คลังเก็บป้ายกำกับ: CLMV

กสิกรไทย คาดปีหน้าส่งออกไปเพื่อนบ้านไม่เติบโต แถมเวียดนามไม่ง้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้น

มุมมองจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย นั้นมองว่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศกลุ่ม CLMV ในปีหน้าจะยังหดตัวต่อเนื่องจากปีนี้ สาเหตุหลักๆ มาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กดดันประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้

ท่าเรือแหลมฉบัง Thailand Port Container
ภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธนาคารกสิกรไทย นั้นมองว่า การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งปี ในปี 2562 จะหดตัว 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่การส่งออกในปีหน้ามีแนวโน้มจะเผชิญความเสี่ยงเชิงลบมากขึ้น​หลังจากที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้หดตัวถึง 6.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนค่าและอุปสงค์ที่ชะลอตัว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า ถ้าหากไม่นับรวมการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปและทองคำ การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในช่วง 9 เดือนแรกของปียังสามารถเติบโตที่ 0.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงอย่างมากจากการเติบโตที่ 10.8% ในปีก่อนหน้า โดยอุปสงค์ที่ชะลอลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยไปยัง CLMV นั้นชะลอลงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพม่าและลาวที่เศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแรงลงอย่างมาก ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้าทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศ

ทางด้านของการบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามยังคงค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแรงลงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาและเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกสูง และส่งผลให้การบริโภคในกัมพูชาและเวียดนามเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนที่อ่อนแรงลงใน CLMV ส่งผลให้การส่งออกสินค้าทุนของไทยไปยัง CLMV ชะลอลงตามไปด้วย อีกทั้ง สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านชะงักงันตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังเวียดนามซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสงครามการค้าที่ส่งผลให้การส่งออกของเวียดนามชะลอตัวลง

ยิ่งไปกว่านั้น สงครามการค้าก่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เวียดนามลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ

มองปีหน้ายังแย่อยู่

สำหรับมุมมองปี 2563 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การส่งออกของไทยไปยัง CLMV ในปี 2563 จะหดตัวต่อเนื่องที่ 2.0% ท่ามกลางอุปสงค์ที่มีแนวโน้มชะลอลง ประกอบกับราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่มีทิศทางลดลง และคาดว่าสงครามการค้าที่น่าจะยืดเยื้อไปจนถึงกลางปี 2564 จะยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งหลักของการค้าโลกและส่งผลกระทบต่ออุปสงค์โลกให้ชะลอตัวลง

นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะยังคงมีโมเมนตัมชะลอลงอย่างต่อเนื่อง และบั่นทอนเศรษฐกิจประเทศในกลุ่มอาเซียนต่อไปโดยอุปสงค์ภายในประเทศอาเซียนที่อ่อนแรงจะส่งผลกระทบให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้ชะงักงัน ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงลบที่เพิ่มสูงขึ้น

การส่งออกของไทยไปยังกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม รวมถึงอินโดนีเซีย น่าจะชะลอลงอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจของลาว พม่า และอินโดนีเซีย น่าจะมีความเปราะบางมากที่สุด ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปยังประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มจะหดตัวอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศของเวียดนามและกัมพูชาน่าจะยังคงพอมีแรงขับเคลื่อนให้ยังเติบโตไปได้ แต่เศรษฐกิจโลกที่ซบเซาน่าจะยังคงกดดันอุปสงค์ของเวียดนามและกัมพูชาให้ชะลอลงต่อไป

ที่มา – บทวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-forecasts-th-export-2020-to-clmv-decline-2-percent-effect-from-slow-growth/

CS LOXINFO เปิดให้บริการ CSL Thai IX ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตทั้งในและระหว่างประเทศ

CS LOXINFO เดินหน้าเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเครือข่ายไทยและทั่วโลก ยกระดับการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการลง ทั้งยังให้บริการแบบ “Carrier Neutral” รองรับการต่อเชื่อมจากผู้ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า CLVM โดยมีบริการครอบคลุมครบวงจร อาทิ IP Transit, Cloud, OTT, IX และบริการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ความท้าทายของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั้งในและระหว่างประเทศ

ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ที่ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงบริการระบบ Cloud และ Content ต่างๆ ได้ทั่วทุกภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ Cloud Provider และ Content Provider ระดับโลก เช่น Facebook, Netflix, Google, AWS, Microsoft ส่วนใหญ่มักตั้ง Data Center ในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ส่งผลให้ประเทศในแถบนี้ ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมไปถึงประเทศไทย จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยัง 2 ประเทศดังกล่าวเพื่อเข้าถึง Content จากผู้ให้บริการ

เพื่อมอบประสบการณ์ในการเข้าถึง Content และแลกเปลี่ยนข้อมูลอันยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายรายได้สร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์โดยตรงเป็นของตนเอง แต่ก็ต้องประสบกับปัญหาค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนวางระบบ การใช้ Bandwidth และการบริหารจัดการที่ยุ่งยาก เหล่านี้ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน (Operation Cost) สูงกว่าที่ควรจะเป็น

