คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

ถึงเวลาต้องรีแบรนด์ (Rebranding) รวมสัญญาณที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง

ผู้ประกอบหลายคนอาจคิดว่าแบรนด์เป็นแค่ชื่อกับโลโก้ แต่แบรนด์คือสิ่งที่ทำให้คนจดจำธุรกิจได้ ดังนั้นแบรนด์จึงเป็นมากยิ่งกว่านั้น

แบรนด์ คือผลรวมประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ โลโก้ ผลิตภัณฑ์ การสื่อสาร รวมถึงภาพลักษณ์ที่จะเข้าไปสร้างภาพจำในใจคน

แต่เมื่อธุรกิจดำเนินมาถึงระยะหนึ่ง ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อเติบโต และทำให้แบรนด์เป็นที่น่าจดจำอยู่เสมอ การรีแบรนด์ (Rebranding) จึงกลายเป็นอีกทางออกสำหรับหลายธุรกิจ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องรีแบรนด์แล้ว ควรพิจารณาอะไร ปัจจัยไหนบ้าง วันนี้ขอพาไปดูกรณีศึกษาแต่ละเคสกันครับ

เปลี่ยนให้ทันสมัย

กรณีนี้ขอยกตัวอย่างแบรนด์ ‘ศรีจันทร์’ เมื่อแบรนด์เก่าเกินกว่าที่จะเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนรุ่นใหม่ ก็ต้องถึงเวลาต้องเปลี่ยนทั้งภาพลักษณ์แต่ไม่เปลี่ยนเอกลักษณ์

เปลี่ยนทั้งโลโก้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากแบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือคนที่มีอายุมากกว่า 35 ปี เป็นกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน รวมถึงก้าวไปไกลถึงต่างประเทศในชื่อ ‘SRICHAND’

พร้อมกันการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างรอบด้าน นำมาสู่ความสำเร็จในการเป็นที่จดจำในลูกค้าด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

เปลี่ยนกลยุทธ์

แบรนด์ที่ไม่สามารถหากลุ่มเป้าหมายใหม่ได้ การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรูปแบบธุรกิจ เพิ่มไลน์สินค้า ขยายตลาดทางธุรกิจ

ยกตัวอย่างเช่น ‘ดอยคำ’ เดิมมีภาพลักษณ์ที่เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่รักสุขภาพเท่านั้น จึงมีการรับรู้ในวงแคบ ต่อมาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้สดใสมากขึ้น วัยรุ่นมากขึ้น ทำให้ครองส่วนแบ่งตลาดน้ำผลไม้ได้อย่างมาก

เปลี่ยนเพื่อแตกต่าง

ในอุตสาหกรรมหนึ่งมีหลายธุรกิจที่เข้ามาแข่งขันกัน ส่วนผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมายให้เลือกซื้อเลือกใช้ แต่จะทำอย่างไรให้แบรนด์โดดเด่นขึ้นมา

ยกตัวอย่าง ‘เงินติดล้อ’ ที่ก่อนหน้านี้คือ ‘ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ’ แต่ลูกค้ายังคงสับสนกับ ‘ศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ’ ซึ่งเป็นธุรกิจสินเชื่อบ้าน จากนั้นเปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘เงินติดล้อ’

ช่วยแก้ปัญหาความเข้าใจผิดของลูกค้า และสามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กับลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก

เปลี่ยนโครงสร้าง

มีหลายแนวทางที่จะทำให้ธุรกิจเติบโต การควบรวมกิจการเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้ธุรกิจสามารถขยายบริการ สร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทใหม่ และต่อยอดได้มากยิ่งกว่าเดิม

ยกตัวอย่างกรณี ‘LINE MAN Wongnai’ เป็นการควบรวมระหว่างไลน์แมนผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี เรียกรถ และส่งของ กับ วงใน แพลตฟอร์มรีวิวและค้นหาร้านอาหาร ที่มีฐานข้อมูลร้านอาหารกว่า 400,000 ทั่วประเทศไทย

ซึ่งนอกจะเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตแล้วยังสามารถต่อยอดบริการอื่นๆ ได้อีกมากมายในอนาคต

อ้างอิง Entrepreneur

from:https://www.thumbsup.in.th/when-to-rebranding?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=when-to-rebranding

ทำความรู้จัก ‘จง ซานซาน’ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีน ผู้มั่งคั่งจากธุรกิจน้ำดื่ม

‘จง ซานซาน (Zhong shanshan)’ เจ้าของผู้ก่อตั้งบริษัทน้ำดื่มหนงฟูซานเฉวียนหรือ Nongfu Spring รวยแซงหน้า ‘แจ็ค หม่า (Jack Ma)’ กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศจีน

โดยข้อมูลจากดัชนีมหาเศรษฐีพันล้านบลูมเบิร์ก (Bloomberg Billionaires Index)  ระบุว่า ‘จง’ มีมูลค่าทรัพย์สิน 58.7 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 1.8 ล้านล้านบาท

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ‘จง’ เป็นมหาเศรษฐี 1เดียวใน 5 อันดับแรกของจีนที่ไม่ได้ทำธุรกิจด้านเทคโนโลยี และนอกจากธุรกิจน้ำดื่มแล้วยังมีธุรกิจผลิตวัคซีน รวมถึงบริษัทผลิตยาชั้นนำ ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับเขาอย่างมากในปีนี้

ในปี 2562 บริษัทหนงฟู เป็นผู้นำตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดในประเทศจีน ด้วยส่วนแบ่งตลาด 26.5% ซึ่งมีมูลค่าตลาดมากกว่า 208.4 พันล้านหยวนหรือราว 9 แสนล้านบาท

อันดับล่าสุดของ ‘จง’ ทำให้เขากลายเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากนายมูเกช อัมบานี มหาเศรษฐีชาวอินเดีย ซึ่งล่าสุดอยู่อันดับ 5 ของโลก ส่วน ‘จง’ อยู่อันดับที่ 17 ของโลก

ทั้งนี้ จง ซานซาน เคยประกอบอาชีพกรรมกรก่อสร้างและอดีตผู้สื่อข่าว จากนั้นก่อตั้งบริษัทหนงฟูซานเฉวียน ในปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดน้ำดื่มในประเทศจีนเพิ่งเริ่มต้น

อ้างอิง CNN, Statista

from:https://www.thumbsup.in.th/zhong-shanshan-nongfu-spring?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=zhong-shanshan-nongfu-spring

จ่ายแพ็คเกจรายเดือน “ฟู้ดแพสชั่น” เปิดโมเดล Supscription กินได้ 4 แบรนด์ในเครือ

ครั้งแรกของธุรกิจอาหาร “ฟู้ดแพชชั่น” บริษัทแม่ของ 5 แบรนด์ดัง บาร์บีคิวพลาซ่า, จุ่มแซ่บฮัท, ฌานา, สเปซ คิว และโภชา เปิดตัว “GONGANGFLIX” กับโมเดล Supscription จ่ายค่าอาหารแบบแพ็คเกจเดือนละ 600 บาท เฟสแรกรับสมัคร 1,000 คน

บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสร้างโอกาสทางการตลาด กลุ่มธุรกิจอาหารฟู้ดแพชชั่น เปิดเผยว่าบริษัทได้นำข้อมูลการใช้บริการของลูกค้า มาพัฒนาเป็น GONGANGFLIX ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบ Personalize ให้กับลูกค้าที่มารับประทานอย่างสม่ำเสมอ

โดยสมัครสมาชิกรายเดือน 600 บาท เพื่อรับ E-voucher  ทาง GON Gang LINE Official Account มูลค่าที่ได้รับแบ่งเป็น เดือนที่ 1, 2, 3 จะได้รับ E-voucher มูลค่า 700, 800, 900 บาท และเดือนที่ 4 – 6 ได้รับ E-voucher มูลค่า 1,000 บาทต่อเดือน

สามารถใช้รับประทานอาหาร 4 แบรนด์ในเครือฟู้ดแพสชั่น ทุกเมนู ทุกสาขา นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ส่วนลดค่าจัดส่งอาหาร Gon Gang Delivery โดยสมาชิกสามารถยกเลิกแพ็กเกจ ได้ก่อนการหักค่าสมาชิกในเดือนถัดไป โดยไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ เฟสแรก GONGANGFLIX เปิดให้สมัคร 1,000 คนเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการส่งคำเชิญให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่มก่อน ด้วยการส่ง LINE Message ทาง GON Gang LINE Official Account

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามสิทธิพิเศษ และโปรโมชั่นได้ที่ GON Gang หรือคลิก https://lin.ee/fruh2ld

 

from:https://www.thumbsup.in.th/gon-gang-flix-supscription?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=gon-gang-flix-supscription

นักการตลาดต้องรู้! ทำความเข้าใจ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ในปัจจุบันข้อมูล (Data) มีบทบาทสำคัญอย่างมากในภาคธุรกิจ ตัวตนในโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล รวมถึงธุรกรรมออนไลน์และข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ

โดยนำไปวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อการโฆษณา การตลาด รวมถึงการส่งต่อข้อมูลให้กับบุคคลที่สาม ปัญหาการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้จึงกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากยิ่งขึ้น

โจทย์สำคัญของนักการตลาดคือทำอย่างไรให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าการยอมรับให้เข้าถึงข้อมูลนั้นจะถูกนำมาปรับปรุงพัฒนาสินค้าหรือบริโภคให้ดียิ่งขึ้น และผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตจะไม่เข้าถึงข้อมูลนั้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยมีพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมาโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

เจ้าของข้อมูลต้องให้ความยินยอม (Consent) ในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูล 

ยกตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชันสั่งเดลิเวอรีต้องการเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้า ต้องมีข้อความให้ลูกค้ากดยืนยันเพื่อยินยอม และต้องแจ้งวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนในการเก็บข้อมูลและใช้ข้อมูลด้วย เมื่อลูกค้ากดยินยอมแล้ว ก็ถือว่าได้มอบ Consent ให้แอปพลิเคชันนั้น ๆ ใช้ข้อมูลบัตรเครดิตได้

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีระบบ วิธีในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ต้องมีการจำกัดการเข้าถึงข้อมู​ล เช่น การเก็บข้อมูลผู้ป่วย การเก็บข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน หากข้อมูลเกิดรั่วไหลต้องแจ้งให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูส่วนบุคคลทราบภายใน 72 ชั่วโมงนับจากเวลาที่ทราบเหตุ และต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลโดยทันที

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของตนเอง 

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิถอนความยินยอม ขอให้ยกเลิก หรือทำลายข้อมูลเมื่อใดก็ได้ โดยผู้เก็บข้อมูลไม่สามารถปฏิเสธได้

บทลงโทษทางอาญา ทางแพ่ง และทางปกครอง

หากมีการฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกำหนดโทษปรับทางปกครองสูงสุด 5 ล้านบาท

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าธุรกิจหรือนักการตลาดเองก็ต้องศึกษาและทำความเข้าใจพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้ดี ให้ความสำคัญกับการเก็บและการใช้ข้อมูลให้มากขึ้น และสุดท้ายคือนำข้อมูลไปใช้โดยคำนึงถึงผู้บริโภคให้มากที่สุด

อ้างอิง HBR, ราชกิจจานุเบกษา

from:https://www.thumbsup.in.th/data-privacy-for-business?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=data-privacy-for-business

แคสเปอร์สกี้กระตุ้น SMB ไทยให้ความสำคัญความปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับดิจิทัลไลเซชั่นยุคโควิด

เรื่องของการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย การไม่อัพเดทอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนที่ใช้ในการทำงาน จนส่งผลกระทบให้เกิดการขโมยข้อมูลหรือติดไวรัส จนถูกเรียกค่าไถ่ หรือการกดลิ้งที่ไม่ปลอดภัย ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของธุรกิจรายย่อยในไทย ที่มีการปรับตัวใช้งานเทคโนโลยีแต่กลับไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันปัญหาอย่างแท้จริง

คุณเบญจมาศ จูฑาพิพัฒน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย แนะนำว่า กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มบีที่มีพนักงานตั้งแต่ 10 – 999 คนถือว่าเป็นฐานใหญ่ของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มบี แต่กลุ่มที่มีพนักงานตั้งแต่ 50 – 250 คนนั้นจะเป็นกลุ่มที่บริษัทจะเข้าไปให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยให้มากขึ้น

ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจที่ยังไม่พร้อมปรับตัวในการใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยอาจจะมองว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองลงทุนนั้น ใช้งานมานานแล้ว ยังตอบโจทย์การใช้งานได้ดีและไม่ต้องการที่จะเสียเงินเรื่องการลงทุนใหม่ๆ จึงยังใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ต่อไป

แต่ในความเป็นจริงแล้วการลงทุนฮาร์ดแวร์ใหม่ในกลุ่มธุรกิจเดิมหรือกลุ่มธุรกิจที่ยังใช้ Window XP นั้น มีสัดส่วนที่น้อยมากๆ เพียงแต่กลุ่มธุรกิจที่เปลี่ยนชุดคอมพิวเตอร์ใหม่ ก็ไม่ใช่กลุ่มที่เลือกใช้ซอฟต์แวร์แท้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์และไม่ได้ใช้งานระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ

“แม้ธุรกิจจะมีการลงทุนระบบปฏิบัติการณ์ของแท้ แต่ก็อาจไม่ได้ลงทุนโซลูชั่นด้านความปลอดภัยที่ดีพอ ทั้งที่ต้องเชื่อมต่อเครือข่ายหรือเก็บข้อมูลเกี่ยวกับระบบทางการเงินที่ปลอดภัยนั่นจึงเป็นความเสี่ยงในการเจอปัญหาแฮคเกอร์”

