คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

สมาคมการตลาดฯ ร่วมกับภาคีการศึกษาทั่วประเทศ จัดงานออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ มุ่งพัฒนานักการตลาดในทุกภูมิภาคสู้โควิด-19

จากสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเป็นอย่างมากเพื่อการอยู่รอด สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จึงผนึกกำลังกับภาคีการศึกษาทั่วประเทศ นำโดย มหาวิทยาลัย ขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ร่วมจัดงาน “MAT National Webinar 2021 : Next Move After Pandemic” งานสัมมนาการตลาดในรูปแบบออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ ในวันศุกร์ที่ 27 สิงหาคมนี้ เพื่อร่วมกันชี้ทางออกของโลกการตลาดหลังยุควิกฤติโควิด-19

นายอนุวัตร เฉลิมไชย นายกสมาคมการตลาดฯ กล่าวว่า “ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ สถานการณ์โควิด-19 ได้กลับมาอีกครั้ง สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมตัว ไม่ใช่การรอคอยว่าเหตุการณ์นี้จะจบเมื่อไร แต่เราต้องพร้อมรับมือและปรับตัวไปกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง สมาคมการตลาดฯจึงร่วมกันภาคีภาคการศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 33 สถาบัน นำโดย มหาวิทยาลัย ขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จัดงาน “MAT National Webinar 2021 : Next Move After Pandemic ก้าวต่อไปในโลกการตลาด ปรับธุรกิจฝ่าวิกฤตโควิด-19”

โดยในงานจะมีการเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงจากหลากหลายธุรกิจ มาแบ่งปันความรู้และมุมมองในการเผชิญกับปัญหาด้วยกลยุทธ์การตลาด และเครื่องมือทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนวิกฤติครั้งนี้ ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ เพราะเราเชื่อว่าเมื่อเราทุกคนร่วมมือกัน และผสานองค์ความรู้ที่มีเข้าด้วยกัน ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทย จะต้องรอดและจะกลับมาเติบโตไปด้วยกัน

โดยงานจะมีขึ้น ในวันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม 2564 เวลา 9.00-15.00 ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการจากทุกจังหวัด ทุกภูมิภาคสามารถเข้าชมได้โดยสะดวก เพราะเราอยากให้ทุกท่านมาร่วมฟังหลากหลายมุมมองดีๆ ในแง่มุมของการปรับเปลี่ยนธุรกิจ, อัปเดตกลยุทธ์การสื่อสารด้วยภาพให้ตรงใจผู้บริโภค, เรียนรู้เครื่องมือทางการตลาดดิจิทัลกับเทคโนโลยีการตลาดทางเลือกของ SME ไทย, การปรับเปลี่ยนในตลาด e-commerce, และฟัง case studyที่น่าสนใจจากผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายวงการ อาทิ คุณอริยะ พนมยงค์ CEO และ ผู้ก่อตั้งบริษัท Transformational คุณไผท ผดุงถิ่น CEO บริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด คุณธนพงศ์ วงศ์ชินศรี ผู้ร่วมก่อตั้ง Penguin Eat Shabu คุณมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดชลบุรี คุณภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว และ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จังหวัดขอนแก่น ดร.ปิยะนุช สัมฤทธิ์ นายกสมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย คุณจักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด คุณชลิต ตันติธรรม ผู้จัดการ พัฒนาธุรกิจ Getty Images ประเทศไทย คุณธัญญ์นิธิ อภิชัยโชติรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สมอลเวิล์ดฟอร์คิดส์ จำกัด คุณผรินทร์ สงฆ์ประชา Chief Executive Officer and Founder of Nasket เป็นต้น

งานดีๆอย่างนี้พลาดไม่ได้ เพราะเป็นโอกาสดีที่นักการตลาดในทุกภูมิภาคจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ และ นำองค์ความรู้ใหม่ๆไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของท่าน ซึ่งนับเป็นภารกิจหลักของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการทุกๆธุรกิจเสมอ” นายอนุวัตรกล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้ที่มีความสนใจที่จะเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://www.marketingthai.or.th/event/mat-national-webinar-2021 โดยจะมีค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนเพียง 200 บาทเท่านั้น หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย โทร 02-679-7360-3 หรือ Line ID : @matsociety

from:https://www.thumbsup.in.th/mat-retail-event-online?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=mat-retail-event-online

“ไทยแอร์เอเชีย” หยุดจ่ายเงินเดือนให้พนักงานรอประกันสังคมช่วยเหลือ

ปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจสายการบินต้องหยุดชะงักยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แม้แต่ไทยแอร์เอเชียเองก็ยังยื้อต่อไม่ไหว ประกาศหยุดทำการบิน และเตรียมให้พนักงานรอรับเงินเยียวยาจากทางประกันสังคมแทน และคาดหวังว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ทุกอย่างจะฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า จากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ธุรกิจสายการบินได้รับผลกระทบจากคำสั่งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่ให้สายการบินหยุดทำการบินเส้นทางบินในประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่สีแดงเข้ม ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา

ประกอบกับผลกระทบที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมาจนถึงการแพร่ระบาดในระลอกที่ 3 หรือในปัจจุบัน โดยสายการบินต้องทยอยประกาศหยุดทำการบินเส้นทางบินในประเทศชั่วคราวทั้งหมดตั้งเเต่เดือนก.ค. ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจสายการบิน โดยเฉพาะสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนในบริษัท

โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม 2564 ผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียได้ชี้แจงกับพนักงานว่าที่ผ่านมาสายการบินได้พยายามหาวิธีในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการหมุนเวียนกำลังพล (lwp) การปรับลดไฟล์ท การเจรจาหนี้ การขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อพยุงการจ้างงานในช่วง 1 ปีนับจากนี้

แต่ก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ขณะที่การขอเพิ่มทุนจากสถาบันการเงินของสายการบินก็ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ

แม้ว่าบริษัทจะพยายามผลักดันเงื่อนไขเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถประคองธุรกิจให้ไปต่อได้ จึงออกเอกสารขอความร่วมมือแก่พนักงาน ดังนี้

สำหรับเดือนกรกฎาคม 2564

  • พนักงานระดับผู้จัดการขึ้นไป รวมถึงผู้บริหารระดับสูง เลื่อนการจ่ายเงินเดือนทั้งหมดไปในเดือนกันยายน 2564
  • พนักงานระดับปฏิบัติการขึ้นไป ที่ Active (ปฏิบัติงานอยู่)จ่ายเงินเดือน 50% และเลื่อนการจ่าย 50% ที่เหลือไปในเดือนกันยายน 2564
  • พนักงานที่ Inactive (ไม่ได้ปฏิบัติงาน) เลื่อนการจ่ายเงิน 25% ไปในเดือนกันยายน 2564

สำหรับเดือนสิงหาคม 2564

  • บริษัทจะหยุดประกอบกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราว จึงมีความจำเป็นต้องให้พนักงานหยุดปฏิบัติงาน 100% เพื่อให้เข้าเงื่อนไขได้รับเงินช่วยเหลือในส่วนของประกันสังคม

ทั้งนี้บริษัทหวังว่าในเดือนกันยายน 2564 สถานการณ์ต่างๆจะปรับตัวดีขึ้น บริษัทได้รับแหล่งเงินทุน เเละทยอยกลับมาให้บริการเที่ยวบินต่างๆ ได้อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้สามารถจ่ายเงินเดือนให้พนักงานตามรอบปกติได้ต่อไป

สายการบินขอให้ทุกคนทำความเข้าใจสถานการณ์ วางแผนทางการเงิน ประหยัดในช่วงนี้ ใช้เท่าที่จำเป็น รวมถึง การรับความช่วยเหลือจากรัฐ (เงินช่วยเหลือและประกันสังคม) และ ขอให้รักษาสุขภาพ หลีกเลี่ยงการเดินทาง มีสุขภาพแข็งแรงเพื่อวันที่จะกลับมาบิน

ขอขอบคุณที่ทุกคนเสียสละและเข้าใจ ทั้งนี้ผู้บริหารยังคงมีกำลังใจในการแก้ปัญหาต่อไป และขอโทษที่เราอาจจะจัดการได้ไม่ดีเท่าที่ควรจนทำให้มีผลกระทบกับทุกคน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของสายการบินในครั้งนี้ ต้องรอดูว่าโควิด -19 จะลดลงและทำให้ทุกคนกลับมาเดินทางได้อีกครั้งเมื่อไหร่

ที่มา : TNNOnline, เดลินิวส์

from:https://www.thumbsup.in.th/thai-airasia-covid?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thai-airasia-covid

ตัวเลขการตลาดของปี 2021 ที่น่ารู้

เข้าสู่เดือนที่ 8 แล้ว สำหรับปี 2021 ที่เรียกได้ว่าทั่วโลกเจอภาวะโควิด-19 จนการจับจ่ายและการเคลื่อนไหวของธุรกิจไม่เป็นแบบเดิม ทำให้หลายธุรกิจต้องเริ่มปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ และใช้ data ที่มีในมือมาสร้างโอกาสหาช่องทางรายได้ใหม่ๆ ซึ่งความเข้มข้นของการล็อกดาวน์ที่เพิ่มระดับขึ้น ทำให้นักการตลาดและหลายบริษัทต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ให้ทัน

