คลังเก็บป้ายกำกับ: Cisco

Google และ Cisco ติดต่อ Samsung ให้ผลิตชิป สำหรับใช้ในเทคโนโลยีสื่อสาร และเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวของร่ายกาย

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Samsung เตรียมเจรจาขอซื้อหุ้นจาก ARM จำนวน 3% – 5% เพื่อหวังว่าจะลดค่าต๋ง หรือ Royalty Payments ล่าสุดมีรายงานว่า Google และ Cisco ได้ยื่นสั่งชิปกับ Samsung สำหรับใช้ในอุปกรณ์ด้านสื่อสารต่างๆ

แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ของ ETNews สื่อสัญชาติเกาหลีใต้ ออกมารายงานว่า ตอนนี้ Samsung ได้รับการติดต่อจากบริษัท Tech Giants อย่าง Google และ Cisco ให้ออกแบบดีไซน์ และผลิตชิปเซ็ต ที่จะนำไปใช้งานในแขนงต่างๆ โดยออเดอร์ของ Google จะเป็นหน่วยประมวลผลสำหรับใช้ในเซ็นเซอร์ที่จะเข้ามาช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวของร่างกาย (ไม่ชัวร์ว่ารวมสิ่งของ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วยหรือเปล่า) ขณะที่ Cisco จะเป็นชิปที่เอาไว้ใช้ในอุปกรณ์ด้านการสื่อสารต่างๆ

อย่างที่บอกไปข้างต้น รอบนี้ Samsung จะเป็นฝ่ายที่ออกแบบดีไซน์ รวมถึงผลิตชิปเซ็ตดังกล่าวขึ้นมาเองทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งส่วนมากขั้นตอนการทำงานจะไม่ใช่แบบนี้ จะเป็นแบรนด์ต่างๆ กำหนดสเปค และออกแบบตัวชิปมาให้เรียบร้อย จากนั้นก็ส่งให้บริษัทที่มีศักยภาพมากพอ ผลิตชิปต่อไป อารมณ์แบบเดียวกับ Apple หรือ Qualcomm จ้างวานให้ TSMC ผลิตชิปให้พวกเขานั่นเอง เท่ากับว่าพูดง่ายๆ ก็คือ Samsung ทำทุกอย่างให้หมด

ส่วนรายละเอียดในเรื่องของสัญญา หรือเงินค่าจ้างต่างๆ ที่ Google และ Cisco จะจ่ายให้กับ Samsung จนตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลใดๆ หลุดออกมา แต่คาดว่ามูลค่าน่าจะเยอะอยู่ เพราะตัว Samsung เอง ก็ต้องการที่จะเอาชนะ TSMC ที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งบริษัทผลิตชิปเซ็ตที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ 😯

 

ที่มา: sammobile

 

from:https://droidsans.com/samsung-acquires-chip-orders-from-google-cisco/

ซิสโก้ แนะเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจด้วยดิจิทัล ช่วยฟื้นฟู GDP ไทยให้ฟื้นในอีก 3 ปี

 

การปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอีในไทยจะเพิ่มมูลค่า 35,000 ถึง 41,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับจีดีพีของไทย ภายในปี 2567 และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามผลการศึกษาความพร้อมทางด้านดิจิทัลของธุรกิจเอสเอ็มอีในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific SMB Digital Maturity Study) ประจำปี 2563

การศึกษาดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งดำเนินการโดย International Data Corporation (IDC) โดยได้รับมอบหมายจากซิสโก้  ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีความพร้อมทางด้านดิจิทัลมากกว่าจะได้รับประโยชน์สองเท่าในแง่ของรายได้ และผลผลิตเมื่อเทียบกับธุรกิจที่ไม่สนใจเรื่องการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล

ธุรกิจเอสเอ็มอีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของไทย  ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีคิดเป็นสัดส่วน 85.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในไทย และสร้างมูลค่าให้จีดีพีถึง 43%  ด้วยเหตุนี้ เอสเอ็มอีจึงมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตหลังวิกฤตโควิด

ผลการศึกษาอ้างอิงผลการสำรวจความคิดเห็นของธุรกิจเอสเอ็มอีชี้ว่า 73 เปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอีในไทยมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล เพื่อสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่แปลกใหม่ ขณะที่ 50 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจเอสเอ็มอี ตระหนักว่าคู่แข่งกำลังปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล และพวกเขาต้องก้าวตามให้ทัน ขณะที่อีก 23 เปอร์เซ็นต์กำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลเพราะลูกค้าต้องการ

นาย วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19  อย่างไรก็ดี เอสเอ็มอีเหล่านี้ยังมีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ หนึ่งในวิธีที่เราเห็นมากในช่วงโควิดก็คือ เอสเอ็มอีมีการปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องแม้จะเป็นช่วงแพร่ระบาด

ขณะที่ประเทศไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมและข้อจำกัดบางอย่าง และผู้บริโภคเริ่มหันมาจับจ่ายใช้สอยตามปกติอีกครั้ง การปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล หรือดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) ของเอสเอ็มอีจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการฟื้นฟูธุรกิจ และช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมของไทย ซิสโก้มุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือแก่เอสเอ็มอีในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจโดยอาศัยโซลูชั่นดิจิทัล และกลยุทธ์ที่เหมาะสม

ผลการศึกษาระบุว่า การจัดซื้อหรืออัพเกรดซอฟต์แวร์ไอที (20 เปอร์เซ็นต์) เป็นการลงทุนที่เอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญมากที่สุด ตามมาด้วยการจัดซื้อและอัพเกรดฮาร์ดแวร์ไอที (15 เปอร์เซ็นต์) และการลงทุนในคลาวด์ (11 เปอร์เซ็นต์)

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายเฉพาะหน้าในหลายๆ เรื่อง โดยผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า การขาดแคลนทักษะด้านดิจิทัลและการเข้าถึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ (20 เปอร์เซ็นต์) เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดสำหรับเอสเอ็มอีในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล รองลงมาได้แก่ การไม่มีโรดแมพในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล (18 เปอร์เซ็นต์) และการขาดแคลนเทคโนโลยีที่จำเป็น (15 เปอร์เซ็นต์)

