คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

ตามมาอีกราย! กสิกรไทยเปิดให้ถอนเงินโดยใช้ QR Code ของ K PLUS ที่ 7-Eleven แล้ว

หลายธนาคารดันทั้งการลงทุน การตลาด และนวัตกรรมกันอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เปิดตัว Drive-Thru หรือตู้กดเงินสดที่ให้ลูกค้าสามารถขับรถเข้าไปกดเงินได้ทันทีที่ PPT Station สาขาถนนบรมราชชนนีแล้ว ตอนนีเปิดให้ลูกค้า KBank ถอนเงินด้วย QR Code ผ่าน 7-Eleven ได้แล้ว

ล่าสุดข่าวประชาสัมพันธ์ของธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ทางธนาคารเปิดให้บริการถอนเงินสดด้วย QR Code บนแอปพลิเคชัน K PLUS ได้ทั้งที่สาขาธนาคารและ KBank Service ที่ร้านเซเว่น อีแล้ว เพิ่มทางเลือกและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าถอนเงินสดได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องกรอกแบบฟอร์ม ไม่ต้องพกสมุดบัญชี และทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โดยที่สาขาสามารถถอนได้สูงสุด 10 ล้านบาทต่อครั้ง ไม่จำกัดวงเงินการถอนต่อวัน มีค่าธรรมเนียมเฉพาะธุรกรรมข้ามเขต และใช้บัตรประชาชนประกอบการทำรายการ ในกรณีที่ถอนเงินมากกว่า 300,000 บาท และที่เซเว่น อีเลฟเว่น ถอนได้ 50-5,000 บาทต่อครั้ง สูงสุด 20,000 บาทต่อวัน ค่าธรรมเนียม 15 บาทต่อรายการ

การถอนดังกล่าวต้องใช้บัตรประชาชนประกอบการทำรายการทุกครั้ง จากนั้นก็สามารถทำรายการถอนเงินบน K PLUS แล้วนำ QR Code หรือ Barcode ที่ปรากฎบนโทรศัพท์ส่งให้พนักงานสแกนก็รับเงินสดได้ทันที

ทั้งนี้ ธนาคารมีแผนจะขยายการให้บริการถอนเงินสดด้วย QR Code ผ่าน K PLUS ที่ Big C และไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศภายในปีนี้ โดยคาดว่าจะช่วยให้ลูกค้าที่ใช้บริการ K PLUS จะสามารถถอนเงินสดด้วย QR Code ได้ง่ายและครอบคลุมทุกช่องทาง ได้แก่ ตู้เอทีเอ็ม สาขาธนาคาร และเคแบงก์เซอร์วิสที่ให้บริการทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/kplus-qr-code-withdraw-via-kbank-service-7-eleven/

โฆษณา

สัมภาษณ์ ‘ลืมป่วย’ เพจที่จากความไม่ตั้งใจ แต่แจ้งเกิดในฐานะเพจเพื่อสุขภาพ

พีช-พีรวัส ธีระปัญญารัตน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง บริษัท ลืมป่วย จำกัด จากอดีตชายหนุ่มที่เรียนจบด้านโภชนาการ และมีความชอบเกี่ยวกับเรื่องการตลาด เขาได้นำสองอย่างนี้มารวมกันเพื่อเปิดเป็นชุมชนสุขภาพที่ชื่อว่าเพจ ‘ลืมป่วย’ เพจที่คอยให้ความรู้ด้านสุขภาพ และต่อยอดไปทำธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพด้วย ลองมาดูกันว่าในยุคออนไลน์แบบนี้การขายผลิตภัณฑ์สุขภาพนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง

ชุมชนสุขภาพที่ชื่อว่า ‘ลืมป่วย’ เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

พีรวัส : ในตอนแรกเพจนี้ไม่ได้เกิดมาจากความตั้งใจ เพราะมาจากการที่เราเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดให้ลูกค้า แล้วรับทำเพจด้วย ซึ่งก็มีลูกค้ามาจ้างทำเพจนี้ขึ้นมา

แต่พอทำไปสักพักนึงเราก็คุยกับลูกค้าไม่รู้เรื่อง เพราะเราก็มีคอนเซปต์ที่วางไว้ แต่ลูกค้าจะมีคอนเซปต์ของเขาที่เขาอยากได้ เลยทำให้มุมมองไม่ตรงกัน ทำให้ในที่สุดแล้วทางเราก็เลยตัดสินใจคืนเงินเขาไป

แล้วนำเพจมาทำเองจึงได้เกิดเพจลืมป่วยขึ้นมา ซึ่งเบื้องต้นเพื่อจะให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ แต่ต่อมาก็เริ่มมองเห็นช่องทางในการทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าดูแลสุขภาพ

พีช-พีรวัส ธีระปัญญารัตน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง บริษัท ลืมป่วย จำกัด

ทำไมวันนั้นเราถึงคิดไม่ตรงกันกับลูกค้า ?

พีรวัส : ลูกค้าเขาเป็นพยาบาล เขาอยากมีเพจสุขภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีเพจหนึ่ง ที่เป็นเพจเกี่ยวกับสุขภาพเหมือนกันและเป็นลูกค้าเราเหมือนกัน ชื่อเพจว่าเลิกป่วย ซึ่งเป็นแนวเดียวกัน โดยลูกค้าคนนี้เห็นและอยากให้ทำเหมือนเขาเลยต่างกันตรงชื่อจากเลิกป่วยเป็นลืมป่วย

ซึ่งเราบอกว่าอย่าไปทำเหมือนเขาเลยอยากให้แยกออกมาต่างหาก จึงทำให้เวลาคุยกันมันเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งลูกค้าต้องการทำเพจให้โต แต่ลูกค้าจะมีความคิดของเขามันเลยไปกันไม่ได้

ทำอย่างไรให้เพจมีผู้ติดตามเยอะๆ ?

พีรวัส : แรกๆ เราทำแบบลองผิดลองถูกเลย และยิ่งทำยิ่งจับทางได้เองโดยพยายามทำเรื่องที่มันเป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ ยิ่งเราเจาะปัญหาคนส่วนใหญ่เยอะเพจยิ่งโตไว

มองว่าอย่างแรกเราต้องรู้เลยว่าคนต้องการอะไร เหมือนกับการทำการตลาด ต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ความรู้แนวไหน และทำคอนเทนต์ให้มันใช้ภาษาง่ายๆ

เพราะบางทีผู้อ่านเริ่มจากไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนั้น จึงจำเป็นต้องให้ใช้ภาษาง่ายๆ ด้วยการแปลภาษาวิชาการให้เป็นภาษาบ้านๆ เพื่อให้อ่านง่ายๆ ทำให้คนทั่วไปอ่านแล้วรู้เรื่อง ให้แม้แต่เด็กประถมมาอ่านก็เข้าใจจะทำให้เข้าถึงคนได้ง่าย

ที่จริงการทำเพจทุกแนวมันเหมือนกันหมด เพราะเวลาเราทำเพจอะไร เราต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร หรือกลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร เพราะว่าก่อนหน้านี้ทำเพจเกี่ยวกับแนวทั่วไปเป็นแนวความรัก ชื่อเพจว่า ‘คืนความสุข’ เป็นเพจคำคมและให้ข้อคิด อันนี้มันก็โตจนมีผู้ติดตามหลายแสนเหมือนกัน

ซึ่งเรามองว่าเน้นในทางธุรกิจดีกว่า ผ่านการสะสมฐานคนก่อน แต่อย่าพึ่งเน้นหากำไรในช่วงแรก คือต้องทำให้เขารู้สึกก่อนว่าเรามาทำเพื่อเขา คือต้องให้ประโยชน์แก่เขาให้มากที่สุดก่อน แล้วสักวันเขาจะตอบแทนเราเอง

ต่อยอดจนมาเป็นพื้นที่สำหรับสินค้าเพื่อสุขภาพได้อย่างไร ?

