คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_Computing

Naver Cloud Platform คลาวด์เกาหลีใต้เปิดขายคลาวด์ตั้งในศูนย์ข้อมูลลูกค้า แข่งกับ AWS Outpost

Naver Cloud Platform (NCP) ธุรกิจคลาวด์ของ Naver บริการค้นหารายใหญ่ของเกาหลีใต้และบริษัทแม่ของ LINE ประกาศเปิดบริการ Neurocloud ที่เป็นคลาวด์สำหรับตั้งในศูนย์ข้อมูลลูกค้า เน้นกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ต้องการย้ายข้อมูลออกจากศูนย์ข้อมูลของตัวเอง

NCP เปิดบริการในเกาหลีใต้, สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, สิงคโปร์, และเยอรมัน โดยมีแผนขยายบริการมายังไทย, เวียดนาม, และไต้หวันในอนาคต

Neurocloud ให้บริการพื้นฐานสำคัญ เช่น เซิร์ฟเวอร์, สตอเรจ (มีเฉพาะ block storage และ NAS), บริการ Kubernetes, และบริการฐานข้อมูล (MySQL, Redis, PostgreSQL)

แนวโน้มที่ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่จะเปิดบริการคลาวด์แบบ on-premise เริ่มเป็นแนวทางมาตรฐานสำหรับผู้ให้บริการคลาวด์แทบทุกราย เช่น AWS Outpost ที่เพิ่งเปิดขายในไทย แม้แต่คลาวด์ท้องถิ่นอย่าง Naver ที่เน้นตลาดเกาหลีใต้เป็นหลักก็ตาม

ที่มา – The Korea Herald

No Description

ภาพจากรายงานคลาวด์ของ NCP

from:https://www.blognone.com/node/117619

Adobe จับมือ IBM นำ CMS รันบน OpenShift, บุกตลาดลูกค้าสายการเงินของ IBM

IBM และ Red Hat ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ Adobe โดยแบ่งออกเป็น 3 เรื่องดังนี้

  • Adobe Experience Manager ซอฟต์แวร์จัดการคอนเทนต์ (CMS) ของ Adobe จะสามารถรันบน Red Hat OpenShift ได้ เพื่อให้ทำงานบนคลาวด์ได้หลากหลายประเภท
  • Adobe จะกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์ของ IBM Cloud for Financial Services บริการคลาวด์ของ IBM ที่ออกแบบมาสำหรับภาคการเงินโดยเฉพาะ (ข่าวเก่า) โดย IBM จะนำเสนอ Adobe Experience Manager ให้กับลูกค้าในภาคการเงินใช้ด้วย
  • IBM iX ทีมดีไซเนอร์ของ IBM ที่รับงานออกแบบ UX/UI ให้ลูกค้า (ข่าวเก่า) เดิมทีใช้งาน Adobe XD สำหรับออกแบบอยู่แล้ว จะขยายผลไปยังผลิตภัณฑ์อื่นของ Adobe ทั้ง Creative Cloud, Experience Cloud, Document Cloud

ที่มา – IBM

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117601

ไมโครซอฟท์เปิดพรีวิว Azure Stack HCI วินโดวส์รุ่นพิเศษสำหรับเชื่อมต่อคลาวด์

ไมโครซอฟท์เปิด Azure Stack HCI เป็นสถานะพรีวิวแบบทั่วไป สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างคลาวด์ในองค์กร (on-premise cloud) ด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมากนัก

ตัว Azure Stack HCI เป็นวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์รุ่นพิเศษ ที่มีบริการ Hyper-V, Storage Space Direct, และ Software Defined Network มาด้วย โดยโมเดลการคิดค่าบริการจะจ่ายเป็นรายเดือนตามจำนวนซีพียูไม่สามารถซื้อขาดแบบวินโดวส์ปกติ และจะต้องซื้อไปพร้อมกับฮาร์ดแวร์ที่ได้รับการรับรองเท่านั้น โดยระหว่างที่ยังอยู่ในสถานะพรีวิวจะไม่มีค่าไลเซนส์

No Description

No Description

ก่อนหน้านี้ไมโครซอฟท์มีสินค้ากลุ่มคลาวด์ในองค์กรคือ Azure Stack Hub ที่พยายามจำลองคลาวด์ Azure มาอยู่ในองค์กรโดยไม่ต้องเชื่อมต่อไปยัง Azure แต่ Azure Stack HCI จะอาศัยการควบคุมผ่านคอนโซลของ Azure ที่ต้องเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ต โดยตัวมันเองมีหน้าที่เป็น Hyper-V host เป็นหลัก และมีบริการภายในเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับบริการอื่นๆ จะต้องสร้างเป็น virtual machine อยู่ภายในอีกที โดยสามารถใช้งานได้ทั้งการสร้างเซิร์ฟเวอร์ หรือไคลเอนต์อย่างบริการ virtual desktop ก็รันได้เช่นกัน