ทั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่บางธุรกิจที่ต้องระวังแต่เป็นทุกธุรกิจที่ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็น แคชเชียร์ร้านอาหาร ฝ่ายบัญชีของร้านค้า หรือแม้แต่แม่ค้าออนไลน์ที่มีระบบบัญชีและข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ต่างก็จำเป็นต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย

ข้อแนะนำสำหรับธุรกิจที่เจอแฮคเกอร์

จากเคสโรงพยาบาลสระบุรีเจอปัญหาขโมยข้อมูลทางแคสเปอร์สกี้ได้ให้คำแนะนำ ดังนี้

  1. อย่าจ่ายเงินให้แฮคเกอร์ เพราะไม่สามารถการันตีว่าการจ่ายเงินจะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ควรลองลงโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือก่อนว่าจะสามารถกู้ข้อมูลกลับมาได้มากน้อยแค่ไหน
  2. หากมีการเก็บข้อมูล (Back up) ไว้ทั้งบนฮาร์ดไดร์ฟหรือคลาวด์ การจะนำกลับมาใช้อีกครั้งจะต้องสแกนไวรัสจากระบบรักษาความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือก่อนใส่ข้อมูลกลับมาในเครื่องอีกครั้ง และต้องไม่ลืมสแกนไวรัสเพื่อตรวจจับอุปกรณ์สื่อสารทุกเครื่องที่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบรักษาความปลอดภัยด้วย
  3. ให้ความรู้แก่พนักงานทุกระดับ และมีการแจ้งเตือนบ่อยๆ เกี่ยวกับการเข้าใช้งานระบบ การไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล การไม่คลิกล้ิงค์ที่ไม่น่าเชื่อถือในทุกช่องทาง
  4. อัพเดทแพทช์และระบบปฏิบัติการณ์อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งลงทุนใช้งานซอฟต์แวร์ระบบรักษาความปลอดภัยที่ถูกกฏหมายด้วยเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ผลสำรวจเกี่ยวกับการลงทุนความปลอดภัย

จากการสำรวจล่าสุดที่จัดทำโดยแคสเปอร์สกี้ บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก พบว่าก่อนที่จะมีมาตรการล็อกดาวน์เนื่องจาก COVID-19 ผู้ใช้ในประเทศไทยใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 8 ชั่วโมง 5 นาทีทุกวัน สูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากบราซิล ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมง 56 นาที ทั้งนี้ในช่วงที่มีการแพร่ระบาด ระยะเวลาที่ใช้ท่องเวิลด์ไวด์เว็บเพิ่มขึ้นอีก 2-5 ชั่วโมงต่อวัน

งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อสำรวจกลุ่มผู้บริโภค 250 คนที่มีอุปกรณ์เชื่อมต่ออย่างน้อยสองเครื่องในครัวเรือนในประเทศไทยในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม 69% ชอบช้อปปิ้งออนไลน์และ 59% ทำธุรกรรมทางการเงินโดยใช้อินเทอร์เน็ต

แม้ว่ากระบวนการใช้ข้อมูลที่เป็นดิจิทัลเพื่อประโยชน์สูงสุด หรือ Digitalisation จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่ก็ยังเปิดช่องโหว่ที่อาชญากรไซเบอร์สามารถใช้งานได้ ข้อมูลจากแคสเปอร์สกี้ได้เปิดเผยว่า บริษัทขนาดกลางและเล็กส่วนใหญ่ตกเป็นเป้าหมายของภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สำคัญสามประการ ฟิชชิ่ง แรนซัมแวร์ และไมนิ่ง

รูปแบบการโจมตีแต่ละประเภท

ฟิชชิ่ง (Phishing)

ฟิชชิ่งเป็นการโจมตีแบบวิศวกรรมสังคมประเภทหนึ่งที่ยืดหยุ่นที่สุด อาชญากรไซเบอร์มักใส่หัวข้อยอดนิยมที่เป็นกระแสไว้ในเนื้อหา เพื่อเพิ่มโอกาสในการเปิดลิ้งก์ที่ติดไวรัสหรือไฟล์แนบที่เป็นอันตราย ความเสียหายของอาชญากรรมออนไลน์นี้มีตั้งแต่เครือข่ายของบริษัทถูกแฮ็ก ไปจนถึงข้อมูลที่เป็นความลับถูกขโมย ข้อมูลระบุตัวบุคคล ข้อมูลประจำตัวทางการเงิน และแม้แต่ความลับขององค์กร

สถิติล่าสุดจาก Anti-Phishing System ของแคสเปอร์สกี้ ในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 มีตัวเลขการป้องกันการพยายามโจมตีบริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีพนักงาน 50-250 คน ด้วยฟิชชิ่งจำนวน 767,530 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้น 24.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 600,000 ครั้ง ประเทศไทยมีตัวเลขอยู่ที่ 103,378 ครั้ง ติดอันดับสี่ในภูมิภาค

แรนซัมแวร์ (Ransomware)

แรนซัมแวร์กลายเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับหลายองค์กร แม้ว่าจากมุมมองทางเทคนิค แรนซัมแวร์จะไม่ใช่ภัยคุกคามขั้นสูงสุด แต่ก็ทำให้อาชญากรไซเบอร์สามารถปิดกั้นการดำเนินธุรกิจและรีดไถเงินได้

ในไตรมาสที่ 2 ปี 2020 โซลูชั่นของแคสเปอร์สกี้ได้บล็อกการพยายามโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ทั้งหมด 235,100 ครั้งต่อ SMB ในภูมิภาค สถิตินี้แสดงให้เห็นว่าแรนซัมแวร์มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามนี้ได้กลายเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว

จากการวิจัยล่าสุดของแคสเปอร์สกี้ พบว่าการโจมตีของแรนซัมแวร์ในปัจจุบันจำนวนหนึ่งในสามมีเป้าหมายเป็นผู้ใช้ทางธุรกิจ ดังนั้นแม้ว่าจำนวนการพยายามโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ทั้งหมดที่ตรวจพบในภูมิภาคนี้ลดลง 58.69% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ความเสี่ยงของ SMB และองค์กรที่สูญเสียข้อมูลและเงินสดเนื่องจากภัยคุกคามนี้ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา ประเทศไทยมีตัวเลขอยู่ที่ 28,791 ครั้ง ติดอันดับสามในภูมิภาค

ไมนิ่ง (Mining)

ปัญหาข้อมูลรั่วไหลและแรนซัมแวร์ดูเหมือนจะเป็นความกังวลของบริษัทส่วนใหญ่ในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ อย่างไรก็ตาม สถิติจากแคสเปอร์สกี้เปิดเผยว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ไม่ใช่ฟิชชิ่งหรือแรนซัมแวร์ หากแต่เป็นไมนิ่ง

เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ติดเชื้อแล้ว ผู้ก่อภัยไมนิ่งจะควบคุมการประมวลผลของเครื่องเพื่อจุดประสงค์ที่ชั่วร้ายของตนเอง อาการและผลที่เกิดจากไมนิ่งที่เป็นอันตรายนั้นไม่ชัดเจนและไม่เกิดขึ้นทันทีเหมือนอย่างการโจมตีแบบแรนซัมแวร์และฟิชชิ่ง แต่ผลที่ตามมานั้นมีค่าใช้จ่ายสูงในระยะยาว

จากสถิติไตรมาส 2 ปี 2020 ของแคสเปอร์สกี้พบว่า มีความพยายามโจมตีด้วยไมนิ่งจำนวน 662,622 ครั้ง ซึ่งมีจำนวนน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าภูมิภาคนี้เป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรไซเบอร์ เนื่องจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซียนั้นติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศทั่วโลกที่ถูกโจมตีมากที่สุด ในขณะที่ประเทศไทยมีตัวเลขอยู่ที่ 79,741 ครั้ง อยู่ในอันดับที่สี่ในภูมิภาค

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไตรมาส 2 2020
ฟิชชิ่ง แรนซัมแวร์ ไมนิ่ง
ประเทศ จำนวนที่ตรวจจับได้ อันดับระดับโลก จำนวนที่ตรวจจับได้ อันดับระดับโลก จำนวนที่ตรวจจับได้ อันดับระดับโลก
อินโดนีเซีย 213,638 21 136,222 4 238,356 4
มาเลเซีย 137,427 35 1,730 45 117,732 8
ฟิลิปปินส์ 48,995 58 2,490 41 4,475 44
สิงคโปร์ 44,439 60 132 54 2,413 49
ไทย 103,378 42 28,791 19 797,41 11
เวียดนาม 219,653 19 65,735 8 219,905 5

 

คุณเบญจมาศ  “การโจมตีทางไซเบอร์ในปัจจุบันนั้นถูกและง่ายกว่าที่เคย ธุรกิจ SMB จึงพบว่าตัวเองตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์โดยเฉพาะ และเพื่อสนับสนุนธุรกิจในระหว่างการฟื้นตัวจากช่วงโรคระบาดนี้ แคสเปอร์สกี้มีโซลูชั่นที่ครอบคลุมหลายประการสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจใหม่อย่างปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งรวมถึงโซลูชั่น Kaspersky Endpoint Detection and Response Optimum ที่จะสร้างการป้องกันเชิงลึกอย่างแท้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยโดยใช้การตอบสนองอัตโนมัติและการวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง”

เพื่อช่วยให้ SMB ฝึกอบรมพนักงานเพื่อพร้อมรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ แคสเปอร์สกี้ขอเสนอการฝึกอบรมการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยอัตโนมัติฟรี 3 เดือน (Automated Security Awareness Training) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ SMB ปรับปรุงข้อมูลและข้อปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของบริษัท โปรแกรมนี้มีให้บริการจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2020 และใช้ได้กับผู้ใช้มากถึง 500 คน เจ้าของธุรกิจที่สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้โดยไปที่ลิ้งก์นี้ www.k-asap.com

นอกจากนี้ แคสเปอร์สกี้ยังตระหนักถึงความท้าทายที่กลุ่มธุรกิจ SMB ต้องเผชิญ ดังนั้นจึงขอเสนอโปรโมชั่นซื้อไลเซ่นส์ 1 ปี รับสิทธิ์การใช้งานเพิ่มฟรีอีก 1 ปี สำหรับสำหรับโซลูชั่นเอ็นพอยต์ต่างๆ ประกอบด้วย

  • Kaspersky Endpoint Security for Business
  • Kaspersky Endpoint Security for Cloud and Cloud Plus
  • Kaspersky Security for Microsoft Office 365
  • Kaspersky Hybrid Cloud Security

ท่านสามารถดูโปรโมชั่นเพิ่มเติมของภูมิภาคนี้ได้ที่ https://go.kaspersky.com/KESB_new_prospect_SEA.html

ตัวเลขที่น่าสนใจของไตรมาส 2 ปี 2020 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ฟิชชิ่ง

  • พบความพยายามโจมตีด้วยฟิชชิ่ง 767,530 ครั้ง ต่อบริษัทที่มีพนักงาน 50-250 คน
  • เพิ่มขึ้น 30% เปรียบเทียบกับตัวเลขไตรมาส 2 ปี 2019 (617,461 ครั้ง)
  • ประเทศไทยติดอันดับ 4 ของภูมิภาค และอันดับ 42 ของโลก

แรนซัมแวร์

  • พบความพยายามโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ 235,100 ครั้ง ต่อบริษัทที่มีพนักงาน 50-250 คน
  • น้อยลง 69% เปรียบเทียบกับตัวเลขไตรมาส 2 ปี 2019 (569,145 ครั้ง)
  • ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของภูมิภาค และอันดับ 19 ของโลก

ไมนิ่ง

  • พบความพยายามโจมตีด้วยไมนิ่ง 662,622 ครั้ง ต่อบริษัทที่มีพนักงาน 50-250 คน
  • น้อยลง 30% เปรียบเทียบกับตัวเลขไตรมาส 2 ปี 2019 (1,757,808 ครั้ง)
  • ประเทศไทยติดอันดับ 4 ของภูมิภาค และอันดับ 11 ของโลก

from:https://www.thumbsup.in.th/kaspersky-smb-thai?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kaspersky-smb-thai

Facebook และ YouTube ยินยอมให้องค์กรภายนอก เข้ามาตรวจสอบการจัดการเนื้อหา Hate Speech

Facebook, YouTube และ Twitter ตกลงยินยอมให้องค์กรภายนอกเข้ามาตรวจสอบการจัดการเนื้อหาที่อันตรายอย่าง Hate Speech หลังบริษัทยักษ์ใหญ่แบนการลงโฆษณาในแพลตฟอร์ม

สมาพันธ์โฆษณาโลก หรือ The World Federation of Advertisers (WFA) ประกาศข้อตกลงร่วมกับแพลตฟอร์มในการจำกัดความและมาตรฐานของคำว่า “เนื้อหาที่อันตราย (harmful content)”

โดยข้อตกลงดังกล่าวทำให้แพลตฟอร์มจะต้องถูกตรวจสอบการจัดหมวดหมู่ การรายงาน และการกำจัดเนื้อหาที่อันตราย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีการตรวจสอบและนำไปใช้ภายในสิ้นปีนี้

“ในระบบนิเวศของโลกออนไลน์ ผู้ลงโฆษณามีบทบาทสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีและเราได้บรรลุข้อตกลงกับแพลตฟอร์มในการลงมือและวางแผน” Stephan Loerke ประธาน WFA กล่าวในแถลงการณ์

