คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

Google Cloud ออก Secret Manager ช่วยลูกค้าเก็บข้อมูลสำคัญอย่างปลอดภัย

Google Cloud ได้ออกบริการเวอร์ชันเบต้าที่ชื่อ Secret Manager เพื่อช่วยช่วยลูกค้าในการจัดเก็บ API Keys, Passwords, Certificate และข้อมูลอื่นๆ ได้อย่างมั่นใจ

Google เชื่อว่าทุกวันนี้การบริการจัดการ API Keys, Passwords, Certificates หรือข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ Authentication ให้บริการนั้นมีความซับซ้อนและกลายเป็นความเสี่ยงอีกทางขององค์กร ดังนั้นจึงออกบริการใหม่ที่ชื่อ Secret Manager (ยังเป็นเวอร์ชันทดลองอยู่) เพื่อให้ผู้ใช้งาน Cloud สามารถเก็บและจัดการข้อมูลสำคัญไว้บน Google Cloud โดยเมื่อรวมความสามารถเข้ากับ KMS และ Berglas (เครื่องมือคำสั่ง Command line แบบโอเพ่นซอร์ส) เชื่อว่า Secret Manager จะทำงานเติมเต็มกับ 2 บริการดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์

ที่มา :  https://techcrunch.com/2020/01/22/google-cloud-gets-a-secret-manager/

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-launches-secret-manager/

AWS ลดราคา Amazon EKS ลง 50%

AWS ได้ประกาศลดราคาบริการ Amazon Kubernetes Service ลงกว่า 50%

Credit: AWS

หลังเปิดให้บริการ EKS มานานถึง 18 เดือนใน 14 Regions และมี Kubernetes ถึง 4 เวอร์ชัน วันนี้ถือเป็นข่าวดีของผู้ใช้งานเพราะมีการประกาศลดกระหน่ำราคาลงครึ่งหนึ่งจาก 0.20 เหลือ 0.10 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อชั่วโมงเท่านั้น โดยการประกาศมีผลแล้วตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม ในทุก Regions ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้หน้าใหม่หรือหน้าเดิม ซึ่งผู้ใช้งานไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นจะเป็นการปรับอย่างอัตโนมัติ

ผู้สนใจริเริ่มบริการ Kubernetes จาก AWS สามารถเริ่มต้นศึกษาได้ที่นี่

ที่มา :  https://aws.amazon.com/blogs/aws/eks-price-reduction/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-discounts-amazon-eks-for-half-price/

NTT พร้อมเปิดให้บริการ Data Center เฟสใหม่ ที่ NTT Bangkok 2 Data Center แล้ว รองรับ AI Workload ได้ด้วยกำลังไฟ 6kW –40kW ต่อ Rack

หลังจากปี 2019 ที่ผ่านมา ทาง NTT ได้ประกาศลงทุนเพิ่มอีก 500 ล้านบาท สำหรับการขยายเฟส 3 ที่ NTT Bangkok 2 Data Center ภายใต้แบรนด์ Nexcenter เพื่อให้บริการ Data Center สำหรับธุรกิจองค์กรมาตรฐานสูง ขณะนี้ทาง NTT พร้อมให้บริการในเฟส 3 แล้ว ด้วยความสามารถรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ Workload ที่ต้องใช้พลังงานในการประมวลผลสูง อย่าง AI (Artificial Intelligence) หรือ (HPC) High Performance Computing ได้เป็นอย่างดี

แม้บริการ Cloud จะมาแรง แต่ตลาดด้าน Data Center ในไทยก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

Credit: NTT

NTT เองในฐานะของผู้ให้บริการ Cloud และ Data Center สำหรับธุรกิจองค์กรในประเทศไทยรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ อย่างกัมพูชา พม่า และลาวนั้น ก็เห็นแนวโน้มการเติบโตของการใช้งาน Cloud และ Data Center ที่ชัดเจนถึงแม้ธุรกิจองค์กรจะหันมาใช้งาน Cloud กันมากขึ้นด้วยเหตุผลด้านความยืดหยุ่นและความสะดวกสบาย แต่ท้ายที่สุดแล้วสำหรับ Workload บางส่วนที่มีความ Sensitive สูง ทั้งในแง่ของ Compliance หรือความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การเช่าใช้บริการ Data Center เพื่อให้ได้ประโยชน์ในแง่ของการควบคุม และการบริหารจัดการในระดับที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยลดภาระด้านการลงทุนทางด้านโครงสร้างและการดูแล Data Center ด้วยตนเองลง ซึ่งก็ยังถือเป็นทางเลือกที่จำเป็นต่อธุรกิจอยู่

