คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

[Guest Post] HPE GreenLake เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายในงาน HPE Discover 2021

ที่งาน HPE Discover 2021 เมื่อวันที่ 23-25  มิถุนายนที่ผ่านมา HPE GreenLake ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ HPE GreenLake Lighthouse และ Project Aurora เพื่อเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์และทิศทางของบริษัทที่จะเป็น Edge-to-Cloud Platform as-a-Service

HPE GreenLake ส่งมอบ Infrastructure ให้กับคุณในรูปแบบ services ซึ่งช่วยให้คุณพร้อมใช้งานตาม scale โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อการเลือกในสิ่งที่เกินกว่าความต้องการจริงหรือต้องหาซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมอีกในภายหลังและมีระยะเวลาในการ Implement ที่แน่นอน  ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถส่งมอบได้ทั้งแบบ on premise หรือส่งไปยัง Data Center ที่คุณเชื่อมต่ออยู่ด้วยระยะเวลาเพียงไม่เกิน 14 วันเท่านั้น

เลือกระบบที่มีการทำงานอย่างเหมาะสมลงตัว ขยายขนาดได้ตามความต้องการและจัดการได้กับทุก workloads ด้วย General Purpose Compute จาก HPE GreenLake ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยใช้พื้นฐานเดิมของ rack-optimized HPE Proliant DL Servers, an Intel®-based server โซลูชั่นที่นำเสนอความสามารถในการปรับขนาดตามความต้องการโดยใช้ memory พื้นที่เพียงเล็กน้อยและสามารถตั้งค่าคอนฟิกซ์ให้ดูแลแม้ในสถานการณ์ critical applications และ  data on premises ที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก  ยิ่งไปกว่านั้น HPE Financial Services จะช่วยคุณในการจัดการกับ assets เดิมที่คุณมีอยู่ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อคุณเลือกไมเกรทแบบ pay-per-use model

และจุดเด่นของ HPE GreenLake Lighthouse และ Project Aurora มีดังนี้

 

HPE GreenLake Lighthouse

HPE GreenLake Lighthouse เป็นแพลตฟอร์มใหม่ด้วยประสบการณ์แบบ Cloud-native โดยองค์กรสามารถนำไปลงที่ใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็น On-premise และ Cloud ใดๆก็ตาม ซึ่ง Light house platform จะช่วย deploy workload อย่างอัตโนมัติได้เพียงคลิกเดียว ไม่ว่าคุณจะรันงานจากที่ใดก็ตาม สิ่งที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในก็คือโซลูชัน Ezmeral นั่นเอง

Project Aurora

ด้วย Project Aurora คุณสามารถทำ Zero Trust ได้ตั้งแต่ Edge จนถึงคลาวด์ ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยเช่นนั้น Project Aurora จะทำโดยการพิสูจน์และตรวจสอบ Integrity ตั้งแต่ระดับ Supply Chain ไปจนถึงชั้นแอปพลิเคชัน เริ่มตั้งแต่ระดับสายการผลิตโดยการคัดกรองและตรวจสอบกระบวนการผลิต ขั้นที่สองมีการออกแบบและผลิต Hardware พร้อมกับตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น ภายในมี Trust Platform Module ที่สามารถการันตีความถูกต้องของฮาร์ดแวร์ Firmware และ OS 

 ในขั้นสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ความคุ้มครองระดับชั้น Platform และแอปพลิเคชัน ส่วนที่มาเติมเต็มคือซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส Secure Production Identity Framework for Everyone (SPIFEE) หรือ Specification ที่ว่าด้วยเรื่องของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้ Dynamic และ Heterogeneous อีกส่วนประกอบก็คือ SPIFEE Runtime Environment ซึ่งเป็นการนำ SPIFEE ไปใช้งานให้เกิดขึ้นจริง 

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Project Aurora (https://www.hpe.com/us/en/security/project-aurora.html)

 

from:https://www.techtalkthai.com/new-hpe-greenlake-features-at-hpe-discover-2021/

F5 Webinar: ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application

F5 ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าร่วมการบรรยาย F5 Webinar เรื่อง “ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application” พร้อมเรียนรู้ Case Study จากผู้ที่นำเอา Microservices ไปใช้งานจริง ในวันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2021 เวลา 14:00 ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ความปลอดภัยที่ควรคำนึงเมื่อต้องใช้งาน Modern Application
ผู้บรรยาย: คุณวิภวัฒน์ อุปถัมภ์วิเชียร F5 Thailand System Engineer – Team Leader และคุณไกรภพ เป็งแก้ว
Solutions Engineer จาก F5
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2021 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://us06web.zoom.us/webinar/register/6816275407077/WN_ilfBeeVaRKixSJTPB7tB1w

ถ้าหากเอ่ยถึง Microservices คุณอาจจะคำนึงถึงเรื่องของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเป็นหลักที่เปรียบเสมือนปราการด่านหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่ทีมงาน Networks และ Security ต่างก็เป็นกังวล อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่นักพัฒนาแอปพลิเคชันไม่ควรที่จะมองข้าม

อย่างไรก็ตาม สำหรับสภาพแวดล้อมของการพัฒนาแบบ Agile ในทุกวันนี้ ปัญหาที่เรากล่าวถึงอยู่นี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากความเป็นจริงสักเท่าไหร่ ด้วยเพราะว่าในปี 2020 มีข้อมูลรั่วไหลมากกว่าร้อยละ 20 อันเนื่องมาจากข้อผิดพลาดของโค้ด และมากกว่าร้อยละ 40 ของการโจมตีผ่านแอปพลิเคชันบนเว็บ (ที่มา: Verizon’s 2020 Data Breach Investigations Report) และเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า Touch Points ที่เกิดขึ้นจากการสร้าง (Building) การนำไปใช้ (Deployment) การจัดการ (Managing) และการบำรุงรักษา (Maintaining) แอปพลิเคชันรุ่นใหม่มีอยู่มากมายเหลือเกิน ดังนั้นปัญหาที่ทุกคนจะต้องคำนึงถึงในตอนนี้ก็คือการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ

