คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

[Guest Post] Microsoft Exchange Server โดนโจมตีผ่านช่องโหว่ ส่งผลต่อความมั่นคงด้านความปลอดภัยของข้อมูล

ฮือฮาวงการธุรกิจ Microsoft Exchange Server โดนโจมตีผ่านช่องโหว่จนนำไปสู่การโจมตีผ่านอีเมลเซิร์ฟเวอร์กว่า 500 เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่อังกฤษ ส่งผลให้องค์กรเหล่านั้นสูญเสียความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก ในขณะที่ไต้หวันก็โดนโจมตีผ่านอีเมลเซิร์ฟเวอร์เช่นกัน

 

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม และในช่วงแรกคาดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มแฮกเกอร์ Halfnium ที่มีเบื้องหลังเป็นรัฐบาลจีน แต่ทางจีนก็ออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนประเทศไทยก็ควรเตรียมการในการรับมือกับการโจมตีดังกล่าว เนื่องจากมีหลายองค์กรที่ใช้ Microsoft Exchange Server

สำหรับเหตุการณ์นี้ทาง Microsoft เองก็ได้ออกการอัปเดตใหม่เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว แต่ถ้าหากแฮกเกอร์ได้แทรกซึมเข้าไปได้แล้ว การอัปเดตนั้นก็ไม่มีความหมาย นี้จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการใช้โซลูชันความปลอดภัยสำหรับองค์กรจึงสำคัญ เนื่องจากเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าจะมีการโจมตีรูปแบบใดเกิดขึ้นได้บ้าง และ ESET Protect Advanced สามารถปกป้องได้ทั้งเครื่อง Endpoint และ Server พร้อมป้องกันภัยคุกคามที่ไม่เคยพบมาก่อน รวมไปถึงโปรแกรมเรียกค่าไถ่ (Ransomware) ด้วย Cloud Sandbox Analysis

ให้ทุกองค์กรเข้าถึงโซลูชันความปลอดภัยมากขึ้นด้วยการลด 20% สำหรับ ESET Protect Advanced เพื่อความปลอดภัยที่มากกว่าเดิม

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-microsoft-exchange-server-promotion/

Cloudflare ประกาศ Argo Tunnel ให้ใช้งานได้ฟรี

Argo Tunnel คือตัวเชื่อมต่อระหว่างบริการของลูกค้ากับ Cloudflare อย่างมั่นคงปลอดภัย โดยวันนี้มีการประกาศให้ใช้ฟรีแล้ว

credit : Cloudflare

Argo Tunnel คือโซลูชันสำหรับเชื่อมต่อทราฟฟิค Outbound ของบริการลูกค้าและ Cloudflare อย่างมั่นคงปลอดภัย โดยมีการติดตั้ง Connector ไว้ในระบบของลูกค้า ซึ่ง Cloudflare คุยว่าจะให้ความสะดวกสบายมากกว่าในการไปรบกวน Firewall หรือตรวจสอบ IP ว่ามาจาก Cloudflare จริงไหม 

ในอดีต Argo Tunnel เป็นบริการเสียเงินที่คิดตามแบนวิดท์ในการใช้งาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งภายใต้ Argo Smart Routing ฟีเจอร์ช่วยเร่งเร้าการไหลของทราฟฟิค ทั้งนี้ล่าสุด Cloudflare ได้เปิดให้ผู้สนใจ Argo Tunnel (ไม่มี Argo Smart Routing) ใช้งานได้ฟรี นอกจากนี้ยังมีการประกาศเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์การสร้าง Tunnel เป็น Cloudflare Tunnel ด้วยเพื่อลดความสับสน สนใจลงทะเบียนใช้งานได้ที่ https://dash.cloudflare.com/sign-up 

ที่มา : https://blog.cloudflare.com/tunnel-for-everyone/

from:https://www.techtalkthai.com/cloudflare-free-argo-tunnel-for-everyone/

NVIDIA เปิดตัวชิป CPU ในดาต้าเซ็นเตอร์ตัวแรก พร้อมนวัตกรรมใหม่ๆในงาน GTC 2021

ที่งาน Graphics Technology Conference (GTC) 2021 ของ Nvidia มีข่าวใหม่น่าตื่นตาตื่นใจจาก Nvidiaหลายอย่าง โดยไฮไลต์คือการประกาศเปิดตัว CPU ระดับดาต้าเซ็นเตอร์ตัวแรก รวมถึง Data Processing Unit (DPU) รุ่นใหม่ แพลตฟอร์มด้าน Autonomous Driving และ Framework สำหรับงานด้าน Quantum Computing และ Cybersecurity เราจึงขอสรุปไฮไลต์เหล่านั้นมาให้ได้ติดตามกันครับ

credit : zdnet.com

1.) GRACE – CPU ในดาต้าเซ็นเตอร์ตัวแรกจาก Nvidia

เมื่อปีก่อนเราคงได้ยินข่าวการเข้าซื้อ ARM ของ Nvidiaแล้ว (ติดตามข่าวเก่าได้จาก TechTalkthai https://www.techtalkthai.com/nvidia-to-acquire-arm-about-40-billions-from-softbank/) โดยผลงานจากวันนั้นคือการเปิดตัวชิปบนสถาปัตยกรรม ARM สำหรับงานด้าน AI หรือที่ต้องการประมวลผลแรงสูงอย่าง HPC ภายใต้ชื่อ ‘GRACE’

CPU ตัวใหม่นี้ทาง Nvidia คุยว่าสามารถเทรนพารามิเตอร์ในงาน Natural Language Processing (NLP) หลักล้านล้านตัวได้เร็วกว่าระบบ Nvidia DGX บน x86 ถึง 10 เท่า นอกจากนี้ด้วยเทคโนโลยี NVLink interconnect 4th ยังเร่งเร้าการเชื่อมต่อระหว่าง GRACE และ Nvidia GPU ได้ถึง 900 GB/s ซึ่งสูงกว่าแบนด์วิดท์ที่ทำได้ในเซิร์ฟเวอร์ทุกวันนี้กว่า 30 เท่า ไม่เพียงเท่านั้นยังรองรับ LPDDR5x ที่ให้แบนด์วิดท์สูงกว่า DDR4 2 เท่าและมีประสิทธิภาพด้านพลังงานดีกว่า 10 เท่า รวมถึงสถาปัตยกรรมแบบใหม่ยังสามารถบูรณาการ Cache เข้าด้วยกันใน Memory Address Space เป็นผืนเดียวกันง่ายต่อการโปรแกรมเข้าไปอีก

โดย Nvidia ประมาณการว่า GRACE จะออกสู่ตลาดได้ราวปี 2023 ซึ่งมีลูกค้าอย่าง Swiss National Supercomputing Centre (CSCS) และ the US Department of Energy’s Los Alamos National Laboratory มารอแล้วใน Supercomputer ที่จะถูกผลิตโดย HPE ในปี 2023

2.) Ominiverse Enterprise

Ominiverse Design เป็นโซลูชันที่ถูกเปิดตัวมาตั้งแต่ธันวาคมปีก่อน โดยสามารถบูรณาการ GPU เข้าด้วยกันเพื่อสร้างระบบ Simulation ประกอบกับรวบรวมแพลตฟอร์มที่จำเป็นกับการทำงาน 3D สำหรับ Omniverse Enterprise ก็เป็น License สำหรับองค์กรที่มาพร้อมกับ เซิร์ฟเวอร์ Nucleus สำหรับการปฏิบัติงานตอบโจทย์ทุกสเกลของงาน โดยปัจจุบัน Ominiverse มีลูกค้าแล้วกว่า 400 บริษัทอย่าง BMW ในโรงงานแบบ Digital Twin สำหรับการผลิตรถยนต์หรือผู้ผลิตเกมต่างๆ

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://developer.nvidia.com/nvidia-omniverse-platform

3.) DPU BLUEFIELD-3 

credit : Zdnet.com

Data Processing Unit (DPU) รุ่นใหม่ของ Nvidia หรือ BlueField-3 โดย DPU เป็นแนวคิดแยกส่วนประมวลผลเพื่อเร่งเร้าประสิทธิภาพของการทำงานให้ SDN, Storage หรือ Cybersecurity โดยชิปรุ่นใหม่ BlueField-3 มาพร้อมกับ Arm A78 16 คอร์ ซึ่งสามารถยกระดับการประมวลผลทราฟฟิคด้านเครือข่ายได้ถึง 400 Gbps หากเมื่อเทียบกับ DPU รุ่นก่อน BlueField-3 มีประสิทธิภาพด้านการเข้ารหัสได้ดีว่าถึง 4 เท่าและมีพลังการประมวลผลได้ดีกว่า 10 เท่า นอกจากนั้นยังรองรับกับ PCIe 5