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังถือเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหล่าธุรกิจข้ามชาติจำนวนมากเองนั้นก็จึงยังคงนิยมการเช่าใช้ Data Center ในเมืองไทย เพื่อใช้เป็น Data Center หลักภายในภูมิภาค

ในขณะเดียวกัน การเติบโตของธุรกิจส่งผลให้เกิด Workload ใหม่ๆขึ้น ที่ไม่เหมาะต่อการเช่าใช้บริการ Cloud เนื่องจากส่วนใหญ่มักถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานแบบ General Purpose เป็นหลักที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก การเช่าใช้ Data Center จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ธุรกิจองค์กรมีอิสระในการเลือกใช้ IT Infrastructure ที่เหมาะสมที่สุดต่อรูปแบบการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Workload ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับงานประเภท AI (Artificial Intelligence) และ HPC (High Performance Computing) ซึ่งการลงทุนระบบ Hardware จะมีความคุ้มค่าในระยะยาว รวมไปถึงต้นทุนที่ถูกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับบริการ Cloud อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลในเรื่องการอัปโหลดข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูงขึ้นไปยังบน Cloud อีกด้วย

NTT Bangkok 2 Data Center ที่ ในเฟส 3 นี้ ได้ยกระดับ Infrastructure เพื่อรองรับการประมวลผลไปอีกขั้น

Credit: NTT

สำหรับ NTT Bangkok 2 Data Center ซึ่งเป็น Data Center แห่งล่าสุดของ NTT ในประเทศไทยนี้ ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงโดยมีการเข้าใช้งานในเฟส 1 และ 2 เกือบเต็มพื้นที่อย่างรวดเร็วจากภาคธุรกิจองค์กรที่ขยายการลงทุนด้านระบบ IT Infrastructure เพื่อมาแข่งขันเร่งทำ Digital Transformation กันยกใหญ่ จน NTT ได้ออกมาประกาศลงทุนในเฟส 3 สูงถึง 500 ล้านบาทในปี 2019 ที่ผ่านมา

สำหรับเฟส 3 ของ NTT Bangkok 2 Data Center นี้ จะมีจุดเด่นด้านการลงทุนเพื่อให้ตู้ Rack แต่ละตู้สามารถเพิ่มกำลังไฟฟ้าที่ต้องการใช้งานได้อย่างอิสระ ตั้งแต่ 6kW จนถึง 40kW สามารถตอบรับต่อ Workload ที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นและต้องการพลังประมวลผลสูงขึ้น อย่างเช่นการใช้ GPU Server เพื่อประมวลผลด้าน AI และ HPC ที่ต้องอาศัยพลังงานสูงกว่า Server ทั่วๆ ไปเป็นอย่างมาก หรือระบบ Hyper-Converged Infrastructure ที่มักใช้ Hardware ลักษณะที่เป็น Node และมีความหนาแน่นสูงกว่า Rack Server ทั่วๆ ไปตั้งแต่ 4 เท่า – 16 เท่า ไปจนถึง Storage Server ที่สามารถใส่ HDD ปริมาณมหาศาลถึงระดับ 90 ชุดในความสูงเพียง 4U ได้ เป็นต้น

ภายในเฟส 3 ของ NTT Bangkok 2 Data Center จะมีการติดตั้ง High Density Power Supply เพื่อตอบรับต่อความต้องการด้านพลังงานที่สูงขึ้น, ใช้ตู้แร็คขนาด 45U ซึ่งใหญ่กว่าตู้ทั่วไปที่มักสูง 42U รวมถึงขนาดตู้แร็คที่ลึกเป็นพิเศษถึง 120 ซม. เพื่อรองรับการติดตั้งอุปกรณ์ที่มีขนาดยาวกว่าปกติได้เป็นอย่างเหมาะสม และ Redundant PDU (Power Distribution Unit) ที่ช่วยควบคุมและแจกจ่ายกระแสไฟฟ้าให้อุปกรณ์ IT ต่าง ๆ ภายใน Data Center พร้อมติดตั้งชุดเก็บกักความร้อน (Hot Aisle Containment) และ Blanking Panel เพื่อบริหารจัดการเรื่องลมร้อน ลมเย็นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอุปกรณ์ High Density

