คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

Twitter เปิดตัวฟีเจอร์ Super Follow เข้าถึงเนื้อหา Exclusive ผ่านการสมัครสมาชิกรายเดือน

เมื่อช่วงกลางปี 2020 ที่ผ่านมา มีข่าวลือหนาหูว่า Twitter กำลังเล็งหาช่องทางในการทำรายได้เพิ่มเติมบนแพลตฟอร์มของพวกเขาในรูปแบบ Subscription แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดใด ๆ ออกมาก่อนข่าวจะเงียบหายไปพักใหญ่ แต่ล่าสุดข่าวลือนี้เป็นจริงเมื่อ Twitter ได้ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ Super Follow อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเจ้าของบัญชีทวิตเตอร์จะสามารถเปิดให้ผู้ติดตามสมัครสมาชิกแบบรายเดือนได้ เพื่อได้เข้าถึงเนื้อหาสุดพิเศษก่อนใคร

การปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมรูปแบบการหารายได้และฟีเจอร์บนแพลตฟอร์มของ Twitter ที่กำลังจะทยอยเกิดขึ้นในปี 2021 นี้ อาจนับได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของพวกเขาเลย โดยภายใต้นโยบายแผนธุรกิจใหม่นี้ Jack Dorsey – CEO ของพวกเขาเชื่อว่าจะทำให้ Twitter มีทั้งรายได้ที่หลากหลายมากขึ้นและฐานผู้ใช้งานรายวันเพิ่มขึ้นอีกอย่างมีนัยยะสำคัญต่อจากนี้ไป

สำหรับฟีเจอร์ “Super Follow” นี้ จะช่วยให้เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Influencers หรือ Content Creators ที่มีฐานผู้ติดตามเป็นกลุ่มก้อนชัดเจนอยู่แล้วนั้น สามารถที่จะเพิ่มปุ่มติดตามในรูปแบบสมาชิกรายเดือน (Subscription) ได้นั่นเอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ติดตามสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ใหม่ ๆ ได้ก่อนใคร หรือดูเนื้อหาแบบ Exclusive ได้นั่นเอง ซึ่งฟีเจอร์นี้จะคล้ายคลึงกับ YouTube Membership ที่ทางแพลตฟอร์ม YouTube เองก็ได้มีการนำเสนอไปก่อนหน้านี้นั่นเอง

สำหรับในแง่ธุรกิจแล้ว Twitter ยังไม่มีรายละเอียดออกมาว่ารูปแบบการแบ่งสัดส่วนค่าสมาชิก Super Follows นี้จะเป็นอย่างไร (สำหรับสมาชิกรายเดือนบน YouTube นั้น แบ่งรายได้ให้เจ้าของช่อง 70%) แต่ Jack Dorsey หมายมั่นปั้นมือว่าฟีเจอร์ใหม่นี้ รวมกับอีกฟีเจอร์อย่าง Twitter Spaces ที่ถูกวางให้มาชนกับ Clubhouse และกำลังทดสอบอยู่ในขณะนี้ จะช่วยให้ Twitter มีรายได้เพิ่มขึ้นจากราว ๆ 1 แสนล้านบาทต่อปีในปัจจุบันไปสู่รายได้ระดับ 2 แสนล้านบาทต่อปีในปี 2023 ด้วยฐานผู้ใช้งานรายวันกว่า 315 ล้านบัญชี จาก 192 ล้านบัญชีในปี 2020 พวกเขาเรียกนโยบายนี้ว่า “Double Development Velocity” ซึ่ง Twitter เล็งว่าจะมีรายได้และฐานผู้ใช้งานรายวันเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวภายในระยะเวลา 3 ปีเท่านั้น

 

ที่มา: BBC Tech | The Verge

 

from:https://droidsans.com/twitter-announce-super-follows-feature-to-up-its-subscription-game/

บ้านปูฯ เผยแผนธุรกิจ 5 ปี ขยายการเติบโตสู่พลังงานเพื่อความยั่งยืน

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานในระดับนานาชาติ รายงานผลการดำเนินธุรกิจในปี 2563 มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 68,575 ล้านบาท ลดลง 17% จากปีก่อนหน้า ขาดทุนสุทธิ 1,682 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลดลง

พร้อมนำเสนอแผนธุรกิจ 5 ปี ฉบับใหม่ สำหรับปี 2564 – 2568 ที่เดินหน้าและต่อยอดกลยุทธ์ Greener & Smarter นำเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านทั่วองค์กร ขยายการเติบโตสู่พลังงานสะอาดรองรับเทรนด์แห่งโลกอนาคต มุ่งนำเสนอโซลูชันด้านพลังงานครบวงจรด้วยระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างพลังงานที่ยั่งยืนให้กับโลก

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินธุรกิจพลังงานในปี 2563 สะท้อนความท้าทายจากวิกฤตโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อเศรษฐกิจโลกและทุกภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งความต้องการด้านพลังงานโลกในภาพรวมลดลง  แม้กระนั้น เรายังคงสามารถปรับกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สามารถรับมือกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลง และสอดคล้องกับวิถีใหม่ของโลกในยุค Never Normal และยังประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจในการเดินหน้า Banpu Transformation เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่เป้าหมายของความยั่งยืนด้านพลังงาน ทั้งในด้านการเพิ่มสัดส่วนพอร์ตฟอลิโอพลังงานสะอาดและฉลาด ผ่านบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ตอบรับกับเทรนด์พลังงานแห่งโลกอนาคต สนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด และการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation)  ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้อย่างชาญฉลาด” 

แผนธุรกิจ 3 แกน

Acceleration  เร่งสร้างการเติบโตตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ใน 4 ธุรกิจหลัก คือธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจเหมือง ธุรกิจผลิตไฟฟ้า และธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน

Antifragile  รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและวงจรเศรษฐกิจโลกผ่านพอร์ตโซลูชันด้านพลังงานที่ครบวงจร โดยกระจายความเสี่ยง และคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ 

Augmentation – ต่อยอดระบบนิเวศทางธุรกิจปัจจุบันและความเชี่ยวชาญในด้านพลังงานเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พอร์ตพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงานที่สอดคล้องกับเทรนด์พลังงานในอนาคตได้รวดเร็วและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แนวทางดำเนินการธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม

กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ทางด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ จะมุ่งสร้างประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะรักษากำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 700 ลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าก๊าซธรรมชาติต่อวัน รวมทั้งการคว้าโอกาสเมื่อสถานการณ์ราคาก๊าซเพิ่มสูงขึ้น ด้วยการประกันความเสี่ยงการลงทุน (Hedging) และสร้างความยืดหยุ่นในงบลงทุน (CAPEX Flexibility) ส่วนธุรกิจเหมือง มุ่งเน้นการสร้างกระแสเงินสดในช่วงราคาถ่านหินเพิ่มสูง บริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล  รวมทั้งเพิ่มการจัดซื้อถ่านหินจากผู้ผลิตรายอื่นร่วมด้วย (Coal Trading) เพื่อให้สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละราย 

กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า เน้นสร้างเสถียรภาพการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าทั้งหมดด้วยดัชนีค่าความพร้อมจ่าย (Equivalent Availability Factor: EAF) ที่สูง และเดินหน้าเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าต่างๆ ตามแผน อีกทั้งมุ่งขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องของโรงไฟฟ้าในปัจจุบันตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ทั้งในจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม สำหรับแนวทางการดำเนินการในอนาคตจะมุ่งเน้นการลงทุนเพิ่มเติมในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และขยายการลงทุนไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น ในสหรัฐอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน มุ่งเน้นการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Scale Up) ขยายระบบนิเวศของธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานเพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจจากเทรนด์ด้านพลังงานใหม่ๆ รวมทั้งชูจุดเด่นการเป็นผู้ให้บริการสมาร์ทโซลูชันด้านพลังงานสะอาดที่ฉลาดขึ้นด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรในธุรกิจระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftops) ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ (Renewable Energy Power Plant) ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System หรือ ESS) ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) ธุรกิจเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และธุรกิจแพลตฟอร์มการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) 