พิธาน รอย กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจขนาดเล็กประจำเอเชีย-แปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีนของซิสโก้ กล่าวว่า ตอนนี้นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี  อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้ได้รับประโยชน์สูงสุดในระยะยาว ทุกภาคส่วนจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ที่ธุรกิจเอสเอ็มอีต้องเผชิญ ทั้งในส่วนของภาครัฐ สถานศึกษา บริษัทขนาดใหญ่ และธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม เพราะไม่มีองค์กรใดสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้ได้โดยลำพัง

ที่ซิสโก้ เราภูมิใจที่เรามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล ในแง่ของการพัฒนาบุคลากร Cisco Networking Academy ได้ฝึกอบรมบุคลากรกว่า 2.5 ล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีน เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านไอซีทีที่หลากหลาย นับตั้งแต่ที่ก่อตั้งสถาบัน  และในส่วนที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เราได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่คัดสรรเป็นพิเศษสำหรับเอสเอ็มอีภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ Cisco Designed

สำหรับเอเชีย-แปซิฟิก การปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอีจะเพิ่มมูลค่า 2.6 – 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 80 – 100 ล้านล้านบาทให้กับจีดีพีของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกภายในปี 2567  ทั้งนี้ ข้อมูลคาดการณ์ของไอดีซีระบุว่า จีดีพีของเอเชีย-แปซิฟิกจะเติบโตประมาณ 10.6 – 14.6 ล้านล้านดอลลาร์ และการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอีคิดเป็นสัดส่วนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของการเติบโตดังกล่าว

ผลการศึกษาเน้นย้ำว่า เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอีในเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเร่งการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19  นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม 86 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจเพื่อสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ในอนาคตได้ ดังเช่นกรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19

แม้ว่าจะมีปัญหาท้าทายต่างๆ แต่เอสเอ็มอีในภูมิภาคนี้ยังคงมีความคืบหน้าในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล โดยผลการศึกษาชี้ว่า ปัจจุบัน 16 เปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอีในภูมิภาคนี้มีความพร้อมด้านดิจิทัลขั้นสูง (ขั้นที่ 3 และ 4) เปรียบเทียบกับ 11 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562  นอกจากนี้ เอสเอ็มอีมากกว่าครึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อยได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในระดับหนึ่ง และอยู่ในสถานะของ Digital Observer (ขั้นที่ 2) และมีเอสเอ็มอีเพียง 31 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยังคงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดในลักษณะเชิงรับ และแทบไม่ได้ดำเนินการใดๆ ในการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (ขั้นที่ 1)

ภายในภูมิภาคนี้ เอสเอ็มอีในสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ยังคงเป็นผู้นำในกลุ่ม Digital Observer โดยการจัดอันดับไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปี 2562  อย่างไรก็ตาม จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และไทยได้แซงหน้าเกาหลี ฮ่องกง และมาเลเซียตามลำดับ  นอกจากนี้ เอสเอ็มอีในอินโดนีเซียและเวียดนามมีความคืบหน้าในการดำเนินงานปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัด

นายแดเนียล-โซอี จีเมเนซ ผู้ช่วยรองประธาน ฝ่ายวิจัยด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นและเอสเอ็มอีของไอดีซี กล่าวว่า “การปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัลถือเป็นภารกิจที่จำเป็นสำหรับเอสเอ็มอี เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในอนาคต  สถานการณ์โควิด-19 เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เอสเอ็มอีต้องเปลี่ยนย้ายไปสู่ระบบดิจิทัล โดยจำเป็นต้องปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น  ในการปรับเปลี่ยนระบบงานธุรกิจ การดำเนินงาน และการให้บริการแก่ลูกค้า

เอสเอ็มอีมักจะให้ความสำคัญกับบริการคลาวด์และระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นอันดับแรก และขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญมากขึ้นกับเรื่องประสบการณ์ของลูกค้า การประชุมทางไกลผ่านวิดีโอ และโซลูชั่น AI/ระบบวิเคราะห์ข้อมูล  เนื่องจากสภาพตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเทคโนโลยีก็มีการพัฒนาอย่างฉับไว ดังนั้นเอสเอ็มอีจึงควรทำงานกับพันธมิตรอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี และประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล”

การศึกษาในปีนี้เป็นการติดตามผลจากรายงานดัชนีความพร้อมทางด้านดิจิทัลของเอสเอ็มอี (SMB Digital Maturity Index) ประจำปี 2562 ซึ่งสำรวจสถานะการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของเอสเอ็มอีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก  ส่วนการศึกษาของปี 2563 มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินการของเอสเอ็มอีสำหรับการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล รวมถึงผลกระทบของการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การผลักดันกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ

รายละเอียดเพิ่มเติม

ความพร้อมด้านดิจิทัลมี 4 ขั้นดังต่อไปนี้

  • ขั้นที่ 1 – Digital Indifferent: บริษัทที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดในลักษณะเชิงรับ และไม่มีการดำเนินการปรับเปลี่ยนด้านดิจิทัล
  • ขั้นที่ 2 – Digital Observer: บริษัทที่เริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนด้านดิจิทัล แต่ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น และเป็นโครงการขนาดเล็ก
  • ขั้นที่ 3 – Digital Challenger: บริษัทที่มีกลยุทธ์ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และตอบสนองต่อตลาดในลักษณะเชิงรุก
  • ขั้นที่ 4 – Digital Native: บริษัทที่มีกลยุทธ์ด้านการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร และมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

from:https://www.thumbsup.in.th/cisco-digital-smb?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cisco-digital-smb

Cisco เข้าซื้อกิจการ Modcam ยกระดับฟีเจอร์ Video Analytics ให้ Cisco Meraki

Cisco ประกาศควบรวมกิจการ Modcam ผู้ให้บริการด้าน Video Analytics จากสวีเดน เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้าน Machine Learning, Computer Vision และ Cloud-managed Cameras จากบริษัทดังกล่าวมายกระดับคุณสมบัติด้าน Video Analytics ให้แก่โซลูชัน Smart Camera ของ Cisco Meraki

