คลังเก็บป้ายกำกับ: CHINA

[ไม่ยืนยัน] อินเดียถ่วงเวลาอนุมัติสินค้าที่มีโมดูล Wi-Fi ผลิตจากจีนเพื่อบีบให้ผลิตสินค้าในประเทศ

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กระทรวงการสื่อสารของอินเดียกำลังพยายามขัดขวางผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศจีนด้วยการถ่วงเวลาการอนุมัติโมดูล Wi-Fi ที่ผลิตในจีน ซึ่งทำให้บริษัทหลายแห่งอาจต้องเลื่อนเปิดตัวสินค้าในประเทศอินเดียออกไป

แหล่งข่าวระบุว่า สำหรับอุปกรณ์ไร้สายที่มีโมดูล Wi-Fi จำนวนมากที่เตรียมนำเข้าจากจีนจะดีเลย์เนื่องจาก Wireless Planning and Coordination หรือ WPC ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงสื่อสารของอินเดียได้ระงับการอนุมัติผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มาสักระยะแล้ว โดยคาดว่าน่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างการอนุมัติตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมารวมแล้วกว่า 80 รายการ กระทบบริษัทใหญ่ทั้ง Dell, HP, Xiaomi, Oppo, Vivo และ Lenovo ที่อาจต้องเลื่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ รวมถึงบริษัทอินเดียที่นำเข้าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จากจีนก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติเช่นกัน

ปัจจุบัน อินเดียถือเป็นหนึ่งในตลาดเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก การกีดกันผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากจีนคาดว่าน่าจะมาจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ รวมถึงนโยบายที่อินเดียต้องการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนสร้างฐานการผลิตในประเทศด้วย ซึ่งแหล่งข่าวของ Reuters ยืนยันว่าการเตะถ่วงผลิตภัณฑ์จากจีนเป็นไอเดียจากรัฐบาลที่จะผลักดันให้บริษัทที่ต้องการทำตลาดในอินเดียต้องเลือกผลิตสินค้าในประเทศ

ที่มา – Engadget, Reuters

No Description
ภาพจาก Pixabay

from:https://www.blognone.com/node/122589

เซินเจิ้น จากเมืองนักก๊อป สู่เมืองหรูบ้านแพง แซงฮ่องกง-นิวยอร์ก-ลอนดอน

ไม่ว่าจะเป็น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จำนวนการซื้อปราสาทในยุโรป จำนวนมหาเศรษฐีที่รวยระดับโลก ไปจนถึง จำนวนมหาเศรษฐีที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ตัวเลขในเรื่องเหล่านี้ของจีนกำลังจะแซงโลกตะวันตก เป็นที่ชัดเจนขึ้นไปทุกขณะว่าจีนเจริญขึ้นอย่างรุดหน้า 

และล่าสุด ราคาบ้านหรูในเซินเจิ้นเติบโตขึ้นมากที่สุด แซงหน้าเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว

shenzhen luxury

จากข้อมูลของบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์อย่าง Knight Frank ราคาบ้านหรูในเซินเจิ้นเติบโตในอัตราก้าวกระโดดมากที่สุดในไตรมาสแรกของปี คือแพงขึ้น 18.9% จากปีที่ผ่านมา ส่วนอันดับ 2 และ 3 ก็ล้วนเป็นเมืองจากจีน คือ เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว

ในขณะที่เมืองใหญ่ระดับโลกในฝั่งตะวันตกกลับมีราคาบ้านหรูเติบโตรั้งท้ายจากการจัดอันดับ คือ

  • ลอนดอน อันดับที่ 43
  • ปารีส อันดับที่ 45
  • นิวยอร์ก อันดับที่ 46

นโยบายภาครัฐ พลิกโฉมเมืองนักก็อปปี้ สู่มหานครแห่งเทคโนโลยี

ก่อนหน้านี้ เซินเจิ้นเคยมีชื่อเสียในการผลิตของลอกเลียนแบบผิดลิขสิทธิ์

แต่ตอนหลังกลับถูกแปลงโฉมจนกลายเป็นมหานครแห่งเทคโนโลยี ที่เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทจีนชื่อก้องโลกทั้ง Tencent บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ Alibaba บริษัทอีคอมเมิร์ซเจ้าดัง DJI ผู้ผลิตโดรน และ Ping An Group บริษัทประกันภัย 

