คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

John Maeda แห่ง WordPress ชวนมองงาน design บริษัทไอทีวันนี้ต้องเปลี่ยน


John Maeda เป็นหัวหน้าดูแลฝ่ายออกแบบให้กับบริษัท Automattic ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแพลตฟอร์มระบบหลังบ้านเว็บไซต์ยอดฮิตอย่าง WordPress วันนี้โลกกำลังตกตะลึงเพราะนักออกแบบอย่างเขาเอ่ยปากพูดเองว่า “ในความเป็นจริง การออกแบบไม่ได้สำคัญขนาดนั้น” โดย John Maeda คิดว่านักออกแบบทุกคนควรเป็นเหมือนนักแสดงสนับสนุนที่จะหนุนส่งตัวละครหลักในบริษัทไอที อย่างนักพัฒนาและผู้จัดการผลิตภัณฑ์ (developer และ product manager) ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

John Maeda แสดงแนวคิดนี้ไว้ในรายงานเรื่อง Design in Tech report เพื่อสะท้อนบทบาทของการออกแบบในธุรกิจที่เปลี่ยนไป ที่ผ่านมา นักออกแบบของหลายบริษัทมีส่วนสนับสนุนจนมีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น โดยเฉพาะกับบริษัทที่มีเป้าหมายในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เน้นให้บริการผู้ใช้ แทนที่จะเน้นเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

ปัจจุบัน มีบริษัทนับไม่ถ้วนที่ต้องการวางตำแหน่งตัวเองเป็น “ผู้นำด้านการออกแบบ” หรือ design-led จนทำให้บริษัทใหญ่หลายรายตัดสินใจซื้อกิจการบริษัทออกแบบอิสระในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ John Maeda ซึ่งเป็นนักออกแบบกลับมองว่าหลายปีที่ผ่านมา ตัวเขาตระหนักแล้วว่าการเป็น design-led นั้นไม่สำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญจริงๆ กลับเป็นการสนับสนุนทีมมากกว่า

แทนที่จะเป็น design-led หรือการให้งานออกแบบเป็นตัวนำ แต่ Maeda คิดว่าการออกแบบควรมีบทบาทรองลงมา โดยเฉพาะในบริษัทด้านเทคโนโลยี ในรายงานประจำปีของ Maeda จึงระบุว่า นักออกแบบในบริษัทไอทีควรจะเป็นเหมือนนักแสดงสมทบ ที่สนับสนุนให้ตัวละครหลักในบริษัทมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะหากปล่อยให้นักออกแบบมีบทบาทนำ นักออกแบบส่วนใหญ่อาจจะพูดว่า “อย่ามาขวาง ฉันเป็นเจ้านายที่ทุกคนต้องฟังฉัน”

ความคิดว่า “I’m the boss” ถูกมองว่าเกิดขึ้นกับนักออกแบบหลายคน เพราะนักออกแบบมักมองว่าตัวเองมีสุนทรียศาสตร์สูง และยังเข้าใจภาษาที่ไม่มีใครมองออกเกี่ยวกับงานออกแบบที่ดี ประสบการณ์และชื่อเสียงของนักออกแบบแต่ละคนมีแนวโน้มที่จะทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับสิทธิพิเศษ

Maeda ยังบอกว่าแนวคิด design-led ยังทำให้เกิดอุปสรรคในการทำงานร่วมกัน เนื่องจากนักออกแบบเกินครึ่งต้องการสร้างสิ่งที่สวยงาม แต่กลับไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งในมุมเจ้าของกิจการนั้นมองว่าไม่เป็นไร เชิญออกแบบไป ขณะที่นักพัฒนา จะรู้สึกกดดันว่า “ฉันต้องสร้างมันขึ้นมา”

ทางออกที่ Maeda มองเห็น คือการคิดว่า designer ควรจะโฟกัสที่การเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ดีแทนที่จะเป็นผู้นำ ความกังวลมากเกินไปว่าสินค้าจะมีการออกแบบที่ดีไม่พอนั้นอาจเบี่ยงเบนความคิดให้ผิดไปไกลจากความเป็นจริง นั่นคือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมเพื่อแก้ปัญหาให้ผู้คน

แนวคิดของ Maeda ถือว่าน่าสนใจเพราะที่ผ่านมา ผู้นำอุตสาหกรรมการออกแบบมักโต้เถียงกันในเรื่องนี้จนการออกแบบกลายมาเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากขึ้น แต่สถานการณ์นี้กำลังไม่เหมาะสมในโลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นยุคที่นักออกแบบไม่ควรเป็นผู้พิพากษาและเรียกร้องมากเกินไป นำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่บานปลาย และการไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของธุรกิจในแต่ละวัน

Maeda ทิ้งท้ายด้วยการยกตัวอย่างกรณีความเสียหายที่เกิดจากการปล่อยให้งานออกแบบครอบงำจนพลาดการตอบโจทย์ธุรกิจที่แท้จริงไป นั่นคือแบรนด์หูฟัง Jawbone ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ผลิตภัณฑ์ Jawbone UP สายรัดข้อมือสำหรับติดตามข้อมูลการออกกำลังกายกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า

ดังนั้นไม่ว่าจะเรียกว่า design-led, design-driven หรือ design อะไรก็ตาม Maeda มองว่าสิ่งสำคัญคืองานออกแบบในบริษัทไอทีคือแรงส่งสนับสนุนดาราหลักของเรื่อง ว่าทำได้สำเร็จหรือไม่มากกว่า

