คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

ธนาคารกรุงเทพ จับมือ 7-Eleven ปูพรม Bank Agent ให้บริการ 12,500 สาขาทั่วประเทศ

ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับซีพีออลล์ ปูพรมบริการตัวแทน Banking Agent เพิ่มจุดรับฝากเงินสดที่จุดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ที่มีจำนวนกว่า 12,500 สาขาทั่วประเทศ พร้อมจัดโปรโมชั่นให้ลูกค้าที่ใช้บริการตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2563 – 23 ม.ค. 2564 รับฟรีคูปองแทนเงินสดท้ายใบเสร็จ มูลค่า 10 บาท สำหรับใช้ชำระค่าสินค้าในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

นางปรัศนี  อุยยามะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงเทพให้ความสำคัญกับการเติมเต็มประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าอย่างสูงสุด จึงเร่งเดินหน้าขยายบริการตัวแทน Banking Agent ต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวก และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงิน

“ความร่วมมือกับเคาน์เตอร์เซอร์วิส บริษัทในกลุ่มธุรกิจ ซีพีออลล์ ครั้งนี้ เป็นการยกระดับการสร้างประสบการณ์และความพึงพอใจให้ลูกค้าธนาคารกรุงเทพ ด้วยการเพิ่ม New Touchpoint สำหรับบริการรับฝากเงินสดเพื่อนำเข้าบัญชีสะสมทรัพย์ และกระแสรายวัน ผ่านพันธมิตรที่แข็งแกร่งและมีจุดให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ระดับชุมชน หรือหมู่บ้าน ที่ใกล้ตัวลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการได้ง่ายยิ่งขึ้น”

นายวีรเดช อัครผลพานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า เคาน์เตอร์เซอร์วิสมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทน Banking Agent ให้กับธนาคารกรุงเทพ ที่เป็นธนาคารรายใหญ่ที่มีจำนวนผู้ใช้บริการมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยบริการดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลให้เข้าถึงธุรกรรมทางด้านการเงินมากยิ่งขึ้น สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าและมั่นใจได้ถึงความถูกต้อง รวดเร็ว และความปลอดภัยของข้อมูล  ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของเคาน์เตอร์เซอร์วิสแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ด้วยจำนวนจุดให้บริการที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ที่เปิดให้บริการทุกวัน กว่า 12,500 สาขา ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ​

ผู้สนใจต้องการใช้บริการฝากเงินสดเข้าบัญชีสะสมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  • ผู้นำฝาก ใช้เพียงบัตรประชาชน พร้อมคีย์เลขที่บัญชีสะสมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวันธนาคารกรุงเทพ
  • กำหนดวงเงินในการรับฝากเงินสด ตั้งแต่ 100 – 30,000 บาทต่อรายการ และไม่เกิน 100,000 บาทต่อวัน ต่อหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ใช้บริการ

ลูกค้าธนาคารกรุงเทพที่ต้องการใช้บริการ Banking Agent เพื่อการฝากเงินสดเข้าบัญชีสะสมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวัน สามารถใช้บริการได้ที่จุดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาใกล้บ้าน หรือสอบถามที่บัวหลวงโฟน โทร. 1333 หรือ 0-2645-5555 หรือเว็บไซต์ www.bangkokbank.com

from:https://www.thumbsup.in.th/bbl-7eleven-bank-agent?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=bbl-7eleven-bank-agent

เปิดชื่อ 15 องค์กร ที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดในประเทศไทยประจำปี 2020

ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 แล้วสำหรับการประกาศผลรางวัล องค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุด หรือ Thailand’s Top Corporate Brands จัดโดยหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ศ.ดร.กุณฑลี รื่นรมย์ อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สร้างเครื่องมือวัดมูลค่าแบรนด์องค์กร CBS Valuation (Corporate Brand Success Valuation)  กล่าวว่า “ปี 2563 แม้จะมีสถานการณ์ไม่ปกติจากการระบาดของโควิด-19 แต่การวิจัยวัดมูลค่าแบรนด์องค์กรของบริษัทจดทะเบียนทั้งในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริหารระดับสูงของภาคธุรกิจให้ความสำคัญต่อการสร้างและพัฒนาแบรนด์องค์กร (Corporate Brand) เพื่อความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว”

โดยเครื่องมือวัดมูลค่าแบรนด์องค์กรได้นำตัวเลขจากงบการเงินในรายงานประจำปี  ซึ่งเป็นข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยต่อสาธารณชนมาคำนวณโดยใช้สูตร CBS Valuation บูรณาการแนวคิดด้านการตลาด การเงิน และการบัญชี อย่างมีระบบทำให้สามารถคำนวณมูลค่าแบรนด์องค์กรออกมาได้เป็นตัวเลขทางการเงินโดยไม่มีความลำเอียง

สำหรับองค์กรในประเทศไทยที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุด ใน 15 หมวด ได้แก่

1.อาหารและเครื่องดื่ม – ‘คาราบาว กรุ๊ป’  มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 56,462 ล้านบาท

2.ธนาคาร – ‘ธนาคารกสิกรไทย’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 86,999 ล้านบาท

3.เงินทุนและหลักทรัพย์ – ‘บัตรกรุงไทย’ (KTC)​ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 57,060 ล้านบาท

4.ประกันภัยและประกันชีวิต  – ‘ทิพยประกันภัย’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 5,796 ล้านบาท

