คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

Microsoft ประกาศเปิดตัว Windows Virtual Desktop บน Azure แบบ Public Preview

Microsoft ประกาศเปิดตัว Windows Virtual Desktop บน Azure แบบ Public Preview ให้ได้ทดสอบใช้งานกันแล้ว รองรับทั้ง Windows 7, Windows 10 และ Windows Server

 

Credit: Microsoft

Windows Virtual Desktop เป็นบริการ Desktop และ App Virtualization จาก Microsoft ซึ่งระบบทั้งหมดจะทำงานอยู่บน Azure Cloud โดยมี Desktop ให้เลือกใช้งานหลายรูปแบบ เช่น Windows 7, Multi-session Windows 10 และ Windows Server เพียงแค่ผู้ใช้งานทำการเลือกประเภทของ Virtual Machine (VM) และขนาดของ Storage ที่ต้องการ หลังจากนั้นสามารถนำ License ขององค์กรที่มีอยู่แล้วมาใช้งานได้ทันที เช่น Microsoft 365 F1/E3/E5, Windows 10 Enterprise E3/E5 หรือ Windows VDA

โดยจุดเด่นของ Windows Virtual Desktop มีดังนี้

  • รองรับการทำ Virtualize ทั้ง Desktop และ Apps
  • รองรับการใช้งานแบบ Multi-session Windows 10 ช่วยลดจำนวนของ VM และสามารถเพิ่มขยายจำนวนผู้ใช้งานได้ง่ายในอนาคต
  • มี Virtualize Office 365 ProPlus พร้อมใช้งาน
  • สามารถใช้งาน Windows 7 Virtual Desktops ได้ พร้อมรับ Extended Security Updates ที่ขยายเวลาจนถึงเดือนมกราคม ปี 2023
  • สามารถบริหารจัดการ Windows 10, Windows Server และ Windows 7 Desktop และ Apps ผ่านทาง Unified Management
  • สามารถสร้าง Host pool, App Groups และ Assign Users ผ่านทาง Windows Virtual Desktop PowerShell และ REST interfaces ได้
  • รองรับการเชื่อมต่อผ่านทาง Native Client หรือ HTML5 web client ได้
  • ผู้ดูแลระบบเพียงแค่บริหารจัดการ Virtual Machine Image เท่านั้น ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับ Infrastructure อื่นๆ

โดย Microsoft คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการแบบ General Availability ได้ภายในครึ่งปีหลังของปี 2019 นี้

ที่มา: https://www.microsoft.com/en-us/microsoft-365/blog/2019/03/21/windows-virtual-desktop-public-preview/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-windows-virtual-desktop-%e0%b8%9a%e0%b8%99-azure-%e0%b9%81%e0%b8%9a/

โฆษณา

Cisco เปิดตัวโปรเจกต์ Cognitive Collaboration เพิ่มความอัจฉริยะให้แก่ Cisco Webex

ภายในงานประชุม Enterprise Connect 2019 ที่เพิ่งจัดไป ณ เมืองออแลนโด้ สหรัฐฯ Cisco ได้ประกาศเปิดตัวโปรเจกต์ Conitive Collaboration ซึ่งเป็นแผนการนำข้อมูลจากระบบ Collaboration และ Enterprise Tools มาทำ Machine Learning เพื่อสร้างบริบทให้ Cisco Webex นำไปใช้เพิ่มประสบการณ์ในการเข้าประชุมออนไลน์ รวมไปถึงมีการเพิ่มฟีเจอร์อีกหลายรายการลงบน Webex และ Webex Assistant ดังนี้

