คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

[Video] Yip In Tsoi x VMware ตอบโจทย์ธุรกิจองค์กรด้วยโซลูชัน Hybrid Cloud จาก VMware

ด้วยประสบการณ์ของธุรกิจ IT สำหรับภาคธุรกิจองค์กรไทยยาวนานกว่า 60 ปี Yip In Tsoi พร้อมให้บริการโซลูชัน Hybrid Cloud จาก VMware เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างยืดหยุ่น ในฐานะพันธมิตรของ VMware กว่า 12 ปี และมีทีมงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญกว่า 500 คน

สำหรับโซลูชันที่โดดเด่นที่ธุรกิจองค์กรมักเลือกใช้งานในปี 2022 นั้นได้แก่

  • VMware Cloud Foundation: วางระบบ Hybrid Cloud สำหรับธุรกิจองค์กร ให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยระบบภายในบริษัทและบน Cloud ร่วมกัน
  • VMware Workspace ONE & VMware SASE: เชื่อมต่อระบบเครือข่ายของธุรกิจองค์กรให้พร้อมเข้าถึงและใช้งานได้จากทุกที่ทุกเวลาอย่างมั่นคงปลอดภัย ตอบโจทย์การสร้าง Hybrid Workplace
  • VMware Cloud Disaster Recovery: เสริมความมั่นคงทนทานให้กับระบบ IT ขององค์กรด้วย Cloud รับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างมั่นใจ คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงโดยไม่ต้องมี Data Center สำรองของตนเอง

ยิบอินซอยพร้อมช่วยบริษัทในไทยก้าวนำการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคหลังโรคระบาด สำหรับธุรกิจในทุกภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ, สถาบันการเงินและธนาคาร, ธุรกิจโทรคมนาคม และอื่นๆ อีกมากมาย

ด้วยประสบการณ์มากกว่าหกสิบปี ผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีรายใหญ่ได้ให้การสนับสนุนหลากหลายองค์กรด้วยโซลูชันครบวงจร นำร่องรับมือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการทำงานทางไกลและการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมติดต่อ https://www.facebook.com/yipintsoi บริษัท ยิบอินซอย จำกัด
เบอร์โทรศัพท์ : 02 353 8600 ต่อ 3210
e-mail: yitmkt@yipintsoi.com

#VMware #YipInTsoi #partnertestimonial #WorkspaceONE #SASE #VMwareCloudDisasterRecovery #VMwareCloudFoundation #finance #banking #telecommunications #publicsector

 

from:https://www.techtalkthai.com/video-yip-in-tsoi-x-vmware-enterprise-hybrid-cloud-solutions/

สรุปงานสัมมนา Cloud HM x VMware “It’s a Cloud Native Day”

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา Cloud HM ผู้ให้บริการคลาวด์ได้จับมือกับ VMware จัดงานสัมมนาครั้งใหญ่ขึ้นภายใต้หัวข้อ “IT’S A CLOUD NATIVE DAY” เพื่อชี้ให้ธุรกิจเห็นถึงแนวคิดของ Cloud Native และวิธีการพลิกโฉมแอปพลิเคชันระดับองค์กรให้ทันสมัย

โดยในครั้งนี้ VMware ได้นำบริการที่ชื่อว่า VMware Tanzu มาเปิดให้เห็นถึงแนวคิดเบื้องหลังว่าจะสามารถช่วยยกระดับแอปพลิเคชันแบบเก่าสู่ Cloud Native ได้อย่างไร และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น อนึ่งแม้ VMware Tanzu จะสามารถแก้ปัญหาความซับซ้อนยุ่งยากได้เป็นอย่างดี แต่การผนึกกำลังกับ Cloud HM จะช่วยนำเสนอให้เกิดโมเดลการให้บริการอย่างครบวงจร ซึ่งในการบรรยายครั้งนี้ท่านจะได้รับทราบสาระประโยชน์เหล่านั้น ทีมงาน TechTalkThai ได้รวบรวมประเด็นสำคัญของงานครั้งนี้มาให้ผู้อ่านทุกท่านได้ติดตามกันอีกครั้งครับ

คุณเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการบริษัท VMware ประเทศไทย

Cloud Native Everyday เมื่อทุกวันของเราอยู่กับ Cloud Native” คำพูดของคุณเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการบริษัท VMware ประเทศไทย ได้ทำให้เราฉุกคิดว่าปัจจุบันนี้เราทุกคนกลายเป็นส่วนหนึ่งในระบบคลาวด์ อย่างน้อยที่สุดแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้นำข้อมูลของเราไปวิเคราะห์แทบทั้งหมดบนคลาวด์ สำหรับประเทศไทยเองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแม้แต่ภาครัฐเองก็มีความเชื่อมั่นในด้านคลาวด์มากยิ่งขึ้น ซึ่งมีการพัฒนาแอปที่ให้บริการผ่านคลาวด์เพื่อรองรับการใช้งานอย่างหนาแน่น ในฝั่งภาคเอกชนเองที่ได้ล่วงหน้าเข้าใจถึงพลังของคลาวด์มาก่อนหน้าแล้ว แต่หลายแห่งก็ยังติดขัดกับการย้ายแอปของตนขึ้นสู่คลาวด์ในทางปฏิบัติ

โดยคุณเอกภาวิน ได้ชี้ให้ผู้ชมเห็นถึง 4 ปัญหาของการเข้าสู่คลาวด์คือ

  • คุมให้อยู่ – เมื่อใช้งานคลาวด์ไประยะหนึ่ง ข้อมูลและ Workload จะเริ่มเพิ่มมากขึ้น ทำให้การตัดสินใจยกเลิกหรือย้ายข้อมูลข้ามกันมีอุปสรรคเนื่องจากมีค่าบริการในการถ่ายโอนข้อมูล อีกทั้งด้วยเครื่องมือปฏิบัติงานที่ต่างกัน ทำให้การบริหารจัดการค่อนข้างยาก
  • มองให้เห็น – เมื่อมีการใช้งานคลาวด์ปะปนกัน หลายองค์กรมักขาดความสามารถในการติดตามทรัพยากรว่ามีอะไรใช้อยู่บ้าง ยิ่งถ้าไอทีไม่ได้เป็นคนดูแลค่าใช้จ่าย การตอบคำถามว่าทรัพยากรนั้นเกิดขึ้นเพื่ออะไร จะปรับลดหรือเพิ่มได้หรือไม่เป็นปัญหาที่ตอบได้ยาก ไม่นับประเด็นเรื่อง Security ที่ตามมา
  • ใช้ให้เป็น – เมื่อเครื่องมือควบคุมต่างกันทักษะก็ต่างไปด้วย บางทีผู้ให้บริการเชื้อเชิญว่าใช้ง่ายแต่เอาเข้าจริงก็ไม่ตอบโจทย์อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ต้องพิจารณาว่าคลาวด์ที่จะไปนั้นเข้ากับระบบเดิมได้ไหม หรือหากจะพัฒนาเพิ่มเองต้องทำอย่างไร
  • ปกป้องให้ได้ – เมื่อ Workload กระจัดกระจายอย่างไร้ขีดจำกัด ปัญหาใหญ่คือไอทีจะปกป้องทรัพยากรนี้ได้อย่างไร เราแทบไม่รู้เลยว่าพนักงานทำงานจากที่ไหน แล้วจะประยุกต์ใช้ Zero Trust ได้อย่างไร ต้องยอมรับว่าประเด็นด้าน Security ไม่มีใครการันตีได้ 100% ดังนั้นคำถามคือเมื่อเกิดปัญหาแล้วจะแก้ไขยังไงให้เร็วที่สุด
คุณณพัชร อัมพุช กรรมการผู้จัดการของ Cloud HM

