คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

อดีตวิศกร Uber ร้องโดน Google ฟ้องร้องร่วม 6 พันล้านบาท แต่ Uber ไม่ช่วยอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ Google และ Uber นั้นเคยมีคดีความเกี่ยวกับการขโมยเทคโนโลยนีและทรัพยากรมนุษย์กันในโปรเจคยานยนต์ไร้คนขับของทั้งบริษัทก่อนจะตกลงกันได้ในช่วงปี 2018 โดย Uber นั้นยอมยกหุ้นบางส่วนให้ Google เป็นการตอบแทนไป แต่ล่าสุดปรากฎว่าเรื่องจะยังไม่จบหลังจากอดีตวิศวกรระดับบริหารของ Uber (ซึ่งย้ายมาจาก Google อีกที) ถูก Google เรียกเงินค่าเสียหายเป็นเงินสูงถึงเกือบ 6 พันล้านบาท และ Uber ก็เตรียมตัดหางปล่อยวัด

ย้อนรอยไปดูต้นเหตุ วิศวกร Google ย้ายค่ายและ Know-how ทั้งหมด ไปสู่ Uber

ในช่วงปี 2016 นั้น ทั้ง Google และ Uber ต่างเริ่มโปรเจคของงานวิจัยและพัฒนาที่คล้ายกันอย่างมากนั่นคือ โปรเจคยานยนต์ไร้คนขับโดยทาง Google เรียกแผนกนี้ว่าโปรเจค Waymo และ Uber เรียกสิ่งเดียวกันนี้ว่า Advanced Technologies Group และคดีความนี้ ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากอดีตรองประธานฝ่ายวิศวกรรมของ Uber ในขณะนั้น ชื่อว่านาย Anthony Levandowski ซึ่งย้ายมาจากงานด้านวิศวกรรมกับ Google โดยตรง และในปี 2016 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการย้ายงานของเขานั้น ทาง Uber ได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการส่วนตัวของเขาที่ชื่อว่า Otto ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริษัท Start-up วิจัยเรื่องเทคโนโลยี Self-driving นั่นแหละ 😆

โดยนาย Levandowski ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า ในช่วงเวลาที่ Uber เข้าซื้อกิจการของเขานั้น เกิดขึ้นหลังจากที่เขาย้ายเข้ามารับตำแหน่งรองประธานด้านวิศวกรรมกับบริษัท ฯ แล้ว โดยก่อนเข้าซื้อ Uber ได้ว่าจ้าง Consulting Firm รายหนึ่งเพื่อให้สำรวจรูปแบบและภูมิหลังของธุรกิจ Otto และผู้บริหาร (แน่นอนเลยว่านาย Lewandowski คือหนึ่งในนั้น) ซึ่งเขาได้ให้ความร่วมมืออย่างดี แต่ปัญหาก็คือมันรวมถึงการ Access เข้าตรวจสอบบัญชี Email และ Personal Computers ของเขาด้วย ซึ่งทำให้พบกับ Files งานจำนวนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำงานช่วงที่ยังอยู่กับ Google รวมไปถึงความพยายามของ Otto ที่จะว่าจ้างพนักงานของ Google มาเป็นของบริษัท ฯ อีกด้วย

หลังจากนั้นนาย Levandowski ได้พยายามเข้าพูดคุยและแจ้งเตือนโดยตรงไปยัง Travis Kalanick – CEO ของ Uber หลายต่อหลายครั้งว่า หาก Uber ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการบริษัท Otto ของเขาจริง ๆ อาจเป็นการไม่เหมาะสมและสุ่มเสี่ยงต่อการถูก Google ฟ้องเรียกค่าเสียหายได้แต่ Kalanick ไม่ได้ใส่ใจมากนักแถมตอบอีกด้วยว่า “Uber รับประทานคำสั่งศาลเป็นอาหารเช้าอยู่แล้ว… “ หมายความว่า Uber นั้นชินมาก ๆ หากจะเจอฟ้องจากอะไรแบบนี้ โดยในส่วนหนึ่งของสัญญาการเข้าซื้อกิจการ Otto นั้น Uber ได้กำหนดไว้ด้วยว่าพนักงานของ Otto ทุกคนจะได้รับการคุ้มครองการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ หากเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทซึ่งรวมถึงคุ้มครองตัวนาย Levandowski ด้วย โดยสัญญาดังกล่าวระบุเอาไว้ว่า Uber จะเข้ารับผิดแทนและรับผิดชอบค่าเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากนายจ้างเก่า ในกรณีนี้รวมถึงการถูกฟ้องโดย Google นั่นเอง

แรก ๆ Uber ก็ทำตามสัญญาทุกประการ จนกระทั่งนาย Levandowski ถูกฟ้องครั้งล่าสุดอีกร่วม 6 พันล้าน !