  • Case Study เรื่องการรักษาความมั่นคงปลอดภัยจากผู้ที่นำเอา Microservices ไปใช้งานจริง
  • สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการใช้งาน Microservices
  • ความท้าทายที่ผลักดันให้องค์กรต่างๆ ต้องเป็นผู้นำในเรื่องของ Modern Application และเคล็ดลับในการเอาชนะความท้าทายเหล่านั้น

from:https://www.techtalkthai.com/f5-webinar-security-considerations-in-modern-app-deployment/

AWS ประกาศยกเลิกการใช้งาน EC2 Classic

AWS ประกาศยกเลิกการใช้งาน EC2 Classic แล้ว ให้เวลาลูกค้าย้ายจาก EC2 Classic ไปยัง VPC

Credit: AWS

AWS ได้เริ่มใช้งาน EC2 Instance เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2006 สำหรับใช้งานเป็น Cloud Instance เริ่มต้น หลังจากนั้นก็มีการใส่ฟีเจอร์ต่างๆเพิ่มเข้ามาตลอด จนเมื่อปี 2009 ทาง AWS ได้เพิ่มฟีเจอร์ Amazon Virtual Private Cloud (VPC) เพื่อรองรับการทำ Auto Scaling สำหรับแอพพลิเคชัน ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้งาน Instance ได้สองแบบคือ EC2 Classic และ VPC

ล่าสุด AWS ประกาศแผนการยกเลิกการใช้งาน EC2 Classic แล้ว ซึ่ง AWS จะทำการปิดการใช้งาน EC2 Classic สำหรับลูกค้าที่มีการใช้งานอยู่ในวันที่ 15 สิงหาคม 2022 โดยมีเวลาให้ลูกค้าได้ทำการ Migrate ไปใช้งาน VPC ทั้งหมด 1 ปีด้วยกัน และ AWS ได้เตรียมเครื่องมือและวิธีการต่างๆในการ Migrate ไว้ให้พร้อมแล้ว อย่างไรก็ตาม ลูกค้า AWS ที่สมัครสมาชิกหลังจากวันที่ 4 ธันวาคม 2013 จะไม่ได้รับผลกระทบนี้เนื่องจากจะถูกบังคับให้ใช้งาน VPC เป็นค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว ปัจจุบันมีการแจ้งลูกค้าที่ใช้งาน EC2 Classic แล้วบางส่วน และจะมีการแจ้งเตือนผ่าน AWS Personal Health Dashboard อีกครั้ง

ที่มา: https://aws.amazon.com/blogs/aws/ec2-classic-is-retiring-heres-how-to-prepare/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-retiring-ec2-classic/

[Guest Post] ฟอร์ติเน็ตคว้ารางวัล Google Cloud Technology Partner of the Year ด้านความปลอดภัย

Fortinet® (NASDAQ: FTNT) ฟอร์ติเน็ตผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติและครบวงจรได้รับรางวัล Google Cloud Global Technology Partner of the Year ด้านความปลอดภัย ประจำปีค.ศ. 2020 จากกูเกิ้ล

องค์กรต่างๆ กำลังพัฒนาแอปพลิเคชันให้เร็วขึ้นเพื่อก้าวเป็นผู้ชนะในการแข่งขันในยุคนวัตกรรมดิจิทัลนี้ โดยนิยมใช้ Google Cloud เป็นแพลทฟอร์มบนคลาวด์ในการพัฒนานวัตกรรมทางธุรกิจ ประมวลผล ขยายบริการดิจิทัลในโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดและมัลติคลาวด์ไปในทุกที่ ฟอร์ติเน็ตได้ผสานรวมฟังก์ชันการทำงานด้านความปลอดภัยระดับองค์กรที่ดีที่สุดบนแพลตฟอร์มอัจฉริยะซีเคียวริตี้แฟบริค (Fortinet Security Fabric) เข้ากับ Google Cloud มานานกว่า 5 ปี ในการช่วยปกป้องเวิร์กโหลดของธุรกิจของลูกค้าร่วมได้ทั่วทั้งองค์กร ศูนย์ข้อมูลและสภาพแวดล้อมคลาวด์เพื่อการทำงานที่ไร้รอยต่อ

ด้วยความสำเร็จจากระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่ฟอร์ติเน็ตพัฒนาใน Google Cloud เป็นเหตุผลสำคัญที่ได้รับรางวัลดังกล่าวและส่งให้ลูกค้าร่วมของทั้งสององค์กรได้รับประโยชน์อันมีคุณค่าดังนี้:

  • ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการความปลอดภัยได้ โดยสามารถบริหารและควบคุมได้บนหน้าจอเดียวกันสำหรับทั้ง Google Cloud และศูนย์ข้อมูลภายในองค์กรต่างๆ
  • ให้ศักยภาพการมองเห็นเชิงลึกและการควบคุมผ่านคลาวด์ ในการบริหารเวิร์คโหลดและแอปพลิเคชันของ Google Cloud
  • ยกระดับความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ปลายทาง ด้วยระบบการป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองสำหรับอุปกรณ์ปลายทางผ่านคลาวด์ ที่อิงตามพฤติกรรมมากกว่าการใช้ซิกเนเจอร์
  • ใช้ประโยชน์จาก Fortinet Cloud Security Services Hub ในการเชื่อมต่อแบบมัลติเลเยอร์ที่ปลอดภัยและปรับขนาดได้
  • มีออปชั่นรูปแบบบริการให้เลือกตามความต้องการของลูกค้า ตั้งแต่บริการแบบเวอร์ชวลในรูปแบบ VM และ SaaS (Security-as-a-Service) สามารถเลือกอัตราค่าบริการได้ทั้งแบบ BYOL และจ่ายตามการใช้งาน (Pay-as-you-go: PAYG) ที่ยืดหยุ่น และ ประหยัด

