คลังเก็บป้ายกำกับ: CABLING

Leadership Vision: แนวโน้มน่าจับตามองวงการ Wiring/Cabling ปี 2021 บทสัมภาษณ์คุณ Eric Chng แห่ง Panduit

เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ระบบโครงสร้างพื้นฐานในระดับ Layer 1 ของระบบเครือข่ายอย่างการเดินสายเองก็ต้องรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีในอนาคตให้ได้ ในปี 2021

วงการ Wiring มีอะไรน่าจับตามองบ้าง? การเดินสายสัญญาณเครือข่ายในทุกวันนี้มีประเด็นใดที่องค์กรต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ?

พบกับคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ใน Leadership Vision: แนวโน้มน่าจับตามองวงการ Wiring/Cabling ปี 2021 บทสัมภาษณ์คุณ Eric Chng แห่ง Panduit

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณ Eric Chng

บริษัท: Panduit

ตำแหน่ง: Technical Director & Country Manager Thailand

ช่องทางการติดต่อ:

Website บริษัท: https://www.panduit.com/
อีเมล์ติดต่อ: eric.chng@panduit.com
LinkedIn: https://www.linkedin.com/in/eric-chng-596332106/

ในปี 2020 ที่ผ่านมา ธุรกิจ Wiring ทั่วโลกเป็นอย่างไร?

จากผลสำรวจของ BSRIA ตลาดของระบบโครงสร้างสายสัญญาณคาดว่าจะลดลง 12% จากปี ค.ศ.2019 ที่มีมูลค่า 6.6 พันล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ เทียบกับปี ค.ศ.2020 ที่มีมูลค่า 5.8 พันล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแต่ละประเทศ และการเกิดโรคระบาดซึ่งมีผลโดยตรงกับเศรฐกิจในภาพรวม รวมถึงการแทรกแซงของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนโครงสร้างเศรฐกิจ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบโดยตรงของตลาดในภาพรวม โดยเฉพาะการท่องเที่ยว โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ ร้านค้าปลีกรวมถึงศูนย์ข้อมูลก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่ในส่วนของตลาดการศึกษายังสามารถนั้นยังประคองตัวได้ดี

เป็นที่น่าสนใจว่าการระบาดของโรคระบาดจะส่งผลกระทบกับตลาดและการเติบโตของราคาของสายทองแดง และสายใยแก้วนำแสง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายเชื่อมต่อใยแก้วนำแสง ถายในปี ค.ศ.2024 มีการคาดการว่าตลาดของสายใยแก้วนำแสงจะมีการเติบโตขึ้น 33% เมื่อเทียบกับมูลค่าของตลาดระบบโครงสร้างสายสัญญาณทั่วโลก

ในปี 2021 ที่กำลังจะมาถึงนี้ มองแนวโน้มเรื่องของการทำ Wiring ว่าเป็นอย่างไร?

ตลาดระบบโครงสร้างสายสัญญาณของเอเชียแปซิฟิกมีการแนวโน้มลดลง 10% ในปี ค.ศ.2020 และนักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ว่าจะกลับมาโตขึ้นในปีคศ.2021 และจะกลับไปเติบโตเท่ากับตัวเลขในปี ค.ศ.2019 ถายในสิ้นปี ค.ศ.2022 ซึ่งสอดคล้องกับที่หลายประเทศได้คาดการณ์ไว้ว่าจะมีการเติบโตขี้นของ GDP ในปี ค.ศ.2021 เช่นกัน

นวัตกรรมใหม่ทางด้าน Wiring ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง?

นวัตกรรมใหม่ๆของสายเคเบิ้ลในด้านการออกแบบ และโครงสร้างของสายใยแก้วนำแสง รวมถึงสายเชื่อมต่อในแบบต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในโซลูชั่นของศูนย์ข้อมูล สายทองแดงที่ใช้มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กลง โซลูชั่นสายใยแก้วนำแสงที่มีจำนวนจำนวนคอร์ที่มากขึ้น สามารถใช้งานได้ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของสายสัญญาณสูง

ยกตัวอย่างเช่นสายเชื่อมต่อ UTP CAT6A ขนาดเล็ก 28AWG ที่ใช้พื้นที่ของตู้ Rack เละรางเก็บสายลดลง รวมถึง UTP โซลูชั่นที่สามารถใช้งานได้ 48 พอร์ตต่อจำนวน Rack 1U สายใยแก้วนำแสงจำนวน 96 คอร์ต่อ Rack 1U (48 พอร์ต LC Duplex) หรือแม้กระทั่งโซลูชั่นสายใยแก้วนำแสงจำนวน 144 คอร์ต่อ Rack 1U (72 พอร์ต LC Duplex) ได้ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายบนพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของสายสัญญาณสูงและ โซลูชั่นสายสำเร็จรูปจากโรงงานผู้ผลิต (ตลับต่อสายใยแก้วนำแสง และสายใยแก้วนำแสงสำเร็จรูป) โซลูชั่นข้างต้นนนี้ได้รับการยอมรับอย่างมากในโซลูชั่นศูนย์ข้อมูล และยังสามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

นวัตกรรมใหม่ทางด้าน Wiring ที่เกี่ยวข้องกับ Campus Networking ที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง?

ในเครือข่ายของมหาวิทยาลัยได้รับการพัฒนานวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการใช้งานสายสัญญาณ UTP CAT6A เพื่อรองรับการใช้งาน PoE++ ตลอดจนการใช้งาน และแนวทางปฏิบัติในการติดตั้ง Wifi6 ดังนั้นการเลือกสายสัญญาณ และอุปกรณ์เชื่อมต่อจึงมีความสำคัญมากในการใช้งานในอนาคตของระบบโครงสร้างสายสัญญาณ นอกจากนี้ยังมีการใช้งานปลั๊ก RJ45 แบบฟิลด์เทอร์มิเน็ต ที่จุดเชื่อมต่ออุปกรณ์ปลายทาง ตลอดจนการใช้งานสายเชื่อมต่อ UTP 28AWG ขนาด 6 หรือ 8 นิ้วสำหรับการเชื่อมต่อโดยตรงนั้นกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอีกด้วย โซลูชั่นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะทำให้ลดต้นทุนในการติดตั้งให้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

นวัตกรรมใหม่ทางด้าน Wiring ที่เกี่ยวข้องกับ IoT และ Smart Building ที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง?