พีรวัส : มันมีทั้งการขายของโดยตรงในเพจ โดยการยิงโฆษณาขาย เพื่อเอามาขายของ เรามองว่าเพจนี้มีวัตถุประสงค์เอาไว้เก็บ Data เหมือนว่าวันนี้เรามีสินค้าเกี่ยวกับโรคความดัน เบาหวาน เราขายเพจอื่นนะ แต่เราจะลงคอนเทนต์คนเป็นเบาหวานเป็นวิดีโอ เพื่อเก็บ Audience กลุ่มนี้ไว้ในอนาคตแล้วก็นำมายิงโฆษณาเพื่อขาย มันก็จะตรงกลุ่ม

ซึ่งคนที่ซื้อผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพในเพจเรามีตั้งแต่วัยทำงานถึงวัยสูงอายุ ตอนนี้เลยเลือกเจาะเพจแยกออกมา เพื่อขายของแต่ละประเภท เพราะอย่างตัวที่ขายดีๆ ตอนนี้เป็นกาแฟที่บำรุงข้อกระดูก ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทก็ตัวนี้

คุณมีเพจสุขภาพอื่นๆ ที่แยกออกมาด้วย ?

พีรวัส : สินค้าบางอย่างถ้านำไปขายในเพจคอนเซปต์มันไม่ค่อยตรงเท่าไร แต่มันขายได้ เลยเลือกที่จะทำเพจแยกออกมาดีกว่า เพื่อดึงคนที่ เหมือนเราคิดว่าเพจเป็นเหมือนกับบ่อน้ำบ่อหนึ่ง คือถ้าเราอยากได้คนกลุ่มนี้

เนื่องจากสุขภาพแต่ละคนไม่เหมือนกัน ข้อเข่าเสื่อม เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคไขมันอุดตัน ลูกค้ามีความต้องการไม่เหมือนกันเลย เราจึงจำเป็นต้องแยกเพจออกมาเพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มมาเลย โดยแยกออกจากกัน แต่ใช้เพจลืมป่วยเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากเพจลืมป่วยมันใหญ่แล้ว เวลามีคอนเทนต์อะไรขึ้นมาเราก็แชร์ลงในนี้

ทำไมต้องทำเนื้อหาให้มีคุณภาพอยู่เสมอ ?

พีรวัส : เพราะว่า Facebook จะมีระบบให้คะแนนเพจแต่ละเพจ ถ้าเพจไหนที่ลงคอนเทนต์คุณภาพเยอะๆ และคนมา Engage เยอะๆ มันจะมีคะแนนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพจมีคุณภาพ แต่เพจไหน เวลาลงแล้วคนไม่สนใจยิ่งลงเยอะๆ สักวันคนจะเห็นน้อยลงเรื่อยๆ

เนื่องจาก Facebook ค่อนข้างแคร์คนที่เล่นกับ Facebook ดังนั้นถ้าเราเข้าใจ Facebook ว่าเขาแคร์คนเล่น เพราะว่ามันเป็นลูกค้าเขา

ถ้าวันนึงเขาปล่อยคอนเทนต์ที่ไม่มีคุณภาพเยอะๆ คนเขาก็จะเลิกเล่นเพราะเขารำคาญ พอลูกค้าที่เป็น User หายไป รายได้หลักของ Facebook จากโฆษณาก็จะหายไปด้วย

เพราะว่าถ้าไม่มีคนเล่น Facebook ก็จะไม่มีใครมาลงโฆษณากับ Facebook เขาจึงพยายามรักษาสมดุลในจุดนี้ เมื่อเราเข้าใจ Facebook เราก็พยายามทำสื่อให้เป็นมิตรกับคนที่อยู่ใน Facebook คือเป็นสิ่งที่คนอ่านอยากอ่าน

ทำเนื้อหาเรื่องสุขภาพอย่างไรให้ไม่น่าเบื่อ ?

พีรวัส : มองว่าเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของเพจลืมป่วย น่าจะเป็นเรื่องคอนเทนต์ที่ได้เสพง่าย เป็นเพจสุขภาพที่ไม่ไกลตัวเกินไป เพราะว่าเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพมันค่อนข้างดูวิชาการ ถ้าเราทำมันง่าย ซึ่งมันขึ้นอยู่ที่การนำเสนอของเราจะทำยังไงให้คนเข้าใจ อย่างร้าน Jone Salad เขาทำเป็นรูปการ์ตูนเป็นเรื่องวิชาการที่อ่านสนุก

และหากสังเกตเพจโตๆ เขาเสพง่าย เช่น หมอแล็บแพนด้า เขาก็เป็นวิชาการแต่เขาก็เป็นความบันเทิง แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ง่ายนั้น มันต้องเป็นเรื่องที่ง่ายแต่ชัวร์

นอกจากนั้นเนื้อหาที่คนอินเยอะๆ ก็ยอดดี อย่างเช่น เรื่องการกิน ที่ทุกคนต้องกินหมด หรือเรื่องยาลดน้ำหนัก ทุกคนอยากลดน้ำหนักกัน แต่พอเราเจาะลึกไปเป็นโรคๆ คนเริ่มสนใจเริ่มน้อยแล้ว เพราะทุกคนไม่ได้เป็นโรคเดียวเหมือนกันหมด

แต่มันก็มีสลับกันบ้างเราจะเจาะเรื่องโรคเฉพาะอย่างความดัน เบาหวานที่คนเป็นเยอะ แต่จำพวกโรคเก๊าท์ อะไรอย่างนี้คนไม่ได้เป็นเก๊าท์ทุกคน เราจึงต้องเลือกสิ่งที่มันทัชกับกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นหลัก เน้นสิ่งที่มันเข้าถึงง่ายเป็นหลัก

“ทำอย่างไรก็ได้ให้คนที่เข้ามาในเพจรู้จักเราเขาจะต้องสุขภาพดีขึ้น”

คัดสินค้ามาลงเพจอย่างไร ?

พีรวัส : ส่วนใหญ่ค่อนข้างเจอสินค้าที่ดีอยู่แล้ว เพราะว่าเราเป็นที่ปรึกษาในเรื่องออนไลน์ สอนการตลาด Online จะมีลูกศิษย์เยอะและลูกศิษย์เราเป็นเจ้าของแบรนด์ทั้งนั้น เราก็เลยมีสิทธิ์เลือกว่าแบรนด์ไหนดีแบรนด์ไหนไม่ดี เพราะว่าแบรนด์เราไม่ใช่แบรนด์ตลาดดัง แต่เน้นดูสารสกัดที่เขาใส่

อย่างหนึ่งเลยเรารู้จักเจ้าของแบรนด์ซึ่งเป็นลูกศิษย์เรา เราจึงเชื่อใจระดับหนึ่ง และเรารู้จักกับโรงงานที่ผลิตซึ่งเป็นที่เดียวกับที่เค้าผลิตกาแฟให้เรา กาแฟตัวที่ขายดี จึงมั่นใจว่าสินค้านี้โอเคเลยเอามาขาย

เพราะว่าเราก็มีเพื่อนอยู่ในวงการขายพวกส่วนผสมต่างๆ ให้ทางโรงงาน ที่เราสามารถตรวจสอบได้ว่าโรงงานนี้เป็นยังไง สารสกัดเขาโอเคไหม แต่สุดท้ายต้องดูผลลัพธ์ลูกค้าว่าใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

สินค้าที่ขายดีมักเป็นสินค้าที่ซื้อซ้ำ ?

