คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

IMC เปิดอบรม 2 หลักสูตร Digital Transformation for Management และ Big Data Certification Course

IMC Institute เปิดรับลงทะเบียน 2 หลักสูตรสำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการ ได้แก่ Digital Transformation for Management รุ่นที่ 5 จัดเต็มด้วยเนื้อหาและ Workshop รวม 10 หัวข้อและ Big Data Certification 120 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ตั้งเป้าเป็น Professional Data Engineer นำทีมโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ ทั่วไทย เริ่มเรียนเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเรียนได้ทันที

Digital Transformation for Management

หลักสูตร Digital Transformation เป็นรวบรวมวิทยากรชั้นนำทางด้านนี้หลายๆท่าน อำนวยการสอนโดย ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้เขียนหนังสือ “𝐃𝐢𝐠𝐢𝐭𝐚𝐥 𝐓𝐫𝐚𝐧𝐬𝐟𝐨𝐫𝐦𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 ยุทธศาสตร์ธุรกิจยุคใหม่” และอาจารย์ปริญญา หอมเอนก ประธานและผู้ก่อตั้ง ACIS Professional Center โดยเรียนทุกวันอังคาร ทั้งหมด 5 ครั้งจำนวน 10 หัวข้อ และมีการทำ  Workshop ในเรื่องต่างๆประกอบการเรียน หลักสูตรนี้ได้ทำให้เกิดการเปิดสอนมาแล้ว 4 รุ่นและมีการปรับเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้จะเน้นให้ความสำคัญของการทำ Digital Transformation ด้วยการปรับ Value Propistion ขององค์กรให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงความต้องการของลูกค้าไปอย่างรวดเร็ว

หลักสูตร Digital Transformation Strategy จึงเป็นหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเน้นที่จะช่วยเติมเต็มความรู้ความเข้าใจและสร้างประโยชน์ให้แก่ท่านในการที่จะ …

  1. เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในโลกดิจิทัล
  2. เข้าใจถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ทั้งที่กำลังจะเข้ามา Disrupt การทำธุรกิจ ที่กำลังมาช่วยสร้างมูลค่าในการทำธุรกิจ และที่กำลังมาทำให้เกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจของท่าน ทั้งนี้รวมถึงนโยบายและกฏหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง
  3. รับทราบกรณีศึกษาสำคัญอันเป็นบทเรียนที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับประยุกต์ใช้เพื่อการตั้งรับกับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล
  4. สามารถกำหนดทิศทางวางแผนการสร้างกลยุทธ์ด้านดิจิทัลให้กับองค์กร การสร้างวัฒนธรรมและการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้องค์กรสามารถแข่งขันและก้าวทันภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล
  5.   สามารถที่จะติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงในองค์กรที่เกิดจากการวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัล

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://docs.google.com/document/d/1bfninbaCYgrKPkZyZAx-sHEZhrJtWRLsQHSZ2MJMEeM/edit#

Big Data Certification Course – การอบรมสู่การเป็น Professional Data Engineer

สถาบันไอเอ็มซีได้เปิดหลักสูตร Big Data Certification มาตั้งแต่ปี 2558 และได้ทำการอบรมผู้เรียนมาแล้ว 10 รุ่นจำนวนเกือบ 300 คน โดยมีเป้าหมายให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจทฤษฎีและลงมือปฎิบัติการทางด้าน Big Data ในด้านต่างๆ โดยจะสามารถนำข้อมูลเข้ามาวิเคราะห์ประมวลผลและนำมาแสดงผลได้ โดยผ่านเครื่องมือต่างๆ อาทิเช่น Hadoop, Google Cloud และ Tableau ซึ่งหลักสูตรนี้ทางสถาบันได้รวบรวมวิทยากร และปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับ เทคโนโลยีที่มีเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง และในปี 2563 ก็ปรับให้สอดคล้องและทันสมัยกับเทคโนโลยีปัจจุบันอีกครั้ง

สำหรับการอบรมนี้จะมีการสอนเสริมเพื่อมุ่งให้ผู้ผ่านการอบรมสามารถที่จะสอบ Google Professional Data Engineer ได้

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://docs.google.com/document/d/1pGSKmSHS_Mp1KczCDh-GAxqTNEX37Be9NfwL0i-wvI4/edit#

from:https://www.techtalkthai.com/digital-transformation-and-big-data-certification-courses-2020-by-imc/

รัฐบาลอินเดียไฟเขียวทดลองโครงข่าย 5G ด้วยอุปกรณ์ Huawei ไม่สนคำเตือนจากสหรัฐอเมริกา

พอเข้าสู่ปีใหม่ ก็ดูเหมือนทิศทางของ Huawei กับปัญหาคารังคาซังทั้งหลายเริ่มจะดูดีขึ้นราวกับหมดปีชง ทั้งแนวโน้มการได้สิทธิ์ใช้ Android OS คืนมาสำหรับสมาร์ทโฟนของปีนี้ และล่าสุดรัฐบาลอินเดียผู้ไม่เคยแสดงท่าทีต่อการแบน Huawei มาก่อน ก็ได้ออกมาประกาศอนุมัติสนับสนุนให้มีการทดลองโครงข่าย 5G กันแล้วในเดือนนี้อย่างเสรี ซึ่งรวมถึงการอนุญาตผู้ให้บริการเครือข่าย ให้ใช้อุปกรณ์ของ Huawei ได้อย่างอิสระด้วยเช่นกัน

งานนี้รัฐบาลสหรัฐ ฯ อาจไม่พอใจ แต่ฝั่ง Huawei นั้นต้องเริ่มยิ้มออกกันแล้วเป็นแน่ เพราะล่าสุดพวกเขาได้สิทธิ์ในการร่วมทดสอบโครงข่าย 5G ของประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งนับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญมากของรัฐบาลอินเดียซึ่งตลอดปี 2019 ที่ผ่านมาแทบจะไม่เคยออกมาให้ความเห็นใด ๆ ต่อกรณีปัญหาระหว่างรัฐบาลสหรัฐ ฯ และ Huawei จนกระทั่งมีการอนุมัติให้ Huawei ร่วมทดสอบระบบ 5G ได้อย่างอิสระเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งถือว่าส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อประเด็นดราม่านี้

ทางรัฐบาล (อินเดีย) ได้ตัดสินใจอย่างเป็นทางการแล้วว่า จะจัดส่งคลื่นความถี่สำหรับโครงข่าย 5G ให้กับผู้ร่วมลงทุนทุกรายแบบไม่มีข้อยกเว้นเพื่ออิสระในการแข่งขัน… – Ravi Shankar Prasad | รัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีและโทรคมนาคมอินเดีย

600 ล้านคนของอินเดีย อาจทำให้ Huawei ยิ้มได้อีกครั้ง ส่วนสหรัฐ ฯ นั้นต้องถึงขั้นหัวเสีย

ด้วยเหตุที่อินเดียนั้นนับเป็นประเทศที่มีประชากรอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกถึง 600 ล้านคน และแน่นอนว่าอันดับ 1 ของโลกนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีประชากรอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ราว ๆ 840 ล้านคน เพียงแค่ 2 ประเทศนี้รวมกันก็แทบจะส่งผลให้ธุรกิจอุปกรณ์ 5G ของ Huawei นั้นเดินต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางดราม่านี้แล้ว นี่ยังไม่นับที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลชาติมหาอำนาจอย่างเยอรมันและอังกฤษเองก็ออกมาประกาศชัดว่าจะไม่ขัดขวางการลงทุนอุปกรณ์เครือข่ายของ Huawei ในประเทศของพวกเขา เพราะด้านศักยภาพที่ Huawei มีอยู่รวมถึงความน่าเชื่อถือของข้อกล่าวหาที่สหรัฐ ฯ พร่ำบอกมาตลอดช่วง 2 ปีหลังนั้น ยังไม่มีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันในข้อกล่าวหาที่ว่า “ธุรกิจอุปกรณ์ 5G นั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ในระดับนานาชาติ”

เราอยากขอบคุณรัฐบาลอินเดียอีกครั้ง ที่ยังคงแสดงความเชื่อมั่นต่อ Huawei Technologies เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก และเราเชื่อว่า ด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี กับ โครงข่ายโทรคมนาคมคุณภาพสูงเท่านั้น ที่จะช่วยยกระดับให้ประเทศที่มีศักยภาพอย่างอินเดียเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง – Jay Chen | CEO, Huawei India

นอกจากรัฐบาลอินเดียได้ประกาศเปิดโอกาสให้ Huawei เข้าร่วมทดสอบระบบ 5G ได้แล้วนั้น พวกเขายังประกาศเดินหน้าเริ่มทดสอบการให้บริการ 5G ได้ทันทีในเดือนนี้ (มกราคม 2020) ซึ่งประเทศอย่างอินเดียที่มีผู้ใช้งานบริการอินเทอร์เน็ตกว่า 600 ล้านคนอย่างที่กล่าวถึงไว้นั้น ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับธุรกิจผู้ให้บริการเครือข่ายและธุรกิจอุปกรณ์ระบบอย่าง Huawei ที่ล้วนต้องการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกันอย่างแน่นอน

งานนี้ Huawei ถึงกับออกมาเคลมอย่างภาคภูมิใจว่าในปีที่ผ่าน พวกเขาเซ็นสัญญาร่วมทุนพัฒนาโครงข่าย 5G กับนานาชาติไปแล้วกว่า 50 สัญญา ซึ่งแน่นอนว่า รวมถึงประเทศพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ ฯ อย่าง อังกฤษ เยอรมัน และอินเดียเอาไว้ด้วยนั่นเอง โดยในรายของเยอรมันนั้น ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือรายใหญ่อย่าง Telefonica Germany ก็ได้ประกาศเดินหน้าพัฒนาโครงข่าย 5G ให้กับเยอรมันกันแล้วด้วย โดยประกาศชัดว่าจะใช้อุปกรณ์โครงข่ายทั้งหมดจาก Huawei และ Nokia ชนิดไม่ไว้หน้าสหรัฐ ฯ ที่พยายามกดดันรัฐบาลเยอรมันให้ล้มเลิกแผนพัฒนา 5G ไปก่อนเพราะเป็นห่วงความมั่นคง 😯

 

อ้างอิง: CNN Business | The Economic Times | Reuters

from:https://droidsans.com/indian-approves-5g-trials-with-huawei-equipments-despite-us-ban/

Samsung กวาดยอดขายสมาร์ทโฟน 5G ไปแล้ว 6.7 ล้านเครื่องในปี 2019

งานนี้ดูท่า Samsung จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแย่งชิงความเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเบอร์ 1 ของโลกไปอย่างง่าย ๆ แน่นอน หลังล่าสุดประกาศความสำเร็จในปี 2019 กับการก้าวสู่ยุค 5G อย่างเต็มรูปแบบก่อนใคร โดยทำยอดขายสมาร์ทโฟน 5G เอาไว้ปีเดียวสูงถึง 6.7 ล้านเครื่องไม่แบ่งใคร หลังจากที่คู่แข่งรายสำคัญอย่าง Huawei นั้นต้องสะดุดลงกลางคันจากประเด็นดราม่าและการเมืองทั่วโลกที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ส่งผลบวกเต็ม ๆ ต่อกลยุทธ์ของ Samsung ชนิดเกินคาด

Samsung ประกาศยืนหนึ่งสมาร์ทโฟน 5G ! ขายได้ 6.7 ล้านเครื่อง จากเป้าหมาย 4 ล้านในปีแรก

เมื่อวันทำการแรกของปี (2 ม.ค. 2563) ทาง Samsung ได้ประกาศความสำเร็จด้านยอดขาย ของสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G สำหรับปี 2019 ที่ผ่านมา พบว่าพวกเขาทำยอดขายได้ดีเกินคาดไปมาก โดยส่งมอบสมาร์ทโฟน 5G สู่มือผู้บริโภคทั่วโลกไปแล้วสูงถึง 6.7 ล้านเครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดกว่า 54% เลยทีเดียว ซึ่ง The Economic Times ประเมินว่ายอดขายสมาร์ทโฟน 5G ทั้งโลกอยู่ที่ราว ๆ 12 ล้านเครื่องสำหรับปี 2019

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงกลางปี 2019 ที่ Samsung ได้เปิดขายผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน 5G กลุ่มแรกอย่าง Galaxy S10-series 5G พวกเขาได้ประกาศตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะทำยอดขายทั้งปี 2019 ให้ได้อยู่ที่ 4 ล้านเครื่อง ซึ่งตัวเลขล่าสุดพบว่าเกินความคาดหมายไปมากเลยทีเดียว ปัจจัยส่วนหนึ่งเกิดจากการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์จากซีรี่ย์หลัก ๆ ทั้ง S | Note | A ให้มีเทคโนโลยี 5G เพื่อผู้บริโภคได้เลือกใช้กันอย่างค่อนข้างครอบคลุม

เมื่อคู่แข่งเบอร์ใหญ่อย่าง Apple ยังไม่พร้อม ส่วน Huawei ก็สะดุด Samsung จึงไม่รอช้า พร้อมเดินหน้าเต็มกำลัง

ตลอดปี 2019 นั้น Samsung อาจนับได้ว่าเป็นแบรนด์พรีเมี่ยม ดั้งเดิม รายเดียว ที่มีสมาร์ทโฟน 5G ให้เลือกใช้ก่อนใครเพื่อนเลย เพราะคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Apple นั้นยังติดปัญหาเรื่องซัพพลายและการควบคุมต้นทุน ซึ่งถูกคาดกันว่า กว่า iPhone รุ่นแรกที่มาพร้อม 5G จะวางขายนั้น สาวกอาจจะต้องรอถึงช่วงปลายปี 2020 กันเลย

