คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

จองแล้วไม่เทแน่นอน Haha Taxi แอพทางเลือกใหม่สำหรับคนอยากใช้แท็กซี่

การเปิดให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถโดยสารนั้น หากมาทีหลังย่อมต้องเจอการเปรียบเทียบกับเจ้าตลาดอย่างแน่นอน แต่ทีมบริหาร HaHa Taxi ดับฝันความคิดนี้ก่อนเลย เพราะชัดเจนเรื่องการให้บริการว่าเจาะคนละกลุ่มกัน รวมทั้งการพัฒนาและบริหารงานนั้น เป็นฝีมือของคนไทยล้วนๆ

HaHa Taxi พัฒนาโดยคนไทย

แอพพลิเคชั่น HaHa Taxi นี้ พัฒนาขึ้นโดยทีมงานของบริษัท โฮวา อินเตอร์เนชั่นแนล โดย นายหัสดินทร์ เอี่ยมชีรางกูร
รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮวา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีพาร์ทเนอร์หลักด้านการชำระเงินคือ Mastercard ดังนั้น การทำตลาดต่อจากนี้คือ จะแบ่งงานกัน โดยการออกโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าหรือผู้โดยสารจะบริหารงานโดยมาสเตอร์การ์ด ส่วนทางโฮวาจะเป็นคนจัดแคมเปญหรือให้ Intensive แก่แท็กซี่เอง

ด้านเงินลงทุนในการพัฒนาระบบ ใช้ไปแล้วเกือบ 20 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการลงระบบคลาวด์ เซิร์ฟเวอร์ โดยการพัฒนาระบบและความปลอดภัยต่างๆ จะร่วมกันพัฒนากับ AIS ดังนั้นลูกค้ามั่นใจได้ว่าปลอดภัยและข้อมูลของลูกค้าไม่รั่วไหลแน่นอน

นอกจากนี้ ความแตกต่างจากแอพพลิเคชั่นอื่นๆ คือ ต้องจองรถล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ชั่วโมง คิดค่าบริการในการเรียกเพิ่ม 20 บาท ที่เหลือคือจ่ายค่าบริการตามมิเตอร์

แต่ถ้าเจอรถแท็กซี่ที่มีการติดตั้งเครื่องนี้ บนท้องถนน ก็สามารถเรียกใช้บริการได้ โดยขณะนี้มีรถที่ติดตั้งมิเตอร์รูปแบบใหม่นี้ให้ใช้งานอยู่ประมาณ 500 คัน ตั้งเป้าอยากได้แท็กซี่ในระบบ 20,000 คัน แต่ก็ไม่ได้มีการระบุว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน เพราะเปิดรับแท็กซี่ตลอดเวลา ค่าติดตั้งระบบมิเตอร์ทั้งชุด 3 หมื่นบาท ถือว่าไม่ได้แพง เพราะเรื่องความปลอดภัยคือมั่นใจว่าดีมาก

ทั้งนี้ หากเป็นมิเตอร์แบบเดิมจะติดตั้งตามความต้องการใช้งาน ซึ่งอาจจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าปลอดภัย 100% เท่ามิเตอร์ของเราหรือเปล่า เพราะมิเตอร์นี้จะบังคับให้คนขับต้องล็อกอินกับรถคันที่ระบุไว้เท่านั้น มีสัญญาณติดตาม โดยมีให้เลือกว่าจะเป็นแท็กซี่หรือรถลีมูซีน

นอกจากนี้ การตรวจสอบคนขับรถ นอกจากมีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ ก็ยังมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคนขับนั้นไม่มีประวัติสุ่มเสี่ยง รวมทั้งผู้โดยสารสามารถประเมินคนขับหรือแจ้งมาที่ศูนย์บริการส่วนกลางได้ หากเจอปัญหาใดๆ

 

