คลังเก็บป้ายกำกับ: CHINA

จีนเรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้า เพื่อแสดงถึงความร่วมมือ-ลดความขัดแย้ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน รวมถึงยกเลิกพฤติกรรมอื่นๆ ที่แสดงถึงการเป็นศัตรูระหว่างกัน และต้องการให้ทั้ง 2 มหาอำนาจกลับมาสู่เส้นทางการเป็นมิตรมากขึ้น

Hong Kong Port Containers
ภาพจาก Shutterstock

สื่อในประเทศจีนรายงานว่า Wang Yi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกายกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน รวมถึงยกเลิกพฤติกรรมอื่นๆ ที่แสดงถึงการเป็นศัตรู ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นบัญชีดำบริษัทจีน การยกเลิกความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนากับจีน ขณะเดียวกันสหรัฐเองก็ต้องแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือ ลดความขัดแย้งกับจีน เพื่อสนับสนุนสิ่งดังกล่าวให้เกิดขึ้นด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้กล่าวถึงท่าทีของจีนครั้งแรก หลังจากฝั่งของสหรัฐอเมริกาได้ต่อสายตรงถึง สี จิ้นผิง ผู้นำของจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังมองว่าแต่ละประเทศควรจะเคารพในกิจการภายในของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกรณีของไต้หวัน นอกจากนี้ทั้ง 2 ฝ่ายควรจะกลับมามีความสัมพันธ์ที่เข้ารูปเข้ารอยและเป็นมิตรกันมากกว่านี้

ไม่เพียงแค่นั้นเขายังยืนยันว่าจีนไม่ต้องการที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำแทนสหรัฐ หรือท้าทายสหรัฐ และกล่าวเสริมว่าจีนยินดีที่เห็นบริษัทเอกชนสหรัฐประสบความสำเร็จในประเทศจีน นอกจากนี้จีนยังพยายามที่จะเพิ่มสภาพแวดล้อมให้ธุรกิจดำเนินการได้สะดวกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

สำหรับสหรัฐเองมีความกังวลถึงพฤติกรรมในด้านเศรษฐกิจของจีนที่ถือว่าเอาเปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการบังคับให้บริษัทเอกชนจากต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ขณะที่เรื่องอื่นๆ ที่สหรัฐกังวลนั้นไม่ว่าจะเป็น สิทธิมนุษยชน จนถึงกรณีของไต้หวัน หรือการชุมนุมในฮ่องกง

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนยังได้สับแหลกถึงรัฐบาลสหรัฐในสมัย โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นรัฐบาลที่ต้องการเติมเต็มในสิ่งที่ตัวเองต้องการ หลังจากในสมัยการบริหารของทรัมป์นั้นเป็นฝ่ายเปิดศึกกับประเทศจีนผ่านเกมสงครามการค้า และทำให้ความขัดแย้งลุกลามไปยังเรื่องอื่นๆ

ที่มา – Global Times, CGTN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จีนเรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้า เพื่อแสดงถึงความร่วมมือ-ลดความขัดแย้ง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-urges-usa-lift-tarriffs-and-non-conflict-relationship-22-feb-2021/

ลาก่อน Hollywood วงการภาพยนตร์จีนอยู่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาหนังต่างประเทศอีกต่อไป

China Movie
Cinema in China Photo by Shutterstock

วงการภาพยนตร์จีนมาแรง

ในปี 2020 เป็นปีที่วิกฤตโควิดถล่มอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างหนัก วงการ Hollywood ได้รับผลกระทบสาหัส หลายเรื่องเลื่อนฉายจนไม่รู้ว่าจะฉายจริงเมื่อไหร่ เช่น No Time to Die เป็นต้น

วงการภาพยนตร์ตะวันตกประสบปัญหา แต่ในจีนกลับเป็นปีที่รุ่งเรือง สัดส่วนภาพยนตร์จีนในตลาดจีนปี 2020 สามารถทำรายได้สูงถึง 84% ส่วนหนังต่างประเทศมีสัดส่วนรายได้ในตลาดจีนเพียงแค่ 16% เท่านั้น

ถ้าย้อนกลับไปในปี 1994 ปีแรกที่จีนรับเอาภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาฉายในประเทศ สัดส่วนภาพยนตร์ต่างประเทศในอุตสาหกรรมจีนมีสัดส่วนสูงมาก อย่างเช่นในปี 2017 ภาพยนตร์ต่างประเทศทำรายได้เป็นส่วนส่วนถึง 46%

  • นี่คือการเติบโตของภาพยนตร์จีนที่ในปัจจุบันและอนาคตที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาภาพยนตร์ต่างประเทศเพื่อการเติบโตอีกต่อไป

หนังจีนทำเงินแรง แซง Hollywood

ข้อมูล Box Offfice จีน รายงานว่า Detective Chinatown 3 ภาพยนตร์จีนชื่อดัง ทำรายได้เปิดตัวสัปดาห์แรก 424 ล้านดอลลาร์ (1.27 หมื่นล้านบาท) โค่นแชมป์เก่าอย่าง Avengers: Endgame ที่ทำเงินในจีนสัปดาห์แรกไว้ 357 ล้านดอลลาร์ (1 หมื่นล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์จีน Detective Chinatown 3 เข้าฉายในประเทศไทยในชื่อ “แก๊งม่วนป่วนโตเกียว”