ส่วน Huawei นั้นเกือบจะพร้อมมากที่สุด พร้อมกว่า Samsung ด้วยซ้ำหากเทียบต้นทุนของการผลิตและเทคโนโลยี 5G เรียกว่าพร้อม (เกือบ) ทุกด้าน แต่ดันเจอปัญหาการเมืองเล่นงาน ส่งผลกระทบต่อระบบซัพพลายและการร่วมงานกับ Android ของ Google อยู่ในขณะนี้ เล่นเอาเรือธงอย่าง Mate 30 Pro 5G ที่ถูกหมายมั่นปั้นมือนั้นขายออกค่อนข้างยากหากอยู่นอกประเทศจีนในขณะนี้

หลังจากที่ Samsung รับรู้ถึงปัญหาความล่าช้าของ Apple และปัญหาระหว่างรัฐบาลสหรัฐ ฯ กับ Huawei ที่พวกเขามองเป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดสำหรับสมาร์ทโฟน 5G ยุคบุกเบิกนั้น ก็ไม่รอช้าเร่งเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G เรียกได้ว่าครบทุกซีรี่ย์ไม่ว่าจะเป็น Galaxy S10-series 5G | Galaxy Note10-series 5G | Galaxy A90 5G | Galaxy Fold 5G และล่าสุดกำลังจะเปิดตัว Galaxy Tab S6 5G เพิ่มอีก ครบทุกรูปแบบการใช้งาน เรียกว่าเป็นการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในฐานะผู้นำได้อย่างชาญฉลาดจริง ๆ ส่งผลให้ขายดีชนิดเทน้ำเทท่าเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี บัลลังก์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของโลกที่ Samsung ครองอยู่นั้น ดูเหมือนจะถูกสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากแบรนด์จีนทั้งหลายที่พากันขนเอานวัตกรรมใหม่ ๆ (แน่นอนว่ารวมถึงเทคโนโลยี 5G ด้วยเช่นกัน) มานำเสนอในราคาที่น่าดึงดูดไม่ว่าจะทั้งจาก Oppo | Vivo | OnePlus | Xiaomi | Realme และแน่นอนว่าชื่ออย่าง Huawei ที่ยกระดับตัวเองขึ้นสู่แบรนด์ยักษ์ใหญ่เท่าเทียมกับผู้นำหน้าเก่า ๆ อย่างทั้ง Apple และ Samsung ในระดับโลกได้นั้น ล้วนเป็นโจทย์สำคัญที่ทำให้ Samsung ต้องขยับให้ไวหากคิดจะยืนหนึ่งต่อไปในยุค 5G ให้ได้ ซึ่งล่าสุดก็มีข่าวลือออกมาแล้วว่า Samsung อาจรวมเอาเทคโนโลยี 5G ใส่อยู่ในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงปี 2020 ทุกรุ่นโดยไม่ต้องแยกออกมาเป็นรุ่น 5G โดยเฉพาะอีกต่อไป

 

อ้างอิง: The Verge | The Economic Times | CNN Business

from:https://droidsans.com/samsung-sold-over-6-7-million-5g-smartphones/

[Guest Post] คาดการณ์ 7 แนวโน้มด้าน Supply Chain ปี 2020 โดย Infor

ปี 2020 จะมาถึงพร้อมความมุ่งมั่นขององค์กรต่าง ๆ ท่ามกลางนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วอย่างที่ไม่มีใครเคยสัมผัสมาก่อน เรากำลังประสบกับการปฏิวัติสู่ระบบดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การทำงาน และการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้คน พลังของข้อมูลเหมือนดอกไม้ที่เพิ่งจะเริ่มบานจากการที่เราใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ และเรากำลังได้เห็นผลลัพธ์ที่มีคุณค่าโดดเด่นจากการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวในการปกป้องโลกและการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบยังคงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กระบวนการลดการพึ่งพาซึ่งกันและกัน และการรวมตัวกันของกลุ่มต่าง ๆ ทั่วโลกยังเป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำที่ทำให้แนวทางและวิธีการปฏิสัมพันธ์กันของประเทศต่าง ๆ และองค์กรต่าง ๆ เปลี่ยนไป

แนวโน้มและประเด็นหลักบางประการที่เราน่าจะได้เห็นเป็นรูปเป็นร่างในปี 2020

1. ความยั่งยืนเป็นสิ่งจำเป็น

ความยั่งยืนกำลังจะเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมหลากหลายจำเป็นต้องมี ไม่เพียงแต่เฉพาะผู้ค้าปลีกและบริษัทจำหน่าย/ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจในทุกวงการอีกด้วย ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องของการสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถ กล่าวได้ว่าความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นประเด็นหลักในการหาเสียงเพื่อแข่งขันเลือกตั้งทั่วโลกในปี 2020 

ตัวอย่างหนึ่งจะเห็นได้จากโครงการสำคัญที่เกิดขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 2020 คือ การที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization: IMO) จะเริ่มมาตรการ IMO 2020 ที่บังคับให้เรือทุกลำลดการปล่อยกำมะถันหรือก๊าซซัลเฟอร์ในการเดินเรือ จากปัจจุบันที่ 3.5% ให้เหลือเพียง 0.5% เพื่อลดมลพิษทางอากาศให้กับโลก มาตรการนี้จะส่งผลกระทบที่ชัดเจนต่ออุตสาหกรรมการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในระบบดักจับเขม่าควันและเชื้อเพลิงซัลเฟอร์ต่ำที่แสนแพงและทำให้ผลกำไรลดลง โดยที่ผู้ให้บริการและผู้ขนส่งตั้งรับปรับตัวกันไม่ทัน การแล่นเรือด้วยความเร็วต่ำทำให้ระยะเวลาในการเดินทางนานขึ้น และเป็นตัวบังคับให้ระบบนิเวศทั้งระบบต้องจัดโครงสร้างใหม่เพื่อให้เป็นไปตามแผนการผลิตและการส่งมอบสินค้าให้ถึงมือลูกค้า ภายใต้กฎข้อบังคับของมาตรการใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

2. ขจัดการขนส่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

ด้วยเป้าของธุรกิจที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ เมื่อใดที่มีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์เปล่า ก็จะกลายเป็นประเด็นร้อนต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้า ในแง่การขนส่งนั้น ความสูญเปล่าหมายถึงการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น ปล่อยคาร์บอนออกสู่บรรยากาศมากขึ้น และผู้ขับขี่ยานพาหนะใช้เวลานานหลายชั่วโมงไปโดยเปล่าประโยชน์ การขนส่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ กลายเป็นตัวถ่วงการขยายตัวของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพราะธุรกิจต่าง ๆ ต้องจ่ายเงินมากขึ้นในการขนส่งสินค้า บริษัทขนส่งจะคำนึงถึงการขนส่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ส่วนนี้ด้วย และจะคำนวณค่าใช้จ่ายเพิ่มลงไปในค่าบริการ นั่นหมายถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนส่งไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง รวมถึงผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ไม่ว่าจะด้านใด ล้วนต้องจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับการขนส่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้นั้นในท้ายที่สุด

3. การเมืองและการค้าที่พัวพันกันมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าต่าง ๆ ในปี 2019 ถูกมองว่าเป็นเรื่องกวนใจ แต่สำหรับปี 2020 นโยบายประเภทนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงใหม่ ๆ ที่เราต้องเผชิญ ความผันผวนทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคาดว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น อัตราภาษีและกฎระเบียบทางการค้าะกลายเป็นเรื่องหลักในการกำหนดการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ และทุกคนตั้งแต่หัวหน้าที่ดูแลด้านซัพพลายเชน ตลอดไปจนถึงผู้จัดการโลจิสติกส์จะต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงทางการค้าที่เกิดขึ้นตลอดเวลาเพื่อจะได้ไม่พลาดในการทำธุรกิจ ความไม่แน่นอนจะยังคงเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ เพราะความเป็นชาตินิยมและความขัดแย้งทางการค้าจะยังคงก่อให้เกิดความไม่ลงรอยอีกมากมาย และในปี 2020 เราจะได้เห็นการรายงานข่าวการเมืองที่เมื่อก่อนแยกจากข่าวทางธุรกิจ วันนี้ข่าวทั้งสองแบบในหลาย ๆ ประเด็นจะไม่แยกจากกันอีกต่อไป

4. ความเฉลียวฉลาดและสติปัญญาของมนุษย์เป็นต้นแบบให้กับ AI

จิตใจมนุษย์กับ AI จะเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น นักวิจัยได้มีการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับจิตใจมนุษย์รวมไปถึงทารก เพื่อความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เป้าหมายคือเพื่อยกระดับรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่องจักร (ML) ให้ทำงานได้ราบรื่น อยากรู้อยากเห็น หยั่งรู้และเข้าใจได้มากขึ้น โปรแกรม ML ในปัจจุบันต้องอาศัยการป้อนข้อมูลภาพหลายพันภาพเพื่อสอนให้เครื่องเหล่านั้นจดจำว่าวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตธรรมดา ๆ เช่นแมวมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ถึงกระนั้นก็ตาม ข้อผิดพลาดก็ยังคงเกิดขึ้นได้หาก ML ได้รับภาพที่ไม่ชัดเจนพอ ในทางกลับกัน ทารกจะเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายว่าแมวมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะเกิดจากการได้เห็นภาพหรือรูปวาดในหนังสือ นอกจากนี้ เด็กยังเรียนรู้ผ่านการทดลองและความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองอีกด้วย ดังนั้น เพื่อให้ ML สามารถลอกเลียนประสบการณ์แบบนี้ได้ จึงมีการพัฒนาการให้รางวัลกับ ML บางระบบที่สามารถเลียนแบบความช่างสงสัยในลักษณะนี้ได้โดยจะต้องมีความถูกต้องแม่นยำด้วย การวิจัยในเรื่องของการเชื่อมโยงสมองมนุษย์ไปสู่ AI จะเพิ่มและเริ่มแสดงผลที่ชัดเจนมากขึ้นอย่างแน่นอนหากมีการพัฒนาต่อด้วยการเสริมคุณลักษณะของมนุษย์เข้าไปในเครื่องจักร

การที่ซัพพลายเชนกำลังจะใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น แพลตฟอร์ม ML และ AI จะเรียนรู้ด้วยการเฝ้าดูพฤติกรรมของมนุษย์ และสัญญาณต่าง ๆ จากข้อมูลที่ได้จากทุกฝ่าย ทุกภูมิภาคและจากทุกระบบซัพพลายเชน เพื่อจะได้เข้าใจความซับซ้อนและความหลากหลายของการค้าโลก กระบวนการการทำงานบางอย่างอาจย้ายไปอยู่ในสถานะที่ถอยห่างออกไป ในขณะที่กระบวนการที่ซับซ้อนอื่น ๆ ที่ต้องการการทำงานร่วมกันหลายฝ่ายและหลายเครือข่ายนั้น ML และ AI จะต้องการการเรียนรู้จากมนุษย์เป็นอย่างมาก 

5. ซัพพลายเชนให้บริการอยู่ในพื้นที่

ในปี 2019 เราได้เห็นการย้ายฐานงานด้านซัพพลายเชนในบางพื้นที่ เช่นในประเทศจีน ด้วยสาเหตุจากปัญหาด้านภาษีและความขัดแย้งทางการค้า ในปี 2020 จะเกิดสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนไปเป็นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนด้วยตนเอง โดยที่ซัพพลายเชนต้องพึ่งพาทรัพยากรภายในประเทศและคู่ค้าที่มี ซึ่งเรื่องนี้จะเกิดในสหรัฐอเมริกา จีน และในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ เป็นส่วนใหญ่ ภาคการผลิตจะอยู่ในลักษณะ “ผลิตในประเทศและส่งมอบในประเทศ” มากขึ้น ผู้บริโภคก็มีแนวโน้มที่จะใช้แบรนด์ภายในประเทศมากขึ้นเช่นกัน ในประเทศจีน ผู้บริโภคหันไปใช้แบรนด์เสื้อผ้า อุปกรณ์ไฮเทค โทรศัพท์ และรถยนต์ของจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะเป็นแบรนด์จากตะวันตก สำหรับสหรัฐอเมริกา บริษัทต่าง ๆ กำลังรับมือกับความตึงเครียดที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวกับจีน โดยต้องปรับเปลี่ยนเครือข่ายซัพพลายจากจีนไปเป็นประเทศอื่น ๆ และสร้างเครือข่ายใหม่ ๆ ที่อยู่ใกล้กับสหรัฐฯ มากขึ้น 

6. กำแพงเบอร์ลินดิจิทัล

คริสตาลินา จอร์จิว่า ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้กล่าวไว้ว่า “แม้จะมีการเติบโตทางการค้าเพิ่มขึ้นในปี 2020 แต่ความไม่ลงรอยกันในปัจจุบันอาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลไปอีกนาน ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเชนที่อยู่ในภาวะวิกฤต ภาคการค้าที่ต่างคนต่างทำ และ ‘กำแพงเบอร์ลินดิจิทัล’ ที่บีบคั้นให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเลือกใช้ระบบทางเทคโนโลยี” ‘กำแพงเบอร์ลินดิจิทัล’ เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นและผลกระทบจากเทคโนโลยีที่มีต่อการค้า ทั้งนี้การหดตัวของงานด้านซัพพลายเชน และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ที่ได้ฝังแน่นอยู่ในวงการการค้า ทำให้ความเคลื่อนไหวบางประการที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจส่งผลระยะยาวกับระบบซัพพลายเชน บวกกับการตั้งกำแพงกีดกันโดยฝ่ายต่าง ๆ และพื้นที่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งนี้ความคล่องตัวและความยืดหยุ่นที่มีอยู่ทั่วโลก และการเน้นความสำคัญกับการขยายตัวของโลกาภิวัตน์ที่มีมาเป็นเวลาหลายปี จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ณ จุดนี้ ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นยังคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความสามารถในการให้บริการและให้การสนับสนุนซัพพลายเออร์ที่อยู่นอกเขตของฮับที่ให้บริการปกติ ได้อย่างรวดเร็วจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นขึ้นมาทันทีเมื่อเกิดการติดขัดด้านดิจิทัล นอกจากนี้การจัดการกับความเสี่ยงต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่อาจขาดแคลนหรือมีราคาแพงขึ้นมาแบบทันทีทันใด ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่มีผลต่อการแข่งขัน