ภาพจาก Shutterstock

เหตุผลที่ทำให้เซินเจิ้นมาได้ไกลขนาดนี้คือการที่รัฐบาลจีนลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานเขตเศรษฐกิจพิเศษปากแม่น้ำไข่มุก (Greater Bay Area) เพื่อหมายมั่นปั้นมือสร้างห้องเครื่องทางเศรษฐกิจที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงของจีน

การพัฒนาอย่างก้าวก้าวกระโดดทำให้ งบประมาณภาครัฐ เงินลงทุนเอกชน แรงงานทักษะสูง การจับจ่ายมหาศาล รวมไปถึงมหาเศรษฐีไหลบ่าสู่เซินเจิ้นจำนวนมาก ไม่แปลกใจที่ราคาบ้านหรูถึงได้ทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดขนาดนี้

ที่มา – SCMP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เซินเจิ้น จากเมืองนักก๊อป สู่เมืองหรูบ้านแพง แซงฮ่องกง-นิวยอร์ก-ลอนดอน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/shenzhen-luxury-price-grows-the-most/

ธุรกิจของแจ๊ค หม่า ที่รัฐบาลจีนจะเล่นงานต่อคือ “ธุรกิจสื่อ” | BI Opinion

อย่าคิดว่ารัฐบาลจีนจะจบง่ายๆ กับแจ๊ค หม่า

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะจัดการเรื่องการผูกขาดธุรกิจของ Alibaba ด้วยการปรับเงินไปกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท นับเป็นค่าปรับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทจีน

แต่ทว่า Alibaba ไม่ได้มีแค่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและธุรกิจการเงิน

อาณาจักรแจ๊ค หม่า ยิ่งใหญ่กว่าที่เรารู้

Alibaba มีธุรกิจทั้งหมด 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

  1. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ: นอกจาก Lazada ที่คุ้นเคยกันดีในบ้านเรา อีคอมเมิร์ซในจีนมี Taobao และ Tmall รวมถึง AliExpress อีคอมเมิร์ซที่เชื่อมต่อกับหลายประเทศทั่วโลก
  2. ธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้ง: Alibaba Cloud ที่ในปัจจุบันเริ่มเข้ามาแย่งตลาดคลาวด์กับยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ครองตลาดมานานอย่าง AWS (Amazon), Azure (Microsoft) และ Google Cloud
  3. ธุรกิจสื่อและความบันเทิง: สำนักข่าว South China Morning Post, แพลตฟอร์มวิดีโอ YouKu (YouTube เมืองจีน) ฯลฯ
  4. ธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม: Ant Group (ที่โดนเบรก IPO), แอพแชท DingTalk ฯลฯ

อ่านบทความขนาดยาวเพื่อทำความเข้าใจอาณาจักรของ Alibaba

Jack Ma
Jack Ma Photo: Getty Images

ถัดจากการเงิน-อีคอมเมิร์ซ รัฐบาลจีนเตรียมเล่นงานธุรกิจสื่อของ Alibaba

ช่วงกลางเดือนมีนาคม รายงานของ Wall Street Journal อ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดแต่ไม่ระบุตัวตน ระบุว่า รัฐบาลจีนขอให้ Alibaba ขายหุ้นในธุรกิจสื่อบางส่วนออกไป โดยไม่ได้ระบุว่าคือธุรกิจสื่ออะไร ประเภทใดกันแน่

คำถามคือ ธุรกิจสื่อที่ Alibaba เป็นเจ้าของหรือถือหุ้นอยู่ มีอะไรบ้าง

  • หนังสือพิมพ์ South China Morning Post: Alibaba ถือหุ้น 100%
  • แพลตฟอร์มวิดีโอ YouKu (YouTube เมืองจีน): Alibaba ถือหุ้น 100%
  • ธุรกิจผลิตภาพยนตร์ Alibaba Pictures: Alibaba ถือหุ้น 100%
  • แพลตฟอร์ม Social Media ชื่อดัง Weibo: Alibaba ถือหุ้น 30%
  • บริษัทข่าวการเงิน Yicai Media Group: Alibaba ถือหุ้น 30%
  • บริษัทข่าวไอทีออนไลน์ 36Kr: Ant Group ถือหุ้น 16.2%
  • บริษัทข่าวธุรกิจออนไลน์ Huxiu.com: Ant Group ถือหุ้น 14.9%
  • แพลตฟอร์มวิดีโอ Bilibili: Alibaba ถือหุ้น 6.7%
  • บริษัทโฆษณา Focus Media: Alibaba ถือหุ้น 5.28%
  • บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ Mango Excellent Media: Alibaba ถือหุ้น 5.26%
Smartphone with logo of newspaper South China Morning Post (Hongkong) on screen in front of company web page.

