คลังเก็บป้ายกำกับ: CHINA

Didi เตรียมปลดพนักงาน 15% เซ่นกรณีฉาว แถมปี 2018 ขาดทุนอีก 1,600 ล้านเหรียญ

Didi Chuxing บริการเรียกรถรายใหญ่ของประเทศจีนเตรียมที่จะปลดพนักงานกว่า 15% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด แต่จะมีการจ้างงานเพิ่มในตำแหน่งใหม่ๆ แทนเพื่อแก้ปัญหาความปลอดภัยผู้โดยสาร

ภาพจาก Shutterstock

Didi Chuxing เตรียมที่จะปลดพนักงาน 15% หรือประมาณ 2,000 ตำแหน่ง หลังจากได้รับผลกระทบจากเรื่องหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศจีนเริ่มที่จะไล่บี้ Didi เนื่องจากเกิดเหตุฆาตกรรมผู้โดยสารไล่เลี่ยกัน 2 ครั้งด้วยกัน นอกจากนี้บริษัทยังได้ประกาศงบการเงินประจำปี 2018 ซึ่งขาดทุนกว่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐด้วย

Reuters อ้างอิงจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผยตัวตนได้กล่าวว่า Cheng Wei ซึ่งเป็น CEO ของบริษัทได้กล่าวในการประชุมผู้บริหารของบริษัทว่าการปลดพนักงานออกถึง 15% นั้นจะทำให้บริษัทกลับมาโฟกัสกับธุรกิจหลักของบริษัท และตัดธุรกิจที่ไม่จำเป็นออกไป

การปลดพนักงานครั้งนี้กว่า 2,000 ตำแหน่ง ยังไม่มีการระบุว่าแผนกไหนจะที่ถูกปลดออก แต่บริษัทพยายามที่จะรักษาจำนวนพนักงานไว้ให้ได้ราวๆ 13,000 ตำแหน่งเท่าเดิม

อย่างไรก็ดี Didi เตรียมที่จะจ้างพนักงานเพิ่มเติมอีกด้วย เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาหลังจากเกิดเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสาร เช่น วิศวกรความปลอดภัย โปรแกรมเมอร์ ฯลฯ และยังตั้งเป้าที่จะขยายธุรกิจออกต่างประเทศอีกด้วย ขณะเดียวกันบริษัทก็กำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างองค์กรด้วย

มูลค่ากิจการของ Didi ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ​ 65,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีคาดการณ์กันว่า Didi อาจเร่ง IPO ภายในปีนี้ให้ได้

ที่มาReuters, TechCrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/didi-chuxing-layoff-15-percent-staff-after-2-peoples-murder-and-loss-in-2018/

โฆษณา

นักวิจัยพบ หัวข้อสงครามการค้า, คว่ำบาตร ZTE, จับกุมซีเอฟโอหัวเว่ย ถูกเซนเซอร์มากบน WeChat

นักวิจัยด้านสื่อมหาวิทยาลัยฮ่องกง ทำการวิจัยประเด็นที่มีการเซนเซอร์มากที่สุดบน WeChat ในปี 2018 คือ พบว่าในบรรดาเนื้อหาที่ถูกเซนเซอร์มีประเด็น ประเด็นสงครามการค้า จีน-สหรัฐฯ, การแบนอุปกรณ์ ZTE และการจับกุมซีเอฟโอหัวเว่ย รวมอยู่ด้วย

ทีมนักวิจัยที่เรียกตัวเองว่า WeChatscope ระบุว่า ทีมได้สร้างโปรแกรมในการจับตามองบรรดาคอนเทนต์ข่าวที่โพสต์เป็น public ติดตามบัญชีผู้ใช้ที่เป็นสาธารณะและพวกบัญชีเว็บข่าวรวมกันกว่า 4,000 บัญชี ถ้าเนื้อหาที่โปรแกรมคอยมอนิเตอร์อยู่หายไป ระบบจะแจ้งเตือนไปยังทีมวิจัย

จากการมอนิเตอร์พบว่าในบรรดาโพาต์สาธารณะ 1.04 ล้านโพสต์ มีโพสต์ที่ถูกนำออก 11,000 รายการ ในจำนวนนี้มีถึง 74% (8,092 โพสต์) ที่เป็นการลบโดยผู้โพสต์เองหรือเป็นการเซนเซอร์ตัวเอง ถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป ซึ่งอาจมาจากการเตือนของคนในสำนักข่าวนั้น เช่น บรรณาธิการ นักข่าวอาวุโส นอกนั้นเป็นการเซนเซอร์เนื่องจากเนื้อหาผิดกฎหมาย, บัญชีถูกบล็อก, เนื้อหาถูกผู้ใช้รายงานว่าผิดกฎแพลตฟอร์ม

