คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

[Guest Post] 5 แนวโน้มธุรกิจไทย หลังประกาศใช้กม.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ปีนี้นอกจากภาคธุรกิจต้องฟื้นฟูกิจการจากพิษโควิดแล้ว การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ใน 1 มิถุนายนนี้ กำลังเริ่มเป็นที่จับตาของภาคธุรกิจไทยเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจโลก เพราะทุกที่กำลังจับตาดูว่าไทยจะใช้กฎหมายนี้อย่างจริงจังขนาดไหน เพื่อเชื่อมโยงกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของแต่ละประเทศที่บังคับกันอย่างจริงจังแล้ว โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปซึ่งหากการบังคับใช้ไม่เกิดผลจริงจัง การกีดกันทางการค้าคงมีผลตามมา

           

ดังนั้นปี 2565 นี้จึงเปรียบได้กับช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ หากเราตกขบวนก็อาจต้องมาช้ำใจเหมือนกับที่เราเจอกับกฎหมายการบิน กฎหมายประมง กฎหมายสารกระตุ้น ฯลฯ ที่เราดำเนินการล่าช้าจนส่งผลกระทบอย่างมหาศาล

            จากการคาดการณ์ของ Digital Business Consult หรือ DBC ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Personal Data Protection Act (PDPA) อันดับหนึ่งของไทย ที่มี อุดมธิปก ไพรเกษตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่ช่ำชองเรื่องนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น ได้เสนอทัศนะ 5 แนวโน้มใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2565 ไว้ดังนี้

  1. คลอดคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย อย่างที่ทราบไทยเราเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายนี้มาเกือบ 3 ปี ในปัญหาเรื่องความไม่พร้อมในด้านต่างๆ และถูกคาดว่าไม่มีเหตุผลในการเลื่อนบังคับใช้ออกไปอีกแล้ว ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายที่มีอาจารย์เธียรชัย ณ นคร เป็นว่าที่ประธาน และได้ประกาศรายชื่อคณะกรรมการจนครบเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา 10 อรหันต์แห่งวงการนี้ชุดแรกจะสามารถเริ่มทำงานได้จริงในกุมภาพันธ์นี้  หลังจากนั้นการจัดตั้งคณะกรรมการบริหาร จัดทำระเบียบ จัดทำกฎหมายลูกต่างๆ จัดทำสำนักงานจะเริ่มดำเนินการเป็นรูปร่างตั้งแต่มิถุนายน 2565 นี้เป็นต้นไป ทำให้ไทยจะมีหน่วยงานที่เป็นทางการในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกิดขึ้น
  2.  “ยุคแห่งความโกลาหลของ PDPA” จะเกิดขึ้น แน่นอนนี่เป็นกฎหมายใหม่ กลายเป็นต้นทุนและองค์ความรู้ใหม่ที่ภาคธุรกิจทั้งหลายต้องรับมือ หลายแห่งต้องการเพียงแค่ปรับเปลี่ยนสัญญา ข้อตกลง หรือลงทุนด้านไอทีเล็กน้อย แต่ผู้รู้ทั้งหลายนั้นมองไปถึงการที่ภาคธุรกิจจะต้อง Digital Tranform หรือแปลงร่างองค์กรสู่การเป็นดิจิทัล นอกจากความรู้ทางด้านกฎหมาย การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ยังนับรวมถึงการนำธุรกิจของตนเองเข้าสู่ระบบไอทีแบบเต็มตัว เรื่องเหล่านี้จะสร้างความตระหนกและความโกลาหลให้กับองค์กรต่างๆ แน่ และแน่นอนมันมีต้นทุนของความโกลาหลอยู่ ผลกระทบในมุมมองของ DBC นั้น เชื่อว่า ในภาคธุรกิจเกี่ยวกับ Business to Consumer จะเป็นกลุ่มแรกที่มีแรงผลักค่อนข้างรุนแรง ทั้งจากซัพพลายเออร์ผู้ส่งสินค้าไปถึงกลุ่มผู้ปบริโภครายย่อย แรงผลักดันในปีแรกของทั้งสองทางจะเป็นตัวเร่งปฏิกริยาให้กับภาคธุรกิจนี้ตกอยู่ในความโกลาหลในการปรับตัวอย่างหนักในปีนี้
  3. “จะเกิดความเข้าใจผิด 3 เรื่องเกี่ยวกับ PDPA” เรื่องแรกเข้าใจว่า PDPA เป็นเรื่องของลูกค้า จริงๆแล้วครอบคลุมข้อมูลส่วนบุคคลของทุกๆคนที่องค์กรเก็บ เรื่องที่ 2 คิดว่า PDPA เป็นเรื่องของไอที ซึ่งความจริง PDPA ครอบคลุมทั้งเอกสาร สัญญา กระบวนการทำงาน ไอทีและไอซีที สุดท้าย คิดว่า PDPA มอบให้ใครก็ได้ในองค์กรไปทำ แต่จริงๆแล้วผู้บริหาร กรรมการ และเจ้าของคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายซึ่งมีโทษทั้งจำคุกสูงสุด 1 ปี และปรับไม่เกิน 5 ล้านบาท ทั้งสามเรื่องนี้กำลังสร้างปัญหาระยะยาวแก่ภาคธุรกิจจนข้ามไปอีกปีเลยทีเดียว
  4.  “การฟ้องร้อง คดี PDPA จะร้อนแรง” แนวโน้มนี้เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก เนื่องจากที่ผ่านมามีการละเมิดสิทธิ์การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลมาอย่างยาวนาน ทันทีที่มีกฎหมาย PDPA ซึ่งถือว่าเป็ฯกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเกิดขึ้น จะมีคนเข้าไปประเดิมฟ้องร้องบริษัทห้างร้านที่ไม่ยอมปรับตัวเกิดขึ้น มีการเรียกร้องค่าเสียหาย แม้จะไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่เป็นคดีที่มีโจทย์จำนวนมาก ส่งผลให้เกิดเคสจุกจิกจำนวนมากให้กับภาคธุรกิจ นอกจากเสียทั้งเงิน เวลา แล้วยังเสียภาพลักษณ์ของธุรกิจไปอีกด้วย คุณอุดมธิปก กล่าวในเรื่องนี้ว่า “คดีพวกนี้ถือเป็นคดีมโนสาเร่ ซึ่งฟ้องผ่านสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่จะก่อตั้งขึ้น โดยที่ตัวธุรกิจนั้นต้องเป็นผู้ทำการพิสูจน์ แค่กระบวนการนี้ก็เป็นต้นทุนที่ยังบอกไม่ได้ว่าจะเพิ่มให้กับภาคธุรกิจขนาดไหน เชื่อว่าปีนี้เราจะได้เห็นเคสการฟ้องร้องเป็นคดีตัวอย่างเกิดขึ้นมากมายแน่ เพราะผู้บริโภคมีสิทธิ์ได้เงินชดเชยจากการถูกละเมิดค่อนข้างสูง แม้จะเป็นเงินไม่มากก็ตาม”
  5.  “บริการที่เกี่ยวข้องกับ PDPA ในไทยจะเกิดขึ้นแบบครบวงจร” หลังจากที่ออกกฎหมายในปี 2562 ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้เริ่มก้าวกระโดดเข้ามาแล้ว ในฐานะการลองผิดลองถูก และการเลื่อนการบังคับใช้มาปี 2565 ทำให้บริการต่างๆ ที่รองรับในด้านนี้ยังไม่เต็มตัวมากนัก เช่น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอที ด้าน Security อาจไม่เก่งกาจทางด้านงานสัญญา ข้อตกลง งานปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน และการรับมือกับกฎหมาย หรือ การเกิดขึ้นทางด้านการอบรมมากมาย แต่ยังไม่ลงลึกทางด้านการเป็นที่ปรึกษา การ Audit ตรวจสอบเพื่อให้ผ่านการรับรอง และบริการอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้อง แต่มาถึงปีนี้ต้องเรียกว่าเป็นช่วงเวลา “ตลาดเดือด” ของวงการ PDPA ดังนั้นการคัดเลือกบริการจากมืออาชีพที่แท้จริงจึงเป็นทางออกของภาคธุรกิจที่จะปรับตัวในเรื่องนี้

            สิ่งที่เราจะได้เห็นภาพคือ ภาคธุรกิจในไทยทั้งหมดจะได้รับผลกระทบมากน้อยจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แน่นอน มากบ้างน้อยบ้างตามแต่สภาพความพร้อมแต่ละราย แต่สุดท้ายปลายทางคือ Digital Tranform หรือต้องทำธุรกิจเข้าไปสู่ดิิจิทัลนั่นเอง

