คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

[Guest Post] Aveva ให้ความสำคัญแก่กลยุทธ์ระบบคลาวด์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในช่วง New Normal

AVEVA ผู้นำระดับโลกในด้านวิศวกรรมและซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมเปิดตัว ‘Cloud-First’ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์พอร์ตโฟลิโอซอฟต์แวร์ระยะยาว เพื่อมุ่งเน้นการให้บริการหลักในระบบคลาวด์ เพื่อให้แน่ใจว่ามีพร้อมใช้งานได้และความพร้อมใช้งานสูง มีการจัดการผู้ใช้และความยืดหยุ่นในการทดลองใช้โซลูชันใหม่ๆ กลยุทธ์ดังกล่าวนั้นรวมถึงการแนะนำการผสมผสานที่ขับเคลื่อนด้วยสถานการณ์ระหว่างผลิตภัณฑ์เพื่อให้เกิดมูลค่าอย่างรวดเร็ว

 

 

ในส่วนหนึ่งของกลยุทธ์นี้ AVEVA ยังได้ประกาศความก้าวหน้าใหม่ที่สำคัญสำหรับแพลตฟอร์มคลาวด์ชั้นนำของอุตสาหกรรม AVEVA ConnectAVEVA Unified Engineering และ AVEVA Insight Guided and Advanced Analytics โซลูชันใหม่เหล่านี้เข้าถึงได้ในระบบคลาวด์ ลดต้นทุนการเป็นเจ้าของโดยรวม ช่วยให้ผู้ใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพและเปิดใช้งานการสนับสนุนการตัดสินใจด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอุตสาหกรรม

AVEVA Connect ได้รับการออกแบบมาเพื่อโฮสต์โซลูชันซอฟต์แวร์ AVEVA ในระบบคลาวด์อย่างปลอดภัย AVEVA Connect ช่วยให้ลูกค้ามากกว่า 1,900 รายและผู้ใช้มากกว่า 25,000 รายสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆจากแพลตฟอร์มเดียวด้วยการลงชื่อเพียงครั้งเดียว การเชื่อมต่อทีม ข้อมูลและกระบวนการในระบบคลาวด์เป็นตัวสร้างความแตกต่างที่สำคัญสำหรับ AVEVA ในปัจจุบัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สร้างขึ้นโดยอุตสาหกรรม และความจำเป็นในการนำกระบวนการที่แตกต่างกันจำนวนมากมารวมกันผ่านแหล่งเดียว มันช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการผู้ใช้ที่ได้รับการปรับปรุงในสินทรัพย์ทั้งหมด รวมทั้งความสามารถในการตรวจสอบการใช้เครดิตการสมัครสมาชิกในกลุ่มซอฟต์แวร์ AVEVA ทั้งหมด

“New normal นี้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในการมุ่งเน้นและความจำเป็นทางธุรกิจ” Ravi Gopinath ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคลาวด์และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ AVEVA กล่าว “ในอนาคต ธุรกิจต่างๆจะได้เห็นใช้ต้นทุนที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับเครื่องมือการแสดงภาพและความคล่องตัว และการตอบสนองที่มากขึ้นทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่า เพื่อลดการรั่วไหลของมูลค่า และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร การมุ่งเน้นขององค์กรเปลี่ยนไปเพื่อต้องการความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้น การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์มากขึ้น แอปพลิเคชันอัจฉริยะและประสบการณ์ผู้ใช้ที่คล่องตัวยิ่งขึ้น AVEVA Connect จะทำหน้าที่เป็น “one stop shop” สำหรับข้อกำหนดเหล่านี้ทั้งหมด”

 

โซลูชัน AVEVA Connect ใหม่ มอบประสิทธิภาพที่ดีขึ้นสำหรับองค์กรอุตสาหกรรม

AVEVA Unified Engineering แบ่งไซโลเพื่อส่งมอบสภาพแวดล้อมที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลางโดยมีแหล่งที่มาของแอคเคานท์เดียวตลอดวงจรชีวิตวิศวกรรม ขณะนี้ ทีมที่มีระเบียบวินัยหลากหลายสำหรับผู้ดำเนินการ เจ้าของและ EPC สามารถทำงานร่วมกันเพื่อดำเนินโครงการกรีนฟิลด์และบราวน์ฟิลด์ที่มีความสามารถในการตรวจสอบสูงในสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่ปลอดภัย ซึ่งสามารถตั้งค่าได้ในไม่กี่วันเพื่อเร่งเวลาในการสร้างมูลค่าและลดต้นทุนการติดตั้งทั้งหมด ขณะนี้ AVEVA Insight Guided and Advanced Analytics พร้อมใช้งานแล้วในระบบคลาวด์สำหรับการจดจำรูปแบบขั้นสูง เพื่อเพิ่มการวิเคราะห์อัตโนมัติและการตรวจสอบเงื่อนไข โซลูชันนี้มอบความคุ้มค่าในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นกลยุทธ์ประสิทธิภาพสินทรัพย์ตามการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ได้ โดยไม่ต้องใช้การสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนหรือวิทยาศาสตร์ข้อมูล โซลูชันนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างแบบจำลองที่ใช้งานง่ายโดยกำหนดเป้าหมายไปที่เนื้อหาเฉพาะโดยให้การตรวจจับความผิดปกติที่เชื่อถือได้โดยมีการปรับแต่งน้อย

 

กลยุทธ์ cloud-based ของ AVEVA เพื่อรองรับความต้องการของภาวะ New Normal

ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานและการพัฒนาแอปพลิเคชัน low-code ไปจนถึงการแสดงภาพทางวิศวกรรมที่ซับซ้อน ฟังก์ชันการทำงานของ AVEVA Connect ช่วยให้สามารถทดลองใช้ความสามารถใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดซึ่งเข้าถึงได้ทั้งหมดผ่านระบบคลาวด์

‘Cloud-First’ ประกอบด้วยการแนะนำการผสานรวมตามสถานการณ์ระหว่างผลิตภัณฑ์เพื่อให้คุ้มค่าอย่างรวดเร็ว ปลายปีนี้ AVEVA จะแนะนำชุดพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อให้พันธมิตรสามารถจัดหาโซลูชันของตนภายในแพลตฟอร์ม AVEVA Connect เพื่อเพิ่มขีดความสามารถที่หลากหลายให้กับลูกค้า

“การเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์ไม่ใช่เรื่องของทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ข้อดีอย่างมากของค่าใช้จ่ายในการปรับใช้งานและการเป็นเจ้าของความสามารถในการใช้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการอย่างแท้จริง และการกำจัดอุปสรรคที่ของแต่ละท้องที่เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานและการทำงานร่วมกันในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน หมายความว่าเราจะเพิ่ม rich domain content ของพอร์ตโฟลิโอของเราต่อไป เพราะนี่ไม่ได้เป็นเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับความเป็นจริงและความเฉพาะเจาะจงของธุรกิจของลูกค้าด้วย” Ravi Gopinath ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคลาวด์และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ AVEVA กล่าวสรุป