แน่นอนว่าความสามารถเดิมที่เป็นที่โดดเด่นของ NTT อันได้แก่การเป็น Carrier Neutral ที่รองรับการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการโครงข่ายได้อย่างเป็นกลางมากที่สุดในประเทศไทย และการมีโครงข่ายเฉพาะของ NTT ที่สามารถเชื่อมต่อไปยัง Data Center อื่นของ NTT มากกว่า 140 แห่งทั่วโลกได้ พร้อมระบบโครงข่ายเฉพาะเชื่อมต่อไปยังบริการ Cloud ชั้นนำโดยตรงที่อยู่นอกประเทศ ก็ทำให้การเลือกใช้ NTT Bangkok 2 Data Center นี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่จากหลากหลายอุตสาหกรรม และสามารถมั่นใจได้ในความมั่นคงทนทาน และการออกแบบด้านความมั่นคงปลอดภัย

ทั้งนี้ การออกแบบให้ตู้ Rack สามารถรองรับพลังงานที่สูงขึ้นได้ด้วยนั้น ก็หมายถึงการออกแบบระบบ Redundancy ของพลังงานที่ต้องมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ระบบระบายความร้อนเองก็ต้องรองรับการระบายความร้อนปริมาณที่สูงขึ้นได้ด้วย และยังคงมีความมั่นคงทนทานสูงเช่นเดียวกัน

สำหรับมาตรฐานการรับรอง NTT Bangkok 2 Data Center นี้ เป็น Data Center แห่งเดียวในประเทศไทย ที่ถูกออกแบบให้มี SLA ทางด้านพลังงาน 100% เพื่อให้มั่นใจได้ว่าปัญหาที่มักเกิดบ่อยที่สุดกับ Data Center ซึ่งก็คือปัญหาด้าน Power Outage นั้นจะไม่เกิดขึ้นกับระบบงานต่างๆ ที่ทำงานอยู่ภายใน Data Center แห่งนี้ ทั้งยังได้รับมาตรฐานการรับรองการทำงานของระบบระบายความร้อนและการจัดการเรื่องความชื้นนั้นที่ 99.99%

เช่นเดียวกับ Data Center ชั้นนำทั่วไป NTT Bangkok 2 Data Center นี้ถูกออกแบบให้มีการเชื่อมต่อโครงข่าย 2 เส้นทางเพื่อลดความเสี่ยงที่สายรับส่งข้อมูลจะมีปัญหาและทำให้ Service ใดๆ ต้องหยุดทำงาน

สำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยนั้น NTT Bangkok 2 Data Center มีการออกแบบ Security ด้วยกันถึง 8 ชั้นก่อนที่บุคคลใดๆ จะสามารถเข้าถึง Hardware ภายในตู้ Rack ได้ จึงสามารถวางใจในความมั่นคงปลอดภัยเชิง Physical ได้อย่างสบายใจ

นอกจากนี้ NTT Bangkok 2 Data Center ยังได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO:27001 ซึ่งมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูล และ Payment Card Industry Data Security Standard หรือ PCI DSS ที่เป็นมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสำหรับธุรกิจที่ต้องจัดการกับข้อมูลบัตรเครดิต ดังนั้นการเลือกใช้ Data Center แห่งนี้เพื่อให้บริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินทางบัตรเครดิตจึงสามารถเป็นไปได้อย่างมั่นใจ และง่ายต่อการทำ Compliance ด้วย และล่าสุดนั้นได้รับ ISO50001:2011 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านการบริหารจัดการพลังงานอย่างคุ้มค่า

สนใจใช้บริการ Data Center ติดต่อทีมงาน NTT ได้โดยตรง

สำหรับผู้ที่สนใจในบริการ NTT Bangkok 2 Data Center สามารถติดต่อทีมงาน NTT เพื่อขอคำปรึกษาหรือใบเสนอราคาได้ทันทีที่ nttapac.th.marketing@global.ntt

from:https://www.techtalkthai.com/ntt-bangkok-2-data-center-latest-phase-can-support-enterprise-ai-workload/