พีรวัส : ซึ่งปกติถ้าเป็นแบรนด์ลดน้ำหนักเราจะไม่จับเลย เพราะว่าหนึ่งตลาดมันแข่งขันสูงและก็ผลลัพธ์มันไม่ได้ทุกคนร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจึงเน้นอะไรที่มันอยู่ยาวๆ เพราะว่าลูกค้าสามารถซื้อซ้ำต่อเนื่องได้

ตอนนี้ที่ซื้อซ้ำเยอะๆ ที่ขายดีมี 2 ตัว คือ ตัวแรกคือ กาแฟบำรุงข้อและกระดูก สำหรับคนที่ปวดข้อ ปวดกระดูก เขากินทุกวันวันละแก้วและเขากินแล้วหายปวด อีกอย่างมันเป็นกาแฟซึ่งเขากินกาแฟทุกวันอยู่แล้วก็กินแทนกาแฟปกติ

และเมื่อกินแล้วเขาเห็นผลลัพธ์ เขาก็ไปบอกเพื่อนบ้าง ถือเป็นการขายต่อให้เราโดยอัตโนมัติเยอะมากๆ

ก้าวต่อไปในอนาคตของ ‘ลืมป่วย’ เป็นอย่างไร

พีรวัส : ในอนาคตเราตั้งใจจะเปิดร้านออฟไลน์ที่เป็นเหมือนเฟรนไชส์ที่ชื่อว่า ‘ลืมป่วย’ เพราะมองว่าโลกในอนาคตทั้งออนไลน์และออฟไลน์มันต้องเชื่อมโยงกันแล้ว คุณเข้ามาดูเพจแล้วสนใจ อยากได้สินค้า นอกจากการสั่งซื้อออนไลน์ก็ยังเดินออกไปปากซอยเพื่อเข้าร้านเราแล้วซื้อสินค้าได้เลยเหมือนกัน มองว่ามันต้องเป็นแบบนั้น

พีรวัส บอกเราตอนท้ายว่า สำหรับเพจลืมป่วยของเราตอนนี้ความต้องการของเขาคือ “ทำอย่างไรก็ได้ให้คนที่เข้ามาในเพจรู้จักเราเขาจะต้องสุขภาพดีขึ้น” ไม่ว่าเขาจะมาเสพคอนเทนต์ของเรา หรือว่าซื้อสินค้าเราไปทานต้องช่วยทำให้สุขภาพเขาดีขึ้นจริง เหมือนกับการขาย แต่ต้องได้รับประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/forget-sick-interview/

[วิเคราะห์] ผ่านมาครึ่งปีกับธุรกิจธนาคาร คึกคักหรือซบเซาอย่างไรกันบ้าง

เข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังของปีกุน ที่ภาคธุรกิจไม่ค่อยมีความคึกคักมากนักเหมือนปีที่ผ่านมา โดยช่วงปลายปี 2561 ก่อนเข้าสู่ 2562 ทุกคนค่อนข้างมีความกังวลในเรื่องของ Brexit แต่มาถึงวันนี้ก็ทำให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในเอเชีย เท่ากับเหตุการณ์ความขัดแย้งของสหรัฐฯและจีน ซึ่งแม้จะจบลงด้วยดีเช่นกัน แต่ก็สร้างความสั่นสะเทือนได้ไม่น้อย

นอกจากนี้ การที่ EIC ปรับลดประมาณการเศรฐกิจไทยปี 2562 เหลือ 3.1% จากเดิม 3.3% โดยมีสาเหตุหลักจากภาคการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ก็ยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก และการที่สหรัฐอเมริกาปรับเพิ่มอัตราภาษีจาก 10% เป็น 25% ทำให้กระทบกับจีนและเกิดการตอบโต้กลับด้วยอัตราภาษีเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราการขยายตัวของมูลค่าส่งออกหดตัวลงที่ -1.6% 

ทุกค่าย Go to Digital

ปีนี้คงเรียกได้เต็มปากแล้วว่าทุกธนาคารอัพเดทระบบออนไลน์กันทุกค่าย เพราะไม่มีใครยอมตกขบวนเรื่องการทำดิจิทัล จะมากจะน้อยก็ต้องแล้วแต่วิสัยทัศน์ของนายใหญ่ที่จะมอง ซึ่งแต่ละรายต่างก็มีการพัฒนาในเรื่องของแอพพลิเคชั่น ระบบออนไลน์ บิ๊กดาต้าหลังบ้าน เพื่อนำข้อมูลลูกค้ามาใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการให้โดนใจทุกคนมากขึ้น

โดย Kbank ถือว่าเป็นบริษัทที่จริงจังเรื่องการเดินหน้าเทคโนโลยีบ้างที่สุด ทั้งการฟอร์มบริษัทใหม่อย่าง KBTG หรือผลักดันสตาร์ทอัพด้วยทีมที่ปรึกษาอย่าง Katalyst แต่ปีนี้ก็ไม่ได้มีดีลใหญ่ที่สร้างความคึกโครมให้ตลาดจับตามองมากนัก อาจเพราะช่วงปลายปี 2561 ถึงต้นปี 2562 มีการจับมือร่วมกับพาร์ทเนอร์ไปมากมาย ตอนนี้คือการอยู่ในช่วงรอรายได้กลับคืนมา

ส่วน SCB และ KMA เอง ก็ไม่น้อยหน้า เร่งพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าและโปรโมทฟีเจอร์ใหม่มากมาย อย่างเช่น KMA หรือธนาคารกรุงศรีอยุธยาในช่องทางออนไลน์เราจะเห็นโฆษณาของ 3 พรีเซนเตอร์วัยใกล้กัน ที่ใช้การเล่าเรื่องว่าผู้ชายสองคนที่เปรียบเสมือนเป็นธนาคารนั้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้หญิงอย่างไรบ้าง โดยเล่าเป็นเรื่องสั้นหลายตอนซึ่งทำให้คนดูรู้สึกว่าการใช้งานแอพไม่ใช่เรื่องยาก

ทางด้านของ SCB ก็ใช่เล่น นอกจากจะมีการโปรโมทแม่มณีสำหรับร้านค้าแล้ว ยังตามมาด้วย SCB EASY ที่ทำให้ทุกการใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ยังตามมาด้วยการทำโฆษณาสั้นบน Youtube จำนวน 22 ชิ้น ที่โฆษณาจะตรวจจับด้วยระบบ AI ของทาง Youtube ระบบจะจับข้อมูลและส่งโฆษณาแต่ละชิ้นให้ตรงกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เรียกว่าแต่ละคนจะเห็นโฆษณาที่แตกต่างกันออกไป

ตลาดประกันคึกคัก

สำหรับกลุ่มประกันถือว่ามีความคึกคักมากกว่า อาจเพราะเป็นช่วงกำลังปรับตัวรับยุคดิจิทัล โดยในสายงานนี้มีการเปิดแผนประกันในรูปแบบใหม่ๆ ที่เอื้อประโยชน์ให้ลูกค้าที่สนใจซื้อผ่านออนไลน์มากกว่าการซื้อผ่านตัวแทน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจำนวนตัวแทนจะลดลง แค่เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารที่สะดวกขึ้น

เพราะถึงอย่างไรการเคลมหรือการติดต่อซื้อขาย ก็ยังต้องใช้ตัวแทนหรือเอเย่นต์ในการพูดคุยเรื่องรายละเอียด ส่วนบริการดิจิทัลจะเข้ามาช่วยเรื่องการยื่นเอกสารหรือให้รายละเอียดที่ดีขึ้น เคลมประกันโดยการกรอกเอกสารออนไลน์และยื่นเรื่องไม่ต้องรอกระบวนการกระดาษเท่านั้น รวมทั้งมีข้อเสนอที่ดีกว่าสำหรับลูกค้าที่สมัครผ่านช่องทางออนไลน์ ถือว่าเป็นการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจประกันที่น่าสนใจ

ซึ่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงกลางปีนี้ เรียกได้ว่า กลุ่มธุรกิจประกันพยายามชูความทันสมัย เพื่อแข่งขันกับกลุ่มสตาร์ทอัพที่เข้ามาเป็นผู้เล่นในกลุ่มประกันมากมายขึ้น

นอกจากนี้ยังมีดีลใหญ่ท่ีน่าสนใจของ FWD ที่ให้ความสนใจในการที่จะเป็นผู้ถือส่วนแบ่งตลาดหลักในกลุ่มธุรกิจประกันชีวิต โดยมีการเข้าไปถือหุ้นในหลายบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมองว่าภูมิภาคนี้มีโอกาสที่ดีมาก และต้องการเป็นเจ้าตลาดในภูมิภาคนี้

 