Single Pair Ethernet (SPE) เป็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีอีเทอร์เน็ตที่ปฏิวัติการเข้าถึงข้อมูลและการควบคุมอุปกรณ์ซึ่งสามารถปรับใช้ได้ใน IoT (Internet Of Things) และระบบโคงสร้างอาคารอัจฉริยะ นั่นเป็นเปิดใช้งานการสื่อสาร TCP / IP ไปยังเซ็นเซอร์ของระบบเครือข่าย ทำให้ลดการซับซ้อนของการทำงานของอีเทอร์เน็ตชั้นกายภาพ (Physical Layer) จากใช้งานสายสัญญาณ 4 คู่ลงมาเหลือเพียง 1 คู่ แม้ว่า SPE จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็มีศักยภาพที่จะเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ต่อไปใน IoT และระบบอาคารอัจฉริยะ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจต้องเริ่มทำ Wiring ใหม่ภายในองค์กรสำหรับปี 2021 ได้แก่อะไรบ้าง?

เราเชื่อว่าการเติมโตของเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลจะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญสำหรับธุรกิจโครงสร้างสายสัญญาณในปี ค.ศ.2021 ความเร็วของการขยายตัวของเมืองจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศ การลงทุนในกลุ่มศูนย์ข้อมูลยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบคลาวด์โทรคมนาคมและ ISP เพื่อขับเคลื่อนและรองรับกระแสการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล เช่นการศึกษาออนไลน์ การทำงานระยะไกล ระบบอีคอมเมิร์ซ เกม และความบันเทิงเป็นต้น

Panduit จะสามารถช่วยตอบโจทย์เหล่านี้ให้กับธุรกิจองค์กรได้อย่างไร?

Panduit เป็นผู้ผลิตระบบสายสัญญาณโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพชั้นนำ ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษา การออกแบบและจัดหาโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพแบบ end-to-end สำหรับความต้องการของระบบโครงสร้างสายสัญญาณของคุณ เราเป็นแบรนด์ระดับโลกที่เชื่อถือได้และได้รับการพิสูจน์มาแล้วด้วยประสบการณ์มากกว่า 60 ปี เราภูมิใจที่ได้เป็นผู้นำ และเป็นส่วนหนึ่งพัฒนาอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-wiring-and-cabling-trends-for-2021-by-eric-chng-panduit/

การเลือกใช้สาย LAN แบบ 28 AWG Patch Cord จะช่วยตอบโจทย์กลยุทธ์ของระบบ IT ในระยะยาวได้อย่างไร?

ท่ามกลางโลกของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนทำให้กลยุทธ์ของทุกองค์กรต้องกลายเป็นการปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นให้ได้อยู่ตลอดนั้น ระบบ IT Infrastructure ที่ยืดหยุ่นจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจที่จะทำให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาวและสามารถเปิดรับต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และแน่นอนว่าสาย LAN เองก็ถือเป็นหนึ่งใน IT Infrastructure ที่มีความสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีอื่นๆ ในบทความนี้เราจึงขอแนะนำสาย LAN ขนาด 28 AWG ที่จะมาช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบเครือข่าย และโซลูชันจาก Panduit ที่จะมาช่วยตอบโจทย์การเดินสายที่มีคุณภาพให้ทุกท่านได้รู้จักกันครับ

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว การเลือกใช้สาย LAN ที่ยืดหยุ่นจึงสำคัญ

ในอดีตนั้นการจัดการสาย LAN ภายในตู้ Rack นั้นอาจไม่ได้ยากลำบากมากนัก เพราะด้วยตู้ขนาด 42U และ Server ที่มีขนาดเล็กสุดเพียงแค่ 1U การเดินสาย LAN ภายในตู้ Rack แต่ละตู้จึงไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก ในขณะที่การเดินสายไปยังจุดต่างๆ ที่ต้องใช้งานนั้นก็มักไม่ได้มีความซับซ้อน เนื่องจากอุปกรณ์ทีต้องใช้ในการเชื่อมต่อทำงานต่างๆ นั้นยังมีไม่มากนัก และการทำงานมักไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่มากอย่างในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังประมวลผลที่สูงขึ้นและอุปกรณ์ขนาดที่เล็กลง ทำให้ภายในพื้นที่เพียงแค่ 3U นั้นอาจมี Server บรรจุอยู่ได้มาก 8-12 เครื่อง และแต่ละเครื่องสามารถเชื่อมต่อ Network ได้ผ่านสาย LAN 1-4 ช่อง หรืออุปกรณ์ Network และ Security ที่รองรับการเชื่อมต่อจำนวนพอร์ตได้มากขึ้น ก็ทำให้ความหนาแน่นภายในตู้ Rack แต่ละตู้นั้นสูงขึ้นมาก ยังไม่นับถึงตู้ Rack ที่กระจายตามอาคารต่างๆ ซึ่งต้องบรรจุอุปกรณ์ Switch จำนวนมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อการเชื่อมต่อกับ Access Point ปริมาณมากและความเร็วสูงขึ้น รวมถึงอุปกรณ์ IoT ที่ต้องมีการใช้งานกันมากขึ้นด้วย

นอกเหนือไปจากความหนาแน่นที่สูงขึ้นในการใช้สาย LAN เชื่อมต่อเครือข่ายภายในตู้ Rack และเชื่อมต่อภายในอาคารแล้ว เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ก็ทำให้ธุรกิจองค์กรเองต้องมีการเปลี่ยนแปลงการใช้งานระบบเครือข่ายอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่มีความคุ้มค่าสูงขึ้นเพื่อทดแทนอุปกรณ์เก่าๆ หรือการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้งานเพิ่มเติมอยู่ตลอด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงภายในตู้ Rack และการเชื่อมต่อภายในอาคารนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ผู้ดูแลระบบ IT ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยประเด็นเหล่านี้อีก สิ่งหนึ่งที่เหล่าผู้ดูแลระบบ IT ทั่วโลกต่างเห็นพ้องต้องกัน ก็คือการออกแบบการเดินสาย LAN ภายในธุรกิจองค์กรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นนั้นได้กลายเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้นไปทุกที เพราะไม่ว่าจะเป็นการเพิ่ม Bandwidth การเชื่อมต่อ, การปรับสถาปัตยกรรมเครือข่ายไปสู่ Spine-Leaf, การปรับนำอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่มีความหนาแน่นสูงมากขึ้นมาใช้ หรือการนำอุปกรณ์ IoT ใหม่ๆ มาใช้ในธุรกิจองค์กรนั้น ล้วนต้องอาศัยการมีตู้ Rack ที่ยืดหยุ่นและรองรับการเชื่อมต่อเครือข่ายได้ตามต้องการ ซึ่งก็ทำให้การเดินสายเผื่อเอาไว้สำหรับในอนาคต และสามารถเปลี่ยนแปลงการใช้งานสาย LAN แต่ละเส้นได้อยู่ตลอดนั้นกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นขึ้นมา