5.ยานยนต์ – ‘พี.ซี.เอส แมชีน กรุ๊ป โฮลดิ้ง’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 5,124 ล้านบาท

6.ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ – ‘อินโด รามา เวนเจอร์ส’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 27,710 ล้านบาท

7.วัสดุก่อสร้าง – ‘ปูนซีเมนต์นครหลวง’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 38,121 ล้านบาท

8.พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ – ‘แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 64,753 ล้านบาท

9.พลังงานและสาธารณูปโภค – ‘พลังงานบริสุทธิ์’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 137,032 ล้านบาท

10.การแพทย์ – ‘โรงพยาบาลจุฬารัตน์’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 20,749 ล้านบาท

11.สื่อและสิ่งพิมพ์ – ‘วีจีไอ’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 50,697 ล้านบาท

12.การท่องเที่ยวและสันทนาการ – ‘ดิ เอราวัณ กรุ๊ป’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 8,675 ล้านบาท

13.ขนส่งและโลจิสติกส์ – ‘ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ’ (BEM)​ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร  92,733 ล้านบาท

14.ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ – ‘เคซีอี อีเลคโทรนิคส์’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 25,547 ล้านบาท

15.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร – ‘อินทัช โฮลดิ้ง’ มีมูลค่าแบรนด์องค์กร 145,577 ล้านบาท

from:https://www.thumbsup.in.th/thailand-top-corporate-brands-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thailand-top-corporate-brands-2020

ธนาคารกรุงเทพ จับมือ 7-Eleven ปูพรม Bank Agent ให้บริการ 12,5000 สาขาทั่วประเทศ

ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับซีพีออลล์ ปูพรมบริการตัวแทน Banking Agent เพิ่มจุดรับฝากเงินสดที่จุดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ที่มีจำนวนกว่า 12,500 สาขาทั่วประเทศ พร้อมจัดโปรโมชั่นให้ลูกค้าที่ใช้บริการตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2563 – 23 ม.ค. 2564 รับฟรีคูปองแทนเงินสดท้ายใบเสร็จ มูลค่า 10 บาท สำหรับใช้ชำระค่าสินค้าในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

นางปรัศนี  อุยยามะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงเทพให้ความสำคัญกับการเติมเต็มประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าอย่างสูงสุด จึงเร่งเดินหน้าขยายบริการตัวแทน Banking Agent ต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวก และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงิน

“ความร่วมมือกับเคาน์เตอร์เซอร์วิส บริษัทในกลุ่มธุรกิจ ซีพีออลล์ ครั้งนี้ เป็นการยกระดับการสร้างประสบการณ์และความพึงพอใจให้ลูกค้าธนาคารกรุงเทพ ด้วยการเพิ่ม New Touchpoint สำหรับบริการรับฝากเงินสดเพื่อนำเข้าบัญชีสะสมทรัพย์ และกระแสรายวัน ผ่านพันธมิตรที่แข็งแกร่งและมีจุดให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ระดับชุมชน หรือหมู่บ้าน ที่ใกล้ตัวลูกค้ามากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการได้ง่ายยิ่งขึ้น”

นายวีรเดช อัครผลพานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า เคาน์เตอร์เซอร์วิสมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทน Banking Agent ให้กับธนาคารกรุงเทพ ที่เป็นธนาคารรายใหญ่ที่มีจำนวนผู้ใช้บริการมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดยบริการดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลให้เข้าถึงธุรกรรมทางด้านการเงินมากยิ่งขึ้น สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าและมั่นใจได้ถึงความถูกต้อง รวดเร็ว และความปลอดภัยของข้อมูล  ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของเคาน์เตอร์เซอร์วิสแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ด้วยจำนวนจุดให้บริการที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ที่เปิดให้บริการทุกวัน กว่า 12,500 สาขา ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ​

ผู้สนใจต้องการใช้บริการฝากเงินสดเข้าบัญชีสะสมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  • ผู้นำฝาก ใช้เพียงบัตรประชาชน พร้อมคีย์เลขที่บัญชีสะสมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวันธนาคารกรุงเทพ
  • กำหนดวงเงินในการรับฝากเงินสด ตั้งแต่ 100 – 30,000 บาทต่อรายการ และไม่เกิน 100,000 บาทต่อวัน ต่อหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ใช้บริการ

ลูกค้าธนาคารกรุงเทพที่ต้องการใช้บริการ Banking Agent เพื่อการฝากเงินสดเข้าบัญชีสะสมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวัน สามารถใช้บริการได้ที่จุดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาใกล้บ้าน หรือสอบถามที่บัวหลวงโฟน โทร. 1333 หรือ 0-2645-5555 หรือเว็บไซต์ www.bangkokbank.com

from:https://www.thumbsup.in.th/bbl-7-eleven-bank-agent?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=bbl-7-eleven-bank-agent

สรุปสถิติดิจิทัลที่น่าสนใจประจำเดือนตุลาคม 2020

กลับมาอีกครั้งสำหรับการอัปเดตสถิติดิจิทัล (Digital Stat) สำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างที่เราทราบกันดีว่าปี 2020 นี้เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ผู้คนอยู่บ้านมากขึ้น กลายเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกคนหันมาใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลมากกว่าเดิม