“ในโลกยุค Never Normal การเดินหน้าสร้างการเติบโตที่มุ่งนำเสนอโซลูชันด้านพลังงานครบวงจร จะต้องทันกับตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภค ตลอดจนเทรนด์พลังงานแห่งโลกอนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ก็ต้องยืนหยัดก้าวข้ามความท้าทายที่คาดเดาไม่ได้ 5 ปีต่อจากนี้ เราตั้งเป้าว่า ภายในปี 2568 EBITDA จากธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงานของบ้านปู จะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 50 เพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่งในระยะยาวสู่อนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน (Smarter Energy for Sustainability)นางสมฤดี กล่าวปิดท้าย  

สำหรับภาพรวมปี 2563 บ้านปูฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 2,283 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 68,575 ล้านบาท) ลดลงจากปีก่อน 476 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 14,298 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 17 มีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 563 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 16,910 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลดลง และรายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 56 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,682 ล้านบาท)

from:https://www.thumbsup.in.th/banpu-5-years-plan?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=banpu-5-years-plan

ก.ล.ต. เตรียมกำกับผู้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล รายได้เกินหนึ่งล้านต่อปี-ประสบการณ์มากกว่าสองปี

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตรียมกำหนดคุณสมบัติของผู้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) และหลักเกณฑ์ทดสอบความรู้ เพื่อเป็นกลไกคุ้มครองผู้ลงทุน

เนื่องจากคริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency) เป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่มีความผันผวนสูง การลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีจึงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและความสามารถรับความเสี่ยงจากการได้รับผลขาดทุนจากการลงทุนได้  ก.ล.ต. จึงมีแนวคิดที่จะกำหนดคุณสมบัติของผู้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีเพื่อให้มีกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์

เบื้องต้นได้กำหนดหลักเกณฑ์ของผู้ลงทุนออกมา 2 เป็นด้านคือ

ฐานะการเงิน

  • ต้องมีรายได้ต่อปี ไม่รวมคู่สมรส 1 ล้านบาท ต่อปี หรือเกินกว่า 8.3 หมื่นบาท ต่อเดือน หรือ
  • มีสินทรัพย์สุทธิ ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ไม่รวมมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่พักอาศัยประจำ หรือ
  • มีมูลค่าการลงทุนในหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป

ด้านความรู้ความเข้าใจ

  • ต้องเป็นผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี หรือ มีประสบการณ์ลงทุนในหลักทรัพย์ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 2 ปีหรือ เป็น professional ตามที่สำนักงานกำหนด

ในกรณีผู้ลงทุนที่ไม่เข้าข่ายข้อกำหนดข้างต้น จะไม่สามารถลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลโดยตรงได้ จะต้องผ่านผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Fund manager) เท่านั้น

ทั้งนี้ ในการเปิดบัญชีใช้บริการใหม่ ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องกำหนดจำนวนเงิน ขั้นต่ำในการเปิดบัญชีไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทอีกด้วย 

อย่างไรก็ตามข้อกำหนดคุณสมบัติทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิด โดยจะเปิดให้ผู้สนใจแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ https://bit.ly/3knvOOk หรือทาง e-mail: ekarit@sec.or.th และ chawin@sec.or.th จนถึงวันที่ 27 มีนาคม 2564 ครับ

from:https://www.thumbsup.in.th/sec-crypto-criteria?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sec-crypto-criteria

‘เครือซีพี’ ติดโผบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกประจำปี 2564

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group ได้รับการคัดเลือกจาก Ethisphere สถาบันชั้นนำระดับโลกที่กำหนดและประมวลมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่มีจริยธรรม ให้เป็น 1 ในบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกประจำปี 2564 หรือ The 2021 World’s Most Ethical Companies

โดยในปีนี้มีบริษัทจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 22 ประเทศได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกรวมทั้งสิ้น 135 บริษัท อาทิ Microsoft, Mastercard, VISA, Starbucks, PepsiCo เป็นต้น

