คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS_SOFTWARE

สรุปงาน FMS 28th Celebration & Customer Day 2020

เมื่อวันอังคารที่ 12 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา บริษัท ฟอร์เวิร์ด แมเนจเม้นท์ เซอร์วิส จำกัด (FMS) ร่วมกับ Huawei Cloud, Sage Asia, AutoSimply (จาก HongKong), Peresoft (จาก South Africa), PacificTech (จาก Australia) และกรมสรรพากร จัดงานสัมมนาประจำปี “Webinar – FMS 28th Anniversary Celebration & Customer Day”ในปีนี้ทางทีมงาน FMS ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบจัดงานสัมมนาเป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของทางรัฐบาล ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าของ FMS อย่างมากมาย ส่งผลให้เห็นว่า ทั้งทางด้านผู้ให้บริการ และผู้รับบริการมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานกันอย่างแพร่หลาย

โดยทางทีมงาน FMS ได้มีกิจกรรม Smiling Pizza Selfie นำส่งพิซซ่าให้ลูกค้าของ FMS ทั่วประเทศไทย และลูกค้าของ FMS ได้นำส่งภาพถ่ายคู่กับพิซซ่า เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าของ FMS ตลอด 28 ปี และร่วมรับรางวัล Huawei Watch 

 สำหรับ Agenda ของงาน “Webinar – FMS 28th Anniversary Celebration & Customer Day” มีการบรรยายตามหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ 

1. Welcome to  “Webinar – FMS 28th Anniversary Celebration & Customer Day” โดย คุณอโณทัย คุณาพรไพโรจน์  (Managing Director, FMS) 

ภายในปี 2021 นี้ บริษัท ฟอร์เวิร์ด แมเนจเม้นท์ เซอร์วิส จำกัด (FMS) มุ่งเน้นในการพัฒนาของ Business Process ให้กับบริษัทลูกค้า

  • โดยมีการจับมือคู่กับ Huawei Cloud และ Sage Global เพื่อพัฒนา Sage 300 Cloud Solution, ระบบ On Web ERP
  • การนำเรื่องระบบ Procurement และ workflow Approval
  • การสร้างระบบ Intregration – API , EDI ให้ทั้งระบบในองค์กรเชื่อมต่อ Seamless และ เป็น Single Database
  • การพัฒนาด้าน Mobile Application สำหรับ การขาย
  • การพัฒนา ด้านระบบ การผลิต Manufacturing และ Barcode system

2. Keynote Session : New Value with Cloud and AI Technology Innovation  โดย คุณโกวิช ตรีวรกุลชัย (Senior Solution Architect, Huawei Cloud) 

โดยภายใน Webinar “FMS 28th Celebration & Customer Day” คุณโกวิชได้นำเสนอเกี่ยวกับ Cloud Platform เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจาก Huawei Cloud พร้อมกับเล่าถึงประวัติความเป็นมา รูปแบบของ Cloud Platform (Private Cloud, Public Cloud และ Hybrid Cloud) การใช้บริการ Cloud Technology และข้อดีที่ผู้ใช้งานควรหันมาใช้ Cloud Solution

3. Keynote Session : E-Connect with The Revenue Department “e-WHT, and e-Tax invoice, and e-Receipt” โดย คุณสุภิดา บรรเทาทุกข์ (นักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ), คุณอัครพล ทาแก้ว (นิติกรชำนาญการพิเศษ), คุณธีรวุฒิ ไชยหนู (นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ) และ  คุณหทัยภัทร ชำนาญเมือง (นักวิชาการภาษีปฏิบัติการ) 

การแนะนำระบบ e-Withholding Tax (ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์) ระบบ e-Tax Invoice (ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) และ e- Receipt (ระบบใบรับอิเล็กทรอนิกส์) โดยบรรยายถึงความหมาย ผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ ภาพรวมของการทำงานของระบบ รวมถึงการสาธิตการทำงานของ ระบบ e-Withholding Tax ซึ่งเป็นประโยชน์ และทำให้ผู้ใช้งานที่มีความสนใจในระบบมีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ท่านลูกค้าสามารถรับชมการบรรยายย้อนหลังได้ที่ FMS Youtube Channel : https://youtu.be/FPkpNOoQ-NQ

4. Solution from AutoSimply : Sales Anywhere, Barcode System และ Manufacturing โดย คุณภัทราวดี จูมผา (Senior Application Consultant, FMS)

AutoSimply Third Party Solution ที่รองรับการเชื่อมต่อการทำงานกับระบบ Sage 300 (Accpac) ซึ่ง AutoSimply Solution ที่ทาง FMS นำเสนอในครั้งนี้คือ

  1. Sales Anywhere Solution – Sales Mobile Application ที่ช่วยให้พนักงานขายในองค์กรของท่าน สามารถเข้าถึงข้อมูล และทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านทางมือถือ อีกทั้งยังสะดวกรวดเร็วต่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการออกใบเสนอราคา ตรวจสอบสต็อกสินค้าได้อย่าง Real-Time
  2. Barcode Solution – ระบบ Barcode System ที่มุ่งเน้นมาช่วยงานทางด้าน Warehouse และทางด้าน Production โดยการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Handheld สแกนบาร์โค้ดลิ้งค์ข้อมูลเข้าสู่ระบบ Sage 300 (Accpac) เพื่อจัดเก็บข้อมูลภายในสินค้าคงคลัง (Inventory)
  3. Manufacturing Solution – ระบบที่เข้ามาช่วยงานในด้านของ Production โดยจะเริ่มต้นการทำงานตั้งแต่การสร้าง BOMs (Bill of materials) ไปจนถึง การวางแผนการผลิต (Production Planning)

ทั้งนี้ท่านลูกค้าสามารถรับชมการบรรยายย้อนหลังได้ที่ FMS Youtube Channel : https://youtu.be/TZjf0vtuKJg

5. Solution from PacificTech : Purchasing Workflow โดย คุณดลยา คุณาพรไพโรจน์ (General Manager & Senior Consultant, FMS)

PacificTech Solution ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ Sage 300 และช่วยให้การทำงานของผู้ใช้งานได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น

  1. Purchasing Workflow การอนุมัติงานฝ่ายจัดซื้อ และระบบ Workflow ผ่านระบบ Sage 300
  2. Audit Logger การควบคุมภายในระบบ Sage 300 (Accpac) สำหรับองค์กรต้องการเก็บ Log การใช้งานของผู้ใช้งาน
  3. Key Communication เชื่อมต่อ Log Email กับ Customer Contract สามารถ View ข้อมูลภายใน Email

ทั้งนี้ท่านลูกค้าสามารถรับชมการบรรยายย้อนหลังได้ที่ FMS Youtube Channel : https://youtu.be/6dbSPvYiwOI

6. Solution from PereSoft : Cashbook Web UIs, Rec Express และ Eft Express โดย คุณขวัญฉัตร ทักษิณวราจาร (Senior Application Consultant & Certified Public Accountant , FMS)

อีกหนึ่ง Third Party Solution ที่ทาง FMS นำมาเสนอในครั้งนี้คือ

  1. Cashbook Web UIs – การบันทึกเงินสดย่อยแบบออนไลน์ ผ่านระบบ Web UIs โดยในการบรรยายนี้ทาง FMS ได้นำเสนอเกี่ยวกับตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างการใช้งานผ่าน Web UIs และ Window
  2. REC Express และ EFT Express โปรแกรมเชื่อมต่อการธุรกรรมกับธนาคาร หรือ Bank Reconciliation โดยการ Import Bank Statement ที่ได้จากธนาคาร จากนั้น ระบบ Sage 300(Accpac) จะทำ Auto-Reconcile รายการที่ Match กันให้

ทั้งนี้ท่านลูกค้าสามารถรับชมการบรรยายย้อนหลังได้ที่ FMS Youtube Channel : https://youtu.be/O5hX5cwYdXA

7. Sage 300 Year End Training and Sage 300 Tips & Tricks โดย คุณภัทราวดี จูมผา (Senior Application Consultant, FMS) และ คุณนพปฎล (System Engineer, FMS)

การทบทวนความรู้เรื่องวิธีการปิดงบประจำปีของ Sage 300 (Accpac) เพื่อให้ใช้งานมีความถูกต้อง รวดเร็ว  และสะดวกในการทำงานและ เรียนรู้ Tips & Tricks ต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบ Sage 300 (Accpac)

สนใจติดต่อทีมงาน FMS ได้ทันที

สำหรับท่านลูกค้าที่สนใจเกี่ยวกับ Cloud Solution, Sales Anywhere, Barcode System, Manufacturing, Purchasing Workflow, Cashbook Web UIs และ Rec Express สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 274 4070 (คุณวุฒิพร) หรือส่ง Email มาที่ marketing@fmsconsult.com

ท่านลูกค้าสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FMS Solution ได้ที่: 

http://www.fmsconsult.com/en/solutions.html

และสามารถอ่านสรุปเกี่ยวกับงานสัมมนาที่ผ่านมาได้ที่ : 

http://www.fmsconsult.com/en/news-event/seminar.html

สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับระบบ ERP ได้ที่ : 

http://www.fmsconsult.com/en/news-event/knowledge.html

ช่องทางการรับชมบันทึกงานสัมมนาย้อนหลัง

FMS Youtube Channel : https://www.youtube.com/user/ElearningFMS

FMS Facebook Page : https://www.facebook.com/fmsconsult

FMS Website : http://www.fmsconsult.com/en/

from:https://www.techtalkthai.com/fms-28th-celebration-customer-day-2020-summary/

เปลี่ยนการทำงานของธุรกิจองค์กรให้เป็นแบบ Paperless และ Online ได้ง่ายๆ พร้อมใช้งานได้ทันที ด้วย K2 SmartOffice

ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดในปี 2020 นี้ หลายธุรกิจองค์กรเองก็ได้เริ่มปรับตัวไปสู่การนำบริการ Cloud และระบบ Business Application หลากหลายเข้ามาใช้เพื่อดำเนินธุรกิจ เปลี่ยนการทำงานและประสานงานผ่านกระดาษมาสู่เทคโนโลยีดิจิทัลแทนอย่างเต็มตัวกันมากขึ้น

Nintex ในฐานะของผู้นำทางด้านระบบ Digital Process Automation ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนกระบวนการการทำงานแบบเดิม ๆ มาสู่การทำงานแบบ Paperless บนระบบออนไลน์ที่มีการจัดการและดำเนินการให้แบบอัตโนมัติ ก็ต้องการที่จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรไทยสามารถปรับตัวสู่โลกของดิจิทัลได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงได้ทำการพัฒนาระบบ K2 SmartOffice ที่เป็นระบบ Paperless สำเร็จรูปตั้งต้นที่มีแบบฟอร์มธุรกิจพื้นฐานให้พร้อมใช้งานได้ทันที 25 ฟอร์มที่รองรับการทำงานถึง 5 แผนก พร้อมเปิดให้มีการพัฒนาแบบฟอร์มใหม่ๆ สำหรับใช้งานในธุรกิจเพิ่มเติมได้ในภายหลังอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

มีระบบ ERP แล้ว ทำไมยังต้องมีระบบ Form หรือ Workflow แยกอีก?

