คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

VMware เผยแผนเข้าซื้อทีม True Visibility Suite จาก Blue Medora เสริมทัพระบบ Self-Driving ใน VMware vRealize Operations

VMware ได้ออกมาเผยถึงแผนการเข้าซื้อ True Visibility Suite Business Unit จาก Blue Medora เพื่อนำทีมงานและเทคโนโลยีมาสเริมให้กับ VMware vRealize Operations สำหรับเติมเต็มภาพของการทำ Self-Driving Operations ในการดูแลรักษาระบบ Data Center และ Cloud

Credit: Blue Medora

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ VMware เผยถึงแผนการเข้าซื้อกิจการของ Datrium เพื่อเสริมบริการ DRaaS แล้ว ในครั้งนี้ VMware ก็ได้เตรียมเสริมทัพให้กับ VMware vRealize Operations ด้วยการเข้าซื้อ Business Unit หนึ่งของ Blue Medora เพื่อนำทีมพัฒนาและเทคโนโลยี True Visibility Suite มาเสริมในผลิตภัณฑ์ของตนเอง โดยความสามารถที่โดดเด่นของเทคโนโลยี True Visibility Suite มีดังนี้

  • สามารถตรวจสอบและวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในระบบ Data Center และ Hybrid Cloud ได้ โดยมีหน้า Dashboard สำหรับสรุปข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้น
  • สามารถค้นหา Application และ Infrastructure ที่ใช้งานอยู่ได้โดยอัตโนมัติอย่างยืดหยุ่น
  • มีข้อมูล Metrics Data สำหรับช่วยในการวิเคราะห์และต่อยอดไปสู่การทำ Automation ได้ในตัว

ก่อนหน้านี้ VMware ได้เป็นพันธมิตรกับ Blue Medora มาเป็นเวลาหลายปี และ VMware เองก็ยังได้เป็น Reseller ให้กับผลิตภัณฑ์ของ Blue Medora ด้วย โดยการผสานรวมเทคโนโลยีระหว่าง VMware และ Blue Medora นี้ก็ได้ช่วยให้โซลูชันโดยรวมนั้นมีความสามารถด้านการทำ Automation ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ตอบรับกลยุทธ์ด้าน Self-Driving Operations ได้ดียิ่งขึ้น จนมีลูกค้าองค์กรมากกว่า 400 แห่ง และในที่สุดความสัมพันธ์นี้ก็ได้นำมาสู่การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้

มูลค่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ยังไม่เป็นที่เเปิดเผย ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ True Visibility Suite สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://bluemedora.com/products/vmware-vrealize-true-visibility/

ที่มา: https://www.storagereview.com/news/vmware-to-acquire-true-visibility-suite-team

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-to-acquire-true-visibility-suite-business-unit-from-blue-medora/

[Guest Post] เกาะเทรนด์ New Normal ทีซีซีเทคจับมือพันธมิตร ผลิต open talk รายการไอทีวาไรตี้ ผ่าน collaborations tools

OPEN -TEC เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ภายใต้การดูแลของกลุ่มบริษัท ทีซีซี เทคโนโลยี มีการปรับกลยุทธ์ของ community ให้เข้ากับเทรนด์ New Normal ที่ยังคงให้ความสำคัญต่อการเว้นระยะห่าง โดยการหยิบเอา collaboration tools มาช่วยสร้างคอนเทนต์ดีๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ด้วยการจับมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ผลิตรายการไอทีวาไรตี้ภายใต้ชื่อ open talk ที่รวบรวมเหล่า IT expert และผู้นำเทรนด์ดิจิทัลในอุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมแชร์มุมมอง ประสบการณ์ และเทคนิคการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้เกิด “คุณค่า” ที่จับต้องได้

โดย open talk – Episode แรก ทางรายการได้รับเกียรติจากนายไมเคิล อะราเน็ตตา รองประธานบริหาร ไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซต์ (IDC Financial Insights) บุคคลสำคัญแห่งวงการวิจัยด้านฟินเทคระดับเอเชีย แปซิฟิก มาพูดคุยถึงผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา หรือ COVID-19 ในอุตสาหกรรมด้านการเงินการธนาคารและประกัน (BFSI) และเจาะลึกถึงเทรนด์เทคโนโลยี แนวทางการจัดการต่อความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่ รวมถึงวิธีการจัดลำดับความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงอย่างไรให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ฯลฯ มาร่วมรับฟังความรู้และความเห็น ตลอดจนร่วมส่งกำลังใจให้กับสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจการค้าทั้งการค้าภายในและการค้าต่างประเทศ ให้สามารถผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้สำเร็จ รับชมได้แล้วตามลิงค์รายการด้านล่าง

#HIGHLIGHTS

  • Impact of COVID-19 situation on BFSI market (นาทีที่ 03:09 – 06:57)
  • Buzz word during COVID -19 (นาทีที่ 07:01 – 09:57)
  • The critical technologies for BFSI after COVID-19 (นาทีที่ 10:02 – 12:50)
  • The trends and sentiment of investment in these technologies (นาทีที่ 13:04 – 14:27)

สามารถรับชมเรื่องราวและกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ของ open talk ตามช่องทางเหล่านี้

  • www.open-tec.com
  • พร้อมติดตามและเป็นกำลังใจได้ที่ OPEN-TEC Facebook Fan page อย่าลืมกดถูกใจ (Like) กดติดตาม (Follow) กดเห็นโพสต์ก่อน (See First) และ Subscribe ในทุกช่องทางเพื่อรับอัปเดตใน Episode ใหม่ๆ ได้ทันที

หากมีคำแนะนำ สามารถทิ้งข้อความได้ทั้งในเพจ หรือในลิ้งค์อีเมล์ล open-tec@tcc-technology.com

ทางรายการยินดีรับฟังทุกคำแนะนำ

#Financial #BFSI #Technology #Cloud #Security #riskmanagement #newnormal #creditscoring #MarketTrend #Data #dataanalytics #IDC #MichaelAraneta #TCCtech #Waleeporn Sayasit #opentalk #OPENTEC

from:https://www.techtalkthai.com/tcc-technology-open-tec-open-talk-ep-01/

CORONA MARKETING: บทที่ 11 เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการขายสินทรัพย์

กลับมาอีกครั้งกับการแปล Minibook ที่ชื่อว่า CORONA MARKETING: What Marketing Professionals Need to do now to survive the crisis ครับ ผลงานชิ้นนี้ คุณ Joe Pulizzi ได้เขียนออกมาให้ทุกคนอ่านฟรี ทาง thumbsup ก็เลยอาสากับผู้เขียน ขอแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน โดยเราจะทยอยแปลลงในเว็บไซต์ให้อ่านกันทีละตอนนะครับ คราวที่แล้วผมกับคุณณัฐชนันท์เพิ่งแปลบทที่ 10 ไป สำหรับครั้งนี้คือบทที่ 11 นะครับ ชื่อว่า “เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการขายสินทรัพย์”

บทที่ 11: เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการขายสินทรัพย์

เมื่อไม่กี่ปีก่อน ผมได้มีโอกาสเข้าประชุมด้านการตลาดร่วมกับหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าบริโภครายใหญ่ที่สุดในโลก หัวข้อหลักในการประชุมคือการสร้างฐานผู้ชมผู้ฟังผ่านการทำ Content สำหรับอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ที่ทางบริษัททำตลาดอยู่  ซึ่งเราก็พบว่าในบางอุตสาหกรรม ทางบริษัทมีช่องทางในการนำเสนอ Content ที่ค่อนข้างมั่นคงอยู่แล้ว แต่ในบางอุตสาหกรรม ทางบริษัทกลับไม่มีช่องทางใดๆ เลย

เราจึงได้พูดคุยเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่จะทำให้เราได้มาซึ่งสื่อออนไลน์หลากหลายรูปแบบ และถ้าหากเงื่อนไขต่างๆ ลงตัว ก็จะสามารถซื้อบล็อกและสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่มาพร้อมกับฐานผู้ชมผู้ฟัง และช่องทางเผยแพร่เนื้อหาได้

บางครั้งคุณต้องสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาเอง แต่บางครั้งคุณก็ต้องซื้อสิ่งที่คนอื่นทำไว้แล้วมาต่อยอดอีกทีหนึ่ง

บล็อกหรือเว็บไซต์ของอินฟลูเอ็นเซอร์และบริษัทสื่อเหล่านี้มีสิ่งที่เราต้องการอยู่สองอย่าง

อย่างแรกคือความสามารถในการเล่าเรื่อง เพราะมีทั้งผู้ชมผู้ฟังและกระบวนการไว้พร้อมที่จะเผยแพร่ Content อย่างสม่ำเสมอ

ส่วนอย่างที่สอง ซึ่งอาจสำคัญมากกว่าอย่างแรกเสียด้วยซ้ำ คือบล็อกและเว็บไซต์เหล่านี้มีผู้ชมผู้ฟังติดตามอยู่แล้ว แม้ว่าบริษัทสื่อต่างๆ จะมีการรวมตัวกันหรือการซื้อขายความเป็นเจ้าของกันมาเนิ่นนานแล้ว แต่บริษัทที่ไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อนั้นก็เริ่มหันมาใช้กลยุทธ์เหล่านี้กันแล้ว