จับมือสตาร์ทอัพกันคึกคัก

แม้กลุ่มธุรกิจธนาคารจะเรียกได้ว่าเจอปัญหา Disrupt โดดเด่นที่สุด ทั้งจากสตาร์ทอัพ Fintech เอง สตาร์ทอัพด้านขนส่งที่มีบริการจ่ายเงินผ่านช่องทางตนเอง หรือวอลเลตต่างๆ แต่ธนาคารในไทยก็เรียกว่าปรับตัวและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้เร็วที่สุดเช่นกัน อย่างเช่น การจับมือร่วมกับ GRAB ของ KBANK ในการเป็นเกตเวย์ในการชำระค่าบริการ นำเสนอรูปแบบประกันและมีโปรโมชั่นส่งเสริมการตลาดร่วมกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พาร์ทเนอร์ร่วมขับ

ทาง SCB เองก็ไม่น้อยหน้า ด้วยการไปร่วมมือกับ GET บริษัทลูกของ GOJEK ที่จะมีความร่วมมือกันด้านการชำระเงินและบริการพิเศษต่างๆ แน่นอนว่าเป้าหมายหลักคือการขยายฐานลูกค้าให้เข้าไปสู่กลุ่มผู้ขับขี่และร้านค้าที่ใช้งานแอพพลิเคชั่น GET สามารถใช้เกตเวย์ในการรับเงินและชำระเงินผ่านช่องทางของ SCB

ตามมาด้วยการนำเสนอรูปแบบประกันที่เจาะกลุ่มเฉพาะผู้ขับขี่ และเงินกู้สำหรับร้านค้าในระบบที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน แม้ว่าก่อนหน้านี้ทาง GET จะใช้รูปแบบการประกันผู้ขับขี่และเงินทุนจากทางพาร์ทเนอร์ของบริษัทแม่ แต่ SCB ที่เลือกเข้าไปลงทุนใน GOJEK ก็เพื่อดึงความร่วมมือทางการเงินของ GET กลับมาไว้ที่ตนเอง

ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยาเองก็มีความสัมพันธ์อันดีในการให้บริการทางการเงินแก่ผู้ขับ LALAMOVE ด้วยสินเชื่อแบบใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณา โดยการนำฐานข้อมูลของผู้ขับขี่มาพิจารณาในการปล่อยสินเชื่อเพื่อความสะดวกในการอนุมัติเงินแบบไม่ต้องมีหลักค้ำประกันให้วุ่นวาย

 

สรุปรายได้ธนาคาร

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 นั้น ทั้ง 5 ธนาคารที่ทีมงาน Thumbsup ได้เก็บข้อมูลมานั้น พบว่ามีทิศทางรายได้ไปในทางบวก แม้ว่าตัวเลขการเติบโตจะแตกต่างกันจากรูปแบบการทำงาน แต่ทุกค่ายหลังจากลงทุนด้านบริการการเงินผ่านช่องทางออนไลน์และแอพพลิเคชั่นแล้ว ช่วงนี้ก็เป็นจังหวะของการรอดูผลตอบรับจากลูกค้า และบริหารจัดการไม่ให้ระบบล่มในช่วงสิ้นเดือน

โดยทาง ธนาคารไทยพาณิชย์หรือ SCB นั้น ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2562 มีกำไรสุทธิ 9,157 ล้านบาท แม้ว่าจะลดลง 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้นับรวมรายได้ใหม่ที่มาจากการเข้ามาซื้อหุ้นของทาง FWD ในกลุ่มธุรกิจประกันที่มีมูลค่า 9.2 หมื่นล้านบาท

ตามมาด้วย ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ที่มีผลประกอบการเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 พบว่า มีตัวเลขรายได้สูงถึง 21,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้านี้ถึง 2,946 ล้านบาท หรือ 15.89% แต่ก็มีการใช้จ่ายในส่วนของค่าใช้จ่ายทางการตลาด และรายได้ที่เกิดจากประกันภัยลดลง ทำให้ภาพรวมมีเม็ดเงินลดลง

ทางด้านของ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ KMA ก็ประกาศความแข็งแกร่งของกำไรในไตรมาส 1/2562 ด้วยตัวเลข 12,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าไตรมาสที่ 1/2561 ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากปัจจัยของการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ภายหลังจากการขายหุ้นในบริษัทเงินติดล้อให้กับพันธมิตร ถึงแม้จะไม่รวมรายได้ในส่วนนี้ ธนาคารก็ยังมีกำลังสูงถึง 6,900 ล้านบาทเช่นกัน

นอกจากนี้ ธนาคารกรุงเทพ หรือ Bangkok Bank ก็ยังมีทิศทางที่ดี คือมีกำไรเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.3% ทำให้มีเม็ดเงินรวม 9,028 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2561 โดยรายได้เพิ่มจากดอกเบี้ยสุทธิและส่วนต่างรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง

สุดท้ายกับธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai ที่ไตรมาส 1/2561 มีกำไรสุทธิของธนาคารเท่ากับ 7,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน รายได้รวมจากการดำเนินงานเท่ากับ 33,572 ล้านบาท เติบโตขึ้น 13.7%

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/conclude-bank-mid-year/

AIS กับการปรับองค์กรในยุคดิจิทัล – เปิดรับนวัตกรรม สนับสนุนสตาร์ทอัพภายใน สร้างวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงใน DNA ของทุกฝ่าย

องค์กรทั้งหลายในปัจจุบันต่างก็ตระหนักดีถึงความสำคัญของการปรับตัวไปตามเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โจทย์ที่พวกเขาต้องตอบให้ได้เพื่อการเข้าร่วมแข่งขันในตลาด ณ ตอนนี้ คือการปรับตัวอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีช่วยสร้างคุณค่าและลดต้นทุน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจให้ทันสมัย และสอดคล้องกับความเป็นไปมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากสมาชิกภายในองค์กรทุกคนไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ทีมงาน ADPT มีโอกาสได้ร่วมพูดคุยกับ AIS ถึงแนวทางที่พวกเขาได้เริ่มต้นใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเองในยุคของ Digital Transformation ตั้งแต่แนวคิด การกำหนดแผนการ การสร้างวัฒนธรรม ไปจนถึงผลงานเป็นรูปธรรมที่สำเร็จออกมา จึงจะขอแชร์ความรู้ให้ทุกท่านได้อ่านเป็นไอเดียในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อไป 

เทคโนโลยีรอบตัว เลือกโฟกัสให้ถูกและพร้อมเปลี่ยนอยู่เสมอ 

ทุกวันนี้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้นมีให้เลือกจนละลานตาอยู่รอบตัวเรา ทุกสิ่งดูสำคัญ น่าสนใจ และสดใหม่น่าใช้งานทั้งสิ้น คำถามก็คือเราจะเลือกโฟกัสกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมชิ้นไหนบ้าง จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร 

AIS เองก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่ต้องเผชิญกับความท้าทายนี้ และพวกเขาก็เลือกใช้ขั้นตอนที่เรียกว่า Strategic Exploration ที่เริ่มจากการสอดส่องหาเทรนด์ที่กำลังมาแรงและน่าสนใจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ก่อนจะค่อยๆ พิจารณาถึง Scenario ในการนำนวัตกรรมเหล่านั้นไปใช้หรือให้บริการว่ามีความเหมาะสม สร้างคุณค่า และมีโอกาสทางธุรกิจมากแค่ไหน จากนั้น AISก็จะสรุปสิ่งที่พวกเขาเลือกและวาดภาพกลยุทธ์ที่ธุรกิจจะก้าวไปได้พร้อมกับนวัตกรรมที่พวกเขาหยิบยกขึ้นมา โดยขั้นตอนเหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นประจำทุกปี เพื่อปรับให้โฟกัสและกลยุทธ์ของพวกเขาทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ 

Framework ในการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กรของ AIS ซึ่งเริ่มจาก Strategic Exploration ก่อนจะพัฒนาไปตามขั้นตอนและโครงการต่างๆด้านขวามือ

