คลังเก็บป้ายกำกับ: CHINA

ไม่ใช่แค่ Huawei อเมริกาเตรียมแบนบริษัทกล้องวงจรปิดจีน Hikvision และ Dahua

สำนักข่าว Bloomberg รายงานข่าวจากแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนว่า รัฐบาลสหรัฐไม่ได้ตั้งเป้าเล่นงานแค่ Huawei เท่านั้น แต่เตรียมจะเล่นงานบริษัทกล้องวงจรปิดสัญชาติจีน และบริษัทด้านเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าอีกด้วย

บริษัทที่ระบุชื่อมี 5 รายคือ Hikvision ผู้ขายกล้องวงจรปิดรายใหญ่ของโลก, Dahua Technology ผู้ขายกล้องรายใหญ่ และ Megvii บริษัทด้าน AI เจ้าของเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้า, iFlytek บริษัทซอฟต์แวร์แยกแยะเสียงพูด, Meiya Pico บริษัทด้านความปลอดภัยและ digital forensic

Bloomberg บอกว่ารัฐบาลสหรัฐมองว่าทั้ง 5 บริษัทนี้ มีบทบาทช่วยเหลือรัฐบาลจีน ทำระบบสอดส่องชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง และรัฐบาลจีนอาจใช้เทคโนโลยีชุดนี้เข้ามาสอดแนมสหรัฐได้เช่นกัน

รัฐบาลสหรัฐเตรียมนำบริษัททั้ง 5 รายใส่ชื่อลงใน Entities List เพื่อห้ามทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกัน จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากรัฐบาล

ที่มา – Bloomberg

No Description

ภาพจาก Hikvision Thailand

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/109913

โฆษณา

ทำความรู้จัก Rare Earth ที่จีนอาจใช้ต่อรองกับสหรัฐฯ

Rare Earth กลายเป็นกลุ่มแร่ธาตุที่ดังขึ้นมาแบบข้ามคืน หลังอเมริกาได้เปิดศึกแบน Huawei อย่างดุเดือด จากนั้นแม้ว่ารบ.จีนจะไม่ได้เอ่ยปากอะไรมากนัก แต่แค่ปธน.สีจิ้นผิง ไปเยี่ยมชมเหมืองแร่ Rare Earth ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของการผลิตสินค้าไฮเทคทั้งหลายและสหรัฐก็นำเข้าจากจีนเป็นจำนวนมาก ทำเอาสะท้านจนเกิดการแซวขึ้นมาว่าที่สหรัฐยอมยืดเวลาแบนออกไป 90 วันเพราะเหตุนี้เลย วันนี้เราเลยจะพาไปรู้จักเจ้าแร่ตัวนี้เพิ่มเติมกันสักหน่อย ว่ามันสำคัญอะไรขนาดนั้น

เยือนเหมืองอย่างสงบ แต่สะเทือนไปทั่วโลก

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า ประธานาธิบดี Xi Jinping ได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตแร่รายใหญ่ JL Mag Rare-Earth ที่ผลิตแร่หายาก Rare Earth ในเมืองกวางโจว พร้อมกับรองนายกรัฐมนตรี Liu He ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่น่าเชื่อถือและเป็นผู้เจรจาทางการค้าระยะยาวกับสหรัฐอเมริกา โดยไม่ได้มีการเอ่ยถึงสงครามทางการค้าใดๆ แต่นักวิเคราะห์เผยว่าการเดินทางเยือนในประเทศครั้งนี้ น่าจะเป็นการส่งสัญญาณจากจีนว่าอาจจะใช้แร่ Rare Earth ในการต่อรองทางการค้ากับสหรัฐฯ

เนื่องจากสหรัฐฯ ได้เพิ่มอัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้าสินค้าจากจีนนับพันรายการ รวมถึงควบคุมการนำเข้าอุปกรณ์สื่อสารจากบริษัทโทรคมนาคม Huawei และยังมีการเก็งกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่น่าสนใจว่า Rare Earth กลับเป็นสินค้าที่ไม่ถูกขึ้นภาษีตามตัวอื่นไปด้วย เท่านี้ก็น่าจะพอทำให้เห็นถึงความสำคัญของแร่ตัวนี้ไม่ใช่น้อย โดยประเทศจีนเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกไปประเทศต่างๆทั่วโลกสูงถึง 90% และด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้หลายฝ่ายคาดเดาประเทศจีนอาจจะจำกัดการส่งออกแร่ Rare Earth หรือดำเนินการใดเพื่อเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ คืน

ก่อนหน้านี้ช่วงปี 2012 ในยุครัฐบาลโอบาม่า สหรัฐฯ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น เคยยื่นคำร้องต่อองค์กรการค้าโลกหรือ WTO โดยกล่าวหาจีนว่าควบคุมจำกัดการส่งออกแร่ Rare Earth ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีมาแล้ว โดยทางการจีนได้ตอบโต้ว่า ที่ต้องจำกัดการส่งออกแร่ Rare Earth เพราะเพื่อให้พอสนองความต้องการในประเทศ

ทำไมต้องเป็นแร่ Rare Earth?

