คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

รู้จัก Oracle Cloud VMware Solutions อีกทางเลือกในการก้าวสู่การทำ Hybrid Cloud ด้วยโซลูชันจาก Oracle และ VMware

เดิมทีนั้นสำหรับธุรกิจองค์กรที่มีการใช้งานระบบ Virtualization จาก VMware ร่วมกับ Business Application และ Database จาก Oracle นั้น มักประสบปัญหาการเลือกใช้บริการ Cloud ที่รองรับเทคโนโลยีทั้งสองส่วนนี้ได้ยากทั้งในเชิง Infrastructure, เชิงเทคนิค และเชิงของราคา การก้าวสู่ Cloud ของธุรกิจในกลุ่มนี้จึงถือเป็นการตัดสินใจที่ยาก และมีกระบวนการย้ายระบบที่ค่อนข้างซับซ้อนตามมา

แน่นอนว่าทั้ง Oracle และ VMware ในฐานะของผู้พัฒนาโซลูชันชั้นนำสำหรับธุรกิจองค์กรเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทั้งคู่จึงได้ร่วมมือกันและเปิดตัวบริการ Oracle Cloud VMware Solutions (OCVS) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม 2020 ที่ผ่านมานี้ ด้วยการผสานเทคโนโลยีของทั้งคู่เข้าด้วยกัน พร้อมทีมบริการจาก Oracle Cloud ที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าทุกประสบการณ์การใช้งานโซลูชันนี้จะเป็นไปได้อย่างราบรื่น Support การทำงาน Oracle Applications บน VMware, ตอบโจทย์การทำ Hybrid Cloud ระหว่าง On-Premise และ Oracle Cloud Infrastructure ได้อย่างมั่นใจ และสามารถต่อยอดด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลายบน Oracle Cloud เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าได้อย่างเต็มที่

Oracle Cloud VMware Solutions: ระบบ VMware SDDC แบบครบวงจรบน Oracle Cloud ที่พร้อมช่วยให้ธุรกิจองค์กรก้าวสู่ Hybrid Cloud ได้ทันที

credit : Oracle

เบื้องหลังของ Oracle Cloud VMware Solutions นี้ก็คือการใช้เทคโนโลยี VMware Software-Defined Data Center (SDDC) ติดตั้งบน Physical Server หรือที่เรียกว่า Bare Metal Host บน Oracle Cloud นั่นเอง ทำให้ระบบนี้ทำงานแบบ Single-Tenant คือไม่มีการแบ่งปันทรัพยากรกับผู้ใช้งาน Oracle Cloud รายอื่นๆ เลย ทำให้สามารถตอบโจทย์ของธุรกิจองค์กรที่เข้มงวดเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลหรือการตอบโจทย์ Compliance ได้เป็นอย่างดี โดยภายใน VMware SDDC ที่ใช้งานภายในโซลูชัน Oracle Cloud VMware Solutions นี้มีส่วนประกอบดังนี้

  • VMware vSphere ระบบ Virtualization จาก VMware ที่ประกอบไปด้วย VMware ESXi และ VMware vSphere
  • VMware NSX-T Data Center สำหรับการทำ Virtual Networking & Security ซึ่งประกอบไปด้วย NSX Manager, NSX-T Local Manager, NSX-T Controller และ NSX-T Edge
  • VMware vSAN ระบบ Software-Defined Storage ที่ผสานรวมเอา Local Storage ของ Bare Metal Server ในระบบเข้าด้วยกันเป็น Shared Datastore สำหรับให้ VM ใช้งาน
  • VMware HCX หรือ Hybrid Cloud Extension ที่มีบทบาทในการทำให้การย้าย Workload จากระบบ On-Premises มาสู่ Cloud เป็นไปได้อย่างราบรื่นและง่ายดาย

จะเห็นได้ว่าในเชิงโครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้นนั้น Oracle Cloud VMware Solutions เลือกที่จะใช้เทคโนโลยีจาก VMware Cloud Foundation ร่วมกับ Bare Metal Cloud System โดยตรงทั้งหมดเพื่อให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานและการออกแบบระบบนั้นเป็นเหมือนกับการใช้งานภายใน On-Premises Data Center เลย ทำให้ระบบมีความซับซ้อนน้อยที่สุด และมั่นใจได้ในประสิทธิภาพของระบบนั่นเอง

การเริ่มต้นใช้งาน Oracle Cloud VMware Solutions นี้จะมากับ Bare Metal hosts จำนวน 3 เครื่อง และสามารถเพิ่มขยายสูงสุดได้ 64 เครื่องต่อระบบ ซึ่งในการเริ่มต้นใช้งานที่ 3 เครื่องนี้องค์กรจะได้รับทรัพยากรในการประมวลผลได้แก่ 156 OPCUs, 2304 GB Physical Memory และ 153 TB NVMe-based Raw Storage ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอต่อการรองรับ Workload ได้หลากหลายชนิดแล้ว

สำหรับการ Provision ระบบขึ้นมาครั้งแรก ผู้ใช้งานสามารถทำผ่าน Oracle Cloud Infrastructure Console ได้ทันทีทั้งหมด จนเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการตั้งค่าเบื้องต้นแล้ว การบริหารจัดการก็จะสามารถทำผ่าน VMware vCenter ภายในระบบได้เลย และจุดเด่นอีกข้อที่ทำให้ Oracle Cloud VMware Solutions (OCVS) แตกต่างจากเจ้าอื่นคือผู้ใช้งานนั้นจะมี Full Administrative control บน VMware environment ภายใต้ tenancy ที่เราดูแลอยู่ เช่น กำหนด version control ของ vSphere, การเข้าถึง OS ซึ่งจะทำให้การดูแลและจัดการใกล้เคียงกับ VMware บน On-premise มาก

โดยสรุปแล้ว Oracle Cloud VMware Solutions นี้มีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ต่อการนำไปใช้งานในฐานะบริการ Cloud สำหรับธุรกิจองค์กรหลากหลายประการ ได้แก่

