คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

หรือ Weibo จะเป็นเเพลตฟอร์ม ที่มาเเทน Facebook ได้สำเร็จ

คำถามที่อยู่ในใจใครหลายๆ คนที่เสพติด Social Media หรือทำงานด้านนี้คือ “จะมีเเพลตฟอร์มไหนเข้ามาเเทน Facebook ได้บ้าง”

หลายคนมักตอบว่า “ยังไงก็มีเพราะทุกอย่างมันต้องมีการเปลี่ยนผ่าน” เเต่ความจริง Facebook เเทบจะเข้ามากำหนดทิศทางของ Social Media ทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ เเล้วจะมีเเพลตฟอร์มไหนที่สามารถต่อกรได้กันล่ะ

ถ้าทุกคนอยากได้คำตอบเราอยากให้ทุกคนได้รู้จักกับ Weibo เเพลตฟอร์ม Social Media อันดับ 1 จากจีนเเผ่นดินใหญ่ที่กำลังมีรายได้มากกว่า 68% คิดเป็นมูลค่ากว่า 426.6 ล้านดอลลาร์ และมียอดกำไรสุทธิ 140.7 ล้านดอลลาร์

เเล้ว Weibo มีฟีเจอร์เด็ดอะไรมาสู้ Facebook บ้าง มาดูกันค่ะ

1. รวม Facebook + Twitter เข้าด้วยกัน

Weibo คือเเพลตฟอร์มใหญ่จากจีน ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตอนนี้เพราะเป็นเเพลตฟอร์ม ที่รวมฟีเจอร์ที่ระหว่าง Facebook เเละ Twitter เข้าด้วยกัน

โดยสามารถอัพข้อความได้มากกว่า 2,000 ตัวอักษร เเละเเฮชเเท็คยัง Effective ไม่เหมือน Facebook ที่เเฮชเเท็คไม่ได้ส่งผลมากขนาดนั้น

รวมถึงคุณภาพของภาพใน Weibo ไม่ว่าจะใหญ่เเค่ไหนเเต่คุณภาพยังดีเสมอ ทำให้ได้รับความนิยมจากชาวจีนไม่ว่าจะเป็นดาราเเละเซเล็บของจีน

เเละยังเป็นเเพลตฟอร์มที่นักการตลาดสามารถเข้ามาทำการตลาดเเละสร้างเเบรนด์ที่นี่ได้ ทำให้รายได้หลักของ Weibo จึงเป็นค่าโฆษณาจากเเบรนด์

 

2. ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 431 ล้านคน

ถึง Facebook จะเป็นเเพลตฟอร์ม Social Media อันดับ 1 เเต่หากใครที่ตามข่าวจะพบว่าผู้เล่น Facebook มีอัตราที่ลดลงต่างจาก Weibo ที่มีผู้เล่นเพิ่มกว่า 431 ล้านคนในปีที่ผ่านมา

เเละมีทิศทางที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนจีนอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วโลก การที่ Weibo เข้ามาเป็นเเพลตฟอร์มหลักในการสื่อสารของคนจีน ถือเป็นความน่ากลัวของเเพลตฟอร์มอื่น

อีกทั้งจีนยังเป็นประเทศคู่ค้าใหญ่ของโลกเเละกำลังพยายามเป็นเจ้าตลาดเเข่งกับอเมริกา ทำให้เราได้เห็นการพัฒนาของ Weibo อย่างไม่หยุดยั้ง

 

3. มี อาลีบาบาหนุนหลัง

การมีเเม่ทัพที่เเข็งเเรงจะทำให้คุณชนะศึกได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับ Weibo ที่ได้มีเเบ็คอัพรายใหญ่อย่าง เครือ Alibaba ของเเจ็คหม่า ทำให้ในอนาคตข้างหน้ายังมีฟีเจอร์เด็ดๆ เเละเทคโนโลยีที่ทันสมัยพอที่จะเข้ามาอยู่ใน Weibo เเน่นอน

โดย Alibaba หวังว่า Weibo จะเข้ามาเป็น E- Commerce ที่สำคัญของจีน โดยใช้ Weibo เป็นตัวกลางติดต่อสื่อสารกับเเม่ค้าพ่อค้าที่ขายของออนไลน์

ยิ่งทำให้รายได้ของ Weibo สูงมากขึ้นไปอีก ต่างจาก Facebook ที่ถึงพยายามใช้ Messenger ในการติดต่อสื่อสารกับพ่อค้าเเม่ค้า เเต่ยังไม่ใช่ฟีเจอร์หลักที่โดดเด่นในตอนนี้