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-dbc-pdpa/

[Guest Post] ดู เดย์ ดรีม รุกขับเคลื่อนองค์กรสู่ระบบคลาวด์ของ เอสเอพี เดินหน้าลุยตลาดต่างประเทศ พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

เอสเอพี เอสอี (NYSE: SAP) เปิดเผยว่า บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ของใช้ส่วนบุคคล อุปกรณ์ความงาม และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์อื่นๆ ในประเทศไทย ได้ทุ่มทุนวางระบบซอฟต์แวร์ SAP Business ByDesign เวอร์ชั่น Netizen Arabica ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม ERP บนระบบคลาวด์ของ เอสเอพี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของกระบวนการจัดจำหน่าย รองรับการขยายธุรกิจในอนาคต พร้อมพลิกโฉมสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

จากซ้ายไปขวา) นายเสรี สากิจชัย CEO บริษัท Netizen Co., Ltd. , นายเอทูล ทูลิ กรรมการผู้จัดการเอสเอพี อินโดไชน่า และนางสาวนันทวรรณ สุวรรณเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดู เดย์ ดรีม จํากัด (มหาชน)

 

บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) หรือ ดู เดย์ ดรีม  เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย อาทิ แบรนด์ SnailWhite, อุปกรณ์จัดแต่งทรงผม Lesasha และ ยาสีฟัน Sparkle โดยบริษัทฯ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและก่อตั้งขึ้นในปี 2553 ด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มุ่งเน้นสร้างความแตกต่าง ทำให้ธุรกิจของดู เดย์ ดรีม เติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน บริษัทฯ มีการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้คุณภาพในประเทศไทย มากกว่า 5 ล้านชิ้นต่อปี และกำลังขยายตลาดไปยังตลาด CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม

นางสาวนันทวรรณ สุวรรณเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดู เดย์ ดรีม จํากัด (มหาชน) กล่าวถึงการเริ่มต้นใช้งานซอฟต์แวร์ล่าสุดบนระบบคลาวด์ว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ เราได้ประกาศแผนธุรกิจใหม่ในการเดินหน้าสู่เป้าหมายรายได้ 3 พันล้านบาทในสามปีข้างหน้า เนื่องจากเรามองเห็นโอกาสทางธุรกิจช่วงสถานการณ์โควิด-19 เช่น ดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และเพื่อให้เราเดินหน้าสู่เป้าหมายนั้น เราจึงต้องเดินหมากในการคว้าโอกาสทางธุรกิจอย่างรวดเร็วและปรับระบบการดำเนินงานของบริษัทให้สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น”

สำหรับ ดู เดย์ ดรีม เทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้บริษัทฯ เติบโต ซึ่งก่อนที่ ดู เดย์ ดรีม จะทรานส์ฟอร์มระบบ ต้องพบกับความท้าทายในการขยายระบบไอทีเพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจใหม่ๆ เพราะแผนกไอทีของบริษัทฯ มีขนาดเล็ก นอกจากนี้ ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ของบริษัทฯ ไม่ได้สร้างขึ้นให้สามารถปรับขยายขนาดได้ตามการเติบโตของบริษัทฯ

“ความท้าทายต่อการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจของเรา คือ โครงสร้างงานไอทีขององค์กรที่มีหลากหลายระบบ รวมถึงเราต้องเตรียมเซิร์ฟเวอร์ใหม่ให้พร้อมต่อการใช้งาน เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กร ดังนั้นการใช้ซอฟต์แวร์ SAP Business ByDesign เวอร์ชั่น Netizen Arabica ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม ERP บนคลาวด์ของ เอสเอพี แบบ all-in-one จึงเป็นเครื่องมือจัดการธุรกิจที่ทรงพลังและยืดหยุ่น นำพาให้เราเดินหน้าธุรกิจได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะสามารถปรับขยายขนาดการใช้งานได้ทันทีที่ต้องการ ช่วยให้กระบวนการการทำงานในองค์กรเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน เอื้อต่อการจัดการและเชื่อมต่อฟังก์ชั่นที่สำคัญของธุรกิจ เช่น การจัดซื้อ สินค้าคงคลัง เครือข่ายการจัดจำหน่าย และ ลอจิสติกส์คลังสินค้า ทั้งหมดนี้อยู่ในแพลตฟอร์มคลาวด์อันเดียวโดยไม่ต้องพึ่งทรัพยากรไอทีเพิ่มเติมที่มีราคาสูง” นางสาวนันทวรรณ กล่าวเสริม

ด้วยกระบวนการที่เป็นมาตรฐานซึ่งทำงานบนแพลตฟอร์มคลาวด์เดียวกัน ดู เดย์ ดรีม จะสามารถมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องแบบเรียลไทม์ แพลตฟอร์มดังกล่าวจะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพกำลังการผลิต จัดการคลังสินค้า และเครือข่ายการจัดจำหน่าย ปรับปรุงความแม่นยำในการคาดการณ์ และขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถโฟกัสไปที่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความสำคัญต่อลูกค้า

“เมื่อเราสามารถมองเห็นทุกแง่มุมของการดำเนินงานในองค์กรและสามารถกำกับดูแลข้อมูลได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ประสิทธิภาพของซัพพลายเชนก็ย่อมดีขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นมุมมองที่ชัดเจนต่อเครือข่ายอุปทาน ความสามารถในการจับคู่อุปสงค์และอุปทาน เสริมประสบการณ์ลูกค้า พัฒนาการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ พร้อมจัดการการผลิตด้วยกระบวนการทำงานที่เป็นอัตโนมัติ ปัจจัยเหล่านี้ จะทำให้เราออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดได้เร็วยิ่งขึ้น และความสามารถในการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ที่รวมอยู่ในโซลูชั่นนี้ ยังช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์เพื่อวางแนวทางเพิ่มผลกำไรและประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรได้ โดยฝ่ายบริหารสามารถใช้ข้อมูลที่แม่นยำในการควบคุมต้นทุนและพัฒนากลยุทธ์สู่การเติบโตในอนาคต” นางสาวนันทวรรณ กล่าวเพิ่มเติม

นายเสรี สากิจชัย CEO บริษัท Netizen Co., Ltd. กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ให้กับ ดู เดย์ ดรีม ด้วยประสบการณ์ 20 ปีในการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทางธุรกิจให้กับองค์กรต่างๆ ความสามารถในการติดตั้งโซลูชั่น SAP ERP การันตีความสามารถด้วยรางวัล SAP Partner of the year ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับโซลูชั่น SAP Business ByDesign 4 ปีซ้อน (ปี 2559-2563) เรามั่นใจว่า ดู เดย์ ดรีม จะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และตัดสินใจทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ได้ดียิ่งขึ้น”

นายเอทูล ทูลิ กรรมการผู้จัดการเอสเอพี อินโดไชน่า กล่าวว่า “อุตสาหกรรมต่างๆ กำลังขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วไปสู่การใช้งานระบบประมวลผลบนคลาวด์ เนื่องด้วยองค์กรธุรกิจได้รับประโยชน์จากการที่สามารถเลือกใช้และชำระค่าไอทีได้ตามการใช้งานจริง ระบบ ERP บนคลาวด์ของ เอสเอพี ยังช่วยขจัดความจำเป็นในการซื้อเซิร์ฟเวอร์และฮาร์ดแวร์สำหรับการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงการบำรุงรักษาที่ไซต์ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ระบบ ERP บนคลาวด์ของ เอสเอพี เป็นแพลตฟอร์มที่มอบข้อมูลอัจฉริยะสำหรับธุรกิจเพื่อให้องค์กรใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานและเสริมศักยภาพของการดำเนินธุรกิจไปสู่การเติบโตอย่างแท้จริงได้”

ดู เดย์ ดรีม วางแผนที่จะติดตั้งโซลูชั่นของเอสเอพี สำหรับสำนักงาน 6 แห่งในประเทศไทย ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 และจะเริ่มใช้งานจริงใน เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-sap-do-day-dream/

[Guest Post] Bluebik’ วางเป้าหมายปี 65 เติบโตแข็งแกร่งไม่ต่ำกว่า 30% คาดธุรกิจสถาบันการเงิน ประกันภัย มุ่งทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันต่อเนื่อง

Bluebik คอนซัลต์ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันชั้นนำแบบครบวงจร รุกสร้างการเติบโตไม่หยุด วางเป้าหมายปี 2565 ทำรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% จากการขยายตัวของบริการหลักเกือบทุกกลุ่ม คาดดีมานด์ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โชว์ผลงานรอบปีที่ผ่านมาผ่านการให้บริการลูกค้ารายใหญ่ไม่ต่ำกว่า 30 ราย มั่นใจรักษาการเติบโตที่แข็งแกร่ง

