คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

Leadership Vision: AI for Business in the New Normal บทสัมภาษณ์คุณปฐมา จันทรักษ์ IBM Thailand

ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ทั่วโลกนี้ AI จะเข้ามาช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้อย่างไร? และภาคธุรกิจจะคว้าโอกาสใหม่ๆ ด้วย AI ได้อย่างไรบ้าง? มาพบกับคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ในบทความ “TechTalkThai Vision: AI for Business in the New Normal” บทสัมภาษณ์คุณปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณปฐมา จันทรักษ์

บริษัท: ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ตำแหน่ง: รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่

ประวัติโดยย่อ: คุณปฐมามีประสบการณ์กว่า 30 ปีในการทำงานร่วมกับลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เพื่อช่วยลูกค้าให้ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีก้าวล้ำอย่าง Cloud, AI, Blockchain และ Analytics เข้าขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จในยุค Digital Transformation คุณปฐมาเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ปัจจุบัน คุณปฐมาดำรงตำแหน่งรองประธานด้านการขยายธุรกิจ ในกลุ่มประเทศอินโดจีนและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ช่องทางการติดต่อ:

Q: ขอทราบข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับการลงทุนใน AI ทั้งก่อนและหลังสถานการณ์โควิด-19

โลกกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วโดยมี AI เป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญ AI กำลังพลิกโฉมรูปแบบการทำงาน การดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในทุกอุตสาหกรรม

รายงานประจำปี 2561 โดย McKinsey Global Institute ระบุว่า AI จะเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 16 หรือประมาณ 13 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเฉลี่ยรายปีตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2573 เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.2 และคาดว่าในอีก 18-24 เดือนข้างหน้า อัตราการนำ AI มาใช้ในธุรกิจต่างๆ อาจพุ่งขึ้นสูงถึงร้อยละ 80 หรืออาจสูงถึงร้อยละ 90

ในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 คนทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจและตื่นเต้นกับ AI แต่ในโลกธุรกิจนั้น อัตราการนำ AI มาใช้จนถึงปี 2019 มีปริมาณลดลง แม้ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่จะเชื่อว่า AI ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ล่าสุดพบว่ามีการนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ถึงร้อยละ 20 แต่เมื่อเข้าสู่ปีนี้ ธุรกิจต่างๆ ไม่เพียงแต่ให้ความสนใจมากขึ้น แต่ยังมีการนำ AI มาใช้เพิ่มมากขึ้นด้วย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็น “จุดเปลี่ยน” ของหลายองค์กร โดยเป็นทั้งตัวขับเคลื่อนดิสรัปชันที่ทรงพลังและโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด จึงถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่องค์กรต้องสร้างธุรกิจและเครือข่ายให้ยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อพร้อมรับความท้าทายที่คาดไม่ถึงจากผลกระทบโควิด-19 และหันมาพัฒนาโซลูชันใหม่ รูปแบบการทำงานใหม่ และความร่วมมือรูปแบบใหม่ๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและลูกค้า ไม่เพียงเฉพาะสำหรับวันนี้ แต่ยังยาวไปถึงอีกหลายปีข้างหน้าด้วย

วิกฤตการณ์ที่เรากำลังเผชิญทำให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ มีช่องโหว่อยู่หลายประการ และบริษัทหลายแห่งรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการนำ AI และสถาปัตยกรรม IT แบบไฮบริดคลาวด์เข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทมีความคล่องตัวและฟื้นตัว อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่บริษัทก่อนจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 5G และ Edge Computing เข้ามาใช้ โดยไอบีเอ็มมองว่าบริษัททุกแห่งจะกลายเป็นองค์กรที่บริหารงานโดยใช้ AI ไม่ใช่เพราะว่าเป็นได้ แต่ต้องเป็น

Q: AI ช่วยให้สถานการณ์ในปัจจุบันดีขึ้นอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างได้หรือไม่

ตลอด 109 ปีที่ผ่านมา ไอบีเอ็มได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนแก่ลูกค้าทั่วโลกให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์หลายๆ ครั้งไปได้ และสำหรับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ไอบีเอ็มก็ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือแก่บริษัททั่วโลก ในการนำบุคลากรและขีดความสามารถในด้านต่างๆ เข้าให้บริการในทุกที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยที่ผ่านมา พนักงานไอบีเอ็มได้เข้าไปทำงานร่วมกับลูกค้า หน่วยงานภาครัฐ นักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนา คู่ค้า สถาบันวิชาการ องค์กรด้านสุขภาพ และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อทำสิ่งที่เราถนัดที่สุด นั่นก็คือ การนำข้อมูล ความรู้ พลังในการประมวลผล และข้อมูลเชิงลึกมาใช้แก้ปัญหาซับซ้อนเหล่านี้

ไอบีเอ็มอยู่เบื้องหลังระบบที่สำคัญที่สุดของโลกไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน โทรคมนาคม การเดินทาง การค้า การดูแลสุขภาพ หรือภาครัฐ และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบบ mission-critical เหล่านี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไปได้แบบไม่มีสะดุด พร้อมที่จะช่วยองค์กรให้เร่งฟื้นตัวและรับมือกับความปกติใหม่

ในการรับมือกับโควิด-19 ไอบีเอ็มเน้นให้ความสำคัญกับ 3 ด้านได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อการค้นคว้าวิจัย เทคโนโลยีที่ช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้ และการช่วยให้องค์กรปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น

  • Watson Assistant for Citizens ซึ่งเป็น virtual agent ที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพ และสถาบันการศึกษา สามารถถ่ายทอดข้อมูลที่เชื่อถือได้ให้แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวนมากได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที โดยผนวกความสามารถของการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing หรือ NLP) จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม เข้ากับความสามารถขั้นสูงของ Watson Discovery ที่สามารถเข้าใจเจตนาและประเด็นคำถามของผู้ถาม และเลือกประเภทของคำตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ อาทิ อาการของโรค การป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อ สถานที่ที่สามารถตรวจโรคโควิด-19 ได้ มาตรการสำหรับผู้ที่ต้องเดินทาง หรือข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกําหนดฉุกเฉิน เป็นต้น

    การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ช่วยให้องค์กรมองเห็นโอกาสที่จะใช้ AI ในการตอบคำถามทั่วๆ ไปจากคนจำนวนมาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ contact center หันมาเน้นให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่จริงๆ ได้ โดยที่ผ่านมา Virtual AI Assistant สามารถตอบคำถามกว่าร้อยละ 80 ได้โดยอัตโนมัติ

    Watson Assistant for Citizens automates responses to frequently asked questions about COVID-19 on topics such as symptoms, testing and protective measures. (Credit: IBM)
  • การระดมขีดความสามารถในการประมวลผลกว่า 360 เพตะพล็อปส์ให้แก่นักวิจัย เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาแยกตามพื้นที่ผ่านทาง The Weather Channel รวมถึงใช้ AI ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโควิด-19 ผ่านแดชบอร์ดแบบอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อให้ข้อมูลเคสที่ได้รับการยืนยันแล้ว ผู้ป่วยที่อาการดีขึ้น รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ด้วย โดยผู้ใช้สามารถดูข้อมูลแบบเจาะลึกลงไปในระดับประเทศ ภูมิภาค และเมือง

  • การสนับสนุนหน่วยงานวิจัยพัฒนา สถาบันทางการแพทย์ ตลอดจนโรงพยาบาลต่างๆ ที่กำลังพัฒนายาต้านไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ โดยเปิดให้ใช้เครื่องมือ IBM Clinical Development (ICD) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมทำงานกับหน่วยงานเหล่านี้เพื่อเร่งการพัฒนาตัวยาสำหรับต้านไวรัส
  • การเปิดให้องค์กรไทยและผู้ที่ต้อง work from home เข้าใช้เครื่องมือต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ เทคโนโลยีรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่ระดับ GB ที่แม้แต่เน็ตมือถือก็ไม่มีสะดุด เทคโนโลยีวิดีโอสตรีมมิงที่ใช้ความสามารถ text-to-speech และ image recognition ของ AI เข้ามาช่วย เทคโนโลยี MaaS360 ที่ช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมและจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่เชื่อมต่อเข้ามาในเครือข่ายขององค์กร ป้องกันความเสี่ยงด้านซิเคียวริตี้ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น

Q: ในการนำ AI มาใช้นั้น ธุรกิจควรเริ่มตรงไหนและควรเริ่มอย่างไร

ในประเทศไทยรวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่ระบบดิจิทัลเป็นสิ่งที่ธุรกิจทุกภาคส่วนต่างก็พูดถึงมาได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่ขณะนี้โลกได้เปลี่ยนไปมากกว่าที่เราเคยคาดไว้ สถานการณ์ดังกล่าวได้พลิกโฉมรูปแบบวิธีการดำเนินธุรกิจและประเภทธุรกิจที่เราจะทำ มีบริษัทบางแห่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเช่น AI มาใช้ในช่วงก่อนการระบาดใหญ่ แต่บางแห่งไม่แน่ใจว่าควรใช้เทคโนโลยีดังกล่าวดีหรือไม่ ถ้ามองว่าการหันมาใช้ระบบดิจิทัลเป็นขั้นตอนหลักของการพลิกโฉมธุรกิจ ก็จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นทีละนิดเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบข้ามขั้นจนกลายเป็นความปกติในรูปแบบใหม่ ช่วงเวลานี้จึงสำคัญที่สุดและเหมาะกับการที่ธุรกิจต่างๆ จะเริ่มใช้ระบบดิจิทัลหรือแม้แต่ทำให้ระบบดิจิทัลกลายเป็นองค์ประกอบหลักขององค์กรต่อไป

ในงาน THINK 2020 คุณอาร์วินด์ กฤษณะ ซีอีโอของไอบีเอ็มได้กล่าวว่า “ไฮบริดคลาวด์และ AI จะเป็นพลังหลักที่ขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน”

ปัจจุบันไอบีเอ็มเป็นเวนเดอร์รายเดียวที่มีแพลตฟอร์มข้อมูลที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ บริหารจัดการ AI ได้ ไม่ว่าข้อมูลขององค์กรจะได้รับการจัดเก็บไว้บน public cloud, private cloud, on premise หรือบนระบบ multicloud แบบไฮบริด

แม้บริษัทส่วนใหญ่จะมองว่า AI เป็นเรื่องของกลยุทธ์ แต่การนำมาใช้จริงนั้นพบเห็นได้น้อย หลักๆ แล้วเป็นเพราะการขาดทักษะและบุคลากรด้าน AI และ data science รวมถึงข้อมูลที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีปริมาณมากแต่มีเพียงคนกลุ่มเดียวที่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลในเรื่องขีดความสามารถของ AI เช่น สงสัยว่าการตัดสินใจของ AI จะเชื่อถือได้หรือไม่ มีความเอนเอียงหรือไม่ มีเหตุผลรองรับหรือไม่ และมีความปลอดภัยหรือไม่ เป็นต้น

Q: ขอคำแนะนำว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจควรลงทุนใน AI อย่างไร