ถึงเเม้ Weibo จะมีอัตราการเติบโตที่สูงในประเทศจีน ถึงเเม้เเพลตฟอร์มหลักของไทยยังคงเป็น Facebook อยู่ เเต่ความน่ากลัวคือคนจีนเข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม

หาก Weibo เข้ามาเป็นตัวกลางของอุตสาหกรรมหลักของจีนมากขึ้น จากปัจจุบันที่เป็นเเพลตฟอร์ม Social Media ที่เน้นการสื่อสารมากกว่า

เชื่อว่าจะทำให้ธุรกิจทั่วโลกสั่นคลอนเเน่นอนเหมือนที่เเจ็คหม่าสามารถทำให้ Huawei ครองเป็นอันดับสองชนะ iPhone ได้เเล้ว

นักการตลาดจึงควรเข้าใจวิธีเล่นของ Weibo ไว้ล่วงหน้าเพื่อทราบถึงพฤติกรรมคนจีนที่จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/weibo-and-facebook/

Advertisements

อัพเดทเทรนด์การตลาดปี 2019

สิ้นปีเเล้วถึงเวลาที่เราจะมาอัพเดทเทรนด์การตลาดปีหน้า ให้นักการตลาดได้นำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณเพื่อให้ทันยุคสมัยกันค่ะ

โดยเราได้นำเทรนด์การตลาดที่สำคัญจากงาน Next Things Now About Consumer & Trends โดยเรานำเสนอ 5 เทรนด์สำคัญดังนี้ค่ะ

1. Realize Connection & Connected Loneliness

คนไทยติด Social Media เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะ Facebook ทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว

โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Mark Zuckerberg ได้ปรับอัลกอลิทึมให้ผู้เล่นได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่สนิทเช่น เพื่อน ครอบครัวหรือคนในวงสังคมใกล้ชิด เพื่อให้เห็นกันง่ายขึ้น

เเต่ก็ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จนัก เนื่องจากผู้ใช้งานยังโหยหาสิ่งที่ทำให้เค้ารู้สึกเเละสัมผัสได้จริงๆ  เทรนด์ปีหน้าจึงเป็นเทรนด์ของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนมากขึ้น

เเบรนด์จึงควรมอบประสบการณ์ให้ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับเเบรนด์ผ่านทางเเบรนด์เองหรือเป็นส่วนหนึ่งระหว่างลูกค้าเเละคนในครอบครัวก็ได้เช่นกัน

 

2. Deeper Personalization

เทรนด์การสื่อสารระหว่างบุคคลยังคงสำคัญเสมอเพราะปีหน้าเทรนด์สื่อสารระหว่างบุคคลจะชัดเจนมากขึ้น โดย Social Media ต่างๆ ทั้ง Facebook, Instagram

ได้พยายามเจาจะจงกลุ่มคนมากขึ้น เช่น Facebook มีการโปรโมท Group มากขึ้นเพราะเป็นกลุ่มที่เฉพาะเจาะจงมีความต้องการที่ชัดเจน นักการตลาดจึงควรโฟกัสกลุ่มคนที่มีความสนใจเฉพาะด้านนั้นๆ โดยเฉพาะ ไม่เป็นกลุ่มก้อนเเบบกว้านอย่างปีที่ผ่านมา

 

3. Realism

ความจริงคือสิ่งที่ทำให้เเบรนด์มี Engagement ที่ดีเสมอ เพราะเป็นการถกเถียงประเด็นที่กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมด้วย

ฉะนั้นหากเเบรนด์ไหนสามารถนำเสนอความจริงที่มีความจริงใจเเละส่งมอบคุณค่าใหกับกลุ่มเป้าหมายได้ จะทำให้มี Engagement ที่มีคุณภาพ เเละคนเลือกเสพสิ่งที่จริงมากขึ้น

สังเกตได้จากการเติบโตของ Twitter เนื่องจากเป็นเเพลตฟอร์มที่คนได้เเสดงความเป็นตัวตนตัวเองจริงๆ ไม่ผ่านการดัดเเปลงอย่างการเล่น Social Media เเพลตฟอร์มอื่น

 

4. Control

การที่คอนเทนต์ล้น Social Media ทำให้อำนาจในการตัดสินใจตกไปสู่กลุ่มผู้บริโภคมากขึ้นว่าจะเลือกเสพสื่อใดเป็นหลักมากกกว่าเเต่ก่อน

การที่เเบรนด์เป็นคนบังคับทิศทางเเก่กลุ่มเป้าหมาย จะ ทำให้เเบรนด์สามารถเข้าใจตัวตนลูกค้าตัวเองมากที่สุด รู้ว่าสิ่งใดคือจุดที่กลุ่มเป้าหมายเราต้องการ