88% ของนักการตลาดท่ีให้ความสนใจเรื่องข้อมูล (data) พบว่า ข้อมูลที่มีในมือกำลังเป็น “อัมพาต” หรือ “data paralysis” อาจเพราะมีนักการตลาดที่สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปใช้งานได้จริงเพียง 28% อีก 18% เชื่อว่าข้อมูลที่มีในมืออาจเป็นข้อมูลที่มีการปรับแต่งให้เหมาะกับสถานการณ์ เพราะเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึงข้อมูลจริงของคู่แข่ง และการนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ตัวเองมีในมือ รวมกับข้อมูลที่เอเจนซี่มีในมือ อาจนำมาใช้งานได้เพียง 50%

CTV และสตรีมมิ่งกลายเป็นที่นิยมอย่างมาก

CTV หรือ พฤติกรรมของผู้ชมหลายคนที่อาจดูอยู่บนอุปกรณ์ทีวีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (CTV) เปลี่ยนการใช้จ่ายการออกอากาศและเคเบิลทีวีแบบเดิมถึง 73% ซึ่ง 35% ของนักการตลาดคาดว่าจะมีการใช้จ่ายโฆษณาบนวิดีโอแบบ CTV เพิ่มขึ้นในปีนี้ ดูจากตัวเลขการใช้งาน คือ

  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2564 มีการรับชม Twitch สูงถึง 6.3B ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 97% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2564 มีการรับชม YouTube Gaming เพิ่มขึ้นจาก 1.4B ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 1.1B เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  • ไตรมาสที่ 1 ปี 2564 มีการรับชม Facebook Gaming เพิ่มขึ้นจาก 1.1B ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 0.6B เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

วัตถุประสงค์ของแบรนด์และความหลากหลายทางความคิดที่ต้องรับมือ

ด้วยลำดับความสำคัญของนักการตลาดไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องของสังคมและการเมือง ดังนั้น 87% ของผู้บริโภคมองว่าพวกเขาจะยอมรับต่อคอนเทนต์ของแบรนด์มากขึ้น หากแบรนด์ทำให้พวกเขารู้สึกถึงความเชื่อที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในทางกลับกัน นักการตลาดกว่า 83% มองว่าบริษัทควรมีความเป็นกลางทางการเมือง ทำให้ 89% ของนักการตลาดต้องการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ ด้านการตลาดและโฆษณาที่หลากหลายกว่าปีที่ผ่านมา

มีกรณีศึกษาเกี่ยวกับแบรนด์ในแง่มุมที่มีการสนับสนุนจากผู้บริโภคลดลง เนื่องจากแบรนด์จัดการในเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเชื้อชาติได้ไม่ดีพอ โดยตัวเลขของในปีที่แล้ว พบว่า

  • 50% ของผู้คนรู้สึกดีเกี่ยวกับแบรนด์ ที่จ้างงานที่หลากหลาย
  • 49% รู้สึกในเชิงบวกเกี่ยวกับแบรนด์ ที่ต้องการการฝึกอบรมเรื่องความไวต่อเชื้อชาติ
  • 46% รู้สึกดีกับแบรนด์ที่บริจาคเพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติ

ความท้าทายของ CMO

การตัดสินใจของ CMO ในสภาวะที่เปราะบางมีความสำคัญอย่างมาก เพราะพวกเขาต้องเป็นคนที่เข้าใจในภาพรวมของธุรกิจของตนเองและลูกค้า ดังนั้น 78% ของ CEO จะเลือกลงทุนกับ CMO ที่มีความสามารถในการเป็นผู้นำการตลาดเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ซึ่ง 35% ของผู้นำด้านการตลาดดิจิทัลคาดการณ์ว่าความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของปี 2021 จะมาจากภายในองค์กร

เรื่องของ loyalty ที่หลายแบรนด์พยายามอย่างหนักในปีนี้ มาจากผู้บริโภคมีแนวคิดที่เปลี่ยนไป โดย 75% ของผู้บริโภคมองว่าพวกเขาละทิ้งแบรนด์ที่เคยชื่นชมหรือเลือกภักดีในแบรนด์ใหม่ๆ ช่วงที่มีการระบาดใหญ่

สิ่งที่น่าสนใจคือ 89% ของแบรนด์ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ดิจิทัลในปี 2564 แต่ลูกค้า 58% คิดว่าประสบการณ์ดิจิทัลของแบรนด์ส่วนใหญ่แทบไม่มีผลกระทบต่อสิ่งที่พวกเขาซื้อเลย

ดังนั้น ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ “แบรนด์ล้มเหลว” ในสายตาของผู้บริโภค ได้แก่

  • บังคับให้รับการสื่อสารจากแบรนด์ หลังจากเลือกไม่รับหรือยกเลิกการสมัคร
  • การโกหกเกี่ยวกับการขายหรือบังคับให้สต็อกสินค้า
  • ได้รับอีเมลมาร์เก็ตติ้งจากแบรนด์มากเกินไป

การปรับเปลี่ยนเพื่อเรียกให้ผู้บริโภคหันกลับมาใส่ใจคุณอีกครั้ง ทำได้ด้วยการสร้างจุดการสนทนาออนไลน์รายวันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ ซึ่งจะมีกว่า 2,000 แบรนด์ที่เข้าสู่การสร้างสรรค์คอนเทนต์บน Youtube และจะมีสายตากว่า 6.4 ล้านวิวที่เข้าถึงคอนเทนต์วิดีโอ ดังนั้น แบรนด์จึงควรขยับงบการตลาดเพิ่ม เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงของผู้คน

เมื่อดูจากข้อมูลในปีก่อน จะพบว่า มีตัวเลขการการคาดการณ์การใช้จ่ายโฆษณาดิจิทัลทั่วโลก 455.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20.4% โดยดูจากพฤติกรรมของจำนวนสมาร์ทโฟนที่เติบโตขึ้นทั่วโลก 26% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 แบ่งเป็น

  • Samsung : 20.3%
  • Apple : 15.5%
  • Xiaomi : 12.9%
  • etc : 51.3%

ทั้งนี้ การใช้จ่ายผ่านแอปกำลังสร้างสถิติที่น่าสนใจ นั่นคือ มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 34 พันล้านดอลลาร์ โดยผู้ใช้งานแอปในสหรัฐอเมริกามีการรับชมคอนเทนต์ผ่าน TikTok 24.5 ชั่วโมงต่อเดือน สูงกว่า YouTube เสียอีก

นอกจากนี้ ช่วงไตรมาสที่ 2 ผู้ใช้งานดีไวซ์ทั่วโลก ใช้จ่ายผ่านแอปดูแลสุขภาพที่บ้านเพิ่มขึ้น 673 ล้านดอลลาร์ โดยอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออย่าง Peloton และ Fitbit เป็นแอปที่ได้รับความนิยมสูงสุด

 

ที่มา : Marketing Dive

from:https://www.thumbsup.in.th/number-to-know-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=number-to-know-2021

[Guest Post] เจาะเส้นทางการ Transform ขององค์กร เพื่อก้าวสู่การเป็น Data Driven Organization

ในยุคนี้ใคร ๆ ก็ต่างพูดกันว่า Data is a new oil จนเราต่างรู้สึกคุ้นชินกันไปแล้ว และเห็นถึงความสำคัญของ Data หรือข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจในโลกใหม่ที่กำลังดำเนินไปในยุคเทคโนโลยีกันไม่น้อย แต่อีกหนึ่งประกาศที่สำคัญ แม้ว่า Data จะเปรียบเป็นน้ำมันดิบก็จริง แต่หากไม่มีการกลั่นออกมาให้เป็นเชื้อเพลิงให้เราสามารถนำไปใช้งานต่อได้ ซึ่งก็เหมือนกัน การสกัดข้อมูลออกมาผ่านการวิเคราะห์แยกแยะ เพื่อให้ได้ Insight นำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจต่อนั้นก็ไม่มีค่าอะไรเช่นกัน 

Data มีความสำคัญต่อองค์กรมากแค่ไหน ถ้าหากองค์กรจะ Transform เพื่อก้าวสู่การเป็น  Data Driven Organization จะเริ่มต้นอย่างไร ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ในบทความนี้ คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ดังนี้

คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด

 

ทำไมองค์กรต้องให้ความสำคัญกับ Data ?