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/john-maeda-wordpress/

โฆษณา

5 เทรนด์ที่น่าสนใจของอุตสาหกรรม Retail ในปี 2019

รายงาน Future of Retail (FoR) ฉบับล่าสุด ได้ทำการสำรวจผู้บริโภครวม 1,200 คนและผู้บริหารธุรกิจค้าปลีก 400 คนจาก US, UK และออสเตรเลีย พบพฤติกรรมและแนวโน้มทางด้านการช็อปปิ้งที่น่าสนใจ ดังนี้

Credit: ShutterStock.com

1. Voice Assistant เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเพลง การควบคุมระบบไฟและอุณหภูมิในบ้าน การบอกเส้นทาง แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (95%) กลับไม่ต้องการใช้ Voice Assistant ในการช็อปปิ้งมากนัก

2. 79% ของผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกกลับเชื่อว่า Chatbot ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า แต่ 2 ใน 3 ของผู้บริโภคกลับไม่เห็นด้วย และคิดว่าทำให้ประสบการณ์ในการช็อปปิ้งแย่ลง

3. 97% ของผู้บริโภคเห็นตรงกันว่าการไปช็อปปิ้งที่ร้านยังเป็นสิ่งจำเป็น และ 70% ระบุว่าร้านค้าที่ดึงดูดคนมากที่สุดคือร้านค้าที่สามารถเข้าไปซื้อของได้ง่ายและรวดเร็ว

4. Just Walk Out (Amazon Go) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับร้านค้ายุคใหม่ โดยการใช้ Sensors, Beacons, Location-based Services, IoT และ AI ทำให้ลูกค้าสามารถเดินเข้ามาหยิบของออกจากร้านได้ทันที ซึ่งระบบเหล่านี้จะทำการตรวจสอบและคิดเงินผ่านบัญชี Amazon โดยอัตโนมัติ

5. 98% ของผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกเชื่อว่า การมี AR, VR และ AI ทำให้มีคนเข้าร้านมายิ่งขึ้น แต่มีผู้บริโภคเพียง 14% ที่ระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้อของ อย่างไรก็ตาม VR/AI ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการช็อปปิ้งแบบดิจิทัล ก่อนที่จะมาสู่การเข้าร้านเพื่อซื้อของจริง

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านสรุปเนื้อหาของรายงาน Future of Retail ได้ที่ https://www.cisco.com/c/en/us/solutions/industries/retail/retail-trends-2019.html
ที่มา: Cisco Thailand User Group

from:https://www.techtalkthai.com/5-retial-trends-in-2019/

ต้องเป็นตัวท๊อปเท่านั้น!! สิงห์เลือก ‘ณเดชน์’ เป็นพรีเซ็นเตอร์ หวังเจาะทุกกลุ่มยืนหนึ่งความเป็นผู้นำ

อีกหนึ่งตลาดที่ขับเคลื่อนแข่งขันกันแบบสูสีคู่คี่กันตลอดเวลาก็คือ ‘น้ำดื่ม’ ซึ่งล่าสุด “น้ำดื่มสิงห์” ได้เปิดตัวเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ “Smart Micro Filter” และทุ่มงบประมาณ 200 ล้านบาท เพื่ออัดแคมเปญ “ดื่ม..สิ่งที่ใช่ให้ตัวเอง” ผ่านการใช้ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” พรีเซ็นเตอร์คนใหม่เพื่อหวังเข้าไปในใจทุกเพศทุกวัย ลองมาดูกันว่าตลาดน้ำดื่มครั้งนี้จะเปิดเกมแข่งขันทางการตลาดอย่างสนุกสนานแค่ไหน

อุตสาหกรรมน้ำดื่มบรรจุขวดยังคงเติบโต

ส่วนสำหรับภาพรวมตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดทั้งหมด (PET+GLASS) ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 (ย้อนหลัง 1 ปี) ในเชิงมีมูลค่าประมาณ 36,000 ล้านบาท เชิงปริมาณรวม 3,300 ล้านลิตร เติบโต 9.3%

ซึ่งแบ่งตามบรรจุภัณฑ์แบบขวดพีอีที(PET) มูลค่า 34,200 ล้านบาท ในเชิงปริมาณรวม 3,130 ล้านลิตร หรือคิดเป็นสัดส่วน 95% เติบโต 10% และแบบขวดแก้ว(GLASS) มูลค่า 1,800 ล้านบาท เชิงปริมาณรวม 170 ล้านลิตร คิดเป็นสัดส่วน 5%

ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด ธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ ของบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ได้ประมาณการอุตสาหกรรมว่าในที่ผ่านมาตลาดน้ำโต 10% จึงตั้งใจให้น้ำดื่มสิงห์โตขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดนั่นคือ 20 %

 

‘น้ำดื่มสิงห์’ คือผู้นำอันดับ 1 ในตลาด

เมื่อลองดูส่วนแบ่งทางการตลาดจะพบว่าน้ำดื่มสิงห์ยังคงคว้า ‘เบอร์1’ ในตลาดนี้อยู่  ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 21% ในปี 2561  และวางเป้าหมายไปสู่ 23% ภายในปี 2562

