คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

เขียนคอนเทนต์อย่างไร ไม่ให้คนเลื่อนผ่าน

การนำเสนอเนื้อหาออกมาอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด โดยเริ่มจากการมุ่งเน้นไปที่คุณค่าของการนำเสนอที่ได้ใจลูกค้า ซึ่งจริงๆแล้ว มีเคล็ดลับมากมายที่จะทำให้การนำเสนอเนื้อหานั้นออกมาประสบความสำเร็จ

เริ่มด้วยการถามคำถามสำคัญสองข้อก่อนที่จะส่งออกผลงาน คือ

  • เนื้อหามีค่ากับผู้อ่านอย่างไร ทั้งในด้านความเกี่ยวข้อง ความน่าสนใจ ช่วงเวลาที่พอดีและเขียนออกมาได้ดีหรือไม่
  • เนื้อหามีการโฆษณามากเกินไปหรือไม่ ไม่ควรมีการโปรโมตมากเกินไป อาจรวมถึงการห้ามมีชื่อแบรนด์ของคุณในชิ้นงานนั้น

รวมไปถึงใช้ข้อมูลที่ใหม่และน่าเชื่อถือจะช่วยให้งานออกมาโดดเด่น ควรเลือกเขียนเนื้อหาที่เหมาะสมกับตัวเอง อาจเป็นเนื้อหาที่ตัวเองถนัดหรือคุ้นชินกับมัน

เนื้อหาต้องถูกต้องให้ได้มากที่สุด(ไม่ผิดเลยยิ่งดี) ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาเป็นไปตามรูปแบบที่ต้องการ ให้คำอธิบายเหมาะกับเป้าหมายการเสนอขายของแบรนด์ เป็นไปตามต้นแบบของแบรนด์เสริมด้วยความเอกลักษณ์จากสไตล์ของผู้เขียน 

ท้ายที่สุด อาจนำเอาประสบการณ์จากการเขียนในหลายๆครั้งไปพัฒนา หาเหตุผลว่าทำไมคนถึงเลือกดูและไม่ดูคอนเทนต์ของคุณ

การเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่ได้มีการส่งเสริมการขายจะช่วยเสริมให้แบรนด์มีการเชื่อมต่อในอุตสาหกรรมให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแบรนด์ในระยะยาวอย่างแน่นอน

from:https://www.thumbsup.in.th/content-writing?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=content-writing

Robinhood เปิดตัวธุรกิจโฆษณาดิจิทัลยกระดับสู่ Super app ตั้งเป้าโกยรายได้ 50 ล้านบาทในปีนี้

Robinhood แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีและบริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ในเครือไทยพาณิชย์ ประกาศจับมือกับ Accenture บริษัทที่ปรึกษาด้านดิจิทัล คลาวด์ระดับโลก ยกระดับบริการสู่การเป็น Super App สัญชาติไทย ด้วยการเปิดธุรกิจโฆษณาดิจิทัลบนแพลตฟอร์มโรบินฮู้ด (Robinhood Advertising) 

โดยมี Accenture Song ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อช่วยนำข้อมูลเชิงลึก และเทคโนโลยีการวิเคราะห์มาช่วยสนับสนุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ Digital Marketing บนแพลตฟอร์ม Robinhood ให้กับแบรนด์ต่างๆ ที่สนใจทำโฆษณา

ในปี 2565 การใช้จ่ายสำหรับสื่อโฆษณาดิจิทัลคาดว่าจะเติบโตขึ้น 9% คิดเป็นมูลค่า 27,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ ต้องเร่งปรับตัวด้านนวัตกรรมดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือเสนอบริการพื้นที่สื่อโฆษณาดิจิทัล (Robinhood Advertising)ในครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุน Robinhood ในการมุ่งสู่การเป็น ‘Super App สัญชาติไทย’ ที่ให้บริการมากกว่าฟู้ดเดลิเวอรี ครอบคลุมถึงบริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์แบบครบวงจร (All-in-one travel service) บริการสั่งซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้า (Mart Service) บริการรับ-ส่งของ (Express Service) และบริการ Ride- Hailing หรือบริการรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย 

Robinhood ได้เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยด้วยจุดยืนทางธุรกิจที่แตกต่าง และความสามารถของแพลตฟอร์มที่โดดเด่น หลังจากเปิดให้บริการในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี Robinhood สามารถขึ้นอันดับ 2 ผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีที่ได้รับความนิยมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 

โดยปัจจุบันมีจำนวนร้านค้าบนแพลตฟอร์มกว่า 225,000 ร้าน มีลูกค้าลงทะเบียนใช้งานจำนวนกว่า 3 ล้านคน มีไรเดอร์ที่ให้บริการส่งอาหารกว่า 30,000 คน มียอดสั่งอาหารต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่ 180,000 ออร์เดอร์ และมีโรงแรมเข้าร่วมบนแพลตฟอร์มกว่า 16,000 แห่ง 

ความร่วมมือระหว่าง Robinhood และ Accenture Song ในครั้งนี้จะช่วยขยายการให้บริการของ Robinhood ในการนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้งานของเรา นอกจากนี้เพื่อนำเสนอบริการใหม่แก่กลุ่มนักการตลาดที่มีความสนใจลงสื่อโฆษณาดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม Robinhood

ด้าน ปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า

“บริการพื้นที่สื่อโฆษณาดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม Robinhood (Robinhood Advertising) ได้รับการตอบรับจากลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม ช่วยสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจและการตลาดผ่านบริการพื้นที่สื่อโฆษณาดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม Robinhood ที่มีเทคโนโลยีอันนำสมัยเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์มากยิ่งขึ้น และเร็วๆ นี้ ร้านค้าบนแพลตฟอร์มจะสามารถสร้างการรับรู้ผ่านเครื่องมือที่จะช่วยโปรโมตแบรนด์ของตนเองได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง ช่วยให้มีอิสระในการจัดการพื้นที่โฆษณาได้มากยิ่งขึ้น”

ขณะที่ ศรัณย์ ชินสุวพลา หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า บริการพื้นที่สื่อโฆษณาดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม Robinhood (Robinhood Advertising) จะทำให้บริษัทสามารถช่วยเหลือร้านค้า ไรเดอร์ และกลุ่มลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

“เราคาดว่า Robinhood Advertising สร้างรายได้เข้ามาในปีนี้ราว 50 ล้านบาทและจะเพิ่มขึ้นเป็น 160-180 ล้านบาทในปีหน้า ซึ่งเมื่อร่วมกับช่องทางการหารายได้อื่นๆ ของเรา เช่น บริการดิจิทัล เลนดิ้ง และค่า GP จากบริการใหม่ทั้ง Mart Service, Express Service และ Ride-Hailing Robinhood ก็จะยืนได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น” ศรัณย์กล่าว

from:https://www.thumbsup.in.th/robinhood-advertising-superapp?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=robinhood-advertising-superapp