โดย Nvidia เตรียมความพร้อมในการโปรแกรม BlueField ให้ผ่าน DOCA 1.0 SDK ปัจจุบันมีเสียงตอบรับแล้วจากพาร์ทเนอร์อย่าง Dell Technologies, Inspur, Lenovo และ Supermicro รวมถึงผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง Baidu, JD.com, UCloud และแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Canonical, Red Hat และ VMware ในด้านตลาด Cybersecurity และ Storage ตัว BlueField ยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เล่นชั้นนำด้านนี้อย่าง Fortinet, Guardicore, DDN, NetApp, Cloudflare, F5 และ Juniper Networks คาดว่า BlueField-3 จะพร้อมลงสนามได้ราว Q1 ปี 2022

4.) CUQUANTUM SDK

ถึงแม้ Nvidia จะไม่ใช้ผู้ผลิต Quantum Computer แต่ก็มีส่วนในการพัฒนางานนี้ สำหรับการใช้ Classical เพื่อทำ Quantum Simulation ที่อาศัย GPU ตัว cuQuantum SDK ที่ Nvidia ประกาศออกมานี้ จะช่วยให้นักวิจัยเข้าไปดึงความสามารถจาก GPU มาใช้ตอบโจทย์นั้น โดยนักวิจัยจาก Caltech ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการใช้ cuQuantum กับ Google Sycamore circuit ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 9 เท่าต่อ GPU

5.) EGX AI Platform for Enterprise

ไอเดียคือการทำ Certified ให้การใช้งานระหว่างแพลตฟอร์มระดับองค์กร โดยมีการทำ Certified 2 ส่วนคือแพลตฟอร์ม NVIDIA EGX กับ Atos, Dell Technologies, GIGABYTE, H3C, Inspur, Lenovo, QCT และ Supermicro อีกส่วนคือ Nvidia A10 และ A30 แพลตฟอร์มอย่าง VMware vSphere ซึ่งแพลฟอร์มเหล่านี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในแอปพลิเคชันขององค์กรอยู่แล้ว เมื่อเพิ่ม Nvidia เข้ามาก็เพิ่มความสามารถด้าน AI Workload เข้ามาด้วย หรือกล่าวคือเพิ่มความสามารถ AI จากโซลูชัน Nvidia ให้แอปพลิเคชันขององค์กรนั่นเอง ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ https://nvidianews.nvidia.com/news/nvidia-and-global-computer-makers-launch-industry-standard-enterprise-server-platforms-for-ai

6.) Data Center Security Framework ‘Morpheus’ 

Morpheus เป็น AI Framework ด้าน Cybersecurity ที่ Nvidia แนะว่าจะสามารถดึงเข้าความสามารถ AI ของตนและ BlueFiled-3 ซึ่งอย่างหลังอาจวางอยู่บน Edge อยู่แล้ว โดย Morpheus จะช่วยให้สามารถประมวลผลแพ็กเก็ตที่วิ่งผ่าน Data Center ได้แบบเรียลไทม์ หลังจากนั้นจะส่งข้อมูลต่อไปยัง EGX Server เพื่อวิเคราะห์เชิงลึกต่อไป ทั้งหมดนี้พาร์ทเนอร์อย่าง ARIA Cybersecurity Solutions, Cloudflare, F5, Fortinet, Guardicore, Canonical, Red Hat และ VMware  ได้ขานรับ Framework นี้เพื่อทำงานร่วมกันกับ Nvidia แล้ว

7.)  Jarvis conversational AI framework

Nvidia ได้ประกาศพร้อมใช้งาน Javis หรือ conversational AI framework ให้นักพัฒนาได้นำไปเทรนโมเดล Deep Learning เพื่อสร้าง AI ในการสนทนาแล้ว โดย Framework มีจุดเด่นอย่างการทำ Speech Recognition ได้อย่างแม่นยำ มีความสามารถในการแปลได้หลายภาษาในระดับเรียลไทม์ รวมถึง Text-to-Speech ยิ่งเมื่อรวมกับปัจจัยจาก Nvidia GPU จะยิ่งแสดงศักยภาพได้ดีขึ้น

8.) Autonomous Platform

ในมุมของพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ Nvidia ได้ประกาศนวัตกรรมใหม่คือ Atlas หรือแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพของโปรเซสเซอร์ถึง 1000 TOPS ซึ่งแรงกว่ารุ่นก่อนหน้า 4 เท่า โดย System-on-chip (SOC) อาศัยสถาปัตยกรรม GPU และ Arm CPU ใหม่ผสานพลังกับ BlueField ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ช่วยป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ชนกับแพลตฟอร์มรุ่นก่อนอย่าง Orin (254 TOPS) ที่กำหนดเริ่มปี 2022 ทาง Nvidia ได้ประกาศแผนของ Atlas ในปี 2025

โดยผลงานของ Orin ทาง Nvidia คุยว่าลูกค้าอย่าง Volvo ได้เตรียมนำไปใช้ในรถยนต์อัตโนมัติรุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่ารุ่นแรกน่าจะเป็น Volvo XC90 อย่างไรก็ดี Autonomous Platform เป็นสิ่งที่ควบคู่กันไปกับ Omniverse ในการทำเทรนโมเดลในระบบ Perception ในงานด้านนี้เพื่อจำลองกระบวนการตัดสินใจได้

9.) DGX Superpod

DGX superPOD เป็น Cloud-Native Supercomputer (https://www.nvidia.com/en-us/data-center/dgx-superpod/) ซึ่งในรุ่นต่อไปจะมีการพัฒนาไปใช้ DGX A100 มากกว่า 20 ตัวที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Nvidia InfiniBand HDR networking โดยย้อนไปที่รุ่นปัจจุบันของ superPOD มีการใช้งาน BlueField-2 อย่างไรก็ดีคาดว่า superPOD ใหม่จะสามารถให้บริการผ่านทางพาร์ทเนอร์ได้ใน Q2 ปีนี้ ในวาระเดียวกัน Nvidia ยังได้ประกาศถึง DGX Station A100 หรือเดสก์ท็อปสำหรับงาน AI สนนราคา Subscription ที่ 9,000 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือน 

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/everything-announced-at-nvidias-gtc-2021-a-data-center-cpu-a-new-autonomous-driving-soc-an-sdk-for-quantum-circuit-simulations-and-more/

from:https://www.techtalkthai.com/nvidia-launches-first-cpu-grace-omniverse-enterprise-bluefield3-morpheus-cuquantum-sdk-and-more-in-gtc-2021/

Tencent ประกาศเปิดตัวดาต้าเซนเตอร์แห่งแรกในอินโดนีเซีย

Tencent บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จากจีนได้เปิดดาต้าเซนเตอร์แห่งแรกในอินโดนีเซียแล้ว เพื่อรองรับความต้องการที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต ในโอกาสเดียวกันนี้ยังเผยแผนที่จะเปิดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่สองในไทยและเกาหลีใต้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

Tencent ถือเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ แม้ว่าหลายคนอาจจะไม่คุ้นชินแต่อันที่จริงแล้วบริษัทมีดาต้าเซ็นเตอร์ให้บริการแล้วกว่า 61 แห่ง เพียงแต่ว่ากว่า 40 แห่งอยู่ในจีน ซึ่งส่วนของประเทศอื่นหน่วยงานคลาวด์นอกประเทศเพิ่งถูกจัดตั้งขึ้นแค่ 3 ปีเท่านั้น แต่รุกเข้าไปในหลายประเทศแล้วเช่น สิงค์โปร์ โตเกียว เกาหลีใต้ รัสเซีย แคนนาดา และเยอรมัน ล่าสุดอินโดนีเซียถือเป็นอีกจุดสำคัญที่มีการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นและประมาณการว่าภายในสิงหาคมจะเปิดแห่งที่สองในอินโดนีเซียตามมาเลย

โดย Tencent เผยว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในจากาต้านี้มีแหล่งจ่ายไฟ 2 แหล่ง รวมถึงระบบไฟสำรองแบบ N+1 ซึ่งรองรับโหลดแบบเต็มที่ได้กว่า 72 ชั่วโมง ทั้งนี้บริษัทเห็นโอกาสในอินโดนีเซียเช่น JOOX และ WeTV ซึ่งบริษัทวางแผนว่าจะขยายผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์คนท้องถิ่นมากขึ้น รวมถึงหากคนจีนต้องการขยายธุรกิจมายังอินโดนีเซีย Tencent ก็จะเป็นโครงสร้างที่เหมาะสมด้วย