ฮาร์ดแวร์เริ่มต้นสำหรับ Azure Stack HCI ต้องใช้ 2 โหนดเริ่มต้นไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์ ทำให้องค์กรสามารถสร้างคลาวด์เริ่มต้นในต้นทุน 20,000 ดอลลาร์เท่านั้น

No Description

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/117597

ไมโครซอฟท์ประกาศย้ายเซิร์ฟเวอร์ Minecraft จาก AWS มาสู่ Azure

ไมโครซอฟท์ซื้อกิจการ Minecraft มาตั้งแต่ปี 2014 แต่ยังคงปล่อยให้ Minecraft ใช้เทคโนโลยีที่ไม่ใช่ของไมโครซอฟท์มายาวนาน ทั้งโปรแกรมเวอร์ชัน Java และรันบนคลาวด์ AWS (ภายหลัง Minecraft ออกเวอร์ชัน C++ ที่เรียกว่า Bedrock Edition มาเพิ่มเติม แต่เวอร์ชัน Java ก็ยังอยู่)

ล่าสุดไมโครซอฟท์ประกาศย้ายเซิร์ฟเวอร์ของ Minecraft จาก AWS มาเป็น Azure แล้ว โดยให้ข้อมูลสั้นๆ แค่ว่าทยอยย้ายระบบมาสู่ Azure เป็นเวลาหลายปีแล้ว และจะย้ายเสร็จสิ้นภายในปีนี้

ก่อนหน้านี้มีกรณีคล้ายๆ กันคือ LinkedIn ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2016 ก็ทยอยย้ายมา Azure เสร็จในปี 2019

ที่มา – CNBC

No Description

from:https://www.blognone.com/node/117560

Netflix หันมาเปิดบริการคลาวด์สำหรับเรนเดอร์กราฟิก เปิดให้พันธมิตรใช้ทำหนังป้อนแพลตฟอร์ม

Netflix ประกาศเปิดบริการ NetFX บริการเดสก์ทอปบนคลาวด์ (Desktop-as-a-Service – DaaS) เพื่อการสร้างสรรค์งานกราฟิกบนภาพยนตร์โดยเฉพาะ โดยแพลตฟอร์มนี้จะเป็นตัวเชื่อมผู้ผลิตซอฟต์แวร์ต่างๆ, ศิลปินทำกราฟิก, และผู้สร้างคอนเทนต์ให้ทำงานร่วมกันผ่านคลาวด์

แม้ Netflix จะเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ทำเงินจากผู้ชมเป็นหลักแต่ที่ผ่านมาบริษัทก็พยายามปรับปรุงกระบวนการทำงานของผู้สร้างคอนเทนต์ไปพร้อมกัน เช่น การสร้างเครื่องมือจัดการกองถ่าย Prodicle (ที่เพิ่งเลิกทำแบบ PWA ไปปีที่แล้ว) ตัว NetFX เองจะทำให้ศิลปินที่ทำงานกราฟิกสามารถเข้ามาทำงานกับข้อมูลที่อยู่บนคลาวด์ผ่านทางหน้าจอเสมือนได้ โดย Netflix ระบุว่าความสามารถเช่นนี้สำคัญมากในช่วง COVID-19 นี้

การเช่าใช้เครื่องเวิร์คสเตชั่นสำหรับงานกราฟิกบนคลาวด์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ AWS เองก็มีบริการ Amazon WorkSpaces ที่มีเครื่อง GraphicsPro ให้เช่าใช้เดือนละ 999 ดอลลาร์มานานแล้ว การที่ Netflix ลงมาให้บริการเองเช่นนี้ก็น่าจะทำให้สามารถจัดหาเครื่องมือได้ตรงกับมาตรฐานการผลิตของบริษัทยิ่งขึ้น โดยเมื่อต้นเดือนบริษัทก็เพิ่งประกาศแนวทาง Studio Engineering เพื่อการสร้างเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยกระบวนการผลิตตั้งแต่การเสนอโครงการไปจนถึงการขั้นทำ post-production