แร่ Rare Earth เป็นสิ่งจำเป็นในด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะใช้แร่ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบในการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์มือถือ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งทางอเมริกาก็จำเป็นต้องพึ่งพาแร่ Rare Earth จากจีนเพื่อใช้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเป็นส่วนประกอบของ iPhone ด้วย โดยสหรัฐมีการพึ่งพาแร่ชนิดนี้ต้องนำเข้าประเทศจำนวนมาก โดยจีนเป็นประเทศที่ส่งออกมายังสหรัฐมากที่สุด คิดเป็น 80% ของปริมาณ Rare Earth ที่ใช้ในประเทศ ทำให้จีนนั้นได้เปรียบเรื่องเจรจาต่อรองด้านการค้าพอสมควร

และที่เรียกว่าแร่หายาก (Rare Earth) ก็เพราะเป็นแร่ธาตุ 17 ชนิด ที่ส่วนใหญ่จะพบบริเวณเปลือกโลก และจะไม่อยู่รวมกลุ่มในที่เดียวกัน ทำให้ยากต่อการถลุงแร่กลุ่มนี้ และมากไปกว่านั้นการถลุงแร่ดังกล่าวยังสร้างของเสียทางเคมีออกมากมายอีกด้วย2 (หรืออีกแหล่งข้อมูลก็มีบอกว่าอาจจะอยู่รวมกัน แต่การสกัดแร่แยกส่วนออกมาให้ได้ธาตุแต่ละตัวไม่ใช่เรื่องง่าย)

ตัวอย่างการใช้งานแร่

เลขอะตอม 21 | Sc (Scandium) |  ชิ้นส่วนเครื่องบินรบ

เลขอะตอม 39 | Y (Yttrium) | ชิ้นส่วนเตาไมโครเวฟ

เลขอะตอม 64 | Gd (Gadolinium) | ชิ้นส่วนเครื่อง MRI Scan

เลขอะตอม 65 | Tb (Terbium) | ชิ้นส่วนหลอดฟลูออเรสเซนต์

เลขอะตอม 66 | Dy (Dysprosium) | ชิ้นส่วนฮาร์ดดิสค์

ประเทศไทยก็มีแร่ Rare Earth

ข้อมูลสำรวจทางธรณีวิทยาจากสหรัฐฯ ในปี 2017 นอกจากประเทศจีนที่เป็นผู้ผลิตแร่ชนิดนี้เป็นอันดับ 1 ของโลกแล้ว ก็ยังมีประเทศอื่นที่ผลิตแร่ชนิดนี้ได้มากรองจากจีนตามลำดับ ได้แก่ ออสเตรเลีย รัสเซีย บราซิล รวมถึงประเทศไทยที่อยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก โดยผลิตได้มากถึง 1,600 ตัน ถือเป็นหนึ่งในตลาดนอกประเทศจีนที่ผลิตแร่ Rare Earth ที่สำคัญได้เป็นจำนวนมาก3

หลังจากมีแนวโน้มว่าจีนอาจจะใช้แร่ Rare Earth ในการเจรจาต่อรองในสงครามทางการค้ากับลูกค้ารายใหญ่อย่างสหรัฐฯ ก็มีรายงานข่าวตามมาอีกว่า บริษัทด้านเหมืองแร่สัญชาติออสเตรเลีย Lynas Corporation, Ltd. จะร่วมลงทุนกับบริษัท Blue Line Corp สัญชาติสหรัฐฯ ในการค้นหาและตั้งเหมืองผลิตแร่ Rare Earth ตามรัฐต่างๆ ในประเทศอเมริกา ซึ่งการร่วมลงทุนของสองปรเทศจะทำให้กลายเป็นบริษัทที่ผลิตแร่ Rare Earth รายใหญ่ที่สุดในโลกนอกเหนือจากผู้ผลิตแร่ในจีนอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันประเทศออสเตรเลียผลิตแร่ Rare Earth ได้เป็นอันดับที่ 2 ของโลก

 