ในส่วนที่สองนี้คุณณพัชร อัมพุช กรรมการผู้จัดการของ Cloud HM ได้มาเล่าให้ฟังถึงภาพของ Cloud ผ่านมุมมองของ Cloud HM ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและผู้ให้บริการคลาวด์ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากว่า 1,000 รายในประเทศไทย โดยแพลตฟอร์มหลักที่ Cloud HM เลือกใช้ก็คือเทคโนโลยีจาก VMware นั่นเอง ทั้งนี้ Cloud HM นำเสนอบริการเพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจประกอบด้วย Virtual Desktop Infrastructure (VDI), Backup as a Service, DR as a Service, Object Storage as a Service และ Kubernetes as a Service ที่จะมาขยายความในหัวข้อถัดไป นอกจากบริการคลาวด์ในประเทศแล้ว Cloud HM ยังสามารถนำเสนอบริการ Public Cloud อื่นจากต่างประเทศได้ทั้ง AWS, Google Cloud, Azure และ Alibaba

ด้วยความกว้างขวางที่กล่าวมานั้น Cloud HM พบว่าปัจจุบันแทบทุกองค์กรต่างมีการใช้บริการคลาวด์แล้ว แต่หลายองค์กรยังไปไม่ถึงคอนเซปต์ที่จะสามารถก้าวสู่สิ่งที่เรียกว่า Cloud Native หรือการพัฒนาแอปบนคลาวด์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นกระแสที่ Cloud HM มองเห็นว่าลูกค้าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะช่วยแก้ปัญหาเรื่องของการขยายตัว (Scalable) ป้องกันการกีดกันแพลตฟอร์ม (Vendor Lock) และทำให้องค์กรพัฒนาแอปตลอดเวลาเมื่อเป็น Microservices

ทั้งนี้การย้ายแอปเดิมสู่ Cloud Native นั้นมีวิธีการย้ายได้หลายรูปแบบทั้ง Life & Shift, Refactor และยกเลิกแอปเก่าโดยสมบูรณ์ (Retire) ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะเปิดประตูสู่นิยามใหม่คงหนีไม่พ้น Kubernetes ที่เป็นโอเพ่นซอร์สแต่ปัญหาที่ตามมาคือหากองค์กรไม่ได้มีทีมไอทีขนาดใหญ่หรือเชี่ยวชาญมากพอจะดูแลเรื่องเหล่านี้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ VMware จึงได้นำ Kubernetes ไปพัฒนาและให้บริการต่อภายใต้ชื่อ VMware Tanzu ที่มาพร้อมโซลูชันอำนวยความสะดวกอื่นอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Networking, Storage, Monitoring และ backup เป็นต้น ในมุมของ Cloud HM ได้นำความเชี่ยวชาญของตนกับ VMware ได้อาสาเข้ามาให้คำปรึกษาองค์กรตั้งแต่การ วางแผน ออกแบบ หรือร่วมพัฒนาร่วมกันกับลูกค้า ขอเพียงแค่ “You name it. We know it”

คุณชาลี คัมพีรภาพ วิศวกรสถาปัตยกรรมของ VMware ประเทศไทย

กรุยทางสู่แอปพลิเคชันสมัยใหม่บนระบบ Kubernetes ไปกับ VMware Tanzu ในช่วงนี้คุณชาลี คัมพีรภาพ วิศวกรสถาปัตยกรรมของ VMware ประเทศไทยได้มาบรรยายเจาะลงไปกับตัวโซลูชัน VMware Tanzu โดยภายใต้มีเครื่องมือย่อยแตกแขนงออกไปกว่า 15 รายการ ทั้งนี้ VMware ได้เข้าใจถึงความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญกับแอปพลิเคชันสมัยใหม่ดังนี้

  • เมื่อใช้งาน Kubernetes ไปสักพักใหญ่และ Infrastructure มีความหลากหลาย การมอนิเตอร์จะเริ่มยุ่งยากเพราะทีมงานไม่สามารถมองเห็นถึงภายในได้
  • การทำ Automation ไม่สมบูรณ์เนื่องจากแต่ละผู้ให้บริการก็มีวิธีการของตัวเอง แม้ขึ้นชื่อว่าสร้างจาก Kubernetes เป็นแกนหลักเหมือนกันแต่ในทางปฏิบัติมักมีวิธีการต่างกันอยู่เสมอ
  • จะเห็นได้ว่าซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สก็มักมีช่องโหว่เกิดเป็นประจำขึ้นเช่นกัน ดังนั้นทำอย่างไรที่ทีมงาน Security จะแพตช์ระบบให้ทัน
  • ฝั่งนักพัฒนามีซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องมากมาย เช่น Serverless, Git, Docker และอื่นๆ ซึ่งด้วยความที่เมื่อแอปโตได้เร็ว ทีม Security และ Operation ก็ต้องเดินทางไปพร้อมกันให้ได้ ด้วยเหตุนี้เอง VMware จึงได้มีเครื่องมือหลายชิ้นส่วนประกอบกันภายใต้ VMware Tanzu

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเมื่อพูดถึงการย้ายแอปพลิเคชันหนึ่งกลายเป็นแอปพลิเคชันสมัยใหม่ (Modernize Application) บน Cloud Native นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของ VMware Tanzu ที่ได้รวบรวมเครื่องมือต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น Tanzu Application Platform จะประกอบด้วยเครื่องมือครบวงจรสำหรับการพัฒนาตั้งแต่การเขียนโค้ดไปจนถึงการ Deploy บนระบบ Kubernetes และเชื่อมต่อกับเครื่องมือสำหรับการทำ Day2 Operation กล่าวได้ว่าองค์กรจะได้รับการดูแลตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการเปลี่ยนผ่านแอปได้จาก VMware

อย่างไรก็ดีอีกหนึ่งวัตถุประสงค์ของ VMware ก็คือขจัดปัญหาความซับซ้อน ทำให้ผู้ใช้สามารถคอนฟิคระบบได้ด้วยเครื่องมือเดียวกันไม่ว่าจะเป็น Kubernetes ของ GKE, AKE, AKS หรือ Tanzu เครื่องมือ Tanzu Kubernetes Grid ก็จะเข้ามาจัดการเรื่องเหล่านี้ให้ควบคุมทุกอย่างได้จากหน้าจอเดียว ทั้งนี้ Cloud HM เองจะมีหน้าที่หลักคือการบริหารจัดการส่วน Control ให้ผู้ใช้งาน โดยท่านจะสามารถโฟกัสแค่ทรัพยากรที่จำเป็นเบื้องล่างได้อย่างแท้จริง

คุณอาทิตย์ อุ่นแก้ว หัวหน้าฝ่าย DevOps ของ Cloud HM

ในหัวข้อถัดมาคุณอาทิตย์ อุ่นแก้ว หัวหน้าฝ่าย DevOps ของ Cloud HM ได้มาบรรยายถึงสิ่งที่องค์กรต้องเตรียมตัวเพื่อย้ายสู่แอปพลิเคชันสมัยใหม่ โดยแนวคิดหลัก ๆ ของการเป็น Microservices หมายถึงการแบ่งส่วนแอปพลิเคชันเป็นส่วนบริการย่อย ๆ (Services) ให้คุยกันผ่าน API และมีฐานข้อมูลของตัวเอง ซึ่งการทำเช่นทำให้เกิดความอิสระต่อการพัฒนาแอป บริหารจัดการ แม้จะเกิดความล้มเหลวก็ไม่กระทบกัน เลือกใช้ภาษาหรือ Framework ในการพัฒนาแต่ละส่วนได้อิสระ รวมถึงมีข้อมูลที่เป็นระบบระเบียบเกิดความชัดเจน