โดยทั่วไปแล้วหลายธุรกิจเองก็อาจมีการใช้ Enterprise Resource Planning หรือ ERP ในการบริหารจัดการธุรกิจอยู่แล้ว ซึ่งธุรกิจที่ใช้ระบบ ERP ก็มักพบกับความท้าทายหรือปัญหาในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่

  1. ระบบมีความซับซ้อน ปรับแต่งแก้ไขได้ยาก ต้องอาศัยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาปรับแต่งให้ ซึ่งก็มักใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายที่สูง
  2. ธุรกิจเองยังไม่มีโจทย์ที่ชัดเจนในการวางแผนส่วนนี้ และต้องการค่อยๆ จัดการวางระบบทีละส่วนต่อยอดเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
  3. ด้วยความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วที่เกิดขึ้นกับธุรกิจทั่วโลก ทำให้กระบวนการทำงานต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และธุรกิจต้องการเครื่องมือที่สามารถปรับแต่งตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้อย่างยืดหยุ่น

ด้วยเหตุนี้เอง แนวทางหนึ่งที่หลายธุรกิจองค์กรเลือกใช้ ก็คือการวางระบบ ERP ให้ครอบคลุมกับความต้องการหลักๆ ของธุรกิจ และนำระบบเสริมอื่น ๆ มาต่อยอดในความต้องการส่วนที่เหลือ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปรับธุรกิจสู่ดิจิทัล และทำให้ค่าใช้จ่ายในการลงทุนพัฒนาระบบ ERP นั้นไม่สูงจนเกินไป

K2 Platform คือระบบ Digital Process Automation ที่เปิดให้ผู้ใช้งานซึ่งไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีนั้น สามารถเข้ามาทำการสร้างแบบฟอร์มและ Workflow ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานที่ต้องการได้ เช่น การสร้างแบบฟอร์มให้มีการบันทึกข้อมูลได้ตามต้องการ, การวางระบบให้มีการอนุมัติตามลำดับสายงาน, การจัดเก็บบันทึกวิเคราะห์ข้อมูล, การนำข้อมูลจากแบบฟอร์มหนึ่งๆ ไปดำเนินการอัตโนมัติต่อในกระบวนการอื่น ๆ หรือส่งต่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเติมเต็มกระบวนการปลีกย่อยที่ระบบ ERP อาจไม่ได้รองรับมาก่อน และสามารถทำการรับส่งข้อมูลระหว่างระบบ ERP กับ K2 Platform ได้ เพื่อให้สามารถผสานระบบและข้อมูลร่วมกันได้นั่นเอง

หลายธุรกิจนั้นเลือกใช้ K2 Platform จาก Nintex มาเป็นส่วนเสริมให้กับระบบ ERP ที่มีอยู่ โดยการพัฒนาแบบฟอร์มสำหรับรองรับ Process ที่ต้องการ และส่งข้อมูลผลลัพธ์หลังจากผ่านการอนุมัติหรือการดำเนินการไปแล้วเพื่อไปบันทึกหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนระบบ ERP โดยใช้ทีมงานในฝ่ายธุรกิจเป็นผู้พัฒนาแบบฟอร์มด้วยตนเอง ทำให้ธุรกิจยังคงสามารถพัฒนาระบบบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ต้องจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน ERP และไม่ต้องเสียเวลากับการทำความเข้าใจ Requirement ของฝ่ายธุรกิจ รวมถึงยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ นอกเหนือจาก ERP เช่นระบบ CRM, HRM และอื่น ๆ อีกมากมายได้

K2 SmartOffice ระบบบริหารจัดการการทำงานแบบ Paperless กว่า 25 แบบฟอร์ม ที่พร้อมเชื่อมต่อระบบ ERP หรือระบบบัญชี/การเงินที่มีอยู่ได้ทันที

ถึงแม้ K2 Platform นั้นจะเปิดให้ธุรกิจสามารถพัฒนาแบบฟอร์มและ Process ให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานของตนเองได้อย่างอิสระ แต่หลายธุรกิจในช่วงแรกเริ่มนั้นถึงแม้จะมีความรู้ด้านการพัฒนาระบบบน K2 แล้ว ก็อาจต้องใช้เวลาเริ่มต้นไปกับการลองผิดลองถูกพัฒนาระบบขึ้นมาบ้างอยู่เช่นกัน

ทีมงาน Nintex ในประเทศไทยนั้นเข้าใจในประเด็นปัญหาตรงนี้เป็นอย่างดี และอยากช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถปรับตัวสู่การทำงานแบบ Paperless ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงได้ทำการพัฒนา K2 SmartOffice ที่ได้รวมเอา 25 แบบฟอร์มที่พร้อมใช้งานได้เลยมาให้ธุรกิจองค์กรเริ่มใช้เป็นจุดตั้งต้น ก่อนที่จะต่อยอดระบบในรูปแบบที่ตนเองต้องการ ด้วยความสามารถโดดเด่น 4 ประการ ดังนี้

1) 25 แบบฟอร์มพร้อมใช้งานสำหรับ 5 แผนกในทุกธุรกิจ ปรับแต่งได้ตามใจ รองรับภาษาไทย

ในระบบเริ่มต้นนี้จะมาพร้อมกับแบบฟอร์มด้วยกันถึง 25 แบบฟอร์ม ครอบคลุมการใช้งานในแผนก HR, IT, Operations, Finance และ Management Office โดยครอบคลุมกระบวนการหลักๆ ดังนี้

  • HR: ระบบจัดการพนักงานเข้าใหม่, ระบบสอบถามข้อมูลทางด้าน HR สำหรับพนักงาน, ระบบลางาน, ระบบขอรับการฝึกอบรม, ระบบขอชุดพนักงาน, ระบบขอหนังสือรับรองสำหรับพนักงาน,ระบบจัดการพนักงานลาออก, 
  • IT: ระบบขออุปกรณ์ทางด้าน IT สำหรับพนักงาน, ระบบขอรับบริการทาง IT, ระบบขอเข้าใช้ระบบต่าง ๆ ภายในบริษัท, ระบบขอเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนข้อมูลบริษัท
  • Operations: ระบบประกาศข่าวสารบริษัท, ระบบบันทึกเวลาทำงาน, ระบบตรวจสอบเอกสารทั่วไป, ระบบจัดการการประชุม, ระบบจองห้อง, ระบบแจกจ่ายงานให้กับพนักงานในสังกัด,ระบบบันทึกผู้ติดต่อ, ระบบขอทำงานนอกสถานที่, ระบบขออนุญาตทำงานล่วงเวลา
  • Finance: ระบบเบิกเงินทดรองล่วงหน้า, ระบบเบิกค่าใช้จ่าย
  • Management Office: ระบบบันทึกและออกเลขเอกสารขาเข้า, ระบบบันทึกและออกเลขเอกสารขาออก, ระบบจองยานพาหนะ

จะเห็นได้ว่าหลายระบบในนี้เป็นระบบที่ ERP ทั่วไปอาจจะไม่มีให้ใช้งาน แต่การมีระบบเหล่านี้จะทำให้การทำงานในแผนกต่าง ๆ นั้นมีความสะดวกและเป็นระบบระเบียบมากขึ้น พร้อมมีข้อมูลในการทำงานได้อย่างถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น และช่วยให้การสื่อสารระหว่างพนักงานภายในองค์กรมีความเป็นระบบ มีข้อมูลครบถ้วน ช่วยให้การทำงานโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

ทั้งนี้ในแต่ละระบบย่อยนี้ K2 Platform ก็จะมีระบบสถิติข้อมูลภาพรวมให้ เพื่อให้แต่ละแผนกสามารถเห็นถึงปริมาณงานที่เกิดขึ้นและแนวโน้มที่น่าสนใจในการทำงานจริงได้ ในขณะที่พนักงานแต่ละคนเองก็จะมีหน้าสรุปรวมว่าตนเองนั้นเคยส่งแบบฟอร์มใดไปบ้าง และมีความคืบหน้ากับแบบฟอร์มนั้นอย่างไร รวมถึงหัวหน้าฝ่าย ผู้จัดการ หรือผู้บริหารเองก็จะได้รับแบบฟอร์มต่าง ๆ เพื่อทำการอนุมัติได้ในระบบทันที

ตัวระบบเองสามารถทำการกำหนด Logic ในการประมวลผลข้อมูลแบบฟอร์มให้แตกต่างกันไปตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ เช่น ถ้าหากเป็นการขอทดรองจ่ายในงบประมาณที่ไม่สูงนัก ก็อาจให้พนักงานคนใดก็ได้ในฝ่ายการเงินอนุมัติ แต่ถ้าหากมีการร้องขอทดรองจ่ายงบประมาณหลักหมื่นหรือหลักแสน ก็อาจต้องให้หัวหน้าแผนกหรือผู้บริหารในฝ่ายการเงินตรวจสอบและอนุมัติด้วยตนเอง เป็นต้น

2) เข้าถึงฟอร์มได้จากทุกที่ทุกเวลาบนทุกอุปกรณ์อย่างมั่นคงปลอดภัย

ระบบแบบฟอร์มที่สร้างขึ้นบน K2 Platform นี้จะสามารถถูกเปิดได้บนทั้ง PC, Tablet และ Smartphone ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้สามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลาบนทุกอุปกรณ์ ซึ่งผู้ใช้งานนั้นต้องทำการ Login เข้าระบบก่อนใช้งาน และผู้ใช้งานแต่ละคนจะสามารถเข้าถึงฟอร์มหรือหน้าจอต่าง ๆ ได้เฉพาะเท่าที่ตนเองได้รับสิทธิ์เท่านั้น