No Description
ภาพจาก Shutterstock

ด้านหัวข้อที่มีการเซนเซอร์มากที่สุด 10 อันดับคือ

  • สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
  • การคว่ำบาตรสหรัฐอเมริกากับ ZTE
  • การจับกุมของ Meng Wanzhou, ซีเอฟโอหัวเว่ย
  • การตรวจสอบของนักธุรกิจ Ye Jianming สำหรับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
  • เรื่องอื้อฉาวสุราฮงเหมา
  • #Metoo และข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศกับศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
  • ความขัดแย้งระหว่างคนขับกับผู้โดยสารในฉงชิ่ง
  • ลูกคนแรกที่ได้รับการแก้ไขทางพันธุกรรมของโลก
  • เรื่องอื้อฉาวของวัคซีน Changsheng
  • เรื่องอื้อฉาวเรื่องการฉ้อโกงจากแฟน Bingbing

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนมีชุดคีย์เวิร์ดที่ถูกแบนอยู่แล้ว เช่น อุยกูร์ เจริญหมื่นๆ ปี ซึ่งโปรแกรมของ WeChatscope ไม่สามารถมอนิเตอร์เนื้อหาที่มีคีย์เวิร์ดเหล่านี้

ที่มา – CNBC, GlobalVoices.org

from:https://www.blognone.com/node/108155

ทรัมป์อาจยืดเส้นตายเจรจาการค้าออกไปอีก 60 วัน ถ้าหากเจรจากับจีนได้ด้วยดี

ประธานาธิบดีทรัมป์เตรียมที่จะยืดเส้นตายเจรจาการค้าออกไปอีก 60 วัน ถ้าหากการเจรจาการค้ากับจีนเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากสหรัฐได้ส่งตัวแทนไปเจรจาการค้าที่ประเทศจีน

ภาพจาก Shutterstock

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจยืดเส้นตายข้อตกลงทางการค้าออกไปอีก 60 วัน จากเดิม 90 วันที่กำลังจะถึงในวันที่ 1 มีนาคม ที่จะถึงนี้ ถ้าหากการเจรจาการค้าเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ส่งตัวแทนได้แก่ โรเบิร์ต ไลท์ไธเซอร์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สตีเว่น มนูชิน ไปเจรจาการค้าที่ประเทศจีน

สำหรับการเจรจาของสหรัฐฯ ที่ได้ส่งตัวแทนไปที่ประเทศจีนนั้น Bloomberg ได้รายงานว่าเป็นเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับกรอบการค้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถจะปฏิบัติได้ตามข้อตกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมไปถึงรัฐบาลจีนเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทจีน

โดยเส้นตาย 90 วันที่จะถึงภายในวันที่ 1 มีนาคมนี้คือทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกันจะไม่เพิ่มเพดานภาษีซึ่งกันและกัน โดยสหรัฐฯ เตรียมที่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมากถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีภาษีนำเข้าที่ 10% ถ้าหากเลยเส้นตายนี้ สหรัฐฯ ก็เตรียมที่จะปรับภาษีขึ้นมาเป็น 25% ซึ่งจีนก็เตรียมที่จะตอบโต้แบบเดียวกันด้วย

ที่มาYahoo News, Market Watch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-trump-extend-deadline-60-days-if-us-china-trade-talk-going-well/

ทรัมป์อาจยืดเส้นตายเจรจาการค้าออกไปอีก 60 วัน ถ้าหากเจรจากับจีนได้ด้วยดี

ประธานาธิบดีทรัมป์เตรียมที่จะยืดเส้นตายเจรจาการค้าออกไปอีก 60 วัน ถ้าหากการเจรจาการค้ากับจีนเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากสหรัฐได้ส่งตัวแทนไปเจรจาการค้าที่ประเทศจีน

ภาพจาก Shutterstock

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจยืดเส้นตายข้อตกลงทางการค้าออกไปอีก 60 วัน จากเดิม 90 วันที่กำลังจะถึงในวันที่ 1 มีนาคม ที่จะถึงนี้ ถ้าหากการเจรจาการค้าเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ส่งตัวแทนได้แก่ โรเบิร์ต ไลท์ไธเซอร์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ สตีเว่น มนูชิน ไปเจรจาการค้าที่ประเทศจีน