อีกหนึ่งแนวคิดที่พลาดไม่ได้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันสมัยใหม่ก็คือความหมายของ DevOps ที่ช่วยให้การพัฒนาแอปเร็วขึ้น เกิดผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือในการทดสอบทุกครั้ง ที่สำคัญทำให้นักพัฒนาและทีม Operation เห็นภาพเดียวกัน อย่างไรก็ดีเมื่อมีความสมบูรณ์ในการพัฒนาและออกแบบแอปพลิเคชันที่ดีแล้ว VMware คือแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการย้าย VM เดิมขึ้นไป (Life & Shift) หรือการปรับโค้ดใหม่เป็น Microservices (Refactor) 

ต่อมาเป็นหัวข้อสนทนาสุดพิเศษเกี่ยวกับ Tanzu ท่านจะได้รับฟังทัศนะจากเหล่ากูรูหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็น VMware, Veeam และ Cloud HM ซึ่งจะมาเผยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าที่ตนได้พบเจอมาในทางปฏิบัติ เช่น เหตุใดต้องมีเครื่องมือสำรองข้อมูลโดยเฉพาะ ประสบการณ์จริงของการย้ายแอปเก่าสู่ยุคใหม่ในหลายรูปแบบพร้อมเผยถึงแนวทางการเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้น รวมถึงข้อจำกัดของแนวทางในวิธีการ Refactoring เทียบกับการทำ Modernization และหัวข้ออื่นๆ ทำให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจถึงภาพรวมที่เกิดขึ้นจริงในการทำงานและเริ่มต้นได้อย่างถูกต้อง

คุณธนกร อินทรัตน์ วิศวกรระบบของ Veeam ประเทศไทย

การสำรองข้อมูลบนระบบ Kubernetes เป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานหลายคนพลาดไป สาเหตุเพราะเข้าใจว่าระบบมีความทนทานสูงด้วยความฟีเจอร์ภายในอยู่แล้ว แต่คุณธนกร อินทรัตน์ วิศวกรระบบของ Veeam ประเทศไทย ได้มาฉายภาพให้ทราบถึงเหตุผลว่าทำไมผู้ใช้งาน Kubernetes ถึงจำเป็นต้องมีระบบสำรองข้อมูลที่ดีด้วย เนื่องจากหลายครั้งที่ผู้ใช้งานอาจไม่โชคดีเสมอไป ซึ่งสิ่งที่รับไม่ได้ในธุรกิจก็คือความเสียหายของข้อมูลนั่นเอง 

อย่างไรก็ดีการเลือกใช้ระบบสำรองข้อมูลบน Kubernetes ก็ต้องมีประสิทธิภาพที่ออกแบบมาอย่างเฉพาะด้วย โดย K10 จาก Veeam คือช่องทางนั้น เนื่องจากระบบถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ Cloud Native การ deploy ใช้งานก็ทำได้ใน Kubernetes ที่คุยผ่าน API กล่าวคือสามารถค้นหาระบบใหม่ (namespace) ที่เกิดขึ้นได้ พร้อมกันนั้นยังตอบโจทย์ในเรื่องของ Security เช่น Token Authentication, Encryption และอื่นๆ นอกจากที่ Veeam K10 จะสามารถให้ความมั่นใจกับการสำรองและกู้คืนข้อมูลบน Kubernetes แล้ว K10 ยังครอบคลุมถึง Kubernetes ในค่ายต่างๆเช่น OpenShift, Rancher, EKS, GKE ตลอดจนข้อมูลแบบ Stateful Application ของ MongoDB, MySQL, Postgres และอีกมากมาย แม้กระทั่ง Cloud Bucket หรือ Storage ค่ายต่างๆ 

ปิดท้ายกันด้วยการทำงานจากที่ใดก็ได้ผ่าน Virtual Desktop (DaaS) จากคุณจักรกฤษณ์ พรมแดง รองผู้จัดการพรีเซลล์จาก Cloud HM ซึ่งในหัวข้อนี้พูดถึงแนวคิดของ Desktop as a Service บน Cloud ที่มีข้อดีเหนือกว่าการติดตั้งระบบบน On-Premise โดยสิ่งที่ทำให้ลูกค้าหลายรายติดใจ โดยเฉพาะในยุคโควิดก็คือเริ่มต้นระบบได้เร็วเพียงไม่กี่วัน เทียบกับการติดตั้งระบบแบบ On-premise เมื่อพิจารณาด้านราคาให้ถี่ถ้วน DaaS ก็ทำได้ดีกว่าเพราะไม่มีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นแล้ว ผู้สนใจสามารถเลือกโปรโมชันเริ่มจากเล็กๆก่อนแล้วค่อยขยายเพิ่มภายหลัง ทำให้การลงทุนเป็นไปได้ตามจริง แถมยังการันตีการดูแลแบบ 24/7 พร้อมรับประกัน SLA อีกด้วย

สำหรับระบบ DaaS ของ Cloud HM ภายในก็คือ VMware Horizon ที่การันตีเรื่องความปลอดภัยทำงานผ่าน HTTPS การจัดการ Policy ต่างๆเป็นเรื่องง่ายเช่น ป้องกันการ Capture Screen ควบคุมการติดตั้งซอฟต์แวร์และอื่นๆ ซึ่งมีผลดีกับเรื่อง PDPA ที่กำลังจะมาถึง โดยผู้สนใจสามารถเลือกแนวทางการใช้ได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น 1:1, Share Host หรือแชร์แอปพลิเคชันแล้วแต่ความต้องการ ทั้งยังรองรับการเข้าถึงได้ผ่าน Web Browser, Horizon Client หรือบนมือถือก็ทำได้เช่นกัน 

จากทั้งหมดของงานวันนี้ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่เราไม่สามารถหยิบยกเนื้อหามาได้ทั้งหมด ซึ่งท่านใดที่สนใจข้อมูลแบบเต็ม ๆ สามารถย้อนดูเนื้อหาได้ที่ Link

สนใจบริการ VMware Tanzu สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือติดต่อทีมงานของ Cloud HM ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

from:https://www.techtalkthai.com/cloud-hm-x-vmware-its-a-cloud-native-day-seminar-042022/

[Guest Post] Blendata เปิด 4 ความท้าทายบริหารจัดการ Big Data ของธุรกิจไทย แนะแนวทางก้าวพ้นอุปสรรค เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

เบลนเดต้า (Blendata) บริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Big Data อัจฉริยะ เผย จากประสบการณ์ด้านการเป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Big Data และการทำงานร่วมกับธุรกิจมากมายในประเทศไทยมากกว่า 7 ปี พบองค์กรในประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาในการบริหารจัดการข้อมูล และการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เผย 4 ความท้าทายในการทำ Big Data ที่องค์กรไทยต้องเผชิญ พร้อมแนะแนวทางแก้ไข ช่วยธุรกิจก้าวข้ามอุปสรรคการบริหารจัดการข้อมูลมหาศาลที่ซับซ้อนยุ่งยากให้ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายณัฐนภัส รชตะวิวรรธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เบลนเดต้า จำกัด บริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Big Data เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ทำงานด้าน Big Data มากกว่า 7 ปี พบว่าบริษัทจำนวนมากในประเทศไทยให้ความสำคัญและต้องการที่จะนำ Big Data มาใช้ แต่ยังคงเผชิญกับปัญหาด้านการบริหารจัดการ Big Data เพื่อให้สามารถนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าต่อการลงทุน นับเป็นความท้าทายของภาคธุรกิจที่ต้องพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการ Big Data ให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูง โดยพบ 4 ความท้าทาย ด้านการบริหารจัดการ Big Data ที่องค์กรไทยกำลังเผชิญดังนี้