  • การย้ายระบบได้ง่ายไม่ต้องมีการแก้ไขโค้ด เนื่องจากเทคโนโลยีเบื้องหลังนั้นเป็นระบบของ VMware แบบเดียวกับที่ใช้งานอยู่ภายในธุรกิจองค์กร ผู้ดูแลระบบจึงสามารถทำการย้าย Workload ระหว่างกันได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องแก้ไขสิ่งใด
  • มีระบบแยกเฉพาะเป็นของตนเอง ไม่ต้องแบ่งปันทรัพยากรกับผู้ใช้บริการ Cloud รายอื่นๆ จึงมั่นใจได้ในความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว รวมถึงยังสามมารถปรับแต่งการตั้งค่าการทำงานและการกำหนดสิทธิ์ได้ตามต้องการ
  • ติดต่อ Oracle เพียงรายเดียวสำหรับทั้งการจัดซื้อและการรับบริการหลังการขาย ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด
  • ใช้ทักษะเดิมในการทำงานได้ทันที เพราะระบบของ Oracle Cloud VMware Solutions นี้เป็นระบบแบบเดียวกับที่ใช้งานในธุรกิจองค์กร ผู้ดูแลระบบจึงสามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ทางด้าน vSphere, vCenter, vSAN และ NSX ทั้งหมดได้ทันที พร้อมทั้งยังบริหารจัดการทั้ง Cloud และ On-Premise ร่วมกันได้บน VMware vCenter
  • ปรับระบบ Cloud ให้มีสภาพแวดล้อมแหมือนภายในองค์กรได้ ทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถควบคุมรุ่นของซอฟต์แวร์ภายในระบบ Cloud ให้เหมือนกับที่ใช้งานอยู่ภายในธุรกิจองค์กร และทำงานได้อย่างราบรื่น โดยปัจจุบันนี้ Oracle Cloud VMware Solutions รองรับ vSphere รุ่น 6.5 และ 6.7 และจะขยายสู่เวอร์ชันถัดๆไปในอนาคต
  • ออกแบบตามมาตรฐานที่ VMware รับรอง (VMware Validated Design) บนเครื่องทีได้รับการรับรองจาก VMware (VMware Certified Hardware) ทำให้มั่นใจได้ว่าการทำงานร่วมกันของระบบแต่ละส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้ดี และมีประสิทธิภาพ
  • ทำ Data Center Extension หรือ Disaster Recovery ได้บน Oracle Cloud Data Center ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการ Replicate ข้อมูลหรือ Backup ก็ตาม ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกนำข้อมูลไปวางบน Oracle Cloud Region ที่ตนเองต้องการได้อย่างอิสระ
  • ควบคุมได้อย่างเต็มที่ เพราะระบบนี้เป็นของคุณทั้งหมด จึงสามารถเลือกใช้รุ่นของ vSphere ที่ต้องการ, เข้าถึงระบบปฏิบัติการที่ติดตั้งในฮาร์ดแวร์แต่ละชุดเพื่อปรับแต่งการทำงานในเชิงลึก ไปจนถึงการเข้าถึงทรัพยากรอื่นๆ
  • มีระบบที่ทรงพลัง ด้วยฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงที่มีหน่วยประมวลผลมากถึง 156 Cores ให้ใช้งานภายใน 3 Node และเพิ่มขยายสูงสุดได้ถึง 64 Node ต่อ Cluster รองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตได้อย่างยืดหยุ่น

ต่อยอด Oracle Cloud VMware Solutions ด้วยเทคโนโลยีจาก Oracle Cloud

แน่นอนว่าจุดเด่นที่ทำให้ Oracle Cloud VMware Solutions เหนือกว่าโซลูชัน VMware Cloud อื่นๆ นั้นก็คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีของ Oracle นั่นเอง ซึ่งภายใน Oracle Cloud ก็มีทั้งบริการและ Hardware ที่สามารถนำมาใช้งานร่วมกับ Oracle Cloud VMware Solutions ได้หลากหลาย ดังนี้

  • Container & Microservices โดยภายใน Oracle Cloud นั้นมีบริการ Container Engine for Kubernetes และ Oracle Functions แบบ serverless ให้สามารถใช้งานเพื่อค่อยๆ เปลี่ยน Workload แบบเดิมมาสู่สถาปัตยกรรมที่ทันสมัยขึ้นได้
  • Cloud Database Management บน Oracle Cloud นี้มีบริการ Database ให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Oracle Exadata Cloud Service, Autonomous Data Warehouse, Autonomous Transaction Processing, Oracle NoSQL Database และอื่นๆ อีกมากมาย
  • Business Analytics & Data Science แน่นอนว่าบน Oracle Cloud นี้ยังมีเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลอยู่มากมาย เช่น Oracle Analytic Cloud, Oracle Big Data Service, Oracle Data Science Platform อีกทั้งยังมี GPU ให้ใช้เพื่อรองรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูงได้อีกด้วย
  • Block, Object, File & NVMe Storage เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเหมาะสมสูงสุด

บริการเหล่านี้สามารถช่วยเติมเต็มความต้องการในการบริหารจัดการและการประมวลผลข้อมูลของธุรกิจองค์กรได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้การก้าวสู่การใช้ Oracle Cloud VMware Solutions นี้สามารถต่อยอดไปสู่การนำข้อมูลมาใช้สร้างคุณค่าต่อธุรกิจได้ในระยะยาว และเปิดรับต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางด้าน Data Analytics, Machine Learning และ AI ได้นั่นเอง

แนวทางหนึ่งที่ Oracle แนะนำนั้นก็คือในช่วงแรกเริ่มนั้น ให้ธุรกิจองค์กรทำการย้าย Workload ระบบงานเดิมที่มีอยู่ขึ้นมายัง Oracle Cloud VMware Solutions โดยไม่ต้องมีเปลี่ยนแปลงการทำงานใดๆ ก่อน จนเมื่อระบบนิ่งแล้ว จึงค่อยเปิดบริการอื่นๆ บน Oracle Cloud เข้ามาต่อยอดหรือทดแทนระบบเดิมบางส่วน เพื่อเป็นการปรับให้ระบบมีสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยขึ้น และสามารถรองรับการจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและทดสอบการใช้งาน Oracle Cloud VMware Solutions

ผู้ที่สนใจสามารถทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Oracle Cloud VMware Solutions ได้ที่ https://www.oracle.com/cloud/compute/vmware/ และสามารถติดต่อทีมงาน Oracle ในประเทศไทยเพื่อขอคำปรึกษาหรือทดสอบการใช้งานจริงได้ทันทีที่อีเมล์ pornpen.phichedwattana@oracle.com

เกี่ยวกับ VMware Cloud Provider Program (VCPP)