Modcam เป็นผู้ให้บริการด้าน Video Analytics ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Malmӧ ประเทศสวีเดน ก่อตั้งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้ระบบกล้องวงจรปิดมีความชาญฉลาดมากขึ้น แม้ว่ากล้องในปัจจุบันจะมีฟีเจอร์ด้าน Video Analytics มากมาย เช่น Motion Detection หรือ Machine Learning-based Object Detection แต่กล้องเหล่านั้นสามารถวิเคราะห์วิดีโอที่ตัวเองจับได้เท่านั้น เรียกว่าเป็นมุมมองแบบไมโคร แต่ด้วยเทคโนโลยีจาก Modcam ทำให้สามารถผสานข้อมูลเหล่านั้น ก่อให้เกิดเป็นมุมมองแบบมาโครจากหลายๆ กล้องได้

นอกจากนี้ Modcam ยังให้บริการการระบุตำแหน่งและเส้นทางการเคลื่อนที่ที่มีความแม่นยำ เมื่อผสานการทำงานร่วมกับระบบวิเคราะห์ระหว่างกล้องแต่ละตัว ทำให้ห้างร้านสามารถเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าและวางแผนจัดการพื้นที่ของร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

Cisco วางแผนที่จะนำเทคโนโลยีทั้งหมดของ Modcam เข้ามาใช้งานใน Cisco Meraki MV Smart Camera เพื่อเพิ่มความฉลาดในการวิเคราะห์วิดีโอมากขึ้นในอนาคต

จนถึงตอนนี้ Cisco ยังไม่เปิดเผยมูลค่าในการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้

ที่มา: https://blogs.cisco.com/news/cisco-announces-corporate-news-073120

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-acquires-modcam-video-analytics-company/

[Guest Post] การปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ “ดิจิทัล” ของเอสเอ็มอีไทย จะเพิ่มมูลค่า 41,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับจีดีพีของไทย ภายในปี 2567

การปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ ดิจิทัลของเอสเอ็มอีไทย จะเพิ่มมูลค่า 41,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับจีดีพีของไทย ภายในปี 2567 และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

  • เอสเอ็มอีที่มีความพร้อมด้านดิจิทัลจะมีรายได้ และสร้างผลผลิตที่สูงกว่า ส่งผลดีต่อการขยายธุรกิจ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
  • ผลการศึกษาความพร้อมด้านดิจิทัลล่าสุดชี้ว่า เอสเอ็มอีไทยแซงหน้าเกาหลี ฮ่องกง และมาเลเซีย ในเรื่องความพร้อมด้านดิจิทัล

 

 

การปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอีในไทยจะเพิ่มมูลค่า 35,000 ถึง 41,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับจีดีพีของไทย ภายในปี 2567 และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามผลการศึกษาความพร้อมทางด้านดิจิทัลของธุรกิจเอสเอ็มอีในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific SMB Digital Maturity Study) ประจำปี 2563

การศึกษาดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งดำเนินการโดย International Data Corporation (IDC) โดยได้รับมอบหมายจากซิสโก้  ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีความพร้อมทางด้านดิจิทัลมากกว่าจะได้รับประโยชน์สองเท่าในแง่ของรายได้ และผลผลิตเมื่อเทียบกับธุรกิจที่ไม่สนใจเรื่องการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล

ธุรกิจเอสเอ็มอีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของไทย  ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีคิดเป็นสัดส่วน 85.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในไทย และสร้างมูลค่าให้จีดีพีถึง 43%  ด้วยเหตุนี้ เอสเอ็มอีจึงมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตหลังวิกฤตโควิด

ผลการศึกษาอ้างอิงผลการสำรวจความคิดเห็นของธุรกิจเอสเอ็มอีชี้ว่า 73 เปอร์เซ็นต์ของ  เอสเอ็มอีในไทยมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล เพื่อสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่แปลกใหม่ ขณะที่ 50 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจเอสเอ็มอี ตระหนักว่าคู่แข่งกำลังปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล และพวกเขาต้องก้าวตามให้ทัน ขณะที่อีก 23 เปอร์เซ็นต์กำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลเพราะลูกค้าต้องการ

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน

 

นาย วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน  กล่าวว่า “ ธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19  อย่างไรก็ดี  เอสเอ็มอีเหล่านี้ยังมีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ หนึ่งในวิธีที่เราเห็นมากในช่วงโควิดก็คือ เอสเอ็มอีมีการปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องแม้จะเป็นช่วงแพร่ระบาด ขณะที่ประเทศไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมและข้อจำกัดบางอย่าง และผู้บริโภคเริ่มหันมาจับจ่ายใช้สอยตามปกติอีกครั้ง การปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล หรือดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) ของเอสเอ็มอีจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการฟื้นฟูธุรกิจ และช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมของไทย ซิสโก้มุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือแก่เอสเอ็มอีในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจโดยอาศัยโซลูชั่นดิจิทัล และกลยุทธ์ที่เหมาะสม”

ผลการศึกษาระบุว่า การจัดซื้อหรืออัพเกรดซอฟต์แวร์ไอที (20 เปอร์เซ็นต์) เป็นการลงทุนที่เอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญมากที่สุด ตามมาด้วยการจัดซื้อและอัพเกรดฮาร์ดแวร์ไอที (15 เปอร์เซ็นต์) และการลงทุนในคลาวด์ (11 เปอร์เซ็นต์)

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายเฉพาะหน้าในหลายๆ เรื่อง โดยผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า การขาดแคลนทักษะด้านดิจิทัลและการเข้าถึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ (20 เปอร์เซ็นต์) เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดสำหรับเอสเอ็มอีในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล รองลงมาได้แก่ การไม่มีโรดแมพในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล (18 เปอร์เซ็นต์) และการขาดแคลนเทคโนโลยีที่จำเป็น (15 เปอร์เซ็นต์)

พิธาน รอย กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจขนาดเล็กประจำเอเชีย-แปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีนของซิสโก้ กล่าวว่า “ตอนนี้นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี  อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้ได้รับประโยชน์สูงสุดในระยะยาว ทุกภาคส่วนจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ที่ธุรกิจเอสเอ็มอีต้องเผชิญ ทั้งในส่วนของภาครัฐ สถานศึกษา บริษัทขนาดใหญ่ และธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม เพราะไม่มีองค์กรใดสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดนี้ได้โดยลำพัง ที่ซิสโก้ เราภูมิใจที่เรามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล ในแง่ของการพัฒนาบุคลากร Cisco Networking Academy ได้ฝึกอบรมบุคลากรกว่า 2.5 ล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีน เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านไอซีทีที่หลากหลาย นับตั้งแต่ที่ก่อตั้งสถาบัน  และในส่วนที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เราได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่คัดสรรเป็นพิเศษสำหรับเอสเอ็มอีภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ Cisco Designed