ท็อปส์ ผนึกกำลังผู้ผลิตสินค้า ล็อกราคาสู้เงินเฟ้อนาน 3 เดือน

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัลรีเทล จัด “TOPS LOCKED PRICE” ผนึกผู้ผลิตยกทัพสินค้าอุปโภคบริโภค 1,000 รายการ ล็อกราคาสู้วิกฤตค่าครองชีพ

อัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนมิถุนายน 7.66% สูงที่สุดในรอบ 13 ปี ทำให้ต้นทุนการผลิตภายในประเทศสูงขึ้น และส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับราคาเพิ่มขึ้นส่งผลให้หลายคนระมัดระวังและวางแผนการใช้จ่าย เลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็น 

สะท้อนได้จากค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ที่ปรับลดลงมาที่ 44.3 จากเดิมในเดือนที่ผ่านมาที่ 44.7 จากความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคตที่ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ล่าสุดท็อปส์ และแฟมิลี่มาร์ท นำกลยุทธ์สินค้าป้ายเหลือง “TOPS LOCKED PRICE” ล็อกราคา สู้วิกฤตกลางปีค่าครองชีพพุ่งสูง โดยร่วมกับผู้ผลิตสินค้าหลากหลายแบรนด์ยังยืนยันไม่ขึ้นราคาสินค้า พร้อมตรึงราคากว่า 1,000 รายการ นานถึง 3 เดือน

โดยหลักๆ จะเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันจากแบรนด์ชั้นนำครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า อาทิ กลุ่มสินค้าอาหารสด ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล, กลุ่มสินค้าอาหารแห้ง เครื่องปรุง ข้าวสาร, กลุ่มสินค้าทำความสะอาดและของใช้ในบ้าน, กลุ่มสินค้าแม่และเด็ก, กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม, กลุ่มขนมและเครื่องดื่ม ฯลฯ

พร้อมตอกย้ำด้วยการเลือกใช้สัญลักษณ์ป้ายราคาสินค้าสีเหลือง ช่วยให้โดดเด่นและแตกต่างจากป้ายราคาสินค้าอื่น ๆ ซึ่งผู้บริโภคจะเกิดการจดจำว่า เป็นสัญลักษณ์ของสินค้าที่ราคาคุ้มค่า ประหยัดจริง เกิดความมั่นใจในการจับจ่ายสินค้าเพิ่มมากขึ้น

from:https://www.thumbsup.in.th/tops-lock-price?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tops-lock-price

สมาชิกสภาผู้แทนฯ ของอังกฤษเรียกร้องให้แบนบริษัทกล้องวงจรปิดจากจีนสองยี่ห้อ

สมาชิกสภาผู้แทนฯ ของอังกฤษ (Member of Parliament; MP) จำนวน 67 คน ออกมาเรียกร้องให้แบนบริษัทผู้ผลิตกล้องวงจรปิดของจีนอันได้แก่ Hikvision และ Dahua ไม่ให้ดำเนินงานในประเทศ ด้วยเหตุผลความกังวลด้านความมั่นคง และจริยธรรมของทั้งสองบริษัท

สส. กลุ่มนี้เป็นตัวแทนจากหลากหลายกลุ่มการเมืองมาก ไม่ว่าจะเป็นฝั่งขวาที่ต่อต้านการเข้าร่วมสหภาพยุโรปอย่าง Steve Baker ไปจนถึงพรรคแรงงานที่เป็นถึงระดับผู้อำนวยการกลุ่มลิเบอร์ตี้อย่าง Baroness Chakrabarti

ยังไม่พอ ยังมีผู้นำกลุ่มลิเบอรอล Ed Davey และหัวหน้าพรรคกรีนส์ Caroline Lucas ด้วย ประเด็นมาจากองค์กรรณรงค์ด้านความเป็นส่วนตัวและสิทธิ์เสรีภาพพลเมืองอย่าง Big Brother Watch ได้ออกรายงานเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยกล่าวถึงกล้องวงจรปิดที่ผลิตจากจีนที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั่วอังกฤษ จากการสำรวจพบว่า 60.8% ใช้ระบบ CCTV ที่ผลิตจากจีน และกว่า 89% ของกลุ่มนี้ใช้อุปกรณ์ยี่ห้อ Hikvision ส่วนอีก 12% ใช้ยี่ห้อ Dahua

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/cross-party-mps-urge-ban-on-two-chinese-cctv/

กรุงศรีตั้งเป้าสินเชื่อ ESG แตะ 1 แสนล้านภายในปี 2573 ตอกย้ำความเป็นผู้นำภาคการเงินด้านความยั่งยืน

ธนาคารกรุงศรีฯ (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ประกาศวิสัยทัศน์ ‘The most sustainable commercial bank in Thailand’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำภาคการเงินด้านความยั่งยืน คาดสินเชื่อ ESG ที่ปล่อยให้กับภาคธุรกิจความยั่งยืนจะมีมูลค่าแตะ 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2573

นายพูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลสู่ความยั่งยืน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคสังคมได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกรุงศรีในการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบเพื่อบรรลุพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2561 กรุงศรีได้เริ่มโครงการ Krungsri Zero Waste เพื่อลดปริมาณขยะสู่บ่อฝังกลบและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้รับรางวัล Best Environmental Responsibility จาก Corporate Governance Asia ในปี 2562 และความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การเงินเพื่อความยั่งยืนของภาคธนาคารรวมถึงการจัดจำหน่ายตราสารหนี้ ESG

ในปี 2564 กรุงศรีได้ปักหมุดสำคัญของธนาคารพาณิชย์ที่มีจุดยืนเพื่อความยั่งยืน ด้วยประกาศวิสัยทัศน์สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Krungsri Carbon Neutrality Vision) พร้อมแผนงานในการเร่งลดคาร์บอนที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง ด้วยแผนลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการดำเนินงานของธนาคารภายในปี 2573 และการสนับสนุนลูกค้าให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การลงทุนและดำเนินธุรกิจแบบคาร์บอนต่ำ รวมทั้งลดการปล่อยคาร์บอนจากการให้บริการทางการเงินทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในปี 2593

และในปี 2565 ปฏิบัติการ Krungsri’s Race to Net Zero จึงได้ถือกำเนิดบนวิสัยทัศน์ด้วยการปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่ดิจิทัลให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังต่อยอดด้วยการตั้งเป้าหมายลดขยะ RDF (Refuse-Derived Fuel) ให้เหลือศูนย์ภายในสิ้นปีนี้ และจะขยายแนวคิดนี้สู่วงกว้างด้วยการผนึกกำลังกับพันธมิตรองค์กรต่างๆ ในการรณรงค์ลดขยะ RDF ในปี 2566 