โครงการ VCPP นี้คือโครงการที่ได้ผสานรวมเอาบริการ VMware Software-as-a-Service เข้ากับเหล่าผู้ให้ริการ VMware Service Provider Partners ทั่วโลก เพื่อให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถใช้งานบริการ Cloud ที่มีเทคโนโลยีของ VMware เป็นเบื้องหลังได้ผ่านทางผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้าน IT ที่ได้เข้าร่วมโครงการ VCPP มากกว่า 20 รายแล้ว ดังนั้นธุรกิจไทยจึงสามารถเลือกใช้งานบริการ Cloud ภายในประเทศที่ให้บริการเทคโนโลยีของ VMware และเชื่อมต่อระบบ Data Center ภายในธุรกิจองค์กรเข้ากับบริการ Cloud เหล่านี้สู่ภาพของ Hybrid Cloud หรือทำ Disaster Recovery ได้ทันที โดยมีทีมงานคนไทยคอยให้บริการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

ผู้ที่สนใจใช้บริการ VMware ในรูปแบบของการคิดค่าใช้จ่ายตามจริง สามารถติดต่อทีมงานของ VMware ประจำประเทศไทยได้ที่คุณปลา 081-913-3347 หรืออีเมล์ kemwat@vmware.com หรือสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VCPP ได้ที่ https://www.vmware.com/partners/service-provider.html และสามารถตรวจสอบสถานะของบริษัทต่างๆ ที่เป็น VCPP ได้ที่ https://cloud.vmware.com/providers/

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-cloud-vmware-solutions-the-hybrid-cloud-by-oracle-and-vmware/

Red Hat Enterprise Linux เปิดให้ใช้งานได้ฟรีในระบบ Production ขนาดไม่เกิน 16 เครื่องแล้ว

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Red Hat ได้ประกาศถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อ CentOS Linux จนทำให้ผู้ใช้งานจำนวนมากต้องมองหาทางเลือกใหม่ๆ ล่าสุด Red Hat ได้ออกมาประกาศถึงแผนการใหม่ที่จะเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งาน Red Hat Enterprise Linux หรือ RHEL ที่มีความเสถียรสูงได้ฟรีๆ แทน

Credit: Red Hat

อันที่จริงแล้วต้องเท้าความก่อนว่าก่อนหน้านี้ Red Hat ก็เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ RHEL ได้ฟรีอยู่แล้วผ่าน Red Hat Developer Program แต่จำกัดแค่ 1 เครื่องต่อนักพัฒนา 1 คนเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นนักนอกจากใช้ทดสอบหรือพัฒนาระบบเล็กๆ

แต่การประกาศครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขนี้ โดยนักพัฒนา 1 คนจะสามารถใช้ RHEL โดยไม่ค่าใช้จ่ายในระดับ Production ได้ถึง 16 เครื่องด้วยกัน ซึ่งจำนวนเท่านี้ก็สามารถรองรับระบบ Production ขนาดเล็กได้อย่างสบาย เพียงแต่ว่าอาจต้องดูแลรักษาระบบด้วยตนเองเท่านั้น ซึ่ง Red Hat เองก็ยังระบุด้วยว่า RHEL รุ่นฟรีเหล่านี้สามารถใช้งานบน Cloud อย่าง AWS, Google Cloud Platform และ Microsoft Azure ได้ด้วย

วิธีการใช้งาน RHEL ฟรีๆ นี้ก็ง่ายๆ เพียงแค่สมัคร Red Hat Account เท่านั้น ก็สามารถทำการ Download RHEL และอัปเดตได้อย่างต่อเนื่องแล้ว

อย่างไรก็ดี Red Hat ระบุว่าประกาศนี้จะบังคับใช้อย่างช้าที่สุดก็คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ดังนั้นโดยสรุปแล้ว Red Hat นั้นจะวาง Position ของ Linux ต่างๆ ในมือตัวเองเอาไว้ดังนี้

  • Fedora Linux สำหรับทดลองนวัตกรรมและแนวคิดใหม่ๆ ทางด้านระบบปฏิบัติการ และจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับ Red Hat Enterprise Linux รุ่น Major ถัดไป
  • CentOS Stream สำหรับปรับปรุงให้กลายเป็น Red Hat Enterprise Linux รุ่น Minor ถัดไป
  • RHEL เป็นระบบปฏิบัติการหลัก

ผู้ที่สนใจใช้งาน RHEL ฟรีๆ สามารถไปสมัคร Red Hat Account รอได้ที่ https://developers.redhat.com/ ทันทีครับ

ที่มา: https://www.redhat.com/en/blog/new-year-new-red-hat-enterprise-linux-programs-easier-ways-access-rhel

from:https://www.techtalkthai.com/red-hat-enterprise-linux-will-be-available-for-free-in-small-production/

[Guest Post] คลาวด์ เอชเอ็ม (Cloud HM) ได้รับการรับรอง VMware Cloud Verified ประกาศความพร้อมสนับสนุนการใช้งานคลาวด์ทุกรูปแบบ รองรับการทำธุรกิจยุคหลัง New Normal

บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด (Cloud HM) ผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำสำหรับองค์กรในประเทศไทยประกาศเป็นผู้ให้บริการที่ผ่านการรับรอง VMware Cloud Verified 

นายเบญจ เบญจรงคกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่าย Business Strategy & Transformation บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (ซ้าย) นายณพัชร อัมพุช กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด (กลาง) และนายเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำวีเอ็มแวร์ ประเทศไทย (ขวา)

 

เครื่องหมายรับรอง Cloud Verified ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ มั่นใจได้ว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายนั้นๆ จะสามารถนำเสนอบริการ SDDC as a Service พร้อมกับการันตีการมีโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการทำงานบนแอปพลิเคชันระดับองค์กรทั้งแบบดั้งเดิมและแบบคอนเทนเนอร์ที่มีประสิทธิภาพและครบวงจรมากที่สุด โดยพาร์ทเนอร์ที่ได้รับ VMware Cloud Verified จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าของพวกเขาสามารถใช้งานโซลูชันดิจิทัลต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการทำงานร่วมกันทั้งแอปพลิเคชันระดับองค์กรแบบดั้งเดิมหรือแบบคอนเทนเนอร์ด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ล่าสุดของ VMware