เปลี่ยนสมาชิกในองค์กรให้เป็น Innovator

การสร้างองค์กรที่สนับสนุนนวัตกรรมนั้นอาจจะมีวิธีที่หลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆ องค์กรเห็นพ้องต้องกัน คือการสร้างวัฒนธรรมที่พร้อมเปิดรับความคิดใหม่ๆ และเสี่ยงไปกับมัน AIS จึงได้จัดตั้งทีม Novel Engine Execution Team (NEXT) ขึ้นเมื่อช่วงกลางปี 2018เพื่อเป็นหน่วยงานที่ช่วยกระตุ้นการเกิดของนวัตกรรม สร้างวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ และช่วยสนับสนุนโครงการด้านนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในองค์กรในโครงการต่างๆ

สำหรับAIS แล้ว พวกเขาคิดว่านวัตกรรมและการปรับตัวนั้นสอดคล้องกับแนวความคิดของการสร้างธุรกิจ (New Business) ใหม่จึงวางแผนการสร้างแนวคิดแบบเจ้าของกิจการหรือStart up เพิ่มขึ้นในองค์กร โดยแบ่งภารกิจออกเป็นสามส่วน 1. การเสาะหาความคิดและผู้ประกอบการจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเอกชน หรือแวดวงวิชาการ 2. การ Recruit พนักงานที่มีลักษณะ เจ้าของกิจการจากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลก และ 3. การสร้างเจ้าของกิจการและ Innovator จากสมาชิกภายในองค์กรเอง

โดยหนึ่งในการสร้างนวัตกรจากสมาชิกภายในองค์กร AIS ได้จัดตั้งโครงการที่ชื่อว่า InnoJump Bootcamp ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในองค์กรส่งไอเดียการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาสิ่งต่างๆ รอบตัว และหากไอเดียที่ได้รับนั้นน่าสนใจ มีตลาดรองรับ ก็จะสนับสนุนให้เริ่มพัฒนาไอเดียนั้นขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการจริงในขั้น InnoJump Experience Lab โดยมีงบประมาณและทรัพยากรไว้อำนวยความสะดวกพนักงาน และหากทดลองแล้วว่านวัตกรรมที่สร้างมานั้นตอบโจทย์ผู้ใช้งาน สามารถเติบโต สร้างรายได้ และพึ่งพาตัวเองได้จนถึงจุดหนึ่ง AIS ก็จะผลักดันให้โครงการดังกล่าวเข้ามาเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ AIS ที่พร้อมให้บริการผู้คนทั่วประเทศ 

School Van Clever เผยโฉมโปรเจกต์แรกจาก InnoJump 

School Van Clever นับเป็นโปรเจกต์แรกสุดของโครงการ InnoJump ที่มีจุดเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า “หากได้เป็น CEO 24 ชั่วโมง คุณจะทำอะไร?” ไอเดียนี้ค่อยๆ เติบโตขึ้นด้วยการรวบรวมทีมงานที่เป็นพนักงาน AIS จากหลายจังหวัดในภาคใต้ ก่อนจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นด้วยการสนับสนุนด้านทรัพยากรและการวางแผนร่วมกับหลายฝ่ายในองค์กร

นวัตกรรมของ School Van Clever คือระบบเฝ้าระวังให้กับนักเรียนที่โดยสารรถตู้ไปและกลับจากโรงเรียน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดใจอย่างการที่เด็กติดอยู่ในรถตู้จนเสียชีวิตอีก ทีมงานออกไอเดียที่เรียบง่ายและได้ผลในการติดตั้งกล้องและเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจสอบภาพภายในรถ ความเคลื่อนไหว ตำแหน่ง และความเร็วในการเคลื่อนที่ของรถ โดยที่ผู้ปกครองและอาจารย์สามารถเข้ามาตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชันได้แบบ Real-time โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถดับเครื่อง หากเซ็นเซอร์สามารถจับความเคลื่อนไหวภายในรถได้ ก็จะแจ้งเตือนไปยังคนขับทันทีอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะเข้ามาตรวจสอบในตัวรถ

แอปพลิเคชัน School Van Clever ที่ผู้ปกครองสามารถเข้ามาตรวจสอบการโดยสารรถรับส่งของบุตรหลานได้
หน้าตา Prototype ของกล่องเซ็นเซอร์ที่จะนำไปติดในรถตู้รับส่งนักเรียน

หลังการทดลองนำไปใช้ พบว่าระบบ School Van Clever สร้างความประทับใจให้กับครู ผู้ปกครอง และคนขับรถตู้โดยสารได้เป็นอย่างดี ช่วยขจัดความกังวลต่อความปลอดภัยของนักเรียนของทุกฝ่าย นอกจากนี้ ระบบยังได้รับความสนใจจากผู้ให้บริการรถตู้โดยสารประจำทางที่ต้องการตรวจสอบพฤติกรรมของคนขับรถ ซึ่งก็ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ทางทีมกำลังพิจารณาที่จะขยับขยายไปสู่ 

ปัจจุบัน School Van กำลังเริ่มทดสอบระบบกับรถรับส่งนักเรียนชั้นอนุบาลและประถมในภาคใต้ ซึ่งในช่วงแรกจะเน้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชสุราษฎร์ธานี และในเมืองหาดใหญ่ โดยภายในปีนี้พวกเขาตั้งเป้าหมายว่าจะติดตั้งระบบดังกล่าวในรถรับส่งให้ได้ทั้งสิ้น250คัน 

เมื่อมีแผนการและตลาดที่ชัดเจน AIS ก็ได้สนับสนุนการเติบโตของ School Van Clever ไปอีกขั้น ด้วยการเปลี่ยนตำแหน่งหัวหน้าทีม School Van Clever จากเดิมที่เป็นวิศวกรเข้ามาดูแลโปรเจกต์นี้อย่างเต็มตัวในฐานะ Headรวมไปถึงการเตรียมตั้ง Business Unit แยกออกมาโดยเฉพาะในลักษณะของ Internal VC เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของ School Van Clever ให้ก้าวไปข้างหน้า และบรรลุเป้าหมายในการเข้ามาเป็นอีกหนึ่งบริการของ AISในที่สุด 

เราได้เรียนรู้อะไรจากการสร้างนวัตกรรมของ AIS?

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวของ AIS ในครั้งนี้แล้ว ทีมงาน ADPT เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจที่ผู้อ่านอาจนำไปปรับใช้กับองค์กรของตัวเองได้ จึงขอสรุปมาสั้นๆ ณ ที่นี้ 

1. ตั้ง Scopeที่ดี 

การสร้างนวัตกรรมนั้นเป็นเรื่องที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าสำหรับธุรกิจในระยะยาวแล้วนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาจะต้องช่วยสร้างคุณค่าและส่งเสริมการดำเนินการของธุรกิจได้เป็นอย่างดี AIS เริ่มต้นด้วยการเปิดกว้างต่อไอเดียที่หลากหลายทุกประเภทเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จากนั้นจึงค่อยๆพิจารณาถึงความเป็นไปได้ทางการตลาด การดำเนินการ คุณค่าที่โครงการจะสร้าง และเป้าหมายที่องค์กรมีอยู่แล้วจึงคัดเลือกไอเดียมาบ่มเพาะต่อในโครงการ Innojump 

การทำเช่นนี้ช่วยให้พวกเขาได้ไอเดียที่สดใหม่ไม่ติดกรอบอยู่เสมอ และในขณะเดียวกันขั้นตอนการคัดเลือกก็ช่วยให้พวกเขาไม่หลุดไปจากเป้าหมายที่มีอยู่

2. จริงจังกับนวัตกรรม 

จากกรณีของ School Van และโปรเจกต์อื่นๆ ที่กำลังจะตามมา เราจะเห็นได้ว่า AIS นั้นมีขั้นตอนการเปลี่ยนจากไอเดียในจินตนาการเป็นธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างเป็นระบบ พวกเขามีการสนับสนุนเชิงโครงสร้างต่างๆ มีการวางแผนการเงินและการตลาด มีเป้าหมาย และมีความตั้งใจในการเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นธุรกิจอย่างแท้จริง 

