คลังเก็บป้ายกำกับ: BRANDING

บ้านปูฯ เผยแผนธุรกิจ 5 ปี ขยายการเติบโตสู่พลังงานเพื่อความยั่งยืน

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานในระดับนานาชาติ รายงานผลการดำเนินธุรกิจในปี 2563 มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 68,575 ล้านบาท ลดลง 17% จากปีก่อนหน้า ขาดทุนสุทธิ 1,682 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลดลง

พร้อมนำเสนอแผนธุรกิจ 5 ปี ฉบับใหม่ สำหรับปี 2564 – 2568 ที่เดินหน้าและต่อยอดกลยุทธ์ Greener & Smarter นำเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านทั่วองค์กร ขยายการเติบโตสู่พลังงานสะอาดรองรับเทรนด์แห่งโลกอนาคต มุ่งนำเสนอโซลูชันด้านพลังงานครบวงจรด้วยระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างพลังงานที่ยั่งยืนให้กับโลก

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินธุรกิจพลังงานในปี 2563 สะท้อนความท้าทายจากวิกฤตโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อเศรษฐกิจโลกและทุกภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งความต้องการด้านพลังงานโลกในภาพรวมลดลง  แม้กระนั้น เรายังคงสามารถปรับกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สามารถรับมือกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลง และสอดคล้องกับวิถีใหม่ของโลกในยุค Never Normal และยังประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจในการเดินหน้า Banpu Transformation เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่เป้าหมายของความยั่งยืนด้านพลังงาน ทั้งในด้านการเพิ่มสัดส่วนพอร์ตฟอลิโอพลังงานสะอาดและฉลาด ผ่านบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ตอบรับกับเทรนด์พลังงานแห่งโลกอนาคต สนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด และการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation)  ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้อย่างชาญฉลาด” 

แผนธุรกิจ 3 แกน

Acceleration  เร่งสร้างการเติบโตตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ใน 4 ธุรกิจหลัก คือธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจเหมือง ธุรกิจผลิตไฟฟ้า และธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน

Antifragile  รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและวงจรเศรษฐกิจโลกผ่านพอร์ตโซลูชันด้านพลังงานที่ครบวงจร โดยกระจายความเสี่ยง และคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ 

Augmentation – ต่อยอดระบบนิเวศทางธุรกิจปัจจุบันและความเชี่ยวชาญในด้านพลังงานเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พอร์ตพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงานที่สอดคล้องกับเทรนด์พลังงานในอนาคตได้รวดเร็วและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แนวทางดำเนินการธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม

กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ทางด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติ จะมุ่งสร้างประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะรักษากำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 700 ลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าก๊าซธรรมชาติต่อวัน รวมทั้งการคว้าโอกาสเมื่อสถานการณ์ราคาก๊าซเพิ่มสูงขึ้น ด้วยการประกันความเสี่ยงการลงทุน (Hedging) และสร้างความยืดหยุ่นในงบลงทุน (CAPEX Flexibility) ส่วนธุรกิจเหมือง มุ่งเน้นการสร้างกระแสเงินสดในช่วงราคาถ่านหินเพิ่มสูง บริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล  รวมทั้งเพิ่มการจัดซื้อถ่านหินจากผู้ผลิตรายอื่นร่วมด้วย (Coal Trading) เพื่อให้สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละราย 

กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า เน้นสร้างเสถียรภาพการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้าทั้งหมดด้วยดัชนีค่าความพร้อมจ่าย (Equivalent Availability Factor: EAF) ที่สูง และเดินหน้าเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าต่างๆ ตามแผน อีกทั้งมุ่งขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องของโรงไฟฟ้าในปัจจุบันตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ทั้งในจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม สำหรับแนวทางการดำเนินการในอนาคตจะมุ่งเน้นการลงทุนเพิ่มเติมในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และขยายการลงทุนไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น ในสหรัฐอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน มุ่งเน้นการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Scale Up) ขยายระบบนิเวศของธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานเพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจจากเทรนด์ด้านพลังงานใหม่ๆ รวมทั้งชูจุดเด่นการเป็นผู้ให้บริการสมาร์ทโซลูชันด้านพลังงานสะอาดที่ฉลาดขึ้นด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรในธุรกิจระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftops) ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ (Renewable Energy Power Plant) ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System หรือ ESS) ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) ธุรกิจเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และธุรกิจแพลตฟอร์มการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) 

“ในโลกยุค Never Normal การเดินหน้าสร้างการเติบโตที่มุ่งนำเสนอโซลูชันด้านพลังงานครบวงจร จะต้องทันกับตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภค ตลอดจนเทรนด์พลังงานแห่งโลกอนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ก็ต้องยืนหยัดก้าวข้ามความท้าทายที่คาดเดาไม่ได้ 5 ปีต่อจากนี้ เราตั้งเป้าว่า ภายในปี 2568 EBITDA จากธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงานของบ้านปู จะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 50 เพื่อเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่งในระยะยาวสู่อนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน (Smarter Energy for Sustainability)นางสมฤดี กล่าวปิดท้าย  

สำหรับภาพรวมปี 2563 บ้านปูฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 2,283 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 68,575 ล้านบาท) ลดลงจากปีก่อน 476 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 14,298 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 17 มีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) รวม 563 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 16,910 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลดลง และรายงานผลขาดทุนสุทธิจำนวน 56 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,682 ล้านบาท)

from:https://www.thumbsup.in.th/banpu-5-years-plan?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=banpu-5-years-plan

‘เครือซีพี’ ติดโผบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกประจำปี 2564

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group ได้รับการคัดเลือกจาก Ethisphere สถาบันชั้นนำระดับโลกที่กำหนดและประมวลมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่มีจริยธรรม ให้เป็น 1 ในบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกประจำปี 2564 หรือ The 2021 World’s Most Ethical Companies

โดยในปีนี้มีบริษัทจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 22 ประเทศได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกรวมทั้งสิ้น 135 บริษัท อาทิ Microsoft, Mastercard, VISA, Starbucks, PepsiCo เป็นต้น

มร.ทิมโมธี เออร์บลิค (Timothy Erblich) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบัน Ethisphere เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเผชิญหน้าและรับมือกับความท้าทายที่ยากลำบากในปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน แต่ปรากฏว่ายังมีบริษัทที่มีภาวะผู้นำ ได้รับความไว้วางใจจากผู้ส่วนได้เสียในด้านการมีจริยธรรมและความซื่อสัตย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ต่อคุณค่าสูงสุดที่ส่งผลในเชิงบวกต่อชุมชนของธุรกิจนั้นๆ ในการนี้ Ethisphre ขอแสดงความยินดีกับทุกบริษัทที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลก

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า การที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกจากสถาบัน Ethisphere ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการประกอบธุรกิจด้วยจริยธรรมตามมาตรฐานระดับโลก นอกจากนี้ เครือฯ ยังยึดมั่นในความซื่อสัตย์และมีคุณธรรมซึ่งเป็นค่านิยมองค์กรที่สำคัญของเครือฯ ที่ถือเป็นรากฐานของจริยธรรมขององค์กรตั้งแต่ยุคบุกเบิกธุรกิจ รวมถึงการยึดธรรมาภิบาลเป็นเสาหลักในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการที่เครือฯ ก้าวมาถึงจุดนี้ได้เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนของพนักงานในเครือฯ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงคู่ค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่ได้ร่วมขับเคลื่อนกลไกด้านธรรมาภิบาลขององค์กร ให้ยกระดับเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนของเครือฯ

“การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมในทุกประเทศที่ประกอบธุรกิจ และการปฏิบัติตามมาตรฐานหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการสร้างความสำเร็จทางธุรกิจ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจด้วยหลักความยั่งยืนและมีจริยธรรมจึงเป็นรากฐานที่เครือฯ ยึดมั่นในการดำเนินงานทุกมิติ” ซีอีโอ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าว

ระเบียบวิธีและการให้คะแนน

เกณฑ์การคัดเลือกบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลก เป็นการประเมินอย่างเข้มข้นภายใต้ระบบ Ethics Quotient® ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Ethisphere ประกอบด้วยคำถามมากกว่า 200 คำถามใน 5 ด้าน ได้แก่

  1. ด้านวัฒนธรรม
  2. ด้านบทบาททางสิ่งแวดล้อมและสังคม
  3. ด้านบทบาททางจริยธรรม
  4. ด้านการกำกับดูแลกิจการ และ
  5. ด้านการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมและสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง

กระบวนการดังกล่าวเป็นกรอบการดำเนินงานเพื่อรวบรวมและกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านจริยธรรมชั้นนำขององค์กรในอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งในปีนี้มีการตั้งคำถามเพื่อประเมินว่าแต่ละองค์กรมีศักยภาพในการปรับตัวอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ อาทิ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การรับมือกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล รวมทั้งมีมาตรการด้านความปลอดภัย ความเสมอภาคและความยุติธรรมในสังคมอย่างไร

ทั้งนี้ สามารถดูรายชื่อบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกปี 2021 ได้ที่ https://worldsmostethicalcompanies.com/honorees

from:https://www.thumbsup.in.th/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%b5-%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%9c%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b8%97?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%258b%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2597

‘เครือซีพี’ ติดโบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกประจำปี 2564

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group ได้รับการคัดเลือกจาก Ethisphere สถาบันชั้นนำระดับโลกที่กำหนดและประมวลมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่มีจริยธรรม ให้เป็น 1 ในบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกประจำปี 2564 หรือ The 2021 World’s Most Ethical Companies

โดยในปีนี้มีบริษัทจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 22 ประเทศได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกรวมทั้งสิ้น 135 บริษัท อาทิ Microsoft, Mastercard, VISA, Starbucks, PepsiCo เป็นต้น

มร.ทิมโมธี เออร์บลิค (Timothy Erblich) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบัน Ethisphere เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเผชิญหน้าและรับมือกับความท้าทายที่ยากลำบากในปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน แต่ปรากฏว่ายังมีบริษัทที่มีภาวะผู้นำ ได้รับความไว้วางใจจากผู้ส่วนได้เสียในด้านการมีจริยธรรมและความซื่อสัตย์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ต่อคุณค่าสูงสุดที่ส่งผลในเชิงบวกต่อชุมชนของธุรกิจนั้นๆ ในการนี้ Ethisphre ขอแสดงความยินดีกับทุกบริษัทที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลก

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า การที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกจากสถาบัน Ethisphere ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการประกอบธุรกิจด้วยจริยธรรมตามมาตรฐานระดับโลก นอกจากนี้ เครือฯ ยังยึดมั่นในความซื่อสัตย์และมีคุณธรรมซึ่งเป็นค่านิยมองค์กรที่สำคัญของเครือฯ ที่ถือเป็นรากฐานของจริยธรรมขององค์กรตั้งแต่ยุคบุกเบิกธุรกิจ รวมถึงการยึดธรรมาภิบาลเป็นเสาหลักในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการที่เครือฯ ก้าวมาถึงจุดนี้ได้เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนของพนักงานในเครือฯ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงคู่ค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่ได้ร่วมขับเคลื่อนกลไกด้านธรรมาภิบาลขององค์กร ให้ยกระดับเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายความยั่งยืนของเครือฯ

“การปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมในทุกประเทศที่ประกอบธุรกิจ และการปฏิบัติตามมาตรฐานหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการสร้างความสำเร็จทางธุรกิจ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจด้วยหลักความยั่งยืนและมีจริยธรรมจึงเป็นรากฐานที่เครือฯ ยึดมั่นในการดำเนินงานทุกมิติ” ซีอีโอ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าว

ระเบียบวิธีและการให้คะแนน

เกณฑ์การคัดเลือกบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลก เป็นการประเมินอย่างเข้มข้นภายใต้ระบบ Ethics Quotient® ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Ethisphere ประกอบด้วยคำถามมากกว่า 200 คำถามใน 5 ด้าน ได้แก่

  1. ด้านวัฒนธรรม
  2. ด้านบทบาททางสิ่งแวดล้อมและสังคม
  3. ด้านบทบาททางจริยธรรม
  4. ด้านการกำกับดูแลกิจการ และ
  5. ด้านการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมและสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง

กระบวนการดังกล่าวเป็นกรอบการดำเนินงานเพื่อรวบรวมและกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านจริยธรรมชั้นนำขององค์กรในอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งในปีนี้มีการตั้งคำถามเพื่อประเมินว่าแต่ละองค์กรมีศักยภาพในการปรับตัวอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ อาทิ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การรับมือกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล รวมทั้งมีมาตรการด้านความปลอดภัย ความเสมอภาคและความยุติธรรมในสังคมอย่างไร

ทั้งนี้ สามารถดูรายชื่อบริษัทที่มีจริยธรรมมากที่สุดในโลกปี 2021 ได้ที่ https://worldsmostethicalcompanies.com/honorees

from:https://www.thumbsup.in.th/cp-group-world-most-ethical?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cp-group-world-most-ethical

[Campaign Watch] ชูจุดเด่น ยืนหนึ่งเรื่องเบเกิล แคมเปญ Bagel King โดย Au Bon Pain