 

เกี่ยวกับ AVEVA

AVEVA เป็นผู้นำระดับโลกในด้านวิศวกรรมและซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลทั่วทั้งสินทรัพย์ และการดำเนินงานตลอดวงจรชีวิตของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินทุนสูง วิศวกรรมการวางแผน และการดำเนินงาน ประสิทธิภาพของสินทรัพย์ และโซลูชันการตรวจสอบ และควบคุมของบริษัท ให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้วแก่ลูกค้ากว่า 16,000 รายทั่วโลก ลูกค้าได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดรวมถึงพันธมิตร 4,200 ราย และนักพัฒนาที่ผ่านการรับรอง 5,700 ราย AVEVA มีสำนักงานใหญ่ในเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักรโดยมีพนักงานมากกว่า 4,400 คนใน 80 สาขาในกว่า 40 ประเทศ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม: www.aveva.com

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/aveva-solution-cloud-connect/

DCS เปิดคอร์สสอน RPA พื้นฐานด้วย UiPath หัดสร้าง Bot พร้อมใช้งานได้ใน 1 วัน (21 ต.ค. 2020)

DCS และ TechTalkThai ขอเชิญทุกท่านที่สนใจประยุกต์นำเทคโนโลยี Robotic Process Automation หรือ RPA ไปปรับใช้ในธุรกิจของตนเอง เข้าเรียนคอร์ส “UiPath Robotic Process Automation with Datapro Computer Systems” เพื่อเรียนรู้แนวคิดด้าน RPA ทั้งในเชิงทฤษฎี, สร้าง Bot ของตนเองในภาคปฏิบัติด้วยการใช้ระบบจาก UiPath พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การประยุกต์นำ Bot ไปใช้งานในภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจ และเปิดให้สอบถามหรือปรึกษาในประเด็นต่างๆ ได้อย่างอิสระ ในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2020 โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการสมัครเรียนดังนี้

แนวคิดของ RPA คือการนำพลังประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ มาสร้างหุ่นยนต์หรือ Robot ขึ้นมาเพื่อให้ทำงานซ้ำๆ ที่มีรูปแบบตายตัว สำหรับให้ทำงานแทนมนุษย์ในการจัดการกับข้อมูลและการนำข้อมูลจาก Application หนึ่งไปประมวลผลและป้อนลงไปยังอีก Application หนึ่งนั่นเอง แนวทางนี้สามารถช่วยลดความผิดพลาดในการทำงานลงได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยความเร็วในการประมวลผลและจัดการกับข้อมูลที่สูงขึ้นได้ รวมถึง Robot เหล่านี้ยังทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ทำให้งานซ้ำๆ ที่ผิดพลาดไม่ได้ซึ่งเคยเป็นงานที่ไม่มีพนักงานคนไหนอยากทำ ตกเป็นงานของ Robot เหล่านี้ไปแทน และทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นพนักงานนั้นมีเวลาไปทำงานในเชิงสร้างสรรค์ให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น

โดยเนื้อหาที่จะฝึกอบรมในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับ Hyperautomation theme เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจถึงภาพรวมและแนวโน้มการทำ automation ในองค์กรไทย ผ่านการ demo software เกือบทั้ง suite ของ UiPath RPA ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่าการจะ scale automation ในองค์กรระดับต่างๆ ต้องอาศัยทรัพยากรอะไรบ้าง การจัดทีมงาน การเตรียมเครื่องมือที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมจะได้ทดลองสร้าง Robot ด้วยตนเอง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรของท่าน ทั้งนี้ ผู้บรรยายจะนำเสนอความรู้จากประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติจริง โดยอาจเล่าผ่านประสบการณ์ที่พบเจอในแง่ของความซับซ้อนในการทำและความคุ้มค่าในการพัฒนา รวมไปถึงความคุ้มค่าในทางการลงทุนทำ Automation อีกด้วย

UiPath Robotic Process Automation with Datapro Computer Systems (ครั้งที่ 3)

วัน-เวลา: วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2020 เวลา  9:00 – 16:30
สถานที่: Victor Club FYI Center อาคาร 1 ชั้น 2 (BTS ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, มีที่จอดรถ)
ราคา: ราคาเต็ม 4,200 บาท ลดเหลือ 2,800 บาท เท่านั้น
สมัครเรียนhttps://www.eventpop.me/e/9796/uipath-rpa-dcs-3

*ผู้เรียนต้องนำคอมพิวเตอร์ของตัวเองมาเข้าร่วม Workshop

 

Hardware Requirement

https://docs.uipath.com/studio/docs/hardware-requirements

  • CPU Dual Core 1.8 GHz 64-Bit
  • RAM 4 GB
  • แนะนำให้ท่านนำเมาส์มาด้วยเนื่องจาก Workshop จะใช้เม้าส์คลิกเป็นหลัก

Software Requirement

https://docs.uipath.com/studio/docs/software-requirements

  • ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 7 ขึ้นไปเท่านั้น
  • โปรแกรม Microsoft Excel
  • ติดตั้ง Internet Explorer 8 หรือรุ่นที่ใหม่กว่า
  • ติดตั้ง Google Chrome รุ่น 64 หรือใหม่กว่า
  • ติดตั้ง .NET Framework รุ่น 6.1 หรือใหม่กว่า

**ท่านที่ใช้ Mac แนะนำให้ลงโปรแกรม Parallels เพื่อติดตั้งระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows

Course Outline

9:00 – 9:30 ลงทะเบียน, รับประทานอาหารว่าง
9:30 – 10:30 Intro to RPA กับ UiPath

  • Intro to RPA, UiPath แนะนำ Robotic Process Automation การประยุกต์ใช้งานจริงในภาคธุรกิจแขนงต่างๆ
  • แนวคิดในการนำเอา RPA มาใช้ควรคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง
  • แนวคิดการทำ COE ในองค์กรเพื่อจะเริ่มต้นโครงการ RPA และ
  • แนะนำผลิตภัณฑ์ UiPath ทั้งหมด
  • Workshop สั้นๆ ไปด้วยกันกับกระบวนการคัดสรรว่า process ไหนควรเร่งทำก่อนหรือหลัง ด้วยเครื่องมือ UiPath Connect Enterprise

10:30 – 12:00 ติดตั้งและรู้จักตัวเครื่องมือพัฒนา UiPath Studio (Prepare & Build your 1st Robot)

  • UiPath CE Installation & Initial Process
  • Sample Business Process Flow
  • Hands-on: Build 1st Robot

12:00 – 13:00 พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 – 15:30

  • Intro to UiPath Studio ทำความรู้จักเพิ่มเติมกับเครื่องมือสำหรับพัฒนา Process Flow, Plug-in Library ต่างๆ และ UiPath Orchestrator
  • Hands-on: Getting to know UiPath Studio and Build 2nd Business Flow, Deploy Robot (Attended, Unattended), and Testing
  • Hands-on: ทดลองสร้าง Process Flow จำลองการบันทึกข้อมูลโดยใช้ Input จาก Excel ลงใน Windows Application และเก็บ Transaction ID มาบันทึกลง Excel
  • Hands-on: ทดลองสร้าง Process Flow จำลองการบันทึกข้อมูลโดยใช้ Input จาก Excel ลงใน Web Application และเมื่อทำเสร็จสิ้นทุก Transaction แล้วให้ทำการเก็บข้อมูลทั้งหมดของหน้าเว็บลง Excel (โดยการใช้ Scraping Data)