สาย LAN ขนาด 28 AWG เล็กลง แต่ยังคงมีประสิทธิภาพเท่าเดิม

ที่ผ่านมาเรามักคุ้นชินกับสาย LAN ที่มีขนาด 24 AWG กันเป็นหลัก อย่างไรก็ดี สาย LAN ขนาด 24 AWG นี้ก็เริ่มไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจได้อีกต่อไปแล้ว ด้วยขนาดที่ใหญ่จนไม่สามารถเดินสายได้เพียงพอต่อความหนาแน่นในระดับที่ต้องการ ทำให้สาย LAN ขนาด 28 AWG ที่มีขนาดเล็กกว่าสาย 24 AWG เกินกว่า 50% ได้รับความนิยมมากขึ้น สามารถทำการเดินสายจำนวนหลายๆ เส้นรวมกันได้มากขึ้น และมีความหนาแน่นสูงกว่าการใช้สายขนาด 24 AWG เป็นอย่างมาก ทำให้ตู้ Rack ที่มีขนาดเท่าเดิมนั้นสามารถเดินสายได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นด้วยพื้นที่ที่เหลือมากขึ้น และสามารถบริหารจัดการสาย LAN ให้เป็นระเบียบและง่ายต่อการใช้งานได้ดีขึ้นนั่นเอง

Credit: https://www.panduit.com/content/dam/panduit/en/landing-page-pdf2/space-optimization/Panduit0915Eprint.pdf

ในแง่ของความเร็วในการรับส่งข้อมูล สาย 28 AWG นั้นสามารถทำความเร็วได้ไม่ต่างจากสาย 24 AWG อีกทั้งยังรองรับระยะการเชื่อมต่อที่เหมือนกัน และมีให้เลือกใช้ทั้งสาย LAN แบบ Category 5e, Category 6 และ Category 6A ซึ่งก็จะมีขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย และยังรองรับการจ่ายพลังงานผ่าน PoE, PoE+ และ PoE++

การใช้สายที่มีขนาดเล็กนี้นอกเหนือจากประเด็นด้านความยืดหยุ่นแล้ว พื้นที่ที่เหลือเพิ่มขึ้นมากจากสายที่ขนาดเล็กลงนี้ยังจะช่วยให้มีการระบายอากาศที่ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในตู้ Rack ที่อุปกรณ์ต่างๆ เองก็สร้างความร้อนอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่การจัดสายให้เป็นระเบียบเองก็จะมีทางเลือกในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาช่วยมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

Credit: https://www.panduit.com/content/dam/panduit/en/landing-page-pdf2/space-optimization/Panduit0915Eprint.pdf

หากเปรียบเทียบขนาดจากดังรูปกันแล้ว จะเห็นได้ว่าสายสีแดงด้านซ้ายที่เป็นสายขนาด 24 AWG นั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าสายสีฟ้าด้านขวาที่เป็นสายขนาด 28 AWG อย่างชัดเจน โดยเส้นผ่านศูนย์กลางของสาย 24 AWG ในตัวอย่างนี้คือ 0.235 นิ้ว ในขณะที่สาย 28 AWG มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงแค่ 0.15 นิ้วเท่านั้น เรียกได้ว่าสาย 28 AWG มีขนาดเพียงแค่ราวๆ 41% ของสาย 24 AWG เท่านั้นเอง

สาย LAN 28 AWG จะมีระยะการใช้งานสั้นกว่า 100 เมตรเล็กน้อย และต้องวางแผนในการใช้ PoE ให้ดี

จุดหนึ่งที่ต้องรู้ไว้ก่อนตัดสินใจใช้สาย 28 AWG ในระบบเครือข่ายนั้น ก็คือความยาวสูงสุดที่ยังคงรับส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะสั้นกว่า 100 เมตรเพียงเล็กน้อย โดยสำหรับสาย 28 AWG ของ Panduit ที่ผ่านการทดสอบส่วนประกอบของ Patch Cord จาก TIA นั้น จะมีระยะการใช้งานดังนี้

  • สำหรับการเชื่อมต่อสายจาก Permanent Link ความยาว 90 เมตรนั้น จะสามารถใช้ 28 AWG Patch Cord ความยาวเพียง 6 เมตร รวมเป็นระยะทาง 96 เมตร
  • สำหรับการเชื่อมต่อสายจาก Permanent Link ความยาว 83 เมตรนั้น จะสามารถใช้ 28 AWG Patch Cord ความยาวเพียง 10 เมตร รวมเป็นระยะทาง 93 เมตร

ด้วยข้อจำกัดนี้เอง ทำให้ก่อนการใช้งานสาย 28 AWG นั้นต้องมีการออกแบบระยะทางที่เหมาะสม เพื่อให้มีคุณภาพของการรับส่งสัญญาณข้อมูลที่เพียงพอ

อีกประเด็นหนึ่งก็คือการใช้ PoE บนสาย 28 AWG ที่การเดินสายรวมกันไปจำนวนมากๆ จากขนาดที่เล็กลงนี้ อาจทำให้อุณหภูมิสูงเกินกว่า 15 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นค่าสูงสุดที่แนะนำได้ ซึ่งในการใช้สาย 28 AWG นี้ ก็มีการแนะนำให้แบ่งกลุ่มของสายออกเป็นชุดย่อยๆ เดินแยกกันไปเพื่อไม่ให้มีความร้อนสูงเกินไป ดังนี้

  • สำหรับ PoE มาตรฐาน 802.3af และ 802.3at แนะนำให้เดินสาย 28 AWG รวมกันไม่เกิน 48 เส้น
  • สำหรับ PoE มาตรฐาน 802.3bt แนะนำให้เดินสาย 28 AWG รวมกันไม่เกิน 24 เส้น

ดังนั้นสำหรับบางจุดติดตั้งที่ 28 AWG อาจไม่ตอบโจทย์ ภาคธุรกิจก็สามารถเลือกใช้สาย 24 AWG ผสมผสานบ้างในบางตำแหน่งก็ได้เช่นกัน

