คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud

รายงานเผย 61% ของการตัดสินใจเพื่อทำ Digital Transformation นั้นยากเกินไป

รายงานจาก Couchbase เผย 61% ของการตัดสินใจการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเพื่อทำ Digital Transformation ที่ผ่านมานั้นทำให้โครงการสำเร็จยากเกินไป

Credit: ShutterStock.com

Couchbase ได้ทำการเก็บรวมรวบข้อมูลจากผู้ออกแบบทางเทคโนโลยีหรือ Digital Architect ในองค์กรต่างๆที่มีการทำ Digital Transformation ในกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา พบข้อมูลที่น่าสนใจจำนวนมาก เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาหลายๆองค์กรมีการเร่งทำ Digital Transformation เพื่อเร่งให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ประกอบกับการเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 จึงทำให้เกิดความกดดันในฝั่งผู้รับผิดชอบโครงการค่อนข้างมาก จากรายงานพบว่า 48% ของผู้ตอบแบบสอบถามนั้นอยู่ภายใต้ความกดดันสูงหรือสูงมาก จากการที่ต้องส่งมอบโครงการให้ทันกำหนด และกว่า 61% ของการตัดสินใจทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมาทำให้โครงการ Digital Transformation ในองค์กรนั้นยากที่จะประสบความสำเร็จ โดยแบ่งเป็นระบบ Cloud และระบบ Database ที่มีสัดส่วน 48% และ 43% ตามลำดับ โดยมีองค์กรกว่า 64% ยังคงใช้งาน Legacy Database อยู่ เนื่องจากได้ทำการลงทุนทางด้านซอฟต์แวร์และแรงงานไปเป็นจำนวนมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความกดดันค่อนข้างมากในฝั่งผู้ออกแบบ แต่ก็หลายองค์กรก็สามารถส่งมอบโครงการ Digital Transformation ได้ทันกำหนดภายใต้วิกฤตการณ์ในปัจจุบัน โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 48%

ผู้ออกแบบหลายคนเชื่อว่าการลงทุนทางด้าน Cloud และ Big Data จะเป็นช่องทางสำคัญที่ผลักดันให้เกิด Digital Transformation ภายในองค์กร ซึ่งคิดเป็น 68% และ 59% ตามลำดับ และจากการสำรวจยังพบว่ามีหลายสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้หากต้องการทำ Digital Transformation เช่น การย้ายจาก On-premise Database ไปยัง Cloud (65%), การปรับเปลี่ยนเป้าหมายอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น (63%) และการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องฝึกทักษะใหม่ (60%)

ที่มา: https://venturebeat.com/2021/08/01/couchbase-61-of-digital-architects-report-past-tech-decisions-made-project-completion-difficult/

from:https://www.techtalkthai.com/digital-architects-says-61-percents-of-past-tech-decisions-made-project-difficult-to-complete/

Rackspace เผยแผนปรับโครงสร้างใหม่ พร้อมปลดพนักงานกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

ผู้ให้บริการเทคโนโลยีมัลติคลาวด์ Rackspace Technology ได้เผยแผนปรับโครงสร้างองค์กรที่จะมีการเชิญพนักงานบริษัทตัวเองออกคิดเป็นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งลงทุนเพิ่มกว่า 65 ถึง 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

โดยเป็นการลงทุนเพื่อโยกทรัพยากรมาเน้นด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างบริการคลาวด์ที่เน้นการย้ายระบบขึ้นคลาวด์, วิศวกรรมที่เน้นความยืดหยุ่น, การพัฒนาแอพพลิเคชั่นจากบนคลาวด์, AI, แมชชีนเลิร์นนิ่ง, และบริการด้านความปลอดภัย

ซึ่งเมื่อวันพฤหัสที่แล้ว บริษัทได้ยื่นเรื่องทางกฎหมายว่าจะมีการเลย์ออฟพนักงานกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกว่า 85% ของตำแหน่งที่ว่างนั้นเป็นส่วนของศูนย์ให้บริการที่อยู่ต่างประเทศ โดยมีการแจ้งพนักงานให้ทราบเมื่อวันพุธก่อน