ซึ่งภายในปีเดียวกันนั้นก็ได้เรื่องเลย Google ยื่นฟ้อง Uber ในฐานะเจ้าของ Otto และฟ้องนาย Levandowski เป็นการส่วนตัวในฐานะอดีตพนักงานที่ไปละเมิดสิทธิ์ในการนำความลับทางการค้าออกไปสู่คู่แข่ง ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 -4 ปีที่ผ่านมา Uber นั้นก็ได้ทำตามสัญญาทุกประการเข้าเป็นคู่กรณีในคดีความส่วนตัวของนาย Levandowski แทนรวมถึงดูแลค่าใช้จ่ายทุกกระบวนการ แม้ว่าสุดท้ายการทำงานจะไม่ลงรอยกันจน Levandowski นั้นถูกไล่ออกไปตั้งนานแล้วก็ตาม จนกระทั่งช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมา นาย Levandowski ดันได้รับจดหมายแจ้งจากทาง Uber ว่าทางบริษัท ฯ จะยื่นถอนตัวออกจากกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดที่เป็นการส่วนตัวต่อเขา รวมถึงจะไม่รับรู้ค่าใช้จ่ายในความเสียหายล่าสุด ที่ Google เรียกร้องกว่า 179 ล้านเหรียญ หรือร่วม ๆ 6 พันล้านบาทอีกต่อไป

ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ในคำให้การต่อศาลล้มละลายมลรัฐแคลิฟอร์เนียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นาย Levandowski เผยเองว่า Uber อ้างสิทธิในการถอนตัวออกจากความคุ้มครองค่าสินไหมทดแทน ด้วยข้อสัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะไปแล้ว เพราะเหตุที่เขาไม่เคยเปิดเผยข้อมูลของเขาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการถูกฟ้องครั้งล่าสุด นั่นก็คือการทำงานเป็นส่วนหนึ่งกับ Start-up อีกราย 😯  ที่ชื่อว่า Tyto ซึ่งวิจัยเทคโนโลยีการจับการเคลื่อนไหวด้วยแสง (Lidar Technology) ซึ่งเขาถูก Google ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมเพราะเทคโนโลยีนี้เป็นลักษณะเดียวกันกับงานที่เขาทำให้กับ Google ในช่วงเวลาที่ยังรับค่าจ้างเป็นพนักงานกับ Google อยู่นั่นเอง

อย่างไรก็ตามทางนาย Levandowski ได้ยกข้อต่อสู้ขึ้นว่า Uber ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของบริษัท Tyto อย่างแน่นอนและมีหลักฐานการแสดงเอกสารทั้งหมดโดยเขาเองอย่างชัดเจน ตั้งแต่วันที่ Uber ว่าจ้างบริษัท Consulting Firm ให้ทำการตรวจสอบดีลซื้อขายกิจการ Otto ของเขา และ Uber ก็ไม่ได้มีการตั้งข้อสังเกตุแต่อย่างใด แถมยังเต็มใจทำตามข้อสัญญายกความผิดในคดีและค่าใช้จ่ายไปดูแลอยู่ตั้งหลายปี จนน่าสงสัยว่าอาจเป็นเพราะเม็ดเงินครั้งล่าสุดนั้นใหญ่มากและเขาเองก็ไม่ได้ทำงานกับ Uber โดยตรงแล้วทางบริษัท ฯ จึงต้องการปัดภาระออกไปก็เท่านั้น