นายณพัชร อัมพุช กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด กล่าวว่า “การได้รับ VMware Cloud Verified ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของ Cloud HM หนึ่งในผู้ให้บริการสองรายในประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง  สิ่งนี้ยืนยันความมุ่งมั่นของเราที่จะมอบบริการคลาวด์ประสิทธิภาพสูงและปลอดภัยแก่ลูกค้า สอดคล้องกับมาตรฐานบริการคลาวด์ของแพลตฟอร์มชั้นนำในอุตสาหกรรม ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าแอปพลิเคชันที่พวกเขาใช้หรือให้บริการแก่ลูกค้าทำงานอยู่บนคลาวด์มีความเสถียรและปลอดภัยสูงซึ่งดูแลและจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของ VMware”

โดยในปี พ.ศ. 2564 Cloud HM มีแผนจะเปิดตัวบริการเพิ่มเติมร่วมกับ VMware เพื่อรองรับการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML) ที่กำลังเติบโตในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจสมัยใหม่ตามที่ Gartner คาดการณ์ไว้ในรายงานแนวโน้มเทคโนโลยี บริการใหม่ที่ Cloud HM จะเปิดตัว ได้แก่ K8S as a Service และ VMware Marketplace on vCloud Director แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นบริการที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับใช้แอปพลิเคชันของตนเองบนเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน (virtual machine) ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถสร้างแอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูงด้วยขั้นตอนที่สะดวกยิ่งขึ้น

นายเอกภาวิน สุขอนันต์ ผู้จัดการประจำวีเอ็มแวร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “พาร์ทเนอร์ VMware Cloud Verified จะช่วยยกระดับองค์กรธุรกิจในประเทศไทยด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพสูงของวีเอ็มแวร์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้รับประสบการณ์ใช้งานคลาวด์ที่คล่องตัวและมีระบบคลาวด์คอมพิวติ้งที่เชื่อถือได้ซึ่งผ่านการรับรอง Cloud Verified จากวีเอ็มแวร์ เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุน Cloud HM ให้ช่วยองค์กรต่าง ๆ ได้รับประสบการณ์ใช้งานคลาวด์ที่ง่ายและมีความยืดหยุ่น”

ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ ของไทยเร่งการสร้างดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันให้เกิดขึ้น รวมทั้งเริ่มคิดค้นบริการและรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและคลาวด์คือหนึ่งโซลูชันที่สนับสนุนรูปแบบธุรกิจดังกล่าว โดย Cloud HM คือตัวอย่างผู้ให้บริการที่นำเสนอบริการโมเดิร์นแอปพลิเคชันเพื่อรองรับความต้องการของตลาด

ขณะนี้วีเอ็มแวร์มีเครือข่ายผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์มากกว่า 4,300 รายที่พร้อมให้บริการองค์กรธุรกิจมากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังให้บริการผ่านความเชี่ยวชาญที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการและอุตสาหกรรมในแต่ละประเทศ และช่วยให้ลูกค้าสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดที่มีความซับซ้อนได้สะดวกยิ่งขึ้น

ศึกษาเงื่อนไขผ่านการรับรองการเป็นพาร์ทเนอร์ Cloud Verified ได้ที่: https://www.vmware.com/partners/service-provider/vmware-cloud-verified-logo.html

 

 

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์

วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน บริการคลาวด์, เน็ตเวิร์กกิ้ง, ระบบซีเคียวริตี้และดิจิทัลเวิร์คเพลสของวีเอ็มแวร์พร้อมมอบรากฐานดิจิทัลแบบไดนามิกและมีประสิทธิภาพให้กับลูกค้าทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์มากมาย โดยสำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย วีเอ็มแวร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นพลังสนับสนุนที่ดี จากแนวโน้มและผลกระทบการจัดการนวัตกรรมเชิงพื้นที่ในระดับโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.vmware.com/company

 

VMware, VMware Cloud, VMware Cloud Verified และ VMware Cloud Provider เป็นเครื่องหมายทางการค้าของวีเอ็มแวร์ อิงค์ ประเทศสหรัฐฯ และในประเทศอื่น ๆ ที่เปิดให้บริการ

 

เกี่ยวกับ บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด (Cloud HM)

Cloud HM เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Multi-Cloud Services ที่ให้บริการ Cloud ภายในประเทศไทย โดยมี Infrastructure เป็นของตัวเอง บน Data Center มาตรฐาน Tier 4 รวมถึงสามารถออกแบบ และจัดทำ Solution ของ AWS และ Azure ที่เป็น Global Cloud ได้ นอกจากนี้ยังมีการให้บริการด้านอื่น เช่น สำรองข้อมูล สำรองระบบ และบริการเสริมอื่น ๆ บนระบบ Infrastructure ที่มีประสิทธิภาพและเสถียรสภาพสูง ภายใต้ Concept “Your Cloud Expert”

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-cloud-hm-vmware-cloud-verified/

Google Cloud อัปเดตฟีเจอร์ Search ด้วยภาพสำหรับลูกค้า Retail

Google Cloud ได้ปล่อย 2 ฟีเจอร์ใหม่สำหรับการค้นหาสำหรับลูกค้า Retail เข้าสู่สถานะพร้อมใช้งาน

credit : Zdnet

ภายใต้ Product Discovery Solution for Retail มีการปล่อยฟีเจอร์การค้นหาสู่สถานะพร้อมใช้งานแล้ว 2 รายกา รประกอบด้วยการค้นหาด้วยภาพหรือ Vision Search ซึ่งก็คือการที่ลูกค้าสามารถโยนรูปลงไปและ AI จะไปดึงรูปที่มีหน้าตาเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมาแสดงผล โดยราคาของ API คือคิดเป็นรายเดือน ที่ 1,000 ครั้งแรกฟรีแต่ 4,000 ครั้งถัดๆไปอยู่ที่ 4.5 เหรียญสหรัฐฯ ในส่วนของการเก็บรูป 1,000 รูปแรกก็ฟรีเช่นกันและ 4,000 รูปถัดๆไปอยู่ที่ 10 เซ็นต์

อีกฟีเจอร์หนึ่งคือแนะนำการค้นหาหรือ Recommendation หรือการที่ AI ดึงเอาประวัติการซื้อของผู้ใช้มาแนะนำสินค้าได้ โดยค่าใช้จ่ายรายเดือนของบริการอยู่ที่ 20 ล้านครั้งแรก ทุก 1,000 ครั้งการทำนายอยู่ที่ 27 เซ็นต์ สำหรับการเทรนข้อมูลอยู่ที่ 2.5 เหรียญสหรัฐฯต่อโหนดต่อชั่วโมงบน Google Cloud