7. บรรทัดฐานทางอุตสาหกรรมเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

แบรนด์สินค้าสุดหรู หลุยส์ วิตตอง ประกาศแผนการเปิดโรงงานขนาด 100,000 ตารางฟุตในรัฐเท็กซัสเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา  การประกาศนี้เป็นตัวอย่างล่าสุดของการเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าคุณภาพสูง การผลิตกระเป๋าคุณภาพสูงนั้นขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบันมีโรงงานผลิต 8 ใน 24 แห่งที่เปิดทำการนอกประเทศฝรั่งเศส 

ในเดือนพฤศจิกายน กลุ่มบริษัทเมิร์ส์กที่ดำเนินการเกี่ยวกับโลจิสติกส์และพลังงานประกาศการดึงเงินลงทุนจากการเดินเรือทะเล ไปใช้กับบริการทางบกแทน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการริเริ่มเพื่อผลักดันการเติบโตของบริษัท นายแซ้น สเกา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “เราจำเป็นต้องเติบโตด้วยการเข้าซื้อที่ดินเพื่อทำคลังสินค้า และให้บริการด้านศุลกากร เราลงทุนไปแล้วประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในซัพพลายเชนด้านที่ดิน และจะลงทุนเพิ่มอีกหลายร้อยล้านเหรียญในปีหน้า”

เป็นที่คาดว่าในปี 2020 จะมีการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานมากขึ้น เนื่องจากธุรกิจต่าง ๆ พากันแสวงหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อคิดค้นและให้บริการลูกค้าท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ตึงเครียด

ก้าวต่อไป

เมื่อเข้าสู่ปี 2020 สิ่งที่สำคัญมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนสำหรับธุรกิจต่าง ๆ คือการต้องเชื่อมโยงกับพันธมิตรในต่างประเทศอย่างทั่วถึง การทำงานร่วมกัน การรับรู้สถานะและได้รับข้อมูลที่เชื่อมโยงกันระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตในอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและอัดแน่นไปด้วยความกดดันนานัปการ บริษัทที่เตรียมการเชื่อมประสานซัพพลายเชนของตนให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน จะมีความคล่องตัวและความเร็วในการดำเนินงาน สามารถรับรู้และตอบสนองเชิงรุกต่อความต้องการของลูกค้า สิ่งนี้จะเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญในปี 2020 และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือจะส่งผลให้บริษัทก้าวขึ้นมาโดดเด่นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตน

บทความโดย นายฟาบิโอ ทิวิติ รองประธานบริษัท อินฟอร์ อาเชียน

from:https://www.techtalkthai.com/7-supply-chain-predictions-in-2020-by-infor/

Apple, Google, Microsoft, Tesla, Dell เจอข้อหาหนัก! ประเด็นใช้แรงงานเด็กในเหมืองแร่ผลิต Battery

งานนี้เรียกว่าดราม่าส่งท้ายปีกันอีกแล้ว สำหรับ Tech Giants ระดับโลกอย่าง Apple – Google – Microsoft – Tesla – Dell ที่ล่าสุดถูกองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการสนับสนุนให้เกิดการละเมิดสิทธิเยาวชนด้วยการใช้แรงงานและทารุณกรรมเด็กภายในเหมืองแร่ Cobalt ที่นำมาใช้ผลิตแบตเตอรี่ จากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาทางกลุ่ม IRA (International Rights Advocates หรือ กลุ่มสนับสนุนด้านสิทธินานาชาติ) ได้ทำการรวบรวมเอกสารสำคัญในฐานะตัวแทนของกลุ่มผู้เสียหาย ยื่นเรื่องดำเนินคดีแบบกลุ่มต่อ Tech Giants ชั้นนำ 5 รายด้วยกันได้แก่ Apple – Google – Microsoft – Tesla – Dell โดยกล่าวอ้างในคำแถลงการณ์ว่า “บริษัทเหล่านี้รับรู้และแสดงเจตนาสนับสนุนให้มีการใช้แรงงานเเด็ก ซึ่งเป็นการทำงานในสภาพที่มีลักษณะเป็นการทารุณกรรมและอันตรายต่อชีวิตอย่างเหมืองแร่โคบอลต์”

Tech Giants กับข้อหาหนัก รู้ปัญหาละเมิดสิทธิเด็ก แต่ไม่แก้ไข

สำหรับมูลเหตุในการฟ้องร้องนั้น มีการเปิดเผยว่าเป็นเพราะจำเลย (Tech Giants ทั้ง 5 ราย) รับรู้ถึงปัญหาการละเมิดสิทธิเยาวชนภายใน Supply Chain ดังกล่าวมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่กลับไม่มีการแสดงถึงเจตนาที่จะจัดการปัญหานี้อย่างเด็ดขาด มีเพียงการตรวจสอบเป็นครั้งคราวเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่มีความผิดโดยตรงเท่านั้น ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจของพวกเขาสนับสนุนโดยทางอ้อมให้มีการละเมิดสิทธิของเยาวชนอยู่ดีนั่นเอง

ปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิของเยาวชนภายในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกนั้น เป็นปัญหาที่นับว่าเป็นที่รับรู้กันดีมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ช่วงปี 2016 เป็นต้นมาที่บรรดาสำนักข่าวชั้นนำของโลกไม่ว่าจะเป็น CNN | The Guardian | The Washington Post ล้วนแล้วแต่เคยทำข่าวประเด็นการทารุณกรรม บังคับใช้แรงงานเด็ก และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของเยาวชนชาวคองโกเป็นอย่างมาก สำหรับการใช้แรงงานในธุรกิจเหมืองแร่ประเภท Cobalt ในคองโก ซึ่งกรมแรงงานกลางของสหรัฐ ฯ ก็เคยขึ้นบัญชีดำประเด็นปัญหาเรื่องนี้เอาไว้เป็นการสั่งให้ธุรกิจสัญชาติอเมริกันต้องมีการตรวจสอบ Supply Chain ของพวกเขาว่ามีการละเมิดสิทธิหรือไม่

โดยแร่ Cobalt ที่ว่านี้เป็นสารประกอบสำคัญที่สุด ถูกใช้อยู่ในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ประเภท Lithium-ion ในปัจจุบัน และคองโกประเทศเดียวนั้นควบคุมซัพพลายของแร่ Cobalt สูงถึง 2 ใน 3 ของทั้งโลกเลยทีเดียว จึงอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากมาก ๆ สำหรับธุรกิจกลุ่ม Electronics อย่างผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำทั้งหลาย ส่วนในรายของ Tesla คือผู้บุกเบิกยายยนต์ไฟฟ้าซึ่งส่วนประกอบหลักของรถก็คือ “แบตเตอรี่” และแน่นอนว่าต้นทุนราคาของแร่ Cobalt ที่มีล้นเหลืออย่างคองโกนั้น “ถูกที่สุด” ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหลักที่ธุรกิจเหล่านี้ไม่กล้าหนีขาดไปจากซัพพลายของคองโกได้นั่นเอง

Apple – Google – Dell พร้อมใจกันบอกปัด ส่วน Microsoft – Tesla ยังเงียบ

งานนี้ฝั่ง Apple | Google | Dell ต่างพากันรีบออกแถลงการณ์ถึงข้อกล่าวตามคดีดังกล่าวโดยมีการแถลงไปในทางเดียวกันว่าพวกเขามีการจัดทำ Code of Conduct หรือระเบียบและกระบวนการตรวจสอบระบบ Supply Chain อยู่เป็นระยะ ๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิทธิมนุษยชนในรูปแบบใด ๆ ซึ่งรวมไปถึงสิทธิของเยาวชนจะต้องไม่ถูกละเมิดโดยซัพพลายเออร์ที่ทำธุรกิจกับพวกเขา โดยเฉพาะฝั่ง Apple ที่แอบเคลมแรงว่าตั้งแต่ปี 2017 พวกเขาได้ทำการตัดสินใจแบนธุรกิจเหมืองแร่โคบอลต์ในคองโกไปทั้งหมดถึง 6 รายแล้ว เพราะมีปัญหาพัวพันกับการใช้แรงงานเด็ก รวมถึงสภาพการทำงานเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐานเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย

เช่นเดียวกับทาง Google ที่รีบออกแถลงถึงเรื่องนี้ว่าทาง Google พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับภาครัฐและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่เพื่อจัดการปัญหาเกี่ยวกับสิทธิของเยาวชนในคองโก แต่ก็ยืนยันเช่นกันว่า “Google ยืนหยัดว่าการใช้แรงงานเด็กและมาตรฐานความปลอดภัยของเหมืองแร่โคบอลต์ที่ต่ำนั้น เป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง แต่ก็มั่นใจว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าว”

อย่างไรก็ดีงานนี้ฝั่ง Microsoft กับ Tesla ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใด ๆ ต่อข้อกล่าวหานี้ แต่ทั้ง 2 บริษัทเคยมีการให้ความเห็นในเรื่องนี้เอาไว้อยู่บ้าง ตั้งแต่ช่วงที่เคยตกเป็นข่าวดังเรื่องการละเมิดสิทธิเยาวชนในคองโก โดยเฉพาะ Tesla ที่เคยออกมายอมรับตรง ๆ เลยว่า การจะตรวจสอบซัพพลายเออร์ให้ครบถ้วนทุกรายชนิดที่ดูแลไปถึงรูปแบบวิธีการจ้างงานและจัดหาแรงงานนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่ทำได้จริงยากแถมธุรกิจที่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่นั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงการค้าขายกับคองโกได้เลย งานนี้ต้องติดตามกันต่อยาว ๆ ว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้มีมูลหรือไม่ และจะจบลงได้ในรูปแบบใดตราบเท่าที่ธุรกิจเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาธุรกิจเหมืองแร่โคบอลต์ของคองโกอยู่ต่อไปอย่างแน่นอน

 

อ้างอิง: CNN Tech | The Washington Post

from:https://droidsans.com/apple-google-microsoft-tesla-dell-sued-over-child-labor-abuse-over-cobalt-mine-for-battery/

สรุปภาพรวมวงการรถยนต์ 2019 อีโคคาร์หลบไป รถหรูไฮเอนด์กำลังครองถนนใครว่าประเทศไทยจน!!!

ภาพรวมวงการรถยนต์ในปีที่ผ่านมา ยังคงเรียกได้ว่ามีการแข่งขันอย่างต่อเนื่องในกลุ่มของท็อปแบรนด์เจ้าตลาด แม้ว่าช่วงครึ่งปีหลังเม็ดเงินโฆษณาในกลุ่มยานยนต์จะลดลง แต่การอัดงบช่วงครึ่งปีแรกทำให้ภาพรวมทั้งปี 2019 มีเงินสะพัดที่ดีอยู่ ถึงแม้ว่ารถยนต์ Eco Car เฟส 1 จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร พอมาช่วงปลายปี 2019 ก็มีการเปิดเฟส 2 อย่างรวดเร็วแต่ก็ยังต้องรอลุ้นว่าจะรอดหรือไม่

แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือ กลุ่มรถยนต์พรีเมียมในบ้านเรานั้นคึกคักมาก เห็นได้จากจำนวนรุ่นของ Benz และ BMW มีมากกว่า 20 รุ่นไปแล้ว ทำให้ปีนี้มีความคึกคักและจำนวนรถหรูบนท้องถนนบ้านเรามีเพิ่มอย่างน่าสนใจ และในปี 2020 นั้น ยังคงเชื่อว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ยังคงมีความคึกคักอย่างต่อเนื่อง

ทางด้านของภาพรวมยอดขายรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกของ 2019 นั้น แบรนด์ที่ยังคงเป็นเจ้าตลาดของไทยก็ยังคงเป็นของ Toyota Isuzu และ Honda ตามลำดับ เพราะยังคงเป็นแบรนด์ที่มีรถยนต์ตอบสนองการใช้งานมากที่สุด และเมื่อเฉลี่ยย่อยออกมาเป็นประเภทกลุ่มต่างๆ ก็จะเป็นไปตามภาพเลยค่ะ

ตามมาด้วยกลุ่มรถกระบะ ที่ยังคงได้รับความนิยมมากในประเทศไทยสำหรับกลุ่มผู้ขายที่ต้องใช้ในการแบกสินค้าไปขายหรือขนของในที่ต่างๆ Toyota ก็ยังคงเป็นแบรนด์ที่คนไว้วางใจและใช้งานมากที่สุดไม่แพ้กัน

ช่วงโค้งสุดท้ายของปลายปี 2019 หากเทียบกับแบบปีต่อปีจะพบว่าแต่ละแบรนด์ยังคงมีการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์พรีเมียมอย่าง Mercedes Benz และ BMW ที่ส่งรุ่นรถมาวางขายในตลาดไม่น้อยกว่า 20 รุ่น ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ทั้งสองแบรนด์นี้ขยับขึ้นมาสูสีกัน

แต่เมื่อเทียบกันระหว่างปียังคงเห็นว่าแม้รุ่นจะเยอะแต่ยอดขายก็ยังน้อยกว่าปีที่ผ่านมา อาจเพราะสภาพเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายยังไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนัก ทำให้ทุกค่ายยอดขายลดลงอย่างชัดเจน ก็หวังว่าในเดือนธันวาคมยาวไปจนถึงต้นปี 2020 จะมียอดขายที่ฟื้นกลับมาดีขึ้นเช่นเดิม

เทรนด์เทคโนโลยีเกี่ยวกับรถยนต์ในปี 2020 นั้น นักการตลาดและผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ทั้งหลายยังคาดหวังให้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะมีความชาญฉลาดและเชื่อมต่อ สั่งงาน ผ่านนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ดีขึ้น พร้อมทั้งคาดหวังว่ารถยนต์สำหรับอนาคตจะเก่งกาญแบบในภาพยนตร์จนเราแทบไม่ต้องขับรถเองแล้ว

 

นอกจากนี้ ทีมงาน thumbsup ได้สัมภาษณ์ คุณจิมมี่ธนเทพ ธเนศนิรัตศัย จากเว็บไซต์ Headlightmag ผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์มานานกว่า 10 ปีมาสรุปภาพรวมวงการรถยนต์ปี 2019 ที่ยังคงให้ข้อมูลและสรุปสิ่งที่น่าสนใจทั้งปีได้อย่างน่าสนใจ

เล่าถึงภาพรวมการทำรถยนต์ในปีนี้ ?

