คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

VMUG Webinar: แม่นยำขึ้น ฉลาดขึ้น ในการตรวจสอบปัญหาและการใช้ทรัพยากรในระบบ VMware HCI, Private Cloud, Hybrid Cloud, Multi-Cloud โดย VMware

VMware User Group Thailand ขอเรียนเชิญผู้บริหารฝ่าย IT, ผู้จัดการ IT, Cloud Engineer, System Engineer และผู้ดูแลระบบ IT เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “แม่นยำขึ้น ฉลาดขึ้น ในการตรวจสอบปัญหาและการใช้ทรัพยากรในระบบ VMware HCI, Private Cloud, Hybrid Cloud, Multi-Cloud โดย VMware” เพื่อรู้จักกับแนวคิด Self-Driving Operation ที่ต่อยอดจากความสามารถของ VMware vRealize Operation 8.0 โดยทีมงาน VMware โดยตรง ในวันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: แม่นยำขึ้น ฉลาดขึ้น ในการตรวจสอบปัญหาและการใช้ทรัพยากรในระบบ VMware HCI, Private Cloud, Hybrid Cloud, Multi-Cloud โดย VMware
ผู้บรรยาย: คุณภูเบศวร์ ประเหมือน HCI SE Specialist, VMware
วันเวลา: วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

เชิญพบกับ แนวคิดแบบการบริหารจัดการทรัพยากรในศูนย์ข้อมูลแบบเสมือน ไฮบริดคลาวด์ หรือ มัลติคลาวด์ ของวีเอ็มแวร์ที่เรียนกว่า “Self-Driving Operation” ในงานสัมมนาแบบออนไลน์นี้ท่านจะได้เรียนรู้คุณสมบัติใหม่ ๆ ของ vRealize Operations เวอร์ชั่น 8.0 ซึ่งสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพตั้งแต่ระดับ Guest OS ไปจนถึงพื้นที่จัดเก็บข้อมูลหรือพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนิด vSAN

แนวคิดนี้เป็นการใช้เทคโนโยลี artificial intelligence/machine learning (AI/ML) และวิทยาศาสตร์ข้อมูลในการประมวลผลซึ่งทำให้การตรวจสอบและคาดการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด ซึ่งจะนำไปซึ่งการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทีมงาน VMware Thailand จะมาเป็นผู้บรรยายในครั้งนี้ พร้อมตอบทุกคำถามของ VMware vSAN ได้ใน Webinar ครั้งนี้

ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_sigm2c2JT4CwO7D_8D_pmQ โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/vmug-webinar-vrealize-operation-webinar-by-vmware/

TechTalk Webinar: HTTP/3, How Cloudflare Help to Make the Internet Better โดย Cloudflare APAC

TechTalkThai ขอเรียนเชิญทุกท่านในสายงานด้าน IT เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “TechTalk Webinar: HTTP/3, How Cloudflare Help to Make the Internet Better โดย Cloudflare APAC” เพื่อรู้จักกับแนวคิดและการทำงานของ HTTP/3 อย่างเจาะลึก พร้อมกับโซลูชันของ Cloudflare ที่จะช่วยให้ Web Application ของคุณสามารถเริ่มต้นรองรับ HTTP/3 ได้ทันที ในวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: HTTP/3, How Cloudflare Help to Make the Internet Better โดย Cloudflare APAC
ผู้บรรยาย: คุณ Pudcharapon Laokokham (Peter), Solutions Engineer, Cloudflare APAC
วันเวลา: วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2019 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

รับชมเทคโนโลยีล่าสุดจาก Cloudflare: Solutions Engineer จาก Cloudflare จะมานำเสนอถึงเทคโนโลยีที่ Cloudflare ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้ Internet ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเจาะลึกใน HTTP/3 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมนำเสนอถึงโซลูชันอื่นๆ จาก Cloudflare ที่จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรของคุณเติบโตได้อย่างมั่นใจ

Cloudflare Showcase: Today Cloudflare SE will talk about what Cloudflare is inventing/helping the better internet. Especially HTTP/3 that Cloudflare just launched as the very first one few weeks ago. Also with how Cloudflare can help your organization grow.

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_C86uS6dyR8mHZMezStcynA โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-http-3-how-cloudflare-help-to-make-the-internet-better-by-cloudflare-apac/

ขอเชิญร่วมงาน AWS Community Day, Bangkok 2019 ครั้งแรกในเมืองไทย 24 พ.ย. 2019

AWS User Group Thailand จัดงาน AWS Community Day, Bangkok 2019 เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่มีการจัดการแข่ง AWS Security Jam สั่งตรงมาจากอเมริกา พร้อมทั้ง Keynote จากผู้เป็น AWS Evangelist ระดับตำนานอย่าง Randall Hunt ผู้เขียน Blog ของ AWS ให้พวกเราอ่านมาแล้วอย่างนับไม่ถ้วน Donnie เป็น AWS Evagelist ผู้อยู่เบื้องหลัง Meetup และ Hackathon ระดับ ASEAN และคุณส้ม Security Expert จาก AWS ProServ

