คลังเก็บป้ายกำกับ: CHINA

ส.ส. สหรัฐผ่านร่างกฎหมายถอดบริษัทจดทะเบียนออกนอกตลาดหุ้น พุ่งเป้าใหญ่ไปที่บริษัทจีนเป็นหลัก

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้ผ่านร่างกฎหมายสามารถถอดบริษัทจดทะเบียนจากจีนออกนอกตลาดหุ้นได้ ถ้าไม่ผ่านการตรวจสอบบัญชีมาก่อน หรือแม้แต่การเปิดเผยว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่แท้จริง ซึ่งร่างดังกล่าวกดดันให้บริษัทจีนหลายแห่งนั้นอาจย้ายหุ้นออกไปซื้อขายที่ตลาดหุ้นอื่น

New York Stock Exchange ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก
ภาพจาก Shutterstock

สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกาผ่านร่างกฎหมายที่สามารถถอดบริษัทต่างชาติที่ไม่ทำตามข้อบังคับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบบัญชี รวมไปถึงเปิดเผยผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทที่แท้จริง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนั้นจะพุ่งเป้าไปที่บริษัทจีน โดยในปี 2019 ที่ผ่านมานั้นมีบริษัทจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐมากกว่า 150 บริษัท มีมูลค่าบริษัทรวมกันแล้วมากกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ร่างกฎหมายที่มีชื่อว่า Holding Foreign Companies Accountable Act ดังกล่าวนั้นสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้โหวตผ่านร่างต่อจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่ได้โหวตผ่านร่างนี้ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และจะส่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะลงนามเป็นข้อกฎหมายและมีผลบังคับใช้ตามวันที่กำหนด

จุดเริ่มต้นของร่างกฎหมายนี้นั้นมีที่มาคือ บริษัทจีนหลายๆ แห่งที่ซื้อขายในตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนถึงเรื่องปัญหาบรรษัทภิบาลในจีน ขณะที่มาตรฐานบัญชีในจีนเองก็ยังไม่ได้มาตรฐานสากล รวมไปถึงกรณีฉ้อฉลต่างๆ เช่น กรณีของ Luckin Coffee ที่โกงยอดขาย ที่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นว่านักลงทุนเสียเงินที่ลงทุนไป แต่ผู้บริหารหรือแม้แต่บริษัทเหล่านี้กลับไม่ได้รับผลอะไร

ในร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่า บริษัทต่างชาติที่จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ จะต้องเปิดเผยผู้ถือหุ้นที่แท้จริงว่าเป็นใคร หรือว่าบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนนั้นถือหุ้นโดยรัฐบาลต่างชาติ ขณะเดียวกันในงบการเงินบริษัท
จะต้องผ่านการตรวจสอบของ PCAOB เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน

ผลที่เกิดขึ้นอาจทำให้บริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐมีสิทธิ์ถูกถอดออกจากตลาดได้ทันที ซึ่งปัจจุบันบริษัทจีนชื่อดังซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ เช่น Alibaba และ Baidu ซึ่งบริษัทจีนหลายๆ แห่งได้หาทางหนีทีไล่ไว้เป็นที่เรียบร้อยคือกลับไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จีนหรือฮ่องกงแทน

ที่มา – DW, Tech in Asia, MSN Money

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-house-pass-holding-foreign-companies-accountable-act-3-dec-2020/

ออสเตรเลียชี้ จีนเปิดศึกสงครามการค้าถือเป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าว หลังขึ้นภาษีนำเข้าไวน์ทั้งที่มี FTA ระหว่างกัน

จีนเปิดศึกการค้ากับออสเตรเลียเพิ่มเติม ล่าสุดนั้นขึ้นภาษีนำเข้าไวน์ โดยมองว่าไวน์จากออสเตรเลียนั้นเข้ามาทำให้ตลาดไวน์ของจีนได้รับผลกระทบ แต่ทางฝั่งของออสเตรเลียมองว่าพฤติกรรมของจีนถือว่าก้าวร้าว และทำให้การค้าโลกหมดความเชื่อมั่นจากพฤติกรรมนี้