ที่มา – Netflix Tech Blog, The Register

from:https://www.blognone.com/node/117554

[Guest Post] เทคโนโลยี ICT ใหม่จากหัวเว่ย เสริมแกร่งโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ชี้อุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าจำเป็นต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน

งานประชุม Huawei Global Power Summit จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ในหัวข้อ “บิต ขับเคลื่อน วัตต์ สร้างโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่เชื่อมต่อครบวงจร” (Bits Drive Watts, Building a Fully Connected Smart Grid) ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีลูกค้า พันธมิตร ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และผู้นำความคิดในแวดวงอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าจากนานาประเทศเข้าร่วม เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับผลกระทบและวิธีรับมือกับสถานการณ์โรคระบาด รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ตลาดพลังงานไฟฟ้ายังคงมีศักยภาพสูง จึงเกิดคำถามว่าภาคอุตสาหกรรมจะสามารถสร้างและพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะที่มีความเสถียร ประสิทธิภาพสูง คุ้มค่าต่อการลงทุน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้ทรัพยากรพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสมเหตุสมผลได้อย่างไร

 

บริษัทพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกกำลังเฟ้นหาวิธีการในการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ผ่านการสร้างศูนย์ข้อมูลและการปฏิรูปแพลตฟอร์มการจัดการต่างๆ โดยมุ่งผลิตพลังงานที่เสถียร มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีความปลอดภัยต่อโครงข่าย พร้อมมอบบริการที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ผ่านเครือข่ายระบบพลังงานไฟฟ้าที่เชื่อมโยงถึงกันเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาของสังคม อย่างไรก็ตาม โมเดลการทำงานและเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมไม่สามารถส่งเสริมการปฏิรูปอุตสาหกรรมในลักษณะนี้ได้ ฉะนั้นอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าระดับโลกจึงจำเป็นที่จะต้องทบทวนเกี่ยวกับการปรับตัวเพื่อรับมือกับเทรนด์ความท้าทายใหม่ๆ เช่น โครงข่ายไฟฟ้าจะสามารถตรวจจับปัญหาด้านความปลอดภัยและรับมืออย่างทันท่วงทีได้อย่างไร เราจะสามารถใช้พลังงานสะอาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร และเครือข่ายพลังงานจะสามารถตอบสนองต่อสถานีจ่ายไฟฟ้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

ในขณะเดียวกัน ความท้าทายย่อมหมายถึงโอกาส “หัวเว่ย พร้อมช่วยเหลือลูกค้าในอุตสาหกรรมรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ เพื่อคว้าโอกาสในอนาคตด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล” นายเดวิด ซุน รองประธาน กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ย และประธานฝ่ายธุรกิจพลังงานระดับโลก กล่าว

หัวเว่ยได้ผสานเทคโนโลยี 5G, IoT, optical, IP, cloud, big data และ AI เข้ากับระบบพลังงานไฟฟ้าอย่างไร้รอยต่อ โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์เพื่อเปิดตัวโซลูชันสมาร์ทเซอร์วิสหลายรูปแบบ อาทิ การตรวจสอบระบบโครงข่ายไฟฟ้าโดยใช้ขุมพลังของ AI และการจ่ายไฟด้วย IoT ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการผลิตพลังงาน การส่งสัญญาณ การแปลงพลังงาน การจ่ายไฟ รวมไปถึงการใช้ไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้เกิดเซ็นเซอร์ที่ครอบคลุม เชื่อมต่อถึงกันได้ และยังทำให้เทอร์มินัลพลังงานหลายตัวสามารถส่งมอบบริการอันชาญฉลาดได้

นายซุนกล่าวเพิ่มเติมว่า “หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะแบ่งปันประสบการณ์ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคพลังงานไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ในประเทศจีนให้แก่ลูกค้าจำนวนมากขึ้น ผลักดันบิตเพื่อขับเคลื่อนวัตต์ และสร้างโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อช่วยให้บริษัทด้านพลังงานไฟฟ้าในระดับโลกสามารถเร่งให้เกิดการพัฒนาที่รวดเร็วขึ้น”

ปัจจุบัน บริษัทด้านพลังงานไฟฟ้าที่ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในการประชุมครั้งนี้ หัวเว่ยและผู้นำในภาคอุตสาหกรรมหลายรายได้กล่าวถึงความสำคัญของเทคโนโลยี 5G, AI, big data และการประมวลผล cloud computing ที่มีผลต่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว

ทั้งนี้ เทคโนโลยีการจัดแบ่ง (slicing technology) แบบ 5G ที่ล้ำสมัยของหัวเว่ยสามารถทำให้เกิดการสื่อสารแบบต้นสายถึงปลายสายบนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งทำให้เครือข่ายการจ่ายพลังงานมีความปลอดภัยและเสถียร ทั้งยังมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น

ส่วนเทคโนโลยี HUAWEI CLOUD และแพลตฟอร์มข้อมูลช่วยจัดเตรียมแหล่งความจุข้อมูลและความสามารถด้านการประมวลผลคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาล ผสานข้อมูลจากหลายระบบในโครงข่ายไฟฟ้าของบริษัทหนึ่งๆ เข้าด้วยกันเป็นแพลตฟอร์มเดียว โดยการประมวลผลและการแบ่งปันข้อมูลด้วยความเร็วสูงของแพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยทำให้งานที่ท้าทายหลากหลายรูปแบบสำเร็จลุล่วงไปได้ นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI ของหัวเว่ยที่ฝังเข้าไปในกล้องและหุ่นโดรนต่างๆ ยังช่วยให้ทีมปฏิบัติงานและบำรุงรักษาอุปกรณ์สามารถตรวจสอบสายส่งไฟฟ้าและจุดบกพร่องต่างๆ จากระยะไกลได้

นอกจากนี้ การให้บริการด้านดิจิทัลด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรด้านสายใยแก้วนำแสง ไซต์เครือข่าย และนวัตกรรมโซลูชันไอซีทีที่มีอยู่มากมาย ยังถือเป็นอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลสำหรับบรรดาบริษัทด้านพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกอีกด้วย

ทั้งนี้ หัวเว่ยได้ทำงานร่วมกับบริษัทด้านพลังงานไฟฟ้ากว่า 190 แห่งทั่วโลกในด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งในจำนวนนี้มีบริษัท 10 แห่งที่ติดใน 20 อันดับสูงสุดของภาคอุตสาหกรรมพลังงาน โดยโซลูชันของหัวเว่ยได้รับการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในบริษัทด้านพลังงานไฟฟ้า อาทิ Saudi Electricity Company, Turkish Electricity Transmission Corporation, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคของประเทศไทย, SGCC และ CSG เป็นต้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานประชุม “Huawei Global Power Summit” สามารถดูได้ที่:  https://e.huawei.com/topic/global-power-summit-2020/en/

 

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-ict/

บริการอีเมล HEY ใช้ AWS Spot Instance ร่วมกับ Kubernetes รับโหลดโปรดักชั่น ผู้ใช้ไม่รู้สึกแม้โดนปิดเซิร์ฟเวอร์

HEY ผู้ให้บริการอีเมลที่เพิ่งมีปัญหากับแอปเปิล เขียนบล็อกเล่าถึงการใช้คลาวด์ของบริษัท โดยการใช้ Spot Instance ของ AWS ที่มีค่าใช้ใช้งานเปลี่ยนไปตามปริมาณเครื่องคงเหลือของ AWS แต่ทาง HEY ก็ระบุว่ายังคงสามารถให้บริการโดยผู้ใช้อีเมลไม่รู้สึกอะไรแม้จะมีเครื่องถูกปิดไปตลอดเวลา

Spot Instance เป็นแนวทางการใช้เซิร์ฟเวอร์คงเหลือในศูนย์ข้อมูลของ AWS โดยผู้ใช้สามารถกำหนดราคาสูงสุดที่ยอมจ่าย และหากมีเครื่องคงเหลือทาง AWS จะทำเครื่องเหล่านั้นมาให้บริการโดยคิดค่าบริการจากเครื่องที่เหลือพอให้บริการและปริมาณผู้ใช้ Spot Instance เอง โดยทั่วไปแล้ว Spot Instance จะราคาถูกกว่าเครื่องแบบ On-Demand ตามปกติมาก ทาง HEY ระบุว่าส่วนต่างนั้นทำให้ Spot ราคาถูกกว่าการซื้อเซิร์ฟเวอร์แบบจองล่วงหน้า (Reserved Instance – RI) เสียอีก แถมไม่ต้องวางแผนล่วงหน้าใดๆ ทำให้คุ้มที่จะเลือกทางนี้ แต่ข้อเสียคือทาง AWS สามารถดึงเครื่องแบบ Spot Instance คืนเมื่อใดก็ได้โดยแจ้งล่วงหน้าเพียงสองนาทีเท่านั้น บางครั้งเครื่องเพิ่งเปิดขึ้นมาแล้วโดนดึงกลับก็มี