ที่มาของข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากความล้มเหลวในการควบคุมและจัดการการเผยแพร่เนื้อหาเหยียดเชื้อชาติและเนื้อหาอันตรายบนโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, YouTube และ Twitter

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุการณ์จอร์จ ฟรอยด์ กลายเป็นชนวนการประท้วงคตินิยมเชื้อชาติ ซึ่งรวมถึงการคว่ำบาตรแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ไม่มีการควบคุมและจัดการปัญหานี้

อ้างอิง CNN

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-youtube-accept-audit?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-youtube-accept-audit

F5 แต่งตั้ง Westcon Group (Thailand) เป็นผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

F5 Networks ผู้นำด้าน Application Delivery Networking (ADN) ประกาศแต่งตั้ง Westcon Group (Thailand) เป็นผู้จัดจำหน่าย (Distributor) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อรุกตลาด Security ภายใต้การสนับสนุนจากหนึ่งในที่ปรึกษาโซลูชัน Enterprise IT ที่ดีที่สุด พร้อมขยายสู่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พลิกโฉมระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ในยุคดิจิทัล

Westcon Group ที่ปรึกษาและผู้จัดจำหน่ายโซลูชัน Enterprise IT ระดับโลก

Westcon Group เป็นบริษัทที่ปรึกษาและผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางด้าน Data Center, Infrastructure, Collaboration และ Security แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และดูแลรักษาแบบ 7/24 รวมไปถึงเป็นศูนย์อบรมและสอบใบรับรองเพื่อพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นทางการของผลิตภัณฑ์ชั้นนำจากทั่วโลก

ปัจจุบันนี้ Westcon Group มีสาขามากกว่า 70 แห่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก และครอบคุลม 12 ประเทศในเขตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เข้าสู่ตลาดประเทศไทยมานานกว่า 9 ปี มีทีมฝ่ายขายและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญชาวไทยรวมแล้วเกือบ 50 คน ซึ่งพร้อมนำเสนอโซลูชันและนวัตกรรมดิจิทัลชั้นแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็น AI & Analytics, Cloud & Virtualization, Cybersecurity, Compliance Management, IoT และ SD-WAN จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ระดับโลกเพื่อช่วยให้ธุรกิจตั้งแต่ SMB ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่สามารถทำ Digital Transformation ได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

“Westcon Group (Thailand) จับมือกับ F5 Networks เพื่อเปิดช่องทางการจัดจำหน่ายและสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ด้วยการผสานจุดแข็งของบริษัทที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาโซลูชัน Enterprise IT กับนวัตกรรมที่ได้รับการยอบรับจากทั่วโลกของ F5 Networks ทำให้เราสามารถนำเสนอบริการด้าน Application Delivery Networking และ Cybersecurity อันแสนยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชีย รวมไปถึงประเทศไทยได้” — คุณสมนึก สุนทรเพ็ชรพันธุ์ Country Manager บริษัท Westcon Group (Thailand) กล่าว

คุณสมนึก สุนทรเพ็ชรพันธุ์ Country Manager บริษัท Westcon Group (Thailand)

Westcon Center of Excellence ศูนย์นวัตกรรมและบริการสำหรับโซลูชัน F5 โดยเฉพาะ

ถึงแม้ว่า Westcon Group (Thailand) จะเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชันของ F5 Networks อย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่ในระดับโลกแล้ว Westcon Group ได้ร่วมมือกับ F5 Networks มานานหลายปี และเป็นหนึ่งในโซลูชันหลักที่ Westcon Group ให้บริการแก่ลูกค้า ถึงระดับที่มีการเปิด Center of Excellence เพื่อเป็นศูนย์นวัตกรรมและบริการสำหรับโซลูชันของ F5 โดยเฉพาะ ทำหน้าที่สนับสนุนการทำ Proof of Concept (PoC), Live Demo และซัพพอร์ตหลังการขาย รวมไปถึงมี Virtual Lab สำหรับให้ลูกค้าสามารถทดลองใช้งานโซลูชันและฟีเจอร์ต่างๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกับธุรกิจของตนได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาเซ็ตอัประบบทดสอบและยุ่งเกี่ยวกับระบบของลูกค้าโดยตรง

Westcon Group มีทีมสำหรับสนับสนุนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการของ F5 Networks โดยเฉพาะ แบ่งเป็นทีมบริหารงาน 33 ท่าน และทีมงานฝ่ายเทคนิค 18 ท่าน ครอบคลุมประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนรวมไปถึงประเทศไทย ซึ่งทีมงานเหล่านี้จะมีการแชร์ข้อมูล แนวทางปฏิบัติ และกรณีศึกษาระหว่างกัน ทำให้ทีมงานมีองค์กรความรู้ที่ทรงพลัง พร้อมช่วยเหลือเหล่าพาร์ทเนอร์ในการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

สำหรับประเทศไทยเอง Westcon Group (Thailand) มีทีม F5 Networks รวม 6 ท่าน เป็นทีมฝ่ายขาย 3 ท่านและทีมวิศวกรด้านเทคนิค 3 ท่าน ทั้งหมดผ่านการอบรมและได้ใบรับรองจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงมีประสบการณ์ในการให้บริการโซลูชันของ F5 Networks มานานกว่า 4 ปี

เตรียมรุกตลาด Security ในไทย ขยายสู่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

Westcon Group (Thailand) ได้วางกลยุทธ์การทำตลาดสำหรับ F5 Networks โดยให้บริการผ่านช่องทางจัดจำหน่ายเดิมที่มีศักยภาพแข็งแกร่งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ธนาคาร หลักทรัพย์ ประกันภัย โมเดิร์นเทรด ซัพพลายเชน และไฮเปอร์มาร์เก็ต ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ ซึ่งจะเน้นเจาะตลาดองค์กรเอกชนขนาดกลางและขนาดย่อมที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยในยุคดิจิทัล คาดว่าการร่วมมือกับ F5 Networks นี้จะทำให้ธุรกิจของ Westcon Group (Thailand) โตขึ้นโดยเฉลี่ย 20 – 25% ในปีนี้

“ด้วยการจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับทาง Westcon ช่วยให้เราสามารถขยายเส้นทางจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ F5 Networks สู่ตลาดใหม่ๆ ได้ ชื่อเสียงของ Westcon ในฐานะผู้นำด้านการจัดจำหน่ายโซลูชัน Enterprise IT และระบบ Partner Ecosystem ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดีช่วยนำผลลัพธ์ที่จับต้องได้ไปสู่ลูกค้าของเรา การเป็นพันธมิตรกับทาง Westcon นี้จะช่วยตอกย้ำความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างเรากับลูกค้า ซึ่ง Westcon มีการวางโครงสร้างที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นระบบ” —  Kurt Hansen, Managing Director at F5 Networks Australia/New Zealand กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดต่อเพื่อขอทดลองใช้งานฟรีได้ที่อีเมล products.th@westcon.com หรือโทร 02 938 9477-9 หรือ Inbox มาที่ Facebook Page: https://www.facebook.com/westcongroupthailand/

from:https://www.techtalkthai.com/f5-appoints-westcon-group-thailand-as-new-distributor/