Australia Wine ออสเตรเลีย ไวน์
ภาพจาก Shutterstock

หลังจากที่จีนได้เปิดศึกทางการค้ากับออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็นการไม่นำเข้าถ่านหิน หรือแม้แต่นำเข้าเนื้อวัว รวมไปถึงขึ้นภาษีนำเข้าบาร์เลย์ไปแล้วนั้น แต่ล่าสุดจีนยังขึ้นภาษีนำเข้าไวน์จากออสเตรเลีย สูงสุดถึง 212% โดยที่จีนได้กล่าวหาว่าออสเตรเลียทุ่มตลาดในสินค้าประเภทไวน์ หลังจากก่อนหน้านี้ไวน์จากออสเตรเลียนั้นไม่โดนภาษีนำเข้าเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีข้อตกลงการค้ากันอยู่

ขณะที่ออสเตรเลียเองคาดว่าการที่จีนขึ้นภาษีนำเข้าไวน์นั้นสาเหตุมาจากแรงจูงใจทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการที่ออสเตรเลียได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนจากต่างประเทศ ที่จีนนั้นเข้าใจว่าไว้สกัดไม่ให้บริษัทจากจีนซื้อกิจการต่างๆ ในประเทศออสเตรเลียได้ จนไปถึงการแบนห้ามไม่ให้บริษัทโทรคมนาคมใช้อุปกรณ์จากหัวเว่ย

ในรายละเอียดเพิ่มเติมที่จีนได้กล่าวหานั้น มองว่าไวน์จากออสเตรเลีย ได้ทะลักเข้าสู่ตลาดจีน จนทำให้ตลาดไวน์ของจีนเองได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะที่รัฐบาลออสเตรเลียเองเตรียมที่จะนำข้อพิพาทดังกล่าวนี้เข้าสู่กระบวนการในองค์การการค้าโลก หรือ WTO ในเร็วๆ นี้

ไม่เพียงแค่นั้นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของจีนยังมองว่าการขึ้นภาษีของจีนครั้งนี้ยังถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ “ก้าวร้าว” นอกจากนี้ยังทำให้ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจโลกลดลง และนั่นยังเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ด้วย

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียเองได้ออกมากล่าวว่าจะไม่ให้เรื่องของการค้ากับจีนนั้นมาเหนือกว่าเรื่องผลประโยชน์ของประเทศเด็ดขาด และล่าสุดเขาได้กล่าวว่าจะพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก

สำหรับมูลค่าการส่งออกไวน์ของออสเตรเลียไปยังจีนนั้นคิดเป็นสัดส่วน 37% มูลค่ามากถึง 2,900 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือเกือบๆ 65,000 ล้านบาท

ที่มา – Yahoo Finance, SBS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-raise-australian-wine-tax-30-nov-2020/

นักวิเคราะห์คาด “จีนยังเป็นโรงงานโลกอย่างน้อย 5 ปี แต่การย้ายฐานการผลิตออกนอกจีนจะดำเนินต่อไป”

นักวิเคราะห์เกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีในประเทศจีนมองว่าจีนจะยังเป็นโรงงานโลกอย่างน้อย 5 ปี โดยเฉพาะในการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ แต่เขาก็ยืนยันว่าการย้ายฐานการผลิตออกนอกจีนจะยังมีต่อไปเรื่อยๆ

China Manufacturing โรงงาน จีน
ภาพจาก Shutterstock

Dan Wang นักวิเคราะห์เกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีในประเทศจีนจาก Gavekal ได้กล่าวกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า จีนจะยังเป็นโรงงานของโลกในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างน้อย 5 ปี แต่เนื่องจากค่าแรงในประเทศจีนที่มีราคาสูงมากขึ้น รวมไปถึงความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้บริษัทต่างๆ ทยอยย้ายฐานการผลิตออกจากจีนต่อไปเรื่อยๆ

การวิเคราะห์จาก Dan Wang นั้นตามติดหลังจากที่ Apple เองได้ทยอยย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนมากขึ้น ผ่านผู้เล่นสำคัญในการประกอบชิ้นส่วนอย่าง Foxconn ที่ทยอยย้ายสายการประกอบออกมาที่ประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และรวมไปถึง Wistron เองที่กำลังการประกอบสินค้าอื่นๆ ของ Apple ที่ไต้หวันและเม็กซิโก

เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Young Liu ประธานของ Foxconn ได้กล่าวในช่วงการรายงานผลประกอบการในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาว่า “ไม่ว่าจะเป็นในอินเดีย อาเซียน สหรัฐอเมริกา ในแต่ละแห่งนั้นจะมีระบบนิเวศในการผลิตของแต่ละแห่งแยกกันไป” แม้ว่าจีนจะเป็นฐานผลิตหลักของ Foxconn ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เขาเองก็ได้กล่าวว่าช่วงเวลาดังกล่าวของจีนหมดลงไปแล้ว โดยเฉพาะจากเรื่องความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกา

ในช่วงที่ผ่านมาข่าวเรื่องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยฐานการผลิตสำคัญที่ผู้ผลิตทั่วโลกมองไว้คือ “อาเซียน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียดนาม ขณะที่ประเทศอื่นๆ เองก็ได้รับผลประโยชน์ด้วย เช่น มาเลเซีย หรือแม้แต่อินโดนีเซียก็ขอเป็นประเทศทางเลือกอีกทาง นอกจากอาเซียนแล้วยังมีประเทศอื่นๆ เช่น เม็กซิโก ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีรัฐบาลญี่ปุ่นเองที่พยายามชักชวนผู้ผลิตที่มีฐานการผลิตใหญ่ในจีน ให้ย้ายฐานการผลิตออกนอกจีนเพิ่มมากขึ้น โดยสามารถที่จะย้ายกลับไปที่ญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็มีเงินสนับสนุน โดยมองเรื่องสำคัญคือการขาดช่วงในห่วงโซ่ภาคการผลิตที่มีสัดส่วนในจีนมากเกินไป จนทำให้บริษัทเอกชนญี่ปุ่นได้รับผลกระทบ ไม่เพียงแค่นั้นทางด้านรัฐบาลไต้หวันเองก็สนับสนุนให้อุตสาหกรรมสำคัญๆ ย้ายฐานการผลิตกลับด้วย

อย่างไรก็ดี Dan Wang ยังมองว่าการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนจะใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ และประเทศอย่างเวียดนามและอินเดียเองก็ได้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สอดคล้องกับประธานของ Foxconn ที่ได้กล่าวล่าสุดว่ากว่าที่ Foxconn เองนั้นจะยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ต้องลงทุนในประเทศจีนนานถึง 30 ปี และการย้ายฐานการผลิตออกมาไม่ได้สำเร็จภายในชั่วข้ามคืน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-still-electronic-manufacturing-hub-at-least-5-years-analyst-said-29-nov-2020/

ตัวท็อปอาเซียน? Foxconn สั่งย้ายฐานการผลิต iPad-MacBook ออกจากจีนไปเวียดนาม

เวียดนามเนื้อหอม

Apple Store ภาพจาก Shutterstock

ผู้ผลิตชิ้นส่วน Apple รายใหญ่ ย้ายจากจีนไปเวียดนาม (บางส่วน)

Foxconn ผู้ผลิต iPhone รายใหญ่เตรียมย้ายสายการผลิตบางส่วนทั้ง iPad และ Macbook จากจีนไปเวียดนาม โดย Foxconn ระบุว่าจะลงทุนเม็ดเงินจำนวน 270 ล้านดอลลาร์ ตั้งบริษัทย่อยชื่อ FuKang Technology เพื่อสนับสนุนการขยายฐานการผลิตในจังหวัดบั๊กชาง ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม

ก่อนหน้านี้ Foxconn ได้ย้ายสายการผลิต AirPods Pro ไปเวียดนามแล้วบางส่วน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

เหตุที่ย้าย เพราะพิษสงครามการค้า

การขยับของผู้ผลิตจากไต้หวันอย่าง Foxconn ส่วนหนึ่งเกิดจากสงครามการค้า เนื่องจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดำเนินนโยบาย America First กีดกันการค้าการลงทุนกับจีนโดนเล็งสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีเป็นพิเศษโดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ

การย้ายฐานการผลิตครั้งนี้เป็นข้อเรียกร้องของฝั่ง Apple เองเพื่อกระจายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามการค้าที่ยังคงดำเนินต่อไป และวิกฤติการแพร่ระบาดโควิด 19

ยัง หลิว ประธานของ Foxconn เคยออกมาแสดงทัศนะถึงภูมิทัศน์การผลิตโลกก่อนหน้านี้ว่า “จีนไม่ใช่โรงงานของโลกอีกต่อไปแล้วนับตั้งแต่วันนี้” หลังจากที่บริษัทต่างๆ ทยอยย้ายสายการผลิตออกจากจีนเพื่อหนีพิษสงครามการค้าและเพื่อสร้างความยืดหยุ่นของซัพพลายเชนในช่วงโควิด 19