No Description

โลโก้ AWS Spot Instance จากเว็บ EC2 Spot Workshops

เครื่องที่เป็น Spot Instance ของ HEY นั้นเป็นเครื่อง front-end และงาน asynchronous โดยไม่ได้ใช้งานกับฐานข้อมูลใดๆ ทั้ง SQL, Redis, หรือ Elasticsearch

ระบบรันบน Kubernetes โดย HEY รับมือกับเซิร์ฟเวอร์ที่อาจถูกปิด ด้วย AWS Node Termination Handler ที่เป็น DaemonSet สำหรับรับข้อมูลจาก AWS ว่ากำลังมีเครื่องใดถูกปิดไปบ้าง เมื่อ AWS แจ้งว่ากำลังปิดเครื่องใดก็จะให้ Kubernetes ย้ายโหลดออกจากเครื่องนั้นให้ทัน จากนั้นควบคุมขนาดคลัสเตอร์ Kubernetes ด้วย Cluster Autoscaler ส่วนหนึ่งของโครงการ Kubernetes ที่รองรับ Spot Instance ได้โดยแก้ไขเล็กน้อย

ข้อเสียของ Spot Instance คือเครื่องประเภทหนึ่งๆ อาจจะหมดจนไม่สามารถเปิดเครื่องใหม่ได้ ทาง HEY แนะนำว่าควรเตรียมพร้อมใช้เครื่องประเภทอื่นไว้ด้วย เช่นหากใช้เครื่อง C ที่เน้นประมวลผลเป็นหลักก็อาจจะต้องเตรียมพร้อมว่าหากต้องใช้เครื่อง M ที่เน้นหน่วยความจำหรือ T ที่เป็นเครื่องอเนกประสงค์ไว้ด้วย โดยเตือนว่า Cluster Autoscaler นั้นรับมือกับเครื่องไม่เท่ากันได้ไม่ดีนัก ควรใช้เครื่องขนาดเท่าๆ กันไว้

ที่มา – Signal v. Noise

from:https://www.blognone.com/node/117233

AWS Outpost เริ่มขายในไทยโดยร่วมกับพันธมิตร, ตัวเซิร์ฟเวอร์ใช้ไฟกระแสตรงทั้งหมด, กุญแจเข้ารหัสจะถูกทำลายเมื่อถอดเครื่องออก

เมื่อวานนี้ AWS Outpost เริ่มทำตลาดในประเทศไทย วันนี้ทาง AWS โดยคุณ Paul Chen, Head of Solutions Architect ASEAN ก็แถลงข่าวในประเด็นนี้เพิ่มเติม

Paul ระบุถึงสถาปัตยกรรมในตู้เซิร์ฟเวอร์ว่าเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดในตู้ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง โดยมีตัวแปลงไฟกระแสสลับไปยังกระแสตรงที่ศูนย์กลาง ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพสูง และลดจุดสร้างความเสียหาย (point of failure) จากเดิมที่ตู้เซิร์ฟเวอร์มักปล่อยให้เซิร์ฟเวอร์ทุกตัวมีตัวแปลงไฟจากกระแสสลับมาเป็นกระแสตรงสำหรับเซิร์ฟเวอร์แต่ละตัวกันเอง นอกจากนี้ภายในเซิร์ฟเวอร์ยังมีชิ้นส่วนที่เป็นระบบสำรอง (hot spare) เตรียมรองรับความเสียหายในอนาคต ตัวตู้เซิร์ฟเวอร์มีระบบตรวจจับการดัดแปลง โดยข้อมูลทั้งหมดในดิสก์จะถูกเข้ารหัสเอาไว้ และตัวเซิร์ฟเวอร์นั้นจะมีชิปเข้ารหัสอยู่ การถอดฮาร์ดแวร์ออกต้องไขกุญแจที่เป็นน็อตเพื่อถอดเซิร์ฟเวอร์ออกมาซึ่งจะทำลายชิปไปในตัวเพื่อไม่ให้อ่านข้อมูลได้

AWS Outpost มีสัญญาการใช้งาน 3 ปี อย่างไรก็ตาม Paul ระบุว่าเมื่อครบสัญญาแล้วลูกค้าจะมีทางเลือกว่าจะอัพเดตฮาร์ดแวร์ใหม่ตามรอบ หรือจะใช้งานต่อไปก็ได้ โดย AWS จะซัพพอร์ตต่อไป