โดย we are social และ Hootsuite ได้รวบรวมสถิติจนถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลล่าสุดจำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั่วโลกทะลุ 4 พันล้านคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมากถึง 2 พันล้านคนเข้าใช้งานเป็นประจำทุกวัน

เริ่มต้นที่จำนวนผู้ใช้บนโซเชียลมีเดียแต่ละแพลตฟอร์ม แน่นอนว่าเฟซบุ๊ก (Facebook) ยังคงเป็นโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของโลก จำนวนผู้ใช้ล่าสุดมากถึง 2.7 พันล้านคน ตามมาด้วย YouTube และ Whatsapp ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้เท่าๆ กันที่ 2 พันล้านคน รองลงมาคือ Facebook Messenger, Wechat, Instagram และ TikTok

จำนวนผู้ใช้งาน Facebook ในไทยติดอันดับ 8 ของโลกที่จำนวน 50 ล้านคนหรือคิดเป็น 72% ของประชากร แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจำนวนผู้ใช้งานอาจไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีโอกาสในการเข้าถึงคนจำนวนมากของแบรนด์และนักการตลาด

แม้ประชากรของประเทศไทยไม่ได้มากเมื่อเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ แต่จำนวนผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน Instagram ของไทยติดอันดับ 16 ร่วมของโลก ด้วยจำนวนมากถึง 15 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1 ล้านคนหรือ 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว

สำหรับอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement) ของ Instagram แบ่งตามจำนวนผู้ติดตามได้ดังนี้ ผู้ติดตามต่ำกว่า 10,000 คนมีอัตราการมีส่วนร่วม 1.55% บัญชีที่มีผู้ติดตาม 10,000 – 100,000 คนมีอัตราการมีส่วนร่วม 0.99% และบัญชีที่มีผู้ติดตามมากกว่า 0.62% มีอัตราการมีส่วนร่วม 0.62%

มาต่อกันที่ Twitter มีเติบโตมากถึง 8.4% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ใช้งานกว่า 27 ล้านราย สำหรับประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมด 7.35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3% หรือคิดเป็น 200,000 บาท

ผู้ใช้งาน TikTok ทั่วโลกอยู่ที่ 689 ล้านราย เพียงเดือนกันยายน 2563 เดือนเดียวผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 32 ล้านคน

แอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงกันยายน 2563

แอปพลิเคชันที่ผู้ใช้งานใช้เวลาสูงสุดในเดือนกรกฎาคม ถึงกันยายน 2563

จากผลสำรวจผู้บริโภคพบว่าช่องที่ทำให้ค้นพบแบรนด์ใหม่ๆ มากที่สุดคือ Search Engines ที่ 33.7% Ads on Television ที่ 32.3% ตามมาด้วยการบอกปากต่อปาก (Word-of-Mouth) ที่ 29.1% ขณะที่ผู้บริโภคค้นพบแบรนด์ใหม่ทางโซเชียลมีเดียเพียง 26.9% เท่านั้น

สำหรับผู้ที่สนใจ Digital Stat เพิ่มเติมสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Datareportal

from:https://www.thumbsup.in.th/digital-stat-oct-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=digital-stat-oct-2020

กรุงศรี ออโต้ เผยอินไซต์ผู้ใช้รถปี 2021

ด้วยภาพรวมของจีดีพีประเทศหดตัวลง 6.4% แม้จะเริ่มมีสัญญาณปรับตัวที่ดีขึ้น จากการเร่งใช้จ่ายของภาครัฐและการส่งออก รวมถึงคนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้มากขึ้น ประกอบกับการใช้จ่ายอีคอมเมิร์ซมีตัวเลขโต 2.2 แสนล้านบาท ยิ่งเป็นสัญญาณให้ภาคธุรกิจฟื้นกลับมาดีขึ้น

กรุงศรี ออโต้ ผู้ให้บริการด้านสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร ธุรกิจในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดการณ์ว่าจะมีรถยนต์ใหม่ออกสู่ตลาด 7.7 แสนคัน ลดลง 23% แม้จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของรัฐและเอกชนมากขึ้น แต่เชื่อว่าจะมีตัวเลขภาพรวมการขอสินเชื่อยานยนต์อยู่ที่ 579,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเติบโตด้านเทคโนโลยีจะเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการสินเชื่อยานยนต์หันกลับมาตอบความต้องการของผู้ใช้รถได้มากขึ้น

กฤติยา ศรีสนิท ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วงโควิด-19 นั้น แม้สถานการณ์รถยนต์จะมีตัวเลขที่ลดลงแต่ในแง่สินเชื่อนั้น กลุ่มรถจักรยานยนต์มีการเติบโตที่ดีขึ้น 

เพราะมีคนหันไปประกอบอาชีพด้านเดลิเวอรี่มากขึ้น ทำให้มียอดการขอสินเชื่อจากรถจักรยานยนต์ เข้ามาทดแทนภาพรวม รวมทั้งมีกลุ่มลูกค้าครอบครัวที่มองหารถมือสองที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและยังคุ้มค่ากับการซื้อมาใช้งาน ทั้งนี้กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กหรืออีโคคาร์ก็ยังเป็นที่ต้องการสำหรับกลุ่มวัยทำงานเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ คาดการณ์จากภาพรวมตลาดรถยนต์มีโอกาสเติบโตได้ถึง 3% หรือจำนวนรถยนต์ที่ขอสินเชื่ออยู่ที่ 8 แสนคัน ส่วนภาพรวมรายได้ของบริษัทนั้นคงต้องรอดูสถานการณ์จากงานนิทรรศการรถยนต์อย่างมอเตอร์โชว์ก่อนว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร

แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย แต่มี 3 เทรนด์ที่น่าสนใจซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกใช้สินค้าและบริการของผู้ใช้รถในปีหน้า รวมถึงเล็งเห็นโอกาสในการใช้จุดแข็งขององค์กร

โดยเฉพาะความเข้าใจผู้ใช้รถอย่างลึกซึ้งและความเป็นผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรม ในการสร้างสรรค์โซลูชันสินเชื่อยานยนต์เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น

  1. ใช้ชีวิตบนดิจิทัล (Digitally-connected)

บริการดิจิทัลได้รับความนิยมและมีการเติบโตอย่างโดดเด่นในปีที่ผ่านมา เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้าง กรุงศรี ออโต้ มองเห็นแนวโน้มการเติบโตของบริการสินเชื่อยานยนต์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยยอดสินเชื่อใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 52% และคาดว่าในปีนี้ยอดสินเชื่อใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์จะมีมูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท

กรุงศรี ออโต้ ได้เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่การเชื่อมต่อบริการให้ลูกค้าเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และยกระดับกระบวนการทำงานภายในและการทำงานร่วมกับพันธมิตรให้ไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพขึ้น ผ่านเครื่องมือดิจิทัล เช่น iPartner ระบบรายงานข้อมูลและสถานะสินเชื่อสำหรับพันธมิตร iAppraisal ระบบประเมินและอนุมัติราคารถยนต์มือสองแบบเรียลไทม์ และ iCreate ระบบประมวลข้อมูลส่วนบุคคลในแบบฟอร์มสมัครสินเชื่ออิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติเป็นต้น

  1. ตรงใจในจังหวะที่ใช่ (Micro-segmented)

การสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่เฉพาะเจาะจง (Personalization) เป็นกลยุทธ์การตลาดที่ใช้กันในวงกว้างมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่กรุงศรี ออโต้ มองว่าเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กันคือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น

บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven organization) เราจะเน้นการใช้ประโยชน์จากทั้งฐานข้อมูลลูกค้ากรุงศรี ออโต้ กว่า 1.8 ล้านราย ลูกค้ารายย่อยของธุรกิจในเครือกรุงศรี ซึ่งเป็นผู้นำตลาดการเงินเพื่อรายย่อย (Consumer Finance) ไปจนถึงข้อมูลจากพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งในและนอกอุตสาหกรรมยานยนต์

โดยข้อมูลเหล่านี้จะเปิดโอกาสให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์อื่นๆ (Cross Products)และโซลูชันที่ไม่เพียงแต่เฉพาะเจาะจงสำหรับลูกค้าแต่ละราย แต่ยังตอบโจทย์ในช่วงเวลาและจังหวะชีวิต (Life Stage) ที่เหมาะสมอีกด้วย

  1. รักษ์โลกและสิ่งแวดล้อม (Sustainable-minded)

ผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่น คือ ยานยนต์ไฟฟ้า แม้ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเป็นตลาดที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่การเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าของผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงระดับราคาจำหน่ายที่เหมาะสม ถือเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในวงกว้างได้

ธนาคารมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำตลาดสินเชื่อยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร โดยเราเริ่มให้บริการสินเชื่อยานยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2561 และบริการของเราในปัจจุบันครอบคลุมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดย 1 ใน 5 ของรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนและใช้สินเชื่อในไทยให้บริการโดยกรุงศรี ออโต้ ในอนาคตเราพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรในการนำเสนอสินเชื่อยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้งานยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

from:https://www.thumbsup.in.th/krungsr-auto-inside?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=krungsr-auto-inside

‘โรงแรมดาราเทวี’ ปิดกิจการ หลังขาดทุนสะสม 3 ปีเจอพิษโควิดซ้ำเติม

หลังจากโรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ประกาศปิดโรงแรมชั่วคราว อันเนื่องมาจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด -19 นับตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดเว็บไซต์สำนักข่าวในประเทศไทยรายงานตรงกันว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย. โรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ ได้มีหนังสือบอกเลิกจ้างถึงพนักงานโรงแรมทุกคน หลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และขาดทุนต่อเนื่องกว่า 3 ปี

สำหรับโรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในปี 2545 โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมการก่อสร้างแบบล้านนาโบราณ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ บนเนื้อที่ประมาณ 148.32 ไร่ โดยมีจำนวนห้องพัก 123 ห้อง

เมื่อปลายปี 2558 บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ได้ใช้เงินกว่า 2.52 พันล้านบาท ในการเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มดาราเทวี เชียงใหม่ จากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมซึ่งมีทั้งคนไทยและกลุ่มธุรกิจจีน

ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน 2563 IFEC ได้ยื่นคำรองขอฟื้นฟูกิจการ แต่เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโรงแรมดาราเทวี ทำให้โรงแรมต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายต่อไป

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ, The Standard

from:https://www.thumbsup.in.th/dhaka-dhevi-chiang-mai?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dhaka-dhevi-chiang-mai