การไฟฟ้านครหลวงเปิดโครงการ ‘Smart Metro Grid’ วางโครงสร้างพื้นฐานบน Oracle

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มกราคมที่ผ่านมาได้มีงานแถลงลงนามสัญญาของการไฟฟ้านครหลวงกับ บริษัทยิบอินซอย และฟอร์ทคอร์ปอเรชัน เพื่อดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบมิเตอร์วัดไฟฟ้าแบบดิจิทัล ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังคือผลิตภัณฑ์ของ Oracle นั่นเอง

คุณทวีศักดิ์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการของ Oracle ประเทศไทยได้เล่าให้ทีมงาน TechTalkThai ฟังถึงภาพรวมและประโยชน์มหาศาลที่จะตามมาของโครงการนี้ ซึ่งเราขอสรุปมาให้ติดตามกันสั้นๆครับ

โครงการ Smart Metro Grid จากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะสำหรับเมือมหานคร เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบมิเตอร์วัดไฟของประชาชนภายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้เป็นระบบดิจิทัล พร้อมกันนี้ต้องทำให้ระบบโครงข่ายของการไฟฟ้านครหลวงรองรับกับระบบดิจิทัลอย่างสอดคล้องกัน โดยประโยชน์ที่จะตามมาหากโครงการนี้แล้วเสร็จคือ

  • การไฟฟ้านครหลวงจะสามารถรับรู้ปัญหาไฟดับหรือความไม่สเถียรได้แบบ Proactive ด้วยตัวเอง ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ต้องรอคนแจ้งเข้าไปถึงทราบปัญหา ดังนั้นเรียกได้ว่าเป็นการผลิกโฉมระบบการให้บริการครั้งใหญ่ได้อย่างทันท่วงที
  • ผู้ใช้งานจะสามารถเรียกดูประวัติและปริมาณการใช้งานไฟฟ้าของตนเองได้เกือบเรียลไทม์ผ่านทางออนไลน์ (แอปพลิเคชัน) ดังนั้นจึงสามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม
  • ในกรณีของเขตโรงงานหรืออาคารพาณิชย์หลายคนคงไม่ทราบว่าธุรกิจเหล่านี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มหากมีการใช้ไฟในช่วงเวลาพีคสูง ดังนั้นระบบนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนปรับตัวการใช้งานไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น
  • การไฟฟ้านครหลวงจะสามารถติดตามเหตุการณ์ (Troubleshoot) กรณีของการขโมยไฟฟ้าได้โดยละเอียด เช่น ไฟฟ้าออกจากจุดนี้เท่าไหร่ระหว่างทางถึงปลายทางเหลือเท่าไหร่ด้วยระบบวิเคราะห์ของ Oracle ที่จะกล่าวถึงต่อไป 
  • วางรากฐานให้พร้อมรับสำหรับการใช้งานโซล่าร์เซลล์ (ประชาชนทั่วไปหากทำได้เยอะอาจขายกลับได้ในอนาคต) ให้การไฟฟ้านครหลวงสามารถคาดการณ์การใช้งานไฟฟ้าได้ ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น เช่น การวางแผนซื้อกำลังไฟ หรือโยกย้ายกำลังไฟไปในส่วนที่ต้องการมากกว่าในช่วงเวลากลางวัน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ของการไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นการสนับสนุนพลังงานสะอาดของประเทศด้วย
  • ดึงดูดนักลงทุนซึ่งต่อไปในเขต EEC อาจไม่ต้องถูกผูกขาดโดยผู้ขายไฟฟ้าเพียงเจ้าเดียว เอกชนผู้สนใจสามารถมาลงทุนให้บริการได้ เพราะมีระบบที่สามารถวัดค่าได้อย่างแม่นยำแล้ว ดังนั้นอาจเป็นการกระตุ้นการลงทุนอีกทางหนึ่ง
  • ในอนาคตหากมีการเริ่มใช้งานรถพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทางผู้ขายไฟฟ้าอาจจะสามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำแคมเปญการขายต่อไปได้ หรือเกิดโมเดลใหม่ของการขายไฟฟ้า

