศรีฟ้าที่ต้องการความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจและขยายสาขาอย่างแน่นอน ทำให้คุณวีรวิชญ์เชื่อว่าการใช้ Cloud นั้นจะเป็นทางออก

หลังจากการประเมินทางเลือกต่างๆ ในการใช้งาน Cloud แล้ว คุณวีรวิชญ์ก็ได้ตัดสินใจย้ายระบบ Data Center ของศรีฟ้าขึ้นไปยังบริการ INET Cloud ที่มีการใช้งานเทคโนโลยี VMware Cloud อยู่เบื้องหลัง เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการด้วยเครื่องมือที่ทีมงานคุ้นเคยอยู่แล้ว และจังหวะนั้นก็ประจวบเหมาะกับการที่ SAP ถึงเวลาต้องอัปเกรดใหม่พอดี ทำให้คุณวีรวิชญ์ตัดสินใจอัปเกรดระบบ SAP ไปพร้อมๆ กับการย้ายระบบขึ้น VMware Cloud ของ INET เสียเลย

ย้าย Desktop สู่ Cloud Desktop รองรับการขยายสาขาใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

Credit: VMware

ในการแก้ปัญหาข้างต้นนั้น ไม่เพียงแต่การย้ายระบบ Data Center เท่านั้น แต่คุณวีรวิชญ์ยังตัดสินใจที่จะย้ายระบบ Endpoint ทั้งหมดที่ต้องเชื่อมต่อกับระบบ ERP และ Business Application จำนวนกว่า 200 เครื่องขึ้นไปยัง Cloud ด้วย เพื่อลด Latency ที่จะเกิดขึ้นในการเข้าถึงฐานข้อมูลแต่ละครั้ง และทำให้การตอบสนองต่อระบบ Application รวดเร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง

ในการตอบโจทย์นี้คุณวีรวิชญ์เองก็ตัดสินใจเลือกใช้งานบริการ Cloud Desktop ของ INET ที่มีการใช้ VMware Horizon View ซึ่งเป็นโซลูชันทางด้าน Virtual Desktop Infrastructure (VDI) ของ VMware เป็นเบื้องหลังเช่นกัน และทำการเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่าง Virtual Desktop ไปยังระบบ ERP และ Business Application อื่นๆ โดยตรง พร้อมเสริมความมั่นคงปลอดภัยด้วยการกำหนดนโยบายด้านเครือข่ายต่างๆ ได้ตามต้องการเสมือนใช้งานระบบเครือข่ายภายในองค์กรของตนเอง และในแง่ของผู้ใช้งานนั้น ก่อนจะเข้าถึง Application ใดๆ ของศรีฟ้าก็ต้องทำการ Remote เข้าไปยัง Cloud Desktop เหล่านี้เสียก่อนเสมอ

การตัดสินใจใช้เทคโนโลยี Cloud Desktop นี้ถือเป็นก้าวที่สำคัญไม่น้อย เพราะหลังจากย้ายระบบขึ้นไปสู่ Cloud ทั้งหมดและผู้ใช้งานเริ่มมีความคุ้นเคยแล้ว เสียงตอบรับของผู้ใช้งานทั้งหมดถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ประทับใจมาก เพราะปัญหาเรื่องระบบ ERP ช้าที่เคยต้องพบเจอมาก่อนนั้นหายไปทั้งหมด กลายเป็นทุกคนสามารถเข้าถึงทุกข้อมูลของธุรกิจเพื่อทำงานได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองได้อย่างทันใจ