ที่มา: scmp1 , voathai2 , investingnews3 , asiatimes4 , posttoday5

 

from:https://droidsans.com/china-rare-earth-minerals-usa-trade-war/

เตรียมพึ่งตัวเอง จีนประกาศยกเว้นภาษีบริษัทซอฟต์แวร์และไอซี 2 ปีเต็ม จากนั้นจ่ายครึ่งเดียวอีก 3 ปี

กระทรวงการคลังจีนประกาศมาตรการยกเว้นภาษีเป็นกรณีพิเศษให้บริษัทเทคโนโลยี ทั้งซอฟต์แวร์และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ไอซี) โดยยกเว้นภาษีนิติบุคคล 2 ปีมีผลทันทีตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป และหลังจากนั้นอีก 3 ปีจะจ่ายภาษีนิติบุคคลเพียงครึ่งเดียวหรือ 12.5%

ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งที่ ZTE เคยถูกแบนห้ามซื้อสินค้าสหรัฐฯ ทางการจีนก็ใส่อุตสาหกรรมไอซีเข้าไว้เป็นหนึ่งในเป้าหมายของโครงการ Made in China 2025

อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์เป็นวัตถุดิบที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมจีนอย่างมาก ในปี 2018 ยอดนำเข้าทะลุ 9.5 ล้านล้านบาท (สามแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยมูลค่าชิปที่ผลิตในประเทศมีเพียง 15% ของของอุตสาหกรรมเท่านั้น

ที่มา – South China Morning Post

No Description

ภาพโดย JOESPH

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/109910

[ลือ] บริษัทเจ้าของ Tik Tok ซุ่มทำแอพสตรีมมิ่งเพลง ท้าชน Apple, Spotify, Tencent

Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวภายในว่าบริษัท ByteDance ผู้อยู่เบื้องหลังแอพ Tik Tok กำลังซุ่มทำแอพสตรีมมิ่งเพลง และมีรายงานด้วยว่าทาง ByteDance ได้ลิขสิทธิ์จากค่ายเพลงใหญ่ในอินเดียแล้วคือ T-Series และ Times Music ยังไม่มีรายละเอียดเรื่องราคา แต่คาดว่าถูกกว่า Spotify และ Apple Music

ถือเป็นอีกก้าวที่น่าสนใจ เพราะ Tik Tok มีฐานผู้ใช้งานมาก ในจีนก็เป็นแอพโซเชียลที่มาแรงเป็นคู่แข่ง WeChat ของ Tencent ได้ เป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนฐานผู้ใช้งานที่ใช้ฟรีให้กลายมาเป็นลูกค้าเสียเงิน

alt="TikTok"

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลเรื่องชื่อแอพ และไม่มีข้อมูลว่า ByteDance ได้ลิขสิทธิ์เพลงจากค่ายใหญ่ของโลกอย่าง Universal, Warner และ Sony หรือยัง แต่จากรายงานตามข่าวได้ลิขสิทธิ์จากค่ายใหญ่ในอินเดียแล้วคือ T-Series และ Times Music แล้ว

สำหรับตลาดอเมริกา ยุโรป นั้นคงเจาะเข้าไปได้ยาก เพราะมี Spotify และ Apple Music ครองอยู่แล้ว แต่สำหรับแอฟริกา เอเชีย อาเซียน ก็อาจเข้าทาง ByteDance เพราะมีฐานผู้ใช้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องสู้กับ YouTube ที่ให้ใช้ฟรี ในจีนเอง ByteDance ก็ต้องแข่งกับ Tencent ที่มี Tencent’s QQ Music อยู่แล้ว และให้ใช้งานฟรีเช่นกัน

การแข่งขันเรื่องแอพสื่อบันเทิงเฉพาะในจีนระหว่าง ByteDance กับ Tencent ก็ดุเดือดมากขึ้น เพราะในขณะที่ WeChat คือแอพแชทยอดนิยมของคนจีน ByteDance ที่กำลังเป็นหน้าใหม่มาแรงก็ทำแอพแชทขึ้นมาด้วยเช่นกันคือ Feiliao หรือ Flipchat เป็นแอพแชทที่รวมฟีเจอร์แชทกับวิดีโอคอลสไตล์โซเชียลเข้ามาไว้ด้วยกัน และยังเน้นการสร้าง community ของกลุ่มคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันด้วย

ที่มา – Bloomberg, Engadget

from:https://www.blognone.com/node/109908

สายการบินจีน 3 สายเรียกร้องค่าเสียหายจาก Boeing ฐานเครื่อง 737 MAX บินไม่ได้และส่งมอบเครื่องล่าช้า

สายการบิน China Southern, China Eastern, และ Air China ยื่นข้อเรียกร้องต่อ Boeing ขอค่าเสียหายฐานที่เครื่อง 737 MAX ไม่สามารถขึ้นบินได้ และเครื่องที่สั่งไว้ก็ไม่สามารถส่งมอบได้ครบถ้วน