ความเป็นมาของ Howa

รายละเอียดที่ขึ้นในเว็บไซต์หลักของบริษัทค่อนข้างชัดเจนว่า บริษัท โฮวา อินเทอร์เนชั่นแนล จำกัด นั้น ก่อตั้งขึ้นมากว่า 39 ปีแล้ว จากเดิมเป็นรูปแบบการให้สินเชื่อแก่คนขับแท็กซี่ที่ต้องการเงินไปใช้ในความต้องการต่างๆ ก่อนที่จะมาขยายบริการและร่วมมือกับ สหกรณ์สุวรรณภูมิแท็กซี่ ซึ่งเป็นศูนย์วิทยุส่วนกลางของคนขับในการสื่อสารระหว่างคนขับกับผู้โดยสาร ในการเรียกใช้บริการต่างๆ ซึ่งสหกรณ์สุวรรณภูมิแท็กซี่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแท็กซี่ที่ให้บริการในสนามบินสุวรรณภูมิ และสมาชิกที่มีในระบบของสหกรณ์จะมีทั้งแบบแท็กซี่ส่วนบุคคลและเจ้าของอู่ที่ต้องการร่วมงานกัน

Mastercard เน้นลูกค้าไม่พกเงินสดมากขึ้น

ทางด้านของ นางสาว ไอลีน ชูว ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาตลาดประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ มาสเตอร์การ์ด เล่าว่า มาสเตอร์การ์ดพยายามที่จะผลักดันให้เกิดการใช้จ่ายสะดวกขึ้น โดยหวังอยากให้การใช้ชีวิตแบบออฟไลน์สามารถเชื่อมโยงกับออนไลน์ได้ เพราะคนยุคใหม่นิยมการจ่ายเงินแบบแตะมือถือบนเครื่องมิเตอร์มากขึ้น

ความร่วมมือระหว่างมาสเตอร์การ์ด และ HaHa Taxi App ในการนำเสนอบริการชำระเงินแบบไร้เงินสดสำหรับแท็กซี่ คืออีกหนึ่งโซลูชั่นการชำระค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากมาสเตอร์การ์ดที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้กับการชำระเงินแบบไร้เงินสดสำหรับผู้ใช้บริการนับล้านทั่วเอเชียแปซิฟิก

ถือเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง รวมไปถึงการสร้างเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ท ซิตี้ ทั้งนี้ การส่งเสริมประสบการณ์การชำระค่าโดยสารแบบไร้เงินสด ยังสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทยอีกด้วย

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติยังสามารถเพิ่มบัตรมาสเตอร์การ์ดลงใน HaHa Taxi App เพื่อใช้ชำระค่าโดยสารขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในกรุงเทพฯ ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ถือบัตรชาวไทยที่ลงทะเบียนกับแพลตฟอร์มาสเตอร์พาส ยังสามารถใช้โซลูชั่นชำระเงินออนไลน์กับร้านค้าที่รองรับมาสเตอร์พาสในประเทศอื่นๆ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ตลอดสองปีที่ผ่านมา มาสเตอร์การ์ด ยังได้เปิดตัวระบบชำระเงินแบบไร้เงินสดสำหรับบริการเรือข้ามฟากและบริการรถรางในซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย รวมไปถึงการนำระบบชำระเงินแบบไร้เงินสดมาใช้กับผู้ให้บริการขนส่งทางบกอย่าง ComfortDelGro ในประเทศสิงคโปร์ และ HKTaxi ในฮ่องกง

ในปี พ.. 2560 มาสเตอร์การ์ดได้ประกาศสนับสนุนกรอบการทำงาน EMVCo Secure Remote Commerce (SRC) ฉบับใหม่ ซึ่งช่วยเสริมสร้างประสบการณ์การชำระเงินของผู้บริโภคได้อย่างมั่นคงต่อเนื่องยิ่งขึ้น

ทั้งยังช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากที่ผู้บริโภคต้องเผชิญในการชำระเงินตามเว็บไซต์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังช่วยให้ร้านค้าสามารถนำรหัสโทเค็น (Token) มาใช้ได้อย่างสะดวกและจัดเก็บได้อย่างปลอดภัยยิ่งกว่า จึงช่วยให้การชำระเงินเป็นไปได้อย่างราบรื่นและสะดวกสบายกว่าเคย ความร่วมมือระหว่าง มาสเตอร์การ์ด และ HaHa ในครั้งนี้ จึงถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างประสบการณ์การชำระเงินขึ้นอีกขั้น

