คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

DoubleDeep ปล่อยซิงเกิ้ล “Bitcoin(ฝันใหม่)” พร้อมแจก 3 Bitcoin มูลค่ากว่า 5.3 ล้านบาท ฟรี! แบบไม่ต้องลุ้น

DoubleDeep วงร็อคฝีมือจัดจ้านปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด “Bitcoin(ฝันใหม่)” ในคอนเซ็ปต์ “วงร็อคเพื่อนรักนักเทรด” เพื่อให้กำลังใจคนที่มีความฝัน และต้องการที่จะทำมันให้สำเร็จ

พร้อมปล่อยแคมแปญแจก Bitcoin ให้กับทุกคนที่มีความฝัน จำนวนถึง 3 Bitcoin มูลค่าปัจจุบันรวมกว่า 5,300,000 บาท โดยมีกติกาง่ายๆ ที่ให้ทุกคนสามารถร่วมกันแบ่ง 3 Bitcoin ฟรี! แบบไม่ต้องลุ้น

เพียงบอกเล่าความฝันของคุณใต้ Comment เพลง Bitcoin(ฝันใหม่) บน YouTube ค่าย Great Begins แล้วกดแชร์ YouTube เพลง ไปที่หน้า Facebook ของคุณ โดยตั้งโพสต์เป็น Public จากนั้น Capture ภาพ Comment บน YouTube และภาพการแชร์ Facebook มา Upload ได้ที่ www.acmetraderist.com/doubledeepevent พร้อมใส่หมายเลข BTC Wallet Address (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด)

ร่วมรับ Bitcoin ฟรีๆ กันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2021 จากนั้นรอรับ Bitcoin กันได้เลยฟรีๆ ในวันที่ 23 มิถุนายน 2021 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line OA @acmetraderist

รับชมมิวสิควิดีโอ “Bitcoin(ฝันใหม่)”

ติดตามความเคลื่อนไหวของวง DoubleDeep ได้ที่

Facebook : https://web.facebook.com/DoubledeepBand

Instagram: DoubleDeep_Official

from:https://www.thumbsup.in.th/doubledeep-single-bitcoin?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=doubledeep-single-bitcoin

QlikWorld Online 2021 – ฟังบรรยายจาก “Malcolm Gladwell” ผู้เขียนหนังสือขายดีของ The New Yorker ยาวนานถึง 28 สัปดาห์ [10-12 พ.ค. 2021]

Malcolm Gladwell เจ้าของผลงานขายดีของ The New Yorker ยาวนานถึง 28 สัปดาห์ และครองตำแหน่งหนังสือขายดีของ Business Week มากกว่า 2 ปี จากความช่างคิด ช่างสงสัย ช่างสังเกต ช่างตั้งคำถาม จนพาไปสู่การค้นหาคำตอบตามตรรกะของความเป็นเหตุเป็นผล จากความน่าจะเป็น และเป็นคำตอบที่มีการพิสูจน์ออกมาได้เป็นรับความน่าเชื่อถือ โดยอาศัยหลักการทำงานแบบงานวิชาการ ที่สามารถนำมาปฏิบัติเพื่อค้นหาคำตอบได้จริง เขาจะมาแบ่งปันความสำคัญของการมองเห็นสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันและเหตุใดจึงสามารถช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากข้อมูลของคุณได้มากขึ้น

หัวข้อQlikWorld 2021 is online
วันเวลา: วันที่ 10 – 12 พฤษภาคม 2564
ช่องทางการบรรยาย: ON24 Webcast
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: ไม่จำกัด

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วมในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่
Link : https://sites.ziftsolutions.com/qlik.ziftsolutions.com/8a99825b7921b0aa017921e8ba540483 โดยทีมงานขอความกรุณากรอกข้อมูลชื่อบริษัทด้วยชื่อเต็มของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการจัดการกับข้อมูลการลงทะเบียน

from:https://www.techtalkthai.com/qlikworld-online-2021-v04/

TikTok แต่งตั้ง Shou Chew จากสิงคโปร์เป็น CEO คนใหม่หลังผ่านมรสุมคำสั่งแบนของสหรัฐ ฯ

หลังจากต้องฝ่ามรสุมข้อครหาและคำสั่งแบนของรัฐสหรัฐมาเป็นเวลาร่วมปีซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ CEO คนเก่าของพวกเขาได้ลาออกไป ล่าสุด TikTok Global ได้มีการแต่งตั้ง CEO คนใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว โดยได้คุณ Shou Zi Chew ผู้ดำรงตำแหน่ง CFO ของพวกเขาเองมาก่อนหน้านี้ขึ้นแท่นผู้บริหารสูงสุด พกโปรไฟล์คุณภาพระดับอดีตผู้บริหาร Xiaomi Technology ก่อนมาร่วมงานกับ TikTok

สำหรับ TikTok นั้นเรียกได้ว่า ร้างผู้บริหารสูงสุดอย่างตำแหน่ง CEO อย่างเป็นทางการมานานเป็นเวลาร่วมปี นับตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมของปี 2020 ที่เกิดดราม่าสนั่นโลกโดยถูก Trump’s Administration ขู่แบนโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลทั้งที่ยังหาหลักฐานมายืนยันว่า TikTok มีความผิดอย่างไรไม่ได้ก็ตาม จนสุดท้ายใช้วิธีการภาคบังคับให้ ByteDance (บริษัทแม่ของ TikTok) ต้องหาผู้ลงทุนร่วมเป็นสัญชาติอเมริกันแท้ ๆ ให้ได้เพื่อให้ไม่ถูกแบน เล่นเอานักข่าวและชาวเน็ตงงตาแตกไปตาม ๆ กันเลยว่า แล้ววิธีนี้เกี่ยวอะไรกับความปลอดภัยของข้อมูลที่หามาเป็นเหตุขู่แบนในตอนแรก 🙄

 

ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ TikTok ที่กำลังพยายามจะตั้งตัวเป็นแบรนด์ระดับนานาชาติ ชนิดเพิ่งจะลงทุนดึงตัวนักบริหารมือฉมังด้านธุรกิจสื่อบันเทิงสัญชาติอเมริกันอย่าง Kevin Mayer อดีตผู้บริหารชื่อดังของ Disney ผู้บุกเบิกโปรเจคอย่าง Disney+ รวมไปถึงการปิดดีลใหญ่ ๆ อย่างการเข้าซื้อกิจการของ Pixar และ Marvel อีกด้วย โดยเขาได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่ง CEO ของ TikTok ในช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2020 ก่อนจะลาออกอย่างกระทันหันไม่ระบุสาเหตุ (แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าถูกสภาวะทางการเมืองสหรัฐกดดัน) หลังเข้าสู่ตำแหน่งได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น

Kevin Mayer | อดีต CEO TikTok สัญชาติอเมริกันผู้อยู่ในตำแหน่งสั้น ๆ เสมือนไม่ผ่านโปร 90 วันถ้วน

ทำให้นับตั้งแต่สิงหาคมปี 2020 เป็นต้นมา TikTok ไม่มีผู้นำอย่างเป็นทางการ มีเพียง Vanessa Pappas ผู้บริหารฝั่งสหรัฐนั่งเก้าอี้บริหารสูงสุดแบบรักษาการแทนพาฝ่ามรสุมไปก่อน จนในที่สุดทาง ByteDance และ TikTok Global ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการในโครงสร้างบริหารใหม่แล้วโดยโปรโมทให้คุณ Vanessa นั่งตำแหน่ง COO (Chief Operating Officer) และเลือกแต่งตั้งนาย Shou Zi Chew ผู้ดำรงตำแหน่ง CFO (Chief Financial Officer) อยู่ในปัจจุบันให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO ของ TikTok Global โดยคุณ Shou นั้นแม้ชื่ออาจไม่คุ้นหูชาวเน็ตแต่ประวัติการทำงานก่อนหน้านี้บอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเป็นถึงอดีตเจ้าของเก้าอี้ CFO ของแบรนด์ระดับโลกในวันนี้อย่าง Xiaomi ตั้งแต่ยุคบุกเบิกเลยทีเดียว

Vanessa Pappas | รักษาการซีอีโอคนเก่งผู้พา TikTok ฝ่ามรสุมผลงานโดนัลด์ทรัมป์ รับตำแหน่งใหม่เป็น Chief Operating Officer (COO)

“ศักยภาพของคุณ Shou ได้รับการพิสูจน์มาแล้วเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกเริ่มระหว่าง BtyeDance กับผู้ลงทุนรายใหญ่กลุ่มแรก ๆ นั่นคือผลงานของเขา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะประสบการณ์ในภาคธุรกิจเทคโนโลยีของเขาที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกมาแล้ว นอกจากนั้นแล้ว นี่คือการประกาศทิศทางที่ชัดเจนในระยะยาวของเรา… ” – Yiming Zhang | CEO ของบริษัทแม่อย่าง ByteDance กล่าวถึงซีอีโอป้ายแดงของ TikTok

Shou Zi Chew | CEO คนใหม่แห่ง TikTok อดีต CFO ของพวกเขาเอง พร้อมโปรไฟล์บริหารงานกับ Xiaomi ยุคบุกเบิก

ความน่าสนใจในการแต่งตั้ง CEO คนใหม่ของ TikTok Global นี้คือคุณ Shou Zi Chew เป็นผู้บริหารสูงสุดสัญชาติสิงคโปร์และจะมีเก้าอี้ประจำอยู่ในสำนักงานที่ประเทศสิงคโปร์เป็นหลักอีกด้วย เท่ากับเป็นการประกาศทิศทางที่ค่อนข้างชัดเจนในตัวว่า TikTok ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขามีความจำเป็นต้องใช้ผู้บริหารสูงสุดเป็นอเมริกันหรือใช้ออฟฟิศในสหรัฐ ฯ สำหรับเก้าอี้สูงสุดอีกต่อไป หลังจากค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าพวกเขาผ่านพ้นมรสุมคำขู่แบนไปแล้ว หลังจากนาย Joe Biden เข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ แทนโดนัล ทรัมป์และได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการแบน TikTok ออกจากสารบบทั้งหมด คงเหลือไว้เพียงภาระพิสูจน์ความผิดหรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลจากแพลตฟอร์มนี้ตามคำกล่าวหาของสหรัฐ ฯ เท่านั้น

 

อ้างอิง: CNN Business

from:https://droidsans.com/tiktok-appoints-new-ceo-8-months-since-former-one-resigned/

เผยวิธีซื้อกิจการสไตล์ Apple: เน้นบริษัทเล็ก เชี่ยวชาญเทคโนโลยีเฉพาะ และทุกอย่างเป็นความลับ

เราเห็นข่าวบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ทำดีลซื้อกิจการบริษัทอื่นกันอยู่เรื่อย ๆ แต่ในบรรดาบริษัทใหญ่เหล่านั้น แอปเปิลกลับมีรูปแบบการซื้อกิจการที่แตกต่างจากคนอื่น ซีอีโอ Tim Cook ได้เปิดเผยในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี ว่าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา แอปเปิลซื้อกิจการบริษัทอื่นไปแล้วเกือบ 100 แห่ง เฉลี่ยแล้วทุก 3-4 สัปดาห์ (ข่าวเก่า)

CNBC ได้สัมภาษณ์พนักงานในบริษัทที่แอปเปิลซื้อกิจการไปหลายคน พบว่ากลยุทธ์ของแอปเปิลเวลาซื้อกิจการคือเน้นซื้อตัวทีมงานวิศวกรให้เข้ามาเป็นพนักงานแอปเปิล มากกว่าสนใจการซื้อตัวกิจการบริษัทและสินค้า (acquihire) แอปเปิลจึงนิยมซื้อสตาร์ทอัพขนาดเล็กมากกว่า มีข้อมูลว่าวิธีประเมินมูลค่าเวลาซื้อกิจการ แอปเปิลใช้วิธีนับพนักงานสายเทคนิคคูณด้วยตัวเลขหนึ่งออกมา และไม่มีการให้มูลค่าจากแบรนด์ หรือฐานลูกค้าเดิม

alt="Tim Cook"

