คลังเก็บป้ายกำกับ: BLOG

11 ข้อแนะนำสำหรับการใช้งาน Video Conference อย่างมืออาชีพ จากประสบการณ์การใช้ Cisco Webex และ Zoom กว่า 4 ปีของ TechTalkThai

ระบบ Video Conference นั้นถือเป็นอีกระบบหนึ่งที่ทีมงาน TechTalkThai ได้มีการใช้งานมาอย่างโชกโชนในการจัด Webinar ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จึงอยากขอแชร์ประสบการณ์ในการใช้งานเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้กันในช่วง Work from Home กันนะครับ

Credit: ShutterStock.com

1. กฎ 3 ข้อที่ต้องท่องให้ขึ้นใจ: ใส่หูฟัง อยู่ในห้องเงียบ ใช้เน็ตดีๆ

สามข้อนี้เป็นกฎมาตรฐานที่ทีมงาน TechTalkThai จะบอกวิทยากรทุกท่านที่จะมาพูดในงาน Webinar ของตัวเองเสมอ การใส่หูฟังนั้นก็เพื่อป้องกันเสียงสะท้อนจากลำโพงกลับไปเข้าไมค์ของคอมจนเกิดเป็นเสียงสะท้อนหรือไมค์หอนได้ ส่วนการอยู่ในห้องเงียบนั้นก็เพื่อป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก และเน็ตที่ดีก็เพื่อให้การพูดคุยและการแชร์สไลด์นั้นไม่กระตุก

โดยทั่วไปจากที่เคยใช้งาน จริงๆ ใช้เน็ต 4G ความเร็วปกติก็สามารถใช้ Video Conference แบบไม่เปิดจอได้แบบดีๆ แล้ว แม้จะอยู่นอกอาคารหรือเดินอยู่ข้างถนนหรือในร้านกาแฟหรือแม้แต่ในห้องน้ำก็ตาม (เคยลองหมดแล้วครับ) ดังนั้น Video Conference ไม่ได้เปลืองเน็ตอย่างที่คิด แต่ประเทศไทยเราเน็ตเน่าได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเผื่อ 4G ไว้เป็นทางเชื่อมต่อสำรองนอกจากเน็ตบ้านก็ดีครับ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องหัดซ้อมนิดนึงว่าเน็ต 4G ในมือถือจะเอามาใช้ในคอมต้องทำยังไงบ้าง หรืออย่างแย่ก็เข้าผ่าน App มือถือเลยก็ได้ เผื่อไว้เป็นอีกทางสำรอง

2. ปิดไมค์ของตัวเองให้เป็นนิสัย, ตั้งปิดไมค์ของทุกคนไว้เป็น Default, รู้จักตำแหน่งไมค์ของตัวเอง

ปัญหาคลาสสิคของ Video Conference ก็คือการที่ผู้เข้าร่วมประชุมเปิดไมค์ของตัวเองโดยคาดไม่ถึงว่าจะมีเสียงรบกวนไปยังคนอื่นมากจนเกินไป โดยธรรมชาติแล้วไมโครโฟนใน PC/Notebook นั้นมีทั้งที่ดีและไม่ดี ซึ่งบางทีถึงแม้เราจะไม่ได้พูดอะไร แต่เสียงลม, แอร์, นก, สุนัข หรือคนในครอบครัวก็อาจจะเล็ดรอดเข้าไมค์ไปและขัดจังหวะการประชุมได้ ดังนั้นทุกๆ คนเวลาเข้า Video Conference ต้องเช็คให้เป็นนิสัยนะครับว่าถ้าไม่ได้ถึงคิวตัวเองพูด ก็ปิดไมค์เอาไว้ให้เรียบร้อย ใช้ปุ่มควบคุมตรงนี้ให้เป็น และดูสัญลักษณ์ให้ออกว่าแบบไหนคือไมค์เราเปิดอยู่ แบบไหนคือปิดอยู่ จะได้ไม่หลุดพูดอะไรที่ไม่เหมาะสมออกไป และไม่รบกวนคนอื่นที่ร่วมประชุมด้วย

ส่วนในมุมของคนสร้างห้อง ก็ลองดูว่า Video Conference ที่ใช้งานนั้นสามารถตั้งปิดไมค์ทุกคนที่เข้าห้องได้หรือเปล่า หรือตั้งค่าแล้วมันใช้ได้จริงไหม และอาจต้องทำภาพสอนวิธีเชื่อมต่อระบบเสียง และวิธีปิดไมค์ แชร์ไว้เป็นหน้าจอแรกก่อนเริ่มประชุม เพื่อให้ทุกคนที่เข้าห้องมาเป็นครั้งแรกสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งที่มักเป็นปัญหาคือคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าไมค์ในคอมตัวเองอยู่ตำแหน่งไหน ดังนั้นถ้าต้องเป็นคนนำเสนอหรือเป็นคนพูด อาจต้องหาตำแหน่งไมค์ตัวเองให้เจอเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะพูดได้เสียงดังฟังชัดด้วยการพูดให้ใกล้ไมค์ครับ และการตั้งค่าเรื่องความดังของไมค์ในคอมเราเอง ก็ควรตั้งให้เป็นด้วยเช่นกัน จะได้จัดการปรับแต่งเรื่องเสียงเบื้องต้นเหล่านี้ได้เองบ้างเวลามีปัญหาเกิดขึ้น

3. ถ้าหลายคนอยู่ในที่เดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องเข้าหลายเครื่อง หรือถ้าเข้าหลายเครื่องจะเปิดไมค์ได้แค่เครื่องเดียว

อีกหนึ่งกรณีที่มักพบก็คือเวลามีหลายๆ คนที่อยู่ในสถานที่เดียวกันเข้าห้อง Video Conference เดียวกัน ถ้าเผลอเปิดไมค์ทิ้งไว้พร้อมกันสองคนเสียงจะสะท้อนกลับไปกลับมาจนเป็นเสียงไมค์หอน ดังนั้นจริงๆ ถ้าไม่ได้มีไฟล์อะไรที่ต้องแชร์หน้าจอทั้งสองเครื่องในการประชุมเดียวกัน ใช้คอมเครื่องเดียวเลยก็ได้ครับ

แต่ถ้าต้องการมีคอมสองเครื่องเผื่อเครื่องหนึ่งมีปัญหาจะได้สลับไปอีกเครื่องได้เลย ก็อย่าลืมปิดไมค์ดีๆ ครับ เปิดเครื่องเดียวพอ

4. เปิดวิดีโอเห็นหน้ากันก็ดี แต่บางทีไม่เห็นหน้ากันจะดีกว่ามากๆ

หลายๆ คนชอบเปิดวิดีโอตัวเองให้อีกฝ่ายเห็นหน้า และบังคับให้ทุกคนเปิดวิดีโอด้วยจะได้ตรวจกันได้ว่าใครหลุดโฟกัสหรือเปล่า วิธีนี้เหมาะกับการประชุมบางแบบเท่านั้น และก็มีข้อเสียร้ายแรงอีกด้วย