ที่มา – Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ลาก่อน Hollywood วงการภาพยนตร์จีนอยู่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาหนังต่างประเทศอีกต่อไป first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/china-says-goodbye-to-hollywood/

Uniqlo-Sony-Hitachi และอีก 9 บริษัทญี่ปุ่น แบนฝ้ายจีนจากซินเจียง เหตุเพราะใช้แรงงานทาส

บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ 12 บริษัทออกมาเปิดเผยกับสื่อว่า เตรียมออกนโยบายระงับการทำธุรกิจกับบริษัทสัญชาติจีนที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการบังคับใช้แรงงานชนกลุ่มน้อยมุสลิมในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ที่มีรายงานออกมาว่ามีการกักกันและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเกิดขึ้น

People at field of cotton, Sinkiang.

12 บริษัทปฏิเสธสายสัมพันธ์โดยตรง และประกาศแผนระงับการร่วมธุรกิจ

ในปีที่ผ่าน รายงานของ Australian Strategic Policy Institute เผยว่า บริษัทระดับโลกกว่า 80 บริษัท ทำธุรกิจโดยตรงและโดยอ้อมกับบริษัทที่เกี่ยวข้องการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงอุยกูร์ ในจำนวนนี้ มีชื่อบริษัทญี่ปุ่นถึง 14 บริษัท ทำให้สำนักข่าว Kyodo News ของญี่ปุ่นติดตามเรื่องราวและเข้าไปสอบถามบริษัทญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้อง

บริษัททั้งหมดที่มีชื่ออยู่ในรายงาน ปฏิเสธการมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ “โดยตรง” กับบริษัทจีนที่มีส่วนในการบังคับใช้แรงงาน เนื่องจากห่วงโซ่การผลิตมีความซับซ้อนทำให้เป็นการยากที่จะสาวถึงต้นทางของการผลิต บริษัทเหล่านี้ยืนยันว่าพวกเขาต้องติดตามสถานการณ์ด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่การผลิตจากรายงานของซัพพลายเออร์เองและไม่มีหลักฐานอื่นที่จะมียืนยันข้อเท็จจริงของคำกล่าวอ้างในรายงานของซัพพลายเออร์ได้

อย่างไรก็ตาม 12 บริษัท ซึ่งรวมถึง Uniqlo, Sony, Toshiba และ Hitachi ยืนยันว่ามีแผนการที่จะระงับการทำธุรกิจกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงอุยกูร์ 

Uniqlo
ภาพจาก Shutterstock

ญี่ปุ่นถูกวิจารณ์ว่าล่าช้าในการแบนครั้งนี้

เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ทั้งอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มต้นแบนไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แทบจะทันทีหลังจากทีมีรายงานออกมา แต่ญี่ปุ่นมีทีท่าว่าจะแบนบริษัทจีนที่มีส่วนกับการบังคับใช้แรงงานช้ากว่ามาก อีกทั้งบริษัทต่างๆ เช่น Muji ยังมีท่าทีลังเล แถมบางราย เช่น Panasonic ก็ปฏิเสธที่จะให้คำตอบกับ Kyodo News ด้วยซ้ำ

ที่มา – Kyodo News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Uniqlo-Sony-Hitachi และอีก 9 บริษัทญี่ปุ่น แบนฝ้ายจีนจากซินเจียง เหตุเพราะใช้แรงงานทาส first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/12-japanese-companies-ban-xinjiang-products/

Huawei หาช่องทางสร้างรายได้เพิ่ม มุ่งสู่เทคโนโลยีฟาร์มหมู และเหมืองถ่านหิน

หลัง Huawei ถูกกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา จนยอดขายมือถือในไตรมาสที่สี่ของปี 2020 ลดลงถึง 42% เนื่องจากหาซัพพลายในด้านชิปไม่ทัน จนอาจจะต้องลดยอดการผลิตมือถือลงถึง 60% ในปีนี้ Huawei จึงต้องหันไปหาช่องทางสร้างรายได้เพิ่ม ซึ่งนอกจากธุรกิจคลาวด์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สวมใส่ หรือรถยนต์อัจฉริยะแล้ว Huawei ยังเล็งธุรกิจฟาร์มหมู และเหมืองถ่านหินไว้อีกด้วย

ประเทศจีน มีธุรกิจฟาร์มหมูที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีประชากรหมูที่มีชีวิตคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และปัจจุบันก็มีการใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยในการเลี้ยงหมู โดยมีทั้งเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าหมู และติดตามน้ำหนัก อาหาร และการขยับร่างกายของหมูอีกด้วย

