คลังเก็บป้ายกำกับ: CAT

CAT จับมือ เอ็ม เอส ไอ จี ลุยประกันภัยไซเบอร์

CAT ผนึกกำลัง เอ็ม เอส ไอ จี ลุยตลาดประกันภัยไซเบอร์ คุ้มครองธุรกิจจากการคุกคามทางไซเบอร์ครอบคลุมทั่วโลก พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่วยเหลือตลอด 24 ชม. ชี้ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ทุกรูปแบบ โดยตั้งเป้ากวาดเบี้ย 100 ล้านบาท

CAT

พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยว่า โครงการ “ประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์” เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากการมองเห็นแนวโน้มความเสี่ยงภัยทางไซเบอร์ ซึ่งในปัจจุบันมีความรุนแรงและมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น สามารถส่งผลกระทบได้กับธุรกิจในทุกภาคส่วน ซึ่งการบริหารจัดการกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ประกอบธุรกิจอาจไม่สามารถประเมินและควบคุมได้

เนื่องจากขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงเกิดความร่วมมือขึ้นระหว่าง 2 หน่วยงาน คือ CAT ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและให้บริการด้าน IT Security ที่มีประสบการณ์กว่า 13 ปี ผนวกกับ เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย มืออาชีพด้านประกันภัย ร่วมกันพัฒนากรมธรรม์ประกันภัย ที่พร้อมจะช่วยดูแลทางด้านความปลอดภัยและดูแลค่าใช้จ่ายให้กับธุรกิจหากเกิดภัยไซเบอร์ขึ้น

“ภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะตกเป็นเหยื่อเมื่อไหร่ และผลกระทบจะรุนแรงมากน้อยเพียงใด ประกันภัยไซเบอร์จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างอุ่นใจ  CAT และ เอ็ม เอส ไอ จี จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการรับโอนความเสี่ยง ปกป้องธุรกิจจากภัยคุกคามไซเบอร์ และเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จสำหรับภาคธุรกิจ”

นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เอ็ม เอส ไอ จี และกสท โทรคมนาคม ต่างเล็งเห็นความสำคัญของภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เช่น ระบบคอมพิวเตอร์โดนแฮ็กหรือเสียหายโดยโปรแกรมมัลแวร์/ไวรัส และการรั่วไหลหรือเปิดเผยข้อมูลซึ่งเป็นความลับ รวมถึงการโดนก่อกวนจากหลายอุปกรณ์พร้อมๆ กันจนระบบปฏิบัติการออนไลน์ล่ม

เราจึงร่วมกันพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์นี้ขึ้นมา กรมธรรม์ประกันภัยไซเบอร์จะเข้ามาบรรเทาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หลังจากผู้เอาประกันภัยโดนคุกคามหรือโจมตี นอกจากนี้ เอ็ม เอส ไอ จียังมีบริการให้คำปรึกษาวิธีรับมือจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้กับผู้เอาประกันภัยตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก”

“กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์ของเอ็ม เอส ไอ จี ถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจ SME ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ โดยมีจุดเด่นคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังจากการโดนคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบต่าง ๆ  ซึ่งแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่อความเสียหายออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัย เช่น ค่าใช้จ่ายที่ต้องดำเนินการตรวจสอบหรือสอบสวนเหตุการณ์ ค่าใช้จ่ายในการกอบกู้ข้อมูล ค่าใช้จ่ายในการจัดจ้าง PR เพื่อแถลงความเสียหายหรือแจ้งแก่สาธารณะ ค่าใช้จ่ายในการไถ่ถอนระบบคอมพิวเตอร์จากการเรียกค่าไถ่ หรือแม้กระทั่งค่าปรับจากการถูกลงโทษโดยหน่วยงานที่กำกับดูแล และความเสียหายส่วนที่สองคือความเสียหายของผู้เอาประกันภัยต่อบุคคลภายนอก เช่น ค่าใช้จ่ายตามกฎหมายที่ผู้เอาประกันภัยต้องชดใช้ต่อบุคคลภายนอกและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี” นายรัฐพลกล่าว

กรมธรรม์ประกันภัยเสี่ยงภัยไซเบอร์จะช่วยให้ผู้เอาประกันภัยสามารถกอบกู้และดำเนินธุรกิจต่อได้ ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถเลือกความคุ้มครองได้เองตามประเภทของธุรกิจ และจำนวนวงเงินจำกัดความรับผิดที่ต้องการ สำหรับเป้าหมายของโครงการประกันภัยความเสี่ยงภัยไซเบอร์ที่เอ็ม เอส ไอ จี ร่วมมือกับ CAT นี้ คาดว่าจะมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการทำประกันภัยมากกว่า 2,000 ราย และเบี้ยมีประกันภัย 100 ล้านบาทภายในระยะเวลา 2 ปี

from:https://www.mobileocta.com/cat-joins-hands-with-msig-to-pursue-cyber-insurance/

สดช. ผนึก กสทช. CAT AIS TRUE ปั้น Smart Sign On สำเร็จ ลงทะเบียนครั้งเดียวใช้ไวไฟ @TH Wi-Fi ฟรี