ฟอร์ติเน็ตได้ทุ่มเทการสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญด้วยการขยายศักยภาพของแพลตฟอร์มอัจฉริยะซีเคียวริตี้แฟบริคสร้างนวัตกรรมโซลูชัน Adaptive Cloud Security ป้อนลูกค้าร่วมของสององค์กร เพื่อปกป้องเวิร์คโหลดของลูกค้าในระบบ Google Cloud ช่วยให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้ และช่วยให้ธุรกิจปลอดภัย  ฟอร์ติเน็ตนับเป็นพาร์ทเนอร์ระดับ Google Cloud Premier Partner อย่างภาคภูมิใจ และ Google Cloud เป็นพาร์ทเนอร์ประเภท Fortinet Fabric-Ready Partner ของฟอร์ติเน็ตอีกด้วย

ทั้งนี้ โซลูชันด้านความปลอดภัยเครือข่ายชั้นนำของฟอร์ติเน็ตที่ผสานรวมอยู่ในแพลตฟอร์มของ Google Cloud ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชันบนระบบคลาวด์นั้น รวมถึง:

  • FortiGate-VM และ SD-WAN – ฟอร์ติเกต-วีเอ็มให้คุณสมบัติการป้องกันขั้นสูงสำหรับองค์กรทุกขนาดบนแพลตฟอร์มของ Google Cloud เฉกเช่นเดียวกันกับเน็กซ์เจนเนอเรชั่นไฟร์วอลล์ (NGFW) โดยสามารถปรับใช้ฟอร์ติเกต-วีเอ็มให้ทำงานเป็น NGFW และ/หรือ VPN Gateway ได้ ทั้งนี้ ฟอร์ติเกต-วีเอ็มยังสามารถทำงานผสานรวมกับศูนย์ Network Connectivity Center (NCC) ที่ Google Cloud เพิ่งประกาศเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดย NCC จะทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายคลาวด์เนทีฟจาก Google Cloud ด้วยซีเคียวเอสดีแวนและบริการคลาวด์จากฟอร์ติเน็ตข้ามไฮบริดและมัลติคลาวด์ต่างๆ
  • FortiWeb Web Application Firewall – ฟอร์ติเว็บทำหน้าที่เป็นไฟร์วอลล์สำหรับแอปพลิเคชันบนเว็บที่มาพร้อมกับคุณสมบัติและเอ็นจิ้นด้านการตรวจจับที่ใช้เทคโนโลยี AI จึงสามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ให้บริการด้านความปลอดภัย IaaS บนคลาวด์ ในการปกป้องแอปพลิเคชันบนเว็บจากภัยที่คุกคามจากช่องโหว่ โดยเฉพาะภัยประเภทบอท ภัยจากการอัปโหลดมัลแวร์ ภัยการโจมตี DDoS ภัยคุกคามแบบต่อเนื่องขั้นสูง (APT) และภัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (Zero-Day) ได้เป็นอย่างดี
  • FortiManager – ฟอร์ติแมนเนเจอร์ช่วยให้มีการบริหารจัดการบนจอเดียวสำหรับการป้องกันแบบครบวงจรทั่วทั้งเครือข่ายขององค์กร ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทราฟฟิคของเครือข่ายและนำเสนอวิธีการกักกันภัยคุกคามในระดับองค์กรได้
  • FortiCWP – ฟอร์ติซีดับเบิ้ลยูพีปกป้องเวิร์กโหลดบนคลาวด์ พร้อมจัดการด้านความปลอดภัยบนคลาวด์สำหรับเวิร์กโหลดที่ทำงานบน Google Cloud และผสานรวม API เข้าไปในระบบบริหารของ Google Cloud และบริการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ซึ่งคุณสมบัติของฟอร์ติซีดับเบิ้ลยูพีจะช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบและติดตามทรัพยากรระบบคลาวด์ อันรวมถึงการกำหนดค่า กิจกรรมและทราฟฟิคการรับส่งข้อมูลได้ ทั้งนี้ ฟอร์ติซีดับเบิ้ลยูพียังทำงานร่วมกับศูนย์ Google Security Command Center (SCC) เพื่อให้มองเห็นและผสานรวมข้อมูลภัยคุกคามข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างทั่วถึง
  • SAP S/4HANA บน Google Cloud – แพลทฟอร์มที่ช่วยให้ลูกค้าได้รับความปลอดภัยและการทำงานร่วมกันที่สามารถขยายขนาดได้ตามปริมาณงานบนคลาวด์ ทั้งนี้ ซีเคียวริตี้แฟบริคบน Google Cloud จะช่วยปกป้องพื้นผิวการโจมตีบนโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดและมัลติคลาวด์ที่รองรับการใช้ระบบ SAP อีกด้วย

 

การบริหารความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ปลายทางและที่ Cloud Native Edge

ฟอร์ติเน็ตยังได้ร่วมมือกับ Google Cloud เพื่อมอบการป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองปลายทางอันทันสมัย ​​เพื่อลดความเสี่ยงของอุปกรณ์ที่อาจถูกคุกคาม ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สร้างสรรค์นวัตกรรมและส่งมอบแอปพลิเคชันได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซลูชันฟอร์ติอีดีอาร์ (FortiEDR) ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติที่ได้รับการจดสิทธิบัตรสำหรับการตรวจสอบตามพฤติกรรมจึงช่วยยกระดับโซลูชัน Edge และที่เป็น Zero Trust ของ Google Cloud ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น โซลูชันยังสามารถตรวจจับการละเมิดกิจกรรมบนระบบปฏิบัติการที่ถูกกฎหมาย การกลบเกลื่อนการละเมิดในแบบเรียลไทม์ได้โดยไม่กระทบกับการทำงานปกติของระบบ และจัดประเภทของการละเมิดโดยใช้ AI ในระบบคลาวด์และการวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญของฟอร์ติการ์ดแล็บได้อย่างแข็งแกร่ง  ทั้งนี้ ฟอร์ติอีดีอาร์ได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอผ่านการทดสอบเปรียบเทียบซึ่งดำเนินการโดยสถาบันวิจัยด้านความปลอดภัยชั้นนำระดับโลกที่เป็นอิสระ AV Comparatives รวมทั้ง MITER Engenuity และองค์กรลูกค้าเอง ฟอร์ติอีดีอาร์มีกำหนดวางตลาดที่ Google Cloud Marketplace เร็วๆ นี้