วิธีการซื้อกิจการของแอปเปิล มักเริ่มต้นจากฝ่ายพัฒนาภายในพบปัญหาอุปสรรคใดอยู่ ก็จะส่งเรื่องให้แผนกเจรจาซื้อกิจการ ไปค้นหาบริษัทที่มีทีมงานซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องดังกล่าว และซื้อกิจการเพื่อให้ได้ทีมงานเข้ามาในบริษัท ตัวอย่างเช่นดีล AuthenTec ในปี 2012 ที่พัฒนาเป็นตัวสแกน Touch ID หรือในปี 2010 แอปเปิลซื้อ Siri Assistant ที่มาเป็น Siri ตั้งแต่ iPhone 4S โดยช่วงหลังหัวข้อที่แอปเปิลซื้อกิจการเข้ามาตลอดคือ AR, VR, AI, ระบบแผนที่, ระบบสุขภาพ และเซมิคอนดักเตอร์ ตัวอย่างเช่น Akonia, NextVR, Xnor․ai, Voysis หรือ PullString

เมื่อเป็นแอปเปิลที่นิยมทำอย่างให้เป็นความลับ การซื้อกิจการก็มีแนวทางแบบนี้เช่นกัน โดยข้อกำหนดหนึ่งที่แอปเปิลระบุให้พนักงานบริษัทที่ถูกซื้อกิจการทำ คือห้ามอัพเดตข้อมูลใน LinkedIn ว่าตอนนี้ย้ายมาทำงานให้แอปเปิล และหากมีข่าวหลุดออกไป พนักงานทุกคนก็ห้ามตอบคำถามนี้ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนในครอบครัว

Apple Store

อีกข้อกำหนดที่แอปเปิลระบุไว้ เนื่องจากบริษัทต้องการตัวพนักงาน ฉะนั้นพนักงานบริษัทเดิมจึงห้ามลาออกจากแอปเปิลในเวลาที่กำหนด ซึ่งแอปเปิลก็ให้หุ้นบริษัทแบบที่ทยอยขายได้ในช่วงเวลาที่กำหนดเป็นสิ่งจูงใจ

อย่างไรก็ตามหากย้อนดูดีลในอดีตของแอปเปิล ก็มีดีลขนาดใหญ่อยู่เช่นกัน อาทิ การซื้อธุรกิจชิปโมเด็มจาก Intel มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือ Beats มูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์

ที่มา: CNBC

from:https://www.blognone.com/node/122474

AIS ไตรมาสแรกโต 7% รายได้รวม 45,861 ล้านบาท ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ฟื้นตัว-ธุรกิจเน็ตบ้านโตแข็งแกร่ง

AIS เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ของปี 2564 ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ 45,861 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน ภาพรวมรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่รายได้เติบโต 1.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ในส่วนของธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน รายได้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 17% จากปีก่อน

แม้ความไม่แน่นอนจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม แต่ AIS ยังคงเดินหน้าขยายโครงข่าย 5G/4G  ส่งผลให้ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้น และกำไรสุทธิ และ EBITDA ในไตรมาส 1 ปี 2564 ลดลงเล็กน้อย 1.7% และ 0.9% (YoY) ตามลำดับ ทั้งนี้ EBITDA เริ่มฟื้นตัวเติบโต 1.6% (QoQ) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากรายได้ที่กลับมาเติบโตและการบริหารจัดการต้นทุน SG&A อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดระลอก 2 ในช่วงปลายปี 2563 มาจนถึงช่วง 1-2 เดือนแรกของปี 2564 แต่ AIS ก็ยังคงสามารถทำผลงานได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ”

สำหรับไตรมาสแรกของปี 2564 AIS ทำรายได้รวมอยู่ที่ 45,861 ล้านบาท เติบโต 7% (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา โดยกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA ลงลงเล็กน้อย 0.9% (YoY) แต่ในไตรมาสแรกของปีนี้เริ่มฟื้นตัวขึ้นโดย EBITDA เติบโต 1.6% (QoQ)  ซึ่งเป็นผลจาการบริหารจัดการต้นทุน

แม้ว่ายังมีการขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G แต่ AIS ยังคงสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายการขายและบริหารให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้านกำไรสุทธิสำหรับไตรมาสแรกปี 2564 ลดลง 1.7% (YoY) เป็นผลกระทบของ COVID-19 และการแข่งขันที่ยังคงสูงต่อเนื่องมายังปีนี้ ทั้งนี้กำไรสุทธิลดลงที่ 7.3% จากไตรมาสก่อนหน้า(QoQ) ซึ่งเป็นผลมาจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับในไตรมาส 4/2563

ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่

ภาพรวมรายได้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไตรมาสแรกของปี 2564 ลดลง 3.2% (YoY) แต่มีการเติบโตขึ้น  1.2%(QoQ) เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากยอดผู้ใช้บริการใหม่ที่เติบโตสูง รวมถึงมาตรการจากภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน

โดยรายได้ในกลุ่มผู้ใช้บริการรายเดือน (Postpaid) ยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนเพิ่มขึ้นสุทธิกว่า 442,400 เลขหมายในไตรมาสที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน (Prepaid) ได้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนเลขหมายเพิ่มขึ้นสุทธิ 887,900 เลขหมาย ส่งผลให้ปัจจุบัน AIS ยังครองผู้ให้บริการอันดับหนึ่งที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดถึง 42,767,100 เลขหมาย ในขณะที่ตลาดยังคงเน้นแพ็กเกจดาต้าแบบใช้งานไม่จำกัดซึ่งเป็นที่นิยมโดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจที่ลูกค้าต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย

สำหรับการเติบโตของผู้ใช้บริการ 5G ซึ่งได้ขยายเครือข่าย 5G ครบ 77 จังหวัด โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2563 ซึ่งเมื่อจบไตรมาสแรก ปี 2564 AIS มีผู้ใช้บริการ 5G แล้วกว่า 7 แสนราย โดยตั้งเป้าสู่ 1 ล้านรายภายในปีนี้