สดช. ดึงความร่วมมือ กสทช. CAT AIS และ TRUE เปิดตัวบริการ Smart Sign On
เพิ่มความสะดวกประชาชน ลงทะเบียนครั้งเดียวกับ @TH Wi-Fi ใช้งาน Free Wi-Fi ได้จากผู้ให้บริการทุกรายที่เข้าร่วม

CAT

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่การกระทรวงติจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในงานเปิดตัวโครงการ
Smart Sign On เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากเพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการจากภาครัฐ

ดังนั้นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงมุ่งส่งเสริการนำเทคโโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเทอร์เน็ตมาเป็นพื้นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ช่วยกระจายโอกาสในการสร้างเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น สอดรับกับวิสัยทัศน์ที่ต้องการผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศไทย 4.0

“โครงการที่จัดทำขึ้นนี้ นอกจกจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนแล้ว ยังมีอีกมิติหนึ่งคือการพัฒนาความร่วมมือ
ระหว่างภาครัฐและเอกชนในการผลักดันและสร้างสิ่งดี ๆ ซึ่งจะเป็นพล้งในการขับเคลื่อนสังดมและประเทศชาติไปสู่อนาคตได้อย่างเข้มแข็ง และก่อให้เกิดความภูมิใจในการสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมร่วมกัน” นายพุทธิพงษ์กล่าว

นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.)
กล่าวถึงการริเริ่มจัดทำโครกร Smart Sign On ว่าเกิดจกความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการให้สะดวกยิ่งขึ้น โดยจัดให้มีระบบตวจสอบสิทธิ์การข้าใช้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะที่เชื่อมโยงกับข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง รวมทั้งบูรณาการร่วมกับโครงการบริการอินเทอร์เน็ตชายขอบ

ซึ่งผู้ใช้บริการลทะเบียนเพียงครั้งเดียว แต่จะสามารถใช้บริการ Free WiFI ได้จากผู้ให้บริการทุกรายที่เข้าร่วมโครงกร เช่น โครงการ Smart City จังหวัดภูเก็ต โครงการบริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะสู่ชุมชนรวมทั้งการให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะขอผู้ให้บริการภาคเอกชน โดยประชาชนทั่วประเทศ ทั้งที่เป็นผู้ใช้งานใหม่และผู้ใช้งานรายเดิมสามารถข้าใช้งาน Fee WiFi นี้ได้ในชื่อบริการ @TH WiFi ด้วย Username และ Password เดียวกันทั้งในรูปแบบWeb Portal และ Mobile Application

“การจัดทำโครการนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ และบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตชั้นนำ โดยเฉพาะ
สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมทั้ง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมบูรณาการในการพัฒนาการให้บริการระบบตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้งาน (Smart Sign Oท) ได้เป็นผลสำเร็จ

โดยในขณะนี้ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวสามารถใช้งานได้แล้วที่จุดให้บริกรอินเทอร์เน็ตไร้สายฟรีในที่สรารณะที่กระจายอยู่ตามสถานที่ชุมชน อาทิ สถานศึกษาสถานบริการภาครัฐ สถานีขนส่ง รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ” นางวรรณพร กล่าว

from:https://www.mobileocta.com/onde-joins-nbtc-cat-ais-true-to-successfully-create-smart-sign-on/

CAT รุกบริการโซลูชันออนไลน์ครบวงจร ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ ยุค New Normal

CAT เล็งโฟกัสกลุ่มบริการโซลูชัน New Norma Lifestyle ตอบรับวิถีชีวิตแบบออนไลน์ ด้านการศึกษา สุขภาพ บันเทิง และอีเวนต์งานแสดงสินค้า ปลายปีเตรียมจัดใหญ่ CAT Network Showcase 2020 รวมทุกออนไลน์เทคโนโลยีเพื่อก้าวสู่ Next Normal

CAT

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า CAT ได้ปรับทิศทางพัฒนาธุรกิจ New Normal Lifestyle Solution  ครึ่งปีหลังให้สามารถรองรับวิถีใหม่ในปัจจุบันและก้าวไปรองรับอนาคตข้างหน้าที่ไม่หยุดนึ่ง โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับ Social Distancing และมาตรการต่างๆทางสังคมที่คาดว่าจะยังคงดำเนินต่อเนื่องหลังโควิด   

ทั้งนี้  ตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา CAT นำหลากหลายบริการดิจิทัลโซลูชันรูปแบบใหม่สนับสนุนการจัดกิจกรรมในแบบนิวนอร์มอลของธุรกิจแต่ละเซ็กเตอร์อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ทั้งด้าน Entertainment, Education, Healthcare และ Event  จากการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ ระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ผ่านแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันต่างๆ

Entertainment – CAT ได้ร่วมกับ เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่นฯ จัดกิจกรรม  CAT Drive-in Cinema เปิดมิติใหม่ของโรงภาพยนตร์ไดรฟ์อินระบบดิจิทัล โดยสตรีมมิ่งระบบเสียงของภาพยนตร์เชื่อมต่อแอปพลิเคชันบนมือถือผ่าน WiFi-Direct ไปยังลำโพงบลูทูธภายในรถยนต์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ชมได้รับความสนุกเพลิดเพลินเหมือนในโรงภาพยนตร์จริง   สร้างประสบการณ์ชมภาพยนตร์แบบใหม่ที่ผสมผสานเทคโนโลยีและความบันเทิงได้อย่างลงตัว