มร.ทิมโมธี เออร์บลิค (Timothy Erblich) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบัน Ethisphere เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเผชิญหน้าและรับมือกับความท้าทายที่ยากลำบากในปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน แต่ปรากฏว่ายังมีบริษัทที่มีภาวะผู้นำ ได้รับความไว้วางใจจากผู้ส่วนได้เสียในด้านการมีจริยธรรมและความซื่อสัตย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ต่อคุณค่าสูงสุดที่ส่งผลในเชิงบวกต่อชุมชนของธุรกิจนั้นๆ ในการนี้ Ethisphre ขอแสดงความยินดีกับทุกบริษัทที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลก

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า การที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกจากสถาบัน Ethisphere ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการประกอบธุรกิจด้วยจริยธรรมตามมาตรฐานระดับโลก นอกจากนี้ เครือฯ ยังยึดมั่นในความซื่อสัตย์และมีคุณธรรมซึ่งเป็นค่านิยมองค์กรที่สำคัญของเครือฯ ที่ถือเป็นรากฐานของจริยธรรมขององค์กรตั้งแต่ยุคบุกเบิกธุรกิจ รวมถึงการยึดธรรมาภิบาลเป็นเสาหลักในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการที่เครือฯ ก้าวมาถึงจุดนี้ได้เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนของพนักงานในเครือฯ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงคู่ค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่ได้ร่วมขับเคลื่อนกลไกด้านธรรมาภิบาลขององค์กร ให้ยกระดับเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนของเครือฯ

“การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมในทุกประเทศที่ประกอบธุรกิจ และการปฏิบัติตามมาตรฐานหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการสร้างความสำเร็จทางธุรกิจ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจด้วยหลักความยั่งยืนและมีจริยธรรมจึงเป็นรากฐานที่เครือฯ ยึดมั่นในการดำเนินงานทุกมิติ” ซีอีโอ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าว

ระเบียบวิธีและการให้คะแนน

เกณฑ์การคัดเลือกบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลก เป็นการประเมินอย่างเข้มข้นภายใต้ระบบ Ethics Quotient® ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Ethisphere ประกอบด้วยคำถามมากกว่า 200 คำถามใน 5 ด้าน ได้แก่

  1. ด้านวัฒนธรรม
  2. ด้านบทบาททางสิ่งแวดล้อมและสังคม
  3. ด้านบทบาททางจริยธรรม
  4. ด้านการกำกับดูแลกิจการ และ
  5. ด้านการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมและสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง

กระบวนการดังกล่าวเป็นกรอบการดำเนินงานเพื่อรวบรวมและกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านจริยธรรมชั้นนำขององค์กรในอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งในปีนี้มีการตั้งคำถามเพื่อประเมินว่าแต่ละองค์กรมีศักยภาพในการปรับตัวอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ อาทิ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การรับมือกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล รวมทั้งมีมาตรการด้านความปลอดภัย ความเสมอภาคและความยุติธรรมในสังคมอย่างไร

ทั้งนี้ สามารถดูรายชื่อบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกปี 2021 ได้ที่ https://worldsmostethicalcompanies.com/honorees

from:https://www.thumbsup.in.th/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%b5-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%9c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%97?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%258b%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2597

‘เครือซีพี’ ติดโบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกประจำปี 2564

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group ได้รับการคัดเลือกจาก Ethisphere สถาบันชั้นนำระดับโลกที่กำหนดและประมวลมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่มีจริยธรรม ให้เป็น 1 ในบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกประจำปี 2564 หรือ The 2021 World’s Most Ethical Companies

โดยในปีนี้มีบริษัทจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 22 ประเทศได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกรวมทั้งสิ้น 135 บริษัท อาทิ Microsoft, Mastercard, VISA, Starbucks, PepsiCo เป็นต้น