ตั้งเป้าสินเชื่อ ESG แตะ 1 แสนล้านใน 8 ปี

นายพูนสิทธิ์ เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน หรือ ESG bond ซึ่งประกอบด้วย ตราสารหนี้เพื่อสังคม ตราสารหนี้สีเขียว และตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน เพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยมีการออกตราสารประเภทนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2018 ซึ่งปีแรกอยู่ที่ประมาน 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 2021 ยอดรวมเติบโตอยู่ที่เกือบ 6 หมื่นล้านบาท 

ขณะที่สินเชื่อ ESG ของกรุงศรี หากดูจากฝั่งสินเชื่อธุรกิจปัจจุบันการปล่อยสินเชื่อด้านพลังงานสะอาดอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท 2% ของพอร์ตสินเชื่อธุรกิจ โดยวิสัยทัศน์ของกรุงศรีในปี 2573 หรืออีก 8 ปีข้างหน้า ต้องการให้สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเพื่อความยั่งยืนโต 50,000-100,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นเป็น 10-15% ของพอร์ตสินเชื่อธุรกิจ

from:https://www.thumbsup.in.th/krungsri-esg-net-zero?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=krungsri-esg-net-zero

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประกาศ “เพิ่มความเข้ม” ลดแผนการจัดจ้างวิศวกรลงอย่างน้อย 30%

เมื่อต้นสัปดาห์ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของบริษัทแม่ของเฟซบุ๊กอย่างเมต้า หลุดกล่าวออกมาว่า ตนเองต้องการโละพนักงานที่ประสิทธิภาพไม่ได้ตามมาตรฐานใหม่ที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อรับกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังไปสู่ขาลงตอนนี้

เหตุดังกล่าวเกินขึ้นระหว่างเซสชั่นถามตอบกับพนักงาน ที่เขากล่าวเตือนว่าภาวะถดถอยในตลาดล่าสุดนี้ “อาจเป็นช่วงขาลงที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเห็นมาก็ได้” รวมทั้งคำพูดที่ชวนสยองอย่างเช่น “อันทีจริง ก็มีคนจำนวนหนึ่งในบริษัทที่ไม่สมควรอยู่ในบริษัทต่อ”

“เรากำลังมองที่จะเพิ่มความคาดหวัง และเป้าหมายที่เข้มข้น ท้าทายมากขึ้น เหมือนเคี่ยวให้ร้อน ให้ดิ้นรนมากกว่าเดิมสักหน่อย ซึ่งคนที่ตัดสินใจว่าคุณจะยังอยู่ที่นี่ต่อไหมก็คือตัวคุณเอง ซึ่งผมก็พอใจกับการพิจารณาตัวเองของพนักงานในลักษณะนั้น”

นอกจากนี้ มาร์กยังระบุว่า Meta เตรียมลดแผนการจัดจ้างวิศวกรลงจากเดิมอย่างน้อย 30% ในปีนี้ นั่นคือจะเหลือพนักงานใหม่ที่จะจ้างแค่ประมาณ 6 – 7 พันคน จากแพลนเดิมที่หนึ่งหมื่นคน และบางตำแหน่งที่ยังหาพนักงานไม่ได้ก็จะยังปล่อยว่างไว้เนื่องจากต้องการเคี่ยวคนที่อยู่เดิมให้ทำงานมากขึ้น

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – NYPost

from:https://www.enterpriseitpro.net/mark-zuckerberg-meta-wants-to-oust-workers-who-shouldnt-be-here/

Social media activism คืออะไรและส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างไร

โซเชียลมีเดียก็เหมือนกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ทั้งการสื่อสารระหว่างผองเพื่อนหรือการแลกเปลี่ยนข่าวสารกันของกลุ่มกันผู้คนที่สนใจในเรื่องที่คล้ายกัน จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมโซเชียลมีเดียถึงกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือ Social media activism

Social media activism กล่าวง่ายๆคือวิธีที่ผู้คนพูดถึงและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขาหรือการที่ผู้คนรวมตัวกันแสดงออกถึงปัญหาในสังคม เช่น Ice Bucket Challenge หรือ Black lives Matter

แบรนด์ก็แสดงจุดยืนได้

ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็อยากให้แบรนด์ที่ตัวเองรักออกมาแสดงจุดยืนกับปัญหาต่างๆ แต่ก็ยังมีหลายคนที่มองว่าการที่แบรนด์ออกมาพูดก็เพื่อการเพิ่มยอดขาย แล้วจะทำยังไงให้การสื่อสารออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ไม่มีผู้นำเป็นศูนย์กลาง มันมักจะเกิดการสนับสนุนโดยผู้คนที่โพสต์ แสดงความคิดเห็น กดไลค์และแชร์เนื้อหาต่างๆ ซึ่งมีสิ่งที่แบรนด์ควรตะหนักไว้เกี่ยวกับเนื้อหาที่ควรพิจารณาเมื่อต้องการเข้าร่วม

โดยส่วนใหญ่เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่านิยมหรือภาพลักษณ์ของแบรนด์จะถูกมองว่าเป็นการแสดงความจริงใจมากกว่าการออกมาโพสต์เกี่ยวกับปัญหาต่างๆเป็นระยะๆ ตัวอย่างเช่น แบรนด์ผลิตภัณฑ์สินค้าผู้หญิงที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ

อย่าเอาแต่เข้าร่วมแต่ต้องเข้าร่วมอย่างถูกต้อง ควรมีการศึกษาข้อมูลของปัญหาให้ถี่ถ้วน การที่แบรนด์จะสื่อสารออกไปนั้นก็ควรทำให้แน่ใจว่าผู้คนจะเข้าใจปัญหาอย่างถูกต้องหรือได้รับแนวทางการแก้ไขที่เหมาะสม

การเคลื่อนไหวทางสังคมชอบถูกมองว่าเป็นการพูดมากกว่าการกระทำ แต่การขับเคลื่อนนี้คือพลังที่แท้จริงของการเคลื่อนไหวที่อาจเป็นจุดที่สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมได้ แบรนด์อาจลงมือทำเช่น การบริจาคเงินหรือแสดงตัวเพื่อประท้วงเกี่ยวกับปัญหา 

from:https://www.thumbsup.in.th/social-media-activism?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=social-media-activism

AIS ประกาศซื้อ 3BB และเงินลงทุนใน JASIF 19% จาก JAS

เอไอเอส ประกาศซื้อหุ้นบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ หรือ 3BB และเงินลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน JASIF เพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ให้เข้าถึงคนไทยอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะในต่างจังหวัดและพื้นที่รอบนอกตัวเมือง

โดย AWN ได้ลงนามใน บันทึกข้อตกลงกับ ACU และ JAS ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2565 เพื่อซื้อขายหุ้น TTTBB และหน่วยลงทุนใน JASIF (Undertaking Agreement) (“บันทึกข้อตกลง”) โดย AWN จะยื่นเรื่องขออนุญาตในการเข้าทำธุรกรรมจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งภายหลังจากการได้รับอนุญาตแล้ว จึงจะลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นและหน่วยลงทุน โดยบริษัทฯ คาดว่าธุรกรรมซื้อหุ้นและซื้อหน่วยลงทุนจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาส 1 ของปี 2566 ถ้าได้รับการอนุมัติจาก กสทช.