จากก่อนหน้านี้ โอ บอง แปง (Au Bon Pain) ได้สร้างกระแสฮือฮาในโลกโซเชียล โดยการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์และแคมเปญต่างๆ เป็น ‘อุบลพรรณ’ ซึ่งเก็บอินไซต์จากการเรียกชื่อผิดของลูกค้ามาเป็นการตลาด จนกลายเป็นกระแสได้ใจทั้งลูกค้าเก่าและใหม่

ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญ ‘Bagel King’ ชูจุดเด่น ยืนหนึ่งเรื่องเบเกิลให้ลูกค้าได้ลิ้มลองตลอดทั้งปี 2021 โดยก่อนหน้านี้เบเกิลรสชาติใหม่ๆ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

จุดที่น่าสนใจคือชื่อแคมเปญและโลโก้ก็ล้อไปกับแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดชื่อดังเจ้าหนึ่ง เรียกกระแสฮือฮาให้กับลูกค้าที่เห็นโลโก้แคมเปญได้เป็นจำนวนมาก

สำหรับชื่อแคมเปญล่าสุด ทางแบรนด์ตั้งใจสื่อสารให้ลูกค้ารับรู้ถึงจุดขายของผลิตภัณฑ์ นำโดย Wagyu Truffle Cheese Bagel แซนด์วิชเนื้อวากิวพรีเมียมจากออสเตรเลีย เสิร์ฟมาในเบเกิลเซโมลินาเนื้อนุ่ม ราดด้วยซอสบาร์บีคิวรสเข้มข้น เพิ่มรสชาติด้วยชีส เผาไฟเล็กน้อยให้ได้กลิ่นหอม พร้อมผักคอสและมะเขือเทศสไลด์ ปิดท้ายด้วยซอสทรัฟเฟิล

นอกจากนี้ยังเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ 2 เมนู ได้แก่ ยูซุ สปาร์คกลิ้ง น้ำส้มยูซุเพิ่มความสดชื่น ตัดรสด้วยน้ำผึ้ง และยูซุ แอฟริกานา น้ำยูซุผสมเลมอน ท็อปด้วยกาแฟแอฟริกานาเอสเพรสโซ โดยจะจำหน่ายตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2564 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

อย่างไรก็ตาม โอ บอง แปง เดินหน้าสร้างแคมเปญใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 8 มีนาคม 2564 เตรียมออกแคมเปญ Mini Bagel Series สินค้าใหม่ทั้งรสชาติเบเกิล และไส้ของแซนด์วิช มีให้ลองถึง 6 รสชาติ ทั้งแบบคาวและหวาน ได้แก่ รสทรัฟเฟิลเบคอนและครีมชีส, คานิ วาซาบิ, คุกกี้ แอนด์ครีม, โอวัลติน โวลเคโน, สตรอว์เบอร์รี ครีมชีส และมาร์ชเมลโล มิลค์

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/campaign-watch-bagel-king?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=campaign-watch-bagel-king

Spotify ขึ้นแท่นแพลตฟอร์มมิวสิคสตรีมมิ่งที่รายได้มากที่สุดในโลก ผู้ใช้งาน 345 ล้านคน คลังเพลงกว่า 70 ล้านเพลง

หลังจากเปิดตัวในปี 2008 Spotify หรือแพลตฟอร์มมิวสิคสตรีมมิ่งได้เปลี่ยนวิถีการฟังเพลงของผู้คนให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ภายใต้พันธกิจเชื่อมต่อศิลปินเข้ากับแฟนเพลงทั่วโลก

ในปี 2020 นี้ Spotify เปิดให้บริการแล้วกว่า 93 ประเทศ มีรายได้รวมถึง 285,000 ล้านบาท สตรีมพลงมากกว่า 70 ล้านเพลง รวมถึงเพลย์ลิสกว่า 4.5 ล้านเพลย์ลิสต์ และพอดแคสต์กว่า 2 ล้านรายการ

ขึ้นท่านบริการมิสสิคสตรียมมิ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนผู้ใช้งานถึง 345 ล้านคน และเป็นสมาชิก Spotify Premium มากกว่า 155 ล้านคน

สร้างรายได้กว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้เหล่าศิลปิน ครีเอเตอร์ และพอดแคสต์เตอร์ที่มีจำนวน 8 ล้านคนบนแพลตฟอร์มในปี 2020 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ Spotify ยังมีแผนที่จะดึงศักยภาพของนักสร้างสรรค์ เพื่อขยายฐานผู้ฟังและสร้างเส้นทางอาชีพบนแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี นักเล่าเรื่อง ผู้มีชื่อเสียง และนักลงทุน

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ

Spotify for artists ฟีเจอร์ที่ให้ศิลปินสามารถจัดการโปรไฟล์ สร้างเพลย์ลิสต์ ไฮไลต์เพลงสำคัญ และดูข้อมูลผู้ฟังเชิงลึกได้ ดูตัวอย่าง ที่นี่

Spotify HiFi ผู้ใช้งานสามารถอัปเกรดคุณภาพเสียงได้ในโหมด Spotify HiFi ดูตัวอย่าง ที่นี่

Connect Anchor and WordPress เหล่าครีเอเตอร์สามารถเชื่อมต่อ Wordpress เข้ากับ Anchor โปรแกรมสำหรับสร้างพอดแคสต์ได้แล้ว ดูตัวอย่าง ที่นี่

Spotify Audience Network พื้นที่สำหรับเชื่อมต่อครีเอเตอร์ในการโฆษณาคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม ดูตัวอย่าง ที่นี่

นอกจากแอปพลิเคชันหลักอย่าง Spotify แล้ว ยังมี Spotify kids แอปพลิเคชันเพลงและรายการสำหรับเด็ก, Spotify Lite แอปฯเวอร์ชั่นย่อขนาด เหมาะสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าและมีอินเทอร์เน็ตที่จำกัด

from:https://www.thumbsup.in.th/spotify-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=spotify-2021

Facebook เตรียมเปิดคาเฟ่ชั่วคราว Love & Lock: Facebook Privacy Café Virtual Edition ให้คนไทยตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัย

Facebook ประเทศไทยเปิดตัวแคมเปญออนไลน์ Love & Lock: Facebook Privacy Café Virtual Edition เพื่อให้ความรู้ แก่ผู้ใช้งานชาวไทย และเสริมประสบการณ์การใช้งานออนไลน์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ่น โดยแคมเปญดังกล่าวจัดขึ้นครอบคลุมทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ สำหรับช่องทางออฟไลน์นั้น จะเป็นการเปิด คาเฟ่ป็อปอัพที่ร้านชานมไข่มุกยอดฮิต Cha Bar สาขาลิโด้ คอนเนคท์ วันที่ 26-28 กุมภาพันธ์นี้ สำหรับผู้ที่ทำควิซ Love & Lock ออนไลน์ จะได้รับชานมบรรจุขวดลิมิเต็ดเอดิชันจาก Facebook อีกด้วย