มร.ทิมโมธี เออร์บลิค (Timothy Erblich) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบัน Ethisphere เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเผชิญหน้าและรับมือกับความท้าทายที่ยากลำบากในปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน แต่ปรากฏว่ายังมีบริษัทที่มีภาวะผู้นำ ได้รับความไว้วางใจจากผู้ส่วนได้เสียในด้านการมีจริยธรรมและความซื่อสัตย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ต่อคุณค่าสูงสุดที่ส่งผลในเชิงบวกต่อชุมชนของธุรกิจนั้นๆ ในการนี้ Ethisphre ขอแสดงความยินดีกับทุกบริษัทที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลก

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า การที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกจากสถาบัน Ethisphere ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการประกอบธุรกิจด้วยจริยธรรมตามมาตรฐานระดับโลก นอกจากนี้ เครือฯ ยังยึดมั่นในความซื่อสัตย์และมีคุณธรรมซึ่งเป็นค่านิยมองค์กรที่สำคัญของเครือฯ ที่ถือเป็นรากฐานของจริยธรรมขององค์กรตั้งแต่ยุคบุกเบิกธุรกิจ รวมถึงการยึดธรรมาภิบาลเป็นเสาหลักในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการที่เครือฯ ก้าวมาถึงจุดนี้ได้เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนของพนักงานในเครือฯ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงคู่ค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่ได้ร่วมขับเคลื่อนกลไกด้านธรรมาภิบาลขององค์กร ให้ยกระดับเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนของเครือฯ

“การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมในทุกประเทศที่ประกอบธุรกิจ และการปฏิบัติตามมาตรฐานหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการสร้างความสำเร็จทางธุรกิจ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจด้วยหลักความยั่งยืนและมีจริยธรรมจึงเป็นรากฐานที่เครือฯ ยึดมั่นในการดำเนินงานทุกมิติ” ซีอีโอ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าว

ระเบียบวิธีและการให้คะแนน

เกณฑ์การคัดเลือกบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลก เป็นการประเมินอย่างเข้มข้นภายใต้ระบบ Ethics Quotient® ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Ethisphere ประกอบด้วยคำถามมากกว่า 200 คำถามใน 5 ด้าน ได้แก่

  1. ด้านวัฒนธรรม
  2. ด้านบทบาททางสิ่งแวดล้อมและสังคม
  3. ด้านบทบาททางจริยธรรม
  4. ด้านการกำกับดูแลกิจการ และ
  5. ด้านการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมและสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง

กระบวนการดังกล่าวเป็นกรอบการดำเนินงานเพื่อรวบรวมและกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านจริยธรรมชั้นนำขององค์กรในอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งในปีนี้มีการตั้งคำถามเพื่อประเมินว่าแต่ละองค์กรมีศักยภาพในการปรับตัวอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ อาทิ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การรับมือกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล รวมทั้งมีมาตรการด้านความปลอดภัย ความเสมอภาคและความยุติธรรมในสังคมอย่างไร

ทั้งนี้ สามารถดูรายชื่อบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกปี 2021 ได้ที่ https://worldsmostethicalcompanies.com/honorees

from:https://www.thumbsup.in.th/cp-group-world-most-ethical?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cp-group-world-most-ethical

‘การบินไทย’ ปี 2563 ขาดทุนหนัก 1.4 แสนล้าน เหตุรายได้ลดลง แต่มีค่าใช้จ่ายคงที่สูง

การบินไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งผลประกอบการปี 2563 ขาดทุน 141,170.73 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้รวมลดลง 73.8% อยู่ที่ 48,311 ล้านบาท จากจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศทั้งของประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ

สําหรับค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 96,430 ล้านบาท ตํ่ากว่าปี ก่อน 100,040 ล้านบาท (50.9%) เนื่องจากค่าใช้จ่ายแปรผันตามปริมาณการขนส่ง และจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายคงที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ขาดทุนจากการดําเนินงาน 48,119 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 287% จากปีก่อน