Education – โซลูชันคลาวด์ของ CAT รองรับการสอบวัดผลOn-line Exam เต็มรูปแบบของหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.)  ครั้งแรกในประเทศไทยที่เปิดให้นักศึกษารวมกว่า 10,000 คนจากทุกที่ทั่วประเทศและทั่วโลกได้เข้าสอบผ่านระบบในเวลาเดียวกัน  โดยโซลูชันคลาวด์ที่แข็งแกร่งรองรับการรับส่งข้อมูลจำนวนมากระหว่างนักศึกษาและมหาวิทยาลัยอย่างมีเสถียรภาพ สามารถให้บริการจัดสอบออนไลน์แบบ 100% ให้กับมหาวิทยาลัยเปิดซึ่งมีผู้เรียนจากประเทศต่างๆทั่วโลก  รวมทั้งมหาวิทยาลัยปิดที่มีหลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไปให้เรียนและทำการสอบได้จากทั่วโลกเช่นกัน     

Healthcare –  CAT ร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดทำแอปพลิเคชัน “ก้าวท้าใจ กระตุ้นการออกกำลังกายแบบ Virtual Exercise โดยเก็บสถิติการออกกำลังกาย 6 รูปแบบคือ  วิ่ง ปั่นจักรยาน เวทเทรนนิ่ง แอโรบิกแดนซ์  โยคะ และ คีตะมวยไทย  ด้วยรูปแบบโซลูชันที่สนับสนุนการทำ Data Analytic สามารถเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผ่านคลาวด์เพื่อต่อยอดกิจกรรมชาเลนจ์และมอบรางวัลให้ผู้ร่วมกิจกรรมที่ทำเป้าหมายได้สำเร็จ 

Event –   CAT ได้พัฒนาโซลูชัน Virtual Event /Exhibition  แพลตฟอร์มรองรับธุรกิจการจัดอีเวนต์หรืองานแสดงสินค้าออนไลน์ที่สามารถสร้างสรรค์รูปแบบกิจกรรมต่างๆ ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและดึงดูดความสนใจได้ไม่แพ้การจัดกิจกรรมแบบOn-ground  ด้วยระบบและเครือข่ายที่รองรับทราฟฟิกขนาดใหญ่สำหรับกิจกรรม Online Interactive รวมทั้งการรับชมมีเดียต่างๆ ที่มีความละเอียดสูง       

ดร.ดนันท์  กล่าวว่า  โควิด-19 ทำให้คนไทยปรับตัวใช้งานไอทีเกิดความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีออนไลน์มากขึ้นและได้ประโยชน์ในการใช้ชีวิต เป็นแนวโน้มที่พฤติกรรมใหม่แบบ New Normal จะยังคงเปลี่ยนแปลงและคงอยู่ต่อไปเป็น Next Normal ในอนาคต  โดย Virtual event คือหนึ่งในเทรนด์หลักของยุคนิวนอร์มอล  ด้วยข้อดีที่ช่วยประหยัดต้นทุนโดยเฉพาะค่าสถานที่ขณะที่สามารถดึงคนเข้างานได้จำนวนมากจากทั่วโลก  การปรับเปลี่ยนรูปแบบทำได้อย่างรวดเร็วและยังสามารถออกแบบเชื่อมโยงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อสร้างยอดขายได้ทันที  ที่สำคัญการจัดงานแบบ Virtual ช่วยให้ผู้ประกอบการทุกระดับมีศักยภาพสามารถจัดงานแสดงสินค้าของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องบริษัทขนาดใหญ่เนื่องจากต้นทุนการจัดถูกกว่าออฟไลน์มาก  

ทั้งนี้ CAT มีแผนจัดอีเวนต์ใหญ่ประจำปี CAT Network Showcase 2020”  ในรูปแบบ Virtual event  ด้วยคอนเซ็ปต์ Now Normal  ในช่วงปลายปี  โดยในงานจะรวบรวมเทคโนโลยี Virtual event ที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับผู้จัดอีเวนต์และการจัดงานแสดงสินค้าทุกระดับ  พร้อมกับโชว์เคสบริการทั้งหมดในกลุ่ม New Normal Lifestyle เพื่อเป็นการตอกย้ำทิศทางของ CAT ที่จะพัฒนาโซลูชันแห่งอนาคต   รวมถึงการประยุกต์โซลูชันเกษตรฟาร์มมิ่งสำหรับการปลูกผักในห้องพัก ตอบโจทย์ผู้บริโภคในเมืองที่รักสุขภาพและต้องการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพ เช่น ผักออร์แกนิก ผักปลอดสารต่างๆ โดยใช้พื้นที่ที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“เทคโนโลยีโลกออนไลน์ในวันนี้สามารถทำให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากโควิด-19 นี้ เป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตลอด สิ่งที่ CAT ทำคือการสร้าง Digital  Experience ให้แก่ลูกค้าผู้บริโภคมากที่สุด ซึ่งเรามั่นใจว่าทุกบริการที่รออยู่ใน Roadmap จะสนับสนุนให้ทุกคนได้เดินหน้าพร้อมกันสู่ Next Normal ในอนาคตที่จะมาถึง”  

from:https://www.mobileocta.com/cat-provides-total-online-solution-service/

เสริมความมั่นใจให้ธุรกิจด้วย DDoS Protection บริการเสริมจาก CAT Corporate Internet