ใคร ๆ ก็อยากไปเวียดนาม

Foxconn ยังมีแผนที่จะย้ายสายการผลิตโทรทัศน์ที่รับผลิตให้กับ Sony ไปยังเวียดนามภายในปลายปี 2020 หรืออย่างช้าคือต้นปี 2021 อีกด้วย

นอกจาก Apple แล้ว บริษัทอื่นอย่าง Google และ Microsoft ก็สนใจที่จะย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามเช่นเดียวกันหลังจากซัพพลายเชนถูกกระทบจากวิกฤติโควิด 19 ในขณะที่ Panasonic ก็เริ่มต้นย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนามตั้งแน่เดือนกันยายนที่ผ่านมา 

ส่วนฝั่งยุโรปก็เตรียมเฮหลังจากสหภาพยุโรปทำความตกลงการค้าเสรีกับเวียดนามซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนสิงหาคม

ที่มา – Reuters, The Verge

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/foxconn-move-to-vietnam/

จากเหตุอินเดียแบนแอปจีน รัฐจีนชี้อินเดียไม่ควรเลือกปฏิบัติ และละเมิดกฎการค้าโลก

จากประเด็นอินเดียแบนแอปจีนระลอกใหม่ 43 แอป ด้วยเหตุผลที่ว่า ตัวแอปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคกคามความมั่นคงแห่งชาติอิเดีย รัฐบาลจีนจึงออกมาวิจารณ์อินเดียว่ามีท่าทีละเมิดกฎขององค์การการค้าโลก

Ji Rong โฆษกสถานทูตจีนประจำอินเดีย ระบุว่า เราคัดค้านอย่างหนัก ที่ฝ่ายอินเดียใช้ ‘ความมั่นคงแห่งชาติ’ เป็นข้ออ้างในการแบนแอปจีน เราหวังว่าอินเดียจะเตรียมพร้อมเพื่อการทำธุรกิจที่เป็นธรรม เป็นกลาง ไม่เลือกปฏิบัติ ท่ามกลางคู่ค้าในหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศจีน รวมถึงหวังว่าอินเดียจะแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้อง ไม่ละเมิดกฎของ WTO หรือกฎขององค์การการค้าโลก พร้อมระบุด้วยว่า ทั้งจีนและอินเดีย เป็นโอกาสของการพัฒนาซึ่งกันและกันมากกว่าจะเป็นการคุกคาม

จนถึงตอนนี้ อินเดียแบนแอปจีนแล้ว 220 แอป โดยแบนระลอกแรกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 59 แอป, ในเดือนกันยายน 118 แอป รวม TikTok และ PUBG ด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนและอินเดีย ถึงจุดวิกฤตจากเหตุการณ์ปะทะกันทางชายแดนในเทือกเขาหิมาลัย ส่งผลให้ทหารอินเดียเสียชีวิต 20 นายเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จุดประเด็นการต่อต้านจีนและคว่ำบาตรสินค้าจีนขึ้นมา

No Description

ที่มา – CNBC

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/119805

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจีนเยือนญี่ปุ่นครั้งแรกในยุคซูงะ หารือปมพิพาทหมู่เกาะ

TOKYO, JAPAN – SEPTEMBER 16: Yoshihide Suga speaks during a press conference following his confirmation as prime minister of Japan on September 16, 2020 in Tokyo, Japan. Mr Suga took over leadership of the ruling Liberal Democrat Party after the resignation of longstanding former prime minister, Shinzo Abe, late last month on health grounds and, following parliamentary confirmation today, was announced prime minister. (Photo by Carl Court/Getty Images)