นอกจากนี้ในส่วนของ Product Discovery Solution for Retail มีการปล่อยบริการ Cloud Search for Retail เข้าสู่สถานะทดสอบ โดยทาง Google คุยว่าจะมีการใช้บริบทการค้นหาของผู้ชมเพื่อสร้างฟังก์ชันการค้นหาคุณภาพสูงมาใส่ในเว็บไซต์หรือแอปมือถือของผู้ขายได้

ที่มา : https://www.zdnet.com/article/google-cloud-offers-image-search-recommendations-service-for-retailers/

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-vision-search-and-recommendation-for-retailers-now-ga/

Citrix เข้าซื้อกิจการ Wrike ระบบ Work Management สำหรับองค์กรมูลค่า 67,500 ล้านบาท

Citrix ได้ออกมายืนยันถึงการเข้าซื้อ Wrike ธุรกิจ Startup ที่เติบโตมาเป็นระบบ Work Management Platform สำหรับธุรกิจองค์กรที่มูลค่า 2,250 ล้านเหรียญหรือราวๆ 67,500 ล้านบาท

Credit: Wrike

Wrike ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2006 ในฐานะของระบบ Project Management Platform ในรูปแบบ Software-as-a-Service หรือ SaaS เพื่อให้ภาคธุรกิจนำไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย และค่อยๆ พัฒนาความสามารถใหม่ๆ เพิ่มเติมมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้รับการระดมทุนถึง 26 ล้านเหรียญ ก่อนจะเติบโตและถูกซื้อกิจการไปโดย Vista Equity Partners ในปี 2018 ที่มูลค่าราวๆ 800 ล้านเหรียญหรือ 24,000 ล้านบาท และมาถูกซื้อกิจการอีกครั้งโดย Citrix ในครั้งนี้

Citrix นั้นเป็นบริษัททางด้าน Software ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการใน Portfolio ของตนเองอย่างหลากหลาย โดยหนึ่งในโซลูชันที่โดดเด่นนั้นก็คือโซลูชันด้าน Productivity เพื่อช่วยให้ธุรกิจองค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ Citrix Workspace เองก็เป็นโซลูชันที่ถูกใช้งานโดยธุรกิจองค์กรทั่วโลกเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาอย่างปลอดภัย เป็นผู้บุกเบิกแนวคิดของ Desktop Virtualization เป็นรายแรกๆ ของโลก

การเข้าซื้อกิจการของ Wrike โดย Citrix ครั้งนี้ จะทำให้ Citrix สามารถนำเสนอโซลูชันสำหรับการบริหารจัดการการทำงานบน Cloud ให้กับฐานลูกค้าเดิมของ Citrix ได้ทั่วโลก สอดคล้องกับสถานการณ์ที่หลายบริษัทถูกบังคับให้ต้องทำงานจากที่บ้านในเวลานี้

Citrix ระบุว่า Wrike จะยังคงทำงานเป็นเอกเทศต่อไปจนกว่าการเข้าซื้อกิจการจะแล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 นี้ โดยผู้บริหารของ Wrike จะยังคงบริหารทีม Wrike ต่อไป

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Wrike สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.wrike.com/

ที่มา: https://venturebeat.com/2021/01/19/citrix-acquires-project-management-platform-wrike-for-2-25-billion/

from:https://www.techtalkthai.com/citrix-acquires-wrike-enterprise-work-management-platform/

[Guest Post] การแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ของผู้ให้บริการด้านการรวมระบบ (SI)

การเลือกโซลูชั่น IIoT (Industrial Internet of Things) ที่ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะมักมีความท้าทาย เช่น การหลีกลี่ยงคุณสมบัติที่ไม่พึงประสงค์เเละค่าใช้จ่ายที่สูง เนื่องจากโซลูชันที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้งานรายหนึ่งอาจไม่เหมือนกับผู้ใช้งานอีกรายหนึ่ง เเม้อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

โดยปกติแล้ว ความแตกต่างระหว่างขอบข่าย เช่น ค้าปลีกอัฉริยะ เมืองอัฉริยะ การผลิตอัฉริยะสามารถบ่งบอกถึงความสำคัญที่ต้องใช้แนวทางที่ต่างกันสำหรับ IIoT ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบ ทำให้ระดับความเจาะจงนั้นสูงขึ้น เเละได้เพิ่มความท้าทายต่อผู้ให้บริการด้านการรวมระบบ (System Integration)

ผู้รวบรวมข้อมูลสามารถช่วยผู้รวมระบบ (SI) ในการเลือกโซลูชันที่เหมาะกับความต้องการของลูกค้าปลายทางมากที่สุด ในบางกรณีอาจกล่าวได้ว่าเป็นการเลือกเฉพาะองค์ประกอบที่ดีที่สุดจากหลากหลายโซลูชันและนำมาประกอบเป็นแนวทางที่กำหนดเองเพื่อให้เหมาะสมกับข้อกำหนดและงบประมาณของลูกค้าปลายทาง

ผู้รวบรวมข้อมูลสามารถช่วยผู้รวมระบบ (SI) โดยการเลือกโซลูชันที่เหมาะสมต่อความต้องการของลูกค้าปลายทางให้ได้มากที่สุด ซึ่งในบางกรณีการเลือกองค์ประกอบเฉพาะที่ดีที่สุดจากหลากหลายโซลูชั่นเเละนำมาประกอบเป็นแนวทางที่สามารถกำหนดเองได้ เพื่อให้เหมาะสมกับข้อกำหนดและงบประมาณของลูกค้าปลายทาง

Dennis Niu รองประธานฝ่าย IoT Solutions ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ WPI Group ได้อธิบายการใช้ข้อมูลเชิงลึกจาก Intel Market Ready Solutions และ Intel RFP Ready Kits ในการช่วยผู้รวมระบบ (SI) ระบุตัวเลือกต่าง ๆ รวมถึงตัวเลือกที่ยังไม่ได้มีการแสดงผลออกมาในทันที

Niu กล่าวว่า “เราช่วยให้ผู้รวมระบบเข้าใจว่าสามารถแยกส่วนประกอบของโซลูชันต่าง ๆ ได้ จึงช่วยให้ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ได้ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิม (ODM) ผู้ผลิตอุปกรณ์ (OEM) หรือแม้แต่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ (ISV) โดยใช้แนวทางแบบแยกส่วน (modular approach)”