3) เชื่อมต่อระบบ ERP และ Business Application ได้ตามต้องการ

การใช้งาน K2 SmartOffice นี้สามารถใช้งานแบบ Standalone เดี่ยว ๆ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับระบบใด ๆ ก็ได้ หรือจะมีการผสานระบบเข้ากับระบบ ERP เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันก็ได้เช่นกัน โดยสำหรับการใช้งานโดยไม่มีการเชื่อมต่อระบบ ERP นั้นจะสามารถติดตั้งใช้งานสำเร็จได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ แต่ถ้าหากต้องการผสานระบบ ERP ด้วยก็อาจใช้เวลามากกว่านั้นไม่นาน ดังนั้นธุรกิจจึงสามารถเริ่มต้นใช้งานระบบของ K2 Platform ก่อนได้เลย ก่อนที่จะค่อยๆ ผสานระบบเข้ากับ ERP ในภายหลัง

4) ต่อยอดสู่การทำ Paperless อย่างเต็มตัวกับ Low-Code Platform จาก K2 Platform

หลังจากที่ใช้งาน K2 SmartOffice จนเริ่มคุ้นชินแล้ว ธุรกิจองค์กรเองก็อาจมีแผนพัฒนาแบบฟอร์มใหม่ๆ เพื่อรองรับกระบวนการทำงานอื่นๆ เพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งระบบของ K2 เองก็รองรับการพัฒนา Application เหล่านี้ขึ้นมาได้โดยไม่ต้องมี Software Developer เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด หรือหากมี Software Developer ระบบก็อาจพัฒนาได้เร็วขึ้นและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยคุณสมบัติดังนี้

  • สามารถสร้างหน้าจอของระบบได้ในแบบ Drag & Drop โดยสามารถเปิดใช้งานได้บนทุกอุปกรณ์
  • สามารถกำหนด Logic การทำงานของ Application ได้ในแบบ Flowchart
  • ภายในระบบมีฐานข้อมูลของตนเอง และยังสามารถเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลที่หลากหลายได้ตามต้องการ
  • สามารถเชื่อมต่อ API กับระบบภายนอกได้

ที่ผ่านมา ธุรกิจทั่วโลกและธุรกิจองค์กรไทยหลายแห่งนั้นได้มีการใช้งาน K2 Platform มาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว และจุดเด่นด้านการเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถพัฒนาระบบ Application หรือแบบฟอร์มขึ้นมาได้เองนี้ ก็ทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และปรับตัวสู่การทำ Digital Transformation ได้อย่างรวดเร็ว

ทดลองใช้งาน K2 SmartOffice ได้ทันที ไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถทำการลงทะเบียนเพื่อทดลองใช้งาน K2 SmartOffice ได้ทันทีที่ Link นี้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ และสามารถทดสอบระบบได้นานถึง 30 วันครบทั้ง 25 แบบฟอร์ม

ติดต่อทีมงาน Nintex  ได้ทันที

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อทีมงาน Nintex ได้ทันทีที่อีเมล์ sumana.khuarattanachai@nintex.com โทร 086-898-1177

from:https://www.techtalkthai.com/nintex-k2-smartoffice-paperless-online-workflow/

เพิ่มประสิทธิภาพให้ ERP ด้วย Infor OS ลดภาระด้าน IT ตอบทุกโจทย์เทคโนโลยีในองค์กรอย่างรวดเร็วและง่ายดาย

ความเร็วของความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจปัจจุบันนั้นทำให้บทบาทของเทคโนโลยีเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพ ก็กลายเป็นรากฐานที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตและปรับตัวให้ทันต่อการแข่งขันและความต้องการของลูกค้า คำถามไม่หยุดอยู่ที่ว่าคุณใช้เทคโนโลยีแล้วหรือไม่ แต่เป็นคุณใช้เทคโนโลยีได้ดีแค่ไหน เปลี่ยนได้เร็วแค่ไหน ต่อยอดไปได้ไกลเท่าไร 

ในบทความนี้ จะขอแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับ Infor OS แพลตฟอร์มเทคโนโลยีจาก Infor ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเชื่อมต่อระหว่างแอปพลิเคชันและโซลูชันต่างๆ และครบครันไปด้วยเครื่องมือที่จะเสริมการทำงานของทั้งระบบ ERP และสมาชิกภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำงานง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งให้องค์กรพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆอยู่เสมอ 

เกี่ยวกับ Infor

หากพูดถึงผู้ให้บริการโซลูชัน ERP ขนาดใหญ่ของโลกแล้วชื่อของ Infor คงเป็นหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย โดยมีโซลูชันที่เป็นที่รู้จักดีอย่าง Infor LN, Infor WMS, Infor HCM, และ Infor M3 

อีกทั้งยังมีโซลูชันเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย เช่น อุตสาหกรรมอากาศยาน อุตสาหกรรมการผลิตในรูปแบบต่างๆ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมการแพทย์  

จุดเด่นของ Infor คือความเข้าใจในธุรกิจที่ลึกซึ้งและการออกแบบโซลูชันให้ตอบโจทย์กับธุรกิจในรูปแบบต่างๆ อย่างเฉพาะเจาะจง โดย Infor ผสานประสบการณ์การให้บริการลูกค้ามาอย่างยาวนานเข้ากับเทคโนโลยีสำหรับอุตสากรรมเฉพาะทางที่ได้มีการเข้าซื้อหรือวิจัยพัฒนาขึ้น ทำให้ Infor สามารถพัฒนาโซลูชันที่ครอบคลุมและครบครันสำหรับการดำเนินธุรกิจอย่างแท้จริง 

What is Infor OS

ในปัจจุบัน ธุรกิจส่วนใหญ่มีการนำแอปพลิเคชันและเทคโนโลยีหลากหลายชนิดเข้ามาใช้เพื่อเสริมการดำเนินงานในส่วนต่างๆ แต่การที่จะดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ธุรกิจจำเป็นจะต้องเชื่อมต่อระบบต่างๆเหล่านั้นให้สามารถทำงานร่วมและส่งเสริมกันและกันได้

Infor OS (Operating Service) เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นรากฐานเชื่อมต่อเทคโนโลยีต่างๆภายในองค์กร โดยครอบคลุมความต้องการทางธุรกิจในหลายด้าน ตั้งแต่การทำ Integration เครื่องมือ Collaboration ไปจนถึงการจัดการเอกสารภายในองค์กร และการค้นหาข้อมูล โดย Infor OS เป็นซอฟต์แวร์เสริม เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ ERP ที่ธุรกิจใช้งานอยู่ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP ของ Infor เอง หรือจากผู้ให้บริการอื่นๆ เช่น SAP หรือ Oracle 

แพลตฟอร์ม Infor OS นั้นประกอบไปด้วยโซลูชันต่างๆของ Infor ได้แก่ Coleman Artificial Intelligence ระบบ AI และ Machine Learning, Infor Data Lake สำหรับการเก็บและเรียกใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบ, Birst Business Analytics เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล, Infor ION สำหรับงาน Integration ระหว่างระบบ, และ Infor Mongoose โซลูชันพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Low-code โดยทั้งหมดนี้ถูกนำมาผสมผสานออกมาเป็น 8 โมดูลของ Infor OS ได้แก่

1. Infor Ming.le – แพลตฟอร์ม Collaboration และจัดการขั้นตอนการทำงานภายในองค์กร ซึ่งมีหน้า Feed ของการทำงานที่รวบรวมข้อมูล ข่าวสาร Task, Workflow และการติดต่อสื่อสารในการทำงานเข้าไว้ด้วยกันให้ผู้ใช้สามารถเข้ามาตรวจสอบสิ่งที่เข้ามาใหม่และสิ่งที่ควรสนใจได้อย่างรวดเร็วจากหน้าจอ Homepage ซึ่งจะช่วยเพิ่ม Productivity ของสมาชิกภายในองค์กร

  • Tasks – ชิ้นงานที่สามารถส่งต่อ มอบหมาย อ้างอิงถึงเอกสารในระบบ IDM (Infor Document Management) หรือการทำงานภายในระบบ ERP เช่น การอนุมัติคำสั่งซื้อ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Alert ได้ด้วย

2. HomePages ซึ่งคือหน้าแรกของการทำงานซึ่งผู้ใช้สามารถปรับแต่ง Widget จากโมดูลอื่นของ Infor OS หรือระบบ ERP และแอปพลิเคชันเข้ามาใส่ให้ตรงความความต้องการใช้งานของแต่ละบุคคลได้ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน

3. ION หรือ Intelligent Open Network – แพลตฟอร์มที่ถูกออกแบบมาเพื่อการทำ Integration หรือเชื่อมต่อระหว่างระบบต่างๆภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันจาก Infor เอง หรือของ Third-party ก็ตามเข้ามาเป็นระบบเดียวกันผ่าน API กำจัด Silo ภายในองค์กร ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลและดูแลรักษา 

ION มีฟีเจอร์ในการสร้าง Workflow และ Alerts ที่สามารถเชื่อมต่อกับการทำงานของระบบ ERP และ Task ใน Ming.le ได้ ทำให้องค์กรสามารถ Monitor ภาพรวมของการทำงานได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนปัญหาหรือความเปลี่ยนแปลงต่างๆโดยทันที หรือการใช้ Workflow ช่วยดำเนินขั้นตอนโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และลดเวลาในการทำงานได้

  • Workflow คือขั้นตอนการทำงานอัตโนมัติที่ธุรกิจสามารถเลือกใช้จากขั้นตอนพื้นฐานที่ Infor ได้จัดเตรียมไว้ให้ ปรับแต่งจาก Workflow เดิม หรือสร้างขึ้นใหม่เองทั้งหมด โดยการทำงานสามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลการทำงานของระบบ ERP เช่น เลขที่คำสั่งซื้อ และเชื่อมต่อกับระบบ Task และ Alert ได้

4. IDM หรือ Infor Document Management – ระบบจัดการเอกสารกลางขององค์กร ที่สามารถ Sync ข้ามอุปกรณ์ได้ทันที ทำให้สะดวกและง่ายต่อการแชร์เอกสาร ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ภายในทีม หรือกับทั้งองค์กร ตัวระบบมีการบันทึกประวัติเอกสารเป็นเวอร์ชัน (Version control) สำหรับการแก้ไขและมีการรักษาความปลอดภัยและการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง

5. Infor BI – ระบบ Business Intelligence สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time รองรับการทำงานร่วมกับข้อมูลในระบบ ERP ที่เชื่อมต่อ ระบบอื่นๆ จาก Infor รวมไปถึงจากแหล่งข้อมูลภายนอก เช่น Amazon RedShift และ RDBMS ทั้งหลาย

6. User Management – ระบบจัดการสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและส่วนต่างๆของแพลตฟอร์ม รวมไปถึงการยืนยันตัวตนในการเข้าใช้งาน

7. Infor ION BV สำหรับการเก็บข้อมูลขององค์กรให้รวมศูนย์อยู่ที่เดียว รองรับการนำไปใช้งานในการวิเคราะห์ จัดทำรีพอร์ตนำไปใช้งานโดยระบบอื่นๆ อีกทั้งยังสามารถเป็นระบบจัดเก็บข้อมูลระยะยาวขององค์กรอีกด้วย

8. Infor Enterprise Search – ค้นหาข้อมูลจากระบบทั้งหมดขององค์กร ช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงานและอ้างอิงถึงข้อมูลเก่า 

นอกจากนี้ Infor OS ยังมีแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ได้แก่ Infor Ming.le และ Infor Document Management ทั้งบนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ซึ่งจะเข้ามาช่วยให้การทำงานเป็นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ว สามารถทำงานหรือเช็คข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา

 

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจาก Infor OS

Infor OS จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบ ERP ในด้านต่างๆ ดังนี้

  1. เพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆในขั้นตอนการดำเนินงาน ด้วยระบบ Alert และ Ming.le ซึ่งจะแจ้งเตือนและนำเสนอถึงสิ่งที่ผู้ใช้ควรให้ความสำคัญ ปัญหา หรือสิ่งที่ต้องพิจารณาอนุมัติ นอกจากนี้ ยังมีระบบ Workflow ที่สามารถดำเนินขั้นตอนได้อย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ และระบบ IDM Document Management ที่เชื่อมต่อถึงกันทั้งทีม อีกทั้งผู้ใช้สามารถทำงานได้ผ่านแอพพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ทำให้การดำเนินงานเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
  2. ยกระดับประสบการณ์ในการใช้งานให้กับผู้ใช้ ผู้ใช้สามารถมีหน้า HomePages การทำงานที่เหมาะสมและเกี่ยวข้องกับงานในความรับผิดชอบ ลดความซับซ้อนของเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถโฟกัสกับงานที่สำคัญได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีหน้าตาการใช้งานที่ถูกออกแบบมาอย่างดี และเครื่องมือต่างๆ เช่น Integration ที่จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น
  3. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลในองค์กรและนำมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ มีระบบ BI ที่ช่วยในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลในด้านต่างๆ ทำให้สมาชิกภายในองค์กรสามารถทำงานแบบ Data-driven ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี Infor ION BV เป็นผู้ดูแลความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
  4. เป็นแพลตฟอร์มกลางในการสื่อสารและทำงานร่วมกันภายในทีมและองค์กร ช่วยให้สมาชิกภายในทีมได้เห็นภาพรวมของงาน พูดคุย ค้นหาข้อมูล ตอบคำถาม และแบ่งปันเอกสารหรือข้อมูลถึงกันได้โดยง่ายและรวดเร็วแม้อยู่คนละส่วนงาน ซึ่งเครื่องมือเช่นนี้จะช่วยในแง่ของการสื่อสาร และเพิ่ม Productivity ให้กับการทำงาน ทั้งการทำงานในออฟฟิศ และการทำงานนอกสถานที่
  5. ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความเสถียรให้กับระบบในองค์กร Infor OS นั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต ดังนั้นจึงถูกออกแบบให้มีการรักษาความปลอดภัยที่พร้อมรับมือกับการโจมตีหลายรูปแบบ มีระบบการจัดการการยืนยันตัวตนแบบละเอียด รักษาความปลอดภัยแยกในแต่ละ Web Services นอกจากนี้ ยังมีระบบที่จะช่วยเสริมความเสถียรให้กับการทำงานของแพลตฟอร์ม เช่น การจัดการ Scaling และการทำ High Availability 

Infor OS เหมาะกับใคร

Infor OS นั้นเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมการทำงานของระบบ ERP ภายในองค์กร ดังนั้นการจะใช้งาน Infor OS ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั้น องค์กรควรจะมีระบบ ERP ที่ใช้งานอยู่แล้วและกำลังมองหาซอฟต์แวร์เพิ่มเติมที่จะช่วยให้ธุรกิจทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดึงประโยชน์จากระบบ ERP ออกมาได้เต็มที่ โดยขนาดขององค์กรที่แนะนำว่าคุ้มค่าต่อการติดตั้ง Infor OS คือองค์กรที่มีผู้ใช้งานในระบบERP ตั้งแต่ 30 คนขึ้นไป 

ในขณะเดียวกัน องค์กรที่กำลังจะติดตั้งระบบ ERP ใหม่ ก็สามารถติดตั้ง Infor OS เข้าไปใช้งานพร้อมๆ กันเลยได้เช่นกัน โดย Infor OS นั้นจะใช้เวลาในการ Implement ประมาณ 6 เดือน หรือขึ้นกับขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ

Infor OS เป็นโซลูชันเสริมที่มาพร้อมกับ Infor CloudSuite Industrial Enterprise แต่สำหรับผู้ใช้งานในรูปแบบ On-premise หรือระบบ ERP อื่นๆ ก็สามารถซื้อ License ของ Infor OS นี้เข้าไปใช้เพิ่มได้

——————————-

ในอนาคตต่อไปนั้น องค์กรผู้ใช้งาน ERP จะต้องมองหาช่องทางในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเทคโนโลยีภายในองค์กรอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้นแล้วขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจที่มีก็อาจจะลดลงตามเวลาได้อย่างรวดเร็วตามอัตราความเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่ธุรกิจควรพิจารณา คือแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้ในระยะยาว มีโครงสร้างรองรับการเปลี่ยนแปลง การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้งาน 

Infor OS นับเป็นโซลูชันหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถเชื่อมต่อกับระบบ ERP และแอปพลิเคชันได้อย่างยืดหยุ่น และมีฟีเจอร์ในการใช้งานที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการทางเทคโนโลยีของธุรกิจสมัยใหม่ได้อย่างครบถ้วน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับพนักงาน การรองรับการเชื่อมต่อและการสร้างเทคโนโลยีใหม่ การเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูล การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการลดภาระการทำงานและข้อผิดพลาดด้วยขั้นตอนอัตโนมัติ (Automation) ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเป็นรากฐานที่จะส่งเสริมให้ให้ธุรกิจได้พัฒนาเทคโนโลยีไปในรูปแบบอื่นๆในอนาคตได้อย่างรวดเร็วด้วย

หากท่านใดสนใจโซลูชัน Infor OS หรือแนวทางอื่นๆในการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพและความสามารถของระบบ ERP ที่กำลังใช้งานอยู่ สามารถติดต่อไปยังทีมงาน Reinvention ได้ทันที ตามช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

เกี่ยวกับ Reinvention

Reinvention Co., Ltd. เป็นผู้ให้บริการและคำปรึกษาเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในองค์กรที่มีประสบการณ์การทำงานร่วมกับธุรกิจไทยในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ทีมงานของเรามีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในอุตสาหกรรมการผลิต การวางแผนการผลิตที่ซับซ้อน และการผลิตที่มีขั้นตอนหรือสูตรในการผลิตที่ซับซ้อน (Complex BOM and Routing)

Reinvention Co., Ltd. ยินดีให้คำปรึกษาและแนวทางการนำเทคโนโลยี และระบบดิจิทัล มาใช้ในองค์กร รวมถึงการพัฒนาโซลูชันต่างๆ อาทิเช่น Factory Automation, การเชื่อมต่อเครื่องจักรและหุ่นยนต์ (Interface Robot and Machines), การทำงานผ่านมือถือหรือ Mobile Application ที่จะช่วยพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ในโรงงาน เพื่อก้าวเข้าสู่ระบบ Smart Factory ได้อย่างยั่งยืน

กรุณาติดต่อเราเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอรับชมสาธิตซอฟต์แวร์และ solutions ต่างๆ ของเราได้ที่

from:https://www.techtalkthai.com/reinvention-infor-os-supercharge-erp-digital-platform/

Workday เปิดตัวระบบ Vaccine Management ช่วยธุรกิจองค์กรให้กลับมาเปิดดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Workday ได้ออกมาประกาศเปิดตัวระบบ Vaccine Management System เพื่อช่วยให้แผนกทรัพยากรบุคคลนั้นสามารถระบุได้ว่าผู้บริหารหรือพนักงานคนใดได้รับการฉีดวัคซีนสำหรับป้องกัน COVID-19 แล้ว และจะได้วางแผนการกลับมาเปิดทำการของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Credit: Workday

ความสามารถ Vaccine Management นี้จะถูกรวมอยู่เป็นส่วนหนึ่งในระบบ Return to Workplace ของ Workday โดยจะช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์ภาพรวมของการมีภูมิต้านทานโรคภายในองค์กรได้, วางแผนดำเนินการในภาวะฉุกเฉินได้ และช่วยกำหนดการทำงานให้กับพนักงานแต่ละคนได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยมีความสามารถดังนี้

  • มีระบบกลางสำหรับตรวจสอบและบริหารจัดการความเสี่ยงและภูมิต้านทานโรคภายในองค์กรได้ โดยพนักงานแต่ละคนจะมีการระบุสถานะภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นมา
  • สามารถวางแผนด้านพื้นที่ทำงานภายในออฟฟิศ และอุปกรณ์ที่ต้องใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • มีเครื่องมือสื่อสารกับพนักงานภายในองค์กรเพื่อให้พนักงานสามารถรายงานถึงสถานะการรับวัคซีนได้ โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวของพนักงานอยู่
  • รองรับการใช้งานในธุรกิจที่มีโจทย์ด้านนี้เป็นพิเศษ เช่น หน่วยงานสาธารณสุข หรือธุรกิจบริการ

ปัจจุบันระบบของ Workday ถูกใช้งานเพื่อดูแลพนักงานในธุรกิจองค์กรชั้นนำทั่วโลกแล้วมากกว่า 45 ล้านคน

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ Vaccine Management ของ Workday สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.workday.com/en-us/solutions/need/covid-19/return-to-work.html

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/workday-adds-vaccine-management-to-return-to-workplace-offering/#ftag=RSSbaffb68

from:https://www.techtalkthai.com/workday-launches-vaccine-management-system-to-help-business-return-to-work/

Epicor Webinar: How Smart Manufacturers Stay Ahead in time of Crisis “ก้าวไปข้างหน้าฟันฝ่าวิกฤต” [27 ม.ค. 2021 – 14.00น.]