จากประสบการณ์ของทีมงาน TechTalkThai ที่เคยเจอ การแชร์วิดีโอนั้นจะทำให้ Bandwidth ทั้งขารับและขาส่งของทุกคนสูงขึ้น จนทำให้บางคนที่เน็ตไม่ดีนั้นก็อาจเห็นภาพกระตุกหรือพบว่าเสียงกระตุกไปด้วย แต่ในเคสที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยเจอคือ การที่แสดงผลวิดีโอมากๆ บางระบบ Video Conference จะกิน CPU ของเครื่องสูงมาก ทำให้คนที่เข้าร่วมประชุมที่ใช้คอมสเป็คไม่แรงมากนั้นเครื่องค้างไปเลย ซึ่งถ้าโชคร้ายคนๆ นั้นก็อาจเป็นคนที่กำลังนำเสนออยู่ก็เป็นได้ครับ

เอาเป็นว่าเรื่องเปิดหรือปิดวิดีโอก็พิจารณาตามความเหมาะสมนะครับ

5. อย่าสลับไปจออื่นถ้าไม่จำเป็น ไม่อย่างนั้นจะหลุดโฟกัสได้

บางคนเห็นว่าการใช้ Video Conference นั้นไม่จำเป็นต้องจริงจังหันไปทำอย่างอื่นคู่ไปด้วยก็ได้ แต่ในความเป็นจริงถ้าเราจะใช้ Video Conference แทนการประชุมกันจริงๆ การโฟกัสกับการประชุมก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำครับ

สิ่งหนึ่งที่ผมแนะนำให้ทำก็คือ อย่าพิมพ์จดโน้ต แต่ใช้สมุดเขียนแทน เพราะการพิมพ์จดโน้ตนั้นจะทำให้เราต้องสลับไปหน้าจออื่น และสุดท้ายก็อาจไม่เห็นหน้าจอการนำเสนอ หรืออาจเผลอไปเข้าจออื่นแล้วทำอย่างอื่นหรือกดคลิก Notification ที่เด้งมาก็ได้ อีกทั้งถ้าเผลอเปิดไมค์ไว้ เสียงการพิมพ์ก็จะดังเข้าไปในการประชุมโดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วยครับ ดังนั้นการจดใส่สมุดนี่แหละครับที่สามารถลดการหลุดโฟกัสระหว่างประชุมได้ แต่ก็จะไม่ดีเล็กน้อยตรงที่ต้องมานั่งพิมพ์สรุปการประชุมอีกครั้ง

จริงๆ ถ้าสมาธิดี ก็จดโน้ตในคอมได้แหละครับ

6. ทดลองใช้ความสามารถของแต่ละค่ายให้มั่นใจ รายละเอียดของแต่ละยี่ห้อต่างกันเยอะ เลือกเครื่องมือให้เหมาะกับงาน

จากประสบการณ์การทดลองใช้งาน Video Conference มาหลายค่ายมากๆ เพื่อค้นหาสิ่งที่เหมาะสมกับงานที่จะใช้มากที่สุด ก็พบว่าแต่ละค่ายนั้นมีจุดดีจุดเสียที่ต่างกัน และที่ต่างกันมากที่สุดนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องฟีเจอร์ แต่เป็นเรื่องของ Flow การใช้งานจริงด้วย ทำให้การประยุกต์ใช้ในงานแต่ละแบบนั้นทำได้ไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น บางระบบเปิดให้ Upload File ขึ้นไปได้โดยตรงทำให้การส่งเอกสารต่างๆ ทำได้ง่าย, บางระบบจัดการกับภาพพื้นหลังของผู้นำเสนอได้, บางระบบควบคุมไมค์ของผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ตั้งแต่ตอนสร้างห้อง, บางระบบเชื่อมต่อเสียงให้เองผู้ใช้งานไม่ต้องทำอะไร, บางระบบผู้ใช้งานจะกดแชร์จอตัวเองขึ้นมาแทน Host เมื่อไหร่ก็ได้, บางระบบทำการซ่อนกล่องแชทให้อัตโนมัติเวลาแชร์หน้าจอ ฯลฯ ทั้งหมดนี้มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมากครับ

ดังนั้น บางฟีเจอร์ที่คาดหวังว่ามันจะเป็นเรื่องพื้นๆ แต่บางระบบกลับทำไม่ได้ก็มี หรือบางทีอาจจะมีฟีเจอร์ลับที่อำนวยความสะดวกสุดๆ ให้เราก็เป็นได้ ดังนั้นเวลาจะเลือกใช้ของพวกนี้ถ้ายังไม่ได้จ่ายเงินก็ยังไม่ต้องยึดติดกับมันครับ เลือกของที่เหมาะสมที่สุดกับเรามาใช้งานก็น่าจะดีที่สุด ส่วนถ้าจ่ายเงินแล้วเราก็คงต้องปรับตัวตามระบบกันไป หรือถ้าจะจ่ายเพิ่มแก้ปัญหาก็สุดแล้วแต่ครับ

7. ถ้าของฟรีไม่ดีพอ ยอมเสียเงินนิดหน่อยอาจหายปวดหัวและประหยัดเวลาไปได้

อันนี้ประสบการณ์ตรงเลยครับว่าบางระบบตัวทดสอบหรือใช้ฟรีนั้นเทียบชั้นไม่ได้กับรุ่นที่จ่ายเงินเลย ปัญหาแย่ๆ ที่เคยเจอในรุ่นฟรี จ่ายเงินแล้วปัญหาหายไปก็มี หรือบางฟีเจอร์จ่ายเงินเพิ่มนิดๆ หน่อยๆ เดือนละหลักพัน ก็ประหยัดเวลาทำงานหรือความเครียดในการจัดการห้อง Video Conference ลงไปได้ก็มี บางทีการจ่ายเงินก็อาจเป็นทางออกครับ

แต่ทั้งนี้ก็ไม่รับประกันว่าจ่ายเงินแล้วจะจบเสมอไปนะครับ เคยเจอเคสที่จ่ายเงินไปเพื่อที่จะใช้ฟีเจอร์หนึ่ง แต่พอได้ใช้จริงแล้วไม่ตรงตามความคาดหวัง หรือใช้งานจริงไม่ได้ก็มีเช่นกัน

8. ใช้ไปซักพักจะรู้ว่าใช้ฟีเจอร์ยิ่งน้อยยิ่งดี

ข้อนี้บรรลุได้จากการต้องจัดห้อง Video Conference ในการทำ Webinar ซ้ำๆ มากกว่าร้อยครั้ง ว่าสุดท้ายแล้วยิ่งใช้น้อยยิ่งปวดหัวน้อย บางเรื่องแทนที่จะทำให้จบใน Video Conference ก็ไปเอาเครื่องมืออื่นๆ เช่น Form, Quiz จากที่อื่นมาใช้แล้วแชร์ลิงค์เอาก็สะดวกกว่าครับ