ธุรกิจเน็ตบ้าน

สำหรับธุรกิจเน็ตบ้าน ยังคงได้รับปัจจัยบวกมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งจากการทำงานที่บ้าน (WFH) ของบริษัทต่างๆ หรือแม้แต่การเรียนของนักเรียน นักศึกษา ที่การใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญมากขึ้น โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ AIS Fibre มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 95,000 ราย หรือเพิ่มขึ้น 7% จากปลายปีก่อนหน้า ทำให้มีผู้ใช้บริการรวมแล้วกว่า 1.43 ล้านรายทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าระดับรายได้เฉลี่ยรายเดือนต่อลูกค้าหรือ ARPU จะลดลงจากการแข่งขัน แต่ภาพรวมของรายได้ยังคงเติบโตกว่า 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คิดเป็นรายได้ 1,919 ล้านบาท เอไอเอสไฟเบอร์ยังคงยืนหยัดผู้นำธุรกิจเน็ตบ้านที่เติบโตสูงสุดและแข็งแกร่งเหนือตลาด

นายสมชัย อธิบายต่อว่า “สัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจในไตรมาสแรกปีนี้ อาจไม่ได้ส่งผลต่อตัวเลขระยะยาวแต่อย่างใด เพราะขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงการระบาดระลอกที่ 3 ของ COVID-19 ซึ่งอาจจะมีความรุนแรงกระทบต่อภาคธุรกิจตลอดทั้งปี แต่การทำงานของเรายังคงเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่องตามงบประมาณที่ตั้งไว้กว่า 25,000-30,000 ล้านบาท เพื่อนำศักยภาพ 5G เข้าฟื้นฟูประเทศผ่านการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมต่างๆ ในทุกมิติ ซึ่งเป็นแผนงานที่พนักงาน AIS ทุกคนยังคงทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ 5G เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน”

“ผลประกอบการไตรมาสแรกนี้ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเท ประคับประคอง ตั้งรับ ปรับตัว และต่อสู้กับวิกฤติโควิด ที่เกิดจากความร่วมแรง ร่วมใจ ของชาว AIS เพื่อส่งมอบบริการและเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม รวมถึงการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อสนับสนุนภาคสาธารณสุขให้สามารถขับเคลื่อนการรับมือกับโรคระบาดครั้งนี้ด้วยศักยภาพของ 5G ได้อย่างเต็มกำลัง ด้วยการ เชื่อมต่อ ช่วยเหลือ เพื่อให้คนไทยและประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความยากลำบากนี้” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-q1-2564-record?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-q1-2564-record

ไทยแอร์เอเชีย ‘ปรับโครงสร้าง’ ระดมทุน 6 พันล้าน พร้อมเติบโตในระยะยาว

นาย ธรรศพลฐ์ เเบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากเกิดวิกฤติโควิด-19 มานานกว่า 1 ปี พยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อไปได้ และล่าสุดเตรียมระดมทุนปรับโครงสร้างกิจการใหม่

โดยตามแผนระยะสั้นไทยแอร์เอเชีย (TAA) จะได้รับสินเชื่อจากนักลงทุนรายใหม่ ในรูปแบบของสัญญาเงินกู้แปลงสภาพ หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ ปลอดดอกเบี้ย มูลค่าไม่เกิน 3,150 ล้านบาท เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องและเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลับมาทำการบินได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้นักลงทุนรายใหม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบกิจการ และเจรจารายละเอียดของเงื่อนไขต่างๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกินกลางเดือน พ.ค.2564 และได้รับเงินลงทุนส่วนนี้ประมาณปลายเดือน มิ.ย.นี้

“เงินกู้จากนักลงทุนรายใหม่ก้อนนี้จะช่วยเรื่องบริหารสภาพคล่องของไทยแอร์เอเชียได้อีก 3 ปีนับจากวันได้รับเงินกู้ หลุดพ้นจากวิกฤติโควิด-19 ที่น่าจะคลี่คลาย ธุรกิจการบินฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติ”

หลังจากนี้นักลงทุนจะสามารถแปลงสภาพสัญญาหุ้นกู้นี้เป็นหุ้นสามัญของ TAA ภายหลังจากที่ TAA นำเเผนเข้าหารือและได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการนำ TAA เข้าจดทะเบียนแทน AAV และเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ต่อไปในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งน่าจะระดมทุนได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท และทำให้แผนปรับโครงสร้างกิจการครั้งนี้ TAA จะได้เงินทุนรวมทั้งสิ้น 5,907 ล้านบาท พร้อมเติบโตได้ในระยะยาว

โดยดีลนี้เริ่มทำมาตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากเราดิ้นรนทำทุกทาง เช่น ยื่นขอการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) จากรัฐบาลมานานกว่า 1 ปี คือถ้าได้ซอฟท์โลนในอนาคต เราก็ยังจะเอา เพราะดอกเบี้ยถูก แต่ถ้าเรานั่งงอมืองอเท้ารออยู่ ป่านนี้บริษัทก็คงเจ๊งไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราไม่อยากรอรัฐบาลอย่างเดียว และความอดทนมันก็มีจำกัด”

สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่หลังการปรับโครงสร้างกิจการ นักลงทุนรายใหม่จะเข้ามาถือหุ้นที่สัดส่วน 11% จากหุ้นกู้แปลงสภาพ ส่วนฝั่งบริษัท แอร์เอเชีย อินเวสเมนท์ ลิมิเต็ด จากประเทศมาเลเซีย ยังคงสัดส่วนเท่าเดิมที่ 45% ขณะที่ผู้ถือหุ้นเดิม AAV สัดส่วนการถือหุ้นจะถูกไดลูท ลดลงเหลือ 24% (จากการแปลงหุ้น AAV สัดส่วน 59%) และส่วนที่จะเตรียมเสนอขาย IPO หุ้น TAA ให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกในราคา 20.3925 บาทต่อหุ้น