Credit: Cisco.com
  • Proactive Join: คอยถามผู้ใช้ว่าพวกเขาต้องการจะเข้าร่วม Meeting ระหว่างที่กำลังเดินไปยังห้องประชุมหรือไม่
  • First Match: เลือกคู่ที่ต้องการเชื่อมต่อให้อย่างเหมาะสม เช่น ถ้าบอก Webex ให้โทรหา Susan ฟีเจอร​์ First Match จะค้นหาคนชื่อ Susan ที่คาดว่าเป็นคนที่คุณต้องการติดต่อมากที่สุด (จากการที่เคยใช้ Webex ร่วมกัน) ต่อให้จะมี Susan ในออฟฟิสหลายคนก็ตาม
  • People Insights: ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทราบถึงโปรไฟล์ของผู้เข้าร่วมประชุมได้ ทำให้การประชุมครั้งแรกที่ต่างฝ่ายต่างอาจจะยังไม่รู้จักกันสามารถคุยกันได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • Customer Insights: ระบบ Customer Journey Analytics บนโมเดลแบบ Hybrid Cloud
  • Facial Recognition: ระบบพิสูจน์ตัวตนโดยใช้ใบหน้า

Webex Assistant และ First Match พร้อมให้บริการบน Webex Room Series วันนี้แล้ว ส่วน Proactive Join และ Facial Recognition จะเร่ิมให้บริการเดือนมิถุนายนนี้

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.cisco.com/c/en/us/solutions/collaboration/cognitive-collaboration-solutions.html
ที่มา: https://newsroom.cisco.com/feature-content?type=webcontent&articleId=1975009

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-cognitive-collaboration-initiative-at-enterprise-connect-2019/

NTT Communications ใช้ ISO 50001 ลดการใช้พลังงานในดาต้าเซนเตอร์ลงกว่า 6 แสนหน่วยต่อปี

ทางทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสเข้าร่วมการแถลงข่าวจาก NTT Communications เผยถึงการนำมาตรฐาน ISO 50001 เข้ามาใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ของตนซึ่งประหยัดพลังงานที่ต้องใช้ได้ถึง 15% เพียงแค่ปรับกระบวนการให้ได้มาตรฐาน

คุณ สุทธิพัฒน์ ลือประเสริฐ CTO ของบริษัท ดิจิตอล พอร์ท เอเชีย บริษัทในกลุ่ม NTT Communications

คุณสุทธิพัฒน์ ลือประเสริฐ CTO ของบริษัท ดิจิตอล พอร์ท เอเชีย บริษัทในกลุ่ม NTT Communications ได้เล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปว่าปัจจุบันด้วยเทรนการเติบโตของดาต้าเซนเตอร์ของโลกนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากตามกระแสของไอที โดยมีรายงานผลสำรวจของการใช้พลังงานว่าในอนาคตการใช้พลังงานของดาต้าเซนเตอร์จะคิดเป็น 20% ของการใช้พลังงานในระดับสากลซึ่งถือว่าสูงมากทีเดียว นอกจากนี้ยังไม่นับรวมผลกระทบลูกโซ่ที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาวะแวดล้อมต่างๆ เช่น โลกร้อน การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ก๊าซเรือนกระจก

อย่างไรก็ตามยังมีรายงานว่าต้นทุนของการให้บริการดาต้าเซนเตอร์กว่า 40% คือส่วนที่ต้องจ่ายให้การใช้พลังงาน ดังนั้นด้วยสาเหตุหลายประการที่กล่าวมาแล้วทาง NTT จึงแก้ไขปัญหาด้วยการนำมาตรฐาน 50001 เข้ามาใช้ในการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ของตนที่มุ่งเน้นเรื่องของการควบคุมและประเมินผลการใช้พลังงานภาพรวม โดยหลักการวัดก็คือตัวแปร Power Usage Effectiveness (PUE) หรือสัดส่วนการใช้พลังานใช้พลังงานในภาพรวมต่อการใช้พลังงานของอุปกรณ์ไอที

โดย NTT ได้ปรับกลยุทธ์หลายอย่าง เช่น เปลี่ยนหลอดไฟให้เป็น LED ติดตั้งอุปกรณ์ที่ทำมาเพื่อจัดการความชื้นโดยเฉพาะดีกว่าพึ่งแค่การจัดการความชื้นของระบบ Cooling ธรรมดา รวมถึงใช้เซนเซอร์เพื่อวัดว่าเมื่อใดถึงจำเป็นต้องมีการถ่ายเทอากาศจากภายนอกเข้ามาเติม (Smart Scheduling) และในอนาคตทางบริษัทตั้งเป้าว่าจะประยุกต์เอา AI เข้ามาใช้ซึ่งในขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา อย่างไรก็ดีผลประโยชน์ในภาพรวมทาง NTT สามารถลดค่า PUE ลงเหลือ 1.65 (ใกล้ 1 คือดี) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในประเทศเขตร้อนอยู่ที่ 2.0 หรือลดการใช้พลังงานได้ถึง 6 แสนหน่วยต่อปีทำให้ต้นทุนของการให้บริการลดลงด้วย นอกจากนี้ยังตั้งเป้าว่าในปี 2019 จะพยายามลดค่า PUE ให้เหลือ 1.5 ให้ได้