สำหรับการเจรจาของสหรัฐฯ ที่ได้ส่งตัวแทนไปที่ประเทศจีนนั้น Bloomberg ได้รายงานว่าเป็นเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับกรอบการค้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถจะปฏิบัติได้ตามข้อตกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมไปถึงรัฐบาลจีนเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทจีน

โดยเส้นตาย 90 วันที่จะถึงภายในวันที่ 1 มีนาคมนี้คือทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกันจะไม่เพิ่มเพดานภาษีซึ่งกันและกัน โดยสหรัฐฯ เตรียมที่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมากถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีภาษีนำเข้าที่ 10% ถ้าหากเลยเส้นตายนี้ สหรัฐฯ ก็เตรียมที่จะปรับภาษีขึ้นมาเป็น 25% ซึ่งจีนก็เตรียมที่จะตอบโต้แบบเดียวกันด้วย

ที่มาYahoo News, Market Watch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-trump-extend-deadline-60-days-if-us-china-trade-talks-going-well/

ก็มาดิครับ! หัวเว่ยเผยยอดขายปกติดี แม้จะมีข่าวเรื่องความปลอดภัยและสหรัฐฯ แบนก็ตาม

ตัวแทนของหัวเว่ยได้กล่าวถึงยอดขายบริษัทไม่ได้ตกลงเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับอุปกรณ์เครือข่ายของบริษัทก็ตาม

ภาพจาก Shutterstock

หัวเว่ย ได้เปิดเผยผ่านตัวแทนของบริษัทว่า แม้สหรัฐอเมริกาจะห้ามหรือแม้แต่กดดันไม่ให้ประเทศต่างๆ หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเลิกใช้อุปกรณ์โทรคมนาคม รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ จากหัวเว่ย เนื่องจากกังวลในเรื่องของความปลอดภัย แต่ยอดขายในปัจจุบันกลับไม่ได้ลดลงเลยด้วยซ้ำ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา จะห้ามไม่ให้หัวเว่ยขายสินค้าโดยเฉพาะอุปกรณ์โทรคมนาคม เนื่องจากความกังวลในเรื่องของความปลอดภัย หนำซ้ำประเทศอื่นๆ เริ่มที่จะกังวลในเรื่องนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือแม้แต่ทวีปยุโรปซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของหัวเว่ย ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือก็ยังต้องวางแผนใหม่ที่จะไม่ใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ย

ขณะเดียวกันตัวแทนของบริษัทในประเทศโปแลนด์ยังได้กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมายอดขายของบริษัทไม่ได้ตกลงเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะมีความกังวลจากเรื่องความปลอดภัย และยังรวมไปถึงเรื่องล่าสุดที่ ไมค์ ปอมปิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมที่จะให้พันธมิตรของสหรัฐยกเลิกการใช้อุปกรณ์ต่างๆ จากหัวเว่ยอีกด้วย

ในช่วงที่ผ่านมา หัวเว่ย ก็ได้ส่งตัวแทนเข้าพบกับตัวแทนของรัฐบาลต่างๆ ทั่วทวีปยุโรป เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์โทรคมนาคมของบริษัทว่ามีความปลอดภัย แม้ว่าจะไม่สามารถชี้แจงเรื่องนี้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ก็ตาม

นอกจากนี้ เหริน เจิ้งเฟย ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ได้กล่าวในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า เขามีความมั่นใจว่ายอดขายของบริษัทในปีนี้จะสูงถึง 125,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตมากกว่าในปี 2018 ที่มียอดขายอยู่ราวๆ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐอีกด้วย

ที่มาSouth China Morning Post, Free Malaysia Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/huawei-sales-not-drop-representative-release-statement-when-us-gov-concern/

IDC เผยยอดขายสมาร์ทโฟนจีน แอปเปิลตกหนัก 20%, Huawei โตสวนกระแส 23%

IDC เผยยอดขายสมาร์ทโนจีนประจำไตรมาส 4/2018 จุดที่น่าจับตาคือยอดขายของแอปเปิลลดลงถึง 19.9% จากปีก่อน ทำให้ส่วนแบ่งตลาดอยู่อันดับ 4 ลดจาก 12.9% มาเหลือ 11.5%

แต่บริษัทที่แย่กว่าแอปเปิลก็ยังมี เพราะ Xiaomi ยอดตกลงถึง 34.9% ตกลงมาอยู่อันดับ 5 โดยภาพรวมของตลาดสมาร์ทโฟนจีนมียอดขายลดลง 9.7% จากปีก่อน