ส่วนแบ่งทางการตลาด

  1. สิงห์  21%
  2. คริสตัล 20.6%
  3. เนสท์เล่ 15.2%
  4. น้ำทิพย์ 8.3%
  5. ช้าง 2.4%
  6. อควาฟิน่า 1.5%

 

ส่องผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของน้ำดื่มสิงห์

พฤติกรรมของการดื่มน้ำของลูกค้าคือต้องการรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย ทำให้น้ำดื่มสิงห์ ต้องปรับรูปแบบของบรรจุภัณฑ์รองรับความต้องการ โดยเฉลี่ยประเภทและราคา ดังนี้

ขวดพีอีที

  • 330 มล. ราคา 5 บาท
  • 600 มล. ราคา 7 บาท
  • 750 มล. ราคา 9 บาท
  • 1,500 มล. ราคา 14 บาท
  • 6 ลิตร ราคา 40 บาท

ขวดแก้ว

  • 500 มล. ราคา 10บาท
  • น้ำถัง 19 ลิตร ราคา 65 บาท

และเมื่อถามถึงการทำสงครามราคาของตลาดน้ำดื่มที่แข่งขันกันอย่างจริงจัง คุณธิติพรก็บอกเราว่าไม่เน้นการลดราคาเนื่องจากน้ำดื่มสิงห์ต้องการรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด พร้อมการลงทุนพัฒนาสินค้าให้ดียิ่งขึ้น เพราะหากอยากเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในปีนี้เป็น 25% ก็ทำได้ด้วยการลดราคา แต่มีการตั้งไว้ที่ 23% เพราะต้องการเป็นเจ้าตลาดพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนนั่นเอง

ณเดชน์ คูกิมิยะ ขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่หวังเข้าถึงใจทุกคน

น้ำดื่มสิงห์ตั้งใจสื่อสารผ่านแคมเปญ “ดื่ม..สิ่งที่ใช่ให้ตัวเอง” ด้วยการดึงซุปเปอร์สตาร์แถวหน้าที่เป็น (Top of Mind) ของคนไทยคือ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อจับตลาดในวงกว้าง(Mass) ทั้งเด็ก คนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่ และครอบครัว

โดยให้เหตุผลในการเลือกณเดชน์ครั้งนี้ว่า เพราะเป็นนักแสดงที่ดูแลตัวเองอย่างดี มีการออกกำลังกาย ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งถือเป็นคาแร็กเตอร์ที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ และต้องการสื่อสารถึงคุณภาพที่ดีของน้ำดื่มสิงห์ที่สะอาด เหมาะกับร่างกาย

โดยตั้งใจทุ่มเงินลงทุนในแคมเปญนี้ถึง 200 ล้านบาท เพื่อจัดแคมเปญการตลาด “ดื่ม..สิ่งที่ใช้ให้ตัวเอง” ผ่านสื่อแบบ 360 องศา ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ เพื่อเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแคมเปญทางการตลาดที่ใช้เงินมากที่สุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

และยังมีการสานต่อกิจกรรมการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่น รวมทั้งยังคงทำตลาดน้ำดื่มขนาด 330 มิลลิลิตร ลายการ์ตูน My Little Pony รวมถึงการเป็นสปอนเซอร์กิจกรรม Disney On Ice เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายเด็กอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นจะเห็นกันว่า “ณเดชน์ คูกิมิยะ” เป็นที่ชื่นชอบสำหรับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัย ซึ่งการเป็นพรีเซ็นเตอร์ในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความเป็นน้ำดื่มอันดับ 1 ของคนไทยอีกด้วย”

มั่นใจลูกค้าเชื่อมั่นด้านคุณภาพ

น้ำดื่มสิงห์มองเรื่องคุณภาพเป็นจุดสำคัญ เพราะจากการสำรวจพบว่าผู้บริโภคน้ำดื่มให้ความสำคัญในการเลือกน้ำดื่มโดยเรียงลำดับความสำคัญจาก คุณภาพสินค้า ความสะดวกในการหาซื้อ ราคา และยี่ห้อ ตามลำดับ (สำรวจในช่วงต้นเดือน มกราคม 2562) นั่นหมายความว่าผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับ ‘น้ำ’ ในขวดมากที่สุดนั่นเอง

สิงห์จึงได้พัฒนาเทคโนโลยี ‘Smart Micro Filter’ ขึ้นมา เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตกับโรงงานทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำดื่มสิงห์เท่านั้น

ซึ่ง ‘Smart Micro Filter’ เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและความละเอียดสูง สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย สิ่งสกปรก ที่ปะปนมากับน้ำได้ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งแร่ธาตุตามธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

Singha Rewards สร้างความแตกต่าง

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือการมี ‘Singha Rewards’ ซึ่งเป็น Royalty Program สำหรับให้ลูกค้านำฝาน้ำดื่มไปสะสมแต้มแลกส่วนลด และชิงของรางวัลต่างๆ โดยพบว่ามีการแอด LINE เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมอยู่ที่ 8,000,000 Users และแอคทีฟกับกิจกรรมที่ 1,500,000 Users (ในระยะเวลาหนึ่งปีกว่าๆ ) และตั้งเป้าให้มียอดแอคทีฟในปีนี้อีกเท่าตัว