สำหรับเหตุผลที่มาของพันธมิตร 3 รายที่เข้าร่วมในโครงการนี้คือฟอร์ทคอร์ปอเรชันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบมิเตอร์ที่ให้บริการการไฟฟ้านครหลวง ส่วนยิปอินซอยคือ SI รายใหญ่ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT และเป็นตัวแทนจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญในสินค้าและบริการของ Oracle มายาวนาน โดย Oracle เองสามารถตอบโจทย์เทคโนโลยีได้แบบ Full-stack ให้กับโครงการ ทั้งในระดับ Hardware ที่ใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์และ Middleware นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าตลาดระบบฐานข้อมูลสำหรับองค์กรอย่าง Oracle Database ด้วย สำหรับในส่วนของ Business Software เอง Oracle ได้นำประสบการณ์โมเดลการให้บริการในต่างประเทศมาปรับให้รองรับกับ Use Case ของการไฟฟ้านครหลวงดังนี้

  • Oracle Utility Meter Data Management System (MDMS) – ระบบบริหารจัดการและตรวจวัดข้อมูลจากมิเตอร์
  • Oracle Utility Network Management System (OMS) – ระบบติดตามไฟฟ้าเพื่อช่วยในการวางแผนการจ่ายไฟฟ้า ซึ่งการติดตามไฟฟ้าดับจะถูกแก้ไขได้จากองค์ประกอบนี้
  • Oracle Utility Analytics – หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งจากปัญหาข้างต้นเรื่องไฟฟ้าถูกขโมย ต่อไปทางการไฟฟ้านครหลวงจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าไฟฟ้าต้นทางสู่ปลายทางมีการเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร

จะเห็นได้ว่าโครงการนี้สร้างผลประโยชน์มหาศาลทั้งในแง่การลงทุนและการบริหารจัดการให้การไฟฟ้านครหลวง การลงทุนจากภาคเอกชน รวมถึงประชาชนคนไทย นอกจากนี้ยังรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในอนาคต และด้วย 3 ส่วนผสมที่ลงตัวอย่างยิปอินซอย ฟอร์ทคอร์ปอร์เรชันและโครงสร้างพื้นฐานอันแข็งแกร่งแบบ Full-stack จาก Oracle เชื่อแน่ว่าในไม่ช้าประสบการณ์การใช้ไฟฟ้าของคนกรุงเทพฯ และพื้นที่รอบปริมณฑลจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

from:https://www.techtalkthai.com/mea-smart-metro-grid-on-oracle-infrastructure/

DCS เปิดคอร์สสอน RPA พื้นฐานด้วย UiPath หัดสร้าง Bot พร้อมใช้งานได้ใน 1 วัน 12 ก.พ. 2020

DCS และ TechTalkThai ขอเชิญทุกท่านที่สนใจประยุกต์นำเทคโนโลยี Robotic Process Automation หรือ RPA ไปปรับใช้ในธุรกิจของตนเอง เข้าเรียนคอร์ส “UiPath Robotic Process Automation with Datapro Computer Systems” เพื่อเรียนรู้แนวคิดด้าน RPA ทั้งในเชิงทฤษฎี, สร้าง Bot ของตนเองในภาคปฏิบัติด้วยการใช้ระบบจาก UiPath พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การประยุกต์นำ Bot ไปใช้งานในภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจ และเปิดให้สอบถามหรือปรึกษาในประเด็นต่างๆ ได้อย่างอิสระ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2020 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการสมัครเรียนดังนี้

แนวคิดของ RPA คือการนำพลังประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ มาสร้างหุ่นยนต์หรือ Robot ขึ้นมาเพื่อให้ทำงานซ้ำๆ ที่มีรูปแบบตายตัว สำหรับให้ทำงานแทนมนุษย์ในการจัดการกับข้อมูลและการนำข้อมูลจาก Application หนึ่งไปประมวลผลและป้อนลงไปยังอีก Application หนึ่งนั่นเอง แนวทางนี้สามารถช่วยลดความผิดพลาดในการทำงานลงได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยความเร็วในการประมวลผลและจัดการกับข้อมูลที่สูงขึ้นได้ รวมถึง Robot เหล่านี้ยังทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ทำให้งานซ้ำๆ ที่ผิดพลาดไม่ได้ซึ่งเคยเป็นงานที่ไม่มีพนักงานคนไหนอยากทำ ตกเป็นงานของ Robot เหล่านี้ไปแทน และทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นพนักงานนั้นมีเวลาไปทำงานในเชิงสร้างสรรค์ให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น

UiPath Robotic Process Automation with Datapro Computer Systems (ครั้งที่ 2)