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/haha-taxi-application/

Advertisements

ฉาว! DJI เผยมีการทุจริตภายในบริษัท พนักงานกว่า 40 คนมีส่วนร่วม คาดเสียหาย 4,700 ล้านบาท

ผู้ผลิตและจำหน่ายโดรนส์เบอร์ 1 ของโลกจากจีนอย่าง DJI ออกมายอมรับว่า บริษัทฯอาจะต้องเสียรายได้ไปสูงถึง 1,000 ล้านหยวน หรือราวๆ 4,700 ล้านบาทด้วยสาเหตุมาจากการทุจริตภายในของพนักงานหลายรายด้วยกัน สร้างความตกใจไม่น้อยให้กับโลกเทคโนโลยี ล่าสุดทางบริษัทฯ ได้ประกาศสอบสวนกรณีนี้เป็นการด่วน พร้อมมีการไล่พนักงานหลายรายออกหลังพบว่าเกี่ยวพันกับปัญหาทุจริตครั้งใหญ่นี้

ปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นนี้ ถือว่าเป็นหนึ่งในเคสอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนเลยก็ว่าได้ หากนับตั้งแต่จีนเริ่มสร้างชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ในการเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกทางด้านเทคโนโลยีมาในช่วงราวๆ 20  ปีให้หลัง โดยเบื้องต้นมีรายงานว่าพนักงานกว่า 40 รายตกเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีทุจริตนี้และต้องถูกสอบสวนอย่างเข้มงวดต่อไป หลังจากถูกพบว่ามีการปลอมแปลงราคาต้นทุนของชิ้นส่วนที่จัดซื้อมาให้มีราคาสูงกว่าปกติ โดยที่ส่วนต่างดังกล่าวนั้นถูกยักยอกเข้ากระเป๋าพนักงาน สร้างความเสียหายรวมคิดเป็นเงินไทยราวๆ 4,700 ล้านบาทเลยทีเดียว

DJI ขอประณามการทุจริตโกงกินทุกรูปแบบอย่างจริงจังและเราได้ทำการจัดตั้งทีมงานระดับสูงเพื่อสอบสวนและกำหนดมาตรการต่อต้านการทุจริต
– DJI

นับตั้งแต่การเข้ามาของรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ภาคธุรกิจสัญชาติจีนทั้งเล็กใหญ่ทั้งหลายถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดในการควบคุม และต่อต้านการทุจริตมิเช่นนั้นจะต้องเจอผลลัพธ์อันไม่อาจคาดคิด (เป็นคำขู่อันแน่วแน่จากรัฐบาลจีนที่ก็ไม่แน่ชัดว่าคืออะไร 🙁 ) หากไม่ปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลจีน สำหรับ DJI นั้นถือเป็นอีกหนึ่งบริษัท High-Profile ยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยี (Tech Giants) ของโลก มีพนักงานกว่า 14,000 คนและถือส่วนแบ่งยอดขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์โดรนส์อยู่ราวๆ 3 ใน 4 เลยทีเดียวโดยปัจจุบันมี Mavic 2 นำทัพสำหรับตลาดผู้บริโภค และยังรวมไปถึงตลาดอุตสาหกรรมสื่อที่มีการนำโดรนส์ไปใช้กันอย่างแพร่หลายอีกด้วย

เราจะพยายามอย่างเข้มงวดเพื่อที่จะควบคุมการทำงานภายในให้โปร่งใสมากขึ้น รวมถึงการสร้างช่องทางสำหรับพนักงานผู้สุจริตให้สามารถรายงานปัญหาที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดและกระทำทุจริตต่อบริษัทฯได้โดยที่การรายงานจะเป็นความลับและไม่ต้องเปิดเผยตัวตน สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เราจะดำเนินการสอบสวนทั้งภายในและตามกฏหมายอย่างเต็มรูปแบบ…
– ส่วนหนึ่งของคำแถลงอย่างเป็นทางการของ DJI ประเทศจีน

