คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

Google vs Oracle ยังไม่จบ ปัจจุบันถึงศาลฎีกา ชี้ขาดตัดสิน Android ละเมิดลิขสิทธิ์ Java หากแพ้อาจต้องจ่ายถึง 3 แสนล้านบาท

นับเป็นอีกคดีความที่เกี่ยวข้องกับ Android ระหว่าง Google กับ Oracle ที่ต่อสู้กันมาอย่างยาวนานนับ 10 ปี โดยศาลยุติธรรมกลางของสหรัฐ ฯ เพิ่งมีคำตัดสินไปก่อนหน้านี้ว่า Google ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในการใช้ Java Codes คิดเป็นมูลค่าความเสียหายร่วม 3 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดทาง Google ได้ยื่นข้อต่อสู้โดยมีศาลฎีกาสหรัฐ ฯ แถลงรับเรื่องเอาไว้พิจารณาแล้วเรียบร้อย

Oracle ฟ้อง Google 3 แสนล้าน ข้อหาขโมย Java Codes มาใช้บน Android คดีที่ยืดเยื้อนับ 10 ปี นานจนจำไม่ได้

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งคดี (เคย) ดราม่าในแวดวงนักพัฒนาซอฟแวร์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องเกี่ยวข้องกับการใช้งาน Java Codes และระบบปฏิบัติการ Android เพื่อทำมาหากิน ซึ่งต้องย้อนไปถึงปี 2010 ที่บริษัทซอฟแวร์องค์กรชื่อดังอย่าง Oracle ได้เข้าซื้อกิจการ Sun Microsystems แบบเหมารวบ ซึ่งรวมความเป็นเจ้าของภาษาคอมพิวเตอร์อย่าง Java อยู่ในลิสต์ด้วย และในปีเดียวกันนั้น Oracle ได้ยื่นฟ้อง Google ข้อหาใช้ Java API Codes ความยาวรวมกว่า 11,000 บรรทัดโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อพัฒนาระบบปฏิบัติการ Android คิดเป็นมูลค่าความเสียหายร่วม 9 พันล้านเหรียญ (ราว ๆ 2.8 แสนล้านบาท 😯 )

อย่างไรก็ตาม เมื่อราว ๆ ปี 2014 ทางคณะลูกขุนแห่งศาลยุติธรรมในมลรัฐ San Francisco ได้ตัดสินให้ Google ไม่มีความผิดในการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ (Java) โดยเป็นไปตามหลัก “Fair Use” หรือ “การใช้ประโยชน์โดยชอบธรรม” ซึ่งเป็นหลักยกเว้นความผิดทางกฎหมายลิขสิทธิ์ว่าให้มีการใช้ประโยชน์ในสิทธิ์ได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตนั่นเอง

งานนี้เล่นเอา Oracle หัวเสียสุด ๆ รีบยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐ ฯ (The United States Court of Appeals for the Federal Circuit) ซึ่งในที่สุดเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมานี้เอง ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับคำตัดสินให้ Google ต้องรับผิดในการละเมิดใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ที่เป็นของ Oracle โดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะเป็นการใช้ไปเพื่อการพาณิชย์โดยสมบูรณ์และกระทำการเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกับ Oracle ผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์เองโดยตรงอีกด้วย

เห็นตัดสินไปแล้วทำไมยังไม่จบ?

คนที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดอาจจะงงกันว่าเห็นออกข่าวเรื่องนี้มานานนม ศาลก็ตัดสินไปแล้วทำไมไม่จบสักที ขออธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อยว่า ปกติเมื่อมีการฟ้องร้องไปขึ้นศาลกัน ที่เห็นตัดสินคดีเราต้องดูว่าเป็นศาลระดับไหนตัดสิน ถ้าเป็นศาลชั้นต้น (Trial Court / Federal Court) หรือศาลอุทธรณ์ (Court of Appeal) ทางฝ่ายที่แพ้คดีก็สามารถจะยื่นเรื่องเพื่อให้ศาลชั้นต่อไปตัดสินได้อีก โดยจะมีการเรียงระดับชั้นเป็น ศาลชั้นต้น > ศาลอุทธรณ์ > ศาลฎีกา ซึ่ง Google vs Oracle ในรอบนี้ก็เป็นระดับของศาลฎีกา (Supreme Court) ซึ่งเป็นศาลสุดท้ายแล้ว ถ้าชี้ขาดออกมาเป็นอย่างไร ทั้งสองฝ่ายก็จะต้องยอมรับแต่โดยดี ไม่สามารถจะฟ้องร้องต่อไปได้แล้วนั่นเอง

Google ยื่นสู้ต่อในศาลฎีกา หวังสร้างมาตรฐานให้ Software Developers | งานนี้ #teamGoogle เพียบ !

หลังจากนั้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Google ได้ตัดสินใจแถลงยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกา (Supreme Court of the United States) เพื่อขอสู้คดีนี้ต่อ โดยยกเหตุสำคัญใจความว่า “คำตัดสินของศาลอุทธรณ์กลาง ฯ นั้นอาจถึงขั้นทำลายศักยภาพของนักพัฒนา ที่ควรจะสามารถพัฒนาต่อยอดซอฟแวร์ใหม่ ๆ ขึ้นมาได้โดยอาศัยแพลตฟอร์มระบบเปิดที่มีอยู่ก่อนแล้ว… “ ซึ่งงานนี้ได้รับแรงสนับสนุนอย่างเปิดเผยจาก องค์กรอิสระด้านความรู้สาธารณะ (Public Knowledge) มูลนิธิวิวัฒนาการอิเล็คทรอนิกส์ (The Electronic Frontier Foundation) รวมถึง Tech Giants อย่าง Microsoft | Mozilla แถมรวมไปถึงบรรดา Developers แทบจะทั่วโลกเลยก็ว่าได้

หากไม่มีชุด Codes เหล่านี้ จะไม่เกิดการเชื่อมต่อ API (Application Programming Interface) บนแพลตฟอร์ม และเมื่อไม่มี Interface รายชื่อและอีเมลล์ผู้ติดต่อของคุณก็จะเชื่อมไปยังระบบของอีเมลล์ไม่ได้ ซึ่งทำให้คุณส่งอีเมลล์หาใครก็ไม่ได้หากจะทำบน Android ซึ่งอันที่จริง Android ก็อาจจะไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านโทรศัพท์ที่คุณถืออยู่ตั้งแต่แรกเช่นกัน แต่ละส่วนจะแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงเป็นเกาะใครเกาะมัน ไม่มีสะพานส่งถึงกัน – Google LLC

การต่อสู้ในศาลชั้นสูงสุดครั้งนี้ Google ถึงขั้นยกให้เป็น “คดีลิขสิทธิ์แห่งทศวรรษ” กันเลยทีเดียวเพราะ Google เองรวมถึงบรรดานักพัฒนาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอิสระต่อการใช้งานภาษา Java เช่นนี้ ล้วนแล้วแต่มองว่า คดีนี้จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับทั้งอุตสาหกรรมซอฟแวร์และอาจส่งผลโดยตรงถึงขั้นต่อภาพรวมของเศรษฐกิจด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมและทำลายการแข่งขันอันเป็นเสรีในสหรัฐ​ ฯ ไปในที่สุดนั่นเอง