เมื่อองค์กรแสดงออกว่าพวกเขาให้คุณค่ากับไอเดียใหม่ๆ และมีความตั้งใจจริงในการสร้างธุรกิจจากนวัตกรรมที่เปิดรับจากทุกคน สมาชิกในองค์กรก็ย่อมรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง และมีความกระตือรือร้นในการสร้างนวัตกรรมมากขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือวัฒนธรรมในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และความกล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง ซึ่งมีความสำคัญมากในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต 

3. โครงสร้างที่สนับสนุนนวัตกรรม

การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากโครงสร้างที่สนับสนุนการเกิดและเติบโตของนวัตกรรม AIS มีการจัดตั้งงบประมาณและทรัพยากรที่รองรับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการเปิดโอกาสและสร้างพื้นที่ให้พนักงานได้คิดค้นและร่วมมือกัน ตั้งแต่การตั้งโครงการเปิดรับไอเดีย การจัดเทรนนิ่งให้ความรู้ การเปิดรับการสร้างนวัตกรรมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน และการจัดโครงสร้างองค์กรให้ง่ายต่อความร่วมมือ การให้แรงจูงใจอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ รวมไปถึงการมีโครงสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่นเพียงพอในการจัดตั้ง Business Unit และตำแหน่งงานสำหรับทีมนวัตกรรมแต่ละโปรเจกต์ 
การสร้างนวัตกรรมนั้นต้องการทั้งเวลา เงินทุน และการวางแผนที่รอบคอบ และดูเหมือนว่า AIS จะเตรียมความพร้อมในจุดนี้ได้เป็นอย่างดี


หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของธุรกิจในปัจจุบัน คือการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งนี้นั้นไม่ใช่เพียงการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงให้ทั้งองค์กรเตรียมพร้อมที่จะเสี่ยง ล้มเหลว เปลี่ยน ประสบความสำเร็จ และวนกลับไปเปลี่ยนแปลงอีก เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อความเป็นต่อในการแข่งขัน 

การเคลื่อนไหวเช่นนี้ต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์​ของธุรกิจ การจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ และความร่วมมือจากสมาชิกภายในองค์กรทั้งหมด จึงจะสำเร็จขึ้นมาเป็นองค์กรที่อยู่รอดและทันยุคอยู่เสมอ เป็นงานที่ใหญ่ และต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบให้สอดคล้องกับธรรมชาติขององค์กรที่เป็นอยู่ ทางทีมงาน ADPT หวังว่า เมื่อท่านได้อ่านเรื่องราวของ AIS ในวันนี้แล้วจะได้แนวคิดกลับไปประยุกต์ใช้บ้างไม่มากก็น้อย

from:https://www.techtalkthai.com/ais-org-transformation-new-business-innovative-culture/

อธิบาย ญี่ปุ่น vs เกาหลีใต้… ความขัดแย้งที่สะเทือนอุตสาหกรรมไอทีทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่จีน

ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐ ฯ กับ จีนยังไม่ทันได้ข้อสรุปดี ดันมีประเด็นใหม่ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ระดับโลก” ให้ติดตามกันอีกคู่สำหรับข้อพิพาทระหว่างญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นได้ออกมาประกาศมาตราการควบคุมการส่งออกวัตถุดิบสำคัญสำหรับธุรกิจเทคโนโลยี โดยดึงเกาหลีใต้ออกจากลิสต์สิทธิประโยชน์ เล่นเอาบริษัทเทค ฯ ชั้นนำอย่าง Samsung | LG | Sony ออกอาการนั่งไม่ติดไปตาม ๆ กัน

ความขัดแย้งเรื่องการเยียวยาแรงงานทาส ยุคสงครามโลก เป็นชนวน

งานนี้ต้องต้องเท้าความกันเบา ๆ ไปถึงความขัดแย้งของ 2 ชาตินี้ ที่พวกเราอาจนึกไม่ถึงหรือลืมไปแล้ว หากมองภาพปัจจุบันที่ต่างก็เป็นชาติระดับพัฒนาแล้วอันเป็นที่เชิดหน้าชูตาของทวีปเอเชียกันทั้งคู่ แต่ความขัดแย้งนั้นมีมาช้านานตั้งแต่สมัยสงครามโลกทั้งครั้งที่ 1 และ 2 กินเวลายาวนานกว่า 30 ปีที่เกาหลีใต้อยู่ภายใต้อาณานิคมของญี่ปุ่นในยุคต้นของศตวรรษที่ 19 (1910 – 1945) และเกิดข้อครหามากมายว่ากลุ่มชนชั้นแรงงานของเกาหลีใต้ ถูกใช้งานเยี่ยงทาสถึงขั้นเจ็บป่วยล้มตาย เพื่อเป็นกำลังการผลิตสำคัญให้อุตสาหกรรมหนัก-เบาทั้งหลายของญี่ปุ่นในสมัยนั้น

จึงเป็นที่มาให้ทางเกาหลีใต้มีการรื้อคดีความเรื่อง ค่าชดเชยของแรงงานในสมัยสงครามโลกที่ญี่ปุ่นต้องจ่ายให้กับครอบครัวปัจจุบันของผู้ได้รับผลกระทบในสมัยนั้น ถึงแม้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นจะออกมาประกาศชัดว่า ได้ทำการเยียวยากันไปแล้วตั้งแต่จบสงครามโลกกว่า 800 ล้านเหรียญ (ราวๆ 24,660 ล้านบาท) แต่เกาหลีใต้เองก็ตอบโต้ทันควันว่า ข้อตกลงระหว่างรัฐไม่ได้ช่วยเยียวยาให้กับประชาชนของพวกเขาได้ดีพอ โดยเฉพาะในรายบุคคล

ซึ่งเมื่อช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมาคดีกลุ่มนี้จึงถูกรื้อกลับเข้ามาพิจารณากันอีกครั้ง โดยมีคดีของแรงงานของบริษัท Nippon Steel & Sumitomo Metal Corporation ในประเทศเกาหลีใต้ช่วงสงครามโลกเป็นคดีตัวอย่าง ตามมาด้วยบริษัทอีกจำนวนมากมายของญี่ปุ่นที่กำลังถูกกดดันให้จ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศเริ่มออกอาการไม่ดีอีกครั้งนึง ตั้งแต่เข้าสู่ปี 2019 เป็นต้นมา

ญี่ปุ่นดึงเกาหลีใต้ออกจาก Whitelist ยกเลิกสิทธิประโยชน์ส่งออกวัตถุดิบไฮเทคสำคัญหลายชนิด

อาการทรง ๆ กันมาได้ร่วมครึ่งปี รัฐบาลญี่ปุ่นก็ออกมาแจกเซอร์ไพรส์เบอร์ใหญ่เวอร์ (เซอร์ไพรส์กว่าทรัมป์เข้าพบท่านผู้นำคิมจองอึนเสียอีก) ณ วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยประกาศดึงเอาเกาหลีใต้ออกจากบัญชีขาว (Whitelist – รายการบัญชีประเทศคู่ค้าสำคัญที่ได้รับการผ่อนปรนระดับสูงสุดในการนำเข้า-ส่งออกสินค้าและวัตถุดิบสำคัญกับญี่ปุ่น) ส่งผลให้มาตรการควบคุมตามปกติจะถูกนำมาบังคับใช้กับบริษัทในเกาหลีใต้ด้วย

ผลกระทบของมาตรการควบคุมการส่งออก (Export Controls)

  • สารเคมีสำคัญ 3 ชนิด ตกไปอยู่ในรายการส่งออกแบบเข้มงวด | ต้องมีการขออนุญาตทุกครั้งที่มีการส่งออก และใช้เวลา 90 วัน
    1. Fluorinated Polyimide (หน้าจอแสดงผล)
    2. Photosensitising Agent Resist (ชิปประมวลผล)
    3. Hydrogen Fluoride (สารกึ่งตัวนำ)
  • กำลังพิจารณาขยายขอบเขตรายการควบคุมไปยัง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูปอื่นๆ รวมไปถึงวัตถุดิบที่อาจใช้ได้กับเทคโนโลยีทางการทหาร