คำสั่งนี้เปิดให้พนักงานออกจากบริษัทภายใน 12 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ทาง Rackspace คาดว่าแผนปรับโครงสร้างนี้จะมีค่าใช้จ่ายได้เกิดขึ้นประมาณ 70 – 80 ล้านเหรียญฯ ในช่วง 12 – 24 เดือนถัดจากนี้ แลกกับการประหยัดได้ถึง 95 – 100 ล้านเหรียญฯ ต่อปี

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/rackspace-laying-off-10-percent-of-workforce/

Cloudflare โวย AWS หากินกับค่าแบนวิดท์ บวกกำไรสูงไม่ยอมช่วยลูกค้าลดราคา

Matthew Prince ซีอีโอ Cloudflare และ Nitin Rao รองประธานอาวุโส เขียนบล็อกวิจารณ์ถึงนโยบายราคาแบนด์วิดท์แบบ egress ของ AWS ว่าเป็นช่องทางทำกำไรใหญ่ และ AWS บวกกำไรนับสิบเท่าตัวจากต้นทุนโดยไม่ยอมลดราคาตามต้นทุนที่ลดไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

บทความระบุว่าต้นทุนของผู้ให้บริการรายใหญ่นั้นมักซื้อแบนด์วิดท์กันเป็นความเร็ว ไม่ใช่ปริมาณข้อมูล แต่ AWS คิดค่าบริการจากลูกค้าตามปริมาณข้อมูลที่ส่งไปตามโซนต่างๆ โดยทั่วไปแล้วผู้ให้บริการรายใหญ่นั้นใช้แบนด์วิดท์ประมาณ 20-40% โดยเฉลี่ย และหากคำนวณราคาที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ๆ ซื้อแบนด์วิดท์และคิดอัตราการใช้งานที่ 20% ราคาที่ AWS คิดลูกค้าก็ยังแะงกว่าต้นทุน 3.5 เท่า ไปจนถึง 80 เท่าตัว โดยโซนที่ AWS เพิ่งเปิดไม่นานก็มักจะบวกราคาน้อยกว่า

จุดที่ทำให้ Cloudflare ออกมาวิจารณ์ AWS ครั้งนี้น่าจะเป็นเพราะ AWS ไม่ยอมเข้าร่วม Bandwidth Alliance ที่ Cloudflare ตั้งขึ้นร่วมกับผู้ให้บริการคลาวด์จำนวนมาก เพื่อเชื่อมต่อเน็ตเวิร์คเข้าหากันและลดค่าแบนด์วิดท์ระหว่างกันลง โดยระบุว่าเคยชวน AWS แล้วแต่ AWS กลับปฎิเสธ เงื่อนไขนี้ทำให้ลูกค้าจำนวนมากที่ใช้ Cloudflare ร่วมกับ AWS ต้องแบกค่าแบนด์วิดท์ระหว่าง AWS และ Cloudflare ในราคาส่งข้อมูลออกอินเทอร์เน็ตเต็ม

No Description

แนวทางการคิดค่าแบนด์วิดท์ของ AWS ทำให้การใช้บริการหลายอย่างต้องระวัง เช่น การเก็บข้อมูลเข้า S3 นั้นการใส่ข้อมูลขาเข้านั้นไม่คิดค่าแบนด์วิดท์ ขณะที่การดึงข้อมูลออกมีค่าแบนด์วิดท์ ทำให้องค์กรที่สำรองข้อมูลบนคลาวด์เมื่อต้องใช้ข้อมูลจริงๆ จะพบว่ามีค่าใช้จ่ายในการดึงข้อมูลออกค่อนข้างสูง

ที่มา – Cloudflare

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123867

ไมโครซอฟท์เคาะราคาของโอเอสบนคลาวด์ Windows 365 แล้ว

ในงาน Microsoft Inspire 2021 ที่ผ่านมานั้น ได้มีการออกมาแง้มข้อมูลเกี่ยวกับ Windows 365 ที่เป็นบริการระบบปฏิบัติการผ่านคลาวด์ที่เปิดให้คุณสตรีมวินโดวส์ 10 หรือวินโดวส์ 11 ไปยังอุปกรณ์ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น iPad, Mac, หรือแท็บเล็ตแอนดรอยด์