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/tencent-cloud-pledges-sea-expansion-with-launch-of-indonesia-data-centre/

from:https://www.techtalkthai.com/tencent-launches-first-dc-in-indonesia-and-second-will-coming-in-months/

[Guest Post] เผยผลสำรวจผู้บริหารระดับสูงถึง 58% พบปัญหาความล้มเหลวในการสำรองข้อมูล สะท้อนถึงความท้าทายในการป้องกันข้อมูลสำคัญขององค์กร และเป็นข้อจำกัดในเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล

จากรายงาน Veeam Data Protection Report ประจำปี 2021 พบว่าสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่โลกสู่ดิจิทัล (Digital Transformation)  องค์กรทั่วโลกถึง 40% มองว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคสำคัญในอีก 12 เดือนข้างหน้า และหนึ่งในสามขององค์กรต่างชะลอหรือเลือกที่จะหยุดกระบวนการปรับเปลี่ยนดังกล่าวไว้ก่อนในช่วงปีที่ผ่านมา

 

ความท้าทายในการป้องกันข้อมูลกำลังบั่นทอนความสามารถขององค์กรทั่วโลกในการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่โลกดิจิทัล (Digital Transformation, DX) อ้างอิงผลการสำรวจในรายงาน Veeam® Data Protection Report 2021 พบว่าองค์กรถึง 58% ไม่สามารถสำรองข้อมูลได้สำเร็จหรือปล่อยข้อมูลไว้โดยไม่ได้รับการป้องกัน  รายงานการสำรวจนี้จัดทำขึ้นโดย  Veeam Software ผู้นำด้านโซลูชั่นสำรองข้อมูลในรูปแบบการจัดการข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ Cloud Data Management™ ซึ่งพบว่า หลังจากที่โลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรถึง 40% ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คืออุปสรรคครั้งใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลในช่วง 12 เดือนจากนี้  ระบบการป้องกันข้อมูลที่ไม่แข็งแกร่ง ผนวกกับความท้าทายเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจ ได้กลายมาเป็นความกังวลที่แพร่ไปในหลายองค์กร จนถึงขั้นที่จำเป็นต้องเลือกที่จะชะลอกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลไว้ก่อน

 

Veeam Data Protection Report 2021 นี้เป็นรายงานการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีจากองค์กรทั่วโลก เพื่อทำความเข้าใจแนวทางการป้องกันและจัดการข้อมูลในองค์กร และเรียนรู้รูปแบบการเตรียมความพร้อมรับความท้าทายต่อระบบไอทีที่พวกเขาต้องเผชิญ รวมถึงขีดความสามารถในการตอบสนองการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยหรือสถานการณ์ เช่น COVID-19 ที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบไอที และกระบวนการปรับเปลี่ยนองค์กรและธุรกิจในการก้าวสู่โลกดิจิทัล

“ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงต่างต้องเผชิญความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน  ในการดูแลป้องกันข้อมูลขององค์กรให้แข็งแกร่งได้เช่นเดิมท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในปัจจุบัน” แดนนี  อัลลัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีและรองประธานอาวุโสด้านกลยุทธผลิตภัณฑ์จากบริษัท  Veeam กล่าวว่า  “เพื่อตอบโจทย์ความจำเป็นขององค์กรธุรกิจ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา ต่างเร่งเดินหน้าเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัล เพื่อให้ทันกับความต้องการของธุรกิจ อย่างไรก็ตามแนวทางการจัดการและป้องกันข้อมูลนั้นยังคงเป็นจุดอ่อน เพราะหลายองค์กรยังติดอยู่กับระบบไอทีเดิม และมีระบบป้องกันข้อมูลที่ล้าสมัย แถมด้วยปัจจัยเรื่องเวลาและเงินทุนที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่คาดไม่ถึง อย่าง COVID-19 ต้องรอให้ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขก่อน จึงจะดำเนินการสู่ Digital Transformation ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว”

ปฏิบัติการเร่งด่วนในการปกป้องข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็น

ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าความสามารถในการปกป้องข้อมูลของพวกเขานั้นไม่มีความพร้อมตามที่กระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลต้องการ ทำให้เกิดความเสี่ยงในความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบที่รุนแรงทั้งต่อชื่อเสียงและผลการดำเนินงาน แม้ว่าเรื่องของการสำรองข้อมูลนั้นเป็นเรื่องสำคัญในโลกของการป้องกันข้อมูลยุคใหม่  แต่ 14% กลับบอกว่าข้อมูลทั้งหมดไม่ได้รับการสำรองไว้อย่างถูกต้องและอีก 58% บอกว่าเกิดความล้มเหลวในการเรียกคืนข้อมูลกลับมา ทำให้เห็นว่าข้อมูลซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของธุรกิจนั้นไม่ได้รับการป้องกันแถมไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้เมื่อเกิดปัญหาอย่างเช่น การหยุดทำงานจากการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นเรื่องที่พบเจอบ่อยขึ้น  ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา 95% ขององค์กรเผชิญเหตุการณ์ที่เซิร์ฟเวอร์หนึ่งในสี่หยุดทำงานอย่างน้อย 1 ครั้งในรอบปี ส่งผลกระทบในเรื่องของดาวน์ไทม์ และทำให้ข้อมูลสูญหายบ่อยเกินไป สุดท้ายที่สำคัญก็คือสิ่งเหล่านี้กระทบต่อประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูงมากกว่าครึ่งบอกว่าปัญหานี้นำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นต่อองค์กร ทั้งจากลูกค้า พนักงานและผู้ถือหุ้นได้

“มีสาเหตุอยู่ 2 ประการที่ทำให้การสำรองและเรียกคืนข้อมูลนั้นทำงานล้มเหลว: ประการแรก คือ การสำรองข้อมูลที่จบลงด้วยความผิดพลาดจากการกำหนดขอบเขตข้อมูลที่มากเกินไป และสอง การเรียกคืนข้อมูลที่ทำไม่ได้ตามข้อตกลงที่ได้ทำกันไว้” แดนนี่ อัลลัน อธิบายและเสริมว่า “พูดง่ายๆ ว่าหากการสำรองข้อมูลล้มเหลว ก็จะไม่ได้รับการป้องกัน ซึ่งเป็นความกังวลสำหรับธุรกิจ เนื่องจากผลกระทบจากการสูญหายของข้อมูล และการหยุดทำงานของระบบที่ไม่อยู่ในแผนการนั้น ย่อมส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า ไปจนถึงราคาหุ้นขององค์กรที่ลดลง ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นมานี้บ่งบอกว่าภัยคุกคามด้านดิจิทัลนั้นกำลังเติบโตในอัตราก้าวกระโดด ผลลัพธ์คือช่องว่างระหว่างความสามารถในการปกป้องข้อมูลของธุรกิจกับความต้องการในการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่โลกดิจิทัลของพวกเขา และปัญหานี้ควรจะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะสิ่งนี้เป็นแรงกดดันที่เกิดขึ้นในองค์กรในการเร่งนำเอาเทคโนโลยีบนคลาวด์ให้บริการลูกค้าในยุคของเศรษฐกิจดิจิทัล”

ยุทธศาสตร์ไอทีที่มีผลจากการมาของ COVID-19

ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรต่างตระหนักถึงความจำเป็นในการนำเอาคลาวด์มาเป็นทางเลือกแรกๆ และปรับเปลี่ยนรูปแบบของการใช้ระบบไอทีที่ตอบสนองในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลหลังเกิดสถานการณ์ COVID-19 ซึ่งหลายองค์กรก็ได้ทำสำเร็จไปแล้ว โดยที่ 91% ขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจนั้นได้เพิ่มบริการบนคลาวด์ของพวกเขาไปตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆ ของการระบาด และส่วนใหญ่ก็ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีองค์กรถึง 60% ที่วางแผนจะเพิ่มบริการบนคลาวด์ให้มากขึ้นในการวางยุทธศาสตร์ด้านไอทีต่อไป  อย่างไรก็ตามในขณะที่องค์กรธุรกิจนั้นตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนสู่โลกดิจิทัลในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แต่มีองค์กร 40% ที่ยอมรับว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลของพวกเขา

การเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัลต้องเริ่มจากความพร้อมแบบดิจิทัล