“แฟลช เอ็กซ์เพรส” ควักงบกว่า 100 ลบ.อัด 3 โปรโมชั่นตอบแทนลูกค้าส่งท้ายปลายปี


​“แฟลช เอ็กซ์เพรส” ตอบแทนลูกค้าครั้งใหญ่ส่งท้ายปลายปี ทุ่มงบการตลาดกว่า 100 ล้านบาท อัด 3 โปรโมชั่น “ปรับฐานราคาใหม่เริ่มต้น 18 บาท – เสาร์-อาทิตย์ เริ่มต้น 9.9 บาท ,ปรับวิธีคำนวณค่าส่งใหม่ช่วยให้ประหยัดถึง 70%” หวังยอดส่งพัสดุเพิ่มทะลุ 2 ล้านชิ้นต่อวันเพื่อขึ้นสู่ขนส่งเอกชนเบอร์ 1 ของตลาด

คุณคมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด ผู้ให้บริการขนส่งสัญชาติไทยแบบครบวงจร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลามากกว่า 2 ปี ในการให้บริการ เราอยากขอบคุณคนไทยทั้งประเทศที่ให้การสนับสนุน และไว้วางใจใน แฟลช เอ็กซ์เพรส มาโดยตลอด และเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าบริษัทฯ จึงได้ทุ่มงบการตลาดมากกว่า 100 ล้านบาท จัดโปรโมชั่นส่งท้ายปลายปี และยังเป็นการต้อนรับเทศกาลอีคอมเมิร์ซที่จะมาถึง เพื่อให้ลูกค้าได้มีความสุขกับการช้อปปิ้งออนไลน์

ซึ่งในส่วนของโปรโมชั่นที่ แฟลช เอ็กซ์เพรส เตรียมส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าแบบจัดเต็มพร้อมกันทั่วประเทศ มีตั้งแต่ การปรับฐานราคาค่าจัดส่งพัสดุใหม่สุดคุ้มทุกวัน เริ่มต้นเพียง 18 บาท เมื่อส่งพัสดุในจังหวัดเดียวกันทั่วไทย เริ่มตั้งแต่​ 1 กันยายนที่ผ่านมา, การส่งพัสดุสุดคุ้มX2​ เพียง​ 9.9​ บาท​ ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 1 พ.ย. 2020 และการปรับวิธีคิดคำนวนอัตราค่าบริการแบบใหม่ช่วยขยายความคุ้มค่าในการจัดส่งพัสดุเริ่มต้นที่ 0-3 กก.ลดสูงสุด 70% โดยพัสดุไซส์​เล็กก็จะเป็นการคิดคำนวณจากน้ำหนักพัสดุอย่างเดียว

ทั้งนี้ แฟลช เอ็กซ์เพรส ขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะเป็นผู้ให้บริการขนส่งเจ้าแรกเพียงเจ้าเดียวที่ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับต้นทุนการทำบริการที่สูงแค่ไหน บริษัทฯ จะยังคงนโยบาย “การเข้ารับพัสดุฟรีถึงหน้าบ้านตั้งแต่ชิ้นแรก (Door to door service) ตลอด 365 วัน ไม่บวกเพิ่ม ไม่มีขั้นต่ำ และไม่มีวันหยุด” และรับรองว่าไม่มีขนส่งเจ้าไหนกล้าทำอย่างแน่นอน

จากสถิติที่บริษัทฯได้รบรวมไว้พบว่าบริการรับฟรีถึงบ้านตั้งแต่ชิ้นแรกที่แฟลช เป็นผู้ริเริ่มสามารถช่วยให้ลูกค้าลดค่าเดินทางได้เฉลี่ย 30 บาท และยังประหยัดเวลาในการใช้ชีวิตได้กว่า 65 นาที จากการที่ไม่ต้องไปเข้าคิวส่งของ อย่างไรก็ดีบริษัทฯ จะยังคงรักษามาตรฐานเพื่อสร้างบริการที่ดี และไม่หยุดที่จะพัฒนาการบริการของเราให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ และในเร็วๆนี้บริษัทฯ เตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงวงการขนส่งไทย ตลอดจนการคิดค้น และพัฒนา Platform การใช้งานในฟังก์ชั่นต่างๆ ที่จะสามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมของลูกค้าคนไทยได้อย่างครอบคลุมในระยะยาวต่อไป

from:https://www.thumbsup.in.th/flash-express-promotion?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=flash-express-promotion

เลือกอุปกรณ์ Storage สำหรับงาน AI และ Analytics อย่างไร ให้ตอบโจทย์เชิงธุรกิจฉบับผู้บริหาร

เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลหรือ Data เป็นสิ่งที่ช่วยตัดสินใจและกำหนดทิศทางให้กับธุรกิจที่เหมาะสม การลงทุนกับข้อมูลจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของธุรกิจ

ดังนั้นผู้บริหารควรต้องเข้าใจเบื้องต้นในเรื่องของระบบ Enterprise Storage ซึ่งเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับธุรกิจ และเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับรูปแบบงาน

ในบทความนี้เราจะพาผู้บริหารธุรกิจทุกท่านไปรู้จักกับเทคโนโลยีของ Enterprise Storage อย่าง All Flash Storage รวมไปถึงคุณค่าที่จะเกิดขึ้นต่อธุรกิจ

ข้อมูลคือหัวใจสำคัญเพื่อต่อยอดงาน AI และ Analytics

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารโดย The Enterprise Strategy Group (ESG) พบว่าธุรกิจในปัจจุบันให้คุณค่ากับข้อมูลมากขึ้นกว่าในอดีตอย่างก้าวกระโดด

โดยกว่า 25% ของผู้บริหาร ระบุว่าอุปสรรคที่มักพบในการเริ่มต้นธุรกิจคือความล่าช้า ความซับซ้อนของระบบ และการเริ่มเปิดบริการใหม่ๆ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการวางระบบจัดเก็บข้อมูลที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นนั้นจะช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้งานข้อมูลได้เต็มที่ ลดความซับซ้อนที่จะเกิดขึ้น และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จากข้อมูลที่มีอยู่ได้