โซลูชัน 28 AWG Patch Cord จาก Panduit เล็ก ทนทาน วางใจได้

Panduit ในฐานะของผู้นำด้านเทคโนโลยีสื่อสารและโทรคมนาคมระดับโลก ก็มีผลิตภัณฑ์สาย LAN ในขนาด 28 AWG ให้ใช้งานมาได้ตั้งแต่ปี 2011 แล้ว และก็กลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้จากความต้องการของระบบเครือข่ายที่ต้องมีความยืดหยุ่นรองรับการเปลี่ยนแปลงมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยมีผลิตภัณฑ์หลากหลายให้เลือกใช้งานได้ดังนี้

  • 28 AWG Patch Cord สาย LAN สำเร็จรูปที่มีให้เลือกใช้ทั้ง Category 5e, Category 6, Category 6A
  • 28/30 AWG Modular Jack สำหรับใช้กับสาย Category 5e, Category 6, Category 6A และ Category 6A Shielded
  • 28 AWG Horizontal Copper Cabling สาย Category 6 ที่รองรับ 1000BASE+-T ได้ที่ระยะ 50 เมตร
  • 28 AWG Modular Plug UTP Modular Plug สำหรับ Category 5e, Category 6 และ Category 6A
  • 28 AWG Switch Harness ชุดสาย Category 6 สำเร็จรูปสำหรับเชื่อมต่อ Switch-to-Panel ให้เป็นระเบียบในระยะสั้น
  • 28 AWG Switch Patching Cord & Kit ชุดสาย Category 6 และ Category 6A ขนาดสั้นสำหรับเชื่อมจาก Switch ไปยัง Panel แบบ 1:1

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ 28 AWG สามารถตรวจสอบคอู่มือ 28 AWG Selection Guide ด้วยตนเองได้ที่ https://www.panduit.com/content/dam/panduit/en/products/media/3/93/493/3493/102363493.pdf และสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Panduit ได้ที่ https://www.panduit.com/en/products/copper-systems.html

ลงทะเบียนรับตัวอย่างสาย LAN 28 AWG จาก Panduit ได้ฟรีทันที

สำหรับธุรกิจองค์กรใดที่ต้องการทดลองใช้งานสาย LAN 28 AWG ทาง Panduit ก็เปิดให้ผู้ที่สนใจทำการลงทะเบียนเพื่อรับสาย 28 AWG ไปทดลองใช้งานได้ฟรีๆ ทันที โดยสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://pages.panduit.com/Online-28-AWG-Ad-Campaign-Form.html และจะมีทีมงานของ Panduit ติดต่อกลับไปเพื่อยืนยันข้อมูลการลงทะเบียนอีกครั้งหนึ่ง

เกี่ยวกับ Panduit

นับตั้งแต่ปี 1955 วัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้และความหลงใหลในการแก้ไขปัญหาของ Panduit ได้พัฒนาการเชื่อมต่ออันมีค่าระหว่างความสำเร็จในตลาดกับเป้าหมายทางธุรกิจของบริษัทขึ้น Panduit สร้างโซลูชั่นที่ล้ำสมัยด้านของวัสดุอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และโครงสร้างอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานสำหรับสภาพแวดล้อมทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่ศูนย์รวบรวมข้อมูลไปจนถึงห้องสื่อสารโทรคมนาคม รวมไปถึงคอมพิวเตอร์ตลอดจนระบบในโรงงาน Panduit มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ทินลีย์ พาร์ก รัฐอิลลินอยส์ และดำเนินงานอยู่ใน 112 ประเทศทั่วโลก ชื่อเสียงที่ได้รับการพิสูจน์แล้วด้านคุณภาพและเทคโนโลยีชั้นนำของ Panduit ประกอบกับระบบนิเวศของคู่ค้าที่มั่นคงแข็งแรงจะช่วยสนับสนุน ค้ำจุน และสร้างเสริมการเติบโตของธุรกิจในโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน https://www.panduit.com/

ผู้ที่สนใจโซลูชันใดๆ ของ Panduit สามารถติดต่อทีมงาน Panduit ประจำประเทศไทยได้ที่

from:https://www.techtalkthai.com/28-awg-patch-cord-lan-cabling-by-panduit/

Facebook เผยงานวิจัย ใช้อลูมิเนียมแทนทองแดง ช่วยเพิ่ม Bandwidth การส่งข้อมูลของสายเคเบิ้ลใต้ท้องทะเลได้

เนื่องจากสาย Fiber-Optic นั้นได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นจาก 5Gbps ต่อ Fiber Pair (FP) เพิ่มขึ้นจนสูงกว่า 20Tbps ต่อ FP แล้ว และตัวเลขดังกล่าวก็ใกล้ถึงขีดจำกัด Shannon Limit ทำให้ Facebook ต้องเริ่มวิจัยเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลดังกล่าว จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นการใช้อลูมิเนียมแทนทองแดงนั่นเอง

Credit: Facebook

อลูมิเนียมนี้จะช่วยให้ปริมาณ Voltage ที่สูญหายในการรับส่งข้อมูลเกิดขึ้นน้อยลงกว่าการใช้ทองแดงแบบเดิมมาก และทำให้เคเบิ้ลต่อเส้นนั้นมี FP จำนวนมากขึ้นได้ ทำให้ Bandwidth โดยรวมสูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนนั้นก็ต่ำกว่าการใช้ทองแดงแบบเดิมๆ อยู่มากทีเดียว ซึ่งการนำอลูมิเนียมมาใช้ในครั้งนี้ก็ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของระบบรับส่งข้อมูลที่ใช้เทคโนโลยี Space-Division Multiplexing

ที่ผ่านมา Facebook เองก็มีโครงการลงทุนในสายเคเบิ้ลใต้ท้องทะเลอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มปริมาณ Bandwidth ที่เชื่อมต่อกันในแต่ละทวีปให้สูงขึ้น เพื่อให้ในอนาคตโลกของเรานั้นจะสามารถรองรับ Application ใหม่ๆ ที่ใช้ Bandwidth ปริมาณมหาศาล อย่างเช่น Virtual Reality (VR) ได้

สำหรับงานวิจัยฉบับเต็ม สามารถอ่านได้ที่ https://code.fb.com/wp-content/uploads/2019/03/OFC-2019-Herve-Fevrier.pdf ครับ

ที่มา: https://code.fb.com/connectivity/aluminum-conductor/

from:https://www.techtalkthai.com/facebook-research-finds-aluminium-cable-is-better-than-copper/

ชวนดูแผนที่ Submarine Cable Map ให้เห็นกันชัดๆ ว่า Internet ทั่วโลกเชื่อมกันอย่างไรใต้มหาสมุทร