นอกจากนี้ยังมี Speaker จากผู้ใช้งานจริงมา Share ประสบการณ์หรือเทคนิคในการใช้งาน AWS ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น DevOps, AI/ML หรือ Security #awsusergroup #awscommunityday

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีได้ดังนี้

AWS Community Day, Bangkok 2019

รายละเอียด

วันที่: 24 พ.ย. 2562
เวลา: 9.00 – 17.00
สถานที่จัดงาน: C-Asean ตึก CW Tower ชั้น 10 (แผนที่:  https://goo.gl/maps/v5RNMStyFhk7JF8s6)

กิจกรรมในงาน

  • หัวข้อในงานเกี่ยวกับ DevOps, AI/ML, Security
  • ฟังความรู้และประสบการ์ณจาก Cloud Community ที่หลากหลาย
  • ร่วมกิจกรรม Security Jam ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากนานาประเทศ
  • ร่วมกิจกรรม Workshop เพื่อพัฒนาการศักยภาพของผู้ที่ให้ความสนใจ

Keynote

  • AI/ML โดย Randall Hunt, Sr. Software Engineer and Technical Evangelist
  • DevOps โดย Donnie Prakoso, Technical Evangelist
  • Security โดย Pitchsine Piansamai, AWS Professional Services

ลงทะเบียนร่วมงานฟรีทันที

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://app.awsusergroup.org/communityday2019/index.html

สนใจเป็น Speaker?

หากพี่ๆน้องๆท่านใดมีประสบการณ์การใช้งาน AWS หรือว่ามีหัวข้อที่สนใจที่ต้องการ Share ให้เพื่อนๆ ใน Community ฟังในด้าน DevOps, AI/ML, หรือ Security สามารถกรอกรายละเอียดที่เกี่ยวกับหัวข้อที่ต้องการบรรยาย ใน Link ตามนี้ https://app.awsusergroup.org/communityday2019/speaker.html เนื้อหาแต่ละ Session มีความยาว 20-40 นาที โดยจะเป็นบรรยายหรือมี Demo ก็ได้

from:https://www.techtalkthai.com/aws-community-day-bangkok-2019-seminar-invitation/

Oracle Analytics Cloud: วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจแบบ Self-Service ก้าวสู่ยุค Citizen Data Scientist อย่างเต็มตัว

การก้าวไปสู่การเป็น Data-Driven Business นั้นถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของหลายธุรกิจในการเริ่มต้นทำ Digital Transformation ในทุกวันนี้ ซึ่งหลายองค์กรในไทยที่คุ้นเคยกับการใช้งานโซลูชันต่างๆ ของ Oracle ในระบบ Business Application สำคัญของธุรกิจเองนั้น ก็ได้เลือกใช้ Oracle Analytics Cloud ในการเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงธุรกิจในแบบ Self-Service เพื่อให้ทุกแผนกในธุรกิจนั้นสามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ, รวดเร็ว และปลอดภัย

สู่ยุค Citizen Data Scientist ให้พนักงานทุกแผนกวิเคราะห์และเข้าถึงข้อมูลด้วยตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาทีม Data และ IT อีกต่อไป

Credit: Oracle

ก่อนหน้านี้หากนึกถึงภาพของการทำ Business Intelligence หรือ Business Report ใดๆ นั้น หลายๆ คนก็คงนึกถึงการที่ต้องมีผู้รู้ด้าน IT มาช่วยทำการดึงข้อมูลต่างๆ ตามที่ภาคธุรกิจต้องการ และจัดการสร้างรายงานออกมาให้เป็นครั้งๆ หรือตามรอบที่กำหนด ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้มักกินเวลานานเนื่องจากข้อมูลปริมาณมหาศาลและ Query ที่ซับซ้อน อีกทั้งยังแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ยาก และกลายเป็นงานเครียดซึ่งไม่มีใครอยากเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง

แน่นอนว่าในยุคปัจจุบันนี้ที่ข้อมูลได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจและเป็นศูนย์กลางของโอกาสใหม่ๆ ที่ทำให้หลายธุรกิจนั้นต้องลงทุนเพื่อให้การนำข้อมูลมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นเกิดขึ้นได้จริง ทางเหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเองนั้นก็ไม่รีรอ ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ออกมาเพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มใหญ่ทางธุรกิจนี้กันทั่วโลก

แนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากนั้นก็คือแนวทาง Self-Service Analytics ที่เทคโนโลยีด้านการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นจะต้องใช้งานได้ง่ายจนแม้แต่คนที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางด้าน IT นั้นก็ต้องสามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ตนเองมีสิทธิ์เข้าถึงและเกี่ยวข้องกับการทำงานได้