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK เปิดเผยว่า ปี 2565 บริษัทฯ จะมุ่งสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายรายได้จากการให้บริการเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% จากปีที่ผ่านมา เนื่องจากลูกค้าในภาคธุรกิจต่างๆ มีความต้องการด้านการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการลงทุนในส่วนนี้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจและขีดความสามารถการแข่งขันในยุคดิจิทัล ตลอดจนปลดล็อกศักยภาพการเติบโตแก่องค์กร

            ทั้งนี้ คาดว่าการเติบโตในปี 2565 จะมาจากบริการหลักเกือบทุกกลุ่ม ได้แก่ บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลแก่องค์กรต่างๆ บริการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery) และบริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) ตลอดจนจะมุ่งสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากบริการที่ปรึกษาการบริหารจัดการโครงการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic PMO) และบริการใหม่ๆ ได้แก่ ที่ปรึกษาด้านการปรับกระบวนการทำการตลาดด้วยเทคโนโลยีและการวางกลยุทธ์การตลาดครบวงจร (Marketing Transformation & Marketing Strategy) 

            “ในรอบปีที่ผ่านมาเราได้เห็นบริษัทขนาดใหญ่ออกมาจากประกาศทรานส์ฟอร์มธุรกิจ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงจากการถูกดิสรัปด้วยเทคโนโลยีหรือต้องการที่จะเพิ่มศักยภาพการเติบโต โดยมองว่าเทรนด์ของการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในปี 2565 ในกลุ่มธุรกิจสถาบันการเงิน ธนาคาร ประกันภัย โทรคมนาคมและค้าปลีก ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตให้กับบริษัทฯ” นายพชร กล่าว

            ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BBIK กล่าวว่า ขณะที่ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ถือเป็นปีแห่งการเติบโตและประสบความสำเร็จด้วยการให้บริการลูกค้ารายใหญ่ไม่ต่ำกว่า 30 ราย โดยได้ขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศอินโดนีเซียและสิงคโปร์ ซึ่งรายได้ในส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของรายได้ในปี 2564 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับความพึงพอใจจากลูกค้าในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนในการนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อเดือนกันยายน 2564  

            ขณะที่การขยายบริการใหม่ด้านที่ปรึกษาการวางกลยุทธ์การตลาดครบวงจร (Marketing Transformation & Marketing Strategy) ยังได้รับการติดต่อจากลูกค้าและมีผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งปัจจุบันมีงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการและได้รับงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่วนการดำเนินธุรกิจของบริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด (ORBIT) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ถือหุ้นผ่านบริษัทย่อย 40% และบริษัทฯ ถือหุ้น 60% เพื่อเติมเต็มนวัตกรรมและศักยภาพด้านดิจิทัลสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับ OR นั้น คาดว่าจะเติบโต ได้ดีในปี 2565   

            “เรามั่นใจว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2564 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดว่าจะมีมูลค่างานที่รับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) ตามเป้าหมาย ส่งผลให้รายได้รวมทั้งปีที่คาดการณ์อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เนื่องจากมีดีมานด์จากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังมีแบ็กล็อกในปี 2565 ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตตามแผนที่วางไว้” นายพชร กล่าว 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-bluebik-grow-2022/

Kantar ประเมินปี 2022 เป็นปีที่ไม่แย่สำหรับสินค้า FMCG

ข้อมูลจาก Kantar Worldpanel พบว่า ภายใน 7 ปีที่ผ่านมา Take-Home FMCG ของไทยมีอัตราเติบโตสูงสุดอยู่ที่ 3.4% เมื่อเปรียบเทียบกับการเติบโตของ GDP ประจำปีของประเทศ ซึ่งอยู่ที่ประมาณติดลบ 1% และ ติดลบ 0.3% กล่าวคือตลาด FMCG โดยรวมมีการเติบโตที่ค่อนข้างดี แสดงให้เห็นว่าโอกาสและการเติบโตของธุรกิจยังมีทางรอดหากรู้จักใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซให้เกิดประโยชน์

ผู้ผลิตเร่งปรับตัวสู่โลกดิจิทัล

ตั้งแต่ปี 2020 ผู้ผลิตสินค้า FMCG พยายามหาวิธีที่ดีกว่าในการดำเนินธุรกิจช่วงการระบาดและเพิ่มศักยภาพที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคในอนาคต ด้วยการปรับกลยุทธ์การตลาดที่แม่นยำในสื่อดิจิทัล ทำให้โฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ปรากฏขึ้นบนอุปกรณ์สื่อสารของพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการล่อด้วยข้อเสนอและลูกเล่นที่น่าดึงดูดใจ เช่น ‘WOW!’ หรือ “SPECIAL!” ผู้ผลิตคาดหวังการเข้าถึงและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคให้กลายมาเป็นลูกค้า โฆษณาบนสื่อดิจิทัลเหล่านี้จะคอยแนะนำผู้บริโภคให้รู้จักกับแพลตฟอร์ม E-commerce ต่างๆ ที่มีชื่อเสียง หรือเว็บไซต์ของผู้ผลิตเอง เพื่อความสะดวกในการซื้อสินค้าจากการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง

รายงาน Winning Omnichannel ล่าสุดจาก Kantar Worldpanel เมื่อตุลาคม 2021 ที่ผ่านมา เผยให้เห็นว่า E-commerce เติบโตขึ้น 27.7% ในเอเชีย เป็นช่องทางขายสินค้า FMCG ที่เติบโตสูงที่สุด ในไทยเองก็ไม่ได้แตกต่างกันไปมากนัก E-commerce ของไทยปี 2021 โตถึง 38.1% ผู้ผลิตพยายามก้าวข้ามความท้าทายโดยให้ความสำคัญกับกระแสที่เพิ่มขึ้นในด้านดิจิทัล และ E-commerce

การเข้าถึงวัคซีนที่มากขึ้นในปีนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้คนในการเดินทาง การเปิดศูนย์การค้าและร้านอาหารต่างๆ จะทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้น นอกจากนี้การผ่อนปรนข้อจำกัดการเดินทางจะนำนักท่องเที่ยวกลับมา แผนส่งเสริมโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาปี 2022 ในหัวข้อ “Amazing Thailand New Chapter” ซึ่งอัดแคมเปญต่างๆ มุ่งเป้าไปที่การสร้างรายได้ ภาครัฐคาดรายได้จากการท่องเที่ยวปีนี้จะเป็น 1.3 – 1.8 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 – 15 ล้านคน

ข้อมูล Google COVID-19 Community Mobility Report ประเทศไทย พบว่า ช่วงกลางเดือนมกราคม 2022 Mobility Trends ของร้านขายของชำและร้านขายยาในไทยเพิ่มขึ้น 13% ในขณะที่ร้านค้าปลีกและสันทนาการลดลง 4% เมื่อเทียบกับค่าพื้นฐาน นอกจากนี้เรายังพบว่า Workplace Mobility มีการเปลี่ยนแปลงลดลง 14% ในขณะที่ Residential mobility เพิ่มขึ้น 4% ซึ่งบ่งชี้ว่าพฤติกรรมทำงานจากที่บ้านเพิ่มขึ้น

ปัจจัย Macro-Economic อื่นๆ ก็ส่งผลต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการดำเนินธุรกิจ อย่างล่าสุด การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารหลักและต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีความกังวลเนื่องจากต้องแบกรับภาระ ภาครัฐมีแผนจะช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ อย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนหรือจะประสบความสำเร็จเพียงใด หนึ่งในโครงการเงินอุดหนุนของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งที่เป็นที่นิยมก็จะยังดำเนินต่อไปในปีนี้

คาดการณ์ตลาด FMCG ในปี 2022 โดยแมชชีนเลิร์นนิ่ง

สุริยา อ้นมงคล Head of Expert Solutions, Kantar, Worldpanel Division ประเทศไทย อธิบาย “เราได้ทดสอบและจำลองสถานการณ์ว่า FMCG จะเป็นอย่างไรในปีนี้โดยใช้ชุดข้อมูลเชิงลึกของ Kantar Worldpanel ผนวกกับการใช้ Machine Learning เราคาดการณ์ว่า ยอดขาย FMCG จะเติบโต 2.1% ภายในสิ้นปี 2022 จากการจำลองว่าปัจจัยส่วนใหญ่ยังคงเหมือนเดิม สถานการณ์ปัจจุบัน การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในอาหารล่าสุดเป็นระยะสั้น และ Omicron จะไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อ MCO (Movement Control Order)