หลายๆ คนอาจเคยสงสัยกันว่าสายเคเบิ้ลใต้ทะเลลึกที่เชื่อมต่อ Internet ระหว่างประเทศหรือระหว่างทวีปนั้นมีมากน้อยแค่ไหน และเชื่อมต่อกันอย่างไรบ้าง ทีมงาน TechTalkThai ขอแนะนำ Submarine Cable Map แผนที่ที่จะแสดงสายเคเบิ้ลใต้ท้องทะเลทุกเส้นทั่วโลกให้เราได้เห็นภาพกัน

Credit: Submarine Cable Map

บริการ Submarine Cable Map นี้เปิดให้ใช้งานได้ฟรีที่ https://www.submarinecablemap.com/ โดยข้อมูลที่นำมาใช้ในการแสดงนี้จะถูกอัปเดตโดย TeleGeography ซึ่งจะมีรายชื่อของสายเคเบิ้ลแต่ละเส้น ที่เราสามารถคลิกที่ชื่อหรือเส้นเชื่อมโยงในแผนที่ เพื่อดูรายละเอียดได้

รายละเอียดของสายเคเบิ้ลแต่ละเส้นนั้นจะแสดงถึงระยะและเจ้าของ รวมถึงเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับสายเคเบิ้ลนั้นๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ทาง TeleGeography ก็ได้ประมาณเอาไว้ว่าสายเคเบิ้ลใต้ท้องทะเลทุกเส้นนี้มีความยาวรวมกันเกินกว่า 1.2 ล้านกิโลเมตรไปแล้ว

สำหรับผู้ที่สนใจว่าเคเบิ้ลใต้ท้องทะเลเหล่านี้ทำงานอย่างไร สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www2.telegeography.com/submarine-cable-faqs-frequently-asked-questions ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/submarine-cable-map/

ยกระบบ IT ให้มืออาชีพดูแล ด้วยบริการ IT Managed Services จาก ITSM

ในโลกยุคดิจิทัลที่ระบบ IT เข้ามามีบทบาทในการพลิกโฉมธุรกิจมากขึ้น หลายองค์กรอาจต้องประสบปัญหาการบริหารจัดการและดูแลระบบ IT อันเนื่องมาจากความซับซ้อนและการขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ITSM ผู้นำด้าน Professional Services & Solutions พร้อมให้บริการ IT Managed Services เพื่อดูแลระบบ IT ขององค์กรทุกระดับอย่างครบวงจร ช่วยให้ลูกค้าสามารถโฟกัสกับการทำ Digital Transformation ได้อย่างไร้กังวล

ระบบ IT ในยุคดิจิทัลมีความซับซ้อน บริหารจัดการได้ยาก

โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคดิจิทัล หลายองค์กรต่างเริ่มทำ Digital Transformation โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Cloud, Internet of Things หรือ AI/ML เข้ามาพลิกโฉมธุรกิจ เพิ่มมูลค่าให้แก่บริการ และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ผลที่ตามมาคือการออกแบบโครงสร้างระบบ IT และระบบเครือข่ายใหม่เพื่อให้รองรับการทำงานของเทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของระบบ IT นี้ก่อให้เกิดความซับซ้อนและความยากให้ในบริหารจัดการซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็วและความคล่องตัวได้

นอกจากนี้ การนำหลายๆ เทคโนโลยีเข้ามาใช้ยังเป็นการเพิ่มภาระงานให้แก่ผู้ดูแลระบบ ที่สำคัญคือการขาดทักษะและความรู้ในเทคโนโลยีเหล่านั้นอาจทำให้ระบบ IT ที่ใช้งานอยู่ไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ องค์กรจำเป็นต้องว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูแลระบบเพิ่มขึ้น แม้กระนั้นก็เป็นเรื่องยากในยุคที่ทรัพยากรบุคคลทางด้าน IT กำลังขาดแคลน

ITSM ให้บริการ IT Managed Services อย่างมืออาชีพ

IT Services & Management Ltd. (ITSM) ผู้นำด้าน Professional Services & Solutions ในไทยตระหนักถึงความสำคัญในการบริหารจัดการและดูแลระบบ IT ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจดิจิทัล จึงได้เปิดบริการ IT Managed Services ซึ่งพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลระบบ IT ของลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า การจัดหาระบบหรือโซลูชัน IT ที่เหมาะสมสำหรับความต้องการเชิงธุรกิจ การจัดหา จัดจ้าง และบริหารจัดการบุคลากรด้าน IT ไปจนถึงการบำรุงรักษาระบบให้พร้อมทำงานอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้การปฏิบัติงานด้าน IT ขององค์กรกลายเป็นเรื่องง่ายๆ และทำให้องค์กรสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจที่ตนเองถนัดได้เต็มที่

สรรหาโซลูชันที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ พร้อมดูแลแบบ 7/24

สำหรับองค์กรที่ต้องการทำ Digital Transformation ไม่ว่าจะเป็นการย้ายระบบ IT ขึ้นไปยังระบบ Cloud หรือการจัดเตรียม Infrastructure ให้พร้อมกับการนำ Artificial Intelligence และ Machine Learning เข้ามาใช้งาน ITSM พร้อมช่วยสรรหาโซลูชันที่ดีที่สุดที่สอดคล้องกับความต้องการเชิงธุรกิจ จัดการวางระบบและปรับแต่งโดยยึดแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดจากประสบการณ์การให้บริการที่สั่งสมมานานเกือบ 30 ปี รวมไปถึงดูแลระบบ IT ทั้งหมดแบบ 7/24 ด้วยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรจะบรรลุวัตถุประสงค์การทำ Digital Transformation และคืนทุนอย่างรวดเร็ว

บริการ IT Managed Services ของ ITSM ประกอบด้วย

  • ให้คำปรึกษา วิเคราะห์กระบวนการทำงาน ออกแบบ และปรับปรุงระบบ IT ให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ
  • ให้คำปรึกษาและวางแผนการทำ IT Transformation
  • วางระบบ IT ด้วยโซลูชันที่เหมาะสมกับลักษณะงานขององค์กร
  • ควบคุมดูแลระบบ IT และบำรุงรักษา รวมไปถึงแก้ไขระบบ IT ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ
  • ปกป้องข้อมูลขององค์กรด้วยบริการสำรองข้อมูลบน Cloud
  • ให้บริการระบบ Log สำหรับจัดเก็บและวิเคราะห์เหตุการณ์ผิดปกติ (Security Incident) ที่เกิดขึ้น พร้อมส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว
  • จัดทำรายงานผลการทำงานสำหรับผู้บริหารและฝ่ายปฏิบัติงาน
  • มีกระบวนการยกระดับปัญหาเพื่อให้มั่นใจว่าปัญหาจะได้รับการดูแลจนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ พร้อมวางมาตรการควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีก
  • จัดหาและบริหารจัดการบุคลากรด้าน IT แบบ Outsourced Staff