ในปี 2009 เมื่อนิตยสาร JPG ของบริษัท Adorama ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการถ่ายภาพนั้น เริ่มไปต่อไม่ไหว บริษัทจึงเสนอขายธุรกิจนิตยสารให้กับผู้ซื้อกลุ่มหนึ่ง และผู้ซื้อกลุ่มนี้ก็ได้ไปทั้ง Content และช่องทางการเผยแพร่ Content พร้อมทั้งผู้ติดตามของ JPG ไปอีก 300,000 ราย (ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าของ Adorama ทั้งสิ้น)

ในปี 2010 แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกยักษ์ใหญ่อย่าง L’Oréal ได้ซื้อเว็บไซต์ Makeup.com จากบริษัท Live Current Media มูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำไปปรับรูปโฉมให้กลายเป็นเว็บไซต์สอนแต่งหน้าพร้อมขายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ในปี 2013 บริษัท HubSpot ซี่งพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการตลาดออนไลน์ ต้องการบล็อกตัวแทนเพิ่มเติมที่เข้ากันกับบล็อกการตลาดและบล็อกขายสินค้าที่มีอยู่แล้ว จึงติดต่อขอซื้อบล็อกของ Agency Post และเปลี่ยนเป็นบล็อกตามที่ตัวเองต้องการแทนที่จะเริ่มสร้างบล็อกใหม่

ในปี 2015 SurfStitch Group กลุ่มบริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ในออสเตรเลียได้ซื้อบริษัทสื่อขนาดเล็กที่ผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับการโต้คลื่น จนทำให้ SurfStitch กลายเป็นผู้นำด้าน Content ในอุตสาหกรรมการโต้คลื่น

ในปี 2016 บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Arrow Electronics ซึ่งนิตยสาร Fortune จัดให้อยู่อันดับที่ 200 ได้กว้านซื้อธุรกิจสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์และเว็บไซต์สื่อจากบริษัท UBM (ตอนนี้ชื่อว่า Informa) ไปเป็นของตัวเองทั้งหมด จนทุกวันนี้ Arrow Electronics กลายเป็นเจ้าของสื่อในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กว่า 50 แบรนด์ และโฆษณาว่าตัวเองเป็นบริษัทสื่อที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะบริษัทสื่อที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แบบ B2B นั้นจริงๆ แล้วไม่ได้ดำเนินธุรกิจด้านสื่อเป็นหลัก

ในปี 2017 ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านอย่าง Whirlpool ก็ได้เป็นเจ้าของโปรแกรมค้นหาสูตรอาหารชื่อ Yummly

ในปี 2019 ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ Raspberry Pi ได้ซื้อแบรนด์นิตยสารของสำนักพิมพ์จากสหราชอาณาจักรชื่อ Dennis Publishing ไป 2 แบรนด์ เมื่อกาลเวลาผ่านไป Raspberry Pi ก็เติบโตขึ้นและขยับขยายกิจการจนกระทั่งทุกวันนี้ในภาคส่วนธุรกิจสื่อของ Raspberry Pi มีนิตยสารเชิงพาณิชย์ถึง 4 นิตยสาร (และนิตยสารสำหรับลูกค้าอีกหนึ่งหัว) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ

ในระหว่างที่คุณพัฒนากลยุทธ์ด้าน Content Marketing เพื่อให้เป็นที่พูดถึงมากขึ้นในตลาด กลยุทธ์การควบรวมกิจการกับแบรนด์อื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรทำไปด้วยตามกลไกการดำเนินธุรกิจ

แม้ว่าบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัทจะเริ่มมีแผนควบรวมกิจการกันมากขึ้นในช่วงสองถึงสามปีต่อจากนี้ แต่การควบกิจการจะเกิดขึ้นจริงๆ ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวแล้ว หลายบริษัทอาจคิดว่าต้องรอให้เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นก่อนจึงจะเริ่มลงมือควบกิจการ แต่จริงๆ แล้วขั้นตอนสำคัญๆ ในการได้มาซึ่งพื้นที่สื่อเพิ่มเติมผ่านการควบรวมกิจการนั้นสามารถทำให้เสร็จสิ้นได้ตั้งแต่ตอนนี้

ตั้งเป้าหมาย

ก่อนจะตัดสินใจลงมือทำอะไรในธุรกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด คุณควรเริ่มต้นตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องซื้อช่องทางเผยแพร่ Content เพิ่มเติม เหตุผลที่ธุรกิจของคุณต้องการช่องทางเพิ่มเติมอาจมีดังนี้

ก่อนจะตัดสินใจลงมือทำอะไรในธุรกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด คุณควรเริ่มต้นตั้งคำถามว่าทำไมถึงต้องซื้อช่องทางเผยแพร่ Content เพิ่มเติม เหตุผลที่ธุรกิจของคุณต้องการช่องทางเพิ่มเติมอาจมีดังนี้

▶ เพื่อขยายพื้นที่ครอบคลุมให้กับธุรกิจและสร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จักในพื้นที่ที่คุณยังไปไม่ถึง โดยเป้าหมายหลักคือการเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากขึ้น เพื่อขายผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องหรือผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น (Cross-selling) และเพื่อรักษาจำนวนลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ ไว้ (Customer turnover rate)

▶ เพื่อให้แบรนด์ธุรกิจของคุณเป็นที่พูดถึงในอุตสาหกรรมที่ผลิตภัณฑ์ของคุณยังไม่เป็นที่รู้จักดีพอ สมมติว่าคุณทำธุรกิจผลิตเหล็กกล้าชนิดหนึ่งและเป็นที่รู้กันว่าใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ คุณก็ควรจะมองหาบล็อกหรืออีเวนต์เกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซที่มีขนาดเล็กลงมา และสอดแทรกแบรนด์ของคุณเข้าไปให้เป็นที่พูดถึงในอุตสาหกรรมนั้น

▶ เพื่อบรรลุจุดประสงค์ทางด้าน Subscription โดยส่วนมากช่องทางเผยแพร่ Content ที่คุณได้มามักจะมีผู้ชมผู้ฟังที่ติดตามมาให้คุณได้คอยดูแล ขยาย และใช้ประโยชน์เพื่อการขายผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม

▶ เพื่อซื้อ Content Asset และการถูกจัดอันดับที่ดีบน Search Engine ในคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ และผลประโยชน์จากการเผยแพร่ Content ผ่านช่องทางนั้นๆ

เริ่ม Short list ช่องทางเผยแพร่ Content

คุณควรเริ่มทำลิสต์รายการช่องทางออนไลน์ที่เกี่ยวข้องที่จะทำให้คุณไปถึงเป้าหมายการตลาดและเพิ่มฐานผู้ชมผู้ฟังได้ สิ่งสำคัญคือต้องพยายามไม่ให้มีอะไรมาจำกัดการเลือกของคุณ ในลิสต์รายการคุณอาจจะมีทั้งอีเวนต์ บล็อก เว็บไซต์สื่อที่เกี่ยวข้องต่างๆ หรือแม้กระทั่งเว็บไซต์ที่มาจากอินฟลูเอ็นเซอร์ของคุณ

ลิสต์รายการสามารถสร้างได้ง่ายๆ ในรูปแบบของตารางที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ติดตาม เช่น

▶ วันที่เริ่มเปิดตัว

▶ จำนวนผู้ติดตามในปัจจุบัน

▶ แหล่งที่มาของรายได้ (ทุกแหล่ง)

▶ โครงสร้างกรรมสิทธิ์ (เช่น เจ้าของเป็นบล็อกเกอร์อิสระ หรือบริษัทสื่อ)

▶ ผู้ติดต่อหลักและตำแหน่งที่สำคัญ

หากทำถูกต้องตามที่บอก คุณก็ควรจะมีรายชื่อช่องทางออนไลน์ที่เลือกไว้อย่างน้อย 5 ช่องทาง หรือถ้าคุณเลือกเก่งๆ ก็อาจจะได้กว่า 20 ช่องทางให้พิจารณา

หลังจากนี้อีกสองถึงสามเดือน ให้เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับคนหลักๆ ที่คอยดูแลช่องทางเหล่านั้น เพิ่มชื่อพวกเขาเข้าไปในรายชื่ออินฟลูเอ็นเซอร์ของคุณ แล้วดูว่าคุณสามารถให้ความช่วยเหลือพวกเขาด้าน Content ตรงจุดไหนได้บ้าง คุณอาจลองเริ่มจ่ายเงินนิดหน่อยให้กับช่องทางเหล่านี้สักหนึ่งหรือสองช่องทาง

ผมขอแนะนำสองวิธีที่เห็นมากับตาแล้วว่าได้ผล วิธีแรกคือลองติดต่อไปยังช่องทางแรกที่คุณจัดอันดับไว้แล้วลองคุยกับคนดูแล แต่ปัญหาคือ วิธีนี้เท่ากับคุณทุ่มทุกอย่างลงไปกับช่องทางเดียว เพราะฉะนั้นคุณควรกระจายความเสี่ยงโดยอาจเลือกติดต่อไปยังช่องทางสามอันดับแรกที่เลือกไว้พร้อมๆ กัน และบอกความต้องการไปตรงๆ (เช่นว่าต้องการซื้อเว็บไซต์หรืออีเวนต์ของเขา เป็นต้น)