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า การลงทุนขยายธุรกิจในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญตามเป้าหมายกลยุทธ์ของบริษัทฯ เพื่อขยายการเติบโตในธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน และมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ทำให้บริษัทฯ มีขีดความสามารถในการให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่านสายไฟเบอร์ที่ครอบคลุมลูกค้าที่กว้างขวางมากขึ้น สามารถขยายการลงทุนไปยังพื้นที่ใหม่เพื่อให้คนไทยสามารถได้รับบริการอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดและรอบนอกตัวเมือง รวมถึงช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากบริการที่รวดเร็วและมีคุณภาพที่ดี อีกทั้ง จะช่วยให้การพัฒนาโครงข่ายไฟเบอร์ในประเทศไทยโดยรวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดทอนความซ้ำซ้อนของการลากสายไฟเบอร์โดยไม่จำเป็นซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โดยรวมแล้วการลงทุนนี้จะส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มของธุรกิจและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักและผู้เช่าของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จะส่งเสริมให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงขึ้น รวมถึงจะมีการปรับเงื่อนไขให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งสร้างโอกาสแก่กองทุนในการลงทุนทรัพย์สินโทรคมนาคมของบริษัทฯ เพิ่มเติมในอนาคต

from:https://www.enterpriseitpro.net/ais-buy-3bb/

Future Shopper สร้างประสบการณ์ลูกค้า ชี้ชะตาการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

การศึกษา “ฟิวเจอร์ ช้อปเปอร์” (Future Shopper) ของวันเดอร์แมน ธอมสัน เผยว่า ผู้บริโภคชาวไทยต้องการได้รับประสบการณ์ลูกค้าแบบผสมผสานหลากหลายช่องทาง (Omnichannel) อย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ พวกเขากำลังก้าวขึ้นแท่นนักช้อปที่ใจเร็วและพิสมัยความไวที่สุดในโลก อีกทั้งยังติดอันดับต้นๆ ในการช้อปบนโซเชียลคอมเมิร์ซและการเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งร่องรอยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีนัยยะสำคัญที่บ่งชี้ว่าผู้บริโภคชาวไทยจะให้ความสำคัญต่อประสบการณ์ลูกค้ามากกว่าเรื่องของแบรนด์และราคา

และนี่คือข้อแนะนำที่แบรนด์และนักการตลาดควรปรับตัวเพื่อรับมือเทรนด์ใหม่นี้ให้ทัน

Future Shopper เป็นการศึกษาชุดที่ 3 ภาคต่อของซีรีส์ Future Pulse Survey โดย วันเดอร์แมน ธอมสัน เป็นรายงานการวิจัยตลาดที่บูรณาการศาสตร์ในหลากหลายสาขาวิชา ทั้งข้อมูล การวิจัยผู้บริโภคเชิงคุณภาพ และการศึกษาวัฒนธรรมและพฤติกรรมของคนกลุ่มต่างๆ (Ethnography) เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจริงโดยแยกแยะออกจากสิ่งที่เป็นเพียงกระแสหรือแนวโน้ม พร้อมด้วยการนำเสนอภาพที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับโลกออนไลน์คอมเมิร์ซและพฤติกรรม การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค

ผู้บริโภคเปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน

ผู้บริโภคชาวไทย 95% ระบุว่าการช้อปปิ้งออนไลน์ได้เข้ามาช่วยพวกเขาในการใช้ชีวิตช่วงปิดเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนให้การช้อปปิ้งออนไลน์ยังคงมาแรงต่อเนื่องจนแซงหน้าการช้อปปิ้งออฟไลน์ได้ในที่สุด โดยสัดส่วนของการใช้จ่ายออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดดขึ้นอีก 35% จากสัดส่วนในปีที่แล้วสู่ระดับ 65% ในปีนี้ และจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถาม 96% เห็นว่าการช้อปปิ้งออนไลน์จะมีความสำคัญต่อพวกเขามากขึ้นในปี พ.ศ. 2565 โดย 86% เชื่อว่าพวกเขาจะใช้ช่องทางดิจิทัลในการช้อปปิ้งมากยิ่งขึ้นอีกในอนาคต ด้วยความคุ้นเคยและการปรับตัวที่คุ้นชินกับเทคโนโลยีถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนหลักอีกด้วย จากผลการศึกษาพบว่า คนไทยกว่า 92% รู้สึกคุ้นเคยและมีความคล่องตัวในการใช้เทคโนโลยีดีจิทัลมากขึ้น

นอกจากนี้ คนไทยยังชื่นชอบความยืดหยุ่นของการทำงานจากที่บ้าน (Work from home) ซึ่ง 82% ยังหวังอีกด้วยว่าจะได้ทำงานจากที่บ้านมากยิ่งขึ้นในอนาคต และประการสุดท้าย การเชื่อมต่อช่องทางที่หลากหลายในแบบ Omnichannel จะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ครบถ้วนรอบด้าน เนื่องจากผู้บริโภคชาวไทย 79% ยังคงชอบจับจ่ายกับแบรนด์ที่มีทั้งหน้าร้านจริงและร้านออนไลน์ และพวกเขายังอยากให้แบรนด์และผู้ค้าปลีกมอบประสบการณ์ที่เชื่อมต่อช่องทางต่างๆ อย่างราบรื่นแบบไร้รอยต่อได้ดีกว่าที่เป็นอยู่

เปิดรับยุคแห่งการค้าปลีกแบบไฮบริด – แบรนด์และผู้ค้าปลีกจะต้องเตรียมพร้อมให้รอบด้านครอบคลุมในทุกมิติธุรกิจด้วยการใช้กลยุทธ์ Omnichannel ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยต้องกำหนดบทบาทที่ชัดเจนให้กับช่องทางออฟไลน์และหน้าร้านจริง พร้อมกับยกระดับประสบการณ์ภายในร้านเพื่อเชื่อมต่อการช้อปปิ้งให้ราบรื่นแบบไร้รอยต่อ โดยเติมมิติทางดิจิทัลให้กับการช้อปปิ้งภายในร้าน เช่น การคิดเงินที่ลูกค้าทำได้ด้วยตนเองหรือมีขั้นตอนที่ต่อเนื่องไร้การสะดุด การชำระเงินแบบไร้การสัมผัส มีห้องลองเสื้อผ้าแบบอินเตอร์แอคทิฟ