วัน-เวลา: วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ 2020 9:00 – 16:30
สถานที่: Victor Club FYI Center อาคาร 1 ชั้น 2(BTS ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, มีที่จอดรถ)
ราคา: ราคาเต็ม 4,200 บาท ลดเหลือ 2,800 บาทเท่านั้น
สมัครเรียน: https://www.eventpop.me/e/8007-uipath-rpa-dcs-2

ท่านสามารถเลือกออกใบกำกับภาษีสำหรับบริษัทได้ใน Event Pop หรือหากท่านต้องการใบเสนอราคาสามารถแจ้งได้ทางอีเมล maylada@techtalkthai.com ทางเราจะส่งรายละเอียดการโอนเงินพร้อมใบเสนอราคาให้

ทาง Event Pop มีระบบ Refund Protect โดยจะเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากท่านซื้อบัตรแล้วไม่สามารถเข้าร่วมงานได้เนื่องจากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ท่านจะสามารถเคลมเงินค่าบัตรเข้างานของท่านคืนได้เต็มจำนวนโดยบริษัท Tokio Marine HCC จะเป็นผู้รับประกันและช่วยในกระบวนการคืนเงินทั้งหมด และจะทำการคืนเงินโดยตรงให้กับผู้ซื้อผ่านทางบัญชีธนาคาร

สำหรับธุรกิจหรือองค์กรใดที่ต้องการให้จัดอบรมคอร์สนี้แก่พนักงานเป็นการภายในโดยเฉพาะ สามารถติดต่อเพื่อพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณมะเหมี่ยว maylada@techtalkthai.com

*ผู้เรียนต้องนำคอมพิวเตอร์ของตัวเองมาเข้าร่วม Workshop

Hardware Requirement

https://docs.uipath.com/studio/docs/hardware-requirements

  • CPU Dual Core 1.8 GHz 64-Bit
  • RAM 4 GB
  • แนะนำให้ท่านนำเมาส์มาด้วยเนื่องจาก Workshop จะใช้เม้าส์คลิกเป็นหลัก

Software Requirement

https://docs.uipath.com/studio/docs/software-requirements

  • ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 7 ขึ้นไปเท่านั้น
  • โปรแกรม Microsoft Excel
  • ติดตั้ง Internet Explorer 8 หรือรุ่นที่ใหม่กว่า
  • ติดตั้ง Google Chrome รุ่น 64 หรือใหม่กว่า
  • ติดตั้ง .NET Framework รุ่น 4.6.1 หรือใหม่กว่า

**ท่านที่ใช้ Mac แนะนำให้ลงโปรแกรม Parallels เพื่อติดตั้งระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows

Course Outline

9:00 – 9:30 ลงทะเบียน, รับประทานอาหารว่าง
9:30 – 10:30 Intro to RPA กับ UiPath

  • Intro to RPA, UiPath แนะนำ Robotic Process Automation การประยุกต์ใช้งานจริงในภาคธุรกิจแขนงต่างๆ
  • แนวคิดในการนำเอา RPA มาใช้ควรคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง
  • แนวคิดการทำ COE ในองค์กรเพื่อจะเริ่มต้นโครงการ RPA และ
  • แนะนำผลิตภัณฑ์ UiPath ทั้งหมด
  • Workshop สั้นๆ ไปด้วยกันกับกระบวนการคัดสรรว่า process ไหนควรเร่งทำก่อนหรือหลัง ด้วยเครื่องมือ UiPath Connect Enterprise

10:30 – 12:00 ติดตั้งและรู้จักตัวเครื่องมือพัฒนา UiPath Studio (Prepare & Build your 1st Robot)

  • UiPath CE Installation & Initial Process
  • Sample Business Process Flow
  • Hands-on: Build 1st Robot

12:00 – 13:00 พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 – 15:30

  • Intro to UiPath Studio ทำความรู้จักเพิ่มเติมกับเครื่องมือสำหรับพัฒนา Process Flow, Plug-in Library ต่างๆ และ UiPath Orchestrator
  • Hands-on: Getting to know UiPath Studio and Build 2nd Business Flow, Deploy Robot (Attended, Unattended), and Testing
  • Hands-on: ทดลองสร้าง Process Flow จำลองการบันทึกข้อมูลโดยใช้ Input จาก Excel ลงใน Windows Application และเก็บ Transaction ID มาบันทึกลง Excel
  • Hands-on: ทดลองสร้าง Process Flow จำลองการบันทึกข้อมูลโดยใช้ Input จาก Excel ลงใน Web Application และเมื่อทำเสร็จสิ้นทุก Transaction แล้วให้ทำการเก็บข้อมูลทั้งหมดของหน้าเว็บลง Excel (โดยการใช้ Scraping Data)