 

ที่มา: Engadget | Bloomberg

from:https://droidsans.com/dji-chinese-admits-massive-loss-from-fraud/

Juniper เซ็นต์สัญญาจ้าง IBM ดูแลระบบ Cloud ของตนเอง ดีลมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท

IBM Services และ Juniper Networks ได้เซ็นต์สัญญามูลค่า 325 ล้านเหรียญหรือราวๆ 10,400 ล้านบาท เพื่อให้ IBM ช่วยดูแลระบบ Hybrid Cloud ของ Juniper Networks ในการเปลี่ยนธุรกิจของ Juniper Networks ไปสู่การเป็น Cloud-First อย่างเต็มตัว

Credit: ShutterStock.com

Juniper Networks นั้นมีการใช้งาน Application หลากหลายทั้งแบบ Legacy และแบบ Cloud-Native ปะปนกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งทาง IBM นั้นก็จะนำ IBM Services Platform with Watson เข้ามาช่วยในการสร้าง, การบริหารจัดการ และการดูแลรักษาทั้งในส่วนของ Data Center, Help Desk และ Data & Voice Network ด้วยเทคโนโลยี Robotics, Scripting, Predictive Insight และ Analytics เป็นระยะเวลา 7 ปี

นอกจากนี้ IBM ยังได้นำเสนอแนวคิด Factory Development ที่จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถก้าวสู่การทำ Agile IT ได้ด้วยการนำ Automation และเครื่องมือ Cognitive มาใช้ เสริมด้วยประสบการณ์ของ IBM ในการช่วยลูกค้าทั่วโลกในการแปลง Legacy Application ไปสู่ Microservices เพื่อช่วยให้การจัดการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมของ Application ให้ทันสมัยขึ้นนั้นกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งกว่าในอดีตที่ผ่านมา

ก็ถือเป็นอีกมุมของความสัมพันธ์ระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว และน่าจับตามองว่าหลังจากนี้ Juniper Networks จะนำเสนอนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ ผ่านระบบ Cloud ของตนเองบ้าง

ที่มา: https://www.sdxcentral.com/articles/news/ibm-juniper-ink-325-million-hybrid-cloud-deal/2019/01/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-to-manage-hybrid-cloud-for-juniper-networks/

Infor ได้รับเงินลงทุนเพิ่ม 48,000 ล้านบาท ก่อนแผนการ IPO ภายในปี 2019 – 2020

Infor ผู้พัฒนาโซลูชัน ERP ชื่อดัง ได้ออกมาประกาศถึงการรับเงินลงทุนเพิ่มเติมอีก 1,500 ล้านเหรียญหรือราวๆ 48,000 ล้านบาท ก่อนกำหนดการเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่ได้กำหนดเอาไว้

Credit: Infor

การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นโดย Koch Equity Development LLC และ Golden Gate Capital โดยทาง Infor เองนั้นก็มีแผนที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์หรือ IPO อยู่แล้วภายในปี 2019 – 2020 นี้ โดยในปีงบประมาณ 2018 ที่ผ่านมาทาง Infor เองก็ได้รายงานถึงรายรับประจำปีของตนเองที่ประมาณ 3,000 ล้านเหรีญหรือราวๆ 96,000 ล้านบาท

จุดเด่นของ Infor นั้นคือการถือครองเทคโนโลยีโซลูชันด้านระบบ ERP สำหรับธุรกิจเฉพาะทางในอุตสาหกรรมต่างๆ เอาไว้จำนวนมาก ทำให้การนำ Infor ไปใช้งานปรับแต่งสำหรับธุรกิจเฉพาะบางประเภทนั้นสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายโดยมี Best Practice ของธุรกิจนั้นๆ พร้อมให้ใช้งานได้ทันที