ตลอดจนการเยี่ยมชมร้านแบบเสมือนจริงและประสบการณ์ช้อปปิ้งในร้านที่เสริมด้วยความจริงเสมือน (AR) บริการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อรับสินค้าที่ร้าน และการจองนัดที่ร้าน นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นของการทำงานที่บ้านทั้งเต็มเวลาและการทำงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน (Hybrid work) ยังมีความสำคัญในการกำหนดว่าไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ในการทำงานจะสร้างรูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคตอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องค้นหาคำตอบและปรับตัวให้สอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยี อี-คอมเมิร์ซใหม่ๆ มาใช้ร่วมกับโมเดลธุรกิจแต่เนิ่นๆ การนำเสนอผลิตภัณฑ์/บริการเฉพาะบุคคลมากขึ้น หรือการสร้างประสบการณ์ที่ตอบสนองพฤติกรรมต่างๆ อย่างเช่นการตัดสินใจซื้อจากแรงกระตุ้นตรงหน้า (Impulse Buying)

วาดแผนที่เส้นทางลูกค้าฉบับใหม่

การสร้างเส้นทางการซื้อขายที่สั้นกระชับ (Compressed Commerce) ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือเรื่องสำคัญ โดยจะต้องช่วงชิงการเป็นผู้จุดแรงบันดาลใจแล้วรีบชักนำผู้บริโภคเข้าสู่ช่วงของการค้นหาและการซื้ออย่างรวดเร็ว เนื่องจากชาวไทยเป็นนักช้อปออนไลน์ที่ใจเร็วและต้องการความไวที่สุด ผลการสำรวจพบว่า 95% ต้องการก้าวจากช่วงของแรงบันดาลใจไปสู่ช่วงของการซื้อให้รวดเร็วที่สุด

ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดออนไลน์ต่างๆ อย่างเช่น Lazada และ Shopee ยังคงเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในทุกแง่มุมของเส้นทางลูกค้า แต่ในอีกทางหนึ่ง ยูทูป เกมมิ่งและวีดีโอเกม เมตาเวิร์ส และเว็บไซต์ของมือสองก็กำลังเป็นช่องทางใหม่ที่เหล่านักช้อปให้ความสนใจ ในขณะที่ธุรกิจตรงสู่ผู้บริโภค (Direct-to-Consumer – D2C) มีการเติบโตมากขึ้นในช่วงการสร้างแรงบันดาลใจ การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่าการบริการลูกค้า ความรวดเร็วในการจัดส่ง และความง่ายในการค้นหาผลิตภัณฑ์ (98% เท่ากันทั้งหมด) ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญ 3 อันดับแรกในการตัดสินใจ โดยอยู่เหนือปัจจัยด้านราคา (97%) และในขณะเดียวกัน สตรีมเมอร์หรือนักจัดรายการสดแบบไลฟ์สตรีมเป็นกลุ่มที่กำลังเติบโตตีคู่ไปกับกลุ่มคนดัง (Celebrity) ในฐานะผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ซึ่งถือเป็นโอกาสของแบรนด์ ส่วนอิทธิพลของกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และ KOL พบว่าเริ่มแผ่วลงเล็กน้อย

3d rendering of shopping cart and laptop on concrete floor.

ได้ลูกค้าและรักษาฐานนักช้อป – กลยุทธ์ช่องทางจำหน่ายที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักช้อปได้อย่างสมดุลจะต้องเอื้อให้ผู้บริโภคมีปฏิสัมพันธ์และเลือกช้อปปิ้งบนช่องทางใดก็ได้ เมื่อไรก็ได้ และจากที่ใดก็ได้ที่ต้องการ เพราะนักช้อปอาจจะพบแรงบันดาลใจ เริ่มค้นหา และตัดสินใจซื้อผ่านช่องทางต่างๆ อย่างหลากหลาย และพวกเขายังคาดหวังอีกด้วยว่าแต่ละช่องทางจะต้องเติมเต็มความต้องการได้ครบทุกช่วงตลอดเส้นทางการซื้อ แบรนด์และผู้ค้าปลีกจะต้องร่นระยะเส้นทางลูกค้าให้สั้นลงเพื่อให้พวกเขาตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นพวกเขาอาจหลุดมือไประหว่างเส้นทาง

ซึ่งตัวช่วยต่างๆ เช่น การจบทุกขั้นตอนการซื้อได้ในปุ่มเดียว การบันทึกข้อมูลส่วนตัว การเข้าดูรีวิวและคะแนนความพึงพอใจได้ง่าย จะช่วยให้พวกเขามุ่งตรงจากแรงบันดาลใจสู่การซื้อได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังต้องตระหนักว่าราคาไม่ใช่ทุกสิ่งเสมอไป เพราะการบริการลูกค้าคือสิ่งที่พิชิตใจนักช้อป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องยกระดับประสบการณ์โดยรวมและไม่ทุ่มเทกับการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงทุนเพื่อแข่งขันในเรื่องความรวดเร็ว ความง่ายในการค้นหาสินค้า และความใส่ใจต่อนักช้อปและความต้องการของพวกเขา การสร้างความไว้วางใจต่อแบรนด์ผ่านบริการลูกค้าที่ดีเยี่ยมจะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของนักช้อปอย่างต่อเนื่องได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงได้ลูกค้าใหม่และดึงดูดให้พวกเขาหวนกลับมาซื้ออีก

ส่องโลกตลาดออนไลน์

นักช้อปชาวไทยชื่นชอบการเลือกซื้อสินค้าหลากหลายกลุ่มได้ในแหล่งเดียว ซึ่งเป็นจุดเด่นของตลาดออนไลน์ (Marketplace) แต่พวกเขาก็อาจจะปันใจไปซื้อที่อื่นหากพบว่าได้ราคาที่ดีกว่า มีทางเลือกในการจัดส่งที่น่าสนใจกว่า หรือนำเสนอในแบบเฉพาะบุคคลได้มากกว่า นอกจากนี้พวกเขายังมีข้อกังวลเรื่องสินค้าปลอมและรีวิวที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง การศึกษาครั้งนี้พบว่า 86% รู้สึกทึ่งที่สั่งซื้อทุกสิ่งอย่างที่ต้องการได้จากผู้ค้าปลีกบนแพลตฟอร์มเดียว เช่น Lazada และ Shopee ในขณะที่ 30% เคยพบผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าอาจเป็นของปลอม และ 26% เคลือบแคลงใจว่ารีวิวต่างๆ อาจไม่ใช่ความคิดเห็นที่แท้จริงของลูกค้า ในแง่ของความภักดี (Loyalty)