เมื่อระบบสำคัญของธุรกิจองค์กรไม่ว่าจะเป็น Website หรือระบบ E-Commerce ของธุรกิจองค์กรนั้นได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจ และท่ามกลางสภาวะวิกฤตโรคระบาดที่ทุกคนต้องทำงานโดยยึดหลัก Social Distancing จึงส่งผลให้การทำงานผ่านระบบ Internetเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทว่าการโจมตีในรูปแบบ DDoS เพื่อให้ระบบต่างๆ ขัดข้องหรือไม่สามารถให้บริการได้เพื่อเป็นการทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ นั้นสามารถเกิดได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ธุรกิจในทุกวันนี้จึงต้องปกป้องระบบสำคัญของตนเองจากการโจมตีเหล่านี้ให้ดี เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ไม่ติดขัด

การโจมตีรูปแบบ DDoS เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในช่วง COVID-19

การโจมตีแบบ Distributed Denial of Service หรือ DDoS นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นวิธีการโจมตีที่ถูกใช้งานมาอย่างยาวนานแล้ว โดยแนวทางของการทำ DDoS นั้นก็คือการนำอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่สามารถเชื่อมต่อระบบเครือข่ายหรือ Internet ได้มาใช้ในการรุมเชื่อมต่อไปยังระบบของเหยื่อ เพื่อให้ระบบของเหยื่อประมวลผลไม่ทันหรือใช้ทรัพยากรส่วนใดส่วนหนึ่งที่มีอยู่จำกัดจนหมด  และไม่สามารถให้บริการตามปกติได้ ทำให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจหรือชื่อเสียงแก่เหยื่อ

ในระยะหลัง เมื่อธุรกิจได้ปรับมาใช้ระบบ Website หรือบริการออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการดำเนินธุรกิจแล้ว การโจมตีแบบ DDoS สามารถสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมตามไปด้วย ทำให้ผลลัพธ์ที่ผู้โจมตีคาดหวังได้จากการโจมตีนั้นมีหลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำลายเว็บไซต์ของคู่แข่ง, การทำลายชื่อเสียงของคู่แข่ง, การลดยอดขายของคู่แข่ง, การขู่กรรโชกธุรกิจให้ต้องจ่ายค่าไถ่เพื่อหยุดการโจมตี, การโจมตีเพื่อสื่อสารและหวังผลทางการเมือง, การโจมตีเพื่อหลอกล่อเหยื่อและทำการโจมตีด้วยวิธีอื่นในช่องทางอื่นซ้อนเข้าไป และอื่นๆ อีกมากมาย

Security Magazine ได้ออกมารายงานถึงแนวโน้มการโจมตี DDoS ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดนช่วงวิกฤตที่ผ่านมา โดยพบว่าในไตรมาสแรกของปี 2020 นี้มีการโจมตีแบบ DDoS สูงขึ้นกว่าไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วถึง 278% ในขณะที่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 นี้ก็มีการโจมตี DDoS เพิ่มขึ้นถึง 542% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2019 เรียกได้ว่า DDoS นั้นถูกนำมาใช้ในการโจมตีมากกว่าเดิมถึง 2-5 เท่าเลยทีเดียว

ไม่เพียงแต่ปริมาณการโจมตีที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่วิธีการโจมตีแบบ DDoS นั้นมีก็หลากหลายมากยิ่งขึ้น และมีพฤติกรรมที่ตรวจจับไปยากมากยิ่งขึ้นไปด้วย โดยแนวโน้มเหล่านี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะหยุดยั้งลงแต่อย่างใด อีกทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจนั้นก็มีมูลค่าสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในบางกรณีความสูญเสียอาจเกิดขึ้นเป็นหลักหลายล้านบาทเลยก็เป็นได้

แนวทางการรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS

โดยทั่วไปแล้วการโจมตีแบบ DDoS นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่ การโจมตีเพื่อฝัง Botnet หรือ Malware ในอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการโจมตี DDoS และการโจมตีอุปกรณ์ปลายทางด้วยการทำ DDoS นั่นเอง ซึ่งในมุมของธุรกิจองค์กรแล้ว การปกป้องไม่ให้เครื่องภายในองค์กรตกเป็นเหยื่อและถูกนำไปใช้โจมตีคนอื่นนั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กับการปกป้องระบบสำคัญของตนเองไม่ให้ผู้อื่นมาโจมตีเลยทีเดียว