*สำหรับผู้เข้าร่วม Workshop หากทำ Process ด้านบนเสร็จเร็วจะมี Advanced Workshop ให้ทำต่อ : RPA Challenge โดยการใช้ Anchor Base  

 

from:https://www.techtalkthai.com/dcs-rpa-uipath-course-3/

Google Cloud ออกบริการ Threat Detection

Chronicle หน่วยงานด้าน Security ในฝั่ง Google Cloud ได้ประกาศออกบริการ Threat Detection (Chronicle Detect) เพื่อช่วยลูกค้าองค์กรนำข้อมูลที่เก็บได้มาทำการวิเคราะห์และตรวจหาพฤติกรรมอันตราย

Chronicle เล็งเห็นว่าโซลูชัน endpoint detection and response (EDR) ได้สร้างข้อมูลปริมาณอย่างมหาศาลให้องค์กร ซึ่งทีมงานต้องการนำมาใช้ประโยชน์ให้เกิด Visibility เพื่อใช้ป้องกันได้ต่อไป ดังนั้นไอเดียของบริการ Threat Detection คือการให้ลูกค้าส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลมาเก็บในคลาวด์และเปิดให้ใช้ภาษา YARA-L rule ของ Google ค้นหาพฤติกรรมที่น่าสงสัยและสร้าง Rule มาใช้งานแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ยังสามารถรองรับข้อมูล MITRE ATT&CK และ Sigma Rule Format ได้

โดยทีมงาน Chronicle กล่าวไว้ว่า “เราแปลผลของข้อมูล Security ให้เกิดประโยชน์ โดยการจับคู่โมเดลข้อมูลปกติระหว่าง เครื่อง ผู้ใช้ และข้อบ่งชี้ถึงภัยคุกคามให้อัตโนมัติ ดังนั้นคุณสามารถสร้าง Detection Rule ขึ้นมาใช้งานได้ทันที”

ที่มา : https://www.darkreading.com/threat-intelligence/google-cloud-debuts-threat-detection-service/d/d-id/1339000?

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-launches-threat-detection/

Intel เปิดตัวชิปรุ่นใหม่สำหรับตลาด Industrial IoT โดยเฉพาะ

ที่งาน Intel Industrial Summit ทางบริษัทได้มีการประกาศออกชิปรุ่นใหม่สำหรับตลาดด้าน IoT ในภาคอุตสาหกรรม ผ่านโมเดล 11th Gen Core และ Intel Atom x6000E 

credit : Zdnet

Intel ได้ตระหนักถึงการเติบโตในฝั่งของ Edge Computing อย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้เองจึงมีการสร้าง Ecosystem และตั้งใจออกแบบมาให้ชิปรุ่นใหม่สามารถตอบโจทย์ตลาดในภาคอุตสาหกรรมได้โดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อจับคู่กับ Edge Software Hub และ OpenVINO Toolkit ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าแนะนักพัฒนา ให้มีเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาสินค้าได้เฉพาะทางมากขึ้นในด้าน Sensing, Vision, Automation และอื่นๆ

Gen 11th Core เป็นการต่อยอดมาจากชิป Tiger Lake เพียงแต่เพิ่มให้เหมาะกับความต้องการทางอุตสาหกรรมและการเชื่อมต่อด้านเครือข่ายแบบเรียลไทม์ เช่น รองรับการแสดงผลได้ถึง 4 จอ สามารถขยายการทำงานได้ตั้งแต่ 12, 15 และ 28 วัตต์

ในฝั่งของ Atom มีรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่าคือพัฒนามาจาก Tremont Atom โดยแบ่งเป็น 3 ซีรีส์คือ Pentium, Celeron และ Atom x6000E (ความแตกต่างดูสเป็คตามตารางด้านล่าง) ทั้งนี้ชิปยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Programming Services Engine ทำให้รองรับทั้งการบริหารจัดการแบบ in-band และ out-of-band รวมถึงเทคโนโลยี Safety Island ด้วย

credit : Anandtech

ที่มา : https://www.anandtech.com/show/16102/intel-launches-10nm-atom-embedded-cpus-elkhart-lake-now-available และ https://www.zdnet.com/article/intel-launches-industrial-iot-processors-software-packages-for-various-industries และ https://newsroom.intel.com/news/iot-processors-industrial-edge/

from:https://www.techtalkthai.com/intel-launches-new-chip-for-industrial-iot/

เปรียบเทียบแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่จากผู้ให้บริการระบบคลาวด์

ปัจจุบันนี้ ระบบคลาวด์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งนิวนอร์มอลไปแล้ว เนื่องด้วยธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ ทุกขนาดจากทุกภาคส่วนพยายามเข้าใจการใช้ระบบคลาวด์ เช่น การใช้ระบบคลาวด์เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเป็นระบบดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเพียงองค์กรขนาดใหญ่หรือขนาดกลางเท่านั้นที่ปรับใช้ระบบคลาวด์ตามขนาดที่ต้องการเพื่อแก้ปัญหา บริษัทที่มีพนักงานน้อยกว่า 100 คนจากอุตสาหกรรมลักษณะเดิมต่าง ๆ อย่างบริษัทที่ผู้เขียนทำงานอยู่ อาจสนใจที่จะย้ายไปใช้ระบบคลาวด์ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนและทำอย่างไรดี

บริษัทที่เริ่มเข้าสู่เส้นทางการใช้ระบบคลาวด์อาจพบอุปสรรคและความท้าทายต่าง ๆ มากมายตั้งแต่ระยะแรก ๆ ทั้งจากภายในและภายนอก ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจไม่ทราบวิธีที่ถูกต้องและปลอดภัยในการย้ายปริมาณงานไปยังระบบคลาวด์ หรืออาจไม่มีความรู้หรือทักษะที่จำเป็นเพื่อทำงานกับทรัพยากรระบบคลาวด์ ทั้งนี้ เพื่อทำให้เส้นทางการใช้ระบบคลาวด์ง่ายขึ้นสำหรับผู้เริ่มต้น ผู้ให้บริการระบบคลาวด์หลายรายจึงเสนอแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบด้วยทรัพยากรระบบคลาวด์ต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการใช้กับปริมาณงานง่าย ๆ หรือสำหรับผู้เริ่มต้นทั้งหลายให้สามารถทดลองใช้บริการระบบคลาวด์ก่อนการปรับใช้ตามขนาด ทรัพยากรระบบคลาวด์ดังกล่าวมักจะมาพร้อมกับการให้ส่วนลดมากมาย ในบทความนี้ ผู้เขียนอยากแบ่งปันข้อมูลเล็กน้อยให้มือใหม่หัดใช้ระบบคลาวด์ได้ทราบเกี่ยวกับแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ (หรือที่คล้าย ๆ กัน) ที่เสนอโดยผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่สามราย