Alibaba เป็นเจ้าของและถือหุ้นสื่อหลากหลายประเภท แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า “สื่อ” ที่รัฐบาลจีนหมายถึงคือ “South China Morning Post”

South China Morning Post คือหนังสือพิมพ์ที่ก่อตั้งขึ้นในฮ่งกงมาตั้งแต่ค.ศ. 1903 สมัยฮ่องกงยังเป็นอาณานิคมอังกฤษ อายุกิจการยาวนานกว่า 118 ปี

ต่อมาในปี 2015 แจ๊ค หม่าเข้าซื้อกิจการของ South China Morning Post ด้วยมูลค่ากว่า 8,200 ล้านบาท และสัญญากับกองบรรณาธิการว่า จะให้เสรีภาพในการทำสื่ออย่างเต็มที่ ไม่มีอิทธิพลจากจีนแผ่นดินใหญ่มาครอบงำ แต่อย่างไรก็ดี หลังจากที่เกิดการเข้าซื้อกิจการ มีการตั้งคำถามว่า ถึงที่สุดแล้ว South China Morning Post ก็จะมีหน้าที่ในการนำเสนอ Soft Power และปรับโฉมหน้าของจีนให้ดูดีขึ้นในสายตาชาวโลก

แต่จนถึงวันนี้ทั้ง Alibaba และสื่อในมืออย่าง South China Morning Post แม้จะโดนแรงงกดดันจากรัฐบาล แต่ก็ยังคงปกติดี ประเด็นการกดดันให้ขายหุ้นยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นทางการ

ด้วยอาจจะเป็นเพราะว่า South China Morning Post อยู่ในสายตาของชาวโลก ก็เป็นได้

เว็บไซต์ข่าวธุรกิจออนไลน์ Huxiu.com
เว็บไซต์ข่าวธุรกิจออนไลน์ Huxiu.com

แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูปลายปี 2020 เหตุการณ์เกิดในจีน โดย Huxiu บริษัทข่าวธุรกิจออนไลน์ที่ Ant Group มีหุ้นอยู่ในนั้นได้เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนถึงการที่หุ้น IPO ของ Ant Group ถูกสั่งเบรกว่า “การกระทำนี้เป็นการหยุดยั้งไม่ให้บริษัทอินเทอร์เน็ตในจีนเติบโต และเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจจีน”

ไม่นานหลังจากนั้น บทความชิ้นดังกล่าวของ Huxiu ก็ถูกถอดออกจากเว็บไซต์ ที่หนักกว่านั้นคือเว็บไซต์ของ Huxiu ไม่มีคอนเทนต์ใหม่ตีพิมพ์และเผยแพร่ร่วมเดือน มีประกาศแจ้งผู้อ่านเพียงว่า “enter maintenance mode” หรือหยุดพักชั่วคราวเพื่อเข้าโหมดซ่อมบำรุง

หรืออีกหนึ่งกรณี ช่วงปลายปี 2020 ในโซเชียลมีเดียจีน Weibo ที่ Alibaba ถือหุ้นอยู่ ถูกสั่งลบโพสต์และการแสดงความคิดเห็นบนแพลตฟอร์ม เนื่องจากมีเนื้อหาที่ซุบซิบถึงผู้บริหารระดับสูงของ Alibaba

ทั้งกรณี Huxiu และ Weibo ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นคนสั่งให้เซ็นเซอร์เนื้อหาข้อมูล แค่คาดว่าน่าจะเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเองของ Alibaba เนื่องจากมีหุ้นอยู่ในทั้ง 2 บริษัท

Presidnet Xi Jinping Meets Visiting Armenian President Serzh Sargsyan
Chinese President Xi Jinping (L) meets Armenian President Serzh Sargsyan (R) at the Great Hall of the People on March 25, 2015 in Beijing, China. (Photo by Feng Li – Pool/Getty Images)

ไม่มีใครใหญ่กว่ารัฐบาลจีน

ประเด็นเรื่องอิทธิพลทางความคิดสำคัญมากในจีน 

ในแต่ละปี รัฐบาลจีนทุ่มเงินหลายพันล้านเพื่อควบคุมความเห็นสาธารณะ (public opinion) โดยทำโครงการสอดส่องประชาชน ผ่านระบบความปลอดภัย เครื่องมือเซ็นเซอร์ และตำรวจไซเบอร์