งานนี้ถึงแม้ทางนาย Levandowski เองก็ดูจะแสบไม่น้อยจากวีรกรรมที่ทำไว้แต่ละอย่างในฐานะพนักงานเก่าของ Google ที่ตั้งบริษัท Start-up ขึ้นมาถึง 2 รายที่วิจัยเรื่องที่เหมือน ๆ กับที่ Google ทำ แถมยังย้ายค่ายไปอยู่กับคู่แข่งทางเทคโนโลยีอย่าง Uber แต่สิ่งที่เขายกขึ้นอ้างกับศาลล้มละลายก็มีมูลอยู่ไม่น้อยหาก Uber รับรู้เรื่องราวทั้งหมดจริง ๆ ทั้งนี้ นาย Levandowski มีทรัพย์สินที่รับรู้ทั้งหมดราว 1.6 พันล้านบาท ในขณะที่มีภาระหนี้สินเพียงแค่ 2 รายการนั่นคือ ค่าดำเนินการทางกฏหมายราว 100 ล้านบาท และค่าชดใช้ความเสียหายแก่ Google ราว 6 พันล้านบาท ที่หากเขาไม่ได้ต้องชดใช้แล้วล่ะก็ จะไม่ตกเป็นบุคคลล้มละลายอย่างแน่นอน

เกร็ดความรู้เรื่อง ข้อกำหนดคุ้มครองค่าสินไหมทดแทน (Indemnification Clause) ของ Tech Giants

ข้อสัญญาที่เป็นปัญหาดราม่าล้มละลาย 6 พันล้านสุดลุ้นของนาย Levandowski นี้ มีชื่อเรียกเป็นทางการในภาษาอังกฤษว่า “Indemnification Clause” หรือ “Indemnity Clause” ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่เปรียบเสมือนสวัสดิการพิเศษให้กับพนักงาน ในการคุ้มครองการถูกเรียกให้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่อาจเกิดขึ้นจากการเข้าเป็นพนักงานกับนายจ้างรายใหม่ ในกรณีนี้คือ Uber ซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ การมอบสวัสดิการประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุอยู่กลาย ๆ เพียงแต่ว่ามาในรูปแบบของการ ประกันค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดจากการถูกเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือก็คือค่าเสียหายจากการย้ายค่ายจาก Google สู่อ้อมอก Uber ตามข่าว

บรรดา Tech Giants โดยเฉพาะฝั่งสัญชาติอเมริกันที่เกิดการย้ายงานกันบ่อย ๆ และ Know-how ของผู้เชี่ยวชาญสายเทค ฯ นั้นก็มักจะย้ายตามตัวบุคคลไปด้วย ย่อมเป็นที่คาดเดาได้ง่ายมาก ๆ ว่าพนักงานย้ายค่ายมักจะถูกบริษัทเก่าฟ้องร้องกันเป็นว่าเล่น เพราะเก่งเสียจนนอกจากย้ายไปแบบบริษัทเก่าอาจเดินต่อได้อย่างยากลำบากแล้ว ก็ดันเอาไอเดียจากที่เดิมไปสร้างความสำเร็จให้กับที่ใหม่ที่เป็นคู่แข่งเสียนี่ บริษัทสายเทค ฯ จึงมักจะเพิ่มข้อกำหนดในสัญญาจ้างงานแบบนี้เข้าไปด้วยเพื่อนับเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการให้กับพนักงานระดับหัวกะทิของพวกเขาได้ทำงานกันอย่างสบายใจไม่ต้องกลัวนายจ้างเก่าจะไล่ฟ้องนั่นเอง

 

ที่มา: Ars Technica

from:https://droidsans.com/uber-engineer-claims-his-6-billion-compensation-to-google-obligated-to-uber/

Grab ประกาศชี้แจง กรณีดราม่าเรียกเก็บค่าธรมเนียมใช้แอป ยืนยันไม่มีเก็บเพิ่มตลอดช่วงโควิด-19

 

จากประเด็นดราม่าที่ร้อนแรงอยู่ตอนนี้ เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Grab ที่ทำให้เกิดกระแสไม่พอใจบนโลกออนไลน์นั้น ล่าสุดทาง Grab ประเทศไทยได้มีการชี้แจงแล้วดังนี้