คุณจิมมี่ :  เรียกได้ว่าค่อนข้างจะดุเดือดสำหรับวงการรถยนต์ในปี 2019 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ส่วนหนึ่งต้องยอมรับเลยว่าตลาดรถยนต์นั้นมีการหดตัวร่วมกันทั่วโลก แต่ว่าสำหรับในตลาดบ้านเรานั้นแม้ว่าทุกฝ่ายจะมองว่ามีการหดตัวตามแนวโน้มตามทิศทางการตลาดโลก แต่ว่ามันยังมีกลุ่มตลาดซึ่งเป็นกลุ่มตลาดหลักๆ ของประเทศไทยที่ยังคงมีการเติบโตแล้วก็มีแนวโน้มของยอดขายที่จะเพิ่มอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

กลุ่มแรกก็จะเป็นกลุ่มของรถยนต์ Sub-Compact B-Segment แล้วก็จะ Merges เอากับกลุ่ม Ecocar เข้าไปด้วยเลย เพราะว่าต้องบอกก่อนว่ากลุ่มนี้มันเป็นกลุ่มของรถยนต์นั่งที่สำคัญที่สุดของประเทศนี้เพราะว่าเป็นกลุ่มรถยนต์นั่งตั้งแต่ขนาดพิกัด 1000 cc ลากไปจนถึง 1500 cc กลุ่มนี้เมื่อก่อนมันถูกจับแยกออกจากกันก็คือ B-Segment ก็เป็น 1300-1500 cc ไป แล้วก็จะเป็นกลุ่ม Ecocar ก็คือต่ำกว่า 300 cc ไป

แต่ทีนี้ในเมื่อล่าสุดตอนนี้ทาง BOI ก็กำหนดเส้นตายมาว่าทุกบริษัทจะต้องเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะยื่นขอรับสิทธิพิเศษการลงทุนในกลุ่ม Ecocar เฟตสองภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2019 ดังนั้นนั่นหมายความว่าทุกเจ้าก็จะเร่งเปิดตัวรถยนต์ใหม่กันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ตุลาคมพฤศจิกายน ในช่วงของ Motor Expo เพราะนี่คือเป็นช่วงเวลาหากินช่วงที่สองประจำปีของบริษัทรถยนต์

ดังนั้น ไม่แปลกใจว่าช่วงนี้คุณจะเห็นรถยนต์ Ecocar รุ่นใหม่ๆ เปิดตัวหนาตามาก ไม่ว่าจะเป็น Nissan Almera,Honda city,Toyota yaris,Yaris Ativ,Yaris cross ไปจนกระทั่งถึง Mitsubishi Mirage,Attrage,Mazda2 Minorchange หรือแม้กระทั่งยังมี Suzuki Swift GL Sport ก็มีให้ดูได้เช่นเดียวกัน

อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือกลุ่มของรถยนต์พรีเมี่ยม เพราะว่ากลุ่มของรถยนต์พรีเมี่ยมนี่ไม่รู่ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ว่า Mercedes-Benz,BMW, Audi แล้วก็ Volvo 4 เจ้าหลักและอาจจะแถมพวก Lexus พวกอีกเจ้านึง พากันถล่มตลาดในประเทศไทยตลอดปี 2019 รถยนต์รุ่นใหม่สารพัดรุ่น และสารพัดรุ่นที่ว่านั้นมีต่างราคากันตั้งแต่ราคาระดับประมาณ 2 ล้านบาท ลากกันไปจนกระทั่งถึง 15-16 ล้านบาทก็มี มีทางเลือกให้ได้ซื้อกันอย่างหลากหลายมากๆ

แต่ส่วนใหญ่นั้นเป็นรถยนต์ประเภท SUV แลก็จะเป็นรถยนต์กลุ่ม High performance จะเป็นตระกูล Mercedes ANG จะเป็นตระกูล BMW M ก็ตามแต่ เอาง่ายๆ อย่าง Mercedes-Benz ปีนี้ถือว่ากระหน่ำเปิดตัวรถยนต์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขาเลยทีเดียว ตอนนี้จนถึงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปริมาณของรุ่นรถยนต์ของ Mercedes-Benz ที่มีขายอยู่ในประเทศไทยของเรานั้นมีมากถึง 72 รุ่นย่อย มากถึงขนาดว่าคุณต้องแยกใบราคาออกมาเป็นสองแผ่น ซึ่งถือว่าไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ทางด้านของ BMW ก็ไม่เเพ้กัน มีรุ่นรถยนต์ให้เลือกค่อนข้างจะหนาตาเพิ่มมากขึ้นและ Audi เองหลังจากที่เปลี่ยนผู้จำหน่ายเป็นรายล่าสุด ก็พยายามจะบุกเข้าหากลุ่มเป้าหมายมากขึ้นแล้วก็พยายามทำตลาดให้ได้มากขึ้นจนตอนนี้ยอดขายของพวกเขาดีขึ้น ก็มีแคมเปญออกมากันเยอะขึ้น รวมทั้งรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ตามออกมาเยอะขึ้น Volvo ก็เช่นเดียวกัน Volvo ในระยะหลังๆ เขาก็พยายามแก้ไขปัญหาภายในของเขาอยู่พอสมควร แต่ว่าหลังๆ นี้ด้วยรูปแบบของรถยนต์รุ่นใหม่ที่มันถูกใจ ถูกตาผู้คนมากขึ้น และก็กลุ่มพลัง Hybrid ของเขาก็เรียกว่าให้สมรรถนะค่อนข้างแรง ดังนั้นก็ดึงดูดใจผู้บริโภคได้พอสมควร

อีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจก็คือกลุ่มของรถกระบะตัวเตี้ย ต้องบอกก่อนว่ากลุ่มรถกระบะตัวเตี้ยในประเทศไทยนั้นทยอยลดความสำคัญลงมาตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพมหานคร ช่วงประมาณปี 2011 เป็นต้นมา ยอดขายรถกระบะยกสูงมันขายดีขึ้นมาเรื่อยๆ แต่จู่ๆ ในระยะหลังๆ มีรถกระบะรุ่นใหม่ๆ ออกมาหลายๆ ค่ายก็พยายามที่จะเน้นการทำตลาดรถกระบะตัวเตี้ยกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Toyota,Mitsubishi จะเป็น Isuzu หรือแม้กระทั่งหลายๆ ค่ายเลยก็พยายามเน้นตัวเตี้ยมากขึ้น

เพราะว่ารถกระบะตัวเตี้ยจริงๆ แล้วมันเป็นยอดขายหลักของกลุ่มรถกระบะในระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาในประเทศไทย เพราะกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อเพื่อที่จะใช้งานในลักษณะอเนกประสงค์ คือใช้ทั้งทำงาน แล้วก็ใช้เพื่อการพักผ่อนของครอบครัวด้วย ไปดูในตลาดไทยก็ได้ว่ารถกระบะในประเทศนี้คุณก็จะเห็นว่าครึ่งคันหลังเสริมแหนบกันแบบ ตับแหนบกันหนาเป็นคอนโด แล้วก็มีโครงสร้างเป็นโครงเหล็กแบกบรรทุกกันเกินพิกัดอัตราที่รถมันจะไหว

ก็คือรถกระบะเขาบรรทุกให้ 1 ตัน ล่อเข้าไปสี่ตัน แต่ว่าครึ่งคันหน้านั้นจัดเครื่องเสียงมาเต็มพิกัด โหลดเตี้ย หน้าทิ่ม หลังเชิด บรรดาทีมวิศวกรของบริษัทรถยนต์ที่เมืองนอกที่เขามาดู มา Survey ตลาดบ้านเราต่างพากันตกอกตกใจกันใหญ่คนไทยใช้รถกระบะกันอย่างนี้เลยเหรอ นั่นคือกลุ่มหลักๆ

และอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่ม SUV ซึ่ง SUV ยังไงก็ตามมันเป็นกลุ่มที่ความนิยมต่อเนื่องมาจากกระแสของต่างประเทศ รวมทั้งในคนรุ่นปัจจุบันนี้ที่เป็นครอบครัวยุคใหม่ก็เริ่มจะหันมาใช้รถยนต์ประเภทนี้มากขึ้น เหตุผลส่วนหนึ่งมันมาจากการที่ว่ารถมันยกสูง ซึ่งเมือ่ยกสูงความรู้สึกของผู้คนก็เลยมองว่าการเห็นถนนจากระยะที่สูงขึ้นนั้นมันน่าจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่าแค่นั้นเอง

ว่ามันเหมือนจะปลอดภัยกว่าแต่จริงๆ มันไม่ใช่นะ มันเป็นแค่ระยะของการมองของตาเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นมันก็มีส่วนทำให้ยอดขายของรถยนต์กลุ่ม D-Segment ก็คือพวก Camry,Accord,Teana พวกนี้มันจะค่อยๆ ดรอปลงไป ก็คือลูกค้ากลุ่มนั้นก็จะมาซื้อรถยนต์ที่เป็น SUV มากขึ้น SUV ที่ว่านั้นมันไม่ใช่แค่กลุ่มพวก CRV พวก X-Trial พวก Saga พวกนั้น

มันยังรวมถึงรถยนประเภทที่เป็นสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรถกระบะ อย่างเช่นพวกที่เป็น Fortuner พวก Pajero Sport MU-X,Everest อะไรพวกนั้นด้วยเช่นเดียวกัน อันนี้ก็เป็นภาพรวมของตลาดในปี 2019 ที่ผ่านมานี่คือกลุ่มที่ได้รับความนิยม

 

การใช้รถของคนรุ่นนี้ที่เป็น New Gen มันมีความเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนชอบ Attrage แต่ตอนนี้ชอบ Sedan มากกว่า ?

คุณจิมมี่ :  เทรนด์ของลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ในปัจจุบันนี้มีความเปลี่ยนแปลง ข้อแรกก็คือว่าเขาไม่ยึดติดกับแบรนด์เดิมๆ สมมุติว่าพ่อแม่อยากจะซื้อรถ Toyota ให้ลูก ลูกบอกไม่เอา ฉันจะไปซื้อ Honda Civic ไม่งั้นก็เป็น Mazda 3 หรือ Mazda 2 คุณลองไปดูได้ตามมหาวิทยาลัยทั่วๆ ไปเลย ไม่ใช่เเค่ในกรุงเทพนะ ในเขตในต่างจังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่หลายๆ คนจะเป็นแบบนั้น

ในขณะเดียวกัน พอเป็นรถของ Toyota ก็จะกลายเป็นคนรุ่นที่เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยเป็นคนซื้อไปใช้แทนอย่างนั้น จะกลายเป็นอย่างนั้นไป แล้วก็ความนิยมของคนรุ่นใหม่ในการซื้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยังคงที่อยู่ เพราะว่าจะมีกระแสที่บอกว่าคนรุ่นใหม่เด็กรุ่นใหม่ที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยในเวลานี้เริ่มไม่ค่อยสนใจจะซื้อรถยนต์กันแล้ว

ซึ่งนั่นผมมองว่ามันเป็นการสำรวจที่มองและกระทำโดยที่ไม่ได้รอบคอบนัก เพราะถ้าลองไปถามเด็กวัยรุ่นยุคใหม่จำนวนไม่น้อยยังอยากจะมีรถยนต์อยู่ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็คือว่าความสะดวกในการใช้งาน ในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ยกเว้นแต่ว่าคือกลุ่มที่อยู่หอพักนักศึกษาอยู่แล้ว อันนั้นจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งเพราะฉะนั้นเขาไม่มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์ เพราะฉะนั้นผมมองว่าเทรนด์ตรงนี้ยังไม่เปลี่ยนอะไรมากนัก เทรนด์นี้น่าจะยังคงต่อเนื่องไปอีกสักพักใหญ่ๆ

 

แบรนด์ไหนที่มองว่ามันเริ่มดับไป หรือยอดขายไม่ค่อยดีในปีนี้ ?