สำหรับเอเชีย-แปซิฟิก การปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอีจะเพิ่มมูลค่า 2.6 – 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 80 – 100 ล้านล้านบาทให้กับจีดีพีของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกภายในปี 2567  ทั้งนี้ ข้อมูลคาดการณ์ของไอดีซีระบุว่า จีดีพีของเอเชีย-แปซิฟิกจะเติบโตประมาณ 10.6 – 14.6 ล้านล้านดอลลาร์ และการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอีคิดเป็นสัดส่วนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของการเติบโตดังกล่าว

ผลการศึกษาเน้นย้ำว่า เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอีในเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเร่งการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19  นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม 86 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจเพื่อสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ในอนาคตได้ ดังเช่นกรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19

แม้ว่าจะมีปัญหาท้าทายต่างๆ แต่เอสเอ็มอีในภูมิภาคนี้ยังคงมีความคืบหน้าในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล โดยผลการศึกษาชี้ว่า ปัจจุบัน 16 เปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอีในภูมิภาคนี้มีความพร้อมด้านดิจิทัลขั้นสูง (ขั้นที่ 3 และ 4) เปรียบเทียบกับ 11 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 นอกจากนี้ เอสเอ็มอีมากกว่าครึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อยได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในระดับหนึ่ง และอยู่ในสถานะของ Digital Observer (ขั้นที่ 2) และมีเอสเอ็มอีเพียง 31เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยังคงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดในลักษณะเชิงรับ และแทบไม่ได้ดำเนินการใดๆ ในการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (ขั้นที่ 1)

ภายในภูมิภาคนี้ เอสเอ็มอีในสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ยังคงเป็นผู้นำในกลุ่ม Digital Observer โดยการจัดอันดับไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปี 2562  อย่างไรก็ตาม จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และไทยได้แซงหน้าเกาหลี ฮ่องกง และมาเลเซียตามลำดับ  นอกจากนี้ เอสเอ็มอีในอินโดนีเซียและเวียดนามมีความคืบหน้าในการดำเนินงานปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัด

นายแดเนียล-โซอี จีเมเนซ ผู้ช่วยรองประธาน ฝ่ายวิจัยด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นและเอสเอ็มอีของไอดีซี กล่าวว่า “การปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัลถือเป็นภารกิจที่จำเป็นสำหรับเอสเอ็มอี เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในอนาคต  สถานการณ์โควิด-19 เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เอสเอ็มอีต้องเปลี่ยนย้ายไปสู่ระบบดิจิทัล โดยจำเป็นต้องปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น  ในการปรับเปลี่ยนระบบงานธุรกิจ การดำเนินงาน และการให้บริการแก่ลูกค้า เอสเอ็มอีมักจะให้ความสำคัญกับบริการคลาวด์และระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นอันดับแรก และขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญมากขึ้นกับเรื่องประสบการณ์ของลูกค้า การประชุมทางไกลผ่านวิดีโอ และโซลูชัน AI/ระบบวิเคราะห์ข้อมูล  เนื่องจากสภาพตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเทคโนโลยีก็มีการพัฒนาอย่างฉับไว ดังนั้นเอสเอ็มอีจึงควรทำงานกับพันธมิตรอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี และประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล”

การศึกษาในปีนี้เป็นการติดตามผลจากรายงานดัชนีความพร้อมทางด้านดิจิทัลของเอสเอ็มอี (SMB Digital Maturity Index) ประจำปี 2562 ซึ่งสำรวจสถานะการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของเอสเอ็มอีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก  ส่วนการศึกษาของปี 2563 มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินการของเอสเอ็มอีสำหรับการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัล รวมถึงผลกระทบของการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การผลักดันกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

 

เกี่ยวกับระเบียบวิธีการจัดทำผลการศึกษา

การศึกษาความพร้อมทางด้านดิจิทัลของธุรกิจเอสเอ็มอีในเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific SMB Digital Maturity Study) ประจำปี 2563 รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 1,400 รายใน 14 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อสำรวจปัญหาท้าทายและโอกาสที่บริษัทเหล่านี้ต้องเผชิญในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล (Digital Transformation)  14 ประเทศที่ทำการสำรวจได้แก่ ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไทย ไต้หวัน และเวียดนาม

ดัชนีความพร้อมทางด้านดิจิทัลของธุรกิจเอสเอ็มอี (SMB Digital Maturity Index) ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์ด้านดิจิทัลและองค์กร กระบวนการดิจิทัลและการกำกับดูแล เทคโนโลยีดิจิทัล และบุคลากรดิจิทัลและทักษะ แต่ละด้านเกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และสามารถใช้เป็นดัชนีตรวจวัดความพร้อมสำหรับแง่มุมที่เฉพาะเจาะจงของส่วนงานธุรกิจ รวมถึงประสิทธิภาพการดำเนินงาน และใช้กำหนดเป้าหมายสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานสู่ดิจิทัล

ความพร้อมด้านดิจิทัลมี 4 ขั้นดังต่อไปนี้

  • ขั้นที่ 1 – Digital Indifferent: บริษัทที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดในลักษณะเชิงรับ และไม่มีการดำเนินการปรับเปลี่ยนด้านดิจิทัล
  • ขั้นที่ 2 – Digital Observer: บริษัทที่เริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนด้านดิจิทัล แต่ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น และเป็นโครงการขนาดเล็ก
  • ขั้นที่ 3 – Digital Challenger: บริษัทที่มีกลยุทธ์ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และตอบสนองต่อตลาดในลักษณะเชิงรุก
  • ขั้นที่ 4 – Digital Native: บริษัทที่มีกลยุทธ์ด้านการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร และมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

 

เกี่ยวกับ ซิสโก้

ซิสโก้ (NASDAQ: CSCO) เป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกที่ยกระดับการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซิสโก้สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ จากวิธีการใช้แอปพลิเคชันที่แตกต่างไปจากเดิม การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน และช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับทีมของคุณเพื่อโลกแห่งอนาคต เปิดประสบการณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบเน็ตเวิร์ก และติดตามข่าวสารของซิสโก้บนทวิตเตอร์ที่ @Cisco