  1. รู้ว่า Big Data มีประโยชน์และควรเร่งทำ แต่ยังไม่มีแนวทางในการเริ่มต้น หลายองค์กรเจอกับคำถามที่ว่า “จะเริ่มทำอะไรดี” และเลือกที่จะลงทุนซื้อเครื่องมือต่าง ๆ มาไว้ก่อน แล้วหาทางใช้ภายหลัง ทำให้การวัดผลความสำเร็จโครงการหรือผลตอบแทนนั้นทำได้ยากหรืออาจไม่คุ้มกับการลงทุน เนื่องจาก Big Data ไม่ใช่เครื่องมือที่ซื้อมา แล้วจะสามารถให้ผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ทันที แต่ต้องอาศัยความร่วมมือหลายด้าน ทั้งด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจ ด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านข้อมูลที่มีในมือ หรือด้านกระบวนการทำงานที่เอื้อต่อการทำโครงการ จากความท้าทายในข้อนี้องค์กรควรเริ่มต้นจากการ
  • ระบุปัญหาหรือความต้องการขององค์กรในภาพรวมทั้งหมด เช่น องค์กรมีปัญหาด้านการให้บริการ ต้องการที่จะตรวจสอบและควบคุมคุณภาพด้านการบริการทั้งหมด หรือมีปัญหาด้านยอดขาย ต้องการที่จะเร่งให้ลูกค้าซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
  • จัดลำดับความสำคัญบน 2 ปัจจัยคือ ผลกระทบ และความยากในการทำ ซึ่งจะเลือกหัวข้อที่ได้รับผล กระทบมาก และมีความยากในการทำน้อย เป็นตัวเลือกแรกในการทำ (Quick-win) และเลือกหัวข้อที่มีผลกระทบมาก แต่มีความยากในการทำสูง เป็น Long-term solution ที่อยู่ในแผนกลยุทธ์ขององค์กรต่อไป
  • ลงรายละเอียดด้านข้อมูลในแต่ละหัวข้อที่คัดเลือกมา โดยอาศัยความร่วมมือจากทั้งฝ่ายธุรกิจ ผู้ใช้งาน และไอที เพื่อกำหนดถึงรายละเอียดปลีกย่อย ตั้งแต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง วิธีการใช้ หลักการวิเคราะห์ ที่ใช้งาน จนถึงผลลัพท์ที่คาดหวัง ซึ่งหลังจากทำเสร็จแล้ว จะสามารถตอบคำถามของธุรกิจได้ว่า ทำ Big Data เพื่อจุดประสงค์ใด มีองค์ประกอบอะไรบ้าง และนำมาซึ่งผลลัพท์ที่เป็นประโยชน์อย่างไร
  1. ปัญหาด้านความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานและความไม่พร้อมของข้อมูล ส่วนใหญ่มักจะเกิดกับองค์กรที่ก่อตั้งมายาวนาน มีช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบไอที หรือมีการสร้างระบบใหม่ขึ้นมามากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการในด้านต่าง ๆ ซี่งมักทำให้เกิดหนี้ทางเทคนิค (Technical debt) ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง เช่น การใช้ Hardware, Software และ System จากหลากหลายผู้ผลิต ทำให้ข้อมูลที่จัดเก็บไม่อยู่ในรูปแบบเดียวกัน มีข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกัน ไม่สามารถมีแหล่งข้อมูลจริงเพียงแห่งเดียว (Single source of truth-SSOT) ที่สามารถเชื่อถือได้ และมีปัญหาด้านคุณภาพของข้อมูล (Data quality) ทำให้ข้อมูลไม่มีความแม่นยำ จากปัญหาเหล่านี้ทำให้ก่อนการทำ Big Data จำเป็นต้องใช้เวลามากและทำได้ยาก ทำให้ต้องใช้ผู้เชียวชาญและเวลาในการบริหารจัดการค่อนข้างสูง ดังนั้นควรเริ่มจากจัดการกับข้อมูลตั้งต้นให้เสร็จสิ้นก่อนทำ Big Data  
  • สร้างและแก้ไขไปพร้อมกัน โดยเลือกในส่วนที่ต้องแก้ไขระบบหลังบ้านแบบน้อยที่สุดและพร้อมที่สุด เพื่อให้ได้เห็นผลลัพธ์เร็วที่สุด ซึ่งระหว่างทางการพัฒนานั้น อาจจะทำให้เห็นถึงปัญหาอื่น ๆ ที่ซ้อนอยู่เพิ่มเติม ก็สามารถแก้ไขระบบข้อมูลต้นทางเพื่อแก้ไขและจัดระเบียบให้เรียบร้อย (Cleansing) เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคตต่อไป
  • ใช้ระบบ Big Data ที่สามารถรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลในองค์กรได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้าง แหล่งข้อมูลจริงเพียงแห่งเดียว (Single source of truth) ที่ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในทันทีลดความซับซ้อนของข้อมูลและการทำงานที่ไม่จำเป็น เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน Business, Operation หรือทีมเทคนิค ซึ่งตัวช่วยสำคัญคือการเลือกใช้แพลตฟอร์ม Big Data ที่ควรรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลในองค์กรเพื่อใช้งานได้อย่างรวดเร็ว มีต้นทุนแรงงานการใช้งานต่ำ แก้ปัญหาและหลีกเลี่ยงการเข้าไปรื้อแก้ไขโครงสร้างข้อมูลที่ซับซ้อนโดยตรง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ข้อมูลที่ถูกรวบรวมไว้แล้วได้อย่างง่ายดายโดยไม่กระทบกับระบบเดิม
  • ดีไซน์ระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบเปิด (Open-platform) เพื่อรองรับการเติบโตของข้อมูลในอนาคต เมื่อทำระบบ Big Data เป็น Single source of truth แล้ว สิ่งสำคัญคือระบบใหม่ที่ต้องยืดหยุ่นมากพอที่จะรองรับการใช้งานจากผู้ใช้งานหลายรูปแบบ รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกล็อกอินจากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง (Vendor lock-in) ซึ่งถ้าหากในอนาคตมีความต้องการใช้ข้อมูลจากแอปพลิเคชันอื่นจะต้องทำการเริ่มสร้างระบบใหม่ ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์ของ “Single” source of truth โดยปริยาย
  1. ปัญหาด้านการควบคุมค่าใช้จ่ายจากปริมาณข้อมูลที่เติบโตขึ้น เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญขององค์กรไทย ด้วยปริมาณข้อมูลที่เติบโตในยุคดิจิทัลซึ่งแปรผันโดยตรงกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น การใช้เทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ เช่น ระบบคลังข้อมูลขององค์กร (Enterprise data warehouse) หรือฐานข้อมูล (Database) จึงไม่เพียงพอและไม่ตอบโจทย์ เนื่องจากความต้องการด้านทรัพยากรที่ค่อนข้างสูงในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ให้ได้ประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายทางด้านลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ระบบสารสนเทศ​ และการดูแลรักษาที่ค่อนข้างสูง

การเลือกใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่เหมาะสมอย่าง Big Data technology มารองรับการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่นับเป็นทางเลือกสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะสามารถรองรับการขยายตัวของข้อมูลบนต้นทุนที่ต่ำ พร้อมทั้งสามารถบีบอัดข้อมูลให้เล็กลงได้หลายเท่าแต่ยังคงประสิทธิภาพเท่าเดิม ทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงการประมวลผลของ Big data technology ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่โดยเฉพาะ จึงทำให้สามารถประมวลผลข้อมูลที่ใช้อยู่เป็นประจำ เช่น การสร้างรายงานประจำวันสำหรับผู้บริหารหรือการส่งต่อข้อมูลให้ฝ่ายวิเคราะห์ได้รวดเร็วกว่าเดิม โดยจากประสบการณ์ของบริษัทฯ นั้น พบว่าลูกค้าหลายองค์กรที่สามารถลดระยะเวลาประมวลผลจากหลักหลายชั่วโมง เหลือเพียงหลักนาทีหรือวินาทีเท่านั้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรสารสนเทศ และลดระยะเวลาการดูแลของทรัพยากรบุคคลได้มาก จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่องค์กรควรพิจารณา เพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจและเพื่อความคล่องตัวในการปรับขยายให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

  1. ปัญหาด้านวัฒนธรรมองค์กรและบุคลากร วัฒนธรรมองค์กรแบบเดิม ๆ เช่น การที่แผนกไอทีเป็นเจ้าของโครงการ Big Data เพียงแผนกเดียว โดยไม่ได้มีแผนกอื่น เช่น ภาคธุรกิจ การตลาด หรือฝ่ายดำเนินการเข้ามาร่วมออกแบบหรือใช้งานข้อมูล รวมถึงไม่ได้มีการส่งเสริมให้พนักงานในองค์กรมีการใช้ข้อมูลในการทำงาน หรือผลักดันธุรกิจให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven organization) รวมทั้งองค์กรยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้าน Big Data หรือ Data Analytics ซึ่งทำให้ยึดติดกับแนวคิดแบบเดิม

ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการใช้ข้อมูลในการทำงานและการตัดสินใจ (Data-driven) จึงเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในการทำ Big Data ซึ่งฝ่ายบริหารควรผลักดันและส่งเสริมให้พนักงานทุกคน มีส่วนร่วมในการทำโครงการนี้ โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกกรณีศึกษา กำหนดรายละเอียด กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ประกอบการทำงานในทุกส่วน รวมทั้งการลงทุนกับเทคโนโลยีด้าน Big Data ที่สามารถใช้งานได้ง่ายและทำได้รวดเร็ว เพื่อลดระยะเวลาการเรียนรู้ (Learning curve) ของบุคลากร ทำให้พนักงานสามารถเข้าถึงและใช้งาน Data ที่จำเป็นต่อการทำงานด้วยตนเองได้อย่างรวดเร็ว เป็นการวางรากฐานที่ดีตั้งแต่ระบบการทำงานและบุคลากรภายในองค์กร นำไปสู่วัฒนธรรมองค์กรที่ใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามความท้าทายในการใช้ Big Data บริษัทฯ ได้พัฒนา Blendata Enterprise – Simplify Big Data Platform ระบบที่ตอบโจทย์ทุกขั้นตอนการจัดการ Big Data ตั้งแต่รวบรวมข้อมูล จนถึงการนำข้อมูลไปใช้ ในแบบ Code-free พร้อมจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่แบบ Real-time ช่วยเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจพร้อมสำหรับทุกการแข่งขันด้วยเวลาที่รวดเร็ว ลดเวลาและลดความซับซ้อนในการเข้าถึงข้อมูล แม้ผู้ใช้งานไม่มีความรู้ด้าน IT หรือ Big Data ให้ทุกคนในองค์กรสามารถใช้งานข้อมูลได้อย่างง่ายดายผ่านหน้าเว็บ Browser ด้วยราคาที่สามารถจับต้องได้ ลดการลงทุนทางด้านบุคลากรเทคนิคเฉพาะด้าน ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ไลเซนส์ และการบำรุงรักษา ช่วยให้องค์กรปรับเปลี่ยนสู่การเป็น Data-Driven Organization ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการรวบรวมทุกฟังก์ชันในการจัดการ Big Data ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว แบบ All-in-one อีกทั้งยังสามารถนำข้อมูล Big Data ที่มีอยู่ในมือไปต่อยอดเพื่อยกระดับธุรกิจในด้านอื่น ๆ ได้อย่างอิสระ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Blendata Enterprise – Simplify Big Data Platform https://blendata.co/products/blendata-enterprise/ 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-blendata-blendata-big-data/

Beryl 8 Plus Webinar: สร้าง Customer Loyalty และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยเทคโนโลยีคลาวด์คอลเซ็นเตอร์จาก Genesys โดย Beryl 8 Plus

Beryl 8 Plus ขอเชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Build customer loyalty and increase productivity with Cloud Call Center Technology from Genesys by Beryl 8 Plus” โดยท่านจะได้เรียนรู้กับโซลูชัน Cloud Call Center อันดับหนึ่งและประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับ พร้อมกรณีการนำไปใช้จริง งานจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2565 เวลา 14.00 – 15.30 น. ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : สร้าง Customer Loyalty และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยเทคโนโลยีคลาวด์คอลเซ็นเตอร์จาก Genesys โดย Beryl 8 Plus

ผู้บรรยาย :

  • คุณพัฒนพันธุ์ วนาพิทักษ์ / ตำแหน่ง: ผู้จัดการฝ่าย Solution / บริษัท Beryl 8 Plus
  • คุณปฏิธาน รุ่งแกร / ตำแหน่ง: Principal Solution Consultant, APAC / Genesys

วันเวลา : อังคารที่ 24 พฤษภาคม 2565 เวลา 14.00 – 15.30 น.

ช่องทางการบรรยาย : Zoom Webinar

ลิงก์ลงทะเบียน : https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_ZCev0xUhQIase6lc3JczJw

ในปัจจุบันลูกค้าคาดหวังการให้บริการที่ราบรื่นในทุกช่องทาง — ทั้งการตอบกลับแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ ช่องทางโซเชียลมีเดีย และ Live-Chat สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าและพนักงานได้อย่างง่ายดาย ให้คุณรู้จักลูกค้าของคุณ และมีส่วนร่วมเพื่อช่วยเหลือในช่วงเวลาที่สำคัญ ด้วยเครื่องมือและกลยุทธ์ที่เหมาะสมจาก Genesys ผู้นำในด้านคอนแทคเซ็นเตอร์โซลูชั่น อันดับหนึ่งของโลก

from:https://www.techtalkthai.com/beryl-8-plus-webinar-build-customer-loyalty-and-increase-productivity-with-cloud-call-center-technology-from-genesys/

[Guest Post] อาลีบาบาคลาวด์เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

  • ปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของไทย
  • นำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 12 พฤษภาคม 2565 – อาลีบาบา คลาวด์ (Alibaba Cloud) ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป (Alibaba Group) เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย พร้อมสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลขององค์กรธุรกิจในประเทศ ซึ่งสอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี[1] (พ.ศ. 2561-2580) ของรัฐบาลไทยในการเสริมสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และความยั่งยืนให้กับประเทศ

การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทย ในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย (PDPA) จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน เป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ  อาลีบาบา คลาวด์ ที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ เมื่อเข้ามาดำเนินงานในประเทศ ควบคู่กับการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ปลอดภัยเข้ามาสู่ประเทศไทย ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO27001 และ ISO20000 และเป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย  รวมถึงกฎระเบียบด้านการเงินที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

นายไทเลอร์ ชิว

ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า    

“ในขณะที่เราขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูล การเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้ เรามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับต่าง ๆ ของประเทศไทย นอกจากนี้ เราต้องการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของบริษัทฯ มานำเสนอในประเทศไทย รวมถึงองค์ความรู้เฉพาะทางด้านต่าง ๆ  อาลีบาบา คลาวด์ ประสบความสำเร็จในการช่วยสนับสนุนธุรกิจทั่วโลกให้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย และเราหวังว่าบริษัทฯ จะสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ครบครันเพื่อช่วยผลักดันวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน”