ส่วนบริษัทที่เติบโตสวนกระแสคือ Huawei ที่ยอดพุ่งแรงถึง 23.3% ยังครองอันดับหนึ่งอย่างมั่นคง อันดับสองคือ Oppo เติบโตเล็กน้อย 1.5% และอันดับสาม Vivo เติบโต 3.1%

IDC บอกว่าความสำเร็จของ Huawei เกิดจากการใช้สองแบรนด์คือ Huawei และ Honor แยกกันทำตลาด โดยการเติบโตมาจากฝั่งของ Honor เป็นหลัก

ก่อนหน้านี้เพิ่งมีสถิติของ Strategy Analytics ประจำไตรมาส 4/2018 ที่สะท้อนทิศทางเดียวกัน

ตอนนี้หน้าเว็บของ Apple China ก็เริ่มโครงการ trade in นำเครื่องเก่ามาแลกซื้อ iPhone รุ่นใหม่ๆ แบบเดียวกับในประเทศอื่นๆ แล้วเช่นกัน

ที่มา – Reuters, SCMP

No Description

from:https://www.blognone.com/node/108072

ยอดการจับจ่ายในช่วงตรุษจีนโตต่ำสุดในช่วง 8 ปี สร้างความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนชะลอตัว

ยอดการจับจ่ายของชาวจีนในปีเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี สร้างความกังวลถึงเศรษฐกิจจีนว่ากำลังจะเข้าสู่ช่วงชะลอตัวอย่างจริงจัง และรวมไปถึงผลพวงจากสงครามการค้า

ภาพจาก Unsplash

กระทรวงพาณิชย์ของจีนรายงานยอดการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนจีนในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาว่าเติบโตเพียงแค่ 8.5% อยู่ที่ประมาณ 1.01 ล้านล้านหยวน เติบโตต่ำสุดในรอบ 8 ปี ทำให้สร้างความกังวลถึงเศรษฐกิจจีนถึงการชะลอตัวในช่วงที่จะถึงนี้ จากหลากหลายปัจจัยที่เพิ่มขึ้น เช่น สงครามการค้า หรือแม้แต่ความมั่งคั่งของชาวจีนที่ลดลงเนื่องจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของจีนที่ลดลงเช่นกัน

สำหรับรายได้ของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ 513,900 ล้านหยวน เติบโต 8.2% ถ้าหากเทียบกับปีที่ผ่านมากลับลดลงถึง 12.6% ขณะที่ยอดการซื้อตั๋วหนังผ่านระบบของ Alibaba กลับเติบโตเพียงแค่ 1% เท่านั้น

แต่ขณะที่การซื้อของออนไลน์กลับเติบโตขึ้นสวนทางอย่างเห็นได้ชัด รายงานจาก JD.com รายงานว่ายอดขายกลับเติบโตถึง 43% โดยสินค้าที่ขายดีมาก เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องครัว และของตกแต่งบ้านที่ขายดีเป็นอย่างมาก ขณะที่ Alibaba รายงานว่ายอดขายในต่างจังหวัดของจีนเติบโตมากถึง 55% อีกด้วย

เทศกาลตรุษจีนกับวันชาติของจีนมักจะเป็นช่วงที่ชาวจีนจับจ่ายใช้สอยมากที่สุด มีการซื้อของหรูหรา การให้อั่งเปาแก่ผู้อื่นๆ การเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ รวมไปถึงการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจีนเป็นอย่างมาก แต่ในช่วงที่ผ่านมาจีนประสบปัญหาความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจลดลงอย่างมาก เช่น ยอดค้าปลีกที่ลดลง ฯลฯ

Leland Mille ซึ่งเป็น CEO ของ China Beige Book มองว่าอย่างไรก็ดีข้อมูลจากทางการจีนอาจทำให้นักวิเคราะห์จากต่างชาติไม่ค่อยให้ความเชื่อมั่นเท่าไหร่นัก เขาแนะนำว่าให้มองดูสถานการณ์ของบริษัทเอกชนในประเทศจีนที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติหนี้ในช่วงนี้ ซึ่งสะท้อนกับความเป็นจริงมากกว่า ยิ่งถ้าหากภาวะสงครามการค้ายังดำเนินต่อไปจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ

ขณะที่ Ding Shuang นักวิเคราะห์เศรฐกิจจากธนาคาร Standard Chartered กล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้วทางการจีนอาจต้องใช้มาตรการปรับลดภาษี เพื่อที่จะได้สร้างแรงกระตุ้นและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนจีนกลับมาจับจ่ายใช้สอยอีกครั้ง

ที่มาBloomberg, South China Morning Post, Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/chinese-lunar-new-year-growth-slow-8-years/