การให้ความรู้แก่สมาชิก Intel Market Ready Solution ถือเป็นการยกระดับมูลค่าของระบบนิเวศ

WPI ช่วยผู้รวมระบบและบริษัทในกลุ่ม Intel® Market Ready Solution สามารถให้บริการลูกค้าปลายทางได้ดีขึ้นพร้อมกับการพัฒนาธุรกิจไปในเวลาเดียวกัน

IIoT เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

Giada หรือที่รู้จักในนาม Shenzhen ASL Intelligent Systems Ltd. นั้นเป็นลูกค้าของ WPI และเป็นบริษัทในกลุ่มของ Intel Market Ready Solutions อีกด้วย Giada ได้พยายามค้นหาโซลูชันทางปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มการจดจำใบหน้าใน Giada Digital Signage Management System

Niu กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราพิจารณาอย่างรอบคอบและเสนอให้ Giada ทำงานร่วมกับ Gorilla Technology (ซึ่งก็อยู่ในกลุ่ม Intel Market Ready Solutions) โดยใช้ส่วนประกอบจาก Intelligent Video Analytics Recorder (IVAR)

IVAR มีคุณลักษณะมากมาย ทั้งการตรวจจับและจดจำใบหน้า การตรวจจับและจดจำยานพาหนะ การวิเคราะห์พฤติกรรม และเทคโนโลยีที่ช่วยในการสรุปภาพรวมของข้อมูลทางธุรกิจ (business intelligence) แต่โซลูชันที่ WPI แนะนำมีเพียงการจดจำใบหน้าเท่านั้น ซึ่งรวมถึงการระบุเพศและอายุด้วย

Niu กล่าวต่อว่า “Giada ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบการตรวจจับยานพาหนะหรือวิเคราะห์พฤติกรรม และบริษัทต่าง ๆ มักคิดว่าโซลูชันที่วางจำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาดทั่วไปนั้นไม่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับความต้องการของบริษัทได้ แต่การทำงานร่วมกันของ Giada และ Gorilla Technology ช่วยให้ทั้งสองบริษัทได้รับประโยชน์จากโซลูชันอย่างเหมาะสม”

WPI ได้ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Gorilla Technology ได้ใช้โปรแกรม IPC ของ Giada (IPC media player) และ Giada ได้รับซอฟต์แวร์ของ Gorilla Technology คุณ Niu ได้เน้นอีกว่า “นั่นทำให้ทั้งสองบริษัทสามารถทดสอบระบบของกันและกันได้อย่างละเอียด แทนที่จะให้เพียงแค่รายละเอียดและข้อกำหนด และเอาแต่หวังว่าแต่ละบริษัทจะหาวิธีการกันเอง”

Intel OpenVINO Toolkit มีบทบาทสำคัญในตัวอย่างนี้เเละในโปรเจคอื่นๆของ WPI นอกจากนี้ WPI ยังทำงานร่วมกับ OEM และ ODM เพื่อช่วยให้พวกเขามีความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับ Toolkit และวิธีการใช้เครื่องมือนี้เพื่อปรับปรุงโซลูชันของตนเอง

WPI ยังช่วยให้ผู้รวมระบบ (SI) นำ AI และ Software-as-a-Service (SaaS) มาใช้ในการวิเคราะห์และตอบสนองแบบเรียลไทม์ เนื่องจากแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างมากขึ้นนั้นสามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน IIoT ต่าง ๆ ได้

Niu กล่าวว่า “ด้วยการแยกคุณลักษณะออกจากกันและการที่เราสามารถเลือกแต่ละคุณลักษณะได้ เราจึงสามารถเพิ่มขนาดกลุ่มลูกค้าของผู้รวมระบบ (SI) และ กำลังช่วยให้ผู้รวมระบบ (SI) ค้นพบตัวเลือกเพิ่มเติมเพื่อสร้างโซลูชันที่เหมาะกับความต้องการของผู้บริโภค”

ผู้ที่สนใจโซลูชันของ Intel สามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อติดต่อทีมงาน WPIG ได้ที่ https://bit.ly/iot-partner-2

from:https://www.techtalkthai.com/iiot-opportunities-for-si-businesses-by-wpi-group-and-intel/

Oracle Webinar: เปิดตัว MySQL Database Service พร้อม HeatWave บริการ Real-time Analytics ใหม่ล่าสุด

Oracle ขอเรียนเชิญนักพัฒนาและผู้ดูแลระบบ Database เข้าร่วม Oracle Webinar เรื่อง “เปิดตัว MySQL Database Service พร้อม  HeatWave บริการ Real-time Analytics ใหม่ล่าสุด” ซึ่งจะช่วยยกระดับการใช้ฐานข้อมูลบน Cloud และการทำ Real-time Analytics ไปอีกขึ้น ในวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2021 เวลา 14:00 น. โดยมีรายละเอียดการขั้นตอนการลงทะเบียน ดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: เปิดตัว MySQL Database Service พร้อม  HeatWave บริการ Real-time Analytics ใหม่ล่าสุด
ผู้บรรยาย: Phakaporn Warawit, MySQL Enterprise Sales – ASEAN / Ryan Kuan
MySQL Solution Engineer – ASEAN และ Adulkit Trakulcholchart
Data Extreme Co., Ltd. – Managing Director
วันเวลา: วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2021 เวลา 14:00 – 16:00 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ลิงค์ลงทะเบียน: https://go.oracle.com/LP=104648

ปลายปี 2020 ที่ผ่านมา Oracle ได้เปิดตัว MySQL Database Service ซึ่งเป็นบริการ MySQL ใหม่ล่าสุดที่ทำงานบน Cloud ถูกพัฒนา บริหารจัดการ และซัพพอร์ตโดย MySQL Team 100% เพิ่มความสะดวกสบายในการทำ Provisioning, Patches, Upgrades และ Backup & Restore ทั้งยังสามารถขยายระบบฐานข้อมูลได้ง่าย แต่ยังคงไว้ซึ่งความมั่นคงปลอดภัย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการบริการ RDS ในท้องตลาดถึง 3 เท่า

เข้าร่วม Webinar นี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ

  • MySQL Database Service – วิธีการ Provision และ Migrate ข้อมูลจาก RDS และ Cloud Database อื่นๆ
  • รู้จัก Heatwave บริการ Real-time Analytics ใหม่ล่าสุดบน MySQL Database Service
  • เปรียบเทียบ MySQL Database Service และ Heatwave กับบริการอื่นๆ ในท้องตลาด
  • แนะนำ Use Cases และสาธิตการใช้งาน
  • ถามตอบโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Oracle MySQL