Oracle จวก Google เล่นใหญ่หวังผลฟรี ๆ จากต้นทุนของพวกเขา ส่วนศาลฎีการับเรื่องไว้แล้วรอพิจารณา

งานนี้แน่นอนว่าทาง Oracle ออกอาการไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะมองว่าทางบริษัท ฯ นั้นต้องลงทุนไปซื้อกิจการมาถึงจะได้ Java อยู่ในครอบครอง แต่กลับถูกเอาไปใช้งานสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้กับธุรกิจอื่นอย่างฟรี ๆ โดยทาง Noel J. Francisco ผู้เป็นตัวแทนฝ่ายกฎหมายของ Oracle นั้นระบุว่า “การลอกเอา computer codes ความยาวรวมกว่า 11,500 บรรทัดที่รวมเอาโครงสร้างและการออกแบบอันซับซ้อนภายใน codes ชุดนั้นไปใช้ ได้ช่วยเพิ่มศักยภาพทางการพาณิชย์โดยตรงต่อผลิตภัณฑ์ของ Google ซึ่งส่งผลเสียหายโดยตรงต่อ Java Platform ของโจทย์ (Oracle)” ซึ่งแสดงความเห็นชัดเจนว่า การปกป้องลิขสิทธิ์อันมีเจ้าของต่างหาก ที่ส่งผลให้คนกล้าสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างแท้จริง

ทฤษฎีของ Google กำลังจะบอกกับเราว่า การใช้ต้นทุนทรัพยกรอย่างมหาศาลเพื่อสร้างให้แพลตฟอร์มอย่าง Java กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีความสำคัญยิ่งต่อนักพัฒนาทั้งหลายนั้น Oracle ควรจะอนุญาตให้ใครก็ได้ โดยเฉพาะคู่แข่งทางธุรกิจ คัดลอกเอา API Codes ไปใช้เพื่อที่จะได้เข้าถึงกลุ่มนักพัฒนาเหล่านี้ เพื่อจะสร้างบางสิ่งบางอย่างต่อยอดไปอีกขั้น ถ้ารู้แบบนี้ Oracle คงจะคิดแล้วคิดอีกว่าควรลงทุนหรือไม่ถ้าสิ่งที่สร้างมากับมือถูกนำไปใช้ต่อยอดแบบฟรี ๆ และกลับมาแข่งขันกับเราโดยตรง – Oracle America, Inc.

ที่น่าสนใจคือตัวแทนของประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ อย่าง The Trump Administration ดันออกมาแสดงความสนับสนุนแนวคิดและการต่อสู้ของ Oracle แถมชี้นำให้องค์กรตุลาการเลือกอยู่ข้างเดียวกัน โดยชี้ว่าการทำคำตัดสินเรื่อง “fair use” ของศาลชั้นต้นนั้นไม่ชัดเจนมากพอและเชื่อว่า Federal Circuit ตัดสินได้ถูกแล้ว อย่างไรก็ดี เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทาง Supreme Court of the United States ได้แถลงรับฎีกาเอาไว้แล้ว ด้วยเห็นว่ามีความสำคัญในระดับมหภาค และจะกำหนดวันพิจารณาคดีนี้ต่อไป งานนี้เพื่อน ๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับด้าน Software อาจจะต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดเลยว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจรายละเอียดคำแถลงรับฎีกาของศาลฎีกาสหรัฐ ฯ สามารถอ่านเอกสารฉบับเต็มได้ที่: Supreme Court of the United States

 

อ้างอิง: The Verge | The New York Times (Subscription) | The Wall Street Journal (Subscription)

from:https://droidsans.com/google-takes-oracle-copyright-lawsuit-to-supreme-court/

ขนม ผลไม้และยาหม่อง สินค้าไทยที่คนจีนนิยมมาก

จำนวนประชากรและการใช้จ่ายในจีนยังคงสวยงามเสมอและเป็นโอกาสสำคัญที่นักธุรกิจหรือแบรนด์ทุกคนอยากเข้าไปทำตลาดนี้ ซึ่งทางประเทศจีนเอง ก็ยินดีต้อนรับสินค้าจากไทยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ขนมขบเคี้ยว สินค้าเพื่อสุขภาพ สกินแคร์และเครื่องสำอางค์ ในขณะเดียวกัน การบอกต่อ หรือ กลยุทธ์ WOM (Word of Mouth) ก็ยังเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุด

มูลค่าการใช้จ่ายของประชาชนในแต่ละประเทศ

 

คุณชฎากร ธนสุวรรณเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอวีจี ไทยแลนด์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งในจีนระดับแนวหน้าของเอเชียในเครือ บริษัท วายดีเอ็ม ไทยแลนด์ จำกัด เล่าว่า สำหรับสถานการณ์ตลาดจีนปัจจุบัน ยอมรับว่าการทำตลาดในจีนตอนนี้เริ่มยากขึ้น เนื่องจากพ่อค้ารับหิ้วของจากไทยลดน้อยลงจากการออกกฎหมายใหม่ของประเทศจีนที่กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจรับหิ้วสินค้าจากต่างประเทศจะต้องลงทะเบียนและเสียภาษี ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งตัว และปัญหาสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่ยังยืดเยื้ออยู่บ้าง แต่กระนั้นก็ไม่ถือเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการที่อยากจะเข้าไปสร้าง

คนจีนยังรักและเชื่อถือในคุณภาพของสินค้าไทย

สินค้าไทยที่ได้รับความนิยมในประเทศจีน 5 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มขนมขบเคี้ยว ส่วนใหญ่เป็นผลไม้แปรรูป เพราะเมืองไทยขึ้นชื่อเรื่องผลไม้อร่อย มีคุณภาพ เช่น มะม่วงอบแห้ง, ทุเรียนทอดกรอบ และ ตามมาด้วยประเภทขนมอบกรอบ ต่อมา คือผลิตภัณฑ์จากยางพารา, สกินแคร์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น ยาหม่อง กอเอี๊ยะ

เทรนด์สินค้าไทยที่กำลังได้รับความนิยมที่เห็นได้ชัด คือ

  1. เน้นเรื่องธรรมชาติ (Natural) กลุ่มเพื่อสุขภาพจะมีเยอะขึ้น เช่น นมถั่วเหลืองออร์แกนิค ผลไม้แปรรูปมีความหลากหลายมากขึ้นและไม่มีน้ำตาลเช่น แอปเปิ้ลอบแห้ง
  2. ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ (Healthy) เพิ่มสรรพคุณให้มากขึ้น เช่น ที่นอนยางพาราสำหรับเด็ก ไม่มีสารก่อภูมิแพ้
  3. สินค้าไทยแบรนด์ใหญ่ๆ ของไทยสามารถเข้าไปเพิ่มช่องทางการจำหน่ายที่แพร่หลายมากขึ้น เช่น เมื่อก่อนมักจะวางขายในออนไลน์อย่างเดียว หรือ เฉพาะช่องทางที่ขายแต่สินค้าไทย มาปีนี้เริ่มดูอินเตอร์มากขึ้น ขยับไปวางขายในร้านสะดวกซื้อชื่อดังที่มีสาขามากมายทั่วโลก อยู่ในชั้นวางสินค้าเดียวกับสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก ซึ่งช่วยทำให้เข้าถึงคนจีนได้มากขึ้น เช่น คอสเมติกส์, เครื่องดื่มเอนเนอร์จี้ดริงค์, น้ำมะพร้าว ฯลฯ
กลุ่มสินค้าไทยที่คนจีนนิยม