คุณจะประหลาดใจกับผลตอบรับที่ได้ เพราะบางรายก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีคนสนใจซื้อช่องทางเผยแพร่ Content ของตัวเองมาก่อน ส่วนบางราย (ที่น่าจะมีความรู้ด้านสื่ออยู่แล้ว) ก็จะมีกลยุทธ์การถอนตัวจากธุรกิจอย่างชัดเจนและรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และอาจมีบางรายที่ธุรกิจกำลังใกล้จะถึงทางตัน ซึ่งกลุ่มนี้จะยินดีอ้าแขนรับข้อเสนออะไรก็ตามที่คุณหยิบยื่นให้

สิ่งสำคัญคือการเริ่มพูดคุยกับเจ้าของช่องทางที่เลือกไว้ เพื่อจะได้รู้ว่าช่องทางใดมีความเป็นไปได้สำหรับธุรกิจของคุณมากน้อยแค่ไหน ต่อให้เขาไม่ต้องการขายช่องทางให้กับคุณ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ถือว่าคุณได้ริเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับเจ้าของแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขาอาจจะเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็ได้ คุณไม่มีทางรู้ และหากเปลี่ยนใจขึ้นมาจริงๆ คุณก็พอมีลู่ทางจากความสัมพันธ์ที่ได้สร้างไว้กับพวกเขาแล้ว

ประเมินราคา

มาตรฐานการประเมินราคาของเว็บไซต์ บล็อก และอีเวนต์ขนาดเล็กๆ นั้นมีอยู่แล้ว แต่ก่อนจะพูดถึงมาตรฐานดังกล่าว    สิ่งสำคัญที่คุณต้องทำเป็นอันดับแรกคือ หาให้เจอว่าเจ้าของช่องทางต้องการอะไร มองหาเป้าหมายของเขาให้เจอ เหมือนที่คุณทำกับอินฟลูเอ็นเซอร์ อาจจะเป็นเรื่องของเงิน (ซึ่งเป็นไปได้น้อย) เรื่องของการมองหาโอกาสทำอะไรใหม่ๆ หรือพวกเขาอาจจะไม่ต้องการทำธุรกิจนี้อีกต่อไปแล้ว (เจ้าของบล็อกหรืออีเวนต์จำนวนไม่น้อยไม่ได้คาดคิดว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่จะเติบโตจนเกินกว่าที่พวกเขาจะดูแลได้ หรือเติบโตไปในทิศทางที่พวกเขาไม่ได้คาดหวังไว้)

กระบวนการประเมินราคาเว็บไซต์ บล็อก และอีเวนต์ขนาดเล็กๆ นั้น โดยทั่วไปมีอยู่แล้ว ขั้นแรก ทั้งสองฝ่ายต้องมีการลงนามในสัญญาที่ร่างขึ้นระหว่างกันแบบไม่เปิดเผยต่อบุคคลที่สามเพื่อป้องกันการละเมิดสัญญาที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นก็ให้ขอดูรายงานผลประกอบการ กำไร และขาดทุน สองปีย้อนหลังเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้คุณอาจจะต้องขอดูเอกสารสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างเจ้าของช่องทางและผู้สนับสนุนหรือสปอนเซอร์ รวมถึงสัญญาอื่นๆ ที่มีเพื่อให้แน่ใจว่ารายงานผลประกอบการ กำไรและขาดทุนนั้นสามารถตรวจสอบได้ (สิ่งสำคัญคือข้อกำหนดทางกฎหมายของสื่อประเภทต่างๆ นั้นอาจมีความแตกต่างกันมาก ดังนั้นควรหารือกับทนายความหรือนักกฎหมายก่อนเริ่มเจรจาข้อตกลงใดๆ)

สำหรับการซื้อเว็บไซต์นั้น บางรายก็ตั้งราคาขึ้นอยู่กับ “จำนวนผู้ติดตาม” และบางรายก็ดูที่ผลกำไรสุทธิเป็นหลัก ตัวอย่างหนึ่งจากประสบการณ์ของผมเองคือ ตัวสื่อตั้งราคาตามจำนวนผู้ติดตาม 1 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อผู้ติดตามหนึ่งคน ส่วนอีกสื่อหนึ่งให้ราคาเป็นห้าเท่าของรายได้ปกติของสื่อ โดยให้ผ่อนชำระภายในระยะเวลาสองปี ส่วนงานประชุมเล็กๆ มักจะคิดราคาอยู่ที่ห้าเท่าของกำไรสุทธิ (เช่น หากกำไรประจำปีของการประชุมนั้นคือ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาที่ต้องจ่ายคือ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

ยื่นข้อเสนอ

ก่อนที่คุณจะยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการ คุณต้องแน่ใจก่อนว่าราคาที่คุณจะเสนอเป็นไปตามราคาในตลาด และเจ้าของช่องทางต้องยอมรับเงื่อนไขพื้นฐานต่างๆ ที่คุณกำหนด เมื่อตกลงกันได้แล้ว ก็ต้องให้เจ้าของช่องทางลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI – Letter of Intent) หนังสือนี้จะเป็นตัวยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเจรจาและสานต่อความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ ขั้นตอนนี้เปรียบเสมือนขั้นตอนการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการซื้อธุรกิจเพื่อมาต่อยอด และแม้จะไม่มีกฎหมายข้อไหนกำหนดว่าต้องมีขั้นตอนนี้ แต่มันก็เป็นการแสดงเจตจำนงของผู้ซื้อแบบเป็นลายลักษณ์อักษร (คุณควรปรึกษาหารือกับทนายความหรือนักกฎหมายเรื่องการเขียนหนังสือแสดงเจตจำนง)

เจรจาต่อรองเป็นครั้งสุดท้าย

ถึงตอนนี้ ก่อนที่คุณจะลงนามในเอกสารใดๆ ก็ตาม ขอให้ถามคำถามเหล่านี้กับตัวเอง

▶ ช่องทางนี้มีอีเมลหรือสิ่งพิมพ์อะไรเป็นของตัวเองบ้าง ต้องมีการอนุมัติยินยอมข้อใดบ้างจากบริษัท

▶ บริษัทมีทรัพย์สินในรูปแบบสื่อออนไลน์อะไรเป็นของตัวเองบ้าง มีวิดีโอ บล็อก หรือพ็อดแคสต์หรือเปล่า คุณอาจต้องทำการตรวจสอบบัญชีเพื่อดูทรัพย์สินของบริษัท

▶ บริษัทใช้สื่อช่องทางใดเป็นหลักในการเผยแพร่ Content

▶ อินฟลูเอ็นเซอร์หลักๆ ในสายธุรกิจของบริษัทนี้ที่คุณควรรู้จักคือใคร ขอช่องทางการติดต่อและข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาถนัดเอาไว้ (หากจำเป็น)

▶ บริษัทร่วมงานกับผู้ค้ารายไหนบ้าง มีผู้ค้ารายไหนบ้างที่บริษัทจะแนะนำให้เราทำงานร่วมด้วย

จากนั้น ในระยะเวลาอีก 30 ถึง 60 วัน คือช่วงเวลาที่คุณจะต้องร่างสัญญาข้อตกลงซื้อขายทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งตรวจสอบเอกสารทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูล หลักฐาน ตัวเลข และข้อตกลงต่างๆ เป็นไปตามที่ทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันไว้อย่างแม่นยำและตรวจสอบได้ หลังจากนั้นคุณจึงเริ่มลงนามในข้อตกลงระหว่างกัน และทีนี้ก็ได้เวลาเปิดขวดแชมเปญฉลองกัน (ไม่ทำก็ได้ แต่ทำก็ดี)

ย้ำอีกครั้งว่า ผมไม่คาดหวังให้คุณซื้อธุรกิจมาต่อยอดได้สำเร็จท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ แต่คุณสามารถเตรียมตัวเองให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะลงมือได้ทันทีที่โอกาสมาถึง

เครดิต:
แปล เรียบเรียง: ณัฐชนันท์ นิธิรุ่งเรือง
บรรณาธิการบทความ: จักรพงษ์ คงมาลัย

from:https://www.thumbsup.in.th/corona-marketing-chapter-11?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=corona-marketing-chapter-11

CORONA MARKETING: บทที่ 10 เตรียมช่องทางรายได้หลายๆ ทาง

กลับมาอีกครั้งกับการแปล Minibook ที่ชื่อว่า CORONA MARKETING: What Marketing Professionals Need to do now to survive the crisis ครับ ผลงานชิ้นนี้ คุณ Joe Pulizzi ได้เขียนออกมาให้ทุกคนอ่านฟรี ทาง thumbsup ก็เลยอาสากับผู้เขียน ขอแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน โดยเราจะทยอยแปลลงในเว็บไซต์ให้อ่านกันทีละตอนนะครับ คราวที่แล้วผมกับคุณณัฐชนันท์เพิ่งแปลบทที่ 9 ไป สำหรับครั้งนี้คือบทที่ 10 ครับ ชื่อว่า “เตรียมช่องทางรายได้หลายๆ ทาง”

บทที่ 10: เตรียมช่องทางรายได้หลายๆ ทาง

เมื่อคุณเริ่มทำ  Content Marketing คุณต้องมีเป้าหมาย อาจจะทำไปเพื่อ Lead Generation เพื่อช่วยเสริมกระบวนการสร้างฐานลูกค้า หรืออาจจะทำเพื่อเพิ่มคุณค่าบางอย่างให้กับลูกค้าปัจจุบัน หรือเพื่อทำให้ลูกค้าอยู่กับเรานานขึ้น

เป้าหมายทางการตลาดคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำ Content Marketing คุณจึงต้องตั้งใจทำให้เต็มที่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย แต่คำถามคือ แค่ความตั้งใจอย่างเดียวเพียงพอหรือเปล่า?