ดังนั้นในการปกป้องเครื่องของตนเองไม่ให้ถูกนำไปใช้โจมตีผู้อื่นนั้น แนวทางหลักๆ ก็คือการจัดการให้อุปกรณ์ทั้งหมดของตนเองมีความมั่นคงปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนโยบายการเข้าถึงและใช้งานให้ดี, การกำหนดสิทธิ์ภายในระบบเครือข่ายให้เหมาะสม, การอัปเดตอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอเพื่ออุดช่องโหว่ใหม่ๆ ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด, การติดตั้งระบบเสริมเพื่อตรวจจับและยับยั้งการโจมตีหรือกิจกรรมที่ผิดปกติ และการอบรมให้ความรู้แก่พนักงานเพื่อไม่ให้กระทำการใดๆ ที่มีความเสี่ยง เช่น การคลิกลิงค์ที่อันตราย หรือการโหลดไฟล์ที่ไม่น่าเชื่อถือมาเปิดใช้งาน เป็นต้น โดยนอกจากอุปกรณ์ที่พนักงานใช้ทำงานแล้ว การปกป้องอุปกรณ์เครือข่าย, เครื่องแม่ข่าย, บริการ Cloud และอุปกรณ์ IoT ให้มั่นคงปลอดภัยอยู่เสมอก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน

ส่วนการปกป้องระบบ Website หรือ E-Commerce ของธุรกิจจากการโจมตีแบบ DDoS นั้นถือเป็นเรื่องที่ยากและใช้ต้นทุนสูงกว่ามาก โดยแนวทางการรับมือการโจมตีแบบ DDoS นี้ก็คือการมีระบบที่มีทรัพยากรมากกว่าผู้โจมตี หรือมีระบบในการปกป้องหรือ DDoS Protection ที่มีประสิทธิภาพสูงพอที่จะรับมือกับการโจมตีนี้และคัดกรองเฉพาะข้อมูลที่ไม่ใช่การโจมตีเพื่อส่งไปยังระบบ Website หรือ E-Commerce ของธุรกิจ ซึ่งในการโจมตีนั้น ผู้โจมตีอาจใช้อุปกรณ์จำนวนหลักหลายพันไปจนถึงหลายล้านชิ้นในการโจมตี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ทุกธุรกิจองค์กรจะสามารถวางระบบให้สามารถปกป้องตนเองจากการโจมตีเหล่านี้ได้

ป้องกันการถูกโจมตีแบบ DDoS ด้วยบริการ DDoS Protection จาก CAT

เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ได้ CAT ในฐานะของผู้ให้บริการระบบ IT Infrastructure และ IT Security ชั้นนำของเมืองไทย จึงได้ทำการออกแบบบริการ DDoS Protection เพื่อให้ผู้ใช้บริการ Internet สามารถ นำไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย และโดยผู้ใช้ ไม่ต้องลงทุนสร้างระบบ DDoS Protection ด้วยตนเอง

การใช้บริการ DDoS Protection ของ CAT นี้ ธุรกิจองค์กรไม่จำเป็นต้องมีการติดตั้ง Software หรือ Hardware แต่อย่างใด เพียงองค์กรของคุณเลือกใช้บริการ CAT Corporate Internet พร้อมเปิดฟังก์ชัน บริการเสริม DDoS Protection ซึ่งเป็นการดูแลความปลอดภัยสำหรับกลุ่มผู้ใช้งาน Internet ของ CAT ซึ่งข้อมูล Traffic จะถูกตรวจสอบและคัดกรองด้วยระบบของ CAT ก่อนเสมอ และเมื่อเกิดการโจมตีแบบ DDoS ขึ้น ระบบของ CAT จะทำการตรวจสอบและยับยั้งการโจมตีเหล่านั้นเอาไว้

จุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจของบริการนี้ ก็คือการที่ CAT ได้ลงทุนติดตั้งระบบ DDoS Protection นี้เอาไว้ในประเทศไทยโดยตรง ทำให้การใช้บริการ DDoS Protection ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการใช้งานแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันก็ยังมีการตั้งศูนย์ป้องกันการโจมตี DDoS ในรูปแบบเดียวกันนี้เอาไว้อีก 10 แห่งทั่วโลก ดังนั้นไม่ว่าการโจมตีจะเกิดขึ้นจากมุมไหนของโลก ก็จะมีระบบใน Data Center ที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกนี้คอยช่วยรับมือให้

เทคโนโลยีที่ CAT เลือกใช้ในบริการ DDoS Protection นี้ก็ถือว่ามีความชาญฉลาด และสามารถป้องกันการโจมตีได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบ Volume-based, Application-based ไปจนถึง Botnet ที่มีความซับซ้อนสูงและตรวจจับได้ยากก็ตาม

CAT นำเสนอบริการ DDoS Protection ควบคู่กับบริการ CAT Corporate Internet ช่วยให้ธุรกิจองค์กรทำงานได้อย่างมั่นใจ

เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกใช้งานสำหรับธุรกิจองค์กร CAT จึงนำเสนอบริการ DDoS Protection ควบคู่กับการใช้งาน Internet สำหรับองค์กร(บริการ CAT Corporate Internet) เพื่อช่วยการจัดการการโจมตีและตรวจจับ DDoS ในระบบเครือข่ายขององค์กรให้ปลอดภัย ทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพสูงสุด และมั่นใจได้ว่า website และโครงข่ายขององค์กรจะปลอดภัยจาก DDoS Attack ด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที

สำหรับผู้ที่สนใจบริการ DDoS Protection ของ CAT สามารถติดต่อทีมงาน CAT ได้ทันทีที่