 

ในส่วนการทำการตลาดออนไลน์ที่จีนนั้น ต้องพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • ต้องดูตัวเราเองว่าเราอยู่สเตทไหน เช่น เป็นแบรนด์ที่มีวางจำหน่ายทั่วเมืองไทย หรือมีเปิดแค่ 1-2 ชอปเท่านั้น เพราะจะได้วางงบการทำแบรนด์ที่เหมาะสมต่อไป
  • ดูวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เช่น ต้องการหาดิสทริบิวเตอร์ หรือหาลูกค้าที่ซื้อ และควรดูคู่แข่ง ดูมาร์เก็ตลีดเดอร์ ว่าเค้าทำอะไรไปบ้าง ทำการตลาดไปถึงไหนแล้ว
  • ต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากในประเทศจีนมีจำนวนประชากร 1,400 ล้านคน ถ้าเราเลือกกลุ่มนิชเกินไป ค่าใช้จ่ายต่อหัวอาจจะสูงเพราะต้องทำมาร์เก็ตติ้งเจาะไปที่กลุ่มๆนั้น แต่ถ้าแมสไป อาจจะไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะเจาะตลาดในกลุ่มที่เราต้องการได้ ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาให้ดีเพราะส่งผลต่องบประมาณที่ตั้งไว้
ภาพรวมสินค้าจีนที่ได้รับความนิยมในออนไลน์

 

“ถ้าถามถึงสูตรความสำเร็จที่จะไปเจาะตลาดประเทศจีน จากประสบการณ์มองว่า กลยุทธ์ Word of mount สำคัญที่สุด แต่ต้องบริหารจัดการให้ดี เพราะคอนโทรลยาก เนื่องจากตลาดจีนค่อนข้างซับซ้อน ถ้าทำพลาดมีประเด็นลบขึ้นมา ส่วนใหญ่ที่เห็น คือมักจะแก้ไขได้ไม่ทันท่วงที ซึ่งวิธีจัดการปัญหาในเรื่องนี้ สามารถแก้ได้ด้วยการทำ Social Listening อย่างสม่ำเสมอ มีทีมบริหารจัดการในเรื่อง Crisis management อย่างมืออาชีพ ก็จะสามารถช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เป็นกระบอกเสียงที่ดีให้กับแบรนด์ได้” คุณชฎากร กล่าว

ทางด้านธุรกิจ ปัจจุบัน เอวีจี ไทยแลนด์ ได้เพิ่มช่องทางทำการตลาดในจีน ผ่านกลุ่มคนจีนที่อยู่ในเมืองไทย เนื่องจากพบว่ามีคนจีนที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากถึง 3-4 แสนคน มีทั้งมาลงทุนธุรกิจในเมืองไทย ทำงาน เรียนหนังสือ และมาอยู่หลังเกษียณ

ซึ่งกลุ่มคนจีนดังกล่าวนี้น่าสนใจสำหรับลูกค้าที่มีธุรกิจประเภท ร้านอาหาร โรงพยาบาล เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มลูกค้าทาร์เก็ตที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าแล้ว ยังเป็นกระบอกเสียงช่วยโปรโมทสินค้าไปถึงคนจีนที่ประเทศจีนได้ดีอีกด้วย

เนื่องจาก การทำการตลาดในจีนค่อนข้างใช้งบเยอะ แต่กลุ่มนี้สามารถเป็นทั้งลูกค้าและกระบอกเสียงที่ถือว่าคุ้มค่า และยังจะช่วยสร้างกลยุทธ์ WOM ที่ดี ให้กับสินค้าของไทยได้อีกด้วย

from:https://www.thumbsup.in.th/avg-suggest-thai-brand-for-china

THUMBSUP SCOOP : “The New Retail” ค้าปลีกรูปแบบใหม่ในยุค Disruption

อีกหนึ่งธุรกิจที่อยู่กับประเทศไทยมานาน คงหนีไม่พ้นธุรกิจค้าปลีกหรือ Retail โดยเราจะเห็นว่าเรามีความผูกพันกันธุรกิจเหล่านี้มาตั้งแต่สมัยเด็ก ปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันหรือ Disruption อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรามาทำความเข้าใจ Retail และ New Retail กันให้มากขึ้นผ่าน E-Book เล่มนี้ครับ

อย่ารอช้าดาวน์โหลด E-Book ของเรา ‘THUMBSUP SCOOP’ ได้ที่ลิงก์นี้เลยครับ -> https://www.thumbsup.in.th/wp-content/uploads/2019/11/thumbsup-scoop-the-new-retail-oct-2019.pdf

หรือจะอ่านจากด้านล่างนี้ทันทีเลยก็ได้ครับ

thumbsup-scoop-the-new-retail-oct-2019

คลิปวิดิโอสัมภาษณ์

บทความที่มีอยู่ใน E-Book

from:https://www.thumbsup.in.th/thumbsup-scoop-the-new-retail

ข้อมูลชี้ชัด คนไทยสกิลภาษาอังกฤษตก! SEAC เชื่อการฝึกฝนผ่านแอปจะเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่

ข้อมูลล่าสุดจาก EF English Proficiency Index (EF EPI) หนึ่งในตัวชี้วัดถึงความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก ระบุชัดเจนว่าประสิทธิภาพในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ในปี 2561 เราอยู่ในอันดับที่ 64 (ได้ 48.54 คะแนน) จากประเทศที่เข้าร่วมการทดสอบ 88 ประเทศ หากมองเฉพาะประเทศในเอเชียเราอยู่ในอันดับที่ 16 จากทั้งหมด 21 ประเทศ

แต่ปี 2562 EF EPI ของเรากลับลงอยู่ในระดับต่ำมาก (Very Low Proficiency) โดยอยู่ในอันดับที่ 74 (ได้ 47.61 คะแนน) ของโลก จากประเทศที่เข้าร่วมการทดสอบทั้งหมด 100 ประเทศ ลดลงจากปีที่แล้วถึง 10 อันดับ ถ้าเจาะไปในประเทศแถบเอเชียจะพบว่าเราอยู่ในอันดับที่ 17 จากทั้งหมด 25 ประเทศ