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-asia-pacific-smb-digital-maturity-study-2020/

Cisco ออกแพตช์ร้ายแรงให้ DCNM และ SD-WAN แนะผู้ใช้เร่งอัปเดต

มีแพตช์อัปเดตใหม่จากทาง Cisco ให้ผลิตภัณฑ์ DCNM และ SD-WAN ซึ่งมีระดับร้ายแรง จึงแนะนำให้ผู้ใช้งานติดตามอัปเดตครับ

ช่องโหว่ที่น่าสนใจมีดังนี้

  • CVE-2020-3382 – เป็นช่องโหว่ระดับร้ายแรงใน DCNM ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีการแชร์ Static Encryption Key ในตัวติดตั้งที่แตกต่างกัน ทำให้คนร้ายสามารถใช้ Static Key ไปสร้างเป็น Session Token ผ่าน REST API ในสิทธิระดับผู้ดูแลได้ หรือกล่าวคือทำให้ Bypass การพิสูจน์ตัวตนและเข้าไปปฏิบัติการในสิทธิ์ระดับผู้ดูแล โดยผลกระทบคือ DCNM Appliance ที่ติดตั้งด้วย .OVA หรือ .ISO ใน release 11.0, 11.1, 11.2 และ 11.3 ต้องติดตามอัปเดตทั้งสิ้น
  • CVE-2020-3376 – เป็นช่องโหว่บน DCNM ซึ่งมีระดับความรุนแรงสูง ซึ่งทำให้คนร้ายที่ผ่านการพิสูจน์ตัวตนแล้วสามารถ inject คำสั่งจากทางไกลในสิทธิของผู้ใช้ที่ล็อกอินอยู่ ผ่านทาง REST API
  • CVE-2020-3374 – ช่องโหว่ร้ายแรงบนผลิตภัณฑ์ SD-WAN เกิดขึ้นบน Web UI ที่ใช้ในการบริการจัดการ เพราะระบบตรวจสอบการให้สิทธิ์ไม่ดีพอ จึงทำให้คนร้ายสามารถประดิษฐ์ HTTP Request เข้ามาโจมตีได้ ซึ่งนำไปสู่การเข้าถึงข้อมูลสำคัญและการแก้ไขค่าคอนฟิคได้
  • CVE-2020-3375 – ช่องโหว่ร้ายแรงที่ทำให้คนร้ายสามารถทำ Buffer Overflow ในอุปกรณ์ได้ เพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญหรือเปลี่ยนแปลงระบบ ทั้งนี้สืบเนื่องจากระบบมีการตรวจสอบ Input ได้ไม่ดีพอ โดยผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องคือ IOS XE SD-WAN Software, SD-WAN vBond Orchestrator Software, SD-WAN vEdge Cloud Routers, SD-WAN vEdge Routers, SD-WAN vManage Software และ SD-WAN vSmart Controller Software

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ 

ที่มา :  https://www.networkworld.com/article/3569153/cisco-urges-patching-flaws-in-data-center-sd-wan-gear.html และ  https://www.securityweek.com/cisco-patches-serious-vulnerabilities-data-center-network-manager

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-patches-critical-vulnerabilities-for-dcnm-sdwan-in-july-2020/

Cisco ออก UCS C240 SD M5 ตอบโจทย์การทำงานระดับ Edge

Cisco ได้ประกาศออก UCS รุ่นใหม่หรือ C240 SD M5 ซึ่งเน้นไปตลาดการใช้งานระดับ Edge อย่างแท้จริง

credit : Cisco

หลังจากที่ได้สอบถามความต้องการจากลูกค้าในการทำงานของอุปกรณ์ระดับ Edge มาแล้ว วันนี้ทาง Cisco จึงได้ออกแบบอุปกรณ์ใหม่มาให้ตอบโจทย์เหล่านั้นผ่าน UCS C240 SD M5 โดยจุดเด่นมีดังนี้

  • Physical Design – สามารถเสียบอุปกรณ์ได้จากด้านหน้าของเครื่องได้เลย (ตามภาพด้านบน) จึงเข้าถึงได้ง่าย และด้านหลังมีเพียงพัดลมเท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถทำ Stack กันได้ถึง 4 โดยไม่ต้องอาศัยแร็ก รวมถึงยังสามารถติดกับผนังได้โดยง่าย ทั้งหมดนี้เพราะ Cisco ตระหนักดีว่าการติดตั้งอุปกรณ์นอกไซต์นั้นอาจจะไม่ค่อยสะดวกนักเหมือนในดาต้าเซ็นเตอร์ จึงต้องทำให้ทะมัดทะแมงและเข้าถึงได้ง่าย
  • Easy Deploy & Management – Cisco ตั้งใจไว้แล้วว่าการบริหารจัดการระดับ Edge ต้องทำได้โดยคนที่แม้จะไม่มีพื้นฐานไอทีเลย ดังนั้นตั้งแต่ก่อนยกไปติดตั้งองค์กรสามารถทำ Pre-staging ไว้ก่อนแล้วยกไปใช้งานได้เลย นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถบริหารจัดการผ่าน Cisco Intersight ได้หลายรูปแบบทั้ง SaaS, Connected Virtual Appliance หรือ Private Virtual Appliance ซึ่งไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับ Cisco ตลอดเวลา เพราะตระหนักดีว่าพื้นที่ของ Edge อาจไม่ค่อยสะดวกนัก
  • Security – ในพื้นที่นอกดาต้าเซ็นเตอร์เราไม่มีทางมั่นใจได้ว่าใครจะทำอะไรกับข้อมูลของเราบ้าง ดังนั้นด้วยเทคโนโลยีของ ACT2 จะสามารถช่วยตรวจสอบ Hardware, Booting Process และ Firmware ทุกตัวได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำ Drive Encryption เพื่อป้องกันข้อมูลที่เก็บอยู่ด้วย
  • Performance – ถึงแม้เป็นอุปกรณ์ระดับ Edge ก็ตามแต่ UCS C240 SD M5 ก็ยังเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงมาพร้อมกับ Intel Xeon SP, Intel N3000 FPGA, nVidia T4 และรองรับ PCI ได้ถึง 6 สล็อตและรองรับทั้ง SAS/SATA

ความตั้งใจทั้งหมดนี้ก็เพื่อเจาะตลาดกลุ่ม Edge Processing ซึ่ง Cisco เชื่อว่ากำลังเติบโตขึ้นอีกมากในอนาคต