  • ติดต่อ CAT Contact Center 1322 (ตลอด24 ชั่วโมง)
  • ต้องการให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับเพื่อให้ข้อมูลโดยละเอียด (คลิ๊กส่งข้อความให้ CAT ติดต่อกลับ)
  • www.catdatacom.com

from:https://www.techtalkthai.com/cat-corporate-internet-ddos-protection-service/

รัฐมนตรีดีอีเอสนำทีม CAT ส่งมอบถุงน้ำใจบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดเลย

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)  และนางสาวธันวดี วงศ์ธีรฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์องค์กร บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT นำคณะผู้บริหารและพนักงานร่วมจัดทำและส่งมอบถุงน้ำใจที่บรรจุสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดเลย พร้อมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

CAT

from:https://www.mobileocta.com/de-minister-led-the-cat-team-to-give-relief-bags-to-flood-victims-in-loei-province/

[Guest Post] GDCC คลาวด์ภาครัฐเพื่อคนไทย โชว์วิสัยทัศน์ก้าวไกลรองรับ The Next Normal

22 กรกฎาคม 2563  :  สํานักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(DES) จัดเสวนา Innovation Live Forum ครั้งที่ 1 หัวข้อ ‘The Next Normal ให้คนไทยก้าวทัน เพื่อคนไทยทุกคน’ โชว์วิสัยทัศน์โครงการ GDCC สร้างศักยภาพประเทศไทยด้วย Big Data ชี้สร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประชาชนและภาครัฐ พร้อมระดมยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการดิจิทัล CAT, AWS, Microsoft, Huawei  ร่วมอัปเดตเทรนด์ระบบคลาวด์ภาครัฐ Government Cloud จากทั่วโลก 

 

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES)  กล่าวว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยีมีบทบาทมากโดยเฉพาะจากเหตุการณ์โรคระบาด Covid-19 ได้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เตรียมพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อก้าวสู่สังคมดิจิทัล ทำให้มีความพร้อมโดยเฉพาะด้านคลาวด์ซึ่งกระทรวงฯ ได้ผลักดัน Cloud First Policy ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาเลือกใช้เทคโนโลยีและบริการคลาวด์เป็นอันดับแรก โดยเตรียมพร้อมระบบโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) รองรับการจัดเก็บข้อมูลภาครัฐอยู่ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมด สอดคล้องกระแสของโลกที่กำลังจะเปลี่ยนเข้าสู่การประมวลผลแบบ “Cloud Computing” อย่างเต็มรูปแบบ  เช่นเดียวกับประเทศชั้นนำต่างๆเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฯลฯ ที่ได้มีการกำหนดนโยบาย Cloud First Policy ดังกล่าว

ในอนาคตซึ่งเข้าสู่ยุค New Normal การผลักดันรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยแต่ละประเทศต่างพยายามผลักดันรัฐบาลดิจิทัลเพื่อตอบสนองนโยบาย Social Distancing ซึ่งประเทศไทยมีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจโดยได้ก้าวเข้ามาสู่กลุ่มประเทศที่มี EDGI  มากกว่า 0.75 จัดอยู่ในกลุ่มสูงมากหรือ V1 เป็นครั้งแรกจากผลสำรวจรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งสหประชาชาติ ปี 2020 โดยยังมีโอกาสที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และพัฒนา EGDI ของประเทศให้ดียิ่งขึ้นอีก โดยเฉพาะการจัดทำโครงการอย่าง GDCC หรือระบบคลาวด์กลางภาครัฐ ซึ่งเป็นแผนงานส่วนหนึ่งตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่อผลักดัน DIGITAL GOVERNMENT 

นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  กล่าวว่าโครงการ GDCC ได้เปิดให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐตั้งแต่ระดับ Cloud Infrastructure ด้วยมาตรฐานการคัดแยกข้อมูล หรือ Data Classification ที่ออกแบบรองรับการนำข้อมูลมาบูรณาการในอนาคตหรือ Data Sharing ระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน รวมถึงระยะยาวที่จะสามารถต่อยอดการจัดการกับ Big Data พร้อมทั้งเปิด Open Data สำหรับข้อมูลบางส่วน เพื่อให้ภาคเอกชน ประชาชน หรือ Startup รุ่นใหม่ๆ ได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูลเหล่านี้เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศในรูปแบบแพลตฟอร์มใหม่ๆมากขึ้น