Grab ชี้แจงกรณีดราม่าเก็บค่าธรรมเนียม

“สืบเนื่องจากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบนช่องทางโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการประกาศเก็บค่าธรรมเนียมการใช้แอปพลิเคชันของแกร็บนั้น แกร็บ ประเทศไทย ขอเรียนชี้แจงให้ทราบถึงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ดังนี้

บริษัทฯ ได้ยุติการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้แอปพลิเคชันสำหรับบริการจัดส่งพัสดุ (GrabExpress) และบริการผู้ช่วยฝากซื้อสินค้าพร้อมส่งถึงบ้าน (GrabAssistant) โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ (3 เมษายน 2563) เป็นต้นไป

ทั้งนี้ แกร็บจะมอบโค้ดส่วนลดมูลค่า 40 บาทให้กับผู้ที่ได้ใช้บริการทั้งสองประเภทในระหว่างวันที่ 31 มีนาคมถึง 2 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นการชดเชยให้กับผู้ใช้บริการ โดยโค้ดส่วนลดดังกล่าวสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 นี้
บริษัทฯ ขอยืนยันว่า แกร็บไม่เคยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้แอปพลิเคชันสำหรับบริการจัดส่งอาหาร (GrabFood) แต่อย่างใด

บริษัทฯ ขอชี้แจงว่า จุดประสงค์ของการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้แอปพลิเคชันที่ได้ดำเนินไปก่อนหน้านี้ก็เพื่อนำรายได้ส่วนนี้ไปใช้ในการคุ้มครองและดูแลพาร์ทเนอร์คนขับที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมที่ผ่านมาซึ่งแกร็บได้มีการเพิ่มจำนวนพาร์ทเนอร์คนขับกว่า 29,000 คน และกำลังเปิดรับเพิ่มอีกอย่างน้อย 35,000 คนในเดือนเมษายนนี้

เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้กับคนไทยและรองรับการให้บริการลูกค้าในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวยังจะถูกนำไปใช้ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการของแกร็บให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ให้การคุ้มครองและดูแลพาร์ทเนอร์คนขับอย่างต่อเนื่อง อาทิ

  • การทำประกันอุบัติเหตุในกรณีเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติงานสำหรับพาร์ทเนอร์คนขับทุกคนสูงสุด 200,000 บาทต่อคน
  • การทำประกันค่ารักษาพยาบาลเมื่อเกิดอุบัติเหตุระหว่างการปฏิบัติงานสำหรับพาร์ทเนอร์คนขับรถยนต์ 100,000 บาท และพาร์ทเนอร์คนขับรถจักรยานยนต์ 50,000 บาท
  • การทำประกันสุขภาพสำหรับพาร์ทเนอร์คนขับรถจักรยานยนต์ประจำที่มียอดการให้บริการสูง
  • การทำประกันอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์สำหรับคนขับประจำที่มียอดการให้บริการสูง โดยคุ้มครองบุคคลที่สามถึง 200,000 บาทและคุ้มครองค่าซ่อมรถสูงสุด 10,000 บาท

นอกจากนี้ สำหรับในสถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทฯ ยังได้ทำประกันคุ้มครองรายได้ให้กับพาร์ทเนอร์คนขับทุกคน ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยมอบเงินชดเชย 500 บาทต่อวัน สูงสุด 15 วันหากพาร์ทเนอร์คนขับป่วยเป็นโรคโควิด-19 พร้อมจัดหาหน้ากากอนามัย ตลอดจนสเปรย์ฆ่าเชื้อในอากาศและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือเพื่อมอบให้กับพาร์ทเนอร์คนขับให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้มาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี จากกระแสตอบรับที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ขอน้อมรับทุกความคิดเห็นและกราบขออภัยต่อการประกาศเก็บเพิ่มค่าธรรมเนียมการใช้แอปพลิเคชันจากบางบริการในช่วงที่ผ่านมา พร้อมขอยืนยันว่า แกร็บจะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ เพิ่มขึ้นอีกตลอดช่วงวิกฤติโควิด-19 ทั้งนี้ บริษัทฯ จะหาทางในการรับมือกับต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างสุดความสามารถ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและการสร้างความพึงพอใจต่อผู้บริโภค พาร์ทเนอร์คนขับ และพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร ให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ในภาวะวิกฤติเช่นนี้”