เเบรนด์นั้นจะสามารถผ่านเข้าไปอยู่ในใจของกลุ่มเป้าหมายทันที โดยที่เเบรนด์ไม่จำเป็นต้องทุ่มงบการตลาดเเพงๆ เเต่ขาดการสื่อสารที่ไม่ตรงจุดกับกลุ่มเป้าหมายเลย

 

5. Meaningful Content

การสร้างคอนเทนต์หรือสินค้าที่เข้ามาตอบโจทย์การใช้ชีวิตของกลุ่มเป้ามายจะเป็นเทรนด์การตลาดหลักปีหน้า

เพราะจริงๆ คนไม่ได้สนใจชีวิตคนอื่นอย่างที่หลายเเพลตฟอร์มคาดการณ์ เเต่เค้าเลือกเสพสิ่งที่ตอบความต้องการของตนเองมากขึ้น

หากเเบรนด์ใดพยายามป้อนสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายไม่ได้สนใจเเละพยายามบิดทางจากความจริงที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ จะเป็นการทำร้ายเเบรนด์เอง

ดังนั้น พยายามมองถึงทิศทางที่กลุ่มเป้าหมายกำลังสนใจเเละเข้าไปตอบโจทย์ตรงนั้น ถึงจะเป็นเเผนการตลาดที่ดีในปีหน้า

สังเกตว่าทั้ง 5 เทรนด์การตลาดหลักปี 2019 เข้ามาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมที่เป็นความจริงเเละใกล้ชิดกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

โดยไม่ผ่านการบังคับหรือปรับทิศทางเพราะผู้บริโภคมีสิทธิที่จะเลือกเเละมีอำนาจพอที่ไม่ต้องสนใจเเบรนด์เดียวเสมอไป

เเบรนด์จึงต้องเข้ามาหากลุ่มเป้าหมายด้วยความจริงใจเเละส่งมอบคุณค่าจริงๆ ถึงจะเป็นเเบรนด์ที่อยู่รอดในปี 2019

 

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/marketing-trend-2019/

“กสิกร ไลน์” การลงทุนใหม่ที่จะพลิกโฉมวงการ Lending ให้รายย่อยกู้สะดวกขึ้น

การจับมือกันก่อตั้ง บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัดของธนาคารกสิกรไทยและ LINE ประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการการเงิน ที่จะช่วยให้รายย่อยที่ใช้งานแอพพลิเคชั่น LINE ที่มีกว่า 44 ล้านคนนั้น เข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกขึ้น ลดการเดินเข้าสาขาและใช้เวลาในการรอขั้นตอนตอบรับที่เคยเสียเวลา 5-7 วัน

นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ยอมรับว่า ธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทุกวัน เคยมีนักวิชาการหลายคนกังวลว่าธุรกิจธนาคารน่าจะถูก Disrupt ก่อน เป็นรายแรกๆ ดังนั้น เราจึงต้องเร่งปรับตัวตามกระแสโลกให้ทัน เปลี่ยนตัวเองก่อนที่จะต้องให้ใครมาเปลี่ยน และมองหาโอกาสใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมเปลี่ยนทุกเวลา

การก่อตั้งบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด ถือเป็นครั้งแรกของวงการธนาคารพาณิชย์ไทยกับเป้าหมายสู่การเป็นธนาคารระดับภูมิภาค โดยธนาคารกสิกรไทย (เป็นการลงทุนผ่านบริษัทลูก คือ บริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด (KASIKORN VISION COMPANY LIMITED) หรือ เควิชั่น (KVision) ได้ร่วมลงทุนกับบริษัทชั้นนำระดับโลกคือ LINE (เป็นการลงทุนผ่าน ไลน์ ไฟแนนเชียล เอเชีย) ถือเป็นบริษัทแรกในกลุ่มบริษัทธนาคารกสิกรไทยที่ไม่ได้ถือหุ้น 100%

“หลังจากผ่านการอนุมัติจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย เคแบงค์ก็เดินหน้าทันที โดยตอนนี้อยู่ในระหว่างการฟอร์มทีมขึ้นมาทำงานร่วมกัน โดยจะเป็นบริษัทย่อย มีทุนจดทะเบียน 4.99 ล้านบาท และเตรียมงบเพื่อปล่อยกู้ให้รายย่อยแล้ว แต่จะเป็นรูปแบบไหน ยังอยู่ในช่วงขั้นตอนการทำงาน”