คุณจิมมี่ :  ถ้าถามเรื่องของเเบรนด์ถ้าแยกเป็นแบรนด์ๆ มันคงจะตอบกันได้ค่อนข้างลำบาก เพราะว่าจริงๆ แล้วมันต้องว่าตาม Segment ของรถก็คือประเภทของรถ รูปแบบของรถมากกว่า แต่ถ้าจะให้สรุปแบรนด์จริงๆ แล้วตอนนี้ในแง่ของความนิยมนั้น Toyota เองนั้นก็ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ที่ยังคงต้องซื้อรถเพื่อใช้งาน

ถ้าซื้อรถเพื่อใช้งานก็ซื้อรถด้วยการตัดสินใจแบบเหตุผล เอาเรื่องของศูนย์บริการเป็นตัวตั้ง เอาเรื่องของปริมาณประชากรของรถบนท้องถนน แล้วก็เรื่องของราคาอะไหล่ที่เขายังเชื่อกันว่าถูก ซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่ถูกเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แน่นอน Toyota ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มของที่เป็นรถกระบะ ในกลุ่มที่เป็นรถตู้อย่าง Hiace กับ Majesty ตัวใหม่ ถือว่าสร้างกระเเสได้ดีจนเกินคาดคิดเลยทีเดียว

เล่นเอา Hyundai H1 ก็ถึงกับตกใจว่าในฐานะที่เขาอยู่มานาน H1 เองก็หาทางรับมืออยู่เหมือนกัน Majesty นี่ค่อนข้างมาแรง แต่ว่าถ้าในกลุ่มของรถเก๋งแล้วหากเป็นตัว Camry ใหม่ถือว่ายอดขายไปได้ดีกว่าที่คิด ถือว่าอยู่ในระดับประครองตัวต่อเนื่องไปได้จนน่าจะหมดอายุตลาดไปได้ค่อนข้างดี

ส่วนที่เป็นรถยนต์ประเภท Crossover-SUV อย่างเช่นพวก CSR ยอดขายก็ถือว่าทรงตัวค่อนข้างดี แต่ถ้าเป็นรถยนต์ต่ำกว่าพวก C-Segment พวก Corolla Altis ลงหรือจะเป็นพวก Yaris,Yaris Ativ พวกนั้น ยอดขายไม่ค่อยเดินเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเพราะตัวรถออกแบบมาได้ยังไม่ค่อยโดนใจกับวัยรุ่นเท่าไรนัก แล้วที่สำคัญคืองานวิศวกรรมอะไรต่างๆ มันเป็นงานวิศวกรรมของรถในยุคก่อนหน้านี้

ก่อนหน้าที่จะมีแพลตฟอร์มของ TNGA ซึ่งแพลตฟอร์ม TNGA มันทำให้รถขับดีขึ้นลูกค้าก็คาดหวังว่าเมื่อไรที่รถ Toyota ในราคาถูกๆ เหล่านั้นมีแพลตฟอร์ม TNGA มาลูกค้าน่าจะย้อนกลับมาอุดหนุนอีกครั้งนึง แต่ทีนี้ในส่วนของ Corolla Altis ซึ่งมีแพลตฟอร์ม TNGA มาใช้แล้วกลับกลายเป็นว่าดีไซน์ของตัวรถนั้นเมื่อเจอ Mazda3 เข้าไป

เมื่อเจอ Honda Civic เข้าไป กลายเป็นว่าดีไซน์ของเขาจะดูแก่กว่าคู่แข่ง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำใจเพราะว่า Corolla ทีมวิศวกรที่ทำนั้นก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการจะหัวขาด ต่อการที่จะเก้าอี้ล่วงมาก เพราะนั่นคือรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในโลกถ้าคุณไม่นับ Volkswagen Golf และ Ford Model T เพราะฉะนั้นคนทำ Corolla มันมีความเสี่ยง

ดังนั้นการทำ Corolla ออกมาแต่ละรุ่นนั้นมันเลยต้องมีอาการเพลย์เซฟของทีมวิศวกรเขาอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นดีไซน์ที่ออกมาอย่างที่เราเห็นกันนั้นก็คือเป็นเรื่องที่ต้องทำใจ เขาทำออกมาได้ดีที่สุดของเขาด้วยข้อจำกัดต่างๆ ของเขาแล้ว ส่วนของ Honda บอกเลยว่า Honda ความนิยมของคนทั่วๆ ไปนั้น ที่ผ่านมาคนไทยมองว่าเป็น BMW Japan มาตลอด คือเป็นฮอนด้าที่ดูมีภาพลักษณ์ ดูหรู ดูมีความพรีเมี่ยม ตั้งราคาขายแพงกว่าชาวบ้านต่างๆ นาๆ แต่พักหลังคือราคาอะไหล่ถูกลงมาแล้ว

แต่ที่น่าเป็นห่วงของฮอนด้าอย่างนึงคือเรื่องของศูนย์บริการ เพราะศูนย์บริการของฮอนด้าในระยะหลังๆ มานี้ ในแง่ของการรับรสการดูแลลูกค้าดีอยู่ แต่ว่าในความเก่งของการซ่อมบำรุง แล้วก็การที่จะมีปัญหาหลังจากการซ่อมต่างๆ รวมทั้งเรื่องของการประกอบ แล้วก็รวมทั้งเรื่องของการควบคุมคุณภาพในระยะยาว รวมทั้งเรื่องของสนิมในรถบางรุ่นด้วย

ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเกิดในรถยนต์ในยุคสมัยนี้ ก็ยังมีมาโผล่กันบ้างอยู่เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นนึงที่ทำให้ฮอนด้านั้นเริ่มจะมีลูกค้าบางส่วนเริ่มจะถอยห่างออกมาแล้วบ้างเหมือนกัน แต่ว่ายังคงจะครองความนิยมในหมู่ลูกค้าชาวไทยกันต่อไป เพราะว่ามันเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างจะดีมากศูนย์บริการก็มีกันทั่วไทย

แบรนด์ที่ดีขึ้นมาอีกแบรนด์นึง แบรนด์ที่กำลังรุ่งขึ้นมาอีกคือ Mazda มาสด้านี่ต้องยอมรับเลยว่าการพลิกแบรนด์จากแบรนด์ปกติธรรมดามาเป็นแบรนด์ซูมซูม แล้วก็กำลังจะมาเป็น 3.57 Fill the Drive ในปัจจุบันนี้ ต้องบอกเลยว่าเขามีทิศทางที่จะพาตัวเองไปเป็นพรีเมี่ยมแบรนด์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นหนังโฆษณาที่ออกมา แคตตาล็อกที่ออกมา Print Ad หรือแม้กระทั่ง Billboard ต่างๆ ที่ออกมานั้นสังเกตดีๆ ว่ามันไม่เหมือนกับรถญี่ปุ่นทั่วๆ ไป

มันเหมือนกับภาพงานโฆษณาสินค้าแบรนด์เนมจากอิตาลีหรือยุโรปเลยที่เดียวถ้าดูกันดีๆ แม้กระทั่งการวาง Layout การวางภาพต่างๆ นาๆ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่ารถจะสวย จะโดนใจวัยรุ่น จะโดนใจคนรุ่นใหม่ยังไงก็ตาม แต่ปัญหาบริการหลังการขายก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้ายังคงฉลอการตัดสินใจซื้อ และยิ่งโดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลที่ยังคงมีปัญหาเรื่องอาการน้ำดัน ได้ยินว่าล่าสุด CS5 ใหม่ก็มี

แต่ว่ามาสด้าเองนั้นเขาก็พยายามที่จะปรับ ในเรื่องของมาตรฐานไอเสียของเขาอาจจะต้องปรับดรอปลงมาให้เท่ากันกับมาตรฐานของประเทศตอนนี้ยังเป็น Euro4 เพราะว่ารถมาสด้าเดิมเอามาขายบ้านเราเป็น Euro6 หมดเลย และมันก็เลยมีปัญหา แก้ปัญหาด้วยการปรับมันลงมาให้เป็น Euro4 เท่าๆ กันกับรถยนต์ที่ขายในประเทศไทยคันอื่นๆ ไป ก็ไม่รู่ว่าปัญหานี้จะลดน้อยลงหรือเปล่าก็คงต้องรอดูกันต่อไปในระยะยาว

อีกแบรนด์นึงที่น่าสนใจคือ Mitsubishi เขาพยายามจะทำตลาดเฉพาะกลุ่ม ก็คือกลุ่มคนที่ซื้อรถกระบะ และกลุ่มคนที่ซื้อ SUV PPV และเขาพยายามทำ Marketing ได้ค่อนข้างน่าสนใจมาก โดยเฉพาะการเล่นสื่อออนไลน์ของเขาปีที่ผ่านมานี่ถือว่าทำได้ค่อนข้างจะดีมาก แล้วก็การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ การปรับงานดีไซน์เป็น Dynamic Shield มันช่วยทำให้ลูกค้าจำนวนไม่น้อยปันใจจากค่ายเจ้าตลาดมาซื้อ Mitsubishi กันพอสมควรเลยทีเดียว

ในขณะเดียวกัน อย่างแบรนด์อย่างเช่น Ford นี่ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าเขายังคงอยู่ในตำแหน่งที่สามของตลาดรถกระบะของประเทศไทยอยู่ Ford นั้นยังคงมีรถกระบะที่สวยงามอย่างเช่น Ranger เป็นตัวชูโรง แม้ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเรนเจอร์ด้วยเหตุผลมันสวยและมันใหญ่ นั่นคือเหตุผลที่ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเรนเจอร์กัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพวกเขาก็จะไปเจอกับศูนย์บริการที่ค่อนข้างจะไม่ดีเท่าไร

พักหลังมานี้ Ford พยายามที่จะปรับปรุงศูนย์บริการขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อจะพยายามหนีให้พ้นจากตำแหน่งล่างๆ ของรายการศูนย์บริการยอดแย่ ตอนนี้ Ford กำลังที่จะพยายามแก้ปัญหานี้อยู่แล้วก็ดูมีแนวโน้มว่าเสียงบ่นเสียงด่าของลูกค้านั้นจะเริ่มน้อยลงไปบ้าง ซึ่งส่วนหนึ่งที่น้อยลงก็เพราะว่า Ford เลิกขายรถเก๋งไปแล้วนั่นเอง และเสียงกร่นด่าของลูกค้าส่วนใหญ่มาจากรถเก๋งพวก Fiesta กับ Focus ที่มีปัญหาเรื่องเกียร์ Powershift ชุดนั้น ซึ่งตอนนี้ได้ยินว่าปัญหาในต่างประเทศยังไม่จบ นั่นคือเรื่องของ Ford

ส่วนเชฟโรเลตเองนั้นในฐานะที่เป็นแบรนด์ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างความพยายามในการจะกอบกู้ขึ้นมา จากภาพลักษณ์ที่เสียไปอย่างพังพินาศช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น เรื่องของศูนย์บริการหลายๆ เจ้านั้นเริ่มดีขึ้นแล้วก็ตัวรถเอง Colorado ก็ถือว่ามีจุดขายอยู่ในระดับปานกลาง Trailblazer SUV PPV ของเขาก็มีจุดเด่นอยู่ในระดับปานกลางก็คือไม่มีจุดเด่นที่เด่นไปกว่าชาวบ้านนัก แต่มันเป็นตรงที่ซื้อได้แล้วศูนย์บริการค่อนข้างจะดีขึ้นจากสมัยก่อนพอสมควร

เพราะฉะนั้นก็คือเชฟโรเลตอยู่ในลักษณะที่เราจะต้องเฝ้าจับตามองว่ามันจะดีขึ้นหรือว่าล่วงลงไปมากกว่านี้ เพราะภาพลักษณ์ที่ผ่านมาเสียหายไปอย่างหนักมากจากกรณีเกียร์ของ Cruze แล้วก็กรณีของศูนย์บริการที่เอารถเก่ามาย้อมแมวขายรถใหม่ก็มีหลายเคสเหมือนกัน ส่วน Nissan แบรนด์เจ้าตลาดอีกเจ้านึงซึ่งตอนนี้ก็คือดรอปลงไปเยอะนั้น ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา Marketing เองก็ไม่เก่ง

แต่ว่าถ้าจะบอกว่า Marketing ไม่เก่งผมว่าไม่ใช่ ปัญหาสำคัญของ Nissan อยู่ที่องค์กรข้างในของเขาต่างหาก โดยเฉพาะการตัดสินใจเข้ามาทำการตลาด การปล่อยให้รถที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันนั้นอายุมันเชยไปกว่าคู่แข่งพอสมควร นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Nissan เองนั้นกำลังประสบปัญหาต่างๆ อยู่ขณะนี้ ทุกอย่างนั้นกำลังอยู่ในระหว่างความพยายามในการแก้ไขปัญหา

ซึ่งเอาง่ายๆ ว่า Nissan Almera นี่จะเป็นรถยนต์รุ่นแรกในกลุ่มที่กำลังจะเริ่มเปิดตัวหลังจากนี้ เราคาดกันว่า Nissan จะมีรถยนต์ที่สวยๆ พอดึงดูดลูกค้าให้เดินกลับเข้ามาได้ในโชว์รูมสักที เพราะว่าบริการหลังการขายของ Nissan อยู่ในระดับปานกลางคือไม่ได้ดีและไม่ได้แย่จนเกินไปก็พอรับได้ เพียงแต่ว่าด้วยเทคโนโลยีของเรโนนั้นก็ทำให้ช่างในสมัยนี้ก็ซ่อมค่อนข้างจะยากนิดนึง