เรียกได้ว่าเป็นการเลือกพรีเซ็นเตอร์ได้น่าจับตามอง เพราะ ณเดชน์ คูกิมิยะ น่าจะสร้างการรับรู้ และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ต้องจับตามองกันต่อไปว่าจะดันยอดขายได้เพิ่มมากน้อยแค่ไหน

#ThumbsupXSingha

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/singha-water-new-presenter-and-smf/

เปิดเคล็ดลับฉบับนักสร้างแบรนด์ ทำ Branding อย่างไรให้ลูกค้ารัก

กอล์ฟ นันทวัฒน์ เปิดบริษัทที่ปรึกษาในชื่อ Nawin Consultant  ซึ่งเขาบอกว่าตัวเองคือที่ปรึกษาด้านความคิดสร้างสรรค์ให้กับธุรกิจ  ผ่ารนความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยให้ลูกค้ามีค่าใช้จ่ายน้อยลง และมีรายได้ที่มากขึ้น  วันนี้เขาจะมาเผยเคล็ดลับในการสร้างแบรนด์ว่าต้องอย่างไรให้ทั้งเจ้าของแบรนด์และให้ลูกค้ารัก

ทุกแบรนด์ควรจะสร้าง Branding ไหม

นันทวัฒน์ : แบรนด์ควรจะมีการสร้าง Branding  แต่การสร้าง Branding ไม่จำเป็นต้องมาใช้บริษัท Branding หรือเอเจนซี่  แต่เจ้าของแบรนด์จะต้องรู้ว่าแบรนด์เรา Stand for รวมถึงอะไรพนักงานในองค์กรจะต้องรู้ว่าเรามาที่บริษัททุกวันๆ เพื่ออะไรถ้าไม่นับเรื่องเงิน

ผมเลยคิดว่าทุกแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เล็ก หรือแบรนด์ใหญ่  ควรจะเข้าใจ Branding จุดยืนของตัวเอง หรือเข้าใจเหตุผลในการทำธุรกิจของตัวเองแล้วจะประสบความสำเร็จ  เพราะเราจะไม่ผลิตสินค้าออกมาที่มันไม่มีตลาด

แบรนด์ที่ล้มเหลวนั้นมักผิดพลาดตรงไหน

นันทวัฒน์ : สมัยก่อนผมทำให้กับสายการบินหนึ่งอยากจะทำให้มันเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ด้วยการนำแอร์โฮสเตสมาจูบกับนักบิน เพราะว่าแบรนด์หนึ่งเป็นแบรนด์ไทย  ส่วนอีกสายการบินเป็นแบรนด์สิงคโปร์

เรานำมารวมกันโชว์สัญลักษณ์ของการที่รวมกลายเป็น ‘จูจุ๊บ’ กันและกัน  แต่สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นคือมีคนที่ไม่ชอบ  มีสมาคมแอร์โอสเตสบอกว่านี่มันไม่เหมาะสม  ซึ่งทำให้พลาดจากการมัวตั้งเป้าว่าต้องการให้แบรนด์ถูกพูดถึง

มีเคสหนึ่งที่ได้คุยกับลูกค้าที่ให้เราเป็น Consult ว่าเขาเคยเสียเงินทำหนังแคมเปญหนึ่งไป 40 ล้าน  จนได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นมา 1,500 คน  ซึ่งหนังเรื่องนั้นได้รางวัลการประกวดทุกเวที  แต่สุดท้ายก็ดันพาธุรกิจเขาหลงทาง

แบบไหนถึงเรียกว่าสร้างแบรนด์สำเร็จ

นันทวัฒน์ : ประสบความสำเร็จจากจุดประสงค์ที่ตัวเองตั้งไว้ เช่น แบรนด์หนึ่งต้องการจับกลุ่มเด็กตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘Little Munchy’ พอเขาพบว่าตอนนี้เป็น Ageing Society แล้วสินค้าเขาดีมากๆ ผู้ใหญ่ก็กินได้ด้วย  และตลาดผู้บริโภคที่เป็นผู้สูงอายุก็เยอะ

ผมก็บอกว่าการรีแบรนด์มันควรจะเปลี่ยนชื่อด้วยจาก ‘Little Munchy’ เป็น ‘Happy Munchy’ จนตอนนี้ก็เลยกลายเป็นแบรนด์ที่เป็นลักษณะว่าวัยไหนก็กินได้แล้วชื่อ ‘Happy Munchy’

แบรนด์แบบไหนที่เราไม่รับทำ

นันทวัฒน์ : แบรนด์ที่เจ้าของแบรนด์ไม่ได้มี Passion  แต่อยากได้เงินอย่างเดียว  ผมถามว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นใครตอบไม่ค่อยได้ถามว่าแล้วคุณมาทำ Beauty เพราะอะไร “ก็น่าจะรวยดีนะคะ” “เพราะว่าเขาก็ทำแล้วก็รวยกัน” ผมก็ไม่รับ  เพราะมีความล้มเหลวสูงรออยู่

เนื่องจากเจ้าของไม่ได้มี Passion ในธุรกิจหรือบริการที่ตัวเองทำ  เขาจะทำด้วยความไม่เข้าใจผู้บริโภคยังไงมันก็ล้มเหลวต่อให้มี Consult เก่งแค่ไหนมันต้องล้มเหลวอยู่แล้ว