โควิด-19 ได้พลิกรูปแบบการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนหลายร้อยล้านทั่วโลก ทั้งยังผลักดันให้องค์กรทุกขนาดต้องบริหารจัดการเทคโนโลยีเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานแบบ remote ได้ การที่พนักงานทำงานนอกสถานที่มากขึ้นทำให้ IT infrastructure ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ผู้บริหารด้านไอทีจะพยายามตามให้ทันนวัตกรรมดิจิทัลในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ความท้าทายใหม่ๆ ที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดอย่างเช่นการเพิ่มปริมาณของข้อมูล การบริหารจัดการ multicloud การเพิ่มขีดความสามารถด้าน resiliency ให้กับองค์กร อาชญากรไซเบอร์ที่พัฒนาเทคนิคซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ หรือการที่ต้องทำหน้าที่ช่วยองค์กรของตนให้ฟื้นตัวและเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นทั่วโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ ไอบีเอ็มได้เปิดตัว IBM Watson AIOps ซึ่งเป็นเครื่องมือและบริการที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลง ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจจับเหตุผิดปกติของระบบไอทีได้อัตโนมัติ พร้อมวิเคราะห์และทำการตอบสนองต่อปัญหาแบบเรียลไทม์ ช่วยองค์กรหลีกเลี่ยงเหตุขัดข้องทางไอทีที่ไม่คาดคิดที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งในแง่รายได้และชื่อเสียง

Q: AI มีบทบาทอย่างไรต่อการเดินหน้าของธุรกิจ

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าฝ่าวิกฤติโรคโควิด-19 พร้อมผลักดันเรื่อง digital economy การนำ AI เข้ามาใช้จะเป็นเครื่องมือช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลมหาศาล ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิต รวมถึงสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ

ที่ผ่านมาได้มีองค์กรไทยหลายแห่งที่เริ่มนำ AI เข้ามาใช้ อาทิ ในด้านการเกษตร ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับไอบีเอ็มและกลุ่มมิตรผล ในการนำร่องพัฒนาแดชบอร์ดอัจฉริยะและแอพพลิเคชันบนมือถือ เพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญและชาวไร่ได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสุขภาพของอ้อย ความชื้นของดิน ความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากโรคและศัตรูพืช การคาดการณ์ผลผลิต และดัชนีค่าคุณภาพความหวานของอ้อย (ซีซีเอส) โดยอาศัยเทคโนโลยี AI, IoTและข้อมูลสภาพอากาศที่มีความแม่นยำสูง ร่วมกับข้อมูลความสัมพันธ์เชิงเวลาและพื้นที่ (เช่น ภาพถ่ายพืชผลจากกล้องหลายช่วงคลื่นที่เก็บภาพมาจากดาวเทียมหลายตัว ข้อมูลดิน ข้อมูลแบบจำลองความสูงของภูมิประเทศในรูปแบบดิจิทัล) ร่วมกับข้อมูลทางการเกษตร (เช่น สุขภาพของอ้อย ระดับความชื้นของดิน พยากรณ์ความเสี่ยงโรคและศัตรูพืช ปริมาณผลผลิต และดัชนีค่าคุณภาพความหวานของอ้อย)

ด้านการผลิต ที่ต่างประเทศได้นำระบบ predictive maintenance เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์จำนวนมากที่ติดตั้งอยู่ที่อุปกรณ์สำคัญๆ ในโรงแยกก๊าซทั้ง 6 แห่ง เช่น อุปกรณ์ gas turbine ที่มีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตสูง เพื่อคาดการณ์โอกาสเสียหายหรือซ่อมบำรุงมากล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งทำให้ทางปตท. สามารถลดค่าเสียหายอันเกิดจากอุปกรณ์ชำรุดได้หลายร้อยล้านบาท

ในด้านการแพทย์ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการไซเบอร์ซิเคียวริตี้ (SOC) เพื่อปกป้องข้อมูลผู้ป่วย 1.1 ล้านราย โดยการนำเทคโนโลยีตรวจจับภัยคุกคามอัจฉริยะระดับโลก ช่วยสอดส่องและตรวจจับภัยคุกคามทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนให้ทีมซิเคียวริตี้ของโรงพยาบาลสามารถจัดการและตอบสนองต่อเหตุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบที่จะเกิดต่อการปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ ลง รวมถึงการจำลองเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลสามารถเตรียมพร้อม ตอบสนอง และกู้ระบบ ในกรณีที่มีเหตุด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้เกิดขึ้น

IBM Cyber Security X-Force Command Center Cambridge, MA (John Mottern/Feature Photo Service for IBM)

หรือ INET ที่นำเทคโนโลยี IBM Visual Insights ซึ่งเป็นการใช้ AI ในการวิเคราะห์ภาพนิ่งและไฟล์วิดีโอ มาใช้ในการแปลผลภาพเอ็กซเรย์ เพื่อช่วยรังสีแพทย์ในการตรวจหาวัณโรคจากภาพเอ็กซเรย์ทรวงอก ช่วยให้ผู้ป่วยนับพันรายในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ขาดแคลนรังสีแพทย์และต้องส่งภาพเอ็กซเรย์ไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมมากกว่าเพื่อแปลผลภาพเอ็กซเรย์ จนเป็นเหตุให้ต้องรอผลการวินิจฉัยนานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าจะได้รับการรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ปัจุบัน­มีการใช้งานแล้วในโรงพยาบาล 75 แห่งทั่วประเทศ

Q: ผู้บริหารและทีมงานฝ่ายไอทีควรมีทักษะใดบ้างจึงจะใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ในบริษัทที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่หรือไม่ได้เน้นการให้ความสำคัญกับข้อมูล การเลือกโครงการที่จะดำเนินการทั่วทั้งองค์กรมักจะพบปัญหาการขาดแคลนทักษะและบุคลากรด้าน AI เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทุกธุรกิจที่พยายามจะนำ AI เข้ามาใช้จะเริ่มถกเถียงกันว่าควร “สร้างหรือซื้อ”
ประเด็นนี้มักเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับบริษัทที่เห็นประโยชน์ของการนำ AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งมาใช้ แต่ไม่ทราบว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างไร ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราพบว่าจำนวนองค์กรที่ขาดแคลนทักษะด้าน AI นั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การตระหนักถึง AI และความคาดหวังต่อเทคโนโลยีดังกล่าวก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน

การวิจัยของไอบีเอ็มระบุว่า องค์กรร้อยละ 37 มีความเชี่ยวชาญหรือความรู้ด้าน AI ในปริมาณจำกัด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้ในธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก AI ถือว่าเป็นความรู้ที่ค่อนข้างใหม่ การจะดึงดูดให้พนักงานที่สามารถใช้ AI ผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจให้เข้ามาทำงานในองค์กร รวมถึงทำให้พนักงานดังกล่าวอยู่กับองค์กรไปนานๆ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ธุรกิจต้องทราบว่าตนกำลังจะจ้างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลประเภทใด และจะประเมินชุดทักษะที่ต้องการได้อย่างไร

บริษัทที่มีทีมวิเคราะห์ข้อมูลหลายทีมอยู่ตามหน่วยธุรกิจต่างๆ มักจะพบว่าทีมเหล่านี้มีความแตกต่างกันมากในเรื่องของขนาด ความสามารถ และทักษะ บางทีมต้องการนำ AI มาใช้ บางทีมไม่ต้องการ มักมีเพียงไม่กี่ทีมที่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านแมชชีนเลิร์นนิ่ง และความต้องการทักษะด้านแมชชีนเลิร์นนิ่งก็เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งองค์กร ถ้าเป็นองค์กรที่ “เป็นเจ้าของ AI” งานของผู้บริหารดังกล่าวคือ (1) ช่วยให้ทีมงานเหล่านี้ทำงานร่วมกัน เรียนรู้จากกันและกัน และแชร์ความรู้ให้กันได้ และ (2) เพิ่มทักษะด้าน AI ให้ผู้ที่มีความสามารถ ในบางครั้งอาจต้องจ้างหรือเฟ้นหา แต่บางครั้งก็ต้องใช้วิธีจัดหานวัตกรรมมาจากภายนอกองค์กร ในสภาพแวดล้อมที่องค์กรขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI บริษัทหลายแห่งจะใช้วิธีจัดหานวัตกรรมมาจากที่อื่นๆ เช่น ห้องทดลองของมหาวิทยาลัย โอเพ่นซอร์สคอมมูนิตี้ งาน Hackathn ต่างๆ รวมถึงแหล่งเพาะธุรกิจและเร่งการเติบโตของธุรกิจ

IBM AI Skills Academy เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ และคอยให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรที่ต้องการนำ AI มาใช้ ทั้งในแง่ขั้นตอนในการระบุถึงโอกาสจากการใช้ AI การจัดลำดับความสำคัญของโครงการ AI ที่จะทำโดยพิจารณาจากคุณค่าทางธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับ หลักสูตรการเรียนรู้ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างในทักษะด้าน AI เป็นต้น

ในประเทศไทย ไอบีเอ็ม เอไอเอส ไมเนอร์ และกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมมือกันเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้าน IT และ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านวิชาการ และเปิดโอกาสให้นักเรียน-นักศึกษาได้สัมผัสกับ ‘ตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องมีปริญญา’ (new collar) ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการบริการ ในรูปแบบโปรแกรมการเรียน 5 ปี และเน้นการศึกษาในสายอาชีวศึกษา โดยนักศึกษาที่จบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรขั้นสูงตามสาขาที่เรียน นักเรียนที่ร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนจากไอบีเอ็มและพันธมิตรภาคธุรกิจที่เข้าร่วม ทั้งในแง่การแนะแนวจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและด้านธุรกิจจากอุตสาหกรรมต่างๆ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาเยี่ยมชมสถานที่ทำงานจริง และการรับนักศึกษาเข้าฝึกงานโดยได้รับค่าตอบแทน โดยนักเรียนที่ร่วมโครงการจะได้เรียนหลักสูตรต่างๆ ที่ครอบคลุมถึงทักษะที่จะเป็นที่ต้องการในศตวรรษที่ 21 อาทิ วิทยาศาสตร์ข้อมูล อนาไลติกส์ ดีไซน์ธิงค์กิง อไจล์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ภาวะผู้นำ เป็นต้น

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-ai-for-business-in-the-new-normal-by-patama-chantaruck-ibm-thailand/

[Guest Post] เริ่มต้น DevOps ด้วย Atlassian Cloud

คู่มือเพื่อเริ่มต้นเรียนรู้ความสามารถของ Atlassian Cloud

รวมงานด้าน #DevOps ขององค์กรของท่านให้เป็นหนึ่งเดียวบน Cloud ไม่ว่าคุณจะใช้เครื่องมือใดๆ ในองค์กร โดยการใช้ #Jira เป็นศูนย์กลาง มาร่วมเรียนรู้ถึงวิธีการเชื่อมผสานรวมระบบแบบอัตโนมัติ (automated integrations) ด้วย #Bitbucket และ #Opsgenie รวมถึง solution อื่นๆ ที่น่าสนใจของ Atlassian: https://lnkd.in/gREN36j

from:https://www.techtalkthai.com/izeno-devops-with-atlassian-cloud/

AWS ออกเครื่องมือช่วยทำ Containerized ให้แอปฟลิเคชัน JAVA และ .NET

AWS เชื่อว่าปัจจุบันใครๆ ก็น้อมรับเทคโนโลยีของ Container กันหมดแล้ว ซึ่งน่าเห็นใจบริษัทที่ยังติดอยู่กับแอปพลิเคชันเก่าๆและยังไม่สามารถเปลี่ยนสู่ Container ได้ ด้วยเหตุนี้เองล่าสุดทาง AWS จึงได้ออกเครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรสามารถทำ Containerize แอปพลิเคชันเดิมที่เป็น JAVA และ .NET  