ให้บริการตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อประกันคุณภาพและความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด

เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจถึงคุณภาพการให้บริการและความมั่นคงปลอดภัยที่ได้รับ ITSM ได้ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติและผ่านมาตรฐานสำคัญระดับสากลดังต่อไปนี้

  • ISO/IEC 20000-1:2011: มาตรฐานระบบบริหารจัดการการให้บริการทางด้าน IT
  • ISO/IEC 27001:2013: มาตรฐานระบบบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ

นอกจากนี้ ITSM มีเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการที่รวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่มีเครือข่ายสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้บริการ IT Managed Services มืออาชีพ

การให้บริการ IT Managed Services ของ ITSM เพื่อดูแลระบบ IT ขององค์กรอย่างครบวงจรก่อให้เกิดประโยชน์ดังต่อไปนี้

  • ลดภาระงานด้าน IT: ลดภาระงานขององค์กรในการบริหารจัดการและดูแลระบบ IT ช่วยให้องค์กรสามารถมุ่งความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจและการทำ Digital Transformation ได้
  • เพิ่มประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของระบบ IT: การบริหารจัดการทรัพยากร IT ขององค์กรอย่างเป็นระบบอยู่เสมอช่วยเพิ่มศักยภาพในการประมวลผลและจัดสรรพื้นที่การเก็บข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ IT ให้สูงยิ่งขึ้น
  • ลดค่าใช้จ่ายทางด้าน IT: ลดภาระค่าใช้จ่ายในการสร้างและฝึกฝนทีมงาน รวมไปถึงการจัดหาอะไหล่ อุปกรณ์ และระบบรองรับการจัดการด้าน IT Support ในองค์กร
  • มีการจัดการที่เป็นระบบ: สามารถบริหารจัดการระบบ IT ได้อย่างเป็นระบบ สามารถติดตามสถานะของงาน และมีการรายงานผลเพื่อนำไปปรับปรุงระบบ IT ขององค์กรให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีในอนาคต

ผู้ที่สนใจบริการ IT Managed Services ของ ITSM สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล itsm_sale@itsm.com หรือโทร 0-2062-4940

from:https://www.techtalkthai.com/it-managed-services-by-itsm/

พบเทคนิคการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายใยแก้วนำแสงใหม่ เร็วกว่าเดิมถึง 100 เท่า

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย RMIT ประเทศออสเตรเลีย ออกมาเปิดเผยถึงเทคนิคการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายใยแก้วนำแสง (Optical Network) แบบใหม่ โดยใช้การบิดคลื่นแสงให้เป็นเกลียวแทนที่จะส่งคลื่นแสงไปเป็นเส้นตรง ทำให้เพิ่ม Bandwidth ได้มากกว่าเดิมถึงหลักร้อยเท่า

Credit: ShutterStock.com

เทคนิคดังกล่าวถูกเรียกว่า “Orbital Angular Momentum (OAM)” เป็นเทคนิคการบิดคลื่นแสงแล้วส่งออกไปในรูปของเกลียวคลื่น เทคนิคนี้ถูกวิจัยและพัฒนามาเป็นระยะเวลาหลายปี โดยก่อนหน้านี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการส่งข้อมูลผ่านคลื่นแสงที่บิดเป็นเกลียวได้ด้วยความเร็วสูงถึง 2.56 Tbps อย่างไรก็ตาม การส่งคลื่นแสงออกไปในรูปแบบนี้ทำได้ยากในพื้นที่เปิดโล่ง จึงนำมาปรับใช้กับคลื่นสัญญาณวิทยุซึ่งสามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วถึง 32 Gbps

ล่าสุด นักวิจัยจาก RMIT ได้ออกมาเปิดเผยแล้วว่า สามารถใช้เทคนิค OAM บนสาย Fiber Optics และปรับปรุงให้ระบบมีขนาดเล็กลงเพื่อให้พร้อมสำหรับการให้บริการในเชิงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ได้ความเร็วสูงกว่าเทคโนโลยีปัจจุบันถึง 100 เท่าภายใน 2 – 3 ปีข้างหน้านี้ ที่สำคัญคือพวกเขาจะทำให้ OAM สามารถใช้งานร่วมกับระบบเครือข่ายแบบดั้งเดิมที่ใช้กันอยู่ได้ด้วย

ที่น่าสนใจคือ นักวิจัยระบุว่า พวกเขาได้แนวคิดเรื่องการบิดเกลียวมาจากรูปลักษณ์ของ DNA ที่ซึ่งยิ่งมีโมเมนตัมเชิงมุมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถเก็บข้อมูลได้มากเท่านั้น จึงเป็นไปได้ทีจะบิดคลื่นแสงให้เป็นเกลียวเพื่อให้สามารถ Encode ข้อมูลได้มากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ระบุตัวเลขความเร็วที่แน่ชัด นอกจากบอกว่าเร็วขึ้นกว่าเดิม 100 เท่า

ที่มา: https://www.networkworld.com/article/3317693/data-center/fiber-breakthrough-will-run-networks-100x-faster.html

from:https://www.techtalkthai.com/orbital-angular-momentum-can-make-optical-networking-100x-faster/

Google วางเคเบิ้ลใต้น้ำข้ามแอตแลนติก

Google ได้ออกประกาศว่ากำลังดำเนินการวางเคเบิ้ลได้น้ำข้ามมหาสมุทรอิตแลนติกจากชายหาดเวอร์จิเนียไปชายฝั่งของฝรั่งเศส โดยโครงการนี้จัดทำร่วมกับ TE SubCom ซึ่งเป็นบริษัทเฉพาะทางด้านเคเบิ้ลใต้น้ำช่วยออกแบบและสร้างการเดินสายครั้งนี้ คาดว่าจะสำเร็จใช้งานได้จริงภายในปี 2020

credit : Google.com

เคเบิ้ลใต้น้ำครั้งนี้ทาง Google ได้ตั้งชื่อว่า Dunant โดยเป็นโครงการครั้งที่ 12 แล้วเกี่ยวกับการลงทุนด้านเคเบิ้ลใต้น้ำของ Google อีกทั้งยังเป็นการลงทุนครั้งที่ 2 ที่ออกทุนของตนเองเต็มตัว เพราะก่อนหน้านี้ต้นปีบริษัทก็ได้ลงทุนส่วนตัวไปครั้งหนึ่งแล้วภายใต้ชื่อ Curie เพื่อเชื่อมระหว่างชิลีและลอสแองเจลิสซึ่งคาดว่าจะได้ใช้จริงในปีหน้า อย่างไรก็ตามยังมีการร่วมทุนระหว่างบริษัทอื่นเพื่อลงทุนด้านเคเบิ้ล เช่น Havfrue เพื่อเชื่อมต่อจากสหรัฐฯ ไปยังเดนมาร์กและไอร์แลนด์ และ HongKong-Guam Cable System นอกจากนี้ก็เคยมีการร่วมทุนกับ Facebook และจ้าง TE SubComm กับ Pacific Light Data วางเคเบิ้ลข้ามแปซิฟิคมาแล้ว