การพบกันครั้งแรกในยุคซูงะ

หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน ได้เดินทางไปเยือนญี่ปุ่นเป็นเวลาสองวันเพื่อเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเพื่อหารือในประเด็นต่างๆ ท่ามกลางวิกฤติโควิด และกรณีพิพาทในทะเลจีนตะวันออกที่ยังไม่ได้ข้อสรุป การเดินทางครั้งนี้นับเป็นการเข้าเยี่ยมคารวะระดับสูงครั้งแรกของจีนนับตั้งแต่ โยชิฮิเดะ ซูงะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ในวันอังคารที่ผ่านมา หวัง อี้ ได้เข้าพบ โตชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทั้งคู่ได้หารือกันในข้อพิพาทของหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก ที่ถูกเรียกว่าหมู่เกาะเซนกาคุจากฝั่งญี่ปุ่น และหมู่เกาะเตียวหยูจากฝั่งจีน 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ตกลงกันในเรื่องความร่วมมือเพื่อจัดการสถานการณ์โควิด 19 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการตกลงกันในเรื่องของการเดินทางเพื่อธุรกิจที่ชะงักไปเพราะพิษโควิด

สองฝั่งยังสงวนท่าที

แม้จะมีข้อตกลงร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นตึงเครียดอย่างปัญหาด้านพรมแดนอื่นๆ และการชะลอการเข้าคารวะของ สี จิ้นผิง หลังจากที่ญี่ปุ่นได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

การเข้าคารวะ โยชิฮิเดะ ซูงะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ กลายเป็นที่จับตามองของสื่อ เนื่องจากมีประเด็นละเอียดอ่อนยังไม่ได้ข้อสรุปที่เรียบร้อยดี และท่าทีของซูงะที่มีท่าทีไม่ถอยห่างจากนโยบายระหว่างประเทศแบบอาเบะ คือ การให้ความร่วมมือกับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐฯ และ ประเทศอื่น ๆ สังเกตุได้จากการเลือกเข้าเยี่ยมเยียนเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นประเทศแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับออสเตรเลีย 

ที่มา: Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-meet-japan-suga-era/

รัฐบาลอินเดียแบนแอพจีนระลอก 4 จำนวน 43 ตัว AliExpress, WeTV, Lalamove โดนแล้ว

รัฐบาลอินเดียสั่งแบนแอพจากประเทศจีนมาแล้ว 3 รอบ ล่าสุดหลังจากเว้นไปพักใหญ่ๆ ก็ประกาศแบนแอพจีนรอบ 4 จำนวน 43 ตัว

แอพที่เด่นๆ ในรอบนี้คือ AliExpress, WeTV, Lalamove India (Lalamove เป็นบริษัทฮ่องกง), DingTalk, Taoboa Live ส่วนที่เหลือเน้นไปที่แอพสายนัดเดทและเกม

ที่มา – PIB.gov.in, xda, ภาพจาก Facebook AliExpress

No Description

from:https://www.blognone.com/node/119765

TrendForce คาดส่วนแบ่งตลาดมือถือทั่วโลกของหัวเว่ยในปีหน้าลดลงเหลือแค่ 4% เท่านั้น จาก 14% ในปีนี้

บริษัทวิจัยชื่อดังระดับโลกอย่าง TrendForce คาดการณ์ว่าส่วนแบ่งตลาดมือถือทั่วโลกของหัวเว่ยในปีหน้าลดลงเหลือแค่ 4% เท่านั้น จากปัญหาหลายๆ อย่าง เช่น การเข้าถึง Software จาก Google และรวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ชิป ฯลฯ

Huawei Store หัวเว่ย
ภาพจาก Shutterstock

TrendForce บริษัทวิจัยชื่อดังระดับโลก ได้คาดการณ์ว่าส่วนแบ่งตลาดมือถือทั่วโลกของ Huawei จะลดลงเหลือเพียงแค่ 4% ในปี 2021 ขณะที่ในปีนี้นั้นคาดว่าส่วนแบ่งตลาดนั้นจะอยู่ที่ 14% ขณะเดียวกันผู้ผลิตรายอื่นๆ ของจีนไม่ว่าจะเป็น OPPO Vivo หรือแม้แต่ Xiaomi นั้นคาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนที่ลดลงของผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ของจีนที่ประสบกับความลำบากในช่วงที่ผ่านมา

คาดการณ์ดังกล่าวนั้น TrendForce มองว่า Huawei กำลังประสบปัญหาอย่างหนักในการเข้าถึงเทคโนโลยีหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐได้สั่งแบน เช่น การเข้าถึงชิปต่างๆ รวมไปถึงตัวของซอฟต์แวร์ตัวสำคัญจาก Google นั่นคือ Google Mobile Service ที่เป็นประเด็นสำคัญทำให้ยักษ์ใหญ่จากจีนรายนี้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดนอกประเทศจีนไป

นอกจากนี้แม้ว่า Huawei จะขายธุรกิจ Honor ให้กับกลุ่มทุนจีนใหม่แล้วก็ตามนั้น แต่ TrendForce กลับมองว่าตัวของ Honor เองกำลังประสบปัญหาจากการขาดแคลนซัพพลายเออร์ในปีหน้า โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญคือชิ้นส่วนแผงวงจรของโทรศัพท์มือถือ ทำให้คาดว่าตัว Honor จะมีส่วนแบ่งตลาดแค่ 2% เท่านั้น และนอกจากนี้ TrendForce ยังคาดว่า Honor จะพยายามแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าเดิม

การที่ส่วนแบ่งตลาดมือถือของ Huawei ลดลงนั้นกลับไม่ได้เป็นผลดีกับบริษัทอย่าง Apple ด้วยซ้ำ แม้ว่า Huawei จะมีส่วนแบ่งในกลุ่มมือถือราคาแพงก็ตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/trendforce-forecasts-huawei-market-share-drop-to-4-percent-next-year-24-nov-2020/

Nikkei เผยรัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่สั่งซื้อโดรนจากจีนมาใช้งานในภาครัฐ

รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งออกกฎการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ ให้การจัดซื้อโดรนเพื่อใช้งานในภาครัฐ จะต้องได้รับการตรวจสอบจากเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก่อน โดย Nikkei ระบุว่าแม้รัฐบาลจะญ๊่ปุ่นจะไม่ได้ประกาศออกมาชัดเจน แต่โดรนจากจีนมีแนวโน้มจะไม่ได้รับการรับรองให้นำมาใช้งานในภาครัฐ

สาเหตุก็หนีไม่พ้นเรื่องความปลอดภัยและการรักษาความลับของข้อมูลในโดรน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลญ๊่ปุ่นต้องการนำโดรนมาใช้งานด้านความมั่นคงและตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ซึ่งควรที่จะเป็นความลับของรัฐบาล ไปจนถึงนำไปสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมและใช้ในภารกิจค้นหาและช่วยเหลือ

นอกจากมาตรการการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ ญี่ปุ่นยังออกมาตรการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ใหม่ ๆ เกี่ยวกับการใช้งานโดรน เช่น โดรนที่ใช้งานอยู่ในภาครัฐจะต้องถูกตรวจสอบช่องโหว่ หรือบริษัทเอกชนที่ทำงานกับภาครัฐ ตัวโดรนจะถูกห้ามเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตขณะบิน เป็นต้น

ที่มา – Nikkkei Asia

No Description

from:https://www.blognone.com/node/119709

จีนขู่ออสเตรเลีย “หากมองเราเป็นศัตรู เราจะเป็นศัตรูให้ดู” หลังความสัมพันธ์ทั้ง 2 ย่ำแย่ลงอย่างหนัก

ความสัมพันธ์ของจีน-ออสเตรเลียย่ำแย่หนัก หลังจีนขู่ออสเตรเลียว่า “หากมองเราเป็นศัตรู เราจะเป็นศัตรูให้ดู” ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียได้ออกมากล่าวว่าจะไม่ให้ผลประโยชน์การค้ากับจีนมาเหนือกว่าเรื่องผลประโยชน์ของประเทศเด็ดขาด

Sydney Australia ซิดนี่ย์ ออสเตรเลีย
ภาพจาก Unsplash

จีนได้ขู่กับรัฐบาลออสเตรเลียด้วยประโยคที่ว่า “ถ้าหากมองจีนเป็นศัตรู จีนจะเป็นศัตรูให้ดู” ซึ่งคำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่สื่อออสเตรเลียหลายแห่งได้เอกสารที่หลุดออกมาจากสถานทูตจีนในกรุงแคนเบอร์รา ถึงข้อเรียกร้องที่รัฐบาลจีนต้องการให้ออสเตรเลียยกเลิกข้อกล่าวหา ซึ่งจีนมองว่าสหรัฐอยู่เบื้องหลังหลายเรื่อง หรือปลดล็อกเงื่อนไขหลายข้อ เพื่อที่ความสัมพันธ์ทั้ง 2 จะได้กลับมาดีเช่นเดิม