เพราะว่ารถ Nissan ส่วนใหญ่หลายๆ รุ่นปัจจุบันนี้ใช้เครื่องยนต์และก็ระบบงานวิศวกรรมต่างๆ ร่วมกับเรโนฝรั่งเศส แต่ว่าอนาคตของ Nissan จะเป็นยังไงขึ้นอยู่กับ Almera ตัวนี้เพราะถือว่าเป็นเหมือนกับที่คนในเน็ตเขาพูดกันคือมันคือความหวังของหมู่บ้านบางสองธง คือถ้าคันนี้ไม่รุ่งก็ดับ

ส่วนแบรนด์พรีเมี่ยมทั้งหลายต่างๆ นาๆ อย่างเช่น Mercedes-Benz อันนั้นไม่ต้องห่วงยังไงเขาก็ขายได้ Mercedes-Benz ก็ยังคงจะครองอันดับหนึ่งในประเทศไทยในกลุ่มรถยนต์พรีเมี่ยมต่อไป้วยยอดขายค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15000 คันต่อปี ทีนี้ Mercedes-Benz ไทยแลนด์ก็ต้องพยายามที่จะเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นไปกว่านี้เพื่อที่ว่าจะดึงเอาโครงการต่างๆ รวมทั้งรถยนต์รุ่นใหม่ๆ

แล้วก็เทคโนโลยีต่างๆ ลงมาให้กับคนไทยได้ใช้กันมากขึ้น ซึ่งเขาก็จะตั้งเป้าของเขาแน่นอนเหมือนกันว่าถ้าสามารถขายได้ถึงระดับประมาณสัก 2-3 หมื่นคันต่อปีได้มันเห็นภาพอะไรต่างๆ ที่ทัดเทียมกันกับนานาอารยประเทศกันมากขึ้น แต่ว่าในขณะเดียวกัน Mercedes-Benz เองตอนนี้ก็มีปัญหาเรื่องบริการหลังขาย

ที่เอาพูดกันตรงๆ ว่ามันเริ่มแย่ลงไปในระดับเดียวกันกับ Ford หรือว่า MG กันเลยทีเดียวนะ เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้เวลานานในการแก้ปัญหาตรงนี้กันอีกสักพักหนึ่ง ส่วนของ BMW นั้นกลับกลายเป็นว่าตอนนี้บริการหลังการขายดีขึ้น ทำให้ตอนนี้ลูกค้าเริ่มกลับคืนมา เริ่มตีจาก Mercedes-Benz มาแล้วก็ลองหันมาเปิดใจลอง BMW มากขึ้น

เพราะว่าสไตล์ของรถนั้นมันเริ่มใกล้เคียงกันและ จากที่เมื่อก่อน Mercedes-Benz มันจะไปในแบบแนวรถนุ่นๆ ก็จะเริ่มสปอร์ตขึ้น ในขณะที่ BMW ที่เคยเน้นความเป็นสปอร์ตมันก็จะนุ่นขึ้น โลกมันก็กลับตาลปัตรกันดีเนาะเยอรมนีสองเจ้านี้ แล้วก็ในขณะเดียวกันอย่าง Audi ก็อย่างที่บอกคือบริการหลังการขายตอนนี้เขาชูว่าจุดเด่นของเขาราคาอะไหล่ศูนย์ถูกกว่าอู่นอกอันนี้ก็เลยดึงลูกค้ามาได้พอสมควร แล้วก็มีลูกค้าที่ปันใจจาก Mercedes-Benz และ BMW กระโดดเข้ามาเล่น Audi กันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ

เพราะว่าจากความมั่นใจของตัวผู้จำหน่ายเองแล้วก็แม้ว่าศูนย์บริการจะยังค่อนข้างน้อยอยู่แต่ตอนนี้ก็เริ่มทยอยเปิดตามหัวเมืองต่างๆ อีกพอสมควร Volvo เองอย่างที่บอกคือ Volvo มีรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาแน่นอนยังมีลูกค้าที่ยังรักใน Volvo แต่ว่ายังกลัวเเละเข็ดขยาดกับราคาขายต่อ คือถ้าใครก็ตามที่คิดจะซื้อรถมาแล้วจะขายต่อในระยะเวลาอันสั้น Volvo ยังคงเป็นคำตอบที่ดี

แต่ถ้ากะจะใช้ยาวๆ แล้วค่อยขายต่อ Volvo ไม่ใช่คำตอบที่ดีแน่นอน ราคาอะไหล่ของ Volvo ยังคงจะสูงอยู่แต่ว่าก็ถือว่าดรอปลงมาในหลายๆ ชิ้นนะ ดรอปลงมาพอสมควรและยกเว้นอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับพวก Powertrain ระบบ Hybrid อันนั้นก็ยังถือว่าแพงกว่าในระดับเดียวกันกับชาวบ้านชาวช่องอยู่

คุณจิมมี่ :  MG อันนี้ไม่พูดไม่ได้ เพราะว่า MG นี่ก็เป็นแบรนด์จีน คือใครก็ตามที่บอกว่าเป็นแบรนด์อังกฤษ อังกฤษมันเป็นแค่ Heritage ของมันที่เคยเป็นมา ปัจจุบันนี้ MG นั้นอยู่ในการดูแลของ SAIC Shanghai Automotive International Corporation ก็คืออยู่ในมือของจีนแล้ว แต่ก็ใช่ว่ารถของเขาจะดูด้อยค่าอะไรขนาดนั้น มันก็ไม่ใช่เพราะว่าจริงๆ แล้ว MG ถือว่าเขาพยายามจะสร้างแบรนด์ เขาพยายามที่จะทำแบรนด์ของเขาออกมาเพื่อให้ดูดีในสายตาคนไทยพอสมควร

แต่ว่าตัวรถของเขานั้นปัญหาด้านคุณภาพการประกอบ ปัญหาเรื่องบริการหลังการขาย ปัญหาเรื่องการเซอร์วิสต่างๆ นั้นยังคงมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง และรถ MG หลายๆ รุ่นนั้นมักจะเสียในเรื่องที่ชาวบ้านเขาไม่เสียกัน มักจะมี Defect ในเรื่องที่ชาวบ้านเขาไม่มี Defect กัน ในเรื่องพื้นฐานของความเป็นรถยนต์นั้นชาวบ้านเขาไม่มีปัญหากันแล้ว แต่ MG ยังมีปัญหาหลุดรอดมาให้เราเห็นกันอยู่บ้างตามเพจต่างๆ นาๆ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ MG จะต้องแก้ไขกันต่อไปถ้าอยากจะขยายยอดขายให้มันสูงไปกว่านี้ ถามว่ามาแรงไหม มาแรง แต่ความน่าหวั่นใจยังคงมีอยู่สำหรับ MG

เหตุผลที่ MG เขาแรงไม่ใช่แค่ราคาถูกคือเขามองเอาเรื่องความคุ้มค่าไง เครื่องยนต์ไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญของเขาอยู่แล้วว่าจีนเขาทำเครื่องยนต์ไม่เก่ง วิธีแก้ของเขาคืออัดออฟชั่นให้เต็ม แล้วก็เน้นขายในราคาที่กดต่ำกว่าชาวบ้าน แล้วอย่าง MGz SCV ที่เป็นรถไฟฟ้าก็ถือว่าได้ใจลูกค้าไปเยอะมาก เพราะว่ามันกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาถูกที่สุดในตลาดคือ 1 ล้านสองแสนบาท

อันนี้ลองนับเป็นรถยนต์ Passenger car ไฟฟ้า เราไม่นับพวกรถฟอร์มพวกนั้นเราไม่นับนะ ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าใครก็ตามที่อยากจะลองใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นประสบการณ์ในชีวิตดูแต่ไม่อยากจะจ่ายแพงนัก  MGz SCV ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ก็ไม่รู้ว่าในระยะยาวเรื่องคุณภาพของรถมันจะมีปัญหาโผล่มาให้เราเห็นตอนไหนหรือเปล่า อันนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ยังเป็นปริศนากันอยู่

รถยนต์ไฟฟ้าภาพรวมปีนี้แล้วก็ปีหน้า ?

คุณจิมมี่ :  รถยนต์ไฟฟ้าถ้าจะถามถึงเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นคือ แน่นอนถ้าทั้งโลกจะไปรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น แต่คำว่าไฟฟ้าตรงนี้มันไม่ได้หมายความว่าจะเป็น PUX หรือ EV อย่างเดียวแต่มันจะรวมถึงพวกตระกูลไฮบริดกับปลั๊กอินไฮบริดด้วย และจะรวมลากกันไปถึงรถเป็น Fuel cell ที่เติม Hydrogen ลงมาแล้วก็เกิดเป็นเซลล์เชื้อเพลิง แล้วก็ปั่นขึ้นมาเป็นไฟฟ้า มาปั่นที่มอเตอร์อันนั้นเรารวมกันมาทั้งหมด รถในกลุ่มนี้มันจะมีแนวโน้มการเจริญเติบโตขึ้นในระดับโลก

แต่มันเป็นการเติบโตขึ้นในพื้นที่ของสื่อมวลชนมากกว่ายอดขายจริง นั่นคือสิ่งที่คนไทยและคนจำนวนมากๆ ต่างพากันเชื่อและหลงผิดจากการเสพสื่อในต่างประเทศว่ารถไฟฟ้ากำลังจะมา รถไฟฟ้ากำลังจะมา แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่อยากจะบอกก็คือมันมีแค่ Scandinavien ก็คือสวีเดนแล้วก็นอร์เวย์ที่มียอดขายรถไฟฟ้าอยู่ในระดับที่สูงมากๆ

เพราะอย่างในนอร์เวย์ตอนนี้ 60% ของรถยนต์ที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์ใหม่นั้นเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าหรือจะเป็นไฮบริดก็ตามแต่ Whatever จะเป็นแบบนั้น สวีเดนก็เช่นเดียวกัน แต่ในเยอรมนี ฝรั่งเศสในโปตุเกส อิตาลี หรือสเปน เขายังไม่ได้สนใจรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขนาดนั้น

เนื่องจากปัญหาสำคัญก็คือ แบตเตอรี่ ยังสามารถจะชาร์จไฟแล้วได้ความจุได้แค่ประมาณหนึ่ง แต่ระยะทางที่แล่นมันน้อยลง มันน้อยลงกว่ารถยนต์เก๋งที่เป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาบทั่วไป ถ้าเมื่อไรก็ตามที่แบตเตอรี่สามารถจะจุไฟได้เยอะแล้วก็รถแล่นได้ไกลขึ้นเมื่อนั้นแหละรถยนต์ไฟฟ้าอาจจะกลับมาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นกว่านี้

ส่วนในสหรัฐอเมริกานั้นถามว่าทำไม Tesla ได้รับความนิยม ง่ายนิดเดียวสังเกตดูดีๆ ว่าคนที่ซื้อรถส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนประเภท ทำงานสายไอทีอาจจะเป็นเนิร์ดไอที กิ๊กไอที อาจจะเป็นคนกลุ่มสายพวก Creative หรือคนที่มีความรู้สึกว่าฉันจะเป็นคนที่อยากจะให้ชาวบ้านชาวช่องเขาดูว่าฉันเป็นคนเทรนด์ใหม่ ฉันเท่นะ ฉันเจ๋งนะ แล้วฉันยี้กับเครื่องยนต์สันดาบ ฉันยี้กับน้ำมันนะ จริงๆ มันเป็นแฟชั่นอยู่ประมาณหนึ่ง

แต่ว่าถ้าลองดูดีๆ แล้ว รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาตอนนี้มันยังคงเป็นรถกระบะ Full-Size อย่างเช่น Ford F150 Chevrolet Colorado รวมทั้งรถเก๋งอย่าง Toyota Camry ซึ่งทั้งหมดนั้นยังคงเป็นรถน้ำมัน ถามว่าเเนวโน้มคนอเมริกันจะหนีไปใช้รถยนตืไฟฟ้าเยอะไหม ก็จะเหมือนกับยุโรปก็คือ จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ถ้าเมื่อไรก็ตามถ้าแบตเตอรี่ที่เขาชาร์จอยู่นั้นสามรถจะเพิ่มระยะทางการแล่นออกไปให้ไกลเทียบเท่ากับที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาบให้อยู่ในปัจจุบันนี้

คุณจิมมี่ :  ส่วนของในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายนั้นรถยนต์ไฟฟ้าจะยังเข้าไปถึงได้ช้ากว่า เนื่องจากว่ามันมีเรื่องของค่าใช้จ่าย เรื่องของ Infrastructure การส่งเสริมจากภาครัฐบาล แล้วก็รวมถึงเรื่องของนโยบายของภาครัฐบาลต่างๆ นาๆ ด้วย แล้วก็จะรวมถึงเรื่องของความทนทานต่อสภาพอากาศของตัวรถ เพราะว่าอย่างนึงที่ทุกคนลืมคิดไปก็คือว่าแบตเตอรี่นั้นมันจะมีผลต่อเรื่องความกดอากาศของความสูงแล้วก็การขึ้นทางชันต่างๆ นาๆ พวกนี้มีผล

เพราะว่าเอาง่ายๆ ว่าอย่างที่เคยมีการทดสอบมาแค่รถไฮบริดนะ เชื่อไหมว่า Toyota Prius Made in Japan นั้นขึ้นดอยอินทนนท์ ขึ้นดอยอ่างขาง บ้านเราไม่ได้จอดตายคาเนินเลย เเต่ถ้าเป็นรถที่ปรับมาเป็นสเปกเวอชั่นไทยขึ้นได้ แต่ขึ้นได้คุณก็ต้องกดคันเร่งเต็มตีนรถถึงจะค่อยๆ คานขึ้นไปอันนี้เจอมากับตัวเอง นั่นคือสิ่งที่คนไม่รู้มาอีกเยอะ