ทางรัฐบาลญี่ปุ่่นให้เหตุผลของการออกมาตรการนี้ว่า ความน่าเชื่อถือของเกาหลีใต้ต่อนานาชาตินั้นลดลง พร้อมยอมรับชัดเจนว่า นี่คือมาตรการตอบโต้ทางการทูตต่อข้อเรียกร้องของเกาหลีใต้ที่มีต่อบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นในประเด็นของแรงงานจากยุคสงครามโลก พร้อมเผยอีกว่าความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้นถูกคุกคามอย่างชัดเจน และต้องเกิดการทบทวนกันใหม่อีกครั้งนึง

จากการวิเคราะห์ของสำนักข่าว Reuters นั้นพบว่า บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น และร่วมทุนญี่ปุ่น นั้นถือครองสารเคมีสำคัญทั้ง 3 ชนิดของโลกอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมี Fluorinated Polyimide และ Photosensitising Agent Resist อยู่ชนิดละ 90% ของโลก นอกจากนั้นแล้วบริษัท Stella Chemifa Corp ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เป็นผู้ผลิต Hydrogen Fluoride รายใหญ่ที่สุดอยู่ที่ 70% ของทั้งตลาดเลยทีเดียว

บริษัทเทค ฯ เกาหลี (Samsung อีกแล้ว) งานเกิด! ส่วนของญี่ปุ่นอาจเจอ Boycott

ฝั่งเกาหลีคือเดือดร้อนสุด ๆ โดยเพราะสารกึ่งตัวนำ หรือ Semiconductor นั้นนับเป็นมูลค่ากว่า 20% ของมูลค่าการส่งออกรวมของทั้งประเทศ ซึ่งทั้ง Samsung และ SK Hynix ต่างก็เป็นผู้ผลิตอันดับต้น ๆ ของโลก ส่วนชิปประมวลผลนั้นแค่ Samsung ลำพังก็ครองส่วนแบ่งการตลาดของทั้งโลกกว่า 40% แล้ว แถมในกลุ่มสินค้าประเภทหน้าจอแสดงผลนั้น ชื่อแรก ๆ ที่ต้องนึกถึงก็จะมี Samsung กับ LG นี่แหละ งานนี้แน่นอนเลยว่าพี่ใหญ่ของเรา Samsung Electronics เจ็บตัวมากที่สุดทั้งขึ้นทั้งล่อง ล่าสุดหุ้นก็ร่วงนำไปก่อนแล้วเกือบ 1% ในวันเดียวให้หลังจากการออกมาตรการนี้ของญี่ปุ่น

ส่วนญี่ปุ่นเองก็ใช่ว่าจะลอยตัว เพราะว่าผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำหลายรายก็ต้องใช้ซัพพลายชิ้นส่วนจากฝั่งเกาหลีเช่นกัน เห็นภาพง่าย ๆ สุดก็ Sony | Sharp ที่ต่างก็ต้องใช้ผลิตภัณฑ์เช่น Memory Chip | Semiconductor ซึ่งเคสแบบนี้อาจทำให้ราคาแพงขึ้นเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วอาจเดือดร้อนไปถึงการถูกบอยคอตต์โดยผู้บริโภคชาวเกาหลีอีกด้วย โดยล่าสุดมีรายงานว่าเกิดการเข้าชื่อกันในแคมเปญจ์บอยคอตต์งดบริโภคสินค้าสัญชาติญี่ปุ่น เช่น Mitsubishi | Sony | Toyota เกินกว่า 17,000 รายแล้ว

ทางรัฐบาลเกาหลีใต้เองได้ออกมาให้ความเห็นตอบโต้เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า “การกระทำของญี่ปุ่นนั้น ไม่เป็นธรรมและขัดต่อข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO)” พร้อมประกาศจะนำเรื่องนี้ขึ้นเสนอต่อ WTO ให้เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยต่อไป อย่างไรก็ดี ทางเกาหลีใต้เองกำลังพิจารณาถึงมาตรการตอบโต้อยู่เช่นกัน เพราะหากต้องรอพึ่ง WTO เองอาจใช้เวลานานและไม่ทัน งานนี้ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า จะจบไม่ลงแบบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ กับ จีนหรือไม่…

อ้างอิง: Reuters | Nikkei Asian | Japan Today

from:https://droidsans.com/japans-export-control-on-south-korea-puts-chipmakers-through-risks/

Lazada ปรับทัพผู้บริหาร ดึงลูกหม้อ Alibaba คุมอินโด โยกซีอีโอไทยลุยเวียดนาม

Lazada แต่งตั้งผู้บริหารชุดใหม่สานต่องานครึ่งปีหลัง ปรับทัพฝ่ายปฏิบัติการในอาเซียนด้วยการแต่งตั้ง “Chun Li” อดีตผู้บริหาร Alibaba มาเป็น CEO ดูแล Lazada Indonesia ขณะที่ James Dong รับหน้าที่ CEO ให้ Lazada Vietnam จากเดิมที่อยู่กับ Lazada Thailand ขณะที่ผู้บริหารดั้งเดิมของเวียดนามจะถูกดึงกลับไปยัง Alibaba บริษัทแม่

Chun Li (ภาพบน) ที่จะนั่งเก้าอี้หัวหน้าดูแลตลาดอินโดนีเซีย พร้อมกับการคงบทบาทระดับภูมิภาคที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วยฐานะประธานร่วมหรือ co-president ของบริษัท รายงานระบุว่า Li จะเป็นผู้นำการพัฒนาเชิงกลยุทธ์และการเติบโตของ Lazada อย่างจริงจัง ซึ่ง Li กล่าวว่าเขาวางแผนที่จะมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากบริการหลักของ Lazada ในพื้นที่อีคอมเมิร์ซ รวมถึงนานาโซลูชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และเครือข่ายโลจิสติกส์

ก่อนที่จะร่วมงานกับ Lazada ผู้บริหาร Li เคยเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีของหน่วยธุรกิจ B2B ของ Alibaba นอกจากนี้เขายังเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารที่ eBay บริการอีคอมเมิร์ซชื่อดังสัญชาติสหรัฐฯ และระบบการชำระเงินออนไลน์อย่าง PayPal

ดึงจากไทยไปเวียดนาม

ก่อนหน้านี้ Lazada ได้แต่งตั้ง James Dong (ภาพล่าง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Lazada Thailand มาเป็นหัวหน้าผู้บริหารของหน่วยธุรกิจเวียดนาม การโยกย้ายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของ Lazada ที่จะเร่งการเติบโตในประเทศ และเปิดโมเดลความร่วมมือการค้าข้ามประเทศมากขึ้น

James Dong ที่ถูกโยกมาดำรงตำแหน่ง CEO ในตลาดเวียดนามนั้นเป็นการรับช่วงต่อจาก Max Zhang ซึ่งจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแม่อย่าง Alibaba Group ต่อไป

การปรับทัพผู้บริหารครั้งนี้ไม่เพียงถูกคาดหวังว่าจะสามารถเร่งการเติบโต และขยายความร่วมมือข้ามประเทศมากขึ้นในอาเซียน แต่ยังหวังว่าผู้บริหารรายนี้จะนำสีสันและฟีเจอร์ Lazada ประเทศไทยไปแจ้งเกิดที่เวียดนาม

ด้าน James Dong เคยแสดงความเชื่อมั่นว่าเวียดนามเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับ Lazada ทำให้เขามั่นใจว่าจะชนะคู่แข่งรายอื่นในตลาดด้วยการดึงดูดลูกค้าเฉพาะกลุ่ม และใช้ประโยชน์จากแนวโน้มการเติบโตที่รวดเร็ว ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง และรากฐานด้านโลจิสติกส์ของ Lazada อย่างต่อเนื่อง