โดยในเอกสารที่สื่อในออสเตรเลียได้รับ เช่น 9News หรือ Sydney Morning Herald ได้กล่าวถึงเรื่องต่างๆ ที่จีนมองว่าออสเตรเลียควรเลิกกล่าวหา หรือควรปลดล็อก เช่น

  • ออสเตรเลียเรียกร้องให้มีการสืบสวนจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยมองว่าประเด็นนี้สหรัฐมีการล็อบบี้ในประเด็นดังกล่าว รวมไปถึงออสเตรเลียอยู่เบื้องหลังการต่อต้านชาวจีนหรือเอเชีย จากกรณีของ COVID-19
  • การซื้อกิจการโดยบริษัทจีนในออสเตรเลียที่ถูกขวางหลายดีล เช่น ดีลการซื้อท่อก๊าซธรรมชาติ บริษัทนม ฯลฯ โดยออสเตรเลียมองว่าดีลดังกล่าวนี้อาจส่งผลต่อเรื่องความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ
  • เรื่องของการที่ออสเตรเลียแบนอุปกรณ์โทรคมนาคมของ Huawei และ ZTE ที่จีนมองว่าไม่ได้มีปัญหาเรื่องความมั่นคงและมองว่าประเด็นนี้สหรัฐได้ล็อบบี้ออสเตรเลีย
  • ออสเตรเลียสนับสนุน
  • การออกกฎหมายเกี่ยวกับการแทรกแซงของต่างชาติ ซึ่งจีนมองว่าชี้เป้าไปที่ประเทศจีน ไม่ใช่ประเทศอื่น
  • ความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลงของทั้ง 2 ประเทศทำให้การขอวีซ่าของนักเรียนจีนที่มาเรียนต่อที่ออสเตรเลียได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น จีนยังกล่าวหาออสเตรเลียอยู่เบื้องหลังการทำสงครามไซเบอร์ การบุกรุกบ้านนักข่าวของสื่อจีน ออสเตรเลียสนับสนุนเงินทุนให้กลับองค์กรที่เป็นถังความคิด (Think Tank) ที่มีแนวคิดต่อต้านจีน ในการออกรายงานที่ไม่เป็นความจริงในเรื่องของมณฑลซินเจียง หรือแม้แต่แนวความคิดต่อต้านจีน

ออสเตรเลียเป็นประเทศหลักที่ได้ดุลการค้าจากจีนเป็นอันดับต้นๆ และสินค้าออสเตรเลียที่ส่งออกไปจีน เช่น ถ่านหิน แร่เหล็ก เนื้อวัว ไวน์ ฯลฯ โดยปริมาณการส่งออกสินค้าทุกชนิดไปที่จีนคิดเป็น 38% ของปริมาณส่งออกสินค้าทั้งหมด

จีนแสดงความไม่พอใจออสเตรเลียมากขึ้น หลังออสเตรเลียสนับสนุนหาแหล่งที่มาของ COVID-19 ซึ่งทำให้ความร้าวฉานของ 2 ประเทศนี้เพิ่มมากขึ้น จนทำให้จีนขู่ว่าจะเลิกอุดหนุนสินค้าจากออสเตรเลีย รวมไปถึงการเลิกส่งนักศึกษาจีนมาที่ออสเตรเลียด้วย

ขณะเดียวกันความย่ำแย่ของ 2 ประเทศนี้เพิ่มมากขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาออสเตรเลียได้จับมือกับญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรในด้านกลาโหมและความมั่นคง ซึ่งทำให้ Zhao Lijian โฆษกของกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ออกมาต่อว่าออสเตรเลีย “เลือกทางที่ผิด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

ทางด้านของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียได้ออกมากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีเสรีภาพของสื่อ มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ฉะนั้นใครก็สามารถออกมาพูดถึงความกังวลในเรื่องนี้ได้ รวมไปถึงการประสานเสียงกับประเทศอื่นๆ ที่จะพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้เขายังได้กล่าวว่าออสเตรเลียคือออสเตรเลีย และเขาจะไม่ยอมประนีประนอมเรื่องการค้ากับจีนให้เหนือกว่าผลประโยชน์ประเทศชาติเด็ดขาด

ที่มา – Sydney Morning Herald, 9News, NewsHub

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-australia-tension-again-and-au-pm-said-about-this-19-nov-2020/