นอกจากนี้  การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงของรูปแบบ Cloud ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตของ Government Cloud Service เติบโตเฉลี่ยที่ 13.4 % ต่อปี  สดช.จึงเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในรูปแบบต่างๆของคลาวด์ที่เหมาะสมกับประเทศไทยที่จะสามารถนำระบบ GDCC ไปต่อยอดในอนาคตเพื่อบริการให้กับหน่วยงานภาครัฐโดยคำนึงถึงความต่อเนื่องของการใช้งาน ความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูล  ทั้งนี้มุ่งหวังพัฒนา GDCC เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัยของประเทศเพื่อรองรับการขับเคลื่อนนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถเชิงดิจิทัลของภาครัฐไทยให้เป็นเอกภาพและเห็นผลรูปธรรมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ในปี 2563 โครงการ GDCC  มีแผนดำเนินการด้าน Cloud Infrastructure  ให้สามารถรองรับการบริการได้อย่างน้อย 8,000 VM มีมาตรฐานการคัดแยกข้อมูล (Data Classification) ป้องกันข้อมูลไม่ให้รั่วไหล ข้อมูลสำคัญต้องอยู่ภายในประเทศ (Data Localization) ต้องมีการคุ้มครองข้อมูล และความปลอดภัยของข้อมูล (Security & Privacy) มีระบบนำร่องในทำ Data Sharing มีการเปิดเผยแชร์ใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ  (Pilot 15 Datasets) โดยในแต่ละปีจะมีจำนวน Dataset เพิ่มขึ้น ในปี 2564 จะผลักดันในการทำ Data Sharing เป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยเฉพาะหน่วยงานหลักในปี 2565 เราจะต้องมีการพัฒนา Platform

พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ CAT กล่าวว่า GDCC ออกแบบสอดคล้องกับโครงสร้างภาครัฐเพื่อรองรับความต้องการการใช้งานต่างระดับ ด้วยแนวคิด House Model ซึ่งให้ความสำคัญกับการบูรณาการตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน และจัดทำเป็นคลาวด์ 3 ระดับ ได้แก่ คลาวด์ระดับกระทรวง (Ministry Cloud) คลาวด์ระดับกรม (Agency Cloud) คลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) โดยหน่วยงานที่มีระบบคลาวด์มาตรฐานใช้งานอยู่แล้ว สามารถใช้ระบบคลาวด์ปัจจุบันของหน่วยงานเองต่อไปได้ แต่หากหน่วยงานใดไม่ต้องการลงทุนระบบ ก็สามารถมาใช้งาน GDCC ได้ นอกจากนี้หากหน่วยงานใดที่มีความจําเป็นต้องใช้คลาวด์แบบเร่งด่วน หรือเป็นระบบสํารอง DR Site ก็สามารถมาใช้งาน GDCC ได้เช่นกัน

นอกจากนี้  Innovation Live Forum ยังเปิดเสวนาอัพเดตประเด็นที่น่าสนใจของวงการคลาวด์ภาครัฐ  โดยผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ระดับโลก  ฐิติมา รุ่งผาติ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กลุ่มภาครัฐประจำประเทศไทย บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส ไทยแลนด์ (AWS Worldwide Public Sector) ได้ร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งาน Government Cloud ของทั่วโลกซึ่งปัจจุบันมีการนำไปใช้ในหลายระดับและนำไปสู่ Digital Transformation ในแต่ละประเทศ   วสุพล ธารกกาญจน์ ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์คลาวด์ Microsoft Azure ไมโครซอฟท์ ไทยแลนด์ กล่าวถึงความสำคัญของระบบคลาวด์ภาครัฐกับสิ่งที่ประชาชนจะได้รับจากการเข้าถึงข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น  และ  สุรศักดิ์ วนิชเวทย์พิบูล CTO  Huawei Technologies (Thailand) กล่าวถึงการนำเอา DATA ต่างๆมาปรับใช้กับ New Normal ในภาครัฐ  ซึ่งทั้งหมดได้สะท้อนถึงความสำคัญของคลาวด์ภาครัฐที่จะมีบทบาทยิ่งขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก

from:https://www.techtalkthai.com/gdcc-innovation-live-forum-the-next-new-normal/

CAT Telecom พร้อมตอบโจทย์ Hybrid Cloud ผ่าน AWS Outpost

AWS Outposts ได้ประกาศพร้อมให้บริการในประเทศไทยเมื่อไม่นานนี้ โดยผู้ให้บริการ Cloud อย่าง CAT Telecom ก็มีแผนที่จะขยายบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าด้าน Hybrid Cloud และการรักษาข้อมูลภายในประเทศ ด้วยการเป็น Managed Service ครอบบริการนี้ 

Credit: AWS

AWS Outposts ก็คือการนำเอาฮาร์ดแวร์ที่ถูกออกแบบโดย AWS มาตั้ง รวมถึงมาพร้อมกับ Software Stack เฉกเช่นเดียวกับที่ให้บริการ Public Cloud ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นการทลายข้อจำกัดในข้อกังวลที่เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลนอกประเทศขององค์กรใหญ่ๆ แต่ยังสามารถได้ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยของผู้ให้บริการระดับโลกอยู่

สำหรับ CAT Telecom เองนั้นเป็นผู้ให้บริการ Cloud ภายในไทย ที่มีบริการโครงข่ายไฟเบอร์ที่ให้บริการเชื่อมต่อภายในและลิงก์เชื่อมต่อออกไปต่างประเทศ รวมถึงเป็นผู้ให้บริการดาต้าเซนเตอร์ ที่มีการการันตีด้วยใบรับรองอย่าง ISO 27001, ISO 20000-1 และ CSA-STAR นอกจากนี้ CAT ยังมีความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมก็พร้อมตอบโจทย์ GDCC และลูกค้า Startup ให้เข้าถึงเทคโนโลยีของ AWS ได้ ด้วยไอเดียการวางตัวเป็น Manage Service เพื่อให้บริการ AWS Outpost นั่นเอง