เพิ่มโอกาสเข้าถึงรายย่อยผ่าน LINE

การลงทุนดังกล่าวเป็นกลยุทธ์ครั้งสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้ายุคดิจิทัล ธนาคารเชื่อมั่นว่า ศักยภาพด้านดิจิทัลของ LINE และประสบการณ์ของธนาคารด้านลูกค้ารายย่อย จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจธนาคาร และทำให้เกิดบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ในประเทศไทย

เป้าหมายของ บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด คือ ผู้ใช้งาน LINE จำนวน 44 ล้านคนในประเทศไทย โดยเฉพาะกับกลุ่มมิลเลนเนียลที่คุ้นเคยกับการใช้สมาร์ทโฟนและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนโลกดิจิทัล ธนาคารกสิกรไทยและ LINE จะร่วมกันสร้างแบรนด์ธนาคารบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใช้งานง่ายมาก

มีความสนุก แตกต่างจากธนาคารรูปแบบเดิมโดยสิ้นเชิง ทำให้ลูกค้าสามารถใช้บริการของธนาคารบน LINE ได้ทันที เช่น ขั้นตอนการสมัครใช้บริการของธนาคารที่ง่าย การโอนเงินที่สะดวก และกระบวนการอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลที่รวดเร็ว

ภารกิจที่สำคัญของ บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด คือ การขยายฐานไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ และสามารถสร้างผลกำไรจากธุรกิจสินเชื่อ พร้อมก้าวสู่การเป็น 1 ใน 5 บริษัทชั้นนำด้านธุรกิจให้บริการสินเชื่อภายในระยะเวลา 5 ปี นอกจากการลงทุนร่วมกันแล้ว ธนาคารกสิกรไทย และ LINE จะมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทรัพยากรต่างๆ ระหว่างสององค์กรอีกด้วยนายพัชร กล่าว

ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงจัดตั้งทีมงานเข้ามา เพราะเพิ่งผ่านขั้นตอนของธปท.มา แผนที่วางไว้ในตอนนี้คือวางแผนเรื่องกู้เงินรายย่อยให้เหมาะสมกับแต่ละราย ที่ไม่สะดวกมาธนาคาร

โดยมุ่งเป้าไปที่ลูกค้าของธนาคารก่อน ลูกค้าแต่ละรายจะมีวงเงินจะเฉลี่ยที่ 30,000 บาท และค่าดอกเบี้ยสำหรับผ่อนชำระของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน อยู่ที่ความสามารถในการชำระ แต่จะไม่เกิน 28%

จากนั้น ค่อยแตกย่อยออกไปที่การขายประกันของคู่ค้าที่ธนาคารมี หรือเรื่องรับฝากเงิน คาดว่าจะเห็นแผนงานชัดเจนและทีมงานภายในปีหน้า

เปิดให้บริการทางการเงินแล้ว 4 ประเทศ

ยอง อึน คิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ไลน์ ไฟแนนเชียล เอเชีย เปิดเผยว่า LINE ยังคงยึดมั่นในแนวคิด ‘Closing the Distance’ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร บริการ และผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน

บริการทางการเงินรูปแบบนี้ มีให้บริการแล้วใน 4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซียและไทย ซึ่งรูปแบบการให้บริการของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันแล้วแต่ความต้องการของผู้ใช้งานในแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการให้บริการทางการเงินเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น กู้ยืมเงิน ฝากเงิน ถอนเงิน เป็นต้น

ด้วยจุดเด่นของการเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคนไทย อีกทั้งสามารถใช้งานได้หลากหลายช่องทาง มากไปกว่านั้นความร่วมมือในครั้งนี้จะมีการนำเอาองค์ความรู้ด้านการออกแบบประสบการณ์การใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile User Experience) ซึ่งเป็นจุดแข็งของ LINE มาประกอบกับจุดแข็งของธนาคารกสิกรไทยที่เป็นธนาคารผู้นำด้านโมบายแบงก์กิ้งในประเทศไทยมาร่วมพัฒนาให้เกิดบริการทางการเงินบนโซเชียลมีเดียที่มีประสิทธิภาพสำหรับทุกคน

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/kbank-line-digital-lending/

ส่องแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2562 ค้าปลีกออนไลน์รุ่ง เกษตรร่วง

ดร.ศิวัสน์ เหลืองสมบูรณ์ จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าเศรษฐกิจในปี 2562 นั้น  สงครามการค้าจะมีผลกระทบกับภาคส่งออกของไทยมากขึ้นกว่าที่เห็นในปีนี้ เพราะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯและจีนคงจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งทำให้ประเด็นนี้ จะรบกวนบรรยากาศการค้าโลกตลอดทั้งปี และคาดว่าจะมีผลกระทบต่อมูลค่าการค้าของไทยราว 3.1 พันล้านดอลลาร์ฯ”

นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนในประเด็น Brexit สถานการณ์การคลังของอิตาลี และความผันผวนของค่าเงินในกลุ่มตลาดเกิดใหม่อย่างเช่น ตุรกี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ซึ่งล้วนแล้วแต่จะทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินโลกต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะที่หลายธนาคารกลางในกลุ่มประเทศดังกล่าว มีกระสุนที่จำกัดมากขึ้นหลังขึ้นดอกเบี้ยไปมากแล้ว

ส่วนณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล กล่าวว่า “ประเด็นสงครามการค้าโลกดังกล่าว จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กระทบตัวเลขส่งออกไทยในปีหน้า ที่จะทำให้เราเห็นตัวเลขการส่งออกที่ราวร้อยละ 4.5 เทียบกับร้อยละ 7.7 ในปี 2561” และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการเติบโตที่ประมาณร้อยละ 4.0 โดยต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนมาช่วยเสริม เพื่อให้สามารถชดเชยโมเมนตัมของภาคต่างประเทศที่ผ่อนแรงลงได้

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้พูดถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ของปี 2562 ว่าจะขยายตัวดีขึ้นกว่าร้อยละ 4 จากร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 3 หลังภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในเดือนธันวาคม รวมกับการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ส่วนประมาณการจีดีพีสำหรับทั้งปี 2561 นั้น มีการปรับลดลงจากประมาณการเดิมที่ร้อยละ 4.6 มาที่ร้อยละ 4.3 ซึ่งเป็นไปตามภาพการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ผ่อนแรงส่งลง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ของปี

ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ หากเป็นไปอย่างราบรื่นจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการใช้จ่ายและลงทุนของประเทศ รวมถึงความต่อเนื่องของการผลักดันงบประมาณปี 2563 ซึ่งจะช่วยให้การใช้จ่ายและลงทุนของภาครัฐยังเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญไปจนถึงครึ่งปีหลัง

แนวโน้มธุรกิจที่มีอัตราการขยายตัวในเกณฑ์ดีในปีหน้า

  • กลุ่มค้าปลีกออนไลน์
  • โรงพยาบาลเอกชน
  • ก่อสร้างภาครัฐ

โดยแม้การเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซอาจมีผลต่อมาร์จิ้นฝั่งผู้ขายเมื่อมีความลงตัวของระบบที่เกี่ยวข้อง แต่โดยรวมธุรกรรมออนไลน์น่าจะยังเติบโตสูงตามเทรนด์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค”

แนวโน้มธุรกิจที่คงเห็นการชะลอตัวในปีหน้า

  • เกษตร
  • รถยนต์
  • อสังหาริมทรัพย์

ซึ่งสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 จะได้รับผลกระทบจากทั้งมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาฯ ของ ธปท.ที่เร่งกิจกรรมการโอนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 ถึงไตรมาสแรกของปี 2562

และการปรับขึ้นดอกเบี้ยทำให้คาดว่ายอดโอนอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จะหดตัวร้อยละ 7.6 ถึงร้อยละ 3.6 จากที่มองว่าจะเติบโตร้อยละ 14.1 ในปี 2561 เพราะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะระมัดระวังการเปิดตัวโครงการใหม่มากขึ้น

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์ (KBankPR)

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/gdp-2556/

ส่องแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2562 ค้าปลีกออนไลน์รุ่ง เกษตรร่วง

ดร.ศิวัสน์ เหลืองสมบูรณ์ จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าเศรษฐกิจในปี 2562 นั้น  สงครามการค้าจะมีผลกระทบกับภาคส่งออกของไทยมากขึ้นกว่าที่เห็นในปีนี้ เพราะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯและจีนคงจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งทำให้ประเด็นนี้ จะรบกวนบรรยากาศการค้าโลกตลอดทั้งปี และคาดว่าจะมีผลกระทบต่อมูลค่าการค้าของไทยราว 3.1 พันล้านดอลลาร์ฯ”

นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนในประเด็น Brexit สถานการณ์การคลังของอิตาลี และความผันผวนของค่าเงินในกลุ่มตลาดเกิดใหม่อย่างเช่น ตุรกี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ซึ่งล้วนแล้วแต่จะทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินโลกต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะที่หลายธนาคารกลางในกลุ่มประเทศดังกล่าว มีกระสุนที่จำกัดมากขึ้นหลังขึ้นดอกเบี้ยไปมากแล้ว