คุณรู้หรือเปล่าครับว่าแบรนด์ Tasty ของ BuzzFeed นั้นทำยอดขายอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านไปทั้งหมดประมาณสองแสนห้าหมื่นดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2019 จนตอนนี้ก็ได้แตกแขนงเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น Tasty Toys, Tasty Spices, Tasty Ice Cream และอีกมายมาก

คุณรู้หรือไม่ว่าแค่บล็อกของ Cleveland Clinic’s Health Essentials เพียงอย่างเดียวก็ทำรายได้เกือบจะเพียงพอกับต้นทุนการดำเนินงานธุรกิจทั้งหมดขององค์กร แน่นอนว่าเป้าหมายของ Cleveland Clinic คือกระตุ้นให้ผู้ป่วยเข้ามาใช้บริการด้านสาธารณสุขของตัวเองมากขึ้น (ซึ่งก็ได้ผลดีเยี่ยม) แต่ในขณะเดียวกันบล็อกขององค์กรก็สามารถสร้างรายได้จากโฆษณาและ Sponsored Content อีกด้วย พวกเขาสร้าง Original Content ใหม่ๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสุขภาพ โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ๆ ซึ่งถือเป็นการกระจาย Content ในสื่อช่องทางอื่นๆ ไปในตัวอีกด้วย

เมื่อปี 2017 ผมกับโรเบิร์ต โรส ร่วมกันเขียนหนังสือชื่อ Killing Marketing ซึ่งหนึ่งในแนวคิดหลักที่อยู่ในหนังสือคือการวางแผนให้ธุรกิจมีรายได้จากหลายช่องทาง เราได้ทำนายไว้ว่าองค์กรที่ก้าวไกลมากที่สุดในภายภาคหน้าจะเป็นองค์กรที่มีรายได้จากห้า หก หรือแม้กระทั่งเจ็ดช่องทางจากความพยายามในการสร้างฐานลูกค้า

Content Marketing มักสร้างรายได้เพิ่มเติมได้จากการ…

▶ ขายผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น

▶ ขายการบริการเพิ่มมากขึ้น

▶ เพิ่มยอดขายกับลูกค้าปัจจุบัน

▶ สร้างลูกค้าที่ทำกำไรได้มากขึ้น (เพิ่มผลตอบแทน)

▶ ขายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้กับลูกค้าปัจจุบัน (Cross sales เสนอขายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง)

ธุรกิจสื่อ/สิ่งพิมพ์มักสร้างรายได้เพิ่มเติมได้จากการ

▶ โฆษณาและสนับสนุนจากสปอนเซอร์

▶ จัดประชุมและอีเวนต์ต่างๆ

▶ ขาย Content คุณภาพสูง (เช่นอีบุ๊คส์หรือรายงานผลข้อมูลการวิจัย)

▶ รับบริจาค (เช่น บริษัท Patreon)

คุณมีหน้าที่วางแผนและคาดการณ์ว่าจะได้รับรายได้จากช่องทางเหล่านี้ หากทำถูกวิธีคุณก็อาจมีรายได้ที่ยั่งยืนและเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ เช่นเดียวกันกับ Cleveland Clinic

ทำไมช่องทางรายได้เพิ่มเติมถึงสำคัญนัก? นั่นก็เพราะว่าฝ่ายการตลาดของ Cleveland Clinic สามารถนำรายได้จากช่องทางเหล่านี้ไปลงทุนเพิ่มเติมได้ และไม่มีผู้บริหารคนไหนในองค์กรอยากตัดฝ่ายการตลาดออกไปหรอกเพราะฝ่ายการตลาดนั้นเป็นเสมือนบ่อรายได้ขององค์กรไปแล้ว ผู้ที่ทำงานการตลาดลักษณะนี้จะมีความมั่นคงในหน้าที่การงานสูง และการเพิ่มช่องทางรายได้แบบนี้ก็เป็นไปตามกลไกของการดำเนินธุรกิจสื่ออยู่แล้ว

ในปัจจุบันแผนงานการตลาดบนสื่อออนไลน์ (Media Marketing Model) และแผนงานการตลาดผลิตภัณฑ์ (Product Marketing Model) ไม่มีความแตกต่างอีกต่อไปแล้ว จะเป็นบริษัท Procter & Gamble หรือ The New York Times ก็สามารถทำการตลาดในรูปแบบเดียวกันได้ ยิ่งนักการตลาดเข้าใจการทำ Content Marketing อย่างไร้อคติได้เร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยกันได้เร็วขึ้นเท่านั้น

เครดิต:
แปล เรียบเรียง: ณัฐชนันท์ นิธิรุ่งเรือง
บรรณาธิการบทความ: จักรพงษ์ คงมาลัย

from:https://www.thumbsup.in.th/corona-marketing-chapter-10?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=corona-marketing-chapter-10

Leadership Vision: AI for Business in the New Normal บทสัมภาษณ์คุณปฐมา จันทรักษ์ IBM Thailand

ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ทั่วโลกนี้ AI จะเข้ามาช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้อย่างไร? และภาคธุรกิจจะคว้าโอกาสใหม่ๆ ด้วย AI ได้อย่างไรบ้าง? มาพบกับคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ในบทความ “TechTalkThai Vision: AI for Business in the New Normal” บทสัมภาษณ์คุณปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณปฐมา จันทรักษ์

บริษัท: ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ตำแหน่ง: รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่

ประวัติโดยย่อ: คุณปฐมามีประสบการณ์กว่า 30 ปีในการทำงานร่วมกับลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เพื่อช่วยลูกค้าให้ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีก้าวล้ำอย่าง Cloud, AI, Blockchain และ Analytics เข้าขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จในยุค Digital Transformation คุณปฐมาเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ปัจจุบัน คุณปฐมาดำรงตำแหน่งรองประธานด้านการขยายธุรกิจ ในกลุ่มประเทศอินโดจีนและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

ช่องทางการติดต่อ:

Q: ขอทราบข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับการลงทุนใน AI ทั้งก่อนและหลังสถานการณ์โควิด-19

โลกกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วโดยมี AI เป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญ AI กำลังพลิกโฉมรูปแบบการทำงาน การดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในทุกอุตสาหกรรม

รายงานประจำปี 2561 โดย McKinsey Global Institute ระบุว่า AI จะเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 16 หรือประมาณ 13 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเฉลี่ยรายปีตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2573 เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.2 และคาดว่าในอีก 18-24 เดือนข้างหน้า อัตราการนำ AI มาใช้ในธุรกิจต่างๆ อาจพุ่งขึ้นสูงถึงร้อยละ 80 หรืออาจสูงถึงร้อยละ 90

ในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 คนทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจและตื่นเต้นกับ AI แต่ในโลกธุรกิจนั้น อัตราการนำ AI มาใช้จนถึงปี 2019 มีปริมาณลดลง แม้ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่จะเชื่อว่า AI ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ล่าสุดพบว่ามีการนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ถึงร้อยละ 20 แต่เมื่อเข้าสู่ปีนี้ ธุรกิจต่างๆ ไม่เพียงแต่ให้ความสนใจมากขึ้น แต่ยังมีการนำ AI มาใช้เพิ่มมากขึ้นด้วย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็น “จุดเปลี่ยน” ของหลายองค์กร โดยเป็นทั้งตัวขับเคลื่อนดิสรัปชันที่ทรงพลังและโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด จึงถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่องค์กรต้องสร้างธุรกิจและเครือข่ายให้ยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อพร้อมรับความท้าทายที่คาดไม่ถึงจากผลกระทบโควิด-19 และหันมาพัฒนาโซลูชันใหม่ รูปแบบการทำงานใหม่ และความร่วมมือรูปแบบใหม่ๆ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและลูกค้า ไม่เพียงเฉพาะสำหรับวันนี้ แต่ยังยาวไปถึงอีกหลายปีข้างหน้าด้วย