TechTalkThai ขอเรียนเชิญ CTO, CIO, IT Manager, Business Manager, ผู้บริหารธุรกิจโรงงานและการผลิต และผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง Webinar ในหัวข้อเรื่อง “How Smart Manufacturers Stay Ahead in time of Crisis “ก้าวไปข้างหน้าฟันฝ่าวิกฤต” โดย Epicor” เพื่ออัปเดตแนวโน้มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจโรงงานและการผลิตท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด และการปรับตัวที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงแนวโน้มทางด้านเทคโนโลยีสำหรับนำมาใช้เสริมให้กับธุรกิจโรงงานและการผลิตก้าวสู่ Industry 4.0 สำหรับปี 2021 ในวันพุธที่ 27 มกราคม 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: How Smart Manufacturers Stay Ahead in time of Crisis “ก้าวไปข้างหน้าฟันฝ่าวิกฤต” โดย Epicor
ผู้บรรยาย: คุณ Rattina Buranaosot, Business Solution Consultants – SEA, Epicor Software (Thailand)
วันเวลา: วันพุธที่ 27 มกราคม 2021 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 500 คน
ภาษา: ไทย
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: https://zoom.us/webinar/register/WN_qnK7yIxKS-K2_jOokMZrDg

แนวโน้มทางด้านเศรษฐกิจในปีนี้อาจแย่ลงยิ่งกว่าเดิม ด้วยสถานการณ์ของธุรกิจโรงงานและการผลิตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่คาดว่าจะหดตัวด้วยอัตราเดียวกับปี 2020 ที่ 68% โดยหน่วยงานวิจัยระดับโลกแห่งหนึ่งเองก็ได้ออกมาแนะนำให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้มุ่งเน้นเฉพาะในส่วนที่สำคัญของธุรกิจท่ามกลางช่วงเวลาที่รอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมา

ใน Webinar ครั้งนี้ ทีมงาน Epicor จะมาแบ่งปันมุมมองและข้อมูลให้กับผู้บริหารของธุรกิจโรงงานและการผลิตโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถฝ่าฟันปัญหาที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ พร้อมทั้งสาธิตถึงโซลูชันเชิงเทคโนโลยีที่จะมาช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้ในปี 2021 นี้ ด้วยเนื้อหาดังต่อไปนี้

  • แนวโน้มที่น่าจับตามองของธุรกิจโรงงานและการผลิตในปี 2021
  • ลำดับความสำคัญของสิ่งที่ธุรกิจโรงงานและการผลิตต้องลงมือทำเพื่อก้าวผ่านปี 2021 ให้ได้
  • แนวโน้มการลงทุนด้าน IT และเทคโนโลยีของธุรกิจโรงงานและการผลิตในปี 2021
  • รวมข้อแนะนำจากสถาบันวิเคราะห์ธุรกิจชั้นนำทั่วโลกที่มีต่อธุรกิจโรงงานและการผลิต
  • สถิติแนวโน้มของธุรกิจและเทคโนโลยีสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยเฉพาะ
  • แนวทางการปรับธุรกิจสู่ Industry 4.0 เพื่อรองรับการผลิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

การเข้าร่วมชม Webinar ครั้งนี้จะนำเสนอเป็นภาษาไทยโดยทีมงาน Epicor ที่พร้อมตอบทุกคำถามที่เกี่ยวข้อง

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_qnK7yIxKS-K2_jOokMZrDg โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/epicor-webinar-how-smart-manufacturers-stay-ahead-in-time-of-crisis/

[Guest Post] สิ่งที่คุณต้องการหลังยุค COVID: เทคโนโลยี composable enterprise

ช่วยในการตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการรวบรวมความสามารถทางธุรกิจที่สร้างขึ้นจากโครงสร้างข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นไว้ในที่เดียวกัน สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานจะถูกนำไปใช้กับโซลูชันด้านการบริหารจัดการแอปพลิเคชั่นขององค์กร และการทำงานของบุคคลากรในองค์กร

ผลกระทบที่สำคัญจากวิกฤตโรคระบาด COVID-19 นั้นสามารถสัมผัสได้แทบจะทันทีอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น (นึกถึงการทำงานจากระยะไกล (remote working) และความต้องการอย่างเร่งด่วนในระบบสำหรับสื่อสารที่ช่วยสนับสนุนการทำงานร่วมกันแบบออนไลน์ที่ยืดหยุ่นปรับตามจำนวนที่เพิ่มหรือลดได้อย่างรวดเร็ว) และตอนนี้ ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าระบบไอทีของธุรกิจองค์กรต้องนั้นต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบรับต่อวิถีใหม่เหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอันรวดเร็วนี้ก็ต้องการวิธีการคิดที่สดใหม่เกี่ยวกับอนาคตของแอปพลิเคชัน

รายงาน Gartner Report ที่ถูกเปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ระบุเอาไว้ถึงกลยุทธ์พื้นฐานสองประการที่จำเป็นต่อความมั่นคงของธุรกิจในระยะยาวต่อจากนี้ ประการแรกคือ composable enterprise – การรวบรวมความสามารถทางธุรกิจที่สร้างขึ้นจากโครงสร้างข้อมูลที่มีความยืดหยุ่นไว้ในที่เดียวกัน สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานจะถูกนำไปใช้กับโซลูชันด้านการบริหารจัดการแอปพลิเคชั่นขององค์กร เพื่อช่วยในการตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอีกประการหนึ่ง คือการทำงานร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจและไอทีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนทำงานร่วมกันคนทั้งองค์กรในการประกอบสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมา

แนวคิดทั้งสองนี้มีความเกี่ยวพันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อบรรลุถึงทั้งสองแนวคิดนี้ ทั้งทีมไอทีและมฝั่งธุรกิจจะต้องทบทวนวิธีการทำงานร่วมกันแบบใหม่ ซึ่งต้องอาศัยมีความเปลี่ยนแปลงในระหว่างขั้นตอนการประกอบและการผสมผสานความสามารถทางธุรกิจเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อและการทำงานร่วมกันได้ ซึ่งโดยทั่วไป จะทำผ่าน API

ในขณะเดียวกัน การจัดตั้งทีมงาน จะต้องประกอบทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอทีและผู้เชี่ยวชาญทางจากฝั่งธุรกิจ เพื่อให้ทุกส่วนขององค์กรนั้นสามารถทำงานร่วมกัน แบ่งปันความรู้เชิงธุรกิจและทักษะเชิงเทคนิคระหว่างกันในการส่งมอบแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์ Gartner ได้เรียกทีมนี้ว่า “Fusion Team” โดยระบุว่า 80% ของพนักงานฝ่าย IT จะทำงานในทีมที่มีฝ่ายอื่นของธุรกิจมาร่วมด้วย อย่างเช่น ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายขาย ฝ่ายขนส่ง และฝ่ายการตลาด

การใช้เครื่องมือที่ทำให้เกิดการพัฒนาและเชื่อมต่อกับแอพพลิชั่นที่มีอยู่ โดยรองรับประสบการณ์ที่หลากหลาย (Multiexperience) แบบอัตโนมัตินั้น Fusion Teamสามารถสร้างซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ได้ผลลัพธ์รวมกันระหว่างความสามารถเชิงเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเข้ากับการเน้นผลลัพธ์ทางธุรกิจ

อนาคตของแอปพลิเคชัน

รายงานของ Gartner ระบุว่า ธุรกิจควรจะหันหลังให้กับการพยายามสร้างนวัตกรรมบนสิ่งที่ล้าหลังไปแล้ว

เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ แพลตฟอร์ม Low-Code จะต้องถูกผสานรวมเข้ากับแอปพลิเคชันและ SaaS API เพื่อสร้างส่วนประกอบที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (reueable Components) แทนที่การสร้างแอปพลิเคชันแบบเดิมๆโดยเป็นการรวมกันระหว่างระบบ No-Code, Low-Code และ Pro-Code เข้าด้วยกันพร้อมทั้งใช้บุคลากรจากทีมพัฒนาระบบไอทีเดิม (ฝ่ายไอทีกลาง), ไอทีของแต่ละส่วนธุรกิจ และผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจ (ผู้ใช้งานทางธุรกิจ Buiness User) นี้ ถือเป็นทางเดียวที่จะทำให้สามารถสร้างระบบโครงสร้างของแอปพลิเคชันที่มีความยืดหยุ่นและสามารถต่อกรกับ Disruption ที่เกิดขึ้นได้

การพัฒนาของบุคลลากรทั้งทีม โดยไม่ขัดแย้งกันและมีเป้าหมายเดียวกันนั้น จะต้องใช้เวลาและแนวทางที่เหมาะสม แรกเริ่มนั้น ฝ่ายไอทีควรจะต้องพิจารณาถึงปัญหาที่ระบบแอปพลิเคชันควรจะแก้ไข และพิจารณาว่าผู้ที่อยู่ในฝ่ายธุรกิจคนใดสามารถช่วยเหลือเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานและผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องได้ จากนั้นจึงค่อยสร้างทีมงาน Agile ขึ้นมาซึ่งต้องไม่ได้มีเพียงเจ้าของผลิตภัณฑ์ (Product Owner) และทีมงานจากฝ่ายธุรกิจอยู่ในทีมเท่านั้น แต่ในทุกขั้นตอนต้องให้ทุกคนได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ตลอด

จุดเริ่มต้น

จากมุมมองในฝั่งของไอที จุดเริ่มต้นจะต้องเป็นแนวคิดของการบรูณาการระบบสำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์ (Pro-Code, Low-Code และ No-Code) และทิศทางในการบรูณาการ, ข้อกำหนด, ทีมงานจากหลายฝ่ายที่ทำงานร่วมกัน (ฝ่ายธุรกิจ, ไอทีของธุรกิจ และไอทีกลาง)