from:https://www.techtalkthai.com/ntt-communications-adapt-iso-50001-save-energy-15-percents/

Alibaba Cloud อายุครบรอบ 10 ปี เผยแผนเตรียมย้ายระบบ IT ทั้งหมดของ Alibaba ขึ้น Cloud 100%

ในงาน 2019 Cloud Summit โดย Alibaba Cloud ได้ออกมากล่าวถึงการครบรอบ 10 ปี พร้อมเผยถึงแผนการย้ายระบบ IT ทั้งหมดในธุรกิจของเครือ Alibaba ขึ้นไปอยู่บน Public Cloud ให้ได้ 100% ทั้งหมดภายใน 1-2 ปีนับถัดจากนี้ พร้อมแผนขยายตลาดรุกฮ่องกงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Credit: Alibaba Cloud

Zhang Jianfeng ผู้ดำรงตำแหน่ง President แห่ง Alibaba Cloud และ CTO แห่ง Alibaba Group ได้ออกมาเล่าให้ผู้เข้าร่วมงานนับหลายพันคนว่าปัจจุบันนี้ ธุรกิจของ Alibaba กว่า 60-70% นั้นได้นำระบบ IT ขึ้นไปอยู่บน Alibaba Cloud แล้ว และภายใน 1-2 ปีถัดจากนี้ ธุรกิจทั้งหมดของ Alibaba จะต้องทำงานอยู่บน Alibaba Cloud ให้หมด เพราะหลังจากนี้โลกจะเข้าสู่ยุคของ All-in-Cloud

นอกจาก Alibaba เองแล้ว ธุรกิจของจีนเองกว่า 84% นั้นก็มีแผนที่จะเปิดรับนำเทคโนโลยี Cloud เข้าไปใช้ด้วย โดย Alibaba Cloud นั้นตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า Alibaba Cloud เองนั้นจะต้องเป็นองค์ประกอบหลักสำคัญในธุรกิจของ Alibaba ทั้งหมดให้ได้ ในขณะที่จะต้องช่วยให้เหล่าธุรกิจองค์กรทั่วจีนและทั่วโลกนั้นสามารถก้าวเข้าสู่ยุค Digital ให้ได้ ซึ่งจุดสำคัญที่ทำให้ Alibaba Cloud เติบโตและพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างตจ่อเนื่องนั้นก็คือการที่ธุรกิจ E-Commerce ของ Alibaba เองต้องใช้ Alibaba Cloud รองรับ Traffic ปริมาณมหาศาล และข้อมูลขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ทั้งนี้ Alibaba Cloud นั้นก็ไม่ได้มีแผนที่จะพัฒนาบริการ Software-as-a-Service หรือ SaaS ใดๆ ของตนเองเลย แต่ Alibaba Cloud ต้องการจะเป็น Platform ให้ธุรกิจต่างๆ มาสร้างบริการ SaaS ของตนเองได้ และเติบโตไปด้วยกัน

Alibaba Cloud ยังมองด้วยว่า ปัจจุบันนี้ธุรกิจรุ่นเก่าๆ ในจีนเองก็เริ่มหันมาใช้ Cloud กันมากขึ้นแล้ว และคาดว่าหลังจากนี้ไปเหล่าธุรกิจองค์กรในจีนเองก็จะเริ่มมองหาหนทางในการนำข้อมูลภายในธุรกิจตนเองมาใช้งานในเชิงที่ลึกขึ้น และตัดสินใจในธุรกิจแบบ Data-driven กันมากขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้ถึงแม้ Alibaba Cloud จะมีลูกค้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวนนับล้านรายแล้ว แต่ตลาดตรงนี้ก็ยังมีที่ว่างเหลืออีกมากให้ Alibaba Cloud ได้เติบโต ในขณะที่สำหรับองค์กรขนาดใหญ่เอง Cloud ก็ยังเป็นส่วนเล็กน้อยในแผนการทำ Digitization ซึ่ง Alibaba Cloud ก็จะปรับราคาให้ถูกลงเพื่อดึงดูดองค์กรเหล่านั้นให้มาใช้งาน