ทำความรู้จัก Enterprise Storage

โดยทั่วไปแล้ว ภายใน Data Center ของธุรกิจองค์กรนั้น จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า Enterprise Storage ซึ่งทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลโดยเฉพาะ โดยต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  1. มีพื้นที่ความจุเพียงพอต่อการใช้จัดเก็บข้อมูลทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  2. มีประสิทธิภาพในการเขียนอ่านข้อมูลที่เพียงพอต่อการใช้งาน และเหมาะสมต่อรูปแบบของระบบงานที่ต้องการ
  3. มีความสามารถในการปกป้องข้อมูลไม่ให้สูญหายจากความเสียหายของ Hardware หรือระบบไฟฟ้า
  4. มีความสามารถอื่นๆ ตามที่องค์กรต้องการ เช่น การสำรองข้อมูลภายในหรืออกไปยังภายนอกระบบ, การทำงานร่วมกับระบบงานอื่นๆ ที่มีอยู่เดิม, การบริหารจัดการร่วมกับระบบอื่นๆ ได้ เป็นต้น
  5. อยู่ในงบประมาณที่เหมาะสมต่อการลงทุน และในระยะยาวมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงเกิดขึ้นน้อยที่สุด

 

ทั้งนี้ แน่นอนว่าแต่ละธุรกิจนั้นย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป บางธุรกิจต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลปริมาณมาก หรือบางธุรกิจอาจต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลไม่มาก แต่มุ่งเน้นที่ความเร็วเป็นหลัก ในขณะที่บางธุรกิจมีความต้องการเฉพาะทางด้านข้อมูลและต้องการลดต้นทุนการเช่าใช้ Cloud ก็อาจพิจารณาระบบ Enterprise Storage เพิ่มเติมได้ เป็นต้น

แต่สำหรับงานทางด้าน AI และ Analytics นั้น โจทย์หลักคือการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลย้อนหลังเป็นเวลานาน และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงต้องย้ายข้อมูลได้ง่ายเพื่อความคล่องตัวในการนำข้อมูลไปใช้งาน ซึ่งในบรรดาเทคโนโลยี Enterprise Storage ที่มีด้วยกันหลากหลายนี้ All NVMe Flash Storage ก็เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่จะมาตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวนี้ได้เป็นอย่างดี

All NVMe Flash Storage เทคโนโลยี Enterprise Storage ล่าสุดที่เต็มเปี่ยมด้านประสิทธิภาพ

Non-volatile Memory Express หรือ NVMe คือชื่อของเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ในการเชื่อมต่อเข้าถึงข้อมูลภายในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลล่าสุด ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานกับ Flash Storage ซึ่งเป็นอุปกรณ์ Storage ชนิดที่มีความเร็วสูง

ในผลสำรวจของ ESG นั้นยังระบุด้วยว่าสาเหตุอันดับหนึ่งที่ธุรกิจองค์กรตัดสินใจเลือกใช้ All NVMe Flash Storage นั้น ก็คือการต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ Enterprise Storage ให้สามารถจัดเก็บและนำข้อมูลมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามมาด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ระบบ Application ที่มีอยู่เดิม ไปจนถึงการลดค่าใช้จ่ายทั้งในแง่ของการลงทุนระบบในภาพรวมและการดูแลรักษาระบบ IT

นอกจากนี้ยังมี Storage Virtualization ซึ่งเป็นความสามารถช่วยให้บริหารจัดการอุปกรณ์ Storage เดิมที่ธุรกิจองค์กรมีอยู่ก่อนหน้าได้จากศูนย์กลางร่วมกับ All NVMe Flash Storage นี้ ทำให้ไม่ต้องทิ้งหรือยกเลิกการใช้งานอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมไปทั้งหมด แต่ยังคงสามารถเก็บไว้ใช้งานเพื่อเป็นทางเลือกในการจัดเก็บ, สำรอง หรือย้ายข้อมูลชั่วคราวได้ และทำให้การจัดการกับข้อมูลนั้นมีความยืดหยุ่นคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ในภาพรวมแล้ว การเลือกใช้ All NVMe Flash Storage จะช่วยให้ธุรกิจองค์กรได้รับประโยชน์ดังนี้

  • มีระบบ Enterprise Storage กลางสำหรับรองรับงาน AI โดยเฉพาะซึ่งมีประสิทธิภาพสูง วางใจได้ ไม่ต้องกังวลว่าระบบจะมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอต่องานในอนาคต
  • มีระบบ Enterprise Storage ที่มีความยืดหยุ่นสูง รองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดีโดยไม่ต้องลงทุนใหม่ซ้ำๆ และยังนำอุปกรณ์เก่าที่มีอยู่เดิมมาใช้งานร่วมกันได้ด้วยการทำ Storage Virtualization เพิ่มความคุ้มค่ามากขึ้นไปอีก
  • มีความมั่นคงปลอดภัยและมีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะสูญหายน้อย ด้วยประสิทธิภาพที่สูงของระบบก็ทำให้การเข้ารหัสข้อมูลและเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับข้อมูลสำคัญทางธุรกิจนั้นเกิดขึ้นได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานของระบบ อีกทั้งเทคโนโลยีเหล่านี้มักมาพร้อมกับความสามารถในการสำรองข้อมูลเบื้องต้นในตัว ลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะสูญหายไปทั้งหมดจาก Ransomware ได้

IBM FlashSystem: ระบบ All NVMe Flash Storage ที่ไม่เพียงแต่เร็วเท่านั้น แต่ยังง่ายดาย ทนทาน และตอบโจทย์การก้าวไปสู่ Hybrid Multicloud

IBM ในฐานะของผู้นำทางด้าน AI, Analytics, Cloud และ Enterprise Data Center ได้ทำการพัฒนาโซลูชัน IBM FlashSystem ซึ่งเป็นอุปกรณ์ All NVMe Flash Storage ออกมาสู่ตลาดเพื่อให้ธุรกิจองค์กรได้นำไปใช้งานได้อย่างมั่นใจ โดยมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • ใช้สถาปัตยกรรม All NVMe ทั้งหมด และยังรองรับการใช้งาน Storage Class Memory (SCM) ทำให้มีความเร็วสูงกว่า All NVMe Flash Storage ทั่วๆ ไป โดย IBM FlashSystem รุ่น 9200 นั้นสามารถเขียนอ่านข้อมูลได้มากที่สุดถึง 18 ล้านครั้งต่อวินาทีเลยทีเดียว
  • รองรับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลได้ โดย IBM FlashSystem รุ่น 9200 มีความจุได้สูงสุดถึง 32PB (32,000 TB) และยังมีเทคโนโลยี Data Reduction เพื่อลดพื้นที่ที่ต้องใช้ในการจัดเก็บข้อมูลลงได้ในตัว ช่วยให้เกิดความคุ้มค่าในการจัดเก็บข้อมูลมากยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีในการปกป้องข้อมูลภายในตัวด้วย
  • เพิ่มขยายประสิทธิภาพและความจุได้ง่าย รองรับได้ทั้งการเพิ่มขยายแบบ Scale-Up และ Scale-Out
  • สามารถย้ายข้อมูลจากระบบจัดเก็บข้อมูลเดิมมาสู่ IBM FlashSystem ได้อย่างง่ายดายด้วยเครื่องมือที่มีให้พร้อมใช้งานได้ทันที ไม่ว่าข้อมูลเดิมนั้นจะถูกจัดเก็บอยู่บน Storage ของ IBM หรือผู้ผลิตรายอื่นก็ตาม
  • มี AI ช่วยทำการบริหารจัดการการจัดเก็บข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดในประสิทธิภาพระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ
  • มี AI ช่วยทำการดูแลรักษาแจ้งเตือนแนวโน้มการเกิดปัญหาให้ล่วงหน้า ช่วยลด Downtime ที่อาจเกิดขึ้นกับระบบลงได้
  • สามารถทำการย้ายข้อมูลไปยัง Cloud ได้อย่างง่ายดาย เชื่อมต่อระบบเข้ากับ VMware, Kubernetes และ OpenShift ได้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การทำ Hybrid Multicloud ได้เป็นอย่างดี