มารู้จักแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

แพ็กเกจผู้ใช้ใหม่เป็นข้อเสนอพิเศษที่ผู้ให้บริการระบบคลาวด์มอบให้ผู้ใช้ใหม่ โดยจะช่วยให้ผู้ใช้ใหม่สามารถทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของระบบคลาวด์ในราคาที่ต่ำมาก ทำให้เป็นวิธีที่คุ้มค่าสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนรู้วิธีการทำงานกับระบบคลาวด์ ผู้ใช้ใหม่สามารถใช้บริการและทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีให้ในแพ็กเกจผู้ใช้ใหม่เพื่อสร้างเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ของตนเอง อีกทั้ง ผู้ใช้ที่มีประสบการณ์ขั้นสูงกว่ายังสามารถใช้แพ็กเกจเพื่อสร้างเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย

เปรียบเทียบแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายต่าง ๆ

ขณะนี้ ผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่หลายราย เช่น HUAWEI CLOUD และ Alibaba Cloud ได้เปิดตัวแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่สำหรับผู้เริ่มต้น โดยทั่วไปแล้ว แพคเกจดังกล่าวจะประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ เครือข่ายและทรัพยากรจัดเก็บข้อมูล รูปภาพและอื่น ๆ ส่วน AWS นั้น ไม่มีแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ แต่ยื่นข้อเสนอให้ผู้ใช้ใหม่ทดลองใช้บริการระบบคลาวด์ในระดับที่ให้ฟรี

HUAWEI CLOUD เสนอแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ที่มีค่าใช้จ่ายเพียง $1 USD ต่อเดือน แพคเกจนี้เหมาะสมเป็นพิเศษสำหรับผู้ใช้แต่ละรายหรือสำหรับการใช้กับปริมาณงานที่ไม่มาก นอกจากนี้ ยังมีบริการแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่อีกสามแบบ (ระดับเริ่มต้น ระดับอัพเกรดและระดับขั้นสูง) ด้วยอัตราค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ $6, $16 และ $68 ตามลำดับ แพ็คเกจทั้งสี่แบบนี้ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ ดิสก์เสมือนแบบยืดหยุ่น (elastic virtual disks) และแบนด์วิดท์ ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นที่พยายามทำความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มระบบคลาวด์รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของระบบคลาวด์

ส่วน Alibaba Cloud นั้น ได้นำเสนอแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ 7 แบบโดยมีสเปกและราคาของทรัพยากรที่หลากหลาย แพ็คเกจเหล่านี้ยังประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ ดิสก์เสมือน (virtual disks) และแบนด์วิดท์ แพ็กเกจที่มีผู้สมัครใช้งานมากที่สุด คือ แพ็กเกจที่มีเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ขนาด 1 core/1 GB หรือ 1 core/2 GB และหากผู้สมัครมีคูปอง ก็จะได้รับส่วนลด 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐในเดือนแรกสำหรับเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์แต่ละเซิร์ฟเวอร์

AWS เสนอการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และบริการฟรี แต่ไม่มีแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ ผู้ใช้ใหม่สามารถได้รับประสบการณ์การใช้งานจริงกับผลิตภัณฑ์บางรายการได้ฟรีเป็นเวลานานถึง 12 เดือน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ใช้อาจไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีพื้นฐานทางเทคนิคมากนัก นอกจากนี้ ผู้ใช้ต้องทดลองใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบแยกกัน โดยไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการเรียนรู้มีราคาแพงมากกว่า

ดังนั้น ผู้เขียนขอเสนอแนะผู้เริ่มต้นด้วยความคิดเห็นส่วนตัวว่าการใช้แพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ราคา $1 ดอลลาร์ของ HUAWEI CLOUD จะเหมาะสมกว่า เซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ในแพ็คเกจนี้มี CPU core ให้หนึ่งตัวและหน่วยความจำ 1 GB พร้อมดิสก์ระบบขนาด 40 GB ไม่มีข้อตกลงใดที่ดีไปกว่านี้แล้วสำหรับผู้เริ่มต้น โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนคิดว่าเซิร์ฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติการใช้งานไม่เยอะในแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของ Alibaba Cloud จะมีสมรรถนะการประมวลผลที่แย่กว่าเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ที่มีสเปกเดียวกันในแพ็คเกจของ HUAWEI CLOUD เนื่องจากการใช้กำลังไฟในการประมวลผลต่ำกว่า

โปรแกรมการสอนและคู่มือ

แพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของ HUAWEI CLOUD จะมีโปรแกรมการสอนและวิธีปฏิบัติให้ฟรีด้วย โปรแกรมการสอนจะให้คำแนะนำทีละขั้นตอนเกี่ยวกับวิธีที่ผู้ใช้ใหม่สามารถเริ่มต้นใช้งานแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ วิธีปฏิบัติจะเน้นที่แอปพลิเคชันทั่วไปที่คุณสามารถสร้างได้โดยใช้แพ็คเกจเหล่านี้ เช่น เว็บไซต์ เวิร์ดเพรสส์ และ Ghost blogs ผู้ใช้ใหม่สามารถเริ่มสร้างแอปพลิเคชันเหล่านี้ด้วยตัวเองได้ทันทีหลังจากสมัครใช้แพ็กเกจผู้ใช้ใหม่

Alibaba Cloud มีประกาศนียบัตรวิชาชีพให้พร้อมกับแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ เช่น ประกาศนียบัตรวิชาชีพสำหรับวิศวกรคอมพิวเตอร์ระบบคลาวด์ วิศวกรความมั่นคงปลอดภัย และวิศวกรบิ๊กดาต้า สำหรับผู้เริ่มต้น น่าจะยากที่จะเลือกใช้แพ็คเกจเหล่านี้ แต่ก็สามารถพูดได้ว่าแพ็คเกจผู้ใช้ใหม่ของ Alibaba Cloud เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับผู้ที่กำลังอยากทำอาชีพในระบบคลาวด์ อีกทั้ง หลักสูตรการรับรองแต่ละหลักสูตรมีค่าใช้จ่ายเพียง $0.99 เท่านั้น

แพ็กเกจผู้ใช้ใหม่สำหรับการให้บริการระบบคลาวด์เป็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัทและบุคคลทั่วไปที่จะเรียนรู้วิธีเริ่มต้นใช้งานระบบคลาวด์และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด จากการเปรียบเทียบแพ็กเกจผู้ใช้ใหม่กับข้อเสนออื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันจากผู้ให้บริการคลาวด์รายต่าง ๆ ผู้เขียนเชื่อว่าแพ็กเกจผู้ใช้ใหม่ของ HUAWEI CLOUD เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้ใหม่ที่พยายามค้นหาเส้นทางเข้าสู่โลกแห่งระบบคลาวด์ภายในระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น

สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้โดยคลิก URL ด้านล่าง:

https://activity.huaweicloud.com/intl/en-us/828_promotion/index.html?utm_source=Techtalkthai_intl&utm_medium=pr&utm_campaign=APAC_SMEGoCloud_828&utm_content=921

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-go-cloud-festival-to-end-soon/

[Guest Post] “ดอกเตอร์ รักษา” สตาร์ทอัพผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกล ผนึก AWS ให้บริการบนระบบคลาวด์ เพื่อช่วยผู้ป่วยจำนวนมากเข้าถึงการดูแลรักษาได้ทันท่วงที

บริษัท ในเครือ Amazon.com ประกาศ ดอกเตอร์ รักษา (Doctor Raksa) บริษัทสตาร์ทอัพด้านการแพทย์ทางไกลของไทย เปิดการรักษาเต็มรูปแบบบน AWS ให้บริการบนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีคลาวด์ชั้นนำของโลก ด้วยการสร้างและขยายการดำเนินงานบน AWS ดอกเตอร์ รักษาสามารถให้คำปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัยแบบออน-ดีมานด์ให้กับประชาชนทั่วประเทศ นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2559 มีผู้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบนมือถือมากกว่า 400,000 คนและผู้ป่วยกว่า 100,000 ราย ใช้ ดอกเตอร์ รักษาในการปรึกษาแพทย์และรับการตรวจวินิจฉัย

 

กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน จากตัวเลขปี 2559 ของกระทรวง1 อัตราส่วนแพทย์ต่อผู้ป่วยในกรุงเทพ ฯ คือแพทย์ 1 คนต่อผู้ป่วย 710 คน ส่วนจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแพทย์ประมาณ 1 คนต่อผู้ป่วย 2,225 และ 3,338 รายตามลำดับ ทั้งนี้ ภาครัฐบาลระบุว่าการแพทย์ทางไกลคือหนึ่งในกลยุทธ์เพื่อให้บริการเพื่อการเข้าถึงบริการด้านการรักษาพยาบาลได้ดีขึ้น2

ดอกเตอร์ รักษา คือผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลชั้นนำในประเทศไทย โดยมีจำนวนแพทย์กว่า 700 คนที่ใช้แพลตฟอร์มในการเชื่อมต่อผู้ป่วยเข้ากับโรงพยาบาล ผู้ให้บริการประกันภัย ตลอดจนร้านขายยา เพื่อให้การดูแลรักษาในแบบออน-ดีมานด์ (on-demand) พร้อมใบสั่งยาบนออนไลน์ ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่าง ๆ ได้ถึง 30 สาขา ซึ่งรวมถึง อายุรแพทย์ แพทย์ผิวหนัง จิตแพทย์ สูติแพทย์และกุมารแพทย์ โดยแพทย์ให้คำปรึกษาผ่านทางแชท การโทรรับคำปรึกษา และผ่านการพูดคุยทางวิดีโอ

ด้วยการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบบน AWS ดอกเตอร์ รักษาใช้สายผลิตภัณฑ์ด้านการบริการชั้นนำของ AWS ทั้งในส่วนการประมวลผล (compute) ฐานข้อมูล (database) การวิเคราะห์ (analytics) ระบบคอนเทนเนอร์ ตลอดจนพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้กับลูกค้า ตัวอย่างเช่น ในการเก็บรวบรวม ประมวลผล และวิเคราะห์คำร้องของผู้ป่วยเพื่อการปรึกษาหรือเพื่อการจ่ายยาในแบบเรียลไทม์ ตลอดจนเพื่อให้สามารถในการตอบสนองได้ในทันทีอย่างถูกต้อง ดอกเตอร์ รักษาใช้ Amazon Kinesis ซึ่งเป็นบริการที่ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถรวบรวม ประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมการสตรีมมิ่งข้อมูลได้อย่างง่ายดาย และ Amazon Elasticsearch ซึ่งเป็นบริการที่มีการจัดการเต็มรูปแบบที่ทำให้ทุกสิ่งเป็นเรื่องง่ายในการนำมาใช้  รักษาความปลอดภัย และดำเนินงานระบบ Elasticsearch นอกจากนี้ การใช้ Amazon Aurora ซึ่งเป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (relational database) ซึ่งทำงานร่วมกับ MySQL และ PostgreSQL ที่สร้างขึ้นสำหรับระบบคลาวด์  ตลอดจน AWS Auto Scaling ซึ่งจะมอนิเตอร์แอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมทั้งปรับความสามารถในการทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานที่สม่ำเสมอมั่นคงและและคาดการณ์ได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด ดอกเตอร์ รักษาสามารถจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารที่น่าเชื่อถือและปลอดภัย รวมทั้งการรายงานกับหน่วยงานที่มีการควบคุมดูแลสูง เช่น โรงพยาบาล และระบบเภสัชกรรม และเนื่องจากดอกเตอร์ รักษา คงความเป็นเจ้าของ และควบคุมดูแลข้อมูลของลูกค้าตลอดเวลา จึงสามารถกำหนดสถานที่ในการจัดเก็บข้อมูล บุคคลที่สามารถเข้าถึง ตลอดจนรูปแบบการดำเนินการตามกฎระเบียบ (regulations) ที่กำหนด

 

จาเรน ซิว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งดอกเตอร์ รักษา

 

“การใช้ AWS ช่วยเพิ่มทั้งเวลาและทรัพยากร ทำให้เราสามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคนไข้ ในขณะที่การเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมงในการเดินทางและอีกหนึ่งชั่วโมงในการรอรับการรักษา AWS ช่วยให้เราสามารถเชื่อมผู้ป่วยเข้ากับแพทย์ได้ในเวลาไม่กี่นาที” จาเรน ซิว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งดอกเตอร์ รักษา กล่าว “เนื่องจากการแพทย์ทางไกลได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย เราเชื่อว่า ดอกเตอร์ รักษาจะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงในส่วนที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดให้กับระบบการรักษาพยาบาลในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคเท่านั้น หากแต่รวมถึงการยกระดับการดูแลผู้ป่วยในระยะยาวอีกด้วย”

วินเซนต์ คัวฮ์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา หน่วยงานด้านการวิจัย ธุรกิจสาธารณะสุข องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร ประจำภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค และญี่ปุ่น Worldwide Public Sector ของ AWS กล่าวว่า “ดอกเตอร์ รักษา และ AWS ร่วมมือกันในการนำผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีมาสู่คนไทย ด้วยการให้บริการที่อยู่บนระบบคลาวด์ชั้นนำของโลก ดอกเตอร์ รักษาสามารถมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมการแพทย์ทางไกล พร้อมกับการสร้างประสบการณ์การรักษาที่ทันท่วงทีและมีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งเหมาะกับความต้องการด้านการดูแลสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน”

 