9. บั๊กเกิดขึ้นได้เสมอ หาทางสำรองไว้เผื่อด้วย

การใช้ Video Conference บน Cloud นั้นหมายความว่าเราจะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ และบั๊กใหม่ๆ บนระบบให้พบเจอได้ทุกวัน และ Cloud เองก็มีสิทธิ์ล่มหรือทำงานช้าหรือพังเป็นบางส่วนได้ ดังนั้นก็ทำใจครับว่า Video Conference บน Cloud นั้นอาจไม่จีรัง มันจะล่มเมื่อไหร่หรือฟีเจอร์ที่ต้องใช้มันจะพังเมื่อไหร่ก็ได้ สิ่งที่ควรทำคือมีระบบ Video Conference อื่นไว้เป็นแผนสำรอง และต้องมีช่องทางในการแจ้งทุกคนที่เข้าร่วม Video Conference เพื่อย้ายห้องกันได้แบบฉุกเฉิน หรือจะยกเลิกการประชุมแล้วค่อยนัดกันใหม่ก็ได้เช่นกันครับ

ที่เคยเจอกับตัวคือห้องประชุมขนาดใหญ่กว่าร้อยคน ใช้ไปได้ 15 นาทีอยู่ๆ ระบบเสียงก็ล่มไป ต้องสร้างห้องใหม่แล้วเชิญทุกคนเข้ามาใหม่แบบฉุกเฉินครับ หรืออีกเคสหนึ่งก็คือพอถึงเวลาประชุมแล้ว ระบบ Login ของ Video Conference นั้นเกิดล่ม ทำให้ไม่มีใคร Login เข้าไปได้เลย ก็ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันไปครับ แน่นอนว่าปัญหาคลาสสิคอย่างเช่นการที่ Windows ต้องอัปเดตให้ได้ในตอนที่กำลังจะประชุมก็เกิดขึ้นมาแล้วเช่นกัน

ทั้งนี้บางบั๊กอาจเกิดกับบางคนบนบางอุปกรณ์ก็เป็นได้เช่นกัน ดังนั้นแต่ละคนที่เข้าร่วมประชุมเองก็ควรมีอุปกรณ์สำรองที่แตกต่างกันบ้าง เช่น อาจจะมี PC และ Smartphone ที่ลงแอปไว้เผื่อต้องใช้ในยามฉุกเฉิน เป็นต้นครับ

10. พูดคนเดียวไม่ต้องตื่นเต้น คิดซะว่ากำลังพูดโทรศัพท์อยู่ และข้อคิดอื่นๆ สำหรับผู้นำเสนอ

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มพูดหน้าคอมคนเดียวในการทำ Video Conference ไม่ว่าจะเป็นการสอนหรือการบรรยาย ผมขอแนะนำว่าให้คิดว่ามันเป็นการโทรศัพท์ที่อีกฝ่ายเห็นสไลด์เราครับ เราไม่เห็นหน้าเขา และเขาตั้งใจฟังเราเงียบๆ ดังนั้นเราก็อย่าตื่นเต้นครับ คิดว่ากำลังโทรศัพท์คุยกับใครซักคนก็พอ หรือถ้าตื่นเต้นจริงๆ ซ้อมก่อนหน้าก็ได้ครับ เหมือนซ้อมนำเสนอคนเดียวเลยครับ

สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังสำหรับคนนำเสนอก็คือ Notification ที่เด้งในจอคอมเราอาจกลับมาทำร้ายเราในระหว่างนำเสนอได้ เช่น BitTorrent โหลดไฟล์หนังเสร็จ, แชทที่สุ่มเสี่ยงติดคุกจาก LINE, รหัส OTP ใน SMS เด้งกลางจอ, แจ้งเตือน Windows เถื่อน และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นก็หาทางปิดให้ดีครับ หรือใช้คอมที่ไม่มีปัญหาเรื่องพวกนี้ก็จบเหมือนกัน แต่กับ Tablet หรือ Smartphone อาจจะลำบากเล็กน้อยครับ

นอกจากนี้ พวกฟังก์ชันต่างๆ ของระบบ Video Conference ปุ่มมันมักจะเปลี่ยนที่อยู่และวิธีการแสดงผลเวลาเรากดแชร์หน้าจอ ตรงนี้อาจต้องซ้อมให้ใช้เป็นนิดนึงครับ จะได้เปิดแชทหรือตรวจสอบแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างนำเสนอได้ด้วยตนเองระดับหนึ่ง ไม่ต้องไปตื่นเต้นร้อนรนหน้างานจริง

11. อย่าซุกซนกดอะไรมั่วๆ ในห้องประชุม อยากลองไปสร้างห้องกดลองเอง

สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน การซนกดบางปุ่มด้วยความอยากรู้อยากเห็นนั้นอาจทำลายการประชุมในบางระบบได้เลย จากประสบการณ์ที่เคยเจอมาเช่น ผู้นำเสนอกำลังอธิบายสไลด์ที่มี Animation ยิบย่อยภายในหลายขั้นตอน และโฟกัสกับรายละเอียดตรงนั้นมาก แต่ผู้ร่วมประชุมคนหนึ่งกลับกดแชร์หน้าจอตัวเองแทน ทำให้คนที่เหลือไม่เห็นหน้าจอของผู้นำเสนอคนแรกอีกต่อไป และก็ไม่มีใครกล้าบอกคนที่นำเสนอเพราะไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาเฉพาะตัวเองหรือเปล่า แถมแชทไปบอกผู้นำเสนอเขาก็ไม่ได้อ่านเพราะกำลังตั้งใจอธิบาย สรุปสุดท้ายว่าก็ต้องย้อนมาอธิบายใหม่กันหมดครับ

มารยาทหนึ่งที่ควรทำเมื่อเข้าร่วม Video Conference ก็คือ อย่าลองผิดลองถูกอะไรกับการประชุมกับคนที่เราไม่รู้จัก ถ้าอยากลองสามารถลองได้ในห้องประชุมย่อยๆ กับคนในทีมที่ใกล้ชิดกันหรือเปิดห้องลองคนเดียวได้ครับ แต่ในการประชุม Video Conference ที่ตอนนี้ทุกคนต่างก็กำลังเป็นมือใหม่กันอยู่ การซนบางครั้งอาจทำให้การประชุมพังไปได้เลยโดยที่ไม่มีใครมีประสบการณ์พอจะแก้ไขปัญหาให้ได้

แนวคิดหนึ่งที่ควรนำมาใช้ก็คือ ให้ความสำคัญกับ Video Conference เหมือนการประชุมจริง ในตอนประชุมกันจริงๆ เราคงไม่ลุกขึ้นมาเดินสำรวจห้อง แกะปลั๊ก ลองถอดเสียบสายต่างๆ เล่นใช่ไหมครับ ในห้อง Video Conference เราก็ไม่ควรกดอะไรมั่วๆ เหมือนกันครับ

สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกท่านประชุมกันอย่างสนุก ประสบความสำเร็จกันนะครับ ใช้อะไรแล้วดีหรือไม่ดียังไงก็แบ่งปันประสบการณ์กับคนรอบข้างกันไปด้วย ทุกคนจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไปด้วยกันและเลือกสิ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับตนเองกันได้ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/11-best-practices-for-using-video-conference-by-techtalkthai/

[รีวิว] Rise of the Robots: หนังสือเศรษฐศาสตร์ดีๆ สำหรับคนสาย IT วิเคราะห์โลกในยุคของ AI และหุ่นยนต์

Rise of the Robots นี้เป็นหนังสือที่ชนะรางวัลและขายดีติดอันดับที่การันตีคุณภาพโดย Financial Times, McKinsey, New York Times และ Forbes ซึ่งถูกนำมาแปลเป็นภาษาไทยแล้ว โดยเนื้อหานั้นจะเป็นการวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากเหล่าเทคโนโลยีอย่าง AI และหุ่นยนต์ที่จะมีต่อภาคเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับโลก รวมถึงแง่มุมจากวงการต่างๆ ทางทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้อ่านจนจบแล้วพบว่าเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งทีเดียว จึงขอหยิบยกมาแนะนำกันดังนี้ครับ

 

Credit: TechTalkThai

 

*** หนังสือเล่มนี้ทางสำนักพิมพ์ SALT ได้ส่งมาให้ทางทีมงาน TechTalkThai อ่านฟรีๆ โดยไม่ได้มีเงื่อนไขในการรีวิวแต่อย่างใด ดังนั้นการรีวิวครั้งนี้จึงเกิดขึ้นโดยทีมงาน TechTalkThai เองทั้งหมดครับ

 

Rise of the Robots: นี่ไม่ใช่หนังสือเทคโนโลยี แต่เป็นหนังสือธุรกิจที่ครอบคลุมประเด็นด้านเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่คน IT อ่านรู้เรื่องได้ง่าย

ก่อนอื่นต้องขอยอมรับเลยว่าก่อนจะได้รับหนังสือมาอ่านทางทีมงาน TechTalkThai เองก็เข้าใจผิดอยู่เหมือนกันครับว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือที่เล่าเรื่อง AI และหุ่นยนต์ให้คนทั่วๆ ไปอ่านเข้าใจได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นหนังสือที่เขียนมาตั้งแต่ปี 2015 ก็เลยคิดว่าเนื้อหาอาจจะไม่ทันสมัยนัก แต่พอได้หยิบมาอ่านแค่บทแรกๆ ก็รู้ตัวทันทีว่าคิดผิดไปแล้ว

เนื้อหาช่วงแรกๆ เพียงเล็กน้อยของหนังสือเล่มนี้จะเกริ่นให้เห็นถึงการมาของเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดแรงงาน, ค่าแรง, ผลิตภาพในระดับประเทศ และอื่นๆ ก่อนจะนำมาสู่เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันอย่าง AI และหุ่นยนต์ ที่จะปฏิเสธไม่ได้แน่ๆ ว่าคลื่นของเทคโนโลยีลูกนี้จะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อตลาดแรงงานทั่วโลก

การนำเสนอประเด็นด้านเทคโนโลยีต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเนื้อหาในเชิงลึก แต่เป็นเพียงภาพคร่าวๆ ให้เราพอเข้าใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรในแต่ละอุตสาหกรรม และมันจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อแรงงานและนายทุนในอุตสาหกรรมนั้นๆ บ้าง ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อมาเป็นวงกว้างต่อภาครัฐของแต่ละประเทศ และเศรษฐกิจโดยรวมในระดับโลก

อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้จะเขียนประเด็นต่างๆ อ้างอิงกับภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมจากมุมมองของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ดังนั้นการอ่านหนังสือเล่มนี้ก็อาจต้องเปิดใจรับเนื้อหาใหม่ๆ นอกวงการ IT เยอะมากพอสมควรทีเดียวสำหรับคนที่มีฐานทางด้าน IT เป็นหลัก แต่ก็นับเป็นข้อดีด้วยเหมือนกันครับที่ช่วยให้เปิดมุมมองเป็นอย่างมากในหลายแง่มุมทีเดียว

ข้อดีของหนังสือเล่มนี้ฉบับภาษาไทยคือการเรียบเรียงทำออกมาได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ เนื้อหาอ่านเข้าใจดี ไม่ได้มีส่วนที่อ่านแล้วรู้สึกว่าคนแปลก็ไม่รู้เรื่องตรงนี้แต่ยังเข็นมันออกมา มีส่วนเสริมบรรยายให้เข้าใจประเด็นต่างๆ ให้มากขึ้นได้ และเนื้อหาไม่ได้ยาวมากทำให้อ่านแล้วไม่เหนื่อย ทยอยอ่านไปได้เรื่อยๆ จนจบครับ ถ้าตั้งใจอ่านเร็วๆ 2-3 วันก็น่าจะจบ แต่ถ้าเป็นสไตล์อ่านไปค่อยๆ ย่อยไป ก็อ่านได้เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนครับ

สำหรับอันนี้เป็นบทต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ครับ

  • บทที่ 1 ลูกคลื่นอัตโนมัติ
  • บทที่ 2 ครั้งนี้จะต่างออกไปไหม?
  • บทที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศ : ปัจจัยพลิกโฉมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
  • บทที่ 4 คอปกขาวถึงจุดเสี่ยง
  • บทที่ 5 เปลี่ยนโฉมการศึกษาขั้นสูง
  • บทที่ 6 ความท้าทายของบริการสุขภาพ
  • บทที่ 7 เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  • บทที่ 8 ผู้บริโภค ขีดจำกัดการเติบโตที่ถูกจำกัด…และวิกฤต?
  • บทที่ 9 ปัญญาประดิษฐ์อัจฉิริยะและซิงกูลาริตี้
  • บทที่ 10 สู่กระบวนทัศน์เศรษฐกิจใหม่

 

อ่านจบแล้วได้อะไร

สำหรับผมเองที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางด้านเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์มากนัก อ่านแล้วก็ถือว่าได้ความรู้และการมองโลกของเทคโนโลยีและ IT ในมุมใหม่ๆ ไม่น้อย แถมยังได้รู้ประวัติศาสตร์เรื่องของเทคโนโลยีและแรงงาน รวมถึงประเด็นด้านกฎหมายต่างๆ ที่น่าสนใจของสหรัฐอเมริกา และมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์และแรงงานที่จะเกี่ยวข้องกับการมาของเทคโนโลยี ไปจนถึงทางออกของภาครัฐในการดูแลประชนด้วยวิธีการอย่าง Basic Income และอื่นๆ ด้วยครับ เรียกได้ว่าเนื้อหาครอบคลุมรอบด้านจริงๆ