และเพื่อให้สอดคล้องต่อความคล่องตัวของธุรกิจในแง่ของการลงทุน IBM จึงมีทางเลือกให้สามารถเช่าใช้งานอุปกรณ์ IBM FlashSystem โดยคิดค่าใช้จ่ายตามพื้นที่การใช้งานจริงรายเดือนได้ และสามารเปลี่ยนรุ่นของอุปกรณ์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งานได้เมื่อถึงรอบของการอัปเกรด

New Promotion !!! IBM FlashSystem (หมดเขต 31 ต.ค. 63)

สำหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยี IBM Flash Storage สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ibm.com/it-infrastructure/storage/flash

สนใจโซลูชันของ IBM ติดต่อ Computer Union ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโซลูชันจาก IBM หรือต้องการให้ทาง Computer Union นำเสนอข้อมูลเพิ่มเติม หรือทำ workshop สามารถติดต่อทีมงาน Computer Union ได้ที่ Email : cu_mkt@cu.co.th หรือโทร 02-311-6881 #7151, 7158

 

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-choose-storage-for-analytics?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-choose-storage-for-analytics

รวมเว็บไซต์สมัครงานกับองค์กร/แบรนด์โดยตรง

สำหรับนักศึกษาจบใหม่หรือคนทั่วไปที่กำลังมองหาตำแหน่งงาน นอกจากเว็บไซต์หางานที่มีองค์กรมากมายที่กำลังเปิดรับพนักงานแล้ว

ก็มีองค์กรชั้นนำในไทยมากมายที่กำลังเปิดรับตำแหน่งงาน ไม่ว่าจะเป็น AIS, TRUE, LINE, SCG, CP ALL ฯลฯ ไปดูกันเลยครับ

Facebook

บริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก เจ้าของแอปพลิเคชั่น Facebook, Messenger, Instagram และ Whatsapp

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/2G4n1Ap

Google

บริษัท Alphabet หรือเจ้าของ Google เว็บ Search Engine ยอดนิยม และ YouTube แพลตฟอร์มรับชมวิดีโอระดับโลก

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/35YImGt

Apple

บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐเจ้าของผลิตภัณฑ์สุดล้ำอย่าง iPhome, iPad, Macbook, Airpods และอื่นๆ อีกมากมาย

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://apple.co/35ZeauN

AIS

บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในแง่ของจำนวนผู้ใช้งาน รวมถึงเป็นผู้ให้บริการ 5G รายแรกในไทย

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/2HiqYSM

TRUE

บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพมือถือ และเป็นผู้ให้บริการเครือข่าย 4G รายแรก มีบริษัทในเครือมากมายไม่ว่าจะเป็น TruemoveH, True Money, True Online ฯลฯ

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/33Rdntd

SCG

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (SCG) ประกอบไปด้วย 3 กลุ่มธุรกิจหลักได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3cmjN7A

LINE

บริษัท LINE Company (Thailand) ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น LINE แอปฯแชทยอดนิยมที่ขยายบริการมากมาย อาทิ LINE TV, LINE Today, LINE IDOL ฯลฯ

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3clvETx

LINE MAN Wongnai

บริษัท LINE MAN Wongnai สตาร์ทอัพที่เกิดจาก LINE MAN ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นเดลิเวอรี ควบรวมกับบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด หรือ Wongnai แพลตฟอร์มรีวิวและค้นหาร้านอาหารของเมืองไทย

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3hRxg8J

Foodpanda

ฟู้ดแพนด้า (foodpanda) ผู้ให้บริการสั่งซื้อและจัดส่งอาหารออนไลน์เดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน ที่มีจุดเด่นเปิดบริการครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดกว่า 67 จังหวัดทั่วประเทศ

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/33QLrWD

Grab

แกร็บ (Grab) ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันยอดนิยม ที่สามารถเรียกได้ทั้งรถ, แท็กซี่, วินมอเตอร์ไซค์, ส่งพัสดุ และสั่งอาหาร

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3kCEpvl

CP ALL

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด เจ้าของร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น(7-11), ธุรกิจค้าส่ง สยามแม็คโคร (Makro) รวมถึงธุรกิจค้าปลีก เทสโก้ โลตัส (Tesco Lotus)

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/2Hq8lMU

Central Group

บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล เจ้าของแบรนด์ธุรกิจค้าปลีก Central Retail, ผู้พัฒนาศูนย์การค้า Central Pattana, ผู้นำด้านธุรกิจโรงแรม Central Plaza Hotel

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/35Y0r7x

Shopee

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหรือช้อปปิ้งออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยจุดเด่นรวดเร็ว ปลอดภัย และสินค้าในราคาที่ถูกกว่า

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3cqi7d6

SCB

ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ Siam Commercial Bank (SCB) ป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกและเป็นหนึ่งในห้าธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3kK3uof

KBank

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBank เป็นหนึ่งในห้าธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีคำขวัญว่า “บริการทุกระดับประทับใจ”

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3hVne6q

Uniqlo

Uniqlo แบรนด์เครื่องแต่งกายยอดฮิตจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีแนวคิด LifeWear เสื้อผ้าที่ถูกออกแบบให้ผู้สวมใส่ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/33PNVEB

Canon

แคนนอน (Canon) บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพ, เครื่องถ่ายเอกสาร, เครื่องพิมพ์สำหรับคอมพิวเตอร์ และอื่นๆ

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/36cNCXp

Agoda

อโกด้า (Agoda) ผู้ให้บริการสำรองห้องพักทางออนไลน์ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์และมีสำนักงานดำเนินการหลักอยู่ที่ กรุงเทพ กัวลาลัมเปอร์ โตเกียว ซิดนีย์ ฮ่องกง และบูดาเปสต์

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3mKozAz

MINOR

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กลุ่มบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจด้านโรงแรม ภัตตาคาร อาหารและเครื่องดื่ม เจ้าของ The Pizza Company, Swensens, Sizzler, Burger King ฯลฯ

ดูตำแหน่งงานได้ที่ https://bit.ly/3mMF6UP

from:https://www.thumbsup.in.th/brand-job-site?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=brand-job-site