ในโลกธุรกิจ ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำศึกสงครามที่มักจะมีสุภาษิตจีนที่ว่า รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้น Data จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก ที่จะทำให้องค์กรได้รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น นอกจากมุมภายในองค์กรแล้ว ยังทำให้องค์กรรู้จักลูกค้าของตัวเองได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าได้อย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย สามารถปรับปรุงบริการเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้

นอกจากนี้ Data ทำให้องค์กรรู้จักตัวเองแล้ว ยังทำให้องค์กรสามารถรู้จักคู่แข่ง ด้วยการเข้าใจตลาดมากขึ้น นำไปสู่การคาดการณ์ยอดขาย และจับเทรนด์ของความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าด้วย และที่สำคัญที่สุด คือ Data จะเป็นตัวช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งองค์กรยังสามารถที่จะนำ Data มาเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน (competitive edge) ได้อีกด้วย

ก่อนจะสร้าง Data Driven Organization องค์กรต้องมี Data Strategy

ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนของการ Transform องค์กรไปสู่การเป็น Data Driven Organization นั้นจะต้องการวางกลยุทธ์ข้อมูล (Data Strategy) ก่อน โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ด้วยการตอบคำถามให้ได้ว่า เราจะใช้ Data เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อะไร ? หลังจากนั้นต้องหาคำตอบต่อไปอีกว่า  Data ที่เราได้มานั้นมาจากไหน เช่น จากคนในองค์กรที่ใส่ไปทุกวัน จาก ERP หรือจะเป็นข้อมูลทางการตลาดจากภายนอก

เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้ว เราจะสกัดข้อมูลจากหลากหลายที่มาเหล่านั้นให้ออกมาเป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) หานัยยะสำคัญได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องใช้การระดมสมอง ผ่านการคิดเชิงตรรกะ (Critical Thinking)

หลังจากที่ได้ผ่านกระบวนการข้างต้นแล้ว ขั้นตอนต่อมาของการวางกลยุทธ์ข้อมูล คือ การใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยในแง่ของการจัดเก็บ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการจัดเก็บบน Cloud หลังจากนั้นก็จะนำไปสู่การชี้วัดความสามารถของข้อมูล (data competency) ที่ได้รวบรวมมา และสุดท้ายคือ การวางนโยบายหรือกระบวนการในการจัดการข้อมูล (data governance) ได้อย่างชัดเจน   

Data Driven Mindset หัวใจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลง

เมื่อองค์กรมีการวางกลยุทธ์ข้อมูลได้อย่างชัดเจนแล้ว ความท้าทายที่เกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนผ่านนั้น คงหนีไม่พ้นการทำให้ทั้งองค์กรสามารถมองเห็นภาพเดียวกันได้ ตั้งแต่ผู้บริหาร จนถึงพนักงานที่จะต้องมีแนวคิดและเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งองค์กรจะสามารถก้าวสู่การเป็น Data Driven Organization ได้นั้น ทุกคนในองค์กรจะต้องมี Data Driven Mindset ผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของ Data ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในองค์กร

สำหรับองค์กรที่กำลังเปลี่ยนผ่าน แม้ว่า Data Driven Mindset  จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปลูกฝังให้กับพนักงานทุกคน แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การฝึกฝนให้เกิดการใช้งานจริง ซึ่งสามารถทำได้โดยอย่างแรกต้องเริ่มที่ผู้บริหาร ที่จะต้องเป็นผู้นำในการใช้ข้อมูล และต้องมีความเชื่อมั่นในข้อมูล เพื่อที่จะทำให้พนักงานมั่นใจไปด้วย ต่อมาในการฝึกฝนพนักงานนั้นจะต้องให้พวกเขารู้จักตั้งคำถาม เกิดอะไรขึ้น  จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ซึ่งการตอบกลับมานั้นพนักงานใช้ข้อมูลเพื่อ Support ความคิดเห็นของตนเอง อาจจะเป็นการให้พวกเขานำ tools มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล

“Data Driven Organization จะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนในองค์กรต้องลงเรือลำเดียวกัน เพราะความท้าทายหลักที่จะเปลี่ยน คือ วัฒนธรรมองค์กร ดังนั้นบางองค์กรที่ Fail หรือเกิดการต่อต้านระบบ เป็นเพราะว่า ทุกคนไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงขององค์กร”

3 สิ่งที่ผู้บริหารควรทำ เมื่อทำ Data Transformation ไม่สัมฤทธิ์ผล

ข้อมูลจาก Harvard Business Review ได้ให้คำแนะนำไว้ 3 ประการ เมื่อองค์กรทำ  Data Transformation แล้วไม่สัมฤทธิ์ผล ดังนี้

Quick Win หรือกลยุทธ์ที่จะสร้างให้เกิด High Impact ดังนั้นถ้าจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในองค์กร หรือจะสร้างให้เกิดโมเมนตัมที่จะก่อให้เกิด Data Driven Organization ต่อไปได้ องค์กรจะต้องหา quick win ให้เจอเพื่อที่จะสร้าง Impact ด้วยทุนที่ต่ำและเวลาอันสั้น เพราะปกติแล้วการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตาม มักจะสร้างผลกระทบกับหลายส่วน และต้องมีการลงทุนทั้งเงินและเวลา

ผู้บริหารจะต้องกลับมาพิจารณาซ้ำอีกครั้ง ถึงการจัดการ Data ขององค์กร  โดยเฉพาะเรื่องของการสื่อสาร (communication) ให้คนในองค์กรเชื่อว่า Data คือ สินทรัพย์ (Asset) ขององค์กร ต้องทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน หรือ Common Goal ว่าองค์กรต้องการ Data ไปทำไมและได้ประโยชน์อะไร

ผู้บริหารต้องเชื่อมั่น อย่าใจร้อน และต้องระลึกเสมอว่า Data transformation เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน เพราะการเปลี่ยนแปลงองค์กรเช่นนี้อาจจะไม่ได้ส่งผลในเวลาอันรวดเร็ว แต่เป็นการที่ทำไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง แล้วจะค่อย ๆ เห็นผล โดยเฉพาะการเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในองค์กรมีความเห็นและมองภาพไปในทิศทางเดียวกัน

กระบวนการทำ Data Analytics องค์กรเริ่มได้จากตรงไหน

ข้อมูล Data Analytics Pathway จากฟูจิตสึ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการชั้นนำในด้านโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารระดับโลก ได้แบ่ง Data Analytics เป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ขั้นตอนของ Digitalization และนำมาเข้าสู่ขั้นตอนของ Data Analytics

Digitalization เป็น Transaction Based หรือ Reporting ซึ่งอยู่ในรูปแบบดิจิทัล หลายองค์กรยังมีการทำงานที่อยู่ใน Stage ที่เป็น Traditional ซึ่งยังมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบกระดาษอยู่ก็มี ดังนั้นอาจจะต้องมีการปรับตั้งแต่ส่วนนี้ก่อน ที่จะมาเข้าสู่ ขั้นของ Data Analytics ได้

ต่อมาเมื่อองค์กรมีการเก็บข้อมูลที่เป็นแบบ Digitalization สู่ Data Analytics 5 steps ดังนี้

1 Visibility เป็นการทำให้องค์กรมองเห็น (Seeing) Data ที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐานได้ (Descriptive Analytics) เช่น  Standard Report หรือสร้าง Query ในการถามว่าเราต้องการจะรู้ข้อมูลอะไร ก็จะได้ข้อมูลจากตรงนั้น

Transparency เป็นขั้นของการทำความเข้าใจ (Understanding) Data เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงวินิจฉัย (Diagnostic Analytics) เช่น Statistical Analytics

สำหรับ  2 ขั้นตอนนี้จะเป็นการทำ Business Intelligence  ขององค์กรด้วยการนำข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมาแสดงผลในรูปแบบของ Dashboard ซึ่งจะต้องมีการใช้  tools ที่เข้ามารองรับ เช่น Power BI

3 Predictive  เป็นขั้นของการเตรียมการ (Being Prepared) นำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงทำนาย (Predictive Analytics) ตรงนี้จะทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าในธุรกิจของเราจะเกิดอะไรขึ้นในระยะต่อไป หรือเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร

4 Adaptability  เป็นขั้นของการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กร (Self Optimizing) ผ่านการวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำ (Prescriptive Analytics) เช่น การสามารถบอกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าทำลองทำสิ่งนี้ หรือการบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ

5 Cognitive เป็นขั้นที่ทำให้องค์กรดำเนินไปด้วยระบบอัตโนมัติ (Automation) ผ่านการวิเคราะห์องค์ความรู้ (Cognitive Analytics) โดยการเรียนรู้จากเหตุและผล เลือกการกระทำและผลลัพธ์ออกมาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นขั้นของการที่องค์กรใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วย

สำหรับทั้ง 3 ขั้นตอนนี้จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Advance ด้วยการใช้รูปแบบวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science Model) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)

ทั้งนี้ทั้งนั้นกระบวนการที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่ การเป็น  Data Driven Organization ก็คือ การทำ Data Analytics ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะต้องมีการประเมินศักยภาพด้าน Data ขององค์กรในเบื้องต้น เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนที่เหมาะสม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันทาง Fujitsu สามารถที่จะ support องค์กรได้แบบ end-to-end  รวมถึง Data Analytics ได้ครบทั้ง 5 ขั้น โดย Fujitsu จะทำการวิเคราะห์ในเบื้องต้นเพื่อเลือกขั้นตอนที่เหมาะสมที่สุดให้กับองค์กร สามารถนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด

อย่างไรก็ตามการทำ Data Driven Organization ให้ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมองค์กร และ Data Driven Mindset ซึ่งการจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นั้น ต้องมีการนำ Data มาใช้ โดยเกิดจากความร่วมมือของทุกคนในองค์กร และในการทำเรื่องใหม่ องค์กรก็ควรที่จะมีหน่วยงานเฉพาะที่จะเข้ามาดูแลกระบวนการและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้ในที่สุด

รวมถึงสามารถสัมผัสบริการ Digital Service อื่นๆ สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมไปงานงานสัมมนาออนไลน์ FUJITSU New Normal Digital Service Expo ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้

สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่นี่

สำหรับองค์กรที่ Transform ขององค์กร สู่การเป็น Data Driven Organization สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด
อาคาร เอ็กเชน ทาวเวอร์ ชั้น 22-23|
เลขที่ 388 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทร. + 66 (0) 2302 1500 แฟ็กซ์ + 66 (0) 2302 1555

http://th.fujitsu.com

from:https://www.techtalkthai.com/transform-to-data-driven-organization-by-fujitsu/

แฟลช เอ็กซ์เพรส พร้อมเปิดให้บริการทุกสาขาทั่วประเทศ 30 กค.นี้ พร้อมเตรียมเยียวยาเต็มที่

หลังจากเจอปัญหาจำนวนสินค้าคงค้างในคลังสินค้าจำนวนมาก เพราะมีพนักงานติดโควิด ทำให้ต้องทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรคและสร้างความปลอดภัยให้แก่คนทำงานเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางแฟลช เอ็กซ์เพรส ก็เตรียมกลับมาให้บริการรับส่งพัสดุทุกพื้นที่ตามปกติ ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ พร้อมยืนยันว่าจะมีการเยียวยาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้เช่นเดิม

นอกจากนี้ ทางแฟลช เอ็กซ์เพรส มีเงื่อนไขในการเยียวยาหลายรูปแบบ โดยจะประเมิณความเสียหายหลังจากลูกค้าส่งข้อมูลหรือปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านทางแอปพลิเคชั่น หากลูกค้าทั้งผู้ส่งและผู้รับเจอปัญหาด้านใดก็สามารถแจ้งปัญหาได้ทันที

บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด ผู้ให้บริการขนส่งแบบครบวงจร พร้อมเปิดให้บริการรับส่งพัสดุทุกพื้นที่ทั่วประเทศนับตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 ภายหลังก่อนหน้าได้รับคำสั่งปิดศูนย์กระจายพัสดุสาขาวังน้อยจากคณะกรรมการโรคติดต่อ ในส่วนพัสดุตกค้างที่อยู่ในศูนย์ฯวังน้อยจะสามารถเคลีย์ได้ทั้งหมดภายในวันที่ 30 กรกฎาคมเช่นเดียวกัน

พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อ COVID-19 ภายในศูนย์กระจายพัสดุ และในสาขาอื่นๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะสุขอนามัยของพนักงานที่เข้ารับส่งพัสดุถึงหน้าบ้านลูกค้าผู้ใช้บริการเพื่อลดความเสี่ยงต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม

มาตรการชดเชยให้กับลูกค้าผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบจากกรณีปิดศูนย์ฯ

1) ตามประกาศของบริษัทฯ ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 พัสดุที่ถูกจัดส่งระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ถึงเที่ยงคืนวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 ระบบจะดำเนินการคำนวณพัสดุที่มีระยะเวลาอยู่ที่ศูนย์กลางกระจายพัสดุ (Hub) นานเกินกว่า 3 วัน ทางบริษัทฯ ยินดีคืนเงินค่าขนส่ง 100% สำหรับพัสดุที่ลูกค้าปลายทางปฏิเสธการรับพัสดุเนื่องจากความล่าช้าของปัญหาจากศูนย์กลางกระจายพัสดุ ทางบริษัทฯ รับผิดชอบค่าตีกลับไปยังผู้ส่งต้นทาง และสำหรับพัสดุบางส่วนที่ถูกรับฝากส่งในวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 และบริษัทฯ ทำการตีกลับคืนผู้ส่ง ทางบริษัทฯ จะคืนเงินค่าขนส่ง 100%

2) ค่าชดเชยรวมทั้งหมดตามข้างต้น หากเกินกว่า 500 บาท จะทำการชดเชยในรูปแบบของเงินสดผ่านแอพพลิเคชั่น แฟลช เอ็กซ์เพรส โดยสามารถทำการถอนเงินสดจากแอพไปยังธนาคารใดก็ได้ หากน้อยกว่า 500 บาทจะชดเชยในรูปแบบของคูปอง 20 บาท ซึ่งมีอายุการใช้งาน 6 เดือนนับตั้งแต่วันที่บริษัทฯ ดำเนินการส่งคูปองให้ สำหรับคูปองและเงินสดจะถูกโอนเข้าไปยังบัญชีผู้ใช้ในแอพพลิเคชั่น แฟลช เอ็กซ์เพรสของท่านก่อนเที่ยงคืนของวันที่ 1 สิงหาคม 2564

3) คูปองและเงินสดจะถูกโอนเข้าไปยังบัญชีผู้ใช้ที่ใช้ในการจัดส่งพัสดุ (ท่านสามารถใช้บัญชีลูกค้าทั่วไปหรือบัญชีลูกค้าธุรกิจในการเข้าสู่แอพพลิเคชั่น แฟลช เอ็กซ์เพรส และตรวจสอบที่แอพพลิเคชั่น แฟลช-โปรไฟล์) หากบัญชีผู้ใช้เป็นของแพลตฟอร์มจะดำเนินการโอนเข้าเบอร์โทรศัพท์ของผู้ส่งที่ผูกไว้กับบัญชีผู้ใช้ของแฟลช เอ็กซ์เพรส (ท่านสามารถใช้เบอร์โทรศัพท์ผู้ส่งเข้าสู่แอพพลิเคชั่น แฟลช เอ็กซ์เพรสเพื่อตรวจสอบ)

4) ผู้รับปลายทางที่พัสดุได้รับผลกระทบข้างต้น จะได้รับคูปองมูลค่า 10 บาท จำนวน 5 ใบ ต่อจำนวนพัสดุที่ได้รับผลกระทบ 1 ชิ้น ซึ่งมีอายุการใช้งาน 6 เดือน (ท่านสามารถใช้เบอร์โทรศัพท์ของผู้รับพัสดุเข้าสู่ระบบแอพพลิเคชั่น แฟลช เอ็กซ์เพรส เพื่อตรวจสอบ)

5) ตั้งแต่ที่บริษัทฯได้มีการออกประกาศ เราได้ดำเนินการเคลมสินค้าเสียหายอย่างเร็วที่สุด สำหรับพัสดุที่เสียหายหรือสูญหายทั้งหมดที่ยังไม่ได้ดำเนินการในช่วงเวลาประกาศที่ผ่านมา บริษัทฯจะดำเนินการทั้งหมดในวันที่ 30 และ 31 กรกฎาคม 2564 โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว บริษัทฯจะทำการแจ้งเตือนให้มีการเคลมพัสดุ (ท่านสามารถยื่นเคลมได้ผ่านทางแอพพลิเคชั่น แฟลช เอ็กซ์เพรส)

6) การใช้งานคูปองทั้งหมดไม่มีเงื่อนไขข้อจำกัดของจำนวนพัสดุขั้นต่ำและมูลค่าขนส่งขั้นต่ำ เมื่อมีการส่งพัสดุจะถูกใช้เป็นส่วนลดโดยอัตโนมัติ โดย 1 พัสดุต่อ 1 คูปองส่วนลด ระยะการใช้งานภายใน 6 เดือน

ลูกค้าที่มีปัญหาหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ call center 1436 และทาง FaceBook Fanpage: Flash Express

from:https://www.thumbsup.in.th/flash-express-re-opening?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=flash-express-re-opening

มองกระแส “ดราม่า” เสื้อกีฬาโอลิมปิก ที่จะมาเป็นสีสันให้ธุรกิจมีโอกาสรอดได้อีกครั้ง

ธุรกิจเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์กีฬานั้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีต้นทุนไม่สูง สามารถดำเนินการได้ง่าย ยิ่งในช่วงที่มีการแข่งขันยิ่งจุดกระแสได้ดี แม้ว่าปี 2564 นี้ จะมีการแข่งขันโอลิมปิกที่แบรนด์ธุรกิจไม่ค่อยสร้างหรือเกาะกระแสมากนัก

ด้วยปัจจัยต่อต้านการแข่งขันของประชากรชาวญี่ปุ่นเอง รวมทั้งสภาวะการติดเชื้อโควิด-19 ที่ยังแพร่กระจายอยู่ ทำให้นักการตลาดมองว่าคนอาจจะไม่อยากใช้จ่าย แต่สำหรับในบางครอบครัวที่ต้องทำงานที่บ้านหรือเวิร์คฟอร์มโฮม ก็ยังต้องการคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่มากกว่าแค่ข่าว หรือละครที่เผยแพร่อยู่เป็นประจำ

‘ชุดแข่งนักกีฬา’ จุดกระแสโอลิมปิก

แม้คนที่ไม่ได้เฝ้าหน้าจอหรือติดตามกีฬาผ่าน AIS PLAY ก็ย่อมเข้าถึงคอนเทนต์การแข่งขันกีฬาผ่านสื่อโซเชียลมีเดียได้ แน่นอนเรื่องของการแต่งกายของนักกีฬา กลายมาเป็นหนึ่งในเทรนด์ร้อน ที่จุดกระแสให้แกรนด์สปอร์ต จำเป็นต้องยินยอมให้ทัพนักกีฬาทีมชาติไทยเปลี่ยนไปใส่เสื้อยี่ห้ออื่นลงแข่งได้