ในสถานการณ์ที่องค์กรธุรกิจต่างหันมาเลือกนำบริการทางด้านไอทียุคใหม่เข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว แต่ความสามารถและทรัพยากรในการป้องกันข้อมูลที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัลสะดุดลงจนถึงขั้นล้มเหลว ซึ่งเหล่าผู้บริหารระดับสูงต่างรู้ดีอยู่แล้วว่ามีผลกระทบเกิดขึ้น  30% ของผู้ตอบแบบสำรวจยอมรับว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลของพวกเขานั้นต้องสะดุดหรือหยุดไว้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อุปสรรคนั้นมีหลายรูปแบบรวมถึงทีมงานไอทีเองที่เน้นไปที่เรื่องของการดูแลระบบมากเกินไปในช่วงการระบาดของไวรัสถึง 53% หรือจะเป็นการพึ่งพาระบบไอทีเดิมในองค์กรที่มีถึง 51% และการที่เจ้าหน้าที่ขาดทักษะในการนำเทคโนโลยียุคใหม่มาใช้พบถึง 49% ทำให้ในอีก 12 เดือนข้างหน้าผู้บริหารด้านไอทีจำเป็นต้องวางแผนการเปลี่ยนถ่ายสู่โลกดิจิทัลกันใหม่อีกครั้ง โดยปัญหาต้องได้รับการแก้ไขทันทีสำหรับเรื่องการป้องกันข้อมูลในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น โดยเกือบหนึ่งในสามขององค์กรนั้นมองไปที่การย้ายไปสู่ระบบคลาวด์

“สิ่งสำคัญที่พบอีกประการ คือ ช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาเกิดช่องว่างในการปรับสู่โลกดิจิทัลระหว่างองค์กรที่มีแผนงานเปลี่ยนแปลงตัวเองสู่ระบบดิจิทัล และองค์กรที่มีความพร้อมน้อยกว่า โดยที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเร่งดำเนินการสร้างความพร้อมรับมือกับสิ่งเหล่านี้ หลังจากนั้นก็เริ่มชะลอกระบวนการลง” แดนนี่ อัลลัน สรุปและเพิ่มเติมว่า “ขั้นแรกในการเดินเข้าสู่การเปลี่ยนสู่ดิจิทัล คือ การสร้างความพร้อมแบบดิจิทัล ทุกองค์กรกำลังเร่งมองหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนวิธีการป้องกันข้อมูลให้มีความทันสมัย ด้วยการนำระบบคลาวด์เข้ามาใช้งาน  ภายในปี 2023  77% ของธุรกิจทั่วโลกจะเลือกใช้ระบบสำรองข้อมูลขั้นแรกที่อยู่บนคลาวด์ เพื่อให้มั่นใจในศักยภาพของการสำรองข้อมูลมากขึ้น ลดต้นทุนการบริหารจัดการ ลดงานของฝ่ายไอที และมีเวลามาดูแลงานด้านการปรับองค์กรสู่โลกดิจิทัล ที่จะช่วยให้ธุรกิจนั้นสามารถก้าวสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

 

เนื้อหาอื่นๆ ที่สำคัญในรายงาน Veeam Data Protection Report 2021 มีรวมถึง:

  • เครือข่ายไอทีแบบผสม แบบกายภาพ, เวอร์ชวลและคลาวด์: ในอีกสองปีข้างหน้าองค์กรส่วนใหญ่จะค่อยๆ ปรับลดจำนวนทั้งในแง่ของปริมาณ, การบำรุงรักษา และการจัดหาเซิร์ฟเวอร์จริงเสริมบนโครงสร้างพื้นฐานแบบเวอร์ชวล และจะหันมาเลือกใช้กลยุทธ์ “คลาวด์มาก่อน” มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้ครึ่งหนึ่งของปริมาณของการใช้งานย้ายไปอยู่บนคลาวด์ภายในปี 2023  ซึ่งจะบังคับให้องค์กรส่วนใหญ่ต้องปรับแนวคิดในกลยุทธ์การป้องกันข้อมูลของตนใหม่สำหรับพื้นที่การแข่งขันใหม่
  • ระบบสำรองข้อมูลบนคลาวด์เติบโตอย่างรวดเร็ว: ระบบสำรองข้อมูลถูกย้ายจากระบบแบบเดิมมาอยู่บนโซลูชั่นระบบคลาวด์ที่บริหารและดูแลโดยผู้ให้บริการ โดยรายงานคาดการณ์ว่าแนวโน้มนี้สูงถึง 29% ในปี 2020 และเพิ่มมากขึ้นเป็น 49% ภายในปี 2023
  • ความสำคัญของระบบที่แข็งแกร่งเชื่อถือได้: “เพื่อเพิ่มระดับความเชื่อถือ” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้องค์กรทั่วโลกเปลี่ยนระบบการสำรองข้อมูลหลักที่มีใช้อยู่ในองค์กร ผลสำรวจถึง 31% เห็นด้วยกับปัจจัยดังกล่าว
  • เพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุน: 22% ของผู้ร่วมตอบแบบสอบถามชี้ว่าส่วนสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงคือผลกระทบต่อสภาวะทางการเงินขององค์กร ซึ่งรวมถึงผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่คุ้มค่าและมีต้นทุนในการเป็นเจ้าของ (TCO) ลดลง
  • ช่วงเวลาพร้อมใช้งาน: 80% ขององค์กรธุรกิจจะมี “ช่วงเวลาที่พร้อมใช้งาน” ระหว่างความเร็วในการกู้คืนแอปพลิเคชั่น และความเร็วที่จำเป็นจะต้องกู้คืนมาให้ได้
  • ช่วงเวลาจริงในการทำงาน: 76% มี “ช่วงเวลาจริงในการทำงาน” ระหว่างความถี่ในการทำสำรองข้อมูล และ ปริมาณการสูญเสียข้อมูลที่ยอมรับได้หากระบบหยุดทำงาน
  • การปกป้องข้อมูลยุคใหม่: 46% ขององค์กรธุรกิจทั่วโลกเลือกที่จะเป็นคู่ค้ากับผู้ให้บริการสำรองข้อมูลแบบ Backup as a Service (BaaS) ภายในปี 2023 และมีถึง 51% วางแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบกู้คืนข้อมูลจากภัยพิบัติไปอยู่ในรูปแบบของ Disaster Recovery as a Service (DRaaS) ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

เกี่ยวกับรายงานฉบับนี้

Veeam มอบหมายให้ บริษัท วิจัยตลาดอิสระ Vanson Bourne ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดการป้องกันข้อมูล การนำไปใช้ และการรับรู้ในองค์กรระดับเอนเตอร์ไพร์สทั่วโลก โดยการสำรวจนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารองค์กรด้านไอทีจำนวน 3,000 คน (ในองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน) จาก 28 ประเทศโดยใช้วิธีการเชิงปริมาณที่เป็นกลางเพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์จะมีความเป็นกลาง http://twitter.com/JBuff

เพื่อเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาเหล่านี้ Veeam ได้จัดงานเสมือนจริงครั้งแรกในโลกในหัวข้อของการปรับปรุงการปกป้องข้อมูลให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อ VeeamON 2021 ในวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2021 โดยที่ผ่านมาผู้เข้าร่วมงานเกือบ 15,000 คน ทั้งลูกค้า, คู่ค้าและผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในงานสัมมนาแบบเวอร์ชวล VeeamON 2020 และ VeeamON Forum ที่จัดขึ้นตามแต่ละภูมิภาคทั่วโลก

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ https://www.veeam.com

Supporting Resources:

 

 

เกี่ยวกับ Veeam Software

Veeam® คือผู้นำโซลูชั่นระบบสำรองข้อมูล ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการสำรองข้อมูลบนระบบคลาวด์ด้วย (Cloud Data Management™) Veeam เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสำรองข้อมูลที่ทันสมัย, เพิ่มความเร็วระบบคลาวด์แบบไฮบริดและการรักษาความปลอดภัยข้อมูล Veeam มีลูกค้ามากกว่า 400,000 รายทั่วโลก รวมถึง 82% ที่อยู่ใน Fortune 500 และ 69% ที่อยู่ใน Global 2,000 Veeam ทำตลาดผ่านช่องทางการขาย 100% รวมถึงพันธมิตรระดับโลก เช่น HPE, NetApp, Cisco และ Lenovo ในฐานะตัวแทนจำหน่ายพิเศษ Veeam มีสำนักงานอยู่ในมากกว่า 30 ประเทศ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ http://www.veeam.com หรือติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทาง Twitter ได้ที่ @veeam

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-veeam-data-proection-report-2021/

[Guest Post] หัวเว่ยเปิดตัวสายผลิตภัณฑ์โซลูชันอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะ ช่วยเสริมโครงสร้างพื้นฐาน ไอซีทีของมหาวิทยาลัยไทยและภาคองค์กรธุรกิจให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