ในสามสายการบิน China Eastern มีเครื่อง 737 MAX อยู่ในฝูงบินจำนวน 14 ลำ โดยไม่แน่ชัดว่าอีกสองสายการบินมีเครื่องประจำการเท่าใด แต่คาดว่ายอดรวมสามสายการบินอยู่ที่ 96 ลำ

สายการบินจีนเป็นกลุ่มแรกที่เรียกร้องค่าเสียหายจาก Boeing ขณะที่ความร้อนแรงของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ กำลังขึ้นสูง

สายการบินไม่เปิดเผยตัวเลขความเสียหายว่าเรียกร้องไปเท่าใด

ที่มา – Rappler

No Description

ภาพเครื่อง Boeing 737 MAX 8 หมายเลข B-1225 ของ Air China โดย Alan Wilson

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/109905

แจ๊ค หม่าบอก เป็นห่วงยุโรป เพราะมีแต่กฎข้อห้ามเต็มไปหมด ผิดกับจีน ถ้ามีปัญหาจะแก้ก่อน ค่อยสร้างกฎทีหลัง

เหตุผลที่จีนประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยี แจ๊ค หม่าบอกว่า เป็นเพราะเมื่อเจอปัญหา จีนจะหาทางแก้ก่อน แล้วค่อยสร้างกฎมาควบคุมทีหลัง ต่างกันกับฝั่งยุโรปที่เมื่อเจอปัญหาจะเน้นสร้างกฎระเบียบขึ้นมาก่อน 🤔

Jack Ma Alibaba
Jack Ma Alibaba Photo: Alizila

เหตุที่จีนประสบความสำเร็จเรื่องเทคโนโลยี เพราะเราแก้ปัญหาก่อนสร้างกฎ

แจ๊ค หม่าไปร่วมงานประชุมที่วีว่าเทค (Viva Technology) ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงปารีส โดยมีช่วงหนึ่งที่เป็นช่วงถามตอบคำถามบนเวที เขาได้พูดถึงเหตุผลเบื้องหลังที่จีนประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยี นั่นก็เพราะเมื่อจีนเจอปัญหา สิ่งแรกที่จีนจะทำคือมุ่งแก้ปัญหาก่อน แล้วค่อยสร้างกฎระเบียบ-ข้อห้ามขึ้นมาบังคับใช้ทีหลัง จุดนี้ต่างกันกับฝั่งยุโรปที่เมื่อเจอปัญหา จะเน้นการสร้างกฎระเบียบ-ข้อห้ามก่อนเป็นอย่างแรก แล้วค่อยแก้ปัญหา

  • “ยุโรปมีกฎระเบียบและข้อห้ามที่ดีมาก ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎต่างๆ ที่วางไว้ ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้น สิ่งที่ยุโรปทำคือสร้างกฎและข้อห้ามขึ้น ผมเป็นห่วงยุโรปมากๆ เพราะสำหรับจีน เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราจะแก้ไขปัญหาก่อน แล้วจึงค่อยสร้างกฎระเบียบ-ข้อห้ามตามมาทีหลัง”

หม่า ยังบอกด้วยว่า หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้บริเทคโนโลยีจีนเติบโตและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เพราะในอดีตรัฐบาลจีนยังไม่มีกฎระเบียบ-ข้อห้ามที่ชัดเจนเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เนื่องจากยุคนั้นรัฐบาลจีนยังไม่รู้ว่าจะสร้างกฎอะไรขึ้นมาควบคุม และนี่คือโอกาสสำคัญที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีจีน (เช่น Alibaba) เติบโตแบบก้าวกระโดด

  • “ถ้าย้อนไปสัก 20 ปีที่แล้ว ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจีนจะขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 20 ปีให้หลัง หลายๆ คนก็กังวลว่าจีนจะมีอำนาจมากเกินไปขนาดนั้น แต่ผมไม่คิดแบบนั้น”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอื่นๆ ที่หม่าได้แสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจในงานเทคโนโลยีที่กรุงปารีสครั้งนี้ คือการย้ำอีกครั้งว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหรือชั่วร้าย ซึ่งอันที่จริง หม่าก็เคยพูดไว้นานแล้วว่า อย่ากลัวหุ่นยนต์ เพราะสิ่งนี้เองคืออนาคตของโลก