หลายภาพในการแข่งขันที่จุดประเด็นให้นักกีฬาได้เสื้อใหม่เพื่อลงแข่งนั้น เป็นเพราะการแต่งกาย “กระทบ” ต่อความสามารถในการแข่งขันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ภาพการแข่งขันแบดมินตันของน้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ ที่ขนาดของตัวเสื้อ “ใหญ่” กว่าขนาดตัวของนักกีฬา ทำให้การเคลื่อนไหวไม่เป็นธรรมชาติ แม้สุดท้ายน้องเมย์จะเอาชนะมาได้ แต่กระทบต่อสายตาของผู้ชมอย่างชัดเจน

แม้ว่าการแข่งขันรอบถัดมาจะเห็นน้องเมย์ เปลี่ยนมาใส่เสื้อกีฬาแบรนด์ Yonex ผู้ผลิตสินค้ากีฬาสัญชาติญี่ปุ่นแล้ว แต่กระทบต่อสัญญาที่สมาคมทำร่วมกับแบรนด์แน่นอน

การยอมถอยของแบรนด์สร้างกระแสที่ดี

ที่ว่าการยอมถอยของแบรนด์คือ ทาง Yonex นำเสื้อของตัวเองมาให้นักกีฬาใส่ด้วยการไม่โชว์ยี่ห้อ ถึงแม้คอกีฬาจะทราบว่าดีไซน์แบบนี้คือสินค้าของแบรนด์ใดก็ตาม แต่หากเป็นแฟนคลับของน้องเมย์ที่ติดตามมานาน จะเห็นว่าเธอใส่แบรนด์นี้มานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2010 ในหลายการแข่งขัน

ทางด้านของแกรนด์สปอร์ตเอง แม้จะไม่ได้มีการออกมาแถลงการณ์ที่ชัดเจนหรือยอมรับว่าตนเป็นคนอนุญาตให้มีการ “ข้ามแบรนด์” หรือไม่ แต่ก็มีการโพสต์ภาพการแข่งขันทุกประเภทกีฬา จนมาถึงภาพของน้องเมย์ ก็มีหลายคอมเม้นท์เข้าไปแสดงความขอบคุณ ซึ่งแอดมินเพจได้โพสต์ตอบในบางคอมเม้นท์ว่า “แกรนด์สปอร์ตจะนำทุกคำติชม เพื่อไปพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นต่อไป” ซึ่งเป็นประโยคเดียวกันในหลายคอมเม้นท์

ทำไมแกรนด์สปอร์ตถึงได้ดีลนี้

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า แกรนด์สปอร์ต (Grandsport) เป็นหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ของไทยที่มีการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1961 จนเรียกว่ามีมานานกว่า 60 ปี และเป็นผู้สนับสนุนชุดกีฬาให้กับนักกีฬาทีมชาติไทย ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมาถึง 4 สมัย

สำหรับการแข่งขันโอลิมปิกในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในสัญญาการแข่งขันกีฬานานาชาติที่มี 11 รายการระหว่างปี 2017-2020 ที่มีคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เซ็นสัญญามูลค่าการสนับสนุนที่ 181 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสด ปีละ 1.5 ล้านบาท ที่เหลือเป็นมูลค่าชุดที่สวมใส่ในการฝึกซ้อมและแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ

ซึ่งการได้สิทธิ์นี้มา ทำให้แกรนด์สปอร์ตมีรายได้ในปี 2020 อยู่ที่ 762 ล้านบาท กำไร 23 ล้านบาท แต่รายได้ก็ถือว่าลดลงเพราะเจอปัญหาโควิด-19

ภาพรวมธุรกิจเสื้อผ้ากีฬายังไปรอด

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเสื้อผ้าหรือแฟชั่นยังมีโอกาสเติบโตได้ดี แม้ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 นี้ ผู้คนจะลดการใช้จ่ายเรื่องของเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ หรือเครื่องประดับ แต่สำหรับคนบางกลุ่มที่ยังรักสวยรักงามหรือชื่นชอบในบางแบรนด์ ก็ยังคงมีการใช้จ่ายบ้าง เพราะสินค้ากลุ่มแฟชั่น เป็นสินค้าที่ใช้งานได้นาน

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจกีฬาและรายได้ของพ.ย. 2562 พบว่า มีธุรกิจที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียน มูลค่า 563.25 ล้านบาท (มค.-พย. 2562) สัญชาติที่มีการเข้ามาลงทุนสูงสุดได้แก่ เนเธอร์แลนด์ 2,082.85 ล้านบาท ญี่ปุ่น 1,329.27 ล้านบาทและไต้หวัน 641.71 ล้านบาท ด้วยผลประกอบการของธุรกิจเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์กีฬาที่เติบโตขึ้นทุกปี สอดคล้องกับเทรนด์การรักสุขภาพ งานวิ่ง กระแสสปอร์ตแฟชั่น ทำให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตที่ดี

แม้ว่าในช่วง 2563-2564 เป็นปีแห่งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การแข่งขันต่างๆ ต้องหยุดชะงักและกิจกรรมทางกีฬาหลายอย่างต้องล้มเลิกไปกลางคัน แต่การเกิดขึ้นของงานโอลิมปิกที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ก็น่าจะเป็นหนึ่งในสีสันที่จะช่วยให้ทุกชาติกลับมามีจิตใจที่พองฟูจากชัยชนะ และบรรเทาความทุกข์ในจิตใจไปได้บ้าง

 

ที่มา : brand inside, ประชาชาติธุรกิจ, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

from:https://www.thumbsup.in.th/grandsport-olympic-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=grandsport-olympic-thailand

อาชีพรุ่ง-อาชีพเสริม รับวิถีโควิด ระลอก 3

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทยทำการสำรวจและประเมินตลาดแรงงานช่วงโควิดระลอก 3 ชูอาชีพดาวรุ่งในวิกฤตโควิดที่ส่องแสงให้ตลาดงานยังคึกคักและทำให้เกิดการจ้างงานใหม่ๆ แนะนำอาชีพเสริมสร้างรายได้เพื่อผ่านวิกฤตครั้งนี้ พร้อมอัปเดตมุมมองนายจ้างปรับโมเดลจ้างงานระยะสั้น แนะรีสตาร์ทอาชีพรุ่ง-อาชีพเสริม รับวิถีโควิด พร้อมปรับมุมมองเน้นแรงงานหางานให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างความมั่นใจร่วมฝ่าวิกฤติ

นางสาวสุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจและประเมินภาพรวมตลาดแรงงานในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิดในระลอกที่ 3 ของประเทศไทย ซึ่งนายจ้างและแรงงานต่างก็มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ทั่วโลกตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การดำเนินชีวิตและการขับเคลื่อนธุรกิจยังเป็นกลไกสำคัญที่ตลาดงานต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีโควิด ล่าสุด แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ทำการสำรวจและประเมินตลาดงานที่เป็นสายงานที่มีการเติบโตและมีความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังเป็นกลุ่มงานที่นำมาแนะนำเพื่อสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับแรงงานไทยให้มีงานทำแม้ในยามวิกฤติ

โดยกลุ่มงานแรกคือสายงานด้านไอที ที่ถือว่าเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความต้องการสูงมากเพราะปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือทำงานมากขึ้นในยุคโควิด ซึ่งมีตำแหน่งงานที่ต้องการ ได้แก่ Application Developer, IT Network, IT Engineer, Programmer & Developer, IT Sales, IT Support และ IT Specialist เป็นต้น

สำหรับสายงานที่เป็นส่วนการขับเคลื่อนรายได้ให้ธุรกิจเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีความต้องการสูง ได้แก่ สายงานด้านการขาย อาทิ งานขายออนไลน์ รองรับการเติบโตตลาดอีคอมเมิร์ซ และยังมีงานพัฒนาธุรกิจ เพื่อหาตลาดใหม่รวมถึงการเพิ่มฐานลูกค้ารับมือการเปลี่ยนแปลงทุกสถานการณ์

อีกทั้งสายงานด้านการตลาดดิจิทัลเป็นอีกหนึ่งสายงานในยุคดิจิทัลที่มีความต้องการต่อเนื่อง เพื่อรองรับการทำตลาดยุคดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต่อยอดและส่งเสริมให้เกิดอาชีพใหม่ที่รู้จักกันว่า “ยูทูปเบอร์” (YouTuber) และบล็อกเกอร์ (Blocker) ซึ่งเป็นช่องทางการของการสื่อสารการตลาดและเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าบริการผ่านกลุ่มดังกล่าว รวมทั้งยังมีการปรับตัวของกลุ่มอาชีพต่างๆ ไปสู่การให้บริการออนไลน์ ได้แก่ เทรนเนอร์ออนไลน์ ,ติวเตอร์ออนไลน์ ,ธุรกิจให้คำปรึกษาออนไลน์ รวมทั้งสายงานการเรียนรู้และสอนแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นวิถีที่หลายอาชีพมีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ สายงานด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เป็นอีกหนึ่งสายงานที่น่าจับตาและยังเป็นอาชีพที่ตลาดมีความต้องการสูงขณะนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ งานคลังสินค้าและการขนส่ง ได้แก่ งานการจัดการคลังสินค้า, งานจัดส่งสินค้าหรือไรเดอร์, งานขับรถส่งอาหาร (Delivery) , งานขับรถส่งสินค้าและพัสดุ เป็นต้น

ทางด้านสายงานบัญชีและการเงิน ได้แก่ พนักงานบัญชี, พนักงานการเงิน และงานที่ปรึกษาด้านการเงิน เป็นงานที่มีความต้องการสูงและมีความต้องการต่อเนื่องมาโดยตลอด