สำหรับแคมเปญพิเศษนี้ อารีแอน เฮเมเนซ ผู้จัดการฝ่ายความเป็นส่วนตัวและนโยบายสาธารณะ Facebook ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เล่าว่า การเดินหน้าให้ความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นให้กับคนไทยเพื่อปกป้องข้อมูลออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจของเรา การที่ผู้คนมีความเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาแชร์ออนไลน์นั้นเป็นสิ่งสำคัญ โดยเราต้องการที่จะสร้างวิธีการให้ความรู้ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น

จากการศึกษาโดย YouGov เมื่อเร็วๆ นี้ในหัวข้อที่เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยที่ได้รับการสนับสนุนโดย Facebook[1] ร้อยละ 81 ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่าพาสเวิร์ดสำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กของตนเองนั้นปลอดภัยเป็นอย่างมากและค่อนข้างมาก โดยร้อยละ 72 ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้แชร์พาสเวิร์ดของตัวเองกับผู้อื่น ในขณะที่ร้อยละ 67 ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าพวกเขาใช้พาสเวิร์ดที่ประกอบด้วยตัวหนังสือและตัวเลข

ทั้งนี้ มีเพียงร้อยละ 58 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้จักการยืนยันตัวตนผ่านสองขั้นตอน (2-factor authentication หรือ 2FA) ในขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถามทุกคนสามารถระบุสถานการณ์อย่างน้อยหนึ่งสถานการณ์ที่สามารถทำให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง (phishing) และมีเพียงร้อยละ 40 ที่สามารถระบุลักษณะทั้งหมดที่เกี่ยวของกับการหลอกลวงแบบฟิชชิ่งได้อย่างถูกต้อง

“เราหวังว่าทุกท่านจะเข้าเยี่ยมชมแคมเปญ Love & Lock ของเรา โดยไมโครไซต์ได้เปิดให้เข้าชมได้ตลอดทั้งเดือนเพื่อเรียนรู้การปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ และก็หวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยลบความเชื่อผิดๆ รวมถึงช่วยตอบคำถามต่างๆ ในประเด็นนี้ และทำให้ทุกคนมีความเข้าใจและรู้วิธีการควบคุมและจัดการความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ของพวกเขาเองได้”

Facebook ได้ออกแบบแคมเปญให้ความรู้และเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงผู้คน ด้วยการร่วมงานกับ Sundae Kids นักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ชาวไทย นำเสนอเรื่องราวความรักในโลกยุคดิจิทัลผ่านการ์ตูนสั้น 6 ตอนที่เกิดขึ้นในคาเฟ่แห่งหนึ่ง ผลงานนี้จะรวมเอาหัวข้อที่เกี่ยวกับเรื่องของความเป็นส่วนตัว ฟีเจอร์ต่างๆ ของ Facebook และแอปในเครือเข้าด้วยกัน

ในงานเปิดตัวแคมเปญ Love & Lock: Facebook Privacy Café Virtual Edition นี้ เป็นการสร้างประสบการณ์ออนไลน์ที่ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัว พร้อมให้ความรู้อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ รวมถึงอธิบายถึงความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวบนพื้นที่ออนไลน์

นอกจากนี้ ยังเป็นการนำเสนอเครื่องมือหลักๆ ของ Facebook เช่น Privacy Checkup ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ใช้งานได้ง่ายๆ และช่วยแนะนำผู้ใช้งานให้สามารถตั้งค่าความปลอดภัยให้กับบัญชีของตัวเอง หรือฟีเจอร์ Why Am I Seeing This ที่จะอธิบายให้ผู้ใช้งานได้เข้าใจว่าทำไมถึงเห็นโพสต์นั้นๆ ในฟีดข่าวของตน และตัวช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยต่างๆ บน Instagram

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมไมโครไซต์ Love & Lock: Facebook Privacy Café Virtual Edition ได้ที่ https://loveandlockfbprivacytips.digitalnextecho.com/ เพื่อร่วมทำควิซสั้นๆ ทดสอบความเข้าใจ เรื่องของความเป็นส่วนตัวออนไลน์ และฟีเจอร์ต่างๆ ของ Facebook และ Instagram นอกจากนี้ยังสามารถเยี่ยมชมคาเฟ่ป็อปอัพที่ถูกตกแต่งขึ้นเป็นพิเศษได้ที่ Cha Bar สาขาลิโด้ คอนเนคท์ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 26 ถึง วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ ระหว่างเวลา 10.00 ถึง 22.00 น.

from:https://www.thumbsup.in.th/facebook-cafe-in-thailand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=facebook-cafe-in-thailand

‘ไรมอน แลนด์’ รีแบรนด์ครั้งใหญ่ ในรอบ 34 ปี ขยายฐานลูกค้าทุกเจเนเรชั่น

‘ไรมอน แลนด์’ รีแบรนด์ ภายใต้สโลแกน ‘Raimon Land – Luxury Reimagined’ เปิดตัวโลโก้ใหม่ ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย ขยายฐานลูกค้าทุกเจเนเรชั่น 

นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) (RML) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า ปี 2564 เป็นปีที่ ไรมอน แลนด์จะทำการการรีแบรนด์ของบริษัท ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เข้าถึงง่ายทันสมัย มีสไตล์มากยิ่งขึ้น และต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และทุกเจเนอเรชั่นที่มีกำลังซื้อของตลาดระดับบน ซึ่งขณะนี้ได้มีการ Kick Off กันภายในองค์กร และเริ่มจะมีการใช้โลโก้ใหม่ในส่วนของรั้วโครงการ (Hoarding) และเปลี่ยนโลโก้ตามโครงการ”

สำหรับการปรับแบรนด์ครั้งนี้ เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าจะนำมาซึ่งมิติใหม่ของบริษัท โดยคาดว่าผู้บริโภคจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของแบรนด์ไรมอน แลนด์ ในภาพลักษณ์ใหม่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพคอนโดมิเนียมและบริการ โดยนำนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในทุกกระบวนการทำงาน และการบริการ ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี และเกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กร ส่งผลให้บริษัทสามารถเติบโต และรักษาความเป็นผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่

“ไรมอน แลนด์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2530 เป็นบริษัทที่มีประวัติยาวนาน เจาะกลุ่มตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ มีการวิเคราะห์เพื่อหาว่าตอนนี้แบรนด์เราอยู่ในกลุ่มไหน สิ่งที่ได้คือกลุ่มผู้ใหญ่รู้จักแบรนด์เป็นอย่างดี แต่ในวัยกลางคนลงไปไรมอน แลนด์ ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แน่นอนว่ายังคงรักษากลุ่มลูกค้าเดิมไว้ ในขณะเดียวกันกลุ่มตลาดคนรุ่นใหม่มีศักยภาพสูงมาก สร้างรายได้ให้ตัวเองตั้งแต่อายุ 20 ปี  ภาพของความลักซ์ชัวรี่ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงยาก นั่นเป็นเหตุผลที่อยากทำให้แบรนด์ยังคงลักซ์ชัวรี่ แต่ในขณะเดียวกันสามารถเข้าถึงทุกเจเนอเรชั่น ดูทันสมัยขึ้น Fresh, Young และ Energetic” นายกรณ์ กล่าว