แต่ถึงก่อนหน้านี้เราจะได้เห็นฟังก์ชั่นการทำงานบนวินโดวส์ 365 ตัวใหม่นี้กันมาแล้วบ้าง ไมโครซอฟท์ก็ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลราคาบริการแต่ละแบบตั้งแต่แรก ทว่าในช่วงเซสชั่นของ Inspire ที่โชว์กระบวนการลงทะเบียนบริการนั้น

ทุกคนก็จะได้แอบเห็นราคาบนหน้าจอด้วย โดยสำหรับโปรโมชั่นราคา 31 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือนนั้น คุณจะได้แรม 4GB, สตอเรจ 128GB, และสองเวอร์ช่วลซีพียู (2vCPU) ทั้งนี้โฆษกของไมโครซอฟท์กล่าวกับสำนักข่าว The Verge ว่านี้เป็นแค่ราคาของโปรโมชั่นหนึ่งเท่านั้น

พร้อมทั้งย้ำว่า ไมโครซอฟท์จะมีออพชั่นให้เลือกอีกมากมาย ทั้งในแง่ของสเปกและราคา ซึ่งจะเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อเริ่มจำหน่ายจริงในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ อีกทั้งยังเผยอีกว่า อัตราราคา 31 ดอลลาร์ฯ ที่ให้แอบเห็นในพรีเซ็นต์นั้นก็ไม่ใช่โปรที่ถูกที่สุดที่มีด้วย

ที่มา : Windowscentral

from:https://www.enterpriseitpro.net/windows-365-cloud-os-pricing-revealed-2/

ไมโครซฟอท์เคาะราคาของโอเอสบนคลาวด์ Windows 365 แล้ว

ในงาน Microsoft Inspire 2021 ที่ผ่านมานั้น ได้มีการออกมาแง้มข้อมูลเกี่ยวกับ Windows 365 ที่เป็นบริการระบบปฏิบัติการผ่านคลาวด์ที่เปิดให้คุณสตรีมวินโดวส์ 10 หรือวินโดวส์ 11 ไปยังอุปกรณ์ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น iPad, Mac, หรือแท็บเล็ตแอนดรอยด์

แต่ถึงก่อนหน้านี้เราจะได้เห็นฟังก์ชั่นการทำงานบนวินโดวส์ 365 ตัวใหม่นี้กันมาแล้วบ้าง ไมโครซอฟท์ก็ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลราคาบริการแต่ละแบบตั้งแต่แรก ทว่าในช่วงเซสชั่นของ Inspire ที่โชว์กระบวนการลงทะเบียนบริการนั้น

ทุกคนก็จะได้แอบเห็นราคาบนหน้าจอด้วย โดยสำหรับโปรโมชั่นราคา 31 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือนนั้น คุณจะได้แรม 4GB, สตอเรจ 128GB, และสองเวอร์ช่วลซีพียู (2vCPU) ทั้งนี้โฆษกของไมโครซอฟท์กล่าวกับสำนักข่าว The Verge ว่านี้เป็นแค่ราคาของโปรโมชั่นหนึ่งเท่านั้น

พร้อมทั้งย้ำว่า ไมโครซอฟท์จะมีออพชั่นให้เลือกอีกมากมาย ทั้งในแง่ของสเปกและราคา ซึ่งจะเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อเริ่มจำหน่ายจริงในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ อีกทั้งยังเผยอีกว่า อัตราราคา 31 ดอลลาร์ฯ ที่ให้แอบเห็นในพรีเซ็นต์นั้นก็ไม่ใช่โปรที่ถูกที่สุดที่มีด้วย

ที่มา : Windowscentral

from:https://www.enterpriseitpro.net/windows-365-cloud-os-pricing-revealed/

ลดค่าใช้จ่ายและเสริมประสิทธิภาพการเชื่อมต่อระหว่างสาขา ด้วย Cisco SD-WAN

สำหรับธุรกิจที่มีสาขาจำนวนมาก โซลูชันเครือข่ายอัจฉริยะ Cisco SD-WAN จะช่วยคุณสามารถสร้างทางด่วนเชื่อมโยงระหว่างสาขา และคลาวด์ เพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยเสริมเกราะการรักษาความปลอดภัย ให้กับธุรกิจที่มีสาขาจำนวนมาก รวมถึงการทำงานจากนอกสำนักงานที่ต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายขององค์กร