ตลาดออนไลน์ยังตกเป็นที่สองรองจากแพลตฟอร์มจัดส่งแบบออนดีมานด์ เช่น Grab, LINE MAN และ foodpanda ดังเห็นได้จากสัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นสมาชิกโปรแกรมสร้างความภักดี/สะสมแต้มของแพลตฟอร์มทั้งสองประเภทดังกล่าว ซึ่งอยู่ในระดับ 54% และ 55% ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าบริการทางการเงินอาจจะเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจของตลาดออนไลน์ได้ เนื่องจากนักช้อปชาวไทยระบุว่าพวกเขาเปิดใจยอมรับการทำธุรกรรมธนาคารผ่านตลาดออนไลน์ (82%) และในขณะที่นักช้อปยังนิยมจับจ่ายสินค้าบางประเภท เช่น ของกินของใช้ประจำวันโดยเลือกซื้อในร้านออฟไลน์ (73%) พวกเขาก็รู้สึกตื่นเต้นที่มีแนวโน้มว่าตลาดออนไลน์อาจจะเปิดให้บริการร้านในแบบออฟไลน์ในระยะต่อไป ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของ Omnichannel

ใช้ความสำเร็จของตลาดออนไลน์ช่วยเสริมความแข็งแกร่ง – การมีกลยุทธ์ช่องทางตลาดออนไลน์ที่เข้มแข็งและไม่บั่นทอนช่องทางอื่นๆ ถือว่ามีความสำคัญ การศึกษากลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในตลาดออนไลน์จะช่วยให้คัดเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อนำเสนอได้ดียิ่งขึ้น พร้อมกับสร้างความพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้กับช่องทางของตนเอง การวิเคราะห์ ความเคลื่อนไหวของคู่แข่งในตลาดออนไลน์จะช่วยให้แบรนด์ของคุณโดดเด่นในเรื่องความเข้าใจต่อสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ ในขณะที่การมอบดีลพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟบนแพลตฟอร์มของแบรนด์เองจะทำให้ผู้บริโภคเข้าสู่ช่องทางของแบรนด์โดยตรง ได้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้คุณก้าวขึ้นยืนนำหน้าใครๆ ในทุกช่องทาง

การจะสร้างความภักดีในทุกช่องทางได้ ต้องทำให้โปรแกรมสร้างความภักดีของแบรนด์คุณเป็นแบบ Omnichannel ด้วยเช่นกัน โดยทำให้ผู้บริโภคเห็นและเข้าถึงได้ในทุกช่องทางเพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ และใช้ระบบ CRM สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลและวิเคราะห์ความต้องการของนักช้อปในทุกแพลตฟอร์มเพื่อนำเสนอโปรแกรมสร้างความภักดีของแบรนด์คุณอย่างเหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย ในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในด้านการยกระดับการรีวิวผลิตภัณฑ์ แบรนด์สามารถใช้ประโยชน์จากรีวิวของลูกค้าเพื่อศึกษาว่าพวกเขาชื่นชอบอะไรและระบุสิ่งที่ยังขาดตกบกพร่อง ซึ่งจะต้องอาศัยการอำนวยความสะดวกให้นักช้อปเขียนรีวิว มีปฏิสัมพันธ์กับรีวิวที่แสดงความคิดเห็นเชิงบวกและตอบรีวิวที่คิดเห็นในเชิงลบเพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณใส่ใจรับฟังพวกเขาอยู่ นอกจากนี้ การดำเนินการอย่างโปร่งใสและเปิดโอกาสให้เขียนรีวิวบนช่องทางของคุณเองได้ จะช่วยเพิ่มอัตราการคลิกเข้าชมและสร้างความไว้วางใจของลูกค้าได้อีกด้วย

ล้วงเบื้องลึกของสมรภูมิโซเชียลคอมเมิร์ซ

โซเชียลคอมเมิร์ซ (Social commerce) เป็นช่องทางสำคัญของนักช้อปชาวไทย โดยประเทศไทยมีผู้ซื้อสินค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซในสัดส่วนสูงที่สุดในโลก คือ 88% ในขณะที่เฟซบุ๊คยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทิ้งห่างแพลตฟอร์มอื่นๆ ทั้งในด้านแนวโน้มที่จะซื้อ (62%) และประสบการณ์โซเชียลคอมเมิร์ซที่ดีที่สุด (62%) ผลการศึกษายังพบว่า TikTok และ LINE มีการเติบโตอย่างน่าสนใจในทั้งสองด้านดังกล่าวด้วยเช่นกัน ส่วนในด้านปัจจัยที่จะทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าบนช่องทางโซเชียลคอมเมิร์ซมากขึ้น พบว่าความง่ายในการซื้อ (44%) มีผลมากกว่าราคา (โปรโมชั่น 40% และข้อเสนอพิเศษ 35%) นอกจากนี้ การไลฟ์ขายสินค้า (Livestream Commerce) ยังเป็นเทรนด์ใหม่ซึ่งนักช้อปชาวไทย 72% ปรับพฤติกรรมการซื้อของตนเองเข้าหาด้วย

สร้างกลยุทธ์โซเชียลคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่ง – เมื่อโซเชียลแพลตฟอร์มเป็นมากกว่าเรื่องของความบันเทิง แบรนด์จึงสามารถใช้โชเชียลคอมเมิร์ซเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างตรงกลุ่ม ฟีเจอร์ใหม่ๆ และสิ่งจูงใจต่างๆ เช่น Twitter Super Follows ช่วยทำให้เชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจยิ่งขึ้นและขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ระหว่างผู้สร้างคอนเทนต์กับผู้บริโภค พร้อมกับเปิดโอกาสให้แบรนด์ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนานั้นๆ นอกจากนี้การซื้อขายผ่านการสนทนา (Chat หรือ Conversational Commerce) สามารถทำให้การบริการเฉพาะบุคคลกลายเป็นผลกำไร