แนวคิดปรับโลโก้ใหม่

  1. ออกแบบคำว่า RML ให้เป็นกราฟฟิคเชิงแอปสแตรค สามารถดูเป็นลวดลายแต่มีความหมายของตัวอักษรซ่อนอยู่
  2. กราฟฟิคแนวแท่ง แสดงถึงความมั่นคงแข็งแรง และเติบโต ด้วยการวางระนาบให้สูงขึ้น
  3. รูปแบบที่เป็นอิสระต่อกัน แสดงถึงการเคลื่อนไหว อิสระ สร้างสรรค์ และไม่หยุดนิ่ง
  4. โทนสีน้ำเงิน Royal blue แสดงถึงความหรูหรา โมเดิร์น

ทั้งนี้ การปรับโฉมแบรนด์ในครั้งนี้ บริษัทฯยึดหลักนิยาม หรือแนวคิดขององค์กร (Core Value) โดยใช้  3 Cs คือ

  1. Customer Centric มุ่งเน้นลูกค้าเป็นหลัก นำความต้องการ และความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้ามาเป็นหลักสำคัญในการทำงานเสมอ
  2. Creative Centric ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในทุกส่วนงาน เพื่อสร้างความแตกต่าง ที่เป็นเอกลักษณ์ อันจะนำไปสู่ประสบการณ์ที่น่าประทับใจแก่ลูกค้า
  3. Value Centric สร้างคุณค่าที่เกินมูลค่าและความภาคภูมิใจในทุกโครงการ ด้วยคุณภาพ ความละเอียด และ การบริการ ที่เป็นเลิศ  ภายใต้สโลแกน Raimon Land – Luxury Reimagined

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมปรับโฉมเว็บไซต์ https://www.raimonland.com/ ทั้งดีไซน์ และฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การทางการตลาดที่จะช่วยเปิดประสบการณ์การเข้าถึงคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ง่ายกว่าที่เคย โดยได้เชื่อมโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันผ่านโมเดลธุรกิจ O2O สอดรับกับการเติบโตของบริษัทในอนาคต ด้วยกลยุทธ์ นโยบาย และแนวทางการบริหารงาน ที่มีความพร้อมทั้งประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ เพื่อบรรลุเป้าหมายการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

from:https://www.thumbsup.in.th/raimonland-rebrand?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=raimonland-rebrand

ดีแทค กางกลยุทธ์ใหม่ปี 64 มั่นใจลูกค้าเข้าถึงดิจิทัลได้ทุกกลุ่ม

ดีแทคเผยกลยุทธ์ 2564 ยกระดับสู่องค์กรที่มีศักยภาพพร้อมยืนหยัดทุกสถานการณ์ ช่วยผู้ใช้งานมือถือให้พร้อมสร้างโอกาสจากเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ตอบโจทย์ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคต ประกาศขยายให้บริการ 5G และ 4G อย่างต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการเฉพาะที่แตกต่างไปในแต่ละกลุ่มผู้ใช้งาน และแนวโน้มการใช้งานดาต้าในต่างจังหวัดที่เติบโตกว่ากรุงเทพฯ 9 เท่า และเร่งรุกบริการดิจิทัลให้ครอบคลุมผู้ใช้งานทุกกลุ่ม

นายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า “การเชื่อมต่อสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคน และสร้างสังคมไทยให้แข็งแกร่งผ่านการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงคือจุดมุ่งหมายที่ผลักดันทิศทางการดำเนินธุรกิจของดีแทค นอกจากบริการการสื่อสารไร้สายทั้ง 5G และ 4G ในราคาที่เหมาะสมแล้ว ดีแทคยังพัฒนาบริการใหม่หลากหลายที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านผู้ใช้งานสู่ชีวิตดิจิทัล

โครงข่ายที่ยืนหยัดทุกสถานการณ์พร้อมลุยเดินหน้า 5G

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเทคโนโลยี ดีแทค กล่าวว่า “ตามข้อมูลของดีแทคพบว่ามาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมของปี 2563 ที่ผ่านมา ได้พลิกโฉมการใช้มือถือของประเทศไทย การใช้งานดาต้าในส่วนภูมิภาคโตมากกว่าการใช้งานในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ถึง 9 เท่า สอดคล้องกับทิศทางการเพิ่มขึ้นของการใช้งานสมาร์ทโฟนเร็วขึ้น ในส่วนภูมิภาคก็เติบโตเร็วกว่ากรุงเทพฯ ถึง 3 เท่า

จากข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำว่าผู้ใช้ในภูมิภาคและพื้นที่ห่างไกลหันมาใช้ดิจิทัลมากขึ้น ดีแทคจึงได้เร่งนำคลื่นความถี่ 700 MHz มาให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยตั้งเป้าจะขยาย 4,400 สถานีฐานทั่วประเทศภายในไตรมาสที่ 1/2564 คลื่น 700 MHz หรือคลื่นความถี่ต่ำมีประสิทธิภาพในการเพิ่มสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น โดยดีแทคเปิดให้บริการ 5G และ 4G บนคลื่น 700 MHz ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด Dynamic Spectrum Sharing (DSS) ทำให้สามารถใช้งานคลื่นเดียวทั้ง 5G และ 4G ไม่ต้องแบ่งแบนด์วิดท์ด้วยประสิทธิภาพเต็มที่สูงสุด”

ดีแทคกำหนดกลยุทธ์การออกแบบโครงข่ายโดยดูที่พฤติกรรมและแนวโน้มการใช้งานของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ  ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี โดยจากข้อมูลของปีที่ผ่านมา เราจะเห็นพฤติกรรมลูกค้า 4 กลุ่ม คือ