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้า Omicron กลายเป็นวิกฤต? จะเกิดอะไรขึ้นหากภาครัฐลดโครงการเงินอุดหนุนต่างๆ และหากอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารยังไม่คลี่คลาย ภาระจะตกไปยังผู้บริโภค ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ ยอดขาย FMCG อาจลดลงที่ ติดลบ 0.2% ถึง บวกเพียง 0.1% ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ผู้ผลิตอาจประสบปัญหาและควรเตรียมพร้อมรับมือสำหรับผู้บริโภคที่จะใช้จ่ายอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น

โมเดล Machine Learning ของ Kantar Worldpanel ระบุปัจจัยที่มีอิทธิพลซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อยอดขายในหมวด FMCG ซึ่งรวมถึงชุดข้อมูลแนวโน้ม Macro-Economic หลายประการ จากนั้นเราสร้างแบบจำลองที่พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรกับยอดขาย FMCG ในอดีต รวมไปถึงข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึกของ Kantar Worldpanel ซึ่งมีความครบถ้วน ลึกซึ้ง และครอบคลุมผู้บริโภคทั้งประเทศ ปัจจัย Macro-Economic อื่นๆ ที่ได้รับการประมาณการและคาดการณ์โดยสถาบันภาครัฐจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในโมเดลนี้น้อยลง”

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวโน้มข้อมูลตลาด FMCG ที่ผ่านมาจาก Kantar Worldpanel พบว่า ยอดขาย FMCG ได้ประโยชน์อย่างมากจากการระบาดใหญ่ การล็อกดาวน์และโครงการเงินอุดหนุนจากภาครัฐทำให้เกิดพฤติกรรมการกักตุนและการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้น ก่อนเกิดโควิด-19 อัตราการเติบโตประจำปีของตลาด FMCG ลดลงตั้งแต่ปี 2015 และทรงตัวตั้งแต่ปี 2017 การระบาดใหญ่ของโควิด-19 บังคับให้เกิดพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อรูปแบบใหม่และการเปิดตัวโครงการของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามไม่น่าจะเกิดความยั่งยืนหรือกระทบในระยะยาว

from:https://www.thumbsup.in.th/kantar-forecast-fmcg-2022?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kantar-forecast-fmcg-2022

McAfee Enterprise และ FireEye เปิดตัวใหม่ในชื่อ Trellix มุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาด XDR

หลังจากที่เมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา ทาง Symphony Technology Group (STG) ได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ McAfee Enterprise ที่มูลค่า 4,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 132,000 ล้านบาท และได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ FireEye ที่มูลค่า 1,200 ล้านบเหรียญหรือราวๆ 39,600 ล้านบาทไปนั้น ล่าสุดทั้งสองบริษัทได้ถูกรวมเข้าอยู่ภายใต้ชื่อ Trellix แล้วอย่างเป็นทางการ

Trellix จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาโซลูชันด้าน Threat Detection & Response ในรูปแบบ XDR โดยการใช้ Machine Learning และ Automation เป็นหลัก ด้วยเป้าหมายในการนำเสนอเทคโนโลยีด้าน Cybersecurity ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวตามภัยคุกคามใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่องภายใต้แนวคิด Living Security

อย่างไรก็ดี การเปิดตัวโซลูชันแรกนี้ก็จะยังไม่ได้นำโซลูชันทั้งหมดของ McAfee Enterprise และ FireEye มาทั้งหมดในทีเดียว โดยหลังจากนี้ Trellix ก็มีแผนที่จะเปิดตัวโซลูชันด้าน Secure Service Edge ที่ครอบคลุมทั้ง Cloud Access Security Broker, Secure Web Gateway และ Zero Trust Network Access มาสู่ตลาดอีกครั้งหนึ่งภายในไตรมาสนี้

ปัจจุบันฐานลูกค้าของ Trellix มีมากถึง 40,000 องค์กรทั่วโลก โดยมีพนักงานรวมกันกว่า 5,000 คน และมีรายรับต่อปีประมาณ 2,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 66,000 ล้านบาท

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/mcafee-enterprise-and-fireeye-are-now-called-trellix/ , https://www.fireeye.com/company/press-releases/2022/symphony-technology-group-announces-launch-of-xdr-provider-trellix.html

from:https://www.techtalkthai.com/mcafee-enterprise-merges-with-fireeye-and-have-new-name-trellix/

รู้จักกับ FinTech เทคโนโลยีการเงินเปลี่ยนโลก อนาคตจะเป็นอย่างไร ธุรกิจจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

FinTech หรือ Financial Technology เป็นสาขาของสตาร์ทอัพที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากทั้งผู้บริโภคและธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ เพราะการเงินและเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการเงินนั้นมีแง่มุมการให้บริการมาก สัมผัสกับวิถีชีวิตและการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย และมีความสำคัญในทุกประเทศทั่วโลก 

คุณแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด พาเราไปทบทวนว่า FinTech คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ มีการเติบโตอย่างไรในช่วงที่ผ่านมา และจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ซึ่งทีมงาน TechTalkThai ได้สรุปมาให้อ่านกันแล้วในบทความนี้ 

คุณแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด

FinTech คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ

อุตสาหกรรมการเงินนั้นเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ โดยในสมัยก่อน อุตสาหกรรมการเงินมีผู้เล่นที่สำคัญอย่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่คอยคิดค้น พัฒนา และกำหนดทิศทางของผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆเข้ามานำเสนอต่อผู้บริโภค โดยธนาคารและสถาบันการเงินเหล่านี้ก็มีความพยายามในการพัฒนา Financial Technology ออกมาให้ผู้บริโภคได้ใช้กันอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบอินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง หรือการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์ ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง

FinTech หรือ Financial Technology นั้นไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่ถูกจำกัดว่าจะต้องเกิดจากบริษัทสตาร์ทอัพเสมอไป แต่สิ่งที่เรามักจะได้เห็นอยู่เสมอจากสตาร์ทอัพด้าน FinTech คือไอเดียที่แปลกใหม่ โซลูชันที่เกิดขึ้นและมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และการใช้งานที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มได้ดีเยี่ยม ที่เป็นอย่างนี้ก็อาจเพราะสตาร์ทอัพ FinTech นั้นมักมีเป้าหมายที่โฟกัสไปอย่างชัดเจน และใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากธนาคารและสถาบันการเงินที่ต้องโฟกัสกับตลาดหลายแง่มุม และมักมีขนาดองค์กรที่ใหญ่ ไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้รวดเร็วนัก

สตาร์ทอัพ FinTech ในปัจจุบันนำเสนอเทคโนโลยีที่เข้ามาให้บริการทางการเงินในหลายๆด้าน เช่น ขั้นตอนการชำระเงินออนไลน์ ระบบชำระเงินสำหรับร้านค้าออฟไลน์ (Stripe) ระบบสินเชื่อสำหรับรายย่อย ระบบดูแลการลงทุนและ AI แนะนำการลงทุน (Finnomena) กระเป๋าสตางค์ดิจิทัลครบวงจร (Alipay) ระบบบัญชีสำหรับธุกริจ ไปจนถึงธุรกิจ Cryptocurrency ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

Finnomena คือแพลตฟอร์มซื้อขายกองทุนรวมที่ใช้งานง่าย มีคำแนะนำการลงทุน และใช้ AI ในการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อคัดเลือกกองทุน

FinTech มีผลิตภัณฑ์สำหรับทุกคน

ขึ้นชื่อว่าเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเงินแล้วก็ใช่ว่า FinTech นั้นจะมีผลิตภัณฑ์แค่สำหรับธุรกิจรายใหญ่หรือผู้ที่มีรายได้มากเท่านั้น เพราะในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีการเงินจำนวนมากที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อผู้ใช้งานที่อาจยังไม่ได้รับการซัพพอร์ตที่ดีพอจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เช่น บริการ Micro Lending ที่ใช้อัลกอริทึมในการพิจารณาคำขอกู้ยืมสำหรับผู้รายได้น้อยที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อแบบดั้งเดิมที่มีเกณฑ์การปล่อยกู้ที่ค่อนข้างเคร่งครัด, บริการกระเป๋าสตางค์ดิจิทัลโอนและรับเงินสำหรับผู้ไม่มีบัญชีธนาคาร, หรือแอปพลิเคชันการลงทุนที่สามารถเริ่มลงทุนได้แม้งบน้อย