โดยเป็นการมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลในแบบเรียลไทม์ให้กับนักช้อปได้อย่างรวดเร็วและสะดวกง่ายดายนอกเหนือจากการที่สามารถจบการซื้อจนเสร็จสมบูรณ์หรือแม้แต่ขายพ่วงขายเพิ่มได้โดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์มเดิม แบรนด์ยังสามารถใช้การไลฟ์สตรีมเพื่อเร่งให้เกิดการซื้อผ่านการนำเสนอบริการที่ดีกว่า โดยนำแง่มุมเรื่องความสะดวกมาช่วยยกระดับการไลฟ์สตรีม ซึ่งนอกจากการพูดคุยเรื่องผลิตภัณฑ์และราคาแล้ว การเอ่ยถึงเรื่องบริการต่างๆ ด้วย เช่น การจัดส่งด่วน จะช่วยให้ชนะใจนักช้อปได้ และคอนเทนต์จากการไลฟ์ก็ไม่จำเป็นต้องหมดคุณค่าเมื่อช่วงเวลาของการไลฟ์สิ้นสุดลง เพราะนักช้อปให้ความสำคัญกับรีวิวและข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างมาก จึงสามารถนำคอนเทนต์จากไลฟ์สตรีมมาช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับหน้าผลิตภัณฑ์ หรือทำให้คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียดูน่าสนใจและสร้างการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น

การสร้างประสบการณ์คือไพ่ใบสำคัญที่จะทำแต้มต่อให้กับธุรกิจ

ขณะที่ตลาดออนไลน์เฉพาะแบรนด์ (เช่น Ikea และ Marks and Spencer) ยังคงมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าช่องทางอื่นๆ อย่างมากในทุกๆ ด้าน ผู้ค้าปลีกจะต้องเร่งพัฒนาตัวเองหากยังต้องการคงความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ เพราะว่านับวันผู้บริโภคจะยิ่งไม่ทนกับประสบการณ์ที่แย่ๆ ดังนั้น การสร้างประสบการณ์ด้านการจัดส่งที่ตรงใจนับว่ามีความสำคัญ อย่างยิ่งยวด เพราะการจัดส่งได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการมอบประสบการณ์ที่ดีสู่นักช้อป การศึกษาครั้งนี้พบว่าสิ่งที่ผู้บริโภคชาวไทยอยากเห็นการปรับปรุงมากที่สุดในเรื่องของการจัดส่ง คือ การจัดส่งรวดเร็วขึ้น (58%) และค่าจัดส่งถูกลง (50%)

นอกจากนี้ พวกเขายังคาดหวังว่าจะได้รับสินค้าภายใน 2 – 3 วันนับจากที่สั่งซื้อ และโดยเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคชาวไทยจะไม่ทนรอการจัดส่งที่ใช้เวลานานเกิน 6 วัน ธุรกิจจึงต้องวางแผนการดำเนินการได้อย่างรวดร็ว ทั้งในการจัดส่ง การคืนสินค้า และการมีสินค้าพร้อมส่ง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักช้อป แต่ความคาดหวังยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น เพราะนักช้อป ยังคาดหวังให้แบรนด์ดำเนินธุรกิจบนแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยที่ไม่ลดทอนคุณภาพด้านการบริการลง ประเทศไทยครองอันดับ 1 ทั่วโลก โดยนักช้อปถึง 83% ระบุว่าจะเลือกซื้อกับแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และ 83% ยังต้องการให้แบรนด์และผู้ค้าปลีกมีวิธีปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น เช่น ใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์น้อยลง สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์น้อยลง และใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการจัดส่ง

เดิมพันสูง ความเสี่ยงสูง – นักช้อปในปัจจุบันมีทางเลือกมากมายในการเลือกซื้อ และหากพวกเขาไม่ได้รับบริการที่คิดว่าสมควรได้รับ พวกเขาก็พร้อมจะย้ายไปที่อื่นในทันที การมอบประสบการณ์ในการจัดส่งที่ดีคือส่วนสำคัญในความคาดหวังของพวกเขา ซึ่งนอกจากการจัดส่งฟรีและรวดเร็วแล้ว การมอบทางเลือกในการจัดส่งที่มีความยืดหยุ่น การติดตามคำสั่งซื้อผ่านระบบของแบรนด์ และการติดตามเส้นทางการจัดส่งได้ในแบบเรียลไทม์ จะช่วยยกระดับประสบการณ์ด้านการจัดส่ง ได้เป็นอย่างดี การผสานวิธีปฏิบัติที่ดีในด้านความยั่งยืนเข้ากับบริการที่ดีที่สุดทั้งในด้านการจัดส่ง การคืนสินค้า และการมีสินค้าพร้อมส่ง จะช่วยสร้างแบรนด์ที่มีเป้าหมายมากยิ่งขึ้นพร้อมกับทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ต้องระมัดระวังด้วยการไม่อวดอ้างความรักษ์โลกจนเกินจริง เพราะจะเสี่ยงต่อการดูเสแสร้งและทำให้ผู้บริโภคตีตัวออกห่าง นอกจากนี้แนวทางในการฟื้นฟูยังจะส่งให้แบรนด์ก้าวขึ้นนำหน้าคู่แข่งได้ ซึ่งหลายๆ แบรนด์กำลังบุกเบิกโครงการต่างๆ ที่มิเพียงลดการทำร้ายสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นและเยียวยาความเสียหายต่างๆ ที่ได้เคยก่อไว้กับโลก อีกด้วย ในส่วนของ D2C พบว่านักช้อปไม่ปลื้มกับบริการจัดส่งของช่องทางนี้ ซึ่งบ่งบอกว่า D2C จะไม่สามารถชนะใจ นักช้อปได้หากยังไม่มีการบริหารจัดการการจัดส่งที่ดีกว่านี้ ซึ่งการเสนอบริการจัดส่งที่รวดเร็วและเป็นบริการฟรีอาจช่วยให้แบรนด์ D2C แข่งขันกับตลาดออนไลน์ได้มากขึ้นและดึงผู้บริโภคกลับเข้าสู่ช่องทางของตนเองได้

แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไรและธุรกิจต้องเดินเกมเช่นไร?