วิกฤตการณ์ที่เรากำลังเผชิญทำให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ มีช่องโหว่อยู่หลายประการ และบริษัทหลายแห่งรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการนำ AI และสถาปัตยกรรม IT แบบไฮบริดคลาวด์เข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทมีความคล่องตัวและฟื้นตัว อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่บริษัทก่อนจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 5G และ Edge Computing เข้ามาใช้ โดยไอบีเอ็มมองว่าบริษัททุกแห่งจะกลายเป็นองค์กรที่บริหารงานโดยใช้ AI ไม่ใช่เพราะว่าเป็นได้ แต่ต้องเป็น

Q: AI ช่วยให้สถานการณ์ในปัจจุบันดีขึ้นอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างได้หรือไม่

ตลอด 109 ปีที่ผ่านมา ไอบีเอ็มได้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนแก่ลูกค้าทั่วโลกให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์หลายๆ ครั้งไปได้ และสำหรับวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ไอบีเอ็มก็ได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือแก่บริษัททั่วโลก ในการนำบุคลากรและขีดความสามารถในด้านต่างๆ เข้าให้บริการในทุกที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยที่ผ่านมา พนักงานไอบีเอ็มได้เข้าไปทำงานร่วมกับลูกค้า หน่วยงานภาครัฐ นักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนา คู่ค้า สถาบันวิชาการ องค์กรด้านสุขภาพ และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อทำสิ่งที่เราถนัดที่สุด นั่นก็คือ การนำข้อมูล ความรู้ พลังในการประมวลผล และข้อมูลเชิงลึกมาใช้แก้ปัญหาซับซ้อนเหล่านี้

ไอบีเอ็มอยู่เบื้องหลังระบบที่สำคัญที่สุดของโลกไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน โทรคมนาคม การเดินทาง การค้า การดูแลสุขภาพ หรือภาครัฐ และในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบบ mission-critical เหล่านี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไปได้แบบไม่มีสะดุด พร้อมที่จะช่วยองค์กรให้เร่งฟื้นตัวและรับมือกับความปกติใหม่

ในการรับมือกับโควิด-19 ไอบีเอ็มเน้นให้ความสำคัญกับ 3 ด้านได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อการค้นคว้าวิจัย เทคโนโลยีที่ช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้ และการช่วยให้องค์กรปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น

  • Watson Assistant for Citizens ซึ่งเป็น virtual agent ที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพ และสถาบันการศึกษา สามารถถ่ายทอดข้อมูลที่เชื่อถือได้ให้แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวนมากได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที โดยผนวกความสามารถของการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing หรือ NLP) จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม เข้ากับความสามารถขั้นสูงของ Watson Discovery ที่สามารถเข้าใจเจตนาและประเด็นคำถามของผู้ถาม และเลือกประเภทของคำตอบได้อย่างถูกต้องแม่นยำ อาทิ อาการของโรค การป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อ สถานที่ที่สามารถตรวจโรคโควิด-19 ได้ มาตรการสำหรับผู้ที่ต้องเดินทาง หรือข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกําหนดฉุกเฉิน เป็นต้น

    การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ช่วยให้องค์กรมองเห็นโอกาสที่จะใช้ AI ในการตอบคำถามทั่วๆ ไปจากคนจำนวนมาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ contact center หันมาเน้นให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่จริงๆ ได้ โดยที่ผ่านมา Virtual AI Assistant สามารถตอบคำถามกว่าร้อยละ 80 ได้โดยอัตโนมัติ

    Watson Assistant for Citizens automates responses to frequently asked questions about COVID-19 on topics such as symptoms, testing and protective measures. (Credit: IBM)
  • การระดมขีดความสามารถในการประมวลผลกว่า 360 เพตะพล็อปส์ให้แก่นักวิจัย เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาแยกตามพื้นที่ผ่านทาง The Weather Channel รวมถึงใช้ AI ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับโควิด-19 ผ่านแดชบอร์ดแบบอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อให้ข้อมูลเคสที่ได้รับการยืนยันแล้ว ผู้ป่วยที่อาการดีขึ้น รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ด้วย โดยผู้ใช้สามารถดูข้อมูลแบบเจาะลึกลงไปในระดับประเทศ ภูมิภาค และเมือง

  • การสนับสนุนหน่วยงานวิจัยพัฒนา สถาบันทางการแพทย์ ตลอดจนโรงพยาบาลต่างๆ ที่กำลังพัฒนายาต้านไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ โดยเปิดให้ใช้เครื่องมือ IBM Clinical Development (ICD) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมทำงานกับหน่วยงานเหล่านี้เพื่อเร่งการพัฒนาตัวยาสำหรับต้านไวรัส
  • การเปิดให้องค์กรไทยและผู้ที่ต้อง work from home เข้าใช้เครื่องมือต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อาทิ เทคโนโลยีรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่ระดับ GB ที่แม้แต่เน็ตมือถือก็ไม่มีสะดุด เทคโนโลยีวิดีโอสตรีมมิงที่ใช้ความสามารถ text-to-speech และ image recognition ของ AI เข้ามาช่วย เทคโนโลยี MaaS360 ที่ช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมและจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่เชื่อมต่อเข้ามาในเครือข่ายขององค์กร ป้องกันความเสี่ยงด้านซิเคียวริตี้ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น

Q: ในการนำ AI มาใช้นั้น ธุรกิจควรเริ่มตรงไหนและควรเริ่มอย่างไร

ในประเทศไทยรวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปสู่ระบบดิจิทัลเป็นสิ่งที่ธุรกิจทุกภาคส่วนต่างก็พูดถึงมาได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่ขณะนี้โลกได้เปลี่ยนไปมากกว่าที่เราเคยคาดไว้ สถานการณ์ดังกล่าวได้พลิกโฉมรูปแบบวิธีการดำเนินธุรกิจและประเภทธุรกิจที่เราจะทำ มีบริษัทบางแห่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเช่น AI มาใช้ในช่วงก่อนการระบาดใหญ่ แต่บางแห่งไม่แน่ใจว่าควรใช้เทคโนโลยีดังกล่าวดีหรือไม่ ถ้ามองว่าการหันมาใช้ระบบดิจิทัลเป็นขั้นตอนหลักของการพลิกโฉมธุรกิจ ก็จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นทีละนิดเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบข้ามขั้นจนกลายเป็นความปกติในรูปแบบใหม่ ช่วงเวลานี้จึงสำคัญที่สุดและเหมาะกับการที่ธุรกิจต่างๆ จะเริ่มใช้ระบบดิจิทัลหรือแม้แต่ทำให้ระบบดิจิทัลกลายเป็นองค์ประกอบหลักขององค์กรต่อไป

ในงาน THINK 2020 คุณอาร์วินด์ กฤษณะ ซีอีโอของไอบีเอ็มได้กล่าวว่า “ไฮบริดคลาวด์และ AI จะเป็นพลังหลักที่ขับเคลื่อนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน”

ปัจจุบันไอบีเอ็มเป็นเวนเดอร์รายเดียวที่มีแพลตฟอร์มข้อมูลที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ บริหารจัดการ AI ได้ ไม่ว่าข้อมูลขององค์กรจะได้รับการจัดเก็บไว้บน public cloud, private cloud, on premise หรือบนระบบ multicloud แบบไฮบริด

แม้บริษัทส่วนใหญ่จะมองว่า AI เป็นเรื่องของกลยุทธ์ แต่การนำมาใช้จริงนั้นพบเห็นได้น้อย หลักๆ แล้วเป็นเพราะการขาดทักษะและบุคลากรด้าน AI และ data science รวมถึงข้อมูลที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและมีปริมาณมากแต่มีเพียงคนกลุ่มเดียวที่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลในเรื่องขีดความสามารถของ AI เช่น สงสัยว่าการตัดสินใจของ AI จะเชื่อถือได้หรือไม่ มีความเอนเอียงหรือไม่ มีเหตุผลรองรับหรือไม่ และมีความปลอดภัยหรือไม่ เป็นต้น

Q: ขอคำแนะนำว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจควรลงทุนใน AI อย่างไร

โควิด-19 ได้พลิกรูปแบบการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนหลายร้อยล้านทั่วโลก ทั้งยังผลักดันให้องค์กรทุกขนาดต้องบริหารจัดการเทคโนโลยีเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานแบบ remote ได้ การที่พนักงานทำงานนอกสถานที่มากขึ้นทำให้ IT infrastructure ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ผู้บริหารด้านไอทีจะพยายามตามให้ทันนวัตกรรมดิจิทัลในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ความท้าทายใหม่ๆ ที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดอย่างเช่นการเพิ่มปริมาณของข้อมูล การบริหารจัดการ multicloud การเพิ่มขีดความสามารถด้าน resiliency ให้กับองค์กร อาชญากรไซเบอร์ที่พัฒนาเทคนิคซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ หรือการที่ต้องทำหน้าที่ช่วยองค์กรของตนให้ฟื้นตัวและเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นทั่วโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ ไอบีเอ็มได้เปิดตัว IBM Watson AIOps ซึ่งเป็นเครื่องมือและบริการที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ลง ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจจับเหตุผิดปกติของระบบไอทีได้อัตโนมัติ พร้อมวิเคราะห์และทำการตอบสนองต่อปัญหาแบบเรียลไทม์ ช่วยองค์กรหลีกเลี่ยงเหตุขัดข้องทางไอทีที่ไม่คาดคิดที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งในแง่รายได้และชื่อเสียง