Huawei จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปผนวกเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจนี้ ในยุค 5G และก็ไม่ใช่เพียงเจ้าเดียวที่ทำ เพราะ Alibaba และ JD.com ก็เริ่มนำเทคโนโลยีเข้าไปผนวกกับธุรกิจฟาร์มหมูแล้วเช่นกัน

นอกจากนี้ Ren Zhengfei ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Huawei ยังประกาศจะจัดตั้งแล็ปนวัตกรรมสำหรับการทำเหมือง ในมณฑลชานซี ทางตอนเหนือของจีนอีกด้วย เพื่อลดจำนวนคนงาน เพิ่มความปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำเหมืองในประเทศ พร้อมทั้งกล่าวว่าจะพัฒนาคุณภาพงานของชาวเหมือง จนวันนึงสามารถใส่สูท ผูกไทไปทำงานได้เลย

Huawei ยังเตรียมที่จะขยายธุรกิจไปทางอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ทีวี คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตมากขึ้นในอนาคตเช่นกัน โดย Ren Zhengfei กล่าวเสริมไว้ว่าบริษัทจะยังอยู่รอดได้ แม้ไม่มียอดขายของสมาร์ทโฟนมาช่วยพยุ่งก็ตาม

ที่มา – BBC

Ren Zhengfei ผู้ก่อตั้ง Huawei

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121312

รมว.คลังสหรัฐ กล่าว “ปัจจุบันยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน แต่ภายหลังจากนี้จะพิจารณาอีกที”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐได้กล่าวว่าสหรัฐจะยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนต่อไป แต่จะมีการพิจารณาในภายหลังอีกที และหวังว่าจีนจะทำตามข้อตกลงการค้าฉบับแรกที่ได้ทำไว้ด้วย

Hong Kong Port ฮ่องกง
ภาพจาก Shutterstock

เจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ CNBC ถึงนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยหนึ่งในคำถามที่ถูกสัมภาษณ์คือนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน หรือนโยบายเศรษฐกิจจีนเอง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐกล่าวว่าปัจจุบันสหรัฐจะยังเก็บภาษีจากจีนเช่นเดิม แต่จะพิจารณาหลังจากนี้ว่าจะดำเนินการด้วยวิธีการใดอีกที

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐกำลังพิจารณาแนวทางที่เกี่ยวข้องกับจีนอยู่ แต่สหรัฐนั้นเห็นแนวทางเศรษฐกิจของจีนที่ไม่ยุติธรรม ไม่ใช่แค่เรื่องการค้าของจีน แต่เป็นเรื่องอื่นๆ เช่น การถ่ายโอนเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งอาจสร้างความกังวลให้กับความมั่นคงของประเทศนั้นๆ และสหรัฐจะใช้กระบวนการระหว่างประเทศในการจัดการจีน

เธอยังได้เสริมถึงว่าไม่ใช่แค่สหรัฐประเทศเดียวที่กังวลกับพฤติกรรมของจีนในด้านเศรษฐกิจ แต่สหรัฐจะร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการแก้ไขแนวทางต่างๆ ของจีน อย่างไรก็ดีสหรัฐเองก็จะต้องร่วมมือกับจีนในหลายๆ ด้านเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาวะอากาศ การแพร่ระบาดของ COVID-19 จนถึงเรื่องของอาวุธนิวเคลียร์ ฯลฯ ฉะนั้นนโยบายของสหรัฐเองจึงมีความสมดุลอยู่

ขณะที่การเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน เธอได้กล่าวว่าจะยังดำเนินต่อไป และสหรัฐคาดหวังว่าจีนจะดำเนินตามข้อตกลงการค้าฉบับแรก ที่จีนต้องซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐเพิ่มมากขึ้น แต่จะมีการพิจารณาในภายหลังว่าจะดำเนินการเช่นไรหลังจากนี้

ในการสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้ยังมีเรื่องของการพูดคุยงบประมาณเศรษฐกิจก้อนใหญ่มากถึง 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยเธอกล่าวว่ากำลังมีการพิจารณาอยู่ในสภาและจะเห็นความคืบหน้าในไม่กี่สัปดาห์หลังจากนี้ และสมาชิกสภาของทั้ง 2 พรรคมีความเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐนั้นควรที่จะไปได้ไกลมากกว่านี้ ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังย้ำว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนนี้ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวหลังจากนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รมว.คลังสหรัฐ กล่าว “ปัจจุบันยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน แต่ภายหลังจากนี้จะพิจารณาอีกที” first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/us-still-kept-china-tariff-janet-yellen-says-19-feb-2021/

เจาะสัมภาษณ์รัฐมนตรีคลังสหรัฐ: สงครามการค้ากับจีนดำเนินต่อ กำแพงภาษียังมีอยู่

Janet Yellen รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับทาง CNBC เมื่อวานนี้ว่าจะสหรัฐฯ จะยังแข็งข้อกับจีนต่อไป และ ณ ตอนนี้ จะยังคงมีการใช้กำแพงภาษี แต่ความแตกต่างระหว่าง Donald Trump และรัฐบาลปัจจุบัน คือการเปิดกว้างที่จะมีความร่วมมือกับจีนหากจีนมีแนวทางสอดคล้องกับคุณค่าสากล