Internet Exchange ทั้งในและระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เพื่อให้ทั้ง ISP และ Content Provider สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างรวดเร็วและลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ ที่มีค่าใช้จ่ายถูกลงกว่าเดิมในรูปแบบ Pay Per Use CS LOXINFO จึงเปิดให้บริการ CSL Thai IX ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Internet Exchange) ทั้งในและระหว่างประเทศขึ้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย เสมือนเชื่อมต่อ ISP และ Content Providerให้อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ช่วยให้สามารถเข้าถึง Content ต่างๆ ได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ Content Provider ก็สามารถส่ง Content ไปยังต่างประเทศได้ง่ายด้วยเช่นกัน ตอบโจทย์การทำ Digital Transformation ขององค์กรในปัจจุบัน

CSL Thai IX ใช้เทคโนโลยี Next-generation IX Fabric ให้บริการการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตในระดับเลเยอร์ 2 รองรับการทำ Remote VLAN และมีการวางระบบ Redundancy พร้อมลิงค์เชื่อมต่อไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์หลายเส้นทาง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดเหตุภัยพิบัติ นอกจากนี้ CSL Thai IX ยังดำเนินการตาม Internet eXchange Federation (IX-F) Guideline ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตตามมาตรฐานสากลอีกด้วย

“CS LOXINFO ให้บริการอินเทอร์เน็ตมานานกว่า 20 ปีโดยยึดมั่นการเป็น Carrier Neutral โครงข่ายอินเทอร์เน็ตของเราเชื่อมต่อกับ ISP ทุกรายในประเทศและเรามีลิงค์เชื่อมต่อไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ที่ใหญ่ที่สุด เหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึง Content ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยกระดับประสบการณ์เชื่อมต่อในยุคดิจิทัล”

พร้อมให้บริการลูกค้าทั่ว CLMV

CSL Thai IX ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งพร้อมให้บริการแก่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ต้องการเชื่อมต่อโดยตรงกับประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ด้วยศูนย์กลางการเชื่อมต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งในและระหว่างประเทศ ขนาด 1.2 Tbps โดยรองรับการเชื่อมต่อผ่านพอร์ตระดับ 1GE, 10GE ไปจนถึงระดับ 100GE ซึ่งมีบริการครอบคลุม Remote Peering, Gateway และ International IP Transit รวมไปถึงบริการ Express Connect สำหรับเชื่อมต่อระบบ Cloud เช่น AWS, Microsoft และ Google ในมาเลเซียและสิงคโปร์ได้โดยตรง

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cslthai-ix.net/ หรือติดต่อ contact@cslthai-ix.net

“CS LOXINFO พร้อมเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายไทยและทั่วโลก ช่วยให้การติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ โดย CSL Thai IX นี้จะช่วยองค์กรยกระดับการติดต่อสื่อสารไปอีกขั้น เสริมสร้างศักยภาพให้องค์กรสามารถเพิ่มโอกาสการแข่งขันต่อยอดธุรกิจในทุกมิติ เพื่อตอบรับยุค Digital Transformation”

from:https://www.techtalkthai.com/csl-thai-ix-the-biggest-internet-exchange-by-cs-loxinfo/

ทำความรู้จักเพื่อนบ้าน CLMV ว่าตอนนี้เศรษฐกิจดีไหม น่าเข้าไปลงทุนหรือเปล่า?

ไม่ว่าจะรัฐบาลหรือ นักวิเคราะห์หลายค่ายมองว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยเติบโตดี (?) ทั้งปี 2561 คาดว่า GDP จะอยู่ที่ 4.4-4.5% ซึ่งถือว่าโตดีกว่าหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เพราะเครื่องยนต์หลักอย่างการลงทุนของภาครัฐเดินหน้าเต็มที่ ส่งออกก็โต แถมมีข่าวดีเรื่องการเลือกตั้งไทยอีก

แต่ถ้ามาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านล่ะ เศรษฐกิจไทยเราเติบโตดีจริงหรือ ?

ปีนี้ GDP ไทยจะโต 4.5% แต่เศรษฐกิจ CLMV เขาโตเฉลี่ย 6-7%

ข้อมูลจากศูนย์วิจัย EIC ของธนาคารไทยพาณิชย์บอกว่า ปีนี้เศรษฐกิจโลกแม้จะผันผวน แต่กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ยังเติบโตโดดเด่นที่ 67% ปัจจจัยสนับสนุนหลักได้แก่

  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการ Belt and Road Initiative ที่เป็นการลงทุนจากจีน
  • การส่งออก ครึ่งปีแรก 2561 ขยายตัวดีโดยเฉพาะสินค้าเกษตร สินค้าทรัพยากรธรรมชาติ และสินค้าอุตสาหกรรมเบา
  • การท่องเที่ยว เติบโตต่อเนื่อง

แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองหลังจากนี้คือ ภาวะการเงินโลกที่เริ่มตึงตัวขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจประเทศ CLMV ที่อาศัยเงินทุนจากต่างประเทศอยู่เยอะ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะขาเสถียรภาพเศรษฐกิจด้านต่างประเทศ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันให้เงินสกุลท้องถิ่นต่างๆ อาจจะอ่อนค่าลง ดังนั้นการชำระหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศก็น่าจะลดลงด้วย