  1. เน็ตภูธรหน้าใหม่ (THE NEW RURALS ) ปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคเพิ่มขึ้นทั้งจากการย้ายถิ่นฐานของคนเมืองและการใช้งานที่เพิ่มขึ้นของชุมชน โดยต่างจังหวัดมีอัตราเติบโตมากกว่า 9 เท่า เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ การเข้าถึงสมาร์ทโฟนยังเพิ่มขึ้น 3 เท่าในภูมิภาค (ข้อมูล ม.ค. 2563-ม.ค. 2564) ดีแทคเร่งนำคลื่น 700 MHz ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด
  2. ขยันผ่านเน็ตทางไกล (THE REMOTE DESKERS)กลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ปรับตัวรับกับความปกติใหม่โดยทำงานและเรียนที่บ้าน ซึ่งมีความต้องการใช้งานดาต้าจากชุมชนที่พักอาศัย โดยใช้งานแอปพลิเคชันเพื่อสร้างผลผลิตและการทำงานร่วมกันแม้อยู่คนละพื้นที่ ตามข้อมูลตั้งแต่ ม.ค. 2563-ม.ค.2564 พบว่า งาน Zoom เพิ่มขึ้น 5050% และ Google Hangouts 740% ดีแทคยกระดับประสบการณ์ด้วยคลื่น 700 MHz ที่ให้บริการ 5G และ 4G ครอบคลุมในอาคารสูงและพื้นที่ห่างไกล รวมถึงชุมชน
  3. อยู่ติดบ้านด้วยเน็ตบันเทิง (THE NON-STOP STREAMER)จากสถานการณ์ล็อกดาวน์ หรืออยู่บ้านพบว่ากลุ่มผู้ใช้งานที่ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านแอปพลิเคชันเพื่อบันเทิง ดูหนัง ฟังเพลง และช้อปปิ้งออนไลน์ ผ่านแอปเพื่อตอบโจทย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้น อาทิ YouTube และ TikTok ดีแทคเร่งขยายเทคโนโลยี 5G-ready massive MIMO เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานดีขึ้น 3 เท่า และเปิดให้บริการ 4G-TDD บนคลื่น 2300 MHz (ให้บริการบนคลื่น NT หรือทีโอที เดิม) อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงประมาณ 20,400 สถานีฐาน ทั้งนี้ Opensignal ให้ดีแทคเป็นผู้ชนะรางวัลด้านดาวน์โหลดเร็วสุดในประเทศไทยติดต่อกันจาก 2 รายงานประจำเดือนเมษายน และพฤศจิกายน 2563
  4. เน็ตคือหัวใจสำคัญ (THE CRITICAL USER)กลุ่มผู้ใช้งานที่พึ่งพาระบบอินเทอร์เน็ตเป็นหลักในการปฏิบัติภารกิจ ให้บริการแก่ประชาชนและชุมชน เช่น โรงพยาบาลและบริการฉุกเฉิน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจ เป็นต้น ด้วยระบบชุมสาย Virtual Core Network 100% พร้อมรองรับเทคโนโลยีทันสมัยและนวัตกรรมการสื่อสารแห่งอนาคต ดีแทคยังยืนหยัดการให้บริการทุกสถานการณ์แม้ในยามเกิดภัยพิบัติต่างๆ นอกจากนี้ดีแทคยังนำคลื่น 26 GHz มาทดสอบใช้งานบริการต่างๆ รวมถึงขยายสู่คลื่น 700 MHz  ดีแทคพร้อมนำศักยภาพที่แท้จริงของโครงข่าย 5G มาทำให้เกิดประโยชน์เพื่อผู้ใช้งาน

สร้างศักยภาพการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ

เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ระบบนิเวศดิจิทัลของดีแทคยังได้รับการพัฒนาให้มีความครอบคลุมทั้งความบันเทิง และความคุ้มค่ามากขึ้น ด้วยการสนับสนุนให้ลูกค้าในทุกกลุ่มใช้ช่องทางดิจิทัลได้ตลอดเวลาในการใช้บริการ ทำให้ดีแทคมั่นใจว่าผู้ใช้บริการ สามารถเพลิดเพลินกับการเชื่อมต่อได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์

นายฮาว ริเร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด ดีแทค กล่าวว่า “ผู้ใช้บริการของเรามีความคาดหวังบริการที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละบุคคล เรานำระบบปัญญาประดิษฐ์ มาช่วยขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพได้ดีกว่าข้อเสนอทั่วไปได้มากถึง 3 เท่า ดีแทคแอปยังเปิดประสบการณ์ บริการที่มีประโยชน์และให้ความบันเทิง ที่มีทั้งเกมและส่วนลดอาหาร รวมถึงประกันสุขภาพและบริการโอนเงิน ทำให้ลูกค้าของเราปลอดภัยและมีความสุข รวมถึงคุ้มค่าในการใช้จ่ายอีกด้วย”

เทรนด์ผู้บริโภคที่สนับสนุนการใช้มือถือ

  1. Digital-First Experiences”:เน้นการสร้างประสบการณ์ผู้บริโภคแบบDigital First เพื่อประโยชน์ในการใช้ชีวิตตามที่ต้องการในทุกช่วงเวลา จากการที่ผู้ใช้มือถือระบบเติมเงินและผู้ใช้ในชนบทห่างไกลใช้ดิจิทัลมากขึ้น ผู้ใช้บริการจะต้องได้รับประสบการณ์ดิจิทัลที่ราบรื่นขึ้น  ด้วยประสบการณ์ออนไลน์สู่ออฟไลน์ที่สะดวกสบาย เช่น การซื้อทางออนไลน์และการรับสินค้าในร้าน การให้บริการในภาษาเดียวกับลูกค้า เช่น WeChat mini program แอปในภาษาจีน ดีแทคแอป ภาษาพม่า และรวมถึงรูปแบบการสื่อสารใหม่ถึงลูกค้า เช่น Facebook Live และ Tik Tok
  2. Digital Inclusion”:สร้างอัตราเร่งสู่ดิจิทัล ปรับวิถีชีวิตผู้บริโภคให้เหนือกว่า ด้วยระบบนิเวศดิจิทัลที่เปิดกว้างสำหรับทุกผู้ใช้งาน บริการดิจิทัลมักถูกออกแบบมารองรับกับมือถือสำหรับอุปกรณ์ที่ดีที่สุด และผู้ใช้งานที่ชื่นชอบเทคโนโลยี ให้สามารถใช้งานได้จากอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ดีแทคจึงออกแบบประสบการณ์ดิจิทัลที่คุ้มค่าให้กับทุกคน ซึ่งรวมถึง กลุ่มผู้ใช้งานแรงงานต่างด้าว ผู้ใช้งานในต่างจังหวัด ดีแทคยังได้เน้นใช้ช่องทางดิจิทัลในดีแทคแอป โดยมีกิจกรรมจากdtac reward สำหรับลูกค้าระบบเติมเงิน ที่สามารถสะสม dtac reward Coins แลกสิทธิพิเศษได้อย่างคุ้มค่า
  3. “360-degree Personalization”:ใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์ ออกแบบข้อเสนอที่ตอบสนองปัจเจกบุคคลให้รอบด้าน ในเวลาและสถานการณ์ที่ผู้บริโภคต้องการ ลูกค้าคาดหวังข้อเสนอที่ใช่ ในเวลาที่ต้องการ และสถานที่ที่ถูกต้อง การใช้ปัญญาประดิษฐ์ทำให้ดีแทคมอบข้อเสนอบริการ เฉพาะในรายบุคคลซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าข้อเสนอทั่วไปมากถึง 3 เท่า ทำให้การใช้งานดีแทคแอปรายเดือน เติบโตขึ้น 40% ในปี 2563
  4. New Business Normal”:โมเดลธุรกิจวิถีใหม่ ที่รวมพลังพันธมิตรเข้าด้วยกันเพื่อยึดโยงผู้บริโภค ด้วยการมอบคุณค่าของสินค้าบริการที่ให้มากกว่าความคาดหมาย นอกเหนือจากบริการหลักเช่นเสียงและข้อมูลแล้วลูกค้ายังคาดหวังบริการดิจิทัลที่ช่วยให้คุณค่าที่มากขึ้นในชีวิตประจำวัน ดังนั้นดีแทคจึงแสวงหาความร่วมมือเพื่อนำเสนอบริการใหม่ๆ แก่ลูกค้า เช่น ประกันสุขภาพ ส่วนลดร้านขายยาที่ได้รับอนุญาต หรือการโอนเงินที่มั่นใจได้ บริการเหล่านี้ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางดิจิทัลให้กับผู้ใช้งาน
  5. Trust Matters”:แบรนด์ที่มีความจริงใจ ซื่อสัตย์ คิดดี ทำดี ไว้ใจได้ในทุกบริการ เพื่อให้เกิดความสบายใจสำหรับผู้ใช้ดิจิทัล แบรนด์ต้องได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างเต็มที่ ดีแทคมีมาตรฐานที่สูงมากในการจัดการข้อมูลลูกค้าโดยมีนโยบายที่เข้มงวดเกี่ยวกับความยินยอมและคู่ค้า ดีแทคให้ความสำคัญกับการเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ (Trusted and secure internet provider)เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังมีบริการที่ช่วยเหลือลูกค้าในภาวะที่เศรษฐกิจเผชิญกับความท้าทาย เช่น บริการใจดีให้ยืม ใจดีให้โอน และบริการดิจิทัลอื่นๆ จากดีแทคที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในเวลาที่ต้องการ