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยที่นำเสนอให้แก่ลูกค้าในไทย ได้แก่ บริการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS, WAF, ศูนย์ความปลอดภัย, การตรวจสอบการดำเนินการ, บริการใบรับรอง SSL และการจัดการการเข้าถึงทรัพยากร โดยบริการบางประเภทที่กล่าวมานี้ได้ถูกใช้งานจริงเพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างราบรื่นในช่วงที่มีการจัดมหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก 11.11 ของอาลีบาบา กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในมหกรรมช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

บริการด้านการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับแพลตฟอร์ม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการป้องกันเชิงรุก การตรวจจับภัยคุกคาม การตรวจสอบและการตอบสนอง เช่น การปกป้องซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ให้รอดพ้นจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware), มัลแวร์สำหรับการขุดเหรียญและแบ็คดอร์ (Mining and Backdoor) และโทรจัน (Trojan) เพื่อลดปัญหาในการดำเนินงาน  นอกจากนี้ ในแง่ของสถาปัตยกรรม ศูนย์ความปลอดภัยของอาลีบาบา คลาวด์ ยังสามารถทำการตรวจสอบประเมินให้กับองค์กรธุรกิจ เพื่อปกป้องเซิร์ฟเวอร์ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

ผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่สำคัญอื่น ๆ ที่บริษัทฯ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยพร้อมกับดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ ระบบประมวลผลที่ยืดหยุ่น (elastic compute) บริการด้านดาต้าเบส ด้านเน็ตเวิร์ก และ สตอเรจ รวมถึงบริการสำหรับนักพัฒนา การส่งคอนเทนต์ และแอปพลิเคชันระดับองค์กรต่าง ๆ

ผลิตภัณฑ์ของอาลีบาบาคลาวด์ได้ผ่านการทดสอบความแข็งแกร่งของสมรรถนะ ทั้งนี้บริษัทวิเคราะห์ชั้นนำระดับโลก เช่น ไอดีซี[1] ระบุว่าผลิตภัณฑ์ CDN ของบริษัทฯ เป็นผู้เล่นรายสำคัญ ขณะที่เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” โดยฟอเรสเตอร์[2]  

ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านดาต้าเบสของอาลีบาบาคลาวด์ได้รับการจัดอันดับเป็น “ผู้นำ” ในรายงาน Gartner Magic Quadrant[3] และการ์ทเนอร์[4] ยังรับรองความสามารถด้านคลาวด์ที่สำคัญของบริษัทฯ ทั้งในส่วนของระบบประมวลผล สตอเรจ เน็ตเวิร์ก และระบบรักษาความปลอดภัย ว่าอยู่ในระดับเทียบเท่าผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก

อาลีบาบา คลาวด์ ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้เทคโนโลยีในประเทศ และนำความสามารถทางเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาในประเทศไทยผ่านการสนับสนุนของพันธมิตร ทั้งนี้ตั้งแต่บริษัทฯ เปิดตัวโปรแกรม Thailand Partner Alliance 100 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บริษัทฯ มีพันธมิตรมากกว่า 40 รายเข้าร่วมโครงการเพื่อทำธุรกิจและเติบโตไปด้วยกันกับอาลีบาบาคลาวด์ เช่น บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT), สมาคมฟินเทคประเทศไทย, ไฮคลาวด์ (HiCloud), บริษัท ที เอ็ม อี เอส จำกัด (TMES), ทรูไอดีซี (True IDC), ทรู ดิจิทัล อคาเดมี (True Digital Academy), เอสไอเอส (SIS) นอกจากการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทฯ แล้ว อาลีบาบา คลาวด์ยังจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจไทยอีกด้วย

นายดิเอโก หม่า ซีอีโอของไฮคลาวด์ กล่าวว่า “เราร่วมมือกับอาลีบาบา คลาวด์ นำเสนอโซลูชันระดับแนวหน้าของโลกให้กับลูกค้าไทย เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าเหล่านี้ได้ใช้คลาวด์เพิ่มขึ้น อาลีบาบา คลาวด์ พยายามสร้างระบบนิเวศในประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมายกับเรา เช่น การฝึกอบรม การเสริมสร้างขีดความสามารถ และโอกาสทางการตลาดร่วมกัน เพื่อขยายการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ให้กับฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น และช่วยลูกค้าของเราให้เปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลได้เร็วขึ้น”

ในแง่ของกลยุทธ์ อาลีบาบา คลาวด์ ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสำคัญหลายกลุ่ม เช่น ธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ การเงินและฟินเทค ความบันเทิงดิจิทัล และบริการภาครัฐ  ผลิตภัณฑ์และโซลูชันของอาลีบาบา คลาวด์ ที่รองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพจากการใช้งานจริงของลูกค้าระดับโลก เช่น Singapore Post, Binangonan Rural Bank (ฟิลิปปินส์), Animal Logic (ออสเตรเลีย) และพันธมิตรระดับโลก เช่น Red Hat, Salesforce และ VMware

[1] IDC MarketScape: Worldwide Commercial Content Delivery Network Services 2022 Vendor Assessment

: https://www.alibabacloud.com/about/idc-marketscape-worldwide-commerical-content-delivery-network-services-2022#J_7385364600

[2] The Forrester Wave™: Public Cloud Container Platforms, Q12022

: https://reprints2.forrester.com/#/assets/2/1948/RES176569/report

[3] Magic Quadrant for Cloud Database Management Systems

: https://www.gartner.com/doc/reprints?spm=a3c0i.26030505.6635313870.2.5b9c220ftQsWAL&id=1-28FRDHKI&ct=211215&st=sb

[4] Solution Scorecard for Alibaba Cloud International IaaS+PaaS

: https://www.gartner.com/doc/reprints?spm=a3c0i.26391636.3616221970.1.16384acfSQKUTF&ip&id=1-288OG5JN&ct=211126&st=sb

อาลีบาบา คลาวด์ ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งด้านการให้บริการคลาวด์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตามข้อมูลจากไอดีซี และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุด 3 อันดับสูงสุดเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตามการจัดอันดับของการ์ทเนอร์  ปัจจุบันอาลีบาบา คลาวด์ เปิดให้บริการใน 84 เขตพื้นที่ใน 27 ภูมิภาคทั่วโลก และได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลราว 80 รายการทั่วโลก โดยสามารถแก้ไขปัญหาช่องโหว่ของระบบมากกว่า 7.3 ล้านครั้งต่อปี

เพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืน อาลีบาบา คลาวด์ ตั้งเป้าที่จะปรับปรุงดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดทั้งหมดภายในปี 2573  นอกจากนี้ อาลีบาบา กรุ๊ป ยังเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือ Low Carbon Patent Pledge เพื่อกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนับเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ เปิดให้มีการใช้งานสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีประหยัดพลังงานของบริษัทฯ 9 ฉบับได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

###

เกี่ยวกับ Alibaba Cloud

อาลีบาบา คลาวด์ (www.alibabacloud.com) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 เป็นธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป ให้บริการคลาวด์แบบครบวงจรกับลูกค้าทั่วโลก รวมถึงการให้บริการ การประมวลผลแบบยืดหยุ่น ดาต้าเบส สตอเรจ บริการเน็ตเวิร์กเวอร์ชวลไลเซชัน การประมวลผลขนาดใหญ่ การรักษาความปลอดภัย บริการด้านการบริหารจัดการและแอปพลิเคชัน การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ แพลตฟอร์มแมชชีนเลิร์นนิ่ง และบริการ IoT ข้อมูลของ IDC ระบุว่า อาลีบาบา คลาวด์ เป็นผู้ให้บริการพับลิคคลาวด์ชั้นนำของประเทศจีน โดยพิจารณาจากรายรับในปี 2019 รวมถึงให้บริการ PaaS และ IaaS