นอกจากบริการแบบ B2C แล้ว FinTech เองก็มีการให้บริการในรูปแบบ B2B ด้วย และสตาร์ทอัพด้าน FinTech จำนวนไม่น้อยก็มีผลิตภัณฑ์​ที่เหมาะกับการนำไปใช้ในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม เช่น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการบัญชีบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพได้ง่ายๆ และ ICON CRM ระบบออนไลน์ที่ช่วยบริหารระบบงานขายและข้อมูลลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ 

ตัวอย่างเครื่อง Terminal จาก Square (https://squareup.com/us/en) ที่ช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กรับการชำระเงินจากหลายๆช่องทางได้อย่างปลอดภัย เชื่อมต่อกับร้านออนไลน์ อีกทั้งยังมีระบบเสริมอื่นๆ เช่น ระบบสมาชิก ระบบจัดการทีมงาน และระบบจัดการเงินสด (Credit: Clay Banks)

FinTech ใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง 

FinTech นั้นโดยรวมแล้วไม่มีการใช้งานเทคโนโลยีที่ตายตัว แต่จะเป็นการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาใช้พัฒนาโซลูชันตามไอเดียที่ได้คิดขึ้นมามากกว่า ซึ่งเทคโนโลยีที่มักจะพบว่ามีการใช้งานเยอะในการสร้างสรรค์ FinTech จะมี เช่น 

  • AI และ Machine Learning – ใช้ในงานวิเคราะห์ข้อมูล ทำนายผลลัพธ์ และการตัดสินใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของหลายๆระบบ
  • Cloud – โครงสร้างพื้นฐานในการให้บริการต่างๆออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนาโซลูชันได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
  • Blockchain – ช่วยเพิ่มความโปร่งใส (Transparency) ให้กับขั้นตอนการดำเนินงาน และเป็นวิธีการเก็บรักษาข้อมูลที่ปลอดภัย ปลอมแปลงไม่ได้ อีกทั้งยังมีระบบ Smart Contract ช่วยในการสร้างขั้นตอนที่ทำงานได้โดยอัตโนัมติ 

ในอนาคตเราอาจได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆชนิดอื่นเข้ามาสร้างความตื่นเต้นให้กับเทคโนโลยีการเงินอีกมาก เช่น Quantum Computing ที่จะช่วยให้การประมวลผลเร็วขึ้นและอาจจะเปลี่ยนหลายๆอย่างไป

อนาคตของ FinTech 

การเข้ามาของ FinTech กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในอุตสาหกรรมการเงิน โดยในระยะหลังๆเราจะเห็นได้ชัดว่าธนาคาร สถาบันการเงิน หรือแม้กระทั่งหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ต่างก็ต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมมากขึ้นสำหรับนวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ๆ และโมเดลธุรกิจการเงินใหม่ๆที่เกิดขึ้นเพราะสตาร์ทอัพ FinTech 

ในช่วงแรกของกระแส FinTech หลายฝ่ายมองว่าคลื่นลูกใหม่ของวงการการเงินนี้อาจเข้ามาทำลายและแทนที่การให้บริการของธนาคารแบบเก่าอย่างสิ้นเชิง แต่ในวันนี้เราได้เห็นแล้วว่า FinTech นั้นไม่ได้ทำลาย แต่เปลี่ยนแปลงการให้บริการหลายๆอย่างของธนาคารไป และนอกจากการแข่งขันกับธนาคารแล้ว บริษัท FinTech จำนวนไม่น้อยก็ได้ปรับแนวทางมาเป็นการร่วมมือกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมเพื่อส่งมอบเทคโนโลยีที่ดีและครอบคลุมยิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้งาน ปรับปรุงการให้บริการของธนาคารให้สะดวกขึ้น ดีขึ้น และเป็นมิตรกับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น 

โดยในปัจจุบัน หากผู้บริโภคหรือธุรกิจใดสนใจนำ FinTech เข้ามาใช้งานก็สามารถติดต่อผ่านทางธนาคารที่เป็นลูกค้าอยู่ได้ทันที ซึ่งธนาคารส่วนมากจะมีความร่วมมือกับสตาร์ทอัพ FinTech อยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง และสามารถให้คำแนะนำได้ในระดับหนึ่ง

ความร่วมมือและการแข่งขันไปพร้อมๆกันของธนาคารและสตาร์ทอัพ FinTech เช่นนี้ เป็นแนวโน้มที่เราจะได้เห็นกันไปเรื่อยๆในอนาคตอย่างแน่นอน ก็ต้องมารอลุ้นกันว่าสถาบันการเงินและบริษัท FinTech จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและยกระดับบริการทางการเงินไปในทิศทางไหนต่อไป

อ่านเกี่ยวกับ FinTech เพิ่มเติมได้ที่ https://www.jrit-ichi.com/cutting/2022/01/19/691/ 

from:https://www.techtalkthai.com/jrit-ichi-get-to-know-fintech-world-disruptor/

ชีวิตคนกรุง เงินเดือน 15,000 ค่าครองชีพเพิ่ม 20% คนรุ่นใหม่ต้องปรับตัวหาโอกาสเสริม

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ Omicron ที่น่าจะกระทบจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้สะดุดลงอย่างน้อยในช่วงไตรมาสแรกปี 2565 มีผลต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและกำลังซื้อของครัวเรือน สวนทางกับค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นราคาเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะราคาเนื้อสุกรที่ปรับตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี ราคาไข่ไก่ ราคาน้ำมันพืช ราคาพลังงาน ตลอดจนราคาค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้า)

อย่างไรก็ดี ภาครัฐได้ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของผู้บริโภคบ้างแล้ว เช่น มาตรการตรึงราคาสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ราคาแก๊สหุงต้ม ราคาเนื้อไก่ โครงการหมูธงฟ้า เป็นต้น แต่ถึงกระนั้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีความกังวลและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายหมวดค่าอาหาร (เนื้อสัตว์ ผักสด ไข่ไก่ น้ำมันพืช อาหารปรุงสำเร็จ และอาหารนอกบ้าน) ค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้า) และค่าเดินทาง (ค่าน้ำมันและค่าขนส่งสาธารณะ)

ซึ่งจากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า คนกรุงเทพฯ ที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มรายได้อื่น ซึ่งราว 36% มองว่า มีค่าใช้จ่ายปรับเพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีก่อนที่จะมีการปรับขึ้นราคาสินค้าต่างๆ ขณะที่คนกรุงเทพฯ ที่มีรายได้ปานกลางถึงสูง จะได้รับผลกระทบที่น้อยกว่าโดยเปรียบเทียบและสามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้มากกว่า

ทั้งนี้ ค่าครองชีพที่ทยอยปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ในระยะสั้น คนกรุงเทพฯ วางแผนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยจะเลือกใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็น ลดหรือชะลอการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าคงทน รวมไปถึงลดกิจกรรมสังสรรค์ โดยธุรกิจที่คาดว่าน่าจะได้รับผลกระทบหนักน่าจะเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่น (เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า) รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ยิ่งจะกดดันการฟื้นตัวของธุรกิจดังกล่าวในระยะถัดไป นอกจากนี้ คนกรุงเทพฯ ยังเปลี่ยนไปซื้อสินค้าที่ใช้ทดแทนกันได้ในราคาที่ถูกลง เช่น สินค้ามือสอง สินค้าแบรนด์รอง (House brand) สินค้าในช่วงจัดโปรโมชั่น รวมถึงการเปลี่ยนไปบริโภคเนื้อสัตว์หรืออาหารที่มีราคาถูกลง เป็นต้น ซึ่งถือเป็นโอกาสของสินค้าแบรนด์รองที่จะเข้ามาทำการตลาด เพื่อสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคต่อไป

เมื่อพิจารณาถึงความคาดหวังของคนกรุงเทพฯ ต่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการเข้ามาช่วยเหลือและแก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน 3 อันดับแรก คือ ควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในหลายประเภทมากขึ้น เช่น ราคาอาหารสดประเภทอื่นๆ เช่น อาหารทะเล ของใช้ในชีวิตประจำวัน และราคาพลังงาน เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ

ตลอดจนต้องการให้ขยายมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพด้านสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา) ที่สิ้นสุดลงตั้งแต่ ก.ย 2564 ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชน ผู้บริโภคต้องการให้ผู้ประกอบการชะลอการปรับขึ้นราคาสินค้า หรือลดปริมาณสินค้า (Resize) แทนการปรับขึ้นราคาหากจำเป็น และเพิ่มการจัดโปรโมชั่นกิจกรรมลดราคาสินค้าให้ถี่ขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น อาหารปรุงสำเร็จ ของใช้ส่วนตัว เป็นต้น