ทำให้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน หรือ SEAC ร่วมมือกับ ELSA สตาร์ทอัพระดับโลกสาย Edutech เปิดตัวแอป ELSA Speak เพื่อหวังช่วยคนไทยทลายกำแพงด้านภาษาอังกฤษ ผ่านเครื่องมือที่ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษกลายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ส่วนทำไมพวกเราทุกคนต้องใส่ใจในเรื่องทักษะด้านภาษาอังกฤษกันมากขึ้น หาคำตอบได้จากโพสต์นี้เลยครับ

 

Conversation ต้องมาก่อน Grammar เพราะเราพูดมากกว่าเขียน

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย คือ เราเน้นการสอนหลักไวยากรณ์ (Grammar) มากเกินไป โดยขาดการสอนทักษะที่เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษ นั่นคือ การสนทนา (Conversation) เพราะการเรียนภาษามาจากการฟัง (Listening) และพูด (Speaking) ก่อนนั่นเอง

คำถามคือ ทำไมพวกเราทุกคนต้องเรียนภาษาอังกฤษจากการพูด คำตอบก็คือ เวลาเราเกิดมาตอนที่เราเรียนรู้ภาษาไทย เราก็เรียนรู้จากการพูดของพ่อแม่ แล้วเราก็พูดตามจนสามารถเริ่มเข้าใจคำพื้นฐานได้ การเรียนภาษาอังกฤษก็เช่นกัน

การมองหาตัวช่วยอย่างสถาบันหรือผู้สอนที่มีประสบการณ์ด้านภาษาอังกฤษจึงอาจเป็นคำตอบที่ใครหลายๆ คนมองหาอยู่ แต่บางครั้งค่าเรียนกับสถาบันหรือผู้สอนหลายแห่งก็มีราคาที่แพงอยู่พอสมควร

 

โอกาสด้านภาษาที่ทุกคนต้องตระหนัก

ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะหากมองในภาพรวมอย่างด้านเศรษฐกิจ คนที่จะมาท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจมักเป็นชาวต่างชาติที่สามารถสื่อสารได้ด้วยภาษาอังกฤษในระดับหนึ่ง

แต่หากคนไทยไม่สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติจนทำให้เกิดความประทับใจได้ พวกเขาก็อาจจะเลือกไปเที่ยวหรือลงทุนในประเทศที่ใช้ภาษาอังฤษคล่องกว่าก็เป็นไปได้เช่นกัน

รวมถึงจะเห็นว่า ถ้าเราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ นั่นหมายความว่าเราก็จะสามารถสื่อสารกับคนอีกมากมายบนโลกใบนี้ได้ ถือเป็นการเพิ่มโอกาสด้านการเรียน การทำงาน รวมถึงความก้าวหน้าในชีวิตให้กับตัวเองได้ในอีกระดับหนึ่งเลย

 

แก้ปัญหาเรียนภาษาด้วยแอป ELSA Speak

สำหรับรูปแบบการเรียนผ่าน ELSA Speak สามารถทำได้ง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน ได้แก่ ฟัง, พูดตาม และรับคำแนะนำจาก ELSA Speak ที่แม่นยำออกมาหลังจากเราพูดออกมา โดย ELSA Speak มีการปรับปรุงและพัฒนาระบบปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการใช้งานมากที่สุด

ด้วยบทเรียนสนุกๆ กว่า 6,000 บทเรียน ครอบคลุมกว่า 37 หัวข้อ ที่เต็มไปด้วยสำนวนภาษาอังกฤษที่พบเจอได้บ่อยในชีวิตประจำวัน

ซึ่ง SEAC และ ELSA ตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีหลังจากนี้ ทั้งสองบริษัทจะเป็นส่วนหนึ่งในการดึงอันดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของประเทศไทยกลับขึ้นมาอย่างน้อย 3-5 อันดับ

และเมื่อเปรียบเทียบกับหลายสถาบันที่เปิดสอนแพ็คเกจภาษาอังกฤษ จะพบว่าราคาแพ็คเกจหรือคอร์สค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร แต่ในขณะที่ ELSA Speak มีราคาไม่แพง โดยแพ็คเกจมีราคาอยู่ที่ 1,200 บาทต่อปีเท่านั้น เมื่อสมัครผ่าน SEAC

 

ชูจุดขายการเรียนรู้ที่เหมือนการเล่นเกม

ส่วนจุดเด่นของแอป ELSA Speak มีอยู่หลักๆ ด้วยกัน 4 ข้อ คือ

  1. เทคโนโลยี AI ที่แม่นยำที่สุดในเรื่องการแยกแยะเสียงพูด (Speech Recognition) เน้นทักษะการออกเสียงอย่างถูกต้องในระดับสัทศาสตร์ (Phonetic) 
  2. บทเรียนถูกปรับให้เข้ากับแต่ละคน (Personalized Learning) โดยผู้เรียนจะได้ทำแบบทดสอบเพื่อสร้างแนวทางการเรียนรู้ และหลักสูตรเฉพาะบุคคลเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ 
  3. บทเรียนที่สนุกสนาน เสมือนเล่นเกม พร้อมการให้ข้อมูลตอบสนองเราแบบเรียลไทม์ 
  4. บทเรียนที่ได้รับการออกแบบให้ตรงกับประเภทธุรกิจ ทั้งคำศัพท์ (Words) และรูปประโยค (Sentences) อัดแน่นด้วยกว่า 6,000 บทเรียนที่มีการอัพเดทอย่างต่อเนื่องทุก 2 อาทิตย์ เตรียมพร้อมกระตุ้นคนไทยเพื่อสร้างโอกาสและทักษะใหม่ๆ ให้กับชีวิตในยุคดิสรัปชั่น

SEAC ระบุว่า ปัจจุบัน ELSA Speak มีผู้ใช้งานกว่า 5 ล้านคน ใน 101 ประเทศทั่วโลก โดยพบว่าหล 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สามารถออกเสียงได้ชัดเจนขึ้น, 68 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งาน พูดได้คล่องขึ้น และ 100 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งาน รู้สึกมั่นใจมากขึ้น เห็นผลการเปลี่ยนแปลงจากการฝึกเพียง 10 นาทีต่อวัน ทำให้สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ เพื่อเพิ่มโอกาสในชีวิตและการทำงานในยุคปัจจุบัน

ถือเป็นอีกทางเลือกของคนยุคนี้ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ตาม ต้องใส่ใจเพิ่มพูนความรู้และทักษะด้านภาษาอังกฤษกันแล้ว ซึ่ง ELSA Speak น่าจะเป็นคำตอบของใครหลายๆ คน โดยสามารถดาวน์โหลดแอปมาใช้งานได้ทันทีทั้งบน iOS และ Android ครับ

และใครที่อยากใช้ ELSA Speak ด้วยราคาพิเศษก็สามารถสมัครผ่าน SEAC ได้แล้ววันนี้ที่ https://www.elsaspeak.com/seac หรือติดต่อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ elsasupport@seasiacenter.com