ไม่เพียงแต่การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น แต่การนำเทคโนโลยีด้าน Machine Learning หรือเทคนิคชั้นสูงยิ่งกว่านั้นมาใช้เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลอย่างซับซ้อน อย่างเช่นการทำ Predictive Analytics เพื่อทำนายแนวโน้มต่างๆ ที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้นั้น ก็กลายเป็นงานที่พนักงานในแผนกต่างๆ ของธุรกิจองค์นั้นต้องทำด้วยตนเองได้ และนี่เองก็เป็นจุดกำเนิดของคำว่า Citizen Data Scientist หรือการที่พนักงานทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้าน IT นั้น สามารถประยุกต์ใช้ศาสตร์ทางด้าน Data Science เบื้องต้นในการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองได้นั่นเอง

แนวโน้มทั่วโลกนั้น Citizen Data Scientist จะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยความสามารถและความง่ายดายของเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลสมัยใหม่ ทำให้เหล่าธุรกิจองค์กรทั่วโลกนั้นสามารถบรรเทาปัญหาการขาดแคลน Data Scientist ได้ และยังทำให้ธุรกิจองค์กรเหล่านั้นสามารถขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้อย่างต่อเนื่องในทุกแผนก ไม่ว่าธุรกิจองค์กรนั้นๆ จะอยู่ในอุตสาหกรรมใดๆ ก็ตาม

Oracle Analytics Cloud: จัดเตรียม, วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลได้อย่างครบวงจรในหนึ่งเดียว

Oracle Analytics Cloud หรือ OAC คือโซลูชันที่จะมาตอบโจทย์ด้าน Self-Service Analytics ด้วยการเป็นเครื่องมือให้กับทั้ง Citizen Data Scientist และ Data Scientist ในการวิเคราะห์ข้อมูลและแสดงผลข้อมูล ด้วยการทำงานบนระบบ Cloud ของ Oracle เองก็ทำให้บริการนี้สามารถจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลได้ ทำให้ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ก็สามารถเริ่มต้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคที่หลากหลายได้ทันที ไม่ต้องกังวลเรื่องการออกแบบระบบให้รองรับกับปริมาณการใช้งานอีกต่อไป

สำหรับความสามารถที่น่าสนใจของ Oracle Analytics Cloud มีดังต่อไปนี้

1. รองรับการทำงานแบบ Self-Service อย่างเต็มตัว มั่นใจได้ในความมั่นคงปลอดภัย

Credit: Oracle

OAC นี้ถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานแบบ Self-Service ด้วยตนเองได้อยู่แล้ว สามารถทำการเข้าถึงข้อมูลที่ตนเองมีสิทธิ์เพื่อทำการวิเคราะห์ได้ทันที ในขณะที่ผู้ดูแลระบบก็สามารถกำหนดได้ว่าผู้ใช้งานคนใดจะสามารถเข้าถึงข้อมูลใดได้บ้าง ควบคุม Data Source ที่ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อได้ ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่มีการรั่วไหลออกไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างแน่นอนจากขั้นตอนนี้

นอกจากนี้ บริการ OAC นี้ก็ทำงานบน Oracle Cloud ที่ได้มีการควบคุมประเด็นต่างๆ ด้าน Security ที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ถึงระดับธุรกิจการเงิน ทำให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถมั่นใจด้านความมั่นคงปลอดภัยเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี

2. ใช้เทคโนโลยี AI ที่หลากหลาย ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Credit: Oracle

OAC นี้ได้มีการผสานเทคโนโลยี AI, Machine Learning และ Deep Learning ที่หลากหลายเพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลนั้นเป็นไปได้อย่างสะดวก, ง่ายดาย และมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น

  • มีระบบ Augmented Analytics ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองและแนะนำว่าข้อมูลลักษณะนี้ควรเตรียมข้อมูลอย่างไร และน่าจะแสดงผลหรือวิเคราะห์ในประเด็นใดบ้าง
  • ใช้ Natural Language Processing ทำให้ผู้ใช้งานสามารถถามคำถามด้วยภาษามนุษย์ เพื่อให้ OAC ทำการหาคำตอบของคำถามนั้นๆ จากการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาแสดงได้
  • สามารถนำ Machine Learning มาใช้ในการทำ Predictive Analytics กับข้อมูลใดๆ ได้อย่างง่ายดาย ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว

3. เชื่อมต่อและจัดเตรียมข้อมูลได้ครบวงจร

Credit: Oracle

ไม่เพียงแต่การเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลของ Oracle หรือระบบ Business Application ของ Oracle ได้เท่านั้น แต่ OAC ยังสามารถเชื่อมต่อไปยัง Data Source อื่นๆ ได้อีกมากมาย ทำให้การนำข้อมูลจากต่างระบบหรือต่าง Cloud มาจัดเตรียมและวิเคราะห์ร่วมกันนั้นเกิดขึ้นได้ภายใน OAC เพียงแค่ระบบเดียวเท่านั้น

4. นำผลการวิเคราะห์ข้อมูลไปต่อยอดได้หลากหลาย

Credit: Oracle

สำหรับผลการวิเคราะห์ข้อมูลนั้น สามารถถูกเข้าถึงได้ทั้งทั้งในรูปแบบของ Dashboard ที่สร้างขึ้นมา, เข้าถึงผ่าน Mobile Device ได้ และยังสามารถทำการแบ่งปันระหว่างทีมงานเพื่อให้เกิดการสื่อสารด้านข้อมูลในการทำงานเป็นทีมได้อีกด้วย