อันนี้เอาแค่รถไฮบริดนะยังไม่นับรถไฟฟ้านะ แต่รถยนต์ไฟฟ้าทุกวันนี้มันไปได้มากกว่านั้น เทคโนโลยีไฟฟ้ายังไงมันจะค่อยๆ คลืบคลานเข้ามาแต่มันจะยังไม่ถึงขั้นที่คนทั้งประเทศไทยใช้รถยนต์ไฟฟ้า ไม่มีทาง อย่างน้อยๆ เราก็ต้องว่าอีก 30 ปีจากนี้ไม่ใช่ใน 5-10 ปีนี้แน่นอน อย่าลืมว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศนี้ 60-70 เปอร์เซ็นต์นั้นยังคงเป็นรถยนต์เพื่อการพาณิชย์

นั่นคือรถกระบะ รถปิคอัพ แม้ว่าในอนาคตอาจจะมีรถกระบะไฮบริด หรือ SU PPV ไฮบริดออกมาซึ่งมันจะมาแน่ๆ แต่มันจะยังไม่ถึงขั้นที่เป็นปลั๊คเสียบแบบไฟฟ้า PHVV แบบนั้นยังใจเย็นๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะเปลี่ยนให้รถยนต์ในประเทศไทยนั้นเป็นไฟฟ้า เพียวรี100% นั้น บอกได้เลยว่าพวกเราทุกคนในประเทศไทยจะต้องเสียชีวิตกันไปหมดก่อนเท่านั้น

คุณจิมมี่ :  เอาง่ายๆ ลองคิดดูเล่นๆ แล้วกัน โตโยต้าเปิดตัว Prius รถยนต์ไฮบริดคันแรกของโลกในปี 1997 เอามาขายในประเทศไทยครั้งแรกเป็น Camry ไฮบริด ในปี 2009 มาถึงปัจจุบันนี้ 10 ปีคุณเห็นปริมาณรถยนต์ไฮบริดบนท้องถนนเยอะขึ้นใช่ แต่มันถึงขั้นเยอะเทียบเท่าระดับครึ่งนึงของทั้งปริมาณที่คุณเห็นทั้งกรุงเทพหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่ทุกอย่างค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และมีเวลาของมัน

มันจะต้องมีระยะเวลายอมรับทางเทคโนโลยีของคนทั่วๆ ที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องรถ มันจะต้องมีระยะเวลาที่จะเรียนรู้ แล้วก็การ Transfer ของเทคโนโลยีให้กับคนที่ต้องซ่อมมัน รวมทั้งคนที่ต้องทำงานในสายของอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งการให้ความรู้ของคนทั่วๆ ไปต่างๆ ต้องมีความคุ้นชินกับเทคโนโลยีเข้ามาประกอบกันด้วย รถยนต์ประเภทที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหลายเหล่านี้จึงค่อยๆ เริ่ม ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป

ธุรกิจรถยนต์ในอนาคตจะเป็นยังไง เพราะทุกคนก็มองว่าเศรษฐกิจซบเซา คนก็ไม่ค่อยซื้อรถกันแล้ว?

คุณจิมมี่ :  คนไม่ค่อยซื้อรถกันแล้วผมว่าไม่จริง ถ้าคนไม่ค่อยซื้อรถกันแล้วเนี่ย คำถามคือทุกวันนี้ยอดขายรถยนต์ของประเทศไทยยังป้วนเปี้ยนอยู่บวกลบหนึ่งล้านคัน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่ค่อนข้างจะสูงอยู่นะ อย่างนึงผมยังเชื่อว่าคนไทยยังจำนวนไม่น้อยยังจะจำเป็นต้องใช้รถยนต์อยู่ อย่างน้อยๆ อีกประมาณ 5-6 ปีข้างหน้า ยอดขายรถยนต์อาจจะป้วนเปี้ยนขึ้นๆ ลงๆ ตามสภาพเศรษฐกิจ

แต่ไม่ใช่ว่าคนจะเลิกใช้รถยนต์ ตราบใดก็ตามที่ระบบขนส่งมวลชนของประเทศยังคงพิกลพิการกันอยู่อย่างนี้ ความรู้สึกของคนที่อยากจะซื้อรถยนต์ต่อไปก็ยังคงมี แต่ถ้าถามว่าอย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีระบบเศรษฐกิจที่ดี และรวมทั้งมีระบบขนส่งมวลชนที่ค่อนข้างจะโอเค คนอาจจะไม่ต้องใช้รถยนต์ก็จริงอยู่ แต่ยอดขายรถยนต์ของเขาอยู่ในระดับ 5 ล้านคันต่อปี และมันก็ตันอยู่ที่ระดับนั้นมานานแล้ว

แต่สังเกตไหมว่าพวกเขาก็ยังซื้อรถ ยังซื้อขายรถกันอยู่ พวกเขายังคงทำรถยนต์ขายกันอยู่ มันจะยังไม่ตายใน 10 ปี ในช่วง 20 ปีนี้นะครับ ส่วนของฝั่งยุโรปเอง อันนี้อาจจะน่าเป็นห่วงนิดนึง พวกเขาถึงจะต้องเร่งทำรถแนว High Performance ออกมาเพื่อให้มันเป็น Toys Car มากขึ้น ส่วนใครก็ตามที่ทำรถออกมาแล้วขายได้ดีอยู่ต่อไป เขาก็คงต้อง Maintain ต่อไป

สิ่งที่เราเห็นต่อไปนี้คือผู้ผลิตฝั่งยุโรป ผู้ผลิตฝั่งญี่ปุ่น ฝั่งอเมริกา หรืออะไรก็ตาม จะมีการ Merge การควบกิจการมากขึ้น เพื่อที่จะอยู่ให้รอดในสภาพการณ์ที่ทุกคนกำลังกลัวว่ามันจะเริ่มตกต่ำและซบเซาลงหลังจากนี้ นี่คือข้อที่หนึ่ง ข้อที่สอง เงินที่เขาใช้ในการพัฒนารถยนต์ เทคโนโลยีใหม่ พวกไฟฟ้า พวก BEV พวก Fill Cell อะไรพวกนี้มันสูงขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นการ Merge กันของแต่ละบริษัทนั้นมีผลทำให้ต้นทุนต่างๆ มันถูกลง เมื่อต้นทุนต่างๆ มันถูกลง พวกเขาจะยังคงสามารถทำรถเหล่านั้นออกมาขายได้ในราคาที่พวกเขาพอจะแสวงหากำไรได้บ้าง นั่นคือในช่วงระยะสั้น ระยะในยะยาวนั้น การเข้ามาของเทคโนโลยี Autonomous Drive นะครับ น่าจะมีส่วนที่จะพลิกวงการรถยนต์กันไปได้ในระดับหนึ่ง แต่จะค่อยเป็นค่อยไป เพราะว่าอย่างเช่นเดียวกันกับเทคโนโลยี BEV พวกรถยนต์ไฟฟ้า คือยังไงก็ตามคนยังจำเป็นจะต้องมีการเรียนรู้ การทำความเข้าใจ และทำความคุ้นชินกับเทคโนโลยีนี้เข้ามา

คุณจิมมี่ :  โดยเฉพาะระบบขับขี่อัตโนมัตินั้น มันเป็นการก้าวขึ้นไปอีกสเต็ปนึงที่เหนือกว่ารถยนต์ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า คือเทคโนโลยีพวกนี้มันจะต้องถูกจับเอามารวมกันอยู่ในรถยนต์คันเดียวอยู่แล้ว แต่เราจะทำยังไงให้คนมีความคุ้นชินกับเทคโนโลยีเหล่านั้นได้เร็วขึ้น คือถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ๆ เขาคุ้นชินได้เร็ว แต่ถ้าเป็นคนรุ่นเรา รุ่นตั้งแต่สักประมาณ 30 ขึ้นไป อันนี้ยังคงจะทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ค่อนข้างช้ากว่าเด็กรุ่นหลังๆ จากนี้ไป

ซึ่งอันนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องไปศึกษาวิธีการกันต่อไป เชื่ออย่างหนึ่งว่าอุตสาหกรรมยานยนต์มันยังไม่ตายหรอก แต่มันจะต้องถูกควบรวมกับกิจการในรูปแบบอื่น เช่น ในเรื่องเกี่ยวข้องกับพวกแบบดิจิทัล รวมทั้งในเรื่องของการให้บริการด้านของการขนส่งโลจิสติก รวมทั้งเรื่องของการสื่อสาร เรื่องของ Connected ต่างๆ นะครับ เรื่องของไอที

ต่อไปรถยนต์ที่ทางฝั่งยุโรป และทางฝั่งอเมริกาอะไรก็ตาม ที่บรรดา Nerd IT Gig ไอทีทั้งหลาย เขามองกันคือ เขามองว่ารถยนต์จะถูกกลืนกลายไปเป็น Gadget อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าสำหรับประเทศเหล่านั้นล่ะก็มันเป็นไปได้ แต่ถ้าสำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายและประเทศส่วนใหญ่ในโลกล่ะก็ อีกนานครับ

อยากให้วิเคราะห์ปีหน้าว่ามีเหตุการณ์ เรื่องราวอะไรที่น่าสนใจบ้างในวงการรถยนต์ ?

คุณจิมมี่ :  วงการรถยนต์ในปีหน้านี้นะครับ บอกเลยว่ามันจะเจอทั้งความผันผวนจากทางสภาพเศรษฐกิจ ก็คือทุกๆ คนก็จะพากันกลัวว่าเศรษฐกิจนั้นตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปก็จะเริ่มไม่ดีบ้างล่ะ จะเริ่มอะไรต่างๆ นานาบ้างล่ะ แล้วก็ทำให้แผนการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่จะมาขายในประเทศไทยนั้น มันก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรเลยเหมือนกัน

อย่างไรก็ตามนะครับสิ่งที่จะเกิดขึ้นช่วงครึ่งแรกของปีหน้า เราจะได้เห็นพาเหรดของบรรดา SUV ระดับราคาต่ำกว่า 1,500,000 บาท กรีธาทัพลงตลาดอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น Toyota CSUV ก็คือให้นึกถึง CSR เอาไว้นี่แหละครับ ทั้งเครื่องยนต์ ทั้งงานวิศวกรรมต่างๆ แต่มาในรูปทรงที่เป็น SUV มากขึ้น รวมทั้ง Mazda CX-30 ซึ่งคันจริงบอกเลยว่าให้นึกถึง Mazda 3 CX ตัวปัจจุบัน

แต่ต่อพื้นที่ด้านหลังให้มันยาวขึ้นและนั่งสบายขึ้น และมีพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลังให้มันเยอะขึ้น รวมทั้ง Nissan kicks ซึ่งได้ยินว่า Nissan kicks จะมาเป็นกลุ่มพลัง Hybrid e-POWER เท่านั้นนะฮะ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนฝรั่งเศสของนิสสันเขาคิดอะไรของเขาอยู่ ที่จะไม่มีเครื่องยนต์สันดาปมาให้เลือกกันเลย

ทั้งๆ ที่เขาก็ลืมนึกไปเลยว่าลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ในกลุ่มราคานี้เนี่ย Price Sensitive พอสมควรนะครับ อันนี้ก็เป็นในกลุ่มของ SUV ซึ่งเดี๋ยวจะกำลังทยอยๆ เข้ามาในประเทศไทย อีกกลุ่มนึง คือ กลุ่ม SUVPPV ซึ่งในปีหน้าไม่ว่าจะเป็น Toyota Fortuner หรือแม้กระทั่ง Isuzu MU-X นั้น จะต้องมีการปรับโฉม จะต้องมีการเปลี่ยนโฉมด้วยเช่นเดียวกันนะครับ

ในขณะเดียวกันตลาดรถกระบะปีหน้าก็จะยังทรงๆ ตัว อาจจะมีแค่การปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ ของผู้เล่นในตลาด และอาจจะมีรถยนต์รุ่นใหม่อย่างของ Mazda BT-50 เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกับ Isuzu D-MAX นั่นแหละครับ ก็คงจะตามเข้ามา แต่ว่าก็ยังไม่ได้หวือหวาอะไร ส่วนบรรดารถยนต์พรีเมียมนั้นก็จะทยอยกรีธาทัพเข้ามาอีกล็อตใหญ่ๆ พอสมควร

เพราะฉะนั้นปีหน้าผมมองว่ามันน่าจะเป็นปีของ SUV มากกว่า ในขณะที่ในส่วนของรถยนต์เก๋งต่างๆ นานานั้น มันทยอยเปิดตัวกันไปในปีนี้หมดแล้ว แล้วก็มีอีกหลายๆ รุ่นที่ถูกเก็บเอาไว้รอเล่นสนุกกันในปี 2021 กันพอสมควรนะครับ ดังนั้นตลาดปีหน้านั้นผมถือว่าความหวือหวาต่างๆ น่าจะลดทอนลงมาจากปีนี้นิดหน่อย แล้วก็เน้นไปที่ตลาด SUV ค่อนข้างจะเยอะ แล้วก็เป็น SUV ตั้งแต่หลากระดับราคา แต่เน้นไปที่ SUV ราคาต่ำกว่า 1,500,000 บาทลงไปนะครับ

อันนี้คือภาพรวมของตลาดในปีหน้าที่เราจะได้เห็นกัน ในส่วนของรถยนต์พลังไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริดต่างๆ นั้นก็จะเข้ามาเปิดตลาดในบ้านเราเยอะขึ้น แต่ไม่ได้มาแบบถล่มตู้มมาทีเดียว ไม่ใช่ แต่ค่อยๆ มาแบบเรื่อยๆ นะครับ อย่างน้อยๆ ในปีหน้าคุณจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้า SUV Mercedes-Benz EQC เข้ามาเปิดตัวที่ประเทศไทยเราสักที หลังจากที่ยังมีการยักแย่ยักยันกันอยู่ระหว่างทาง Mercedes-Benz Thailand กับทางรัฐบาลไทยนะครับ ในเรื่องของโควตาการนำเข้าในล็อตแรกตรงนั้น ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นที่เขายังหาข้อยุติกันยังไม่เจอนะฮะ แล้วก็นอกเหนือจากนี้จะมีเทคโนโลยีไฮบริดแล้วก็ไฟฟ้าต่างๆ ทยอยมาที่เมืองไทยอีกหลายๆ รุ่นเหมือนกันนะครับ อันนี้ก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

Eco Car Phase 2 ของปีหน้า ?