Q: AI มีบทบาทอย่างไรต่อการเดินหน้าของธุรกิจ

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าฝ่าวิกฤติโรคโควิด-19 พร้อมผลักดันเรื่อง digital economy การนำ AI เข้ามาใช้จะเป็นเครื่องมือช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลมหาศาล ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิต รวมถึงสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ

ที่ผ่านมาได้มีองค์กรไทยหลายแห่งที่เริ่มนำ AI เข้ามาใช้ อาทิ ในด้านการเกษตร ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับไอบีเอ็มและกลุ่มมิตรผล ในการนำร่องพัฒนาแดชบอร์ดอัจฉริยะและแอพพลิเคชันบนมือถือ เพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญและชาวไร่ได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสุขภาพของอ้อย ความชื้นของดิน ความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากโรคและศัตรูพืช การคาดการณ์ผลผลิต และดัชนีค่าคุณภาพความหวานของอ้อย (ซีซีเอส) โดยอาศัยเทคโนโลยี AI, IoTและข้อมูลสภาพอากาศที่มีความแม่นยำสูง ร่วมกับข้อมูลความสัมพันธ์เชิงเวลาและพื้นที่ (เช่น ภาพถ่ายพืชผลจากกล้องหลายช่วงคลื่นที่เก็บภาพมาจากดาวเทียมหลายตัว ข้อมูลดิน ข้อมูลแบบจำลองความสูงของภูมิประเทศในรูปแบบดิจิทัล) ร่วมกับข้อมูลทางการเกษตร (เช่น สุขภาพของอ้อย ระดับความชื้นของดิน พยากรณ์ความเสี่ยงโรคและศัตรูพืช ปริมาณผลผลิต และดัชนีค่าคุณภาพความหวานของอ้อย)

ด้านการผลิต ที่ต่างประเทศได้นำระบบ predictive maintenance เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์จำนวนมากที่ติดตั้งอยู่ที่อุปกรณ์สำคัญๆ ในโรงแยกก๊าซทั้ง 6 แห่ง เช่น อุปกรณ์ gas turbine ที่มีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตสูง เพื่อคาดการณ์โอกาสเสียหายหรือซ่อมบำรุงมากล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งทำให้ทางปตท. สามารถลดค่าเสียหายอันเกิดจากอุปกรณ์ชำรุดได้หลายร้อยล้านบาท

ในด้านการแพทย์ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการไซเบอร์ซิเคียวริตี้ (SOC) เพื่อปกป้องข้อมูลผู้ป่วย 1.1 ล้านราย โดยการนำเทคโนโลยีตรวจจับภัยคุกคามอัจฉริยะระดับโลก ช่วยสอดส่องและตรวจจับภัยคุกคามทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนให้ทีมซิเคียวริตี้ของโรงพยาบาลสามารถจัดการและตอบสนองต่อเหตุต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบที่จะเกิดต่อการปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ ลง รวมถึงการจำลองเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลสามารถเตรียมพร้อม ตอบสนอง และกู้ระบบ ในกรณีที่มีเหตุด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้เกิดขึ้น

IBM Cyber Security X-Force Command Center Cambridge, MA (John Mottern/Feature Photo Service for IBM)

หรือ INET ที่นำเทคโนโลยี IBM Visual Insights ซึ่งเป็นการใช้ AI ในการวิเคราะห์ภาพนิ่งและไฟล์วิดีโอ มาใช้ในการแปลผลภาพเอ็กซเรย์ เพื่อช่วยรังสีแพทย์ในการตรวจหาวัณโรคจากภาพเอ็กซเรย์ทรวงอก ช่วยให้ผู้ป่วยนับพันรายในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ขาดแคลนรังสีแพทย์และต้องส่งภาพเอ็กซเรย์ไปยังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมมากกว่าเพื่อแปลผลภาพเอ็กซเรย์ จนเป็นเหตุให้ต้องรอผลการวินิจฉัยนานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าจะได้รับการรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ปัจุบัน­มีการใช้งานแล้วในโรงพยาบาล 75 แห่งทั่วประเทศ

Q: ผู้บริหารและทีมงานฝ่ายไอทีควรมีทักษะใดบ้างจึงจะใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ในบริษัทที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่หรือไม่ได้เน้นการให้ความสำคัญกับข้อมูล การเลือกโครงการที่จะดำเนินการทั่วทั้งองค์กรมักจะพบปัญหาการขาดแคลนทักษะและบุคลากรด้าน AI เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทุกธุรกิจที่พยายามจะนำ AI เข้ามาใช้จะเริ่มถกเถียงกันว่าควร “สร้างหรือซื้อ”
ประเด็นนี้มักเป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับบริษัทที่เห็นประโยชน์ของการนำ AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งมาใช้ แต่ไม่ทราบว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างไร ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราพบว่าจำนวนองค์กรที่ขาดแคลนทักษะด้าน AI นั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การตระหนักถึง AI และความคาดหวังต่อเทคโนโลยีดังกล่าวก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน

การวิจัยของไอบีเอ็มระบุว่า องค์กรร้อยละ 37 มีความเชี่ยวชาญหรือความรู้ด้าน AI ในปริมาณจำกัด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้ในธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก AI ถือว่าเป็นความรู้ที่ค่อนข้างใหม่ การจะดึงดูดให้พนักงานที่สามารถใช้ AI ผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจให้เข้ามาทำงานในองค์กร รวมถึงทำให้พนักงานดังกล่าวอยู่กับองค์กรไปนานๆ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ธุรกิจต้องทราบว่าตนกำลังจะจ้างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลประเภทใด และจะประเมินชุดทักษะที่ต้องการได้อย่างไร

บริษัทที่มีทีมวิเคราะห์ข้อมูลหลายทีมอยู่ตามหน่วยธุรกิจต่างๆ มักจะพบว่าทีมเหล่านี้มีความแตกต่างกันมากในเรื่องของขนาด ความสามารถ และทักษะ บางทีมต้องการนำ AI มาใช้ บางทีมไม่ต้องการ มักมีเพียงไม่กี่ทีมที่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านแมชชีนเลิร์นนิ่ง และความต้องการทักษะด้านแมชชีนเลิร์นนิ่งก็เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งองค์กร ถ้าเป็นองค์กรที่ “เป็นเจ้าของ AI” งานของผู้บริหารดังกล่าวคือ (1) ช่วยให้ทีมงานเหล่านี้ทำงานร่วมกัน เรียนรู้จากกันและกัน และแชร์ความรู้ให้กันได้ และ (2) เพิ่มทักษะด้าน AI ให้ผู้ที่มีความสามารถ ในบางครั้งอาจต้องจ้างหรือเฟ้นหา แต่บางครั้งก็ต้องใช้วิธีจัดหานวัตกรรมมาจากภายนอกองค์กร ในสภาพแวดล้อมที่องค์กรขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI บริษัทหลายแห่งจะใช้วิธีจัดหานวัตกรรมมาจากที่อื่นๆ เช่น ห้องทดลองของมหาวิทยาลัย โอเพ่นซอร์สคอมมูนิตี้ งาน Hackathn ต่างๆ รวมถึงแหล่งเพาะธุรกิจและเร่งการเติบโตของธุรกิจ

IBM AI Skills Academy เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ และคอยให้ความช่วยเหลือแก่องค์กรที่ต้องการนำ AI มาใช้ ทั้งในแง่ขั้นตอนในการระบุถึงโอกาสจากการใช้ AI การจัดลำดับความสำคัญของโครงการ AI ที่จะทำโดยพิจารณาจากคุณค่าทางธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับ หลักสูตรการเรียนรู้ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างในทักษะด้าน AI เป็นต้น

ในประเทศไทย ไอบีเอ็ม เอไอเอส ไมเนอร์ และกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมมือกันเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้าน IT และ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านวิชาการ และเปิดโอกาสให้นักเรียน-นักศึกษาได้สัมผัสกับ ‘ตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องมีปริญญา’ (new collar) ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและการบริการ ในรูปแบบโปรแกรมการเรียน 5 ปี และเน้นการศึกษาในสายอาชีวศึกษา โดยนักศึกษาที่จบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรขั้นสูงตามสาขาที่เรียน นักเรียนที่ร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนจากไอบีเอ็มและพันธมิตรภาคธุรกิจที่เข้าร่วม ทั้งในแง่การแนะแนวจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและด้านธุรกิจจากอุตสาหกรรมต่างๆ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาเยี่ยมชมสถานที่ทำงานจริง และการรับนักศึกษาเข้าฝึกงานโดยได้รับค่าตอบแทน โดยนักเรียนที่ร่วมโครงการจะได้เรียนหลักสูตรต่างๆ ที่ครอบคลุมถึงทักษะที่จะเป็นที่ต้องการในศตวรรษที่ 21 อาทิ วิทยาศาสตร์ข้อมูล อนาไลติกส์ ดีไซน์ธิงค์กิง อไจล์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ภาวะผู้นำ เป็นต้น

from:https://www.techtalkthai.com/leadership-vision-ai-for-business-in-the-new-normal-by-patama-chantaruck-ibm-thailand/