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการใช้งาน OAC สูงสุด OAC ก็ยังรองรับการทำงานแบบ Embedded Analytics ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลนั้นเกิดขึ้นได้จาก Application ต่างๆ ที่ธุรกิจองค์กรใช้งาน ส่งผลให้การวิเคราะห์ข้อมูลนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในยุคสมัยแห่งการทำ Digital Transformation ได้อย่างแท้จริง

ทดลองใช้งาน Oracle Analytics Cloud ได้ง่ายๆ ทันทีบน OAC Sandbox

Credit: Oracle

เพื่อให้ผู้ที่สนใจใช้งานเห็นภาพมากขึ้น ทาง Oracle จึงได้เปิด Oracle Analytics Cloud Sandbox มาให้เราได้ทดลองใช้งานกันง่ายๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://www.oracle.com/webfolder/technetwork/OACsandbox/oacsandbox.html ซึ่งภายในระบบนี้จะมีการเตรียมข้อมูลตัวอย่างและการแสดงผลรูปแบบต่างๆ ให้เราได้ลองเข้าไปวิเคราะห์กัน และสามารถปรับแต่ง Query ต่างๆ กันได้แบบ Real-time เลยครับ

ต่อยอดจาก Oracle Analytics Cloud สู่ Oracle Autonomous Data Warehouse Cloud วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจแบบเจาะลึกอย่างรวดเร็วและง่ายดาย

Oracle Autonomous Data Warehouse Cloud นี้เป็นอีกหนึ่งโซลูชันที่มักถูกใช้งานร่วมกับ Oracle Analytics Cloud เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ ที่มีการใช้งาน Oracle Database อยู่แล้วสามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย สามารถสร้างรายงานเชิงธุรกิจต่างๆ ได้ตามต้องการ

Oracle Autonomous Data Warehouse Cloud จะช่วยให้การเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงมากขึ้นด้วย Hardware ทรงพลังเบื้องหลังบริการของ Oracle Cloud พร้อมเทคโนโลยี Autonomous ที่จะมาช่วยทำการอัปเดต Patch, ปรับแต่งการตั้งค่า, ปรับปรุงประสิทธิภาพ, เข้ารหัสข้อมูล และเสริมความมั่นคงทนทานให้กับระบบเบื้องหลังโดยอัตโนมัติ ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงปลอดภัย

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Oracle Autonomous Data Warehouse Cloud สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://cloud.oracle.com/en_US/datawarehouse

ติดต่อทีมงาน Oracle ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชัน Oracle Cloud ERP และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการให้ทีมงาน Oracle เข้าไปนำเสนอโซลูชัน สามารถติดต่อทีมงาน Oracle ในประเทศไทยโดยตรงได้ที่อีเมล์ market_th@oracle.com

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-analytics-cloud-for-self-service-citizen-data-scientist/

เมื่อองค์กรต้องรับมือกับ Digital Transformation และ Disruptive Technology มาดูกันว่าทางออกในการปรับตัวขององค์กรนั้น ต้องแก้อย่างไร?

ถึงแม้หลายๆ ธุรกิจจะเริ่มดำเนินโครงการด้านการทำ Digital Transformation กันไปบ้างแล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกๆ วันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะหยุดลง และทุกๆ ธุรกิจก็ยังคงต้องพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจโรงงานและการผลิต ที่ในยุคนี้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อุตสาหกรรมการผลิต ถูกคุกคามจากประเทศจีนมากขึ้นเรื่อยๆ หลายๆอุตสาหกรรมหากไม่ปรับตัว หรือนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ ก็อาจจะต้องเจอภาวะคุกคาม และปิดตัวลงในที่สุด การพร้อมรับมือต่อสิ่งใหม่ๆ นั้น ย่อมหมายถึงโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อตัวธุรกิจเองโดยตรง และแน่นอนเพื่อความอยู่รอดอีกด้วย

Credit: QAD

อย่างไรก็ดี การที่ธุรกิจจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างยืดหยุ่นนั้น การวางรากฐานการทำธุรกิจให้เป็นระบบนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ทุกการเแปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ นั้นยังคงสามารถเชื่อมผสานและต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้วได้ ประเด็นนี้ทำให้การเลือกใช้งานระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ต่อการใช้งานจริงของธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละขนาดนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อปรับให้การทำงานในธุรกิจนั้นๆ มีความเป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีข้อมูลสำหรับใช้ในการแก้ไขปัญหาหรือวางกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ

QAD ในฐานะของผู้พัฒนาโซลูชัน ERP สำหรับธุรกิจโรงงานและการผลิตโดยเฉพาะมาเป็นเวลายาวนานกว่า 40 ปี ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้แก่ธุรกิจโรงงานและการผลิตให้มีความยืดหยุ่นสูง เปิดรับต่อโอกาสใหม่ที่จะเข้ามาได้อย่างง่ายดาย ด้วยโซลูชัน QAD Adaptive ERP ที่สามารถเริ่มต้นใช้งานได้อย่างง่ายดายบน Cloud พร้อมให้นำไปปรับแต่งใช้งานได้ตามความต้องการเฉพาะทางของแต่ละธุรกิจได้ทันที