ส่วนณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล กล่าวว่า “ประเด็นสงครามการค้าโลกดังกล่าว จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กระทบตัวเลขส่งออกไทยในปีหน้า ที่จะทำให้เราเห็นตัวเลขการส่งออกที่ราวร้อยละ 4.5 เทียบกับร้อยละ 7.7 ในปี 2561” และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะมีอัตราการเติบโตที่ประมาณร้อยละ 4.0 โดยต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนมาช่วยเสริม เพื่อให้สามารถชดเชยโมเมนตัมของภาคต่างประเทศที่ผ่อนแรงลงได้

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้พูดถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ของปี 2562 ว่าจะขยายตัวดีขึ้นกว่าร้อยละ 4 จากร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 3 หลังภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในเดือนธันวาคม รวมกับการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ส่วนประมาณการจีดีพีสำหรับทั้งปี 2561 นั้น มีการปรับลดลงจากประมาณการเดิมที่ร้อยละ 4.6 มาที่ร้อยละ 4.3 ซึ่งเป็นไปตามภาพการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ผ่อนแรงส่งลง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ของปี

ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ หากเป็นไปอย่างราบรื่นจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการใช้จ่ายและลงทุนของประเทศ รวมถึงความต่อเนื่องของการผลักดันงบประมาณปี 2563 ซึ่งจะช่วยให้การใช้จ่ายและลงทุนของภาครัฐยังเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญไปจนถึงครึ่งปีหลัง

แนวโน้มธุรกิจที่มีอัตราการขยายตัวในเกณฑ์ดีในปีหน้า

  • กลุ่มค้าปลีกออนไลน์
  • โรงพยาบาลเอกชน
  • ก่อสร้างภาครัฐ

โดยแม้การเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซอาจมีผลต่อมาร์จิ้นฝั่งผู้ขายเมื่อมีความลงตัวของระบบที่เกี่ยวข้อง แต่โดยรวมธุรกรรมออนไลน์น่าจะยังเติบโตสูงตามเทรนด์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค”

แนวโน้มธุรกิจที่คงเห็นการชะลอตัวในปีหน้า

  • เกษตร
  • รถยนต์
  • อสังหาริมทรัพย์

ซึ่งสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 จะได้รับผลกระทบจากทั้งมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาฯ ของ ธปท.ที่เร่งกิจกรรมการโอนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 ถึงไตรมาสแรกของปี 2562

และการปรับขึ้นดอกเบี้ยทำให้คาดว่ายอดโอนอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จะหดตัวร้อยละ 7.6 ถึงร้อยละ 3.6 จากที่มองว่าจะเติบโตร้อยละ 14.1 ในปี 2561 เพราะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะระมัดระวังการเปิดตัวโครงการใหม่มากขึ้น

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์ (KBankPR)

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/gdp-thailand-2562/

ผู้บริหารบริษัทในจีนและสหรัฐฯ กังวลเรื่องการเดินทางมากขึ้น หลัง CFO ของ Huawei โดนจับ

ความกังวลล่าสุดจากบริษัทในสหรัฐ รวมไปถึงบริษัทในจีน หลังจากกรณีการจับตัวของเหมิง หวันโจว ว่ากรณีดังกล่าวอาจเกิดอีกรอบกับตัวเองก็ได้ นอกจากนี้ยังทำให้บริษัทหลายๆ แห่งอาจให้ผู้บริหารหรือพนักงานชะลอการเดินทางไปก่อน

ภาพจาก Unsplash

ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่างๆ ทั้งในสหรัฐฯ และจีน เริ่มมีความกังวลในการเดินทางไปยังต่างประเทศมากขึ้น หลังเกิดกรณีที่ Meng Wanzhou หรือ เหมิง หวันโจว ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงินของหัวเว่ย โดนจับที่ประเทศแคนาดา และอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาคดีในศาล

ความกังวลของผู้บริหารบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ คือการบินไปทำธุรกิจในประเทศจีนจะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น ยิ่งเป็นผู้บริหารของบริษัทใหญ่ๆ ในสหรัฐก็อาจมีโอกาสที่จีนอาจจับตัวเหมือนกรณีของเหมิง นอกจากนี้ยังมีความกังวลจากความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ลงระหว่าง 2 ประเทศนี้ ทำให้การเจรจาทางธุรกิจยากขึ้นไปอีกด้วย

โดยเฉพาะบริษัทผลิตอุปกรณ์ไอทีชั้นนำอย่าง Cisco ก็ได้มีประกาศภายในให้พนักงานบางกลุ่มว่าให้ชะลอการเดินทางเข้าประเทศจีน ถึงแม้ภายหลังจะมีแถลงการณ์จากบริษัทว่ายังให้พนักงานของบริษัทที่อยู่ในฮ่องกงและใต้หวันสามารถเดินทางเข้าจีนได้ตามปกติ