เดินหน้าพร้อมสู่อนาคต

นอกจากนี้ ดีแทคยังประกาศความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้สังคมไทยสามารถยืนหยัดได้ในทุกสถานการณ์ และดำเนินธุรกิจด้วยความเชื่อมั่น

  • เปิดตัวโครงการ ‘ดีแทค เน็ตทำกิน’ (Net for Living) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มล่าสุด ที่ช่วยฝึกอบรมผู้ค้ารายย่อย 100 ราย ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ และขยายผลให้ครอบคลุมผู้ประกอบการรายย่อย ที่มีรายได้น้อยให้สามารถประกอบธุรกิจค้าขายได้บนพื้นที่ออนไลน์ มุ่งมั่นช่วยเพิ่มรายได้ครัวเรือนจากพื้นที่ขายออนไลน์ 15% ต่อปี สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://dtac.co.th/dtacNetforLiving
  • สำหรับเยาวชน ดีแทคจะยังคงดำเนินโครงการ Safe Internet ซึ่งได้สอนทักษะด้านดิจิทัลให้กับนักเรียนและครูในปีนี้อีก 200,000 คน
  • ล่าสุดดีแทคมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง 50% ให้ได้ตามเป้าหมายในปี 2573

นายชารัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศเดินหน้าฟื้นตัวในปี 2564 โดยมุ่งมั่นตามกลยุทธ์ของเราที่จะนำอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสู่ทุกคน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ผู้ใช้งานดิจิทัลของลูกค้าเรา จากข้อมูลและความเข้าใจของลูกค้าเราใส่ใจ เปรียบเสมือนเราได้นำความสุข ความก้าวหน้า ความโชคดี และที่ยืนหยัดทุกสถานการณ์ส่งมอบให้กับลูกค้าเราตลอดปีฉลูอีกด้วย”

 

from:https://www.thumbsup.in.th/dtac-vision-2021?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dtac-vision-2021

สำรวจส่วนแบ่งตลาด ‘เครื่องดื่มผสมวิตามิน’ ตอบรับเทรนด์รักสุขภาพ

กระแสรักสุขภาพยังคงเป็นเทรนด์หลักในกลุ่มผู้บริโภค ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตู้น้ำน้ำตามร้านสะดวกซื้อถูกจับจองไปด้วยเครื่องดื่มผสมวิตามิน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่ามีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท

Kantar (คันทาร์) บริษัทวิจัยด้านข้อมูลเชิงลึกและที่ปรึกษาทางการตลาดระดับโลก เปิดข้อมูลตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย พบข้อมูลที่น่าสนใจ เพียงแค่ธันวาคม 2020 เดือนเดียวที่ผ่านมา 1 ใน 7 ของผู้บริโภค ซื้อเครื่องดื่ม Water Plus หรือน้ำดื่มผสมวิตามิน ถือเป็นผู้บริโภคจำนวน 2.9 ล้านคน (สำรวจในผู้บริโภคไทยเขตเมือง ช่วงอายุ 15 – 49 ปี)

เครื่องดื่ม Water Plus เริ่มเข้าตลาดตั้งแต่ช่วงธันวาคม 2018 ด้วยการรับรู้และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่น้อยมาก ทว่าตลาดเครื่องดื่มกลุ่มนี้โตขึ้นถือว่าเป็นปรากฏการณ์และแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยเปิดกว้างสำหรับสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมยังแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการวางตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจน นอกจากการตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของการดื่มน้ำที่เพื่อความชุ่มชื้น แต่ยังเพิ่มมูลค่าด้าน “Immune Boosting” การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

อันดับแบรนด์ Water Plus ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงสุดใน 2020

วัดความสำเร็จจากรอยเท้าของแบรนด์หรือ Brand Footprint จากมาตรวัด CRPs หรือ Consumer Reach Points เพื่อบ่งชี้จำนวนธุรกรรมที่ผู้บริโภคได้ทำการซื้อสินค้า และจำนวนครั้งที่แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคเหล่านั้น สะท้อนให้เห็นภาพของการแข่งขันในตลาดและโอกาสที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

อันดับ 1 Vitaday – อัตราการเข้าถึงผู้บริโภค 22.6 ล้านครั้ง
อันดับ 2 Yanhee Vitamin Water  – อัตราการเข้าถึงผู้บริโภค 22.3 ล้านครั้ง
อันดับ 3 B’lue – อัตราการเข้าถึงผู้บริโภค 8.4 ล้านครั้ง
อันดับ 4 PH Plus – อัตราการเข้าถึงผู้บริโภค 5.5 ล้านครั้ง
อันดับ 5 Goodmood – อัตราการเข้าถึงผู้บริโภค 1 ล้านครั้ง