*สำหรับผู้เข้าร่วม Workshop หากทำ Process ด้านบนเสร็จเร็วจะมี Advanced Workshop ให้ทำต่อ : RPA Challenge โดยการใช้ Anchor Base

About Instructor

Workshop นี้จัดอบรมโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Datapro Computer Systems ซึ่งมีประสบการณ์ในการติดตั้งระบบ UiPath เพื่อทำ RPA ให้กับเหล่าธุรกิจองค์กรในประเทศไทยหลายองค์กร

บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด (ดีซีเอส) ก่อตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2529 และเป็นองค์กรที่บริหารงานโดยคนไทยภายใต้การลงทุนของบริษัท พรีเมียร์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ด้วยจุดมุ่งหมายในการนำเสนอระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจรให้กับองค์กรขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯได้รับการยอมรับจากบริษัทคู่ค้าชั้นนำระดับโลกกว่า 50 บริษัท รวมทั้งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางจากกลุ่มลูกค้าชั้นนำกว่า 1,000 รายทั่วประเทศไทยในทุกภาคธุรกิจหลักของประเทศไทย เป็นการยืนยันได้ถึงสิ่งที่บริษัทฯ ได้ยึดมั่นและถือปฎิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.datapro.co.th

About TechTalkThai Training

TechTalkThai Training เป็นทีมงานส่วนหนึ่งของ TechTalkThai ที่มุ่งเน้นการจับมือร่วมกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT ในสาขาต่างๆ จากภายนอก ในการเปิดคอร์สสอนเทคโนโลยีให้กับเหล่าผู้ที่สนใจในวงการ IT เพื่อให้ผู้ที่ทำงานในวงการ IT สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างทันท่วงที โดยผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญ ผ่านการตรวจสอบโดยทีมงาน TechTalkThai และมีราคาคอร์สที่ไม่สูงจนเกินไป สามารถออกใบกำกับภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ผู้ที่สนใจร่วมเปิดคอร์สใหม่ๆ กับทาง TechTalkThai Training สามารถติดต่อทีมงานได้ทันทีที่ maylada@techtalkthai.com

from:https://www.techtalkthai.com/dcs-uipath-rpa-workshop-2020-02/

IMC เปิดอบรม 2 หลักสูตร Digital Transformation for Management และ Big Data Certification Course

IMC Institute เปิดรับลงทะเบียน 2 หลักสูตรสำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการ ได้แก่ Digital Transformation for Management รุ่นที่ 5 จัดเต็มด้วยเนื้อหาและ Workshop รวม 10 หัวข้อและ Big Data Certification 120 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ตั้งเป้าเป็น Professional Data Engineer นำทีมโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ ทั่วไทย เริ่มเรียนเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเรียนได้ทันที

Digital Transformation for Management

หลักสูตร Digital Transformation เป็นรวบรวมวิทยากรชั้นนำทางด้านนี้หลายๆท่าน อำนวยการสอนโดย ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้เขียนหนังสือ “𝐃𝐢𝐠𝐢𝐭𝐚𝐥 𝐓𝐫𝐚𝐧𝐬𝐟𝐨𝐫𝐦𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 ยุทธศาสตร์ธุรกิจยุคใหม่” และอาจารย์ปริญญา หอมเอนก ประธานและผู้ก่อตั้ง ACIS Professional Center โดยเรียนทุกวันอังคาร ทั้งหมด 5 ครั้งจำนวน 10 หัวข้อ และมีการทำ  Workshop ในเรื่องต่างๆประกอบการเรียน หลักสูตรนี้ได้ทำให้เกิดการเปิดสอนมาแล้ว 4 รุ่นและมีการปรับเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้จะเน้นให้ความสำคัญของการทำ Digital Transformation ด้วยการปรับ Value Propistion ขององค์กรให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงความต้องการของลูกค้าไปอย่างรวดเร็ว

หลักสูตร Digital Transformation Strategy จึงเป็นหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นที่จะช่วยเติมเต็มความรู้ความเข้าใจและสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านในการที่จะ …