เอกสารฉบับนี้จะแนะนำถึงความสำคัญของมุมมองแบบหลากประสบการณ์ (multiexperience) และวิธีที่Low-Code และ No-Code สามารถสร้างประโยชน์ได้ ณ วันนี้เพื่อเป็นการจุดเริ่มต้นในการนำเท๕โนโลยีเหล่ามาใช้สำหรับข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม เราขอแนะนำให้ทุกท่านโหลดเอกสารงานวิจัยได้ทันที โดย Application Leaders: Master Composable Enterprise Thinking for Your Post-COVID-19 Reset เป็นรายงานที่รวมผลการสอบถามจาก Fusion Team เกือบ 1,000 ทีมในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งพบว่า 43% ของบุคลากรในทีมเหล่านี้ไม่ได้ทำงานอยู่ในส่วนของไอทีกลาง ซึ่งในอนาคตแนวโน้มนี้ก็ยังดำเนินต่อไป (1)

โดยธรรมชาติแล้ว ไม่มีธุรกิจองค์กรซึ่งที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าในการเปลี่ยนบทบาทของไอทีในยุคหลัง COVID ใดๆ ที่ก้าวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปราศจาก low-code platform ระดับใช้งานในองค์กร (Enterprise Grade) ซึ่งสามารถรองรับการใช้งานได้จากทั้งผู้ใช้งานฝั่งธุรกิจและ Pro-Code DevOps โดย Tech Wire Asia นั้นพบว่า OutSystems ได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นทั้งผู้นำทางความคิดที่ดีและการมีแนวทางปฏิบัติที่ใช้งานได้จริง เพื่อสร้างระบบไอทีที่ทุกคนเข้าถึงได้ในอนาคต

(1) Gartner, Inc., Application Leaders: Master Composable Enterprise Thinking for Your Post-COVID-19 Reset, 13 May 2020. Yefim Natis, Dennis Gaughan, Gene Alvarez

from:https://www.techtalkthai.com/composable-enterprise-by-outsystems/

FMS ร่วมกับ Sage และ Huawei Cloud ขอเรียนเชิญ ท่านลูกค้าที่ต้องการนำระบบ ERP มาใช้ในองค์กร เข้าร่วมงาน FMS 28th Anniversary Celebration & Solution Day 12 ม.ค. 2021 นี้

บริษัท ฟอร์เวิร์ด แมเนจเม้นท์ เซอร์วิส ร่วมกับ Sage และ Huawei Cloud  ขอเรียนเชิญ ท่านลูกค้าที่ต้องการนำระบบ ERP มาใช้ในองค์กร เข้าร่วมงาน “FMS 28th Anniversary Celebration & Solution Day” ณ โรงแรม แชงการีล่า กรุงเทพ ในวันอังคารที่ 12 มกราคม 2021 เพื่อัพเดตความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับ ERP ทั้งในด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ พร้อมฉลองการครบรอบ 28 ปีของบริษัทและขอบคุณท่านลูกค้าทุกท่าน โดยมีรายละเอียดงานดังนี้

FMS 28th Anniversary Celebration & Solution Day

วัน: วันอังคารที่ 12 มกราคม 2021 
เวลา: 13:30 – 17:00 น.
สถานที่: โรงแรม แชงการีล่า กรุงเทพฯ
ลงทะเบียน: http://www.fmsconsult.com/en/news-event/seminar/upcoming-event/fms-solution-day.html

การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาใช้ในปี 2021 สามารถนำมาประยุกต์เข้ากับโปรแกรม ERP ของท่านได้อย่างไร พบคำตอบได้ในงาน FMS 28th Anniversary Celebration & Solution Day ซึ่งจะมีเนื้อหา ดังนี้ 

  • Beyond Normal  with Cloud Technology – เพื่อให้องค์กรของท่านเตรียมตัว เพื่อก้าวกระโดด สำหรับปี 2021 รับฟังจากความรู้จาก ผู้เชี่ยวชาญด้าน ERP และ Cloud Technology จาก Huawei Cloud
  • Stay Current with E-Witholding Tax & Etax Solution – บรรยายพิเศษจากวิทยากร จากกรมสรรพกร
  • จุดประกายให้องค์กรของท่าน สามารถแสวงหาโอกาสในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน  ด้วย Business Solution ที่หลากหลาย ทั้งด้านบัญชีการเงิน ด้านเทคโนโลยี ด้านการผลิต ด้านการขาย และ ด้านการจัดซื้อ

พิเศษโปรโมชั่น 28 ปี !  Sage 300 & Add On Solution ส่วนลดพิเศษ 20 % หากสั่งซื้อภายในวันที่ 15 มกราคม 2021 

สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ทันที

ศึกษารายละเอียดภายในงานและลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ http://www.fmsconsult.com/en/news-event/seminar/upcoming-event/fms-solution-day.html โดย FMS ขอสงวนสิทธิผู้ร่วมงานบริษัทละ 2 ท่าน และขอสงวนสิทธิสำหรับบริษัทที่ต้องการสรรหา ERP Solution เท่านั้น

from:https://www.techtalkthai.com/fms-sage-huawei-cloud-28th-anniversary-solution-day/

Leadership Vision: CRM ยุค New Normal ตอบโจทย์บริบทความต้องการที่เปลี่ยนไป บทสัมภาษณ์คุณอภิเษก เทวินทรภักติ Beryl8 Plus

ท่ามกลางโลกยุค New Normal ที่พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี Customer Relationship Management หรือ CRM ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมผสานระหว่างลูกค้าและธุรกิจ แต่อนาคต CRM จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร? เทคโนโลยีใดด้านการบริหารการขายและการตลาดบ้างที่น่าจับตามอง? พบคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ใน Leadership Vision: CRM ยุค New Normal ตอบโจทย์บริบทความต้องการที่เปลี่ยนไป บทสัมภาษณ์คุณอภิเษก เทวินทรภักติ Beryl8 Plus

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณอภิเษก เทวินทรภักติ

บริษัท: บริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด

ตำแหน่ง: CEO & Co-Founder

ประวัติโดยย่อ:

คุณอภิเษกดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด โดยมีความเชื่อว่าเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีการดำเนินธุรกิจ ทั้งยังมองเห็นถึงบทบาทสำคัญของคลาวด์คอมพิวติ้ง และการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจเพื่อความเป็นผู้นำในการแข่งขัน ที่เบริล 8 พลัส คุณอภิเษกมีบทบาทในการดูแลงานเชิงกลยุทธ์ เช่น การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และการแสวงหาพันธมิตรและความร่วมมือใหม่ๆ คุณอภิเษกมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของบุคลากรและทีมเวิร์ค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จขององค์กร

เกี่ยวกับ Beryl8 Plus:

Beryl8 Plus มุ่งมั่นที่จะเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับธุรกิจทุกขนาดและส่งเสริมให้ธุรกิจต่างๆ สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการนำนวัตกรรมเชิงดิจิทัลไปใช้งาน ด้วยประสบการณ์ของ Beryl8 Plus ที่ยาวนานมากกว่า 10 ปี พร้อมทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 150 ราย โดยมีลูกค้าแล้วมากกว่า 100 ธุรกิจองค์กร

Beryl8 Plus ได้ถูกรับเลือกให้เป็น Salesforce Partner อันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยมีประสบการณ์ตรงกับ Salesforce ในฐานะของพันธมิตรระดับ Platinum Partner และ Authorized Cloud Reseller สามารถให้บริการโซลูชันของ Salesforce ได้อย่างครอบคลุม

ช่องทางการติดต่อ:

  • Website บริษัท: https://beryl8.com/
  • อีเมล์ติดต่อบริษัท: CONTACT@BERYL8.COM
  • เบอร์โทรติดต่อบริษัท: 02-116-5081

Q: COVID-19 มีผลกระทบต่อพฤติกรรมและความต้องการใหม่ๆของลูกค้าใน New Normal Lifestyle อย่างไรบ้าง?

เราสังเกตเห็นว่าในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมานี้ ลูกค้ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหลากหลายรูปแบบมาก และส่งผลกระทบกับแทบทุกอุตสาหกรรมเลยทีเดียว ในขณะที่ลูกค้าเองก็มีความต้องการรูปแบบใหม่ที่ฝั่งธุรกิจเองอาจไม่คาดคิดมาก่อน แต่ธุรกิจก็ต้องเร่งปรับตัวตอบโจทย์ใหม่ให้ได้อย่างรวดเร็วเพื่อรักษาลูกค้าไว้

ตัวอย่างเช่น ในช่วงแรกของการแพร่ระบาดที่ธุรกิจประกันภัยต้องปรับตัวรับกับความต้องการในการซื้อกรมธรรม์เกี่ยวกับ COVID-19 เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในเวลาอันสั้น นอกจากนี้ยังมี Channel Shift เนื่องด้วยมาตรการ Social Distancing ทำให้มีการเปลี่ยนช่องทางการขายหรือการสื่อสารกับลูกค้าจากทางสาขาหน้าร้านเป็นที่ Call Center หรือบนโลกออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากจนธุรกิจหลายๆ แห่งไม่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที

บทเรียนเหล่านี้ทำให้ทุกบริษัทให้ความสำคัญว่าในอนาคตจะต้องเตรียมพร้อมให้องค์กรสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น โดยการใช้ Technology ต่างๆ มาช่วยในการทำงานให้มากขึ้น

Q: เทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ทุกธุรกิจอยู่รอดในยุค New Normal

ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ เราเห็นแนวโน้มที่น่าสนใจแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • Speed and flexibility of customer service ลูกค้าต้องการรับบริการอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ต้องการช่องทางการบริการที่หลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย
  • Need for automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดให้ได้รวดเร็ว บริษัทหลายแห่งหันมาใช้ Technology ที่หลากหลายเพื่อช่วยลดการพึ่งการทำงานแบบ Manual และพยายาม Automate งานหลายๆส่วน เช่นใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการล่วงหน้า หรือการใช้ Chatbot เข้ามาบริการลูกค้าให้ได้รวดเร็วขึ้น
  • Data and risk management หลังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งสร้างความเสียหายแก่ธุรกิจ หลายๆบริษัทเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงข้อมูลได้แบบ Real-Time และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำเพื่อจะได้วางแผนรับมือต่อสถานการณ์แลพะความเสี่ยงต่างๆได้ดียิ่งขึ้น
  • Accelerated speed for digital transformation ความสำคัญของเทคโนโลยีต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น ทุกบริษัทและอุตสาหกรรมต้องการเร่งทำ Digital Transformation ให้เกิดขึ้นภายในองค์กรเพื่อที่จะเพิ่มศักยภาพในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในยุค New Normal

Q: สำหรับปี 2021 คิดว่ามีเทคโนโลยีใดน่าจับตามองบ้าง และธุรกิจองค์กรจะนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร?

เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจไทยในปี 2021 นั้นได้แก่ AI, Extended Reality, และ Cyber Security

AI สามารถประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำและยังสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องหยุด แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการรองรับสถานการณ์ใหม่ๆ และประเด็นเชิงเทคนิคในการพัฒนาโครงการไปจนถึงการเขียนโปรแกรม รวมถึงค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ทั้งหมดนี้ก็ยังทำให้ AI มีข้อจำกัดในการนำไปใช้งานจริงสำหรับหลายๆ ธุรกิจ แต่ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้ข้อจำกัดเหล่านี้จะลดลงไปเรื่อยๆ ในอนาคต และ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในมุมธุรกิจและในการดำเนินชีวิตของทุกคน

Extended Reality ที่มีความหมายครอบคลุมทั้งส่วนของ Augmented Reality (AR) และ VR (Virtual Reality) โดย AR คือการใช้ภาพในแบบดิจิทัลทั้ง 2 มิติและ 3 มิติมาเสริมและประกอบกับภาพจริง ในขณะที่ VR คือการสร้างประสบการณ์ทั้งหมดจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งทั้ง 2 เทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นจาก COVID-19 ไม่ว่าจะเป็นการนำ VR มาใช้ใน E-Commerce เพื่อให้ลูกค้าสามารถทดลองสินค้าได้ผ่านทางออนไลน์ ไปจนถึงการวินิจฉัยโรคจากทางไกล หรือนำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อลดความหนาแน่นของนักเรียนภายในห้องเรียน เทคโนโลยีตัวนี้เรียกได้ว่าจะมีบทบาทสำคัญในทุกๆ อุตสาหกรรมเลย

Cyber Security จริงๆ Cyber Security เป็นสิ่งที่มีมานานแล้วแต่ในอนาคตจะถูกยกระดับความสำคัญสูงยิ่งขึ้น โดยในยุคหลัง COIVID-19 ที่ธุรกิจมีการทำงานแบบ Remote มากขึ้น ส่งผลให้ข้อมูลต่างๆ ต้องมีการถูกเข้าถึงใช้งานได้จากทุกที่ทุกเวลา ทำให้ทุกองค์กรต้องสามารถตรวจสอบ ควบคุม และกำหนดสิทธิ์ของบุคคลที่จะเข้าถึงข้อมูลบริษัทผ่านทางออนไลน์ได้ อีกทั้งด้วยปัจจัยจากภัยคุกคามที่หลากหลายและอัตรายมากขึ้น รวมทั้งยังมีข้อกฎหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำลังจะบังคับใช้ ทุกองค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการรักษาและเข้าถึงข้อมูลมากขึ้นไปอีก

Q: ในอนาคตหลังจากนี้ Landscape ของการทำ CRM จะเปลี่ยนไปในทิศทางใด?

ถ้าหากมองถึงเฉพาะแนวโน้มในส่วนของ CRM เท่านั้น เราก็เทรนด์สำคัญหลายประการด้วยกัน แต่ 3 เทรนด์ที่เด่นชัดที่สุดที่เราเห็นสำหรับทั้งตลาดทั่วโลกและประเทศไทยในตอนนี้ได้แก่

  • Big Data Analytics คือการนำข้อมูล Big Data หรือข้อมูลขนาดใหญ่ที่มาจากหลากหลายแหล่งข้อมูลทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งมีโครงสร้างข้อมูลหลายรูปแบบมาวิเคราะห์ด้วย AI เพื่อทำให้เกิด Insight ต่างๆ สำหรับใช้ในการเพิ่มคุณภาพการบริการให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น
  • Self-Service & Automation ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความคุ้นชินกับเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ มากขึ้น เราจะได้เห็นหลายธุรกิจเปลี่ยนการบริการลูกค้าไปสู่การเป็น Self-service หรือการบริการแบบอัตโนมัติโดยนำพวกเทคโนโลยีอย่างเช่น AI และ Chatbot มาใช้เพื่อให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น และลูกค้าสามารถทำธุรกรรมต่างๆเองได้อย่างทันใจและถูกใจ ในขณะที่ธุรกิจเองก็สามารถรองรับลูกค้าจำนวนมากขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
  • Social CRM ในอดีตช่องทางการสื่อสารหรือบริการลูกค้าอาจถูกจำกัดด้วยโทรศัพท์, อีเมลล์, หรือการเจอหน้า แต่ด้วยความสำคัญของ Social Media ทำให้บริษัทไม่สามารถปฏิเสธความสำคัญของช่องทางนี้ได้ ยิ่งประเทศไทยที่มีผู้ใช้งาน Social Media เป็นอันดับต้นๆของโลกทั้งจำนวนคนใช้ Facebook และ Instagram แล้วยิ่งทำให้ช่องทางนี้มีความสำคัญมาก ระบบ CRM จึงต้องสามารถ Integrate เข้ากับ Social Media แพลตฟอร์มต่างๆ ได้ เพื่อรวบรวมข้อมูลลูกค้า ขายสินค้า และติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ในทุกช่องทาง

Q: Beryl8 จะช่วยธุรกิจไทยให้เติบโตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างไร?

ในมุมมองของที่ปรึกษาทางด้าน Digital & Technology เบริล 8 เห็นว่ามี Platform และเครื่องมือหลายอย่างที่สามารถนำมาตอบโจทย์ใน New Normal ได้ เช่น

  • CRM Platform ที่ดีที่สามารถทำให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจลูกค้าในทุกแง่มุม อย่าง Salesforce CRM ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆไว้บนระบบ Cloud ทำให้ทุกๆผ่ายในองค์กรสามารเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลไปถึงการเพิ่มยอดขาย การพัฒนาการให้บริการแก่ลูกค้า ไปจนถึงการทำการตลาด Digital Marketing ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • Data Analytics ทุกบริษัทมีการจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าแต่หากไม่นำมาวิเคราะห์ ข้อมูลเหล่านั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร การทำ Data Analytics คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อให้เกิด Insight ที่สามารถชี้โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ หรือการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น
  • Chatbot เพื่อการบริการที่รวดเร็วและมีคุณภาพ เบริล8 ได้พัฒนา Chatbot ที่รวมเทคโนโลยี AI สามารถตอบคำถามและให้บริการลูกค้าได้ทุกช่องทาง และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของจำนวนผู้เข้ารับบริการได้อย่างรวดเร็วเพื่อยกระดับการบริการลูกค้าในทุกสถานการณ์

Beryl8 เป็น Digital & Technology Consulting Partner ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน End-To-End CRM เป็นพิเศษ โดยบริษัทได้ถูกรับเลือกให้เป็น Salesforce Platinum Partner ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของ Salesforce Partner ด้วยประสบการณ์มากกว่า 10 ปี และมีความเชี่ยวชาญในทุกอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็น Financial Services, Consumer Products, Real Estate, Retail, Oil & Gas ไปจนถึง Airlines จึงสามารถมั่นใจได้ว่า Beryl8 จะช่วยธุรกิจไทยในทุกขนาดตอบโจทย์ความต้องการด้านเทคโนโลยีสำหรับการขาย การตลาด และการสนับสนุนให้บริการลูกค้าได้อย่างรอบด้าน

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-crm-for-new-normal-by-apisek-tewinpagti-beryl8-plus/

บริหารจัดการโรงงานด้วย Kaizen ในแบบ Digital ด้วย Lumada Manufacturing Insights (MfI) จาก Hitachi Asia (Thailand) Co., Ltd.

หนึ่งในธุรกิจที่ต้องเร่งปรับตัวกันมากที่สุดในปี 2020 ที่ผ่านมานี้ก็คือธุรกิจโรงงานและการผลิต ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโรคระบาดโดยตรงต่อทั้งสายการผลิต, Supply Chain ไปจนถึงพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล การนำเทคโนโลยี Digital เข้ามาใช้ในการผลิตจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ และในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Hitachi Lumada Manufacturing Insights (MfI) ที่จะช่วยให้การผลิตนั้นสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องตามหลักการของ Kaizen

ปัญหาของการบริหารจัดการโรงงานที่ยังไม่มีการใช้งานเทคโนโลยี Digital

ธุรกิจโรงงานและการผลิตทั่วโลกนั้นมักมีแนวโน้มหนึ่งที่คล้ายคลึงกัน คือการที่ธุรกิจโรงงานและการผลิตขนาดใหญ่หลายแห่งนั้นยังคงไม่ก้าวสู่การนำเทคโนโลยี Digital มาปรับใช้ในการผลิต เพราะคุ้นชินกับการทำงานแบบเดิม อีกทั้งธุรกิจเองนั้นก็มีขนาดใหญ่ และขาดผู้เชี่ยวชาญที่จะมาช่วยปรับปรุงในส่วนนี้จนยากที่จะปรับนำเทคโนโลยี Digital มาใช้งาน

อย่างไรก็ดี ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าความท้าทายของธุรกิจโรงงานและการผลิตเองนั้นมีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางกระแสการทำ Digital Transformation และ Industry 4.0 ในทุกวันนี้ รวมถึงการมาของภัยโรคระบาดในปี 2020 นี้ที่ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทุกธุรกิจต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าและการทำงานที่ต้องคำนึงถึงนโยบายการทำ Social Distancing

ปัจจัยเหล่านี้เองได้สร้างความท้าทาย 3 ประการต่อธุรกิจโรงงานและการผลิต ได้แก่

  1. การที่ความต้องการของลูกค้ามีหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตต้องปรับสายการผลิตให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ได้
  2. การแข่งขันในระดับโลกที่สร้างความกดดันอย่างมหาศาล ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย ทำให้ประเด็นด้านคุณภาพและราคานั้นส่งผลเป็นอย่างมากต่อการตัดสินใจของลูกค้า
  3. การเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ที่กำลังค่อยๆ เกษียณไปทีละราย ในขณะที่คนรุ่นใหม่เองก็ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจโรงงานและการผลิตน้อยลงเรื่อยๆ