ลาก่อน Tony Hsieh

สารภาพแบบคนใจร้ายหน่อยๆ ว่าผมมักจะเฉยๆ เวลาได้ยินข่าวการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญในต่างประเทศ เพราะรู้สึกว่าค่อนข้างไกลตัว แต่ทันทีที่ได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของ Tony Hsieh ผู้ก่อตั้ง Zappos บริษัทขายรองเท้าออนไลน์ชื่อดัง ก็ตกใจหนักกว่าทุกครั้ง เพราะนอกจากแนวคิดในการทำธุรกิจของเขาที่ได้เคยถูกถ่ายทอดเอาไว้ในหนังสือ Delivering Happiness ที่มียอดขายทั่วโลกมากว่าล้านเล่มแล้ว ผมยังรู้สึกชื่นชม Tony เป็นการส่วนตัวและยึดเอาแนวคิดของเขาหลายๆ อย่างโดยเฉพาะเรื่องการแสดงตัวตนบนโลกออนไลน์แบบจริงแท้มาใช้ในการทำงานจนถึงปัจจุบัน บทความนี้จึงเป็นการนำบางส่วนที่ผมเคยเขียนถึงถึง Tony Hsieh เอามาปัดฝุ่นใหม่ บวกกับทำการบ้านเพิ่มเติมและ update ให้ทุกคนที่อาจจะยังไม่เคยได้อ่านงานของเขา หรือฟังเขาพูด ได้ลองอ่านกันนะครับ

Delivering Happiness เป็นเรื่องราวเส้นทางชีวิต และปรัชญาทางการทำงานและบริหารของ “Tony Hsieh” กับบริษัทขายรองเท้าออนไลน์ชื่อดังในอเมริกาที่ชื่อว่า Zappos.com ที่เปิดมาแล้วกว่า 20  ปี มียอดขายกว่า 1 พันล้านเหรียญต่อปี จนท้ายสุดเจ้าพ่อ eCommerce โลกอย่าง Amazon.com ต้องเข้าซื้อกิจการของ Zappos.com ไปด้วยการแลกหุ้นมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านเหรียญ แต่ลำพังว่ามันเป็นหนังสือที่เล่าถึงความสำเร็จแบบธรรมดาๆ ก็คงไม่น่าสนใจเท่าไหร่ครับ แต่ที่น่าสนใจคือเจ้าตัวลงมือเขียนประวัติด้วยตัวเอง ตลอดจนเล่าวิธีคิด และวิธีบริหารบริษัท startup ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครของเขา

Tony เริ่มต้นชีวิตด้วยการสร้างบริษัท startup เล็กๆ ของตัวเองที่ชื่อว่า LinkExchange จนเติบโตในเวลาไม่กี่ปี และท้ายที่สุดเขาก็ขายมันให้กับ Microsoft ไป 265 ล้านเหรียญ ได้ส่วนแบ่งประมาณ 30 ล้านเหรียญ (ราว 900 ล้านบาท)

แต่พอสำเร็จร่ำรวยมีเงินมีทองแล้ว เขาก็ยังถามตัวเองต่อไปว่า ความสำเร็จมันคืออะไร? จะทำอะไรต่อไป? เลยเอาเงินไปลงทุนทำ Venture Capital ที่คอยลงทุนในบริษัทเกิดใหม่แถบ Silicon Valley ทั้งหลาย เขาลงเงินไปกับหลายสิบบริษัท และหนึ่งในนั้นก็คือ Zappos.com

แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อปี 2000 พอกระแสฟองสบู่ Dotcom แตกดังโพล๊ะ Tony และเพื่อนๆ ก็หมดตัว บริษัทที่ลงเงินไปไม่มีใครได้กำไรเลยส่วนใหญ่ก็ปิดตัวลงไป เหลือบริษัทเดียวที่ยังไปต่อได้นั่นก็คือ Zappos เขาเลยเข้าไปบริหาร Zappos ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และที่ Zappos นี่เองที่ Tony เริ่มสร้างตำนานของตัวเองขึ้นมาด้วยความยากลำบาก บางช่วงก็ลำบากถึงขึ้นต้องขายทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองมีเพื่อนำเงินมาหมุนให้บริษัทอยู่ต่อได้อีก 3-4 เดือน ต้องทนกับปัญหาที่โดนโกง

แต่ด้วยคมความคิดต่างๆ ที่มุ่งเน้นให้ทุกๆ คนที่ติดต่อกับบริษัท Zappos “มีความสุข” เขาจึงบริการลูกค้าอย่างดีที่สุดให้ลูกค้ามีความสุข ปฎิบัติกับคู่ค้าให้เขามีความสุข บวกกับการจัดจ้างพนักงานที่เหมาะสมกับองค์กรเข้ากันได้ เพื่อให้พนักงานมีความสุขกับการทำงานแบบครอบครัว ทำให้เกิดเรื่องสนุกๆ น่าติดตามหลายอย่าง อาทิ