ต่างชาติสนใจลงทุนกัมพูชา-เวียดนาม รับเทรนด์ท่องเที่ยว ส่งออกโต

ด้านกัมพูชาครึ่งแรกของปี 2561 เศรษฐกิจหลักอย่างการท่องเที่ยว การก่อสร้าง การผลิต การส่งออกยังเติบโตดีและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะเดียวกันการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อีกท้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ปี 2561 นี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจกัมพูชาจะเติบโต 6.9% จากการขยายตัวที่ค่อนข้างกระจายตัวในภาคเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว แต่ต้องจับตาการเริ่มชะลอตัวของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า เพราะค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นต่อเรื่องทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง

ในส่วนของเวียดนาม สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง เพราะครึ่งแรกของปี 2561 การส่งออกเติบโต 16% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เช่น สินค้าโทรศัพท์มือถือและชิ้นส่วนว ส่วนภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เป็นตัวหลักเติบโตได้ดีที่ 6.9% และ 9.1% ตามลำดับ

โดยปี 2561 คาดว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตประมาณ 6.6% โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองคือ สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ หากตึงเครียดมากขึ้นจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกของเวียดนามที่มีจีนเป็นลูกค้าหลัก

ภาพจาก Shutterstock

จับตาปัญหาค่าเงินสปป.ลาว-เมียนมา อ่อนค่า

ในส่วนของสปป. ลาว เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมีความเปราะบาง จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องและทุนสำรองระหว่างประเทศที่ต่ำ รวมถึงการขาดดุลการคลังอยู่ในระดับสูง ทำให้ สปป.ลาวต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศ จนปี 2560 ที่ผ่านมามีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 61% ของ GDP และมีหนี้ต่างประเทศที่ 114% ของ GDP ถือว่าแตะระดับค่อนข้างสูงทั้งคู่

แต่เศรษฐกิจสปป. ลาวปี 2561 คาดว่าจะโตที่ 6.8% ส่วนหนึ่งโตจากการผลิตไฟฟ้าเพื่อส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 11% ของ GDP และมีส่วนช่วยในการขยายตัวทางเศรษฐกิจประมาณ 2.5%

ภาพจาก Shutterstock

ด้านเมียนมา ค่าเงินจ๊าดอ่อนค่าอย่างรุนแรงและต่อเนื่องเพราะ 3 ปัจจัย 1) เมียนมาขาดดุลการค้า 2) เงินลงทุนจากต่างชาติลดลง 3) การขาดแคลนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในประเทศ เลยอาจสร้างแรงกดดันด้านราคาแก่สินค้านำเข้าและอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจจะกระทบความสามารถในการชำระหนี้ในสกุลเงินตราต่างประเทศได้

ส่วนเศรษฐกิจของเมียนมาในปีงบประมาณ 2561/2562 คาดว่าจะโต 7% เพราะมีปัจจัยบวกจากภาคการเกษตร  การส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ขยายตัว แต่การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติและการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวน้อยเพราะนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ชัดเจนรวมถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ 

สรุป

หลายนักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจไทยเราควรจะโตอย่างน้อย 5% ดังนั้นที่ปีนี้ไทยจะโต 4.5% ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพของไทย โดยเฉพาะถ้ามองจากพื้นฐานของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV ที่โตเฉลี่ย 6-7% ซึ่งเราอาจต้องหวังว่าการเมือง การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีหน้า จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้นเรื่อยๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/eic-scb-business-in-clmv/

เอปสันประกาศผลดำเนินงานโตต่อเนื่อง เปิดฉากปี 60 บุกหนัก CLMV พร้อมนำนวัตกรรมใหม่รุกเปิดตลาดใหม่

เอปสันเร่งเครื่องรุกตลาด CLMV รับกระแสเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดไทยยังคงรักษาระดับการเติบโตไว้ได้ โดยมีสินค้ากลุ่มพรินเตอร์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม และโปรเจ็กเตอร์เป็นสินค้าไฮไลท์ในปีที่ผ่านมา พร้อมนำนวัตกรรมใหม่เข้ามาสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่

มร.โตชิมิตสุ ทานากะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอปสัน สิงคโปร์ จำกัด กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมา เอปสันยังคงเดิน หน้าสร้างความสำเร็จทั้งในตลาดโลกและระดับภูมิภาค โดยสามารถรักษาตำแหน่งเจ้าตลาดโปรเจ็กเตอร์ด้วย ส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกที่ 35.5% ส่วนในภูมิภาคอาเซียน เอปสันมีผลการดำเนินงานโดยรวมเติบโตขึ้น 14% ทั้งนี้ เป็นเพราะเราไม่เคยหยุดพัฒนานวัตกรรมของเรา เพื่อช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกทำงานได้เต็มศักยภาพที่สุด”

“เอปสันจึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจในอนาคตไว้ว่าบริษัทฯ จะมุ่งสร้างสรรค์ยุคสมัยแห่งการเชื่อมโยงกัน ระหว่างผู้คน สิ่งของ และข้อมูล ด้วยเทคโนโลยีอันเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ ในขนาดกระทัดรัด และเฉียบคมแม่นยำ ใน 4 สายนวัตกรรม ได้แก่ อิงค์เจ็ตพรินเตอร์ อุปกรณ์สื่อสารด้วยภาพ อุปกรณ์สวมใส่ติดตัว และหุ่นยนต์ แขนกล”

ด้านนายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงผลการดำเนินงานในปีที่ ผ่านมาว่า ในส่วนของประเทศไทยถือว่าสอบผ่าน เพราะท่ามกลางสภาวะตลาดไอทีโดยรวมที่หดตัวลง บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาระดับการเติบโตไว้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีสินค้าพรินเตอร์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่ ทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้มากที่สุด โตขึ้น 50% ตามมาด้วยโปรเจ็กเตอร์ที่ขายได้เพิ่มขึ้น 16% ส่วนอิงค์เจ็ตพรินเตอร์ มียอดขายทรงตัว แต่เอปสันยังครองส่วนแบ่งเป็นอันดับหนึ่งของตลาดพรินเตอร์ระบบแท็งค์ที่ 59%

“ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มสินค้าพรินเตอร์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมมาจากการที่มีผู้ประกอบการ จำนวนมากขึ้นที่เริ่มนำระบบการพิมพ์แบบดิจิทัลเข้าไปใช้ในธุรกิจแทนที่ระบบอนาล็อก ทั้งยังมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น ในพรินเตอร์ของเอปสันว่าสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการผลิต และลดต้นทุนในการดำเนินงาน ทั้งยังช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจในการเปิดไลน์ผลิตที่เน้นงานคุณภาพหรืองานแบบ made to order ได้ นอกจากนี้ เอปสันยังได้ออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องจนสามารถเจาะเข้าถึงธุรกิจหลายประเภทได้สำเร็จ ทั้งโฟโต้แล็บ พรีเพรส ป้ายโฆษณา และอุตสาหกรรมสิ่งทอ ในขณะเดียวกันโปรเจ็กเตอร์ของเอปสันมียอดขายเพิ่มขึ้น สวนทางกับตลาด โดยรวมที่ไม่มีการเติบโต ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่บริษัทฯ สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งเพิ่มขึ้นได้อย่าง ต่อเนื่อง และยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งถึง 44% โดยบริษัทฯ ได้ใช้กลยุทธ์ในการออกสินค้าใหม่ และอัพเกรดสินค้าในพอร์ตอยู่เสมอ จนปัจจุบันมีโปรเจ็กเตอร์มากกว่า 60 รุ่นในตลาด บริษัทฯ ยังพยายามเข้าถึง

ลูกค้าเป้าหมาย ทั้งองค์กรธุรกิจและผู้ใช้ตามบ้านผ่านช่องทางที่หลากหลาย ควบคู่กับการทำกิจกรรมการตลาด อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความรู้ลูกค้าและกระตุ้นยอดขาย”

“ในส่วนของอิงค์เจ็ตพรินเตอร์ ปี 2559 เป็นปีที่ตลาดมีการแข่งขันกันรุนแรงมาก แต่เอปสันยังรักษาความได้เปรียบ เหนือคู่แข่งไว้ได้ ด้วยประสิทธิภาพของพรินเตอร์ที่สูงกว่าให้คุณภาพงานพิมพ์ที่ดีกว่า บวกกับไลน์สินค้ามากกว่า คู่แข่ง ซึ่งปัจจุบันเอปสันมี L-Series ในตลาดมากถึง 16 รุ่น มีทั้งรุ่นที่พิมพ์ได้ทั้ง A4 และ A3 เครื่องซิงเกิลฟังก์ชั่น มัลติฟังก์ชั่น เครื่องพิมพ์ขาวดำไปจนถึงรุ่นพิมพ์โฟโต้ 6 สี อีกทั้งทุกรุ่นยังได้รับการรับประกันค่าแรง และอะไหล่ทุก ชิ้นส่วน รวมถึงหัวพิมพ์และแผ่นซับหมึกนาน 2 ปี หรือตามจำนวนพิมพ์ ซึ่งมากกว่าแบรนด์อื่นในตลาด นอกจากนี้ ในปัจจุบันอิงค์เจ็ตพรินเตอร์ระบบแท็งค์หรืออิงค์แท็งค์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วครองสัดส่วนถึง 59% ของตลาด อิงค์เจ็ตพรินเตอร์ทั้งหมด และยังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในตลาดเอสเอ็มอีและองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งหมายถึง โอกาสในการเติบโตระยะยาวของ L-Series” นายยรรยง กล่าวต่อ

สำหรับผลประกอบการของตลาดต่างประเทศภายใต้การดูแลของเอปสัน ประเทศไทย ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และปากีสถาน ยอดขายโดยรวมในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 18% ซึ่งมีตลาดพม่าเติบโตอย่างโดดเด่นที่สุดที่ 30% ตามมาด้วยลาวและเวียดนามที่ 20%