นอกจากนั้น ในปี 2563 การบินไทย และบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวรวม 91,978 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • สำรองเงินชดเชยพนักงานในโครงการร่วมใจจากองค์กร จำนวน 3,098 ล้านบาท
  • ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเครื่องบินและสินทรัพย์สิทธิการใช้และอุปกรณ์การบินหมุนเวียน จำนวน 82,703 ล้านบาท
  • ผลขาดทุนจกการด้อยค่าซึ่งป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 จำนวน 261 ล้านบาท
  • กำไรจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 206 ล้านบาท
  • ขาดทุนจากอัตราแลกปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจำนวน 895 ล้านบาท
  • ผลขาดทุนสำหรับการป้องกันความเสี่ยงของกลุ่มรายการของฐานะสุทธิจำนวน 5,227 ล้านบาท

ทั้งนี้ การบินไทยอยู่ระหว่างจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการโดยศาลล้มละลายกลาวอนุญาตให้ผู้ทำแผนยื่นส่งแผนฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ภายในวันที่ 2 มี.ค. 2564

และเมื่อได้ยื่นส่งแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะจัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท และศาลล้มละลายกลางจะพิจารณาแผนฟื้นฟูกิจการต่อไป

 

from:https://www.thumbsup.in.th/thai-airways-loss-140-billion?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=thai-airways-loss-140-billion

ออสเตรเลียไฟเขียวกฎหมายเก็บเงิน Facebook และ Google ค่าเผยแพร่คอนเทนต์ข่าวบนแพลตฟอร์ม

วันนี้ (25 ก.พ.) รัฐสภาออสเตรเลียผ่านกฎหมาย (Media Code)ให้ Facebook และ Google จ่ายเงินให้กับสำนักข่าวในออสเตรเลียสำหรับค่าทำคอนเทนต์ข่าวลงบนแพลตฟอร์ม โดยถือเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายดังกล่าว และอาจทำให้ประเทศอื่นๆ ดำเนินรอยตาม

“เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจสื่อจะได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรมในการทำคอนเทนต์ข่าว” Josh Frydenberg รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวในแถลงการณ์

กฎหมายดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงกันมายาวนานหลายเดือน ล่าสุด Facebook และ Google บรรลุข้อตกลงการค้ากับรัฐบาลออสเตรเลียแล้ว

ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กคัดค้านกฎหมายดังกล่าว โดยดำเนินการบล็อกเนื้อหาข่าวสารจากสื่อและหน่วยงานรัฐในออสเตรเลีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนกูเกิล เคยกล่าวว่าจะเลิกฟังก์ชันสืบค้นข้อมูลในออสเตรเลียหากรัฐบาลออสเตรเลียบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้รัฐบาลออสเตรเลียยินยอมเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายบางประการ

ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่าจะทบทวนกฎหมายดังกล่าวอีกครั้งในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของนโยบายรัฐ

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่ารัฐบาลทั่วโลกจะดำเนินตามรอยออสเตรเลียหรือไม่ เนื่องจากเป็นการดึงเงินจากแพลตฟอร์มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และสนับสนุนอุตสาหกรรมสื่อในประเทศอีกด้วย

ที่มา

CNN

Cnet

 

from:https://www.thumbsup.in.th/australia-media-code?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=australia-media-code

วัคซีนล็อตแรกถึงไทยแล้ว เตรียมกระจายให้โรงพยาบาลในพื้นที่ควบคุม

ภาพจาก Workpointtoday

วันที่ 24 ก.พ.2564 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ติดตามการลำเลียงวัคซีนโควิด 19 ล็อตแรกของบริษัทซิโนแวคจำนวน 2 แสนโดสเข้าสู่คลัง และระบบการจัดเก็บวัคซีนภายในห้องควบคุมอุณหภูมิมาตรฐาน เตรียมกระจายตามโรงพยาบาลกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ควบคุม

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายฉีดให้กับทุกคนในประเทศไทยตามความสมัครใจ ช่วยเสริมระบบการป้องกันโรคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยวันนี้ได้รับวัคซีนของบริษัทซิโนแวคล็อตแรกจำนวน 200,000 โดสแล้ว จะได้รับเพิ่มอีก 800,000 โดสในเดือนมีนาคม 2564 และอีก 1 ล้านโดสในเดือนเมษายน 2564 รวมทั้งสิ้น 2 ล้านโดส ฉีดให้กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 1 ในเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2564