ในปี 2018 มูลนิธิ Jamestown สถาบันวิจัยของสหรัฐอเมริกาประเมินว่า รัฐบาลจีนใช้เงินประมาณ 1.24 ล้านล้านหยวน คิดเป็นเงินไทยเกือบ 6 ล้านล้านบาท (เทียบได้กับงบประมาณแผ่นดินไทย 2 ปีรวมกัน) เพื่อทำโปรแกรมสอดส่องประชาชน (surveillance) อย่างเป็นระบบ 

หรือแม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ข่าวการหายตัวไปจากหน้าสื่อและพื้นสาธารณะของแจ๊ค หม่า ก็ได้กลายเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในการรายงานข่าวสารในจีน ทางการจีนบอกว่า หากสื่อมวลชนรายใดในประเทศจะรายงานประเด็นข่าวเรื่องการสืบสวนสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีจีนในการผูกขาดตลาด และรวมไปถึงเรื่องของแจ๊ค หม่า จะต้องทำการขออนุญาตจากทางรัฐบาลจีนเสียก่อน

Brand Inside TALK เคยวิเคราะห์ถึงประเด็นการหายตัวไปของแจ๊ค หม่า โดยชี้ว่า “เป็นประเด็นทางการเมือง”

ไม่นานมานี้ ต้นปี 2021 โรงเรียนสอนธุรกิจ Jack Ma Academy ถูกรัฐบาลจีนสั่งห้ามรับนักเรียนใหม่ ซึ่งแหล่งข่าวให้ข้อมูลว่าเป็นเพราะรัฐบาลจีนมองว่า มหาวิทยาลัยของแจ๊ค หม่าอาจไม่ได้สอนสิ่งที่เป็นไปตามแนวทางพรรคคอมนิวนิสต์จีน “ซึ่งนั่นถือเป็นข้อต้องห้าม”

สรุป

จากข่าวแจ๊ค หม่าหายตัว การสั่งเบรกธุรกิจการเงินของ Alibaba การกำกับและสั่งปรับ Alibaba ในข้อหาผูกขาดตลาด มาจนถึงประเด็นเรื่องธุรกิจสื่อ ทั้งหมดนี้คือสัญญาณจากรัฐบาลจีนที่ชัดเจนว่า

ในผืนแผ่นดินจีน ใครมีสิทธิในการพูด ใครมีสิทธิในการควบคุมความคิดสาธารณะ

สิทธินั้นเป็นของพรรคคอมนิสต์จีนแต่เพียงผู้เดียว

อ้างอิง – WSJ, Bloomberg, Nikkei Asia, NYT, Techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ธุรกิจของแจ๊ค หม่า ที่รัฐบาลจีนจะเล่นงานต่อคือ “ธุรกิจสื่อ” | BI Opinion first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/the-next-crackdown-on-jack-ma-is-media-business/

ศึกแย่งคนเก่ง ไต้หวันสั่งห้ามบริษัทจัดหางาน ดึงดูดคนมีความสามารถในประเทศ ไปทำงานในจีน

กันไม่ให้คนเก่งออก ปกป้องอุตสาหกรรมชิปในประเทศ

กระทรวงแรงงานของไต้หวันสั่งให้บริษัทจัดหางานในประเทศ ลบโพสต์รับสมัครงานในจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากไม่ต้องการให้แรงงานทักษะสูงไหลออกนอกประเทศ

ที่หนักกว่านั้นคือ คำสั่งของทางการไต้หวันในครั้งนี้ ไม่ได้ห้ามแค่บริษัทจีนที่จะดึงดูดคนเก่งในไต้หวันเท่านั้น แต่รวมไปถึงบริษัทไต้หวันที่มีโรงงานในจีนอย่าง Foxconn และ Pegatron บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนให้กับ Apple ก็ไม่สามารถโพสต์รับสมัครงานดึงดูดคนไต้หวันไปทำงานได้อีกแล้ว

การประกาศแบนของไต้หวันมีผลในทุกอุตสาหกรรม แต่ถ้าจับได้ว่าเป็นการดึงดูดคนจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อย่างการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์จะมีโทษที่หนักหนาสาหัส