ส่วนแผนการเติบโตในตลาดระดับโลก Alibaba Cloud นั้นวางแผนที่จะเติบโตไปพร้อมๆ กับ Supply Chain ของเหล่าธุรกิจในจีน โดยเป้าหมายหลักหลังจากนี้คือฮ่องกงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับบริการใหม่ที่เปิดตัวในงานครั้งนี้ก็ได้แก่ X-Dragon Super-Computing Cluster สำหรับใช้ประมวลผลประสิทธิภาพสูงรองรับการทำ Autonomous Driving, Machine Interpretation, Natural Language Processing และบริการ SaaS Accelerator สำหรับช่วยให้องค์กรและนักพัฒนาสามารถสร้างบริการ SaaS Application ของตนเองบน Cloud ได้อย่างง่ายดาย

ที่มา: https://technode.com/2019/03/21/alibaba-to-run-its-entire-business-on-the-cloud/

from:https://www.techtalkthai.com/alibaba-cloud-is-10-years-old-now/

VMware Cloud on AWS เปิดบริการใน Singapore Region แล้ว

ถือเป็นข่าวดีไม่น้อยสำหรับธุรกิจองค์กรในไทย เมื่อ VMware ได้ออกมาประกาศรองรับการให้บริการ VMware Cloud on AWS เพิ่มเติมอีก 3 Region ได้แก่ Asia Pacific (Singapore), Europe (Paris) และ Canada (Central) แล้วอย่างเป็นทางการ

Credit: VMware

การเปิดบริการเพิ่มใน 3 Region ของ AWS ครั้งนี้ ทำให้บริการ VMware Cloud on AWS มีให้บริการบน AWS ด้วยกันทั้งหมด 13 Region ทั่วโลกแล้ว อีกทั้ง VMware ยังได้ประกาศอีก 2 ความสามารถใหม่ที่รองรับบน VMware Cloud on AWS ดังนี้ด้วย

  • บริการ SDDC พร้อม Storage จาก Managed Service Provider (MSP) เพื่อให้เหล่าธุรกิจองค์กรสามารถเชื่อมต่อ VMware Cloud on AWS เข้ากับ External Storage/Datastore ที่ได้รับการรับรองจาก MSP เป็นอีกทางเลือกในการจัดเก็บข้อมูลบน Cloud ได้
  • VMware Network Insight สามารถทำงานร่วมกับ VMware Cloud on AWS ได้ ทำให้สามารถทำ Micro-Segmentation ได้ง่าย, ลดความเสี่ยงในธุรกิจระหว่างการย้าย Application และช่วยให้บริหารจัดการหรือแก้ไขปัญหาได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMware Cloud on AWS สามารถศึกษาข้อมูลและทดลองใช้งานฟรีได้ที่ https://cloud.vmware.com/vmc-aws

ที่มา: https://cloud.vmware.com/community/2019/03/19/vmc-whats-new-mar19/

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-cloud-on-aws-is-available-in-singapore-region/

AWS เตรียมปล่อย instance ใหม่รองรับ Tesla T4 จาก NVIDIA

AWS กำลังเตรียมการปล่อย instance ใหม่ ‘G4’ ซึ่งภายในได้นำเทคโนโลยี Tesla T4 GPU จาก Nvidia เข้ามาใช้งาน

credit : Techcrunch

G4 ถูกออกแบบมาสำหรับงาน Machine Learning และ Inferencing, Video Transcoding และแอปพลิเคชันอื่นๆ โดยจะมีให้เลือกหลายขนาด รวมถึงมี Bare Metal ด้วย อย่างไรก็ตามคาดว่า G4 จะมีสเป็คดังนี้