ส่วนทางด้านสายงานผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะทาง ได้แก่ แพทย์ พยาบาล รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ นับว่ามีความต้องการสูงขณะนี้ในการรับมือกับสถานการณ์โควิด

ทางด้านสายงานในโรงงานอุตสาหกรรม ตำแหน่งงานที่ต้องการ ได้แก่ วิศวกรและพนักงานฝ่ายผลิต ในบางอุตสาหกรรม เลือกใช้บริการในรูปแบบการจ้างงานแบบชั่วคราว หรือเป็นแบบสัญญาจ้าง เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม สายงานดังกล่าวถึงแม้จะได้รับผลกระทบในช่วงการปรับตัว แต่ในด้านการผลิตตามคำสั่งซื้อยังมีความต่อเนื่องอยู่เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ตามแผนการผลิตสินค้าและกำลังซื้อที่คาดการณ์ว่าจะกลับมาในช่วงปลายปี

สายงานบริการลูกค้าโดยเฉพาะงานบริการให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ มีความต้องการสูงมากในปัจจุบันในการตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคในการอำนวยความสะดวกเรื่องข้อมูลและบริการต่างๆ

ส่วนสายงานมาแรงรับกระแสยุคโควิด ได้แก่ สายงานด้านประกันภัย ทั้งงานขายประกัน, งานบริการลูกค้าธุรกิจประกัน รวมถึงงานด้านประกันภัยออนไลน์ที่เติบโตอย่างมากในปัจจุบัน

นอกจากนี้ งานระยะสั้นประเภทต่างๆ ทั้งแบบชั่วคราวและสัญญาจ้างที่ต้องการแนะนำและโดดเด่นในยุคโควิดระลอก 3 คือ สายงานด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ได้แก่ พนักงานส่งสินค้า, พนักงานจัดเรียงสินค้า, พนักงาน

แพ็คของเพื่อรอจัดส่ง และพนักงานแพ็คของ ส่วนสายงานธุรการและบริการลูกค้า ได้แก่ พนักงานคีย์ข้อมูล, พนักงานขายของออนไลน์ และพนักงานบริการให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ (Call Center) สายงานฝั่งไอที ลูกค้าส่วนใหญ่ในกลุ่มของตลาดอี-คอมเมิร์ซ ,โลจิสติกส์ ,ฟินเทค , และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม นั้นยังมีการสรรหาตำแหน่งงานด้านไอทีแบบชั่วคราวและสัญญาจ้างอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง เพราะเป็นกลุ่มที่ขาดแคลนและต้องการบุคลากรเพื่อการขึ้นงานระบบใหม่ที่เน้นแอปพลิเคชั่นใหม่ๆ ตามแผนงาน ซึ่งกลุ่มงานดังกล่าวจากผลการสำรวจเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ให้กับตลาดงานในยุคโควิด

คุณสมบัติที่เป็นที่ต้องการของนายจ้างสำหรับงานประเภทระยะสั้น นายจ้างมีความต้องการพนักงานที่สามารถทำงานข้ามสายงานได้ และใช้เทคโนโลยีได้ดี มีการปรับตัวยอมรับ เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งพนักงานต้องมีความรับผิดชอบต่อตนเองสูง เพราะต้องทำงานโดยไม่มีหัวหน้าทำงานเพื่อติดตามและแนะนำ พร้อมยังต้องแก้ปัญหาเฉพาะได้ดี และมีมุมมองของความเป็นผู้นำในตัวเอง

การปรับตัวของแรงงานท่ามกลางยุคโควิดเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเอง การปรับตัว การเรียนรู้ทั้งเทคโนโลยี, ระบบใหม่ๆ และการทำงานผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ แรงงานควรทำความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ มีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และสื่อสารอย่างเหมาะสม เพื่อให้การทำงานกับผู้อื่นเป็นไปด้วยความราบรื่นและบรรลุวัตถุประสงค์ แม้มีข้อจำกัดเรื่องระยะห่างทางกายภาพและการทำงานระยะไกล

อย่างไรก็ตาม การวางแผนที่ดีในการรับมือวิกฤตการณ์ต่างๆ ทั้งในส่วนของนายจ้างด้านการวางแผนกำลังคนและจัดการด้านความปลอดภัยของพนักงานถือเป็นเรื่องสำคัญ ตั้งแต่ มาตรการคัดกรองที่ชัดเจนและเป็นระบบ การตรวจโควิดก่อนเข้าทำงาน มาตรการในการดูแลความปลอดภัยส่วนบุคคลทั้งการใส่หน้ากากและการล้างมือ การสนับสนุนการฉีดวัคซีน อีกทั้ง การนำเอาระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น รวมถึง การประเมินความรุนแรงของผลกระทบ เพื่อหาแนวทางรับมือและเสนอความช่วยเหลือต่อไป

การเตรียมพร้อมไว้เสมอในทุกภาคส่วนทั้งภาคแรงงานและนายจ้างนำมาซึ่งการปรับตัวเพื่อรับมือในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและทันเวลาทั้งนายจ้างและลูกจ้าง การวิเคราะห์สถานการณ์จากทุกมุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นที่การประเมินความเสี่ยงจะช่วยให้ทุกคนมีทางเลือกที่ดีขึ้น แม้ในช่วงเวลาที่ท้าทายเหล่านี้ ความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกฝ่ายจะทำให้ทุกคนผ่านสถานการณ์ปัจจุบันและพร้อมที่จะไปสู่ภาวะปกติต่อไปอย่างประสบความสำเร็จ สุธิดา กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/employee-covid-19?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=employee-covid-19

WeTV เปิดตัว 4 โกลบอล ดาราดังเมกะสตาร์ของจีน เตรียมขยายฐานผู้ใช้งาน

WeTV แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงที่สุดความบันเทิงคุณภาพแห่งเอเชีย ฉลองก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ในการเปิดให้บริการวิดีโอสตรีมมิงแอปพลิเคชันในหลายพื้นที่ให้บริการ อาทิ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และยังมุ่งหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งใน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงฝั่งตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกาใต้ เปิดตัวแบรนด์ แอมบาสเดอร์ระดับโลก 4 เมกะสตาร์ชื่อดังของจีนที่มีผลงานโดดเด่น และมีฐานแฟนคลับมากมายทั่วโลก นำโดยซูเปอร์สตาร์ “ตี๋ลี่เร่อปา” (Dilraba) “เซียวจ้าน” (Xiao Zhan) “หยางมี่” (Yang Mi) และ “หยางหยาง” (Yang Yang) เตรียมขยายฐานผู้ใช้งานด้วยการจัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมแบบเรียลไทม์และสร้างประสบการณ์ความบันเทิงคุณภาพที่ดีที่สุดสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกผ่าน WeTV

นางสาวกนกพร ปรัชญาเศรษฐ ผู้จัดการ WeTV ประจำประเทศไทย บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า “หลังจากที่ WeTV ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงในหลายพื้นที่ให้บริการ รวมถึงตลาดในประเทศไทยซึ่งถือเป็นประเทศแรกที่เริ่มให้บริการนอกประเทศจีนไปเมื่อช่วงกลางปี 2562 โดย WeTV เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงรายแรกที่มุ่งเน้นนำเสนอคอนเทนต์จีนไปยังผู้ใช้ในต่างประเทศ และตั้งแต่นั้นมาก็ได้เพิ่มคอนเทนต์ระดับพรีเมียม ของเอเชียในประเภทต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ที่เป็นซีรีส์ รายการวาไรตี้ อะนิเมะ ภาพยนตร์ สารคดี และรายการถ่ายทอดสด (LIVE Event) พร้อมคำบรรยาย และการให้เสียงพากย์ภาษาท้องถิ่นเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมของผู้ใช้งาน ซึ่งปัจจุบัน WeTV สามารถรองรับได้ถึง 10 ภาษา ได้แก่ ภาษาจีน อังกฤษ ไทย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี สเปน โปรตุเกส เป็นต้น รวมถึงผู้ใช้งานยังสามารถรับชมคอนเทนต์จากเทนเซ็นต์ วิดีโอที่ออกอากาศแบบคู่ขนานไปพร้อมๆกัน และ WeTV ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถานีโทรทัศน์ และผู้ผลิตในแต่ละพื้นที่ให้บริการสร้างสรรค์โลคอล คอนเทนต์ และช่องทางแลกเปลี่ยนคอนเทนต์ระหว่างแพลตฟอร์มส่งผลให้ WeTV ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานที่ชื่นชอบคอนเทนต์เอเชียเป็นจำนวนมาก”

ปัจจุบันโซเชียลมีเดียของ WeTV ไม่ว่าจะเป็นยูทูบ (YouTube) เฟซบุ๊ก (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) อินสตาแกรม (Instagram) ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากผู้ชมทั่วโลก โดยมียอดผู้ติดตามมากกว่า 42 ล้านบัญชี อีกทั้ง WeTV ยังเป็นผู้ให้บริการติดอันดับ Top 3 ของ OTT แพลตฟอร์มในหลายประเทศในแถบ SEA สำหรับในประเทศไทยปัจจุบัน WeTV กลายเป็นวิดีโอสตรีมมิงที่มีการเติบโตสูงที่สุดในตลาดไทย โดยผู้ใช้งานชาวไทยให้การตอบรับที่ดีมากจนทำให้ปัจจุบัน WeTV  มีฐานผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปี 2563