Credit: AWS

งานของการทำ Containerized แอปพลิเคชันเก่ามีมากมายเช่น ต้องทราบถึง Application Dependencies, สร้าง Dockerfile และมานั่ง Build&Deploy ใหม่ ซึ่ง AWS เชื่อว่างานเหล่านี้กินเวลาการทำงานมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงออกเครื่องมือที่ชื่อว่า AWS App2Container มาให้งานกันได้ในรูปแบบของ Command-line ที่สามารถช่วยองค์กรทำ Containerized แอปเดิมที่รันอยู่บน On-premise, EC2 หรือ Cloud ไหนๆ ก็ได้โดยไม่ต้องแก้ไขโค้ด 

App2Container จะช่วยเข้าไปประเมินแอปพลิเคชันและ Dependencies รวมถึง Artifacts ที่เกี่ยวข้องในการ Deploy บน Amazon ECS หรือ EKS นอกจากนี้ยังเพิ่มคุณสมบัติ Build&Deploy ซ้ำได้ด้วยความสามารถของ AWS CodeBuild และ Code Deploy โดย App2Container จะประเมินถึง Artifacts (ส่วนประกอบต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการพัฒนาแอป เช่น ไลบรารี เอกสารประกอบ เครื่องมือย่อย Docker Files/Image, YAML และอื่นๆ) สำหรับแต่แอปพลิเคชัน 

ปัจจุบัน App2Container รองรับการทำ Containerize ได้กับเว็ปแอปพลิเคชันที่ใช้ ASP.NET เวอร์ชัน 3.5 ขึ้นไปที่รันบน IIS 7.5 ขั้นไปบนวินโดวน์ รวมถึงแอปพลิเคชัน Java บนลีนุกซ์ หรือ Standalone JBoss, Apache Tomcat, Spring Boot,  IBM WebSphere, Oracle WebLogic และอื่นๆ ผู้สนใจที่ใช้ EC2, ECS, EKS และ S3 (มีเกณฑ์ปริมาณการใช้งาน) สามารถเริ่มต้นใช้งาน App2Container ได้ฟรีๆ ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ 

ที่มา :  https://aws.amazon.com/blogs/aws/aws-app2container-a-new-containerizing-tool-for-java-and-asp-net-applications/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-launches-app2container-to-for-containerized-traditional-apps/

MIT ออกมาขอโทษต่อกรณีการเผยแพร่ Dataset ที่มีข้อมูลเหยียดเพศและชาติพันธุ์ ระบุนำ Dataset ออกจากระบบไม่ให้คนเข้าถึงได้แล้ว

หลังจากที่มีการตรวจพบว่า Dataset รูปภาพสำหรับใช้ในการ Train AI เพื่อจำแนกบุคคลหรือวัตถุของ MIT นั้นมีการใช้ถ้อยคำที่หยาบคายและเหยียดผู้คนอยู่ ทาง MIT ก็นำข้อมูลเหล่านั้นออกไม่ให้มีการเข้าถึงได้ พร้อมกล่าวขอโทษต่อสาธารณะ และแจ้งให้นักวิจัยและนักพัฒนาซอฟต์แวร์เลิกใช้ข้อมูลชุดนั้น รวมถึงขอร้องให้ทำการลบข้อมูลออกไปด้วย

Credit: Prabhu & Birhane via TheRegister

Dataset ที่เป็นปัญหานี้มีชื่อว่า 80 Million Tiny Images ที่ได้รวมเอารูปภาพขนาดเล็กจำนวนกว่า 79,300,000 ภาพที่นำมาจาก Google Images ตั้งแต่ปี 2008 พร้อมทำการ Label ข้อมูลเหล่านั้นเอาไว้เรียบร้อยเพื่อให้สามารถนำไปใช้ในงานวิจัยด้าน Image Recognition กันได้ง่ายๆ รวมถึงยังมีกรนำข้อมูลเหล่นี้มาใช้เพื่อ Benchmark การทำ Computer Vision อีกด้วย

การค้นพบถึงปัญหาภายใน Dataset ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ Vinay Prabhu ผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Data Scientist แห่ง UnifyID และ Abeba Birhane ที่กำลังศึกษาอยู่ ณ University College Dublin ใน Ireland ได้ออกมาเผยถึงการค้นพบว่ามีการ Label ข้อมูลอย่างไม่เหมาะสม ทั้งการใช้คำเหยียดชาติพันธุ์กับคนผิวดำหรือคนเอเชีย และการใช้คำที่หยาบคายกับภาพของผู้หญิงและอวัยวะส่วนต่างๆ

ข้อมูลเหล่านี้ถูกลบออกจากเว็บ CSAIL ของ MIT ทันทีเมื่อมีการตรวจพบปัญหานี้ และทาง MIT ก็ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่เกิดขึ้นนี้ โดยภาพและข้อมูล Label ที่ได้มาเกิดจากการรวบรวมข้อมูลบน Internet โดยอัตโนมัติและไม่ได้มีทีมงานเข้าไปทำการคัดกรองเนื่องจากภาพมีขนาดเล็กเกินไปรวมถึงยังมีจำนวนมหาศาลเกือบ 80 ล้านรูป ความผิดพลาดจึงเกิดขึ้นในครั้งนี้

ที่มา: https://www.theregister.com/2020/07/01/mit_dataset_removed/

from:https://www.techtalkthai.com/mit-apologizes-for-inappropriate-dataset/

VMware เผยแผนเข้าซื้อกิจการ Datrium เสริมบริการ Disaster Recovery-as-a-Service เติมเต็ม Hybrid Cloud

VMware ได้ออกมาเผยถึงแผนการเข้าซื้อกิจการของ Datrium ผู้พัฒนาโซลูชัน Disaster Recovery-as-a-Service หรือ DRaaS เพื่อเสริมภาพของการทำ Hybrid Cloud ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