ทางเลือกในการทำ Digital Transformation มีหลากหลาย ธุรกิจโรงงานและการผลิตต้องเตรียมปรับกลยุทธ์อยู่ตลอด

เหตุการณ์หนึ่งที่ทีมงานของ QAD พบเจอจากเหล่าธุรกิจในอุตสาหกรรมโรงงานและการผลิตทั่วโลกนั้น ก็คือการที่ธุรกิจมีทางเลือกในการทำ Digital Transformation และต่อยอดด้วยนวัตกรรมที่หลากหลายมาก หากธุรกิจหนึ่งๆ จะเลือกทำทุกแนวทางพร้อมๆ กันทั้งหมดก็อาจเป็นไปไม่ได้ทั้งด้วยข้อจำกัดด้านเวลา, งบประมาณ และทรัพยากร ในขณะที่การเลือกทำเฉพาะบางโครงการเอง ก็อาจทำให้ธุรกิจสูญเสียโอกาสไป

อย่างไรก็ดี แนวโน้มหลักๆ ทางธุรกิจที่ QAD สังเกตได้นั้น ก็คือการเปลี่ยนรูปแบบการผลิต จากเดิมที่มีการผลิตสินค้าชนิดเดิมตายตัวในปริมาณมากๆ ก็มีโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นมาในวงการ 2 โอกาสหลักๆ ได้แก่

  • Anything-as-a-Service (XaaS) การเปลี่ยนจากผู้ผลิตสินค้า ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการ เปลี่ยนจากการขายสินค้าเป็นการให้เช่าพร้อมมีบริการเสริม ช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนจาก CapEx เป็น OpEx แทน
  • Make to Order at Scale การเปลี่ยนการผลิตจากการมี SKU ที่แน่นอนตายตัว ไปเป็นการรับสั่งผลิตแบบ Customize ตามลูกค้าสั่ง แต่ยังคงต้องผลิตจำนวนมหาศาลได้โดยที่ต้นทุนไม่สูง ทำให้สายการผลิตและการวางแผนการผลิตนั้นต้องมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ด้วยแนวโน้มเหล่านี้ทั้งในเชิงเทคโนโลยีที่มีให้เลือกลงทุนหลากหลาย และเชิงธุรกิจที่เริ่มมีแนวโน้มใหม่ที่ทำให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตต้องปรับตัว QAD จึงมีวิสัยทัศน์ว่าระบบ ERP ที่ดีสำหรับธุรกิจโรงงานและการผลิตในทุกวันนี้ ต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนและพัฒนาต่อยอดได้อยู่ตลอด เพื่อให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตสามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และมั่นคงโดยมีระบบ ERP ที่สนับสนุนทุกกระบวนการการผลิตและการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง

QAD Adaptive ERP บริการ Cloud ERP ที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจโรงงานและการผลิตโดยเฉพาะ

Credit: QAD

ถึงแม้เทคโนโลยี Cloud ERP จะเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายในเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แต่หากพูดถึงผู้พัฒนาระบบ ERP ที่เป็น Cloud รายแรกๆ นั้น ก็คงหนีไม่พ้นชื่อของ QAD ที่เริ่มเปิดให้บริการ Cloud ERP มาตั้งแต่ช่วงปี 2003 ก่อนที่คำว่า Cloud จะเริ่มเป็นที่รู้จักเสียอีก ซึ่งแนวทางนี้ก็ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากเหล่าธุรกิจโรงงานและการผลิตทั่วโลก ที่ไม่ต้องการดูแลรักษาระบบ IT หรือลงทุนสร้าง Data Center ด้วยตนเอง ทำให้มีทรัพยากรในการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาธุรกิจของตนเองให้เติบโตมากขึ้นได้

QAD นั้นก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1979 โดยมุ่งเน้นด้านการพัฒนา Software สำหรับการบริหารจัดการภายในธุรกิจโรงงานและการผลิตมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด จนปัจจุบันนี้ QAD ก็ได้กลายเป็นผู้นำสำหรับระบบ ERP ใน 6 อุตสาหกรรมหลักทั่วโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive), อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค บริโภค (Customer Products), อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage), อุตสาหกรรมสินค้าเทคโนโลยี (High-tech), อุตสาหกรรมหนัก (Industrial) และอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การแพทย์ ชีวเวชศาสตร์ (Life Sciences) โดยมีพนักงานมากกว่า 1,900 คน และมีลูกค้ามากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