“ล่าสุด WeTV ฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ในการเปิดให้บริการวิดีโอสตรีมมิงแอปพลิเคชันในประเทศต่างๆ อาทิ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และยังมุ่งหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งใน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงฝั่งตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกาใต้ ภายใต้กลยุทธ์ “โกลบอล แบรนด์แอมบาสเดอร์” ด้วยการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก 4 เมกะสตาร์ชื่อดังของจีนที่มีผลงานโดดเด่นทั้งละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และรายการวาไรตี้โชว์ รวมถึงมีฐานแฟนคลับมากมาย

นำโดยซูเปอร์สตาร์ที่มีผลงานจากเทนเซนต์ วิดีโอที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ได้แก่ “ตี๋ลี่เร่อปา” (Dilraba) จากซีรีส์ “สามชาติสามภพ ลิขิตเหนือเขนย” “เซียวจ้าน” (Xiao Zhan) จากซีรีส์ “ปรมาจารย์ลัทธิมาร” “หยางมี่” (Yang Mi) จากซีรีส์ “สามชาติสามภพ ป่าท้อสิบหลี่ และ “หยางหยาง” (Yang Yang)” จากซีรีส์ “เทพยุทธ์เซียนกลอรี่” ซึ่งซีรีส์เหล่านี้ได้รับความนิยมในตลาดสตรีมมิงไปทั่วโลกโดยรับชมผ่านแพลตฟอร์ม WeTV และช่องทางอื่นๆ ล่าสุดWeTV ได้ออกอากาศซีรีส์เรื่องใหม่ไปเมื่อวันจันทร์ ที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมานำแสดงโดยหยาง หยาง และตี๋ลี่เร่อปา เรื่อง “ดุจดวงดาวเกียรติยศ” (You are My Glory) ซึ่งทำยอดวิวสูงถึง 100 ล้านวิวภายใน 4 ชั่วโมงแรกที่ออกอากาศที่ประเทศจีน

และเร็วๆ นี้ จะได้รับชมซีรีส์ The Oath of Love นำแสดงโดยเซียวจ้าน และ Novoland: Pearl Eclipse นำแสดงโดย หยางมี่ รวมถึงยังมีผลงานซีรีส์อีกหลายเรื่องจาก “โกลบอล แบรนด์แอมบาสเดอร์” อีก 4 คน รับชมได้ทาง WeTV ที่เดียวเท่านั้น” นางสาวกนกพร กล่าว

สำหรับกิจกรรมที่สนับสนุนกลยุทธ์ “โกลบอล แบรนด์แอมบาสเดอร์”  WeTV วางเป้าหมายในการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบออฟไลน์ (Offline Event) และออนไลน์ (Livestream & Online Activity) เช่น การจัดงานเพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานซีรีส์ของแบรนด์แอมบาสเดอร์ ซึ่ง WeTV มีการจัดกิจกรรมเช่นนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2562 เพื่อมอบความสุขให้กับแฟนๆ WeTV รวมถึงยังมี Feature พิเศษกับการเก็บสะสม “VIP Digital Gift Card” ของแบรนด์แอมบาสเดอร์ทั้ง 4 คน

โดย VIP Digital Gift Card นี้แฟนๆสามารถซื้อเพื่อสะสม และสนับสนุนแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่คุณชื่นชอบ และยังมาพร้อมกับแพ็คเกจราคาพิเศษ VIP 1 เดือน ราคา 59 บาท (จากราคาปกติ 89 บาท)  VIP 3 เดือน ราคา 179 บาท (จากราคาปกติ 249 บาท) และ VIP 12 เดือนราคา 599 บาท (จากราคาปกติ 899 บาท) และยังสามารถซื้อเพื่อส่ง VIP Digital Gift Card เป็นของขวัญให้กับเพื่อนๆ เพื่อแบ่งปันความบันเทิงของคอนเทนต์คุณภาพจาก WeTV ได้อีกด้วย นอกจากการซื้อ VIP Digital Gift Card เพื่อรับชมคอนเทนต์ VIP ยังเป็นการสะสมคะแนนจากการซื้อ VIP Digital Gift Card

และสะสมคะแนนจากภารกิจพิเศษที่ทาง WeTV ได้เตรียมไว้เพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษจากแบรนด์แอมบาสเดอร์แต่ละคน อาทิ รูปพร้อมลายเซ็น กล่องของขวัญสุดพิเศษ รวมถึงบัตรเข้าชมแฟนมีตติ้งของแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่คุณชื่นชอบ เป็นต้น สำหรับแฟนคลับที่อยากสนับสนุนโกลบอล แบรนด์แอมบาสเดอร์ทั้ง 4 คน สามารถเข้าไปซื้อ VIP Digital Gift Card ได้ที่ https://bit.ly/likesWeTV ผ่านทางแอปพลิเคชัน WeTV

นอกจากความร่วมมือกับแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกทั้ง 4 คนแล้ว ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ WeTV เตรียมเดินหน้าตอกย้ำการเป็นที่สุดความบันเทิงคุณภาพแห่งเอเชีย ด้วยการผสมผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีของบริษัทแม่ และมุ่งเน้นความร่วมมือเชิงลึกกับแพลตฟอร์มในประเทศ และบริษัทผู้ผลิตคอนเทนต์ชื่อดัง เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนโลคอลคอนเทนต์อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ WeTV ให้ความสำคัญกับการทำตลาดโดยการใช้แหล่งคอนเทนต์ที่มีในประเทศ และต่างประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อจัดหา และนำเสนอคอนเทนต์ระดับพรีเมียมมอบสู่ผู้ชมในกลุ่มต่างๆ ทั้งออริจินัล คอนเทนต์ ซีรีส์จีนคุณภาพระดับโลกจากเทนเซ็นต์ วิดีโอ ซีรีส์ไทยออริจินัล และเอ็กซ์คลูซีฟ ตลอดจนคอนเทนต์วาไรตี้ต่างๆ ที่หลากหลายทั้งไทย จีน และเกาหลีพร้อมตั้งเป้าที่จะสร้างประสบการณ์ความบันเทิงระดับเฟิร์สคลาสสู่สายตาผู้ชมในแต่ละประเทศ เพื่อผู้ชมของเราจะได้รับชมความบันเทิงคุณภาพที่ดีที่สุดผ่าน WeTV

from:https://www.thumbsup.in.th/wetv-open-4-global-mega-star?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=wetv-open-4-global-mega-star

Epic Games แฉ การแข่งขันระหว่าง iOS กับ Android เป็นเพียงภาพหลวงหลอกตา แท้จริงคือการฮั้วกินรวบ

พวกเราอาจอยู่กับโลกยุคสมาร์ทโฟนมานานกว่า 10 ปีได้แล้วนับตั้งแต่เกิดระบบปฏิบัติการยอดฮิตอย่าง Android และ iOS ขึ้นมา โดยทั้งโลกแทบจะมีภาพจำไปแล้วว่า Google กับ Apple นั้นคือคู่แข่งกันโดยตรงในการแข่งขันอันดุเดือดเลือดพล่านนี้ แต่ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อเอกสารประกอบคดีของ Epic Games มีทฤษฎีใหม่ที่เชื่อว่าทั้ง 2 ยักษ์ใหญ่ไม่เคยทำธุรกิจเป็นคู่แข่งกันเลย มีแค่สื่อและสาวกที่มโนกันเอาเองล้วน ๆ

เอกสารประกอบคดี Epic เผย “สงครามการแข่งขันระหว่าง Android กับ iOS อาจเป็นเพียงนิยายที่สื่อเสี้ยมกันขึ้นมาเองล้วน ๆ”

อย่างที่ชาวเน็ต (และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมเมอร์ทั้งหลาย) อาจทราบกันดีอยู่แล้วว่าค่ายเกมส์ชื่อดังอย่าง Epic Games นั้นกำลังมีปัญหาฟ้องร้องคดีความในประเด็น “การผูกขาดทางการค้า” ซึ่งเป็นคดีที่มีทั้ง Apple และ Google ถูกเอาความโดยตรงในฐานะเจ้าของแพลตฟอร์มดาวน์โหลดแอปอย่าง App Store และ Play Store ตามลำดับ

ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจเป็นพิเศษจากเอกสารประกอบคดีจากฝั่งของ Epic Games ที่เผยว่า “แพลตฟอร์มและระบบปฏิบัติอย่าง Android กับ iOS อาจไม่เคยเป็นคู่แข่งกันเลย มีแต่สื่อที่มโนแต่งเรื่องกันไปเองมาโดยตลอด”

ในกรณีของ Google ในฐานะเจ้า Android และ Play Store ที่ดูเหมือนจะเน้นย้ำเรื่องการเป็นระบบเปิดที่อนุญาตให้นักพัฒนามีพื้นที่อิสระในการดำเนินธุรกิจบน Ecosystem ของพวกเขา กลับถูกพบว่ามีดีลลับ ๆ ที่เกิดขึ้นกับคู่ค้ายักษ์ใหญ่หลายรายที่เข้าลักษณะเป็นการกีดกันทางการค้า หนึ่งในนั้นคือดีลสุด Exclusive มูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทต่อปีที่ทำกับ Apple เพื่อให้พวกเขาติดตั้ง Google Search ลงบน iOS  หรือล่าสุดคือ ความพยายามฮั้วกับ Samsung หรือ Tech Giants รายอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการผูกขาดสำหรับ Play Store

เราพบว่าความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่าง Google กับ Apple นั้น ใกล้ชิดเกินกว่าที่พวกเขาจะมองกันละกันเป็นคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพิจารณาเม็ดเงินที่ Google กล้าลงทุนไปกับ iOS นั้นยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า Google นั้นไม่มีทางอยากแข่งเพื่อให้ Apple กลายเป็นผู้แพ้แต่อย่างใด เพราะพวกเขาได้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มของ Apple อย่างมหาศาลมาโดยตลอด… – ส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบคดีของทาง Epic Games

Android – iOS ไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นการกินรวบแบบ Duopoly – ส่วน Google แอบยอมรับกลาย ๆ ไม่เคยคิดแข่ง !