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-webinar-mysql-database-service-and-heatwave/

ผลสำรวจจาก Trend Micro ชี้ AI อาจเข้ามาแทนมนุษย์ในด้าน Cybersecurity ในอนาคต

Trend Micro ผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยชื่อดัง ออกรายงานผลสำรวจ Turning the Tide ระบุว่า AI อาจจะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ภายในปี 2030 นี้

Trend Micro ได้ทำการสัมภาษณ์ IT Director, IT Manager, CIO และ CTO รวมกว่า 500 คน พบว่า ประมาณ 2 ใน 5 (41%) เชื่อว่า AI จะถูกนำเข้ามาใช้งานแทนตำแหน่งของพวกเขาภายในปี 2030 นี้ ในขณะที่มีเพียง 9% เท่านั้นที่มั่นใจ AI ไม่มีทางที่จะมาแทนที่การทำงานของพวกเขาได้ ที่น่าสนใจคือ ประมาณ 1 ใน 3 (32%) เชื่อว่า สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยให้กระบวนการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ โดยมีมนุษย์เข้ามายุ่งเกี่ยวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผลสำรวจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่

  • ประมาณ 1 ใน 5 (19%) เชื่อว่า การใช้ AI เข้ามาสนับสนุนการโจมตีไซเบอร์จะกลายเป็นเรื่องปกติทั่วไปในปี 2025
  • ประมาณ 1 ใน 4 (24%) ระบุว่า ภายในปี 2030 การเข้าถึงข้อมูลจะถูกผูกโยงกับข้อมูล Biometric หรือ DNA ซึ่งจะทำให้การเข้าถึงโดยมิชอบกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
  • 22% คาดการณ์ว่า องค์กรส่วนใหญ่จะลดการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเปลี่ยนไปทำงานแบบ Remote
  • 21% เชื่อว่า เทคโนโลยี 5G จะพลิกโฉมระบบโครงข่ายและความมั่นคงปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง
  • 15% คาดว่า การรักษาความมั่นคงปลอดภัยจะกลายเป็นระบบอัตโนมัติและสามารถบริหารจัดการตัวเองได้โดยใช้ AI

“เราจำเป็นต้องยอมรับความจริงเกี่ยวกับอนาคต แม้ว่า AI จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการป้องกันภัยคุกคาม แต่มันจะแสดงคุณค่าออกมาอย่างชัดเจนเมื่อผสานรวมกับความเชี่ยวชาญของมนุษย์เท่านั้น” — Bharat Mistry, Technical Director จาก Trend Micro กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายงาน Turing the Tide ฉบับเต็มได้ที่: https://www.trendmicro.com/vinfo/us/security/research-and-analysis/predictions/2021

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/ai-set-to-replace-humans-in-cybersecurity-by-2030-says-trend-micro/

from:https://www.techtalkthai.com/ai-tends-to-replace-human-role-in-cybersecurity-soon/

[Guest Post] HPE เผย 4 เทรนด์กำหนดอนาคตธุรกิจคลาวด์

การเติบโตของ Hybrid Cloud ปัจจัยด้านความคุ้มค่า โอกาสในภาคการเงิน และความสำคัญของประสบการณ์การใช้งาน

 

ด้วยความท้าทายจากสถานการณ์โรคระบาด องค์กรทั่วโลกต่างเร่งปรับตัวให้เข้ากับความปกติใหม่ ซึ่งเป็นโลกที่ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด การตัดสินใจและการลงมือปฏิบัติงานต้องเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีคลาวด์กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ผู้นำอย่าง HPE ได้เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในกลุ่มลูกค้าองค์กรทั่วโลก และนี่คือ 4 เทรนด์ที่จะเข้ามากำหนดอนาคตของธุรกิจคลาวด์

 

1.จาก Hybrid Cloud สู่ Distributed Cloud

“อนาคตของคลาวด์จะเป็นไฮบริด” เป็นสิ่งที่นายอันโตนีโอ เนรี ซีอีโอของ HPE กล่าวไว้เมื่อหลายปีก่อน เขาให้เหตุผลว่าการย้ายข้อมูลทั้งหมดไปยังพับลิคคลาวด์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแอปพลิเคชันจำนวนมหาศาลที่องค์กรใช้งานมานับสิบๆ ปีมีโครงสร้างที่ซับซ้อน อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล องค์กรจึงเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากไฮบริดคลาวด์ ซึ่งไอดีซีคาดการณ์ว่าตลาดในปี 2020 มีมูลค่าถึง 6,000 ล้านเหรียญ และจะเติบโตถึง 22,000 ล้านเหรียญในอีก 3 ปีข้างหน้า

นายพลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้บริหาร บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ HPE GreenLake บริการด้านฮาร์ดแวร์ โซลูชัน ในรูปแบบของคลาวด์ ซึ่งเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างที่ต้องการด้วยคอนเซ็ปต์ ‘The Cloud That Comes to You’ เป็นบทพิสูจน์สำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าคำคาดการณ์ของนายเนรีได้กลายเป็นจริง หลังจากเปิดตัวเมื่อ 3 ปีก่อน HPE GreenLake มีอัตราการเติบโตสูงกว่าพับลิกคลาวด์ และมูลค่ายอดการใช้งานในเอเชียแปซิฟิกในปี 2020 เพิ่มขึ้นถึง 77% จากปีก่อนหน้า แม้ว่าเราจะต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 ก็ตาม”

“การเติบโตอย่างโดดเด่นของไฮบริดคลาวด์ถือเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น อีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือโซลูชันแบบ Distributed Cloud ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในหลากหลายพื้นที่ได้ด้วยวิธีการที่สะดวก ยืดหยุ่น และกระชับฉับไว ซึ่งนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในยุคที่องค์กรมีการใช้งานคลาวด์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น”

 

2.ความคุ้มค่าของ Hybrid Cloud ไม่เป็นที่กังขาอีกต่อไป

บริการคลาวด์มักมาพร้อมกับการให้บริการแบบ As-a-Service และการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง (pay-per-use) ซึ่งเปิดให้องค์กรเข้าถึงเทคโนโลยีทันสมัยล่าสุด พร้อมปรับเพิ่มหรือลดการใช้งานได้ตามความต้องการ ช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนเพื่อติดตั้งก่อนการใช้งาน และเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการเงินสำหรับการสร้างสรรค์โครงการใหม่ๆ อีกด้วย