เกี่ยวกับ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส

เป็นเวลากว่า 14 ปีแล้ว ที่ อะเมซอน เว็บ เซอร์วิส ถือเป็นแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์และมีการใช้งานแพร่หลายมากที่สุดในโลก เนื่องจาก AWS มอบกว่า 175 บริการที่ให้คุณลักษณะการทำงานที่สมบูรณ์ที่สุด สำหรับการประมวลผล สตอเรจ ฐานข้อมูล การเชื่อมต่อเครือข่าย การวิเคราะห์ แมชชีน เลิร์นนิ่ง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) โมบาย การรักษาความปลอดภัย ระบบไฮบริด เทคโนโลยี VR (virtual) และ AR (augmented reality) มีเดีย และการพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยมีการนำมาใช้งาน และบริหารจัดการ จาก 77  Availability Zones (AZs) ใน 24 ภูมิภาค (geographic regions)  พร้อมประกาศแผนสำหรับเปิด  Availability Zones (AZs) ใหม่มากกว่า 9 แห่ง และ AWS Regions เพิ่มขึ้น 3 แห่งใน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และสเปน ทั้งนี้ บริการของ AWS ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลกในการนำไปใช้งานอย่างจริงจังนับหลายล้านรายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบรรดาองค์กรสตาร์ทอัพ องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ และหน่วยงานรัฐบาลชั้นนำ เพื่อเพิ่มขุมพลังให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐาน ให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น และช่วยลดค่าใช้จ่าย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AWS สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://aws.amazon.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/aws-doctor-raksa/

เริ่มต้นการทำงานอัตโนมัติด้วยการเชื่อมต่อระบบ OCR

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในการทำงานทุกองค์กรจะต้องมีประเภทงานที่ต้องทำซ้ำเป็นกิจวัตร ในปริมาณมาก และมีคุณค่าน้อย (High-volume, low-value) ซึ่งจะแทรกตัวอยู่ทั้งที่เป็นงานหน้าบ้าน และงานหลังบ้าน

โดยที่งานเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือกลยุทธ์ในการงานของมนุษย์แม้แต่น้อย ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ การนำระบบอัตโนมัติ (Automation) ให้เข้ามาเสริมและเติมเต็มประสิทธิภาพของการทำงานให้ดีขึ้นได้ ด้วยคุณสมบัติเด่น ทั้งที่เป็นการเพิ่มความถูกต้องของข้อมูล (Accuracy) เพิ่มผลผลิต (Productivity) และสร้างมาตรฐานการทำงาน (Compliance)  

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีหุ่นยนต์ดิจิทัลมาทำงานอัตโนมัติ ด้วยโซลูชัน Robotic Process Automation หรือ RPA ได้เข้ามามีบทบาทและช่วยแปลงเวลาอันมีค่าที่มนุษย์เราต้องสูญเสียไปกับงานซ้ำๆ ให้มาสร้างสรรค์งานอื่นที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของทั้งตัวเองและการทำงาน 

เมื่อข้อมูลยังเป็นปัญหา

จากประสบการณ์ของ I AM Consulting ในการพัฒนาระบบ RPA เมื่อองค์กรได้ตัดสินใจเริ่มต้นทำงานแบบ automation ก็มักจะพบปัญหาว่า เมื่อเอ่ยถึงยุคดิจิทัล เราจะเข้าใจว่าข้อมูลทุกอย่างสามารถหยิบจับมาใช้งานได้ทันที แต่ความเป็นจริง ชีวิตการทำงานเรายังต้องเกี่ยวข้องกับ Unstructured Data ที่อยู่ในรูปแบบของกระดาษ รูปภาพ หรือ ไฟล์เอกสารต่างๆ เป็นต้น เช่น ใบกำกับภาษี ใบสั่งซื้อ สัญญา แบบฟอร์มประกัน แบบฟอร์มต่างๆ เป็นต้น สุดท้ายก็ยังไม่พ้นพนักงานที่จะต้องมาเกี่ยวข้องกับงานเอกสารอยู่ดี

เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นดิจิทัล Intelligent Document Processing by OCR

Optical Character Recognition (OCR) คือ เทคโนโลยีที่ช่วยอ่านตัวหนังสือในเอกสาร และนำเอาเนื้อหาที่เราต้องการใช้งานออกมา โดยใช้กระบวนการต่างๆ แทนที่การป้อนข้อมูลด้วยมนุษย์ การทำงานเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อทำมนุษย์ไม่ต้องเกี่ยวข้องเลย โดยสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขจากค่า Straight-Through Processing (STP) ถ้าเท่ากับ 100% แปลว่ากระบวนการไม่ต้องมีมนุษย์ร่วมด้วยเลย

องค์ประกอบของเทคโนโลยี OCR ที่ดี

  • Recognize ผ่าน Cognitive Technology หรือ Computer Vision เพื่อดึงเนื้อหาออกมาเป็นตัวอักษร
  • Understand ด้วยเทคโนโลยี Natural Language Processing (NLP) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาจากบริบทภายในเอกสาร
  • Enrich มีอัลกอริทึมในการตรวจสอบ เปรียบเทียบข้อมูล ก่อนนำข้อมูลที่ได้ไปใช้งาน
  • Improve ด้วย Machine Learning จะเรียนรู้และปรับปรุงความถูกต้องได้ตลอดเวลา

แม้ระบบ OCR จะถูกออกแบบมาดีแค่ไหน แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่ทำให้ STP ไม่ถึงเป้าหมาย นั่นคือ ความหลากหลายของเอกสาร เช่น ใบกำกับภาษีจากผู้ขาย (Vendor Invoice) ที่มีหน้าตาแตกต่างกันไปตามแต่ละองค์กร อาจจะมีผู้ขายรายใหญ่ที่สามารถส่งข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านทาง EDI หรือ e-Tax Invoice /e-Receipt ซึ่งมีปริมาณเพียง 20% ของเอกสารทั้งหมด ทำให้อีก 80% ที่เหลือจะต้องพนักงานในการทำงานเหล่านี้

Intelligent OCR ในการทำงานจริง

บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่ง ได้จัดตั้งหน่วยงาน Shared Service ส่วนกลาง สำหรับทำงานเอกสารบัญชี หนึ่งในนั้น ได้แก่ ใบกำกับภาษี (Vendor Invoice) ซึ่งผู้ขายส่วนใหญ่ยังคงส่งมาในรูปแบบกระดาษ ที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะส่งมาทางไปรษณีย์ หรืออีเมล์ เมื่อบริษัทได้นำเทคโนโลยี OCR มาใช้ โดยช่วงแรกที่เริ่มใช้งาน ค่า STP มากถึง 40% จากนั้นระบบ Machine Learning ค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนา จนในที่สุดก็สามารถเพิ่มค่า STP เป็น 70% นั่นหมายความว่า ลดการทำงานที่เกี่ยวข้องกับคนไปถึง 70% นั่นเอง