WASHINGTON, DC – April 11: Federal Reserve Chair, Janet Yellen, look on as the group of 20 nations (G- 20), finance ministers and central bankers prepare for the International Monetary and Financial Committee (IMFC) family photo at the IMF/World Bank Spring meetings on April 11, 2014 in Washington, DC. (Photo by Pete Marovich/Getty Images)

ความน่าสนใจของบทสัมภาษณ์ในครั้งนี้ คือการพูดถึงนโยบายกำแพงภาษีอย่างจะแจ้งเป็นครั้งแรก ของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังจากก่อนหน้านี้มีท่าทีไม่ชัดเจนในเรื่องนี้

รัฐบาล Biden แข็งข้อต่อจีนในเรื่องการค้า แต่ก็พร้อมร่วมมือ ไม่เหมือน Trump

ก่อนหน้านี้ บุคลากรหลายคนในฝ่ายบริหารของ Joe  Biden ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ออกมาให้ความเห็นที่ส่อเค้าแข็งข้อต่อจีนอย่างชัดเจน รวมถึงตัว Biden เองก็มีท่าทีต่อจีนแบบเดียวกัน เห็นได้จากบทสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งแรกอย่างเป็นทางการระหว่าง Joe Biden และ Xi Jinping ประธานาธิบดีจีน ที่มีการกล่าวถึงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีนอย่างดุเดือด

ท่าทีของรัฐบาลชุดใหม่ นำมาสู่คำถามที่ว่า “แล้วนโยบายการค้าในยุค Biden จะแตกต่างออกไปอย่างไรจากยุคของ Trump ที่แข็งกร้าวต่อจีนเหมือนกัน”

Xi Jinping Joe Biden สี จิ้นผิง โจ ไบเดน
LOS ANGELES, CA–February 17, 2012–U.S. Vice President Joe Biden and Chinese Vice President Xi Jinping participated in a governor’s luncheon, at Disney Hall, in downtown Los Angeles, Feb. 16, 2012. (Jay L. Clendenin/Los Angeles Times)

รัฐบาล Biden มีช่องว่างให้กับความร่วมมือหากจีนเคารพคุณค่าสากล

Janet Yellen ได้ให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า ณ ตอนนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังอยู่ในกระบวนการการประเมินว่าควรจะมีท่าทีใหม่ๆ อย่างไรกับจีน บนพื้นฐานที่จีนจะเคารพพันธกรณีทางการค้าระหว่งประเทศ

แต่ก็ยังมีปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับแนวปฏิบัติของจีน ที่ทางสหรัฐฯ มองว่าเป็นการกระทำทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น การบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยีจากบริษัทต่างชาติในจีน การแทรกแซงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูงที่ก่อให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวและความมั่นคงแห่งชาติ 

รัฐบาล Biden ให้ความสำคัญกับความร่วมมือในเรื่องเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ Janet Yellen ยังชี้ว่า สหรัฐฯ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่กังวลกับแนวปฏิบัติทางเศรษฐกิจของจีน และสหรัฐฯ จะร่วมมือกับประเทศพันธมิตรเพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมร่วมกัน 

และแน่นอน สหรัฐฯ ต้องการที่จะร่วมมือกับจีนในการแก้ไขปัญหาระดับโลกหลายอย่าง เช่น วิกฤติภูมิอากาศ การแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แน่นอนว่าไม่สามารถทำให้สำเร็จด้วยตัวคนเดียวได้ ดังนั้น สหรัฐฯ ต้องหาสมดุลในนโยบายกับจีนให้ดี

USA New York City COVID-19
ภาพจาก Shutterstock

อีกคำถามที่น่าสนใจคือ “แล้วสหรัฐฯ จะเอาอย่างไรกับกำแพงทางการค้า”

Janet Yellen กล่าวว่า ณ ตอนนี้ สหรัฐฯ จะยังคงภาษีสินค้าจีนที่ถูกตั้งขึ้นในสมัยของ Trump เอาไว้ก่อนในเบื้องต้น แต่สหรัฐฯ กำลังพิจารณาในเรื่องนี้อยู่ หลังจากนี้สหรัฐฯ จะประเมินหนทางไปต่อข้างหน้าว่าทางไหนคือทางที่เหมาะสมต่อไป

คำกล่าวของ Yellen สอดคล้องกับประกาศก่อนหน้าของทำเนียบขาวว่าจะทบทวนมาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติทั้งหมดที่ถูกบังคับใช้โดยอดีตประธานาธิบดี Donald Trump รวมถึงมาตรการการค้ากับจีน

ที่มา – CNBC, Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจาะสัมภาษณ์รัฐมนตรีคลังสหรัฐ: สงครามการค้ากับจีนดำเนินต่อ กำแพงภาษียังมีอยู่ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/ongoing-trade-wall-and-tariffs/

JD.com เตรียม IPO ธุรกิจส่งสินค้าในตลาดหุ้นฮ่องกง มูลค่ากิจการสูงสุดอาจถึง 1.2 ล้านล้านบาท