แบรนด์เจ้าตลาด Water Plus อย่าง Vitaday เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2020 หลังจากผ่านไป 8 เดือนครองตำแหน่ง อันดับ 1 ด้วยอัตราการเข้าถึงผู้บริโภคสูงถึง 22.6 ล้านครั้ง บ่งชี้ให้เห็นความต้องการของผู้บริโภคในตลาดเครื่องดื่มประเภทนี้ และหลายแบรนด์ได้เริ่มทยอยเปิดตัวตามมาในช่วง 3 – 6 เดือนที่ผ่านมา 

PH Plus ซึ่งเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2020 มีอัตราการเข้าถึงผู้บริโภคถึง 5.5 ล้านครั้ง ใน 6 เดือน ขณะที่ Yanhee Vitamin Water และ B’lue ก็ถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกในตลาดนี้ ครองตำแหน่งอันดับ 2 และอันดับ 3 แต่ละแบรนด์มีอัตราการเข้าถึงผู้บริโภคสูงขึ้น 68% และ 87% ตามลำดับจากปีที่แล้ว

จากกระแสรักสุขภาพสู่ตลาดเครื่องดื่มผสมวิตามินที่ทั้งเป็นความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญด้านสุขภาพมากขึ้น และหลายๆ แบรนด์เห็นโอกาสในจุดนี้ จนเกิดผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ขึ้นมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่คำถามต่อไปคือใครคือกลุ่มลูกค้าหลักของตลาดนี้ และเครื่องดื่มผสมวิตามินจะสามาถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้สูงเท่ากับชาเขียวในอดีตหรือไม่

 

from:https://www.thumbsup.in.th/kantar-water-plus-market?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=kantar-water-plus-market

MUJI ปรับราคาสินค้าอีก 217 รายการ เพื่อผู้บริโภคชาวไทยเข้าถึงง่ายขึ้นและมากขึ้น

มูจิ ประเทศไทย ประกาศปรับราคาสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน รวม 217 รายการ เพื่อให้ผู้บริโภคไทยเข้าถึงสินค้ามูจิ (MUJI) ได้ง่ายและมากขึ้น รับสถานการณ์การเดินทางไปต่างประเทศยังมีข้อจำกัดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา MUJI ได้ปรับลดราคาสินค้ารวม 1,033 รายการ

นายอกิฮิโร่ คาโมการิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มูจิ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ MUJI คือให้สินค้า MUJI สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น ผ่านกลยุทธ์การตลาดด้านราคาและการกระจายสินค้า โดยด้านกลยุทธ์ด้านราคานั้น MUJI ได้ทยอยปรับราคาสินค้าที่นำมาจำหน่ายในประเทศไทยลงตั้งแต่ปี 2562 โดยเริ่มต้นจากสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน และได้พยายามปรับราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดปี 2564 นี้ MUJI เดินหน้าปรับราคาสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า จำนวน 38 รายการ และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน จำนวน 179 รายการ รวมจำนวนสินค้าที่ปรับราคาลงในครั้งนี้ทั้งสิ้นกว่า 217 รายการ เพื่อให้ผู้บริโภคไทยสามารถเข้าถึงสินค้า MUJI ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น ประกอบกับเป็นการช่วยตอบโจทย์ข้อจำกัดของการเดินทางไปต่างประเทศในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ที่ยังคงเอื้ออำนวยให้ผู้บริโภคได้ท่องเที่ยวและซื้อสินค้าที่ชื่นชอบจากประเทศที่ไปท่องเที่ยว

โดยเฉพาะสินค้าจากญี่ปุ่น ทั้งนี้ สินค้าที่ปรับลดราคา ในกลุ่มเสื้อผ้า ได้แก่ รายการสินค้าเสื้อผ้าเบสิก ทั้งเสื้อเชิ้ต เสื้อยืดคอกลม กางเกงยืน กางเกงชิโน่  และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน ทั้งผ้าคลุมเตียง (Duvet) หมอน  (Pillow) ปูเตียง (Bed Linen) กล่องพลาสติกสำหรับเก็บของ (PP Storage) และ เฟอร์นิเจอร์ ได้แก่ เตียง (Bed) เก้าอี้ยาว (Couches) รวมทั้ง โต๊ะและเก้าอี้ (Tables & Chairs) เป็นต้น

ทั้งนี้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา MUJI ได้ปรับราคาขายปลีกสินค้าลง โดยในปี 2562 ได้ปรับลงราคาสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน รวม 264 รายการ และในปี 2563 ที่ผ่านมา ได้ทำการปรับราคาสินค้า MUJI ในประเทศไทยรวม 769 รายการ โดยแบ่งเป็นสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้า จำนวน 127 รายการ และสินค้ากลุ่มของเครื่องใช้ในบ้าน 642 รายการ

“เราพบว่ากลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น คิดถึงการเดินทางท่องเที่ยวและการช้อปปิ้งสินค้าตอนท่องเที่ยว แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญกับการท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยจะเห็นว่ามีผู้บริโภครีโพสต์ภาพการท่องเที่ยวต่างประเทศที่ผ่านมา ก่อนสถานการณ์โควิด-19 ในโซเชี่ยลมีเดียต่าง ๆ MUJI ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว รวมทั้งลูกค้าที่เป็นแฟนสินค้า MUJI และผู้บริโภคทั่วไปได้ใช้สินค้า MUJI ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า ทั้งนี้ เรายังคงพยายามที่จะปรับราคาสินค้าลงต่อไป” นายอกิฮิโร่กล่าว

MUJI มุ่งมั่นในการนำเสนอสินค้าคุณภาพดี มีประโยชน์ ในราคาที่สมเหตุสมผลให้กับผู้บริโภคในประเทศไทย ด้วยเป้าหมายให้ MUJI เป็นแบรนด์สินค้าสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น โดยการปรับราคาสินค้าเกิดจากการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง การลดกระบวนการการผลิตที่ไม่จำเป็น แต่ยังคงเพิ่มประสิทธิผลในการผลิตที่ได้คุณภาพ หรือแม้แต่การบริหารจัดการกระบวนการกระจายสินค้า เพื่อให้มีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนภาพรวมของสินค้าได้ดีที่สุด และนำประโยชน์จากกระบวนการดังกล่าวไปส่งต่อสู่ลูกค้า ซึ่งผู้บริโภคในประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าคุณภาพมาตรฐาน MUJI ได้ในราคาที่จับต้องได้และสมเหตุสมผล

from:https://www.thumbsup.in.th/muji-decrease-price-2?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=muji-decrease-price-2