Credit: Datrium

โซลูชันของ Datrium สามารถช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถสร้าง Hybrid Cloud เชื่อมต่อโซลูชันของ VMware ภายใน Data Center ขององค์กรขึ้นไปยัง VMware Cloud on AWS ได้อย่างง่ายดาย และยังสามารถลดพื้นที่ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลของ VM Snapshot บน S3 ลงได้ถึง 10 เท่า รวมถึงยังทำ On-Demand Provisioning บน Cloud ได้อีกด้วย

Datrium ได้พัฒนาเทคโนโลยีของตนเองให้สามารถใช้งานได้กับโซลูชันของ VMware ทั้งบนระบบ On-Premises และ Cloud ดังนั้นธุรกิจองค์กรจึงมักเลือกใช้ Datrium ในการทำ Cloud DR สำหรับระบบที่ใช้ VMware vSphere เป็นหลัก โดยยังคงใช้เครื่องมือในการบริหารจัดการที่คุ้นเคยอยู่เดิมได้ทั้งหมด

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้ VMware สามารถขยายบริการ VMware Site Recovery DRaaS ให้มีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ายิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ โดยทีมงานของ Datrium จะถูกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีม VMware พร้อมสิทธิบัตรด้าน Cloud Storage และ DR Service ทั้งหมดด้วย โดย VMware จะยังคงให้บริการเดิมต่อเนื่องสำหรับลูกค้าของ Datrium และผลักดันภาพของ Hybrid Cloud ให้เติบโตยิ่งกว่าเดิม

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ไม่เปิดเผยมูลค่า และผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Datrium ได้ที่ https://www.datrium.com/

ที่มา: https://www.storagereview.com/news/vmware-to-acquire-datrium

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-to-acquire-datrium/

Azure Firewall Manager เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งานแล้ว

Microsoft ได้ประกาศให้ Azure Firewall Manager เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งานแล้ว ภายในความสามารถใหม่ประกอบด้วยการจัดการ Azure Firewall Policy, Azure Firewall in a Virtual WAN Hub (Secure Virtual Hub) และ Hub Virtual Network

Credit: Microsoft

ฟีเจอร์ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของ Firewall Manager มีดังนี้

  • Threat intelligence-based Filtering สามารถอนุญาตรายการใน Firewall Policy ได้แล้ว
  • รองรับหลาย Public IP สำหรับ Azure Firewall in Secure Virtual Hub
  • รองรับการ Force Tunneling สำหรับ Hub Virtual Network
  • สามารถตั้งค่า Secure Virtual Hub ด้วย Azure Firewall สำหรับทราฟฟิค East-West และใช้ Third-party Security-as-a-service สำหรับทราฟฟิค North-South ได้
  • สามารถ Integrate Third-party Security-as-a-service ใน Azure Public Cloud Region ได้แล้ว
  • Security-as-a-service ตอนนี้มี Zscaler และ Check Point พร้อมให้บริการแล้วพรุ่งนี้ (3 กรกฎาคม) ส่วน iboss จะตามมาปลายเดือน
  • กำลังเปิดทดลองใช้งาน DNS Proxy, Custom DNS และ FQDN Filtering ใน Network Rule ด้วย Firewall Policy

ผู้สนใจติดตามเพิ่มเติมเรื่อง Azure Firewall Manager ได้ที่นี่

นอกจากนี้ปัจจุบัน Firewall Policy ก็เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งานแล้ว ซึ่งเป็นทรัพยากรส่วนกลาง (เป็นหน้า Define Rule ไว้เฉยๆ และค่อย Apply ไปยัง Firewall instance) ทั้งนี้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ด้วย Rest API, PowerShell หรือ CLI โดยไม่ต้องพึ่ง Firewall Manager แต่หลังจากสร้าง Policy แล้วท่านสามารถใช้ Firewall Manager เพื่อประกาศใช้ Policy กับตัว Firewall instance ได้ 

ผู้ใช้งานที่เคยทำ Firewall Policy เอาไว้แล้วสามารถ Migrate Rule จาก Azure Firewall มาเป็น Firewall Policy ได้ด้วยสคิร์ปต์หรือผ่านทาง Firewall Manager ใน Azure Portal สำหรับเรื่องราคาการสร้าง Firewall Policy ไว้เฉยๆ หรือพ่วงเข้ากับ Firewall ไม่เกิน 1 ตัวนั้นยังไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่จำกัดจำนวนของ Policy แต่จะเริ่มคิดเงินตามเมื่อนำ Policy ผูกกับ Firewall มากกว่า 1 ตัว ซึ่งคิดตาม Firewall Policy ต่อ Region โดยไม่สนว่าแต่ละ Policy จะเข้าไปใช้กับ Firewall จำนวนกี่ตัว

ที่มา :  https://azure.microsoft.com/en-us/blog/azure-firewall-manager-is-now-generally-available/

from:https://www.techtalkthai.com/azure-firewall-manager-now-generally-available/

Amazon RDS Proxy เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งานแล้ว

AWS ได้ประกาศให้บริการ Database Proxy สำหรับ Amazon RDS เข้าสู่สถานะพร้อมให้บริการแล้ว ซึ่งรองรับได้ทั้ง MySQL และ PostgreSQL

Credit: AWS

ไอเดียก็คือว่าแอปพลิเคชันมีการสั่งเปิดปิดการเชื่อมต่อ Database บ่อยครั้งซึ่ง RDS Proxy จะทำให้หลายแอปพลิเคชันมี Pool และแชร์การเชื่อมต่อสู่ Database เพื่อตอบโจทย์เรื่องประสิทธิภาพและรองรับการขยายการใช้งาน รวมถึงความมั่นคงปลอดภัย ซึ่ง Amazon คุยว่า Proxy สามารถช่วยลดเวลากู้คืนหลัง Fail Over ได้ถึง 79% สำหรับ Aurora MySQL และ 32% สำหรับ RDS for MySQL ทั้งนี้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขโค้ดเพื่อใช้งาน RDS Proxy