ยักษ์ใหญ่ E-Commerce ในประเทศจีนอย่าง JD.com เตรียมนำธุรกิจ Logistics เข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยคาดว่าจะระดมทุนได้มากถึง หรือราวๆ 150,000 ล้านบาท

JD.com Logistics Staff
ภาพจาก Shutterstock

JD.com ยักษ์ใหญ่ E-commerce ของจีน เตรียม IPO ธุรกิจขนส่งสินค้าภายใต้ชื่อ JD Logistics ในตลาดหุ้นฮ่องกง หลังจากบริษัทยื่นเอกสารไฟลิ่งเป็นที่เรียบร้อย ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการนำธุรกิจมา IPO คือปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้นจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คาดว่ามูลค่ากิจการอาจสูงได้มากถึง 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 1.2 ล้านล้านบาท

ธุรกิจขนส่งสินค้านั้นเป็นธุรกิจที่ 3 ของ JD.com ที่นำออกมา IPO อย่างต่อเนื่อง หลังจากเมื่อไม่นานนี้บริษัทได้นำ JD Health เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อเดือนธันวาคมปี 2020 ที่ผ่านมา ระดมทุนไปได้มากถึง 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนล้นหลาม ซึ่งวันแรกในการซื้อขายนั้นราคาหุ้นบวกไปถึง 56% จากราคาเริ่มต้น

ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจขนส่งสินค้าในประเทศจีนเริ่มได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น จากความต้องการขนส่งสินค้าจากการสั่งสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce ซึ่งมีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่งผลทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจ Logistics เหล่านี้เริ่มมองลู่ทางไม่ว่าจะเป็นการควบรวมกิจการ การลงทุนในบริษัทอื่นๆ หรือแม้แต่การนำธุรกิจออกมา IPO เพื่อระดมทุนเพิ่มเติม

ไฟลิ่งที่ยื่นให้กับตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงยังได้กล่าวถึงธุรกิจของบริษัทนั้นเป็นผู้นำด้านบริการ Logistics ปัจจุบันมีส่วนแบ่งในตลาดของประเทศจีนราวๆ 2.2% และมีพื้นที่คลังสินค้ามากถึง 20 ล้านตารางเมตร ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับ 2 ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพียงแค่ 1% เท่านั้น

ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของธุรกิจขนส่งสินค้าของ JD.com นั้นมีรายได้รวมทั้งสิ้น 7,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตกว่าในปี 2019 ที่ผ่านมามากถึง 43.2% อย่างไรก็ดีบริษัทกลับมีผลการดำเนินงานขาดทุนเล็กน้อยที่ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 54 ล้านบาท

คาดว่าธุรกิจขนส่งสินค้านี้จะระดมทุนมากถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 150,000 ล้านบาท หลังจากการนำธุรกิจขนส่งสินค้าเข้า IPO แล้ว JD.com จะยังถือหุ้นในสัดส่วนมากกว่า 50%

ที่มา – CGTN, Tech in Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post JD.com เตรียม IPO ธุรกิจส่งสินค้าในตลาดหุ้นฮ่องกง มูลค่ากิจการสูงสุดอาจถึง 1.2 ล้านล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/jd-com-prepared-ipo-logistics-arm-raise-5-billion-usd-18-feb-2021/

เจาะลึก Clubhouse สตาร์ทอัพยูนิคอร์นน้องใหม่ที่จะมา disrupt ยักษ์ใหญ่ในทศวรรษนี้

Clubhouse คือแอปพลิเคชั่นน้องใหม่ซึ่งมาแรงมากในประเทศไทยช่วงในขณะนี้ แต่ในฐานะผู้ใช้งานเรารู้จักแอปพลิเคชั่นนี้ดีแค่ไหน หรือแท้จริงแล้วเรารู้ที่มาที่ไปของแอปพลิเคชั่นนี้แค่เพียงผิวเผิน

Brand Inside ขอชวนมาทำความรู้จัก Clubhouse สตาร์ทอัพยูนิคอร์นน้องใหม่ในแง่มุมที่เจาะลึกมากขึ้น 

clubhouse
clubhouse

ทำความรู้จัก Co-Founder และจุดเริ่มต้นของ Clubhouse

Rohan Seth และ Paul Davison คือ Co-Founder ของ Clubhouse

ในตอนแรกที่ได้มารู้จักกัน พวกเขายังไม่ได้มีไอเดียเรื่องการสร้างแอปพลิเคชั่น Clubhouse แต่พวกเขากลับมาพูดคุยเพื่อปรึกษาหารือกันเรื่องการระดมเงินเพื่อช่วยเหลือ Lydia ลูกสาว Rohan Seth ซึ่งเกิดมาพร้อมกับความผิดปกติของยีนส์ในร่างกาย ทำให้เธอไม่สามารถเดินหรือพูดคุยกับคนอื่นๆ ได้