จอห์น แมดดิสัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และรองประธานอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์แห่งฟอร์ติเน็ตกล่าวว่า  “ฟอร์ติเน็ตภูมิใจที่ได้รับรางวัล Google Cloud Technology Partner of the Year ด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นการยกย่องความสำเร็จอันโดดเด่นของเราในการผสมผสานเทคโนโลยี Google Cloud รวมเข้ากับการทำงานของซีเครียวริตี้แฟบริคเพื่อมอบการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์และสร้างความพึงพอใจของลูกค้าที่สร้างสรรค์ รางวัลนี้ยังนับเป็นข้อพิสูจน์ในความร่วมมือที่ยาวนานกับ Google Cloud ที่ฟอร์ติเน็ตยินดีจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อสร้างการรักษาความปลอดภัยของระบบคลาวด์ขั้นสูงให้แก่ลูกค้าร่วมกัน”

 

 

เควิน อิปุรานิ รองประธานองค์กร Global Partner Ecosystem ที่ Google Cloud กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ฟอร์ติเน็ตเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยแห่งปี 2020 รางวัลนี้ยกย่องความมุ่งมั่นของฟอร์ติเน็ตที่ทุ่มเทต่อความสำเร็จของลูกค้า และการส่งมอบโซลูชันอันเป็นนวัตกรรมและสนับสนุน Google Cloud ในด้านความปลอดภัย เรายินดีที่ร่วมมือกับฟอร์ติเน็ตในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจให้กับลูกค้าด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ต่อไป”

 

เกี่ยวกับฟอร์ติเน็ต

ฟอร์ติเน็ต (NASDAQ: FTNT) ปกป้ององค์กร ผู้ให้บริการ และหน่วยงานรัฐบาล ขนาดใหญ่ทั่วโลกให้พ้นจากภัยไซเบอร์ ฟอร์ติเน็ตช่วยให้ลูกค้าสามารถมีข้อมูลเชิงลึกในภัยคุกคาม และสร้างการป้องกันที่ชาญฉลาดให้ธุรกิจลูกค้าดำเนินไปอย่างราบรื่น เพื่อตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาต่อเครือข่ายไร้พรมแดนในวันนี้และในอนาคต  ทั้งนี้ เครือข่ายด้านความปลอดภัยซีเคียวริตี้แฟบลิคอันเป็นสถาปัตยกรรมใหม่จากฟอร์ติเน็ตเท่านั้นที่สามารถมอบคุณสมบัติด้านความปลอดภัยโดยจะไม่ยอมแพ้แก่ภัยที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นในเครือข่าย แอปพลิเคชัน มัลติ-คลาวด์ หรือ อุปกรณ์ปลายทาง เช่น โมบาย หรือไอโอที ฟอร์ติเน็ตดำรงตำแหน่งเป็น #1 ในการจัดส่งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยสู่ตลาดโลกมากที่สุด  และมีลูกค้ามากกว่า 510,000 รายทั่วโลกไว้วางใจฟอร์ติเน็ตให้ปกป้องธุรกิจของตน ทั้งนี้ ศูนย์อบรม Fortinet Network Security Expert (NSE) Training Institute เป็นผู้จัดหลักสูตรการอบรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึงในอุตสาหกรรม   รู้จักฟอร์ติเน็ตเพิ่มเติมได้ที่ www.fortinet.com   และ The Fortinet Blog  หรือ FortiGuard Labs  

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-fortinet-google-cloud-technology-partner-of-the-year/

[Video Webinar] Modernize Your Application and Infrastructure by VMware Tanzu

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย Tangerine Webinar เรื่อง “Modernize Your Application and Infrastructure by VMware Tanzu” เพื่อเรียนรู้การทำ Application Modernization และสร้าง Cloud Native Apps เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจในยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ที่เพิ่งจัดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาระบบแอปพลิเคชันในระดับองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย Tangerine ร่วมกับ VMware (Thailand) ขอนำเสนอโซลูชันที่สามารถช่วยเร่งความเร็วของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาระบบแอปพลิเคชันของท่านได้ด้วยเทคโนโลยี Cloud Native และ Containerization การปฏิบัติงานด้วยระบบการทำงานแบบอัตโนมัติที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

ในงานสัมมนาครั้งนี้ ท่านจะได้เรียนรู้ตั้งแต่การเลือกใช้แพลตฟอร์มพื้นฐานในการสร้าง Application Modernization และ Cloud Native Application เพื่อตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ทางธุรกิจ โดย VMware Tanzu ถือเป็นผู้นำเรื่องการลดความซับซ้อนของการดำเนินงาน ที่จะช่วยให้ท่านสามารถปรับปรุงและสร้างโครงสร้างพื้นฐานแอปพลิเคชันที่ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยให้ทีมพัฒนาและทีมปฏิบัติการสามารถทำงานร่วมกันในรูปแบบใหม่เพื่อให้ได้แอปพลิเคชันที่ดีที่สุด

หัวข้อการบรรยาย

  • Basic Concept for Application Modernization and Cloud Native Application
  • VMware Tanzu Container Platform
  • How to Build, Deploy and Test with CI/CD

from:https://www.techtalkthai.com/video-webinar-modernize-your-application-and-infrastructure-by-vmware-tanzu/