ในรายงานระบุว่า 104 Job Bank หนึ่งในบริษัทแพลตฟอร์มด้านการจัดหางานในไต้หวัน ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia บอกว่า ตั้งแต่รู้ข่าวว่าทางการไต้หวันสั่งห้าม ทางบริษัทเร่งดำเนินการทันที เพราะไม่ต้องการฝ่าฝืนกฎหมาย  และนับตั้งแต่มีคำสั่งของทางการไต้หวัน โพสต์หางานในแพลตฟอร์มของบริษัทก็ลดลงกว่าครึ่ง จากเดิมที่มีการรับสมัครงานคนไต้หวันมาทำงานในจีน 3,774 โพสต์บนแพลตฟอร์ม เหลือเพียง 1,872 โพสต์เท่านั้น

Close up Macro shooting of computer main board or circuit board’s integrated elements. Made in Taiwan, Science and Technology concept. Shallow depth of field and copy space.

จีนดึงคนในอุตสาหกรรมชิปจากไต้หวันมาเสมอ

รายงานของ Nikkei Asia อ้างอิงข้อมูลในปี 2020 ระบุว่า อดีตพนักงานของ TSMC บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกจากไต้หวันกว่า 100 คนย้ายไปทำงานให้กับบริษัทจีน เป็นต้นว่า QXIC บริษัทผู้ผลิตชิปในจีนที่มีรัฐบาลสนับสนุน

ส่วนบริษัทผู้ผลิตมือถือจากจีนอย่าง Xiaomi และ Oppo ที่ดึงเอาคนจาก MediaTek บริษัทผู้ผลิตชิปมือถือรายใหญ่ของโลกจากไต้หวันไปจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งบริษัทผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์จีนอย่าง Luxshare-ICT ก็ดึงคนจาก Foxconn บริษัทผู้ผลิตชิปของไต้หวันเข้าไปทำงาน

Presidnet Xi Jinping Meets Visiting Armenian President Serzh Sargsyan
Chinese President Xi Jinping (L) meets Armenian President Serzh Sargsyan (R) at the Great Hall of the People on March 25, 2015 in Beijing, China. (Photo by Feng Li – Pool/Getty Images)

ทำไมจีนต้องดึงคนเก่งเข้าประเทศ

การที่จีนต้องเร่งเครื่องเฟ้นหาวิศวกร โดยเฉพาะคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐอเมริกา ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่ต้นเรื่องในปี 2018 ที่สหรัฐอเมริกาพบว่า จีนมีความพยายามต้องการขโมยเทคโนโลยีของบริษัทเอกชนในประเทศ ส่งผลให้ในท้ายที่สุดจีนได้รับผลกระทบในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการสั่งแบนหัวเว่ย

ส่วนอุตสาหกรรมผลิตชิปที่เกิดวิกฤตชิปหายในช่วงหลังมานี้ แน่นอนว่า เป็นผลกระทบจากสงครามการค้า วิกฤตโควิดที่กระทบการผลิตในแทบทุกอุตสาหกรรม และความต้องการชิปของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่ร้อนแรง

แผนสำคัญของจีน จึงเป็นการหันไปดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากไต้หวัน เนื่องจากไต้หวันเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตชิปเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น 

สรุป

ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันพุ่งสูงขึ้นมาก ไม่ใช่แค่ในด้านการดึงดูดคนเก่งคนมีความสามารถเข้ามาทำงานในประเทศ แต่ในด้านการเมืองระหว่างประเทศ ไม่นานมานี้สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ระอุขึ้น เมื่อจีนได้ส่งเครื่องบินรุกน่านฟ้าไต้หวัน จนด้านของสหรัฐอเมริกาที่นำโดยโจ ไบเดนต้องออกมาปกป้อง ส่วนด้านของจีนออกมาบอกสหรัฐอเมริกาว่าอย่าเล่นกับไฟ

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงในแง่ธุรกิจ ตอนนี้ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จีนต้องการสร้างอุตสาหกรรมชิปขึ้นมาเอง ด้วยการดึงดูดแรงงานทักษะสูงเข้าประเทศ ในอนาคตจะได้พึ่งพาคนอื่นน้อยลง

อ้างอิง – Nikkei Asia, SCMP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ศึกแย่งคนเก่ง ไต้หวันสั่งห้ามบริษัทจัดหางาน ดึงดูดคนมีความสามารถในประเทศ ไปทำงานในจีน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/taiwan-bans-recruitment-jobs-in-china/