Credit: QAD

โซลูชัน QAD Adaptive ERP นี้คือโซลูชัน Cloud ERP ล่าสุดจาก QAD ที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2019 นี้ ภายใต้แนวคิดของการเป็นระบบ ERP ที่สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาต่อยอดได้อย่างคล่องตัว ดังนั้นนอกจากโมดูลพื้นฐานที่ตอบโจทย์ธุรกิจโรงงานและการผลิตอย่างเช่น การเงิน, บัญชี, การวางแผนการผลิต, การจัดการ Inventory และ Warehouse, การขาย, การจัดการด้าน Supply Chain ไปจนถึงระบบ Analytics ที่มีให้พร้อมใช้งานแล้ว QAD Adaptive ERP ยังมาพร้อมกับความสามารถในการพัฒนาต่อยอดได้แบบ Low-Code หรือ No-Code ที่ทำให้แผนกต่างๆ ภายในธุรกิจสามารถสร้าง Application ขึ้นมาเชื่อมต่อกับระบบ ERP ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมี Software Developer ภายในองค์กรของตน

ด้วยความสามารถเหล่านี้ QAD Adaptive ERP จึงสามารถช่วยให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตสามารถปรับตัวได้อยู่ตลอดอย่างคล่องแคล่ว ไม่ต้องเผชิญกับต้นทุนในการปรับแต่งระบบ ERP ที่สูงอย่างในอดีต และสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบให้สอดคล้องกับกระบวนการการทำงานที่เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงได้ตามต้องการ รวมถึงหากต้องการผสานระบบเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ต้องการนำมาใช้งาน ก็สามารถทำได้โดยง่ายดาย

แสดงผลตามบทบาทของผู้ใช้งาน รองรับการทำงานบนทุกอุปกรณ์ด้วย QAD Adaptive UX

Credit: QAD

อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกพัฒนาและใช้งานภายใน QAD Adaptive ERP นี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า QAD Adaptive UX ซึ่งเป็นระบบแสดงผลที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้งานได้ง่าย โดยผู้ใช้งานแต่ละคนสามารถมีหน้าจอของระบบ ERP ที่แตกต่างกันออกไปเพื่อให้เหมาะสมต่อบทบาทการทำงานของตนเองได้ ทำให้การใช้งานมีความซับซ้อนน้อย, สวยงาม, เรียนรู้ได้ง่าย และยังทำให้พนักงานแต่ละคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เฉพาะส่วนที่ตนเองเกี่ยวข้อง ลดความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญของธุรกิจจะรั่วไหลสู่ภายนอกลงได้

อีกจุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจคือภายใน QAD Adaptive UX นี้ได้มีการผสานระบบ Data Analytics เข้าไว้ในตัว ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับพนักงานในทุกๆ แผนก พร้อมรองรับการปรับวัฒนธรรมการทำงานสู่ Data-Driven อย่างเต็มรูปแบบได้ทันที

QAD Adaptive UX นี้รองรับการเข้าถึงและใช้งานได้ผ่านอุปกรณ์ทุกรูปแบบด้วยประสบการณ์การใช้งานแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น PC, Notebook, Tablet หรือ Smartphone ทำให้ภาคธุรกิจนั้นไม่ต้องเสียเวลาพัฒนาระบบ Mobile Application แยกออกมาอีกระบบ ตอบโจทย์การใช้งานของแต่ละแผนกที่ต้องการเข้าถึงระบบ ERP ผ่านอุปกรณ์ที่แตกต่างกันได้ตามต้องการ

พัฒนา Business Application ต่อยอดเองบน Low-Code/No-Code Platform ด้วย QAD Enterprise Platform

Credit: QAD

จากการชูจุดเด่นด้านความสามารถในการปรับแต่งและพัฒนาต่อยอดด้วยตนเองได้นั้น QAD จึงได้ผสานนำ QAD Enterprise Platform เข้ามาใช้เป็นหัวใจสำคัญของระบบ ERP ด้วย

แนวคิดของ QAD Enterprise Platform นี้คือการเป็นระบบ Low-Code/No-Code Platform ที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาสร้าง Application ตามความต้องการของตนเองเชื่อมต่อกับข้อมูลธุรกิจขององค์กรได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมหรือการออกแบบ Website หรือ Mobile Application มาก่อน ทำให้การต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ นั้นเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและต่อเนื่อง ในขณะที่แผนกต่างๆ เองก็สามารถปรับปรุงระบบ Application ที่ตนเองต้องการใช้งานได้เรื่อยๆ

ในมุมของทีมพัฒนาระบบ ERP เองนั้น การใช้งาน QAD Enterprise Platform จะช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการพัฒนาความสามารถใหม่ๆ ลงเป็นอย่างมาก ในขณะที่เมื่อพัฒนาระบบเสร็จแล้ว การ Deploy Software Version ใหม่ๆ ให้กับผู้ใช้งานนั้นก็สามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วกว่าแต่ก่อน อีกทั้งความผิดพลาดหรือบั๊กที่เกิดขึ้นระหว่างการพัฒนานั้นก็ลดลงไปเป็นอย่างมาก และไม่ต้องกังวลกับประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยในการดูแลข้อมูล

ทั้งนี้ ความสามารถของ QAD Enterprise Platform เองนี้ก็จะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต เนื่องจาก QAD Adaptive ERP เองก็พัฒนาต่อยอดจาก QAD Enterprise Platform ด้วยเช่นกัน