ขณะเดียวกันผู้บริหารของบริษัทเอกชนจีนก็มีความกังวลว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเหมิง อาจมีโอกาสที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ Zhang Ruimin ประธานและ CEO ของ Haier ว่าเขามีความกังวลในเรื่องนี้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัย หลังจากกรณีเหมิงถูกจับขณะเปลี่ยนไฟลท์ที่ประเทศแคนาดา

อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ และจีนพยายามอย่างยิ่งที่จะแยกเรื่องที่เหมิง โดนจับกุมในข้อหาละเมิดกฏการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐออกจากการเจรจาสงครามการค้า ซึ่งผู้นำทั้ง 2 ประเทศได้ประกาศว่าจะไม่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าซึ่งกันและกัน

ที่มาThe Star, The Australian Financial Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-and-china-executive-worries-about-travel-after-meng-arrested-at-canada/

ต่างชาติมีจริงแล้ว บริษัทไทยอยากลองบ้างไหม? Wildbit เปิดทำการ 4 วันต่อสัปดาห์ พนักงานทำงานดีกว่าเดิม

แทนที่จะทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ แต่บริษัทซอฟต์แวร์แห่งนี้เลือกจะเปลี่ยนไปเป็น 4 วันเท่านั้น ผลลัพท์ที่ได้ถือว่าดีมากแต่ก็ยังต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งเมื่อปรับแล้ว บริษัทสามารถตอกย้ำภาพแนวคิดการทำงานแบบใหม่ได้ชัดเจน โดยเฉพาะการเน้นเรื่องการทำงานให้ “สมาร์ทกว่าเดิม” ไม่ใช่การ “ทำงานให้หนักกว่าเดิม”

บริษัทซอฟต์แวร์นี้มีชื่อว่า Wildbit เป็นบริษัทขนาดเล็กในเมืองฟิลาเดลเฟียที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ผลิตแอปพลิเคชัน Postmark ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับจัดส่งอีเมลทรานเซกชันให้ลูกค้าของทุกธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจมั่นใจว่าลูกค้าจะไม่เซ็งเพราะได้รับบริการล่าช้าหรือตกหล่นไป

ก่อนหน้านี้ Wildbit ก็เหมือนบริษัททั่วไปที่เปิดทำการ 5 วัน แต่การเปลี่ยนแปลงเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา โดย Wildbit ทดลองให้พนักงานมีโอกาสพักผ่อนมากขึ้น ทุกสุดสัปดาห์จึงกลายเป็นวันหยุดยาว 3 วัน ทำให้ Wildbit เป็นหนึ่งในบริษัทล่าสุดที่ทดลองกำหนดวันทำงานต่อสัปดาห์ให้น้อยลง

แรงบันดาลใจมาจากหนังสือ

การทดลองนี้เกิดขึ้นได้เพราะผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Natalie Nagele ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือชื่อ Deep Work ซึ่งย้ำว่าพนักงานที่เป็นกลุ่ม creative worker หรือทีมที่ทำงานสร้างสรรค์จะสามารถทำผลงานยอดเยี่ยม และจะมีโฟกัสเต็มที่ภายในเวลาเพียง 4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

เมื่อมองมาที่บริษัทตัวเอง เธอจึงคิดว่าถ้าหากทีมสามารถทำงานแบบเดียวกับที่ทำได้ใน 32 ชั่วโมง แต่พนักงานได้รับวันหยุดพิเศษ ก็จะเป็นประโยชน์แท้จริงต่อชีวิตส่วนตัวของทุกคน แถมยังสามารถชาร์จพลังให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง การทดสอบจึงเริ่มต้นขึ้นบนนโยบายเดิมของบริษัท ที่มีนโยบายให้พนักงานปรับสมดุลย์เรื่องเวลาส่วนตัวและเวลางาน พนักงานจึงมีตารางการทำงานที่ยืดหยุ่นอยู่แล้ว

ไม่แค่ลาไปรับลูกจากโรงเรียน พนักงานของ Wildbit ยังสามารถลาไปวิ่ง 2 ชั่วโมงได้ด้วย โดยช่วงก่อนที่จะขยับไปลดเวลาทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ Wildbit มีธรรมเนียมแจ้งให้พนักงานหยุดทำงาน หากพบว่ามีการทำงานเกิน 40 ชั่วโมง ทำให้พนักงานไม่ต้องทำงานในช่วงสุดสัปดาห์หรือตอนกลางคืน