ที่มา :  https://blogs.cisco.com/datacenter/introducing-the-cisco-c240-sd-m5-server-for-the-performance-edge

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-launches-ucs-c240-sd-m5/

Gartner ออก Magic Quadrant ทางด้าน Data Center and Cloud Networking ประจำปี 2020

Gartner บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐฯ ออกรายงาน Magic Quadrant ทางด้าน Data Center and Cloud Networking ประจำปี 2020 ผลปรากฎว่า Cisco, Arista Networks และ Juniper Networks ครองตำแหน่ง Leader

Gartner ได้นิยาม Data Center and Cloud Networking ว่าเป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ที่องค์กรจัดซื้อมาเพื่อบริหารจัดการ Data Center Networking Infrastructure ไม่ว่าจะติดตั้งใช้งานแบบ On-premises หรือ Colocation รวมไปถึงสามารถขยายการใช้งานไปยัง Infrastructure ของ Public Cloud Provider เพื่อการบริหารจัดการเครือข่าย Hybrid Cloud ที่ดียิ่งขึ้นได้ แต่ไม่นับการใช้งานภายใน Physical Networking Infrastructure ของ Public Cloud Provider เอง เนื่องจากเทคโนโลยีระบบ Cloud รวมถึง Virtualization และ Automation ถูกนำเข้ามาใช้เป็นจำนวนมากภายใน Data Center ขององค์กร ในปีนี้ Gartner จึงทำการอัปเดตชื่อรายงานใหม่จาก “Magic Quadrant for Data Center Networking” ไปเป็น “Magic Quadrant for Data Center and Cloud Networking”

Gartner ได้คาดการณ์ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Data Center and Cloud Networking ไว้ดังนี้

  • ก่อนจบปี 2022 จำนวนทีมเครือข่ายขององค์กรที่ใช้ SaaS-based Console ในการบริหารจัดการ Data Center จะเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าถึง 1,500 เท่า
  • ภายใน 2023 มากกว่า 10% ขององค์กรขนาดใหญ่จะใช้งาน On-premises Public Cloud Infrastructure (เช่น AWS Outposts) ภายใน Data Center ส่วนบุคคลของตนเอง ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 1% ในปี 2019
  • ลูกค้าที่ใช้ Management Console จาก Data Center Networking Vendors ในการบริหารจัดการการตั้งค่าระบบเครือข่ายภายใน Public Cloud Network Infrastructure จะยังคงมีน้อยกว่า 1% จนถึงปี 2023
  • ภายในปี 2023 10% ขององค์กรจะผสานการทำงานของ Data Center Networking เข้าสู่กระบวนการ CI/CD อย่างสมบูรณ์ เทียบกับปี 2020 นี้ที่แทบจะไม่มีการทำแบบนี้เลย
  • ภายในปี 2025 20% ของอุปกรณ์ Switch สำหรับ Data Center จะถูกจัดซื้อผ่านทางโมเดล Hardware as a Service

สำหรับการจัดอันดับบน Magic Quadrant นั้น ปี 2020 นี้มี Vendor ที่ครองตำแหน่ง Leaders รวม 3 ราย ได้แก่ Cisco, Arista Networks และ Juniper Networks โดย Cisco มี Ability of Execute สูงที่สุด ในขณะที่ Vendor ที่มี Completeness of Vision สูงสุด คือ VMware ซึ่งอยู่ตำแหน่ง Visionaries

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มของ Gartner ได้ผ่านช่องทางของ Cisco ที่: https://engage2demand.cisco.com/LP=21904

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-magic-quadrant-for-data-center-and-cloud-networking-2020/

(VDO) – บรรยายพิเศษเรื่อง Cisco Meraki for business

งานสัมมนานี้ เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Cisco Meraki ซึ่งเป็นโซลูชันระบบเครือข่ายอัจฉริยะ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรับมือกับความท้าทายของธุรกิจยุคดิจิทัล เมื่อองค์กรไม่ได้ต้องการเพียงเทคโนโลยีที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและระบบเครือข่ายที่แข็งแกร่ง มีความปลอดภัยสูง และง่ายต่อการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ต้องพร้อมต่อยอดและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจอีกด้วย

ภายในงานจะเป็นการแนะนำ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จาก Cisco Meraki ไม่ว่าจะเป็น โซลูชันเครือข่ายไร้สาย SD-WAN และระบบรักษาความปลอดภัย อุปกรณ์สวิตช์ โซลูชันการบริหารจัดการ Endpoint ประสิทธิภาพการทำงาน Meraki MV โซลูชันกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ที่มาพร้อมกับ และความเรียบง่ายของการบริหารจัดการอุปกรณ์ทั้งหมดผ่านแดชบอร์ดบนระบบคลาวด์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด
คุณรักษนิธิ์ แจ้งกระจ่าง
อีเมล : ruksani.j@dcs.premier.co.th
โทร : 02 684 8484

from:https://www.enterpriseitpro.net/vdo-cisco-meraki-for-business/

Cisco ออกแพตช์อุดช่องโหว่ร้ายแรงให้ small business router แนะผู้ใช้ควรอัปเดต

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง Cisco ผู้นำด้านตลาด Networking ได้ปล่อยแพตช์สำหรับอุดช่องโหว่ให้ Small business router ซึ่งมีช่องโหว่ร้ายแรงอยู่หลายรายการ จึงแนะนำให้ผู้ใช้งานอัปเดตกันด้วยครับ

ช่องโหว่ที่น่าสนใจมีดังนี้

  • CVE-2020-3330 – เป็นช่องโหว่ Small Business RV110W เกี่ยวกับบริการ Telnet เนื่องจาก System Account มี Default Password ทำให้อาจนำไปสู่การเข้ายึดเครื่องได้
  • CVE-2020-3323 – เป็นช่องโหว่ของ Small Business RV110W, RV130, RV130W และ RV215W ที่เกิดขึ้นในหน้า Management Portal ซึ่งทำให้คนร้ายอาจส่ง HTTP Request เข้ามาโจมตีเพื่อทำให้เกิดการลอบรันโค้ดในบริบทของ Root ได้
  • CVE-2020-3144 – เป็นช่องโหว่ของ Small Business RV110W, RV130, RV130W และ RV215W ซึ่งคนร้ายอาจ Bypass การพิสูจน์ตัวตนเข้ามาลอบรันคำสั่งของผู้ดูแลได้ เนื่องจากมีช่องโหว่ใน Management Portal
  • CVE-2020-3331 – เป็นช่องโหว่ที่กระทบกับ  Cisco RV110W Wireless-N VPN Firewall และ Cisco RV215W Wireless-N VPN router ซึ่งมีการจัดการ Input ได้ไม่ดีและนำไปสู่การลอบรันโค้ดในบริบทของ Root ได้
  • CVE-2020-3140 – ช่องโหว่ใน  Prime License Manager (PLM) เป็นช่องโหว่ยกระดับสิทธิ์เนื่องจากมีการจัดการ Input ได้ไม่ดีพอ