ตัวอย่างความสำเร็จของ Infor นั้นถือว่าน่าสนใจไม่น้อย อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา โรงพยาบาลกว่า 72% นั้นใช้โซลูชันของ Infor ในขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ 19 ใน 20 อันดับแรกก็ใช้ Infor รวมถึงแบรนด์แฟชันชื่อดัง 8 ใน 10 อันดับแรกก็ใช้ Infor ด้วยเช่นกัน

ที่มา: https://www.reuters.com/article/us-walgreens-boots-microsoft/walgreens-and-microsoft-partner-to-develop-digital-healthcare-services-idUSKCN1P91V1

from:https://www.techtalkthai.com/infor-got-48000-million-thb-before-its-planned-ipo/

ส่องตลาดสั่งอาหาร Delivery ใครกันแน่ ที่กำลังครองตลาดอยู่

ถึงแม้มูลค่าตลาดขนส่งอาหารแบบ Delivery จะมีมูลค่าสูงถึง 26,000 ล้านบาท โดยเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 7-8% แต่ยังไม่ได้เป็นที่พูดถึงในวงกว้างนัก เนื่องจากแบรนด์ที่เข้ามาเป็นเจ้าตลาด คือบริษัทใหญ่ ทำให้มีคู่แข่งน้อย

โดยระบบการทำงานที่จะส่งถึงมือลูกค้า แต่ละแบรนด์ก็จะมีความโดดเด่นต่างกัน แต่แบรนด์ไหนมีจำนวนร้านค้าในระบบเยอะ ก็จะได้เปรียบมาก เพราะต้องใช้งบที่สูงในการประสานตรงนี้

แต่ความต้องการสั่งอาหาร Delivery ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มูลค่าตลาดก็สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วตอนนี้แบรนด์ไหนคือเจ้าตลาดอยู่กันแน่ ที่จะได้รับเงินมหาศาลตรงนี้ไปครอบครอง

LINE MAN

จากยอดผู้ใช้งานมากกว่า 1 ล้านรายต่อเดือน และมียอดการสั่งซื้อเติบโตกว่า 489% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้ LINE MAN เป็นแอพพลิเคชั่น สั่งอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงนี้

จะบอกว่าเป็นเจ้าตลาดเลยก็ว่าได้ ซึ่งยอดผู้สั่งที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งถูกปรับเปลี่ยนมาจากยอดผู้ใช้งานจากฟีเจอร์อื่นๆ เช่น บริการเมสเซนเจอร์, บริการเรียกแท็กซี่

ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทุกความเร่งรีบและกิจกรรมเร่งด่วน ด้วยสถานการณ์รถติดที่เกิดขึ้นในกรุงเทพได้กลายเป็นข้อดี ที่มีบริการรับส่งมาตอบโจทย์ และไม่น่าแปลกใจหากใครอยากจะสั่งอาหารกับร้านโปรด กดเลือกที่จะกดใช้บริการ LINE MAN

แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อติติง เนื่องจากช่วงที่ LINE MAN เข้ามาตลาดส่งอาหาร Dalivery ไม่ได้มีเจ้าตลาดที่แข็งแรง ทำให้มีอำนาจในการต่อรองราคาสูง จนสามารถชาร์จค่าส่งแพงๆ ได้

กลายเป็นที่มาที่ทำให้แพลตฟอร์มข้อต่อไปเข้ามาตีตลาดได้แบบเงียบๆ

 

Grab Food

Grab Food คือบริการส่งอาหารแบบ Delivery ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ยังไม่ได้แพร่หลายมากนัก เพราะคนส่วนใหญ่เรียก Grab สำหรับการเดินทาง

ทำให้ช่วงแรก Grab ใช้วิธีคิดค่าส่งฟรี ซึ่งร้านค้าที่ค้นหาเจอจะอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่คุณอยู่ ซึ่งต่างจาก LINE Man ที่สั่งได้ทุกร้านที่อยากจะกิน

ถึงแม้จะเสียเปรียบไปบ้าง แต่คำว่า “ส่งฟรี” ก็ทำให้ได้ลูกค้ารายใหม่ไปไม่ใช่น้อย ซึ่งปัจจุบันมียอดเติบโตถึง 440% และเมื่อมีลูกค้าติดใช้บริการแล้วจึงเพิ่มค่าส่งเป็นเสีย 10 บาทต่อครั้ง