 

สิ่งที่ควรระวังก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้

เนื้อหาในเล่มจะ Contrast กับมุมที่เหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีออกมานำเสนอค่อนข้างมาก โดยหนังสือเล่มนี้จะมองในมุมที่เทคโนโลยีจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อตลาดแรงงานเป็นหลัก และเล่าถึงผลดีของเทคโนโลยีที่จะมีต่อเหล่านายทุนเป็นส่วนมาก ดังนั้นหากอยากทำความเข้าใจให้รอบด้านจริงๆ การมีพื้นฐานเข้าใจเทคโนโลยีด้าน AI และหุ่นยนต์ในเชิงการนำมาใช้งานและการประยุกต์นำไปใช้ประโยชน์ในมุมต่างๆ เพื่อให้เข้าใจข้อดีของเทคโนโลยีที่จะมีต่อเหล่าผู้บริโภคและคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้คนไปด้วย ก็จะทำให้การอ่านหนังสือเล่มนี้สนุกขึ้นพอสมควรเลยครับ เพราะจะทำให้เราได้คิดมุมแย้งกับสิ่งที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอ และเข้าใจข้อดีข้อเสียของเทคโนโลยีต่างๆ ได้มากขึ้น

 

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร

อันที่จริงแล้วหนังสือเล่มนี้ใช้ภาษาที่ค่อนข้างทางการพอสมควร และตัวหนังสือขนาดก็ไม่ได้ใหญ่นัก ดังนั้นด้วยเนื้อหาให้อ่านจริงๆ ประมาณ 300 กว่าหน้า กับราคาปกที่อยู่ประมาณ 415 บาท หนังสือเล่มนี้ก็ถือว่าคุ้มไม่น้อยที่จะซื้อมาอ่าน แต่ก็แนะนำว่าผู้ที่สนใจควรไปลองยืนอ่านก่อนตัดสินใจซื้อเหมือนกันครับ เพราะถ้าใช่แนวก็น่าจะทำให้อ่านเพลินๆ ได้ยาวๆ แต่ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบเพราะคิดเยอะเชื่อมโยงเยอะเกินไป ก็อาจอ่านไม่จบได้อยู่เหมือนกัน

อย่างไรก็ดี เนื้อหาในเล่มไม่ได้ลงลึกเรื่องใดเป็นพิเศษ ดังนั้นถึงแม้จะเป็นคน IT ก็น่าจะยังอ่านเนื้อหาในฝั่งธุรกิจ, เศรษฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติด้านแรงงานในหนังสือเล่มนี้ได้สบายๆ ส่วนในมุมของคนที่ไม่ใช่สาย IT ผมคิดว่าน่าจะเหมาะกับคนที่ชอบอ่านอะไรหนักๆ ที่มีเนื้อหาอ้างอิงรายรอบเสียหน่อย ก็น่าจะเหมาะครับ

ดังนั้นหากจะให้ฟันธงก็คือ หนังสือเล่มนี้คิดว่าเหมาะกับผู้อ่านกลุ่มดังนี้

  1. คน IT ที่พร้อมจะอ่านเรื่องนอกสายที่ยังคงเกี่ยวข้องกับวงการ
  2. เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารที่กำลังค้นหามุมมองการวิเคราะห์โลกในอนาคต ที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในวงการต่างๆ อย่างมหาศาล
  3. คนนอกสาย IT ที่มีพื้นฐานการทำความเข้าใจเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงเศรษฐกิจและสังคม

 

ซื้อได้ที่ไหน

อันนี้เนื่องจากไม่ได้ซื้อเองก็เลยบอกยากนิดนึงครับ จากที่เดินดูตามร้านหนังสือต่างๆ ก็เห็นว่ามีบ้างไม่มีบ้าง แต่ถ้าไปตามงานหนังสือก็เชื่อว่าน่าจะมีขายราคาถูกกว่าราคาปกอยู่เหมือนกัน ส่วนถ้าจะสั่ง Online ก็เสิร์ชเจอ 3 ลิงค์ดังนี้ครับ

 

แนะนำให้อ่านแค่ไหน?

โดยรวมคิดว่าอ่านจบแล้วเป็นประโยชน์ค่อนข้างมากครับ ถ้าเปิดอ่านๆ ดูบทแรกๆ กลางแล้วคิดว่าอ่านแนวนี้จบได้ ก็อ่านเถอะครับ

 

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ Salt อีกทีนะครับที่ทำหนังสือดีๆ ออกมาแล้วส่งมาให้ได้อ่านกันในครั้งนี้ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/review-rise-of-the-robots-book-by-salt/

ตามไปดู 10 บล็อกสาระดีมีประโยชน์ ที่ควรค่าแก่ชาวโปรแกรมเมอร์

กฎเหล็กข้อหนึ่งของผู้ที่อยู่ในสายอาชีพพัฒนาโปรแกรมทั้งหลายคือ การติดตามและสนทนาธรรมกับชุมชนออนไลน์หรือเว็บบล็อก หรือ Blog สำหรับโปรแกรมเมอร์ เพราะทุกคนบนเว็บบอร์ดต่างมีน้ำใจงามขยันเสาะหาคำตอบเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นกูรูทั้งสิ้น แต่เว็บบล็อกที่มีประโยชน์นั้นจะต้องให้รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับความสนใจเฉพาะด้าน

ซึ่งทาง TechNotification.com ก็ได้รวบรวมบล็อก 10 เว็บไซต์ที่ชาวโปรแกรมเมอร์ทุกคนควรเข้าไปอ่านไว้ดังต่อไปนี้

1. Geeks for Geeks blog

เป็นชุมชนออนไลน์ที่รวมตัวชาววิศวกรซอฟต์แวร์และโปรแกรมเมอร์ที่ต้องการความก้าวหน้าด้านอาชีพในบริษัทไอทีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่คร่ำหวอดด้านเขียนโปรแกรมแต่ยังอ่อนเรื่องการหางาน ที่คอยเสาะหาคำตอบในการสัมภาษณ์งานต่างๆ

2. Six Revisions

ตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 โดยกูรูด้านโปรแกรมมิ่ง Jacob Gubeเป็นบล็อกที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมสำหรับวิศวกรผู้พัฒนาและวางแผนเว็บไซต์มีทั้งแบบฝึกหัด และคู่มือแนะนำการใช้ทูลเขียนโปรแกรม รวมไปถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งเรื่อง HTML, CSS, Javascriptเป็นต้น ถือเป็นเว็บบล็อกที่คู่ใจนักเขียนโปรแกรมที่ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ

3. Google Developer blog

บล็อกทางการของกูเกิ้ล ที่เต็มไปด้วยกระทู้สำหรับโปรแกรมเมอร์ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ของกูเกิ้ลโดยเฉพาะซึ่งผู้ที่ชื่นชอบการทำโปรเจ็กต์พัฒนาโค้ดกับกูเกิ้ลควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง บล็อกนี้ยังมีข่าวสารในแวดวงเกี่ยวกับกูเกิ้ลทั้งแพลตฟอร์ม, เครื่องมือ, และอีเวนต์ต่างๆ ด้วย

4. Coding Horror

เป็นอีกหนึ่งเว็บบล็อกที่ได้การยอมรับว่ามีเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อนักเขียนโปรแกรมมาก โดยบล็อกเกอร์หลักอย่าง Jeff Atwood เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์ด้านการเขียนโปรแกรมสูงมาก อุดมไปด้วยเคล็ดลับวิธีเขียนโปรแกรมให้ดูดีพร้อมภาพประกอบ โดดเด่นด้วยรูปแบบของคอนเท็นต์ที่ชิคๆ แต่เข้าใจง่าย เหมาะกับชาวโปรแกรมเมอร์ทุกระดับ แม้ปัจจุบันจะดูไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวแล้วก็ตาม แต่เนื้อหานับร้อยบทความที่มีอยู่ก็เป็นควรค่าแก่การศึกษาอย่างมาก

5. Hackerearth Blog 

ตัวเว็บ Hackerearthเองเป็นหนึ่งในเว็บประกวดการเขียนโปรแกรมที่มีชื่อเสียงที่สุด ซึ่งส่วนของบล็อกนี้ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญในวงการ มีบทความหลากหลายเกี่ยวกับทูลด้านโปรแกรมมิ่งต่างๆ และเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยพาคุณไปสู่ความเป็นมืออาชีพในวงการ อีกทั้งยังมีสัมมนาผ่านเว็บเกี่ยวกับการเขียนบล็อกด้านโปรแกรมมิ่งด้วย

6. DZone.com

เป็นบล็อกที่โพซิชั่นตัวเองว่าให้มุมมองเชิงลึกอย่างแท้จริงในโลกของการเขียนโค้ดและพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยมีบทความที่ลงลึกในรายละเอียดจากผู้เขี่ยวชาญในสายงานด้านโปรแกรมมิ่ง

7. The Linux Foundation blog

เต็มไปด้วยเนื้อหาที่หลากหลายเกี่ยวกับโอเพ่นซอร์สและเชลล์สคริปต์ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมซอฟต์แวร์และการเขียนโปรแกรม มีบทความเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมขั้นสูงรวมถึงเทคนิคแปลกใหม่โดยผู้แต่งที่มาจาก Linux Foundation โดยตรง ซึ่งลีนุกซ์ได้รับการยกย่องให้เป็นระบบปฏิบัติการที่ดีที่สุดสำหรับนักเขียนโปรแกรม จึงสำคัญอย่างยิ่งที่โปรแกรมเมอร์ควรศึกษาโลกของลีนุกซ์เอาไว้

8. The Github blog 

เป็นบล็อกที่เปิดโอกาสให้ร่วมสนทนากับนักเรียน, คนเขียนโปรแกรม, หรือแม้แต่อาจารย์ท่านอื่นๆ และมีการบ้านพิเศษสำหรับฝึกฝนทักษะด้านโปรแกรมเมอร์โดยเฉพาะ เพียงแค่โพสต์ถามคำถามทิ้งไว้ ก็จะมีอาจารย์ระดับมืออาชีพเข้ามาประกบสอนทีละขั้นตอน นอกจากนี้ยังมีบทความที่เขียนโดยอาจารย์ผู้มากประสบการณ์และนักศึกษาจำนวนมากที่เป็นคอนเท็นต์อ้างอิงชั้นดีสำหรับบล็อกโปรแกรมมิ่งของคุณ

9. Microsoft Developer blog 

ดูแลโดยทีมวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับมืออาชีพที่มีความรู้หลายด้านเกี่ยวกับทั้งการเขียนโปรแกรมและพัฒนาเว็บ ซึ่งประสบการณ์ที่นำมาแบ่งปันนี้ถือเป็นสิ่งล้ำค้ามากที่ชาวโปรแกรมเมอร์ทุกคนไม่ควรพลาด นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอัพเดทเกี่ยวกับความก้าวหน้าทั้งด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการเขียนบล็อกของตัวเอง

10. Code Better

เต็มไปด้วยแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการเขียนโปรแกรม พร้อมทูลและเทคนิคที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบล็อกเกอร์บนเว็บนี้มีประสบการณ์หลากหลายมาก ส่วนใหญ่เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์มืออาชีพที่เรียกว่าเป็นระดับกูรูเลยทีเดียว รวมทั้งยังมีบทเรียนสอนที่ช่วยแนะนำแนวทางในการเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ดีอีกด้วย

ที่มา : Technotification

from:https://www.enterpriseitpro.net/best-10-blogs-for-programmer/

เขียน Blog มันเชย ลองแชร์ประสบการณ์ผ่านพอดแคสต์ถ่ายทอดความสนุกอีกระดับ

ในยุคที่ใครก็ชอบแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยวทั้งผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเอง และบนเว็บไซต์ยอดนิยมอย่างพันทิป ต้องไม่พลาดที่จะลองแชร์เรื่องราวสุดเอ็กซ์ตรีมผ่าน Podcast เพื่อให้การท่องเที่ยวสนุกขึ้นอีกระดับ

ความสนุกนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมของสายการบิน KLM Royal Dutch Airlines หรือ KLM ได้เปิดตัว “The Journey” พอดแคสต์ภาษาอังกฤษที่เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารได้พูดคุยบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขา เนื้อหาจะดำเนิน 1 เรื่องต่อ 1 ตอน ที่จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนกำลังท่องเที่ยวไปยังส่วนต่างๆ ของโลก ตั้งแต่ทุ่งหิมะใน Alaska ไปถึงท้องถนนที่แสนวุ่นวายของ New Deli

ความโดดเด่นของ PodCast นี้ คือการใช้ช่องทางสื่อสารที่น่าตื่นเต้นทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้ติดตามบนโลกสังคมออนไลน์ เพื่อแบ่งปันและรับฟังเรื่องราวการเดินทาง มีความยาวมากถึง 30-40 นาที

ส่วนวิธีการทำงานคือผู้ฟังสามารถเปิดเข้าฟัง Podcast ผ่านทาง podcast.klm.com โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และยังฟังได้ผ่านทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Apple Podcasts, Spotify, และ Google Play ไปจนถึงการฟังบนเที่ยวบินขณะกำลังเดินทางบนเครื่องบินได้อีกด้วย และถ้าอยากเป็นคนเล่าเรื่องก็สามารถส่งเรื่องราวไปให้ทาง KLM ได้เช่นกัน ที่ podcast@klm.com ใครจะไปรู้เรื่องราวของคุณอาจจะเป็นหนึ่งใน Podcast ก็เป็นได้