โดย Cisco SD-WAN มีคุณสมบัติที่โดดเด่นและเหนือกว่าทั่วไปก็เพราะว่า

  • มีฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงในการจัดการ QoS และ Traffic Engineering เพื่อจัดการจราจรในเครือข่ายเมื่อมีการส่งข้อมูลจำนวนมาก
  • ลดค่าใช้จ่ายการลงทุน เพราะสามารถใช้เราเตอร์ตัวเดียวรองรับได้ทั้ง WAN แบบปรกติและ SD-WAN โดยไม่ต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์
  • เชื่อมต่อไปยังคลาวน์ได้ง่ายขึ้น เพราะมี Work Flow ช่วยตั้งค่าการเชื่อมต่ออัตโนมัติ

เมื่อเสริมด้วยสถาปัตยกรรม SASE ที่ผสานเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยเป็นหนึ่งเดียว ยิ่งล้ำไปอีกขั้นเพราะ

  • ลดความยุ่งยาก ด้วยการจัดการจากศูนย์กลางตั้งค่าเพียงครั้งเดียว
  • มี Firewall-as-a-Service ระดับเอ็นเทอร์ไพรซ์ ที่สามารถปรับขยายตามปริมาณการส่งข้อมูลอัตโนมัติ
  • ยกระดับปลอดภัยขึ้นอีก เพราะสามารถกำหนดนโยบายรักษาความปลอดภัยเดียวให้ครอบคลุมทั้งองค์กร ไม่ว่าจะทำงานจากสาขา จากนอกสำนักงาน หรือ WFH
  • มีรูปแบบการรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ให้เลือกมากมาย รองรับทุกธุรกิจ ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ

NetONE เป็น Cisco Gold Partner และเป็นมืออาชีพด้านระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัย พร้อมนำโซลูชัน Cisco SD-WAN เพื่อให้องค์กรนำไปประยุกต์ใช้แล้ว

เหตุผลที่หลายองค์กรเลือก NetONE เป็นผู้ให้บริการ ลูกค้าต่างเห็นตรงกันว่า นอกจากความเชี่ยวชาญ เรายังส่งมอบบริการที่สร้างความประทับใจ และเหนือความคาดหมาย มุ่งมั่นให้คำปรึกษา เป็นเพื่อนคู่คิดที่จริงใจ เพื่อสร้างธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

ติดต่อสอบถาม :
บริษัท เน็ทวัน เน็ทเวิร์ค โซลูชั่น จำกัด
โทร (+66) 2030 0488 แฟกซ์ : (+66) 2030 0477
E-mail : sales@net1.co.th Website : http://www.net1.co.th

from:https://www.enterpriseitpro.net/netone-cisco-sd-wan/

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Windows 365 บริการโอเอสบนคลาวด์รุ่นใหม่!

วันนี้ไมโครซอฟท์ เปิดตัวบริการ Cloud PC ใหม่ โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Windows 365 เป็นบริการที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำการติดตั้ง Windows 10 หรือ Windows 11 ลงบนคลาวด์และสตรีมโอเอสไปยังอุปกรณ์ตัวไหนก็ได้ โดยจะเปิดให้บริการจริงในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ อุปกรณ์ที่สามารถลงวินโดวส์ได้นั้นยังรวมไปถึง Mac, iPad หรืออุปกรณ์ Android ก็ทำได้เช่นกัน

โดยบริการ Cloud PC นี้จะเป็นลักษณะแบบ instant-on และให้บริการเป็นแบบสมัครสมาชิกรายปี โดย Windows 365 นี้ ไม่ได้มาแทน Windows 11 หรือ Windows 10 (ซึ่ง Windows ในสองรุ่นที่กล่าวนี้ไม่ต้องสมัครรายปี) แต่สำหรับ Windows 365 จะทำงานบนคลาวด์แต่จะให้ผู้ใช้สตรีมทั้งสองโอเอสทั้ง 11 และ 10 ลงไปใช้เครื่องไหนก็ได้