ที่มาของชื่อ Dunant ได้ตั้งตาม Henri Dunant เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและ Curie มาจาก Marie Curie นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง มีความเห็นจากฝั่ง Google โดย Jayne Stowell ฝ่ายกลยุทธ์และการเจรจาของโครงสร้างพื้นฐานได้เขียนผ่านบล็อกว่าเหตุผลคือความต้องการด้านประสิทธิภาพและ Capacity ที่เพิ่มขึ้น “เคเบิ้ลมักถูกวางในเส้นทางอย่างเฉพาะเจาะจง แต่ถ้าเราลงทุนของเราเองเราจะสามารถเลือกเส้นทางเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าส่วนใหญ่ที่สุดของเราได้” ซึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องการขยาย Bandwidth เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาทาง Google ยังคงประกาศเปิด Region ใหม่ในลอสแองเจลิสอีก 1 แห่งด้วย ซึ่งเมื่อต้นปีก็มีการเปิดตัว Region ในเนเธอแลนด์ มอนทรีออล และฟินแลนด์ไปแล้วเช่นกัน เรียกได้ว่าก็ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องอยู่เรื่อยๆ สำหรับ Google

ที่มา : https://www.networkcomputing.com/networking/google-building-trans-atlantic-subsea-cable/1736432087

from:https://www.techtalkthai.com/google-is-landing-dunant-cable-across-atlantic/

[PR] UIH ยกระดับโครงข่าย Terabit ทั่วไทย

UIH รุกอัปเกรดโครงข่ายสื่อสารทั่วประเทศ เพิ่มศักยภาพรองรับ Bandwidth เติบโตระดับ Terabit ในภูมิภาค พร้อมเป็นศูนย์กลางโครงข่ายระดับอาเซียน

คุณสันติ เมธาวิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) 
ในกลุ่มบริษัท เบญจจินดา โฮลดิ้ง กล่าวว่า UIH ผู้ให้บริการโครงข่ายและดิจิทัลโซลูชัน (Digital Infrastructure and Solution Provider) พร้อมเป็นศูนย์กลางโครงข่ายระดับอาเซียน ด้วยการอัปเกรดโครงข่ายสื่อสาร Backboneรับส่งข้อมูลด้วย Bandwidth ระดับ Terabit per second และสามารถรองรับได้ถึง 
8 Tbps เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างชายแดนไทยทั่วประเทศกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งได้เพิ่มสาย Fiber Obtics หลักเส้นที่ 3 ตามแนวทางรถไฟ ระยะทาง 2,500 กิโลเมตร เพื่อสร้างความเสถียรของโครงข่ายและเตรียมรับมือ กับปริมาณการใช้ Bandwidth ระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

จากรายงานข้อมูลของ Telegeography คาดการณ์ปริมาณ Bandwidth ระหว่างประเทศปี 2016 –  2023 
ในเอเชียเติบโตเฉลี่ยปีละ 47% หรือมีปริมาณ Bandwidth ประมาณ 1,128 Tbps ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 33% หรือมีปริมาณ Bandwidth ประมาณ 22.72 Tbps โดยกลุ่มผู้ใช้บริการที่ใช้งาน Bandwidth และมีอัตราเติบโตสูงในเอเชีย คือ กลุ่มผู้ให้บริการ Content เช่น Google, Facebook, Microsoft, กลุ่มสถาบันวิจัย-การศึกษา และ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

โดยโครงข่าย Fiber ระดับ Terabit ของ UIH พัฒนาบนเทคโนโลยี DWDM (Dense Wavelength Division Multiplexing) ที่ทันสมัยที่สุด และมีระบบ Automatically Switched Optical Network หรือ ASON ซึ่งมีคุณสมบัติในการบริหารจัดการเส้นทาง Fiber โดยระบบจะเลือกเส้นทาง Fiber บนโครงข่ายที่ดีที่สุดเพื่อรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว รองรับบริการโซลูชันการสื่อสารข้อมูลธุรกิจทั้งภายในและระหว่างประเทศ สำหรับลูกค้าองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Video Conference, Video Streaming, ดาวโหลดอัปโหลดข้อมูลความละเอียดสูง Ultra High Definition หรือ 4K, AI, Big Data Analytics, IoT เป็นต้น

นอกจากนี้ UIH ยังวางจุดเชื่อมโครงข่ายไปต่างประเทศ 7 แห่ง บริเวณจังหวัดติดชายแดนในประเทศไทย เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศใน AEC ประกอบด้วย จุดที่จังหวัดสงขลา เชื่อมต่อมาเลเซีย จุดที่สระแก้วเชื่อมต่อกัมพูชา จุดที่มุกดาหารและหนองคาย เชื่อมกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จุดที่เชียงราย ตาก เชื่อมกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และมีจุดเชื่อมต่อ (Point of Presence: PoP) ในฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายออกสู่
ทั่วโลก

“UIH ในฐานะ International Gateway สู่ AEC พร้อมยกระดับโครงข่ายก้าวไปอีกขั้น ด้วยความเร็วระดับ Terabit เชื่อมต่อระหว่างประเทศ รับเทรนด์การเติบโตของการใช้งาน Bandwidth ในภูมิภาคนี้” — คุณสันติกล่าว

คุณสันติ ระบุอีกว่า สำหรับภาคใต้เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของการวางโครงข่าย UIH โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสงขลาและเป็นศูนย์กลางธุรกิจการสื่อสารในภาคใต้ โดย UIH มีจุดวางโครงข่ายที่หาดใหญ่เชื่อมต่อไปยังเมืองปาดังเบซาร์ และสะเดา (จังโหลน) บริเวณติดชายแดนไทย มาเลเซีย และร่วมมือกับพันธมิตรโทรคมนาคมในมาเลเซียเชื่อมโครงข่ายตรงไปยังสิงคโปร์ และโครงข่ายทั่วโลก

from:https://www.techtalkthai.com/uih-upgrades-internet-to-terabit-per-second/

Sponsored Webinar: แนวทางการแก้ไขปัญหาของสาย Fiber Optics ในระบบเครือข่ายและ Data Center โดย Fluke Networks, Measuretronix