from:https://www.thumbsup.in.th/grab-drama-fee-covid-19

Kbank แต่งตั้งผู้บริหารหญิงกุมบังเหียนสำคัญ พร้อมฉายวิสัยทัศน์สัปดาห์หน้า

หลังจากที่ คุณบัณฑูร ล่ำซำ ได้ประกาศลาออกจากเป็นประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทยและแต่งตั้งคุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูล มานั่งรักษาการประธานกรรมการ และคุณขัตติยา อินทรวิชัยขึ้นเป็นซีอีโอ ก็เตรียมฟังวิสัยทัศน์ของทั้งคู่ได้ในวันที่ 8 เมษายนนี้

สำหรับประกาศอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการธนาคารกสิกรไทย ที่ได้ประกาศแต่งตั้งนางสาวขัตติยา อินทรวิชัย เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งจะเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารหญิงคนแรกของธนาคาร และเป็นคนแรกที่ไม่ใช่ตระกูลล่ำซำ มีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ หลังการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 108 นายบัณฑูร ล่ำซำ ยังได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการและประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ต่อคณะกรรมการธนาคาร มีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 เป็นต้นไป  ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารมีมติแต่งตั้งให้นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รองประธานกรรมการ (อิสระ) เป็นรักษาการประธานกรรมการ ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย จะเป็นประธานกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระคนแรกของธนาคาร

ทางด้านของประวัติการทำงานของคุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร นอกจากจะเป็นที่รู้จักในการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี ยังทำงานสายโฆษณาโดยเป็นผู้จัดการแผนกโฆษณา เคยเป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด และเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ K-SME Venture Capital ปี 2550 ทำให้คุ้นเคยกับเคแบงค์เป็นอย่างดี

ส่วนคุณขัตติยา อินทรวิชัย นั้น เรียกได้ว่าเป็นคนเคแบงค์ที่ทำงานกสิกรไทยมาตั้งแต่ปี 2530 ในฝ่ายสินเชื่อการเกษตรและการผลิต ก่อนจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการวาณิชธนกิจ ในปี 2535 จากนั้นก็ได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นฝ่ายบริหารมาอย่างยาวนาน 

นอกจากนี้ คุณขัตติยา อินทรวิชัย และคุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร จะพูดคุยทางออนไลน์กับสื่อมวลชนในวันที่ 7 เมษายน 2563 และนายบัณฑูร ล่ำซำ จะพูดคุยทางออนไลน์กับสื่อมวลชนในวันที่ 8 เมษายน 2563 นี้ ด้วย

from:https://www.thumbsup.in.th/kbank-new-ceo

บริษัทท่องเที่ยวเจ็บหนัก! มูลค่าบริษัท Airbnb ลดลง 5 หมื่นล้านเหรียญหรือ 16%

Business Insider รายงานว่า มูลค่าบริษัท Airbnb บริการให้เช่าที่พัก ปรับลดลงถึง 16% จาก 3.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเหลือ 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากยอดเช่าบ้านลดลงอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

การปรับลดมูลค่าดังกล่าวสะท้อนถึงการลดลงอย่างรวดเร็วของการจองที่พัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่สามารถออกจากบ้านได้ โดยประมาณการว่าการจอง Airbnb ลดลงถึง 90% ตามรายงานจาก AirDNA 

โดยมูลค่าสูงสุดของ Airbnb คือ 3.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากปิดการระดมทุนเพิ่ม 1 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนกันยายน 2017 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการขอสินเชื่อเพิ่ม 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในธุรกิจ และบริษัทได้ถอนงบการตลาดทั้งหมดกลับคืนเพื่อลดต้นทุนอีก 800 ล้านเหรียญสหรัฐ

มูลค่าที่ลดลงทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับแผนการที่ระบุไว้ว่าบริษัทฯ จะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะในปีนี้ (IPO) แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานใดๆ ออกมา

เจ็บหนักทุกราย

อย่างไรก็ตาม บริษัทท่องเที่ยวอื่น ๆ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 ระบาดเช่นกัน มูลค่าตลาดของ Expedia, Hilton และ Booking.com ลดลง 58%, 44% และ 37% ตามลำดับ