จีนส่งโมดูลแรกของสถานีอวกาศเทียนกงขึ้นวงโคจร คาดสมบูรณ์ภายในปีหน้า

จีนนำส่งโมดูลเทียนเหอ แกนกลางของสถานีอวกาศเทียนกงขนาด 22 ตันโมดูลแรกขึ้นสู่วงโคจรจากมณฑลไห่หนานได้สำเร็จ และเตรียมนำส่งสัมภาระและนักบินอวกาศขึ้นไปทำภารกิจภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

สถานีอวกาศเทียนกงเป็นโครงการระยะยาวของรัฐบาลจีนที่เริ่มทดสอบโมดูลเทียนกง-1 ตั้งแต่ปี 2011 โดยครั้งนั้นทางจีนทดสอบการเชื่อมต่อกับยานอวกาศบนวงโคจร และหลังจากนั้นยังมีการทดสอบอีกหลายครั้ง

หากโมดูลต่างๆ ติดตั้งครบ สถานีอวกาศเทียนกงจะมีน้ำหนักรวม 100 ตัน หรือประมาณ 1 ใน 4 ของสถานีอวกาศนานาชาติ

สถานีเทียนกงเป็นฉากสำคัญในภาพยนต์เรื่อง Gravity (2013) แม้ในตอนนั้นตัวสถานีจะยังเป็นเพียงโมดูลทดสอบ

ที่มา – South China Morning Post

No Description

ภาพจำลองสถานีอวกาศเทียนกง โดย China Manned Space

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122426

JD.com อีคอมเมิร์ซใหญ่ในจีนเริ่มจ่ายเงินพนักงานบางคนเป็นหยวนดิจิทัลแล้ว

รัฐบาลจีนมีแผนการเรื่องหยวนดิจิทัลซึ่งเป็นสกุลเงินใหม่รูปแบบดิจิทัลของจีนมาระยะหนึ่งแล้ว และมีเปิดทดสอบใช้งานในเมืองใหญ่ ล่าสุด JD.com แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีนเริ่มจ่ายเงินพนักงานเป็นหยวนดิจิทัล เริ่มจ่ายให้กับพนักงานบางรายตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

ในการจ่ายเงินหยวนดิจิทัล JD.com ได้ร่วมมือกับธนาคาร Industrial and Commercial Bank of China (ICBC) โดย JD.com ถือเป็นบริษัทรายแรกๆ ในจีนที่จ่ายเงินพนักงานเป็นหยวนดิจิทัล ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พนักงานของรัฐบาลบางคนในเมืองซูโจวทางตะวันออกก็เริ่มได้รับเงินดิจิทัลเป็นค่าจ้างเช่นกัน

นอกเหนือจาก JD.com แล้ว แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งวิดีโอ Bilibili, แอปบริการออนดีมานด์ Meituan และแอปเรียกรถ Didi ก็เริ่มรับเงินหยวนดิจิทัลเป็นค่าซื้อบริการแล้ว ด้านยักษ์ใหญ่ Tencent, Alibaba ก็เริ่มผันตัวมาทำโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเงินหยวนดิจิทัล, หัวเว่ยก็เปิดตัวระบบจ่ายเงินหยวนดิจิทัลแม้อุปกรณ์ยังออฟไลน์อยู่ก็ตาม

No Description

ที่มา – TechCrunch

from:https://www.blognone.com/node/122372

จีนบล็อก VPN ไม่ให้ดูประกาศออสการ์ แม้ Chloe Zhao หญิงชาวจีนได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เกิดขึ้น ในงานประกาศรางวัลออสการ์หรือลูกโลกทองคำเมื่อคืนที่ผ่านมา Chloe Zhao ได้รางวัลผู้กำกับภาพบนตร์ยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง Nomadland เป็นหญิงเอเชียเชื้อสายจีนคนแรกที่ได้รางวัลนี้บนเวทีออสการ์

Reuters รายงานว่า ระหว่างถ่ายทอดงานออสการ์ในจีน มีคนประมาณ 30 คน เป็นสมาคมศิษย์เก่า New York University มารวมตัวกันที่บาร์เล็กๆ ในใจกลางเซี่ยงไฮ้ เพื่อดูการถ่ายทอดสดผ่าน VPN และให้กำลังใจ Chloe Zhao แต่ปรากฏว่าการถ่ายทอดสดไม่ได้เริ่มขึ้นจน Kevin Ke ผู้จัดแน่ใจแล้วว่า จีนต้องตัด VPN ไปแล้ว