ความท้าทายเหล่านี้ได้ส่งผลให้การผลิตในโรงงานนั้นมีความซับซ้อนและยุ่งเหยิงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งการที่เอกสารหรือกระบวนการต่างๆ ซึ่งยังคงเป็นแบบกระดาษนั้นทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานสูง และทำให้กระบวนการทำงานนั้นมีความเชื่องช้า, การที่ไม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาหรือวางแผนปรับปรุงสายการผลิตอย่างชัดเจน ไปจนถึงการขาดผู้เชี่ยวชาญที่ค่อยๆ เกษียณอายุไป ทำให้สายการผลิตนั้นขาดความมั่นคง

ด้วยเหตุเหล่านี้ การตัดสินใจนำเทคโนโลยี Digital เข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อให้ทุกกระบวนการขั้นตอนนั้นมีข้อมูลอย่างครบถ้วน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงได้กลายเป็น Priority หลักของหลายธุรกิจโรงงานทั่วโลก และถือโอกาสในช่วงที่สายการผลิตต้องหยุดชะงักจากวิกฤตโรคระบาดนี้ในการปรับนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิตกันมากขึ้นนั่นเอง

เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิต ด้วย Lumada Manufacturing Insights (MfI)

Lumada Manufacturing Insights หรือ MfI นี้ เป็นโซลูชัน Digital สำหรับช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตโดยเฉพาะ เพื่อเปลี่ยนให้การผลิตนั้นกลายเป็นแบบ Digital ซึ่งมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและช่วยปรับปรุงแก้ไขปัญหาเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่องตามหลัก Kaizen ในสายการผลิต โดยมีกระบวนการ 3 ขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

  1. Collect Data รวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นในสายการผลิตโดยอัตโนมัติจากเครื่องจักรและระบบควบคุมต่างๆ ผ่านทาง PLC และ IoT Gateway โดยครอบคลุมข้อมูล 4M ได้แก่ huMan, Machine, Material และ Method
  2. Visualize นำข้อมูลสถานะการผลิตที่กำลังเกิดขึ้นมาแสดงผลแบบ Real-Time เพื่อให้สามารถตรวจสอบ ติดตาม และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที รวมถึงมีข้อมูลย้อนหลังเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงสายการผลิตได้อย่างแม่นยำตรงจุด
  3. Kaizen in the Shop Floor ทำการวัดคุณภาพและปรับปรุงแก้ไขประเด็นปัญหาต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมวัดผลหลังจากการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ติดตามผลลัพธ์ได้อยู่ตลอด

ทั้ง 3 กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ถูกนำมาออกแบบเป็นระบบย่อยภายใน MfI เพื่อให้ผู้ที่ทำงานในสายการผลิตตั้งแต่ระดับของผู้บริหารไปจนถึงปฏิบัติการนั้นสามารถทำงานด้วยข้อมูลแบบ Data-Driven ได้อย่างครบถ้วน ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการ 4 ส่วน ได้แก่

  1. Factory KPI สำหรับให้ Factory Manager ทำการติดตามสถานะการผลิตและติดตามค่า KPI ของการทำงานในแง่มุมต่างๆ เช่น การผลิตสินค้าได้ทันเวลา ไปจนถึงการที่สายการผลิตสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก
  2. Equipment สำหรับผู้ดูแลเครื่องจักรใช้ในการติดตามสถานะการทำงานของเครื่องจักรแต่ละเครื่อง และสัญญาณผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน เพื่อให้สามารถวางแผนปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนหรือตรวจสอบแนวโน้มการเกิดปัญหาได้ ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นและสร้างความเสียหายให้กับสายการผลิต
  3. Process สำหรับ Production Manager ใช้ในการติดตามการผลิตและตรวจสอบปัจจัยที่เป็นต้นเหตุให้เกิดคอขวดในการผลิต รวมถึงติดตามสถานะจากข้อมูล 4M เพื่อให้สามารถระบุถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในสายการผลิตได้อย่างแม่นยำ
  4. Quality สำหรับ Quality Assurance Manager ใช้ในการติดตามสถิติการเกิดของเสียในสายการผลิต และตรวจสอบหาสาเหตุเพื่อแก้ไขสายการผลิตให้มีคุณภาพในการผลิตมากขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

จะเห็นได้ว่า MfI นี้จะช่วยให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตสามารถตรวจสอบสถานะของการผลิต, เครื่องจักร และพนักงานได้อยู่เสมอ รวมถึงถ้าหากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นในการผลิต MfI ก็จะสามารถนำเสนอข้อมูลสำหรับการแก้ไขปัญหาและวางแผนป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ ทั้งหมดนี้สามารถนำมาสะท้อนเป็น KPI ของสายการผลิตเพื่อวัดผลการทำงานได้อย่างครอบคลุม นำไปสู่การควบคุมคุณภาพ, การลดค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นใจในการส่งมอบสินค้าจากสายการผลิตให้แก่ธุรกิจโรงงานได้

จุดเด่นที่ทำให้ MfI ได้รับความนิยมในธุรกิจโรงงานและการผลิตนั้น ก็คือความง่ายดายในการติดตั้งใช้งานที่สามารถผสานระบบให้ทำงานร่วมกับเครื่องจักรรูปแบบต่างๆ, ระบบ ERP/MES ที่มีอยู่, ระบบ RFID/Barcode/QR Code และกระบวนการในการผลิตที่หลากหลายได้ และการเลือกเริ่มต้นใช้งานเฉพาะบางส่วนและค่อยๆ เพิ่มขยายในอนาคตได้ ในขณะที่ CFO ของโรงงานเองนั้นก็จะให้ความสำคัญกับการที่ MfI คิดค่าใช้จ่ายในแบบ Subscription-based ทำให้ไม่ต้องเกิดการลงทุนเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ไปแต่แรก และเห็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ชัดเจน

พร้อมให้บริการในประเทศไทย ด้วย Lumada Center ที่เปิดให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตเข้าไปสัมผัสเทคโนโลยีจริงได้ด้วยตนเอง

Hitachi Asia  (Thailand) Co., Ltd. นั้นตั้งใจขยายตลาด MfI ในประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีโรงงานอุตสาหกรรมสำคัญอยู่มากมายอย่างเต็มที่ จึงได้มีการเปิด Lumada Center ด้วยกันถึง 2 แห่งในกรุงเทพมหานครและชลบุรี เพื่อให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตนั้นสามารถเข้ามาสัมผัสกับเทคโนโลยี Digital สำหรับการผลิตโดยเฉพาะได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้บริหารและผู้จัดการของโรงงานนั้นเข้าใจในเทคโนโลยีมากขึ้น และมองเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปปรับใช้ในโรงงานของตนเองได้แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น

สนใจติดต่อ Hitachi Asia (Thailand) Co., Ltd. ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโซลูชัน MfI สามารถติดต่อทีมงาน Hitachi Asia  (Thailand) Co., Ltd. ในประเทศไทยได้ทันทีที่อีเมล์ hasth.dx-sales.yq@hitachi.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ https://www.hitachi.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/digitalize-your-factory-as-kaizen-with-lumada-manyafacturing-insights-by-hitachi-asia/

Omise จับมือ Eventpop เปิดตัว “Esimo” แพลตฟอร์ม E-commerce ครบวงจร พร้อมให้บริการในไทยต้นปี 2021

Omise จับมือกับ Eventpop เตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์ม E-commerce น้องใหม่ “Esimo” ต้นปี 2021 ที่จะถึง ตอบรับการเติบโตของ E-commerce และความต้องการทำ Digital Transformation ของธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้ 

Esimo เป็นแพลตฟอร์ม E-commerce ครบวงจรที่รองรับทั้งธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย มีเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างเว็บไซต์ E-commerce ได้ในที่เดียว เช่นส่วนของการขาย การให้บริการออนไลน์ การสร้างหน้าเว็บไซต์ ไปจนถึงการโปรโมตธุรกิจ โดยในการเปิดตัวในช่วงต้นปี 2021 แพลตฟอร์ม Esimo จะมีเครื่องมือพร้อมให้บริการ ดังนี้ 

  • เครื่องมือสำหรับสร้างหน้าเว็บไซต์ เทมเพลตดีไซน์สำเร็จรูป
  • ระบบตะกร้าสินค้า (shopping cart)

  • ระบบบริหารจัดการออเดอร์ตามสถานะรายการสั่งซื้อ
 ระบบรับชำระเงินโอมิเซะที่ติดตั้งมากับแพลตฟอร์มพร้อมใช้

  • ระบบบริหารจัดการสต็อก (สามารถใช้ระบบนี้เป็นศูนย์กลางสำหรับการขายหลายช่องทางได้)
  • ระบบขนส่งสินค้าโดยผู้ให้บริการชั้นนำในประเทศไทย
  • ระบบช่วยส่งเสริมการขายอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ระบบจดจำสินค้าในตะกร้า (abandoned cart recovery) เป็นต้น

  • เครื่องมือสำหรับช่วยทำการตลาด จัดโปรโมชัน โค้ดส่วนลด และมีฟังก์ชันอื่นๆ เข้ามาเติมเต็มให้ สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในอนาคต

Esimo เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาขึ้นให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้โดยง่าย ไม่ต้องพึ่งพานักพัฒนาระบบหรือมีความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ตัวแพลตฟอร์มสามารถเริ่มใช้งานได้เลย ไม่ต้องมีการติดตั้ง นอกจากนี้ สำหรับธุรกิจที่มีความต้องการที่นอกเหนือจากบริการของแพลตฟอร์ ก็ยังสามารถต่อยอดผ่านทาง API ได้ 

Esimo มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในช่วงต้นปี 2021 ที่จะถึงนี้ โดยผู้ที่สนใจร่วมใช้บริการ สามารถเข้าไปลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ https://omisepayment.typeform.com/to/RxTHkftT ซึ่งทีมงานจะติดต่อกลับเมื่อแพลตฟอร์มเปิดให้บริการ 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของ Esimo สามารถเข้าไปศึกษาได้ที่ https://www.omise.co/th/esimo/thailand

from:https://www.techtalkthai.com/omise-eventpop-esimo-e-commerce-platform/