Windows 365 ติดตั้งอยู่บน Azure Virtual Desktops ทำงานคล้ายๆ กับ XCloud ของไมโครซอฟท์ที่ช่วยให้สตรีมเกมจากคลาวด์ลงมาได้ สำหรับริการนี้จะเปิดให้บริการกับกลุ่ม Enterprise ก่อนในช่วงแรก ส่วนลูกค้าแบบที่ไม่ใช่องค์กรนั้น ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงไหน

ที่มา : Windowscentral

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-windows-365/

ไมโครซอฟท์อาจเปิดตัว “Cloud PC” สัปดาห์หน้าในงาน Inspire

ทางสำนักข่าว ZDNet รายงานว่า ไมโครซอฟท์อาจประกาศเปิดตัวบริการใหม่ในชื่อ Cloud PC ในอีเวนต์ Inspire สัปดาห์หน้า แม้จะยังไม่เคยออกมาเผยข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้เลย แต่ก็มีการลงชื่อเซสชั่นของกิจกรรมนี้ที่ใบ้ว่าจะมีการเปิดตัวนี้เกิดขึ้น

โดยระบุว่าวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ไมโครซอฟท์ได้กำหนดการจัดกิจกรรมไว้ในชื่อ “What’s Next in End-User Computing” โดยมีผู้อำนวยการด้านเดสก์ท็อปแบบจัดการผ่านคลาวด์ของไมโครซอฟท์ คุณ Scott Manchester เป็นผู้ดำเนินรายการ

ZDNet ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า Manchester เป็นหัวหน้าทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Windows Virtual Desktop, Remote Desktop Services, Second Screen Remoting, งานมัลติมีเดียต่างๆ ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านเครือข่ายด้วย

มีแหล่งข่าวระบุว่า Manchester กำลังซุ่มทำโปรเจ็กต์บริการชื่อ Cloud PC ซึ่งเป็นบริการเดสก์ท็อปแบบเวอร์ช่วลผ่านคลาวด์หรือ Desktop-as-a-Service ที่เปิดให้ทำงานผ่านอุปกรณ์ตัวเองในฐานะไคลเอนด์สำหรับรีโมทเดสก์ท็อปได้

ที่มา : Windowscentral

from:https://www.enterpriseitpro.net/cloud-pc-is-a-desktop-as-a-service/

[Guest Post] InfoBlox 3.0 ผสาน Hybrid DDI และระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อปลดล็อกกลยุทธ์ Cloud-First

 

InfoBlox บริษัทผู้นำด้านเครือข่ายหลักและการบริการรักษาความปลอดภัย เปิดตัว InfoBlox 3.0 ที่มุ่งนำประสบการณ์ระบบเครือข่ายแบบ Cloud-First) อย่างปลอดภัย โดยบริษัทฯ ได้นำ NIOS ซึ่งเป็นโซลูชัน DDI (DNS, DHCP, IPAM) ชั้นนำในอุตสาหกรรมสำหรับเซิร์ฟเวอร์องค์กร มารวมกับแพลตฟอร์ม BloxOne Threat Defense และ BloxOne DDI ที่ทำงานบนระบบคลาวด์ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมโยงระบบเครือข่ายหลักและระบบรักษาความปลอดภัยเข้ากับระบบคลาวด์ได้อย่างราบรื่นภายใต้แนวทางที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรสมัยใหม่

InfoBlox 3.0 ผู้นำโซลูชันการรักษาความปลอดภัยชั้นนำของอุตสาหกรรมทั้ง DDI และ DNS เพิ่มศักยภาพให้สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานของเซิร์ฟเวอร์องค์กร ระบบเสมือนจริง ระบบคลาวด์ และระบบไฮบริดให้เหมาะกับความต้องการด้านเครือข่ายที่ทันสมัยของลูกค้า โดยการปรับใช้งานดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายเครือข่ายของตน อย่างเหนือชั้น ดังนี้