เมื่อเร็วๆ นี้ หัวเว่ยจัดงาน Huawei Asia Pacific IP Club Carnival 2021 ภายใต้หัวข้อ “พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะเพื่อขับเคลื่อนอนาคตใหม่ให้วงการ” พร้อมเผยว่าโซลูชันด้านการสื่อสารและส่งข้อมูลจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และจะช่วยกลุ่มองค์กรธุรกิจรวมถึงสถาบันการศึกษาในประเทศไทยให้สามารถสร้างเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่น รับมือทุกสถานการณ์ได้อย่างไร นอกจากนี้ หัวเว่ยยังเปิดตัวโซลูชันอินเทอร์เน็ต (IP) อัจฉริยะตัวล่าสุดสำหรับตลาดเอเชียแปซิฟิก โดยมีลูกค้า พาร์ทเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เข้าร่วมงานครั้งนี้มากกว่า 2,400 ราย

 

นายเควิน หู ประธานบริหารสายผลิตภัณฑ์ หัวเว่ย ดาต้าคอม กล่าวเปิดงานว่า เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยการส่งผ่านข้อมูลที่ราบรื่นไม่สะดุดจะช่วยปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของการรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของบริการในกลุ่มธุรกิจองค์กรทำให้บริการโครงข่ายผ่านอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงจากให้บริการในพื้นที่นั้น ๆ ไปสู่การให้บริการผ่านคลาวด์ ซึ่งส่งผลให้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ จำเป็นต้องรับประกันประสบการณ์การบริการ รวมถึงคุณภาพที่วางใจได้ของบริการนั้น

ภายในงาน หัวเว่ยได้เปิดตัวโซลูชัน CloudCampus 2.0 เพื่อนำวิวัฒนาการใหม่มาสู่วงการโครงข่ายแบบแคมปัส เริ่มจากเทคโนโลยีโครงข่ายไร้สายระดับกิกะบิตแบบอัจฉริยะ เพื่อนำไปสู่ “การเชื่อมต่ออัจฉริยะในทุกสิ่งทุกอย่าง” โดยโซลูชัน CloudCampus จะเป็นแพลตฟอร์มโครงข่ายอัจฉริยะเพื่อใช้รับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในหมู่องค์กรที่มีโครงสร้างแบบดั้งเดิม และจะช่วยเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลให้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ รศ. ดร. วุฒิพล ธาราธีรเศรษฐ์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้ยกตัวอย่างถึงความท้าทายต่าง ๆ ที่ทางสถาบันการศึกษาต้องเผชิญ โดยเฉพาะบิ๊กดาต้า และยังยกตัวอย่างว่าโซลูชันของหัวเว่ยเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสำคัญเหล่านี้ได้อย่างไร โดยศูนย์ข้อมูลจากหัวเว่ยช่วยตอบโจทย์ในการลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ให้แก่ทางมหาวิทยาลัย ทั้งยังรองรับการพัฒนาโซลูชันต่อยอดเพิ่มเติมได้ในอนาคต นอกจากนี้ การติดตั้งแคมปัสแบบไร้สายของหัวเว่ยยังช่วยให้ทางมหาวิทยาลัยสามารถรวมศูนย์การจัดการโครงข่ายในสถาบันการศึกษา พร้อมทั้งส่งมอบเครือข่ายการใช้งานที่ครอบคลุมให้แก่เหล่านิสิตนักศึกษา ซึ่งถือเป็นการช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้แก่พวกเขาในอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้เปิดตัวโซลูชัน CloudFabric 3.0 Hyper-Converged DCN ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการสร้างเทคโนโลยี DCN ยุคใหม่ ซึ่งมีฟีเจอร์รองรับเครือข่ายอีเทอร์เน็ตที่สามารถบีบอัดข้อมูลได้โดยไม่สูญเสีย (lossless) ข้อมูลจากต้นทาง รองรับการปฏิบัติงานโดยอัตโนมัติตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมทั้งรองรับการบำรุงรักษาโครงข่ายอย่างอัจฉริยะและครอบคลุม

หัวเว่ยยังได้เปิดตัวสายผลิตภัณฑ์เราท์เตอร์ตัวใหม่ในซีรี่ส์ NetEngine8000 (NE8000) โดยโซลูชัน CloudWAN ของหัวเว่ยได้รับการออกแบบให้ทำงานอยู่บนพื้นฐานของเราท์เตอร์ซีรี่ส์ NetEngine 8000 รุ่นใหม่นี้สามารถให้บริการได้อย่างครบวงจร รองรับเทคโนโลยี SRv6 และการแบ่งใช้งานโครงข่าย ทำให้ผู้ใช้งานสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีเอกภาพและรองรับการให้บริการได้ทุกรูปแบบ รวมทั้งรับประกันการรักษาระดับมาตรฐานของบริการต่าง ๆ (Service Level Agreements) ได้หลากหลายต่างกันไปตามบริการนั้น ๆ

หัวเว่ยและพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ จะยังคงร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งมอบโซลูชันโครงข่ายอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะให้กับกลุ่มธุรกิจองค์กรต่อไป และช่วยผลักดันให้เกิดความสำเร็จในยุคดิจิทัล

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-huawei-intelligent-ip-solution-healps-enterprise/

Microsoft ออกเครื่องมือจำลองการโจมตีทางไซเบอร์ ‘CyberBattleSim’

Microsoft ได้เผยถึงเครื่องมือใหม่ที่ชื่อ ‘CyberBattleSim’ โดยหวังให้นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยใช้สร้างสภาพแวดล้อมจำลองของเครือข่ายและดูว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเจอกับ AI Agent

credit : microsoft

CyberBattleSim ถูกพัฒนาโดยเครื่องมือโอเพ่นซอร์ส OpenAI Gym (ติดตามข่าวเก่าจาก TechTalkthai ได้ที่ https://www.techtalkthai.com/openai-an-open-source-ai-business-by-elon-musk/) โดยทีมงานของ Microsoft 365 Defender ได้สร้างโมเดลเพื่อจำลองว่าคนร้ายมีการเคลื่อนไหวอย่างไรหลังจากแทรกแซงระบบได้แล้ว ทีมงานกล่าวว่า “สภาพแวดล้อมเครือข่ายจำลอง (รูปประกอบ) มีคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง ซึ่งถูกกำหนดให้มี Topology ตายตัวและมีช่องโหว่ตามที่กำหนด จากนั้น Agent จะค่อยๆเจาะช่องโหว่ขยายไปต่อในเครือข่าย

เบื้องต้นทีมงานมีการสร้างโหนดในเครือข่ายพร้อมระบุบริการและช่องโหว่ในแต่ละโหนด รวมถึงวิธีการป้องกัน จากนั้นเองทีมงานได้ปล่อย Agent ลงสนามซึ่งจะมีการสุ่มกิจกรรมที่จะทำกับโหนดต่างๆ เพื่อเข้ายึดเครื่อง โดยทีมงานเผยว่า “CyberBattleSim เป็นเพียงจุดเริ่มต้นระหว่างการนำ Reinforcement Learning กับ Security เราหวังว่านักวิจัยและเหล่านักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจะเข้ามาช่วยกันสร้างการทดลองร่วมกัน สุดท้ายนี้ในอนาคตอาจจะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นในการแก้ปัญหาด้าน Security

ท่านใดสนใจเครื่องมือ CyberBattleSim ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://github.com/microsoft/CyberBattleSim 

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/microsoft-releases-a-cyberattack-simulator-shall-we-play-a-game/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-adpts-reinforcement-learning-with-security-turn-to-cyberbattlesim/

รู้จัก 2 เทคโนโลยี Automation ที่ทุกองค์กรต้องมี: Hyperautomation และ AIOps

การทำ Automation ในกระบวนการทำงานขั้นต่างๆ ของธุรกิจนั้นถือเป็นเทรนด์หลักของปี 2021 ที่จะช่วยให้พนักงานทุกคนในองค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดให้น้อยลง และทำให้พนักงานมีเวลาไปทำงานเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของธุรกิจที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้

แน่นอนว่าเทคโนโลยีย่อมต้องเป็นหัวใจของทุกการทำ Automation และในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ 2 เทคโนโลยีสำคัญในการทำ Automation ภายในธุรกิจองค์กร ได้แก่ Hyperautomation ที่เป็นแนวคิดในการวิเคราะห์กระบวนการทำงานและเปลี่ยนกระบวนการเหล่านั้นให้กลายเป็นอัตโนมัติมากที่สุดอย่างต่อเนื่อง และ AIOps ที่ช่วยให้งานของผู้ดูแลระบบ IT เป็นไปได้แบบอัตโนมัตินั่นเอง

ปรับกระบวนการการทำงานให้เป็นอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ด้วย Hyperautomation

ในการทำ Hyperautomation นั้น จะมีส่วนงานสำคัญที่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