โซลูชันอื่นที่น่าสนใจของ QAD

นอกจากเหนือจากโซลูชันหลักอย่าง QAD Adaptive ERP แล้ว QAD เองก็ยังมีโซลูชันย่อยอื่นๆ อีกมากมายพร้อมให้ธุรกิจได้นำไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ที่จำเป็นภายในการดำเนินธุรกิจโรงงานและการผลิต เช่น

  • QAD Supplier Portal โซลูชันสำหรับบริหารจัดการการซื้อขายวัตถุดิบและสินค้าจาก Supplier อย่างมีประสิทธิภาพ
  • QAD Cloud EDI โซลูชันสำหรับการแปลงข้อมูลจากระบบ EDI มาเชื่อมต่อกับโซลูชันของ QAD เพื่อให้สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับ Trading Partner ได้อย่างคล่องตัว
  • QAD Automation Solutions โซลูชันสำหรับการจัดการกับวัตถุดิบภายในโรงงานได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการทำงานร่วมกับ RF Scanner, Tablet หรือ Terminal ในสายการผลิตสำหรับป้อนข้อมูลการใช้วัตถุดิบในการผลิต และพิมพ์ Label ต่างๆ ออกมาได้ทันที
  • QAD Enterprise Asset Management (EAM) เป็นโซลูชั่นที่ช่วยให้ระบบการบริหารจัดการ ด้านสินทรัพย์ เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆในองค์กร ให้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

QAD ยังมีโซลูชันเสริมในลักษณะเดียวกันนี้อีกมากมายภายใต้ QAD Adaptive Applications ที่จะช่วยให้ Workflow ภายในโรงงานนั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่นและง่ายดาย พร้อมเชื่อมต่อระบบเข้ามายัง QAD Adaptive ERP ได้ในตัว

ติดต่อ QAD ประเทศไทยได้ทันที

สำหรับธุรกิจโรงงานและการผลิตที่ต้องการโซลูชันระบบ Cloud ERP ที่ถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้โดยเฉพาะ สามารถติดต่อทีมงาน QAD ได้ที่โทร: 02-202 9369 / 02- 202 9306 หรือ อีเมล์ cbd@qad.com หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ QAD ได้ที่ https://www.qad.com/

from:https://www.techtalkthai.com/digital-transformation-and-disruptive-technology-for-automotive-industry-with-qad/

Salesforce ประกาศใช้ Azure ขยายฐานการให้บริการ Marketing Cloud

เมื่อวานนี้ Salesforce ผู้นำตลาด Cloud CRM ได้ประกาศว่ากำลังจะใช้ Azure เพื่อให้บริการ Marketing Cloud

credit : salesforce, azure.microsoft

Salesforce กล่าวในข่าวว่าผู้ใช้งาน CRM จะได้รับประโยชน์คือความสามารถในการค้นหา ดู และแชร์บันทึกของ Salesforce โดยตรงเข้าสู่ Microsoft Teams ได้ โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ได้จริงราวปลายปีหน้า

ในอดีตแล้ว Salesforce และ Microsoft ดูเหมือนจะเป็นผู้แข่งขันกันเสียมากกว่าเนื่องจากข่าวลือหลายอย่างว่า Salesforce เคยพยายามจะซื้อ LinkedIn แต่สุดท้ายก็เสร็จ Microsoft ไป ทั้งนี้ปี 2014 และ 2015 ก็มีข่าวความร่วมมือ Outlook กับ Salesforce Mobile App และ Customer Success Platform กับ Office, Skype, OneNote และ Windows 10 รวมถึงกระทั่งข่าว Microsoft สนใจซื้อ Salesforce แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้น

สำหรับกับ AWS เองปี 2016 Salesforce ก็เคยประกาศเลือกเป็น Infrastructure Provider ให้โซลูชัน Heroku, IQ และ IoT แต่สุดท้ายก็ยังรักษา CRM ไว้บนดาต้าเซนเตอร์ของตัวเองอยู่ดี และปี 2017 ก็ประกาศร่วมมือกับ Google เพื่อให้เครื่องมือ Customer Relationship ทำงานกับ G Suite และ Google Analytics ได้

ที่มา :  https://www.zdnet.com/article/salesforce-pledges-to-use-microsoft-azure-to-power-its-marketing-cloud/

from:https://www.techtalkthai.com/salesforce-expands-its-marketing-cloud-via-azure/

[Guest Post] Planetcomm ผู้เชี่ยวชาญระบบประชุมทางไกล

เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) หรือการประชุมทางไกลด้วยภาพและเสียง ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดค่าใช้จ่ายขององค์กรในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี

นั่นเพราะเราสามารถประชุมได้จากทุกที่ ทุกเวลา แม้ในชั่วโมงที่เร่งรีบ อยู่ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด อยู่นอกสถานที่ หรือแม้แต่อยู่คนละซีกโลก ก็สามารถนัดประชุมทางไกลได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาประชุม