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

คลอเดีย จู

อาลีบาบา คลาวด์

+86 571 86561860

Claudia.ju@alibaba-inc.com

นภา สุทธิญาณโสภณ

บริษัท เอฟเอคิว จำกัด

+66 81 8672241

napa@pc-a.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/alibaba-cloud-launches-data-center-in-thailand/

เจาะไฮไลต์งาน Google I/O 2022

ที่งาน Google I/O 2022 มีการประกาศฟีเจอร์ใหม่ๆในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Google มากมายทั้ง Android, Application, Cloud และอื่นๆ นับร้อยรายการ ซึ่งเราขอตัดเอาไฮไลต์สำคัญมาให้ได้ติดตามกันครับ

Credit: Google

1.) Google Translate รองรับภาษาใหม่อีก 24 ภาษา ทำให้ภาพรวมใช้การได้กว่า 133 ภาษาแล้ว นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตอัลกอริทึม Machine Learning ให้สามารถแปรได้โดยไม่ต้องเห็นตัวอย่างมาก่อนหรือมองเห็นแค่ monolingual text เท่านั้น

2.) Google Maps สามารถแสดงผลแบบสมจริง (immersive view) โดยรองรับทั้งการใช้งานบนมือถือหรือแท็บเล็ตทั่วไป ทั้งนี้จะเริ่มเปิดตัวที่ ลอสแองเจิลลิส ลอนดอน นิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก และโตเกียวก่อน

3.) YouTube สามารถทำฟีเจอร์ Transcription และสร้าง Chapter ได้อัตโนมัติ

4.) Google Docs มีการเพิ่มฟีเจอร์บทสรุป ทำให้สร้างโน๊ตย่อแปะไว้ได้

5.) Google Search สามารถค้นหารูปภาพได้อย่างฉลาดมากขึ้น เช่น ถ่ายรูปส่วนบ้านที่ต้องการซ่อมแซมและคำว่า near me จากนั้น Google Search จะแสดงร้านค้าที่ใกล้ที่สุดโดยจะเริ่มที่ผู้ใช้งานภาษาอังกฤษก่อน

6.) ความสามารถด้าน AI ที่ Google กล่าวถึงมีหลายอย่างเช่น

  • เพิ่มความแม่นยำในเรื่องของสีผิวจาก Monk Skin Tone Scale พร้อมเปิดโอเพ่นซอร์สผ่าน skintone.google 
  • เปิดตัว LaMDA2 เป็นส่วนหนึ่งใน AI Test Kitchen
  • ออกโมเดลภาษาใหม่ที่ชื่อ PaLM เพื่อใช้แก้ปัญหา math word ที่ซับซ้อนและอธิบายขั้นตอนได้อย่างละเอียด
  • ฟีเจอร์ Multisearch ในแอปให้สามารถเพิ่มการค้นหาได้หลายองค์ประกอบ
  • ทำให้ Google Assistant เข้าถึงได้ง่ายขึ้นไม่ต้องเปิดเองด้วยฟีเจอร์ Nest Hub Max

7.) Android 13 

  • Google Wallet รองรับการเก็บ Student ID ตั๋วเข้าชม บัตรวัคซีน และข้อมูลอื่นๆได้มากขึ้น รวมถึง Wallet เองกำลังเดินทางไปสู่ Wear OS
  • Wear OS จะได้รับฟีเจอร์ขอความช่วยเหลือในปีนี้ (SoS)
  • เตรียมอัปเดตหน้า Privacy Policy ใหม่
  • แอปพลิเคชันต้องขอสิทธิ์ก่อนส่งแจ้งเตือนผู้ใช้
  • Android Tablet มีฟีเจอร์เพิ่มขึ้นเช่น Split Screen และอื่นๆ พร้อมทั้งผู้ใช้จะสามารถ copy & paste รูปหรือ URL จากมือถือข้ามไปยัง Android 13 Tablet ได้
  • เลือกภาษาต่างกันให้แอปได้
  • รองรับการทำ end-to-end encryption ให้ข้อความสำหรับการคุยกันในกลุ่ม
  • ประกาศความสำเร็จของแอปข้อความว่ามีผู้ใช้งานกว่า 500 คนล้านต่อเดือน โดยความพิเศษของแอปมีการใช้มาตรฐานในการแชร์ข้อมูลขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม (Rich Communication Services : RCS

8.) Developer

  • เตรียมปล่อยแพลตฟอร์ม smart home หรือ Matter ในเดือนหน้า โดย SDK ใหม่จะมีฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดมากขึ้น นอกจากนี้ Matter ยังทำงานร่วมกันกับ Android ทำให้การเชื่อมต่อเป็นไปได้โดยง่าย
  • เปิดตัว AlloyDB หรือ managed service ของ PostgreSQL ที่คุยว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่า โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันกับ Youtube, Search, Maps และ Gmail
  • เปิดตัว Cloud TPU v4 ขนาด 8 pod ที่ทำงานร่วมกันให้ประสิทธิภาพสูงถึง 9 exaflop โดยเชื่อว่าเป็นศูนย์ประมวลผล Machine Learning ที่แรงสุดขณะนี้ตั้งอยู่ใน Oklahoma นอกจากนี้ยังลดการปล่อยคาร์บอนไปกว่า 90% 
  • ประกาศ Flutter 3.0 รองรับการทำงานหลายแพลตฟอร์มทั้ง Linux, Web, iOS, Android, Windows และ MacOS
  • เพิ่มฟีเจอร์ Live Edit ใน Android Studio
  • เปิดตัว Cloud Run Job ช่วยทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปได้ง่ายขึ้น ด้วยการใช้เพื่อรันสคริปต์ในการจัดการคลาวด์เช่น Database Migration หรือเพื่อมอนิเตอร์งานต่างๆเป็นต้น

9.) Google Pixel ประการอัปเดต Pixel 6 และ 6 Pro คาดว่าน่าจะพรีออเดอร์และส่งของได้ในกรกฎาคมนี้สนนราคาราว 449 เหรียญสหรัฐฯ ตามมาด้วยการอวดโฉม Pixel 7 และ 7 Pro ที่ใช้ Next-gen Tensor นอกจากนี้ยังขายเรื่องของ Pixel Buds Pro รวมถึงแผนการออก Pixel Watch ในปีนี้ และแผนการออก Pixel Tablet ในปีหน้า

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/google-io-2022-heres-everything-google-just-announced/ และ https://blog.google/technology/developers/io-2022-100-things/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-cloud-launches-alloydb-a-new-fully-managed-postgresql-database-service/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-launches-a-9-exaflop-cluster-of-cloud-tpu-v4-pods-into-public-preview/ และ https://techcrunch.com/2022/05/11/google-debuts-cloud-run-jobs-for-containerized-scripted-tasks/

from:https://www.techtalkthai.com/google-i-o-2022-hightlight-annoucement/

Microsoft แพตช์แก้ไขช่องโหว่ 75 รายการในเดือนพฤษภาคม 2022

สำหรับเดือนนี้ Microsoft ได้แก้ไขช่องโหว่กว่า 75 รายการ ซึ่ง 8 รายการนับเป็นช่องโหว่ร้ายแรง นอกจากนี้มี 3 รายการที่เป็น zero-day และเริ่มพบการโจมตีบ้างแล้ว ดังนั้นแนะนำเหล่าแอดมินเร่งติดตามวางแผนกันได้ครับ