[Guest Post] SmartCost ต่อยอดการใช้ data เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้ธุรกิจผ่านระบบของ Salesforce

SmartCost บริษัทผู้จำหน่ายเครื่องมืองานช่างและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการขัดสีและพื้นผิว เติบโตขึ้นจากโรงงานที่เคยมีเครื่องปั๊มกระดาษทรายเพียงเครื่องเดียวมาสู่เครือข่ายโรงงานถึง 850 แห่งและศูนย์บริการงานตัวถังรถ 650 แห่งทั่วประเทศไทย ซึ่งสร้างชื่อในอุตสาหกรรมอุปกรณ์ขัดของประเทศไทยที่ใช้ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เพื่อสร้างความสำเร็จภายใต้โมเดลที่มีพาร์ทเนอร์เป็นศูนย์กลาง ผ่านความแน่วแน่ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า B2B ของบริษัทกว่า 1,500 ราย โดยมีคุณกฤตกร วงษ์ศุทธิภากร ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ SmartCost อยู่เบื้องหลัง

 

SmartCost ได้เริ่มดำเนินธุรกิจด้วยเครื่องปั๊มแบบแมนวลเพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบที่นำเข้าจากอิตาลีและประเทศจีนให้เป็นกระดาษทราย จนเมื่อปี 2012 บริษัทได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องปั๊มอัตโนมัติที่สามารถผลิตได้ถึง 100,000 แผ่นต่อวัน หลังจากนั้นหนึ่งปี SmartCost ได้ขยายโรงงานแห่งที่สอง ตั้งแต่แรกเริ่มบริษัทได้เน้นให้ความสำคัญกับคู่ค้าจนได้เป็นผู้แทนจำหน่ายให้กับแบรนด์อุปกรณ์และวัสดุขัดชั้นนำของโลก โดยในปี 2009 บริษัท SmartCost ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับ Sunmight และเครื่องมือลม MO จากนั้นหลายปีต่อมาได้ร่วมมือในฐานะคู่ค้าผู้แทนจำหน่ายให้กับผู้ผลิตเครื่องมือนิวเมติก Triens และ U-TOOLS, น้ำยาขัดแบรนด์ Puris และ FINIXA, ผู้ผลิตอุปกรณ์ขัด PFERD และระบบอุปกรณ์ขันน็อตไฟฟ้า DC ของ Ingersoll Rand 

 

การแก้ปัญหาความซับซ้อนของกระบวนการ

คุณกฤตกร วงษ์ศุทธิภากร ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ SmartCost ก่อตั้งบริษัทขึ้นในปี 2004 ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะเป็นคู่ค้าให้กับทุกธุรกิจ โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะต้องอาศัยการตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกรายอย่างเป็นมืออาชีพและจริงจัง ดังนั้นการใช้โซลูชันจึงเป็นกุญแจสำคัญในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าในทุกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม การบรรลุผลตามวิสัยทัศน์ดังกล่าวในเครือข่ายที่กำลังโตอย่างรวดเร็วนั้นมีความท้าทายในการบริหารจัดการอย่างมาก

คุณกฤตกรอธิบายว่า “ในตอนแรกเราใช้ Google Sheets เพื่อจัดการข้อมูลและเวิร์กโฟลว์ของเราเอง แต่ผลิตภัณฑ์และกระบวนการขายของเรามีความซับซ้อน เราเลยต้องพัฒนาระบบ CRM ขึ้นมา แต่มันก็มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ความยืดหยุ่น และเวลาออกสู่ตลาด ทำให้เราไม่สามารถขยายธุรกิจได้เร็วอย่างที่ต้องการ”

 

หันมาใช้วิธีการทำงานที่เป็นระบบ 

เมื่อเจอปัญหาดังกล่าว SmartCost จึงทราบว่าการก้าวสู่ระบบดิจิทัลคือหนทางสู่อนาคตสำหรับบริษัท ดังนั้นทีมขายต้องมีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และฝ่ายบริหารเองก็ต้องสามารถติดตามกิจกรรมการขาย เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือทีมขายในการบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น SmartCost จึงได้นำ Sales Cloud เข้ามาใช้เพื่อจัดระบบขั้นตอนการนำทางและติดตามโอกาสในการขาย และใช้ Service Cloud เพื่อให้บริษัทสามารถมองเห็นภาพรวมของลูกค้าแบบ 360 องศาได้ โดยมีข้อมูลเชิงลึกสำหรับดูความคืบหน้าของทุกรายการสั่งซื้อ

“Salesforce มีความยืดหยุ่นที่ดีมาก เราสามารถปรับขั้นตอนและกระบวนการขายได้อย่างง่ายดาย ทำให้ธุรกิจของเราสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วและเราเองยังสามารถปรับยุทธศาสตร์ทางธุรกิจของเราได้ตลอด ถ้าหากไม่มีความยืดหยุ่นแบบนี้ การเริ่มธุรกิจด้านใหม่ๆ อาจจะต้องเหนื่อยและใช้เวลาในการเปลี่ยนกระบวนการในระบบอีกมาก แต่ Salesforce ช่วยให้เราสามารถทำสิ่งนี้ได้ในชั่วข้ามคืน” คุณกฤตกรกล่าว

 

การใช้ข้อมูลได้อย่างเต็มศักยภาพ

บริษัท SmartCost ได้เปลี่ยนจากที่เคยใช้ Google Analytics มาเป็น Tableau ซึ่งมันทำให้ทีมวางแผนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจาก Salesforce ใน Tableau เพื่อช่วยวางแผนสินค้าคงคลัง กำลังคน และการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนอกจากนี้บริษัทยังได้ใช้ Pardot กับการทำการตลาดทางอีเมลแบบอัตโนมัติ ซึ่งผสานรวมกับ Sales Cloud และ Service Cloud เพื่อติดตามอีเมลทั้งหมดที่ส่งถึงลูกค้าอีกด้วย 

คุณกฤตกร วงษ์ศุทธิภากร ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ SmartCost