  • เรียบง่าย Simple : การนำเสนอประสบการณ์เครือข่ายที่ให้ความสำคัญกับระบบคลาวด์เป็นหลักในรูปแบบอัตโนมัติและได้มาตรฐานโดยใช้ชุด API สำหรับระบบคลาวด์ที่มีความสมบูรณ์ที่สุด ตลอดจนการผสานรวมระบบและข้อมูลที่สอดคล้องกับทิศทางของตลาด
  • เชื่อถือได้ Reliable : เป็นโซลูชันที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถรับประกันความพร้อมใช้งานของเครือข่ายที่มีความสำคัญต่อภารกิจได้ถึง 99.999%  ซึ่งรวมถึงเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกโดยอาศัยความยืดหยุ่นและความมีประสิทธิภาพคุ้มค่าของระบบคลาวด์
  • ปรับขนาดได้ Scalable : ให้บริการได้ทุกที่ทุกเวลาตามที่ลูกค้าต้องการภายใต้ความมีประสิทธิภาพราบรื่นและความสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งระบบ
  • ปลอดภัย Secure : ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูแลและรักษาความปลอดภัยทั่วไปสำหรับผู้ใช้งานและอุปกรณ์ทั้งหมดได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยการตรวจจับและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สถานการณ์ของโรคระบาดใหญ่ได้ผลักดันให้เครือข่ายขององค์กรจำเป็นต้องเดินหน้าเข้าสู่ระบบคลาวด์ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังจะต้องขับเคลื่อนให้เครือข่ายมีความสมัยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหลาย บริษัทต่างพากันหันไปใช้แอปพลิเคชันและบริการบนระบบคลาวด์เพื่อสร้างสถานที่ทำงานให้มีลักษณะไฮบริดหรือแบบผสมผสานมากยิ่งขึ้นคุณอภิชาติ เจิมประไพ ผู้จัดการประจำประเทศไทย InfoBlox กล่าว “InfoBlox 3.0 ช่วยให้องค์กรสามารถเก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีที่สุดจากระบบเซิร์ฟเวอร์องค์กรและโลกแห่งระบบคลาวด์ด้วยการปรับแต่งระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อสร้างกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับระบบคลาวด์เป็นหลักหรือ Cloud-First เรากำลังให้รากฐานที่ลูกค้าต้องการ ไม่ว่าจะเป็นระบบคลาวด์แบบส่วนตัวที่รองรับการใช้งานบนเซิร์ฟเวอร์องค์กร รวมถึงเครือข่ายไฮบริดที่ผสานศูนย์ข้อมูลและระบบคลาวด์หรือเครือข่ายที่เป็นระบบคลาวด์อย่างสมบูรณ์”

คุณอภิชาติ เจิมประไพ ผู้จัดการประจำประเทศไทย InfoBlox
คุณโรหิต เมห์รา รองประธานบริหารฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย บริษัท ไอดีซี

“InfoBlox เป็นผู้นำตลาดด้าน DDI โดยเป็นผู้บุกเบิกในสายนี้ตั้งแต่สมัยที่เซิร์ฟเวอร์เครือข่ายยังติดตั้งอยู่ในตู้ของสาขาบริษัทต่างๆ” คุณโรหิต เมห์รา รองประธานบริหารฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย บริษัท ไอดีซี กล่าว “InfoBlox 3.0 เป็นสุดยอดผลงานของบริษัทที่สามารถสร้างแพลตฟอร์ม BloxOne บนระบบคลาวด์ขึ้นเป็นครั้งแรก รวมถึงการเชื่อมต่อความสามารถด้านดีดีไอ สำหรับเซิร์ฟเวอร์องค์กรของ NIOS เข้ากับ BloxOne DDI และ BloxOne Threat Defense ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างเครือข่ายดีดีไอแบบไฮบริดและแบบคลาวด์อย่างเดียวได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรสมัยใหม่ต้องการเพื่อเปลี่ยนโฉมสถานที่ทำงานให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ”

หากใครสนใจโซลูชันของทาง InfoBlox สามารถดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.infoblox.com

from:https://www.techtalkthai.com/infoblox-3-0-hybrid-ddi-and-cloud-first-strategy/

[Guest Post] ระบบนิเวศบนเครื่องมือคลาวด์ MPLAB ทำให้เกิดกระแสงานพัฒนาบนแพลตฟอร์มที่เป็นอิสระและปลอดภัยสำหรับไมโครคอนโทรลเลอร์ PIC และ AVR