อ้างอิง Business Insider

from:https://www.thumbsup.in.th/airbnb-lower-valuation-50-bn

บริษัทท่องเที่ยวเจ็บหนัก! มูลค่าบริษัท Airbnb ลดลง 5 หมื่นล้านเหรียญหรือ 16%

Financial Times รายงานว่า มูลค่าบริษัท Airbnb บริการให้เช่าที่พัก ปรับลดลงถึง 16% จาก 3.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเหลือ 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากยอดเช่าบ้านลดลงอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

การปรับลดมูลค่าดังกล่าวสะท้อนถึงการลดลงอย่างรวดเร็วของการจองที่พัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่สามารถออกจากบ้านได้ โดยประมาณการว่าการจอง Airbnb ลดลงถึง 90% ตามรายงานจาก AirDNA 

โดยมูลค่าสูงสุดของ Airbnb คือ 3.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากปิดการระดมทุนเพิ่ม 1 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนกันยายน 2017 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการขอสินเชื่อเพิ่ม 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในธุรกิจ และบริษัทได้ถอนงบการตลาดทั้งหมดกลับคืนเพื่อลดต้นทุนอีก 800 ล้านเหรียญสหรัฐ

มูลค่าที่ลดลงทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับแผนการที่ระบุไว้ว่าบริษัทฯ จะเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะในปีนี้ (IPO) แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานใดๆ ออกมา

เจ็บหนักทุกราย

อย่างไรก็ตาม บริษัทท่องเที่ยวอื่น ๆ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 ระบาดเช่นกัน มูลค่าตลาดของ Expedia, Hilton และ Booking.com ลดลง 58%, 44% และ 37% ตามลำดับ

อ้างอิง Business Insider

from:https://www.thumbsup.in.th/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%99

4 วิธีเตรียมธุรกิจให้พร้อมสำหรับวิกฤต บทเรียนและแผนรับมือในอนาคต

ในภาวะที่โลกกำลังเชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่โควิด-19 ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง กิจกรรมต่างๆ ก็ไม่สามารถจัดได้ ทำให้หลายธุรกิจต้องเลย์ออฟพนักงาน หรือปรับลดเงินเดือนเพื่อพยุงให้ธุรกิจยังสามารถไปต่อได้

แน่นอนว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตครั้งแรกที่เผชิญ ก่อนหน้านี้มีทั้ง วิกฤต“ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 “แฮมเบอร์เกอร์” ปี 2552 และอื่นๆ อีกมาก แน่นอนว่าวิกฤต “ไวรัสโควิด-19” ครั้งนี้จะไม่ใช่วิกฤตครั้งสุดท้ายที่ต้องเผชิญ นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องมีการเตรียมธุรกิจให้พร้อมรับมือกับวิกฤตในครั้งต่อไป

การเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตนอกจากจะสามารถลดผลกระทบต่อธุรกิจและสร้างความมั่นใจให้กับพนักงานและลูกค้าอีกด้วย การไม่เตรียมพร้อมจะทำให้ธุรกิจมีความเสี่ยงต่อการสูญเสีย อย่างเลวร้ายสุดคือไม่มีรายได้จนต้องปิดกิจการไป

Thumbsup จึงรวบรวม 4 4 วิธีเตรียมธุรกิจให้พร้อมสำหรับวิกฤต บทเรียนและแผนรับมือในอนาคตสำหรับเจ้าของธุรกิจ ดังนี้

รักษาเครดิต

เมื่อเผชิญกับวิกฤต ธุรกิจที่ขาดรายได้ไม่จำเป็นต้องปิดกิจการเสมอไป การขอสินเชื่อเพื่อให้ธุรกิจยังคงมีเงินทุนหมุนเวียนในการจ่ายค่าดำเนินการ เงินเดือน ค่าเช่า จึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่การจะรักษาเครดิตได้ก็ต้องมีประวัติชำระเงินที่ตรงเวลา ชำระหนี้ที่คงค้าง และใช้เครดิตอย่างมีความรับผิดชอบ