  • Zappos เสนอเงินให้กับพนักงานใหม่ 2,000 เหรียญ หากพบว่าเข้าไปทำงานแล้วไม่ชอบและต้องการลาออกจากงาน เพราะบริษัทต้องการให้พนักงานที่เข้ามาทำงานมีความทะยานอยากในการทำงาน
  • Zappos สร้างแบรนด์ด้วยการสร้างทีมดูแลลูกค้าทาง Call Center ที่ดีที่สุด บริษัทต่างๆ มักคิดว่า Call Center เป็นต้นทุนที่ต้องแบกรับ เลย Outsource Call Center ออกไปอินเดีย ไปฟิลิปปินส์ มีการตั้งสคริปต์ให้พนักงานพูดเหมือนหุ่นยนต์ แต่เขาคิดว่า Zappos ไม่ควร Outsource ความแข็งแกร่งของตัวเองออกไป แต่กลับสร้างทีม Call Center ของตัวเองไว้ “เอาชนะใจลูกค้า” และไม่เคยตั้งสคริปต์ให้พนักงาน พนักงานเลยพูดได้ถูกใจลูกค้า จนลูกค้าส่วนใหญ่กลับมาใช้บริการ Zappos จากกระแสการบอกต่อ (ตัวอย่างที่น่าทึ่งก็มี พนักงาน Zappos ทำสถิติคุยกับลูกค้ายาวที่สุด 6 ชั่วโมง… มีพนักงานบางคนโดนแกล้งว่าช่วยสั่ง Pizza ให้หน่อยได้ไหม ปรากฏว่าพนักงานก็ช่วยหาเบอร์ร้านพิซซ่าใกล้บ้านให้… หรือแม้กระทั่งถ้าหาก Zappos ไม่มีสินค้า พนักงานก็จะแนะนำให้ไปซื้อสินค้าจากเว็บไซต์คู่แข่ง)
  • Zappos จะรับพนักงานที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรของตัวเองเท่านั้น มีหลายครั้งในหนังสือที่ Tony เล่าว่าได้คุยกับคนเก่งๆ และคิดว่าถ้ารับเข้ามาก็จะทำให้มีผลกระทบด้านดีกับบริษัทได้ในทันที แต่ท้ายสุดเขากับฝ่าย HR ก็ไม่รับ ด้วยเหตุผลว่าคนๆ นั้นอาจจะไม่ “อ่อนน้อมถ่อมตัว” มากเพียงพอ
  • Zappos มีวัฒนธรรมองค์กรว่า พนักงานที่มาทำงานให้กับบริษัทจะต้องมีความสุข เมื่อเขามีความสุขมันก็จะสะท้อนมุมมองความสุขนี้ออกไปสู่ลูกค้า และท้ายที่สุดรางวัลที่พวกเขาได้รับก็คือ Zappos เป็นบริษัทที่ได้รับรางวัลจากนิตยสาร Fortune ว่าเป็นหนึ่งใน 25 บริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด แม้ว่าจะมีรายได้น้อยกว่าบริษัทอื่นๆ ที่ติดอันดับด้วยกันมากมาย
  • Zappos สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งทำให้พนักงานในบริษัทมีความรักในตัวองค์กร อย่างวันหนึ่งที่บริษัทจะต้องย้ายจากแคลิฟอร์เนียไปอยู่ลาสเวกัส พนักงานกว่า 70% ก็ยอมย้ายบ้านและครอบครัวตามบริษัทไป เพราะไม่อยากจะสูญเสียงานดีๆ และเพื่อนร่วมงานดีๆ

ในความคิดเห็นของผม สิ่งที่ Tony ทำ คือการพิสูจน์ว่า บริษัทที่มุ่งเน้นการให้บริการลูกค้าด้วยใจ ในระดับ Corporate ยังมีอยู่จริง เรื่องที่ผมเอามาเล่าบางส่วนยังถือว่าน้อย ในหนังสือยังมีคมความคิดดีๆ อีกหลายต่อหลายอย่าง หนังสือเล่มนี้ยังมีการแปลเป็นภาษาไทยออกมาด้วยชื่อว่า “ใช้ความสุขทำกำไร” โดยสำนวนของคุณวิญญู กิ่งหิรัญวัฒนา ส่วนใครที่อยากจะดำดิ่งลงไปในการนำเอาความคิดของเขามาลงมือทำจริง ผมแนะนำให้เข้าไปที่เว็บไซต์ Deliveringhappiness.com

ในเว็บไซต์นั้นจะเป็นบริษัทที่ปรึกษาของ Tony ที่ให้คำปรึกษาด้านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบรวมถึงคอร์สออนไลน์ + Exclusive Communityที่ผมว่าน่าสนใจดี มีแนวคิดการวัด ROI ที่แตกต่าง ส่วนใครที่อยากจะศึกษาเพิ่มเติมก็ลองดูได้ที่ YouTube Channel ของ Delivering Happiness หรือดูคลิปที่ Tony เคยไปแชร์กับทาง Google ไว้ก็ได้

หรือจะดูคลิป TEDxCMU นี้ของคุณ Jenn Lim ที่เป็น Partner ก็ได้นะครับ

Delivering Happiness ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวของคนหนุ่มสาวที่ทำธุรกิจแบบ Startup แต่พวกเขาสร้างแนวทางการทำงานแบบใหม่ที่เน้นเอาการสร้างวัฒนธรรมองค์กรมาเป็นจุดแกร่งในการสร้างธุรกิจ หวังว่า thumbsupers จะได้เรียนรู้จากพวกเขาไม่มากก็น้อยครับ

from:https://www.thumbsup.in.th/goodbye-tony-hsieh?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=goodbye-tony-hsieh