KLM มีเครือข่ายการบินที่ครอบคลุมจุดหมายปลายทางในยุโรป (88) และข้ามทวีป (72) ซึ่งเชื่อมตรงกับเมืองหลวงและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจทั่วโลก บริการเที่ยวบินสู่จุดหมายปลายทาง 225 แห่งทั่วโลกและได้ให้บริการผู้โดยสาร 8 ล้านคนในปี 2560 บุคลากรทุกคนของ KLM คือตัวแทนของแบรนด์ เราจึงเชื่อว่าเราสามารถสร้างความแตกต่างด้วยการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับลูกค้า

 

ที่มา : https://podcast.klm.com/en/

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/03/klm-blog-podcast/

ลุ้น “มาดามแป้ง” ช่วยแพรวดัน Celeb Blog ตามรอย “สู่ขวัญ”

ในวันที่ “นิตยสารแพรว” เริ่มมีตัวตนชัดเจนในวงการ content วิดีโอออนไลน์เมืองไทย ล่าสุดแพรวต่อยอด “Celeb Blog” ด้วยการต้อนรับ ‘มาดามแป้ง’ มาร่วมทีมทำ content ซึ่งพยายามหาจุดต่างจากที่ “สู่ขวัญ บูลกุล” ทำไว้ ผลปรากฏว่าในช่วง 1 สัปดาห์ที่วิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ เสียงชื่นชมนั้นล้นหลาม แต่ไม่เกิดการแชร์เท่าคลิปของสู่ขวัญ ขณะที่การค้นหาเรื่องชีวิตส่วนตัวของมาดามแป้งเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ

“Celeb Blog ขอต้อนรับ ‘มาดามแป้ง’ ผู้หญิงสวย เก่ง และหน้าเด็กสุดๆ พาไปตะลุยกินของอร่อยย่านตลาดคลองเตย” นิตยสารแพรวโพสต์ข้อความอธิบายวิดีโอนี้ไว้อย่างเรียบง่าย โดยหลังจากเผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ยอดชมวิดีโอเรื่อง “มาดามแป้ง พาตะลุยกินดุ! ย่านตลาดคลองเตย” บน YouTube ทำได้ 189,764 วิว มีคะแนนชื่นชอบ 2,700 ครั้ง คะแนนไม่ชื่นชอบ 40 ครั้ง

บน Facebook ตอนใหม่ Celeb Blog ของมาดามแป้งกลับทำได้ดีกว่า มียอดแชร์ 3,500 ครั้ง รับชม 4.4 แสนครั้ง แสดงความรู้สึก 1.9 หมื่นครั้ง

แน่นอนว่าสถิติเหล่านี้เทียบไม่ได้กับคลิปอันดับ 1 ของสู่ขวัญซึ่งเปิดตัวเมื่อกลางมกราคมที่ผ่านมา สถิติขณะนี้ มียอดแชร์ทะลุ 1.4 หมื่นครั้ง รับชม 2.4 ล้านครั้ง แสดงความรู้สึก 8.9 หมื่นครั้งเข้าไปแล้ว

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpraewmagazine%2Fvideos%2F10155903802105359%2F&show_text=0&width=560

ไม่ว่าอย่างไร ความเห็นท้ายวิดีโอแสดงความชื่นชอบมาดามแป้งในทางเดียวกัน หลายคนมองว่ามาดามแป้ง “สวยมากค่ะ แพงมากกกกกกกกกกกก หน้าเด็กมากค่ะ บอกว่าอยู่มหาลัยก็เชื่อ”

ผู้ชมหลายคนโยงคลิปนี้ของมาดามแป้งเข้ากับคลิปของสู่ขวัญ โดยบอกว่า “บุคลิกผู้หญิงเก่งทั้งคุณแป้งทั้งคุณสู่ขวัญที่ชัดมากเลยคือ พูดจาฉะฉาน เวลาสัมภาษณ์จะคุยกับคนรอบข้างเอาใจใส่คนรอบข้างไม่ใช่เน้นตัวเองเด่นดังคนเดียว ซึ่งมันน่ารักมากค่ะ คนรอบๆตัวถึงได้รัก” ผู้ใช้ชื่อ Ananya Wisate ออกความเห็นไว้

ขณะที่บางรายบอกว่า “อยากให้พี่ขวัญกับพี่เเป้งเดินด้วยกัน ชอบคนที่บุคลิกแพงๆแบบนี้ ชอบที่ทั้งสองเเบบเเพงด้วยจิตใจ”

ถึงบรรทัดนี้สรุปได้ว่า “ความแพง” คือสิ่งที่โดนใจผู้ชมเนื้อหา vlog ด้านความงามและแฟชันในเมืองไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินความร้อนแรงของชื่อมาดามแป้งว่าถูกเสิร์ชใน Google เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใดในขณะนี้ พบว่าชีวิตส่วนตัวของมาดามแป้งนั้นมีการค้นหามากขึ้นกว่า 450%

ชื่อจริงของมาดามแป้งคือ “นวลพรรณ ล่ำซำ” กรรมการผู้จัดการ บมจ.เมืองไทยประกันภัย และผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ประเทศเมียนมาร์ ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่าเธอมีตำแหน่งมากมาย ทั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐลิทัวเนีย, อดีตที่ปรึกษาประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, อดีตผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์, อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (อภิรักษ์ โกษะโยธิน)

ไม่แน่ มาดามแป้งอาจจะสามารถลงมาเล่นเต็มตัวในวงการ vlog ความงามก็ได้ในอนาคต เพราะนอกจากเป็นผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจประกันภัยของตระกูล มาดามแป้งทำธุรกิจนำเข้าสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมหลายแบรนด์ทั้ง Hermes, Emporio Armani, Tod’s, Rodo, Chole และอื่นๆ กระทั่งปลายปี พ.ศ. 2549 จึงเข้าสู่วงการเมืองในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ตามรอย “โพธิพงษ์ ล่ำซำ” ผู้เป็นบิดา ที่เคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และยังดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคในปัจจุบัน

เรื่องราวที่หลายคนสนใจค้นหาเกี่ยวกับมาดามแป้งคือสามีคู่ชีวิต มีนาคม 2557 มาดามแป้งซุ่มเงียบสละโสดรอบสองกับพ่อม่ายครบเครื่อง “ดร.เอ” พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หลังคบหาดูใจ 2 ปี ซึ่งทำให้คำว่า “สามี มาดาม แป้ง” ติดอันดับคำค้นหาที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย (+160%)

ผู้สนใจ สามารถอ่านเพิ่มเติมเรื่องคลิปสู่ขวัญได้จากที่นี่

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/03/celeb-blog-preaw-madam/

เขียน blog ให้เพอร์เฟ็กต์ คัมภีร์ปี 2017 ยังใช้ได้อยู่!