สร้างคู่มือรับมือภาวะวิกฤตสำหรับธุรกิจ

ท่ามกลางภาวะวิกฤตย่อมเกิดความเครียดและความสับสนในการตัดสินใจ นั่นเป็นเหตุผลที่ควรมีคู่มือการรับมือ เมื่อธุรกิจหยุดชะงัก ควรมีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไร ข้อแนะนำสำหรับผู้บริหารและพนักงาน แน่นอนว่าในแต่ละธุรกิจมีเงื่อนไขทางการเงินไม่เหมือนกัน ดังนั้นแต่ละธุรกิจควรมีคู่มือรับมือเป็นของตัวเอง

สื่อสารกับพนักงาน

การสื่อสารภายในองค์กรที่ดี ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและเป็นสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรในองค์ก ก่อนเกิดวิกฤตพนักงานทุกระดับควรเข้าใจแผนการและขั้นตอนการรับมือวิกฤต เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมพนักงาน ไม่ให้ตื่นตระหนกกับความไม่แน่นอนว่าบริษัทจะดำเนินการอย่างไร

สื่อสารกับลูกค้าและผู้เกี่ยวข้อง

การสื่อสารที่สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญอย่างยิ่งในภาวะวิกฤต ทันทีที่เกิดวิกฤตขึ้นควรเตรียมพร้อมที่จะสื่อสารกับลูกค้าและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้คำแนะนำและสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับการวางแผนล่วงหน้า รวมถึงขั้นตอนการดำเนินการต่อไป

หากยังไม่ได้เตรียมพร้อมธุรกิจให้พร้อมสำหรับวิกฤต ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสำหรับเรียนรู้เก็บเอาบทเรียนไปสร้างแผนรับมือสำหรับอนาคต เชื่อว่าธุรกิจของคุณจะแข็งแกร่งและมั่นคงขึ้นอย่างแน่นอน

อ้างอิง AXIA, Forbes

 

from:https://www.thumbsup.in.th/4-ways-business-prepare-for-a-crisis

ผลสำรวจชี้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ในช่วงวิกฤตโควิด-19 มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในอนาคต

บริษัท Edelman ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารและการตลาดระดับโลก ได้ทำการสำรวจผู้บริโภคกว่า 12,000 ทั่วโลก พบว่าวิธีรับมือและการสื่อสารของธุรกิจหรือแบรนด์ในช่วงวิกฤตโควิด-19 จะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในอนาคต

ผู้บริโภคกว่า 2 ใน 3 (65%) ระบุว่า พวกเขาจะหยุดใช้แบรนด์ที่ไม่ได้รับมือและสื่อสารอย่างเหมาะสมในช่วงที่ไวรัสแพร่ระบาด และผู้บริโภคกว่า 62% กล่าวว่า พวกเขาไม่คิดว่าประเทศจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับไวรัส ขณะที่ 90% ต้องการให้ภาคธุรกิจร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานที่รับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัส

ที่มา campaign

ความต้องการในช่วงวิกฤต

สิ่งแรกที่ผู้บริโภคต้องการคือ ธุรกิจหรือแบรนด์ ปกป้องความเป็นอยู่ที่ดีและความมั่นคงทางการเงินของพนักงาน แม้ว่าจะเผชิญกับปัญหาทางการเงินครั้งใหญ่

สิ่งที่สองคือต้องการให้ ธุรกิจหรือแบรนด์ เสนอทางออกใหม่ๆ ในป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส หรือเสนอสินค้าและบริการในราคาต่ำให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข

ในสถานการณ์ปัจจุบันจะเคลื่อนไหวของธุรกิจหรือแบรนด์ต่าง ๆ เช่น LVMH เปลี่ยนโรงงานส่วนหนึ่งเพื่อผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือ Mercedes ปรับโรงงานมาผลิตเครื่องช่วยหายใจ หรือในไทยเองหลายแบรนด์หันมาผลิตหน้ากากอนามัย

ในแง่ของการสื่อสาร ผู้บริโภคกว่า 90% ต้องการเห็นธุรกิจหรือแบรนด์แจ้งให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงสินค้าและบริการที่เป็นประโยชน์ หรือการดำเนินงานเพื่อรับมือวิกฤตในขณะนี้

อ้างอิง : campaign

 

from:https://www.thumbsup.in.th/consumer-notices-brand-action-duting-covid-19