นายยรรยงกล่าวว่า “ตลาด CLMV ขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องทุกปี เศรษฐกิจของแต่ละประเทศเติบโตอยู่ ในเกณฑ์ที่สูงกว่า 6 – 7% ต่อปี การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ และ การกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ของรัฐบาลเพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สภาพ แวดล้อมทางธุรกิจของทุกประเทศเปลี่ยนไป แบรนด์ยักษ์ใหญ่จำนวนมากเข้าไปตั้งสาขามากขึ้น เกิดธุรกิจใหม่ๆ ในเมืองต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติในการทำธุรกิจของอุตสาหกรรมต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงโฉม หน้าของวงการการศึกษาทำให้ความต้องการสินค้าไอทีพุ่งสูงขึ้น โอกาสทางธุรกิจของเอปสันในตลาดนี้จึงเปิด กว้างมาก”

“ปีที่ผ่านมาโปรเจ็กเตอร์ของเอปสันเติบโตขึ้นอย่างมากและได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นในทุกตลาด ทำยอดขายเติบโตถึง 74% เช่นเดียวกับ L-Series ที่ทำยอดขายเพิ่มขึ้น 24% เพราะกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถตอบ โจทย์ความต้องการของลูกค้าในด้านความประหยัด ต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นที่ถูก บวกกับกระแสอิงค์แท็งค์ที่กำลัง เข้ามาแทนที่อิงค์เจ็ตพรินเตอร์รุ่นเดิมที่มีอยู่ในตลาดและเลเซอร์พรินเตอร์”

นายยรรยง กล่าวถึงทิศทางธุรกิจของบริษัทฯ ว่าสำหรับเอปสัน กระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ เป็นทั้งเรื่องท้าทายและโอกาสที่ดีในการขยายธุรกิจ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าเติบโตโดยรวมไว้ที่ 7% ซึ่งมาจากยอดขายใน ตลาดประเทศไทยที่คาดว่าจะโตเพิ่มขึ้น 5% และตลาดต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 15% บริษัทฯ ยังได้กำหนดแนวทาง

การดำเนินธุรกิจในภูมิภาคนี้ โดยมุ่งเน้นที่จะพัฒนาใน 4 ด้าน ได้แก่ International Business, Core Business, Business Solution และ Business Revolution

ด้าน International Business หรือธุรกิจในตลาดต่างประเทศ เอปสันจะยกระดับความเข้มข้นในการทำการตลาด ในตลาด CLMV มากยิ่งขึ้น เพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้นและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนไป โดยจะปรับระบบการบริหารจัดการให้ดำเนินงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีการนำสินค้าใหม่เข้าไป เปิดตัวในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพของตัวแทนจำหน่ายในปัจจุบันและเพิ่มจำนวน พาร์ทเนอร์ เพื่อเข้าถึงลูกค้าในเมืองสำคัญอื่นๆ มากขึ้น

สำหรับ Core Business หรือธุรกิจหลัก เอปสันจะยังมุ่งรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดทั้งในส่วน ของ L-Series และโปรเจ็กเตอร์ต่อไป ผ่านกิจกรรมการรตลาดและสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ ข้อได้เปรียบและประโยชน์ที่เทคโนโลยีของเอปสันสามารถมอบให้กับลูกค้าได้ ด้าน Business Solution หรือ โซลูชั่นทางธุรกิจ เอปสันจะทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ใหม่ในการพัฒนาโซลูชั่นบนคลาวด์และโมบายโซลูชั่น ทั้งสำหรับเครื่องพิมพ์ประเภทต่างๆ และแว่นตาอัจฉริยะของเอปสัน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

ส่วนด้าน Business Revolution หรือการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ เอปสันมีนโยบายที่จะนำนวัตกรรมใหม่ พร้อมกับ เปิดสายธุรกิจใหม่ในตลาด ทั้งอิงค์เจ็ตพรินเตอร์ความเร็วสูงที่จะเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับเลเซอร์พรินเตอร์ นวัตกรรมหุ่นยนต์แขนกลเพื่อรุกตลาดอุตสาหกรรมและโรงงานผลิต และโปรเจ็กเตอร์เชิงธุรกิจที่ได้รับการพัฒนา ให้มีขนาดที่กระทัดรัด ติดตั้งง่าย และใช้งานได้ด้วยระบบสัมผัส หรือ Gesture Presenter ซึ่งเอปสันได้ทำการ เปิดตัวสินค้าใหม่ในวันนี้รวม 14 รุ่น

โปรเจ็กเตอร์เชิงธุรกิจรุ่นใหม่ประกอบด้วย EB-1450Ui และ EB-1460Ui โปรเจ็กเตอร์ฉายระยะสั้นพิเศษที่มีความ ละเอียดระดับ WUXGA ด้วยหลอดภาพที่มีอายุการใช้งานนานถึง 10,000 ชั่วโมง รองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย มาตรฐาน Miracast มีระบบพื้นผิวสัมผัส ทั้งยังมีคุณสมบัติการเชื่อมต่อการฉายจากสองเครื่องได้ หรือ multi-projection