แม้ว่าโลกจะหมุนสู่ปี 2018 แล้ว แต่คัมภีร์ปี 2017 ยังใช้ได้แน่นอนสำหรับผู้ที่ต้องการสานต่องานเขียน blog post ในวันที่สถิติล่าสุดชี้ว่าโลกเรามีบล็อกมากกว่า 1.5 พันล้านบล็อกบนจักรวาลออนไลน์

infographic ที่เหมาะสำหรับพีอาร์และมืออาชีพด้านการตลาดซึ่วกำลังมองหากลยุทธ์เขียนบล็อกบริษัทในปีนี้ เป็นผลงานของบริษัท Red Website Design จุดเด่นของ infographic นี้คือการชูประเด็นสำคัญเรื่องแนวโน้มตลาดและการเขียน blog ซึ่งฉายภาพชัดให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

ตัวอย่างเช่น กรณีผู้เขียนบล็อกบริษัทและบล็อกส่วนตัว โอกาสของคนกลุ่มนี้อาจอยู่ที่ WordPress เพราะแพลตฟอร์มนี้เป็นเจ้าตลาดที่ครองส่วนแบ่งกว่า 96% ของบล็อกทั่วโลก แต่ความจริงคือวันนี้โลกมีมากกว่า 115 แพลตฟอร์ม ทั้ง Blogger, Squarespace, Tumblr และ Medium ที่ให้โอกาสที่ดีได้ไม่แพ้กัน

สำหรับใครที่ยังสงสัยว่า วันนี้ชาวออนไลน์ยังอ่านบล็อกอยู่อีกหรือ? คำตอบคือ “yes” แน่นอนเพราะการสำรวจพบว่า 77% ของชาวออนไลน์นิยมอ่านบล็อกเป็นประจำ โดยรายงานชี้ว่า ส่วนใหญ่ชาวออนไลน์อ่านบล็อกเฉลี่ย 10 โพสต์ต่อวัน เฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐฯ การสำรวจพบว่าส่วนใหญ่ใช้เวลาอ่านบล็อกมากกว่าอีเมลราว 3 เท่าทีเดียว

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของบล็อกคืออ่านแล้วจบไว ทำให้การสำรวจพบว่าการอ่านบล็อกนั้นกินเวลาราว 23% ของชั่วโมงออนไลน์เฉลี่ยทั่วโลก ขณะที่ 55% บอกว่าปิดเพจบล็อกหลังจากเปิดเพียง 15 วินาทีเท่านั้น

ที่สำคัญคือ 70% ของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริโภคบอกว่าได้เรียนรู้เรื่องราวของบริษัทจากบทความบล็อกเหล่านี้มากกว่าโฆษณา ขณะที่ 92% ของบริษัทบอกว่าได้ลูกค้าจากบล็อกซึ่งพีอาร์และนักการตลาดสร้างไว้จนเปิดโอกาสให้ทำเงินได้จริง

กฎทองของการเขียนบล็อกให้ประสบความสำเร็จคือการเขียนหัวเรื่องที่ไม่ยาวมาก ขนาดกำลังดีคือ 6-13 คำ โดยหัวเรื่องที่มีความยาว 8-12 คำนั้นมักถูกส่งต่อบน Twitter ขณะที่บทความซึ่งหัวเรื่องยาว 12-14 คำนั้นถูกแชร์มากบน Facebook

โพสต์ที่ใส่รูปจะถูกเปิดอ่านมากขึ้น 94% ขณะเดียวกันผู้อ่านก็จะใช้เวลาอ่านมากกว่าหากบล็อกนั้นมี graphic แสดงด้วย โดยเฉลี่ยแล้วควรมีรูปคั่นทุก 350 คำในบทความ

จากสถิติ โพสต์ที่ได้รับความร้อนแรงมากที่สุดบน Google ล้วนยาวระหว่าง 2,032 ถึง 2,416 คำ โพสต์ที่ยาวกว่า 1,500 คำจะได้รับการ tweet และกดไลค์บน Facebook มากขึ้น เหล่านี้เป็นสถิติเบื้องต้นที่รวบรวมได้ในปี 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่ายังใช้ได้ดีในปีนี้ไม่ต่างกัน

ที่มา: PRDaily

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/01/blog-2017/

7 ขั้นตอนเขียน blog post ให้ไร้ที่ติ

หลายคนบอกว่า “บทความที่ดีคือบทความที่อ่านแล้วไม่เก่า” แต่สำหรับบทความที่แบรนด์หรือบริษัทจะโพสต์บนบล็อก (blog post) นั้นควรมีส่วนผสมที่เหนือกว่า และยิ่งบทความนั้น “สมบูรณ์แบบ” มากเท่าใด แบรนด์ก็จะสามารถสร้างภาพลักษณ์ให้ติดตรึงใจในสายตาผู้อ่านได้มากเท่านั้น

ความสำคัญของ blog post ทำให้วันนี้ฝ่ายสื่อสารขององค์กรต้องพยายามเรียบเรียงบทความอย่างพิถีพิถัน ทั้งปั้นเนื้อหา ตัดต่อตบแต่ง สลับสับเปลี่ยน รวมถึงอ่านทบทวนหลายสิบรอบก่อนจะมีการกดปุ่ม “publish” ในที่สุด ถามว่ากระบวนการสร้าง blog post ทั้งหมดควรเริ่มจากที่ไหน ข้อมูลจาก Blog2Social.com ผู้สร้าง infographic นี้แนะนำไว้ 7 ขั้นตอนที่ค่อนข้างครอบคลุม

เนื้อหาหลักของทั้ง 7 ขั้นตอนนี้จะทำให้แบรนด์มั่นใจได้ว่า เนื้อหาบน post นั้นน่าสนใจจริง ซึ่งไม่ใช่เนื้อหาเท่านั้น แต่หัวเรื่องและส่วนนำก็ควรตื่นเต้นน่าติดตามให้อ่านต่อด้วย

ในทางเทคนิก แบรนด์ควรทำให้แน่ใจว่า blog post นี้ไม่ได้ซ่อนอยู่ลึกลับ แต่ควรเข้าถึงได้ง่ายทั้งกลุ่มลูกค้าและ search engine ดังนั้นแบรนด์จึงไม่ควรลืมเพิ่มคำหลักหรือ keyword ให้ครบถ้วน

ที่สำคัญ blog post นั้นควรมีพลังของสื่อทั้งภาพ และวิดีโอ ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงคนที่ไม่อยากอ่านได้อีกทาง

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการใส่ link หรือการบอกให้ชัดว่าต้องการให้ผู้อ่านทำอะไรต่อ (call to action) ประเด็นนี้ต้องไม่คลุมเครือและอำนวยความสะดวกให้ผู้อ่านมากที่สุด

หากได้บทความ blog post ที่ไร้ที่ติแล้ว ก็ถึงเวลาโหมกระหน่ำประชาสัมพันธ์ blog post ให้สุดฝีมือ

ที่มา: PRDaily

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/10/perfect-blog-post/