สร้างแบรนด์ใหญ่ VS แบรนด์เล็ก

นันทวัฒน์ : แบรนด์ใหญ่ๆ มันมากับงบที่เขามีผมคิดว่าแบรนด์เล็กๆ  พอมันมีข้อจำกัดเยอะๆ บางทีมันสนุกนะ  เพราะข้อจำกัดมันทำให้เราไปเจอคำตอบที่มันนึกไม่ถึง  อย่างมีแบรนด์หนึ่งผมบอกลูกค้าว่าเดี๋ยวผมจะทำ IMC Communication ทั้งออฟไลน์และออนไลน์แคมเปญ

โดยที่จะใช้งบโฆษณาให้น้อยที่สุดพอตั้งตรงนี้เป็นกรอบความคิดไอเดียมันเลยกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนน  มองว่าเราวางกติกาให้ตัวเองว่าเราจะไม่ใช้เงินเยอะๆ เลยต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้นผลลัพธ์มันก็สนุกขึ้น

Brand Experience สำคัญอย่างไร

นันทวัฒน์ : เพราะถ้าเกิดมันไม่ได้ออกแบบมันก็คือ ‘ยถากรรม’ เช่น สมมติคุณเปิดร้านอาหารร้านหนึ่ง คุณไม่ได้คิดเยอะไฟมันมืดๆ แล้วเวลาลูกค้ามาร้านอาหารคุณจะถ่ายรูปอาหารแชร์เพื่อน  แต่พอถ่ายแล้วภาพมันมืดอาหารดูไม่น่ากินเขาเลยไม่แชร์คุณเสียโอกาสในการที่จะถูกโฆษณาฟรีๆ จากลูกค้า

เพราะ Experience ของแสงมันไม่ดี  หรือคนเข้ามาที่ร้านเสื้อผ้าของคุณ  เพลงที่เปิดคุณดันให้พนักงานเป็นคนเปิดเพลงเองอยู่ดีๆ ก็เปิดเพลงอะไรไม่รู้ที่ไม่ Inspire ที่มันไม่ได้ไปกับแบรนด์คุณ

เพราะ Brand Experience มันประกอบไปด้วยสัมผัสทั้งห้า  ไม่ใช่แค่การสร้าง Brand Online Film  และให้คนประทับใจจากการมอง ได้ยิน แต่เวลาคนมาที่ร้านเขารู้สึกอะไรกับแบรนด์พนักงานตอบเขายังไง  ผมว่าตัวอย่างแบรนด์ที่ดี  อย่าง KFC เขาสร้าง Brand Experience ที่ดีผ่านทางออนไลน์มีแอดมินที่ดีนี่ก็คือการสร้าง Brand Experience

อุปสรรคของการสร้างแบรนด์

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือการที่ไม่เชื่อใจ  เราว่าถ้าคุณจ้างนักออกแบบ-ตกแต่งภายในมาออกแบบบ้าน หรือสถาปนิก แล้วคุณบอกเขาว่าให้ทำห้องโน้น ห้องนี้ แก้ไปแก้มาๆ ๆ  สุดท้ายก็เป็นบ้านที่ไม่มีใครชอบเลย  ผมว่าสิ่งที่สำคัญก่อนที่ลูกค้าจะสร้างบ้าน  คือการหานักออกแบบ-ตกแต่งภายในที่มีเทสที่คุณเชื่อ  หรือสถาปนิกที่คุณเชื่อในผลงานดั้งเดิมเขาแล้วปล่อยให้เขาได้ใช้สามารถเต็มที่

คำแนะนำสำหรับนักธุรกิจที่อยากสร้างแบรนด์

นันทวัฒน์ : ข้อที่หนึ่งต้องเข้าใจ The Why ธุรกิจของตัวเอง คุณอยู่ในธุรกิจนั้นเพื่ออะไร  ข้อสองใส่ใจในทุกสิ่งที่ทำ  หรือใส่ใจในสิ่งที่คู่แข่งมองข้าม

ผมมีโอกาสได้คุยกับคุณอนันต์ อัศวโภคิน ตอนที่เขาทำห้างสิ่งแรกที่เขาพัฒนาเลยคือ ‘ห้องน้ำ’ แล้วจะให้ทิชชู่อย่างดีเพราะคิดว่าลูกค้ามาห้าง  แล้วอยากได้ห้องน้ำที่ไม่ต้องไปหยอดเหรียญ  การใส่ใจคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เอาใจผู้บริโภคมาใส่ใจเราระหว่างที่คุณกำลังออกแบบธุรกิจคุณอันนี้สำคัญ

ในตอนสุดท้ายเราถามเขาว่า “ถ้ามีลูกค้าเดินมาบอกว่าช่วย ‘รีแบรนด์’ ใหม่ให้หน่อย คุณจะบอกเขาว่าอะไร” คุณนันทวัฒน์บอกว่า “ถ้าจะรีแบรนด์ใหม่ผมจะถามลูกค้าก่อนว่ารีแบรนด์ไปเพื่ออะไร” เพราะต้องตอบให้ได้ว่าเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ หรือเพียงแค่อยากได้โลโก้สวยๆ  แล้วทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น  ซึ่งแลกกับการที่คุณมีความสุขอยู่คนเดียว  แต่ไม่ได้หมายความว่าการรีแบรนด์ไม่ดีแค่เอาอาจจะเอางบส่วนนั้นไปคืนกำไรให้ลูกค้าในด้านอื่นแทนดีกว่า

ชมคลิปสัมภาษณ์ :

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/golf-nuntawat-branding-for-success/