นวัตกรรมคือสิ่งหลักที่ผู้บริโภคต้องการ การศึกษาครั้งนี้พบว่านักช้อปชาวไทย 86% คาดหวังให้แบรนด์ใช้เทคโนโลยี อย่างสร้างสรรค์กว่าที่เป็นอยู่ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ค้าปลีกที่ดีกว่าเดิม เช่น การชำระเงินแบบไร้เงินสด การสร้างรูปแบบร้านใหม่ๆ หรือการสั่งซื้อผ่านเสียง นอกจากนี้ ยังพบว่าโลกเกมมิ่งคือโอกาสสำคัญของแบรนด์และธุรกิจเนื่องจากมีนักช้อป ชาวไทยถึง 98% ที่เล่นเกม ซึ่งบ่งบอกว่านี่คือพื้นที่ที่พวกเขาจะเข้าถึงนักช้อปได้แทบจะครบถ้วนทุกเพศและกลุ่มอายุ ยิ่งไปกว่านั้น นักช้อปชาวไทย 38% ยังเคยใช้เมตาเวิร์สเพื่อซื้อสินค้าออนไลน์มาแล้วหรือยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน และ 78% ระบุว่ามีความสนใจหากจะยังคงสามารถใช้จ่ายได้เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว เช่น เพื่อทำให้การจุนเจือครอบครัวยังคงดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้นิยามของ “ผู้บริโภค” อาจจะกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากความหมายดั้งเดิม โดยมีความไร้ตัวตนที่จับต้องได้มากยิ่งขึ้น ในอีกไม่ช้าเราอาจจะทำตลาดและขายสิ่งต่างๆ ให้กับผู้บริโภคที่ไม่ใช่มนุษย์ทั่วไป แต่เป็นอวตาร์ของพวกเขาในโลกเกมมิ่งหรือเมตาเวิร์ส หรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว แต่ในขณะที่โลกเกมมิ่งเผยให้เห็นโอกาสอย่างชัดเจน ธุรกิจบอกรับสมาชิกยังคงไม่มีภาพที่ชัดเจนให้เห็น เนื่องจากนักช้อปถึง 41% ยังไม่ใช้บริการบอกรับสมาชิกใดๆ เลย นอกจากนี้ NFT ก็เป็นสิ่งที่ต้องคอยจับตาต่อไปด้วยเช่นกัน จากการที่นักช้อปชาวไทยดูจะมีทั้งความเข้าใจว่า NFT คืออะไร (75%) และความประสงค์ที่จะซื้อ NFT (84%) สูงกว่านักช้อปทั่วโลกโดยเฉลี่ย (47% และ 70% ตามลำดับ)

ในส่วนของความแตกต่างของคนแต่ละรุ่น พบว่า Gen Y เป็นผู้นำในด้านการนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในการช้อปปิ้ง ขณะที่ Gen Z เป็นกลุ่มหลักในเรื่อง เมตาเวิร์ส แต่นักช้อปรุ่นสูงอายุกว่าก็เป็นกลุ่มที่มองข้ามไม่ได้ในหลายด้านเช่นกัน อาทิ ชีวมิติ (Biometrics) หรือเทคโนโลยีที่ใช้ในการจำแนกอัตลักษณ์ ทางกายภาพของบุคคล ตลอดจน สกุลเงินคริปโต

จะก้าวขึ้นนำหน้าหรือจะยอมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง – การเจาะเข้าสู่โลกเกมมิ่งจะช่วยให้แบรนด์มุ่งสู่เป้าหมายทางธุรกิจของตนได้สำเร็จ การสนับสนุนรูปแบบต่างๆ เช่น โฆษณาในเกม ความร่วมมือกับเกมต่างๆ และการใช้สตรีมเมอร์ เป็นตัวอย่างของวิธีการที่จะช่วยสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ สร้างการมีส่วนร่วมของนักช้อป หรือแม้กระทั่งขับเคลื่อนยอดขายได้ ในการเตรียมพร้อมสำหรับผู้บริโภคในอนาคตที่อาจจะก้าวข้ามสิ่งที่จับต้องได้และเริ่มมองเห็นมูลค่าของสิ่งของดิจิทัล แบรนด์และผู้ค้าปลีกมีโอกาสที่จะขยับขยายผลิตภัณฑ์และบริการของตน การเปิดรับเศรษฐกิจดิจิทัลซึ่งเป็นพื้นที่ที่เศรษฐกิจเมตาเวิร์ส (Metaconomy) ที่ขับเคลื่อนด้วย NFT กำลังก่อตัวขึ้น

รวมถึงมีเสียงเรียกร้องให้สกุลเงินคริปโตเป็นที่ยอมรับตามกฎหมาย และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีสกุลเงินดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลระดับชาติ ก็อาจนำไปสู่การปฏิวัติวิธีการที่ผู้บริโภคใช้ในการชำระเงิน ยิ่งไปกว่านั้นการอุบัติขึ้นของ Direct-to-Avatar หรือ D2A ซึ่งเป็นโมเดลของสินค้าหรือบริการที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มผู้ใช้ร่าง Avatar โดยเฉพาะ ได้ทำให้แบรนด์แฟชั่นหลายแบรนด์ได้คว้าโอกาสเริ่มลงมือทำกันอย่างจริงจังแล้ว เช่น Gucci, Ralph Lauren และ American Eagle และท้ายที่สุด อย่าหลงลืมหรือประเมินค่านักช้อปรุ่นอาวุโสต่ำเกินไป นักช้อป Gen X ที่มีพลังการจับจ่ายสูงและปรับตัวเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ดี สามารถเป็นแหล่งนักช้อปกลุ่มสำคัญให้กับธุรกิจได้

from:https://www.thumbsup.in.th/future-shopper-for-business?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=future-shopper-for-business

AIS ประกาศซื้อ 3BB บรอดแบนด์ 32,420 ล้านบาท พร้อมให้บริการลูกค้าเน็ตบ้านครอบคลุมทั่วไทย

เอไอเอส (AIS) ตอกย้ำทิศทางบริษัทมุ่งสู่การพัฒนาโครงข่ายบรอดแบนด์ให้ครอบคลุมทั่วถึงคนไทย และตอบโจทย์การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ประกาศซื้อหุ้นบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ หรือ 3BB และเงินลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน JASIF เพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ให้เข้าถึงคนไทยอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะในต่างจังหวัดและพื้นที่รอบนอกตัวเมือง

โดย บริษัท แอดวานซ์ ไวน์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด(AWN) ได้ลงนามใน บันทึกข้อตกลงกับ ACU และ JAS ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2565 เพื่อซื้อขายหุ้น TTTBB และหน่วยลงทุนใน JASIF (Undertaking Agreement) (“บันทึกข้อตกลง”) โดยรวมธุรกรรมซื้อหุ้นและซื้อหน่วยลงทุน มีมูลค่ารวม 32,420 ล้านบาท

AWN จะยื่นเรื่องขออนุญาตในการเข้าทำธุรกรรมจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งภายหลังจากการได้รับอนุญาตแล้ว จึงจะลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นและหน่วยลงทุน โดยบริษัทฯ คาดว่าธุรกรรมซื้อหุ้นและซื้อหน่วยลงทุนจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาส 1 ของปี 2566 ถ้าได้รับการอนุมัติจาก กสทช.

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า การลงทุนขยายธุรกิจในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญตามเป้าหมายกลยุทธ์ของบริษัทฯ เพื่อขยายการเติบโตในธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน และมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสมบูรณ์

โดยรวมแล้วการลงทุนนี้จะส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มของธุรกิจและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักและผู้เช่าของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน  จะส่งเสริมให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงขึ้น รวมถึงจะมีการปรับเงื่อนไขให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งสร้างโอกาสแก่กองทุนในการลงทุนทรัพย์สินโทรคมนาคมของบริษัทฯ เพิ่มเติมในอนาคต

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-3bb-undertaking?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-3bb-undertaking