เกร็ดเล็กน้อยที่ต้องรู้เพิ่มเติมมีดังนี้

  • RDS Proxy รองรับได้กับ RDS for MySQL เวอร์ชัน 5.6 และ 5.7 รวมถึง RDS for PostgreSQL เวอร์ชัน 10.11 และ 11.5 เท่านั้น
  • Proxy ไม่รองรับโหมด Compress เช่น –compress หรือ -c ในคำสั่ง MySQL
  • RDS Proxy ต้องอยู่ใน VPC เดียวกันกับ Database แม้ว่าตัว Database จะเข้าถึงแบบสาธารณะได้แจ่ Proxy ทำไม่ได้ก็ตาม
  • ใน Aurora Cluster ทุกการจัดการ connection จะทำโดย Aurora Primary instance หากต้องการทำ Load Balancing สามารถใช้ Reader Endpoint ต่อตรงสำหรับ Aurora Cluster ได้

ปัจจุบัน Amazon RDS Proxy จะรองรับทั้ง Aurora สำหรับ MySQL, PostgreSQL และ RDS สำหรับ MySQL, PostgreSQL ซึ่งพร้อมให้บริการแล้วในภูมิภาค Asia Pacific (Mumbai), Asia Pacific (Seoul), Asia Pacific (Singapore), Asia Pacific (Sydney), Asia Pacific (Tokyo), Canada (Central), EU West (Ireland), Europe (Frankfurt), Europe (London), US East (Ohio), US West (N. California), US West (Oregon) และ US East (N. Virginia) 

ที่มา :  https://aws.amazon.com/blogs/aws/amazon-rds-proxy-now-generally-available/

from:https://www.techtalkthai.com/amazon-rds-proxy-now-generally-available/

เชิญร่วมงาน Developer Playground @ Oracle Cloud Day Online – Asia

Oracle ขอเชิญเหล่า Developer และ Programmer เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Developer Playground @ Oracle Cloud Day Online – Asia เพื่ออัปเดตเทรนด์การพัฒนาแอปพลิเคชันล่าสุดในยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น Cloud-native Apps, Autonomous Development และ Low-code Development พร้อมรับชม Demo และเข้าร่วม Hands-on Lab ตลอดวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020 ตั้งแต่ 9:00 น. เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

ชื่องาน: Oracle Cloud Day Online – Asia
Track: Developer Playground
วัน: วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2020
เวลา: 9:00 – 18:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Conference
รายละเอียด: https://www.oracle.com/ph/cloudday/

Oracle Cloud Day Online – Asia เป็นงานสัมมนาออนไลน์ของ Oracle ที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย (รวมประเทศไทย) มีวัตถุประสงค์เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติทางด้าน Data Management, Application Modernization และ AI & Analytics ล่าสุดในยุค Cloud Transformation จุดประกายให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้อมูลที่มีอยู่และพลิกโฉมธุรกิจของตนให้ทันสมัย โดยภายในงานจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Tracks ครอบคลุมทั้งเชิงธุรกิจและเชิงเทคนิค รวมไปถึงมีการแชร์กรณีศึกษาที่น่าสนใจ, Demo และ Hands-on Lab ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

สำหรับ Developer และ Programmer นั้น มีการแยก Track ออกมาเป็นพิเศษ คือ Developer Playground ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก Oracle จะมาแนะนำวิธีการพัฒนา Cloud-native Apps อัจฉริยะ, ประโยชน์ของ Autonomous Development และเรียนรู้ Low-code Development โดยใช้ Oracle APEX บน Oracle Autonomous Database พร้อมสาธิตการใช้งานและมี Workshop ให้ลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งท่านจะได้เรียนรู้

  • วิธีสร้าง Autonomous Transaction Processing Instance
  • การใช้ Oracle APEX (Low-code Development Platform) บน Oracle Cloud
  • การสร้าง APEX Workspace
  • การสร้างแอปพลิเคชันจากไฟล์
  • การใช้ Quick SQL เพื่อสร้าง Database Objects
  • การใช้ SQL Developer Web เพื่อเข้าถึง Database Objects และสร้าง Data Model
  • การสร้างและปรับปรุง APEX Applications

ผู้ที่สนใจเข้าร่วม Workshop สามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://go.oracle.com/LP=94539

** ลิงค์ลงทะเบียนนี้สำหรับการเข้าร่วม Workshop เวลา 16:00 น. เท่านั้น ถ้าท่านต้องการเข้าร่วมฟังบรรยายอื่นๆ ภายในงาน สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://go.oracle.com/LP=95006

from:https://www.techtalkthai.com/developer-playground-at-oracle-cloud-day-online-asia-2020/

Splunk Webinar: ก้าวสู่การทำธุรกิจแห่งยุคดิจิทัลและเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจด้วย Data AI และ Machine Learning

Splunk Thailand ขอเรียนเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าฟังบรรยาย Splunk Webinar เรื่อง “ก้าวสู่การทำธุรกิจแห่งยุคดิจิทัลและเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจด้วย Data AI และ Machine Learning” ในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2020 เวลา 10:00 น. ผ่านช่องทาง Live Webinar (บรรยายภาษาไทย) โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ปัจจุบันข้อมูลหรือ Data นั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนได้ยินและรู้จักกันดี รวมถึงสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Insight) และนำผลที่ได้นั้นมาเพิ่มมูลค่ากับให้ธุรกิจได้เสมอไป เพราะต้องอาศัยความสามารถความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลายและมีเครื่องมือที่สามารถรองรับข้อมูลได้อย่างยืดหยุ่นและหลากหลาย โดย Gartner มีรายงานออกมาว่า “Augmented Analytics หรือการทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี Machine Learning (ML) นั้นจะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจได้มีองค์ความรู้ในแง่มุมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง”