  1. เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในโลกดิจิทัล
  2. เข้าใจถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ทั้งที่กำลังจะเข้ามา Disrupt การทำธุรกิจ ที่กำลังมาช่วยสร้างมูลค่าในการทำธุรกิจ และที่กำลังมาทำให้เกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจของท่าน ทั้งนี้รวมถึงนโยบายและกฏหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง
  3. รับทราบกรณีศึกษาสำคัญอันเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับประยุกต์ใช้เพื่อการตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล
  4. สามารถกำหนดทิศทางวางแผนการสร้างกลยุทธ์ด้านดิจิทัลให้กับองค์กร การสร้างวัฒนธรรมและการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้องค์กรสามารถแข่งขันและก้าวทันภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล
  5.   สามารถที่จะติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงในองค์กรที่เกิดจากการวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัล

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://docs.google.com/document/d/1bfninbaCYgrKPkZyZAx-sHEZhrJtWRLsQHSZ2MJMEeM/edit#

Big Data Certification Course – การอบรมสู่การเป็น Professional Data Engineer

สถาบันไอเอ็มซีได้เปิดหลักสูตร Big Data Certification มาตั้งแต่ปี 2558 และได้ทำการอบรมผู้เรียนมาแล้ว 10 รุ่นจำนวนเกือบ 300 คน โดยมีเป้าหมายให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจทฤษฎีและลงมือปฎิบัติการทางด้าน Big Data ในด้านต่างๆ โดยจะสามารถนำข้อมูลเข้ามาวิเคราะห์ประมวลผลและนำมาแสดงผลได้ โดยผ่านเครื่องมือต่างๆ อาทิเช่น Hadoop, Google Cloud และ Tableau ซึ่งหลักสูตรนี้ทางสถาบันได้รวบรวมวิทยากร และปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับ เทคโนโลยีที่มีเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง และในปี 2563 ก็ปรับให้สอดคล้องและทันสมัยกับเทคโนโลยีปัจจุบันอีกครั้ง

สำหรับการอบรมนี้จะมีการสอนเสริมเพื่อมุ่งให้ผู้ผ่านการอบรมสามารถที่จะสอบ Google Professional Data Engineer ได้

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://docs.google.com/document/d/1pGSKmSHS_Mp1KczCDh-GAxqTNEX37Be9NfwL0i-wvI4/edit#

from:https://www.techtalkthai.com/digital-transformation-and-big-data-certification-courses-2020-by-imc/

Microsoft เผยเครื่องมือ ‘Sustainability Calculator’ ประเมินการปล่อยคาร์บอนจาก Azure

Microsoft ได้เผยเครื่องมือใหม่ที่ชื่อว่า ‘Sustainability Calculator’ โดยผู้ใช้งาน Azure จะสามารถตรวจสอบได้ว่าบริการที่เราใช้อยู่นั้นมีการปล่อยคาร์บอน (CO) ออกมามากแค่ไหน

credit : azure.microsoft.com

Microsoft เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มุ่งเน้นใช้พลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้าว่าปี 2025 ดาต้าเซนเตอร์ของตนจะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ล่าสุดจึงได้มีการออกเครื่องที่ชื่อ “Microsoft Sustainability Calculator” หรือแอปพลิเคชัน Power BI สำหรับลูกค้าองค์กรบน Azure ที่จะสามารถดูได้ว่าบริการเฉพาะส่วนของตนที่ใช้จริงใช้บน Azure มีอัตราการปล่อยคาร์บอนออกมาแค่ไหน นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบว่าประหยัดพลังงานกว่า On-Premise ได้เท่าไหร่

โดยเครื่องมือนี้ต่อยอดมาจากงาน Whitepaper ที่ชื่อ “The Carbon Benefits of Cloud Computing: a Study of Microsoft Cloud” ที่คำนวณภาพรวมของบริการใน Microsoft และ Energy Grid ที่ให้บริการแก่ดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนั้นก็สามารถตีความเทียบเคียงมาเป็นอัตราการใช้งานบริการไปจนถึงพลังงานที่ใช้ในการส่งข้อมูลข้ามอินเทอร์เน็ตด้วย ซึ่งผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็น metric tons of carbon equivalent (MTCO2e) สำหรับผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเครื่องมือได้ที่นี่

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/microsoft-sustainability-calculator-helps-enterprises-analyze-the-carbon-emissions-of-their-it-infrastructure/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-launches-sustainability-calculator-measure-co-emission/