 

“ข้อมูลคือหัวใจหลักของทุกธุรกิจ” คุณกฤตกรอธิบาย “เรากำลังมุ่งไปสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เราใช้นั้นล้วนมาจากหลายแหล่งข้อมูลที่ไม่ปะติดปะต่อกัน ทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจและการแข่งขันกับคู่แข่งทำได้อย่างยากลำบาก แต่ด้วย Tableau เราสามารถเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อทำเป็นแดชบอร์ดทางธุรกิจที่ให้ภาพครบถ้วน ทำให้เราสามารถเข้าใจผลการดำเนินงานในภาพใหญ่ของธุรกิจ และตัดสินใจกับการดำเนินธุรกิจของ SmartCost ได้ดีที่สุด นอกจากนี้ Pardot ยังช่วยเราออกแบบเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของลูกค้า ทำให้ทีมขายของเราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมใน Salesforce และเตรียมข้อมูลตามความสนใจของลูกค้าก่อนที่จะโทรศัพท์ติดต่อหรือไปพบลูกค้าได้”

 

การนำผลงานไปสู่วิสัยทัศน์ 

ผลลัพธ์ที่ทางบริษัทได้รับจนถึงทุกวันนี้เป็นที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก ซึ่งเกือบทั้งองค์กรขณะนี้อยู่ภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน ทำให้พนักงานสามารถร่วมมือและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นในทุกๆ ด้าน โดยผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ช่วยให้เรามีการเติบโตของรายรับเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ มาจากระดับบริการที่วัดผลได้ซึ่งมีผลงานดีขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ และการทำคอนเวอร์ชันของ lead ดีขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์

“ในวันนี้ทีมขายของเราทำงานเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” คุณกฤตกรกล่าว “ฝ่ายบริหารสามารถติดตามกิจกรรมการขายและช่วยสนับสนุนทีมขายในการทำตามยุทธศาสตร์ของทีม ด้วย Salesforce เราสามารถใช้ข้อมูลและสิ่งที่เรียนรู้จากหน่วยธุรกิจหนึ่งมาเป็นโอกาสในการขายสินค้าและบริการเกี่ยวเนื่องได้ในทั้งองค์กร เรามองว่า Salesforce คือชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ด้านบิ๊กดาต้าที่ให้ภาพที่สมบูรณ์ และเรามุ่งหวังจะเป็นคู่ค้าที่ลูกค้าของเราในทุกอุตสาหกรรมไว้วางใจ ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าที่มาจาก Salesforce ทำให้เป้าหมายนี้เป็นจริงขึ้นมาได้”

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-smartcost-salesforce/

Zoom ประกาศให้ Zoom Events และ Zoom Apps เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งาน

เป็นอีกก้าวสำคัญเมื่อ Zoom สามารถตีตลาดกลุ่มผู้ใช้ได้อย่างกว้างขวาง โดยวันนี้ Virtual Event Platform (Zoom Events) และ Zoom Apps ได้เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งานแล้ว

credit : zoom

Zoom Apps (Zapps) ถูกกล่าวถึงเมื่อปีก่อน โดยแตกต่างกับแอปบนตัว Zoom Marketplace ทั่วไป เพราะว่าตัว Marketplace คือความพยายามเชื่อมต่อ Zoom เข้ากับแอปอื่น แต่ Zoom Apps คือการนำแอปอื่นเข้ามาใน Zoom ด้วยคลิกเดียว ทั้งนี้ ณ การเปิดตัวมีแอปจ่อให้บริการแล้วถึง 50 รายการ (https://zoom.us/docs/en-us/zoom-apps.html)

ในฝั่งของ Virtual Event หรือ Zoom Events ก็พร้อมใช้งานแล้วเช่นกัน ซึ่งแนวคิดก็คือการบริหารจัดการ Events ไม่ว่าจะในลักษณะของสาธารณะหรือภายใน ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.techtalkthai.com/zoom-events-multi-days-events-platform-is-coming/

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/zoom-announces-general-availability-of-zoom-apps-and-its-new-virtual-events-platform/

from:https://www.techtalkthai.com/zoom-announces-ga-for-events-and-zapps/

Oshinei พร้อมเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยมทั่วประเทศไทย ด้วยการใช้ Cloud HM รองรับระบบบริหารจัดการร้านในทุกสาขาอย่างมั่นใจ

บางครั้งเรื่องของการใช้ Cloud ในภาคธุรกิจอาจฟังดูเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ทุกวันนี้ธุรกิจระดับ SME เองก็มีการใช้ Cloud กันอย่างแพร่หลายแล้ว แม้แต่ Oshinei ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นชื่อดังที่มีสาขาอยู่ในหลายจังหวัดเอง ก็ยังใช้บริการ Cloud จาก Cloud HM เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ สามารถขยายสาขาใหม่ๆ ได้อย่างคล่องตัวอยู่เสมอ

ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Oshinei และแง่คิดของการตัดสินใจใช้ Cloud เป็นระบบเบื้องหลังของร้านอาหารในครั้งนี้กันครับ

ปรัชญาของ Oshinei – อาหารญี่ปุ่นที่ดี คนไทยทุกคนต้องเข้าถึงได้

ธุรกิจของ Oshinei นั้นคือการทำให้อาหารญี่ปุ่นที่มีคุณภาพนั้นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในกรุงเทพมหานคร ด้วยการเปิดภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นชั้นดีอยู่ในหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย เพื่อให้ทุกคนนั้นสามารถเข้าถึงอาหารญี่ปุ่นที่มีคุณภาพดีในราคาที่คุ้มค่าได้อย่างเท่าเทียม