แต่ก็มีโปรส่งฟรีและลดราคามาอีกเรื่อยๆ ถึงแม้จะไม่ได้หวือหวาเหมือนแอพสั่งอาหารอื่นๆ แต่ก็มีผู้เข้ามาใช้และบอกต่อเป็นจำนวนมาก เหมือนคลื่นใต้น้ำที่จะเข้ามาชิงอันดับกับ LINE Man

 

Skootar

หลายคนคงรู้จักกันดีกับแอพที่ให้บริการขนส่งเอกสารต่างๆ และเมื่อมีผู้ใช้ติดเป็นจำนวนมากจึงแตกไลน์ไปเป็นการขนส่งอื่นๆ เพิ่ม

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือส่งอาหาร แต่ถึงแม้จะเป็นตัวใหม่ที่เข้ามาเล่น แต่ยังไม่ได้รับกระแสเท่าที่ควร เนื่องจากพาร์ทเนอร์ร้านค้าที่อยู่ในมือยังไม่พอสำหรับมาแย่งส่วนแบ่งได้อย่าง Grab Food

 

Foodpanda

แพลตฟอร์มที่อยู่คู่มากับการขนส่งอาหาร Delivey มาอย่างยาวนาน เรียกว่าฐานแน่น ลูกค้าใช้บริการอย่างสม่ำเสมอทำให้มีคำสั่ง ซื้อราว 2 ล้านคำสั่งต่อเดือน

แต่ถึงจะอยู่มานาน แต่การเพิ่มฐานลูกค้ายังไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากโปรล่อใจลูกค้าใหม่ยังไม่เตะตาเท่าไหร่ ผู้บริการที่ใช้อยู่จึงเป็นผู้ใช้บริการประจำนั่นเอง

พอจะมองภาพออกแล้วใช่มั้ยคะ ว่าใครคือเจ้าตลาดและใครคือคู่แข่งแบบคลื่นใต้น้ำที่ไม่หวือหวาแต่กวาดเรียบ

และไม่ว่าจะแข่งขันกันสูงแค่ไหนข้อดีก็ตกมาที่ผู้ใช้งานอยู่ดี เพราะแบรนด์ทั้งหลายก็แข่งกันมีโปรเด็ดมาดึงดูดลูกค้า

และยิ่งแข่งขันสูง การยิ่งเกิดสินค้าใหม่ๆ หรือฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ช่วยให้การบริการเข้าถึงผู้ใช้มากขึ้น ยังไงแล้วก็อย่าลืมไปลองสั่งกันนะคะ รับรองว่าจะเพิ่มความฟินให้กับอาหารแต่ละมือของทุกคนได้อย่างแน่นอน

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/food-delivery-service/

Slack ตามรอย Spotify ขาย IPO ตรงปีนี้

รายงานชี้บริการดาวรุ่งอย่าง Slack กำลังวางแผนเสนอขายหุ้น IPO โดยตรงหรือ direct IPO แบบไม่มีการลั่นกระดิ่ง คาดจุดพลุปี 2562 ตามรอยที่ Spotify ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว

การที่ Slack อาจเลี่ยงการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ IPO แบบพิมพ์นิยมแล้วหันไปจำหน่ายโดยตรงด้วยการเสนอขายต่อสาธารณะนั้นถูกจับตามองมาก เนื่องจาก Wall Street Journal วิเคราะห์ว่าหาก Slack ขาย direct IPO จริง ก็จะถือเป็นบริษัทใหญ่รายที่ 2 ที่ใช้วิธีนี้ หลังจาก Spotify ประสบความสำเร็จตั้งแต่เมษายนปีที่แล้วที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