ครบเครื่องโซลูชันการประชุมทางไกลจากซิสโก้

ด้วยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Cisco เป็นผู้ผลิตระบบสื่อสาร (Network System) การทำงานร่วมกัน (Collaboration) และระบบประชุมทางไกล (Video Conference) รายใหญ่ที่สุดของโลก อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันระหว่างบุคคลากรทั้งในและนอกองค์ได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งมีเทคโนโลยีล้ำหน้าและทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ประกอบด้วยโซลูชันต่างๆ ได้แก่

  • Webex Room Series: ระบบภายในห้อง ประกอบด้วยอุปกรณ์อัจฉริยะที่ใช้งานง่ายในทุกพื้นที่ มีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ ลงตัวทุกขนาดห้องประชุมและการใช้งาน
  • Webex Board: อุปกรณ์แบบ All-in-One สำหรับการทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นทั้งกระดานไวท์บอร์ดอัจฉริยะ สามารถเขียนโต้ตอบกันได้ อุปกรณ์ประชุมทางไกลทั้งภาพและเสียง จอภาพแสดงผลแบบไร้สาย รวมกันในหนึ่งเดียว
  • Video Desktop: อุปกรณ์เพื่อการประชุมและทำงานร่วมกัน ให้ภาพวิดีโอ คมชัดระดับ HD พร้อมติดตั้งและใช้งานได้ทันทีที่โต๊ะทำงานของคุณ
  • IP Phone: โทรศัพท์ระบบ VoIP ที่สามารถสื่อสารได้ทั้งภาพและเสียง เพื่อตอบสนองความต้องการหลากหลายรูปแบบ
  • Webex Meetings: แพลตฟอร์มเพื่อการประชุมทางไกล ที่จะสร้างประสบการณ์ใช้งานที่เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น ยกระดับการประชุมทางไกลให้เหนือกว่าที่คุณได้รับมาในอดีต เพราะการประชุมยุคดิจิทัล เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเจอกันอีกต่อไป

Planetcomm เป็นมืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี

Planetcomm เป็นตัวแทนจำหน่ายระบบประชุมทางไกลของ Cisco อย่างเป็นทางการและเป็นผู้ให้บริการแบบครบวงจร มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมให้บริการโซลูชันวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ของซิสโก้แบบครบวงจร และมีศูนย์ซ่อมที่มีเครื่องมือทดสอบและอะไหล่ให้บริการได้ทันที ซึ่งครอบคลุมด้วยบริการต่างๆ ได้แก่

1. ออกแบบ (Design)

ทีมวิศวกรของ PlanetComm มีความเชี่ยวชาญ ช่วยลูกค้าออกแบบระบบประชุมทางไกลและการเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตรูปแบบต่างๆ ให้เหมาะสมตามความต้องการ คุ้มค่าการลงทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในติดต่อสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กร

2. ติดตั้ง (Install)

PlanetComm ให้บริการติดตั้งระบบอุปกรณ์ประชุมทางไกลและอุปกรณ์การเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างจุดต่อจุด และทำการทดสอบการทำงานของระบบ โดยวิศวกรที่ได้รับการอบรมและหนังสือรับรองจาก Cisco มั่นใจได้ในคุณภาพ

3. อบรม (Training)

PlanetComm จัดอบรมการใช้งานระบบประชุมทางไกลโดยวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกวิธีจัดประชุมได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

4. เซอร์วิสเซ็นเตอร์ (Service Center)

ศูนย์บริการของ PlanetComm มีความพร้อมให้บริการหลังการขายให้แก่ลูกค้าอย่างมีคุณภาพ ประกอบด้วย

  • รับประกันสินค้า (Warranty)
  • อุปกรณ์สำรอง (SWAP): มีอุปกรณ์สำรองไปเปลี่ยนทดแทนให้ใช้งาน เพื่อให้สามารถใช้งานอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่องไม่ติดขัด
  • การบำรุงรักษาตามระยะเวลา (Maintenance) เพื่อให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลาและอย่างต่อเนื่อง
  • การเข้าแก้ไขเมื่ออุปกรณ์ชำรุดหรือขัดข้อง(Corrective) โดยวิศวกรที่ได้รับการฝึกอบรมการบำรุงรักษาจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ในอุปกรณ์ประชุมทางไกล พร้อมเครื่องมือทดสอบและอะไหล่คุณภาพสูง

ทั้งหมดนี้เป็นความมุ่งมั่นของเรา เพื่อนำเทคโนโลยีระบบประชุมทางไกล เสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับองค์กรในยุคดิจิทัล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไปพร้อมๆ กัน

ด้วยโซลูชันที่คุ้มค่าแก่การลงทุน เราพร้อมให้คำปรึกษาจากทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสรรสร้างเทคโนโลยีที่ลงตัวกับทุกความต้องการของคุณ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :

บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน)
โทร. 02 792 2400
Contact Center: 02 792 2300
อีเมล: marketing@planetcomm.com
www.planetcomm.com

from:https://www.techtalkthai.com/planetcomm-with-cisco-collaboration-and-conference-solutions/