TechTalkThai ขอเรียนเชิญเหล่า Network Engineer, IT Administrator, ผู้ประกอบการด้านการเดินสาย Fiber Optics และเหล่่าผู้ดูแล Data CEnter ทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Troubleshooting Fiber Optics in a Data Centre or Enterprise Networks Environment โดย Fluke Networks และ Measuretronix” เพื่อเรียนรู้พื้นฐานด้านการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสาย Fiber Optics ขององค์กรในรูปแบบต่างๆ ในวันที่ 27 มีนาคม 2018 เวลา 14.00 โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Troubleshooting Fiber Optics in a Data Centre or Enterprise Networks Environment โดย Fluke Networks และ Measuretronix
ผู้บรรยาย: Somkiat Niyomwan, Fluke Networks, Product Manager, Measuretronix Ltd.
วันเวลา: วันอังคารที่ 27 มีนาคม 2018 เวลา 14.00 – 15.30
ช่องทางการบรรยาย: Cisco WebEx Meeting
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 200 คน
ภาษา: ไทย

 

การใช้งานสาย Fiber Optics ภายในระบบเครือข่ายขององค์กรและ Data Center ต่างๆ นั้นถือเป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานที่พบเห็นกันได้โดยทั่วไปในปัจจุบัน การดูแลรักษาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสาย Fiber Optics เหล่านี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นก็ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ระบบ IT และระบบ Network ขององค์กรทำงานได้อย่างราบรื่น ใน Webinar ครั้งนี้ ทางทีมงาน Measuretronix ร่วมกับ Fluke Networks จะมาเล่าถึงปัญหารูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสาย Fiber Optics, แนวทางการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา รวมถึงเคล็ดลับต่างๆ ในการดูแลรักษาสาย Fiber Optics เหล่านี้ให้ใช้งานต่อไปได้อย่างยาวนาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเหล่าผู้ฟังที่ต้องทำงานร่วมกับระบบเครือข่ายในทุกๆ ตำแหน่ง

 

1 ชั่วโมงเต็มกับ TechTalk Webinar ผ่าน Cisco WebEx Meeting

หลายท่านอาจประสบปัญหาเรื่องเวลา หรือการเดินทางมายังงานสัมมนาที่ต่างๆ ทำให้พลาดโอกาสในการอัพเดทเทรนด์และเทคโนโลยีอันเป็นที่น่าสนใจในปัจจุบัน TechTalkThai จึงได้ริเริ่มโปรเจ็คท์ TechTalk Webinar สำหรับกระจายความรู้ และอัพเดทข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ผ่านทางระบบ Web Conferencing (Cisco WebEx) เพื่อให้ทุกท่านสามารถรับชมและฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและ Vendor ต่างๆ จากที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญคือ ทุกท่านสามารถเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

 

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://go.techtalkthai.com/2018/03/sponsored-webinar-fiber-optics-troubleshooting-by-fluke-networks-and-measuretronix/ โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ในการสุ่มเลือกผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar จำนวน 200 ท่านในวันที่ 27 มีนาคม 2018 นะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/sponsored-webinar-fiber-optics-troubleshooting-by-fluke-networks-and-measuretronix/

ชิปประมวลผล Optical Network ใหม่ของ Nokia ทำให้ประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลใกล้ถึงขีดจำกัดทางทฤษฎี Shannon Limit แล้ว

Nokia ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Nokia Phonotic Service Engine 3 (PSE-3) ซึ่งเป็นชิปสำหรับใช้ประมวลผลการรับส่งข้อมูลในระบบเครือข่ายแบบ Optical Network ซึ่งทาง Nokia ระบุว่าชิปรุ่นนี้สามารถช่วยให้การรับส่งข้อมูลนั้นเข้าใกล้ขีดจำกัดเชิงทฤษฏีทางด้านการรับส่งข้อมูลบนสาย Fiber แล้ว

 

Credit: Nokia

 

Nokia PSE-3 นี้ใช้เทคนิคที่มีชื่อว่า Probalistic Constellation Shaping (PCS) ในการทำ Wavelength Modulation เพื่อปรับคลื่นสัญญาณให้เข้ากับคุณสมบัติของสาย Optical Fiber ให้มากที่สุด ทำให้การรับส่งข้อมูลสามารถเป็นไปได้ใกล้เคียงกับ Capacity ของสาย และสามารถเลือกใช้ความยาวคลื่นที่สามารถทนทานต่อสัญญาณรบกวนได้ดียิ่งขึ้น โดยรวมแล้ว Nokia PSE-3 สามารถเพิ่มปริมาณการรับส่งข้อมูลได้มากขึ้นถึง 65% ในขณะที่ใช้พลังงานน้อยลงถึง 60% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีก่อนหน้า

ขีดจำกัดเชิงทฤษฎีของการส่งข้อมูลบนสาย Fiber นี้มีชื่อเรียกว่า Shannon Limit ซึ่งเป็นค่าที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดย Claude Shannon นักวิจัยจาก Bell Labs เมื่อปี 1948 โดยค่า Shannon Limit นี้หมายถึงปริมาณข้อมูลที่สามารถรับส่งได้สูงสุดโดยแทบจะไม่มีการรับส่งข้อมูลที่ผิดพลาดเกิดขึ้นเลย ภายใต้สภาวะที่มีสัญญาณรบกวนในปริมาณต่างๆ

การใช้ PCS นี้นอกจากจะได้ความเร็วที่สูงขึ้นและประหยัดพลังงานมากขึ้นแล้ว ระยะในการรับส่งข้อมูลยังครอบคลุมตั้งแต่ 10 กิโลเมตรจนถึงระยะเกินกว่า 10,000 กิโลเมตรด้วย

นอกจากนี้ Nokia PSE-3 ยังรองรับความสามารถในการควบคุมด้วยโปรแกรม พร้อมทั้งยังมี Open Interface เพื่อเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ทำให้สามารถทำ Automation ได้ตามความต้องการ

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถศึกษาได้ที่ https://networks.nokia.com/photonic-service-engine-3 ครับ

 

ที่มา: https://www.sdxcentral.com/articles/news/nokia-optical-chipset-pushes-limits-of-speed-efficiency/2018/03/

from:https://www.techtalkthai.com/nokia-pse-3-could-reach-shannon-limit/