ซีรี่ส์ EB-1700 โปรเจ็กเตอร์ 3LCD ที่เบาที่สุดในโลกด้วยน้ำหนักไม่เกิน 1.83 กิโลกรัม ขนาดกระทัดรัดพกพา สะดวก หนาเพียง 44 มิลลิเมตร มีฟังก์ชั่นที่ครบครัน เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่น ได้แก่ EB-1795F, EB-1785W และ EB-1781W

นอกจากนี้ ยังมีซีรี่ส์ EB-2000 ซึ่งประกอบด้วย EB-2265U, EB-2255U, EB-2245U, EB-2165W, EB-2155W, EB-2140W, EB-2065, EB-2055 และ EB-2040 กลุ่มโปรเจ็กเตอร์เพื่อองค์กรธุรกิจ ที่มีระดับความสว่างถึง 5,500 ลูเมนส์ ซึ่งมาพร้อมกับเซนเซอร์ตรวจวัดความสว่างในสถานที่ใช้งานโดยอัตโนมัติ และรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย ผ่าน Miracast

นายยรรยง กล่าวต่อว่า “นอกจากโฟกัสทางธุรกิจทั้ง 4 ด้านนี้ บริษัทฯ ยังได้ทำแคมเปญสื่อสารการตลาดอย่าง ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อตอกย้ำว่าเอปสันเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งในเชิงการรับรู้แบรนด์ที่กว้างขึ้นและทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์เอปสัน ทั้งยังช่วยเพิ่ม โอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม และสนับสนุนด้านการขาย

“ในโอกาสที่บริษัทฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 ในปีที่ผ่านมา เอปสันได้ใช้งบประมาณราว 30 ล้านบาทในการทำแคมเปญ #TrustInYou โดยนำคุณค่า 3 ประการจากปรัญชาองค์กร ได้แก่ Passion ความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์และ นวัตกรรม ซึ่งเป็นสูตรความสำเร็จในการทำธุรกิจ มาใช้ในการสื่อสารแบรนด์ผ่านกลยุทธ์ Expert Endorsement โดยบริษัทฯ ได้เลือกคุณรักกิจ ควรหาเวช ศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อดังของเมืองไทย คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุ๊คบี จำกัด (Ookbee) และผู้จัดการกองทุน 500 TukTuks และคุณพันธวิศ ลวเรืองโชค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อะโพสโทรฟีเอส กรุ๊ป จำกัด นักออกแบบงานนิทรรศการที่เป็นที่รู้จักในวงการ ออกแบบทั้งในเเละต่างประเทศ มาร่วมทำงานในแคมเปญนี้ เพื่อถ่ายทอดคุณค่าทั้ง 3 และเป็นตัวแทนมืออาชีพ ที่ใช้สินค้ากลุ่มต่างๆ ของเอปสัน โดยสื่อสารเรื่องราวทั้งหมดนี้ผ่านงานโฆษณาประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมพิเศษ ให้ผู้บริโภคได้มีโอกาส engage กับแบรนด์และมีประสบการณ์ที่ดีกับสินค้าของเอปสันได้มากยิ่งขึ้น”

“เอปสันมีแผนที่จะสร้างแคมเปญต่อเนื่องในปีต่อไป เพื่อเข้าถึงลูกค้าในทุกธุรกิจมากขึ้น ทำให้ลูกค้าเข้าใจถึง จุดเด่นของนวัตกรรมของเรา รวมถึงปรัชญาและที่มาของความมุ่งมั่นทุ่มเท และวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ อีกทั้งจะ ขยายขอบเขตการดำเนินงานไปยังตลาด CLMV ด้วยเช่นกัน” นายยรรยง ทิ้งท้าย

from:http://mobileocta.com/epson-announces-continued-growth-launching-60-years-against-clmv/

เรียนรู้การลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ในกลุ่มประเทศโตเร็วอย่าง CLMV

ภาพจาก asean.org

ประเทศในกลุ่ม CLMV ประกอบด้วย ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศเมียนมาร์ และประเทศเวียดนาม เป็นกลุ่มประเทศในอาเซียนที่น่าสนใจ เนื่องจากมีการเติบโตของ GDP อยู่ที่ประมาณ 6.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอาเซียน และคาดการณ์กันว่าจะมีสามารถรักษาการเติบโตในระดับ 6% ต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้า

 

ที่มา: http://asean.org/storage/2012/05/ASEAN_Stats_Leaflet2016_web.pdf

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV โตได้อย่างรวดเร็วเกิดจากเม็ดเงินลงทุนไหลเข้า (FDI) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

ที่มา:  https://www.krungsri.com/bank/getmedia/7f273893-1a4d-49f5-abe5-802750cfa4c1/Regional_Quarterly_Report_RQR.aspx

โครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีมากช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV

 

 

 

 

ที่มา: https://populationpyramid.net/

ด้วยอัตราการเติบโตของ GDP, เม็ดเงินลงทุนไหลเข้า (FDI) และโครงสร้างประชากรมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคตของประเทศในกลุ่ม CLMV ทำให้บรรดานักลงทุนชาวไทยเริ่มให้ความสนใจและพยายามทำการศึกษาบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศเหล่านี้เพื่อลงทุนด้วยตนเอง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านภาษา และระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่ยังไม่เป็นมาตรฐาน ทำให้นักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนด้วยตนเองประสบปัญหาในการหาข้อมูล ความน่าเชื่อถือของข้อมูล สภาพคล่องในการซื้อขาย การนำเงินเข้าออกประเทศ และอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ช่องทางการลงทุนผ่านกองทุนรวมในประเทศยังมีอยู่อย่างจำกัดและไม่ตรงกับความต้องการของนักลงทุน ทำให้นักลงทุนไทยเสียโอกาสที่จะการกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ในวันนี้ เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากกลุ่มประเทศ CLMV