ทั้งหมดนี้ Nagele ย้ำว่า Wildbit ทำแบบนี้ได้เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับการโฟกัสที่งานและความสามารถในการทำให้ทีมได้เนื้องานดีที่สุด ควบคู่ไปกับโอกาสของทุกคนที่จะได้ใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างมีคุณภาพ เนื่องจากเวลานอกที่ทำงานถือเป็นส่วนสำคัญของชีวิตมนุษย์ ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลางาน 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นเท่านั้น

บอกลูกค้าไม่ได้ว่าหยุดวันศุกร์

พฤษภาคม 2017 ที่ผ่านมา Wildbit จึงเริ่มเปิดทำการ 4 วันต่อสัปดาห์ (หยุดศุกร์-อาทิตย์) ปัญหาที่พบคือ Wildbit ไม่อาจบอกลูกค้าได้เต็มปากว่าบริษัทปิดทำการวันศุกร์ จุดนี้ทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนนโยบายบางส่วน เนื่องจากทีมซัพพอร์ตจะต้องทำงานในวันศุกร์ แล้วสลับไปหยุดงานวันจันทร์แทน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทั้งบริษัท

Wildbit พบว่าทีมงานมีการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ทุกคนจะพยายามแก้ปัญหาเองเพราะต้องการเลี่ยงการประชุมที่ไม่จำเป็น ขระที่หลายคนวางแผนโครงการล่วงหน้าเองเพื่อให้งานดินเร็วขึ้น นอกจากนี้ ทีมงานส่วนใหญ่ของบริษัทยังทำงานทางไกล ดังนั้นบริษัทจึงเน้นให้พนักงานไม่รู้สึกว่าต้องตรวจสอบอีเมลหรือ Slack ต่อเนื่องตลอดเวลา เนื่องจากการอยู่ใน Slack ตลอดเวลาจะรบกวนสมาธิในการทำงาน

อีกสิ่งที่ Wildbit ได้รับจากการปรับเวลาทำงาน คือทีมงาน Wildbit ลดการขัดจังหวะกันเอง เหมือนในหลายบริษัทที่พนักงานอาจจะขัดจังหวะเพื่อนร่วมงานหรือชวนคุยด้วยการตะโกนถามสิ่งที่อยากรู้ตอนนั้น แต่พนักงานของ Wildbit จะรอจนถึงวันรุ่งขึ้น หรืออาจจะส่งเป็นอีเมลซึ่งทำให้ทีมงานยังมีสมาธิครบถ้วน

สิ่งที่ Wildbit ทำคือการตรวจสอบระบบการทำงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง จุดนี้ Wildbit พบว่าเวลางานในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวนั้นไม่เหมือนกัน เนื่องจากฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่กลางวันสั้น ฟ้ามืดเร็ว แต่ฤดูร้อนนั้นกลางวันยาว และฟ้ามืดช้า จุดนี้ Wildbit ยอมรับว่ากำลังพิจารณาที่จะเปลี่ยนรูปแบบการหยุดต่อเนื่อง 3 วันต่อสัปดาห์ มาเป็นเวลาทำงานที่สั้นลงเหลือบ่าย 3 โมง แต่ทำการ 5 วัน โดยการเปิดทำการ 4 วัน (หยุดวันศุกร์ด้วย) อาจจะพิจารณาให้มีผลเฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น

ความเคลื่อนไหวของ Wildbit ถือว่าสอดคล้องกับหลายบริษัท ที่พยายามทดสอบและสนับสนุนการทำงานบนจำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่น้อยลง เช่น บริษัทในสวีเดนที่ทดลองลดเวลางานลงเหลือ 6 ชั่วโมงต่อวัน หรือบริษัทในนิวซีแลนด์ที่ทดลองลดเวลางานเหลือ 4 วัน ทุกรายพบว่าพนักงานมีความเครียดลดลง และทุกคนทำงานราบรื่นดีเหมือนเดิม

กรณีของ Wildbit ผู้บริหารพบว่าทีมงานสามารถเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ให้บริการของ Wildbit ได้มากกว่าเดิมในช่วงปีแรกที่ทดลองลดเวลางานลง ความสำเร็จนี้ทำให้ Wildbit ประหลาดใจและต่อยอดการลดเวลางานออกไป

ทั้งหมดนี้ผู้บริหารยอมรับว่า เพราะพนักงานทราบว่าจะมีงานทำเพียง 4 วัน ทุกคนจึงทำงานได้อย่างชาญฉลาด เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนและลดการผัดวันประกันพรุ่งได้ บนรางวัลคือวันหยุดสุดสัปดาห์ 3 วันที่ทุกคนจะพร้อมเริ่มต้นการทำงานอย่างเต็มที่กว่าเดิมในวันจันทร์.

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/work-day-workweek/