EU สั่งปรับ Google 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากกีดกันคู่แข่งจากข้อตกลงการโฆษณาที่มีอยู่

คณะกรรมาธิการยุโรปของสหภาพยุโรปหรือ EU ออกคำสั่งปรับ Google เป็นเงินเกือบ 54,000 ล้านบาท ฐานกีดกันคู่แข่งจากข้อตกลงการโฆษณาที่มีข้อกำจัดอยู่

EU ปรับ Google เกือบ 54,000 ล้านบาท

หน่วยงานของสหภาพยุโรป (European Commission: EU) อย่าง “คณะกรรมาธิการยุโรป” (European Commission: EC) ได้ออกคำสั่งปรับเงินบริษัท Google ยักษ์ใหญ่ไอทีเป็นจำนวน 1,490 ล้านยูโร (คิดเป็นเงินได้ประมาณ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 54,000 ล้านบาท)

ซึ่ง EC ระบุสาเหตุการถูกปรับครั้งนี้มาจาก Google ละเมิดต่อกฎการต่อต้านการผูกขาดของ EU ใช้อำนาจที่มีอยู่เหนือตลาด นำข้อจำกัดที่มีอยู่ในสัญญาของผู้ติดตั้งโฆษณา Google Adsense ทำให้คู่แข่งของ Google ไม่สามารถแสดงโฆษณาบนเว็บต่างๆ ที่ติด Adsense ได้

Kent Walker ในฐานะที่เป็น SVP (Senior Vice President) of Global Affairs ของ Google ก็น้อมรับต่อคำตัดสินของ EC เพื่อให้เกิดเป็นตลาดที่สมบูรณ์และเติบโตอย่างต่อเนื่อง และจะอัพเดทให้เห็นโฆษณาคู่แข่งมากขึ้น

“พวกเราได้รับความคิดเห็นทั้งจาก European Commission และแหล่งอื่นๆ อย่างรอบคอบ ซึ่งผลหลังจากนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เราจะมีการออกอัพเดท Product ของเราในยุโรปเร็วๆ นี้” Kent Walker กล่าว

ย้อนดู EU ปรับ Google

  • มิถุนายน 2560 – Google เคยถูก EC ปรับเป็นเงิน 2,420 ล้านยูโร ฐานใช้อำนาจในการครองตลาด Search Engine เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับบริการ Google Shopping แสดงไว้บนสุดของหน้าค้นหา ซึ่งผิดกฎหมายผูกขาดทางการค้า
  • กรกฎาคม 2561 – EC ก็ปรับ Google ไปอีก 4,340 ล้านยูโร ฐานผิดข้อตกลงบางอย่างด้วยการนำเอาอุปกรณ์ Android มาสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริการค้นหาของ Google อีกด้วย

ที่มา : Google, European Commission, CNBC และ

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/google-is-fined-1700-million-usd-by-eu/

เจาะโครงสร้าง News Network บริษัทแม่ของ Nation TV

จากกรณีที่ Nation TV ตกเป็นประเด็นเรื่องของการนำเสนอข่าวในเวลานี้ ทำให้เราอยากพาไปดูบริษัทแม่ของเครือเนชั่นอย่าง News Network ว่ามีธุรกิจย่อยๆ อะไรในมืออีกบ้าง

ข้อมูลของบริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (News Network หรือ NEWS) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทสไทยระบุว่าเป็นกลุ่มบริษัทประกอบธุรกิจสื่อ และเป็นผู้ให้บริการด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอีกด้วย มีผู้บริหาร คือ

  • มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการ
  • อารักษ์ ราษฎร์บริหาร เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • ประสพสุข บุญเดช เป็นรองประธานกรรมการ

News Network มีบริษัทย่อยในมือ ได้แก่

1. บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG มีผู้บริหาร คือ

  • มารุต อรรถไกวัลวที ประธานกรรมการ
  • ฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหาร
  • สมชาย มีเสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
  • สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม รองประธานกรรมการ

NMG มีสื่อในเครือได้แก่

  • หนังสือพิมพ์ The Nation, กรุงเทพธุรกิจ และคมชัดลึก
  • ช่อง Spring 26 ดำเนินการโดย บริษัท สปริง 26 จำกัด
  • ช่อง Nation TV 22 ดำเนินการโดยบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NBC

2. หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ดำเนินการโดย บริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด ในเครือ Spring News ที่ทำสัญญากับบริษัท ฐานเศรษฐกิจ จำกัด เจ้าของสิทธิ์เดิม

3. ช่อง Spring News 19 และสื่อออนไลน์แบรนด์ Spring ดำเนินการโดย บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4. สื่อออนไลน์ TNews ดำเนินการโดย บริษัท กรีน เน็ต 1282 จำกัด


ถือเป็นกลุ่มบริษัทสื่อที่น่าสนใจ เพราะมีสื่อหลายแบรนด์รวมอยู่กลุ่มบริษัทเดียว

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/news-network-head-company-of-nation-tv/