GET ประกาศรีแบรนด์ ใช้ชื่อ ‘Gojek’ เสริมกลยุทธ์ธุรกิจในระยะยาว

แบรนด์ GET(เก็ท) ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะรวมแอปพลิเคชั่นและแบรนด์ GET เข้าภายใต้ Gojek (โกเจ็ก) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจระยะยาวของบริษัท

โดยบริษัทระบุว่าเป็นการต่อยอดความสำหรับหลัง GET เปิดตัวในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ให้บริการไปแล้วกว่า 20 ล้านออเดอร์ และได้มอบโอกาสในการสร้างรายได้ให้คนไทยจำนวนนับแสนราย

โดยแอปพลิเคชั่น Gojek จะเปิดตัวในประเทศไทยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้บริการทั้งใน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม

นายภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ Gojek ประเทศไทย กล่าวว่า “ทีมบริหารชุดเดิมของไทยที่ได้พัฒนาและก่อตั้ง GET จะยังคงนำทีมบริหารและดำเนินธุรกิจของ Gojek ในประเทศไทยต่อไป พร้อมกับวางกรอบการพัฒนาโปรดักส์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการต่างๆ ของตลาดประเทศไทยที่มีการแข่งขันสูง โดยขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำจุดแข็งและศักยภาพของ Gojek มาขับเคลื่อนให้เราสามารถขยายธุรกิจและคงจุดยืนในฐานะบริษัทชั้นนำต่อไป”

แอนดรูว์ ลี ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ (Group Head of International) ของ Gojek กล่าวว่า “GET ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในระยะเวลาอันสั้น และเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นบันไดนำเราไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้น”

ทั้งนี้ GET มีพาร์ทเนอร์คนขับมากกว่า 50,000 คน และร้านอาหารอีกกว่า 30,000 แห่ง การรีแบรนด์เป็น Gojek จะเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ให้กับพาร์ทเนอร์ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานชาวไทย

อย่างไรก็ตาม  ผู้ใช้งาน GET ในปัจจุบัน รวมทั้งคนขับและร้านพาร์ทเนอร์ต่างๆ ยังคงสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่น GET ได้ตามปกติ สำหรับรายละเอียดของแอปพลิเคชั่น Gojek จะประกาศให้ทราบอีกครั้งเร็วๆ นี้

 

from:https://www.thumbsup.in.th/get-rebrand-to-gojek?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=get-rebrand-to-gojek

6 ข้อผิดพลาดของ Content Marketing ที่นักการตลาดควรหลีกเลี่ยง

Content Marketing คือการทำคอนเทนต์ที่หวังผลทางการตลาด ดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายให้เกิดการจำจดสินค้าและบริการของแบรนด์ เป็นหนึ่งในการลงทุนของแบรนด์ธุรกิจที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การสร้างคอนเทนต์ก็เป็นความท้าทายหนึ่งสำหรับนักการตลาด ความผิดพลาดจะทำให้เสียโอกาสที่จะได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย

จากผลสำรวจพบว่า 92% ของนักการตลาดระบุว่า คอนเทนต์ถือเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่ง นักการตลาดต้องสร้างคอนเทนต์เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่า (ROI)

Thumbsup จึงได้รวบรวม 6 ข้อผิดพลาดของ Content Marketing ที่นักการตลาดควรหลีกเลี่ยง เพื่อช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งผ่านแคมเปญต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่สร้างเนื้อหาที่ใช้ซ้ำได้

เนื้อหาที่มีคุณภาพต้องใช้เวลาและทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักการตลาดจะต้องมองหาผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละครั้ง การใช้เนื้อหาซ้ำก็ไม่ควรเหมือนกันทั้งหมด แต่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมในแต่ละแพลตฟอร์ม

ตัวอย่างเช่นสร้างคอนเทนต์แบบภาพชุดใน Facebook ปรับเปลี่ยนเป็นบทความในเว็บไซต์ ลงสรุปเป็นภาพเดี่ยวใน Twitter เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมในช่องทางอื่นๆ เป็นต้น

ไม่ได้คำนึงถึงการขาย

ลูกค้ามีทั้งกระบวนการรับรู้ การตัดสินใจ การขายและอื่นๆ ยิบย่อยอีกมากมาย หากนักการตลาดให้ความสำคัญกับเนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้ามากกเกินไป โดยไม่คำนึงถึงกระบวนการที่ลูกค้าจะซื้อสินค้าหรือบริการ ก็จะพลาดโอกาสในการขายไป

นักการตลาดควรสร้างคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งการสร้างกระบวนการรับรู้ การตัดสินใจ และการขายเพื่อให้ได้บรรลุเป้าหมายในแต่ละคอนเทนต์

การมองข้าม User-generated content

User-generated content คือเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้น เป็นเนื้อหาที่ไม่ต้องจ่ายเงินซึ่งมีทั้งรูปภาพ วิดีโอ การรีวิว และบทความ

จากผลสำรวจพบว่า 70% ของลูกค้าเชื่อมั่นในรูปภาพที่มาจากลูกค้าด้วยกันเองมากกว่ารูปภาพที่มาจากแบรนด์ นักการตลาดที่มองข้าม user-generated content จะพลาดโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ซึ่งสามารถประหยัดได้ทั้งเวลาและงบประมาณ

ที่สำคัญนักการตลาดควรค้นหาว่าเนื้อหาแบบไหนที่ทำให้ลูกค้าสร้างสรรค์เนื้อหาและมีส่วนร่วมกับแคมเปญ การใช้โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Instagram, TikTok ก็เป็นช่องทางที่ดีในการสร้างแคมเปญเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า

ไม่มีขั้นตอนอนุมัติคอนเทนต์

การมีกระบวนการตรวจสอบจากเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าจะช่วยปรับเนื้อหาและแก้ไขก่อนที่จะเผยแพร่ เพื่อให้มั่นใจว่ารายละเอียดของคอนเทนต์ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

นักการตลาดควรทำให้มั่นใจว่าคอนเทนต์ผ่านกระบวนการอนุมัติ แม้อาจจะใช้เวลาในกระบวนการมากกว่าเดิม แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะส่งผลดีต่อแบรนด์มากกว่าที่จะเกิดสื่อสารที่ผิดพลาดขึ้น

ไม่รีวิวประสิทธิภาพของคอนเทนต์

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของนักการตลาดคือการไม่ใช้เวลาทบทวนประสิทธิภาพของคอนเทนต์ ไม่ดูข้อมูลเชิงลึกของข้อมูลว่าดีหรือแย่ ทำไมถึงมีประสิทธิภาพดี และตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่

การสร้างคอนเทนต์เป็นโจทย์ที่กว้าง เนื้อหามีหลายประเภท บางประเภทลูกค้าอาจสนใจ บางประเภทลูกค้าก็ไม่สนใจ การตรวจสอบประสิทธิภาพจะช่วยให้เรียนรู้ว่าคอนเทนต์แบบไหนที่ลูกค้าชอบ ก็สามารถนำผลไปพัฒนาแคมเปญการตลาดให้ดียิ่งขึ้น

โปรโมทคอนเทนต์ไม่พอ

คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งไม่ได้สิ้นสุดที่ขั้นตอน Publish นักการตลาดควรจะใช้เครื่องมือของแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้เนื้อหาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนจากการทำคอนเทนต์มีมากยิ่งขึ้น

แนวคิดหนึ่งที่นักการตลาดสามารถนำไปปรับใช้คือ กฎ 80/20 ใช้เวลา 20% ในการสร้างสรรค์เนื้อหา และใช้อีก 80% ในการโปรโมทผ่านช่องทางต่างๆ ทั้ง โซเชียลมีเดีย บล็อก อีเมล และอื่นๆ

ด้วยการคำนึงถึงข้อผิดพลาดต่างๆ จะช่วยให้นักการตลาดสร้างคอนเทนต์และแคมเปญได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งการสร้างคอนเทนต์ การอนุมัติคอนเทนต์ เนื้อหาของลูกค้า และการตรวจสอบประสิทธิภาพของคอนเทนต์ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงให้คอนเทนต์สร้างผลตอบแทนให้กับการลงทุนของแบรนด์

อ้างอิง socialmediatoday, Reevoo

from:https://www.thumbsup.in.th/6-content-marketing-to-avoid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=6-content-marketing-to-avoid

เจ้าของเฟรนไชน์ Pizza Hut และ Wendy’s ยื่นล้มละลายในสหรัฐแล้ว

บริษัท NPC International ผู้ดำเนินกิจการธุรกิจเฟรนไชน์ของ Pizza Hut และ Wendy’s ในสหรัฐอเมริกาได้ยื่นขอล้มละลาย หลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