คาดว่าปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้จะจัดส่งไปยังโรงพยาบาลตามแผนการฉีดให้กับกลุ่มเป้าหมาย ประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข อสม. ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด, พื้นที่ควบคุมสูงสุด, พื้นที่ควบคุม และพื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม รวม 18 จังหวัด โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งระบบการเก็บและการจัดส่งวัคซีนจะควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 2-8 องศาเซลเซียส เพื่อคงคุณภาพของวัคซีน

โดยวัคซีนโควิด 19 ของซิโนแวคได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผลของวัคซีน และขึ้นทะเบียนวัคซีนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้วเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 นอกจากนี้ จะได้รับวัคซีนจากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าอีก 61 ล้านโดส ฉีดให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายระยะที่ 2 ในเดือนมิถุนายน – ธันวาคม 2564 คาดว่าจะสามารถเปิดประเทศในปลายปี 2564 เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และปกป้องสุขภาพประชาชนได้

สำหรับวัคซีน “CoronaVac” ของซิโนแวค คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้มีข้อแนะนำ ว่า วัคซีนชนิดนี้ เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ฉีดในประชาชนอายุ 18-59 ปี จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และมีการติดตามเฝ้าระวังอาการภายหลังได้รับวัคซีนแต่ละเข็มเป็นระยะเวลา 30 วันหลังฉีด

โดยในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรงแนะนำให้ฉีดห่างกัน 2 สัปดาห์ ห้ามฉีดให้กับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อยู่ในภาวะควบคุมไม่ได้ ผู้ที่มีภาวะทางระบบประสาทอย่างรุนแรง หญิงตั้งครรภ์ และควรระวังในการฉีดในกลุ่มหญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง นอกจากนี้ สามารถให้วัคซีนโควิด 19 ร่วมกับวัคซีนป้องกันโรคชนิดอื่นได้ โดยเว้นระยะห่างกันอย่างน้อย 14 วัน

ที่มา

The Standard

from:https://www.thumbsup.in.th/vaccine-first-lot?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=vaccine-first-lot

[Campaign Watch] ชูจุดเด่น ยืนหนึ่งเรื่องเบเกิล แคมเปญ Bagel King โดย Au Bon Pain

จากก่อนหน้านี้ โอ บอง แปง (Au Bon Pain) ได้สร้างกระแสฮือฮาในโลกโซเชียล โดยการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์และแคมเปญต่างๆ เป็น ‘อุบลพรรณ’ ซึ่งเก็บอินไซต์จากการเรียกชื่อผิดของลูกค้ามาเป็นการตลาด จนกลายเป็นกระแสได้ใจทั้งลูกค้าเก่าและใหม่

ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญ ‘Bagel King’ ชูจุดเด่น ยืนหนึ่งเรื่องเบเกิลให้ลูกค้าได้ลิ้มลองตลอดทั้งปี 2021 โดยก่อนหน้านี้เบเกิลรสชาติใหม่ๆ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

จุดที่น่าสนใจคือชื่อแคมเปญและโลโก้ก็ล้อไปกับแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดชื่อดังเจ้าหนึ่ง เรียกกระแสฮือฮาให้กับลูกค้าที่เห็นโลโก้แคมเปญได้เป็นจำนวนมาก

สำหรับชื่อแคมเปญล่าสุด ทางแบรนด์ตั้งใจสื่อสารให้ลูกค้ารับรู้ถึงจุดขายของผลิตภัณฑ์ นำโดย Wagyu Truffle Cheese Bagel แซนด์วิชเนื้อวากิวพรีเมียมจากออสเตรเลีย เสิร์ฟมาในเบเกิลเซโมลินาเนื้อนุ่ม ราดด้วยซอสบาร์บีคิวรสเข้มข้น เพิ่มรสชาติด้วยชีส เผาไฟเล็กน้อยให้ได้กลิ่นหอม พร้อมผักคอสและมะเขือเทศสไลด์ ปิดท้ายด้วยซอสทรัฟเฟิล