บทความนี้เป็น Advertorial 

from:https://www.thumbsup.in.th/seac-opened-elsa-speak-application

AIS ยืนหนึ่งผู้นำด้านนวัตกรรมเครือข่ายและเทคโนโลยี เปิดทดสอบ 5G รายแรกที่ครบทุกภาคในประเทศไทย

ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนที่สนใจและกำลังจับตามองเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี 5G เพราะในวันนี้ (13 พ.ย. 2562) ผู้ให้บริการด้านนวัตกรรมเครือข่ายและเทคโนโลยี อย่าง AIS ได้ตัดริบบิ้น เป็นรายแรกที่ทำการทดสอบใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สาย 5G ให้สามารถใช้งานได้ครบทั้ง 5 ภาคในประเทศไทยแล้ว

โดยทีมงาน thumbsup ได้ร่วมเดินทางทดสอบเครือข่าย 5G จากสถานที่จริง ณ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดใช้งานไปแล้วหลายแห่ง เช่น ภาคกลาง ที่เปิดให้บริการที่ ศูนย์การค้า ดิ เอ็ม โพเรียม ภาคตะวันออกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ วิทยาเขตศรีราชา ทางภาคใต้ คือที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ AIS Contect Center Development & Training Arena จังหวัดนครราชสีมา และภาคเหนือที่มหาวิทยาเชียงใหม่ เรียกได้ว่าครบทุกภูมิภาคแล้ว

การเดินหน้าผลักดันและทดสอบสัญญาณหลายจุดนี้ เพื่อให้สอดรับกับเจตนารมณ์ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เปิดโอกาสให้มีการทดลองใช้งาน 5G ทั่วประเทศ เพื่อมุ่งสร้างโอกาสด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้แก่ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และประชาชน มุ่งหวังให้เกิดเป็น 5G Ecosystem ในทุกภาคทั่วประเทศ ในอนาคตนวัตกรรม 5G จะสามารถถูกนำไปใช้เพื่อสร้างนวัตกรรมและมูลค่าใหม่ๆ ให้แก่ประเทศไทยได้ดีขึ้น

5G ที่ช่วยเปลี่ยนสังคมไทย

คุณวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้ายธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า เนื่องจาก 5G คือ เทคโนโลยีที่จะเข้ามาพลิกโฉมสังคมไทย และยกระดับขีดความสามารถของทุกอุตสาหกรรมไปอีกขั้น AIS ในฐานะ Digital Life Service Provider จึงได้เตรียมองค์ความรู้และวางรากฐานโครงสร้างการทำงานของเทคโนโลยี 5G หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ, ดีไวซ์, 5G SIM Card สำหรับเชื่อมต่อเพื่อทดสอบ Use Case ต่างๆ บนเครือข่าย 5G เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนั้น ภายในวันนี้ (13 พ.ย. 2562) AIS ยังได้รวมผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการเปิดตัว AIS Playground @ CMU Learning Space เพื่อให้เป็นแหล่งรวมตัวของครีเอเตอร์รุ่นใหม่ของภาคเหนือ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักพัฒนา และผู้ประกอบการได้มีส่วมร่วมในการทดลองสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 5G, NB-IoT, VR, API Zone โดยใช้เครือข่ายและสภาพแวดล้อมจริงในการทำงาน และนอกจากนี้แล้วยังมีโซนต่าง ๆ เปิดให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ภาคการศึกษารับไม้ต่อให้เด็กรุ่นใหม่

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวเสริมว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ดำเนินโครงการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนองค์ความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยี และสนับสนุนให้นักศึกษาได้ทดลอง และคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม

การได้ร่วมมือกับ AIS สร้างศูนย์ AIS Playground @ CMU Learning Space เพื่อใช้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรม และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการประยุกต์ใช้งาน 5G กับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจาก AIS นั้น นับได้ว่าเป็นการเตรียม Ecosystem ของการพัฒนาเทคโนโลยีให้พร้อมรองรับเทคโนโลยี 5G ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลอย่างแท้จริง

การเดินหน้า 5G ของภาคเอกชน ดูเหมือนจะมีสีสันและเริ่มมีการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ประเทศไทยมีโอกาสเดินหน้านวัตกรรมใหม่ๆ ได้ทันกับต่างประเทศแล้ว

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-5g-innovation-in-thailand

Slide: Niche is the new mainstream: ชวนคุยภูมิทัศน์สื่อ 2020

สวัสดีครับเพื่อนๆ thumbsupers เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติจาก Future Maker Night จัดโดย Stockradar เชิญไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวงการสื่อมวลชนไทยในรูปแบบการบรรยายแบบ Keynote Speaking ความยาว 15 นาที (ซึ่งต้องขอขอบพระคุณสำนักข่าว Business Today และบล็อกของคุณ Joy Asawasripongtorn ที่นำแกนความคิดที่ผมบอกไปบอกต่อด้วยนะครับ) แต่หลังจากที่ลงมาจากเวทีผมก็คิดได้ว่า ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา ทำให้ผมจำเป็นต้องตัดความคิดเห็นไปหลายส่วน จึงเป็นที่มาของบล็อกในวันนี้ที่ผมจะมาอธิบายเพิ่มครับ

เพื่ออรรถรสในการอ่าน แนะนำให้กดดูสไลด์ให้ครบก่อนนะครับ แล้วค่อยไล่อ่านด้านล่าง

Niche is the new mainstream ชวนคุยภูมิทัศน์สื่อ 2020 

ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อขายอะไรทั้งสิ้นครับ หลายคนคิดว่าผมทำงานเอเจนซี่ ซึ่งเป็น Seller side จะต้องมาขายอะไรแน่ๆ เลย ไม่ใช่อย่างนั้นครับ แต่ผมมาวันนี้เพราะผมคิดว่าในฐานะที่ผมเป็นคนๆ หนึ่งที่ผ่านงานมาทั้ง

  • ฝั่ง Brand
  • ฝั่ง Media Publisher
  • ฝั่ง Tech Platform
  • ฝั่ง Professional Agency

Media is dead. So sad 

มีคนบอกว่าสื่อตายแล้ว ว้า ฟังดูน่าเศร้ามากเลยครับ แต่จริงๆ ผมกลับคิดว่าสื่อยังไม่ได้ตายนะครับ มันแค่เปลี่ยนคุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วนั่นเอง (หรือที่เรียกในศัพท์การตลาดว่า Value proposition นั่นล่ะครับ) ผมขอยกตัวอย่างของ “รถม้า” กับ “รถยนต์” นะครับ

ย้อนกลับไปหลายร้อยปี คุณค่าของรถม้าคือ “ยานพาหนะ” คู่ใจคนยุคโบราณ เราจะเดินทางไปที่ไหน รถม้าอำนวยความสะดวกให้เรามาก แต่จู่ๆ วันหนึ่ง Henry Ford ประดิษฐ์รถยนต์ขึ้นมา คนก็หันเหไปใช้รถยนต์กันหมด แต่ถามว่ารถม้ามันหายไปจากโลกเราเลยไหม ไม่เลย มันยังคงอยู่ เพียงแต่มันเปลี่ยนคุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้าไปอยู่ในรูปแบบ “การละเล่น” และ “ของสะสม” ที่มีคุณค่าทางจิตใจสำหรับคนบางกลุ่ม จะเทียบกับแผ่นเสียง The Beatles ก็ได้นะครับ จริงๆ ยุคนี้เราฟังเพลงผ่าน Streaming กันหมดแล้ว แต่แผ่นเสียงก็ยังมีคนนิยม มันมีคุณค่าทางจิตใจกับคนบางกลุ่ม