ข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

รายงานของ WSJ ระบุว่า Slack มีแนวโน้มที่จะเปิด IPO ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ แต่ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ก่อนที่จะถึงเวลา ซึ่งขณะนี้ Slack ยังงดแสดงความเห็นและไม่ยืนยันข้อมูลใดในรายงาน

direct IPO นั้นถือเป็นการข้ามขั้นตอนดั้งเดิมจำนวนมากของการเสนอขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้น กรณีของ Spotify ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องจัดงาน Roadshow เพื่อโน้มน้าวให้นักลงทุน หรือสถาบันรายใหญ่ให้ซื้อหุ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงของ Spotify ยังได้ยกเลิกพิธีลั่นระฆังเปิดการชุมนุมของ New York Stock Exchange ตามปกติ รวมถึงการงดใช้เวลาทั้งวันกับการสัมภาษณ์เพื่อประกาศว่าทำไมหุ้นของบริษัทจึงเป็นการลงทุนที่ดี จุดนี้ Daniel Ek ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของ Spotify กล่าวในโพสต์บล็อกว่าเหตุผลที่ทำเช่นนี้ คือโฟกัสของ Spotify ไม่ใช่การเริ่มขาย IPO แต่ Spotify จะพยายามสร้าง วางแผน และจินตนาการในระยะยาว

สำหรับ Slack นั้นเป็นแอปพลิเคชัน Workflow Management เพื่อการติดตามแผนงานที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มคนทำงานที่ต้องทำงานร่วมกันหลายแผนก ความนิยมทำให้ Slack สามารถระดมทุนหนาในเวลารวดเร็ว ล่าสุดคือ 427 ล้านดอลลาร์ในการระดมทุนครั้งใหม่เมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 7,100 ล้านดอลลาร์

จุดนี้มีการประเมินว่า Slack ต้องการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่าย IPO จำนวนมาก ขณะเดียวกันพนักงานของ Slack ก็จะไม่ต้องรอนานกว่าจะขายหุ้นของตัวเอง

สถิติปี 2018 พบว่า Slack มีผู้ใช้งานมากกว่า 8 ล้านรายต่อวัน โดยกลุ่มสมาชิกผู้ใช้ที่ชำระเงินค่าบริการนั้นมีจำนวน 3 ล้านคน ถือเป็นตัวเลขเติบโตรวดเร็วหลังจากที่ Slack เปิดตัวครั้งแรกในปี 2013 ทำให้ Slack ได้รับความสนใจจากสื่อและนักลงทุนเป็นอย่างมาก

ที่มา: : FastCompany

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/01/slack-ipo-spotify/

Rubrik ระดมทุนเพิ่ม 8,352 ล้านบาท บริษัทมีมูลค่าเกิน 100,000 ล้านบาทแล้ว

Rubrik ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Data Management, Backup และ Recovery ได้ออกมาประกาศถึงการระดมทุนได้สำเร็จเพิ่มเติมอีก 261 ล้านเหรียญหรือราวๆ 8,352 ล้านบาท และมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 3,300 ล้านเหรียญหรือราวๆ 105,600 ล้านบาทแล้ว

Credit: Rubrik

การระดมทุน Series E ในครั้งนี้นำโดย Bain Capital Ventures ซึ่งที่ผ่านมา Rubrik ก็ได้ระดุมทุนไปแล้วเป็นมูลค่ารวมกันทั้งสิ้น 553 ล้านเหรียญหรือราวๆ 17,696 ล้านบาท ซึ่งทาง Rubrik ก็มีแผนที่จะนำเงินเหล่านี้ไปใช้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดในปี 2019 นี้ต่อไป

Rubrik นี้เพิ่งถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2014 และเติบโตรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมาก็ได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ Datos IO ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้าน Cloud-based Data Management Platform สำหรับการปกป้องข้อมูลของธุรกิจมาก่อนแล้ว ส่วนในไทยเอง Rubrik ก็ได้เข้ามาทำตลาดในไทยได้ระยะหนึ่งแล้วเช่นกัน

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Rubrik ได้ที่ https://www.rubrik.com/

ที่มา: https://www.reuters.com/article/us-rubrik-funding/rubrik-valued-at-3-3-billion-in-latest-bain-capital-led-funding-idUSKCN1P91OB

from:https://www.techtalkthai.com/rubrik-valuation-is-higher-than-100000-million-thb-with-latest-funding/