แพลตฟอร์มใหม่ที่ผสมผสานโครงแบบและเครื่องมือที่ใช้ทำงานร่วมกันเข้ากับการค้นหาที่อิงความรู้เพื่อปรับกระแสงานพัฒนาที่ฝังตัวอยู่ให้มีความทันสมัย

 

การออกแบบไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU) ทำได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วย ระบบนิเวศบนเครื่องมือคลาวด์  MPLAB  ที่มีอยู่ในปัจจุบันสำหรับเครื่องมือ PIC และ AVR จากบริษัทไมโครชิพ เทคโนโลยี อิงค์ (Nasdaq: MCHP). ซึ่งแพลตฟอร์มคลาวด์แบบครบครันนี้รวมการค้นหาและค้นพบรหัสตัวอย่าง โครงแบบกราฟฟิกของโครงการต่าง ๆ และการดีบั๊กรหัสไว้ในสภาพการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ซึ่งช่วยให้เกิดการพัฒนาในระดับองค์กรได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ใช้งานที่มีทักษะแตกต่างกันสามารถออกแบบซอฟต์แวร์ได้ง่ายขึ้นด้วยอินเตอร์เฟซบบนเบราเซอร์และการเชื่อมต่อระบบคลาวด์

ระบบนิเวศของเครื่องมือคลาวด์ MPLAB ของบริษัทไมโครชิพ มีสามองค์ประกอบที่ทรงพลังซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทำให้กระแสงานพัฒนาสำหรับไมโครคอนโทรลเลอร์ PIC และ AVR มีความทันสมัยมากขึ้น ผู้ใช้งานสามารถหาซอร์สโค้ด โครงการต่าง ๆ ตัวอย่าง และ แอพพลิเคชั่นซอฟต์แวร์แบบเต็มรูปแบบได้อย่างง่ายดายโดยใช้แคตาล็อกใน MPLAB Discover รหัสและโครงการที่ถูกเลือกจะมีข้อมูลใส่อยู่ใน  MPLAB Xpress Integrated Development Environment (IDE) (สภาพแวดล้อมการพัฒนา MPLAB Xpress แบบบูรณาการ) เพื่อการพัฒนาในอนาคต MPLAB Code Configurator (ตัวปรับแต่งรหัส MPLAB)   ที่มีโครงแบบกราฟิกที่ใช้งานง่าย ได้แสดงตัวเลือกการตั้งค่าอุปกรณ์รอบข้างของฮาร์ดแวร์รวมถึงการปรับแต่งโครงการต่าง ๆ เพียงแค่เลือกและกดคลิก การตั้งค่าอุปกรณ์ก็ทำได้ง่ายขึ้นด้วยไลบรารี่ของอุปกรณ์รอบข้าง การดาวน์โหลดตามโมดูล และการอัปเดตต่าง ๆ รวมถึงการดีบั๊กและปรับการใช้งานโครงการโดยตรงจากเบราเซอร์ของเว็บไซต์ ซึ่งสามารถดำเนินการโดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์

MPLAB Xpress IDE ที่พัฒนาขึ้น ทำให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานของคลาวด์ที่ทรงพลังและสามารถปรับเปลี่ยนได้สำหรับการพัฒนาและการดีบั๊กร่วมกับการใช้เครื่องมือทำงานร่วมกันโดยใช้การควบคุมอินเตอร์เฟซจัดเก็บ GitHub ผู้ออกแบบสามารถเลือกดาวน์โหลดโครงการ MPLAB Xpress เพื่อดำเนินการพัฒนาต่อใน MPLAB X IDE.  รวมถึงยังสามารถเข้าใช้ MPLAB Discover และMPLAB Code Configurator ได้อย่างไร้รอยต่อและรวดเร็วจากแถบข้อมูล Xpress ระบบนิเวศของเครื่องมือคลาวด์ MPLAB ที่ถูกออกแบบมาใช้งานส่วนหน้าบ้านเพื่อเข้าถึงเครื่องมือคลาวด์อิงตามกระแสการพัฒนาที่ลูกค้าใช้งานอยู่  ก็แสดงข้อแนะนำการใช้งานและภาพรวมของเครื่องมืออย่างรวดเร็ว