ดังนั้นคำถามสำคัญคือ ถ้าคุณเลือกที่จะรักษาธุรกิจสื่อไว้ คุณอาจต้องรู้ชัดว่าการที่คุณจะสร้าง “ภาพจำ” ที่ชัดเจนของคุณได้ คุณต้องมี “คาแรกเตอร์” ที่คนจำคุณได้ ไม่เช่นนั้น คุณจะไม่เป็นอะไรในสายตาของใครเลย โดยเฉพาะในยุคที่คนมีทางเลือกเสพข้อมูลข่าวสารหลากหลายกว่าสมัยก่อนมากๆ

Niche ไว้ก่อน แล้วค่อยขยายทีหลังยังไม่สายหรอกครับ

แต่ก่อนจะไปไหนไกล ผมอยากพาคุณย้อนอดีตไปสักหน่อยครับ

ย้อนกลับไปปี 1980 เมื่อพูดถึงสื่อ พวกเราคนดูมีหน้าที่อยู่ไม่กี่อย่างครับ เราเฝ้ารอดูรายการทีวีที่เราชอบ อยู่หน้าจอนิ่งๆ เป็น Captive Audience และพอพิธีกรพูดเสียงสูงๆ ว่า “พักฟังสิ่งที่น่าสนใจ สักครู่เดียวครับ!” มันเคยน่าสนใจไหมครับ ผมว่ามันก็พอได้ แต่ในยุคปัจจุบัน เราสามารถเสพสื่อได้ทุกที่ ทุกเวลาที่เราต้องการ จะดูย้อนหลังก็ได้ ไม่ต้องมารอ “สิ่งที่น่าสนใจ” แถมเรายังโต้ตอบกับสื่อได้อย่างทันทีทันใดเสียด้วยสิ

ยุคนั้นอะไรๆ ก็เน้นสื่อ Mass แต่ในความเห็นส่วนตัวของผม Mass ที่แท้จริงเริ่มไม่มีอยู่แล้วครับ มีแต่เรามอง Target ที่ซ่อนอยู่ในคำว่า Mass ไม่ออกเท่านั้นเอง 

คุณสามารถปลุกเร้าสังคมได้พอๆ กับสื่อนั่นแหละ

ผมยกตัวอย่างกรณี #เสือดำต้องไม่ตายฟรี เมื่อปีก่อนที่ผมรู้สึกส่วนตัวว่ากรณีเสือดำ มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจเอาเสียมากๆ และผมก็กระตือรือร้นที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมเรื่องนี้ด้วยการทวีตบน twitter บอกกับคนที่ติดตามกันว่าช่วยกระทืบ #เสือดำ หน่อย ไม่อยากให้เรื่องเงียบ แต่พอผมทำไป ก็มีคนเห็นด้วยกับผมประมาณหนึ่ง แต่มันยังไม่ Impact พอ สิ่งที่ผมทำก็เลยกลายเป็นสิ่งนี้ครับ

ปรากฏว่าสำนักข่าวใหญ่ๆ ต่างๆ ต่างพากันเห็นด้วย และออกมาอัปเดตผมกันใหญ่เลย ซึ่งท้ายที่สุดผมก็คิดว่าการที่ผมกระทืบแท็ก ก็พาไปสู่กระแสของการนำเสนอว่า ครบรอบ 1 ปี “คดีเสือดำ” ศศิน เตือนอย่าลืม 19 มี.ค. 62 ศาลนัดวันพิพากษา เห็นไหมครับ ยุคนี้เราร่วมกันกับสื่อรายงานก็ได้ เราทุกคนต่างมี “ปากกา” เป็นของตัวเองครับ

เส้นทางการเดินทางของบทสนทนา

เมื่อก่อนเส้นทางการเดินทางของ Brand’s Message มันค่อนข้างเป็นเส้นตรง จาก Brand เดินสู่ Media จาก Media เดินสู่ Audience แต่ยุคนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น คุณยายคนหนึ่งซึ่งเป็น Audience นึกอยากจะทุบรถโชว์สื่อและบอกต่อให้คนอื่นๆ มาช่วยกันแชร์สิ่งที่แกคับแค้นใจก็ทำได้ พูดง่ายๆ ใครก็เป็นคนเริ่มต้นบทสนทนาได้ ที่คนสมัยก่อนเขาพูดว่า “นักข่าวทำอะไรก็ได้เพราะมีปากกาอยู่ในมือ” ยุคนี้คงไม่จริงแล้วล่ะครับ เพราะปากกามันอยู่ในมือเราทุกคนแล้ว ส่วนใครจะเขียนสื่อความเป็น story หรือไม่เป็น story นั่นก็เป็นอีกประเด็นนะครับ

แต่สิ่งที่ผมอยากจะชี้ชวนให้คุณเห็นจริงๆ ก็คือทุกอย่างมันหลอมรวมกันหมดแล้วล่ะครับ Brand + Media Publisher + Tech Platform + Professional Agency เส้นแบ่งมันเริ่มเบลอ คุณเองนั่นล่ะ (ใช่ครับคุณที่อ่านอยู่นี่แหละ) คุณคือ Brand และในขณะเดียวกัน คุณก็เป็น Media Publisher ที่สามารถสร้าง Content เจ๋งๆ ออกมาได้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกคุณตรงนี้ก็คือ คุณมีหน้าที่ผลิต Content ที่ดีแก่ว่าที่ลูกค้าของคุณที่เป็นเพียงคนบางคน ไม่ใช่ทุกคน

ทำไมผมจึงบอกว่าเราควรทำ Content สำหรับบางคน ไม่ใช่ทุกคน?