Integrating Task Automation with Intelligent OCR

เห็นได้ว่าการทำงานเอกสารที่ซ้ำๆ สามารถข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การทำงานแบบอัตโนมัติได้ ส่งผลกระทบมหาศาลทั้งองค์กร  ในแง่ของบริษัท ประโยชน์จากการทำให้แรงงานที่มีคุณค่าสามารถใช้เวลาไปสร้างสรรค์งานเพิ่มคุณค่าอื่นๆ ให้แก่องค์กร ในส่วนของพนักงาน ก็ช่วยให้พนักงานสามารถ reskill หรือ upskill เพิ่มทักษะแก่ตัวเองได้และยังได้ใช้เวลาในการทำงานอื่นได้

ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องมือการทำงานหุ่นยนต์อัตโนมัติ (Robotic Process Automation – RPA) กับเทคโนโลยี Optional Character Recognition – OCR ในการดึงเนื้อหาที่ต้องการจากเอกสารไปใช้ในการทำงานช่วยให้องค์กรเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั้งในแง่ของบุคลากร และลดการใช้ทรัพยากรด้านต่างๆ โดยนี่เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ขับเคลื่อนองค์กรสู่ Digital Transformation ได้

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ บริษัท ไอแอม คอนซัลติ้ง จำกัด  Website www.iamconsulting.co.th หรือ 02 690 3663

from:https://www.techtalkthai.com/integrating-task-automation-with-intelligent-ocr/

Microsoft เปิดตัว Azure Orbital ตอบโจทย์ศูนย์ข้อมูลจากดาวเทียม

Microsoft ได้ขยาย Azure ให้เป็นศูนย์ประสานการเชื่อมต่อ เก็บและประมวลข้อมูลที่ได้จากบริการดาวเทียม

credit : azure

Microsoft ชี้ว่าเราได้ประโยชน์จากข้อมูลจากระบบดาวเทียมมากมาย ในการสำรวจโลกของเรา ทั้งเรื่องโลกร้อน สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและอื่นๆ อย่างไรก็ดีข้อมูลที่ได้มาจำเป็นต้องซิงค์โครไนซ์เพื่อดาวน์โหลดกลับมายังสถานีภาคพื้นต่างๆ ทั้งนี้เอง Azure เป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนตัวกลางเพื่อเชื่อมต่อระหว่างดาวเทียมและสถานีภาคพื้นทั่วโลกได้ ด้วยเหตุนี้เอง Microsoft จึงเปิดตัวบริการ Azure Orbital ในการทำหน้าที่นี้

Microsoft เองมีพันธมิตรอย่าง Amergint, Kratos, KSAT, Viasat แบะ US Electrodynamics INC เข้ามาเป็นพันธมิตรในการสร้าง Ecosystem นี้แล้ว โดย Azure Orbital จะเปิดให้ส่วนของดาวเทียมตั้งเวลาสำหรับเชื่อมต่อจากยานอวกาศเพื่อถ่ายโออนข้อมูลมายัง virtual network ใน Azure ซึ่งเป็นเครือข่ายที่แยกออกมาทำงานี้โดยเฉพาะและมีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ในส่วนภาครับข้อมูลจะมีการเปิดให้ Microsoft และสถานีปฏิบัติการภาคพื้นในย่านความถี่ X, S และ UHF สามารถแชร์เสารับแรงสูงได้ รวมถึงยังสามารถส่งต่อผ่านเครือข่ายระดับสากลกับเครือข่ายสถานีภาคพื้นที่เป็นพันธมิตรได้

และไม่ว่าจะเลือกสถานีภาคพื้นไหนจาก Azure เองหรือเครือข่ายพันธมิตรสัญญาณจากตัวรับสู่คลาวด์ก็สามารถส่งผ่านโดยใช้รูปแบบของ VRT Format และทำการถอดรหัสสัญญาณ (demodulate) ด้วย Modem หรือ Cloud Modem ที่ให้บริการโดยแพลตฟอร์มนั้นๆ ได้

โดยสรุปคือ Microsoft ยกระดับให้ Azure เป็นฐานการถ่ายข้อมูลระหว่างดาวเทียมโคจรกับสถานีภาคพื้นได้ และ Azure เองยังมีบริการต่อยอดด้านข้อมูลอีกมากมายทั้ง AI, Analytics, Data Processing และอื่นๆ ประกอบกับการจับมือกับพันธมิตรที่อยู่ใน Field นี้ เพื่อวางตัวเป็นศูนย์กลางข้อมูลในลักษณะนี้ต่อไป

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/introducing-azure-orbital-process-satellite-data-at-cloudscale/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-azure-orbital-the-satellite-data-center/

5 คอร์สเรียนฟรี! บริหารจัดการ Kubernetes อย่างมืออาชีพด้วย VMware Tanzu ในงาน VMworld 2020

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญในงาน VMworld 2020 ที่กำลังจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2020 นี้ก็คือการผลักดันให้ผู้ดูแลระบบ IT และ Software Developer สามารถบริหารจัดการ Container และ Kubernetes ได้อย่างมั่นใจด้วย VMware Tanzu ทาง VMware จึงได้จัดทำ Hands-on Lab เพื่อให้ผู้ที่สนใจทุกท่านเปิดเข้าไปร่วมเรียนได้ฟรี และได้ลองบริหารจัดการ Container และ Kubernetes อย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดการระบบขนาดเล็กไปจนถึงระบบขนาดใหญ่ และการทำ Service Mesh โดยมีเนื้อหาเปิดให้เข้าไปเรียนได้ฟรี และมีวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายดังนี้

5 Hands-on Lab เรียนฟรีสำหรับ VMware Tanzu, Container และ Kubernetes

VMware ได้เปิด Hands-on Lab แบบ On-Demand ซึ่งเข้ารับชมและเรียนเมื่อไหร่ก็ได้จนถึงสิ้นปีนี้ แต่ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมงาน VMworld 2020 ก่อนวันที่ 9 ต.ค. นี้เท่านั้นจึงจะสามารถมีสิทธิ์เรียนฟรีได้ โดยมีคอร์สที่เกี่ยวกับ VMware Tanzu ที่น่าสนใจดังนี้

1. vSphere 7 with Tanzu [HOL-2113-95-ISM]

ทดลองใช้งานและบริหารจัดการ VMware vSphere 7 with Tanzu เพื่อให้สามารถรองรับการใช้งาน Container และ Kubernetes ได้โดยตรงบน vSphere และ VMware Cloud Foundation รวมถึงทำความเข้าใจกับบริการอื่นๆ ในตระกูล VMware Tanzu ในภาพรวม

2. VMware Tanzu Mission Control [HOL-2132-95-ISM ]

ทดลองบริหารจัดการ Kubernetes ระบบใหญ่ด้วย VMware Tanzu Mission Control ที่จะทำให้ผู้เรียนได้ลองบริหารจัดการ Kubernetes Cluster ครบทั้ง Lifecycle, ตรวจสอบประสิทธิภาพและสถานะการทำงานของระบบ, ตรวจสอบและควบคุมนโยบายด้าน Network และ Security สำหรับ Kubernetes และทดสอบการทำงานร่วมกันของระบบโดยรวม