ในระยะข้างหน้า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังคงมองว่าสถานการณ์ค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นน่าจะยังไม่คลี่คลายในระยะสั้น และกว่า 50% คาดว่าปัญหาดังกล่าวจะลากยาวมากกว่า 1 ปี ซึ่งส่วนใหญ่มีความสามารถในการรับมืออยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงน้อย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า นอกเหนือจากการออกมาตรการเฉพาะหน้าที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้บริโภคในระยะสั้นแล้ว เช่น การตรึงและควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็น การจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า เป็นต้น

ภาครัฐและเอกชนควรเร่งมือและร่วมกันแก้ไขปัญหาอุปทานขาดแคลน (Supply shortage) ให้ตรงจุด ตลอดจนควรเพิ่มโอกาสการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อยในตลาดควบคู่ไปด้วย เช่น การเพิ่มปริมาณสุกรในตลาดผ่านการสนับสนุนเงินทุนและสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรรายย่อยกลับมาเลี้ยงสุกรมากขึ้น การใช้มาตรการควบคุมและเฝ้าระวังโรดระบาดในสัตว์ต่างๆ อย่างเข้มงวด การเร่งแก้ไขปัญหาราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ ภาคธุรกิจจะต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนให้มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะถัดไป เช่น ลดปริมาณหรือขนาดของสินค้า (Resize) แทนการปรับขึ้นราคา การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการสต็อกสินค้า รวมถึงการนำฐานข้อมูลลูกค้า (Big data) มาช่วยในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการได้แม่นยำมากขึ้น เป็นต้น

from:https://www.thumbsup.in.th/kresearch-add-money?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kresearch-add-money

[NEWS] Robinhood ตัดริบบิ้น Travel มีนาคมนี้ นักท่องเที่ยวเริ่มจองใช้งานได้แล้ว

หลังจากเมื่อปลายปีที่แล้ว ทาง Robinhood ประกาศวิสัยทัศน์ใหญ่ว่าจะมีการขยายบริการนอกจากเดลิเวอรี่ มาเป็นทราเวิล เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่ประสบปัญหาซบเซาจากวิกฤตโควิด-19 มากว่า 2 ปี ล่าสุด คุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานการตลาด SCB Thailand ได้อัปเดตเรื่องดังกล่าวในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า Robinhood Delivery จะเปิดให้บริการจองโรงแรมได้แล้ว ต้นเดือนมีนาคมนี้ครับ ในชื่อ ‘Robinhood Travel’ แอปคนไทยเล็กๆ ที่หาญกล้าลุกขึ้นมาเป็นอีกทางเลือกนึงของ online booking กับแอประดับโลก อย่าง Agoda.com Booking.com ครับ แต่ด้วยความตั้งใจอยากช่วยโรงแรมไทย บริษัทนำเที่ยวไทย และให้คนไทยได้รับการดูแลจากคนไทยด้วยกันเอง พวกเราเลยอยากขอลองสักตั้ง

ท่านไหนมีโรงแรม ทุกขนาด บริษัทนำเที่ยว รถเช่า ลองโทรหาน้องๆ ที่เบอร์ 02-777-7564 เพื่อ onboard ได้เลยนะครับ ส่วนทำไมโรงแรมต้องมาขึ้นบนแอปนี้? ก็ตามป้ายบิลบอร์ดเลยฮะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=10223033204231192&set=a.1072729451120&_rdc=1&_rdr

ทั้งนี้ เมื่อย้อนกลับไปอ่านวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเริ่มต้นของ “โรบินฮู้ด ทราเวล” พบว่า ทาง Robinhood วางแผนเตรียมให้บริการ OTA (Online Travel Agent) ชูจุดเด่นในเรื่องของ Zero Commission หรือไม่เก็บค่าคอมมิชชันจากโรงแรม โดยหวังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกและช่วยผู้ประกอบการไทย ไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ตัวแทนในการขายห้องพักผ่านช่องทางออนไลน์ และสามารถนำต้นทุนที่ลดลงส่งต่อเป็นส่วนลดให้นักท่องเที่ยว พร้อมรวบรวมประสบการณ์การเดินทางแบบครบวงจร (ALL-IN-ONE) ไว้ในแพลตฟอร์มเดียวตั้งแต่การให้บริการจองที่พัก ตั๋วเครื่องบิน กิจกรรมท่องเที่ยว รถเช่า และประกันภัย (Online Travel Agent) เป็นการเตรียมนำความปกติสุขในการท่องเที่ยวสู่ความปกติใหม่ของโลกหลังยุคโควิด (New Normal)

ทั้งนี้ คาดว่า “โรบินฮู้ด ทราเวล” จะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการได้ต้นปี 2565 รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังเปิดประเทศ พร้อมตั้งเป้าภายในหนึ่งปีจะมีผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม และการท่องเที่ยวเข้าร่วมแพลตฟอร์ม 30,000 ราย มีจำนวนลูกค้าผู้ใช้งานกว่า 200,000 ราย สามารถช่วยผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกอบการโรงแรมได้กว่า 200 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ซุปเปอร์แอปสัญชาติไทย” ที่พร้อมรองรับการเป็นผู้ให้บริการในระดับภูมิภาค (Regional Player) ในอนาคตต่อไป

ภาพรวมตลาดการท่องเที่ยวในประเทศไทย ถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 จากผลสำรวจพบว่า ในประเทศไทยมีที่พักขนาดกลาง และขนาดเล็กกว่า 50,000 โรง โดยกว่า 44% ใช้บริการแพลตฟอร์มจองที่พักผ่านออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการโรงแรมต้องจ่ายค่าคอมมิชชันในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์กว่า 15-30%

การพัฒนาบริการ “โรบินฮู้ด ทราเวล” ด้วยการไม่คิดค่าคอมมิชชันกับผู้ประกอบการโรงแรม จะเป็นการช่วยให้โรงแรมสามารถทำโปรโมชั่นเสริมเองได้ อาจจะเป็นส่วนลด หรือของแถมต่าง ๆ ส่งตรงให้กับลูกค้า

โดยผู้ประกอบการโรงแรมยังได้รับเงินค่าห้องรวดเร็วขึ้นภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากลูกค้า Check Out ช่วยให้มีเงินหมุนเวียนในระบบและเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีระบบการแบ่งปันข้อมูลลูกค้า (Customer Intelligence Sharing) ที่จะสามารถช่วยวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าได้

ฐานลูกค้าโรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอร์รีกว่า 2.3 ล้านคน และลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์กว่า 16.3 ล้านคน จากข้อมูลพบว่า ลูกค้าที่ใช้บริการโรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอรี เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ทำให้เชื่อมั่นว่า จะมีผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม และการท่องเที่ยวเข้าร่วมบนแพลตฟอร์ม “โรบินฮู้ด ทราเวล” กว่า 30,000 ราย ทั่วประเทศ มีจำนวนลูกค้าผู้ใช้งานกว่า 200,000 ราย มีทริปเกิดขึ้นจากแพลตฟอร์มกว่า 300,000 ทริป สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านบาท และสามารถช่วยผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายจากค่าคอมมิชชั่นได้กว่า 200 ล้านบาท

from:https://www.thumbsup.in.th/news-scb-robinhood-travel?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=news-scb-robinhood-travel

สร้างแอดบน TikTok อย่างไร ให้ชนะใจผู้ชมในทันที

ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่นักการตลาดให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องสำหรับ TikTok ด้วยจำนวนผู้ใช้งานที่มีช่วงอายุหลากหลาย เนื้อหาที่สนุกสนานและจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

จึงยังเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างโอกาสให้แก่นักการตลาดที่สนใจจะสร้างกลยุทธ์บนแพลตฟอร์มนี้

ดังนั้น นักการตลาดและเอเจนซี่ต่างก็ต้องรู้จักการนำเทคโนโลยีหรือโซเชียลมีเดียมาใช้ให้เหมาะสม ซึ่ง TikTok เองก็มีเครื่องมือมากมายให้เลือกใช้งาน เหลือแค่คุณรู้จักนำมาปรับใช้อย่างไร ให้เหมาะสมและตรงกับแผนที่วางไว้มากที่สุด

TikTok เปิดให้บริการในจีนเมื่อปี 2016 ในชื่อ douyin ก่อนจะเริ่มเป็นที่รู้จักนอกประเทศเมื่อปี 2018 ตอนนั้นแค่ผู้ใช้งานในสหรัฐก็ปาไปกว่า 80 ล้านคนแล้ว ความสำเร็จของ TikTok นั้น มีการขนานนามว่ายอดนิยมจนมีผู้ใช้งานในหนึ่งปีถึง 100 ล้านคนและรับชมวีดีโอมากกว่า 1 พันล้านคลิปทุกวัน

แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจนแต่ยอดการดาวน์โหลดกว่า 2,600 ล้านครั้งทั่วโลก จากบริษัทวิจัยต่างก็เป็นเครื่องยืนยันว่าดังจริงและถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่อายุน้อย (ผู้ใช้) หลายพันล้านมากๆ (ที่มา : Wikipedia) จนกลายเป็นสตาร์ทอัพที่ระดมทุนในระดับยูนิคอร์นภายในระยะเวลาที่สั้นมากๆ

ดังนั้น หากคุณเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่อยากสร้างโอกาสในการเข้าถึงโฆษณาบน TikTok ก็ต้องไม่พลาดขั้นตอนเหล่านี้ค่ะ

TikTok จะช่วยอะไรได้บ้าง

เพราะเสน่ห์และพฤติกรรมของผู้ใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์มมีความแตกต่างกัน ดังนั้น คุณต้องรู้ก่อนว่าแพลตฟอร์มที่คุณจะเข้าไปใช้งานนั้น มีประโยชน์และสร้างโอกาสอย่างไรบ้าง ในมุมทางธุรกิจสิ่งที่ TikTok จะเข้ามาช่วยคือ

  • สร้างการรับรู้ถึงแบรนด์
  • รับคำติชมจากลูกค้า
  • ขายสินค้าหรือบริการ
  • เปิดตัวโฆษณาที่ตรงเป้าหมาย

จากนั้น สิ่งที่คุณควรลองพิจารณาขั้นต่อมาก็คือ

  • งบการตลาดควรทุ่มไปทั้งหมดในทีเดียวหรือไม่
  • แพลตฟอร์มอื่นๆ มีความน่าสนใจอย่างไร
  • ตั้งงบไว้แต่ละแพลตฟอร์มที่เท่าไหร่
  • เป้าหมายต่อไปคืออะไร

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากถาม แต่เชื่อว่าคุณจะต้องเจอเมื่อคุณต้องเขียนแผนงานและตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้ก่อนยื่นของบกับทางผู้บริหาร เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีข้อดีที่ไม่ควรมองข้ามทั้งนั้น แต่หากคุณอยากลองในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนตัดสินใจใช้งบจริงจังก็สามารถทดลองได้ไม่ยาก เพราะ TikTok ยังเป็นสื่อใหม่ให้คุณทดลองก่อนลงเม็ดเงินจริงจังได้ ถึงจะยังไม่ได้ผลยอดขายกลับมามากมาย แต่อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้พฤติกรรม ความชอบ และการเข้าถึงแบรนด์ ให้ได้รับรู้กันไม่ยาก

วางแผนอย่างจริงจัง

เมื่อดาวน์โหลดแอปมาแล้ว แน่นอนสิ่งที่ควรทำก่อนอันดับแรกคือ ลองใช้งานจริงเพื่อเรียนรู้อัลกอริธึ่มของระบบทั้งหมด เพราะนักการตลาดยุคเก่าหลายคนยังยึดติดกับความไม่น่าดึงดูดของ TikTok ที่มีคอนเทนต์ไม่เหมาะสมบางอย่าง แต่เมื่อคุณได้ลองใช้จากประสบการณ์จริงแล้ว ก็จะทราบว่าการใช้งานหรือพฤติกรรมอะไรบน TikTok จะเป็นโอกาสของคุณในการทำกลยุทธ์การตลาดในอนาคต

เมื่อคุณทราบแล้วว่า กลุ่มผู้ชมหรือกลุ่มเป้าหมายที่คุณจะเข้าไปทำตลาดแล้ว ก็เริ่มใช้หลักการ SWOT มาวิเคราะห์กันได้เลย ซึ่งนอกจากการวิเคราะห์ SWOT ในเรื่องเนื้อหาแล้ว ก็ต้องเก็บข้อมูลของกลุ่มครีเอเตอร์และเนื้อหามาใส่ในหลักการนี้ด้วย

หลังจากที่คุณวางแผนกลยุทธ์ กำหนดแนวทางคอนเทนต์ และสร้างเนื้อหาได้ตามกลยุทธ์แล้ว ย่อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มคนแบบออร์แกนิก แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะตอกย้ำไว้คือการขายสินค้าที่ฮาร์ดเซลล์มากเกินไป อาจจะลดโอกาสในการเข้าถึงผู้ชมได้ ดังนั้น จึงควรขายของแบบน่ารักกรุบกริบและไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ายัดเยียดจนเกินไป

ตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้จริง

หลายต่อหลายครั้ง นักการตลาดหรือผู้บริหารมักจะมองแค่ยอดไลค์ ยอดแชร์ หรือยอดขายที่กลับมาเพียงแง่มุมเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวจัดการโฆษณาของ TikTok นั้นมีความซับซ้อนและวัดผลแคมเปญตามเป้าหมายได้ หากมีการตั้งค่าและเข้าใจในหลักการวิเคราะห์แคมเปญ คุณจะทราบว่าควรเริ่มใช้งบไปในช่องทางไหนบ้าง เพราะรูปแบบโฆษณาของ TikTok มีทั้งแบบ Brand Takeover, Top View, In-Feed Ads, Hashtag Challenge, Branded Effect ให้เราสามารถเลือกใช้งานได้เหมาะกับแต่ละแคมเปญ หรือแต่ละลูกเล่น เพื่อให้ผู้ใช้งานจดจำแบรนด์ของคุณ

  • Topview ad : โฆษณา Topview คือโฆษณาที่ผู้ใช้เห็นขณะเปิดแพลตฟอร์ม
  • Brand Takeover : โฆษณาเทคโอเวอร์แบรนด์จะถูกดูเมื่อผู้ใช้เปิดแอป แต่ไม่มีปุ่ม CTA หรือตัวเลือกที่จะชอบหรือแสดงความคิดเห็น
  • In feed ad : โฆษณาที่ปรากฏในฟีดจะคล้ายกับเนื้อหาออร์แกนิกมากที่สุด โดยจะปรากฏเมื่อผู้ใช้ปัดบนแอปท่ามกลางเนื้อหาอื่นๆ
  • Branded hashtag challenge : ให้ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วมในแคมเปญของคุณและสร้างเนื้อหาเฉพาะของคุณ
  • Branded effects : ฟิลเตอร์ สติ๊กเกอร์ และเอฟเฟกต์พิเศษใดๆ ที่สร้างโดยแบรนด์สำหรับแพลตฟอร์ม

รูปแบบของแต่ละโฆษณาถือว่ามีความสนุกที่แตกต่างกัน ซึ่งหลายแบรนด์ที่เคยเลือกใช้งาน จะพบว่า สามารถสร้างโอกาสและรับรู้แบรนด์ได้เป็นอย่างดี และมีหลายอบรนด์ยังคงเลือกใช้งานต่อเนื่อง เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อและต้องการความสนุก หากแบรนด์ของคุณยังไม่สามารถเข้าถึงพวกเขาและสร้างการจดจำได้ดีนัก แสดงว่าถึงเวลาที่คุณต้องคิดไอเดียใหม่ๆ แล้ว

 

ที่มา : DAN

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-make-a-killer-tiktok-ads-strategy?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-make-a-killer-tiktok-ads-strategy

สร้าง Brand Awareness ในธุรกิจ B2B เข้าถึงลูกค้าได้ตรงเป้าด้วยความเข้าใจ

Brand Awareness เป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนแรกที่จะดึงดูดลูกค้าใหม่ๆเข้ามาใช้ซื้อสินค้าหรือบริการของธุรกิจ ซึ่งการจะสร้าง Brand Awareness หรือทำให้ลูกค้ารู้จักกับแบรนด์ในธุรกิจแบบ B2B นั้นก็มีหลักคิดและแนวทางคล้ายๆกับการทำธุรกิจแบบ B2C ทั่วไป แต่ก็มีความแตกต่างในรายละเอียดเช่นกัน ในบทความนี้เราจะไปรู้จักกับความสำคัญและกลยุทธ์ที่ธุรกิจ B2B ควรรู้จักในการสร้าง Brand Awareness 

ในการทำการตลาด การจะสร้าง Brand Awareness นั้น ไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้คนรู้จักและสนใจในตัวแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อรู้จักแล้วควรมีศักยภาพในการนำไปสู่การเปลี่ยนผู้ที่สนใจเข้ามาเป็นลูกค้าหรือการขายอีกด้วย ดังนั้นการสร้าง Brand Awareness นั้นจะต้องทำอย่างมีเป้าหมาย และมีการวัดผลด้วย 