ที่มา: : TIA

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/lazada-change-ceo-sea/

5 บทสรุปภูมิปัญญาธุรกิจจากอดีต CEO คนดัง “Lee Iacocca”

Credit: https://philadelphia.cbslocal.com/2019/07/02/lee-iacocca-allentown-native-father-ford-mustang-dead-94/

Lee Iacocca อดีต CEO บริษัทรถยนต์ชื่อดัง ผู้เอ่ยวลีเด็ดด้านธุรกิจให้โลกได้เรียนรู้มากมาย ครั้งหนึ่ง Iacocca บอกว่าท้ายที่สุดแล้ว การดำเนินธุรกิจจะเกี่ยวข้องกับคำแค่ 3 คำ นั่นคือผู้คน ผลิตภัณฑ์ และผลกำไร การสรุปสุดเรียบง่ายนี้สะท้อนว่า Iacocca มองที่แก่นของการบริหารแบบตรงไปตรงมา จนไม่แปลกใจเลยที่เขาเคยพูดว่า “ผมจ้างคนที่ฉลาดกว่าผม”

น่าเสียดายที่ Lee Iacocca เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นกรกฎาคม 2019 ด้วยอายุ 94 ปี ผลงานของ Lee Iacocca จึงถูกโลกหยิบขึ้นมาย้อนมองอีกครั้ง ซึ่งแม้จะมีทั้งความสำเร็จผ่านแบรนด์ Mustang และความล้มเหลวกับรถ K-cars แต่สิ่งที่สำคัญคือภูมิปัญหาของ Iacocca ที่ทำให้เขาได้รับตำแหน่ง “Celebrity Manager” ผู้บริหารคนดังดุจเซเลบคนแรกที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

ความน่าสนใจของ Iacocca คือการไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท และไม่ได้เป็น entrepreneur เลยในชีวิต สิ่งที่ Iacocca ทำคือการร่วมเขียนหนังสือ 3 เล่ม ได้แก่หนังสืออัตชีวประวัติของ Iacocca ในปี 1984 ที่กลายเป็นหนังสือปกแข็งที่ขายดีที่สุดในกลุ่ม non-fiction ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน ยังมีเรื่อง Talking Straight ในปี 1988 ที่มีเนื้อหาเน้นการพัฒนานวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของอเมริกา เล่มสุดท้ายคือปี 2007 เรื่อง “Where Have All the Leaders Gone?” หรือผู้นำหายไปไหนกันหมด สะท้อนความผิดหวังของเขาต่อนักการเมืองสหรัฐฯจากทั้ง 2 พรรค

ทุกงานเขียนแสดงถึงความคิดล้ำเลิศของ Iacocca ผู้บริหารเซเลบฯมักเขียนเรื่องลงนิตยสารโดยตั้งหัวข้อบทความให้ชวนสงสัย เช่น “I gotta tell ya” หรือ “ฉันต้องบอกคุณ…” ข้อเขียนไม่ธรรมดาของเขาทำให้ทุกส่วนของสหรัฐอเมริการอฟังความคิดของผู้บริหารรายนี้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับที่โลกธุรกิจพยายามเรียนรู้ภูมิปัญญาจาก CEO เซเลบรายนี้

1. การจัดการไม่ใช่เรื่องซับซ้อน

คำพูดว่า “ท้ายที่สุด การดำเนินธุรกิจจะเกี่ยวข้องกับคำแค่ 3 คำ” คือผู้คน ผลิตภัณฑ์ และกำไร แสดงว่า Lee Iacocca พยายามลดสิ่งฟุ่มเฟือยจนเหลือแกนหลักในการบริหาร เช่นเดียวกับการบอกว่า “ผมจ้างคนที่ฉลาดกว่า” แล้วออกจากทางของพวกเขา ก็แปลว่า Lee Iacocca มีปรัชญาการจัดการแสนง่าย คือการเปิดทางให้ทุกอย่างดูแลตัวเอง โดยที่เขาหันไปแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจที่มีความสำคัญซึ่งกระทบต่อแกนหลักของบริษัทอย่างแท้จริง

จากประวัติ พบว่า Iacocca เดินตามความเชื่อมั่นนี้ด้วยการให้รางวัลแก่พนักงานที่แก้ปัญหา หรือดำเนินการด้วยหลักการที่อิงบนเซนส์ หรือสามัญสำนึกที่ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกค้า พนักงานกลุ่มนี้เองที่เป็นฟันเฟืองสำคัญให้ Iacocca จัดการทุกอย่างได้ง่ายขึ้น

2. ทำงานให้เร็ว และค่อยๆแก้กันไป

Lee Iacocca บอกว่าความเร็วของหัวหน้า จะเป็นความเร็วของทีมด้วย และคำเดียวที่จะทำให้ผู้บริหารกลายเป็นผู้จัดการที่ดี ก็คือ “ความเด็ดขาด” แนวคิดการบริหารของ Lee Iacocca คือการไม่รอจนกว่าจะได้โซลูชันที่พอใจที่สุด เนื่องจากการรออาจจะทำให้สายเกินไป

Iacocca ยังมองว่าการคว้าโอกาสไว้เป็นเรื่องดีกว่าการมองแต่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับสตาร์ทอัปที่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยการสลับไปมาระหว่างการทำผิดพลาดและแก้ไขอย่างรวดเร็วโดยทันทีเมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจน การจัดการองค์กรลักษณะนี้ไม่ต่างกับกัปตันเรือที่ต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าตลอด แต่ต้องคิดหาวิธีซิกแซก หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับเรือเพื่อจัดการกับความหลากหลายของสายลม คลื่น และกระแสน้ำ

ที่สำคัญ Lee Iacocca เตือนให้ทุกคนรู้คุณค่าของการก้าวไปข้างหน้าเพื่อรวบรวมข้อมูลใหม่ และทบทวนการตัดสินใจที่เคยทำไปแล้วก่อนหน้านี้

3. ปล่อยให้คนอื่นเป็นผู้นำบ้าง

Lee Iacocca ย้ำว่ามีหลายครั้งที่แม้แต่ผู้จัดการที่ดีที่สุดก็ยังเป็นเหมือนเด็กตัวเล็กที่ต้องการสุนัขตัวใหญ่นำทางไป ความคิดนี้ตรงกับปรัชญา “ผู้นำจากด้านหลัง” หรือ leading from behind สะท้อนว่าบางครั้ง ธุรกิจก็ควรเปิดโอกาสให้ทีมหรือการบวนการหนึ่งไหลไปตามน้ำอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งผู้นำที่ยอดเยี่ยม นั้นควรต้องรู้ว่าเมื่อใดต้องรอ และเมื่อใดที่จะต้องผลักดันอย่างเด็ดขาด

4. ต้องนำด้วยแรงบันดาลใจ ไม่ใช่การข่มขู่

Lee Iacocca เคยย่อยง่ายเรื่องหลักการบริหารว่า การจัดการหรือ Management นั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการสร้างแรงจูงใจให้กับคน โดยย้ำว่าแรงจูงใจคือทุกสิ่ง

“เราสามารถทำงานของคน 2 คนได้ แต่ไม่สามารถเป็น 2 คนได้ ดังนั้นจงสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกน้อง เพื่อให้เขาไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนของเขาต่อไป” Lee Iacocca ระบุ

5. ให้ความสำคัญกับชีวิต

สมัยนี้คือการ Work-Life Balance แต่ Iacocca บอกเล่าผ่านคำสอนของพ่อที่ระบุว่า “พ่อของผมมักจะบอกว่า เมื่อไหร่ที่ตาย แล้วมีเพื่อนแท้อยู่ 5 คน คนนั้นก็จะมีชีวิตที่ดีมาก”

แน่นอนว่า Iacocca ลาจากโลกนี้ไปพร้อมกับเพื่อนฝูงและผู้ชื่นชมมากมาย เชื่อว่าภูมิปัญญาการจัดการที่มีมานานหลายสิบปีจะถูกขุดขึ้นมาเพื่ออธิบายให้คนรุ่นต่อไป

ที่มา: : Forbes

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/ceo-lee-iacocca/