Kevin Ke โพสต์เรื่องนี้ลง WeChat ด้วย แต่ก็ถูกบล็อกในภายหลัง

Chloe Zhao เป็นชาวจีน และเคยศึกษาที่ New York University สาขาภาพยนตร์ และเคยให้สัมภาษณ์ในเชิงวิจารณ์การเมืองจีนว่ามีแต่เรื่องโกหกในทุกหนทุกแห่ง

ที่มา – Reuters

from:https://www.blognone.com/node/122356

จีนออกกฎคุมเข้มแพลตฟอร์มไลฟ์ขายของ ต้องคัดกรองเนื้อหาไลฟ์ ป้องกันขายของปลอม โกงยอดขาย

Cyberspace Administration of China หรือ CAC หน่วยงานควบคุมอินเทอร์เน็ตของจีน ออกกฎกำกับดูแลแพลตฟอร์มไลฟ์ขายของ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องระบุรายการสินค้าที่ผิดกฎหมาย และหากมีพฤติกรรมขายสินค้าปลอม โกงยอดคนดู หรือมีความเกี่ยวข้องกับการพนันก็จะถูกแบนทันที

ตัวกฎระบุให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องจ้างผู้ดูแลด้านเนื้อหาไลฟ์สด เพื่อตรวจจับและคัดกรองเนื้อหาไลฟ์ให้ปลอดภัย และควรตั้งระบบบัญชีดำป้องกันคนทำผิดซ้ำๆ เป้าหมายของกฎใหม่คือ สร้างสังคมอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยและรักษาสิทธิผู้บริโภคท่ามกลางการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ๆ

alt="Alibaba 11.11 2020"

การประกาศกฎใหม่ของ CAC มาไล่เลี่ยกันกับกฎของ State Administration for Market Regulation (SAMR) หน่วยงานคุมตลาดของจีนที่ระบุว่า ให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มไลฟ์ต้องเก็บบันทึกวิดีโอขายของย้อนหลังไปถึงสามปี

โควิดทำให้การไลฟ์ขายของในจีนเจริญรุ่งเรืองมาก ข้อมูลจาก KPMG บริษัทที่ปรึกษาและบริษัทการเงินพบว่า มูลค่าตลาดไลฟ์ขายของในจีนสูงแตะ 1 ล้านล้านหยวนในปี 2020 นอกจากนี้อินฟลูเอนเซอร์ดังๆ บางรายก็สามารถหาเงินจากไลฟ์ขายของบน Taobao ได้ภายในวันเดียวเป็นล้านหยวน ในขระเดียวกันก็พบพฤติกรรมจากผู้ไม่หวังดีเช่น ขายสินค้าปลอม โกงยอดขาย เป็นต้น

ที่มา – SCMP

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122346

ไม่ต้องมีสาขาเพิ่มก็ได้ HSBC เปลี่ยนวิธีทำงานธนาคาร ให้ตัวแทน 3,000 คนบุกบ้านลูกค้าแทน

ไม่เน้นสาขา จ้างพนักงานที่มีทักษะช่วยจัดการความมั่งคั่ง

ก่อนหน้านี้ HSBC มีข่าวปลดพนักงานกว่า 35,000 รายทั่วโลกเพื่อลดต้นทุนองค์กร ซึ่งเป็นแผนที่ทยอยลดคนเป็นระยะเวลา 3 ปี (2020-2022) แต่ในช่วงเวลาระหว่างนั้น HSBC ก็มุ่งหน้าสู่ธุรกิจที่มีโอกาสใหม่

นั่นคือ HSBC Pinnacle ธุรกิจฟินเทคที่ทำเรื่องการจัดการความมั่งคั่งกำลังรุกหนักธุรกิจอยู่ในประเทศจีน

HSBC บอกว่า เตรียมจ้างพนักงานที่มีทักษะในหมวดนี้ 3,000 คน ทำงานเชิงรุก เข้าหาลูกค้า ไม่ต้องรอให้เข้าสาขา เพราะการทำธุรกิจของธนาคารยุคใหม่ต้องอยู่ทุกที่ (เหมือนคำที่คุณโจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการธนาคารไทยเคยบอกไว้ว่า ธนาคารอยู่ทุกที่ ที่ไม่ใช่ธนาคาร)

วิธีการทำงานของพนักงานจัดการความมั่งคั่งของ HSBC คือการเป็นผู้ที่มีทักษะด้าน wealth management เข้าไปช่วยจัดการบริหารความมั่งคั่งและเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกค้า ขอแค่มีแท็บเล็ต 1 เครื่องก็สามารถทำงานได้แล้ว