นายธรรศพลฐ์ กล่าวด้วยว่า แนวโน้มผลประกอบการปี 2564 มองว่าขึ้นกับสถานการณ์ โดยเฉพาะเรื่องการเร่งฉีดวัคซีนทั้งในไทยและต่างประเทศ หนุนการเปิดบินระหว่างประเทศ หลังได้เสริมสภาพคล่องเข้าไปแล้ว โดยคาดว่าผลประกอบการปีนี้น่าจะดีขึ้น แม้ยังขาดทุน แต่ก็เป็นการขาดทุนที่ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2563

ส่วนปี 2565 คาดว่าผลประกอบการน่าจะยังไม่มีกำไร ถึงจุดคุ้มทุน (Break Event) ได้ก็เก่งแล้ว หรือขาดทุนให้น้อยที่สุด ซึ่งไทยแอร์เอเชียน่าจะเริ่มทำการบินระหว่างประเทศได้ในไตรมาส 1 หรือ 2 ของปีหน้า และน่าจะกลับมาบินระหว่างประเทศเต็ม 100% ในปี 2566 ทำให้กลับมามีกำไรได้อีกครั้ง

นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด กล่าวเสริมว่า ด้านตลาดเที่ยวบินในประเทศตอนนี้ไทยแอร์เอเชียได้ปรับลดการใช้เครื่องบินเหลือ 15-20 ลำ ลดลง 60% จากก่อนเจอการระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ซึ่งใช้เครื่องบินเกือบ 40 ลำ ทั้งนี้อยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมายจำนวนผู้โดยสารปี 2564 ที่ตั้งไว้ที่ 9.4 ล้านคน อาจจะต้องขอรอดูผลกระทบว่ายืดเยื้อแค่ไหนในช่วง 2-3 สัปดาห์นับจากนี้ โดยได้จำกัดค่าใช้จ่ายไว้ที่เดือนละ 200 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับสถานการณ์รายได้

ที่มา

กรุงเทพธุรกิจ

from:https://www.thumbsup.in.th/thai-airasia-restructuring?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thai-airasia-restructuring

อะโดบี เผยโฉมนวัตกรรมใหม่บน Adobe Experience Cloud และ Adobe Experience Platform

อะโดบี เปิดตัวนวัตกรรมใหม่บน Adobe Experience Cloud พร้อมด้วยแอปพลิเคชันระดับองค์กรใหม่ล่าสุด Adobe Journey Optimizer และ Adobe Customer Journey Analytics, Next-Gen Real-time Customer Data Platform (CDP) และ Marketing System of Record ที่บูรณาการเข้ากับ Workfront และฟีเจอร์ใหม่ๆ บน Adobe Experience Platform ที่รองรับการปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคลแบบเรียลไทม์ได้อย่างครอบคลุม (Personalization at scale)

อานิล ชากราวาร์ที รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรกิจประสบการณ์ดิจิทัลและการปฏิบัติการภาคสนามทั่วโลกของอะโดบี กล่าวว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่แบรนด์ต่างๆ จะต้องมุ่งเน้นการจัดการประสบการณ์ลูกค้าอย่างชัดเจน Adobe Experience Cloud พร้อมด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เปิดตัวในวันนี้จะช่วยให้องค์กรธุรกิจมีความเข้าใจและใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น และสามารถนำเสนอประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุดภายในเวลาอันรวดเร็วและครอบคลุม”

นวัตกรรมใหม่ใน Adobe Experience Cloud

Adobe Experience Cloud ซึ่งถูกใช้งานโดย 75% ของบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ติดอันดับ Fortune 100 ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการจัดการประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management – CXM) สำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจแบบ B2B และ B2C โดยมุ่งเน้นการจัดการ customer journey ข้อมูลเชิงลึกและกลุ่มเป้าหมาย คอนเทนต์และการปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคล เวิร์กโฟลว์ด้านการค้าและการตลาด  นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจเร่งการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ดังนี้

  • New Adobe Journey Optimizer
    ผู้บริโภคต้องการติดต่อสื่อสารกับแบรนด์ในแบบเฉพาะบุคคลและสอดคล้องกับความต้องการของพวกเขาในทุกขั้นของ journey แต่แบรนด์ต่างๆ ยังคงประสบปัญหาการนำเสนอประสบการณ์ที่ลูกค้าต้องการในแบบเรียลไทม์ และไม่ครอบคลุม แอปพลิเคชันใหม่ Adobe Journey Optimizer ซึ่งสร้างขึ้นบน Adobe Experience Platform เป็นแอปพลิเคชันระดับองค์กรในอุตสาหกรรมเพียงหนึ่งเดียว ที่จะช่วยให้นักการตลาดสามารถปรับแต่ง customer journey ที่ครอบคลุมทุกช่องทางทั้งแบบ Outbound และ Inbound
  • Next Generation Adobe Real-time
    เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้นเกี่ยวกับชนิดของข้อมูลที่พวกเขาต้องการแชร์ ขณะที่ข้อมูลคุกกี้ในเบราว์เซอร์ก็กำลังจะหายไป ดังนั้นข้อมูลที่องค์กรเก็บรวบรวมโดยตรง (First-Party Data) จึงกลายเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับนักการตลาดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจได้ร่วมกับลูกค้า  Next Generation Adobe Real-time CDP ของอะโดบี เป็นแอปพลิเคชันระดับองค์กรเพียงหนึ่งเดียวที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการ engagement กับลูกค้าโดยอาศัยข้อมูลที่องค์กรเก็บรวบรวมโดยตรง (First-Party Data) โดยวันนี้มีการเปิดตัว Adobe Real-time CDP รุ่น B2B ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงโปรไฟล์บัญชีลูกค้าองค์กร และโปรไฟล์บัญชีลูกค้าบุคคลโดยการทำงานแบบอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้บริษัทที่ทำธุรกิจแบบ B2B สามารถคิดและดำเนินการได้เหมือนบริษัทที่ทำธุรกิจ B2C ได้