นอกจากนี้ เมื่อทุกอย่างอยู่บน Cloud พนักงานก็สามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาอย่างแท้จริง พนักงานของศรีฟ้าสามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกิจและทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาบนทุกอุปกรณ์ อีกทั้งเมื่อมีการเปิดสาขาใหม่ๆ ของร้านศรีฟ้าเบเกอรี่ ก็สามารถทำการติดตั้งอุปกรณ์ Endpoint ใดๆ ก็ได้ และทำการสร้าง Virtual Desktop ใหม่ขึ้นมาบน Cloud สาขาใหม่นั้นก็พร้อมที่จะเริ่มต้นขายเบเกอรี่ได้ทันที ตอบโจทย์ความคล่องตัวที่ศรีฟ้าต้องการเป็นอย่างดี

เปลี่ยนการลงทุน Data Center และ Desktop สู่ OpEx ทั้งหมด ไม่ต้องกังวลเรื่อง License อีกต่อไป

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นข้อดีมากๆ ในการปรับระบบครั้งใหญ่นี้ ก็คือการที่ศรีฟ้าได้ปรับรูปแบบการลงทุนในระบบ IT จาก CapEx ไปสู่ OpEx อย่างเต็มตัวทั้งในส่วนของ Data Center และ Desktop ซึ่งยังครอบคลุมไปถึง Software License จำนวนมากที่มีการใช้งานด้วย

การเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนไปสู่ OpEx ในครั้งนี้ ทำให้ศรีฟ้าไม่ต้องมีการจัดซื้อ Hardware เผื่ออีกต่อไปเพราะระบบรองรับการเพิ่มขยายได้ตามต้องการอยู่เสมอ อีกทั้งยังไม่มีค่าเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ให้ต้องประเมิน โดยมีทีมงาน INET คอยดูแลด้าน Resource สำหรับรองรับการทำ High Availability และการเพิ่มขยายในอนาคตให้ ส่วน Software License ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ ก็ถูกคิดค่าใช้จ่ายรวมมาหมดในการเช่าใช้บริการ Cloud อยู่แล้ว ทำให้ศรีฟ้าไม่ต้องวุ่นวายกับการบริหารจัดการ License ด้วยตนเองอีกแล้วในทุกวันนี้

เมื่อ IT Infrastructure นิ่งแล้ว ศรีฟ้าก็สามารถริเริ่มโครงการระบบ Application ใหม่ๆ ผลักดันธุรกิจได้อย่างเต็มที่

คุณวีรวิชญ์ได้เล่าถึงบทสรุปของการย้ายระบบทั้ง Data Center และ Desktop ขึ้นสู่ Cloud ในครั้งนี้ ว่าทำให้ทีม IT ของศรีฟ้ามีเวลาทำงานในเชิงรุกได้อย่างเต็มที่มากขึ้น เพราะระบบ IT Infrastructure ที่ต้องดูแลด้วยตนเองนั้นเหลือน้อยลงมาก มีแค่บางระบบที่ยังอยู่ใน Data Center ในขณะที่ระบบหลักๆ ที่ยังคงต้องดูแลต่อไปคือระบบเครือข่ายและ Internet เพื่อให้พนักงานของศรีฟ้าสามารถเชื่อมต่อไปยัง Cloud ได้อย่างมั่นใจ

ทุกวันนี้ ภารกิจหลักของฝ่าย IT ในศรีฟ้านั้นก็คือการมุ่งพัฒนาระบบใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตต่อไปอย่างมั่นคงและรวดเร็วในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบ Paperless ที่จะเริ่มนำมาใช้ในแผนกต่างๆ หรือระบบ Learning Management System (LMS) เพื่อให้พนักงานของศรีฟ้าได้เรียนรู้ในสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานในแต่ละแผนก เป็นต้น