ในเอกสารประกอบคดีผูกขาดทางการค้า Epic Games เลือกที่จะให้นิยามใหม่ในความสัมพันธ์ Google – Apple ว่า “Duopoly” หรือก็คือ “การรวมหัวกินรวบทั้งตลาด” หลังจากที่ Android กับ iOS รวมกันนั้นคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดในโลกสมาร์ทโฟนราว 99% ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งสองแพลตฟอร์มมักมีการตัดสินใจ หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการที่สอดคล้องไปในทางเดียวกันเสมอ อาจไม่ใช่เพื่อแข่งขันกัน แต่เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีผู้เล่นอยู่ในตลาด OS เพียง 2 รายเท่านั้น โดยทาง Epic Games ยังเผยอีกว่าเอกสารที่ทาง Google เคยชี้แจงเอาไว้เองนั้น พวกเขาก็สรุปได้ในทำนองเดียวกันว่า Google ไม่เคยโฟกัสไปที่การแข่งขันกับ Apple เพราะธุรกิจหลักของพวกเขาคือธุรกิจที่มีกำไรจากการโฆษณา ต่างจาก Apple ที่เน้นทำกำไรจากการขายอุปกรณ์ที่ให้ใช้อย่างแพร่หลาย

ซึ่งจากเจตนาของ Google น่าจะเป็นความพยายามชี้ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้พยายามผูกขาดอะไรกับระบบปฏิบัติการ และไม่เคยคิดรวมหัวกันกับ Apple ในฐานะ Duopoly อย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ทาง Epic Games กลับมองว่าคำแถลงแบบนี้แหละเป็นการยอมรับโดย Google เองเลยว่าพวกเขาไม่เคยคิดจะแข่งกันกับ Apple แต่มักจะมีข้อตกลงระหว่างกันให้ หรือเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันเพื่อให้อำนาจยังอยู่ที่ Tech Giants ทั้ง 2 รายนี้ต่อไปอีกนานเท่านานแบบสมประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้นั่นเอง

 

อ้างอิง: phoneArena

from:https://droidsans.com/epic-accused-android-vs-ios-never-exists-their-share-duopoly-market/

ไต้หวัน เผยถูกแฮกเกอร์โจมตีกว่า 20 ล้านครั้งต่อเดือน เร่งยกระดับความมั่นคงไซเบอร์โดยด่วน

จากประเด็นปัญหาทางการเมืองตั้งแต่สงครามการค้าและเทคโนโลยีระหว่างพี่ใหญ่อย่างจีน – สหรัฐ ฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไต้หวันที่มักจะถูกดึงเข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งด้วยเสมอเนื่องจากถือครองสิทธิบัตรและเทคโนโลยีสำคัญหลาย ๆ อย่างของโลกเอาไว้ ล่าสุดดูเหมือนรัฐบาลไต้หวันจะเริ่มรู้ตัว ออกมาให้ข่าวถึงประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์ของพวกเขาเองที่ต้องยกระดับเป็นการใหญ่ หลังจากพบความพยายามโจมตีระบบกว่า 20 ล้านครั้งต่อเดือน โดยเชื่อว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านของเขาเอง

หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์ของไต้หวันเผยต้องยกระดับความปลอดภัยสูงสุดหลังถูกโจมตีไซเบอร์กว่า 20 ล้านครั้งต่อเดือน !

ทางด้านผู้บริหารระดับสูงฝ่ายความมั่นคงของไต้หวันได้มีการแถลงนโยบายและความกังวลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงไซเบอร์ภายในประเทศของพวกเขา “ที่อาจส่งผลถึงขั้นเป็นชนวนก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 (ในรูปแบบสงครามไซเบอร์) ได้เลย” หากไม่มีมาตรการรับมือที่ดีเพียงพอ หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไต้หวันเองนั้นต้องตกเป็นเสมือนศูนย์กลางความขัดแย้งของบรรดาชาติมหาอำนาจ เนื่องจากไต้หวันเองก็ถือครองสิทธิและนวัตกรรมศักยภาพสูงของโลกเอาไว้จำนวนมาก หนึ่งในชื่อที่คุ้นหูชาวเน็ตมากที่สุดคือกรณีของ TSMC ที่ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งทางเทคโนโลยีไปแล้วโดยปริยาย

ทางการไต้หวันได้เผยว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านไซเบอร์ของไต้หวันนั้นถูกโจมตีด้วยรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูล การรบกวนการทำงานของระบบ หรือแม้กระทั่งการพยายามทำลายกระบวนการทำงานของซอฟแวร์ที่ส่งผลไปยังโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่น เช่น ระบบสาธารณูโภคกลาง หรือโรงกลั่นน้ำมัน รวม ๆ แล้วพบความพยายามโจมตีราว 20 – 40 ล้านครั้งต่อเดือนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามพวกเขาได้มีการยกระดับมาตรการและระบบความปลอดภัยยกใหญ่เสร็จเรียบร้อยในเดือนนี้ (ไม่เปิดเผยรายละเอียด) เคลมว่าพร้อมรับมือทุกรูปแบบ รวมถึงเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบแบบย้อนกลับ นอกจากนั้่นยังมีการว่าจ้างแฮกเกอร์มือฉมังหลายสิบรายจากทั่วโลกให้ร่วมทดสอบและพัฒนาความปลอดภัยของระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในช่วงที่ผ่านมามีการเจาะระบบที่สำเร็จเพียงแค่ประมาณร้อยครั้ง โดยแบ่งออกเป็นความเสี่ยงระดับสูงแค่ไม่กี่ราย ซึ่งได้มีการจัดการเป็นที่เรียบร้อยหมดแล้ว

ไต้หวันทราบดีถึงความสำคัญทางเทคโนโลยีของพวกเขา พร้อมร่วมมือกับทั้งโลกป้องกันไม่ให้เกิดชนวนไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ในรูปแบบไซเบอร์

บริการภาครัฐโดยเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเราอาศัยศักยภาพ ความเสถียรและปลอดภัยของอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นระบบท่อก๊าซ ระบบน้ำหรือไฟฟ้าก็ตาม เราเข้าใจดีว่าโครงพื้นฐานเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญไม่ใช่แค่เพื่อให้บริการประชาชนของเรา แต่อาจส่งผลต่อทั้งโลกได้… เมื่อดูจากวิธีการที่ใช้และจากการตรวจสอบที่ผ่านมา เราค่อนข้างมั่นใจว่าความพยายามรุกล้ำอาณาเขตไซเบอร์ของเราจำนวนมาก มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศเพื่อนบ้าน – Chien Hung-wei | ผู้อำนวยการกรมความมั่นคงไซเบอร์ของไต้หวัน

แม้ไต้หวันจะไม่กล่าวถึงชื่อจีนโดยตรง และจีนเองก็ไม่ใช่ชาติเดียวบนโลกนี้ที่ถูกตั้งแง่ในฐานะผู้รุกล้ำหรือโจมตีทางไซเบอร์ แต่ดูเหมือนพวกเขาคือชาติมหาอำนาจรายแรกที่ถูกทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิดพร้อม ๆ กัน หลังจากที่ล่าสุดฝั่งชาติตะวันตกอย่างสหรัฐ ฯ และสหภาพยุโรปได้ออกมาตั้งคำถามถึงกรณีมีการตรวจสอบพบว่า รัฐบาลจีนอาจมีส่วนพัวพันโดยตรงกับ อาชญากรรม Ransomware ที่เกิดขึ้นกับภาครัฐหลายรายทั่วโลก

Cyberattacks หรือการโจมตีบนโลกไซเบอร์นั้นกลายมาเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเมืองของบรรดาชาติมหาอำนาจทั้งหลาย เพราะความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวอาจหมายถึง ความขัดแย้งแบบเปิดเผยในระดับโลก หรือเรียกง่าย ๆ สงครามโลกได้เลย งานนี้ไต้หวันเองในฐานะผู้ถือครองเทคโนโลยีสำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นข่าวบ่อย ๆ อย่างเรื่องชิปเซ็ตของ TSMC นั้นยิ่งต้องระวังตัวเป็นพิเศษมาก ๆ นั่นเอง

 

อ้างอิง: CNN Business | CNN Politics

from:https://droidsans.com/taiwan-admits-need-for-cyber-security-upgrade-to-take-on-over-20-million-hacks-every-month/