  • New Customer Journey Analytics
    องค์กรที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องใช้แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อรู้จักและทำความเข้าใจลูกค้ามากขึ้น รวมถึงปรับแต่ง engagement อย่างต่อเนื่องเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าในอดีต
    Customer Journey Analytics เป็นแอปพลิเคชันระดับองค์กรที่ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถผนวกรวมและกำหนดมาตรฐานสำหรับข้อมูลลูกค้าแบบออนไลน์และออฟไลน์ ช่วยให้ทุกคน (นอกเหนือจาก Data Scientists) สามารถเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าว แสดงผลผ่านมุมมองรอบด้านได้อย่างง่ายดาย และเข้าใจ customer journey ทั้งหมดเพื่อสามารถกำหนดกลยุทธ์การตลาดได้ดีขึ้น 
  • New Marketing System of Record
    โซลูชั่นการจัดการงานจะต้องช่วยให้บริษัทดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการรวมศูนย์การทำงานไว้ในแอปพลิเคชันเดียว เพื่อให้ทีมงานจากฝ่ายต่างๆ สามารถติดต่อ ประสานงาน และทำงานได้จากทุกที่  หลังจากที่อะโดบีได้เข้าซื้อกิจการของ Workfront ล่าสุดอะโดบีได้เปิดพรีวิว
    Marketing System of Record ที่เป็นแหล่งข้อมูลหนึ่งเดียวในการเชื่อมต่อและจัดการงานต่างๆ ในทุกขั้นตอน Marketing Lifecycle ตั้งแต่การกำหนดกลยุทธ์และการวางแผน ไปจนถึงการดำเนินการและการประเมินผล 
  • นวัตกรรมใน New Adobe Experience Manager
    นวัตกรรมใหม่ๆ ใน
    Adobe Experience Manager ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถสร้าง จัดการ และปรับแต่งคอนเทนต์ได้อย่างฉับไวเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง โดยนวัตกรรมที่ว่านี้ได้แก่ Headless Content Management System (CMS) ซึ่งนำเสนอคอนเทนต์ที่น่าสนใจในรูปแบบของข้อมูลบน API และใช้เทคโนโลยี AI ในการทำคอนเทนต์อัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมี Adobe Experience Manager Assets Essentials ซึ่งเป็นฟีเจอร์การจัดการแอสเซ็ทมาตรฐานในทุกแอปพลิเคชันบน Adobe Experience Cloud และสามารถตั้งค่าได้อย่างสมบูรณ์เพื่อการเข้าถึงคอนเทนต์ที่ดีที่สุด 
  • ความสามารถใหม่ๆ ของ Adobe Commerce
    บริษัทต่างๆ ต้องพึ่งพาดิจิทัลคอมเมิร์ซเพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นช่องทางหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ  ฟีเจอร์แนะนำสินค้าใน
    Adobe Commerce ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Adobe Sensei จะช่วยให้ลูกค้าได้พบสินค้าที่สอดรับกับความต้องการ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Live Search ที่แสดงผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องภายในเวลาอันรวดเร็ว และสามารถค้นหาสินค้าบนเว็บไซต์ของผู้ค้า พร้อมกันนี้ อะโดบีได้ร่วมมือกับ FedEx ช่วยให้ผู้ค้าบนแพลตฟอร์ม Adobe Commerce สามารถผนวกรวมหน้าร้านของตนเองเข้ากับ ShopRunner เพื่อนำเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่ผู้บริโภค เช่น บริการจัดส่งฟรีภายในสองวัน การชำระเงิน การส่งคืนสินค้าอย่างง่ายดาย และการเข้าถึงข้อมูลโลจิสติกส์หลังการซื้อของ FedEx 
  • บริการใหม่ Adobe Experience Platform Collection Enterprise
    บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคแบบเรียลไทม์เพื่อทำการตัดสินใจที่จะส่งผลกระทบต่อ real-time experiences อย่างครอบคลุม การเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมลูกค้านับเป็นงานที่ยุ่งยาก ทั้งยังจัดการได้ยาก และแนวทางแบบเดิมๆ ก็มักจะทำให้แอปพลิเคชันทำงานได้แย่ลง และส่งผลเสียต่อประสบการณ์ของลูกค้า  บริการใหม่ Collection Enterprise ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถใช้เครือข่าย Edge ประสิทธิภาพสูงของอะโดบีซึ่งครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก เพื่อรวบรวมข้อมูลและส่งข้อมูลนั้นไปที่ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มของอะโดบี หรือระบบอื่นใดก็ตาม  และยังมี SDK สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้แอปพลิเคชันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.adobe.com

from:https://www.thumbsup.in.th/adobe-experience-cloud?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=adobe-experience-cloud

Facebook กำไรไตรมาสแรกโต 94% อานิสงส์ราคาโฆษณาแพงขึ้น

Facebook เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ประจำปี 2564 รายงานรายได้ 2.67 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิปรับขึ้น 94% แตะที่ 9.5 พันล้านดอลลาร์ จากระดับ 4.9 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 ปีที่แล้ว

โดยบริษัทมีผลประกอบการของบริษัทแข็งแกร่งขึ้น รายได้จากโฆษณาเพิ่มขึ้น 12% เนื่องจากค่าโฆษณาต่อชิ้นเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยต่อปี  30%

บริษัท ระบุว่าคาดการณ์รายได้จะยังคงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่เติบโตช้าเนื่องจากการแพร่ระบาด แต่อย่างไรก็ตามบริษัทได้เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความเป็นส่วนตัวของ Apple ใน iOS 14.5 ซึ่งจะเริ่มส่งผลต่อรายได้โฆษณาในไตรมาส 2

ทั้งนี้ เฟซบุ๊ก เผยว่าแพลตฟอร์มมีจำนวนผู้ใช้งาน Monthly Active Users เพิ่มขึ้น 10% เป็น 3.45 พันล้านคนทั่วโลก จากไตรมาสก่อนหน้านี้ที่ 3.3 พันล้านคน

อย่างไรก็ตาม รายงานผลประกอบการในครั้งนี้สร้างความผิดหวังให้กับสาวกบิทคอยน์เป็นอย่างมาก เนื่องจากลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลของเฟซบุ๊กนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ที่มา