ถึงตรงนี้ คุณวีรวิชญ์ก็ยังได้ทิ้งท้ายเอาไว้ให้เป็นบทเรียนสำหรับผู้อ่านของ TechTalkThai ด้วยว่า ทุกๆ ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับฝ่าย IT มากขึ้น เพราะฝ่าย IT นั้นไม่ได้อยู่ในบทบาทของการเป็นผู้แก้ไขปัญหาระบบ IT เท่านั้นอีกต่อไปแล้ว แต่การเลือกใช้เทคโนโลยี IT ที่เหมาะสมนั้นจะสามารถช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดดจริงๆ และฝ่าย IT นั้นก็คือทรัพยากรบุคคลสำคัญที่จะเข้ามาช่วยในการเลือกโซลูชันที่เหมาะสมกับธุรกิจได้ ในขณะที่คน IT เองก็ต้องหันมาเรียนรู้ธุรกิจให้มากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับความคาดหวังและบทบาทใหม่ๆ เหล่านี้ให้ดีด้วย

เลือกใช้บริการจาก INET มีโซลูชัน VMware Cloud ให้ใช้งานหลากหลาย ทีมงานแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว มั่นใจได้ในการเตรียมตัวทำ IPO

ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คุณวีรวิชญ์ได้ปิดท้ายถึงข้อดีของการเลือกใช้บริการ VMware Cloud จาก INET เอาไว้หลากหลายประเด็น ทั้งในแง่ของการที่ทีมงาน INET สามารถช่วยเหลือให้ข้อมูลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี, การมีทีมงาน INET คอยช่วยดูแลแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้อยู่ตลอดเวลา, ระบบ Cloud ของ INET ที่มี Data Center 3 สาขารองรับการทำ Disaster Recovery ได้ครบวงจร และการที่ Data Center ของ INET นั้นผ่านการรับรองตามมาตรฐานต่างๆ มากมาย ที่จะช่วยให้การทำ IPO ของศรีฟ้าในอนาคตนั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่น

ติดต่อทีมงาน INET ได้ทันที

สำหรับธุรกิจองค์กรใดที่กำลังมองหาผู้ให้บริการ Cloud, บริการ Cloud แบบ Managed Services ติดตั้งใช้งานภายในองค์กรแต่คิดค่าใช้จ่ายตามจริง หรือโซลูชันใดๆ ทางด้าน IT สามารถติดต่อทีมงาน INET ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ VMware Cloud Provider Program หรือ VCPP ได้ทันทีที่ info@inet.co.th หรือโทร 02-257-7000 และสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ INET ได้ที่ https://inet.co.th/

เกี่ยวกับ VMware Cloud Provider Program (VCPP)

โครงการ VCPP นี้คือโครงการที่ได้ผสานรวมเอาบริการ VMware Software-as-a-Service เข้ากับเหล่าผู้ให้ริการ VMware Service Provider Partners ทั่วโลก เพื่อให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถใช้งานบริการ Cloud ที่มีเทคโนโลยีของ VMware เป็นเบื้องหลังได้ผ่านทางผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้าน IT ที่ได้เข้าร่วมโครงการ VCPP มากกว่า 20 รายแล้ว ดังนั้นธุรกิจไทยจึงสามารถเลือกใช้งานบริการ Cloud ภายในประเทศที่ให้บริการเทคโนโลยีของ VMware และเชื่อมต่อระบบ Data Center ภายในธุรกิจองค์กรเข้ากับบริการ Cloud เหล่านี้สู่ภาพของ Hybrid Cloud หรือทำ Disaster Recovery ได้ทันที โดยมีทีมงานคนไทยคอยให้บริการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

ผู้ที่สนใจใช้บริการ VMware ในรูปแบบของการคิดค่าใช้จ่ายตามจริง สามารถติดต่อทีมงานของ VMware ประจำประเทศไทยได้ที่คุณปลา 081-913-3347 หรืออีเมล์ kemwat@vmware.com หรือสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VCPP ได้ที่ https://www.vmware.com/partners/service-provider.html และสามารถตรวจสอบสถานะของบริษัทต่างๆ ที่เป็น VCPP ได้ที่ https://cloud.vmware.com/providers/

from:https://www.techtalkthai.com/srifa-frozen-food-migrates-erp-and-desktops-to-inet-vmware-cloud-for-performance-and-scalability/