ที่มา :  https://www.channelasia.tech/article/681316/cat-telecom-takes-cloud-aim-in-thailand-advances-through-aws-outposts/

from:https://www.techtalkthai.com/cat-telecom-ready-to-managed-service-about-aws-outposts/

CAT มอบวัสดุอุปกรณ์ป้องกัน COVID-19 สนับสนุนภารกิจของกรุงเทพมหานคร

นางสุวรรณา หรรษาจารุพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริการลูกค้า บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT มอบวัสดุอุปกรณ์ป้องกัน COVID-19 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย  หน้ากากอนามัย Face Sheild แอลกอฮอล์ เจลแอลกอฮอล์ PPE  ถุงมือยาง และขวดสเปรย์ ให้แก่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

from:https://www.mobileocta.com/cat-donated-protective-equipment-to-covid-19-to-support-bangkoks-mission/

CAT จับมือ SYMPHONY ร่วมให้บริการโทรคมนาคม รองรับการใช้งานในไทยและอาเซียนสู่ยุคดิจิทัล

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT และ นายอเล็กซ์ โลท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ SYMPHONYลงนามในบันทึกข้อตกลงในการนำโครงข่ายโทรคมนาคมและบริการที่มีอยู่ในปัจจุบันและอนาคตมาให้บริการและใช้งานร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการด้านสื่อสารโทรคมนาคมทุกรูปแบบแก่ลูกค้าได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และยังช่วยยกระดับคุณภาพบริการด้านโทรคมนาคมของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนให้มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุม 801 สำนักงานใหญ่ CAT เมื่อเร็ว ๆ นี้

from:https://www.mobileocta.com/cat-partners-with-symphony-to-provide-telecommunication-services/

ย้ำ!! ใครยังไม่ได้ขอรับสิทธิ์ โทรฟรี 100 นาที นาน 45 วัน สามารถกดขอรับสิทธิ์ได้จนถึงเที่ยงคืนวันที่ 15 พ.ค. นี้เท่านั้น

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2020 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ได้กล่าวถึงข้อมูลของสำนักงาน กสทช. ซึ่งพบว่า ยอดประชาชนที่ได้รับสิทธิ์โทรฟรี 100 นาที 45 วัน ทุกเครือข่าย จากโครงการที่ทางรัฐบาล, กสทช. และ 6 ค่ายมือถือ ซึ่งได้แก่ AIS, True, Dtac, CAT, TOT และ Penguinได้ร่วมมือกันนั้น มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 11.96 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น มือถือแบบเติมเงิน 8.99 ล้านเลขหมาย แบบรายเดือน 2.97 ล้านเลขหมาย เมื่อแยกตามค่ายแบ่งเป็น AIS 6.91 ล้านเลขหมาย, True 3.08 ล้านเลขหมาย, Dtac 1.84 ล้านเลขหมาย, CAT 0.12 ล้านเลขหมาย, TOT 4,645 เลขหมาย และ Penguin 1,488 เลขหมาย

Credit: prachachat

และสำหรับใครที่ยังไม่ได้กดขอรับสิทธิ์สามารถกดขอรับสิทธิ์ได้จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2020 นี้ เวลา 24.00 น. โดยกด *170*ตามด้วยหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักที่ใช้ลงทะเบียนซิม# แล้วโทรออก ใช้งานได้ 45 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับ sms ยืนยัน

Credit: bangkokbiznews

โดยเงื่อนไขของผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการโทรฟรี 100 นาทีนี้ คือ ต้องเป็นประชาชนคนไทย โดยจะได้รับสิทธิ์ทุกคนไม่ว่าจะใช้ซิมในระบบเติมเงินหรือระบบรายเดือนที่ลงทะเบียนก่อนวันที่ 31 มีนาคม  2563 ได้รับ 1 สิทธิ์ ต่อ 1 ค่าย เช่น มีเลขหมายโทรศัพท์มือถือ 3 เลขหมาย 3 ค่าย ก็จะได้รับสิทธิ์ทั้ง 3 เลขหมาย ส่วนคนที่ไม่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการนี้คือ บุคคลต่างชาติ และนิติบุคคล

และวัตถุประสงค์ของโครงการโทรฟรี 100 นาทีที่จัดขึ้นมานั้น คือ ต้องการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือในช่วงที่ COVID-19 ระบาด โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใช้บริการแบบเติมเงินซึ่งจากข้อมูลพบว่า 70% เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ผู้ใช้บริการที่อยู่ในเมืองที่ต้องโทรกลับบ้าน โทรหา พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง หรือติดต่อสื่อสารกันโดยใช้การโทรติดต่อสื่อสารกันผ่านระบบเสียง เพื่อสอบถามข่าวคราว พูดคุย ในช่วงที่ไม่สามารถเดินทางไปหากันได้ในช่วงเวลานี้ เพราะแม้เราจะอยู่บ้านหยุดเชื้อ ทำเพื่อสังคมส่วนรวม แต่การงานและความสัมพันธ์ของทุกคนในครอบครัวยังจะเป็นไปด้วยดี ด้วยเครือข่ายการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

 

อ้างอิง: fm91bkk

from:https://notebookspec.com/free-call-100-minutes-2/521084/