ในที่สุด พวกเขาก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิไม่แสวงหาผลกำไรชื่อ Lydian Accelerator ขึ้นมาเพื่อทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโรคที่ Lydia เป็น หลังจากนั้นเลยมีนักลงทุนเข้ามาเพื่อสนับสนุนการผลิตยารักษาอาการนี้กว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

เมื่อ Rohan Seth และ Paul Davison ได้พูดคุยกันบ่อยๆ พวกเขาจึงตัดสินใจทำธุรกิจร่วมกันจนกลายมาเป็นแอปพลิเคชั่น Clubhouse ซึ่งเป้าหมายของธุรกิจนี้คือเพื่อช่วยให้ การทำพอดแคสต์ เป็นเรื่องง่ายมากขึ้น ทางทีมจึงพยายามตัดฟีเจอร์ทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป

หลังจากสร้าง Clubhouse ได้เพียง 10 เดือนก็มีนักลงทุนกว่า 180 คนมาให้การสนับสนุนแอปพลิเคชั่นนี้ ทำให้ธุรกิจมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

จนมีผู้กล่าวว่า Clubhouse เป็นแอปพลิเคชั่นที่น่าสนใจมากๆ ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ความสำเร็จครั้งนี้แลกมาด้วยความร่วมมือของพนักงาน Clubhouse เพียง 12 คนเท่านั้น นับได้ว่าเป็นทีมขนาดเล็กที่ทำงานมีประสิทธิภาพมากๆ 

 

ทำไมแอปพลิเคชั่น Clubhouse ถึงดังเปรี้ยงขึ้นมา

แอปพลิเคชั่นนี้ดังเปรี้ยงขึ้นมาเมื่อ Elon Musk ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX โพสต์ในทวิตเตอร์ว่าจะจัดทอล์คใน Clubhouse เรื่องความใฝ่ฝันของเขาที่อยากย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่ดาวอังคาร ทำให้ในวันนั้นมีคนเสนอขาย invite ด้วยราคาสูงถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,000 บาท)

ประเด็นที่น่าสนใจของ Clubhouse คือ ‘การใส่ใจในเรื่องการเป็น community’

สังเกตได้จาก รูปไอคอนของแอปพลิเคชั่น ที่ใช้โฉมหน้าของผู้คนที่สร้างอิมแพคต่างๆ ให้กับ community ของ Clubhouse

อย่างไอคอนล่าสุดก็เป็นรูป Axel Mansoor ครีเอเตอร์ของ Lullaby Club เขาเล่าว่า ตนเองเริ่มใช้แอปพลิเคชั่นนี้โดยร้องเพลงกล่อมก่อนนอนร่วมกับเพื่อนสองสามคนเท่านั้น แต่ปัจจุบันเขามีผู้ติดตามบน Clubhouse กว่า 4 หมื่นคน เขาจึงรู้สึกขอบคุณสำหรับโอกาสนี้มากๆ

Facebook และ Twitter จะพัฒนาอะไรมาสู้กับ Clubhouse ในอนาคต

เมื่อแอปพลิเคชั่น Clubhouse มีชื่อเสียงขึ้นมา ฝั่งแอปพลิเคชั่นชื่อดังอย่าง Facebook ก็ไม่ยอมน้อยหน้า

ล่าสุด Mark Zuckerberg ออกมาเปรยๆ ว่าจะพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ขึ้นมาสู้เช่นกัน เพียงแต่ยังอยู่ในช่วงต้นๆ ของการพัฒนาเท่านั้น

ส่วนทาง Twitter กำลังเปิดให้ทดลอง Spaces หรือห้องแชทที่สามารถมีผู้พูดได้มากถึง 10 คน และไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าฟัง

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้แอปพลิเคชั่น Clubhouse ถูกแบนในบางเมืองของประเทศจีน เพราะมีชาวจีนจำนวนมากมาร่วมพูดคุยกันในหัวข้อเกี่ยวกับการเมือง ทั้งในประเด็นของแรงงานอุยกูร์ที่ซินเจียง และประเด็นการประกาศเอกราชของไต้หวัน

Li Yuan คอลัมนิสต์ของ New York Times ถึงกับโพสต์ในทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า ทำไมพวกเราถึงได้มีอิสระในการพูดคุยในช่วงเวลาอันสั้นขนาดนี้

ข้อน่ากังวลของ Clubhouse

ข้อแรกคือ จนถึงตอนนี้ทาง Clubhouse ยังไม่ได้มีกระบวนการในการตรวจสอบ การแชร์ข้อมูลไม่ถูกต้อง ในแอปพลิเคชั่นเท่าที่ควร ซึ่งสิ่งอาจทำให้อาจจะเกิดปัญหาในอนาคตได้ (เป็นปัญหาเดียวกันกับ Social Media อื่นๆ ทั่วโลก)

ที่เห็นได้ชัดคือการให้ข้อมูลผิดๆ เรื่องโควิด-19 อย่างเช่น วัคซีนรักษาโควิดผลิตมาจากเซลล์ของตัวอ่อนในครรภ์ที่ตายแล้ว หรือรัฐบาลขอให้คนยืนห่างกัน 2 เมตรเพราะพวกเขาจะใช้ดาวเทียมมาควบคุมเรา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนไม่น่าเชื่อถือทั้งสิ้น