KT-CLMVT (Krung Thai CLMVT Equity Fund) : กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้น ซีแอลเอ็มวีที

นโยบายหลักของกองทุน : เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ในกลุ่มประเทศ CLMV และหุ้นไทยที่มีแหล่งที่มาของรายได้จากกลุ่มประเทศ CLMV โดยจะพิจารณาจาก 115 บริษัท GMS Universe* ของ Set

*GMS (Greater Mekong Subregion: GMS) Universe คือ บริษัทจดทะเบียนไทยที่มีการลงทุน และ/หรือ มีรายได้จากประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง  ที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการในเอกสารของบริษัท ได้แก่ หมายเหตุประกอบงบการเงิน งบการเงิน รายงาน 56-1 รายงานประจำปี และเอกสารนำเสนอของบริษัท โดยรายได้จากประเทศในกลุ่ม GMS รวมถึง รายได้จากลูกค้าที่มีถิ่นฐานใน GMS รายได้จากส่วนงานที่ดำเนินการใน GMS และรายได้จากการส่งออกไปยังประเทศใน GMS)

รายชื่อบริษัทใน GMS Universe http://www.set.or.th/th/gms_exchanges/eco_exposure_universe.html

เป้าหมายการกระจายการลงทุนในแต่ละประเทศ

  1. 40% ลงทุนทางอ้อม ผ่านบริษัทไทยใน GMS Universe
  2. 40% ลงทุนทางตรง บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนาม (ตามดัชนี VN30)
  3. 20% ลงทุนในบริษัท กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ ที่จดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์ และ ฮ่องกง

สัดส่วนการลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกหลังการจัดตั้งกองทุนอาจแตกต่างจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะ 40% ในตลาดหุ้นเวียดนาม เนื่องจากรอการดำเนินการเพื่อเริ่มการซื้อขายในตลาดหุ้นเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ทางกองทุนจะทำการลงทุนในหุ้นไทยที่ได้ประโยชน์จาก CLMV เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายหลักในการจัดตั้งกองทุนรวม

วิธีการในการคัดเลือกบริษัทเพื่อทำการลงทุน

ผู้จัดการกองทุนจะทำการคัดเลือกหุ้นให้สอดคล้องกับภาวะทางเศรษฐกิจและวัฏจักรของธุรกิจ นอกจากนี้ยังทำการวิเคราะห์บริษัท เยี่ยมชมกิจการ พูดคุยกับผู้บริหาร ให้มีความเข้าใจลักษณะธุรกิจเพื่อนำมาประเมินมูลค่ากิจการ โดยเฉพาะการลงทุนในประเทศเวียดนามทางกองทุนได้รับความร่วมมือจากทีมงานของ Partner ในประเทศเวียดนามในเรื่องของการหาข้อมูลและบทวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนเพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกบริษัทเพื่อลงทุนในกองทุน KT-CLMVT

ตัวอย่างบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ CLMV

ตัวอย่างบริษัทที่น่าสนใจ

VNM (Vietnam): ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ครองส่วนแบ่งการตลาด 45-50% มีช่องทางการจัดจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ผลการดำเนินงานแนวโน้มเติบโต 12-13% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

VIC (Vietnam): ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม และมีกลุ่มธุรกินที่หลากหลายทั่วประเทศ มีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ มีที่ดินรอการพัฒนาประมาณ 5 พันไร่ เพียงพอกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ 10-20 ปี

YOMA(Myanmar): เป็น Holding Company ที่จดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์ ที่มีรายได้กว่า 98% จากประเทศเมียนมาร์ ซึ่งกว่า 82% ของรายรับมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ธุรกิจเกษตร และขนส่ง

SMI(Myanmar): เป็น investment holding company ที่จดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์ มีการกระจายการลงทุนในหลายธุรกิจ เช่น ร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินเมียนมาร์ รับเหมาก่อสร้าง ปล่อยเช่ารถยนต์ ให้บริการด้านโทรคมนาคม

ปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่ควรพิจารณา

  1. ความเสี่ยงทางตลาด (Market Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของราคาหุ้นซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม หรือภาวะตลาด
  2. ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของหลักทรัพย์ (Liquidity Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการไม่สามารถซื้อหรือขายได้ในระยะเวลาหรือราคาตามที่กำหนด
  3. ความเสี่ยงที่เกิดจากกฎระเบียบในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Restrictions of Foreign Investment) เกิดจากข้อจำกัดหรือข้อห้ามสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
  4. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของสกุลเงิน เนื่องจากมีการใช้ดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
  5. ความเสี่ยงจากข้อจำกัดการนำเงินลงทุนกลับประเทศ (Repatriation Risk) เป็นความเสี่ยงที่ประเทศที่ลงทุนอาจออกมาตรการ Capital control ทำให้ไม่สามารถนำเงินลงทุนและผลตอบแทนกลับประเทศไทยได้ตามที่คาด