แผนธุรกิจใหม่ของ HSBC ทำให้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มสาขาให้มากนัก แต่เน้นไปที่การจ้างคนที่มีทักษะที่ต้องการได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม HSBC เข้าไปให้บริการในจีนตั้งแต่ปี 1984 มีสาขามากกว่า 160 แห่ง ถือเป็นธนาคารต่างชาติที่มีสาขามากที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่

เกร็ดที่น่าสนใจคือคนนำทีม HSBC Pinnacle ในจีนคือ Trista Sun เป็นผู้บริหารหญิงมากความสามารถ หนึ่งในผู้ผลักดันธุรกิจฟินเทคที่สำคัญของบริษัท

HSBC Bank
HSBC Photo: Shutterstock

ลุยตลาดเอเชีย เพราะอนาคตอยู่ที่นี่

HSBC ประกาศแผนธุรกิจเน้นไปที่การจัดการความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นแผนใหญ่ของธนาคารระยะ 5 ปีในการหารายได้ใหม่ให้กับองค์กร (ในแผนนี้ของ HSBC เพื่อผลักดันธุรกิจอย่างเต็มกำลัง ได้รวมเอาฝ่ายที่ทำเรื่อง retail banking, wealth management และ private banking ไว้ภายใต้ทีม/แผนกเดียวกัน)

ผู้บริหาร HSBC บอกว่า “รายได้ในอนาคตของธนาคารจะมาจากดอกเบี้ยน้อยลง” ดังนั้น จึงต้องหาทางรอดใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ

แผนของ HSBC คือบุกตลาดฝั่งเอเชียโดยเฉพาะจีนมากขึ้นเพราะทวีปเอเชียมีการเติบโตของความมั่งคั่งและร่ำรวยที่สูงรวมถึงมีโอกาสใหม่ๆ อีกมาก หรืออย่างในไทยเอง ข่าวการที่ HSBC เตรียมตั้งธุรกิจ Private Bank ที่ประเทศไทยเป็นแห่งที่ 2 ของอาเซียนต่อจากสิงคโปร์ ถือเป็นหนึ่งในความชัดเจน

HSBC คาดการณ์ว่า คนชั้นกลางในจีนจะกลายเป็นกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหญ่ในอนาคตจะมีจำนวนถึง 600 ล้านรายในปี 2028

ขณะนี้ HSBC มีธุรกิจที่ทำเรื่องการจัดการความมั่งคั่งอยู่แล้ว โดยรายได้กว่าครึ่ง (1.6 ล้านล้านดอลลาร์) มาจากฝั่งทวีปเอเชียเป็นหลัก

ชัดเจนว่า คู่แข่งในจีนด้านการเงินของ HSBC ไม่ได้มีแค่บริษัทต่างชาติอย่าง Goldman Sachs หรือ JP Morgan เท่านั้น เพราะยังมียักษ์ใหญ่อย่าง Tencent (WeChat) และ Alibaba (Alipay) ที่มีบริการทางการเงิน แถมยิ่งใหญ่เสียด้วย เพราะขนาดที่ว่า Alibaba ถูกรัฐบาลเล่นงานหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่มูลค่าตลาดของ Alibaba ยังใหญ่กว่า HSBC ถึงประมาณ 5 เท่าตัว

ที่มา – BBC, SCMP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ไม่ต้องมีสาขาเพิ่มก็ได้ HSBC เปลี่ยนวิธีทำงานธนาคาร ให้ตัวแทน 3,000 คนบุกบ้านลูกค้าแทน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/hsbc-wealth-planners-in-china/

PayPal มีแผนเปิดตัววอลเลตในจีน เน้นการชำระเงินข้ามพรมแดน

Hannah Qiu ซีอีโอของ PayPal ในจีนกล่าวกับ CNBC ว่า บริษัทมีแผนจะเปิดตัววอลเลตในจีน แต่แทนที่จะแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Alipay และ WeChat Pay โดยตรง PayPal จะเน้นไปที่การชำระเงินข้ามพรมแดนมากกว่า

Qiu บอกเพิ่มเติมว่า ธุรกิจในอนาคตส่วนใหญ่เป็นการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน ในตลาดต่างประเทศของ PayPal มีผู้ใช้มากกว่า 377 ล้านคนและผู้ใช้ในองค์กรมากกว่า 20 ล้านคน

PayPal

ที่มา – CNBC

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/122260