สิ่งที่น่ากลัวคือถ้าผู้ฟังได้ยินข้อมูลที่ผิดซ้ำหลายๆ ครั้งผ่านห้องสนทนาต่างๆ ของ Clubhouse พวกเขาก็อาจจะเข้าใจว่านั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และด้วยความที่การพูดคุยในแอปพลิเคชั่นนี้เป็นแบบเรียลไทม์ ข้อมูลผิดๆ จึงอาจจะถูกกระจายต่อไปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ผู้ฟังอาจจะยังไม่ได้ไตร่ตรองมากเท่าที่ควร

สรุป

เราในฐานะผู้ใช้งานก็คงต้องติดตามกันว่าในอนาคตแอปพลิเคชั่น Clubhouse จะมีทิศทางการพัฒนาอย่างไร หรือจะมีฟีเจอร์อะไรใหม่ๆ มาเซอไพร์สพวกเราอีกบ้าง

ที่สำคัญคือ ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook หรือ Twitter จะแก้เกมนี้อย่างไร เมื่อ Clubhouse เข้ามาแย่งจำนวนและเวลาของผู้ใช้งานไปเป็นจำนวนมาก

นี่เป็นศึกครั้งใหญ่ของวงการเทคโนโลยีที่เราต้องจับตามองกันต่อไป

ที่มา : businessinsider (1), (2), (3)(4), aljazeera, vice

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจาะลึก Clubhouse สตาร์ทอัพยูนิคอร์นน้องใหม่ที่จะมา disrupt ยักษ์ใหญ่ในทศวรรษนี้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/clubhouse-startup-application/

เปิดพฤติกรรมช็อปวัยรุ่นเจน Z ชาวจีน เปิดใจยอมรับสินค้า Made in China มากกว่าคนรุ่นเก่า

พฤติกรรมของวัยรุ่นเจน Z ชาวจีนเปลี่ยน เปิดใจยอมรับสินค้า Made in China มากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ทำให้คนเจน Z กลายเป็นส่วนผลักดันให้แบรนด์ภายในประเทศเติบโต

ภาพจาก Shutterstock

วัยรุ่นจีนเจน Z เปิดใจยอมรับสินค้า Made in China มากกว่าคนรุ่นเก่า

ในปัจจุบันประเทศจีนมีประชากรจำนวน 1,393 ล้านคน ในจำนวนนี้ 17% เป็นคนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นเจน Z ที่เกิดระหว่างปี 1996-2010 แม้วัยรุ่นเจน Z ชาวจีนจะดูมีจำนวนไม่มาก แต่คนกลุ่มนี้กลับมีส่วนในการสร้างการเติบโตของแบรนด์ภายในประเทศจีนกว่า 25%

และเป็นธรรมดาของวัยรุ่นเจน Z จีน ที่มีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ คนกลุ่มนี้มีค่านิยมเปิดรับสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in China) มากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะแบรนด์แบบ Direct to consumer ที่ติดต่อสื่อสารผ่านลูกค้าโดยตรงผ่านช่องทางดิจิทัล

สิบกว่าปีที่แล้วเคยไม่ไว้ใจคุณภาพสินค้าในประเทศ

เพราะหากย้อนกลับไปในอดีตช่วงสิบกว่าปีที่แล้วชาวจีนเองยังไม่ค่อยไว้วางใจสินค้าที่ผลิตในประเทศนัก

เมื่อปี 2004 Gallup ในประเทศจีนได้ทำการสำรวจทัศนคติของคนจีนที่มีต่อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Made in China) โดยพบว่า มีแพง 29% มองว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี-ดีเยี่ยม แต่อีก 40% กลับมองว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศมีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง-แย่

ด้วยความที่วัยรุ่นเจน Z ชาวจีน มีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่า สนใจแบรนด์ที่ผลิตในประเทศมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ แล้ว พฤติกรรมการซื้อของคนกลุ่มนี้ก็มีความน่าสนใจเช่นกัน ในฐานะสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจ Start-up ในประเทศจีนประสบความสำเร็จ เพราะคนวัยรุ่นเจน Z ต้องการซื้อสินค้าที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวเอง และบ่งบอกถึงคุณค่าของตัวเองได้

อย่างไรก็ตามการให้ความยอมรับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ อาจไม่ใช่แค่ความคิดของคนวัยรุ่นเจน Z เท่านั้น แต่ยังอาจหมายรวมถึงคนกลุ่มอื่นๆ ที่เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศด้วย เพราะในปี 2017 McKinsey ได้ทำการสำรวจทัศนคติของชาวจีนที่มีต่อสินค้าที่ผลิตในประเทศ พบว่า แบรนด์จีนที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนจีนด้วยกันเอง อาจมาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ คือ มีความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป คุณภาพดี และมีบริการหลังการขายที่ดีกว่า โดยไม่ได้มีปัจจัยเรื่องชาตินิยมเข้ามาเกี่ยวข้อง