  1. การทำ Task Mining/Process Mining ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดจากกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ ในการทำงาน เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมีความเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ในเชิงข้อมูลอย่างชัดเจน และสามารถเลือกได้อย่างเหมาะสมว่าจะเปลี่ยนกระบวนการทำงานส่วนใดให้เป็นอัตโนมัติบ้าง
  2. ระบบ Robotic Process Automation (RPA) เพื่อเปลี่ยนกระบวนการที่คัดเลือกมาแล้วให้กลายเป็นอัตโนมัติ ให้คอมพิวเตอร์ทำงานซ้ำๆ เหล่านั้นแทนบุคลากรในองค์กร ช่วยให้พนักงานมีเวลาในการทำงานอื่นๆ ได้มากขึ้น ในขณะที่ระบบ RPA ก็สามารถทำงานซ้ำๆ ปริมาณมหาศาลได้อย่างแม่นยำ

ในการทำ Task Mining และ Process Mining นั้น ธุรกิจจะได้เห็นถึงภาพรวมของกระบวนการการทำงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กรในรูปแบบของ Process Map และมีข้อมูลที่ครบถ้วนว่ามีกระบวนการใด เกิดขึ้นโดยมีข้อมูลใดเป็น Input และมีผลลัพธ์ใดเป็น Output เพื่อนำไปใช้ในการทำสิ่งใดต่อบ้าง

จากนั้นเมื่อนำข้อมูลเชิงประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละกระบวนการเข้าไปผสาน ธุรกิจก็จะเริ่มเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่าส่วนใดของกระบวนการไหนบ้างที่ยังคงเป็นคอขวดอยู่ และจะแก้ไขปัญหาคอขวดเหล่านั้นเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร ซึ่งยิ่งธุรกิจเลือกทำ Automation ให้กับกระบวนการที่เป็นคอขวดได้มากเท่าไหร่ ความเร็วในการทำงานในภาพรวมก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ด้วย Process Map ที่มีอยู่ ก็ทำให้ธุรกิจสามารถทำการจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าได้ว่าหากต้องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการนั้นๆ ไปเป็นการทำงานรูปแบบอื่นแทน จะส่งผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง อีกทั้งการทำ Task Mining และ Process Mining อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ธุรกิจยิ่งมีข้อมูลเชิงประสิทธิภาพในแต่ละกระบวนการมากขึ้น เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และสามารถทราบได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา ทำให้การแก้ไขปัญหานั้นเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และปรับปรุงกระบวนการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขั้นตอนนี้เองที่ AI จะสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยทำการวิเคราะห์หาเหตุการณ์ผิดปกติหรือคอขวดที่เกิดขึ้นในแต่ละกระบวนการได้

credit : IBM

RPA ที่ย่อมาจากคำว่า Robotic Process Automation นี้ คือระบบ Software Robotics ที่ได้รวมเอาเครื่องมือทางด้าน User Automation เอาไว้เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถเปลี่ยนงาน Back-Office อย่างเช่นการจัดการกับข้อมูลธุรกิจบน Business Software ต่างๆ, การกรอกแบบฟอร์ม, การย้ายไฟล์ และอื่นๆ อีกมากมายให้กลายเป็นอัตโนมัติ

เบื้องหลังของระบบ RPA นี้คือการผสาน API และการตอบสนองกับ User Interface ในรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้การทำงานซ้ำๆ ที่เคยต้องให้มนุษย์ทำมาก่อนนั้น ถูกเปลี่ยนไปเป็นอัตโนมัติทั้งหมด ด้วยการพัฒนา Script ที่จำลองการทำงานของมนุษย์ขึ้นมา ทำให้ RPA สามารถถูกนำไปประยุกต์ใช้ได้ในงานหลากหลายรูปแบบ และใช้ผสานการทำงานร่วมกันระหว่างหลาย Business Software ได้นั่นเอง

ประโยชน์ของการใช้ RPA นั้น คือการที่ธุรกิจองค์กรจะสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้นเพราะพนักงานไม่ต้องเสียเวลากับการทำงานซ้ำๆ อีกต่อไป ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมนั้นลดลง ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้นกับงานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น พนักงานมีความสุขในการทำงานมากขึ้นจากการลดงานที่ซ้ำซากลง ในขณะที่ธุรกิจองค์กรเองก็ไม่ต้องปรับเปลี่ยนระบบ IT หรือ Software ที่มีอยู่เดิมมากนัก ทำให้การทำ Automation ในส่วนต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง นับเป็นการทำ Digital Transformation ในรูปแบบหนึ่งเลยก็ว่าได้

โดยทั่วไปแล้ว ภายในระบบ RPA ที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • มีเครื่องมือในการสร้าง Script สำหรับทำงานแบบอัตโนมัติได้ในแบบ Low-Code เพื่อให้การสร้าง Automation รูปแบบต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
  • สามารถผสานระบบทำงานร่วมกับ Enterprise Application ได้เป็นอย่างดี เพื่อรองรับการผสานการทำงานร่วมกันระหว่างหลาย Application ได้ตามต้องการ
  • มีระบบบริหารจัดการการทำ Automation อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการติดตามการทำงาน, การกำหนดค่าการทำงาน และการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

ทั้งนี้ในระยะหลัง ผู้พัฒนาเทคโนโลยี RPA ได้มีการพัฒนาต่อยอดระบบและนำ AI เข้ามาช่วยในการทำ Automation ให้รองรับงานที่มีความซับซ้อนสูงยิ่งขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Machine Learning, Natural Language Processing หรือ Computer Vision ก็ตาม

เพื่อตอบโจทย์การทำ Hyperautomation นี้ให้ได้อย่างครอบคลุม ทาง IBM มีโซลูชัน IBM CloudPak for Business Automation ที่สามารถรองรับทุกความต้องการของธุรกิจได้ตั้งแต่การทำ Task Mining, Process Mining, RPA และ AI https://www.ibm.com/cloud/cloud-pak-for-automation

ให้ AI ช่วยตรวจสอบดูแลรักษาระบบ IT โดยอัตโนมัติด้วย AIOps

credit : IBM

หาก Hyperautomation นั้นคือการทำ Automation สำหรับฝั่งผู้ใช้งานทั่วไป AIOps ก็คือการทำ Automation สำหรับฝั่งผู้ดูแลระบบ IT นั่นเอง

AIOps นั้นคือการนำ AI มาช่วยในการดูแลรักษาระบบ IT หรือที่เรียกว่า IT Operations (ITOps) ให้มีความเป็นอัตโนมัติ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ระบบ IT ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจองค์กร ทำให้แต่ละองค์กรนั้นมีการลงทุนในระบบ IT อย่างต่อเนื่องจนระบบมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การดูแลระบบเหล่านี้ให้ทำงานได้อย่างถูกต้องตลอด 24×7 นั้นจึงกลายเป็นโจทย์ที่ยาก ในวงการ IT จึงได้เกิดแนวคิดในการนำ AI เข้ามาช่วยในส่วนนี้และเกิดขึ้นเป็น AIOps นั่นเอง

ประโยชน์ของการใช้งาน AIOps มีดังนี้

  • สามารถตรวจพบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบ IT ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมข้อมูลแวดล้อมประกอบการแก้ไขปัญหาที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • สามารถทำนายแนวโน้มการเกิดปัญหาในส่วนต่างๆ ของระบบ IT ได้ล่วงหน้า ทำให้ผู้ดูแลระบบ IT ทำการแก้ไขประเด็นต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคตได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง
  • สามารถดูแลระบบ IT ขนาดใหญ่ในหลายสาขาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การตรวจสอบแก้ไขปัญหาต่างๆ สามารถทำได้โดยใช้ภาษามนุษย์ในการสื่อสารกับระบบ ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องเรียนรู้ชุดคำสั่งที่มีความซับซ้อนสูงของแต่ละระบบทั้งหมด

ปัจจุบันเทคโนโลยี AIOps นั้นยังคงมีความหลากหลายตามแนวคิดของผู้ผลิตแต่ละราย ที่อาจมุ่งเน้นการพัฒนา AIOps ขึ้นมาตอบโจทย์การดูแลรักษาระบบ IT ในภาคส่วนที่ต่างกัน หรือใช้ข้อมูลในส่วนที่ต่างกันไป เช่น บางระบบอาจมุ่งเน้นไปที่การดูแลรักษาระบบ IT ภายใน Data Center, บางระบบอาจเน้นการดูแลระบบ Campus Network, บางระบบอาจเน้นดูแลระบบ IoT และอื่นๆ อีกมากมาย

IBM มีโซลูชัน IBM Cloud Pak for Watson AIOps ที่จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถสร้าง AI เพื่อทำการเรียนรู้จากข้อมูลของระบบ IT ที่มีอยู่ภายในธุรกิจองค์กรได้อย่างยืดหยุ่น และช่วยให้การดูแลรักษาระบบ IT เป็นไปได้แบบอัตโนมัติ ด้วย AI ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามการเรียนรู้จากข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นในระบบ IT ของธุรกิจองค์กรนั้นๆ โดยเฉพาะ

เรียนรู้เทคโนโลยี AI และ Automation เพิ่มเติมในงานสัมมนาออนไลน์ “Transform and grow your business with AI-powered Automation” 27 เมษายน2021 เวลา 9.30น.– 11.30 น.