“โมเดลดังกล่าวตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เช่น ธุรกิจร้านอาหารเชน ซึ่งมีข้อจำกัดในด้านเงินทุน อีกทั้งยังต้องการความรวดเร็วในการติดตั้งระบบและเริ่มใช้งาน โดยจากการเก็บข้อมูลของลูกค้าทั่วโลกพบว่า รูปแบบ As-a-Service ของ HPE GreenLake สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ได้ถึงร้อยละ 30 – 40 และยังช่วยให้ลูกค้ารักษาสภาพคล่อง และบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจอีกด้วย” นายพลาศิลป์ กล่าวเสริม

 

นายพลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์ กรรมการผู้บริหาร บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ ประเทศไทย

 

3.ภาคการเงินเป็นหนึ่งธุรกิจหลักที่ใช้ Hybrid Cloud ในวงกว้าง

ผลวิจัยโดย MarketsandMarkets คาดว่า การใช้งานเทคโนโลยีคลาวด์ในธุรกิจการเงินในปี 2021 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีสูงถึง 24.4% และมีมูลค่าตลาด 29,470 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสาเหตุหลักๆ เป็นเพราะกฎระเบียบข้อบังคับด้านข้อมูล ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลยังควรต้องจัดเก็บในที่ที่จะนำไปใช้งานได้ง่ายภายในเครือข่ายของธนาคาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นายพลาศิลป์ กล่าวต่อไปว่า “วันนี้ HPE ได้นำ HPE GreenLake มาให้บริการ Core Banking As-a-Service แก่ 3 ธนาคารชั้นนำของไทย โดยหนึ่งในนั้นเป็นการเตรียมความพร้อมสู่ยุคดิจิทัลแบงกิ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบขึ้นถึง 3 เท่า จากที่เคยต้องใช้เวลาข้ามคืนในการจัดการเวิร์คโหลด ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ธนาคารสามารถเปิดให้บริการหลัก เช่น โมบายแบงกิ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย ความสำเร็จนี้ทำให้ HPE ได้รับรางวัล The Peak Tech Laureates 2020 หนึ่งในเวทีชั้นนำของสิงคโปร์ที่ยกย่องพันธมิตรด้านเทคโนโลยีที่ช่วยลูกค้าในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจได้อย่างโดดเด่น”

 

 

4.ประสบการณ์การใช้งานเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้งาน

เมื่อมีการใช้งาน Hybrid Cloud การมองเห็นภาพรวมของการใช้งานและค่าใช้จ่ายมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่บุคลากรด้านไอทีต้องการ คือ ประสบการณ์การใช้งานที่ง่าย สะดวก และระบบที่เอื้อให้พวกเขาบริหารจัดการเวิร์คโหลดได้ทั้งบนไพรเวทคลาวด์และพับลิกคลาวด์ “เมื่อช่วงกลางปี 2020 HPE จึงได้เปิดตัว HPE GreenLake Central แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลของระบบคลาวด์ทั้งหมดไว้ในหน้าเดียว อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีเอไอที่คอยติดตามประสิทธิภาพของการใช้งาน และให้คำแนะนำหากต้องมีการปรับเพิ่มหรือลดขีดความสามารถของระบบ ซึ่งจะยิ่งช่วยให้คลาวด์ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น นวัตกรรมที่มาพร้อมกับประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อเช่นนี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ HPE GreenLake มีมูลค่าของสัญญากว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตสูงสุดของ HPE ในปัจจุบันอีกด้วย” นายพลาศิลป์ กล่าวสรุป

 

เกี่ยวกับบริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย)

บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) เป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกที่มุ่งเน้นในการพัฒนาโซลูชั่นอัจฉริยะ (Intelligent Solution) ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดเก็บ วิเคราะห์ และดำเนินการกับชุดข้อมูลได้อย่างไร้รอยต่อจากเทคโนโลยี Edge to Cloud โดย HPE ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วให้กับผลลัพธ์ทางธุรกิจ ด้วยการขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจใหม่ๆ สร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับพนักงานและลูกค้า รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานสู่อนาคตได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่ http://www.hpe.com

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-hpe-future-4-cloud-trends/

รู้จัก AI Incident Database แหล่งรวมข้อมูลปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับระบบ AI สำหรับใช้เป็นกรณีศึกษา

สำหรับนักวิจัยทางด้าน AI การสร้าง AI ให้สามารถใช้งานได้โดยไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นเลยนั้นถือเป็นเรื่องยาก และทางเว็บไซต์ AI Incident Database หรือ AIID ก็ได้รวบรวมเอากรณีศึกษาปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับระบบ AI ทั่วโลกเอาไว้ รวมถึงยังเปิดให้สามารถส่งกรณีของปัญหาเข้าไปให้นักวิจัยรายอื่นทั่วโลกได้นำไปศึกษากันได้ด้วย

Credit: AIID

เว็บไซต์ของ AIID นี้เปิดอยู่ที่ https://incidentdatabase.ai/ โดยระบบนั้นจะมีทั้งส่วนที่แสดงปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต และส่วนที่เปิดให้นักวิจัยสามารถส่งเรื่องราวปัญหาของตนเองเข้าไปได้

สำหรับการตรวจสอบว่าปัจจุบันนี้มีกรณีความผิดพลาดใดๆ บ้างที่เคยเกิดขึ้นกับระบบ AI สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่ https://incidentdatabase.ai/summaries/incidents ทันที

AIID นี้ได้รับการสนับสนุนโดยกลุ่ม Partnership on AI หรือ PAI ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนา Best Practice ทางด้าน AI ร่วมกัน, สร้างความเข้าใจในเทคโนโลยีทางด้าน AI ให้กับคนทั่วไป และช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากการใช้ AI โดย PAI นี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2016 โดยเหล่านักวิจัยทางด้าน AI จาก Apple, Amazon, Google, Facebook, IBM และ Microsoft อีกทั้งยังมีสมาชิกจากธุรกิจหรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอื่นๆ อีกรวมกันแล้วมากกว่า 50 แห่ง

ที่มา: https://venturebeat.com/2021/01/15/the-ai-incident-database-wants-to-improve-the-safety-of-machine-learning/

from:https://www.techtalkthai.com/introduce-ai-incident-database/