มีการรักษาความปลอดภัยในระบบออนไลน์ผ่านการใช้พื้นที่จัดเก็บ GitHub ของทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีความปลอดภัย รวมถึง การนำเข้าส่งออกโครงการออนไลน์ไปยังส่วนจัดเก็บได้อย่างไร้รอยต่อ และการรักษาข้อมูลเข้าระบบ มายไมโครชิพเพื่อการใช้งานในระบบออนไลน์อีกด้วย “เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การพัฒนาและช่วยผู้ออกแบบเร่งเวลาในการทำการตลาด แพลตฟอร์มใหม่นี้มีทุกอย่างที่ผู้ออกแบบต้องการตั้งแต่แนวคิดใหม่ ๆ ไปจนถึงขั้นตอนการผลิต” รอดเจอร์ ริชชีย์ กรรมการอาวุโสในหน่วยธุรกิจเครื่องมือสำหรับการพัฒนาของไมโครชิพกล่าว “จะไม่เหมือนกับเครื่องมือที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์หลายตัว และการติดตั้งที่ซับซ้อน รวมไปถึง IDEs และบริการต่าง ๆ เพราะว่า ระบบนิเวศนี้ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง และถูกพัฒนาขึ้นตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ เพื่อให้เป็นสภาพการทำงานที่ใช้งานง่าย”

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบนิเวศของเครื่องมือคลาวด์และอุปกรณ์ที่รองรับ คุณสามารถเข้าดูได้ที่ http://www.microchip.com/MPLABCloudTools.

 

การสนับสนุนการพัฒนา

Curiosity และนาโนบอร์ด Curiosity ของไมโครชิพใช้ประเมินและตั้งโปรแกรม PIC ขนาด 8-บิตและ AVR MCUs และได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศเครื่องมือคลาวด์ MPLAB ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าว หมายรวมถึง ตัวตั้งโปรแกรม/ตัวตรวจแก้จุดบกพร่องแบบบูรณาการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์อะไรเพิ่มเติมในการเริ่มทำงาน

 

ราคาและความพร้อมใช้งาน

ระบบนิเวศเครื่องมือคลาวด์ MPLAB เปิดใช้ฟรีบนเว็บไซต์ของไมโครชิพ ส่วนการดีบั๊กและการตั้งโปรแกรมสามารถใช้งานกับเครื่องมือพัฒนา PICkit™4  ในราคาเพียง 69.99 ดอลลาร์สหรัฐ โปรแกรมตรวจแก้จุดบกพร่อง MPLAB SNAP สามารถซื้อได้ในราคา 30.99 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วน  Curiosity และนาโนบอร์ด Curiosity สามารถซื้อได้ในราคา 18.99 ดอลลาร์สหรัฐ

หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อตัวแทนขายหรือตัวแทนจำหน่ายได้รับอนุญาตของไมโครชิพทั่วโลก หรือเข้าที่เว็บไซต์ของ Microchip หากต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ซิลิคอนหรือเครื่องมือสำหรับการพัฒนาข้างต้น สามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายได้รับอนุญาตของไมโครชิพ

 

เกี่ยวกับ ไมโครชิพ เทคโนโลยี

บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี จำกัด เป็นผู้นำด้านการจัดหาเซมิคอนดักเตอร์สำหรับโซลูชั่นควบคุมแบบฝังที่เป็นอัจฉริยะ เชื่อมต่อ และปลอดภัย เครื่องมือพัฒนาที่ใช้งานง่าย ตลอดจนกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างสรรค์งานออกแบบได้อย่างเหมาะสม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยง ลดต้นทุนโดยรวมของทั้งระบบ และยังช่วยลดระยะเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โซลูชั่นของบริษัทให้บริการลูกค้ามากกว่า 120,000 รายในตลาดอุตสาหกรรม ยานยนต์ ผู้บริโภค อวกาศและการป้องกันประเทศ การสื่อสารและการประมวลผล สำนักงานใหญ่ของไมโครชิพตั้งอยู่ที่เมืองแชนด์เลอร์ รัฐแอริโซนา บริษัทนำเสนอการสนับสนุนด้านเทคนิคที่เป็นเลิศ พร้อมกับการขนส่งและคุณภาพที่เชื่อถือได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของไมโครชิพที่ www.microchip.com

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-microchip-mplab-cloud-tools-ecosystem/