สำหรับผู้ที่สนใจการนำเทคโนโลยี AI และ Automation ไปใช้งานในธุรกิจ สามารถเข้าร่วมในงานสัมมนาออนไลน์ “Transform and grow your business with AI-powered Automation” 27 เมษายน 2021 เวลา 9.30 น. – 11.30 น. ได้ที่ https://fth.webex.com/fth/onstage/g.php?MTID=e9dd1b7a1cb43079c1aee1d573a879850

สนใจโซลูชัน RPA หรือ AIOps ติดต่อทีมงาน Fujitsu ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันระบบ RPA หรือ AIOps สามารถติดต่อทีมงาน Fujitsu เพื่อขอคำปรึกษาได้ที่ คุณกุลญาภา ธรรมพิทักษ์  Email: kulyapha@fujitsu.com หรือโทร 092- 6286229

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-hyperautomation-and-aiops-by-fujitsu/

Microsoft เผยการทดลองใช้งานระบบ Liquid-immersion Cooling กับดาต้าเซนเตอร์ของตน

Microsoft ได้เปิดเผยเรื่องราวการใช้งานระบบความเย็นด้วยสารของเหลวกับดาต้าเซนเตอร์ตนเอง

credit : microsoft

immersion Cooling เป็นเรื่องของการทำความเย็นในระบบไอทีเช่นเซิร์ฟเวอร์ด้วยการนำไปแช่ในสารของเหลวบางอย่าง (https://en.wikipedia.org/wiki/Immersion_cooling) ล่าสุด Microsoft ได้มีการทดสอบระบบดังกล่าวกับดาต้าเซนเตอร์ของตนในเมือง Quincy รัฐวอชิงตัน ซึ่งมีประชากรเพียงน้อยนิดแต่ถือเป็นชัยภูมิที่เหมาะเพราะมีแม่น้ำโคลอมเบียไหลผ่าน ทั้งนี้เพราะ Microsoft เชื่อว่าระบบทำความเย็นแบบเดิมไม่ตอบโจทย์ของดาต้าเซ็นเตอร์อีกต่อไป

สำหรับระบบ Liquid-immersion Cooling ที่ Microsoft ศึกษาในครั้งนี้คือมีอุปกรณ์ตัวถังจาก Wywinn (บริษัทเซิร์ฟเวอร์สัญชาติจีนที่เพิ่งแยก LiquidStack ผู้เชี่ยวชาญในโซลูชัน immersion-cooling ออกมา) ซึ่งจะเติมของเหลว (Dielectric Fluid) ที่ไม่นำไฟฟ้าผลิตโดย 3M โดยไอเดียคือของเหลวดังกล่าวมีจุดหลอมเหลวเพียง 50 องศาเซสเซียสเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเกิดการแปลงเป็นไอเพราะปกติแล้วเรารู้ดีว่าอุณหภูมิที่เกิดขึ้นจาก CPU และ GPU นั้นสูงมาก หลังจากนั้นไอจะถูกจับและวนกลับเข้าไปในถังอีกครั้ง

credit : microsoft

ข้อดีของระบบนี้ Microsoft พบว่าช่วยลดการใช้พลังงานของเซิร์ฟเวอร์ได้ 5% ถึง 15% และแม้ว่าจะมีการทำ Overclock เซิร์ฟเวอร์ก็จะไม่เกิดความร้อนที่สูงเกินไป รวมถึงประหยัดเนื้อที่ในการวางแผงอุปกรณ์ลงไปได้ด้วย (ภาพประกอบด้านบน) อย่างไรก็ดีโปรเจ็คเรื่องระบบทำความเย็นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Microsoft พยายามทดลองบางอย่างเพราะหลายปีก่อนหน้านี้ก็เคยมีการนำเซิร์ฟเวอร์ไปแช่ไว้ใต้ทะเลมาแล้วภายใต้โครงการ Natick (ติดตามข่าวเก่าได้ที่ https://www.techtalkthai.com/microsoft-testing-underwater-data-centers/ ) ซึ่งองค์ความรู้จากโปรเจ็คนั้นทำให้ทีมงานรู้ว่าการที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ไม่โดนความชื้นและออกซิเจนยังช่วยลดภาวะการกัดกร่อนอุปกรณ์ได้ และมีอัตราการใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ดังนั้นระบบ Liquid-immersion Cooling ที่ทีมงานกำลังทำอยู่นี้จึงมีดีมากกว่าแค่ประหยัดพลังงาน

ที่มา : https://www.networkworld.com/article/3614628/microsoft-documents-its-liquid-immersion-cooling-efforts.html และ https://thenextweb.com/plugged/2021/04/07/heres-why-microsoft-is-submerging-its-servers-in-freaky-deeky-fluids/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-is-using-liquid-immersion-cooling-with-its-dc-in-quincy/

[Guest Post] ไอบีเอ็มเปิดบริการ IBM Cloud for Financial Services รองรับ Red Hat OpenShift และบริการ Cloud-native พร้อม SAP พาร์ทเนอร์ และฟินเทคกว่า 90 รายเข้าร่วมอีโคซิสเต็ม

ธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์ ย้ายเวิร์คโหลดสู่ IBM Cloud for Financial Services

โฮเวิร์ด โบวิลล์ Head of IBM Hybrid Cloud Platform

 

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) ประกาศพร้อมเปิดให้บริการ IBM Cloud for Financial Services ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคลาวด์แรกในวงการที่มาพร้อมเครื่องมือและบริการสำคัญๆ ที่ได้รับการออกแบบเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมการเงิน โดยรองรับ Red Hat OpenShift และบริการ cloud-native รูปแบบต่างๆ IBM Cloud for Financial Services เปิดตัวครั้งแรกในปี 2562 ภายใต้ความร่วมมือกับธนาคารแห่งอเมริกาในการออกแบบระบบ โดยที่ผ่านมาไอบีเอ็มได้พัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับเวิร์คโหลด mission-critical ทั้งยังเสริมการปกป้องข้อมูลตามกรอบของกฎข้อบังคับ พร้อมด้วยระบบซิเคียวริตี้ที่แข็งแกร่ง [1] ซึ่งเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมบริการทางการเงินมองหา โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้กับสถาบันการเงิน ช่วยให้หน่วยงานเหล่านี้สามารถเดินหน้าสร้างนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วภายใต้ระบบควบคุมพาร์ทเนอร์และกลุ่มฟินเทคทุกรายที่อยู่ในอีโคซิสเต็มของแพลตฟอร์มนี้

นอกเหนือจากธนาคารแห่งอเมริกาแล้ว ไอบีเอ็มยังได้ทำงานร่วมกับสถาบันการเงินชั้นนำของโลก อาทิ ธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์, ธนาคารลูมินอร์ และ MUFG เป็นต้น ในการร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม ร่วมด้วยการสนับสนุนจากอีโคซิสเต็มของพาร์ทเนอร์กว่า 90 ราย อาทิ อีวาย, ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส, กลุ่ม ISV รวมถึงผู้ให้บริการ Software as a Service (SaaS) ต่างๆ โดยล่าสุด SAP เป็นพาร์ทเนอร์รายล่าสุดที่ได้เข้าร่วมแพลตฟอร์ม IBM Cloud for Financial Services

“วันนี้เรากำลังจับมือกับกลุ่มธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกและผู้นำในด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับ (regulatory compliance) เพื่อสร้างมิติใหม่ให้กับการใช้คลาวด์ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวด และร่วมพัฒนาแนวทางด้านซิเคียวริตี้และคอมไพลแอนซ์ของอุตสาหกรรมนี้” โฮเวิร์ด โบวิลล์ Head of IBM Hybrid Cloud Platform กล่าว “ด้วยโฟกัสในด้านความปลอดภัยของข้อมูล ที่มีเทคโนโลยี confidential computing และการเข้ารหัสขั้นสูงของไอบีเอ็มรองรับ แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับซัพพลายเชนของธนาคาร บริษัทประกัน และกลุ่มองค์กรในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินอื่นๆ พร้อมกับช่วยเร่งขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรม”  