Hubspot

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ผมขอยกตัวอย่างบล็อกที่ผมชอบอ่านนะครับ มันคือ Hubspot.com บล็อกแห่งนี้เป็นบล็อกที่ให้ความรู้ด้านการตลาดที่ Hubspot สถาปนาศัพท์การตลาดขึ้นมาเสียใหม่เรียกว่า “Inbound Marketing” ซึ่งเป็น Framework ที่ได้รับความนิยมมากๆ ในต่างประเทศ เวลาคนจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Inbound Marketing ก็จะต้องมาที่ Hubspot.com ทั้งที่รู้ว่าบริษัทนี้ขายเครื่องมือ Marketing Automation แต่ด้วย Content ที่ดีมีคุณภาพของเขา ทำให้มีคนเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเขาเดือนหนึ่งเข้าหลักหลายร้อยล้านครั้งเลยทีเดียว

Readery

ตัวอย่างถัดมา ผมคิดว่าทุกคนคงรู้จักร้านหนังสือออนไลน์ Readery กันนะครับ นอกจากการทำเว็บไซต์ขายหนังสือ พวกเขายังออกมาทำ Podcast อยู่บน The Standard จนมีคนติดตามกันอย่างล้นหลาม นั่นเป็นเพราะ Readery เลือกที่จะเป็นบางอย่างที่สำคัญของคนบางคน แต่ไม่เป็นทุกอย่างของทุกคน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ readery podcast

Jitta

ทุกคนในแวดวง Tech ไม่มีใครไม่รู้จัก Jitta ผมชอบที่พวกเขาทำ Content ในช่องทางของเขาเองทั้งออนไลน์ออฟไลน์ โดยเฉพาะการทำ Content แบบเปิดสอนว่าจะเป็นนักลงทุนแบบ VI ทำอย่างไร แถมยังพิมพ์หนังสือออกมาอีกด้วย

เอาล่ะ…. ถ้าให้สรุปกันสั้นๆ ง่าย ผมแค่อยากจะบอกว่าไม่ว่าคุณจะเป็น Brand คุณจะเป็น Media Publisher คุณควรทำ Content ที่คนจะแคร์ และอยากจะดู อยากจะเสพ Content ของคุณจริงๆ ไม่ใช่ทำ 5 วิธี 10 วิธีไปเรื่อยๆ และบอกได้เลยครับว่ามันไม่เกี่ยวหรอกว่าเทคโนโลยีอะไรเท่าไหร่เลยด้วย เมื่อก่อนมีแต่เว็บ ก็จะมีคนมาบอกว่า…

  • สร้าง App สิ
  • ใช้ Chat Apps ไหมเผื่อคนอยากจะมา Engage กับสื่อมากขึ้น
  • ทำ Chat bots สิ
  • เดี๋ยวนี้มันต้อง AI มันต้องมีเทคโนโลยีมาช่วย
  • iPad…
  • Slack…
  • Autoplay videos… (วัดผลเป็น Viewability ไหม จะได้ไม่ต้องนับ Impression อย่างเดียว?)
  • Vertical video
  • Facebook live 360
  • AR
  • VR (ของใหม่ครับ ต้องลอง)
  • Instagram stories
  • Instant Articles
  • AMP (Google จะได้ช่วยเรา)
  • Smartwatches (คนยุคใหม่ใช้เยอะนะ เราตกยุคไม่ได้)

เห็นไหมครับว่ามันมีของใหม่มาเสมอนั่นแหละ ดังนั้นเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญคือ เราจะทำเงินจากมันได้อย่างไร

Business model แบบไหนล่ะที่ใช่

ในยุค Digital transformation มีคนพูดถึง Data เยอะมาก ในโลกของสื่อเลยมีการพูดถึง Data Journalism กันเยอะ ซึ่งผมก็ว่ามันเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้เราสามารถมองหาแง่มุมในการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น มีแง่มุมที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น แต่มันไม่ได้แก้ปัญหาให้เราในเชิงโครงสร้างธุรกิจ

จากรูปนี้ คุณจะเห็นได้ว่าแกนสำคัญของสื่อยุคนี้คือ Loyal audience  และเราควรที่จะหารายได้ทางอื่นนอกเหนือไปจากโฆษณาที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะรายได้ที่เรียกว่า Direct revenue ที่มันมาจากการทำ Subscription, จากการบริจาค, จากการ Premium Content, จากการจัดงานสัมมนา และอีเวนท์

คำแนะนำสำหรับ Brand

ผมไม่ได้บอกว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ผมพยายามจะบอกคือ ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม แต่คนมีเวลาเท่าเดิม ผมอยากชี้ชวนให้พวกคุณลองทำสิ่งที่เรียกว่า Owned Media หรือสื่อที่เราเป็นเจ้าของเอง อย่างเช่น บริษัท Digital Venture ในเครือ SCB / Katalyst ในเครือ Kbank / บล็อก Think with Google ต่างก็ทำบล็อกของตัวเองขึ้นมาทั้งสิ้น เพราะยิ่งเราทำ Content ออกจากช่องทางของเรามากเท่าไหร่ เรายิ่งควบคุมเสียงของเราบนโลกออนไลน์ได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่อันนี้ไม่ได้หมายความว่าทำสื่อของคุณแล้ว คุณจะไม่ทำงานร่วมกับสื่อมวลชน และ Influencer นะครับ ของแบบนี้ยังต้องทำทั้งสองทางครับ

คำแนะนำสำหรับ Media Publisher

ในแง่มุมของ Publisher คุณไม่จำเป็นต้องเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน ผมคิดว่าคุณคงรู้จักคุณตุ๊ก Little monster ดีนะครับ คุณตุ๊กเมื่อปี 2559 ทั้งปียังมีรายได้ 1.9 ล้านบาท กำไรเพียง 300,000 บาท แต่พอปีถัดๆ มารายได้เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 350% แซงหน้าสื่ออื่นๆ แบบแรงแซงโค้งด้วยพลังของการโฟกัสที่จุดยืนในเรื่องของ Parenting ที่สนุกสนานเป็นกันเอง

นอกเหนือไปจากนั้น คิดว่าทุกคนน่าจะยังจำ Dek-D.com ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการทำตัวเป็นเว็บท่าสำหรับวัยรุ่น ซึ่งก็ดูเป็น Niche Media อย่างที่ผมบอก แต่วันเวลาผ่านไป คนที่เติบโตกับเด็กดีก็เริ่มมีหลากหลายกลุ่ม และการที่จะฝ่าฟันทำให้ Dek-D ยังคง Popular ท่ามกลางวัยรุ่นนั่นก็คือ การอุทิศตัวเองมาอาสาแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่ม Target นั่นก็คือ Event ทางด้านการติวน้องๆ เข้ามหาวิทยาลัย การทำหนังสือ พูดง่ายๆ ว่าเป็นการนำเอาจุดแข็งด้านการที่ตัวเองเป็น Niche Media ที่มีขนาดใหญ่พอ แล้วต่อยอดด้วยบริการที่ตอบโจทย์น้องๆ นั่นเอง

ถามว่าแล้วเราสามารถลงมือทำอะไรด้บ้าง? ผมคิดว่าเราอาจจะต้องกลับมาคิดกันใหม่ว่าที่แท้จริงแล้ว สื่อมวลชนคืออะไรกันแน่ ทุกวันนี้ในแง่ “ช่องทาง” เราอยู่ยากแล้วเพราะ Facebook, Google เขาใหญ่กันมาก แต่ถ้าเราลองมองว่าเราเป็นมากกว่า Media Publisher ที่เคยเป็น เราทำตัวเราให้เป็นผลิตภัณฑ์ หรือบริการของคนที่อยู่ใน Segment ของเราล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราทำโปรดักชั่นของเรา เอเจนซี่ของเรา ทำคอร์สออนไลน์ ทำสื่อชนิดอื่นๆ ทำของที่ระลึกขาย ทำอีคอมเมิร์ซ