Midea Group แบรนด์จีนยักษ์ใหญ่มุ่งขยายตลาดแอร์ในไทย มั่นใจติดท็อป 3 ใน 5 ปี

ภาพจาก : Twice

อากาศร้อนๆ ของเมืองไทยชวนให้นึกถึงแอร์เย็นๆ ซึ่งในตลาดมีเครื่องปรับอากาศให้เลือกหลากหลายยี่ห้อหนึ่งในนั้นก็คือ “Midea” ผู้ผลิตและผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศอันดับหนึ่งของโลกสัญชาติจีน  ที่ลุกขึ้นมาประกาศกร้าวว่าจะขยายตลาด  และเพิ่มการลงทุนในไทย เพื่อดันตัวเองสู่ท็อป 3 แบรนด์ยอดนิยม ภายใน 5 ปี พร้อมกับตั้งเป้ายอดขายในไทยเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 74% ในปีนี้  ลองมาดูกันว่าแบรนด์แอร์สัญชาติจีนนี้มีความพิเศษอย่างไรถึงได้มั่นใจขนาดนี้

“Midea Group” ถูกนิตยสารฟอร์จูน ได้จัดอันดับให้เป็น 1 ใน 500 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ที่ผลิตและจำหน่ายสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมากที่สุดบริษัทหนึ่ง

โดยเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 50 ปี (ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2511) จากผู้ก่อตั้งชาวจีนเพียง 23 คนที่รวบรวมเงินมาลงทุนทำธุรกิจในวันเริ่มต้น  จนปัจจุบันมีโรงงานผลิต 18 แห่งในจีน และอีก 15 แห่งในต่างประเทศ มีพนักงานราว 1.3 แสนคนทั่วโลก และมีการส่งออกสินค้าไปมากกว่า 200 ประเทศ

ส่วนแบ่งทางการตลาดของ Midea ในประเทศจีน

ในส่วนของสินค้าเครื่องปรับอากาศ ไมเดีย กรุ๊ป ถือว่าเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่สุดของโลก  โดยมีมาร์เก็ตแชร์ดังนี้

  • กลุ่มเครื่องปรับอากาศใช้ภายในบ้าน (Residential Air Conditioner หรือ RAC) มาร์เก็ตแชร์ในจีนสูงถึง 28% เป็นอันดับสองในตลาดจีน และส่งออก 24% นับเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง
  • กลุ่มเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ (Commercial Air Conditioner หรือ CAC) ที่ใช้ในออฟฟิศ อาคารสำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล หรือทาวน์โฮม ไมเดีย กรุ๊ปก็ยังครองมาร์เก็ตแชร์ในจีน 11.5%   และส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วน 20%”

โดยช่วงสามปีที่ผ่านมา เครื่องปรับอากาศใช้ภายในบ้าน (RAC) ของ Midea สามารถทำยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดจีนและตลาดโลก ในปี 2560 สามารถขายได้ทั้งสิ้น 38 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 40.7% และยังได้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายขึ้นอีก 30% สำหรับตลาดอาเซียนภายในปี 2562

แบรนด์กำลังเติบโตได้ดีในประเทศไทย

เครื่องปรับอากาศ Midea ได้เริ่มทำการตลาดอย่างจริงจังในไทยตั้งแต่ปี 2559 และในขณะนี้มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 2.2%  ซึ่งโทนี่ หลิว ผู้จัดการอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ ประจำประเทศไทย ได้กล่าวถึงผลการ ดำเนินงานในไทยว่า

“ถึงแม้ตลาดเครื่องปรับอากาศของไทยระหว่างปี 2560-2561 จะมีอัตราการเติบโต -8.3% เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศไม่ ได้ร้อนตามที่คาดการณ์ แต่สินค้าแบรนด์ Midea กลับเติบโตสวนทาง เพิ่มขึ้น 54% ในปีที่ผ่านมา

จากการเดินหน้าขยายช่องทางการขายแบบต่อเนื่อง การสร้างแบรนด์ผ่านการตลาด รวมถึงการให้บริการหลังการขาย จึงทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น รวมถึงการนำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ เพราะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและมีกำลังการผลิตขนาดใหญ่

ตั้งเป้าหมายในอนาคตสู่การติด Top 3 ของไทย

ในส่วนเป้าหมายสำหรับเครื่องปรับอากาศแบรนด์ Midea โทนี่ เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้นจาก

  • ปี 2562 นี้ บริษัทฯ มีเป้ามาร์เก็ตแชร์เพิ่ม เป็น 4.5%  โดยจะลงทุนเพิ่มขึ้นในเรื่องสินค้าการขยายหน้าร้าน การทำการตลาด
  • ปี 2563 มีเป้ามาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 7% โดยจะเน้นเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • ปี 2564 มีเป้ามาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 9% โดยจะเน้นสร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่นในแบรนด์ ให้มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงอัพเกรดสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด
  • ปี 2565 บริษัทฯ มีเป้ามาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 13% โดยมีแผนที่จะยกระดับ เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและขั้ นตอนการกระจายสินค้าทั่วประเทศให้ทันสมัยยิ่งขึ้น รวมถึงทำกิจกรรมการตลาด การส่งเสริมการขาย และการสร้างแบรนด์

แผนการตลาดในปี 2562

ในปี 2562 บริษัทฯ มีกำหนดที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ 20 รุ่น ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศใช้ ภายในบ้านและกลุ่มเชิงพาณิชย์ โดยจะเน้นไปที่รุ่นที่เป็นระบบอินเวอร์เตอร์เป็นหลัก

ในด้านช่องทางจัดจำหน่ายบริษัทฯ จะเน้นการขายสินค้าใน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

  • ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศโดยเฉพาะ  ซึ่งปัจจุบันเป็นช่องทางหลัก
  • โมเดิร์นเทรด  โดยบริษัทฯ จะเพิ่มพาร์ทเนอร์ในช่องทางนี้ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น
  • ารขายในรูปแบบโปรเจกต์ ทั้งในรูปแบบ B2B และ B2G นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจะเพิ่มงบด้านการตลาด โดยตั้งเป้าที่จะใช้งบ 12% ของรายได้ ในการสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ผ่านแคมเปญการตลาด

อีกจะเน้นการโฆษณาทางช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น  และการโฆษณาตามสื่อท้องถิ่น นอกจากนั้นจะอัพเกรดศูนย์บริการ ด้วยการเพิ่มจำนวนศูนย์และพื้นที่การให้บริการเพิ่มขึ้น

สินค้าจีนกับกระแสของผู้บริโภค

กระแสการยอมรับสินค้าจีนเพิ่มขึ้น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสร้างการเติบโตให้กับเครื่องปรับอากาศ Midea ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มเชื่อมั่นและตอบรับกับสินค้าแบรนด์จีนมากขึ้น

เพราะจีนเป็นผู้นำการผลิตสินค้าเกือบทุก ประเภทให้บริษัทชั้นนำทั่วโลก  บวกกับปัจจัยหนุนของรัฐบาลและความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ที่ทำให้เกิด โปรเจกต์ ‘One Road One Belt’ หรือ ‘เส้นทางสายไหม’ ที่จะมาเชื่อมโยงการค้าให้สะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  และส่งผลต่อต้นทุนสินค้าที่จะถูกลง

สร้างจุดแข็งด้วยการผลิต

ด้านผู้บริหารบอกกับทีมงาน thumbsup ว่า “ปัจจัยที่ทำให้ไมเดีย กรุ๊ป เป็นผู้นำตลาดสินค้าเครื่องปรับอากาศ คือการที่บริษัทฯ มีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และมีโรงงานผลิตส่วนประกอบสำคัญทุกส่วนของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคอมเพรสเซอร์ แผงคอยล์ มอเตอร์ และแผงวงจร และด้วยจำนวนโรงงานผลิตมากถึง6 แห่งในจีน และอีก 5 แห่งในต่างประเทศ ทำให้มีกระบวนการผลิตขนาดใหญ่

สามารถรองรับการผลิตสินค้าเครื่องปรับอากาศได้ทุกประเภท ได้ปีละ 67 ล้านเครื่อง และให้ความสำคัญกับดีไซน์  ได้รับรางวัลด้านการออกแบบ ผลิตภัณฑ์จากเวทีนานาชาติ มามากกว่า 40 รางวัล”

นำ ‘ความร้อน’ มาเป็นโอกาสทางธุรกิจ

คาดว่าปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นความสนใจในผู้บริโภคต่อแบรนด์ Midea ได้แก่ ‘ความร้อน’  ปีนี้อากาศร้อนมากและร้อนเร็ว  แอร์ไมเดีย มีคุณสมบัติเด่น Flash Cooling ที่เร่งความเร็ว ซึ่งทำให้ห้องเย็นได้อย่างรวดเร็วภายใน 30 วินาที เย็นเร็วทันใจ

นอกจากนี้ด้วยวิกฤตมลพิษทางอากาศในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคต้องเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่ช่วยป้องกันฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสินค้า Midea มีเทคโนโลยี Air MagicTM ที่ช่วยดูแลสุขภาพที่ดีด้วยการยับยั้งแบคทีเรียและฝุ่นละอองในอากาศ

และมีระบบกรองอากาศ Dual Filtration ช่วยดักจับฝุ่นขนาดใหญ่และป้องกันอนุ ภาคขนาดเล็กอีกด้วย หรือกระแสความต้องการประหยัดค่ าใช้จ่ายใน ชีวิตประจำวัน  ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ  ต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดค่าไฟได้

เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์ของ Midea มีระบบ Gear Shift ให้ผู้ใช้เลือกระดับพลังงานที่ ต้องการใช้ได้ 3 ระดับ คือ 50%, 75% และ 100% บวกกับชุดพัดลมแบบ High Static Pressure และท่อระบายความร้อนแบบพิเศษ ทำให้การหมุนเวี ยนและระบายความร้อนดีขึ้น ส่งผลให้ประหยัดพลังงานได้มากถึง 30% นอกจากนี้ ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ฟังก์ชั่น I-ECO ที่ช่วยลดอัตราการใช้พลังงานอย่างเห็นได้ชัดใน 8 ชั่วโมงที่ใช้งาน”

ซึ่งโทนี่ หลิว ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “เราเชื่อว่าเครื่องปรับอากาศ Midea จะกลายเป็นที่นิยมของคนไทยในไม่ช้า เพราะด้วยจุดเด่นในด้าน นวัตกรรม ดีไซน์ และราคา รวมถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตและส่งออกเครื่องปรับอากาศรายใหญ่สุดของโลกจะสามารถการันตีความพึงพอใจของลูกค้าได้ลูกค้าจะพบกับทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด”

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่น่าสนใจและต้องจับตามองกันว่ากลยุทธ์ที่วางไว้  จะสามารถตีตลาดจนครองใจผูเบริโภคชาวไทยได้เหมือนกับที่ตีตลาดในจีนได้หรือไม่

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/03/midea-group-air-conditioner-from-china/