รัฐบาลฝรั่งเศสพร้อมเก็บภาษี Tech Tax 3% หลังทรัมป์ล่มดีลเจรจา แต่ยังรอท่าทีไบเดน

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางรัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศทีท่าในการจัดเก็บภาษีผู้ให้บริการออนไลน์ หรือ Tech Tax ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Tech Giants สัญชาติอเมริกันโดยให้โอกาสตัวแทนของ Trump เข้าร่วมโต๊ะเจรจาหาข้อสรุปก่อนจัดเก็บจริงในช่วงปี 2021 ต่อไป แต่ปรากฎว่ารัฐบาลสหรัฐ ฯ เล่นแรงขู่ขึ้นภาษีสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอางค์สัญชาติฝรั่งเศสเป็นการตอบโต้แถมไม่เข้าร่วมเจรจา ทำให้ล่าสุดฝรั่งเศสยืนยันเป็นครั้งสุดท้ายว่า เก็บภาษีแน่ เว้นแต่ Biden จะขอเข้าเจรจาอีกครั้งหลังเข้ารับตำแหน่ง

สำหรับประเด็นข้อพิพาทการจัดเก็บ Tech Tax จากผู้ให้บริการออนไลน์ทั้งหลายนั้นกำลังเป็นกระแสที่มาแรงสำหรับรัฐบาลทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยของเราเองด้วย หลังจากที่ Tech Giants ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสัญชาติอเมริกัน (หรือไม่ก็จีน) นั้น ทำรายได้มหาศาลจากผู้บริโภคทั่วโลกแต่กลับไม่ได้มีการจ่ายภาษีให้แต่ละประเทศที่พวกเขาได้เข้าไปให้บริการเสียเท่าไหร่ เพราะตัวเลขทางบัญชีที่มักจะไปโผล่ในประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีพิเศษหรือไม่ก็ในบ้านเกิดของตัวเองโดยเฉพาะสหรัฐ กับ จีนเท่านั้น

งานนี้ทำให้เหล่าประเทศที่มีอำนาจต่อรองอย่างชาติมหาอำนาจฝั่งยุโรปนั้น เริ่มขยับตัวก่อนใครมาระยะหนึ่งแล้ว โดยล่าสุดมีฝรั่งเศสภายใต้การนำของเอ็มมานูเอล มาครง ที่ประกาศจัดเก็บภาษีจากผู้ให้บริการออนไลน์จากสัดส่วนการให้บริการภายในประเทศฝรั่งเศสทั้งหมดที่อัตรา 3% โดยประกาศไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และการจัดเก็บจะเริ่มต้นขึ้นในปีภาษี 2021 เป็นต้นไปซึ่งจะมี Tech Giants สัญชาติอเมริกันอย่าง Apple – Amazon – Facebook และ Google ติดโผเป็นชื่อแรก ๆ อย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม: Tech Giants ทำไมถึงไม่เสียภาษี ?

Trump ล้มเจรจา ก่อนขู่ขึ้นภาษีตอบโต้ไม่เป็นผล – ฝรั่งเศสยันเก็บจริงแน่เว้นแต่ Biden เปิดโต๊ะเจรจาทันทีหลังรับตำแหน่ง

ก่อนหน้านี้ทางด้าน Trump Administration ของรัฐบาลสหรัฐก็ได้มีท่าทีที่ขึงขังประกาศถอนตัวออกจากการร่วมโต๊ะเจรจาทางเศรษฐกิจกับประเทศกลุ่ม OECD (Organization of Economic Co-operation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ของสหภาพยุโรปที่มีฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในผู้นำหลัก โดยเฉพาะในประเด็นการเจรจาจัดเก็บภาษี Tech Tax นั่นเอง ยังไม่พอ ! ทาง Trump ยังได้ประกาศขู่ขึ้นภาษีแฟชั่นและเครื่องสำอางค์นำเข้าจากฝรั่งเศสอีก 25% หากพวกเขาไม่ล้มเลิกความพยายามจัดเก็บ Tech Tax 3% เพื่อเป็นการกดดันตอบโต้ฝรั่งเศสเสียอย่างนั้น

งานนี้ทำให้ทางรัฐบาลฝรั่งเศสที่หวังจะได้รับการพูดคุยอย่างประเทศพันธมิตร ต้องกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจนล่าสุดได้ข้อสรุปแล้วว่า ฝรั่งเศสยืนยันเดินหน้าเก็บภาษี Tech Tax 3% ต่อไป เว้นเสียแต่ว่า ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ฯ อย่าง Joe Biden จะติดต่อขอเจรจาทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง (มกราคม 2021) เพื่อให้เกิดการทำข้อตกลงร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช่สงครามการค้าผ่านกำแพงภาษีแบบที่ Trump ยึดถือ

พวกเราหวังอย่างยิ่งว่า Biden Administration จะหมายถึงการเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐ ฯ กับสหภาพยุโรป โดยประเด็นสำคัญอย่างแรกคือการได้ฉันทามติใหม่ร่วมกัน (เรื่องความสัมพันธ์ทางภาษีและเศรษฐกิจกับสหรัฐ ฯ) สำหรับประเทศกลุ่ม OECD ในช่วงแรกของปี 2021 – Bruno Le Maire | รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศส หนึ่งในคีย์แมนของฝรั่งเศสในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจโลก

การประกาศยืนยันเดินหน้าเก็บภาษี Tech Tax 3% ของฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นการมอบการบ้านล่วงหน้าอีกหนึ่งโจทย์สำหรับ Joe Biden ในฐานะประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ฯ ที่จะต้องเข้ามาแก้ปัญหาเป็นการด่วนสำหรับประเด็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับนานาชาติที่ Trump เล่นบทมหาอำนาจจอมกดดันเอาไว้ อย่างไรก็ตาม Joe Biden ที่มักจะมีท่าทีในการเล่นบทมหามิตรสไตล์ Democrats นั้น งานนี้อาจไม่ง่ายนักเพราะ Tech Tax ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Tech Giants ชั้นนำของสหรัฐ ฯ ซึ่งอาจหมายถึงฐานเสียงของพวกเขาด้วยนั่นเอง

 

อ้างอิง: CNN Business

from:https://droidsans.com/france-confirms-tech-tax-as-trump-failed-to-negotiate/

‘ONE31’ เข้าซื้อ ‘GMM25’ เสริมแกร่งคอนเทนต์ รองรับการขยายธุรกิจทุกช่องทาง

เมื่อวันพุธ (26 พ.ย.) ที่ผ่าน บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล จำกัด ตัดสินใจยุติกิจการหยุดดำเนินกิจการในวันที่ 31 ธ.ค. 2563 เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้องปลดพนักงานกว่า 190 ราย โดยเฉพาะฝ่ายข่าวช่อง GMM25 ต้องพ้นสภาพ โดยเหลือพนักงานเพียง50 คน ที่จะย้ายไปทำงานต่อกับบริษัทในเครือ

ล่าสุดวันนี้ (27 พ.ย.) นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ เข้าซื้อ ‘จีเอ็มเอ็ม แชนแนล โฮลดิ้ง’ ซึ่งเป็นเจ้าของจีเอ็มเอ็มทีวี, จีเอ็มเอ็ม มีเดีย, เช้นจ์2561, จีเอ็มเอ็ม สตูดิโอส์ อินเตอร์เนชั่นแนล เสริมแกร่งคอนเทนต์ทีวี วิทยุ อีเว้นท์ รวมไปถึงออนไลน์ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจที่ตั้งเป้าเติบโตทุกช่องทางในปีหน้า

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการเจรจาระหว่างพันธมิตรผู้ถือหุ้นในกลุ่มของ บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, กลุ่มสิริดำรงธรรม และกลุ่มเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ เพื่อหาแนวทางในการบริหารงาน และเสริมความแข็งแกร่งของทุกฝ่าย จนได้ข้อสรุปที่เห็นพ้อง อีกทั้งเป็นการต่อยอดให้แต่ละธุรกิจสำเร็จร่วมกัน

สำหรับช่อง GMM25 ยังดำเนินการออกอากาศต่อไป โดยกลุ่มเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ รับหน้าที่เป็นตัวแทนทำการตลาดและร่วมผลิตรายการ โดยจะใช้ประสบการณ์ในการบริหารช่องวัน 31 ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารธุรกิจทีวิดิจิทัล เข้าไปเป็นตัวแทนทำการตลาดให้ช่อง GMM25 มีความชัดเจนและแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ และผู้บริหารบริษัทในเครือ โดยนายถกลเกียรติ วีรวรรณ จะมีการแถลงข่าวเพื่อเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจ หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ในวันอังคาร ที่ 1 ธันวาคม 2563 เวลา 14.00  ห้องออดิทอเรียม ชั้น 21 อาคาร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ, The Standard

from:https://www.thumbsup.in.th/one31-buy-gmm25?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=one31-buy-gmm25

วัคซีนโควิดของ AstraZeneca ที่รัฐไทยจอง เจอข้อผิดพลาดในการผลิตหลังพบประสิทธิภาพต่ำ

จากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงิน 6,049 ล้านบาทในโครงการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ล่วงหน้า โดยได้มีพิธีลงนามสัญญากับบริษัท AstraZeneca ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ล่าสุดวันนี้ (27 พ.ย.)บริษัท AstraZeneca พบข้อผิดพลาดในการผลิต และกำลังทำการทดลองประสิทธิภาพของวัคซีนเพิ่มเติมใหม่อีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าอัตราป้องกันโควิดของบริษัทมีประสิทธิภาพเฉลี่ย 90% ขณะที่ผลการทดลองอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนจำนวนสองโดส ผลคือประสิทธิภาพป้องกันไวรัสอยู่ที่ 62% เท่านั้น

หัวหน้าโครงการ ‘Operation Warp Speed’ ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า ความผิดพลาดอาจเกิดจากความแตกต่างด้านอายุของอาสาสมัครความแตกต่างของอายุ รวมถึงปริมาณวัคซีนที่บรรจุลงในขวดที่ไม่ได้มาตรฐาน

ซึ่งขณะนี้นักลงทุนเผชิญกับความกังวลว่าอาจไม่ได้รับใบ อนุญาติจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาหรืออาจล่าช้าไปอีก โดยเย็นวันนี้ตามเวลาท้องถิ่นของสหราชอาณาจักร ราคาหุ้นของบริษัท AstraZeneca ปิดตลาดลดลง 0.7% และสัปดาห์นี้ปรับตัวลงกว่า 7%

อ้างอิง amarintv, Bloomberg, WKRN

 

from:https://www.thumbsup.in.th/vaccine-astra-error-test?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vaccine-astra-error-test