คุณจิตติพงศ์ เลิศประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งชุมชน Marketing Tech Thailand ได้แนะนำว่าขั้นตอนแรกที่ธุรกิจควรทำ คือการทำความเข้าใจกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเสียก่อน โดยธุรกิจต้องทำความเข้าใจ Buyer Journey หรือกระบวนการก่อนจะเกิดการซื้อของลูกค้าตั้งแต่ขั้นแรกที่ลูกค้าอาจยังไม่ทราบถึงปัญหาและสินค้าหรือบริการที่สามารถแก้ปัญหาได้ ไปจนถึงขั้นตอนการพิจารณาเปรียบเทียบซื้อสินค้าว่าลูกค้ามีแนวโน้มจะใช้สิ่งใดเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ หรือมีเงื่อนไขในการซื้ออย่างไรบ้าง

ในส่วนนี้ ธุรกิจสามารถจัดทำ Customer Persona ซึ่งจะช่วยแจกแจงคุณสมบัติต่างๆของลูกค้า ความชื่นชอบ กิจวัตร แรงบันดาลใจ ไปจนถึงคนหรือธุรกิจที่อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ซึ่งเมื่อแบรนด์มีความเข้าใจลูกค้าในมิติที่หลากหลายมากขึ้น ก็จะมองเห็นแนวทางในการดึงดูดความสนใจจากลูกค้า และแนวทางการขายที่เหมาะสมกับลูกค้าได้

ในธุรกิจแบบ B2B บางปัจจัยอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อได้มากกว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น ธุรกิจมักมองหาตัวอย่างของการใช้สินค้าหรือบริการจากธุรกิจลักษณะคล้ายกันหรืออยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือบางธุรกิจมีเงื่อนไขที่อาจทำให้สินค้าประเภทหนึ่งเหมาะกับธุรกิจมากกว่าอีกประเภทหนึ่ง เป็นต้น

การสร้าง Brand Awareness นั้นอาจทำได้หลากหลายวิธี ซึ่งในเซสชั่นนี้ คุณจิตติพงศ์ได้แนะนำตัวอย่างวิธีที่เป็นที่นิยมและมีประสิทธิภาพมา 2 วิธี คือการทำ Content Marketing และการทำ SEO (Search Engine Optimization) 

Content Marketing

การทำการตลาดผ่านคอนเทนท์นั้นมีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเขียนบล็อก การทำบทความหรือวิดีโอสัมภาษณ์ การทำวิดีโอหรือเทรนนิ่งให้ความรู้ หรือการโพสต์เครือข่ายโซเชียล ซึ่ง Content Marketing โดยทั่วไปจะมีวัตถุประสงค์ 4 อย่างด้วยกัน ได้แก่ 

  1. Awareness สร้างความรู้จัก หรือทำให้สนใจ
  2. Education ให้ข้อมูลความรู้
  3. Selection เจาะลึกความรู้หรือข้อมูลเฉพาะกลุ่ม และ
  4. Training จัดเทรนนิ่ง อบรมเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของแบรนด์ 

โดยในการทำ Content Marketing ก็จะต้องมีการวางแผนทั้งรูปแบบ ช่วงเวลา กลุ่มเป้าหมาย และที่สำคัญคือการลงคอนเทนท์แต่ละครั้งควรมีผลลัพธ์ที่ได้กลับมา ฉะนั้นก็ควรจะมี Call to Action เช่น ให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเพื่อรับ Whitepaper 

SEO (Search Engine Optimization) 

ผู้ที่ติดต่อเข้ามาหาแบรนด์เองนั้นส่วนมากมักเป็นผู้ที่มีความสนใจในสินค้าและบริการของแบรนด์จริงๆ และมีแนวโน้มที่จะเข้ามาเป็นลูกค้าของธุรกิจมากกว่า โดยในปัจจุบันผู้คนส่วนมากจะค้นหาสิ่งที่ต้องการและรู้จักกับธุรกิจผ่าน Search Engine อีกวิธีหนึ่งในการสร้าง Brand Awarenes ที่น่าสนใจจึงเป็นการทำ SEO 

ในการทำ SEO แต่ละครั้ง คุณจิตติพงศ์แนะนำว่า ธุรกิจควรพิจารณาไปทีละขั้นตอน ดังนี้

  1. นึกถึงปัญหาหรือ Pain Point ที่จะทำให้ลูกค้าคิดถึงสินค้าหรือบริการของแบรนด์
  2. ลองจินตนาการว่าจากปัญหานั้น หากต้องค้นหาสินค้าหรือบริการที่จะเข้ามาช่วยแก้ จะใช้คีย์เวิร์ดอะไรบ้าง
  3. สำรวจคีย์เวิร์ดที่ธุรกิจคู่แข่งใช้ และมองหาคีย์เวิร์ดที่ยังไม่มีคู่แข่งใช้มากนัก
  4. พัฒนาเว็บไซต์ รวมถึงหน้า Sitemap และ RSS Feed เพื่อการค้นหาที่ดีขึ้น
  5. นำเว็บไซต์ลงทะเบียนเข้ารายชื่อของ Search Engine ที่ต้องการเข้าร่วม
  6. กระจายคอนเทนท์ที่จัดทำขึ้นไปยังเว็บไซต์และเครือข่ายโซเชียลของแบรนด์
  7. จัดทำบทความประเภทบล็อก หรือข่าวประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์กับคำค้นหา
  8. หากต้องการ สามารถฝากคอนเทนท์ เช่น บทความและข่าวประชาสัมพันธ์ ไปโพสต์ในเว็บไซต์อื่นๆที่มีชื่อเสียง เพื่อขยายฐานผู้รับชม
  9. สร้าง Link Popularity ด้วยการเพิ่มลิงก์ลงบนเว็บไซต์ และขอให้เว็บไซต์อื่นสร้างลิงก์มายังเว็บไซต์ของแบรนด์
  10. คอยวัดผลว่าคีย์เวิร์ดที่ได้ทำ SEO ไปนั้นให้ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือไม่ และปรับปรุงคีย์เวิร์ดให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

สินค้าและบริการของธุรกิจแบบ B2B นั้นโดยเฉลี่ยมีความเฉพาะกลุ่มสูงกว่าธุรกิจทั่วไป ดังนั้นธุรกิจอาจต้องโฟกัสกับคีย์เวิร์ดที่มีความยาวและความละเอียดมากกว่า ดังนั้นความเข้าใจในความต้องการของลูกค้า ปัญหาที่พวกเขามักจะพบ และการประเมินประสิทธิภาพของคีย์เวิร์ดอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญมาก 

นอกจากนี้ คุณภาพของเว็บไซต์ การตอบสนองที่รวดเร็ว หัวข้อ และเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่ถูกค้นหาเข้ามาก็จะทำให้เว็บไซต์ของแบรนด์มีคะแนนที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะได้รับการจัดอันดับอยู่ในผลลัพธ์การค้นหาหน้าแรกๆของ Search Engine 

เข้าใจ วางแผน และวัดผล ขั้นตอนสำคัญในการทำการตลาด

เราอาจพูดได้ว่าการสร้าง Brand Awareness และการทำการตลาดใดๆก็ตามนั้นมีพื้นฐานและกระบวนการที่คล้ายๆกัน คือ

  • ทำเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการของพวกเขา ขนาดของตลาด เงื่อนไข และปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการซื้อของลูกค้า 
  • ศึกษาคู่แข่ง ทั้งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ และแนวทางการตลาดของพวกเขา คอยติดตามและอัพเดทข้อมูลสถิติของคู่แข่งอยู่เสมอ
  • วางกลยุทธ์ กำหนดแผนและระยะเวลาดำเนินการให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและมองเห็นถึงภาพรวมของกิจกรรมการตลาดทั้งหมด
  • ประเมินแคมเปญการตลาดที่ได้ทำลงไป โดยต้องตั้ง Metrics และ KPI ให้เหมาะสมกับรูปแบบของแคมเปญ 
Jay Baer’s Four Bucket KPIs คือตัวอย่างของแนวทางการตั้ง KPI เพื่อวัดผลของการทำ Content Marketing ที่ธุรกิจสามารถเลือกให้เหมาะกับรูปแบบของคอนเทนท์ได้

ติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมหรือเนื้อหาอื่นๆได้ที่  https://www.jrit-ichi.com/cutting/2022/01/12/694/

from:https://www.techtalkthai.com/b2b-brand-awareness-understand-and-attract-customers/