จากรายงานของ CNN ระบุว่า เฟรนไชน์ทั้งสองไม่สามารถเปิดบริการได้ในช่วงที่เกิดวิกฤตไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สะสมเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ยื่นล้มละลาย Chapter 11 เป็นที่เรียบร้อย

โดยบริษัทระบุว่า Pizza Hut เผชิญปัญหาด้านค่าแรงและต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่ดุเดือดกับคู่แข่งอย่าง Domino’s Pizza Inc. และ Papa John’s International Inc. ตัดราคา ซึ่งแม้ว่าบริษัทจะพยายามหารายได้เพิ่มอย่างการขยายตลาดสู่บริการ Delivery ก็ไม่อาจทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การยื่นศาลล้มละลายของ Pizza Hut และ Wendy’s ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกกิจการ เพียงแต่เป็นการขอเจรจากับเจ้าหนี้ ขอพักชำระหนี้เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อ Pizza Hut และ Wendy’s อื่นๆ ที่มีเจ้าของเฟรนไชน์คนละเจ้า

ทั้งนี้ NPC ก่อตั้งเมื่อปี 2505 ดำเนินธุรกิจ Pizza Hut กว่า 1,227 สาขา และ Wendy’s อีก 393 ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงเป็นบริษัทสหรัฐล่าสุดที่ยื่นล้มละลายต่อจาก Chuck E. Cheese , GNC, 24 Hour Fitness, Neiman Marcus, J. Crew ที่ยื่นล้มละลายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

อ้างอิง CNN, Japantimes

from:https://www.thumbsup.in.th/pizza-hut-wendy-bankruptcy?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=pizza-hut-wendy-bankruptcy

VMware เผยแผนเข้าซื้อกิจการ Datrium เสริมบริการ Disaster Recovery-as-a-Service เติมเต็ม Hybrid Cloud

VMware ได้ออกมาเผยถึงแผนการเข้าซื้อกิจการของ Datrium ผู้พัฒนาโซลูชัน Disaster Recovery-as-a-Service หรือ DRaaS เพื่อเสริมภาพของการทำ Hybrid Cloud ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

Credit: Datrium

โซลูชันของ Datrium สามารถช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถสร้าง Hybrid Cloud เชื่อมต่อโซลูชันของ VMware ภายใน Data Center ขององค์กรขึ้นไปยัง VMware Cloud on AWS ได้อย่างง่ายดาย และยังสามารถลดพื้นที่ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลของ VM Snapshot บน S3 ลงได้ถึง 10 เท่า รวมถึงยังทำ On-Demand Provisioning บน Cloud ได้อีกด้วย

Datrium ได้พัฒนาเทคโนโลยีของตนเองให้สามารถใช้งานได้กับโซลูชันของ VMware ทั้งบนระบบ On-Premises และ Cloud ดังนั้นธุรกิจองค์กรจึงมักเลือกใช้ Datrium ในการทำ Cloud DR สำหรับระบบที่ใช้ VMware vSphere เป็นหลัก โดยยังคงใช้เครื่องมือในการบริหารจัดการที่คุ้นเคยอยู่เดิมได้ทั้งหมด

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้ VMware สามารถขยายบริการ VMware Site Recovery DRaaS ให้มีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ายิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ โดยทีมงานของ Datrium จะถูกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีม VMware พร้อมสิทธิบัตรด้าน Cloud Storage และ DR Service ทั้งหมดด้วย โดย VMware จะยังคงให้บริการเดิมต่อเนื่องสำหรับลูกค้าของ Datrium และผลักดันภาพของ Hybrid Cloud ให้เติบโตยิ่งกว่าเดิม

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ไม่เปิดเผยมูลค่า และผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Datrium ได้ที่ https://www.datrium.com/

ที่มา: https://www.storagereview.com/news/vmware-to-acquire-datrium

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-to-acquire-datrium/

ไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โป 2020 กับการจัดงานแบบไฮบริด พร้อมโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้จ่ายคุ้มกว่าเดิม

เป็นอีกหนึ่งการปรับตัวของธุรกิจเพื่อสอดรับกับภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่ยังคงส่งผลเรื่องความกังวลด้านการติดเชื้อทั่วโลก โดยผู้จัดงานอย่าง เอ็มวิชั่น ได้มีความพยายามในการปรับรูปแบบธุรกิจให้เป็นแบบไฮบริดมากที่สุด เพื่อกระตุ้นให้การใช้จ่ายยังคงเป็นไปแบบปกติใหม่ที่สุด และกระทบกับความต้องการซื้อของลูกค้าน้อยที่สุด

คุณโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือเอ็มวีพี ผู้จัดงานโมบายเอ็กซ์โป กล่าวว่า การจัดงานไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โปครั้งที่ 23 ถือว่าเป็นงานนิทรรศการแสดงเทคโนโลยีขนาดใหญ่งานแรกของประเทศไทย หลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ซึ่งเชื่อว่าภาพรวมการจัดงานน่าจะได้รับการตอบรับที่ แม้ว่าผู้ออกงานบางส่วนจะยังไม่มั่นใจ แต่เมื่อเห็นความพร้อมก่อนการเริ่มงานพบว่าทุกแบรนด์มีการเตรียมตัวที่จริงจัง มีความพร้อมอย่างเต็มที่

แม้ว่าการจัดงานในครั้งนี้จะไม่ได้ใช้พื้นที่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนทุกครั้ง เนื่องจากไม่สามารถจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดบางอย่างได้ และต้องปฎิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด บริษัทได้ใช้เวลาเตรียมงาน 2 สัปดาห์ เพื่อปลดล็อกปัญหาต่างๆ ให้เร็วที่สุด รวมทั้งมีการเลื่อนวันจัดงานจากช่วงเวลาเดิมที่จัดช่วงมิถุนายนมาเป็นกรกฏาคม

การตั้งเป้าทั้งคนมาเดินและเงินสะพัดคงทำแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะอย่างที่ทราบว่าเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องการติดเชื้อ เราจึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานหลายอย่าง หากต้องคาดการณ์เราคิดว่าคนมาร่วมงานคงต้องลดลงกว่าครึ่ง เพราะด้วยกฏการเว้นระยะห่างทำให้การเข้ารับชมงานต้องแบ่งเป็นช่วงเวลาจำกัดช่วงละ 2 ชั่วโมงต่อ 4,000 คน และถึงจะมีคนเดินทางมาเยอะเราก็ต้องป้องกันและกระจายผู้เข้าชมงานไม่ให้หนาแน่นเพื่อลดความเสี่ยง”

นอกจากนี้ ทางบริษัทมีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานออนไลน์อยู่บ้าง ด้วยพฤติกรรมของคนที่มาเดินงานเปลี่ยนไป แต่โควิดก็มาทำให้เราต้องลงมือเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น ทำให้การออกแบบงานครั้งนี้ ถือเป็นการทดลองจัดงานแบบไฮบริด ด้วยการผสมผสานการทำการตลาดออนไลน์กับออฟไลน์ โดยพันธมิตรผู้ค้าออนไลน์อย่างลาซาดาและช็อปปี้ ที่เข้ามาร่วมกันส่งเสริมการตลาดไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ผู้ที่ร่วมออกบูทภายในงานจะได้หน้าร้านออฟฟิเชียลขายผ่านช่องทางออนไลน์ของทั้งสองค่ายร่วมกับเรา เพื่อให้ได้ส่วนลดที่เพิ่มมากขึ้น จากแค่การได้ส่วนลดเดียว แต่ถ้าซื้อผ่านช่องทางออฟฟิเชียลของเอ็มพีวีจะสามารถใส่ส่วนลดได้ถึง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดพิเศษของพาร์ทเนอร์ ส่วนลดค่าส่งฟรี รวมทั้งคูปองและส่วนลดเพื่อให้สแกนส่วนลดเพิ่มในการเข้ามาซื้อสินค้าภายในงาน ถือว่าเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างดีทั้งสองช่องทาง

ทั้งนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าสมาร์ทโฟนอย่าง iphone SE จะขายดีมาก เพราะราคาถูกกว่าท้องตลาดรวมทั้งการจัดโปรโมชั่นของแต่ละค่ายที่มากขึ้น ส่วนกำลังซื้อเฉลี่ยจะอยู่ที่มูลค่า 10,000 บาท เพราะคนที่กำลังรอซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ อยากได้คุณสมบัติท่ีดีและใช้งานได้ตอบโจทย์กว่าเดิม จึงไม่ได้กังวลว่าเครื่องจะต้องถูกมากหรือน้อย แต่เน้นความสามารถในการทำงานมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เรายังเชื่อมั่นว่า งานแสดงเทคโนโลยีขายสินค้าออนไลน์อาจจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ แต่ยังไม่น่าจะแทนที่งานแสดงเทคโนโลยีขายสินค้าปกติได้ทั้งหมด เพราะจินตนาการกับประสบการณ์ทดแทนกันไม่ได้ เราเชื่อว่าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ต้องอยู่ด้วยกัน พฤติกรรมบางอย่างที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยังแทนกันไม่ได้ทั้งหมด

from:https://www.thumbsup.in.th/thailand-mobile-expo-2020?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thailand-mobile-expo-2020