Eco Car Phase 2 ของปีหน้าคือทุกเจ้ามาเปิดตัวไปจบแล้วในปีนี้ แล้วก็จะเริ่มส่งมอบกันในตั้งแต่ช่วงประมาณธันวาคม มกรานี้เป็นต้นไป เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เป็น Eco Car Phase 2 อะไรก็ตามที่เป็น Subcompact หลังจากนี้เนี่ย ก็คือจะขายแต่ในสิ่งที่มันมีกัน และเปิดตัวกันไปหมดอยู่แล้วในตลาดนะครับ ถ้าจะมีความเคลื่อนไหวกันอย่างจริงจังอีกครั้งสำหรับรถยนต์ในกลุ่ม Eco Car นั้นเนี่ย คิดว่าน่าจะประมาณเป็นปี 2022 เป็นต้นไป

เพราะนั่นจะถึงเวลาที่ทุกค่ายต้องปรับโฉม Master Change หรือจะมีการเปลี่ยนโฉม Full-Model Change และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Toyota พวกเขาจะต้องมี Yaris Full-Model Change เจเนอเรชันใหม่ที่สร้างขึ้นบนโครงสร้างวิศวกรรมพื้นฐานร่วมกับทาง Daihatsu นะครับ ก็คือเป็น TNGA และก็ DNGA น่าจะเปิดตัวในประเทศไทยเป็นแห่งแรกในโลกได้ในช่วงประมาณปี 2022 อันนั้นคือตัวที่น่าจะจับตามองว่า Toyota จะแก้ปัญหาเรื่องการทับซ้อนระหว่าง Vios กับ Yaris ที่เกิดขึ้นในตลาดเมืองไทย และก็รวมทั้งเรื่องของ Strategy ของรถยนต์ขนาดเล็ก Subcompact ในกลุ่มตลาด E-Merge Market ของเขาได้อย่างไร อันนี้เป็นตัวที่น่าจับตามองที่สุดแล้วครับผม

 

from:https://www.thumbsup.in.th/car-economy-2019

บริหารเงินให้ธุรกิจ SMEs อย่างไรให้อยู่รอด กับคำแนะนำดีๆ ของโค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์

เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องยาก แต่การบริหารเงินให้มีกำไรงอกเงยต่างหากที่ยากกว่า ดังนั้น เราจึงเห็นเจ้าของธุรกิจหลายรายที่ไปไม่รอด เพราะไม่วางแผนด้านการเงินที่ดี แม้กลยุทธ์ที่วางจะดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่วางแผนทางการเงินควบคู่ไปด้วยก็อาจหมดเงินไปกับการทุ่มใช้กับกลยุทธ์ด้านการตลาดได้ง่ายๆ

ท่านผู้อ่านทุกคนที่ติดตามเพจด้านการเงิน อาจจะเคยได้ยินชื่อของ โค้ชหนุ่ม – จักรพงษ์ เมษพันธุ์ เจ้าของเพจ THE MONEY COACH และโค้ชการเงินส่วนบุคคล ผู้ให้คำปรึกษาทางการเงินที่ดีผ่าน Podcast ที่ชื่อว่า Money Case by Money Coach และจะให้ข้อแนะนำกับธุรกิจ SMEs เกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินให้มั่นคงเพื่ออนาคต

ทั้งนี้ การมีกลยุทธ์ที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำธุรกิจ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดในการนำพาธุรกิจให้อยู่รอดปลอดภัย กำไรหรือยอดขายที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ใช่สิ่งชี้วัดว่าธุรกิจจะเติบโต เพราะหากธุรกิจบริหารจัดการเงินไม่เป็น ไม่สามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ ระบบการเงินก็เหมือนถังน้ำที่มีรูรั่ว ทำให้ขาดสภาพคล่อง ธุรกิจสะดุด ซ้ำร้ายอาจถึงขั้นล้มละลายปิดกิจการไปในที่สุด

เงินคือปัจจัยสำคัญของคนทำธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีมือใหม่ ที่ยังบริหารจัดการเรื่องเงินอย่างหละหลวมย่อมมีความเสี่ยงอย่างยิ่ง

มีคนเข้าใจผิดเยอะมากว่า มีเงินหนึ่งก้อนก็สามารถทำธุรกิจได้ แท้จริงแล้ว การมีเงินก้อนหนึ่งทำให้เราเริ่มต้นทำธุรกิจได้ก็จริง ซึ่งการบริหารเงินแบบฉบับเอสเอ็มอี ต้องให้ความสำคัญ

‘5 เรื่องสำคัญการบริหารเงินให้ธุรกิจไปรอด’ 

สิ่งที่หลายคนกังวลเรื่อง “การเงิน” คือจะบริหารอย่างไรให้ธุรกิจยังอยู่ได้ ซึ่งทั้งหมดต้องอยู่ที่การวางแผนใช้เงินอย่างเหมาะสม แต่จะบริหารและวางแผนอย่างไร ลองดูข้อแนะนำนี้กันค่ะ

เงินทุนหมุนเวียน ต้องเตรียมเท่าไหร่

โค้ชหนุ่ม แนะนำในเรื่องของเงินทุนหมุนเวียน หรือเงินทุนสำรอง คือความมั่นคงพื้นฐานของธุรกิจ สิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรพิจารณา คือ ต้องเตรียมเงินทุนหมุนเวียนเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ เช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป ต้องการกระแสเงินสดที่ไหลเวียนอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องประเมินสภาพคล่องธุรกิจว่า ในหนึ่งเดือนใช้เงินเท่าไหร่ ทั้งค่าใช้จ่ายด้านวัตถุดิบ แรงงาน ค่าขั้นตอนปฏิบัติงานต่างๆ ควรเผื่อเงินสำรองไว้ 3 เดือนเพื่อความคล่องตัวของธุรกิจ

กรณีธุรกิจมีการให้เครดิตเทอม หรือเครดิตการค้าที่ใช้เวลาในการวางบิลเก็บเงินนาน ในขณะที่ต้องมีการชำระค่าใช้จ่ายเป็นเงินสด ธุรกิจลักษณะนี้อาจต้องเตรียมเงินทุนสำรองถึง 6 เดือนเพื่อความอุ่นใจ

สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทราบอีกอย่างหนึ่งคือ เงินสำรองมีน้อยก็เสี่ยง มีมากเกินไปก็ไม่ดี เพราะอาจเสียโอกาสที่จะนำเงินไปสร้างผลตอบแทนในด้านอื่น ดังนั้นจึงต้องประเมินอย่างเหมาะสม

 

วางแผนบริหารกระแสเงินสด

ในการจัดการเรื่องเงินให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไปรอดลำดับต่อมาคือ การวางแผนบริหารจัดการกระแสเงินสด ปัญหาสำคัญคือ เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ารายได้ที่เข้ามานั้นเป็นเงินที่มีภาระอะไรบ้าง เช่น รายจ่ายที่จำเป็น หนี้สินธุรกิจที่ต้องชำระ หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ในบริษัท ทำให้ไม่ทราบตัวเลขกระแสเงินสดที่ปลอดภาระอย่างแท้จริงมีผลทำให้การตัดสินใจใช้เงินค่อนข้างยาก และอาจผิดพลาดได้

ฉะนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการ SMEs ควรทำคือ บริหารจัดการกระแสเงินสด จะเข้ามาจากไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ประมาณการรายจ่ายเท่าไหร่ และเมื่อไหร่บ้าง มีเงินสดเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายหรือไม่ ถ้าไม่พอเตรียมแผนสำรองไว้อย่างไร เพราะหากผิดพลาดหรือล่าช้าเพียงไม่กี่วัน อาจกระทบกับสภาพคล่องของธุรกิจ หรือความเชื่อมั่นของคู่ค้าได้ ดังนั้นประมาณการกระแสเงินสดไหลเข้าออก ต้องแม่นยำเพื่อสามารถวางแผนบริหารจัดการเงินได้อย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกันการบริหารเครดิตเทอม หรือเทอมการค้าที่ยืดหยุ่นให้กับลูกค้าบางราย หรือลูกค้าใหม่ ควรปรับไปตามสถานการณ์ โดยพยายามบริหารเงินให้ธุรกิจได้ประโยชน์มากที่สุด อาทิ บางรายให้เครดิต บางรายเก็บเงินสด ก็เป็นอีกเทคนิคการจัดการเงินเบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการใหม่

 

แยกกระเป๋า เงินเรา เงินบริษัท

เมื่อวางแผนจัดการกระแสเงินสดได้แล้ว ผู้ประกอบการก็จะได้ทราบตัวเลขเงินที่ปลอดภาระแต่ปัญหาส่วนใหญ่คือ ผู้ประกอบการมักใช้เงินปะปนกันระหว่างเงินของตัวเองกับเงินของธุรกิจ เรื่องนี้เจ้าของธุรกิจมักคิดว่ายังไงก็เงินเรา แต่จริง แล้วไม่ถูกต้อง เพราะหากมองในแง่มุมการทำธุรกิจ การเสียภาษีของบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลนั้นใช้คนละฐานภาษีกัน

ดังนั้น การใช้จ่ายเงินส่วนตัว กับรายได้จากธุรกิจควรแยกกระเป๋าให้ชัดเจน หากไม่แยก เจ้าของธุรกิจจะไม่ทราบเลยว่าจริง แล้วธุรกิจมีกำไรหรือขาดทุน เพราะช่วงที่ธุรกิจขาดเงินก็ใช้เงินส่วนตัวจ่าย ช่วงที่เก็บเงินได้ก็นำไปใช้ส่วนตัว การใช้เงินปะปนกันไปหมด หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุน ควรนำไปลงทุนในธุรกิจ หรือนำไปปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ควรใช้เงินสดจนขาดสภาพคล่อง

 

วางแผนขอสินเชื่อ และการหาหุ้นส่วน

ในช่วงที่ธุรกิจต้องการใช้เงินจำนวนมาก อาทิ นำไปจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อขยายการผลิต ลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจ หรือประมาณการเงินหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดความฉุกละหุก จึงควรวางแผนหาแหล่งเงินสำรอง ไม่ควรรอให้เงินขาดมือแล้วค่อยมองหาช่องทาง

สินเชื่อธุรกิจ เป็นหนทางในการเข้าถึงแหล่งเงินได้ดีที่สุด เราควรวางแผนขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งมวล และการขอสินเชื่อแต่ละครั้งควรระบุประเภทของสินเชื่อให้ชัดเจนตามวัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้ 

อีกรูปแบบหนึ่งในการเข้าถึงแหล่งเงิน คือการหาหุ้นส่วนมาร่วมลงทุน หรือกิจการร่วมค้า แต่แนะนำว่าให้ผู้ประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินก่อน เพราะการหาหุ้นส่วน มีประเด็นที่ต้องพิจารณามากมาย เปรียบเทียบง่ายๆ ขอสินเชื่อสถาบันการเงิน อาจมีภาระชำระหนี้ 5-10 ปี เป็นภาระสั้นๆ แต่การมีหุ้นส่วนคือการอยู่ร่วมกันระยะยาว  จึงต้องพิจารณาและประเมินให้ดี

 

ให้ความสำคัญกับงบการเงิน 

ทุกองค์กรควรกำหนดผู้ทำหน้าที่ติดตามรายการรับจ่ายเงิน บันทึกข้อมูลทางบัญชีเพื่อจัดทำประมาณการกระแสเงินสด และจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้ได้ตัวเลขที่ถูกต้อง ซึ่งก็คืองบการเงินที่เป็นหัวใจสำคัญ

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า งบการเงินไม่เพียงแต่ใช้ประโยชน์เพื่อนำส่งสรรพากรเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นงบแสดงสถานะทางการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ถ้าผู้ประกอบการทำตัวเลขถูกต้อง จะสามารถนำมาใช้บริหารจัดการ หรือช่วยตัดสินใจในธุรกิจได้

และที่สำคัญ กรณีมีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม และประสงค์ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการที่ส่งงบการเงินที่ถูกต้องประกอบการขอสินเชื่อย่อมส่งผลดี เพราะเจ้าหน้าที่สินเชื่อจะสามารถประเมินศักยภาพของธุรกิจ ความจำเป็นต้องใช้เงินเพิ่มได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ของงบการเงินที่ผู้ประกอบการมองข้าม

สุดท้าย มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ธุรกิจโตเพราะการตลาด ขายดีเพราะการจัดการ แต่ส่วนใหญ่ที่เจ๊ง บอกได้เลยว่า เป็นเพราะเรื่องการเงิน ดังนั้นธุรกิจที่เฝ้าระวังตลอดเวลา มีข้อมูลบริหารจัดการเงินที่ดี และถูกต้อง ธุรกิจเหล่านี้จะเติบโต สร้างกำไร และความมั่งคั่งให้กับกิจการ

 

ชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่นี่

from:https://www.thumbsup.in.th/money-coach-for-sme