นอกจากนี้ยังเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ 2 เมนู ได้แก่ ยูซุ สปาร์คกลิ้ง น้ำส้มยูซุเพิ่มความสดชื่น ตัดรสด้วยน้ำผึ้ง และยูซุ แอฟริกานา น้ำยูซุผสมเลมอน ท็อปด้วยกาแฟแอฟริกานาเอสเพรสโซ โดยจะจำหน่ายตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2564 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

อย่างไรก็ตาม โอ บอง แปง เดินหน้าสร้างแคมเปญใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 8 มีนาคม 2564 เตรียมออกแคมเปญ Mini Bagel Series สินค้าใหม่ทั้งรสชาติเบเกิล และไส้ของแซนด์วิช มีให้ลองถึง 6 รสชาติ ทั้งแบบคาวและหวาน ได้แก่ รสทรัฟเฟิลเบคอนและครีมชีส, คานิ วาซาบิ, คุกกี้ แอนด์ครีม, โอวัลติน โวลเคโน, สตรอว์เบอร์รี ครีมชีส และมาร์ชเมลโล มิลค์

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/campaign-watch-bagel-king?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=campaign-watch-bagel-king

Spotify ขึ้นแท่นแพลตฟอร์มมิวสิคสตรีมมิ่งที่รายได้มากที่สุดในโลก ผู้ใช้งาน 345 ล้านคน คลังเพลงกว่า 70 ล้านเพลง

หลังจากเปิดตัวในปี 2008 Spotify หรือแพลตฟอร์มมิวสิคสตรีมมิ่งได้เปลี่ยนวิถีการฟังเพลงของผู้คนให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ภายใต้พันธกิจเชื่อมต่อศิลปินเข้ากับแฟนเพลงทั่วโลก

ในปี 2020 นี้ Spotify เปิดให้บริการแล้วกว่า 93 ประเทศ มีรายได้รวมถึง 285,000 ล้านบาท สตรีมพลงมากกว่า 70 ล้านเพลง รวมถึงเพลย์ลิสกว่า 4.5 ล้านเพลย์ลิสต์ และพอดแคสต์กว่า 2 ล้านรายการ

ขึ้นท่านบริการมิสสิคสตรียมมิ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนผู้ใช้งานถึง 345 ล้านคน และเป็นสมาชิก Spotify Premium มากกว่า 155 ล้านคน

สร้างรายได้กว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้เหล่าศิลปิน ครีเอเตอร์ และพอดแคสต์เตอร์ที่มีจำนวน 8 ล้านคนบนแพลตฟอร์มในปี 2020 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ Spotify ยังมีแผนที่จะดึงศักยภาพของนักสร้างสรรค์ เพื่อขยายฐานผู้ฟังและสร้างเส้นทางอาชีพบนแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี นักเล่าเรื่อง ผู้มีชื่อเสียง และนักลงทุน

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ

Spotify for artists ฟีเจอร์ที่ให้ศิลปินสามารถจัดการโปรไฟล์ สร้างเพลย์ลิสต์ ไฮไลต์เพลงสำคัญ และดูข้อมูลผู้ฟังเชิงลึกได้ ดูตัวอย่าง ที่นี่

Spotify HiFi ผู้ใช้งานสามารถอัปเกรดคุณภาพเสียงได้ในโหมด Spotify HiFi ดูตัวอย่าง ที่นี่

Connect Anchor and WordPress เหล่าครีเอเตอร์สามารถเชื่อมต่อ Wordpress เข้ากับ Anchor โปรแกรมสำหรับสร้างพอดแคสต์ได้แล้ว ดูตัวอย่าง ที่นี่

Spotify Audience Network พื้นที่สำหรับเชื่อมต่อครีเอเตอร์ในการโฆษณาคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม ดูตัวอย่าง ที่นี่

นอกจากแอปพลิเคชันหลักอย่าง Spotify แล้ว ยังมี Spotify kids แอปพลิเคชันเพลงและรายการสำหรับเด็ก, Spotify Lite แอปฯเวอร์ชั่นย่อขนาด เหมาะสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าและมีอินเทอร์เน็ตที่จำกัด

from:https://www.thumbsup.in.th/spotify-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=spotify-2021