นับตั้งแต่ปี 2014 มาที่ Oshinei ได้มุ่งมั่นนำเสนอรสชาติของอาหารญี่ปุ่นสู่ทั่วประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากการเปิดสาขาแรกที่จังหวัดอุบลราชธานีก่อนจะขยายไปยังอุดรธานีและนครราชสีมา ก่อนจะขยายสาขาไปยังจังหวัดอื่นๆ ปัจจุบันนี้ Oshinei มีสาขาด้วยกันถึง 18 แห่งทั้งในประเทศไทยและในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เมนูของอาหารในแต่ละร้านนั้นมีมากกว่า 100 รายการ ครอบคลุมทั้งเนื้อวากิว, ปลาฮามาจิ, ปลาไหล, ฟัวกราส์, ไข่ปลาแซลมอน, ไข่หอยเม่น, มันปู, ปลาแซลมอน, หอยนางรม, ซูชิ, ซาชิมิ, โซบะ, อุด้ง, เทมปุระ และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งในรูปแบบของบุฟเฟต์และ A La Carte โดยสำหรับบุฟเฟต์นั้นจะมีราคา 500++, 700++ และ 999++ ให้เลือกทานได้ตามความต้องการ

ผู้ที่สนใจรายละเอียดของ Oshinei สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://oshinei.co.th/ และสามารถตรวจสอบสาขาต่างๆ ของร้านได้ที่ https://oshinei.co.th/index.php/branches/ รวมถึงถ้าหากต้องการเปิดแฟรนไชส์ ก็สามารถติดต่อทีมงาน Oshinei ได้ทันทีที่ https://oshinei.co.th/index.php/franchise/

ประสบปัญหากับการบริหารจัดการ POS ในร้านอาหารที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ

ปัญหาที่ Oshinei ประสบในช่วงแรกนั้นก็คือการขึ้นระบบ Point-of-Sale หรือ POS สำหรับบริหารจัดการร้านในสาขาต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ เพราะ Oshinei เองนั้นมีธุรกิจหลักคือการบริหารภัตตาคาร ไม่ใช่การดูแลระบบ IT ดังนั้นในทุกๆ การติดตั้งใช้งาน Server และวางระบบ POS ในแต่ละสาขานั้นจึงกลายเป็นเรื่องยากมาโดยตลอด รวมถึงเมื่อเกิดปัญหาที่ร้านในสาขาใด การทำงานในสาขานั้นๆ ก็จะหยุดชะงัก และสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับลูกค้าโดยทันที

เดิมทีการติดตั้งใช้งานระบบ POS ในแต่ละสาขานั้นเคยต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือนในการดำเนินการ ดังนั้นการเปิดร้านสาขาใหม่ๆ จึงเป็นไปได้อย่างล่าช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธุรกิจมีการขายแฟรนไชส์ การใช้เวลานานถึงขนาดนี้จึงทำให้การเติบโตของธุรกิจเป็นไปได้อย่างยากลำบาก

ด้วยเหตุนี้เอง การตัดสินใจพิจารณาถึงการใช้ Cloud จึงเกิดขึ้นในทีมบริหารของ Oshinei เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สู่เป้าหมายของการเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นคุณภาพสูงสู่คนไทยทุกจังหวัดให้ได้อยา่งรวดเร็วที่สุด

ใช้ Cloud HM รองรับระบบบริหารจัดการร้านหลังบ้าน ช่วยให้ขยายสาขาไปแต่ละจังหวัดได้อย่างรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้าน IT ลงได้ 35%

ในการพิจารณาครั้งนี้ ทีมงาน Oshinei ได้ตัดสินใจเลือกใช้บริการ Cloud และ Managed Services จาก Cloud HM ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ VMware Cloud ที่ได้รับ VMware Cloud Verified ในประเทศไทยเป็น 1 ใน 2 ราย โดย Cloud HM นั้นสามารถให้บริการได้ทั้งในส่วนของ Systems Integration, Cloud, Network และ Security อย่างครบวงจร

การตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้ Oshinei สามารถยกระบบ POS ที่เคยกระจัดกระจายตามสาขาต่างๆ ขึ้นไปรวมศูนย์อยู่บนบริการ Cloud ได้ทั้งหมด ทำให้ในแต่ละสาขานั้นเหลือเพียงแค่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อ Internet ขึ้นมายัง Cloud เท่านั้น ทำให้ Oshinei สามารถลดภาระด้านการดูแลรักษาระบบ IT ในแต่ละสาขาลงไปได้อย่างมหาศาล

ในแง่ของการเปิดสาขาใหม่ จากเดิมที่เคยต้องใช้เวลาวางระบบ POS นานถึง 3 เดือน การใช้ Cloud HM ในครั้งนี้ทำให้การติดตั้งระบบ POS ลดเวลาเหลือเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น โดยทีมงาน Cloud HM นั้นจะเข้ามาทำการเตรียมระบบให้ทั้งหมด ทำให้ทีมงานของ Oshinei ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับประเด็นทางด้านเทคนิคแต่อย่างใด อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนและดูแลรักษาระบบ IT โดยรวมลงได้ถึง 35%

หลังจากใช้บริการของ Cloud HM แล้ว ธุรกิจของ Oshinei ก็มีความคล่องตัวในการดำเนินการสูงขึ้นเป็นอย่างมาก และทำให้การเปิดสาขาใหม่ๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือในต่างประเทศก็ตาม

สนใจใช้งาน ติดต่อ Cloud HM ได้ทันที

Webhttps://www.cloudhm.co.th

Line: @cloudhmco

Email: sales@cloudhm.co.th

Tel: 02-315-7504

FBhttps://www.facebook.com/messages/t/cloudhmco

เกี่ยวกับ VMware Cloud Provider Program (VCPP)