Facebook

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-q1-2564-record?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-q1-2564-record

[Guest Post] แคสเปอร์สกี้เผยสถิติแรนซัมแวร์ปี 2020 โจมตี SMB ในอาเซียนลดลง – แต่มีเป้าหมายและอันตรายมากขึ้น

แคสเปอร์สกี้ บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก รายงานว่าในปี 2020 จำนวนความพยายามในการโจมตีธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMB) ด้วยแรนซัมแวร์ลดลงอย่างมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเทียบกับปี 2019

 

จากรายงาน Kaspersky Security Network (KSN) ฉบับล่าสุด ระบุว่ามีความพยายามในการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์น้อยกว่าหนึ่งล้านครั้ง (804,513 ครั้ง) ในปี 2020 ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของปี 2019 ซึ่งมีการตรวจจับได้มากกว่า 1.9 ล้านครั้ง

ในบรรดาหกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเพียงสิงคโปร์เท่านั้นที่มีจำนวนการตรวจจับแรนซัมแวร์ที่เพิ่มขึ้น โดยมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2,275 ครั้งในปี 2019 เป็น 3,191 ครั้งในปี 2020

 

 

แม้ว่าอินโดนีเซียจะมียอดการตรวจจับแรนซัมแวร์สูงสุดในภูมิภาคและอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก แต่ปริมาณการตรวจจับปีก่อนจำนวน 1,158,837 ครั้งนั้นลดลงเหลือ 439,473 ครั้ง แนวโน้มของเหตุการณ์โจมตีด้วยแรนซัมแวร์ที่ลดลงพบได้ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเช่นกัน ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย

จีนยังคงอยู่ในอันดับหนึ่งเรื่องปริมาณการตรวจจับแรนซัมแวร์ทั่วโลกทั้งในปี 2019 และ 2020 ในขณะเดียวกัน บราซิลและสหพันธรัฐรัสเซียสลับอันดับที่สองและสามกัน โดยบราซิลเป็นอันดับ 2 ของโลกในปี 2020

นายเฟเดอร์ ซินิตซิน นักวิจัยด้านความปลอดภัย แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “เมื่อได้ดูสถิติของแรนซัมแวร์แต่ละตระกูล พบจำนวนการตรวจจับโดยรวมที่ลดลง ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากจำนวนการตรวจจับ WannaCry ที่ลดลง ซึ่งตระกูล WannaCry นี้เป็นสัดส่วนสำคัญของแรนซัมแวร์ที่ตรวจพบทั้งหมด เนื่องจากผู้สร้างแรนซัมแวร์ไม่ได้รับการสนับสนุนมานานกว่าสามปีและมีสถานะเป็นซอมบี้”

หนึ่งในภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับ SMB ในภูมิภาคนี้ยังคงเป็นแรนซัมแวร์ ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่ออกแบบมาเพื่อแพร่กระจายในคอมพิวเตอร์ขององค์กรและบุคคลทั่วไป จากนั้นจะเข้ารหัสข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และบล็อกการเข้าถึง จากนั้นผู้โจมตีแรนซัมแวร์จะเรียกร้องค่าไถ่จากเหยื่อ เพื่อแลกกับการทำให้ระบบกลับมาทำงานได้อีกครั้ง

การโจมตีของแรนซัมแวร์อาจลดลง แต่แคสเปอร์สกี้ได้ออกคำเตือนถึงบริษัททุกรูปแบบและทุกขนาด เรื่องกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นของ “Ransomware 2.0” หรือแรนซัมแวร์แบบกำหนดเป้าหมาย

ภัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์นี้ไปไกลกว่าการลักข้อมูลเรียกค่าไถ่ ขณะนี้กลุ่มแรนซัมแวร์ที่เป็นอันตรายกำลังดำเนินการขุดเจาะข้อมูลควบคู่ไปกับการแบล็กเมล์ อาชญากรไซเบอร์ใช้ “กลยุทธ์กดดัน” ขู่ว่าจะเผยแพร่ข้อมูลที่มีสู่สาธารณะทำให้เหยื่อต้องจ่ายค่าไถ่เพื่อปกป้องชื่อเสียงอันมีค่ายิ่งขึ้นไปอีก

นายโยว เซียง เทียง ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “เราไม่ควรนิ่งนอนใจกับปริมาณการตรวจจับแรนซัมแวร์ที่ลดลง ตั้งแต่ปีที่แล้วเราได้ติดตามวิวัฒนาการของภัยคุกคามนี้ ปัจจุบันเราต้องกังวลกลุ่มแรนซัมแวร์ในเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ จากที่เคยหว่านมัลแวร์สุ่มสี่สุ่มห้าและรอให้ผู้ใช้ที่ไม่ระวังความปลอดภัยมาติดกับ ผู้โจมตีได้เปลี่ยนใช้วิธีการรุนแรงและพุ่งเป้าเจาะจงไปที่เหยื่อมากขึ้น”

“กลุ่มแรนซัมแวร์ที่กำหนดเป้าหมายเพียงกลุ่มเดียวสามารถรุกล้ำบริษัทมากกว่า 61 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเมื่อปีที่แล้ว และด้วยการเร่งให้เกิดดิจิทัลของธุรกิจในภูมิภาคนี้ เรายังคาดการณ์ว่าความซับซ้อนเบื้องหลังวิธีการโจมตีจะเพิ่มขึ้น SMB และองค์กรต่างๆ ควรพิจารณาเทคโนโลยีที่ใช้ข้อมูลอัจฉริยะอย่างจริงจัง เพื่อการป้องกัน การตรวจจับ และการตอบสนองระดับเอ็นด์พอยต์” นายโยวกล่าวเสริม

แคสเปอร์สกี้เสนอโปรโมชันประหยัดสำหรับโซลูชัน Kaspersky Endpoint Detection and Response Optimum (KEDRO) เพื่อช่วยให้ SMB สามารถดูแลความปลอดภัยทรัพยากรและประหยัดงบประมาณไปพร้อมๆ กัน สำหรับลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันที่ใช้งานได้ใน 10-999 โหนดทั่วภูมิภาค จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ลูกค้าสามารถเริ่มใช้งานได้และประหยัดถึง 33% สำหรับไลเซ่นส์ 1 ปี และสูงสุด 40% สำหรับไลเซ่นส์ 3 ปี