นอกจากนี้ ผู้เรียนจะยังได้ทดลองสร้าง Kubernetes จำนวน 2 Cluster ให้ทำงานร่วมกัน และจัดการระบบเครือข่ายจากศูนย์กลางด้วย Tanzu Service Mesh อีกด้วย

3. VMware Tanzu Kubernetes Grid [HOL-2133-95-ISM]

คอร์สนี้จะมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจและทดลองใช้งาน Kubernetes, Cluster-API และ Tanzu Kubernetes Grid ตั้งแต่ขั้นตอนการติดตั้ง ใช้งาน และบริหารจัดการระบบ พร้อมจบท้ายด้วยการออกแบบระบบ Backup สำหรับ Kubernetes โดยเฉพาะ

4. VMware Tanzu Kubernetes Grid Integrated (Enterprise PKS) – Getting started [HOL-2131-95-ISM]

คอร์สนี้จะเปิดให้ผู้เรียนได้ลองใช้ Tanzu Kubernetes Grid Integrated ซึ่งเป็นระบบ Kubernetes สำเร็จรูปจาก VMware ตั้งแต่การติดตั้งและบริหารจัดการ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับ VMware NSX-T และการจัดการด้านระบบเครือข่ายชั้นสูงบน Kubernetes, การสร้าง Private Registry สำหรับใช้งานภายในองค์กร และการเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบ Kubernetes

5. VMware Tanzu Service Mesh Simulation [HOL-2132-96-ISM ]

คอร์สนี้ถูกออกแบบมาสำหรับให้ผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับแนวคิด Service Mesh ได้มาทำความเข้าใจเบื้องต้นกับแล็บง่ายๆ ด้วยการใช้ VMware Tanzu Service Mesh ในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายภายใน Kubernetes แบบอัตโนมัติ และควบคุมการ Deploy ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่สนใจคอร์สเหล่านี้ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วม VMworld 2020 ได้ทันที และเริ่มเรียนฟรีได้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. นี้เป็นต้นไป โดยสามารถนำชื่อคอร์สหรือรหัสคอร์สเหล่านี้ไปค้นหาในระบบและลงทะเบียนเข้าร่วมเรียนได้ทันที

ร่วมสนุก ลุ้นรับรางวัลกับ VMUG Thailand

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมงาน VMworld 2020 ในครั้งนี้ สามารถลุ้นรับรางวัล Apple iPad 1 เครื่อง มูลค่ามากกว่า 15,000 บาท, Samsung Galaxy Tab A 4 เครื่อง มูลค่ามากกว่า 4,900 บาท, WD External SSD จำนวน 3 ชุด มูลค่ามากกว่า 2,700 บาท และเครื่องฟอกอากาศ Xiao Mi จำนวน 3 เครื่อง มูลค่า 3,500 บาทได้ทันที ด้วยการร่วมกิจกรรมง่ายๆ ดังนี้

  1. เข้ากลุ่ม VMUG Thailand ที่ https://www.facebook.com/groups/1502318113117280
  2. ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน VMworld 2020 และเข้าร่วมฟัง Session ใดก็ได้ระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2020 – 9 ตุลาคม 2020
  3. Capture หน้าจอระหว่างเข้าร่วมงานมาโพสต์ลงกลุ่ม พร้อมเขียนบรรยายคร่าวๆ ว่าได้ฟังหัวข้อใดเกี่ยวกับเรื่องอะไรไปบ้าง

เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลแบบสุ่มแล้ว โดยทีมงาน VMUG Thailand จะทำการประกาศผลภายใน 1-2 สัปดาห์หลังสิ้นสุดระยะเวลาร่วมกิจกรรม

ลงทะเบียนเข้าร่วม VMworld 2020 Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมงานที่ https://www.vmworld.com/en/index.html?src=em_5f571cb6676fa&cid=7012H000001YnoL และทำการคลิกปุ่ม “Register for Schedule Session” โดยขั้นตอนในการลงทะเบียนจะมีดังนี้

  1. ลงทะเบียนสร้าง Account เข้าร่วมงานครั้งแรกที่ https://www.vmworld.com/myvmworld-login.jspa?src=em_5f571cb6676fa&cid=7012H000001YnoL โดยคลิกที่ปุ่ม “Create one here” หรือลงทะเบียนโดยตรงที่ https://www.vmworld.com/myvmworld-create.jspa?src=em_5f571cb6676fa&cid=7012H000001YnoL หากยังไม่เคยเข้าร่วม VMworld มาก่อน โดยแนะนำให้ใช้ Email ของบริษัทในการลงทะเบียน
  2. ระบบจะทำการส่งอีเมล์ในหัวข้อ “Account Activation Email” ไปยังอีเมล์บริษัทที่ได้ลงทะเบียนไว้ ให้เข้าไปทำการคลิกที่ลิงค์ “Activate Your Account”
  3. ระบบจะนำท่านไปสู่หน้าลงทะเบียนเข้าร่วมงาน VMworld 2020 ให้ทำการกรอกข้อมูลรายละเอียดตามจริง และจะมีส่วนที่ให้เลือกประเภทของบัตรเข้าชมงาน ก็สามารถเลือกบัตรที่มีราคา 0$ เพื่อเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที
  4. เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ระบจะทำการส่งอีเมล์ในหัวข้อ “VMworld 2020 Registration Confirmation” กลับไปหาท่านในอีเมล์บริษัทที่ได้ทำการลงทะเบียนไว้ เพื่อยืนยันผลการลงทะเบียนว่าสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

หากมีข้อสงสัยใดๆ ในการลงทะเบียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ SEAK.generalenquiry@vmware.com โดยจะมีเจ้าหน้าที่ VMware ประจำประเทศไทยคอยตอบคำถามในช่องทางดังกล่าว

from:https://www.techtalkthai.com/5-free-kubernetes-and-vmware-tanzu-courses-at-vmworld-2020/

Microsoft เพิ่ม Data Service ให้ Azure Arc

ที่งาน Ignite 2020 ทาง Microsoft ได้ประกาศให้ Azure Arc สามารถรองรับการให้บริการ Data Service อย่าง Azure SQL, Azure Database for Postgre SQL ได้แล้ว

credit : microsoft

Azure Arc เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการ Workload ข้ามสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ (ตามภาพด้านบน) ซึ่งได้ประกาศออกมาตั้งแต่งานปีก่อน และล่าสุด Microsoft ได้ประกาศให้ฟีเจอร์หลักอย่าง Arc-enable Server เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งานแล้ว ที่จะช่วยให้ลูกค้าใช้หน้า Azure Portal ปกติไปบริหารจัดการเครื่อง Windows หรือ Linux ในสภาพแวดล้อมแบบ Multi-Cloud หรือ Edge ได้

ขณะเดียวกัน Microsoft ยังประกาศเริ่มทดสอบให้ Azure Arc ให้บริการ Azure SQL, Azure Database for Postgre SQL ได้แล้ว 

ที่มา : https://techcrunch.com/2020/09/22/microsoft-brings-data-services-to-its-arc-multi-cloud-management-service/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-azure-arc-now-support-data-services/