โครงการ VCPP นี้คือโครงการที่ได้ผสานรวมเอาบริการ VMware Software-as-a-Service เข้ากับเหล่าผู้ให้ริการ VMware Service Provider Partners ทั่วโลก เพื่อให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถใช้งานบริการ Cloud ที่มีเทคโนโลยีของ VMware เป็นเบื้องหลังได้ผ่านทางผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้าน IT ที่ได้เข้าร่วมโครงการ VCPP มากกว่า 20 รายแล้ว ดังนั้นธุรกิจไทยจึงสามารถเลือกใช้งานบริการ Cloud ภายในประเทศที่ให้บริการเทคโนโลยีของ VMware และเชื่อมต่อระบบ Data Center ภายในธุรกิจองค์กรเข้ากับบริการ Cloud เหล่านี้สู่ภาพของ Hybrid Cloud หรือทำ Disaster Recovery ได้ทันที โดยมีทีมงานคนไทยคอยให้บริการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

ผู้ที่สนใจใช้บริการ VMware ในรูปแบบของการคิดค่าใช้จ่ายตามจริง สามารถติดต่อทีมงานของ VMware ประจำประเทศไทย หรือสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VCPP ได้ที่ https://www.vmware.com/partners/service-provider.html และสามารถตรวจสอบสถานะของบริษัทต่างๆ ที่เป็น VCPP ได้ที่ https://cloud.vmware.com/providers/

from:https://www.techtalkthai.com/oshinei-premium-japanese-restaurant-on-cloudhm/

[Guest Post] สอนการใช้งาน Tibero Database อย่างง่าย Step by Step

สอนการใช้งาน Tibero Database อย่างง่าย Step by Step โดยคอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน

Tibero Database มีความโดดเด่นในเรื่องของความง่ายในการใช้งาน สามารถช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้ง Tibero ยังสามารถติดตั้งลงบนระบบปฏิบัติการ Windows, Linux, AIX และ HP-UX ได้อีกด้วย คุ้มค่า คุ้มราคาที่คุณจับต้องได้

Tibero (ทิเบอร์โร หรือ ทิเบโร) เป็น Software : Enterprise Relational Database (RDBMS) ผลิตโดยบริษัท TmaxSoft ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งนับว่าเป็นอีก Enterprise Database ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยความโดดเด่นในเรื่องของความง่ายในการใช้งาน สามารถช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้ง Tibero ยังสามารถติดตั้งลงบนระบบปฏิบัติการ Windows, Linux, AIX และ HP-UX ได้อีกด้วย

Tibero สามารถแบ่งโหมดการติดตั้งออกเป็น 2 โหมด ได้แก่

  • GUI Mode สำหรับติดตั้งลงบนระบบปฏิบัติการ Windows
  • Console Mode สำหรับติดตั้งลงบนระบบปฏิบัติการ Linux, AIX และ HP-UX

(ซึ่งในตัวอย่างใน VDO นี้จะเป็นการติดตั้งลงบนระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเป็น GUI Mode)

การเตรียมความพร้อมของเครื่องที่ต้องการติดตั้ง

จากตัวอย่างใน VDO นี้ จะเป็นวิธีการติดตั้งลงบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ซึ่งได้มีการติดตั้ง Java Runtime ไว้เรียบร้อยแล้ว

หมายเหตุ : การติดตั้ง Java จะติดตั้งตัว SDK หรือเฉพาะตัว JVM Runtime ก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน

5 ขั้นตอนในการติดตั้งโปรแกรม Tibero

1.) Download Installer

สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่ https://technet.tmaxsoft.com/en/front/download/findDownloadList.do?cmProductCode=0301 และในการใช้งานครั้งแรกจำเป็นจะต้องทำการลงทะเบียนก่อน จึงจะสามารถดำเนินการดาวน์โหลด และขอ License Trial ได้

2.) Generate License Key

บริษัท TmaxSoft อนุญาตให้ดาวน์โหลด License Trial และทดลองใช้งานได้เป็นระยะเวลา 60 วัน

3.) Installation

ทำการติดตั้งตามขั้นตอนที่ Wizard แนะนำได้อย่างง่ายดาย

4.) Create Database

สร้าง Database สำหรับภาษาไทยให้เลือกเป็น UTF8THASCII

5.) DB Connection

ทดลองเข้าใช้งาน Database ด้วยเครื่องมือ tbStudio ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาและบริหารจัดการ Tibero Database

หากท่านใดต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ : บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด / โทร. 02-311-6881 #7151, 7158 / Email. cu_mkt@cu.co.th

เขียนโดย : คุณวรธันย์ บุญวิจิตร / Data Engineer / Computer Union Co.,Ltd.

from:https://www.techtalkthai.com/tibero-database-step-by-step-by-computer-union/

Microsoft เข้าซื้อกิจการ CloudKnox ผู้พัฒนาระบบ Privileged Access Management บน Cloud

Microsoft เข้าซื้อกิจการ CloudKnox ผู้พัฒนาระบบ Privileged Access Management บน Cloud

CloudKnox เป็นผู้พัฒนาโซลูชัน Privileged Access Management ที่รองรับการใช้งานทั้งบน Hybrid และ Multi-cloud โดยเฉพาะ ปัจจุบันรองรับการเชื่อมต่อกับโซลูชันของ Microsoft หลายตัว เช่น Microsoft 365 Defender, Azure Defender และ Azure Sentinel นอกจากนี้ CloudKnox ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับทาง AWS อีกด้วย ล่าสุด Microsoft ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ CloudKnox แล้วโดยไม่มีการเปิดเผยมูลค่า ซึ่ง Microsoft ได้เผยรายละเอียดว่าจะนำ CloudKnox เข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถของ Azure Active Directory ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถ Monitor Security ได้ง่ายยิ่งขึ้น และจะเพิ่มความสามารถในการทำ Automated Remediation เข้าไปอีกด้วย

ช่วงที่ผ่านมา Microsoft ก้าวเข้าสู่ตลาด Security มากขึ้น เห็นได้จากการซื้อบริษัท Security หลายบริษัท เช่น RiskIQ และ ReFirm Labs

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/microsoft-acquires-privileged-access-management-vendor-cloudknox-security/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-acquires-cloudknox-privileged-access-management-for-cloud-provider/