ขอย้ำอีกทีครับ It all about creating the value that serves your niche, loyal community. Being something important to your (niche) segment OR being irrelevant and die?

from:https://www.thumbsup.in.th/slide-niche-is-the-new-mainstream

GQ งัดกลยุทธ์ใหม่ สู้ศึกเสื้อขาวกับปัญหากวนใจ ที่กระแสดีจนยอดสั่งซื้อกระจาย

ปัญหาของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่ต้องใส่เสื้อขาวคงหนีไม่พ้นเรื่องของความสะอาด ใส่นานแล้วเหลือง รอยเปื้อนรอบรักแร้ หรือแม้แต่การหกเลอะเทอะจากซอสหรือรอยหยดต่างๆ สำหรับเสื้อเชิ้ตแบรนด์ GQ ไม่ได้เป็นแบรนด์ใหม่แต่เป็นแบรนด์ที่อยู่มานานและหลายคนคงคุ้นเคยกันดี และแน่นอนว่าสินค้าคุณภาพพรีเมียมเรื่องราคาก็สูงกว่าท้องตลาดเช่นกัน

การเปิดตัวเสื้อรุ่นใหม่ GQWhite™ ที่ GQ อัดแน่นด้วย 12 ฟีเจอร์ด้านนวัตกรรมที่ผู้สวมใส่มั่นใจได้ว่าใส่แล้วหมดปัญหากวนใจและจะกลับมาสร้างความมั่นใจในการใส่เสื้อขาวได้อีกครั้ง

ชูนวัตกรรมเหนือปัญหา

คุณวีรธิป ธนาภิสิทธิกุล CEO ของแบรนด์จีคิว พูดถึงที่มาของ GQWhite™ ว่า ผู้ชายที่ชอบใส่เสื้อเชิ้ตขาวเป็นประจำ มักจะเจอ Pain Points แบบที่ผู้ชายทุกคนเจอ ไม่ว่าจะเป็น ใส่แล้วอ้วน เลอะง่าย มีรอยยับไว ไปจนถึงรอยเปื้อนตามขอบผ้าต่างๆ ซึ่ง GQ เป็นแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายที่อยู่ในตลาดมานาน จึงรู้ Insight จริงของลูกค้า จึงตัดสินใจลงทุนในนวัตกรรมเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของเสื้อขาว

“เราทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท กับคอลเลคชั่น GQWhite™ จนได้ที่สุดของเสื้อ จัดเต็ม 12 ฟีเจอร์ ซึ่งมั่นใจว่ายังไม่มีแบรนด์ไหนเคยทำมาก่อน”

อย่างไรก็ตาม ทางทีม GQ มั่นใจว่า นวัตกรรมนี้ จะทำให้จีคิวครองตลาดเสื้อเชิ้ตขาวในไทย รวมทั้งเป็นแบรนด์ที่ทุกคนนึกถึงเมื่อต้องการซื้อเสื้อเชิ้ตขาว

ทั้งนี้ บริษัทได้ผลิตและวางขาย GQWhite™ ล็อตแรกในช่วงปลายเดือนตุลาคม จำนวนทั้งสิ้น 300,000 ตัว คาดว่า GQWhite™ จะทำรายได้ถึง 400 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ GQ เป็นอีกหนึ่ง Key Player ของผู้ผลิตและจำหน่ายเสื้อเชิ้ตขาวแบรนด์ไทย และจะขึ้นเป็นเจ้าตลาดเสื้อเชิ้ตขาวได้แน่นอน

จุดขายสำคัญที่ GQ กับ 12 ฟีเจอร์ คือ 1. กันเปื้อนล้างออกง่าย 2. เรียบเนี้ยบยับยาก 3. ไม่ต้องรีด 4. ปกคอไม่เหลือง 5. กระดุมขยายได้ 6. ไม่ทิ้งคราบเหงื่อ 7. กระดุมแข็งแรง 10 เท่า 8. ปกคอขยายได้ 9. ระบายอากาศได้ดี 10. มีไซส์ให้เลือกมากที่สุด 11. เสื้อทุกตัวมี QR CODE ไม่ซ้ำกัน 12. ดีไซน์บรรจุภัณฑ์พร้อมเป็นของขวัญ ทั้งหมดนี้รวมมาไว้ในเสื้อเชิ้ตตัวเดียว

นอกจากนี้ GQWhite™ ยังมี 5 นวัตกรรมที่เป็นไฮไลท์ของคอลเลคชั่นนี้ คือ

  • GQ GUARD ด้วยสารเคลือบ Hydrophobic Filament บนเส้นใยผ้า ทำให้ป้องกันคราบเปื้อนบนเนื้อผ้าได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ต้องกลัวเลอะ แค่ใช้น้ำล้างสะอาดทันทีก็สามารถขจัดคราบได้สะอาดหมดจด ที่มากไปกว่านั้น สารเคลือบไม่ใช่เทคโนโลยี Nano จึงทำให้ใส่สบายไม่ร้อน
  • GQ SMART ไม่ต้องรีดหลังซัก เพียงแขวนไว้ปล่อยให้คืนตัวเนื้อผ้าก็จะกลับมาเรียบ ทั้งยังยับยากมั่นใจได้ตลอดวัน
  • GQ COLLAR เคลือบสารพิเศษบนเนื้อผ้าบริเวณคอเสื้อ ช่วยป้องกันคราบเหลืองจากเหงื่อไคลและถ้ามีคราบก็สามารถล้างออกง่าย
  • GQ SizeTM มีไซส์ให้เลือกถึง 10 ไซส์ ตั้งแต่ ความกว้างของไหล่ 39 – 48 เซนติเมตร ทำให้ได้เสื้อเชิ้ตที่พอดีตัว เหมือนเสื้อ Tailor made
  • GQ STRETCH เพิ่มความสบายขณะสวมใส่ด้วยกระดุมคอเสื้อสามารถขยายได้ 1 เซนติเมตร และกระดุมบุฟเฟ่ต์ คือ กระดุมเม็ดที่ 6 และ 7 บริเวณหน้าท้องถูกดีไซน์ให้ขยายได้ถึง 3 มิลลิเมตร หมดปัญหาเสื้อคับตอนนั่งหรือหลังมื้ออาหารพิเศษ

ทางด้านของราคาขายของเสื้อตัวนี้ มีราคาพิเศษอยู่ที่ 1,390 บาท จากราคาปกติ 1,990 บาท หาซื้อได้ตามหน้าร้านกว่า 140 สาขาทั่วประเทศ แต่ถ้าสั่งทางออนไลน์ยังมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจมากมาย เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ GQWhite™  ผู้ซื้อไม่ต้องกังวลเรื่องไซส์ เพราะ GQ มีบริการให้ส่งสินค้าคืนได้ ในระยะเวลา 365 วัน สำหรับการสั่งซื้อออนไลน์ แต่ถ้าซื้อในแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ก็จะได้ราคาที่ดีเข้าไปอีก ลองหาซื้อกันดูค่ะ

from:https://www.thumbsup.in.th/gq-new-campaign-white-shirt