อย่างไรก็ดียังมีช่องโหว่ที่ร้ายแรงในแพตช์ชุดนี้อีกที่ส่งผลกระทบกับผลิตภัณฑ์เช่น Identity Services, email services, SD-Wan vManage and vEdge, WebEx Meeting และอื่นๆ ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องควรอัปเดตครับ

ที่มา :  https://www.zdnet.com/article/cisco-releases-fixes-for-critical-vpn-router-vulnerabilities/

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-patches-small-business-router-july-2020/

ซิสโก้เปิดตัวโซลูชั่นใหม่ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ

งาน CiscoLive! Digital ซึ่งเป็นอีเว้นท์เสมือนจริง (Virtual Event) ที่มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100,000 คน จากลูกค้า พาร์ทเนอร์ และประชาชนทั่วไป ซิสโก้ได้เปิดตัวโซลูชั่นใหม่ที่มุ่งเน้นความยืดหยุ่นของธุรกิจ (Business Resiliency) เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ  ท่ามกลางสภาวะที่ไม่แน่นอน การจัดการดูแลธุรกิจให้ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่นกลายเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้บริหารองค์กรธุรกิจ  จากผลการสำรวจความคิดเห็น PwC COVID-19 CFO Pulse Survey ครั้งที่ 5 ผู้บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ระบุว่าสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญสูงสุด(87%) คือ มาตรการและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของที่ทำงานเมื่อพนักงานเริ่มกลับเข้ามาทำงานในออฟฟิศตามปกติ นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริหารฝ่ายการเงินทั้งหมดระบุว่า บริษัทของตนจะทำให้รูปแบบการทำงานจากที่บ้านกลายเป็น “ทางเลือกถาวร” สำหรับบุคลากรในตำแหน่งงานที่เหมาะสม  โซลูชั่นใหม่ของซิสโก้จะช่วยแก้ไขปัญหาท้าทายที่สำคัญเหล่านี้ในอนาคต โดยจะช่วยให้บุคลากรสามารถทำงานนอกสถานที่ หรือจากที่บ้านได้อย่างปลอดภัย และรองรับการสร้างสภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงานที่ไว้วางใจได้

ขณะที่องค์กรต่างๆ รับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส หลายๆ องค์กรได้ปรับใช้โซลูชั่นที่มุ่งเน้นการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ โดยร่วมมือกับส่วนงาน Cisco Customer Experience (CX) และพาร์ทเนอร์ของซิสโก้ เพื่อจัดการดูแลให้องค์กรเหล่านี้ให้ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ ฉับไว สำหรับการรับมือกับการแพร่ระบาดในระยะถัดไป รวมถึงการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ ฝ่ายไอที และฝ่ายปฏิบัติการ ให้ความสำคัญกับการทำให้สภาพแวดล้อมไอทีที่สามารถปรับตัว และเรียนรู้จากบทเรียนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  ทั้งนี้ผู้บริหารฝ่ายการเงินส่วนใหญ่ (72%) ที่ตอบแบบสอบถามของ PwC คาดการณ์ว่าประสบการณ์ที่ได้รับจากกรณีการแพร่ระบาดของไวรัสในครั้งนี้จะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่น และความคล่องตัวเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ 49% ระบุว่าการลงทุนในเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรมีความพร้อม และความแข็งแกร่งมากขึ้นในระยะยาว

ชัค ร็อบบินส์ ประธานและซีอีโอของซิสโก้ กล่าวว่า “ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและองค์กรต่างๆ มากมาย โดยทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  องค์กรธุรกิจที่เคยกำหนดกลยุทธ์ทางด้านดิจิทัลสำหรับระยะเวลา 1-3 ปี ตอนนี้กลับต้องปรับเปลี่ยนแผนงานและโครงการต่างๆ ภายในเวลาชั่วข้ามคืน  โซลูชั่นใหม่ของซิสโก้มุ่งเน้นการปรับปรุงความยืดหยุ่นของธุรกิจ ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจ และปรับใช้โซลูชั่นที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายมากยิ่งขึ้น”

โซลูชั่นที่ช่วยปรับปรุงความยืดหยุ่นของธุรกิจนี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยอาศัยประสบการณ์ของซิสโก้ในการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าหลายพันรายตลอดช่วงระยะเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน โดยตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น สาธารณสุข และการศึกษา และมีโมเดลการใช้งานและบริการที่สะดวกง่ายดาย ช่วยให้ลูกค้าแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที  โซลูชั่นดังกล่าวจะได้รับการพัฒนาต่อยอดเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการในด้านอื่นๆ เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ในสถานที่ทำงาน การติดต่อสื่อสารกับพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบเสมือนจริง และสถานพยาบาลขนาดเล็กที่อาศัยการเชื่อมต่อในการให้บริการ (pop-up connected clinics) จุดเด่นที่สำคัญของโซลูชั่นใหม่ของซิสโก้มีดังต่อไปนี้:

 

 

โซลูชั่นสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม

โรงพยาบาลและสถานศึกษาได้รับผลกระทบอย่างมากจากการแพร่ระบาดในครั้งนี้ ส่งผลให้การดำเนินงานหยุดชะงักงันทันที แต่ด้วยความช่วยเหลือของซิสโก้ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน หลายๆ องค์กรก็สามารถเปิดใช้งานระบบทางไกล และเปลี่ยนไปใช้ระบบธุรการแบบเสมือนจริง รวมถึงการให้บริการสาธารณสุขทางไกล (Telehealth) ได้อย่างฉับไว  ซิสโก้มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้ลูกค้าปรับปรุงความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนการดำเนินงานเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง โดยโซลูชั่นใหม่ๆ ที่นำเสนอสำหรับอุตสาหกรรมดังกล่าวมีดังนี้:

  • การเรียนรู้ทางไกล – เทคโนโลยีที่รองรับการทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัยและความเชี่ยวชาญของซิสโก้ช่วยให้เด็กและเยาวชนราว 2 พันล้านคนทั่วโลกสามารถเรียนรู้นอกห้องเรียนได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โซลูชั่นนี้ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายโดยสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น Babson College ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเส็ตต์
  • โรงพยาบาลภาคสนามที่ดำเนินการชั่วคราวโดยอาศัยการเชื่อมต่อเครือข่าย – ชุดโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบสำเร็จรูปที่สามารถติดตั้งและเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 5 วัน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของโรงพยาบาล หรือจัดหาศูนย์บริการทางการแพทย์ชั่วคราว โซลูชั่นนี้ประกอบด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายสำหรับการเข้าถึงข้อมูล เสียง และวิดีโอ พร้อมด้วยระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรสำหรับเครือข่าย บริการช่วยเหลือและคำแนะนำสำหรับการติดตั้งใช้งาน  โซลูชั่นนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ของซิสโก้และพาร์ทเนอร์โดยตรงในการรองรับการดำเนินงานของโรงพยาบาลชั่วคราว เช่น โรงพยาบาลภาคสนาม NHS Nightingale ในประเทศอังกฤษ และ University of Maryland Medical System ในสหรัฐฯ

ดร. ฟิล คนูเทล รองอธิการบดีและผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงของ Babson College กล่าวว่า “Babson College ไว้วางใจเลือกใช้เทคโนโลยีของซิสโก้ ทั้งในส่วนของอุปกรณ์เครือข่าย และแพลตฟอร์ม Webex และ Teams ที่ปลอดภัยและเปี่ยมด้วยเสถียรภาพ ช่วยให้เราสามารถโยกย้ายหลักสูตรทั้งหมด 650 หลักสูตร รวมไปถึงนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรทุกคนไปสู่ระบบออนไลน์ได้อย่างตรงโจทย์ และมีประสิทธิภาพ”

โซลูชั่นสำหรับการทำงานนอกสถานที่อย่างปลอดภัย

ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด ลูกค้าได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากซิสโก้เพื่อจัดการให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยโซลูชั่นที่ปลอดภัยและการปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น โซลูชั่นดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงส่วนงานต่างๆได้ เช่น:

  • ศูนย์บริการระยะไกล – เทคโนโลยีและบริการติดตั้งที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บริการ (Contact Center) สามารถทำงานจากที่บ้านโดยใช้โซลูชั่นคลาวด์ หรือเข้าใช้งานระบบที่ติดตั้งไว้ภายในองค์กรได้อย่างปลอดภัย
  • การเข้าถึงระยะไกลอย่างยืดหยุ่น – ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่จะช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงเครือข่าย อุปกรณ์ลูกข่ายที่รองรับการทำงานร่วมกัน และแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจ โซลูชั่นนี้ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว สามารถเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ที่มีอยู่ได้ตามต้องการ
  • การทำงานจากที่บ้านอย่างปลอดภัย – รองรับการรักษาความปลอดภัยสำหรับการเข้าถึงแบบระยะไกล (Remote Access) โดยใช้เครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ขีดความสามารถของ VPN กำหนดแผนการติดตั้งโดยใช้เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยของซิสโก้ และดำเนินการวางแผน ออกแบบ และตั้งค่าเครือข่าย VPN เพื่อช่วยให้พนักงานเข้าถึงระบบผ่านการเชื่อมต่อระยะไกลได้อย่างปลอดภัย

โซลูชั่นสถานที่ทำงานที่ไว้ใจได้

องค์กรธุรกิจต่างๆในปัจจุบัน พยายามที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ พร้อมทั้งรองรับ “การกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ” อย่างปลอดภัย และขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจและวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ เพื่อให้พนักงานและลูกค้าได้รับความปลอดภัยสูงสุด  ซิสโก้สนับสนุนการปรับเปลี่ยนดังกล่าวด้วยการนำเสนอโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพ เช่น:

  • ระบบเสมือนจริงสำหรับการเยี่ยมผู้ต้องขังในทัณฑสถาน –ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับการทำงานร่วมกันอย่างปลอดภัยผ่านระบบวิดีโอ พร้อมระบบจัดการสำหรับผู้ใช้งาน ช่วยให้ญาติพี่น้อง ที่ปรึกษา แพทย์ และทนายความสามารถติดต่อพูดคุยกับผู้ต้องขังได้อย่างง่ายดาย ซิสโก้ช่วยอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ อุปกรณ์เครือข่าย ระบบรักษาความปลอดภัย จัดการฝึกอบรม และให้คำแนะนำเบื้องต้นแก่ผู้ใช้  ระบบเสมือนจริงสำหรับการเยี่ยมผู้ต้องขังนี้จะช่วยให้ทางทัณฑสถานสามารถปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง เปิดโอกาสให้มีการติดต่อพูดคุยกันมากขึ้น ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย 
  • การเชื่อมต่อออฟฟิศระยะไกล– ขยายเครือข่ายขององค์กรไปยังสถานที่ตั้งใกล้เคียงและจุดที่อยู่ไกลออกไป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้สำหรับแบนด์วิธที่มากขึ้น การเชื่อมต่อที่รวดเร็วกว่า และความปลอดภัยที่เหนือกว่า บริการและเทคโนโลยีที่ซิสโก้นำเสนอจะช่วยให้ลูกค้าออกแบบ สร้าง และใช้งานโซลูชั่น Wireless LAN ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจได้อย่างปลอดภัย ด้วยประสบการณ์การเชื่อมต่อไร้สายที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ
  • มีการตรวจสอบความหนาแน่นทางสังคม (Social Density) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก– โซลูชั่นนี้อาศัยความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่รองรับการเว้นระยะห่างทางสังคมในสถานที่ทำงาน โซลูชั่นนี้พัฒนาต่อยอดจาก DNA Spaces ของซิสโก้ และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไร้สาย โดยทำหน้าที่หาข้อมูลพฤติกรรมเชิงลึกของพนักงานจากสถานที่หลายๆ แห่ง ช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในที่ทำงาน โซลูชั่นนี้จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนกรกฎาคม

from:https://www.enterpriseitpro.net/cisco-virtual-event/