ค่าธรรมเนียม(เรียกเก็บจากกองทุน) รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่เกิน 5.0% ต่อปี โดยแยกเป็น 4 หัวข้อดังนี้

  1. ค่าการจัดการกองทุน ไม่เกิน 0% ต่อปี (ปัจจุบัน 1.5% ต่อปี)
  2. ค่าผู้ดูแลผลประโยชน์ ไม่เกิน 0% ต่อปี
  3. ค่านายทะเบียน ไม่เกิน 5% ต่อปี (ปัจจุบัน 0.2%)
  4. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่จ่ายจริง

ค่าธรรมเนียม(เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย)

1.ค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน

1.1 ช่วง IPO (22-27 กุมภาพันธ์ 2560) ค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน 1.0%

1.2 หลังช่วง IPO ค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน 1.5%

2. ค่าธรรมเนียมการขายคืนหน่วยลงทุน ยังไม่เรียกเก็บ

3. ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยน

3.1 กรณีเป็นกองทุนต้นทาง Switch out ยังไม่เรียกเก็บ

3.2 กรณีเป็นกองทุนปลายทาง Switch in 1.5%

หากท่านใดสนใจลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV สามารถเข้าดูรายละเอียดได้ดังนี้

ข้อมูลกองทุน : http://www.ktam.co.th/FileUpload/Fund/FundDocFileTh10_2346.pdf

หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ: http://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KT-CLMVT.pdf

ข้อมูลอื่น ๆ : http://www.ktam.co.th/th/mutual-fund/mutual-detail.aspx?FundID=635&FundMenuID=1&level=3

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV จะดูน่าสนใจเพียงใด อย่าลืมว่าการลงทุนในกลุ่ม CLMV เป็นการลงทุนในประเทศชายขอบ (Frontier Markets) มีความเสี่ยงในเรื่องของความไม่แน่นอนทางการเมือง กฎระเบียบต่าง ๆ อาจยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล สภาพคล่องในการซื้อขาย รวมถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว นักลงทุนควรพิจารณากระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/investment-fund-clmv/

กลุ่มเซ็นทรัลปรับใหญ่ รับยุคดิจิทัล – ขยายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน

ญนน์ โภคทรัพย์

ญนน์ โภคทรัพย์

ปรับตัวครั้งใหญ่กันเลยทีเดียว สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล โดยมีการดึงผู้บริหารเบอร์ต้น ๆ ของประเทศอย่าง  “ญนน์ โภคทรัพย์” เข้ามาดำรงตำแหน่ง President of Central Group  โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559นี้

สำหรับการปรับตัวครั้งนี้ มีผลมาจากการปรับกลยุทธ์ที่เน้นขยายการลงทุนไปสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (กลุ่ม  CLMV) และรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่ง ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ได้เปิดเผยว่า ธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะโตมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

ส่วนการลงทุนในอนาคต กลุ่มเซ็นทรัลเห็นโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า หรือที่เรียกว่ากลุ่ม CLMV และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากเวทีการค้าที่กว้างขึ้นผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต จึงต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับธุรกิจดิจิทัลด้วย

เพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่มจึงได้มีการแต่งตั้งอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์อย่าง คุณญนน์ โภคทรัพย์ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มเซ็นทรัล โดยคุณญนน์ยังเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องถึงความเชี่ยวชาญในด้านสินค้าอุปโภคบริโภคจากประสบการณ์การทำงานในบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยด้วย

ขณะเดียวกัน ก็ได้มีการแต่งตั้ง นายนิโคโล กาลันเต้ (Mr.Nicolo Galante) อดีต Managing Partner บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ McKinsey & Company ดำรงตำแหน่ง Chief Operating Officer, นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ อดีตรองผู้จัดการการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ, นายสจ๊วต สเต็มเพิล  (Mr.Stewart Stemple) และ คุณ วิมลมาศ เกื้อโกมลเดช ดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม ฝ่ายทรัพยากรบุคคล รวมถึง ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มาร่วมเป็นที่ปรึกษาอาวุโสให้กับทางกลุ่มเซ็นทรัลด้วย

ทั้งนี้ ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารของกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า การสร้างทีมและการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถโตไปพร้อมองค์กรถือเป็นพันธกิจหลักของกลุ่มและมองว่าการมีทีมที่แข็งแกร่งเป็นรากฐานของความสำเร็จ  ดังนั้นการเสริมทัพองค์กรด้วยทีมผู้บริหารระดับสูงที่มากด้วยประสบการณ์ครั้งนี้จะสามารถรองรับการขยายงานในอนาคตทั้งในและต่างประเทศและในโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืน และสามารถนำพากลุ่มเซ็นทรัลให้เป็น truly world-class organization ในเวทีการค้าระดับโลกได้อย่างแน่นอน

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2016/09/central-group-big-change-for-aec-digital-age/