ทีมงาน Splunk ประเทศไทยมีความเข้าใจถึงความสำคัญในการนำข้อมูลขององค์กรออกมาใช้งาน และต้องการให้ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดการใช้งาน Machine Learning ร่วมกับข้อมูลของท่าน ทำอย่างไรองค์กรถึงจะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้เพื่อค้นหา คาดการณ์ วิเคราะห์ และนำผลที่ได้มาเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ โดยมี Use case หลากหลาย เช่น การวิเคราะห์การล็อกอินเข้าสู่เว็บแอปพลิเคชัน ปัญหาของการล๊อคอินช้าหรือเข้าระบบไม่ได้โดยเฉพาะช่วงที่ลูกค้าต้องการจะชำระเงิน ก็อาจนำไปสู่การยกเลิกบริการหรือสูญเสียรายได้เพราะความพึงพอใจในประสิทธิภาพจากลูกค้าลดลง เป็นต้น

Splunk ขอนำเสนอโซลูชัน ITSI ในการตรวจสอบ Health Score และนำ Health score นั้นมาทำการชี้วัดความรุนแรงของปัญหาตามที่ผู้ใช้กำหนดไว้ รวมถึงการนำเสนอข้อมูลไปสู่ผู้บริหารซึ่งอาจจะไม่มีความเชี่ยวชาญทางเทคนิค แต่มีความเข้าใจในการทำธุรกิจ ให้มีความเข้าใจถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น และตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและฉับไว Splunk ITSI เป็นผู้บุกเบิกสูตรสำเร็จสำหรับองค์กรในการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาต่างๆ และคาดการณ์ รวมถึงแจ้งเตือนให้ฝ่าย IT Operations สามารถจัดการได้อย่างทันท่วงทีเพื่อเพิ่มความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าของท่าน

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ก้าวสู่การทำธุรกิจแห่งยุคดิจิทัล และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจด้วย Data, AI และ Machine Learning
ผู้บรรยาย: คุณกติพงศ์ ศิริสวัสดิ์ Senior Solutions Engineer จากทีมงาน Splunk ประเทศไทย
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2020 เวลา 10.00 – 11.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Zoom Webinar
ภาษา: ไทย

เนื้อหาการบรรยาย:

  • Data, Digital Transformation เกี่ยวข้องกับ Machine Learning และ AI อย่างไร
  • หลักการ แนวคิดการใช้ Machine Learning และ AI นั้นช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจได้อย่างไร
  • หลักการทำงานของ Splunk ITSI และ Machine Learning กับ AI
  • Demo Live การ Automation และ predictive analytics ด้วย Splunk ITSI
  • Use-case ต่างๆในการใช้งาน ITSI

การเข้าร่วมฟัง Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน Splunk ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

* อีเมลยืนยันการลงทะเบียนพร้อมรายละเอียดการสัมมนาผ่านเว็บจะถูกส่งถึงคุณหลังจากคุณเสร็จสิ้นการลงทะเบียน

สอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อคุณนัท อีเมล: twatanachanobol@splunk.com

from:https://www.techtalkthai.com/splunk-itsi-webinar-17072020/

SAS Webinar: บทบาทของ Analytics กับยุค New Normal

SAS ขอเชิญเหล่าผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน IT เข้าฟังบรรยาย SAS Webinar เรื่อง “บทบาทของ Analytics กับยุค New Normal” พร้อมเรียนรู้ว่า Analytics จะช่วยให้เรารับมือกับวิกฤตครั้งถัดไปให้ดีมากยิ่งขึ้นอย่างไร ในวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2020 เวลา 10:30 น. ผ่าน Live Webinar ฟรี

พิเศษ!! เข้าฟังบรรยายพร้อมทำแบบสอบถาม ลุ้นรับ e-Voucher ของ Grab Food มูลค่า 200 บาท รวม 30 รางวัล

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: บทบาทของ Analytics กับยุค New Normal
ผู้บรรยาย: คุณธนาพนธ์ ตรีเลิศกุล Analytics Customer Advisory, SAS Software (Thailand) Co., Ltd.
วันเวลา: วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2020 เวลา 10:30 – 12:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://zoom.us/webinar/register/WN_MGELYDTsQMWL9eUJn3mTeQ

วิกฤต COVID-19 ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ประชาชนทั่วไปและธุรกิจต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ในไทยจะเริ่มคลี่คลายไปบ้าง ผู้คนก็ยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนก่อนเกิดวิกฤตได้ จำเป็นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่หรือ New Normal ในทุกๆ ด้านทั้งการใช้ชีวิตทั่วไป การศึกษา หรือการดำเนินธุรกิจ แล้วเราจะทำอย่างไรให้วิถีชีวิตใหม่นี้สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นภายหลังวิกฤต COVID-19

ภายใน Webinar นี้ท่านจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจว่า Analytics จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรกับวิถีชีวิตใหม่ รวมไปถึงจะช่วยให้เราสามารถรับมือกับวิกฤตครั้งถัดไปได้ดีมากยิ่งขึ้นอย่างไร โดยหัวข้อการบรรยายประกอบด้วย

  • ปัญหาและความท้าทายของธุรกิจในช่วง COVID-19
  • SAS Analytics ในยุค New Normal
  • แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุค New Normal
  • แชร์กรณีศึกษา: Location Network Analytics

กด Interested หรือ Going เพื่อติดตามอัปเดตและรับการแจ้งเตือนบน Facebook Event: https://www.facebook.com/events/326801074997831/

from:https://www.techtalkthai.com/sas-webinar-analytics-in-the-new-normal-era/