 

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรโมชันนี้ได้ที่

https://go.kaspersky.com/Kaspersky_EDRO_SEA_Promotion.html

 

วิธีการปกป้องคอมพิวเตอร์และข้อมูลจากการโจมตีของแรนซัมแวร์มีหลายวิธี แคสเปอร์สกี้ขอแนะนำเคล็ดลับบางประการ ดังนี้

  • ไม่เปิดเผยบริการเดสก์ท็อประยะไกล (เช่น RDP) ในเครือข่ายสาธารณะ เว้นแต่จำเป็นจริงๆ และควรใช้รหัสผ่านที่คาดเดายากเสมอ
  • ติดตั้งแพตช์ที่พร้อมใช้งานทันทีสำหรับโซลูชั่น VPN เชิงพาณิชย์ที่ให้บริการการเข้าถึงสำหรับพนักงานที่ทำงานจากระยะไกล และทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ในเครือข่าย
  • อัปเดตซอฟต์แวร์ในทุกอุปกรณ์ที่ใช้อยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้แรนซัมแวร์ใช้ช่องโหว่เพื่อโจมตี
  • เน้นกลยุทธ์การป้องกันในการตรวจจับการสแกนรอบๆ เครือข่ายและการขุดเจาะข้อมูลไปยังอินเทอร์เน็ต ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการรับส่งข้อมูลขาออก เพื่อตรวจจับการเชื่อมต่อของอาชญากรไซเบอร์ สำรองข้อมูลเป็นประจำ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำรองไว้ได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉินเมื่อจำเป็น ใช้ข้อมูล Threat Intelligence ล่าสุดเพื่อรับทราบข้อมูลวิธีการ เทคนิค และกระบวนการ (Tactics, Techniques and Procedures หรือ TTP) ที่ผู้ก่อคุกคามใช้
  • ใช้โซลูชัน เช่น Kaspersky Endpoint Detection and Response และ Kaspersky Managed Detection and Response ซึ่งช่วยระบุและหยุดการโจมตีในระยะแรกก่อนที่ผู้โจมตีจะบรรลุเป้าหมายสุดท้าย
  • เพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมขององค์กร ควรให้ความรู้แก่พนักงาน หลักสูตรการฝึกอบรมเฉพาะสามารถช่วยได้ เช่น หลักสูตรที่มีให้ใน Kaspersky Automated Security Awareness Platform มีบทเรียนฟรีเกี่ยวกับวิธีป้องกันจากการโจมตีของแรนซัมแวร์
  • ใช้โซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยปลายทางที่เชื่อถือได้เช่น Kaspersky Endpoint Security for Business ที่ขับเคลื่อนโดยการป้องกันการเอ็กซ์พลอต์ การตรวจจับพฤติกรรม และเครื่องมือแก้ไขที่สามารถย้อนกลับการกระทำที่เป็นอันตราย โซลูชั่น KESB ยังมีกลไกในการป้องกันตัวเอง ซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้อาชญากรไซเบอร์ลบโซลูชั่นทิ้ง
  • ควรสำรองข้อมูลไว้ในฮาร์ดไดรฟ์ภายนอกแยกต่างหากเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการเจรจาหรือจ่ายค่าไถ่ให้อาชญากรไซเบอร์

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-kaspersky-ransomware-targeting-sea-smb-drops-in-2020-vs-2019/

Apple ปล่อยอัปเดต iOS 14.5 ระบบ ‘AppTrackingTransparency’ กระทบวงการโฆษณาแค่ไหน?

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2020 Apple ได้ประกาศความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับ IDFA (Identifier for Advertisers หรือ ระบบติดตามข้อมูลและระบุตัวตนของผู้ใช้งาน)

ซึ่งจะกระทบการโฆษณาแบบ Personalized Advertising ของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Google และแอปฯ ที่พึ่งพารายได้จากการโฆษณา

ล่าสุดวันนี้ Apple ได้ปล่อยอัปเดต iOS 14.5  iPadOS 14.5 และ tvOS 14.5 ซึ่งส่งผลให้ทุกแอปพลิเคชันจะต้องผ่านระบบ App Tracking Transparency (ATT) หรือต้องขออนุญาตผู้ใช้อุปกรณ์ในการติดตามหรือระบุโฆษณา ซึ่งหากผู้ใช้ไม่อนุญาต แพลตฟอร์มหรือแอปฯ ต่างๆ ก็จะไม่สามารถยิงโฆษณาแบบระบุกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำอีกต่อไป

ด้าน Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ได้แสดงความเห็นว่า นโยบายของ Apple เป็นการทำร้ายธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจาก Personalized Advertising เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงลูกค้า เกิดรายได้ และทำให้ธุรกิจเติบโต

อย่างไรก็ตาม Apple อ้างว่า บริษัทต้องการสร้างความโปร่งใสให้กับผู้ใช้อุปกรณ์ ระบบดังกล่าวถูกสร้างเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและป้องกันไม่ให้ข้อมูลดิจิทัลของผู้ใช้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ผู้ใช้ควรมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะยินยอมอนุญาตให้เก็บข้อมูลไปใช้เพื่อการโฆษณา หรือว่าไม่อนุญาต

ทั้งนี้ ผลกระทบของนโยบายดังกล่าวจะเป็นไปในทิศทางไหน ก็คงต้องติดตามกันต่อไป แต่หากผู้ใช้อุปกรณ์จำนวนมากไม่อนุญาตให้แอปฯ เก็บข้อมูล วงการโฆษณาและการตลาดอาจต้องเกิดการปรับตัวครั้งใหญ่

ที่มา

Apple

from:https://www.thumbsup.in.th/apple-ios14-5-app-tracking-transparency?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=apple-ios14-5-app-tracking-transparency