  • “พวกคุณอาจจะกังวลกับปัญญาประดิษฐ์ เพราะแน่นอนว่าเรายังไม่มีทางออกสำหรับมัน หรือคุณอาจจะคิดไปว่ามันจะมาทำลายล้างหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ผมอยากจะบอกพวกคุณอย่างหนึ่งว่า เราในฐานะ Alibaba ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคุณมองว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีมันเป็นปัญหา ผมก็ขอแสดงความเสียใจด้วยที่ต้องบอกว่าปัญหามันได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าคุณมองว่ามันคือโอกาส มันก็คือจุดเริ่มต้นเช่นกัน แต่จุดต่างของมันคือวิธีคิด (mentality) เพราะถ้าคุณคิดว่ามันเป็นปัญหา คุณก็จะคิดว่ามันเป็นปัญหาทุกครั้งอยู่ร่ำไป”

ที่มา – Venturebeat

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jack-ma-alibaba-worries-about-eu/

ไม่ใช่แค่ Huawei สหรัฐเตรียมแบนบริษัทจีนเพิ่ม หนึ่งในนั้นมี Hikvision ผู้ผลิตกล้อง CCTV รายใหญ่

ล่าสุด Huawei อาจไม่ใช่บริษัทจีนบริษัทเดียวที่สหรัฐแบน แต่ผู้ผลิตกล้อง CCTV ในจีน 5 แห่ง ซึ่งมี Hikvision ซึ่งเป็นผู้ผลิตกล้อง CCTV รายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกก็กำลังจะโดนแบนไปด้วย

Hikvision CCTV
ภาพจาก Shutterstock

หนังสือพิมพ์ New York Times ได้รายงานว่าสหรัฐฯ อาจออกคำสั่งบริหารอีกครั้งเพื่อที่จะจำกัดบริษัทจีนที่ผลิตกล้องเพื่อใช้ในการสอดแนม 5 บริษัท โดยหนึ่งในนั้นมี Hikvsion ผู้ผลิตกล้อง CCTV รายใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก ไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีของบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ เนื่องจากกังวลถึงความมั่นคง ส่งผลทำให้บริษัทเอกชนต่างๆ ของสหรัฐฯ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งนี้อย่างเคร่งครัด โดยกรณีล่าสุดเรื่องนี้อาจไม่ใช่มีเพียงแค่ Huawei เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้

สำหรับ Hikvision เติบโตมากจากการขายกล้อง CCTV ให้กับผู้ใช้ทั่วไป รวมไปถึงรัฐบาลประเทศต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรัฐบาลจีนซึ่งใช้สำหรับสอดส่องประชาชนในประเทศ โดยเทคโนโลยีล่าสุดของกล้อง CCTV ของบริษัทสามารถดูท่าทางของร่างกาย ลักษณะมนุษย์ รวมไปถึงแยกแยะผู้คนจำนวนมากได้ละเอียดมากขึ้น

ไม่เพียงแค่นั้น รัฐบาลจีนยังใช้งาน CCTV ของ Hikvision ร่วมกับระบบจดจำใบหน้าอีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้ชัดสุดจากกรณีในมณฑลซินเจียงที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์จาก 5 บริษัทนี้ ซึ่งกรณีนี้สหรัฐฯ ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงต่อมนุษย์ โดยเมื่อปีที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐฯ ได้พยายามที่จะบีบจีนในกรณีนี้ แต่กลัวว่าจะทำให้เรื่องการเจรจาการค้าระหว่าง 2 ประเทศล้มเหลว

ความตั้งใจของรัฐบาลจีน คืออยากให้ Hikvision เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในด้านผลิตภัณฑ์ CCTV โดยความตั้งใจดังกล่าวนี้ทำให้จีนกลายเป็นผู้ส่งออกระบบสอดส่องเหล่านี้ไปยังประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เอกวาดอร์ ปากีสถาน อุซเบกิสถาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซิมบับเว ฯลฯ แม้ว่าที่ผ่านมาตัวแทนของบริษัทจะยืนยันว่า “บริษัทมีความจริงจังในเรื่องของสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก” ก็ตาม

ในปีที่ผ่านมา Hikvision มีรายได้รวมทั้งหมดประมาณ 228,000 ล้านบาท มีกำไรจากการดำเนินงาน 52,000 ล้านบาท มูลค่าบริษัทล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1.11 ล้านล้านบาท นอกจากนี้หุ้นของ Hikvision ยังเป็นส่วนหนึ่งในดัชนี MSCI Asia Pacific โดยราคาหุ้นของบริษัทล่าสุดลดลง 5.54% จากข่าวนี้

คาดว่าคำสั่งนี้จะออกมาจากรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ที่มาNew York Times, Yahoo News, Reuters

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nyt-report-us-could-blacklist-chinese-surveillance-tech-firm-like-hikvision/