Credit: alexmillos/ShutterStock

เจาะลึกลงไปที่ตัวช่องโหว่ zero-day ที่น่าสนใจก็คือ CVE-2022-26925 เนื่องจากพบการโจมตีแล้ว โดยจัดเป็นช่องโหว่ NTLM Relay ซึ่งคนร้ายสามารถดักจับการล็อกอินของผู้ใช้ไปใช้เองได้ ผ่านทางอินเทอร์เฟส LSARPC ให้ Domain Controller รับการใช้ NTLM ทั้งนี้สิ่งที่ Microsoft ทำก็คือการตรวจจับและปิดกั้นการเชื่อมต่อกับ LSAPRC

ช่องโหว่ zero-day อีกสองรายการคือ CVE-2022-22713 ส่งผลกระทบให้เกิด DoS กับ Hyper-V และ CVE-2022-29972 เกิดขึ้นกับ Azure Synapse และ Azure Data Factory ที่นำไปสู่การลอบรันโค้ดได้ ติดตามช่องโหว่ทั้งหมดในแพตช์ชุดนี้ได้ที่ https://www.bleepingcomputer.com/microsoft-patch-tuesday-reports/May-2022.html

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/microsoft-may-2022-patch-tuesday-fixes-3-zero-days-75-flaws/ และ https://www.securityweek.com/patch-tuesday-microsoft-warns-new-zero-day-being-exploited

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-patch-tuesday-fixes-75-vulnerabilities-in-may-2022/

Fedora 36 ออกแล้ว!

Fedora 36 ได้ถูกประกาศออกมาแล้ว แม้ไม่มีอะไรหวือหวา แต่มีการพัฒนาที่สำคัญ

Credit: Fedora

Fedora Workstation จะใช้ GNOME 42 ซึ่งเป็นตัวล่าสุด ที่มีแอปหลายตัวย้ายไปสู่ GTK4 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีแอปใหม่อย่าง Text Editor และ Console สำหรับผู้ใช้งาน NVIDIA หน้าเดสก์ท็อปจะมีการใช้ Wayland Protocol เพื่อได้รับประโยชน์จากการทำ Hardware Acceleration ได้

ภายใน Fedora 36 ยังมีพัฒนาการของ Ansible 5 ที่แบ่งส่วนเป็น Core และ Collection จึงสามารถแยกการจัดการได้ ในส่วนของ Fedora Server 36 ตัว Cockpit จะมีโมดูลสำหรับการทำแชร์ไฟล์ NFS และ Samba ไว้แล้ว นอกจากนี้ในหน้าประกาศของ Fedora 36 ยังพูดถึงเรื่อง podman 4.0 และการอัปเกรตภาษาโปรแกรมอย่าง Ruby 3.1, Golang 1.18 และ PHP 8.1

สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://docs.fedoraproject.org/en-US/fedora/f36/release-notes/ 

ที่มา : https://fedoramagazine.org/announcing-fedora-36/

from:https://www.techtalkthai.com/fedora-36-has-been-released/

Docker เปิดตัว Docker Desktop for Linux และ Docker Extensions

Docker เปิดตัว Docker Desktop for Linux และ Docker Extensions

ในงาน DockerCon 2022 ทาง Docker ได้ประกาศเปิดตัว Docker Desktop for Linux อย่างเป็นทางการ มีความสามารถเทียบเท่ากับเวอร์ชัน Windows และ MacOS ให้ผู้ใช้งานระบบปฎิบัติการ Linux สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้แล้ว โดยมีเครื่องมือมาให้หลายตัว เช่น Docker Engine, Docker CLI client, Docker Compose, Docker Content Trust, Kubernetes และ Credential Helper ปัจจุบันรองรับ Ubuntu, Debian, Fedora และ ArchLinux ในอนาคตจะเพิ่มการรองรับ Raspberry Pi OS

พร้อมกันนี้ Docker ได้ประกาศเปิดตัว Docker Extensions เพิ่มเติม ด้วยความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์กว่า 14 ราย เช่น JFrog, Red Hat, Snyk และ VMware สร้างเครื่องมือสำเร็จรูปเพื่อนักพัฒนาโดยเฉพาะ ช่วยให้สามารถค้นหาเครื่องมือที่จำเป็นกับงานต่างๆได้อย่างรวดเร็ว เช่น Docker Desktop Extension for JFrog Xray ที่จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถทำการแสกนตรวจสอบ Docker Container เพื่อหาช่องโหว่หรือพฤติกรรมที่ปกติในขั้นตอนการพัฒนาได้ ช่วยให้การพัฒนาและใช้งาน Software Supply Chain มีความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ยังมี Docker Extensions SDK สำหรับให้นักพัฒนารายอื่นนำเครื่องมือต่างๆเข้ามาเชื่อมต่อได้อีกด้วย

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/docker-desktop-for-linux-finally-arrives/

from:https://www.techtalkthai.com/docker-launches-docker-desktop-for-linux-and-docker-extensions/

Red Hat เปิดตัว Red Hat Enterprise Linux 9 อย่างเป็นทางการ

RedHat เปิดตัว Red Hat Enterprise Linux 9 แล้ว เสริมความปลอดภัยมากขึ้น

Credit: Red Hat

ในงาน Red Hat Summit ที่กำลังจัดขึ้น Red Hat ได้ประกาศเปิดตัว Red Hat Enterprise Linux (RHEL) 9 อย่างเป็นทางการ ในเวอร์ชันนี้ได้มีการเสริมความปลอดภัยมากขึ้นด้วยการตรวจสอบความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์ เพื่อป้องกันการโจมตีจากช่องโหว่ระดับฮาร์ดแวร์ เช่น Spectre และ Meltdown ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และมีการเสริมความปลอดภัยอื่นๆอีก เช่น

  • รองรับการใช้งาน Smart Card authentication ผ่านทาง Web Console, Sudo และ SSH
  • เพิ่ม Security Profile รองรับการตรวจสอบจาก Red Hat Insight และ Red Hat Satellite เพื่อรองรับการใช้งานตามมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ เช่น PCI-DSS และ HIPAA
  • ปรับปรุง SSSD logging ให้มีความละเอียดขึ้น เช่น การบันทึกข้อมูล Complete tasks, Error และ Authentication flow
  • สามารถทำงานรวมกับมาตรฐาน OpenSSL 3
  • ปิดการเข้าระบบจาก SSH root password แบบ default เพื่อป้องกันการ Bruteforce รหัสผ่าน

RHEL 9 ใช้ Kernel เวอร์ชัน 5.14 มาพร้อม Systemd 249, Python 3.9, PHP 8 และ GCC 11.2 นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง Web Console ใหม่ ที่เพิ่ม Performance metric มากขึ้น และรองรับการทำ Kernel live patching จาก Web Console ได้ทันที

ปัจจุบันผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเวอร์ชัน Beta ไปทดสอบใช้งานได้ ซึ่ง Red Hat จะเปิดให้ใช้งานแบบ GA ภายในเดือนนี้ มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 179 เหรียญสำหรับรุ่น Workstation, 349 เหรียญสำหรับรุ่น Server Edition ส่วนราคา Support แบบ Standard และ Premium อยู่ที่ 799 เหรียญและ 1,299 เหรียญต่อปีตามลำดับ

ที่มา: https://www.theregister.com/2022/05/10/red_hat_enterprise_linux_9/

 

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-releases-red-hat-enterprise-linux-9-general-availability/