รวมถึงสินค้าแบรนด์จีนมีการพัฒนาสินค้าที่รวดเร็วกว่าแบรนด์ต่างชาติ ที่กระบวนการพัฒนาสินค้ามีหลายขั้นตอน จนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมของลูกค้าได้ดีเท่าสินค้าแบรนด์จีนเอง

คุณภาพนมผงยังสร้างความกังวลให้กับชาวจีนจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้หมายความว่าในปัจจุบันชาวจีนไว้ใจสินค้าที่ผลิตภายในประเทศจนไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเลย เพราะสินค้าบางอย่างชาวจีนก็ยังคงไว้ใจสินค้านำเข้ามากกว่าเช่นเดิม

นมผงสำหรับเด็ก เป็นสินค้าที่สามารถยกตัวอย่างได้ชัดเจนมากที่สุดว่าชาวจีนยังคงไว้ใจนมผงเด็กนำเข้าจากต่างประเทศมากกว่า เพราะชาวจีนยังคงกังวลกับปัญหาคุณภาพนมผงเด็กที่มีการผสมเมลามีนในช่วงปี 2008 ที่ส่งผลให้มีเด็กได้รับผลกระทบประมาณ 300,000 คน และทารกเสียชีวิตอีกอย่างน้อย 6 คน

จนในปัจจุบัน แบรนด์นมผงจีนต้องเลือกที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศแทนการทำตลาดในประเทศ เพราะส่วนแบ่งของบริษัทนมผงแบรนด์ต่างชาติในประเทศจีน สามารถกินส่วนแบ่งไปได้มากกว่า 50% แล้ว

ที่มา – cnbc, Mckinsey, Gullup

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดพฤติกรรมช็อปวัยรุ่นเจน Z ชาวจีน เปิดใจยอมรับสินค้า Made in China มากกว่าคนรุ่นเก่า first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/chinese-gen-z-open-to-made-in-china/

ByteDance กำลังหาทางขายธุรกิจของ TikTok ในประเทศอินเดีย หลังจากรัฐบาลยังไม่ปลดแบน

สถานการณ์ของ TikTok ในประเทศอินเดียไม่สู้ดีนัก หลังจากที่รัฐบาลได้แบน TikTok มาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2020  ล่าสุดบริษัทเตรียมหาทางขายธุรกิจในประเทศอินเดีย โดยคู่แข่งในประเทศสนใจที่จะซื้อกิจการต่อ

TikTok ติ๊กต็อก
ภาพจาก Shutterstock

ByteDance เจ้าของแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นชื่อดังอย่าง TikTok เตรียมขายธุรกิจในประเทศอินเดีย หลังจากที่รัฐบาลอินเดียยังเดินหน้าแบนแอปพลิเคชั่นจากประเทศจีนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกรกฏาคมปี 2020 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าคู่แข่งของ TikTok ในประเทศอินเดียสนใจที่จะซื้อธุรกิจต่อจากบริษัทหลังจากนี้

ผู้ที่สนใจซื้อของธุรกิจ TikTok ในอินเดียมีชื่อว่า InMobi เป็นบริษัทแม่ของแอปพลิเคชั่นคู่แข่งของ TikTok อย่าง Roposo โดยดีลดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก SoftBank ซึ่งเป็นผู้ลงทุนใน Glance และยังเป็นผู้ลงทุนใน ByteDance ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าการซื้อขายธุรกิจอาจเกิดได้มากขึ้น

สถานการณ์ของ TikTok ในอินเดียถือว่าไม่สู้ดีนัก ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา TikTok ปลดพนักงานมากถึง 2,000 ราย และบริษัทยังมีจดหมายถึงพนักงานว่าธุรกิจของบริษัทจะกลับมาดำเนินการตามปกติได้เมื่อไหร่ หลังจากที่รัฐบาลได้แบนแอปพลิเคชั่นที่มาจากบริษัทจีนกว่า 58 รายการ หลังจากที่ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับจีนเพิ่มมากขึ้น และทางตัวแทนรัฐบาลจีนก็เคยกล่าวว่าถ้าหากอินเดียแบน TikTok จะส่งข้อพิพาทดังกล่าวไปยังองค์การการค้าโลก

ก่อนหน้าที่จะมีการแบนแอปพลิเคชั่นที่มาจากบริษัทจีนนั้น TikTok มีผู้ใช้งานในอินเดียมากถึง 200 ล้านคน

สำหรับ InMobi นั้นถือว่าเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูง ปัจจุบันมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว และได้รับเงินลงทุนไปมากกว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทนั้นมีเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีโฆษณาบนโทรศัพท์มือถือ ตลาดหลักสำคัญที่บริษัทเน้นคือในเอเชียและแอฟริกา

ที่มา – NDTV, GSMArena

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ByteDance กำลังหาทางขายธุรกิจของ TikTok ในประเทศอินเดีย หลังจากรัฐบาลยังไม่ปลดแบน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/bytedance-maybe-sells-tiktok-india-unit-14-feb-2021/