การทำตลาดในช่วงแรกนี้ มีพันธมิตร 3 เข้าร่วม คือ TrueIDC, Dailitech, และ CAT

ที่มา – งานแถลงข่าวออนไลน์ AWS

No Description

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117177

AWS Outpost คลาวด์ตั้งในองค์กรขายในไทยแล้ว ราคาเริ่มต้น 7.7 ล้านบาท

Amazon ประกาศเพิ่มประเทศที่ให้บริการ AWS Outpost เซิร์ฟเวอร์คลาวด์สำหรับติดตั้งในองค์กรเพิ่มขึ้นอีก 9 ประเทศ จากเดิมที่จำกัดประเทศที่ใช้งานได้ต้องเป็นประเทศที่มีศูนย์ข้อมูล AWS อยู่เท่านั้น โดยเพิ่ม บราซิล, อินเดีย, อิสราเอล, มาเลเซีย, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, แอฟริกาใต้, ไต้หวัน, และไทย ตรงตามที่ AWS ประเทศไทยเคยระบุมาก่อนหน้านี้

ตัว Outpost เป็นตู้เซิร์ฟเวอร์สำเร็จรูปที่จัดการภายในโดย AWS ทั้งหมด สำหรับองค์กรที่มีเงื่อนไขด้าน latency หรือติดกฎการคงข้อมูลไว้ในประเทศ แต่กระบวนการจัดการนั้งต้องเปิดทางให้ทาง AWS เข้าไปจัดการได้ และการสั่งงานต้องผ่านทางคอนโซลของ AWS อยู่ดี

ตัวเครื่องเริ่มต้นที่ m5.12xlarge (ซีพียู 48 คอร์ แรม 192GB) จำนวน 4 เครื่อง พร้อมสตอเรจขนาด 2.7TB ราคาแบบจ่ายครั้งเดียวในประเทศไทย 249,109.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7.7 ล้านบาท ไล่ไปจนถึง r5d.24xlarge จำนวน 10 เครื่อง พร้อมสตอเรจ 11TB ราคา 1,581,161.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 49 ล้านบาท โดยราคาจะต่างกันไปตามแต่ละประเทศ และมีตัวเลือกจ่ายรายเดือนทั้งหมดหรือจ่ายรายเดือนครึ่งเดียว

ลำพังตัวเซิร์ฟเวอร์ Outpost เองอาจจะไม่ได้ประโยชน์มากนัก แต่เมื่อติดตั้งแล้วจะทำให้องค์กรสามารถใช้บริการอื่น เช่น แพลตฟอร์มคอนเทนเนอร์ (ECS/EKS), ระบบฐานข้อมูล RDS, หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูล EMR ได้จากในศูนย์ข้อมูลขององค์กรเอง โดยบริการเหล่านี้ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไป

ที่มา – AWS

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/117134

AWS เปิดตัว Snowcone คลาวด์จิ๋วหนัก 2.1 กิโลกรัม 2 ซีพียู แรม 4GB ค่าใช้งานวันละ 6 ดอลลาร์

AWS มีเซิร์ฟเวอร์สำหรับสั่งมาใช้งานแบบ edge computing ในชื่อตระกูล Snow เช่น Snowball เซิร์ฟเวอร์สตอเรจความจุ 50GB แต่น้ำหนักก็มากกว่า 20 กิโลกรัม วันนี้ทางบริษัทก็เปิดตัว Snowcone เซิร์ฟเวอร์ตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม

Snowcone มีซีพียูไม่ระบุรุ่นจำนวน 2 คอร์ แรม 4GB และสตอเรจ 8TB ตัวเครื่องในเคสแบบสมบุกสมบัน สามารถสร้างเครื่อง EC2 ได้ 3 ขนาด โดย snc1.medium จะกินทรัพยากรทั้งหมด

แนวทางการใช้งาน Snowcone เช่นการใช้เป็นเกตเวย์สำหรับส่งข้อมูลขึ้น AWS โดยอาจจะมีการประมวลผลบางส่วนก่อน เช่น การออกกองถ่ายและเซฟข้อมูลตลอดเวลา, การเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT และเครื่องจักรอุตสาหกรรม

ตอนนี้ Snowcone ยังเปิดให้สั่งเฉพาะในสหรัฐฯ ค่าใช้งานเริ่มต้น 60 ดอลลาร์ใช้งานได้ 5 วันเกินจากนั้นคิดวันละ 6 ดอลลาร์

ที่มา – AWS

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/116989