 

แพลตฟอร์มปลอดภัยที่ได้รับการออกแบบสำหรับนวัตกรรมแบบเปิด

การเปิดให้บริการแพลตฟอร์ม IBM Cloud for Financial Services จะทำให้องค์กรในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีพาร์ทเนอร์ที่เกี่ยวข้อง สามารถพัฒนาแอพพลิเคชันด้วย Red Hat OpenShift และย้ายเวิร์คโหลดเวอร์ชวลแมชชีน โดยมั่นใจว่าเวิร์คโหลดที่มีทั้งหมดจะสอดคล้องกับข้อบังคับที่กำกับดูแลอยู่ ด้วยระบบซิเคียวริตี้และการควบคุมด้านคอมไพลแอนซ์แบบบิวท์อิน ทั้งสำหรับเวิร์คโหลด cloud-native และเวิร์คโหลดวีเอ็มแวร์

“เรามีความยินดีที่ได้สานต่อการเป็นพันธมิตรร่วมกับไอบีเอ็มเพื่อช่วยให้สถาบันการเงินและอีโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์ สามารถนำแอพและเวิร์คโหลดต่างๆ ขึ้นไปไว้บน IBM Cloud for Financial Services ได้อย่างมั่นใจ ด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานวีเอ็มแวร์” ฟิเดลมา รุสโซ SVP และ GM ของกลุ่มธุรกิจ Cloud Services ของวีเอ็มแวร์ กล่าว “แพลตฟอร์มนี้มอบความปลอดภัยและเพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งจะสร้างคุณค่าเป็นอย่างมากให้กับซัพพลายเชนของธุรกิจบริการทางการเงิน”

IBM Cloud for Financial Services สร้างขึ้นบน IBM Cloud ซึ่งเป็นคลาวด์สำหรับธุรกิจที่โอเพนและปลอดภัยที่สุดในอุตสาหกรรม โดยใช้ Red Hat OpenShift เป็นสภาพแวดล้อม Kubernetes หลัก เพื่อช่วยบริหารจัดการซอฟต์แวร์ที่อยู่บนคอนเทนเนอร์ของทั้งองค์กร พร้อมบริการ PaaS ที่เป็น cloud-native ในรูปแบบของ API กว่า 200 รายการ ช่วยให้นักพัฒนาและอีโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์สามารถสร้างและทำ modernization ได้ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัย

 

ปกป้องข้อมูลด้วย Confidential Computing

IBM Cloud for Financial Services ใช้เทคโนโลยี confidential computing เจเนอเรชัน 4 และการเข้ารหัสแบบ Keep Your Own Key ผ่านบริการ IBM Hyper Protect ที่ได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยระดับสูงที่สุดเท่าที่มี [1] ช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมกุญแจการเข้ารหัสแต่เพียงผู้เดียว และสามารถกำหนดได้ว่าใครบ้างที่จะเข้าถึงข้อมูลขององค์กรได้ โดย confidential computing ยังช่วยให้สถาบันการเงินสามารถประมวลผลข้อมูลที่มีความสำคัญสูงของตนเองในพื้นที่ที่มีความปลอดภัย ภายใต้สภาพแวดล้อมคลาวด์ที่มีการใช้งานร่วมกัน

ศูนย์กลางของแพลตฟอร์ม IBM Cloud for Financial Services คือ IBM Cloud Framework for Financial Services ที่มีชุดซิเคียวริตี้และการควบคุมเพื่อให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับต่างๆ ตามข้อกำหนดของอุตสาหกรรม ช่วยให้สามารถทำงานกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวบนพับลิคคลาวด์ได้อย่างปลอดภัย โดยส่วนนี้ได้รับการพัฒนาโดยธนาคารแห่งอเมริกาและโพรมอนทอรี ซึ่งเป็นหน่วยงานคอนซัลท์ด้านคอมไพลแอนซ์ชั้นนำของโลกที่เชี่ยวชาญธุรกิจบริการทางการเงิน และจะได้รับการดูแลต่อโดย Financial Services Cloud Council ที่นำโดยโฮเวิร์ด โบวิลล์ Head of IBM Hybrid Cloud Platform

 

SAP เข้าร่วมอีโคซิสเต็ม IBM Cloud for Financial Services

วันนี้ IBM Cloud for Financial Services มีอีโคซิสเต็มของ ISV และผู้ให้บริการ SaaS กว่า 90 ราย พร้อมด้วย SAP ที่เข้าร่วมล่าสุด ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานแอพองค์กรขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ทั้งนี้ ในการ onboard ทั้ง ISV และผู้ให้บริการ SaaS จะมีขั้นตอนที่ครอบคลุมถึงการประเมินด้านเทคนิคและด้านซิเคียวริตี้ การประเมินการไมเกรทเวิร์คโหลด และการทดสอบความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงของบุคคลที่สามและสี่ โดย IBM Cloud for Financial Services มาพร้อมกับเฟรมเวิร์คสำหรับการควบคุม เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถลดค่าใช้จ่ายและเดินหน้าสร้างการเติบโต ไปพร้อมๆ กับการมีอีโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์ที่มีความปลอดภัยและมีคุณสมบัติสอดคล้องกับกฎข้อบังคับที่กำกับดูแลอยู่ โดยกระบวนการ onboard จะเป็นไปอย่างเป็นระบบ ภายใต้การสนับสนุนโดยทีมเทคนิคัล ซิเคียวริตี้ และทีมงานที่ดูแลการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ของไอบีเอ็ม (ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่)

 

บีเอ็นพี พารีบาส์ เข้าร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมกับอีโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์

ธนาคารบีเอ็นพี พารีบาส์ จะเริ่ม on board ทั้งเวิร์คโหลดและอีโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์ของธนาคาร จากศูนย์ข้อมูล Multi-Zone Region (MZR) ของธนาคารที่ตั้งอยู่ที่ปารีส สู่ IBM Cloud for Financial Services ภายใต้เทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบควบคุมของ IBM Cloud โดยที่ผ่านมาบีเอ็นพี พารีบาส์ ได้ไมเกรทแอพธุรกิจกว่า 40 รายการมาสู่ IBM Cloud for Financial Services แล้ว และวางแผนที่จะเร่งการไมเกรทขึ้นอีกในปีที่จะถึง เทคโนโลยีพาร์ทเนอร์ของบีเอ็นพี พารีบาส์ เอง ก็กำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการเพื่อเริ่ม onboard เข้ามาอยู่ยนแพลตฟอร์ม IBM Cloud for Financial Services เช่นกัน เพื่อให้สามารถพัฒนาโซลูชันและดำเนินการต่างๆ ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัย

“ไอบีเอ็มเป็นพาร์ทเนอร์ของเรามาอย่างยาวนาน ซึ่งหลักๆ แล้วเป็นเพราะความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีคลาวด์ ซิเคียวริตี้ ที่ครอบคลุมถึงการเข้ารหัสข้อมูล รวมถึงความเชี่ยวชาญเชิงลึกในอุตสาหกรรมธฯคารและกฎระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เรากำลังร่วมมือกับไอบีเอ็มในการสร้าง dedicated cloud ของบีเอ็นพี พารีบาส์ ที่สอดคล้องกับข้อบังคับของหน่วยงานที่กำกับดูแลต่างๆ ทั่วโลก” แบร์นาร์ด กาฟกานี Global CIO ของบีเอ็นพี พารีบาส์ กล่าว

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM Cloud for Financial Services ได้ที่  www.ibm.com/cloud/financial-services 

ลูกค้าของ IBM Cloud for Financial Services จะสามารถเข้าถึงโปรแกรมการอบรมแบบ on demand และการสอบรับรองเพื่อรับประกาศนียบัตรจาก IBM Center for Cloud Training ได้ภายในเดือนนี้ โดยโปรแกรมดังกล่าวจะให้ความรู้เกี่ยวกับคอนเซ็ปต์หลักของ IBM Cloud for Financial Services รวมทั้งคอมโพเนนท์หลัก แอพพลิเคชันต่างๆ และสถาปัตยกรรมของโซลูชันต่างๆ  

 

ข้อมูลอ้างอิง

[1] Based on IBM Hyper Protect Crypto Service, the only service in the industry built on FIPS 140-2 Level 4-certified hardware. FIPS 140-2 Security Level 4 provides the highest level of security defined in this standard. At this security level, the physical security mechanisms provide a comprehensive envelope of protection around the cryptographic module with the intent of detecting and responding to all unauthorized attempts at physical access.

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ibm-cloud-for-financial-services/