  • Intel CPU ขนาด 4 ถึง 96 คอร์
  • T4 Tensor ขนาด 1 ถึง 8 คอร์
  • หน่วยความจำสูงสุด 384 GiB
  • Storage เป็น NVMe จุสูงสุด 1.8 TB
  • เชื่อมต่อเครือข่ายได้สูงสุด 100 Gbps

สำหรับสเป็คของตัว Tesla T4 เองประกอบด้วย Turing Tensor 320 คอร์, 2,560 CUDA คอร์ และมีหน่วยความจำ 16 GB (ดูภาพประกอบได้ตามด้านบน) โดยในขณะนี้เป็นเพียงการเปิดเผยเบื้องต้นเท่านั้นเพราะทาง AWS กำลังปรับแต่งอยู่ก่อนปล่อยออกสู่ตลาดจริงในเร็ววันนี้

ที่มา :  https://aws.amazon.com/blogs/aws/in-the-works-ec2-instances-g4-with-nvidia-t4-gpus/ และ https://techcrunch.com/2019/03/18/nvidias-t4-gpus-are-coming-to-the-aws-cloud/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-is-preparing-g4-instance-for-nvidia-tesla-t4/

Azure Backup สำหรับ SQL Server บน VM เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งานแล้ว

Azure ได้ประกาศให้ความสามารถ Backup ของตนกับ SQL Server VM เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งานแล้ว โดยจะช่วยผู้ใช้ตัดขั้นตอนยุ่งยากที่ต้องบริหารจัดการการ Backup แบบเก่าๆ รวมถึงยังสามารถติดตามและจัดการ Backup ได้จากศูนย์กลาง

credit : azure.microsoft.com

โดยปกติแล้ววิธีการเดิมๆ สำหำรับ Backup ที่พบทั่วไปคือการใช้ซอฟต์แวร์ Backup ซึ่งผู้ใช้งานต้องจัดการกับ Server, Agent และ Storage หรืออีกวิธีคือการเขียนสคิร์ปต์เพื่อทำ Backup ให้ Server เป็นรายตัวไป อย่างไรก็ตามวันนี้บริการ Backup ของ Azure จะสามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานไม่ต้องประสบปัญหาเหล่านั้นอีกแล้วซึ่งเบื้องหลังนั้นคือการใช้ APIs สำหรับประโยชน์ที่น่าสนใจต่อผู้ใช้งานมีดังนี้

1.มีการทำ Schedule สำหรับ Log Backup ได้ทุก 15 นาที (RPO เท่ากับ 15 นาที)

2.สามารถ Restore ได้แบบ Point-in-time ได้ถึงระดับวินาทีเพียงคลิกเดียวง่ายๆ เทียบกับวิธีเดิมๆ ต้องมาจัดการ Log ที่ต่างกันกับ Full Backup

3.เก็บ Retention ได้นานหลายปีตอบโจทย์ Audit และ Compliance

4.มีการทำ Encryption กับตัว Backup ขณะเก็บอยู่ รวมถึงสามารถควบคุมและ Restore ได้ตาม Role-based

5.มีการตรวจสอบอัตโนมัติว่ามี Database ใหม่ตัวไหนเพิ่มเข้ามาเพื่อทำการปกป้อง

6.สามารถบริหารจัดการและติดตามการ Backup ได้จากส่วนกลาง อีกทั้งยังมีการแจ้งเตือนทางอีเมลได้ด้วยเมื่อเทียบกับวิธีการเดิมๆ ต้องจัดการเป็นราย Server

7.การที่ไม่มีเรื่องของการจัดเตรียม Infrastructure สำหรับการ Backup จึงลดค่าใช้จ่ายและกลายเป็นจ่ายเท่าที่ใช้ตามคอนเซปต์ของ Cloud

ผู้สนใจสามารถติดตามวีดีโอสาธิตได้ตามด้านล่าง

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/azure-backup-for-sql-server-in-azure-virtual-machines-now-generally-available/

from:https://www.techtalkthai.com/azure-backup-service-for-sql-server-vm-is-now-ga-state/